You are on page 1of 16

แนวทางก ารปฏิบัติวิปัสสน ากรรมฐานสติปัฏฐาน ๔

โดย
พระราชสุทธิญ าณม งคล (จรัญ ฐิตธมฺโม )

วัดอัมพ วัน สิงห์บุ รี

วิปัสสนากร รมฐาน
กล่าวโ ดยท ั่วไ ป

วิป ัส สนาฯ เป็นเรื่องของการศึกษาชีวิตเพื่อจะปลดเปลื้องความทุกข์นานา


ประการ ออกเสียจากชีวิต เป็นเรื่องของการค้นหาความจริงว่า ชีวิตมันคืออะไรกันแน่
ปกติเราปล่อยให้ชีวิตดำาเนินไปตามความเคยชินของมัน ปีแล้วปีเล่า มันมีแต่ความมืด
บอด

ว ิป ัส ส น า ฯ เป็นเรื่องของการตีปัญหาซับซ้อนของชีวิต เป็น เรื่องของการ


ค้นหาความจริงของชีวิตตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำามา

วิปัสส นาฯ เป็นการเริ่มต้นในการปลดเปลื้องตัวเราให้พ้นจากความเป็นทาง


ของความเคยชิน

ในตัวเรานั้น เรามีของดีที่มีคุณค่าอยู่แล้ว คือ สติสัมปชัญญะ แต่เรานำา ออก


มาใช้น้อยนัก ทั้งที่เป็นของมีคุณค่าแก่ชีวิตหาประมาณมิได้ วิปัสสนาฯ เป็นการระดม
เอาสติทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวเรา เอาออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์

วิป ัส ส นาฯ คือการอัญเชิญ สติ ที่ถูกทอดทิ้งขึ้นมานั่งบัลลังก์ของชีวิต เมื่อ


สติขึ้นมานั่งสู่บัลลังก์แล้ว จิตก็จะคลานเข้ามาหมอบถวายบังคมอยู่เบื้องหน้าสติ สติจะ
ควบคุมจิตมิให้แส่ออกไปคบหาอารมณ์ต่าง ๆ ภายนอก ในที่สุดจิตก็จะค่อยคุ้นเคยกับ
การสงบอยู่กับอารมณ์เดียว เมื่อจิตสงบตั้งมั่นดีแล้ว การรู้ตามความจริงก็เป็นผลตาม
มา เมื่อ นั้ นแหละเราก็จ ะทราบได้ ว่ า ความทุก ข์ มั น มาจากไหน เราจะสกั ด กั้ น มั น ได้
อย่างไร นั่นแหละผลงานของ สติ ละ

ภายหลังจากได้ทุ่มเทสติสัมปชัญญะลงไปอย่างเต็มที่แล้ว จิตใจของผู้ปฏิบัติก็
จะได้สัมผัสกับสัจจะแห่งสภาวธรรมต่าง ๆ อันผู้ปฏิบัติไม่เคยเห็นอย่างซึ้งใจมาก่อน ผล
งานอันมีค่าลำ้าเลิศของสติสัมปชัญญะ จะทำาให้เราเห็นอย่างแจ้งชัดว่า ความทุกข์ร้อน
นานาประการนั้น มันไหลเข้ามาสู่ชีวิตของเราทางช่องทวาร ๖ ช่องทวาร นั้นเป็นที่ต่อ
และบ่อเกิดสิ่งเหล่านี้คือ ขันธ์ ๕ จิต กิเลส

ช่องทวาร ๖ นี้ ทางพระพุทธศาสนาท่านเรียกว่า อายตนะ อายตนะมีภายใน


๖ ภายนอก ๖ ดังนี้ อายตนะภายในมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายนอกมี รูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (กายถูกต้องสัมผัส) ธรรมารมณ์ (อารมณ์ที่เกิดจากใจ)
รวม ๑๒ อย่างนี้ มีหน้าที่ต่อกันแบบ คู่ คู่ คือ ตาคู่กับรูป หูคู่กับเสียง จมูกคู่กับกลิ่น ลิ้น
คู่กับรส กายคู่กับการสัมผัสถูกต้อง ใจคู่กับอารมณ์ที่เกิดจากใจ เมื่ออายตนะคู่ใดคู่หนึ่ง
ต่อถึงกันเข้า จิตก็จะเกิดขึ้น ณ ที่นั้นเองและจะดับไป ณ ที่นั้นทันที จึงเห็นไดว่า จิตไม่ใช่
ตัวไม่ใช่ตน การที่เราเห็นว่าจิตเป็นตัวตนนั้น ก็เพราะว่าการเกิดดับของจิตรวดเร็วมาก
การเกิดดับของจิต เป็นสันติคือ เกิดดับต่อเนื่องไม่ขาดสาย เราจึงไม่มีทางทราบได้ถึง
ความไม่ มี ตั วตนของจิต ต่ อเมื่อ เราทำา การกำา หนด รู ป นาม เป็ นอารมณ์ ต ามระบบ
วิปัสสนากรรมฐาน ทำาการสำารวม สติสัมปชัญญะอย่างมั่นคง จนจิตตั้งมั่นดีแล้ว เราจึง
จะรู้เห็นการเกิด ดับ ของจิต รวมทั้งสภาวธรรมต่าง ๆ ตามความเป็นจริง

การที่จิตเกิดทางอายตนะต่าง ๆ นั้นมันเป็นการทำางานร่วมกันของขันธ์ ๕ เช่น


ตากระทบรูป เจตสิกต่าง ๆ ก็เกิดตามมาพร้อมกันคือ เวทนา เสวยอารมณ์ สุข ทุกข์ ไม่
สุขไม่ทุกข์ สัญญา จำาได้ว่ารูปอะไร สังขาร ทำาหน้าที่ปรุงแต่ง วิญญาณ รู้ว่ารูปนี้ ดี ไม่ดี
หรื อ เฉย ๆ ขาดสติ กำา หนดเป็ น โมหะ อัน นี้ เ องจะบั น ดาลให้ อ กุ ศ ลกรรมต่ า ง ๆ เกิ ด
ติดตามมา อันความประพฤติชั่วร้ายต่าง ๆ ก็จะเกิด ณ ตรงนี้เอง
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดยเอาสติเข้าไปตั้งกำากับจิตตามช่องทวารทั้ง
๖ เมื่อปฏิบัติได้ผลแก่กล้าแล้ว ก็จะเข้าติดต่ออายตนะทั้ง ๖ คู่นั้นไม่ให้ติดต่อกันได้โดย
จะเห็นตามความเป็นจริงว่า เมื่อตากระทบรูปก็จะเห็นว่า สักแต่ว่าเป็นแค่รูปไม่ใช่ตัว
ไม่ใช่ตน บุคคลเราเข้าไม่ทำาให้ความรู้สึกนึกคิดปรุงแต่งให้เกิดความพอใจหรือไม่ พอใจ
เกิดขึ้น รูปก็จะดับลงอยู่ ณ ตรงนั้นเอง ไม่ให้ไหลเข้ามาสู่ภายในจิตใจได้ อกุศลกรรมทั้ง
หลายก็จะไม่ตามเข้ามา

สติที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น นอกจากจะคอยสกัดกั้นกิเลส
ไม่ให้เข้ามาทางอายตนะแล้วยังเพ่งเล็งอยู่ที่รูปกับนาม เมื่อเพ่งอยู่ก็จะเห็นความเกิดดับ
ของรูปนาม นั้นจักนำา ไปสู่การเห็นพระไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์
ความไม่มีตัวตนของสังขารหรืออัตภาพอย่างแจ่มแจ้ง

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น จะมีผลน้อยมากเพียงใด อยู่ที่หลักใหญ่ ๓


ประการ ๑. อาตาปี ทำาความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน ๒. สติมา มีสติ ๓. สัมปชาโน
มี สัม ปชั ญ ญะอยู่ กับ รู ปนามตลอดเวลาเป็ น หลั ก สำา คั ญ นอกจากนั้ น ผู้ ป ฏิ บั ติ ต้ อ งมี
ศรัทธา ความเชื่อว่าการปฏิบัติเช่นนี้มีผลจริง ความมีศรัทธาความเชื่อว่าการปฏิบัติเช่น
นี้มีผลจริง ความมีศรัทธานี้ เปรียบประดุจเมล็ดพืชที่สมบูรณ์ พร้อมที่จะงอกงามได้ทันที
ที่นำาไปปลูก ความเพียร ประดุจนำ้าที่พรมลงไปที่เมล็ดพืชนั้นเมื่อ เมล็ดพืชให้นำ้าพรมลง
ไป ก็จะงอกงามสมบูรณ์ขึ้นทันที เพราะฉะนั้น ผูป้ ฏิบัติจะได้ผลมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้น
อยู่กับสิ่งเหล่านี้ด้วย

การปฏิบ ัต ิ ผู้ปฏิบัติจะต้องเปรียบเทียบดู จิตใจของเราในระหว่าง ๒ วาระ


ว่า ก่อนที่ยังไม่ปฏิบัติและหลังการปฏิบัติแล้ว วิเคราะห์ตัวเองว่ามีความแตกต่างกัน
ประการใด

หมาย เหต ุ เรื่องของวิปัสสนากรรมฐานที่เขียนขึ้นดังต่อไปนี้ จะยึดถือเป็นตำาราไม่


ได้ ผู้เขียนเขียนขึ้นเป็นแนวปฏิบัติเท่านั้น โดยพยายามเขียนให้ง่ายแก่การศึกษาและ
ปฏิบัติมากที่สุดเท่าที่จะกระทำาได้เท่านั้นเอง
เกิด เป็นคนต้องช่วยตนเสียก่อน
แล้วก ลับย้อน ช่วยคนอื่นจึงจะได้
ต้ องรู้จักฝึกหัดทั้งกายใจ
จึงค่อยไปแน ะคนอื่น ให้ทำาตาม

วิปัสสนากร รมฐาน

ธุระในพระศาสนามี ๒ อย่างคือ

๑. คันถะธุระ

๒. วิปัสสนาธุระ

ค ัน ถ ะ ธ ุร ะ ได้แก่การศึกษาเล่ าเรียนให้รู้เรื่อ งพระศาสนา และหลักศีล


ธรรม

วิป ัส สนาธุร ะ ได้แก่ธุระหรืองานอย่างสูงในพระศาสนา ซึ่งเป็นงานที่จะช่วย


ให้ผู้นับถือพระพุทธศาสนาได้รู้จักดับทุกข์ หรือเปลื้องทุกข์ออกจากตนได้มาก
น้อยตามควรแก่การปฏิบัติ ทางนี้ทางเดียวเท่านั้นที่จะทำา ให้คนพ้นทุกข์ตั้งแต่
ทุกข์เล็กจนถึงทุกข์ใหญ่ เช่น การเกิด แก่ เจ็บตาย และเป็นทางปฏิบัติที่มีอยู่ใน
ศาสนาของพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ว ิป ัส ส น า ธ ุร ะ คือ ส่วนมากเราเรียกกันว่า วิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง เมื่อ


กล่าวถึงกรรมฐานขอให้ผู้ปฏิบัติแยกกรรมฐานออกเป็น ๒ ประเภทเสียก่อนการ
ปฏิบัติจึงจะไม่ปะปนกัน กรรมฐานมี ๒ ประเภทคือ
๑. สมถ กรรมฐาน กรรมฐานชนิดนี้เป็นอุบายให้ใจสงบคือ ใจที่อบรมใน
ทางสมถะแล้วจะเกิดนิ่ ง และเกาะอยู่กับอารมณ์ หนึ่ง เพีย งอย่ า งเดี ย ว
อารมณ์ของสมถะกรรมฐานนั้น แบ่งออกเป็น ๔๐ กอง คือ กสิณ ๑๐ อสุภ
๑๐ อนุสติ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุวัฏฐาน ๑
อรูปธรรม ๔

๒. วิป ัส สนากรรมฐ าน เป็นอุบายให้เรืองปัญญา คือ เกิดปัญญาเห็น


แจ้งหมายความว่า เห็นปัจจุบัน เห็นรูปนาม เห็นพระไตรลักษณ์ และเห็น
มรรค ผล นิพพาน
การเรียนรู้วิปัสสนากรรมฐานนั้นเรียนได้ ๒ อย่างคือ ๑. เรียนอันดับ ๒. เรียนสันโดษ

การเรีย นอัน ดั บ คือ การเรียนให้รู้จัก ขันธ์ ๕ ว่าได้แก่อะไรบ้าง ย่อให้สั้นใน


ทางปฏิบัติ เหลือเท่าใด ได้แก่อะไร เกิดที่ไหน เกิดเมื่อไร เมื่อเกิดขึ้นแล้วอะไรจะ
เกิดตามมาอีก จะกำา หนดตรงไหนจึ งจะถู กขั น ธ์ ๕ เมื่ อ กำา หนดถูก แล้ วจะได้
ประโยชน์อย่างไรบ้าง เป็นต้น นอกจากนี้ก็ต้องเรียนให้รู้เรื่องใน อายตนะ ๑๒
ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ โดยละเอียดเสียก่อน เรียก
ว่า เรียนภาคปริยัติ วิปัสสนาภูมินั่นเอง แล้วจึงจะลงมือปฏิบัติได้

ก ารเรีย นสัน โด ษ คือ การเรียนย่อ ๆ สั้น ๆ สอนเฉพาะที่ต้องปฏิบัติเท่านั้น


เรียนชั่วโมงนี้ก็ปฏิบัติชั่วโมงนี้เลย เช่น สอนการเดินจงกรม สอนวิธีนั่ง กำาหนด
สอนวิธีกำาหนดเวทนา สอนวิธีกำาหนดจิต แล้วลงมือปฏิบัติเลย
หลักใหญ่ในการปฏิบัตวิ ิปสั สนาฯ มีหลักอยู่ ๓ ประการ คือ

๑. อาตาปี ทำาความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน

๒. สติมา มีสติ คือระลึกอยู่เสมอว่าขณะนี้เราทำาอะไร

๓. สัมปชาโน มีสัมปชัญญะ คือขณะนี้ทำาอะไรอยู่นั้นต้องรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา

วีธีปฏิบั ติ
๑ . ก าร เด ิน จ งก รม ก ่ อ น เด ิน ให้ย ก มือ ไ ข ว้ห ล ั ง มือ ข วาจ ับ ข ้อ ม ือ
ซ ้า ย ว างไ ว้ต ร งก ระ เบน เหน็บ ย ืน ต ัว ต รง เงย หน้ า หล ับ ต า ให้
ท ำา ค ว า ม ร ู้ส ึก โ ด ย จ ิต ส ต ิ ร ู้อ ย ู่ต ั้ง แ ต ่ก ล า ง ก ร ะ ห ม ่อ ม แ ล ้ว
ก ำา ห น ด ย ืน ห น อ ช ้า ๆ ๕ ค ร ั้ ง ข ณ ะ น ั้น ใ ห ้ส ต ิอ ย ู่ท ี่ร ่ า ง ก า ย
อ ย ่า ใ ห ้อ อ ก ไ ป น อ ก ก า ย เ ส ร ็จ แ ล ้ว ล ืม ต า ข ึ้น ก ้ม ห น ้า ท อ ด
ส าย ต า ไ ป ข ้า ง ห น ้า ป ร ะ ม า ณ ๔ ศ อ ก ส ต ิจ ับ อ ย ู่ท ี่เ ท ้า ก า ร เ ด ิน
ก ำา ห นด ว่ า ข วา ย ่า ง หนอ ก ำา หนด ใ นใ จ ค ำา ว่ า ข วา ต ้อ ง ย ก ส ้น
เท้ า ขวาขึ้น จาก พื้น ประมาณ ๒ นิ้ว เท้ า กับ ใจนึก ต้อ งให้พ ร้อ ม
ค ำา ว ่ า ย ่า ง ก ้า ว เ ท ้า ข ว า ไ ป ข ้า ง ห น ้า ใ ห ้ช ้ า ท ี่ส ุด เ ท ้ า ย ัง ไ ม ่
เ หย ีย บพ ื้น ค ำา ว่ า ห นอ เ ท้ า เห ย ีย บ พื้ นเ ต ็ม ฝ ่า เ ท้ า อ ย ่า ใ ห้ส ้น
เท้ า หล ัง เปิด เวล าย ก เท้ า ซ ้า ย ก ็เ หมือ นก ัน ก ำา หนด ค ำา ว ่า ซ ้า ย
ย ่า ง หน อ ค ง ป ฏิ บ ัต ิเ ช ่น เด ีย วก ับ ข วา ย ่า ง ห นอ ระ ย ะ ก ้า ว ใ น
ก ารเดิ น ห่า งกัน ประ มาณ ๑ คืบ เป็ น อ ย ่า งม าก เพื่อ ก ารทร งต ัว
ขณะก ้า วจ ะได ้ดีข ึ้นเ มื่อเ ดิ นส ุด สถานที่ใ ช้เ ดิน แล้ว พยายามใช้
เท้ าขวา เป็นหลักคือ ขวา ย่าง หนอ แล้วตา มด้วย เท้ าซ้าย ย่า ง
หนอ จ ะ ปร ะ ก บก ัน พอ ด ี แ ล ้ว ก ำา หน ด ว่ า หย ุด หน อ จ า ก น ั้น เ งย
ห น้ า หล ับ ต า ก ำา หน ด ย ืน หน อ ช ้า ๆ อ ีก ๕ ค รั้ง เห มือ นก ับ ที่
ไ ด้อ ธ ิบ าย มาแล ้ว ล ืม ต า ก ้ม หน้ า ท่ า ก ล ับ ก ารก ล ับ ก ำา หนด ว่า
ก ลับ หนอ ๔ ครั้ง คำา ว่า กล ับ หนอค รั้ง ที่ห นึ่ง ย ก ปล าย เท้ า ข วา
ใช้ส ้น เท้ า ขวาหมุน ต ัว ไ ปทางข วา ๔๕ อ งศ า ค รั้ง ที่ ๒ ลาก เท้า
ซ ้า ย ม าต ิด ก ับ เ ท้า ข วา ค รั้ง ท ี่ ๓ ทำา เ ห มือ นค ร ั้ง ที่ ๑ ค ร ั้ง ที่ ๔
ท ำา เ ห ม ือ น ค ร ั้ง ท ี่ ๒ ข ณ ะ น ี้จ ะ อ ย ู่ใ น ท ่า ก ล ับ ห ล ั ง แ ล ้ว ต ่อ ไ ป
กำาห นด ย ืน หน อ ช้า ๆ อีก ๕ ค รั้ง ล ืม ตา ก้ม หน้า แล ้ว กำา หนด
เดิน ต่อไป กระทำาเช่นนี้จน หมดเ วลาที่ต้องก าร

๒. การนั่ง กระทำา ต่อ จากก ารเด ิน จงกรม อ ย่า ให้ข าด ตอ นล งเมื่อ


เดิน จ งก รมถ ึ ง ที่จ ะ นั่ง ให้ก ำา หนด ย ืน หนอ อ ีก ๕ ค รั้ ง ต ามที่
ก ร ะ ท ำา ม า แ ล ้ว เ ส ีย ก ่อ น แ ล ้ว ก ำา ห น ด ป ล ่อ ย ม ือ ล ง ข ้า ง ต ัว ว ่า
ป ล ่อ ย ม ือ ห น อ ๆ ๆ ๆ ๆ ช ้า ๆ จ น ก ว ่า จ ะ ล ง ส ุด เ ว ล า น ั่ง ค ่อ ย ๆ
ย ่อ ต ัว ล ง พร ้อ มก ับ ก ำา ห น ด ต า ม ก า ร ก า ร ท ี่ท ำา ไ ป จ ร ิง ๆ เ ช ่น ย ่อ
ตัว หนอ ๆ ๆ ๆ เท้า พื้ นหนอ ๆ ๆ คุก เข่า หนอ ๆ ๆ นั่ง หนอ ๆ ๆ
เป็ นต้น

วิธ ีน ั่ง ให้น ั่ง ขัด สมาธิ คือ ขาขวาทับ ขาซ้ า ย นั่ง ตัว ต รง
หลับต า เอาสติม าจับอยู่ที่สะดือที่ท้องพอ งยุบ เวล าหาย ใจเข้า
ท้อ งพอง กำา หนด ว่า พอง หนอ ใจ นึก ก ับ ท้อ งที่ พอ งต ้อ งใ ห้ท ัน
กัน อย่าให้ก่อ นหรือหลังกั น หายใจออกท้องยุ บ กำาหนด ว่า ยุบ
ห น อ ใ จ น ึก ก ับ ท ้อ ง ท ี่ย ุบ ต ้อ ง ท ั น ก ัน อ ย ่า ใ ห ้ก ่อ น ห ร ือ ห ล ัง ก ัน
ข ้อ ส ำา ค ัญ ใ ห ้ส ต ิจ ับ อ ย ู่ท ี่ พ อ ง ย ุบ เ ท ่ า น ั้น อ ย ่า ด ูล ม ท ี่จ ม ูก
อ ย่า ตะ เบ็ ง ท้อ งใ ห้ม ีค ว ามรู้ส ึก ต ามค วาม เป็น จ ริง ว่า ท้อ งพอ ง
ไปข ้าง หน้ า ท ้อ งยุบ มาทางหลัง อย ่า ให้เ ห็ น เป็น ไปว่า ท้อ งพอง
ข ึ้น ข ้า ง บ น ท ้อ ง ย ุบ ล ง ข ้า ง ล ่ า ง ใ ห ้ก ำา ห น ด เ ช ่น น ี้ต ล อ ด ไ ป
จนกว่ าจ ะถึง เวลา ที่กำาห นด

เมื่อมี เวท นา เวทน าเป็ นเรื่องส ำาคัญที่สุด จ ะต้องบัง เกิด


ขึ้นกับผู้ปฏิ บัติแน่นอน จะต้องมีควา มอดทนเ ป็นกา รสร้างขันติ
บารมี ไปด้ว ย ถ ้า ผู้ป ฏิบ ัต ิข าดความอดทนเสีย แล้ว การปฏิบ ัต ิ
วิปัสส นากรรมฐ านนั้นก็ล้ม เหลว

ในขณะที่นั่ งหรือเดิ นจงกรมอยู่นั้น ถ้ามีเ วทนา ควา ม


เ จ ็บ ป ว ด เ ม ื่อ ย ค ัน ๆ เ ก ิด ข ึ้น ใ ห ้ห ย ุด เ ด ิ น ห ร ือ ห ย ุด ก ำา ห น ด
พ อ ง ย ุ บ ใ ห ้เ อ า ส ต ิไ ป ต ั้ง ไ ว ้ท ี่ เ ว ท น า เ ก ิด แ ล ะ ก ำา ห น ด ไ ป ต า ม
ค ว า ม เ ป ็ น จ ร ิง ว ่ า ป ว ด ห น อ ๆ ๆ เ จ ็บ ห น อ ๆ ๆ ค ัน ห น อ ๆ ๆ
เ ป ็ น ต ้น ใ ห ้ก ำา ห น ด ไ ป เ ร ื่อ ย ๆ จ น ก ว ่ า เ ว ท น า จ ะ ห า ย ไ ป เ ม ื่อ
เวทนา หายไปแล้ว ก็ให้ก ำาหนด นั่งหรือ เดินต่อไป
จ ิต เ ว ล า น ั่ง อ ย ู่ห ร ือ เ ด ิน อ ย ู่ ถ ้า จ ิต ค ิด ถ ึง บ ้า น
ค ิด ถ ึง ทรัพ ย์ส ิน หรือ ค ิด ฟุ้ง ซ่ า นต่ า ง ๆ นา ๆ ก็ใ ห้เ อ าส ต ิป ัก ล ง
ที่ล ิ้น ปี่ พร้อ มก ับ ก ำา หนด ว่า ค ิด หนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อ ย ๆ จ นก ว่า
จิต จะ หยุด คิด แม้ด ีใ จ เสีย ใจ หรือ โกรธ ก็ก ำา หนดเช่น เดีย วกัน
ว ่า ด ีใ จ ห น อ ๆ ๆ ๆ เ ส ีย ใ จ ห น อ ๆ ๆ ๆ โ ก ร ธ ห น อ ๆ ๆ ๆ
เป็ นต้น

เ ว ล า น อ น เ ว ล า น อ น ค ่อ ย ๆ เ อ น ต ั ว น อ น พ ร ้อ ม ก ับ
ก ำา ห น ด ต า ม ไ ป ว ่ า น อ น ห น อ ๆ ๆ ๆ จ น ก ว ่ า จ ะ น อ น เ ร ีย บ ร ้อ ย
ขณะนั้นให้ เอาสติจับอยู่กับอาก ารเคลื่อ นไหวของร่ างกาย เมื่อ
นอนเรีย บร้อ ยแ ล้ว ให้เ อ าส ติม าจ ับ ที่ ท้อ ง แ ล ้ว ก ำา ห นด ว่า พอ ง
ห นอ ย ุบ ห น อ ต ่อ ไ ป เ ร ื่อ ย ๆ ใ ห ้ค อ ย ส ัง เ ก ต ใ ห ้ด ีว ่ า จ ะ ห ล ับ ไ ป
ตอนพอ ง หรือตอนยุบ

อ ิร ิย า บ ถ ต ่ า ง ๆ ก า ร เ ด ิน ไ ป ใ น ท ี่ต ่า ง ๆ ก า ร เ ข ้า
ห้อ ง นำ้า ก าร เข ้า ห้อ งส ้ว ม ก า ร รับ ป ระ ท าน อ าห า ร แ ล ะ ก า ร ก ร ะ
ทำา กิจ การงานทั้ง ปวง ผู้ป ฏิบ ัต ิต ้อ งมีส ติก ำา หนดอยู่ท ุก ข ณะใน
อ าก า ร เห ล ่ า น ี้ ต า มค ว า ม เป ็น จ ร ิง ค ือ ม ีส ต ิ ส ัม ป ช ัญ ญ ะ เ ป ็น
ปัจจุบัน อยู่ตลอดเวล า

สรุปก ารกำาห นดต่า ง ๆ พอสัง เขป ดังนี้

๑. ตาเห็น รู ป จะหลับ ตาหรือ ลืม ตาก็แ ล้ว แต่ ให้ต ั้ งสติไ ว้ ท ี่ต า
กำาห นดว่ า เห็นห นอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะรู้สึกว่า เห็น
ก็ส ัก แต่ว ่า เห็น ล ะความพอใจและความไม่พ อใจออกเสีย ได้
ถ้าหลั บตาอยู่ ก็กำาห นดไปจนกว่ าภา พนั้นจะหายไป

๒. หูได ้ยิน เสีย ง ให้ต ั้ง สติไ ว้ท ี่ห ู ก ำา หนดว่ า เสีย งหนอ ๆ ๆ ๆ
ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะรู้สึกว่ าเสียง ก็สักแต่ว่า เสียง ละความ
พอใจและความไม่พอใจออกเสียได้
๓ . จ มูก ไ ด ้ก ล ิ่น ต ั้ง ส ต ิไ ว ้ท ี่จ มูก ก ำา ห นด ว ่า ก ล ิ่น หน อ ๆ ๆ ๆ
ไปเ รื่อ ย ๆ จนกว่า จะรู้ส ึก ว่ า กลิ่น ก็ส ัก แต่ว ่า กลิ่น ล ะความ
พอใจและความไม่พอใจออกเสียได้

๔. ลิ้นไ ด้ร ส ตั้ง สต ิไว ้ท ี่ลิ้น กำา หน ดว่ า รสหนอ ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อ ย


ๆ จ น ก ว ่า จ ะ ร ู้ส ึก ว ่ า ร ส ก ็ส กั แ ต ่ว ่ า ร ส ล ะ ค ว า ม พ อ ใ จ แ ล ะ
คว ามไม่พอใจออกเสียได้

๕. การถูก ต้อ งสัม ผัส ตั้ง สติไ ว้ต รงที่ส ัม ผัส กำา หนดตามความ
เป็ น จริง ที่เ กิ ด ขึ้น ละความพอใจและความไม่พ อใจออกเสีย
ได้

๖. ใจนึก คิด อารมณ์ ตั้ง สติไ ว้ท ี่ล ิ้น ปี่ กำา หนดว่า คิด หนอ ๆ ๆ
ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่ าคว ามนึกคิดจะหายไป

๗ . อ าก ารบา งอ ย ่า ง เก ิด ข ึ้น ก ำา หนด ไ ม ่ท ัน ห รือ ก ำา ห น ด ไ ม่ถ ูก


ว่า จะกำา หนดอย่า งไร ตั้ง สติไ ว้ท ี่ล ิ้น ปี่ กำา หนด ว่า รู้ห นอ ๆ
ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าอาก ารนั้ นจ ะห ายไป

การ ที่เร ากำาหน ดจิต แ ละตั้งสติไว้เช่น นี้ เพร าะเหตุว่ าจิตของ


เร าอยู่ใต้บังคั บของคว ามโลภ ความโกรธ คว ามหลง เช่น ตาเห็น รูป
ชอบใจ เป็นโลภะ ไม่ช อบใจ เป็ นโทสะ ขาดสติไม่ได้กำา หนด เป็ น
โมหะ หูได้ยินเสียง จ มูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกต้องสั มผัส ก็เช่น
เดีย วกัน

การ ปฏิบัติ วิปัสสนากร รมฐาน โดยเอาสติ เข้าไปตั้งก ำากับต าม


อายตนะนั้ น เมื่อปฏิบัติได้ผลแก่กล้าแล้ว ก็จะเข้าตัดที่ต่อของ
อายตนะต่ าง ๆ เหล่านั้น มิให้ติดต่อกันได้ คือว่า เมื่อเ ห็นรูปก็สักแต่
ว่ าเห็น เมื่อได้ยินเสียงก็สักแต่ว่ าได้ยิน ไม่ทำา ควา มรู้สึกนึกคิดปรุ ง
แต่งให้ เกิดคว ามพอใจหรือค วามไม่ พอใจในสิ่งที่ป รากฎให้ เห็น แ ละ
ได้ยินนั้น รูป แ ละ เสียงที่ได้เ ห็นและ ได้ยินนั้ นก็จะดับไป เกิด แ ละ
ดับ อยู่ที่นั้ นเอง ไม่ไหลเข้าม าภาย ใน อกุศลธรรมควา มทุกข์ร้อนใจ
ที่คอยจะติดตาม รูป เสียง แล ะอายตนะภาย นอกอื่น ๆ เข้า มาก็เข้า
ไม่ได้

สติที่เกิดขึ้นขณะปฏิ บัติวิปัสส นากรรมฐ านนั้น นอกจากจ ะคอย


สกัดกั้นอกุศลธรรมและความ ทุกข์ร้อนใจที่จ ะเข้า มาท างอายต นะ
แล้ว สติเพ่ งอยู่ที่ รูป นาม เมื่อเพ่ งเล็งอยู่ก็ย่อม เห็นค วามเกิ ดดับ
ของ รูป นาม ที่ดำาเ นินไปตา มอายตนะต่า ง ๆ อย่างไม่ข าดสาย การ
เห็ นการ เกิดดับของ รูป นา ม นั้นจะนำาไปสู่การ เห็น พระ ไตรลักษณ์
คือ ควา มไม่เที่ย ง ความ ทุกข์ แ ละความไม่มี ตัวตนของสังข าร หรือ
อัตภา พอย่างแจ่มแจ้ง

สติปัฏฐาน 4

มักจะมีคำาถ ามอยู่เสมอว่า เราจะ


ปฏิบัติธรรมในแน วไหน หรือสำานักใด จ ึงจะเป็นกา ร
ถูกต้องและ ได้ผล คำาถาม เช่นนี้เป็นคำาถา มที่ถูก
ต้องและ ไม่ควรถูกต ำาหนิว่าชอบเลือกนั่นเลือกนี่ ที่
ถามก็ เพื่อระวังไ ว้ไม่ให้เดินท างผิด ทางปฏิบัติที่
ถูกต้อง คื อ ปฏิบัติตามสติปัฏฐาน ๔

สติปัฏฐาน ๔ แปลให้ เข้าใจง่าย ๆ ก็


คือ ฐาน ที่ตั้งของสติ หรื อ เหตุปัจจัยสำาหรับปลูก
สติให้เกิดขึ้นในฐานทั้ง ๔ คื อ
๑. กายานุปัสสนาส ติปัฏ ฐาน คือ การพิจารณา
กาย จำาแนกโดยล ะเอียดมี ๑๔ อ ย่างคือ

๑. อัสสา สะปัสสา สะ คือ ลมหายใจเ ข้าอ อก

๒. อิริยาบถ ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน

๓. อิริยาบถย่อย การก้ าวไป ข้างหน้า ถอยไป


ทางหลัง คู้ข าเหยียดขาออก งอแขนเข้า
เหยียดแ ขนอ อก การถ่ายหนักถ่าย เบา การ
กิน การดื่ม การ เคี้ยว ฯลฯ คื อ การ
เคลื่อนไห วร่างกายต่ าง ๆ

๔. ความเ ป็นปฏิกูลของร่างกาย (อาการ


๓๒ )

๕. การกำาหนดร่า งกายเป็นธ าตุ ๔

๖. ป่าช้า ๙

๒. เวทนานุปัสสน าสติปัฏฐาน คื อ การเจริญสติ


เอาเ วทนาเป็นที่ตั้ง เวทนาแปล ว่า การเ สวย
อารมณ์ มี ๓ อ ย่างคือ

๑. สุขเวทนา
๒. ทุกขเวทนา

๓. อุเบก ขาเ วทนา


เมื่อเ วทนาเกิดขึ้น ก็ ให้มีสติสั มปชัญญะ
กำาหนดไป ตามคว ามเป็นจริงว่ า เวทนานี้เ มื่อเกิด
ขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ เที่ยงแท้แน่นอน เวทนาก็สัก
แต่ว่ าเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตน เราเ ขา ไม่
ยินดียินร้าย ตัณหาก็จะไ ม่เกิดขึ้น แล ะปล่อยวาง
เสีย ได้ เวทนานี้ เมื่อเจริญให้มาก ๆ เป็นไปอย่าง
สมบูรณ์ แล้ว อาจทำาให้ทุกขเวทนาลดน้อยลง หรือ
ไม่ มีอาการเลยก็ เป็นได้ อ ย่างที่เ รียกกันว่า
สาม ารถแยก รูปนา ม อ อกจากกันได้ (เวทนาอย่าง
ละ เอียดมี ๙ อย่าง )
๓. จิตตานุปั สสนาสติปัฏฐาน ได้แก่ การป ลูกสติ
โดย เอา จ ิตเป็นอาร มณ์ หรือเป็นฐานที่ตั้งจิต
นี้มี ๑๖ คือ
จิตมีราคะ จ ิตปร าศจากราคะ
จิตมีโทสะ จ ิตปราศจาก โทสะ
จิตมีโมหะ จ ิตปราศจาก โมหะ
จิตหดหู่ จ ิตฟุ้งซ่าน

จิตยิ่งใหญ่ (มหัคคตจิต ) จิตไม่ยิ่งใหญ่


(อม หัคคตจิต )

จิตยิ่ง (สอุตตรจิต ) จิตไ ม่ยิ่ง (อนุตต


รจิต )
จิตตั้งมั่น จิตไม่ตั้งมั่น
จิตหลุดพ้น จิตไม่หลุดพ้น
การทำา วิปัสสนา ใ ห้มีสติพิจารณ ากำาหนดให้
เห็นว่ า จ ิตนี้เ มื่อเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่เที่ยง แท้
แน่นอน ละความพอใจและควา มไม่พอใจ ออกเสียไ ด้
๔. ธัมมานุปัสสน าสติปัฏฐาน คื อ มีสติพิจารณา
ธรร มทั้งหลายทั้งปวง คื อ

๔.๑ นิวรณ์ คือ รู้ชัด ในขณะนั้นว่า นิวรณ์ ๕


แต่ละอย่าง มีอยู่ ในใจ หรือไม่ ท ี่ยังไ ม่เกิด เกิด
ขึ้นได้อย่าง ไร ที่เกิดขึ้น แล้วจะละ เสียได้
อย่างไร ที่ละได้แล้ วไม่ เกิดขึ้นอีกต่อไป
อย่างไร ใ ห้รู้ชัดตามค วามเ ป็นจริงที่เป็นอยู่ใน
ขณะนั้น

๔.๒ ขันธ์ ๕ คื อ กำาหนดรู้ว่ าขันธ์ ๕ แต่ละ


อย่างคือ อะ ไร เกิดขึ้น ได้อย่างไร ดับไปได้
อย่างไร

๔.๓ อายตนะ คื อ รู้ชัดใน อายตนะภายใน


ภายนอกแต่ละอย่าง รู้ชัดในสังโยชน์ที่เกิดขึ้น
เพ ราะอาศัยอายตนะนั้น ๆ รู้ชัดว่าสัง โยชน์ที่
ยังไม่ เกิด เกิดขึ้น ได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้ว ละ
เสีย ได้อย่างไร

๔.๔ โพชฌงค์ คือ รู้ชัด ในขณะนั้นว่า


โพชฌงค์ ๗ แต่ละอย่างมีอยู่ในใจตนหรื อไม่ ที่
ยังไม่ เกิด เกิดขึ้น ได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้ว
เจริญเ ต็มบริบูรณ์ ได้อย่างไร
สรุป ธัมมานุปัสสนาส ติปัฏ ฐาน นี้คือ จ ิต ที่
คิดเป็น กุศล อ กุศล และ อ ัพยากฤต เท่านั้น ผู้
ปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ต้องทำาความ เข้าใจ
อารมณ์ ๔ ประการให้ถูกต้องคือ
๑. กาย ทั่วร่างกายนี้ ไม่มีอะไร สวยงาม แม้แต่
ส่วน เดียว ควรล ะความพอใจและคว ามไม่
พอใ จออกเสียได้

๒. เวทนา สุข ทุกข์ และ ไม่สุข ไม่ทุกข์นั้น


แท้จริงแล้ วมีแต่ทุกข์ แม้เป็นสุขก็ เพียง
ปิดบังคว ามทุกข์ไ ว้

๓. จิต คือ ความนึกคิด เป็นสิ่งที่ เปลี่ยนแปล ง


แปร ผัน ไม่เที่ยง ไม่คงทน

๔. ธรรม คือ อารมณ์ที่เกิดกับจิต อาศัยเหตุ


ปัจจัยเกิดขึ้น เมื่อเหตุปัจจัยดับไป อ ารมณ์
นั้นก็ดับไปด้ วย ไม่มีสิ่ง เป็นอัตตาใด ๆ เลย
อานิสงส์ในการเดินจงกรม

๑. อดทนต่อการเดินท างไกล

๒. อดทนต่อความ เพียร

๓. มีอาพาธน้อย

๔. ย่ อยอาหาร ได้ดี
๕. สมาธิที่ได้ ขณะเดินตั้งอยู่ได้น าน (ในปัญจก
นิบาต อังคุตตรนิกาย เล่ม ๓๒ )