You are on page 1of 65

คาพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ

ภาคทบทวน กฎหมายอาญา มาตรา 1-58,107-208
โดย อาจารย์ วนั ฉัตร ชุณหถนอม อาจารย์ ผ้บู รรยายวิชาความรู้ ภาคทบทวน ชั้นเนติบัณฑิต
โดยทุจริต มาตรา 1 (1)
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 22267/2555
กฎหมายมิ ไ ด้ก าํ หนดรู ป แบบของการร้ อ งทุ ก ข์ว่ า ต้อ งดํา เนิ น การอย่า งไร การที่ โ จทก์ร่ ว มแจ้ง ต่ อ
พนักงานสอบสวนว่า ประสงค์ให้ดาํ เนินคดีแก่จาํ เลย และพนักงานสอบสวนได้สอบปากคําโจทก์ร่วมไว้ จึงถือ
ว่าเป็ นการร้องทุกข์แล้ว แม้พนักงานสอบสวนไม่ได้บนั ทึกการมอบคดีความผิดอันยอมความไว้กต็ าม พนักงาน
สอบสวนก็มีอาํ นาจสอบสวนและโจทก์มีอาํ นาจฟ้ อง
โจทก์ร่วมมอบเงินให้จาํ เลย ไว้ใช้จ่ายร่ วมกันในครอบครัว การที่จาํ เลยอ้างว่า โจทก์ร่วมเป็ นชาวต่างชาติ
ไม่สามารถเปิ ดบัญชีได้ จําเลยจึงเปิ ดบัญชีและฝากเงินในชื่อของจําเลยเพียงคนเดียว ถือได้ว่า จําเลยครอบครอง
เงินที่โจทก์ร่วม เป็ นเจ้าของรวมอยูด่ ว้ ย เมื่อโจทก์ร่วม บอกให้จาํ เลยคืนเงิน แต่จาํ เลยไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วม
การกระทําของจําเลย จึงเป็ นการเบียดบังยักยอกเอาเงิน ซึ่งโจทก์ร่วมเป็ นเจ้าของรวม อยูด่ ว้ ยไปเป็ นของตน โดย
ทุจริ ต จําเลยจึงมีความผิดฐานยักยอก หาใช่ เป็ นเรื่ องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้นไม่ แต่เมื่อโจทก์ร่วมและจําเลย
เป็ นเจ้าของร่ วมกันในเงินดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเพียงกึ่งหนึ่ง ในเงินจํานวนดังกล่าวเท่านั้น
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2554
ข้อเท็จจริ งฟั งได้ว่า จําเลยกับพวกอีก 2 คน ร่ วมกันใช้กาํ ลังประทุษร้ายผูเ้ สี ยหาย เพื่อมิให้ผเู ้ สี ยหายขัด
ขืน เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักเงินสด 1,100 บาท บัตรเอ.ที.เอ็ม. และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผูเ้ สี ยหายไป
หรื อการพาทรัพย์น้ นั ไป ให้ยนื่ ให้ซ่ ึงทรัพย์ ยึดถือเอาทรัพย์น้ นั ไว้ หรื อให้พน้ จากการจับกุม แม้ขอ้ เท็จจริ งจะฟั ง
ได้ว่า จําเลยกับพวกเอาทรัพย์สินของผูเ้ สี ยหายไป เท่าที่คิดว่าพอกับค่าจ้างที่ผูเ้ สี ยหาย เป็ นหนี้ พวกจําเลยอยู่
เท่ านั้น ไม่ ได้เอาทรั พย์สินอื่ นๆ ที่มีค่ามากไปด้วยก็ตาม แต่ การกระทําของจําเลยกับพวกดังกล่ าว เป็ นการ
กระทําที่ไม่มีอาํ นาจตามกฎหมาย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็ นการกระทําโดยมีเจตนาทุจริ ตแล้ว
การกระทําของจําเลยกับพวก เป็ นการร่ วมกันปล้นทรัพย์ของผูเ้ สี ยหาย จําเลยจึงมีความผิดตามฟ้ อง

เคหสถาน มาตรา 1 (3)
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4958/2556
อาคารที่พกั สายตรวจตําบลดอนมนต์ สร้างจากเงินบริ จาคของประชาชนบนที่ดินขององค์การบริ หาร
ส่ วนตําบลดอนมนต์ แม้โจทก์จะร่ วมบริ จาคเงินในการก่อสร้างด้วย แต่วตั ถุประสงค์ที่ก่อสร้าง ก็เพื่อใช้เป็ นที่
พักของเจ้าพนักงานตํารวจที่เป็ นสายตรวจและอํานวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาแจ้งความร้องทุกข์ ย่อม
แสดงว่า ประชาชนประสงค์ให้ใช้เป็ นสถานที่ราชการ ที่สามารถเข้ามาติดต่อกับเจ้าพนักงานตํารวจได้
ทั้งอาคารดังกล่าวได้ขอเลขที่บา้ นโดยระบุวา่ เป็ นที่ทาํ การสถานีตาํ รวจชุมชน และการไฟฟ้ าส่ วนภูมิภาค
ได้เรี ยกเก็บค่ ากระแสไฟฟ้ าจากหัวหน้าสถานี ตาํ รวจชุ มชนตําบลดอนมนต์ จึ งบ่ งชี้ ว่าประชาชนที่ ร่ วมกัน
ก่อสร้างได้มอบอาคารดังกล่าว ให้เป็ นสถานที่ราชการตํารวจโดยปริ ยายแล้ว อาคารดังกล่าวจึงไม่ใช่ที่รโหฐาน
อันเป็ นที่ส่วนตัวของโจทก์ ที่จะมีอาํ นาจจัดการหวงห้ามได้
สําหรับห้องพักที่เกิดเหตุ ที่โจทก์ก้ นั เป็ นสัดส่ วนนั้น เป็ นส่ วนหนึ่งของอาคารที่พกั สายตรวจตําบลดอน
มนต์ นอกจากโจทก์จะใช้เป็ นที่พกั อาศัยแล้ว เจ้าพนักงานตํารวจสายตรวจอื่น ก็สามารถใช้ประโยชน์จากห้อง
ดังกล่าวได้ แม้โจทก์จะเก็บสิ่ งของส่ วนตัวไว้และใส่ กญ
ุ แจ ก็ไม่ใช่หอ้ งพักส่ วนตัว ที่โจทก์จะมีสิทธิ หวงกันไว้ผู ้
เดียวได้ ห้องพักที่เกิดเหตุจึงไม่ใช่ที่รโหฐาน
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2554
ผูเ้ สี ยหายใช้บา้ นพักอาศัยส่ วนหนึ่ง เปิ ดเป็ นร้านซ่ อมเครื่ องใช้ไฟฟ้ า ในเวลาที่ผเู ้ สี ยหายเปิ ดบริ การซ่ อม
เครื่ องใช้ไฟฟ้ าอยู่ บริ เวณดังกล่าวย่อมเป็ นสาธารณสถาน ซึ่ งประชาชนทัว่ ไป รวมทั้งจําเลยที่ 1 มีความชอบ
ธรรมที่จะเข้าไปได้ แต่เมื่อผูเ้ สี ยหายปิ ดร้านหรื อหมดเวลาให้บริ การในแต่ละวันแล้ว บริ เวณดังกล่าว จึงจะเป็ น
เคหสถานที่ใช้อยูอ่ าศัย
ดังนั้น เมื่อขณะเกิดเหตุ ผูเ้ สี ยหายยังเปิ ดให้บริ การซ่ อมเครื่ องใช้ไฟฟ้ าอยู่ การที่จาํ เลยที่ 1 เข้าไปในร้าน
ดังกล่าว จึงไม่เป็ นความผิดฐานบุกรุ กเคหสถาน

อาวุธ มาตรา 1 (5)
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2030/2554
ตาม ป.อ. มาตรา 1 (5) อาวุธ หมายความรวมถึงสิ่ งซึ่ งไม่เป็ นอาวุธโดยสภาพ แต่ซ่ ึ งได้ใช้หรื อเจตนาจะ
ใช้ประทุษร้ายร่ างกายถึงอันตรายสาหัส อย่างอาวุธ ผูถ้ ูกกล่าวหานํากระป๋ องสเปรย์พริ กไทยเข้าไปในบริ เวณ
ศาลชั้นต้น
สําหรับสเปรย์พริ กไทยได้ความว่า ผลิตขึ้นโดยมีวตั ถุประสงค์ในการใช้ฉีดพ่น เพื่อยับยั้งบุคคลหรื อสัตว์
ร้ายมิให้เข้าใกล้หรื อทําอันตรายผูอ้ ื่น ผูท้ ี่ถูกฉี ดพ่นสารในกระป๋ องสเปรย์ใส่ จะมีอาการสําลักจาม ระคายเคือง
หรื อแสบตา หลังจากนั้นไม่นาน ก็สามารถหายเป็ นปกติได้ เห็นได้วา่ การผลิตสเปรย์พริ กไทยดังกล่าว มิได้ผลิต
ขึ้นเพื่อทําร้ายผูใ้ ด จึงไม่เป็ นอาวุธโดยสภาพ ทั้งไม่ อาจใช้ประทุษร้ายร่ างกายถึงอันตรายสาหัส อย่างอาวุธ
สเปรย์พริ กไทยจึงไม่เป็ นอาวุธตามความหมายของบทกฎหมาย
ใช้ กาลังประทุษร้ าย มาตรา 1(6)
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2556
การที่ จ าํ เลยจับ นมผูเ้ สี ย หาย โดยไม่ ป รากฏว่ า ผูเ้ สี ย หายได้อ นุ ญ าตยิน ยอมนั้น เป็ นการใช้ก าํ ลัง
ประทุษร้าย เป็ นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสองแล้ว
ความผิดเกิดขึน้ ในเรือไทยหรืออากาศยานไทย มาตรา 4
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 8335/2547
จําเลยมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย เจ้าพนักงานจับกุมจําเลยเมื่อจําเลย
ลงจากเครื่ องบินของสายการบินที่จาํ เลยโดยสารมาจากเมืองอัมสเตอร์ ดมั ประเทศเนเธอร์ แลนด์ เพื่อเปลี่ยน
เครื่ องบินไปยังเมืองไทเป ดินแดนไต้หวัน ขณะจําเลยเดินผ่านห้องผูโ้ ดยสารขาออกของท่าอากาศยานกรุ งเทพ
จําเลยจึงเข้ามาในราชอาณาจักรไทยแล้ว เมื่อจําเลยมียาเสพติดให้โทษดังกล่าวไว้ครอบครองเพื่อจําหน่ าย ซึ่ ง
ตามกฎหมายไทยบัญญัติวา่ เป็ นความผิด จําเลยจึงเป็ นผูก้ ระทําความผิดในราชอาณาจักร

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2670/2535 เหตุเกิดขึ้นในเรื อไทย เป็ นการกระทําความผิดในราชอาณาจักร พนักงานสอบสวน กองปราบปราม กรมตํารวจ มีอาํ นาจสอบสวนคดีอาญาได้ทวั่ ราชอาณาจักร จึงมีอาํ นาจสอบสวน กรณีถือว่ าความผิดกระทาในราชอาณาจักรไทย มาตรา 5 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5445/2552 แม้เหตุจะเกิดที่นอกราชอาณาจักร แต่เห็นได้ว่า จําเลยมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรื อย่อมจะเล็งเห็นได้ว่า ผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร เพราะเรื อที่รับช่วงนํ้ามันจะต้องนํานํ้ามันของกลางไปจําหน่ายให้แก่เรื อที่ทาํ การประมงในทะเลอาณาเขต ซึ่ งอยูใ่ นเขตราชอาณาจักรไทย กรณี ตอ้ งด้วย ป. มาตรา 5 วรรคสอง ซึ่ งบัญญัติ ว่า การพยายามกระทําการใดซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็ นความผิด แม้การกระทํานั้น จะได้กระทํานอกราชอาณาจักร ถ้าหากการกระทํานั้น จะได้กระทําตลอดไป จนถึงขั้นความผิดสําเร็ จ ผลจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่า การพยายามกระทําความผิด ได้กระทําในราชอาณาจักร ความผิดเกิดนอกราชอาณาจักรทีต่ ้ องรับโทษในราชอาณาจักร มาตรา 7 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 6516/2537 ความผิดเกิดขึ้นในทะเลหลวง นอกราชอาณาจักรไทย ศาลไทยจะลงโทษผูก้ ระทําผิดที่เป็ นคนไทยใน ข้อหาความผิดต่อชี วิตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 8(4) ได้ต่อเมื่อ ผูเ้ สี ยหายได้ร้องขอให้ลงโทษ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8(ก) แต่ คดี น้ ี ไม่ปรากฏแน่ ชัดว่า ผูต้ ายซึ่ งถื อว่าเป็ นผูเ้ สี ยหาย เป็ นใครบ้าง และไม่ ปรากฏว่า จะมี ผูใ้ ดซึ่ ง สามารถจัดการแทนผูต้ ายได้ตามประมวลกฎหมายวิ ธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2)ได้ดาํ เนินการร้องขอให้ ศาลไทยลงโทษ ที่ปรากฏว่า ผูเ้ สี ยหายได้ร้องทุกข์ขอให้ลงโทษ ก็เฉพาะผูเ้ สี ยหายทั้งสี่ ที่ถูกปล้นทรัพย์และ พยายามฆ่าเท่านั้น ฉะนั้น จึงลงโทษจําเลยฐานฆ่าผูอ้ ื่นไม่ได้ คงลงโทษได้เฉพาะข้อหาปล้นทรัพย์และพยายาม ฆ่าผูเ้ สี ยหายทั้งสี่ ซึ่งผูเ้ สี ยหายทั้งสี่ ได้ร้องทุกข์ขอให้ลงโทษจําเลยแล้วเท่านั้น .อ.

อ.บ.อ.ร.อ.400 บาท ของกลาง ไม่ได้ใช้สาํ หรับซุกซ่ อนเมทแอมเฟตามีน และไม่ได้มา จากการจําหน่ ายเมทแอมเฟตามีนของกลางในคดี น้ ี จึ งมิใช่ เครื่ องมื อ เครื่ องใช้ หรื อวัตถุอื่นซึ่ งได้ใช้ในการ กระทําความผิด ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.252 มาตรา 102 และมิใช่ทรัพย์สินที่ผใู ้ ดทําหรื อมีไว้ เป็ นความผิดหรื อได้มาโดยกระทําความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 (2) จึงไม่อาจริ บได้ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3937/2554 โจทก์มิได้นาํ สื บถึงรายการการใช้โทรศัพท์ ระหว่างสายลับกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ข้อเท็จจริ งยัง รับฟังไม่ได้วา่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เป็ นเครื่ องมือเครื่ องใช้ ยานพาหนะหรื อวัตถุอื่นใด ซึ่ งจําเลยได้ใช้ใน การกระทําความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง เพื่อจําหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องโดยตรง และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ จําเลยได้ใช้หรื อมีไว้เพื่อใช้ในการกระทําความผิดหรื อได้มาโดยได้กระทําความผิด ซึ่ งหมายถึงความผิดตาม ฐานที่โจทก์ฟ้องเท่านั้น จึงไม่อาจริ บโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางตาม พ. มาตรา 33 ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ดงั กล่าว ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผใู ้ ดทําหรื อมีไว้เป็ นความผิด อันจะต้องริ บ เสี ยทั้งสิ้ นตาม ป.ศ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 102 และ ป. มาตรา 32 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2171/2554 เมื่อข้อเท็จจริ งฟั งเป็ นยุติแล้วว่า อาวุธปื นของกลางที่ไม่มีเครื่ องหมายทะเบียนประจําอาวุธปื นของเจ้า พนักงานประทับไว้ จึงเป็ นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผูใ้ ดทําหรื อมีไว้เป็ นความผิดที่ ป.โทษริบทรัพย์ มาตรา 32 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1344/2555 กระเป๋ าและเงินสดที่เหลือ 2. มาตรา 32 ที่ศาลจะต้องสั่ง ให้ริบเสี ยทั้งสิ้ น(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2554) คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 8815/2553 เมื่ออาวุธปื นของกลาง เป็ นอาวุธปื นของผูอ้ ื่น ที่ได้รับอนุ ญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายอยู่แล้ว การที่ จําเลยพาอาวุ ธ ปื นดัง กล่ าวติ ดตัวไป โดยไม่ ไ ด้รั บอนุ ญาตให้มี และพาติ ดตัว ความผิดจึ งอยู่ที่ การไม่ ไ ด้รั บ . มาตรา 32 บัญญัติให้ริบเสี ยทั้งสิ้ น ไม่วา่ เป็ นของผูก้ ระทําความผิดและมีผถู ้ ูกลงโทษตามคําพิพากษาหรื อไม่ ดังนั้น แม้ศาลชั้น ต้นสั่งจํา หน่ ายคดี เฉพาะจําเลยที่ 1 ผูถ้ ูก ฟ้ องว่า กระทํา ความผิด เกี่ ยวกับอาวุธปื น กระบอกนี้ เนื่องจากจําเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม ก็ตอ้ งอยูใ่ นบังคับแห่ ง ป.อ.

ศ.อ. มาตรา 32. 33 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4016/2545 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 บัญญัติวา่ บรรดายาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 4 หรื อประเภท 5ให้ริบเสี ยทั้งสิ้ น ซึ่ งตามบัญชี ทา้ ยประกาศกระทรวงสาธารณสุ ข ฉบับที่ 135(พ. 2539) เรื่ อง ระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ระบุให้เมทแอมเฟตา มี น เป็ นยาเสพติ ด ให้โ ทษในประเภท 1 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญ ญัติ ว่า ทรั พย์สิ น ใดที่ กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผูใ้ ดทําหรื อมีไว้เป็ นความผิด ให้ริบเสี ยทั้งสิ้ น ไม่ว่าเป็ นของผูก้ ระทําความผิดและมีผถู ้ ูก ลงโทษตามคําพิพากษาหรื อไม่ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่ าว ทั้งที่ เป็ นบทเฉพาะและบททัว่ ไป มี ความ สอดคล้องต้องกัน แสดงให้เห็นว่า มี เจตนารมณ์มุ่งประสงค์ให้ศาลสั่งริ บยาเสพติ ดให้โทษ ตามที่กฎหมาย กําหนดไว้เสี ยทั้งสิ้ น ซึ่งเป็ นบทบังคับเด็ดขาด ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ริบเมทแอมเฟตามีน มาในคําขอท้ายฟ้ อง แต่เมื่อโจทก์ได้กล่าวในฟ้ องแล้ว ว่า เจ้าพนักงานตํารวจได้ยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ จึงเป็ นกรณี ที่โจทก์ได้กล่าวไว้ในฟ้ องแล้ว ศาลมี อํานาจสั่งริ บเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น หาต้องห้ามตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ไม่ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 7766/2544 อาวุธปื นของกลางเป็ นของผูต้ าย การที่จาํ เลยหยิบอาวุธปื นของผูต้ าย ที่วางอยูบ่ ริ เวณที่เกิดเหตุ ขึ้นมายิง ผูต้ ายนั้น อาวุธ ปื นดัง กล่ า วยัง อยู่ใ นความครอบครองของผูต้ าย จํา เลยไม่ มี ค วามผิด ฐานมี อ าวุธ ปื นไว้ใ น ครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ เมื่ ออาวุธปื นของกลางเป็ นอาวุธปื น ไม่ มีทะเบี ยน ผูใ้ ดมีไว้เป็ นความผิด จึ งต้องริ บตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 32 .ใบอนุญาต หาทําให้ซองกระสุ นปื นและเครื่ องกระสุ นปื นของกลาง ที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็ นอาวุธปื นและเครื่ อง กระสุ นปื น ผิดกฎหมายไม่ กรณี จึงไม่ใช่เป็ นทรัพย์สินที่มีไว้เป็ นความผิด อันจะพึงต้องริ บ และไม่ใช่ทรัพย์สิน ที่ใช้หรื อมีไว้เพื่อใช้ในการกระทําความผิดตาม ป.

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1587/2505 การริ บทรัพย์สินเป็ นการเอาทรัพย์สินที่ริบเป็ นของแผ่นดิน ทรัพย์สินที่จะริ บต้องมีตวั อยู่ ไม่ว่าได้ยดึ เอา มาเป็ นของกลางแล้ว หรื ออยูท่ ี่อื่น แต่ถา้ ทรัพย์สินที่จะริ บ ไม่มีตวั เช่น ถูกทําลายหรื อสู ญหายไป จะสั่งริ บไม่ได้ เพราะไม่อาจจะตกเป็ นของแผ่นดินได้ ฉะนั้น ปื นของกลางที่จาํ เลยทิง้ นํ้า ไม่สามารถจะเอามาได้ ก็ตอ้ งถือว่าสู ญ หายไม่มีตวั จึงสัง่ ริ บไม่ได้ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 111/2504 จําเลยยิงขณะผูเ้ สี ยหายยกมีดจะฟั นจําเลย มีดนั้นขนาดใหญ่ ถ้าฟั นได้อาจเป็ นอันตรายถึงแก่ชีวิต จําเลย ยิงนัดเดียว ดังนี้ เป็ นการป้ องกันชีวติ จําเลยพอสมควรแก่เหตุ ไม่เป็ นความผิด โจทก์ฟ้องว่า จําเลยพยายามฆ่าคน โดยใช้ปืนยิง ขอให้ลงโทษเฉพาะฐานพยายามฆ่าและขอให้สั่งริ บปื น ทางพิจารณาได้ความว่า จําเลยป้ องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ ไม่มีความผิด แต่ปืนที่ไม่มีเครื่ องหมายของ เจ้าพนักงานอนุญาตให้มีได้น้ นั เป็ นของร้ายอยู่ในตัว ผูใ้ ดมีไว้เป็ นความผิด จึงเป็ นของที่ตอ้ งริ บตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 32(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1/2504) ทรัพย์ สินซึ่งได้ ใช้ ในการกระทาความผิด มาตรา 33 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5698/2555 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่าย และขอให้ศาลสั่งริ บ โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถจักรยานยนต์ของกลางโดยอ้างว่าจําเลยใช้ติดต่อและใช้เป็ นยานพาหนะในการจําหน่าย เมทแอมเฟตามีน เมื่อข้อเท็จจริ งฟั งได้ว่าจําเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อขายเมทแอมเฟตามีนโดยนัดส่ งมอบ บริ เวณที่ เกิ ดเหตุ ต่ อมาจํา เลยนําเมทแอมเฟตามี นของกลางไปบริ เวณที่ เกิ ดเหตุ และเจ้าพนัก งานตํารวจยึด โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางได้ที่ตวั จําเลย โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงเป็ นเครื่ องมือ เครื่ องใช้ หรื อวัตถุอื่นซึ่ ง จําเลยได้ใช้ในการกระทําความผิด ฐานมี เมทแอมเฟตามี นไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่ ายอันพึงต้องริ บตาม พ.ยาเสพติดให้โทษ พ.บ.2522 มาตรา 102 ส่ วนรถจักรยานยนต์ของกลาง ทางนําสื บโจทก์ ไม่ปรากฏว่า จําเลยนํามาใช้เป็ นยานพาหนะสําหรับการ มี เมทแอมเฟตามี นไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่ าย และเจ้าพนักงานตํา รวจไม่ ได้คน้ พบเมทแอมเฟตามี น ที่ รถจักรยานยนต์ของกลาง ดังนี้ รถจักรยานยนต์ของกลาง จึงเป็ นเพียงยานพาหนะที่จาํ เลยใช้เดินทางมายังที่เกิด .ร.ศ.

ร.อ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.บ. 160 และ ป.2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทาํ หรื อมีไว้เป็ นความผิดหรื อ ได้มาโดยได้กระทําความผิดตาม ป.ร.บ.ศ. มาตรา 32.อ.อ. 33 (2) จึงไม่อาจริ บได้ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2554 รถจักรยานยนต์ของกลาง เป็ นรถจักรยานยนต์ ที่ จาํ เลยดัดแปลงสภาพ ต่อเติมพ่วงด้านข้าง สําหรั บ รับจ้างขนคนโดยสาร จึงเป็ นเพียงพาหนะที่คนต่างด้าวดังกล่าวใช้โดยสาร อยู่ในอําเภออรัญประเทศ จังหวัด สระแก้ว ไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งได้ใช้หรื อมีไว้เพื่อกระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ทั้งตามปกติ รถจักรยานยนต์ของกลาง โดยสภาพก็มีไว้เพื่อบรรทุกคน จากที่หนึ่ งไปยังที่อื่น อันเป็ น วัตถุประสงค์ทวั่ ไป จึงไม่สมควรริ บรถจักรยานยนต์ของกลาง คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 7479/2552 โจทก์ฟ้องว่า จําเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์ของกลาง เป็ นยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทํา ความผิด หรื อการพาทรั พย์น้ ันไป หรื อเพื่อให้พน้ จากการจับกุม ไม่มีรายละเอี ยดว่า ได้ใช้รถจักรยานยนต์ ในการกระทําผิดฐานวิง่ ราวทรัพย์ในลักษณะใด เพราะความผิดฐานนี้ สามารถเป็ นความผิดโดยสมบูรณ์ได้ โดย ไม่จาํ ต้องใช้รถจักรยานยนต์ดว้ ยเสมอไป การบรรยายฟ้ องของโจทก์ จึงเป็ นการบรรยายฟ้ อง เพื่อให้ครบองค์ประกอบตาม ป.จราจรทางบก พ.ร. มาตรา 33 และขอให้ริบรถยนต์ของกลางด้วย เมื่อจําเลยให้การรับสารภาพ จึงฟั งเป็ นยุติว่า รถยนต์ของกลางเป็ นทรัพย์ ที่ได้ใช้ในการกระทําความผิด จําเลยจะฎีกาโต้แย้งว่า รถยนต์ของกลางมิใช่ ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทําความผิดอีกไม่ได้ และแม้ พ.เหตุ ไม่ใช่เครื่ องมือ เครื่ องใช้ ยานพาหนะหรื อวัตถุอื่นซึ่ งจําเลยได้ใช้ในการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้โทษตาม พ.อ. มาตรา 336 ทวิ ที่ ใช้เฉพาะในการเพิ่มโทษจําเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลมีอาํ นาจริ บรถจักรยานยนต์ได้ตามมาตรา 33 (1) คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2551 โจทก์ฟ้องว่า จําเลยขับรถยนต์ดว้ ยความประมาท เป็ นเหตุให้ผอู ้ ื่นได้รับบาดเจ็บ และไม่คาํ นึ งถึงความ ปลอดภัยหรื อความเดือดร้อนของผูอ้ ื่น อันเป็ นความผิดตาม พ.2522 มาตรา 43. มาตรา 390 เจ้าพนักงานยึดรถยนต์ ซึ่ งจําเลยได้ใช้ในการกระทําความผิดเป็ นของกลาง โจทก์ได้อา้ ง ป.จราจร .บ.

ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และ ป. 33 (1) คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524/2549 จําเลยที่ 3 และที่ 4 ขับรถยนต์มายังที่เกิดเหตุ เพื่อเจรจาซื้ อขายเมทแอมเฟตามีน โดยมิได้นาํ เมทแอมเฟ ตามีนของกลาง มากับรถยนต์ดว้ ย ดังนั้น รถยนต์จึงมิใช่ทรัพย์ ที่ใช้ในการกระทําความผิดไม่สามารถที่จะริ บได้ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2584/2549 คดี ที่โจทก์ฟ้องอ้างว่า จําเลยทั้งสองร่ วมกันมี ยาเสพติ ด ให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่ อ จําหน่ายนั้น จําเลยทั้งสองซุกซ่ อนเมทแอมเฟตามีนจํานวน 4.2522 ซึ่ งเป็ นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดที่ใช้ลงโทษแก่จาํ เลย จะไม่มีบทบัญญัติให้ริบทรัพย์ ดังกล่าว แต่จะถือว่าพระราชบัญญัติดงั กล่ าว บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนําหลักทัว่ ไปในประมวล กฎหมายอาญามาใช้บงั คับ หาได้ไม่ เนื่องจาก ป.000 เม็ด กับเฮโรอีนจํานวน 10 แท่ง ของกลางในกระเป๋ า ที่กระโปรงหลัง รถยนต์ของกลางเท่านั้น จําเลยทั้งสองหาได้ดดั แปลงสภาพรถยนต์ของกลางทั้งสองคัน เพื่อจะซุกซ่ อนยาเสพติดให้โทษ แต่อย่าง ใดไม่ รถยนต์ของกลางทั้งสองคัน จึ งมิ ใช่ ทรั พย์สิน ที่ ใ ช้ใ นการกระทําความผิดเกี่ ย วกับยาเสพติ ด ให้โทษ โดยตรง อันจะพึงริ บตาม พ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 ส่ วนกระดาษ ตะกัว่ ถุงพลาสติก และกรรไกรของกลาง ค้นได้ในบ้านของจําเลยที่ 1 ข้อเท็จจริ งฟั งไม่ได้ ว่า เป็ นเครื่ องมือเครื่ องใช้หรื อวัตถุอื่น ซึ่ งจําเลยใช้ในการกระทําความผิดจําหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ใน ครอบครอง เพื่อจําหน่าย จึงไม่อาจริ บได้ .อ.ทางบก พ.บ.ศ.ร.000 เม็ด ไว้ใต้เบาะที่นงั่ ในรถยนต์ของกลาง และ เก็บเมทแอมเฟตามีน จํานวน 296.อ.ร. มาตรา 33 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 7326/2547 จํา เลยใช้ ร ถจัก รยานยนต์ ข องกลาง เป็ นพาหนะ นํา เมทแอมเฟตามี น ไปจํา หน่ า ยแก่ ส ายลับ รถจักรยานยนต์ดงั กล่าว จึงเป็ นยานพาหนะ ซึ่ งใช้ในการกระทําความผิดเกี่ยวกับการจําหน่ายยาเสพติดให้โทษ โดยตรง ต้องริ บตาม พ.อ.บ. มาตรา 33 กําหนดให้ศาลริ บทรัพย์ได้ นอกเหนือไปจากกรณี ที่กฎหมายอื่นได้บญั ญัติไว้ ด้วย ศาลจึงมีอาํ นาจพิพากษาริ บรถยนต์ของกลางได้ตาม ป. มาตรา 17.

บ.อ.ศ.ยาเสพติดให้โทษ พ. 2522 มาตรา 102 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1814/2543 ธนบัตร เหรี ยญ สร้อยคอทองคํา และสร้อยข้อมือทองคําของกลางที่โจทก์ขอให้ริบ โจทก์กล่าวอ้างมาใน คําฟ้ องและคําฟ้ องฎี กาว่า เป็ นทรัพย์ที่จาํ เลย ได้มาจากการจําหน่ ายเมทแอมเฟตามี นก่ อนหน้านี้ ของกลาง ดังกล่าว เมื่อมิใช่เครื่ องมือ เครื่ องใช้ ยานพาหนะ หรื อวัตถุอื่น ซึ่ งได้ใช้ในการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ให้โทษ ตาม พ.ศ.ร. 33 (2) ศาลจึงไม่ริบ(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 5/2543) . มาตรา 32. มาตรา 33 (1) คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4064/2546 สายลับล่อซื้ อเมทแอมเฟตามีนจากจําเลยทั้งสองในราคา 150 บาท โดยให้เงินไป200 บาท ดังนั้น เงิน จํา นวน 50 บาทที่ จ าํ เลยทั้งสอง ทอนให้แก่ ส ายลับ ย่อ มถื อ เป็ นทรั พ ย์ ที่ จ าํ เลยทั้ง สองได้ใช้ใ นการกระทํา ความผิดฐานจําหน่ายยาเสพติดให้โทษ จึงต้องริ บ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4411/2545 จําเลยนําเมทแอมเฟตามีนที่จาํ เลยมีไว้ เพื่อจําหน่ าย ไปเก็บไว้ที่บา้ นมารดา เมื่อสายลับประสงค์จะซื้ อ จําเลยก็ใช้รถจักรยานยนต์ เป็ นยานพาหนะ ไปเอาเมทแอมเฟตามี น ที่ บา้ นมารดา มาจําหน่ ายให้แก่สายลับ ถือได้วา่ จําเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็ นยานพาหนะ ในการกระทําความผิดเกี่ยวกับการจําหน่ายยาเสพติดให้โทษ โดยตรง รถจักรยานยนต์ของกลาง จึงเป็ นยานพาหนะที่พึงต้องริ บ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 469/2547 การที่ จ าํ เลยใช้ก ระดาษหนัง สื อ นิ ต ยสาร ห่ อ หุ ้ม เมทแอมเฟตามี น ของกลาง แล้ว วางไว้ที่ต ะแกรง ด้านหน้ารถจักรยานยนต์ของกลาง โดยเปิ ดเผย ถือไม่ได้ว่า จําเลยได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางในการกระทํา ความผิด ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุ ญาต รถจักรยานยนต์ของกลาง จึงไม่ใช่ ทรัพย์สินที่จาํ เลยได้ใช้ในการกระทําความผิดตาม ป. 2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผูใ้ ดทํา หรื อมีไว้เป็ นความผิด หรื อได้มาโดยกระทําความผิด ซึ่ งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทําในคดี น้ ี ตาม ป.อ.

ได้รับบาดเจ็บ จําเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 รถยนต์ของกลางจึงเป็ นทรัพย์สิน ซึ่ งบุคคลได้ใช้ใน การกระทําผิด ศาลมีอาํ นาจริ บเสี ยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2516 บทบัญญัติในเรื่ องริ บทรัพย์ ไม่วา่ จะเป็ นกรณี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 หรื อ มาตรา 33 นั้น มุ่งถึงตัวทรัพย์เป็ นสําคัญ . มาตรา 38 จึงไม่อาจริ บอาวุธปื นและเครื่ องกระสุ นปื น ดังกล่าวได้ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 686/2529 รถจักรยานยนต์ของกลางที่จาํ เลยที่ 1กับพวกใช้แล่น ไล่ตาม และขับปาดหน้ารถจักรยานยนต์ผเู ้ สี ยหาย ให้หยุด เพื่อทําการปล้นทรัพย์ผเู ้ สี ยหาย ถือได้ว่า เป็ นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทําผิดฐานปล้นทรัพย์ ศาลมี อํานาจสั่งริ บตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา33 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3355/2528 จําเลยขับรถยนต์ของกลาง ชนท้ายรถจิ๊ปที่ร้อยตํารวจตรี ส.วิ. ย่อมระงับไปตาม ป. มาตรา 39และ โทษย่อมระงับไปด้วยความตายของผูก้ ระทําผิดตาม ป. ใช้อาวุธปื นยิงต่ อสู ้ จึ งถูกเจ้าหน้าที่ตาํ รวจยิงตาย เจ้าหน้าที่ ตาํ รวจยึดอาวุธปื นดังกล่ าว ซึ่งเป็ นปื นมีทะเบียน พร้อมกระสุ น 4 นัดและปลอกกระสุ นปื น 1 ปลอก เป็ นของกลาง เมื่อ อ.ขับขี่ โดยมีเจตนาทําร้าย เพราะโกรธเคืองที่ จับจําเลยมาสถานี ตาํ รวจ และไม่ยอมปล่อยจําเลย ตามคําขอร้องของจําเลย จนร้อยตํารวจตรี ส. ถูกเจ้าหน้าที่ตาํ รวจยิงตาย สิ ทธิ นาํ คดีอาญามาฟ้ อง อ.อ.คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 998/2536 ปล้นทรัพย์มาแล้ว นําไปจํานํา ตัว๋ รับจํานํา มิใช่ทรัพย์ที่ได้ใช้หรื อมีไว้ เพื่อใช้ในการกระทําผิดหรื อได้มา โดยการกระทําความผิด ศาลไม่มีอาํ นาจริ บตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2456/2530 เจ้าหน้าที่ตาํ รวจเข้าทําการจับกุมจําเลยกับ อ.อ. ในข้อหามีเฮโรอีน ไว้ในครอบครอง เพื่อจําหน่ ายและ จําหน่ ายเฮโรอี น อ.

จะต่างกันก็แต่ว่า ตามมาตรา 32 ศาลจะต้องริ บเสี ยทั้งสิ้ น ส่ วนมาตรา 33 ให้อยู่ในดุลพินิจของศาล เว้น แต่จะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 33วรรคท้ายเท่านั้น ที่จะสั่งริ บไม่ได้ ดังนั้น ในคดีที่โจทก์ฟ้องว่าจําเลยกับพวก มีปืนและสายไฟฟ้ าติดตัวร่ วมกันปล้นทรัพย์ โดยใช้สายไฟฟ้ า รัดคอเจ้าทรัพย์ แม้ศาลจะวินิจฉัยว่า จําเลยมิได้กระทําผิดก็ดี แต่เมื่อข้อเท็จจริ งปรากฏว่า สายไฟฟ้ าของกลาง เป็ นทรัพย์สิน ซึ่งใช้ในการกระทําผิดแล้ว ก็ยอ่ มริ บได้ เพราะอยูใ่ นดุลพินิจของศาล ตามมาตรา 33(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1/2516) คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 94/2513 การที่ผตู ้ ายบุกรุ กขึ้นไปบนเรื อนจําเลยและเงื้อมีดเข้าไปที่จาํ เลยนัง่ อยู่ แม้จะไม่ทราบสาเหตุที่ผตู ้ ายทํา เช่ น นั้น แต่ ล ัก ษณะท่ า ทางของผูต้ าย ที่ เ งื้ อ มี ด เข้า ไปหาจํา เลย แสดงว่า ผูต้ ายเข้า ไปจะแทงจํา เลย ซึ่ ง เป็ น ภยันตรายจากการประทุษร้าย อันละเมิดต่อกฎหมายและเป็ นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จําเลยจึงเข้าต่อสู ้ แย่งมีดจาก ผูต้ ายมาได้ และในสถานการณ์ เ ช่ น นั้น จํา เลยย่อ มไม่ มี เ วลาคิ ด ว่า จะควรใช้มี ด นั้น หรื อ ไม่ เ พี ย งใด ทั้ง ใน ขณะเดี ยวกันนั้น ผูต้ ายก็ได้ทาํ การต่อสู ้แย่งมีดคืน อันตรายหาได้หมดไปไม่ จําเลยจึงใช้มีดนั้น แทงผูต้ ายไป ทันที รวมสองครั้ง ในขณะที่มีการต่อสู ้กนั อยู่ การกระทําของจําเลยเท่าที่ได้ทาํ ไปนั้น เป็ นการป้ องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ จําเลยไม่มีความผิด มีดของ กลางเป็ นมีดของผูต้ าย นํามาใช้ในการกระทําผิด ให้ริบ โทษระงับด้ วยความตายของผู้กระทาผิด มาตรา 38 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2456/2530 ผูก้ ระทําความผิดใช้อาวุธปื น ยิงเจ้าพนักงานตํารวจ แต่ถูกเจ้าพนักงานตํารวจยิงตาย สิ ทธิ นาํ คดีอาญามา ฟ้ องผูก้ ระทําความผิด ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 และโทษก็เป็ นอัน ระงับไป ด้วยความตายของผูก้ ระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 38 ดังนั้น อาวุธปื นซึ่งเป็ นปื นที่มีทะเบียนของผูอ้ ื่น ที่ผตู ้ ายใช้ยงิ เจ้าพนักงานตํารวจ จึงไม่อาจริ บได้ ตามบท กฎหมาย .

มาตรา 137 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2602/2554 การที่จาํ เลยลงลายมือชื่อรับรองคนต่างด้าว 7 คน แม้จะเป็ นการรับรองในวันเดียวกันพร้อม ๆ กัน และมี เจตนาที่จะให้ทางราชการ ออกบัตรประจําตัวประชาชนให้แก่คนต่างด้าว 7 คน ในเวลาเดียวกันก็ตาม แต่จาํ เลย ได้กระทําให้แก่คนต่างด้าวแต่ละคน ย่อมเป็ นความผิดสําเร็ จในตัวของแต่ละคน และอาศัยเจตนา แตกต่างแยก จากกัน การกระทําของจําเลยจึงเป็ นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 . กับพวกยังคงออกใบสั่งแจ้งข้อกล่าวหาแก่จาํ เลย โดยไม่ปรากฏว่าร้อยตํารวจโท ส.ดูหมิน่ เจ้ าพนักงาน มาตรา 136 คาพิพากษาฎีกาที่ 8016/2556 ภายหลังจากร้อยตํารวจโท ส. กับพวกว่า “ตํารวจแม่ง.. กับพวกทราบว่า ได้เคยถูกจับและเสี ยค่าปรับในข้อหาเดียวกันมาแล้ว ก่อนหน้าถูกจับ ๑ วัน หลังจากนั้นจําเลยแจ้งให้บิดาเสี ยภาษีประจําปี รถยนต์แล้ว ยังไม่ได้รับเอกสารมาจากบิดา แต่ร้อยตํารวจโท ส.ใช้ไม่ได้” อันเป็ นเพียงคํากล่าวที่ไม่สุภาพและไม่ควรเท่านั้น ยังไม่ถึง ขั้นที่พอจะให้เข้าใจว่าจําเลยมีความมุ่งหมายที่จะด่า ดูถูกเหยียดหยามหรื อสมประมาท ให้ร้อยตํารวจโท ส. กับ พวกอับอาย การกระทําของจําเลยจึงไม่เป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖ แจ้ งความเท็จ มาตรา 137 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 19287/2555 จําเลยเป็ นเพียงผูม้ ีชื่อถือกรรมสิ ทธิ์ ในที่ดินพิพาท แทนโจทก์ การที่จาํ เลยรู ้อยูแ่ ล้วว่า โฉนดที่ดินพิพาท อยูใ่ นความครอบครองของโจทก์ มิได้สูญหาย แต่กลับไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าโฉนดที่ดินพิพาท สู ญหาย แล้วนําบันทึกคําแจ้งความไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน แล้วโอนขายที่ดินพิพาทให้บุคคลภายนอก เป็ นความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ป.อ. กับพวกเรี ยกรถยนต์ที่จาํ เลยขับ เพื่อขอตรวจ เมื่อพบว่ารถยนต์ขาดต่อภาษี ประจําปี จําเลยแจ้งให้ร้อยตํารวจโท ส. กับพวกได้ช้ ี แจงทําความเข้าใจให้จาํ เลยทราบถึ งเหตุ ที่ตอ้ งออกใบสั่งแจ้งข้อกล่าวแก่ จาํ เลย จําเลยในภาวะ เช่นนั้นย่อมรู ้สึกว่า ร้อยตํารวจโท ส.. กับพวก ไม่ได้ให้ความสําคัญสนใจกับคําชี้แจงของจําเลยเท่าที่ควร อาจทํา ให้จาํ เลยรู ้สึกว่าไม่ได้รับความเป็ นธรรมและเกิดความน้อยใจ จึงกล่าวในเชิงเป็ นการตําหนิการปฏิบตั ิหน้าที่ของ ร้อยตํารวจโท ส.

174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 นอกจากนี้ จําเลยยังมีเจตนายังมีเจตนาแจ้งความ เพื่อให้โจทก์ร่วม ถูกดูหมิ่นเกลียดชังและเสี ยชื่อเสี ยง จึงเป็ นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมอีกด้วย คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 8739/2552 จําเลยซื้ออาคารชุดอุรุพงษ์คอนโด ในระหว่างสมรสกับโจทก์ อาคารชุดดังกล่าวจึงเป็ นสิ นสมรส ซึ่ งตาม ป.คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 8611/2553 การที่จาํ เลยยืนยันข้อเท็จจริ งว่า จําเลยเห็นโจทก์ร่วม หยิบเอาเศษสร้อยคอทองคําของจําเลยไปและได้ไป แจ้ง ความแก่ พ นัก งานสอบสวน ให้ด ํา เนิ น คดี โ จทก์ร่ ว ม ในข้อ หาลัก ทรั พ ย์ ซึ่ ง เป็ นข้อ ความอัน เป็ นเท็จ โดยจําเลยรู ้ดีว่า มิ ได้มีการกระทํา ผิดในข้อหาลักทรั พย์ เกิ ดขึ้ น แต่กลับไปแจ้งความแก่ พนักงานสอบสวน ดังกล่าวว่า ได้มีการกระทําผิดข้อหาลักทรัพย์ อันเป็ นเท็จ เพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่า ได้มีความผิดข้อหา ลักทรัพย์เกิดขึ้น เพื่อให้โจทก์ร่วมได้รับโทษ การกระทําของจําเลยจึงเป็ นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จ ตาม ป.พ. มาตรา 1476 (1) และมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง สามีและภริ ยาต้องจัดการสิ นสมรสร่ วมกันหรื อได้รับความ ยินยอมจากอีกฝ่ ายหนึ่งในกรณี จาํ นองอสังหาริ มทรัพย์ หากคู่สมรสฝ่ ายหนึ่งได้ทาํ นิติกรรม ไปแต่เพียงฝ่ ายเดียว หรื อโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ ายหนึ่ง คู่สมรสอาจฟ้ องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ การที่ จาํ เลยให้ถอ้ ยคําแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็ นโสด ไม่ เคยมีคู่สมรส ไม่ว่าจะชอบหรื อมิชอบด้วย กฎหมาย จึงเป็ นการแจ้งความอันเป็ นเท็จ อันเป็ นความผิดตาม ป.อ. จ. มาตรา 137 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 557/2550 ได้ความว่าจําเลยที่ 1 เป็ นผูใ้ หญ่บา้ น จําเลยที่ 2 เป็ นพัฒนากรตําบลในท้องที่ ตามภูมิลาํ เนา ที่ขอมีบตั ร ประจําตัวประชาชน จําเลยทั้งสองย่อมต้องรู ้จกั บุคคลที่อยูภ่ ายในท้องที่ได้ดีและให้การรับรองผูท้ ี่ตนรู ้จกั เท่านั้น การที่จาํ เลยทั้งสองให้การรับรอง โดยไม่ปรากฏว่ารู ้จกั กับผูย้ นื่ คําขอมีบตั รมาก่อน ตามพฤติการณ์เชื่อว่า จําเลยทั้งสองให้การรับรองตามเอกสารหมาย จ.4.พ. มาตรา 137.5 โดยทราบดีว่า เป็ นข้อความอันเป็ นเท็จ เป็ นเหตุให้เจ้า พนักงานออกบัตรประจําตัวประชาชนให้แก่ผยู ้ นื่ คําขอมีบตั ร จึงเป็ นการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และแจ้ง ให้เจ้าพนักงานผูก้ ระทําการตามหน้าที่ จดข้อความอันเป็ นเท็จ ลงในเอกสารราชการ ซึ่ งมีวตั ถุประสงค์สาํ หรับ ใช้เป็ นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสี ยหายแก่ผอู ้ ื่นหรื อประชาชน และการกระทําของจําเลยทั้ง .อ.

เพื่อเป็ นหลักฐาน หากจะมีขอ้ ความบางส่ วนเป็ นเท็จหรื อผิดความ จริ งไปบ้าง ก็ยงั ไม่เป็ นเหตุที่จะทําให้ร้อยตํารวจโท อ.สอง ยังเป็ นการให้ความช่วยเหลือแก่ผไู ้ ม่มีสัญชาติไทยที่ยื่นคําขอมีบตั รที่แจ้งข้อความอันเป็ นเท็จต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่วา่ ตนเป็ นผูม้ ีสัญชาติไทยด้วย คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2546 จําเลยแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จแก่ ว. พนักงาน เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ เพื่อให้ดาํ เนิ นการออกบัตรประจําตัวประชาชนอันเป็ นเอกสารราชการให้แก่ ง. และ ก. เจ้าพนักงานผูม้ ีอาํ นาจหน้าที่ในการออกบัตรประจําตัวประชาชน โดยกรอกข้อความในแบบคําขอมีบตั รประจําตัวประชาชนและจําเลยนําแบบคําขอดังกล่าวเสนอ ส. ต้องทําการสอบสวน เนื่ องจากไม่เป็ นคําร้องทุกข์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(7) เมื่อจําเลยไม่มีเจตนาจะมอบเรื่ องให้พนักงานสอบสวน ดําเนิ นคดีแก่โจทก์ การแจ้งความของจําเลย จึง ย่อมไม่ก่อให้เกิดความเสี ยหายแก่โจทก์ อันจะเป็ นเหตุให้โจทก์มีอาํ นาจฟ้ องคดี เพื่อเอาผิดต่อจําเลยในความผิด ฐานแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จแก่เจ้าพนักงานได้ แต่ คาํ ว่า "ใส่ ความ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326ไม่ ได้นิย ามศัพ ท์ไว้ว่ามี ความหมายว่า อย่างไร แต่ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิ บายว่า หมายถึงพูดหาเหตุร้าย กล่าวหาเรื่ องร้ายให้ผอู ้ ื่น ได้รับความเสี ยหาย โจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชูส้ าวกับจําเลย ไม่ก่อให้เกิดสิ ทธิ แก่จาํ เลยที่จะกล่าวหาเรื่ องร้าย ประจานโจทก์ ด้วยถ้อยคําหมิ่นประมาทโจทก์ เมื่อจําเลยแจ้งความเพื่อเป็ นหลักฐานเท่านั้น มิได้มีเจตนาให้เจ้า พนักงานดําเนินคดีแก่โจทก์ จึงเห็นได้ว่า จําเลยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ถูกดูหมิ่นเกลียดชังและทําลายชื่อเสี ยงของ โจทก์ การกระทําของจําเลย จึงเป็ นการหมิ่นประมาทโจทก์ . เป็ นการกระทําผิด โดยมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือบุคคลสองคน ให้ได้รับบัตรประจําตัวประชาชน แม้จะกระทําใน วันเดียวกัน สถานที่เดียวกัน แต่เจตนาในการกระทําผิดเป็ นคนละส่ วนแยกต่างหากจากกัน จึงเป็ นความผิดหลาย กรรม มิใช่กรรมเดียว คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3252/2543 จําเลยแจ้งความต่อร้อยตํารวจโท อ.

วิ.มาตรา 137 .บ.มิได้สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จ. 160 วรรคหนึ่งและ ป.มาตรา 134 ผูต้ อ้ งหาจะให้การหรื อไม่ ให้การเลยก็ได้ เป็ นสิ ทธิ ของผูต้ อ้ งหาก็ตาม แต่ได้ความจากคําร้องขอผัดฟ้ องและฝากขังว่า พนักงานสอบสวนได้ยนื่ คําร้องต่อศาลชั้นต้นขอผัดฟ้ องและฝาก ขังจําเลย เมื่อวันที่ 16กุมภาพันธ์ 2539 โดยระบุในคําร้องดังกล่าวว่า จําเลยถูกจับเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์2539 และถูกกล่าวหาว่าขับรถโดยประมาท เป็ นเหตุให้เฉี่ ยวชนทรัพย์สินผูอ้ ื่นเสี ยหายไม่หยุดให้การช่ วยเหลือ ไม่ แสดงตนและแจ้งเหตุ ต่อเจ้าหน้าที่ ใกล้เคียง และแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จแก่ เจ้าพนักงาน ซึ่ งอาจทําให้ผูอ้ ื่ น เสี ยหาย อันเป็ นความผิดตามพ.บ.อ.จราจรทางบก พ.คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2839/2541 แม้ว่าในวันเกิดเหตุ จําเลยได้พาเพื่อนของจําเลยมาให้ จ.รับรองในการขอทําบัตรประจําตัวประชาชนดังกล่าว จึงไม่ถือว่า จําเลยแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5346/2540 จําเลยแจ้งข้อความต่อพนักงานสอบสวน ขณะปฏิบตั ิหน้าที่ร้อยเวรสอบสวน อันเป็ นการปฏิบตั ิการตาม หน้าที่วา่ "ภายหลังเกิดเหตุรถชนกันแล้ว ผูข้ บั ขี่รถสามล้อเครื่ องได้หลบหนีไป" ซึ่ งเป็ นความเท็จ ความจริ งแล้ว คนขับ รถสามล้อ เครื่ อ งยัง คงอยู่ใ นที่ เ กิ ด เหตุ การกระทํา ของจํา เลย น่ า จะทํา ให้พ นัก งานสอบสวน หรื อ ประชาชนเสี ยหาย แม้ตาม ป.ร.2522 มาตรา 43 (4).จึงมิใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย การที่จาํ เลยพาเพื่อนของจําเลยมาให้ จ.ศ.ได้รับรองให้ก็ตาม แต่ จ.มิได้เป็ นเจ้าพนักงานผูม้ ีอาํ นาจและหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานบัตรประจําตัวประชาชนประจําที่ว่า การอําเภอที่เกิดเหตุ ทั้ง จ.มีตาํ แหน่ งเป็ นพัฒนาการอําเภอที่เกิดเหตุ ซึ่ งเป็ นเพียงข้าราชการ เท่านั้น จ.ร. 78.ลงชื่ อรับรองว่าเป็ น ด. 157.2522 หรื อไม่ มิ ใช่ เป็ นการให้การของจําเลยในฐานะผูต้ อ้ งหา ในความผิดดังกล่าวต่ อ พนักงานสอบสวน อันจะทําให้จาํ เลย ไม่มีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จแก่เจ้าพนักงาน แต่อย่างใด การ กระทําของจําเลย จึงเป็ นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จแก่เจ้าพนักงานตาม ป.เพื่อทําบัตรประจําตัว ประชาชน และจ. จราจรทางบก พ.อ. มาตรา 137 การที่จาํ เลยแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จดังกล่าวตามฟ้ องแก่เจ้าพนักงาน ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2539 จึงเป็ น การแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จเช่ นนั้น แก่เจ้าพนักงาน ก่อนจําเลยถูกสอบสวนว่า ได้กระทําความผิดตาม พ.ศ.อ.

ให้กรอกข้อความในแบบสอบปากคําว่า จําเลยเป็ นบุคคลสัญชาติไทย ทั้ง ๆ ที่จาํ เลยรู ้อยูว่ ่า จําเลยเป็ นบุคคลสัญชาติเวียดนามหรื อญวน มีสถานภาพเป็ น คนญวนอพยพ มิได้มีสัญชาติไทย และความเท็จนั้น อาจทําให้บุคคลอื่นหรื อประชาชนเสี ย หาย จําเลยย่อมมี ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3602/2533 การที่จาํ เลยซึ่งทราบดีอยูแ่ ล้วว่า บ้านพิพาทเป็ นของโจทก์ ได้นาํ ยึดบ้านดังกล่าวโดยแจ้งแก่เจ้าพนักงาน บังคับคดีว่า บ้านนั้นเป็ นของ ก. เกี่ยวกับสถานภาพของจําเลยและการสอบปากคําจําเลย จึงเป็ นการกระทําในฐานะเจ้าพนักงาน หา ใช่กระทําการ โดยปราศจากคําสั่งหรื อมิได้รับมอบหมายจากผูบ้ งั คับบัญชาไม่ ดังนั้น การที่จาํ เลยแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จแก่ร้อยตํารวจตรี ก. ว่า จําเลยเป็ นบุคคล สัญชาติ ไทย ร้ อยตํา รวจตรี ก. เช่ นนี้ ถือได้ว่า จําเลยได้แจ้งข้อความอันเป็ นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 137 แล้ว เพราะคําว่า เจ้าพนักงานตามบทกฎหมายดังกล่าว หาได้มีความหมายจํากัดเฉพาะว่า จะต้องเป็ นเจ้า พนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ แต่ยงั มีความหมายรวมถึงเจ้าพนักงานอื่นโดยทัว่ ไป ด้วย คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2528 การที่จาํ เลยเป็ นคนสัญชาติญวน ไม่เคยมีชื่ออยูใ่ นทะเบียนบ้าน หลังหนึ่งเลย แล้วไปแจ้งให้เจ้าพนักงาน ผูม้ ีหน้าที่ควบคุมทะเบียน จดข้อความเท็จลงในทะเบียนบ้านอีกหลังหนึ่งว่า จําเลยเป็ นคนสัญชาติไทย ย้ายมา . รั บราชการเป็ นเจ้าพนัก งานตํา รวจ มี ตาํ แหน่ งเป็ นรองสารวัต รฝ่ ายสื บสวน สอบสวน ประจําสํานักงานควบคุมชนต่างชาติผอู ้ พยพกองตํารวจสันติบาล โดยร้อยตํารวจตรี ก.คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 6796/2540 ความผิดฐานแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่ งอาจทําให้ผูอ้ ื่นหรื อประชาชนเสี ยหายตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 137 นั้น หมายถึงการแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จแก่เจ้าพนักงานทัว่ ไป มิใช่เจ้าพนักงานฝ่ าย หนึ่งฝ่ ายใดโดยเฉพาะ เมื่อข้อเท็จจริ งปรากฏว่า ขณะที่จาํ เลยแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จ แก่ร้อยตํารวจตรี ก. ร่ วมทําการ สื บสวนสถานภาพของจําเลยตามคําสั่งของผูบ้ งั คับบัญชาก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน การสื บสวนของร้อย ตํารวจตรี ก.

2522 มาตรา 3 ซึ่ งคําว่า ศาล หมายความถึงผูพ้ ิพากษาที่มีอาํ นาจทําการอันเกี่ยวกับคดีอาญาตามมาตรา 2(1) ผูพ้ ิพากษาจึงมีอาํ นาจหน้าที่ วินิจฉัยสั่งคําร้องขอให้ปล่อยจําเลยชัว่ คราว ตลอดจนการบังคับตามสัญญาประกัน ในกรณี ที่ผดิ สัญญา ฉะนั้น ผูพ้ ิพากษา จึงเป็ นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ในเรื่ องที่เกี่ยวกับการปล่อยจําเลยชั่วคราว การที่ จําเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคําร้องเท็จว่า นายสิ งห์ถึงแก่กรรม เป็ นการร้องเพื่อให้พน้ จากความรับผิดตามสัญญา ประกัน จึงเป็ นการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน .จากบ้านที่จาํ เลยไม่เคยมีชื่ออยูน่ ้ นั การกระทําของจําเลย ย่อมเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 โจทก์ฟ้องว่า จําเลยบังอาจแจ้งความเท็จต่อนายทะเบียนเขตดุ สิตว่า จําเลยมีสัญชาติไทย ขอทําบัตร ประชาชนคนไทยและนายทะเบียนเขตดุสิต ได้ออกบัตรประจําตัวประชาชนให้จาํ เลยอันเป็ นเอกสารราชการ ซึ่งมีวตั ถุประสงค์ สําหรับใช้เป็ นหลักฐานยืนยันตัวบุคคลและสัญชาติ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสี ยหายแก่ นายทะเบียนเขตดุสิตนั้น เมื่อปรากฏว่า บัตรประจําตัวประชาชน ที่เจ้าพนักงานออกให้น้ นั ไม่มีการจดข้อความ เท็จที่ว่า จําเลยมีสัญชาติไทยลงไว้ กรณี จึงไม่ครบองค์ประกอบ ที่จะเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 จําเลยคงมีความผิดฐานแจ้งความเท็จ แก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เท่านั้น ดังนั้น การที่จาํ เลยซึ่ งถูกเจ้าหน้าที่จบั กุม ในข้อหาว่า เป็ นคนญวนอพยพ หนี จากเขตควบคุ ม ให้การ ปฏิเสธ พร้อมทั้งแสดงบัตรประจําตัวประชาชน ให้เจ้าหน้าที่ตาํ รวจดูน้ นั เป็ นการปฏิเสธในฐานะผูต้ อ้ งหา แม้ ข้อความที่จาํ เลยให้การนั้น จะเป็ นเท็จ ก็ไม่เป็ นความผิดฐานแจ้งความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 และจะเอาผิดแก่จาํ เลยฐานใช้ หรื ออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทําผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงาน จดข้อความ เท็จลงในเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ก็ไม่ได้อีกเช่นกัน คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2302/2523 ปั ญหาที่จาํ เลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า ผูพ้ ิพากษาที่พิจารณาคําร้องอยูใ่ นฐานะที่เป็ นศาล ไม่ใช่เจ้าพนักงาน และเมื่อลงโทษจําเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานละเมิดอํานาจศาลแล้ว จะลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 อีกไม่ได้ เพราะเป็ นความผิดกรรมเดียวกันนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คําร้องขอให้ปล่อยจําเลยชัว่ คราว จะต้องยื่นต่อ ศาลชั้น ต้น ที่ ช ํา ระคดี ต ามประมวลกฎหมายวิ ธี พิ จ ารณาความอาญา มาตรา 106 แก้ไ ขเพิ่ ม เติ ม โดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 10) พ.ศ.

พัฒนาธุรกิจ และห้างดังกล่าวเลิกกิจการไปแล้ว โจทก์จึงต้องถอนฟ้ องนั้น เมื่อจําเลยมิใช่เป็ นผูต้ อ้ งหาในคดีรถชน แม้พนักงานสอบสวน จะทําบันทึกไว้ พนักงานสอบสวนก็ไม่มี หน้าที่ทาํ การเปรี ยบเทียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 38(2) การกระทําของจําเลย จึงไม่ เป็ นความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2752/2519 ในการสมัครรับเลือกตั้งเป็ นสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร จําเลยกรอกใบสมัครด้วยตนเองว่า จําเลยมียศร้อย โท ยื่นต่อผูว้ ่าราชการจังหวัด กับแจ้งต่อผูว้ ่าราชการจังหวัด ซึ่ งมีหน้าที่สอบสวนคุณสมบัติ ให้จดข้อความอัน เป็ นเท็จลงในบันทึกการสอบสวนว่า จําเลยมียศร้อยโท โดยจําเลยรู ้อยูแ่ ล้ว ว่าเป็ นความเท็จ ดังนี้ การกระทําของจําเลยแยกได้เป็ น 2 ตอน คือจําเลยเอาใบสมัครมายื่นต่อผูว้ ่าราชการจังหวัดตอน หนึ่ง กับเมื่อผูว้ า่ ราชการจังหวัดรับใบสมัครของจําเลย แล้วทําการสอบสวนปากคําจําเลย ถึงเรื่ องคุณสมบัติของ .คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2522 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ผูต้ อ้ งหาจะให้การอย่างใดหรื อไม่ให้การเลยก็ ได้ เป็ นสิ ทธิ ของผูต้ อ้ งหา ที่จะให้การอย่างใดก็ได้ แม้คาํ ให้การของผูต้ อ้ งหา จะไม่ เป็ นความจริ ง ก็ไม่ เป็ น ความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จาํ เลยว่า ขับรถยนต์โดยประมาท เป็ นเหตุให้ผอู ้ ื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส แล้วสอบสวน จดคําให้การของจําเลยไว้ ต่อมามี พยานหลักฐานว่า ผูอ้ ื่นเป็ นผูข้ บั รถชนผูเ้ สี ยหายมิ ใช่ จาํ เลย พนักงานสอบสวนเห็นว่า คําให้การของจําเลยที่จดไว้ เป็ นความเท็จ จึงแจ้งข้อหาจําเลยเพิ่มเติมว่า แจ้งข้อความ อันเป็ นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ดังนี้ คําให้การของจําเลยที่พนักงานสอบสวนจดไว้ เป็ นคําให้การในฐานะผูต้ อ้ งหา แม้ไม่เป็ นความจริ ง จําเลยก็ไม่มีความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2413/2521 เมื่อข้อเท็จจริ งฟังได้วา่ จําเลยไปเจรจากับโจทก์เรื่ องค่าเสี ยหายต่อหน้าพนักงานสอบสวน โดยจําเลยอ้าง ว่า รถที่นายสําเริ งขับชนบุตรสาวโจทก์ เป็ นรถของห้างหุ น้ ส่ วนจํากัด ช.พัฒนาธุ รกิจต่อศาลแพ่ง จําเลยให้การว่า รถที่ชนบุตรสาวโจทก์ ไม่ใช่ของห้าง ช.พัฒนาธุ รกิจ ซึ่ งจําเลยเป็ นผูจ้ ดั การห้าง แต่โจทก์จาํ เลยตกลงกันไม่ได้ พนักงานสอบสวนจึงทําบันทึกไว้ ต่อมาโจทก์ได้ฟ้องห้างหุน้ ส่ วนจํากัด ช.

จําเลย อีกตอนหนึ่ ง การที่ จาํ เลยเขี ยนใบสมัคร ว่ามี ยศร้ อยโทมายื่นต่ อผูว้ ่าราชการจังหวัดนั้น เป็ นการแจ้ง ข้อความอันเป็ นเท็จแก่เจ้าพนักงานแล้ว และการกระทําของจําเลยในตอนยื่นใบสมัครนี้ เป็ นคนละกรรมกับการกระทําในตอนที่ผูว้ ่าราชการ จังหวัดสอบสวนคุณสมบัติของจําเลย แล้วจําเลยแจ้งว่ามียศร้อยโท อันเป็ นความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงาน จด ข้อความเท็จลงในเอกสารราชการ หาใช่เป็ นการกระทํากรรมเดียวไม่ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 957/2518 เจ้าพนักงานที่ดินใช้ตรายางประทับที่ดา้ นหลังหนังสื อสัญญาขายฝาก มีขอ้ ความว่า 'ข้าพเจ้าผูร้ ับซื้ อฝาก ขอยืนยันว่า ในการทํานิติกรรมขายฝากที่ดินรายนี้ ข้าพเจ้าผูร้ ับซื้อฝากได้ติดต่อกับเจ้าของที่ดินโดยตรง ได้มีการ ตกปากลงคํากันมาอย่างแน่ นอนแล้ว ที่จะทํานิ ติกรรมสัญญาและขอจดทะเบียนรายนี้ หากเกิดการผิดพลาด เพราะผิดตัว เจ้าของผูข้ ายฝาก ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้ น (ลงชื่อ) ผูร้ ับซื้ อฝาก ' และผูร้ ับซื้ อฝากลงลายมือ ชื่อไว้ นั้น เมื่ อปรากฏว่า บันทึ กดังกล่ าว เป็ นการปฏิ บตั ิตามคําสั่งกรมที่ ดิน เพื่อป้ องกันมิ ให้กรมที่ ดินและเจ้า พนักงานที่ดิน ถูกฟ้ องให้รับผิดทางแพ่ง จึงมิใช่บนั ทึกตามนัยแห่ งกฎหมายหรื อตามหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบตั ิตาม กฎหมาย แม้ความจริ งผูข้ ายฝากกับผูร้ ับซื้ อฝาก จะไม่รู้จกั กัน ไม่เคยได้ติดต่อตกลงกันเลย ผูร้ ับซื้ อฝากก็ไม่มี ความผิดฐานแจ้งความเท็จ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1274/2513 การฟ้ องความกับ การแจ้ง ความต่ อ เจ้า พนัก งาน เป็ นการกระทํา คนละประเภท การฟ้ องความเป็ น วิธีด าํ เนิ น การตามกระบวนวิธี พิจ ารณาความ ไม่ ใ ช่ เ ป็ นการแจ้งความต่ อ เจ้าพนักงานตามความหมายแห่ ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 คําให้การที่จาํ เลยยื่นต่อศาล ก็เป็ นวิธีดาํ เนิ นการตามกระบวนพิจารณาความเช่ นกัน หาใช่ เป็ นการแจ้ง ความต่อเจ้าพนักงานไม่ ส่ วนที่โจทก์หรื อจําเลยในคดีแพ่ง แถลงให้ศาล จดข้อความอันเป็ นเท็จในรายงานพิจารณานั้น จะเป็ น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 267 ผูท้ ี่แจ้งให้เจ้าพนักงานทําเช่นนั้น ต้องมีวตั ถุที่ประสงค์ จะใช้ เป็ นพยานหลักฐาน แต่ขอ้ เท็จจริ งที่โจทก์บรรยายฟ้ องในคดีน้ ี เป็ นเรื่ องที่จาํ เลยแถลงต่อศาล ในการดําเนิ นคดี .

และสิ บตํารวจตรี พ. อ้างว่าเกิดความสงสัยในตัวจําเลย จึงขอตรวจค้น โดยไม่มี เหตุผลสนับสนุนว่า เพราะเหตุใดจึงเกิดความสงสัยในตัวจําเลย จึงเป็ นข้อสงสัยที่อยูบ่ นพื้นฐานของความรู ้สึก เพียงอย่างเดียว ถือไม่ได้ว่า มีเหตุอนั ควรสงสัยตาม ป. แม้ ส. อ้างว่ามีอาชญากรรมเกิดขึ้นประจํา แต่อย่างใด และจําเลยไม่มีท่าทางเป็ นพิรุธ คง เพียงแต่นงั่ โทรศัพท์อยูเ่ ท่านั้น การที่สิบตํารวจโท ก. และสิ บตํารวจตรี พ.เพื่อให้ศาลจับกุมโจทก์ซ่ ึ งเป็ นบริ วารจําเลยที่ 4มาปฏิบตั ิตามคําพิพากษาของศาลเท่านั้น ที่ศาลจดถ้อยคําแถลง ไว้ในรายงานพิจารณานั้น หาใช่เป็ นเอกสารที่จะใช้เป็ นพยานหลักฐานตามความหมายแห่ งมาตรานี้ไม่ เป็ นแต่ เพียงคํากล่าวอ้าง ซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะคัดค้านได้ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 492/2509 การแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 นั้น ไม่ว่าจะไปแจ้ง เองหรื อตอบคําถาม ที่เจ้าพนักงานเรี ยกไปสอบสวน เป็ นพยาน ก็เป็ นการแจ้งต่อเจ้าพนักงานตามความหมาย แห่งมาตรานี้ท้ งั นั้น ต่ อสู้ ขดั ขวางเจ้ าพนักงาน มาตรา 138 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 8722/2555 เมื่อข้อเท็จจริ งได้ความว่า บริ เวณที่เกิดเหตุอยูบ่ นถนนสุ ทธาวาส ไม่ใช่หลังซอยโรงถ่านตามที่สิบตํารวจ โท ก. มาตรา 93 ที่จะทําการตรวจค้นได้ การตรวจค้นตัว จําเลย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จําเลยซึ่ งถูกกระทํา โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึ งมีสิทธิ โต้แย้งและตอบโต้ เพื่อป้ องกันสิ ทธิ ของตน ตลอดจน เพิกเฉยไม่ปฏิบตั ิตามคําสั่งใด ๆ อันสื บเนื่องจากการปฏิบตั ิที่ไม่ชอบดังกล่าวได้ การกระทําของจําเลย จึงไม่เป็ นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง คาพิพากษาฎีกาที่ 11720/2554 วันเกิดเหตุ ผูต้ ายได้ไปร่ วมงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของ ส. เบิกความว่า เชิ ญผูต้ ายไปร่ วมงานใน ฐานะผูต้ ายเป็ นหัวหน้าสถานีตาํ รวจ เพื่อให้ช่วยดูแลความเรี ยบร้อย ก็เป็ นการเชิญไปร่ วมงาน ในฐานะส่ วนตัว ไม่ใช่ผตู ้ ายไปปฏิบตั ิหน้าที่รักษาความสงบภายในงานตามอํานาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตํารวจ .วิ.อ.

มาตรา 138 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 8198/2550 เห็นว่า ขณะที่สิบตํารวจตรี เสริ มวิ่งไล่ตามจําเลยไปนั้น ร้อยตํารวจเอกจําลองไม่ได้วิ่งตามไปด้วย สิ บ ตํารวจตรี เสริ มเบิกความว่า เมื่อวิ่งทันจําเลยแล้ว จําเลยหันกลับมาใช้มือปั ดป้ อง ไม่ยอมให้พยานเข้ามาใกล้ตวั เมื่อพยานเข้าไปกอดและพยานให้จาํ เลยควํา่ หน้าลง จําเลยล้มลงพร้อมกับพยาน จากนั้นพยานสั่งให้จาํ เลย นอน อยูเ่ ฉยๆ แล้วพยานใส่ กญ ุ แจข้อมือและให้จาํ เลยลุกขึ้น โดยไม่ปรากฏว่า พยานเบิกความว่า จําเลยใช้เท้าถีบหรื อใช้มือผลักอก อันเป็ นการใช้กาํ ลังประทุษร้าย แต่อย่างใด การที่จาํ เลยปัดป้ อง ไม่ยอมให้สิบตํารวจตรี เสริ ม เข้าใกล้ตวั การกระทําของจําเลย ยังถือไม่ได้ว่าเป็ น การต่อสู ้หรื อขัดขวางเจ้าพนักงาน ในการปฏิบตั ิการตามหน้าที่ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2535/2550 บ. แจ้งข้อหาจําเลยว่า เล่นการพนันจับยีก่ ีโดยเป็ นคนเดินโพยฝ่ ายเจ้ามือ จําเลยปฏิเสธ สิ บ ตํารวจเอก ป. รับว่ามีไม้หวงห้ามยัง ไม่ ไ ด้แ ปรรู ป ไว้ในครอบครองโดยไม่ ได้รับ อนุ ญาตจริ ง การกระทํา ของ ว.อ. มีรูปร่ างใหญ่กว่าจําเลยมาก การที่จาํ เลยเดินหนี ออกนอกร้านก๋ วยเตี๋ยว จนสิ บตํารวจเอก ป. กับพวกรวม 5 คน จะเข้าจับกุม จําเลยไม่ยนิ ยอม โดยสิ บตํารวจเอก ป. กับพวก ต้องใช้กาํ ลังล็อกแขน กดหน้า จําเลยกับพื้นระเบียง เพื่อใส่ กุญแจมือจําเลยในลักษณะไขว้หลัง ขณะจําเลยดิ้นรนขัดขืน เพื่อให้พน้ จากการถูก ควบคุมตัว เพราะเห็นว่า ตัวเองไม่ได้กระทําผิด ซึ่ งแม้ในการดิ้นรนของจําเลย จะเป็ นเหตุให้มือของจําเลย ไป โดนหน้าอกของสิ บตํารวจ ป. อ้างว่าเพื่อให้ช่วยดูแลความเรี ยบร้อยนั้น ส. พบกองไม้กระยาเลย อันเป็ นไม้ผิดกฎหมายวางกองอยู่ขา้ งบ้าน ว. เกิดเป็ นรอยถลอก ขนาดเล็กก็ตาม แต่การกระทําดังกล่าว ก็ยงั ไม่ถึงขั้นที่จะเป็ น การต่อสู ้ขดั ขวางเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทําการตามหน้าที่ตาม ป. เพียงต้องการให้ผูร้ ่ วมงาน เกรงใจผูต้ าย ซึ่ งมี ตําแหน่งเป็ นหัวหน้าสถานีตาํ รวจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อยเท่านั้น การกระทําของจําเลยที่ยงิ ผูต้ าย จึงไม่ใช่การ ฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทําการตามหน้าที่ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1240/2554 สิ บตํารวจเอก ป. และ ว. ไม่ ใช่ ความผิด ซึ่ ง หน้า ไม่ เข้า ข้อ ยกเว้นความผิดที่ ระบุ ไ ว้ในบัญชี ท้ายประมวลกฎหมายวิธี พิจ ารณาความอาญาหรื อเข้าหลักเกณฑ์ต าม .ส่ วนที่ ส.

และ ย.เป็ นเจ้าพนักงานปฏิบตั ิการหรื อกระทําตามหน้าที่ เพราะ ต.2522 ซึ่ ง แต่งตั้งให้หวั หน้าพนักงานเวรฝ่ ายรักษาความปลอดภัย เป็ นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ขณะเกิดเหตุ ต. ติ ด ตามจํา เลย ไปจนทัน และเกิ ด เหตุ กระทบกระทัง่ กันขึ้น ระหว่างจําเลยและ บ.ได้รับอันตรายเป็ นรอยถลอกและบวมเล็กน้อย ตามบริ เวณแขนข้อมือและ ขมับ ก็ตอ้ งถือว่าเป็ นการป้ องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่เกินสมควรแก่เหตุ การกระทําของจําเลยทั้งหก จึง ไม่เป็ นความผิดฐานต่อสู ้ขดั ขวางการจับกุมและทําร้ายผูซ้ ่ ึงต้องช่วยเจ้าพนักงานในการปฏิบตั ิการตามหน้าที่ .เป็ นเจ้าพนักงานตามประกาศกระทรวง คมนาคม เรื่ อง แต่งตั้งเจ้าพนักงานเพื่อปฏิบตั ิการตาม พ.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 80 วรรคสอง (1) (2) บ. ขึ้ น รถยนต์ข องจํา เลย ขับ ออกไป บ.และ ย.มีตาํ แหน่งเป็ นหัวหน้าพนักงานเวรฝ่ ายรักษาความปลอดภัย ต. จึงไม่มีอาํ นาจที่จะจับ ว. แต่เป็ นการเข้าจับกุม โดยไม่มีอาํ นาจ แม้จาํ เลยทั้งหก จะต่อสู ้ขดั ขวาง เป็ นเหตุให้ อ.อนุ ญาตให้อ.อ.ซึ่ งเป็ น ผูช้ ่ วยเจ้าพนักงาน เข้าทําการจับกุมจําเลยทั้งหก โดย ต.ซึ่ งเป็ นเจ้าพนักงาน ไม่ได้เข้าจับกุมจําเลยทั้งหก เพียงแต่ ต.ร. มาที่หน่ วยคุม้ ครองป่ า จึงไม่ใช่เป็ นการถูกจับตัวมา แม้ต่อมาจําเลยจะขับรถยนต์ มาที่ หน่ ว ยคุ ้ม ครองป่ าและรั บ ว.บ. โดยไม่มี หมายจับ การที่ ว.เข้าจับกุมจําเลยที่ 1 จึงไม่อยูใ่ นฐานะ เป็ นผูซ้ ่ ึงต้องช่วยเจ้าพนักงาน ในการที่เจ้าพนักงาน ปฏิบตั ิการหรื อกระทําตามหน้าที่ตามที่บญั ญัติไว้ใน ป.ไม่ได้เข้าจับกุมจําเลยทั้งหก และเมื่อไม่มีเจ้าพนักงานปฏิบตั ิการหรื อกระทําตามหน้าที่เช่นนี้แล้ว การที่ อ.ไปถึงที่เกิดเหตุหลังจากจําเลยทั้งหก หลบหนี ไปแล้ว กรณี จึงไม่อาจถือว่า ต. ซึ่งเป็ นเจ้าพนักงาน คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4045/2545 การที่จาํ เลยร่ วมกันขับรถหลบหนีและพุ่งเข้าชนรถยนต์ของทางราชการ จนเกิดการเสี ยหายนั้น จําเลยมี เจตนาที่จะกระทําขึ้นและได้กระทําในวาระเดียวกัน อันเป็ นวิธีการอย่างหนึ่ ง เพื่อหลบหนี การจับกุมของเจ้า พนักงานตํารวจ ดังนั้น ความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบตั ิการตามหน้าที่ กับความผิดฐานทําให้เสี ย ทรัพย์ จึงเป็ นกรรมเดียวเป็ นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 77/2541 ต.และ ย. ก็ยงั ไม่เป็ นการต่อสู ้หรื อขัดขวาง บ.ศ. ตาม บ.การท่าอากาศยานแห่ งประเทศไทย พ.

มาตรา 92 (2) ประกอบด้วยมาตรา 96 (2) การกระทําของเจ้าพนักงานตํารวจ เป็ นการตรวจ ค้นและจับกุมผูเ้ ล่นการพนัน โดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จาํ เลยที่ 1 ขัดขวางการจับกุม โดยใช้มือ ดึงผูเ้ ล่นการพนัน ให้ออกไป จึงมีความผิดตาม ป. กับ นายดาบตํารวจอ. กับนายดาบตํารวจ อ.จึงมีอาํ นาจตรวจค้นและจับจําเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78(1)(2). ไม่มีหมายจับ แต่ได้แสดงตัวว่า เป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ ให้จาํ เลยทราบแล้ว สิ บ ตํารวจเอก พ.อ.วิ.อ. ก็ตาม แต่การกระทําของจําเลยที่ 1 ดังกล่าว ก็ยงั ไม่ถึงขั้นที่จะเป็ นการต่อสู ้ขดั ขวางเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4950/2540 ในขณะเข้าตรวจค้นและจับกุมผูต้ อ้ งหาลักลอบเล่นการพนัน เจ้าพนักงานตํารวจไม่ มีหมายค้นและ หมายจับ แต่เห็นว่า การเล่ นการพนันเป็ นการกระทําผิดซึ่ งหน้า หากไม่เข้าตรวจค้นและจับกุมทันที ตามที่ พลเมืองดีแจ้ง ผูต้ อ้ งหาอาจหลบหนีไปได้ เป็ นกรณี ฉุกเฉินอย่างยิง่ จึงตรวจค้นในเวลากลางคืนได้ โดยไม่ตอ้ งมี หมายค้นตาม ป. พบเห็นจําเลยมี พฤติการณ์อนั ควรสงสัยว่า จะกระทําความผิด โดยมี เครื่ องมืออาวุธหรื อวัตถุอย่างอื่น อันสามารถอาจใช้ในการกระทําผิด และพาอาวุธปื นติดตัวไปในเมือง โดย ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็ นความผิดซึ่งหน้า แม้สิบตํารวจเอกพ. เดินขนาบข้างคล้องแขนจําเลยที่ 1 ไว้คนละข้าง ระหว่างทางจําเลยที่ 2 กับพวกประมาณ 10 ถึง 15 คน เข้ามาแย่งตัวจําเลยที่ 1โดยจําเลยที่ 2 เข้ามาดึงตัวจําเลยที่ 1 ออกไป และถีบสิ บตํารวจโท ศ.มาตรา 138 วรรคหนึ่ง คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 9212/2539 ก่อนเกิดเหตุ สิ บตํารวจเอก พ.93 . ส่ วนจําเลยที่ 1 ได้พยายามดิ้นรน เพื่อให้พน้ จากการถูกควบคุมตัว ซึ่ งแม้ว่าในการดิ้นรนของจําเลยที่ 1 จะเป็ นเหตุให้ เท้าของจําเลยที่ 1 ไปโดนสิ บตํารวจโท ศ.คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5980/2540 เจ้าพนักงานตํารวจจับจําเลยที่ 1 ในข้อหาลักทรัพย์และควบคุมตัวจําเลยที่ 1 ไปที่รถโดยสิ บตํารวจโท ศ. กับนายดาบตํารวจ อ.

140 วรรคแรก และวรรคสาม คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2914/2537 โรงค้าไม้มีร้ ัวรอบของชิ ดและนอกจากใช้เป็ นสถานประกอบการค้าแล้ว ยังใช้เป็ นที่พกั อาศัยด้วย ใน ยามที่ โ รงค้า ไม้หยุด ดําเนิ นกิ จการ ภายในบริ เวณโรงค้า ไม้ ไม่ ว่าจะเป็ นด้านหน้าหรื อ ด้านหลัง ย่อ มไม่ ใ ช่ สาธารณสถาน แต่กลับเป็ นที่รโหฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(13) แม้โจทก์ร่วมซึ่งเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ จะมีอาํ นาจจับกุมจําเลย ในกรณี ที่มีผขู ้ อให้จบั โดยแจ้งว่า จําเลย ได้กระทําความผิดและแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78(4) ก็ตาม แต่กรณี ดงั กล่าว ก็ตอ้ งมิใช่เป็ นการจับกุมในที่รโหฐาน เพราะตามมาตรา 81 บัญญัติว่า จะมี หมายจับหรื อไม่กต็ าม ห้ามมิให้จบั ในที่รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทาํ ตามบทบัญญัติอนั ว่าด้วย การค้นในที่รโหฐาน ซึ่งพฤติการณ์ของโจทก์ร่วมซึ่งกระทําไป ไม่ตอ้ งด้วยข้อยกเว้นดังกล่าว การที่โจทก์ร่วมกับพวกทําการจับกุมจําเลยในที่รโหฐาน จึงเป็ นการกระทําที่ไม่ชอบ ทั้งปราศจากอํานาจ ที่จะทําได้ตามกฎหมาย ถือไม่ได้วา่ เป็ นการปฏิบตั ิการตามหน้าที่ แม้จาํ เลยจะต่อสู ้ขดั ขวางการจับกุมและทําร้าย โจทก์ร่วมการกระทําของจําเลย ก็เป็ นการป้ องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2218/2536 การที่จาํ เลยไม่หยุดรถ เมื่อเจ้าพนักงานตํารวจส่ งสัญญาณ ให้หยุดที่ด่านตรวจ โดยเร่ งความเร็ ว หลบแผง กั้น เป็ นด่ านตรวจของเจ้าพนักงานตํารวจ และขับรถส่ ายไปมา ในขณะที่เจ้าพนักงานตํารวจอยู่บนหลังคารถ .ดึงออกมาจากเอวจําเลย เพื่อยึดเป็ นของกลาง จึง เป็ นการขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบตั ิการตามหน้าที่โดยใช้กาํ ลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5249/2537 จําเลยกับพวกร่ วมกันชิ งทรัพย์รถจักรยานยนต์ ระหว่างจําเลยหลบหนี ถูกผูเ้ สี ยหายกับพวกซึ่ งเป็ นเจ้า พนักงานตํารวจติดตามจับกุม จําเลยขับรถจักรยานยนต์เข้าข้างทางและล้มลง จําเลยลงจากรถจักรยานยนต์ แล้ว ชักอาวุธปื นสั้น เล็งมาทางผูเ้ สี ยหายกับพวก เพื่อข่มขู่ มิให้ผูเ้ สี ยหายกับพวก ทําการจับกุมจําเลย จําเลยจึงมี ความผิดฐานต่อสู ้หรื อขัดขวางเจ้าพนักงาน ในการปฏิบตั ิการตามหน้าที่ โดยมีหรื อใช้อาวุธปื นขู่เข็ญว่าจะใช้ กําลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง.การที่จาํ เลยใช้มือกดอาวุธปื น ไม่ให้สิบตํารวจเอก พ.

ด้วยนั้น ตามพฤติการณ์จาํ เลยมีเจตนาที่จะหลบหนี ให้พน้ การตรวจค้นและจับกุมของเจ้าพนักงานตํารวจ เพียง อย่างเดียว อันเป็ นความผิดฐานขัดขวางการปฏิบตั ิหน้าที่ของเจ้าพนักงาน โดยใช้กาํ ลังประทุษร้ายเท่านั้น คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2536 เจ้าพนักงานแสดงตัว ขอเข้าตรวจค้นยาเสพติดในบ้านเกิดเหตุ โดยขอให้จาํ เลยที่ 4 เปิ ดประตู จําเลยที่ 4 ไม่ยอมเปิ ด จําเลยที่ 1 พูดห้ามมิให้จาํ เลยที่ 4 เปิ ดประตู พร้อมกับเรี ยกจําเลยที่ 4 เข้าไปในบ้าน จากนั้นไฟฟ้ าใน บ้านดับลง โดยไม่ทราบว่า ใครเป็ นคนดับ เมื่อไม่ได้ความว่าจําเลยที่ 1 ที่ 4ทําการอื่นใด นอกจากนี้ และจําเลยที่ 2 ที่ 3 ได้ทาํ การใดบ้าง จึงยังถือไม่ได้ว่าจําเลยที่ 1 ที่ 4 กระทําความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน ในการ ปฏิบตั ิการตามหน้าที่ และการที่จาํ เลยที่ 2 ที่ 3 อยูใ่ นบ้านเกิดเหตุดว้ ย ก็ยงั ถือไม่ได้วา่ ได้ร่วมกับจําเลยที่ 4 ไม่ให้ ความสะดวกแก่เจ้าพนักงานในการปฏิบตั ิการตามหน้าที่ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 223/2531 จําเลยขับรถยนต์สิบล้อไปถึงด่านตรวจ ได้รับสัญญาณให้หยุดรถจากเจ้าหน้าที่ตาํ รวจ ซึ่ งยืนอยูร่ ิ มถนน บริ เวณด่านตรวจนั้น แล้วไม่ปฏิบตั ิตาม โดยจําเลยขับรถผ่านเลยไป ดังนี้ เมื่อไม่ได้ความว่า จําเลยกระทําการอื่นใดนอกเหนือไปจากนี้ การกระทําของจําเลย จึงยังถือไม่ได้ ว่าเป็ นความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบตั ิการตามหน้าที่ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3743/2529 การที่เจ้าพนักงานค้นพบของกลางที่บริ เวณบ้านจําเลย ได้แก่ภาชนะหรื อเครื่ องกลัน่ สําหรับทําสุ รา โดย ไม่ได้รับอนุญาต สอบถามแล้ว จําเลยรับว่า ของกลางเป็ นของตน ไม่ใช่ความผิดซึ่ งเจ้าพนักงานเห็นจําเลยกําลัง กระทําหรื อพบในอาการ ซึ่ งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่า กระทําความผิด มาแล้วสดๆ จึงไม่ใช่ ความผิดซึ่ ง หน้า ที่พนักงานฝ่ ายปกครองหรื อตํารวจจะจับจําเลยได้ โดยไม่มีหมายจับ เมื่อเป็ นการจับกุม โดยไม่มีอาํ นาจ แม้จาํ เลยจะต่อสู ้ขดั ขวางการจับกุม ก็ไม่มีความผิด คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2448/2521 เจ้าพนักงานตํารวจได้เข้าทําการจับกุมพวกลักลอบเล่นการพนันไฮโลโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็ นการ ปฏิบตั ิการตามหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย จําเลยร้องบอกพวกที่เล่นการพนันดังกล่าวว่า "ตํารวจมา ตํารวจมา" .

พวกที่เล่นการพนันบางคนหลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงานไปได้ พฤติการณ์ของจําเลยที่ร้องบอกพวกที่เล่น การพนันดังกล่ าว ก็ดว้ ยมีเจตนาที่จะให้ผูเ้ ล่ นการพนันรู ้ ตวั เพื่อจะหลบหนี ไป การกระทําของจําเลยจึ งเข้า ลักษณะของการช่ วยด้วยประการใดๆ แก่ ผูก้ ระทําความผิด เพื่ อไม่ ให้ถู กจับกุม ดังบัญญัติ ไว้ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 189 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 148/2513 เจ้า พนัก งานตํา รวจเข้า ตรวจค้น ตัว จํา เลย ในที่ เ ปลี่ ยว โดยไม่ ไ ด้แ ต่ ง เครื่ อ งแบบตํา รวจหรื อ แสดง หลักฐานให้เห็นได้ว่า ตนเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจทําการตามหน้าที่ ทั้งนี้ ต่างฝ่ ายไม่รู้จกั กันมาก่อน จําเลยไม่มี ทางรู ้ได้วา่ เป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ เช่นนี้ แม้จาํ เลยจะได้ทาํ การต่อสู ้ ชกต่อยขัดขวางมิให้เจ้าพนักงานตํารวจ ค้น เอาเงินทรัพย์สินใด ๆ ของจําเลยไปก็ตาม จําเลยก็หามีความผิดฐานต่อสู ้ขดั ขวางเจ้าพนักงานผูก้ ระทําการตาม หน้าที่ดงั ฟ้ องโจทก์ไม่ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1318/2506 การที่จาํ เลยดับไฟฟ้ า ขณะเจ้าพนักงานเข้าจับกุมจําเลยกับพวกเล่นการพนัน เพราะจําเลยกลัวถูกจับนั้น แม้จะทําให้เจ้าพนักงานเกิดความไม่สะดวก เพราะมืดก็ตาม การกระทําของจําเลยยังถือไม่ได้ว่า จําเลยมีเจตนา ขัดขวางเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59.138 ข่ มขืนใจเจ้ าพนักงาน มาตรา 139 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2989/2537 การที่จาํ เลยพูดขู่เข็ญจะฆ่าผูเ้ สี ยหายซึ่ งเป็ นเจ้าพนักงานป่ าไม้ หากไม่ปล่อยไม้ที่ยึด เป็ นการข่มขืนใจ ผูเ้ สี ยหายซึ่งเป็ นเจ้าพนักงาน ให้ปฏิบตั ิการอันมิชอบด้วยหน้าที่หรื อให้ละเว้นการปฏิบตั ิการตามหน้าที่ เป็ นการ ลงมือกระทําความผิดครบองค์ประกอบความผิดแล้ว แต่การกระทํานั้นไม่บรรลุผล เพราะผูเ้ สี ยหายไม่เกรงกลัวไม่ยินยอมปล่อยไม้ที่ยึด ผูเ้ สี ยหายจึงไม่ได้ ปฏิบตั ิการอันมิชอบด้วยกฎหมายหรื อละเว้นการปฏิบตั ิการ ตามหน้าที่ที่จาํ เลยข่มขืนใจ จําเลยจึงมีความผิดขั้น พยายามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139ประกอบมาตรา 80 .

000.อ.จึงไม่ใช่ เจ้าพนักงาน ที่ ล. มาตรา 143 แล้ว คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4846/2536 การที่จาํ เลยที่ 1 เรี ยกและรับเงินจํานวน 1.ไปติดต่อ เพื่อจะขอให้ช่วยวิ่งเต้นให้ น.เป็ นคนกลางเรียกสิ นบน มาตรา 143 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 661/2554 จําเลยเรี ยกและรั บเงิ นจากผูเ้ สี ยหายทั้งสอง เพื่อเป็ นการตอบแทนในการที่ จ ะจูง ใจเจ้าพนักงานใน ตําแหน่งพนักงานอัยการ โดยวิธีอนั ทุจริ ตผิดกฎหมาย เพื่อให้กระทําการในหน้าที่ โดยการช่วยเหลือในทางคดี ให้สั่งไม่ฟ้องคดีแก่บุคคลที่ถูกดําเนินคดีอาญา แม้พนักงานอัยการจะมิได้เป็ นเจ้าของสํานวนในคดีน้ นั และจําเลยยังมิได้ให้เงินก็ตาม ก็ถือว่าพนักงาน อัยการนั้น เป็ นเจ้าพนักงานที่จาํ เลยจะจูงใจให้กระทําการในหน้าที่ อันเป็ นคุณแก่บุคคลที่จาํ เลยจะให้ช่วยเหลือ แล้ว การกระทําของจําเลย ครบองค์ประกอบแห่งความผิดตาม ป.ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ไม่ได้เป็ นผู ้ พิพากษาศาลอุทธรณ์ จ.สามีล.000 บาท ไปจากผูเ้ สี ยหาย เป็ นการตอบแทนในการที่จะ จูงใจเจ้าพนักงานในตําแหน่ งผูพ้ ิพากษาศาลฎีกา โดยวิธีอนั ทุจริ ต ให้กระทําการในหน้าที่ โดยพิพากษาคดี ให้ เป็ นคุณแก่ผเู ้ สี ยหาย ให้ผเู ้ สี ยหายชนะคดีในชั้นศาลฎีกานั้น ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 143 แล้ว จําเลยที่ 1 จะได้ไปจูงใจเจ้าพนักงานในตําแหน่ งผูพ้ ิพากษาศาลฎีกา ให้กระทําการในหน้าที่ให้เป็ นคุณ แก่ผเู ้ สี ยหายหรื อไม่ หาใช่องค์ประกอบของความผิดไม่ ดัง นั้น แม้ศาลชั้น ต้น จะได้อ่ า นคํา พิ พากษาศาลฎี ก าไปก่ อ นที่ จ าํ เลยที่ 1 จะได้เ รี ยกและรั บเงิ น จาก ผูเ้ สี ยหาย จําเลยที่ 1 ย่อมไม่สามารถจะจูงใจเจ้าพนักงานในตําแหน่งผูพ้ ิพากษาศาลฎีกา ให้ปฏิบตั ิหน้าที่ให้เป็ น คุณแก่ผเู ้ สี ยหาย ได้ทนั ก็ตาม ก็ไม่ทาํ ให้การกระทําของจําเลยที่ 1 ไม่เป็ นความผิด คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5174/2533 จ.ที่จาํ เลยที่ 2 พาน.หรื อจําเลยคนหนึ่ งคนใด จะพึงจูงใจให้กระทําการ หรื อไม่ กระทําการในหน้าที่ โดยพิพากษาคดีในชั้นอุทธรณ์ ให้เป็ นคุณหรื อเป็ นโทษแก่บุคคลใด อันเป็ นองค์ประกอบ ของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ได้ .

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 537/2523 เรี ยกทรั พย์ว่า จะนําไปให้ผูพ้ ิพากษาตัดสิ นยกฟ้ อง แม้ผูเ้ รี ยกไม่ ต้ งั ใจ จะเอาทรั พย์ที่ เรี ยก ไปให้เจ้า พนักงานนั้นเลย ก็เป็ นการกระทํา ที่ครบองค์ประกอบความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 แล้ว คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 423/2522 จําเลยเรี ยกร้องเงินจาก ต.000 บาท ย่อมเป็ นการกระทํา ที่มุ่งประสงค์ขอให้ ทรัพย์สิน เพื่อจูงใจให้ดาบตํารวจ ช. โดยอ้างว่า บัญชีของบุคคลดังกล่าวผิด และใบเสร็ จรับเงินไม่ลงชื่อ ผูร้ ับเงิน จําเลยจะเอาเงินไปให้ ป.ซ. จึง ไม่ใช่เจ้าพนักงาน ที่จาํ เลยจะพึงให้กระทําการหรื อไม่กระทําการในหน้าที่ คือตรวจสอบบัญชี อันเป็ นคุณหรื อ เป็ นโทษแก่บุคคลใด อันเป็ นองค์ประกอบแห่ งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ได้ การกระทํา ของจําเลยจึงไม่เป็ นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 313/2490 แสดงตนว่า เป็ นคนสนิทชิดชอบกับภรรยาผูพ้ ิพากษา จะไปพูดกับภรรยาผูพ้ ิพากษา ให้พดู กับผูพ้ ิพากษา ตัดสิ นความให้ผเู ้ ป็ นความ ชนะคดี ดังนี้ ไม่เป็ นการแสดงตน เป็ นคนสนิ ทชิ ดชอบกับเจ้าพนักงานตาม มาตรา 123 เป็ นแต่แสดงว่า สนิทชิดชอบกับภรรยาเจ้าพนักงานเท่านั้น ให้ สินบนเจ้ าพนักงาน มาตรา 144 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3096/2552 จําเลยทั้งสองไปติดต่อกับดาบตํารวจ ช.ซึ่ งทําหน้าที่ธุรการไม่ ป. จึงมอบเงิน2. ซึ่ งเป็ นผูช้ ่วยสรรพากรจังหวัด ไม่ให้ไปตรวจสอบ ต. เพื่อขอให้ช่วยเหลือ พ.000 บาท ให้จาํ เลยไป ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริ งปรากฏว่า ป. ไปดําเนินการให้ผบู ้ งั คับบัญชา กระทําการอันมิชอบด้วยหน้าที่ . และ จ.ไม่มีหน้าที่ตรวจสอบ แต่ทาํ หน้าที่ธุรการ ดังนั้นหน้าที่ตรวจสอบบัญชี จึงหาใช่ หน้าที่โดยตรง อันสื บเนื่ องมาจากการเป็ นผูช้ ่ วยสรรพากรจังหวัดของ ป. กับพวก โดยเปลี่ยนข้อหา จากเดิมข้อหา ร่ วมกันมีแมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่ ายและจําหน่ าย เป็ นข้อหาร่ วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุ ญาต โดยเสนอให้เงิน 70.

ได้ร่วมกับจําเลย นําสิ นบนไปให้แก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูง ใจให้กระทําการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ส. หรื อสามี พ้นจากความผิด จึงถือไม่ได้ว่า ส. เพื่อจูงใจให้กระทําการอันมิ ชอบด้วยหน้าที่อนั เป็ นความผิดตาม ป. มอบเงินแก่ จาํ เลย เพื่อให้สินบนแก่ เจ้าพนักงาน เพื่อให้ ส. ย่อมเป็ นผูเ้ สี ยหายตามกฎหมาย มีสิทธิ ที่จะร้องทุ กข์ให้ดาํ เนิ นคดีแก่ จําเลยฐานฉ้อโกงได้ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 8181/2547 คํา ว่า "พนัก งานสอบสวน" ตาม ป. การ ที่ ส. มาตรา 167 มี ค วามหมายว่า ต้อ งเป็ นพนัก งานสอบสวน ผูร้ ั บ ผิ ด ชอบในคดี น้ ัน เท่ า นั้น ดัง นั้น การให้เ งิ น แก่ เ จ้า พนัก งานตํา รวจ ซึ่ งไม่ ไ ด้เ ป็ นพนัก งานสอบสวน ผูร้ ั บผิดชอบในคดี น้ ันเพื่ อให้ช่ว ยเหลื อ ไม่ ดาํ เนิ นคดี จึ งมิ ใ ช่ เป็ นการให้ทรั พย์สิน หรื อประโยชน์อื่นใดแก่ พนักงานสอบสวนตามความหมายของบทบัญญัติดงั กล่าว จึงไม่มีความผิดตามมาตรานี้ คงมีความผิดตามมาตรา 144 เท่านั้น คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1262/2547 การที่เจ้าพนักงานตํารวจผูจ้ บั กุมผูก้ ระทํา ผิด มีหน้าที่ตอ้ งเบิกความต่อศาลตามความสัจจริ ง ในระหว่าง เป็ นพยานในคดีที่ผกู ้ ระทําความผิดถูกฟ้ อง เป็ นหน้าที่อย่างเดียวกับประชาชนทัว่ ไป หาใช่ เป็ นหน้าที่โดยตรง อันสื บเนื่องมาจากที่เป็ นเจ้าพนักงานผูจ้ บั กุมผูก้ ระทําความผิดไม่ หน้าที่ที่ตอ้ งเบิกความตามความสัจจริ ง จึงไม่ เป็ นการกระทําการในหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ แม้จาํ เลยจะให้และรั บว่าจะให้เงิ นแก่ ร้อยตํารวจโท ท. หรื อสามีกระทําความผิดเกี่ ยวกับยาเสพติดให้โทษแล้ว ส. มอบเงิน 305.เมื่อพันตํารวจตรี ต.อ.อ. และวางแผนจับกุม โดยตอบตกลงและนัดหมายให้นาํ เงินมอบให้ และจับกุมได้ พร้อมเงินของกลาง จึงถือได้ว่าจําเลยทั้งสอง ได้ขอให้ทรัพย์สินแก่ดาบตํารวจ ช. กับพวก เพื่อจูงใจเจ้าพนักงานดังกล่ าว เบิ ก ความผิดไปจากความจริ ง ก็ไม่เป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 .000 บาท แก่จาํ เลย สื บเนื่องมาจากการหลอกลวงของจําเลย ด้วยข้อความอันเป็ นเท็จ มิใช่ ส. และสามีมิได้กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และทางราชการมิได้ยดึ ทรัพย์สินของ ส. ทราบความประสงค์ของจําเลยทั้งสอง จากดาบ ตํารวจ ช. และพันตํารวจตรี ต. มาตรา 144 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4212/2550 ส. ผูบ้ งั คับบัญชาของดาบตํารวจ ช.

ยังมีอาํ นาจสื บสวนคดี อาญาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความ ั ชาไว้ในความ อาญา มาตรา 17 การที่จ่าสิ บตํารวจป. ไปบ้านผูเ้ สี ยหาย ถ.มายังที่เกิดเหตุ เพื่อจะจับกุมผูก้ ระทําความผิดฐานมีกญ ครอบครอง จึงเป็ นการปฏิบตั ิหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เมื่อจําเลยได้ให้เงินจํานวนหนึ่งแก่จ่าสิ บตํารวจป.รับราชการเป็ นตํารวจ ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบตั ิหน้าที่ราชการ โดยได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย ย่อมเป็ นเจ้าพนักงาน แม้ขณะเกิดเหตุ จะถูกส่ งตัวไปช่ วยราชการกองอํานวยการรักษาความมัน่ คงภายใน มี ตําแหน่ งหน้าที่เป็ นหัวหน้าชุ ดคุม้ ครองตําบลปากหมัน มีหน้าที่คุม้ ครองหมู่บา้ นและตําบลป้ องกันการกระทํา อันเป็ นคอมมิวนิสต์และก่อการร้าย ก็เป็ นเพียงหน้าที่เฉพาะ ตามคําสัง่ แต่งตั้งของทางราชการ แต่โดยทัว่ ไป จ่าสิ บตํารวจป. บอกผูเ้ สี ยหายว่า จําเลยเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ จําเลยได้ยิน คําพูดของ ถ.ยังมิได้แสดงตัวเป็ นเจ้าพนักงาน หรื อแสดงความประสงค์ที่จะเข้าทําการตรวจค้นหรื อจับกุมจําเลยกับ พวก หรื อมิได้แต่งเครื่ องแบบก็ตาม แสดงตนเป็ นเจ้ าพนักงาน มาตรา 145 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 7631/2549 จําเลยแสดงตนโดยบอกแก่ผเู ้ สี ยหายทั้งสาม ซึ่งเป็ นนักเรี ยนว่า จําเลยเป็ นสารวัตรนักเรี ยน และจําเลยได้ ตรวจร่ างกายผูเ้ สี ยหายทั้งสามโดยอ้างว่า เพื่อเป็ นการพิสูจน์ว่าผูเ้ สี ยหายทั้งสามติดยาเสพติดให้โทษและผ่าน การร่ วมเพศมาก่อนหรื อไม่ ทั้งให้ผเู ้ สี ยหายทั้งสามนัง่ รถไปกับจําเลย โดยอ้างว่าจะไปส่ งโรงเรี ยน แล้วกลับพา ไปกระทําอนาจาร ซึ่ งตําแหน่งสารวัตรนักเรี ยน เป็ นตําแหน่งของเจ้าพนักงาน สังกัดกระทรวงศึกษาธิ การ การ กระทําของจําเลยจึงเป็ นการแสดงตน เป็ นเจ้าพนักงานและกระทําการเป็ นเจ้าพนักงาน คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5096/2540 ครั้งแรก จําเลยและ ถ. บอก ทั้ง จําเลยได้เรี ยกเงินจํานวน 2.คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2390/2527 จ่าสิ บตํารวจป. แต่ก็นิ่งเฉยและมิได้ปฏิเสธ เท่ากับจําเลยต้องการให้ผูเ้ สี ยหายเชื่ อหรื อเข้าใจตามที่ ถ.000บาท จากผูเ้ สี ยหาย มิฉะนั้น จะจับผูเ้ สี ยหาย พฤติการณ์เช่ นนี้ ถือได้ว่า จําเลยได้ แสดงตนเป็ นเจ้าพนักงานและกระทําการเป็ นเจ้าพนักงานแล้ว .เพื่อจูงใจมิให้จบั กุมจําเลยกับพวก ในข้อหามีกญั ชาไว้ ในความครอบครอง การกระทําของจําเลย ย่อมเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144. แม้จ่าสิ บ ตํารวจป.

000 บาท แก่จาํ เลยเช่นนี้ ถือได้ว่าจําเลยได้แสดงตนเป็ นเจ้าพนักงานและกระทํา การเป็ นเจ้าพนักงานโดยจําเลยมิได้เป็ นเจ้าพนักงานที่มีอาํ นาจกระทําการนั้น และมีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ผูเ้ สี ยหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 และ 337 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1219/2505 ความผิดฐานแสดงตนเป็ นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 นั้น จะต้องปรากฏว่า ผูก้ ระทําผิดได้แสดงตนเป็ นเจ้าพนักงานและกระทําการเป็ นเจ้าพนักงานด้วย เพียงแต่แสดงตนเป็ นเจ้าพนักงาน แล้วก็ข้ ึนเรื อนปล้นทรัพย์ ยังไม่ครบองค์ความผิดมาตรานี้ เจ้ าพนักงานยักยอก มาตรา 147 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 6591/2537 จําเลยที่ 2 เป็ นลูกจ้างประจําของกรมชลประทานโจทก์ร่วม ซึ่ งมิใช่ ขา้ ราชการที่ได้รับการแต่งตั้งตาม กฎหมายว่าด้วยการแต่ งตั้งข้าราชการ ให้ดาํ รงตําแหน่ งหรื อเป็ นผูด้ าํ รงตําแหน่ งหน้าที่ ซ่ ึ งกฎหมายระบุ ไ ว้ โดยเฉพาะ ให้ถือเป็ นเจ้าพนักงาน จําเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ เจ้าพนักงานตามกฎหมาย เนื่ องจากบทบัญญัติประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) และมาตรา 147.151. 157 เป็ นบทบัญญัติที่ลงโทษแก่บุคคลผูก้ ระทําผิดที่เป็ นเจ้า พนักงานซึ่งกระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่เท่านั้น แม้จาํ เลยที่ 2 จะร่ วมกับจําเลยที่ 1 และที่ 3 กระทําผิดต่อบทบัญญัติดงั กล่าวก็จะลงโทษจําเลยที่ 2 อย่าง เจ้าพนักงานไม่ได้ คงลงโทษจําเลยที่ 2 ได้แต่เพียงในฐานะผูส้ นับสนุ นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เท่านั้น คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1292/2536 จํา เลยเป็ นข้า ราชการ อยู่ภ ายใต้บ ัง คับบัญ ชาของนายกเทศมนตรี เ มื อ งเพชรบู ร ณ์ แ ละได้รั บ คํา สั่ ง มอบหมายจากนายกเทศมนตรี ให้ไปรับเงินจากศาลมามอบให้เทศบาล แม้จะไม่ใช่ หน้าที่ตามตําแหน่ งของ จําเลยโดยตรง แต่เมื่อจําเลยได้รับมอบหมายให้จดั การแล้ว จําเลยจึงเป็ นเจ้าพนักงานผูม้ ีหน้าที่จดั การเกี่ยวกับ .ส่ วนการเรี ยกรับเงินครั้งที่สอง แม้จาํ เลยไม่ได้บอกหรื ออ้างว่าเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ แต่จาํ เลยเคยไปหา ผูเ้ สี ยหายและมีพฤติการณ์แสดงให้ผเู ้ สี ยหายเชื่อว่า จําเลยเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจจริ ง ทั้งผูเ้ สี ยหายเคยให้เงินแก่ จําเลย เพื่อมิให้ถูกจับมาก่อน การที่จาํ เลยไปเรี ยกเงินจากผูเ้ สี ยหายอีก โดยขู่ว่าหากไม่ให้จะจับผูเ้ สี ยหาย จน ผูเ้ สี ยหายยอมให้เงินจํานวน 2.

เงินที่ได้รับมอบหมายนั้น เมื่อจําเลยมีเจตนาทุจริ ตเบียดบังเอาเงินนั้นเป็ นของตนจําเลย จึงมีความผิดฐานเป็ นเจ้า พนักงานเบียดบังทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่จดั การเป็ นของตนโดยทุจริ ต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 958/2534 การที่จาํ เลยมีหน้าที่รับเงินจากลูกจ้างชัว่ คราวที่ทาํ หน้าที่รับเงินภาษีบาํ รุ งท้องที่ที่หมวดการคลัง เมื่อรับ เงินแล้วก็ตอ้ งมีหน้าที่ลงบัญชี ดว้ ย ถือได้ว่า จําเลยมีหน้าที่จดั การหรื อรักษาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 แล้ว ตามคําฟ้ องของโจทก์มิได้บรรยายแต่เพียงว่า จําเลยมีหน้าที่เก็บเงินค่าภาษีบาํ รุ งท้องที่จาก ประชาชนเท่านั้น หากแต่โจทก์ได้บรรยายฟ้ องด้วยว่า จําเลยมีหน้าที่ออกใบเสร็ จรับเงินแก่ผชู ้ าํ ระเงินค่าภาษี บํารุ งท้องที่ ลงบัญชีเงินสดและบัญชีแยกประเภท และต้องนําเงินค่าภาษีบาํ รุ งท้องที่ที่จดั เก็บได้ในแต่ละวันไป ฝากธนาคารตามระเบียบ สาระสําคัญของคําฟ้ องจึงอยู่ที่ว่า จําเลยเป็ นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จดั การหรื อรักษา ทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 เท่านั้น คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2531 คําสั่งของบุคคล ซึ่งมิได้เป็ นผูบ้ งั คับบัญชาที่ได้มอบหมายงานให้จาํ เลยปฏิบตั ิ เป็ นคําสั่งที่ออก โดยไม่มี อํานาจ จําเลยจึงไม่เป็ นเจ้าพนักงาน ผูม้ ีอาํ นาจกระทําการตามคําสั่งนั้น การที่จาํ เลยรับเงินค่าดูดสิ่ งปฏิกลู ของ เทศบาล ซึ่ งมิใช่ หน้าที่ของจําเลย แล้วเบียดบังไว้ จึงไม่เป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147. 157. และ 161 แต่เป็ นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่ งเป็ นความผิดอันยอมความ ได้ แม้ต่อมาจําเลยจะได้นาํ เงินจํานวนที่ยกั ยอกไปดังกล่าว มาชดใช้คืนแก่เทศบาลก็ตาม ก็เป็ นเพียงการกระทํา เพื่อบรรเทาความเสี ยหายเท่านั้น คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3410/2525 จําเลยเป็ นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่รับจดและต่อทะเบียนยานพาหนะเก็บรักษาเงินค่าภาษียานพาหนะและค่า แผ่นป้ ายหมายเลขทะเบียนยานพาหนะ ได้รับเงินที่ผมู ้ าต่อทะเบียน มอบให้ดว้ ยความสมัครใจ เป็ นค่าบริ การ การกระทําของจําเลยไม่เป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เพราะเงินดังกล่าวใช้เป็ นทรัพย์ที่ จําเลยมีหน้าที่ซ้ือ ทําจัดการหรื อรักษา ทั้งไม่ใช่เป็ นเงินของทางราชการหรื อของรัฐบาลด้วย .

ศ.คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 215/2518 จําเลยเป็ นพนักงานของการรถไฟแห่ งประเทศไทย มีหน้าที่รับเงินรายได้ต่างๆ ของการรถไฟฯ ได้รับ เงินรายได้ไว้จาํ นวนหนึ่ง แล้วไม่นาํ ส่ งตามกําหนดเวลาที่มีระเบียบวางไว้โดยได้ให้ อ.944 บาท ฉะนั้น เงินส่ วนที่เหลือย่อมไม่ใช่เป็ นเงินของทางราชการ หรื อของรัฐบาล แต่เป็ นของผูข้ ายที่ดิน จึงไม่เป็ นทรัพย์ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ทั้งการที่จาํ เลยเรี ยกเก็บค่าธรรมเนียม (แม้จะเกินกว่าที่กฎหมายกําหนด) ก็ดี การทํานิติกรรมซื้ อขายที่ดิน ก็ดี ก็ไม่ใช่เป็ นการกระทําหรื อเบียดบังต่อทรัพย์ที่จาํ เลยมีหน้าที่ซ้ือ ทํา จัดการหรื อรักษา คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 496/2506 จําเลยเป็ นเจ้าพนักงานของการรถไฟแห่ งประเทศไทย ตําแหน่งพนักงานห้ามล้อ ได้นาํ ตัว๋ ค่าธรรมเนียม รถเร็ ว ที่จาํ เลยขายแล้ว ซึ่ งถูกขูดลบถอน แก้เครื่ องหมายแสดงว่า ใช้ไม่ได้แล้ว เพื่อให้ใช้ได้อีก มาขายให้แก่ . หนี ไปจําเลยจึงรับใช้เงินดังกล่าวให้จนครบ ดังนี้ กรณี จึงเป็ นเรื่ องที่จาํ เลยนําเงินที่จาํ เลยมีหน้าที่รักษาไว้ ไปให้ผอู ้ ื่น ยืมใช้ก่อน ถือได้ว่าเป็ นการเบียดบังเอาทรัพย์น้ นั เป็ นประโยชน์ของตนเองและผูอ้ ื่น โดยมีเจตนา ทุจริ ต ตั้งแต่เวลาที่ จาํ เลยให้ผูอ้ ื่ นยืมไป การใช้เงินคื นในภายหลังเพียงเป็ นเหตุ บรรเทาโทษเท่านั้นและเมื่ อ พระราชบัญญัติการรถไฟแห่ งประเทศไทย พ.256 บาท ค่าธรรมเนี ยมอื่นรวมทั้งค่าอากรแสตมป์ และค่าพยานอีก 300 บาทเศษ เงินส่ วนที่เหลือ จําเลยยึดไว้ ปรากฏตามฟ้ องว่ามีจาํ นวน 5. ยืมเงินจํานวนนี้ไป ต่อมา อ.2494 มาตรา 18 บัญญัติให้พนักงานของการรถไฟแห่ งประเทศ ไทยเป็ นเจ้าพนักงานตามความหมายแห่ งกฎหมายลักษณะอาญา จึงถือได้ว่า การกระทําของจําเลยเป็ นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2511 จําเลยเป็ นเสมียนตราจังหวัด มีหน้าที่รับจ่ายและเก็บรักษาเงินของราชการส่ วนจังหวัดและราชการส่ วน อื่น ๆ โดยเจตนาทุจริ ต เบียดบังยักยอกเงินที่ตนรับไว้ ในตําแหน่งหน้าที่ เป็ นประโยชน์ส่วนตน ย่อมมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ไม่ใช่เป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และเมื่อเป็ นความผิดตามมาตรา 147 แล้ว ก็ไม่เป็ นความผิดตามมาตรา 157 อีก คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1272/2506 ข้อเท็จจริ งได้ความว่า จําเลยที่ 1 หักเงินไว้จากฝ่ ายผูข้ ายที่ดิน 7.200 บาท เป็ นค่าธรรมเนี ยมในการซื้ อ ขายที่ดิน 1.

ผูโ้ ดยสารรถไฟ การกระทํา ของจํา เลยเป็ นการใช้อ ํา นาจในตํา แหน่ ง หน้า ที่ โ ดยทุ จ ริ ต และเบี ย ดบัง เงิ น ค่าธรรมเนียมที่จาํ เลยจําหน่ายตามหน้าที่เป็ นของจําเลย จึงเป็ นความผิดตามมาตรา 147 และ 151 แห่ งประมวล กฎหมายอาญา (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 45/2505) เจ้ าพนักงานใช้ อานาจในตาแหน่ งโดยมิชอบ มาตรา 148 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2573/2553 จําเลยซึ่ งเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจกองปราบปราม ขู่ให้โจทก์ร่วมนําเงินมามอบให้ โดยอ้างว่า เพื่อลบชื่ อ โจทก์ร่วม ออกจากบัญชี ผูค้ า้ ยาเสพติดของสํานักงานคณะกรรมการป้ องกันและปราบปรามยาเสพติด และ เพื่อที่ จะไม่ จบั กุม โจทก์ร่วม จึ งเป็ นความผิด ต่ อตํา แหน่ ง หน้าที่ ราชการฐาน เป็ นเจ้าพนัก งานใช้อาํ นาจใน ตําแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจและจูงใจ เพื่อให้โจทก์ร่วมมอบให้ซ่ ึงทรัพย์สินแก่ตนเอง แต่การที่โจทก์ร่วมนําเงินไปมอบให้แก่จาํ เลย ก็เพื่อที่จะให้เจ้าพนักงานจับกุม แสดงว่า โจทก์ร่วมไม่ได้ กลัวคําขู่ของจําเลย ยังถือไม่ได้ว่า จําเลยข่มขืนใจโจทก์ร่วมจนโจทก์ร่วมยอมเช่นว่านั้น การกระทําของจําเลย เป็ นเพียงความผิดฐานพยายามกรรโชก คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2389/2547 แม้ว่าจําเลยจะเป็ นเจ้าพนักงานที่ดิน มีหน้าที่ในการดําเนิ นการเรื่ องการจดทะเบียนสิ ทธิ และนิ ติกรรม เกี่ยวกับที่ดิน แต่การที่จาํ เลยแนะนําผูเ้ สี ยหายว่า ต้องดําเนิ นการร้องขอเป็ นผูจ้ ดั การมรดกก่อน และรับติดต่อ ทนายความเพื่อดําเนินการร้องขอจัดการมรดกนั้น หาใช่ เป็ นการใช้อาํ นาจในตําแหน่ งโดยมิชอบหรื อเป็ นการ ปฏิบตั ิการหรื อละเว้นการปฏิบตั ิหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และมาตรา 157 ไม่ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3470/2543 จําเลยทั้งสามเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ ตําแหน่งลูกแถว กองกํากับการอารักขาและรักษาความปลอดภัย กองบังคับการสายตรวจและปฏิบตั ิการพิเศษกองบัญชาการตํารวจนครบาล ซึ่ งเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ มีอาํ นาจ หน้าที่สืบสวนจับกุมผูก้ ระทําผิดอาญา เมื่อได้พบและกล่าวหาว่า ผูเ้ สี ยหายให้ที่พกั อาศัยแก่คนต่างด้าว โดยไม่ ปฏิ บัติตามกฎหมาย อันเป็ นความผิด ตามพระราชบัญ ญัติค นเข้าเมื องฯ จึ งไม่ ใช่ ก ารกลัน่ แกล้งกล่ าวหาว่า ผูเ้ สี ยหายกระทําผิดอาญาโดยไม่มีมูลความผิด .

การที่จาํ เลยทั้งสามปฏิบตั ิการไปตามหน้าที่ดงั กล่าวโดยชอบแล้ว กลับไม่จบั กุม แต่ข่เู ข็ญเรี ยกร้องเอา เงิน แล้วละเว้น ไม่จบั กุมผูเ้ สี ยหาย การกระทําของจําเลยทั้งสาม จึงไม่เป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แต่การที่จาํ เลยทั้งสามขู่เข็ญ เรี ยกร้องเอาเงินจากผูเ้ สี ยหายภายหลัง เช่นนี้ ย่อมเป็ นความผิดฐานเป็ น เจ้าพนักงาน เรี ยกรับทรัพย์สินในตําแหน่ง โดยมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 การที่จาํ เลยทั้งสามร่ วมกันขู่เข็ญ เรี ยกร้องเอาเงินจากผูเ้ สี ยหาย เพื่อที่จะละเว้น ไม่จบั กุมผูเ้ สี ยหายไป ดําเนินคดี จนผูเ้ สี ยหายกลัวว่า จะถูกจับกุม อันจะเป็ นอันตรายต่อเสรี ภาพของตน จึงยอมจะให้เงินแก่จาํ เลยทั้ง สามนั้น เป็ นความผิดฐานเป็ นเจ้าพนักงานปฏิบตั ิหรื อละเว้นการปฏิบตั ิหน้าที่ โดยทุจริ ตตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็ นบททัว่ ไปและฐานกรรโชกตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ด้วย หาใช่ เป็ นเรื่ องที่เมื่อเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 แล้ว จะไม่เป็ นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 337 ด้วยไม่ เพียงแต่เมื่อเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 149ซึ่ งเป็ นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่จาํ ต้องปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่ งเป็ นบท ทัว่ ไปอีกเท่านั้น คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 753/2539 พ.ศ. 2490 มาตรา 5 (1) (ก) ได้บญั ญัติยกเว้น มิให้ใช้บงั คับแก่อาวุธปื น เครื่ องกระสุ น ปื น วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่ งเทียมอาวุธปื นของราชการทหารและตํารวจที่มีหรื อใช้ในราชการ เมื่ออาวุธ ปื นของกลางเป็ นของกรมตํารวจและจําเลยที่ 1 เบิกมาใช้ในราชการโดยชอบ จําเลยที่ 1จึงไม่มีความผิดฐานมี อาวุธปื นของกลางไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับใบอนุญาต แม้จะได้ความว่าจําเลยที่ 1 เบิกอาวุธปื นของกลาง มาตั้งแต่ เดื อนมิถุนายน 2532 และมิ ได้ส่งคืนเพื่อตรวจสอบในกําหนด 1 เดื อนก็ตาม ก็เป็ นเรื่ องผิดระเบี ยบ ภายในของกรมตํารวจ หาทําให้การกระทําที่ไม่เป็ นความผิด กลับกลายเป็ นความผิดขึ้นไม่ จําเลยที่ 1 รั บราชการตําแหน่ งรองสารวัตรแผนก 5 กองกํากับการ 2 กองปราบปราม กรมตํารวจ ที่ กรุ งเทพมหานคร จําเลยที่ 1 ได้ยื่นใบลาขอหยุดพักผ่อนประจําปี ตั้งแต่วนั ที่ 22 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2532 และ ได้เดินทางไปที่อาํ เภอสุ ไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ต่อมาถูกจับและยึดอาวุธปื นของกลางได้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2532 ที่ห้องพักโรงแรมพลาซ่ า อําเภอสุ ไหงโก-ลก และจําเลยที่ 1 พาอาวุธปื นของกลางติดตัวไปโดยไม่ได้รับ ใบอนุญาต ถือได้ว่าจําเลยที่ 1 พาอาวุธปื นของกลางไปในเมือง หมู่บา้ น ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควร ทั้งการพาอาวุธปื นของกลางดังกล่าวไปในเมือง หมู่บา้ นทางสาธารณะนั้น จําเลยที่ 1 .บ.ร.อาวุธปื นฯ พ.

มาจากกองปราบปราม มาทํางาน โดยขอความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายและถามผูเ้ สี ยหายว่า จะให้เท่าใด ผูเ้ สี ยหายเป็ นนักการพนัน เข้าใจว่า เจ้าพนักงานตํารวจกองปราบปรามมาขอเงิน กลัวจะถูกจับกุม เพราะในบ้านของผูเ้ สี ยหาย มีการลักลอบเล่นการ พนัน เป็ นประจํา จึงบอกว่าจะให้ 10.อ. มาตรา 337 จําเลยที่ 1 เรี ยกร้องเงินจาก พ.ผูเ้ สี ยหายแต่ละราย หากไม่ยอมให้เงิน จะจับกุม จนผูเ้ สี ยหายทั้ง สองรายกลัว จึงยอมให้เงินแก่จาํ เลยที่ 1 แม้ผเู ้ สี ยหายทั้งสอง เป็ นเจ้ามือสลากกินรวบ ซึ่ งเป็ นความผิดตาม พ.เป็ นหัวหน้าผูอ้ าํ นวยการคุมผูห้ ญิง ที่ประกอบอาชี พ . มาตรา 148 และเป็ นการข่มขืนใจผูอ้ ื่นให้ยอมให้ทรัพย์สินแก่จาํ เลยที่ 1 ตามป.ตกลงให้เงินแก่จาํ เลยที่ 1เพราะ พ.มาตรา 148 จําเลยที่ 1 เรี ยกร้องเงินจาก ส. ผูเ้ สี ยหายโดยกล่าวในทํานองว่า ถ้าไม่ให้เงินจะทําการจับกุมหญิง ที่ รับจ้างค้าประเวณี พ.ร.การพนัน แต่กไ็ ม่ปรากฏว่า จําเลยที่ 1 มีหลักฐานยืนยันการกระทําผิดของผูเ้ สี ยหายทั้งสองรายนี้ ทั้งตาม พฤติการณ์ที่จาํ เลยที่ 1 เรี ยกร้องเงินจากผูเ้ สี ยหายหลายราย ในเวลาไล่เลี่ยกัน แสดงว่าจําเลยมีเจตนามาแต่แรก ที่ จะใช้อาํ นาจในตําแหน่ งเจ้าพนักงานผูม้ ีอาํ นาจ จับกุมผูก้ ระทําผิด ข่มขืนใจและจูงใจให้ผเู ้ สี ยหายทั้งสอง มอบ เงินให้แก่จาํ เลยที่ 1 โดยขู่ว่า ถ้าไม่ให้เงินก็จะจับกุม การกระทําดังกล่าวจึงเป็ นการแกล้งกล่าวหาผูเ้ สี ยหาย เพื่อ เรี ยกร้องเอาเงินเท่านั้น ดังนั้นการที่จาํ เลยที่ 1 เรี ยกร้องเงิ นจากผูเ้ สี ยหายทั้งสองราย หากไม่ ยอมให้ จะจับกุม จึ งเป็ นการใช้ อํานาจในตําแหน่งโดยมิชอบตามป.000 บาท ผูเ้ สี ยหายจึงให้เงินจํานวนดังกล่าว จาก ข้อเท็จจริ งดังกล่าว เห็นได้วา่ จําเลยที่ 1 มิได้แกล้งกล่าวหาผูเ้ สี ยหายในข้อหาใด ทั้งจําเลยที่ 1มิได้ใช้อาํ นาจในตําแหน่งโดยมิ ชอบแต่ประการใด จําเลยที่ 1 เพียงแต่พูดขอเงินค่าใช้จ่ายเป็ นส่ วนตัว ซึ่ งผูเ้ สี ยหายจะให้หรื อไม่กไ็ ด้ จําเลยที่ 1 มิได้กระทําการอันใดอันเป็ นการใช้อาํ นาจในตําแหน่ง ข่มขืนใจผูเ้ สี ยหายให้มอบเงิน จําเลยที่ 1ยังไม่มีความผิด ตาม ป.อ.มิได้อยู่ในระหว่างการปฏิ บตั ิ หน้าที่ ราชการเนื่ องจากจําเลยที่ 1 มิได้รับคําสั่งให้ไปปฏิ บตั ิ ราชการในท้องที่ ดังกล่ าว จําเลยที่ 1 จึ งมี ความผิดฐานพาอาวุธปื นของกลางไปในเมือง หมู่บา้ น ทางสาธารณะโดยไม่ ได้รับ ใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอนั ควรด้วย จําเลยที่ 1 กับพวกอีกหนึ่งคนมาที่บา้ นผูเ้ สี ยหายแนะนําตัวว่า ชื่อร้อยตํารวจโท อ.และ อ.000 บาท จําเลยที่ 1 ขอ15.บ.อ.

ผูเ้ สี ยหายมอบเงินให้แก่จาํ เลยที่ 1 โดยขู่ว่าถ้าไม่ให้เงิน ก็จะจับกุมหญิงค้าประเวณี ซ่ ึ งอยูใ่ นความดูแลของ พ.ค้าประเวณี ในเขตอําเภอสุ ไหงโก-ลก และ พ. ผูเ้ สี ยหาย ทั้งที่ไม่ปรากฏว่า ขณะ ข่มขู่ดงั กล่าวมีการค้าประเวณี กนั จริ ง กรณี จึงเป็ นการแกล้งกล่าวหาขึ้น เพื่อจะเรี ยกเอาเงิ นเท่านั้นเป็ นการใช้ อํานาจในตําแหน่งโดยมิชอบตาม ป.2408/2519 เจ้าพนักงานตํารวจได้ข่มขืนใจผูเ้ สี ยหาย ให้มอบเงินแก่ตน 500 บาท โดยกล่าวหาว่า เล่นการพนัน เมื่อ ผูเ้ สี ยหายขอให้เพียง 100 บาท ก็ไม่พอใจ ทําร้ายผูเ้ สี ยหายและแกล้งจับ โดยไม่มีอาํ นาจ นําไปส่ งสถานีตาํ รวจ เช่นนี้ เป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148.มาตรา 148 และเป็ นการข่มขืนใจผูอ้ ื่นให้ยอมให้ทรัพย์สินแก่จาํ เลยที่ 1 ตาม ป.อ.309 วรรคสอง และ295 โดยสําหรับความผิดต่อเสรี ภาพตามมาตรา 309และความผิดฐานกรรโชกตามมาตรา 337 นั้น เมื่อผูถ้ ูก ข่มขืนใจ ยอมเช่นว่านั้นแล้ว แม้จะยอม ไม่เต็มตามที่ถูกเรี ยกร้อง ก็เป็ นความผิดสําเร็จ ส่ วนความผิดต่อตําแหน่ง หน้าที่ราชการตามมาตรา 148เพียงแต่ผกู ้ ระทําผิดมีเจตนา จะให้เขาส่ งมอบทรัพย์สินให้ ก็เป็ นความผิดสําเร็ จ แล้ว แม้ผถู ้ ูกข่มขืนใจจะไม่ยอมตามนั้นก็ตาม คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1389/2506 จําเลยเป็ นตํารวจประจําอยูใ่ นกรุ งเทพฯ พากันไปแกล้งจับผูเ้ สี ยหาย ที่จงั หวัดนครนายก หาว่า เล่นสลาก กิ นรวบขอค้นบ้าน แล้วงัดลิ้ นชักโต๊ะ หยิบเอาเงิ นและปื นไป เพื่อประโยชน์แก่ ตน ดังนี้ เป็ นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แล้ว แม้จาํ เลยจะหยิบเอาเงินและปื นนั้นไปเองก็ดี แต่เมื่อเป็ นเพราะเหตุที่จาํ เลยเป็ นเจ้าพนักงาน ผูเ้ สี ยหายจึง ไม่กล้าแย่งคืน หรื อเพราะผูเ้ สี ยหายอาจจะเข้าใจว่า จําเลยเอาไปเป็ นวัตถุพยาน ดังนั้น จึงถือได้ว่า ผูเ้ สี ยหายได้ มอบให้แก่จาํ เลยตามความหมายของมาตรานี้แล้ว .ผูเ้ สี ยหาย หากไม่ยอมให้จะจับกุมหญิงที่รับจ้างค้าประเวณี ซึ่งอยูใ่ นความดูแลของพ.อ. มาตรา 337 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2406 .ตกลงให้เงิน เพราะไม่ตอ้ งการให้เกิดความวุ่นวายในพวกสมาชิ ก หญิง ที่มีอาชีพรับจ้างค้าประเวณี ดังนั้น การที่จาํ เลยที่ 1 เรี ยกร้องเงินจาก พ.ผูเ้ สี ยหาย โดยพฤติการณ์ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จําเลยที่ 1 มีเจตนามาแต่แรก ที่จะใช้ อํานาจในตําแหน่งเจ้าพนักงานผูม้ ีอาํ นาจจับกุมผูก้ ระทําความผิด ข่มขืนใจให้ พ.337 วรรคสอง.

มาตรา 149 .334ประมวลกฎหมายอาญา การข่ มขื น ใจ เพียงเพื่ อให้มอบให้ แม้แ ต่ ยงั มิ ได้มอบทรั พย์สิน ให้แ ก่ กนั ก็เ ป็ นความผิดสําเร็ จตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แล้ว เจ้ าพนักงานใช้ อานาจในตาแหน่ งโดยมิชอบ มาตรา 149 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1524/2551 จําเลยเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ มีหน้าที่สืบสวนจับกุมผูก้ ระทําความผิดอาญา ได้พบเห็น ส.310. เพื่อจะไม่จบั กุมตามหน้าที่ การกระทําของจําเลยจึงเป็ นความผิดตาม ป. กับพวกเล่น การพนันชนไก่ อันเป็ นความผิดอาญา จําเลยมีหน้าที่ตอ้ งทําการจับกุมผูก้ ระทําความผิด แต่กลับไม่ทาํ การจับกุม และเรี ยกรับเงินจํานวน 1.500 บาท จาก ส.และเมื่อจําเลยมีความผิดตามมาตรา 148 แล้ว ก็ไม่จาํ ต้องวินิจฉัยถึงมาตรา 157 อันเป็ นบทลงโทษทัว่ ไป ซึ่งมีอตั ราโทษน้อยกว่าอีก (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 16/2506 เฉพาะที่เกี่ยวกับมาตรา 148) คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 154/2503 กํานันจับผูต้ อ้ งหาเรื่ องลักทรัพย์และได้ปล่อยตัวผูต้ อ้ งหาไป ไม่นาํ ส่ งต่อพนักงานสอบสวน โดยได้รับ เงินจากผูต้ อ้ งหาทั้ง 2 คนละ 250 บาทดังนี้ ย่อมได้ชื่อว่า จําเลยงดเว้นไม่กระทําการตามหน้าที่อนั เป็ นการมิชอบ การกระทําของจําเลยจึงเป็ นผิดตามมาตรา 149 การกระทําที่จะเป็ นผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148จะต้องเป็ นเรื่ องที่จาํ เลยใช้ อาํ นาจ โดยมิ ชอบ และใช้อาํ นาจนั้น ข่มขืนใจ ให้เขามอบให้หรื อหาให้ซ่ ึงทรัพย์สินหรื อประโยชน์อื่นใด แก่ตนเองหรื อผูอ้ ื่น โดยมิใช่ เรื่ องเรี ยกทรัพย์ เพื่อกระทําการหรื อไม่กระทําการอย่างใด ในตําแหน่ ง เป็ นการตอบแทน เช่น จําเลย แกล้งจับเขา มาข่มขู่ขืนใจ เรี ยกเอาเงินทองเขา โดยไม่ปรากฏว่าเกิดการกระทําผิดขึ้น คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 798/2502 จําเลยเป็ นพลตํารวจ ประจําสถานีตาํ รวจ มีหน้าที่จบั กุมผูก้ ระทําผิด เพื่อส่ งเจ้าพนักงานดําเนินคดี จําเลย ได้แกล้งจับกุมผูเ้ สี ยหายหาว่า เล่นการพนันไม่รับอนุ ญาต และบังคับให้ข้ ึนรถรับจ้างไปกับจําเลย ในระหว่าง ทาง จําเลยได้พูดข่มขืนใจผูเ้ สี ยหาย เพื่อให้มอบเงินให้แก่จาํ เลย ถ้าไม่ให้เงิน จําเลยจะเอาตัวส่ งสถานี ตาํ รวจ แล้วจําเลยได้คน้ ลักเงินของผูเ้ สี ยหาย ไป 120 บาท ดังนี้ การกระทําของจําเลยเป็ นการละเมิดกฎหมายหลายบท คือ มาตรา 148.อ.

ต่อเจ้าหน้าที่บริ หารงานที่ดิน เพื่อดําเนินการต่อไปตามอํานาจหน้าที่ แต่จาํ เลยกลับละเว้น ไม่ดาํ เนินการนับแต่วนั ดังกล่าวเป็ นต้นมา ดังนั้น ในความผิดฐานเป็ นเจ้าพนักงานปฏิบตั ิหรื อละเว้นปฏิบตั ิหน้าที่ โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จึงเป็ นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็ นเจ้าพนักงาน เรี ยกรับหรื อยอมจะรับทรัพย์สินสําหรับ ตนเอง โดยมิชอบเพื่อกระทําการหรื อไม่กระทําการอย่างใดในตําแหน่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 เมื่อปรับบทลงโทษจําเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 อันเป็ นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จาํ ต้อง ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็ นบททัว่ ไปอีก เมื่อจําเลยได้กรอกข้อความ ลงในใบแทนหนังสื อรับรองการทําประโยชน์(น.3) ตามความเป็ นจริ ง ตรงตามเจตนาของผูซ้ ้ือผูข้ ายที่ดินทุกประการ และตราประทับของกระทรวงมหาดไทย ก็ถูกต้อง เพียงแต่ยงั ไม่ มีลายมือชื่ อ นายอําเภอและยังมิได้ลงวันที่และเดือนที่ออกใบแทนฯ เท่านั้น เอกสารดังกล่าว จึงมิใช่ เอกสารที่ จําเลยจัดทําขึ้น โดยมีเจตนาจะลอกเลียนแบบหรื อปลอมเอกสาร ต้นฉบับ ๆ หนึ่งฉบับใด เป็ นเพียงแต่เอกสารยัง ลงรายการไม่ครบถ้วนบริ บูรณ์ ตามระเบียบของทางราชการเท่านั้น และการที่นายอําเภอในฐานะเป็ น เจ้าพนักงานที่ดินยังมิได้ลงชื่ อรับรองเอกสารกับการที่ยงั มิได้ลงวัน เดือนปี ที่ออกเอกสาร ก็ไม่มีเหตุที่จะทําให้ผพู ้ บเห็นเอกสารจะหลงเชื่ อว่าเป็ น เอกสารที่ถูกต้องแท้จริ งที่ทาง ราชการออกให้ไปได้ การกระทําของจําเลย ไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมเอกสารจึงไม่เป็ นความผิด .800 บาท ไว้แล้วนิ่ งเฉยเสี ย แสดงโดยชัดแจ้งว่า จําเลยมีเจตนา เรี ยกหรื อรับเอาเงิน ส่ วนที่เกินไว้ สําหรับตนเองโดยมิชอบ เพื่อกระทําการในตําแหน่ ง จึงเป็ นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 จําเลยพร้อมที่จะเสนอเรื่ องราวขอจดทะเบียนขายที่ดินระหว่าง น.คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1532/2543 จําเลยเป็ นเจ้าพนักงาน มี หน้าที่ รับ คําขอต่ าง ๆ เกี่ ยวกับการจดทะเบี ยนสิ ทธิ และนิ ติกรรมที่ ดิ นทุ ก ประเภท รวมทั้งงานในด้านเกี่ยวกับการเงินและบัญชี โดยมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง การกรอกข้อความใน เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของหนังสื อแสดงสิ ทธิ ในที่ดิน แล้วนําเสนอผูบ้ งั คับบัญชาตามลําดับชั้น ทั้งได้ปฏิบตั ิ หน้าที่ดงั กล่าวมาก่อนเกิดเหตุนานประมาณ 7 ปี จําเลยย่อมทราบและคํานวณค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนที่ดิน ในพื้นที่ที่อยูใ่ นความรับผิดชอบ เป็ นอย่างดี การที่จาํ เลยเรี ยกหรื อรับเงินจํานวน 7.ส. กับ ส.

ฐาน ปลอมเอกสารสิ ทธิ อนั เป็ นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ประกอบด้วยมาตรา 266(1) คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3309/2541 คืนเกิดเหตุ จําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่ งเป็ นเจ้าพนักงาน ร่ วมกันใช้จาํ เลยที่ 1 ซึ่ งมิใช่ เจ้าพนักงานตํารวจ ให้ แสดงตนเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ เพื่อเป็ นเครื่ องมือ ให้ไปเรี ยกเก็บเงินจากบรรดาคนขับรถยนต์บรรทุก ที่แล่น ผ่านไปมาไม่เลือกว่า คนขับรถนั้นจะได้กระทําความผิดต่อกฎหมายหรื อไม่ โดยจําเลยที่ 1เข้าไปพูดกับคนขับรถว่า "ตามธรรมเนียม" คนขับรถนั้น แม้มิได้ กระทําความผิด ก็ตอ้ งจํา ใจจ่ายเงินให้จาํ เลยที่ 1 ด้วยความเกรงกลัวต่ออํานาจในการเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ การกระทําของ จําเลยที่ 2 ถึง ที่ 4 ดังกล่าวเป็ นการร่ วมกันใช้อาํ นาจในตําแหน่ งโดยมิชอบข่มขืนใจ เพื่อให้คนขับรถยนต์บรรทุก มอบเงิน ให้แก่จาํ เลยที่ 1 ซึ่งเป็ นพวกของจําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อันเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แล้ว และหากรถยนต์บรรทุกคันใด มีการกระทําที่เป็ นความผิดต่อกฎหมายถ้าจําเลยที่ 1 เรี ยกเอาเงินจาก คนขับรถได้แล้ว จําเลยที่ 2ถึงที่ 4 ก็จะไม่ทาํ การจับกุม การกระทําของจําเลยที่ 2 ถึง ที่ 4 ดังกล่าวย่อมเป็ นการ ร่ วมกันเรี ยกและรับเงินจากคนขับรถยนต์บรรทุกสําหรับตนเองโดยมิชอบ เพื่อไม่กระทําการในตําแหน่งคือ ไม่ จับกุมตามหน้าที่ อันเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 แต่คืนเกิดเหตุมีการเรี ยกเก็บเงินหลาย ครั้งหลายหนจากบรรดาคนขับรถหลาย ๆ คนดังนี้ เมื่อโจทก์รวมการกระทําเหล่านี้ไว้ในฟ้ องข้อเดียวกันโดยถือ เป็ นการกระทํากรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท คือผิดทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148และ 149 จึงต้อง บังคับให้เป็ นไปตามคําขอของโจทก์ ซึ่ งแต่ละบทมาตรามีโทษเท่ากัน และเมื่อผิดตามบทเฉพาะเช่นนี้แล้วก็ไม่ จําต้องปรับบทความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157อันเป็ นบททัว่ ไปอีก คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 6263/2531 จําเลยที่ 2 เป็ นตํารวจ ได้จบั กุมผูเ้ สี ยหาย ในข้อหาเล่นการพนันสลากกินรวบ จําเลยที่ 1 เป็ นตํารวจ ประจําสถานีเดียวกัน แต่ไม่ได้ร่วมจับกุมและมิใช่พนักงานสอบสวน ได้เรี ยกเงินจากผูเ้ สี ยหายกับพวก นําไปให้ จําเลยที่ 2 เพื่อให้ปล่อยผูเ้ สี ยหายไป และจําเลยที่ 2 ได้รับเงินจากฝ่ ายผูเ้ สี ยหายแล้ว ได้ปล่อยตัวผูเ้ สี ยหายไป ไม่ ดําเนินคดีตามกฎหมาย อันเป็ นการกระทําโดยมิชอบต่อหน้าที่ .

แต่จาํ เลยที่ 1 ไม่มีอาํ นาจหน้าที่เกี่ยวกับคดี ที่จาํ เลยที่ 2 จับกุมผูเ้ สี ยหายมาโดยตรง จึงเป็ นเรื่ องปฏิบตั ิ นอกหน้าที่ ถือได้ว่า เป็ นเพียงการสนับสนุ นการกระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ของ จําเลยที่ 2 เท่านั้น คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3155/2531 จําเลยทั้งสองเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ มีอาํ นาจสื บสวนจับกุมผูก้ ระทําผิด ได้จบั กุมผูก้ ระทําผิดฐานเล่น การพนันสลากกินรวบ พร้อมของกลางแล้ว ไม่นาํ ส่ งสถานีตาํ รวจทันที กลับพาไปที่ป้ายรถโดยสารประจําทาง ในหมู่บา้ น โดยไม่มีเหตุผลและความจําเป็ นและให้ผถู ้ ูกจับกุมโทรศัพท์ ติดต่อกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มา ตกลงกันที่ ป้ ายรถโดยสารประจําทางและรออยูเ่ ป็ นเวลานาน เมื่อพาผูถ้ ูกจับไปสถานีตาํ รวจ จําเลยเข้าไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตาํ รวจเท่านั้น ไม่มอบบันทึกการจับกุมและ ของกลางให้ ทั้งไม่นาํ ตัวผูต้ อ้ งหาเข้าไปด้วย แสดงว่าเป็ นเพียงแผนการของจําเลย ให้ผตู ้ อ้ งหากลัวและหาทาง ตกลงกับจําเลย จําเลยไม่มีเจตนาที่จะมอบผูต้ อ้ งหาให้แก่พนักงานสอบสวนจริ งจัง พฤติการณ์ของจําเลยถือได้ ว่า เป็ นการเรี ยกทรัพย์สินจากผูต้ อ้ งหาแล้ว เพียงแต่ ยังไม่ได้กาํ หนดจํานวนเงิน และฝ่ ายผูต้ อ้ งหา ยังไม่ได้ตอบ ตกลงเท่านั้น การกระทําของจําเลยเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 เจ้ าพนักงานมีหน้ าทีซ่ ื้อทรัพย์ ใช้ อานาจในตาแหน่ งโดยทุจริต มาตรา 151 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4828/2533 จําเลยรับราชการเป็ นนายช่างโยธา 5 ตําแหน่งหัวหน้าหน่วยจราจรสงเคราะห์ประจําเขตการทางสงขลา กรมทางหลวง ในการปฏิบตั ิหน้าที่ จําเลยมีอาํ นาจสั่งอนุญาตให้เบิกจ่ายนํ้ามันและอนุญาตให้ใช้รถยนต์ในเขต การทางสงขลาด้วย การที่จาํ เลยได้สั่งให้ใช้รถของราชการและสั่งอนุญาตให้เบิกจ่ายนํ้ามันของราชการสําหรับ รถดังกล่าว ขนเสาซี เมนต์ป้ายจราจรจากแขวงการทางสงขลา ไปยังจุดติดตั้ง ในกิจการส่ วนตัว จึงเป็ นการใช้ อํานาจในตําแหน่งโดยทุจริ ต อันเป็ นการเสี ยหายแก่กรมทางหลวง ย่อมเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 605/2511 จําเลยเป็ นเสมียนตราจังหวัด มีหน้าที่รับจ่ายและเก็บรักษาเงินของราชการส่ วนจังหวัดและราชการส่ วน อื่นๆ โดยเจตนาทุจริ ต เบียดบังยักยอกเงิน ที่ตนรับไว้ในตําแหน่งหน้าที่ เป็ นประโยชน์ส่วนตน ย่อมมีความผิด .

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา147 ไม่ใช่เป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และเมื่อเป็ น ความผิดตามมาตรา 147 แล้ว ก็ไม่เป็ นความผิดตามมาตรา 157 อีก กล่าวคือ มาตรา 147เป็ นเรื่ องเบียดบังตัวทรั พย์ที่อยู่ในหน้าที่ หรื ออีกนัยหนึ่ งเอาตัวทรัพย์น้ นั ไปเป็ น ประโยชน์ ซึ่งตรงกับกรณี ของจําเลยในคดีน้ ี ส่ วนความผิดตามมาตรา 151 เป็ นเรื่ องที่ผกู ้ ระทําผิด มิได้เอาทรัพย์ ในอํานาจหน้าที่ ไว้เป็ นประโยชน์หรื อเอาตัวทรัพย์น้ นั เสี ยหากแต่อาศัยตําแหน่งหน้าที่ ที่ตนมีเกี่ยวกับทรัพย์อนั ใดอันหนึ่ง หาประโยชน์อื่น นอกเหนือจากการเอาทรัพย์น้ นั ซึ่งกรณี ของจําเลย ไม่ตอ้ งด้วยความผิดตามบทมาตรานี้ และเมื่อจําเลยมีความผิดตามมาตรา 147 ซึ่ งเป็ น บทเฉพาะแล้ว จึงไม่เป็ นความผิดตามมาตรา 157 ซึ่งถือเป็ นบททัว่ ไปอีกด้วย เจ้ าพนักงานปฎิบัติหน้ าทีโ่ ดยมิชอบ มาตรา 157 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3130/2556 จําเลยเป็ นพนักงานสอบสวน แก้ไขข้อความในสํานวนการสอบสวน จากเดิ มที่ มีความเห็ นสั่งฟ้ อง ผูต้ อ้ งหา เป็ นสั่งไม่ฟ้องผูต้ อ้ งหา หลังจากเสนอสํานวนการสอบสวน ให้ผบู ้ งั คับบัญชาตามลําดับชั้น ลงชื่อแล้ว เพื่อช่วยผูต้ อ้ งหา มิให้ตอ้ งโทษ จึงเป็ นความผิดตาม ป.บ. ตาม พ. มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) . มาตรา 157 และ 200 วรรคแรก คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5575 .อ.อ. มาตรา 162 (1) ส่ วนจําเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ได้รับแต่งตั้ง เป็ นคณะกรรมการควบคุมงานและกรรมการตรวจการจ้าง มีหน้าที่ รับผิดชอบในการตรวจและควบคุมงาน ให้เป็ นไปตามแบบรู ปรายการละเอียดและข้อกําหนดในสัญญาจ้าง แต่ ละโครงการ เมื่องานในแต่ละโครงการ ทําไม่เสร็ จครบถ้วนตามสัญญา จําเลยที่ 2 ถึงที่ 8 กลับลงลายมือชื่ อใน ใบควบคุ มงานและเอกสารการตรวจการจ้าง เป็ นเท็จว่า มีการทํางานถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา การกระทํา ดังกล่าวเป็ นความผิดตาม ป.วิ.สภาตําบลและองค์การบริ หารส่ วนตําบลฯ มี คาํ สั่งอนุ มตั ิให้ จ่ายเงิ นตามฎี กาเบิ กเงิ นในโครงการ โดยไม่ มีการวางท่อระบายนํ้าตามสัญญาและไม่ มีการแก้ไขสัญญาให้ ถูกต้อง ถือเป็ นการปฏิบตั ิหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสี ยหายแก่ผเู ้ สี ยหาย ตาม ป.อ.5582/2554 ขณะเกิดเหตุจาํ เลยที่ 1 ดํารงตําแหน่ งประธานกรรมการบริ หารองค์การบริ หารส่ วนตําบลผูเ้ สี ยหาย มี ฐานะเป็ นเจ้าพนักงานตาม ป.ร.อ. มาตรา 157 แต่เมื่อ จําเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ทาํ เอกสารหรื อกรอกข้อความในเอกสาร จึงไม่มีความผิด ตาม ป.อ.

มาตรา 157 ส่ วนจําเลยที่ 2 มิได้เป็ นเจ้าพนักงานผู ้ มีหน้าที่ไม่อาจเป็ นตัวการในการกระทําความผิดร่ วมกับจําเลยที่ 1 แต่การที่จาํ เลยที่ 2 จัดทําบันทึกประจําวัน และผลการปฏิบตั ิงานฉบับใหม่มาให้จาํ เลยที่ 1 ลงชื่อย่อมลงโทษจําเลยที่ 2 ฐานเป็ นผูส้ นับสนุ นจําเลยที่ 1 ใน การกระทําผิดได้ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2389/2547 แม้ว่าจําเลยจะเป็ นเจ้าพนักงานที่ดิน มีหน้าที่ในการดําเนิ นการเรื่ องการจดทะเบียนสิ ทธิ และนิ ติกรรม เกี่ยวกับที่ดิน แต่การที่จาํ เลยแนะนําผูเ้ สี ยหายว่า ต้องดําเนิ นการร้องขอเป็ นผูจ้ ดั การมรดกก่อนและรับติดต่อ ทนายความเพื่อดําเนินการร้องขอจัดการมรดกนั้น หาใช่เป็ นการใช้อาํ นาจในตําแหน่งโดยมิชอบ หรื อเป็ นการ ปฏิบตั ิการหรื อละเว้นการปฏิบตั ิหน้าที่โดยมิชอบตาม ป.คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 9368/2552 จําเลยที่ 1 รับราชการตําแหน่ งหัวหน้าส่ วนโยธา องค์การบริ หารส่ วนตําบลหัวลํา ช่ วยราชการองค์การ บริ หารส่ วนตําบลซับจําปา ได้รับแต่งตั้งให้เป็ นผูค้ วบคุ มงาน จําเลยที่ 2 เป็ นกํานันตําบลซับจําปา และเป็ น กรรมการบริ หารองค์การบริ หารส่ วนตําบลซับจําปา ได้รับแต่งตั้งเป็ นประธานกรรมการตรวจการจ้าง จําเลยทั้ง สอง จึงมีหน้าที่ตรวจผลการปฏิบตั ิและตรวจรับงานตามสัญญาจ้าง โดยจําเลยทั้งสองทราบแต่แรกแล้วว่า งานจ้างเหมาก่อสร้างถนนตามสัญญา มีความยาว 1.อ.อ.024 เมตร การที่จาํ เลยทั้งสองปฏิบตั ิหรื อละเว้นการ ปฏิบตั ิหน้าที่ โดยทําหลักฐานเท็จด้วยเจตนาพิเศษที่ จะก่อให้เกิดความเสี ยหายแก่องค์การบริ หารส่ วนตําบลซับ จําปาและเป็ นการกระทําโดยทุจริ ต ทําให้องค์การบริ หารส่ วนตําบลซับจําปาต้องจ่ายเงินค่าจ้างเกินไป และมีผู ้ ได้ประโยชน์ อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็ นค่าก่อสร้าง ที่เกินไปจากความจริ ง แม้ภายหลังจําเลยที่ 2 จะนําเงินค่ารับจ้างส่ วนที่รับเกินไป มาคืน ก็เนื่องมาจากองค์การบริ หารส่ วนตําบล ซับจําปา แจ้งเรี ยกเงินคืน จําเลยทั้งสองจึงมีความผิดตาม ป.7837/2544 จําเลยเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ มีอาํ นาจหน้าที่ในการจับกุมผูก้ ระทําผิด แต่จาํ เลยกลับเป็ นผูร้ ่ วมกระทําผิด ด้วยการร่ วมเล่นการพนันไพ่รัมมี่ แล้วจําเลยไม่จบั กุมผูร้ ่ วมเล่นไพ่รัมมี่ ยังถือไม่ได้ว่า เป็ นการละเว้นการปฏิบตั ิ หน้า ที่ โ ดยมิ ช อบ โดยมี เจตนาพิเ ศษ เพื่อ ให้เกิ ด ความเสี ยหายแก่ ผูร้ ่ ว มเล่ นการพนันหรื อ สํานักงานตํา รวจ . มาตรา 148 และมาตรา 157 ไม่ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 7836 .350 เมตร การ ที่จาํ เลยที่ 1 ไม่ออกไปตรวจสอบการก่อสร้าง ทําให้เกิดความเสี ยหาย เพราะหากจําเลยที่ 1 ไปตรวจย่อมทราบ ได้ว่า ถนนที่ ก่อสร้ างเสร็ จ มีความยาวเพียงประมาณ 1.

มาตรา 157 จะต้องเป็ นการปฏิ บตั ิ หรื อละเว้นการปฏิ บตั ิ ซึ่ งอยู่ในหน้าที่ ของเจ้า พนักงานนั้นเองโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสี ยหายแก่ผหู ้ นึ่ งผูใ้ ดหรื อโดยทุจริ ต ถ้าเป็ นการกระทํานอกหน้าที่ ไม่ผดิ มาตรานี้ เมื่อข้อเท็จจริ งฟั งเป็ นอันยุติได้ว่า จําเลยที่ 2 ไม่มีอาํ นาจหรื อหน้าที่ใด ๆ เกี่ยวกับคดีที่คนร้ายลักกระบือ ของผูเ้ สี ยหายที่ 2 และที่ 3 กับการปล่อยคืนรถยนต์ให้แก่ผเู ้ สี ยหายที่ 1 ดังนั้น การที่จาํ เลยที่ 2 เป็ นตัวการในการ เรี ยกและรับเงินจากผูเ้ สี ยหายที่ 1 จึงเป็ นเรื่ องปฏิบตั ินอกหน้าที่ ไม่เป็ นความผิดตาม ป.อ.อ.มาตรา 157 .แห่งชาติ การกระทําดังกล่าวของจําเลยจึงไม่มีความผิด ฐานเป็ นเจ้าพนักงานปฏิบตั ิหรื อละเว้นการปฏิบตั ิหน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสี ยหายแก่ผหู ้ นึ่งผูใ้ ดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1797/2536 เมื่อจําเลยที่ 1 เป็ นเจ้าพนักงานตํารวจที่ทาํ การจับกุมโจทก์ มีหน้าที่ทาํ และกรอกข้อความในบันทึกการ จับกุม ได้ทาํ และกรอกข้อความลงในบันทึกการจับกุมนั้น โดยลงลายมือชื่อจําเลยที่ 1 เป็ นผูท้ าํ บันทึกพร้อมทั้ง ให้โจทก์ในฐานะผูต้ อ้ งหา ลงลายมือชื่ อ จนเป็ นเอกสารที่ครบถ้วนบริ บูรณ์แล้ว การที่จาํ เลยที่ 1 ไปเขียนเติม ข้อความอีกว่า สอบถามผูต้ อ้ งหาแล้ว ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ซึ่ งไม่เป็ นความจริ ง จึงเป็ นการเติม ข้อ ความในเอกสารที่ แ ท้จ ริ ง น่ า จะเกิ ด ความเสี ย หายแก่ โ จทก์ อัน เป็ นการทํา เอกสารปลอมขึ้ น บางส่ ว น โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่น้ นั แล้ว การกระทําของจําเลยที่ 1 จึงเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 จําเลยที่ 1 เป็ นเจ้าพนักงานตํารวจมีอาํ นาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจับกุมผูก้ ระทําความผิดได้จบั กุม โจทก์ในข้อหาปลอมเอกสาร แต่กรอกข้อความเพิ่มเติมลงในบันทึกจับกุมว่า สอบถามโจทก์แล้วให้การรั บ สารภาพตลอดข้อกล่าวหา ทั้งที่ทราบว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็ นความจริ ง จึงเป็ นการปฏิบตั ิหน้าที่โดยมิชอบ โดยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสี ยหายแก่โจทก์ เพราะบันทึกการจับกุมดังกล่าวเป็ นพยานหลักฐานอย่างหนึ่ง ที่ ศาลอาจฟังลงโทษโจทก์ได้ การกระทําของจําเลยที่ 1 จึงเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3135/2535 ความผิดตาม ป.

เป็ นผูจ้ ดรายงาน การประชุมการกระทําของจําเลย จึงเป็ นความผิดฐานปลอมเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสี ยหายแก่ ร. มาตรา 265 . ลงลายมือชื่อ ในบันทึกการประชุม ทั้งที่ไม่ได้มีการประชุม และบันทึกรายงานการประชุมดังกล่าวระบุว่า ร.คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5053/2530 จําเลยเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ มีอาํ นาจทําการสื บสวนคดีอาญาและจับกุมผูก้ ระทําผิดกฎหมาย การที่ จําเลยทราบจากผูเ้ สี ยหายว่า มีคนร้ายลักทรัพย์ผเู ้ สี ยหายแล้ว จําเลยพูดว่า เรื่ องนี้พอสื บได้ แต่ตอ้ งไถ่ทรัพย์คืน โดยไม่ปรากฏว่า จําเลยได้รู้วา่ ผูใ้ ดเป็ นคนร้ายลักทรัพย์หรื อรับของโจรรายนี้ และยังไม่รู้ว่า ทรัพย์ที่ถูก ลักรายนี้ ถูกเก็บรักษาไว้ ณ ที่ใด ทั้งยังไม่ได้มีการแจ้งความออกหมายจับคนร้าย จําเลยจึงไม่มีอาํ นาจหน้าที่จะ จับกุมผูใ้ ดมาดําเนินคดีหรื อนําทรัพย์ที่ถูกลักไป มาคืนผูเ้ สี ยหายหรื อส่ งมอบพนักงานสอบสวน ยังถือไม่ได้ว่า การกระทําของจําเลยเป็ นการละเว้นการปฏิบตั ิหน้าที่โดยมิชอบหรื อทุจริ ต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 999/2527 จําเลยเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ มีอาํ นาจทําการสื บสวนคดีอาญาและจับกุมผูก้ ระทําผิดกฎหมาย ในกรณี ที่ มีผกู ้ ระทําผิดซึ่งหน้า แม้ในที่รโหฐาน จําเลยก็มีอาํ นาจจับ โดยไม่ตอ้ งมีท้ งั หมายจับและหมายค้น ดังนั้น การที่จาํ เลย เข้าไปในห้องเล่นการพนัน พบผูเ้ ล่นกําลังเล่นพนันเอาทรัพย์สินกัน แล้วไม่ทาํ การ จับกุม ย่อมก่อให้เกิดความเสี ยหายแก่ราชการกรมตํารวจ จําเลยจึงมีความผิดฐานเป็ นเจ้าพนักงานปฏิบตั ิหน้าที่ โดยมิชอบ เจ้ าพนักงานปลอมเอกสาร มาตรา 161 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4532/2548 การที่จาํ เลยนําสมุดบันทึกการประชุมในวันที่ 15 และ 19 สิ งหาคม 2538 ไปให้ จ. ผูท้ ี่ไม่ได้เข้าร่ วมประชุ ม แต่มีชื่อเข้าร่ วมประชุมและประชาชนทัว่ ไปในตําบลท่าเรื อ ทั้งเอกสารที่ทาํ ปลอมขึ้น นั้น เป็ นบันทึกรายงานการประชุ มของสมาชิกสภาองค์การบริ หารส่ วนตําบลท่าเรื อ เป็ นการปฏิบตั ิหน้าที่ของ สมาชิกสภาองค์การบริ หารส่ วนตําบลในราชการส่ วนท้องถิ่น จึงเป็ นการปลอมเอกสารราชการตาม ป. และ ส.อ.

อ. มาตรา 157 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5286/2544 ความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่ งจําเลยมิได้เป็ นเจ้าพนักงาน จึงไม่อาจร่ วมกระทํากับเจ้าพนักงาน ในลักษณะตัวการร่ วมได้ จําเลยจึงเป็ นเพียงผูส้ นับสนุนการกระทําความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่ วนของ โทษที่กาํ หนดไว้สาํ หรับความผิดที่สนับสนุนนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5133/2541 ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 161 เป็ นความผิดคนละอย่าง ที่มีองค์ประกอบ ความผิด แตกต่างกัน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงมิใช่เป็ นความผิดตามบททัว่ ไปของบท เฉพาะตามมาตรา 161 จําเลยที่ 2 เป็ นผูม้ าติดต่อพาคนไปให้จาํ เลยที่ 1ซึ่ งเป็ นเจ้าพนักงานทําบัตรประจําตัวประชาชน ปลอม โดยให้ค่าตอบแทนแก่จาํ เลยที่ 1 จําเลยที่ 2 จึงมี ความผิดฐานเป็ นผูส้ นับสนุ นการปลอมเอกสารราชการ และ ฐานสนับสนุนจําเลยที่ 1 ซึ่งเป็ นเจ้าพนักงานปฏิบตั ิหน้าที่ โดยมิชอบและโดยทุจริ ต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157.161. มาตรา 161 และการที่จาํ เลยลงลายมือชื่ อรับรองสํา เนารายงานการประชุ มทั้งสองครั้งดังกล่าวในสําเนาข้อบังคับ เรื่ องงบประมาณรายจ่ายประจําปี พ.อ.2538 จากสมาชิกองค์การบริ หารส่ วนตําบลท่าเรื อ เพื่อนําเสนอ นายอําเภอเมื องนครศรี ธรรมราชอนุ มตั ิ จําเลยจึ งมี ความผิดฐานเป็ นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดูแลรักษาเอกสาร กระทําการปลอมเอกสาร โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่น้ นั ตาม ป.ศ.อ.เมื่อจําเลยซึ่ งเป็ นประธานกรรมการบริ หารองค์การบริ หารส่ วนตําบลท่าเรื อ มีหน้าที่ขออนุมตั ิขอ้ บังคับ งบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ. มาตรา 162 (1) และจําเลยเป็ นเจ้าพนักงานปฏิบตั ิหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสี ยหายแก่สมาชิ กองค์การบริ หารส่ วน ตําบลท่าเรื อ และประชาชนในตําบลท่ าเรื อ โดยการนํางบประมาณมาจัดประมูลให้ผูร้ ับเหมาทํางาน ตามที่ ตนเองต้องการ อันเป็ นการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรื อผูอ้ ื่น โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็ นการ ปฏิบตั ิหน้าที่โดยทุจริ ตตาม ป.2538 ว่า มีการประชุ มจริ ง จําเลยจึงมีความผิดฐานเป็ นเจ้าพนักงานมี หน้าที่รับเอกสารรับรองเป็ นหลักฐานว่าการอย่างใดได้กระทําต่อหน้าตนอันเป็ นความเท็จตาม ป.ศ.265ประกอบมาตรา 86 .

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1797/2536 เมื่อจําเลยที่ 1 เป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ ที่ทาํ การจับกุมโจทก์มีหน้าที่ทาํ และกรอกข้อความในบันทึกการ จับกุม ได้ทาํ และกรอกข้อความลงในบันทึกการจับกุมนั้น โดยลงลายมือชื่ อจําเลยที่ 1 เป็ นผูท้ าํ บันทึกพร้อมทั้ง ให้โจทก์ในฐานะผูต้ อ้ งหาลงลายมือชื่ อจนเป็ นเอกสารที่ครบถ้วนบริ บูรณ์แล้ว การที่จาํ เลยที่ 1 ไปเขียนเติ ม ข้อความอีกว่าสอบถามผูต้ อ้ งหาแล้วให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ซึ่ งไม่เป็ นความจริ งจึงเป็ นการเติม ข้อความในเอกสารที่แท้จริ ง น่ าจะเกิดความเสี ยหายแก่โจทก์ อันเป็ นการทําเอกสารปลอมขึ้นบางส่ วน โดย อาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่น้ นั แล้ว การกระทําของจําเลยที่ 1 จึงเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 จําเลยที่ 1 เป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ มีอาํ นาจหน้าที่ตามกฎหมายในการจับกุมผูก้ ระทําความผิด ได้จบั กุม โจทก์ในข้อหาปลอมเอกสาร แต่กรอกข้อความเพิ่มเติมลงในบันทึกจับกุมว่า สอบถามโจทก์แล้ว ให้การรับ สารภาพตลอดข้อกล่าวหา ทั้งที่ทราบว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็ นความจริ ง จึงเป็ นการปฏิบตั ิหน้าที่โดยมิชอบ โดยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสี ยหายแก่โจทก์ เพราะบันทึกการจับกุมดังกล่าวเป็ นพยานหลักฐานอย่างหนึ่ งที่ ศาลอาจฟังลงโทษโจทก์ได้ การกระทําของจําเลยที่ 1 จึงเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2531 คําสั่งของบุคคลซึ่ งมิได้เป็ นผูบ้ งั คับบัญชาที่ได้มอบหมายงานให้จาํ เลยปฏิบตั ิ เป็ นคําสั่งที่ออกโดยไม่มี อํานาจ จําเลยจึงไม่เป็ นเจ้าพนักงานผูม้ ีอาํ นาจกระทําการตามคําสั่งนั้น การที่จาํ เลยรับเงินค่าดูดสิ่ งปฏิกูลของ เทศบาล ซึ่งมิใช่หน้าที่ของจําเลย แล้วเบียดบังไว้ จึงไม่เป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147.157 และ 161แต่เป็ นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352ซึ่งเป็ นความผิดอันยอมความได้ แม้ต่อมาจําเลยจะได้นาํ เงินจํานวนที่ยกั ยอกไปดังกล่าวมาชดใช้คืนแก่ เทศบาลก็ตาม ก็เป็ นเพียงการ กระทําเพื่อบรรเทาความเสี ยหายเท่านั้น คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2302/2523 จําเลยที่ 2 เป็ นสารวัตรกํานัน ปฏิบตั ิหน้าที่แทนกํานัน เป็ นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ออกสําเนาทะเบียนบ้าน ว่าย้ายออกและมีหน้าที่ทาํ กรอกข้อความ ลงในมรณบัตรตามอํานาจหน้าที่ โดยลงชื่ อจําเลยที่ 2 ในช่ องนาย ทะเบียน ผูร้ ับแจ้ง มรณบัตรและสําเนาทะเบียนบ้านดังกล่าว จึงเป็ นเอกสารที่แท้จริ งที่ จําเลยที่ 2 ทําขึ้น แม้ .

ร. ตาม พ.บ.341 เป็ นการกระทํากรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบด้วย 266 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 35/2521 ตํารวจได้รับแต่งตั้งให้ทาํ หน้าที่เสมียนเปรี ยบเทียบ และได้ทาํ งานในหน้าที่น้ นั แม้ไม่ได้เซ็นทราบคําสั่ง ถือว่าได้ทราบการแต่งตั้งเป็ นเจ้าพนักงาน ผูม้ ีหน้าที่แล้ว การแก้หรื อลงจํานวนเงินในสําเนาใบเสร็ จ ให้นอ้ ยลง กว่าต้นฉบับ แล้วส่ งเงิน ตํ่ากว่าจํานวนที่ได้รับจริ ง เป็ นความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกตาม มาตรา147 ฐาน ปลอมเอกสารในหน้าที่ของตนตาม มาตรา161. มาตรา 157 แต่เมื่อจําเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ทาํ เอกสารหรื อกรอกข้อความในเอกสาร จึงไม่มีความผิด ตาม ป.ส.266 ต่างกระทงแต่ละรายที่ได้กระทํา ไม่ใช่ มาตรา162 ซึ่ งเป็ น การทําเอกสารเท็จ เจ้ าพนักงานทาเอกสารเท็จ มาตรา 162 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5575 .วิ.สภาตําบลและองค์การบริ หารส่ วนตําบลฯ มี คาํ สั่งอนุ มตั ิให้ จ่ายเงิ นตามฎี กาเบิ กเงิ นในโครงการ โดยไม่ มีการวางท่อระบายนํ้าตามสัญญาและไม่ มีการแก้ไขสัญญาให้ ถูกต้อง ถือเป็ นการปฏิบตั ิหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสี ยหายแก่ผเู ้ สี ยหาย ตาม ป.อ.อ.268.ข้อความในมรณบัตรและสําเนาทะเบียนบ้านไม่ตรงกับ ความจริ ง ก็ไม่ทาํ ให้เป็ นเอกสารปลอมตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา161 แต่เป็ นความผิดตาม มาตรา 162 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1385/2522 จําเลยที่ 1 เป็ นเสมียนพนักงานที่ดินอําเภอ มีหน้าที่เก็บรักษาแบบพิมพ์ต่าง ๆ จ่ายแบบพิมพ์ น.อ.3 หรื อ ใบแทน ฯลฯ ไม่ มี ห น้า ที่ ท าํ เอกสารหรื อ ดู แ ลรั ก ษาเอกสาร การที่ จ าํ เลยที่ 1 ปลอมหนัง สื อ รั บรองการทํา ประโยชน์และสัญญาขายฝากขึ้น จึงไม่ใช่ กระทําโดยอาศัยที่ตนมีตาํ แหน่ งหน้าที่ ไม่มีความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 161 จําเลยทําหนังสื อรับรองการทําประโยชน์และทําสัญญาขายฝาก ปลอมขึ้น แล้ว นําไปใช้ฉอ้ โกงผูเ้ สี ยหาย ให้มอบเงินแก่จาํ เลยตามเอกสารปลอมดังกล่าว อันเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญามาตรา 266.5582/2554 ขณะเกิดเหตุ จําเลยที่ 1 ดํารงตําแหน่งประธานกรรมการบริ หารองค์การบริ หารส่ วนตําบลผูเ้ สี ยหาย มี ฐานะเป็ นเจ้าพนักงานตาม ป. มาตรา 162 (1) .

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4201/2536
จําเลยเป็ นเจ้าพนักงาน ปฏิ บตั ิหน้าที่ โดยทุจริ ต โดยทําใบรั บแจ้งการตายอันเป็ นเท็จ แล้วนําไปเป็ น
หลักฐานในการแจ้งการตายต่อนายทะเบียน ให้ออกมรณบัตรของ จ. และนําไปเป็ นหลักฐาน ในการขอคืน
หลักประกันที่ ป. ได้ประกันตัว จ.และเบิกความเท็จต่อศาลว่า จ.ตายไปแล้ว การกระทําของจําเลยเป็ นความผิด
ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137,157,162(1)(4),267 ซึ่ งเป็ นการกระทํากรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท
ให้ลงโทษตามมาตรา 157 ซึ่งเป็ นบทหนักที่สุดกระทงหนึ่งและเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
177 วรรคแรกอีกกระทงหนึ่ง
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2907/2526
จําเลยเป็ นปลัดเทศบาลและเป็ นเลขานุการสภาเทศบาล จําเลยไม่อยูป่ ฏิบตั ิหน้าที่ ประธานสภาเทศบาล
จึงแต่งตั้งให้ ส.รองปลัดเทศบาล ทําหน้าที่เลขานุการสภาเทศบาลแทนจําเลย จําเลยได้ใช้ให้แก้ไขรายงานการ
ประชุมที่ ส. ทําขึ้น โดยจําเลยไม่มีอาํ นาจแก้ไขได้โดยพลการ เพื่อจะให้ผเู ้ กี่ยวข้องหลงเชื่อว่า สภาเทศบาลมีมติ
ตามที่จาํ เลยได้แก้ไข โดยประการที่น่าจะเกิดความเสี ยหายแก่ผอู ้ ื่น จําเลยจึงมีความผิดฐานใช้ให้ผูอ้ ื่นปลอม
เอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265ประกอบด้วยมาตรา 84 จําเลยเป็ นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดูแลรักษา
เอกสารดังกล่าว จําเลยจึงมีความผิดตามมาตรา 161 อีกบทหนึ่ง
เมื่อจําเลยนําเอกสารปลอมนั้นไปอ้างในการขออนุมตั ิต่อผูว้ ่าราชการจังหวัดจําเลยจึงมีความผิดฐานใช้
เอกสารปลอมตามมาตรา 268 อีกกระทงหนึ่ง
จําเลยในฐานะเลขานุ การสภาเทศบาล เป็ นผูม้ ีหน้าที่ทาํ รายงานการประชุ มของสภาเทศบาล จําเลยทํา
รายงานการประชุมขึ้น ตามอํานาจหน้าที่ของตนและลงลายมือชื่อตัวเองเป็ นผูท้ าํ มิได้ทาํ ในนามของบุ คคลอื่น
เอกสารนั้น จึงเป็ นเอกสารที่แท้จริ ง ที่จาํ เลยทําขึ้น แม้ขอ้ ความในเอกสารจะไม่เป็ นความจริ ง ก็ไม่ทาํ ให้เป็ น
เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 แต่เป็ นการทําเอกสารอันเป็ นความเท็จตามมาตรา 162
เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้ องและขอให้ลงโทษตามมาตรา 162 จึงลงโทษจําเลยไม่ได้
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คําว่า 'เพื่อ' ให้เกิดความเสี ยหายแก่ผหู ้ นึ่งผูใ้ ด ถือว่าเป็ นเจตนา
พิเศษ การที่จาํ เลยแก้ไขมติของสภาเทศบาลในรายงานการประชุมโดยไม่มีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสี ยหายแก่
เทศบาล หากเป็ นการกระทําไปเพราะความเข้าใจผิดพลาดเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงมหาดไทยจําเลยจึงไม่มี
ความผิดตามมาตรา 157 และมาตรา 162 (1)

คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 35/2521
ตํารวจได้รับแต่งตั้งให้ทาํ หน้าที่เสมียนเปรี ยบเทียบ และได้ทาํ งานในหน้าที่น้ นั แม้ไม่ได้เซ็นทราบคําสั่ง
ถือว่าได้ทราบการแต่งตั้ง เป็ นเจ้าพนักงานผูม้ ีหน้าที่แล้ว การแก้หรื อลงจํานวนเงินในสําเนาใบเสร็ จ ให้นอ้ ยลง
กว่าต้นฉบับ แล้วส่ งเงินตํ่ากว่าจํานวนที่ได้รับจริ ง เป็ นความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกตาม มาตรา147 ฐาน
ปลอมเอกสารในหน้าที่ของตนตาม มาตรา161,266 ต่างกระทงแต่ละรายที่ได้กระทํา ไม่ใช่ มาตรา162 ซึ่ งเป็ น
การทําเอกสารเท็จ
แจ้ งความเท็จเกีย่ วกับความผิดทางอาญา มาตรา 172
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1076/2551
การกระทําความผิดตาม ป.อ. มาตรา 172 และมาตรา 174 วรรคสอง เป็ นความผิดสําเร็ จ เมื่อพนักงาน
สอบสวนได้ทราบข้อความ ที่จาํ เลยแจ้ง พนักงานสอบสวนจะทราบว่า ข้อความที่ จาํ เลยแจ้ง เป็ นความเท็จ
หรื อไม่ คดีที่ผตู ้ อ้ งหาถูกฟ้ องว่า กระทําความผิด เนื่องจากการแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จของจําเลยนั้น ศาลจะมีคาํ
พิพากษาอย่างไร และถึงที่สุดแล้วหรื อไม่ มิใช่ขอ้ สําคัญที่จะฟังว่า จําเลยกระทําความผิดหรื อไม่
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1706/2546
เมื่อมันสําปะหลังที่ขุดเป็ นของโจทก์ที่ 1 ที่ปลูกในที่ดินเกิดเหตุ โดยจําเลยทั้งสองมิได้เป็ นผูป้ ลูก การที่
จําเลยที่ 1 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์ท้ งั สี่ ลกั ทรัพย์มนั สําปะหลังที่ตนปลูก จึงเป็ นการแจ้ง
ข้อความอันเป็ นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน ซึ่ งทําให้โจทก์ท้ งั สี่ เสี ยหาย จําเลยที่ 1 ย่อมมี
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 หาใช่เป็ นเรื่ องขาดเจตนาไม่
ส่ วนจําเลยที่ 2ไปให้การเป็ นพยานต่อพนักงานสอบสวนยืนยันว่าตนร่ วมปลูกมันสําปะหลังกับจําเลยที่ 1
ซึ่งเป็ นความเท็จ โดยไม่ปรากฏว่าจําเลยที่ 2 จะได้มีเจตนาร่ วมกระทําผิดกับจําเลยที่ 1 การกระทําของจําเลยที่ 2
คงเป็ นเพียงความผิดฐานแจ้งความอันเป็ นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1041/2542
โจทก์ที่ 1 เป็ นเจ้าของสถานที่ที่จาํ เลยแจ้ง โจทก์ที่ 2เป็ นกรรมการผูจ้ ดั การผูม้ ีอาํ นาจทําการแทนโจทก์ที่
1แม้จาํ เลยจะแจ้งถึงสถานที่ ไม่ได้ระบุถึงโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 แต่สถานที่ไม่มีสถานะเป็ นบุคคล แม้จะมี
บุคคลอื่น อยูใ่ นสถานที่น้ นั อีกหลายคน แต่หากมีสิ่งของผิดกฎหมาย ซุกซ่อนอยูจ่ ริ งโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่ ง

เป็ นผูค้ รอบครองสถานที่ จะต้องรับผิดชอบ โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 จึงเป็ นผูเ้ สี ยหายฐานแจ้งความเท็จตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4205/2529
การแจ้งความเท็จอันจะเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172,173 และ 174 นั้น ความเท็จ
ที่แจ้งต้องเป็ นข้อความที่ เกี่ยวกับความผิดอาญา เมื่อจําเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนเพียงว่า จําเลยเป็ นผู ้
แนะนํา ส. ให้ รู้ จ ัก กับ โจทก์แ ละสามี ซ่ ึ ง เป็ นความเท็จ โดยไม่ มี ข ้อ ความว่ า โจทก์ก ระทํา ความผิ ด อาญา
การกระทําของจําเลยย่อมไม่เป็ นความผิดฐานแจ้งความเท็จ
ส่ วนการเบิกความเท็จอันจะเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177 นั้น ความเท็จที่เบิก
ความต้องเป็ นข้อสําคัญในคดี คือเป็ นข้อความในประเด็นหรื อที่เกี่ยวแก่ประเด็นอันอาจจะทําให้คู่ความถึงแพ้
ชนะกันในประเด็นนั้น
ในคดี ที่โจทก์คดีน้ ี ถูกฟ้ องว่าฉ้อโกง ข้อสําคัญแห่ งคดีมีว่า โจทก์ได้ทาํ การหลอกลวงผูเ้ สี ยหาย ทําให้
ผูเ้ สี ยหายหลงเชื่ อ แล้วมอบเงิ นให้โจทก์รับไปหรื อไม่ ดังนั้น ที่ จาํ เลยเบิ กความในคดี ดังกล่าวว่าจําเลยเคย
แนะนําโจทก์ให้รู้จกั กับผูเ้ สี ยหายนั้น ถึงหากจะเป็ นความเท็จก็มิใช่ ขอ้ สําคัญในคดี การกระทําของจําเลยจึงไม่
เป็ นความผิดฐานเบิกความเท็จ
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3702/2526
ความสําคัญของคดีแจ้งความเท็จอยู่ที่ว่า จําเลยเห็นเหตุการณ์การกระทําผิดของผูอ้ ื่ นตามที่ให้การต่อ
พนักงานสอบสวนหรื อไม่ ไม่ได้อยูท่ ี่วา่ ผูอ้ ื่นกระทําผิดหรื อไม่ เพราะแม้ผอู ้ ื่นกระทําผิดจริ ง แต่ถา้ จําเลยไม่เห็น
การกระทําผิด แล้วบังอาจให้การว่าเห็น ก็มีความผิดฐานแจ้งความเท็จ การที่จาํ เลยให้การเท็จว่าเห็นเหตุการณ์
แล้วขอถอนคําให้การ อ้างว่าที่ให้การไว้เพราะได้รับการเสื้ ยมสอน จําเลยก็ยงั มีความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา172, 174
คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2249/2515
ก. ถูกคนร้ายฆ่าตาย จําเลยเห็น ส.กับฮ. ร่ วมกันฆ่า ก. ตาย โดยมิได้เห็น ท. ร่ วมกระทําความผิดด้วย แต่
จําเลยได้แจ้งแก่เจ้าพนักงานตํารวจผูอ้ อกไปสื บสวนและให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า เห็ น ท.ร่ วมกับส.

จึงเป็ นการแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานผูม้ ี อํานาจสื บสวนคดีอาญา ตามมาตรา 172 เมื่ อการกระทําของจํา เลยต้องด้ว ยมาตรา 172 ที่ บญ ั ญัติเป็ นความผิดไว้โดยเฉพาะแล้ว ย่อมไม่ เป็ น ความผิดตามมาตรา 137 ซึ่ งเป็ นบทบัญญัติโดยทัว่ ไปอีก กรณี ที่จาํ เลยแจ้งความกล่าวหา เป็ นเรื่ องมีคนร้ายฆ่า นายกวงตาย ซึ่งได้มีการกระทําความผิดเกิดขึ้นจริ ง มิใช่แจ้งความกล่าวหาโดยมิได้มีการกระทําความผิดเกิดขึ้น จําเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 173 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 225/2508 ร้อยตํารวจตรี กมลกับพวก จับกุมจําเลยในข้อหาเล่นการพนันสลากกินรวบ และค้นตัวจําเลยได้บตั รรับ ฝากรถจักรยานและกระดาษฟุลสแก๊ป มีเขียนเลข 2 ฉบับ จําเลยแจ้งว่า เป็ นสลากกินรวบซื้ อมาจากโจทก์ดงั นี้ ถือว่าจําเลยกล่าวในฐานะผูต้ อ้ งหาหรื อเสมือนผูต้ อ้ งหา จําเลยหามีความผิดฐานแจ้งความเท็จไม่ แจ้ งความเท็จเกีย่ วกับความผิดทางอาญา มาตรา 173 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1424/2554 จําเลยทราบว่าลายมือชื่อที่จาํ เลยอ้างว่าปลอม ความจริ งเป็ นลายมือชื่อของจําเลยซึ่ งลงชื่อไว้ มิใช่ลายมือ ชื่ อปลอม การที่จาํ เลยแจ้งว่ามีการปลอมลายมือชื่ อ จึงเป็ นการแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จเกี่ยวกับความผิดทาง อาญาแก่พนักงานสอบสวน โดยรู ้อยูแ่ ล้วว่า มิได้มีการกระทําความผิดเกิดขึ้น อันเป็ นความผิดตาม ป.ฆ่า ก.อ. มาตรา 173 และเมื่อจําเลยเอาความเป็ นเท็จฟ้ องโจทก์ต่อศาลว่า กระทําความผิดอาญา การกระทําของจําเลยจึงเป็ น การฟ้ องเท็จอันเป็ นความผิดตามมาตรา 175 อีกกระทงหนึ่ง ส่ วนความผิดตามมาตรา 174 วรรคสอง ฟ้ องโจทก์ มิได้บรรยายว่าจําเลยแจ้งความเท็จเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ตอ้ งรับโทษ จําเลยมิได้ยืนยันว่าผูท้ ี่ปลอมเอกสารคือ โจทก์ โดยจําเลยแจ้งความเพียงว่าจําเลยสงสัยโจทก์ ยังไม่พอฟังว่า จําเลยมีเจตนาแกล้งให้โจทก์ตอ้ งรับโทษ ไม่ อาจเป็ นความผิดตามมาตรานี้ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 8611/2553 การที่จาํ เลยยืนยันข้อเท็จจริ งว่า จําเลยเห็นโจทก์ร่วม หยิบเอาเศษสร้อยคอทองคําของจําเลยไปและได้ แจ้งความแก่พนักงานสอบสวน ให้ดาํ เนินคดีโจทก์ร่วมในข้อหาลักทรัพย์ซ่ ึ งเป็ นข้อความอันเป็ นเท็จ โดยจําเลย .และฮ.

174 ผูแ้ จ้งจะต้องมีเจตนาที่ จะให้เจ้า พนักงานสอบสวนดําเนินการสอบสวนเอาตัวผูก้ ระทําผิดมาลงโทษในทางอาญา .อ.รู ้ดีว่า มิได้มีการกระทําผิดในข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้น แต่กลับไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนดังกล่าว ว่าได้มี การกระทําผิดข้อหาลักทรัพย์ อันเป็ นเท็จ เพื่อให้พนักงานสอบสวนเชื่อว่า ได้มีความผิดข้อหาลักทรัพย์เกิดขึ้น เพื่อให้โจทก์ร่วมได้รับโทษ การกระทําของจําเลยจึงเป็ นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จตาม ป. มาตรา 137. 174 วรรคสอง ประกอบมาตรา 173 นอกจากนี้ จําเลยยังมีเจตนายังมีเจตนาแจ้งความ เพื่อให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่นเกลียดชังและเสี ยชื่อเสี ยง จึง เป็ นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมอีกด้วย คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 7008/2548 การที่เจ้าพนักงานตํารวจ 191 มีหน้าที่รับโทรศัพท์ เป็ นหน้าที่เฉพาะตามที่ทางราชการแต่งตั้งให้ปฏิบตั ิ แต่โดยทัว่ ไปแล้ว เจ้าพนักงานตํารวจย่อมมีอาํ นาจทําการสื บสวนคดีอาญาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 17 การที่จาํ เลยโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตํารวจ 191 ว่ามีการวางระเบิดที่ห้างสรรพสิ นค้าบิ๊กซี สาขาสุ ข สวัสดิ์ และสถานที่อื่นอีกหลายแห่ ง โดยรู ้อยู่ว่ามิ ได้มีการกระทําความผิดอาญา จึงเป็ นการแจ้งความแก่ เจ้า พนักงานผูม้ ีอาํ นาจสื บสวนคดีอาญามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5966/2538 จําเลยที่ 3ทราบว่า โจทก์ท้ งั สองไม่ได้กระทําผิดฐานฉ้อโกงและยักยอกทรั พย์ แต่กลับมาให้การเป็ น พยานด้วยข้อความอันเป็ นเท็จ ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อช่ วยเหลือจําเลยที่1 การกระทําของจําเลยที่ 3 จึงเป็ น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา173 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1489/2530 ผูก้ าํ กับการตํารวจภูธรจังหวัด ผูบ้ งั คับการตํารวจภูธรและผูบ้ ญ ั ชาการตํารวจภูธร ต่างมีฐานะเป็ นเจ้า พนักงานมีอาํ นาจหน้าที่ที่จะดําเนิ นการทางวินัยต่อโจทก์ซ่ ึ งเป็ นผูอ้ ยู่ใต้บงั คับบัญชา ฉะนั้น หากข้อความใน หนังสื อที่จาํ เลยร้องเรี ยนต่อผูบ้ งั คับบัญชาของโจทก์ดงั กล่าว เป็ นเท็จ จําเลยย่อมมีความผิดฐานแจ้งความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137(อ้างคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2411/2518) การที่จะเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173.

181(1) คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 209/2506 จําเลยเกิ ดปากเสี ยงกับ นายชิ ง ชอง แล้วถู กนายชิ งชองชกต่ อ ยเอา แต่ จ าํ เลยกลับนํา ความไปแจ้งต่ อ พนักงานสอบสวนว่า มีนกั เลง 3 คนกลุม้ รุ มทําร้ายจําเลย โดยคนหนึ่งใช้ไม้ตีคนหนึ่งล๊อกคอ อีกคนหนึ่งล้วงเอา เงินในกระเป๋ าเสื้ อไป 300 บาท ซึ่งเป็ นความเท็จ การกระทําของจําเลยเช่นนี้ ย่อมเป็ นการแกล้งจะให้นายชิงชอง ต้องรับโทษหนักขึ้น และเป็ นการกล่าวหาว่า นายชิงชองกระทําผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา . ร่ วมกันฆ่า ก. ร่ วมกระทําความผิดด้วย แต่ จําเลยได้แจ้งแก่เจ้าพนักงานตํารวจ ผูอ้ อกไปสื บสวนและให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า เห็น ท. จึงเป็ นการแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จ เกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานผู ้ มีอาํ นาจสื บสวนคดีอาญา ตามมาตรา 172 เมื่ อการกระทําของจําเลยต้องด้วยมาตรา 172 ที่ บญ ั ญัติเป็ นความผิดไว้โดยเฉพาะแล้ว ย่อมไม่ เป็ น ความผิดตามมาตรา 137ซึ่ งเป็ นบทบัญญัติโดยทัว่ ไปอีก กรณี ที่จาํ เลยแจ้งความกล่าวหาเป็ นเรื่ องมีคนร้ายฆ่ า นายกวงตาย ซึ่งได้มีการกระทําความผิดเกิดขึ้นจริ ง มิใช่แจ้งความกล่าวหาโดยมิได้มีการกระทําความผิดเกิดขึ้น จําเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 173 แจ้ งความเท็จเกีย่ วกับความผิดทางอาญา มาตรา 174 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 589/2536 รู ปคดีมีเหตุผลให้เชื่อได้วา่ จําเลยกับโจทก์ร่วมร่ วมประเวณี กนั โดยสมัครใจ เมื่อจําเลยรู ้อยูแ่ ล้วว่า โจทก์ ร่ วมมิ ได้ข่มขื นกระทําชํา เราจํา เลย แต่ ไปแจ้ง ความต่ อพนักงานสอบสวน ให้ด าํ เนิ นคดี แก่ โจทก์ร่ วม โดย กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมข่มขืนกระทําชําเราจําเลย การกระทําของจําเลยจึงเป็ นการแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จเกี่ยวกับ ความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน เพื่อจะแกล้งให้โจทก์ร่วมต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 174 วรรคสอง.174 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2249/2515 ก.ร่ วมกับส. ตาย โดยมิได้เห็น ท.ฆ่า ก.แต่ ก ารที่ จ ํา เลยทํา หนัง สื อ ร้ อ งเรี ย นต่ อ ผู ้บ ัง คับ บัญ ชาของโจทก์น้ ัน เห็ น ได้ว่ า จํา เลยมี เ จตนาให้ ผูบ้ งั คับบัญชาดําเนิ นการทางวินยั แก่โจทก์ มิได้เจตนาที่จะให้ดาํ เนิ นการเอาความผิดแก่โจทก์ในคดีอาญาการ กระทําของจําเลย จึงไม่มีมูลเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173. ถูกคนร้ายฆ่าตาย จําเลยเห็น ส. และฮ.กับฮ.

ใช้เป็ นยานพาหนะขับไปยิง ส.320 บาท ซึ่ งเป็ นของ ผูเ้ สี ยหายและบางส่ วนเป็ นของจําเลยไป โดยไม่มีการปล้นทรัพย์เกิดขึ้น แต่จาํ เลยทําพยานหลักฐานเท็จ ด้วยการ ใช้ท่อนไม้ทุบรถจักรยานยนต์ของจําเลยและแจ้งข้อความเท็จแก่พนักงานสอบสวนว่า ได้มีการปล้นทรัพย์ จําเลยจึงมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็ นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา แจ้งความเท็จว่าได้มีการกระทําความผิด เกิดขึ้นและทําพยานหลักฐานอันเป็ นเท็จ ทาลายพยานหลักฐาน มาตรา 184 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 20377/2555 การที่จาํ เลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่ วมกันเก็บกวาดเศษกระจก และเศษชิ้นส่ วนของรถจักรยานยนต์ คันที่ ผูต้ ายขับเฉี่ยวชนกับรถไถนาที่จาํ เลยที่ 1 ขับ ซึ่ งตกอยูใ่ นที่เกิดเหตุ และจําเลยที่ 2 นํารถจักรยานยนต์คนั ที่ผตู ้ าย ขับซึ่งล้มอยูใ่ นที่เกิดเหตุ ไปทิ้งลงในคลองชลประทาน เป็ นการกระทําด้วยเจตนาอันเดียวกัน คือ เพื่อช่วยเหลือ จําเลยที่ 1 มิให้ตอ้ งรับโทษ และเป็ นการกระทําในคราวเดียวกัน ต่อเนื่องกัน การกระทําของจําเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็ นกรรมเดียว เป็ นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่ วมกันเพื่อจะช่ วยเหลือผูอ้ ื่น มิให้ตอ้ งรับ โทษ และฐานทําให้เสี ยหาย ทําลาย ซ่ อนเร้น เอาไปเสี ย หรื อทําให้สูญหายซึ่ งพยานหลักฐานในการกระทํา ความผิดตาม ป.มาตรา 340 ซึ่ งมีระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี การกระทําของจําเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 174 ประกอบด้วยมาตรา 181(1) ทาพยานหลักฐานเท็จ มาตรา 179 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5449/2540 จําเลยเป็ นพนักงานเก็บเงินของบริ ษทั ผูเ้ สี ยหาย เก็บเงินจากลูกค้าแล้วยักยอกไป โดยจําเลยได้แจ้งความ ต่อพนักงานสอบสวนว่า มี คนร้ ายใช้อาวุธปื นและมี ดจี้บงั คับปล้นเอาเงิ นจํานวน 74. ขับรถจัก รยานยนต์ไ ปและใช้อาวุธ ปื นยิง ส. และหลบหนี ก็ เป็ นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทําความผิดโดยตรงเช่นกัน และเป็ นพยานหลักฐานสําคัญอีกส่ วนหนึ่งซึ่ งสามารถใช้ .มาตรา 184 ซึ่งเป็ นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป. ใช้ในการกระทําความผิดโดยตรงและถื อเป็ น พยานหลักฐานสําคัญในคดีแล้ว รถจักรยานยนต์ของกลางที่ ช. มาตรา 90 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5811/2550 การที่ ช.อ. ถึ ง แก่ ค วามตาย แล้ว ขับรถจัก รยานยนต์ค ัน ดังกล่ าวหลบหนี ไปนั้น นอกจากอาวุธปื นซึ่ งเป็ นทรั พย์ที่ ช.อ.

ได้ห ากมี พ ยานบุ คคลมาพบเห็ น การกระทําความผิด ดังกล่ าว และจดจํา ลักษณะของรถจักรยานยนต์ของกลางที่ ช. มาตรา 188 มาตรา 252 ประกอบมาตรา 251 และ . มาลงโทษได้ ดังนั้น การที่จาํ เลยช่ วยซ่ อนเร้นรถจักรยานยนต์ ของกลางไว้ จึงเป็ นความผิดตาม ป. มาตรา 184 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3964/2532 การกระทําที่จะเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 จะต้องเป็ นการกระทํา เพื่อจะช่วย ผูอ้ ื่นมิให้ตอ้ งรับโทษหรื อให้รับโทษน้อยลง จําเลยดํารงตําแหน่ งป่ าไม้อาํ เภอได้ร่วมกับพวกเผาไม้ท่อน 12 ท่อนซึ่งพนักงานสอบสวนได้ยดึ และรักษาไว้ เพื่อเป็ นพยานหลักฐานในการกระทําความผิดตามกฎหมายว่าด้วย ป่ าไม้ โดยไม้ดงั กล่าว มีดวงตราประจําตัวของจําเลยตีประทับที่หน้าตัดของไม้ทุกท่อนและกําลังอยูใ่ นระหว่าง ตรวจสอบว่า เป็ นไม้ซ่ ึ งได้ถูกตัดมา โดยถูกต้องตามขั้นตอนและระเบียบกฎหมายหรื อไม่ จึงเป็ นกรณี ที่จาํ เลย กระทํา ไปด้ว ยเจตนา เพื่อ ช่ วยให้ตนเอง พ้นจากความผิด ที่ ต นอาจได้รั บ จึ ง ไม่ เ ป็ นความผิด ตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 184 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 786/2522 จําเลยที่ 1 ที่ 2 ร่ วมกันมีเฮโรอีนไว้ในความครอบครองเพื่อจําหน่าย เมื่อเจ้าพนักงานไปที่บา้ นจําเลยทั้ง สองเพื่อตรวจค้นจับกุม จําเลยที่ 1 รับห่ อเฮโรอีนจากจําเลยที่ 2 แล้วโยนทิ้งในทันที ดังนี้ เห็นได้ว่าจําเลยที่ 1 กระทําไปเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ตาํ รวจยึดหลักฐานเกี่ยวกับความผิดได้ที่ตน เป็ นการกระทําด้วยเจตนาเพื่อช่ วย ตนเอง แม้จาํ เลยที่ 2 อาจจะได้รับประโยชน์จากการกระทําดังกล่าวด้วย จําเลยที่ 1 ก็ไม่มีความผิดฐานทําให้ เสี ยหายทําลายพยานหลักฐานในการกระทําความผิด เพื่อจะช่ วยผูอ้ ื่นมิให้ตอ้ งรับโทษตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา184 ทาลายเอกสารของผู้อนื่ มาตรา 188 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 8490/2552 จําเลยกับพวกร่ วมกันวางแผน โดยใช้โฉนดที่ดินพิพาทปลอม ที่มีรอยตราปลอมประทับอยู่ ไปแลกเอา โฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริ งของผูเ้ สี ยหายมา อันเป็ นการเอาไปเสี ยซึ่ งเอกสารและลักทรัพย์ โดยใช้กลอุบาย แล้ว นําโฉนดที่ดินพิพาทฉบับจริ ง พร้อมหนังสื อมอบอํานาจปลอมของผูเ้ สี ยหาย ไปใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน สํานักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี อันเป็ นความผิดตาม ป.พิสูจน์การกระทําความผิด ของ ช. ขับได้ ซึ่ งต่อมาเจ้าพนักงานตํารวจก็ได้ใช้เป็ นพยานหลักฐานในการ สื บสวนสอบสวนนําไปสู่ การติดตามจับกุมตัว ช.อ.อ.

และบริ ษทั บ. แต่จาํ เลยมิได้นาํ ไปมอบให้ ส. ในประการที่น่าจะเกิดความเสี ยหายแก่ น. กลับนําเช็คดังกล่าว ไปเรี ยกเก็บเงินใน บัญชีของตนเองและถอนเงินไป ดังนี้ จําเลยในฐานะนายวงแชร์มีหน้าที่ตอ้ งปฏิบตั ิตามข้อตกลงการเล่นแชร์วา่ เมื่อจําเลยได้เช็คจากลูกวงแชร์ แล้ว จะต้องนําเช็คไปมอบให้ ส. มาตรา 90 อันได้แก่ความผิดฐานใช้โฉนดที่ดินซึ่ งเป็ นเอกสารสิ ทธิ อนั เป็ นเอกสารราชการปลอมตาม ป.อ. . มาตรา 1 (7) ซึ่ งออกให้แก่ น.อ. เมื่อจําเลยนําเช็ค ไปเรี ยกเก็บเงิ นและถอนเงิ นออกจากบัญชี จึงเป็ นการ ครอบครองเงินของ ส. ซึ่งออกให้แก่ น. มาตรา 269/5 และ มาตรา 269/7 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5883/2552 ส. จึงเป็ นผูเ้ สี ยหายในความผิดฐานยักยอกเงินตามเช็ค คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3063/2552 จําเลยกับพวกร่ วมกันนําเอาโฉนดที่ดินของผูเ้ สี ยหายและแบบพิมพ์หนังสื อมอบอํานาจ ที่มีเพียงลายมือ ชื่อของผูเ้ สี ยหาย ลงไว้ในช่องผูม้ อบอํานาจไป โดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วนําไปกรอกข้อความว่า ผูเ้ สี ยหายมอบ อํานาจให้จาํ เลยยืน่ ขอจดทะเบียนโอนที่ดินของผูเ้ สี ยหาย ให้แก่จาํ เลยโดยเสน่ หา เป็ นการกระทําความผิดฐาน ทําให้เสี ยหาย ทําลาย ซ่ อนเร้น เอาไปเสี ย หรื อทําให้สูญหายหรื อไร้ประโยชน์ซ่ ึ งเอกสารของผูอ้ ื่น ตาม ป. ซึ่ ง เป็ นลู กวงแชร์ ประมูลแชร์ ได้ จําเลยซึ่ ง เป็ นนายวงแชร์ ได้รับเช็คตามฟ้ องจากลู กวงแชร์ ที่ยงั ประมูลไม่ได้เพื่อนําไปมอบให้แก่ ส.อ.แล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไป ส.อ. แล้ว การกระทําของจําเลยจึงเป็ นความผิดตามบทบัญญัติมาตรา 188 การที่จาํ เลยเอาไปเสี ยซึ่ งบัตรเครดิตวีซ่าการ์ ด ของบริ ษทั บ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 6820/2552 การที่จาํ เลยเอาไปเสี ย ซึ่ งเอกสารบัตรเครดิตวีซ่าการ์ ดของบริ ษทั บ.อ. แล้วใช้บตั รเครดิตวีซ่าการ์ดดังกล่าวชําระค่าสิ นค้าแทนการชําระด้วยเงินสด อัน เป็ นความผิดฐานใช้บตั รอิเล็กทรอนิกส์ของผูอ้ ื่นชําระค่าสิ นค้า ค่าบริ การหรื อหนี้อื่นแทนการชําระด้วยเงินสด โดยมิชอบตาม ป. ซึ่ งประมูลแชร์ ได้ การที่จาํ เลยรับเช็ค ตามฟ้ อง จึงเป็ นการรับไว้แทน ส. อันเป็ นบัตรอิเล็กทรอนิ กส์ และ เอกสารตาม ป.มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทําทั้งหมดล้วนมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวคือ การทําให้ สามารถขายหรื อขายฝากที่ดินพร้อมอาคารพิพาทของผูเ้ สี ยหายเท่านั้น การกระทําของจําเลยจึงเป็ นการกระทํา กรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จาํ เลยตาม ป.

2 ใบ ของผูเ้ สี ยหาย แล้ว ลักเอาเงินฝากของผูเ้ สี ยหายต่างบัญชีกนั แม้จะทําต่อเนื่องกัน ก็เป็ นความผิดสองกรรม .ไปจากผูเ้ สี ยหายแล้วนําบัตรเอ.เอ็ม.อ.มาตรา 188 และเป็ นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตาม ป. ของผูเ้ สี ยหายไปนั้น เป็ นความผิดทั้งฐานเอาไปเสี ยซึ่ งเอกสารของผูอ้ ื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ซึ่ งเป็ นบทที่มีโทษหนักกว่าความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ต้อง ลงโทษจําเลยตามมาตรา 188 บัตรเอ. ของผูเ้ สี ยหาย 2 ใบ เป็ นบัตรต่างธนาคารกัน และเงินฝากของ ผูเ้ สี ยหายที่ถูกลักไปก็เป็ นเงินฝากในบัญชีต่างธนาคารกันด้วย เจตนาในการกระทําผิดของจําเลยจึงแยกจากกัน ได้ตามความมุ่งหมายในการใช้บตั รแต่ละใบการกระทําของจําเลยที่ใช้บตั รเอ.ที.เอ็ม.ที.ที. มาตรา 264 วรรคสอง และ มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 83 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 5674/2544 แบบพิมพ์เช็คที่ยงั ไม่ได้กรอกรายการ เท่ากับยังมิได้ทาํ ให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข อัน เป็ นหลักฐานแห่ งความหมายนั้น จึงไม่เป็ นเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(7) แม้จาํ เลยเอาแบบ พิมพ์เช็คของผูเ้ สี ยหายไป ก็ไม่มีความผิดตามมาตรา 188 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1312/2544 จําเลยเป็ นพนักงานของโจทก์ร่วมได้รับเช็คของลูกค้า เพื่อชําระค่าสิ นค้าให้แก่โจทก์ร่วม แต่กลับนําเช็ค นั้นไปเบิกเงิน แล้วเก็บไว้เอง จึงมีความผิดฐานเอาไปเสี ยซึ่ งเช็คอันเป็ นเอกสารของโจทก์ร่วม และทําให้ไร้ ประโยชน์ ในประการที่น่าจะเกิดความเสี ยหายแก่โจทก์ร่วมผูอ้ ื่นหรื อประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และฐานยักยอกเงินตามเช็คตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 9/2543 การที่จาํ เลยลักเอาบัตรเอ.เอ็มดังกล่าวไปลักเอาเงินของผูเ้ สี ยหาย โดยผ่านเครื่ องฝากถอนเงินนั้น ทรัพย์ที่จาํ เลยลักเป็ นทรัพย์คนละประเภทและเป็ นความผิดสําเร็ จในตัวต่าง กรรมต่างวาระ การลักเอาบัตรเอ.ที.ที.ที. ไป กับการลักเงินจึงเป็ นความผิดหลายกรรม การที่จาํ เลยลักเอาบัตรเอ.เอ็ม.เอ็ม.เอ็ม.

ตรวจสอบพบว่า จําเลยไม่ใช่ ผสู ้ ื่ อข่าว จึงนําเงิน 5. ผูเ้ สี ยหายและทําลายเอกสารของนาย ธ.500 บาท มอบให้จาํ เลยเป็ นค่ามัดจําค่าใช้จ่าย เพื่อเป็ นหลักฐานในการจับกุมจําเลย จําเลยรับเงินไว้แล้วสั่งจ่าย เช็คให้นาย ธ.000บาท จนนางสาวส.ต้อง เสี ยเงินให้จาํ เลย30. เมื่อจําเลยให้การรับสารภาพในข้อหาฐานความผิดทําลายเอกสารของผูอ้ ื่น ข้อเท็จจริ งจึ งยุติตามคําฟ้ อง ว่าเช็คดังกล่าวเป็ นของผูอ้ ื่น และการที่จาํ เลยทําลายนั้น น่าจะเกิดความเสี ยหายแก่ผอู ้ ื่นอันเป็ นการกระทําที่ครบ องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 188 แล้ว คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1209/2522 โจทก์ร่วมเป็ นภริ ยาจําเลยได้ยื่นฟ้ องจําเลยเรี ยกค่าอุปการะเลี้ยงดูและขอให้เปิ ดประตูบา้ นที่โจทก์ร่วม อาศัยอยู่ การที่โจทก์ร่วมได้ให้ช่างภาพถ่ายภาพห้อง เครื่ องใช้ตูเ้ สื้ อผ้า และของอื่น ๆ ภายในบ้านนั้น เห็นได้ว่า ภาพดังกล่าวเป็ นภาพจําลองของห้อง เครื่ องใช้ ฯลฯ เท่านั้น ไม่ได้แสดงความหมายให้ปรากฏแต่อย่างใด ห้อง เครื่ องใช้ฯลฯ มีสภาพเป็ นอยูอ่ ย่างไร เมื่อถ่ายเป็ นภาพออกมาก็ปรากฏอยูใ่ นสภาพอย่างนั้น ไม่เป็ นหลักฐานแห่ ง ความหมายอย่างใด ๆ เลย ภาพถ่ า ยและฟิ ล์มของภาพถ่ ายดังกล่ าวจึ งไม่ เป็ นเอกสารตามมาตรา 1(7) แห่ ง ประมวลกฎหมายอาญา ฉะนั้น การที่ร้านถ่ายภาพได้นาํ ภาพถ่าย ไปมอบให้โจทก์ร่วมที่บา้ น ซึ่ งถ่ายภาพจําเลย .หลงเชื่ อ แต่นาย ธ. ผูเ้ สี ยหาย โดย จําเลยหลอกลวงว่า จําเลยเป็ นผูส้ ื่ อข่าวสามารถฝากนางสาว สง เข้าทํางานที่กรมตํารวจได้ และนางสาว ส. ไว้เป็ นประกัน ต่อมาจําเลยได้แย่งเช็คดังกล่าวคืนมาจากนาย ธ.คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2323/2534 การซื้ อขายรถยนต์ระหว่างโจทก์ร่วมและจําเลย เป็ นการซื้ อขายเสร็ จเด็ดขาด กรรมสิ ทธิ์ ในรถและสมุด คู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ย่อมตกเป็ นของโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมชําระราคารถยนต์ครบถ้วนแล้ว จําเลยย่อมไม่ มีสิทธิยดึ หน่วงสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ แต่มีหน้าที่ส่งมอบแก่โจทก์ร่วม การที่จาํ เลยนําสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ดงั กล่าวไปจดทะเบียนใส่ ชื่อบริ ษทั ซ. แล้วฉี กทําลายในประการที่น่าจะ เกิดความเสี ยหายแก่นาย ธ. จํากัด เป็ นเจ้าของรถ ถือได้ว่าเป็ นการเอาไปเสี ยซึ่ งเอกสารใดของผูอ้ ื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสี ยหายแก่ผอู ้ ื่น เป็ นการผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 188 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2218/2533 โจทก์ฟ้องว่า จําเลยพยายามฉ้อโกงนางสาว ส.

และยังได้ความอีก ว่า จําเลยถีบรถจักรยานพา บ.อ. นัง่ ซ้อนท้าย ไปบ้าน จึงส่ อให้เห็นเจตนาว่า ไม่ใช่ เพื่อหลบหนีหรื อเพื่อไม่ให้ถูก จับกุมอีกด้วย การกระทําของจําเลยจึงไม่เป็ นความผิดตามบทมาตราดังกล่าว คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1670/2522 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 นั้น เจ้าพนักงานผูต้ ิดตามจับกุมผูก้ ระทําผิด หาจําต้อง แจ้งแก่ผใู ้ ห้ที่พาํ นักซ่ อนเร้นทราบว่า ผูก้ ระทําความผิดหรื อผูต้ อ้ งหาว่ากระทําความผิด ได้กระทําความผิดฐาน ใด เพียงแต่แจ้งให้ทราบว่า บุคคลที่ตนให้ที่พาํ นักซ่อนเร้น เป็ นผูก้ ระทําผิดก็พอแล้ว ส่ วนจะเป็ นความผิดฐานใด นั้น เป็ นข้อเท็จจริ งที่โจทก์จะต้องกล่าวในฟ้ องและนําสื บ .อ.เป็ นผูร้ ับไว้ และให้คนไปเอาฟิ ล์มภาพถ่ายจากร้าน แล้วเอาไปเสี ย ไม่ยอมคืนให้โจทก์ร่วม ดังนี้ การกระทําของ จําเลยจึงไม่เป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ช่ วยผู้กระความผิดมิให้ ต้องรับโทษ มาตรา 189 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 20377/2555 การที่จาํ เลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่ วมกันเก็บกวาดเศษกระจก และเศษชิ้นส่ วนของรถจักรยานยนต์ คันที่ ผูต้ ายขับเฉี่ยวชนกับรถไถนาที่จาํ เลยที่ 1 ขับ ซึ่ งตกอยูใ่ นที่เกิดเหตุ และจําเลยที่ 2 นํารถจักรยานยนต์คนั ที่ผตู ้ าย ขับ ซึ่งล้มอยูใ่ นที่เกิดเหตุ ไปทิ้งลงในคลองชลประทาน เป็ นการกระทําด้วยเจตนาอันเดียวกัน คือ เพื่อช่วยเหลือ จําเลยที่ 1 มิให้ตอ้ งรับโทษ และเป็ นการกระทําในคราวเดียวกัน ต่อเนื่องกัน การกระทําของจําเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็ นกรรมเดียว เป็ นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่ วมกันเพื่อจะช่ วยเหลือผูอ้ ื่น มิให้ตอ้ งรับ โทษ และฐานทําให้เสี ยหาย ทําลาย ซ่ อนเร้น เอาไปเสี ย หรื อทําให้สูญหายซึ่ งพยานหลักฐานในการกระทํา ความผิดตาม ป. ซึ่ งเป็ นผูก้ ระทํา ผิดนัง่ ซ้อนท้ายพาออกจากที่เกิดเหตุไป ในขณะที่ยงั ไม่มีผมู ้ ีอาํ นาจจับกุมคนใด จะจับกุม บ. มาตรา 90 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2449/2522 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 บัญญัติถึงการกระทําเพื่อช่ วยเหลือมิให้ผูก้ ระทํา ความผิด ต้องรับโทษ โดยมิให้ถูกจับกุม เมื่อข้อเท็จจริ งได้ความว่า จําเลยถีบรถจักรยานให้ บ.มาตรา 184 ซึ่งเป็ นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.

สอบปากคําจําเลย จําเลยขออนุญาตกลับไปเปลี่ยนเสื้ อผ้าที่บา้ น เพราะเสื้ อผ้าเปื้ อนเลือด พันตํารวจ โท บ. ไม่ใช่ผกู ้ ระทําผิดในข้อหาฆ่าผูอ้ ื่น และการที่ศาลออกหมายจับนั้น ก็เพื่อให้ ได้ตวั มาฟังคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ใช่เพราะกระทําผิด ฐานหลบหนีไม่ไปศาล คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1671/2512 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 บัญญัติถึงการกระทําเพื่อช่ วยเหลือผูอ้ ื่ น ซึ่ งเป็ น ผูก้ ระทําความผิด หรื อเป็ นผูต้ อ้ งหาว่ากระทําความผิด ไม่ให้ตอ้ งรับโทษหรื อไม่ให้ถูกจับกุม เมื่อข้อเท็จจริ งฟั ง ว่า ผูท้ ี่จาํ เลยได้ช่วยเหลือ ได้ถูกจับกุมในข้อหานั้นไปก่อนแล้ว การกระทําของจําเลยจึงไม่ตอ้ งด้วยความผิดตาม มาตรานี้ หลบหนีจากทีค่ ุมขัง มาตรา 190 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 772/2536 หลังจากจําเลยใช้อาวุธปื นยิงผูต้ ายถึ งแก่ความตายแล้ว จําเลยได้เข้ามอบตัวต่ อพันตํารวจโท บ.คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2448/2521 เจ้าพนักงานตํารวจได้เข้าทําการจับกุมพวกลักลอบเล่นการพนันไฮโลว์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็ นการ ปฏิบตั ิการตามหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย จําเลยร้องบอกพวกที่เล่นการพนันดังกล่าวว่า "ตํารวจมา ตํารวจมา" พวกที่เล่นการพนันบางคนหลบหนีการจับกุมของเจ้าพนักงานไปได้ พฤติการณ์ของจําเลยที่ร้องบอกพวกที่เล่นการพนันดังกล่าว ก็ดว้ ยมีเจตนา ที่จะให้ผเู ้ ล่นการพนันรู ้ตวั เพื่อจะหลบหนี ไป การกระทําของจําเลยจึงเข้าลักษณะของการช่ วยด้วยประการใดๆ แก่ผกู ้ ระทําความผิด เพื่อ ไม่ให้ถูกจับกุม ดังบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 207/2517 ท.ให้รู้ตวั เมื่อตํารวจมาตามจับจําเลย ก็ไม่ มี ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 เพราะตราบใดที่ยงั ไม่มีคาํ พิพากษาศาลสู ง เปลี่ยนแปลงคํา พิพากษาศาลชั้นต้น ก็ตอ้ งถือว่า ท. นัง่ คอย จําเลยอยูท่ ี่หอ้ งรับแขก กับมีเจ้าพนักงานตํารวจอีก 2 คน คอยอยูน่ อกบ้าน . ถูกฟ้ องว่าฆ่าผูอ้ ื่น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้ อง ครั้นเมื่อศาลนัดฟั งคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ ท. และบอก ท. ขับรถยนต์ไปส่ งจําเลยที่บา้ น เมื่อไปถึงบ้านของจําเลย จําเลยเดินเข้าไปในบ้าน พันตํารวจโท บ.หลบหนี ศาลออกหมายจับ ท.จําเลยให้พาํ นักและซ่ อนเร้ น ท. พัน ตํารวจโท บ.

2499 มาตรา 5 วรรคสอง ดังนี้การที่ เจ้าพนักงานคุมขังจําเลยไว้ เพื่อการเนรเทศ จึงเป็ นการคุมขังไว้โดยไม่ชอบ เมื่อจําเลยหลบหนี ไประหว่างการ คุมขังดังกล่าว จึงไม่เป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 เทียบกับ คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3598/2531 แม้การที่พนักงานสอบสวนจะรับตัวผูต้ อ้ งหาควบคุมไว้ โดยมิได้ยื่นคําร้องต่อศาลขอหมายขัง อันเป็ น การไม่ปฏิบตั ิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 ก็ตาม แต่การควบคุมนั้น ก็ยงั คงเป็ นการ ควบคุมตามอํานาจของพนักงานสอบสวนอยู่ ดังนั้น จําเลยซึ่ งเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจ มีหน้าที่ควบคุมดูแลผูต้ อ้ งขังตามอํานาจของพนักงานสอบสวน ได้ปล่ อยตัวผูต้ อ้ งขังไป จึ งเป็ นการกระทําให้ผูท้ ี่ อยู่ใ นระหว่างคุ มขังนั้นหลุ ดพ้นจากการคุ มขัง จําเลยจึ ง มี ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 204 คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1761/2522 ตํารวจบอกให้จาํ เลยไปสถานี ตาํ รวจโดยลําพัง เพราะรู ้จกั จําเลยดี ยังไม่ถูกจับและควบคุม ยังไม่มีการ หลบหนีตามมาตรา190 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 307/2511 จําเลยซึ่ งถูกควบคุมตัวอยู่ ได้รับอนุ ญาตให้ไปถ่ายอุจจาระที่ป่าไผ่นอกหมู่บา้ นตามลําพังโดยไม่มีการ ควบคุม ถึงแม้จาํ เลยจะหนีไปในระหว่างเวลานั้น จะถือว่าจําเลยหลบหนีการควบคุมไม่ได้ .แม้ไม่ปรากฏว่าพันตํารวจโท บ. แล้วหลบหนี ออกทางประตูหลังบ้านไป ถือได้ว่าจําเลยได้ หลบหนีไปจากความควบคุมของพันตํารวจโท บ. ทําบันทึกการมอบตัวหรื อแจ้งข้อหาแก่จาํ เลย แต่ก็ถือได้ว่าพันตํารวจ โท บ. เป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 แล้ว คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 2243/2531 จําเลยเคยได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ต่อมาจําเลยถูกเพิกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวตั ิ ฉบับที่ 337 จึงไม่อาจเนรเทศจําเลยได้ ตามพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ. ได้คุมขังจําเลยไว้ เพื่อทําการสื บสวนสอบสวนต่อไปตามอํานาจหน้าที่แล้ว การที่จาํ เลยไม่กลับมาพบพันตํารวจโท บ.ศ.

200 วรรคแรกด้วย การกระทําของจําเลยที่ 1 จึงเป็ นความผิดกรรมเดียวกัน .ความผิดต่ อตาแหน่ งหน้ าทีใ่ นการยุติธรรม มาตรา 200 คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 3130/2556 คณะกรรมการป้ องกันและปราบปรามการทุจริ ตแห่ งชาติหาได้มีอาํ นาจที่จะตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม รายงานการสอบสวนของคณะกรรมการป้ องกันและ ปราบปรามการทุจริ ตแห่ งชาติ ก็มิได้ช้ ีมูลความผิดฐานนี้ การที่อนุกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการป้ องกัน และปราบปรามการทุจริ ตแห่ งชาติดาํ เนิ นการไต่สวนในความผิดฐานนี้ มาด้วย จึงเป็ นการสอบสวนที่ไม่ชอบ และแม้การสอบสวนของคณะกรรมการสื บสวนข้อเท็จจริ งซึ่งผูบ้ งั คับการตํารวจภูธรจังหวัดกําแพงเพชรแต่งตั้ง จะพบการกระทําความผิดฐานนี้ ก็มิใช่การสอบสวนโดยพนักงานสอบสวน ที่มีอาํ นาจสอบสวน เมื่อพนักงาน สอบสวนไม่ได้แจ้งข้อหานี้ให้จาํ เลยทราบ โจทก์จึงไม่มีอาํ นาจฟ้ องจําเลยในความผิดฐานดังกล่าว จําเลยเป็ นพนักงานสอบสวน แก้ไขข้อความในสํานวนการสอบสวน จากเดิ มที่ มีความเห็ นสั่งฟ้ อง ผูต้ อ้ งหา เป็ นสั่งไม่ฟ้องผูต้ อ้ งหา หลังจากเสนอสํานวนการสอบสวน ให้ผบู ้ งั คับบัญชาตามลําดับชั้น ลงชื่อแล้ว เพื่อช่วยผูต้ อ้ งหา มิให้ตอ้ งโทษ จึงเป็ นความผิดตาม ป. มาตรา 157 และ 200 วรรคแรก คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 929/2537 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 139 บัญญัติให้พนักงานสอบสวนบันทึกการสอบสวน ตามหลักทัว่ ไปในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยการสอบสวนและให้เอาบันทึกเอกสารอื่น ซึ่ งได้มา อีกทั้งบันทึกและเอกสารทั้งหลายซึ่ งเจ้าพนักงานอื่นผูส้ อบสวนคดีเดียวกันนั้น ส่ งมา รวมเข้าสํานวน ไว้จาํ เลยที่ 1 ซึ่ งเป็ นพนักงานสอบสวน จะอ้างว่าได้ ทําบันทึกคําให้การของผูต้ อ้ งหาและผูก้ ล่าวหาใหม่แล้ว ของเดิมไม่สาํ คัญ หรื อผูใ้ ห้ถอ้ ยคําไม่ประสงค์จะใช้ของเดิม จึงไม่นาํ เข้ารวมสํานวนไว้หาได้ไม่ การที่จาํ เลยที่ 1 เอาไปเสี ยซึ่ งคําให้การฉบับเดิ มของผูต้ อ้ งหาและผูก้ ล่าวหา ซึ่ งจําเลยที่ 1 มีหน้าที่ ปกครองดูแลรักษาไว้ อันเป็ นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 158 นั้น ก็โดยเจตนาเพื่อช่วยเหลือ ผูต้ อ้ งหามิให้ตอ้ งโทษ ซึ่ งเป็ นการกระทําการในตําแหน่ งพนักงานสอบสวน โดยมิชอบ อันเป็ นความผิด ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157.อ.

200 ทั้ง ยัง ร่ ว มกัน ขนย้า ยศพนายชาญผูต้ าย ไปทิ้ ง เพื่ อ ปิ ดบัง การตายอัน เป็ นความผิด ตาม มาตรา 199 นอกจากนี้ ยังร่ วมกันโกยเลือดนายชาญไปทิ้งที่อื่น อันเป็ นความผิดฐานทําลายพยานหลักฐานในการกระทําผิด ตามมาตรา 184 เช่นนี้ แม้การกระทําของจําเลยทั้งสามจะเป็ นการกระทําหลายอย่าง แต่กด็ ว้ ยเจตนาอันเดียวกัน คือเพื่อ ช่วยเหลือมิให้ผกู ้ ระทําผิดต้องรับโทษและเป็ นการกระทําต่อเนื่องกัน การกระทําของจําเลยทั้งสามจึงเป็ นกรรม เดียวกัน แต่เป็ นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ขอให้ โชคดีและสาเร็จเป็ นเนติบณ ั ฑิตไทยทีด่ มี ีจริยธรรมและมีคุณธรรมทางกฎหมายทุกท่ าน อาจารย์ วันฉัตร ชุณหถนอม 14 กันยายน 2557 . ว่า มี คนร้ายลักเรื อและเครื่ องยนต์ของผูเ้ สี ยหายไป แต่ไม่ยอมลงรับแจ้งความในประจําวัน เป็ นหลักฐาน และเมื่อจับ คนร้ายที่ลกั ทรัพย์ดงั กล่าวแล้ว จําเลยกลับปล่อยตัวคนร้ายไปเสี ย ถือได้ว่าจําเลยได้ปฏิบตั ิหรื อละเว้นการปฏิบตั ิ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสี ยหายแก่ผเู ้ สี ยหายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และยังเป็ นการ กระทําการในตําแหน่งหน้าที่อนั เป็ นการมิชอบ เพื่อจะช่วยคนร้ายมิให้ตอ้ งโทษตามมาตรา 200 วรรคแรก การ กระทําของจําเลยเป็ นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 157ซึ่งเป็ นบทหนัก คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 1202/2520 การที่จาํ เลยทั้งสาม ซึ่ งเป็ นเจ้าพนักงาน มีอาํ นาจสื บสวนสอบสวนและจับกุมผูก้ ระทําผิด ได้ทราบแล้ว ว่า นายเซ่ งเป็ นคนยิงนายชาญตาย แต่ไม่ทาํ การจับกุม อันเป็ นความผิดฐานเป็ นเจ้าพนักงาน ละเว้นการปฏิบตั ิ หน้าที่ โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157.คาพิพากษาศาลฎีกาที่ 4436/2531 การที่จาํ เลยซึ่ งเป็ นเจ้าพนักงานตํารวจมีอาํ นาจสื บสวนสอบสวนคดีอาญา ได้รับแจ้งความจาก ช.