You are on page 1of 7

ตอนที่ 1 ประวัติศาสตร์ดนตรีในยุคคลาสสิค

หน่ วยที่ 1 สังคม การปกครอง เศรษฐกิ จและการดนตรีในยุคคลาสสิ ค

1.1 สังคมยุคคลาสสิ ค
สังคมยุคคลาสสิคเกิดขึน้ ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 จนถึงช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 19
(คริสต์ศกั ราช 1750 – 1820) เป็นสังคมทีผ่ สมผสานกันระหว่างสังคมยุคเก่าทีน่ าปรัชญาของ กรีกโบราณ
มาใช้ทงั ้ ในด้านการเมืองการปกครองและสุนทรีภาพในผลงานสถาปตั ยกรรมและศิลปะ และสังคนยุคใหม่
ซึง่ มีการปฏิวตั ทิ างภูมปิ ญั ญา (Intellectual Revolution) โดยนาวิธกี ารทาง วิทยาศาสตร์ เทคนิคและ
สิง่ ประดิษฐ์ทม่ี ปี ระโยชน์เข้ามาพัฒนาคุณภาพชีวติ ให้ดขี น้ึ
ยุคคลาสสิกเป็นยุคทีเ่ ริม่ หลุดพ้นจากอานาจของคริสตศาสนจักร ศาสนาไม่ได้ มอี านาจสูงสุดและ
ไม่ได้เป็นศูนย์รวมทาง สังคมเหมือนยุคก่อนๆ ประชาชนเริม่ มีความคิดเป็นของตัวเอง มีความตื่นตัว กับ
แนวคิดประชาธิปไตย กล้าใช้เหตุผลในการแสดงความคิดเห็นทัง้ ทางด้านสังคมและด้านการเมืองมากขึน้
และเชื่อมันว่
่ าความมีเหตุผลสามารถเปลีย่ นแปลงชีวติ และสังคมให้ดขี น้ึ ได้ ดังนัน้ สังคมในยุคคลาสสิค จึง
ประกอบไปด้วย ความ เจริญรุง่ เรืองทางด้านวิชาการ เกิดผูม้ คี วามรู้ มีสติปญั ญา มีความคิดและมี
ความสามารถ จนได้รบั สมญานามว่าเป็น ยุคสว่างทางปญั ญา หรือ เรียกว่า ยุคภูมธิ รรม (The Age of
Enlightenment) โดยมีหลักการว่า…
“มนุษย์นัน้ มีเหตุผลโดยธรรมชาติ และสามารถก้าวสู่ความสมบูรณ์ แบบได้โดย
การศึกษาและการใช้เหตุผล ทุกคนมีความเท่าเทียมกันและควรได้รบั ความเสมอภาค ในด้าน
กฎหมาย เสรีภาพและสิ ทธิ ส่วนบุคคลเท่าๆกัน”
นักคิดคนสาคัญทีว่ างรากฐานยุคสว่างทางปญั ญา ได้แก่ Thomas Hobbes และ John Locke
ซึง่ เป็นนักปรัชญาการเมืองแนวประชาธิปไตยชาวอังกฤษ และ Baron de Montesquieu, Voltaire และ
Jean Jacques Rousseau ซึง่ เป็นกลุ่มนักปรัชญานักคิดฟิโลซอฟของฝรังเศส

หน่วยที่ 1 สังคม การปกครอง เศรษฐกิจและการดนตรีในยุคคลาสสิค

1

1.2 การปกครอง การปกครอง ในยุคคลาสสิค เป็นการปกครอง โดยกษัตริยท์ รงภูมธิ รรม (Enlightened Despotism) กษัตริยจ์ ะนาเอาแนวความคิดการใช้เหตุผลและหลักการในการปกครองและบริหารราชการ แผ่นดิน โดยพัฒนาจากแนวคิดเกีย่ วกับเทวสิทธิ ์แห่งกษัตริย์ (Divine Right of King) ในสมัยกรีกโบราณ โดยมีหลักการว่า… “เมือ่ กษัตริ ยท์ รงได้รบั อานาจในการปกครองแล้ว ก็เป็ นเหตุผลอันสมควรทีจ่ ะทรง ปฏิ บตั ิ ภารกิ จดังกล่าวด้วยความรู้สึกรับผิดชอบในการดูแลสวัสดิ การของผูอ้ ยู่ใต้ปกครอง และให้สิทธิ เสรีภาพส่วนบุคคลตามสถานภาพของบุคคลนัน้ ๆ” กษัตริยท์ รงภูมธิ รรมทรงยึด ถือว่าพระองค์เป็นผูร้ ั บใช้ประชาชนและรัฐ แม้ว่า การปกครองแบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ซง่ึ ปฏิบตั กิ นั ในขณะนัน้ จะถือว่ากษัตริยท์ รงอานาจเด็ดขาด แต่พระองค์ ก็ทรง ปกครองโดยคานึงถึงประโยชน์ของประชาคม และเป็นบทบาทของผูป้ กครองในฐานะผูร้ บั ผิดชอบต่อชีวติ ความเป็นอยูข่ องพลเมือง อุดมการณ์ทางการเมืองทีก่ ษัตริยท์ รงภูมธิ รรมทรง ยึดถือ คือ การเข้าควบคุมและส่งเสริม ส่วน ต่างๆ ทางสังคมทัง้ การอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญก้ าวหน้า เน้นความสาคัญ ของการศึกษา เพื่อให้พลเมืองอ่านออกเขียนได้ ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา และมีนโยบายส่งเสริม ความเจริญทางศิลปวัฒนธรรม การปกครองโดยกษัตริย์ ทรงภูมธิ รรมเปิดโอกาสให้พลเมืองโดยเฉพาะ ปญั ญาชน ได้แสดงความคิดเห็น อย่างกว้างขวาง ข้อคิด เกีย่ วกับเสรีภาพและสิทธิความเสมอภาคของ พลเมืองตลอดจนรูปแบบก ารปกครองทีป่ ระชาชนมีส่วนร่วม ทาให้ยโุ รปในศตวรรษที่ 18 เป็นยุคแห่ง การสร้างสรรค์ทางภูมปิ ญั ญา และเป็ นทีม่ าของแนวคิดเ กีย่ วกับปรัชญาทางการเมืองทีเ่ ป็นรากฐานของ แนวความคิดประชาธิปไตยสมัยใหม่ พระเจ้าเฟรเดอริ กมหาราชแห่งปรัสเซีย (Frederick the Great. ครองราชย์ คริ สต์ ศกั ราช 1740 – 1786) ดังรูปที่ 1 ทรงเป็นกษัตริยท์ ไ่ี ด้รบั การยกย่องว่าเป็นตัวอย่างทีด่ ขี องกษัตริยท์ รงภูมธิ รรม ในรัชสมัยของพระองค์ ปรัสเซียเจริญก้าวห น้าอย่างรวดเร็วและสามา รถพัฒนาประเทศจากการเป็นรัฐ เล็กๆในดินแดนเยอรมนีส่คู วามเป็นชาติมหาอานาจได้ หน่วยที่ 1 สังคม การปกครอง เศรษฐกิจและการดนตรีในยุคคลาสสิค 2 .

hu/art/p/pesne/frederic.3 ระบบเศรษฐกิ จ ระบบ เศรษฐกิ จ ในยุคคลาสสิค เป็นระบบเศรษฐกิจที่ มีความเจริญมังคั ่ ง่ อัน เนื่องมาจาก ความสาเร็จและความรอบรู้ ทางด้านวิทยาศาสตร์ จึงมีการนาเอาทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ มาประยุกต์ใช้ ในการประดิษฐ์เครือ่ งมือเครือ่ งใช้เพื่ออานวยความสะดวกในการดารงชีพของมนุษย์มากขึน้ มีการพัฒนา เครือ่ งจักรกลและเทคโ นโลยีการผลิต จนเกิดการเปลีย่ นแปลงในวิธกี ารและระบบผลิตดัง้ เดิม จากระบบ การจ่ายงานให้ไปทาตามบ้าน (Putting-out system) เพื่อผลิตสินค้าชนิดเดียวกันจานวนมาก มาเป็น ระบบโรงงาน กระบวนการผลิตแบบโรงงานดังกล่าว ทาให้เกิด ระบบอุตสาหกรรมนิยม (Industrialism) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การปฏิ วตั ิ อตุ สาหกรรม (Industrial Revolution) ดังรูปที่ 2 โดยมีหลักการ ว่า… “การเปลีย่ นแปลงกระบวนการการผลิ ตจากเดิ มทีใ่ ช้แรงคน แรงสัตว์หรือแรงธรรมชาติ และใช้ เครือ่ งมือแบบง่ายๆ มาเป็ นกระบวนการผลิ ตทีใ่ ช้เครือ่ งจักรทีม่ ีความซับซ้อน ทาให้ ผลิ ตได้ปริ มาณมากขึ้น” หน่วยที่ 1 สังคม การปกครอง เศรษฐกิจและการดนตรีในยุคคลาสสิค 3 .รูปที่ 1 พระเจ้าเฟรเดอริกมหาราช (Frederick the Great) ทีม่ า www. ครองราชย์ คริสต์ ศกั ราช 1740 – 1780) แห่งออสเตรีย แล ะจักรพรรดินีแค เทอรีน มหาราชินี (Catherine the Great. ครองราชย์ คริสต์ศกั ราช 1762 – 1796) แห่งจักรวรรดิรสั เซีย 1. ครองราชย์ คริสต์ ศกั ราช 1738 – 1759) แห่งสเปน จักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา (Maria Theresa.wga.jpg กษัตริยท์ รงภูมธิ รรมทีท่ รงมีพระชนม์ชพี ร่วมสมัยกับพระเจ้าเฟรเดอริกมหาราชทีส่ าคัญๆ ได้แก่ พระเจ้าชาลส์ท่ี 3 (Charles III.

org/wiki/industrial_revolution การปฏิวตั อิ ุตสาหกรรมนี้เกิดขึน้ ครัง้ แรกทีป่ ระเทศอังกฤษ นอกจากการปฏิวตั ทิ างอุตสาหกรรม แล้ว ยังมี การปฏิ วตั ิ เกษตรกรรม (Agricultural Revolution) และ การปฏิ วตั ิ คมนาคมขนส่ ง (Transportation Revolution) อีกด้วย ซึง่ เหตุการณ์เหล่านี้ ส่งผลให้ ระบบเศรษฐกิจและสังคมทีล่ า้ หลัง ของยุโรปในยุคก่อนๆ เปลีย่ นแปลงไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมอันทันสมัย การผลิตสินค้าทีเ่ คยได้ปริมาณ น้อยก็ขยายตัวเป็นการผลิตขนาดใหญ่ (Mass production) ทาให้ชาวยุโรปส่วนใหญ่ มีสภาพชีวติ ที่ ดขี น้ึ สะดวกสบายยิง่ ขึน้ และยังมีผลทาให้ชนชัน้ กลางและชนชัน้ กรรมาชีพมีบทบาทในสังคมมากขึน้ 1.wikipedia.รูปที่ 2 การปฏิวตั อิ ุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ทีม่ า http://en.3 การดนตรี การดนตรี ในยุคคลาสสิ คได้เริม่ แพร่หลายเข้าถึงประชาชนและเข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึน้ อันเนื่องมาจาก การเปลีย่ นแปลงของระบบ เศรษฐกิจทีด่ ขี น้ึ ทาให้ประชาชนมีชวี ติ ความเป็นอยูท่ ด่ี ี ประกอบกับสถาบันศาสนาไม่ได้เป็นศูนย์กลางของดนตรี อีกต่อไป จึงทาให้จดุ ประสงค์ของการประพันธ์ เพลงไม่ใช่เพียงเพื่อประกอบพิธที างศาสนาหรือพิธอี ่นื เท่านัน้ แต่ยงั รวมไปถึงเพื่อการบันเทิงและงานรืน่ เริงอีกด้วย กษัตริย์ ขุนนา งผูใ้ หญ่หรือผูท้ ม่ี ฐี านะดี ในสังคม จะมีวงดนตรี ส่วนตัว ไว้ เพื่อ ประดับบารมี เพื่อ แสดงคอนเสิ รต์ ส่วนตัว (Private concert) ในราชสานักหรือคฤหาสน์ ดังรูปที่ 3 ในขณะเดียวกัน ประชาชนหรือกลุ่มคนชัน้ กลาง เช่น หมอ พ่อค้า ข้าราชการได้เริม่ เข้ามามีบทบาททางด้านการดนตรี มี การจัดแสดงคอนเสิ รต์ ในที่สาธารณะ (Public Concert) ดังรูปที่ 4 เพื่อประชาชนจะได้มโี อกาสชม การแสดงคอนเสิรต์ มากขึน้ ดังนัน้ คอนเสิรต์ ฮอลล์ (Concert hall) และโรงละคร (Opera house) จึงถูก หน่วยที่ 1 สังคม การปกครอง เศรษฐกิจและการดนตรีในยุคคลาสสิค 4 .

P. a History of Western Music..V. & Palisca C.P. & Palisca C.J. p. 2010.474 รูปที่ 4 คอนเสิรต์ ในทีส่ าธารณะ (Public Concert) ทีม่ า Burkholder J. a History of Western Music.472 หน่วยที่ 1 สังคม การปกครอง เศรษฐกิจและการดนตรีในยุคคลาสสิค 5 . p. Grount D.J. 2010..สร้างขึน้ ใหม่ ดังรูปที่ 5 เพื่อรองรับความต้องการ ของประชาชนในการเข้าชมคอนเสิรต์ ในทีส่ าธารณะ ที่ มากขึน้ นอกจากนัน้ แล้ว ข่าวสาร บทวิพากษ์ทางดนตรี สิง่ พิมพ์ ได้เริม่ ตีพมิ พ์เป็นจานวนมากเพื่อให้ สังคมได้รบั รู้ ได้ศกึ ษาและวิพากษ์วจิ ารณ์ ธุรกิจการซือ้ ขายเครือ่ งดนตรี การตีพมิ พ์โน้ตดนตรีและการ เรียนการสอนดนตรีกไ็ ด้รบั ความนิยมเป็นอย่างมาก จึงกล่าวได้ว่า ยุคคลาสสิค นี้นอกจากราชสานักและ โบสถ์จะให้การอุปถัมภ์นกั ดนตรีและนักประพันธ์เพลงแล้ว นักดนตรีและนักประพันธ์เพลง ยังสามารถหา รายได้จากการแสดงคอนเสิรต์ ในทีส่ าธารณะ การสอนดนตรี ซึง่ ทาให้ นักดนตรีและนักประพันธ์เพลง เป็นทีร่ จู้ กั ในสังคมมากขึน้ รูปที่ 3 คอนเสิรต์ ส่วนตัว (Private Concert) ทีม่ า Burkholder J.V. Grount D.

hubimg. 1991.87 กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ดังรูปที่ 6 ได้ช่อื ว่าเป็นเมืองแห่งดนตรีแล ะเป็นศูนย์กลางของ ดนตรีในยุคคลาสสิค ทัง้ คอนเสิรต์ ในทีส่ าธารณะ ดนตรีกลางแจ้ง วงดนตรีเครือ่ งสา ยตามถนนและ ตาม สวนสาธารณะ รูปที่ 6 กรุงเวียนนาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ทีม่ า http://s3. p.รูปที่ 5 โรงละครโอเปราในกรุงเวียนนา ทีม่ า Baker R.com/u/1438258_f520. Mozart.jpg หน่วยที่ 1 สังคม การปกครอง เศรษฐกิจและการดนตรีในยุคคลาสสิค 6 .

1732 .นักประพันธ์ เพลงหลายท่านในยุคคลาสสิค เช่น ไฮเดิน . 1770 – 1827) ดังรูปที่ 7 รูปที่ 7 ผูป้ ระพันธ์เพลงทีม่ ชี ่อื เสียง – ไฮเดิน โมซาร์ท เบโธเฟน หน่วยที่ 1 สังคม การปกครอง เศรษฐกิจและการดนตรีในยุคคลาสสิค 7 . Stephen’s cathedral) ทีก่ รุงเวียนนาและ รับได้แสดงดนตรีตามท้องถนนเพื่อความบันเทิงในช่วงเวลากลางคืน โมซาร์ทเดินทางมากรุงเวียนนาใน ฐานะนักดนตรีอิ สระเพื่อแสวงหาโอกาสและชื่อเสียง ในขณะทีเ่ บโทเฟนเดินทางมากรุงเวียน นาเพื่อทีจ่ ะ แสดงดนตรีให้ กบั โมซาร์ท เรียนดนตรีกบั ไฮเดิน และทางานเป็นนักดนตรีอสิ ระในกรุงเวียนนา เป็นต้น จนในบางครัง้ ดนตรีในสมัยนี้ได้ถูกเรียกว่าเป็นดนตรีสมัยเวียนนีส (Viennese) เช่นกัน เนื่องจากการเปลีย่ นเปลีย่ นทางด้านสังคม ทีป่ ระกอบไปด้วยเหตุผลของผูม้ สี ติปญั ญาและ สิทธิ เสรีภาพ ทาให้นกั ประพันธ์เพลงมีอสิ ระในการประพันธ์เพลงมากขึน้ โดยเน้นถึงความไพเราะ น่ าฟงั มี สังคีตลักษณ์ทช่ี ดั เจน สมดุล รูปแบบของดนตรีคลาสสิคจึงเป็นการรวมความไพเราะกับแนวทางในด้าน เทคนิคของการบรรเลงและการแสดงออก (Expression) อันงดงาม ในการประพันธ์เพลงมี การใช้ องค์ประกอบของดนตรีอย่างครบถ้วนและให้ความสนใจกับการเปรียบเทียบโดยเฉพาะในด้านเสียงของ เครือ่ งดนตรี ทีเ่ น้นความไพเราะ กลมกลืนทีส่ ามารถสื่อถึงอารมณ์ความรูส้ กึ มีการกาหนดจังหวะในแต่ ละห้องให้สม่าเสมอด้วยเครือ่ งหมายกาหนดจังหวะ (Time signature) ส่วนทานองได้พฒ ั นาให้ม ี หลักเกณฑ์และมีความสมดุล รวมทัง้ ใช้การประสานเสียงทีเ่ ป็นแบบแผนมากขึน้ ผูป้ ระพันธ์เพลงทีม่ ชี ่อื เสียงในยุคนี้ ได้แก่ ฟรานซ์ โยเซฟ ไฮเดิน (Franz Joseph Haydn.1791) และ ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน (Ludwig van Beethoven.1809) โวล์ฟกัง อะมาเดอุส โม ซาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart. โมซาร์ทและเบโทเฟน ได้เดินทางมาที่ กรุงเวียนนาด้ว ยเหตุผลทีค่ ล้ายคลึงกัน เช่น การศึกษาและ การเสาะแสวงหาความสาเร็จทางด้านดนตรี เช่น ไฮเดิน เป็นนักร้องประสานเสียงทีโ่ บสถ์เซนต์สตีเฟน (St. 1756 .