1

เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา
เทคโนโลยีการศึกษา
เทคโนโลยี
เมื่อกล่าวถึงคำาว่า “เทคโนโลยี” โดยทัว่ ไปมักคำานึ งถึงเครื่องมือ
หรือว่าอุปกรณ์ท่ีแปลกใหม่และทันสมัย สลับซับซ้อนไปด้วย
เครื่องยนต์กลไก ไฟฟ้ า อิเล็คทรอนิ คส์ ราคาค่อนข้างสูง ทำาให้เข้าใจ
ว่าเครื่องมือเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาในการดำาเนิ นงานได้ แต่แท้จริงแล้ว
คำาว่า เทคโนโลยี มีความหมายมากไปกว่าเครื่องมือหรือว่าอุปกรณ์ ดัง
ที่นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ดังนี้
ชาร์ลส์ เอฟ โฮบาน (charles F.hoban 1965 : 124) ได้
กล่าวถึงเทคโนโลยี ว่ามิใช่คนหรือเครื่องจักร แต่เป็ นการจัดระเบียบอัน
มีบูรณาการ และความสลับซับซ้อนของความคิด ขบวนการของการ
จัดการของคนหรือเครื่องจักร
คาร์เตอร์ วี กูด
ู (Carter V.good 1973 : 592) ได้ให้ความ
หมายของคำาว่า เทคโนโลยีไว้ในพจนานุกรมการศึกษาว่า เทคโนโลยี
หมายถึง การนำ าเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ในวงการต่าง ๆ หรือมา
ใช้ในงานสาขาต่าง ๆ โดยทำาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
เอคการ์ เดล (Edgar Dale 1957 : 610) ได้ให้ความหมาย
ของเทคโนโลยีไว้ในหนั งสือ Audio-Visual Method in Teaching
ว่าเทคโนโลยีไม่ใช่เครื่องมือแต่ป็นแผนการวิธีการทำางานอย่างมีระบบที่
มีผลบรรลุตามแผนการ
ดร.ก่อ สวัสดิพ
์ านิ ชย์ (2517 : 83) กล่าวว่าเทคโนโลยี หมาย
ถึงการนำ าเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ ในวงการต่าง ๆ หรือมาใช้ใน
สาขาต่าง ๆ และเมื่อนำ ามาใช้ทำาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ
ด้วย
เจมส์ ดี ฟิ นส์ (Jemes D.Finn, 1972) กล่าวว่า เทคโนโลยีมี
ความหมายลึกซึ้งไปกว่าประดิษฐ์กรรม เครื่องมือเครื่องยนต์กลไกต่างๆ
แต่หมายถึง กระบวนการ แนวความคิด แนวทาง หรือวิธีการในการคิด
ในการทำาสิ่งใดสิ่งหนึ่ ง
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมาย
"เทคโนโลยี" ไว้วา่ เป็ น วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะ ในการนำ าเอา

2

วิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติและ
อุตสาหกรรม
ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2520 : 35) ได้เขียนไว้ในหนั งสือมิติท่ี
3 ว่า ตามรูปศัพท์ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยี หมายถึง ศาสตร์ท่ีว่า
ด้วยวิธีการ แต่ความหมายของเทคโนโลยีท่ีแท้เป็ นกระบวนการ วิธี
หลักปฏิบัติ และสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งอยู่ในรูปของการจัดระบบงาน ซึ่ง
ประกอบไปด้วยองค์สามคือ

1. ข้อมูลที่ใส่เข้าไป ได้แก่ การกำาหนดปั ญหา วัตถุประสงค์
รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
2. กระบวนการ ได้แก่ การลงมือแก้ปัญหา แจกแจงวิเคราะห์
ข้อมูล เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
3. ผลลัพธ์ คือ ผลที่ได้จากการแก้ปัญหาหรือสรุปการวิเคราะห์
ซึ่งสามารถนำ าไปทดลองประยุกต์ใช้ และทำาการประเมินผล
ในปั จจุบันได้มีการนำ าเทคโนโลยีมาใช้ในวงการต่างๆเช่น
- เทคโนโลยีทางการทหาร (Military Technolgy)

- เทคโนโลยีทางการแพทย์ (Medical Technolgy)

- เทคโนโลยีทางการเกษตร (Agricultral Technolgy)

- เทคโนโลยีทางการสื่อสาร (Communication Technolgy)
- เทคโนโลยีทางการค้า (Commercial Technolgy)

- เทคโนโลยีทางวิศวกรรม (Engineering Technolgy)
- เทคโนโลยีทางการตลาดสังคม (Social Marketing
Technolgy)

- เทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational Technolgy)
ซึ่งแต่ละวงการต่างก็นำาเทคโนโลยี มาใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์
ต่อสาขาวิชาชีพของตนอย่างเต็มที่ อันจะเอื้ออำานวยในด้านต่างๆ ดังนี้

3

1. ด้านประสิทธิภาพ (Efficiency) เทคโนโลยีจะช่วยให้การทำางาน
นั ้นสามารถบรรลุผลตามเป้ าหมายได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
2. ด้านประสิทธิผล (Effectiveness) เทคโนโลยีจะช่วยให้การงาน
นั ้นได้ ผลผลิตออกมาอย่างเต็มที่
3. ประหยัด (Economy) จะช่วยประหยัดเวลา ทรัพยากร และก่อให้
เกิดประโยชน์สูงสุด อันจะเป็ นผลทำาให้ราคาของผลิตนั ้นราคาถูกลง
4. ปลอดภัย (Safety) เป็ นระบบการทำางานที่อำานวยให้เกิดความ
ปลอดภัยเพิ่มขึ้น

สรุปได้ว่า " เทคโนโลยี " หมายถึง การนำ าแนวคิด หลักการ
เทคนิ ค วิธีการ กระบวนการ ตลอดจนผลิตผลทางวิทยาศาสตร์มา
ประยุกต์ใช้ในระบบงานต่างๆ เพื่อปรับปรุงระบบงานนั ้นๆ ให้ดีขึน
้ และ
มีประสิทธิภาพยิ่งขึน

เทคโนโลยีการศึกษา
จากการนำ า เทคโนโลยี มาใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ ในหลาย
วงการ ก่อให้เกิดประโยชน์นานั ปการที่ได้รบ
ั จากเทคโนโลยีท่ีมีต่อการ
พัฒนาด้านต่างทางด้านการศึกษาได้ตระหนั กถึงความสำาคัญ และความ
จำาเป็ นในการนำ าเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบการศึกษาให้มี
ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เรียกว่า เทคโนโลยีการศึกษา (Educational
Technology) ทัง้ นี้เพื่อมุ่งเน้ นให้การดำาเนิ นการจัดการศึกษา ซึ่งเป็ น
หลักที่สำาคัญในการพัฒนาประเทศเป็ นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีการศึกษา หมายถึง ศาสตร์ท่ีว่าด้วยวิธีการทางการ
ศึกษา การพัฒนา และการประยุกต์วัสดุ เครื่องมือ วิธีการ เพื่อนำ ามาใช้
ในสถานการณ์การเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม ทัง้ นี้เพื่อ
ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของคนให้ดีย่ิงขึ้น
สภาเทคโนโลยีทางการศึกษานานาชาติได้ให้คำาจำากัดความของ
เทคโนโลยีทางการศึกษา ว่าเป็ นการพัฒนาและประยุกต์ระบบเทคนิ ค
และอุปกรณ์ ให้สามารถนำ ามาใช้ในสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพื่อ
สร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้ของคนให้ดีย่ิงขึ้น (boonpan edt01.htm)

4

ดร.เปรื่อง กุมุท ได้กล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา
ว่า เป็ นการขยายขอบข่ายของการใช้ส่ ือการสอน ให้กว้างขวางขึ้นทัง้ ใน
ด้านบุคคล วัสดุเครื่องมือ สถานที่ และกิจกรรมต่างๆในกระบวนการ
เรียนการสอน (boonpan edt01.htm)
Edgar Dale กล่าวว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา ไม่ใช่เครื่องมือ
แต่เป็ นแผนการหรือวิธีการทำางานอย่างเป็ นระบบ ให้บรรลุผลตาม
แผนการ (boonpan edt01.htm)
นอกจากนี้เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็ นการขยายแนวคิดเกี่ยว
กับโสตทัศนศึกษา ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทัง้ นี้ เนื่ องจากโสตทัศนศึกษา
หมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับการใช้ตาดูหูฟัง ดังนั ้นอุปกรณ์ในสมัยก่อน
มักเน้ นการใช้ประสาทสัมผัส ด้านการฟั งและการดูเป็ นหลัก จึงใช้คำาว่า
โสตทัศนอุปกรณ์ เทคโนโลยีทางการศึกษา มีความหมายที่กว้างกว่า ซึ่ง
อาจจะพิจารณาจาก ความคิดรวบยอดของเทคโนโลยีได้เป็ น 2 ประการ
คือ
1. ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์กายภาพ ตามความคิดรวบ
ยอดนี้ เทคโนโลยีทางการศึกษาหมายถึง การประยุกต์
วิทยาศาสตร์กายภาพ ในรูปของสิ่งประดิษฐ์ เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์
โทรทัศน์ ฯลฯ มาใช้สำาหรับการเรียนรู้ของนั กเรียนเป็ นส่วนใหญ่ การใช้
เครื่องมือเหล่านี้ มักคำานึ งถึงเฉพาะการควบคุมให้เครื่องทำางาน มักไม่
คำานึ งถึงจิตวิทยาการเรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล
และการเลือกสื่อให้ตรงกับเนื้ อหาวิชา
ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษา ตามความคิดรวบยอดนี้
ทำาให้บทบาทของเทคโนโลยีทางการศึกษาแคบลงไป คือมีเพียงวัสดุ
และอุปกรณ์เท่านั ้น ไม่รวมวิธีการ หรือปฏิกิรย
ิ าสัมพันธ์อ่ ืน ๆ เข้าไป
ด้วย ซึ่งตามความหมายนี้ก็คือ "โสตทัศนศึกษา" นั่ นเอง
2. ความคิดรวบยอดทางพฤติกรรมศาสตร์ เป็ นการนำ าวิธีการ
ทางจิตวิทยา มนุษยวิทยา กระบวนการกลุ่ม ภาษา การสื่อความหมาย
การบริหาร เครื่องยนต์กลไก การรับรู้มาใช้ควบค่ก
ู ับผลิตกรรมทาง
วิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เพื่อให้ผู้เรียน เปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้
อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นมิใช่เพียงการใช้เครื่องมืออุปกรณ์เท่านั ้น แต่

5

รวมถึงวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้าไปด้วย มิใช่วัสดุ หรืออุปกรณ์ แต่
เพียงอย่างเดียว (boonpan edt01.htm)
ระดับของเทคโนโลยีการศึกษา
การนำ าเอาเทคโนโลยีมาใช้ทางการศึกษา ต้องอาศัยหลักจิตวิทยา
เป็ นพื้นฐานสำาคัญ เช่น ทฤษฏีการเสริมแรงของสกินเนอร์ก่อให้เกิด
การใช้เครื่องช่วยสอน บทเรียนโปรแกรม หรือบทเรียนสำาเร็จรูป
เป็ นต้น เทคโนโลยีทางการศึกษาแบ่งออกเป็ น 3 ระดับ ได้แก่

1.ระดับอุปกรณ์การสอน เป็ นการใช้เทคโนโลยีในระดับเครื่อง
ช่วยสอนของครู เป็ นการเร้าความสนใจของนั กเรียน ขยายความเข้าใจ
อย่างแจ่มแจ้ง เป็ นการเพิ่มสัมผัสจากการใช้หูฟังครูพูดอย่างเดียว ให้
สัมผัสหลายทาง โดยการใช้ภาพใช้เสียงจริงหรือวัสดุจำาลอง เป็ นต้น
การใช้เทคโนโลยีระดับนี้ จะต้องควบคู่ไปกับการสอนของครูตลอดเวลา
จึงจะได้ผลดี
2. ระดับวิธีสอน เป็ นการใช้เทคโนโลยีแทนการสอนของครูด้วย
ตนเอง โดยผู้สอนไม่จำาเป็ นจะต้องอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกับผู้เรียน
เสมอไป เช่น การสอนทางไกลโดยใช้วิทยุ โทรทัศน์ หรือเอกสารทาง
ไปรษณี ย์ การใช้เทคโนโลยีระดับนี้บทบาทของครูต่อหน้ าผู้เรียนลดลง
มีผลดีในแง่การจัดกิจกรรม การใช้เครื่องมือ การสร้างบรรยากาศชวน
สนใจ แต่มีข้อเสียคือ ไม่มีความผูกพันระหว่างผู้เรียน
3. ระดับการจัดระบบการศึกษา เป็ นการใช้เทคโนโลยีการศึกษา
ระดับกว้าง สามารถจัดระบบการศึกษาตอบสนองผู้เรียนได้จำานวนมาก
เช่น ระบบการสอนทางไกลของมมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช มี
ผู้เรียนทัว่ ประเทศแต่ผู้เรียนอาจจะไม่เคยเห็นผู้สอนตัวจริงเลย มีแต่ผู้
บรรยายทางโทรทัศน์ เทคโนโลยีระดับนี้มีองค์ประกอบที่สำาคัญ เช่น
งานบริหารการศึกษางานพัฒนาการศึกษา สื่อการศึกษา เป็ นต้น นั บ
เป็ นพื้นฐานการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนในปั จจุบัน

เป้ าหมายของเทคโนโลยีการศึกษา

6

1. การขยายพิสัยของทรัพยากรของการเรียนรู้ กล่าวคือ แหล่ง
ทรัพยากรการเรียนรู้ มิได้หมายถึงแต่เพียงตำารา ครู และอุปกรณ์การ
สอน ที่โรงเรียนมีอยู่เท่านั ้น แนวคิดทางเทคโนโลยีทางการศึกษา
ต้องการให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนจากแหล่งความรู้ท่ก
ี ว้างขวางออกไปอีก
แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ครอบคลุมถึงเรื่องต่างๆ เช่น
1.1 คน คนเป็ นแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ท่ีสำาคัญซึ่งได้แก่
ครู และวิทยากรอื่น ซึ่งอยู่นอกโรงเรียน เช่น เกษตรกร ตำารวจ บุรุษ
ไปรษณี ย์ เป็ นต้น
1.2 วัสดุและเครื่องมือ ได้แก่ โสตทัศนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ
เช่น ภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องวิดีโอเทป ของจริงของจำาลองสิ่ง
พิมพ์ รวมไปถึงการใช้ส่ ือมวลชนต่างๆ
1.3 เทคนิ ค-วิธีการ แต่เดิมนั ้นการเรียนการสอนส่วนมาก ใช้
วิธีให้ครูเป็ นคนบอกเนื้ อหา แก่ผู้เรียนปั จจุบันนั ้น เปิ ดโอกาสให้ผู้เรียน
ได้ศก
ึ ษาค้นคว้าด้วยตนเองได้มากที่สุด ครูเป็ นเพียง ผู้วางแผน
แนะแนวทางเท่านั ้น
1.4 สถานที่ อันได้แก่ โรงเรียน ห้องปฏิบัติการทดลอง โรง
ฝึ กงาน ไร่นา ฟาร์ม ที่ทำาการรัฐบาล ภูเขา แม่นำ้า ทะเล หรือสถานที่ใด ๆ
ที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์ท่ีดีแก่ผู้เรียนได้
2. การเน้ นการเรียนรู้แบบเอกัตบุคคล ถึงแม้นักเรียนจะล้นชัน

และกระจัดกระจาย ยากแก่การจัดการศึกษาตามความแตกต่างระหว่าง
บุคคลได้ นั กการศึกษาและนั กจิตวิทยาได้พยายามคิด หาวิธีนำาเอาระบบ
การเรียนแบบตัวต่อตัวมาใช้ แต่แทนที่จะใช้ครูสอนนั กเรียนทีละคน เขา
ก็คด
ิ ‘แบบเรียนโปรแกรม’ ซึ่งทำาหน้ าที่สอน ซึ่งเหมือนกับครูมาสอน
นั กเรียนจะเรียนด้วยตนเอง จากแบบเรียนด้วยตนเองในรูปแบบเรียน
เป็ นเล่ม หรือเครื่องสอนหรือสื่อประสมหลายๆ อย่าง จะเรียนช้าหรือเร็ว
ก็ทำาได้ตามความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน
3. การใช้วิธีวิเคราะห์ระบบในการศึกษา การใช้วิธีระบบ ในการ
ปฏิบัติหรือแก้ปัญหา เป็ นวิธีการที่เป็ นวิทยาศาสตร์ ที่เชื่อถือได้ว่าจะ
สามารถแก้ปัญหา หรือช่วยให้งานบรรลุเป้ าหมายได้ เนื่ องจาก
กระบวนการของวิธีระบบ เป็ นการวิเคราะห์องค์ประกอบของงานหรือ
ของระบบ อย่างมีเหตุผล หาทางให้ส่วนต่าง ๆ ของระบบทำางาน
ประสานสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ

7

4. พัฒนาเครื่องมือ-วัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษา วัสดุและเครื่อง
มือต่าง ๆ ที่ใช้ในการศึกษา หรือการเรียนการสอนปั จจุบันจะต้องมีการ
พัฒนา ให้มีศักยภาพ หรือขีดความสามารถในการทำางานให้สูงยิ่งขึ้นไป
อีก

นวัตกรรมการศึกษา
ในการดำาเนิ นกิจกรรมด้านต่าง ๆ มักจะเผชิญปั ญหาต่าง ๆ
มากมาย มนุษย์จึงพยายามสร้างนวัตกรรมขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา เพื่อ
เปลี่ยนจากสภาพที่เคยเป็ นอยู่ไปสู่สภาพที่อยากเป็ น นวัตกรรมจึงเข้าไป
เกี่ยวข้องกับวงการต่าง ๆ เช่น นวัตกรรมทางการแพทย์ นวัตกรรม
ทางการเกษตร นวัตกรรมทางอุตสาหกรรม นวัตกรรมทางการบริหาร
นวัตกรรมทางการประมง นวัตกรรมทางการสื่อสาร นวัตกรรมทางการ
ศึกษา ฯลฯ เป็ นต้น
“นวัตกรรม” หมายถึงความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่
ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือเป็ นการพัฒนาดัดแปลงมาจากของเดิมที่
มีอยู่แล้ว ให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดีย่ิงขึ้น เมื่อนำ า นวัตกรรมมาใช้จะ
ช่วยให้การทำางานนั ้นได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม
ทัง้ ยังช่วย ประหยัดเวลาและแรงงานได้ด้วย
นวัตกรรม เป็ นคำาที่ใช้ควบคู่กบ
ั เทคโนโลยีเสมอ ทัง้ เนื่ องจาก
บทบาท และมีความหมายคล้ายคลึงกัน มีเป้ าหมายในการนำ าไปใช้
อย่างเดียวกันดังแผนภูมิต่อไปนี้
นวัตกรรม ((Innovation)

เป้ าหมาย

8

เทคโนโลยี (Technolgy)
หลักสำาคัญในการพิจารณาว่าเป็ นนวัตกรรม
จากความหมายของคำาว่านวัตกรรมจะเห็นว่านั กการศึกษาแต่ละ
ท่านได้ให้ความหมายไว้แตกต่างกันแต่พอจะมีเกณฑ์ให้เราพิจารณาได้
ว่าสิ่งใดเป็ นนวัตกรรมหรือไม่ โดย ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ได้ให้เกณฑ์ใน
การพิจารณาสิ่งที่จะถือว่าเป็ น นวัตกรรมไว้ดังนี้
1. จะต้องเป็ นสิ่งใหม่ทัง้ หมดหรือบางส่วน
2. มีการนำ าวิธีการจัดระบบมาใช้ โดยพิจารณาองค์ประกอบทัง้
ส่วนข้อมูลที่ใส่เข้าไป กระบวนการ และผลลัพธ์ ให้เหมาะสม
ก่อนที่จะทำาการเปลี่ยนแปลง
3. มีการพิสูจน์ด้วยการวิจัย หรืออยู่ระหว่างการวิจัยว้า จะช่วย
ให้การดำาเนิ นงานบางอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
4. ยังไม่เป็ นส่วนหนึ่ งของระบบงานในปั จจุบัน หากกลายเป็ น
ส่วนหนึ่ งของระบบงานที่ดำาเนิ นอยู่ในขณะนี้ ไม่ถือว่าเป็ น
นวัตกรรม

“นวัตกรรม” (Innovation) มีรากศัพท์มาจาก innovare ใน
ภาษาลาติน แปลว่า ทำาสิ่งใหม่ขึ้นมา ความหมายของนวัตกรรมในเชิง
เศรษฐศาสตร์คือ การนำ าแนวความคิดใหม่หรือการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่
มีอยู่แล้วมาใช้ในรูปแบบใหม่ เพื่อทำาให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
หรือก็คือ ”การทำาในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น โดยอาศัยการเปลี่ยนแปลง
ต่าง ๆ (Change) ที่เกิดขึ้นรอบตัวเราให้กลายมาเป็ นโอกาส
(Opportunity) และถ่ายทอดไปสู่แนวความคิดใหม่ท่ีทำาให้เกิด
ประโยชน์ต่อตนเองและสังคม” แนวความคิดนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาใน
ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยจะเห็นได้จากแนวคิดของนั กเศรษฐ

อุตสาหกรรม เช่น ผลงานของ Joseph Schumpeter ใน The Theory

of Economic Development,1934 โดยจะเน้ นไปที่การสร้างสรรค์
การวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันจะนำ าไปสู่การได้
มาซึ่ง นวัตกรรมทางเทคโนโลยี (Technological Innovation) เพื่อ

9

ประโยชน์ในเชิงพาณิ ชย์เป็ นหลัก นวัตกรรมยังหมายถึงความสามารถ
ในการเรียนรู้และนำ าไปปฎิบัติให้เกิดผลได้จริงอีกด้วย (พันธ์ุอาจ ชัย
รัตน์ , Xaap.com)

คำาว่า “นวัตกรรม” เป็ นคำาที่ค่อนข้างจะใหม่ในวงการศึกษาของ
ไทย คำานี้ เป็ นศัพท์บัญญัติของคณะกรรมการพิจารณาศัพท์วิชาการ
ศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มาจากภาษาอังกฤษว่า Innovation มาจาก
คำากริยาว่า innovate แปลว่า ทำาใหม่ เปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งใหม่ ใน
ภาษาไทยเดิมใช้คำาว่า “นวกรรม” ต่อมาพบว่าคำานี้มีความหมายคลาด
เคลื่อน จึงเปลี่ยนมาใช้คำาว่า นวัตกรรม (อ่านว่า นะ วัด ตะ กำา) หมาย
ถึงการนำ าสิ่งใหม่ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากวิธีการที่ทำาอยู่เดิม
เพื่อให้ใช้ได้ผลดีย่ิงขึ้น ดังนั ้นไม่ว่าวงการหรือกิจการใด ๆ ก็ตาม เมื่อมี
การนำ าเอาความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อปรับปรุงงานให้ดีขึ้น
กว่าเดิมก็เรียกได้วา่ เป็ นนวัตกรรม ของวงการนั ้น ๆ เช่นในวงการศึกษา
นำ าเอามาใช้ ก็เรียกว่า “นวัตกรรมการศึกษา” (Educational
Innovation) สำาหรับผู้ท่ีกระทำา หรือนำ าความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ มาใช้
นี้ เรียกว่าเป็ น “นวัตกร” (Innovator)

(boonpan edt01.htm)

ทอมัส ฮิวช์ (Thomas Hughes) ได้ให้ความหมายของ
“นวัตกรรม” ว่า เป็ นการนำ าวิธีการ
ใหม่ ๆ มาปฏิบัติหลังจากได้ผา่ นการทดลองหรือได้รับการพัฒนามาเป็ น
ขัน
้ ๆ แล้ว เริ่มตัง้ แต่การคิดค้น (Invention) การพัฒนา
(Development) ซึ่งอาจจะเป็ นไปในรูปของ โครงการทดลองปฏิบัติ

ก่อน (Pilot Project) แล้วจึงนำ าไปปฏิบัติจริง ซึ่งมีความแตกต่างไปจาก
การปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมา (boonpan edt01.htm)

มอร์ตัน (Morton,J.A.) ให้ความหมาย “นวัตกรรม” ว่าเป็ นการ

ทำาให้ใหม่ขึ้นอีกครัง้ (Renewal) ซึ่งหมายถึง การปรับปรุงสิ่งเก่าและ

10

พัฒนาศักยภาพของบุคลากร ตลอดจนหน่ วยงาน หรือองค์การนั ้น ๆ
นวัตกรรม ไม่ใช่การขจัดหรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไป แต่เป็ นการ
ปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนา (boonpan edt01.htm)
ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2521 : 14) ได้ให้ความหมาย
“นวัตกรรม” ไว้ว่าหมายถึง วิธีการปฎิบัติใหม่ๆ ที่แปลกไปจากเดิมโดย
อาจจะได้มาจากการคิดค้นพบวิธีการใหม่ๆ ขึ้นมาหรือมีการปรับปรุงของ
เก่าให้เหมาะสมและสิ่งทัง้ หลายเหล่านี้ได้รบ
ั การทดลอง พัฒนาจนเป็ น
ที่เชื่อถือได้แล้วว่าได้ผลดีในทางปฎิบัติ ทำาให้ระบบก้าวไปส่จู ุดหมาย
ปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น
จรูญ วงศ์สายัณห์ (2520 : 37) ได้กล่าวถึงความหมายของ

“นวัตกรรม” ไว้ว่า “แม้ในภาษาอังกฤษเอง ความหมายก็ต่างกันเป็ น 2
ระดับ โดยทัว่ ไป นวัตกรรม หมายถึง ความพยายามใด ๆ จะเป็ นผล
สำาเร็จหรือไม่ มากน้ อยเพียงใดก็ตามที่เป็ นไปเพื่อจะนำ าสิ่งใหม่ ๆ เข้ามา
เปลี่ยนแปลงวิธีการที่ทำาอยู่เดิมแล้ว กับอีกระดับหนึ่ งซึ่งวงการ
วิทยาศาสตร์แห่งพฤติกรรม ได้พยายามศึกษาถึงที่มา ลักษณะ กรรมวิธี
และผลกระทบที่มีอยู่ต่อกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง คำาว่า นวัตกรรม มักจะ
หมายถึง สิ่งที่ได้นำาความเปลี่ยนแปลงใหม่เข้ามาใช้ได้ผลสำาเร็จและแผ่
กว้างออกไป จนกลายเป็ นการปฏิบัติอย่างธรรมดาสามัญ (บุญเกื้อ ควร
หาเวช , 2543)

นวัตกรรม แบ่งออกเป็ น 3 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 มีการประดิษฐ์คิดค้น (Innovation) หรือเป็ นการ
ปรุงแต่งของเก่าให้เหมาะสมกับ
กาลสมัย
ระยะที่ 2 พัฒนาการ (Development) มีการทดลองใน
แหล่งทดลองจัดทำาอยู่ในลักษณะของโครงการทดลองปฏิบัติก่อน
(Pilot Project)

ระยะที่ 3 การนำ าเอาไปปฏิบัติในสถานการณ์ทัว่ ไป ซึ่งจัดว่า
เป็ นนวัตกรรมขัน
้ สมบูรณ์

11

โดยสรุปแล้ว นวัตกรรมหมายถึง ความคิดและการกระทำาใหม่ ๆ
ที่ไม่เคยมีมาก่อนหรือการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมให้ดีขึ้นและเมื่อ
นำ ามาใช้งานก็ทำาให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อนำ านวัตกรรมมาใช้
ในการศึกษาเราก็เรียกว่า นวัตกรรมการศึกษา

"นวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation )" หมายถึง
นวัตกรรมที่จะช่วยให้การศึกษา และการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดี
ยิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิผลสูงกว่า
เดิม เกิดแรงจูงใจในการเรียนด้วยนวัตกรรมการศึกษา และประหยัด
เวลาในการเรียนได้อก
ี ด้วย ในปั จจุบันมีการใช้นวัตกรรมการศึกษา
มากมายหลายอย่าง ซึ่งมีทัง้ นวัตกรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว และ
ประเภทที่กำาลังเผยแพร่ เช่น การเรียนการสอนที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วย
สอน (Computer Aids Instruction) การใช้แผ่นวิดีทัศน์เชิงโต้ตอบ
(Interactive Video) สื่อหลายมิติ ( Hypermedia ) และอินเทอร์เน็ต
[Internet] เหล่านี้ เป็ นต้น (วารสารออนไลน์ บรรณปั ญญา.htm)

“นวัตกรรมทางการศึกษา” (Educational Innovation) หมาย
ถึง การนำ าเอาสิ่งใหม่ซ่ึงอาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำา รวม
ทัง้ สิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข้ามาใช้ในระบบการศึกษา เพื่อมุ่งหวังที่จะ
เปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่ง
ขึ้น ทำาให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเกิดแรงจูงใจใน
การเรียน และช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียน เช่น การสอนโดยใช้
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน การใช้วีดิทัศน์เชิงโต้ตอบ(Interactive Video)
สื่อหลายมิติ (Hypermedia) และอินเตอร์เน็ต เหล่านี้เป็ นต้น
ปั จจัยสำาคัญที่มีอิทธิพลอย่างมาก ต่อวิธีการศึกษา ได้แก่แนว
ความคิดพื้นฐานทางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป อันมีผลทำาให้เกิด
นวัตกรรมการศึกษาที่สำาคัญๆ พอจะสรุปได้ 4 ประการ คือ

1. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Different) การ

12

จัดการศึกษาของไทยได้ให้ความสำาคัญในเรื่องความแตกต่างระหว่าง
บุคคลเอาไว้อย่างชัดเจนซึ่งจะเห็นได้จากแผนการศึกษาของชาติ ให้มุ่ง
จัดการศึกษาตามความถนั ดความสนใจ และความสามารถ ของแต่ละคน
เป็ นเกณฑ์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชด
ั เจนได้แก่ การจัดระบบห้องเรียนโดยใช้
อายุเป็ นเกณฑ์บ้าง ใช้ความสามารถเป็ นเกณฑ์บ้าง นวัตกรรมที่เกิดขึ้น
เพื่อสนองแนวความคิดพื้นฐานนี้ เช่น
- การเรียนแบบไม่แบ่งชัน
้ (Non-Graded School)
- แบบเรียนสำาเร็จรูป (Programmed Text Book)
- เครื่องสอน (Teaching Machine)

- การสอนเป็ นคณะ (TeamTeaching)

- การจัดโรงเรียนในโรงเรียน (School within School)
- เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted

Instruction)

2. ความพร้อม (Readiness) เดิมทีเดียวเชื่อกันว่า เด็กจะเริ่ม
เรียนได้ก็ต้องมีความพร้อมซึ่งเป็ นพัฒนาการตามธรรมชาติ แต่ใน
ปั จจุบันการวิจัยทางด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ ชีใ้ ห้เห็นว่าความพร้อมใน
การเรียนเป็ นสิ่งที่สร้างขึ้นได้ ถ้าหากสามารถจัดบทเรียน ให้พอเหมาะ
กับระดับความสามารถของเด็กแต่ละคน วิชาที่เคยเชื่อกันว่ายาก และไม่
เหมาะสมสำาหรับเด็กเล็กก็สามารถนำ ามาให้ศึกษาได้ นวัตกรรมที่ตอบ
สนองแนวความคิดพื้นฐานนี้ได้แก่ ศูนย์การเรียน การจัดโรงเรียนใน
โรงเรียน นวัตกรรมที่สนองแนวความคิดพื้นฐานด้านนี้ เช่น
- ศูนย์การเรียน (Learning Center)
- การจัดโรงเรียนในโรงเรียน (School within School)

- การปรับปรุงการสอนสามชัน
้ (Instructional Development

in 3 Phases)

3. การใช้เวลาเพื่อการศึกษา แต่เดิมมาการจัดเวลาเพื่อการ
สอน หรือตารางสอนมักจะจัดโดยอาศัยความสะดวกเป็ นเกณฑ์ เช่น ถือ
หน่ วยเวลาเป็ นชัว่ โมง เท่ากันทุกวิชา ทุกวันนอกจากนั ้นก็ยังจัดเวลา

13

เรียนเอาไว้แน่ นอนเป็ นภาคเรียน เป็ นปี ในปั จจุบันได้มีความคิดในการ
จัดเป็ นหน่ วยเวลาสอนให้สัมพันธ์กับลักษณะของแต่ละวิชาซึ่งจะใช้
เวลาไม่เท่ากัน บางวิชาอาจใช้ช่วงสัน
้ ๆ แต่สอนบ่อยครัง้ การเรียนก็ไม่
จำากัดอยู่แต่เฉพาะในโรงเรียนเท่านั ้น นวัตกรรมที่สนองแนวความคิด
พื้นฐานด้านนี้ เช่น
- การจัดตารางสอนแบบยืดหยุ่น (Flexible Scheduling)
- มหาวิทยาลัยเปิ ด (Open University)

- แบบเรียนสำาเร็จรูป (Programmed Text Book)
- การเรียนทางไปรษณี ย์

4. ประสิทธิภาพในการเรียน การขยายตัวทางวิชาการ และการ
เปลี่ยนแปลงของสังคม ทำาให้มีส่ิงต่างๆ ที่คนจะต้องเรียนรู้เพิ่มขึ้นมาก
แต่การจัดระบบการศึกษาในปั จจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจึง
จำาเป็ นต้องแสวงหาวิธีการใหม่ท่ีมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทัง้ ในด้านปั จจัย
เกี่ยวกับตัวผู้เรียน และปั จจัยภายนอก นวัตกรรมในด้านนี้ท่ีเกิดขึ้น เช่น
- มหาวิทยาลัยเปิ ด

- การเรียนทางวิทยุ การเรียนทางโทรทัศน์

- การเรียนทางไปรษณี ย์ แบบเรียนสำาเร็จรูป
- ชุดการเรียน

นวัตกรรมทางการศึกษาที่สำาคัญของไทยในปั จจุบัน(2546)
นวัตกรรม เป็ นความคิดหรือการกระทำาใหม่ๆ ซึ่งนั กวิชาการ
หรือผู้เชี่ยวชาญในแต่ละวงการจะมีการคิดและทำาสิ่งใหม่อยู่เสมอ ดัง
นั ้นนวัตกรรมจึงเป็ นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ได้เรื่อยๆ สิ่งใดที่คิดและทำามานาน
แล้ว ก็ถือว่าหมดความเป็ นนวัตกรรมไป โดยจะมีส่ิงใหม่มาแทน
ในวงการศึกษาปั จจุบัน มีส่ิงที่เรียกว่านวัตกรรมทางการศึกษา
หรือนวัตกรรมการเรียนการสอน อยู่เป็ นจำานวนมาก บางอย่างเกิดขึ้น
ใหม่ บางอย่างมีการใช้มาหลายสิบปี แล้ว แต่ก็ยังคงถือว่าเป็ น นวัตกรรม

14

เนื่ องจากนวัตกรรมเหล่านั ้นยังไม่แพร่หลายเป็ นที่รู้จก
ั ทัว่ ไป ในวงการ
ศึกษา
นวัตกรรมทางการศึกษาต่างๆ ที่กล่าวถึงกันมากในปั จจุบัน

• E-learning

ความหมาย e-Learning เป็ นคำาที่ใช้เรียกเทคโนโลยีการศึกษา
แบบใหม่ ที่ยังไม่มีช่ ือภาษาไทยที่แน่ ชัด และมีผู้นิยามความหมายไว้
หลายประการ ผศ.ดร.ถนอมพร เลาหจรัสแสง ให้คำานิ ยาม E-Learning

หรือ Electronic Learning ว่า หมายถึง "การเรียนผ่านทางสื่ออิเลค
ทรอนิ กส์ซ่ึงใช้การ นำ าเสนอเนื้ อหาทางคอมพิวเตอร์ในรูปของสื่อ
มัลติมีเดียได้แก่ ข้อความอิเลคทรอนิ กส์ ภาพนิ่ ง ภาพกราฟิ ก วิดีโอ ภาพ
เคลื่อนไหว ภาพสามมิติฯลฯ"เช่นเดียวกับ คุณธิดาทิตย์ จันคนา ที่ให้
ความ หมายของ e-learning ว่าหมายถึงการศึกษาที่เรียนรู้ผา่ นเครือ
ข่ายอินเตอร์เน็ตโดยผู้เรียนรู้จะเรียนรู้ ด้วยตัวเอง ารเรียนรู้จะเป็ นไป
ตามปั จจัยภายใต้ทฤษฎีแห่งการเรียนรู้สองประการคือ เรียนตามความรู้
ความสามารถของผู้เรียนเอง และ การตอบสนองใน ความแตกต่าง
ระหว่างบุคคล(เวลาที่แต่ละบุคคลใช้ในการเรียนร้)ู การเรียนจะกระทำา
ผ่านสื่อบนเครือข่ายอินเตอร์เนต โดยผู้สอนจะนำ าเสนอข้อมูลความรู้ให้
ผู้เรียนได้ทำาการศึกษาผ่านบริการ World Wide Web หรือเวปไซด์
โดยอาจให้มีปฏิสัมพันธ์ (สนทนา โต้ตอบ ส่งข่าวสาร) ระหว่างกัน จะที่
มีการ เรียนรู้้ในสามรูปแบบคือ ผู้สอนกับ ผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้เรียนอีก
คนหนึ่ ง หรือผู้เรียนหนึ่ งคนกับกลุ่มของผู้เรียน ปฏิสัมพันธ์นี้สามารถ
กระทำา ผ่านเครื่องมือสองลักษณะคือ

1) แบบ Real-time ได้แก่การสนทนาในลักษณะของการ
พิมพ์ข้อความแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน หรือ ส่งในลักษณะของเสียง จาก
บริการของ Chat room

15

2) แบบ Non real-time ได้แก่การส่งข้อความถึงกันผ่าน

ทางบริการ อิเลคทรอนิ คเมลล์ WebBoard News-group เป็ นต้น

ความหมายของ e-Learning ที่มีปรากฏอยู่ในส่วนคำาถามที่ถูก

ถามบ่อย (Frequently Asked Question : FAQ) ในเว็บไซด์

www.elearningshowcase.com ให้นิยามว่า e-Learning มีความหมาย
เดียวกับ Technology-based Learning นั ้นคือการศึกษาที่อาศัย

เทคโนโลยีมาเป็ นส่วนประกอบที่ สำาคัญ ความหมายของ e-Learning
ครอบคลุมกว้างรวมไปถึงระบบโปรแกรม และขบวนการที่ ดำาเนิ นการ
ตลอดจนถึงการศึกษาที่ใช้ ้คอมพิวเตอร์เป็ นหลักการศึกษาที่
อาศัย Web เป็ นเครื่องมือหลักการศึกษาจากห้องเรียนเสมือนจริง และ
การศึกษาที่ใช้ การทำางานร่วมกันของอุปกรณ์อิเลค ทรอนิ ค ระบบ
ดิจิตอล ความหมายเหล่านี้มาจากลักษณะของการส่งเนื้ อหาของบท
เรียนผ่านทาง อุปกรณ์อิเล็คทรอนิ ค ซึ่งรวมทัง้ จากในระบบอินเตอร์เน็ต
ระบบเครือข่ายภายใน (Intranets) การ ถ่ายทอดผ่านสัญญาณทีวี และ
การใช้ซีดีรอม อย่างไรก็ตาม e-Learning จะมีความหมายในขอบเขต ที่

แคบกว่าการศึกษาแบบทางไกล (Long distance learning) ซึ่งจะรวม
การเรียนโดยอาศัยการส่ง ข้อความหรือเอกสารระหว่างกันและชัน
้ เรียน
จะเกิดขึ้นในขณะที่มีการเขียนข้อความส่งถึงกัน การนิ ยามความหมาย
แก่ e-learning Technology-based learning และ Web-based
Learning ยังมี ความแตกต่างกัน ตามแต่องค์กร บุคคลและกลุ่มบุคคล

แต่ละแห่งจะให้ความหมาย และคาดกันว่าคำา ว่า e-Learning ที่มีการใช้
มาตัง้ แต่ปี คศ. 1998 ในที่สุดก็จะเปลี่ยนไปเป็ น e-Learning เหมือน
อย่างกับที่มีเปลี่ยนแปลงคำาเรียกของ e-Business

เมื่อกล่าวถึงการเรียนแบบ Online Learning หรือ Web-based

Learning ซึ่งเป็ นส่วนหนึ่ ง ของ Technology-based Learning nี่มีการ
เรียนการสอนผ่านระบบอินเตอร์เน็ต อินทราเน็ต และ เอ็ซทราเน็ต

16

(Extranet) พบว่าจะมีระดับ การจัดการที่แตกต่างกันออกไป Online

Learning ปกติจะ ประกอบด้วยบทเรียนที่มีข้อความและรูปภาพ แบบ
ฝึ กหัดแบบทดสอบ และบันทึกการเรียน อาทิ คะแนนผลการ
ทดสอบ(test score) และบันทึกความก้าวหน้ าของการ

เรียน(bookmarks) แต่ถ้าเป็ น Online Learning ที่สูงขึ้นอีกระดับหนึ่ ง
โปรแกรมของการเรียนจะประกอบด้วยภาพเคลื่อนไหว
แบบ จำาลอง สื่อที่เป็ นเสียง ภาพจากวิดีโอ กลุ่มสนทนาทัง้ ในระดับ
เดียวกันหรือในระดับผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ ที่ปรึกษาแบบออนไลน์
(Online Mentoring) จุดเชื่อมโยงไปยังเอกสารอ้างอิงที่มีอยู่ ในบริการ
ของเว็บไซด์ และการสื่อสารกับระบบที่บันทึกผลการเรียน เป็ นต้น
การเรียนรู้แบบออนไลน์หรือ e-learning การศึกษาเรียนรู้ผ่าน

เครือข่ายคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต(Internet) หรือ

อินทราเน็ต(Intranet) เป็ นการเรียนร้ด
ู ้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตาม
ความสามารถและความสนใจของตน โดยเนื้ อหาของบทเรียนซึ่ง
ประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพเสียง วิดีโอและมัลติมีเดียอื่นๆ จะถูกส่ง
ไปยังผู้เรียนผ่าน Web Browser โดยผู้เรียน ผู้สอน และ เพื่อนร่วมชัน

เรียนทุกคน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่าง
กันได้เช่นเดียวกับ การเรียนในชัน
้ เรียนปกติ โดยอาศัยเครื่องมือการ
ติดต่อ สื่อสารที่ทันสมัย(e-mail, web-board, chat) จึงเป็ นการเรียน
สำาหรับทุกคน, เรียนได้ทก
ุ เวลา และทุกสถานที่ (Learn for all :
anyone, anywhere and anytime)

• ห้องเรียนเสมือนจริง

ความหมาย การ เรียนการสอนที่จำาลองแบบเสมือนจริง เป็ น
นวัตกรรมทางการศึกษาที่สถาบันการศึกษา ต่างๆ ทัว่ โลกกำาลังให้ความ

17

สนใจและจะขยายตัวมากขึ้นในศตวรรษที่ 21 การเรียนการสอนใน
ระบบนี้อาศัยสื่ออิเล็กทรอนิ กส์โทรคมนาคม และเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เป็ นหลัก ที่เรียกว่า Virtual Classroom หรือ Virtual Campus บ้าง
นั บว่าเป็ นการพัฒนาการ บริการทางการศึกษาทางไกลชนิ ดที่เรียกว่า
เคาะประตูบ้านกันจริงๆ เป็ นรูปแบบใหม่ของสถาบันการศึกษาในโลก
ยุค
ไร้พรมแดนมีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของคำาว่า Virtual
Classroom ไว้ดังนี้

ศ. ดร. ครรชิต มาลัยวงศ์ ได้กล่าวถึงความหมายของห้องเรียน
เสมือน(Virtual Classroom) ว่าหมายถึง การเรียนการสอนที่ผ่าน
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ท่ีเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของผู้เรียน เข้าไว้กบ

เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการเครือข่าย (File Server) และเครื่อง
คอมพิวเตอร์ผู้ให้บริการเว็บ (Web Server) อาจเป็ นการเชื่อมโยงระยะ
ใกล้หรือระยะไกล ผ่านทางระบบการสื่อสารและอินเทอร์เน็ตด้วย
กระบวนการสอนผู้สอนจะออกแบบระบบการเรียนการสอนไว้โดย
กำาหนด กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อต่างๆ นำ าเสนอผ่านเว็บไซต์
ประจำาวิชา จัดสร้างเว็บเพจในแต่ละส่วนให้ สมบูรณ์ ผู้เรียนจะเข้าสู่
เว็บไซต์ประจำาวิชาและดำาเนิ นการเรียนไปตามระบบการเรียน ที่ผู้สอน
ออกแบบไว้ในระบบเครือข่ายมีการจำาลองสภาพแวดล้อมต่างๆ ใน
ลักษณะเป็ นห้องเรียนเสมือน (ครรชิต มาลัยวงศ์, 2540)
บุญเกื้อ ควรหาเวช ได้กล่าวถึงห้องเรียนเสมือนว่า (Virtual

Classroom) หมายถึง การ จัดการเรียนการสอนที่ ผู้เรียนจะเรียน
ที่ไหนก็ได้ เช่น ที่บ้าน ที่ทำางาน โดยไม่ต้องไปนั่ งเรียนในห้อง เรียน
จริงๆ ทำาให้ประหยัดเวลา ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมาย
(บุญเกื้อ ควรหาเวช. 2543: 195)
รุจโรจน์ แก้วอุไร กล่าวไว้ว่าห้องเรียนเสมือน (Virtual

Classroom) เป็ นการจัดการเรียนการ สอนทางไกลเต็มรูปแบบ โดยมี

18

องค์ประกอบครบ ได้แก่ ตัวผู้เรียน ผู้สอน และเพื่อนร่วมชัน
้ เข้าสู่
กระบวนการเรียนการสอนพร้อมๆ กัน มีส่ ือการสอนทัง้ ภาพและเสียง
ผู้เรียนสามารถร่วมกิจกรรมกลุ่ม หรือตอบโต้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
กับผู้สอนหรือกับเพื่อนร่วมชัน
้ ได้เต็มที่ (คล้ายกับ chat room) ส่วนผู้
สอนสามารถตัง้ โปรแกรมติดตามพัฒนาการ ประเมินผลการเรียนรวม
ทัง้ ประสิทธิภาพของหลัก สูตรได้ ทัง้ นี้ไม่จำากัดเรื่องสถานที่ แต่ผู้เรียน
ในชัน
้ และผู้สอนจะต้องนั ดเวลาเรียนอย่างพร้อมเพรียง

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าห้องเรียนเสมือน (Virtual

Classroom) เป็ นการเรียน
การสอนที่จะต้องมีการนั ดเวลา นั ดสถานที่ นั ดผู้เรียนและผู้สอน เพื่อ
ให้เกิดการเรียนการสอนมีการกำาหนดตารางเวลาหรือตารางสอนผู้เรียน
ไม่ต้องเดินทางแต่เรียกผ่านเครือข่ายตามกำาหนดเวลาเพื่อเข้าห้องเรียน
และเรียนได้ แม้จะอยู่ท่ีใดในโลก
โดยสรุป กล่าวได้ว่าได้ว่า ห้องเรียนเสมือน (Virtual

Classroom) หมายถึง การเรียนการสอนที่กระทำาผ่านระบบเครือข่าย
คอมพิวเตอร์ท่ีเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของผู้เรียนเข้าไว้กับเครื่อง
คอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการเครือข่าย (File Server) และคอมพิวเตอร์

ผู้ให้บริการเว็บ (Web sever) เป็ นการเรียนการสอนที่จะมีการนั ดเวลา
หรือไม่นัดเวลาก็ได้ และนั ดสถานที่ นั ดตัวบุคคล เพื่อให้เกิด การเรียน
การสอน มีการกำาหนดตารางเวลาหรือตารางสอน เข้าสู่กระบวนการ
เรียนการสอนพร้อมๆ กันหรือไม่พร้อมกัน มีการใช้ส่ ือการสอนทัง้ ภาพ
และเสียง ผู้เรียนสามารถร่วมกิจกรรมกลุ่มหรือตอบ โต้แลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นกับผู้สอนหรือกับเพื่อนร่วมชัน
้ ได้เต็มที่ (คล้าย chat
room) ส่วนผู้สอน สามารถตัง้ โปรแกรมติดตามพัฒนาการประเมินผล
การเรียนรวมทัง้ ประสิทธิภาพของหลักสูตรได้ ทัง้ นี้ ไม่จำากัดเรื่องสถาน
ที่ เวลา (Any Where & Any Time) ของผู้เรียนในชัน
้ และผู้สอน

19

ประเภทของห้องเรียนเสมือนจริง
รศ.ดร.อุทัย ภิรมย์ร่น
ื (อุทัย ภิรมย์ร่ ืน, 2540) ได้จำาแนก

ประเภทการเรียนในห้องเรียนแบบ เสมือนจริงได้ 2 ลักษณะ คือ
1. จัดการเรียนการสอนในห้องเรียนธรรมดา

แต่มีการถ่ายทอด

สดภาพและเสียงเกี่ยวกับ
บทเรียนโดยอาศัยระบบโทรคมนาคมและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังผู้
เรียนที่อยู่นอกห้องเรียนนั กศึกษาก็สามารถรับฟั งและติดตามการสอน
ของผู้สอนได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองอีกทัง้ ยังสามารถโต้ตอบ
กับอาจารย์ผู้สอน หรือเพื่อนั กศึกษาในชัน
้ เรียนได้ ห้องเรียนแบบนี้ยัง
อาศัย สิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่เป็ นจริง ซึ่งเรียกว่า Physical
Education Environment

2. การจัดห้องเรียนจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างภาพเสมือน

จริง เรียกว่า Virtual Reality โดยใช้ส่ ือที่เป็ นตังหนั งสือ (Text-Based)

หรือภาพกราฟิ ก (Graphical-Based) ส่งบทเรียนไปยังผู้เรียนโดยผ่าน
ระบบโทรคมนาคมและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ห้องเรียนลักษณะนี้เรียก
ว่า Virtual Education Environment ซึ่งเป็ น Virtual Classroom
ที่แท้จริง การจัดการเรียนการสอนทางไกลทัง้ สองลักษณะนี้ในบาง
มหาวิทยาลัยก็ใช้รว่ มกัน คือมีทัง้ แบบที่เป็ นห้องเรียนจริง และ
ห้องเรียนเสมือนจริง การเรียนการสอนก็ผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ที่เชื่อมโยงกันอยู่ทัว่ โลก เช่น Internet, WWW. ขณะนี้ได้มีผู้พยายาม
จัดตัง้ มหาวิทยาลัยเสมือนจริงขึ้นแล้ว โดยเชื่อมโยง Site ต่างๆ ที่ให้
บริการ

ด้านการเรียนการสอนทางไกล แบบ Virtual Classroom ต่างๆ
เข้าด้วยกัน และจัดบริเวณอาคาร สถานที่ ห้องเรียน ห้องสมุด ภาควิชา
ต่างๆ ศูนย์บริการต่างๆ ตลอดจนคณาจารย์ นั กศึกษา กิจกรรม ทุก
อย่างเสมือนเป็ นชุมชนวิชาการจริงๆ แต่ข้อมูลเหล่านี้จะอยู่ท่ีศูนย์
คอมพิวเตอร์ของแต่ละแห่ง ผ้ป
ู ระสงค์จะเข้าร่วมในการเปิ ดบริการก็จะ
ต้องจองเนื้ อที่และเขียนโปรแกรมใส่ข้อมูลเข้าไว้ เมื่อนั กศึกษาติดต่อเข้า

20

มา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็จะแสดงภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว และ
สามารถ โต้ตอบได้เสมือนหนึ่ งเป็ นมหาวิทยาลัยจริง ๆ การติดต่อกับ
มหาวิทยาลัยเสมือนจริงทำาได้ดังนี้
1. บทเรียนและแบบฝึ กหัดต่าง ๆ อาจจะส่งให้ผู้เรียนในรูป

วีดีทัศน์ หรือวีดิทัศน์ผสมกับ Virtual Classroom หรือ CD-ROM ที่มี
สื่อประสมทัง้ ภาพ เสียง การเคลื่อนไหว โดยผ่านระบบสัญญาณเครือ
ข่ายคอมพิวเตอร์ ดาวเทียม โทรทัศน์ โทรสาร หรือทางเมล์ ตามความ
ต้องการของ ผู้เรียน
2. ผู้เรียนจะติดต่อสื่อสารกับอาจารย์ผู้สอนได้โดยตรง ในขณะ

สอนก็ได้หากเป็ นการเรียนที่ Online ซึ่งจะเป็ นแบบของการสื่อสารสอง
ทาง (Two-way Communication) ที่โต้ตอบโดยทันทีทันใดระหว่างผู้
เรียนและผู้สอนหรือระหว่างผู้เรียนด้วยกัน (Synchronous

Interaction) เช่น การ Chat หรืออาจใช้การโต้ตอบแบบไม่ทันทีทันใด
(Asynchoronous Interaction) เช่น การใช้
E-mail, การใช้ Web- board เป็ นต้น

3. การทดสอบ ทำาได้หลายวิธี เช่น ทดสอบแบบ Online หรือ

ทดสอบโดยผ่านทางโทรสาร ทาง E-mail และทางไปรษณี ย์ธรรมดา
บางแห่งจะมีผู้จัดสอบโดยผ่านตัวแทนของมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นที่
นั กศึกษาอาศัยอยู่ การเรียนทางไกลโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เป็ นการเปิ ดโอกาสให้ ผู้เรียนเลือกเรียนวิชาที่ตนสนใจได้ตลอดเวลา ใน
ทุกแห่งที่มีการเปิ ดสอน ไม่ต้องเข้าชัน
้ เรียนก็ได้ ในการศึกษาหาความรู้
จึงมีความยืดหยุ่นด้านเวลาและประหยัดค่าใช้จา่ ยลงไปมาก นอกจากนี้ผู้
เรียนยังสามารถติดต่อกับอาจารย์ผู้สอนได้โดยตรง สามารถแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นกับผู้เรียนคนอื่นซึ่ง อย่ห
ู ่างไกลกันได้ เป็ นการเรียนแบบ
ช่วยเหลือซึ่งกัน และกันทำางานร่วมกัน (Collaborative Learning)
อย่างไรก็ตามการเรียน ทางไกลลักษณะนี้อาจจะขาดความสัมพันธ์แบบ
face-to-face คือ การเห็นหน้ าเห็นตัวกันได้แต่ปัจจุบันนี้ก็มีกล้องวีดิ
ทัศน์ ที่เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบ เครือข่าย ก็สามารถ

21

ทำาให้เห็นหน้ ากันได้ ดังนั ้นปั ญหาเรื่อง face-to-face ก็หมดไป ความ
สำาเร็จและ คุณภาพของการเรียนในระบบนี้ขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนค่อนข้าง
มาก เพราะจะต้องมีความรับผิดชอบ ต้องบริหาร เวลาเพื่อติดตามบท
เรียน การทำากิจกรรมและการทดสอบต่างๆให้ทันตามกำาหนดเวลา จึงจะ
ทำาให้การเรียนประสบผล สำาเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ลักษณะการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือน
การจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือน เป็ นการจัดการ
ศึกษาในลักษณะการสอนทาง ไกลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อให้
เข้าใจระบบการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือนมาก ยิ่งขึ้น
ขอกล่าวถึง 1. การจัดการศึกษาทางไกล และ 2. การจัดการศึกษาผ่าน
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ดังนี้
< การศึกษาทางไกล (Distance Learning)
การศึกษาทางไกลเป็ นการเปิ ดโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้ใฝ่ รู้
และใฝ่ เรียนที่ไม่สามารถสละเวลาไปรับการศึกษาจากระบบการศึกษา
ปกติได้เนื่ องจากภาระทางหน้ าที่การงานหรือทางครอบครัว และ
เป็ นการเปิ ดโอกาสให้ผู้ท่ีต้องการเพิ่มพูนหรือปรับปรุงความรู้ท่ีมีอยู่ให้
ทันสมัยเพื่อประโยชน์ใน การทำางาน
ความหมายของการศึกษาทางไกล (Distance Education)

การศึกษาทางไกล (Distance Education) หมายถึง ระบบการ
ศึกษาที่ผู้เรียนและผู้สอนอยู่ ไกลกัน แต่สามารถทำาให้เกิดการเรียนร้ไู ด้
โดยอาศัยสื่อการสอนในลักษณะของสื่อประสม กล่าวคือ การใช้ส่ ือ
ต่างๆ ร่วมกัน เช่น ตำาราเรียน เทปเสียง แผนภูมิ คอมพิวเตอร์ หรือโดย
การใช้อุปกรณ์ทาง โทรคมนาคม และสื่อมวลชนประเภทวิทยุและ
โทรทัศน์เข้ามาช่วยในการแพร่กระจาย การศึกษาไปยังผู้ท่ีปรารถนาจะ
เรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางทัว่ ทุกท้องถิ่น การศึกษานี้มีทัง้ ในระดับต้น
จนถึงระดับสูงขัน
้ ปริญญา
การศึกษาทางไกลเป็ นการศึกษาวิธีหนึ่ งในการศึกษาทัง้ ในระบบ
และนอกระบบโรงเรียน ที่ อาศัยสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเลคทรอนิ กส์ และสื่อ
บุคคล รวมทัง้ ระบบโทรคมนาคมในรูปแบบต่างๆ เป็ น หลักการเรียน
การสอน เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ด้วยตนเองจากสื่อเหล่านั ้น และอาจมี

22

การสอนเสริม ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ผู้เรียนซักถามปั ญหาจากผู้สอนหรือ
ผู้สอนเสริม โดยการศึกษานี้อาจจะอยู่ใน รูปแบบของการศึกษาอิสระ
การศึกษารายบุคคล หรือรูปแบบของมหาวิทยาลัยเปิ ดก็ได้ ตัวอย่างการ
ศึกษาทางไกลในประเทศไทย ได้แก่
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งในการจัดการเรียนการ สอน
ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ใช้ สื่อสิ่งพิมพ์ เป็ นหลัก โดยมี สื่อเสริม คือ
รายการวิทยุกระจายเสียง และรายการโทรทัศน์บางวิชาอาจ มีเทปคาส
เซ็ท วีดิโอเทป หรือสื่อพิเศษอย่างอื่นร่วมด้วย นั กศึกษาจะเรียนด้วย
ตนเอง โดยอาศัยสื่อ เหล่านี้เป็ นหลัก แต่มหาวิทยาลัยก็จัดการสอน
เสริมเป็ นครัง้ คราวซึ่งเปิ ดโอกาสให้ผู้สอนและผู้เรียนได้พบกันเพื่อซัก
ถามข้อสงสัยหรือขอคำาอธิบายเพิ่มเติม

< การจัดการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในวงการคอมพิวเตอร์ในปั จจุบันที่มีผลต่อ
การเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำา วันของชาวโลกคือ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต
ซึ่งเกิดจากการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างๆ ใน โลกเข้าด้วยกัน
ภายใต้กฎเกณฑ์การต่อเชื่อม (Protocol) อย่างเดียวกันที่เรียกว่า
TCP/IP อินเทอร์ เน็ตเป็ นปรากฏการณ์ของคำาว่า "โลกาภิวัฒน์"

(Globalization) ที่เป็ นรูปธรรม โลกทัง้ โลกสามารถ ติดต่อสื่อสารกันได้
ไม่วา่ จะเพื่อวัตถุประสงค์ใด ในทางการศึกษา อินเทอร์เน็ตเป็ นการเปิ ด
กว้างของ การให้โอกาสในการศึกษาหาความรู้อย่างไม่เคยมีมาก่อน
และเป็ นการเปิ ดโอกาสที่ให้เกิดความเท่า เทียมสำาหรับทุกคน ที่สามารถ
จะเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ลองนึ กถึงความจริงที่ว่าเด็กไทยที่ อยู่
บนดอยในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็สามารถหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตได้
เท่าเทียมกันกับเด็กอเมริกัน ที่นิวยอร์ค และเท่ากับเด็กญี่ปุ่นที่โตเกียว
อินเทอร์เน็ตเป็ น
แหล่งสะสมความรู้หรือที่บางคนเรียกว่า "ขุมทรัพย์ความร้"ู เพราะ
ในบรรดาคอมพิวเตอร์ท่ีต่อ เชื่อมอยู่กบ
ั อินเทอร์เน็ตนั ้น ต่างก็มีข้อมูล
สะสมไว้มากมาย และวิธีให้บริการบนอินเทอร์เน็ตก็ทำาให้ผู้ใช้สามารถ
เข้าถึงข้อมูลเหล่านั ้นได้อย่างง่ายดาย ถ้าเจ้าของข้อมูลยอมเปิ ดให้เป็ น
ข้อมูลสาธารณะ แต่ส่ิงที่ต้องระวังคือ ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตจำานวนมาก

23

เป็ นข้อมูลที่ไม่มีการกลัน
่ กรอง ไม่มก
ี าร รับรองความถูกต้อง ผู้ท่ี
ต้องการใช้ข้อมูลจะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือ
ได้และนำ ามาใช้เฉพาะข้อมูลที่เป็ นประโยชน์เท่านั ้น อาจกล่าวได้ว่าการ
ศึกษาในยุคอินเทอร์เน็ตนั ้นคือ การเรียนรู้ท่ีจะแยกแยะและกลัน
่ กรอง
ข้อมูลเพื่อนำ าข้อมูลมาเรียบเรียงและจัดระบบขึ้นเป็ นความรู้ ขณะนี้มี
งานวิจัยซึ่งพยายามสร้างกระบวนการอัตโนมัติ (โดยใช้คอมพิวเตอร์)
ของการค้นหาข้อมูล (จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต) และนำ ามาเรียบเรียง
ขึ้นเป็ นความรู้ตามกฎเกณฑ์ท่ีผู้ใช้สามารถระบุได้ ศาสตร์ใหม่แขนงนี้
มีช่ ือเรียกว่า วิศวกรรมความรู้ (Knowledge Engineering) ซึ่งมีการ

บริการ World Wide Web (WWW.) เป็ นวิธีการให้บริการข้อมูลแบบ
หนึ่ งบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็ นวิธี การที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อความ
สะดวกต่อผู้ใช้ โดยอาศัยสมรรถนะที่สูงขึ้นมากของคอมพิวเตอร์ในยุค
นี้
WWW . ใช้กฎเกณฑ์การรับส่งข้อมูลแบบ Hypertext Transfer

Protocol (http) ซึ่งมีจด
ุ เด่นที่ สำาคัญอยู่ 2 ประการคือ

1. สามารถทำาการเชื่อมโยงและเรียกข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้เข้ามา

ปรากฏได้ โดยวิธีการที่เรีย กว่า Hyperlink

2. สามารถจัดการข้อมูลได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็ น ข้อความ
ภาพนิ่ ง ภาพเคลื่อนไหวเสียง และวีดิทีศน์ เป็ นต้น

< การศึกษาทางไกล (Distance Learning)
ความหมาย

ได้มีผู้ให้คำานิ ยามของการเรียนทางไกล (Distance

learning) หรือการศึกษาทางไกล (distance education) ไว้หลายท่าน
ด้วยกันดังนี้
เบิร์ก และฟรีวิน (E.R.Burge and CC Frewin ,1985 :

24

4515) ได้ให้ความหมายของการเรียนการสอนทางไกลว่า หมายถึง
กิจกรรมการเรียนที่สถาบันการศึกษาได้จัดทำาเพื่อให้ผู้เรียนซึ่งไม่ได้
เลือกเข้าเรียนหรือไม่สามารถจะเข้าเรียนในชัน
้ เรียนที่มีการสอนตาม
ปกติได้กิจกรรมการเรียนที่จด
ั ให้มีนี้จะมีการผสมผสานวิธีการที่
สัมพันธ์กับทรัพยากร การกำาหนดให้มรี ะบบการจัดส่งสื่อการสอน และ
มีการวางแผนการดำาเนิ นการ รูปแบบของทรัพยากรประกอบด้วย
เอกสาร สิ่งพิมพ์ โสตทัศนูปกรณ์ สื่อคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้เรียนอาจเลือก
ใช้ส่ ือเฉพาะตนหรือเฉพาะกลุ่มได้ ส่วนระบบการจัด ส่งสื่อนั ้นก็มก
ี าร
ใช้เทคโนโลยีนานาชนิ ด สำาหรับระบบบริหารก็มีการจัดตัง้ สถาบันการ
ศึกษาทางไกลขึ้น เพื่อรับผิดชอบจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
โฮล์มเบิร์ก (Borje Holmber, 1989: 127 อ้างถึงใน ทิพย์เกสร

บุญอำาไพ. 2540 : 38) ได้ให้ความหมายของการศึกษาทางไกล ว่า
หมายถึงการศึกษาที่ผู้เรียนและผู้สอนไม่ได้มาเรียนหรือ สอนกันซึ่ง ๆ
หน้ า แต่เป็ นการจัดโดยใช้ระบบการสื่อสารแบบสองทาง ถึงแม้ว่าผู้เรียน
และผู้สอนจะไม่อยู่ในห้องเดียวกันก็ตาม การเรียนการสอนทางไกล
เป็ นวิธีการสอนอันเนื่ องมาจากการแยกอยู่หา่ งกันของผู้เรียนและผู้
สอน การปฏิสัมพันธ์ดำาเนิ นการผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ คอมพิวเตอร์ และ
เครื่องมือ
อิเล็กทรอนิ กส์ต่าง ๆ
ไกรมส์ (Grimes) ได้ให้นิยามการศึกษาทางไกลว่า คือ "แนวทาง
ทุก ๆ แนวทางของการเรียนรู้จากหลักสูตรการเรียนการสอนปกติท่ีเกิด
ขึ้น แต่ในกระบวนการเรียนรู้นี้ครูผู้สอนและนั กเรียนอยู่คนละสถานที่
กัน " นอกจากนี้ ไกรมส์ ยังได้อธิบายถึงเรื่อง การใช้เทคโนโลยีในการ
เรียนการสอน ผ่านสื่อทางไกล โดยเขาได้ให้นิยามที่กระชัย เข้าใจง่าย
สำาหรับการศึกษาทางไกลสมัยใหม่ไว้วา่ คือ "การนำ าบทเรียนไปสู่
นั กเรียนโดยใช้เทคโนโลยีมากกว่าที่จะใช้เทคโนโลยีนำานั กเรียนเข้าสู่บท
เรียน" และไกรมส์ยังได้ถอดความของคีแกน (Keehan) ซี่งได้กำาหนด
ลักษณะเฉพาะของการเรียนการสอนทางไกลไว้ ดังนี้คือ
1. เป็ นกระบวนการเรียนการสอนที่ครูและนั กเรียนอยู่ต่าง
ถานที่กัน
2. สถาบันการศึกษาเป็ นผู้กำาหนดขอบเขตและวิธีการใน

25

การบริหารจัดการ
(รวมทัง้ การประเมินผลการเรียนของนั กเรียน)

3. ใช้กระบวนการทางสื่อในการนำ าเสนอเนื้ อหาหลักสูตร
และเป็ นตัวประสานระหว่างครูกับนั กเรียน
4. สามารถติดต่อกันได้ทัง้ ระหว่างครูกับนั กเรียนและหรือ
สถาบันการศึกษากับนั กเรียน
วิจิตร ศรีสอ้าน (2529 : 5 - 7) ได้ให้ความหมายของการเรียน
การสอนทางไกลว่าหมายถึง ระบบการเรียนการสอนที่ไม่มีชัน
้ เรียน แต่
อาศัยสื่อประสมอันได้แก่ สื่อทางไปรษณี ย์ วิทยุกระจาย เสียง วิทยุ
โทรทัศน์ และการสอนเสริม รวมทัง้ ศูนย์บริการทางการศึกษา โดยมุ่ง
ให้ผู้เรียนเรียนได้ ด้วยตนเองอยู่กับบ้าน ไม่ต้องมาเข้าชัน
้ เรียนตามปกติ
การเรียนการสอนทางไกลเป็ นการสอนที่ผู้ เรียนและผู้สอนจะอยู่ไกล
กัน แต่สามารถมีกิจกรรมการเรียนการสอนร่วมกันได้ โดยอาศัยสื่อ
ประสม เป็ นสื่อการสอน โดยผู้เรียนผู้สอนมีโอกาสพบหน้ ากันอยู่บ้าง
ณ ศูนย์บริการ การศึกษาเท่าที่จำาเป็ น การเรียนรู้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจาก
สื่อประสมที่ผู้เรียนใช้เรียนด้วยตนเองในเวลาและสถานที่สะดวก
สนอง ฉิ นนานนท์ (2537 : 17 อ้างถึงใน ทิพย์เกสร บุญอำาไพ.

2540 : 7) ได้ให้ความหมาย ของการศึกษาทางไกลว่าเป็ นกิจกรรมการ
เรียนสำาหรับผู้ท่ีไม่สามารถเข้าเรียนในชัน
้ เรียนตามปกติได้ ซึ่งอาจจะ
เป็ นเพราะเหตุผลทางภูมิศาสตร์ หรือเหตุผลทางเศรษฐกิจก็ตาม การ
เรียนการสอนลักษณะ นี้ผู้สอนกับผู้เรียนแยกห่างกัน แต่ก็มีความ
สัมพันธ์โดยผ่านสื่อการเรียนการสอน การเรียนโดยใช้ส่ ือการเรียนทาง
ไกลนั ้น ใช้ส่ ือในลักษณะสื่อประสม (Multimedia) ได้แก่ สื่อเอกสาร
สื่อโสตทัศน์ และ สื่ออิเล็กทรอนิ กส์ เช่นรายการวิทยุ โทรทัศน์ เทป
เสียง วีดิทัศน์ และคอมพิวเตอร์
วิชัย วงศ์ใหญ่ ( 2527 อ้างถึงในสารานุกรมศึกษาศาสตร์.

2539: 658 ) การสนทางไกล (distance teaching) หมายถึง ระบบ
ของการจัดการศึกษาวิธีหนึ่ ง ซึ่งผู้สอนและผู้เรียนไม่ต้องมาทำา กิจกรรม
ในห้องเรียน กระบวนการเรียนการสอนจะยืดหยุ่นในเรื่องเวลา สถานที่
โดยคำานึ งถึงความ สะดวกและความพร้อมของผู้เรียนเป็ นหลัก รูปแบบ

26

ของการเรียนจะใช้ส่ ือการเรียนประเภทต่าง ๆ เช่น สิ่งพิมพ์ สื่อที่ติดต่อ
ทางไปรษณี ย์ สื่อทางวิทยุ สื่อทางโทรทัศน์และสื่อโสตทัศน์อุปกรณ์
ประเภทอื่น รวมทัง้ การพบกลุ่มโดยมีวิทยากรเป็ นผู้ให้ความร้ห
ู รือการ
สินเสริม เป็ นต้น
โดยสรุป แล้วการศึกษาทางไกล หมายถึง กิจกรรมการเรียนการ
สอนที่จัดขึ้นโดยที่ผู้เรียนไม่ จำาเป็ นต้องเข้าชัน
้ เรียนปกติ เป็ นการเรียน
การสอนแบบไม่มีชัน
้ เรียน แต่อาศัยสื่อต่าง ๆ ที่เรียกว่าสื่อ ประสม
ได้แก่ เอกสาร สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิ กส์ รวมไปถึงสื่อบุคคล
ช่วยในการจัดการ เรียนการสอน

หลักสำาคัญของการศึกษาทางไกล
จากความหมายและปรัชญาของการเรียนการสอนทางไกลดังได้
กล่าวมาแล้วนั ้น จะเห็นได้ ว่ามีลักษณะเฉพาะสำาคัญที่แตกต่างไปจาก
การศึกษาในระบบอื่นหลายประการ ดังที่ วิจิตร ศรีสอ้าน (วิจิตร ศรี
สอ้าน และคณะ 2534 : 7 - 8) ได้จำาแนกลักษณะสำาคัญของการ
ศึกษาทางไกลไว้ดังนี้

1. ผู้เรียนและผู้สอนอยู่ห่างจากกัน การเรียนการสอนทางไกล
เป็ นรูปแบบการสอนที่ผู้สอน และผู้เรียนอยู่ห่างไกลกัน มีโอกาสพบปะ
หรือได้รบ
ั ความร้จู ากผู้สอนโดยตรงต่อหน้ าน้ อยกว่าการ ศึกษาตามปกติ
การติดต่อระหว่างผู้เรียนและผู้สอนนอกจากจะกระทำาโดยผ่านสื่อต่าง ๆ
แล้ว การ ติดต่อสื่อสารโดยตรงจะเป็ นไปในรูปของการเขียนจดหมาย
โต้ตอบกัน มากกว่าการพบกันเฉพาะหน้ า

27

2. เน้ นผู้เรียนเป็ นศูนย์กลางการเรียน ในระบบการเรียนการ
สอนทางไกลผู้เรียนจะมีอิสระใน การเลือกเรียนวิชาและเลือกเวลาเรียน
ตามที่ตนเห็นสมควร สามารถกำาหนดสถานที่เรียนของตนเอง พร้อมทัง้
กำาหนดวิชาการเรียนและควบคุมการเรียนด้วยตนเอง วิธีการเรียนรู้กจ็ ะ
เป็ นการเรียนรู้ด้วยตน เอง จากสื่อที่สถาบันการศึกษาจัดบริการรวมทัง้
สื่อเสริมในลักษณะอื่น ๆ ที่ผู้เรียนจะหาได้เอง
3. ใช้ส่ ือและเทคโนโลยีเป็ นเครื่องมือในการบริหารและบริการ
สื่อทางเทคโนโลยีการศึกษา ที่ใช้ส่วนใหญ่จะใช้ส่ ือสิ่งพิมพ์เป็ นสื่อหลัก
โดยจัดส่งให้ผู้เรียนทางไปรษณี ย์ สื่อเสริมจัดไว้ในหลายรูปแบบมีทัง้
รายการวิทยุกระจายเสียง รายการวิทยุโทรทัศน์ เทปเสียงประกอบชุด
วิชา และวิดีทัศน์ประกอบชุดวิชา สิ่งใดที่มิได้จัดส่งแก้ผู้เรียนโดยตรง
สถาบันการศึกษาจะจัดไว้ตามศูนย์การศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้มี
โอกาสรับฟั ง หรือรับชม โดยอาจให้บริการยืมได้ นอกจากสื่อดังกล่าว
แล้ว สถาบันการศึกษาที่เปิ ดสอนทางไกลยังมีส่ ือเสริมที่สำาคัญอีก เช่น
สื่ออิเล็กทรอนิ กส์ สื่อ คอมพิวเตอร์ และสื่อการสอนทางโทรทัศน์ฯ
เป็ นต้น
4. ดำาเนิ นงานและควบคุมคุณภาพในรูปองค์กรคณะบุคคล การ
ศึกษาทางไกลได้รับการยอม รับว่าเป็ นส่วนหนึ่ งของระบบและวิธีการ
จัดการศึกษาในประเทศต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น เพราะสามารถ จัดการเรียน
การสอน ตลอดจนบริการการศึกษาให้แก่ผู้เรียนได้มากกว่าและ
ประหยัดกว่าทัง้ นี้เพราะ ไม่มีข้อจำากัดในเรื่องสัดส่วนครูต่อนั กเรียน
อาคารสถานที่ ในส่วนคุณภาพนั ้นผู้รับผิดชอบจัดการศึกษาทุกคนต่าง
มุ่งหวังให้การศึกษาที่ตนจัดบรรละจุดมุ่งหมาย และมาตรฐานที่รัฐตัง้ ไว้
การศึกษาทางไกลได้มีการสร้างระบบและองค์กรขึ้นรับผิดชอบในการ
พัฒนาหลักสูตตและผลิตเอกสารการ สอน ตลอดจนสื่อการสอน
ประเภทต่าง ๆ รวมทัง้ การออกข้อสอบ ลักษณะเช่นนี้ อาจกล่าวได้
ว่าการศึกษาทางไกลมีระบบการควบคุมคุณภาพของการศึกษาอย่างเข้ม
งวดและเคร่งครัด ความรับผิดชอบในการจัดการศึกษามิได้อย่ภ
ู ายใต้
บุคคลใดบุคคลหนึ่ ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ งโดยเฉพาะแต่เน้ นการ
จัดการศึกษาที่มีการดำาเนิ นงานในรูปองค์กรคณะบุคคล ที่สามารถตรวจ
สอบได้ทุกขัน
้ ตอน
5. มีการจัดการศึกษาอย่างมีระบบ กระบวนการเรียนการสอน
ทางไกลได้รบ
ั การออกแบบขึ้น อย่างเป็ นระบบ เริ่มจากการพัฒนา

28

หลักสูตรและผลิตเอกสาร ตลอดจนสื่อการสอนจากผู้เชี่ยวชาญ ทัง้ ใน
ด้านเนื้ อหา ด้านสื่อ และด้านการวัดและประเมินผล มีการดำาเนิ นงาน
และผลิตผลงานที่เป็ น ระบบ มีการควบคุมมาตรฐานและคุณค่าอย่าง
แน่ นอนชัดเจน จากนั ้นจะส่งต่อไปให้ผู้เรียน ส่วนการ ติดต่อที่มาจากผู้
เรียนนั ้น ผู้เรียนจะจัดส่งกิจกรรมมายังสถานศึกษา ซึ่งหน่ วยงานใน
สถานศึกษาจะ จัดส่งกิจกรรมของผู้เรียนไปตามระบบถึงผู้สอน เพื่อให้
ผู้สอนตรวจตามมาตรฐานและคุณภาพการ ศึกษาที่ได้กำาหนดไว้
6. มีการใช้ส่ ือประเภทต่าง ๆ หลากหลาย แทนสื่อบุคคล สื่อที่ใช้
แตกต่างกันไปตามเนื้ อหา การสอนและการจัดการสอนเป็ นการจัด
บริการให้แก่ผู้เรียนจำานวนมากในเวลาเดียวกัน ดังนั ้นการดำาเนิ นงาน
ในด้านการเตรียมและจัดส่งสื่อการศึกษาจึงต้องจัดทำาในรูปของ
กิจกรรมทางอุตสาหกรรม คือมีการผลิตเป็ นจำานวนมาก มีการนำ าเอา
เทคนิ คและวิธีการผลิตที่จัดเป็ นระบบ และมีการดำาเนิ นงานเป็ นขัน
้ ตอน
ตามระบบอุตสาหกรรม
7. เน้ นด้านการผลิตและจัดส่งสื่อการสอนมากกว่าการทำาการ
สอนโดยตรง บทบาทของ สถาบันการสอนในระบบทางไกลจะแตกต่าง
จากสถาบันที่สอนในระบบเปิ ดโดยจะเปลี่ยนจากการสอนเป็ นรายบุคคล
มากเป็ นการสอนคนจำานวนมาก สถาบันจะรับผิดชอบด้านการผลิตและ
จัดส่ง เอกสารและสื่อการศึกษา การประเมินผลการเรียนของผู้เรียน
และการจัดสอนเสริมในศูนย์ภูมิภาค
8. มีการจัดตัง้ หน่ วยงานและโครงสร้างขึ้นเพื่อสนั บสนุนการสอน
และการบริการผู้เรียน แม้ผู้เรียนและผุ้สอนจะอยู่แยกห่างจากกันก็ตาม
แต่ผู้เรียนก็จะได้รบ
ั การสนั บสนุนจากผู้สอนในลักษณะ ต่าง ๆ มีการจัด
ตัง้ ศูนย์การศึกษาประจำาท้องถิ่นหรือประจำาภาคขึ้นเพื่อสนั บสนุนให้
บริการการศึกษา
9. ใช้การสื่อสารติดต่อแบบสองทางในการจัดการศึกษาทางไกล
แม้การจัดการสอนจะเป็ น ไปโดยใช้ส่ ือการสอนประเภทต่าง ๆ แทนการ
สอนด้วยครูโดยตรง แต่การติดต่อระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนก็เป็ นไปใน
รูปการติดต่อสองทาง ซึ่งสถาบันการศึกษาและผู้สอนจะติดต่อกับผู้
เรียนโดย จดหมายและโทรศัพท์ ส่วนผู้เรียนก็อาจจะติดต่อกับผู้สอน
และสถาบันการศึกษาด้วยวิธีการเดียวกัน นอกจากนี้ทางสถาบันการ
ศึกษายังจัดให้มก
ี ารติดต่อกับผู้เรียนด้วยการจัดสอนเสริม ซึ่งส่งผู้สอน

29

ไปสอนนั กศึกษาตามศูนย์บริการการศึกษาประจำาจังหวัดตามช่วงเวลา
และวิชาที่สถาบันกำาหนด

สื่อและวิธีการศึกษาทางไกล
สื่อนั บว่าเป็ นหัวใจของการจัดการเรียนการสอนในการศึกษาทาง
ไกล เพราะการถ่ายทอด ความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ จากผู้สอนไปยัง
ผู้เรียนนั ้น จะอาศัยสื่อประเภทต่าง ๆ ผู้เรียนหรือนั กศึกษาจะเรียนด้วย
ตนเองอยู่ท่ีบ้านโดยอาศัยสื่อการสอนประเภทต่าง ๆ
การเลือกหรือจัดสื่อเพื่อใช้ในการศึกษาทางไกลไม่วา่ จะเป็ นสื่อ
ชนิ ดใดก็ตาม จะต้องคำานึ ง ถึงหลักจิตวิทยาที่ว่า ถ้าผู้เรียนจะต้องมี
ปฏิสัมพันธ์อยู่กับสื่อชนิ ดเดียวนาน ๆ อาจเกิดความเบื่อหน่ วย ได้ และ
อาจทำาให้ผู้เรียนท้อถอยหมดกำาลังใจในการเรียนรู้ ดังนั ้นสื่อที่ใช้ควร
เป็ นสื่อที่หลากหลาย และเป็ นสื่อที่มีการเสริมแรงให้กำาลังใจผู้เรียน ซึ่ง
การใช้ส่ ือแบบนี้เรียกว่าสื่อประสม คือมีส่ ือหนึ่ งเป็ นสื่อหลักและมีส่ ือ
ชนิ ดอื่นเป็ นสื่อเสริม ทัง้ นี้เนื่ องจากสื่อแต่ละตัวมีทัง้ ข้อดีและข้อจำากัด
การศึกษา จากสื่อเพียงตัวเดียวจะทำาให้ผู้เรียนได้รับความรู้ไม่สมบูรณ์
จึงควรอาศัยสื่อชนิ ดอื่นประกอบเพื่อเสริมความรู้ส่ ือที่ใช้ในการศึกษา
ทางไกลนี้แยกได้เป็ น
1. สื่อหลัก คือสื่อที่ผู้เรียนสามารถใช้ศึกษาได้ด้วยตนเองตลอด
เวลาและทุกสถานที่ สื่อหลัก ส่วนมากจะเป็ นสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น ตำารา
เอกสารคำาสอน หรือคู่มือเรียน โดยผู้เรียนสามารถใช้ส่ ือเหล่านี้เป็ น
หลักในการเรียนวิชานั ้น ๆ และมีโอกาสพลาดจากการเรียนได้น้อยมาก
เพราะผู้เรียนมีส่ ือหลักนี้อยู่กบ
ั ตัวแล้ว
2. สื่อเสริม คือ สื่อที่จะช่วยเก็บตก ต่อเติมความรู้ให้แก่ผู้เรียนให้
มีความรู้กระจ่างสมบูรณ์ขึ้น หรือหากในกรณี ท่ีผู้เรียนศึกษาจากสื่อ
หลักแล้วยังไม่จุใจพอ หรือยังไม่เข้าใจได้ชัดเจนมีปัญหาอยู่ก็สามารถ
ศึกษาเพิ่มเติมจากสื่อเสริมได้ สื่อประเภทนี้จะอยู่ในรูปแบบของเทป
สรุปบทเรียน วิทยุ เอกสารเสริม การสอนเสริมหรือการพบกลุ่ม
เป็ นต้น ในส่วนของวิธีการเรียนการสอนทางไกลนั ้นนอก จากผู้เรียนจะ
เรียนด้วยตนเองจากสื่อประเภทต่าง ๆ ทัง้ สื่อหลักและสื่อเสริมแล้ว
สถาบันการศึกษา ทางไกลในปั จจุบันจำานวนมากได้ใช้ส่ ือวิธีการต่าง ๆ
เป็ นสื่อเสริมอีกด้วย เช่น กระบวนการกลุ่ม การ สาธิต การทดลอง

30

สถานการณ์จำาลอง การศึกษารายกรณี ฯลฯ โดยผู้สอนอาจกำาหนดให้
นั กศึกษา ทำากิจกรรมต่อเนื่ องหลังจากที่ศึกษาเนื้ อหาจากสื่หลัก แล้ว
อาจให้ไปสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ให้ไปฝึ กปฏิบัติงานในหน่ วยงาน
ต่าง ๆ โดยให้นักศึกษารับผิดชอบไปทำากิจกรรมเหล่านั ้นเองแล้วส่ง ผล
การทำากิจกรรมมาให้อาจารย์ผู้สอนตรวจ หรือจัดให้มก
ี ารประชุมปฏิบัติ
การระยะสัน
้ มีการอภิปรายกลุ่ม โดยการนั ดหมาย ณ ศูนย์วิทยบริการ
ในท้องถิ่นด้วย

มิติใหม่แห่งการศึกษาไร้พรมแดน
Asynchronous Learning คือ รูปแบบการเรียนการสอนที่ผู้
สอน และผู้เรียนไม่จำาเป็ นต้องพบกันตามเวลาในตาราง ที่กำาหนดไว้
(Synchronous Learning) แต่ผู้สอนและผู้เรียนสามารถติดต่อกันได้
ตลอดเวลา โดยใช้เครื่องมือสื่อ สารต่าง ๆ ซึ่งเป็ นการเรียนรู้ท่ีไม่มีข้อ
จำากัดในเรื่องของเวลา และสถานที่ ผู้เรียนสามารถเรียนที่ไหน เวลาใด
ก็ได้ (Anywhere Anytime) เป็ นการเรียนที่อาศัยวิธีการ หรือเครื่องมือ
ต่าง ๆ ที่ทำาให้ผู้เรียน สามารถเรียนรู้ในลักษณะที่ปฏิสัมพันธ์ และมี
ส่วนร่วมช่วยเหลือกันระหว่าง ผู้เรียน โดยใช้แหล่ง ข้อมูลความรู้ต่าง ๆ
ทัง้ ใกล้และไกล ผู้เรียนสามารถศึกษาค้นคว้า หรือเข้าถึงข้อมูลความรู้
เหล่านั ้น จากที่ไหน และเวลาใดก็ได้ ตามความต้องการและความสะดวก
ของผู้เรียนเอง ซึ่ง Asynchronous Learning เป็ นการใช้การสื่อสาร
ระยะไกล (Telecommunication) เพื่อช่วยให้การเรียนรู้มีลักษณะใกล้
เคียงกับการเรียนในระบบห้องเรียนหรือการเรียนการสอนที่ผู้สอนกับผู้
เรียนได้พบหน้ ากัน (Face - to - Face Instruction)
แนวคิดเกี่ยวกับ Asynchronous Learning คือการนำ าความ
ก้าวหน้ าของเทคโนโลยี การสื่อ สาร และความสามารถของอุปกรณ์
อิเล็กทรอนิ กส์ต่าง ๆ ได้แก่ ระบบโทรทัศน์ ระบบเครือข่าย
คอมพิวเตอร์ รวมทัง้ โปรแกรมสำาเร็จรูป (Software) ต่าง ๆ มาใช้ให้เป็ น
ประโยชน์ เพื่อการศึกษา ทำา ให้สามารถขจัดข้อจำากัดของการเรียนการ

31

สอนในลักษณะที่ผู้สอนและผู้เรียนต้องมีเวลาตรงกัน ใน ลักษณะ
ตารางสอน (Synchronous Learning) มีสถานที่ตรงกัน อาจจะเป็ น
ห้องเรียน หรือสถานที่ ใดที่หนึ่ งจึงจะมีกิจกรรมการเรียนการสอน ที่
ทำาให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนในลักษณะ Face - to - Face แต่
ถ้าหากใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ จะช่วยสนั บสนุนการ
เรียนรู้ การเรียนรู้ในลักษณะดังกล่าว สามารถเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน
โดยที่ ผู้เรียนและผู้สอนไม่จำาเป็ นต้อง มีเวลาและสถานที่ตรงกัน นั่ นคือ
ผู้เรียนสามารถเรียนจากที่ไหนและเวลาใดก็ได้ ตามความต้องการ ของผู้
เรียนเอง โดยผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น Multimedia Computer, Telephone
และ Computer Linking Infrastructure, The Internet และ World

Wide Web, E - Mail, Conference System และอื่น ๆ เช่น Audio Video

องค์ประกอบของการจัดการศึกษาแบบอะซิงโครนั ส
Asynchronous Learning มีองค์ประกอบ ดังนี้
1. แหล่งข้อมูลระยะไกล (Remote Resource) ที่ต้องใช้เครื่องมือ
และเทคโนโลยีต่าง ๆ ในการ เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เช่น
- E - Mail
- Web Board, White Board, Bulletin Board
- Web Phonelink

- Chat - Talk online
- Video Conference
- FTP

- Course Homepage
- Course Syllabus
- Lecture Note

32

- Tutorials

- Homework Assignments
- Slides

- Multimedia Coureware

- Interactive Multimedia Coureware
- Hypermedia Coureware
- Visual Library

2. การเรียนรู้อย่างมีปฏิสัมพันธ ์ (Interactive Learning) โดยมี
ลักษณะสำาคัญ ดังนี้
2.1 ผู้เรียนจะเป็ นผู้ควบคุมสิ่งที่จะเกิดขึ้นในการเรียนการสอนตาม
ความต้องการของตนเอง
2.2 เป็ นการเรียนในลักษณะของการสื่อสารสองทาง (Two - Way
Communication) ทัง้ ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนด้วยกัน และระหว่างผู้
เรียนกับผู้สอน

3. การเรียนแบบร่วมมือกัน (Collabrative Learning) เป็ นการ
เรียนแบบช่วยเหลือกัน ซึ่งการเรียน แบบนี้คือ นั กเรียนร่วมกันทำางาน
ในกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อบรรลุเป้ าหมายหลักร่วมกัน
4. การเรียนการสอน ที่ไม่จำาเป็ นต้องเรียนตามตารางสอน

(Teaching and Learning in Asynchronous Learning) เป็ นการ

เรียนการสอนแบบ Asynchronous ซึ่งผู้สอน และผู้เรียนมี บทบาท
ดังนี้
4.1 บทบาทของผู้สอน ผู้สอนจะเป็ นผู้ชีแ
้ นะแนวทาง เป็ นโค้ช และผู้
อำานวยความสะดวกในการ เรียนการสอน โดยถือว่าผู้สอนเป็ นสมาชิก
คนหนึ่ งในการเรียนการสอนด้วย

33

4.2 บทบาทของผู้เรียน ต้องค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเองในการเรียน
แบบช่วยเหลือกัน และต้องมี ปฏิสัมพันธ์กัน ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้อย่าง
กระฉั บกระเฉง ไม่ใช่ให้ครูเป็ นผู้นำาความรู้มาให้เพียงฝ่ าย เดียว และ
ต้องมีการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็ นศูนย์กลาง
5. เทคนิ คการเรียนแบบ Asynchronous (Asynchronous

Techniques) ประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ดังนี้
- Web - Based Instruction

- Web - Based Interactive Learning Environment
- WWW - Based Education

- Interactive Education Aids
- World Lecture Hall

- World - Based Multimedia
6. การใช้ Web Based Course คือการที่ผู้สอนให้รายละเอียดทัง้
ด้านเนื้ อหา แหล่งค้นคว้า แบบฝึ กหัด ฯลฯโดยการนำ ารายละเอียดดัง
กล่าวใส่ไว้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ เรียกใช้ได้
ตลอดเวลา สิ่งที่สนั บสนุนให้เกิดลักษณะการเรียนการสอนแบบ
Asynchronous มีดังนี้

6.1 การเรียนการสอนแบบผู้เรียนเป็ นศูนย์กลาง (Student Center)
6.2 การเรียนรู้แบบช่วยเหลือกัน (Collaborative Learning)
6.3 มีการเสริมเนื้ อหา (Content Reinforcement)
6.4 ง่ายในการรับข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ ทัว่ โลก

6.5 รับข้อมูลได้รวดเร็ว ทันเวลา และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน
6.6 การเรียนการสอนแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive Learning)
6.7 การให้ความรู้ผา่ นสื่อหลากหลาย (Multimedia)

34

ลักษณะการเรียนการสอนแบบ Asynchronous Learning ที่
กล่าวมาข้างต้น มีการนำ า เทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ โดยเฉพาะเทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีการสื่อสาร ทัง้ นี้เพื่อนำ ามาใช้สนั บสนุนการ
เรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเลือกสถาน
ที่ เวลา และ สื่อการเรียนได้ตามความต้องการ

• สื่อหลายมิติ

ความหมาย สื่อหลายมิตินั้นเป็ นสื่อประสมที่พัฒนามาจากข้อความ

หลายมิติ ซึ่งแนวความคิดเกี่ยวกับข้อ ความหลายมิติ (hypertext) นี้มี

มานานหลายสิบปี แล้ว โดย แวนนิ วาร์ บุช (Vannevar Bush) เป็ นผู้ ที่
มีความคิดริเริ่มเกี่ยวกับเรื่องนี โดยเขากล่าวว่าน่ าจะมีเครื่องมืออะไรสัก
อย่างที่ช่วยในเรื่อง ความจำาและความคิดของมนุษย์ท่ีจะช่วยให้เรา
สามารถสืบค้นและเรียกใช้ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ได้ หลาย ๆ ข้อมูลใน
เวลาเดียวกันเหมือนกับที่คนเราสามารถคิดเรื่องต่าง ๆ ได้หลายเรื่องใน
เวลาเดียวกัน
จากแนวคิดดังกล่าว เท็ด เนลสัน และดัก
๊ เอนเจลบาร์ต ได้นำา
แนวคิดนี้มาขยายเป็ นรูปเป็ น ร่างขึ้น โดยการเขียนบทความหรือเนื้ อหา
ต่าง ๆ กระโดยข้ามไปมาได้ในลักษณะที่ไม่เรียงลำาดับเป็ น เส้นตรงอย่าง
ต่อเนื่ อง ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า ไฮเพอร์เท็กซ์หรือข้อความหลายมิติ โดย
การใช้ คอมพิวเตอร์ช่วย แนวคิดเริ่มแรกของสื่อหลายมิติคือความ
ต้องการเครื่องมือช่วยในการคิดหรือการ จำาที่ไม่ต้องเรียงลำาดับ และ
สามารถคิดได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน
ข้อความหลายมิติ Hypertext หรือข้อความหลายมิติ คือเทคโนโลยี
ของการอ่านและการเขียนที่ไม่เรียงลำาดับ เนื้ อหากัน โดยเสนอใน
ลักษณะของข้อความที่เป็ นตัวอักษร หรือภาพกราฟิ คอย่างง่าย ที่มีการ
เชื่อมโยงถึงกัน เรียกว่า “จุดต่อ” (node) โดยผู้ใช้สามารถเคลื่อนที่จาก
จุดต่อหนึ่ งไปยังอีกจุดต่อ หนึ่ งได้โดยการเชื่อมโยงจุดต่อเหล่านั ้น

ข้อความหลายมิติ เป็ นระบบย่อยของสื่อหลายมิติ คือเป็ นการนำ า
เสนอสารสนเทศที่ผู้อ่านไม่ จำาเป็ นต้องอ่านเนื้ อหาในมิติเดียวเรียง
ลำาดับกันในแต่ละบทตลอดทัง้ เล่ม โดยผู้อ่านสามารถข้ามไปอ่านหรือ
ค้นคว้าข้อมูลที่สนใจตอนใดก็ได้โดยไม่ต้องเรียงลำาดับลักษณะข้อความ
หลายมิติอาจ เปรียบเทียบได้เสมือนกับบัตรหรือแผ่นฟิ ล์มใส หลาย ๆ

35

แผ่นที่วางซ้อนกันเป็ นชัน
้ ๆ ในแต่ละแผ่นจะบรรจุข้อมูลแต่ละอย่างลง
ไว้
สื่อหลายมิติ (Hypermedia) มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมาย
และลักษณะของสื่อหลายมิติไว้ดังนี้
นำ ้ าทิพย์ วิภาวิน กล่าวไว้ว่า สื่อหลายมิติ (Hypermedia) เป็ น
เทคนิ คที่ต้องการใช้ส่ ือผสมอื่น ที่คอมพิวเตอร์สามารถนำ าเสนอได้ใน
รูปแบบต่าง ๆ ได้ทัง้ ข้อความ เสียง ภาพนิ่ ง และภาพ เคลื่อนไหว
วิเศษศักดิ ์ โคตรอาชา กล่าวว่า สื่อหลายมิติ Hypermedia

เป็ นการขยายแนวความคิดจาก Hypertext อันเป็ นผลมาจากพัฒนาการ
ของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ท่ีสามารถผสมผสานสื่อและอุปกรณ์หลาย
อย่างให้ทำางานไปด้วยกัน
กิดานั นท์ มลิทอง กล่าวไว้ว่า สื่อหลายมิติ เป็ นการขยายแนว
ความคิดของข้อความหลายมิติ ในเรื่องของการเสนอข้อมูลในลักษณะ
ไม่เป็ นเส้นตรง และเพิ่มความสามารถในการบรรจุข้อมูลในลักษณะ
ของภาพเคลื่อนไหวแบบวีดิทัศน์ ภาพกราฟิ คในลักษณะภาพนิ่ ง ภาพ
เคลื่อนไหว ภาพถ่าย เสียงพูด เสียงดนตรี เข้าไว้ในเนื้ อหาด้วย เพื่อให้ผู้
เรียนสามารถเข้าถึงเนื้ อหาเรื่องราวในลักษณะ ต่าง ๆ ได้หลายรูปแบบ
กว่าเดิม
การผลิตสื่อหลายมิติ
การจัดทำาสื่อหลายมิติ จัดทำาโดยใช้กระบวนการของสื่อประสมใน
การผลิตเรื่องราวและบท เรียนต่าง ๆ ในรูปลักษณะและวิธีการของ
ข้อความหลายมิติ นั่ นเอง โดยการใช้คอมพิวเตอร์เป็ นศูนย์ กลางการ
เขียนเรื่องราว ซึ่งมีโปรแกรมที่นิยมใช้ หลายโปรแกรมแต่ท่ีรู้จักกันดี
เช่น ToolBook AuthorWare Dreamweaver PowerPoint เป็ นต้น
จุดมุ่งหมายของการใช้ส่ ือหลายมิติ
1. ใช้เป็ นเครื่องมือในการสืบค้น(Browsing)สารสนเทศต่าง ๆ
2. ใช้เพื่อการเชื่อมโยง (Linking) แฟ้ มข้อมูลต่าง ๆ

36

3. ใช้ในการสร้างบทเรียน (Authoring) สร้างโปรแกรมนำ าเสนอ
รายงานสารสนเทศต่าง ๆ ที่มีความ น่ าสนใจเนื่ องจากสามารถนำ าเสนอ
ได้ทัง้ ภาพ เสียง และภาพเคลื่อนไหว
การนำ าสื่อหลายมิติมาใช้ในการเรียนการสอน
มีการนำ าสื่อหลายมิติเข้ามาใช้ในการเรียนการสอนในรูปของบท
เรียนหลายมิติขึ้น โดยการ ผลิตเนื้ อหาหรือเรื่องราวต่าง ๆ ที่จะใช้สอน
ในลักษณะสื่อหลายมิติ โดยการใช้ภาพถ่าย ภาพ
เคลื่อน ไหว และเสียงต่าง ๆ บรรจุลงไปในบทเรียนหลายมิติ ผู้เรียน
สามารถมี ปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนโดย การเลือกเรียนเนื้ อหาตามลำาดับ
ที่ตนต้องการที่โรงเรียนฟอเรศต์ฮิลล์ เมืองแกรนด์ แรพิดส์ สหรัฐ
อเมริกา ได้จด
ั ทำาบทเรียนสื่อหลายมิติ โดยครูและนั กเรียนร่วมกันสร้าง
บทเรียนเกี่ยวกับการถูก ทำาลายของป่ าฝนในเขตร้อน โดยการค้นคว้า
เนื้ อหาจากห้องสมุด แล้ว รวบรวมภาพถ่ายภาพเคลื่อน ไหลต่าง ๆ มา
เป็ นข้อมูลแล้วทำาการสร้างเป็ นบทเรียนโดยใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วย
ประโยชน์และลักษณะของบทเรียนหลายมิติ
การเรียนบทเรียนที่มีลักษณะสื่อหลายมิติผู้เรียนสามารถเรียนรู้
ข้อมูลจากบทเรียนได้หลายประเภทดังนี้
1.เรียกดูความหมายของคำาศัพท์
2. ขยายความเข้าใจเนื้ อหาโดย ดูแผนภาพ หรือภาพวาด ภาพถ่าย หรือ
ฟั งคำาอธิบายหรือฟั งเสียง ดนตรี เป็ นต้น
3. ใช้สมุดบันทึกที่มี อยู่ในโปรแกรมบันทึกใจความสำาคัญ
4. ใช้เครื่องมือวาดภาพในโปรแกรมวาดแผนที่มโนทัศน์ของตน
5. สามารถเชื่อมโยงข้อมูล ต่าง ๆ ที่สนใจมาอ่านได้โดยสะดวก

6. ใช้แผนที่ระบบดูว่าขณะนี้กำาลังเรียนอยู่ส่วนใดของบทเรียน
บทบาทของเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษากับการจัดการเรียน
การสอน
การจัดการเรียนการสอน เป็ นระบบงานย่อยที่สำาคัญระบบหนึ่ ง
ในทางการศึกษา ซึ่งส่งผงโดยตรงกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กล่าว
คือ การจัดการเรียนการสอนเกี่ยวข้องกับกระบวนการถ่ายทอดความรู้
หรือว่าประสบการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมี

37

ประสิทธิภาพ ดังนั ้น เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษาจึงมีความ
สำาคัญและบทบาทต่อการจัดการเรียนการสอน ดังนี้
1. ช่วยให้ผู้เรียนได้กว้างขาวงมากขึ้น ได้เห็นหรือได้สัมผัสกับ
สิ่งที่เรียนและเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ และยังทำาให้ผู้สอนมีเวลาแก่ผู้
เรียนมากขึ้น
2. สามารถสนองเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนมี
อิสระในการแสวงหาความรู้ มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมมาก
ขึ้น ผู้เรียนได้เรียนตามความสามารถ ตามความสนใจและตามความ
ต้องการของแต่ละบุคคล
3. ให้การศึกษาดีขึ้น มีการค้นคว้า วิจัย ทดลอง ค้นพบวิธีการ
ใหม่ ๆ ตามสภาพความเปลี่ยนแปลงสังคม
4. มีบทบาทสำาคัญต่อการพัฒนาสื่อการสอน ให้มีคุณค่าและ
สะดวกต่อการใช้มากขึ้น
5. ทำาให้การเรียนร้ไู ม่เน้ นเฉพาะด้านความรู้เพียงอย่างเดียว แต่
เน้ นทางด้านทัศนะหรือเจตคติและทักษะของผู้เรียนด้วย เช่น การ
เรียนผ่านทางโทรทัศน์ ภาพยนตร์ สไลด์ ชุดการสอน กระบวนการ
กลุ่ม ฯลฯ
6. ช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาของผู้เรียนให้มากขึ้น เช่น การ
จัดการศึกษานอกระบบการจัดการศึกษาพิเศษ การจัดการศึกษาเสริม
ทางระบบการสอนต่าง ๆ เช่น การเรียนผ่านสื่อมวลชน ชุดการสอน
บทเรียนสำาเร็จรูป ฯลฯ เป็ นต้น
ข้อแตกต่าง และความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีและนวัตกรรม
นวัตกรรมคือ ความคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่นำามาใช้ในการ
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการดำาเนิ นงาน ให้มป
ี ระสิทธิภาพสูงขึ้น
เทคโนโลยีคือ การนำ าเอาขบวนการวิธีการและแนวความคิดใหม่ ๆ
มาใช้หรือประยุกต์ใช้อย่าง มีระบบเพื่อให้การดำาเนิ นงานเป็ นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ
ความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีและนวัตกรรม คือ การให้การดำาเนิ น
งานเป็ นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยความคิดหรือการกระทำาใหม่ ๆ จะ
ถูกนำ ามาใช้ก่อนจนกว่าจะถูกให้เป็ นส่วนหนึ่ งของระบบ งานในปั จจุบัน
ดังนั ้นความคิดหรือการกระทำาใหม่ ๆ ที่เรียกว่านวัตกรรมจะกลายเป็ น
เทคโนโลยีทันที

38

สาเหตุท่ีนำาเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ทางการศึกษา
กระบวนการทำาให้การศึกษาในปั จจุบันได้รับผลกระทบจากการ
เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ พอสรุปได้ 3 ประการคือ
1. การเพิ่มจำานวนประชากร

2. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
3. ความก้าวหน้ าทางด้านวิทยาการใหม่ ๆ

1. การเพิ่มจำานวนประชากร
การเพิ่มจำานวนประชากรเป็ นสาเหตุสำาคัญที่ก่อให้เกิด
ปั ญหาด้านต่าง ๆ เช่น การขาดแคลน อาหาร ที่อยู่อาศัย สถานที่
เรียน ครู สื่อการสอน เป็ นต้น ทำาให้การจัดการศึกษาเป็ นไปไม่ทัว่ ถึง
หากรัฐบาลจะสร้างอาคารเรียนให้พอเพียงพร้อมทัง้ ผลิตและส่งครูไป
ทำาการสอนในโรงเรียนอย่างทัว่ ถึง เป็ นสิ่งที่กำาทำาได้ยากและต้องใช้งบ
ประมาณมหาศาล นั กการศึกษาได้เสนอแนวทางที่เป็ นไปได้ในการใช้
นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเป็ นส่วนเสริมคุณภาพของการศึกษา เช่น
โทรทัศน์ การสอน บทเรียนสำาเร็จรูป ชุดการสอน เป็ นต้น
2. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
เป็ นปั ญหาที่ต่อเนื่ องมาจากการเพิ่มจำานวนประชากร
โดยตรง ทำาให้สภาพเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การต่อสู้ดิน
้ รน การแข่งขันสูงขึ้น การศึกษาจำาเป็ นต้องได้รับการ
ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้ทันกับเหตุการณ์อยู่เสมอ เพื่อให้ผู้ได้รับ
การศึกษาสามารถดำาเนิ นสนั บสนุนคำากล่าวที่ว่า “การศึกษาเป็ นสิ่งที่
ผูกพันตัง้ แต่เกิดจนตาย” ดังนั ้นการให้การศึกษาตลอดชีวิต แก่
ประชาชนจึงเป็ นไปในรูปของการศึกษานอกระบบ การถ่ายทอดความรู้
และประสบการณ์ไปสู่ผู้เรียนที่อยู่หา่ งไกลให้มีโอกาสได้รับการศึกษา
ตลอดไป
3. ความก้าวหน้ าทางวิทยาการใหม่ ๆ
การศึกษาค้นคว้าเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาที่เป็ นผลกระทบมา
จากการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคมทำาให้พบวิทยาการใหม่ๆ
หลากหลาย ด้านการศึกษาจำาเป็ นต้องได้รับการปรับปรุงทัง้ หลักสูตร
เนื้ อหา และวิธีสอน เพื่อให้ทันกับเครื่องมือและวิธีการที่เปลี่ยนแปลง
อย่างรวดเร็ว เช่น การสอนที่เคยเน้ นการท่องจำา ต้องปรับปรุงให้รู้จก

คิด เน้ นกระบวนการ ดังนั ้นจึงเน้ นนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้
ในรูปการสอนแบบสืบสวนสอบสวน เป็ นต้น การศึกษาค้นคว้าทาง
จิตวิทยาทำาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาหรือกระบวนการเรียน

39

การสอนโดยยึดหลักทฤษฏีต่าง ๆ เป็ นหลัก เช่น การรับรู้ การเรียนรู้
แรงกระตุ้น การเสริมแรง นอกจากนี้ยังคำานึ งถึงความแตกต่างระหว่า
บุคคล เป็ นสำาคัญด้วย

แนวคิดในการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษากับการศึกษาไทย
ปั ญหาและสภาพการศึกษาไทยในอดีตย่อมได้รับผลกระทบจาก
การเปลี่ยนแปลงดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั ้น ทำาให้การศึกษาไทยได้รับการ
ปรับปรุง แก้ไข เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ท่ีสมบูรณ์ และมี
ประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะปั ญหาการด้อยคุณภาพของผู้สำาเร็จการ
ศึกษาซึ่งเป็ นผลผลิตทางการศึกษา
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ได้อธิบายถึงปั ญหาที่เกี่ยวกับผู้ท่ีสำาเร็จการ
ศึกษา ซึ่งพอประมวลได้ 3 ประการ คือ
1. คนไทยส่วนใหญ่ไม่นับถือตนเอง

2. คนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อม

3. คนไทยส่วนใหญ่ขาดลักษณะที่พึงประสงค์ตามลักษณะสังคม
ไทย
การไม่นับถือตน
คนไทยส่วนใหญ่ขาดความเชื่อมัน
่ และไม่นับถือตนเอง ในภาพ
การเรียนการสอนที่ครูเป็ นศูนย์กลาง ครูไม่สามารถเอาใจใส่และสนใจ
ผู้เรียนได้อย่างทัว่ ถึง ผู้เยนบางคนไม่มีโอกาสตอบคำาถามครูเลย ผู้เรียน
ส่วนใหญ่ต้องออกจากโรงเรียนเมื่อจบชัน
้ ภาคบังคับและไม่มีโอกาส
เรียนต่อ ทำาให้ผู้เรียนเกิดปมด้อย ขาดความเชื่อมัน
่ การจัดการศึกษา
ควรให้ผู้เรียนได้เป็ นศูนย์กลาง และทำางานที่เป็ นผลสัมฤทธิด์ ้วยตนเอง
และได้รับคำาชมเชยจากเพื่อน ๆ ครูและผู้อ่ ืน
การไม่เห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อม
ในอดีตหลักสูตรปั จจุบันเนื้ อหาวิชาและประสบการณ์ท่ีไม่เอื้อต่อ
ผู้เรียนในส่วนภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ การจัดการศึกษาควรสนอง
ความต้องการแต่ละภาคเพี่อให้เขาได้ช่ ืนชมกับสิ่งแวดล้อมอันได้แก่
วัฒนธรรมต่าง ๆ รู้จก
ั ปรับปรุงความเป็ นอยู่ การกิน การเพาะปลูก อุ
สาหกรรม เกษตรกรรม และรักถิ่นฐานของตนเอง ไม่พากันหลัง่ ไหล
เข้ามาแต่ในเมืองหลวง การไม่เห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมของคนไทย
นั ้น รวมถึงการไม่ยอมรับความสามารถของคนไทยด้วยกันเองอีกด้วย

40

การขาดลักษณะที่พึงประสงค์
มนุษย์เกิดมาใต้อิทธิพลของพันธ์ุกรรมสิ่งแวดล้อมลักษณะที่ไม่ดี
ต่าง ๆ เช่น ความโลภความหลง ความเห็นแก่ตัว และสันดานดิบของ
มนุษย์ การศึกษาที่จัดเป็ นระบบที่ดีจะทำาให้คนมีคุณภาพ และควบคุม
พฤติกรรมของตนเองให้เหมาะสม ลดปริมาณสันดานดิบต่าง ๆ ลง
ตามลำาดับ การศึกษาในระบบเดิมนอกจากไม่สามารถลดประมาณ
สันดานดิบของผู้เรียนลงได้แล้ว ยังมีผลต่อเนื่ องให้ผู้สำาเร็จการศึกษา
ขาดลักษณะที่พึงประสงค์ 5 ประการอีกด้วย คือ
1. กล้าและรู้จก
ั แสดงความคิดเห็น
2. สามารถตัดสินใจด้วยตนเอง

3. รู้จก
ั การทำางานเป็ นหมู่อย่างมีประสิทธิภาพ
4. รู้จก
ั แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

5. มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม
กาจัดห้องเรียน และระบบการสอนที่ครูเป็ นศูนย์กลาง บทบาท
ของครูเป็ นผู้พูดตลอกเวลา ผู้เรียนมี่มีโอกาสฝึ กพูดและแสดงความคิด
เห็น ผลปรากฏว่าเมื่อเติบโตขึ้นผู้เรียนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น บาง
คนกล้าแต่ไม่รู้จักแดงความคิดเห็น การกล้าและรู้จักแสดงความคิดเห็น
ต้องได้รับการฝึ กฝนมาแต่เด็ก การตัดสินใจด้วยตนเองก็เช่นเดียวกัน
ควรฝึ กตัง้ แต่ครอบครัวและที่โรงเรียนด้วย การรู้จก
ั ทำางานร่วมกันเป็ น
หมู่ทางผู้เรียนมักเกิดปั ญหาเนื่ องจากครูมก
ั เร่งรีบเพื่อทันตามหลักสูตร
จนไม่มีโอกาสได้ฝึกการทำางานร่วมกันของผู้เรียน ผลจึงปรากฎว่าคน
ไทยส่วนใหญ่มักไม่ค่อยประสบผลสำาเร็จ การสอนแบบอย่างเดียวผู้
เรียนมีหน้ าที่เรียนและฟั ง จะทำาให้ผู้เรียนไม่มีโอกาสได้ฝึกตนเองใน
การแสวงหาความรู้เอง หรือทำางานเป็ นอิสระด้วยตนเอง ผลที่ปรากฏ
ส่วนใหญ่ผู้ท่ีสำาเร็จการศึกษาไปแล้วจะไม่ติดนิ สัยรักการเรียนการอ่าน
หนั งสือ ทำาให้ลืมหนั งสือเป็ นที่สุด ประการสุดท้ายในการรับผิดชอบ
ต่อตนเองต่อสังคม ระบบการศึกษาแบบเดิมมักจะ “สอนแต่ไม่มีการ”
“ฝึ ก” การเป็ นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบต่อตนเองและประชาชน
ชาวไทย ส่วนใหญ่จึงขาดความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม
ดังได้กล่าวมาแล้วถึงปั ญหาและสภาพการศึกษาซึ่งมีผลมาจาก
ความบกพร่องของระบบการศึกษาที่ยึดครูเป็ นศูนย์กลาง ทำาให้เกิด
ปั ญหาการด้อยคุณภาพของผู้สำาเร็จการศึกษาปั ญหาต่าง ๆ ดังกล่าว
ประมวลได้ 3 ประการ คือ

41

1. ระบบการศึกษาที่มีส่วนสร้างให้ชาวไทยจำานวนมากขาดความ
เชื่อมัน
่ และขาดความนั บถือของตนเอง
2. การที่ชาวไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมในถิ่น
ของตนเอง ฝั กใฝ่ และหลัง่ ไหลมาอยู่ในกรุง หรือนิ ยมผลิต
จากต่างประเทศมากกว่าของในประเทศ
3. การที่คนไทยส่วนใหญ่ขาดลักษณะที่พึงประสงค์ 5 ประการ

- กล้าและรู้จักแสดงความเห็น
- ร้จู ักตัดสินใจด้วยตนเอง

- ร้จู ักปฏิบัติงานร่วมกันเป็ นหมู่คณะอย่างมีประสิทธิภาพ
- ร้จู ักแสวงหาความรู้

- มีความรับผิดชอบ
ปั ญหาการไร้คุณภาพของผลิตผลดังกล่าวเกิดจากการดำาเนิ น
การระบบการศึกษาที่ขาดการนำ านวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการ
ศึกษาเข้ามาช่วย การนำ านวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาเข้ามา
ช่วยเป็ นการเปิ ดโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างความเชื่อมัน
่ และนั บถือตนเอง
เห็นคุณค่า และสามารถนำ าสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตนเองมาเพื่อใช้
ในการดำาเนิ นชีวิตที่สมบูรณ์และฝึ กฝนคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทัง้ 5
ประการดังกล่าว
สรุป
การนำ าเอาเทคโนโลยีทางการศึกษาไปใช้ในกระบวนการเรียนการ
สอนนั ้น เมื่อสถานการณ์ของการใช้เปลี่ยนแปลงไป เช่น ชัน
้ เรียนที่ผู้
เรียนเปลี่ยนไป หรือเวลาที่ต่างกัน สิ่งเหล่านี้ มีผลต่อประสิทธิภาพของ
วิธีการที่ผู้สอนนำ าไปใช้ในการเรียนการสอนทัง้ สิน
้ ในกรณี ท่ีใช้วิธีการ
นั ้นต่อไป ซึ่งนั บว่าเป็ นการใช้เทคโนโลยี แต่ในกรณี ท่ีประสิทธิภาพลด
ลง ก็มีความจำาเป็ นที่จะต้องปรับปรุงวิธีการนั ้น ๆ หรืออาจต้องหาวิธีการ
ใหม่ ๆ มาใช้ สิ่งใหม่ท่ีนำามาใช้หรือวิธีการที่ได้รับนำ าเอาการปรับปรุงเพื่อ
เพิ่มประสิทธิภาพนี้เรียกว่า นวัตกรรม (Innovation)
ในการดำาเนิ นกิจกรรมด้านต่าง ๆ มักจะเผชิญปั ญหา
ต่าง ๆ มากมาย มนุษย์จึงพยายามสร้างนวัตกรรมขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา
เพื่อเปลี่ยนจากสภาพที่เคยเป็ นอยู่ไปสู่สภาพที่อยากเป็ น นวัตกรรมจึง
เข้าไปเกี่ยวข้องกับวงการต่าง ๆ เช่น นวัตกรรมทางการแพทย์
นวัตกรรมทางการเกษตร นวัตกรรมทางอุตสาหกรรม นวัตกรรม

42

ทางการบริหาร นวัตกรรมทางการประมง นวัตกรรมทางการสื่อสาร
นวัตกรรมทางการศึกษา ฯลฯ เป็ นต้น