You are on page 1of 54

ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา

|1

หน่ วยที่ 2

ทฤษฎีความรับผิดทางอาญา
รองศาสตราจารย์ ณฐั ฐ์ วฒ
ั น์ สุ ทธิโยธิน

ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา

|2

แผนผังแนวคิดหน่ วยที่ 2
2.1.1 ทีม่ าของความผิดอาญา
2.1 ความผิดอาญา
2.1.2 ประเภทของความผิดอาญา

2.1.3 ทฤษฎีเกีย่ วกับความรับผิด
ทางอาญา

ทฤษฎีความรับผิด
ทางอาญา

2.2.1 องค์ประกอบความผิด
2.2 โครงสร้างความรับผิดทาง
อาญาตามระบบกฎหมาย
ซีวลิ ล์ลอว์

2.2.2 ความผิดกฎหมาย

2.2.3 ความผิดชัว่

2.3.1 การกระทาความผิด

2.3 โครงสร้างความรับผิด
ทางอาญาตามระบบกฎหมาย
คอมมอนลอว์
2.3.2 เจตนาร้าย

ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา

|3

หน่ วยที่ 2

ทฤษฎีความรับผิดทางอาญา
เค้าโครงเนือ้ หา
ตอนที่ 2.1 ความผิดอาญา
2.1.1 ทีม่ าของความผิดอาญา
2.1.2 ประเภทของความผิดอาญา
2.1.3 ทฤษฎีเกีย่ วกับการกาหนดความผิดอาญา
ตอนที่ 2.2 โครงสร้างความรับผิดทางอาญาตามกฎหมายซีวลิ ล์ลอว์
2.2.1 องค์ประกอบความผิด
2.2.2 ความผิดกฎหมาย
2.2.3 ความผิดชัว่
ตอนที่ 2.3 โครงสร้างความรับผิดทางอาญาตามกฎหมายคอมมอนลอว์
2.3.1 การกระทาในสิง่ ทีผ่ ดิ กฎหมาย
2.3.2 เจตนาร้าย

แนวคิด
1. ความผิดอาญา เกิดการทฤษฎีสญ
ั ญาประชาคมที่ประชาชนมอบอานาจให้รฐั ออก
กฎหมายเพื่อควบคุมและป้องกันสังคมให้พ้นจากการกระทาที่เป็ น “ภยันตรายต่ อ
ผูอ้ ่นื ” (harm to others) โดยการออกกฎหมายเพื่อควบคุมความประพฤติของบุคคล
ในสังคม และมีการการกาหนดข้อห้ามมิให้ปฏิบตั ิ หากผู้ใดฝ่าฝื นจะถูกลงโทษทาง
อาญา ความผิดอาญาในแง่ของกฎหมาย แบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ (1) ความผิด
ในตัวเอง (mala in se) และ (2) ความผิดเพราะกฎหมายห้าม (mala prohibita)
2. โครงสร้างความรับผิดทางอาญาตามกฎหมายซีวลิ ล์ลอว์ ตามแนวคิดของสานักกฎหมาย
ในยุโรป เห็นว่ากฎหมายอาญาเป็ นกฎหมายทีว่ ่าด้วยการลงโทษการกระทาผิดของบุคคล
ในสังคม จึงต้องพิจารณาถึงตัวผูก้ ระทาและการกระทาของบุคคลนัน้ โดยมีลาดับขัน้ ตอน
การพิจารณา 3 ขัน้ คือ (1) พิจารณาว่าการกระทาของบุคคลนัน้ ครบตามองค์ประกอบของ
ความผิดของความผิดฐานนัน้ หรือไม่ (2) พิจารณาว่าการกระทานัน้ ผิดกฎหมายหรือไม่
หรือเป็ นความผิดกฎหมาย (Rechtswidrigkeit) และ (3) พิจารณาถึงความรูผ้ ดิ ชอบชัวดี

ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา

|4

ของบุ ค คลผู้ก ระท า เรีย กว่ า เป็ น การพิจ ารณาถึง ส่ ว นที่เ รีย กว่ า “ความชัว่ ” (Schuld)
ของ ระท
3. โครงสร้างความรับผิดทางอาญาตามกฎหมายคอมมอนลอว์ ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์
วางโครงสร้างความรับผิดทางอาญาออกเป็ น 2 ส่วนคือส่วนที่เป็ น ร ระท ในสิง่ ที่
กฎหมาย (Actus Reus) และส่วนทีเ่ ป็นเจตนาร้ายหรือจิตใจทีช่ วร้
ั ่ าย (Mens Rea)

วัตถุประสงค์
เมือ่ ศึกษาหน่ วยที่ 2 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. อธิบายและวิเคราะห์ทฤษฎีเกีย่ วกับความผิดอาญาได้
2. อธิบายและวิเคราะห์โครงสร้างความรับผิดทางอาญาตามกฎหมายซีวลิ ล์ลอว์ได้
3. อธิบายและวิเคราะห์โครงสร้างความรับผิดทางอาญาตามกฎหมายคอมมอนลอว์ได้

กิจกรรม
1. กิจกรรมการเรียน
1) ศึกษาแผนผังแนวคิดหน่ วยที่ 2
2) อ่านแผนการสอนประจาหน่วยที่ 2
3) ทาแบบประเมินผลตนเองก่อนเรียนหน่วยที่ 2
4) ศึกษาเนื้อหาสาระจาก
4.1) แนวการศึกษาหน่วยที่ 2
4.2) ตารา และเอกสารอ้างอิงทีก่ าหนดให้
5) ปฏิบตั กิ จิ กรรมในแต่ละเรือ่ ง
6) ตรวจสอบคาตอบของกิจกรรมแต่ละกิจกรรมจากแนวตอบ
7) ทาแบบประเมินผลตนเองหลังเรียนหน่วยที่ 2
2. งานทีก่ าหนดให้ทา
1) ทาแบบฝึกหัดทุกข้อทีก่ าหนดให้ทา
2) อ่านเอกสารเพิม่ เติมจากตาราและเอกสารทีร่ ะบุในบรรณานุกรม

แหล่งวิทยากร
1. สื่อการศึกษา
1) แนวการศึกษาหน่วยที่ 2
2) เอกสารประกอบการศึกษาค้นคว้า
(1) กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ (2538) คาอธิ บายประกอบวิ ชากฎหมายอาญา
ชัน้ สูง หลักสูตรนิตศิ าสตรมหาบัณฑิต กรุงทพมหานคร คณะนิตศิ าสตร์
มหาวิทยาลัยรามคาแหง

ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา

|5

(2) เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ ์ (2549) คาอธิ บายกฎหมายอาญา ภาค 1
รงท 9
3 กรุงเทพมหานคร ศูนย์หนังสือเนติบณ
ั ฑิตย์สภา
(3

(4

ข เ อง (2550) กฎหมายอาญาชัน้ สูง กรุงเทพมหานคร

ร (2535)
รงเท

รร

(5) จิตติ ติงศภัทยิ ์ (2546) กฎหมายอาญาภาค 1 กรุงเทพมหานคร
สานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณ
ั ฑิตย์สภา
(6) จิตติ ติงศภัทยิ ์ (2548) กฎหมายอาญาภาค 2 ตอน 1
กรุงเทพมหานคร สานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณ
ั ฑิตย์สภา
(7) จิตติ ติงศภัทยิ ์ (2545) กฎหมายอาญาภาค 2 ตอน 2
กรุงเทพมหานคร สานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณ
ั ฑิตย์สภา
(8) แสวง บุญเฉลิมวิภาส (2551) หลักกฎหมายอาญา พิมพ์ครัง้ ที่ 5
กรุงเทพมหานคร
(9) หยุด แสงอุทยั (2548) คาอธิ บายกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127
รงเท

(10) อภิรตั น์ เพ็ชรศิร ิ (2552) ทฤษฎีอาญา กรุงเทพมหานคร สานักพิมพ์
วิญญูชน
(11) Beccaria, Cesare. (1764) On Crimes and Punishments, with notes
and introduction by David Young (Indianapolis. IN: Hackett, 1985)
(12) Hart L.A., H. (1965) Law, Liberty and Morality. California: Stanford
University Press.
(13) Packer, Herbert L. (1968) The Limits of the Criminal Sanction.
California: Stanford University Press.
(14) Tibbetts, Stephen G. and Hemmens, Craig, (2010)
Criminological Theory. Los Angeles: Sage Publications, Inc.
2. หนังสือตามทีอ่ ้างไว้ในบรรณานุกรม

การประเมินผลการเรียน
1. ประเมินผลจากการสัมมนาเสริมและงานทีก่ าหนดให้ทาในแผนกิจกรรม
2. ประเมินผลจากการสอบไล่ปลายภาคการศึกษา

ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา |6 แบบประเมินผลตนเองก่ อนเรียน วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินความรูเ้ ดิมของนักศึกษาเกีย่ วกับเรือ่ ง “ทฤษฎีความรับผิด ทางอาญา” คาแนะนา อ่านคาถามต่อไปนี้ แล้วเขียนคาตอบลงในช่องว่างทีก่ าหนดให้ นักศึกษามีเวลาทาแบบประเมินผลตนเองชุดนี้ 30 นาที 1. จงอธิบายทฤษฎีเกีย่ วกับการกาหนดความผิดอาญาตามแนวคิดของจอห์น สจ๊วต มิลล์ 2. จงอธิบายโครงสร้างความรับผิดทางอาญาของระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ . จงอธิบายโครงสร้างความรับผิดทางอาญาของระบบกฎหมายซีวลิ ลอว์ 3.

2 ประเภทของความผิดอาญา เรือ่ งที่ 2. ความผิดอาญา เกิดจากทฤษฎีสญ ั ญาประชาคมที่ประชาชนมอบอานาจให้รฐั ออก กฎหมายเพื่อควบคุมและป้องกันสังคมให้พ้นจากการกระทาที่เป็ น “ภยันตรายต่ อ ผูอ้ นื ่ ” (harm to others) โดยการออกกฎหมายเพื่อควบคุมความประพฤติของบุคคล ในสังคม และมีการการกาหนดข้อห้ามมิให้ปฏิบตั ิ หากผู้ใดฝ่าฝื นจะถูกลงโทษทาง อาญา 2.1. Packer) วางหลักการไว้ 6 ประ ร ได้แก่ (1) การกระท านั ้น เป็ นที่ เ ห็ น ได้ ช ั ด ในหมู่ ช นส่ ว นมากว่ า เป็ นการกระท าที่ กระทบกระเทือนต่อสังคม และหมู่ชนส่วนมากมิได้ให้อภัยแก่การกระทาเช่นนัน้ (2) ถ้าการกระทาดังกล่าวเป็ นความผิดอาญาแล้ว จะไม่ขดั แย้งกับวัตถุประสงค์ของการ ลงโทษประการต่างๆ (3) การปราบปรามการกระทาเช่นนัน้ กล่าวคือ การถือว่าการ กระทานัน้ เป็ นความผิดทางอาญา จะไม่มผี ลเป็ นการลดการกระทาที่สงั คมเห็นว่า . ความผิดอาญาในแง่ของกฎหมาย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) ความผิดในตัวเอง (mala in se) และ (2) ความผิดเพราะกฎหมายห้าม (mala prohibita) ส่วนความผิด อาญาในแง่ของการกระทาแบ่งออกเป็ น (1) ความผิดโดยการเคลื่อนไหวร่างกายและ ความผิดโดยการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย (2) ความผิดทีต่ ้องมีผลปรากฏและความผิดที่ ไม่ตอ้ งมีผลปรากฏ (3) ความผิดธรรมดาและความผิดซับซ้อน สาหรับความผิดอาญา ในแง่ของการดาเนินคดี แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ (1) ความผิดอาญาแผ่นดิน (2) ความผิดอันยอมความได้ 3.1 แล้วจึงศึกษาสาระสังเขป พร้อมปฏิบตั กิ จิ กรรมในแต่ละเรือ่ ง หัวเรื่อง เรือ่ งที่ 2.3 ทฤษฎีเกีย่ วกับการกาหนดความผิดอาญา แนวคิด 1.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา |7 ตอนที่ 2.1 ทีม่ าของความผิดอาญา เรือ่ งที่ 2.1.1.1 ความผิดอาญา โปรดอ่านแผนการสอนประจาตอนที่ 2. ทฤษฎีการพิจารณาว่าการกระทาใดควรจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ ศาสตราจารย์ เฮอร์เบิ รต์ แอล แพ็กเกอร์ (Herbert L.

1 แล้วนักศึกษาสามารถ 1. อธิบายและวิเคราะห์ประเภทของความผิดอาญาได้ 3.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา |8 ถูกต้องให้น้อยลงไป (4) หากเป็ นความผิดอาญาแล้ว จะมีการใช้บงั คับกฎหมายอย่าง เสมอภาคและเท่าเทียมกัน (5) การใช้กระบวนการยุตธิ รรมทางอาญากับการกระทา ดังกล่ าวจะไม่มผี ลทาให้เ กิดการใช้กระบวนการนัน้ อย่างเกินขีดความสามารถทัง้ ทางด้านคุณภาพและปริมาณ และ (6) ไม่มมี าตรการควบคุมอย่างสมเหตุสมผลอื่นๆ แล้ว นอกจากการใช้กฎหมายอาญากับกรณีทเ่ี กิดขึน้ วัตถุประสงค์ เมือ่ ศึกษาตอนที่ 2. อธิบายและวิเคราะห์ทม่ี าของความผิดอาญาได้ 2. อธิบายและวิเคราะห์ทฤษฎีเกีย่ วกับการกาหนดความผิดทางอาญาได้ .

ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา |9 เรื่องที่ 2.1 ทีม่ าของความผิดอาญา สาระสังเขป 1. ที่มาของความผิดอาญา 1) หลักกฎหมายอาญาตามแนวคิ ดของเบ็คคาร์เรีย ซีซาร์ เบ็คคาร์เรีย (Cesare Beccaria) นักปรัชญาด้านกฎหมายอาญา คนสาคัญในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้เสนอแนวคิดทีเ่ ป็ นการวางรากฐานกฎหมายอาญาไว้ว่ า การที่รฐั สามารถออกกฎหมายกาหนดการกระทาใดที่รฐั ห้ามมิให้กระทา เพื่อรักษาความสงบ เรียบร้อยของสังคมส่วนรวมได้นนั ้ เนื่องมาจาก “ทฤษฎีสญ ั ญาประชาคม” (Social Contract) ที่ ประชาชนยิมยอมพร้อมในกันยกอานาจของตนให้กบั รัฐ เพื่อให้รฐั เป็ นตัวแทนของตนในการทา หน้าทีด่ แู ลรักษาความสงบเรียบร้อย ประชาชนจึงต้องยินยอมทีจ่ ะจากัดเสรีภาพของตนเองบาง ประการ โดยให้สญ ั ญาว่าจะไม่กระทาการบางอย่าง หรืออาจต้องกระทาการบางอย่าง ทีจ่ าเป็ น ต่ อ การรัก ษาความสงบของสังคมส่ ว นรวม เสรีภาพที่ประชาชนยอมเสียสละนี้รฐั ได้บญ ั ญัติ ออกมาเป็ นสิง่ ทีเ่ รียกว่า “กฎหมาย” เพื่อกาหนดสิง่ ที่หา้ มกระทา และสิง่ ที่บงั คับให้กระทา หาก ฝ่าฝื นจะมีบทลงโทษ รัฐจึง มีอานาจที่จะออกกฎหมายเพื่อ กาหนดข้อ ห้ามเพื่อ ควบคุ มความ ประพฤติของมนุ ษย์ในสังคมไว้ หากผูใ้ ดฝ่าฝื นจะถูกลงโทษ (โปรดอ่านรายละเอียดเพิม่ เติมใน หน่วยที่ 5 ทฤษฎีอาชญาวิทยา และ หน่วยที่ 6 ท ร งท ) สัญ ญาประชาคม (Social เกีย่ วกับกฎหมายอาญา มีหลักการสาคัญคือ contract) ที่เ บ็ค คาร์เ รียอธิบายไว้ใ นส่ ว นที่ (1) ถ้าประชาชนดารงชีวติ อยู่โดยไม่มรี ฐั ผลประโยชน์ของประชาชนก็จะ ประสบปญั หาความขัด แย้ง ไม่มที ่สี ้นิ สุด แล้วประชาชนจะไม่มคี วามมันคงปลอดภั ่ ยและไม่ม ี ความสุขเลยแม้แต่น้อย (2) เมื่อเป็ นดังนัน้ ประชาชนจึงยินยอมพร้อมใจมอบเสรีภาพบางส่วนของ ตน เพื่อรักษาไว้ซ่งึ ความมันคงปลอดภั ่ ยและความสุขโดยส่วนรวม ผลก็คอื ประชาชนต้อง ยินยอมให้สญ ั ญาว่าตนเองจะต้องไม่กระทาการบางอย่าง และจะกระทาการบางอย่าง ข้อสัญญา ดังกล่าวนี้กค็ อื กฎหมาย (Laws) เอง 2) อานาจและขอบเขตอานาจของรัฐ ในการออกกฎหมาย .1.

ทฤษฎีเกี่ยวกับการกาหนดความผิดอาญา แม้ว่ า รัฐ ะมีอ านาจในการก าหนดกฎหมายที่จ ะใช้ เ พื่อ ความป้ องกัน สัง คม ภยันตรายต่างๆ เพื่อให้สงั คมมีความสงบเรียบร้อย แต่ก็มใิ ช่ว่ารัฐจะสามารถกาหนดกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายอาญาได้ตามใจชอบ การทีร่ ฐั จะกาหนดว่าการกระทาอย่างใดเป็ น ความผิด อาญามีความเกี่ยวข้องกับหลักศีลธรรม จารีตประเพณี และความคิ ดเห็นของสังคมโดยรวมที่ นาเสนอผ่านทางตัว แทนของประชาชนที่ไปทาหน้ าที่ออกกฎหมาย และแม้ว่าจะอาศัย หลัก ศีลธรรมและจารีตประเพณีมาเป็ นแนวทางในการกาหนดกฎหมาย แต่การกระทาบางอย่างที่ ถึงแม้ว่าจะผิดศีลธรรมหรือจารีตประเพณี มากมายเพียงใด แต่ไม่จาเป็ นว่าจะต้องผิดกฎหมาย อาญาเสมอไป เช่น การพูดเท็จถือ ว่ า ผิด ศีล ธรรม แต่ ถือ ว่ า ผิด กฎหมาย อาญาจนกว่ าจะมี กฎหมายบัญญัตวิ ่าการกระทานัน้ เป็นความผิด .ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 10 เบ็คคาร์เรียยังได้อธิบายกรอบจากัดของรัฐในการออกกฎหมายไว้ด้วยว่า ร มีอานาจและขอบเขตอานาจดังนี้ (1) รัฐได้รบั ข้อสัญญาประชาชนแต่ละคน ประชาชนได้จดั ตัง้ รัฐของพวกเขา เพื่อทีจ่ ะปกป้องข้อสัญญาร่วมกันของประชาชน โดยกฎหมายและการลงโทษ รัฐจึงมีความชอบ ธรรมโดยความยินยอมของประชาชน (2) แม้รฐั จะมีความชอบธรรม แต่รฐั บาลไม่อาจใช้อานาจกระทาทุกสิง่ ทุก อย่างตามอาเภอใจ อานาจนี้ถูกจากัดโดย “สัญญาประชาคม” (social contract) เบ็คคาเรีย อ้างว่า ประชาชนต้องการเสรีภ าพมากที่สุดเท่าทีจ่ ะมากได้ และยินยอมทีจ่ ะจากัดเสรีภาพของ ตนเพียงเพื่อความมันคงปลอดภั ่ ยของประชาชนเท่านัน้ ดังนัน้ รัฐซึง่ มีหน้าทีป่ ้ องกันความมันคง ่ ปลอดภัยของประชาชน จะสามารถละเมิดล่วงล้าเสรีภาพของประชาชนได้แต่เพียงเท่าทีจ่ าเป็ น อย่างยิง่ เท่านัน้ ประเ ท ความจ าเป็ น ของรัฐ มีข อบเขตเพีย งใด รัฐ ต้ อ งสร้า งสิ่ง ที่ สามารถสนองการสืบ เสาะแสวงหารายบุ ค คลเกี่ย วกับ ความมัน่ คงปลอดภัย และความสุ ข จุดมุ่งหมายของรัฐจึงควรเป็ นการดูและ “ประโยชน์ ส่วนรวม” (common utility) เท่านัน้ โดย มีจุดหมายปลายทางเพื่อ “ความสุขอันยิ่ งใหญ่ ที่สุดที่ จะแบ่งปั นกันในหมู่คนจานวนมาก ที่สดุ ” จากแนวคิดเรื่องสัญญาประชาคมดังกล่าว รัฐได้ใช้อ านาจตามฉันทานุ มตั ิท่ี ได้รบั จากประชาชนนามาออกกฎหมายเพื่อควบคุมความประพฤติของคนในสังคม เพื่อคุม้ ครอง ป้องกันภัยที่เกิดขึน้ แก่สงั คม เพื่อให้สงั คมโดยรวมเกิดความสงบสุข สาหรับการควบคุมความ ประพฤติของคนในสังคมโดยการออกข้อกาหนดทีเ่ ป็ นข้อห้ามมิให้ปฏิบตั ิ หากผูใ้ ดฝ่าฝื นข้อห้าม นัน้ จะถูกลงโทษ เรียกว่าเป็ นการกาหนดกฎหมายอาญา ซึ่งจะมีการกาหนดไว้ว่าการกระทา อย่างไรบ้างทีจ่ ะเป็นความผิดอาญา 2.

reprinted 1965 p4 อ้างใน เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ ์ (2549) คาอธิ บายกฎหมายอาญา ภาค 1 รงท 9 3 กรุงเทพมหานคร สานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณ ั ฑิตย์สภา .L...A.2 วัตถุประสงค์ของการบัญญัติกฎหมายอาญา ศาสตราจารย์ ไนเกล วอล์กเกอร์ (Nigel Walker) ได้อธิบายไว้ว่ากฎหมายอาญา ต้องการทีจ่ ะทาให้บรรลุถงึ วัตถุประสงค์อย่างน้อย 6 ประ ร ง อ 1 H.เพือ่ ให้กายและใจของบุคคลนัน้ ดีข้นึ ย่อมไม่ เป็นการเพียงพอ บุคคลไม่อาจทีจ่ ะถูกบังคับโดยชอบธรรมให้กระทาหรือละ เว้นกระทาโดยอ้างว่าจะทาให้เขาดีข้นึ หรือจะทาให้เขามีความสุขขึ้น หรือ ในสายตาของผู้อืน่ การกระท าหรือ ละเว้นการกระทา จะทาให้บุ ค คลนัน้ ฉลาดหรือถูกต้องขึน้ .L. Law. Hart) ง ท ออ อร เ ร ของ (John Stuart Mill) ทเข นไว้ในหนังสือชื่อ On Liberty มาอธิบาย ศาสตราจารย์ ร ได้หยิบยกคากล่าวของมิลล์มากล่าวอ้างในหนังสือ ของตนเองชื่อ Law. (California: Stanford University Press...1 ทฤษฎีการป้ องกันการกระทาที่อาจเป็ นภยันตรายต่อผูอ้ ื่น ศาสตราจารย์ เอช แอล เอ ฮาร์ต (H...เหตุผลในการใช้อานาจเหนือบุคคลในสังคมทีเ่ จริญแล้วมีอยู่เพียง ประการเดียวเท่านัน้ คือ เพือ่ ป้องกันภัยอันจะเกิดขึ้นแก่บุคคลอืน่ .. Hart. Liberty and Morality ไว้ดงั นี้ “. Liberty and Morality..ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 11 2.” 1 จากข้อความดังกล่าวจะเห็นได้ว่าแนวคิดของ อ ยึดถือ หลักการ ป้ องกันภัยที จ่ ะเกิ ดขึ้ นแก่ บุคคลอื น่ เป็ นหลักในการพิจารณาว่ารัฐควรจะกาหนดกฎหมาย อาญามาบังคับควบคุมการกระทานัน้ หรือไม่เพียงใด กล่าวได้ว่า การมีกฎหมายอาญานี้ก็เพื่อ เป็ น “การป้ องกันการกระทาทีอ่ าจเป็ น “ภยันตรายต่ อผู้อืน่ ” (harm to others) มาใช้ เป ร ร การกระทาลักษณะอย่างไรควรเป็นความผิดอาญา แต่ก รณีท่เี ราจะถือ เอาหลักการเป็ นภยันตรายต่อ ผู้อ่ืน เท่ากับว่าเราปฏิเ สธหลัก “ความยินยอมไม่ยกเว้นความผิด ” เพราะหากเราถือว่าผู้ถูกกระทาผิดยินยอม การกระทาของ ผูก้ ระทาก็ไม่เป็ นภัยต่อผูถ้ ูกกระทาผิดอีกต่อไป อย่างไรก็ดี การทีเ่ ราจะถือว่าการกระทาทีไ่ ด้รบั ความยินยอมนัน้ ไม่เป็ นความผิด จะถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเป็ นปญั หาที่นักกฎหมายต้องพิจารณา ต่อไป กล่าวโดยสรุป ในการกาหนดการกระทาใดว่าควรเป็ นความผิดอาญา และรัฐนามา บัญญัตเิ ป็ นกฎหมายอาญาเพื่อคุ้มครองป้องกันสังคม รัฐอาศัยหลักการป้องกันภยันตรายต่ อ ผูอ้ ่นื (harm to others) มาใช้ในสนับสนุนการบัญญัตกิ ฎหมายอาญา 2.” การที ่ จะใช้อานาจโดยอ้างเหตุว่า “.A.

ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 12 1) คุม้ ครองป้องกันตัวบุคคล จากการกระทาโดยเจตนาอันเป็ นการโหดเหีย้ วทารุณ หรือการประกอบกรรมทางเพศ ด้วยวิธกี ารอันไม่พงึ ประสงค์ต่างๆ คุม้ ครองป้องกันบุคคลจาก ภัยบางประการ อันเกิดจากการกระทาโดยไม่เจตนาอ คุม้ ครองป้องกันกลุ่มบุคคลทีอ่ าจชักจูงให้ หลงผิดได้โดยง่ายจากการทาร้าย กดขีห่ รือขูดรีดอันจะเกิดแต่บุคคลหรือทรัพย์สนิ ของบุคคล เหล่านัน้ 2) รองป อง ภ ะ ของ ง ให้ร อดพ้ น จากความ กระทบกระเทือนจากการกระทาที่ถึงแม้ว่าจะเป็ นเรื่องส่วนตัวของบุคคล และยินยอมต่อการ กระทานัน้ แต่ถอื ว่าผิดธรรมชาติ (เช่น การร่วมประเวณีระหว่างพีน่ ้อง) ป้องกันการกระทาบาง ประเภท ซึง่ เมือ่ ได้กระทาขึน้ ท่ามกลางสาธารณชนแล้ว จะกระทบกรเทือนใจบุคคลอื่นเป็ นอย่าง มาก รวมทัง้ ป้องกันพฤติกรรมบางประเภทอันอาจยัวยุ ่ ให้เกิดความไม่สงบขึน้ ในหมูป่ ระชาชน 3) คุม้ ครองป้องกันซึง่ ทรัพย์สนิ ส่วนบุคคลจากการลักขโมย การฉ้อโกง หรือการทา ให้เสียทรัพย์ และกรณีอ่นื ๆ 4) คุ้มครองป้อ งกันสาธารณชนจากความไม่สะดวกสบายต่างๆ รวมทัง้ ใช้สภาพ บังคับทางอาญาเพื่อเก็บรวบรวมภาษีอากร 5) เพื่อป้องกันรักษาไว้ซง่ึ สถาบันทางสังคม รวมทัง้ บังคับให้เกิดความเมตตากรุณา ทีจ่ าเป็น 6) เพื่อบังคับใช้วธิ กี ารต่างๆ ทีจ่ ะทาให้วตั ถุประสงค์ทงั ้ หลายเหล่านี้บรรลุผล 2 2.3 หลักเกณฑ์ว่าด้วยการจากัด หลักเกีย่ วกับวัตถุประสงค์ 6 ประการของกฎหมายอาญาดังกล่าวค่อนข้างกว้างและ ครอบคลุมพฤติกรรมแทบทุกชนิดของบุคคล จึงมีผู้คดิ ค้นวิธกี ารกาหนดขอบเขตของกฎหมาย อาญาให้ชดั เจนยิง่ ขึน้ หลักเกณฑ์ว่าด้วยการจากัด (Limiting Principles) มีแนวคิดว่า การใช้ โทษทางอาญาต้องมีข้อจากัด ไม่ควรนากฎหมายอาญามาใช้เพื่อวัตถุประสงค์บางประการ มี หลักเกณฑ์ว่าด้วยการจากัดดังนี้คอื 3 1) กฎหมายอาญาไม่ควรรวมเอาไว้ซงึ ่ ข้อห้ามทีม่ จี ุดประสงค์เพียงเพือ่ ให้บุคคลเชือ่ ฟงั และผลของการไม่เชือ่ ฟงั คือผลร้ายในทางแก้แค้นตอบแทนเท่านัน้ แต่ลาพังข้อห้ามนัน้ เอง ปราศจากอรรถประโยชน์ทเี ่ ป็นแก่นสาร แนวคิดนี้เป็ นของ ซีซาร์ เบคคาเรีย ผูย้ ดึ ถือในแนวทาง อรรถประโยชน์นิยม ที่เคยยื่นข้อเสนอไว้ว่า “การป้องกันอาชญากรรมย่อมดีกว่าการลงโทษ ผูก้ ระทาความผิด สิง่ นี้ควรเป็ นเป้าหมายอุดมคิตของการออกกฎหมายทีด่ ”ี 2 Walker Nigel “thw scope of Criminal Law” Sentencing in a Rational Society. 1972 อ้างใน อภิรัตน์ เพ็ชรศิริ ทฤษฎีอาญา กรุ งเทพฯ สานักพิมพ์วิญญูชน 2 2 3 49-50 อภิรัตน์ เพ็ชรศิริ ทฤษฎีอาญา กรุ งเทพฯ สานักพิมพ์วิญญูชน 2 2 51-56 . Plican Books.

ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 13 2) ไม่ ค วรน ากฎหมายอาญามาใช้ เ พือ่ ลงโทษพฤติก รรมทีป่ ราศจากพิษ ภัย หลักเกณฑ์ขอ้ นี้เบนธัมได้ขยายความเพิม่ เติมต่อจากหลักเกณฑ์ของเบ็คคาร์เรีย ถ้าการกระทา นัน้ มิได้มคี วามชัวอยู ่ ่ในตัวแล้ว การใช้กฎหมายอาญาลงโทษการกระทานัน้ ย่อมถือได้ว่าเป็ น การไม่สมควรอย่างยิง่ แต่ หลักเกณฑ์ข้อนี้ยงั มีปญั หาว่า จะตัดสินใจได้อบ่างไรว่าพฤติกรรม เช่นนัน้ มีภยั หรือยัง เบ็นธัมจึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ของตนต่อไปอีก 3) ไม่ค วรใช้ก ฎหมายอาญาเพือ่ เป็ นวิธ ีการทีน่ าไปสู่จุดประสงค์ทสี ่ ามารถทาให้ บรรลุ ถึงซึง่ จุดประสงค์ได้เ ช่นเดียวกัน ด้วยวิธ ีการอืน่ ทีท่ าให้เ กิดความทุกขเวทนาน้ อ ยกว่า หลักเกณฑ์ขอ้ นี้เบ็นธัมได้ปรับปรุงให้ดยี งิ่ ขึน้ แต่กย็ งั มีขอ้ บกพร่องเขาจึงปรับปรุงหลักเกณฑ์อกี ครัง้ 4) ไม่ควรนากฎหมายอาญามาใช้ เมือ่ ผลร้ายทีเ่ กิดจากการกระทาผิดนัน้ น้อยกว่า ผลร้ายทีเ่ กิดจากการลงโทษ หลักเกณฑ์ข้อนี้เป็ นหลักเกณฑ์ท่พี ฒ ั นาล่าสุดของเบ็นธัม แต่ ก็ ยังคงมีปญั หาอยู่ตรงทีเ่ ราไม่สามารถจะวัดได้ว่าผลร้ายอันเกิดจากการกระทาผิดและผลร้ายอัน เกิดจากการลงโทษนัน้ ประการไหนจะมากกว่ากัน และผลร้ายทีจ่ ะนามาวัดนัน้ ยังเกิดต่อบุคคลที่ แตกต่างกัน 5) งคับ ให้ บุ ค คล ประพฤติ ตามแนวทางที จ่ ะนาให้ เกิ ดผลประโยชน์ แก่ผ้ปู ฏิ บตั ิ นัน้ เอง หลักเกณฑ์ขอ้ นี้เป็ น ของ จอห์น สจ๊วต มิลล์ โดยมิลล์ ยึกหลักว่า อิสรภาพของบุคคลย่อมอยูเ่ หนือสิง่ อื่นใด แม้ว่าการ กระทาของบุคคลจะผิดศีลธรรมหรือไม่กต็ าม แต่ถ้าการกระทานัน้ มิได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ให้แก่บุคคลอื่น รัฐก็ไม่ควรจะเข้าไปยุง่ เกีย่ ว จอห์น สจ๊วต มิลล์ เขียนเรียงความชื่อว่า “เสรีภาพ” (1859) มีขอ้ ความว่า “วัต ถุ ป ระสงค์ข องเรีย งความนี้ เพือ่ ทีจ่ ะเสนอหลัก เกณฑ์ทีง่ ่ายสัก หลักเกณฑ์หนึง่ ซึง่ เหมาะสมทีจ่ ะนามาใช้ในการทีส่ งั คมจะควบคุมบุคคลในสังคม ด้วยวิธกี ารต่างๆ ไม่ว่าวิธกี ารทีส่ งั คมนัน้ ใช้อยู่ จะเป็ นวิธกี ารใช้กาลังในรูปของโทษ ตามกฎหมาย หรือ การขู่บ ัง คับ ทางศีล ธรรมโดยประชามติ หลัก เกณฑ์น้ ี เ ป็ น หลักเกณฑ์ทปี ่ กป้องตนเอง เป็ นหลักเกณฑ์ทมี ่ เี ป้าหมาย เพือ่ คุ้มครองมนุ ษยชาติ ไม่ว่าจะเป็ นรายบุคคล หรือ โดยส่ ว นรวม จากการถูกยา่ ยีเรือ่ งเสรีภาพ โดยการ กระทาของบุค คลในสังคทนัน้ ในสังคมทีเ่ จริญแล้ว นัน้ การใช้กาลังอ านาจเหนือ สมาชิกในสังคมของตน จะถือเป็ นการถูกต้องก็ต่อเมือ่ มีจุดประสงค์เพือ่ ทีจ่ ะป้องกัน ภยันตรายอันจะเกิดแต่บุคคลอืน่ ในสังคมนัน้ ภยันตรายทีจ่ ะเกิดขึ้นแต่ตนเองโดย มิได้มบี ุคคลอืน่ เป็ นผู้ก่อให้เ กิด ไม่ว่าจะเป็ นทางกายภาพหรือทางจริยธรรมแล้ว ย่อมไม่อาจถือเป็ นข้ออ้างทีเ่ พียงพอสาหรับการจากัดเสรีภาพจากการกระทาของ มนุษย์” .

1 การออกข้อกาหนดว่าการกระทาใดจะถือเป็นความผิดอาญา รัฐอาศัยแนวคิดเรือ่ งใด มาสนับสนุน จงอธิบาย บันทึกคาตอบกิจกรรม 2.1 กิ จกรรม 2. Cesare.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 14 (โปรดอ่านเนื้ อหาโดยละเอียดใน (1) เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ ์ (2549) คาอธิ บายกฎหมายอาญา ภาค 1 รงท 9 กรุงเทพมหานคร สานักอบรมศึกษากฎหมายเนติบณ ั ฑิตย์สภา (2) อภิรตั น์ เพ็ชรศิร ิ (2552) ทฤษฎีอาญา กรุงเทพฯ สานักพิมพ์วญ ิ ญูชน (3) Beccaria. 1985) กิ จกรรม 2. IN: Hackett.1 (โปรดตรวจคาตอบจากแนวตอบในแนวการศึกษาหน่ วยที่ 2 ตอนที่ 2. (1764) On Crimes and Punishments.1. with notes and introduction by David Young (Indianapolis.1.1.1) .

1.1 ความผิ ดในตัวเอง (mala in se) การกระทาความผิดบางประเภท แม้ว่า จะเกิดขึน้ ในต่างพื้นที่ ต่างเวลา แต่มนุ ษย์มกั เห็นว่าการกระทานัน้ เป็ นความผิด เพราะมนุ ษย์ม ี มโนธรรมที่จ ะคิดได้ว่ าสิ่ง นัน้ เป็ นความผิด ซึ่งโดยทัว่ ไปแล้ว มโนธรรมที่ว่ านัน้ มัก ตัง้ อยู่บ น พืน้ ฐานของหลักศีลธรรม การกระทาที่เป็ นความผิดเช่นนี้เรียกว่า “มาลาอินเซ” (mala in se) ความหมายตามตัว อัก ษรหมายถึง “สิง่ ทีเ่ ป็ น ความชัว่ ร้า ยในตัว เอง” (evil in itself) ร ระท เ เ อ ระท ข ง ะ อ เป ร อความรูส้ กึ ทางศีลธรรมของ คนใน ง เพราะเหตุว่าสังคมถือว่าสิง่ นัน้ เป็นความชัวร้ ่ ายและเป็นความผิด 1. ความผิดอาญาในแง่ ของกฎมาย หากกล่าวโดยย่อแล้ว ความผิดอาญา หมายถึง การกระทาทีฝ่ ่าฝื นต่อกฎหมาย อาญา ซึง่ ความผิดอาญาในแง่ของกฎหมายแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ ความผิดแบบทีเ่ รียกว่า “มาลาอินเซ” (mala in se) ความผิดแบบทีเ่ รียกว่า “มาลาโพรฮิบติ า้ ” (mala prohibita) 1.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 15 เรื่องที่ 2.1 ความผิ ด โดยการเคลื่ อ นไหวร่ า งกายและความผิ ด โดยการไม่ เคลื่อนไหวร่างกาย . ความผิดอาญาในแง่ ของการกระทา การกระทา หมายถึง การเคลื่อ นไหว หรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สานึก กล่ าวคือ อยู่ภายในบังคับของจิต ใจ ความผิดอาญาในแง่ของการกระทาจึงแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท อ 2.2 ประเภทของความผิดอาญา สาระสังเขป ความผิดอาญาอาจแบ่งพิจารณาออกเป็น 4 ประเภท คือ ความผิดอาญาในแง่ของกฎ มาย ความผิดอาญาในแง่ของการกระทา ความผิดอาญาในแง่ของเจตนา ความผิดอาญาในแง่ ของการดาเนินคดี ซึง่ มีสาระสาคัญ ง 1.2 ความผิ ดเพราะกฎหมายห้ าม (mala prohibita) การกระทาความผิดอีก ประเภทหนึ่ง คือ การกระทาที่เรียกว่า “มาลาโพรฮิบติ ้า” (mala prohibita) ความหมายตาม ตัว อัก ษรหมายถึง การกระทาความชัวเพราะสิ ่ ง่ นัน้ สังคมห้ามไม่ใ ห้กระทา (evil because prohibited) ความผิดเช่นนี้ไม่สามารถมองเห็นหรือรูส้ กึ ว่าเป็ นความชัวร้ ่ ายในตัวเอง แต่ท่เี ป็ น ความผิดก็เพราะกระทาในสิง่ ทีก่ ฎหมายห้าม 2.

3 ความผิดธรรมดาและความผิดซับซ้อน ความผิ ดธรรมดา คือ ความผิดที่เ กิดจากการกระทาอันเดียว หรือ เป็ น ความผิดทีเ่ กิดขึน้ และสิน้ สุดลงในขณะเดียวกับทีไ่ ด้กระทาการนัน้ เอง ความผิดซับซ้อน แบ่งออกเป็น 1) ความผิดต่อเนื่อง คือ ความผิดทีเ่ กิดจากการกระทาทีเ่ ป็นความผิดติดต่อ สืบเนื่องกันอยู่ชวระยะหนึ ั่ ่ ง เช่น ความผิดฐานมีอสวุธปื นไว้ใ นความครอบครองโดยไม่ได้รบั อนุ ญ าต ความผิด ฐานหมิ่น ประมาทด้ ว ยป้ า ยโฆษณา แต่ ค วามผิด ฐานบุ ก รุ ก ไม่ ถือ ว่ า เป็ น ความผิดต่อเนื่อง 2) ความผิดทีย่ ดื ออกไป ได้แก่ ความผิดทีเ่ ข้าหลักเกณฑ์ดงั นี้ (1) มีการกระทาความผิดหลายอันโดยผูก้ ระทาความผิดคนเดียวกัน (2) มีการละเมิดกฎหมายในฐานความผิดอันเดียวกัน และ (3) มีจดุ ประสงค์อนั เดียวกันในการกระทาหลายอันนัน้ ตัวอย่างเช่น นายเมธีข่มขืนนางสาววนิดาติดต่อกันสามวัน รวม 9 ครัง้ ถือ เป็นความผิดทีย่ ดื ออกไป ครบตามหลักเกณฑ์ทงั ้ สามข้อ โดยถือเป็นกรรมเดียว .ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 16 ความผิด โดยการเคลื่อ นไหวร่า งกาย หมายความว่ า การเคลื่อ นไหว ร่างกายของผูก้ ระทาก่อให้เกิดความผิดขึน้ ความผิดโดยการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย หมายความว่า แม้ว่าผู้กระทาจะ ไม่ได้เคลื่อนไหว แต่กก็ ่อให้เกิดความผิดขึน้ มาได้ แบ่งออกเป็น 2 อ 1) ความผิดทีเ่ กิดจากการงดเว้น หมายความถึง การให้เกิดผลอันใดขึน้ โดย การงดเว้นการที่จกั ต้องกระทา เพื่อ ป้องกันผลนัน้ (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 รร ท ) 2) ความผิดทีเ่ กิดจากการละเว้น หมายความถึง ความผิดอันเกิดจากการไม่ กระทา เช่น ไม่ช่วยผูท้ ต่ี กอยูใ่ นภยันตรายแห่งชีวติ (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 374) 2.2 ความผิดที่ต้องมีผลปรากฏและความผิดที่ไม่ต้องมีผลปรากฏ 1) ความผิ ดที่ต้องมีผลปรากฏ เช่น ความผิดฐานฆ่าคนตาย ตามมาตรา 288 ะ องปร 2) ความผิ ดที่ ไม่ต้องมีผลปรากฏ เช่น ความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้า พนักงาน ตามมาตรา 137 เมื่อมีการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานแล้ว ก็ถอื ว่าเป็ นความผิด สาเร็จแล้ว โดยไม่ตอ้ งตานึงถึงว่าเข้าพนักงานจะเชื่อหรือไม่ 2.

ความผิดอาญาในแง่ ของเจตนา ความผิดอาญาในแง่ของเจตนาแบ่งออกเป็น 1) ความผิดทีก่ ระทาโดยเจตนา เช่น มาตรา 288 2) ความผิดทีก่ ระทาโดยประมาท มาตรา 291 3) ความผิดทีไ่ ม่ต้องมีเจตนา และไม่ต้องประมาท เช่น ความผิดลหุโทษมาตรา 380 4) ความผิดนอกเหนือเจตนา มาตรา 290 5) ความผิดทีต่ อ้ งรับผิดในผลสุดท้ายแห่งเจตนา เช่น มาตรา 224 4. ความผิดอาญาในแง่ ของการดาเนินคดี ความผิดอาญาในแง่ของการดาเนินคดีแบ่งออกเป็น 1) ความผิดอาญาแผ่นดิน เช่น มาตรา 288 2) ความผิดอันยอมความได้ เช่น มาตรา 333 สรุปแล้ว ความผิดอาญาอาจแบ่งพิจารณาได้เป็ น 4 ประเภท คือ ความผิดอาญาใน แง่ของกฎมาย ความผิดอาญาในแง่ของการกระทา ความผิดอาญาในแง่ของเจตนา ความผิด อาญาในแง่ของการดาเนินคดี .ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 17 3) ความผิดเป็ นปกติธุระ คือ ความผิดที่ต้องมีการกระทาซ้าๆ กัน จึงจะ เป็นความผิด เช่น ความผิดฐานให้ทพ่ี านัก ซ่อนเร้น แก่ผรู้ า้ ยเป็นปกติธุระ ตามมาตรา 214 4 อ ประ ร (1) การกระทาความผิดกรรมเดียว แต่โดยการกระทาหลายอัน เช่น ทา ร้ายร่างกายผูเ้ สียหายหลายๆ ครัง้ (2) การกระทาความผิดกรรมเดียว แต่ละเมิดกฎหมายหลายบท เช่น แดงยิงปืนใส่ดา 1 นัด กระสุนถูกดาบาดเจ็บ และกระสุนเลยไปถูกขาวตาย มาตรา 4 ร เ อร เข ง ะเป (3) ความผิดอันเดียวเกิดจากการกระทาหลายอัน เช่น ฉ้ อโกลงตาม งขอ เท ะ ร ทร ป ง ร ระท ะอ เป (4) ความผิดซึ่งเกิดขึน้ เพราะรวมการกระทาแต่ละอันซึ่งเป็ นความผิด ในตัวเองเข้าด้วยกัน เช่น ความผิดฐานชิงทรัพย์ เกิดขึ้นเพราะมีการลักทรัพย์ รวมกับการทา ร้ายร่างกาย 3.

ศ.1 กิ จกรรม 2.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 18 (โปรดอ่านเนื้ อหาโดยละเอียดเพิ่ มเติ มใน (1) เกียรติขจร วัจนะสวัส ดิ ์ (2549) ค าอธิ บายกฎหมายอาญา ภาค 1 รงท 9 3 กรุงเทพมหานคร สานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณ ั ฑิตย์สภา (2) จิตติ ติงศภัทยิ ์ (2546) กฎหมายอาญาภาค 1 กรุงเทพมหานคร สานักอบรม ศึกษากฎหมายแห่งเนติบณ ั ฑิตย์สภา (3) จิตติ ติงศภัทยิ ์ (2548) กฎหมายอาญาภาค 2 ตอน 1 กรุงเทพมหานคร สานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณ ั ฑิตย์สภา (4) จิตติ ติงศภัทยิ ์ (2545) กฎหมายอาญาภาค 2 ตอน 2 กรุงเทพมหานคร สานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณ ั ฑิตย์สภา รงเท (5) หยุด แสงอุทยั (2548) คาอธิ บายกฎหมายลักษณะอาญา ร.2 ท่านเข้าใจความผิดประเภท mala in se และความผิดประเภท mala prohibita อย่างไร จงอธิบาย บันทึกคาตอบกิจกรรม 2. 127 ร กิ จกรรม 2.1.1.1.2 (โปรดตรวจคาตอบจากแนวตอบในแนวการศึกษาหน่ วยที่ 2 ตอนที่ 2.2) .

1.3 ทฤษฎีเกีย่ วกับความรับผิดทางอาญา สาระสังเขป 1. Packer) ได้อธิบาย หลักการเรื่องนี้ไว้ในหนังสือชื่อ “The Limits of the Criminal Sanction” โดยวางหลักการไว้ 6 ประ ร ดังนี้คอื 4 1) การกระทานัน้ เป็ นที่เห็นได้ชดั ในหมู่ชนส่ วนมากว่า เป็ นการกระทาที่ กระทบกระเทือนต่อสังคม และหมูช่ นส่วนมากมิได้ให้อภัยแก่การกระทาเช่นนัน้ 2) ถ้ า การกระท าดัง กล่ า วเป็ น ความผิ ด อาญาแล้ ว จะไม่ ข ัด แย้ ง กั บ วัตถุประสงค์ของการลงโทษประการต่างๆ 3) การปราบปรามการกระทาเช่นนัน้ กล่าวคือ การถือว่าการกระทานัน้ เป็ น ความผิดทางอาญา จะไม่มผี ลเป็นการลดการกระทาทีส่ งั คมเห็นว่าถูกต้องให้น้อยลงไป 4) หากเป็ นความผิดอาญาแล้ว จะมีการใช้บงั คับกฎหมายอย่างเสมอภาค และเท่าเทียมกัน 5) การใช้กระบวนการยุตธิ รรมทางอาญากับการกระทาดังกล่าวจะไม่มผี ล ทาให้เกิดการใช้กระบวนการนัน้ อย่างเกินขีดความสามารถทัง้ ทางด้านคุณภาพและปริมาณ 6) ไม่ม ีม าตรการควบคุ ม อย่า งสมเหตุ ส มผลอื่นๆ แล้ว นอกจากการใช้ กฎหมายอาญากับกรณีทเ่ี กิดขึน้ การกระทาผิดในความผิดประเภท มาลาอินเซ (mala in se) เช่น การฆ่า คนตาย การปล้นทรัพย์ การลักทรัพย์ การข่มขืน เป็ นความผิดที่มคี วามชัวร้ ่ ายในตัวเอง หรือ เห็นได้ในตัวเอง ย่อมเข้าข่ายหลักทัง้ 6 ประการของแพ็กเกอร์ 4 Herbert L. Packer The Limits of the Criminal Sanction.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 19 เรื่องที่ 2. California: Stanford University Press. การกระทาอย่ างไรจึงจะควรกาหนดเป็ นความผิดอาญา หลัก การพิจารณาว่ าการกระทาใดควรจะเป็ นความผิดอาญาหรือ ไม่นัน้ นัก กฎหมายคนสาคัญท่านหนึ่งคือ เฮอร์เบิ รต์ แอล แพ็กเกอร์ (Herbert L. 1968 p296 อ้างใน เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ ์ (2549) คาอธิ บายกฎหมายอาญา ภาค 1 รงท 9 3 กรุงเทพมหานคร สานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณ ั ฑิตย์สภา .

ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 20 2. หลักการเกีย่ วกับการใช้ กฎหมายอาญาเพือ่ กาหนดความรับผิดทางอาญา การก าหนดความผิดทางอาญานัน้ จะต้อ งพิจารณาถึงหลักการใช้กฎหมาย อาญาดังต่อไปนี้ 1) กฎหมายอาญายึดมันในหลั ่ กการเกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาที่เป็ นสากล ว่า “Nullum crimen nulla poena sine lege” หรือแปลความเป็ นภาษาอังกษว่า “No crime no punishment without law” หรือแปลความเป็ นภาษาไทยว่า “ไม่มีความผิ ด ไม่มี กฎหมาย ไม่มีโทษ” ตามมาตรา 2 วรรคแรก แห่งประมวลกฎหมายอาญา 2) กฎหมายอาญาจย้อนหลังให้ผลร้ายมิได้ ตามมาตรา 2 แห่งประมวล กฎหมายอาญา 3) การใช้กฎหมายอาญาจะต้องตีความโดยเคร่งครัด จะนาหลักจารีตประเพณี หรือบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิง่ มาใช้ลงโทษผูก้ ระทาผิดมิได้ ซึง่ มีหลักการดังนี้ (1) จะอาศัยการเทียบเคียง (Analogy) บทกฎหมายทีใ่ กลเคียงอย่างยิง่ มา ใช้ให้เป็นผลร้ายมิได้ (2) จะนาจารีตประเพณีมาใช้ให้เป็นผลร้ายมิได้ (3) จะนาหลักกฎหมายทัวไปมาใช้ ่ ให้เป็นผลร้ายมิได้ 4) โดยหลักทัวไปความผิ ่ ดทางอาญาจะถือ ว่าเป็ นความผิดต่ อแผ่นดินทัง้ สิ้น ยกเว้น ความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้ ถือเป็ นข้อยกเว้นของหลักทัวไป ่ แต่ท่ี สาคัญคือจะต้องมีกฎหมายบัญญัตไิ ว้โดยเฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น ความผิดฐานหมิน่ ประมาท ตามมาตรา 326 โดยมีมาตรา 333 ระบุให้เป็ นความผิดอันยอมความได้ ความผิดฐานฉ้อโกง โดยมีมาตรา 348 ระบุให้เป็นความผิดอันยอมความได้ 5) ความผิดอันยอมความได้ หรือ ความผิดต่อส่วนตัว หากผู้เสียหายไม่ตดิ ใจ เอาความ รัฐจะไม่สามารถดาเนินคดีต่อไปได้โดยลาพัง 6) ความผิดต่อแผ่นดิน แม้ผเู้ สียหายไม่ตดิ ในเอาความรัฐก็จะต้องดาเนินคดีและ บังคับให้เป็ นไปตามกฎหมาย ความเห็นชอบของผู้เ สียหายไม่เ ป็ นเงื่อ นไขในการดาเนินคดี อาญาของรัฐ 7) กฎหมายอาญาไม่ยอมรับหลักความยินยอมในอันที่จะนามาใช้เพื่อยกเว้น ความผิด กฎหมายอาญายอมรับหลักในเรื่องความยินยอมเฉพาะกรณีทค่ี วามยินยอมนัน้ ไม่ขดั ต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีงาม 8) ความผิดฐานลหุโทษ ในภาค 3 ของประมวลกฎหมายอาญา แม้จะถือว่าเป็ น ความผิดเล็กน้อยและมีอตั ราโทษเพียงเล็กน้อย แต่กไ็ ม่อาจยอมความกันได้ 9) การกระทาความผิดบางชนิด แม้ผกู้ ระทาไม่มเี จตนาและไม่ได้ประมาท แต่ก็ ยังต้องรับผิดทางอาญา เรียกว่า “ความรับผิดโดยเด็ดขาด” (Strict Liability) .

1.1 กิ จกรรม 2.3 (โปรดตรวจคาตอบจากแนวตอบในแนวการศึกษาหน่ วยที่ 2 ตอนที่ 2. (2010) Criminological Theory.3 การพิจารณาว่าการกระทาใดควรจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ มีหลักการ สาคัญอย่างไรบ้าง จงอธิบาย บันทึกคาตอบกิจกรรม 2. Craig.3) . Stephen G.1. Los Angeles: Sage Publications. กิ จกรรม 2.1.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 21 10) ความรับผิดในการ ระท ของ อ (Vicarious Liability) ก็เป็ นความผิดทาง อาญาในหลายกรณี ตัว อย่างเช่น ความรับผิด ของบรรณาธิก ารหนัง สือ พิมพ์ ต่ อ การตีพิม พ์ บทความข้อเขียนของบุคคลอื่นต้องรับผิดทางอาญาเมือ่ เกิดการหมิน่ ประมาทผูอ้ ่นื 11) โทษทางอาญาระงับไปด้วยความตายของผูก้ ระทาความผิด 12) กระบวนการบังคับใช้กฎหมายอาญาต้องหลีกเลี่ยงการนาตัวผู้บริสุทธิ ์มา ลงโทษให้มากทีส่ ุด การบังคับใช้กฎหมายจึงต้องมีความเป็นธรรม (โปรดอ่านเนื้ อหาโดยละเอียดเพิ่ มเติ มใน เกี ย รติ ข จร วัจ นะสวัส ดิ ์ (2549) ค าอธิ บายกฎหมายอาญา ภาค 1 รงท 9 3 กรุงเทพมหานคร สานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบณ ั ฑิตย์สภา Tibbetts. and Hemmens. Inc.

2 แล้วจึงศึกษาสาระสังเขป พร้อมปฏิบตั กิ จิ กรรมในแต่ละเรือ่ ง หัวเรื่อง เรือ่ งที่ 2. การพิจารณาความรับผิดทางอาญาตามกฎหมายระบบซีวลิ ลอว์ แบ่งออกเป็ น 3 ส่วน โดยพิจารณาถึงตัวผูก้ ระทาและการกระทาของบุคคลนัน้ โดยมีการพิจารณาตามลาดับคือ เริม่ ต้นจากการพิจารณาว่าการกระทาของบุคคลนัน้ ครบตามองค์ประกอบของความผิ ด ของความผิดฐานนัน้ หรือไม่ ต่อจากนัน้ จึงพิจารณาว่าการกระทานัน้ ผิดกฎหมายหรือไม่ หรือเป็ นความผิ ดกฎหมาย (Rechtswidrigkeit) หรือไม่ และตามด้วยการพิจารณาถึง ความรูผ้ ดิ ชอบ ชัวดี ่ ของบุคคลผูก้ ระทา ซึง่ เป็นการพิจารณาถึงส่วนทีเ่ รียกว่า “ความชัว” ่ (Schuld) ของ ระท 2.1 องค์ประกอบความผิด (Tatbestandmassigkeit) เรือ่ งที่ 2. ความผิดชัว่ เป็ นการพิจารณาถึงตัวผูก้ ระทาว่าบุคคลนัน้ ได้กระทาไปโดยรูผ้ ดิ ชอบ หรือไม่ หรือเป็ นสิง่ ที่สงั คมควรจะตาหนิเขาได้หรือไม่ ความไม่รู้ผดิ ชอบของบุคคล อาจเกิดจากความบกพร่องลักษณะต่าง ๆ ทัง้ เรือ่ ง อายุ จิตใจ และความไม่รขู้ อ้ ผิดถูก วัตถุประสงค์ เมือ่ ศึกษาตอนที่ 2.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 22 ตอนที่ 2.2 โครงสร้ างความรับผิดทางอาญาของระบบกฎหมายซีวลิ ล์ ลอว์ โปรดอ่านแผนการสอนประจาตอนที่ 2.2 จบแล้วนักศึกษาสามารถ 1.2.2.2 ความผิดกฎหมาย (Rechtswidrigkeit) เรือ่ งที่ 2. อธิบายและวิเคราะห์โครงสร้างความรับผิดทางอาญาของระบบกฎหมายซีวลิ ลอว์ได้ . องค์ป ระกอบความผิด แบ่ งออกเป็ นสองส่ ว นคือ องค์ประกอบภายนอกและ องค์ประกอบภายใน องค์ประกอบภายนอก มีอ งค์ประกอบย่อ ย 4 ส่ ว นคือ 1) ผูก้ ระทา 2) การกระทา 3) กรรมของการกระทา และ 4) ความสัมพันธ์ระหว่างการ กระทา องค์ประกอบภายใน ประกอบด้วยเรือ่ งเจตนา ประมาท และมูลเหตุจงู ใจอื่นๆ 3. ความผิดกฎหมาย เป็ นการพิจารณาต่อเนื่องว่า เมื่อการกระทานัน้ ครบองค์ประกอบ ความผิดแล้ว การกระทานัน้ เป็นความผิดตามกฎหมายทีบ่ ญ ั ญัตไิ ว้หรือไม่ 4.3 ความผิดชัว่ (Shuld) แนวคิด 1.2.

อธิบายและวิเคราะห์ความผิดกฎหมายตามโครงสร้างความรับผิดทางอาญาของระบบ กฎหมายซีวลิ ลอว์ได้ 4.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 23 2. อธิบายและวิเคราะห์ความผิดชัวตามโครงสร้ ่ างความรับผิดทางอาญาของระบบกฎหมาย ซีวลิ ลอว์ได้ . อธิบายและวิเคราะห์องค์ประกอบความผิดตามโครงสร้างความรับผิดทางอาญาของระบบ กฎหมายซีวลิ ลอว์ได้ 3.

ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 24 ความนา โครงสร้ างความรับผิดทางอาญาตามกฎหมายระบบซีวลิ ลอว์ สาระสังเขป การพิจารณาความรับผิดทางอาญาตามกฎหมายระบบซีวลิ ลอว์ ตามแนวคิดของสานัก กฎหมายในยุโรป เห็นว่ากฎหมายอาญาเป็ นกฎหมายทีว่ ่าด้วยการลงโทษการกระทาผิดของบุคคล ในสังคม จึง ต้อ งพิจารณาถึงตัว ผู้ก ระท าและการกระท าของบุค คลนัน้ โดยมีล าดับขัน้ ตอนการ พิจารณาตามลาดับคือ เริม่ ต้นจากการพิจารณาว่า การกระทาของบุคคลนัน้ ครบตามองค์ประกอบ ความผิ ดของความผิดฐานนัน้ หรือไม่ ต่อจากนัน้ จึงพิจารณาว่าการกระทานัน้ ผิดกฎหมายหรือไม่ หรือเป็ นความผิ ดกฎหมาย (Rechtswidrigkeit) หรือไม่ ตามด้วยการพิจารณาถึงความรูผ้ ดิ ชอบ ชัว่ ดีข องบุ ค คลผู้ ก ระท า เรีย กว่ า เป็ น การพิจ ารณาถึง ส่ ว นที่เ รีย กว่ า “ความชัว่ ” (Schuld) ของ ระท สรุปได้ว่า โครงสร้างความรับผิดทางอาญาตามกฎหมายระบบซีวลิ ลอว์ มีองค์ประกอบ อ 1) องค์ประกอบความผิด 2) ความผิดกฎหมาย (Rechtswidrigkeit) 3) ความชัว่ (Schuld) .

ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 25 เรื่องที่ 2.1 องค์ ประกอบความผิด สาระสังเขป การพิจารณาโครงสร้างความผิดอาญาในเรื่ององค์ประกอบต่างๆ ทีเ่ ป็ นสาระสาคัญของ กฎหมายในความผิดแต่ละฐานความผิด ซึง่ แต่ละฐานความผิดนัน้ จะประกอบด้วยสาระสาคัญต่าง ๆ ทีห่ ากผูก้ ระทาได้กระการครบถ้วนตามนัน้ แล้วจะถือว่าครบองค์ประกอบความผิด องค์ป ระกอบความผิด องค์ประกอบภายใน แบ่ ง ออกเป็ น สองส่ ว นคือ องค์ป ระกอบภายนอกและ 1.ทรัพย์ของผูอ้ ่นื หรือทีผ่ อู้ ่นื เป็นเจ้าของรวมอยูด่ ว้ ย (4) ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผล .เอาไป (3) กรรมของการกระทา .2.ผูใ้ ด (2) การกระทา .การกระทา (การเอาทรัพย์ไป) และ ผล (ทรัพย์ถูกเอาไปเสียจากเจ้าของทรัพย์) สาหรับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผล เป็ นการพิจารณาว่า ผลทีเ่ กิดขึน้ นัน้ มีความสัมพันธ์กบั การกระทาอันนัน้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การกระทาอันนัน้ เป็ นเหตุ ให้ผลเกิดขึน้ โดยนักวิชการด้านนิตศิ าสตร์ได้อาศัยทฤษฎีในการอธิบายไว้หลายทฤษฎี แต่ทฤษฎีท่ี ได้รบั ความนิยมคือ ทฤษฎีเหตุทเ่ี หมาะสม และทฤษฎีเงือ่ นไข6 5 แสวง บุญเฉลิมวิภาส หลักกฎหมายอาญา พิมพ์ครั้งที่ 6 แสวง บุญเฉลิมวิภาส เพิ่งอ้าง หน้า 46 สานักพิมพ์วิญญูชน 2551 หน้า 45 . องค์ ประกอบภายนอก เป็ นการพิจารณาองค์ประกอบตามทีก่ ฎหมายบัญญัตไิ ว้ใน ความผิดแต่ละฐาน ประกอบด้วยการพิจารณาองค์ประกอบย่อย 4 ส่วนคือ ผู้กระทา การกระทา กรรมของการกระทา และความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผล5 ตัวอย่างเช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 “ผูใ้ ด เอาทรัพย์ของผู้อ่นื หรือที่ผู้อ่นื เป็ นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นัน้ กระทาความผิดฐานลัก ทรัพย์ ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท” จากตัวอย่างกรณีความผิดฐานลักทรัพย์ เราสามารถพิจารณาองค์ประกอบความผิด ทีเ่ ป็นองค์ประกอบภายนอก ได้ดงั นี้ (1) ผูก้ ระทา .

ใช้ปืนยิง ข.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 26 ทฤษฎีเหตุที่เหมาะสม (The theory of adequate causation) มีหลักการว่า เหตุท่ี ก่อให้เกิดผลที่ผู้กระทาจะต้องรับผิด นัน้ หมายเฉพาะเหตุท่ตี ามประสบการณ์ทวไปสามารถท ั่ าให้ เกิดผลที่ความผิดนัน้ ต้องการได้ กล่าวคือ มุ่งเฉพาะเงื่อนไขที่เพียงพอเท่านัน้ โดยดูเฉพาะเหตุท่ี ตามความรูค้ วามชานาญทาให้เกิดผลได้เท่านัน้ ไม่ใช่พจิ ารณาทุกเหตุ นอกจากนี้ การกระทาและผล ทีเ่ กิดขึน้ ต้องมีความเกีย่ วพันกันอย่างสมเหตุสมผล (Reasonable connection) ทฤษฎีเงื่อนไข (The condition theory) มีหลักการว่า การกระทาในทุกกรณีย่อม ชื่อ ว่ า เป็ น เหตุ ท่ีท าให้ เ กิด ผล กล่ า วคือ ถ้ า หากไม่ ม ีก ารกระท านั ้น ๆ แล้ว ผลก็ จ ะไม่ เ กิด ขึ้น (Condition sine qua non) 2. มุ่งหมายความตายของ ข. ให้ตาย แสดงว่า ก. องค์ ป ระกอบภายใน เป็ น การพิจ ารณาเกี่ย วกับ เจตนาของผู้ก ระท า ประกอบด้วย (1) เจตนา (เจตนาธรรมดา คือ ประสงค์ต่อผล หรือเล็งเห็นผล) (2) เจตนาพิเศษ คือ โดยทุจริต ความหมายของเจตนา การพิจารณาความหมายของค าว่าเจตนาเราสามารถศึกษาได้จากประมวล กฎหมายอาญามาตรา 59 รร อง ะวรร ซึง่ บัญญัตไิ ว้ว่า มาตรา 59 วรรคสอง “การกระทาโดยเจตนา ได้แก่กระทาโดยรูส้ านึกในการที ่ กระทาและในขณะเดียวกันผูก้ ระทาประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทานัน้ ” มาตรา 59 วรรคสาม “ถ้าผู้กระทามิได้รขู้ ้อเท็จจริงอันเป็ นองค์ประกอบของ ความผิด จะถือว่าผูก้ ระทาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทานัน้ มิได้” จากบทบัญญติดงั กล่าว เราสามารถให้ความหมายของคาว่าเจตนาได้ดงั นี้คอื “เจตนา” หมายถึง การกระทาที่ผู้กระทากระทาไปโดยรูส้ านึกในการที่กระทา และรู้ขอ้ เท็จจริงอัน เป็นองค์ประกอบของความผิด และผูก้ ระทาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทานัน้ ตามกรณีตวั อย่างความผิดฐานลักทรัพย์ การพิจารณาว่าการกระทาของบุคคล ใดจะเข้าองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าได้มกี ารกระทาครบถ้วนตาม องค์ประกอบความผิดทัง้ องค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายใน เจตนาประสงค์ต่อผล คาว่า “ประสงค์ต่อผล” หมายถึง ความประสงค์ทจ่ี ะให้เกิดผลขึน้ ตามทีต่ งั ้ ใจ นัน้ โดยตรง กล่าวคือ ผู้กระทาได้กระทาโดยมุ่งหมายหรือมีความต้องการที่จะให้ความผิดเกิดขึ้น 7 เช่น ก. โดยมีความมุ่งหมายที่จะฆ่า ข. 7 แสวง บุญเฉลิมวิภาส อ้างแล้ว หน้า 57 .

ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 27 ให้เกิดขึน้ จากการใช้ปืนยิง ข. สาหรับความมุ่งหมายทีจ่ ะให้เกิดผลนี้ไม่จาเป็ นต้องเฉพาะเจาะจงลง ไปว่ามุ่งหมายต่อผู้ใดเท่านัน้ แต่อาจเป็ นความมุ่งหมายเป็ นการทัวไปที ่ ่จะให้ความผิดเกิดขึน้ เช่น ตารวจใช้อาวุธปื นยิงไปยังกลุ่มผู้ชุมนุ มเพื่อให้มคี วามตายของบุคคลเกิดขึน้ โดยมุ่งหวังให้เกิดการ แตกตื่นและการจราจล ก็ถอื เป็นการฆ่าคนตายโดยเจตนาแล้ว8 เจตนาย่อมเล็งเห็นผล หลัง จากที่เ ราพิจารณาเรื่อ งเจตนาประสงค์ต่ อ ผลแล้ว หากไม่เ ข้า ข่ายเป็ น เจตนาประสงค์ต่อผล เราจึงมาพิจารณาเป็ นลาดับถัดไปว่าจะเข้าข่ายเป็ น เจตนาย่อมเล็งเห็นผล หรือไม่ โดยเราพิจารณาจาก “จิตใจของผู้กระทา” เป็ นสาคัญ เจตนาย่อมเล็งเห็นผลนัน้ ผลที่คาด เห็น ว่าจะเกิดขึ้น และเสี่ย งของผลที่จะเกิด ขึ้นไม่จาต้อ งเกิด ขึ้นทีเ ดีย ว เพียงแต่ อ าจเป็ นไปได้ก็ พอแล้ว9 ทฤษฎทีใ่ ช้อธิบายเรือ่ งนี้แบ่งออกเป็น ท อ ทฤษฎีท่ี อ ระท เห็นล่วงหน้าแล้วว่าผลอาจเกิดขึน้ ได้และยัง ขืนทาลงไป ถือว่าผูก้ ระทามีเจตนาย่อมเล็งเห็นผล ทฤษฎีน้เี รียกว่า Wahrscheinlichkeitstheorie ทฤษฎีท่ี 2 อ ระท เห็นล่วงหน้าแล้วและกระทาไปโดยเต็มใจรับ เอาผลเช่นว่านัน้ กล่าวคือ เป็ นกรณีทค่ี าดว่าถ้าผลเกิดก็จะยอมรับผลทีเ่ กิดขึน้ ไว้ ก่อนแล้ว ทฤษฎีน้ี เรียกว่า Einwilligungstheorie ทฤษฎีท่ี อ ระท ไม่จาเป็ นต้องเต็มใจรับเอาผลลล่วงหน้า แต่ไม่สนใจ ใยดีต่อผลทีเ่ กิดขึน้ (frivole Gleichgultigkeit) การรู้ข้อเท็จจริ งอันเป็ นองค์ประกอบของความผิด องค์ป ระกอบภายในของเจตนา จะต้อ งปรากฏว่ า ผู้ก ระท าได้ก ระท าโดยรู้ ข้อเท็จจริงอันเป็ นองค์ประกอบของความผิด ตัวอย่างเช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ ผูก้ ระทาจะต้องรู้ ข้อเท็จจริงว่าทรัพย์นนั ้ เป็ นกรรมสิทธิ ์ของผูอ้ ่นื และต้องรูด้ ว้ ยว่าทรัพย์นนั ้ อยู่ในความครอบครองของ ผูอ้ ่นื สาหรับประเด็นที่ว่าการรู้ขอ้ เท็จจริงอันเป็ นองค์ประกอบของความผิดนัน้ จะมี ขอบเขตเพียงใด นัก กฎหมายได้ว างหลักการเกี่ยวกับการรู้ข้อ เท็จจริงอันเป็ นองค์ประกอบของ ความผิดไว้ว่า การรูข้ อ้ เท็จจริงนัน้ ผูก้ ระทาเพียงแต่รใู้ นส่วนทีเ่ ป็ นข้อเท็จจริงโดยทัวๆ ่ ไป เท่านัน้ ก็ เพียงพอแล้ว ไม่จาเป็นต้องรูใ้ นรายละเอียดทีเ่ ฉพาะเจาะจง โดยขอบเขตของการรูค้ วรจะอยู่ระหว่าง potential knowledge คาว่า actual knowledge หมายถึง การรูร้ ายละเอียด ตามความเป็ นจริง คาว่า potential knowledge หมายถึง การรูใ้ นสิง่ ทีค่ าดว่าจะเป็ นไปได้ ตัวย่าง 8 ดูใน หยุด แสงอุทยั คาอธิบายกฎหมายลักษณะอาญา พิมพ์ครั้งที่ 5 กรุ งเทพมหานคร แพร่ พิทยา 2497 หน้า 356-357 อ้างใน แสวง บุญ เฉลิมวิภาส หน้า 57 9 แสวง บุญเฉลิมวิภาส อ้างแล้ว หน้า 59 .

หรือ นาย ข.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 28 เช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ผู้กระทาเพียงแค่รขู้ อ้ เท็จจริงในส่วนขององค์ประกอบว่าสิง่ ที่เอาไปนัน้ ไม่ใช่ทรัพย์ของตน แต่เป็ นทรัพย์ของผู้อ่นื หรือที่ผู้อ่นื เป็ นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ก็ถอื ว่าเพียงพอต่อ ขอบเขตของการรูข้ อ้ เท็จจริงอันเป็ นองค์ประกอบของความผิดแล้ว โดยผู้กระทาไม่จาต้องรู้ไปถึง รายละเอียดว่า ทรัพย์นนั ้ เป็ นกรรมสิทธิของใคร เป็ นของนาย ก.หยุด แสงอุทยั ศาสตราจารย์ ดร. และไม่จะต้องรูไ้ ปถึง ว่าสิง่ ทีเ่ อาไปนัน้ เป็นทรัพย์ตามความหมายของกฎหมายหรือไม่10 นอกจากนี้ การรู้ข้อเท็จจริงอันเป็ นองค์ประกอบของความผิดนัน้ ข้อเท็จจริง ทีว่ ่าอาจเป็นข้อเท็จจริงในทางยืนยันหรือข้อเท็จจริงในทางปฏิเสธก็ได้ ข้อเท็จจริงในทางยืนยัน อย่างเช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ ผู้กระทารูว้ ่าทรัพย? นัน้ เป็นทรัพย์ของผูอ้ ่นื หรือทีผ่ อู้ ่นื เป็นเจ้าของรวมอยูด่ ว้ ย ข้อเท็จจริงในทางปฏิเสธ อย่างเช่น เจ้าพนักงานกระทาการโดยรู้ว่าตนไม่ม ี อานาจ แต่กย็ งั กระทาไป หรือ บุคคลใดรูอ้ ยู่ว่าตนไม่มสี ทิ ธิ ์สวมเครื่องแบบตามทีก่ ฎหมายระบุ แต่ก็ ยังกระทาไป เจตนากับเจตนาร้าย เ จ ต น า ร้ า ย เป ระ อ อ อ ง ปร ภ Actus non งเป ร ร ท งอ ของระ อ อ อ โดยมีหลักว่า การ พิจารณาความรับผิดทางอาญานัน้ นอกจากจะต้องพิจารณาในส่นของการกระทาภายนอกทีเ่ รีกยว่า actus reus แล้ว ยังจะต้องพิจารณาในส่วนของจิตใจทีเ่ รียกว่า อย่างไรก็ดใี นเรื่องเกี่ยวกับการนาหลัก mens rea มาในการพิจารณาความรับ ผิดทางอาญานี้ นักวิชาการกฎหมายอย่างเช่น ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร และ ศาสตราจารย์ แสวง บุญเฉลิมวิภาส เห็นว่า ร อ กับ ประเท ท ระ ประ นัน้ ไม่ถู ก ต้อ งและไม่ เ หมาะสม และไม่ ส อดคล้อ งกับ ความหมายที่ประมวลกฎหมายอาญาได้ให้ไว้ เพราะความหมายของเจตนาทีบ่ ญ ั ญัตไว้ในประมวล กฎหมายอาญานัน้ เป็ นควาหมายของเจตนาในเรื่อ งการรู้ข้อ เท็จจริง อัน เป็ นองค์ประกอบของ ความผิด และปรสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล อันมีลกั ษณะเป็ นบททัวไป ่ แต่ไม่ได้มคี วามหมายว่า เป็นเจตนาดีหรือเจตนาร้ายแต่ประการใด ถ้าหากการกระทานัน้ ผิดกฎหมายแลผูก้ ระทามีความชัวก็ ่ 11 เพียงพอทีจ่ ะลงโทษได้แล้ว ประเด็นทีต่ ้ องพิจารณา 10 แสวง บุญเฉลิมวิภาส อ้างแล้ว หน้า 54 11 แสวง บุญเฉลิมวิภาส อ้างแล้ว หน้า 60-61 .

1 ตามโครงสร้างความรับผิดทางอาญาของระบบกฎหมายซีวลิ ลอว์ องค์ประกอบ ความผิด หมายความว่าอย่างไร จงอธิบาย บันทึกคาตอบกิจกรรม 2.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 29 การพิจารณาองค์ประกอบภายนอก ยังพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการกระทา และผลของการกระทาอีกด้วยกล่าวคือ การกระทา (การที่เอาทรัพย์ไป) และผลของการกระทา (ทรัพย์นัน้ ถูกลักไป) ต้องมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กนั คือผลที่เกิดขึน้ นัน้ จะต้องเป็ นผลมาจาก การกระทานัน้ อย่างไรก็ดี ยังมีขอ้ โต้แย้งกันว่า ควรจะถือว่า เจตนาของผูก้ ระทา ควรจะวางอยู่ใน เรือ่ งองค์ประกอบความผิดหรือว่าควรแยกออกมาต่างหาก นัก วิชาการกฎหมายที่มคี วามเชื่อ ตามทฤษฎี Finalitat ซึ่งถือ ว่า การกระทา ความผิดอาญา นอกจากผู้ก ระทาจะได้กระทาโดยรู้สานึกแล้ว ผู้กระทายังมีเจตจานง ท ะ เ ของ ร ระท ตามแนวคิดนี้ อ สิง่ ทีจ่ ะถูกลงโทษ มิใช่เพียงแค่การ ลงโทษการก่อให้เกิดภยันตรายในสิง่ ทีก่ ฎหมายห้ามเท่านัน้ แต่ยงั เป็ นการลงโทษถึงเจตนาทีจ่ ะ ก่อให้เ กิดภยันตรายด้วย นัก วิชาการกฎหมายที่เชื่อตามทฤษฎีน้ีจงึ ถือ ว่าองค์ประกอบเรื่อ ง เจตนาควรจะอยูใ่ นส่วนองค์ประกอบความผิดด้วย ในขณะที่นักวิชาการกฎหมายที่มคี วามเชื่อตามทฤษฎี Kausaliat งมีแนวคิดว่า ในเรื่องการกระทาความผิดกฎหมายอาญานัน้ “การกระทา” และ “จุดมุ่งหมายของการกระทา” สามารถแยกออกจากกันได้เป็ นคนละส่วน โดยถือว่า เจตจานง (Will) ทีจ่ ะก่อให้เกิดผลหรือไม่ เป็นเรือ่ งของ ความชัว่ (Schuld) ง ร อ ขององ ประ อ (โปรดอ่านเนื้ อหาโดยละเอียดใน เ ข เ อง (2550) กฎหมายอาญาชัน้ สูง กรุงเทพมหานคร 2 ณ ร (2535) รงเท ร รร (3) แสวง บุญเฉลิมวิภาส (2551) หลักกฎหมายอาญา พิมพ์ครัง้ ที่ 5 กรุงเทพมหานคร (4) หยุด แสงอุทยั (2548) คาอธิ บายกฎหมายลักษณะอาญา ร.2.ศ. 127 รงเท ร กิ จกรรม 2.2.1 .

1) .2.2 กิ จกรรม 2.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 30 (โปรดตรวจคาตอบจากแนวตอบในแนวการศึกษาหน่ วยที่ 2 ตอนที่ 2.

2 ความผิดกฎหมาย สาระสังเขป หลังจากที่ได้พจิ ารณาว่าการกระทาใด ๆ ที่จะเป็ นความผิดนัน้ ครบถ้วนตาม องค์ประกอบความผิดหรือ ไม่ เมื่อ ได้ค วามว่าการกระทานัน้ ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว ลาดับต่อไปจะต้องพิจารณาว่า การกระทานัน้ เป็ น “ความผิ ดกฎหมาย”หรือไม่ นัน่ คือดูว่าการ กระทานัน้ เป็ นการกระทาที่เป็ นความผิดกฎหมายตามที่กฎหมายกาหนดไว้หรือไม่ เนื่องจาก การกระทาบางอย่างแม้จะครบตามองค์ประกอบความผิดแล้ว แต่มเี หตุทท่ี าให้การกระทานัน้ ไม่ เป็นความผิด เหตุท่ที าให้การกระทานัน้ ไม่เป็ นความผิดในที่น้ี แบ่งการพิจารณาออกเป็ น 3 เรื่อง คือ จารีตประเพณี ความยินยอมของผูถ้ ูกกระทา และกรณีทม่ี บี ทบัญญัตขิ องกฎหมายให้ อานาจไว้ 1.2. ความยิ นยอมของผู้ถกู กระทา ในบางเรื่องความยินยอมของผูถ้ ูกกระทา อาจทาให้การกระทานัน้ ไม่เป็ นความผิดตามกฎหมายได้ อย่างเช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 “ผูใ้ ดเอาทรัพย์ของผูอ้ ่นื หรือทีผ่ อู้ ่นื เป็ นเจ้าของรวมอยู่ดว้ ย ไปโดยทุจริต ผูน้ นั ้ กระทาความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่ เกินหกพันบาท” หากผูถ้ ูกกระทาหรือเจ้าของทรัพย์ยนิ ยอมให้ผกู้ ระทาเอาทรัพย์นนั ้ ไปได้ ก็ไม่ ถือว่าเป็นความผิด การพิจารณาเรื่องความยินยอมนี้ จะต้องพิจารณาเป็ นรายกรณีมใิ ช่จะเป็ นเหตุ ที่จ ะท าให้ ก ารกระท านั ้น ไม่ เ ป็ น ความผิด ไปเสีย ทัง้ หมด ซึ่ ง ตัง้ อยู่ บ นพื้น ฐานของหลัก วัตถุประสงค์ของกฎหมาย กฎหมายใดทีม่ วี ตั ถุประสงค์เป็นคุม้ ครองประโยชน์ส่วนบุคคล บุคคล ย่อมอ้างเรือ่ งความยินยอมมาแก้ตวั ได้ แต่ถา้ กฎหมายใดทีม่ วี ตั ถุประสงค์เป็ นคุม้ ครองประโยชน์ ส่วนรวมอยูด่ ว้ ย การกระทาทีจ่ ะสามารถอ้างเรือ่ งความยินยอมมาแก้ตวั ได้ การกระทานัน้ จะต้อง ไม่ฝา่ ฝืนต่อศีลธรรมอันดี . จารีตประเพณี แม้ว่าจะไม่มกี ารบัญญัตไิ ว้เป็ นลายลักษณ์อกั ษร แต่ก็ยงั นามาใช้อ้างได้ใ นบางกรณี ในเรื่องความรับผิดทางอาญานัน้ จารีต ประเพณีจะนามาใช้ได้ก็ เฉพาะแต่ ก ารช่ว ยให้ก ารกระทานัน้ ไม่เ ป็ นความผิดเท่านัน้ ไม่ส ามารถนามาใช้เ พื่อ ลงโทษ ผูก้ ระทาผิดได้ 2.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 31 เรื่องที่ 2.

กรณี ที่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ อานาจไว้ การกระทาใดทีม่ กี ฎหมาย ให้อานาจไว้ว่า หากกระทาแล้วไม่เป็นความผิดการกระทานัน้ ก็จะไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ผูใ้ ดจักต้องกระทาการใดเพือ่ ป้องกันสิทธิของตนเองหรือของผูอ้ นื ่ ให้พน้ จากภยันตรายซึง่ เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิด ต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายทีใ่ กล้จะถึง ถ้าได้กระทาพอสมควรแก่เหตุ การกระทานัน้ เป็ นการ ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผูน้ นั ้ ไม่มคี วามผิด ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ผูใ้ ดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใด โดยสุจริต (1) เพือ่ ความชอบธรรม ป้องกันตนเองหรือป้องกันส่วนได้เสียเกีย่ วกับตนตาม คลองธรรม (2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบตั กิ ารตามหน้าที ่ (3) ติชม ด้วยความเป็นธรรม ซึง่ บุคคลหรือสิง่ ใดอันเป็ นวิสยั ของประชาชนย่อม กระทา หรือ (4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็ นธรรมเรือ่ งการดาเนินการอันเปิ ดเผยในศาล หรือในการประชุม ผูน้ นั ้ ไม่มคี วามผิดฐานหมิน่ ประมาท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 ผูใ้ ช้อานาจปกครองมีสทิ ธิ (1) กาหนดทีอ่ ยูข่ องบุตร (2) ทาโทษบุตรตามสมควรเพือ่ ว่ากล่าวสังสอน ่ (3) ให้บุตรทาการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรปู (4) เรียกบุตรคืนจากบุคลอืน่ ซึง่ กักบุตรไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สรุปได้ว่า การกระทานัน้ เป็ นความผิดตามที่กฎหมายกาหนดไว้หรือไม่ เรา จะต้องพิจารณาเหตุหรือข้อยกเว้น ตามกฎหมายทีจ่ ะทาให้การกระทานัน้ เป็ นการกระทาทีช่ อบ ด้วยกฎหมาย หรือการกระทานัน้ ไม่เป็ นความผิดตามกฎหมาย เงื่อนไขดังกล่าวได้แก่ จารีต ประเพณี ความยินยอมของผูถ้ ูกกระทา และกรณีทม่ี บี ทบัญญัตขิ องกฎหมายให้อานาจไว้ (โปรดอ่านเนื้ อหาโดยละเอียดใน เ ข เ อง (2550) กฎหมายอาญาชัน้ สูง กรุงเทพมหานคร 2 ณ ร (2535) รงเท ร รร .ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 32 3.

2 (โปรดตรวจคาตอบจากแนวตอบในแนวการศึกษาหน่ วยที่ 2 ตอนที่ 2.2.2. 127 ร (5) อภิรตั น์ เพ็ชรศิร ิ (2552) ทฤษฎีอาญา กรุงเทพมหานคร สานักพิมพ์วญ ิ ญูชน กิ จกรรม 2.2) .ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 33 (3) แสวง บุญเฉลิมวิภาส (2551) หลักกฎหมายอาญา พิมพ์ครัง้ ที่ 5 กรุงเทพมหานคร รงเท (4) หยุด แสงอุทยั (2548) คาอธิ บายกฎหมายลักษณะอาญา ร.2.2 ให้นักศึกษาอธิบายถึงเหตุหรือข้อยกเว้น ตามกฎหมายทีจ่ ะทาให้การกระทานัน้ เป็นการกระทาทีช่ อบด้วยกฎหมาย หรือการกระทานัน้ ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย บันทึกคาตอบกิจกรรม 2.2 กิ จกรรม 2.ศ.

2. 2 1 แ .ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 34 เรื่องที่ 2. ความบกพร่องเรื่องอายุ ในทางวิชาการถือว่าอายุของบุคคลมีผลต่อความรูผ้ ดิ ชอบ บุคคลทีม่ อี ายุน้อยจะมีความรู้ ผิดชอบจากัดกว่าบุคคลที่มอี ายุมาก ในทางกฎหมายจึงใช้เรื่องอายุเป็ นสิง่ กาหนดความบกพร่องใน การทีจ่ ะถือเป็ นความผิดตามกฎหมายอาญา โดยมีแนวคิดว่าบุคคลผู้กระทาผิดทีม่ อี ายุน้อย มีความรู้ ผิดชอบอย่างจากัด เมื่อกระทากฎหมายบัญญัตเิ ป็ นความผิดกฎหมายจึงไม่เอาโทษเพราะถือว่าขาด ความชัว่ กรณี บุ ค คลที่ม ีอ ายุ น้ อ ยหรือ บุ ค คลที่เ ป็ น เด็ก อายุ ไ ม่ เ กิน สิบ ปี หากกระท าความผิด กฎหมายจะไม่เ อาโทษ หรือ เว้นโทษให้แก่ เ ด็กนัน้ ดังเช่ นที่บญ ั ญัติไว้ใ นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 มาตรา 7313* เ ไม่ตอ้ งรับโทษ ยังไม่เกินสิบปี กระทาการอันกฎหมายบัญญัตเิ ป็ นความผิด เด็กนัน้ กรณีบุค คลทีม่ อี ายุน้อ ยหรือ บุค คลทีเ่ ป็ นเด็กอายุเ กินกว่าสิบปี แต่ ไม่เ กินสิบห้าปี หาก กระทาความผิด กฎหมายจะไม่เอาโทษ หรือยกเว้นโทษให้แก่เด็กนัน้ โดยให้ศาลใช้วธิ กี ารอืน่ แทนการ ลงโทษดังเช่นทีบ่ ญ ั ญัตไิ ว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 12 โกเมศ ขวัญเมือง กฎหมายอาญาชั้นสูง กรุ งเทพมหานคร สานักพิมพ์วิญญูชน 2550 หน้า 15 13 ความเดิมในมาตรา 73 ถูกยกเลิกและให้ใช้ขอ้ ความที่พิมพ์ไว้แทน โดยมาตรา 5 21) .3 การกระทาทีเ่ ป็ นความชั่ว สาระสังเขป เมื่อได้พจิ ารณาการกระทาใด ๆ ว่าเข้าองค์กระกอบความผิดครบถ้วนตามที่กฎหมาย กาหนด และพิจารณาความผิดหรือไม่ผดิ กฎหมายแล้ว ลาดับต่อไปจะต้องพิจารณาถึงตัวผูก้ ระทา การพิจารณาถึงตัวผู้กระทาจะพิจารณาว่าบุคคลนัน้ ได้กระทาลงไปโดยมีความรูผ้ ดิ ชอบ หรือไม่ หรือสิง่ ที่เขากระทาลงไปเป็ นสิง่ ที่สงั คมจะตาหนิได้หรือไม่ หากสิง่ ที่เขากระทาลงไปเกิดจาก ความไม่รผู้ ดิ ชอบ กฎหมายจะยกเว้นโทษให้ โดยถือว่าบุคคลนัน้ ไม่มคี วามชัว่ (Schuld) ความไม่รผู้ ดิ ชอบของบุคคลเกิดขึน้ จากความบกพร่องหลายลักษณะ อาทิ ความบกพร่องเรื่องอายุ ความบกพร่อง เรือ่ งจิตของผูก้ ระทา ความบกพร่องเรือ่ งความไม่รขู้ อ้ ผิดถูก12 1.ศ.

2 1 แ .ศ.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 35 มาตรา 7414* เ กว่าสิบปี แต่ไม่เกินสิบห้าปี กระทาการอันกฎหมายบัญญัตเิ ป็ น ความผิด เด็กนัน้ ไม่ตอ้ งรับโทษ แต่ศาลมีอานาจทีจ่ ะดาเนินการดังต่อไปนี้ (1) ว่ากล่าวตักเตือนเด็กนัน้ แล้วปล่อยตัวไป และถ้าศาลเห็นสมควรจะเรียกบิดา มารดา หรือผูป้ กครอง หรือบุคคลทีเ่ ด็กนัน้ อาศัยอยูม่ าตักเตือนด้วยก็ได้ (2) ถ้าศาลเห็นว่า บิดา มารดา หรือผู้ปกครองสามารถดูแลเด็กนัน้ ได้ ศาลจะมีคาสังให้ ่ มอบตัวเด็กนัน้ ให้แก่บดิ า มารดา หรือผูป้ กครองไป โดยวางข้อกาหนดให้บดิ า มารดา หรือผู้ปกครอง ระวังเด็กนัน้ ไม่ให้ก่อเหตุรา้ ยตลอดเวลาทีศ่ าลกาหนดซึง่ ต้องไม่เกินสามปีและกาหนดจานวนเงินตามที ่ ศาลเห็นสมควรซึง่ บิดา มารดา หรือผูป้ กครองจะต้องชาระต่อศาลไม่เกินครัง้ ละหนึง่ หมืน่ บาท ในเมือ่ เด็กนัน้ ก็เหตุรา้ ย ถ้าเด็กนัน้ อาศัยอยู่กบั บุคคลอืน่ นอกจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครองและศาลเห็นว่าไม่ สมควรจะเรียกบิดา มารดา หรือผู้ปกครองมาวางข้อกาหนดดังกล่าวข้างต้น ศาลจะเรียกตัวบุคคลที ่ เด็ก นัน้ อาศัยอยู่มาสอบถามว่ า จะยอมรับข้อ กาหนดทานองทีบ่ ญ ั ญัติไว้สาหรับบิดา มารดา หรือ ผูป้ กครองดังกล่าวมาข้างต้นหรือไม่ก็ได้ ถ้าบุคคลทีเ่ ด็กนัน้ อาศัยอยู่ยอมรับข้อกาหนดเช่นว่านัน้ ก็ให้ ศาลมีคาสังมอบตั ่ วเด็กให้แก่บุคคลนัน้ ไปโดยวางข้อกาหนดดังกล่าว (3) ในกรณีทศี ่ าลมอบตัวเก็กให้แก่บดิ า มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลทีเ่ ด็กนัน้ อาศัยอยู่ ตาม (๒) ศาลจะกาหนดเงือ่ นไขเพือ่ ควบคุมความประพฤติเด็กนัน้ เช่นเดียวกับทีบ่ ั ญญัตไิ ว้ในมาตรา ๕๖ ด้วยก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลแต่งตัง้ พนักงานคุมประพฤติหรือพนักงานอืน่ ใดเพือ่ คุมความ ประพฤติเด็กนัน้ (4) ถ้าเด็กนัน้ ไม่มบี ดิ า มารดา หรือผูป้ กครอง หรือมีแต่ศาลเห็นว่าไม่สามารถดูแลเด็กนัน้ ได้ หรือถ้าเด็กอาศัยอยู่กบั บุค คลอืน่ นอกจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง และบุคคลนัน้ ไม่ยอมรับ ข้อกาหนดดังกล่าวใน (๒) ศาลจะมีคาสังให้ ่ มอบตัวเด็กนัน้ ให้อยู่บุคคลหรือองค์การทีศ่ าลเห็นสมควร เพือ่ ดูแล อบรม และสังสอนตามระยะเวลาที ่ ศ่ าลกาหนดก็ได้ในเมือ่ บุคคลหรือองค์การนัน้ ยินยอม ใน กรณีเช่นว่านี้ ให้บุคคลหรือองค์การนัน้ มีอานาจเช่นผูป้ กครองเฉพาะเพือ่ ดูแลอบรม และสังสอน ่ รวม ตลอดถึงการกาหนดทีอ่ ยู่และการจัดให้เด็กมีงานทาตามสมควร หรือให้ดาเนินการคุม้ ครองสวัสดิภาพ เด็กตามกฎหมายว่าด้วยการนัน้ ก็ได้ หรือ (5) ส่ งตัว เด็ก นัน้ ไปยังโรงเรียน หรือ สถานฝึ กและอบรม หรือ สถานทีซ่ งึ ่ จัดตัง้ ขึ้นเพือ่ ฝึกอบรมเด็ก ตลอดระยะเวลาทีศ่ าลกาหนดแต่อย่าให้เกินกว่าทีเ่ ด็กนัน้ จะมีอายุครบสิบแปดปี คาสังของศาลดั ่ งกล่าวใน (๒) (๓) (๔) และ (๕) นัน้ ถาในขณะใดภายในระยะเวลาทีศ่ าล กาหนดไว้ ความปรากฏแก่ศาลโดยศาลรูเ้ อง หรือตามคาเสนอของผูม้ สี ่วนได้เสีย พนักงานอัยการ หรือ บุคคลหรือองค์การทีศ่ าลมอบตัวเด็กเพือ่ ดูแลอบรมและสังสอน ่ หรือเจ้าพนักงานว่าพฤติการณ์เกีย่ วกับ คาสังนั ่ น้ ได้เปลีย่ นแปลงไป ก็ให้ศาลมีอานาจเปลีย่ นแปลงแก้ไขคาสังนั ่ น้ หรือมีคาสังใหม่ ่ ตามอานาจ ในมาตรานี้ 14 ความเดิมในมาตรา 74 วรรคหนึ่ง ถูกยกเลิกและให้ใช้ขอ้ ความที่พิมพ์ไว้แทน โดยมาตรา 6 21) .

ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 36 กรณีบุคคลทีม่ อี ายุน้อยโดยมีอายุเกินกว่าสิบห้าปีแต่ตา่ กว่าสิบแปดปี หากกระทาความผิด ให้ศ าลพิจารณาถึงความรู้ผดิ ชอบของผู้กระทา ซึง่ ศาลมีอ านาจทีจ่ ะไม่พิพากษาลงโทษ โดยให้ใ ช้ วิธ ีก ารอืน่ แทนการลงโทษก็ไ ด้ หรือ หากศาลเห็นว่าควรพิพากษาลงโทษให้ล ดโทษมาตราส่ ว นที ่ กาหนดไว้สาหรับฐานความผิดนัน้ ลงกึง่ หนึง่ ดังเช่นทีบ่ ญ ั ญัตไิ ว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ข้ อสั งเกต กรณีเด็กทีก่ ระทาผิดมีอายุไม่ เกินสิ บปี และเด็กทีก่ ระทาผิดมีอายุกว่าสิ บปี แต่ ไม่ เกินสิ บห้ าปี การที่มกี ารแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอายุของผู้กระทาผิด ในมาตรา 73 และ ร 74 ะทอ งแนวคิดเกี่ยวกับการกาหนดความรับผิดทางอาญาในส่วนที่เด็กและเยาวชน รวมทัง้ บุคคลทีอ่ ายุไม่ถงึ 2 ป ระท ว ซึง่ ได้แสดงแนวคิดและเหตุผลในการแก้ไขกฎหมายไว้ ในหมายเหตุ โดยให้ค วามส าคัญ ในเรื่อ งภาวะทางร่า งกาย จิต ใจ อารมณ์ วุ ฒ ิภ าวะ และ พัฒนาการของเด็ก ซึ่งขึน้ อยู่กบั อายุของเด็กในช่วงอายุต่างๆ อันจะส่งผลต่อความคิดของเด็ก สติปญั ญาของเด็ก จริยธรรม ความรูส้ กึ ผิดชอบชัวดี ่ ของเด็ก ความสามารถหรือไม่สามารถใน การคาดการณ์ผลทีจ่ ะเกิดขึน้ จากการกระทาของตนได้ ดังนี้ “. 2 1 .” จะเห็นได้ว่าอายุของเด็กเป็ นปจั จัยสาคัญในการพิจารณาความรับผิดทางอาญาของเด็ก รวมทัง้ วิธกี ารทีจ่ ะนามาใช้กบั เด็กทีก่ ระทาผิด มาตรา 7515* ผูใ้ ดอายุกว่าสิบห้าปีแต่ตา่ กว่าสิบแปดปี กระทาการอันกฎหมายบัญญัตเิ ป็ น ความผิด ให้ศาลพิจารณาถึงความรูผ้ ดิ ชอบและสิง่ อืน่ ทัง้ ปวงเกีย่ วกับผูน้ นั ้ ในอันทีจ่ ะสมควรวินิจฉัยว่า สมควรทีจ่ ะพิพากษาลงโทษผูน้ นั ้ ด้วยหรือไม่ ถ้าศาลเห็นว่าไม่สมควรพิพากษาลงโทษก็ให้จดั การตาม มาตรา 74 หรือถ้าศาลเห็นว่าสมควรพิพากษาลงโทษ ก็ให้ลดโทษมาตราส่วนทีก่ าหนดไว้สาหรับ ความผิดลงกึง่ หนึง่ ข้อสังเกต กรณี เด็กที่กระทาผิดมีอายุกว่าสิ บห้าปี แต่ตา่ กว่าสิ บแปดปี 15 ความเดิมในมาตรา 75 ถูกยกเลิกและให้ใช้ขอ้ ความที่พิมพ์ไว้แทน โดยมาตรา 7 21) ....ศ.โดยการศึ กษาทางการแพทย์ แสดงให้ เห็ นว่ า เด็กที่ มีอายุระหว่ างเจ็ดปี ถึ งสิ บสองปี มีพัฒนาการด้ านความคิ ดสติปัญญาและจริ ยธรรมยังไม่ สมบูรณ์ ขาดความรู้ สึ กผิดชอบชั่วดี และไม่ สามารถคาดการณ์ ผลที่ จะเกิ ดขึน้ จากการกระทาของตนได้ ประกอบกับได้ มีการศึกษาสถิติในการ กระทาความผิดของเด็กช่ วงวัยต่ างๆ ปรากฏว่ า เด็กที่ มีอายุระหว่ างเจ็ดปี ถึงสิ บสองปี มีสถิติการ กระทาความผิดน้ อยหรื อไม่ มีเลย..

๑๙๖๖ ของ สหประชาชาติ แ ละพระราชบั ญ ญั ติ จั ด ตั้ ง ศาลเยาวชนและครอบครั ว และวิ ธี พิจารณาคดีเยาวชนและครอบครั ว พ. ๑๙๘๙ และกติกา ระหว่ างประเทศว่ าด้ วยสิ ทธิ ของพลเมืองและสิ ทธิ ทางการเมือง ค. ๒๕๓๔ ก็ได้ กาหนดเกณฑ์ อายุเด็กไว้ ที่ อายุตา่ กว่ าสิ บแปดปี สมควรแก้ ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อกาหนด เกณฑ์ อายุของเด็กในกรณี ที่เด็กกระทาความผิดอาญาให้ เหมาะสมและสอดคล้ อง กับกฎหมายของไทยและอนุสัญญาระหว่ างประเทศดังกล่ าว จึ งจาเป็ นต้ องตรา พระราชบัญญัตินี้ . ๒๕๒๖ กาหนดให้ ผ้ มู ีสัญชาติไทยต้ องทาบัตรประจาตัวประชาชนเมื่อมีอายุครบ สิ บห้ าปี บริ บูรณ์ มาตรา ๔๔ แห่ งพระราชบัญญัติค้ ุมครองแรงงาน พ.ศ..ศ. ๒๕๔๑ กาหนดห้ ามมิให้ นายจ้ างจ้ างเด็กอายุตา่ กว่ าสิ บห้ าปี เป็ นลูกจ้ าง และมาตรา ๑๗ แห่ งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่ งชาติ พ.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 37 การที่ม ีก ารแก้ไ ขกฎหมายเกี่ยวกับอายุของผู้กระทาผิด ใน ร 75 ะ ร 76 ะทอ งแนวคิดเกีย่ วกับการกาหนดความรับผิดทางอาญาในส่วนทีบ่ ุคคลทีอ่ ายุเกินกว่า 15 ปี แต่ต่ า หว่า 18 ปี ระท ว ซึง่ ได้แสดงแนวคิดและเหตุผลในการแก้ไขกฎหมายไว้ในหมายเหตุ โดย ให้ความสาคัญในเรื่องอายุกบั บทบาทหน้าที่ตามกฎหมาย คือ การทาบัตรประจาตัวประชาชนเมื่อมี อายุครบ 15 ปี บริบูรณ์ และการให้ความคุ้มครองสวัสดิภาพในการทางาน บทบาทหน้ าที่ในการ ประกอบอาชีพ คือ การทางาน ทางสังคมของบุคคล คือ การศึกษาเล่าเรียน “..นอกจากนีก้ ฎหมายของไทยหลายฉบับกาหนดเกณฑ์ อายุเด็กไว้ ที่อายุสิบ ห้ าปี เช่ น มาตรา ๕ แห่ งพระราชบัญญัติบัตรประจาตัวประชาชน พ.ศ.ศ. ๒๕๔๒ กาหนดให้ มีการศึกษาภาค บังคับจานวนเก้ าปี โดยให้ เด็กซึ่ งอายุย่างเข้ าปี ที่ เจ็ดเข้ าเรี ยนในสถานศึ กษาขั้น พื น้ ฐานจนอายุย่างเข้ าปี ที่ สิบหก แสดงให้ เห็ นว่ าเด็กอายุสิบห้ าปี กฎหมาย ยอมรั บว่ าเริ่ มก้ าวสู่ ความเป็ นผู้ใหญ่ มีความสามารถรั บผิดชอบได้ ประกอบ กับเด็ก ช่ วงอายุดัง กล่ าวยัง อยู่ในวัย เรี ยน สมควรได้ รับโอกาสเพื่ อบาบัดและ ปรั บเปลี่ยนพฤติ กรรมมากกว่ าจะมารั บโทษทางอาญา ในขณะเดี ยวกันอนุสัญญา ว่ าด้ วยสิ ทธิ เด็ก ค.ศ.ศ.

ศ.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 38 มาตรา 7616* ผูใ้ ดอายุตงั ้ แต่สบิ แปดปีแต่ยงั ไม่เกินยีส่ บิ ปี กระทาการอันกฎหมายบัญญัติ เป็ นความผิด ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดมาตราส่วนโทษทีก่ าหนดไว้สาหรับความผิดนัน้ ลงหนึง่ ในสาม หรือกึง่ หนึง่ ก็ได้ เหตุผลในการแก้ไขกฎหมายเกีย่ วกับอายุของเด็กทีก่ ระทาผิดและการดาเนินการ ต่ อเด็กทีก่ ระทาผิด เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัตฉิ บับนี้ ซึง่ มีสาระสาคัญเกี่ยวกับการแก้อายุ ของเด็ก ที่ก ระท าผิด และการด าเนิ น การต่ อ เด็ก ที่ก ระท าผิด ปรากฏตามหมายเหตุ ท้ า ย พระราชบัญ ญัติ แก้ไ ขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีใ ห้ใ ช้ผ ลบังคับตัง้ แต่ ว นั ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 (ประกาศในราชกิจจานุ เบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนที่ ๓๐ ก/หน้า ๑๙/๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑) หมายเหตุ : .ศ.ศ.เหตุผลในการประกาศใช้ พระราชบัญญัติฉบับนี ้ คื อ เนื่องจาก ปั จจุบันการกาหนดเกณฑ์ อายุของเด็กในกรณี ที่เด็กกระทาความผิดทางอาญายังไม่ เหมาะสม และยังไม่ สอดคล้ องกับเกณฑ์ อายุของเด็กที่ กาหนดในกฎหมาย หลายฉบับของไทย และอนุสัญญาว่ าด้ วยสิ ทธิ เด็ก ค. ๒๕๔๑ กาหนดห้ ามมิให้ นายจ้ างจ้ าง เด็กอายุตา่ กว่ าสิ บห้ าปี เป็ นลูกจ้ าง และมาตรา ๑๗ แห่ งพระราชบัญญัติการศึกษา 16 ความเดิมในมาตรา 76 ถูกยกเลิกและให้ใช้ขอ้ ความที่พิมพ์ไว้แทน โดยมาตรา 7 21) . ๒๕๒๖ กาหนดให้ ผ้ ูมีสัญชาติ ไทยต้ องทาบัตรประจาตัวประชาชนเมื่อมีอายุครบสิ บห้ าปี บริ บูรณ์ มาตรา ๔๔ แห่ งพระราชบัญญัติค้ ุมครองแรงงาน พ. ๑๙๖๖ ของ สหประชาชาติ ที่ประเทศไทยเข้ าเป็ นภาคี โดยการศึกษาทางการแพทย์ แสดงให้ เห็นว่ า เด็กที่ มีอายุระหว่ างเจ็ดปี ถึงสิ บสองปี มีพัฒนาการด้ านความคิ ด สติปัญญาและจริ ยธรรมยังไม่ สมบูรณ์ ขาดความรู้ สึ กผิดชอบชั่วดี และไม่ สามารถ คาดการณ์ ผลที่จะเกิดขึน้ จากการกระทาของตนได้ ประกอบกับได้ มีการศึกษาสถิติ ในการกระทาความผิดของเด็กช่ วงวัยต่ างๆ ปรากฏว่ า เด็กที่ มีอายุระหว่ างเจ็ดปี ถึงสิ บสองปี มีสถิติการกระทาความผิดน้ อยหรื อไม่ มีเลย นอกจากนีก้ ฎหมายของ ไทยหลายฉบับกาหนดเกณฑ์ อายุเด็กไว้ ที่อายุสิบห้ าปี เช่ น มาตรา ๕ แห่ ง พระราชบัญญัติบัตรประจาตัวประชาชน พ.ศ.๑๙๘๙ และกติการะหว่ าง ประเทศว่ า ด้ วยสิ ท ธิ ข องพลเมื องและสิ ทธิ ทางการเมื อง ค. 2 1 .ศ.

ความบกพร่องเรื่องความไม่ร้ขู ้อผิดถูก บางกรณีผู้กระทาไม่อาจรู้ข้อผิดถูกของการกระทานัน้ กฎหมายก็ไม่เอาผิดหรือยกเว้น โทษให้ดงั เช่นทีบ่ ญ ั ญติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 70 มาตรา 70 ผูใ้ ดกระทาตามคาสังของเจ้ ่ าพนักงาน แม้คาสังนั ่ น้ จะมิชอบด้วยกฎหมาย ถ้า ผูก้ ระทามีหน้าทีห่ รือเชือ่ โดยสุจริตว่ามีหน้าทีต่ ้องปฏิบตั ติ าม ผูน้ ัน้ ไม่ต้ องรับโทษ เว้นแต่จะรูว้ ่าคาสัง่ นัน้ เป็นคาสังที ่ ม่ ชิ อบด้วยกฎหมาย .ศ. ๒๕๔๒ กาหนดให้ มีการศึกษาภาคบังคับจานวนเก้ าปี โดยให้ เด็ก ซึ่ งอายุย่างเข้ าปี ที่ เจ็ดเข้ าเรี ยนในสถานศึ กษาขั้นพื น้ ฐานจนอายุย่างเข้ าปี ที่ สิบหก แสดงให้ เห็นว่ าเด็กอายุสิบห้ าปี กฎหมายยอมรั บว่ าเริ่ มก้ าวสู่ ความเป็ นผู้ใหญ่ มี ความสามารถรั บผิดชอบได้ ประกอบกับเด็กช่ วงอายุดังกล่ าวยังอยู่ในวัยเรี ยน สมควรได้ รับโอกาสเพื่ อบาบัดและปรั บเปลี่ ยนพฤติ กรรมมากกว่ าจะมารั บโทษ ทางอาญา ในขณะเดียวกันอนุสัญญาว่ าด้ วยสิ ทธิ เด็ก ค. ๒๕๓๔ ก็ได้ กาหนดเกณฑ์ อายุเด็กไว้ ที่ อายุตา่ กว่ าสิ บแปดปี สมควรแก้ ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อกาหนด เกณฑ์ อายุของเด็กในกรณี ที่เด็กกระทาความผิดอาญาให้ เหมาะสมและสอดคล้ อง กับกฎหมายของไทยและอนุสัญญาระหว่ างประเทศดังกล่ าว จึ งจาเป็ นต้ องตรา พระราชบัญญัตินี้ 2.ศ. ๑๙๘๙ และกติกา ระหว่ างประเทศว่ าด้ วยสิ ทธิ ของพลเมืองและสิ ทธิ ทางการเมือง ค. ความบกพร่องเรื่องจิ ตของผูก้ ระทา กรณีบุคคลผูก้ ระทาความผิดในขณะทีไ่ ม่รผู้ ดิ ชอบเพราะมีจติ บกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟนั ่ เฟือน กฎหมายจะไม่เอาโทษ หรือยกเว้นโทษให้แก่บุคคลนัน้ โดยมีแนวคิดว่าบุคคลผูก้ ระทาผิดทีม่ จี ติ ั ่ อน ไม่มคี วามรู้ผดิ ชอบในสิง่ ที่ตนกระทาลงไป เมื่อกระทากฎหมาย บกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟนเฟื บัญญัติเป็ นความผิดกฎหมายจึงไม่เอาโทษเพราะถือว่าไม่มคี วามชัวทางจิ ่ ต ดังเช่นที่บญ ั ญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 มาตรา 65 ผูใ้ ดกระทาความผิดในขณะไม่สามารถรูผ้ ดิ ชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ ั ่ อน ผูน้ นั ้ ไม่ตอ้ งรับโทษสาหรับความผิดนัน้ เพราะมีจติ บกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟนเฟื แต่ถ้าผู้กระทายังสามารถรูผ้ ดิ ชอบอยู่บา้ ง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นนั ้ ต้อง รับโทษสาหรับความผิดนัน้ แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าทีก่ ฎหมายกาหนดไว้สาหรับความผิดนัน้ เพียงใด ก็ได้ 3.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 39 แห่ งชาติ พ. ๑๙๖๖ ของ สหประชาชาติ แ ละพระราชบั ญ ญั ติ จั ด ตั้ ง ศาลเยาวชนและครอบครั ว และวิ ธี พิจารณาคดีเยาวชนและครอบครั ว พ.ศ.ศ.

127 รงเท ร (5) อภิรตั น์ เพ็ชรศิร ิ (2552) ทฤษฎีอาญา กรุงเทพมหานคร สานักพิมพ์วญ ิ ญูชน กิ จกรรม 2.2.3 กฎหมายอาญาพิจาณาเรือ่ งการกระทาความชัว่ โดยพิจารณาจากเงื่อนไขความ บกพร่องเรือ่ งใดบ้าง บันทึกคาตอบกิจกรรม 2.3 (โปรดตรวจคาตอบจากแนวตอบในแนวการศึกษาหน่ วยที่ 2 ตอนที่ 2.3) .ศ.2.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 40 (โปรดอ่านเนื้ อหาโดยละเอียดใน เ ข เ อง (2550) กฎหมายอาญาชัน้ สูง กรุงเทพมหานคร 2 ณ ร (2535) รงเท ร รร (3) แสวง บุญเฉลิมวิภาส (2551) หลักกฎหมายอาญา พิมพ์ครัง้ ที่ 5 กรุงเทพมหานคร (4) หยุด แสงอุทยั (2548) คาอธิ บายกฎหมายลักษณะอาญา ร.2.2 กิ จกรรม 2.

3 โครงสร้ างความผิดอาญาของระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ โปรดอ่านแผนการสอนประจาตอนที่ 2. อธิบายและวิเคราะห์ความหมายและองค์ประกอบของเจตนาร้าย (Mens Rea) ได้ .3 จบแล้ว นักศึกษาสามารถ 1. อธิบายและวิเคราะห์ความหมายและองค์ประกอบของการกระทาความผิด (Actus Reus) ได้ 2. ร ระท (Actus Reus) หมายถึง การ ระท ในสิง่ ทีก่ ฎหมายบัญญัตไิ ว้ ว่า เป็ นความผิด จุด เริ่มต้น ของการพิจ ารณาความรับ ผิดคือ จะต้อ งมีก ารกระท า เพราะกฎหมายอาญามุง่ ลงโทษสิง่ ทีเ่ ป็นการกระทา จะไม่ลงโทษสิง่ ทีเ่ ป็ นความคิด คา ว่า การกระทา (Actus) ตรงกับคาว่า Act หมายถึง การกระทา ส่วน Reus ตรงกับ คาว่า Wrong หมายถึง ความผิด การกระทา (Actus) ประกอบด้วยสาระสาคัญ 3 ประการ คือ อิร ิย าบท พฤติก ารณ์ ป ระกอบอิร ิย าบท และผลของอิร ิย าบทและ พฤติการณ์ประกอบอิรยิ าบทนัน้ ส่ ว นที่เ รีย กว่ า ความผิ ด (Reus) เป็ น การ พิจารณาว่าการกระทานั ้นมีกฎหมายบัญ ญัติว่าเป็ น “ความผิด” หรือ ไม่ ซึ่งในที่น้ี จะต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้าหากไม่มกี ฎหมายกาหนดว่าเป็ น ความผิด ก็ถือ ว่ าขาดองค์ประกอบของความผิด แล้ว การพิจารณาส่ ว นนี้ เ รียกว่ า Reus 2.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 41 ตอนที่ 2.3 แล้วจึงศึกษาสาระสังเขป พร้อมปฏิบตั กิ จิ กรรมในแต่ละเรือ่ ง หัวเรื่อง เรือ่ งที่ 2. เจตนาร้าย (Mens Rea) คือ สิง่ ทีบ่ ่งบอกสภาวะทีแ่ ท้จริงของจิตใจ อันเกี่ยวกับจิตใจทีช่ วั ่ ร้าย (evil mind) นอกจากนี้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ คาว่า เจตนาร้าย ครอบคลุมทัง้ ส่วนทีเ่ ป็น การกระทาโดยเจตนา ะ ทเป ร ระท ประ ท ร (Recklessness) วัตถุประสงค์ เมือ่ ศึกษาตอนที่ 2.3.1 การกระทาความผิด (Actus Reus) เรือ่ งที่ 2.2 เจตนาร้าย (Mens Rea) แนวคิด 1.3.

ในระบบคอมมอนลอว์ ความรับผิดทางอาญาตามระบบกฎหมายคอมมอนลอว์แบ่งการพิจารณาออกเป็ นสอง ส่วนคือ ส่วนที่เป็ นภววิสยั และส่วนที่เป็ นอัตตวิสยั การพิจารณาส่วนที่เป็ นภววิสยั หมายถึง การ พิจ ารณาส่ ว นที่เ ป็ น การกระท าของบุ ค คลซึ่งเข้า ข่ายเป็ น ร ระท ในสิ่งที่ กฎหมาย (Actus Reus) การพิจารณาส่วนทีเ่ ป็นอัตตวิสยั หมายถึงการพิจารณาส่วนทีเ่ ป็ นจิตในของบุคคลซึง่ ดูทก่ี ารมี เจตนาร้ายหรือจิตใจทีช่ วร้ ั ่ าย (Mens Rea) ทัง้ สองส่วนมีสาระสาคัญทีค่ วรพิจาณาดังนี้ 1.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 42 เรื่องที่ 2.3. ทา (Actus Reus) หมายถึง การ ระท ในสิง่ ทีก่ ฎหมายบัญญัติ ไว้ว่าเป็ นความผิด จุดเริม่ ต้นของการพิจารณาความรับผิดคือ จะต้องมีการกระทา เพราะกฎหมาย อาญามุง่ ลงโทษสิง่ ทีเ่ ป็นการกระทา จะไม่ลงโทษสิง่ ทีเ่ ป็นความคิด การกระทา Actus ตรงกับคาว่า Act หมายถึง การกระทา ส่วน Reus ตรงกับคาว่า Wrong หมายถึง ความผิด 1) การกระทา (Actus) ประกอบด้ว ยสาระสาคัญ 3 ประการ คือ อิรยิ าบท พฤติการณ์ประกอบอิรยิ าบท และผลของอิรยิ าบทและพฤติการณ์ประกอบอิรยิ าบทนัน้ (1) อิรยิ าบท (Origin movement) หมายถึง การเคลื่อนไหว หรือไม่ เคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายโดยรูส้ านึก ซึง่ เป็นการเคลื่อนไหวทีอ่ ยู่ภายใต้การบังคับของ จิตใจ หากเคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่รสู้ านึก เป็นการเคลื่อนไหวทีไ่ ม่อยูภ่ ายใต้การบังคับของจิตใจ (2) พฤติการณ์ประกอบอิรยิ าบท (Circumstance) การเคลื่อนไหว หรือไม่ เคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ขึน้ อยูก่ บั พฤติการณ์ขณะนัน้ .1 การกระทาความผิด สาระสังเขป 1. ความนา ความรับผิดทางอาญาตามระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ (Common Law) มีแนวคิดว่า การพิจารณาถึงเรื่องความรับผิดทางอาญาของบุคคล จะต้องพิจารณาควบคู่กนั ระหว่างส่วนที่เป็ น ภววิสยั (objective) ซึง่ เป็ นส่วนของการกระทา และส่วนทีเ่ ป็ นอัตตวิสยั (subjective) ซึง่ เป็ นส่วน ของจิตใจ ตามภ ทว่า “การกระทาจะไม่เป็ นความผิดถ้าไม่มเี จตนาร้า ย”ซึง่ เป็ นแนวคิดทีเ่ กิดขึน้ ในสมัยกลางทีศ่ าสนาคริสต์มอี ทิ ธิพลต่อกระบวนการยุตธิ รรมทางอาญา 2.

ผลที่สาเร็จในตัว ตัว อย่างเช่น ใส่ ความผู้อ่นื ต่อบุคคลที่สาม โดย ประการที่น่าจะทาให้ผู้อ่นื นัน้ เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิน่ หรือถูกเกลียดชัง ถือว่ากระทาความผิดฐาน หมิน่ ประมาทแล้ว ไม่ตอ้ งพิจารณาว่าผูท้ ไ่ี ด้ฟงั จะเชื่อหรือไม่กต็ าม ข. ผลทีต่ ้องอาศัยผลสุดท้ายทีจ่ ะเกิดขึน้ เป็ นสาคัญ เช่น ความผิดฐาน ฆ่าคนตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 อ องระ ง ท ประหารชีวติ จาคุก ตลอดชีวติ หรือจาคุกตัง้ แต่สบิ ห้าปีถงึ ยีส่ บิ ปี นอกจากจะต้องมีการกระทาครบองค์ประกอบความผิด และกระทาโดยเจตนาแล้ว ยังต้อ งปรากฏว่ามีค วามตายของผู้ถู กกระทาเกิดขึ้นเป็ นผลสุ ดท้า ย เสียก่อน จึงจะเป็นความผิดตามมาตรานี้ได้ 2) ความผิด (Reus) การพิจารณาเรื่องการกระทาตามทีก่ ล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ เป็ น การพิ จ ารณาเฉพาะส่ ว นที่ เ ป็ น Actus เท่ า นั ้น ซึ่ ง หมายถึ ง ร ร ร ระท ว่ า ร อง ประ อ ของ รอ ง ร อ เป ร ระท อย่างไรก็ดถี งึ แม้ว่าจะเป็ นการกระทาตาม Actus แล้ว แต่กย็ งั ต้องพิจารณาต่อไปอีกว่า การกระทานัน้ มีกฎหมายบัญญัตวิ ่าเป็น “ความผิด” หรือไม่ ซึง่ ในทีน่ ้ีจะต้องพิจารณาตามบทบัญญัติ ของกฎหมาย ถ้าหากไม่มกี ฎหมายกาหนดว่าเป็ นความผิด ก็ถอื ว่าขาดองค์ประกอบของความผิด แล้ว การพิจารณาส่วนนี้เรียกว่า Reus 2. เจตนาร้าย (Mens Rea) สาหรับระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ถอื ว่า Mens Rea คือ สิง่ ที่บ่งบอกสภาวะที่แท้จริงของจิตใจ อันเกี่ยวกับจิตใจที่ชวร้ ั ่ าย (evil mind) นอกจากนี้ระบบ กฎหมายคอมมอนลอว์ คาว่า เจตนาร้าย ครอบคลุมทัง้ ส่วนทีเ่ ป็ น การกระทาโดยเจตนา ะ ทเป ร ระท ประ ท ร (Recklessness) เป ขอ ร ศ า สต รา จ าร ย์ ท ง รร รร อ ง ง ร ของ ระท ส่วนผู้พพิ ากษา อ ของ mens rea ควรจะ ประกอบด้วยองค์ประกอบสองส่วนคือ ส่วนแรก ความประสงค์ท่จี ะกระทาการใด และส่วนที่สอง ความรูถ้ งึ ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด สาหรับความเห็นของนักกฎหมายที่เป็ นทีย่ อมรับกันในปจั จุบนั เห็นว่า เจตนาร้าย (mens rea) มีอยู่ในส่วนของการกระทาโดยเจตนา ะ ร ระท ประมาทโดยรูต้ วั (recklessness) ส่วนกรณีการประมาทธรรมดา (negligence) ยังมีขอ้ โต้เถียงกันว่าจะถือว่าผูก้ ระทา มีเจตนาร้าย (mens rea) หรือไม่ ในระบบกฎหมายซีวลิ ลอว์ คาว่า “เจตนา” (Vorrsatz) ตามกฎหมายเยอรมันวาง หลักการไว้ว่า การกระทาใดที่จะถือว่าผู้นัน้ กระทาโดยเจตนาจะต้องครบองค์ประกอบสองส่วนคือ .ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 43 (3) ผลของอิรยิ าบทและพฤติการณ์ประกอบอิรยิ าบทนัน้ เป็ นผลของการ กระทาทีเ่ กิดขึน้ ซึง่ แบ่งออกเป็น ก.

ยิงไปโดนนายดาทีศ่ รี ษะ (เป็ นเหตุให้ นายดาถึงแก่ความตาย) 2. ความสอดคล้องต้ องกันระหว่างการกระทาและผล (Concurrence) หมายถึง การพิจารณาว่าเจตนาทีม่ งุ่ ร้ายนัน้ มีความสอดคล้องต้องกันกับการกระทาหรือไม่ 4.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 44 ส่วนแรก การรูข้ อ้ เท็จจริงอันเป็ นองค์ประกอบความผิด และส่วนทีส่ อง การประสงค์ต่อผลหรือย่อม เล็งเห็นผลของการกระทานัน้ ส่วนคาว่า “ประมาท” (Fahrlassigkeit) ในระบบกฎหมายซีวลิ ลอว์โดยเฉพาะใน ระบบกฎหมายของเยอรมัน จะมีการแยกความหมายของการกระทาโดยเจตนาออกจากการกระทา โ ด ย ป ร ะ ม า ท อ ย่ า ง ชั ด เ จ น แ ล ะ ยั ง มี ก า ร แ ย ก ก า ร ก ร ะ ท า โ ด ย ป ร ะ ม า ท อ อ ก เ ป็ น ร ระท ประ ท ร และ ร ระท ประ ท ไม่ร ร ระท ประ ท ร (bewusste Fahrlassigkeit) หมายถึง การทีผ่ กู้ ระทา รูต้ วั ว่าผลของการกระทานัน้ อาจจะเกิดขึน้ ได้ แต่ตนเองไปเชื่อว่าผลคงจะไม่เกิด จึงเป็นการประมาท ส่วน ร ระท ประ ท ไม่ร (unbewusste Fahrlassigkeit) หมายถึง กรณีท่ี ผูก้ ระทาไม่รเู้ ลยว่าผลนัน้ จะเกิดขึน้ แต่กระทาไปโดยขาดความระมัดระวังตามปกติ 3. ยิงไปโดนนายดา ทีศ่ รี ษะ เป็นเหตุให้นายดาถึงแก่ความตาย) 3. โครงสร้ างความรับผิดทางอาญาตามระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ นอกจากการแยกองค์ประกอบความรับผิดทางอาญาออกเป็ นสองส่วนคือส่วนทีเ่ ป็ นการ กระทาและส่วนที่เป็ นเรื่องของจิตใจทีช่ วร้ ั ่ ายดังทีก่ ล่าวมาแล้ว ตามระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ได้ วางหลักการเกีย่ วกับความรับผิดทางอาญาทีเ่ ป็นหัวใจสาคัญของโครงสร้างความรับผิดทางอาญา ไว้ 5 ประการ คือ ร ระท จิตใจทีช่ วร้ ั ่ าย ความสอดคล้องต้องกันระหว่างการกระทาและผล ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทากับผล และผลร้ายทีเ่ กิดขึน้ 17 (Actus Reus) หมายถึง การกระทาความผิดตามทีก่ ฎหมาย บัญญัติ ตัวอย่างเช่น นายแดงใช้ปืนขนาด 11 ม.ม.ม. จิ ตใจทีช่ วร้ ั ่ าย (Mens Rea) หมายถึง เจตนาของผูก้ ระทาทีม่ งุ่ ร้าย ตัวอย่างเช่น นายแดงมีเจตนาฆ่านายดา (จึงใช้ปืนขนาด 11 ม. ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทากับผล (Causation) หมายถึง การพิจารณา ความเป็นเหตุเป็นผลระหว่างการกระทาและผลของการกระทา โดยต้องพิจารณาว่าการกระทานัน้ มี ความเกี่ยวโยงกับผลของการกระทาหรือไม่อย่างไร ผลของการกระทาที่เกิดขึน้ เป็ นผลมาจากการ 17 กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ คาบรรยายประกอบวิชากฎหมายอาญาชั้นสูง ภาค 1/2538 หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง 2538 .

ผลร้ายทีเ่ กิ ดขึ้น (Harm) หมายถึง ผลร้ายทีเ่ กิดขึน้ อันเป็นผลมาจากการกระทาและ เจตนาร้ายนัน้ ตามกรณีตวั อย่างข้างต้น ความตายของนายดาคือผลร้ายทีเ่ กิดขึน้ 4. ยิงไปโดนนายดา ทีศ่ รี ษะนายดาถึงแก่ความตาย ตัวอย่างอีกกรณีหนึ่ง นายแดงมีเจตนาฆ่านายดา จึงใช้ปืนยิงไปโดนนายดาที่ขา ได้รบั บาดเจ็บ แต่นายดาไม่รกั ษาแผลให้ดกี ลายเป็นบาดทะยักและถึงแก่ความตาย ทัง้ สองกรณีมสี ่วนที่เหมือนกันคือ มีเจตนาร้ายของผูก้ ระทา มีการกระทา มีผลร้าย จากการกระทาเกิดขึน้ คือความตายของนายดา แต่กม็ สี ่วนทีแ่ ตกต่างกันที่ต้องพิจารณาคือ ผลร้าย หรือผลของการกระทาทีเ่ กิดขึน้ คือความตายของนายดานัน้ มีความสัมพันธ์กบั การกระทาเพียงใด มี ความใกล้ชดิ ต่อผลเพียงใด 5. ข้ อสั งเกต การพิจารณาความรับผิดทางอาญาในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์มขี อ้ สังเกตดังนี้ 1.ม.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 45 กระทานัน้ หรือไม่ เป็ นผลโดยตรง หรือผลโดยอ้อม ตัว Causation เปรีบเทียบได้กบั สะพานเชื่อม ระหว่างการกระทาและผล ตัวอย่างเช่น นายแดงมีเจตนาฆ่านายดา จึงใช้ปืนขนาด 11 ม. การกระทา (Actus Reus) ตามหลักการพิจารณาความรับผิดทางอาญาในระบบ กฎหมายคอมมอนลอว์นัน้ จะเริม่ จากการพิจารณาส่วนที่เป็ นการกระทาความคิดเสียก่อน ว่าการ กระทานัน้ เข้าข่ายเป็นการกระทาสิง่ ทีผ่ ดิ กฎหมายหรือไม่ หากพิจารณาได้ว่าการกระทานัน้ เป็ นการ กระทาที่ผดิ กฎหมายแล้ว จึงจะไปพิจารณาในขัน้ ต่อไปว่าผู้กระทากระทาลงไปโดยมีจติ ใจทีช่ วร้ ั ่ าย หรือไม่ แต่หากกรณีปรากฏว่า เมื่อ ได้พจิ ารณาการกระทาในส่วนแรกแล้วพบว่า ไม่เป็ นความผิด หรือไม่ครบองค์ประกอบความผิดในส่วน Actus Reus แล้ว ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์จะไม่ไป พิจารณาส่วนทีส่ องคือเรื่องจิตใจอีกต่อไป แม้ว่าผูก้ ระทาจะมีความพยายามที่จะกระทาความผิดให้ สาเร็จก็ตามเพราะถือว่าเมื่อการกระทานัน้ ไม่เป็ นความผิดแล้ว การพยายามกระทาความผิดจึงมี ไม่ได้ 2. (Mens Rea) ในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์หมายถึง สิง่ ทีบ่ ่งบอกถึง สภาวะจิตใจทีช่ วร้ ั ่ ายของผู้กระทา ซึ่งประกอบด้วยสองส่วนคือ การกระทาโดยเจตนา (intention) และการกระทาโดยประมาทโดยรูต้ วั (recklessness) ส่วนเจตนาร้ายในระบบกฎหมายซีวลิ ลอว์ โดยเฉพาะกฎหมายของประเทศเยอรมัน ค าว่ า “เจตนา” จะประกอบด้ว ยสองส่ ว นคือ การรู้ ข้อเท็จจริงอันเป็ นองค์ประกอบของความผิด และส่วนประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลแห่งการ กระท านั ้น แต่ ค าว่ า “ประมาท” (Bewusste Fahrlassigkeit) แบ่ ง ออกเป็ น 2 ร อ รประ ท ร F h ะ ประ ท ร (Unbewusste Fahrlassigkeit) .

3 กิ จกรรม 2.3.1 ท่านเข้าใจหลัก ร ระท (Actus Reus) อย่างไร จงอธิบาย บันทึกคาตอบกิจกรรม 2.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 46 เมื่อเทียบกับระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ “การกระทาโดยประมาทโดยรูต้ วั ” (recklessness) จะท เยบได้กบั คาว่า “ประมาท” (Bewusste Fahrlassigkeit) ในระบบกฎหมายซีวลิ ลอว์ (โปรดอ่านเนื้ อหาโดยละเอียดใน (1) กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ (2538) คาอธิ บายประกอบวิ ชากฎหมายอาญาชัน้ สูง กรุงทพมหานคร หลักสูตรนิตศิ าสตรมหาบัณฑิต คณะนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง (2) เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ ์ (2549) คาอธิ บายกฎหมายอาญา ภาค 1 รงท 9 3 กรุงเทพมหานคร ศูนย์หนังสือเนติบณ ั ฑิตย์สภา เ ข เ อง (2550) กฎหมายอาญาชัน้ สูง กรุงเทพมหานคร 4 ณ ร (2535) รงเท ร รร (5) แสวง บุญเฉลิมวิภาส (2551) หลักกฎหมายอาญา พิมพ์ครัง้ ที่ 5 กรุงเทพมหานคร กิ จกรรม 2.3.1 (โปรดตรวจคาตอบจากแนวตอบในแนวการศึกษาหน่ วยที่ 2 ตอนที่ 2.3.1) .

4.2 ท่านเข้าใจหลักเจตนาร้าย (Mens Rea) อย่างไร จงอธิบาย บันทึกคาตอบกิจกรรม 2.ศ.3.3.3 กิ จกรรม 2.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 47 เรื่องที่ 2.3.2 เจตนาร้ าย (Mens Rea) สาระสังเขป เจตนาร้าย (Mens Rea) สาหรับระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ถอื ว่า Mens Rea คือสิง่ ที่ บ่งบอกสภาวะที่แท้จริงของจิตใจ อันเกี่ยวกับจิตใจที่ชวร้ ั ่ าย (evil mind) นอกจากนี้ระบบ กฎหมายคอมมอนลอว์ ค าว่ า เจตนาร้า ย ครอบคลุ ม ทัง้ ส่ ว นที่เ ป็ น การกระท าโดยเจตนา ะ ทเป ร ระท ประ ท ร (Recklessness) (โปรดอ่านเนื้ อหาโดยละเอียดใน เ ข เ อง (2550) กฎหมายอาญาชัน้ สูง กรุงเทพมหานคร 2 ณ ร (2535) รงเท ร รร (3) แสวง บุญเฉลิมวิภาส (2551) หลักกฎหมายอาญา พิมพ์ครัง้ ที่ 5 กรุงเทพมหานคร (4) หยุด แสงอุทยั (2548) คาอธิ บายกฎหมายลักษณะอาญา ร.2) .2 (โปรดตรวจคาตอบจากแนวตอบในแนวการศึกษาหน่ วยที่ 2 ตอนที่ 2. 127 รงเท ร (5) อภิรตั น์ เพ็ชรศิร ิ (2552) ทฤษฎีอาญา กรุงเทพมหานคร สานักพิมพ์วญ ิ ญูชน กิ จกรรม 2.

ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 48 แนวตอบกิจกรรมหน่ วยที่ 2 ทฤษฎีความรับผิดทางอาญา ตอนที่ 2.1 ความผิดอาญา แนวตอบกิจกรรม 2.2 ความผิดอาญาในแง่ของกฎหมายแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ ความผิดแบบที่ เรียกว่า “มาลาอินเซ” (mala in se) ความผิดแบบทีเ่ รียกว่า “มาลาโพรฮิบติ า้ ” (mala prohibita) ความผิ ดในตัวเอง (mala in se) การกระทาความผิดบางประเภท แม้ว่าจะ เกิดขึ้นในต่างพื้นที่ ต่างเวลา แต่มนุ ษย์มกั เห็นว่าการกระทานัน้ เป็ นความผิด เพราะมนุ ษย์ม ี มโนธรรมที่จ ะคิดได้ว่ าสิ่ง นัน้ เป็ นความผิด ซึ่งโดยทัว่ ไปแล้ว มโนธรรมที่ว่ านัน้ มัก ตัง้ อยู่บ น พืน้ ฐานของหลักศีลธรรม การกระทาที่เป็ นความผิดเช่นนี้เรียกว่า “มาลาอินเซ” (mala in se) ความหมายตามตัว อัก ษรหมายถึง “สิง่ ทีเ่ ป็ น ความชัว่ ร้า ยในตัว เอง” (evil in itself) ร ระท เ เ อ ระท ข ง ะ อ เป ร อความรูส้ กึ ทางศีลธรรมของ คนใน ง เพราะเหตุว่าสังคมถือว่าสิง่ นัน้ เป็นความชัวร้ ่ ายและเป็นความผิด ความผิ ดเพราะกฎหมายห้ าม (mala prohibita) การกระทาความผิดอีก ประเภทหนึ่ง คือ การกระทาที่เรียกว่า “มาลาโพรฮิบติ ้า” (mala prohibita) ความหมายตาม ตัว อัก ษรหมายถึง การกระทาความชัวเพราะสิ ่ ง่ นัน้ สังคมห้ามไม่ใ ห้กระทา (evil because prohibited) ความผิดเช่นนี้ไม่สามารถมองเห็นหรือรูส้ กึ ว่าเป็ นความชัวร้ ่ ายในตัวเอง แต่ท่เี ป็ น ความผิดก็เพราะกระทาในสิง่ ทีก่ ฎหมายห้าม .1 การก าหนดการกระท าใดว่ า ควรเป็ น ความผิด อาญา และรัฐ น ามาบัญ ญัติเ ป็ น กฎหมายอาญาเพื่อคุม้ ครองป้องกันสังคม รัฐอาศัยหลักการป้องกันภยันตรายต่อผูอ้ ่นื (harm to others) มาใช้ในสนับสนุนการบัญญัตกิ ฎหมายอาญา แนวตอบกิจกรรม 2.1.1.

การกระทาอย่ างไรจึงจะควรกาหนดเป็ นความผิดอาญา เฮอร์เบิ รต์ แอล แพ็กเกอร์ (Herbert L.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 49 แนวตอบกิจกรรม 2.1 การพิจารณาโครงสร้างความผิดอาญาในเรื่ององค์ประกอบต่างๆ ทีเ่ ป็ นสาระสาคัญของ กฎหมายในความผิดแต่ละฐานความผิด ซึง่ แต่ละฐานความผิดนัน้ จะประกอบด้วยสาระสาคัญต่าง ๆ ทีห่ ากผูก้ ระทาได้กระการครบถ้วนตามนัน้ แล้วจะถือว่าครบองค์ประกอบความผิด องค์ป ระกอบความผิด องค์ประกอบภายใน แบ่ ง ออกเป็ น สองส่ ว นคือ องค์ป ระกอบภายนอกและ 1.1. Packer) นักกฎหมายคนสาคัญ ได้ อธิบายหลักการการพิจารณาว่าการกระทาใดควรจะเป็ นความผิดอาญาหรือไม่ ไว้ในหนังสือชื่อ “The Limits of the Criminal Sanction” โดยวางหลักการไว้ 6 ประ ร ดังนี้คอื 1) การกระทานัน้ เป็ นที่เห็นได้ชดั ในหมู่ชนส่ วนมากว่า เป็ นการกระทาที่ กระทบกระเทือนต่อสังคม และหมูช่ นส่วนมากมิได้ให้อภัยแก่การกระทาเช่นนัน้ 2) ถ้ า การกระท าดัง กล่ า วเป็ น ความผิ ด อาญาแล้ ว จะไม่ ข ัด แย้ ง กั บ วัตถุประสงค์ของการลงโทษประการต่างๆ 3) การปราบปรามการกระทาเช่นนัน้ กล่าวคือ การถือว่าการกระทานัน้ เป็ น ความผิดทางอาญา จะไม่มผี ลเป็นการลดการกระทาทีส่ งั คมเห็นว่าถูกต้องให้น้อยลงไป 4) หากเป็ นความผิดอาญาแล้ว จะมีการใช้บงั คับกฎหมายอย่างเสมอภาค และเท่าเทียมกัน 5) การใช้กระบวนการยุตธิ รรมทางอาญากับการกระทาดังกล่าวจะไม่มผี ล ทาให้เกิดการใช้กระบวนการนัน้ อย่างเกินขีดความสามารถทัง้ ทางด้านคุณภาพและปริมาณ 6) ไม่ม ีม าตรการควบคุ ม อย่า งสมเหตุ ส มผลอื่นๆ แล้ว นอกจากการใช้ กฎหมายอาญากับกรณีทเ่ี กิดขึน้ ตอนที่ 2.2. องค์ประกอบภายนอก เป็ นการพิจารณาเกี่ยวกับตัวผูก้ ระทา ผลของการกระทา กรรมของการกระทา และความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาและผลของการกระทา 2.2 โครงสร้ างความรับผิดอาญาตามกฎหมายซีวลิ ล์ลอว์ แนวตอบกิจกรรม 2. องค์ประกอบภายใน เป็นการพิจารณาเกีย่ วกับเจตนาของผูก้ ระทา ประกอบด้วย .3 1.

3.1 ทา (Actus Reus) หมายถึง การ ระท ในสิง่ ทีก่ ฎหมายบัญญัตไิ ว้ ว่าเป็ นความผิด จุดเริม่ ต้นของการพิจารณาความรับผิดคือ จะต้องมีการกระทา เพราะกฎหมาย อาญามุง่ ลงโทษสิง่ ทีเ่ ป็นการกระทา จะไม่ลงโทษสิง่ ทีเ่ ป็นความคิด การกระทา (Actus) ตรงกับคาว่า Act หมายถึง การกระทา ส่วน Reus ตรงกับคาว่า Wrong หมายถึง ความผิด 1) การกระทา (Actus) ประกอบด้ว ยสาระสาคัญ 3 ประการ คือ อิร ิยาบท พฤติการณ์ประกอบอิรยิ าบท และผลของอิรยิ าบทและพฤติการณ์ประกอบอิรยิ าบทนัน้ 2) ความผิด (Reus) ถึงแม้ว่าจะเป็ นการกระทาตาม Actus แล้ว แต่กย็ งั ต้อง พิจารณาต่อไปอีกว่าการกระทานัน้ มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็ น “ความผิด” หรือไม่ ซึ่งในที่น้ีจะต้อง พิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้าหากไม่มกี ฎหมายกาหนดว่าเป็ นความผิด ก็ถือว่าขาด องค์ประกอบของความผิด การพิจารณาส่วนนี้เรียกว่า Reus .2 เหตุทท่ี าให้การกระทานัน้ ไม่เป็ นความผิด แบ่งออกเป็น 3 เรือ่ ง คือ 1) จารีตประเพณี 2) ความยินยอมของผูถ้ ูกกระทา 3) กรณีทม่ี บี ทบัญญัตขิ องกฎหมายให้อานาจไว้ แนวตอบกิจกรรม 2.2.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 50 (1) เจตนา (เจตนาธรรมดา คือ ประสงค์ต่อผล หรือเล็งเห็นผล) (2) เจตนาพิเศษ คือ โดยทุจริต แนวตอบกิจกรรม 2.3 โครงสร้ างความรับผิดอาญาตามกฎหมายคอมมอนลอว์ แนวตอบกิจกรรม 2.3 การพิจารณาถึงตัวผู้กระทาจะพิจารณาว่าบุคคลนัน้ ได้กระทาลงไปโดยมีความรูผ้ ดิ ชอบ หรือไม่ หรือสิง่ ที่เขากระทาลงไปเป็ นสิ่งที่สงั คมจะตาหนิได้หรือไม่ หากสิง่ ที่เขากระทาลงไปเกิดจาก ความไม่รผู้ ดิ ชอบ กฎหมายจะยกเว้นโทษให้ โดยถือว่าบุคคลนัน้ ไม่มคี วามชัว่ (Schuld) ความไม่รผู้ ดิ ชอบของบุคคลเกิดขึน้ จากความบกพร่อง ซึง่ เงือ่ นไขความบกพร่อง มีอย่าวน้อย เรือ่ ง 1) ความบกพร่องเรือ่ งอายุ 2) ความบกพร่องเรือ่ งจิตของผูก้ ระทา 3) ความบกพร่องเรือ่ งความไม่รขู้ อ้ ผิดถูก ตอนที่ 2.2.

2 เจตนาร้าย (Mens Rea) สาหรับระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ถอื ว่า Mens Rea คือสิง่ ที่ บ่งบอกสภาวะที่แท้จริงของจิตใจ อันเกี่ยวกับจิตใจที่ชวร้ ั ่ า ย (evil mind) คาว่า เจตนาร้าย ค ร อ บ ค ลุ ม ทั ้ง ส่ ว น ที่ เ ป็ น ก า ร ก ร ะ ท า โ ด ย เ จ ต น า ะ ทเป ร ระท ประ ท ร (Recklessness) .ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 51 แนวตอบกิจกรรม 2.3.

จงอธิบายโครงสร้างความรับผิดทางอาญาของระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ | 52 .ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา แบบประเมินผลตนเองหลังเรียน วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรูข้ องนักศึกษาเกีย่ วกับเรือ่ ง “ทฤษฎีความรับผิดทางอาญา” คาแนะนา อ่านคาถามต่อไปนี้ แล้วเขียนคาตอบลงในช่องว่างทีก่ าหนดให้ นักศึกษามีเวลาทาแบบประเมินผลตนเองชุดนี้ 30 นาที 1. จงอธิบายโครงสร้างความรับผิดทางอาญาของระบบกฎหมายซีวลิ ลอว์ 3. จงอธิบายหลักการกาหนดความผิดอาญาตามแนวคิดของจอห์น สจ๊วต มิลล์ 2.

หลักการกาหนดความรับผิดทางอาญาตามแนวคิ ดของจอห์น สจ๊วต มิ ลล์ อ ถือเอาหลักการป้องกันภัยทีจ่ ะเกิดขึน้ แก่บุคคลอื่น เป็ นหลักใน การพิจารณาว่ารัฐควรจะกาหนดกฎหมายอาญามาบังคับควบคุมการกระทานัน้ หรือไม่เพียงใด การมีก ฎหมายอาญามีไ ว้เ พื่อ เป็ น การป้อ งกัน การกระท าที่อ าจเป็ น “ภยันตรายต่ อ ผู้อื น่ ” (harm to others) และใช้เป ร ร การกระทาลักษณะอย่างไรควรเป็ น ความผิดอาญา มีขอ้ สังเกตว่า หากเราจะถือเอาหลักการเป็นภยันตรายต่อผูอ้ ่นื เท่ากับว่าเราปฏิเสธ หลัก “ความยินยอมไม่ยกเว้นความผิด ” เพราะหากเราถือว่าผู้ถูกกระทาผิดยินยอมการกระทา ของผูก้ ระทาก็ไม่เป็ นภัยต่อผูถ้ ูกกระทาผิดอีกต่อไป อย่างไรก็ดี แต่การทีเ่ ราจะถือว่าการกระทา ที่ได้รบั ความยินยอมนัน้ ไม่เป็ นความผิด จะถู กต้อ งหรือ ไม่ ซึ่งเป็ นปญั หาที่นักกฎหมายต้อ ง พิจารณาต่อไป สรุป ได้ว่า ในการก าหนดการกระท าใดว่ าควรเป็ น ความผิด อาญา และรัฐน ามา บัญญัตเิ ป็ นกฎหมายอาญาเพื่อคุ้มครองป้องกันสังคม รัฐอาศัยหลักการป้องกันภยันตรายต่ อ ผูอ้ ่นื (harm to others) มาใช้ในสนับสนุนการบัญญัตกิ ฎหมายอาญา 2. โครงสร้าง ตาม ลอว์ การพิจารณาความรับผิดทางอาญาตามกฎหมายระบบซีวลิ ลอว์ ตามแนวคิดของ สานักกฎหมายในยุโรปเห็นว่า กฎหมายอาญาเป็ นกฎหมายที่ว่าด้วยการลงโทษการกระทาผิด ของบุคคลในสังคม จึงต้องพิจารณาถึงตัวผู้กระทาและการกระทาของบุคคลนัน้ โดยมีลาดับ ขัน้ ตอนการพิจารณาตามลาดับคือ (1) องค์ประกอบของความผิ ด เริม่ ต้นจากการพิจารณาว่าการกระทาของบุคคล นัน้ ครบตามองค์ประกอบของความผิดของความผิดฐานนัน้ หรือไม่ (2) ความผิ ดกฎหมาย (Rechtswidrigkeit) ต่อจากนัน้ จึงพิจารณาว่าการกระทา นัน้ ผิดกฎหมายหรือไม่ หรือเป็นความผิดกฎหมายหรือไม่ .ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 53 เฉลยแบบประเมินผลตนเองหน่ วยที่ 2 ก่ อนเรียนและหลังเรียน 1.

(Mens Rea) ในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์หมายถึง สิง่ ทีบ่ ่งบอกถึง สภาวะจิตใจทีช่ วร้ ั ่ ายของผู้กระทา ซึ่งประกอบด้วยสองส่วนคือ การกระทาโดยเจตนา (intention) และการกระทาโดยประมาทโดยรูต้ วั (recklessness) ส่วนเจตนาร้ายในระบบกฎหมายซีวลิ ลอว์ โดยเฉพาะกฎหมายของประเทศเยอรมัน ค าว่ า “เจตนา” จะประกอบด้ว ยสองส่ ว นคือ การรู้ ข้อเท็จจริงอันเป็ นองค์ป ระกอบของความผิด และส่วนประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลแห่งการ กระท านั ้น แต่ ค าว่ า “ประมาท” (Bewusste Fahrlassigkeit) แบ่ ง ออกเป็ น 2 ร อ รประ ท ร F h ะ ประ ท ร (Unbewusste Fahrlassigkeit) เมื่อเทียบกับระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ “การกระทาโดยประมาทโดยรูต้ วั ” (recklessness) จะท เยบได้กบั คาว่า “ประมาท” (Bewusste Fahrlassigkeit) ในระบบกฎหมายซีวลิ ลอว์ . การกระทา (Actus Reus) ตามหลักการพิจารณาความรับผิดทางอาญาในระบบ กฎหมายคอมมอนลอว์นัน้ จะเริม่ จากการพิจารณาส่วนที่เป็ นการกระทาความคิดเสียก่อน ว่าการ กระทานัน้ เข้าข่ายเป็นการกระทาสิง่ ทีผ่ ดิ กฎหมายหรือไม่ หากพิจารณาได้ว่าการกระทานัน้ เป็ นการ กระทาที่ผดิ กฎหมายแล้ว จึงจะไปพิจารณาในขัน้ ต่อไปว่าผู้กระทากระทาลงไปโดยมีจติ ใจทีช่ วร้ ั ่ าย หรือไม่ แต่หากกรณีปรากฏว่า เมื่อได้พจิ ารณาการกระทาในส่วนแรกแล้วพบว่า ไม่เป็ นความผิด หรือไม่ครบองค์ประกอบความผิดในส่วน Actus Reus แล้ว ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์จะไม่ไป พิจารณาส่วนทีส่ องคือเรื่องจิตใจอีกต่อไป แม้ว่าผูก้ ระทาจะมีความพยายามที่จะกระทาความผิดให้ สาเร็จก็ตามเพราะถือว่าเมื่อการกระทานัน้ ไม่เป็ นความผิดแล้ว การพยายามกระทาความผิดจึงมี ไม่ได้ 2.ทฤษฎีความรั บผิดทางอาญา | 54 (3) ความชัว่ (Schuld) ตามด้วยการพิจารณาถึงความรูผ้ ดิ ชอบชัวดี ่ ของบุคคล ผูก้ ระทา เรียกว่าเป็นการพิจารณาถึงส่วนทีเ่ รียกว่า “ความชัว”่ h ของ ระท 3. โครงสร้าง ตาม คอมมอนลอว์ การพิจารณาความรับผิดทางอาญาในระบบกฎหมายคอมมอนลอว์มดี งั นี้ 1.