You are on page 1of 4

การผลิตซา้ ข่ าวสาร-มุ่งสู่กลุ่มเป็ นกลาง

เป้าหมายและยุทธวิธีแย่ งชิงมวลชนของรั ฐบาล

สงคราม ทางการเมืองในขณะนี ้ถือเป็ นสงครามข่าวสารอย่างชัดเจน อานาจและอิทธิพล


บงการทางการเมืองจะขึ ้นอยู่กบั สมรภูมขิ องการตอบโต้ การครอบงา ยุทธวิธีทั ้งรุกและรับ
สาหรับแนวรบด้ านนี ้...สถานการณ์ในปั จจุบนั เป็ นสภาวะ ที่คลุมเครื อในการพยากรณ์
ของทั ้งสองฝ่ ายสาหรับผลปลายทางสุด คงประเมินได้ ยากเช่นกันสาหรับจุดชี ้ขาดบนแนว
ปะทะนี ้ ปฏิเสธไม่ได้ ที่รัฐบาลมีเครื่ องมือหรื อสื่อที่สามารถควบคุมเอาไว้ ได้ อย่าง แน่น
หนาในกามือ ถ้ าพิจารณาเช่นนี ้ก็ต้องมองว่าฝ่ ายรัฐหรื อเครื อข่ายอานาจของอามาตย์มี
ความ เป็ นต่ออยู่หลายขุมที่จะทาสงครามสื่อ

แต่การมองอย่างนั ้นอาจจะง่าย เกินไป เพราะความมีเปรี ยบและเสียเปรี ยบในสมรภูมิ


ดังกล่าวไม่ได้ หมายถึงจานวนของ เครื่ องมือที่มีอยู่ ทางด้ านยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี
ตลอดจนความสอดคล้ องของสถานการณ์ แม้ กระทัง่ การใช้ เครื่ องมือทั ้งหมดไปสู่
เป้าหมายที่ได้ ออกแบบไว้ แล้ วอย่างมี ศักยภาพเพียงไร? แล้ วอีกประการสาคัญที่หลาย
คนลืมพูดถึงเห็นจะได้ แก่การยืนอยู่บนยุทธศาสตร์ ที่ถกู ต้ องหรื อผิดพลาด ตรงนี ้ยังเป็ น
ปั จจัยชี ้ขาดที่นาไปสูผ่ ลแพ้ หรื อชนะในบัน่ ปลายอีกด้ วย?
มี ข้ อน่าสังเกตประการหนึ่งที่เห็นได้ ชดั เจนในการโหมทาสงครามข่าวสารจากรัฐบาล เรา
จะพบว่าเป็ นการใช้ กลวิธีบดิ เบือน หรื อจะบอกว่าเป็ นกลยุทธ์ซงึ่ เต็มไปด้ วยการเสกสรร
ปั น้ แต่งเรื่ องราวโกหกมด เท็จสารพัด ถ้ าพิจารณาเช่นนี ้ก็อาจเข้ าใจได้ ว่ารัฐบาลกาลังทา
สงครามข่าวสารแบบโกหกสุดๆ เป็ นการสร้ างความเสื่อมให้ กบั ตัวเอง เป็ นปฏิบตั ิการ
สงครามข่าวสารที่ฝืนความจริงและการรับรู้ความจริงในแง่ต่างๆ ของสังคมเป็ นอย่างยิ่ง

นัยสาหรับการพูดถึงประเด็นนี ้เราต้ องโยงสภาพ การรับรู้ของผู้คนในสังคมเข้ ากับปั จจัย


อื่นๆที่นอกเหนือไปจากอิทธิพลของสื่อ ที่อยู่ภายใต้ การควบคุมของฝ่ ายรัฐ ...เพราะยังมี
สื่ออีกจานวนไม่น้อย สื่อทางเลือก สื่อในต่างประเทศ ซึง่ ได้ เลือกที่จะนาเสนอข้ อมูลในทิศ
ทางตรงข้ ามแตกต่างไปจากข้ อมูลที่รัฐได้ ออกแบบไว้ สาหรับสังคมไทยยังมีสื่อ “การพูด
ปากต่อปาก” การสนทนาผ่านโทรศัพท์มือถือ แม้ กระทัง่ สื่อใต้ ดิน ฯลฯ ปั จจัยต่างๆเหล่านี ้
เป็ นผลที่คอยคัดทาน ให้ สงครามล้ างสมองหรื อสงครามข้ อมูลข่าวสารของฝ่ ายรัฐถูกลด
น ้าหนักลง

นี่ เป็ นเหตุผลที่เป็ นทางเลือกของประชาชนจานวนไม่น้อย แต่ความหมายของปั จจัยอื่นๆ


ที่ไม่เกี่ยวกับสื่อยังมีอิทธิฤทธิ์ที่สามารถส่ง ผลสัน่ คลอนต่อการรับรู้ได้ อย่างรุนแรงนัน่ ก็คือ
การเคลื่อนไหวที่เป็ นสภาพพ่ายแพ้ ในทางด้ านยุทธศาสตร์ หรื อเป็ นความไม่ชอบธรรม
ในทางการเมืองของตัวเอง กรณีของระบบยุติธรรมสองมาตรฐาน การแทรกแซงทาง
อานาจ ฯลฯ ปรากฏการณ์ต่างๆเหล่านี ้เป็ นเงื่อนไขที่เรี ยกว่ า “collapse” มันเป็ นสภาวะ
ล่มสลายหรื อการทาลายตัวเองในลักษณะสนิมที่เกิดจากเนื ้อในของ เหล็ก
ตรงนี ้เราอาจเข้ าใจได้ ว่าจุดยืนและการกระทาต่างๆที่ไม่ชอบธรรม มันย่อมกลายเป็ น
ความเสียเปรี ยบต่อการรับรู้ของประชาชน ถ้ ามองอย่างนี ้เราอาจหลงเข้ าใจได้ ว่า
สภาพแวดล้ อมหรื อความ เป็ นจริงกาลังลาก จูงฝ่ ายรัฐเข้ าสูท่ ิศทางแห่งการปราชัย ไม่ว่า
จะเป็ นแนวรบของสงครามข่าวสารหรื อจุดหมายปลายทางในการคงอยู่ของระบอบอา
มาตยาธิปไตย...การเข้ าใจเช่นนี ้เป็ นไปได้ ทั ้งถูกและผิด?

การมองจากจุด ยืนหรื อทรรศนะสีแดงก็อาจทาให้ เกิดอาการย่ามใจ ปลุกปลอบตัวเองได้


มากทีเดียว หรื ออาจจะบอกว่าถ้ าหากเป็ นกลุม่ เป้าหมายที่มีสติปัญญา มีโอกาส
ตรวจสอบข่าวสารอย่างรอบด้ าน กลุม่ เหล่านี ้ก็จะไม่ตกเป็ นเหยื่อในสงครามโฆษณาชวน
เชื่อ ในทางตรงข้ ามถ้ าตรวจสอบด้ วยทรรศนะที่เป็ นจุดยืนสีเหลือง อาจรวมสีน ้าเงินหรื อ
สารพัดสีต่างๆ ผู้บริโภคอุดมการณ์ก ลุม่ นี ้ก็คงเป็ นลูกค้ าที่เหนียวแน่น มีชดุ หรื อระบบ
ความคิดของตัวเองที่เชื่อสนิทใจ เปลี่ยนแปลงได้ ยาก!

อย่าง ไรก็ตาม เชื่อว่ายุทธวิธีและเป้าหมายของฝ่ ายรัฐได้ ดาเนินไปโดยความเชื่อมัน่ อีก


ประการ เชื่อว่าเมื่อตัดสีเสื ้อต่างๆทิ ้งไป เพราะกลุม่ เหล่านี ้ได้ ตดั สินใจเลือก ฟากไปแล้ ว
จึงไม่มีประโยชน์ที่จะดึงกลับ ยุทธการของสงครามข่าวถูกจัดวางด้ วยความเชื่อมัน่ ไปสู่
สมมุติฐานว่ามีกลุม่ ที่เป็ นกลางถือเป็ นกลุม่ ใหญ่ที่สดุ ในสังคม หากฝ่ ายไหนสามารถดึง
กลุม่ เป็ นกลางให้ เชื่อได้ ฝ่ ายนั ้นก็จะเป็ นผู้ชนะในเกมของอานาจครัง้ นี.้ ..

สงครามข้ อมูลข่าวสาร จึงไม่คานึงถึงข้ อเท็จจริง แต่เชื่อว่าถ้ าใช้ สื่อกระแสหลักผลิตซ ้าย ้า


กรอกหูไปเรื่ อยๆ กระบวนการเหล่านี ้จะใช้ ได้ ผล สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและเปลี่ยน
วิธีมองความจริง เนื่องจากสภาพของผู้คนทัว่ ไปไม่ค่อยมีความสงบ ไม่มีความต่อเนื่องที่
มัน่ คง มีการเลือนหายของคว ามผูกพันที่ลกึ ซึ ้ง รวมทั ้งเรื่ องของเวลาและสถานที่ ดังนั ้น
การผลิตซ ้าและโกหกไปเรื่ อยๆจากสื่อกระแสหลัก จึงเป็ นความเชื่อมัน่ ของฝ่ ายรัฐที่จะดึง
คนเป็ นกลางได้ แต่คาถามสาคัญก็คือ ใครกันคือกลุม่ เป็ นกลาง ? แล้ วในสังคมปั จจุบนั มี
กลุม่ เหล่านี ้มากเพียงพออย่างที่ฝ่ายรัฐยั งเข้ าใจอีก หรื อ ? นี่คือความหวังของระบอบ
อามาตย์...

**********************************************************************

ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี ้
http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=34025