You are on page 1of 16

สาระน่ารู้เก่ียวกับพระอภิธรรม

เรียบเรียงโดย นายวิศิษฐ์ ชัยสุวรรณ
คำานำา
เม่ ือกล่าวถึง คำาว่า พระอภิธรรม ก็มักจะถูกถามเสมอว่า พระอภิธรรมคืออะไร พระ
อภิธรรมเรียนเก่ียวกับอะไร ใครเป็ นผู้แต่งพระอภิธรรมเรียนพระอภิธรรมแล้วได้ประโยชน์อะไร
คนส่วนใหญ่ จะเข้าใจแต่เพียงว่าพระอภิธรรมเป็ นบทสวดในงานศพ ท่ีไม่ค่อยจะมีใครฟั งรูเ้ ร่ ือง
แม้แต่พระผู้สวดเองส่วนใหญ่ก็ไม่รค ู้ วาหมาย
พระอภิธรรม เป็ นวิชาการชัน ้ สูงท่ีมีเน้อื หาเก่ียวกับปรมัตถธรรม ๔ ประการ อันได้แก่ จิต
เจตสิก รูป และนิพพาน พระอภิธรรมเปรียบเสมือนแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา มีเน้ือหาสุขุม
ลุ่มลึกอันนำาไปสู่ความรูค ้ วามเข้าใจในเร่ ืองธรรมชาติของชีวิต เร่ ืองของกรรมและการส่งผลของ
กรรม เร่ ือง ภพภูมิต่าง ๆ เร่ ืองของการเวียนว่ายตายเกิด และเร่ ืองของการปฏิบัตเิ พ่ ือให้พ้นจาก
การเวียนว่ายตายเกิด ซ่ึงเป็ นจุดหมายอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา
วิชาการทัง้หลายทางโลกท่ีเราได้เคยเรียน เคยฟั งและเคยอ่านกันมา มิใช่แต่เพียงในภพนี้
เท่านัน้ ในภพก่อน ๆ ท่ีเราเวียนว่ายตายเกิดกันมาจนนับไม่ถ้วนนัน ้ เราก็คงได้เคยเรียน เคยฟั ง
และเคยอ่านกันมามากแล้ว แต่ก็ไม่เห็นว่าจะทำาให้เราพ้นจากความทุกข์ พ้นจากความลำาบาก หรือ
พ้นจากกิเลสไปได้เลย น่ีก็แสดงให้เห็นว่าวิชาการต่าง ๆ เหล่านัน ้ ไม่ได้ทำาให้เราเกิดปั ญญาอันถูก
ต้องอย่างแท้จริง แต่เป็ นเพียงแค่ความรูท ้ างโลกเพ่ ือใช้ในการดำารงชีพไปภพหน่ึง ชาติหน่ึงเท่านัน ้
เอง
เพ่ ือให้เกิดความรู้และความเข้าใจในเบ้อ ื งต้นเก่ียวกับประวัติความเป็ นมาและเน้ือหาของ
พระอภิธรรม อันจะนำาไปสู่การศึกษาท่ีละเอียดลึกซึ้งและการปฏิบัติเพ่ ือให้เกิดปั ญญารู้แจ้งใน
สภาวธรรมตามความเป็ นจริงต่อไป ข้าพเจ้า จึงได้รวบรวมและเรียบเรียง สาระน่ารู้เก่ียวกับพระ
อภิธรรม เล่มนีข้ึ้น
บุญกุศลอันเกิดขึ้นจากการรวบรวมและเรียบเรียงจนสำาเร็จเป็ นหนังสือเล่มนี ข้้าพเจ้าขอ
บูชา แด่พระรัตนตรัย พระอรรถกถาจารย์ และปรมาจารย์ทัง้หลายท่ีได้สืบสานมรดกธรรมอัน
ล้ำาค่านีไ้ว้ จนตกทอดมาถึงปั จจุบัน
และขอความสันติสุข ความเป็ นผู้มป ี ั ญญารู้แจ้งในหลักธรรมคำาสอนขององค์สมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า จงบังเกิดแก่สรรพสัตว์ทัง้หลายท่ีกำาลังเวียนว่ายอยู่ใน ๓๑ ภพภูมิโดยทัว่กัน
เทอญ
นายวิศิษฐ์ ชัยสุวรรณ
๒๕ มิถน ุ ายน ๒๕๔๒

2
สารบัญ

3
พระอภิธรรม คืออะไร ?

หลังจากท่ีสมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ได้ทรงแสดงธรรม
โปรดเวไนยสัตว์เป็ นเวลายาวนานถึง ๔๕ พรรษา คำาสัง่สอนท่ีพระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ทัง้หมด
รวบรวมได้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เรียกว่า พระไตรปิ ฎก ซ่ึงบรรจุคำาสอนและเร่ ืองราวของ
พระพุทธศาสนาไว้โดยละเอียด แบ่งออกเป็ น ๓ ปิ ฎกหรือ ๓ หมวดด้วยกันคือ
๑. พระวินัยปิ ฎก
๒. พระสุตตันตปิ ฎก
๓. พระอภิธรรมปิ ฎก
พระวินัยปิ ฎก หรือเรียกสัน ้ ๆ ว่า พระวินัย เป็ นคำาสอนของพระพุทธเจ้าเก่ียวกับศีลหรือ
สิกขาบท (บทบัญญัติ) ตลอดจนพิธีกรรมและธรรมเนียมของสงฆ์ อันเป็ นกฎระเบียบท่ีพระภิกษุ
สงฆ์และพระภิกษุณีสงฆ์จะต้องปฏิบัติ รวมถึงพุทธประวัติบางตอนและประวัติการทำาสังคายนา มี
ทัง้สิน
้ ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แบ่งออกเป็ น ๕ คัมภีร์ เรียกโดยย่อว่า อา. ปา. มะ. จุ. ปะ. (
หัวใจพระวินัย) ได้แก่
๑. คัมภีร์อาทิกรรม ว่าด้วยอาบัติปาราชิก สังฆาทิเสส อนิยต และต้นบัญญัติ ในสิกขาบท ต่าง ๆ
๒. คัมภีร์ปาจิตตีย์ ว่าด้วยอาบัตป ิ าจิตตีย์ ซ่ึงเป็ นอาบัตอ
ิ ย่างเบา
๓. คัมภีร์มหาวรรค ว่าด้วยพุทธประวัติตอนปฐมโพธิกาล และพิธีกรรมทางพระวินัย
๔. คัมภีร์จุลวรรค ว่าด้วยพิธีกรรมทางพระวินัยต่อจากมหาวรรค ตลอดจนความเป็ นมาของ
ภิกษุณี และประวัติการทำาสังคายนา
๕. คัมภีร์ปริวารวรรค ว่าด้วยข้อเบ็ดเตล็ดทางพระวินัย
พระสุตตันตปิ ฎก หรือเรียกสัน ้ ๆ ว่า พระสูตร เป็ นหมวดท่ีประมวลพระธรรมเทศนา คำา
บรรยายธรรม และเร่ ืองเล่าต่าง ๆ อันยักเย้ืองตามบุคคลและโอกาส เป็ นธรรมท่ีแสดงโดยใช้
สมมุติโวหาร คือยกสัตว์ บุคคล กษัตริย์ เทวดา เป็ นต้น มาแสดง มีคำาสอนทัง้สิน ้ ๒๑,๐๐๐ พระ
ธรรมขันธ์ แบ่งออกเป็ น ๕ นิกาย เรียกโดยย่อว่า ที. มะ. สัง. อัง. ขุ. (หัวใจพระสูตร) ได้แก่
๑. ทีฆนิกาย ประกอบด้วย พระสูตรขนาดยาว จำานวน ๓๔ สูตร
๒. มัชฌิมนิกาย ประกอบด้วย พระสูตรขนาดปานกลางจำานวน ๑๕๒ สูตร
๓. สังยุตตนิกาย ประกอบด้วย พระสูตรท่ีจัดเป็ นหมวดหมู่ เรียกว่า สังยุตต์ มีช่ือตามเน้ือหา เช่น
เก่ียวกับแคว้นโกสล เรียกว่า โกสลสังยุตต์ เก่ียวกับ มรรค เรียกว่า มรรคสังยุตต์ มีจำานวน
๗,๗๖๒ สูตร
๔. อังคุตตรนิกาย ประกอบด้วย พระสูตรท่ีจัดหมวดหมู่ตามจำานวนข้อของหลักธรรม เรียกว่า
นิบาต เช่น เอกกนิบาต ว่าด้วย หลักธรรมท่ีมีหัวข้อเดียว จนถึงหลักธรรมท่ีมี ๑๑ หัวข้อ เรียกว่า
เอกกทสกนิบาต ในนิกายนีม ้ ีจำานวนพระสูตร ๙,๕๕๗ สูตร
๕. ขุททกนิกาย ประกอบด้วยภาษิตเบ็ดเตล็ด ประวัติและนิทานต่าง ๆ นอกเหนือจากท่ีจัดไว้ใน
นิกายทัง้ ๔ ข้างต้น แบ่งออกเป็ นหมวดได้ ๑๕ หมวดคือ
๑) ขุททกปาฐะ แสดงบทสวดเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยมากเป็ นบทสวดสัน ้ ๆ
๒) ธรรมบท แสดงคาถาพุทธภาษิต ประมาณ ๓๐๐ คาถา
๓) อุทาน แสดงพระพุทธดำารัสท่ีเปล่งอุทานเป็ นภาษิตโดยมีเน้ือเร่ ืองประกอบ ตามสมควร
๔) อิติวุตตก แสดงคำาอ้างอิงว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนัน ้ อย่างนี้
๕) สุตตนิบาต เป็ นหมวดท่ีรวบรวมพระสูตรเบ็ดเตล็ดไว้ด้วยกัน
๖) วิมานวัตถุ แสดงเร่ ืองราวของผู้ได้วิมานและแสดงเหตุทท ่ี ำาให้ได้วิมานไว้ด้วย
๗) เปตวัตถุ แสดงเร่ ืองราวของเปรตท่ีได้ทำาบาปกรรมไว้
๘) เถรคาถา แสดงภาษิตต่าง ๆ ของพระอรหันตสาวก
๙) เถรีคาถา แสดงภาษิตต่าง ๆ ของพระอรหันตสาวิกา
4
๑๐) ชาดก เป็ นหมวดท่ป ี ระมวลคาถาธรรมภาษิตเก่ียวกับเร่ ืองราวในอดีตชาติของพระพุทธเจ้า
๑๑) นิทเทส เป็ นหมวดท่ีว่าด้วยเร่ ืองของนิทเทส (การชีแ ้ จง, การแสดง, การจำาแนก) แบ่งเป็ น
มหานิทเทส และจุลนิทเทส
๑๒) ปฏิสัมภิทามรรค กล่าวถึงการปฏิบัติเพ่ ือเข้าถึงความมีปัญญาอันประเสริฐ
๑๓) อปทาน หมวดนีจ้ะกล่าวถึงอัตตชีวประวัติของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกและ
อรหันตสาวิกา
๑๔) พุทธวงศ์ แสดงประวัติของอดีตพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์
๑๕) จริยาปิ ฎก แสดงเร่ ืองราวการบำาเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้า
พระอภิธรรมปิ ฎก หรือเรียกสัน ้ ๆ ว่า พระอภิธรรม เป็ นหมวดท่ีประมวลพุทธพจน์อัน
เก่ียวกับหลักธรรมท่ีเป็ นวิชาการว่าด้วยเร่ ืองของปรมัตถธรรม (มี ๔ ประการ อันได้แก่ จิต
เจตสิก รูป และนิพพาน) (สภาวธรรม) ล้วน ๆ ยกตัวอย่าง เช่นเม่ ือกล่าวถึงบุคคลใดบุคคลหน่ึง
ทางพระอภิธรรมถือว่าบุคคลนัน ้ ไม่มี มีแต่ส่ิงซ่ึงเป็ นท่ีประชุมรวมกันของ จิต เจตสิก รูป เท่านัน

ส่วนท่ีเรียกช่ ือว่า นาย ก นาย ข นัน ้ เรียกโดยสมมุติโวหารเท่านัน ้ ดังนัน
้ ธรรมะในหมวดนีจ้ึง
ไม่มีเร่ ืองราวของบุคคล เหตุการณ์ หรือสถานท่ีซ่ึงเป็ นส่ิงสมมุติเข้ามาเก่ียวข้องด้วยเลย
พระอภิธรรมปิ ฎกมีอยู่ทัง้สิน
้ ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แบ่งออกเป็ น ๗ คัมภีร์ เรียกโดย
ย่อว่า สัง. วิ. ธา. ปุ. กะ. ยะ. ปะ. (หัวใจพระอภิธรรม) ได้แก่
๑. คัมภีร์ธัมมสังคณี ว่าด้วยธรรมะท่ีประมวลไว้เป็ นหมวดเป็ นกลุ่ม เรียกว่า กัณฑ์ มี ๔ กัณฑ์
คือ
๑) จิตตวิภัตติกัณฑ์ แสดงการจำาแนกจิตและเจตสิกเป็ นต้น
๒) รูปวิภัตติกัณฑ์ แสดงการจำาแนกรูปเป็ นต้น
๓) นิกเขปราสิกัณฑ์ แสดงธรรมท่ีเป็ นแม่บท (มาติกา) ของปรมัตถธรรม
๔) อัตถุทธารกัณฑ์ แสดงการจำาแนกเน้อ ื ความตามแม่บทของปรมัตถธรรม
๒. คัมภีร์วิภังค์ แสดงการจำาแนกปรมัตถธรรมออกเป็ นข้อ ๆ แบ่งออกเป็ น ๑๘ วิภังค์ เช่น
จำาแนกขันธ์ (หมายถึง ขันธ์ ๕ อันประกอบด้วย รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์
และวิญญาณขันธ์ รูปขันธ์ ก็คอ ื เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, เป็ นเจตสิก ส่วนวิญญาณ
ขันธ์ ก็คอ ื จิต ดังนัน
้ ขันธ์ ๕ ก็คือ จิต เจตสิก รูป นัน ่ เอง) เรียกว่า ขันธวิภังค์
๓. ธาตุกถา แสดงการจัดหมวดหมู่ของปรมัตถธรรมโดยสงเคราะห์ด้วย ธาตุ (ธรรมชาติท่ี ทรงไว้
ซ่ึงสภาพของตน)
๔. คัมภีร์ปค ุ คลบัญญัติ ว่าด้วยบัญญัติ ๖ ประการและแสดงรายละเอียดเฉพาะบัญญัติอัน เก่ียว
กับบุคคล
๕. คัมภีร์กถาวัตถุ ว่าด้วยคำาถามคำาตอบประมาณ ๒๑๙ หัวข้อ อันถือเป็ นหลักในการตัดสินพระ
ธรรมวินัย
๖. คัมภีร์ยมก ในคัมภีร์นีจ้ะยกหัวข้อปรมัตถธรรมขึ้นวินิจฉัยด้วยวิธีถามตอบ โดยตัง้คำาถามย้อน
กันเป็ นคู่ ๆ
๗. คัมภีร์มหาปั ฏฐาน แสดงเหตุปัจจัยและแสดงความสัมพันธ์อันเป็ นเหตุ เป็ นผลท่ีอิงอาศัยซ่ึง
กันและกันแห่งปรมัตถธรรมทัง้ปวงโดยพิสดาร
สรุปแล้ว พระอภิธรรมก็คือ ธรรมะหมวดท่ี ๓ ในพระไตรปิ ฎกท่ีสอนให้รู้จักธรรมชาติอัน แท้จริง
ท่ีมีอยูใ่ นตัวเราและสัตว์ทัง้หลายอันได้แก่จิต เจตสิก รูป และรู้จักพระนิพพานซ่ึงเป็ นจุดหมาย อัน
สูงสุดในพระพุทธศาสนา
ธรรมชาติทัง้ ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพานนีร้วมเรียกว่า ปรมัตถธรรม
หากแปลตามศัพท์ คำาว่า อภิธัมม หรือ อภิธรรม แปลว่า ธรรมอันประเสริฐ, ธรรมอันย่ิง, ธรรม
ท่ีอยู่แท้จริงปราศจากสมมุติ

5
เน้ือความในพระอภิธรรมเกือบทัง้หมด จะกล่าวถึงปรมัตถธรรมล้วน ๆ โดยไม่มี บัญญัติธรรม
(สมมุติโวหาร) เข้ามาเก่ียวข้อง ดังนัน
้ จึงอยากให้ทำาความเข้าใจไว้ในเบ้ืองต้นก่อนว่า ปรมัตถ
ธรรมและบัญญัติธรรม นัน ้ ต่างกันอย่างไร

ความหมายของ ปรมัตถธรรม

ปรมัตถธรรม คือ ธรรมชาติท่ีเป็ นความจริงแท้แน่นอน ท่ีดำารงลักษณะเฉพาะของตนไว้
โดย ไม่ผันแปรเปล่ียนแปลง เป็ นธรรมท่ีปฏิเสธความเป็ นสัตว์ ความเป็ นบุคคล ความเป็ นตัวตน
โดยสิน ้ เชิง
ปรมัตถธรรม นีเ้รียกอีกอย่างหน่ึงว่า สภาวธรรม
ปรมัตถธรรม หรือสภาวธรรม นีม ้ ี ๔ ประการคือ
๑. จิต
๒. เจตสิก
๓. รูป
๔. นิพพาน
ซ่ึงมีความหมายโดยย่อดังนี้
จิต คือ ธรรมชาติทท ่ี ำาหน้าท่ีเห็น, ได้ยิน, รับกล่ิน, รับรส, รู้สัมผัสถูกต้อง ตลอดจน
ธรรมชาติ ท่ท ี ำาให้เกิดการคิด นึก จำานวนของจิตมีทัง้หมด ๘๙ หรือ ๑๒๑ (โดยพิสดาร) แต่เม่ ือ
กล่าวโดยลักษณะแล้วมีเพียง ๑ เท่านัน ้ คือ รูอ
้ ารมณ์ (อารมณ์ในท่ีนีห ้ มายถึง รูป, เสียง, กล่ิน,
รส, ส่ิงต่าง ๆ, เร่ ืองราวต่าง ๆ, ท่ีจิตไปรับรู้)
จิตเป็ นนามธรรม และมีช่ือเรียกหลายช่ ือ เช่น วิญญาณ, มโน มนัส, มนินทรีย์, มโนธาตุ, มโน
วิญญาณธาตุ, มนายตนะ เป็ นต้น
เจตสิก คือ ธรรมชาติท่ีประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต ทำาให้เกิดความรู้สึก นึก คิด ท่ีแตกต่าง
กัน ทัง้ทางท่ีดีและไม่ดี มีทัง้หมด ๕๒ ลักษณะ เจตสิกเป็ นนามธรรม ท่ีเกิดร่วมกับจิต คือเกิด
พร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต รูอ ้ ารมณ์เดียวกันกับจิต และอาศัยท่ีเกิดท่ีเดียวกันกับจิต สภาพของ
จิตเป็ นเพียงประธานในการรู้อารมณ์ แต่การท่ีจิตโกรธหรือจิตโลภ เป็ นเพราะมีเจตสิกเข้าประกอบ
ปรุงแต่งให้เกิดความโกรธหรือความโลภนัน ่ เอง จิตเปรียบเสมือนเม็ดยา เจตสิกเปรียบเสมือนตัว
ยาท่ีอยู่ในเม็ดยา จิตเกิดโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้ และเจตสิกก็เกิดโดยไม่มีจิตไม่ได้เช่นกัน
เน่ ืองจาก จิต และ เจตสิก เป็ นส่ิงท่ีต้องเกิดร่วมกันตลอดเวลา ดังนัน ้ การอธิบายบางแห่ง
ในหนังสือเล่มนีจ้ึงเขียนว่า "จิต + เจตสิก" เพ่ ือให้ระลึกไว้อยู่เสมอว่าจิตและเจตสิกนัน ้ เป็ น
ธรรมชาติ ท่ีตอ ้ งเกิดร่วมกัน ต้องอิงอาศัยซ่ึงกันและกัน และไม่สามารถแยกออกจากกันได้
รูป คือ ธรรมชาติท่ีแตกดับ ย่อยยับ สลายไปด้วยความเย็นและความร้อน ในร่างกายของ
คนเราและสัตว์ทัง้หลายนัน ้ มีรูปประชุมกันอยู่ทัง้หมด ๒๘ ชนิด และรูปท่ีประชุมกันอยู่นีแ ้ ต่ละรูป
ต่างก็แตกดับย่อยยับสลายไปตลอดเวลา หาความเท่ียงแท้ถาวรไม่ได้เลย
นิพพาน เป็ นธรรมชาติท่ีพ้นจากกิเลส พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด นิพพานโดยปริยาย มี
๒ ลักษณะคือ
๑. สอุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานท่ียังเป็ นไปกับขันธ์ ๕ หมายถึง การท่ีประหาณกิเลสได้หมด
สิน้ แล้ว (กิเลสนิพพาน) แต่ขันธ์ ๕ (จิต เจตสิก รูป) ยังมีการเกิดดับสืบต่ออยู่ (ยังมีชีวิตอยู่)
๒. อนุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานท่ีปราศจากขันธ์ ๕ ได้แก่นิพพานของพระอรหันต์ (ผู้หมดจด
จากกิเลส) ท่ีสิน ้ อายุขัยไปแล้ว (คือ กิเลสก็ไม่เหลือ ขันธ์ ๕ ก็ไม่เหลือ) หรือท่ีเรียกว่า
ปรินิพพาน (ปริ = ทัง้หมด) เม่ ือปรินิพพานแล้ว จิต + เจตสิกและรูปก็จะหยุดการสืบต่อและดับ
ลงโดยสิน ้ เชิง (คือเม่ ือตายไปแล้วก็จะไม่มีการเกิดอีกหรือไม่มีภพชาติต่อไปอีก)

6
นิพพาน เป็ นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาท่ีพุทธศาสนิกชนทัง้หลายจะต้องพยายาม
เข้าถึงให้จงได้ จึงจะได้ช่ือว่าเป็ นพุทธสาวก เป็ นอริยบุคคล และเป็ นทายาทผู้รับมรดกธรรมใน
พุทธศาสนานี้

ความหมายของ บัญญัติธรรม

บัญญัติธรรม คือส่ิงท่ีมนุษย์สมมุติขึ้นหรือบัญญัติช่ือขึ้นเพ่ ือให้เข้าใจ ความหมายซ่ึงกัน
และกัน เช่น ช่ ือ นามสกุล สีเขียว สีแดง ทิศเหนือ ทิศใต้ เวลาเช้า เวลาเย็น เวลา ๒๔.๐๐ น.
พันโท พลเอก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านเจ้าคุณ เหรียญ ๑ บาท เหรียญ ๕ บาท เหรียญ ๑๐
บาท ธนบัตร ๒๐ บาท ๕๐ บาท ๑๐๐ บาท ๕๐๐ บาท ๑๐๐๐ บาท ล้วนเป็ นส่ิงสมมุติทัง้สิน ้
ส่ิงเหล่านีท
้ า่ นเรียกว่า บัญญัติธรรม
แม้แต่ส่ิงท่ีเรียกว่า ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำา หนังสือ ปากกา นาฬิ กา พัดลม รถยนต์ คน และ
สัตว์ ท่านก็ยังจัดว่าเป็ นบัญญัติธรรม เพราะยังหนีไม่พ้นเร่ ืองของการสมมุติ

ปรมัตถธรรม เป็ นธรรมท่ีอยู่เหนือการสมมุติ

หากพูดในแง่ของปรมัตถธรรม คือ ธรรมชาติท่ีมีอยู่จริงหรือธรรมชาติท่ีอยูเ่ หนือการสมมุติ
แล้ว ทิศเหนือ ทิศใต้ เวลาเช้า เวลาเย็น เวลา ๒๔.๐๐ น. ยศถาบรรดาศักดิต์่าง ๆ ล้วนเป็ นส่ิงท่ี
ไม่มีตัวตน ไม่มีสาระแก่นสารอะไรเลย เป็ นเพียงการสมมุติ เป็ นเพียงการอุปโลกน์กันขึ้นมา
เท่านัน
้ ส่วนต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำา หนังสือ ปากกา นาฬิ กา พัดลม และรถยนต์ ถึงจะมีความแตก
ต่างกันโดยลักษณะก็จริงอยู่แต่โดยสภาพความเป็ นจริงตามธรรมชาติ (ปรมัตถธรรม) แล้ว ส่ิง
เหล่านีเ้กิดจากการรวมตัวของมหาภูตรูป ทัง้ ๔ (มหาภูตรูปทัง้ ๔ ได้แก่ ๑. รูปท่ีมีความอ่อนและ
แข็งเป็ นลักษณะ (ปฐวี) ๒. รูปท่ีมีอาการไหลและเกาะกุมเป็ นลักษณะ (อาโป) ๓. รูปท่ีมีความ
ร้อนและเย็นเป็ นลักษณะ (เตโช) ๔. รูปท่ีมีการเคล่ ือนไหวหรือเคร่งตึงเป็ นลักษณะ (วาโย)) ท่ี
ปราศจาก จิต + เจตสิก จึงเรียกว่า เป็ นรูปธรรม เหมือนกันทัง้หมดเพียงอย่างเดียวเท่านัน ้
ส่วนมนุษย์ และสัตว์ทัง้หลายนัน ้ หากกล่าวในแง่ปรมัตถธรรมแล้วถือว่าไม่มีตัวตน ไม่มี
นาย ก ไม่มี นาย ข มีแต่รูปธรรม (รูป) และนามธรรม (จิต + เจตสิก) มาประชุมกันเท่านัน ้
ดังนัน
้ ไม่ว่าตัวเราหรือผูอ
้ ่ ืนรวมถึงสัตว์ทัง้หลายด้วยนัน้ เม่ ือกล่าวในแง่ปรมัตถธรรมหรือ
ธาตุแท้ตามธรรมชาติแล้ว จะมีส่วนประกอบอยู่ ๓ ส่วนเท่านัน ้ คือ
๑. จิต คือ ธรรมชาติท่ีรู้อารมณ์
๒. เจตสิก คือ ธรรมชาติท่ีประกอบปรุงแต่งจิตมี ๕๒ ลักษณะ
๓. รูป คือ องค์ประกอบ ๒๘ ชนิดท่ีรวมกันขึ้นเป็ นกาย
จะเห็นได้ว่า คนเราทุกคนและสัตว์ทัง้หลายนัน ้ มีส่วนประกอบเหมือนกันคือ
เราก็มี จิต เจตสิก รูป
เขาก็มี จิต เจตสิก รูป
สัตว์ทัง้หลายก็มี จิต เจตสิก รูป
จะมีความแตกต่างกันก็ตรงท่รี ูปร่างหน้าตาผิวพรรณ ซ่ึงถูกจำาแนกให้แตกต่างกันด้วย
อำานาจของกรรมท่ีกระทำาไว้ในอดีต
จิต + เจตสิก และรูป มีลักษณะเฉพาะตามธรรมชาติ (สามัญลักษณะ) อยู่ ๓ ประการคือ
๑. อนิจจลักษณะ คือ มีลก ั ษณะท่ีไม่เท่ียง ไม่คงท่ี ต้องเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา
๒. ทุกขลักษณะ คือ มีลักษณะท่ีทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เกิดขึ้นแล้วต้องดับไปอยู่ตลอดเวลา
๓. อนัตตลักษณะ คือ มีลก ั ษณะท่ีมใิ ช่ตัว มิใช่ตน ไม่สามารถบังคับบัญชาได้
สามัญลักษณะทัง้ ๓ นี เ ้ ป็ นส่ิงจริงแท้แน่นอนเป
7
โดยสรุปแล้ว จิต + เจตสิก และรูป ท่ีประกอบขึน ้ เป็ นบุคคลหรือเป็ นสัตว์ใด ๆ ก็ตามนัน ้ แท้จริง
แล้วไม่ได้มีแก่นสาระอะไรเลย เป็ นเพียงการประชุมกันของส่วนประกอบท่ีมีความไม่เท่ียง เกิดดับ
เกิดดับอยู่ตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว (ชัว่ลัดนิว้มือ จิตมีการเกิดดับแสนโกฏิขณะ หรือหน่ึงล้านล้าน
ครัง้) เป็ นสภาพท่ีหาเจ้าของมิได้ ไม่เป็ นของใคร ไม่มีใครเป็ นเจ้าของ ไม่เป็ นไปตามความ
ปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของผู้ใด ว่างเปล่าจากความเป็ นคนนัน ้ คนนี ว้่างเปล่าจาก
ความเป็ นตัวตน ว่างเปล่าจากความเป็ นนัน ่ เป็ นน่ีตามท่ีสมมุติกน
ั ขึ้นมา แต่เป็ นสภาวธรรมอันเป็ น
ไปตามเหตุ ตามปั จจัย ขึ้นกับเหตุ ขึน ้ กับปั จจัย พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม ปรมัตถธรรม
เหล่านีก้ ค็ งมีอยู่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว พระพุทธองค็เป็ นแต่เพียงผู้ทรงค้นพบ และนำามาเปิ ดเผย
ให้เราทัง้หลายได้ทราบเท่านัน ้
(หากต้องการทราบเน้ือหาอันลึกซึ้งของปรมัตถธรรมทัง้ ๔ ก็ต้องศึกษา พระอภิธรรมโดย
ละเอียดต่อไป)

ประวัติพระอภิธรรม

ในสัปดาห์ท่ี ๔ หลังจากท่ีพระพุทธองค์ได้ตรัสรูแล้ว พระองค์ทรงพิจารณารายละเอียด
เก่ียวกับพระอภิธรรมซ่ึงมีเน้ือหาเก่ียวกับปรมัตถธรรม (จิต เจตสิก รูป นิพพาน) อันเป็ นแก่น
ของธรรมะใน พระพุทธศาสนาอยูต ่ ลอด ๗ วัน ในขณะท่ีทรงพิจารณาเร่ ืองของเหตุ เร่ ืองของ
ปั จจัยในปรมัตถธรรม อันเป็ นท่ีมาของคัมภีร์มหาปั ฎฐานอยูน ่ ัน
้ ก็ปรากฎฉัพพรรณรังสี (รัศมี ๖
ประการ) มีสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีเทา สีเงิน และสีเล่ ือมพรายเหมือนแก้วผลึก แผ่ออกมาจาก
พระวรกายอย่างน่าอัศจรรย์
ในช่วง ๖ พรรษาแรกของการประกาศศาสนา พระพุทธองค์ยังมิได้ทรงตรัสสอนพระ
อภิธรรมแก่ผู้ใด เพราะพระอภิธรรมเป็ นธรรมะท่ีเก่ียวข้องกับปรมัตถธรรมล้วน ๆ ยากแก่การท่ี
จะอธิบายให้เข้าใจได้โดยง่าย บุคคลท่ีจะรับอรรถรสของพระอภิธรรมได้นัน ้ ต้องเป็ นบุคคลท่ี
ประกอบด้วยศรัทธาอันมัน ่ คงและได้เคยสัง่สมบารมีอันเก่ียวกับปั ญญาในเร่ ืองนีม ้ าบ้างแล้วแต่
กาลก่อน แต่ในช่วงต้นของการประกาศศาสนานัน ้ คนส่วนใหญ่ยังมีศรัทธาและมีความเช่ ือใน
พระพุทธศาสนาน้อย ยังไม่พร้อมท่ีจะรับคำาสอนเก่ียวกับปรมัตถธรรมซ่ึงเป็ นธรรมะอันลึกซึ้งได้
พระองค์จึงยังไม่ทรงแสดงให้ทราบ เพราะถ้าทรงแสดงไปแล้วความสงสัยไม่เข้าใจหรือความไม่เช่ ือ
ย่อมจะเกิดแก่ชนเหล่านัน ้ เม่ ือมีความสงสัยไม่เข้าใจหรือไม่เช่ ือแล้ว ก็จะเป็ นเหตุให้เกิดการดู
หม่ินดูแคลนต่อพระอภิธรรมได้ ซ่ึงจะเป็ นผลร้ายมากกว่าผลดี
ล่วงมาถึงพรรษาท่ี ๗ พระพุทธองค์จึงได้ทรงแสดงพระอภิธรรมเป็ นครัง้แรก โดยเสด็จขึ้น
ไปจำาพรรษาบนสวรรค์ชัน ้ ดาวดึงส์ เพ่ ือทดแทนคุณของพระมารดาด้วยการแสดงพระอภิธรรม
เทศนาโปรดพุทธมารดา ซ่ึงได้สิน ้ พระชนม์ไปตัง้แต่ประสูติประองค์ได้ ๗ วัน และได้อุบัติเป็ นเทพ
บุตรอยู่บนสวรรค์ชัน ้ ดุสิตมีพระนามว่า สันตุสิตเทพบุตร ในการแสดงธรรมครัง้นีไ้ด้มีเทวดาและ
พรหมจากหม่ ืนจักรวาลจำานวนหลายแสนโกฎิมาร่วมฟั งธรรมด้วย โดยมีสันตุสิตเทพบุตรเป็ น
ประธาน ณ ท่ีนัน ้ พระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรมแก่เหล่าเทวดาและพรหมด้วย วิตถารนัย
คือ แสดงโดยละเอียดพิสดารตลอดพรรษา คือ ๓ เดือนเต็ม
สำาหรับในโลกมนุษย์นัน ้ พระองค์ได้ทรงแสดงแก่พระสารีบุตรเป็ นองค์แรก คือในระหว่าง
ท่ีทรงแสดงธรรมอยู่บนสวรรค์ชัน ้ ดาวดึงส์นัน
้ พอได้เวลาบิณฑบาต พระองค์ก็ทรงเนรมิตพุทธ
นิมิตขึ้นแสดงธรรมแทนพระองค์แล้วพระองค์กเ็ สด็จไปบิณฑบาตในหมู่ชนชาวอุตตรกุรุ เม่ ือ
บิณฑบาตเสร็จแล้ว ก็เสด็จไปยังป่ าไม้จันทร์ ซ่ึงอยู่ในบริเวณป่ าหิมวันต์ใกล้กบ ั สระอโนดาต เพ่ ือ
เสวยพระกระยาหาร โดยมีพระสารีบุตรเถระมาเฝ้ าทุกวัน หลังจากท่ีทรงเสวยแล้วก็ทรงสรุป
เน้ือหาของพระอภิธรรมท่ีพระองค์ได้ทรงแสดงแก่เหล่าเทวดาและพรหมให้พระสารีบุตรฟั งวันต่อ
วัน (พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่พระสารีบต ุ รด้วย สังเขปนัย คือ แสดงอย่างย่นย่อ) เสร็จแล้ว
8
พระองค์จึงเสด็จกลับขึน ้ สู่ดาวดึงส์เทวโลกเพ่ ือแสดงธรรมต่อไป ทรงกระทำาเช่นนีท ้ กุ วันตลอด ๓
เดือน เม่ ือการแสดงบนเทวโลกจบสมบูรณ์แล้ว การแสดง พระอภิธรรมแก่พระสารบุตรก็จบ
สมบูรณ์ด้วยเช่นกัน เม่ ือจบพระอภิธรรมเทศนา เทวดาและพรหม ๘๐๐,๐๐๐ โกฎิ ได้บรรลุ
ธรรมและสันตุสิตเทพบุตร (พุทธมารดา) ได้สำาเร็จ เป็ นพระโสดาบันบุคคล
เม่ ือพระสารีบุตรได้ฟังพระอภิธรรมจากพระบรมศาสดาแล้ว ก็นำามาสอนให้แก่ภิกษุ ๕๐๐
รูป ซ่ึงเป็ นศิษย์ของท่านโดยสอนตามพระพุทธองค์วน ั ต่อวันและจบบริบรู ณ์ในเวลา ๓ เดือนเช่น
กัน การสอนพระอภิธรรมของพระสารีบุตรท่ีสอนแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูปนีเ้ป็ นการสอนชนิดไม่ย่อ
เกินไป ไม่พิสดารเกินไป เรียกว่า นาติวิตถารนาติสังเขปนัย
ภิกษุทัง้ ๕๐๐ รูปนี เ ้ คยมีอป ุ นิสัยมาแล้วในชาติก่อนคือในสมัย
กัสสปสัมมา สัมพุทธเจ้า ภิกษุทัง้ ๕๐๐ รูปนีเ้ป็ นค้างคาวอาศัยอยู่ในถ้ำาแห่งหน่ึง ขณะนัน ้ มีภิกษุ
ผู้ทรงพระอภิธรรม ๒ รูปท่ีอาศัยอยูใ่ นถ้ำานัน ้ เช่นกัน กำาลังสวดสาธยายพระอภิธรรมอยู่ เม่ ือ
ค้างคาวทัง้ ๕๐๐ ตัวได้ยินเสียงพระสวดสาธยายพระอภิธรรม ก็รเู้ พียงว่าเป็ นพระธรรมเท่านัน ้ หา
ได้รู้ความหมายใด ๆ ไม่ แต่ก็พากัน ตัง้ใจฟั งตัง้แต่ต้นจนจบ เม่ ือสิน ้ จากชาติท่ีเป็ นค้างคาวแล้ว
ก็ได้ไปเกิดอยู่ในเทวโลกเหมือนกันทัง้หมด จนกระทัง่ศาสนาของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธ
เจ้าอุบัติขนึ้ จึงได้จุติจากเทวโลกมาเกิดเป็ นมนุษย์และได้บวชเป็ นภิกษุในศาสนานีต ้ ลอดจนได้
เรียนพระอภิธรรมจากพระสารีบุตรดังกล่าวแล้ว นับแต่นัน ้ มา การสาธยายท่องจำาและการ
ถ่ายทอดความรู้เร่ ืองพระอภิธรรมก็ได้แพร่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง
ภายหลังท่ีพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ในวันแรม ๑ ค่ำา เดือน ๘ หลังจาก
ถวายพระเพลิงได้ ๕๒ วัน ท่านมหากัสสปเถระ พระอุบาลีเถระ พระอานนทเถระ พร้อมด้วยพระ
อรหันต์รวมทัง้สิน ้ ๕๐๐ องค์ ซ่ึงล้วนเป็ นปฏิสัมภิทป ั ปั ตตะ (ปฏิสัมภิทัปปั ตตะ = ผูท ้ ่ีได้ปฏิสัม
ภิทา ๔ คือผูท ้ ่ีมีความรู้ความเข้าใจธรรมะอย่างแตกฉาน สามารถแยกแยะและขยายความได้อย่าง
ละเอียดลึกซึ้ง มีปฏิภาณไหวพริบ มีโวหารและวาทะท่ีจะทำาให้ผอ ู้ ่ ืนรู้ตามเข้าใจตามได้โดยง่าย)
ฉฬภิญญะ (ผู้มีอภิญญา ๖ อันได้แก่ ๑. แสดงฤทธิต์า่ ง ๆ ได้ ๒. มีหท ู ิพย์ ๓. ทายใจผู้อ่ืนได้ ๔.
ระลึกชาติได้ ๕. มีตาทิพย์ ๖. สามารถทำาลายอาสวะกิเลสให้สิน ้ ไป) และเตวิชชะ (ผู้ท่ีได้วิชชา ๓
อันได้แก่ ๑. ระลึกชาติได้ ๒. รู้การจุติและการอุบัติของสัตว์ ๓. มีปัญญาท่ท ี ำาอาสวะกิเลสให้สิน ้
ไป) ได้ช่วยกันทำาสังคายนา พระธรรมวินัย ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และได้กล่าวยกย่องพระ
อภิธรรมว่าเป็ นหมวดธรรมท่ีสำาคัญมากของพระพุทธศาสนา การทำาสังคายนาครัง้นี ม ้ ีพระเจ้าอชา
ตศัตรูเป็ นศาสนูปถัมภก

พระอภิธัมมัตถสังคหะคืออะไร ?

ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๙๐๐ มีพระเถระผู้ทรงความรูใ้ นพระไตรปิ ฎก ท่านหน่ึงมีนามว่า
พระอนุรุทธเถระ (พระอนุรท ุ ธาจารย์) ท่านเป็ นชาวกาวิลกัญจิ แขวงเมืองมัทราช ภาคใต้ของ
ประเทศอินเดีย ท่านได้มาศึกษาพระอภิธรรมอยู่ท่ีสำานักวัดตุมูลโสมาราม เมืองอนุราชบุรี
ประเทศลังกา จนมีความแตกฉานและได้รับยกย่องว่าเป็ นปราชญ์ทางพระอภิธรรมท่านหน่ึง ต่อ
มาท่านได้รับอารธนาจากนัมพะอุบาสกผู้เป็ นทายกให้ช่วยเรียบเรียงพระอภิธรรมปิ ฎกซ่ึงเป็ น
คัมภีรท
์ ่ีละเอียดลึกซึ้งมากนัน ้ ให้สัน
้ และง่ายเพ่ ือสะดวกแก่การศึกษาและจดจำา ด้วยความมุ่ง
หมายท่ีจะให้เป็ นประโยชน์แก่นก ั ศึกษาพระอภิธรรมทัง้หลายในอนาคต พระอนุรท ุ ธาจารย์จึงได้
อาศัยพระบาลี อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา มาเป็ นหลักในการเรียบเรียงพระอภิธรรมฉบับย่อและ
เรียกช่ ือคัมภีร์นีว้่า พระอภิธัมมัตถสังคหะ
อภิธัมมัตถสังคหะ แยกออกเป็ น อภิ + ธรรม + อัตถะ + สัง + คหะ
อภิ = อันประเสริฐย่ิง
ธรรมะ = สภาพท่ีทรงไว้ไม่มีการผิดแปลกแปรผัน
9
อัตถะ = เน้ือความ
สัง = โดยย่อ
คหะ = รวบรวม
อภิธัมมัตถสังคหะ จึงหมายถึง คัมภีร์ซ่ึงรวบรวมเน้ือความของพระอภิธรรมทัง้ ๗ คัมภีร์
ไว้โดยย่อ อันเปรียบเสมือนแบบเรียนเร็วพระอภิธรรมแบ่งเป็ น ๙ ปริจเฉท (๙ ตอน) แต่ละปริจ
เฉทมี เน้อ ื หาโดยสรุปดังนี้
ปริจเฉทท่ี ๑ จิตตสังคหวิภาค
แสดงเร่ ือง ธรรมชาติของจิต ประเภทของจิต ทัง้โดยย่อและโดยพิสดาร ทำาให้เข้าใจถึงจิตประเภท
ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็ นกุศลจิต อกุศลจิต วิบากจิต กิริยาจิต มหัคคตจิต และโลกุตตรจิต
ปริจเฉทท่ี ๒ เจตสิกสังคหวิภาค
แสดงเร่ ืองเจตสิก คือ ธรรมชาติท่ีประกอบกับจิตเพ่ ือปรุงแต่งจิตมีทัง้หมด ๕๒ ลักษณะ แบ่งเป็ น
เจตสิกท่ีประกอบกับจิตได้ทุกประเภทเจตสิกฝ่ ายกุศล และเจตสิกฝ่ ายอกุศล
ปริจเฉทท่ี ๓ ปกิณณกสังคหวิภาค
แสดงการนำาจิตและเจตสิกมาสัมพันธ์กบ ั ธรรม ๖ หมวด ได้แก่ ความรู้สึกของจิต (เวทนา) เหตุ
แห่งความดีความชัว่ (เหตุ) หน้าท่ีของจิต (กิจ) ทางรับรู้ของจิต (ทวาร) ส่ิงท่ีจิตรู้ (อารมณ์) และ
ท่ีตัง้ ท่ีอาศัยของจิต (วัตถุ)
ปริจเฉทท่ี ๔ วิถีสังคหวิภาค
แสดงวิถีจิต อันได้แก่กระบวนการทำางานของจิตท่ีเกิดทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิน ้ ทางกาย
ทางใจ เม่ ือได้ศึกษาปริจเฉทนีแ ้ ล้วจะทำาให้รก
ู้ ระบวนการทำางานของจิตทุกประเภท บุญบาปไม่ได้
เกิด ท่ีไหน เกิดท่ีวิถีจิตนีเ้อง ก่อนท่ีจะเกิดจิตบุญหรือจิตบาป มีจิตขณะหน่ึงเกิดก่อน คอยเปิ ด
ประตูให้เกิด จิตบุญหรือจิตบาปจิตดวงนีเ้ก่ียวข้องกับการวางใจอย่างแยบคาย (โยนิโสมนสิการ)
หรือการวางใจ อย่างไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) หากเราได้เข้าใจก็จะมีประโยชน์ในการ
ป้ องกันมิให้จิตบาป เกิดขึ้นได้
ปริจเฉทท่ี ๕ วิถีมุตตสังคหวิภาค
แสดงถึงการทำางานของจิตขณะใกล้ตาย ขณะตาย (จุติ) และขณะเกิดใหม่ (ปฏิสนธิ) กล่าวถึง
เหตุแห่งการตาย การเกิดของสัตว์ในภพภูมิต่าง ๆ โดยแบ่งได้ถึง ๓๑ ภพภูมิ (มนุษยภูมิเป็ น
เพียง ๑ ใน ๓๑ ภูมิ) ขณะเวลาใกล้จะตายภาวะจิตเป็ นอย่างไร ควรเตรียมใจอย่างไรจึงจะไปเกิด
ในภพภูมิท่ีดี พระพุทธองค์ทรงอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าตายแล้วต้องเกิดทันทีไม่ใช่ตายแล้ว
วิญญาณ (จิต) ต้องเร่ร่อนเพ่ ือไปหาท่ีเกิดใหม่ และยังได้อธิบายเร่ ืองของกรรม ลำาดับแห่งการให้
ผลของกรรมไว้อย่างละเอียดลึกซึ้งอีกด้วย)
ปริจเฉทท่ี ๖ รูปสังคหวิภาค และนิพพาน
เม่ ือได้ศึกษาทำาความเข้าใจเร่ ืองจิต และเจตสิก อันเป็ นนามธรรมมาแล้ว ในปริจเฉทท่ี ๖ นี พ ้ ระ
อนุรุทธาจารย์ ได้แสดงองค์ประกอบท่ีสำาคัญอีกอย่างหน่ึงของมนุษย์ และส่ิงมีชีวิตทัง้หลาย นัน ่ ก็
คือเร่ ืองของรูปร่างกาย (รูปธรรม) โดยแบ่งรายละเอียดออกเป็ นรูปต่าง ๆ ได้ ๒๘ ชนิด และ
อธิบายถึง สมุฎฐาน (เหตุ) ในการเกิดรูปต่าง ๆ ไว้อย่างละเอียดพิสดาร
ในตอนท้ายได้กล่าวถึง เร่ ืองพระนิพพาน ว่ามีสภาวะอย่างไร อันจะทำาให้เข้าใจเร่ ืองของ พระ
นิพพานได้อย่างถูกต้องชัดเจน
ปริจเฉทท่ี ๗ สมุจจยสังคหวิภาค
เม่ ือได้ศึกษาปรมัตตธรรม ๔ อันได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน มาจากปริจเฉทท่ี ๑ ถึง ๖ แล้ว
ในปริจเฉทนีจ้ะแสดงธรรมท่ีเป็ นฝ่ ายกุศลซ่ึงให้ผลเป็ นความสุข และธรรมท่ีฝ่ายอกุศลซ่ึงให้ผล
เป็ นความทุกข์ในสภาวะความเป็ นจริงแล้วกุศลจิต (จิตบุญ) และอกุศลจิต (จิตบาป) จะเกิดสลับ
สับเปล่ียนกันอยู่ตลอดเวลา ส่วนจะเกิดจิตชนิดไหนมากน้อยเพียงใดนัน ้ ย่อมขึ้นอยู่กับคุณธรรม
และจริยธรรม ของแต่ละบุคคล คนเราทัว่ไปมักไม่เข้าใจและไม่รู้จักกับกุศลและอกุศลเหล่านี จ้ึง
10
ทำาให้ชีวิตตกอยูใ่ น วัฏฏทุกข์ไม่รู้จักจบสิน ้ ในปริจเฉทท่ี ๗ นีไ้ด้แสดงธรรมท่ีควรรู้ท่ีสำาคัญ ๆ
ได้แก่ อุปาทานขันธ์ (ขันธ์ท่ีถูกอุปาทานยึดมัน ่ อย่างเหนียวแน่น), อายตนะ ๑๒ (ส่ิงเช่ ือมต่อเพ่ ือ
ให้รู้อารมณ์), ธาตุ ๑๘ (ธรรมชาติ ท่ีทรงไว้ซ่ึงสภาพของตน), อริยสัจ ๔ (ความจริงของพระ
อริยะ) และโพธิปักขิยธรรม (ธรรมท่ีเก้ือกูล การตรัสรู,้ ธรรมท่ีเก้ือหนุนแก่อริยมรรค) มี ๓๗
ประการ คือ สติปัฎฐาน ๔, สัมมัปปธาน ๔, อิทธิบาท ๔, อินทรีย์ ๕, พละ ๕, โพชฌงค์ ๗, และ
มรรคมีองค์ ๘
ปริจเฉทท่ี ๘ ปั จจยสังคหวิภาค
ในปริจเฉทนี ท ้ า่ นได้แสดงเร่ ืองปฎิจจสมุปบาท(เหตุและผลท่ีทำาให้มก ี ารเวียนว่ายตายเกิด ใน
สังสารวัฎฎ์) และปั จจัยสนับสนุน ๒๔ ปั จจัย ในตอนท้ายยังได้แสดงความหมายของบัญญัติธรรม
ซ่ึงเป็ นธรรมท่ีไม่ใช่เป็ นความจริงแท้ แต่เป็ นจริงตามสมมุติ (สมมุติสัจจะหรือสมมุตโวหาร) ตาม
กติกาของชาวโลก
ปริจเฉทท่ี ๙ กัมมัฎฐานสังคหวิภาค
ในปริจเฉทนี ท ้ ่ านกล่าวถึงความ
เห็นว่าสมถกรรมฐานหรือการทำาสมาธินัน ้ เป็ นการปฏิบัติเพ่ ือให้จิตเกิดความสงบ และเกิด
อภิญญา (เกิดอิทธิฤทธิต์่าง) เท่านัน ้ ซ่ึงไม่ใช่จุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา เพราะผลของ
การทำาสมาธิ หรือสมถกรรมฐานนัน ้ เป็ นการข่มกิเลสไว้ชัว่ขณะเท่านัน ้ ไม่สามารถทำาลายกิเลสได้
ถึงแม้จะเจริญ สมถกรรมฐานถึงขัน ้ อรูปฌานจนได้เสวยสุขอยู่ในอรูปพรหมภูมิเป็ นเวลาอัน
ยาวนาน แต่ในท่ีสุดก็ ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบจักสิน ้
จุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพ่ ือให้เกิดปั ญญารู้
แจ้งในสภาวธรรมตามความเป็ นจริงว่า จิต + เจตสิก และรูป ซ่ึงเป็ นองค์ประกอบของชีวิตต่างก็มี
การเกิดขึ้น - ตัง้อยู่ - ดับไป - เกิดขึ้น - ตัง้อยู่ - ดับไป ต่อเน่ ืองกันอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา
เป็ นสภาพท่ีไม่เท่ียง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตนอะไรของใคร ไม่มีใครเป็ นเจ้าของ ไม่
สามารถบังคับบัญชาได้ ว่างเปล่าจากความเป็ นตัวตน ปั ญญาท่ีประจักษ์แจ้งในสภาวธรรมตาม
ความเป็ นจริงเช่นนี เ้ม่ ือมีกำาลังแก่กล้าก็จะสามารถประหาณกิเลสและเข้าถึงพระนิพพานได้ใน
ท่ีสุด

การสวดพระอภิธรรมในงานศพ

ทุกท่านคงจะพบคำาว่า สวดพระอภิธรรม หรือ ตัง้ศพสวดพระอภิธรรม ในบัตรเชิญหรือใน
หน้าหนังสือพิมพ์เพ่ ือเชิญไปร่วมงานบำาเพ็ญกุศลแด่ท่านผู้วายชนม์อยู่บ่อย ๆ ท่ีว่า สวดพระ
อภิธรรม นัน ้ เม่ ือท่านอ่านมาถึงตรงนีย้ ่อมทราบดีแล้วว่าหมายถึงอะไร
ตามหลักฐานของท่านผู้รู้กล่าวว่ามีการนำาเอาพระอภิธรรมมาสวดในพิธีศพของ
พุทธศาสนิกชนชาวไทยตัง้แต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและท่านได้ให้ความเห็นไว้ว่า
การบำาเพ็ญกุศลในงานศพเพ่ ืออุทิศให้ ผู้วายชนม์นัน ้ เป็ นเร่ ืองเก่ียวกับความรัก ความกตัญญูต่อ
ผู้วายชนม์ซ่ึงจากไปไม่มีวันกลับ การท่ี พุทธศาสนิกชนชาวไทยนำาเอาคัมภีร์พระอภิธรรมเข้ามา
เก่ียวข้องกับประเพณีนีน ้ ัน
้ ตามข้อสันนิษฐาน คงจะเกิดจากเหตุผลประการต่าง ๆ ดังนี้
ประการแรก เป็ นเพราะ พระอภิธรรม ไม่กล่าวถึงสัตว์ ไม่กล่าวถึงบุคคล ไม่มีตัวตน เรา
เขา แต่ทรงจำาแนกธรรมออกเป็ นกุศล อกุศล และอัพยากฤต (ธรรมท่ีไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล)
ทรงกระจายสรีระกายซ่ึงเป็ นกลุ่มก้อนออกเป็ นขันธ์ ๕ บ้าง อายตนะ ๑๒ บ้าง ธาตุ ๑๘ บ้าง
อินทรีย์ ๒๒ บ้าง อัน เป็ นไปตามเหตุตามปั จจัยซ่ึงต้องมีการเส่ ือมสลายไปตามสภาวะมิสามารถ
ตัง้อยู่ได้ตลอดไป การได้ฟังพระอภิธรรมจะทำาให้ผู้ฟังน้อมนำามาเปรียบเทียบกับการจากไปของผู้
วายชนม์ ทำาให้เห็นสัจจธรรมท่ี แท้จริงของชีวิต ท่านโบราณบัณฑิตคงจะเห็นว่าในงานเช่นนีเ้ป็ น

11
โอกาสอันดีท่ีทา่ นผู้ฟังและท่านผู้ ร่วมบำาเพ็ญกุศลในงานศพจะสามารถพิจารณาเห็นความจริงของ
ชีวิตได้โดยง่าย จึงได้นำาเอาพระอภิธรรมมาแสดงให้ฟัง
อีกประการหน่ึง เพราะเห็นว่าในการตอบแทนพระคุณพุทธมารดาของพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้านัน
้ ท่านได้เสด็จขึ้นไปทรงแสดงพระอภิธรรมเทศนาบนสวรรค์ชัน ้ ดาวดึงส์เพ่ ือโปรดพุทธ
มารดาซ่ึง สิน้ พระชนม์ไปแล้ว ดังนัน ้ เม่ ือบุพพการีอันได้แก่ มารดา บิดา ถึงแก่กรรมลง ท่านผู้
เป็ นบัณฑิตจึงได้นำาเอาพระอภิธรรมเข้ามาเก่ียวข้องในการบำาเพ็ญกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ โดยถือว่า
เป็ นการสนองพระคุณมารดา บิดา ตามแบบอย่างพระจริยวัตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมา
แม้ว่าท่านผู้วายชนม์จะมิใช่มารดาบิดาก็ตาม แต่การนำาเอาพระอภิธรรมมาแสดงในงานศพก็ถือ
เป็ นประเพณีไปแล้ว
ประการสุดท้าย เพราะเช่ ือว่า พระอภิธรรมเป็ นคำาสอนขัน ้ สูงท่ีมีเน้ือหาละเอียดลึกซึ้ง เก่ียว
กับปรมัตถธรรม ๔ ประการ หากนำามาแสดงในงานบำาเพ็ญกุศลให้แก่ผู้วายชนม์แล้ว ผู้วายชนม์
จะได้บุญมาก
การสวดพระอภิธรรมก็คือการนำาเอาคำาบาลีขึ้นต้นสัน ้ ๆ ในแต่ละคัมภีร์ของพระอภิธรรม
๗ คัมภีร์มาเรียงต่อกัน การสวดพระอภิธรรมนีบ ้ างทีเรียกว่า สวดมาติกา ถ้าเป็ นงานพระศพ
บุคคลสำาคัญในราชวงศ์เรียกว่า พิธีสดับปกรณ์ ซ่ึงเพีย ้ นมาจากคำาว่า สัตตปกรณ์ อันหมายถึง
พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ นัน ่ เอง (สัตต = เจ็ด, ปกรณ์ = คัมภีร์, ตำารา)
ต่อมาภายหลังมีผู้รู้ได้นำาเอาคาถาในพระอภิธัมมัตถสังคหะ ของพระอนุรท ุ ธาจารย์มาสวด
เป็ นทำานอง สรภัญญะ (คือการสวดเป็ นจังหวะสัน ้ - ยาว) เรียกว่า สวดสังคหะ โดยนำาเอาคำาบาลี
ในตอนต้นและตอนท้ายของแต่ละปริจเฉท ซ่ึงมีทัง้หมด ๙ ปริจเฉทมาเรียงต่อกันเป็ นบทสวด

ประโยชน์จากการศึกษาพระอภิธรรม

ประโยชน์ท่ีได้รับจากการศึกษาพระอภิธรรมมีอยู่มากมายหลายประการ แต่ท่ีสำาคัญมี โดย
สังเขปดังนี้
๑. การศึกษาพระอภิธรรมจะทำาให้เข้าถึงแก่นของพระพุทธศาสนา เพราะพระอภิธรรมเกิดจาก
พระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธองค์ การเข้าถึงพระอภิธรรมจึงเท่ากับเข้าถึงพระปั ญญาคุณของ
พระพุทธองค์อย่างแท้จริง
๒. การศึกษาพระอภิธรรม ก็คือศึกษาธรรมชาติการทำางานของกายและใจซ่ึงเป็ นธรรมชาติ ท่ีมี
อยู่ในตัวเราและสัตว์ทัง้หลายเพ่ ือให้เกิดความรูค ้ วามเข้าใจเก่ียวกับเร่ ืองจิต (วิญญาณ), เร่ ือง
เจตสิก, เร่ ืองอำานาจจิต, เร่ ืองวิถีจิต, เร่ ืองกรรมและการส่งผลของกรรม, เร่ ืองการเวียนว่ายตาย
เกิด, เร่ ืองสัตว์ใน ภพภูมิต่างๆ และเร่ ืองกลไกการทำางานของกิเลส ทำาให้รู้ว่าชีวิตของเราในชาติ
ปั จจุบันนีม้ าจากไหนและ มาได้อย่างไร มีอะไรเป็ นเหตุมอ ี ะไรเป็ นปั จจัย เม่ ือได้คำาตอบชัดเจน
ดีแล้วก็จะรู้วา่ ตายแล้วไปไหนและ ไปได้อย่างไร อะไรเป็ นตัวเช่ ือมโยงระหว่างชาตินีก ้ บั ชาติหน้า
ทำาให้หมดความสงสัยแล้วเกิดอีกหรือไม่ นรก สวรรค์ มีจริงไหม ทำาให้มค ี วามเข้าใจเร่ ืองกรรม
และการส่งผลของกรรม (วิบาก) อย่างละเอียด ลึกซึ้ง
๓. ผู้ศึกษา พระอภิธรรมจะเข้าใจเร่ ืองของปรมัตถธรรม หรือสภาวธรรมอันจริงแท้ตาม
ธรรมชาติ ในพระอภิธรรมจะแยกสภาวะออกให้เห็นว่าทุกส่ิงไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
อะไร ทัง้นัน ้ คงมีแต่สภาวธรรมคือ จิต เจตสิก รูป ท่ีวนเวียนอยู่ในความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โดย
อาศัยเหตุอาศัยปั จจัยอุดหนุนซ่ึงกันและกัน เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เกิดขึ้นใหม่แล้วก็ดับไปอีก มี
สภาพเกิดดับอยู่เช่นนี โ ้ ด ย ไม่รู้จักจบจักสิน
้ แม
ทำางานอยู่เช่นนีโ้ดยไม่มีเวลาหยุด พักเลย สภาวธรรมหรือธรรมชาติเหล่านีม ้ ิใช่เกิดขึ้นจากพระผู้
เป็ นเจ้า พระพรหมพระอินทร์ หรือส่ิง ศักดิส ์ ิทธิใ์ด ๆ เป็ นผูบ
้ ันดาลหรือเป็ นผู้สร้าง แต่สภาว
ธรรมเหล่านีเ้ป็ นผลอันเกิดมาจากเหตุ คือ กิเลสตัณหานัน ่ เองท่ีเป็ นผู้สร้าง
12
๔. การศึกษาพระอภิธรรม จะทำาให้เข้าใจสภาวธรรมอีกประการหน่ึง อันเป็ นจุดมุ่งหมาย สูงสุด
ในพระพุทธศาสนาท่ีต้องการให้เข้าถึงนัน ่ ก็คือนิพพาน นิพพาน หมายถึง ความหลุดพ้นจากกิเลส
ตัณหา ผูท ้ ่ีปราศจากกิเลสตัณหาแล้วนัน ้ เม่ ือหมดอายุขัย ก็จะไม่มีการสืบต่อของ จิต + เจตสิก
และรูป อีกต่อไป ไม่มีการสืบต่อภพชาติ หยุดการเวียนว่ายตายเกิด พ้นจากทุกข์ทัง้ปวงโดยสิน ้ เชิง
จึงกล่าวว่านิพพานเป็ นธรรมชาติท่ีปราศจากกิเลสตัณหา เป็ นธรรมชาติท่ีดับทุกข์โดยสิน ้ เชิงและ
เป็ นธรรมชาติท่ี พ้นจากจิต เจตสิก รูป นิพพานมิใช่เป็ นแดนสุขาวดีท่ีเป็ นอมตะและเพียบพร้อม
ด้วยความสุขล้วน ๆ ตลอดนิรันดร์กาลตามท่ค ี นส่วนใหญ่เข้าใจ
๕. การศึกษาพระอภิธรรมจะทำาให้เข้าใจคำาสอนท่ีมีคุณค่าสูงสุดในพระพุทธศาสนา เพราะ แค่
การทำาทาน รักษาศีล และการทำาสมาธิก็ยังมิใช่คำาสอนท่ีมค ี ่าสูงสุดในพระพุทธศาสนา เน่ ืองจาก
เป็ นเหตุให้ต้องเกิดมารับผลของกุศลเหล่านัน ้ อีก ท่านเรียกว่า วัฎฎกุศล เพราะกุศลชนิดนีย ้ ังไม่
ทำาให้พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด คำาสอนท่ีมีคา่ สูงสุดในพระพุทธศาสนาคือ การปฏิบัติ
วิปัสสนากรรมฐานตามแนวมหาสติปัฎฐาน ๔ เพ่ ือให้เห็นว่าทัง้นามธรรม (จิต + เจตสิก) และ
รูปธรรม (รูป) มีสภาพท่ีไม่เท่ียง ทนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ มีการเกิดดับ เกิดดับ
ตลอดเวลา หาแก่นสาร หาตัวตน หาเจ้าของไม่ได้เลย เม่ ือมีปัญญาเห็นแจ้งในสภาวธรรมตาม
ความเป็ นจริงเช่นนีแ ้ ล้วก็จะนำาไปสู่ การประหาณกิเลสและเข้าถึงพระนิพพานได้ในท่ีสุด
๖. การศึกษาพระอภิธรรม จะทำาให้เข้าใจเร่ ืองอารมณ์ของวิปัสสนาซ่ึงต้องใช้นามธรรม (จิต +
เจตสิก) และรูปปรมัตถ์เป็ นอารมณ์ เม่ ือกำาหนดรูอ ้ ารมณ์ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้ ถูก
ต้อง การปฏิบัตก ิ ็ย่อมได้ผลตามท่ีต้องการ
๗. การศึกษาพระอภิธรรม เป็ นการสัง่สมปั ญญาบารมีท่ีประเสริฐท่ีสุดไม่มีวิทยาการใด ๆ ในโลก
ท่ีศึกษาแล้วจะทำาให้เกิดปั ญญารู้แจ้งโลกเท่ากับการศึกษาพระอภิธรรม
๘. การศึกษาพระอภิธรรม เป็ นการช่วยกันรักษาหลักธรรมคำาสอนของพระพุทธองค์ไว้ ให้
อนุชนรุน่ หลังและเป็ นการช่วยสืบต่อพระพุทธศาสนาให้มัน ่ คงถาวรตลอดไป

สำานักศึกษาพระอภิธรรมในประเทศไทย

กรุงเทพมหานคร
๑. อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุยุวรา
ชรังสฤษดิ ์
๒. วัดระฆังโฆษิตาราม
๓. วัดบวรนิเวศวิหาร
๔. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
๕. วัดบูรณศิริมาตยาราม
๖. วัดสังเวลวิศยาราม
๗. วัดธาตุทอง
๘. วัดเจริญธรรมาราม
๙. วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต
๑๐. วัดสุวรรประสิทธิ ์
ภาคกลาง
๑. วัดสร้อยทอง จ.นนทบุรี
๒. วัดตะวันเร่ ือง ต.คลองส่ี อ. คลองหลวง จ. ปทุมธานี
๓. วัดพืชอุดม ต.พืชอุดม อ.ลำาลูกกา จ. ปทุมธานี
๔. วัดจากแดง ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ
๕. วัดเพชรสมุทร จ. สมุทรสงคราม
13
๖. วัดมณีสรรค์ จ.สมุทรสงคราม
๗. วัดเขาวัง ต. หน้าเมือง อ. เมือง จ. ราชบุรี
๘. วัดมหาธาตุวรวิหาร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี
๙. วัดแหลมทอง ต.หัวโพ อ.บางแพ จ.ราชบุรี
๑๐. วัดชะอำา ต. ชะอำา อ.ชะอำา จ.เพชรบุรี
๑๑. วัดอุดมมงคล ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
๑๒. วัดกลาง ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
๑๓. วัดปราสาททอง จ. สุพรรณบุรี
๑๔. สำานักสงฆ์สวนธรรมจักร ต.ตล่ิงชัน อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี
๑๕. วัดนาฬิ กาวัน ต.หอรัตนชัย จ.พระนครศรีอยุธยา
๑๖. วัดมเหยงคณ์ ต. หันตรา จ.พระนครศรีอยุธยา
๑๗. วัดโกโรโกโส อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา
๑๘. วัดหาดสองแคว ต.ท่าคล้อ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี
๑๙. วัดเขาพระ ต.บ้านป่ า อ.แก่งคอย จ.สระบุรี
๒๐. วัดป่ าธรรมโสภณ ทะเลชุบศร อ.เมือง จ.ลพบุรี
๒๑. วัดเขาสมโภชน์ ต.บัวชุม อ.ชัยบาดาล จ. ลพบุรี
๒๒. วัดโคกโตนด ต.ห้วยเกรด อ.สวรรคบุรี จ.ชัยนาท
ภาคเหนือ
๑. วัดถ้ำาพระธาตุเมืองเทพ ต. ทัพหลวง อ.บ้านไร่ จ. อุทัยธานี
๒. วัดพรหมจริยาวาส ต.ปากน้ำาโพ อ.เมือง จ.นครสวรรค์
๓. วัดพระโบสถ์ ต.ดอนคา อ.ท่าตะโก จ. นครสวรรค์
๔. วัดใหม่เจริญผล ต.หนองจิก อ.คีริมาส จ.สุโขทัย
๕. วัดม่อนจำาศีล ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำาปาง
๖. วัดร่ำาเปิ ง (ตโปธาราม) ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
๗. วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่
๘. วัดเมืองมาง ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
๑. วัดสะแกแสง ต.พะาด อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา
๒. วัดป่ านิมิตมงคล ต.แตล อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์
๓. วัดป่ าสังฆพงษ์พิทักษ์ฯ ต.บ้านซบ อ.สังขะ จ.สุรินทร์
๔. วัดพรมศิลาแตล ต.แตล อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์
๕. วัดโมฬี วงษา ต.ตรวจ ก่ิง อ.ศรีณรงค์ จ.สุรินทร์
๖. วัดวารีหงษ์ทอง ต.ระแงง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์
๗. วัดกลาง ต.นางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์
๘. วัดมหาวนาราม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
๙. วัดกลาง ต.พิบูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี
๑๐. วัดบ้านไร่ขี อำานาจเจริญ
๑๑. วัดบ้านโคกก่อง จ.ยโสธร
๑๒. วัดอุดมไพรสณฑ์ ต.รอบเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด
๑๓. วัดวิสุทธิมค ั คาราม จ. อุดรธานี
๑๔. วัดพระบาทนาหงษ์ จ.หนองคาย
ภาคตะวันออก
๑. วัดเกาะแก้วคลองหลวง ต.ไร่หลักทอง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี
14
๒. วัดเกาะจันทร์ ต.เกาะจันทร์ ก่ิง อ.เกาะจันทร์ จ.ชลบุรี
๓. วัดเก่าโบราณ ต.เหมือง อ.เมือง จ.ชลบุรี
๔. วัดกุณฑีธาร ต.คลองก่ิง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี
๕. วัดเขาบ่อน้ำาซับ ต.ห้างสูง อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี
๖. วัดเขาพุทธโคดม ต.สุรศักดิ อ์.ศรีราชา จ.ชลบุรี
๗. วัดนาพร้าวเก่า ต.สุรศักดิ อ์.ศรีราชา จ.ชลบุรี
๘. สำานักสงฆ์หนองลำาดวน ต.ท่าบุญมี ก่ิง อ.เกาะจันทร์ จ.ชลบุรี
๙. สำานักสันตยสม จ.ชลบุรี
๑๐. วัดธรรมนิมิตต์ จ.ชลบุรี
๑๑. วัดพนมพนาวาส ต.คลองขุด อ.บ้านโพธิ จ์.ฉะเชิงเทรา
๑๒. วัดสุนีย์ศรัทธาธรรม ต.พิมพา อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา
๑๓. วัดชากพรวด ต.ห้วยยาง อ.แกลง จ.ระยอง
๑๔. วัดบ่อทอง ต. ชาดโดน อ.แกลง จ.ระยอง
๑๕. วัดหินโค้ง ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง
๑๖. วัดสุทธิวารี ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี
ภาคใต้
๑. วัดไตรวิทยาราม ต.ถ้ำาใหญ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช
๒. วัดคุณชี ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง จ.ภูเก็ต
สำานักศึกษาพระอภิธรรมทางไปรษณีย์
๑. มูลนิธิเผยแผ่พระสัทธรรม ตู้ปณ. ๔๕ ปณจ. ตล่ิงชัน กรุงเทพฯ ๑๐๑๗๐ โทรศัพท์ : ๘๘๔
- ๕๐๙๑ - ๒
เก่ียวกับผู้เรียบเรียง

นายวิศิษฐ์ ชัยสุวรรณ
ปั จจุบน
ั ทำางานเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กบ ั องค์กรต่าง ๆ ดังนี้
- รองประธานมูลนิธเิ ผยแผ่พระสัทรรม
- รองประธานมูลนิธิพระอภิธรรมทางอากาศ
- ประธานชมรมสนทนาธรรมบ้านป่ าริมธาร จ.กาญจนบุรี
- ท่ีปรึกษาโครงการสอนพระอภิธรรมทางไปรษณีย์ สำานักวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร
การศึกษา
- ปริญญาโทวิศวกรรมไฟฟ้ า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ปริญญาโทสาขาบริหารการเงิน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
อาชีพปั จจุบนั
- กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเทล จำากัด (ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้ า)
- อาจารย์พิเศษสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้ า มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์

บรรณานุกรม

๑. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิ ฎก : ประวัติและความเป็ นมา.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕
๒. พระธรรมปิ ฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕

15
๓. ธนิต อยู่โพธิ ์. ตำานานพระอภิธรรม. พิมพ์ครัง้ท่ี ๒. กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนจำากัด
ศิวพร, ๒๕๒๗.
๔. พระครูสังวรสมาธิวัตร. คูม ่ ือการศึกษาพระอภิธรรมปิ ฎก. กรุงเทพมหานคร : พิทักษ์อักษร,
๒๕๓๐
๕. วรรณสิทธิ ไวยทยะเสวี. คู่มือการศึกษาพระพุทธศาสนาพ้ืนฐาน. กรุงเทพมหานคร : พัฒนา
วิทย์การพิมพ์, ๒๕๓๔.
๖. มูลนิธสิ ำานักปฏิบัตธิ รรมบุณย์กัญจนาราม. พุทธศาสนาคืออะไร. ม.ป.ท. ๒๕๓๖.
๗. สรรค์ชัย พรหมฤๅษี. สภาวธรรม ๗๒. กรุงเทพมหานคร : สหธรรมิก, ๒๕๓๕.
๘. มูลนิธิว่องวานิช. คู่มือฟั งสวดพระอภิธรรม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์วิญญาณ. ๒๕๓๕.
๙. วินัย อ.ศิวะกุล. "เรียนอภิธรรม ๙ ปริจเฉท". วารสารอภิธรรม ฉบับเดือนพฤษภาคม
๒๕๔๐ : หน้าท่ี ๔๕ - ๕๔.

16