http://www.oknation.

net/blog/uthai/2008/10/15/entry-1/ 08032010

สำำคัญทีใ่ จ ใจดี....มิใช่ดีใจเมื่อได้-ร้องให้เมื่อเสีย

มะโน บุพพัง คะมำ ธรรมำ
มะโน เสตถำ มะโน มะยำ
มะนะสำ เจปะ ทุเถนะ
ตะโตนัง ทุกขะ มันเวติ
จักกังวะ วะหะโต ปะทัง
ได้ใจควำมแปลว่ำ ธรรมทัง
้ หลำยมีใจเป็ นใหญ่ ธรรมทัง
้ หลำยมีใจเป็ น
หัวหน้ำ สำำเร็จแล้วด้วยใจ
ถ้ำว่ำบุคคลใดมีใจเลวแล้วจะพูดอยู่ก็ตำม กำำลังพูดอยู่ก็ตำม ควำมเลว
นัน
้ ๆ ย่อมติดตัวไปเหมือนดังเงำตำมตัวบุคคลนัน
้ ไป เหมือนดังล้อ
เกวียนหมุนเวียนไปตำมร้อยเท้ำของวัว ตัวทีล
่ ำก เกวียนไปเช่นนัน
้ แล

มะโม บุพพัง คะมำ ธรรมำ
มะโน เสฅถำ มะโนมะยำ
มะนะสำ เจปะ ทุเถนะ
พระสติวำ กะโรติวำ
ตะโตนัง สุขขะ มันเวติ
สำยำวะ อะนุปำยินิ
ได้ใจควำมแปลว่ำ ธรรมทัง
้ หลำยมีใจเป็ นใหญ่ ธรรมทัง
้ หลำยมีใจเป็ น
หัวหน้ำ สำำเร็จแล้วด้วยใจ
ถ้ำว่ำบุคคลใดมีจิตใจแจ่มใสแล้ว จะหยุดอยู่ ก็ตำม กำำลังพูดอยู่ก็ตำม
ควำมแจ่มใสนัน
้ ๆ ก็คือ ควำมสุขย่อมติดตัวบุคคลนัน
่ ไปเหมือนดังเงำ
ตำมตัวบุคคลนัน
้ ไปเช่นนัน
้ แล

ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นัน
้ เห็นเรำ (ปฎิจจสมุปบำท)

ผู้ใดเห็น ปฏิจจสมุปบำท ผู้นัน
้ เห็นพระพุทธเจ้ำ
โยธัมมังปั สสติ โสมังปั สสติ

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=539069

โยธัมมังปั สสติ ผู้ใดเห็นธรรม โสมังปั สสติ ผู้นัน
้ เห็นเรำ
โยมังปั สสติ ผู้ใดเห็นเรำ โสธัมมังปั สสติ ผู้นัน
้ เห็นธรรม ดัง่ นี้
ทุกกำลสมัย นับตัง
้ แต่ในสมัยทีพ
่ ระพุทธเจ้ำ
ยังทรงดำำรงพระชนม์ชีพอยู่ เมื่อสองพันห้ำร้อยปีกว่ำมำแล้ว
ตลอดจนถึงในสมัยปั จจุบัน และในสมัยต่อไปในอนำคต ก็คงเป็ นเช่น
เดียวกัน
ในสมัยพุทธกำลนัน
้ แม้ผู้ทีไ
่ ด้เห็นพระพุทธเจ้ำ
ได้เข้ำเฝ้ ำพระพุทธเจ้ำ แม้ว่ำจะใกล้ชิดเพียงใด
ถ้ำจิตใจปรำศจำกพุทธำนุสสติ ธรรมำนุสสติ สังฆำนุสสติ
จิตใจไม่ถึงสรณะคือทีพ
่ ึง
่ อันเป็ นเครื่องนำ ำให้เป็ นศีล เป็ นสมำธิ เป็ น
ปั ญญำ
เป็ นวิมุติข้ึนทีต
่ นเองดังกล่ำว ก็ช่ ือว่ำไม่ได้เห็นธรรมไม่ได้เห็น
พระพุทธเจ้ำ
แม้จะเห็นพระกำยเนื้ อของพระองค์ ก็ช่ ือว่ำไม่รู้จักพระพุทธเจ้ำ ไม่รู้จัก
พระธรรม

กำรปฏิบัติของผู้มีสัมมำทิฏฐิ กิจทีพ
่ ึงกระทำำทุกวัน

" อานนท์ จงรู้เถิดว่าธรรมที่เรากล่าวนั้น
ง่ายสำาหรับผู้มีปัญญา ไม่หลงตัวตนอาลัยอาวรณ์
หลงตัวเพลิดเพลิน
ผู้น้ันจึงรู้ว่าธรรมของพระองค์ง่าย ฟั งแลูวไพเราะ
ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อนล่่มลึก แต่ก็ยากสำาหรับคน
ประชาชนผู้หลงใหลในตัวตน อย่่ในความ
ประมาทล่่มหลง จึงรู้ธรรมปฏิจจสม่ปบาทไดูยาก
เป็ นของที่เขูาไม่ถึงธรรมอันนี้ เลยตลอดชีวิตของ

เขาเหล่านั้นเพราะความมีตัวตน อาลัยอาวรณ์
สน่กเพลิดเพลินอย่้ "

ปฏิจจสมุปบาท

กำรทีส
่ ิง
่ ทัง
้ หลำยอำศัยซึง
่ กันและกัน จึงมีตัวกฎ
หรือสภำวะ ปฏิจจสมุปบำท
หลักปฏิจจสม่ปบาทมี 2 นัย
นัยหนึ่ งคือจากอวิชชา จึงมีสง
ั ขาร นัยหนึ่ งคือความเกิด ของธรรมชาติ
นัยที่สองคือการตรัสรู้ธรรมของธรรมชาติคือความดับ
ตอนตูนแสดง ความเกิดของสม่ทัย ( ตัณหา )
ตอนทูายแสดงถึงการตรัสรู้ธรรมคือ นิ โรธวาร อน่โลมปฏิโลมปฏิจจสม่
ปบาท
องค์ประกอบ 12 ข้อของปฏิจจสมุปบำทนัน

นับตัง
้ แต่อวิชชำ ถึง ชรำมรณะเท่ำนัน
้ ( คือ อวิชชำ สังขำร>วิญญำณ>นำม
รูป>สฬำตนะ>ผัสสะ>เวทนำ>ตัณหำ>อุปำทำน> ภพ>ชำติ>ชรำมรณะ ) ส่วน
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปำยำส (ควำมคับแค้นใจ) เป็นเพียงตัวพลอย
ผสม เกิดแก่ผู้มีอำสวกิเลสเมื่อมีชรำมรณะแล้ว เป็นตัวกำรหมักหมม อำสวะซึง

เป็นปั จจัยให้เกิดอวิชชำหมุนวงจรต่อไปอีก

ตรัสในรูปย้อนลำำดับ ( คือชักปลำยมำหำต้น ) เป็น( ชรำมรณะ< ชำติ < ภพ <
อุปำทำน < ตัณหำ < เวทนำ < ผัสสะ < สฬำยตน < นำมรูป < วิญญำณ <สังข
ำร< อวิชชำ )

อำศัย
อำศัย
อำศัย
อำศัย
อำศัย
อำศัย
อำศัย
อำศัย
อำศัย
อำศัย

ควำมพอใจ จึงเกิด ควำมอยำก
ควำมอยำก จึงเกิด กำรแสวงหำ
กำรแสวงหำ จึงเกิด ลำภ
ลำภ จึงเกิด กำรตกลงใจ
กำรตกลงใจ จึงเกิด ควำมรักใคร่ผูกพัน
ควำมรักใคร่ผูกพัน จึงเกิด กำรพะวง
กำรพะวง จึงเกิด กำรยึดถือ
กำรยึดถือ จึงเกิด ควำมตระหนี่
ควำมตระหนี่ จึงเกิด กำรป้ องกัน
กำรป้ องกัน จึงเกิด อกุศลธรรม

- จิตทีฉ
่ ลำด มีปัญญำ มีเหตุผล สงบเย็น
- จิตทีไ
่ ม่ฉลำด ใจเศร้ำหมอง ขุ่นมัวฟ้ ุงซ่ำน
วิญญาณ (การรู้แจูง)

คือ การรับรู้/รู้แจูงในอารมณ์ท่ีมากระทบในทวารทั้ง 6 คือ
ทางตา - จักข่วิญญาณ
ทางเสียง - โสตวิญญาณ
ทางจม้ก - ฆานวิญญาณ
ทางลิ้น - ชิวหาวิญญาณ
ทางกาย - กายวิญญาณ
ทางใจ - มโนวิญญาณ

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful