You are on page 1of 35

ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 1

ปฏิบัติการสรีรวิทยาที่ 1
เรื่อง การตรวจรีเฟล็กซและการรับความรูสึก
(Reflex and Sensory Examinations)
ผศ.ดร.นิวัติ เทพาวราพฤกษ
ดร. พรนรินทร เทพาวราพฤกษ
ดร.อรระวี คงสมบัติ
วัตถุประสงค
หลังจากไดฝก ปฏิบัตกิ ารนี้แลวนิสิตจะสามารถ
1. ทดสอบและรายงานผลการตรวจรีเฟล็กซชนิดตางๆ ไดอยางถูกตอง
2. ทดสอบระบบประสาทรับความรูสึกกายทั้ง superficial, deep และ cortical sensation และแปลผลการทดสอบ
ไดอยางถูกตอง
3. ทดสอบความชัดเจนของสายตา (visual acuity) โดยการใช Snellen’s chart และแปลผลการทดสอบไดอยาง
ถูกตอง
4. ทดสอบความผิดปกติของการแยกสีดวย Ishihara’s test และแปลผลการทดสอบไดอยางถูกตอง
5. ทดสอบ blind spot ได และสามารถอธิบายผลการทดสอบไดถูกตอง
6. ทดสอบการไดยนิ โดยวิธี Rinne’s test และ Weber’s test พรอมแปลผลการทดสอบในแตละวิธีไดวาผิดปกติ
หรือปกติอยางไร
ตอนที่ 1 การตรวจรีเฟล็กซ (reflex testing)
หลักการและเหตุผล
รีเฟล็กซ (เอกพจน = reflex, พหูพจน = reflexes) หมายถึงกระบวนการตอบสนองแบบอัตโนมัติของรางกายตอสิ่ง
กระตุน (adequate stimulus) จากสิ่งแวดลอมภายนอก ผลการตอบสนองจะมีลกั ษณะจําเพาะขึ้นอยูกับการทํางานของอวัยวะ
ตอบสนอง (effector organ) การตอบสนองของรีเฟล็กซมกั เกิดขึน้ โดยควบคุมไมได หรืออยูนอกอํานาจจิตใจ และอยางรวดเร็ว
เพียงไมกมี่ ลิ ลิวนิ าที ขึ้นอยูกับความเร็วในการนําสัญญาณประสาทและจํานวนซินแนปส (synapse) ภายในวงจรรีเฟล็กซ
เชน
ประโยชนของรีเฟล็กซบางชนิดก็เพื่อปกปองอันตรายตอรางกายจากตัวกระตุนที่ทาํ ใหเกิดการบาดเจ็บหรือเจ็บปวด
withdrawal reflex, gag reflex และ corneal reflex เปนตน รีเฟล็กซบางชนิดชวยควบคุมการทรงตัวและบางชนิดชวยความ
สมดุลยของรางกาย การตรวจรีเฟล็กซในทางคลีนิคจะมีประโยชนในการชวยวินิจฉัยหรือพยากรณโรคบางอยางได และเปน
การตรวจอยางงายโดยไมตองใชเครื่องมือทีย่ ุงยากซับซอน
วงจรรีเฟล็กซ (reflex arc)
วงจรรีเฟล็กซถือวาเปนองคประกอบอยางงายของระบบประสาท
สวนประกอบที่สาํ คัญของวงจรรีเฟล็กซมี 5 สวนคือ

ที่สามารถควบคุมการทํางานโดยอัตโนมัติ

ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 2

1. ตัวรับความรูสึก (sensory receptor) เปนสวนปลายของใยประสาท dendrite ของเซลลประสาทรับความรูสกึ ซึ่งทํา
หนาที่แปลงสัญญาณการกระตุนใหเกิดเปนสัญญาณไฟฟาเพื่อนําเขาศูนยรีเฟล็กซ ตัวรับความรูสึกมีหลายชนิด อาทิ
เชน muscle spindle ในกลามเนื้อลาย, Golgi tendon organ (GTO) ในเอ็นของกลามเนื้อลาย, free nerve ending
ในผิวหนังหรือบริเวณเยื่อบุ เปนตน
2. วิถีประสาทนําเขา (afferent pathway) หมายถึงเสนประสาทที่นํากระแสประสาทจากตัวรับความรูสึกผานตัวเซลล
ประสาทรับความรูสกึ (sensory neuron) ไปยังศูนยรีเฟล็กซ ใยประสาทนําเขามีหลายขนาด (แบงตามขนาด
เสนผาศูนยกลาง) และมีทั้งชนิดที่มีเยื่อไมอิลิน (myelinated fiber) และชนิดที่ไมมีเยื่อไมอิลนิ (non-myelinated
fiber) หุมรอบเสนใยประสาท ตัวเซลลประสาทของเสนประสาทนําเขาสวนใหญมกั พบอยูบริเวณระบบประสาทรอบ
นอก (peripheral nervous system, PNS) เชน dorsal root ganglion, retina, trigeminal ganglion เปนตน
3. ศูนยรีเฟล็กซ (reflex center) เปนศูนยรวมของการเชื่อมตอของเซลลประสาทจากปลายประสาทของเสนประสาท
นําเขา ซินแนปส เซลลประสาทเชื่อมตอ (interneurons) และตัวเซลลประสาทมอเตอร (อาทิเชน α-motoneuron)
ศูนยรีเฟล็กซอยูท ี่กานสมอง (brain stem) หรือไขสันหลัง (spinal cord) ระดับตาง ๆ แลวแตชนิดของรีเฟล็กซ
4. วิถีประสาทขาออก (efferent pathway) หมายถึงเสนประสาทที่นํากระแสประสาทออกจากตัวเซลลประสาท
มอเตอรสงผานบนใยประสาท (motor nerve fibers) ไปกระตุนใหอวัยวะตอบสนองทํางาน
5. อวัยวะตอบสนอง (effector organ) หมายถึงอวัยวะที่แสดงการตอบสนองของรีเฟล็กซนั้นๆ เชน กลามเนือ้ ลาย
(stretch reflex), กลามเนื้อเรียบชนิด sphincter ที่ iris (papillary reflex), กลามเนื้อหัวใจ (รีเฟล็กซควบคุมความดัน
โลหิต), หรืออาจเปนตอม (glands) เปนตน
ตัวรับความรูส ึก

วิถีประสาทนําเขา

ศูนยรเี ฟล็กซ

Dorsal root
ganglion cell

วิถีประสาทขาออก
เสนประสาทมอเตอร

อวัยวะตอบสนอง
กลามเนือ้ ลาย

เสนประสาทรับความรูส ึก
เซลลประสาท
อัลฟารมอเตอร

muscle spindle

กระแสประสาท
ศักยเฉพาะที่

กระแสประสาท

ศักยเฉพาะที่ (EPSP)

กระแสประสาท

ศักยเฉพาะที่ (EPP)

รูปที่ 1 องคประกอบพื้นฐานของ deep reflex (หรือ monosynaptic stretch reflex) ที่มีตัวรับคือ muscle spindle อยู
ในกลามเนื้อลาย มีจุดซินแนปสที่ระบบประสาทสวนกลางเพียงตําแหนงเดียว และมีกลามเนื้อลายเปน effector organ
ชนิดของรีเฟล็กซ
ซึ่งเปนการแบงที่นิยมใช
การแบงชนิดของรีเฟล็กซสําหรับปฏิบัตกิ ารนี้จะแบงตามตําแหนงอวัยวะรับความรูสกึ
ในทางคลีนกิ ดังนี้
1. Superficial reflexes (superficial = ตื้น) มีตัวรับเปนชนิด free nerve endings อยูที่ผิวหนัง, เยื่อบุผิว
(mucous membrane) เชน กระจกตก (cornea) และเยื่อบุในโพรงจมูก เปนตน

ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 3

2. Deep reflexes มีตัวรับอยูภ ายในกลามเนื้อหรือเอ็นของกลามเนื้อ เชน muscle spindle (ของ stretch
reflexes บางครั้งนิยมเรียกวา deep tendon reflexes) และ Golgi tendon organ เปนตน
3. Visceral reflexes มีตัวรับอยูทอี่ วัยวะภายใน (visceral organs) เชน rod & cone cells ที่จอตา (retina)
ในกลุม pupillary reflexes และ baroreceptor ที่หลอดเลือดคาโรติด (carotid sinus) ในรีเฟล็กซที่ใชใน
การควบคุมความดันเลือด เปนตน
การตอบสนองของรีเฟล็กซ
โดยสากลแลวการตอบสนองของรีเฟล็กซไดกําหนดไวเปนระดับตางๆ ไดดงั นี้
0 = ไมมีการตอบสนอง (areflexia) ในคนปกติอาจตรวจไมพบการตอบสนองของรีเฟล็กซบางชนิด ทั้งนี้อาจเกิด
เนื่องจากผลการยับยั้งจากกานสมอง ควรตรวจรีเฟล็กซซ้ํา โดยใหผูถกู ทดสอบกระทํา Jendrassik’s maneuver
หรือเปรียบเทียบกับอีกขางหนึ่ง ในกรณีที่เกิดพยาธิสภาพตอสวนใดสวนหนึ่งของวงจรรีเฟล็กซ หรือที่เรียกวากลุม
พยาธิสภาพแบบ lower motoneuron lesions (LMNs) จะไมพบการตอบสนองของรีเฟล็กซที่ตรวจ
1+ = การตอบสนองนอยกวาปกติ (hyporeflexia, +) อาจมีหรือไมมีพยาธิสภาพตอระบบประสาทแบบ LMNs ในคน
ปกติควรตรวจรีเฟล็กซซ้ํา แลวใหผูถกู ทดสอบกระทํา Jendrassik’s maneuver รวมดวยหรือเปรียบเทียบกับอีก
ขางหนึ่ง ถาการกระทํา Jendrassik’s maneuver ชวยใหเกิดรีเฟล็กซ จะถือวาผลการตรวจเทากับ 1+
2+ = การตอบสนองระดับปกติ (normoreflexia = ++)
3+ = การตอบสนองมากกวาปกติเล็กนอย (hyperreflexia = +++) อาจมีหรือไมมพี ยาธิสภาพตอระบบประสาท ควร
ตรวจรีเฟล็กซซ้ําหรือเปรียบเทียบกับอีกขางหนึ่ง
4+ = การตอบสนองทีไ่ วและมากกวาปกติ บางครั้งอาจเกิดรวมกับอาการ สั่นกระตุกของกลามเนื้อ (clonus) รวมดวย
(hyperreflexia = ++++ with clonus) มักตรวจพบในผูปวยที่มีพยาธิสภาพที่สมองแบบ upper motoneuron
lesions
Rt.

Lt.
2+

4+
4+
4+ 0
0
4+
+ve

4+

2+ 2+
2+
2+
2+

2+
-ve

รูปที่ 2 แสดงตัวอยางการรายงานผลของรีเฟล็กซในผูปวยอัมพาตครึ่งซีกดานขวา จะพบวารางกายซีกที่เปนอัมพาตผูปวยราย
นี้มี hyperreflexia ของ deep tendon reflexes, มี areflexia abdominal reflexes และ positive Babinski’s sign

1 Deep tendon reflexes (DTR) 1.2 Superficial reflexes 1. สําลี (sterile cotton) 4. ชอนกดลิ้น (tongue suppressor) รูปที่ 3 วิธีการจับดามฆอนตรวจรีเฟล็กซและการเคาะ (Spillance.1.3 Pathological reflexes 1.4 Pupillary (visceral) reflexes อุปกรณที่ใชในการตรวจ 1. ฆอนตรวจรีเฟล็กซ (rubber percussion hammer) 2.1 Deep tendon reflexes (DTR) หรือ Stretch reflexes 1.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 4 การทดลอง การตรวจรีเฟล็กซสําหรับปฏิบัตกิ ารนี้ นิสิตจะไดฝกทดสอบ 4 กลุมใหญๆ ดังตอไปนี้ 1. ไฟฉายตรวจตา (small flash light) 3. 1996) วิธีการทดสอบ ใหผูถกู ทดสอบวางแขนบนทอนแขนของผูทดสอบ จากนั้นผูทดสอบใชนิ้วหัวแมมือกดเบาๆ กลามเนื้อ biceps brachii แลวใชฆอนยางเคาะบนนิ้วหัวแมมือที่กําลังกดบนเอ็น ตรงเอ็นของ . 1996) 1.1 Biceps jerk ตัวรับความรูสกึ : muscle spindle ของ biceps brachii muscle เสนประสาทนําเขา-ขาออก: musculocutaneous nerve ศูนยรีเฟล็กซ: ไขสันหลังระดับ C5-C6 อวัยวะตอบสนอง: biceps brachii muscle รูปที่ 4 วิธีการตรวจ Biceps jerk (Spillance.

3 Triceps jerk ตัวรับความรูสกึ : muscle spindle ของ triceps brachii muscle เสนประสาทนําเขา-ขาออก : radial nerve ศูนยรีเฟล็กซ: ไขสันหลังระดับ C6-C7 อวัยวะตอบสนอง: triceps brachii muscle รูปที่ 6 วิธีการตรวจ Triceps jerk (Spillance.2 Brachioradialis jerk ตัวรับความรูสกึ : muscle spindle ของ brachioradialis muscle เสนประสาทนําเขา-ขาออก: radial nerve ศูนยรีเฟล็กซ: ไขสันหลังระดับ C5-C6 อวัยวะตอบสนอง: brachioradialis muscle รูปที่ 5 วิธีการตรวจ Brachioradialis jerk (Walker. 1990) วิธีการทดสอบ ใหผูถกู ทดสอบวางแขนบนทอนแขนของผูทดสอบหรือวางบนหนาตักตนเองในลักษณะคว่ํามือเล็กนอย จากนั้นผูทดสอบใชดานสันของฆอนยางเคาะเบาๆ ที่เอ็นของกลามเนื้อ brachioradialis ซึ่งอยูเหนือตอปุมกระดูก radial styloid ประมาณ 2-4 ซม. แลว ใหสังเกตผลการตอบสนองของรีเฟล็กซ 1. 1996) วิธีการทดสอบ ใหผูถกู ทดสอบยกแขนขึ้นไปดานขาง และปลอยแขนใหหอยลง ผูทดสอบใชมือประคองที่ตนแขน แลวใชฆอน ยางเคาะบริเวณเอ็นกลามเนื้อ ซึ่งอยูเหนือจากขอศอกประมาณ 1-2 นิ้ว 1.1.1.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 5 1.4 Knee jerk (Quadriceps หรือ pattellar reflex) ตัวรับความรูสกึ : muscle spindle ของ quadriceps femoris muscle เสนประสาทนําเขา-ขาออก : femoral nerve ศูนยรีเฟล็กซ: ไขสันหลังระดับ L2-L4 อวัยวะตอบสนอง: quadriceps femoris muscle วิธีการทดสอบ ใหผูถกู ทดสอบนั่งหอยขา ผูทดสอบควรคลําหาตําแหนงของ pattellar tendon (เอ็นใตลกู สะบา) ดูกอนแลวใชฆอ นยางดานปลายตัดเคาะตรงที่ pattellar tendon เพื่อตรวจรีเฟล็กซ ใหสังเกตการเคลื่อนไหวของขาขางที่ตรวจ รูปที่ 7 วิธีการตรวจ Knee jerk ในทานั่ง ในทานอน ใหผูตรวจสอดแขนรองใตขอเขา (หรือใชหมอนหนุน) ควรบอกให (Spillance. 1996) ผูถกู ทดสอบผอนคลายและหามเกร็งกลามเนื้อขาขางนั้น แลวใชฆอนยางเคาะที่ pattellar tendon เพื่อตรวจรีเฟล็กซ .1.

ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 6 การตอบสนองของรีเฟล็กซชนิด deep tendon (stretch) reflex (DTR) ในคนปกติบางคนจะไมสามารถตรวจพบ หรือเกิดนอยมาก วิธีการที่ชวยกระตุนใหรีเฟล็กซเกิดไดดีขึ้น เรียกวา Jendrassik’s maneuver โดยการบอกใหผูถกู ตรวจเกีย่ วนิ้วมือทั้งสองขางไว ยกขึ้นมาไวในระดับอก ดึงมือออกดานขางใหแรงที่สุดโดยไมใหนิ้วมือทั้งสองขางหลุด ออกจากกันดังรูปที่ 8 หรือบอกใหผถู กู ตรวจหลับตาใหสนิท เปนตน การกระทําดังกลาวเชื่อวาทําใหการตอบสนอง ของ stretch reflex ชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากสัญญาณประสาทที่ยับยั้งการเกิดรีเฟล็กซที่สงมาจากกลุมของ เซลลประสาทที่กานสมอง (tonic descending inhibitory control) ผลการยับยั้งนี้สามารถทําใหลดลงไดโดยการทํา Jendrassik’s maneuver และยังเปนเทคนิคที่ชว ยเบี่ยงเบนความสนใจของผูถูกตรวจในขณะตรวจรีเฟล็กซ รูปที่ 8 แสดงตัวอยางการกระทํา Jendrassik’s maneuver เพื่อให DTR บริเวณขาเกิดไดดียิ่งขึ้น (Spillance. 1996) 1.1.5 Ankle jerk ตัวรับความรูสกึ : muscle spindle ของ gastrocnemius muscle เสนประสาทนําเขา-ขาออก : tibial nerve ศูนยรีเฟล็กซ: ไขสันหลังระดับ S1-S2 อวัยวะตอบสนอง: gastrocnemius muscle วิธีการทดสอบ ในทานั่ง ใหผูถูกทดสอบถอดรองเทาออกและนั่งไขวหาง (ยกขาขางที่จะตรวจขึ้น) ผูตรวจอาจใชมือดันปลาย เทาใหกระดกขึ้นเล็กนอย (dorsiflexion) เพื่อยืด achilles tendon (เอ็นรอยหวาย) และกลามเนื้อนองใหตึงเล็กนอย แลวใชฆอนยางดานปลายตัดเคาะตรงที่เอ็น สําหรับการตรวจในทาคุกเขา ใหผูถกู ทดสอบคุกเขาบนเบาะนั่งเกาอี้หรือ ปลายเตียงดังรูปที่ 9 (ซายมือ) ในทานอนใหผูถกู ทดสอบยกขาขึ้น งอขอเขาเล็กนอย เพื่อใหปลายเทาอยูบนขาอีกขางหนึ่ง ผูตรวจอาจใชมือ ดันปลายเทาใหกระดกขึ้นเล็กนอย แลวใชฆอนยางดานปลายตัดเคาะที่ เอ็นรอยหวาย ดังรูปที่ 9 (ขวามือ) รูปที่ 9 วิธีการตรวจ Ankle jerk ในทาคุกเขา (ซาย) และในทานอน (ขวา) (Spillance. 1996) .

tibial nerve (S1-2) ศูนยรีเฟล็กซ: ไขสันหลังระดับ L4-5 และ S1-2 อวัยวะตอบสนอง: กลุม กลามเนือ้ เทา (หลังและฝาเทา) วิธีการทดสอบ ใชปลายมนของดามฆอนขูดบนฝาเทา ตั้งแตสนเทาวนขึ้นไปจนถึงโคนนิ้วหัวแมเทา สังเกตลักษณะของฝาเทา ในขณะตรวจ ในคนปกตินิ้วเทาและฝาเทาที่ถูกตรวจจะงองุม (plantar flexion) จะแปลผลการตรวจเปนลบ หรือ negative (-ve) Babinski’s sign ดังแสดงในรูปที่ 11 รูปที่ 11 แสดงวิธีการตรวจ Babinski reflex ดวยวัตถุปลายทู ในคนปกติจะสังเกตเห็นการตอบสนองของรีเฟล็กซ โดยการงองุม ของนิ้วเทา ซึ่งถือวาเปน negative Babinski’s sign (ซาย) และทิศทางการขูด (ขวา) (Spillance. 1996) ในผูปวยทีม่ ีพยาธิสภาพแบบ upper motoneuron lesions (UMLs) เชนในรายที่เปนอัมพาตครึ่งซีก (hemiplegia) และอัมพาตครึ่งทอนลาง (paraplegia) ผลการตรวจมักจะพบในลักษณะนิ้วเทาจะกางออก .2. 1990) วิธีทดสอบ ใหผูถกู ทดสอบลืมตาขึ้นและมองเฉียงออกไปดานขาง ผูตรวจใชปลายสําลี (ควรปนปลายสําลีใหเรียวและ เล็กกอน) แตะที่ cornea (กระจกตา) ดานที่ตรวจ 1.3 Pathological reflexes Babinski reflex (Plantar reflex) สามารถจัดเปน superficial หรือ pathological reflex ก็ได ตัวรับความรูสกึ : free nerve endings ที่ฝาเทา เสนประสาทนําเขา-ขาออก: deep peroneal nerve (L5. ตอมน้ําตา รูปที่ 10 วิธีการใชสําลีเขี่ยที่กระจกตา (Walker.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 7 1.2 Superficial reflexes 1. S1).1 Corneal reflex ตัวรับความรูสกึ : free nerve ending ที่ cornea เสนประสาทนําเขา : CN V (Trigeminal nerve) เสนประสาทขาออก: CN VII (Facial nerve) ศูนยรีเฟล็กซ: กานสมองระดับ midbrain และ pons อวัยวะตอบสนอง: eyelid muscle.

4.1 Direct light reflex ตัวรับความรูสกึ : photoreceptor cells เสนประสาทนําเขา : CN II (optic nerve) เสนประสาทขาออก: CN III (occulomotor nerve จาก Edinger-Westphal nucleus) ศูนยรีเฟล็กซ: กานสมองระดับ midbrain อวัยวะตอบสนอง: iris constrictor muscles รูปที่ 13 แสดงวิธีทดสอบรีเฟล็กซของรูมานตา รูปที่ 14 แสดงวงจรรีเฟล็กซสําหรับ pupillary reflexes (Spillance. 1996) 1.4 Pupillary reflexes 1. 1996) วิธีการทดสอบ ใหผูถกู ทดสอบลืมตาขึ้นและมองตรงไปขางหนา ผูตรวจฉายไฟสองโดยตรงที่ตาขางหนึ่งประมาณ 1 วินาที แลวใหรีบเบนลําแสงออกจากตาขางนั้น (รูปที่ 13) ใหสังเกตขนาดของรูมานตาทั้งสองขางที่ไฟสอง .ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 8 (abduction) และนิ้วหัวแมเทากระดกขึ้น (dorsiflexion) ผลการตรวจจะเปนบวก หรือ positive (+ve) Babinski’s sign ดังตัวอยางแสดงในรูปที่ 12 อยางไรก็ตาม ในเด็กทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 1-2 ขวบผลการตรวจอาจพบวาเปนบวก ทั้งนี้เนื่องจาก พัฒนาการของระบบประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวยังไมเจริญเต็มที่ แตถาตรวจในเด็กทีม่ ีอายุเกิน 2 ขวบไปแลว ยังใหผลบวกถือวามีความผิดปกติ รูปที่ 12 ลักษณะ positive (+ve) Babinski’s sign ที่พบในผูปวยประเภท UMLs (ซาย) ถาเกิดรีเฟล็กซผิดปกติที่ รุนแรงอาจมีการกระดกขอเทาขึ้น (ankle dorsiflexion) รวมดวย (รูปขวา) (Spillance.

pressure) ความรูสกึ รอน-เย็น (temperature) และ ความรูสึก เจ็บปวด (pain) เปนตน 2.4. Superficial sensation เปนความรูสกึ ที่รับจากผิวหนังและเยื่อบุ (mucous membrane)ไดแก สัมผัสแผวเบา (light touch) สัมผัสแตะตอง-แรงกด (touch. Cortical sensation หมายถึงแปลผลความรูสึกที่ไดจากการประมวลความรูสึกที่ไดมีการกระตุนบนรางกาย ทั้งหมด ตัวอยางเชนถาใหผถู ูกทดสอบหลับตาและแบฝามือ แลวใหผูทดสอบเขียนตัวเลขลงบนมือ ผูถูกทดสอบ .2 Consensual light reflex ตัวรับความรูสกึ : rod cell และ cone cell ที่ retina เสนประสาทนําเขา : CN II (Optic nerve) เสนประสาทขาออก: CN III (occulomotor nerve จาก Edinger Westphal nucleus) ศูนยรีเฟล็กซ: กานสมองระดับ midbrain อวัยวะตอบสนอง: iris constrictor muscles วิธีการทดสอบ ใหผูถกู ทดสอบใชแผนกระดาษหรือสมุดคั่นทีก่ ึ่งกลางระหวางตาทั้งสองขาง ผูตรวจฉายไฟสองโดยตรงทีต่ า ขางหนึ่งประมาณ 1 วินาทีแลวใหรีบเบนลําแสงออกจากตาขางนั้น ใหสังเกตขนาดของรูมานตาขางที่ไมไดถกู ไฟสอง ตอนที่ 2 การทดสอบการรับความรูสึกกาย (Somatic Sensory Examination) หลักการและเหตุผล ระบบประสาทรับความรูส ึก (sensory system) หมายถึง สวนของระบบประสาทที่ทําหนาที่เกี่ยวของกับการรับและ แปลงขอมูลหรือสิ่งกระตุน (สิ่งเรา) ใหเปนสัญญาณประสาทนําสงเขาสูระบบประสาทสวนกลาง และนําสัญญาณนี้ไป วิเคราะหหรือแปลใหเปนขอมูลความรูสกึ อันเปนผลจากการกระตุนที่สมอง ระบบประสาทรับความรูสกึ แบงออกเปน 2 ระบบ ยอย คือ ระบบประสาทรับความรูสกึ กาย หรือ somatic nervous system ซึ่งทําหนาที่รับรูความรูสกึ จากสิ่งกระตุนที่มากระตุน ตามสวนตางๆ ของรางกาย กับอีกระบบหนึ่งซึ่งรับรูความรูสกึ นอกเหนือจากทางกาย เราเรียกรวมๆ วาเปนระบบรับความรูสกึ พิเศษ หรือ special sensory system โดยทั่วไปแลวระบบรับความรูสกึ ทัง้ สองชนิดนีม้ ีองคประกอบคลายคลึงกัน คือจะ ประกอบไปดวย ตัวรับความรูสึก (receptor) ที่ทําหนาที่รับและสงกระแสประสาทไปตามเสนประสาทรับความรูส ึกหรือ เสนประสาทนําเขา (sensory หรือ afferent nerve) ไปสูสมอง (sensory cortices) เพื่อแปลผลใหเกิดความรูสึก (sensation) และการรับรู (perception) ถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอมภายนอก ในขณะกําลังรูสึกตัว และมีสติดอี ยู (conscious sensations) เชน การมองเห็น ไดยิน ความรูสกึ สัมผัส รอน-เย็น และความเจ็บปวด เปนตน หรืออาจเปนความรูสกึ ที่สมอง ไดรับอยูโ ดยไมจาํ เปนตองใสใจ (unconscious sensations) เชน แรงตึงตัวของกลามเนื้อ แรงดันโลหิต และภาวะความเปน กรด-ดางของโลหิต เปนตน ในปฏิบัตกิ ารนี้นิสิตจะไดทดสอบการรับรูความรูส กึ กาย ซึ่งสามารถแบงออกเปน 3 กลุม หลักคือ 1.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 9 1. Deep sensation เปนความรูส กึ จากกลามเนื้อ กระดูก เอ็น และ ligaments เชน การบอกตําแหนงของขอตอ หรือรางกาย และความรูสกึ สั่นสะเทือน เปนตน 3.

1 การตรวจการรับความรูสึกกายชนิด superficial sensation 2.1.1. 1996) .2 ความเจ็บปวด (pain) ใหผูถกู ทดสอบหลับตา จากนั้นผูทดสอบใชเข็มหมุดจิม้ บนผิวหนังของผูถกู ทดสอบ แลวถามวารูส ึกเจ็บหรือไม และที่ตําแหนงใด (ดังรูปที่ 15) 2.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 10 ควรจะบอกไดถกู ตองวาผูทดสอบเขียนหมายเลขอะไรบนฝามือ การกะชั่งน้ําหนักวัตถุดวยมือ และการแยกแยะ จุดกระตุนสองจุด เปนตน การทดสอบ อุปกรณที่ใชในการทดสอบ 1) สําลี 1 มวน 2) เข็มหมุด 2 เลม 3) หลอดทดลอง กลุมละ 2 หลอด (สําหรับบรรจุน้ําอุน และน้ําเย็น) 4) น้ําอุน เตรียมดวย water bath โดยตั้งอุณหภูมคิ งที่ ที่ 60 องศาเซลเซียส 5) น้ําเย็น เตรียมจากน้ําผสมกับกอนน้ําแข็งแหงบรรจุในกลองโฟม 6) สอมเสียง และฆอนยาง (สําหรับตรวจรีเฟล็กซ) 1 ชุด 7) วงเวียนที่มีปลายแหลมทั้งสองดาน และไมบรรทัดที่มสี เกลบอกเปนมิลลิเมตร 8) วัสดุสําหรับทดสอบโดยการกําสัมผัส เชน กุญแจ ยางลบ ปากกา และเหรียญขนาดตางๆ 2.1.1 สัมผัสแผวเบา (light touch) ใหผูถกู ทดสอบหลับตากอนทําการทดสอบทุกครั้ง จากนั้นผูทดสอบใชปลาย กอนสําลีสมั ผัสไปมาอยางแผวเบาบนผิวหนังของผูถกู ทดสอบ ณ บริเวณตางๆ (ดังรูปที่ 15) 2.3 อุณหภูมิ (temperature) ใหผถู ูกทดสอบหลับตา จากนั้นผูทดสอบใชหลอดแกวใสน้ํารอนแลวผสมใหอุน (อุณหภูมิประมาณ 45-50 oC) และสําหรับอีกหลอดหนึ่งใหใสนา้ํ เย็น (อุณหภูมปิ ระมาณ 4-10 oC) เช็ดใหแหง แลวมาแตะที่ผิวหนังตรงบริเวณที่ตองการตรวจ (ดังรูปที่ 15) (1) (2) (3) รูปที่ 15 วิธีการทดสอบสัมผัสแผวเบาดวยสําลี (1) การทดสอบความรูสึกเจ็บปวดดวยเข็มหมุด (2) และการทดสอบ ตัวรับอุณหภูมิดว ยหลอดทดลองที่บรรจุน้ําเย็นกับน้ําอุน (3) (Spillance.

2.2 ความสามารถในการบอกสิ่งที่เขียนบนฝามือ (traced figure identification) ใหผูถูกทดสอบหลับตา และแบมือ แลวผูทดสอบจึงเขียนตัวเลขลงบนฝามือ เพื่อใหผถู ูกทดสอบตอบวาเปนหมายเลขอะไร 2.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 11 2.1 การบอกชื่อวัตถุโดยการคลํา (stereognosis sensation) เปนความสามารถในการรับรูวัตถุโดยการคลํา ใหผูทดสอบหลับตาและคลําวัตถุรูปรางตางๆกัน เชน ลูกกุญแจ ยางลบ ปากกา เหรียญบาท และเหรียญสิบบาท เปนตน แลวบอกใหผูทดสอบทายวาเปนอะไร ใหทดสอบมือทีละขาง 2.2 วิธีการตรวจความรูสึกกายชนิด deep sensation 2.2 การทดสอบการรับรูความสั่นสะเทือน (vibration sense) ใหผูทดสอบเคาะปลายสอมเสียงดวยฆอน ยางตรวจรีเฟล็กซใหสั่นและเกิดเสียง แลววางปลายดามสอมเสียงบนขอนิ้วมือและนิ้วเทาและบนผิวหนังที่บริเวณ ฝามือและฝาเทา ใหผูถูกทดสอบบอกวารูสกึ สั่น ณ จุดที่กําลังทดสอบหรือไม ใหนิสิตเปรียบเทียบทั้งสองขางวา เทากันหรือไม อยางไร รูปที่ 17 วิธีการทดสอบความรูส ึกสั่นสะเทือนที่ขอนิ้วเทา (Spillance. 1996) 2.1 การทดสอบการบอกตําแหนงของขอตอ (proprioceptive sense) ใหผูถูกทดสอบหลับตาหรือปดบังไมใหเห็นสวนของรางกายที่ กําลังทดสอบ จากนั้นใหผูทดสอบใชนิ้วมือจับบริเวณดานขางของนิ้ว มือหรือนิ้วเทา แลวโยกนิ้วมือหรือเทาขึ้น (หรือลงอยางใดอยางหนึ่ง) และใหถามผูถูกทดสอบวาตําแหนงของนิ้วที่กําลังทดสอบอยูใน ลักษณะกระดก (งอ) ขึ้นหรือลง รูป 16 วิธีการทดสอบการบอกตําแหนงของขอ นิ้วหัวแมโปงเทา (Spillance.2.3. 1996) รูปที่ 18 วิธีการทดสอบ two-point discrimination โดยใชเข็มหมุด 2 เลม (ซาย) และการใชวงเวียน (ขวา) (Spillance. 1996) 2.3.3 ความสามารถในการแยกจุดสองจุด (two-point discrimination) เปนการเช็คความสามารถในการแยก จุดสัมผัส 2 จุด ใหผูทดสอบใชวัตถุปลายแหลม เชน ปลายวงเวียนแหลมทั้ง 2 ขางแตะเบาๆ ที่ผิวหนังของผูถูก ทดสอบ แลวถามวามีจุดแตะกี่จุด ใหเริ่มตนดวยปลายวงเวียนทีช่ ิดกัน แลวคอยๆ เพิ่มระยะหางขึ้นเรื่อยๆ จนผูถกู ทดสอบสามารถบอกไดวามีจุดแตะ 2 จุด ซึ่งระยะหางที่นอยที่สดุ ที่ผถู กู ทดสอบรับรูวามี 2 จุดแตะที่ผิวหนัง เรียกวา two-point threshold ใหนิสิตทดสอบตามตําแหนงตางๆ บนรางกาย และบันทึกคาที่ไดลงในตาราง .3.3 วิธีการตรวจความรูสึกกายชนิด cortical sensation 2.

2 Weber’s test 3.2.2.1 การทดสอบความคมชัดในการมองเห็น : visual acuity (VA) เครื่องมือที่ใชทดสอบ คือ Snellen’s chart ซึ่งมีตัวเลขเรียงแบบสุมและมีขนาดตางๆ ในแตละแถว คลายกับตัวอยางในรูปที่ 19 (ตางตรงที่แผนชารทใน หองปฏิบัตกิ ารเปนแบบตัวเลข) ดานขางของตัวเลขแตละแถวจะมีสัดสวนตัวเลขกํากับไวเปนคา VA เชน 20/20 หมายความวา ถาผูทดสอบยืนหางจาก chart 20 ฟุต แลวสามารถเห็นตัวเลขในแถวอยางชัดเจนและสามารถบอก ตัวเลขในแถวนั้นไดถูกตอง แสดงวาผูทดสอบ คนนี้มสี ายตาเหมือคนปกติทั่วไป 1) การทดสอบเริ่มจากใหผูทดสอบยืนหางจาก chart 20 ฟุต (หรือ 6 เมตร) และปดตาขางหนึ่งไว (ทดสอบตา ทีละขาง และไมใสแวนหรือคอนแท็กซเลนสในขณะกําลังทดสอบ) 2) อานแถวตัวอักษร ใหอานจากขวาไปซาย 3) ตองอานตัวอักษรในแตละแถวไดถูกตองอยางนอยครึ่งหนึ่งจะถือวาผานไปได 4) นําคาระยะหางจากแผนชารทมาคํานวณหาคา VA .ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 12 ตอนที่ 3 การทดสอบการรับความรูสึกชนิดพิเศษ (special sensory examination) หลักการและเหตุผล การรับความรูสกึ พิเศษ เปนการทํางานของอวัยวะรับรูชนิดพิเศษ เชน ตา หู จมูก และลิ้น ที่ทําหนาที่เกี่ยวกับการ มองเห็น การไดยินและการทรงตัว การดมกลิ่น การรับรส ตามลําดับ อวัยวะพิเศษเหลานี้จะมีโครงสรางและหนาที่ที่แตกตาง กันออกไป แตหลักการยังคงเกี่ยวของกับการรับรูขอมูล นําขอมูล และวิเคราะหขอมูลที่เกี่ยวกับสิง่ กระตุนจําเพาะจากภายนอก เชน แสง คลื่นเสียง กลิ่น สารเคมี/รสชาติจากอาหาร โดยในอวัยวะพิเศษจะมีตัวรับความรูสกึ (receptor) ที่ทําหนาที่รับและสง ขอมูลจําเพาะในรูปของกระแสประสาทไปตามเสนประสาทสมอง (cranial nerve) ไปสูสมองเพื่อแปลความหมาย สําหรับการทดสอบการรับความรูสึกในปฏิบตั กิ ารนี้ นิสิตจะไดฝก ทําการทดสอบดังตอไปนี้ 3.1 ความสามารถในการเห็นภาพไดชัดเจน (visual acuity. VA) 3.2 การทดสอบตาบอดสี 3.1.1.1 Rinne’s test 3.2 การทดสอบการไดยินดวยสอมเสียง (Tuning Fork Tests) 3.1 การทดสอบเกี่ยวกับการมองเห็น (visual examination) 3.3 ทดสอบ blind spot 3.1 การทดสอบเกี่ยวกับการมองเห็น (visual examination) อุปกรณ 1) Snellen’s chart 1 แผน 2) หนังสือ Ishihara color blindness test 1 เลม (พรอมเฉลยอีก 1 เลม) 3) อุปกรณสําหรับทดสอบ blind spot 3.1.1.

ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 13 ระยะที่ subject ยืนหางจาก chart 20 ฟุต 20 ฟุต ระยะทีค ่ นสายตาปกติอานได รูปที่ 19 วิธีการทดสอบความคมชัดในการมองเห็นภาพดวย Snellen’s chart (Spillance.80 สายตาปกติอานไดเมื่อยืนหาง 60 ฟุต แปลผลไดวาตา 20/20 6/6 1.8 1.13 ปกติยืนหาง 10 ฟุต ได (หรือถาใหคนตาปกติยืนหาง 20/120 6/36 0.1 VA = 20/10 หมายความวา ผูถ ูกตรวจยืนหางจาก 20/200 6/60 0.10 chart 20 ฟุต แตสามารถอานแถวตัวอักษรทีค่ นสายตา 20/160 6/48 0.63 chart 20 ฟุต จึงสามารถอานแถวตัวอักษรในแถวที่คน 20/25 6/7.6 1.20 เลขกํากับไว 10 ฟุตไดชัดเจน) แปลผลไดวา ตาขางที่ 20/80 6/24 0.17 จาก chart 20 ฟุต จะไมสามารถอานแถวตัวอักษรที่มี 20/100 6/30 0.2 VA = 20/60 หมายความวา ผูถูกตรวจตองยืนหางจาก 20/30 6/9 0.25 ทดสอบนั้นมี VA ดีกวาคนสายตาปกติ หรือมีสายตา 20/60 6/18 0.67 สั้น (myopia) หรือสาเหตุอื่นๆ 20/10 6/3 2.00 ที่ทดสอบขางนั้นมี VA แยกวาคนสายตาปกติ หรือมี 20/16 6/4. 1996) Visual acuity (VA) = ระยะที่ subject ยืนหางจาก chart 20 ฟุต (d) ระยะที่คนสายตาปกติอานตัวเลขแถวนี้ได (D) คนที่มสี ายตาปกติ (normal visual acuity) จะมี VA = 20/20 หมายความวา subject ยืนหางจาก chart 20 ฟุต สามารถอานแถวตัวอักษรที่มีเลขกํากับไว 20 ฟุตไดถกู ตอง การรายงานคา VA กรณีที่ไมเทากับคาปกติ ใหแปลผลดังนี้ Foot Meter Decimal 1.00 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบคา visual acuity (VA) .50 1.33 ดีกวาคนสายตาปกติ อาจเกิดจากสายตายาว 20/50 6/15 0.40 (hyperopia) หรือมีสาเหตุอื่นก็ได 20/40 6/12 0.5 0.25 สายตาแยกวาคนสายตาปกติ ซึ่งอาจเกิดจากสายตา 20/12 6/3.

London.2 การทดสอบตาบอดสี (Test of color blindness) : มีวิธีทดสอบที่นิยมใช คือการอานภาพเม็ดสี หรือที่เรียกวา Ishihara test อุปกรณที่ใชทดสอบคือ Ishihara’s book ซึ่งประกอบดวยแผนภาพจุดสีตางที่เรียงกันเปนตัวเลขหรือลายเสน โดยใหอานเปนตัวเลขหรือใหลากเสน ถาอานจุดสีหนาใดผิดไปจากความจริง ใหเทียบผลการอานกับคําเฉลย รูปที่ 20 Ishihara’s book พรอมเฉลย (ซาย) และตัวอยางรูปจุดสีที่ใชสําหรับทดสอบตาบอดสี --------------------------------------------------------- เอกสารอางอิง 1. Walker KH (ed. Spillance JA.) “Bickerstaff’s Neurological Examination in Clinical Practice”. 2. Blackwell Science ltd. (ed.) An Overview of the Nervous System.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 14 3. 1990.1. 1996. Butterworth Publishers. .

อธิบายผลของตัวแปรตางๆตอความดันโลหิตและอัตราการเตนของหัวใจได 3.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 15 ปฏิบัติการสรีรวิทยาที่ 2 เรื่อง การวัดความดันและคลื่นไฟฟาหัวใจ (Blood pressure and EKG measurement) โดย ดร. อธิบายความสัมพันธระหวางการเปลี่ยนทาทรงตัว และการออกกําลังกายตอความดันโลหิตและอัตราการเตนของ หัวใจได 4. อธิบายและแสดงเทคนิค วิธีการวัดอัตราการเตนของหัวใจโดยการจับชีพจร (pulse) และการวัดความดันโลหิต (blood pressure) โดยทางออม(indirect method) ได 2.วชิราวดี มาลากุล วัตถุประสงค เพื่อใหนิสิตสามารถ 1. อธิบายหลักการและมีทักษะในการบันทึกคลื่นไฟฟาหัวใจ (Electrocardiogram) ได หลักการและเหตุผล ในระบบไหลเวียนเลือดประกอบดวย เลือด หลอดเลือด และหัวใจ โดยหัวใจหองลางซายจะบีบตัวดันเลือดเขาหลอด เลือด aorta เพื่อกระจายเลือดตามหลอดเลือดแดงขนาดเล็กไปเลี้ยงสวนตางๆของรางกาย กอนไหลกลับคืนสูหัวใจ ความดันที่ เกิดขึ้นในหลอดเลือดแดงเปนจังหวะสูง-ต่ําตามจังหวะการบีบตัวของหัวใจซึ่งสามารถบันทึกได โดยความดันสูงสุดขณะที่หัวใจ บีบตัว เรียกวา Systolic blood pressure (Ps) และ ความดันต่ําสุดขณะที่หัวใจคลายตัว เรียกวา Diastolic blood pressure (Pd) สวนคาความแตกตางของความดันที่ตรวจพบไดจากการคลําที่ผวิ หนังเหนือหลอดเลือดแดง artery เรียก “ชีพ จร” (pulse) ปกติ คาความดันโลหิตจะมีคามากหรือนอยขึ้นกับการบีบตัวของหัวใจ หรือ อัตราการเตนของหัวใจ และความ ตานทานในหลอดเลือด แมแตในคนๆ เดียวกัน คาความดันโลหิตก็จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นกับปจจัยหลาย อยางเชน อารมณ ความเครียด อุณหภูมิอากาศ ภาวะการเลนกีฬา หรือการพักผอน ดังนั้น การวัดความดันโลหิตในหลอด เลือดแดง จึงเปนอีกวิธีในการตรวจสอบการทํางานของระบบไหลเวียนโลหิต นอกจากความดันโลหิตแลว ยังมีตัวแปรหลายตัว ที่เปนตัวบงชี้การทํางานของระบบไหลเวียนโลหิต เชน ชีพจร และ คลื่นไฟฟาหัวใจ ดังนั้น การเขาใจความหมาย หลักการ และ ทักษะในการวัดคาตัวแปรตางๆดังกลาวสามารถบงชี้ถึงความผิดปกติของการทํางานของระบบไหลเวียนโลหิตได .

Atrial repolarization และ Ventricular depolarization เกิดขึ้นพรอมกัน 3. Ventricular repolarization เกิดขึ้นเปนอันดับสุดทาย ลักษณะปกติของคลื่นไฟฟาหัวใจ โดยทั่วไปจะประกอบดวยคลืน่ 3 ชนิดที่เห็นไดชัดเจนคือ P wave ตามดวย QRS-complex และ T wave . R wave และ S wave เกิดจากการ depolarization ของหัวใจหองลาง (Ventricular depolarization) .QRS Complex เปนสวนถัดมา ประกอบดวย Q wave.T wave เปนสวนสุดทาย เกิดจากการ repolarization ของกลามเนื้อหัวใจหองลาง (Ventricular repolarization) ถา ณ บริเวณที่วางขั้วบันทึก 2 ขั้ว ไมมีความตางศักยเกิดขึ้นหรือเซลลนั้นๆมีขนาดเล็กมาก กราฟที่ไดจะเปน เสนตรงในแนวนอน เรียกเสนนีว้ า isoelectric หรือ isopotential line ซึ่งบงชี้วา ความแรงของไฟฟาเทากับ 0 mv ซึ่งไดแก . Ventricular repolarization โดยในภาวะปกติ SA node เปนเซลลที่สรางสัญญาณไฟฟา ซึ่งจะกระตุนหัวใจใหมีการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟา เกิดขึ้นตามลําดับดังนี้ 1. ECG) คลื่นไฟฟาหัวใจเปนการบันทึกศักดาไฟฟารวมของการเกิด depolarization ของเซลลจํานวนมากในหัวใจ ซึ่งเกิด ตอเนื่องกันตามทิศทางการนําสัญญาณไฟฟาของหัวใจ หรืออีกนัยหนึ่ง คลื่นไฟฟาหัวใจ เปนเครื่องหมายแทน depolarization และ repolarization ของหัวใจที่มีจังหวะและความถี่เทากับการเตนของหัวใจ โดยบันทึกจากขั้นไฟฟา (electrode) ที่วางที่ผิว นอกของรางกาย โดยใชเครื่องมือที่เรียกวา Electrocardiograph หรือ Computer ปรากฏการณทางไฟฟา (Action potential) ของกลามเนื้อหัวใจหองบนและหองลาง เมื่อหัวใจเตนแตละครั้ง ไดแก 1.P wave เกิดจากการ depolarization ของกลามเนื้อหัวใจหองบน (Atrial depolarization) . Atrial repolarization 3. Atrial depolarization 2.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 16 คลื่นไฟฟาหัวใจ (Electrocardiogram. Ventricular depolarization 4. Atrial depolarization เกิดขึ้นเปนอันดับแรก 2.

20 วินาที 2.40-0. P-R segment เปนระยะเวลาตั้งแตจุดสิ้นสุดของ P wave ถึงจุดเริ่มตนของ Q wave เปนระยะที่เลือดถูกบีบลง หัวใจหองลางทั้งสองหอง ในภาวะปกติจะอยูที่ isopotential line ใชเวลาประมาณ 0.Standard Limb Lead II วัดระหวางแขนขวา (ขั้วลบ) กับ ขาซาย (ขั้วบวก) .06 วินาที 4.Standard Limb Lead I วัดระหวางแขนขวา (ขั้วลบ) กับ แขนซาย (ขั้วบวก) . Q-T interval เปนระยะเวลาตั้งแตจุดเริ่มตนของ Q wave ถึงจุดสิ้นสุดของ T wave หรือเปนเวลาที่เริ่มมี ventricular depolarization จนสิ้นสุด ventricular repolarization อยางสมบูรณ.43 วินาที 3.04 วินาที เปนระยะที่หัวใจหองลางบีบตัว ชวงนี้จะไมมีการเปลี่ยนแปลงศักดาไฟฟา เสน บันทึกควรอยูที่ baseline (0 mV) ถามีการเลื่อนของ S-T segment ไปจาก isopotential line อาจบงชี้ถึงความ ผิดปกติของกลามเนื้อของ ventricle ในการบันทึกคลื่นไฟฟาหัวใจ จะใชขั้วไฟฟาวางลงบนผิวหนังตําแหนงตาง ๆ ไดหลายแบบ ที่นิยม มี 3 แบบ เปน Standard Limb Leads ตาม Einthoven’s Triangle คือ . bundle of His และ bundle branches เนื่องจากมีการ ลาชาของการนําสัญญาณที่ AV node ทําให P-R interval ยาว ใชเวลาประมาณ 0. S-T segment เปนระยะเวลาตั้งแตจุดสิ้นสุดของ S wave ถึงจุดเริ่มตนของ T wave หรือ หลังจากหัวใจหองลาง เกิด depolarization อยางสมบูรณ ซึ่งจะไมมี repolarization เกิดขึ้นทันทีเชนเดียวกับกลามเนื้อลาย แตจะมีการลาชา ระยะเวลาหนึ่ง ประมาณ 0. P-R interval เปนระยะเวลาตั้งแตจุดเริ่มตนของ P wave จนถึงจุดเริ่มตนของ Q wave ในระยะนี้ เปนชวงเวลา ของการนําสัญญาณจากกลามเนื้อหัวใจหองบน ผาน AV node.12-0.03-0.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 17 รูปที่ 3 แสดงคลื่นไฟฟาหัวใจ 1.Standard Limb Lead III วัดระหวางแขนซาย (ขั้วลบ) กับขาซาย (ขั้วบวก) . Q-T interval โดยเฉลี่ยนาน ประมาณ 0.

การบันทึกจะใชเครื่อง MacLab.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 18 รูปที่ 3 แสดงการตอคลื่นไฟฟาหัวใจ Standard Limb Leads ตางๆ การบันทึกคลื่นไฟฟาหัวใจโดย limb leads เปนการวัดความตางศักดาไฟฟาระหวางขั้วบันทึกบวกและลบ จากการ วางขั้วบันทึกใน limb leads นี้ ทําใหเกิดรูปสามเหลี่ยมดานเทาที่มีหัวใจอยูตรงกลาง เรียก Einthoven’s triangle ทําใหผล รวมความสูงของ QRS wave ของ lead I และ lead III เทากับความสูงของ QRS wave ของ lead II ปฏิบัติการ การวัดคลื่นไฟฟาหัวใจ วิธีการทดลอง 1. ทําการบันทึกคลื่นไฟฟาหัวใจของนิสิต 1 คน วัดในทานั่งหรือนอน 3. นํา electrodes ทาสารนําไฟฟาแลวไปติดกับแขนหรือขาตาม Einthoven’s triangle กําหนดไว . Macintosh ขยายสัญญาณดวย Bio Amplifier ตอเขากับ Channel 1 ของ MacLab (วิธีใชใหดูที่ภาคผนวกทายเลม) 2.

สรีรวิทยาระบบไหลเวียนโลหิต คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล. In : Human Anatomy and Physiology. พิมพครั้งที่ 1. Macintosh และ Monitor 6. นํา pulse transducer พันรัดรอบนิ้วมือ (นิ้วใดก็ได) ใหแนนพอควร โดยดานรับสัญญาณจะตองติดกับ ดานหนาของนิ้วมือ ตอสายบันทึกเขา channel 3 ของเครื่อง MacLab 5. Carola R. 2540.USA. คณะเภสัชศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.ธงชัย สุขเศวต.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 19 4. การใชคอมพิวเตอรในการเรียนการสอนปฏิบตั ิการสรีรวิทยา.ดร. . 2. 2539.R. สุรรณ ธีระวรพันธ และคณะ. and Noback C.. Harley J. 1990..P. เปดเครื่อง MacLab . 3. รศ. Cardiovascular system. ใหนิสิตบันทึกผลการวัด EKG และ Finger pulse ในภาวะปกติ และ print ภาพที่บันทึกไดแนบในผลการ ทดลอง และ วัดคาตางๆกรอกในตารางผลการทดลอง เอกสารอางอิง 1. อ. McGraw-Hill. Inc. ในโปรแกรม chart ใหนิสิตปรับคาพารามิเตอรตาง ๆ จนไดภาพที่ชัดเจน channels เทา ๆ กันโดยให Channel 1 Channel 2 Channel 3 แบงหนาจอใหเหลือเพียง 3 บันทึก ECG บันทึก Finger pulse ใชคํานวณหาคาอัตราการเตนของหัวใจจากขอมูล channel 2 7.

ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 20 ปฏิบัติการสรีรวิทยาที่ 3 เรื่อง การประเมินการทํางานของระบบหายใจ (Assesment of Respiratory Functions) เรียบเรียงและดัดแปลงจาก ดร. เขาใจวิธีการใช spirometer อุปกรณตางๆ รวมทั้งวิธีการในการทดลองนี้เพื่อวัดปริมาตรอากาศและความจุปอด 2. ปยะรัตน ศรีสวาง วัตถุประสงค เพื่อใหนิสิตสามารถ 1. หาคา Dynamic lung volume ได 4. จันทรจิรา วสุนธราวัฒน โดย ดร. อธิบายการเปลีย่ นแปลงการทํางานของระบบหายใจในขณะออกกําลังกายได หลักการและเหตุผล ในคนปกติการหายใจไดเองโดยอัตโนมัติ (automatic breathing) เกิดจากการทํางานของระบบประสาทสวนกลางที่ กานสมองสวน medulla oblongata และ pons การควบคุมการหายใจ เกิดขึ้นโดยระบบประสาท มีทั้งการควบคุมภายใต อํานาจจิตใจ (voluntary) และนอกอํานาจจิตใจ (involuntary) การควบคุมนอกอํานาจจิตใจนัน้ อาศัยสัญญาณประสาทนําเขา จากตัวรับรูหลายชนิด ไดแก chemoreceptors และ mechanoreceptors สงผลใหเกิดการปรับการระบายการหายใจ (ventilation) เพื่อใหรักษาระดับ PaO2 (partial pressure ของ O2 ใน artery) และ PaCO2 (partial pressure ของ CO2 ใน artery) ใหสัมพันธกับภาวะ metabolism ของรางกาย การวัดปริมาตรอากาศหายใจ (spirometry) คือวิธีการวัดปริมาตรของอากาศที่หายใจเขาหรือออก โดยใช spirometer ซึ่ง spirometer ที่นิยมคือ water-filled spirometer (ภาพที่ 1) ซึงประกอบไปดวยถัง 2 ใบ ถังใบแรกบรรจุน้ําไว ถัง ใบที่ 2 มีขนาดเล็กกวา (floating drum) วางคว่ําอยูในน้ําของถังใบแรก และมีเชือกหรือโซผกู ไว และเชื่อมอยูกบั รอก โดยที่อกี เพื่อใชบันทึกกราฟของการหายใจลงบนกระดาษที่พับอยูรองแกนหมุน หลักการทํา ขางหนึ่งของเชือกมีปากกาติดอยู spirometry คือ ใหอาสาสมัครหายใจทางปาก ผานทาง mouthpiece ซึ่งตอกับทอและถังที่คว่ําอยูบนน้ําของ spirometer เมื่อ หายใจออก อากาศจะเขาไปอยูใ นถัง ถังจะลอยตัวสูงขึ้น ทําใหปากกาเคลื่อนต่าํ ลงและขีดออกมาเปนเสนกราฟของการหายใจ แตเมื่อหายใจเขา อากาศจากในถังจะถูกหายใจเขาไปในปอด ปากกาเคลื่อนที่ขึ้นและขีดออกมาเปนเสนกราฟของการหายใจ เชนเดียวกัน Spirometer ในปจจุบันมาหลายรูปแบบ ดังเชนในการทดลองนี้ spirometer จะประกอบไปดวย flow head ซึ่งมีแผน ตาขายสีขาวบางๆอยูตรงกลาง สามารถรับสัญญาณของปริมาตรอากาศที่หายใจเขาหรือออก และเชื่อมตอกับคอมพิวเตอร McLab เพื่อขยาย แปลงสัญญาณ และแสดงขอมูลของปริมาตรอากาศออกมาทางหนาจอของเครื่องคอมพิวเตอร (ภาพที่ 2) . อธิบายผลของการเพิ่มปริมาตรของทอทางเดินอากาศตอลักษณะการหายใจ 5. หาคาปริมาตรอากาศและความจุปอดตางๆ จาก spirometer ได 3.

ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 21 mouthpiece รูปที่ 1 water-filled spirometer อาสาสมัคร รูปที่ 2 flow head ของ spirometer ที่ตอกับเครื่องคอมพิวเตอร McLab ปริมาตรของปอดที่วัดไดโดยใช spirometer สามารถแบงไดเปน 2 สวนใหญ คือ ปริมาตรปอด (lung volume) และ ความจุปอด (lung capacity) (ภาพที่ 3) ซึ่งหาไดจากคาปริมาตรปอด อยางนอย 2 สวนมารวมกัน ปริมาตรปอดสามารถ แบงเปน ปริมาตรปอดในขณะหนึ่ง (Static lung volumes) และปริมาตรปอดในชวงเวลาที่กําหนด (Dynamic lung volume) Static lung volumes ไดแก 1. Tidal Volume (VT) หาไดจากคาปริมาตรอากาศที่หายใจเขาและออกปกติหนึ่งครั้ง .

Expiratory reserve volume (ERV) คาปริมาตรหายใจออกสํารอง คือ คาปริมาตรหายใจออกเต็มที่หลังจากการหายใจ ออกปกติ 1. 2. 1.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 22 2. Inspiratory reserve volume (IRV) คาปริมาตรหายใจเขาสํารอง คือ คาปริมาตรหายใจเขาเต็มที่หลังจากการหายใจเขา ปกติ 3. 3. 2. Lung capacity ไดแก Vital capacity (VC) คือคาความจุปอดปกติ ซึ่งหาไดจากปริมาตรอากาศที่หายใจออกเต็มที่หลังจากการหายใจเขาลึก ที่สุด มีคาเทากับ TV + IRV + ERV หรือ IC + ERV inspiratory capacity (IC) หาไดจากปริมาตรอากาศที่หายใจเขาเต็มที่หลังการหายใจออกปกติ มีคาเทากับ TV + IRV expiratory capacity (EC) หาไดจากปริมาตรอากาศที่หายใจออกเต็มที่หลังการหายใจเขาปกติ มีคาเทากับ TV + ERV Dynamic lung volumes เปนคาปริมาตรการหายใจในระยะเวลา 1 นาที ไดแก minute ventilation (MV) เปนผลคูณของปริมาตรอากาศที่หายใจปกติ (TV) กับอัตราการหายใจในหนึ่งนาที (RR) มี หนวยเปน ลิตร/นาที (L/min) maximum breathing capacity เปนผลคูณของปริมาตรอากาศเมื่อหายใจเขาและออกลึกทีส่ ดุ และเร็วที่สุด (VC) กับ อัตราการหายใจในหนึ่งนาที (RR) มีหนวยเปน ลิตร/นาที (L/min) รูปที่ 3 คาปริมาตรและความจุปอดตางๆ จากการหายใจเขาออกปกติ และการหายใจเขาและออกเต็มที่ .

จักรยานออกกําลังกาย 5. mouthpiece. ชุดอุปกรณการบันทึกการทํางานสรีรวิทยาโดยใชคอมพิวเตอร PowerLab 2.075.ใหอาสาสมัครนั่งหลังตรง หันหนาออกจากเครือ่ ง computer หลับตา อม mouth piece ที่ทําความสะอาดดวย สําลี ชุบ 70 % ethyl alcohol ใช nose clip บีบจมูก เพื่อบันทึกผลการหายใจผานทางปาก พยายามลดสิ่งรบกวน ตางๆ ตออาสาสมัครใหมีนอยที่สดุ และใหอาสาสมัครหันหนาออกจากจอคอมพิวเตอร . การหาคา Static lung volumes และ maximum breathing capacity . nose clip 3.ที่ channel 1 เลือ่ น mouse ไปทีช่ ื่อชองรับสัญญาณ เลือกรายการ spirometer จะปรากฏหนาตางบันทึกภาพการ หายใจ เลื่อน mouse ไปกด zero เพื่อปรับศักยไฟฟาของเครื่องไปอยูที่ 0 volt.ที่ channel 2 เลือกคําสั่ง computed input จะปรากฏภาพหนาตางบันทึก 2 ภาพ ภาพดานซายใหเลือก raw data ch:1 ภาพดานขวามีแถบคําวา raw data เลื่อน mouse ไปที่แถบคํานี้ แลวเลือก rate meter ตั้งคา range = 100 BPM การทดลอง 1. กระดาษทิชชู 8.1. range = 10 V . calibration syringe ขนาด 2 ลิตร 4. 34 และ 37 องศาเซลเซียส จะมีคา BTPS factors เปน 1.1. เครื่องวัดน้ําหนักและสวนสูง 6.020 และ 1 ตามลําดับ เปนตน อุปกรณ 1. 70% ethyl alcohol และสําลี 7.ในขณะทําการทดลองใดๆ หากอาสาสมัครรูสึกอึดอัด หายใจไมสะดวก ใหหยุดทําการทดลองนั้นๆ ทันที . 29. ทอพลาสติก การเตรียมการทดลอง .ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 23 คาปริมาตรและความจุปอดเหลานี้จะเปลี่ยนแปลงไปในสภาวะตางๆ เชน ในขณะออกกําลังกาย ในสภาวะที่มพี ยาธิ สภาพของปอด เปนตน ในการศึกษาทางสรีรวิทยาระบบหายใจ หากตองการใหคาปริมาตรการหายใจถูกตองใกลเคียงกับ ความเปนจริง จะตองคูณคาปริมาตรปอดดวยคา BTPS factor (Body Temperature Atmospheric Pressure Saturated with Water Vapour) เนื่องจากสภาพอุณหภูมิ ความดัน และความชื้นของอากาศในหองแตกตางไปจากอากาศภายในรางกาย ซึ่งคา BTPS factor จะผันแปรตามอุณหภูมิหอ ง เชน ที่อุณหภูมิหอง 25.เลือกอาสาสมัครที่มีสุขภาพปกติ ไมมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ . ตั้งคา low pass frequency = 1 Hz.เปดโปรแกรม Chart และกําหนดชองบันทึกสัญญาณดังนี้ Channel 1 : volume Channel 2 : RR (respiratory rate) .051. spirometer.ตอสวน spirometer front end เขาที่ channel 1 และตอพลาสติกสองสายของ flow head เขาที่ดานหนา ของ spirometer .

ใหหายใจเขาและออกลึกทีส่ ุดและเร็วที่สุดประมาณ 3-5 ครั้ง (หาคาปริมาตรเฉลีย่ x อัตราการหายใจ.print รูป spirogram ที่ตองการ จาก channel 1 ไปแสดงในรายงานผลการทดลอง 2.บันทึกการทดลองจนหายใจเขาสูภาวะปกติ .กดปุม start บันทึกลักษณะการหายใจปกติขณะพักนาน 1 นาที จากนั้น ตอ สวน mouth piece และ flow head เขา กับทอพลาสติก และหายใจผานทอนี้ประมาณ 5 นาที หรือจนอาสาสมัครรูสกึ หายใจลําบาก นําทอพลาสติกออก จากนั้นใหบันทึกผลการหายใจผาน spirometer จนกวาจะเขาสูปกติ (recovery) กดปุม stop หยุดบันทึกผลการ ทดลอง และ save ขอมูล ขอควรระวัง หากอาสาสมัครรูสกึ หายใจไมออก ใหหยุดการทดลองทันที . range ของ spirometer เปน 10 V และใหทิศของเสนกราฟขาขึ้นเปนการหายใจเขา .เมื่ออาสาสมัครคุนเคยกับเครื่องมือและสภาวะการทดลอง เริ่มบันทึกผลการทดลอง (กดปุม start) . set scale ใหคาสูงสุดเปน 10 คาต่ําสุดเปน -10 ลิตร.5 เมตรเพื่อเตรียมตอกับ สวน mouth piece และ flow head ไดสะดวก .เปรียบเทียบลักษณะการหายใจในขณะหายใจปกติ เมื่อหายใจผานทอ และเมื่อสิน้ สุดการหายใจผานทอพลาสติกนี้ 3.ตั้งคา ความเร็วของการเคลื่อนภาพบันทึกเปน 4/s.ปรับ speed ของ tracing ใหชาลงเพื่อเห็นภาพการเปลีย่ นแปลงทั้งหมดตั้งแตการหายใจปกติ. การกลั้นหายใจ การ เลิกกลั้นหายใจและกลับเขาสูภาวะปกติ .ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 24 .จัดวางทอพลาสติกขนาดเสนผาศูนยกลาง 2 นิ้ว ยาว 1.กดปุม start บันทึกการหายใจธรรมดาขณะพักนาน 1 นาที จากนั้นหายใจเขาเต็มที่ แลวกลั้นหายใจ 30 วินาที หยุด กลั้นหายใจ บันทึกผลจนกระทั่งลักษณะการหายใจกลับเขาสูภาวะปกติ (recovery) กดปุม stop และ save ขอมูล 4. ผลของการหายใจผานทอพลาสติกยาว . คาที่ไดคอื Maximum breathing capacity: L/min) .ปรับ speed ของ tracing ใหชาลงเพื่อเห็นภาพการเปลีย่ นแปลงทั้งหมดตั้งแตการหายใจปกติ. ผลของการกลั้นหายใจ (breath holding) . การกลั้นหายใจ การ เลิกกลั้นหายใจและกลับเขาสูภาวะปกติ . ผลของการทํา hyperventilation + กลั้นหายใจ (breath holding) .ใหอาสาสมัครหายใจปกติประมาณ 1 นาที จากนั้นใหหายใจเขาเต็มที่แลวหายใจออกเต็มที่ ทําซ้ําติดตอกัน 4 ครั้ง (หาคาเฉลีย่ static lung volumes) .หายใจปกติอกี ประมาณ 2 นาที หาคา minute ventilation (MV) เปนผลคูณของปริมาตรอากาศที่หายใจปกติแต ละครั้ง (tidal volume) กับอัตราการหายใจในหนึ่งนาที (RR) .กด stop และ save ขอมูล .

สุวรรณา หังสพฤกษ และปุณฑริกา สุวรรณประเทศ (2548) ระบบหายใจ สรีรวิทยา 2 คณะแพทยศาสตรศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ 4. จัดใหภาพอยูตรงกลาง วิธีการศึกษา . คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ.ตั้งคา ความเร็วของการเคลื่อนภาพบันทึกใหชา ลงเพื่อเห็นภาพเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของลักษณะการหายใจ กอนออกกําลังกาย ขณะออกกําลังกาย และหลังออกกําลังกาย.บันทึกคา อัตราการหายใจ ปริมาตรของการหายใจ และชีพจร ของอาสาสมัคร กอนการออกกําลังกาย และหลังการ ออกกําลังกายจนกระทั่งกลับเขาสูภาวะปกติ .ใหอาสาสมัครปนจักรยาน ที่ความตานทานระดับ 10 และมีความเร็ว 60 rpm เปนเวลา 10 นาที . ทิวาพร วอง (2545) เรียบเรียงจาก พิพัฒน เจิดรังษี ปฏิบัติการสรีรวิทยาระบบหายใจ คณะวิทยาศาสตรการแพทย มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก. Guyton AC & Hall JE (1996) Textbook of Medical Physiology: Pulmonary ventilation. 2.หาคาเฉลี่ยคาอัตราการหายใจ ปริมาตรการหายใจ และชีพจร กอนออกกําลังกาย และหลังการออก กําลังกาย 1. ผลของการออกกําลังกายตอสรีรวิทยาการหายใจ . บัวรอง ลิ่วเฉลิมวงศ บทปฏิบัตกิ าร สรีรวิทยาระบบหายใจ: กลศาสตรของการหายใจ. . Saunders Company. Philadelphia: W.ใหอาสาสมัครลงจากอานจักรยาน นั่ง หลับตา และวัดปริมาตรและอัตราการหายใจ และชีพจร ของอาสาสมัคร หลัง การออกกําลังกายทันทีและบันทึกการเปลีย่ นแปลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลับเขาสูภาวะปกติ .ใหนิสิตเปรียบเทียบคาตางๆ ที่ไดจากการบันทึกกับเพื่อนกลุม อื่นๆ .B. 11th ed. ประมาณ 30 วินาที) ประมาณ 30 วินาที จากนั้นหายใจเขาเต็มที่ แลวกลัน้ หายใจ 30 วินาที หยุดกลั้นหายใจ บันทึกผลจนกระทั่งลักษณะการหายใจกลับเขาสูภาวะปกติ (recovery) กดปุม stop และ save ขอมูล เปรียบเทียบลักษณะการหายใจเมื่อสิ้นสุดการกลั้นหายใจ (recovery) ระหวางการกลั้นหายใจอยางเดียวและการทํา hyperventilation + กลั้นหายใจ 5. 3. 2 และ 3 นาที แยกตามกลุม อาสาสมัคร/เพศ เพื่อแสดงคากลางของชั้นเรียน เอกสารอางอิง 1.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 25 - - กดปุม start บันทึกการหายใจธรรมดาขณะพักนาน 1 นาที ใหอาสาสมัครเพิม่ การหายใจโดยหายใจเขา-ออกลึกแรง และเร็ว (voluntary hyperventilation.วัดอัตราและปริมาตรการหายใจ และชีพจร ของอาสาสมัครในทานั่งหลังตรง หลับตาและพยายามลดสิ่งรบกวนตางๆ ที่มีตออาสาสมัคร กอนการออกกําลังกาย เปนเวลา 1 นาที (ภาวะปกติ) .

ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 26 ภาคผนวก การใชโปรแกรม MacLab โดย ผศ.นิวัติ เทพาวราพฤกษ ตัวอยาง การบันทึกสัญญาณชีพจรดวยโปรแกรมชารท ใหนิสิตทดลองบันทึกสัญญาณชีพจรแสดงการเตนของหัวใจของเพื่อนที่เปนอาสาสมัคร ฝกวิเคราะหขอมูล ตลอดจน ฝกทํารายงานผลการทดลองเบือ้ งตน การทดลองเริ่มจากการติดตั้ง finger pulse transducer ที่ปลายนิ้วชี้และรัดใหแนน พอควรดวยสายรัดเวลโคร และเสียบหัวตอ BNC-plug เขาที่ Input 1 ของเครื่อง PowerLab ดังรูปที่ 21 รูปแสดงวิธีการติด finger pulse transducer (รูปเล็กบนขวา) ที่ปลายนิ้วชีด้ วยสายรัดเวลโคร (Velcro strap) และการเสียบ หัวตอ BNC เขาที่ Input 1 ของ PowerLab 1. การปรับตั้งขนาดการขยายสัญญาณ การปรับตั้งขนาดการขยายสัญญาณบนโปรแกรมชารท สามารถทําไดโดยคลิ๊กที่ปุม ขาง Channel title แลว กดคางไว จะเห็นแถบเมนูดังรูป ใหเลื่อนลงมาที่ Input Amplifier… แลวปลอย จะเห็นวามีหนาจอเล็กๆ ปรากฎดังรูป .ดร.

ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 27 รูปแสดงวิธีการปรับขยายชองสัญญาณและการเปดดูฟงกชั่นตางๆ ในปุม อยูทางดานขวาของ Channel 1 ที่ชื่อ Pulse รูปแสดงหนาจอ Input Amplifier บนชารท เราสามารถปรับเปลีย่ นขนาดการขยายสัญญาณที่ปมุ Range ใหนิสิตปรับ Range ที่แสดงกราฟมีแอมปลิจดู ประมาณ 2/3 ของชองสเกลดังรูป 2V 200 mV 20 mV รูปแสดงภาพการขยายสัญญาณ บน : การขยายชองสัญญาณนอยเกินไป (Range = 2V) กลาง : การขยายชองสัญญาณที่ เหมาะสม (Range = 200 mV) และ ลาง : การขยายชองสัญญาณที่มากเกินไป (Range = 20 mV) .

4 1:01.2 1:01.4 5.2 5.8 1:00. การปรับตั้งความเร็วของสัญญาณกราฟ (Chart Speed) ความเร็วของสัญญาณกราฟมีผลโดยตรงตอรายละเอียดของสัญญาณที่บันทึก (resolution) และขนาดของ ไฟลขอมูล การปรับตั้งความเร็วของสัญญาณทําไดโดยการคลิ๊กที่ปุม (อยูเหนือตอชองสัญญาณ) คางไว แลวเลื่อนแถบลง มาที่ความเร็วทีต่ องการ ตัวอยางเชน ถาตองการความเร็วของสัญญาณกราฟ 100 samples [points] ตอวินาที) ใหคลิ๊กที่ปมุ แลวเลื่อนแถบลงมาที่ 100 ดังรูป รูปแสดง วิธีการปรับตั้งความเร็วของสัญญาณกราฟ (chart speed) บนโปรแกรมชารท 28/5/2551 12:30:02.1 5.2 รูปแสดงผลของการตั้ง Chart speed ของชองสัญญาณที่นอยเกินไป (รูปบนและรูปกลาง) และขนาดที่เหมาะสม (รูปลาง) ใน กรณีนี้การปรับตั้ง Chart speed ของชองสัญญาณในระดับ 200/s หรือมากกวาเล็กนอยจะไดรายละเอียดของรูปรางสัญญาณ ชีพจรทีด่ ีกวา .7 1:00.8 5.9 5 5.7 5.3 4.5 4.5 1:01.377 Speed Channel 1 (mV) 10 5 0 -5 5 5.1 1:01.3 1:01.6 4.2 4.442 Channel 1 (mV) 10 Speed 5 0 -5 1:00.8 4.4 4.776 Channel 1 (mV) 10 Speed 200/s 5 0 -5 4.6 5.6 1:00.3 5.9 1:01 1:01.7 4.9 6 28/5/2551 12:30:28.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 28 2.6 28/5/2551 12:31:49.1 5.5 5.

กําลังบันทึกสัญญาณสามารถยอนกลับไปดูขอมูลกอนหนานี้ไดโดยกดปุม review ไหล ) และขณะ ซึ่งจะสังเกตไดวากราฟจะหยุดการ 4.หยุดบันทึก (start-stop recording button) . ปุมกดเพื่อการบันทึก . การบีบ (compress) หรือขยายสัญญาณ (expand) และปุม Review ขอมูล ถาสัญญาณกราฟเคลื่อนไหลเร็วเกินไปจนบางครัง้ มองไมทัน ใหกดปุม compress จะทําใหขอมูลกราฟถูกบีบ ตามอัตราสวนที่แสดง compress expand Start/Stop Start review button ratio memory รูปแสดงปุมกดบนหนาจอโปรแกรมชารทเพื่อเลือกการบีบ (compress. แถบเลื่อนขอมูล (Scroll bar) ใชสําหรับเลื่อนหาสวนของกราฟหรือขอมูลที่บันทึกไวกอนหนา โดยการกดปุม review ซึ่งสามารถใชในขณะที่กําลังมีการบันทึกขอมูลอยางตอเนื่อง ในบางครั้งเราอยากที่จะดูขอมูลยอนหลังโดยที่ไมรบกวนการบันทึกขอมูล ใหกดปุม review compress ขอมูลจะหยุดไหล จากนั้นใหเลื่อนลูกศรไปที่ scroll bar ( หาขอมูลที่ตองการ เมื่อตองการกลับไปยังชวงของขอมูลลาสุดทีก่ ําลังบันทึกใหกดปุม review รูปแสดงเมื่อกดปุม review โดยการกดปุม scroll bar ขางปุม ) กดคางไวแลวเลื่อน อีกครั้ง เสนกราฟจะหยุดการเคลื่อนไหล ทําใหเราสามารถยอนกลับไปดูขอมูลที่ไดบันทึกไวกอนหนา 5. ) หรือขยายสัญญาณ (expand.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 29 การตั้งความเร็วของสัญญาณกราฟจะทําใหการเคลื่อนไหลของสัญญาณเร็วจนบางครั้งมองไมทัน แตโปรแกรมชารท ยังมีฟงกชั่นควบคุมใหการแสดงผลเปนไปอยางเหมาะสม ดังตอไปนี้ 3.

ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 30 การควบคุมใหชารทแสดงขอมูลอยางตอเนื่องหรือหยุดแสดงขอมูลกราฟ ใหคลิ๊กที่ปุม ในขณะทําการทดลองถาตองการใหโปรแกรมชารทมีการบันทึกผลตลอดเวลา ใหนิสิตสังเกตวาปุม กากบาท ถาปุม นี้แสดงเครื่องหมายกากบาท ถานิสติ กดปุม Stop หรือ และ ไมมีเครื่องหมาย จะไมมกี ารบันทึกขอมูลใดๆ ทั้งสิน้ (แมวาเสนกราฟจะยังคงไหลตามปกติ) หลังจากทีแ่ สดงขอมูลประมาณ 5-10 วินาทีแลวหยุด จะเห็นวาสวนของขอมูลกราฟที่ผานมา 5- 10 วินาทีจะไมปรากฎ ดังนั้นนิสติ จึงควรตั้งใหปมุ บันทึกสัญญาณแสดง ตลอดเวลาการทดลอง 6. การปรับชองสัญญาณเปน ratemeter สําหรับสัญญาณในชองที่ Heart rate มีไวเพื่อแสดงการคํานวนสัญญาณชีพจรหรือ EKG จากสัญญาณชองที่ 1 หรือ 2 ตามกําหนดใหแสดงเปนอัตราการเตนของหัวใจ (heart rate) วิธีการปรับใหชองสัญญาณทีแ่ สดง ratemeter ในโปรแกรม ชารท ซึ่งจะอยูในแถบเมนูอันดับที่ 3 ชื่อ “Computed Input…” ใต Channel title (HR) ดังรูป รูปแสดงการเปลีย่ นชองสัญญาณที่ 2 ใหเปนผลการคํานวณอัตราการเตนของหัวใจสําหรับโปรแกรมชารท รูปแสดงเมื่อปรากฎหนาจอสําหรับการปรับเปลี่ยนชองสัญญาณ อันดับแรกตองเลือก Raw data input เปนจากชองที่ 1 จากนั้นใหเลื่อนปุม Threshold control ขึ้นไปประมาณกึ่งกลางของยอดของสัญญาณ (ซายมือ) จากนั้นใหเลือก Function (ขวามือดานบน) เปน Ratemeter และเลือก Range เทากับ 100 หรือ 200 BPM ดังรูปขวามือ กราฟที่ปรากฎจะเปนผลการ คํานวณ HR ที่จะแสดงใน Channel 2 .

การบันทึกขอความลงในขอมูล (comment) สิ่งที่นิสติ ควรกระทําอยางสม่ําเสมอขณะทําการทดลองคือการบันทึกวิธีการและพารามิเตอรในการทดลองลงใน Comment การใส comments นับวามีประโยชนและสําคัญมาก โดยเฉพาะอยางยิ่งในกรณีทตี่ องการ review ผลการทดลอง จะชวยบอกวาผลการทดลองนั้นเปนขั้นตอนใดและเกิดขึ้นไดอยางไรเปนตน รูปแสดงสวนที่เติม comments ในระหวางทําการทดลองจะอยูบริเวณดานบนของกรอบหนาจอของชารท สัญญลักษณ * ใน หมายถึงการให comment ปรากฎทุกชองสัญญาณ กรอบ หมายถึงลําดับของ comment เริ่มจาก 1.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 31 สําหรับสัญญาณในชองที่ 2 มีไวเพื่อแสดงการคํานวนสัญญาณชีพจร เมื่อเลือกฟงกชั่น Computed Input แลวให ปฏิบัตติ ามรูปที่ 31 7. ชอง 2. … เมื่อเติม comment เรียบรอยแลวใหคลิ๊กปุม รูปแสดงประโยชนของการใส comment เชนในกรณีที่กลับมา review ดูผลการทดลอง เมื่อใชลกู ศรคลิ๊กบนหมายเลขของ comment และกดคางไว จะปรากฎหนาตางเล็กๆ ขึ้นมา ซึ่งภายในจะมีขอความที่เราไดบันทึกชวยเตือนความจําวาไดทําการ ทดลองอะไรไปในขณะนั้น . 3.

วาง cursor หนาตอสวนกราฟที่ตอ งการ กดปุม ซายของเมาสคางไว ตามดวยกด สองปุมบนคียบอรดคางไว คือ Shift + Alt แลวลากเมาสผานบริเวณกราฟที่ตองการและปลอยการกด จะปรากฎแถบดําดังรูป จากนั้นลากเมาสมากดที่อีก channel หนึ่ง จะเปนการเลือกสวนของกราฟ ณ เวลาที่เทาๆ กันทั้งสองกราฟ ขวา – กรณีที่ ตองการเลือกเฉพาะสวนของกราฟที่มีแอมปลิจดู ตามทีต่ องการทั้งสองกราฟ ใหกดปุม ซายของเมาสคางไว แลวลากทะแยง ครอมสวนของกราฟที่ตองการแลวจึงปลอยการกด แลวใหกดปุม Shift คางไว จากนั้นเลื่อนเมาสมากดที่อีก channel หนึ่งโดย ลากครอมกราฟในแนวดิ่ง จากนั้นใหขยายขอมูลกราฟสวนที่เลือกโดยใชฟงกชั่น zoom จะเห็นหนาจอใหมแสดงขึ้นดังรูปที่ 38 ซึ่งถาเลือก สัญญาณมากกวา 1 ชองจะเห็นกราฟซอนกันดังรูปที่ 38 (บน) วิธีการแยกเสนกราฟใหเปนสองชองแยกจากกัน สามารถทําได โดยการกดปุม ที่มุมบนดานขวามือ .ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 32 รูปแสดงการเรียกดู comments ตางๆ ที่เราไดบันทึกไวตลอดการทดลองหรือไฟลขอมูล โดยคลิ๊กไปที่ Windows ของ menu bar แลวเลื่อนลงมาที่ Comments จะปรากฎหนาจอดังรูป 8. การเลือกและการวิเคราะหชวงสัญญาณ เมื่อนิสติ ตองการการวิเคราะหสัญญาณในชวงของกราฟที่บันทึก สามารถทําไดโดยเคลื่อนลูกศรไปที่มุมดานบนของ กราฟ กดปุม ซายของเมาสคางไว แลวลากทะแยงคลอมบริเวณของเสนกราฟ (Channel 1) ที่ตองการ จากนัน้ ใหกดสองปุม ×Shift บนคียบ อรดคางไว แลวลากเมาสเคลื่อนผานกราฟสวน Channel 2 ที่ตองการในแนวดิ่งและปลอยการกด จากนั้นให เลื่อนลูกศรไปคลิ๊กที่ Window แลวเลือกแถบเมนูตรง “Zoom Window” บนหนาจอจะปรากฎหนาจอเล็ก (Zoom View) ดังรูป รูปแสดงวิธีการเลือกสวนของกราฟโดย ซาย .

ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 33 รูปแสดงการขยายขอมูลบางสวน (Zoom View) เราสามารถทําไดหลังจากที่เลือกบริเวณของกราฟที่จะนํามาขยาย โดยคลิก๊ ไปที่ Windows ของ menu bar แลวเลื่อนลงมาที่ Zoom View จะปรากฎหนาจอเล็กๆ ดังรูปบน ซึ่งนิสิตจะเห็นวาเสนกราฟทั้ง สองชองบันทึกซอนทับกันอยู ใหเลื่อนลูกศรไปที่ปุม (ศรชี้) แลวคลิก๊ 1 ครั้ง กราฟที่ปรากฏในหนาจอของ Zoom Window จะสามารถคัดลอกมาเก็บไวได โดยเลื่อนลูกศรไปที่ Edit กดคางไวแลว เลื่อนลงมาที่ Copy Zoom View ถาโปรแกรมถามถึงความละเอียดของการคัดลอก อาจไมตอ งสนใจมากนัก ใหคลิ๊ก “OK” จากนั้นใหเปดโปรแกรม MS Word (Microsoft word) แลวใหปะ (“paste”) รูปกราฟจาก Zoom Window ลงในไฟลของ MS Word นิสิตควรพิมพขอมูลของกราฟระบุไวใตกราฟ โดยคลิก๊ ดูจาก comments ของการทดลองอันนั้น 9. การวิเคราะหสัญญาณ โดยปกติการวิเคราะหสัญญาณสามารถทําไดโดยตรงบนชองสัญญาณหรือบนกราฟใน Zoom Window โดยการใช marker วางที่จุดอางอิง แลวเลือ่ น cursor ไปบนสวนตางๆ ของเสนกราฟที่ตองการวัด Marker ( ) เปนอุปกรณที่ใชสําหรับการ mark จุดอางอิงเพื่อใชอานคาแอมปลิจดู หรือระยะเวลาที่ cursor วางอยูบนกราฟ รูปแสดงการวิเคราะหขอมูลจากกราฟไดโดยใช Marker ( ) อยูบ ริเวณมุมลางดานซายของหนาจอชารท version 4 วิธีการ ประยุกต marker ทําไดโดยใชลูกศรไปวางที่ แลวกดเมาสคางไว จากนั้นลาก ไปวางบนเสนกราฟ (ถาไมพบ ใหทํา double click ในกรอบของ marker ที่วางอยู) .

การคัดเลือกกราฟเพื่อเก็บเปนรายงาน ใหนิสิตเลือกสวนของกราฟ โดยปฏิบัตติ ามขั้นตอนในรูปที่ 35-36 เมื่อไดชวงของกราฟตามทีต่ องการแลวใหคลิก๊ ที่ Edit แลวตามดวย Copy Zoom Windows โปรแกรมชารทจะถามวาตองการรายละเอียดของภาพเชนไร ใหเลือกแลวคลิก๊ ที่ OK จากนั้นใหเปด MS Word document ดังรูป แลวคลิ๊กที่ Edit ตามดวย Paste รูปที่ 39 วิธีการปะรูปกราฟที่ตองการทํารายงานลงในไฟลเอกสารของ MS Word 11.84 วินาที 10.ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 34 เพื่อกําหนดจุดอางอิงในการวัดคาระยะหางระหวาง peak โดยเลื่อน cursor ไปที่ peak ของอีก รูปที่ 38 การใช marker pulse หนึ่ง คาระยะหางจะปรากฏดานบนของกราฟ ซึ่งในกรณีนี้อานไดเทากับ 0. การเก็บขอมูล (save) .

การสั่งพิมพ หลังจากที่นิสติ ไดไฟลเอกสารที่มีขอมูลกราฟเรียบรอยแลว และตองการพิมพรปู กราฟที่ได นิสติ สามารถเก็บไฟลขอมูล ไปพิมพที่บาน หรือสงมอบไฟลใหกับเจาหนาที่หองปฏิบัตกิ ารเพื่อพิมพให โดยนิสิตจะตองเสียคาการสั่งพิมพแผนละ 1 บาท .ปฎิบัติการสรีรวิทยาพื้นฐาน / 35 เราสามารถทําการเก็บไฟลขอมูลไวในแผนดิสค CDR (สําหรับเครื่องที่มี CD writer) หรือ handy drive โดยเลื่อน ลูกศรไปที่ File บน menu bar แลวกดคางและเลื่อนลงมาที่ Save As… แลวปลอยการกด จะปรากฏหนาจอบันทึกขอมูลดัง รูป ใหนิสิตตั้งชือ่ ไฟลตามความเหมาะสม (ใหเลือกไฟลที่เก็บเปนชนิด Chart Data File เทานั้น) และเก็บไฟลสํารองไวบน desktop ของเครื่อง หรือเก็บไวใน handy drive ของนิสิต รูปแสดงการเก็บไฟลขอมูลไวในแผนดิสค CDR หรือ handy drive โดยเลื่อนลูกศรไปที่ File บน menu bar แลวกดคางและ เลื่อนลงมาที่ Save As… แลวใหนิสิตตั้งชื่อไฟลตามความเหมาะสม รูปแสดงลักษณะของไอคอนของไฟลขอมูล (ซาย) เปรียบเทียบกับ settings file (ขวา) 12.