องค์ประกอบของดนตรีสากล

ดนตรีไม่ว่าจะเป็ นของชาติใด ภาษาใด ล้วนมีพื้นฐานมาจากส่วนต่างๆ

เหล่านี้ ทั้งสิ้น ความแตกต่างในรายละเอียดของแต่ละส่วนแต่ละวัฒนธรรมนั้ น
เป็ นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่การที่จะแตกต่างกันอย่างไรนั้ น กรอบวัฒนธรรมของ
แต่ละสังคมจะเป็ นปั จจัยที่กำาหนดในตรงตามรสนิ ยมของแต่ละวัฒนธรรมจน

เป็ นผลให้สามารถแยกแยะดนตรีของชาติหนึ่ งแตกต่างจากดนตรีของอีกชาติ
หนึ่ งอย่างไร

องค์ประกอบของดนตรีสากล ประกอบด้วย

1. เสียง (Tone)

คีตกวีผ้สร้างสรรค์ดนตรี เป็ นผ้้ใช้เสียงในการสร้างสรรค์ผลิตงานศิลปะ

เพื่อรับใช้สังคม ผ้ส
้ ร้างสรรค์ดนตรีสามารถสร้างเสียงที่หลากหลายโดยอาศัย
วิธีการผลิตเสียงเป็ นปั จจัยกำาหนด เช่น การดีด การสี การตี การเป่ า

เสียงเกิดจากการสัน
่ สะเทือนของอากาศที่เป็ นไปอย่างสมำ่าเสมอ ส่วน

เสียงอึกทึกหรือเสียงรบกวน

(Noise) เกิดจากการสัน
่ สะเทือนของอากาศที่ไม่

สมำ่าเสมอ ลักษณะความแตกต่างของเสียงขึ้นอย่้กบคุณสมบัติสำาคัญ
4 ประการ

คือ ระดับเสียง ความยาวของเสียง ความเข้มของเสียง และ

คุณภาพของเสียง

1.1 ระดับเสียง (Pitch) หมายถึง

ระดับความส้ง-ตำ่าของเสียง ซึ่งเกิดการ

จำานวนความถี่ของการสัน
่ สะเทือน กล่าวคือ ถ้าเสียงที่มีความถี่ส้ง ลักษณะ
การสัน
่ สะเทือนเร็ว จะส่งผลให้มีระดับเสียงส้ง แต่ถ้าหากเสียงมีความถี่ตำ่า
ลักษณะการสัน
่ สะเทือนช้าจะส่งผลให้มีระดับเสียงตำ่า
1.2 ความสั้น-ยาวของเสียง (Duration) หมายถึง

คุณสมบัติท่ีเกี่ยวกับ

ความยาว-สั้นของเสียง ซึ่งเป็ นคุณสมบัติท่ีสำาคัญอย่างยิ่งของการกำาหนดลีลา
จังหวะ ในดนตรีตะวันตก การกำาหนดความสั้น -ยาวของเสียง สามารถแสดง

ให้เห็นได้จากลักษณะของตัวโน้ต เช่น โน้ตตัวกลม ตัวขาว และตัวดำา

เป็ นต้น สำาหรับในดนตรีไทยนั้ น แต่เดิมมิได้ใช้ระบบการบันทักโน้ตเป็ นหลัก

แต่ย่างไรก็ตาม การสร้างความยาว-สั้นของเสียงอาจสังเกตได้จากลีลาการกรอ
ระนาดเอก ฆ้องวง ในกรณี ของซออาจแสดงออกมาในลักษณะของการลาก
คันชักยาวๆ

1.3 ความเข้มของเสียง (Intensity) ความเข้มของสียงเกี่ยวข้องกับนำ้าหนั ก

ของความหนั กเบาของเสียง ความเข้มของเสียงจะเป็ นคุณสมบัติท่ีก่อ
ประโยชน์ในการเกื้ อหนุ นเสียงให้มีลล
ี าจังหวะที่สมบ้รณ์

1.4 คุณภาพของเสียง (Quality) เกิดจากคุณภาพของแหล่งกำาเนิ ดเสียงที่

แตกต่างกัน ปั จจัยที่ทำาให้คุณภาพของเสียงเกิดความแตกต่างกันนั้ น เกิดจาก
หลายสาเหตุ เช่น วิธีการผลิตเสียง ร้ปทรงของแหล่งกำาเนิ ดเสียง และวัสดุท่ี
ใช้ทำาแหล่งกำาเนิ ดเสียง ปั จจัยเหล่านี้ ก่อให้เกิดลักษณะคุณภาพของเสียง ซึง่
เป็ นหลักสำาคัญให้ผ้ฟังสามารถแยกแยะสีสันของสียง
เครื่องดนตรีเครื่องหนึ่ งกับเครื่องหนึ่ งได้อย่างชัดเจน

(Tone Color) ระหว่าง

2. พื้ นฐานจังหวะ (Element of Time)

จังหวะเป็ นศิลปะของการจัดระเบียบเสียง ที่เกี่ยวข้องกับความช้าเร็ว

ความหนั กเบาและความสั้น-ยาว องค์ประกอบเหล่านี้ หากนำามาร้อยเรียง ปะ

ติดปะต่อเข้าด้วยกันตามหลักวิชาการเชิงดนตรีแล้ว สามารถที่จะสร้างสรรค์ให้
เกิดลีลาจังหวะอันหลากหลาย ในเชิงจิตวิทยา อิทธิพลของจังหวะที่มีผลต่อผ้้

ฟั งจะปรากฏพบในลักษณะของการตอบสนองเชิงกายภาพ เช่น ฟั งเพลงแล้ว
แสดงอาการกระดิกนิ้ ว ปรบมือร่วมไปด้วย
3. ทำานอง (Melody)

ทำานองเป็ นการจัดระเบียบของเสียงที่เกี่ยวข้องกับความส้ง-ตำ่า ความสั้น-

ยาว และความดัง-เบา คุณสมบัติเหล่านี้ เมื่อนำามาปฏิบัติอย่างต่อเนื่ องบนพื้ น

ฐานของความช้า-เร็ว จะเป็ นองค์ประกอบของดนตรีที่ผ้ฟังสามารถทำาความ
เข้าใจได้ง่ายที่สุด

ในเชิงจิตวิทยา ทำานองจะกระตุ้นผ้้ฟังในส่วนของสติปัญญา ทำานองจะมี

ส่วนสำาคัญในการสร้างความประทับใจ จดจำา และแยกแยะความแตกต่าง
ระหว่างเพลงหนึ่ งกับอีกเพลงหนึ่ ง
4. พื้ นผิวของเสียง (Texture)
“พื้ นผิว”

เป็ นคำาที่ใช้อย่้ทัว่ ไปในวิชาการด้านวิจิตรศิลป์ หมายถึง ลักษณะ

พื้ นผิวของสิ่งต่างๆ เช่น พื้ นผิวของวัสดุท่ีมีลักษณะขรุขระ หรือเกลี้ยงเกลา
ซึ่งอาจจะทำาจากวัสดุท่ีต่างกัน

ในเชิงดนตรีน้ ั น “พื้ นผิว” หมายถึง ลักษณะหรือร้ปแบบของเสียงทั้งที่

ประสานสัมพันธ์และไม่ประสานสัมพันธ์ โดยอาจจะเป็ นการนำาเสียงมา

บรรเลงซ้อนกันหรือพร้อมกัน ซึ่งอาจพบทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ตาม

กระบวนการประพันธ์เพลง ผลรวมของเสียงหรือแนวทั้งหมดเหล่านั้ น จัด
เป็ นพื้ นผิวตามนั ยของดนตรีท้ ังสิ้น ลักษณะร้ปแบบพื้ นผิวของเสียงมีอย่้
หลายร้ปแบบ ดังนี้

4.1 Monophonic Texture

เป็ นลักษณะพื้ นผิวของเสียงที่มีแนวทำานองเดียว ไม่มีเสียงประสาน พื้ น

ผิวเสียงในลักษณะนี้ ถือเป็ นร้ปแบบการใช้แนวเสียงของดนตรีในยุคแรกๆ
ของดนตรีในทุกวัฒนธรรม
4.2 Polyphonic Texture

เป็ นลักษณะพื้ นผิวของเสียงที่ประกอบด้วยแนวทำานองตั้งแต่สองแนว

ทำานองขึ้นไป โดยแต่ละแนวมีความเด่นและเป็ นอิสระจากกัน ในขณะที่ทุก
แนวสามารถประสานกลมกลืนไปด้วยกัน
ลักษณะแนวเสียงประสานในร้ปของ

เพลงชานท์

Polyphonic Texture มีวิวัฒนาการมาจาก

(Chant) ซึ่งมีพื้นผิวเสียงในลักษณะของเพลงทำานองเดียว

(Monophonic Texture) ภายหลังได้มีการเพิ่มแนวขับร้องเข้าไปอีกหนึ่ งแนว

แนวที่

เพิ่มเข้าไปใหม่น้ ี จะใช้ระยะขั้นค่้ 4 และค่้ 5 และดำาเนิ นไปในทางเดียวกับเพลง
ชานท์เดิม การดำาเนิ นทำานองในลักษณะนี้ เรียกว่า “ออร์กานุ่ม”
ได้ว่าเป็ นยุคเริม
่ ต้นของการประสานเสียงแบบ
ศตวรรษที่

14 เป็ นต้นมา

(Orgonum) นั บ

Polyphonic Texture หลังจากคริสต์

แนวทำานองประเภทนี้ ได้มีการพัฒนาก้าวหน้าไปมาก

ซึ่งเป็ นระยะเวลาที่การสอดทำานอง

(Counterpoint) ได้เข้าไปมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น

ในการตกแต่งพื้ นผิวของแนวทำานองแบบ

Polyphonic Texture

4.3 Homophonic Texture

เป็ นลักษณะพื้ นผิวของเสียง ที่ประสานด้วยแนวทำานองแนวเดียว โดยมี

กลุ่มเสียง

(Chords) ทำาหน้าที่สนั บสนุ นในคีตนิ พนธ์ประเภทนี้

แนวทำานองมัก

จะเคลื่อนที่ในระดับเสียงส้งที่สุดในบรรดากลุ่มเสียงด้วยกัน ในบางโอกาส
แนวทำานองอาจจะเคลื่อนที่ในระดับเสียงตำ่าได้เช่นกัน ถึงแม้ว่าคีตนิ พนธ์
ประเภทนี้ จะมีแนวทำานองที่เด่นเพียงทำานองเดียวก็ตาม แต่กลุ่มเสียง

(Chords)

ที่ทำาหน้าที่สนั บสนุ นนั้ น มีความสำาคัญที่ไม่น้อยไปกว่าแนวทำานอง การ
เคลื่อนที่ของแนวทำานองจะเคลื่อนไปในแนวนอน ในขณะที่กลุ่มเสียง
สนั บสนุ นจะเคลื่อนไปในแนวตั้ง
4.4 Heterophonic Texture

เป็ นร้ปแบบของแนวเสียงที่มีทำานองหลายทำานอง แต่ละแนวมีความ

สำาคัญเท่ากันทุกแนว คำาว่า

Heteros เป็ นภาษากรีก

หมายถึงแตกต่างหลาก

หลาย ลักษณะการผสมผสานของแนวทำานองในลักษณะนี้ เป็ นร้ปแบบการ
ประสานเสียง

5. สีสันของเสียง (Tone Color)
“สีสันของเสียง”

หมายถึง คุณลักษณะของเสียงที่กำาเนิ ดจากแหล่งเสียงที่

แตกต่างกัน แหล่งกำาเนิ ดเสียงดังกล่าว เป็ นได้ท้ ังที่เป็ นเสียงร้องของมนุ ษย์
และเครื่องดนตรีชนิ ดต่างๆ ความแตกต่างของเสียงร้องมนุ ษย์ ไม่ว่าจะเป็ น

ระหว่างเพศชายกับเพศหญิง หรือระหว่างเพศเดียวกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีพื้น
ฐานของการแตกต่างทางด้านสรีระ เช่น หลอดเสียงและกล่องเสียง เป็ นต้น

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดนตรีน้ ั น ความหลากหลายด้านสีสันของ

เสียง ประกอบด้วยปั จจัยที่แตกต่างกันหลายประการ เช่น วิธีการบรรเลง

วัสดุท่ีใช้ทำาเครื่องดนตรี รวมทั้งร้ปทรง และขนาด ปั จจัยเหล่านี้ ล้วนส่งผล

โดยตรงต่อสีสันของเสียงเครื่องดนตรี ทำาให้เกิดคุณลักษณะของเสียงที่แตก
ต่างกันออกไป

5.1 วิธีการบรรเลง

อาศัยวิธีดีด สี ตี และเป่ า วิธีการผลิตเสียงดังกล่าวล้วนเป็ นปั จจัยให้

เครื่องดนตรีมีคุณลักษณะของเสียงที่ต่างกัน
5.2 วัสดุที่ใช้ทำาเครื่องดนตรี

วัสดุท่ีใช้ทำาเครื่องดนตรีของแต่ละวัฒนธรรมจะแตกต่างกันไปตามสภาพ

แวดล้อมของสังคมและยุคสมัย วัสดุท่ีใช้ทำาเครื่องดนตรีท่ีแตกต่างกัน นั บ

เป็ นปั จจัยที่สำาคัญประการหนึ่ ง ที่สง่ ผลให้เกิดความแตกต่างในด้านสีสันของ
เสียง

5.3 ขนาดและรูปทรง

ลักษณะของเครื่องดนตรีท่ีมีร้ปทรงและขนาดที่แตกต่างกัน จะเป็ นปั จจัย

ที่สง่ ผลให้เกิดความแตกต่างกันในด้านสีสันของเสียงในลักษณะที่มีความ
สัมพันธ์กัน

6. คีตลักษณ์ (Forms)

คีตลักษณ์หรือร้ปแบบของเพลง เปรียบเสมือนกรอบที่หลอมรวมเอา

จังหวะ ทำานอง พื้ นผิว และสีสันของเสียงให้เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน

เพลงที่มีขนาดสั้น-ยาว วนกลับไปมา ล้วนเป็ นสาระสำาคัญของคีตลักษณ์ท้ ัง
สิ้น

องค์ประกอบของดนตรีไทย
1. เสียงของดนตรีไทย

ห่างเท่ากันทุกเสียง

ประกอบด้วยระดับเสียง 7 เสียง แต่ละเสียงมีช่วง

เสียงดนตรีไทย แต่ละเสียงเรียกชื่อแตกต่างกันไป ใน

ดนตรีไทยเรียกระดับเสียงว่า “ทาง”

2. จังหวะของดนตรีไทย “จังหวะ”

มีความหมายถึงมาตราส่วนของ

ระบบดนตรีที่ดำาเนิ นไปในช่วงของการบรรเลงเพลงอย่างสมำ่าเสมอ

เป็ นตัว

กำาหนดให้ผ้บรรเลงจะต้องใช้เป็ นหลักในการบรรเลงเพลง จังหวะของดนตรีไทย
จำาแนกได้

3 ประเภท คือ

1. จังหวะสามัญ หมายถึงจังหวะทัว่ ไปที่นักดนตรียึดเป็ นหลักสำาคัญใน

การบรรเลงและขับร้องโดยปกติจังหวะสามัญที่ใช้กัน
ในวงดนตรีจะมี 3 ระดับ คือ
จังหวะช้า

จังหวะปานกลาง
จังหวะเร็ว

ใช้กับเพลงที่มีอัตราจังหวะ

ใช้กับเพลงที่มีอัตราจังหวะ

สามชั้น

สองชั้น

ใช้กับเพลงที่มีอัตราจังหวะ

ชั้นเดียว

2. จังหวะฉิ่ง หมายถึง จังหวะที่ใช้ฉ่ิงเป็ นหลักในการตี โดยปกติ

จังหวะฉิ่งจะตี “ฉิ่ง…ฉับ” สลับกันไป ตลอดทั้งเพลง แต่จะมีเพลงบางประเภท

ตีเฉพาะ “ฉิ่ง” ตลอดเพลง บางเพลงตี “ฉิ่ง ฉิ่ง ฉับ” ตลอดทั้งเพลง หรืออาจ
จะตีแบบอื่นๆ ก็ได้ จังหวะฉิ่งนี้ นั กฟั งเพลงจะใช้เป็ นแนวในการพิจารณาว่าช่วง
ใดเป็ นอัตราจังหวะ สามชั้น สองชั้น หรือ ชั้นเดียวก็ได้ เพราะฉิ่งจะตีเพลง
สามชั้นให้มีช่วงห่างตามอัตราจังหวะของเพลง หรือ ตีเร็วกระชั้นจังหวะ ใน

เพลงชั้นเดียว

3. จังหวะหน้าทับ หมายถึงเกณฑ์การนั บจังหวะที่ใช้เครื่องดนตรี

ประเภทเครื่องตีประเภทหนั งซึ่งเลียนเสียงการตีมาจาก “ทับ” เป็ นเครื่อง

กำาหนดจังหวะ เครื่องดนตรีเหล่านี้ ได้แก่ ตะโพน กลองแขก สองหน้า โทน รำามะนา หน้าทับ

3. ทำานองดนตรีไทย

คือลักษณะทำานองเพลงที่มีเสียงส้งๆ ตำ่าๆ สั้นๆ ยาวๆ สลับ คละเคล้ากันไป
ตามจินตนาการของคีตกวีท่ีประพันธ์

บทเพลง ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้ เหมือน

กันทุกชาติภาษา จะมีความแตกต่างกันตรงลักษณะประจำาชาติท่ีมีพื้นฐานทาง
สังคม วัฒนธรรม ไม่เหมือนกัน เช่น เพลงของอเมริกัน อินโดนี เซีย อินเดีย
จีน ไทย ย่อมมีโครงสร้างของทำานองที่แตกต่างกัน ทำานองของดนตรีไทย

ประกอบด้วยระบบของเสียง การเคลื่อนที่ของเสียง ความยาว ความกว้างของ
เสียง และระบบหลักเสียงเช่นเดียวกับทำานองเพลงทัว่ โลก
1. ทำานองทางร้อง

เป็ นทำานองที่ประดิษฐ์เอื้ อนไปตามทำานองบรรเลง

ของเครื่องดนตรี และมีบทร้องซึ่งเป็ นบทร้อยกรอง ทำานองทางร้องคลอเคล้าไป
กับทำานองทางรับหรือร้องอิสระได้ การร้องนี้ ต้องถือทำานองเป็ นสำาคัญ
2. ทำานองการบรรเลง

หรือทางรับ เป็ นการบรรเลงของเครื่องดนตรีในวง

ดนตรี ซึ่งคีตกวีแต่งทำานองไว้สำาหรับบรรเลง ทำานองหลักเรียกล้กฆ้อง “ Basic
Melody” เดิมนิ ยมแต่งจากล้กฆ้องของฆ้องวงใหญ่

และแปรทางเป็ นทางของ

เครื่องดนตรีชนิ ดต่างๆ ดนตรีไทยนิ ยมบรรเลงเพลงในแต่ละท่อน 2 ครั้งซำ้ากัน
ภายหลังได้มีการแต่งทำานองเพิ่มใช้บรรเลงในเที่ยวที่สองแตกต่างไปจากเที่ยว
แรกเรียกว่า “ทางเปลี่ยน”
4. การประสานเสียง

หมายถึง การทำาเสียงดนตรีพร้อมกัน 2 เสียง พร้อมกันเป็ นค่้ขนานหรือเหลื่อม
ลำ้ากันตามลีลาเพลงก็ได้

1. การประสานเสียงในเครื่องดนตรีเดียวกัน

เครื่องดนตรีบางชนิ ดสามารถ

บรรเลงสอดเสียง พร้อมกันได้ โดยเฉพาะทำาเสียงขั้นค่้
และ ค่7้ )

2. การประสานเสียงระหว่างเครื่องดนตรี

(ค่้2

ค่3้ ค่้4 ค่5้ ค่้6

คือ การบรรเลงดนตรีด้วยเครื่อง

ดนตรีต่างชนิ ดกัน ส้ม
ุ เสียง และความร้้สึกของเครื่องดนตรีเหล่านั้ น ก็ออกมาไม่

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful