กฎของโอห์ม

"เมื่ออุณหภูมิคงที่ อัตราส่วนระหว่างความต่างศักย์กับกระแสไฟฟ้ าของตัวนำาอัน
หนึ่ งย่อมคงที่เสมอ" ซึ่งเขียนเป็ นความสัมพันธ์ได้ว่า

ข้อควรร้้ วิธก
ี ารจำาสูตรง่ายๆ ให้ใช้รูปต่อไปนี้

เมื่อ V คือ ความต่างศักย์ไฟฟ้ า (โวลต์)
I คือ กระแสไฟฟ้ า (แอมแปร์)
R คือ ความต้านทานไฟฟ้ า (โอห์ม)
ความสัมพันธ์ตามสมการนี้ เรียกว่า กฎของโอห์ม นั่นคือ เราจะสามารถให้คำา
จำากัดความของความต้านทาน 1 โอห์ม คือ ความต้านทานที่ทำาให้เกิดกระแส
ไฟฟ้ า 1 แอมแปร์ ในระหว่างขั้วไฟฟ้ าที่มีความต่างศักย์ 1 โวลต์
ข้อควรร้้
จอร์จ ไซมอน โอห์ม (George Simon Ohm) นักฟิ สิกส์ชาวเยอรมัน เป็ นผ้ค
ู ้นพบ
กฎของโอห์มใน ปี พ.ศ. 2369 ชื่อของเขาได้รับเกียรติต้ังเป็ นคำาเรียกหน่ วยของ
ความต้านทานทางไฟฟ้ า คือ โอห์ม หรือ เขียนย่อด้วยสัญลักษณ์ V

การต่อวงจรไฟฟ้ า
วงจรไฟฟ้ า (electric circuit) หมายถึง เส้นทางที่กระแสไฟฟ้ าไหลผ่านได้
ครบรอบ เมื่อกระแสไฟฟ้ าไหลผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ก็จะมีความต้านทานเฉพาะตัวที่
ยอมให้กระแสไฟฟ้ าไหลผ่านมากหรือน้อยแตกต่างกัน
วงจรปิด (close circuit) คือ วงจรไฟฟ้ าที่มีกระแสไฟฟ้ าไหลครบรอบ
วงจรเปิด (open circuit) คือ วงจรไฟฟ้ าที่ไม่มีกระแสไฟฟ้ าไหลผ่าน
เนื่ องจากส่วนใดส่วนหนึ่ งของวงจรขาดหรือไม่เชื่อมต่อกันมีผลทำาให้เครื่องใช้ไฟฟ้ า
ไม่ทำางานเพระาไม่มีกระแสไฟฟ้ าไหลผ่านเข้าไป
องค์ประกอบที่สำาคัญของวงจรไฟฟ้ าที่จะทำาให้เครื่องใช้ไฟฟ้ าทำางานได้ คือ แหล่ง
กำาเนิ ดไฟฟ้ า สายไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้ า และเครื่องใช้ไฟฟ้ า

ตารางแสดงสัญลักษณ์ท่ีใช้ในการต่อวงจรไฟฟ้ า

การต่อวงจรไฟฟ้ าโดยทั่วไปมี 3 แบบ ดังนี้
1. การต่อวงจรไฟฟ้ าแบบอนุกรม (series circuit) เป็ นการต่อเรียงกัน
เป็ นสายเดียว เช่น การต่อหลอดไฟฟ้ าโดยการต่อปลายหลอดไฟฟ้ าหลอดที่ 1 กับ
ปลายหลอดไฟฟ้ าหลอดที่ 2 และต่อปลายหลอดไฟฟ้ าหลอดที่ 2 อีกอันหนึ่ งกับ
หลอดไฟฟ้ าหลอดอื่นไปเรื่อยๆ จนครบวงจร กระแสไฟฟ้ าจะไหลในทิศทาง
เดียวกันตลอด โดยไม่แยกเป็ นหลายสาย ดังรูป

รูปแสดงการต่อวงจรไฟฟ้ าแบบอนุกรม
2. การต่อวงจรไฟฟ้ าแบบขนาน (parallel circuit) เป็ นการต่อโดยที่
กระแสไฟฟ้ ามีการแยกไหลออกได้หลายทางและช่วงสุดท้ายจะไหลมารวมกัน เช่น
ต่อหลอดไฟฟ้ าแต่ละหลอดเข้าด้วยกัน และรวมปลายอีกด้านหนึ่ งของหลอดไฟฟ้ า

ทุกหลอดเข้าด้วยกัน

รูปแสดงการต่อวงจรไฟฟ้ าแบบขนาน
3. การต่อวงจรไฟฟ้ าแบบผสม (hybrid circuit) เป็ นการต่อวงจรที่มีท้ัง
แบบอนุกรมและแบบขนานในวงจรเดียวกัน

รูปแสดงการต่อวงจรไฟฟ้ าแบบผสม
ตารางแสดงการเปรียบเทียบผลการต่อหลอดไฟฟ้ าแบบอนุกรมและแบบขนาน
แบบอนุกรม

แบบขนาน

1. กระแสไฟฟ้ าที่ไหลผ่านหลอดไฟฟ้ าแต่ละหลอดมีค่า 1. กระแสไฟฟ้ าที่ไหลผ่านหลอดไฟฟ้ าแต่ละห
เท่ากัน และเท่ากับกระแสไฟฟ้ าทั้งหมดที่ไหลในวงจร ความต้านทานไม่เท่ากัน แต่กระแสไฟฟ้ ารวม
ดังสมการ
ไฟฟ้ าที่ผ่านแต่ละหลอด ดังสมการ
2. ความต้านทานรวม จะเพิ่มขึ้นตามจำานวนหลอด
ไฟฟ้ าที่นำามาต่อกัน จึงทำาให้ความต้านทานมีค่ามาก
ดังสมการ

2. ความต้านทานรวมจะน้อยลง และน้อยกว่า
วงจร ความต้านทานรวมจะมีค่า ดังสมการ

3. ความต่างศักย์รวม มีค่าเท่ากับผลบวกของความ
ต่างศักย์ของ หลอดไฟแต่ละหลอด ดังสมการ

3. ความต่างศักย์รวม จะมีค่าเท่ากับความต่าง
หลอด ดังสมการ

4. หลอดไฟทุกหลอดจะทำางานและหยุดทำางานพร้อม
กัน ไม่สามารถเลือกเปิ ด-ปิ ด หลอดใดหลอดหนึ่ งตาม
ต้องการได้

4. หลอดไฟแต่ละหลอดจะทำางานและหยุดทำา
เลือกเปิ ด-ปิ ด หลอดใดหลอดหนึ่ งได้ตามต้องก

ข้อควรร้้
1. การต่อหลอดไฟฟ้ าแบบอนุกรม หลอดไฟฟ้ าจะสว่างน้อยกว่าการต่อแบบขนาน
เพราะการต่อแบบอนุกรมจะทำาให้ความต้านทานรวมในวงจรมีค่ามากกระแส
ไฟฟ้ าผ่านได้นอ
้ ย
2. เครื่องใช้ไฟฟ้ าแต่ละชนิ ดในบ้านจะต่อกันแบบขนานทั้งนี้ เพื่อ
- ให้ความต้านทานรวมมีค่าน้อยลง ทำาให้กระแสไฟฟ้ าผ่านได้มากพอที่จะให้เครื่อง
ใช้ไฟฟ้ าสามารถทำาได้ดี
- ให้เครื่องใช้ไฟฟ้ าแต่ละอย่างได้รับความต่างศักย์เท่ากันทั้งหมดตรงตามที่
กำาหนดไว้ท่ีเครื่องใช้ไฟฟ้ านั้น
- สามารถเลือกเปิ ด-ปิ ดเครื่องใช้ไฟฟ้ าแต่ละอย่างได้ตามต้องการ

กฎกระแสไฟฟ้ าของเคอร์ชอฟฟ์
การใช้กฎของโอห์มแก้ปัญหาในวงจรไฟฟ้ าที่ซบ

ซ้อนจะทำาให้มีความยุ่งยากมากยิ่งขึ้น กฎของเคอร์ชอฟฟ์ เป็ นกฎ
หนึ่ งที่ใช้แก้ปัญหาวงจรไฟฟ้ าที่ซับซ้อนได้ดี
กฎกระแสไฟฟ้ าของเคอร์ชอฟฟ์ “เคอร์ชอฟฟ์ เคอร์เรนท์
ลอว์” (Kirchhoff Current Law) จะกลุาวถึงความสัมพันธ์ของ
กระแสไฟฟ้ าที่ไหลเข้าและไหลออกจากจ่ดใดจ่ดหนึ่ งในวงจร
ไฟฟ้ าการแก้สมการของเคอร์ชอฟฟ์ จะใช้หลักการการลดทอน
ทางพีชคณิตหรือใช้เมตริกซ์และดีเทอร์มีแนนท์

1 .กฎกระแสไฟฟ้ าของเคอร์ชอฟฟ์ (Kirchhoff Current Law)

กลุาวไว้วุา ณ จ่ดใดๆ ในวงจรไฟฟ้ า ผลรวมทางพีชคณิต
ของกระแสไฟฟ้ าที่ไหลเข้าและกระแสไฟฟ้ าที่ไหลออกมีคุา
เทุากับศูนย์หรือกลุาวในอีกทางหนึ่ งก็คือ
ณ จ่ดใดๆ ในวงจรไฟฟ้ าผลรวมของกระแสที่ไหลเข้าจะ
มีคุาเทุากับผลรวมของกระแสที่ไหลออก ซึ่งสามารถเขียนเป็ น
สมการได้ดังนี้

ผลรวมของกระแสไฟฟ้ าที่ไหลเข้า = ผลรวมของกระแส
ไฟฟ้ าที่ไหลออก

รูปที่ 1 กฎกระแสไฟฟ้ าของเคอร์ชอฟฟ์

จากรูปที่ 1 ให้จ่ด A เป็ นจ่ดใดๆ ในวงจรไฟฟ้ า พิจารณาได้
วุากระแสไฟฟ้ าที่ไหลเข้าคือ I1,I3 และ I4 สุวนกระแสไฟฟ้ าที่ไหล
ออกคือ I2 และ I5 ปกติแล้วจะกำาหนดให้กระแสไฟฟ้ าที่ไหลเข้า

ทัง้ หมดเป็ นบวก (+) และกระแสไฟฟ้ าที่ไหลออกทัง้ หมดมีคุาเป็ น
ลบ (-) ดังนั น
้ เมื่อเขียนเป็ นสมการจะได้ดังนี้คือ
I1 + I 3 + I 4 = I 2 + I 5

หรือ

I1 − I 2 + I 3 + I 4 − I 5 = 0

หรือ

∑I =I

1

− I2 + I3 + I 4 − I5 = 0

∑I = 0
.................................................

(1)

2. ตัวอย่างการคำานวณเกี่ยวกับกฎกระแสไฟฟ้ าของเค
อร์ชอฟฟ์
ตัวอย่างที่ 1 จากวงจรรูปที่ 2 จงคำานวณหาคุา I1,I2,I3 โดยใช้
กฎของเคอร์ชอฟฟ์

รูปที่ 2

จากกฎกระแสของเคอร์ชอฟฟ์

∑I = I

1

+ I2 − I3 = 0

หรือ
I1 + I 2 = I 3

จากวงจรรูปที่ 2 เมื่อกำาหนดทิศทางการไหลของกระแส
ไฟฟ้ าจะเห็นวุากระแสไฟฟ้ า I1 ไหลผุานตัวต้านทาน R1 และ

แหลุงกำาเนิ ดแรงดัน E1 กระแสไฟฟ้ า I2 ไหลผุานตัวต้านทาน R2
และแหลุงกำาเนิ ดแรงดัน E2 สุวนกระแสไฟฟ้ า I3 ไหลผุานตัว
ต้านทาน R3

สามารถเขียนสมการได้ดังนี้
E1 = R 1 I 1 + R 3 I 3

................................................

E2 = R 2 I 2 + R 3 I 3

……………………………... (2)

(1)

แตุ

I1 + I 2 = I 3

แทนคุา I3 ลงในสมการที่ (1) และ (2) จะได้

(

E1 = R1 I 1 + R 3 I 1 + I 2

)

= R1 I 1 + R 3 I 1 + R 3 I 2

= ( R1 + R 3 ) I 1 + R 3 I 2

(

E2 = R 2 I 2 + R 3 I 1 + I 2

…………………………… (3)

)

= R 2 I 2 + R 3 I1 + R 3 I 2
= (R 2 + R 3 ) I 2 + R 3 I 1

…………………………… (4)

แทนคุา E และ R (ในวงจรรูปที่ 2) ลงในสมการที่ (3) และ (4)
E1 = ( R 1 + R 3 ) I 1 + R 3 I 2

16 = (1 + 4 ) I 1 + 4 I 2
16 = 5 I 1 + 4 I 2 ………………………………………

(5)

E2 = ( R 2 + R 3 ) I 2 + R 3 I 1

และ

10 = ( 2 + 4 ) I 2 + 4 I 1
10 = 6 I 2 + 4 I 1 ………………………………………

(6)

ใช้เมตริกซ์และดีเทอร์มีแนนท์แก้สมการ 2 ตัวแปร
1. นำ าสมการที่ (5) และ (6) มาเขียนในรูปของเมตริกซ์ จะ
ได้
5


4

4


6 

I1 
16 
  =  
 
 
I2 
10 
…………………..

(7)

์ อง I1 และ I2 มาหาคุาของดีเทอร์มีแน
2. นำ าคุาสัมประสิทธิข

นท์ (D) โดยการคูณไขว้นัน
้ คือคูณลงเป็ นบวก คูณขึ้นเป็ น
ลบโดยคูณให้ครบท่กตำาแหนุ ง
5


4

4
 = (5 × 6 ) − ( 4 × 4 )

6 

= 30 − 16
D = 14

3. หาคุาตัวแปร I1 โดยการนำ าคอลัมน์ คุาคงที่ของสมการที่

(7) แทนลงในคอลัมน์ สัมประสิทธิ ์ I1 และหารด้วยดีเทอร์
มีแนนท์ (D) ซึ่งการหาคุา I1 จะอาศัยการคูณไขว้
16 4

I1 =

=

10 6
14

(16 )( 6 ) − (10 )( 4 )
14

=

96 − 40
14

=

56
14

= 4 A ( แอมแปร์ )

4. หาคุาตัวแปร I2 โดยการนำ าคอลัมน์ คุาคงที่ของสมการที่

์ อง I2 และหารด้วยดีเท
(7) แทนลงในคอลัมน์ สัมประสิทธิข

อร์มีแนนท์ (D) ซึ่งการหาคุา I2 จะอาศัยการคูณไขว้เชุนกัน

I2 =

=

5

16

4

10
14

( 5 )(10 ) − ( 4 )(16 )
14

=

50 − 64
14

=

− 14
14

= - 1 A ( แอมแปร์ )
คำานวณหาคุากระแส I3 จากสูตร
I3 = I1 + I2
= 4 + (-1)

= 3 A (แอมแปร์)

กฎแรงดันไฟฟ้ าของเคอร์ชอฟฟ์
1. กฎแรงดันไฟฟ้ าของเคอร์ชอฟฟ์ (Kirchhoff Current Law)

กฎแรงดันไฟฟ้ าของเคอร์ชอฟฟ์ (Kirchhoff Current
Law) กลุาวไว้วุา “ในวงจรไฟฟ้ าปิ ดใดๆ ผลรวมทางพีชคณิตของ
แรงดันไฟฟ้ ามีคุาเทุากับศูนย์” หรือกลุาวในอีกทางหนึ่ งก็คือ ใน
วงจรไฟฟ้ าปิ ดใดๆ ผลรวมทางพีชคณิตของแรงดันไฟฟ้ าที่ตก
ครุอมตัวต้านทานแตุละตัวจะเทุากับแรงดันที่แหลุงจุาย

รูปที่ 3
จากวงจรรูปที่ 3 แรงดันไฟฟ้ าที่จุายให้กับวงจรมีอยุู 2
ตัวคือ แหลุงจุายไฟฟ้ ากระแสตรงตัวที่ 1 (E1) และแหลุงจุาย

ไฟฟ้ ากระแสตรงตัวที่ 2 (E2) สุวนแรงดันตกครุอมตัวต้านทานใน
วงจรคือ แรงดันตกครุอมตัวต้านทานตัวที1
่ (VR1) แรงดันตก

ครุอมตัวต้านทานตัวที่ 2 (VR2) และแรงดันตกครุอมตัวต้านทาน
ตัวที่ 3 (VR3) จากกฎแรงดันของเคอร์ชอฟฟ์ (Kirchhoff
Current Law) สามารถเขียนสมการได้ดังนี้คือ
จากวงจรรูปที่ 3 จะได้

วงจร

ต้านทาน

E1 + E2 = แรงดันไฟฟ้ าที่จุายให้

VR1 VR2 VR3 = แรงดันตกครุอมตัว

ดังนั น

E1 + E2 = VR1 + VR2 + VR3

หรือ

E1 + E2 - VR1 − VR2 − VR3 = 0

หรือ

∑E
∑E

= E1 + E2 - VR1 − VR2 − VR3 = 0
= 0

ตัวอย่างที่ 1 จากวงจรรูปที่ 4 ให้แหลุงจุายไฟฟ้ ากระแสตรง
ตัวที่ 1 (E1) มีคุาเทุากับ 12 V แหลุงจุายไฟฟ้ ากระแสตรงตัวที่ 2

(E2) มีคุาเทุากับ 8 V และแรงดันไฟฟ้ าตกครุอมตัวต้านทานตัวที่
2 (VR2) มีคุาเทุากับ 1.5 V ให้หาคุาแรงดันไฟฟ้ าตกครุอมตัว
ต้านทาน ตัวที่ 1 (VR1)

รูปที่ 4
จากฎแรงดันของเคอร์ชอฟฟ์ จะได้ว่า
E1 − E2 = VR1 + VR2
VR1 = E1 − E2 - VR2

แทนค่า

=

ดังนั้ น VR1 =

0.5 โวลต์

วงจรแบบผสม

10 – 8 – 1.5

วงจรไฟฟ้ าแบบผสม คือวงจรที่ประกอบด้วยวงจร

อนุ กรม ( Series Circuit )

และวงจรขนาน ( Parallel Circuit ) ย่อยๆ อยู่ในวงจรใหญ่
เดียวกัน

ดังนั้ นในการคำานวณเพื่อวิเคราะห์หาค่าปริมาณทาง

ไฟฟ้ าต่างๆ เช่น กระแสไฟฟ้ า

( Current ) แรงดันไฟฟ้ า ( Voltage ) และค่าความต้านทานรวม
จึงต้องใช้ความรู้จากวงจรไฟฟ้ าแบบอนุ กรม วงจรไฟฟ้ าแบบ

ขนาน และกฎของโอห์ม ( Ohm’s Law ) วงจรไฟฟ้ าแบบผสม
โดยทัว่ ไปจะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ แบบอนุ กรม – ขนาน (Series
-Parallel) และแบบขนาน – อนุ กรม (Parallel – Series )

วงจรไฟฟ้ ากระแสตรงผสมแบบอนุกรม – ขนาน ( Series

-Parallel )

วงจรไฟฟ้ ากระแสตรงผสมแบบอนุ กรม – ขนาน

หมายถึงวงจรที่มีตัวต้านทาน ในแต่ละกลุ่มย่อยต่อขนานกันอยู่

และนำาแต่ละกลุ่มมาต่ออนุ กรมกันอีกที จากวงจรรูปที่ 1 พิจารณา
ได้ว่าตัวต้านทานตัวที่ 2 และตัวต้านทานตัวที่ 3 ต่อขนานกันอยู่

โดยปลายอีกด้านหนึ่ งต่ออนุ กรมกับตัวต้านทานตัวที่ 1 ดังรูปที่ 1

รูปที่ 1 วงจรไฟฟ้ ากระแสตรงแบบผสม (อนุ กรม – ขนาน)

การหาค่าความต้านทานรวม ( RT ) จึงต้องหาค่าความ

ต้านทานรวม ( RT2 ) ระหว่างตัวต้านทานตัวที่ 2 และความ
ต้านทานตัวที่ 3 แบบวงจรขนานก่อน จากนั้ นจึงนำาค่า

ความต้านทานรวม ( RT2 ) มารวมกับค่าความต้านทานตัวที่ 1

( RT1 ) แบบวงจรไฟฟ้ าอนุ กรม ( Series Circuit ) ในการหาค่า

กระแสไฟฟ้ า ( Current ) และแรงดันไฟฟ้ า ( Voltage )ให้หา
ค่าในวงจรโดยใช้ลักษณะและวิธีการเดียวกัน กับวงจรอนุ กรม

วงจรขนานดังที่ผ่านมาโดยให้หาค่าต่างๆในวงจรรวม ก็จะได้ค่า
ต่างๆตามที่ต้องการ

คุณสมบัติของวงจรผสมแบบอนุกรม – ขนาน
1.ค่าความต้านทานรวม ( RT )

 R R
R T = R 1 +  2 3
 R2 + R3
R T = R T1 + R T2




2.ค่ากระแสไฟฟ้ ารวม ( IT )
IT = I1 = ( I2 + I3 )
IT = IT1 = IT2

3.ค่าแรงดันไฟฟ้ ารวม (VT )
E = VR1 + ( VR2 = VR3 )
E = VT1 + VT2

ตัวอย่างที่ 1 จากรูป จงคำานวณหาค่า ความต้านทานรวม ( RT )
แรงดันไฟฟ้ าตกคร่อมความต้านทานแต่ละตัว ( V1 , V2 ,V3 )
กระแสไฟฟ้ า I1 , I2 , I3 และ IT

วิธีทำา

คำานวณหาค่าความต้านทานรวมย่อย RT1 จากสูตร

R T1 =

R2 × R3
4 kΩ × 3 kΩ
12 kΩ
=
=
R2 + R3
4 kΩ + 3 kΩ
7 kΩ

= 1.714 kΩ

R T = R 1 + R T1 = 5 kΩ + 1.714 kΩ = 6.714 kΩ
IT =

E
10 V
=
= 1.489 mA
RT
6.714 kΩ

V1 = I R1 = 1.489 mA × 5 kΩ = 7.445 V
VRT1 = I R T 1 = 1.489 mA × 1.714 kΩ = 2.552 V
I1 =

V1
7.445 V
=
= 1.489 mA
R1
5 kΩ

I2 =

V2
2.552 V
=
= 0.638 mA
R2
4 kΩ

I3 =

V3
2.552 V
=
= 0.85 mA
R3
3 kΩ

∴ ค่าความต้านทานรวมมีค่าเท่ากับ 6.714 kΩ
ค่าแรงดันไฟฟ้ าตกคร่อม R1 คือ V1 เท่ากับ 7.445 V

ค่าแรงดันไฟฟ้ าตกคร่อม R2 คือ V2 เท่ากับ 2.552 V
ค่าแรงดันไฟฟ้ าตกคร่อม R3 คือ V3 เท่ากับ 2.552 V
ค่ากระแสไฟฟ้ าไหลผ่าน I2 เท่ากับ 0.638 mA
ค่ากระแสไฟฟ้ าไหลผ่าน I3 เท่ากับ 0.85

mA

ค่ากระแสไฟฟ้ า รวม IT = I1 มีค่าเท่ากับ 1.489 mA

วงจรไฟฟ้ าผสมแบบขนาน- อนุกรม (Parallel – Series )

รูปที่ 3 วงจรไฟฟ้ ากระแสตรงแบบผสม (ขนาน – อนุ กรม )

วงจรไฟฟ้ าแบบผสมแบบขนาน – อนุ กรม หมายถึง วงจรที่

ตัวต้านทาน ในแต่ละกลุ่มย่อยต่ออนุ กรมกันอยู่และนำาแต่ละกลุ่ม

ย่อยมาต่อขนานกันอีกที ดังวงจรรูปที่ 3 พิจารณาได้ว่าตัวต้านทาน
ตัวที่ 2 และตัวต้านทานตัวที่ 3 ต่ออนุ กรมกันอยู่ โดยปลายด้าน

หนึ่ งของตัวต้านทานตัวที่ 2 ต่อเข้าที่จุดเดียวกันกับตัวต้านทานตัว
ที่ 1 ในส่วนต้น และปลายด้านหนึ่ งของตัวต้านทานตัวที่ 3 ต่อเข้า
ที่จุดเดียวกันกับตัวต้านทานตัวที่ 1 ในส่วนปลาย

การหาค่าความต้านทานรวม ( RT) จึงต้องหาค่า

ความต้านทานรวม ( RT2 ) ระหว่างตัวต้านทานตัวที่ 2 และตัว
ต้านทานตัวที่ 3 แบบวงจรไฟฟ้ าอนุ กรมก่อน จากนั้ นจึงนำาค่า

ความต้านทานรวม ( RT2 ) มาหาค่าความต้านทานรวม ( RT )

แบบวงจรไฟฟ้ าขนาน ( Parallel Circuit ) กับตัวต้านทานตัวที่ 1
ในการหาค่ากระแส (Current ) และแรงดันไฟฟ้ า

( Voltage ) ให้หาค่าในวงจรโดยใช้ลักษณะและวิธีการเดียวกัน

โดยให้หาค่าต่างๆในวงจรย่อยแต่ละกลุ่มก่อน จากนั้ นหาค่าต่างๆ
ในวงจรรวมกลุ่มใหญ่

คุณสมบัติวงจรผสมแบบขนาน-อนุกรม
1.ค่าความต้านทานรวม ( RT )
R1(R2 + R3)
R1 + (R2 + R3)
R R
= T1 T2
R T1 + R T2

RT =
RT

2. คากระแสไฟฟ้ ารวม ( IT )
IT = ( I1 + I2 ) = I3
IT = IT1 + IT2

3.ค่าแรงดันไฟฟ้ ารวม (VT )
E = VR1 = ( VR2 + VR3 )
E = VT1 = VT2

ตัวอย่างที่ 2

จากรูปจงคำานวณหาค่า RT , I1 , I2 ,I3 ,IT

,V1,V2 ,V3 และ VT

รูปที ่ 4

วิธีทำา

RT1= R2 + R3
RT =

I T1 =

I1 =

= 6 Ω + 8 Ω = 14 Ω

R1 × RT1
4 Ω × 14 Ω
=
= 3.111 Ω
R1 + RT1
4 Ω + 14 Ω

VT1
9V
=
= 0.642 A
R T1 14 Ω

V1
R1

=

9 V
4 Ω

= 2.25 A

V2 = I 2 R 2 = 0.642 A × 6 Ω = 3.852 V
V3 = I 3 R 3 = 0.642 A × 8 Ω = 5 . 136 V

I T = I 1 + I T1 = 2.25 A + 0.642 A = 2.892 A
VT = V1 = V2 + V3 ≅ 9 V

วงจรอนุกรม
จรอนุกรมหมายถึง การนำาเอาอุปกรณ์ทางไฟฟ้ ามาต่อกันในลักษณะที่
ปลายด้านหนึ่ งของอุปกรณ์ตัวที่ 1 ต่อเข้ากับอุปกรณ์ตัวที่ 2 จากนั้นนำาปลายที่
เหลือของอุปกรณ์ตัวที่ 2 ไปต่อกับอุปกรณ์ตัวที่ 3 และจะต่อลักษณะนี้ ไปเรื่อยๆ ซึง

การต่อแบบนี้ จะทำาให้กระแสไฟฟ้ าไหลไปในทิศทางเดียวกระแสไฟฟ้ าภายในวงจร
อนุกรมจะมีค่าเท่ากันทุกๆจุด ค่าความต้านทานรวมของวงจรอนุกรมนั้นคือการนำา
เอาค่าความต้านทานทั้งหมดนำามารวมกันส่วนแรงดันไฟฟ้ าในวงจรอนุกรมนั้น

แรงดันจะปรากฎคร่อมตัวต้านทานทุกตัวที่จะมีกระแสไฟฟ้ าไหลผ่านซึ่งแรงดัน
ไฟฟ้ าที่เกิดขึ้นจะมีค่าไม่เท่ากันโดยสามารถคำานวนหาได้จากกฎของโอห์ม

รูปแสดงวงจรไฟฟ้ าแบบอนุกรม

จากรูป
RT = R1 + R2 + R3 + R4 + R5
RT = ค่าความต้านทานรวมหรือค่าความต้านทานทัง
้ หมด
R1 ค่าความต้านทานตัวที่ 1
R2 ค่าความต้านทานตัวที่ 2
R3 ค่าความต้านทานตัวที่ 3
R4 ค่าความต้านทานตัวที่ 4
R5 ค่าความต้านทานตัวที่ 5
ตัวอย่าง
จากวงจรในรูป จงคำานวนหาค่าความต้านทานรวม

กระแสไฟฟ้ าภายในวงจรอนุกรม

เนื่ องจากกระแสไฟฟ้ าภายในวงจรอนุกรมมีการไหลในทิศทางเดียว ดังนั้นกระแส
ไฟฟ้ าภายในวงจรอนุกรมจะมีค่าเท่ากันทุกจุด
จากสมการ
IT = I1 = I2 = I3

ความต้านทานรวมในวงจรอนุกรม
ค่าความต้านทานรวมในวงจรอนุกรมนั้น คำานวนได้โดยนำาค่าความ
ต้านทานของตัวต้านทานแต่ละตัวมารวมกัน
จากสมการ
RT = R1 + R2 + R3 + R4 +…….

แรงดันไฟฟ้ าในวงจรอนุกรม
แรงดันไฟฟ้ าในวงจรอนุกรมจะปรากฎคร่อมตัวต้านทานทุกตัวที่มี
กระแสไฟฟ้ าไหลผ่านซึง
่ แรงดันไฟฟ้ าที่เกิดขึ้นจะมีค่าไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับค่าความ
ต้านทานที่กระแสไฟฟ้ าไหลผ่าน ดังนั้นจึงทำาให้แรงดันไฟฟ้ าภายในวงจรอนุกรม
แต่ละจุดจะมีค่าไม่เท่ากัน โดยสามารถที่จะคำานวนได้จากการใช้กฎของโอห์ม

ลักษณะคุณสมบัติของวงจรอนุกรม
1. ในวงจรหรือส่วนใดส่วนหนึ่ งของวงจรอนุกรมจะมีกระแสไหลผ่านในทิศทาง
เดียวเท่านั้น
2. แรงดันตกคร่อมที่ความต้านทานแต่ละตัวในวงจรเมื่อนำามาร่วมกันจะมีค่า
เท่ากับแรงดันที่จ่ายให้กับวงจร
3. ค่าความต้านทานย่อยแต่ละตัวในวงจร เมื่อนำามารวมกันก็จะมีค่าเท่ากับค่า
ความต้านทานรวมกันทั้งหมดในวงจร
4. กำาลังและพลังงานไฟฟ้ าที่เกิดขึ้นที่ความต้านทานย่อยแต่ละตัวในวงจร เมื่อนำา
มารวมกันก็จะมีค่าเท่ากำาลังและพลังงานไฟฟ้ าทั้งหมดในวงจร

วงจรขนาน

วงจรที่เกิดจากการต่ออุปกรณ์ไฟฟ้ าตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปให้ขนานกับ
แหล่งจ่ายไฟมีผลทำาให้ค่าของแรงดันไฟฟ้ าที่ตกคร่อมอุปกรณ์ไฟฟ้ าแต่ละตัวมีค่า
เท่ากัน ส่วนทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้ าจะมีต้ังแต่ 2 ทิศทางขึ้นไปตาม
ลักษณะของสาขาของวงจรส่วนค่าความต้านทานรวมภายในวงจรขนานจะมีค่า
เท่ากับผลรวมของส่วนกลับของค่าความต้านทานทุกตัวรวมกัน ซึ่งค่าความ
ต้านทานรวมภายในวงจรไฟฟ้ าแบบขนานจะมีค่าน้อยกว่าค่าความต้านทาน
ภายในสาขาที่มีค่าน้อยที่สุดเสมอ และค่าแรงดันที่ตกคร่อมความต้านทานไฟฟ้ า
แต่ละตัวจะมีค่าเท่ากับแรงเคลื่อนของแหล่งจ่าย

รูปแสดงวงจรไฟฟ้ าแบบขนาน
จากรูป

ตัวอย่าง
จากวงจรในรูป จงคำานวนหาค่าความต้านทาน

แรงดันไฟฟ้ าในวงจรขนาน
สำาหรับค่าแรงดันไฟฟ้ าในวงจรขนานที่ตกคร่อมตัวต้านทานแต่ละตัวนั้น มี
ค่าเท่ากับค่าแรงดันไฟฟ้ าของแหล่งจ่ายไฟ แรงดันไฟฟ้ าที่ตกคร่อมความต้านทาน
แต่ละตัวซึ่งมีค่าเท่ากับ
VR1 = VR2 = VR3 = VR4 = VS = 9V

กระแสไฟฟ้ าในวงจรขนาน
กระแสไฟฟ้ าภายในวงจรขนานจะมีหลายค่าด้วยกัน ทั้งนี้ เนื่ องจาก
ทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้ ามีมากกว่า 1 ทิศทาง ดังนั้น การคำานวนหาค่า
กระแสไฟฟ้ าจึงใช้กฎของ Kerchhoff,s Current Law โดยมีวิธีการคำานวนสอง
วิธีคือ

1. กระแสไฟฟ้ ารวมภายในวงจร ( IT ) จะมีค่าเท่ากับผลรวมของกระแสไฟฟ้ าที่
ไหลแยกในแต่ละทิศทาง ( I1 + I2 + I3 + I4+…..)
2. กระแสไฟฟ้ าที่ไหลเข้าสู่จุดๆ หนึ่ งจะมีค่าเท่ากับกระแสไฟฟ้ าที่ไหลออกจากจุดๆ
นั้นเสมอ

ลักษณะคุณสมบัติของวงจรขนาน
1. แรงดันที่ตกคร่อมที่อิลิเมนท์ หรือที่ความต้านทานทุกตัวของวงจรจะมีค่าเท่า
กันเพราะว่าเป็ นแรงดันตัวเดียวกันในจุดเดียวกัน
2. กระแสที่ไหลในแต่ละสาขาย่อยของวงจร เมื่อนำามารวมกันจะมีค่าเท่ากับ
กระแสที่ไหลผ่านวงจรทั้งหมดหรือกระแสรวมของวงจร
3. ค่าความนำาไฟฟ้ าในแต่ละสาขาย่อยของวงจร เมื่อนำามารวมกันจะมีค่าเท่ากับ
ค่าความนำาไฟฟ้ าทั้งหมดของวงจร
4. กำาลังไฟฟ้ าที่เกิดขึ้นที่อิลิเมนท์หรือค่าความต้านทานในแต่ละสาขาในวงจรเมื่อ
นำามาร่วมกันก็จะมีค่าเท่ากับกำาลังและพลังงานไฟฟ้ าทั้งหมดของวงจร

ไฟฟ้ ากระแสตรง หมายถึง กระแสไฟฟ้ าที่มีทิศทางไหลไปในทิศทางเดียวเสมอคือ
ไหลจากขั้วบวกไปสู่ข้ัวลบ (กระแสสมมุติ) กระแสจะไหลจากแหล่งกำาเนิ ดไฟฟ้ า
ผ่านตัวนำาเข้าไปทำางานยังอุปกรณ์ไฟฟ้ าแล้วไหลกลับแหล่งกำาเนิ ดโดยไม่มีการ
ไหลกลับขั้วจากลบไปบวก
ในงานควบคุมมอเตอร์มักจะนำาไฟฟ้ ากระแสตรงไปใช้ในวงจรควบคุม

ไฟฟ้ ากระแสตรง (DC)

แหล่งจ่ายกำาลังไฟฟ้ ากระแสตรง

คือ แหล่งพลังงานไฟฟ้ าที่ไม่มีการเปลี่ยนทิศทางการไหลของกระแสใน
ช่วงการจ่าย
ตัวอย่าง เช่น แบตเตอรี่และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ฯลฯ
กำาลังไฟฟ้ าทีอ
่ ุปกรณ์ไฟฟ้ าต้องการใช้
กำาลังไฟฟ้ าที่อุปกรณ์ไฟฟ้ ากระแสตรงใช้ คำานวณได้จาก ความต่างศักย์
ไฟฟ้ าหรือแรงดันไฟฟ้ าและกระแสไฟฟ้ าที่ใช้ไป
วงจรไฟฟ้ ากระแสตรง
วงจรไฟฟ้ ากระแสตรงประกอบด้วย วงจรอันดับหรืออนุกรม วงจรขนาน และ
วงจรผสม
วงจรอันดับ หรือ อนุกรม

วงจรอันดับ เป็ นวงจรที่ต่อตัวต้านทานแบบอนุกรมหรืออันดับโดยเอาปลาย
ด้านหนึ่ งต่อกับอีกปลายด้านหนึ่ งไปเรื่อยๆ สรุปผลที่ได้จากการต่อวงจรแบบ
อันดับ
รวมกัน

1. ความต้านทานรวมของวงจรเท่ากับค่าของความต้านทานย่อยทั้งหมด

2. กระแสที่ไหลในวงจรเท่ากันตลอดหรือกระแสที่ไหลผ่านจุด
แต่ละจุดในวงจรมีค่าเดียวกัน
3. แรงดันที่ตกคร่อมตัวต้านทานแต่ละตัวรวมกันเท่ากับแรงดันไฟฟ้ าที่
ป้ อนให้กับวงจร
วงจรขนาน

วงจรขนาน เป็ นวงจรที่มีกระแสไฟฟ้ าไหลผ่านปลายทางหรือตั้งแต่ 2 ทาง
ขึ้นไปจนครบวงจร
สรุปผลที่ได้จากการต่อวงจรแบบขนาน
1. แรงดันไฟฟ้ าตกคร่อมที่มาจากวงจรย่อยเท่ากับแรงดันไฟฟ้ าของ
แหล่งจ่ายนั่นเอง
เพราะว่าความต้านทานแต่ละตัวต่างก็ขนานกับแหล่งกำาเนิ ด
2. กระไฟฟ้ ารวมในวงจรขนานเท่ากับกระแสไฟฟ้ าทั้งหมดรวมกัน
3. ความต้านทานรวมของวงจรขนานจะมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับตัว
ต้านทานที่มีค่าน้อยที่สุดในวงจร
วงจรผสม

วงจรผสม หมายถึง การต่อวงจรทั้งแบบอนุกรมและขนานเข้าไปในวงจร
เดียวกัน เช่นตัวต้านทานตัวหนึ่ งต่ออนุกรมกับตัวต้านทานอีกตัวหนึ่ ง แล้วนำาตัว
ต้านทานทั้งสองไปต่อขนานกับตัวต้านทานอีกตัวหนึ่ ง ดังรูป

ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC)
ไฟฟ้ ากระแสสลับ(AC) ไหลทางเดียวแต่สลับทิศอย่างต่อเนื่ อง
แรงดันกระแสสลับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่ องระหว่างบวก(+) และลบ(-)
อัตราการเปลี่ยนทิศทางเรียกว่าความถี่ของไฟกระแสสลับ มีหน่ วยวัดเป็ น
เฮิร์ท(Hz) ซึ่งก็คือจำานวนรอบคลื่นต่อ หนึ่ งวินาที
ไฟฟ้ าหลักในประเทศไทยใช้ความถี่ 50Hz.
ดูรายละเอียดข้างล่างสำาหรับ คุณสมบัติ ของสัญญาณ
แหล่งจ่ายไฟกระแสสลับเหมาะสำาหรับจ่ายกำาลังให้อุปกรณ์บางอย่าง เช่น หลอด
ไฟและเครื่องกำาเนิ ดความร้อน แต่วงจรอิเล็กทรอนิ กส์ส่วนใหญ่ต้องการเลี้ยงด้วย
ไฟกระแสตรงคงที่

เอซี(AC)จากแหล่งจ่ายกำาลัง
รูปร่างแบบนี้ เรียกว่าคลื่นซายน์

ดีซี(DC)สมำ่าเสมอ(steady)
จากแบตเตอรี่หรือแหล่งจ่ายกำาลังคุมค่า
ในอุดมคติสำาหรับวงจรอิเล็กทรอนิ กส์
สัญญาณสามเหลี่ยมเป็ นเอซี(AC)เพราะเปลี่ยนแปลงระหว่างบวก (+)และ
ลบ (-)

ดีซี(DC)เรียบ(smooth)
จากแหล่งจ่ายกำาลังที่มีการกรอง
เหมาะสำาหรับวงจรอิเล็กทรอนิ กส์

ดีซี(DC)ไม่เรียบ(varying)
จากแหล่งจ่ายกำาลังที่ไม่ได้กรอง
ไม่เหมาะสำาหรับวงจรอิเล็กทรอนิ กส์
ไฟฟ้ ากระแสตรง(DC) ไหลไปทิศทางเดียว แต่อาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง
แรงดันกระแสตรงเป็ นบวก หรือเป็ นลบก็ได้ แต่อาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง
วงจรอิเล็กทรอนิ กส์ปกติต้องเลี้ยงด้วยไฟกระแสตรงสมำ่าเสมอและคงที่ ที่ค่าหนึ่ ง
หรือไฟกระแสตรงที่เรียบมีค่าเปลี่ยนแปลง ที่เรียกว่าริบเปิ้ ลเพียง เล็กน้อย
เซลล์ แบตเตอรี่ และแหล่งจ่ายกำาลังแบบคุมค่า ให้ไฟกระแสตรงแบบสมำ่าเสมอ
ซึ่งเป็ นดีซีในอุดมคติสำาหรับวงจร อิเล็กทรอนิ กส์
แหล่งจ่ายกำาลังประกอบด้วย หม้อแปลง ซึ่งทำาหน้าที่แปลงไฟกระแสสลับหลักให้
ได้แรงดันกระแสสลับที่เหมาะสม จากนั้นก็
แปลงไฟกระแสสลับให้เป็ นไฟกระแสตรงด้วย ตัวเรียงกระแสแบบบริดจ์ แต่ไฟที่
ได้ยังไม่เรียบและไม่เหมาะที่จะใช้กับวงจร อิเล็กทรอนิ กส์

แหล่งจ่ายกำาลังบางแบบจะมี ตัวเก็บประจุ เพื่อกรองไฟให้เรียบ ซึ่งเหมาะสำาหรับ
ใช้กับวงจรอิเล็กทรอนิ กส์ท่ีมีความไวน้อย
รวมทั้งใช้กับโครงงานส่วนใหญ่ของเรา
หลอดไฟ ตัวทำาความร้อนและมอเตอร์ ทำางานด้วยไฟเลี้ยงกระแสตรงได้

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful