เอกสารประกอบการประชุมประจําป 2551 ของ สศช.

วันที่ 15 สิงหาคม 2551
ณ หองแกรนดไดมอนดบอลรูม
ศูนยแสดงสินคาและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

เรื่อง
วิสัยทัศนประเทศไทย...สูป 2570

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
สิงหาคม 2551

คํานํา
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ มีมติเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2551 เห็นชอบให
สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (สศช.) จัดทําวิสัยทัศนการพัฒนา
ประเทศในระยะยาว 20 ป และใหมีการทบทวนวิสัยทัศนเพื่อการปรับแผนในทุก 5 ป โดยที่แผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ระยะ 5 ป นับจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 เปนตนไป จะเปนสวนหนึ่งของ
วิสัยทัศนการพัฒนาประเทศระยะ 20 ป พรอมกันนี้ ไดเห็นชอบให สศช. จัดการประชุมประจําป 2551
เรื่องวิสัยทัศนประเทศไทย...สูป 2570

สศช. ไดจัดทําวิสัยทัศนและแผนระยะยาวครั้งแรกเมื่อป 2540 โดยศาสตราจารย ดร. สิปปนนท เกตุทัต
อดีตประธานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ไดริเริ่มวางวิสัยทัศนประเทศไทย
ในระยะยาวถึง 20 ป โดยใหความสําคัญกับการพัฒนาคน เพราะคนเปนหัวใจของการพัฒนาที่ยั่งยืน
ซึ่งสํานักงานฯ ไดใชเปนกรอบการจัดทําแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ที่ยึดคนเปนศูนยกลาง และแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 9 ที่ไ ดอัญเชิญหลั กปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเปนปรัชญานําทางในการพัฒนาและ
บริหารประเทศโดยยึดคนเปนศูนยกลางซึ่งตอเนื่องมาถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ที่ใชอยูในปจจุบัน

สําหรับการกําหนดวิสัยทัศนประเทศไทย ...สูป 2570 เพื่อเปนกรอบทิศทางการจัดทําแผนพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ระยะ 5 ป นับจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 เปนตนไปนั้น เปนการมอง
จากปจจุบันไปในอนาคตอีก 20 ปขางหนา โดยไดพิจารณาถึงปจจัยและแนวโนมหลักที่ประเทศไทย
ตองเผชิญในชวง 20 ปตอไป ทั้งปจจัยภายนอกและปจจัยภายใน อาทิ แนวโนมการเปลี่ยนแปลงของ
เศรษฐกิจโลก การรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงโครงสรางของประชากรสูสังคม
ผูสูงอายุ ความกาวหนาทางเทคโนโลยี สถานการณดานพลังงาน และภาวะโลกรอน เปนตน เมื่อ
วิ เ คราะห ถึ ง ป จ จั ย หลั ก ดั ง กล า วร ว มกั บ ป จ จั ย รองอื่ น ๆ ที่ จ ะมี ผ ลต อ เศรษฐกิ จ สั ง คม ทรั พ ยากร
ธรรมชาติแ ละสิ่ง แวดลอ ม และการบริห ารของประเทศไทย ไดแ สดงถึง สิ่ง ที่จ ะเกิด ขึ้น ในอนาคต
ซึ่งจําเปนตองมีการเตรียมการลวงหนา เพื่อใหประเทศมีภูมิคุมกันตอการเปลี่ยนแปลง และวางบทบาท
ของประเทศเพื่อใหเกิดประโยชนสุขกับประชาชน ทั้งนี้ วิสัยทัศนเบื้องตนของประเทศไทยในป 2570
จะยังคงสะทอนถึงการพัฒนาอยางยั่งยืนและมีคนเปนศูนยกลางของการพัฒนา อยูภายใตกรอบแนวคิด
ของการพัฒนาบนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และประเทศมีสถาบันพระมหากษัตริยเปนเสาหลัก
ของความเปนปกแผนของคนในชาติ

การกําหนดวิสัยทัศนเบื้องตนของประเทศไทยในป 2570 สศช. ไดจัดใหมีกระบวนการทํางานอยาง
เปนขั้นเปนตอน ในการระดมความคิด กําหนดประเด็น และการจัดทําเอกสารเพื่อการประชุมประจําป
2551 ของ สศช. โดยไดจัดใหมีการประชุมระดมความคิดภายใน สศช.มาเปนลําดับระหวางผูบริหาร
และเจาหนาที่ สศช. เมื่อวันที่ 23 – 24 พฤษภาคม 2551 เพื่อทบทวนสถานการณรวมทั้งวิกฤติและ
ประโยชนในระยะ 20 ปขางหนา สภาพสังคมที่พึงปรารถนาตลอดจนโครงสรางและประเด็นการพัฒนา

รวมทั้ ง จั ด ให มี ก ารประชุ ม ระดมความคิ ด เห็ น จากศิ ษ ย เ ก า สศช. และการประชุ ม ร ว มระหว า ง
คณะกรรมการ สศช. และ รองนายกรัฐมนตรี (นายแพทยสุรพงษ สืบวงศลี) พรอมคณะที่ปรึกษา เมื่อ
วันที่ 7 กรกฎาคม 2551 นอกจากนี้ไดจัดประชุม FOCUS GROUP ในประเด็นสําคัญตางๆ ตลอดจน
การสํารวจสอบถามความคิดเห็นของประชาชนระดับหมูบานชุมชนในภูมิภาคตางๆของประเทศวา
อยากเห็นประเทศไทยและสังคมไทยเปนอยางไรในอนาคต ซึ่ง สศช. ไดประมวลสังเคราะหผลจากการ
ระดมความคิดเห็นจากการประชุมและการสํารวจในระดับพื้นที่ดังกลาวมาจัดทําเปนเอกสารสําหรับการ
ประชุมประจําป 2551 ของ สศช. ซึ่งประกอบดวย สวนที่1 เปนบทสรุปวิสัยทัศนและแนวทางการ
พัฒนาสูป 2570 สวนที่ 2 แสดงถึงภาวะแวดลอมของการพัฒนาในชวง 20 ปขางหนา และสวนที่ 3-6
เปนการวิเคราะหสถานการณ การมองภาพอนาคต แนวทางยุทธศาสตรระยะยาวในมิติสําคัญ 4 ดาน
คือ ดานเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม และการบริหารจัดการที่ดี

สํานักงานฯ หวังเปนอยางยิ่งวาเอกสาร"วิสัยทัศนประเทศไทย--------สูป 2570”

ฉบับนี้ จะ
ชวยใหขอมูลพื้นฐาน แกทุกภาคีที่เขารวมประชุมระดมความคิดเห็น เพื่อรวมกันกําหนดทิศทางการ
พัฒนาสังคมไทยที่พึงปรารถนาในอีก 20 ปขางหนา ภายใตสถานการณโลกที่เปลี่ยนแปลง พรอมทั้ง
การเสนอแนะยุทธศาสตรเพื่อผลักดันใหการพัฒนาเกิดผลสัมฤทธิ์เปนรูปธรรมในระยะตอไป

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
สิงหาคม 2551

ส า ร บั ญ
หนา

คํานํา
สรุปสําหรับผูบริหาร
สวนที่ 1 :

สวนที่ 2 :

วิสยั ทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทย....สูป  2570 :
1 กรอบแนวคิดสู...วิสัยทัศนประเทศป 2570
2 พันธกิจของประเทศ
3 เปาหมายการพัฒนาประเทศ

1
2
3

4 เสนทางสู...วิสัยทัศนป พ.ศ. 2570

6

ภาวะแวดลอมของการพัฒนาในชวง 20 ปขา งหนา :
1 บทนํา
2 แนวโนมสถานการณสําคัญในอีก 20 ปขางหนา

1
2

3 ปญหาอุปสรรค

9

4 กรอบการจัดทํายุทธศาสตรในแตละดาน

สวนที่ 3 :

ก-ข

10

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพงึ่ ตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก :
1 บทนํา

1

2 แนวโนมสภาวะแวดลอมและผลกระทบตอประเทศไทย

3

3 การวิเคราะหสถานภาพปจจุบันและอนาคตเศรษฐกิจไทยใน 20 ปขางหนา 19
4 วิสัยทัศนประเทศไทยในระยะ 20 ปขางหนา

71

ภาคผนวก

81

เอกสารอางอิง

91

-2-

สวนที่ 4 :

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยัง่ ยืน :
1 บทนํา
2 สถานการณและแนวโนมการเปลี่ยนแปลง
3 สภาพสังคมไทยที่พึงปรารถนา

14

4 ประเด็นยุทธศาสตรการพัฒนาที่สําคัญ

15

เอกสารอางอิง
สวนที่ 5 :

19

การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอม...สูก ารพัฒนาที่ยงั่ ยืน :
1 บทนํา
2 การเปลีย่ นแปลงของบริบทโลกที่สงผลกระทบตอทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดลอม

สวนที่ 6 :

1
2

1
2

3 สถานการณและแนวโนมทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอมของไทย

13

4 ประเด็นวิกฤติที่สงผลกระทบกับประเทศไทยในอนาคต

27

5 ภาพอนาคตดานทรัพยากรและสิ่งแวดลอมทีม่ ุงหวัง

39

6 ประเด็นยุทธศาสตร

44

เอกสารอางอิง

47

การบริหารจัดการทีด่ สี คู วามเปนธรรมของการพัฒนาประเทศ :
1 บทนํา
2 สถานการณและแนวโนมการบริหารจัดการที่ดี

1
2

3 แนวโนมการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญที่มผี ลกระทบตอการบริหารจัดการที่ดี
ในสังคมไทย

21

4 ภาพอนาคตการบริหารจัดการที่ดีที่มุงหวังและตําแหนงการพัฒนา

27

5 ทิศทางการพัฒนาหลัก

29

6 สรุป

37

ภาคผนวก

39

เอกสารอางอิง

47

ส รุ ป สําหรับผูบริหาร

บ ท ส รุ ป ผู บ ริ ห า ร
ผลการพัฒนาเดิมที่ผานมาอยูภายใตอิทธิพลกระแสการพัฒนาตามโลกตะวันตก ถึงแมจะทําให

เศรษฐกิจเจริญเติบโต และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แตตองแลกเปลี่ยนดวยทรัพยากรธรรมชาติที่
ลดลงอยา งรวดเร็ ว สภาพแวดล อ มทั้ง ในเมือ งและชนบทเสื่ อ มโทรมลง การพั ฒ นาเศรษฐกิ จ ของ
ประเทศไทยตองพึ่งพิงตางประเทศเกือบทุกดาน และที่สําคัญไดนําไปสูการเกิดปญหาวิกฤตของสังคม
ที่คนสวนใหญมีคานิยมที่ยึดถืออํานาจจากความร่ํารวย วัตถุนิยม บริโภคนิยม และวัฒนธรรมตะวันตก
ทําใหรากฐานทางสังคม และวัฒนธรรมที่ดีงามของไทยออนแอลง เกิดความรุนแรงในสังคมบอยครั้ง การ
ใชสันติวิธีไมไดผล ทําใหการพัฒนาไมยั่งยืน นอกจากนี้เมื่อมองสภาวะการเปลี่ยนแปลงของกระแส
โลกาภิวัตนของโลกและการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศที่จะสงผลกระทบตอการพัฒนาประเทศใน
ระยะ 20 ป ขา งหนา แลว ทํา ใหสํา นัก งานคณะกรรมการพัฒ นาการเศรษฐกิจ และสัง คมแหง ชาติ
ตองทบทวนกระบวนการวางแผนพัฒนาประเทศในอนาคตใหมีการมองในระยะยาวมากขึ้นโดยเห็นควร
ปรับทิศทางการพัฒนาประเทศที่มุงเนนการพัฒนาบนรากฐานของสังคมไทย อยูบนกรอบแนวคิด
ของการพัฒนาบนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีครอบครัวที่มีความสุขเปนพื้นฐานที่สรางคน
เป น คนดี ชุ ม ชนมี ค วามเข ม แข็ ง และมี บ ทบาทในการพั ฒ นา ระบบเศรษฐกิ จ มี เ สถี ย รภาพและ
ความสามารถในการแขงขัน มีบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ มีกฎระเบียบและกฎหมายที่บังคับใชอยาง
เปนธรรม รวมทั้งเชื่อมโยงกับประเทศภูมิภาคและอยูรวมกันอยางมีความสุข โดยกําหนดเปนราง
วิสัยทัศนประเทศไทยป พ.ศ. 2570 ไดดังนี้

“คนไทยภาคภูมิใจในความเปนไทย มีมิตรไมตรีบนวิถีชีวิตแหงความพอเพียง ยึด
มั่นในวัฒนธรรมประชาธิปไตย และหลักธรรมาภิบาล การบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่
ทั่วถึง มีคุณภาพ สังคมมีความปลอดภัยและมั่นคง อยูในสภาวะแวดลอมที่ดี เกื้อกูลและ
เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ระบบการผลิตเปนมิตรกับสิ่งแวดลอม มีความมั่นคงดานอาหาร
และพลังงาน อยูบนฐานทางเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองและแขงขันไดในเวทีโลก สามารถอยูใน
ประชาคมภูมิภาคและโลกไดอยางมีศักดิ์ศรี”
โดยประเทศไทยจะตองมีความมุงมั่นในหลักการพัฒนาประเทศที่สําคัญๆ ดังนี้ คือ การพัฒนา
ตองอยูบนพื้นฐานของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปรับโครงสรางเศรษฐกิจประเทศไทยให
พึ่งตนเองและแขงขันไดในตลาดโลก ปรับโครงสรางทางสังคมใหมีความเอื้ออาทรและพึ่งพาตนเองได
สามารถดํารงอยูอยางมั่นคงภายใตบริบทการเปลี่ยนแปลง รวมมือกันจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ
ความหลากหลายทางชีวภาพ ใหเกิดความอุดมสมบูรณ ประชาชนตองดําเนินชีวิตดวยจิตสํานึกใน
คุณคาของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ตองเสริมสรางวัฒนธรรมประชาธิปไตยควบคูกับการ
บริหารจัดการที่ดีเพื่อสรางสันติสุขและความเปนธรรมในสังคมไทย

บทสรุปผูบริหาร


เปาหมายการพัฒนาประเทศในป พ.ศ. 2570 ที่สําคัญมีอาทิ (1) ระบบโครงสรางเศรษฐกิจที่
พึ่งพาตัวเองเพิ่มมากขึ้น มีความมั่นคงดานอาหาร/พลังงาน และเปนศูนยกลางทางเศรษฐกิจของ
ภูมิภาค (2) ประเทศไทยเชื่อมโยงและเปนหุนสวนพัฒนากับประเทศเพื่อนบานและอนุภูมิภาค (3)
สังคมไทยเปนสังคมแหงการเอื้ออาทร (Caring Society) มีความมั่นคง ปลอดภัย พึ่งตนเองได และมี
ภูมิคุมกันตอการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม (4) ประเทศไทยมีสภาพแวดลอมที่ดี เปนแหลง
ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณของภูมิภาคและโลก (5) ประเทศ
ไทยมีการพัฒนาดานการบริหารจัดการที่ดีใ หอยูใ นกลุมประเทศผูนํารอยละ 25 แรกของโลกในป
2570 (ป 2550 ไทยอยูในกลุมรอยละ 50 แรก) และ (6) ชุมชนและองคกรปกครองสวนทองถิ่นมี
บทบาทในการพัฒนา และแกไขปญหาของชุมชนทองถิ่นมากขึ้นและอยางเปนธรรมาภิบาล
การกาวสูความฝนหรือเปาหมายการพัฒนาทั้ง 6 ประการขางตนนั้น ประเทศไทยจะตองมี
ยุทธศาสตรหรือแนวทางการพัฒนาที่สําคัญๆ ดังนี้
(1) ด า นเศรษฐกิ จ พัฒ นาภาคการผลิ ต ที่ มีค วามเชื่ อ มโยงกั นสู ง ระหวา งภาคเกษตร
อุตสาหกรรม และบริการ นําไปสูการสรางมูลคาเพิ่ม พัฒนาประเทศใหมีบทบาทนําดานเศรษฐกิจในอนุ
ภูมิภาคในรูปแบบพันธมิตรเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนุภูมิภาค พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจของ
ประเทศไทย ใหเปนฐานในการเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันทางเศรษฐกิจของประเทศ มีความ
ยั่งยืนของระบบนิเวศน และความอยูเย็นเปนสุขของสังคมไทย พัฒนาความมั่นคงดานแหลงพลังงาน
และพั ฒนาเครือข ายโครงสรางพื้ นฐานและโลจิ สติ กสใ หเ ชื่อมโยง มีคุณภาพ และเพียงพอตอการ
ตอบสนองการปรับโครงสรางภาคการผลิตและบริการใหมีความเขมแข็งและแขงขันได
(2) ดานสังคม ปรับโครงสรางทางสังคมรองรับการเปลี่ยนแปลงและเชื่อมโยงกับการปรับ
โครงสรางทางเศรษฐกิจ สงเสริมสถาบันครอบครัวและชุมชนในกระบวนการพัฒนา รวมทั้งตองมีการ
พัฒนาคนใหเหมาะสมตามชวงอายุ และสอดคลองกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสภาพสังคมใน
อนาคต
(3) ด า นทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละสิ่ ง แวดล อ ม ปรั บ เปลี่ ย นกระบวนทรรศน ด า น
สิ่งแวดลอมสูการอยูรวมกันระหวางมนุษยกับธรรมชาติอยางสมดุล ปรับการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสู
การผลิตที่ยั่งยืน สรางความมั่นคงของฐานทรัพยากร คุมครองพื้นที่วิกฤติสิ่งแวดลอม และระบบนิเวศ
ที่เปราะบาง และตองมีการบริหารจัดการอยางมีสวนรวมและการจัดสรรทรัพยากรอยางเปนธรรม
(4) ดานธรรมาภิบาล เสริมสรางและพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยใหเกิดขึ้นเปนสวน
หนึ่งของวิถีการดําเนินชีวิตของประชาชนไทยในทุกระดับ เสริมสรางความเขมแข็ง ความเปนอิสระและ
ความโปรงใสขององคกรปกครองสวนทองถิ่นและชุมชน สรางภาคราชการที่มีประสิทธิภาพ ลดการ
บังคับควบคุม คํานึงถึงความตองการของประชาชนและทํางานรวมกับทองถิ่น/ชุมชน เพิ่มการมีสวน
รวมของภาคประชาชน/ประชาสังคมในการบริหารจัดการประเทศใหเขมแข็ง สงเสริมภาคธุรกิจเอกชน
ใหเกิดความเขมแข็ง สุจริต และมีธรรมาภิบาล ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมใหมีความเปนอิสระ เปนกลาง
มีประสิทธิภาพ โดยชุมชนมีสวนรวม และตองพัฒนาระบบและกลไกการปองกันและปราบปรามทุจริต
ประพฤติมิชอบใหมีพลัง และมีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ

บทสรุปผูบริหาร

ส ว น ที่ 1
วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนา
ประเทศไทย....สูป 2570

วิสยั ทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570
1 กรอบแนวคิดสู...วิสัยทัศนประเทศป 2570
ประเทศไทยในอดีตที่ผานมากําหนดทิศทางการพัฒนาอยูบนกระแสสังคมโลกมาอยางตอเนื่อง
การพัฒนาทั้งดานเศรษฐกิจและสังคมคํานึงถึงการแขงขันและมุงการตอบสนองความตองการของ
ตลาดโลกเปนหลักโดยการนําประเทศสูการเปนประเทศกึ่งอุตสาหกรรม (NICs) การประกอบธุรกิจ
การค า และการพั ฒ นาความเป น อยู โ ดยใช เ งิ น เป น หลั ก ในขณะที่ โ ครงสร า งทางเศรษฐกิ จ ได
ปรับเปลี่ยนจากเกษตรกรรรมไปสูอุตสาหกรรมและบริการที่เนนการผลิตเพื่อสงออก และสนับสนุนการ
ลงทุนจากตางประเทศ ถึงแมจะทําใหประเทศไทยกาวสูประเทศที่มีระดับรายไดปานกลาง ประชาชนมี
รายไดตอหัวเพิ่มขึ้นจาก 819 ดอลลารสหรัฐ/คน/ป ในป 2539 เปนประมาณ 4,432 ดอลลารสหรัฐ/คน/
ป หรือประมาณ 142,705 บาท/คน/ป ในป 2551 รวมทั้งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกระดับ ระบบการ
บริหารจัดการประเทศเปดโอกาสใหภาคประชาชนเขามามีสวนรวมอยางกวางขวาง อยางไรก็ตามผล
การพั ฒ นาดั ง กล า วต อ งแลกเปลี่ ย นด ว ยทรั พ ยากรธรรมชาติ ที่ สิ้ น เปลื อ งลงอย า งรวดเร็ ว และ
สภาพแวดลอมทั้งในเมืองและชนบทเสื่อมโทรมลง ปญหาชองวางการกระจายรายไดและความไมเทา
เทียมกันระหวางเมืองกับชนบทมีความรุนแรงมากขึ้น การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยตองพึ่งพิง
ตางประเทศเกือบทุกดานโดยมีแนวโนมเพิ่มสูงขึ้นดวย ในขณะเดียวกันไดสงผลกระทบตอสังคมไทยที่
พอแม ต องดิ้ น รนทํ า มาหาเลี้ย งชี พ เกิด การยา ยถิ่ นกัน อยา งกวางขวางส ง ผลใหส ถาบั น ครอบครั ว
แตกแยก และชุมชนออนแอจํานวนมาก และที่สําคัญไดนําไปสูการเกิดปญหาวิกฤตของสังคมที่คนสวน
ใหญมีคานิยมที่ยึดถืออํานาจจากความร่ํารวย วัตถุนิยม บริโภคนิยม และวัฒนธรรมตะวันตก ทําให
รากฐานทางสังคม และวัฒนธรรมที่ดีงามของไทยออนแอลง เกิดความรุนแรงในสังคมบอยครั้ง การใช
สันติวิธีไมไดผล
ในขณะเดียวกันประเทศไทยยังตองเผชิญกับกระแสโลกาภิวัตนของโลกและการเปลี่ยนแปลง
ภายในประเทศที่จะสงผลกระทบตอการพัฒนาประเทศในระยะ 20 ป ขางหนาที่สําคัญๆ คือ 1) การ
รวมกลุมเศรษฐกิจในภูมิภาคนําไปสูความเชื่อมโยงทุกระบบ 2) ศูนยรวมอํานาจทางเศรษฐกิจโลกจะ
เคลื่อนยายมาสูเอเชีย 3) การเงินโลกมีความผันผวนสูงขึ้นจากการเก็งกําไรของกองทุนการเงินระดับ
ใหญ 4) การเข า สู สั ง คมผู สู ง อายุ ข องโลกกระทบต อ เศรษฐกิ จ ตกต่ํ า 5) เทคโนโลยี จ ะกํ า กั บ การ
ดํารงชีวิตของคน 6) น้ํามันมีปริมาณลดลง ราคาแพงขึ้น และการผลิตพืชพลังงานทดแทนจะสงผล
กระทบตอความมั่นคงทางอาหารของโลก 7) ภาวะโลกรอนกอใหเกิดภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงเพิ่ม
มากขึ้น 8) การยึ ด ถื อหลักการบริ หารจั ดการที่ดีแ ละระบอบประชาธิ ป ไตย 9) การปรับโครงสร า ง
เศรษฐกิจไทยที่ทําใหภาคอุตสาหกรรมไมใชแหลงจางงานหลักของประเทศ 10) การเปนสังคมผูสูงอายุ
เต็มตัวของประเทศไทยที่จะกระทบตอผลิตภาพแรงงาน 11) ความเปนเมืองที่เติบโตอยางตอเนื่อง และ 12)
กระแสธรรมาภิบาล
วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-2ดั งนั้ น สํ านั กงานคณะกรรมการพั ฒนาการเศรษฐกิ จและสั งคมแห งชาติ ในฐานะหน วยงาน
วางแผนพัฒนาประเทศไดทบทวนผลการพัฒนาที่ผานมาและมีขอเสนอวาการพัฒนาประเทศในระยะอีก
20 ป ขางหนา ควรกลับเขาสูทิศทางการพัฒนาบนรากฐานของสังคมไทย อยูบนกรอบแนวคิดของ
การพัฒนาบนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประเทศมีสถาบันพระมหากษัตริยเปนเสาหลักของ
ความเปนปกแผนของคนในชาติ ครอบครัวที่มีความสุขเปนพื้นฐานที่สรางคนเปนคนดี ชุมชนมีความ
เขมแข็งและมีบทบาทในการพัฒนา ระบบเศรษฐกิจมีเสถียรภาพและความสามารถในการแขงขัน มี
การบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ มีกฎระเบียบและกฎหมายที่บังคับใชอยางเปนธรรม นอกจากนั้น
ประเทศไทยมีความเชื่อมโยงกับประเทศภูมิภาคและอยูรวมกันอยางมีความสุขสามารถกําหนดเปน
วิสัยทัศนประเทศไทยป พ.ศ. 2570 ไดดังนี้

วิสัยทัศนประเทศไทยป พ.ศ. 2570
“คนไทยภาคภู มิ ใ จในความเป น ไทย มี มิ ต รไมตรี บ นวิ ถี ชี วิ ต แห ง ความ
พอเพียง ยึดมั่นในวัฒนธรรมประชาธิปไตย และหลักธรรมาภิบาล การบริการสาธารณะ
ขั้นพื้นฐานที่ทั่วถึง มีคุณภาพ สังคมมีความปลอดภัยและมั่นคง อยูในสภาวะแวดลอมที่ดี
เกื้อกูลและเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ระบบการผลิตเปนมิตรกับสิ่งแวดลอม มีความมั่นคง
ดานอาหารและพลังงาน อยูบนฐานทางเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองและแขงขันไดในเวทีโลก
สามารถอยูในประชาคมภูมิภาคและโลกไดอยางมีศักดิ์ศรี”

2 พันธกิจของประเทศ
การพัฒนาประเทศใหกาวไปสูวิสัยทัศนประเทศไทยในป พ.ศ. 2570 ใหสําเร็จนั้น ประเทศไทย
จะตองมีความมุงมั่นในหลักการพัฒนาประเทศที่สําคัญๆ ดังนี้ คือ

2.1

การพัฒนาตองอยูบนพื้นฐานของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

เพื่อลดความเสี่ยง สรางภูมิคุมกัน นําไปสูการพึ่งตนเองไดทั้งในระดับปจเจกชน ระดับครัวเรือน ระดับ
ชุมชน ระดับประเทศ และระดับภูมิภาค โดยการพัฒนาในทุกมิติจะตองมุงพัฒนาภายใตหลักการของ
ความพอประมาณ มี เ หตุ ผ ล และมี ภู มิ คุ ม กั น ในตั ว ที่ ดี ที่ ค น ชุ ม ชน สั ง คม ต อ งมี ค วามรู (รอบรู
รอบคอบ ระมัดระวัง) และมีคุณธรรม (ซื่อสัตยสุจริต ขยันอดทน สติปญญา แบงปน)

2.2 ปรับโครงสรางเศรษฐกิจประเทศไทยใหพึ่งตนเองและแขงขันไดใน
ตลาดโลก โดยมุงพัฒนาบนพื้นฐานของกระแสโลกและกระแสไทยควบคูกัน (Mixture of Global and
Thai Trends) ใหความสําคัญตอการพัฒนาที่ทันโลกบนวิถีไทย การเปนเศรษฐกิจฐานความรู มีความ
เปนตัวของตัวเอง และยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-3-

2.3 ปรั บ โครงสร า งทางสั ง คมให มี ค วามเอื้ อ อาทรและพึ่ ง พาตนเองได
สามารถดํารงอยูอยางมั่นคงภายใตบริบทการเปลี่ยนแปลง โดยมุงปรับเปลี่ยนใหคนใน
สังคมมีความรู ความสามารถ มีทักษะชีวิตที่ดี เห็นความสําคัญของการอยูรวมกันเปนครอบครัว ลดละ
ความเห็นแกตัวและมุงการเห็นแกประโยชนสวนรวมมากขึ้น ตลอดจนรักษาสังคมไทยใหเปนสังคมแหง
การเอื้ออาทรมีความมั่นคง ปลอดภัย เปนเครือขายที่เขมแข็งของสังคมโลก

2.4 ร ว มมื อ กั น จั ด การทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละความหลากหลายทาง
ชีวภาพ ใหเกิดความอุดมสมบูรณ ประชาชนตองดําเนินชีวิตดวยจิตสํานึกในคุณคา
ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม โดยมีการใชประโยชนจากทรัพยากรอยางชาญ
ฉลาด มีพฤติกรรมบริโภคที่เปนมิตรกับสิ่งแวดลอม คํานึงถึงความสามารถในการรองรับของระบบ
นิเวศน ตลอดจนรวมมือกันในการเรียนรูและจัดการทรัพยากรชีวภาพ ปาชุมชน การจัดการน้ํา การ
ฟนฟูคุณภาพดิน และการจัดการสิ่งแวดลอม โดยการรวมพลังของกลุมคนในสังคมในลักษณะเครือขาย

2.5 เสริมสรางวัฒนธรรมประชาธิปไตยควบคูกับการบริหารจัดการที่ดีเพื่อ
สรางสันติสุขและความเปนธรรมในสังคมไทย โดยสนับสนุนใหทุกภาคสวนในสังคมเขามามี
บทบาทในการบริหารจัดการประเทศ สรางผูนําและผูบริหารในทุกระดับใหมีจริยธรรม และสํานึก
รับผิดชอบ มีกฎเกณฑที่ยุติธรรม และชัดเจน ตลอดจนมีกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและมี
ความเปนอิสระ ประชาชนยึดหลักวัฒนธรรมประชาธิปไตยในวิถีชีวิต ตลอดจนใหการยอมรับบทบาท
ของชุมชนและองคกรปกครองสวนทองถิ่นเขามามีสวนรวมรับผิดชอบตอการพัฒนา แกไขปญหาของ
ชุมชน และสรางสังคมประชาธิปไตยในระดับรากฐานใหเกิดขึ้นในชุมชน ทําใหประชาชนสามารถอยู
รวมกันอยางสงบสันติสุข มีคุณคาและศักดิ์ศรี

3 เปาหมายการพัฒนาประเทศ
เพื่อใหการพัฒนาประเทศกาวไปสูวิสัยทัศนประเทศไทยในป พ.ศ. 2570 และการแปลงพันธกิจ
การพั ฒนาของประเทศให เ กิ ดขึ้ น อย า งเป นรู ป ธรรม จึ งกํ า หนดเป า หมายการพั ฒ นาประเทศหรื อ
ตําแหนงของประเทศในป พ.ศ. 2570 ไวดังนี้

3.1 ระบบโครงสรางเศรษฐกิจที่พึ่งพาตัวเองเพิ่มมากขึ้น มีความมั่นคงดาน
อาหาร/พลังงาน และเปนศูนยกลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดย
(1) ขนาดเศรษฐกิ จ จะต อ งมี ผ ลิ ต ภั ณ ฑ ม วลรวมประชาชาติ ม ากกว า
ผลิตภัณฑมวลรวมในประเทศ หรือ (GNP > GDP)

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-4(2) เปนฐานการผลิต (สินคาเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ) การคา การ
ลงทุน ในการผลิตสินคาและบริการที่มีคุณภาพ สรางคุณคาการผลิต (Value creation) เพิ่มผลิตภาพ
การผลิ ต และยกระดั บ การพึ่ ง พาตนเอง ลดความผั น ผวนจากป จ จั ย ภายนอกเพื่ อ สร า งความมี
เสถีย รภาพ ตลอดจนการผลิต โดยใช ค วามหลายหลายทางชีว ภาพ การกระจายไปสูพื้ นที่ ที่ มี
ศักยภาพและเหมาะสม โดยคํานึงถึงความยั่งยืนควบคูไปกับความสามารถในการแขงขัน
(3) ประเทศไทยเปนศูนยกลางของภูมิภาคในดานตางๆ เชน การเชื่อมโยง
ดานไฟฟาและกาซธรรมชาติในภูมิภาคอาเซียน เปนผูนําดานอาหารและเกษตรของภูมิภาคและของ
โลก มีการจัดการเกษตรแนวใหมมีการเพิ่มมูลคาของสินคา ผลิตภัณฑ บริการสุขภาพ และแหลง
ทองเที่ยวธรรมชาติที่มีเอกลักษณเฉพาะถิ่น เพื่อตอบสนองความตองการของผูสูงอายุและนักทองเที่ยว
ทั่วโลก

3.2 ประเทศไทยเชื่อมโยงและเปนหุนสวนพัฒนากับประเทศเพื่อนบาน
และอนุภูมิภาค โดยประเทศไทยมีความเชื่อมโยงกับภูมิภาคในฐานะเปนพันธมิตรมากกวาเปน
ประเทศที่ แ สวงหาผลประโยชน จ ากประเทศเพื่ อ นบ า น กล า วคื อ เป น ความสั ม พั น ธ ใ นลั ก ษณะ
development partnership มากกวา trades investment partnership และมีความรวมมือกันมากขึ้นในดาน
(1)

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร การปองกันภัยพิบัติ

(2)

ดานวัฒนธรรม การศึกษา สุขภาพ และแรงงาน

3.3 สังคมไทยเปนสังคมแหงการเอื้ออาทร มีความมั่นคงปลอดภัย พึ่งตนเองได
และมีภูมิคุมกันพรอมรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม โดย
(1) คนไทยมีความรู ความสามารถและทักษะชีวิตที่ดีอยางเหมาะสมในแต
ละชวงอายุ ที่สามารถปรับตัวไดตอการเปลี่ยนแปลง มุงมั่นในการทํางานใหประสบความสําเร็จ มี
คานิยมในการสรางงาน สรางรายได และการเก็บออม ขยันหมั่นเพียร มีความอดทน มีวินัยและความ
รับผิดชอบ คุณธรรมนําความรู และมีจิตสาธารณะที่คํานึงถึงสวนรวมกอนสวนตน
(2) ครอบครัวมีความรักความอบอุน มีสัมพันธภาพที่ดี สามารถทําหนาที่
ดูแลความตองการและพัฒนาคุณภาพของสมาชิกไดอยางเขมแข็ง เสริมสรางคานิยมที่ดีใหแกสมาชิก
ในครอบครัว หัวหนาครอบครัวสามารถเปนตัวแบบที่ดีแกสมาชิก
(3) สังคมมีความปลอดภัยและมั่นคง มีปจจัยพื้นฐานและบริการสาธารณะที่
ทั่วถึง มีคุณภาพ มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน ปลอดจากอบายมุข ยาเสพติด สามารถคง
ความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติและการใชประโยชนอยางยั่งยืน มีความมั่นคงดานอาหาร
และพลังงาน

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-5-

3.4 ประเทศไทยมีสภาพแวดลอมที่ดี เปนแหลงทรัพยากรธรรมชาติและ
ความหลากหลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณของภูมิภาคและโลก มีการใชประโยชนอยาง
ชาญฉลาด คํานึงถึงขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ มีความรวมมือดานการจัดการ
ทรัพยากรในระดับภูมิภาค โดย
(1) ประเทศไทยเปนศูนยกลางการเรียนรูดานการจัดการทรัพยากรชีวภาพ
ปาชุมชน การจัดการน้ํา การฟนฟูคุณภาพดิน และการจัดการสิ่งแวดลอมของภูมิภาค
(2) คนและสั ง คมดํ า เนิ น ชี วิ ต ด ว ยจิ ต สํ า นึ ก ในคุ ณ ค า ของทรั พ ยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดลอม มีพฤติกรรมการบริโภคที่เปนมิตรกับสิ่งแวดลอม บริโภคอยางมีคุณภาพ
และพอเพียง กลุมคนในสังคมเชื่อมโยงกันเปนเครือขายรวมกันดูแลฟนฟูทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดลอม รวมทั้งรับผิดชอบตอสังคมเพื่ออยูรวมกับธรรมชาติอยางเกื้อกูลเพิ่มขึ้น

3.5 ประเทศไทยมีการพัฒนาดานการบริหารจัดการที่ดีใหอยูในกลุมประเทศ
ผูนํารอยละ 25 แรกของโลกในป 2570 (ป 2550 ไทยอยูในกลุมรอยละ 50 แรก) โดย
(1) ทุกภาคสวนในสังคม (รัฐ ประชาชน เอกชน และสื่อมวลชน) มีสวนรวมในการ
บริหารจัดการประเทศ ผานกระบวนการกระจายอํานาจสูทองถิ่น ตลอดจนผูนํา/ผูบริหารในทุกระดับในทุก
ภาคสวนมีจริยธรรมและมีสํานึกรับผิดชอบเพิ่มขึ้น
(2) มีกฎเกณฑที่ยุติธรรมชัดเจน และเปนที่ยอมรับของสากล การจัดสรร “สิทธิ”
หรือประโยชนใหกับบุ คคล หรือกลุมตางๆ มีความชัดเจน เปนธรรมไม เกิดการปฏิบัติในลักษณะ 2
มาตรฐาน
(3) ประชาชนสวนใหญมีความรูความเขาใจในวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่แทจริง
มากขึ้น ยอมรับฟงความคิดเห็นที่หลากหลายและยึดมั่นในสิทธิ-เสรีภาพ การเคารพความเสมอภาค
การเชื่อในนิติธรรมหรือกฎหมาย และการฟงเสียงคนสวนใหญโดยคุมครองคนสวนนอย รวมทั้ง ยึดมั่น
แนวทางสันติวิธีในการแกไขปญหาความขัดแยงของสังคม
(4) มีกลไกการตรวจสอบ และถวงดุลอํานาจที่เปนอิสระและมีความเขมแข็ง ที่
กอใหเกิดการมีสวนรวมกับภาคประชาชนและชุมชน ตลอดจนพัฒนาขีดความสามารถของระบบและ
บุคลากรในการตรวจสอบการทุจริตที่มีความซับซอนมากขึ้น

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-6-

3.6 ชุมชนและองคกรปกครองสวนทองถิ่นมีบทบาทในการพัฒนา และ
แกไขปญหาของชุมชนทองถิ่นมากขึ้น โดย
(1) ชุมชนที่มีความเขมแข็ง และพึ่งตนเองไดมีจํานวนมากขึ้น สามารถพัฒนาและ
จั ดการป ญหาด วยตนเอง จั ดบริ การพื้ นฐานทางเศรษฐกิ จ สั งคม ดู แลจั ดการทรั พยากรธรรมชาติ และ
สิ่งแวดลอม อนุรักษ สืบทอดใชประโยชนวัฒนธรรมภูมิปญญาทองถิ่น และมีความมั่นคงดานอาหารมากขึ้น
(2) องคกรปกครองสวนทองถิ่นมีอิสระในการบริหารจัดการทองถิ่น ทั้งในดาน
งบประมาณ บุคลากร วิธีการทํางาน การจัดทําแผน/โครงการเพิ่มขึ้น พรอมทั้งปรับบทบาทจากการ
เปน “หนวยจัดการสาธารณะเปนหนวยพัฒนาชุมชน/ทองถิ่น”

4 เสนทางสู...วิสัยทัศนป พ.ศ. 2570
4.1

เงื่อนไขการพัฒนา

การเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายนอกและภายในประเทศที่จะสงผลกระทบตอการพัฒนาประเทศใน
ระยะ 20 ป ขางหนาที่สําคัญๆ มีดังนี้
(1)

จุดแข็งและโอกาส

(1.1) การรวมกลุมเศรษฐกิจในภูมิภาค จะมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น
นําไปสูความเชื่อมโยงทั้งระบบ และมีเสถียรภาพมากขึ้น โลกและภูมิภาคเอเชียมีการรวมกลุมทาง
เศรษฐกิจและมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยการรวมกลุมของภูมิภาคเอเชีย จะสงผลใหเอเชียเปน
ตลาดที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุม GMS (อนุภาคลุมแมน้ําโขง) ที่จะเชื่อมโยงระบบโครงขาย
พื้นฐานภายในอนุภาคเพิ่มขึ้นมากทั้งเสนทางคมนาคมทางบก (ถนน East-West corridor) แหลง
พลัง งานและโทรคมนาคมของไทยกับ ประเทศเพื่อ นบาน ความรว มมื อ ดานการค า และการ
สงเสริมประเทศเพื่อนบานใหความแตกตางทางดานรายไดกับประทศไทยลดลง เปนการสรางโอกาส
ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในแงของการคา การลงทุน และความรวมมือทางดานวัฒนธรรม
การศึกษา สุขภาพ และแรงงาน รวมทั้งการมีกฎระเบียบที่เปนมาตรฐานเดียวกันที่จะนําไปสูการลด
ปญหาความขัดแยง กีดกันในระหวางประเทศสมาชิก ดังนั้นในอนาคตความเชื่อมโยงคงจะเปนไปทั้ง
ระบบ (Full Integration) และมีเสถียรภาพมากขึ้น
(1.2) ศู น ย ร วมอํ า นาจทางเศรษฐกิ จ โลกจะเคลื่ อ นย า ยมาสู เ อเชี ย
(BRIC+/US/Japan) มากขึ้น โดยประเทศจีน และอินเดีย จะเปนมหาอํานาจทางเศรษฐกิจของโลกราย
ใหม แม แ ต ป ระเทศดาวรุ งที่จ ะมีบ ทบาทมากขึ้นคือ กลุ ม BRIC (บราซิล รัส เซี ย อิ นเดี ย และจีน )
สมาชิกสวนใหญอยูในเอเชีย ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศญี่ปุน รวมทั้ง กลุม EU จะมี
ขนาดเศรษฐกิจที่เล็กลง (สหรัฐลดจาก รอยละ 27.33 เหลือ รอยละ 21.75 , ญี่ปุนลดจาก รอยละ 11.28
เหลือ รอยละ 8.56) ดังนั้น จึงเปนโอกาสสําหรับประเทศไทยที่จะเปนศูนยกลางการผลิตของภูมิภาค
เนื่องจากศักยภาพ และโครงขายโครงสรางพื้นฐาน มีความพรอม ตลอดจนที่ตั้งทางภูมิศาสตรที่มีความ
เหมาะสม
วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-7(1.3) การเขาสูสังคมผูสูงอายุของโลก โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแลว
เชน ญี่ปุน อเมริกา ยุโรปนั้น เปนกลุมผูสูงอายุที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ และอยูในวัยเกษียณ จึงสงผล
กระทบใหเกิดการขาดแคลนแรงงานในประเทศ จึงเปนโอกาสอยางมากสําหรับประเทศไทยที่จะพัฒนา
ดานธุรกิจและลงทุนดานการคาและบริการ ดานการทองเที่ยว ที่พักอาศัย การใหบริการสุขภาพใน
รูปแบบตางๆ รวมทั้งเปนโอกาสของแรงงานไทยในการไปทํางานในประเทศที่พัฒนาแลว
(1.4) การพั ฒ นาเทคโนโลยี แ บบก า วกระโดดเป น โอกาสพั ฒ นา
กระบวนการผลิต และกระบวนการเรียนรูของไทย เทคโนโลยีเหลานี้จะเชื่อมโยงกัน และสงผลตอ
กระบวนการผลิต สุขภาพ สมอง จิต และพฤติกรรมของมนุษย ปจจัย เครื่องมือตางๆ ทุ กชนิ ดที่มา
เกี่ยวของกับชีวิตประจําวันของเรานั้น เปนโอกาสที่ประเทศไทยจะสามารถนําไปเปนเครื่องมือพัฒนา
ประสิทธิภาพการผลิตชดเชยผลิตภาพแรงงานที่ลดลงจากการ
เปนสังคมผูสูงอายุ พัฒนากระบวนการผลิตที่เปนมิตรกับสิ่งแวดลอม การสรางมูลคาเพิ่มเชื่อมโยงไปสู
อุตสาหกรรมตอเนื่องที่มีคุณภาพ มาตรฐานมากขึ้น ตลอดจนสงผลใหการใชพลังงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น 

สร างสั งคมแห งการเรี ยนรู โดยเครื อข ายสารสนเทศจะเป น
เครื่องมือสําคัญในการพัฒนา และเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขัน กอใหเกิดการเคลื่อนยายขาวสาร ขอมูล
ความรู สินคา บริการที่ทําใหรูปแบบการดําเนินชีวิต การทํางาน และการศึกษามีความหลากหลายมากขึ้น 

(1.5) วิ ก ฤ ต ท า ง พ ลั ง ง า น เ ป น โ อ ก า ส ป รั บ ตั ว สู ก า ร ผ ลิ ต ที่ มี
ประสิทธิ ภาพ และการผลิต พลังงานทดแทนจากพืชเพิ่มขึ้น เนื่องจากความตองการใชน้ํามั น
เพิ่มขึ้นอยางรวดเร็วไมต่ํากวา 2 เทาใน 20 ป ในขณะที่ปริมาณน้ํามันมีนอยลง ราคาน้ํามันแพงขึ้น
แนนอน หลายประเทศเริ่มปรับตัว โดยการแสวงหาแหลงน้ํามันนอกประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยี
แหลงพลังงานทดแทนอื่นๆ และการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชทดแทนพลังงาน ซึ่งเริ่มมีปญหากระทบตอ
การขาดแคลนอาหารในหลายประเทศ ฉะนั้นจึงเปนโอกาสที่ไทยจะมีรายไดเพิ่มขึ้นจากการปรับปรุง
กระบวนการผลิตใหมีประสิทธิภาพ มีพัฒนาการเพิ่มผลผลิตตอไร รวมทั้งขยายพื้นที่เพาะปลูกของพืช
ทดแทนพลังงานที่มีแนวโนมที่จะมีราคาสูงขึ้น โดยไมกระทบตอความมั่นคงทางอาหาร
(1.6) ปญหาความมั่นคงทางอาหารของโลกเปนโอกาสการพัฒนาภาค
เกษตรกรรมไทย ผลจากวิกฤตพลังงานทําใหเกิดการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชทดแทนพลังงาน โดย
ลดการปลูกพืชอาหารในหลายประเทศนั้น เริ่มสงผลใหเกิดปญหา ที่คาดวาในระยะยาวจะรุนแรงขึ้น
จนกระทบตอความมั่นคงทางอาหารของโลก ในขณะที่หลายประเทศมีปญหาการผลิตทางการเกษตร
ขณะที่ความตองการสินคาเกษตรและอาหารจะเพิ่มขึ้นตามจํานวนประชากรโลกที่เ พิ่มขึ้น ดังนั้น
จึงเปนโอกาสของการพัฒนาภาคเกษตรของไทยใหมีประสิทธิภาพ และสรางมูลคาเพิ่มใหกับผลผลิต
ทางการเกษตร

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-8(1.7) วิกฤตภาวะโลกรอน เปนโอกาสในการปรับตัวสูการบริโภคที่เปน
มิตรกับสิ่งแวดลอม ภาวะโลกรอนกอใหเกิดภัยพิบัติที่อาจจะมีผลกระทบรุนแรงกวางขวางตอการดํารง
อยูของสิ่งมีชีวิตทั้งมวลนั้น นับวาเปนแรงขับที่มีพลังตอการปรับเปลี่ยนพื้นฐานความคิดและพฤติกรรม
เกี่ยวกับการใชทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุด ในระยะสั้นเปนการอยูรวมกัน
อยางเกื้อกูลกันใหเกิดภาวะสมดุลระหวางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดลอม นอกจากนั้นแลว ในกรณี
ประเทศคูแขงไดรับภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาจจะทําใหประเทศไทยไดรับโอกาสทางเศรษฐกิจจากการ
ขยายการสงออกสินคาอาหารไดมากขึ้นในราคาที่ดีขึ้น
(1.8) การเคลื่อนยายคนระหวางประเทศที่เปนไปอยางเสรี ทําใหมี
โอกาสไดแรงงานที่มีทักษะสูง ในอนาคตการเคลื่อนยายคนอยางเสรีจะเปนไปในระดับที่สูงและเปด
กวางมากขึ้น ซึ่งจะทําใหแรงงานตางชาติเขามาทํางานไดมากขึ้น สรางโอกาสการเคลื่อนยายแรงงานที่
มีทักษะตั้งแตระดับต่ําไปจนถึงปานกลาง และเปนสังคมฐานความรู ทําใหมีความตองการบุคลากรที่มี
องคความรูสูง เพื่อสรางขีดความสามารถในการแขงขันหลายประเทศ จึงสงเสริมการสนับสนุนใหผูมี
ประสบการณความรูสูงในสาขาตางๆ เขามาทํางานในประเทศไทย
(1.9) กระแสประชาธิ ป ไตยในสั ง คมโลกให ค วามสนใจในเรื่ อ ง
ประชาธิปไตยแบบมีสวนรวม ที่มุงเนนการใหประชาชนมีสวนรวมในการเมืองและการบริหาร ทั้งใน
ระดับทองถิ่นและระดับชาติ เนนการกระจายอํานาจในการตัดสินใจและการจัดสรรทรัพยากรตางๆ ใน
ระหวางประชาชนทุกกลุมใหเท าเทียมกัน เปนโอกาสเสริมสรางความเขมแข็งใหกับชุมชนพัฒนา
ทองถิ่นและการกระจายอํานาจ การเคารพสิทธิ ภูมิปญญา และวัฒนธรรมทองถิ่นมากขึ้น
(2)

จุดออนและขอจํากัด

(2.1) กระแสโลกรอน กอใหเกิดภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงเพิ่ม
มากขึ้น ทําลายชีวิตและทรัพยสินของประชาชนจํานวนมหาศาล เนื่องจากในชวง 20-30 ปขางหนา
อุณหภูมิของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้ นประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส ทําใหเ กิดการเปลี่ยนแปลงของ
ฤดูกาล และภัยพิบัติตางๆ มากขึ้น ปริมาณน้ําฝนเพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่มีฝนมากอยูแลว เกิดภัยพิบัติและ
น้ํ า ท ว มฉั บ พลั น เกิ ด ขึ้ น บ อ ยครั้ ง มี วั น ที่ ร อ นจั ด ยาวนานขึ้ น จํ า นวนวั น ที่ ห นาวจั ด สั้ น ลง รวมทั้ ง มี
แนวโนมจะซ้ําเติมปญหาในพื้นที่หรือระบบนิเวศชายฝง พื้นที่เพาะปลูก เกิดการแพรระบาดของเชื้อ
โรคมากขึ้น
(2.2) ประเทศไทยจะเผชิญกับปญหาทรัพยากรน้ํา และระบบนิเวศที่
รุนแรงมากขึ้นในอนาคต จากความตองการใชน้ําเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่อง เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต
และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ ระบบธรรมชาติก็ถูกรบกวนมากขึ้น พื้นที่ปาตนน้ําถูกทําลาย
อยางตอเนื่อง แนวโนมฝนจะตกนอยลงในพื้นที่หางไกลทะเล และปริมาณน้ําตนทุนอาจลดลงในบาง
พื้นที่ ประกอบกับความเขมขนของสารพิษและการปนเปอนที่เกิดจากของเสียในภาคการผลิต และ
ชุมชน จะทําใหแหลงน้ําเสื่อมโทรม ปริมาณน้ําสะอาดที่เหมาะสมกับการใชประโยชนลดจํานวนลง
โดยเฉพาะเมื่อมีผลกระทบจากภาวะโลกรอนและการปรวนแปรของสภาพภูมิอากาศโลก สภาพการ
วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-9ขาดแคลนน้ํ า ในอี ก 20 ป ข า งหน า จะมี แ นวโน ม เพิ่ ม มากขึ้ น นอกจากนั้ น การขยายตั ว ของระบบ
เศรษฐกิจและภาคการผลิตจะทําใหเกิดการขยายตัวของเมือง ชุมชน ศูนยกลางเศรษฐกิจ มีความ
จําเปนในการกอสรางสาธารณูปโภค และโครงสรางพื้นฐานขนาดใหญ เชน เขื่อน โรงงานไฟฟา ทาเรือ
ถนน จะถูกรุกล้ําตอพื้นที่อนุรักษและเสี่ยงตอการถูกทําลายอยางถาวร
(2.3) ความเปนเมืองมีแนวโนมขยายตัว สงผลตอความเหลื่อมล้ําทาง
เศรษฐกิจ และความขัดแยงในการใชทรัพยากร ประเทศไทยจะมีสภาวะความเปนเมืองขยายตัว
ออกไปสูภูมิภาคต างๆ มากขึ้น ในรูปแบบของเมืองใหญในภูมิภาค และประชากรเมืองจะเพิ่มขึ้น
มากกวา 14 ลานคน ในป 2570 – 2573 อันเนื่องจากการเคลื่อนยาย เพื่อแสวงหาโอกาสการทํางานที่
มีรายไดสูงขึ้น และความเปนอยูที่ดีกวา ในขณะที่ประชากรในชนบทจะลดลง โดยประชากรเมืองจะ
กระจายตัวอยูในหัวเมืองใหญๆ มากขึ้นนั้น นอกจากจะสงผลใหความเหลื่อมล้ําระหวางฐานะทาง
เศรษฐกิ จ ระหว า งเมื อ งและชนบทเพิ่ ม ขึ้ น แล ว ยั ง ก อ ให เ กิ ด ความขั ด แย ง อั น เกิ ด จากการแย ง ชิ ง
ทรัพยากรระหวางคนในเมืองกับคนในชนบทเพิ่มขึ้น เชน การใชที่ดิน การใชน้ําเพื่ออุปโภคบริโภคกับ
การเพาะปลูก รวมทั้งปญหาสิ่งแวดลอมเมืองที่มีแนวโนมทวีความรุนแรงและสงผลตอคุณภาพชีวิต
(2.4) ประเทศไทยเปนสังคมผูสูงอายุเต็มตัวและกระทบตอผลิตภาพ
แรงงาน และการนําเขาแรงงานจากตางประเทศ โดยจํานวนผูสูงอายุจะเพิ่มขึ้นจาก 7.1 ลานคน
คิดเปนรอยละ 10.8 ของประชากรในป 2550 เปน 16.1 ลานคน (รอยละ 22.7) ในป 2570 ในขณะที่
เด็กในกลุมอายุต่ํากวา 14 ปจะลดลงจาก 14.5 ลานคน เหลือ 10.2 ลานคน หรือรอยละ 14.4 ของ
ประชากรในชวงเวลาเดียวกัน ดังนั้นโอกาสทางการตลาดตางๆ จะเปนเรื่องของผูสูงอายุมากกวา
นอกจากนี้ยังมีผลกระทบตอภาคการผลิตที่ผลิตภาพการผลิตจะลดลง และปญหาการขาดแคลนแรงงาน
ทั้งในภาคเกษตร และบริการตางๆ ในเมือง ในอนาคตจะเขมขนมากขึ้น การนําเขาแรงงานตางประเทศ
มากขึ้น จะทําใหเกิดชุมชนแรงงานตางประเทศในประเทศไทยที่จะเปนภาระในการจัดระบบการบริหาร
จัดการ ทั้งดานการบริการพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งสวัสดิการตางๆ เพิ่มขึ้น
(2.5) คานิยมสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปสูการบริโภคนิยม ปจเจกนิยม
และวิถีชีวิตที่ฟุมเฟอย ฟุงเฟอมากขึ้นจากสถาบันครอบครัวที่เปราะบาง โครงสรางรูปแบบและ
สัมพันธภาพของครอบครัวไทย เปลี่ยนจากครอบครัวขยายเปนครอบครัวเดี่ยวเพิ่มขึ้น และมีสวนทําให
ผูสูงอายุตองใชชีวิตโดยลําพังมากขึ้นกวาในอดีต เด็กและเยาวชนขาดผูดูแลอยางใกลชิด ทําใหมีความ
เสี่ยงสูงที่จะเกิดปญหาสังคมในดานตางๆ เชน ติดยาเสพติด มีเพศสัมพันธกอนวัยอันควร มีพฤติกรรม
เลียนแบบวัฒนธรรมตางชาติ มีคานิยมที่ยึดวัตถุมากขึ้น
(2.6) คนไทยยังขาดทักษะการใชชีวิตและความพรอมตอการปรับตัว
ในกระแสโลกาภิวัตน โลกปจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เทคโนโลยีพัฒนากาวหนาอยางมาก คนที่จะ
ไดประโยชนจากกระแสโลกาภิวัตน ตองทํางานเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ ทั่วโลกไดมากขึ้น แตคนไทยยัง
ขาดการเตรียมความพรอมรองรับการพัฒนาแบบกาวกระโดดในอนาคต คนจํานวนมากยังมีขอจํากัด
ในดานการใชเทคโนโลยี การใชภาษาอังกฤษ และการเขาใจในวัฒนธรรม ประเพณีของชาติตางๆ
นอกจากนั้นแลว คนไทยยังขาดทักษะการใชชีวิต ขาดวิถีชีวิตที่ยึดวัฒนธรรมประชาธิปไตย การเคารพ
กฎเกณฑของสังคม สิทธิเสรีของผูอื่นยังเปนปญหาอยูมาก
วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-10(2.7) การเปลี่ยนแปลงโครงสรางเศรษฐกิจไปสูภาคอุตสาหกรรมที่ทุน
และเทคโนโลยีที่เขมขนมากขึ้น ทําใหตองพึ่งพาพลังงาน ทุนจากตางประเทศสูง รวมทั้งรายได
ที่ เ กิ ด ขึ้ น ยั ง ถู ก ส ง กลั บ คื น ไปยั ง ต า งประเทศสู ง ซึ่ ง ส ง ผลกระทบคื อ ความไม มั่ น คงในระบบ
เศรษฐกิจมากขึ้น เนื่องจากจะทําใหมูลคาของ GDP > GNP และไมใชแหลงการจางงานที่สําคัญของ
คนไทย รวมทั้งยังตองพึ่งพาแรงงานตางดาวทั้งที่ถูกตองและไมถูกตองตามกฎหมายเพิ่มมากขึ้น
(2.8) ระบบอุปถัมภ ไมเอื้อตอการเสริมสรางวัฒนธรรมประชาธิปไตย
และการบริหารจัดการที่ดี รวมทั้งกลไกภาครัฐยังไมสนับสนุนตอการกระจายอํานาจสูทองถิ่น
และชุมชนอยางแทจริง ประเทศไทยไดมีการพัฒนาระบบกลไกทางกฎหมายตางๆใหเอื้อตอการ
พัฒนาระบอบประชาธิปไตยแบบมีสวนรวม ปฏิรูปภาคราชการและภาคเอกชนใหมีความโปรงใสและ
จริยธรรม การขับเคลื่อนที่ดําเนินการอยางจริงจัง เปนรูปธรรม ไดสงผลใหประชาชนตื่นตัวรูจักสิทธิ
ของตนเอง ภาครัฐมีประสิทธิภาพและคลองตัวมากขึ้น ชุมชนและทองถิ่นเริ่มมีความเขมแข็ง และการ
บริหารจัดการที่ดีของภาครัฐและเอกชนเริ่มดีขึ้น อยางไรก็ตามประชาธิปไตยและการบริหารจัดการที่ดี
ในสังคมไทยยังมีปญหาอุปสรรคเรื่องวัฒนธรรมอุปถัมภกันในหมูพวกพองและการตอบแทนบุญคุณที่
ฝ ง รากลึ ก ในสั ง คมไทย ทํ า ให ป ระชาชนส ว นใหญ ยั ง ขาดความรู ค วามเข า ใจเกี่ ย วกั บ วั ฒ นธรรม
ประชาธิปไตยที่แทจริง การแกปญหาดว ยสันติวิธี และการมีจริยธรรมทางการเมือง รวมทั้ งทําให
เสถียรภาพทางการเมืองของไทยยังตกต่ําโดยเฉพาะในสายตาของสากล การควบคุมคอรรัปชันยังไม
เขมแข็ง และองคกรปกครองสวนทองถิ่นและชุมชนยังไมมีอิสระและสามารถพึ่งตนเองไดมากนัก

4.2

ประเด็นยุทธศาสตรการพัฒนาที่สําคัญ
(1)

ดานเศรษฐกิจ

(1.1) มุงสูภาคการผลิตที่มีความเชื่อมโยงกันสูงระหวางภาคเกษตร
อุตสาหกรรม และบริการ นําไปสูการสรางมูลคาเพิ่ม โดยผานการเชื่อมโยงในรูปหวงโซการผลิต
และการรวมตัวในลักษณะของคลัสเตอร โดยที่ภาคเกษตรยังคงเปนฐานของการผลิตที่สําคัญที่จะ
เชื่ อ มโยงในการสร า งมู ล ค า ในภาคอุ ต สาหกรรมและบริ ก าร นอกจากนี้ มี ก ารปรั บ ฐานการผลิ ต
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไปสูภาคบริการในสัดสวนที่สูงขึ้น และเปนฐานดานการคา (Trading base)
และฐานการลงทุนของภูมิภาค โดย
เร งรั ดปรั บปรุ งผลิ ตภาพการผลิ ตให สู งขึ้ น โดยใช องค
ความรู ทุน เทคโนโลยี ภูมิปญญาไทย ทักษะความชํานาญของแรงงาน/ผูประกอบการ และวิทยาการ
จัดการที่เหมาะสม รวมทั้งพั ฒนาการผลิตภาคเกษตร อุต สาหกรรม และบริการใหมีการประหยั ด
พลังงาน และใชพลังงานทดแทนใหมากขึ้น พรอมไปกับการสรางมูลคาเพิ่มในภาคการผลิตบน
พื้นฐานองคความรู เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อผลิตสินคาและบริการที่ตอบสนองความตองการ
ทั้งภายในและภายนอกประเทศอยางมีพลวัตร มีสวนแบงในตลาดตางประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอยางยิ่ง
การใชประโยชนจากศักยภาพของความหลากหลายทางชีวภาพ และการมีภาคเกษตรที่มีพื้นฐานที่ดี ให
สามารถสรางมูลคาตอเนื่องและเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและบริการ 

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-11สนับสนุนการลงทุนภายในและภายนอกประเทศ โดยใน
ประเทศเนนลงทุนในอุตสาหกรรมตนน้ําขนาดใหญที่เชื่อมโยงไปสูอุตสาหกรรมตอเนื่อง และ
ธุรกิจอุตสาหกรรมและบริการสรางสรรค ที่อยูรวมกับชุมชนได โดยใหความสําคัญกับการมีสวน
ร ว มของชุ ม ชน การมี ก ฎหมาย กฎ ระเบี ย บและข อ บั ง คั บ ที่ เ หมาะสม ที่ มี ก ารบั ง คั บ ใช อ ย า งมี
ประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันสนับสนุนการลงทุนในตางประเทศและใหความสําคัญตอโครงสราง
พื้นฐานและสิ่ง อํานวยความสะดวกทางการลงทุน โดยใช ชองทางความรว มมือทางเศรษฐกิจ
ระหวางประเทศระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคในการขยายความเชื่อมโยงและสรางเครือขายการผลิต
การลงทุน และการคา ที่ไดรับประโยชนรวมกัน 

พัฒนาภาคบริการใหมๆ ควบคูไปกับการทองเที่ยวให
สามารถเป น แหลง รายได ข องประเทศ โดยใหค วามสํ าคั ญ ต อ การพั ฒ นาสาขาบริ ก ารใหมๆ ที่
สามารถสรางรายได สรางงานและอาชีพใหกับคนในประเทศ ควบคูไปกับการพัฒนาการทองเที่ยวและ
ธุรกิจตอเนื่องใหสามารถสรางรายไดใหกับประเทศไดอยางยั่งยืน มีแหลงทองเที่ยวที่ไดรับการฟนฟู
บูรณะ มีบริการที่เกี่ยวเนื่องที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และมีความปลอดภัย 

พั ฒนา ปรั บปรุ ง และแก ไข กฎหมาย กฎ ระเบี ยบ และ
ขอบังคับ ใหเอื้อตอการพัฒนาภาคการผลิตของประเทศ และมีการบังคับใชที่มีประสิทธิภาพ
เพื่อสรางความสามารถในการแขงขันของภาคการผลิต และกระจายผลประโยชนทางเศรษฐกิจอยาง
เปนธรรม รวมทั้งจัดใหมีกลไกที่ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และแกไขปญหาขอขัดแยงที่เกิดขึ้น
ระหวางภาคการผลิตกับชุมชน และประชาชน 

พัฒนาแรงงานใหมใหมีความพรอมที่จะเขาสูภาคการผลิต
และพัฒนาแรงงานที่อยูในตลาดแลวใหสอดคลองกับการปรับโครงสรางเศรษฐกิจในกระแสการ
เปลี่ยนแปลงที่มีพลวัตรสูง ใหมีทักษะความชํานาญที่สอดคลองกับทิศทางการปรับโครงสรางการผลิต
พรอมทั้ งสรางความเชื่อมโยงระหวางภาคผู ประกอบการกับมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา และ
สถาบันวิจัยและพัฒนา เพื่อผนึกกําลังในการพัฒนาแรงงานใหตรงกับความตองการของภาคการผลิต
อีกทั้งยังนําผลงานวิจัยและพัฒนามาสูการใชประโยชนในเชิงพาณิชย 

เตรียมพื้นที่รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม การคา
และการลงทุนในพื้ นที่ที่มีศั กยภาพของประเทศ ทั้งในสวนระบบโครงสรางพื้นฐานและโลจิสติ กส
พลังงาน และแรงงานที่สอดคลองกับความตองการของภาคการผลิต 

(1.2) มีบทบาทนําดานเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคในรูปแบบพั นธมิต ร
เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนุภูมิภาค โดยสรางบทบาทนําผานการใหความชวยเหลือ
ในรูปเงินใหเปลา เงินกูดอกเบี้ยต่ํา และความชวยเหลือเชิงวิชาการ ทั้งในดานการพัฒนาโครงสราง
พื้นฐาน การศึกษา การสาธารณสุข และวัฒนธรรม อยางตอเนื่อง และสนับสนุนใหภาครัฐวิสาหกิจ และ
ภาคเอกชนของไทยลงทุนในธุรกิจสื่อสาร พลังงาน และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เพื่อขยายฐานการ
ลงทุนของไทยไปยังประเทศในอนุภูมิภาค โดย
วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-12ดํา เนิ น นโยบายต า งประเทศเชิ ง รุ ก ในการเสริ ม สร า ง
ความเขมแข็งของการรวมกลุมระหวางประเทศไทยและประเทศเพื่อนบานในอนุภูมิภาค เพื่อ
สรางอํานาจการตอรองกับประเทศคูคาในภูมิภาคอื่นๆ 

สรางความรวมมือพันธมิตรเพื่อการพัฒนา ผานการให
ความชวยเหลือดานการศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดลอมใหมากขึ้น โดยการใหความชวยเหลือ
ดานโครงสรางพื้นฐานที่สําคัญในอนุภูมิภาค การพัฒนาดานพลังงาน การผลิตไฟฟาในประเทศเพื่อนบาน
และการพัฒนาโครงขายขนสงในประเทศเพื่อนบานเพื่อเปดพื้นที่การพัฒนา ที่จะสรางโอกาสในการ
ลงทุนของประเทศไทยควรควบคูไปกับการสนับสนุนใหภาครัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนที่มีศักยภาพ
เขาไปลงทุนในธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อสรางรายได และยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
เพื่อนบาน 

ดําเนินการเจรจาดานความรวมมือที่เอื้อประโยชนตอ
ภาคเอกชนของไทยในการขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบาน รวมทั้งกําหนดมาตรการภาษี
มาตรการสงเสริมการลงทุน การปรับปรุงกฎ ระเบียบที่เกี่ยวของ และจัดตั้งสถาบันการเงินเฉพาะดาน
เพื่อสนับสนุนดานการเงินสําหรับภาคเอกชนที่ตองการขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบาน 

สงเสริมความรวมมือดานสังคมและการแลกเปลี่ยนทาง
วัฒนธรรมระหวางประเทศตางๆ ในอนุภูมิภาค เพื่อสรางความคุนเคย และเผยแพรวัฒนธรรมไทย
ไปยังประเทศตางๆในอนุภูมิภาค ซึ่งจะเปนประโยชนตอการดําเนินธุรกิจตอเนื่องในประเทศตางๆ 

(1.3) พื้นที่เศรษฐกิจของประเทศไทย ไดรับการพัฒนาใหเปนฐานใน
การเพิ่มขีดความสามารถการแขงขันทางเศรษฐกิจของประเทศ มีความยั่งยืนของระบบนิเวศน
และความอยูเย็นเปนสุขของสังคมไทย รวมทั้งมีความเชื่อมโยงระหวางพื้นที่เมือง พื้นที่ชนบท
พื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ และพื้นที่ชายแดนอยางบูรณาการภายใตการมีสวนรวมของภาคีการพัฒนาทุก
ภาคสวน โดย
เชื่อมโยงการพัฒนาชนบทและเมืองอยางเกื้อกู ล โดย
สร างเครือขายชนบท-เมื องเพื่อพัฒนากิจ กรรมทางเศรษฐกิจรว มกัน โดยประยุกต ใ ช ปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงในกระบวนการผลิตเพื่อการบริโภคและการตลาด พรอมไปกับสรางความเชื่อมโยง
การบริหารจัดการระหวางเมืองและชนบทที่ชัดเจน โดยสรางเครือขายการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจ
เชื่อ มโยงเมื อ งและชนบท เพื่ อให เ กิ ด การผลิ ต ที่ เ นน คุ ณ ภาพและความแตกตา งของผลิ ต ภัณ ฑใ น
ลักษณะการผลิตปริมาณมาก แตสามารถสรางรูปแบบเฉพาะสําหรับลูกคา นอกจากนี้ใหความสําคัญ
กับการสนับสนุนการรับชวงและเชื่อมโยงการผลิตระหวางวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและ
ขนาดยอม และธุรกิจขนาดใหญในเขตชนบทและเมืองอยางเปนระบบ เพื่อการถายทอดเทคโนโลยี
ระหวางกัน และจัดระเบียบการพัฒนาและการใชที่ดินในชุมชนเมืองรอบนอกเขตเทศบาลเพื่อกํากับการ
พัฒนามิใหมีผลกระทบตอสิ่งแวดลอมและชุมชน 

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-13ปรั บ ระบบการพั ฒ นาพื้ น ที่ แ ละชุ ม ชน โดยใช ส อง
แนวทางคู ขนาน โดยพั ฒนากรุ งเทพและปริ มณฑลเป นภาคมหานคร ที่ ขั บเคลื่ อนด วยเศรษฐกิ จ
ฐานความรู โดยเนนธุรกิจและการผลิตที่ใชเทคโนโลยีขั้นสูง การออกแบบ บริการ รูปแบบตางๆ และพัฒนา
จังหวัดและกลุมจังหวัดใหสามารถพึ่งตนเองได โดยใชนโยบายการกระจายอํานาจสูทองถิ่นควบคูกับ
นโยบายการพัฒนาจังหวัดและกลุมจังหวัด ภายใตการมีสวนรวมของทุกภาคี 

บริ ห ารจั ด การสิ่ ง แวดล อ มเมื อ งอย า งยั่ ง ยื น เน น การ
พัฒนาเมืองแบบกระชับ ดวยการพัฒนาระบบขนสงสาธารณะ การสงเสริมการใชพลังงานสะอาด
เพิ่มพื้นที่สีเขียว และจัดการขยะชุมชนตั้งแตตนทาง สงเสริมใหจัดการขยะและน้ําเสียแบบชีวภาพ ลด
การใชทรัพยากรและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอม ตลอดจนสนับสนุนการทําสวน
เกษตรในเขตเมือง ควบคูกับการสนับสนุนการพัฒนาเมืองนาอยู ดวยการมีสวนรวมของทุกภาคสวน
เพื่อสรางความยั่งยืนของการพัฒนา 

กําหนดเขตการใชที่ดิน สําหรับพื้นที่เกษตร พื้นที่เมือง
พื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่อุตสาหกรรมและพื้นที่อนุรักษ/พื้นที่คุมครอง โดยจัด Zoning และควบคุมการ
ใชที่ดินใหเปนไปตามศักยภาพและขอจํากัดของพื้นที่ จัดระบบเฝาระวังและควบคุมการใชประโยชน
ที่ดินโดยใหประชาชนและชุมชนมีสวนรวม เนนการบูรณาการองคกรและกลไกบริหารการใชประโยชน
ที่ดินในมิติการเกษตร-สิ่งแวดลอม-การพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมใหเปนระบบและเปนเครือขาย มี
นโยบายและมาตรการในทิศทางเดียวกัน เพิ่มประสิทธิภาพ ความเปนธรรมและความปลอดภัยของ
การใชประโยชนที่ดิน จัดองคกร กลไก แผนงานและเงินทุนแกปญหาการกัดเซาะชายฝงแบบบูรณา
การ และควบคุมการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมใหอยูในนิคม/เขต/สวนอุตสาหกรรม เพื่อประสิทธิภาพใน
การจัดโครงสรางพื้นฐานสนับสนุนและการควบคุมมลพิษ 

การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ
ในการแขงขันของประเทศ โดย สงเสริมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝงทะเลตะวันออกอยาง
ตอเนื่องทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใชเทคโนโลยีสะอาดเปนมิตรตอสิ่งแวดลอม และมีระบบบริหาร
จัดการที่ทันสมัยเปนสากล การเพิ่มประสิทธิภาพโครงสรางพื้นฐาน การกําหนดเขต (Zoning) และ
ควบคุมการใชประโยชนที่ดินดวยมาตรการทางผังเมือง และสนับสนุนใหประชาชนในพื้นที่มีสวนรวม
ในกระบวนการพัฒนา การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหมบริเวณชายฝงทะเลภาคใต โดยใชประโยชน
จากที่ตั้งทางภูมิศาสตรพัฒนาระบบขนสงทางทะเลเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบานและประเทศใน
ภูมิภาคอื่นของโลก เพื่อขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคใต และนําประเทศเขาสูเสนทางเดินเรือ
ของโลก และพัฒนาใหภาคใตเปนแหลงพลังงานสํารองในภูมิภาคอาเซียน สรางความหลากหลายของ
การทองเที่ยวและยกระดับคุณภาพการใหบริการ สรางความเปนหุนสวนทางเศรษฐกิจกับประเทศ
เพื่อนบานและนานาชาติ บริหารจัดการและฟนฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมใหมีความยั่งยืน
และการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน โดยสงเสริมการพัฒนาในสาขาเศรษฐกิจที่มีศักยภาพบน 

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-14พื้นฐานการประสานประโยชนรวมกันในกลุมอนุภูมิภาค จัดทําแผนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนที่
เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่และกรอบความรวมมือกับประเทศเพื่อนบาน และสนับสนุนการจัดตั้ง
เขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดนที่มีศักยภาพ ตลอดจนพัฒนาฐานการผลิตบริเวณชายแดนและการ
ยายถิ่นไปสูเพื่อนบาน
(1.4) มีความมั่นคงดานแหลงพลังงาน โดยพัฒนาและใชประโยชนจาก
แหลงพลังงานในพื้นที่ทับซอนรวมกับประเทศเพื่อนบาน และเปนศูนยกลางการเชื่อมโยงดานไฟฟา
และกาซธรรมชาติในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งใหความสําคัญตอพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและพลังงาน
ทางเลือกอยางมีเอกภาพ ตลอดจนการมีโครงสรางพื้นฐาน ระบบขนสงมวลชน และสิ่งอํานวยความ
สะดวกที่เอื้อตอการใชพลังงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อใหมีความเขมขนของการใชพลังงานอยูในระดับ
เดียวกับกลุมประเทศพัฒนาแลว โดย
เพิ่ ม ประสิ ท ธิ ภ าพการใช พ ลั ง งาน โดยการส ง เสริ ม และ
สนั บ สนุ น การพั ฒ นาให ภ าคการผลิ ต ต า งๆ พั ฒ นาไปในทิ ศ ทางที่ ส ง ผลให เ กิ ด การลดใช พ ลั ง งาน
โดยเฉพาะน้ํามัน รวมทั้งใหความสําคัญตอเปาหมายดานความเขมขนของการใชพลังงานใหอยู
ในระดับเดียวกับกลุมประเทศพัฒนาแลว เนื่องจากมีการปรับโครงสรางการขนสง โดยใชระบบราง
เพิ่มมากขึ้น รวมกับการวางผังเมืองและการพัฒนาระบบสื่อสาร เพื่อลดการพึ่งพาน้ํามัน ลดปญหา
มลพิษในเขตเมือง และลดปญหาการจราจร รวมทั้งภาคขนสง อุตสาหกรรม ธุรกิจ และครัวเรือน ใช
พลังงานอยางมีประสิทธิภาพ ทั้งจากเทคโนโลยี การออกแบบอาคาร และจากจิตสํานึกรวมกันในการที่
จะอนุรักษพลังงาน 

จัดหาพลังงาน ใหเ กิดความมั่นคง พอเพียงและทั่ วถึ ง
โดยใหความสําคัญกับการพัฒนาภายในประเทศ สนับสนุนสงเสริมการใชพลังงานทดแทน และ
ศึกษาวิจัยพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นๆ ภายใตการคํานึงถึงผลกระทบดานสิ่งแวดลอม โดยเนนการมี
สวนรวมของชุมชนทองถิ่นในการรับผิดชอบและบริหารจัดการพลังงาน มีการแขงขันในธุรกิจพลังงาน
เพื่อใหเกิดประสิทธิภาพและความเปนธรรม โดยมีระบบกํากับดูแลการประกอบกิจการที่มีประสิทธิภาพ
และสรางความเปนธรรมใหแกผูบริโภค รวมทั้ง ปฏิบัติตามพันธกรณีดานสิ่งแวดลอมที่ใหสัตยาบันไว
กับมิตรประเทศ พรอมทั้งใหความสําคัญกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอยางเต็มศักยภาพทุก
รูปแบบ ทั้งจากชีวมวลและชีวภาพพลังน้ํา พลังลม และพลังงานแสงอาทิตย การพัฒนาโรงไฟฟาขนาด
ใหญจากพลังงานแหลงใหม เพื่อทําใหตนทุนไฟฟาเฉลี่ยโดยรวมของระบบลดลง และการใชประโยชน
จากแหลงพลังงานในพื้นที่ทับซอนรวมกับประเทศเพื่อนบาน เพื่อสรางความมั่นคงดานแหลงพลังงาน 

พัฒนาพื ชพลั งงานอยางสมดุ ล ทั้งทางด านปริมาณอาหาร
ราคา สิ่งแวดลอม ภายใตการพัฒนาผลผลิตตอไร โดยใชภูมิปญญาและเทคโนโลยีทองถิ่นเปนหลัก 

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-15(1.5) เครือขายโครงสรางพื้นฐานและโลจิสติกสมีความเชื่อมโยง มี
คุณภาพ และเพียงพอตอการตอบสนองการปรับโครงสรางภาคการผลิตและบริการใหมีความ
เขมแข็งและแขงขันได โดยมีสวนสําคัญในการเสริมสรางผลิตภาพการผลิต ตลอดจนเชื่อมโยงการคา
ระหวางประเทศโดยเฉพาะในระดับอนุภูมิภาคไดอยางมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ใหความสําคัญตอการ
บริหารจัดการดานอุปสงคและอุปทานดานโครงสรางพื้นฐาน เพื่อใหสามารถใชทรัพยากรที่มีอยูอยาง
จํ า กั ด ได อ ย า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพมากขึ้ น โดยเฉพาะอย า งยิ่ ง การใช พ ลั ง งานในภาคการขนส ง ให มี
ประสิทธิภาพมากขึ้นและเปนมิตรกับสิ่งแวดลอม โดย
พั ฒ นาระบบโครงข า ยโครงสร า งพื้ น ฐานสาขาขนส ง
พลังงาน และสื่อสารโทรคมนาคม ใหสามารถใหบริการเชื่อมโยงในกลุมอนุภูมิภาคไดอยางมี
ประสิทธิภาพ เพื่อใหเกิดการใชประโยชนรวมกันอยางคุมคา ลดขอจํากัดดานทรัพยากร กระตุนให
เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และสงผลใหประเทศไทยเปนศูนยกลางการใหบริการโครงสรางพื้นฐาน
ในกลุมอนุภูมิภาค 

พัฒนาระบบขนสงมวลชน ขนสงทางราง และสิ่งอํานวย
ความสะดวก เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการเดินทางและการขนสงสินคา ไปสูการเดินทาง
ดวยระบบขนสงสาธารณะ และการขนสงสินคาในรูปแบบ Multimodal และพัฒนาโครงขายการขนสง
ทางบก ทั้งระบบรางและระบบถนน เพื่อเชื่อมโยงระหวางประเทศในอนุภูมิภาค พรอมทั้งพัฒนา
ทาเรือหลักระหวางประเทศใหมีคุณภาพการใหบริการระดับสากล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนสง
ผูโดยสาร สินคา และบริการระหวางประเทศตางๆ ในอนุภูมิภาค 

พัฒนาทาอากาศยานใหเปนศูนยกลางการบินในภูมิภาค
โดยการพั ฒ นาขี ด ความสามารถด า นกายภาพ และระบบสิ่ ง อํ า นวยความสะดวก เพื่ อ รองรั บ การ
ขยายตัวของปริมาณการจราจรทางอากาศที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีน
อินเดีย และกลุมประเทศตะวันออกกลาง ควบคูกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน โดยสนับสนุนให
มีการบริหารจัดการเสนทางบิน และการพัฒนาฝูงบินที่ใชวัสดุประกอบน้ําหนักเบา ประหยัดเชื้อเพลิง
ลดการปลอยกาซคารบอนไดออกไซด และมลพิษทางเสียง เพื่อรองรับเงื่อนไขและมาตรการผลกระทบ
สิ่งแวดลอมดานมลพิษและเสียง ในขณะเดียวกันก็รักษาและเพิ่มสวนแบงทางการตลาด 

ศึกษา วิจัยความเปนไปไดตลอดจนการเตรียมความ
พร อ มในกรณี ที่ จํ า เป น ต อ งมี ก ารพั ฒ นาโรงงานผลิ ต ไฟฟ า นิ ว เคลี ย ร เพื่ อ ลดข อ จํ า กั ด ด า น
ทรัพยากรและตนทุนเชื้อเพลิง ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถรองรับความตองการใชไฟฟาที่มีแนวโนม
เพิ่มขึ้นเปนจํานวนมาก จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเทคโนโลยี 

พัฒนารูปแบบและกลไกสนับสนุนทางการเงินและการ
ลงทุนสําหรับการพัฒนาโครงสรางพื้นฐาน โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทภาคเอกชน (Public Private
Partnership) ในการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานเพื่อลดภาระการลงทุนของภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพ
การบริหารจัดการ รวมทั้งใหความสําคัญกับบทบาทภาคประชาชน (People Participation) เพื่อใหเกิด
การยอมรับของผูมีสวนไดเสียในการพัฒนาโครงสรางพื้นฐาน 

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-16ปรับปรุง กฎ ระเบียบที่เกี่ยวของ และการปรับโครงสรางการ
บริหารจัดการดานโครงสรางพื้นฐาน เพื่อใหเกิดการบริหารจัดการที่ดี (Good Governance) และมี
การกํากับดูแลการใหบริการ (Regulatory Framework) เพื่อคุมครองผูบริโภค ตลอดจนสอดรับกับ
เงื่ อ นไข กฎกติ ก าการค า และการลงทุ น ที่ กํ า หนดโดยการรวมกลุ ม เศรษฐกิ จ เพื่ อ ให ก ารพั ฒ นา
โครงสรางพื้นฐานสามารถขยายการใหบริการไปยังกลุมอนุภูมิภาค รวมทั้ง สนับสนุนการเพิ่มขีด
ความสามารถการแขงขันภาคการผลิตและบริการในเวทีโลกได 

ศึกษา วิจัย ดานเทคโนโลยีเพื่อใหการพัฒนาโครงสราง
พื้นฐานในระยะตอไปมีความทันสมัย และเปนมิตรตอสิ่งแวดลอม โดยการพัฒนาโครงสราง
พื้นฐานดานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่นําระบบโครงขายสื่อสารโทรคมนาคมไรสายมา
ใหบริการครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มาสนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสราง
มูลคาเพิ่มใหกับภาคการผลิตและบริการ 

(2)

ดานสังคม

(2.1) การปรั บ โครงสร า งทางสั ง คมรองรั บ การเปลี่ ย นแปลงและ
เชื่อมโยงกับการปรับโครงสรางทางเศรษฐกิจ โดย
ปฏิรูปโครงสรางการลงทุนดานสังคม ใหมีรูปแบบบริการ
และกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมใหม ที่สอดคลองกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอยางเหมาะสม
และเนนการลงทุนโครงสรางพื้นฐานทางปญญาทั้งระบบ การจัดบริการสาธารณะที่ไดมาตรฐานทั้ง
สวัสดิการสังคม สุขภาพ การศึกษาและการเรียนรู 

กํ า หนดนโยบายประชากรให มี โ ครงสร า งที่ ส มดุ ล มี
คุณภาพและมีการกระจายตัวที่สอดคลองกับศักยภาพและโอกาสของพื้นที่ ดวยมาตรการเชิง
คุณภาพที่หลากหลายและเชื่อมโยง เชน การสงเสริมการเกิดที่มีคุณภาพ การรักษาระดับภาวะเจริญ
พันธุใหอยูในระดับทดแทน เปนตน ควบคูกับการสนับสนุนการกระจายการพัฒนาไปสูภูมิภาค เพื่อการ
กระจายตัวประชากรที่เหมาะสม 

การเพิ่ ม ผลิ ต ภาพของสั ง คมไทยอย า งเป น ระบบ โดย
เสริมสรางบทบาทครอบครัว ชุมชน ศาสนสถาน ใหเขมแข็ง มีสัมพันธภาพที่ดี สรางคานิยมใหสังคม
หนวยงาน และองคกร ทุกระดับมีความไววางใจ ความรวมมือรวมใจ การทํางานเปนเครือขาย และเอื้อ
ตอ การพั ฒ นาคนทุ ก ช ว งวั ย เพิ่ ม ความสามารถทางนวัต กรรมของประเทศ บู ร ณาการคุ ณ คา ของ
วัฒนธรรม ความเปนไทย และความโอบออมอารี ในกระบวนการผลิตสินคาและบริการ ตลอดจนการ
สงเสริมการออมในรูปแบบตาง ๆ 

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-17การพั ฒ นาสภาพแวดลอมใหเ หมาะสม มีค วามนา อยู
และมีความปลอดภัยในชีวิต ทรัพยสิน เนนการจัดแหลงนันทนาการที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคม
และสอดคลองกับวิถีชีวิตของชุมชน การปองกันและแกไขปญหายาเสพติดและอาชญากรรมรูปแบบ
ใหม ๆ รวมทั้งการเสริมสรางกระบวนการยุติธรรมแบบบูรณาการและใชกระบวนการยุติธรรมทางเลือก
อยางจริงจัง และการสรางระบบเฝาระวังและเตือนภัยรวมกันในเรื่องที่เปนเงื่อนไขสําคัญ ๆ 

ปรั บ บทบาทของกลไกตั้ ง แต ร ะดั บ ชาติ จ นถึ ง ระดั บ
หมูบานใหสามารถดํ าเนินการพัฒนาอยางมีเอกภาพ คลองตัว มีภารกิจที่ชัดเจน กําหนดให ระดั บ
จังหวั ดเป นหนว ยหลักในการอํ านวยการและประสานการพัฒนา เชื่อมโยงและบูรณาการระหว าง
ระดับชาติและสวนกลางกับทองถิ่น อําเภอ ตําบล และหมูบานที่เปนหนวยปฏิบัติหลักในกระบวนการพัฒนา
แบบมีสวนรวมกับภาคประชาชนทุกขั้นตอน 

(2.2) การสงเสริมสถาบันครอบครัวและชุมชนในกระบวนการพัฒนา
การพั ฒ นาและเสริ ม สร า งบทบาทสถาบั น ครอบครั ว
เพื่อให มีบ ทบาทเป นพลังสร างสังคมที่ มีคุณภาพ โดยเน น ใหสมาชิกในครอบครัว ยึ ดหลักปรัช ญา
เศรษฐกิจพอเพียงเปนแนวทางในการดําเนินชีวิต ควบคูกับการพัฒนาใหครอบครัวเปนสถาบันหลักใน
การปลูกฝงคานิยมที่ถูกตอง เสริมสรางระเบียบวินัยและจิตสํานึกสาธารณะ สรางเครือขายครอบครัว
และชุมชนบนพื้นฐานวัฒนธรรมที่ชวยเหลือเกื้อกูลและเอื้ออาทรตอกัน สงเสริมบทบาทองคกรปกครอง
สวนทองถิ่นในการหนุนเสริมกิจกรรมการพัฒนาครอบครัวอยางตอเนื่อง ขณะเดียวกันใหความสําคัญ
กับการสรางระบบและกลไกการบริหารจัดการใหเกื้อหนุนการสรางครอบครัวเขมแข็ง โดยเนนการสราง
เครือขายการทํางานของภาคีตาง ๆ ในการจัดบริการแกครอบครัวแบบเบ็ดเสร็จ ปฏิรูประบบกฎหมาย
ครอบครัวใหสอดคลองกับสถานการณ บูรณาการและเผยแพรความรูดานกฎหมายครอบครัว รวมทั้ง
สนับสนุนการศึกษาวิจัยพัฒนาองคความรูเพื่อพัฒนาครอบครัวที่เขมแข็งอยางยั่งยืน 

การเพิ่มบทบาทชุมชนใหเปนกลไกหลักในการแกปญหา
และจัดการชุมชนดวยตนเอง บนพื้นฐานของทุนและความหลากหลายที่ชุมชนมีอยู โดยเนน
การพัฒนากลไกประสานความรวมมือระหวางหนวยงานและภาคีตาง ๆ ในระดับ พื้นที่ ใหทํางาน
รวมกันอยางมีประสิทธิภาพ เกิดความคุมคา ใหความสําคัญกับการมีสวนรวมของประชาชนในการ
พัฒนาอยางตอเนื่องผานกระบวนการบริหารจัดการชุมชนและการสรางเครือขายการพัฒนาอยางสมดุล
เพื่อใหพึ่งพาตนเองไดอยางเขมแข็งและยั่งยืน นอกจากนี้มุงเสริมสรางรูปแบบหรือกลไกการชวยเหลือ
และการจัดบริการทางสังคมโดยชุมชนที่สามารถเชื่อมโยงกับรูปแบบการใหบริการของภาครัฐอยางเปน
ระบบ พรอมทั้งกําหนดตําแหนงการพัฒนาของชุมชน (market position) ใหมีทิศทางที่ชัดเจน มีการ
พัฒนาทักษะความรูที่สอดคลองกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปญญาทองถิ่น การหนุนเสริมบทบาทองคกร
ปกครองสวนทองถิ่นและชุมชนในการดูแลชวยเหลือกลุมผูดอยโอกาสในชุมชน รวมทั้งการคุมครอง/
พิทักษสิทธิของผูดอยโอกาสทางสังคม 

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-18(2.3) การพัฒนาคนใหเหมาะสมตามชวงอายุ และสอดคลองกับการ
เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสภาพสังคมในอนาคต โดย 

การปฏิ รู ป การเรีย นรู เน น การพั ฒ นาคุ ณ ภาพมาตรฐาน
การศึ กษาทุ กระดับ ปรับพฤติกรรมการเรียนรูดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี พั ฒนาระบบการ
ประกันคุณภาพการศึกษาภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก รวมทั้งการพัฒนาสังคมแหงการ
เรียนรู และการผลักดันยุทธศาสตรการสรางสังคมเศรษฐกิจฐานความรู โดยการพัฒนาโครงสราง
พื้นฐาน แหลงเรียนรูรปู แบบใหมที่กระจายไปอยางกวางขวาง รวมทั้งการจัดการความรู
การพัฒนาคุณภาพของประชากรวัยเด็กใหทั่วถึง ทั้งดาน
ความฉลาดทางอารมณ ทางสติปญญา และทางดานศีลธรรม จริยธรรม ควบคูกับการมีโภชนาการที่ดี
เริ่มจากการเกิดที่มีคุณภาพ พัฒนาผานระบบการศึกษาที่มีคุณภาพทุกระดับ ทั้งดานหลักสูตร ครู
อาจารย การจัดการเรียนการสอน และการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวและชุมชน 

การเพิ่ม ผลิ ต ภาพแรงงานที่ มีค วามสอดคลอ งกั บ การ
เปลี่ยนแปลงโครงสรางภาคการผลิตและบริการ เทคโนโลยี เนนการเรียนรูบนฐานการทํางานใน
ภาคการผลิตและภาคสังคม โดยความรวมมือระหวางสถาบันการศึกษา สถาบันเฉพาะทางและสถาน
ประกอบการที่เชื่อมโยงกับจุดแข็งของคลาสเตอร เสริมสรางกระบวนการเรียนรู โลกอาชีพที่มีความ
เปนอิสระในการทํางานและการประกอบอาชีพมากขึ้น มีมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพในทุกสาขาอาชีพแบบ
กาวหนา รวมทั้งสรางและพัฒนากําลังคนกลุมมันสมอง ผูคิดคน สราง/พัฒนานวัตกรรมที่สามารถ
เชื่อมโยงกับจุดแข็งดานเอกลักษณ วัฒนธรรมไทยที่นําไปสูการสรางมูลคาเพิ่มผลผลิต ควบคูไปกับ
การเสริมสรางสุขภาพที่ดีของแรงงาน ปองกันพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ และมีความปลอดภัยในการ
ทํางาน 

การสร างความมั่ นคงทางเศรษฐกิ จและสั งคมในกลุ ม
ผูสูงอายุ สงเสริมการมีงานทําในผูสูงอายุ พัฒนาทักษะความรูของผูสูงอายุในการรองรับอาชีพใหมที่มี
ประเภทงานเหมาะสม และคาจางที่เปนธรรม พัฒนารูปแบบการคุมครองทางสังคมและการจัดสวัสดิการ
ทางสังคมสําหรับผูสูงอายุและผูที่จะเขาสูวัยสูงอายุใหมีความมั่นคง มีรูปแบบการดูแลสุขภาวะผูสูงอายุที่
เหมาะสมกับสภาพของแตละพื้นที่และมีความยั่งยืน โดยเนนบทบาทของสถาบันทางสังคม ชุมชน และ
เปนเครือขายในการรวมสรางสังคมผูสูงอายุที่มีคุณภาพ รวมทั้งสงเสริมการนําศักยภาพผูสูงอายุมาใชใน
การพัฒนาประเทศ การถายทอดความรู ภูมิปญญาสูสังคม และสงเสริมการออมเพื่อเตรียมความพรอม
เขาสูวัยสูงอายุอยางมั่นคง สรางระบบประกันชราภาพใหครอบคลุมประชากรอยางทั่วถึง 

(2.4) การเสริมสรางความรวมมือกับประเทศตางๆ ในภูมิภาคอยาง
เข มแข็ ง อาทิ การสร า งความรว มมื อดา นวั ฒ นธรรม การศึก ษา สุข ภาพ แรงงานและการพั ฒ นา
ทรัพยากรมนุษยในระดับภูมิภาคแบบเปนหุนสวน การพัฒนาเพื่อเสริมสรางความมั่นคงทางสังคม
เศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร และการปองกันภัยพิบัติตาง ๆ และการเตรียมความพรอมของประเทศเพื่อ
รองรับการเคลื่อนยายคนเสรีภายใตกระแสโลกาภิวัตน ทั้งการสงเสริมคนไปทํางานตางประเทศ และ
การสรางภูมิคุมกันใหสังคมไทยพรอมรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเขาออกคนอยางเสรี

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-19(3)

ดานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม

(3.1) ปรั บเปลี่ ยนกระบวนทรรศน ด านสิ่ งแวดล อมสูการอยู ร วมกั น
ระหวางมนุษยกับธรรมชาติอยางสมดุล
สร า งแนวคิ ด ให เ กิ ด ความตระหนั ก ว า ทรั พ ยากรและ
สิ่งแวดลอมเกื้อกูลตอการอยูรอดและการพัฒนาของสังคมมนุษย เปลี่ยนแนวคิดจากการใช
ประโยชนทรัพยากรธรรมชาติเพื่อผลประโยชนตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุดระยะสั้น กลับไปสูการ
พึ่งพิง การอยูรวมกันอยางเกื้อกูล และการใชประโยชนอยางยั่งยืน โดยผานกลไกขับเคลื่อนที่สําคัญคือ
นโยบายของรัฐ หลักสูตรการศึกษา และภาคธุรกิจเอกชน 

ปลูกฝงจิตสํานึก คานิยม องคความรู การบริโภคที่ยั่งยืน
ปลูกฝงจิตสํานึกและสรางคานิยมในการดําเนินชีวิต และสงเสริมการเรียนรูเพื่อการบริโภคที่ยั่งยืน
สงเสริมกิจกรรมอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม โดยการริเริ่มของภาคเอกชน เยาวชน
อาสาสมัคร ชุมชนและประชาชนทั่วไป เพื่อใหเกิดความรักหวงแหน และปกปองทรัพยากรธรรมชาติ 

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและแบบแผนการบริโภคที่ยั่งยืน
สงเสริมสินคาที่เปนมิตรกับสิ่งแวดลอม ใชมาตรการทางเศรษฐศาสตรและเครื่องมือทางการตลาด
เพื่อใหราคาสินคาสะทอนตนทุนและคาใชจายดานสิ่งแวดลอม ผลักดันกฎหมายและบังคับใชกฎหมาย
สิ่งแวดลอมตามหลักผูกอมลพิษตองเปนผูจาย 

(3.2) ปรับการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสูการผลิตที่ยั่งยืน
ปรับโครงสรางการผลิตสูภาคเกษตรและบริการ บูรณา
การนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวม เพื่อสงเสริมการเกษตร การคา การทองเที่ยว การ
บริ ก าร และการลงทุ น ที่ ไ ม ทํ า ลายสิ่ ง แวดล อ ม สนั บ สนุ น การผลิ ต และการใช ท รั พ ยากรอย า งมี
ประสิทธิภาพ สงเสริมการใชประโยชนทรัพยากรและภูมิปญญาทองถิ่น รวมกับนโยบายการพัฒนาที่
เนนเศรษฐกิจพอเพียง และการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน 

ปรับรูปแบบการผลิตที่เปนมิตรกับสิ่งแวดลอม สงเสริม
การผลิตที่สะอาด และการใชทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพ โดยพัฒนาการศึกษาวิจัย เทคโนโลยี และ
นวั ต กรรมที่ เ หมาะสมเพื่ อ สนั บ สนุ น เศรษฐกิ จ พอเพี ย งและการพึ่ ง ตนเอง รวมทั้ ง เพื่ อ ยกระดั บ
กระบวนการผลิตและมาตรฐานคุณภาพสินคา ในภาคการผลิตที่สําคัญ เชน อาหาร การเกษตร บริการ
สุขภาพ กําหนดมาตรการจูงใจ มาตรการทางเศรษฐศาสตร การเงิน การคลัง และปรับระบบภาษี
เพื่ อ บริ ห ารจั ด การสิ่ง แวดลอ ม ลดมลพิษ สงเสริ ม การใช เ ทคโนโลยีที่ ส ะอาด และประหยั ด การใช
พลังงาน 

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-20จัดการเกษตรแนวใหมและสรางความรวมมือในระดับ
ภูมิภาค เพื่อรองรับวิกฤติอาหาร พลังงาน และภาวะโลกรอน สงเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน เกษตร
อินทรีย และเกษตรทฤษฏีใหมบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ชวยฟนฟูทรัพยากรเนนการผลิตที่
ปลอดภัยตอสภาพแวดลอมและเนนการปลูกพืชอาหารและพลังงานเพื่อเสริมสรางศักยภาพในการพึ่งพา
ตนเองเปนหลัก สงเสริมงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทาง
การเกษตรโดยไมขยายพื้นที่เพาะปลูก และวางแนวทางรักษาสมดุลระหวางพืชอาหารและพลังงาน
เพื่อปองกันการบุกรุกพื้นที่ปาไม 

(3.3) สร า งความมั่ น คงของฐานทรั พ ยากร คุ ม ครองพื้ น ที่ วิ ก ฤติ
สิ่งแวดลอม และระบบนิเวศ ที่เปราะบาง
อนุรักษ ฟนฟู บริหารจัดการทรัพยากร ดิน แหลงน้ํา ปาไม
ชายฝง ความหลากหลายทางชีวภาพ แหลงแรและพลังงาน เพื่อใหมีการใชประโยชนอยางยั่งยืน สรางความ
ร วมมื อในระดั บภู มิ ภาคและอนุ ภู มิ ภาค เพื่ อการบริ หารจั ดการน้ํ า ทรั พยากรชี วภาพ และการจั ดการ
สิ่งแวดลอม เพื่อเสริมสรางศักยภาพในการอนุรักษและการใชประโยชนรวมกัน ใหมีการประเมินมูลคา
ทรัพยากรและสิ่งแวดลอมใหม เพื่อใชเปนเครื่องมือกําหนดนโยบาย โดยคํานึงถึงขีดความสามารถในการ
รองรับของระบบนิเวศ รวมทั้งการประเมินมูลคาในอนาคต และการคํานึงถึงการใชประโยชนของคนรุนตอไป 

คุมครองพื้นที่เปราะบางของระบบนิเวศและพื้นที่วิกฤติ
ที่สําคัญ รวมทั้งคุมครองชุมชนพื้นถิ่นที่ซึ่งเปนแหลงความรูในการอนุรักษและใชประโยชนทรัพยากร
ในพื้นที่ ใหมีการพัฒนาระบบติดตาม ตรวจสอบ การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอมและระบบนิเวศ
สํ า คั ญ ในระดั บ พื้ น ที่ และกํ า หนดมาตรการประเมิ น ผลกระทบสิ่ ง แวดล อ มในเชิ ง ยุ ท ธศาสตร จ าก
แผนงาน/โครงการพัฒนาขนาดใหญ เพื่อปองกันผลกระทบทั้งดานเศรษฐกิจ วิถีชีวิตชุมชน สุขภาพ
อนามัย และการสูญเสียศักยภาพในการทําหนาที่ของระบบนิเวศ ที่ตองมีการประเมินมูลคาอยาง
เหมาะสม 

ปรั บรู ปแบบการพั ฒนาพื้ นที่ และกํ าหนดมาตรการการ
จัดการใชประโยชนที่ดินเพื่อรองรับวิกฤติพืชอาหาร พลังงาน ภาวะโลกรอน และการขยายตัว
ของเมือง โดยใชมาตรการจําแนกเขตการใชประโยชนพื้นที่ (Zoning) เปนเครื่องมือสําคัญในการ
วางแผนพัฒนาประเทศระยะยาว วางแผนและกําหนดมาตรการใชประโยชนใหสอดคลองกับศักยภาพ
ของพื้ นที่ คุ มครองพื้ นที่ ทําการเกษตรที่มีศักยภาพ พื้นที่ชลประทาน พื้ นที่ปลูกข าว รวมทั้ งแหลง
เพาะปลูกอันเปนเอกลักษณเฉพาะถิ่น เชน ขาวหอมมะลิทุงกุลารองไห ทุเรียนเมืองนนท ฯลฯ เตรียมการ
เพื่อรองรับภาวะโลกรอน ที่จะสงผลตอความสูญเสียทรัพยากรชีวภาพ ระบบนิเวศ การกัดเซาะชายฝง
และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น โดยเนนการจัดการที่ดินเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่น้ํา
ทวม พื้นที่กัดเซาะชายฝง การวางแผนพัฒนาเมืองและชุมชน รวมถึงการออกแบบโครงสรางพื้นฐานที่
รองรับความเสี่ยงดังกลาว และการตั้งถิ่นฐานชุมชนในพื้นที่ที่เหมาะสมและปลอดภัย 

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-21(3.4)

บริหารจัดการอยางมีสวนรวมและการจัดสรรทรัพยากรอยางเปนธรรม

วางระบบการจัดสรรทรัพยากรเพื่อกระจายประโยชนแก
คนสวนใหญ และการแบงปนทรัพยากรที่เปนธรรม เพื่อแกไขปญหาความขัดแยงและการแยงชิง
ทรัพยากร โดยเฉพาะการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน และแหลงทรัพยากรตางๆ โดยคํานึงถึงการกระจาย
ผลประโยชนใหเกิดขึ้นกับคนสวนใหญ ใหมีการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบกติกา และเสริมสรางกลไก
และพัฒนาเครื่องมือในการบริหารจัดการใหเขมแข็ง โดยการสรางองค ความรู พัฒนาระบบขอมู ล
สารสนเทศ และเปดใหสาธารณชนสามารถเขาถึงได 

กระจายอํ า นาจและสนั บ สนุ น ระบบการจั ด การร ว ม
สงเสริมกระบวนการมีสวนรวมที่แทจริง และกระจายอํานาจการบริหารจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและ
สิ่งแวดลอมสูระดับทองถิ่นและชุมชน สนับสนุนระบบการจัดการรวมระหวางภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน
และภาควิชาการ สรางความพรอมและและความเขมแข็งของชุมชน โดยสรางกระบวนการเรียนรู
การสรางเครือขาย เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม รวมทั้งการปรับปรุง
แกไขกฎระเบียบของภาครัฐเพื่อเอื้ออํานวยในการเสริมสรางบทบาทของภาคประชาชนใหมากขึ้น 

สรางความรวมมือในระดับภูมิภาค โดยเนนการบูรณาการ
ความร ว มมื อทางเศรษฐกิ จ สั งคม ทรั พ ยากรธรรมชาติแ ละสิ่ ง แวดล อมอยา งยั่ งยืน ตามแนวทาง
เศรษฐกิจพอเพียง ปองกันผลกระทบจากโครงการพัฒนาในลุมน้ําโขงที่จะสงผลตอวิถีชีวิตของชุมชน
และระบบนิเวศโดยรวมของภูมิภาค 

(4)

ดานธรรมาภิบาล

(4.1) การเสริมสรางและพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยใหเกิดขึ้นเปน
สวนหนึ่งของวิถีการดําเนินชีวิตของประชาชนไทยในทุกระดับ
รณรงค ส ร า งกระบวนการเรี ย นรู ปลู ก ฝ ง จิ ต สํ า นึ ก
คานิยมวัฒนธรรมประชาธิปไตยแกประชาชนทุกระดับ ทุกภาคสวน และทุกสถาบัน/หนวยงาน
องคกรอยางตอเนื่องจริงจัง พรอมกับสรางกลุมแกนนําในระดับตาง ๆ เพื่อเปนศูนยกลางในการ
สรางและปลูกฝงทัศนคติและคานิยมเกี่ยวกับวัฒนธรรมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล สนับสนุนการ
สร า งนวั ต กรรมและศึ ก ษาวิ จั ย ที่ เ กี่ ย วกั บ การพั ฒ นาวั ฒ นธรรมประชาธิ ป ไตยและธรรมาภิ บ าลที่
เหมาะสมกับวิถีชีวิตและสังคมไทย 

พัฒนาความเปนผูนําประชาธิปไตยในสังคมทุกระดับให
เปนแบบอยางที่ดีในสังคมไทยและกลไกสนับสนุนการพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตย โดยสภา
พั ฒ นาการเมื อ งเป น แกนหลั ก ร ว มกั บ องค ก รที่ เ กี่ ย วข อ งดํ า เนิ น การส ง เสริ ม สนั บ สนุ น และสร า ง
กระบวนการสรางผูนําประชาธิปไตยในทุกระดับ 

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-22เสริมสรางบทบาทและพลังอํานาจของภาคประชาชนให
มีสวนรวมในกระบวนการพัฒนาประเทศในทุกระดับ โดยเพิ่มพื้นที่สาธารณะทางสังคม และเปด
โอกาสการมีสวนรวมของประชาชนในการเมืองการปกครองในทุกระดับอยางสรางสรรค ทั้งการบริหาร
การพัฒนาและการกําหนดนโยบายสาธารณะ ควบคูกับการเสริมสรางโอกาสใหประชาชนมีสิทธิเขา
รวมกําหนดและตัดสินใจนโยบายสาธารณะที่สงผลกระทบตอประชาชน รวมทั้งมีสิทธิในการถอดถอน
ผูบริหาร/ผูนําไดโดยตรง 

(4.2) เสริมสรางความเขมแข็ง ความเปนอิสระและความโปรงใสของ
องคกรปกครองสวนทองถิ่นและชุมชน
ส ง เสริ ม องค ก รปกครองส ว นท อ งถิ่ น ให ดู แ ลกั น เอง
พึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจกรรมของทองถิ่นดวยการมีสวนรวมของประชาชน โดยยกระดับ
องคกรปกครองสวนทองถิ่นจาก “หนวยจัดบริการสาธารณะ” เปน “หนวยพัฒนาชุมชน/ทองถิ่น” ควบคู
ไปกั บ การจั ด โครงสร า งการบริ ห ารงานขององค ก รปกครองส ว นท อ งถิ่ น วิ ธี ก ารทํ า งาน ระบบ
งบประมาณ แผนงาน/โครงการใหมี ร ะบบบริห ารที่ยื ดหยุ น การใช กลไกขององคกรปกครองส ว น
ทองถิ่นปูพื้นฐานวัฒนธรรมประชาธิปไตยใหกับประชาชนและเยาวชน สรางความรูความเขาใจแก
เยาวชน ประชาชน และผูบริหารทองถิ่น การกําหนดกติกาที่องคกรปกครองสวนทองถิ่นตองเปด
ชองทางใหประชาชนไดมีสวนรวมในทุกขั้นตอนนับตั้งแตไดรวมรับรู จัดทําแผน ติดตาม และตรวจสอบ
การจัดทํางบประมาณ การออกกติกา การถอดถอนผูบริหารทองถิ่นและสมาชิกทองถิ่น เปนตน มีการ
เตรียมความพรอมในการยกฐานะ “จังหวัด” ที่มีความพรอมใหเปนองคกรปกครองสวนทองถิ่นขนาด
ใหญ ตามมาตรา 78 ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 พรอมทั้งกําหนดกลไกการ
กํ า กั บ ดู แ ลองค ก รปกครองส ว นท อ งถิ่ น ในรู ป ของ “คณะกรรมการ” โดยกํ า กั บ เท า ที่ จํ า เป น และ
ดําเนินการในทิศทางที่สงเสริมใหทองถิ่น ชุมชน และประชาชนมีความเขมแข็งเพิ่มขึ้น และปรับเปลี่ยน
บทบาทของการบริหารราชการสวนกลาง สวนภูมิภาคใหมีภารกิจในลักษณะเปนผูชวยเหลือ สนับสนุน
องคกรปกครองสวนทองถิ่นใหสามารถปฏิบัติภารกิจไดอยางมีประสิทธิภาพ 

เสริมสรางความเขมแข็งของชุมชน/ประชาชน/ประชา
สังคมใหสามารถแกไขปญหาตนเองรวมกับองคกรปกครองสวนทองถิ่น ทั้งการสงเสริมความรู
ความเขาใจในเรื่องการบริหารจัดการที่ดีของชุมชน เสริมสรางประชาธิปไตยในชุมชน การมีสวนรวม
ของประชาสังคมในการตรวจสอบตางๆ ของชุมชน การสงเสริมสิทธิชุมชนในการอนุรักษหรือฟนฟู
จารีตประเพณีภูมิปญญาทองถิ่น รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และการ
ส ง เสริ ม ให ชุ ม ชนมี ส ว นร ว มในการกํ า หนดนโยบายและวางแผนพั ฒ นาเศรษฐกิ จ และสั ง คมทั้ ง ใน
ระดับชาติและระดับทองถิ่น การตัดสินใจทางการเมือง การจัดทําบริการสาธารณะ การตรวจสอบการ
ใชอํานาจรัฐทุกระดับ และการรวมตัวกันในลักษณะเปนเครือขาย 

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-23(4.3) สร า งภาคราชการที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ ลดการบั ง คั บ ควบคุ ม
คํานึงถึงความตองการของประชาชนและทํางานรวมกับทองถิ่น/ชุมชน
ปรับบทบาทภาครัฐจากผูดําเนินงานเองไปสูการอํานวย
ความสะดวก รวมทั้งกระจายอํานาจการตัดสินใจใหชุมชน ทองถิ่นมากขึ้น โดยใหความสําคัญ
กับการปรับบทบาทจากผูดําเนินการ เปนผูอํานวยความสะดวกใหแกภาคเอกชนในกิจกรรม/สาขาที่
เอกชนสามารถดําเนินงานไดดี การปรับบทบาทจากผูกํากับและควบคุมอํานาจการตัดสินใจ เปนผูให
การสนับสนุนการพัฒนา และปรับการบริหารจากผูสั่งการและกุมอํานาจการตัดสินใจ เปนการสนับสนุน
เสริมสรางความเขมแข็ง และรับรองการมีสวนรวมของการบริหารจัดการสวนทองถิ่น พรอมกับกระจาย
อํานาจการตัดสินใจ 

ปรั บ ปรุ ง โครงสร า งภาคราชการให ค ล อ งตั ว และมี
ประสิทธิภาพ พัฒนาระบบราชการทั้งสวนกลางและภูมิภาคใหมีสมรรถนะสูง และปรับโครงสรางระบบ
บริหารราชการใหคลองตัว โดยกําหนดรูปแบบการใหบริการที่เหมาะสมกับภารกิจ พัฒนาคุณภาพการ
ให บ ริ ก ารที่ ร วดเร็ ว ทั น สมั ย โปร ง ใส ลดกฎระเบี ย บที่ เ ป น อุ ป สรรคและไม เ อื้ อ ต อ การกระจาย
ผลประโยชนจากการพัฒนาประเทศอยางเปนธรรม สงเสริมการบริหารงานเชิงยุทธศาสตรแบบบูรณาการ 

ปรับโครงสราง กลไก และกระบวนการจัดสรรทรัพยากร
ทั้ งการปรั บปรุ งวิ ธี การจัดสรรงบประมาณตามกฎหมายวาด วยวิธีการงบประมาณ เพื่อใหการจัดสรร
งบประมาณลงไปสูสวนภูมิภาค/จังหวัด และสวนทองถิ่น/องคกรปกครองสวนทองถิ่นสามารถเสนอขอและ
ใหไดรับการจัดสรรงบประมาณไดโดยตรง และในระยะยาวควรจะตองกําหนดใหผูบริหารองคกรบริหาร
สวนภูมิภาคตองผานกระบวนการเลือกตั้ง และกําหนดใหมีการเลือกผูวาราชการจังหวัดอยางเปนขั้น
เปนตอน โดยเริ่มตนจากจังหวัดที่มีความพรอมกอน และการปรับกระบวนการบริหารพัฒนาของหนวย
ราชการทุกระดับ เพื่อเสริมสรางความเขมแข็งของทองถิ่น และชุมชนภายใตหลักการที่ยึดพื้นที่ –
ภารกิจ – การมีสวนรวม 

(4.4) เพิ่ ม การมี ส ว นร ว มของภาคประชาชน/ประชาสั ง คมในการ
บริหารจัดการประเทศใหเขมแข็ง
สรางโอกาสและปรับกระบวนการใหภาคีภาคประชาชน/
ประชาสังคมมีสวนรวมในการบริหารจัดการพัฒนาประเทศทุกระดับ อีกทั้งภาคีภาคประชาชน/
ประชาสังคมสามารถเขาถึงการกําหนดกติกา หลักการ และแผนงานโครงการของภาครัฐที่สงผลกระทบ
โดยตรงตอประชาชน ภายใตการเปดเผยขอมูลที่เพียงพอตอการตัดสินใจของผูมีสวนไดสวนเสีย 

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-24สรางความเขมแข็งใหประชาสังคมและชุมชนใหเขมแข็ง
และเพิ่มบทบาทการมีสวนรวมในการบริหารจัดการประเทศมากขึ้น โดยเรงรัดการกอตั้งองคกร
ภาคสังคมตามรัฐธรรมนูญ เพื่อใหเปนองคกรแกนหลักที่เปนอิสระและสามารถถวงดุลการใชอํานาจ
ของระบบราชการ พรอมไปกับสงเสริมการรวมตัวของประชาชนเปนองคกรและเครือขายดานตางๆ
สงเสริมชุมชนทองถิ่นและชุมชนอื่นๆ ใหเขมแข็งและมีบทบาทรวมกับภาครัฐในการพัฒนาและการ
ตรวจสอบ ขณะเดียวกันเพิ่มบทบาทของสื่อมวลชน นักวิชาการ ปราชญชาวบาน สถาบันการศึกษา
และองคกรพัฒนาเอกชนในการสรางกระบวนการเรียนรูของประชาสังคม และชุมชนทางดานการ
บริหารจัดการที่ดี การสรางสรรคและออกแบบ (Value Creation) ตลอดจนการรวมกลุมและสราง
เครือขายใหมีความเขมแข็งยิ่งขึ้น 

พั ฒ นาและสนั บ สนุ น กลไกที่ ส ง เสริ ม การแก ไ ขป ญ หา
ความขัดแยงดวยสันติวิธี โดยจัดใหมีเครื่องมือ/กระบวนการที่จะประสานประโยชนที่ขัดแยงกันของ
ภาคสวนตางๆ ใหสามารถรอมชอมกันได ยอมรับกันได เพื่อใหทุกฝายไดรับผลประโยชนที่เปนธรรม
ซึ่งจะทําใหการจัดสรรผลประโยชนที่อยูบนพื้นฐานคุณคาและความไววางใจซึ่งกันและกัน 

(4.5) สง เสริม ภาคธุร กิจ เอกชนใหเ กิด ความเขม แข็ง สุจ ริต และมี
ธรรมาภิบาล
ส ง เสริ ม สถาบั น วิ ช าชี พ สมาคมวิ ช าชี พ กลุ ม ชมรม
ผูประกอบการดานธุรกิจใหเขมแข็ง และมีบทบาทในการสรางธรรมาภิบาล ใหมีความเขมแข็งและมี
ขีดความสามารถในการตรวจสอบการดําเนินงานทั้งในระดับองคกรธุรกิจและปจเจกบุคคลในสาขาวิชาชีพ
นั้นๆ ใหมีความโปรงใส มีจริยธรรม คุณธรรม ยึดมั่นในความรับผิดชอบตอสังคม มีความรับผิดชอบตอสังคม
และมีจิตสํานึกในการประกอบธุรกิจอยางซื่อสัตย ยุติธรรมตอผูบริโภค และเปนธรรมตอธุรกิจคูแขงขัน 

รณรงคสรางใหธุรกิจเอกชน ผูบริหาร/กรรมการ ผูถอื
หุน ตลอดจนประชาชนทั่วไป รูถึงประโยชนในการ “กํากับดูแลธุรกิจที่ดี” ใหไดตามมาตรฐานสากล
ประกอบธุรกิ จอย างซื่ อสัต ย ยุ ติธรรม คํานึ งถึ ง สว นรวม และเตรียมความพรอมใหภาคธุรกิจ
ปรับปรุงการดําเนินการใหมีความรับผิดชอบตอสังคมและสิ่งแวดลอมตามมาตรฐาน ISO 26000 และ
ปฏิบัติตามมาตรการตางๆ ภายใตอนุสัญญาสหประชาชาติวาดวยการตอตานการทุจริต ค.ศ. 2003
(UNCAC) เชน การจัดทํามาตรฐานทางบัญชี การสอบบัญชีสําหรับภาคเอกชน เปนตน 

สนับสนุนการจัดตั้งและเสริมสรางความเขมแข็งใหกับ
เครือขายองคกรผูบริโภค โดยพัฒนาระบบขอมูลกลางเพื่อเผยแพรขอมูลสารสนเทศเกี่ยวกับสิทธิ
ของผูบริโภคและขอมูลที่เปนประโยชนสําหรับประชาชนที่จะใชฟองรองและพิทักษสิทธิอันพึงมีพึงได
และระดมเงินทุนในรูปแบบตางๆ เพื่อสนับสนุนบทบาทองคกรคุมครองสิทธิผูบริโภคใหสามารถดําเนิน
กิจกรรมเกี่ยวกับการคุมครองผูบริโภคไดอยางแทจริง 

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-25เสริ ม สร า งบรรษั ท ภิ บ าลในตลาดหลั ก ทรั พ ย โดยมี
มาตรการจูงใจแกธุรกิจเอกชนในตลาดหลักทรัพยที่ไดรับการรับรองความเปนธรรมาภิบาล ในดานสิทธิ
ที่ จ ะได รั บ การบริ ก ารด า นต า งๆ รวมทั้ ง ผลั ก ดั น และสร า งแรงจู ง ใจธุ ร กิ จ เอกชนทั่ ว ไปเข า ร ว มใน
กระบวนการบรรษัทภิบาลเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันสงเสริมใหองคกรกํากับดูแลธุรกิจเอกชนมีความ
เปนอิสระจากรัฐ เพื่อใหกลไกในการควบคุมและตรวจสอบธุรกิจเอกชนมีอิสระ และสามารถสรางความ
เชื่อมั่นใหประชาชน ผูลงทุนในตลาดหลักทรัพยในเรื่องการแทรกแซงจากรัฐ มีความโปรงใส เที่ยง
ธรรม และไมเลือกปฏิบัติ 

(4.6) ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมใหมีความเปนอิสระ เปนกลาง มี
ประสิทธิภาพ โดยชุมชนมีสวนรวม
เรงปรับปรุงแกไขและบังคับใชกฎหมาย กฎระเบียบที่
เกี่ยวของ ใหเอื้อตอการสงเสริมบรรษัทภิบาล และมีผลบังคับใชอยางจริงจัง รวมทั้งเพิ่มบทลงโทษที่
รุนแรง และพัฒนากระบวนการและกลไกตรวจสอบใหเขมขนมากขึ้น ตลอดจน สรางใหเกิดความ
ทันสมัย เปนธรรม ลดการใชดุลยพินิจของผูใชกฎหมาย โดยเปดโอกาสใหทุกภาคสวนมีสวนรวมใน
กระบวนการยกรางกฎหมาย 

ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมใหมีความเปนอิสระ เปนกลาง
และมีประสิทธิภาพการดําเนินงานสูง และสงเสริมใหประชาชนทุกระดับมีโอกาสเขาถึงกระบวนการยุติธรรม
ไดโดยงาย สะดวก รวดเร็ว และเทาเทียม โดยชุมชนมีสวนรวมในกระบวนการยุติธรรม 

สงเสริมใหมีกลไกที่ปกปองคุมครองผูแจงเบาะแสและ
พยาน รวมทั้งคุมครองสิทธิและเสรีภาพของคนใหพนจากการลวงละเมิด จัดใหมีกฎหมายเพื่อจัดตั้ง
องคกรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ดําเนินการเปนอิสระ และสงเสริมใหประชาชน
และองคกรวิชาชีพมีสวนรวมในกระบวนการยุติธรรมและการชวยเหลือประชาชนทางกฎหมาย 

(4.7) พัฒนาระบบและกลไกการควบคุมคอรรัปชันใหมีพลัง
สรางเครือขายปองกันการทุจริตประพฤติมิชอบ ทั้งโดย
การประสานความรวมมือระหวางองคกรอิสระ องคกรตรวจสอบภาครัฐ และองคกรตรวจสอบสาธารณะ
ในการปองกันการทุจริตประพฤติมิชอบแบบบูรณาการ และสรางเครือขายแลกเปลี่ยนความชวยเหลือ
ทางวิชาการและขอมูลขาวสาร และการขับเคลื่อนแกไขและยกรางกฎหมาย การกําหนดแนวทางการ
ตอตานการทุจริตตามกรอบความรวมมือภายใตอนุสัญญาสหประชาชาติ (UNCAC) วาดวยการตอตาน
การทุ จ ริ ต ค.ศ. 2003 รวมทั้ ง แก ไ ขและยกร า งกฎหมาย 3 ฉบั บ คื อ ร า ง พ.ร.บ. แก ไ ขประมวล
กฎหมายอาญา, ราง พ.ร.บ. แกไขเพิ่มเติมความรวมมือระหวางประเทศทางอาญา พ.ศ. 2535 และ
ราง พ.ร.บ. วาดวยทรัพยสินที่ไดมาจากการกระทําความผิด พ.ศ. .... ตามกรอบความรวมมือทาง
กฎหมายและมาตรฐานระดับสากลที่ไทยตองเรงรัดดําเนินการตามอนุสัญญาดังกลาว 

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

-26เสริมสรางความแข็งแกรงแกภาคประชาชนใหเปนแกน
หลักในการปองกันและตอตานการทุจริตคอรรัปชัน ดวยการปลูกจิตสํานึก คานิยม คุณธรรม
จริยธรรม และสรางวินัยใหแกประชาชนทุกภาคสวน สงเสริมการรวมตัวรวมกลุมของประชาชนใน
รูปแบบตางๆ ทั้งดานเศรษฐกิจ สังคม การเมืองใหเขมแข็ง สงเสริมประชาชน ผูแทนจากประชาสังคม
เขารวมเปนกรรมการ อนุกรรมการของภาครัฐ เพื่อมีสวนรวมในการกําหนดนโยบาย การวางแผนและ
การตรวจสอบ และเสริมสรางความเขมแข็งและความเปนอิสระใหแกกลไกตรวจสอบ โดยการสนับสนุนของ
ทั้งภาครัฐและภาคสาธารณะ ซึ่งรวมถึงภาคประชาชน/ประชาสังคม สื่อ นักวิชาการ องคกรพัฒนา
เอกชน 

วิสัยทัศนและแนวทางการพัฒนาประเทศไทยสูป 2570

ส ว น ที่ 2
ภาวะแวดลอมของการพัฒนาในชวง
20 ปขางหนา

ภาวะแวดลอมของการพัฒนาในชวง 20 ปขางหนา
1 บทนํา
ในชวง 20 ป การเปลี่ยนแปลงของภาวะแวดลอมของการพัฒนาทั้งจากปจจัยภายในและปจจัย
ภายนอกประเทศสามารถสงผลใหเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญทั้งดานเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ไดอยางมาก การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในชวง 20 ปที่ผานมาไดทําใหรายไดตอหัวของคนไทย
เพิ่มขึ้นจาก 819 ดอลลารตอคนตอป เปนประมาณ 4,000 ดอลลารตอคนตอป ซึ่งสงผลใหประเทศไทย
เปลี่ยนจากประเทศกําลังพัฒนาในกลุมที่มีรายไดนอยเปนประเทศที่มีรายไดระดับปานกลาง อยางไรก็
ตามก็ยังมีชวงที่เศรษฐกิจไทยไดเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจในป 2540 ที่สรางความเสียหายตอเศรษฐกิจ
สวนรวมและความเดือดรอนแกประชาชนจํานวนมาก
ในชวงเดียวกัน จํานวนประชากรที่เพิ่มขึ้นจาก 52 ลานคน เปน 64 ลานคนไดสรางแรงกดดัน
ตอการใชพื้นที่ การใชทรัพยากรและกอใหเกิดมลภาวะมากขึ้น ราคาน้ํามันในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นจาก
20 ดอลลารตอบารเรล เปนราคาสูงกวา 100 ดอลลารตอบารเรล สรางความเดือดรอนจากภาวะเงิน
เฟอใหกับทุกประเทศ สภาพแวดลอมในประเทศเพื่อนบานรอบขางประเทศไทยก็เปลี่ยนไปอยางมาก
โดยเมื่อ 20 ปที่แลว พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน ไดเจรจายุติสงครามสงครามรมเกลาระหวางลาวและ
ไทย เมื่อเดือนกุมภาพันธ 2531 และในปเดียวกันนั้นพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เขามาเปนนายกรัฐมนตรี
และประกาศนโยบายเปลี่ยนสนามรบเปนสนามการคา สวนในประเทศพมาก็เกิดเหตุการณจลาจลครั้ง
ใหญ ซึ่งสงผลใหนางอองซาน ซูจี ขึ้นมาเปนผูนําฝายประทวง ประเทศเวียดนามยังไมไดเปนที่สนใจ
ของนักลงทุน แต ในปจจุบันประเทศเพื่อนบานมี ศักยภาพทางเศรษฐกิจที่สู งขึ้น มีความเชื่อมโยง
ระหวางประเทศไทยกั บประเทศในภู มิภาคมากขึ้น และมี กรอบความรว มมือการพัฒ นาเศรษฐกิจ
ระหวางประเทศในอนุภูมิภาคที่กาวหนาไปมาก
ปจจัยหนึ่งซึ่งสรางการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วและมีผลกระทบถึงชีวิตความเปนอยูของคน
ทั่วโลกในเกือบทุกมิติ คือ ความกาวหนาอยางรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ เมื่อ 20 ปกอน คน
ไทยยังใชพิมพดีดเปนสวนใหญ การใชคอมพิวเตอรยังไมแพรหลาย ยังไมมีอินเตอรเน็ตและ World
Wide Web และมีการใชโทรเลขถึงประมาณ 500,000 ฉบับตอเดือน ในขณะที่ปจจุบันการโทรเลขได
ปดการใหบริการแลวหลังจากที่ใหบริการมาเปนเวลาถึง 133 ป เมื่อ 20 ปที่แลวเริ่มมีการใชโทรศัพทไรสาย
บาง แตก็ยังมีราคาแพง ขณะที่ในปจจุบันเกือบทุกคนมีโทรศัพทไรสายและคาบริการมีราคาต่ําลงมาก
จนสามารถติดตอสื่อสารไดในทุกเวลาและเกือบทุกสถานที่ จนกระทั่งในบางประเทศตองเริ่มมีการหาม
ใชโทรศัพทมือถือในบางสถานที่ เชน ในโดยสาร รถไฟ รานอาหาร เปนตน

ภาวะแวดลอมของการพัฒนาในชวง 20 ปขางหนา

-2การวางวิสัยทัศนไปใน 20 ปขางหนาจะตองคํานึงถึงสภาพการเปลี่ยนแปลงที่ประเทศไทย
อาจจะตองเผชิญ ซึ่งจะมีปจจัยตางๆ มากมาย ทั้งปจจัยที่พอมองเห็นแนวโนมอยูบาง และปจจัยที่มี
ความไมแนนอนสูง ดังนั้น จึงตองพยายามคัดเลือกแนวโนมของปจจัยหลัก ๆ ที่จะมีผลกระทบตอ
ประเทศ ทั้งดานเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดลอมและหามาตรการที่เหมาะสม เพื่อปองกันปญหา
และหยิบฉวยโอกาสที่จะเกิดขึ้น อันเป นการสรางภู มิคุ มกันใหกับประเทศและประชาชนตามหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

2 แนวโนมสถานการณสําคัญในอีก 20 ป ขางหนา
การวางวิสัยทัศนไปในอนาคต 20 ปขางหนา เริ่มจากการพิจารณาถึงปจจัยและแนวโนมหลัก
(Megatrends) ที่ประเทศไทยและโลกอาจตองเผชิญในอีก 20 ปขางหนา ทั้งจากปจจัยภายนอกและ
ปจจัยภายในประเทศ ที่คาดวาจะมีผลอยางมาก หรือมีผลรอบดาน (cross-cutting driver) ตอการ
เปลี่ยนแปลงในมิติตาง ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดลอม การเมือง และกระทบในระดับประเทศ
อุตสาหกรรม ชุมชน ครัวเรือน จนถึงความคิดและพฤติกรรมของคน
ปจจัยหลักที่มีความสําคัญในชวง 20 ปขางหนา มี 10 ประการ ประกอบดวย แนวโนมปจจัย
ภายนอก 7 ประการ ได แก (1) การรวมตั ว ทางเศรษฐกิ จ ในภูมิ ภ าค (2) เศรษฐกิ จ โลก (3) การ
เปลี่ยนแปลงทางดานการเงิน (4) ประชากรสูงอายุในโลก (5) เทคโนโลยี (6) พลังงาน (7) ภาวะโลก
รอน สําหรับแนวโนมภายในประเทศไทย ประกอบดวย (8) การเปลี่ยนแปลงโครงสรางเศรษฐกิจ (9)
สังคมผูสูงอายุ และ (10) การเปลี่ยนแปลงความเปนเมือง โดยสรุป ดังนี้

2.1 แนวโนมปจจัยภายนอก 7 ประการ ไดแก
(1) การรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ในปจจุบันความรวมมือในการพัฒนา
เศรษฐกิจไดกอใหเกิดความเชื่อมโยงระหวางประเทศในอนุภูมิภาคมากขึ้น เชน การพัฒนาโครงขาย
ถนนตาม East-West Economic Corridor เชื่อมโยงประเทศเวียดนาม ลาว ไทย และพมา หรือ NorthSouth Economic Corridor เชื่อมโยงจากกรุงเทพถึงนครคุนหมิงในประเทศจีนตอนใต หรือการซื้อไฟฟา
พลังน้ําจากประเทศลาว เปนตน ในอนาคตความเชื่อมโยงของระบบโครงสรางพื้นฐานภายในอนุภูมิภาค
จะเพิ่มมากขึ้น ทั้งเสนทางคมนาคมทางบก โครงขายโทรคมนาคม และโครงขายสายสงไฟฟาและ
พลังงาน นอกจากนี้ยังมีความรวมมือดานการคาและการลงทุน ตลอดจนความพยายามสงเสริมการ
พัฒนาของประเทศเพื่อนบานเพื่อลดความแตกตางทางดานรายไดกับประเทศไทย ในอนาคตประเทศ
เพื่อนบานของไทยมีแนวโนมที่จะเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว หรือแมกระทั่งประเทศพมาถาดําเนินการ
ตามแผนไปสูการปกครองระบอบประชาธิปไตยมากขึ้นและเปดโอกาสการคาการลงทุนมากขึ้น ก็จะเปน
แหลงดึงดูดเงินลงทุนสูภูมภาค และเปนโอกาสของประเทศไทยที่จะขยายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ
ดานตะวันตกไปสูประเทศอินเดีย ดังนั้น ใน 20 ปตอไป ภูมิภาคนี้มีแนวโนมที่จะเปนภูมิภาคที่มีความ
เจริญเติบโตมากขึ้นอยางรวดเร็ว และการสรางความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่จะเสริมสรางความเขมแข็ง
ซึ่งกันและกัน และอยูรวมกันอยางสันติสุขจะเปนการเตรียมการที่สําคัญสําหรับอนาคต
ภาวะแวดลอมของการพัฒนาในชวง 20 ปขางหนา

-3-

(2) เศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนศูนยกลางอํานาจมาอยูที่ประเทศแถบเอเชีย
มากขึ้น เศรษฐกิจจีนและอินเดียยังคงมีแนวโนมที่จะขยายตัวในระดับสูงและสามารถเปนมหาอํานาจทาง
เศรษฐกิ จโลกในอนาคต ประเทศในทวีปเอเชียจะมีมูลคาของผลิตภัณฑมวลรวมในประเทศรวมกั น
มากกวา 1 ใน 4 ของโลก หรือหากวัดเปนกําลังซื้อ (purchasing power parity) จะเทากับประมาณ
ครึ่งหนึ่งของโลก เอเชียจะเปนศูนยกลางการผลิตของโลกและมีการสงออกมากกวา 1 ใน 3 ของมูลคา
การคาโลก นอกจากนั้นยังมีการออมและทุนสํารองเงินตราตางประเทศจํานวนมาก จุดรวมของอํานาจ
ทางเศรษฐกิจจะเคลื่อนมาสูทางดานเอเชียมากขึ้น ตามที่เรียกกันวาเปนแนวโนมการเขาสูศตวรรษแหง
เอเชีย นอกจากทวีปเอเชียประเทศอื่น ๆ ที่มีแนวโนมที่จะมีศักยภาพในการขยายตัวสูง ไดแกบราซิล
และรัสเซีย ขณะที่เศรษฐกิจขนาดใหญ เชน ประเทศอเมริกา ญี่ปุนหรือยุโรป เขาสูสังคมประชากร
สูงอายุแลว และจะยังมีปญหาเศรษฐกิจที่ตองแกไขตอไปอีกระยะหนึ่ง ประเทศไทยซึ่งอยูในจุด
ภูมิศ าสตรร ะหว า งตลาดใหญ ที่ จ ะขยายตัว อยา งรวดเร็ ว ทั้ง สองตลาดจึ งมี โ อกาสในการเป นแหล ง
ศูนยกลางการคา การลงทุนและการขนสงเชื่อมโยงเศรษฐกิจใหญของเอเชีย
(3) การเปลี่ยนแปลงดานการเงินโลกหรือ จะมีความผันผวนและเกิดความ
เสี่ยงมากขึ้น แนวโนมในระยะยาว ประเทศและทวีปตาง ๆ จะมีการรวมกลุม หรือมีขอตกลงการคา การ
ลงทุน และการเงินที่เสรีมากขึ้น ดังนั้น การเคลื่อนยายเงินทุนในโลกจะเพิ่มขึ้นมากกวาปจจุบันหลาย
เทา การเคลื่อนยายเงินทุนในโลกจะมีผูที่มีบทบาทสําคัญเพิ่มขึ้น ไดแก ประเทศผูคาน้ํามันที่มีรายได
เพิ่มขึ้นอยางมากและเริ่มนําไปลงทุนในตางประเทศเพื่อหาผลประโยชนในที่ตางๆ ในโลก ธนาคาร
กลางของประเทศที่มีเงินทุนสํารองอยูมาก เชน จีน หรือประเทศในแถบตะวันออกกลาง ที่จะมีการตั้ง
กองทุนจากทรัพยสินของรัฐเพื่อไปลงทุนในตางประเทศมากขึ้น สวนกองทุน hedge fund ก็มีแนวโนม
ที่จะมีจํานวนเพิ่มมากขึ้นและไปลงทุนสินทรัพยหรือสินคาหลายประเภท นอกจากนั้นประเทศที่ร่ํารวย
หรือเขาสูภาวะประชากรสูงอายุก็มีแนวโนมที่จะมีการจัดตั้งกองทุนสวนบุคคลไปลงทุนในประเทศอื่นที่
มีโอกาสการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีกวา สถานการณเหลานี้ยอมสงผลตอความผันผวนหรือ
ผลกระทบที่อาจจะสรางปญหามากขึ้นกวาในปจจุบัน ประเทศไทยจึงตองเตรียมพรอมในการสราง
ภูมิคุมกันตอผลกระทบของการเคลื่อนยายเงินทุน ในขณะที่มีโอกาสในการดึงดูดเงินทุนมาใชอยางเปน
ประโยชนเพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศเชนกัน
ภาวะแวดลอมของการพัฒนาในชวง 20 ปขางหนา

-4(4) ประชากรสูงอายุของโลกเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว หลายประเทศเริ่มเขาสู
สังคมผูสูงอายุ ปจจุบันประเทศพัฒนาแลว เชน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุน และยุโรป ไดเขาสูสังคมผูสูงอายุแลว
ในอนาคตผูสูงอายุจะมากขึ้น และประเทศกําลังพัฒนาจะมีจํานวนผูสูงอายุเพิ่มมากขึ้น และมีสัดสวนถึง
รอยละ 80 ของผูสูงอายุทั้งหมดในโลก และผูสูงอายุมากกวารอยละ 55 จะเปนผูหญิง เพราะมีอายุยืนกวา
ผูชาย โดยเฉพาะจะมีปญหามากในกลุมผูหญิงที่ไมแตงงานและมีรายไดนอย จะเห็นวาการเขาสูสังคม
ผูสูงอายุจะสงผลกระทบทั้งดานเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เชน จะมีการเคลื่อนยายเงินจากประเทศที่มี
เงินออมมากมาลงทุนในประเทศกําลังพัฒนา การยายถิ่นที่คนในประเทศกําลังพัฒนามีโอกาสไปหางาน
ทําในประเทศที่พัฒนาแลวมากขึ้นในอนาคต หรือการปรับโครงสรางพื้นฐานโดยอาจตองเปลี่ยนโรงเรียน
ไปเปนโรงพยาบาลมากขึ้น เปนตน ปญหาสังคมผูสูงอายุจะเปนนโยบายใหญระยะยาวของชาติ เพราะมี
ผลกระทบอยางมากสําหรับประเทศที่เขาสู aging society แลว เชน สหรัฐอเมริกาที่ดําเนินนโยบาย
อนุญาตใหคนเขาไปทํางานงายขึ้น ในขณะที่ญี่ปุนที่ประสบปญหาผลิตภาพการผลิตต่ําลง จากกําลัง
แรงงานที่ลดลงอยางตอเนื่อง และแมวาจะพยายามแกปญหาโดยพัฒนาเทคโนโลยีมาใชแทนแรงงาน แต
สุดทายก็จะตองดําเนินนโยบายนําเขาแรงงานเชนกัน
ภาวะสั ง คมผู สู ง อายุ ใ นต า งประเทศเป น โอกาสของประเทศไทยในการ
ใหบริการดูแลผูสูงอายุ การใหบริการการแพทยและสุขภาพ การบริการที่พักสําหรับนักทองเที่ยวที่อยู
เปนระยะยาว นอกจากนั้นยังเปนโอกาสของคนไทยทั้งแรงงานฝมือและแรงงานที่มีความรูที่จะไป
ทํางานตางประเทศหรือทํางานรวมกับคนอื่นๆ ในโลกและมีรายไดสูงขึ้น อยางไรก็ตามหากจะไดรับ
ประโยชนจากโอกาสดังกลาวนอกจากความรูความสามารถเฉพาะทางแลว คนในอนาคตยังตองรู
ภาษาตางประเทศ ใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการติดตอสื่อสารรวมงานกับคนอื่นได และยังตองเขาใจ
วัฒนธรรมที่หลากหลายของคนที่จะรวมงานดวย การเตรียมคนใหพรอมสําหรับอนาคตจะตองใชการ
วางแผนและการดําเนินการเปนระยะเวลานาน เชน การปรับระบบการศึกษา การเรียนรูตลอดชีวิตทั้ง
ในและนอกโรงเรียน จึงเปนภารกิจที่ตองดําเนินการตั้งแตวันนี้

ภาวะแวดลอมของการพัฒนาในชวง 20 ปขางหนา

-5(5) ความกาวหนาทางเทคโนโลยีกับการดํารงชีวิตของมนุษย ในชวงที่ผานมา
เทคโนโลยี IT (Information Technology) ไดเขามามีบทบาทตอการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ
และการใชชีวิตประจําวันของประชาชนทุกคนอยางกวางขวาง และในอนาคตจะมีเทคโนโลยีสําคัญ 4
ประการที่พัฒนาบนพื้นฐานของ อะตอม ยีนส (Genes) Bits (Information) และนิวรอน (Neurons)
หรือ เซลลสมอง เปนเทคโนโลยีหลัก 4 กลุม คือ NBIC โดยกลุมแรก นาโนเทคโนโลยี (N) จะไดรับการ
พัฒนาจนสามารถนําไปผลิตเปนสินคาและวัสดุหลายประเภทที่มีคุณสมบัติแตกตางจากอดีต เชน
แบตเตอรีที่บางเหมือนกระดาษ หรือ เซลสรางพลังงานจากแสงอาทิตยซึ่งสามารถเคลือบบนรถได
เหมือนสีเคลือบรถ เปนตน กลุมที่สอง เทคโนโลยีชีวภาพ (B) จะพัฒนาวิธีการ กระบวนการ ตลอดจน
อุปกรณ เพื่อใชดูแลรักษาสุขภาพและพัฒนายารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการสรางเนื้อเยื่อที่
ถูกทําลาย กลุมที่สาม เทคโนโลยีขอมูลขาวสาร (I) จะมีคาใชจายในการบริการที่ถูกลง มีประสิทธิภาพ
สูงขึ้น และสามารถเชื่อมตอกับเทคโนโลยีอื่น ๆ เชน เทคโนโลยีดานการขนสง และกลุมที่สี่ เทคโนโลยี
เกี่ยวกับการทํางานของสมองและจิต (Cognitive Sciences : C) จะทําใหสามารถเขาใจระบบการ
ทํางานในระดับของเซลลสมอง เชน สามารถดึงความทรงจําบางอยางที่หายไปกลับคืนมาได หรือ คน
ตาบอดสามารถเห็นภาพไดโดยไมตองผานเลนสตาของมนุษย
การผสมผสานของเทคโนโลยีทั้งสี่และการประยุกตใชในสินคาและบริการตาง
ๆ จะสงผลกระทบตอชี วิ ต ประจํ าวั น ความเปนอยู โอกาสทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ ยนแปลงขีด
ความสามารถในการแขงขันของธุรกิจตางๆ อยางมหาศาล ในชวงที่ผานมาอิทธิพลของเทคโนโลยี IT
ก็ไดสรางชองวางระหวางคนหรือประเทศที่มีความพรอมในการเขาถึงและใชเทคโนโลยีท่ีสงผลใหมี
โอกาสในการพั ฒ นาสู ง กั บ คนหรื อ ประเทศที่ ยั ง ล า หลั ง ในการเข า ถึ ง และประยุ ก ต ใ ช เ ทคโนโลยี
นอกจากนั้นในอนาคตการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการประยุกตใชจะรวดเร็วกวาในชวงที่ผาน
มา จึงมีความจําเปนที่ประเทศไทยจะตองเตรียมความพรอมในการเขาถึง เรียนรูและเขาใจ ประยุกตใช
ตรวจสอบและรับรอง ดัดแปลง และคิดคน เทคโนโลยีที่จะมาถึงในอนาคต

ภาวะแวดลอมของการพัฒนาในชวง 20 ปขางหนา

-6(6) พลังงาน มีการคาดการณวาปริมาณน้ํามันของโลกอาจจะหมดไปภายใน 50 –
60 ป ในขณะที่ความตองการใชน้ํามันของประเทศแถบเอเชียเองจะเพิ่มขึ้นอีกไมต่ํากวา 2 เทาใน 20 ป
ขางหนา ดังนั้นปญหาของราคาน้ํามันแพงจะเปนปญหาสําคัญตอไปในระยะยาว จนกวาเทคโนโลยี
ทดแทนอื่นๆ จะมีราคาและความสามารถในการทดแทนน้ํามันได แหลงพลังงานอื่นๆ เชนกาซธรรมชาติ
ในภูมิภาคที่ประเทศไทยจะพึ่งพาไดก็อาจจะมีปริมาณสํารองอยูไดอีกประมาณ 20 ป นอกจากนี้ หลาย
ประเทศเริ่มมีการทําสัญญาเพื่อจับจองแหลงพลังงานเพิ่มมากขึ้น เชนประเทศจีนที่ เริ่มมองหาแหลง
พลังงานเพื่อทําสัญญาจับจองน้ํามันและกาซธรรมชาติเพิ่มขึ้น การมีนโยบายเพื่อสรางประสิทธิภาพการ
ใชพลังงาน ความมั่นคงของพลังงาน และการพัฒนาพลังงานที่สอดคลองสิ่งแวดลอม จึงเปนนโยบายระยะ
ยาวที่ทุกประเทศใหความสนใจ และจะมีผลตอภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต นโยบาย
และมาตรการดังกลาวนอกจากการพัฒนาพลังงานโดยตรง ยังเกี่ยวของกับโครงสรางพื้นฐาน และการ
บริ หารความต องการใช พลั งงาน ซึ่ งต องอาศั ยการปรับตั วของการดํ าเนิ นธุ รกิ จและพฤติ กรรมของ
ประชาชน ประเทศที่มีประสิทธิภาพและความมั่นคงของพลังงานจึงจะมีขีดความสามารถในการแขงขัน
และมีภูมิคุมกันตอสถานการณและแรงกดดันจากขอจํากัดดานพลังงานในอนาคต
(7) ภาวะโลกรอน สงผลกระทบตอธรรมชาติ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต
ธนาคารโลกคาดการณวาในอีก 20 – 100 ป ขางหนา ประเทศตาง ๆ ทั่วโลกจะยังคงเผชิญกับภาวะ
โลกรอน และความแปรปรวนของสภาพภูมิศาสตร อันเนื่องมาจากการปลอยกาซเรือนกระจก โดยเฉพาะ
จากภาคพลังงาน ขนสง อุตสาหกรรม และภาคการเกษตรสงผลใหภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง
อย า งรวดเร็ ว ทํ า ให เ กิ ด พายุ ห รื อ ภั ย พิ บั ติ ต า งๆ เพิ่ ม มากขึ้ น รวมทั้ ง ผลกระทบด า นอื่ น ๆ เช น
ระดับน้ําทะเลจะสูงขึ้นและสงผลกระทบกับพื้นที่ชายฝง การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศสงผลโดยตรง
ถึงภาคเกษตร นอกจากนี้ยังสงผลกระทบถึงธุรกิจ เชน ราคา หุนของบริษัทในอุตสาหกรรมอาหาร การ
ประกอบการของธุรกิจประกันภัย พันธบัตรของประเทศที่มีความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพ
ภูมิศาสตร เปนตน ในอนาคตประชาชนที่ใหความสําคัญกับเรื่องภาวะโลกรอนและความแปรปรวนของ
สภาพภูมิศาสตรจะมีมากขึ้น จนสงผลใหการผลิตสินคา บริการ และการใหสินเชื่อของธนาคาร จะตอง
คํานึงถึงผลกระทบตอระบบนิเวศและสิ่งแวดลอมอยางมาก นโยบายของประเทศตางๆ ที่จะเกี่ยวโยง
กับสิ่งแวดลอมจะเขมขนยิ่งขึ้น เชน การเก็บภาษีจากสายการบินที่บินผานประเทศตามปริมาณการ
ปลอยกาซเรือนกระจก ดังนั้น จึงเปนเรื่องที่สงผลกระทบตอธรรมชาติ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต

ภาวะแวดลอมของการพัฒนาในชวง 20 ปขางหนา

-7-

Extreme Futures การเปลี่ยนแปลงในอนาคตมักเกิดขึ้นอยางรวดเร็วและรุนแรงกวาที่คาดคิดไวลวงหนา ดังนั้น
James Canton ไดอธิบายถึงสถานการณโลกที่อาจจะเกิดขึ้นในป ค.ศ. 2025-2030 ที่คนทั่วไปอาจจะคาดไมถึงหรือ
คิดวาเปนไปไมได แตก็อาจจะมีความเปนไปไดที่จะเกิดขึ้นจริง ในหนังสือ The Extreme Future: The Top Trends
That Will Reshape the World in the Next 20 Years ตัวอยาง เชน
• รถยนตที่ขายกวารอยละ 80 จะเปนรถที่ใช renewable energy
• กําลังแรงงานจะเปนผูหญิงมากกวาผูชายในอัตราสวน 2:1
• คนอเมริกันถึงรอยละ 45 จะซื้อขาย DNA ทางอินเตอรเน็ต
• คนอเมริกันรอยละ 25 จะมีอายุมากกวา 100 ป
• อเมริกาตองการแรงงานเขาประเทศ 20 ลานคนในชวง 25 ปตอไป
• เด็กที่เกิดสวนใหญจะมีการปรับปรุงตกแตงสภาพกอนเกิด เชน หนาตา ความฉลาด เปนตน
• น้ํามันในป 2015 จะมีราคา 300 ดอลลารตอบารเรล
• จะมี space tourism
• คนจะตระหนักถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมอยางจริงจังและสงผลกระทบในหลายดาน เชน มี
green consumer, green product รวมทั้ง green corporate policy ซึ่งเริ่มมีนโยบายดานนี้ออกมาบางแลว
ไมวาจะเปนธนาคารหรือบริษัทเอกชนเริ่มมี green policy หรือผูบริโภคที่จะใสเสื้อผาที่ผลิตจาก organic
cotton เทานั้น เปนตน
• สามารถเขาถึงอินเตอรเน็ตไดทุกสถานที่และทุกเวลา และมีราคาถูกจะเกือบจะฟรี
• จะมี online quality education สําหรับทุกคน
• ความมั่นคง ปลอดภัยสวนตัว จะเปนเรื่องในระดับ national security เพราะกิจกรรมในชีวิตประจําวันเกือบ
ทุกอยางจะกระทําบนอินเตอรเน็ตทั้งหมด
• จะเกิดปญหาการขาดแคลนน้ํา ในอนาคตน้ํามันอาจไมใชปญหาสําคัญเพราะเทคโนโลยีอาจใชทดแทนได
แตการขาดแคลนน้ําจะเปนปญหาแทน ซึ่งจะมีหลายเมืองรวมทั้งกรุงเทพที่มีความเสี่ยงจะประสบกับปญหา
ในเรื่องนี้

2.2

แนวโนมปจจัยภายในประเทศ 3 ประการ

(1) การเปลี่ยนแปลงโครงสรางเศรษฐกิจ ในชวงที่ผานมาภาคอุตสาหกรรม
เปนแหลงสรางงานหลักและสรางรายไดจากการสงออกใหประเทศ แตภาคอุตสาหกรรมบางสาขาก็เริ่ม
สูญเสียขีดความสามารถในการแขงขันใหกับประเทศที่มีแรงงานและตนทุนวัตถุดิบต่ํากวา นอกจากนั้น
อุตสาหกรรมใหญๆ ยังเปนอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีหรือการลงทุนจากตางประเทศเปน
หลัก เชน อุตสาหกรรมรถยนต และอิเล็กทรอนิกส เปนตน ความมั่นคงในการเปนฐานการผลิตและ
พั ฒ นาขี ด ความสามารถในการผลิ ต สิ น ค า ให มี เ ทคโนโลยี สู ง ขึ้ น ไปอย า งต อ เนื่ อ งจึ ง ขึ้ น อยู กั บ การ
ตัดสินใจของนักลงทุนตางประเทศและความสามารถของประเทศไทยในการสรางบรรยากาศการลงทุน
ใหเปนที่ดึงดูดการลงทุนอยางตอเนื่องของนักลงทุนตางประเทศ ในอีกดานหนึ่งผลประโยชนที่ประเทศ
ไทยไดรับจากการเปนแหลงผลิตสินคาเทียบกับมูลคาที่ผูบริโภคจายหรือผลประโยชนตอเนื่องอื่นๆ
เชนมูลคาหุนของบริษัทแม จึงเปนเพียงสัดสวนนอย จึงตองเรงสงเสริมภาคการผลิตที่จะเปนแหลงใหม
ในการรองรับแรงงานและเปนแหลงรายไดของประเทศในอนาคต
ภาวะแวดลอมของการพัฒนาในชวง 20 ปขางหนา

-8ภาคบริการของประเทศยังพึ่งการทองเที่ยวเปนหลัก และมีการสรางมูลคาทาง
ธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ดังจะสังเกตไดจากโรงแรม สปา รานอาหาร ที่มีการตกแตงสวยงามและมีราคา
คาบริการสูงขึ้นมาก สวนสาขาอื่น ๆ ในภาคบริการที่เริ่มมีความสามารถในการแขงขันและเปนธุรกิจที่
คนไทยใชความสามารถ ความสรางสรรค และมีความเปนเจาของ ก็เริ่มเปนสาขาที่ขยายตัวเร็วขึ้น เชน
การทองเที่ยวเชิงสุขภาพ การบริการทางการแพทย อุตสาหกรรมภาพยนตรและอนิเมชั่น เปนตน แต
ในระยะยาวการรักษาความดึงดูดใจของแหลงทองเที่ยวและบริการดานการทองเที่ยวใหคงอยูไดใน
ระยะยาว และการสงเสริมสาขาบริการที่ใชความคิดสรางสรรคของคนไทยจึงเปนประเด็นยุทธศาสตรที่
สําคัญของภาคบริการในอนาคต สวนภาคเกษตรก็เปนภาคเศรษฐกิจที่มีโอกาสสูงเนื่องจากความ
ตองการอาหารของประเทศที่มีรายไดเพิ่มขึ้นเชนประเทศจีน และเทคโนโลยีที่สามารถแปลงสินคา
เกษตรเปนสินคาที่มีราคาสูง เชน พลังงานทดแทนและวัสดุเพื่อการใชสอยตาง ๆ ได แตภาคเกษตร
ของประเทศไทยก็ยังมีผลิตภาพการผลิตต่ํา เริ่มขาดแคลนแรงงาน และยังมีความเสี่ยงตอการขาดน้ํา
และการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
(2) สังคมผูสูงอายุและการนําเขาแรงงานตางประเทศ ประเทศไทยจะเริ่มเขาสู
สังคมผูสูงอายุมากขึ้น แมในระยะแรกจะยังไมอยูในสถานการณรุนแรงเทาประเทศอเมริกาหรือญี่ปุน
ทั้งนี้ ประชากรสูงอายุของไทยจะมีจํานวนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 7 ลานคนในปจจุบัน เปน 16 ลานคน
ในป 2027 และจํานวนประชากรวัยเด็กอายุต่ํากวา 14 ป ที่มีจํานวน 14.5 ลานคน และจะลดลงเหลือ
10 ลานคนในอีก 20 ปขางหนา แนวโนมดังกลาวจะสงผลกระทบตอปญหาการขาดแคลนแรงงาน
โดยเฉพาะในภาคเกษตรและภาคบริการ ซึ่งจะเปนปญหาที่มีความรุนแรงมากขึ้น ปจจุบันเริ่มมีแรงงาน
จากประเทศเพื่อนบานเขามาทํางานในประเทศไทยจํานวนมาก โดยกระทรวงแรงงานคาดประมาณการ
วามีจํานวนถึง 2.6 ลานคน แยกเปนแรงงานถูกกฎหมาย 0.8 ลานคน และแรงงานหลบหนีเขาเมือง
1.8 ลานคน นอกจากนั้นคนในวัยแรงงานจะตองรับภาระในการเลี้ยงดูผูสูงอายุมากขึ้นเนื่องจากสัดสวน
คนในวัยแรงงานมีนอยลงและผูสูงอายุมีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้น ดังนั้น ประเทศไทยจึงตองเตรียมการ
รองรับกับปญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งดานการสรางระบบสนับสนุนใหผูสูงอายุมีการออมที่พอเพียง
หลังเกษียณ การใหมีบริการสาธารณสุขที่ดี และการสรางโอกาสใหผูสูงอายุไดทํางานหรือทําประโยชน
แกสังคมไดมากขึ้น
(3)
การเปลี่ยนแปลงความเปนเมืองมากขึ้น ประเทศไทยจะมีประชากรเมือง
เพิ่มขึ้นโดยสัดสวนประชากรเมืองจะเพิ่มเปนรอยละ 47.0 ของประชากรทั้งประเทศ ภายในป 2030
ขณะที่ ประชากรในชนบทจะลดลง เชนเดียวกับประชากรเมืองของทวีปเอเชียที่จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ
1 พันลานคน และมากกวารอยละ 50 จะกระจุกตัวอยูตามเมืองหลวงหรือเมืองใหญ ในขณะเดียวกัน
สภาพแวดลอมของเมืองก็จะเผชิญแรงกดดันของปญหาพลังงาน ภัยธรรมชาติ และสิ่ง แวดลอ ม การ
วางแผนลวงหนาและบริหารจัดการการขยายตัวของเมืองใหเปนเมืองนาอยู มีประสิทธิภาพ และมี
ความยั่งยืน เชนหลายประเทศที่เริ่มมีการทดลองวางแผนและบริหารจัดการการใชพลังงานหมุนเวียน
จากของเสียภายในชุมชน เปนตน จึงมีความสําคัญในการสรางสภาพแวดลอมใหคนอยูอยางมีความสุข

ภาวะแวดลอมของการพัฒนาในชวง 20 ปขางหนา

-9-

3 ปญหาอุปสรรค
ปจจัยหลักทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ 10 ประการที่คาดวาจะสงผลถึงภาวะแวดลอม
ของการพั ฒ นาที่ ป ระเทศไทยตอ งเผชิญ ในอนาคตเป น แนวโนมที่ มีค วามเปน ไปได สูงที่ จะเกิ ดขึ้ น
อย า งไรก็ ต ามก็ มี ค วามเสี่ ย งของป จ จั ย อื่ น ๆ ที่ อ าจจะเกิ ด ขึ้ น และส ง ผลกระทบให ภ าวะแวดล อ ม
เปลี่ยนแปลงไปจากแนวโนมหลัก เชน

3.1

ปจจัยภายนอก ไดแก วิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งนักเศรษฐศาสตรของ IMF คาดการณ

วาเศรษฐกิจจีนยังมีความเสี่ยงที่ประสบกับการขยายตัวไดเพียงรอยละ 6 ในระยะ 2 ปขางหนาซึ่งถือวา
เปนวิกฤตเศรษฐกิจของจีน หรือเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังมีปญหาการขาดดุลการคาและดุลการคลังใน
ระดับสูง และไดขายพันธบัตรใหแกประเทศตางๆ ไปมากกวา 2 ลานลาน ดอลลาร สรอ. ในอนาคตจึง
ยังมีความเสี่ยงจากวิกฤตการขาดความเชื่อมั่นในคาเงินดอลลารและเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งจะสงผลตอ
เศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงอื่นๆ เชน ภัยพิบัติ การกอการราย และสงครามนิวเคลียร เปนตน

3.2

ปจจัยภายใน

ที่หากเกิดขึ้นจะทําใหประเทศไทยไมสามารถปรับตัวตอการ
เปลี่ยนแปลงของภาวะแวดลอมของการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไดแก กรณีที่คนไทยไมพรอม
สําหรับโลกยุคโลกาภิวัตนและสังคมฐานความรู ซึ่งอาจจะมีความเปนไดถาระบบการศึกษาไมไดเตรียมคน
ใหพรอม ดังนั้น ประเด็นยุทธศาสตรที่สําคัญควรเปนเรื่องของการปฏิรูประบบการศึกษา นอกจากนั้น
ปญหาระยะสั้นที่อาจสงผลยืดเยื้อจนเปนอุปสรรคตอการดําเนินมาตรการระยะยาวที่ตอเนื่องหรือเกิด
การสูญเสียบรรยากาศการลงทุนของประเทศอยางยาวนาน เชน ความวุนวายทางการเมืองหรือความ
ขัดแยงภายในประเทศ เปนตน
ภาวะแวดลอมของการพัฒนาในชวง 20 ปขางหนา

-10-

4 กรอบการจัดทํายุทธศาสตรในแตละดาน
ผลการวิเคราะหสถานการณในชวง 20 ปที่ผานมา และปจจัยที่จะกระทบตอการพัฒนาประเทศ
ในอีก 20 ป ขางหนา มีประเด็นสําคัญที่ตองวิเคราะหหาทางเลือกของการพัฒนาใหเหมาะสม เชน

4.1 การพั ฒ นาโดยอาศั ย กระแสการพั ฒ นาของโลก เพื่ อ สร า งการ
เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกับการพัฒนา โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
การพัฒนาประเทศที่ผานมา อาศัยกระแสการพัฒนาตามโลกตะวันตก คือ มุงถึงการคาขายและพัฒนา
ความเปนอยูโดยการใชเงิน มุงการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการแขงขัน ทําใหประเทศเขาสูการเปน
ประเทศกึ่งอุตสาหกรรม (NICS) ในขณะเดียวกันก็ตองแลกดวยตนทุนของสังคม คือ สภาพแวดลอม
เสื่อมโทรม สังคมเสื่อมโทรม ครอบครัวแตกแยกขาดความอบอุน และการอพยพยายถิ่น ซึ่งเปนการ
พัฒนาที่ไม ยั่ งยื น การพัฒนาในอนาคตจะตองคํานึงถึงประเด็นสังคมผูสูงอายุ การพัฒนาที่ สมดุ ล
ระหวางการใชแรงงาน เทคโนโลยี และทรัพยากรธรรมชาติ การเชื่อมโยงกับประเทศในอนุภูมิภาค และ
สังคมที่มี ก ารบริ โภคอย า งเหมาะสม และการผลิต สิ นค า อย างยั่ งยื นเพื่ อตอบสนองกลุ มเปา หมาย
ดังกลาว ดังนั้น การพัฒนาควรยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาประเทศใหสามารถ
พึ่งตนเองไดอยางยั่งยืน

4.2

การปรั บ โครงสร า งเศรษฐกิ จ ไทยให ส ามารถพึ่ ง พาตนเองมากขึ้ น

นโยบายระยะยาวควรสรางภูมิคุมกันใหกับประเทศ โดยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาปจจัยภายนอกที่
ประเทศไทยควบคุมไมได มาพึ่งพาตนเองในสวนที่สามารถทําไดมากขึ้น เชน ดานพลังงานทางเลือก
เปนตน หรือในสวนที่ยังจําเปนตองพึ่งพาจากภายนอก ก็ตองมีการใชประโยชนอยางเหมาะสมและ
คุมคา และดูแลใหมีความมั่นคงตอเนื่องของแหลงที่ประเทศไทยตองพึ่งพา การพัฒนาควรคํานึงถึง
ความยั่งยืนและประโยชนในระยะยาว ดังนั้นการดําเนินนโยบายที่พยายามคงคาไฟฟาและคาแรงงาน
ใหมีราคาถูก เพื่อทําใหตนทุนในการผลิตสินคาต่ําสามารถแขงขันไดในตลาดโลกจึงไมใชแนวทางที่
ถูกตอง การพึ่งพาตนเองไมไดหมายถึงการปดกั้นประเทศจากความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก กระแส
โลกาภิวัฒน หรือการลงทุนจากตางประเทศ แตหมายความถึงการเชื่อมโยงกับโลกอยางเหมาะสม
ประเทศไทยไดประโยชนอยางคุมคา และนําไปสูการพัฒนาจุดแข็งที่ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองได
มากขึ้นในอนาคต

4.3 การวางตําแหนงประเทศไทยเปนแกนกลางและเปนที่พึ่งพาของอนุ
ภูมิภาค ในอดีตประเทศไทยเคยเปนที่พึ่งพาของประเทศเพื่อนบานมากอน ซึ่งเปนหัวใจของการอยู
รวมกันในภูมิภาคนี้อยางมีสันติ การสรางความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและสังคมจึงตองเปนลักษณะ
ของหุนสวนพัฒนาแทนการเปนหุนสวนการคา ประเทศไทยควรจะวางยุทธศาสตรที่จะเปนแกนกลางที่
จะทําใหเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนุภูมิภาคนี้

ภาวะแวดลอมของการพัฒนาในชวง 20 ปขางหนา

-11-

4.4

การวางโครงสรางครอบครัว ในระยะ 20 ปที่ผานมา โครงสรางครอบครัวไทย

เปนครอบครัวขยาย มีภูมิคุมกัน มีการดูแลผูสูงอายุ มีครอบครัวที่อบอุน ทั้งในสังคมชนบทและสังคมเมือง
ดังนั้น ในอีก 20 ปขางหนา ไทยควรจะมีโครงสรางครอบครัวที่จะตอบสนองตอโครงสรางผูสูงอายุที่
กําลังขยายตัว ขณะเดียวกัน สามารถชวยเหลือผูสูงอายุของประชาคมโลกได โดยทําใหประเทศไทย
เปนสวรรคของผูสูงอายุ เปนดินแดนแหงรอยยิ้มและมีความปลอดภัย ที่สามารถรองรับผูสูงอายุจากทั่ว
โลกใหมาพักพิงอยางมีความสุข

4.5

การบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพและเทาเทียม โครงสรางสังคม

ของประเทศไทยควรจะไมมีขอแตกตางในเรื่องคุณภาพของการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน ทั้งในเรื่อง
การศึกษา สาธารณสุข แมวาจะไมสามารถใหบริการไดเทาเทียมกันทุกคน แตควรใหมีชองวางนอยที่สุด

4.6

การพัฒนาชุมชนเขมแข็ง สังคมไทยควรจะมีชุมชนที่เขมแข็ง เพราะกระบวนการ

ชุมชนเขมแข็งจะเปนปจจัยที่นําสูความสําเร็จในการพัฒนา เชน การดูแลปาไมโดยชุมชน เปนตน
การสรางความมั่นคงของประเทศครอบคลุมถึงความมั่นคงในชีวิต ในการประกอบอาชีพ และความ
มั่นคงดานอาหารของประชาชน ซึ่งชุมชนเปนหัวใจสําคัญและเปนรากฐานของไทยมาโดยตลอด ดังนั้น
ประเทศไทยควรจะมียุทธศาสตรในการสรางความเขมแข็งของชุมชน และวางรากฐานของความมั่นคง
ทางอาหารใหสอดคลองกับสภาพแวดลอมในอนาคต

ภาวะแวดลอมของการพัฒนาในชวง 20 ปขางหนา

ส ว น ที่ 3
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจให
พึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเอง
และแขงขันไดในสังคมโลก
1 บทนํา
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) ไดกําหนดยุทธศาสตร
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหสมดุลและยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงคเพื่อปรับโครงสรางการผลิตสูการ
เพิ่มคุณคาของสินคาและบริการ การสรางภูมิคุมกันใหกับระบบเศรษฐกิจ และการสรางระบบการ
แขงขันทางการคาและการลงทุนที่เปนธรรม รวมทั้งการสรางกลไกของการกระจายผลประโยชนจาก
การพัฒนาสูประชาชนอยางเปนธรรม โดยการสรางความสมดุลในมิติตางๆ ของระบบเศรษฐกิจใหมี
มากขึ้น ซึ่งการดําเนินการขับเคลื่อนการปรับโครงสรางเศรษฐกิจฯ ดังกลาวในชวงแรกของแผนพัฒนา
ฯ ฉบับปจจุบันไดเนนการสรางความเขมแข็งและเปนธรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการสรางสัมมาชีพของ
ประชาชน ซึ่งเปนการวางรากฐานใหกับการปรับโครงสรางเศรษฐกิจของประเทศไทย นอกจากนี้ การ
ขับเคลื่อนยุทธศาสตรการปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหสมดุลและยั่งยืน ไดตระหนักถึงความสําคัญของ
การพึ่ง ตนเองและการเสริมสร า งความสามารถในการแขงขัน ในสัง คมโลกซึ่ งไดถูก ผนวกเขาเป น
เปาหมายสําคัญที่จะสะทอนถึงเปาหมายปลายทางไดอยางมีผลสําเร็จ
เนื่องจากการขับเคลื่อนการปรับโครงสรางเศรษฐกิจจําเปนตองใชระยะเวลาที่ยาวนานกวา
ระยะเวลาภายใตแผนพัฒนาฯ 5 ป ดังนั้น การมองยาวไกลกวาระยะเวลาของแผนพัฒนาฯ 5 ป จึงเปน
เรื่องจําเปน และถือเปนบทบาทสําคัญของสํานักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (สศช.)
รวมกับภาคีการพัฒนาทุกภาคสวน เพื่อรวมกันกําหนดกรอบทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ในระยะยาวใหมีพลังและมีความตอเนื่อง ดังนั้น การกําหนดวิสัยทัศนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะ
20 ป ขางหนา ถือเปนกาวยางที่สําคัญของการเดินทางไปสูอนาคตที่พึงปรารถนาของประชาชนทุก
ภาคสวนของประเทศอยางแทจริง
การกําหนดกรอบทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะ 20 ปขางหนา ภายใตกรอบ
แนวคิดหลักในการปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก ซึ่งมีปจจัยเงือ่ นไขที่
เปนปจจัยหลักที่ตองคํานึงถึงในการกําหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยหลายประการ
ทั้งดานเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดลอมและการกระแสวิวัฒนาการหลักดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ซึ่งมีทั้งที่เปนปจจัยที่มีความแนนอนระดับหนึ่งและปจจัยที่มีความไมแนนอนสูงที่ประเทศไทยและ
เศรษฐกิจโลกจะตองเผชิญ สศช. จึงเล็งเห็นถึงความสําคัญและจําเปนในการมองทิศทางการพัฒนา
เศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยการมีจุดหมายรวมกันของภาคีการพัฒนาในประเทศมากขึ้น อัน
จะทําใหเกิดพลังความรวมมือจากทุกภาคสวนในการดําเนินการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปสู
ทิศทางที่พึงประสงค สอดรับ และเทาทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอยางรวดเร็วและ
ไมหยุดยั้ง
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-2หลังจากที่มีความชัดเจนของภารกิจ สศช. ไดกําหนดกระบวนการทํางานอยางเปนขั้นตอนใน
การระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทําเอกสาร โดยไดเชิญผูทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน
องคกรพัฒนาเอกชน ภาคประชาชน ภาคการเมือง และสื่อสารมวลชน มารวมระดมความคิดเห็นใน
เบื้องตน เพื่อนําขอคิดเห็นที่เปนประโยชนมาดําเนินการปรับปรุงสาระสําคัญของเอกสารใหมีความ
สมบูรณ ครบถว น เพื่อใช ประกอบการระดมความคิ ดเห็นจากทุกภาคสว นการพั ฒนา เพื่อให การ
กํ า หนดทิ ศ ทางการพั ฒนาเศรษฐกิ จ ของประเทศมี ค วามครอบคลุม ทุ ก ประเด็ น และสามารถนํ า ไป
ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไดอยางสัมฤทธิ์ผลเปนรูปธรรมตอไป
เอกสารฉบับนี้ จัดทําขึ้นโดยมีวัตถุประสงคที่จะใชเปนเอกสารที่ใหขอมูลพื้นฐาน (Background
Paper) ในการระดมความคิดเห็นจากภาคสวนตางๆ ที่เขารวมประชุมเพื่อรวมกันกําหนดทิศทางและ
แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะเวลาในอีก 20 ปขางหนา รวมทั้งเสนอแนะแนว
ทางการผลักดันประเด็นการพัฒนาซึ่งจะเปนยุทธศาสตรหลักในการพัฒนาประเทศใหเกิดผลสัมฤทธิ์
เปนรูปธรรมในระยะตอไป โดยสาระสําคัญของเอกสารจะประกอบดวย 4 สวนหลัก ดังนี้
บทที่ 1 บทนํา เสนอเหตุผลและความจําเปนของการกําหนดวิสัยทัศนประเทศไทยใน 20 ป
ขางหนา ในมิติเศรษฐกิจที่เนนใหมีการปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก
บทที่ 2 แนวโนมสภาวะแวดลอมของการพัฒนาโลกในระยะ 20 ปขางหนา และผลกระทบตอ
เศรษฐกิจไทย เสนอการวิเคราะหปจจัยและแนวโนมการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่เปนปจจัยภายนอกและ
ปจจั ย ภายในประเทศที่ มีค วามสํ าคั ญตอการกําหนดทิ ศทางการพั ฒนาเศรษฐกิ จของโลกและของ
ประเทศไทยในอี ก 20 ป ข า งหน า ประกอบด ว ย 7 ป จ จั ย หลั ก ได แ ก (1) ภาวะโลกร อ นและการ
เปลี่ ย นแปลงสภาพภู มิ อ ากาศ (2) สั ง คมผู สู ง อายุ (3) พลั ง งานและความมั่ น คงด า นอาหาร (4)
ความกาวหนาทางเทคโนโลยี (5) การเงินโลก (6) การรวมกลุมทางเศรษฐกิจ และ (7) การพัฒนาพื้นที่
เมือง ชนบท และพื้นที่เศรษฐกิจ
บทที่ 3 การวิ เคราะหสถานภาพป จจุบันและภาพอนาคตของเศรษฐกิจไทยในระยะ 20 ป
ข า งหน า นํ า เสนอบทวิ เ คราะห ก ารพั ฒ นาเศรษฐกิ จ ในช ว งที่ ผ า นมาและสถานการณ ป จ จุ บั น ใน
หลากหลายมิติครอบคลุม 6 ดาน ดังนี้ (1) เศรษฐกิจมหภาค (2) ภาคการผลิต ตลอดจนการคา การ
ลงทุน (3) การรวมกลุมทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค (4) เมือง ชนบท และพื้นที่เศรษฐกิจ (5) พลังงาน
และ (6) โครงสรางพื้นฐานและโลจิสติกส นอกจากนี้ ยังไดนําเสนอแนวโนมการขยายตัวและการพัฒนา
ศักยภาพเศรษฐกิ จไทยในระยะ 20 ป ขางหนา รวมทั้ งแนวโนมและภาพอนาคตของภาคการผลิต
รวมทั้งสาขาการพัฒนาอื่นๆ ที่สําคัญอีกดวย
บทที่ 4 วิสัยทัศนประเทศไทย เปนการนําเสนอวิสัยทัศนและภาพอนาคตเศรษฐกิจไทยในระยะ
20 ปขางหนา รวมทั้งประเด็นยุทธศาสตรสําคัญที่จําเปนตองไดรับการขับเคลื่อนอยางเปนขั้นตอนเพื่อ
มุงสูอนาคตที่พึงปรารถนาในแตละดานของการพัฒนาประเทศ โดยที่เปนผลมาจากการวิเคราะหปจจัย
หลักทั้งภายในและภายนอกประเทศ บนพื้นฐานของศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในปจจุบัน

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-3ทั้งนี้ ในการนําเสนอในเอกสารนี้ จะเนนสาระหลักดานเศรษฐกิจ และปจจัยสําคัญที่จะสงผล
กระทบตอทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเปนหลัก โดยรวมเอาประเด็นสําคัญดานการพัฒนา
สังคม สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนกระบวนการบริหารจัดการที่ดีที่เกี่ยวของเขามา
ดวย ซึ่ง สศช. ไดจัดทําเปนเอกสารและแบงกลุมเพื่อระดมความคิดเห็นของแตละประเด็นหลักจากภาคี
การพัฒนาที่เกี่ยวของในแตละกลุม เพื่อใหขอคิดเห็นที่ไดมีความชัดเจนและตรงจุดตรงประเด็นตอการ
ใชประโยชนในการกําหนดกรอบทิศทางการพัฒนาในแตละดานไดอยางเหมาะสม และสามารถนําไปสู
การปฏิบัติจริงไดอยางสัมฤทธิ์ผลตอไป

2 แนวโนมสภาวะแวดลอมโลกและผลกระทบตอประเทศไทย
การวางวิสัยทัศนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะ 20 ปขางหนา ไดคํานึงถึงปจจัยและ
แนวโน ม การเปลี่ ย นแปลง ทั้ ง ที่ เ ป น ป จ จั ย ภายนอกและป จ จั ย ภายในประเทศที่ อ าจส ง ผลต อ การ
เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในมิติตางๆ ทั้งในระดับปจเจกบุคคล ครัวเรือน ชุมชน อุตสาหกรรมและ
ระดับประเทศ โดยปจจัยหลักที่มีความสําคัญตอการกําหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกและ
ของประเทศไทยในอีก 20 ปขางหนาประกอบดวย 7 ปจจัยหลัก ไดแก (1) ภาวะโลกรอน (2) การ
เปลี่ ย นแปลงโครงสร า งประชากรสู สั ง คมผู สู ง อายุ (3) พลั ง งานและความมั่ น คงด า นอาหาร (4)
ความกาวหนาทางเทคโนโลยี (5) การเงินโลก (6) การรวมกลุมทางเศรษฐกิจ และ (7) การพัฒนาพื้นที่
เศรษฐกิจ โดยแตละปจจัยหลักดังกลาวสามารถนํามาเสนอ ดังนี้

1.

ภาวะโลกรอนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในชวง 100 ปที่ผานมา อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น 0.3-0.6 องศาเซลเซียส เปนผล
ใหระดับน้ําทะเลเพิ่มขึ้น 10-25 เซนติเมตร และคาดการณวา ในป 2643 (ค.ศ. 2100) อุณหภูมิเฉลี่ย
ของโลกจะเพิ่มขึ้น 1.5-5.1 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทําใหระดับน้ําทะเลเพิ่มขึ้น 90 เซนติเมตร สงผลให
สภาพภู มิอากาศแปรปรวนมากกว า ปกติแ ละภัยพิ บัติท างธรรมชาติ จ ะเกิ ด มากขึ้น จนสร า งความ
เสียหายตอเศรษฐกิจ สิ่งแวดลอม และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วโลก ซึ่ง Stern Review1 ระบุวา
ตนทุนที่ประเทศตางๆ จะตองจายในการปองกันและรับมือกับผลกระทบจากภาวะโลกรอน
หากปลอยใหปญหาเปนอยูโดยไมมีการแกไขจะอยูในชวงรอยละ 0.05-0.5 ของ GDP โลก
การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในชวง 100 ปที่ผานมา

ที่มา: IPCC, 2007

1

การคาดการณเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในป ค.ศ. 2100

ที่มา: IPCC, 2007

Stern, N. (2006). "Stern Review Executive Summary on the Economics of Climate Change”
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-4ประเทศไทยมีการปลอยกาซเรือนกระจกเปนอันดับ 31 ของโลก และเปนอันดับ 4
ของอาเซียน หรือรอยละ 0.75 ของปริมาณการปลอยทั่วโลก โดยในป 2546 ประเทศไทยปลอยกาซ
เรือนกระจกจํานวน 344.2 ลานตัน ซึ่งรอยละ 56.1 หรือ 193.2 ลานตัน มาจากภาคพลังงาน ขณะที่
ภาคการเกษตร ของเสีย (ขยะ) การเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนที่ดิน และอุตสาหกรรม ปลอยกาซ
เปนสัดสวนรอยละ 24.1, 7.8, 6.6 และ 5.4 ตามลําดับ โดยคาดวาในป 2563 ปริมาณการปลอยกาซ
เรือนกระจกของประเทศจะเพิ่มเปน 534.7 ลานตัน2 ภายใตกรณีผลิตภัณฑมวลรวมภายในประเทศ
ขยายตัวปานกลางที่อัตรารอยละ 4-5 ตอป ซึ่งการเพิ่มขึ้นของกาซเรือนกระจกจะสงผลใหเกิดการ
เปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และสงผลกระทบตอเนื่องทําใหเกิด น้ําทวม ภัยแลง โรคระบาด ที่
สรางความเสียหายตอตอสิ่งแวดลอม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศโดยรวม โดยสรุปผล
กระทบที่สําคัญจากภาวะโลกรอน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไดดังนี้
ปริมาณการปลอยกาซเรือนกระจกของประเทศไทย ป 2546

ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณสภาพอากาศรุนแรง
เชน น้ําทวม พายุ ในชวงป พ.ศ. 2493 - 2541

Source: IPCC, 2005

ที่มา: กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (2548)

Source: IPCC, 2005

1.1 ผลกระทบตอเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดลอม ภาวะโลกรอนและการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะกอใหเกิดเหตุการณความผันผวนของปริมาณน้ําฝน และแสงแดด
รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่เกิดขึ้นในโลก จะกอใหเกิดฝนตกหนักติดตอกันจนทําใหเกิดน้ํา
ทวมหนักและเกิดโคลนถลมไดในหลายพื้นที่ของประเทศ ดังที่ไดเคยเกิดขึ้นและสรางความเสียหายใน
จังหวัดเพชรบูรณ และ จังหวัดตาก ในป 2549 รวมทั้งจะสงผลใหเกิดการแพรระบาดของโรคในพืชและ
สัตวเศรษฐกิจที่ยากแกการปองกันและควบคุมมากขึ้น ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกลาวจะมีแนวโนมรุนแรง
และสรางความเสียหายตอระบบเศรษฐกิจโดยรวมของโลกและของประเทศเพิ่มขึ้น ทําใหรัฐบาลตองใช
งบประมาณเพื่อการปองกัน ฟนฟูและบูรณะระบบโครงสรางพื้นฐานในพื้นที่ที่ไดรับความเสียหาย และ
บรรเทาปญหาการขาดแคลนอาหารในพื้นที่ภัยพิบัติเปนจํานวนมากในแตละป

2

สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (2548) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-51.2 ผลตอระบบนิเวศทางทะเลและชายฝง การตั้งถิ่นฐานประชากร และ
อุตสาหกรรมการทองเที่ยว จากการศึกษาพบวา กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ระยอง เพชรบุรี
มีปญหาชายฝงถูกกัดเซาะและน้ําทวม ทําใหตองโยกยายบานเรือนราษฎรหลายครั้ง รวมทั้งบริเวณ
ปากแมน้ําเจาพระยาฝงตะวันตกและชายหาดหัวหินซึ่งเปนพื้นที่ทองเที่ยว ไดถูกกัดเซาะเขาไปเปน
ระยะทาง 1-1.5 กิโลเมตร สรางความเสียหายตอการทําประมงชายฝงและการทองเที่ยว ทําใหสูญเสีย
รายไดจากกิจกรรมดังกลาว และสิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศในการปองกันและแกไข
1.3 ผลกระทบจากการกําหนดมาตรการทางการคาที่เขมงวดขึ้น กลุมสหภาพ
ยุโรป (EU) ไดกําหนดมาตรการใหสินคาแตละชิ้นจะตองระบุปริมาณการใชพลังงานในการผลิต และ
อัตราการปลอยกาซเรือนกระจก ซึ่งเปนความพยายามในการกระตุนใหสังคมโลกโดยรวมหันมาให
ความสํ าคั ญกั บ ป ญ หาภาวะโลกร อ นและการเปลี่ย นแปลงสภาพภู มิอ ากาศมากขึ้ น ในขณะที่ บ าง
ประเทศไดกําหนด Packaging Tax สําหรับสินคานําเขาที่ใชบรรจุภัณฑที่เปนกระดาษในอัตราทีต่ า่ํ กวา
บรรจุภัณฑพลาสติก เปนตน ซึ่งมาตรการทางการคาเหลานี้จะทวีความเขมขนและสงผลกระทบตอขีด
ความสามารถในการแขงขันทางเศรษฐกิจของประเทศอยางไมอาจหลีกเลี่ยงได
โดยสรุป แมวาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเปนภัยคุกคามตอการ
พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตางๆ ในโลกใหตองเตรียมความพรอมในการรับมือและปรับตัวตอการ
เปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น แตในขณะเดียวกันกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกลาว
ไดสรางโอกาสและกอเกิดประโยชนทางเศรษฐกิจใหกับหลายประเทศและโลกโดยรวมได เชน การ
ดําเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) จะทําใหหลาย
ประเทศในโลกไดรับประโยชนจากการใชเทคโนโลยีสะอาดในภาคการผลิต ซึ่งจะชวยปรับปรุงคุณภาพ
สิ่งแวดลอมใหอยูในสภาพที่ดีขึ้น อีกทั้งกระแสการพัฒนานวัตกรรมในอนาคตก็จะมีแนวโนมมุงเนนสู
การสรางสรรคผลิตภัณฑที่เปนมิตรตอสิ่งแวดลอม รวมไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใชพลังงานใน
สาขาการผลิตหลักมากขึ้นเพื่อลดปริมาณมลพิษที่จะกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
ของโลก เปนตน

2.

สังคมผูสูงอายุ

ในป 2550 องคการสหประชาชาติ ไดคาดการณวาจากการที่อัตราเจริญพันธุและอัตรา
การเกิดลดลง ในขณะที่อายุขัยเฉลี่ยแรกเกิดกลับเพิ่มสูงขึ้นอันเปนผลมาจากวิวัฒนาการทางดาน
โภชนาการและสาธารณสุข จึงทําใหโครงสรางประชากรโลกมีสัดสวนผูสูงอายุมากขึ้นตามลําดับ จนกาวสู
สังคมผูสูงอายุ โดยคาดวาในระยะ 20 ป และ 40 ปขางหนา จํานวนประชากรโลกที่มีอายุ 60 ปขึ้นไป
จะมีสัดสวนเพิ่มสูงขึ้นจากรอยละ 10.3 ในป 2548 เปนรอยละ 15.0 ในป 2568 และรอยละ 20.4 ในป 2588

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-6โครงสรางประชากรโลก จําแนกตามกลุมอายุ ระหวางป 2548-2588
กลุมอายุ
จํานวนประชากรโลก (ลานคน)
สัดสวนประชากร (รอยละ)
- อายุ 0-4 ป
- อายุ 5-14 ป
- อายุ 15-24 ป
- อายุ 60 ปขึ้นไป
- อายุ 65 ปขึ้นไป
- อายุ 80 ปขึ้นไป

2548
6,514.8

2558
7,295.1

2568
8,010.5

2578
8,587.1

2588
9,025.98

9.6
18.7
17.9
10.3
7.3
1.3

9.0
17.0
16.5
12.3
8.3
1.7

8.0
16.1
15.3
15.0
10.5
2.0

7.2
14.7
14.9
18.0
13.1
2.9

6.8
13.6
13.9
20.4
15.2
3.8

ที่มา : World Population Prospects : the 2007 Revision, UNPD

ทั้งนี้ ระยะเวลาการปรับเปลี่ยนสถานะจากสังคมผูสูงอายุ (Aging society) เขาสูสังคม
ผูสูงอายุอยางสมบูรณ (Aged society) ตามคํานิยามขององคการสหประชาชาติ (การมีสัดสวน
ประชากรวัย 65 ปขึ้นไปมากกวารอยละ 14 ของประชากรรวมในแตละประเทศ) จะมีระยะเวลาการ
ปรับเปลี่ยนสถานะที่แตกตางกันในแตละประเทศ โดยประเทศฝรั่งเศสใชระยะเวลาประมาณ 115 ป
สวีเดน 85 ป สหรัฐอเมริกา 72 ป ญี่ปุน 26 ป ขณะที่ประเทศไทยใชเวลาเพียง 20 ป ซึ่งเปนเวลาที่
คอนขางรวดเร็ว และจะสงผลทําใหมีเวลาในการเตรียมตัวเพื่อรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตอการปรับ
โครงสรางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อรองรับสถานการณดังกลาวคอนขางสั้น
ระยะเวลาเปลี่ยนผานสูสงั คมผูสูงอายุอยางสมบูรณ จําแนกตามกลุมประเทศ
กลุมประเทศ
กลุมประเทศที่พัฒนาแลว
- ฝรั่งเศส
- สวีเดน
- สหรัฐอเมริกา
- อิตาลี
- ญี่ปุน
กลุมประเทศกําลังพัฒนา
- เกาหลี
- สิงคโปร
- ไทย
- จีน

สัดสวนผูสูงอายุ รอยละ 7

สัดสวนผูสูงอายุรอยละ 14

จํานวนปเปลี่ยนผาน

2408
2429
2484
2467
2512

2523
2514
2556
2530
2537

115
85
72
63
26

2543
2543
2553
2545

2563
2560
2573
2570

20
17
20
25

ที่มา : World Population Prospects the 2002 volume I : Comprehensive Tables

จากการคาดการณ 20 ปขางหนา ประชากรไทยที่มีอายุ 60 ปขึ้นไป จะเพิ่มสัดสวนขึ้น
เปน 1 ใน 4 ของประชากรรวม จากจํานวน 7.14 ลานคน หรือรอยละ 10.8 ของประชากรรวมในป
2550 เปน 16.05 ลานคน หรือรอยละ 22.7 ในป 2570 ในขณะที่ ประชากรวัยเด็กและวัยแรงงาน
สัดสวนลดลงตามลําดับ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของกลุมประชากรสูงวัย คาดวาจะสงผลกระทบที่สําคัญตอทิศ
ทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ดังนี้

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-7ประมาณการประชากรไทย ป 2538-2570
ชวงอายุ/ประชากร
ประชากรรวม
อัตราเพิ่ม (รอยละ)
ประชากรตามกลุมอายุ
- อายุ 0-14 ป
สัดสวน (รอยละ)
- อายุ 15-59 ป
สัดสวน (รอยละ)
- อายุ 60 ปขึ้นไป
สัดสวน (รอยละ)
อัตราการเกิด
อายุขัยเฉลี่ย (ป)

หนวย : พันคน

2538
56,969
1.2

2548
65,099
0.9

2550
66,041
0.7

2558
68,980
0.5

2568
70,651
0.2

2570
70,636
0.0

14,029
24.6
37,446
65.7
5,495
9.6
2.0
70

14,950
22.8
43,492
66.8
6,757
10.4
1.6
72

14,522
22.0
44,372
67.2
7,147
10.8
1.6
73

12,870
18.7
46,291
67.1
9,819
14.2
1.5
75

10,606
15.0
45,050
63.8
14,995
21.2
1.4
77

10,182
14.4
44,403
62.9
16,055
22.7
1.4
n.a.

ที่มา : สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ

2.1 ผลกระทบตอผลผลิตรวมของประเทศ ประชากรเปลี่ยนแปลงเขาสูสังคม
ผูสูงอายุเพิ่มขึ้น ทําใหจํานวนประชากรในวัยทํางานหรือจํานวนแรงงานของประเทศลดลง ซึ่งนอกจาก
จะสงผลกระทบโดยตรงตอผลิตภาพของแรงงานที่เปนปจจัยการผลิตที่สําคัญของภาคเศรษฐกิจของ
ประเทศแลว ยังสงผลใหมีการอพยพเคลื่อนยายแรงงานตางชาติเพื่อเขามาทดแทนกําลังแรงงานใน
ประเทศเพิ่มขึ้น (ปจจุบันไทยมีแรงงานตางดาวทั้งที่ถูกตองและไมถูกตองตามกฎหมาย 2.6 ลานคน)
ซึ่งผลิตภาพของกําลังแรงงานในประเทศที่มีแนวโนมลดลงจากประชากรสูงวัยและการมีแรงงานตาง
ดาวเขามาอาศัยอยูในประเทศมากขึ้นดังกลาว ลวนสงผลกระทบตอศักยภาพในการผลิตโดยรวมของ
สาขาการผลิตหลักของประเทศ รวมถึงแนวโนมการเกิดปญหาทางสังคม อาชญากรรมและปญหา
สาธารณสุขของประเทศที่รัฐและประชาชนในประเทศตองรับภาระในการแกไขรวมกัน
2.2 ผลกระทบตอการออมและการลงทุน ผลสืบเนื่องจากการบริโภคแบบวงจร
ชีวิต (Life cycle hypothesis framework: Modigliani and Brumberg, 1954)3 ที่อัตราการบริโภคจะ
เพิ่มขึ้นเมื่อมีอายุมากขึ้นและอัตราการออมจะลดลง หรืออัตราการออมของผูมีงานทําจะเพิ่มขึ้นในชวง
วัยทํางานแตจะลดลงในชวงที่เกษียณอายุแลว จะสงผลทําเศรษฐกิจของโลกและของประเทศไทยใน
อนาคตที่กําลังกาวสูสังคมสูงอายุจะตองเผชิญกับภาวะการออมและการลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ
ชะลอตัวลงตามไปดวย อันจะสงผลตอประสิทธิภาพการผลิตรวมของประเทศอยางไมอาจหลีกเลี่ยงได

3

อางโดย ปทมา เธียรวิศิษฏสกุล (2551) อนาคตสังคมผูสูงอายุจากมุมมองเศรษฐกิจมหภาค วารสารเศรษฐกิจและสังคม ปที่ 45 ฉบับที่ 1
มกราคม-มีนาคม 2551
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-82.3 ผลกระทบตอการผลิตสินคาและบริการ การที่ผูบริโภคในตลาดโลกจะมี
แนวโนมเปนผูสูงอายุเพิ่มมากขึ้น สงผลใหพฤติกรรมการบริโภคสินคาและบริการมีการปรับเปลี่ยนไป
ตามสัดสวนความตองการของตลาดหลักที่เปนกลุมผูสูงวัย ซึ่งตองการสิ่งอํานวยความสะดวกในการ
ดํ า รงชี วิ ต ที่ มี ค วามเหมาะสมกั บ วั ย และสุ ข ภาพมากขึ้ น อาทิ การผลิ ต รถยนต สํ า หรั บ ผู สู ง อายุ
เครื่องสําอางหรือผลิตภัณฑชะลอความแก หมูบานหรือที่อยูอาศัยสําหรับคนชรา เครื่องมือทางการเงิน
เพื่อการออม การประกันสุขภาพและประกันชีวิต ประเภทอาหารและรานอาหาร เสื้อผา เครื่องใชไฟฟา
เครื่องมือสื่อสาร การทองเที่ยวและสันทนาการ การดูแลสุขภาพและดูแลผูสูงอายุ เปนตน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่สังคมโลกกําลังกาวสูสังคมผูสูงอายุ ไดกลายเปน
ประเด็นที่มีนัยสําคัญตอการกําหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่พัฒนาแลวและ
ประเทศกําลังพัฒนาในทศวรรษหนา โดยหลายประเทศในโลกไดกําหนดใหประเด็นดานสังคมผูสูงอายุ
เปนวาระแหงชาติที่ตองใหความสําคัญในระดับนโยบายและตองเรงเตรียมแผนรองรับและดําเนินการ
แกไข โดยบางประเทศไดมุงเนนการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทดแทนกําลังแรงงานที่ลดลง ขณะที่อีก
หลายประเทศไดดําเนินนโยบายการเปดรับแรงงานตางชาติโดยเฉพาะกลุมแรงงานที่มีทักษะ เพื่อ
ทดแทนกําลังแรงงานในประเทศที่กําลังเขาสูสังคมสูงวัย เปนตน

3.

พลังงานและความมั่นคงดานอาหาร

ในชวง 20 ปขางหนา ความตองการใชพลังงานของโลกมีแนวโนมเพิ่มขึ้นอยางมี
นั ย สํ า คั ญ ซึ่ ง เป น ผลมาจากการเพิ่ ม ขึ้ น ของจํ า นวนประชากรและการขยายตั ว ของเศรษฐกิ จ โลก
โดยเฉพาะประเทศกําลังพัฒนา ที่มีการเปลี่ยนแปลงเขาสูโครงสรางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและบริการ
มากขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม รูปแบบ และวิถีชีวิตของประชาชนไปสูการบริโภคพลังงานมาก
ขึ้น โดย IEA ไดคาดการณปริมาณความตองการใชพลังงานของประเทศกําลังพัฒนาในชวงป 25472573 ซึ่งจะขยายตัวเฉลี่ยประมาณรอยละ 2.6 ตอป โดยประเทศกําลังพัฒนาในเอเซีย จะมีแนวโนม
ความตองการใชพลังงานขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยรอยละ 3.2 ตอป ขณะที่ความตองการใชพลังงานของ
กลุมประเทศอุตสาหกรรมในชวงดังกลาวเฉลี่ยเพียงรอยละ 0.8 ตอป ซึ่งในภาพรวมจะสงผลใหความ
ตองการพลังงานของโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 446.7 Quadrillion Btu ในป 2543 เปน 701.6 Quadrillion Btu
ในอีก 20 ปขางหนา
ปจจุบันอุปทานของพลังงานในการตอบสนองความตองการใชสวนใหญยังคงเปน Non
renewable energy ซึ่งคิดเปนประมาณรอยละ 87.0 ในขณะที่ Renewable energy มีสัดสวนเพียง
ประมาณรอยละ 13.0 ซึ่งการเพิ่มขึ้นของความตองการใชพลังงานสวนใหญในระหวางป 2547–2573
จะเปนการเพิ่มขึ้นของความตองการใช Fossil fuels ขณะที่ความตองการใชพลังงานนิวเคลียรคาดวา
จะยังมีสัดสวนคอนขางนอย ทั้งนี้ความตองการใชน้ํามันคาดวาจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยรอยละ 1.5 ตอป
เปรียบเทียบกับการเพิ่มขึ้นของอุปทานเฉลี่ยรอยละ 1.2 ในชวงป 2547–2551 ซึ่งจะสงผลใหราคา
พลังงานในระยะยาวยังขึ้นอยูกับขนาดของแหลง Fossil fuels แหลงใหมที่จะสามารถทดแทนแหลงเดิม
ที่มีปริมาณลดนอยถอยลง ความไมแนนอนดังกลาวอาจสงผลใหราคาพลังงานในชวงกอนป 2553 มี
ความผันผวนและมีแนวโนมเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสงผลใหเศรษฐกิจของประเทศกําลังพัฒนาที่นําเขาพลังงาน
สุทธิจะยังคงมีความออนไหวตอภาวะความไมแนนอนของอุปสงคและอุปทานพลังงานในตลาดโลก

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-9ความตองการใชพลังงานจําแนกตามกลุมประเทศและประเภทพลังงาน (Quadrillion Btu)

OECD
Non-OECD
- Non-OECD Asia
World
- Oil
- Natural gas
- Coal
- Nuclear
- Other

2543

2553

2563

2573

239.8
206.9
99.9
446.7
168.2
103.4
114.5
27.5
33.2

254.4
256.6
131.0
511.1
183.9
120.6
136.4
29.8
40.4

275.1
331.9
178.8
607.0
210.6
147.0
167.2
35.7
46.5

298.0
403.5
227.6
701.6
238.9
170.4
199.1
39.7
53.5

อัตราเพิ่มตอป(25472573)
0.8
2.6
3.2
1.8
1.4
1.9
2.2
1.4
1.9

ที่มา: IEA

จากการศึกษาของธนาคารโลก พบวาประเทศไทยมีอัตราการพึ่งพาการนําเขา
พลังงานในอัตราที่สูง โดยหากพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย จะพบวาระบบ
เศรษฐกิจไทยมีระดับการพึ่งพิงสินคาพลังงานสูงกวา เกาหลีใต อินเดีย จีน และอินโดนีเซีย ในขณะที่
ประเทศมาเลเซียเปนผูสงออกสุทธิสินคาพลังงาน จึงสงผลทําใหประเทศไทยมีความเสี่ยงตอการผัน
ผวนของราคาพลั ง งานในตลาดโลก ประกอบกับ ในระยะเวลาที่ ผา นมาราคาน้ํา มัน ในตลาดโลกมี
แนวโนม เพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว ทําใหมีแรงกดดันตอดุลการคาของประเทศ โดยเฉพาะดุลพลังงานของ
ประเทศมีมูลคาการขาดดุลเพิ่มสูงขึ้นโดยลําดับจากเฉลี่ยรอยละ 6.3 ของ GDP ในชวงป 2544–2547
เปนเฉลี่ยรอยละ 8.5 ของ GDP ในป 2548-2550 ซึ่งแสดงถึงความจําเปนของระบบเศรษฐกิจในการ
ผลิตและสงออกอื่นๆ เพื่อเปนรายจายสําหรับมูลคาการนําเขาน้ํามันที่เพิ่มสูงขึ้น
ดุลพลังงาน (พันลานบาท)
2535-2538 2539-2543 2544-2547 2548 2549 2550 2548-2550
มูลคาการนําเขา
91.1
205.0
435.2 786.0 919.1 874.6 859.9
มูลคาการสงออก
0.1
0.3
71.2
165.7 219.5 207.0 197.4
มูลคาการนําเขาสุทธิ 91.0
204.7
364.1 620.3 699.6 667.6 662.5
% GDP
2.7
4.3
6.3
8.7
8.9
7.9
8.5
ที่มา: ธนาคารโลก

แมวาตลอดระยะเวลาที่ผานมาประเทศไทยมีการปรับตัวในดานพลังงานอยางตอเนื่อง
โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการใชพลังงาน การปรับโครงสรางการใชพลังงานไปสูการใชพลังงาน
ที่มีราคาถูกและการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตพลังงานในประเทศ ตลอดจนพลังงานทดแทนมาก
ขึ้น เพิ่มขึ้น อยางไรก็ตามการปรับตัวดังกลาวยังมีขอจํากัดหลายประการ อาทิ การพึ่งพาพลังงานจาก
ตางประเทศที่ยังอยูในระดับสูง ขอจํากัดของการพัฒนาแหลงพลังงานในประเทศ และขอจํากัดดาน
อุปทานของพลังงานทดแทน เปนตน ซึ่งกระบวนการปรับตัวดังกลาว คาดวาตองใชระยะเวลาและ
พัฒนาการหลายป ตลอดจนจะสงผลกระทบตอเศรษฐกิจและสังคมโลกโดยรวมดังนี้
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-103.1 การเพาะปลูกพืชพลังงานทดแทนอาจกอใหเกิดปญหาวิกฤติดานอาหาร
ที่จะมีความรุนแรงมากขึ้น โดยนโยบายสงเสริมการผลิตพืชพลังงานทดแทนจะนําไปสูความกังวลตอ
การพยายามหาแหลงพลังงานอื่นๆ หรือการใชเทคโนโลยีเพื่อทดแทนน้ํามัน ทําใหปญหาและแนว
ทางแกไขปญหาดานพลังงาน ถูกนํามาเชื่อมโยงกับวิกฤตดานอาหาร ซึ่งเปนผลจากความเสียหายของ
การผลิ ต ทางการเกษตร จากการขยายตั ว ของภั ย พิ บั ติ ต า งๆ จากภาวะการเปลี่ ย นแปลงสภาพ
ภูมิอากาศของโลก โดยหลายประเทศไดนํานโยบายการเพาะปลูกพืชเพื่อผลิตเปนพลังงานทดแทนมา
ใชอยางแพรหลาย ดวยเหตุนี้ จึงเกิดความกังวลในวงกวางถึงผลกระทบจากนโยบายดังกลาวทีอ่ าจทําให
การผลิตอาหารของโลกมีไมเพียงพอกับความตองการของประชากรโลก หรือมีราคาสูงเกินกวากําลังซื้อ
โดยเฉพาะในกลุมประเทศยากจน อันจะเปนสาเหตุของปญหาการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของนานา
ประเทศ ปญหาโภชนาการและขาดแคลนอาหารในประเทศยากจน กระทั่งการนําไปสูความวุนวายทาง
การเมือง และผลกระทบตอปญหาดานทรัพยากรและสิ่งแวดลอมตามมา เชน การบุกรุกพื้นที่ปาไมเพื่อ
ขยายพื้นที่การเกษตร การขยายตัวของการใชปุยและสารเคมีเกษตรอยางไมถูกตอง เปนตน
3.2 ผลกระทบตอความมั่นคงทางอาหาร จะเปนประเด็นปญหาที่สําคัญของ
ประเทศกําลังพัฒนาและประเทศยากจน โดยในป 2550 ผลผลิตอาหารของโลกราว 2,160 ลานตัน ไม
เพียงพอกับความตองการของโลกที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับหลายประเทศในโลกยังตองเผชิญกับภัยพิบัติ
ทางธรรมชาติทั้งอุทกภัยและภัยแลง อันเปนผลกระทบจากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ
โลก ที่ไดซ้ําเติ มวิกฤตปญหาการขาดแคลนอาหารของโลกใหทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยความ
แปรปรวนทางธรรมชาติไดสรางความเสียหายใหกับพื้นที่และผลผลิตทางการเกษตรของหลายประเทศ
ในโลก จนทํ าให ในช วงที่ ผ านมาผู ส งออกสิ นค าเกษตรและอาหารที่ สํ าคั ญหลายประเทศ มี ข าวไม
เพียงพอสําหรับการสงออก และหลายประเทศไดมีการกําหนดมาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหาร
ของประเทศตนไว เชน ประเทศจีน อินเดีย เวียดนาม อียิปต กัมพูชา สงผลทําใหราคาอาหารโลกเพิ่ม
สูงขึ้นอยางไมเคยเปนมากอน โดยดัชนีราคาอาหารโดยรวมระหวางเดือนมีนาคม 2007 จนถึงเดือน
มีนาคม 2008 ไดเพิ่มสูงขึ้นถึงรอยละ 57 โดยราคาธัญพืชเพิ่มขึ้นถึงรอยละ 181
การปรับเปลี่ยนการใชพลังงานทดแทนที่เพิ่มขึ้น จะสงผลทําใหอุปสงคและ
ระดับราคาของพืชพลังงานโดยเฉพาะมันสําปะหลัง ออย และปาลมน้ํามันในประเทศมีแนวโนมเพิ่มขึ้น
อยางตอเนื่อง รวมทั้งอาจกอใหเกิดปญหาการแยงชิงพื้นที่เพาะปลูกระหวางพืชที่ใชในการผลิตน้ํามัน
กับพืชที่ใชเพื่ออาหารและประเด็นดานการจัดสรรทรัพยากรน้ําที่ใชในเพาะปลูกพืชในอนาคต เมื่อ
ผนวกเขากับจํานวนประชากรโลกที่มีแนวโนมเพิ่มขึ้น ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกมีจํานวนจํากัด จะยิ่ง
สงผลใหประเด็นปญหาดานความมั่นคงดานอาหารทวีความสําคัญมากขึ้น การเพิ่มผลิตภาพการผลิต
ในภาคเกษตร โดยเฉพาะการเพิ่มผลผลิตตอไรของพืชอาหารและพลังงาน เพื่อรองรับกําลังการบริโภค
ของโลกที่ เ พิ่ ม สู ง ขึ้ น จึ ง เป น ประเด็ น การพั ฒ นาที่ ป ระเทศผู ผ ลิ ต และส ง ออกสิ น ค า เกษตรควรให
ความสําคัญ

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-11-

4.

เทคโนโลยี

วิวัฒนาการการผสมผสานอยางตอเนื่อง (Convergence) ระหวางเทคโนโลยีสาขา
หลักที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 214 จนเกิดเทคโนโลยีสาขาหลักใหม5 ที่สามารถประยุกตใชในหลากหลาย
มิติ นําไปสูนวัตกรรมใหมๆ จํานวนมาก จะสงผลตอการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต แบบแผนการผลิต
รูปแบบธุรกิจการคา และการตลาด รวมถึงความตองการของผูบริโภคในอนาคตที่เนนการตอบสนอง
ความตองการสวนบุคคลที่ตางจากปจจุบัน โดยแนวโนมการผสมผสานของเทคโนโลยีที่คาดวาจะมี
ความเปนไปไดสูง และจะสงผลกระทบที่สําคัญตอระบบเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะ 20 ป
ขางหนา มีดังนี้
เทคโนโลยีใหมที่เกิดจากการผสมผสานระหวางเทคโนโลยีสาขาหลักที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21
Bio
X
X
X
X
X
X
X

Nano
X
X
X
X
X
X
X
X
X

X
X
X

Materials
X
X
X

Information
X
X
X
X

X
X
X
X

X
X
X
X
X
X
X
X
X
X

X
X
X
X
X
X

X
X

X
X

X
X

X

Technology
Cheap Solar Energy
Rural Wireless Communication
Ubiquitous Information Access
GM crops
Rapid bioassays
Filter and Catalysts
Targeted drug delivery
Cheap autonomous housing
Green manufacturing
Ubiquitous RFID tagging
Hybrid vehicles
Pervasive sensors
Tissue engineering
Improved diagnostic
and surgical methods
Wearable computer
Quantum cryptography

ที่มา : ปฐมบทสูการเตรียมตัวเพื่ออนาคตของประเทศไทย, เอกสารประกอบการประชุมสมัชชาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีเพื่อการ
พัฒนา ครั้งที่ 6 (2550)

4

เทคโนโลยีสาขาหลักในศตวรรษที่ 21 ประกอบดวย เทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุ และนาโน

เทคโนโลยี
5

เทคโนโลยีสาขาหลักใหมๆ (New Mother Technologies) เชน Genomics แยกเปน Phamacogenomics และ proteomics และ

Nanomaterials แยกเปน Medical and electronic เปนตน
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-124.1 ผลกระทบต อ สั ง คมและวิ ถี ชี วิ ต ของป จ เจกบุ ค คล พั ฒ นาการของ
เทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศกอใหเกิดสังคมแหงการสื่อสารไรสาย (Ubiquitous society)6 ซึ่งสราง
ความสะดวกสบายในชีวิตและสังคมการทํางานใหเขาถึงขอมูลขาวสาร สรางความเสมอภาค และความ
โปรงใสมากขึ้น นอกจากนี้ความกาวหนาของเทคโนโลยีเกี่ยวกับสุขภาพยังมีสวนชวยใหคนมีอายุยืน
ยาว ผนวกกับความกาวหนาดานวิทยาการดานการรับรู (Cognitive science) ที่ผสมผสานกับ
วิทยาการเครื่องกล ไฟฟา วัสดุ เซ็นเซอร สารสนเทศ จะเปนปจจัยสําคัญที่ชวยดึงสมรรถนะดานความ
ทรงจําและความฉลาดของมนุษยมาพัฒนาแรงงานใหมีผลิตภาพที่ดีขึ้นไดอยางยั่งยืนขึ้นในอนาคต
4.2 ผลกระทบตอแบบแผนการผลิตและรูปแบบการบริโภค ความกาวหนา
ของเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศ ผนวกกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนจากที่เนนการลงทุน
ทางกายภาพมาสูการลงทุนทางปญญามากขึ้น ทําใหกระบวนการผลิตตนแบบสินคาในอุตสาหกรรมที่
ซับซอน จะสามารถดําเนินการไดอยางรวดเร็วขึ้น เมื่อผนวกเขากับการผลิตที่มีการแสวงหาปจจัยและ
กระบวนการการผลิตในบางขั้นตอนที่มีตนทุนต่ําจากภายนอก จะเปนปจจัยเรงที่กอใหเกิดธุรกิจระดับ
โลกที่ มี ขี ด ความสามารถในการแข ง ขั น สู ง สามารถผลิ ต สิ น ค า ที่ มี ร าคาถู ก แต มี ค วามแตกต า งเพื่ อ
ตอบสนองตอความตองการของผูบริโภคทั้งในระดับปจเจกบุคคลและระดับสังคมใหญโดยรวมไดอยาง
มีคุณภาพและหลากหลายเปนจํานวนมาก
4.3 ผลกระทบต อ พลวั ต รของภาคธุ ร กิ จ การค า และบริ ก าร จากกระแส
เศรษฐกิจโลกที่ไดเปลี่ยนแปลงจากการพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมไปสูภาคบริการที่เนนการใชความรูและ
เทคโนโลยีสารสนเทศทั้ง Hardware และ Software เปนตัวหลักในการขับเคลื่อนเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่อง
จะสงผลใหการดําเนินกิจกรรมทางธุรกิจเนนใหความสําคัญกับสมรรถะหลักขององคกร เพื่อสราง
อํานาจในการแขงขันโดยเนนการใหบริการที่มีความเปนเอกลักษณเฉพาะตัวมากขึ้น ประกอบกับ
แนวโนมการวาจางใหผูเชี่ยวชาญเขามาดําเนินการในสวนที่เกี่ยวของกับการดําเนินธุรกิจ (Global
Business Process Outsourcing) จะชวยลดตนทุนการผลิตและทําใหเกิดนวัตกรรมการใหบริการ
รูปแบบใหมๆ ที่สอดคลองกับความตองการของผูบริโภคในตลาดโลกมากขึ้น
4.4 ผลตอการจัดการปญหาสิ่งแวดลอมและพลังงาน ปญหาสิ่งแวดลอมที่เกิด
จากการใชพลังงานฟอสซิลในปจจุบันซึ่งกอใหเกิดปญหาภาวะโลกรอน ทําใหหลายประเทศในโลก
ตระหนักถึงความสําคัญในการนําวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีมาใชในการจัดการปญหาดังกลาว โดย
เทคโนโลยีในระยะสั้นถึงระยะกลางจะเนนกลุมเทคโนโลยีที่ใชพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการเพิ่ม
ประสิ ท ธิ ภ าพการใช พ ลั ง งาน เพื่ อ ทดแทนการใช น้ํ า มั น ในภาคขนส ง ในขณะที่ ค วามสํ า คั ญ ของ
เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียรจะเปนทางเลือกในการแกไขปญหาในระยะยาว เปนตน

6

สังคมแหงการสื่อสารไรสายหมายถึง การเชื่อมโยงและสื่อสารขอมูลของทุกสิ่ง (Internet of things) เชน ระหวางมนุษยสูมนุษย และ

มนุษยสูอุปกรณเครื่องใช (ตัวอยางเชน อิเล็กทรอนิกสระบบโสตสัมผัส เปนตน) รวมทั้งระหวางหุนยนตกับหุนยนต เปนตน
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-13วิ วั ฒ นาการของเทคโนโลยี แ ละแนวโน ม ของกระแสความก า วหน า ทาง
วิทยาศาสตรหลักที่เกิดขึ้นในโลก จะเปนปจจัยสําคัญในการผลักดันกระบวนการผลิตในสาขาการผลิต
หลักและหลอหลอมรูปแบบและพฤติกรรมการบริโภคของประชากรโลกใหมีวิวัฒนาการที่กาวหนาอยาง
ตอเนื่อง ซึ่งกระแสดังกลาวไดเปนกลไกที่สําคัญในการผลักดันใหหลายประเทศในโลกที่เล็งเห็นถึง
ความสําคัญของวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีไดมีการปรับกระบวนการและโครงสรางการผลิตเพื่อ
เสริมสรางขีดความสามารถในการแขงขันของประเทศไดอยางประสบผลสําเร็จและกาวสูการเปนผูนํา
ทางเศรษฐกิ จ โลกได อ ย า งมั่ น คง อย า งไรก็ ดี ก ารเลื อ กและนํ า เทคโนโลยี ม าใช ใ ห เ หมาะสมกั บ
สถานการณของประเทศหนึ่งๆ เปนสิ่งที่ตองใชความระมัดระวังสูง เนื่องจากเปนกระบวนการที่ตองใช
การลงทุนและจัดเตรียมปจจัยสนับสนุนหลายดาน เพื่อใหมั่นใจไดวาจะสามารถเปนผูนําของเทคโนโลยี
ดังกลาวไดอยางยั่งยืนในกระแสโลก

5.

การเงินโลก

ความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและการเงินโลกจะเปนปจจัยและแรงผลักที่สําคัญในการ
พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคตที่สําคัญ โดยแนวโนมการเปลี่ยนแปลงดานการเงินโลก จะ
มีความผันผวนมากขึ้น ในระยะยาวประเทศตางๆ จะมีการรวมกลุม และจัดทําขอตกลงทางการคา การ
ลงทุน และการเงินรวมกันมากขึ้น ซึ่งจะสงผลใหมีการเคลื่อนยายเงินทุนระหวางประเทศและเกิดการ
เก็งกําไร ตลอดจนเขามาลงทุนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศตางๆ ที่มีโอกาสในการสรางกําไร
มากขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงในบทบาทของตลาดการเงินโลกจะสงผลใหเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิง
โครงสรางในระยะยาว ดังนี้
5.1 การเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็วของสินทรัพยทางการเงินโลก ในปจจุบัน ตลาด
การเงินยุโรป จะมีขนาดใหญละมีสภาพคลองสูงรองจากตลาดการเงินสหรัฐ อยางไรก็ดี ในอนาคต
ตลาดสินทรัพยทางการเงินของยุโรปจะมีแนวโนมขยายตัวสูงกวาตลาดสินทรัพยทางการเงินในสหรัฐ
เนื่องจากธนาคารชาติสวนใหญไดหันมาสํารองเงินตราสกุลยูโรมากขึ้น นอกจากนี้ประเทศจีน ซึ่งเริ่มมี
บทบาทในตลาดการเงินโลกมากขึ้น จากการเกินดุลการคาในอัตราสูง ไดทําใหจีนเปลี่ยนสถานะเปน
ประเทศผูสงออกเงินทุนหรือกลายเปนผูใหกู (Capital provider) ตลอดจนมีการลงทุนในตลาด
ตางประเทศและเขามามีบทบาทในตลาดการเงินโลกมากขึ้น ในขณะที่บทบาทของประเทศกําลังพัฒนา
โดยเฉพาะกลุมประเทศในทวีปเอเชีย ตลอดจนกลุมประเทศผูผลิตน้ํามัน จะเขามามีบทบาทในระบบ
เศรษฐกิจโลกผานตลาดการเงินและการสงออกมากขึ้น
5.2 การเคลื่อนยายเงินทุน และการเปลี่ยนแปลงในขั้วอํานาจทางการเงิน
การเปดเสรีทางการเงินและการรวมตัวทางดานการเงินจะทําใหการเคลื่อนยายเงินทุนระหวางประเทศ
เพิ่มขึ้นและสนับสนุนใหเกิดการใชแหลงทุนรวมกัน และที่สําคัญจะทําใหชองทางในการระดมทุนของ
ภาคธุรกิจเอกชนมีมากขึ้นและยืดหยุนมากขึ้น โดยการขยายตัวอยางรวดเร็วของระบบตลาดการเงิน
ของโลก ทําใหนักลงทุนจากทั่วมุมโลกมีการแสวงหาตลาดการเงินใหมๆ และมีการเคลื่อนยายเงินทุน
ระหวางประเทศเพื่อผลตอบแทนจากการลงทุนสูงสุดมากขึ้น โดยบรรษัทขามชาติจะมีการเคลื่อนยายฐาน
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-14การผลิตไปสูจีนและกลุมประเทศผูผลิตน้ํามันมากขึ้น แมวาในปจจุบันกลุมประเทศดังกลาวจะยังมี
บทบาทในตลาดการเงินโลกไมถึงรอยละ 10.0 ของเงินลงทุนขามชาติก็ตาม โดยกลุมประเทศผูผลิต
น้ํามัน จะเริ่มเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการเปนจุดหมายของเงินลงทุนขามชาติไปสูการเปนผูลงทุนขาม
ชาติมากขึ้น ซึ่งการที่กลุมประเทศผูผลิตน้ํามันมีการถือครองสินทรัพยทางการเงินในสัดสวนที่สูงขึ้น
สงผลทําใหนานาประเทศเริ่มกังวลตอบทบาททางการเงินของกลุมประเทศดังกลาวที่อาจเพิ่มความ
เสี่ยงในตลาดการเงินโลก เนื่องจาก (1) ระดับการเปดเผยขอมูลสูสาธารณะของกลุมประเทศผูผลิต
น้ํามันที่ยังอยูในระดับที่ต่ํา (2) การขยายตัวของการลงทุนอาจจะมีวัตถุประสงคที่นอกเหนือจาก
ผลตอบแทนในรูปเงินตรา และ (3) การลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพยของกลุมประเทศผูผลิตน้ํามัน
อาจสงผลกระทบในระยะยาวตอเศรษฐกิจโลกจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ํามัน
5.3 การเปลี่ยนแปลงโครงสรางของการลงทุนโดยตรงระหวางประเทศ การ
เคลื่อนยายเงินทุนระหวางประเทศเพื่อแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนสูงสุดนั้น จะสงผลใหมีการ
ยายฐานการผลิตและขยายการลงทุนในกลุมอุตสาหกรรมและบริการในประเทศที่ใหผลตอบแทนจาก
การลงทุนสูง โดยการลงทุนโดยตรงจากตางประเทศโดยรวมของโลกในสาขาเกษตรและอุตสาหกรรมมี
สัดสวนลดลง ในขณะที่การลงทุนในสาขาบริการมีสัดสวนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสาขาเพื่อการใหบริการ
ทางธุรกิจ อาทิ การธนาคาร การประกัน และโทรคมนาคมและการสื่อสาร เพื่อสนับสนุนการคาและการ
ลงทุน เนื่องจากแนวโนมการเปดเสรีในสาขาบริการมากขึ้นในอนาคตและความกาวหนาในดานขอมูล
เทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีในดานการสื่อสารที่ทําใหการคาในดานการบริการมีความเปนไป
ไดมากขึ้น และการผลิตในสาขาบริการสามารถเคลื่อนยายฐานการผลิตเพื่อใชประโยชนจากตนทุนและ
ทําเลที่ตั้งไดมากขึ้นและเกิดเปนกระแส Offshore business process outsourcing โดยเฉพาะอยางยิ่ง
ประเทศที่มีความไดเปรียบดานคาแรงงาน และทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพ อาทิ จีน และอินเดีย ซึ่ง
จะทําใหจีนกลายเปนประเทศผูประกอบการและผูผลิตสินคาอุตสาหกรรมที่ไดมาตรฐานระดับโลก
เปนมากขึ้น ในขณะที่อินเดีย ซึ่งมีความไดเปรียบดานภาษาและทรัพยากรบุคคลในดานวิทยาศาสตร
และเทคโนโลยี จะเปนประเทศที่มีการเคลื่อนยายเงินลงทุนจากตางประเทศ เพื่อดําเนินธุรกิจในดาน
บริการที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT-enabled services) และการรับจางบริหารระบบธุรกิจ
(Business process outsourcing) เปนตน
จากแนวโนมการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วในตลาดการเงินโลกทําใหประเทศ
ตางๆ รวมทั้งประเทศไทยมีการเชื่อมโยงตอกันมากขึ้น ทําใหเงินทุนสามารถเคลื่อนยายไดอยางเปน
อิสระมากขึ้นและผูกูสามารถเขาถึงแหลงเงินทุนไดมากขึ้นและรวดเร็ว อยางไรก็ตาม การที่แนวโนม
ตลาดการเงินที่มีการเชื่อมโยงมากขึ้นก็จะมีความเสี่ยงแกนักลงทุนในแตละภูมิภาค จะเห็นไดจากวิกฤต
Sub prime ที่สงผลกระทบตอตลาดเงินและ

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-15-

6.

การรวมกลุมทางเศรษฐกิจ

ในชวงที่ผานมา ประเทศตางๆ ของโลกไดมีการสรางความรวมมือทางเศรษฐกิจ
ระหวางประเทศ เชน ประเทศในทวีปยุโรปมีการรวมตัวกันเปนสหภาพยุโรป (European Union: EU)
ประเทศในทวีปแอฟริกา มีการรวมตัวเปนสหภาพแอฟริกา (African Union) และประเทศในภูมิภาค
เอเชี ย ตะวั น ออกเฉี ย งใต มี ก ารรวมตั ว กั น เป น ประชาคมประชาชาติ เ อเซี ย ตะวั น ออกเฉี ย งใต
(Association for South East Asian Nations: ASEAN) เปนตน โดยการรวมตัวกันเปนกลุมประเทศ
ดังกลาว มีวัตถุประสงคเพื่อกระตุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสริมสรางความมั่นคงในภูมิภาค
นอกจากนี้การขยายตัวทางการคา การลงทุน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคตางๆ ของ
โลกในชวง 20 ปที่ผานมา การกอตั้งองคการการคาโลก (World Trade Organization: WTO) ในป
2538 และการจัดตั้งเขตการคาเสรี (Free Trade Area: FTA) ไดสงผลใหภูมิภาคตางๆ ของโลกมีความ
เชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งในดานการคา การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจ และสงผลใหเกิดตลาด
การคาใหมในภูมิภาคตางๆ ของโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย ซึ่งการรวมกลุมทางเศรษฐกิจในระยะ
ตอไป จะสงผลตอทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกและภูมิภาคตางๆ สรุปไดดังนี้
External Forces: BRIC/US/Japan
• ในชวง 2008 - 2013 เปนชวงการ
GDP Growth
ปรับตัวจาก Global imbalances โดยใช
ประมาณการเศรษฐกิจระยะปานกลาง
ของ IMF

• ในชวง 2018-2027 ใชแนวโนมการ

ขยายตัวในระยะยาว โดยประเทศ G7 ที่
มีรายไดตอหัวใกลเคียงกับ
U.S.
ขยายตัวใกลเคียงกับ U.S. (ยกเวนญี่ปุน
ที่ประชากรลดลง ) โดย U.S.
มี APL
เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณรอยละ 1.5 ตอป

• ประเทศกําลังพัฒนาสําคัญ ๆ (ยกเวนจีน

และอินเดีย ) ขยายตัวเฉลี่ยประมาณรอย
ละ 4-6
ประเทศกําลังพัฒนาอื่น ๆ
ขยายตัวในอัตราเฉลี่ยระหวางป 20082013 ของ IMF

• ภายใตเงื่อนไขดังกลาวเศรษฐกิจโลก

ในชวง 2008-2017 และ 2018-2027 มี
แนวโนมขยายตัวสูงกวาอดีตโดยมีแรง
ผลักจากการขยายตัวของประเทศกําลัง
พัฒนาเปนสําคัญ

81-90

91-00

01-07

08-17

18-27

U.S.

3.28

3.28

2.54

2.39

2.33

U.K.

2.66

2.45

2.77

2.56

2.53

Canada

2.84

2.94

2.92

2.60

2.60

France

2.41

1.99

1.99

2.18

2.05

Germany

2.32

2.07

1.42

1.72

1.72

Japan

3.95

1.26

1.74

1.63

1.38

China

9.30

10.45

9.85

9.68

8.50

Brazil

1.64

2.56

3.43

4.16

4.16

India

5.83

5.58

7.09

7.97

7.97

-

-2.08

7.03

6.07

6.07

Korea

8.74

6.19

5.18

4.55

4.55

Thailand

7.94

4.59

5.01

5.80

5.80

Malaysia

6.06

7.22

5.55

5.71

5.71

Philippines

1.80

3.08

5.14

6.02

6.02

Indonesia

0.00

4.15

5.10

6.50

6.50

3.0

3.1

2.8

3.4

3.2

Russia

World*

WWW.NESDB.GO.TH

*คํานวณโดยใชอัตราแลกเปลี่ยนป 2007

ที่มา : สศช.

6.1 การเปลี่ ย นแปลงศู น ย ก ลางทางเศรษฐกิ จ ของโลกในอนาคต จาก
แนวโนมการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาว พบวา อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุมประเทศ
พัฒนาแลว เชน ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา แคนาดา และญี่ปุน มีแนวโนมชะลอตัวลง โดยคาด
วาเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแลวจะขยายตัวในอัตราเฉลี่ยรอยละ 1.4–2.6 ในขณะที่ประเทศกําลัง
พัฒนา เชน ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต มีแนวโนมขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตรารอย
ละ 5.0–6.0 โดยคาดวาประเทศ จีน และอินเดีย จะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยสูงถึง
รอยละ 7.0–8.0 การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคยุโรป อเมริกา และญี่ปุน ซึ่งเปน
ศูน ยก ลางสํ าคั ญ ทางเศรษฐกิ จ ของโลกในป จจุ บั นดั ง กล า ว เป น ผลสื บ เนื่ อ งมาจากโครงสร า งของ
ประชากรที่เริ่มเปลี่ยนแปลงเขาสูสังคมผูสูงอายุ และการปรับตัวของระบบเศรษฐกิจเขาสู Mature
economy และแนวโนมขอจํากัดทางดานกําลังแรงงาน ทําใหตองพึ่งพาแรงงาน และทรัพยากรเพื่อการ
ผลิตจากประเทศที่กําลังพัฒนา ในขณะที่ประชากรในประเทศกําลังพัฒนายังมีแนวโนมขยายตัวเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะประชากรในกลุมประเทศ BRIC ที่คาดวาจะเพิ่มขึ้นประมาณ 464 ลานคน คิดเปนประมาณ
รอยละ 51 ของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดในป 2570 ดังนั้นศูนยกลางทางเศรษฐกิจของโลกใน
อนาคตมีแนวโนมที่จะเคลื่อนยายจากภูมิภาคยุโรป อเมริกา และญี่ปุน มาสูภูมิภาคเอเชียใต เอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต และภูมิภาคอเมริกาใต มากขึ้น
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-166.2 จีนและอินเดียจะกาวสูการเปนมหาอํานาจทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต
ประเทศจีนไดดําเนินนโยบายเปดเสรีทางการคา และการลงทุน ทั้งในดานการผอนคลายกฎ ระเบียบ
ใหเอื้อตอการลงทุนจากตางประเทศ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone: SEZ)
และการเปดพื้นที่เมืองชายฝงทะเล (Coastal cities) เพื่อรองรับการลงทุนจากตางประเทศ ทําให
เศรษฐกิจของจีนขยายตัวอยางตอเนื่องในอัตราเฉลี่ยรอยละ 10 ตอป นอกจากนี้ ประเทศจีนยังมีขอ
ไดเปรียบดานคาจางแรงงาน และจํานวนประชากรที่มีมากถึงประมาณ 1,300 ลานคน ทําใหจีนเปน
ตลาดการลงทุ น และการรองรั บ การบริ โ ภคสิ น ค า และบริ ก ารที่ ท วี ค วามสํ า คั ญ แห ง หนึ่ ง ของโลก
นอกเหนือจากสหรัฐ อเมริ กา สหภาพยุโรป และญี่ปุน ในขณะที่ป ระเทศอิ นเดียนั้น ได เ ริ่ มดํ าเนิ น
นโยบายผอนคลายกฎระเบียบใหเอื้อตอการลงทุนและการกําหนดพื้นที่พิเศษเพื่อรองรับการคาและการ
ลงทุนจากตางประเทศ สงผลใหเศรษฐกิจของประเทศอินเดียมีความนาสนใจและดึงดูดการลงทุนจาก
ตางประเทศ และเริ่มขยายตัวอยางกาวกระโดดตั้งแตป 2546 เปนตนมา เมื่อผนวกรวมเขากับขอ
ไดเปรียบเชนเดียวกับประเทศจีนทั้งในดานคาจางแรงงาน ภาษา และจํานวนประชากรที่สูงถึงกวา
1,000 ลานคน ทําใหอินเดียเปนประเทศที่ไดรับความสนใจจากนักลงทุนตางประเทศในระดับตนๆ ซึ่ง
ขอไดเปรียบของประเทศจีนและอินเดีย ทั้งในดานจํ านวนประชากร คาจางแรงงาน และนโยบาย
เศรษฐกิจ ตลอดจน แนวโนมในอนาคตที่อาจมีประเทศเกิดใหมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อาทิ ประเทศ
บราซิล และรัสเซีย จะเปนปจจัยผลักดันใหเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนศูนยกลางอํานาจมาอยูที่ประเทศแถบ
เอเชียมากขึ้น โดยการผลิตตางๆ จะยายมาอยูในแถบเอเชียทั้งหมด
China GDP Growth
16
14
12

%

10
8
6
4
2

2007

2006

2005

2004

2003

2002

2001

2000

1999

1998

1997

1996

1995

1994

ที่มา : รวบรวมโดย สศช.

1993

1992

1991

1990

1989

1988

1987

0

6.3 การรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคตางๆ การรวมตัวกันของประเทศใน
ทวีปตางๆ ของโลกเพื่อสรางความมั่นคงในภูมิภาค ความรวมมือทางเศรษฐกิจ และสรางอํานาจการ
เจรจาตอรองดานการคาในเวทีเจรจาการคาระหวางประเทศ เชน สหภาพยุโรป (European Union:
EU) สหภาพแอฟริกา (African Union) และ ประชาคมประชาชาติเอเซียตะวันออกเฉียงใต
(Association for South East Asian Nations: ASEAN) ตลอดจนการเจรจาการคาในเวที WTO และ
รูปแบบการเจรจาการคาภายใตกรอบ FTA ไดสงผลทําใหภูมิภาคตางๆ ของโลกเริ่มมีการรวมกลุมกัน
มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเปนปจจัยที่ชวยผลักดัน ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและภูมิภาค
ผานการเชื่อมโยงทางการคา การลงทุน การขนสงผูโดยสาร สินคา และบริการแลว ขอตกลงตางๆ ที่
เกิดขึ้นยังชวยเปดโอกาสใหประเทศที่พัฒนาแลว สามารถเขามาใชทรัพยากรของประเทศกําลังพัฒนา
ทั้งในดานแรงงาน และทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการผลิตเชิงอุตสาหกรรมไดมากขึ้น
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-17-

CAFTA-DR
CAFTA
CAFTA-DR
Costa Rica, Guatemala,
El Salvador, Honduras,
Nicaragua,
Dominican Republic
The United States

Current and Proposed Regional Agreements
in AsiaAsia-Pacific Region
APTA
APTA

Canada
Mexico

Chile, Hong Kong, Chinese Taipei
Papua New Guinea, Peru, Russia

Bangladesh
Sri Lanka

ASEAN+6
ASEAN+6 (CEPEA)
(CEPEA)

SAARC
SAARC (SAFTA)
(SAFTA)

Maldives
Pakistan

India

Northeast
Northeast Asian
Asian FTA
FTA
Japan

Korea
China

ASEAN
ASEAN (AFTA)
(AFTA)
Brunei
Philippines
Vietnam
Singapore
Malaysia, Indonesia

ANZCERTA:
APEC:
ASEAN:
CAFTA-DR:
EAFTA:
NAFTA:
SAFTA:

Bhutan
Nepal

ASEAN+3
ASEAN+3 (EAFTA)
(EAFTA)

ANZCERTA
ANZCERTA
Australia
New Zealand

BIMSTEC
BIMSTEC FTA
FTA

APEC
APEC (FTAAP)
(FTAAP)
NAFTA
NAFTA

Laos
Myanmar

Current
Regional
Agreement
Proposed
Regional
Agreement

Thailand
Thailand

Australia & New Zealand Closer Economic Relations Trade Agreement
Asia Pacific Economic Cooperation
Association of Southeast Asian Nations
Central America Free Trade Agreement and The Dominican Republic
East Asia Free Trade Area
North America Free Trade Area
South Asian Free Trade Area

23 ? ?? ? ?? ? 2551

Cambodia

AFTA:
ASEAN Free Trade Area
APTA:
Asia Pacific Trade Agreement (Known as Bangkok Agreement
BIMSTEC: Bay of Bangal Initiative for Multi-Sectoral Technical
and Economic Cooperation
CEPEA:
Comprehensive Economic Partnership in East Asia
FTAAP:
Free Trade Area of the Asia-Pacific
SAARC:
South Asian Association for Regional Cooperation

13

WWW.NESDB.GO.TH

ที่มา : สศช.

ทั้งนี้ ในสวนของประเทศไทยนั้น จากการรวมกลุมในระดับอนุภูมิภาค (GMS IMT-GT
และ ACMECS เปนตน) จะทําใหประเทศไทยมีความเชื่อมโยงของระบบโครงสรางพื้นฐานภายในอนุ
ภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น ทั้งเสนทางคมนาคมทางบก โทรคมนาคม และโครงขายสายสงไฟฟาและพลังงาน
เชน มีการประกาศใช East – West corridor นอกจากนี้ยังมีความรวมมือดานการคา ตลอดจน ความ
พยายามสงเสริมประเทศเพื่อนบานเพื่อลดความแตกตางทางดานรายไดกับไทย ขณะที่ ประเทศเพื่อน
บานของไทยที่กําลังเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว เชน เวียดนาม หรือพมาถาเริ่มมีประชาธิปไตยมากขึ้น
อาจจะเปนประเทศใหมที่หลายประเทศอยากจะไปลงทุน เพราะสามารถจะเชื่อมโยงกับประเทศอินเดีย
นอกจากนี้ การรวมกลุมในระดับภูมิภาค และระหวางภูมิภาค (ASEAN และ AFTA) จะสงผลให
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต มีการลงทุนจากประเทศที่พัฒนาแลวมากขึ้นเพื่อใชประโยชนจาก
ขอตกลงดานพิกัดอัตราภาษีของการนําเขา – สงออกสินคาในภูมิภาค และใชประโยชนจากแรงงาน
ทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาคเพื่อการผลิต ขนาดของตลาดในภูมิภาค และระบบโครงสรางพื้นฐานที่
สามารถเชื่อมโยงกันไดในอนุภูมิภาค เพื่อเปนฐานการผลิตสินคา และบริการในอนาคต
7

Strategic Location of Thailand in Southeast Asia
Korea

China

Afganistan

Japan

Pakistan

Middle East
Europe
Africa

India

Bangladesh

USA

Myanmar

Bay of Bengal
Market
MarketPotentials:
Potentials:
ƒƒ 312
in
312millions
millionsof
ofpop.
pop.
inGMS
GMS
Sri
Lanka
ƒƒ 67.5
millions
67.5 millionsof
ofpop.
pop.in
inIMT-GT
IMT-GT
ƒƒ 2,400
millions
in
PR
China
2,400 millions in PR China&&India
India

ƒƒ Southeast
SoutheastAsia’s
Asia’sPopulation
Population==555
555

million
millionin
in2006
2006----700
700million
million
expected
expectedin
in2030
2030
ƒƒ GNI
GNIaccounts
accountsfor
for785
785billion
billionUSD
USDin
in
2006
2006----could
couldattain
attain2,465
2,465billion
billionUSD
USD
in
in2030
2030

23 ? ?? ? ?? ? 2551

Laos

South China Sea

Thailand Vietnam
Cambodia

Philippines

Gulf of Thailand

Malaysia
Brunei
Singapore
Indonesia

WWW.NESDB.GO.TH

9

ที่มา : สศช.

7

Greater Mekong Subregion, Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle Development Project, Ayeyawady-Chao PhrayaMekong Economic Cooperation Strategy
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-18อยางไรก็ตาม ในอนาคตกลุมประเทศที่พัฒนาแลว โดยเฉพาะกลุมประเทศสหภาพ
ยุโรป มีแนวโนมที่จะกําหนดมาตรการกีดกันทางการคาที่ไมใชภาษีในรูปการกําหนดมาตรฐานมากขึ้น
และรุนแรงขึ้นกวาที่ผานมาเพื่อปกปองผูประกอบการในกลุมสหภาพยุโรป โดยอาจใชประเด็นดานสิทธิ
มนุษยชน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อกีดกันสินคา และการบริการจากประเทศกําลัง
พัฒนา เชน การกําหนดมาตรการการปลอยกาซเรือนกระจก ซึ่งสงผลกระทบโดยตรงตอธุรกิจ
ใหบริการขนสงทางอากาศ โดยประเทศกําลังพัฒนาจะตองปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีดานการบิน เพื่อให
การปลอยกาซคารบอนไดออกไซดที่เกิดจากเครื่องบินลดลง เปนตน ซึ่งการกําหนดมาตรการกีดกัน
การคาที่ไมใชภาษีดังกลาว จะเปนอุปสรรคสําคัญตอสินคา และบริการจากประเทศกําลังพัฒนาในอนาคต

7.

เมือง ชนบท และพื้นที่เศรษฐกิจ

ในระยะ 20 ปขางหนา หลายประเทศในโลกมีแนวโนมเขาสูความเปนเมืองอยาง
รวดเร็ว โดยสัดสวน ประชากรที่อาศัยอยูในเมืองจะสูงกวารอยละ 50 และประเทศในเอเชียจะขยายตัว
มากกวา ที่ อื่น สํ า หรั บ ประเทศไทยคาดว าสั ดส ว นประชากรเมือ งจะเพิ่ มขึ้ น เป น ร อยละ 47.0 ของ
ประชากรทั้งประเทศ ในป 2570 โดยประเทศไทยจะมีสภาวะความเปนเมืองขยายตัวออกไปสูภูมิภาค
ตางๆ มากขึ้น ในรูปแบบของเมืองใหญในภูมิภาคและประชากรเมืองจะเพิ่มขึ้นมากกวา 14 ลานคน ใน
ป 2570-2573 ประชากรในชนบทจะลดลง โดยประชากร เมืองจะกระจายตัวอยูในหัวเมืองใหญๆ มาก
ขึ้น ซึ่งอาจสงผลใหเกิดผลกระทบและการปรับตัวเพื่อรองรับความเปนเมืองของประเทศตางๆ รวมทั้ง
ประเทศไทยในประเด็น ดังนี้
7.1 ประเทศไทยมีแนวโนมการเปลี่ยนแปลงสภาพความเปนเมืองรวดเร็ว
ขึ้นเชนเดียวกับกระแสโลก ในระยะ 20 ปขางหนา ความเปนเมืองของประเทศในเอเชียจะขยายตัว
มากกวาภูมิภาคอื่นๆ โดยคาดวาประเทศไทยจะมีสัดสวนประชากรเมืองเพิ่มเปนรอยละ 47.0 ของ
ประชากรทั้งประเทศ โดยจะเพิ่มขึ้นในทุกภาคของประเทศ ขณะที่ประชากรในชนบทจะลดลง สงผลให
ตองเตรียมพัฒนาโครงสรางพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมในมาตรฐานระดับเมืองไวรองรับ รวมทั้ง
เชื่อมโยงการพัฒนาเมืองและชนบทใหเกื้อกูลกันมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อชวยลดความเหลื่อมล้ําและกระแส
ความขัดแยงจากการแยงชิงทรัพยากรระหวางคนในเมืองและคนในชนบท ที่มีแนวโนมจะเกิดมากขึ้น
จากการขยายตัวของความเปนเมือง
7.2 การปรับเปลี่ยนโครงสรางประชากรเขาสูสังคมผูสูงอายุ จะสงผลกระทบ
ต อ วิ ถี ก ารดํ า เนิ น ชี วิ ต ของคนในเมื อ งและชนบท โดยที่ โ ครงสร า งประชากรไทยมี แ นวโน ม
เชนเดียวกันกับประชากรโลกที่สัดสวนประชากรผูสูงอายุ (60 ปขึ้นไป) มีแนวโนมเพิ่มขึ้น จึงมีโอกาสที่
ผูสูงอายุจะถูกทอดทิ้งใหอยูตามลําพังในครอบครัวชนบทมากขึ้น ขณะที่ประชากรวัยแรงงานในชนบท
จะอพยพยายถิ่นเพื่อหางานทําในเขตเมืองเพื่อสรางรายไดเพิ่มขึ้น สงผลใหประชากรวัยสูงอายุขาดคน
ดูแลเอาใจใส และอาจตองรับภาระเลี้ยงดูลูกหลานจากการที่พอแมไปประกอบอาชีพตางถิ่น ซึ่งจะ
สงผลกระทบตอความอบอุนของครอบครัวในชนบท จึงจําเปนที่ภาครัฐตองเตรียมกําหนดนโยบายและ
มาตรการไวรองรับ โดยเฉพาะดานบริการสาธารณสุข การจัดสวัสดิการสังคม และการขยายโอกาสการ
ประกอบอาชีพของผูสูงอายุใหสอดรับกับประสบการณและภูมิปญญาที่มีอยู
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-19ประชากรเมื
้น
้น
ประชากรเมือองจะเพิ
งจะเพิ่ม่มขึขึน
้ อย
อยาางรวดเร็
งรวดเร็วว โดยในทวี
โดยในทวีปปเอเชี
เอเชียยเพิ
เพิ่ม่มขึขึน

อีอีกกประมาณ
ประมาณ 11 พั
พันนลลาานคน
นคน ในป
ในป 2030
2030

ในป
ในป 2030
2030 ประชากรของทวี
ประชากรของทวีปปเอเชี
เอเชียยมากกว
มากกวาา 50%
50% จะกระจุ
จะกระจุกกตัตัวว
อยู
อยูตตามเมื
ามเมือองหลวง
งหลวง เมื
เมือองใหญ
งใหญ และเขตพื
และเขตพื้น้นที
ที่เ่เมืมือองต
งตาางๆ
งๆ

หลายประเทศในเอเชี
้น
หลายประเทศในเอเชียยมีมีแแนวโน
นวโนมมความเป
ความเปนนเมื
เมือองที
งที่เ่เพิ
พิ่ม่มสูสูงงขึขึน

โดยไทยมี
้น
โดยไทยมีปประชากรเมื
ระชากรเมือองเพิ
งเพิ่ม่มขึขึน
้ กว
กวาา 14
14 ลลาานคน
นคน ภายในป
ภายในป 2030
2030

สัสัดดสสววนประชากรเมื
้น
นประชากรเมือองของไทยจะเพิ
งของไทยจะเพิ่ม่มสูสูงงขึขึน
้ ประชากรชนบทลดลง
ประชากรชนบทลดลง

2030
Rural Population
Urban Population

7.3 วิ ก ฤตการณ น้ํ า มั น ทํ า ให ตํ า แหน ง ที่ ตั้ ง เชิ ง ยุ ท ธศาสตร ข องไทยทวี
ความสําคัญยิ่งขึ้น ดวยที่ตั้งของไทยที่อยูระหวางแหลงวัตถุดิบ (ออสเตรเลียและตะวันออกกลาง) กับ
ตลาด (จีน อินเดีย ญี่ปุน และกลุมอาเซียน) ทําใหตําแหนงเชิงยุทธศาสตรของไทยมีความเหมาะสม
สําหรับการลงทุนดานธุรกิจอุตสาหกรรม และสํานักงานระดับภูมิภาค สงผลใหระบบชุมชนของไทยซึ่ง
เปนแบบศูนยกลางกับชายขอบ (Centre-Periphery) มีกรุงเทพฯ เปนศูนยกลางหลักของประเทศ เกิด
การขยายตัวทางเศรษฐกิจระดับสูง ดวยการปรับตัวเขาสูเศรษฐกิจฐานความรู (Knowledge-based
economy) เชื่อมโยงกับกระแสโลกาภิวัฒน ทําใหชองวางความเหลื่อมล้ําระหวางกรุงเทพฯ กับพื้นที่อื่น
ของประเทศหางกันมากขึ้น หากไมมีมาตรการหรือนโยบายที่ชัดเจนมาแกปญหาดังกลาว

3 การวิเคราะหสถานภาพปจจุบัน และอนาคตเศรษฐกิจไทยใน 20 ป
ขางหนา
1.

ระบบเศรษฐกิจไทย
1.1

การพัฒนาเศรษฐกิจในชวงที่ผานมาและสถานการณปจจุบัน

ตลอดระยะเวลา 20 ปที่ ผานมา (ป 2530–2550) ประเทศไทยมีอัตราการ
ขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยรอยละ 6.1 โดยที่ประเทศไทยมีชวงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ย
รอยละ 10.9 ตอปในชวงป 2530–2534 และชะลอลงเปนเฉลี่ยรอยละ 8.1 ตอป ในป 2535-2539
อยางไรก็ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับสูงติดตอกันหลายปนั้นสวนใหญเปนผลมาจากการที่
ประเทศไทยไดใชประโยชนจากฐานทรัพยากรและแรงงานที่มีอยูอยางอุดมสมบูรณและราคาถูก โดยที่
การเพิ่มประสิทธิภาพการใชปจจัยการผลิตมีนอย การบริหารจัดการในทุกระดับขาดประสิทธิภาพ และ
ขาดการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม รวมทั้งในบางชวงเวลาก็ขาดความสอดคลองในการบริหาร
เศรษฐกิจสวนรวม ในระดับภาพรวมของประเทศจึงมีอัตราเงินเฟอที่สูงและสูงขึ้นตอเนื่องโดยอยูที่เฉลีย่
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-20รอยละ 4.7 ในป 2530-2534 รอยละ 4.8 ในป 2535-2539 และสูงขึ้นเปนรอยละ 5.6 และรอยละ 8.1
ในชวงวิกฤตป 2540 และ 2541 ตามลําดับ นอกจากนี้ในชวงที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงนั้นเปนชวงที่มีการ
ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง โดยเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยรอยละ 3.9 ของผลิตภัณฑมวลรวมในประเทศในป
2530-2534 เปนเฉลี่ยรอยละ 6.5 ในชวงป 2535-2539 และสูงสุดถึงรอยละ 8.1 ของ GDP ในป 25382539 เศรษฐกิจไทยจึงตองเผชิญกับภาวะวิกฤตในป 2540-2541 ที่ทําใหเศรษฐกิจหดตัว กอนที่
ปรับตัวฟนขึ้นโดยการผลักดันดานนโยบายทั้งการผอนคลายนโยบายการคลังและการเงิน และการ
ดําเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนการฟนตัวในรายสาขาการผลิต รวมทั้งนโยบายสงเสริมวิสาหกิจขนาด
กลางและขนาดยอม โดยใหลําดับความสําคัญในเรื่องการเพิ่มผลิตภาพการผลิตรวม การบริหารจัดการ
ที่ดี และการบริหารความเสี่ยงกันมากขึ้น
เศรษฐกิจไทยไดฟนตัวจากภาวะวิกฤตตั้งแตป 2542 เปนตนมาและมีการ
ขยายตัวอยางตอเนื่องเฉลี่ยรอยละ 5.0 ในชวงป 2542-2550 หากเปรียบเทียบกับประเทศกําลังพัฒนา
อื่นๆ ผลการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยอยูในระดับที่นาพอใจ โดยขนาดของเศรษฐกิจไทยอยูในอันดับที่
11 จาก 25 ประเทศกําลังพัฒนาที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญที่สุด และเปนประเทศที่มีอัตราการขยายตัว
สูงสุดอันดับที่ 4 เฉลี่ยรอยละ 5.9 ในชวง 25 ปที่ผานมา อยางไรก็ตามวิกฤตการณทางเศรษฐกิจในป
2540 ทําใหฐานะโดยเปรียบเทียบของประเทศไทยในดานอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในชวง 10 ป
ที่ผานมาลดลง โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยรอยละ 1.8 คิดเปนอันดับที่ 19 และในรอบ 10 ปนี้ มี
อัตราการขยายตัวสูงสุดในป 2546 ที่รอยละ 7.1 คิดเปนลําดับที่ 12 ของกลุมประเทศกําลังพัฒนาที่มี
ขนาดใหญที่สุด 25 ประเทศดังกลาว
ในป 2550 ที่ผานมานั้นเศรษฐกิจไทยขยายตัวรอยละ 4.8 ซึ่งเปนการ
ขยายตัวที่ชาลงเนื่องจากผลกระทบจากสถานการณภายในประเทศที่ทําใหความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ
เอกชนและประชาชนทั่วไปลดลง จึงชะลอการใชจายและการลงทุนออกไป ประกอบกับมีแรงกดดัน
ซ้ําเติมจากความผันผวนในภาคการเงินที่ถูกกระทบตอเนื่องมาจากปญหาหนี้ดอยคุณภาพในตลาด
การเงินสหรัฐฯ รวมทั้งแรงกดดันจากราคาน้ํามันและภาวะเงินเฟอที่สูงขึ้นมากในชวงปลายป ในป
2550 ที่ผานมาการใชจายครัวเรือนจึงมีการขยายตัวเพียงรอยละ 1.5 และการลงทุนภาคเอกชนชะลอ
ลงมากโดยมีการขยายการลงทุนเพียงรอยละ 0.5
1.1.1 ในดานอุปสงค การขยายตัวทางเศรษฐกิจในชวงป 2530–2539 ถูก
ขับเคลื่อนโดยการขยายตัวของการสงออกและการลงทุนรวมทั้งจากการใชจายครัวเรือนที่ขยายตัว
สูงขึ้นตามอยางตอเนื่อง โดยสัดสวนการสงออกมีแนวโนมเพิ่มขึ้นจากรอยละ 34.6 ของ GDP ในชวงป
2530–2534 เปนรอยละ 43.4 ของ GDP ในป 2535–2539 ในขณะที่สัดสวนการลงทุนรวมเพิ่มขึ้นจาก
รอยละ 34.5 ของ GDP เปนรอยละ 41.2 ของ GDP ในชวงเวลาเดียวกัน ซึ่งเปนแรงขับเคลื่อนจากทั้ง
การลงทุนภาครั ฐและภาคเอกชน8 ในช วงหลังวิกฤตการณท างเศรษฐกิ จนั้น โดยเปรียบเทีย บกับ
8

โดยการลงทุนภาคเอกชนในชวงกอนการเปดเสรีทางการเงินนั้น มีที่มาจากการลงทุนโดยตรงจากตางประเทศในอุตสาหกรรมสงออก และ
ตอมาในชวงหลังเปดเสรีทางการเงินการลงทุนในอสังหาริมทรัพยและภาคการเงินมีบทบาทสําคัญมากขึ้น
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-21องคประกอบอื่นของระบบเศรษฐกิจแลวการสงออกทวีความสําคัญมากขึ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ดานอุปสงค ในขณะที่บทบาทของการลงทุนลดลงในชวงของการปรับตัวในภาวะที่มีกําลังการผลิต
สวนเกินอยูมาก โดยสัดสวนของการสงออกสินคาและบริการตอ GDP เพิ่มเปนรอยละ 65.9 ในชวงป
2545–2549 เทียบกับรอยละ 34.6 และรอยละ 43.4 ในชวงป 2530–2534 และ 2535-2539 ตามลําดับ
สวนการลงทุนมีสัดสวนรอยละ 21.9 ในชวงป 2545–2549 ลดลงจากรอยละ 41.2 ในชวงป 2535–
2539 โดยที่ ก ารส ง ออก มี ก ารขยายตั ว ของตลาดใหม แ ละตลาดรองในกลุ ม สิ น ค า สํ า คั ญ เช น
อิเล็กทรอนิกส เคมีภัณฑ ผลิตภัณฑพลาสติก และรถยนต นอกจากนี้ประเทศไทยเปนแหลงผลิต
ฮารดดิสกไดรฟที่สําคัญและมีสัดสวนสงออกประมาณรอยละ 40 ของตลาดโลก ในขณะที่สินคาตางๆ
ในโลกมีการพัฒนาเปนสินคาดิจิตอลมากขึ้น สงผลใหแนวโนมการสงออกขยายตัวไดดี และสนับสนุน
ใหเกิดการลงทุนเพื่อขยายกิจการเพื่อรองรับความตองการของตลาดในอนาคตดวย สําหรับการใชจาย
ครัวเรือนนั้นนับวาเปนภาคสวนที่ยังมีบทบาทสําคัญมากในระบบเศรษฐกิจเชนเดียวกับประเทศตางๆ
นั่นคือมีสัดสวนรอยละ 54.6 ของ GDP ในชวงป 2545-2549 ปรับตัวลดลงเล็กนอยจากรอยละ 55.1
ซึ่งสวนหนึ่งสะทอนถึงโครงสรางประชากรที่มีการเปลี่ยนแปลงนอยและนับไดวาเปนระดับที่สอดคลอง
กับอัตราการขยายตัวในภาพรวมของรายไดประชาชาติ แตอยางไรก็ตามการที่สัดสวนการใชจาย
ครัวเรือนจะยั่งยืนไปไดในระยะยาวภายใตแนวโนมการชะลอตัวของประชากรนั้นจะตองผลักดันการ
ปรับเพิ่มผลิตภาพการผลิตรวมของประเทศใหสูงขึ้นอีกมากเพื่อชดเชยผลของการชะลอตัวของกําลัง
แรงงานและมีการตอยอดรายไดและการออมไปสูการลงทุนที่ประสิทธิภาพสูงขึ้น และสรางผลตอบแทน
ที่สูงขึ้นมากทั้งจากการลงทุนในประเทศและในตางประเทศ ซึ่งนับวาเปนประเด็นการบริหารนโยบายที่
ทาทายมากประเด็นหนึ่งในระยะยาว หากไมเชนนั้นแลวสัดสวนการใชจายครัวเรือนก็จะลดลงในระยะ
ยาวภายใตสถานการณที่ประชากรชะลอลงและกําลังแรงงานลดลง
โครงสรางดานอุปสงค (%GDP)
การใชจายภาครัวเรือน
การใชจายภาครัฐบาล
การลงทุนรวม
สวนเปลี่ยนสินคาคงเหลือ
การสงออกสุทธิ
สงออกสินคาและบริการ
นําเขาสินคาและบริการ

2530 - 2534
56.9
9.5
34.5
1.0
-2.2
34.6
36.8

2535 - 2539
55.1
8.2
41.2
0.8
-4.3
43.4
47.7

2540 - 2544
54.2
9.1
22.9
-0.2
12.8
56.8
44.0

2545 - 2549
54.6
8.7
21.9
1.2
13.1
65.9
52.8

2550
51.9
9.2
22.4
0.0
15.9
69.7
53.8

1.1.2 ในด า นอุ ป ทาน การขยายตั ว ทางเศรษฐกิ จ ถู ก ขั บ เคลื่ อ นโดย
ภาคอุตสาหกรรมเปนสําคัญ โดยเฉพาะในชวง 2530–2534 และ 2535-2539 ซึ่งภาคอุตสาหกรรม
ขยายตัวเฉลี่ยรอยละ 15.1 ตอปและ รอยละ 10.0 ตอป ตามลําดับ โดยมีปจจัยสนับสนุนสําคัญๆ มา
จากการยายฐานการผลิตของประเทศญี่ปุนและประเทศอุตสาหกรรมใหมภายหลังการปรับคาเงินให
แข็งขึ้น ในขณะเดียวกับที่ประเทศไทยไดปรับนโยบายเศรษฐกิจไปสูนโยบายการคา การลงทุน และ
การเงินที่เสรีมากขึ้น รวมทั้งการดําเนินนโยบายการเงินการคลังที่เอื้ออํานวยตอการขยายตัวทาง
เศรษฐกิจ ภายใตสถานการณที่ภาคอุตสาหกรรมมีฐานการผลิตที่หลากหลายขึ้นและขยายตัวเร็วกวา
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-22ภาคเกษตรทําใหสัดสวนของภาคการเกษตรตอขนาดของเศรษฐกิจลดลงอยางตอเนื่องจากรอยละ 13.6
ในป 2530-2534 เปนรอยละ 8.8 ในป 25509 อยางไรก็ตามอุตสาหกรรมเกษตรมีความหลากหลายและ
พัฒนามากขึ้นและมีสวนชวยในการสนับสนุนการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในภาพรวม โดยเฉพาะ
การสงออกอาหารแปรรูปนั้นไดรับประโยชนจากการขยายตลาดตางประเทศและในฐานะที่ประเทศไทย
เปนประเทศผูสงออกอาหารสุทธิ (Net food exporter) แมวาจะไดรับผลกระทบเปนครั้งคราวจาก
ปญหาคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร
อัตราการขยายตัวทางดานการผลิต (%)
เกษตรกรรม
นอกภาคเกษตร
อุตสาหกรรม
บริการและอื่นๆ
GDP

2530 - 2534
4.1
12.1
15.1
10.8

2535 - 2539
2.8
8.7
10.0
8.1

2540 - 2544
2.1
-0.3
2.0
-1.7

2545 - 2549
2.6
6.0
7.4
5.1

2550
3.9
4.8
5.7
4.2

10.9

8.1

-0.1

5.7

4.8

โครงสรางเศรษฐกิจดานการผลิต (%GDP)
เกษตรกรรม
นอกภาคเกษตร
อุตสาหกรรม
บริการและอื่นๆ
GDP

2530 - 2534
13.6
86.4
28.2
58.2

2535 - 2539
10.1
89.9
31.9
58.0

2540 - 2544
10.1
89.9
35.2
54.7

2545 - 2549
9.6
90.4
38.3
52.1

2550
8.8
91.2
39.6
51.6

100.0

100.0

100.0

100.0

100.0

ในชวงวิกฤตการณทางเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมเขาสูภาวะหดตัว
และฟนตัวในระยะตอมา โดยไดรับประโยชนจากการขยายตลาดในประเทศจีนที่ไดเขามาเปนสมาชิก
ขององคการคาโลกและดํ าเนินนโยบายเปดประเทศ โดยที่จีนไดเ ข ามาในฐานะผู นําอุตสาหกรรม
ประกอบชิ้นสวนที่ไดกอใหเกิดสายการผลิตตนทุนต่ําและสรางความเชื่อมโยงระหวางการผลิตสินคา
อุตสาหกรรมในเอเชียตะวันออกกับตลาดโลกซึ่งทําใหการสงออกของประเทศผูผลิตสําคัญๆ ในภูมิภาค
ขยายตัวควบคูไปกับการเพิ่มขึ้นของการสงออกจากจีน10 รวมทั้งในฐานะตลาดสงออกที่สําคัญของ
ประเทศในภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ในชวง 3-4 ปที่ผานมานี้ประเทศไทยยังไดรับประโยชนการ
ขยายตัวของประเทศอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรปตะวันออกมากขึ้นดวย ในปจจุบันอาจกลาวได
วาการผลิตภาคอุตสาหกรรมสําคัญของไทยมีความสําคัญมากขึ้นใน Global supply chain จากการ
พัฒนาหวงโซอุปทานของกลุมประเทศในเอเชียเองภายใตหลักการแบงงานกันทําและสรางความ
ไดเปรียบโดยเปรียบเทียบทั้งในดานตนทุนคาแรงงานและทางดานโลจิสติกสรวมกันมากขึ้น ในขณะที่
9

สัดสวนภาคการเกษตรของไทยลดลงเนื่องจากสาเหตุปจจัยสําคัญๆ หลายประการ โดยเฉพาะทิศทางนโยบายของภาครัฐ เชน นโยบาย
การพัฒนาอุตสาหกรรมทดแทนการนําเขา การเก็บภาษีสงออกขาวในชวง 1960s และ 1970s เปนตน แมวานโยบายดังกลาวจะถูก
ยกเลิก แตการผลิตภาคการเกษตรในระยะตอมายังคงมีปญหาดานผลิตภาพการผลิต และมีการนําเทคโนโลยีมาใชในภาคการผลิต
เกษตรนอย และยังไดรับผลกระทบจากการบิดเบือนผานมาตรการภาษี
10
สัดสวนของการสงออกของประเทศเอเชีย 8 ประเทศ (จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟลิปปนส สิงคโปร เกาหลีใต ไตหวัน และไทย) ใน
ตลาดโลกเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็วเปนประมาณรอยละ 20 ในป 2546
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-23การผลิตภาคเกษตรกรรมยังคงประสบปญหาดานผลิตภาพการผลิต จึงมีความผันผวนไดงายตาม
เงื่อนไขปจจัยธรรมชาติ โดยที่การบริหารความเสี่ยงมีนอยและยังขาดการใชประโยชนจากเทคโนโลยี
เพื่อลดความเสี่ยง และรายไดเกษตรกรยังขึ้นอยูกับการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาดโลกเปนสําคัญ
1.1.3 ดานผลิตภาพการผลิตรวม จากการพัฒนาในอดีตจะเห็นไดวาการ
ขยายตั ว ทางเศรษฐกิ จ ยั ง คงพึ่ ง พิ ง การขยายตั ว ในปริ ม าณสิ น ค า ทุ น และแรงงานมากกว า การ
เจริญเติบโตของผลิตภาพการผลิตรวม (TFP) โดยในชวง 2530-2539 ผลิตภาพการผลิตรวมขยายตัว
รอยละ 1.18 ในขณะที่ในชวงหลังวิกฤตการณทางเศรษฐกิจ ป 2542 – 2550 ผลิตภาพการผลิตรวม
โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นรอยละ 2.85 ตอป ซึ่งแสดงถึงแนวโนมที่ดีขึ้น อยางไรก็ตามการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ
การผลิตรวมในระดับประเทศนั้นสวนหนึ่งเปนผลมาจากการเคลื่อนยายปจจัยการผลิตมาจากภาค
การเกษตรซึ่ ง มี ผ ลิ ต ภาพการผลิ ต ต่ํ า มาสู ส าขาที่ มี ผลิ ต ภาพการผลิ ต สูง กว า ซึ่ ง ช ว ยสนั บ สนุ น การ
ขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมไดอีกสวนหนึ่ง นอกจากนั้นการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพการผลิตในชวง
หลังวิกฤตการณทางเศรษฐกิจยังเปนการเพิ่มขึ้นเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและบริการเทานั้น ในขณะ
ที่ผลิตภาพการผลิตในภาคการเกษตรอยูในภาวะถดถอย ซึ่งสวนหนึ่งเปนเพราะภาคอุตสาหกรรมและ
บริการนั้นไดรับผลประโยชนมาจากการพัฒนาและการถายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากตางประเทศ
มากขึ้น ในขณะที่ผลผลิตภาคเกษตรยังผันผวนไปตามสภาพดินฟาอากาศซึ่งสงผลใหผลผลิตลดลง
แมวาจะมีการใชปจจัยการผลิตเทาเดิมหรือเพิ่มขึ้นก็ตาม
อัตราการขยายตัวของผลิตภาพการผลิตรวม (%)

สาขา
เกษตรกรรม
นอกภาคเกษตร
อุตสาหกรรม
บริการ
TFP รวม

2530 - 2539
-1.00
0.70
0.89
-0.03
1.18

2540 - 2541
-6.32
-8.37
-6.55
-9.46
-7.88

2542 - 2550
0.18
2.38
4.21
1.47
2.85

1.1.4 ด า นเสถี ย รภาพทางเศรษฐกิ จ ในช ว งหลั ง วิ ก ฤตเศรษฐกิ จ
เสถียรภาพทางเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นตามลําดับ โดยในชวงป 2545–2549 ประเทศไทยมีดุลบัญชี
เดินสะพัดเกินดุลคิดเปนสัดสวนรอยละ 1.2 ของ GDP เมื่อเทียบกับชวงกอนวิกฤตเศรษฐกิจในชวงป
2535–2539 ที่ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล คิดเปนสัดสวนรอยละ 6.5 ของ GDP อัตราเงินเฟอลดลงจาก
เฉลี่ยรอยละ 4.8 และรอยละ 6.9 ในชวงป 2535 – 2539 และ ป 2540–2541 ตามลําดับ เปนเฉลี่ยรอย
ละ 2.9 ในป 2545–2549 ในขณะที่ตลาดแรงงานเริ่มปรับตัวเขาสูภาวะการจางงานเต็มที่ อัตราการ
วางงานลดลงจากระดับสูงสุดรอยละ 4.4 ในป 2541 ซึ่งเปนชวงวิกฤตมาเปนรอยละ 3.6 ในป 2543
และลาสุดในป 2550 อยูที่รอยละ 1.4 ทําใหตลาดแรงงานอยูในภาวะตึงตัวและมีการขาดแคลนแรงงาน
ในบางสาขาการผลิตโดยเฉพาะแรงงานมีทักษะ ซึ่งไมเพียงแตจะเปนขอจํากัดของการขับเคลื่อนการ
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-24เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาศัยการขยายตัวของปจจัยแรงงานเปนปจจัยขับเคลื่อนหลัก แตจะเปน
ขอจํากัดในการเพิ่มศักยภาพการผลิตในสาขาที่ใชเทคโนโลยีเขมขนที่ตองดําเนินการรวมกับแรงงานที่
มีทักษะสูง รวมทั้งเปนขอจํากัดดานการถายทอดเทคโนโลยีซึ่งเปนเงื่อนไขจําเปนในการพัฒนาไปสูยุค
ที่ ป ระเทศไทยพึ่ ง พาตนเองได ม ากขึ้ น ในการพั ฒ นาฐานการผลิ ต ที่ ต อ งอาศั ย ความก า วหน า ทาง
เทคโนโลยี
แตอยางไรก็ตามเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจยังคงมีความเสี่ยง
จากการที่ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นมากเนื่องจากสัดสวนการใชพลังงานของระบบเศรษฐกิจไทยยังอยูใน
ระดับสูง (energy intensity) จึงเปนความเสี่ยงในหลายดาน ที่สําคัญคือความเสี่ยงตอขีดความสามารถ
ในการแขงขันดานราคา ภาวะเงินเฟอ และการขาดดุลการคา ซึ่งจะเห็นไดวาในปที่ราคาน้ํามันเพิ่ม
สูงขึ้นดุลการคาจะขาดดุลและอัตราเงินเฟอเพิ่มสูงขึ้น ในป 2548-2549 และในป 2551 นี้ การผลักดัน
ด า นนโยบายได เ ริ่ม มี ผ ลให ร ะบบเศรษฐกิ จ ไทยมี ก ารปรั บ ตั ว ไปสู ก ารใช พ ลั ง งานที่ มี ร าคาถู ก และ
พลังงานทดแทนรวมทั้งการใชพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แตการปรับตัวดังกลาวยังมีขอจํากัด
หลายประการโดยเฉพาะอยางยิ่ง ความจําเปนในการพึ่งพิงพลังงานจากตางประเทศที่ยังอยูในระดับสูง
ขอจํากัดของการพัฒนาแหลงพลังงานในประเทศ และขอจํากัดดานอุปทานของพลังงานทดแทน และ
ยังมีความจําเปนที่ประเทศจะตองวางแผนความมั่นคงดานพลังงานในระยะยาว ที่มีความสอดคลองกับ
เปาหมายการปรับโครงสรางเศรษฐกิจของประเทศและแนวโนมการเปลี่ยนแปลงตลาดพลังงานโลกและ
ขอตกลงระหวางประเทศดานสิ่ งแวดล อม โดยที่ยังใหลําดับ ความสําคั ญกับ ความมั่นคงและความ
ปลอดภัยดานอาหาร
1.1.5 ในดานภูมิทัศนของการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการแบงปน
ผลประโยชนจากการพัฒนา ระดับการพัฒนาของแตละพื้นที่ยังคงมีความเหลื่อมล้ําคอนขางสูง โดยการ
พัฒนาเขาสูความเปนเมืองของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งหัวเมืองหลักถูกขับเคลื่อนโดย
พลวัตของการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ แตการพัฒนาของสังคมชนบทสวนใหญ
ของประเทศ หรือการยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชนในชนบทมีความลาชากวาการ
ยกระดับรายไดของประเทศ ดังนั้นประเทศไทยจึงยังมีปญหาเรื่องความเหลื่อมล้ําในดานการกระจาย
รายไดและความเหลื่อมล้ําของระดับการพัฒนาระหวางสังคมเมืองและชนบท โดยพื้นฐานจึงยังเปน
โอกาสของประเทศที่จะผลักดันใหพื้นที่ที่รายไดต่ํามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลายมากขึ้นและมี
อัตราการขยายตัวสูงกวาพื้นที่ที่มีรายไดสูงกวาและมีระดับการพัฒนาที่กาวหนาไปมากแลว อยางไรก็
ตามการเปลี่ยนแปลงในทิศทางดังกลาวที่สามารถจะผลักดันใหเกิดไดในระยะยาวและชวยลดความ
แตกตางของการพัฒนาและมาตรฐานชีวิตระหวางพื้นที่นั้นจะตองขึ้นอยูกับการกระจายปจจัยโครงสราง
พื้นฐาน การศึกษา และสาธารณสุข อยางทั่วถึงและเทาเทียม โดยที่ในระยะตอไปนั้นความเทาเทียม
ดานคุณภาพจะตองไดรับลําดับความสําคัญ รวมทั้งการสงเสริมการกระจายอํานาจสูทองถิ่นเพื่อเปน
กลไกในการพัฒนาในเชิงพื้นที่อยางทั่วถึง

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-251.2

แนวโนมการขยายตัวและการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะ 20 ป

ขางหนา
จากพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยในปจจุบัน และการคาดการณวาในระยะยาวนั้น
สถานการณโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วและสงผลกระทบเชื่อมโยงกันทั้งโลกโดยแรงผลัก
ของความกาวหนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศและความรวมมือทางการคาการลงทุนที่ทําใหกลายเปน
โลกเดียวมากขึ้น รวมทั้งระบบการคาการลงทุนจะมีความซับซอนและมีการแขงขันที่รุนแรงมากขึ้น
ประเทศตางๆ ปรับตัวเขาสู เศรษฐกิจฐานความรูอยางเต็มที่ ทําใหคาดการณไดวาการเพิ่มผลิตภาพ
การผลิตจะเปนประเด็นสําคัญที่จะมีอิทธิพลสําคัญตอการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศรวมทั้ง
การวางตําแหนงของประเทศในอนาคตอยางแนนอนซึ่งตองพิจารณาเตรียมการแตเนิ่นๆ และผลักดัน
อยางตอเนื่อง การเพิ่มผลิตภาพการผลิตจะชวยเสริมสรางศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ภายใต เ งื่ อ นไขแนวโน ม ที่ ค อ นข า งชั ด เจนคื อ การที่ จํ า นวนประชากรจะขยายตั ว ในอั ต ราที่ ช า ลง
เชนเดียวกับสัดสวนกําลังแรงงาน (อายุ 15-60 ป หรือขยายเปน 15-65 ปในอนาคต) ตอจํานวน
ประชากรที่จะชะลอลงและลดลงในที่สุด รวมทั้งขอจํากัดดานทรัพยากรและปญหาโลกรอนที่จะเปน
เงื่อนไขสําคัญและนําไปสูการกําหนดกฎระเบียบที่จะมีผลกระทบตอรูปแบบการดําเนินชีวิต การบริโภค
การพัฒนาฐานการผลิตทั้งเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ และแนนอนวาการลงทุนในดานตางๆ ทั้งที่
เปนทางกายภาพ องคความรู และทรัพยากรมนุษย จะเปนกลไกสําคัญที่จะสนับสนุนใหผลิตภาพการ
ผลิตสูงขึ้น โดยที่ประเทศไทยจะตองกําหนดทิศทางการลงทุนและการเพิ่มผลิตภาพการผลิตรายสาขา
ใหส อดคลองกับการวางตําแหนงของประเทศในระยะยาว บนแนวคิดการแกปญหาจุดออนในเชิ ง
โครงสรางของเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในปจจุบันที่สงผลให เศรษฐกิจขาดเสถียรภาพไดงาย มี
ปญหาความยากจนและการกระจายรายไดที่สงผลกระทบตอคุณภาพชีวิต และรูปแบบการใชทรัพยากร
ซึ่งทําใหมีความเสียหายจากปญหาโลกรอนรุนแรงขึ้น รวมทั้งแนวโนมการเปลี่ยนแปลงบริบทโลกทั้ง
เรื่องการเขาสูสังคมผูสูงอายุ การพัฒนาเทคโนโลยี และการรวมตัวทางการคา การลงทุน และการเงิน
1.2.1 การประมาณการแนวโน ม เศรษฐกิ จ ในการประเมิ น แนวโน ม
เศรษฐกิจไทยในระยะยาว 20 ปขางหนา11 สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แหงชาติจึงพิจารณาบนเงื่อนไขของขอสมมติฐานที่สําคัญ 5 ดานที่จะมีผลสําคัญตอการพัฒนา
เศรษฐกิจรวมทั้งการกําหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศ ซึ่งประกอบดวย
(1) การขยายตัวของผลิตภาพการผลิตรวม (Total Factor
Productivity) และการขยายตัวของการลงทุน โดยแบงออกเปน 3 กรณี คือ

11

การประมาณการศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวโดยใชแบบจําลองดุลยภาพทั่วไปเชิงพลวัต บนพื้นฐานของ
ทฤษฏีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจชนิด Exogenous saving model ของ Solow (1956) และ Swan (1956)
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-26การขยายตัวของการลงทุนและผลิตภาพการผลิตรวม (รอยละตอป)
การลงทุน12
กรณีต่ํา
กรณีฐาน
กรณีสูง
คาเฉลี่ยจริง 2546-2550

3.0
5.0
7.0
8.2

เกษตร
-0.982
-0.762
-0.542
-0.412

ผลิตภาพการผลิตรวม13
อุตสาหกรรม ไฟฟา ขนสง
2.918 1.588 2.328
3.138 1.808 2.548
3.358 2.028 2.768
3.490 2.165 2.900

กอสราง
-1.262
-1.042
-0.822
-0.692

บริการ
1.938
2.158
2.378
2.512

(2) การขยายตัวของประชากรและกําลังแรงงาน14 (15-64
ป) เปนไปตามรายงานการคาดการณประชากรของประเทศไทยซึ่งจัดทําโดย สศช. โดยที่ในระยะ 20
ปตอจากนี้ไปประชากรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยรอยละ 0.56 ตอปในชวงป 2550–2555 และชะลอลงเปนเฉลี่ยรอย
ละ 0.09 ตอป ในชวงป 2566–2570 ในขณะที่กําลังแรงงานเพิ่มขึ้นรอยละ 0.69 ตอป ในชวงป 2550–
2555 และลดลงรอยละ 0.23 และ รอยละ 0.62 ในชวงป 2561–2565 และ 2566–2570 ตามลําดับ โดย
ไมมีการปรับเพิ่มอายุการเกษียณใหสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกลาวทําใหสัดสวนกําลังแรงงานลดลง
จากรอยละ 67.64 ในป 2555 เปนรอยละ 62.86 ในป 2570
(3) การบริโภคภาครัฐบาล ขยายตัวเฉลี่ยรอยละ 3.015 ตลอด
ชวงของการประมาณการ
(4) ระดับราคาสินคาสงออกของไทยในตลาดโลก เพิ่มขึ้นใน
อัตราเฉลี่ยระหวางป 2544–2550 โดยราคาสงออกสินคาเกษตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยรอยละ 8.0 ตอป สูงกวา
อัตราการขยายตัวของราคาสงออกสินคาอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยรอยละ 0.4–1.6 ในขณะที่ราคา
น้ํามันดิบอยูที่ 130 เหรียญสหรัฐตอบาเรล ตลอดชวงของการประมาณการ
(5) ไมมีการยายฐานการผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่เปน
ละลอกสําคัญ นั่นคือไมมีการเปลี่ยนแปลงโครงสรางฐานการผลิตของโลกที่เปนนัยสําคัญ (Global
production platform) และไมเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยตลอดชวงของการประมาณการ รวมทั้งขอ
สมมติฐานอื่นๆ ภายใตเศรษฐกิจระบบเปดขนาดเล็ก (Small-open economy assumptions)
12

ในแบบจําลองการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดสรรผลผลิตระหวางเพื่อการบริโภค และการลงทุนจะเปนปจจัยสําคัญที่จะกําหนด
GDP ของประเทศในอนาคต อยางไรก็ตามระดับการลงทุนในอนาคตยังมีความไมแนนอนสูงและขึ้นอยูกับปจจัยหลายประการ โดยเฉพาะ
อยางยิ่ง การออมในประเทศ การเคลื่อนยายเงินทุนจากตางประเทศ การออมภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงในโครงสรางประชากร ภายใต
ความไมแนนอนดังกลาว การวิเคราะหในครั้งนี้จึงกําหนดใหการลงทุนเปนตัวแปรภายนอกที่กําหนดเปนเปาหมายเชิงนโยบาย
13
คิดจากอัตราการขยายตัวของผลิตภาพการผลิตและการลงทุนเฉลี่ยระหวางป 2546-2550 อยางไรก็ตามการสมมติใหผลิตภาพการผลิต
ในแตละกรณีขยายตัวคงที่ตลอดระยะ 20 ปขางหนาภายใตการชะลอตัวและการลดลงของกําลังแรงงานนั้นมีนัยวาตองมีการผลักดันให
ผลิตภาพแรงงานเพื่อชดเชยกําลังแรงงานที่จะมีสัดสวนลดลงในที่สุด ดังนั้นหากประเทศไทยไมสามารถเรงรัดและผลักดันใหผลิตภาพ
แรงงานสูงขึ้นไดอยางชัดเจน ศักยภาพการขยายตัวของประเทศก็จะต่ํากวาการประมาณการที่แสดงในรายงานฉบับนี้
14
ในแบบจําลองการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของประชากรจะเปนปจจัยขับเคลื่อนการขยายตัวของ Consumption
function ในขณะที่การขยายตัวของกําลังแรงงานจะเปนปจจัยขับเคลื่อน Production function
15
ในระยะยาวการขยายตัวของการบริโภคภาครัฐจะเปนการลดการบริโภคและการสะสมทุนภาคเอกชนโดยผานการเพิ่มภาษีเพื่อชดเชย
ฐานะดุลการคลังภาครัฐ การกําหนดใหการบริโภคภาครัฐบาลขยายตัวต่ํากวาอัตราเฉลี่ยระหวางป 2544-2550 เปนผลจากการที่รัฐบาล
ลดรายจายที่ไมจําเปนและรักษาวินัยทางการคลัง และประเทศไทยจะผานชวงของการปฏิรูปของการศึกษาและสาธารณสุขไปแลวในชวง
10 ปขางหนานี้
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-271.2.2 ภายใตกรอบแนวคิดทฤษฎีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและ
สมมติฐานดังกลาวขางตน ศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะ 20 ปขางหนานั้นคาดวาจะ
มีแนวโนม ดังนี้สรุปไดดังนี้ (1) หากการลงทุนจะขยายตัวเฉลี่ยประมาณรอยละ 3 ตอปจะสงผลให
เศรษฐกิจไทยขยายตัวไดประมาณเฉลี่ยรอยละ 4.48 ตอปในชวงป 2551-2570 (2) หากสามารถผลักดัน
การลงทุนใหขยายตัวไดเฉลี่ยรอยละ 5 ตอปและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นสามารถผลักดันใหผลิตภาพการผลิต
รวมในทุกสาขาการผลิตเพิ่มขึ้นจากกรณีต่ําอีกรอยละ 0.22 ตอป เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวไดเฉลี่ย
ประมาณรอยละ 5.46 และ (3) ในกรณีที่การลงทุนเพิ่มขึ้นเปนเฉลี่ยรอยละ 7 และเพิ่มผลิตภาพการผลิต
รวมจากกรณีฐานไดอีกเฉลี่ยรอยละ 0.44 ตอปจากกรณีต่ํา คาดวาเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวไดเฉลี่ย
ประมาณรอยละ 6.47 ตอป (4) จากผลการประมาณการในทุกระดับของสมมติฐานการลงทุนและผลิตภาพ
การผลิต เศรษฐกิจไทยมีแนวโนมที่จะชะลอตัวในระยะยาว เนื่องจากมีขอจํากัดจากการชะลอตัวและการ
ลดลงของกําลังแรงงาน โดยในกรณีฐานนั้นคาดวาเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเฉลี่ยรอยละ 5.42 ในชวงป
2551-2555 และปรับตัวเขาสูระดับสูงสุดรอยละ 5.65 ในชวงป 2556-2560 กอนที่จะชะลอตัวลงเปนรอย
ละ 5.55 และรอยละ 5.21 ในชวงป 2561-2565 และ 2566–2570 ตามลําดับ
แนวโนมการขยายตัวทางเศรษฐกิจป 2551-2570
กรณีตา่ํ
กรณีฐาน
กรณีสูง

51-55
4.96
5.42
5.88

56-60
4.75
5.65
6.60

61-65
4.35
5.55
6.82

66-70
3.87
5.21
6.58

เฉลีย่
4.48
5.46
6.47

7
6.5
6
5.5
5
4.5
4
3.5
3
2551

2554

2557

กรณีต่ํา

2560

2563

กรณีฐาน

2566

2569

กรณีสูง

1.2.3 ในดานอุปสงค การสงออกมีแนวโนมที่จะมีบทบาทสําคัญมากขึ้นใน
การขับเคลื่อนพลวัตการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยในกรณีฐาน สัดสวนของการลงทุนตอ GDP ในป
2570 จะอยูที่ประมาณรอยละ 20.47 ในขณะที่สัดสวนของการบริโภคภาคเอกชนตอ GDP มีแนวโนม
ลดลงเปนรอยละ 45.01 ตามการชะลอตัวและการลดลงของจํานวนประชากร การสงออกและการ
นําเขามีแนวโนมที่จะขยายตัวเฉลี่ยประมาณรอยละ 7.13 และรอยละ 5.67 ตอปตามลําดับ ซึ่งทําให
สัดสวนของภาคการสงออกสุทธิ (ณ ราคาคงที่) มีแนวโนมที่จะเพิ่มขึ้นจากรอยละ 15.90 ในป 2550
เปนรอยละ 25.18 ในป 2570 หากรักษาการลงทุนใหขยายตัวไดในระดับเฉลี่ยรอยละ 7 ตอป สัดสวน
การลงทุนตอ GDP จะเพิ่มขึ้นเปนประมาณรอยละ 24.79 (ซึ่งแสดงถึงขอจํากัดของปจจัยทุนในการ
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-28สรางผลผลิตสวนเพิ่มภายใตสมมติฐานการขยายตัวของผลิตภาพโดยรวมในกรณีสูง ในขณะที่สัดสวน
ของการบริโภคลดลงเปนรอยละ 43.74 และสัดสวนของการสงออกสุทธิตอ GDP ในป 2570 อยูที่รอย
ละ 24.40 ต่ํากวากรณีฐาน อยางไรก็ตามแนวโนมการเพิ่มขึ้นของการสงออกสุทธิ ณ ราคาคงที่ในกรณี
ฐานและในกรณีสูงดังกลาวแสดงใหเห็นวา หากราคาสินคาสงออกและนําเขาไมไดมีการเปลี่ยนแปลงที่
นับวาเปนภาวะ Terms of trade shock อยางรุนแรงและไมมีการเปลี่ยนแปลงโครงสรางสินคาทุนและ
โครงสรางปจจัยการผลิตที่ตองอาศัยการนําเขา Import contents อยางมีนัยสําคัญแลว คาดวาประเทศ
จะยังคงสามารถรักษาเสถียรภาพดานดุลบัญชีเดินสะพัดใหอยูในเกณฑดีได
โครงสรางอุปสงค (ณ ราคาคงที)่
กรณีต่ํา
การบริโภคเอกชน
การลงทุน
การบริโภครัฐบาล
การสงออก
การนําเขา
การสงออกสุทธิ
กรณีฐาน
การบริโภคเอกชน
การลงทุน
การบริโภครัฐบาล
การสงออก
การนําเขา
การสงออกสุทธิ
กรณีสงู
การบริโภคเอกชน
การลงทุน
การบริโภครัฐบาล
การสงออก
การนําเขา
การสงออกสุทธิ

2550

2555

2560

2565

2570

51.92
22.38
9.16
69.71
-53.81
15.90

52.14
20.31
8.15
68.74
-50.98
17.76

51.63
18.62
7.38
67.94
-48.63
19.31

49.75
17.40
6.82
67.38
-45.55
21.83

45.65
16.66
6.42
67.03
-40.80
26.23

51.92
22.38
9.16
69.71
-53.81
15.90

51.55
21.92
8.07
68.53
-51.00
17.53

50.87
21.24
7.20
67.38
-48.58
18.80

49.03
20.68
6.55
66.41
-45.37
21.04

45.01
20.47
6.08
65.65
-40.47
25.18

51.92
22.38
9.16
69.71
-53.81
15.90

50.92
23.62
7.99
68.32
-51.03
17.29

49.99
24.08
7.03
66.84
-48.54
18.30

48.04
24.29
6.30
65.52
-45.19
20.33

43.74
24.79
5.80
64.48
-40.09
24.40

1.2.4 ในด า นอุ ป ทาน พลวั ต การขั บ เคลื่ อ นทางเศรษฐกิ จ จากภาค
เกษตรกรรมมี แ นวโน ม ลดลง โดยมี ส าเหตุ ม าจากการเปลี่ ย นแปลงในผลิ ต ภาพการผลิ ต โดย
เปรียบเทียบเปนสําคัญดังนั้นหากไมมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสรางอุปสงค และไมมีการเปลี่ยนแปลง
ในการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสรางการผลิต (Structural shift) ซึ่งหมายถึงไมมีการเคลื่อนยาย
ทรัพยากรสูภาคเกษตรอยางมีนัยสําคัญแลว สัดสวนภาคการเกษตรมีแนวโนมลดลงประมาณรอยละ
2.4 ทั้งในกรณีต่ํา กรณีฐาน และกรณีสูง แมวาจะไดตั้งสมมติฐานใหราคาสินคาเกษตรในตลาดโลกมี
แนวโนมเพิ่ มขึ้นเร็วกวาราคาสินคาอุต สาหกรรมแลวก็ ตาม16
การลดลงของสัดสวนของภาค
16

หากราคาสินคาเกษตรในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเทากับราคาสินคาอุตสาหกรรมแลว สัดสวนของภาคเกษตรในป 2570 จะลดลงอีกประมาณ
รอยละ 0.3 นอกจากนั้นโครงสรางการผลิตรายสาขาทั้งในกรณีต่ํา กรณีฐาน และกรณีสูงจะไมแตกตางกันมากนักเนื่องจากสมมติฐานที่วา
การลงทุ นที่ เ พิ่มขึ้ นส ง ผลให เ กิด การเปลี่ย นแปลงด านผลิ ต ภาพการผลิ ตเท า กั น ในทุ ก สาขาการผลิ ต ดั ง นั้ น การผลั ก ดั น ใหเ กิ ดการ
เปลี่ยนแปลงโครงสรางการผลิตรายสาขานั้นจะเกิดขึ้นไดจากการกําหนดลําดับความสําคัญของการลงทุนรายสาขาและการเสริมสรางผลิต
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-29เกษตรกรรมจะถูกชดเชยโดยการเพิ่มขึ้นของสัดสวนภาคอุตสาหกรรมและบริการ แมวาสัดสวนระหวาง
ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการจะไมมีแนวโนมของการเปลี่ยนแปลงมากนัก แตโครงสรางของ
การผลิตภายในภาคอุตสาหกรรมและบริการมีแนวโนมการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสําคัญ โดยในกรณีฐาน
นั้น สัดสวนของการผลิตสินคาอุตสาหกรรมทุนและเทคโนโลยีเขมขนมีแนวโนมเพิ่มขึ้นจากรอยละ
19.36 ในป 2550 เปนประมาณรอยละ 24.61 ในป 2570 ในขณะที่สัดสวนของสินคาอุตสาหกรรม
เกษตรมีแนวโนมลดลงจากประมาณรอยละ 5.69 เปนประมาณรอยละ 3.37 ในชวงเวลาเดียวกัน ใน
ดานภาคบริการ สัดสวนของสาขากอสรางมีแนวโนมลดลงในกรณีฐาน ในขณะที่สัดสวนของสาขาการ
ขนสงและบริการอื่นๆ มีแนวโนมเพิ่มขึ้น อยางไรก็ตามสัดสวนของสาขาการกอสรางจะมีความออนไหว
ตอระดับการลงทุนเปนสําคัญเนื่องจากการลงทุนที่เกิดขึ้นจะเปนทั้งการลงทุนในการกอสรางและการ
ลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ โดยในกรณีที่การลงทุนขยายตัวเฉลี่ยรอยละ 7.0 ตอปนั้น สัดสวนของ
สาขากอสรางมีแนวโนมเพิ่มขึ้นแมวาผลิตภาพการผลิตรวมที่ใชเปนฐานในการประมาณการจะอยูใน
ภาวะถดถอยก็ตาม
โครงสรางภาคการผลิต (ณ ราคาคงที่)
กรณีต่ํา
เกษตร
อุตสาหกรรม
เกษตร
แรงงาน
ทุนและเทคโนโลยี
อื่นๆ
บริการ
กอสราง
ขนสง
อื่นๆ
กรณีฐาน
เกษตร
อุตสาหกรรม
เกษตร
แรงงาน
ทุนและเทคโนโลยี
อื่นๆ
บริการ
กอสราง
ขนสง
อื่นๆ
กรณีสงู
เกษตร
อุตสาหกรรม
เกษตร
แรงงาน
ทุนและเทคโนโลยี
อื่นๆ
บริการ
กอสราง
ขนสง
อื่นๆ

2550

2555

2560

2565

2570

8.84
41.83
5.69
12.33
19.36
4.44
49.33
2.35
10.19
36.79

8.24
42.16
5.41
12.25
20.41
4.10
49.60
2.10
10.23
37.27

7.60
42.44
4.75
12.14
21.55
4.00
49.96
1.91
10.33
37.72

7.00
42.79
4.02
12.01
22.83
3.92
50.22
1.77
10.41
38.04

6.47
43.42
3.39
11.84
24.33
3.86
50.12
1.66
10.40
38.05

8.84
41.83
5.69
12.33
19.36
4.44
49.33
2.35
10.19
36.79

8.24
42.15
5.42
12.24
20.41
4.08
49.62
2.28
10.24
37.10

7.60
42.46
4.76
12.14
21.59
3.97
49.94
2.20
10.36
37.39

7.00
42.88
4.03
12.01
22.96
3.88
50.12
2.13
10.45
37.54

6.48
43.64
3.37
11.84
24.61
3.82
49.88
2.08
10.45
37.36

8.84
41.83
5.69
12.33
19.36
4.44
49.33
2.35
10.19
36.79

8.23
42.13
5.42
12.24
20.42
4.06
49.64
2.46
10.25
36.93

7.60
42.47
4.78
12.13
21.63
3.93
49.94
2.51
10.38
37.04

7.01
42.96
4.04
12.00
23.09
3.84
50.03
2.53
10.49
37.02

6.51
43.84
3.36
11.81
24.89
3.77
49.66
2.55
10.46
36.65

ภาพการผลิตรายสาขา ซึ่งหากการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในชวง 20 ปขางหนากอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงในผลิตภาพการผลิตที่แตกตางกัน
ระหวางสาขาการผลิตแลวจะทําใหโครงสรางการผลิตรายสาขาของประเทศไทยแตกตางไปจากที่แสดงไว
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-301.2.5 ในด า นภู มิ ทั ศ น ข องการเจริ ญ เติ บ โตทางเศรษฐกิ จ แม ว า
โครงสร า งแบบจํ าลองจะไม ค รอบคลุ มด า นการกระจายรายไดก็ต าม 17 แตแนวโนม พลวั ต ของการ
เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดังกลาวขางตนอาจตอกย้ําปญหาความเหลื่อมล้ําในดานการกระจายรายได
และความเหลื่อมล้ําของความเจริญเติบโตระหวางพื้นที่ โดยเฉพาะพลวัตของการเจริญเติบโตทาง
เศรษฐกิจที่จะถูกขับเคลื่อนโดยการผลิตสินคาอุตสาหกรรมทุนเขมขนและเทคโนโลยีเขมขนเพื่อการ
สงออกมากขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมเหลานี้มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมและภาคบริการที่ตั้งอยู
ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และหัวเมืองหลักเพียงไมกี่แหงเทานั้น ดังนั้นชองทางความเชื่อมโยงของ
อุตสาหกรรมทุนและเทคโนโลยีเขมขนกับภาคชนบทจึงจํากัดอยูเพียงคาแรงที่สงกลับไปยังชนบทซึ่ง
เกื้อกูลการขยายตัวของภาคบริการในระดับพื้นที่ ในขณะเดียวกันการพึ่งพิงราคาสินคาเกษตรใน
ตลาดโลกอาจจะไมเพียงพอตอการยกระดับรายไดของเกษตรกรชนบทและลดความเหลื่อมล้ําทาง
รายไดและความเหลื่อมล้ําระหวางเมืองและชนบทหากผลิตภาพการผลิตรวมของภาคการเกษตรไม
ปรับตัวดีขึ้นอยางมีนัยสําคัญ
1.2.6 สรุปภาพรวมแนวโนมเศรษฐกิจในระยะ 20 ปขางหนา สรุปไดวา
(1) เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพที่จะขยายตัวไดระหวางเฉลี่ยรอยละ 4.5 ถึงรอยละ 6.5 ตอป ขึ้นอยูกับ
การผลักดันขีดความสามารถในการดูแลขับเคลื่อนการการลงทุนและการพัฒนาผลิตภาพการผลิตเปน
สําคัญ (2) การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมีแนวโนมที่จะชะลอตัวลงจากการชะลอตัวและการลดลงของ
กําลังแรงงานและมีแนวโนมที่จะชะลอตัวแรงมากขึ้นกวาที่ประมาณการไวหากการเปลี่ยนแปลงเขาสู
โครงสรางประชากรผูสูงอายุทําใหอัตราการออม (Saving rate) ลดลงและสงผลกระทบตอขีด
ความสามารถในการลงทุนในอีกทอดหนึ่ง (3) ในทุกกรณีของขอสมมุติดานการลงทุนและผลิตภาพการ
ผลิต เศรษฐกิจไทยมีแนวโนมที่จะมีระดับการพึ่งพิงมากขึ้นทั้งในดานการสงออกและดานการผลิตที่จะ
ขั บ เคลื่ อ นโดยการผลิ ต สิ น คา ทุ น เข มข น และเทคโนโลยีเ ข มข น มากขึ้ น ในขณะที่สั ดส ว นของภาค
การเกษตรมีแนวโนมลดลงอยางตอเนื่อง (4) นอกเหนือจากการพึ่งพิงในโครงสรางทางเศรษฐกิจ
ดังกลาวแลว การเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมในภาคอุตสาหกรรมทุนและเทคโนโลยี
เขมขนสวนหนึ่งยังตองอาศัยความกาวหนาทางเทคโนโลยีในการผลิตจากตางประเทศ18
1.2.7 ภายใต แ นวโน ม อั ต ราการขยายตั ว ทางเศรษฐกิ จ ดั ง กล า ว
ประเทศไทยจะตองใชเวลาประมาณ 40 - 58 ป ในการยกระดับมาตรฐานการครองชีพใหทัดเทียมกับ
มาตรฐานการครองชีพของประชาชนในกลุมประเทศอุตสาหกรรม19 ในขณะเดียวกันประเทศไทยมี
17

เนื่องจากขอจํากัดดานบัญชีเมตริกซทางสังคมที่ใชอยูในปจจุบัน อยางไรก็ตามสํานักบัญชีประชาชาติกําลังอยูในระหวางการจัดทํา
บัญชีเมตริกซทางสังคมที่คาดวาจะสามารถนํามาวิเคราะหในประเด็นดังกลาวอยางละเอียดมากขึ้น
18
แมวาการสงออกสินคาเทคโนโลยีเขมขน ตาม Classification ของไทยจะเปนสินคาสงออกสําคัญแตจากการศึกษาของธนาคารโลก
พบวาสินคาสงออกสําคัญในกลุมดังกลาวไมได Embedded เทคโนโลยี นวัตกรรม หรือความคิดสรางสรรค คิดคนโดยคนไทย และสวน
ใหญแลวประเทศไทยยังคงมีฐานะเปนผูประกอบชิ้นสวนใน Production chain โดยพึ่งพิงทุนและเทคโนโลยีจากตางประเทศ
19
วัดโดยรายไตตอหัวและคํานวณจากผลการศึกษาของ Commission on Growth and Development ที่วาหากกลุมประเทศ
อุตสาหกรรมขยายตัวในระดับเฉลี่ยรอยละ 2.04 ตอปและประเทศไทยขยายตัวในอัตราเฉลี่ยรอยละ 6.2 ตอป ประเทศไทยจะตองใชเวลา
ประมาณ 45 ปในการยกระดับรายไดตอหัวใหเทาเทียมกับประเทศอุตสาหกรรม ในขณะที่จีนและมาเลเซียจะสามารถยกระดับรายไดตอ
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-31แนวโนมที่จะมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดจาก (1) การชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการชะลอตัวของ
การลงทุน (2) ความไมสมดุลที่เกิดจากโครงสรางทางเศรษฐกิจซึ่งมีแนวโนมพึ่งพิงตางประเทศมากขึ้นทั้ง
ในดานการสงออก การผลิต และความกาวหนาทางเทคโนโลยี (3) ความไมสมดุลของพลวัตการขับเคลื่อน
ทางเศรษฐกิจที่อาจกอใหเกิดความแตกตางทางดานรายไดและระดับการพัฒนาระหวางพื้นที่มากขึ้น ดังนั้น
ประเด็ นการพั ฒนาเศรษฐกิ จมหภาคในระยะยาวภายใต กรอบการวิ เคราะห ข างต นจึ งยั งคงต องให
ความสําคัญกับการดูแลใหมีการขับเคลื่อนในการสงเสริมการลงทุนทั้งในดานกายภาพและองคความรู การ
เสริมสรางดูแลดานผลิตภาพการผลิตทั้งในดานผลิตภาพการผลิตรวมและผลิตภาพการผลิตของแรงงาน
เพื่อเพิ่มศักยภาพและรักษาพลวัตของการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายใตขอจํากัดดานทรัพยากร รวมทั้งลด
ความเสี่ยงที่เกิดจากความไมสมดุลทางเศรษฐกิจทั้งที่มีอยูเดิมและที่จะมีแนวโนมเพิ่มขึ้น
1.2.8 ในดานการลงทุน หากไมนับรวมชวงวิกฤตการณทางเศรษฐกิจและ
ชวงการฟนตัวจากภาวะวิกฤต อาจกลาวไดวาประเทศไทยประสบความสําเร็จสูงในการขับเคลื่อนใหมี
การขยายตัวดานการลงทุนภาคเอกชนในระดับสูงและตอเนื่องรวมทั้งการวางแผนการลงทุนภาครัฐให
สอดคลองกับเปาหมายและยุทธศาสตรการพัฒนาในแตละชวง ซึ่งเปนปจจัยสําคัญในการผลักดันให
เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับที่นาพอใจ แตอยางไรก็ตามประเทศไทยยังมีจุดออนในเรื่อง
ประสิ ท ธิ ภ าพของการลงทุ น ทํ า ให ก ารขยายตั ว ของเศรษฐกิ จ ต อ งมาจากการลงทุ น ในปริ ม าณสู ง
(Capital accumulation) ในระยะตอไปจึงจําเปนตองผลักดันใหประสิทธิภาพของการลงทุนสูงขึ้นและ
ใหลําดับความสําคัญตอการลงทุนในองคความรูและทรัพยากรมนุษยเพิ่มขึ้น และไมจํากัดอยูเฉพาะกับ
การลงทุนทางกายภาพ และกล าวได วาในด านการดูแ ลใหการลงทุนภาคเอกชนใหขยายตัวอย าง
ตอเนื่องนั้ น ตลอดชว งที่ ผานมา ประเทศไทยไดดําเนิ นนโยบายที่ เ อื้ออํา นวยใหเ กิดการสะสมทุ น
โดยเฉพาะอยางยิ่งการรักษาดอกเบี้ยที่แทจริงในระดับที่เปนบวก การรักษาวินัยทางการเงินและการ
คลัง การสงเสริมการลงทุน การพัฒนาตลาดเงินและตลาดทุน ในดานการวางแผนการลงทุนภาครัฐให
สอดคลองกับยุทธศาสตรการพัฒนาประเทศ ประเทศไทยไดปรับเปลี่ยนลําดับน้ําหนักความสําคัญของ
การลงทุนในแตละชวงของการพัฒนา20 ซึ่งแสดงถึงขีดความสามารถและความยืดหยุนในการวางแผน
ชี้นําเศรษฐกิจและมีสวนสําคัญในการผลักดันการขยายตัวของผลิตภาพการผลิตและการขยายตัวทาง
เศรษฐกิจ ดังนั้น ในระยะ 20 ปขางหนาประเทศไทยยังจําเปนตองรักษาการมาตรการและนโยบาย
ตางๆ เพื่อกระตุนและสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งยังคงเปนความทาทายเนื่องจากผลตอบแทน
จากการลงทุ น มี แ นวโน ม ที่ จ ะอยู ใ นระดั บ ต่ํ า กว า ช ว งก อ นวิ ก ฤตการณ ท างเศรษฐกิ จ รวมทั้ ง ให
ความสําคัญกับผลกระทบตอการลงทุนที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสรางอายุของประชากร ใน
ดานการลงทุนภาครัฐนั้น จะตองสนับสนุนและเอื้ออํานวยตอการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพการผลิต ในขณะ
ที่การวางแผนและลําดับความสําคัญของการลงทุนจะตองคํานึงถึงเปาหมายดานการปรับโครงสราง
เศรษฐกิจหากแนวโนมความไมสมดุลของโครงสรางเศรษฐกิจดังกลาวขางตนไมสอดคลองกับทิศทาง
และเปาหมายการพัฒนาประเทศในระยะยาว
หัวใหเทากับประเทศอุตสาหกรรมไดภายในระยะเวลา 23 ปและ 35 ปหากสามารถรักษาระดับอัตราการขยายตัวเฉลี่ยที่รอยละ 10.1 และ
รอยละ 6.4 ตามลําดับ
20
เชน การใหความสําคัญกับการขนสงและสื่อสารในชวง แผนฯ 1-2 การใหความสําคัญกับโครงขายถนนในชวงแผนฯ 3-4 เพื่อสนับสนุน
การขยายตัวของภาคเกษตรกรรมและชนบท การใหความสําคัญกับอุตสาหกรรมพลังงานและเมืองอุตสาหกรรมในชวงยุคทองของ
ภาคอุตสาหกรรม ในชวง 2525-2534 และการใหความสําคัญกับการลงทุนเพื่อพัฒนาคนในชวง 2535-2550
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-321.2.9 ในด า นการพั ฒ นาผลิ ต ภาพการผลิ ต แม ว า การลงทุ น จะยั ง มี
ความสําคัญในการผลักดันอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะ 20 ปขางหนา แตการใชการลงทุน
เปนแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตจะอาจมีขอจํากัดมากขึ้นจากแนวโนมการชะลอตัว
ของการลงทุนโดยตรงจากตางประเทศ รวมทั้งแนวโนมการออมในประเทศที่อาจลดลงตามโครงสราง
อายุของประชากร ภายใตขอจํากัดดังกลาวประเทศไทยจําเปนตองใหความสําคัญกับการพัฒนาผลิต
ภาพการผลิต ทั้งในดานผลิตภาพการผลิตรวม การเพิ่มผลิตภาพแรงงานเพื่อลดขอจํากัดของปจจัยทุน
ในการสรางผลผลิตสวนเพิ่ม และลดความเสี่ยงของการชะลอตัวจากการลงทุนซึ่งในเรื่องนี้คาดวาหาก
สามารถเพิ่มผลิตภาพการผลิตรวมในทุกสาขาการผลิตอีกรอยละ 0.3 จะทําใหศักยภาพการขยายตัว
ทางเศรษฐกิ จ ในกรณี ฐ านเพิ่ ม ขึ้ น เป น เฉลี่ ย ร อ ยละ 5.7621 อย า งไรก็ ต าม การวางแผนและลํ า ดั บ
ความสําคัญของการลงทุนในระยะ 20 ปขางหนาจะตองคํานึงถึงเปาหมายดานการปรับโครงสรางการ
ผลิตและโครงสรางเศรษฐกิจในระยะยาว ที่จะเอื้อตอการแกปญหาพื้นฐานของสังคมทั้งในดานความ
ยากจนและการกระจายรายได
แนวโนมการขยายตัวทางเศรษฐกิจกรณีเพิ่ม TFP รอยละ 0.3

51-55
กรณีฐาน

5.72

56-60
5.94

61-65
5.86

66-70

เฉลี่ย

5.52

5.76

1.2.10 ในดานการลดความเสี่ยง จากแนวโนมภาวะความไมสมดุลทาง
โครงสรางเศรษฐกิจ ความไมสมดุลระหวางพื้นที่ และความเสี่ยงจากการพึ่งพิงภาคตางประเทศ อาจมี
ความจําเปนในการใหความสําคัญกับภาคเกษตรมากกวาในชวงที่ผานมา โดยเฉพาะอยางยิ่งการแกไข
ปญหาภาวะความถดถอยและความผันผวนของการผลิตในภาคการเกษตรที่มีแนวโนมรุนแรงมากขึ้น
จากภาวะโลกร อ น และมี ข อ จํ า กั ด ด า นความหลากหลายทางชี ว ภาพ และมี ค วามจํ า เป น ต อ งให
ความสําคัญในการพัฒนาเกษตรแปรรูปและการเชื่อมโยงภาคเกษตรสูภาคอุตสาหกรรมและบริการ
อยางตอเนื่อง ซึ่งในประเด็นนี้คาดวาหากสามารถเพิ่มผลิตภาพการผลิตรวมในสาขาเกษตรและสาขา
ประมงรอยละ 3.5 และ 1.5
ตอปตามลําดับ จะทําใหสัดสวนของภาคการเกษตรโดยรวมและ
อุตสาหกรรมเกษตรในกรณีฐานในป 2570 อยูที่รอยละ 10.06 และรอยละ 4.2622 เทียบกับรอยละ
6.54 และรอยละ 3.39 ของกรณีฐานที่ไมมีการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพการผลิตในภาคการเกษตร
1.2.11 ในดานภูมิทัศนของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แมวาในการ
ประเมินแนวโนมเศรษฐกิจจะไมครอบคลุมดานการกระจายรายไดก็ตาม แตแนวโนมการเจริญเติบโต
ทางเศรษฐกิจในทิศทางดังกลาวขางตนตอกย้ําปญหาความเหลื่อมล้ําในดานการกระรายไดทั้งระหวาง
สาขาการผลิต ระหวางภาคสวนตางๆ ของสังคม และความเหลื่อมล้ําของความเจริญเติบโตระหวาง
21
22

ผลการ Simulate แบบจําลองกรณี Windfall Hick neutral technical progress ที่เทาเทียมกันในทุกสาขาการผลิต
ผลการ Simulate แบบจําลองกรณี Windfall Hick neutral technical progress ที่ไมเทาเทียมกันในระหวางสาขาการผลิต
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-33พื้นที่ โดยเฉพาะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะถูกขับเคลื่อนโดยการผลิตสินคาอุตสาหกรรมทุน
เขมขนและเทคโนโลยีเขมขนเพื่อการสงออกมากขึ้น ทําใหแรงงานไดรับผลประโยชนนอยและเปน
เฉพาะกลุมแรงงานที่มีทักษะสูงเปนสําคัญ และนอกจากนี้อุตสาหกรรมเหลานี้นั้นดั้งเดิมและในปจจุบัน
มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมและภาคบริการที่ตั้งอยูในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และหัวเมืองหลัก
เพียงไมกี่แหงเทานั้น ดังนั้นหากไมเรงผลักดันการกระจายการพัฒนาใหเกิดผลอยางเปนรูปธรรมอยาง
แทจริงชองทางความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมทุนและเทคโนโลยีเขมขนกับภาคชนบทก็จะยังจํากัดอยู
เพียงคาแรงที่สงกลับไปยังชนบทซึ่งเกื้อกูลการขยายตัวของภาคบริการในระดับพื้นที่ ในขณะเดียวกัน
การพึ่งพิงราคาสินคาเกษตรในตลาดโลกนั้นจะไมเพียงพอตอการยกระดับรายไดของเกษตรกรชนบท
และลดความเหลื่อมล้ําทางรายไดและความเหลื่อมล้ําระหวางเมืองและชนบทถาหากผลิตภาพการผลิต
รวมของภาคการเกษตรไมปรับตัวดีขึ้นอยางมีนัยสําคัญ ซึ่งตองใหความสําคัญทั้งภาคเกษตรเพื่อการ
ใชและการบริโภคภายในประเทศและเพื่อการสงออก และโดยเฉพาะการตอยอดสูการแปรรูปที่มีความ
หลากหลายมากขึ้นและมีคุณภาพและมาตรฐานสูงขึ้น
1.2.12 การประเมินแนวโนมเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เปนเพียงการ
วิเคราะหศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายใตสมมติฐานดานการลงทุนและการขยายตัวของผลิต
ภาพการผลิตโดยไมคํานึงถึงปญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในวัฎจักร
เศรษฐกิจและความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุน รวมทั้งยืนอยูบนสมมติฐานของการรักษาวินัย
ทางการคลังของภาครัฐ อยางไรก็ตามภาวะความถดถอยและความซบเซาทางเศรษฐกิจในชวงป
2540-2544 ทําใหประเทศไทยเสียโอกาสในการตอยอดการลงทุนที่ไดเพิ่มขึ้นมากขึ้นในชวง 10 ปกอน
หน า นั้ น ให เ กิ ด เป น ผลตอบแทนทั้ ง ในเชิ ง เศรษฐกิ จ และสั ง คม จึ ง เสี ย โอกาสในการยกระดั บ การ
เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและมาตรฐานการครองชีพของประชาชน ดังนั้นการสรางระบบการประกัน
ความเสี่ย งและการบริหารความเสี่ยงในดา นเศรษฐกิ จจึ งเปนเงื่อนไขสํ าคัญที่ป ระเทศไทยจะตอง
ดําเนินการในระยะตอไปอยางเปนรูปธรรม เพื่อสรางเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและปองกันไมใหวัฎจักร
เศรษฐกิ จ มี ค วามผั น ผวนมากเกิ น ไป รวมทั้ ง มี ก ารเตรี ย มทางออกสํ า หรั บ ระบบเศรษฐกิ จ (Exit
strategies หรือ Crisis management system) ไวอยางเปนระบบเพื่อการดําเนินการที่รวดเร็วทันตอ
เหตุการณในยามที่ไดรับผลกระทบจากปจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่อยูนอกเหนือการควบคุม เชน การ
เคลื่อนยายเงินทุนที่รวดเร็วและผันผวน วิกฤตพลังงาน วิกฤตอาหารโลก เปนตน หรือแมวาภาวะ
วิกฤตที่เกิดขึ้นภายในประเทศ เชน ภัยแลง ภัยธรรมชาติ และน้ําทวมอยางรุนแรง

2.

ภาคการผลิต
2.1

สถานภาพปจจุบันและการพัฒนาภาคการผลิตไทยในชวงที่ผานมา

2.1.1 โครงสรางภาคการผลิต มีฐานการผลิตหลักในภาคอุตสาหกรรม
ควบคูกับภาคบริการ โดยที่สัดสวนการผลิตในภาคเกษตรมีแนวโนมลดลงตอเนื่อง สัดสวน
โครงสรางการผลิตสินคาภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม (รวมเหมืองแร) และภาค บริการ ในระยะ 3
ทศวรรษเปรียบเทียบกับปจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงจากรอยละ 23, 23 และ 53 ตามลําดับ ในป 523
เปนรอยละ 11, 38 และ 51 ในป 2550 โดยมีสัดสวนการผลิตอุตสาหกรรมสูงขึ้นอยางเห็นไดชัดเจน
เปนผลจากการมุงเนนและใหความสําคัญกับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นตามนโยบายทดแทนการนําเขา
และเสริมการสงออกตั้งแตแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 (2525-2529) เปนตนมา โดยขาดการสรางความ
พรอมที่จะขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการเกษตรไปสูเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-34สัดสวน GDP รายสาขา ณ ราคาคงที่
100%
80%

บริการและอื่นๆ

60%
40%

อุตสาหกรรมและเหมืองแร

20%

เกษตร
0%

ที่มา: สศช.

จากการพั ฒนาดั งกล า วส ง ผลให เกิ ดการพึ่ งพิ งเศรษฐกิ จภายนอก
ประเทศ ทั้งในรูปวัตถุดิบและกึ่งสําเร็จรูป ทุน องคความรู และเทคโนโลยีมากขึ้น ประกอบกั บการ
ขยายตัวของภาคการผลิตมีที่มาจากการเพิ่มขึ้นของปจจัยการผลิตเปนสําคัญ และการพึ่งพิงเชื้อเพลิง
นําเขาเพิ่มสูงขึ้นอยางรวดเร็ว ไดสงผลกระทบตอเศรษฐกิจไทยมีความออนไหวตอภาวะความผันผวน
ของเศรษฐกิจภายนอก และการเปลี่ยนแปลงของราคาปจจัยการผลิตไดงาย ดังนั้น เพื่อแกไขความ
เสี่ ย งด า นเสถี ย รภาพการผลิ ต และราคาซึ่ ง เป น ผลจากโครงสร า งการผลิ ต ที่ เ ป น อยู ใ นป จ จุ บั น จึ ง
จําเปนตองปรับโครงสรางเศรษฐกิจเพื่อใหสามารถพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก ภายใตบริบท
การพัฒนาเศรษฐกิจและสั งคมจากเปลี่ ยนแปลงของกระแสโลกและกระแสไทยที่สําคัญ ทั้งนี้ ไมวา
โครงสรางเศรษฐกิจไทยในระยะ 20 ป ขางหนาจะเปนรูปแบบใดก็ตาม ประเด็นหลักจะอยูที่แนวทางที่จะ
เชื่อมกิจกรรมการผลิตของทั้งสามภาค เพื่อสรางมูลคาเพิ่มโดยควบคุมผลกระทบดานลบที่อาจเกิด
ขึ้นกับสังคมและสิ่งแวดลอมใหนอยที่สุด
2.1.2 โครงสรางการผลิตภาคเกษตร การผลิตสาขาพืชผลยังคงเปนสาขา
การผลิตหลักของภาคเกษตรตลอดระยะ 10 ปที่ผานมา โดยมีสัดสวนที่สูงอยางตอเนื่องคิดเปนรอยละ 65
และ 78 ของ GDP ภาคเกษตรในป 2540 และ 2549 ตามลําดับ เทียบกับการผลิตสาขาประมงแมจะมี
มูลคาเพิ่มขึ้น แตโครงสรางสัดสวนลดลง จากรอยละ 21.2 ในป 2540 เหลือเพียงรอยละ 13.5 ในป 2549
โครงสรางการผลิตสาขาเกษตร
300

100%
90%
80%
70%
60%
50%
40%
30%
20%
10%
0%

250

ประมง

200

บริการเกษตร

150

ปาไม

100

ปศุสัตว

ดัชนีผลผลิตพืชผล
ดัชนีราคาพืชผล

50

พืช
25
31
25
32
25
33
25
34
25
35
25
36
25
37
25
38
25
39
25
40
25
41
25
42
25
43
25
44
25
45
25
46
25
47
25
48
25
49
25
50

0

2540

ที่มา: สศช.

2545

2549

ที่มา: ธนาคารแหงประเทศไทย

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-35พืชเศรษฐกิจหลักที่สําคัญและมีอัตราการขยายตัวของผลผลิตเฉลี่ยใน
ระยะ 10 ปที่ผานมาสูงคือพืชในกลุมพลังงาน เชน มันสําปะหลัง และปาลมน้ํามัน (ขยายตัวเพิ่มขึ้น
รอยละ 4.3 และ 9 ตามลําดับ) เทียบกับผลผลิตพืชในกลุมอาหาร ขาวเปลือก23 ที่มีอัตราการขยายตัว
ที่ต่ํากวา (โดยเฉลี่ยเพียงรอยละ 2.8 ตอป) ในขณะที่พืชในกลุมอาหารสัตว เชน ขาวโพด ถั่วเหลือง มี
อัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยลดลง
อัตราการขยายตั วของผลผลิ ตพืชผลดั งกล าว แม จะมี สาเหตุ มาจาก
ปจจัยดานพื้นที่เพาะปลูกที่จํากัด (ประมาณรอยละ 37-38 ของพื้นที่ทั้งประเทศ) และการเปลี่ยนแปลงของ
ธรรมชาติบาง แตสาเหตุหลักที่กระทบตอผลผลิตนาจะมาจากผลิตภาพการผลิตมากกวาปจจัยดานอื่น โดย
ผลิตภาพการผลิตในภาคเกษตรของไทยเฉลี่ยยังอยูในระดับต่ํา และมีแนวโนมลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับ
ประเทศคูแขง (เฉลี่ยลดลงรอยละ 1.2 ตอป ตั้งแตป 2540 ถึง 2548) ยกเวนสินคาเกษตรที่ไทยมีความ
ไดเปรียบโดยเปรียบเทียบสูงและมีผลิตภาพการผลิตที่ดี เชน มันสําปะหลัง และยางพารา
หากพิจารณาดานราคาสินคาเกษตร พบวาในชวง 2543 ถึง 2550
ราคาสินคาปศุสัตวคอนขางทรงตัว ในขณะที่ราคาสินคาประมงมีแนวโนมลดลง โดยเฉพาะราคากุง ใน
สวนราคาพืชผล แมจะพบวาสวนใหญมีราคาเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่องนับตั้งแตป 2543 (เฉลี่ยรอยละ 8.8
ตอป) แตยังมีบางรายการที่ยังมีปญหาเรื่องความผันผวนของราคาโดยเฉพาะในกลุมไมผลเชน เงาะ
ลําไย ทุเรียน และกลุมพืชพลังงาน เชน ออย เปนตน
อยางไรก็ตาม ตองยอมรับวากลไกขับเคลื่อนที่สําคัญที่สุดของภาค
การเกษตรก็ คื อ เกษตรกร ความสามารถและความอยู ร อดของเกษตรกรเป น ประเด็ น ที่ ต อ งให
ความสําคัญเปนอันดับแรก แมราคาสินคาเกษตรโดยรวมเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น แตเมื่อพิจารณารายไดสุทธิที่
เกษตรกรไดรับกอนหักหนี้สินพบวาเพิ่มขึ้นเพียงเล็กนอย เฉลี่ยเพียงรอยละ 3.2 ในชวง 7 ป (ระหวาง
ป 2542-2549) นอกจากนั้นยังพบวารายไดสุทธิหลังหักหนี้สินที่เกษตรกรสามารถนําไปจับจายใชสอย
ไดลดลง ทําให รายรับสุทธิของเกษตรกรมีคาติดลบและมีแนวโนมลดต่ํ าลงอยางตอเนื่ อง ซึ่งเปน
ประเด็นปญหาที่ตองใหความสําคัญและวิเคราะหอยางจริงจังถึงสาเหตุและที่มาตลอดจนความสัมพันธ
กับปจจัยตางๆ เชน ตนทุนปจจัยที่จําเปนสําหรับการผลิตที่สูงขึ้น วิธีการผลิตและเทคโนโลยีที่ไม
เหมาะสม การจัดการทรัพยากรโดยเฉพาะน้ําและที่ดินที่ไมมีประสิทธิภาพ หรือพฤติกรรมการบริโภคที่
เปลี่ยนไปตอไป
โดยภาพรวม ในภาวะป จ จุ บั น ที่ วิ ก ฤตการด า นอาหารและป ญ หา
พลังงานเปนปญหาสําคัญของโลก การผลิตพืชผลเพื่อเปนอาหารนับเปนโอกาสของไทยในฐานะผู
สงออกสินคาเกษตรรายใหญ และการผลิตพืชผลเพื่อพลังงานทางเลือกเปนประเด็นทาทายที่เราตอง
ตระหนักเพื่อลดการพึ่งพาดานพลังงานจากตางประเทศ ดังนั้นการสรางความสามารถในการเชื่อมโยง
ระหวางภาคการผลิตตางๆ ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และบริการใหเอื้อประโยชนซึ่งกันและกันในทิศทาง
ที่สอดคลองกันที่จะสงผลใหการพัฒนาภาคเกษตรเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะ 20 ปขางหนา
ประสบผลสําเร็จได
23

ขาวนาปและขาวนาปรัง
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-362.1.3 โครงสรางการผลิตภาคอุตสาหกรรม ภาคอุตสาหกรรมเปนภาค
การผลิตที่มีสัดสวนสูงและขยายตัวอยางตอเนื่อง ปจจุบันมีสัดสวนประมาณรอย 38 ของ GDP24 เปน
ลํ า ดั บ สองรองจากภาคบริ ก ารมี โ ครงสร า งการผลิ ต ที่ สํ า คั ญ ประกอบด ว ย อิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส แ ละ
คอมพิวเตอร อาหาร สิ่งทอ และยานยนต โดยอุตสาหกรรมที่มีอัตราการขยายตัวในชวง 10 ปสูงที่สุด
คือ ยานยนต (รอยละ 13.07) อิเล็กทรอนิกสและคอมพิวเตอร (รอยละ 8.61) เครื่องจักรและอุปกรณ
(รอยละ 8.48) และ ผลิตภัณฑยาง (รอยละ 6.63) ในขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งทอ และปโตรเลียมมีอัตรา
การขยายตัวต่ําที่สุด (รอยละ 0.36 และ 1.47 ตามลําดับ)
โครงสรางการผลิตภาคอุตสาหกรรม

100%

อื่นๆ

90%

ผลิตภัณฑยาง

80%

เคมีภัณฑ

70%

เครื่อ งจัก รและอุปกรณ

60%
50%

เฟอรนิเจอร

40%

ผลิตภัณฑปโตรเลียม

30%

ยานยนต

20%

สิ่งทอ เครื่อ งนุงหม และเครื่อ งหนัง

10%

เครื่อ งดื่ม และอาหาร

0%

อิเลคทรอนิคสแ ละคอมพิวเตอร

2540

2545

2549

ที่ม า: สศช.

เมื่อพิจารณาในมิติของพื้นที่จะพบวา ในระยะ 20 ปที่ผานมา แมวา
สัดสวนมูลคาเพิ่มภาคอุตสาหกรรมจะมีการกระจายไปสูพื้นที่อื่นนอกเหนือจากกรุงเทพและปริมณฑล
มากขึ้นตามการขยายตัวของจํานวนโรงงานอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะภาค
ตะวันออก ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ตาม กรุงเทพและปริมณฑลก็ยังคงเปนแหลงที่
สรางมูลคาเพิ่มภาคอุตสาหกรรมสูงที่สุด (ประมาณ รอยละ 52 ของมูลคาอุตสาหกรรมทั้งประเทศ)
Manufacturing GRP at current price
100%

80%

West
South

60%

North
North East

40%

East
Central

20%

BKK

0%
1981 1983 1985 1987 1989 1991 1993 1995 1997 2000 2002 2004 2006

ที่มา: สศช.

24

ณ ราคาคงที่
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-37ประเด็นการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมที่ตองใหความสําคัญประกอบไป
ดวยเรื่องของการใชเทคโนโลยีที่เปนมิตรกับสิ่งแวดลอมเพื่อสรางมูลคาเพิ่ม การเพิ่มผลิตภาพการผลิต
และการเชื่อมโยงไปสูอุตสาหกรรมตอเนื่องที่มีมาตรฐานและคุณภาพมากขึ้น ในขณะที่ฐานเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรมจําเปนตองขยายตัวไปสูอุตสาหกรรมตนน้ําที่เชื่อมโยงไปสูอุตสาหกรรมตอเนื่อง และ
ธุรกิจอุตสาหกรรมและบริการสรางสรรค (Creative and innovative economy) โดยที่อยูรวมกับชุมชน
ได ทั้งนี้ จําเปนตองใหความสําคัญตอการพัฒนาพื้นที่ใหมเพื่อรองรับอุตสาหกรรมและบริการโดย
คํานึงถึงความยั่งยืนดวย
2.1.4 โครงสรางภาคบริการ เปนภาคที่ครองสัดสวนสูงที่สุดของ GDP
โดยสาขาที่สรางมูลคาเพิ่มมากที่สุด คือ การคาสงคาปลีก และการขนสงและคมนาคม (รอยละ 28 และ
20 ตามลําดับ) รองลงมาคือ อสังหาริมทรัพย สาขาการเงินการธนาคาร และโรงแรม/ภัตตาคาร (รอยละ
7 ถึง 8) สวนสาขาการศึกษา การกอสราง และการบริการสุขภาพ ยังมีสัดสวนที่ต่ํา (เพียงรอยละ 3 ถึง 5)
โครงสรางภาคบริการ
100%
90%

การบริการสุขภาพ

80%

การกอสราง

70%

การศึกษา

60%

การเงินการธนาคาร

50%

โรงแรมและภัตตาคาร

40%

การคาอสังหาริมทรัพย

30%

อื่นๆ

20%

การขนสง คมนาคมและคลังสินคา

10%

การคาสงคาปลีก

0%
2540

2545

2549

ที่มา: สศช.

สาขาที่มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยสูงสุดคือ การขนสงและคมนาคม
การบริการสุขภาพ โรงแรมและภัตตาคาร (รอยละ 4.71, 4.22 และ 4.08 ตอป ตามลําดับ) รองลงมาคือ
การคาอสังหาริมทรัพย การศึกษา และการคาสงคาปลีก (รอยละ 3.56,
3.43 และ 1.06 ตอป
ตามลําดับ) สําหรับสาขาการเงินการธนาคาร และการกอสรางนั้นแมจะมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยเปน
ลบในชวงระหวางวิกฤตการการเงินในป 2540-2543 แตพบวาหลังจากนั้น การขยายตัวเปนบวกใน
อัตราที่คอนขางสูงมาโดยตลอด (เฉลี่ยรอยละ 5 และ 10 ตอป ตามลําดับ)
หากพิจารณาภาคการทองเที่ยวซึ่งเกี่ยวของกับสาขาบริการหลาย
สาขาเชนโรงแรมและภัตตาคาร การบริการสุขภาพ และอาจรวมไปถึงการขนสงและคมนาคมจะพบวา
มี อั ต ราการขยายตั ว ในระยะ 10 ป ที่ ผ า นมาสู ง มากถึ ง ร อ ยละ 7.5 ต อ ป โ ดยเฉลี่ ย จากจํ า นวน
นักทองเที่ยวตางชาติ 7 ลานคนในป 2540 เพิ่มเปน 14 ลานคนในป 2550
ล า นค น

จํานวนนักทองเที่ยวตางชาติรายป
16
14
12
10
8
6
4
2
0
2540 2541 2542 2543 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550
ที่มา: ธนาคารแหงประเทศไทย

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-38สําหรับแนวโนมในระยะ 20 ปขางหนา ภาคบริการนาจะเปนภาค
เศรษฐกิจหลักของประเทศ และเปนแหลงสําคัญในการสรางงานและรายไดที่เกิดจากโอกาสและกระแส
แนวโนมการเปลี่ยนแปลงทั้งของโลกและของไทย เชน ความรวมมือในภูมิภาคในเรื่องการขนสงและโล
จิสติกส กระแสการใชบริการ Outsourcing ความสามารถในการเปนศูนยกลางการใหบริการสุขภาพ/
การศึกษา และแนวโนมความนิยมการทองเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ ตลอดจนชื่อเสียงและ
ความเปนเอกลักษณของอาหารไทยที่ไดรับการยอมรับมากขึ้น กระแสและปจจัยเหลานี้จะมีสวนชวยให
GNP และ GDP ของไทยขยายตัวไปพรอมๆ กันได
2.1.5 โครงสรางการลงทุนโดยตรงจากตางประเทศ การลงทุนโดยตรง
จากต า งประเทศในระยะ 10 ป ที่ ผ า นมามี ค วามเปลี่ ย นแปลงในโครงสร า งจากเดิ ม ที่ อ ยู ใ น
ภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการเงินเปนสวนใหญ มาเปนการลงทุนในภาคการคาและบริการมากขึ้น
จนกลายเปนหนึ่งในสองของภาคการลงทุนจากตางประเทศที่ครองสัดสวนรวมกันมากประมาณรอยละ
60 ของการลงทุนจากตางประเทศทั้งหมด
พิจารณาการลงทุนจากตางประเทศในภาคอุตสาหกรรม พบวาตั้งแต
ป 2531 เปนตนมามีการลงทุนเพิ่มสูงขึ้นอยางชัดเจนและตอเนื่องมาจนถึงปจจุบัน โดยอุตสาหกรรมที่มี
การลงทุนมากที่สุดคืออุตสาหกรรมไฟฟาและอิเล็กทรอนิกส และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและอุปกรณการ
ขนสง แตอยางไรก็ตาม แมการลงทุนจากตางประเทศจะมีสวนสําคัญตอการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอยางมาก
ในระยะสองทศวรรษที่ผานมา โดยคิดเปนสัดสวนตอ GDP ประมาณรอยละ 6-7 แตการลงทุนในบาง
อุตสาหกรรมก็กอใหเกิดผลกระทบอยางกวางขวางโดยเฉพาะ กระทบตอทั้งผลิตภาพและโครงสรางการ
ผลิตภาคเกษตร กระทบตอสิ่งแวดลอม กระทบตอวิถีชีวิตชุมชนและแรงงาน และกระทบตอความสามารถ
ในการพึ่งพาตนเอง เปนตน เหลานี้เปนปญหาที่ตองใหความสําคัญ ดังนั้นแนวโนมของการลงทุนจาก
ตางประเทศในระยะตอไปจําเปนตองใหความสําคัญตอการลงทุนที่กอใหเกิดผลกระทบในเชิงบวกตอการ
พัฒนาผูประกอบการและแรงงานไทย ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม การวิจัย
พัฒนา และการสรางทักษะความชํานาญของแรงงานและผูประกอบการ
สัด สวนการลงทุนจากตางประเทศ (FDI Inflow)

การลงทุนโดยตรงจากตางประเทศในภาคอุต สาหกรรม

2,500

100%
Others

Fo o d & sugar

2,000

60%

Trade
Financial
institutions

40%

mil. US

80%

1,500

Textiles
M etal & no n metallic
Electrical appliances

1,000
500

Industry

20%

0
13 517 521 525 52 9 533 537 541 545 549
2
2
2
2
2
2
2
2
2
25

0%
Indust ry

Financial inst it ut ions

Trade

Const ruct ion

Agricult ure

M ining & quarrying

Services

ot hers

ที่ม า:ธนาคารแหงประเทศไทย

ที่ม า: ธนาคารแหงประเทศไทย

การสงเสริมลงทุนในตางประเทศของนักลงทุนไทย (Outward FDI)
เพื่อใหไดมาซึ่งมูลคาเพิ่ม (Importation of foreign GDP) จะมีสวนชวยในการเพิ่มสัดสวนของ
ผลิตภัณฑมวลรวมประชาชาติ (GNP) ใหมากขึ้นและใกลเคียงกับผลิตภัณฑมวลรวมในประเทศ
(GDP) ไดในอนาคต
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-392.1.6 โครงสรางการคาระหวางประเทศ การคาระหวางประเทศของไทย
ในระยะ 10 ปที่ผานมา แมวาจะเกินดุลและขาดดุลในสัดสวนที่ไมตางกันมากนักมาโดยตลอด แตหาก
พิจารณามูลคาการคาจะพบวาสูงขึ้นอยางตอเนื่องและมีมูลคาประมาณ 1.2 เทาของ GDP

6.00

12.00

สินคาออก

5.00

สินคาเขา

10.00

4.00

ดุลการคา

8.00

มูลคาการคา

3.00

6.00

2.00

4.00

1.00

2.00

0.00
25

ลานบาท

ลานบาท

ดุลการคาของไทย

0.00
40

25

41

42 43 44 45 46 47 48 49 50
25 25 25 25 25 25 25 25 25

ที่มา: ธนาคารแหงปรเทศไทย

จากโครงสรางการสงออก พบวามีการปรับเปลี่ยนโครงสรางการผลิต
จากอุตสาหกรรมที่ใชแรงงานในสัดสวนที่สูงมาเปนการผลิตที่ใชเทคโนโลยีมากขึ้น (ประมาณรอยละ
70 ของมูลคาสงออก) สินคาสงออกสําคัญที่สรางมูลคาสูงที่สุด 3 อันดับแรกเปนสินคาอุตสาหกรรม คือ
คอมพิวเตอรและชิ้นสวน รถยนตและชิ้นสวน และแผงวงจรไฟฟา สําหรับสินคาเกษตรที่สรางมูลคา
ส ง ออกมากคื อ ยางพารา ข า ว มัน สํ า ปะหลั ง และส ว นหนึ่ ง สง ออกในรู ป ผลิต ภั ณฑ อ าหารแปรรู ป
ในขณะที่โครงสรางการนําเขาสวนใหญจะเปนการนําเขาสินคาทุน และวัตถุดิบ เชน ปโตรเลียม และ
เครื่องจักร (รวมกันมากกวารอยละ 55 ของการนําเขาทั้งหมด)
สัดสวนสินคาอุตสาหกรรมสงออก
100%
90%

ใชวัตถุดิบในประเทศ

80%
70%
60%

ใชเทคโนโลยี สูง

50%
40%
30%
20%
10%

ใชแรงงาน

0%

2538

2540

2542

ใชแ รงงาน
ใชวัตถุดิบภายในประเทศ
ที่ม า: ธนาคารแหงประเทศไทย

2544

2546

2548

2550

ใชเทคโนโลยีส ูง
สินคาอุตสาหกรรมอื่นๆ

พิจารณาดานตลาดสงออกของไทย พบวาในระยะที่ผานมามีการปรับ
โครงสรางตลาดจากเดิมที่พึ่งพาตลาดหลักเชน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุน และยุโรป เปนหลัก ไปสูประเทศที่
เปนตลาดใหมๆ มากขึ้น เชน จีน ตะวันออกกลาง และอาเซียน

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-402.1.7 ผลิตภาพการผลิตรายสาขาการผลิต ภาพรวมของการเจริญเติบโต
ทางเศรษฐกิจไทยในระยะยาวชวงป 2528-2548 นั้น สวนใหญมีที่มาจากการเพิ่มแรงงานและการสะสม
ทุน ในขณะที่ผลิตภาพการผลิตรวม (Total Factor Productivity, TFP) และคุณภาพแรงงาน25เปนที่มา
ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงเล็กนอย ทั้งนี้หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในป 2540 จนถึงปจจุบัน
การสะสมทุนยังคงอยูในระดับต่ํา กลาวคือ สัดสวนของการลงทุนภาคเอกชนตอผลิตภัณฑมวลรวม
ภายในประเทศเพิ่มขึ้นเพียงเล็กนอยในชวงเวลาดังกลาว และยังคงอยูในระดับต่ําเมื่อเทียบกับระยะ
กอนวิกฤต (ป 2550 อยูที่รอยละ 18 ของ GDP เทียบกับรอยละ 22 ของ GDP ในชวงทศวรรษ 1980
หรือปพ.ศ. 2523) เมื่อพิจารณาในรายสาขาการผลิต จะพบวาสาขาเกษตรกรรมซึ่งรองรับคนวางงาน
ขนาดใหญมีระดับการเติบโตของผลผลิตที่ต่ํา โดยการจางงานลดต่ําลง ในขณะที่การสะสมทุนเพิ่มขึ้น
อยางมาก และระดับผลิตภาพการผลิตรวมเพิ่มขึ้นแตยังคงนอยกวาของสาขาอุตสาหกรรม สําหรับ
สาขาอุตสาหกรรม การเติบโตสวนใหญเกิดจากการเพิ่มแรงงานและทุน แมวาการสะสมทุนจะลดต่ําลง
อยางรวดเร็วภายหลังป 2540 สวน ผลิตภาพการผลิตรวมแมจะเพิ่มขึ้นแตอยูในระดับคอนขางต่ํา โดย
สวนใหญเปนอุตสาหกรรมในลักษณะรับจางผลิตซึ่งมีระดับนวัตกรรมต่ําและมีการนําเขาสินคาทุนจาก
ต า งประเทศ ในขณะที่ สาขาบริ ก ารมี ก ารเติ บ โตของผลผลิ ต ค อ นข า งช า เมื่ อ เปรี ย บเที ย บกั บ
อุตสาหกรรม โดยการเติบโตของผลผลิตบริการสวนใหญมาจากปจจัยดานแรงงาน และผลไดสวนเพิ่ม
มาจากระดับการสําเร็จทางการศึกษาและผลิตภาพแรงงาน ขณะที่การสะสมทุนมีผลตอการเติบโตใน
ระดับปานกลาง สวนผลิตภาพการผลิตรวมคอนขางต่ําและอยูในระดับติดลบ ซึ่งเปนผลจากหลังจาก
วิกฤตเศรษฐกิจป 2540 ซึ่งสาขาการเงินไดรับผลกระทบอยางหนักและสงผลตอเนื่องถึงสาขาบริการ
อื่นๆ โดยเฉพาะการคา ตลอดจนระดับผลผลิตและการลงทุน
ผลิตภาพการผลิตเฉลี่ยชวงป 2528-2548 แยกรายสาขาการผลิต
อัตราการขยายตัวของผลผลิต
มีที่มาจาก:
• แรงงาน
• ทุน
• คุณภาพแรงงาน (การศึกษา)
• ผลิตภาพการผลิตรวม (TFP)

เศรษฐกิจรวม
5.9

เกษตร
2.8

อุตสาหกรรม
7.6

บริการ
5.4

2.6
2.0
0.4
0.9

0.5
1.9
0.2
0.2

4.9
1.9
0.4
0.4

4.5
0.9
0.4
-0.4

ที่มา NESDB and the World Bank (2008) Measuring Output and Productivity in Thailand’s Services-producing Industries

จากผลการศึกษาดานผลิตภาพการผลิตโดยเฉพาะผลิตภาพการผลิต
รวม และผลิตภาพที่มาจากคุณภาพของคน สะทอนถึงเงื่อนไขสําคัญลําดับแรกของการพัฒนาประเทศ
ใหมีความสําเร็จไปสูระบบเศรษฐกิจที่เนนการพัฒนาคนและการศึกษาใหเปนฐาน ดังนั้น ควรให
ความสําคัญอยางจริงจังตอการพัฒนาคนทั้งในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา (การเรียนรู
25

จากการศึกษาของ สศช.และธนาคารโลก (2551) ในการวัดผลิตภาพการผลิต ไดมีการเพิ่มรายละเอียดของปจจัยดานการศึกษาในการ
วัดผลิตภาพการผลิตของแรงงาน โดยการใชดัชนีอยางงายของระดับการศึกษาที่สําเร็จ (Index of Educational Attainment) ในการปรับ
ขอมูลแรงงาน และมีขอสมมุติฐานคือในแตละหนึ่งปของการศึกษาที่เพิ่มขึ้น (Year of schooling) จะทําใหผลิตภาพแรงงานเพิ่มสูงขึ้นใน
อัตราคงที นอกจากนี้ ยังไดมีการรวมประมาณการรายไดของผูที่ดําเนินธุรกิจของตนเอง (self-employed workers) เปนสวนหนึ่งของ
รายไดจากปจจัยแรงงานดวย (ดูรายละเอียดใน Measuring Output and Productivity in Thailand’s Services-producing Industries)
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-41ตลอดชีวิต) รวมทั้งการพัฒนาและฝกอบรมทักษะแรงงานใหสอดคลองกับการพัฒนาเศรษฐกิจและ
ความตองการของภาคการผลิต โดยมีแผนการผลิตคนที่มีคุณภาพ เชน พัฒนาทักษะความชํานาญใน
ภาษาตางประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมจากภาษาอังกฤษ แกไขการขาดแคลนแรงงานในระดับอาชีวะศึกษา
นอกจากนี้ ในการพั ฒ นาคุ ณ ภาพคนและการศึ ก ษาต อ งไม จํ า กั ด เฉพาะเรื่ อ งการกระจายอํ า นาจ
การศึกษา และการแบงเขตพื้นที่การศึกษา แตตองครอบคลุมถึงสาระสําคัญ 3 ดาน ประกอบดวยการ
พัฒนาหลักสูตร การพัฒนาและการสรางแรงจูงใจใหกับครู26
2.1.8 ความสามารถในการแข ง ขั น ของประเทศไทย โดยภาพรวม
ความสามารถในการแขงขันของประเทศปรับตัวดีขึ้น ทั้งจากการจัดอันดับของสถาบัน IMD และ
สถาบัน WEF แตอยางไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคูแขงในภูมิภาคเดียวกัน แมวาประเทศ
ไทยจะมีอันดับความสามารถในการแขงขันสูงกวาประเทศอินโดนีเซีย และฟลิปปนส แตเมื่อเทียบกับ
มาเลเซียแลว ประเทศไทยมีอันดับความสามารถในการแขงขันที่ต่ํากวามาเลเซียมาอยางตอเนื่อง และ
มีพลวัตรในการยกระดับความสามารถในการแขงขันที่ชากวา โดยปจจุบันในป 2551 มาเลเซียอยูใน
อันดับ 19 และไทยอยูในอันดับที่ 27 ในขณะที่ในป 2546 มาเลเซียอยูในอันดับที่ 21 และไทยอยูใน
อันดับที่ 30 (การจัดอันดับของ IMD)
(1) ในป 2551 ภาพรวมความสามารถในการแข งขันของไทย
(จัดอันดับโดย The International Institute for Management Development, IMD) ปรับตัวดีขึ้นถึง 6
อันดับ (จากอันดับที่ 33 ในป 2550 เปนอันดับที่ 27 ป 2551) แตอยางไรก็ตาม เปนการปรับไปสูอันดับ
ที่ใกลเคียงกับอันดับในชวงป 2546-2549 (ในแตละปจํานวนประเทศที่ไดรับการจัดอันดับไมเทากันและ
มีการเปลี่ยนแปลง) นั้น สําหรับการปรับตัวที่ดีในป 2551 นี้ เปนผลจากปจจัยการแขงขันทั้ง 4 ดาน คือ
สมรรถนะเศรษฐกิจโดยรวม ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคเอกชน และโครงสราง
พื้นฐาน ไดปรับตัวดีขึ้นอยางกาวกระโดดมาสูลําดับที่ดีขึ้น
อันดับขีดความสามารถในการแขงขันของไทย (โดย IMD)
ป
2546
2547
2548
2549
2550
2551

อันดับโดยรวม
28
26
25
29
33
27

สมรรถนะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของ ประสิทธิภาพของ
โดยรวม
รัฐบาล
ภาคธุรกิจ
13
18
25
9
20
21
7
14
25
19
20
25
15
27
34
12
22
25

โครงสราง
พื้นฐาน
43
42
39
42
48
39

ที่มา: IMD World Competitiveness Yearbook 2007-2008 (เปนการจัดอันดับจาก 55 ประเทศ)

จากขอมูลรายละเอียดของ IMD27 พบวา ปจจัยการแขงขันดาน
โครงสร า งพื้ น ฐานซึ่ ง เคยเป น จุ ด อ อ นของไทยมาโดยตลอด ได มี ก ารปรั บ ตั ว ดี ขึ้ น อย า งเด น ชั ด
โดยเฉพาะอยางยิ่ง โครงสรางพื้นฐานดานวิทยาศาสตรของไทยมีลําดับที่ดีขึ้นอยางกาวกระโดดจากป
26
27

ผลการประชุมระดมความคิดเห็นรวมกับภาคเอกชนตอวิสัยทัศนเศรษฐกิจไทย...สูป 2570 เมื่อวันจันทรที่ 21 กรกฎาคม 2551 ณ สศช.
ดูรายละเอียดใน IMD 2008
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-422550 ในลําดับที่ 49 มาสูลําดับที่ 37 ในป 2551 (ทั้งนี้สวนหนึ่งเปนเพราะอันดับของปจจัยยอย Science
Degree ไดเลื่อนจากอันดับที่ 43 ในป 2550 เปนอันดับ 1 ในป 2551 และปจจัยยอยอื่นๆ ในกลุมนี้ที่
ปรับตัวดีขึ้น 7-8 อันดับ) ในขณะที่โครงสรางพื้นฐานดานอื่นๆ ทั้งดานกายภาพ เทคโนโลยี สุขภาพ
และสิ่งแวดลอม และการศึกษา มีความสามารถในการแขงขันในอันดับที่ดีขึ้นเชนกัน แตอยางไรก็ตาม
มีขอสังเกตที่สําคัญคือ ความสามารถในการแขงขันดานผลิตภาพและประสิทธิภาพ (ภายใตปจจัยดาน
ประสิทธิภาพของภาคเอกชน) ยังอยูในอันดับที่ 48 ตอเนื่องมาตั้งแตป 2547 จนถึงปจจุบัน ซึ่งสะทอน
ถึงความจําเปนและการใหความสําคัญตอการขับเคลื่อนมาตรการดานการสงเสริมและเพิ่มผลิตภาพ
และประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจเพื่อเปนปจจัยบวกตอการยกระดับความสามารถในการแขงขันของ
ประเทศตอไป
(2) ในทํานองเดียวกัน ความสามารถในการแขงขันของไทยโดย
การจัดลําดับของ World Economic Forum (WEF) มีอันดับที่ดีขึ้นจาก 35 (ป 2549-2550) เปนอันดับ
ที่ 28 (2550-2551) ทั้งนี้ เปนผลมาจากปจจัยการแขงขันพื้นฐาน เชน การปรับปรุงดานโครงสราง
พื้นฐาน และดานสุขภาพและการศึกษาขั้นพื้นฐาน และปจจัยดานประสิทธิภาพ ไดแก ดานความพรอม
ในการับเทคโนโลยี และการศึกษาและฝกอบรมมีการปรับตัวที่ดีขึ้นดวย แตอยางไรก็ตาม ปจจัยดาน
นวัตกรรม และปจจัยดานประสิทธิภาพในมิติประสิทธิภาพของตลาด ปรับตัวในทิศทางที่แยลง
อันดับขีดความสามารถในการแขงขันของไทยใน (โดย WEF)
ประเทศไทย
จํานวนประเทศ
Global Competitiveness Index (GCI)
1. Basic Requirements
1.1 Institutions
1.2 Infrastructure
1.3 Microeconomic
1.4 Health and Primary Education
2. Efficiency Enhancers
2.1 Higher Education and Training
2.2 Market Efficiency
2.2.1 Goods Market Efficiency
2.2.2 Labour Market Efficiency
2.2.3 Market Size
2.3 Technology Readiness
3. Innovation Factors
3.1 Business Sophistication
3.2 Innovation

25482549
117
33
34
40
37
11
85
41
43
29
49
38
39
38

2549-2550

2550-2551

125
35
38
40
38
28
84
43
42
31
48
36
40
33

131
28
40
47
27
30
63
29
44
34
11
17
45
39
40
36

ที่มา: WEF, World Economic Forum

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-432.2

ภาพอนาคตของภาคการผลิต ในระยะ 20 ปขางหนา

จากการวิ เ คราะห แ นวโน ม สภาวะการพั ฒ นาของโลก (ในบทที่ 1) ซึ่ ง
ประกอบดวย ภาวะโลกรอนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงโครงสราง
ประชากร การเงินโลก พลังงานและความมั่นคงดานอาหาร การรวมกลุมทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และ
การพัฒนาพื้นที่ทั้งในมิติของเมืองและชนบท ผนวกการการวิเคราะหการพัฒนาภาคการผลิต การคา
และการลงทุนในชวงที่ผานมาและสถานการณปจจุบัน (ตามขอ 2.1) ไดนํามาประมวลภาพอนาคตและ
แนวโนมของภาคการผลิต ทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม บริการ รวมทั้ง การคา และการลงทุน ในระยะ
20 ป ขางหนา ดังนี้
2.2.1 ภาคเกษตรกรรม
1)
ภาคเกษตรไทยมี โ อกาสในการผลิ ต และส ง ออกสิ น ค า พื ช
อาหารและพลังงานมากขึ้น เนื่องจากปจจัยบวกที่สําคัญ ดังนี้
(1) ปริมาณความตองการสินคาเกษตรและอาหารยังคง
ขยายตัวแมจะมีอัตราการขยายตัวที่ลดลงก็ตาม โดย FAO ประมาณการการขยายตัวของปริมาณความ
ตองการสินคาเกษตรและอาหารของโลกจะลดลงจากรอยละ 2 ในชวงป 1989-99 เหลือเพียงรอยละ
1.5 ในชวงป 1997-99 ถึงป 2030 ทั้งนี้มีสาเหตุสําคัญ จาก การเติบโตของจํานวนประชากรของโลกจะ
ขยายตัวในอัตราที่ลดลง จากรอยละ 1.6 ในชวงป 1997-99 เหลือ รอยละ 0.9 ในป 2030 และปริมาณ
การบริโภคอาหารของประชากรโลกเริ่มเขาสูระดับที่เหมาะสมมากขึ้น โดยคาดวา ปริมาณการบริโภค
อาหารของประชากรโลก จะเพิ่มขึ้นจาก 2,803 กิโลแคลอรี่/คน/วัน ในชวงป 1997-99 เปน 3,050 กิโล
แคลอรี่/คน/วัน ในป 2030 ใกลเคียงกับปริมาณการบริโภคของประชากรในประเทศอุตสาหกรรม สงผล
ใหการบริโภคโดยรวมในอนาคตจะมีการเติบโตในอัตราที่ลดลง
(2) การเปลี่ ย นแปลงของสภาพภู มิ อ ากาศและภั ย
ธรรมชาติสงผลตอภาพรวมการผลิต สินคาเกษตรของโลก ภัยธรรมชาติหลากหลายรูปแบบที่อาจ
เกิดขึ้นอยางตอเนื่องกับหลายประเทศโดยที่ไมสามารถคาดการณได ยอมสงผลกระทบตอภาวะการ
ผลิตและการตลาดสินคาเกษตรและอาหารในตลาดโลก ซึ่งหากประเทศไทยสามารถวางแนวทาง
ป อ งกั น ภั ย พิ บั ติ มิ ใ ห เ กิ ด ขึ้ น กั บ พื้ น ที่ ก ารผลิ ต ทางการเกษตร และเพิ่ ม ประสิ ท ธิ ภ าพการผลิ ต ทาง
การเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตเกษตรในภาพรวมไดมากเทาใด ยอมเทากับเปนการขยายโอกาสของสินคา
พืชอาหารและพืชพลังงานของไทยไดมากขึ้นตามไปดวย นอกจากนี้ ภาคเกษตรไทยยังตองมีการ
ปรับปรุงกระบวนการผลิต เก็บเกี่ยว แปรรูป และการตลาด บนพื้นฐานการพัฒนาองคความรูในดาน
ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของภาคเกษตรไทย จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก
ที่ยอมสงผลกระทบตอภาคเกษตรไทยอยางหลีกเลี่ยงมิได

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-44(3) ตลาดพลังงานโดยเฉพาะตลาดน้ํามัน จะมีบทบาท
สําคัญตอการปรับตัวของราคาสินคาพืชพลังงานและพืชอาหาร โดยเมื่อราคาน้ํามันเพิ่มสูงขึ้นอยาง
ตอเนื่อง จะทําใหมีความตองการใชพืชพลังงานมากขึ้นและราคาผลผลิตจากพืชพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะ
ทําใหมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่และการผลิตพืชอาหารไปสูพืชพลังงานมากขึ้น ทําใหราคาผลผลิตอาหาร
สูงขึ้นตามไปดวย จึงนับเปนโอกาสของเกษตรกรไทยที่จะไดรับประโยชนจากราคาสินคาเกษตรใน
ตลาดโลกที่จะสูงขึ้นในอนาคต
2)
ครัวเรือนเกษตรกรและชุมชน มีแนวโนมที่จะขาดความมั่นคง
ดานอาหารมากขึ้น เนื่องจากภาวะราคาสินคาเกษตรที่จะเพิ่มสูงขึ้นอยางตอเนื่อง ทําใหการผลิตพืช
และสินคาเกษตรเปนไปเพื่อตอบสนองตอระบบตลาดมากยิ่งขึ้น จนอาจทําใหเกษตรกรละเลยการผลิต
พืชอาหารเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและไมสามารถรักษาความมั่นคงอาหารในครัวเรือนและชุมชนได
ในระยะยาว นอกจากนี้ ผลกระทบจากราคาสินคาเกษตรที่จะเพิ่มสูงขึ้นยังกระทบตอภาวการณดํารง
ชีพของประชาชนโดยรวมอีกดวย
3)
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมจะไดรับผลกระทบจาก
การขยายกิจกรรมทางการเกษตร ความตองการพืชอาหาร และพืชพลังงานในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอยาง
มากในอนาคต ซึ่งเปนโอกาสของภาคเกษตรไทยนั้น อาจสงผลตอการอนุรักษและบริหารจัดการทรัย
พากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมของไทย โดยเฉพาะการรุกล้ําพื้นที่ปาไม การใชปุยเคมีและยาปราบ
ศัตรูพืชที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะสงผลตอคุณภาพชีวิตและสภาพแวดลอม และ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร
ดิน รวมทั้งการขาดแคลนทรัพยากรน้ําเพื่อการเกษตร นอกจากนั้น การควบคุมสัดสวนพื้นที่เพาะปลูก
พืชพลังงานและพืชอาหารใหเหมาะสม ก็จะเปนประเด็นเชิงนโยบายที่ตองการความชัดเจน โดยเฉพาะ
กับประเทศไทยซึ่งเปนประเทศเกษตรกรรมและมีพื้นที่อยูอยางจํากัด
2.2.2 ภาคอุตสาหกรรม
1)
ความสามารถในการแข ง ขั น จะลดลง เนื่ อ งจาก
ความกาวหนาของเทคโนโลยี และการผสมผสานของเทคโนโลยีไดกอใหเกิดเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม
ซึ่งจะนําไปสูการชี้นําตลาด ดังนั้น ความสามารถในการแขงขันในอนาคตจึงขึ้นอยูกับความเร็วและ
ความแตกตางของสินคา ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีจุดออนในเรื่องของการเชื่อมโยงระหวาง
วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีไปสูภาคการผลิต รวมทั้งยังขาดบุคลากรรองรับในเรื่องดังกลาว ซึ่งเห็นได
จากการจัดอันดับความสามารถในการแขงขันดานโครงสรางพื้นฐานดานวิทยาศาสตร ของ IMD และ
ความสามารถของภาคธุรกิจในการรับเทคโนโลยีใหมของ WEF ที่ระบุวาไทยยังออนดอยและปรับตัวไดชา
2)
การสงเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญภายในประเทศจะ
เปนไปไดยากขึ้น จากโครงสรางของภาคอุตสาหกรรมไทยในปจจุบันที่สวนใหญเปนอุตสาหกรรม
ขนาดใหญ และกระบวนการผลิตมีผลกระทบตอสภาพแวดลอมคอนขางสูง แตจากสถานการณภาวะ
โลกรอนทําใหเกิดกระแสอนุรักษสภาพแวดลอม นํามาซึ่งกระแสการตอตานจากประชาชนและชุมชนใน
การกอสรางอุตสาหกรรมขนาดใหญ ซึ่งจะสงผลตอการพัฒนาที่ตองการใหประเทศไทยเปนฐานการ
ผลิตของอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชีย เชน อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกลา อุตสาหกรรมยานยนต
และชิ้นสวน และอุตสาหกรรมไฟฟาและอิเล็กทรอนิกส เปนตน
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-453)
ปญหาการขาดแคลนแรงงานจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
ปจจุบันประเทศไทยประสบปญหาการขาดแคลนแรงงานในเชิงคุณภาพ ทั้งดานแรงงานมีทักษะความ
ชํานาญไม ตรงกับความตองการของภาคอุต สาหกรรม และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะความ
ชํานาญ และจากสถานการณแนวโนมการเปลี่ยนแปลงโครงสรางประชากรที่จะเขาสูสังคมผูสูงอายุ
ภายใน 20 ปขางหนา จะยิ่งสงผลทําใหภาคอุตสาหกรรมไทยประสบปญหาการขาดแคลนแรงงานมาก
ขึ้น และจะสงผลใหมีความตองการใชแรงงานตางดาวทั้งแรงงานไรฝมือ และแรงงานมีฝมือมากขึ้น
อย า งไรก็ ต าม การวิ เ คราะห ป จ จั ย ด า นแนวโน ม สภาวะ
แวดลอมกับสถานการณปจจุบันของภาคอุตสาหกรรมไทยดังกลาวขางตน แมจะเปนสถานการณใน
ดานลบ แตก็ทําใหเห็นโอกาสจากปจจัยดังกลาวดวยเชนกัน เชน จากแนวโนมสถานการณภาวะโลก
รอน และโครงสรางประชากรที่จะเขาสูสังคมผูสูงอายุทําใหเห็นโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมใหมๆ
เชน การพัฒนาอุตสาหกรรมที่สะอาด (Clean production) โดยมีเทคโนโลยีการผลิตและการบริหาร
จัดการที่เปนมิตรกับสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการผลิตสินคาอุตสาหกรรมเพื่อตลาด
ผูสูงอายุ เปนตน
2.2.3 ภาคบริการ
1)
ภาคบริการยังคงรักษาสถานะภาพการเปนแหลงสรางรายได
หลักของประเทศ จากการปรับบทบาทใหสอดรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไดดังนี้
(1)
การสรางสรรคธุรกิจใหมๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง
ของกระแสโลก อาทิ ธุรกิจบริการสุขภาพ ธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ธุรกิจ
บริการการรับจางบริหารระบบธุรกิจ และธุรกิจบริการเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง เปนตน
(2) การสรางความเชื่อมโยงกับสาขาการผลิ ตหลั กของ
ประเทศ ทั้งสาขาการเกษตรและอุตสาหกรรม เพื่อชวยสรางมูลคาเพิ่มใหกับสินคาในภาคการผลิตและ
ธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง (เชน การนําผลิตภัณฑพืชสมุนไพร มาใชในธุรกิจสปา และการบําบัดฟนฟู
สุขภาพ) รวมทั้งการเปนธุรกิจสนับสนุนภาคการผลิตดังกลาว (เชน ธุรกิจขนสง ประกันภัย การเงิน เปนตน)
(3) การเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบานหรือในกลุมอนุ
ภูมิภาค เพื่อขยายฐานการผลิตและการตลาดของสินคาและบริการ ในสาขาธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ
อาทิ การทองเที่ยว การขนสง การศึกษา เปนตน
2)
ภาคบริการเปนแหลงสรางรายไดและกระจายรายไดใหกับ
ชุมชน เพื่อลดปญหาความเหลี่ยมล้ําของรายได สามารถชวยแกปญหาหนี้สิน การจางงาน ความ
ยากจน และสุดทายชวยแกไขปญหาสังคมไดทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน และประเทศ

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-463)
สามารถพัฒนาตอยอดภูมิปญญาทองถิ่นดวยองคความรูทาง
วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีสูการเปนภูมิปญญาสากล เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนและพัฒนาภาค
บริการของประเทศสูการเปนธุรกิจบริการสรางสรรค (Creative service) เพื่อตอบสนองตลาดที่
กําลังขยายตัวไดอยางมีประสิทธิผล
2.2.4 ภาคการคา
1)
โครงการสรางตลาดสงออกของประเทศไทยมีการกระจายตัว
มากขึ้น โดยการพึ่งพิงตลาดหลัก ทั้งสหรัฐอเมริกา และญี่ปุนมีสัดสวนลดลง ขณะที่สัดสวนการสงออก
ไปตลาดใหมสูงขึ้น โดยประเทศที่กลายเปนตลาดสงออกที่สําคัญมากขึ้นสําหรับประเทศไทย ไดแก
ประเทศจีน เอเชียในภาพรวม และยุโรปตะวันออก มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เร็วกวากลุมประเทศ
อื่น จึงทําใหประเทศเหลานี้โดยเฉพาะเอเชียกลายเปนเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ประกอบกับมี
สัดสวนขนาดเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจโลกที่สูงขึ้น
2)
รูปแบบการทําธุรกิจการคาเปลี่ยนแปลงไป โดยตลาดการคา
บนอินเทอรเน็ต (E-market place) จะมีบทบาทและมูลคาเพิ่มขึ้น พาณิชยอิเล็กทรอนิกสจะเปน
ชองทางในการจัดหาและการตลาดในการกระจายสินคามากขึ้น การจัดซื้อจัดจางทางอิเล็กทรอนิกส
(E-auction) ทั้งในองคกรภาครัฐและเอกชน จะถูกนํามาใชอยางแพรหลายมากขึ้น เพื่อสรางความ
โปรงใสและธรรมาภิบาลที่ดี
3)
ความรวมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบานเพื่อใหเกิด
การรวมกลุ ม ที่ เ ข ม แข็ ง เพื่ อ สร า งอํ า นาจต อ รองทางการค า จะมี จํ า นวนเพิ่ ม มากขึ้ น จึ ง จํ า เป น ต อ ง
เสริมสรางความรูความเขาใจใหกับทุกภาคสวนในเรื่องของพันธกรณีการคาระหวางประเทศ เพื่อให
สามารถวางแผนเชิงรุกในการใชประโยชนจากพันธกรณี รวมทั้งการเตรียมพรอมเพื่อรองรับมาตรการ
ทางการคาตางๆ ดวย
4)
มาตรการกีดกันทางการคาที่ไมใชภาษีจะมีบทบาทและถูก
นํามาใชมากยิ่งขึ้น เชน มาตรการสิ่งแวดลอม มาตรการสุขอนามัย เปนตน
5)
กฎระเบียบ/กฎหมายที่เปนอุปสรรคตอการคาและการลงทุน
จะมีจํานวนลดลง ขั้นตอนกระบวนการนําเขา-สงออก และระยะเวลาในการดําเนินการของภาครัฐลดลง
เพื่ออํานวยความสะดวกทางการคาการลงทุน
ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแขงขันในกลุมสินคาอิเล็กทรอนิกส
และกลุมยานยนตและสวนประกอบมากขึ้นจากการขยายฐานการผลิตของบรรษัทขามชาติ โดยสินคา
อิเล็กทรอนิกสมีวงจรชีวิตสั้นลง เนื่องจากความกาวหนาทางเทคโนโลยีจึงทําใหมีการปรับเปลี่ยน
ผลิตภัณฑเร็วขึ้น พรอมทั้งไดรับประโยชนจากการพัฒนาผลิตภัณฑที่มีองคประกอบของดิจิตอลมาก
ขึ้น สําหรับรถยนตมีการสงออกไปยังตลาดออสเตรเลียเพิ่มขึ้นภายหลังขอตกลงการคาเสรี และการ
สงออกไปยังตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นตามรายไดจากการสงออกน้ํามันที่เพิ่มขึ้นมาก
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-472.2.5 ภาคการลงทุน
1)
สงเสริมการลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมและบริการที่ไทยมี
ศักยภาพและสามารถสรางมูลคาเพิ่มได โดยใหความสําคัญกับอุตสาหกรรมที่ประหยัดพลังงาน เปน
มิตรกับสิ่งแวดลอมและชุมชน สําหรับการสงเสริมการลงทุนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมขนาดใหญที่อยู
ในขายอาจจะกอใหเกิดมลพิษ ควรมีการกําหนดเงื่อนไขในการที่จะรักษาและดูแลสภาพแวดลอม เชน
กํ าหนดเงื่ อ นไขใหมีการใชเ ทคโนโลยีที่สะอาด ประหยั ดพลังงาน และได มาตรฐานสากล เป นต น
รวมทั้งกําหนดแผนงานการชวยเหลือชุมชนไวดวย เชน กําหนดใหมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนา
ชุมชนบริเวณที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม เปนตน
2)
มาตรการทางภาษีจะถูกลดบทบาทลงอยางมาก เนื่องจาก
เปดเสรีทางการคาระหวางกัน สงผลใหอัตราภาษีสินคาสวนใหญเปนรอยละ 0 การอํานวยความสะดวก
ทางการคา การลงทุน และปจจัยโครงสรางพื้นฐานที่สนับสนุนการคาการลงทุน เชน ระบบโลจิสติกส
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปนตน จะเปนปจจัยสําคัญในการดึงดูดการลงทุนจาก
ตางประเทศ
3)
การรวมลงทุนระหวางประเทศ เพื่อใหเกิดการแลกเปลี่ยน
และถายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการบริหารจัดการจะมีจํานวนมากยิ่งขึ้น
4)
การลงทุนดานการวิจัยและพัฒนา ทั้งที่ดําเนินการเองภายใน
องคกรและการจางองคกรภายนอก รวมถึงการตอยอดภูมิปญญาทองถิ่นเพื่อใหเกิดการลงทุนในเชิง
พาณิชย จะมีบทบาทมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการสรางมูลคาเพิ่มจากความคิดสรางสรรค
5) การเขาไปลงทุนในประเทศเพื่อนบานของผูประกอบการไทยจะมี
จํานวนเพิ่มมากขึ้น เพื่อแกปญหาการขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบในประเทศ รวมทั้งใชประโยชน
จากสิทธิพิเศษของประเทศเพื่อนบาน

3.

การรวมกลุมทางเศรษฐกิจ
3.1

การพั ฒ นาความร ว มมื อ ทางเศรษฐกิ จ ของไทยและประเทศในอนุ

ภูมิภาค
3.1.1 ในระยะ 20
ป ที่ผานมา ประเทศต างในอนุภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบานของไทยมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในทางการเมือง
และทางเศรษฐกิจอยางมีนัยสําคัญ โดยในทางการเมืองนั้น ประเทศที่ปกครองในระบอบสังคมนิยม
เชน สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ไดมีการผอนคลายกฎระเบียบตางๆ เพื่อรองรับการเปดเสรี
ทางการคา และการลงทุนจากตางประเทศมากขึ้น ยกเวนประเทศพมาที่ระบบการเมือง การปกครอง
และระบบเศรษฐกิจยังคงอยูในรูปแบบสังคมนิยม และยังไมมีการผอนคลายกฎระเบียบเพื่อรองรับการ
เปดเสรีทางการคา และการลงทุน
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-483.1.2 สําหรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนั้น ในภาพรวมของชวง
10 ปที่ผานมา ประเทศเพื่อนบานของไทยบางประเทศไดปรับเปลี่ยนจากระบบการคาการ
ลงทุนแบบรวมศูนย (Centrally Planned) ไปเปนการเปดตลาดสูการคาเสรีมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะการเปดตลาดค าขายระหวางประเทศมากขึ้น ซึ่งเปนปจจัยบวกนํ าไปสูการเติบโตทาง
เศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นเปนลําดับ โดยในชวงป 2537-2547 มูลคา GDP โดยเฉพาะในกลุมอนุภูมิภาคมี
การเติบโตกวารอยละ 6 ตอป แมวาจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในป 1997 และวิกฤตโรคซารสตอเนื่องดวย
โรคไขหวัดนกในป 2546 เศรษฐกิจในประเทศในอนุภูมิภาคยังคงเติบโตอยางตอเนื่อง โดยเฉพาะ
กัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม มีอัตราการเจริญเติบโตกวารอยละ 8 ตั้งแตป 2544 เนื่องจากการ
เติบโตของภาคเกษตร การสงออกที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้นอยางตอเนื่อง โดยที่
ระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนุภูมิภาคเริ่มเขาสูระบบเสรีมากยิ่งขึ้น เห็นไดจาก Openness Ratio
ระหวางป 2535-2549 ในประเทศตางๆ ในอนุภูมิภาคที่เพิ่มมากขึ้นกวาเทาตัว อาทิ กัมพูชาเพิ่มขึ้น
3.3 เทา จีน 2.4 เทา ไทย 2 เทา และเวียดนาม 2.7 เทา สวนมูลคาการคาระหวางประเทศไทยกับ
ประเทศในอนุภูมิภาคในป 2548 เพิ่มขึ้นมากกวา 15 เทาเมื่อเทียบจากป 2535 ซึ่งเปนอัตราที่เพิ่มขึ้น
มากกวามูลคาการคาระหวางประเทศในโลก
Trade Openess Ratio
160.0
140.0
120.0

%

100.0
80.0
60.0
40.0
20.0
0.0
1992

2003

Cambodia

China

2004

Lao

2005

Myanmar

2006

Thailand

Viet Nam

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุม GMS
16.0%

14.0%

12.0%

10.0%

8.0%

6.0%

4.0%

2.0%

0.0%
2000

2001

Cambodia

2002

China

Lao

2003

Myanmar

2004

Thailand

2005

2006

Viet Nam

ที่มา : Asian Development Bank (ADB)

ทั้งนี้ พัฒนาการทางเศรษฐกิจ-การเมืองที่สําคัญรายประเทศในอนุ
ภูมิภาค สรุปไดดังนี้

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-49พัฒนาการทางเศรษฐกิจ-การเมืองที่สาํ คัญในอนุภูมิภาค
ประเทศ

ปสําคัญ

นโยบายหลัก

ผลการพัฒนา

จีน

2521

นโยบายการปฏิรูปและการเปดประเทศที่ดําเนินมาตั้งแตป
2521 มี เ ป า หมายเน น การผลิ ต ผลผลิ ต ทางการเกษตรให
พอเพียงสําหรับการบริโภคภายในประเทศ โดยการเนนการ
พัฒนาดานเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อยกระดับการผลิตและการ
กระจายรายไดอยางเทาเทียมกันทั่วทั้งประเทศ

เศรษฐกิจจีนยังขยายตัวอยาง
ตอเนื่อง อัตราเจริญเติบโตทาง
เศรษฐกิจอยูที่รอยละ 8-10 มา
ตลอด 20 ป จนกระทั่งถึงปจจุบัน

เวียดนาม

2531

ป 2531 ภายหลังยุคสงครามเย็น เวียดนาม ไดปรับเปลี่ยน
การดําเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมใหมเพื่อปฏิรูป
ระบบเศรษฐกิจใหทันสมัยและเปนเสรีมากยิ่งขึ้น หรือเรียกวา
นโยบาย “โดย เหมย” (Doi Moi)

พัฒนาการทางเศรษฐกิจในเชิงบวก
อยางตอเนื่อง โดยมีอัตราการ
เติบโตทางเศรษฐกิจรอยละ 8.4 ซึ่ง
สูงสุดในรอบ 9 ป และมีอัตราการ
เติบโตเฉลี่ยในชวง 5 ปที่ผานมา
รอยละ 7.5 ซึ่งสูงเปนอันดับที่ 2 ใน
เอเชียรองจากจีน

สปป.ลาว

2529

ตั้งแต ป 2529 สปป.ลาวเริ่มปฎิรูประบบเศรษฐกิจ โดยใช
“นโยบายจินตนาการใหม” (NEM: New Economic
Mechanism) ใหเปนแบบเสรีมากยิ่งขึ้น และเนนการสงเสริม
ความสัม พัน ธท างเศรษฐกิจ กับ ตา งประเทศมากขึ้ น โดยมี
เปาหมายป 2563 สปป.ลาว ตองพนจากสถานะการณเปน
ประเทศที่พัฒนานอยที่สุด

อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑมวล
รวมในประเทศ (GDP)
จากป
2544-2548 เปนไปอยางตอเนื่อง
โดยมีอัตราเฉลี่ยรอยละ 6.3 ตอป

พมา

2531

รัฐบาลทหารพมาเขา ยึดอํา นาจการปกครองตั้งแตป 2531
โดยไมไดปรับโครงสรางเศรษฐกิจไปในทางเปดเสรีอยางที่ได
กลาวไว รัฐบาลยังคงคุมและแทรกแซงภาคการผลิตตางๆ
อยางเขมงวด มีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบดานการคาการ
ลงทุ น บ อ ยครั้ ง เป น ป จ จั ย หนึ่ ง ที่ ทํ า ให ป ระชาคมระหว า ง
ประเทศไดกดดันและใชมาตรการลงโทษ (Sanction) พมา
อยางหนัก
ซึ่งเปน ปจจัยกีดขวางการเจริญเติบโตทาง
เศรษฐกิจของพมาในปจจุบัน

กัมพูชา

2536

หลังจากมีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อป 2536 รัฐบาลกัมพูชาให ประเทศกัมพูชามีการเจริญเติบโต
ความสําคัญอยางสูงสุดตอการกําหนดยุทธศาสตรการพัฒนา ทางเศรษฐกิจอยางตอเนื่อง
เศรษฐกิจและสังคม ของประเทศเพื่อมุงขจัดความยากจน
ยกระดั บ คุ ณ ภาพชี วิ ต และความเป น อยู ข องประชาชน
โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทใหดีขึ้น แผนพัฒนายุทธศาสตร
แหงชาติ (National Strategic Development Plan - NSDP)
ชวงระหวางป พ.ศ. 2549 - 2553 และประกาศใชยุทธศาสตร
สี่เหลี่ยม (จัตุโกณ) เพื่อการเจริญเติบโต การจางงาน ความ
เสมอภาคและประสิ ท ธิ ภ าพในกั ม พู ช า (Rectangular
Strategy)

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-50ประเทศ

ปสําคัญ

นโยบายหลัก

ผลการพัฒนา

อินโดนีเชีย

เศรษฐกิจของอินโดนีเชียในยุคประธานาธิบดีซูฮารโต (พ.ศ.
2510-2541) โดยภาพรวมประสบความสําเร็จในการพัฒนา
เศรษฐกิจของอินโดนีเซียใหเจริญกาวหนา แตปญหาการ
คอรั ป ชั่ น ระบบอุ ป ถั ม ภ
ทํ า ให ป ระชาชนไม พ อใจที่
ผลประโยชน ท างเศรษฐกิ จ ส ว นใหญ ต กอยู กั บ ครอบครั ว
ประธานาธิบดีซูฮารโตและพวกพอง

จนกระทั่ ง ป 2541 เกิ ด วิ ก ฤต
เศรษฐกิจขึ้น อินโดนีเชียไดขอกูเงิน
จาก IMF และมีภาระผูกพันในการ
ปฏิ รู ป เศรษฐกิ จ
เกิ ด ภาวะ
เศรษฐกิ จฝดเคืองทําใหป ระชาชน
ไม พ อใจรั ฐ บาลมากขึ้ น เป น แรง
กดดั น ให ป ระธานาธิ บ ดี ซู ฮ าร โ ต
ประกาศลาออกจากตํ า แหน ง ในป
2541

มาเลเชีย

นโยบายที่สําคัญไดแก นโยบายพัฒนาประเทศไปสูการเปน ประเทศมาเลเชียมีการเจริญเติบโต
ประเทศที่พัฒนาแลวภายในป 2563 (Vision 2020) และ ทางเศรษฐกิจอยางตอเนื่อง
นโยบายวิสัยทัศนแหงชาติ (National Vision Policy: NVP)
ซึ่งมีเปาหมายในการสรางมาเลเซียใหเปน “ประเทศที่มีความ
ยืดหยุนคงทนและมีความสามารถในการแขงขัน”

3.1.3 การค า ชายแดนระหว า งไทยกั บ ประเทศเพื่ อ นบ า นมี บ ทบาท
สําคัญตอการเติบโตของมูลคาการคาโดยรวมทั้งหมด โดยไทยเปนคูคาสําคัญและเปนนักลงทุน
รายใหญในกลุมอนุภูมิภาคโดยการคาระหวางไทยและประเทศเพื่อนบานเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่องทุกป
โดยเฉพาะการคาชายแดน โดยมูลคาการคาระหวางไทยกับประเทศเพื่อนบานที่มีชายแดนติดตอกัน
ไดแก กัมพูชา ลาว พมา และมาเลเซีย ขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 311.4 พันลานบาทในป 2543 เปน 791.5
พันลานบาท ในป 2550 โดยมีอัตราเพิ่มโดยเฉลี่ยตอปเทากับรอยละ 14.3 ซึ่งสูงกวาอัตราการเพิ่มของ
มูลคาการคาโดยรวมตอปของไทยซึ่งอยูที่รอยละ 9.8 โดยเฉพาะในสวนของมูลคาการคาระหวางไทยกับ
พมา มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นถึงรอยละ 20.5 อันเนื่องมาจากการขยายตัวของการนําเขากาซธรรมชาติจากพมา
มูลคาการคาของไทยและประเทศเพื่อนบาน
900,000
800,000
700,000

ลา นบาท

600,000
500,000
400,000
300,000
200,000
100,000
0
2544

2545

2546

2547

2548

2549

2550

ป

ที่มา : กระทรวงพาณิชย
มูลคาการคา

มูลคาการคาชายแดน

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-513.1.4 ตลาดในประเทศเพื่อนบานพึ่งพาสินคาจากไทยเปนหลัก ซึ่งไทย
ติดอันดับ 1-5 ของผูสงออกสินคาไปยังกลุมประเทศ CLMV ระหวางป 1985-2003 โดยสงออกสินคา
เปนอันดับ 1 ในลาว และกัมพูชา อันดับ 3 ในพมา และอันดับ 5 ในเวียดนาม และตลาดไทยเปนแหลง
รายไดหลักจากการสงออกสินคาของประเทศ CLMV โดยไทยมีความเชื่อมโยงใกลชิดกับพมาและลาว
มากที่สุด
3.1.5 การลงทุนภายในอนุภูมิภาคนับเปนปจจัยสําคัญปจจัยหนึ่งที่ทํา
ใหเกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค โดยอัตราการลงทุนตอ GDP ในอนุภูมิภาค
GMS รายประเทศมีอัตราที่สูงเชน ประเทศจีนมีอัตราสวนการลงทุนเทากับรอยละ 43.3 เวียดนามมี
อัตราเทากับรอยละ 35.4 และประเทศไทยมีอัตราเทากับรอยละ 31.6 ในสวนของการลงทุนโดยตรง
จากตางประเทศมีการเติบโตอยางตอเนื่องอันเนื่องจากประเทศตางๆ ในอนุภูมิภาคตางเปดรับการ
ลงทุนจากตางประเทศ ตามแนวโนมการคา การลงทุนนอกประเทศมากขึ้นของประเทศอุตสาหกรรม
หลักตาง ๆ ซึ่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคมีอัตราประมาณรอยละ 7 ในป 2550 และ
คาดการณวาเติบโตรอยละ 8 ในป 2551
ทั้ ง นี้ การลงทุ น ของไทยในประเทศกั ม พู ช า ลาว พม า และ
เวียดนาม โดยสวนใหญเปนการลงทุนในภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใชแรงงานเขมขน
เชน อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุงหม และอุตสาหกรรมที่ใชวัตถุดิบในประเทศเพื่ อนบาน เชน
อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร แปรรูปเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปไม เปนตน และการลงทุนที่มีเงินลงทุน
สูงโดยสวนใหญจะเปนจําพวกโครงสรางพื้นฐาน เชน ไฟฟา และธุรกิจประกอบการดานทองเที่ยว
อยางไรก็ตาม ปจจัยที่ทําใหเกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค จะประกอบดวยความไมสมดุล
ของระบบการเงินของโลก ราคาน้ํามันที่สูงขึ้น และวิกฤตการณไขหวัดนกรอบใหม เปนตน โดยเฉพาะ
อยางยิ่งสถานการณทางการเมืองในหลายประเทศที่ไมมั่นคงอาจสงผลถึงภาวะที่ไมเอื้ออํานวยตอการ
เติบโตทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค
3.1.6 นอกจากนี้ ปญหาชองวางการพัฒนายังเปนปญหาสําคัญในการ
สรางความรวมมือในอนุภูมิภาค แมวาจะมีความพยายามในการรวมมือภายใตกรอบตางๆ ขางตน
กวา 10 ป แตการเกิดขึ้นของปญหาและขอจํากัดตางๆ ทั้งภายในและระหวางประเทศสมาชิกยังคง
เปนไปอยางตอเนื่อง โดยสถานการณของปญหาเกิดจากความแตกตางของระดับการพัฒนาทางสังคม
และชองวางทางเศรษฐกิจระหวางประเทศสมาชิก โดยเห็นไดชัดจากการที่ไทยมีขนาดระบบเศรษฐกิจ
ที่ใหญกวา 3 เพื่อนบาน (พมา ลาว กัมพูชา) ถึงเกือบ 10 เทา ประกอบกับยังคงมีปญหาความไม
ไววางใจ ในระหวางประเทศสมาชิก ซึ่งเปนผลจากการดําเนินการดานความมั่นคงในอดีต

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-523.2

บทบาทของไทยในการพัฒนาความรวมมือระหวางประเทศ

3.2.1 บทบาทของไทยในการพั ฒ นาความร ว มมื อ กั บ ประเทศใน
ภูมิภาคเดียวกัน ตั้งอยูบนหลักการของการสนับสนุนเกื้อกูลซึ่งกันและกันในการพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคม โดยใชศักยภาพที่เกิดจากความหลากหลาย ทั้งดานปจจัยการผลิต ระดับการ
พัฒนาที่แตกตางกันและมุงเนนการใชทรัพยากรรวมกันใหเกิดประโยชนสูงสุดในการผลิตสาขาตางๆ
ทั้งการคาการลงทุ น ทองเที่ยว คมนาคมขนสง การสื่อสารโทรคมนาคม พลังงาน และการพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย ควบคูกับการจัดการสภาพแวดลอมที่ดี ซึ่งจะนําไปสูการผนึกพลังทางเศรษฐกิจใน
ระดับภูมิภาค และเสริมสรางความเขมแข็งในการพัฒนาเศรษฐกิจของแตละประเทศในภูมิภาคอยาง
ยั่งยืนตอไป
3.2.2 ที่ผานมาประเทศไทยไดมีการพัฒนาบทบาทใหทําหนาที่เสมือน
เปนสะพานเชื่อมโยงเศรษฐกิจของกลุมเอเชียตะวันออก ไดแก จีน ญี่ปุน เกาหลีใต กับประเทศ
กลุมเอเชียใต โดยเฉพาะประเทศอินเดีย ซึ่งจะตอบสนองตอวัตถุประสงคระยะยาวของภูมิภาค และ
คาดวาจะเอื้ออํานวยประโยชนตอประเทศไทย ซึ่งบทบาทของเศรษฐกิจไทยในความสัมพันธนี้มีสวน
ชวยดึงเศรษฐกิจที่ลาหลังของภูมิภาค (Peripheral economy) ใหเชื่อมโยงกับสวนที่กาวหนาหรือที่
กําลังเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว เปนการดึงประเทศที่มีรายไดตอบุคคลต่ําในเอเชียใตใหเขามาสูกระแส
เศรษฐกิจที่กําลังเติบโต ประโยชนที่เห็นชัดคือ การลดความไมสมดุลของภูมิภาคและของโลก ซึ่งนาจะ
สงผลในการชวยลดแรงกดดันของปญหาความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจอันเกิดจากการอพยพ
แรงงานตางชาติจํานวนมหาศาลจากเอเชียใต ไปสูเอเชียตะวันออกเฉียงใต รวมทั้งประเทศไทยและ
ประเทศเพื่อ นบา นในภู มิภ าคเอเชี ย ตะวันออก นอกจากนี้จ ากการเชื่ อ มโยงดัง กลา วจะเพิ่ม ความ
ยืดหยุนในการดําเนินนโยบายดานเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศของประเทศที่เกี่ยวของใหมากขึ้น
ไปอีก
3.2.3 นอกจากนี้ บทบาทของไทยในกลุ ม ประเทศเพื่ อ นบ า น ได มี ก าร
พัฒนาสูการเปนผูนําของเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคโดยมีการปรับบทบาทเปนประเทศผูใหความ
ชวยเหลือ (Donor Country) ในกลุมประเทศเพื่อนบาน ซึ่งปจจุบันไทยไดแสดงบทบาทของการ
เปนหุนสวนการพัฒนาในภูมิภาคและอนุภูมิภาคผานทางนโยบายการตางประเทศที่เรียกวา “Forward
engagement” โดยมุงหวังการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคโดยหลักการชวยเหลือตัวเอง
(Self - help cooperation) และการสรางความเขมแข็งจากความแตกตาง (Strength from diversity)
บนพื้นฐานการเปนหุนสวนทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งไทยไดมีการรวมกลุมทางเศรษฐกิจกับประเทศ
เพื่อนบานในหลายกรอบ ทั้งประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต และเอเชียใต

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-53การใหความชวยเหลือผานสํานักงานพัฒนาความรวมมือ
เพื่อการพัฒนาระหวางประเทศ (สพร.
สพร.)
ป 25382538-2549 รวมวงเงิน 1,928 ลานบาท
หนวย : บาท
350,000,000

จีน

300,000,000

เวียดนาม

250,000,000

พมา

200,000,000

ลาว

150,000,000

กัมพูชา

100,000,000
50,000,000
0

3.2.4 ในชวงตั้งแตป 2538 เปนตนมา ไทยไดเริ่มสนับสนุนความชวยเหลือ
ทางการเงินเพื่อการพัฒนา (ODA) แกประเทศที่กําลังพัฒนาในภูมิภาค โดยในป 2546 ไทยไดใหความ
ชวยเหลือประมาณ 167 ลานเหรียญสหรัฐ หรือ รอยละ 0.13 ของรายไดประชาชาติ ซึ่งมากกวา
ประเทศออสเตรเลีย ญี่ปุน สหรัฐ และหลายประเทศใน OECD โดยรอยละ 93 ของความชวยเหลือของ
ไทยใหกับประเทศดอยพัฒนาในทวีปแอฟริกา รวมทั้งประเทศเพื่อนบาน เชน กัมพูชา ลาว พมา ทั้งนี้
การใหความชวยเหลือแกประเทศเพื่อนบาน จะเนนการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานในประเทศเพื่อนบาน
เชน การสรางถนนเชื่อมโยงระหวางประเทศตางๆ ตามแนวเสนทางเศรษฐกิจ (Economic corridor)
สะพาน เขื่อน และโรงไฟฟา ซึ่งถือเปนการพัฒนาความเชื่อมโยงทางคมนาคม และพลังงาน เพื่อ
รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว รวมทั้งการใหความชวยเหลือดานเทคนิควิชาการ เชน การ
ฝกอบรมบุคคลากรในสาขาตางๆ อาทิ การศึกษา สาธารณสุข เกษตร คมนาคม การเงิน การธนาคาร
ซึ่งไทยมีการดําเนินการใหความชวยเหลือในลักษณะเดียวกันกับสหประชาชาติและ ADB
การใหความชวยเหลือทางการเงินแก
กัมพูชา ลาว พมา ป 25452545-2554
หนวย : ลานบาท

โครงการ
ถนน (8)
รถไฟ (1)
สะพาน (5)
สนามบิน (2)
ดานพรมแดน(1)
รวม
รอยละ

พมา
126.61
38
1.3
165.91
1.9

ลาว
กัมพูชา ยอดรวม
2,433 2,293.80 4,853.41
197
197
2,590
288
2,916
640
640
1.3
5,860 2,581.80 8,607.71
68.1
30.0
100.0

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ กรมเศรษฐกิจระหวางประเทศ กระทรวงการตางประเทศ

3.3

หนา 19

แนวโนมการพัฒนาของอนุภูมิภาคในระยะ 20 ปขางหนา

3.3.1 ในชวง 20 ปขางหนา ความเชื่อมโยง (Connectivity) ระหวางประเทศ
ตางๆ ในอนุภูมิภาคทั้งในดานเศรษฐกิจ การขนสง สื่อสาร และพลังงานจะมีความเชื่อมโยงมากขึ้น
ประเทศตางๆ ในอนุภูมิภาคจะพึ่งพากันในดานเศรษฐกิจมากขึ้น ทําใหการคา การเดินทางผานแดน
การเคลื่อนยายแรงงาน การติดตอสื่อสาร และการพัฒนาดานไฟฟาในภูมิภาคจะเพิ่มสูงขึ้น โดยจาก
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-54การศึกษาของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) พบวา ในป 2568 ความตองการพลังงานไฟฟาในอนุ
ภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นถึง 54 GW ซึ่งประเทศไทย เวียดนาม และมณฑลกวางสีของจีน จะเปนผูรับซื้อ
ไฟฟามากที่สุด โดยประเทศลาว พมา และมณฑลยูนานจะเปนผูขายไฟฟารายใหญในภูมิภาค ซึ่ง
แนวโนมความตองการพลังงานดังกลาว จะเปนโอกาสทางธุรกิจของประเทศไทยในอนาคต

ที่มา : Asian Development Bank

นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจระหวางประเทศตางๆ ในกลุม
CLMV จะเริ่มลดลงจากระบบเศรษฐกิจที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ประเทศพมาจะเริ่มเขาสูการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยมากขึ้น เนื่องจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การขนสงตอเนื่องหลายรูปแบบในอนุภูมิภาคจะ
เริ่มมีบทบาทสูงขึ้นและเชื่อมโยงถึงเอเชียใต โดยมีพมาเปนตัวเชื่อมตอสําคัญ ซึ่งเปนผลจากการพัฒนา
โครงขายโครงสรางพื้นฐานดานการขนสงในอนุภูมิภาค โดยการคมนาคมของอนุภูมิภาคดานการขนสง
สินคายังคงเนนทางถนนเปนหลัก แตจะเพิ่มน้ําหนักในการพัฒนาเสนทางรถไฟมากขึ้นหลังป 2558

ที่มา : Asian Development

อยางไรก็ตาม จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศตางๆ ใน
อนุภูมิภาค และแนวโนมมูลคาการคาในอนุภูมิภาค ทําใหประเทศตางๆ เชน ญี่ปุน และจีน เริ่มเขามามี
บทบาทเพิ่มขึ้นในอนุภูมิภาค โดยขณะนี้ ประเทศญี่ปุนไดริเริ่มกรอบความรวมมือญี่ปุน – แมโขง
(Mekong – Japan partnership) เพื่อสรางบทบาทนําในอนุภูมิภาคในอนาคต

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-553.3.2 การรวมกลุมทางเศรษฐกิจและการรวมมือในอนุภูมิภาคระหวางไทย
กับกลุมประเทศตางๆ ถือเปนขอผูกพันเพื่อการเปดเสรีทางการคาภายใตกฎระเบียบกติกาที่ตกลง
รวมกันจากกฎระเบียบและกติกาดังกลาวของเวทีการคาโลกและภูมิภาค ซึ่งประเทศใหญที่มีความ
พรอมดานเศรษฐกิจและการเงินจะไดรับประโยชนจากกติกาดังกลาวกอน ประเทศขนาดกลางและ
ขนาดเล็กที่มีอํานาจทางเศรษฐกิจนอยกวาจึงตองมีความตื่นตัวและเตรียมความพรอมในการสราง
อํานาจการตอรองและการแขงขันในเวทีการคาระดับโลก
3.3.3 การดํ า เนิ น งานความร ว มมื อ กั บ ประเทศเพื่ อ นบ า นในระยะต อ ไป
จะตองมีความชัดเจนในการกําหนดจุดมุงหมายของไทยกับกลุมประเทศที่มีสถานะใกลเคียง หรือมี
ฐานะเปนคูแขงกับไทยในบางดาน เพื่อสรางศักยภาพรวมของพื้นที่กรอบความรวมมือในการตอรองกับ
กลุมเศรษฐกิจอื่น ขณะเดียวกันตองสรางบทบาทที่ชัดเจนในการเปนผูนําในภูมิภาคที่เปนที่ไวเนื้อเชื่อ
ใจจากประเทศที่มีสถานะทางเศรษฐกิจดอยกวาไทย ซึ่งเปนที่ชัดเจนวาความรวมมือกับประเทศเพื่อน
บานในการพัฒนาพื้นที่และโครงการตาง ๆ รวมกันจะมีความสําคัญมากยิ่งขึ้นทุกขณะ เนื่องจากการ
เติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในอดีตไดใชฐานทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งแรงงาน ที่ดิน และวัตถุดิบใน
ราคาถูกมาโดยตลอด
3.3.4 อยางไรก็ตาม ปจจุบันที่ทรัพยากรภายในประเทศเริ่มหมดและเสื่อม
โทรมลง คาแรงและราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น จะทําใหไทยสูญเสียความไดเปรียบเชิงการผลิต และตองพึ่ง
ความไดเปรียบที่ยังคงอยูในกลุมประเทศเหลานี้ ดังนั้นการสรางความเปนหุนสวนระหวางไทยกับ
ประเทศเพื่อนบาน และพัฒนาความรวมมือในลักษณะเกื้อกูลกันจะมีสวนสําคัญในการเสริมสรางขีด
ความสามารถในการแขงขันของไทย ซึ่งไทยจําเปนตองเสริมสรางความเขมแข็งของกลไกที่มีสวน
เกี่ยวของกับการดําเนินการดานความรวมมือกับประเทศเพื่อนบานทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบตั ิ
เพื่อใหเกิดบูรณาการในการทํางาน สามารถผลักดันยุทธศาสตรความรวมมือกับประเทศเพื่อนบานไปสู
เปาหมายที่ตองการไดอยางมีประสิทธิภาพ
3.3.5 นอกจากนี้ การเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันทางเศรษฐกิจของ
ไทยในระยะ 20 ปขางหนา จําเปนตองพิจารณาภูมิภาคที่มีศักยภาพเปนตลาดการคา พื้นที่รองรับการ
ลงทุน หรือมีแนวโนมการขยายตัวสูงในอนาคต ซึ่งการติดตอทางการคาโดยใชกลยุทธสงเสริมการ
สงออกและการเปดตลาดของประเทศเหลานี้ จะเปนการบรรเทาผลกระทบจากการกีดกันทางการคา
ของประเทศคูคาหลักของไทย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและประชาคมยุโรปได

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-56-

4.

เมือง ชนบท และพื้นที่เศรษฐกิจ
4.1

การเปลี่ยนแปลงสภาพความเปนเมือง

4.1.1 ประเทศไทยมีประชากรที่อยูในเขตเทศบาล รอยละ 32.2 ในป
2550 คิดเปนจํานวนประชากร 20.3 ลานคน จากประชากรทั้งประเทศ 63 ลานคน โดยกรุงเทพมหานคร
และปริมณฑลมีประชากรอาศัยในเขตเทศบาลสูงสุดรอยละ 78.1 รองลงมาคือ ภาคกลางในอัตรารอย
ละ 32.4 ภาคใตในอัตรารอยละ 27.7 ภาคเหนือในอัตรารอยละ 22.9 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี
อัตราต่ําสุดรอยละ 17.5 อยางไรก็ตาม หากพิจารณาสัดสวนของประชากรเมืองในความหมายกวางที่
ครอบคลุมประชากรในเขตเทศบาล และประชากรในเขตชุมชนเมืองรอบนอกเขตเทศบาล (Peri-urban
) คาดวาประชากรเมืองจะเพิ่มจากรอยละ 39.2 ในป 2550 เปนรอยละ 47.2 ของประชากรประเทศใน
ป 2570 ประชากรสวนใหญกระจุกตัวในตอนกลางของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่สมรรถนะสูงรอบอาว
ไทย ไดแก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล พื้นที่บริเวณชายฝงทะเลตะวันออก พื้นที่ชายฝงทะเล
ตะวันตก และพื้นที่ชายฝงทะเลภาคใต ซึ่งไดกลายเปนพื้นที่เศรษฐกิจและแหลงอุตสาหกรรมขนาด
ใหญของประเทศ การกระจุกตัวของประชากรเมืองดังกลาว สงผลใหตองพัฒนาโครงสรางพื้นฐานใน
เขตเมืองไวรองรับ ทั้งดานระบบคมนาคมขนสง ที่อยูอาศัย ระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และ
พื้นที่สาธารณะ เพื่อใหสามารถพัฒนาเมืองตามศักยภาพและโอกาสของแตละพื้นที่ได

ประเทศ

ประชากรเมือง = ประชากรในเขตเทศบาล
2541
2550
จํานวน
รอยละ จํานวน
รอยละ ประชากรจาก
ประชากร
ประชากร
การคาด
เมือง
เมือง
ประมาณ29
28
(ลานคน)
(ลานคน)
(ลานคน)
17.8
29.0
20.3
32.2
70.6

2570
ประชากรใน
เขตเทศบาล
(ลานคน)

ประชากรใน
เขตเทศบาล
(รอยละ)30

27.7

39.2

กทม.+ปริมณฑล

7.3

79.4

7.8

78.1

11.7

8.8

75.1

ภาคกลาง

2.9

27.1

3.6

32.4

11.9

5.5

45.9

ภาคเหนือ

2.4

19.5

2.7

22.9

12.5

4.0

32.0

ภาคอิสาน

3.3

15.7

3.7

17.5

24.0

5.3

22.1

ภาคใต

1.9

23.4

2.4

27.7

10.5

4.1

39.0

ที่มา : สํานักยุทธศาสตรและการวางแผนพัฒนาพื้นที่ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ 2551.

28

ขอมูลจากกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น
การคาดประมาณประชากรของประเทศไทย 2543-2573, สพส./สศช. ตุลาคม 2550
30
ประมาณการโดยวิธีของ UN Population Division, World Urbanization Prospects: The 2001 Revision, pp.106-114.
29

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-57-

ประเทศ

ประชากรเมือง = ประชากรในเขตเทศบาล + ประชากรในเขต peri-urban
2541
2550
2570
จํานวน
รอยละ จํานวน
รอยละ ประชากรจาก ประชากรใน
ประชากร
ประชากร
การคาด
เขตเมือง
เมือง
เมือง
ประมาณ (ลาน (ลานคน)
(ลานคน)
(ลานคน)
คน)
21.6
35.3
24.6
39.0
70.6
33.4

ประชากรใน
เขตเมือง
(รอยละ)
47.2

กทม.+ปริมณฑล

8.3

90.1

9.4

94.0

11.7

11.6

99.6

ภาคกลาง

3.8

36.4

4.9

44.6

11.9

7.5

63.2

ภาคเหนือ

3.1

25.5

3.3

28.1

12.5

4.3

34.5

ภาคอิสาน

3.9

18.3

4.2

19.9

24.0

5.8

24.0

ภาคใต

2.5

30.7

2.6

30.7

10.5

4.1

39.0

ที่มา : สํานักยุทธศาสตรและการวางแผนพัฒนาพื้นที่ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ 2551.

4.1.2 สังคมไทยมีแนวโนมเปลี่ยนจากสังคมชนบทสูสังคมเมืองมาก
ขึ้น ในชวง 20 ปขางหนา คาดวาสัดสวนประชากรเมืองของไทยในความหมายกวาง จะเพิ่มขึ้นจาก
รอยละ 39.2 ในปจจุบันเปนรอยละ 47.2 ของประชากรทั้งประเทศ เนื่องจากความเจริญกาวหนาของ
ระบบโครงสรางพื้นฐาน เทคโนโลยี การจัดบริการทางสังคม และการปรับโครงสรางภาคการผลิตจาก
ภาคเกษตรกรรมไปสูอุตสาหกรรมและบริการมากขึ้น สงผลใหเกิดการโยกยายแรงงานจากชนบทเขาสู
เมือง เปนเหตุใหชุมชนเมืองรอบนอกเขตเมืองศูนยกลางความเจริญ (Peri – urban) มีการขยายตัว
รวดเร็วขึ้น กลายเปนแหลงที่อยูอาศัย แหลงงาน และแหลงอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการอพยพเขาของ
แรงงานจากชนบท
(1) การขยายตัวอยางรวดเร็วของชุมชนเมืองรอบนอกเขต
เทศบาล (Peri-urban) จะนําไปสูความตองการที่อยูอาศัย และการจัดบริการสาธารณะใน
มาตรฐานระดับเมืองไวรองรับ ขณะเดียวกันในพื้นที่ใจกลางเมืองยังตองบริหารจัดการเพื่อแกปญหา
มลพิษและความแออัดที่เพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสรางความอยูเย็นเปนสุขใหคนในเมือง
ซึ่ ง จํ า เป น ต อ งอาศั ย การบริ ห ารจั ด การที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพขององค ก รปกครองส ว นท อ งถิ่ น ขณะที่
โครงสรางการบริหารในระดับทองถิ่นของไทยยังมีขอจํากัดอยูมาก จึงจําเปนตองเพิ่มขีดความสามารถ
ในการบริหารจัดการใหทองถิ่น และเปดโอกาสใหประชาชนมีสวนรวมในการพัฒนาทองถิ่นเพิ่มมากขึ้น

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-58(2) การเปลี่ยนจากสังคมชนบทสูเมืองดังกลาว ยังตองการ
กระจายการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจจากเมืองใหญสูกลุมเมืองขนาดกลาง เพื่อรองรับการ
ขยายตัวของประชากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปจจุบันระบบชุมชนเมืองของไทยยังขาดสมดุล โดยเมืองที่มีขนาด
ประชากรในระดั บ 6 ล า นคน มี เ พี ย งเมื อ งเดี ย วคื อ กรุ ง เทพมหานคร ซึ่ ง ยั ง คงเป น เมื อ งโตเดี่ ย ว
(Primate city) มีขนาดใหญกวาเมืองอันดับสอง คือ เทศบาลนครนครราชสีมาถึง 36 เทา ขณะที่เมือง
ขนาดกลาง (ประชากรระหวาง 100,000 – 300,000 คน) มีเพียง 10 เมือง ซึ่งสวนใหญอยูในเขต
ปริมณฑลและเมืองหลักในภูมิภาค ดังนั้น จึงเปนขอจํากัดในการสรางความเชื่อมโยงการพัฒนาเมือง
และชนบท โดยเฉพาะการใหเมืองมีบทบาทเปนแหลงบมเพาะนวัตกรรมใหกับชุมชนชนบท และการทํา
หนาที่สงทอดความเจริญสูชุมชนชนบทไดอยางเกื้อกูล

4.1.3 ความเหลื่ อ มล้ํ า ของการพั ฒ นาระหว า งเมื อ งและชนบทมี
แนวโน ม เพิ่ ม ขึ้ น จะเพิ่ ม การอพยพของคนจากชนบทสู เ มื อ งใหญ แม ว า ภาครั ฐ จะเร ง ดํ า เนิ น
นโยบายเพื่อสรางความเปนธรรมของการพัฒนาในสังคมไทยมาอยางตอเนื่อง และการเติบโตทาง
เศรษฐกิจในชวงที่ผานมาจะชวยยกระดับรายไดของประชาชน ทําใหความเหลื่อมล้ําของรายไดระหวาง
คนในเมืองและชนบทลดลง แตอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในชนบทยังต่ํากวาเมืองคอนขางมาก
คนชนบทที่มีรายไดต่ํากวาเสนความยากจนจึงมีสัดสวนสูงกวาคนจนในเมือง ความแตกตางระหวาง
ชนบทและเมืองยังครอบคลุมถึงการกระจายคุณภาพการใหบริการดานการศึกษาและสาธารณสุข
รวมทั้งบริการโครงสรางพื้นฐานตางๆ ซึ่งยังไมเทาเทียมกันระหวางพื้นที่เมืองและชนบท เปนเหตุให
เกิดการอพยพหลั่งไหลของคนในชนบทสูเมืองใหญ ซึ่งมีนัยสําคัญตอการเพิ่มขึ้นของคนจนในเมืองที่
ตองการดูแลใหมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งตองปรับการพัฒนาใหเกิดสมดุลระหวางเมืองและชนบท
เพื่อนําไปสูความอยูเย็นเปนสุขของคนเมืองและชนบท
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-594.2 มลพิษและสิ่งแวดลอมในเขตเมืองทวีความรุนแรงมากขึ้น แนวโนมการ
ขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และการเพิ่มขึ้นของประชากรในเขตเมือง ทําใหเกิดความแออัดจากการ
ขยายตัวของเมือง โดยเฉพาะเมืองใหญที่มีการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยางรวดเร็ว สงผล
ตอปญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และกายภาพของเมืองมากมาย อาทิ ปญหาจราจรแออัด ปญหาแหลง
เสื่อมโทรมและชุ มชนแออัด ป ญหาภูมิทัศ นของเมือง รวมทั้งป ญหาสิ่งแวดลอมเมื องอันเนื่องจาก
ปริมาณน้ําเสีย ขยะชุมชน และขยะจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นเกินกวาขีดความสามารถในการ
บําบัดอยางถูกตอง จะกอใหเกิดมลพิษที่แพรกระจายสูสิ่งแวดลอม ดิน น้ํา อากาศ สงผลกระทบตอ
คุณภาพชีวิตของคนในเมือง ซึ่งจําเปนตองมีการบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดลอมที่เหมาะสม และ
เตรียมรองรับการพัฒนาใหมีความสมดุล
4.3 ความขัดแยงของการใชที่ดินจะทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากมาตรการ
กํากับการใชที่ดินในภาคเมืองและเกษตรกรรมยังขาดประสิทธิภาพ ประกอบกับวิกฤตการณน้ํามันและ
ความตองการพืชพลังงานที่สูงขึ้นอยางตอเนื่อง จะทําใหมีการลุกล้ําพื้นที่ปาไมและพื้นที่อนุรักษ พื้นที่
คุมครองสิ่งแวดลอมทั้งบนบกและในทะเลมากขึ้น รวมทั้งเกิดการแยงชิงพื้นที่เกษตรระหวางพืชอาหาร
กั บ พื ช พลั ง งาน นอกจากนั้ น ยั ง มี ก ารนํ า พื้ น ที่ เ กษตรที่ อุ ด มสมบู ร ณ แ ละพื้ น ที่ ช ลประทานมาใช
ประโยชนเพื่อพัฒนาเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม มีการพัฒนาในพื้นที่เสี่ยงภัย น้ําทวม ดินถลม และ
พื้นที่เสี่ยงตอการกัดเซาะชายฝงทะเลโดยขาดการควบคุม อีกทั้งการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมอยาง
กระจัดกระจาย ทําใหปญหามลพิษรุนแรงมากยิ่งขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดวินาศภัยในชุมชน
เชน อันตรายจากสารเคมีหรือการปนเปอนของสารพิษและมูลฝอยจากโรงงาน
4.4 ความตองการโครงสรางพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมมีแนวโนมเพิ่ม
มากขึ้น เปนผลจากการขยายตัวของชุมชนเมือง รวมทั้งการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ภาค
การเกษตรและการทองเที่ยว ทําใหความตองการน้ําสะอาดทั้งเพื่อการอุปโภค บริโภค และเพื่อภาค
การผลิต อยูในระดับสูงจนอาจเกิดวิกฤต จําเปนตองมีแผนการจัดการทรัพยากรน้ําเพื่อใหบริการชุมชน
และภาคการผลิตไดอยางยั่งยืน นอกจากนี้ ในปจจุบันเมืองสําคัญของไทยกวารอยละ 80 ตั้งอยูริม
แมน้ําหรือชายฝงทะเล ทําใหชุมชนเมืองเหลานี้มีความเสี่ยงจากน้ําทวมและการกัดเซาะชายฝงมากขึ้น
ประกอบกับการวางแผนปองกันแกไขปญหาน้ําทวมและการกัดเซาะชายฝงทะเล ยังดําเนินการแบบ
แยกสวนไมมีบูรณาการ ทําใหปญหามีความยุงยากซับซอนและเกิดบอยมากขึ้น
4.5 พื้นที่เศรษฐกิจในภูมิภาคมีแนวโน มจะเติบโตเปนฐานเศรษฐกิจของ
ประเทศในระยะ 20 ปขางหนา
4.5.1 พื้นที่บริเวณชายฝงทะเลตะวันออก
(1) ป จ จุ บั น พื้ น ที่ บ ริ เ วณชายฝ ง ทะเลตะวั น ออก เป น ฐาน
อุตสาหกรรมหลักของประเทศ ในป 2542 – 2549 มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยประมาณ
รอยละ 8 ตอป สูงกวาอัตราการเติบโตเฉลี่ยของประเทศ รายไดเฉลี่ยตอหัวของประชากรป 2549
เทากับ 285,068 บาท/คน ซึ่งสูงเปน 2.4 เทาของรายไดเฉลี่ยตอหัวของประชากรทั้งประเทศ มีการ
ลงทุนของภาครัฐในโครงสรางพื้นฐานกวา 200,000 ลานบาท ทั้งยังมีขอไดเปรียบจากการอยูใกลทา
อากาศยานสุวรรณภูมิ ทําใหเปนพื้นที่ที่มีโครงสรางพื้นฐานอยูในระดับดีที่สุดของประเทศ
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-60การเติบโตทางเศรษฐกิจของพืน้ ทีบ่ ริเวณชายฝง ทะเลตะวันออกระหวางป 2542- 2549
ผลิตภัณฑมวลรวมป 2549 (พันลานบาท)
ราคาตลาด
อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจป 2542-2549 (%)
รายไดเฉลี่ยตอหัว/ป ป 2549 (บาท)
มูลคาผลิตภัณฑมวลรวม เกษตรกรรม
ป 2549 ราคาตลาด
(ลานบาท)
อุตสาหกรรม
บริการ
จํานวนประชากร ป 51 (ลานคน)

พื้นที่ ESB
(ภาคตะวันออก)
1,270.2

ประเทศ

8.1
285,068
70,447
(5.5%)

5.7
119,825
836,077
(10.7%)

238
8.4

917,633
(72.2%)
282,170
(22.3%)
4.5

3,488,038
(44.6%)
3,492,359
(44.7%)
66.1

26.3

7,816.5

สัดสวนพื้นที่ตอประเทศ
(รอยละ)
16.25

8.1
6.9

ที่มา : สํานักบัญชีประชาติ สศช. และประมวลผลโดยสํานักยุทธศาสตรและการวางแผนพัฒนาพื้นที่ สศช. 2551

อยางไรก็ตาม บริเวณมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งเปนแหลง
อุตสาหกรรม ปโตรเคมี โรงกลั่นน้ํามัน และโรงไฟฟา มีแนวโนมที่จะมีขอจํากัดดานขีดความสามารถ
รองรับดานสิ่งแวดลอม ซึ่งสงผลกระทบตอสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยรอบ และสงผลตอความ
เชื่ อ มั่ น และการยอมรั บ ของประชาชน/ชุ ม ชนในพื้ น ที่ จํ า เป น ต อ งลดป ญ หาสิ่ ง แวดล อ มที่ เ กิ ด ขึ้ น
โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมปโตรเคมีและพลังงาน
(2) ในระยะ 20 ปขางหนา คาดวาพื้นที่บริเวณชายฝงทะเล
ตะวันออกจะยังคงเปนฐานอุตสาหกรรมหลักของประเทศ แตมีขอจํากัดมากขึ้น และความ
ไดเปรียบในการแขงขันลดลง การขยายตัวของอุตสาหกรรมมีแนวโนมขยายตัวเขาสูพื้นที่ตอนใน
เชื่อมสูภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่ชายแดนมากขึ้น อยางไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมใน
ระยะ 20 ปขางหนา จะมีตนทุนในการประกอบการและคาใชจายในการดูแลรับผิดชอบตอสังคมที่สูงขึ้น
ทั้ ง ค า ใช จ า ยด า นพลั ง งาน การขนส ง และการลงทุ น ใช เ ทคโนโลยี ส ะอาด และเทคโนโลยี เ พื่ อ ลด
ผลกระทบสิ่งแวดลอม นอกจากนี้ จะตองเผชิญกับขอจํากัดสําคัญหลายประการ อาทิ ขอจํากัดจาก
ปญหามลพิษ ความแออัดและไมพอเพียงของโครงสรางพื้นฐานสนับสนุน รวมทั้งความขัดแยงการใช
ประโยชนที่ดิน และที่สําคัญคือปญหาการขาดแคลนน้ําและการแยงชิงทรัพยากรน้ํา นําไปสูความ
ขัดแยงระหวางภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และประชาชนในพื้นที่ สงผลตอความเชื่อมั่นและ
การยอมรับของประชาชน ซึ่งจะเปนอุปสรรคตอการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม จําเปนตองมีการ
บังคับใชกฎหมายอยางเขมงวดและมีประสิทธิภาพ ทั้งดานการใชประโยชนที่ดิน การควบคุมมลพิษ
และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา เพื่อการใชประโยชนรวมกันอยางสมดุลและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-61-

4.5.2 พื้นที่ชายฝงทะเลภาคใต
(1) พื้นที่ ชายฝงทะเลภาคใตมีความพรอมดานโครงสราง
พื้ น ฐาน เนื่ อ งจากในระยะที่ ผ า นมาภาครั ฐ ได มี ก ารลงทุ น พั ฒ นาในพื้ น ที่ ไ ว แ ล ว ระดั บ หนึ่ ง ได แ ก
โครงขายถนน 4 ชองจราจร ทาอากาศยาน 11 แหง โรงไฟฟาและสายสงเชื่อมโยงไทย – มาเลเซีย
เส น ทางรถไฟ ระบบท อส ง น้ํ า และอ า งเก็ บ น้ํ า รวมทั้ ง ท อ ก า ซ และโรงแยกก า ซธรรมชาติ ใ นพื้ น ที่
ประกอบกับ ปจจุบันหนวยงานที่เกี่ยวของมีแผนการพัฒนาโครงขายการขนสงและระบบโลจิสติกสใน
พื้นที่เพิ่มเติม ซึ่งจะชวยดึงดูดการลงทุนเขาสูพื้นที่ และเชื่อมโยงการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจใน
พื้นที่สองฝงทะเลใหขยายตัวอยางตอเนื่องในระยะตอไป นอกจากนี้ ปจจุบันไดมีขอตกลงความรวมมือ
ทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบาน ภายใตกรอบ JDS (Thailand-Malaysia Committee on Joint
Development Strategy for Border Areas) และ IMT-GT ซึ่งครอบคลุมทั้ง 14 จังหวัดภาคใต อีกทั้ง
มาเลเซียมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจตอนเหนือ (NCER: Northern Corridor Economic Region
development program) และภาคตะวันออก (ECER: East Coast Economic Region development
program) จะเป น โอกาสให ไ ทยได กํ า หนดยุ ท ธศาสตร ก ารพั ฒ นาภาคใต เ พื่ อ ยกระดั บ ฐานะทาง
เศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่ และสรางเสถียรภาพดานความมั่นคงชายแดนรวมกัน
(2) ในอนาคตภาคใต จ ะมี บ ทบาทเป น ฐานเศรษฐกิ จ ใหม
และเปนประตูการคา (Gateway) ที่สําคัญของประเทศเชื่อมสูนานาชาติมากขึ้น ดวยศักยภาพ
ดานที่ ตั้ งที่ เ ป ดสูท ะเลทั้งสองดาน จึงมี โอกาสในการเชื่อมการขนสงทางทะเลกับพมาและกัมพู ช า
รวมทั้งเชื่อมโยงกับอินเดียและประเทศในเอเชียได อีกทั้งความจําเปนในการสงออกและนําเขาสินคา
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-62ทางทะเลกับนานาชาติจะมีเพิ่มขึ้น ประกอบกับปญหาความแออัดของชองแคบมะละกาในปจจุบัน จะ
ทําใหการพัฒนาพื้นที่ภาคใตมีความเปนไปไดสูง ที่จะพัฒนาการคมนาคมขนสงทางทะเลเชื่อมโยงสู
นานาชาติ เพื่อเปดประตูเศรษฐกิจแหงใหมของประเทศ
4.5.3 พื้นที่เศรษฐกิ จชายแดน ความรว มมือทางเศรษฐกิ จกับ ประเทศ
เพื่อนบานที่ประเทศไทยเขารวมในหลายกรอบความรวมมือในระยะเวลาที่ผานมา ไดแก GMS
ACMECS BIMSTEC31 IMT-GT และ JDS สงผลใหการคาชายแดนระหวางไทยกับประเทศเพือ่ นบาน
ขยายตั ว อย า งต อ เนื่ อ ง โดยในป พ.ศ. 2550 ไทยมี มู ล ค า การค า ชายแดนกั บ ประเทศเพื่ อ นบ า น
368,062 ลานบาท ซึ่งมากกวาป พ.ศ. 2549 ที่มี 352,003 ลานบาท โดยมูลคาการคาชายแดนระหวาง
ไทย-มาเลเซีย มีสัดสวนกวารอยละ 66 ของมูลคาการคาชายแดนทั้งหมด ในระยะตอไปจะยังคงเปน
โอกาสในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนและชุมชนศูนยกลางที่สําคัญในภูมิภาค ทั้งดานการคา การลงทุน
และการบริการทองเที่ยว
(1) โอกาสการพัฒนาพื้นที่ภายใตกรอบความรวมมือ GMS
และ ACMECS ไดแก พื้นที่ชายแดนภาคเหนือในแนวเสนทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต (North South
Economic Corridor) เชื่อมโยง สปป.ลาว สหภาพพมา และจีนตอนใต รวมทั้งพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางในแนวเสนทางเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East West
Economic Corridor) เชื่อมโยงสหภาพพมา สปป.ลาว และเวียดนาม
(2) โอกาสการพัฒนาพื้นที่ภายใตกรอบความรวมมือ IMTGT ไดแก พื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยเฉพาะพื้นที่สะเดา – ปาดังเบซาร และพื้นที่สามจังหวัด
ชายแดน นราธิวาส – ปตตานี – ยะลา ที่มีโอกาสเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับพื้นที่ตอนเหนือและภาค
ตะวันออกของมาเลเซียมากขึ้น

5.

พลังงาน
5.1

สถานภาพการพัฒนาดานพลังงาน

5.1.1 ในชวง 20 ปที่ผานมา คาความเขมขนของการใชพลังงานของ
ประเทศไทย (Energy Intensity) อยูในเกณฑสูงและมีแนวโนมสูงขึ้น ซึ่งแตกตางจากกลุมประเทศ
พัฒนาที่มีความเขมขนของการใชพลังงานอยูในระดับต่ํากวาและมีแนวโนมลดลงหรือทรงตัว โดยที่
ศักยภาพพลังงานภายในประเทศมีอยูจํากัด ดังนั้น จึงจําเปนตองพึ่งพาพลังงานจากตางประเทศถึงรอย
ละ 60 ซึ่งคอนขางสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ทําใหประเทศไทยมีความเสี่ยงตอความผันผวน
ของราคาพลังงานในตลาดโลก รวมทั้งมีความเสี่ยงตอเหตุการณในตางประเทศที่อาจมีผลกระทบตอ
31

BIMSTEC: Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-63แหลงพลังงานที่ประเทศไทยนําเขา อีกทั้งไมมีการกระจายตัวของการพึ่งพาพลังงาน โดยเฉพาะภาค
การผลิตไฟฟาที่มีการใชกาซธรรมชาติและภาคขนสงมีการใชผลิตภัณฑน้ํามันในอัตราสูง และเมื่อ
พิจารณาจากดัชนีการกระจายตัวของพลังงาน (Energy diversity index) พบวาดัชนีการกระจายตัว
ของพลังงานปฐมภูมิเชิงพาณิชยของประเทศไทยอยูที่ 2.8 ต่ํากวาคา Benchmark ซึ่งเทากับ 3 ทั้งนี้
การผลิตไฟฟามีสัดสวนการใชกาซธรรมชาติรอยละ 66 ในป 2550 และเพิ่มเปนรอยละ 70 เมื่อสิ้นแผน
ฯ 10 สําหรับภาคขนสงมีการใชผลิตภัณฑปโตรเลียมถึงรอยละ 95
สําหรับแนวทางลดการพึ่งพาพลังงานนําเขาและลดผลกระทบจากราคา
น้ํามัน ประเทศไทยไดมีมาตรการสงเสริมและพัฒนาพลังงานทดแทน รวมทั้ง การสงเสริมการใชพลังงาน
จากพืช โดยเริ่มมีการผลิตไบโอดีเซลตั้งแตป 2543 และเริ่มมีการจําหนายแกสโซฮอล เมื่อป 2544

ที่มา : Energu Information Administration
ที่มา : สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน

ที่มา : สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน
ที่มา : การไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย

5.2 แนวโน ม การใช พ ลั ง งาน จากการขยายตั ว ของการพั ฒ นากิ จ กรรมทาง
เศรษฐกิจและสังคมในอนาคต จะสงผลใหความตองการการใชพลังงานขยายตัวตามไปดวย ซึ่งในสวน
ของการใชไฟฟาประมาณวาจะมีความตองการเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่องถึงรอยละ 6 ในอีก 15 ปขางหนา หรือ
เพิ่มขึ้นประมาณปละ 1,800 เมกะวัตต โดยการพัฒนาโรงไฟฟาและสายสงจะมีตนทุนหนวยสุดทาย (ไม
รวมคาเชื้อเพลิง) ประมาณ 4,000 บาทตอกิโลวัตตตอป ทั้งนี้ การผลิตไฟฟาในป 2564 จะมีสัดสวน
การผลิตพลังงานแยกตามการใชเชื้อเพลิง คือ จากพลังน้ํารอยละ 29 กาซธรรมชาติรอยละ 36 ถานหิน
นําเขารอยละ 14 นิวเคลียรรอยละ 10 ลิกไนตรอยละ 6 และที่เหลืออีกรอยละ 5 เปนการผลิตจาก
พลังงานทดแทนและซื้อไฟฟาจากเอกชนรายเล็กและมาเลเซีย
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-64ความตองการเชื้อเพลิงสําหรับการผลิตไฟฟาในอนาคต
ความตองการใชพลังไฟฟาสูงสุด (เมกะวัตต)
ความตองการใชพลังงานไฟฟา (ลานหนวย)
พลังงานที่ใช
กาซธรรมชาติ (ลานลานลูกบาศกฟุตตอป)
ลิกไนต (ลานตันตอป)
ถานหินนําเขา (ลานตันตอป)
ซื้อจาก สปป.ลาว (เมกะวัตต)
ที่มา :

2554
27,996
182,618

2559
37,382
244,365

2564
48,958
320,376

0.90
16.29
4.05
1,857

0.92
16.14
12.51
5,814

0.78
16.09
14.35
14,504

แผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟาของประเทศ พ.ศ. 2550-2564 (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1) ของการไฟฟา
ฝายผลิตแหงประเทศไทย

นอกจากการใชเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลที่มีแนวโนมปริมาณสํารอง
ลดลงและราคาเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่องแลว ประเทศไทยจึงเรงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจาก
การประเมินศักยภาพพลังงานหมุนเวียนของกระทรวงพลังงานพบวา ประเทศไทยมีศักยภาพการผลิต
พลังงานหมุนเวียนสําหรับการผลิตไฟฟาประมาณ 57,140 เมกะวัตต (จากแสงอาทิตย 50,000 เมกะ
วัตต พลังน้ํา 700 เมกะวัตต ลม 1,450 เมกะวัตต ชีวมวล 4,400 เมกะวัตต กาซชีวภาพ 190 เมกะ
วัตต และขยะ 400 เมกะวัตต) และสําหรับการผลิตพลังงานความรอน 8,100 Ktoe (จากแสงอาทิตย
100 Ktoe ชีวมวล 7,400 Ktoe และกาซชีวภาพ 600 Ktoe) จึงไดกําหนดเปาหมายการพัฒนาพลังงาน
ทดแทน ใน 15 ปขางหนา (พ.ศ.2551-2565) คือ ใหมีการใชพลังงานทดแทนในป 2554 เทากับ 10.3%
ของการใชพลังงานขั้นสุดทายโดยรวมของประเทศ เพิ่มขึ้นจากเปาหมาย 8%
ที่กําหนดไวใน
ยุทธศาสตรพัฒนาพลังงานทดแทนของกระทรวงพลังงาน และแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 และเปาหมาย
การใชพลังงานทดแทนในระยะยาว (สิ้นป 2565) เทากับ 12.2% ของการใชพลังงานขั้นสุดทายโดยรวม
โดยเปนการผลิตพลังงานหมุนเวียนสําหรับการผลิตไฟฟาประมาณ 5,544 เมกะวัตต (จากแสงอาทิตย
500 เมกะวัตต พลังน้ํา 700 เมกะวัตต ลม 324 เมกะวัตต ชีวมวล 3,700 เมกะวัตต กาซชีวภาพ 120
เมกะวัตต และขยะ 200 เมกะวัตต) และสําหรับการผลิตพลังงานความรอน 7,398 Ktoe (จาก
แสงอาทิตย 38 Ktoe ชีวมวล 6,860 Ktoe และกาซชีวภาพ 500 Ktoe) ทั้งนี้ ผลจากการดําเนิน
นโยบายการสงเสริมและพัฒนาเอทานอลและไอดีเซลในปจจุบัน จะสงผลกระทบตอเศรษฐกิจในภาค
การเกษตรและพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากจะทําใหปริมาณความตองการพืชพลังงานเพิ่มสูงขึ้น และสงผล
ใหตองมีการกําหนดแนวทางและมาตรการตางๆ เพื่อรองรับความตองการในอนาคต เชน การเพิ่ม
พื้นที่เพาะปลูก การพัฒนาสายพันธุเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตตอไร การนําเทคโนโลยีสมัยใหมมาใช
100%
90%
80%
70%
60%
50%
40%
30%
20%
10%

Natural Gas
Fuel Oil
Hydro

2006

2000

1995

1990

1985

0%

Coal & Lignite
Diesel
Others

ที่มา : สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-65-

6.

โครงสรางพื้นฐานและโลจิสติกส
6.1

สถานภาพโครงสรางพื้นฐานไทยในปจจุบัน

6.1.1 ชวง 20 ปที่ผานมา ประเทศไทยมีการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานอยาง
ตอเนื่อง มูลคาการลงทุนสวนใหญรอยละ 80 เปนการลงทุนในสาขาขนสง (เฉลี่ยรอยละ 40) และ
พลั ง งาน (เฉลี่ ย ร อ ยละ 40) ที่ เ หลื อ เป น การลงทุ น ในสาขาสื่ อ สาร (เฉลี่ ย ร อ ยละ 13) และสาขา
สาธารณูปการ (รอยละ 7) โดยเนนการลงทุนโครงสรางพื้นฐานเพื่อสนับสนุนใหเกิดการขยายตัวทาง
เศรษฐกิจ การกระจายความเจริญสูภูมิภาค และเพิ่มสมรรถภาพภาคการผลิตและบริการ และเมื่อ
พิจารณาผลการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานรายสาขา พบวา การพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานขนสง
ในชวงที่ผานมา มีการพัฒนาระบบถนนมากกวาการพัฒนาระบบราง อยางไรก็ดี ตั้งแตป 2546 รัฐบาล
เริ่มกําหนดนโยบายพัฒนาโลจิสติกส ทําใหเริ่มมีการลงทุนเชื่อมโยงการขนสงทางน้ํา ทางบก และทาง
อากาศใหสามารถบริการไดครบวงจรจากตนทางถึงปลายทาง สําหรับการพัฒนาโครงสรางพื้นฐาน
สาขาพลังงาน โดยเฉพาะดานไฟฟานับวามีความเหมาะสม กลาวคือ ประเทศมีไฟฟาใชอยางเพียงพอ
รวมทั้งระบบผลิตและระบบจําหนายไฟฟามีคุณภาพดี รวมทั้งราคาคาไฟฟาในประเทศอยูในเกณฑต่ํา
นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสรางพื้นฐานสาขาสื่อสารเปนไปอยางรวดเร็วและทันสมัย เห็นไดจากการ
พัฒนาระบบโครงขายโทรคมนาคมสื่อสารความเร็วสูงที่เชื่อมโยงทั้งภายในและภายนอกประเทศได
อยางทั่วถึง สวนโครงสรางพื้นฐานสาขาสาธารณูปการมียังมีปญหาการพัฒนาโดยเฉพาะการใหบริการ
น้ําประปาในเขตภูมิภาคที่ไมสามารถขยายบริการไดครอบคลุมพื้นที่ ทั้งนี้ เพราะมีปญหาขาดแคลน
เงินลงทุน และโครงการจัดหาที่อยูอาศัยใหผูมีรายไดนอยที่สวนใหญลูกคาโครงการไมผานการอนุมัติ
สินเชื่อจากสถาบันการเงินของรัฐ
6.1.2 จากการจัดลําดับของ The Global Competitiveness Report
2006-2007 ระดับคุณภาพโครงสรางพื้นฐานไทยโดยรวมอยูลําดับที่ 30 จาก 125 ประเทศ ซึ่งใน
ภาพรวมประชาชนสามารถเข า ถึ ง การบริ ก ารพื้ น ฐานด า นการขนส ง สื่ อ สาร พลั ง งาน และ
สาธารณูปการ ไดอยางมีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง โครงขายถนนของประเทศกวารอยละ 90 เปนผิว
ทางแข็งทําใหการขนสงผูโดยสารและสินคาสามารถดําเนินการไดตลอดทั้งป และการใหบริการไฟฟาที่
สามารถใหบริการไดครอบคลุมผูใชบริการถึงรอยละ 99.9 ของประชากรทั้งประเทศ
6.1.3 อยางไรก็ตาม จากการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานขนสงที่ผานมา
สงผลใหการขนสงผูโดยสารและสินคาของประเทศยังคงพึ่งพาการขนสงทางถนนถึงรอยละ 85
ของภาคการขนสงรวม และตนทุนโลจิสติกสยังอยูในระดับสูง ประมาณรอยละ 19 ของผลิตภัณฑมวล
รวมภายในประเทศ (GDP) ทําใหมีขอจํากัดตนทุนการขนสงสินคา และประสิทธิภาพการใชพลังงาน
แมวา ปจจุบันสามารถผลิตพลังงานเพื่อใชในเชิงพาณิชยเพียงพอกับการบริโภคภายประเทศไดใน
ระดับหนึ่ง แตประเทศไทยยังคงพึ่งพาพลังงานจากกาซธรรมชาติในสัดสวนถึงรอยละ 70 ของการใช
พลั ง งานทั้ ง หมด ทํ า ให เ กิ ด ความไม ส มดุ ล การใช พ ลั ง งาน นอกจากนี้ การให บ ริ ก ารในสาขา
สาธารณูปการ โดยเฉพาะดานน้ําประปา ยังมีหมูบานที่ยังไมไดรับบริการ 14,600 หมูบาน และระบบ
ประปาที่ตองปรับปรุงซอมแซม 15,000 หมูบาน
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-66-

70,000 ktoe
Agricuture

Industry**

Residen

60,000

50,000

Transportation
6.7%
36.3%

40,000

30,000

Commercial*

14.3%

Transportation

20,000

Industry

37.5%

10,000

5.2%
2005

2003

ที่มา : สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน

2001

1999

1997

1995

1993

1991

1989

1987

1985

1983

0

6.1.4 นอกจากนี้ ความแตกตางในการเขาถึงบริการโทรศัพทพื้นฐาน
ระหวางภาคเมืองและภาคชนบท (Digital Divide) ยังมีความแตกตางกันประมาณ 6.25 เทา และ
จํานวนผูใชบริการระบบอินเตอรเน็ตของประเทศไทยในป 2550 มีจํานวน ประมาณ 8.04 ลานคน คิด
เปนสัดสวนประมาณ 12.86 ตอประชากร 100 คน

6.2

แนวโนมความตองการดานโครงสรางพื้นฐานในระยะ 20 ป ขางหนา

6.2.1 การขนสงทางทะเล จะเพิ่มขึ้นจาก 4.56 ลาน TEUs ในป 2550
เปน 34.75 ลาน TEUs ในป 2570 คิดเปนอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยรอยละ 11 ตอป ซึ่งจําเปนตองพัฒนา
ทาเรือน้ําลึกเพิ่มในบริเวณใกลเคียงในชวง พ.ศ. 2564 รองรับปริมาณการขนสงดังกลาว นอกจากนี้
เมื่อพิจารณาจากปริมาณการขยายตัวการขนสงสินคาทางทะเลที่มีแนวโนมขยายตัวมากขึ้นตามการ
ขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ประกอบกับความไดเปรียบทางภูมิศาสตรของประเทศไทย ที่ตั้งอยู
ใกลศูนยกลางทางเศรษฐกิจในอนาคต ทั้งดานฝงทะเลอันดามันไดแก ประเทศกลุมตะวันออกกลาง
อินเดีย และฝงแปซิกฟก ไดแก จีน ทําใหตองพิจารณาหาสถานที่สรางทาเรือน้ําลึกแหงใหม ทั้งฝง
ทะเลตะวันออกและตะวันตกเพื่อรองรับปริมาณการขนสงสินคาทางทะเลที่เพิ่มขึ้นเปนลําดับ

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-67-

ที่มา : การทาเรือแหงประเทศไทย

6.2.2 การขนสงทางบก การเชื่อมโยงการขนสงทางบกจะเพิ่มมากขึ้นทั้ง
ในดานโครงขายถนนและโครงข ายรถไฟ ซึ่งเป นผลจากการดําเนิ นการดานความร วมมือระหวาง
ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบาน โดยการขนสงทางถนนมีแผนพัฒนาทางหลวงพิเศษระหวางเมือง
(Motorway) ในเสนทางสายหลัก รวมระยะทาง 4,345 กม. รวมทั้งขยายทางหลวง 4 ชองจราจรให
ครบถวนสมบูรณในเสนทางเชื่อมโยงเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค (East-West Economic Corridor,
Eastern Seaboard Corridor, and East and West Southern Coast Corridor)
แผนการพัฒนา Motorway

สวนการขนสง ทางราง มี แผนที่จะพัฒนารถไฟทางคู (Standard
gauge) ระยะทาง 2,344 ก.ม. เพื่อใหเปนโครงขายเชื่อมโยงหลักในการขนสงสินคาและผูโดยสาร ไป
ประเทศในกลุมอนุภูมิภาคและประเทศแถบฝงมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟก รวมทั้งแผนพัฒนาระบบ
รถไฟดวนความเร็วสูงไปสู 4 เมืองหลัก ไดแก กรุงเทพไปยังนครสวรรค นครราชสีมา หัวหิน พัทยา
และจันทบุรี เพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส โดยการ
กอสรางทางคูทั่วประเทศ (Long loop) ระยะทาง 4,346 กม. และปรับปรุงระบบราง (Track
rehabilitation) ระยะทาง 4,346 กม.

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-68แผนพัฒนารถไฟทางคู

ที่มา : สํานักงานนโยบายและแผนการขนสงและจราจร

สําหรับการพัฒนาระบบขนสงมวลชนในเขตกรุงเทพมหานครและ
ปริมณฑล จะเนนการพัฒนาระบบรถไฟฟาใหเปนโครงขายหลัก โดยมีรถโดยสารสาธารณะเปนระบบ
ขนสงสนับสนุน (Feeder) เพื่อสนับสนุนใหประชาชนมาใชบริการระบบขนสงสาธารณะมากขึ้น
ประหยัดการใชพลังงานเชื้อเพลิง และลดมลพิษทางอากาศ โดยกําหนดแผนพัฒนาระบบรถไฟฟา
ขนสงมวลชนไว 9 สาย รวมระยะทาง 300 กม.

ที่มา : สํานักงานนโยบายและแผนการขนสงและจราจร

6.2.3 การขนสงทางอากาศ ในชวง 20 ปขางหนา ปริมาณการขนสง
ผูโดยสารจะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยรอยละ 5 ตอป สงผลใหประเทศไทยตองเตรียมการพัฒนาทาอากาศยาน
หลักเพื่อรองรับปริมาณการขนสงดังกลาว ซึ่งตามแผนพัฒนาทาอากาศยานสุวรรณภูมิไดกําหนดการ
พัฒนาเปน 5 ระยะ และเมื่อมีการพัฒนาแลวเสร็จตามแผน จะทําใหทาอากาศยานสุวรรณภูมิ มีขีด
ความสามารถรองรับผูโดยสาร 119 ลานคน/ป และมีหลุมจอดอากาศยาน 228 ลํา โดยขีด
ความสามารถของทางวิ่ง 112 เที่ยว/ช.ม.
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-69-

ที่มา : บริษัท ทาอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน)

6.2.4 เทคโนโลยี ด า นการสื่ อ สารมี แ นวโน ม ที่ จ ะพั ฒ นาอย า งก า ว
กระโดด โดยจะเกิดการควบรวมกัน (Convergence) ระหวางการสื่อสารภาพและเสียง และโครงขาย
สื่อสารจะปรับเปลี่ยนจากเคเบิลไปสูโครงขายสื่อสารไรสายมากขึ้น ระบบอินเตอรเน็ตไรสายความเร็ว
สูง (Broad Band Wi-Fi) จะไดรับการขยายการใหบริการครอบคลุมพื้นที่เมืองมากขึ้น นอกจากนี้
ปริมาณความตองการน้ําประปา ระบบบําบัดน้ําเสีย และระบบกําจัดขยะมูลฝอยจะเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจาก
ภาคเมืองขยายตัวมากขึ้น
ทั้ ง นี้ การพั ฒ นาโครงสร า งพื้ น ฐานในระยะต อ ไป จะมี ค วาม
ซับซอน และมีความทาทายในการดําเนินการมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานที่
เหมาะสมที่สามารถตอบสนองวิถีการดําเนินชีวิต (Life style) และพฤติกรรมการเดินทางสวนบุคคล
การตอบสนองการขยายตัวของความตองการ (Demand) ดานการขนสง การเปลี่ยนแปลงของ
เทคโนโลยี และการกําหนดขนาดการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ เพื่ อใหการพัฒนาโครงสรางพื้นฐาน
สามารถสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ การเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันของประเทศ และ
การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตอไป
6.2.5 แนวโน ม การลงทุ น ด า นโครงสร า งพื้ น ฐานและโลจิ ส ติ ก ส
โครงการสําคัญดานโครงสรางพื้นฐานเพื่อการพัฒนาภายในประเทศในสาขาขนสง เชน โครงการ
ก อ สร า งรถไฟฟ า ขนส ง มวลชนสายสี แ ดง สายสี น้ํ า เงิ น ส ว นต อ ขยาย สายสี ม ว ง และสายสี เ ขี ย ว
โครงการขยายทางหลวงสายหลักใหเปน 4 ชองจราจร ระยะที่ 2 และโครงการกอสรางทางรถไฟทางคู
เปนตน นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาแหลงน้ํา เชน โครงการผันน้ําจากลุมน้ํางึม หวยหลวง ลําปาว
และโครงการผันน้ําจากแมน้ํากก-นาน-อิง เปนตน

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-70แนวโนมการลงทุนดานโครงสรางพื้นฐานและโลจิสติกส ป 2552-2555
สาขาเศรษฐกิจ
Mass Transit
Airport Link
คมนาคม
- ขนสงทางถนน
- ระบบราง
- ขนสงทางอากาศ
- ขนสงทางน้ํา
ทรัพยากรน้ํา
การศึกษา
สาธารณสุข
ที่อยูอาศัย
พลังงาน
รวม

2552
61,248
9,167
63,833
48,620
9,048
3,158
3,007
23,548
38,089
13,813
30,897
110,619
351,213

2553
100,843
126,734
73,152
21,383
26,502
5,696
44,891
43,134
11,157
28,701
163,784
519,244

2554
138,712
141,001
76,617
14,768
44,282
5,334
63,599
42,910
10,083
21,478
110,941
528,725

2555
193,782
61,885
1,139
20,928
39,818
52,031
79,969
387,667

รวม
494,585
9,167
393,453
199,528
66,128
113,760
14,037
184,069
124,133
35,053
81,076
465,314
1,786,849

ที่มา : สศช.

สําหรับโครงการพัฒนาดานการขนสงเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อน
บานนั้น รฟท. อยูระหวางการศึกษาความเหมาะสมของการกอสรางทางรถไฟขนาดรางมาตรฐาน
(Standard gauge) เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบาน จํานวน 4 เสนทาง ไดแก 1) สายตะวันออกเฉียงเหนือ
จํานวน 2 เสนทาง ไดแก จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปยังกาญจนบุรี เชื่อมโยงทาเรือทวายในพมา
และเสนทางชุมทางจิระ-อุบลราชธานี เชื่อมโยงกับประเทศ สปป.ลาว 2) สายเหนือ (เชียงของเชียงราย-เดนชัย-บานภาชี) เชื่อมโยงกับประเทศจีนตอนใต และเวียดนาม และ 3) สายตะวันออก
แกงคอย-แหลมฉบัง เชื่อมโยงเขาสูทาเรือแหลมฉบัง

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-71-

4 วิสัยทัศนประเทศไทยในระยะ 20 ป ขางหนา
1.

ภาพอนาคตเศรษฐกิจไทย

ประเทศไทยมีบทบาทเปนศูนยกลางทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค ทั้งในดานฐานการ
ผลิตที่ใชองคความรู เทคโนโลยี เชื่อมโยงไปสูธุรกิจอุตสาหกรรมและบริการสรางสรรค และศูนยกลาง
การเชื่อมโยงดานพลังงาน และการขนสงเชื่อมโยงระหวางประเทศตางๆ ในอนุภูมิภาค และพื้นที่
ภายในประเทศใหมีบูรณาการเชื่อมโยงกันระหวางพื้นที่เมือง พื้นที่ชนบท พื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ และ
พื้นที่ชายแดนภายใตการมีสวนรวมของภาคีการพัฒนาทุกภาคสวน รวมทั้งการเอื้อใหภาคเอกชนของ
ไทยสามารถขยายฐานการผลิตเขาสูพื้นที่อนุภูมิภาคไดอยางมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ภาพของระบบเศรษฐกิจไทยที่ พึงปรารถนาใน 20 ปข างหน า สามารถแบ ง
ออกเปนภาพในแตละสวนตามการพัฒนาในแตละดานเพื่อใหเกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังนี้
1.1

ภาคการผลิต

ภาคการผลิตที่มีความเชื่อมโยงกันสูงระหวางภาคเกษตร อุตสาหกรรม และ
บริการ นําไปสูการสรางมูลคาเพิ่ม โดยผานการเชื่อมโยงในรูปหวงโซการผลิต และการรวมตัวใน
ลักษณะของคลัสเตอร โดยทีภาคเกษตรยังคงเปนฐานของการผลิตที่สําคัญที่จะเชื่อมโยงในการสราง
มูลคาในภาคอุตสาหกรรมและบริการ นอกจากนี้ มีการปรับฐานการผลิตโดยเฉพาะอุตสาหกรรมไปสู
ภาคบริการในสัดสวนที่สูงขึ้น และเปนฐานดานการคา (Trading base) และฐานการลงทุนของภูมิภาค
1.2

ความรวมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค

ประเทศไทยจะต อ งมี บ ทบาทนํ า ด า นเศรษฐกิ จ ในอนุ ภู มิ ภ าคในรู ป แบบ
พั น ธมิ ต รเพื่ อการพัฒ นาเศรษฐกิ จ และสั งคมในอนุภู มิภ าค โดยสร า งบทบาทนํา ผา นการให ค วาม
ชวยเหลือในรูปเงินใหเปลา เงินกูดอกเบี้ยต่ํา และความชวยเหลือเชิงวิชาการ ทั้งในดานการพัฒนา
โครงสรางพื้นฐาน การศึกษา การสาธารณสุข และวัฒนธรรม อยางตอเนื่อง และสนับสนุนใหภาค
รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนของไทยลงทุนในธุรกิจสื่อสาร พลังงาน และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เพื่อ
ขยายฐานการลงทุนของไทยไปยังประเทศในอนุภูมิภาค
1.3

เมือง ชนบท และพื้นที่เศรษฐกิจ

พื้นที่เศรษฐกิจของประเทศไทย ไดรับการพัฒนาใหเปนฐานในการเพิ่มขีด
ความสามารถการแขงขันทางเศรษฐกิจของประเทศ มีความยั่งยืนของระบบนิเวศน และความอยูเย็น
เปนสุขของสังคมไทย รวมทั้งมีความเชื่อมโยงระหวางพื้นที่เมือง พื้นที่ชนบท พื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ
และพื้นที่ชายแดนอยางบูรณาการภายใตการมีสวนรวมของภาคีการพัฒนาทุกภาคสวน

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-721.4

พลังงาน

มี ค วามมั่ น คงด า นแหล ง พลั ง งาน โดยพั ฒ นาและใช ป ระโยชน จ ากแหล ง
พลังงานในพื้นที่ทับซอนรวมกับประเทศเพื่อนบาน และเปนศูนยกลางการเชื่อมโยงดานไฟฟาและกาซ
ธรรมชาติในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งใหความสําคัญตอพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก
อยางมีเอกภาพ ตลอดจนการมีโครงสรางพื้นฐาน ระบบขนสงมวลชน และสิ่งอํานวยความสะดวกที่เอื้อ
ตอการใชพลังงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อใหมีความเขมขนของการใชพลังงาน (Energy intensity) อยูใน
ระดับเดียวกับกลุมประเทศพัฒนาแลว ตลอดจน
1.5

โครงสรางพื้นฐานและโลจิสติกส

มี เ ครื อ ข า ยโครงสร า งพื้ น ฐานและโลจิ ส ติ ก ส ที่ เ ชื่ อ มโยง มี คุ ณ ภาพ และ
เพียงพอตอการตอบสนองการปรับโครงสรางภาคการผลิตและบริการใหมีความเขมแข็งและแขงขันได
โดยมี ส ว นสํ า คั ญ ในการเสริ ม สร า งผลิ ต ภาพการผลิ ต ตลอดจนเชื่ อ มโยงการค า ระหว า งประเทศ
โดยเฉพาะในระดับอนุภูมิภาคไดอยางมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ใหความสําคัญตอการบริหารจัดการดาน
อุปสงคและอุปทานดานโครงสรางพื้นฐาน เพื่อใหสามารถใชทรัพยากรที่มีอยูอยางจํากัดไดอยางมี
ประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอยางยิ่งการใชพลังงานในภาคการขนสงใหมีประสิทธิภาพมากขึ้นและ
เปนมิตรกับสิ่งแวดลอม

2.

ประเด็นยุทธศาสตร
2.1

ภาคการผลิต

2.1.1 เรงรัดปรับปรุงผลิตภาพการผลิตใหสูงขึ้น โดยใชองคความรู ทุน
เทคโนโลยี ภูมิปญญาไทย ทักษะความชํานาญของแรงงาน/ผูประกอบการ และวิทยาการจัดการอยาง
เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาการผลิตภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการใหมีการประหยัดพลังงาน และ
ใชพลังงานทดแทนใหมากขึ้น
2.1.2 สร า งมู ล ค า เพิ่ ม ในภาคการผลิ ต บนพื้ น ฐานองค ค วามรู
เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อผลิตสินคาและบริการที่มีมูลคาตอบสนองตอความตองการของตลาด
ภายในประเทศและต า งประเทศได อ ย า งมี พ ลวั ต และสามารถเพิ่ ม ส ว นแบ ง ในตลาดต า งประเทศ
โดยเฉพาะอยางยิ่งการใชประโยชนจากศักยภาพของความหลากหลายทางชีวภาพ และการมีภาค
เกษตรที่มีพื้นฐานที่ดี ใหสามารถสรางมูลคาตอเนื่องและเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและบริการ
2.1.3 สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมตนน้ําขนาดใหญที่เชื่อมโยง
ไปสูอุตสาหกรรมตอเนื่อง และธุรกิจอุตสาหกรรมและบริการสรางสรรค โดยเนนการอยูรวมกับ
ชุมชนได ซึ่งจําเปนตองใหความสําคัญตอการมีสวนรวมของชุมชน การมีกฎหมาย กฎ ระเบียบและ
ขอบังคับที่เหมาะสม ที่มีการบังคับใชอยางมีประสิทธิภาพ

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-732.1.4 สนับสนุนการลงทุนในตางประเทศ และใหความสําคัญตอการ
พัฒนาโครงสรางพื้นฐานและสิ่งอํานวยความสะดวกทางการลงทุน โดยใชชองทางความรวมมือ
ทางเศรษฐกิจระหวางประเทศระดับภูมิภาค และอนุภูมิภาคในการเชื่อมโยงและสรางเครือขายการผลิต
การลงทุน และการคาใหมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และไดรับประโยชนรวมกัน
2.1.5 พัฒนาภาคบริการใหมๆ ควบคูไปกับการทองเที่ยวใหสามารถ
เปนแหลงรายไดของประเทศ โดยใหความสําคัญตอการพัฒนาสาขาบริการใหมๆ (เชน ธุรกิจบริการ
สุขภาพ ศูนยประชุมและแสดงสินคา การศึกษานานาชาติ เปนตน) ที่สามารถสรางรายได สรางงาน
และอาชีพ ควบคูไปกับการพัฒนาการทองเที่ยวและธุรกิจตอเนื่องใหสามารถสรางรายไดใหกับประเทศ
ไดอยางยั่งยืน มีแหลงทองเที่ยวที่ไดรับการฟนฟู บูรณะ มีบริการที่เกี่ยวเนื่องที่มีคุณภาพ มาตรฐาน
และมีความปลอดภัย
2.1.6 พัฒนา ปรับปรุง และแกไข กฎหมาย กฎ ระเบียบ และขอบังคับ
ให เ อื้ อ ต อ การพั ฒ นาภาคการผลิ ต ของประเทศ และมี ก ารบั ง คั บ ใช ที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ เพื่ อ สร า ง
ความสามารถในการแขงขันของภาคการผลิต และกระจายผลประโยชนทางเศรษฐกิจอยางเปนธรรม
รวมทั้งจัดใหมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และแกไขปญหาขอขัดแยงที่เกิดขึ้นระหวาง
ภาคการผลิตกับชุมชน และประชาชน
2.1.7 พัฒนาแรงงานใหมใหมีความพรอมที่จะเขาสูภาคการผลิต และ
พั ฒนาแรงงานที่อยูในตลาดแล วใหสอดคล องกั บการปรั บโครงสรางเศรษฐกิจในกระแสการ
เปลี่ยนแปลงที่มีพลวัตสูง ใหมีทักษะความชํานาญที่สอดคลองกับทิศทางการปรับโครงสรางการผลิต
พร อมทั้ งสร างความเชื่ อมโยงระหว างภาคผู ประกอบการกั บมหาวิ ทยาลั ย สถาบั นการศึ กษา และ
สถาบันวิจัยและพัฒนา ในรูปแบบที่เหมาะสม เชน สหกิจศึกษา เพื่อผนึกกําลังในการพัฒนาแรงงานใหตรง
กับความตองการของภาคการผลิต อีกทั้งยังนําผลงานวิจัยและพัฒนามาสูการใชประโยชนในเชิงพาณิชย
2.1.8 การเตรียมพื้นที่รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม การคา
และการลงทุนในพื้นที่ที่มีศักยภาพของประเทศ ทั้งในสวนระบบโครงสรางพื้นฐานและโลจิสติกส
พลังงาน และแรงงานที่สอดคลองกับความตองการของภาคการผลิต
2.2

การรวมกลุมทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค

2.2.1 ดํ า เนิ น นโยบายต า งประเทศเชิ ง รุ ก ในการเสริ ม สร า งความ
เขมแข็งของการรวมกลุมระหวางประเทศไทยและประเทศเพื่อนบานในอนุภูมิภาค เพื่อสราง
อํานาจการตอรองกับประเทศคูคาในภูมิภาคอื่นๆ
2.2.2 สร างความรว มมือพั นธมิ ตรเพื่ อการพัฒนาผ านการใหความ
ชวยเหลือดานการศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดลอมใหมากขึ้น โดยการใหความชวยเหลือดาน
โครงสรางพื้นฐานที่สําคัญในอนุภูมิภาค เชน การพัฒนาทาเรือทวายในสหภาพพมา การพัฒนาดาน
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-74พลังงาน การผลิตไฟฟาในประเทศเพื่อนบาน และการพัฒนาโครงขายขนสงในประเทศเพื่อนบานเพื่อ
เปดพื้นที่การพัฒนา ที่จะสรางโอกาสในการลงทุนของประเทศไทยควรควบคูไปกับการสนับสนุนให
ภาครัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพ เชน การทาเรือแหงประเทศไทย บมจ. ปตท. และการไฟฟาฝายผลิตแหง
ประเทศไทย รวมทั้งภาคเอกชนเขาไปลงทุนในธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อสรางรายได และยกระดับ
การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบาน
2.2.3 ดํ า เนิ น การเจรจาด า นความร ว มมื อ ที่ เ อื้ อ ประโยชน ต อ
ภาคเอกชนของไทยในการขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบาน และกําหนดมาตรการภาษี
มาตรการสงเสริมการลงทุน การปรับปรุงกฎ ระเบียบที่เกี่ยวของ และจัดตั้งสถาบันการเงินเฉพาะดาน
เพื่อสนับสนุนดานการเงินสําหรับภาคเอกชนที่ตองการขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบาน
2.2.4 ส ง เสริ ม ความร ว มมื อ ด า นสั ง คม และการแลกเปลี่ ย นทาง
วัฒ นธรรมกับประเทศในอนุภู มิภาค เพื่อสรา งความคุ น เคย และเผยแพรวั ฒ นธรรมไทยไปยั ง
ประเทศตางๆ ในอนุภูมิภาค ซึ่งจะเปนประโยชนตอการดําเนินธุรกิจตอเนื่องในประเทศตางๆ
2.3

เมือง ชนบท และพื้นที่เศรษฐกิจ

2.3.1 การเชื่อมโยงการพัฒนาชนบทและเมืองอยางเกื้อกูล เพื่อการ
กระจายโอกาสการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม ใหทัดเทียมและทั่วถึง ซึ่งจะชวยใหเกิดการเสริมสราง
คุณภาพชีวิ ต ที่ดีของประชาชนทั้ งในชนบทและเมือง รวมถึงการชว ยเสริมสรางประสิท ธิ ภาพการ
แข ง ขั น และความแข็ ง แกร ง ให เ ศรษฐกิ จ โดยรวม โดยบทบาทของชนบทเป น ฐานการผลิ ต ทาง
การเกษตรที่สําคัญของประเทศ ขณะที่เมืองชวยสนับสนุนในการเปนแหลงตลาดและการบริโภค รวมทั้ง
แหลงจางงานที่สงตอความเจริญสูพื้นที่ชนบท โดยมีประเด็นยุทธศาสตรที่สําคัญ ดังนี้
1)
สร า งเครื อ ข า ยชนบท-เมื อ งเพื่ อ พั ฒ นากิ จ กรรมทาง
เศรษฐกิจรวมกัน โดยประยุกตใชปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในกระบวนการผลิตเพื่อการบริโภค
และการตลาด
2)
สรางความเชื่อมโยงการบริหารจัดการระหวางเมืองและ
ชนบทที่ชัดเจน โดยสรางเครือขายการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงเมืองและชนบท เพื่อให
เกิดการผลิตที่เนนคุณภาพและความแตกตางของผลิตภัณฑในลักษณะการผลิตปริมาณมาก แต
สามารถสรางรูปแบบเฉพาะสําหรับลูกคา (Mass Customization)
3)
สนั บ สนุ น การรั บ ช ว งและเชื่ อ มโยงการผลิ ต ระหว า ง
วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม และธุรกิจขนาดใหญในเขตชนบทและ
เมืองอยางเปนระบบ เพื่อการถายทอดเทคโนโลยีระหวางกัน โดยใหภาครัฐ ภาคเอกชน องคกรพัฒนา
เอกชน และสถาบันการศึกษาในพื้นที่มีบทบาทรวมกัน ในการเตรียมความพรอมของคนและระบบเพื่อ
พัฒนาทักษะและเทคโนโลยีการผลิตสินคาพื้นบาน ตลอดจนรณรงคการสรางคุณคาในรูปแบบตางๆ
เชน การสรางตราสินคาใหกับสินคาของทองถิ่น
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-754)
จั ด ระเบี ย บการพั ฒ นาและการใช ที่ ดิ น ในชุ ม ชนเมื อ ง
รอบนอกเขตเทศบาล (Peri-urban)เพื่อกํากับการพัฒนามิใหมีผลกระทบตอสิ่งแวดลอมและชุมชน
จัดโครงสรางพื้นฐานสนับสนุนการพัฒนา และสรางสภาพแวดลอมที่ดี ภายใตการจัดการรวมระหวาง
องคกรปกครองสวนทองถิ่น ชุมชน และภาคีการพัฒนา ตลอดจนรวมกันวางแผน – ผลักดันแผนสูการ
ปฏิบัติ และกํากับดูแลการพัฒนาใหเปนไปตามแผนและสอดรับกับระบบนิเวศ
2.3.2 ปรับระบบการพัฒนาพื้นที่และชุมชนโดยใชสองแนวทางคูข นาน
1)
พัฒนากรุงเทพและปริมณฑลเปนภาคมหานคร (Urban
region) ที่ขับเคลื่อนดวยเศรษฐกิจฐานความรู (Knowledge–based economy) โดยเนนธุรกิจและ
การผลิตที่ใชเทคโนโลยีขั้นสูง การออกแบบ บริการธุรกิจ (Business Services) รูปแบบตางๆ เปนตัว
ดึงดูดความมั่งคั่งและการสรางงาน ควบคูกับนโยบายการพัฒนาพื้นที่ของกลุมเมืองในภูมิภาค ภายใต
ศักยภาพ กิจกรรมเศรษฐกิจและบทบาทของแตละกลุมจังหวัด
2)
พัฒนาจังหวัดและกลุมจังหวัดใหสามารถพึ่งตนเองได
โดยนโยบายการกระจายอํานาจสูทองถิ่นควบคูกับนโยบายการพัฒนาจังหวัดและกลุมจังหวัด จะเปน
เครื่องมือสําคัญในการพัฒนาพื้นที่ในภูมิภาคใหมีความเจริญใกลเคียงกับกรุงเทพฯ ทั้งนี้ แนวทางการ
พัฒนาจะเนนการพัฒนากลุมจังหวัดในลักษณะที่สมบูรณในตนเอง ภายใตศักยภาพและเศรษฐกิจของ
พื้นที่ และความรวมมือของทุกภาคสวนที่เกี่ยวของ
ทั้ ง นี้ ภาครั ฐ ต อ งสนั บ สนุ น การพั ฒ นาระดั บ กลุ ม จั ง หวั ด ในด า น
การศึกษา ระบบการวิจัยและพัฒนา ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ บริการสุขภาพ รวมทั้งโครงขายการ
ขนสงและโลจิสติกสที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการจัดระบบองคกรและเงินทุนเพื่อการพัฒนากลุม
จังหวัด
2.3.3 การจัดการสิ่งแวดลอมเมืองอยางยั่งยืน
1)
เนนการพัฒนาเมืองแบบกระชับ (Compact city) ดวย
การพัฒนาระบบขนสงสาธารณะ ทั้งระบบรถไฟ รถไฟฟา รถเมล ทางจักรยานและทางเทา สงเสริมการ
ใชพลังงานสะอาด เพิ่มพื้นที่สีเขียว และจัดการขยะชุมชนตั้งแตตนทาง สงเสริมใหจัดการขยะและน้ํา
เสียแบบชีวภาพ ลดการใชทรัพยากรและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอม ตลอดจน
สนับสนุนการทําสวนเกษตรในเขตเมือง (Urban Farming)
2)
สนับสนุนการพัฒนาเมืองนาอยู ดวยการมีสวนรวมของทุก
ภาคสวน มิใชเพียงทองถิ่นหรือภาครัฐเทานั้น ควรครอบคลุมตั้งแตครัวเรือน-ชุมชน-องคกรพัฒนา
เอกชน-เอกชน-ทองถิ่น-รัฐบาล เพื่อสรางความยั่งยืนของการพัฒนา

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-762.3.4 กําหนดเขตการใชที่ดิน (Zoning) สําหรับพื้นที่เกษตร พื้นที่เมือง
พื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่อุตสาหกรรมและพื้นที่อนุรักษ / พื้นที่คุมครอง ตามศักยภาพและความเหมาะสม
1)
จัด Zoning และควบคุมการใชที่ดินใหเปนไปตามศักยภาพ
และขอจํากัดสําหรับพื้นที่เกษตร พื้นที่เมือง พื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่อุตสาหกรรมและพื้นที่อนุรักษ / พื้นที่
คุมครอง จัดระบบเฝาระวังและควบคุมการใชประโยชนที่ดินโดยใหประชาชนและชุมชนมีสวนรวม
2)
บูรณาการองคกรและกลไกบริหารการใชประโยชนที่ดิน
ในมิติการเกษตร-สิ่งแวดลอม-การพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมใหเปนระบบและเครือขายที่เชื่อมโยงกัน
มีนโยบายและมาตรการในทิศทางเดียวกัน เพื่อสรางความยั่งยืน
3)

เพิ่มประสิทธิภาพ ความเปนธรรมและความปลอดภั ย

4)

จัด องค กร กลไก แผนงานและเงิน ทุนแกปญหาการกั ด

ของการใชประโยชนที่ดิน
เซาะชายฝงแบบบูรณาการ
5)
ควบคุมการตั้ง โรงงานอุ ต สาหกรรมใหอยูใ นนิค ม/เขต/
สวนอุตสาหกรรม มิใหตั้งกระจัดกระจาย เพื่อประสิทธิภาพในการจัดโครงสรางพื้นฐานสนับสนุนและ
การควบคุมมลพิษ
2.3.5 การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการ
แขงขันของประเทศ ความเหมาะสมของตําแหนงที่ตั้งเชิงยุทธศาสตรของไทยในระดับภูมิภาค ทําใหมี
ความตองการพื้นที่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น จําเปนตองหาพื้นที่ใหม โดยมีมาตรการตางๆ ที่เหมาะสม ดังนี้
1)

สงเสริมการพัฒนาพื้นทีบ่ ริเวณชายฝงทะเลตะวันออก

อยางตอเนื่อง
(1)
พัฒนาอุตสาหกรรมที่ใชเทคโนโลยีสะอาดเปน
มิ ต รต อ สิ่ ง แวดล อ ม และมี ร ะบบการบริ ห ารจั ด การที่ ทั น สมั ย เป น สากล โดยจั ด การให
อุ ต สาหกรรมใช ร ะบบการบริ ห ารจั ด การที่ทัน สมัย ไดม าตรฐานสากลและควบคุ มมลพิ ษ ได อ ยา งมี
ประสิทธิภาพ มีกระบวนการผลิตที่ไมกอใหเกิดผลกระทบตอสิ่งแวดลอมและสุขภาพของประชาชน
(2)
เพิ่มประสิทธิภาพโครงสรางพื้นฐาน เพื่อมิใหเปน
อุปสรรคตอการพัฒนาในระยะตอไป รวมทั้งใชระบบรางมากขึ้น เพื่อลดปญหาการจราจรและประหยัด
ตนทุนดานพลังงาน/การขนสง โดยเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงโครงขายคมนาคมขนสง การขนสง
ตอเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal transport) และเครือขายโลจิสติกส

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-77(3)
กํ า ห น ด เ ข ต ( Zoning) แ ล ะ ค ว บ คุ ม ก า ร ใ ช
ประโยชนที่ดินอยางมีประสิทธิภาพ ใชมาตรการทางผังเมืองเพื่อลดความขัดแยงดานการใชที่ดิน
ระหวางภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ปองกันการขยายตัวของพื้นที่ชุมชนและอุตสาหกรรมไมให
บุกรุกพื้นที่เกษตรที่อุดมสมบูรณและพื้นที่ตนน้ํา
(4)
สนั บ สนุ น ให ป ระชาชนในพื้ น ที่ มี ส ว นร ว มใน
กระบวนการพัฒนา เพื่อสรางการยอมรับ ลดความขัดแยง และเกิดการพัฒนาที่มีประโยชนตอทุกฝาย
2)

พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหมบริเวณชายฝงทะเลภาคใต

(1)
ใชประโยชนจากที่ตั้งทางภูมิศาสตรพัฒนาระบบ
ขนสงทางทะเลเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบานและประเทศในภูมิภาคอื่นของโลก เพื่อขยาย
กิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคใต และนําประเทศเขาสูเสนทางเดินเรือของโลก โดยพัฒนาทาเรือที่ฝง
อันดามันและฝงอาวไทย ระบบขนสงพาดผานพื้นที่ภาคใตเชื่อมโยงทาเรือทั้งสองฝงและกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจที่จะใชประโยชนจากการเชื่อมโยงกับทาเรือ พัฒนาการขนสงน้ํามันจากตะวันออกกลางผาน
ภาคใตไปยังตะวันออกไกล และพัฒนาใหภาคใตเปนแหลงพลังงานสํารองในภูมิภาคอาเซียน
(2)
สร า งความหลากหลายของการท องเที่ ย วและ
ยกระดับคุณภาพการใหบริการ เพื่อสรางมูลคาทางเศรษฐกิจบริการอยางตอเนื่อง โดยผสานการใช
ประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติดานการทองเที่ยวกับทรัพยากรและสิ่งแวดลอมอยางสมดุล สราง
เครือขายวิสาหกิจ (Clusters) พื้นที่ทองเที่ยว ผลิตบุคลากรดานการทองเที่ยวใหมีคุณภาพที่สามารถ
ใหบริการในระดับนานาชาติ และสรางภาพลักษณแหลงทองเที่ยวปลอดภัยในระดับสากล
(3)
สรางความเปนหุนสวนทางเศรษฐกิจกับประเทศ
เพื่อนบานและนานาชาติ เพื่อนําขอไดเปรียบของแตละประเทศมาใชประโยชนรวมกัน รวมทั้งลงทุน
รวมกับประเทศในภูมิภาคอื่นเพื่อใหสามารถผลักดันโครงการที่เกี่ยวของในระดับนานาชาติเกิดขึ้นได
โดยอาศัยกรอบความรวมมือระหวางประเทศที่มีอยูเปนเวทีสรางความเขมแข็งของความรวมมือ
(4)
บริหารจัดการและฟนฟูทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่ ง แวดล อ มให มี ค วามยั่ ง ยื น เพื่ อ รั ก ษาความสมดุ ล ของระบบนิ เ วศน และเพื่ อ แก ป ญ หาด า น
สิ่งแวดลอมในพื้นที่ โดยสงเสริมการมีสวนรวมของทองถิ่นในการอนุรักษ ประเมินสถานการณ
สิ่งแวดลอมและศึกษาความสามารถในการรองรับนักทองเที่ยว สนับสนุนการใชมาตรการที่ผูกอใหเกิด
มลภาวะเปนผูจายคาความเสียหาย และสงเสริมแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืนใหกับ
เยาวชนในทุกระดับการศึกษา
3)
การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน สรางโอกาสจากการ
พัฒนาความรวมมือกับประเทศเพื่อนบานในบริเวณพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน เพื่อดึงดูดการลงทุนจาก
ภาคเอกชนทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค ดังนี้

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-78(1)
สงเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนในสาขา
เศรษฐกิจที่มีศักยภาพบนพื้นฐานการประสานประโยชนรวมกันในกลุมอนุภูมิภาค โดยจัดทํา
แผนพัฒนารวมกัน และกําหนดบทบาทในกระบวนการผลิตตามศักยภาพที่เดนชัดของแตละประเทศ
(2)
จั ด ทํ า แผนพั ฒ นาพื้ น ที่ เ ศรษฐกิ จ ชายแดนที่
เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่และกรอบความรวมมือกับประเทศเพื่อนบาน
(2.1) สนับสนุนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่
ชายแดนที่มีศักยภาพ อาทิ เขตเศรษฐกิจพิเศษใน จังหวัดเชียงราย และ จังหวัดตาก เพื่อเปนแหลง
ลงทุนใหมที่นําไปสูการเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันของประเทศ และสรางโอกาสเชื่อมโยง
ฐานเศรษฐกิจชุมชนสูตลาดระดับภาคและระหวางประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการเชื่อมโยงทางสังคมและ
วัฒนธรรมระหวางไทยกับประเทศเพื่อนบาน
(2.2) พั ฒ นาฐานการผลิ ต บริ เ วณชายแดนและการ
ยายถิ่นไปสูเพื่อนบาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยเสียเปรียบเมื่อตั้งในพื้นที่ชั้นในของประเทศ
ซึ่งจะชวยตอบสนองการปรับโครงสรางอุตสาหกรรมและสนับสนุนการกระจายความเจริญสูภูมิภาค
2.4

พลังงาน

2.4.1 เพิ่มประสิทธิภาพการใชพลังงาน โดยการสงเสริมและสนับสนุน
การพัฒนาใหภาคการผลิตตางๆ พัฒนาไปในทิศทางที่สงผลใหเกิดการลดใชพลังงาน โดยเฉพาะน้ํามัน
เชน การพัฒนาระบบขนสงมวลชน ระบบโลจิสติกส การพัฒนาอุปกรณ เครื่องจักร และยานยนต
ประหยัดพลังงาน การวางผังเมือง เปนตน
นอกจากนี้ ควรใหความสําคัญตอเปาหมายดานความเขมขนของการใช
พลังงาน (Energy Intensity) ใหอยูในระดับเดียวกับกลุมประเทศพัฒนาแลว เนื่องจากมีการปรับ
โครงสรางการขนสง โดยใชระบบรางเพิ่มมากขึ้น รวมกับการวางผังเมืองและการพัฒนาระบบสื่อสาร
เพื่ อลดการพึ่ ง พาน้ํ ามั น ลดป ญ หามลพิษ ในเขตเมื อง และลดป ญหาการจราจร รวมทั้ ง ภาคขนส ง
อุตสาหกรรม ธุรกิจ และครัวเรือน ใชพลังงานอยางมีประสิทธิภาพ ทั้งจากเทคโนโลยี การออกแบบ
อาคาร และจากจิตสํานึกรวมกันในการที่จะอนุรักษพลังงาน
2.4.2 จัดหาพลังงาน ใหเกิดความมั่นคง พอเพียงและทั่วถึง โดยเนนการ
พัฒนาภายในประเทศ เพื่อลดการนําเขาพลังงานจากตางประเทศ สนับสนุนสงเสริมการใชพลังงาน
ทดแทน และศึกษาวิจัยพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นๆ ภายใตการคํานึงและใหความสําคัญกับ
ผลกระทบด า นสิ่ ง แวดล อ ม โดยให ทุ ก ภาคส ว นโดยเฉพาะชุ ม ชนท อ งถิ่ น เข า มามี ส ว นร ว มในการ
รับผิดชอบ และบริหารจัดการพลังงาน มีการแขงขันในธุรกิจพลังงานเพื่อใหเกิดประสิทธิภาพและความ
เปนธรรม โดยมีระบบกํากับดูแลการประกอบกิจการที่มีประสิทธิภาพและสรางความเปนธรรมใหแก
ผูบริโภค รวมทั้ง ปฏิบัติตามพันธกรณีดานสิ่งแวดลอมที่ใหสัตยาบันไวกับมิตรประเทศ ทั้งนี้ ควรให
ควรสําคัญในประเด็นตอไปนี้
การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-791)
มีการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอยางเต็มศักยภาพทุก
รูปแบบ ทั้งจากชีวมวลและชีวภาพพลังน้ํา พลังลม และพลังงานแสงอาทิตย โดยใชเทคโนโลยีที่พัฒนา
ใหเหมาะสมกับสภาพของทองถิ่นและประเทศ ภายใตตนทุนที่ไมสูงกวาพลังงานจากฟอสซิลมากจนเกินไป
2)
มีการพัฒนาโรงไฟฟาขนาดใหญจากพลังงานแหลงใหม
เพื่อเพิ่มการกระจายตัวของเชื้อเพลิงที่ใชในการผลิตไฟฟา และทําใหตนทุนไฟฟาเฉลี่ยโดยรวมของ
ระบบลดลง ภายใตการวางแผนและการสนับสนุนจากทุกภาคสวน
3)
ใช ป ระโยชน แ หล ง พลั ง งานในพื้ น ที่ ทั บ ซ อ นร ว มกั บ
ประเทศเพื่อนบ าน เพื่อสรางความมั่นคงดานแหลงพลังงาน ทํ าใหประเทศไทยมีปริมาณสํ ารอง
พลังงานเพียงพอตอความตองการใชในประเทศ เปนระยะเวลา 50 ป
2.4.3 พัฒนาพืชพลังงานอยางสมดุล ทั้งทางดานปริมาณอาหาร ราคา
สิ่งแวดลอม ภายใตการพัฒนาผลผลิตตอไร โดยใชภูมิปญญาและเทคโนโลยีทองถิ่นเปนหลัก
2.5

โครงสรางพื้นฐานและโลจิสติกส

2.5.1 พัฒนาระบบโครงขายโครงสรางพื้นฐานสาขาขนสง พลังงาน
และสื่ อ สารโทรคมนาคม ให ส ามารถให บ ริ ก ารเชื่ อ มโยงในกลุ ม อนุ ภู มิ ภ าคได อ ย า งมี
ประสิทธิภาพ เพื่อใหเกิดการใชประโยชนรวมกันอยางคุมคา ลดขอจํากัดดานทรัพยากร กระตุนให
เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และสงผลใหประเทศไทยเปนศูนยกลางการใหบริการโครงสรางพื้นฐาน
ในกลุมอนุภูมิภาค
2.5.2 พัฒนาระบบระบบขนสงมวลชน และการขนสงทางราง รวมทั้ง
สิ่งอํานวยความสะดวกที่เกี่ยวของเพื่อสงเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการเดินทางและการขนสง
สินคาไปสูการเดินทางดวยระบบขนสงสาธารณะ และการขนสงสินคาในรูปแบบ Multimodal เพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพการใชพลังงาน และลดตนทุนโลจิสติกสในภาพรวม
2.5.3 พั ฒ นาการขนส ง ทางบกทั้ ง ระบบรางและระบบถนนให เ ป น
โครงขายเชื่อมโยงหลักระหวางประเทศในอนุภูมิภาค (Regional Connectivity) พรอมทั้งพัฒนา
ทาเรือหลักระหวางประเทศใหมีคุณภาพการใหบริการระดับสากลทั้งฝงทะเลอันดามันและฝงอาวไทย
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนสงผูโดยสาร สินคา และบริการระหวางประเทศตางๆ ในอนุภูมิภาค ซึ่งจะ
ทําใหเกิดการเชื่อมโยงของระบบเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคมากขึ้น
2.5.4 พัฒนาทาอากาศยาน ใหเปนศูนยกลางการบินในภูมิภาค โดย
การพัฒนาขีดความสามารถดานกายภาพ และระบบสิ่งอํานวยความสะดวก เพื่อรองรับการขยายตัว
ของปริมาณการจราจรทางอากาศที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีน อินเดีย และ
กลุมประเทศตะวันออกกลาง

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-802.5.5 พัฒนาอุตสาหกรรมการบิน โดยสนับสนุนใหมีการบริหารจัดการ
เสนทางบิน และการพัฒนาฝูงบินที่ใชวัสดุประกอบน้ําหนักเบา ประหยัดเชื้อเพลิง ลดการปลอยกาซ
คารบอนไดออกไซด และมลพิษทางเสียง เพื่อรองรับเงื่อนไขและมาตรการผลกระทบสิ่งแวดดานมลพิษ
และเสียง ในขณะเดียวกันก็รักษาและเพิ่มสวนแบงทางการตลาด
2.5.6 ศึกษา วิจัยความเปนไปไดตลอดจนการเตรียมความพรอมใน
กรณีที่จําเปนตองมีการพัฒนาโรงงานผลิตไฟฟานิวเคลียร เพื่อลดขอจํากัดดานทรัพยากรและ
ตนทุนเชื้อเพลิง ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถรองรับความตองการใชไฟฟาที่มีแนวโนมเพิ่มขึ้นเปน
จํานวนมาก จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเทคโนโลยี
2.5.7 พัฒนารูปแบบและกลไกสนับสนุนทางการเงินและการลงทุน
สําหรับการพัฒนาโครงสรางพื้นฐาน (Infrastructure financing) โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาท
ภาคเอกชน (Public Private Partnership) ในการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานเพื่อลดภาระการลงทุนของ
ภาครั ฐ และเพิ่ม ประสิท ธิภ าพการบริห ารจัด การ รวมทั้ งใหค วามสํ าคั ญกั บ บทบาทภาคประชาชน
(People Participation) เพื่อใหเกิดการยอมรับของผูมีสวนไดเสียในการพัฒนาโครงสรางพื้นฐาน
2.5.8 ปรับปรุง กฎ ระเบียบที่เกี่ยวของ และการปรับโครงสร างการ
บริหารจัดการดานโครงสรางพื้นฐาน เพื่อใหเกิดการบริหารจัดการที่ดี และมีการกํากับดูแลการ
ใหบริการ โดยมีกฎหมาย กฎ ระเบียบและขอบังคับเพื่อคุมครองผูบริโภค ที่สอดรับกับเงื่อนไข กฎ
กติกาการคาและการลงทุนที่กําหนดโดยการรวมกลุมเศรษฐกิจ เพื่อใหการพัฒนาโครงสรางพื้นฐาน
สามารถขยายการใหบริการไปยังกลุมอนุภูมิภาค รวมทั้ง สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถการ
แขงขันภาคการผลิตและบริการในเวทีโลกได
2.5.9 ศึ ก ษาและวิ จั ย ด า นเทคโนโลยี เ พื่ อ ให ก ารพั ฒ นาโครงสร า ง
พื้นฐานในระยะตอไปมีความทันสมัย และเปนมิตรตอสิ่งแวดลอม โดยการพัฒนาโครงสรางพื้นฐาน
ดานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่นําระบบโครงขายสื่อสารโทรคมนาคมไรสายมาใหบริการ
ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มาสนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสรางมูลคาเพิ่ม
และนวัตกรรมล้ําสมัยใหกับภาคการผลิตและบริการ

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-81-

ภาคผนวก
สรุปผลการประชุมรวมกับภาคเอกชน
เรื่อง การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก
วันจันทรที่ 21 กรกฎาคม 2551 เวลา 09.30-12.30 น.
ณ หองประชุมสิปปนนท เกตุทัต อาคาร 4 ชั้น 1 สศช.
***************************************************
1.

ความเปนมา
1.1 ด ว ยสํ า นั ก งานคณะกรรมการพั ฒ นาการเศรษฐกิ จ และสั ง คมแห ง ชาติ (สศช.) ได
กําหนดใหมีการประชุมประจําป 2551 เรื่องวิสัยทัศนประเทศไทย...สูป 2570 ในวัน
ศุกรที่ 15 สิงหาคม 2551 ณ ศูนยแสดงสินคาและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี
จังหวัดนนทบุรี ในการนี้ สศช. ไดมีกระบวนการทํางานอยางเปนขั้นตอนในการระดม
ความคิดเห็นเพื่อจัดทําเอกสารสําหรับการประชุมประจําป และขั้นตอนที่สําคัญ เชน
จัดใหมีการประชุมระดมความคิดเห็นศิษยเกา สศช. ในวันศุกรที่ 4 กรกฎาคม 2551
และ จัดใหมีการประชุมรวมระหวางคณะกรรมการ สศช. และ รองนายกรัฐ มนตรี
(นายสุรพงษ สืบวงศลี) และคณะที่ปรึกษา ในวันจันทรที่ 7 กรกฎาคม 2551 ทั้งนี้ มี
ขอเสนอแนะจากการประชุมทั้งสองครั้ง คือ เห็นควรใหมีการประชุมระดมความคิดเห็น
ร ว มกั บ ภาคเอกชน เพื่ อ จะได นํ า ความเห็ น และข อ เสนอแนะมาประมวลและใช
ประโยชนในการปรับปรุงเอกสารเรื่องวิสัยทัศนประเทศไทย...สูป 2570 สําหรับการ
ประชุมประจําป 2551 ของ สศช. ตอไป
1.2 สําหรับการประชุมประจําป 2551 ของ สศช. จะประกอบดวยการนําเสนอเอกสาร
วิ สั ย ทั ศ น ป ระเทศไทย...สู ป 2570 ครอบคลุ ม 4 ด า น ได แ ก เศรษฐกิ จ สั ง คม
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม และการบริหารจัดการที่ดี ทั้งนี้ หัวขอเรื่องดาน
เศรษฐกิจ คือ การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก
ดังนั้น ในการประชุมวันนี้จึงไดนําเสนอรางเอกสารฯ ดานเศรษฐกิจเพื่อรับฟงความ
คิดเห็นจากภาคเอกชน

2.

การนําเสนอรางเอกสารวิสัยทัศนประเทศไทย...สูป 2570 เรื่อง การปรับโครงสราง
เศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก
2.1

แนวโนมการเปลี่ยนแปลงโครงสรางเศรษฐกิจไทยใน 20 ปขางหนา
2.1.1 จากการประมาณการเบื้องตน เศรษฐกิจไทยในระหวางป 2551 - 2570 มี
แนวโนมที่จะขยายตัวในอัตราเฉลี่ยรอยละ 5.73 ตอป และมีโครงสราง
เศรษฐกิ จ ที่ มี ก ารเปลี่ ย นแปลงไปจากป จ จุ บั น เล็ ก น อ ย โดยคาดว า สาขา

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-82เกษตรจะมีสัดสวนเล็กลงและถูกแทนที่ดวยสาขาอุตสาหกรรมและบริการ
อยางไรก็ตาม ประเด็นหลักจะอยูที่แนวทางที่จะเชื่อมกิจกรรมการผลิตของทัง้
สามสาขาการผลิต เพื่อสรางมูลคาเพิ่มโดยควบคุมผลกระทบดานลบที่อาจ
เกิดขึ้นกับสังคมและสิ่งแวดลอมใหนอยที่สุด
2.1.2 แนวโน ม ที่ สํ า คั ญ ของเศรษฐกิ จ ไทยประการหนึ่ ง คื อ การมุ ง ให ข นาด
เศรษฐกิจไทยจะตองมีผลิตภัณฑมวลรวมประชาชาติมากกวาผลิตภัณฑมวล
รวมในประเทศ (หรือ GNP > GDP ปจจุบันไทยมีมูลคา GNP นอยกวา
GDP เนื่ อ งจากผลประโยชน ไ ด ถู ก ส ง ออกไปต า งประเทศ) ซึ่ ง ประเด็ น
ความสําคัญอยูที่การปรับโครงสรางเศรษฐกิจไทย ใหเชื่อมกับโลกและรุกออก
ไปสูภายนอกใหมากขึ้น
2.1.3 การเปลี่ ย นแปลงโครงสร า งประชากรสู สั ง คมผู สู ง อายุ จ ะมี ผ ลกระทบต อ
เศรษฐกิจและสังคมไทยอยางกวางขวาง อาทิ การเคลื่อนยายแรงงานระหวาง
ประเทศและระหวางในสาขาการผลิตในประเทศ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน
เพื่อรองรับภาระที่มากขึ้นของคนวัยทํางาน ความตองการแรงงานที่มีทักษะ
ความชํานาญ และการตั้งถิ่นฐานถาวรของลูกหลานแรงงานตางชาติ เปนตน
2.2

สภาพเศรษฐกิจที่พึงปรารถนา
2.2.1 การเปนฐานการผลิต การคา การลงทุนที่เชื่อมโยงไปสูเศรษฐกิจสรางสรรค
และนวัตกรรม โดยมีปจจัยแหงความสําเร็จที่สําคัญ เชน การเพิ่มผลิตภาพ
การผลิตและการสรางมูลคาเพิ่มบนพื้นฐานองคความรู และนวัตกรรม การ
สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญที่สรางความเชื่อมโยงไปยัง
อุตสาหกรรมและบริการตอเนื่อง การพัฒนาภาคบริการ การเตรียมแรงงานที่
สอดคลองกับความตองการของภาคการผลิต ตลอดจนการสงเสริมการลงทุน
ในตางประเทศ และการปรับปรุง แกไข กฎหมายและกฎ ระเบียบขอบังคับที่
ไมเอื้อตอการดําเนินธุรกิจและลงทุน เปนตน
2.2.2 การสร างความมั่นคงดานพลังงานโดยให ความสําคัญทั้งในดานการจัดหา
แหลงพลังงานและเนนการจัดการดานอุปสงค โดยเปนศูนยกลางการเชื่อมโยง
ดานไฟฟาและกาซธรรมชาติในภูมิภาคอาเซียน การพัฒนาโรงไฟฟาขนาด
ใหญ จ ากพลั ง งานใหม การพั ฒ นาพลั ง งานหมุ น เวี ย นและส ง เสริ ม การใช
พลังงานทดแทน และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน
2.2.3 ประเทศไทยมีโครงสรางพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพสามารถตอบสนองตอความ
ตองการของประชากรทุกกลุมและสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและ
สังคมของทุกภาคสวน การใชพลังงานในภาคการขนสงมีประสิทธิภาพมากขึ้น
และเปนมิตรกับสิ่งแวดลอม โดยเนนการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานใหสงเสริม

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-83การเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน และการผลิต รวมทั้งเชื่อมโยงการคาระหวาง
ประเทศ โดยเฉพาะในระดับอนุภูมิภาคไดอยางมีประสิทธิภาพ
2.2.4 การพั ฒ นาพื้ น ที่ เ มื อ งและชนบทให เ ชื่ อ มโยงทั้ ง ในระดั บ ภู มิ ภ าค และอนุ
ภูมิภาค รวมทั้งใหเชื่อมโยงเขากับการพัฒนาของทั้งสองพื้นที่ในประเทศอยาง
เกื้ อกู ล นอกจากนี้ ใหค วามสํา คัญต อการเปดพื้ นที่ เ ศรษฐกิ จใหมเ พื่ อ การ
พัฒนา โดยคํานึงถึงการจัดการสิ่งแวดลอมอยางยั่งยืน และมีการกําหนดการ
ใชประโยชนที่ดินใหเปนไปตามศักยภาพ
2.2.5 การพัฒนาไปสูบทบาทนําในภูมิภาคและอนุภูมิภาค โดยใหมีการรวมกลุมทาง
เศรษฐกิจและสังคมอยางเปนหุนสวนใหมากขึ้น เนนการสรางความรวมมือที่
ครอบคลุมทั้งดานเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อใหลดความแตกตาง
ของระดับการพัฒนาของประเทศโดยเฉพาะในอนุภูมิภาค
2.3

ประเด็นเชิงยุทธศาสตร
ประเด็นเชิงยุทธศาสตรที่มีสําคัญในลําดั บต นตอการกาวไปสูระบบเศรษฐกิจที่พึง
ปรารถนานั้น ประกอบดวย 4 ดาน ดังนี้
2.3.1 เศรษฐกิ จ มหภาค การเงิ น และการคลั ง ให ค วามสํ า คั ญ ต อ การสร า ง
เสถียรภาพทางการเงิน การพัฒนาสถาบันการเงินและตลาดเงิน และการคลัง
เพื่อสังคม
2.3.2 ภาคการผลิต ใหความสําคัญตอการยกระดับผลิตภาพและประสิทธิภาพการ
ผลิต สรางมูลคาและคุณคาเพิ่มของสินคาและบริการ พัฒนาบนพื้นฐานของ
ความหลากหลายทางชีวภาพ และสรางความสมดุลระหวางการใชทรัพยากร
ระหวางการผลิตอาหารกับพลังงาน
2.3.3 ปจจัยสนับสนุน พัฒนาโครงสรางพื้นฐานและโลจิสติกสใหมีตนทุนต่ํา ลด
ผลกระทบตอสิ่งแวดลอม และใหบริการอยางทั่วถึง ครอบคลุม และเชื่อมโยง
ทั้งในมิติหลายรูปแบบ (Multimodal) และเชื่อมโยงระหวางประเทศในอนุ
ภูมิภาคทั้งดานกายภาพและการอํานวยความสะดวกดานการคาและการลงทุน
ทั้งนี้ เนนการบริหารจัดการอุปสงคและอุปทานของโครงสรางพื้นฐาน และ
พลังงานอยางเหมาะสม ในขณะเดียวกัน การพัฒนาพื้นที่และเมืองตองเปนไป
อยางสอดคลองและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
2.3.4 ดานสังคม ใหความสําคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีมิติเชื่อมโยงกับพัฒนา
สั ง คม โดยเฉพาะการพั ฒ นาแรงงานที่ อ ยู ใ นตลาดแรงงาน และผู สู ง อายุ
รวมทั้งผูพิการ เพื่อใหมีการพัฒนาทักษะความชํานาญอยางเหมาะสมและ
สอดคลองกับการพัฒนาเศรษฐกิจ

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-843.

ความเห็นที่ประชุม
ที่ประชุมมีความเห็นตอรางเอกสารวิสัยทัศนประเทศไทย...สูป 2570 เรื่องการปรับโครงสราง
เศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก โดยมีสาระสําคัญ สรุปไดดังนี้
3.1 ภาพรวม
3.1.1 วิ สั ย ทั ศ น ข องคนในแต ล ะช ว งวั ย มี ค วามแตกต า งกั น สํ า หรั บ การกํ า หนด
วิสัยทัศนในระยะ 20 ป ขางหนา จําเปนตองมีความรูและความเขาใจถึงปจจัย
และผลกระทบจากของแนวโนมของโลกและปจจัยภายในตางๆ ภายใตสถานะ
ของประเทศซึ่งเปนผูกําหนดหรือผูถูกกําหนด (หรือไดรับผลกระทบ) จาก
แนวโน ม ดั ง กล าว และประเทศไทยจะสามารถวางสถานะประเทศภายใต
วิสัยทัศนที่เหมาะสมและสอดคลองไดอยางไร
3.1.2 ควรใหภาพของการกําหนดเปาหมายการพัฒนาประเทศใหชัดเจนระหวางการ
ใหความสําคัญตอผลิตมวลรวมประชาชาติ (Gross National Product: GNP)
กับความสุขมวลรวมประชาชาติ (Green National Happiness: GNH) รวมทั้ง
กําหนดเปาหมายทั้งระยะกลางและระยะยาว
3.2 การพัฒนาคนและการศึกษาใหเปนฐานของการพัฒนาประเทศ เงื่อนไขสําคัญ
ลําดับแรกของการพัฒนาประเทศใหมีความสําเร็จ คือการพัฒนาคนใหมีคุณภาพ ทั้ง
ดานจริยธรรม สุขภาพ มีการศึกษาที่ดี และเปนคนดีของสังคม ซึ่งจะตองพิจารณา
ควบคูไปกับการพัฒนา โดยมีประเด็นความเห็นเพิ่มเติมดังนี้
3.2.1 พัฒนาคน/แรงงานใหสอดคลองกับการพัฒนาเศรษฐกิจและความตองการของ
ภาคการผลิต โดยมี แผนการผลิต คนที่มีคุ ณภาพ เชน พัฒนาทัก ษะความ
ชํานาญในภาษาตางประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมจากภาษาอังกฤษ แกไขการขาด
แคลนแรงงานในระดับอาชีวะศึกษา
3.2.2 พัฒนาคุณภาพคนและการศึกษาตองไมจํากัดเฉพาะเรื่องการกระจายอํานาจ
การศึกษา และการแบงเขตพื้นที่การศึกษา แตตองครอบคลุมถึงสาระสําคัญ 3
ดาน คือ การพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาและการสรางแรงจูงใจใหกับครู
3.2.3 ปฏิ รูประบบการศึกษาโดยสอดแทรกการปลูกจิตสํานึก เพื่อชุมชน เปลี่ ยน
วิธีการสอนจากการที่ครูเปนผูปอนไปสูการกระตุนใหเด็กนักเรียนรูจักคิดมาก
ขึ้น รวมทั้งการลดภาระคาใชจายที่เกิดจากการใชเครื่องแบบนักเรียน หรือการ
ปรับเปลี่ยนเวลาเรียนใหเหลือเพียงครึ่งวันเพื่อใหเด็กกลับไปชวยงานของ
ครอบครัว
3.3

แนวโนมปจจัยภายนอกและปจจัยภายใน เห็นควรใหมีการวิเคราะหเพิ่มเติมในเชิง
พลวัต โดยพิจารณาถึงการปรับตัวของประเทศคูแขงขันของไทยทั้งในระดับโลก และ
ภูมิภาค/อนุภูมิภาคที่มีตอแนวโนมปจจัยฯ ตางๆ ซึ่งไดมีผลกระทบตอทิศทางการ

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-85ปรับตัวของประเทศไทยดวย เชน การใช Game Theory วิเคราะหการเคลื่อนไหว
การตอบโตจากประเทศคูแขง และคาดการณผลลัพธที่จะเกิดขึ้น จะมีสวนชวยในการ
กําหนดวิสัยทัศนที่สอดคลองกับการเปลี่ยนแปลงได
นอกจากนี้ การคาดการณแนวโนมฯ ที่จะเกิดขึ้นไดอยางแมนยําเปนเรื่องที่สําคัญมาก
ซึ่งจะสงผลตอการกําหนดเงื่อนไขในการกําหนดวิสัยทัศนที่แมนยําดวย โดยเฉพาะใน
ดานพฤติกรรมการบริโภคสินคาอุปโภคและการบริโภคของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง
ทั้งในเชิงปริมาณ ประเภทและวิธีการบริโภค ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นเพิ่มเติมตอ
แนวโนมปจจัยภายนอกและปจจัยภายใน ดังนี้
3.3.1 ภาวะโลกรอน ควรสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะ
โลกรอนทั้งที่เปนโอกาสและขอจํากัดตอภาคการเกษตรไทย เชน ปริมาณ
น้ํ า ฝนที่ ค าดการณ ว า จะเพิ่ ม ขึ้ น มี ผ ลต อ การผลิ ต ภาคเกษตรไทยอย า งไร
นอกจากนี้ ควรสงเสริมการเพิ่มผลิตภาพการผลิตเกษตร (ผลผลิตตอไร) โดย
ใหมีการจัดทําแผนปฏิบัติการเพื่อใหมีการปฏิบัติอยางจริงจัง นอกจากนี้ เห็น
ควรสนับสนุนการลดการใชกระดาษเพื่อลดตนทุน และบรรเทาผลกระทบจาก
ภาวะโลกรอนจากการใชทรัพยากรธรรมชาติ โดยใหปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมา
สูการใชบริการทางอินเตอรเน็ตหรือการทําธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกสเพิ่มขึ้น
3.3.2 การเปลี่ยนแปลงโครงสรางประชากรสูสังคมผูสูงอายุ ควรเตรียมความ
พรอมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงไปสูสังคมผูสูงอายุ ทั้งดานแรงงาน อาชีพ
และสินคาและบริการ รวมทั้งกิจกรรมที่ตอบสนองตอความตองการของกลุม
ผูสูงอายุ
3.3.3 เทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศถือเปนเทคโนโลยีสําคัญที่เปนตัวนําภาพ
การพัฒนาในอนาคต จึงควรใหความสําคัญของการนําเทคโนโลยีสารสนเทศ
ในการเขาไปสนับสนุนในทุกภาคสวนเพื่อเพิ่มความสามารถการแขงขัน เชน
การเรียนการสอนแบบ E-Learning เปนตน
3.4

ภาคการผลิต
3.4.1 ใหความสําคัญกับวิจัยและพัฒนา และพัฒนาคนที่มีทักษะความชํานาญ ให
เปนฐานการพั ฒนาและกําหนดทิศทางการพัฒนาภาคการผลิต เชน ภาค
บริการมีจุดขายสําคัญ คือ ธรรมชาติแตยังจําเปนตองพัฒนาคุณภาพคนใน
ธุรกิจบริการ อยางไรก็ตาม ในการพัฒนาภาคเกษตรยังมีโอกาสที่จะกําหนด
ทิศทางการพัฒนาไดเอง ในการนี้ จําเปนตองทําอยางจริงจังไมเพียงเฉพาะให
ความสํ า คั ญ ต อ การแบ ง พื้ น ที่ สํ า หรั บ การผลิ ต พื ช เพื่ อ อาหารและพื ช เพื่ อ
พลังงานเทานั้น แตตองใหความสําคัญกับปจจัยการผลิตสําคัญในภาคเกษตร
เชน น้ํา ปุย (เคมี และอินทรีย) เปนตน

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-863.4.2 พิจารณาถึงปริมาณการลงทุนที่เหมาะสมของอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมี
ศักยภาพในการแขงขันต่ํา หรืออุตสาหกรรมที่กอใหเกิดมลพิษ และใหการ
สงเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหมที่เปนมิตรตอสิ่งแวดลอมและมีศักยภาพ
ในการแขงขันในระยะยาว
3.4.3 ใชจุดแข็งของทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร ความไดเปรียบ
ของอุปนิสยั และอัธยาศัยของคนไทย ใหจุดขายในการดึงดูดนักทองเที่ยว และ
สนับสนุนการเตรียมความพรอมแรงงานสําหรับธุรกิจภาคบริการทั้งทางดาน
ทั ก ษะภาษาต า งประเทศ คุ ณ ภาพและมาตรฐานการให บ ริ ก าร และการ
โยกยายแรงงานจากภาคเกษตรเขาสูบริการ
3.4.4 ควรใหความสําคัญของภาคเกษตรไมเพียงเฉพาะในมิติจากการวัดมูลคาเชิง
ตัวเลข แตใหครอบคลุมถึงการเปนแหลงความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
และการสร า งมู ล ค า เชื่ อ มโยงกั บ ภาคอุ ต สาหกรรมและบริ ก าร ในทํ า นอง
เดียวกัน ในภาคการทองเที่ยว ควรใหความสําคัญตอคุณภาพ (รายไดจาก
การทองเที่ยว) มากกวาปริมาณ (จํานวนนักทองเที่ยว) ซึ่งเกี่ยวโยงกับการ
ยกระดับคุณภาพของบริการทองเที่ยว
3.4.5 สงเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมใหอยูรวมกับชุมชนไดอยางยั่งยืน โดยสราง
การยอมรับความเขาใจ และการใหขอมูลที่ถูกตองกับสังคม และชุมชน ใน
กรณีที่มีการขยายตัว/ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมใหม
3.4.6 ควรจะมีการกําหนดใหชัดเจนวา ภายใตสัดสวนการผลิตของแตละสาขานั้นไดให
ความสําคัญตอสาขายอยใดบาง เชน สาขาบริการจะใหความสําคัญตอ Trading
firms หากแนวโนมในอนาคตจะมีบทบาทในการคา การลงทุนในอนุภูมิภาคมากขึ้น
หรือการใหความสําคัญตอการเงิน โลจิสติกส บริการสุขภาพ และการทองเที่ยว
เปนตน สําหรับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เชน คือ แฟชั่น โทรคมนาคม ผลิตภัณฑ
ชีวภาพ และการตอเรือและซอมเรือ เปนตน ทั้งนี้ ทิศทางการพัฒนาภาคการผลิต
จะตองสอดคลองกับศักยภาพคน ทรัพยากร และภูมิสังคมดวย
3.5

พลังงาน
3.5.1 ควรใหความสําคัญตอนโยบายดานพลังงานที่เปนรูปธรรมโดยเฉพาะพลังงาน
ทดแทนเอทานอล จําเปนตองมีทิศทางการพัฒนาและขับเคลื่อนที่ชัดเจนของ
ภาครัฐในการบริหารจัดการ
3.5.2 เริ่มตนดําเนินการสรางความเขาใจและการยอมรับตอการจัดหาแหลงพลังงาน
ใหม โดยเฉพาะจากแหลงพลังงานนิวเคลียร หากในอนาคตการพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมของประเทศจําเปนตองมีพื้นฐานจากแหลงพลังงานดังกลาว

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-873.6

การรวมกลุมเศรษฐกิจและความรวมมือในภูมิภาค
3.6.1 ควรมีการประเมินและเปรียบเทียบศักยภาพการแขงขันของไทยกับคูแขงทาง
เศรษฐกิจ เชน อินเดีย เวียดนาม เพื่อใชประโยชนในการกําหนดบทบาทนํา
ของไทยในอนุภูมิภาค ในภาวการณที่แนวโนมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
มุงสูภูมิภาคเอเชียและอนุภูมิภาคมากขึ้น
3.6.2 บริหารและจัดการการนําเขาแรงงานไรฝมือจากประเทศเพื่อนบาน โดยมี
ระบบบริหารจัดการและกฎระเบียบที่ชัดเจน และใหความสําคัญตอการกักกัน
และตรวจสอบ (Quarantine) และจัดตั้งศูนยฝกอบรมทักษะแรงงานใหมีความ
พรอมกอนนําเขาสูตลาดแรงงานไทย

3.7

การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ
3.7.1 พัฒนาโดยใชมิติของพื้นที่เปนตัวนําในการสรางโครงสรางพื้นฐาน ทั้งในดาน
การเปลี่ยนจากการขนสงทางถนนเปนระบบราง การพัฒนารถไฟความเร็วสูง
โดยจัดทําแผนการพัฒนาในระยะ 5 ป และมีการติดตามประเมินผลอยาง
ตอเนื่อง สําหรับการพัฒนาทาเรือควรเตรียมแผนรองรับในกรณีทาเรือแหลม
ฉบังมีการใชประโยชนเต็มขีดความสามารถในระยะ 4-5 ปขางหนา เชน
ความเหมาะสมของการสรางทาเรือใหมที่อยูใกลเคียงกับแหลมฉบัง เชน ใน
พื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร การสรางทาเรือใหมทั้งในฝงอาวไทยและฝงอันดามัน
รวมทั้งการพัฒนาเชื่อมโยงพื้นที่สองชายฝงทะเล (Land bridge)
3.7.2 ให ค วามสํ าคัญต อการกําหนดทิ ศทางการพัฒนาของเมืองชายแดนในการ
เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบานดวย เชน เชียงรายเปนศูนยกลางเชื่อมโยงทั้ง
คุนหมิง-จีน แมส อดเปนศู นยกลางเชื่อมโยงรางกุ ง -พมา ตลอดจนจังหวั ด
ชายแดนอื่นๆ เชน นาน และหนองคาย เปนตน
3.7.3 จัดทําและกําหนดเขตการใชประโยชนพื้นที่ (Zoning) ใหสอดคลองกับศักยภาพ
ของพื้นที่นั้นๆ วาเหมาะกับเกษตรกรรม อุตสาหกรรม หรือที่อยูอาศัย

3.8

โครงสรางพื้นฐานและโลจิสติกส
3.8.1 ควรใหความสําคัญตอการพัฒนาจากถนนมาสูรางใหมากขึ้น โดยใหมีการ
กําหนดผูรับผิดชอบในการพัฒนาอยางชัดเจน หรือเปดโอกาสใหภาคเอกชน
ไดเขาไปมีสวนรวมเพื่อใหเกิดการแขงขัน
3.8.2 ควรปรับปรุงโครงสรางพื้นฐานดานขอมูลใหมีคุณภาพดีขึ้น ทั้งนี้ ขอมูลที่มี
คุณภาพจะสงผลตอการวางแผนที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น
3.8.3 ขยายขอบเขตความรวมมือใหกวางขวางกวาความรวมมือในหวงโซการผลิต
โดยเน น สร า งความเชื่ อ มโยงและความร ว มมื อ ด า นการพั ฒ นาโครงสร า ง
พื้นฐานดานพลังงาน การวางแผนการขนสง การรวมกลุมทางเศรษฐกิจใน
ภูมิภาคและอนุภูมิภาค และภาวะโลกรอน เปนตน

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-883.9

กฎหมาย เรงรัดการผลักดัน ปรับปรุง และแกไขกฎหมายที่เกี่ยวของทั้งเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรม การคา การลงทุน บริการและการทองเที่ยว โดยปรับปรุงกฎหมายที่ลา
หลั ง ลดจํ า นวนกฎหมายที่ เ ป น อุ ป สรรค และออกกฎหมายที่ จํ า เป น แต ยั ง ขาดอยู
รวมทั้งการเชื่อมโยงระหวางฝายบริหารและฝายนิติบัญญัติ เพื่อใหสอดคลองระหวาง
การออกกฎหมายกับการนําไปบังคับใช
3.10 การเมือง ที่ประชุมมีความเห็นสอดคลองกันวา ภาคการเมืองเปนปจจัยสําคัญตอ
ความสําเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แตอยางไรก็ตาม ควรใหความสําคัญ
ตอการสรางความเขมแข็งและความรวมมือระหวางภาคราชการประจําและเอกชนให
เปนกลไกสําคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนา โดยเฉพาะอยางยิ่งการสงเสริมการพัฒนา
ที่เนนผลประโยชนของชาติโดยรวม ทั้งนี้ แมมีการเปลี่ยนแปลงของภาคการเมือง แต
ประเด็นการพัฒนาดังกลาวจําเปนตองไดรับ

3.11 บทบาทของสศช. ความคาดหวังตอสศช. นอกจากบทบาทดานการวางแผนแลว เห็น
ควรใหมีระบบการติดตามและประเมินผลการพัฒนาที่สะทอนภาพความสําเร็จและ
ความลมเหลวของการพัฒนาไดอยางมีนัยสําคัญ นอกจากนี้ ควรมีบทบาทในการสราง
เครือขายกับภาคประชาสังคมเพื่อนําเขาสูกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของ
ประเทศอยางมีพลังและเขมแข็ง

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-89รายชื่อผูเขารวมประชุม
สภาหอการคาแหงประเทศไทย
บุญรัตน
1. นายฉัตรชัย
บูรพชัยศรี
2. นายไพรัช
พัชรินทรตนะกุล
3. นายพรศิลป
4. นางกอบกาญจน วัฒนวรางกูร
5. นายแพทยสุรพงศ อําพันวงษ
6. ผศ.ดร.เสาวณีย ไทยรุงโรจน

รองประธานกรรมการ หอการคาไทย
กรรมการเลขาธิการ หอการคาไทย
กรรมการรองเลขาธิการ หอการคาไทย
กรรมการรองเลขาธิการ หอการคาไทย
ประธานคณะกรรมการธุรกิจบริการและสุขภาพ
รองอธิการบดี ฝายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการคาไทย

สภาอุตสาหกรรมแหงประเทศไทย
ชาติสุทธิผล
7. นายพยุงศักดิ์
โสรัตน
8. นายธนิต
วิสุวรรณ
9. นายสุชาติ
พุฒิพันธุพฤทธิ์
10. นายธานี
นําชัยศิริ
11. นายเจน
ขุนเศษฐ
12. นายสมมาต

รองประธานสภาอุตสาหกรรมแหงประเทศไทย
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแหงประเทศไทย
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแหงประเทศไทย
เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแหงประเทศไทย
รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแหงประเทศไทย
รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแหงประเทศไทย

สมาคมธนาคารไทย
13. ดร.ธวัชชัย
14. นางสาวสิริมาศ

เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย
รองเลขาธิการสมาคมธนาคารไทย

ยงกิตติกลุ
วัฒนะโชติ

สภาอุตสาหกรรมทองเทีย่ วแหงประเทศไทย
ผูทรงคุณวุฒพิ ิเศษสภาอุตสาหกรรมทองเที่ยวแหง
15. นายจารุบุณณ ปาณานนท
ประเทศไทย
สํานักงานเลขานุการคณะกรรมการรวม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.)
ผูอํานวยการสํานักงานเลขานุการ กกร.
16. นางสาวกาญจนา ไทยชน
สมาพันธโลจิสติกสไทย
สนธิมาศ
17. นายเกริกกลา

ประธานสมาพันธโลจิสติกสไทย

สมาพันธผูใหบริการโลจิสติกสไทย
ตันติมติ ร
18. ดร.จารุพัสตร

กรรมการสมาพันธผูใหบริการโลจิสติกสไทย

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-90สศช.
19.
20.
21.
22.

นายอาคม
นายธานินทร
นายชาญวิทย
นางวนิดา

23. นางนิตยา

เติมพิทยาไพสิฐ
ผะเอม
อมตะมาทุชาติ
มหากิจ
กมลวัทนนิศา

อัตตะนันทน
24. นายภูมิใจ
มนูญผล
25. นายนพพร
26-55 เจาหนาที่ภาครัฐและเอกชน

รองเลขาธิการ ประธานการประชุม
ที่ปรึกษาดานนโยบายและแผนงาน
ที่ปรึกษาดานนโยบายและแผนงาน
ผูอํานวยการสํานักพัฒนาขีดความสามารถในการ
แขงขันทางเศรษฐกิจ
ผูอํานวยการสํานักยุทธศาสตรและการวางแผนพัฒนา
พื้นที่
ผูอํานวยการสํานักวิเคราะหโครงการลงทุนภาครัฐ
ผูอํานวยการสํานักบัญชีประชาชาติ

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-91-

เอกสารอางอิง
1. การไฟฟาฝายผลิตแหงประเทศไทย แผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟาของประเทศ พ.ศ. 2550-2564
(ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1)
2. ธนาคารแหงประเทศไทย (2551). ตารางสถิติ
http://www.bot.or.th/Thai/Statistics/ContactPerson/Pages/Contact.aspx
3. สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (2548) กรอบยุทธศาสตรการ
ปรับโครงสรางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะ 4 ป (2548-2551)
4. สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (2550) วิถีเมืองและชนบทกับ
ความอยูเย็นเปนสุข, กรกฎาคม 2550
5. สํานักบัญชีประชาชาติ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ รายได
ประชาชาติของประเทศไทย อนุกรม 1951-1996p
6. สํานักบัญชีประชาชาติ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ รายได
ประชาชาติของประเทศไทย อนุกรม 2007p
7. สํานักบัญชีประชาชาติ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (2550)
ผลิตภัณฑภาคและจังหวัด พ.ศ. 2548, กุมภาพันธ 2550
8. สํานักพัฒนาพื้นที่ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (2550) พื้นที่
ชายฝงทะเล : การพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมและบริการของประเทศในอนาคต, มีนาคม
2550
9. สํานักยุทธศาสาตรและการวางแผนพัฒนาทางสังคม สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ
และสังคมแหงชาติ (2550) การคาดประมาณประชากรของประเทศไทย 2543-2573, ตุลาคม
2550
10. สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (2548) ใน “ยุทธศาสตรแหงชาติ
วาดวยการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2551-2555”. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอม
11. สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม (2550). ยุทธศาสตรแหงชาติวา
ดวยการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2551-2555. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดลอม
12. ปฐมบทสูการเตรียมตัวเพื่ออนาคตของประเทศไทย
เอกสารประกอบการประชุมสมัชชา
วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา ครั้งที 6 พ.ศ. 2550

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-9213. ปทมา เธียรวิ ศิษ ฏ สกุล (2551) อนาคตสังคมผูสูงอายุจากมุ มมองเศรษฐกิจมหภาค วารสาร
เศรษฐกิจและสังคม ปที่ 45 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2551
14. Asian Development Bank, ADB (2007), Midterm Review of the Greater Mekong Subregion
Strategic Framework (2002)
15. Asian Development Bank, ADB (2008) Building a Sustainable Energy Future The Greater
Mekong Subregion
16. Bruno, M. and J. Sachs (1982). “Input price shocks and the slowdown in economic
growth: The case of U.K. manufacturing”, Review of Economic Studies, Vol. 49, No. 159,
pp. 679-705.
17. Food and Agriculture Organization (2002), World Agriculture towards 2015/2030
(Summary Report)
18. Food and Agriculture Organization, Crop Prospects and Food Situation, No.2 April 2008
19. Ginsburgh, V. and M. Keyzer (1997). The structure of applied general equilibrium models,
MIT Press, MA.
20. Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) 2007. Climate Change 2007:
Impacts, Adaptation and Vulnerability, IPCC Fourth Assessment Report.
21. Intergovernmental Panel on Climate Change. 2007. Climate Change 2007: The Physical
Science Basis. IPCC Fourth Assessment Report.
22. Mankiw, G.N., D. Romer and D.N. Weil (1992). “A Contribution to the Empirics of
Economic Growth”, Quarterly Journal of Economics, Vol. 107, No. 2, pp. 407-437.
23. NESDB and World Bank (2008) Measuring Output and Productivity in Thailand’s
Services-producing Industries
24. Stern, N., (2006) Stern Review Executive Summary on the Economics of Climate Change,
New Economics Foundation.
25. Anton, P.S., Silberglitt, R., Schneider, J., (2001).“The Global Technology Revolution:
Bio/Nano/Materials Trends and Their Synergies with Information Technology by 2015“,
report prepared for the National Intelligence Council, RAND National Defense Research
Institute

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

-9326. Robinson, S., A. Yúnez-Naude, R. Hinojosa-Ojeda, J. D. Lewis and S. Devarajan (1999).
“From stylized to applied models: Building multisector CGE models for policy analysis”,
North American Journal of Economics and Finance, Vol. 10, No. 1, pp. 5-38.
27. Solow, R.M. (1956). “A Contribution to the Theory of Economic Growth”, Quarterly Journal
of Economics, Vol. 70, No. 1, pp. 65-94.
28. Solow, R.M. (1962). “Comment on the Golden Rule”, Review of Economic Studies, Vol.
29, No. 1, pp. 255-257.
29. Solow, R.M. (1994). “Perspectives on Growth Theory”, Journal of Economic Perspectives,
Vol. 8, No. 1, pp. 45-54.
30. Swan, T.W. (1956). “Economic Growth and Capital Accumulation”, Economic Record, Vol.
32, No. 2, pp. 334-361.
31. The International Institute for Management Development, IMD, World Competitiveness
Yearbook, various years.
32. UN Population Division (2002) World Urbanization Prospects: The 2001 Revision
33. UN Population Division, World Population Prospects the 2002 volume I: Comprehensive
Tables
34. UN Population Division, World Population Prospects: the 2007 Revision
35. World Economic Forum, WEF, Global Competitiveness Report, various years.

การปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหพึ่งตนเองและแขงขันไดในสังคมโลก

ส ว น ที่ 4
การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็ง
และยั่งยืน

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน
1 บทนํา
การพั ฒ นาประเทศในระยะ 20 ป ที่ ผ า นมา ส ง ผลให เ กิ ด ความเจริ ญ ก า วหน า และการ
เปลี่ยนแปลงทั้งในดานเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม โดยเศรษฐกิจของไทยมี
เสถียรภาพและขยายตัวอยางตอเนื่อง ในดานสังคมและคุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นมาก จากการ
ไดรับบริการโครงสรางพื้นฐานและบริการของสังคมที่ทั่วถึงมากขึ้น แตก็ยังมีปญหาในดานคุณภาพอยู
อีกมากโดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพคน การแกปญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ําทางรายไดของ
ประชาชน สวนในดานการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม แมจะกาวหนามากขึ้น แตก็
ยังไมสามารถรักษาสมดุลระหวางการอนุรักษและการใชประโยชนไดเทาที่ควร ขณะที่การมีสวนรวม
ของภาคสวนตาง ๆ โดยเฉพาะภาคประชาชนและชุมชน ไดมีบทบาทในกระบวนการพัฒนามาอยาง
ตอเนื่อง
สําหรับการพัฒนาสังคมในชวงที่ผานมาประสบผลสําเร็จในหลายดาน ทําใหคนไทยมีอายุยืนยาว
สามารถเขาถึงหลักประกันสุขภาพทุกรูปแบบอยางทั่วถึง การขยายโอกาสทางการศึกษาเปนไปอยาง
ตอเนื่อง ประชากรมีการศึกษาสูงขึ้น การขยายการคุมครองครอบคลุมมากกวาที่เปนอยู และมีสัดสวน
คนจนลดลง เมื่อพิจารณาในเชิงปริมาณจะเห็นวามีความชัดเจน แตความกาวหนาในเชิงคุณภาพยังไม
เปนที่นาพอใจ คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยโดยรวมยังดอย แรงงานยังมีระดับการศึกษาต่ําและตอง
พัฒนาทักษะฝมืออยางตอเนื่องเพื่อใหสามารถแขงขันได สุขภาพคนไทยอยูในภาวะเสี่ยงจากการเปน
โรคที่เกิดจากพฤติกรรมที่ไมเหมาะสม ปญหาดานสุขภาพจิต ความมั่นคงและความปลอดภัยของคน
และสังคมยังนาวิตก ทั้งการกออาชญากรรม ทํารายรางกาย จนถึงปญหาอาชญากรรมขามชาติ ขณะที่
ครอบครัวไทยมีแนวโนมออนแอลง
อย า งไรก็ ต าม ป จ จุ บั น ประเทศไทยต อ งเผชิ ญ กั บ บริ บ ทการเปลี่ ย นแปลงในหลายด า นมี
ผลกระทบตอการพัฒนาประเทศเปนอยางมาก ดังนั้น เพื่อใหสามารถเตรียมความพรอมรองรับ
แนวโนมการเปลี่ยนแปลงจากปจจัยภายนอกและปจจัยภายใน ซึ่งจะเปนบริบทสําคัญตอการกําหนด
วิสัยทัศนสังคมไทยในระยะ 20 ปขางหนา ไมวาจะเปนปจจัยดานการเปลี่ยนแปลงโครงสรางประชากร
โลก การเคลื่อนยายของคนอยางเสรี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกรอน การรวมกลุม
ความรวมมือระหวางประเทศและความกาวหนาทางเทคโนโลยี ซึ่งจะสงผลการกระทบตอสังคมไทย
ขณะเดียวกันก็ตองคํานึงถึงสถานการณแนวโนมการเปลี่ยนแปลงจากปจจัยภายในควบคูไปดวย เพื่อให
กําหนดทิศทางและสภาพสังคมไทยที่พึงปรารถนาในระยะ 20 ปขางหนาเปนไปอยางเหมาะสม นําการ
พัฒนาประเทศไปสูการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-2-

2 สถานการณและแนวโนมการเปลี่ยนแปลง
การพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคโลกาภิวัตนเปนไปในลักษณะอัตราเรงแบบกาว
กระโดด ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงในบริบทตาง ๆ ของโลกจึงมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและยาก
ตอการคาดหมาย และเมื่อพิจารณาสถานการณแนวโนมการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย ปจจัย
การเปลี่ยนแปลงทางดานประชากรนับวาเปนเงื่อนไขสําคัญเพราะมีผลตอปริมาณและคุณภาพของคน
รวมทั้งสงผลกระทบตอกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดังนั้น การกําหนด ทิศทางการ
พัฒนาประเทศในระยะ 20 ปขางหนา จึงจําเปนตองคํานึงถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสรางประชากร
รวมทั้งปจจัยอื่น ๆ ทั้งปจจัยภายนอกและปจจัยภายในประเทศ ซึ่งจะสงผลกระทบทั้งที่เปนโอกาสและ
ขอจํากัดของการพัฒนาประเทศ

2.1

แนวโนมการเปลี่ยนแปลงจากปจจัยภายนอก

(1) โครงสรางประชากรโลกมีแนวโนมเขาสูการเปนสังคมผูสูงอายุและมีการ
กระจายตัวอยูอาศัยในเมืองมากกวารอยละ 60 สงผลกระทบตอการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
(1.1) การเปลี่ยนแปลงประชากรโลก มีประชากรผูสูงอายุเพิ่มมากขึ้น
อยางตอเนื่อง เปนผลจากการมีภาวะเจริญพันธุและอัตราเกิดที่ลดลง และอายุคาดหมายเฉลี่ยเพิ่ม
ขึ้นมาโดยตลอดกวาครึ่งศตวรรษ ทําใหโครงสรางประชากรโลกเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นจาก 6.5 พันลาน
คน ในป 2548 เปน 7.2 พันลานคน ในป 2558 และเพิ่มขึ้นเปน 8.0 และ 8.3 พันลานคน ในป 2568
และป 2573 ตามลําดับ โดยที่สัดสวนประชากรโลกในวัยแรกเกิดจนถึง 14 ป จะมีสัดสวนลดลงอยาง
ตอเนื่องจากรอยละ 28.3 ในป 2548 เปนรอยละ 26 ในป 2558 รอยละ 24.1 และ 23 ในป 2568 และป
2573 เชนเดียวกับประชากรวัยแรงงานที่เริ่มจะลดลง ขณะที่ประชากรสูงอายุวัย 65 ปขึ้นไปจะมี
สัดสวนเพิ่มขึ้น จากรอยละ 7.3 เปนรอยละ 8.3 และรอยละ 10.5 และ 11.7 ในชวงเวลาเดียวกัน โดย
ภูมิภาคยุโรป มีสัดสวนประชากรผูสูงอายุสูงสุด ตามมาดวยภูมิภาคอเมริกาเหนือ และคาดวาในป
2568 ในภูมิภาคลาตินอเมริกาและเอเชียจะมีสัดสวนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นเปนรอยละ 10 และมี
แนวโนมที่จะเพิ่มขึ้นเปนรอยละ 19 และรอยละ 18 ในป 2593 (World Population Aging 2007 โดย
United Nation Department of Economic and Social Affairs, Population Division)
ตารางที่ 1 : โครงสรางประชากรโลกตามกลุมอายุในปจจุบันและประมาณการ
สัดสวน : รอยละ

2548

2553

2558

2563

2568

2573

จํานวนประชากรโลก (ลานคน)
สัดสวนประชากรอายุ 0-14 ป
สัดสวนประชากรอายุ 15-59 ป
สัดสวนประชากรอายุ 60 ปขึ้นไป
สัดสวนประชากรอายุ 65 ปขึ้นไป

6,514.8
28.3
61.4
10.3
7.3

6,906.6
26.9
62.0
11.1
7.7

7,295.1
26.0
61.7
12.3
8.3

7,667.1
25.1
61.4
13.5
9.4

8,010.5
24.1
60.9
15.0
10.5

8,317.7
23.0
60.4
16.6
11.7

ที่มา : World Population Prospects: the 2007 Revision, UNPD , ประชากรโลก 2007, Population Reference Bureau.
การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-3ตารางที่ 2 : ประมาณการรอยละของประชากรอายุ 65 ปขึ้นไป

ทั่วโลก
ประเทศอุตสาหกรรม
ประเทศกําลังพัฒนา
ยุโรป
อเมริกาเหนือ
ลาตินอเมริกาและคาริ
เบียน
แอฟริกา
เอเชีย
ไทย *

รอยละของประชากรอายุ 65 ปขึ้นไป
ป 2550
ป 2568
ป 2593
7
10
16
16
21
26
6
9
15
16
21
28
12
18
21
6
10
19
3
6
7.3

4
10
14.49

7
18
Na.

ที่มา : ประชากรโลก 2007, Population Reference Bureau.
( * การคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ.2543-2573, สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แหงชาติ (สศช.), ตุลาคม 2550.
)

(1.2) แนวโนมการกระจายตัวของประชากรโลก กวารอยละ 60 จะ
อาศัยอยูในเมือง ภาวะความเปนเมืองจึงเพิ่มสูงขึ้นอยางตอเนื่อง จากสัดสวนประชากรโลกที่
อาศัยอยูในเมือง รอยละ 37 ในป 2518 เพิ่มขึ้นเปนรอยละ 49 ในป 2548 และรอยละ 60 ในป 2573
โดยเฉพาะอยางยิ่งในกลุมประเทศที่พัฒนาแลว จะมีภาวะความเปนเมืองในสัดสวนที่สูงกวารอยละ 66
ในป 2518 และเพิ่มขึ้นเปนรอยละ 74 และ 80 ในป 2548 และป 2573 ขณะที่กลุมประเทศที่กําลัง
พัฒนาก็มีแนวโนมภาวะความเปนเมืองเพิ่มขึ้นจากรอยละ 27 เปน 43 และ 56 ในชวงเวลาเดียวกัน
และมีอัตราการเพิ่มขึ้นที่เร็วกวาดวย
แนวโนมการเปลี่ยนแปลงโครงสรางและการกระจายตัวของประชากร
โลก จะสงผลกระทบตอการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอยางมีนัยสําคัญ โดยมีผลตอประสิทธิภาพ
แรงงานและผลิตภาพการผลิตโดยรวมของประเทศ รายไดตอหัว ตลอดจนการออมและการลงทุน การ
เปลี่ยนแปลงดานพฤติกรรมการใชจายจากการที่โครงสรางอายุประชากรเปลี่ยนไป มีผูสูงอายุมากขึ้น
ย อ มมี อิ ท ธิ พ ลต อ ตลาดสิ น ค า และบริ ก าร โดยเฉพาะกลุ ม สิ น ค า และบริ ก ารเพื่ อ สุ ข ภาพ และยั ง มี
ผลกระทบตอรายจายงบประมาณที่เกิดจากคาใชจายดานสาธารณสุขที่เพิ่มมากขึ้นดวย ดังจะเห็น
ตัวอยางไดจากประเทศ ที่เขาสูการเปนสังคมผูสูงอายุแลว เชน ญี่ปุน เกาหลีใต และกลุมประเทศยุโรป
ที่มีแรงกดดันตองบประมาณรัฐบาลจากคาใชจายดานสาธารณสุขมากขึ้น

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-4นอกจากนี้ แรงกดดันจากภาวะความเปนเมืองที่เพิ่มขึ้น มีแนวโนมจะ
เพิ่มมากยิ่งขึ้นตอเนื่องไปอีก อันเนื่องมาจากกระแสความเจริญในยุคโลกาภิวัตนที่มีความกาวหนาของ
ระบบโครงสร า งพื้ น ฐานและเทคโนโลยี ส ารสนเทศและการย า ยถิ่ น แบบไร พ รมแดน ทํ า ให มี ก าร
เคลื่อนยายประชากรจากชนบทเขาสูเมืองมากขึ้น เพื่อแสวงหาโอกาสการทํางานที่มีรายไดสูงขึ้นและ
ความเปนอยูที่ดีกวา จะสงผลตอความเหลื่อมล้ําระหวางฐานะทางเศรษฐกิจระหวางเมืองและชนบท
เพิ่มขึ้น รวมไปถึงความขัดแยงการใชทรัพยากรระหวางเมืองและชนบทที่อาจมีมากขึ้น ขณะที่ปญหา
สิ่งแวดลอมเมืองจะมีแนวโนมทวีความรุนแรงขึ้น และสงผลตอคุณภาพชีวิต
(2)

การเคลื่อนยายของคนเปนไปอยางเสรีมากขึ้น

(2.1) แนวโนมการเคลื่อนยายคนระหวางประเทศมีมากขึ้น โดยเปน
ผลมาจากปจจัยการเปลี่ยนแปลงของกําลังแรงงานของกลุมประเทศที่มาทดแทนมากขึ้น ซึ่งจะทําให
เกิดการเปดประเทศใหแรงงานตางชาติเขามาทํางานไดมากขึ้น สรางโอกาสการเคลื่อนยายแรงงานที่มี
ทักษะตั้งแตระดับต่ําในจนถึงปานกลาง และจากการเปนสังคมฐานความรู ซึ่งทําใหมีตองการบุคลากรที่
มีองคความรูสูงเพื่อสรางขีดความสามารถในการแขงขันหลายประเทศ จึงสงเสริมการสนับสนุนใหผูมี
ประสบการณ ค วามรู สู ง ในสาขาต า ง ๆ เข า มาทํ า งานในประเทศของตน เช น ในสหรั ฐ อเมริ ก าที่
เจริญเติบโตขึ้นจางคนที่มีความสามารถจากที่ตาง ๆ ทั่วโลกมาทํางานในประเทศ กอใหเกิดการสราง
องคความรูอยางตอเนื่อง หลายประเทศจึงเริ่มหาทางที่จะดึงดูดบุคลากรที่ขาดแคลนจากประเทศอื่น ๆ
และในอนาคตการแขงขันดึงดูดบุคลากรโดยเฉพาะในกลุมคนที่มีความสามารถสูงจะมีแนวโนมความ
รุนแรงขึ้น ดังนั้น ทิศทางการพัฒนาจึงตองใหความสําคัญในเรื่องการผลิตและพัฒนากําลังคนให
สอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงานในภูมิภาค พรอมกับการสรางกลไกการถายทอดองค
ความรู จ ากบุ ค ลการต างประเทศมาสู บุ ค ลากรในประเทศ เพื่ อยกระดับ ความรูค วามสามารถให มี
ศักยภาพในระดับที่ทัดเทียมกัน
(2.2) แรงกดดันจากการเปนสังคมผูสูงอายุ และการเปดเสรีทางการ
คาและลงทุนในยุคโลกาภิวัตน การเคลื่อนยายในวัยสูงอายุจากนานาประเทศมีมากขึ้น โดยเฉพาะ
อยางยิ่งกลุมประเทศในภูมิภาคยุโรปและอเมริกาที่เปนสังคมผูสูงอายุแลว จะมีเคลื่อนยายประชากรเขา
มาทองเที่ยวและพักอาศัย รวมถึงการเขามาใชบริการทางสุขภาพในรูปแบบตางๆ และบริการทาง
การศึกษาในประเทศแถบเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นอยางตอเนื่อง โดยคาดวาในแตละปจะ
มีผูปวยตางชาติเขามาใชบริการทางการแพทยในประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพเปนศูนยกลางบริการทาง
การแพทยแหงภูมิภาคเอเชียปละเกือบ 2 ลานคน สวนบริการทางการศึกษานานาชาติ ซึ่งประเทศไทย
จะมีโรงเรียนนานาชาติมากที่สุดในเอเชียและมีนักเรียนตางชาติกวา 20,000 คน ขณะที่นักทองเที่ยว
ตางชาติที่เขามาเที่ยวในประเทศมีปละเกือบ 15 ลานคน

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-5แนวโนมการเคลื่อนยายคนระหวางประเทศที่เปนไปอยางเสรี อาจ
เกิดผลกระทบเกิดการเลื่อนไหลและหลากหลายทางวัฒนธรรม เกิดการเบี่ยงเบนและเปลี่ยนแปลง
ค า นิ ย มที่ ดี ง ามในการดํ า รงชี วิ ต เกิ ด ป ญ หาที่ อ าจมาพร อ มกั บ การเคลื่ อ นย า ยของคน ทั้ ง ป ญ หา
โรคติดตอ การกอการรายและอาชญากรรมขามชาติที่แฝงตัวมากับธุรกรรมทางเศรษฐกิจและการ
ทองเที่ยว จึงตองเตรียมการรองรับและสรางภูมิคุมกันใหรูเทาทันการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
(3) การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศนสงผลกระทบตอ
ความมั่นคงดานการเกษตร อาหาร และสุขภาพอนามัยของประชาชน
สภาพอากาศในหลายพื้ น ที่ ข องโลกมี ค วามแปรปรวน เกิ ด ภาวะโลกร อ น
อุณหภูมิผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 0.2 องศาเซลเซียส ตอทศวรรษ และมีอัตราเรงเพิ่มขึ้น สงผล
กระทบใหภูเขาน้ําแข็งที่ขั้วโลกละลายและระดับน้ําทะเลเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น 9-88 เซนติเมตร หลาย
ภูมิภาคของโลกเกิดการยกตัวของพื้นที่ชายฝง เนื่องจากอุณหภูมิผิวน้ําที่สูงขึ้นเกิดการขยายตัวของน้ําใน
มหาสมุทรดันรุกเขาไปในพื้นที่แผนดิน รวมทั้งเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่มีความถี่และรุนแรงมากขึ้น
เชน ภัยแลง อุทกภัย วาตภัย คลื่นความรอน แนวโนมการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกรอนใน
อนาคต คาดวาจะรุนแรงมากขึ้นและสงผลกระทบที่สําคัญ ดังนี้
(3.1) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกรอนสงผลตอ
ความปลอดภัยและมั่นคงดานการเกษตรและอาหาร โดยที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทําให
เกิดปญหาการเปลี่ยนแปลงของปริมาณและความถี่ในการตกของฝน อุณหภูมิ และน้ําเพื่อการเกษตร
เกิ ด ป ญ หาความไม มั่ น คงในเรื่ อ งน้ํ า เกิ ด ภาวะน้ํ า ท ว มและภั ย แล ง ปริ ม าณน้ํ า ฝนไม เ พี ย งพอต อ
การเกษตร แมลงศัตรูพืชแพรระบาดและมีชวงชีวิตยาวขึ้น เปนอุปสรรคตอการเพาะปลูกและการ
เจริญเติบโตของพืชหลายชนิด สรางความเสียหายกับพื้นที่และผลผลิตทางการเกษตร กอใหเกิดปญหา
ตอความปลอดภัยและความมั่นคงดานอาหาร สงผลให วิ กฤตอาหารทวี ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ใน
อนาคต ขณะที่ความขัดแยงของการปลูกพืชอาหาร และพืช พลังงานก็จะมีมากขึ้นดวย และสงผล
กระทบตอระบบนิเวศนและความหลากหลายทางชีวภาพ
(3.2) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกรอนยังสงผล
กระทบตอสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยผลกระทบทางตรงจะเกิดจากการแพรระบาดของโรค
ทั้งโรคอุบัติใหมและโรคอุบัติซ้ํา ซึ่งพาหะของโรคจะแพรพันธุไดดีและเร็วในอุณหภูมิความชื้นที่เพิ่ม
มากขึ้น โดยเฉพาะอยางยิ่งโรคมาเลเรีย โรคไขเลือดออก โรคทองรวงและโรคอหิวาตกโรค โรคฉี่หนู
ซึ่งมี พาหะมาจากยุง แมลงวัน และหนู นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังกอใหเกิด
สภาพแวดลอมที่ไมเอื้อตอการมีสุขภาพดี ทําใหประชากรกลุมเสี่ยงโดยเฉพาะกลุมเด็กและผูสูงอายุมี
โอกาสเจ็บปวยหรือเสียชีวิตได เชน การเสียชีวิตจากคลื่นความรอน การเจ็บปวยจากควันเขมาไฟปาที่
รุนแรงและแพรขยายลุกลาม ซึ่งสงผลตอระบบหายใจ ปอด และการหมุนเวียนโลหิต เปนตน

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-6แนวโนมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกรอนสงผลให
ทุ ก ฝา ยทั้ง ในระดั บ ชาติ และนานาชาติต า งตระหนัก ถึ ง ความสํ าคั ญ กํ า หนดเป นขอ ตกลงระหวา ง
ประเทศรวมกันในการปองกันแกไขปญหาดังกลาว โดยที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก
ยังเปนโอกาสสําหรับประเทศไทยในการที่จะพัฒนาเปนแหลงผลิตอาหารของโลก ซึ่งจะตองมีการ
เตรี ย มความพร อ มด า นกํ า ลั ง คนทั้ ง ภาคเกษตร อุ ต สาหกรรมเกษตร และภาคบริ ก ารที่ เ กี่ ย วข อ ง
ตลอดจนการปรับรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่สะอาด และสงเสริมนวัตกรรมที่นําไปสูการมีสวน
ชวยลดภาวะโลกรอนดวยการลดกาซเรือกระจก ขณะเดียวกันตองเตรียมการรองรับกับปญหาที่ตามมา
จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เชน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การแพรระบาดของโรคอุบัติใหมและ
การอุบัติซ้ํา ดวยการมีระบบการเตือนภัยและกลไกที่มีประสิทธิภาพ ที่สําคัญตองอาศัยการมีสวนรวมที่
เกี่ยวของจากทุกภาคสวนในทุกระดับ
(4) การรวมกลุ ม ความรว มมื อ ระหว า งประเทศมี ม ากขึ้ น โดยเฉพาะมิ ติ
ทางดานสังคมและวัฒนธรรม
ประเทศไทยมีขอผูกพันตามกรอบความรวมมือระหวางประเทศทั้งในระดับ
โลกและภูมิภาคสวนใหญเปนกรอบกติกาดานเศรษฐกิจ อาทิ องคกรการคาโลก (WTO) ความรวมมือ
ทางเศรษฐกิจระหวางเขตเศรษฐกิจ (economy) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟก (APEC) ความรวมมือ
เอเชีย (Asia Cooperation Dialogue – ACD) ที่สงเสริมการพึ่งพาอาศัยกันระหวางประเทศเอเชียใน
ทุกสาขาความรวมมือเพื่อลดปญหาความยากจน และสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต
(ASEAN) ที่จะมีการจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ใหแลวเสร็จภายในป 2563
นอกจากนี้ในระดับภูมิภาคยังมีกรอบความรวมมือระหวางไทยกับประเทศเพื่อนบานที่สําคัญ ไดแก
ความร ว มมื อ ทางเศรษฐกิ จ ในอนุ ภู มิภ าคลุ ม แม น้ํ า โขง (GMS) ความร ว มมื อ ทางเศรษฐกิ จอิ ร วดี เจาพระยา-แมโขง (ACMECS) การพัฒนาเขตเศรษฐกิจ 3 ฝาย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT)
และกรอบความร ว มมื อ ทางเศรษฐกิ จ แห ง อ า วเบงกอล (BIMSTEC) จะส ง ผลกระทบต อ การ
เปลี่ ย นแปลงสภาพสั ง คมไทยในอนาคต อั น เนื่ อ งมาจากการเคลื่ อ นย า ยแรงงานอย า งเสรี การ
เคลื่อนยายประชากรทั้งในดานการทองเที่ยวและบริการมากขึ้น รวมทั้งการเคลื่อนไหลทางวัฒนธรรม
โดยการดําเนินงานรวมกันที่สําคัญ มีดังนี้
(4.1) การพัฒนาเสนทางคมนาคมเชื่อมโยงตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจ
การอํานวยความสะดวกการขามพรมแดนของคน และสงสินคา รวมทั้งการสงเสริมการผลิต
รวมกัน ภายใตความรวมมือกับประเทศเพื่อนบานมีมากขึ้น โดยมีการพัฒนาเสนทางคมนาคม
เชื่อมโยงตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจ ที่สําคัญ ไดแก เชื่อมโยงพมา-ไทย-ลาว-เวียดนาม ตามเสนทางถนน
แนวตะวันออก-ตะวันตก ผานสะพานขามแมน้ําโขงแหงที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) เชื่อมโยงไทยพม า /ลาว-จี น ตามเส น ทางถนนแนวเหนื อ -ใต ผ า นสะพานข า มแม น้ํ า โขงที่ เ ชี ย งของ-ห ว ยทราย
เชื่อมโยงไทย-กัมพูชา-เวียดนาม ตามเสนทางถนนตอนใน (อรัญประเทศ-พนมเปญ-โฮจิมิน ซิตี้-วังเตา)
และเสนทางถนนเลียบชายทะเล (ตราด-เกาะกง-สแรแอมปล-กามู-นําเชา) เชื่อมโยงไทย-มาเลเซีย
การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-7ตามแนวถนนผานสะพานขามแมน้ําโกลกที่บานบูเกะเตา อําเภอแวง นราธิวาส กับบานบูกิตบุหงา
รัฐ กลั น ตั น ประกอบกั บ มี ก ารอํา นวยความสะดวกในกระบวนการขา มพรมแดนของคนและสินค า
ครอบคลุมดานการศุลกากร การตรวจวัดมาตรฐานและสุขอนามัยพืชและสัตว ความรวมมือตรวจปลอย
การขนสงขามพรมแดน ณ จุดชายแดนเดียว การเดินทางขามพรมแดนของประชาชนโดยใช Single
VISA การรับรองมาตรฐานแรงงานและการอํานวยความสะดวกในการเคลื่อนยายแรงงาน รวมทั้งดาน
การปรับปรุงขอมูล กฎระเบียบ มาตรการตาง ๆ ที่เอื้อและอํานวยความสะดวก ใหเกิดการระดมทุน
และการสรางเครือขายดึงดูดนักลงทุนทั้งในและตางประเทศ
นอกจากนี้การสงเสริมการผลิตรวมดานการเกษตรในรูปแบบ Contract
Farming ก็ไดมีผลชวยลดชองวางทางเศรษฐกิจ สรางงาน และเพิ่มรายไดแกประชาชนในประเทศเพื่อน
บานอยางยั่งยืน และนําไปสูการลดปญหาการหลั่งไหลของแรงงานผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบาน โดย
ในป พ.ศ. 2549-2551 พบว าช วยให เกิ ดการจ างงาน การพั ฒนาพื้ นที่ เกษตรประเทศเพื่ อนบ านถึ ง
1,177,021 ไร และชวยแกปญหาการลักลอบนําเขาสินคาเกษตรไดอยางเปนรูปธรรม
(4.2) การยกระดั บ ความร ว มมื อ ด า นการศึ ก ษา สาธารณสุ ข และ
วัฒนธรรมมีมากขึ้น โดยมุงพัฒนาทรัพยากรมนุษยเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแขงขันและ
การพัฒนาตลาดแรงงาน การจัดระบบสาธารณสุขเพี่อใหบริการกลุมเปาหมายคนจนและคนดอยโอกาส
การปองกันและควบคุมโรคติดตอในคนและสัตว เชน โรคเอดส มาลาเลีย วัณโรค ไขหวัดนก โรคซารส
เปนตน การจัดกิจกรรมเชื่อมสัมพันธระดับประชาชนเพื่อความเขาใจในวัฒนธรรม และวิถีชีวิต รวมทั้ง
การดําเนินการสงเสริมการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม
แนวโนมในอนาคตภายใตกรอบความรวมมือระหวางประเทศไทยและ
นานาประเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อนบานจะเปนกรอบความรวมมือในมิติดานสังคมมากขึ้น ทั้งเรื่องการ
พัฒนาทรัพยากรมนุษย การศึกษา สาธารณสุข วัฒนธรรม และการลดชองวางทางเศรษฐกิจสังคมของ
ประชาชน กอใหเกิดโอกาสและความรวมมือ ใหความชวยเหลือพึ่งพากันและกันในวัยตางๆ เชน การ
แลกเปลี่ยนเรียนรูทางวัฒนธรรม การกระจายรายไดจากการคา การลงทุน และการทองเที่ยว การ
เคลื่อนยายฐานการลงทุนตามศักยภาพเคลื่อนยายแรงงาน และการสรางโครงขายและวงจรทองเที่ยว
ทางวัฒนธรรมรวมกันในภูมิภาค การรวมกันแกไขประเด็นปญหารวมระหวางประเทศ ทั้งในดาน
โรคติดตอ ภัยพิบัติธรรมชาติ ปญหาความมั่นคง อาชญากรรมขามชาติ ซึ่งหากไมมีการเตรียมการ
รองรับที่ดี ก็อาจสงผลกระทบกอใหเกิดปญหาทางสังคมในหลากหลายดาน เชน ปญหาเด็กไรสัญชาติ
ปญหาแรงงานตางดาว ปญหาดานสาธารณสุขและสิ่งแวดลอม ปญหาอาชญากรรม เปนตน
(5) การเปลี่ ย นแปลงทางเทคโนโลยี ก า วกระโดด และมี ก ารผสมผสาน
เทคโนโลยีเขากับความคิดสรางสรรค ความรู และวัฒนธรรมมากขึ้น

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-8(5.1) แนวโน ม เทคโนโลยี ก า วหน า รวดเร็ ว และเป น ป จ จั ย สํ า คั ญ
ผลักดันขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีหลักที่กาวกระโดดรวดเร็ว
เปนปจจัยสําคัญในการผลักดันการเติบโตและความทันสมัยทางเศรษฐกิจในสังคมยุคใหม ที่ตองอาศัย
การผสมผสานเทคโนโลยีตาง ๆ เขากับความคิดสรางสรรค และความรูที่เหมาะสมและเชื่อมโยงตอ
ยอดกับ ภูมิปญญาทองถิ่นที่มีความเปนเอกลักษณเฉพาะใหกลายเปนการสรางมูลคาทางเศรษฐกิจและ
สังคมเพิ่มขึ้น ขณะที่การพัฒนานวัตกรรมจะทําใหเกิดการเพิ่มคุณคาของสินคาและบริการ ที่พัฒนา
ตอไปไดอยางไมหยุดยั้ง การใชประโยชนจากเทคโนโลยีดังกลาว และการเขาถึงขอมูลขาวสารความรู
ได อ ย า งกว า งขวาง จะช ว ยสร า งโอกาสการเรี ย นรู และการประยุ ก ต ใ ช เ ทคโนโลยี ที่ เ หมาะสมมา
ผสมผสานรวมกับศักยภาพที่เปนจุดแข็งของสังคมไทยในอนาคตไดตอไป
(5.2) เทคโนโลยี จ ะยิ่ ง มี บ ทบาทความสํ า คั ญ ยิ่ง ขึ้ น ในอนาคตที่ จ ะ
เปลี่ยนผานไปสูสังคมยุคหลังฐานความรู การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในอีก 20 ปขางหนามี
แนวโนม ไปสูยุคหลังสังคมฐานความรู ที่สังคมมีลักษณะเชื่อมโยงเปนเครือขาย ใหความสําคัญกับ
ระบบคุณธรรมและจริยธรรม เนนการรวมสรางสรรคทางสังคม ชวยเหลือแบงปนกัน ผูคนสามารถเขา
ไปมีสวนรวมทางสังคมมากขึ้น มีการใชความรูและนวัตกรรมเปนปจจัยหลักในการพัฒนาและการ
ผลิตมากกวาเงินทุนและแรงงานในระบบเดิม ทรัพยากรมนุษยตองเปนผูที่มีความรูและทักษะหลาย
อยาง ไดรับการศึกษาและฝกอบรมหลายดาน ทํางานไดหลากหลาย และมีการเพิ่มพูนความรูและทักษะ
ใหม ๆ ใหตนเองทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม เปนคนดี มีคุณธรรม มี
จิตสํานึกสาธารณะ นอกจากนี้ ยังมีความรวมมือระหวางองคกรเกิดเปนระบบเครือขายการทํางาน มี
ความรวมมือแลกเปลี่ยนขอมูลซึ่งกันและกันมากขึ้น

2.2

แนวโนมการเปลี่ยนแปลงจากปจจัยภายใน

(1) การเปลี่ ยนแปลงโครงสรางประชากรไทย สงผลใหประเทศไทยเปน
สั ง คมผู สู ง อายุ อ ย า งสมบู ร ณ ใ นป 2570 ซึ่ ง ประชากรส ว นใหญ ข องประเทศเป น ประชากร
ผูสูงอายุ
(1.1) ภาพรวมโครงสรางประชากรไทยในป 2570: คนไทยเกือบ 1 ใน 4
เปนผูสูงอายุ และประชากรรวมมีแนวโนมลดลง ปจจุบันประชากรไทยมีจํานวนประมาณ 66.48
ลานคน ภาวะเจริญพันธุอยูที่อัตรา 1.609 ซึ่งเปนอัตราที่ต่ํากวาระดับทดแทน สืบเนื่องจากนโยบาย
ประชากรและการวางแผนครอบครัวที่ประสบผลสําเร็จในอดีต โครงสรางประชากรจึงเปลี่ยนแปลงไป
อยางมากภายในระยะ 20 ป จากป 2513 ที่มีสัดสวนเด็ก (0-14 ป) : วัยแรงงาน (15-59 ป) :
ผูสูงอายุ (60 +) เทากับ 45.12 : 49.99 : 4.89 เปลี่ยนเปน 29.25 : 63.43 : 7.33 ในป 2533 และ
ปจจุบัน ป2551 มีสัดสวน 21.51 : 67.37 : 11. 12 จะเห็นวาประชากรวัยเด็กลดลงอยางรวดเร็วในชวง
ดังกลาว และมีแนวโนมลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่ประชากรวัยแรงงานยังเพิ่มขึ้นจนถึงป 2555 วัยแรงงาน
เริ่มมีสัดสวนที่ลดลง
การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-9ประชากร
(พันคน/(%)

2550

2560

2570

วัยเด็ก
(0-14 ป)

14,523
(21.99%)

12,429
(17.89%)

10,182
(14.41%)

วัยแรงงาน
(15-59 ป)

44,372
(67.19%)

46,335
(66.71%)

44,060
(62.38%)

วัยสูงอายุ
(60 ป+)

7,147
(10.82%)

10,691
(15.39%)

16,055
(22.73%)

(65 ป+)

4,835
(7.32%)

6,975
(10.04%)

11,155
(15.79%)

ประชากรรวม

66,041
(100%)

69,455
(100%)

70,640
(100%)

ที่มา : การคาดประมาณประชากรประเทศไทย 2543-2573 สศช.

ส ว นประชากรผู สู ง อายุ มี แ นวโน มเพิ่ ม ขึ้ น เรื่ อ ยๆ และจะมี สั ด ส ว น
มากกวากลุมวัยเด็กตั้งแตป 2563 เปนตนไป เนื่องจากความเจริญกาวหนาของวิทยาการทางการแพทย
ทําใหอายุคาดหมายเฉลี่ยของคนจะยืนยาวขึ้นทั้งชายและหญิง โดยในชวงป 2548-2553 ประชากรชาย
มีอายุคาดหมายเฉลี่ย 70.59 ป หญิง 77.54 ป เพิ่มขึ้นเปนชาย 73.28 ป หญิง 80.10 ป และชาย
75.96 ป หญิง 82.66 ป ในชวงป 2558-2563 และ ป 2568-2673 ตามลําดับ
ไทยกําลังผานพนชวงโอกาสจากการปนผลทางประชากร โครงสราง
ในอนาคตวัยประชากรวัยทํางานจะตองแบกรับผูสูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น
Pyramid of Thai Population
2513

2552

2570

75+
70-74
65-69
60-64
55-59
50-54
45-49
40-44
35-39
30-34
25-29
20-24
15-19
10-14
5-9
0-4

75+
70-74
65-69
60-64
55-59
50-54
45-49
40-44
35-39
30-34
25-29
20-24
15-19
10-14
5-9
0-4

75+
70-74
65-69
60-64
55-59
50-54
45-49
40-44
35-39
30-34
25-29
20-24
15-19
10-14
5-9
0-4

Aging Population

Demographic Dividend

Baby Boom
2513

2552

2570

อัตราสวนการเปนภาระ F วัยแรงงานตอผูสูงอายุ
2550

วัยแรงงาน 6 คน
ตอผูสูงอายุ 1 คน

2560

2570

วัยแรงงาน 4 คน
ตอผูสูงอายุ 1 คน

วัยแรงงาน 3 คน
ตอผูสูงอายุ 1 คน

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-10ประเทศไทยกํ า ลั ง ก า วสู สั ง คมผู สู ง อายุ อ ย า งรวดเร็ ว โดยมี เ วลา
เตรียมการประมาณ 20 ป เทานั้น เมื่อมองไปในป 2570 สังคมไทยเขาสูสังคมผูสูงอายุแลว โดยคน
ไทยเกือบ 1 ใน 4 จะเปนผูสูงอายุ โดย สัดสวนประชากรวัยเด็ก : วัยแรงงาน : ผูสูงอายุ (60 +) จะเปน
14.41 : 62.86 : 22.73 สงผลใหอัตราสวนภาระพึ่งพิงของประชากรผูสูงอายุเพิ่มขึ้นจากรอยละ 16.11
ป ในป 2550 เปนรอยละ 23.07 ป 2570 นอกจากนี้ ยังพบวาจํานวนประชากรรวมของประเทศจะ
เริ่มลดลงหลังป 2568 เปนตนไป จากที่เคยเพิ่มขึ้นโดยตลอดจาก 31.731 ลานคน ในป 2513 เปน
54.528 ลานคน และ 66.482 ลานคนในป 2533 และ 2551 ตามลําดับ โดยเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง
จนถึงป 2568 มีจํานวนประชากรสูงสุดจํานวน 70.651 ลานคน หลังจากนั้นประชากรรวมจะเริ่ม
ลดลง เหลือ 70.640 ลานคน ในป 2570 และมีแนวโนมขยับลดลงไปเรื่อย ๆ
(1.2) การเปลี่ ย นแปลงโครงสร า งประชากรแต ล ะกลุ ม วั ย ในช ว งป
2551-2570 สงผลกระทบตอการพัฒนาประเทศทั้งดานเศรษฐกิจ สังคม ทั้งในเชิงที่เปนโอกาส
ของการพัฒนาและในทางตรงขามหากประเทศไทยขาดการเตรียมความพรอมก็จะเปนปจจัยฉุดรั้งการ
เจริญเติบโตของประเทศ โดยมีประเด็นสําคัญที่ตองใหความสําคัญ ดังนี้
ประชากรวัยเด็ก (0-14 ป)
มีแนวโนมลดลงจากรอยละ 21.51 ป 2551 เปนรอยละ 14.41 ป 2570 สงผลตอ
(1) การกําหนดนโยบายและการลงทุนดานการศึกษาที่ตองมีการปรับขนาด ประเภท ปริมาณ
นักเรียนแตละชั้นแตละระดับ ตลอดจนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา เพื่อนําไปสู
การใชงบประมาณอยางมีประสิทธิภาพ
(2) โอกาสในการพัฒนาเด็กและเยาวชนใหมีคุณภาพและทั่วถึงมากขึ้นทั้งในดาน IQ, EQ, MQ และ
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
(3) การเพิ่มโอกาสเขาถึงการศึกษาในระดับสูงใหกวางขวางหลากหลาย โดยเฉพาะสาขาที่เปน
ความตองการของประเทศ
ประชากรวัยแรงงาน (15-59 ป)
มีแนวโนมลดลงเชนกันจากรอยละ 67.37 ป 2551 เปนรอยละ 62.86 ป 2570 ขณะที่คนกลุมนี้เปน
แกนหลักสําคัญตอการพัฒนาที่จะชวยเพิ่มผลผลิตของประเทศ ประชากรวัยแรงงานตองรับภาระ
เพิ่มขึ้นจากประชากรวัยแรงงาน 6.9 คน ดูแลผูสูงอายุ 1 คน ป 2543 เปนประชากรวัยแรงงาน 2.8
คน ดูแลผูสูงอายุ 1 คน ป 2570 กําลังแรงงานที่ลดลงจะสงผลตออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่ง
หลายประเทศพบวา การที่ประเทศมีจํานวนแรงงานลดลงจะสงผลใหมีการลดลงของผลิตภัณฑมวล
รวมของประเทศ (GDP) นอกจากวาผลิตภาพแรงงานจะเพิ่มขึ้นเร็วกวาอัตราการลดลงของกําลัง
แรงงาน ดังนั้น การพัฒนาประเทศใหเจริญเติบโตและแขงขันไดจึงตองใหความสําคัญกับการพัฒนา
คนโดยเฉพาะกําลังแรงงานใหมีผลิตภาพสูง ควบคูไปกับการดําเนินการดานนโยบายอื่นประกอบกัน
อาทิ การปรับโครงสรางภาคการผลิต การนําเทคโนโลยีมาใชในการผลิต เพื่อใหสอดรับกับปริมาณ
และคุณภาพแรงงานที่ตองเปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน ในสวนของภาคการผลิตและบริการของ
ประเทศตองปรับตัวเพื่อรองรับอุปสงคตอสินคาและบริการของประชากรสวนใหญที่จะมีอายุสูงขึ้นใน
อนาคต

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-11ประชากรวัยสูงอายุ (60 ปขึ้นไป)
มีแนวโนมเพิ่มขึ้นเทาตัวทุกชวงอายุ โดยผูสูงอายุแบงออกเปน 3 กลุม คือ (1) กลุมผูสูงอายุที่
พึ่งตนเองได (Independent Elderly) (60-69 ป) มีสัดสวนมากที่สุดของประชากรวัยสูงอายุ รอยละ
58.08 (2) กลุมที่พอชวยเหลือตนเองได (Semi-independent Elderly อายุ 70-79 ป) มีสัดสวน
รองลงมา รอยละ 32.05 และ (3) กลุมที่ตองการความชวยเหลือ (Dependent Elderly อายุตั้งแต 80
ป ขึ้นไป) มีขนาดเล็กที่สุด รอยละ 9.87
การเปลี่ยนแปลงโครงสรางประชากรสูสังคมสูงอายุกอใหเกิดโอกาสในการพัฒนา โดยผู
เกษียณอายุที่ มีศักยภาพทั้ งภาครัฐ เอกชน ปราชญชาวบานในชุมชนท องถิ่ นที่มีประสบการณ
ความรู ความสามารถ จะเปนทรัพยากรบุคคลที่สําคัญในการรวมกันพัฒนาประเทศในมิติตาง ๆ
ขณะเดียวกันอาจกอใหเกิดขอจํากัดที่ตองเตรียมการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งจากภาระ
คาใชจายภาครัฐที่จะสูงขึ้นอยางตอเนื่องในการดูแลกลุมผูสูงอายุดานตาง ๆ กลาวคือ
(1) การพั ฒ นาการเรี ย นรู ป จ จุ บั น มี ผู สู ง อายุ ป ระมาณร อ ยละ 80 จบการศึ ก ษาระดั บ
ประถมศึกษาปที่ 4 หรือไมไดรับการศึกษา
(2) การสงเสริมการจางงาน มีผูสูงอายุเพียงรอยละ 30 ที่มีงานทํา
(3) ดานสาธารณสุข ดูแลผูสูงอายุที่เจ็บปวยดวยกลุมโรคเรื้อรัง เชน มะเร็ง โลหิตจาง ไต
วาย เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ซึ่งเปนโรคที่มีคาใชจายสูง โดยมีการประมาณการในชวงป
2540 – 2554 คาใชจายในสวนนี้จะเพิ่มขึ้น 2.5 เทา1 จาก 14,340.9 ลานบาท เปน 35,549.7 ลานบาท
(4) ปญหากลุม ผูสูงอายุที่ยากจนและไรทพี่ ึ่งโดยเฉพาะในเขตชนบท ซึ่งคาดวาจะมีจํานวน
มากที่ตองมีการจัดสวัสดิการและระบบการดูแลคุมครองใหเหมาะสม
(2) ความเป นเมื องมี แนวโน มสู งขึ้ นจากความก าวหน าของระบบโครงสร าง
พื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการคมนาคม สงผลกระทบตอการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเปนอยู
(2.1) ประชาชนในเขตเมืองเพิ่ มมากขึ้ นในทุ กภูมิภาคของประเทศ
ปจจุบันสัดสวนประชากรเมืองของประเทศไทยมีประมาณรอยละ 32.99 กรุงเทพฯมหานครเปนเขต
เมืองทั้งหมด รองลงมาคือปริมณฑลมีประชากรในเขตเมืองรอยละ 70.2 ภาคตะวันออกรอยละ 34.7
โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีประชากรในเขตเมืองนอยที่สุด คือ รอยละ 17.1 ทั้งนี้ สังคมไทยจะมี
แนวโนมเปนสังคมเมืองมากขึ้นเนื่องจากความเจริญกาวหนาของระบบโครงสรางพื้นฐาน การจัดระบบ
บริการสังคม เทคโนโลยี ระบบเครือขายการคมนาคม และการโยกยายแรงงานจากภาคเกษตรไปสู
ภาคอุตสาหกรรมและบริการ โดยในชวง 20 ปขางหนา คาดวาจะมีประชากรเมืองรอยละ 35.69 ใน
ป 2570 และประชากรในเขตเมืองจะเพิ่มขึ้นทุกภาค ปริมณฑลจะกลายเปนเขตเมืองอยางสมบูรณ
ตั้งแตป 2566 ขณะที่ภาคตะวันออกจะมีการเพิ่มของประชากรในเขตเมืองสูงมากขึ้นกวาภาคอื่น ๆ คือ
จากรอยละ 34.7 ในป 2551 เปนรอยละ 42.9 ในป 2570

1

จากงานศึกษาวิจัยของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ที่ประมาณการคาใชจายในการรักษาสุขภาพผูสูงอายุในชวงเวลา 15 ป (2540-2554)
การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-12(2.2) การขยายตั ว ของเมื อ งจะส ง ผลกระทบต อ ชนบทและการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดํารงชีวิตและปฏิสัมพันธของคนในชุมชนทั้งในเมืองและชนบท
แนวโน ม ของความเป น เมื อ งจะส ง ผลต อ รู ป แบบการใช ชี วิ ต และ
ปฏิสัมพันธทางสังคมที่เปลี่ยนไปจากสังคมเครือญาติที่มีแตความเอื้อเฟอเผื่อแผชวยเหลือเกื้อกูลกันไป
เปนแบบตางคนตางอยูหรือมีการรวมกลุมในรูปแบบอื่น ๆ มากขึ้น เชน กลุมอาชีพ กลุมธุรกิจ และ
กลุมกิจกรรม วัฒนธรรมและภูมิปญญาทองถิ่นอาจถูกกลืนหายไป หรือมีการผสมผสานระหวาง
วัฒนธรรมเกากับใหม จนกลายเปนวัฒนธรรมเฉพาะกลุมเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังกอใหเกิดชุมชนแออัด
เสื่อมโทรมตามชานเมืองของเมืองใหญๆ ซึ่งมีนัยสําคัญตอการเพิ่มขึ้นของคนจนในเมืองที่จําเปนตอง
ไดรับการดูแ ลใหมีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น จากผลกระทบตอสุขภาพอนามัย และผลิตภาพของบุค คล
อัน เนื่องมาจากสิ่งแวดลอม มลพิษ และที่อยูอาศัยที่ไมถูกสุขลักษณะอนามัย ขณะเดียวกัน ประชาชน
ที่อยูในชนบทมีแนวโนมที่จะมีวิถีชีวิตแบบคนเมือง ทั้งการอุปโภคบริโภคมากขึ้น เนื่องดวยอิทธิพล
จากสื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
(3)

สถาบันครอบครัวมีแนวโนมออนแอและมีสัมพันธภาพที่เปราะบางมากขึ้น

ในอดีตครอบครัวในสังคมไทยมีเอกลักษณโดดเดนที่มีระบบเครือญาติและ
สายใยผูกพันมาชานาน มีสมาชิกในครอบครัวอยางนอย 3 รุน ไดแก รุนปูยาตายาย รุนพอแม พี่ปานาอา
และรุนลูกหลาน มีการตัดสินใจรวมกันดวยความรัก ความเขาใจและเหตุผล และรูจักการใหอภัยกัน แต
ปจจุบันเริ่มมีแนวโนมเปลี่ยนแปลงไปอยางชัดเจน ทั้งดานโครงสรางรูปแบบและสัมพันธภาพของ
ครอบครัว
(3.1) โครงสรางครอบครัวมีลักษณะเปนครอบครัวเดี่ยวและมีรูปแบบ
ที่มีความหลากหลายมากขึ้น สมาชิกในครอบครัวมีจํานวนนอยลง มีรูปแบบครอบครัวที่หลากหลาย
เชน ครอบครัวที่พอหรือแมเลี้ยงลูกคนเดียวตามลําพัง ครอบครัวอุปการะชั่วคราว ครอบครัวที่อยูคน
เดียว ครอบครัวทดแทนถาวร ครอบครัวที่เปนญาติ/พี่นองกัน ครอบครัวที่เปนเพื่อนกัน ครอบครัวที่
คูครองเปนเพศเดียวกัน เปนตน นอกจากนี้หัวหนาครัวเรือนที่เปนผูหญิงก็มีแนวโนมเพิ่มขึ้น จาก
รอยละ 19.4 ในป 2533 เปนรอยละ 30.4 ในป 2549 เปนผลสืบเนื่องจากการที่สตรีอยูเปนโสดมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงของโครงสรางรูปแบบของครอบครัวมีสวนทําใหผูสูงอายุตองใชชีวิตอยูในครอบครัว
ขนาดเล็ก หรือจําเปนตองใชชีวิตโดยลําพังมากขึ้นกวาในอดีต และสงผลตอความออนแอของสถาบัน
ครอบครัว ครอบครัวที่สตรีไรคูตองดูแลเด็กตามลําพัง จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปญหาในดานตางๆ
โดยเฉพาะครอบครัวยากจนที่มีสมาชิกที่เปนเด็กหรือผูสูงอายุหรือคนพิการอยูในครอบครัวหลายคน
ขณะที่ครอบครัวฐานะปานกลางในเขตเมืองมักจะมีปญหาพอแมไมมีเวลาใหลูก ทําใหเด็กขาดความ
อบอุนและหาทางออกของชีวิตอยางผิดๆ เชน ติดยาเสพติด มีเพศสัมพันธกอนวัยอันควร

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-13(3.2) สัมพันธภาพของครอบครัวมีความเปราะบางและมีแนวโนมที่จะ
แยกกันอยูมากขึ้น ในชวงป 2544-2549 อัตราการจดทะเบียน ไดลดลงจากรอยละ 18.89 คูตอพัน
ครัวเรือนในป 2544 เปนรอยละ 18.26 คู ในป 2548 กอนที่จะเพิ่มขึ้นเปน 19.68 คูในป 2549 ยังมีคู
สมรสอีกสวนหนึ่งที่ไมไดจดทะเบียนสมรส ขณะที่ปญหาครอบครัวที่คูสมรสแยกกันอยูมีความรุนแรง
เพิ่มขึ้นเปนลําดับ จากการที่สังคมไทยประสบปญหาวิกฤติคานิยม จริยธรรมและพฤติกรรม เชื่อมโยง
ถึงการดําเนินชีวิต ความประพฤติ ความคิด ทัศนคติและคุณธรรมของผูคนในสังคม นําไปสูความ
ออนแอของครอบครั ว ที่นับวันปญหาครอบครัวจะมีความยุงยากซับซอนในการปองกันและแกไข
โดยเฉพาะอยางยิ่งปญหาดานความประพฤติที่ขาดศีลธรรมและความรับผิดชอบในการทําบทบาท
หนาที่ของคูสมรส ทําใหคูสมรสขาดความไววางใจซึ่งกันและกัน นําไปสูการขัดแยงทํารายกันทั้งดาน
รางกายและจิตใจของคูสมรสและสมาชิกในครอบครัว เปนสาเหตุใหคูสมรสตองแยกกันอยูหรือหยาขาด
จากกัน ดังจะเห็นไดจากอัตราการจดทะเบียนหยาซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 4.4 คูตอพันครัวเรือนในป 2544 เปน
4.9 คูตอพันครัวเรือนในป 2549 และมีแนวโนมนี้จะเพิ่มมากขึ้นอีก
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสราง รูปแบบและสัมพันธภาพ
ของครอบครัว จากสถานการณดังกลาว คาดวาในอีก 20 ขางหนา ครอบครัวไทยจะมีขนาดที่เล็กลง
เปนครอบครัวเดียว และมีรูปแบบที่หลากหลาย โดยเฉพาะรูปแบบของครอบครัวที่อยูลําพังคนเดียว
และครอบครัวที่อยูดวยกันแบบไมใชญาติ ครอบครัวที่มีสมาชิกรุนอายุเดียวกัน สองรุนและรุนกระโดด
(ปูยาตายาย-หลาน)สงผลใหการปฎิสัมพันธของคนตางวัยในครอบครัวขาดหายไป ครอบครัวขาด
ความอบอุน และไมสามารถทําหนาที่ในการปลูกฝงคานิยมและความเชื่อที่ดีงามใหแกสมาชิก นําไปสู
ปญหาสังคมมากขึ้น ประกอบกับ ความกาวหนาของเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารจะทําให
โอกาสที่ครอบครัวจะอยูรวมกันและทํากิจกรรมตางๆ รวมกันลดนอยลง ความเปนปจเจกบุคคลจะมี
มากยิ่งขึ้น บทบาทของสถาบันของสังคมก็จะสัมพันธเกี่ยวของกับครอบครัวและสมาชิกในครอบครัว
มากขึ้น โดยเฉพาะสื่อจะมีอิทธิพลตอการบมเพาะและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนมากขึ้น
(4)
ชุ ม ชนและท อ งถิ่ น จะทวี บ ทบาทสํ า คั ญ ยิ่ ง ขึ้ น และมี ส ว นร ว มใน
กระบวนการพัฒนามากขึ้น
(4.1) ชุมชนและทองถิ่นมีบทบาทสําคัญในกระบวนการพัฒนามาอยาง
ตอเนื่อง ชุมชนและทองถิ่นเปนพื้นที่ที่มีการรวมตัวของคนในชุมชน มีระบบความสัมพันธเชื่อมโยงกันทั้ง
ในด า นเศรษฐกิ จ สั ง คม วั ฒ นธรรม มี ก ารดํ า เนิ น วิ ถี ชี วิ ต บนฐานทรั พ ยากรภู มิ ป ญ ญาที่ มี เ อกลั ก ษณ
วัฒนธรรม มีความเอื้ออาทรพึ่งพาชวยเหลือกันและกัน นอกจากนี้ชุมชนและทองถิ่นยังเปนสถาบันทาง
สังคมที่มีบทบาทการมีสวนรวมในการพัฒนาทุกมิติ ซึ่งที่ผานมาภายใตนโยบายการกระจายอํานาจสู
ทองถิ่นไดดําเนินการเตรียมความพรอมขององคกรปกครองสวนทองถิ่นใหสามารถปฏิบัติงานอยางมี
ประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในดานการบริหารจัดการ ระบบการวางแผน ระบบงบประมาณ การคลัง และ
กลไกการบริหารงานใหพรอมรับการถายโอนภารกิจในดานตางๆ รวมทั้งมีการดําเนินการที่มุงเสริมสราง
ความเขมแข็งของชุมชนมาอยางตอเนื่องกวาทศวรรษ สงผลใหชุมชนตื่นตัว เกิดการรวมกลุมและมีการ
เรียนรูรวมกัน สามารถจัดการกับปญหาชุมชนไดในระดับหนึ่ง ทั้งที่เกิดจากการเรียนรูของชุมชนเอง และ
การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-14จากการเรียนรูจากชุมชนอื่นที่ประสบความสําเร็จในการจัดการกับปญหาโดยใชกระบวนการชุมชนเขมแข็ง
ที่ใหคนในชุมชนเปนหลัก โดยการคิดและลงมือทํา มีการจัดการความรูในชุมชน และการหนุนเสริมจาก
ทองถิ่นและภาคสวนตางๆ ที่เกี่ยวของ เกิดเปนชุมชนตนแบบที่มีความเขมแข็งเปนแบบอยางเพื่อเรียนรู
และประยุกตใชกระจายอยูทั่วในทุกภูมิภาคของประเทศ
(4.2) แนวโนมบทบาทความสําคัญของชุมชนทองถิ่นจะมีบทบาทหลัก
รวมขับเคลื่อนและพัฒนาแกไขปญหาในทุกมิติอยางบูรณาการ เมื่อพิจารณาแนวโนมในระยะ
ตอไปจากนโยบายการกระจายอํานาจสูทองถิ่นและตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร
ไทย พ.ศ. 2550 ที่ชุมชนและทองถิ่นจะเขามามีบทบาทหลักในกระบวนการพัฒนาและจัดบริการทาง
สังคมเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลมีบทบาทเปนเพียงผูสงเสริมและสนับสนุน โดยมีแนวโนมในการใหอิสระดาน
การบริหารระบบงบประมาณแกทองถิ่น เพื่อใหทองถิ่นสามารถนําไปใชใหสอดคลองกับสภาพปญหา
เกิดการบูรณาการแผนงานและการทํางานรวมกันระหวางหนวยงานตางๆ ในพื้นที่ ชุมชนจะกลายเปน
กลไกสําคัญที่จะสรางโอกาสการพัฒนาทองถิ่นในทุกมิติ รวมทั้งจะเปนตัวเชื่อมระหวางภาครัฐและ
ประชาชนในทองถิ่นซึ่งจะชวยใหเกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาที่นําไปสูความยั่งยืนตอไป

3 สภาพสังคมไทยที่พึงปรารถนา
จากแนวโนมการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและสังคมไทย ประเทศไทยตองเผชิญกับขอจํากัด
และภัยคุกคามมากมาย ขณะที่พัฒนาการของกระบวนการพัฒนาประเทศในชวง 5 ทศวรรษที่ผานมา
ประเทศไทยได สั่ งสมศั กยภาพและโอกาสหลายประการที่ จะใช เป นป จจั ยพื้ นฐานในการรั บมื อกั บ
ขอจํากัดและภัยคุกคามตาง ๆ เพื่อใหไดสังคมเขมแข็งที่การพัฒนาประเทศมีโครงสรางทั้งทางเศรษฐกิจ
และสังคมสมดุล ยั่งยืน มุงสูการพัฒนาอยางมีคุณภาพทุกมิติ ควบคู กับการสรางความเปนธรรมใน
สังคม เปนสังคมที่มั่นคงมีสันติสุข มีการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ดี กาวตามโลกไดอยาง
รูเทาทันและอํานวยประโยชนตอคนสวนใหญของประเทศ โดยมีลักษณะเปนสังคมที่พึงปรารถนา ดังนี้

3.1

คนไทยมี ค วามรู ความสามารถและทั ก ษะชี วิ ต ที่ ดี ใฝ รู ไวต อ การ

เปลี่ ย นแปลงที่ เ กิ ด ขึ้ น ทั้ ง ภายในประเทศและต า งประเทศ และสามารถปรั บ ตั ว ได มี ทั ศ นคติ
ขยันหมั่นเพียร มีความอดทนมุงมั่นในการทํางานใหประสบความสําเร็จ มีคานิยมในการสรางงาน สราง
รายได และการเก็บออม มีคุณธรรมนําความรู มีจิตสาธารณะที่คํานึงถึงสวนรวมกอนสวนตน มีรสนิยม
การเสพย ศิ ล ปะรู ป แบบต า งๆ มี สุ ข ภาพ กาย จิ ต สติ ป ญ ญา คุ ณ ธรรม จริ ย ธรรม มี วิ นั ย มี ค วาม
รับผิดชอบ มีทักษะความรอบรู ไดรับการพัฒนาอยางเหมาะสมในแตละชวงอายุ

3.2

ครอบครัวมีความรักความอบอุน มีสัมพันธภาพที่ดี ทําหนาที่ดูแลความ

ต อ งการและพั ฒ นาคุ ณ ภาพของสมาชิ ก ได อ ย า งเข ม แข็ ง เสริ ม สร า งค า นิ ย มที่ ดี ใ ห แ ก ส มาชิ ก ใน
ครอบครัว หัวหนาครอบครัวสามารถเปนตัวแบบที่ดีแกสมาชิก

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-15-

3.3

ชุมชนมีความเอื้ออาทร พึ่งตนเองได มีการรวมกลุมอยางเขมแข็ง สามารถ

ปรับ ตัว พรอมรับการเปลี่ยนแปลง มีบทบาทในการพัฒนาและจัดการปญหาดวยตนเอง สามารถ
จัดบริการพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม ดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม อนุรักษ สืบ
ทอดใชประโยชนวัฒนธรรมภูมิปญญาทองถิ่น และมีความมั่นคงดานอาหาร

3.4

สังคมมีความปลอดภัยและมั่นคง ดวยปจจัยพื้นฐานและบริการสาธารณะที่มี

คุณภาพและพอเพียง เกื้อหนุนการสรางสังคมไทยใหเขมแข็ง มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน
ปลอดจากอบายมุข ยาเสพติด มีความหลากหลายทางทรัพยากรธรรมชาติและการใชประโยชนอยาง
ยั่งยืน มีความมั่นคงดานอาหารและพลังงาน ประเทศไทยสามารถพึ่งตนเอง มีความสมดุลของการ
พัฒนาทั้งดานเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดลอมตามภูมิสังคม

3.5 ประเทศไทยเป น หุ น ส ว นการพั ฒ นากั บ ประเทศเพื่ อ นบ า นและอนุ
ภูมิภาค ทั้งในดานวัฒนธรรม การศึกษา สุขภาพ แรงงาน และความรวมมือทางดานความมั่นคงทาง
เศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร การปองกันภัยพิบัติ

4 ประเด็นยุทธศาสตรการพัฒนาที่สําคัญ
ในชวง 20 ปขางหนา สถานการณและแนวโนมของวิกฤตการณตางๆ เกิดขึ้นทั่วโลก ไดสง
สัญญาณอยางชัดเจนและรุนแรง ตั้งแตการเปลี่ยนแปลงโครงสรางประชากรโลก และภาวะความเปน
เมืองที่มีแนวโนมขยายตัวมากขึ้น การเคลื่อนยายแรงงานโดยเสรีและทั้งความรวมมือดานเศรษฐกิจ
และสังคม ระหวางประเทศตางๆ ในโลกและในภูมิภาค กอใหเกิดการเลื่อนไหลของเทคโนโลยีและ
นวัตกรรมอยางไรพรมแดน ขณะที่ภาวะโลกรอนมีผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้นตอการเปลี่ยนแปลงทาง
ธรรมชาติ จนอาจสงผลถึงความมั่นคงของอาหารและพลังงาน
จากศั ก ยภาพของคนไทยและจุด แข็ง ของประเทศ ทํ า ให เ ปน โอกาสดี ที่ ป ระเทศไทยจะใช
ประโยชนจากแนวโนมการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งโอกาสจากการที่สังคมโลกเปนสังคม
ผูสูงอายุ และความรวมมือระหวางประเทศ ขณะที่ทิศทางทั่วโลกมุงพัฒนายกระดับตนเองกาวเขาสูยุค
หลังสังคมฐานความรู (Post Knowledge-Based Society) ซึ่งนอกจากจะตองแขงขันกันที่ความรู
ขอมูล เทคโนโลยีความสามารถในการจัดการและนวัตกรรมใหม ๆ แลว สังคมจะมีลักษณะเชื่อมโยง
เปนเครือขาย เปนสังคมที่ใหความสําคัญกับทุนทางสังคม การชวยเหลือแบงปนกัน มีระบบคุณธรรม
จริยธรรม รวมทั้งใหความสําคัญกับภูมิปญญามหาชนมากกวาทรัพยสินทางปญญา ซึ่งสถานการณ
ดังกลาวลวนเปนประเด็นที่ทาทายความสามารถในการผสมผสานจุดแข็งและโอกาสเพื่อรองรับภัย
คุกคามและขอจํากัดตาง ๆ ที่คาดวาจะเกิดขึ้น
ดังนั้น เพื่อใหการพัฒนาประเทศ และโครงสรางสังคมไทยเปนไปอยางสมดุล มีคุณภาพ และ
ยั่งยืน นําไปสูสังคมที่พึงปรารถนา จึงเสนอประเด็นยุทธศาสตรที่สําคัญ 4 ประเด็น ไดแก
การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-16-

4.1 การปรับโครงสรางทางสังคมรองรับการเปลี่ยนแปลงและเชื่อมโยงกับ
การปรับโครงสรางทางเศรษฐกิจ โดย
(1) ปฏิรูปโครงสรางการลงทุนดานสังคม เนื่องจากแนวโนมการเปลี่ยนแปลง
ในอนาคต โดยเฉพาะโครงสรางประชากร ประเด็นความมั่นคงและความปลอดภัยดานอาหาร รวมทั้ง
ประเด็นการเสริมสรางเครือขายความรวมมือระหวางประเทศ สงผลใหสังคมไทยตองออกแบบบริการ
และกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมใหม ใหสอดคลองกับประชากรแตละชวงวัยอยางเหมาะสม เนน
การลงทุนโครงสรางพื้นฐานทางปญญาทั้งระบบ การจัดบริการสาธารณะที่ไดมาตรฐานทั้งสวัสดิการ
สังคม สุขภาพ การศึกษาและการเรียนรู ที่ตองคํานึงถึงความหมายของการลงทุนทางสังคมในบริบท
กระบวนการงบประมาณใหเพียงพอ คุมคา และมีประสิทธิภาพในการลงทุน
(2) กําหนดนโยบายประชากรใหมีโครงสร างที่สมดุ ลมี คุณภาพและมี การ
กระจายตัวที่สอดคลองกับศักยภาพและโอกาสของพื้นที่ ดวยมาตรการเชิงคุณภาพทีห่ ลากหลายและ
เชื่อมโยง เชน การสงเสริมการเกิดที่มีคุณภาพ การรักษาระดับภาวะเจริญพันธุใหอยูในระดับทดแทน การ
ใชวิทยาศาสตรการกีฬาเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสรางรางกาย ควบคูกับการสนับสนุนการกระบวนการพัฒนา
ที่กระจายความเจริญไปสูภูมิภาค เพื่อสงผลตอการกระจายตัวประชากรที่เหมาะสม เปนตน
(3) การเพิ่มผลิตภาพของสังคมไทยอยางเปนระบบ โดยเสริมสรางบทบาท
ครอบครัว ชุมชน ศาสนสถาน ใหเขมแข็ง มีสัมพันธภาพที่ดี สรางคานิยมใหสังคม หนวยงาน และ
องคกรทุกระดับ มีความไววางใจ ความรวมมือรวมใจ การทํางานเปนเครือขาย และเอื้อตอการพัฒนา
คนทุกชวงวัย เพิ่มความสามารถทางนวัตกรรมของประเทศ บูรณาการกระบวนการผลิตสินคาและ
บริการ ดวยคุณคาของวัฒนธรรม ความเปนไทย และความโอบออมอารี ตลอดจนการสงเสริมการออม
เพื่อสรางหลักประกันทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตในรูปแบบตาง ๆ
(4) การพั ฒ นาสภาพแวดล อ มให เ หมาะสม มี ค วามน า อยู แ ละมี ค วาม
ปลอดภัยในชีวิต ทรัพยสิน เนนการจัดแหลงนันทนาการที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมและสอดคลอง
กับวิถีชีวิตของชุมชน การปองกันและแกไขปญหายาเสพติดและอาชญากรรมในรูปแบบตาง ๆ ที่
เปลี่ ย นแปลงตามสภาพเศรษฐกิ จ สั ง คมและความก า วหน า ทางเทคโนโลยี รวมทั้ ง การเสริ ม สร า ง
กระบวนการยุติธรรมแบบบูรณาการ และการใชกระบวนการยุติธรรมทางเลือกอยางจริงจัง และการ
สรางระบบเฝาระวังและเตือนภัยรวมกันในเรื่องที่เปนเงื่อนไขสําคัญ ๆ เชน การแพรระบาดของโรค
อุบัติใหม โรคอุบัตซิ ้ํา ภัยพิบัติจากธรรมชาติ เปนตน
(5) ปรับบทบาทของกลไกตั้งแตระดับชาติจนถึงระดับหมูบานใหสามารถ
ดําเนินการพัฒนาอยางมีเอกภาพ สามารถจัดการตัวเองไดอยางคลองตัว กําหนดภารกิจที่ชัดเจนใน
ระดับชาติ ระดับภูมิภาค ระดับจังหวัดใหเปนหนวยหลักในการอํานวยการและประสานการพัฒนา
เชื่อมโยงและบูรณาการระหวางระดับชาติและสวนกลาง กับทองถิ่น อําเภอ ตําบลและหมูบานที่เปน
หนวยปฏิบัติหลักในกระบวนการพัฒนาแบบมีสวนรวมกับภาคประชาชนทุกขั้นตอน

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-17-

4.2

การสงเสริมสถาบันครอบครัวและชุมชนในกระบวนการพัฒนา
(1)

การพัฒนาและเสริมสรางบทบาทสถาบันครอบครัว ประกอบดวย

(1.1) การพัฒนาบทบาทของสถาบันครอบครัวในการเปนพลังสราง
สังคมที่มีคุณภาพ เนนใหสมาชิกในครอบครัวยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเปนแนวทางในการ
ดําเนินชีวิต ควบคูกับการพัฒนาความรูและศักยภาพของสมาชิกในครอบครัวใหเปนสถาบันหลักทํา
หน า ที่ ใ นการปลู ก ฝ ง ค า นิ ย มที่ ถู ก ต อ ง เสริ ม สร า งระเบี ย บวิ นั ย และสร า งจิ ต สํ า นึ ก สาธารณะ การ
เสริมสรางความสัมพันธที่ดีภายในครอบครัว เครือขายครอบครัวและชุมชนบนพื้นฐานวัฒนธรรมที่
ชวยเหลือเกื้อกูลและเอื้ออาทรตอกัน รวมทั้งการสงเสริมบทบาทองคกรปกครองสวนทองถิ่นในการ
หนุนเสริมกิจกรรมเพื่อการพัฒนาครอบครัวอยางตอเนื่อง
(1.2) การสรางระบบและกลไกการบริหารจัดการใหเกื้อหนุนการสราง
ครอบครัวเขมแข็ง ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ โดยใหความสําคัญกับการสรางเครือขายการ
ทํางานของภาคีตาง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองคกรชุมชนในการจัดบริการแกครอบครัวแบบ
เบ็ดเสร็จ ปฏิรูประบบกฎหมายครอบครัวใหสอดคลองกับสถานการณที่เปลี่ยนแปลงไป การบูรณาการ
และเผยแพรความรูดานกฎหมายครอบครัวผานสถาบันการศึกษาและสื่อในทุกรูปแบบ รวมทั้งการ
สนับสนุนการศึกษาวิจัยพัฒนาองคความรูเพื่อพัฒนาครอบครัว ที่เขมแข็งอยางยั่งยืน
(2) การเพิ่มบทบาทชุมชนให เปนกลไกหลั กในการแก ปญหาและจัดการ
ชุมชนดวยตนเอง บนพื้นฐานของทุนและความหลากหลายที่ชุมชนมีอยู เนน
(2.1) การพัฒนากลไกประสานความรวมมือระหวางหนวยงาน และ
ภาคีตาง ๆ ในระดับพื้นที่ ใหสามารถทํารวมกันไดอยางมีประสิทธิภาพ เกิดความคุมคา และเนน
การมีสวนรวมของประชาชนในการพัฒนาอยางตอเนื่องผานกระบวนการบริหารจัดการชุมชนและการ
สรางเครือขายการพัฒนาอยางสมดุล เพื่อไปสูเปาหมายของการพึ่งพาตนเองไดอยางเขมแข็งและยั่งยืน
(2.2) การเสริ ม สร า งรู ป แบบหรื อ กลไกการช ว ยเหลื อ และการ
จัดบริการทางสังคมโดยชุมชนที่สามารถเชื่อมโยงกับรูปแบบการใหบริการของภาครัฐอยาง
เปนระบบ พรอมทั้งสามารถกําหนดตําแหนงการพัฒนาของชุมชน (market position) ใหมีทิศทางการ
พัฒนาที่ชัดเจน อาทิ การสรางเสริมสุขภาพเชิงรุกมุงเนนการสงเสริมสุขภาพแบบองครวมในระดับ
ชุมชนใหเขมแข็ง การพัฒนาทักษะความรูที่สอดคลองกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปญญาทองถิ่น เพื่อ
สรางความรูและสงเสริมการประกอบอาชีพ การหนุนเสริมบทบาทองคกรปกครองสวนทองถิ่นและชุมชน
ในการดูแลชวยเหลือกลุมผูดอยโอกาสในชุมชน รวมทั้งการคุมครอง/พิทักษสิทธิของผูดอยโอกาสทาง
สังคม

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-18-

4.3 การพั ฒ นาคนให เ หมาะสมตามช ว งอายุ และสอดคล อ งกั บ การ
เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสภาพสังคมในอนาคต โดย
(1) การปฏิรูปการเรียนรู เนนการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ
ปรับพฤติกรรมการเรียนรูดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี พัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
ภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก รวมทั้งการพัฒนาสังคมแหงการเรียนรู และการผลักดัน
ยุทธศาสตรการสรางสังคมเศรษฐกิจฐานความรู โดยการพัฒนาโครงสรางพื้นฐาน แหลงเรียนรูรูปแบบ
ใหมที่กระจายไปอยางกวางขวาง รวมทั้งการจัดการความรู
(2) การพัฒนาคุณภาพของประชากรวัยเด็กใหทั่วถึง ทั้งดานความฉลาดทาง
อารมณ ทางสติปญญา และทางดานศีลธรรม จริยธรรม ควบคูกับการมีโภชนาการที่ดี เริ่มจากการเกิด
ที่มีคุณภาพ พัฒนาผานระบบการศึกษาที่มีคุณภาพทุกระดับทั้งดานหลักสูตร ครู อาจารย การจัดการ
เรียนการสอน และการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว ชุมชน
(3) การเพิ่ ม ผลิ ต ภาพแรงงานที่ มี ค วามสอดคล อ งกั บ การเปลี่ ย นแปลง
โครงสรางภาคการผลิตและบริการ เทคโนโลยี เนนการเรียนรูบนฐานการทํางานในภาคการผลิต
และภาคสังคม (Work-based/ Community-based education) โดยความรวมมือระหวาง
สถาบั น การศึ ก ษา สถาบั น เฉพาะทางและสถานประกอบการที่ เ ชื่ อ มโยงกั บ จุ ด แข็ ง ของ cluster
เสริมสรางกระบวนการเรียนรู โลกอาชีพที่มีความเปนอิสระในการทํางานและการประกอบอาชีพมาก
ขึ้น มีมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพในทุกสาขาอาชีพแบบกาวหนา รวมทั้งสรางและพัฒนากําลังคนกลุม
มันสมอง ผูคิดคน สราง/พัฒนานวัตกรรมที่สามารถเชื่อมโยงกับจุดแข็งดานเอกลักษณ วัฒนธรรมไทย
ที่ นํ า ไปสู ก ารสร า งมู ล ค า เพิ่ ม ผลผลิ ต ควบคู ไ ปกั บ การเสริ ม สร า งสุ ข ภาพที่ ดี ข องแรงงาน ป อ งกั น
พฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ มีความปลอดภัยในการทํางาน
(4) การสรางความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในกลุมผูสูงอายุ สงเสริม
การมีงานทําในผูสูงอายุ พัฒนาทักษะความรูของผูสูงอายุในการรองรับอาชีพใหมที่มีประเภทงาน
เหมาะสม และคาจางที่เปนธรรม พัฒนารูปแบบการคุมครองทางสังคมและการจัดสวัสดิการทางสังคม
สําหรับผูสูงอายุและผูที่จะเขาสูวัยสูงอายุใหมีความมั่นคง มีรูปแบบการดูแลสุขภาวะผูสูงอายุที่เหมาะสม
กั บสภาพของแต ละพื้ นที่ และมี ความยั่ งยื น โดยเนน บทบาทของสถาบั นทางสังคม ชุ มชน และเป น
เครือขายในการรวมสรางสังคมผูสูงอายุที่มีคุณภาพ รวมทั้งสงเสริมการนําศักยภาพผูสูงอายุมาใชในการ
พัฒนาประเทศ การถายทอดความรู ภูมิปญญาสูสังคม และสงเสริมการออมเพื่อเตรียมความพรอมเขา
สูวัยสูงอายุอยางมั่นคง สรางระบบประกันชราภาพใหครอบคลุมประชากรอยางทั่วถึง

4.4

การเสริมสรางความรวมมือกับประเทศตาง ๆ ในภูมิภาคอยางเขมแข็ง

อาทิ การสรางความรวมมือดานวัฒนธรรม การศึกษา สุขภาพ แรงงานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย
ในระดับภูมิภาคแบบเปนหุนสวน การพัฒนาเพื่อเสริมสรางความมั่นคงทางสังคม เศรษฐกิจ พลังงาน
อาหาร และการป อ งกั น ภั ย พิ บั ติ ต า ง ๆ และการเตรี ย มความพร อ มของประเทศเพื่ อ รองรั บ การ
เคลื่อนยายคนเสรีภายใตกระแสโลกาภิวัตน ทั้งการสงเสริมคนไปทํางานตางประเทศ และการสราง
ภูมิคุมกันใหสังคมไทยพรอมรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเขาออกคนเสรี

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-19-

เอกสารอางอิง
กรมสงเสริมคุณภาพสิ่งแวดลอม. ”เสนทางสีเขียว (Green Line)”.วารสารกรมสงเสริมคุณภาพ
สิ่งแวดลอม ฉบับที่ 21 (กันยายน – ธันวาคม 2550).กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดลอม
กรมคุมครองสิทธิและเสรีภาพและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ, พันธกรณีระหวางประเทศ
ดานสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเปนภาคี, กรุงเทพมหานคร, 2549.
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศศักดิ์ ผูอํานวยการสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา “โฉมหนา ของโลกใหม
เตรียมความพรอมประเทศไทยในศตวรรษที่ 21”
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศศักดิ์ (2546) “ภาพอนาคตและคุณลักษณะของคนไทยที่พึงประสงค”
เอกสารชุดโครงการวิถีการเรียนรูของคนไทย ลําดับที่ 2
คณะกรรมการพัฒนาความรวมมือกับประเทศเพื่อนบาน, เอกสารแถลงขาวผลการประชุมสุดยอด
ผูนํา 6 ประเทศลุมน้ําโขง ครั้งที่ 3 วันที่ 30 – 31 มีนาคม 2551, เอกสารอัดสําเนา, 2551.
นภดล เวชสวัสดิ์ , รายงานการพัฒนามนุษย 2007/2008 ตานสูก ารเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ : น้ํา
หนึ่งใจเดียวของมนุษยโลกที่แตกเปนฝกฝาย แปลจาก Overview : Haman
Development Report 2007/2008 Fighting climate change : Haman solidarity in a
divided world , 2550
นายแพทยพลเดช ปนประทีป, ชุมชนเขมแข็งและประชาสังคม 20 ป มูลนิธิชุมชนทองถิน่ พัฒนา
, กรุงเทพมหานคร : ศรีเมืองการพิมพ, 2551.
ประภัสสร เทพชาตรี, 2546. “นโยบายตางประเทศไทยในศตวรรษที่ 21”
พ.ญ.นภาภรณ สิมปปยากร, 2551. ”The Little Handbook แนวโนมอนาคตโลก”
ศ.นพ.สุทธิชัย จิตะพันธกุล และคณะ , รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ โครงการ “ ผูสูงอายุในประเทศ
ไทย รายงานการทบทวนองคความรูและสถานการณในปจจุบัน ตลอดจน
ขอเสนอแนะทางนโยบายและการวิจัย” , กันยายน 2544
ศูนยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง
ของมนุษย ,รายงานสถานการณผูประสบปญหาทางสังคม ระดับประเทศ ,มกราคม
2550

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-20ศูนยบริการวิชาการแหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ,รายงานฉบับสุดทาย การศึกษาวิจัยแนวทาง
และมาตรการสงเสริมการมีงานทําในผูสูงอายุ ,โครงการขับเคลือ่ นแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 10 ไปสูการปฏิบัติ , เมษายน 2551
สันติ วิจักขณาลัญฉ, “Virtual Classroom : A New Alternative for Thai Students”
สุวิทย เมษินทรีย , 2550. “โลกพลิกโฉม : ความมั่งคั่งในนิยามใหม”
สุวิทย เมษินทรีย , “Post Knowledge Based Society โลกพลิกโฉม ความมัง่ คั่งในนิยามใหม” ,
สยาม เอ็ม แอนด บี พับบลิชชิ่ง จํากัด , กันยายน 2550
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริม
สุขภาพ (สสส.). “สุขภาพคนไทย 2551” .
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. “ประชากรและการพัฒนา” ปที่ 28 ฉบับที่ 4
เมษายน - พฤษภาคม 2551
สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2550 , กรอบแผนอุดมศึกษาระยะยาว 15 ป ฉบับที่ 2
(พ.ศ.2551-2561)
สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2546, การคาดประมาณประชากร
ของประเทศไทย 2543-2568.
สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2550, การคาดประมาณประชากร
ของประเทศไทย 2543-2573.
สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ,กรอบยุทธศาสตรการพัฒนา
สถาบันครอบครัวแบบบูรณาการ , ตุลาคม 2548
สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2550, โครงการศึกษาการยายถิ่น
กับการพัฒนา.
สํานักงานคณะกรรมการพั ฒนาการเศรษฐกิจและสั งคมแหงชาติ, 2546, แผนแมบทการพั ฒนา
ประชากรในชวงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549).
สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2545, รายงานการศึกษาการ
กําหนดขอสมมติฐานในการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย
พ.ศ. 2543-2568.
สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ,รายงานสถานการณความอยูเย็น
เปนสุขรวมกันในสังคมไทย เอกสารประกอบการประชุมประจําป 2550 ของ สศช. ,
กรกฎาคม 2550
การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

-21สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2548. “สรุป สาระสําคัญจาก
หนังสือ WORLD OUT OF BALANCE : Navigating Global Risks to Seize
Competitive Advantage”
สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, เอกสารระเบียบวาระการประชุม
คณะกรรมการพัฒนาความรวมมือกับประเทศเพือ่ นบาน ครั้งที่ 1/2551 วันพฤหัสบดี
ที่ 10 มกราคม 2551,เอกสารอัดสําเนา, 2551.
สํานักงานสถิติแหงชาติ, 2545, ตัวชี้วัดที่สําคัญทางดานประชากรและที่อยูอาศัย.
สํานักงานสถิติแหงชาติ, 2549, รายงานผลการสํารวจการยายถิ่นของประชากร ต.ค.-ธ.ค. 2548.
สํานักงานสถิติแหงชาติ, 2550, รายงานผลการสํารวจการยายถิ่นของประชากร ต.ค.-ธ.ค. 2549.
สํานักงานสถิติแหงชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร , สถานการณครอบครัวไทย
, กันยายน 2549
อํานาจ พละพลีวลั ย กระทรวงการตางประเทศ. “ศาสนา การเมือง และสงคราม”
Eddy Lee and Marco Vivarelli (2006) “The Social Impact of Globalization in the Developing
Countries”
Guillermo de la Behesa (2006), “Winners and Losers in Globalization”
Guillermo de la Behesa (2007), “What Do We Know About Globalization? Issue of
Poverty and Income Distribution”
HR. Human Resource Planning (1997) “The boundaryless organization: Implications for
job analysis, recruitment, and selection”
OECD (2001), “Understanding Digital Divide”
UNDP. (2007), Human Development Report. . www.undp.org
UNDP. (2008), Human Development Report. . www.undp.org
UNICEF สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ และศูนยบริการวิชาการ
คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, สรุปผลการประชุมสัมมนาโครงการ An
Analysis of the Decentralized Budget for Social Services at the Tambon
Administrative Organization Level วันจันทรที่ 11 กุมภาพันธ 2551, เอกสารอัดสําเนา
, 2551.

การปรับโครงสรางทางสังคมใหเขมแข็งและยั่งยืน

ส ว น ที่ 5
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดลอม...สูการพัฒนาที่ยั่งยืน

การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
สูการพัฒนาทีย
่ งั่ ยืน
1 บทนํา
การพั ฒนาของโลกในยุ คโลกาภิ วั ตน มี การเปลี่ ยนแปลงด วยอั ตราเร งแบบก าวกระโดด ใน
ระยะเวลา 20 ปขางหนา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในบริบทตางๆ ของโลก จะมีอัตราเร็วเกินกวาการ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปที่ผานมาอยางไมอาจคาดหมายได พลังขับเคลื่อนทั้งดานเศรษฐกิจ
การคา ประชากร วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี จะทําใหชีวิตโดยทั่วไปตองเปลี่ยนตามไปดวย อยางไรก็
ตาม กระบวนเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลกจะเต็มไปดวยความไมมั่นคง ขัดแยง และเกิดความแตกตาง
อยางมากระหวางกลุมคน
การรวมกลุมในภูมิภาคจําเปนสําหรับประเทศทั่วโลก เพื่อการสรางพลังรวมที่จะเผชิญกับการ
เปลี่ยนแปลงและการแขงขันรอบดาน สําหรับการรวมกลุมในภูมิภาคของไทยกับประเทศเพื่อนบาน ทํา
ใหตองมีการพิจารณาปจจัยภายในภายนอกและผลกระทบโดยการขยายมิติพื้นที่ออกไป และมีความ
ซับซอนมากยิ่งขึ้น
สํ า หรั บ ประเทศไทย การพั ฒ นาประเทศเป น กระบวนการเปลี่ ย นผ า นหลายด า น การ
เปลี่ยนแปลงโครงสรางเศรษฐกิจ จากภาคเกษตรมาเปนภาคอุตสาหกรรมและบริการที่ตองพึ่งทุนและ
เทคโนโลยี จ ากต า งประเทศเป น หลั ก การผลิ ต ในภาคเกษตรมี แ นวโน ม ลดลงอย า งต อ เนื่ อ ง
อุตสาหกรรมที่เปนแหลงจางงานเริ่มสูญเสียขีดความสามารถในการแขงขัน ทําใหตองมีการทบทวน
ทิศทางเพื่อปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหม ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงโครงสรางประชากรที่กําลัง
กาวเขาสูสังคมผูสูงอายุ และการขยายตัวของความเปนเมือง ความกาวหนาของเทคโนโลยี ปญหา
พลังงาน และภาวะโลกรอน จะสงผลกระทบตอกําลังแรงงาน แบบแผนการผลิต และการดํารงชีวิตของ
ประชากรทั้งในเขตเมืองและชนบท
แมวาทิศทางการพัฒนาประเทศในปจจุบัน โดยเฉพาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
ตั้งแตฉบับที่ 8 จนถึงฉบับที่ 10 ไดวางรากฐานการพัฒนาที่เนนคนเปนศูนยกลาง และมุงสูการปรับ
โครงสรางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อใหเกิดความสมดุลยั่งยืนมากยิ่งขึ้นภายใตหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง แตบริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกประเทศ จะเปนประเด็นสําคัญที่จะกําหนด
อนาคตที่ประเทศไทยจะตองเผชิญในชวง 20 ปตอไป การคาดหมายสถานการณดังกลาว ทําใหการ
เตรียมความพรอมและการสรางภูมิคุมกันจากภายใน เปนเครื่องมือที่สําคัญที่สุดในการเผชิญกับการ
เปลี่ยนแปลงที่กําลังเกิดขึ้นในอนาคต
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมสูการพัฒนาที่ยั่งยืน

-2-

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ในฐานะหนวยงานวางแผนของ
ประเทศ เล็งเห็นถึงความจําเปนที่จะกระตุนเตือนสังคมใหตระหนักถึงบริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและ
ภายนอกประเทศและผลกระทบที่จะตามมา ซึ่งนํามาสูการจัดการประชุมประจําป เรื่อง “วิสัยทัศนของ
ประเทศไทย...สูป 2570” และการประชุมกลุมยอย เรื่อง “การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมสู
การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเปนสวนหนึ่งของความพยายามในการสรางความพรอมใหกับประเทศและคนไทย
สามารถเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในระยะ 20 ปขางหนาไดอยางเขมแข็ง มั่นคง
สําหรับการประชุมระดมความคิดเห็นกลุมยอยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงคเพื่อรับฟงความเห็นจาก
ภาคีการพัฒนาที่สําคัญ โดยถือวาเปนการสรางพลังรวมที่จะผลักดันขับเคลื่อนทิศทางการพัฒนาประเทศ
ในระยะยาว ให มี ศั กยภาพต อการป องกั นและรั บมื อกั บสถานการณ การเปลี่ ยนแปลงในด านต างๆ
โดยเฉพาะการพิทักษรักษาความอุดมสมบูรณของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมของประเทศ ใหดํารง
อยูทามกลางบริบทการเปลี่ยนแปลงตางๆ ประเด็นขอคิดเห็นจากการประชุม จะนําไปสูการวางแผนระยะ
ยาว 20 ป รวมทั้งการกําหนดกรอบแนวทางสําหรับการจัดทําแผนพัฒนาประเทศระยะ 5 ป ฉบับตอไป และ
การปรับปรุงแนวทางการพัฒนาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 10 เพื่อตอบสนองตอ
สถานการณเรงดวนและปญหาวิกฤติที่ประเทศไทยกําลังเผชิญอยูในปจจุบันไดอยางเต็มศักยภาพ

2 การเปลี่ ย นแปลงของบริ บ ทโลกที่ ส ง ผลกระทบต อ ทรั พ ยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
โลกเปลี่ยนแปลงไปอยางมากในชวง 20 ปที่ผานมา ทั้งดานเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดลอม พลัง
ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญ คือ ความกาวหนาของวิทยาศาสตร เทคโนโลยี และการเติบโตของ
เศรษฐกิจ การคาการลงทุน พลังนี้ไดทําใหความสัมพันธระหวางมนุษยและความสัมพันธระหวางมนุษยกับ
ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปดวย จิตสํานึกและความตระหนักรูวามนุษยเปนสวนหนึ่งของธรรมชาติถูกแทนที่
ดวยความตองการเอาชนะและมุงใชประโยชนสูงสุด ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งแทที่จริงเปนทรัพยสมบัติรวมกัน
ของมนุษยชาติ ถูกแสวงประโยชนอยางไมยั้งคิดและไมไดถูกแจกจายไปอยางเทาเทียมและเปนธรรม โลกใน
ปจจุบันจึงรุงเรืองกาวหนาทางวัตถุ แตสิ่งแวดลอมเสื่อมโทรม สูญเสียความสมดุลของระบบนิเวศ ทรัพยากร
หลายอย างถู กใช ไปถึ งระดั บที่ เสื่ อมสภาพโดยถาวร ในขณะที่ ยั งมี ประชากรจํ านวนมากยั งต องพึ่ งพา
ทรัพยากรธรรมชาติในการเปนแหลงน้ําสะอาด อาหาร และยารักษาโรค เพื่อความอยูรอดของการดํารงชีวิต
ปจจุบัน ปญหาดานทรัพยากรและสิ่งแวดลอมที่ถูกหยิบยกขึ้นเมื่อ 20 ปกอน สวนใหญยังไมได
รับการแกไข และหลายเรื่องอยูในสถานการณที่แยลงกวาเดิม ในขณะที่ปญหาใหมอยางสภาวะโลก