คำำนำ ำ

 ……………………………. 

รายงานฉบับนี้เป็ นเรื่องเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ช่วย
จัดการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้ครูผู้สอนไม่ต้องเสียเวลากับการงาน
บริหาร

ครูผู้สอนจะได้มีเวลาไปปรับปรุงบทเรียนให้ทันสมัยและ

มีเวลาให้กับนั กเรียนมากขึ้น

การนำ าคอมพิวเตอร์มาช่วยในการ

จัดการเรียนการสอนจะทำาให้ครูผู้สอนสามารถวิเคราะห์ผู้เรียนเพื่อ
ออกแบบและพัฒนาระบบการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกับ
วัตถุประสงค์และความต้องการของผู้เรียน ในรายงานฉบับนี้มีเนื้ อหา
เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิต การใช้ส่ ือเพื่อการศึกษาในอดีต – ปั จจุบัน
เทคโนโลยีการผลิตและการใช้ส่ ือการศึกษาที่สำาคัญ การนำ า
คอมพิวเตอร์มาใช้ในงานผลิตและนำ าเสนอสื่อ วิธีการนำ าสื่อ
คอมพิวเตอร์มาใช้ในการนำ าเสนอสื่อทางวิชาการ การผลิตและใช้
โปรแกรมนำ าเสนอ การใช้ระบบมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา และ
ประโยชน์ ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
รายงานฉบับนี้สำาเร็จได้ต้องขอขอบคุณ อาจารย์สุจิตตรา
จันทร์ลอย อาจารย์รายวิชาและผู้ที่ให้ข้อมูลในการทำารายงานครัง้ นี้ทุก
ท่าน รวมถึงผู้ร่วมงานในกลุ่มที่ให้ความร่วมมือเป็ นอย่างดี หาก
รายงานฉบับนี้มีขอ
้ ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัย ณ โอกาสนี้ด้วย

นั กศึกษาประกาศนี ยบัตรสาขา
วิชาชีพครู
รุ่นที่ 12 ภาคเรียนที่ 3 ปี
2552

สำรบัญ
……………………………. 

หน้ ำ
คำำนำ า
สารบัญ
คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา
1

2

ความหมายขอคอมพิวเตอร์
องค์ประกอบคอมพิวเตอร์
3-5
คอมพิวเตอร์เพื่อการจัดการเรียนการสอน
5
1. เทคโนโลยีการใช้และการผลิตสื่อในการศึกษา
5
- การผลิตและการใช้ส่ ือในอดีต
6
- การผลิตและการใช้ส่ ือในปั จจุบัน - อนาคต
7- 8
2. การนำ าคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานผลิตและนำ าเสนอ
9 - 11
3. การผลิตและใช้โปรแกรมนำ าเสนอ
11- 12
4. การใช้ระบบมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา
12 – 14
ประโยชน์ ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
สรุป
16
อ้างอิง

15

16

1

คอมพิวเตอร์เพื่อกำรศึกษำ
ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งถือว่าเป็ นยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ เกิด
การเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายๆด้านทัง้ ด้านเศรษฐกิจและสังคมอัน
นำ า ไปสู่ การปรั บ ตั ว เพื่ อ ให้ เ กิ ด ความสามารถในการแข่ ง ขั น ท่ า มกลาง
กระแสโลกาภิ วั ฒน์ ทุ ก ประเทศทั ่ว โลกกำา ลั งมุ่ งสู่ ก ระแสใหม่ ข องการ
เปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า สังคมความรู้ (KnowledgeSociety) และระบบ
เศรษฐกิ จ ฐานความรู้ (Knowledge-Based Economy) ที่ จ ะต้ อ งให้
ความสำาคัญต่อการใช้ความรู้และนวัตกรรม (Innovation) เป็ นปั จจัยใน
การพัฒนาและการผลิตมากกว่าการใช้เงินทุนและแรงงาน

ความก้ า วหน้ าของเทคโนโลยี ทำา ให้ ข้ อ มู ล ข่ า วสารและ
ความรู้ ซึ่งประกอบกันเป็ น "สารสนเทศ" นั น
้ สามารถลื่นไหลได้สะดวก
รวดเร็ว จนสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ตัง้ แต่ระดับบุคคล
ขึ้ น ไปถึ ง ระดั บ องค์ ก รอุ ต สาหกรรม ภาคสั ง คม ตลอดจนในระดั บ
ประเทศและระหว่างประเทศ จนกระทัง่ ภาวะ "ไร้พรหมแดน" อันเนื่ อง
มาจากอิ ท ธิ พ ลของเทคโนโลยี ส ารสนเทศดั ง กล่ า ว ได้ เ กิ ด ขึ้ นใน
กิจกรรมและวงการต่างๆ และนั บเป็ นความกลมกลืนสอดคล้องกันอย่าง
ยิ่ง ที่การพัฒนาบุคลากรในสังคมอันประกอบด้วยภาคการศึกษา และ
การฝึ กอบรมเป็ นเรื่องราวของการเรียนรู้สารสนเทศในรูปแบบต่างๆ ทัง้
ที่เป็ นข้ อ มู ล (Data) ข่า วสาร (Information) ก็ ต าม ดั งนั ้ น เทคโนโลยี
สารสนเทศจึงเป็ นเครื่องมือที่สามารถนำ าประโยชน์ มาสู่วงการศึกษา ได้
อย่างเหมาะสมหากรู้จักใช้ให้เป็ นประโยชน์ และคุ้มค่าต่อการลงทุน (ไพ
รัช ธัชยพงษ์และพิเชษ ดุรงคเวโรจน์ .2541)
เ มื่ อ ก ล่ า ว ถึ ง เ ท ค โ น โ ล ยี ส า ร ส น เ ท ศ อุ ป ก ร ณ์ ที่ เ ป็ น
เ ท ค โ น โ ล ยี ร ะ ดั บ สู ง อ ย่ า ง ห นึ่ ง ที่ นั บ ว่ า มี บ ท บ า ท อ ย่ า ง ยิ่ ง ไ ด้ แ ก่
"คอมพิวเตอร์"(Computer) ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกวงการ โดย
เฉพาะวงการศึ กษาได้ นำา คอมพิ ว เตอร์ มาใช้ ป ระโยชน์ ไ ม่ ว่า จะเป็ นใน
ด้านการบริหาร การบริการ และการใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อการเรียนการ
สอน เป็ นต้น
กำรใช้คอมพิวเตอร์เพื่อกำรศึกษำ
คอมพิวเตอร์ที่นำามาใช้ในวงการศึกษา หรืออาจเรียกว่า
คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา (Computer-Based Education,
Instructional Computer : IC, Instructional App.iccations of

Computer : IAC, Computer-Based Instruction CBI) มีความ
หมายเหมือนกันคือ การนำ าคอมพิวเตอร์มาใช้ประโยชน์ ในด้านการ
ศึกษา ไม่ว่าจะ เป็ นการจัดการเรียนการสอน การลงทะเบียน การจัดทำา
บัตรนั กศึกษา การจัดทำาผลการเรียนการสอนรวมไป จนถึงการออก
ใบรับรองการจบหลักสูตร
Robert Taylor นั ก เ ท ค โ น โ ล ยี ก า ร ศึ ก ษ า
ได้ แ บ่ ง การใช้ ค อมพิ ว เตอร์ เ พื่ อ การศึ ก ษา ไว้ ใ นหนั ง สื อ
Computer in the School : Tutor, Tutee

the

โ ด ย ไ ด้ แ บ่ ง ก า ร นำ า

คอมพิ ว เตอร์ เ ข้ า มาใช้ ใ นโรงเรี ย นออกเป็ น 3 ลั ก ษณะคื อ การใช้
คอมพิวเตอร์ในลักษณะ

ของ

2
คอมพิวเตอร์ การใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะของอุปกรณ์ การเรียนการ
สอนและการใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะของผู้เรียน ซึ่งได้มีนักวิชาการ
บางท่านเห็นว่ายังคง ขาดในส่วนที่เป็ นการนำ าคอมพิวเตอร์มาใช้
ในการบริ ห ารงานด้ ว ย จึ ง ได้ มี ผู้ แ ยกประเภทของการจั ด การใช้
ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ ไ ป อ ย่ า ง ม า ก ม า ย ใ น ที่ นี้
คอมพิวเตอร์ ออกเป็ น 2 ส่วน คือ

จ ะ ทำา ก า ร แ บ่ ง ก า ร นำ า

Computer-Managed Instruction : CMI ก า ร นำ า
คอมพิวเตอร์เข้ามา

ใช้ในการจัดการเรียนการสอนนั ้น

ตัวอย่างที่

เห็นได้ชัดคือการที่ครูผู้สอนนำ าคอมพิวเตอร์เข้ามาเป็ นเครื่องมือในการ

จัดทำา สื่อ

การเรียนการสอน แผนกวิชาการ

นำ า คอมพิวเตอร์เข้า

มาจัดตารางสอน การลงทะเบียนเรียน ระเบียนนั กเรียน ทำาบัตรประจำา
ตัวนั กเรียน การจัดตารางการเรียนการสอน เป็ นต้น สำาหรับในด้านการ
บริหารแล้ว ผู้บริหาร ก็สามารถที่จะใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดเก็บข้อมูล
จัดทำา งบประมาณของแต่ละปี พร้อมทัง้ สร้างตาราง และ แผนภูมิเพื่อ
นำ า เสนอผลงานผ่ า นทางจอภาพต่ อ ไป ตั ว อย่ า งที่ แ สดงให้ เ ห็ น นี้ เ ป็ น
เพียงส่วนหนึ่ งของการใช้งานเท่านั น

Computer-Assisted

Instruction

:

CAI

คอมพิ ว เตอร์ ช่ ว ยสอน เป็ นการนำ า คอมพิ ว เตอร์ ม า ทำา บทเรี ย น
คอมพิ วเตอร์เพื่อ ให้ นั กเรี ย นสามารถเรี ย นรู้ ห รื อ อาจเป็ นการเพิ่ ม เติ ม
ความรู้ให้กับผู้เรียนก็เป็ นได้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีหลายประเภทตาม
วัตถุประสงค์ที่จะให้นักเรียนได้เรียน กล่าวคือ ประเภทคอมพิว เตอร์
ประเภทแบบฝึ กหั ด ประเภทการจำา ลอง ประเภทเกม ประเภทแบบ
ทดสอบ ซึ่งในแต่ละประเภทก็มีจุดมุ่งหมายในการให้ความรู้แก่ผู้เรียน
แต่ วิธี ก ารที่ แ ตกต่ า งกั น ไป ข้ อ ดี ข องการใช้ ค อมพิ ว เตอร์ ช่ ว ยสอนคื อ
ช่ ว ยลดความ แตกต่ า งระหว่ า งผู้ เ รี ย น เช่ น ผู้ ที่ มี ผ ลการเรี ย นตำ่ า ก็
สามารถชดเชยโดยการเรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้ และ
สำา หรับผู้มีผลการเรียนสูงก็สามารถเรียนเสริ มบทเรีย นหรือ เรี ยนล่ว ง
หน้ าก่อนที่ผู้สอนจะทำาการสอนก็เป็ นได้
ควำมหมำยของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ได้ถือกำาเนิ ดมานานหลายสิบปี หลังจากที่
ได้เกิดมาแล้ว ก็มีผู้ให้ความหมายของคำาว่า

“คอมพิวเตอร์” ไว้อย่าง

มากมาย กล่าวโดยสรุปเป็ นการให้ความหมายในแง่ ของคอมพิวเตอร์
ว่ า เป็ นเครื่ อ งอิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ ที่ ใ ช้ เ ก็ บ และประมวลผลข้ อ มู ล ที่ เ ป็ นทั ้ง
ภาพนิ่ ง ภาพเคลื่อนไหว
เสียง ตัวอักษร ไปจนถึงเป็ น อุปกรณ์ในการใช้ความสามารถทางเครือ
ข่าย อันได้แก่ระบบเครือข่ายคอมพิว เตอร์ (Computer Network) ได้
เป็ นอย่างดี ในบทเรียนขอเสนอความหมายในพจนานุกรมดังต่อไปนี้
พจนานุกรม ฉบับราชบั ณฑิ ตสถาน พ.ศ. 2525 ได้ใ ห้
ความหมายของคำา ว่ า คอมพิ ว เตอร์ ว่ า “เครื่ องอิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ แ บบ
อัตโนมัติ ทำาหน้ าที่เสมือนสมองกล ให้สำา หรับแก้ปัญหาต่างๆ ทัง้ ที่ง่าย
และซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์”
3
จ า ก ค ว า ม ห ม า ย ดั ง ก ล่ า ว ข้ า ง ต้ น จ ะ เ ห็ น ว่ า
คอมพิ วเตอร์เป็ นเครื่อ งสมองกลที่ส ามารถทำา งานด้ ว ย ตนเองได้ แต่
ทั ้ง นี้ ทั ้ง นั ้ น จำา เป็ นอย่ า งยิ่ ง ที่ จ ะต้ อ งใช้ ค น (People) เป็ นผู้ สั ่ง งาน มิ
ฉะนั น
้ คอมพิวเตอร์ก็จะไม่ สามารถสัง่ งานได้ด้วยตนเอง
องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งได้เป็ น 3 ส่วน คือ
ฮำร์ดแวร์ (Hardware)
ฮาร์ดแวร์ หมายถึง ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์รวมถึง อุปกรณ์
ประกอบตัวเครื่องทัง้ หมดซึ่งสามารถจะแบ่งเป็ นลักษณะการทำางานของ
Hardware ได้ดังนี้

ซอฟต์แวร์ (Softeare)
Language ใช้ในการเขียนโปรแกรม สำาหรับการใช้ภาษาในการเขียนนี้
จำา เป็ นอย่ า งยิ่ ง ที่ ผู้ ใ ช้ งานต้ อ งมี ค วามชำา นาญในการใช้ ง านเป็ นอย่ า ง
มาก ภาษาที่ใช้ได้แก่ C, Cobol, Pascal, HTML, Java Script

4
Operating System เป็ นระบบปฏิบัติการที่จำาเป็ นต้อง
อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุ กเครื่อ งแต่ เดิ มนั ้น

OS. ที่สำา คัญ เห็ นจะ

เป็ น DOS: Disk Operation System หลังจากนั น
้ ได้มีระบบปฏิบัติการ

Windows ขึ้ น ใ ช้ ง า น ตั ้ ง แ ต่ เ ริ่ ม จ น ม า เ ป็ น Windows3.1,
Windows3.11, Windows95, Windows98, และ
มาเป็ น Windows2000 ตามลำา ดั บ นอกจาก OS. ที่ก ล่ า วถึ งแล้ ว ยั งมี
UNIX, Windows NT และอี ก หลายๆ ระบบปฏิ บั ติ ก ารที่ ผู้ ผ ลิ ต สร้ า ง
ขึ้นมาเพื่อ สนองตอบกับ ความต้อ งการของการทำา งานแต่ ละประเภท
นั น
่ เอง
Application Software เป็ นซอร์ ฟ แวร์ ที่ ใ ช้ ใ นการสั ่ง
งานเครื่องตามที่ต้องการสามารถแบ่งได้หลาย ประเภท เช่น
- Word Processing เหมาะสมกั บ การใช้ ง าน
ด้านการพิมพ์ที่ไม่มีการคิดคำา นวณมากมาก เช่น โปรแกรม Microsoft
Word, Word Perfect, Chula Word, Sahaviriya Word เป็ นต้น
- Soread Sheet เหมาะสำา หรั บ การนำ า ไปใช้ ใ น
การคิดคำานวณ เช่น การคิดต้นทุนกำาไร ขาดทุน การคิดคะแนน ในรูป
แบบของ ช่องกรอกตัวเลขแต่ละช่อง และยังสามารถใช้สร้างแผนภูมิ
ได้ด้วย เช่น โปรแกรม Microsoft Excel, Lotus
- Database เหมาะสำา หรั บ การใช้ เ ก็ บ ข้ อ มู ล ใน
รูปแบบของฐานข้อมูล เช่น Microsoft Access
Presentation เหมาะสำา หรับใช้นำา เสนอผลงาน เช่น
โปรแกรม Microsoft Power Point
Computer Assisted Instruction: CAI เ ห ม า ะ
สำา ห รั บ ใ ช้ ทำา บ ท เ รี ย น ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ ช่ ว ย ส อ น เ ช่ น Multimedia
Authorware, Microsoft Tool Book

Networking ใช้ ใ นการค้ น คว้ า ข้ อ มู ล การเชื่ อมต่ อ
ข้ อ มู ล ในระบบเครื อ ข่ า ย การส่ ง จดหมายอิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ (Electronic
Mail) เ ช่ น โ ป ร แ ก ร ม Microsoft Internet Explorer, Netscape
Navigator, Microsoft Outlook เป็ นต้น
พีเพิ ้ลแวร์ (Peopleware)
พีเพิ้ลแวร์ หมายถึง บุคลากรที่ทำางานเกี่ยวข้อง
กับคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งได้ดังนี้
-Top Manager เป็ นผู้สัง่ งานตามเป้ าหมายของหน่ วยงาน
-System Analysis ผู้วางแผนการจัดทำาและการใช้งานตามที่ Top
Manager สัง่
-Programmer ดำาเนิ นการตามที่ System Analysis วางแผนไว้
-Operator เป็ นคนส่งข้อมูลเข้าเครื่องและรอผลลัพธ์จากคอมพิวเตอร์
ถ้าจะเรียกอีกอย่างก็คือ User

หรือผู้ใช้งาน
5

ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ ทุกประเทศทัว
่ โลกกำาลังมุ่งสู่กระแส
ใ ห ม่ ข อ ง ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ที่ เ รี ย ก ว่ า สั ง ค ม ค ว า ม รู้
(KnowledgeSociety) และระบบเศรษฐกิ จ ฐานความรู้ (KnowledgeBased Economy) ที่ จ ะต้ อ งให้ ค วามสำา คั ญ ต่ อ การใช้ ค วามรู้ แ ละ
นวัตกรรม (Innovation) เป็ นปั จจัยในการพัฒนาและการผลิตมากกว่า
การใช้เงินทุนและแรงงาน

ความก้ า วหน้ าของเทคโนโลยี ทำา ให้ ข้ อ มู ล ข่ า วสารและ
ความรู้ ซึ่งประกอบกันเป็ น "สารสนเทศ" นั น
้ สามารถลื่นไหลได้สะดวก
รวดเร็ว จนสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง ตัง้ แต่ระดับบุคคล
ขึ้ น ไปถึ ง ระดั บ องค์ ก รอุ ต สาหกรรม ภาคสั ง คม ตลอดจนในระดั บ
ประเทศและระหว่างประเทศ จนกระทัง่ ภาวะ "ไร้พรหมแดน" อันเนื่ อง
มาจากอิ ท ธิ พ ลของเทคโนโลยี ส ารสนเทศดั ง กล่ า ว ได้ เ กิ ด ขึ้ นใน
กิจกรรมและวงการต่างๆ และนั บเป็ นความกลมกลืนสอดคล้องกันอย่าง
ยิ่ง ที่การพัฒนาบุคลากรในสังคมอันประกอบด้วยภาคการศึกษา และ
การฝึ กอบรมเป็ นเรื่องราวของการเรียนรู้สารสนเทศในรูปแบบต่างๆ ทัง้
ที่เป็ นข้ อ มู ล (Data) ข่า วสาร (Information) ก็ ต าม ดั งนั ้ น เทคโนโลยี
สารสนเทศจึงเป็ นเครื่องมือที่สามารถนำ าประโยชน์ มาสู่วงการศึกษา
คอมพิวเตอร์เพื่อกำรจัดกำรเรียนกำรสอน (Computer
-Managed Instruction)
การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้
ครู ผู้ส อนไม่ ต้ อ งเสี ย เวลากั บ การงานบริ ห าร ครู ผู้ ส อนจะได้ มี เ วลาไป
ปรับปรุงบทเรียนให้ทันสมัยและมีเวลาให้กับนั กเรียนมากขึ้น เช่น การ
จัดเลือกข้อสอบ การตรวจและให้คะแนนและวิเคราะห์ข้อสอบ การเก็บ
ประวัตินักเรียนเฉพาะวิชาที่สอนเพื่อดูพัฒนาการด้านการเรียนและการ
ให้คำา ปรึกษา และช่วยในการจัดทำา เอกสารเกี่ยวกับการเรียนการสอน
ของวิชาที่สอน รวมถึ งการนำ า คอมพิวเตอร์มาช่ วยในการจัด การเรีย น
การสอนจะทำาให้ครูผู้สอน
สามารถวิเคราะห์ผู้เรียนเพื่อออกแบบ และพัฒนาระบบการสอนได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ ตรงกับวัตถุประสงค์และความต้องการของผู้เรียน

หลั ก กำ รแล ะแน วคิ ดในก ำรผลิ ต และนำ ำ เสน อ สื่ อ ด้ ว ย
คอมพิวเตอร์
1.

เทคโนโลยีกำรใช้และกำรผลิตสื่อเพื่อกำรศึกษำ

เทคโนโลยีกำรสื่อสำร : กำรเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
โลกปั จจุ บั น มี ก ารเปลี่ ย นแปลงไปทุ ก ด้ า น โดย
ธรรมชาติแ ละโดยฝี มื อ มนุ ษ ย์ เอง ในขณะที่ มนุ ษ ย์ ส ามารถใช้ เครื่ อ ง
อำานวยความสะดวกมีความสุขสบายมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันธรรมชาติ
ก็ถูกทำาลายมากขึ้นเช่นเดียวกัน
ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ เทคโนโลยีการสื่อสารนั บ
ว่าเป็ นเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอย่างหนึ่ ง นั บ
ตั ้ ง แ ต่ ม นุ ษ ย์ ค้ น พ บ ร ะ บ บ ก า ร พิ ม พ์

แ ล ะ ก า ร ค้ น พ บ สั ญ ญ า ณ

คลื่ นแม่เหล็ กไฟฟ้ า จนกระทัง่ นำ า ผลการค้ นคว้า วิจัย มาใช้ พั ฒ นาอุ ป ก
รณ์อิเลคทรอนิ คส์ ตัง้ แต่ขนาดเล็กๆ
6
จนกระทัง่ ถึงเครื่องจักรยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งนำ าไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิถี
ชีวิตมนุษย์จากยุคสังคมเกษตรกรรมมาสู่ ยุค สังคมอุต สาหกรรม และ
ยุคข่าวสารหรือสารสนเทศในปั จจุบัน อัลวิน ทอฟเลอร์ นั กเขียนและ
นั กคิดคนสำาคัญได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับสารสนเทศไว้หลายประการ คือ
(ครรชิต มาลัยวงศ์, 2540 หน้ า 7)

- สังคมสารสนเทศ เป็ นสังคมที่ประชากรส่วนใหญ่ทำา งานเกี่ยว
กั บ สารสนเทศมากยิ่ งกว่ า ทำา งานในโรงงาน
หรือในงานเกษตร

อุ ต สาหกรรม

- งานส่วนใหญ่เป็ นงานบริการที่ใช้สมองมากกว่าแรงงาน
- การศึกษามีความสำาคัญมากในการเตรียมประชากรเข้าสู่สังคม
สารสนเทศ
นอกจากนี้ ทอฟเลอร์ ยังได้อธิบายถึงการมาของคลื่นลูกที่
สาม คือ การเปลี่ยนแปลงอันเป็ นอิทธิพลของการสื่อสารมวลชน ชีวิต
ครอบครัว และธุรกิจ เขาทำา นายว่า คนจะทำา งานในที่ทำา งานน้ อยลง
จะทำา งานที่ บ้ า นมากขึ้ น เพราะเทคโนโลยี ใ หม่ ๆ จะกำา หนดว่ า งาน
แต่ละงานนั ้นสามารถทำาได้โดยการอ่านคู่มือและคำา สัง่ ที่กำา หนดไว้แล้ว
และทำา โดยเครื่ องคอมพิ ว เตอร์ ซึ่ งจะมี เ ครื่ องอยู่ ที่ บ้ า นก็ ไ ด้ การ
โทรคมนาคมจะช่วยให้คนไม่ต้องเดินทางมากนั ก
คำา อธิ บ ายและคำา ทำา นายของ ทอฟเลอร์ น่ า จะเป็ นจริ ง
สำา หรั บ ชิ วิ ต สั ง คมสมั ย ใหม่ ใ นปั จจุ บั น ที่ เ ต็ ม ไปด้ ว ยเครื่ องมื อ สื่ อสาร
นานาชนิ ด ที่ ต่ า งก็ ถู ก ควบคุ ม ด้ ว ยชิ้ น ส่ ว นของอุ ป กรณ์ ค อมพิ ว เตอร์
ทำา ให้ ม นุ ษ ย์ ไ ด้ รั บ อิ ท ธิ พ ลของการสื่ อสารและวิ ธี ใ ช้ ที่ ช าญฉลาดเป็ น
เครื่องมือในการสื่อสารระหว่างกันนี้
เราอาจพอสรุ ป ได้ ว่ า เทคโนโลยี ก ารสื่ อสารมี ผ ลต่ อ การ
เปลีย
่ นแปลงทางสังคม อันเนื่ องมาจาก
1.

สังคมเข้าสู่ยุคสารสนเทศ (Information Age)

2. ความรู้ วิ ท ยาการต่ า งๆ มี ก ารพั ฒ นาเปลี่ ย นแปลงอย่ า ง
รวดเร็วอันเป็ นผลจากเครื่องอุปกรณ์ที่ทันสมัย

3.

ความก้ า วหน้ าทางเทคโนโลยี ส ารสนเทศ (โดยเฉพาะ

คอมพิวเตอร์) นำ าไปสู่การเผยแพร่ความรู้ ข่าวสารที่รวดเร็ว
4.

ค ว า ม ทั น ส มั ย ข อ ง ร ะ บ บ โ ค ร ง ส ร้ า ง พื้ น ฐ า น

(Infrastructure) เป็ นตัวเร่งให้มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีกำรผลิต กำรใช้ส่ ือเพื่อกำรศึกษำในอดีต - ปั จจุบัน
กำรผลิตและกำรใช้ส่ ือในอดีต
ระบบการสื่ อสารในอดี ต ซึ่ งแพร่ ก ระจายข่ า วสารความรู้
ต่างๆ ยังมีขอบเขตจำากัด เนื่ องจากอุปกรณ์ต่างๆ ยังไม่ได้รับการพัฒนา
ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเต็มที่และความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศยังมี
การค้นพบน้ อย ดังนั น
้ สื่อที่ใช้ในการสื่อสารเพื่อการศึกษายังคงเป็ นสื่อ
ดัง้ เดิมที่สะดวก หาง่ายและราคาถูกและมีความซับซ้อนน้ อย การผลิต
และการใช้ส่ ือในอดีตจึงมีลักษณะดังต่อไปนี้

1.

เน้ นการใช้ส่ ือบุคคล

7
(personal media) คือ อาศัยการ

พูดคุยแบบซึ่งหน้ า การสอนที่ ใช้ อุปกรณ์ อย่า งง่ าย เช่น การบรรยาย
การสนทนา ประกอบกับกระดานดำา
2.

เน้ นการใช้ ส่ ื อราคาถู ก หาง่ า ยในท้ อ งถิ่ น (Low cost

media) เช่น การใช้ของจริง แผนภูมิ กระดาษหรือวัสดุเขียนที่หาได้ใน
ท้องถิ่น
3. เน้ นการใช้ ส่ ื อเพื่ อการสอน มากกว่ า สื่ อเพื่ อการเรี ย น
เนื่ องจากกิจกรรมในชัน
้ เรียนทุกอย่างขึ้นอยู่กับ ผู้สอน จึงถือว่าสื่อเป็ น
เครื่องช่วยสอนอย่างหนึ่ งที่ขาดครูไม่ได้

4. เน้ นการใช้ส่ ือโสตทัศน์ เช่น เครื่องฉาย เครื่องเสียง
5.

ใช้ ส่ ื อมวลชนเป็ นหลั ก ในการเผยแพร่ ข่ า ว – สาร สู่

มวลชน โดยเป็ นการสื่ อ สารทางเดี ย ว ผู้ รั บ
กลับมาได้ (ขาดปฏิสัมพันธ์)

ไม่ ส ามารถสื่ อ สาร

กำรผลิตและกำรใช้ส่ ือกำรศึกษำในปั จจุบน
ั – อนำคต
การผลิตและการใช้ส่ ือในปั จจุบันมีแนวโน้ มที่เปลี่ยนไปจาก
เดิ ม เนื่ องจากมี ก ารค้ น พบสื่ อใหม่ ๆ ที่ ส ามารถส่ ง ข่ า วสารได้ อ ย่ า ง
สะดวกและรวดเร็วและเปิ ดโอกาสให้ผู้รับข่าวสาร มีอิสระในการรับส่ง
ข่าวสารมากขึ้น สรุปได้ดังนี้
1. เน้ นสื่อที่ผู้ รับสาร หรือ ผู้เรีย นสามารถศึ กษาด้ วยตนเอง
ได้ จากสื่อที่มีการออกแบบอย่างดี
2. การผลิ ต และการใช้ ส่ ื ออาศั ย เครื่ องมื อ อุ ป กรณ์ ด้ า น
สารสนเทศ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มาช่วยสนั บสนุนการผลิต เพื่อลด
เวลาให้สามารถทำางานได้รวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิผลมากขึ้นด้วย
3. การผลิตและการใช้ส่ ือมุ่งเน้ นผู้เรียนมากกว่าผู้สอน โดย
ยึดผู้เรียนหรือผู้ดูเป็ นศูนย์กลาง
4. สื่อมีราคาแพงและต้องการการลงทุนสูง แต่มีแนวโน้ มที่
จะถูกลงเรื่อยๆ
5. บุคคลมีอิสระในการรับข่าวสารและมีแนวโน้ มที่จะเรียก
ร้องสิทธิในการรับรู้ข่าวสาร และมีบทบาท
ใช้ส่ ือมากขึ้น

ในการมีส่วนร่วมในการ

6.

ใ ช้ สื่ อ ที่ มี ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร โ ต้ ต อ บ ก ลั บ ม า ก

ขึ้น(Interaction) คือ ผู้รับมีปฏิสัมพันธ์ทางด้านสื่อกับผู้รับสื่อ
7.

การแพร่ ก ระจายสื่ อ โดยใช้ ร ะบบเครื อ ข่ า ย (Network)

ทัง้ ระบบเครือข่ายที่ใช้สายเคเบิ้ล (on line) และที่ไม่ใช้สาย (off line)
ใช้ ร ะบบดาวเที ย ม (Sattelite) อิ น เตอร์ เ นต (Internet ) ติ ด ต่ อ และ
แลกเปลีย
่ นข้อมูลกันระหว่างสถานที่ห่างไกลกันได้ตลอดเวลา
เทคโนโลยีกำรผลิตและกำรใช้ส่ ือกำรศึกษำที่สำำคัญ
เทคโนโลยีที่สามารถนำ า มาใช้กับงานผลิตและใช้ส่ ือที่สำา คัญ
ได้แก่เทคโนโลยีต่อไปนี้
8
1.

ระบบคอมพิ ว เตอร์ ก ราฟิ ก (Computer graphic) เป็ น

ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประกอบด้วยภาพเสียงและภาพเคลื่อนไหว
2.

ระบบมั ล ติ มี เ ดี ย ในการนำ า เสนอชื่ อ และการเรี ย นรู้ (ทาง

ด้านเสียง ภาพนิ่ ง และภาพเคลื่อนไหว)
3.

ใ ช้ สื่ อ ผ ส ม กั น ร ะ ห ว่ า ง สื่ อ ช นิ ด ต่ า ง ๆ (Multi media)

มากกว่าจะใช้เพียงสื่อเดียว
4.

ในอนาคตมีแ นวโน้ มที่ จะเปลี่ ย นไปใช้ ส่ ื อที่ เป็ นสื่ อ อิ เล็ก

โทรนิ ค ส์ แทนการพิ มพ์ บ นแผ่ น กระดาษ เช่ น สื่อ ในรู ปของแผ่ น CD
ROM, VDO CD, Electronic Slide, Electronic Magazine
เป็ นต้น

5. การติดต่อกันมีแนวโน้ มที่จะเป็ นสื่อไร้สายมากยิ่งขึ้นเช่น
เดี ย วกั น เช่ น โทรศั พ ท์ มื อ ถื อ การสื่ อสารผ่ า นดาวเที ย ม หรื อ ระบบ
ไมโครเวฟ
6. เทคโนโลยีด้านสื่อมีอัตราล้าสมัยเร็วมากเมื่อเทียบกับสื่อ
ในสมัย ก่อ น จึ งต้ องมีหน่ วยงานที่ ติด ตามและศึ ก ษาเทคโนโลยี ใ หม่ ๆ
อย่างต่อเนื่ อง
สื่อที่ใช้ในงำนกำรศึกษำนอกระบบในอนำคต
1. การใช้ ส่ ื อบุ ค คลยั ง มี ค วามจำา เป็ นอยู่ แต่ จ ะลดปริ ม าณ
น้ อยลงเมื่อโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาไปอย่างทัว

ถึ ง ทุ ก พื้ นที่ ทั ้ ง นี้ เ พราะรั ฐ บาลจำา กั ด กำา ลั ง คนและงบ
ประมาณ
2. มีการใช้ส่ ือคอมพิวเตอร์เพื่อสนั บสนุนงานการศึกษานอก
ระบบ ในรูปแบบของสื่อทางไกลมากขึ้น
โทรศัพท์ไร้สาย

สื่ อระหว่ ำ ง บุ คคล – CAI, fax/modem, e-mail,
สื่อกลุ่ม

- ใช้วีดิโอโปรเจคเตอร์นำา เสนอภาพ

และเสียงวีดิโอ โดยผ่านช่องทางช่องเดียวกันในการประชุมสัมมนาหรือ
ฝึ กอบรม
สื่ อมวลชน

- มี ก ารแพร่ ก ระจายข่ า วสารผ่ า น

เครื อ ข่ า ยอิ น เตอร์ เ น็ ท มากขึ้ นทำา ให้ มี ค วาม
ข่าวสารและค้นคว้าหาข้อมูล
-

รวดเร็ ว ในการรั บ ส่ ง

วิทยุ โทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียง ยังคงมีอิทธิพลต่อชาว
บ้ า น แต่ ร ายการจะเปลี่ ย นแปลงไปเป็ นรายการข่ า วและ
รายการที่มีสารประโยชน์ ต่อชีวิตประจำาวันมากขึ้น อีก

- ทัง้ จะมีการจัดระบบให้มี

ปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมมากขึ้น หรือ ผู้

ชมมีโอกาสในการเป็ นผู้เลือกรายการที่ตนสนใจมากยิ่งขึ้น
3. ขณะนี้ รัฐบาลมีนโยบายในการจัดตัง้ ศูนย์ข้อมูลในระดับ
ท้องถิ่นมากยิ่งขึ้นและมีโอกาสเข้าไปใช้ประโยชน์ จากการค้นหาข้อมูล
จากแหล่ ง ข้ อ มู ล ต่ า งๆ ได้ อ ย่ า งรวดเร็ ว และตรงตามความต้ อ งการ
มากกว่าในอดีต
4.

เอ กช น จ ะ มี อิ ท ธิ พ ล ต่ อ กา รรั บ แ ล ะ ก า ร ป ร ะ ยุ ก ต์ ใ ช้

เทคโนโลยีใหม่ๆ มาก โดยอาศัยระบบขายตรง(direct sale) และการ
พัฒนาเป็ นเครือข่ายของเอกชนในการผลิตและการตลาด
9
5.

จะต้องมีการใช้ส่ ือสนั บสนุนการพัฒนาเพื่อการมีส่วนร่วม

มากกว่ า ในอดี ต (Development Participation) มี ก ารเรี ย กร้ อ งสิ ท ธิ
และต้ อ งการมี ส่ วนร่ ว มในโครงการพั ฒ นาต่ า งๆ (อบต. เป็ นองค์ ก รที่
เข้ มแข็งและจะเสนอโครงการตามความต้ อ งการของประชาชนได้ ใ น
ระบบ Botton Up แทนระบบ Top Down อันจะมีผลให้ประชาชนเห็น
ความจำาเป็ นของการแสวงหาข้อมูลข่าวสารท้องถิ่นมากขึ้น
2.กำรนำ ำคอมพิวเตอร์มำใช้ในงำนผลิตและนำ ำเสนอสื่อ
การผลิ ตและพั ฒ นาสื่อ เพื่ อ นำ า มาใช้ งานทางการศึ ก ษาตาม
ปกติ แ ล้ ว จะต้ อ งผ่ า นกระบวนการที่ จำา เป็ นทั ้ง 3 ขั ้น ตอน คื อ การ
วางแผนการผลิต การผลิตทางเทคนิ ค และการทดสอบสื่อก่อนนำ าไปใช้

จริง ซึ่งเป็ นขัน
้ ตอนการวัดผล – ประเมินผล เพื่อดูประสิทธิภาพของสื่อ
ทัง้ 3 ขัน
้ ตอนนี้ อาจกล่ า วได้ ว่า สามารถนำ า คอมพิ ว เตอร์ มาประยุ ก ต์
ใช้ได้ทุกขัน
้ ตอน แต่ขัน
้ ตอนที่จำาเป็ นต้องใช้มากที่สุด คือ ขัน
้ ตอนการ
ผลิตทางเทคนิ ค ซึ่งต้องอาศัยคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยสร้างตั วอักษร
ภาพกราฟิ ก ภาพนิ่ ง ภาพเคลื่อนไหว รวมทัง้ เสียงที่จะถูกออกแบบ
มาในรู ป ของสั ญ ญาณดิ จิ ต อล (Digital Data) รวมทั ้ง การทำา ข้ อ มู ล
ดิจิตอลทัง้ หมดมาผสมผสานกันในรูปของ มัลติมีเดีย (Multimedia) ใน
ที่นี้จะกล่าวถึง งานผลิตและพัฒนาสื่อต่างๆ ที่สามารถนำ า คอมพิวเตอร์
มาประยุกต์ใช้ดังต่อไปนี้
1. พิมพ์งำนเอกสำร (Printed material) เป็ นงานเตรียม
ต้น ฉบั บด้ วยคอมพิวเตอร์ แทนการพิ มพ์ แล้ วเลย์ เอาท์ล งบนกระดาษ
ซึ่งมีความล่าช้าและมีข้อเสียหลายประการ คือ เนื่ องจากต้องใช้ เวลา
และความชำานาญในการเลย์เอาท์เป็ นพิเศษ และหากมีข้อผิดพลาดจะ
แก้ไขได้ยากกว่า เช่นการแก้ไขคำาผิดการจัดคอลัมน์ และหน้ าใหม่ การ
แก้ไขตำาแหน่ งของภาพ การบีบข้อมูลให้ลงในตำา แหน่ งที่ต้องการ ฯลฯ
ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ การใช้คอมพิวเตอร์สามารถทำาได้ดีกว่า
โดยสรุปการใช้คอมพิวเตอร์ในงานออกแบบเอกสารสิ่งพิมพ์
อาจทำาได้ดังต่อไปนี้
1. ใช้คอมพิวเตอร์ออกแบบพิมพ์ตัวอักษร แล้วนำ ามาตัดแปะ
ลงบนกระดาษแบบตามคอลัมน์ และหน้ าที่ต้องการ เว้นกรอบภาพเอา
ไว้ เพื่อนำ าไปเลย์เอาท์อีกครัง้ บนแผ่นฟิ ล์ม ก่อนนำ าไปถ่าย
เพลท
2.ใช้ ค อมพิ ว เตอร์ อ อกแบบทั ้ง ตั ว อั ก ษรและภาพ
ทั ง้ หมด โดยจั ด หน้ าและคอลั ม น์ ใ นเครื่ อ งคอมพิ ว เตอร์ ต ามต้ อ งการ

รวมทัง้ หน้ าปกซึ่งอาจเป็ นภาพสี่สี เสร็จแล้วจึงส่งไปให้โรงพิมพ์ดำา เนิ น
การ
จัดพิมพ์ โดยใช้การส่งข้อมูลแผ่นดิสเก็ตไปดำาเนิ นการทำาเพลตและเข้า
เครื่อ งพิ มพ์ ต่อ ไป ภาพที่ จะนำ า มาพิมพ์ใ นเอกสารจะสแกนเข้ า เครื่ อ ง
คอมพิวเตอร์ เพื่อนำ าไปจัดหน้ าต่อไป
3.การสร้างหนั งสืออิเลคทรอนิ คส์ เป็ นวิธีแปลงไฟล์
ข้อมูลเอกสารที่จัดเลย์เอาท์ไว้แล้วเป็ นไฟล์แบบ Post scrip file (.pdf)
ซึ่งสามารถเปิ ดอ่านด้วยโปรแกรมพิเศษ เช่น acrobat reader บนหน้ า
จอคอมพิวเตอร์ได้ทันที โดยสามารถ ย่อ – ขยายได้และยังสามารถนำ า
ไปใส่ ไ ว้ ใ นโฮมเพจเพื่ อผู้ ใ ช้ ส ามารถเปิ ดอ่ า นทางอิ น เตอร์ เ น็ ตได้
เนื่ องจากแฟ้ มภาพ (.pdf) ต้องการเนื้ อที่หน่ วยความจำาน้ อยและยัง
10
สามารถพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ได้อีกด้วย ข้อมูลหนั งสือจำานวนมาก
จึงสามารถบรรจุไว้ในแผ่นซีดีได้เป็ นจำานวนหลายๆ เล่ม
โปรแกรมสำา เร็ จ (software) ที่ นำา มาใช้ เ พื่ องานออกแบบ
และจั ด หน้ าที่ นิ ย มมากที่ สุ ด คื อ โปรแกรม Page Maker เนื่ องจาก
สามารถจัดหน้ าได้สะดวก การกำาหนดคอลัมน์ และตัวอักษรได้ง่ายและ
รวดเร็ ว ส่ ว นโปรแกรมอื่ น ๆ ที่ นิ ย มใช้ กั น แต่ มี ลู ก เล่ น น้ อยกว่ า เช่ น
Microsoft word หรือ Word Perfect ซึ่งปกตินิยมใช้กับการสร้างเอก
สารทั ่ว ๆ ไปมากกว่ า ส่ ว นโปรแกรมสร้ า งแฟ้ มข้ อ มู ล .pdf ใช้ กั บ
โปรแกรม Adobe Acrobat

2. ง ำ น อ อก แ บ บ ศิ ล ป ก ร ร ม (Artwork desing) ก า ร
ออกแบบศิ ล ปกรรมเป็ นสื่ อ ประเภทกราฟิ กต่ า งๆ เช่ น ภาพโปสเตอร์
ชาร์ท แผนภูมิหรือภาพนิ่ ง ล้วนแต่เป็ นงานที่ต้องอาศัยความประณีต
และต้องใช้เวลาและฝี มือของช่างศิลป์ ในการออกแบบ แต่คอมพิวเตอร์
จะช่ ว ยทำา ให้ ก ารออกแบบง่ า ยขึ้ น โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง ผู้ อ อกแบบสื่ อ
กราฟิ กที่ ไ ม่ ใ ช่ ช่ า งศิ ล ป์
คอมพิวเตอร์ได้แก่
อักษร

งานศิ ล ปกรรมที่ ส ามารถสร้ า งขึ้ นโดย

- งานกราฟิ ก ภาพลายเส้ น กรอบ ระบายสี ภ าพและตั ว
- งานกราฟิ ก 3 มิ ติ ที่ ส ร้ า งเงาหรื อ พื้ นผิ ว ให้ เ ว้ า หรื อ นู น
เข้าไปภายในภาพ
- ภาพถ่ายหรือภาพที่มีโทนสีต่อเนื่ อง
โปรแกรมที่ นำา มาใช้ อ อกแบบงานศิ ล ปกรรมที่ นิ ย ม ได้ แ ก่
โปรแกรม Corel Draw, Ilustrater, freehand ฯลฯ ซึ่งสามารถสร้าง
านได้ ห ลายรู ป แบบ ส่ ว นภาพถ่ า ยหรื อ ภาพนิ่ ง นั ้ น จะใช้ โ ปรแกรม
Photoshop ซึ่งนิ ยม นำ ามาใช้ในงานตกแต่งภาพถ่าย
3. งำนออกแบบโปรแกรมกำรนำ ำเสนอข้อมูล เป็ นสื่อที่
เปลี่ยนรูปแบบที่เคยนำ าเสนอโดยสไลด์ หรือแผ่นโปร่งใสออกมาทางจอ
ฉายภาพทางเครื่องฉายวีดิโอ (Video Projecter) หรือ ดาต้าโชว์ (Data
shoe Projecter) การผลิ ต สื่ อเพื่ อการนำ า เสนอนี้ เ ป็ นการสร้ า งงาน
กราฟิ ก – ภาพถ่าย และเสียงเพื่อนำ าเสนอร่วมกันหรืออย่างใดอย่างหนึ่ ง
ที่ เ รี ย กว่ า Multimedia โปรแกรมที่ นำา เสนอข้ อ มู ล นี้ ไ ด้ แ ก่ Power
point Persuation ส่วน Macromind director เป็ นโปรแกรมสร้างภาพ
และนำ าเสนอแบบ Video – animation ที่มีภาพเคลื่อนไหว

วิธีกำรนำ ำสื่อคอมพิวเตอร์มำใช้ในกำรนำ ำเสนอสื่อทำงวิชำกำร

ดังต่อไปนี้

การนำ า สื่อคอมพิวเตอร์มาเสนอข้อมูลทางวิชาการอาจทำา ได้

1. นำ า ข้อมูลที่สร้างไว้ในคอมพิวเตอร์ ฉายออกทางเครื่อง
ฉายภาพวีดิโอโดยตรง วิธีนี้เพียงแต่นำาเครื่องคอมพิวเตอร์มาต่อเชื่อม
กับเครื่องฉายภาพวีดิโอแล้วควบคุมภาพให้ปรากฎบนจอทีละภาพ เช่น
เดี ย วกั บ การฉายสไลด์ ก็ จ ะทำา ให้ ก ารนำ า เสนอน่ าสนใจ และผู้ ใ ช้
สามารถปรั บ เปลี่ ย นภาพได้ โ ดยง่ า ย ปั จจุ บั น นี้ ค วามก้ า วหน้ าทาง
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทำา ได้ มีการนำ า เสนอรูปภาพพร้อมกับเสียงไป
พร้อมกันได้ เช่นเดียวกับสไลด์ประกอบเสียง โดยเรียกชุดอุปกรณ์นำา
เสนอนี้ ว่า “ multi media ” ซึ่งความจริ งก็คื อการนำ า ภาพนิ่ ง – ภาพ
เคลื่อนไหว มานำ าเสนอพร้อมๆ กับเสียงประกอบนั น
่ เอง
11
การบันทึกภาพและเสียงเก็บไว้ในแผ่น CD ROM สามารถ
ทำา ได้ ง่า ยด้ วยเครื่ อ ง “CD WRITER” ในปั จจุ บั น ทำา ได้ ไ ม่ สิ้ น เปลื อ ง
เนื้ อที่ในฮาร์ดดิสก์ และสามารถนำ า ติดตัวไปที่ต่างๆได้โดยง่าย จึงมีผู้
ผลิตแผ่น CD โปรแกรมต่างๆ ออกมาจำาหน่ ายเป็ นจำานวนมาก
2.

การนำ า ภาพและเสียงมาเสนออย่างต่อเนื่ องตัง้ แต่ต้นจน

จบด้ ว ยตั ว มั น เอง การสร้ า งโปรแกรมนำ า เสนอแบบนี้ สามารถใช้
โปรแกรมประเภท Authoring เช่ น Authoware / toolbook ซึ่ ง เป็ น
โปรแกรมสำาเร็จรูปมาช่วยในการผลิตอย่างง่ายและรวดเร็วมากกว่าการ
ใช้ ค อมพิ ว เตอร์ เ ขี ย น โปรแกรมบางโปรแกรมสามารถผลิ ต ภาพนำ า

เสนออย่างเดียว เช่น โปรแกรม”PowerPoint” ก็เป็ นที่นิยมกันทัว
่ ไป
แต่ไม่สามารถนำ ามาเสนอพร้อมกับเสียงได้
การพิมพ์ภาพหรือข้อมูลอื่นๆ ที่เตรียมไว้ให้อยู่ในรูปของ

3.

วั ส ดุ ฉ ายด้ ว ยเครื่ องบั น ทึ ก ฟิ ล์ ม (Film Recorder) หรื อ เครื่ องพิ ม พ์
เลเซอร์ ข าว-ดำา และสี แผ่ น ฟิ ล์ ม อาซิ เ ตท ใช้ นำา เสนอผลงานด้ ว ย
เครื่องสไลด์ หรือเครื่อง ฉายภาพข้ามศีรษะ
3. กำรผลิตและใช้โปรแกรมนำ ำเสนอ (Presentstrion Program)
- แ น ว ค ว า ม คิ ด เ กี่ ย ว กั บ ก า ร ใ ช้ ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ ใ น
Presentation
- การเตรียมข้อมูลและการเขียน สตอรีบ
่ อร์ด
- โ ป ร แ ก ร ม Presentation ที่ ใ ช้ ใ น ก า ร นำ า เ ส น อ ข้ อ มู ล
(Action, Direction, PowerPoint)
- การใช้โปรแกรม PowerPoint เพื่อการนำ าเสนอ
ลำำดับขัน
้ ตอนในกำรผลิตโปรแกรมนำ ำเสนอ
ศึกษาเนื้ อหา เรื่องที่จะผลิต
1. กำาหนดเป็ นหัวข้อและประเด็นย่อยๆ เพื่อนำ ามาใช้ทำาภาพ
2. สร้างบทหรือสตอรี่บอร์ดหยาบๆ ลงบนกระดาษโดยการ
ร่ า งภาพในกรอบว่ า มี ตั วอั ก ษรและภาพอย่ า งไร หรื อ มี เ สี ย งประกอบ
หรือไม่
3.

ดำา เนิ นการออกแบบภาพ – ตัวอักษร – เรื่อง ตามที่ได้

ออกแบบไว้ในสตอรี่บอร์ด ซึ่งอาจเป็ นภาพที่มีอยู่แล้วหรือภาพที่สร้าง
ขึ้นเอง

4.

สร้าง effect ต่างๆ เช่น การสร้าง Transition ของเฟรม

สไลด์ หรื อ สร้ า ง Build สำา หรั บ การเคลื่ อนที่ ข องตั ว อั ก ษรและภาพ
ภายในเฟรม
ข้อควรระวังในกำรออกแบบ
1.

พื ้น กั บ ตั ว อั ก ษร มี ก ารตั ด กั น อย่ า งเหมาะสม เช่ น ตั ว

อักษรสีดำาบนพื้นสีเหลือง อักษรขาวบนพื้น
ม่วง เป็ นต้น
2.

สีน้ำ าเงิน ฟ้ าอ่อนบนพื้นสี

ตัวอักษรควรมีขนาดใหญ่และอ่านง่าย ถ้าเลือกได้ควรใช้

ตัวอักษรที่มีความหนำ ขนาดตัวอักษรที่พอเหมาะถ้าเป็ นภาษาไทยควร
มี ข นาดประมาณ 50 Point ขึ้ นไป แบบตั ว อั ก ษรที่ ใ ช้ ไ ด้ ดี เช่ น
Eucrosia, Freesia UPC, หรือ DelIinea UPC และ Browallia UPC
3.

ในสไลด์ เฟรม ไม่ควรใช้ตัวหนั งสือหลายบรรทัดเกินไป

เช่น ใช้ประมาณ 5 – 10 บรรทัด
เล็กลงทำาให้อ่านบาก

ก็เพียงพอ มิฉะนั ้นตัวอักษรจะ

12
4.

พยายามใช้ภาพประกอบให้มาก เช่น ภาพกราฟิ ก ที่เป็ น

ชาร์ ท กราฟ Clip art หรือ เป็ นภาพถ่ า ย

ที่ Scan มา หรื อ ถ่ า ยจาก

กล้ อ งดิ จิ ต อล แต่ ภ าพกราฟิ กสี ห รื อ ภาพถ่ า ยที่ นำา มาใช้ ควรมี ค วาม
สัมพั น ธ์ กั บ เรื่ อ งที่ นำา เสนอ
แย่งความสำาคัญไป

มิ ฉะนั ้น แล้ ว ส่ ว นสำา คั ญ ในสไลด์ อ าจถู ก

5. ระวังไม่ใช้สีที่ตัดกันมากจนเกินไป อาจทำา ให้ดูไม่สบาย
ตา เช่น สีแดงเข้ม กับสีน้ำ าเงินเข้ม จะทำาให้ดูแล้วปวดตามาก

6. ไม่ ค วรสร้ า งการเคลื่ อนไหวให้ กั บ ตั ว อั ก ษรหรื อ ภาพใน
สไลด์มากจนเกินไป ผลที่ออกมาจะทำาให้ดูสับสน แล้วยังอาจสร้างความ
รำาคาญให้คนดูอีกด้วย
4. กำรใช้ระบบมัลติมเี ดียเพื่อกำรศึกษำ
ปั จจุบันคนไทยเริ่มเล็งเห็นความสำา คัญของความก้าวหน้ า
ทางเทคโนโลยี ซ่ ึ ง กำา ลั ง มี บ ทบาทมากขึ้ น โดยเฉพาะอิ ท ธิ พ ลต่ อ การ
ศึ ก ษาของไทย ซึ่ งไทยควรจะมี ก ารจั ด ทำา สื่ อเพื่ อเตรี ย มบุ ค ลากร
ทางการศึกษา คือ ครูและผู้บริหารการศึกษาให้ก้าวไปพร้อ มกั บความ
ก้าวหน้ าทางเทคโนโลยี
ตระหนั กถึ งการเชื่ อ มโยงระหว่ า งเทคโนโลยี มัล ติ มีเ ดี ย กั บ การศึ ก ษา
และบทบาทของครูกับนั กเรียนเพื่อที่จะนำ า เทคโนโลยีมาใช้อย่างคุ้มค่า
และเกิดประโยชน์ สูงสุด
เมื่ อกล่ า วถึ ง มั ล ติ มี เ ดี ย จะเป็ นสิ่ ง ที่ ก ว้ า งมาก
เนื่ องจากว่ า มั ล ติ มี เ ดี ย เกิ ด จากการนำ า ภาพ เสี ย ง ภาพนิ่ ง ภาพ
เคลื่ อ นไหว วิ ดี โ อมาผสมผสานเข้ า ด้ ว ยกั น แต่ เ นื่ องจากว่ า ปั จจุ บั น นี้
คอมพิวเตอร์กำาลังเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของคนเราเป็ นอย่างมาก ดัง
นั น
้ ถ้าหากได้ยินใครกล่าวถึงมัลติมีเดียคนทัว
่ ไป
มั ก จะนึ ก ถึ ง คอมพิ ว เตอร์ เ พี ย งอย่ า งเดี ย ว ซึ่ งจริ ง ๆ แล้ ว เป็ นความ
เข้าใจที่ผิด แต่ก็ได้มีนักการศึกษาหลาย ๆ ท่านได้ให้ความหมายของ
มัลติมีเดียไว้ดังนี้

มัล ติมีเ ดีย หมายถึง การนำ า องค์ ประกอบของสื่ อชนิ ด ต่า ง ๆ มาผสม
ผสานเข้าด้วยกัน ซึ่งประกอบด้วย ตัวอักษร ภาพนิ่ ง ภาพเคลื่อนไหว
เสียง วิดีโอ โดยผ่านกระบวนการทางระบบคอมพิวเตอร์ (ทวีศักดิ ์ กาญ
จนสุวรรณ. 2546)
มัลติมีเดีย คือ ระบบสื่อสารข้อมูลข่าวสารหลายชนิ ด โดยผ่านสื่อทาง
คอมพิ ว เตอร์ ซึ่ ง ประกอบด้ ว ย ข้ อ ความ ฐานข้ อ มู ล ตั ว เลข กราฟิ ก
ภาพเสียงและวิดีทศ
ั น์ (Jeffcoate. 1995)
มัลติมีเดีย คือ การใช้คอมพิวเตอร์ส่ ือความหมายโดยการผสมผสาน
สื่ อหลายชนิ ด เช่ น ข้ อ ความ กราฟ ภาพศิ ล ป์ (Graphic Art) เสี ย ง
ภาพเคลื่ อนไหว (Animation) และวิ ดี ทั ศ น์ เป็ นต้ น ถ้ า ผู้ ใ ช้ ส ามารถ
ควบคุ ม สื่ อ เหล่ า นี้ ใ ห้ แ สดงออกมาตามต้ อ งการได้ ร ะบบนี้ จ ะเรี ย กว่ า
มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์(InteractiveMultimedia) (Vaughan. 1993)
13

มั ล ติ มี เ ดี ย คื อ โปรแกรมซอฟต์ แ วร์ ที่ อ าศั ย คอมพิ ว เตอร์ เ ป็ นสื่ อใน
การนำ า เสนอโปรแกรมประยุ ก ต์ ซ่ ึ ง รวมถึ ง การนำ า เสนอข้ อ ความสี สั น
ภาพกราฟิ ก (Graphic images) ภาพเคลื่ อนไหว (Animation) เสี ย ง
(Sound) และภาพยนตร์วิดีทัศน์ (Full motion Video) (Hall. 1996)

กำรใช้ภำพดิจิตอลอิมเมจ
โครงสร้ำงของดิจิตอล
- ภาพวาด เป็ น Vector

เกิดจากการลากเส้นเชื่อมระหว่าง

จุ ด โดยกำา หนดเป็ นจุ ด x, y ภาพที่ เ กิ ด จากโปรแกรม Ilustrator,
freehand หรือ Corel Draw
- ภาพถ่าย เป็ น Raster เกิดจากจุดวางเรียงกันไป เรียกว่า
pixel หรื อ เป็ น Bitmap เช่ น โปรแกรม Photoshop หรื อ โปรแกรม
อื่นๆ
- Pixel คือ หน่ วยของภาพที่มีลักษณะเป็ นรูปทรงสี่เหลี่ยม
ประกอบกัน เพื่ อให้เกิดเป็ นภาพถ่ า ยขึ้ น ภาพที่ เกิ ด ขึ้ น แบบ Raster
จึงต้องให้ความสำาคัญต่อความละเอียดของภาพ (Resolution) มากกว่า
ภาพที่เป็ นแบบ Vector
หน่ วยของควำมละเอียดของภำพ
คิ ด เป็ นจำา นวน pixels ต่ อ นิ้ ว (pixels per inch) เช่ น 72
ppi ซึ่ งเป็ นค่ า เริ่ ม ต้ น ขนาดของภาพโปรแกรม Photoshop (ค่ า
Defalut )
1.

ความละเอียดของภาพขึ้นอยู่กับการ set up การแสดง

ผลบนจอมอนิ เ ตอร์ โดยปกติ จ อคอมพิ ว เตอร์ มี ก ารแสดงผลราย
ละเอียดต่างๆ กัน ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติการ์ดแสดงผล (display card)
ทีอ
่ ยู่ใน CPU ซึ่งผู้ใช้สามารถเปลี่ยนความละเอียดได้หลายขนาด คือ
- 640 x 480 pixels

(Standard VGA)

- 1024 x 768 pixels

(Super VGA)

- 800 x 600 pixels
- 1280 x 1024 pixels

(Super VGA)
(Super VGA)

- 1600 x 1200 pixels
2.

(Super VGA)

ปริ ม าณของสี ที่ เ สดง (Color pallette) สี ที่ แ สดงบนจอ

มอร์นิเตอร์ สามารถปรับได้หลายขนาด คือ
- 16 สี
- 256 สี
- 1607 ล้านสี
- หลั กการสำา คั ญ ก็ คื อ ยิ่ งจำา นวน pixels และสี ยิ่ง
มากก็ จะทำา ให้ ได้ ภาพที่ ดี ใ นทางปฏิ บั ติ หากแสดงสี 256 สี ในขนาด
รายละเอียด 1024 x 768 อาจแสดง 16 สี ที่ความละเอียดถึง 1280 x
1024
- คำาถามว่าการเลือกภาพที่ดีควรมีรายละเอียดและสี
เท่ า ใด ซึ่ งขึ้ น อยู่ กั บ ว่ า จะใช้ ภ าพอย่ า งไรด้ ว ย ในกรณี ข องภาพจาก
Video Projector ซึ่งบางครัง้ ก็มีข้อจำากัดในการแสดงผล
14
3. ป ระ เภ ท ข อ ง file ภ า พ แ ล ะ คุ ณ ส ม บั ติ ข อ ง Digital
Image ภาพที่ถูกบันทึกโดยโปรแกรมต่างๆ จะมีช่ ือ file ภาพแตกต่าง
กัน ไปและมี คุณ สมบัติ ทางด้ านการบี บอั ดข้ อมู ล(Compress file) และ
การนำ าไปใช้ที่แตกต่างกันด้วย
- Tif file ( .tif)
- Jpeg file ( .Jpg, .jpeg)
- Gif file ( .gif)
- Bmp file( .bmp, .rle)

- Pcx file ( .pcx)
- Pict file ( .pct, pic)
- Photoshop file ( .psd , .pdd)
- ไฟล์ ภ าพชนิ ด ที่ มี ห น่ ว ยความจำา มากๆ เช่ น .tif,
.pict จะใช้ ใ นการตกแต่ ง ภาพและ Print out ในเครื่ อง พิ ม พ์ ที่ มี
คุณภาพ
- ไฟล์ภาพบางชนิ ดที่ต้องการพื้นที่น้อย จะนิ ยมใช้
งานในโปรแกรมที่รันภายใต้อินเตอร์เนต เช่น .jif และ .jpg เป็ นต้น
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็ นกระบวนการเรียนการสอน โดย
ใช้ ส่ ื อคอมพิ ว เตอร์ ในการนำ า เสนอเนื้ อหาเรื่ องราวต่ า งๆ มี ลั ก ษณะ
เ ป็ น ก า ร เ รี ย น โ ด ย ต ร ง แ ล ะ เ ป็ น ก า ร เ รี ย น แ บ บ มี ป ฏิ สั ม พั น ธ์
(Interactive) คื อ สามารถ โต้ ต อบระหว่ า งผู้ เ รี ย นกั บ คอมพิ ว เตอร์ ไ ด้
เช่ น เดี ย วกั บ การสอนระหว่ า งครู กั บ นั ก เรี ย นที่ อ ยู่ ใ นห้ อ งตามปกติ
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีหลายประเภทตามวัตถุประสงค์ที่จะให้นักเรียน
ได้เรียน กล่าวคือ ประเภทติวเตอร์ ประเภทแบบฝึ กหัด ประเภทการ
จำาลอง ประเภทเกม ประเภทแบบทดสอบซึ่งในแต่ละประเภทก็มีจุดมุ่ง
หมายในการให้ความรู้แก่ผู้เรียนแต่วิธีการที่แตกต่างกันไป ข้อดี
ของการใช้ ค อมพิ ว เตอร์ ช่ ว ยสอนคื อ ช่ ว ยลดความแตกต่ า งระหว่ า งผู้
เรียน เช่นผู้ที่มีผลการเรียนตำ่า ก็สามารถชดเชยโดยการเรียนจากบท
เรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้ และสำาหรับผู้มีผลการเรียนสูงก็สามารถ
เรียนเสริมบทเรียนหรือเรียนล่วงหน้ าก่อนที่ผู้สอนจะทำาการสอนก็ได้

ประโยชน์ ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีประโยชน์ ต่อกำรเรียนกำรสอน
ดังนี ้
-

สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้
ดึงดูดความสนใจ โดยใช้เทคนิ คการนำ า เสนอด้วยกราฟิ ก ภาพ

เคลื่อนไหว แสง สี เสียง สวยงามและเหมือนจริง
-

ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และสามารถเข้า ใจเนื้ อหาได้ เร็ว

ด้วยวิธท
ี ี่ง่ายๆ

-

15
ผู้เรียนมีการโต้ตอบ ปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ และบทเรียนฯ

มี โ อกาสเลื อ ก ตั ด สิ น ใจ และได้ รั บ การเสริ ม แรงจากการได้ รั บ ข้ อ มู ล
ย้อนกลับทันที
-

ช่ ว ยให้ ผู้ เ รี ย นมี ค วามคงทนในการเรี ย นรู้ สู ง เพราะมี โ อกาส

ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง ซึ่งจะเรียนรู้ได้จากขัน
้ ตอนที่ง่ายไปหายาก
ตามลำาดับ
-

ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามความสนใจ และความสามารถของ

-

ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อคนเอง ต้องควบคุมการ

-

สร้างความพึงพอใจแก่ผู้เรียน เกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียน

ตนเอง บทเรียนมีความยืดหยุ่น สามารถเรียนซำ้าได้ตามที่ต้องการ
เรียนด้วยตนเอง มีการแก้ปัญหา และฝึ กคิดอย่างมีเหตุผล
-

์ างการเรียน ได้อย่างรวดเร็ว เป็ นการ
สามารถรับรู้ผลสัมฤทธิท

ท้าทายผู้เรียน และเสริมแรงให้อยากเรียนต่อ

-

ให้ ค รู มี เ วลามากขึ้ น ที่ จ ะช่ ว ยเหลื อ ผู้ เ รี ย นในการเสริ ม ความรู้

-

ประหยัดเวลา และงบประมาณในการจัดการเรียนการสอน โดย

หรือช่วยผู้เรียนคนอื่นที่เรียนก่อน
ลดความจำา เป็ นที่จะต้องใช้ครูที่มีประสบการณ์ สูง หรื อเครื่ องมือ ราคา
แพง เครื่องมืออันตราย
-

ลดช่ อ งว่ า งการเรี ย นรู้ ร ะหว่ า งโรงเรี ย นในเมื อ ง และชนบท

เพราะสามารถส่งบทเรียนฯ ไปยังโรงเรียนชนบทให้เรียนรู้ได้ด้วย

สรุป
แนวโน้ มในกำรนำ ำ คอมพิ ว เตอร์ ม ำใช้ ใ นกำรศึ ก ษำใน
ปั จจุบันและอนำคตจะเป็ นรูปแบบของกำรเรียนกำรสอน โดยนำ ำ
เ อ ำ เ ท ค โ น โ ล ยี ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ ม ำ ผ ส ม ผ ส ำ น กั บ เ ท ค โ น โ ล ยี
อินเทอร์เน็ ต เนื่ องจำกเทคโนโลยีอิ นเทอร์เน็ ตมีลักษณะเฉพำะ
คือ มีควำมสำมำรถในกำรนำ ำ เสนอข้อมูลผ่ำนระบบ World Wide
Web ในกำรใช้เพื่อกำรจัดกำรเรียนกำรสอนผ่ำนเว็บ (Web-Based
Instruction : WBI) หรื อ E-learning ซึ่ ง วงกำรศึ ก ษำคงจะหลี ก
เลี่ยงได้ยำกยิ่ง

*********************************

อ้ำงอิง
-กิดานั นท์

มลิทอง. เทคโนโลยีกำรศึกษำและนวัตกรรม . พิมพ์ครัง้

ที่ 2 กรุงเทพฯ อรุณการพิมพ์ .2543
- ไพรัช ธัชยพงษ์และพิเชษ ดุรงคเวโรจน์. เทคโนโลยีสำรสนเทศ
เพื่อกำรศึกษำ. ศูนย์เทคโนโลยี
อิเล็กทรอนิ กส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ .2541
-ตวงแสง ณ นคร. กำรใช้ส่ ือกำรสอน. สำานั กพิมพ์มหาวิทยาลัย
รามคำาแหง .กรุงเทพฯ .2542
-ดิเรก ธีระภูธร . กำรใช้คอมพิวเตอร์ในวงกำรศึกษำ. [On-Line]
Available:
http://www.edu.nu.ac.th/wbi/366514/index.htm
ที่มา : NECTEC’s Web Based Learning
con=922

http://www.bmaeducation.in.th/content_view.aspx-

มัลติมีเดียคอมพิวเตอร์กับกำรศึกษำ
ปั จจุบันคนไทยเริ่มเล็งเห็นความสำาคัญของความก้าวหน้ าทาง
เทคโนโลยีซ่ ึงกำาลังมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะอิทธิพลต่อการศึกษา
ของไทย ซึ่งไทยควรจะมีการจัดทำาสื่อเพื่อเตรียมบุคลากรทางการ
ศึกษา คือ ครูและผู้บริหารการศึกษาให้ก้าวไปพร้อมกับความก้าวหน้ า

ทางเทคโนโลยี ตระหนั กถึงการเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีมัลติมีเดีย
กับการศึกษา และบทบาทของครูกับนั กเรียนเพื่อที่จะนำ าเทคโนโลยีมา
ใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ สูงสุด
เมื่อกล่าวถึงมัลติมีเดีย จะเป็ นสิ่งที่กว้างมาก เนื่ องจากว่ามัลติมีเดีย
เกิดจากการนำ าภาพ เสียง ภาพนิ่ ง ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอมาผสมผสาน
เข้าด้วยกัน แต่เนื่ องจากว่าปั จจุบันนี้คอมพิวเตอร์กำาลังเข้ามามีบทบาท
กับชีวิตของคนเราเป็ นอย่างมาก ดังนั น
้ ถ้าหากได้ยินใครกล่าวถึง
มัลติมีเดียคนทัว
่ ไปมักจะนึ กถึงคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว ซึ่งจริง ๆ
แล้วเป็ นความเข้าใจที่ผิด แต่ก็ได้มีนักการศึกษาหลาย ๆ ท่านได้ให้
ความหมายของมัลติมีเดียไว้ดังนี้
มัลติมีเดีย หมายถึง การนำ าองค์ประกอบของสื่อชนิ ดต่าง ๆ มาผสม
ผสานเข้าด้วยกัน ซึ่งประกอบด้วย ตัวอักษร ภาพนิ่ ง ภาพเคลื่อนไหว

เสียง วิดีโอ โดยผ่านกระบวนการทางระบบคอมพิวเตอร์ (ทวีศักดิ ์ กาญ
จนสุวรรณ. 2546)
มัลติมีเดีย คือ ระบบสื่อสารข้อมูลข่าวสารหลายชนิ ด โดยผ่านสื่อทาง
คอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วย ข้อความ ฐานข้อมูล ตัวเลข กราฟิ ก
ภาพเสียงและวิดีทศ
ั น์ (Jeffcoate. 1995)
มัลติมีเดีย คือ การใช้คอมพิวเตอร์ส่ ือความหมายโดยการผสมผสาน
สื่อหลายชนิ ด เช่น ข้อความ กราฟ ภาพศิลป์ (Graphic Art) เสียง
ภาพเคลื่อนไหว (Animation) และวิดีทัศน์ เป็ นต้น ถ้าผู้ใช้สามารถ
ควบคุมสื่อเหล่านี้ให้แสดงออกมาตามต้องการได้ระบบนี้จะเรียกว่า
มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์(InteractiveMultimedia) (Vaughan. 1993)

มัลติมีเดีย คือโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่อาศัยคอมพิวเตอร์เป็ นสื่อใน
การนำ าเสนอโปรแกรมประยุกต์ซ่ ึงรวมถึงการนำ าเสนอข้อความสีสัน
ภาพกราฟิ ก (Graphic images) ภาพเคลื่อนไหว (Animation) เสียง
(Sound) และภาพยนตร์วิดีทัศน์ (Full motion Video) (Hall. 1996)

สรุป
แนวโน้ มในการนำ าคอมพิวเตอร์มาใช้ในการศึกษาในปั จจุบันและอนาคต
จะเป็ นรูปแบบของการเรียนการสอน โดยนำ าเอาเทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์ มาผสมผสานกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ ต เนื่ องจาก
เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ ตมีลักษณะเฉพาะ คือ มีความสามารถในการนำ า
เสนอข้อมูลผ่านระบบ World Wide Web ในการใช้เพื่อการจัดการ
เรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-Based Instruction : WBI) หรือ Elearning ซึ่งวงการศึกษาคงจะหลีกเลี่ยงได้ยากยิ่ง