You are on page 1of 34

อารยธรรมอินเดีย

บทนํา

ในการศึกษาอารยธรรมโบราณของอินเดีย สิ่งหนึ่งที่เราพบก็คือความตอเนื่องของวัฒนธรรม
อินเดียตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน ดูเหมือนวาอารยธรรมที่สําคัญ ๆ ของโลกนี้จะมีอารยธรรมอินเดียและจีน
เทานั้นที่ยังคงประพฤติ ปฏิบัติกันอยูเหมือนเชนพันปที่ผานมา ในทางตรงขามหากเราพิจารณาอารย
ธรรมเมโสโปเตเมีย อียิปต กรีก เราจะพบการเสื่อมสลายขาดความตอเนื่องของอดีตกับปจจุบัน
ในอินเดียปจจุบันเรายังคงเห็นและไดยินการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ใชบทสวด ซึ่งเคยใช
กันมานับพันป เรายังคงเห็นวาประชาชนของอินเดียเครงครัดตอคติ คานิยม หรือกฎเกณฑอันเนื่องมาจาก
การจัดระเบียบทางสังคมหรือระบบวรรณะ
อยางไรก็ตามการศึกษาประวัติศาสตรโบราณของอินเดียนั้นมิไดเกิดขึ้นอยางจริงจัง จนกระทั่งชวง
หลังของคริสตศตวรรษที่ 19 กอนหนานี้เรื่องราวของอินเดียโบราณปรากฏอยูในเอกสารของกรีก ซึ่งก็
ปรากฏอยูนอยมาก ผูศึกษาเรื่องราวของอินเดียในยุคแรก ๆ นั้นเปนพวกมิชชันนารี ซึ่งประสบความสําเร็จ
ในการศึกษาไวยากรณภาษาสันสกฤต แตก็มิไดทําใหเขาใจอดีตของอินเดียอยางแทจริง เพราะมิชชันนารี
ศึกษาเฉพาะสิ่งที่เขากําลังเผชิญหนาอยูเทานั้น
การศึกษาเรื่องราวของอินเดียตั้งแตครึ่งหลังของคริสตศตวรรษที่ 18 จนกระทั่งมาถึงตน ๆ
คริสตศตวรรษที่ 20 นั้นสวนใหญจะเปน การศึกษา ภาษา วรรณกรรม มีการแปลวรรณกรรมสําคัญ ๆ
ของอินเดีย เชน ภควัตคีตา จึงทําใหไมไดภาพของอินเดียที่แทจริง บางกรณีก็ยังเชื่อวา อารยธรรม
อินเดียเริ่มตน และเกิดขึ้นโดยชาวอารยัน
กระทั่งศตวรรษที่ 20 การขุดคนทางโบราณคดีอยางจริงจัง จึงเกิดขึ้น มีการจัดตั้งกองโบราณคดี
โดยมี Sir John Marshall เปนผูอํานวยการ และหลังจากนั้นการขุดคนอยางมีระบบก็เกิดขึ้น ผลงานที่
ยิ่งใหญของกองโบราณคดีนี้ก็คือ การคนพบอารยธรรมลุมแมน้ําสินธุ ในป 1924
การคนพบอารยธรรมลุมแมน้ําสินธุ เปนการเปลี่ยนโฉมหนาประวัติศาสตรโบราณของอินเดีย
ทําใหเราไดเรียนรูภาพของอินเดียที่แทจริง ทําใหเราเขาใจวัฒนธรรมของอินเดียชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ
พัฒนาการดานศาสนา ซึ่งยังคงมีอิทธิพลมาจนถึงปจจุบัน
2

ในที่นี้เราคงมิตองกลาวถึงคุณคา ความสําคัญ ของอารยธรรมอินเดียที่มีในตัวของมันเอง รวมถึง


อิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดียที่มีตอโลก ประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใตตางก็ซาบซึ้งตออิทธิพลนี้
เปนอยางดีอยูแลว
ศักราชสําคัญ ๆ ในประวัติศาสตรอินเดียโบราณ
ยุคกอนคริสตศักราช (B.C.)
C*. 2500 อารยธรรมลุมแมน้ําสินธุ
C. 1500 "อารยัน" อพยพเขาสูอนุทวีปอินเดีย
C. 800 วัฒนธรรมอารยันขยายตัวในอนุทวีป การใชเหล็กในอนุทวีป
C. 600 การสถาปนาอํานาจของแควนมคธ
C. 519 ไซรัสแหงเปอรเซียยึดครองดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือของอนุทวีป
493 พระเจาอชาตศัตรู เสวยราชยครองแควนมคธ
486 พระพุทธเจาเสด็จปรินิพพาน (?)
C. 468 พระมหาวีระนิพพาน
327-5 พระเจาอเลกซานเดอรแหงมาซีดอนรุกรานอนุทวีปอินเดีย
321 พระเจาจันทรคุปตตนราชวงศเมารยะขึ้นครองราชย
268-31 รัชสมัยของพระเจาอโศกแหงอาณาจักรเมารยะ
185 ราชวงศเมารยะเสื่อม
180-30 กรีกยึดครองดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือ
ยุคคริสตศักราช (A.D.)
C. 78 พระเจากนิษกะแหงราชวงศกุษานะครองดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือ
319-20 การสถาปนาราชวงศคุปตะ
606-47 สมัยของพระเจาหรรษาวรรธนะ
712 อาหรับยึดครองแควนซินด
C. 800 สมัยของศังกราจารย นักปรัชญาฮินดู (ศังกระหรือศังกราจารย คือคนเดียวกัน)
997-1030 การรุกรานของมาหมุดแหงฆัษนี
C. 1050 สมัยของรามานุชา นักปรัชญาฮินดู
1206 การสถาปนาอํานาจ ราชวงศทาส (Slave Dynasty)
1526 การสถาปนาราชวงศโมกุล
3

C = Circa (ประมาณ)
ที่มา : Thapar Romila. A History of India, Vol. I Penguin Books, Middlesex, 1972.

ภูมิศาสตร

อารยธรรมอินเดียไดถือกําเนิดในดินแดนที่เรียกขานกันวา อนุทวีปอินเดีย ซึ่งมีอาณาเขตกวาง


ใหญไพศาลกวาประเทศอินเดียในปจจุบัน1 เราพอจะกําหนดพรมแดนธรรมชาติของอนุทวีปนี้ไดพอสังเขป
ดังนี้คือ
ทิศเหนือ มีเทือกเขาหิมาลัย (The Himalayas) วางตัวทอดยาวไปยังทิศตะวันตกและตะวันออก
ทิศตะวันตก ทิศตะวันออก ทิศใต ของอนุทวีปมีทะเลเปนพรมแดนธรรมชาติอันไดแก ทะเล
อาหรับ อาวเบงกอล และมหาสมุทรอินเดียตามลําดับ
จากลักษณะทางธรรมชาติเชนนี้ ทําใหดูเหมือนวา อินเดียนั้นอยูอยางโดดเดี่ยว โดยเฉพาะ
เทือกเขาหิมาลัยทางตอนเหนือนั้นดูเหมือนจะปดกั้นอินเดียจากโลกภายนอก หรือแมแตกับเอเชียดวยกัน
แตในความเปนจริงแลวประชาชนในอนุทวีปนับตั้งแตโบราณกาลไดใชชองเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ของอนุทวีป เปนเสนทางคมนาคมเพื่อคาขาย และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม จนกระทั่งการเดินเรือไดเจริญขึ้น
เสนทางเหลานี้จึงคอย ๆ ลดบทบาทลง ชองเขาเหลานั้นไดแก ชองเขาโบลัน (Bolan Pass) ชองเขา
ไคเบอร (Khyber Pass)
เทือกเขาทางตอนเหนือนี่เองที่เปนตนกําเนิดของแมน้ําสําคัญ 2 สาย ของอนุทวีปอินเดีย อันไดแก
แมนํา้ สินธุ ที่อยูทางทิศตะวันตก และแมน้ําคงคาทางทิศตะวันออก บริเวณที่ราบลุมแมน้ําทั้ง 2 สายนี้
ก็คือศูนยกลางของการกําเนิดอารยธรรมที่ยิ่งใหญของอินเดีย ดังจะกลาวตอไปภายหนา
ภายในพรมแดนธรรมชาติขางตนนั้น อนุทวีปอาจพอแบงออกไดเปน 2 สวน คือ อินเดียเหนือ
และอินเดียใตโดยมีเทือกเขาวินธัย (Vindya) เปนเสนแบง 2 สวนออกจากกันทั้งสองสวนมีความแตกตาง
กันทั้งในแงภูมิศาสตร และวัฒนธรรม

1
ประเทศอินเดียในปจจุบันเกิดขึ้นโดยไดรับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1947
ในสมัยโบราณคนฮินดูจะเรียกวา ภารตะ-วรรษ หรือชมพูทวีป
4

อินเดียเหนือ ประกอบไปดวยที่ราบลุมแมน้ําที่เหมาะสมแกการเกษตรกรรม เนื่องจากความอุดม


สมบูรณของดิน และยังอุดมสมบูรณดวยทรัพยากรธรรมชาติ เชน ถานหิน และเหล็ก ในบริเวณแควน
พิหาร ทําใหตอนเหนือเหมาะเปนแหลงกําเนิดอารยธรรม
อินเดียใต สภาพภูมิศาสตรจะเปนที่ราบสูง คอนขางแหงแลง ไมเหมาะกับการทําเกษตรกรรม
อยางไรก็ตามก็ยังมีแมน้ําสายสั้น ๆ ที่ทําใหเกิดที่ราบชายฝง ที่ซึ่งเปนแหลงกําเนิดอารยธรรมอินเดียอีก
แหงหนึ่ง
นอกเหนือจากการอธิบายสภาพภูมิศาสตรในลักษณะขางตนแลว เรายังพอจะอธิบายสภาพ
ภูมิศาสตรของอินเดียโดยอธิบายตามศูนยกลางการกําเนิด หรือแหลงความเจริญทางวัฒนธรรม ดังนี้
1. เขตตะวันตกเฉียงเหนือ ดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของอนุทวีปอินเดีย ปจจุบันคือ
สวนหนึ่งของประเทศปากีสถาน ซึ่งมีแมน้ําสินธุเปนแมน้ําสายหลัก ประกอบไปดวยสาขาตาง ๆ จึงทําให
ดินแดนแถบนี้คอนขางอุดมสมบูรณ อีกทั้งยังมีชองเขาไคเบอรและโบลัน ในเทือกเขาทางตะวันตกเฉียง
เหนือที่สามารถใชเดินทางเขาออกอนุทวีปอินเดียได (ดูเหมือนวาจะเปนเสนทางเดียวที่จะติดตอกับอนุทวีป
อินเดียได ในสมัยโบราณ) สภาพภูมิศาสตรเชนนี้มีผลสําคัญดังนี้คือ ทําใหแถบลุมน้ําสินธุกลายเปน
ศูนยกลางของการกําเนิดอารยธรรมดั้งเดิมของอินเดีย นั่นคือ อารยธรรมลุมแมน้ําสินธุ (Indus
Civilization) ดังจะกลาวตอไปภายหนา นอกจากนี้ชองเขาดังกลาวยังเปนเสนทางที่ชนเผาตาง ๆ เดิน
ทางเขามาในอนุทวีปอินเดียดวยจุดประสงคตาง ๆ กันไมวาจะคาขาย สงคราม ปลนสดมภ อยางไรก็ตาม
การคมนาคมในสมัยนั้นมิไดสะดวกสบาย จึงทําใหบางครั้งเมื่อชนกลุมตาง ๆ อพยพเขามาแลวไม
อยากจะเดินทางกลับ ตางพากันตั้งถิ่นฐานอยูในเขตลุมแมน้ําสินธุ หรือบางครั้งก็อพยพตอไปจนถึงบริเวณ
ตอนกลางของอินเดียเหนือ หรือบางทีก็มุงหนาสูเขตตะวันออกของอนุทวีปเลยทีเดียว
ดังนั้นดินแดนแถบตะวันตกเฉียงเหนือนี้ จึงเปรียบเหมือนแหลงรวมของประชากรเผาพันธุตาง ๆ
วัฒนธรรมตาง ๆ ที่ผสมผสานกัน ไมวาจะเปน คนพื้นเมืองดั้งเดิม เปอรเซีย กรีก อารยัน ฯลฯ จนกระทั่ง
ทําใหในสมัยตอมาคนในแถบลุมแมน้ําคงคามองดินแดนนี้วาเปนดินแดนไมบริสุทธิ์ ใครก็ตามที่เดิน
ทางเขาไปในดินแดนแถบนี้จะผิดกฎของวรรณะ
2. เขตลุมแมน้ําคงคา และสาขา ดินแดนในเขตนี้นับวาเปนศูนยกลางของการกําเนิดอารย
ธรรมอินเดีย(ตามความเขาใจโดยทั่วไป)อยางแทจริง ไมวาจะเปนระบบการปกครอง วรรณะ ศาสนาตาง
ๆ ของอินเดีย ลวนแลวแตถือกําเนิดและเจริญงอกงามในเขตนี้แทบทั้งสิ้น แมน้ําคงคาซึ่งเปนแมน้ําสาย
หลัก มีความเหมาะสมทั้งในแงเกษตรกรรม และพาณิชยกรรม คือสามารถเดินเรือไดไปจนออกอาวเบ
งกอลกอใหเกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ อันเปนปจจัยเกื้อหนุนใหเกิดความงอกงามทางวัฒนธรรม
5

นอกจากนี้บริเวณนี้ยังอุดมไปดวยแรธาตุที่สําคัญตอเศรษฐกิจ นั่นคือ ถานหิน และเหล็ก ในบริเวณแควน


พิหารในปจจุบัน ถานหินนั้นจัดไดวาเปนถานหินที่มีคุณภาพดี ซึ่งจะมีผลตอการผลิตเครื่องมือ และ
อาวุธที่มีคุณภาพอันจะสงผลใหเกิดอาณาจักรขนาดใหญ อยางเชน แควนมคธในภายหลัง
3. เขตตอนใต หมายถึง ดินแดนที่อยูใตเทือกเขาวินธัย (Vindya) ลงไป ศูนยกลางการกําเนิด
อารยธรรมทางใตนั้น กระจัดกระจายอยูตามที่ราบชายฝงทั้งทางตะวันตกและตะวันออก เชน แควนมหา
ราษฎรทางตะวันตก แควนทมิฬนาดูทางตะวันออก เปนตน รูปแบบทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นทางตอนใต
นั้นเชื่อวาไดรับอิทธิพลจากทางตอนเหนือ แลวนําไปประยุกตปรับปรุงพัฒนา จนกระทั่งบางอยางได
กลายเปนวัฒนธรรมของอินเดียโดยรวม (ดังจะกลาวตอไปขางหนา)
หากจะเปรียบเทียบความสําคัญของทั้ง 3 เขตแลวอาจกลาวไดวา 2 เขตแรกจะเปนเขตที่มี
ความสําคัญในแงของการเกิดและเจริญเติบโตทางวัฒนธรรมของอินเดียมากกวาเขตที่ 3 และนอกจากนี้
ในแงของอํานาจทางการเมืองตั้งแตสมัยโบราณ เชื่อกันวาหากผูใดไดครอบครองอินเดียเหนือ (2 เขต
แรก) ก็เหมือนไดครอบครองอินเดียทั้งหมด ดังปรากฏในมหากาพยมหาภารตะยุทธ ที่มีสงครามแยงชิงกุรุ
เกษตร ซึ่งคือ 2 เขตแรกนั่นเอง

ประชากรและภาษา
อนุทวีปอินเดียประกอบไปดวยประชากรหลายเผาพันธุ หลายเชื้อชาติ อพยพเขามาตั้งถิ่นฐาน
นับตั้งแตสมัยกอนประวัติศาสตรหรือแมกระทั่งในสมัยประวัติศาสตร ก็ยังมีการอพยพเขามาอยูไมขาดสาย
จนทําใหเกิดการผสมผสานกันทางเชื้อชาติ และเผาพันธุรวมไปถึงทางวัฒนธรรมดวย อยางไรก็ตามก็
พอจะจําแนกกลุมประชากรที่หลากหลายเหลานี้ออกไดเปน 3 กลุมใหญ ๆ ซึ่งในที่นี้จะจําแนกโดยอาศัย
บทบาทในการสรางสรรควัฒนธรรม เรียงตามลําดับกอนหลังโดยมิไดคํานึงถึงวาวัฒนธรรมของผูใด มี
ความสําคัญ หรือยิ่งใหญกวากัน ดังนั้นบางกลุมจึงอาจจะใชนัยทางวัฒนธรรมเปนตัวกําหนด กลุม
ประชากร นั้น ๆ นอกเหนือจากเชื้อชาติ หรือเผาพันธุ

1. กลุมดราวิเดียน (Dravidian) หรือฑราวิท


ประชากรกลุมนี้มีกําเนิดไมแนชัดนัก อาจเกิดจากการผสมปนเปทางเชื้อชาติของชนกลุมแรก
ๆ ที่อพยพเขามาในอนุทวีปอินเดีย เชนพวกออสตราลอยด พวกเนกริโต ฯลฯ แตอยางไรก็ตามเปนที่
ยอมรับกันโดยทั่วไปวา ชนกลุมนี้มีบทบาท และอํานาจอยูในอนุทวีปอินเดียกอนหนาพวกอารยันซึ่งเปน
ชนเผาเรรอนจะเขามามีบทบาทอยางสูงในการสรางสรรคอารยธรรมอินเดีย
6

ลักษณะทางสรีระของคนกลุมนี้ คือจะมีผิวดํา ตัวเตี้ย ผมหยิก จมูกแบน


ปจจุบันนี้ชนกลุมนี้สวนใหญจะมีถิ่นที่อยูอาศัยบริเวณตอนใตของประเทศอินเดีย

ภาษาที่ใชก็คือ ภาษาตระกูลดราวิเดียน ที่สําคัญก็คือ ภาษาทมิฬ (Tamil) ซึ่งเปนภาษาที่เกาที่สุด


เชื่อวามีมาตั้งแตตนคริสตกาล เปนภาษาที่ใชเขียนในงานวรรณกรรมของทางตอนใต มีคนพูด และใช
มากที่สุดในภาษาตระกูลนี้ นอกจากนี้ ก็มีภาษา เทเลกู (Telegu) มะละยาลัม (Malayalam) และคานา
ริส (Kanares) อยางไรก็ตาม เนื่องจากทางตอนใตไดรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากทางตอนเหนือ ซึ่งใช
ภาษาตระกูลอารยัน อันไดแก สันสกฤต ทําใหมีอิทธิพลของภาษาสันสกฤตปรากฏอยูในภาษาตระกูลดรา
วิเดียนนี้เชนกัน

2. กลุมอารยัน หรืออินโด-อารยัน (Aryan, Indo-Aryan)


ประชากรกลุมนี้อพยพเขามาสูอนุทวีปอินเดียเมื่อประมาณ 1500 B.C. ชนกลุมนี้นาจะมีถิ่น
กําเนิดจากเอเชียกลาง ลักษณะทางสรีระเปนกลุมคนที่มีรางกายสูง ผิวขาว ผมหยิกหยักศก จมูกโดง
หรืออาจจะนึกภาพอยางงาย ๆ ก็คือ พวกแขกขาว ปจจุบันนี้คนกลุมนี้จะอาศัยอยูทางอินเดียเหนือ ซึ่งเชื่อ
กันโดยทั่วไปวาเปนกลุมที่มีสถานะทางสังคมสูง
พวกอารยันนี้เองเปนผูที่สรางสรรคสิ่งที่เราเขาใจวา คืออารยธรรมอินเดีย (แตตองไมลืมวาการ
สรางสรรคนี้ยอมตองผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของอินเดียอยางหลีกเลี่ยงไมได)
ภาษาที่คนกลุมนี้ใชอยูก็คือ ภาษาตระกูลอารยัน ซึ่งมีภาษาที่สําคัญในตระกูลนี้อยู 2 กลุมใหญ
คือ
1. ภาษาสันสกฤต
2. ภาษาปรากฤต
ภาษาสันสกฤต : เปนภาษาที่ใชเขียนงานทางศาสนา และงานวรรณกรรมสําคัญ ๆ สวน
ใหญจะเกี่ยวของกับศาสนาฮินดู เชื่อวาภาษาสันสกฤตนี้เปนภาษากลางของชนเผาอารยัน จัดวาเปน
ภาษาชั้นสูง ภายหลังเมื่อประมาณศตวรรษที่ 4 กอนคริสตกาลมีการแตงตําราไวยากรณภาษาสันสกฤต
ขึ้นโดยปาณินิ ทําใหภาษานี้ไมมีพัฒนาการตอไปอีก เชื่อกันวาการแตงครั้งนั้นทําใหภาษาสันสกฤต
กลายเปนภาษาที่ตายแลว แตอยางไรก็ตามภาษานี้ก็ยังเปนภาษาสูง และมีการศึกษาภาษานี้จนถึงระดับ
ปริญญาเอก แมวาจะไมมีการใชในชีวิตประจําวันก็ตาม
7

ภาษาปรากฤต : คือภาษาถิ่นตาง ๆ ในตระกูลภาษาอารยัน เปนภาษาที่ใชในชีวิตประจําวัน


ซึ่งพัฒนาขึ้นและมีความสําคัญมากขึ้นตามลําดับ เนื่องจากภาษาสันสกฤตนั้นผูคนไมนิยมพูดกัน ภาษา
ปรากฤตที่สําคัญก็ไดแก ภาษาบาลี 1 (Pali) ภาษามาคธี (Magadhi) ในแควนมคธ ฯลฯ เชื่อกันวา
ภาษาอินเดีย ที่ปรากฏอยูในภาคเหนือของอินเดียปจจุบันมีพัฒนาการมาจากภาษาตระกูลนี้
3. ชนกลุมนอย (Minorities)
ชนกลุมนอยในที่นี้หมายถึง เปนชนกลุมนอยทางวัฒนธรรมซึ่งอาจมีความแตกตางจาก
ประชากร 2 กลุมแรกทั้งทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติ หรืออาจจะแตกตางเฉพาะวัฒนธรรม เชน ศาสนา
แตเชื้อชาติ เผาพันธุเดียวกัน ดังนั้นจึงมิไดหมายความรวมไปถึงชนเผาที่อาศัยตามปาเขาที่มิคอยมีบทบาท
ทางวัฒนธรรม แตจะหมายถึงเฉพาะชนกลุมนอยทางวัฒนธรรม เชน มุสลิม ดูจะเปนตัวอยางที่ชัดเจน
ที่สุด
ชนกลุมนี้เกิดขึ้นจากการที่อินเดียไดรับเอาวัฒนธรรมจากภาษาภายนอกดวยวิธีการตาง ๆ แตที่
พบชัดเจนก็คือจะเปนการนําเขาโดยเจาของวัฒนธรรมนั้น ๆ แลวจึงคอยมาขยายตัวในอนุทวีปอินเดีย โดย
ที่ประชาชนของอนุทวีปอินเดีย ซึ่งอาจจะเปนชนกลุมตาง ๆ ไมวาจะเปนดราวิเดียน หรืออารยัน รับเอา
วัฒนธรรมนั้นมาใชโดยเต็มใจหรือไมก็ตาม ลักษณะการถายทอดหรือการรับเอาวัฒนธรรมเชนนี้
กอใหเกิดกลุมชนที่มีวัฒนธรรมแตกตางไปจากชนกลุมใหญ (ฮินดู) กลุมดังกลาวนี้ก็ไดแก กลุมชนที่
นับถือศาสนาอิสลาม กลุมชนที่นับถือศาสนาคริสต
ภาษาที่ปรากฏในชนกลุมนอยเหลานี้ ที่สําคัญก็คือ ภาษาอูรดู (Urdu) ซึ่งนิยมใชในหมูชาวมุสลิม
ในอินเดีย เชื่อกันวาภาษาอูรดูนี้มีพัฒนาการมาจากการผสมผสานระหวางภาษาอาหรับ ภาษาตระกูล
อารยัน (นาจะเปนภาษาสันสกฤต) และภาษาเปอรเซียน (ภาษาเปอรเซียนเปนภาษาราชการในสมัย
ราชวงศโมกุล ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม)

1
นาจะเปนเหตุใหพระพุทธเจาใชภาษาบาลีในศาสนาพุทธ : ผูเขียน
8

อารยธรรมดั้งเดิมของอนุทวีปอินเดีย
อารยธรรมลุมแมน้ําสินธุ
(Indus Civilization)
(C. 2550 - 1550 B.C.)

กอนหนาที่จะมีการคนพบรองรอยของอารยธรรมกลุมแมน้ําสินธุ ในคริสตศตวรรษที่ 20 การศึกษา


เรื่องราวของอินเดียนั้นจะเขาใจกันวาวัฒนธรรมตาง ๆ ที่ปรากฏในอินเดียลวนแลวแตเปนผลงานของชาว
อารยันเทานั้น จนกระทั่งหลังการขุดคนทางโบราณคดีในแถบลุมแมน้ําสินธุ ซึ่งเริ่มตนในป ค.ศ.1924
แลวจึงพบวา ไดมีรองรอยของความเจริญปรากฏกอนหนาการเขามาของอารยัน (Pre-Aryan
Civilization) ซึ่งในปจจุบันรูจักกันดีวาเปนอารยธรรมลุมแมน้ําสินธุ หรือวัฒนธรรมฮารัปปา (Harappa
Culture) ซึ่งเรียกชื่อตามเมือง Harappa ที่เปนแหลงขุดคนทางโบราณคดี
อารยธรรมลุมแมน้ําสินธุนี้หากจะเปรียบกับอารยธรรมสําคัญ ๆ ในแหลงอื่นของโลกแลว อาจ
กลาวไดวาเรามีความรูนอยมาก เชน เมื่อเทียบกับความรูที่เรามีตออียิปต หรืออารยธรรมรวมสมัยอื่น
ทั้งนี้ก็เพราะวาเราไมมีหลักฐานที่เปนตัวเขียนหรือกลาวโดยยอก็คือ อารยธรรมนี้ไมมีตัวอักษร นัก
โบราณคดีพบสัญลักษณบางอยางปรากฏอยูบนโบราณวัตถุที่เรียกวา ตราหินสบู (SEAL) แตไมสามารถ
ตีความสัญลักษณเหลานั้นได จนเปนที่เขาใจกันวา อารยธรรมลุมแมน้ําสินธุเปนอารยธรรมกอน
ประวัติศาสตร เพราะไมมีประวัติศาสตร (Basham, 1959 : 14)
9

อารยธรรมนี้ มีแหลงขุดคนที่สําคัญอยู 2 แหง คือที่เมือง ฮารัปปา (Harappa) และเมืองโมเหนโจ


ดาโร (Mohenjo Daro) ซึ่งตั้งอยูริมฝงแมน้ํา Ravi ในแควนปญจาบ และบนฝงแมน้ําสินธุ (250 ไมลจาก
ปากแมน้ํา) ตามลําดับ นอกจากนี้ก็ยังพบเมืองซึ่งอยูรวมสมัยกระจัดกระจายอยูทั่วไปในเขตแควนปญจาบ
และลุมน้ําสินธุซึ่งประมาณวามีระยะทางจากทิศเหนือลงไปทิศใตยาวถึง 950 ไมล เมืองตาง ๆ เหลานี้มี
รูปแบบทางวัฒนธรรมที่คลายคลึงกันมาก แมแตอิฐดินเผาที่ใชในการกอสรางโดยปกติแลวจะมีขนาดและ
รูปรางเหมือนกัน (Basham, 1979 : 14-15)
Basham สันนิษฐานวา อารยธรรมนี้มีอายุมาตั้งแตประมาณ 2500 B.C. และสิ้นสุดลงเมื่อ
ประมาณ 1550 B.C. โดยผูสรางสรรคอารยธรรมนี้ก็คือ คนพื้นเมืองดั้งเดิมของอนุทวีปอินเดียที่เรียกวา
ชาวดราวิเดียน (Dravidian) และผูมีสวนสําคัญที่ทําใหอารยธรรมนี้สลายตัวไปก็คือชาวอารยัน

สภาพสังคม - การปกครอง เศรษฐกิจ และความเชื่อของอารยธรรมลุมแมน้ําสินธุ

เนื่องจากอารยธรรมนี้มิไดทิ้งหลักฐานที่เปนตัวอักษรเอาไวใหศึกษา ดังนั้นนักวิชาการจึงสราง
ภาพของอารยธรรมนี้จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดคนพบ โดยใชการสันนิษฐานจากโบราณสถาน และ
โบราณวัตถุผสมผสานกับหลักทฤษฎีทางวิชาการดานตาง ๆ รวมไปถึงการศึกษาเปรียบเทียบกับแหลง
อารยธรรมรวมสมัย เชน อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (ซึ่งมีความสัมพันธกับอารยธรรมลุมแมน้ําสินธุ)
หลักฐานทางโบราณคดีนั้นมีมากมาย หากจะนํามากลาวในที่นี้ก็จะทําใหเสียเวลาจดจํากันโดยใชเหตุ
ดังนั้นในการอธิบายภาพของอารยธรรมนี้จึงจะหยิบยกเฉพาะหลักฐานที่เกี่ยวของกับการสันนิษฐานของ
นักวิชาการหรือเฉพาะหลักฐานที่สนับสนุนสมมติฐานตาง ๆ เพียงใหพอเขาใจ และเห็นภาพของอินเดียยุค
กอนการเขามาของชาวอารยัน โดยจะแบงออกเปนหัวขอตาง ๆ ตามที่กลาวไปขางตน อยางไรก็ตามใน
บางกรณีอาจจําเปนตองกลาวพาดพิงบางประเด็น นอกเหนือไปจากหัวขอที่ตั้งไว เนื่องจากประเด็นนั้น
ๆ มีความสัมพันธกับประเด็นที่กําลังอธิบายอยู

สังคม - การปกครอง
จากการขุดคนทางโบราณคดีทําใหเปนที่ยอมรับกันโดยทั่วไปวาสังคมของอารยธรรมนี้เปน "สังคม
เมือง" (Urban Society) หรือบางแหงอาจเรียกวา "สังคมนาครธรรม" เหตุที่ยอมรับกันก็เนื่องจากการขุด
คนทางโบราณคดีที่ฮารัปปาและโมเหนโจ ดาโร นั้น นักโบราณคดีไดคนพบเมือง (City)
10

เมืองที่ขุดคนพบนี้เปนเมืองขนาดใหญ ประกอบดวยบานเรือนสําหรับอยูอาศัยสรางดวยอิฐ มีบอ


น้ําใชในบาน มีหองน้ํา ระบบระบายน้ํา และยังมีอาคารสาธารณะขนาดใหญ สระน้ําขนาดใหญ (The
Great Bath) ซึ่งมีขนาด 55 เมตร x 33 เมตร (Majumdar, 1976 : 17) นอกจากนี้ยังพบวาเมืองเหลานี้มี
แบบแปลนคลาย ๆ กัน ขนาดของบานเรือนมีขนาดเทา ๆ กัน มีการวางผังเมืองอยางเปนระเบียบ ถนน
ตัดตรง กวาง มีทอระบายน้ํา
โดยภาพรวมแลวจากซากปรักหักพังที่ขุดคนพบ ทําใหเราสรุปไดวา เคยมีเมืองขนาดใหญซึ่งมี
ประชากรหนาแนน มีชีวิตความเปนอยูที่สุขสบาย หรูหรา รุงเรือง รวมไปถึงมีระบบสาธารณสุขที่ดี และ
อาจกลาวไดวางานสถาปตยกรรมไดบรรลุถึงความสําเร็จในระดับหนึ่งแลว (Majumdar, 1976 : 18)

จากภาพสังคมเมืองทําใหสันนิษฐานไดตอไปวา สังคมนี้จะตองมีการจัดระเบียบของสังคม โดย


แบงคนออกเปนชนชั้นตาง ๆ อยางเชน ผูปกครอง ชนชั้นกลาง ทาส อยางไรก็ตามประเด็นนี้เปนเพียง
ขอสังเกตที่อาศัยการเปรียบเทียบกับสังคมในยุคตอ ๆ มาเทานั้น มิไดมีหลักฐานยืนยันแนนอน แตจาก
ลักษณะสังคมเมืองทําใหนาเชื่อวาจะเปนไปได
สังคมเมืองซึ่งมีความหลากหลายในชนชั้น ความซับซอนในความสัมพันธของสมาชิกสังคม ทําให
สังคมจะตองแสวงหากฎเกณฑในการกําหนดความสัมพันธของสมาชิกในสังคม กลาวอยางงาย ๆ ก็คือ
สังคมนี้นาจะมีกฎหมาย แตเราไมรูชัดวาเปนอยางไร โดยสรุปอาจกลาวไดวาสังคมนี้ความสัมพันธทาง
สายโลหิตอาจดอยกวาความสัมพันธที่ถูกกําหนดโดยกฎหมาย หรือกฎระเบียบอื่น ๆ ของสังคม
มีผูใหขอสังเกตวาจากขนาดบานเรือนที่มีขนาดเทา ๆ กันนั้น สะทอนใหเห็นถึงสถานะทางสังคม
ของสมาชิกในสังคมวามีสถานะใกลเคียงกัน ซึ่งในที่นี้นาจะเปนชนชั้นกลางของสังคม ซึ่งนาจะมีจํานวน
มาก และเปนกลุมคนที่สรางและรักษาอารยธรรมนี้เอาไว นั่นก็คือเปนสังคมที่ดํารงอยูไดดวยชนชั้นกลาง
สังคมลักษณะดังกลาวขางตนยอมจะมีความจําเปนในการที่จะตองมีผูปกครอง อยางนอยก็มีไว
เพื่อควบคุมดูแลสมาชิกของสังคมใหปฏิบัติตามกฎหมาย จากหลักฐานที่ขุดพบทําใหเชื่อไดวาสังคมนี้มี
กษัตริยปกครอง ซึ่งทําหนาที่เปนผูนําทางศาสนาไปพรอม ๆ กันดวย หลักฐานชิ้นสําคัญนี้คืองาน
ประติมากรรมรูปชายไวเครา หมผาลดไหลดานขวา ลวดลายที่ปรากฏบนผืนผามีลักษณะคลายกับ
ลวดลายที่ปรากฏในเมโสโปเตเมีย ซึ่งเกี่ยวของกับศาสนา งานชิ้นนี้ทําใหสันนิษฐานวา ผูปกครองของ
สังคมนี้เปนกษัตริยนักบวช (Priest-King) ผูซึ่งมีอํานาจสูงสุดในสังคม และมีอํานาจมากพอที่จะควบคุม
11

ใหสมาชิกของสังคมปฏิบัติตามกฎหมายโดยเครงครัด ตัวอยางที่เห็นไดชัดก็คือการกําหนดผังเมืองอยางมี
ระเบียบ ซึ่งเปรียบไดเหมือนกับกฎหมายควบคุมการกอสรางของปจจุบัน
นอกเหนือจากอํานาจภายในเมืองแลว หลักฐานอีกอยางหนึ่งคือ ยุงฉาง ที่พบภายในเมืองก็ยัง
สะทอนใหเห็นถึงอํานาจของผูปกครองที่มีเหนือสังคมเกษตรกรรมนอกเมือง ยุงฉางดังกลาวใหญโตกวา
ที่จะครอบครองโดยคนธรรมดา นาจะเปนฉางหลวงสําหรับเก็บผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งไดจากการเก็บ
ภาษีเปนผลผลิตจากเกษตรกรที่อยูนอกเมือง การเรียกเก็บภาษีจากนอกเมืองยอมสะทอนใหเห็นถึง
อํานาจของผูปกครองที่มีตอประชาชนไมใชเฉพาะภายในเมืองเทานั้น

เศรษฐกิจ
นักวิชาการเชื่อวาเศรษฐกิจของอารยธรรมนี้ขึ้นอยูกับการคาและเกษตรกรรม การคาดูเหมือนวา
จะเปนกิจกรรมที่มีความสําคัญกวาเกษตรกรรม ซึ่งมีทั้งการคาระหวางเมืองตาง ๆ ในอารยธรรมเดียวกัน
และการคาระหวางอารยธรรม โดยเฉพาะอยางยิ่งกับดินแดนในแถบลุมแมน้ําไทรกริส-ยูเฟรติส นัก
โบราณคดีคนพบหลักฐานตาง ๆ ที่สนับสนุนแนวคิดดังกลาว อยางเชน การคนพบเปลือกหอยทะเลใน
แถบลุมแมน้ําสินธุ หรือการคนพบ seal จากลุมแมน้ําสินธุไปปรากฏอยูในดินแดนเมโสโปเตเมีย หลักฐาน
เหลานี้ยอมพิสูจนไดดีวา ดินแดนแถบชายฝงของอนุทวีปอินเดียและดินแดนเมโสโปเตเมีย มีการติดตอ
คาขายกับดินแดนในลุมแมน้ําสินธุ การคานี่เองเสริมใหชนชั้นกลางมีบทบาทคอนขางสูงในสังคมของ
อารยธรรมนี้ สินคาที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันก็ไดแก ฝายจากอินเดีย โลหะจากเมโสโปเตเมีย
กิจกรรมทางเศรษฐกิจดานเกษตรกรรมนั้น เชื่อวามีการเพาะปลูกขาวโพด ขาวสาลี ขาวบารเลย
ถั่ว งา ฝาย นอกจากนั้นก็ยังมีการเลี้ยงสัตว เชน วัว ควาย แพะ แกะ หมู สวนการเลี้ยงมานั้น
เขาใจวาจะไมมีการเลี้ยงเอาไวใชงาน สัตวใชงานนาจะเปนวัว แมวาเกษตรกรรมจะมีความสําคัญรองจาก
การคา แตก็สามารถกลาวไดวาเกษตรกรในสังคมนี้เปนผูที่มีเทคโนโลยีในการผลิตสูง(แตไมอาจเทียบได
กับปจจุบัน) ซึ่งพอจะขยายความไดวา มีความสามารถในการผลิตเพื่อใหไดผลิตผลสูงกวาระดับเพียง
เพื่อยังชีพ (Subsistence Level) เพราะผลผลิตนั้นนอกจากบริโภคแลว ตองจายไปเปนภาษีที่ดิน และยัง
12

อาจเก็บเอาไวแลกเปลี่ยนสินคาจากในเมือง หรือเก็บไวเปนเมล็ดพันธุสําหรับฤดูเพาะปลูกในปตอไปอีก
ดวย

ระบบความเชื่อ
คําอธิบายระบบความเชื่อของอารยธรรมลุมแมน้ําสินธุก็เชนเดียวกับคําอธิบายในประเด็นตาง ๆ ที่
กลาวมาแลว คืออาศัยการสันนิษฐานจากหลักฐานทางโบราณคดีที่คนพบ โดยไมมีหลักฐานที่เปน
ลายลักษณอักษรยืนยัน ดังนั้นในที่นี้ก็สามารถอธิบายไดเพียงในบางแงมุมเทาที่หลักฐานจะมี ฉะนั้น
จึงไมสามารถสรางภาพระบบความเชื่อที่สมบูรณของยุคนี้ไดเหมือนกับการอธิบายภาพของศาสนาในยุค
ตอ ๆ ไป
จากหลักฐานที่ขุดคนพบเชื่อกันวา สังคมนี้มีการนับถือภูตผีเทพยดา เทพในรูปของเทพสัตว
ประหลาดตาง ๆ รวมไปถึงการนับถือตนไม ผูหญิง การใชน้ําในการประกอบพิธีกรรม (รายละเอียดดูไดใน
Basham,1959 และ Majumdar,1976) ในที่นี้จะขอยกตัวอยางความเชื่อบางประการที่เชื่อกันวา มี
อิทธิพลตอพัฒนาการของศาสนาที่เกิดขึ้นในอินเดียในยุคหลังโดยเฉพาะอยางยิ่ง ศาสนาฮินดู ความเชื่อ
เหลานั้น ไดแก

การนับถือเทพที่เปนหญิง หรือที่เรียกกันวา เทพมารดร (Mother Goddess) นักโบราณคดี


ไดขุดคนพบรูปปนดินเผาขนาดใหญ (22 x 8 x 5 ซ.ม.) มีสภาพคอนขางสมบูรณเปนหญิง แตมีรูปราง
ลักษณะผิดไปจากมนุษยโดยทั่วไป สันนิษฐานวาเปนเทพที่เปนหญิง ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปแลวจะมีการนับถือ
เทพที่เปนหญิงในสังคมเกษตรกรรม อยางเชน แมโพสพของไทยเรา โดยถือวาจะนําความอุดมสมบูรณ
มาให ในสังคมลุมแมน้ําสินธุก็นาจะมีคติเชนนี้เชนกัน เชื่อกันวาแนวคิดนี้จะมีอิทธิพลตอพัฒนาการทาง
ศาสนาของอินเดียในเวลาตอมา
การนับถือตนไม จากหลักฐานทางโบราณคดี คือตราหินสบู เราไดพบวามีลวดลายเปนรูปตน
โพธิ์ (Pipal Tree) ซึ่งอาจเชื่อไดวาลวดลายนี้เกี่ยวของกับระบบความเชื่อ เนื่องจากตราหินสบูบางอันมีการ
เจาะรูสําหรับรอยเชือกแขวนคอเปนเครื่องลาง
การใชน้ําในการประกอบพิธีกรรม จากสระน้ําขนาดใหญ (The Great Bath) ที่นักโบราณคดี
ขุดคนพบ ทําใหเชื่อวานาจะเปนศาสนสถานที่ประชาชนในยุคนั้นใชในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
บุคคลธรรมดาคงไมสามารถเปนเจาของสระน้ําขนาดใหญขนาดนั้นได
13

การนับถือปศุบดี (Siva-Pasupati) ชื่อปศุบดีนี้เปนฉายาของพระศิวะที่ปรากฏในยุคหลัง แตใน


สมัยอารยธรรมลุมแมน้ําสินธุ นักโบราณคดีไดคนพบตราหินสบูสลักลวดลายเปนรูปชายนั่งบนบัลลังก
แวดลอมดวยสิงหสาราสัตว เชน ชาง เสือ แรด และควาย ชายคนนั้นใสหมวกทรงสูงคลายพระศิวะใน
ภายหลัง หลักฐานชิ้นนี้แมวาจะไมสามารถอธิบายระบบความเชื่อของอารยธรรมนี้ไดชัดเจน แตก็เชื่อวา
ใหอิทธิพลตออินเดียในเวลาตอมา นั่นก็คือพระเจาของคนพื้นเมืองคงจะผสมปนเปกับพระเจาของชาว
อารยันจนกลายเปนพระศิวะซึ่งเปนพระเจาที่มีความสําคัญของศาสนาฮินดู
กลาวโดยสรุปก็คือ ภาพของระบบความเชื่อของอารยธรรมลุมแมน้ําสินธุยังไมชัดเจน แตอยางไร
ก็ตามหลักฐานทางโบราณคดีบางอยางก็ไดบอกใหเราทราบถึงความเชื่อบางประการ และที่สําคัญเรา
พบวาระบบความเชื่อของยุคนี้เปนอิทธิพล หรือเปนมรดกที่สําคัญที่ใหกับอินเดียและดูเหมือนวาจะเปน
มรดกแตเพียงอยางเดียวที่ใหกับอารยัน

การสลายตัวของอารยธรรมลุมแมน้ําสินธุ
การขุดคนทางโบราณคดีทําใหทราบวาอารยธรรมนี้สลายตัวเมื่อประมาณ 1500 ปกอนคริสตกาล
(1500 B.C.) ซึ่งเปนชวงเวลาเดียวกันกับที่ชนเผาอารยันเขามามีบทบาทอยูในอนุทวีป ในคัมภีรฤคเวทของ
อารยันไดกลาวถึงอินทร เทพเจารุนแรก ๆ ของอารยันวาเปนผูทําลายปอม (ปุรํทร) ในตอนแรกเขาใจกันวา
เรื่องนี้เปนนิยายของชาวอารยัน แตจากการขุดคนพบเมืองโมเหนโจ ดาโร ทําใหเชื่อไดวาเปนเรื่องจริง
เพราะหลักฐานโบราณวัตถุไดชี้ชัดวา เมืองนี้ถูกทําลายโดยกลุมคนที่มีอาวุธที่มีประสิทธิภาพ ใชมา ซึ่ง
ในชวงเวลา 1500 B.C. ก็คือ ชาวอารยันนั่นเอง
แมวาจะเปนที่ยอมรับกันโดยทั่วไปวาอารยันเปนเหตุสําคัญที่ทําใหอารยธรรมนี้สลายตัวลงไป
อยางฉับพลัน แตในความเปนจริงแลวเชื่อวาไดปรากฏรองรอยของความเสื่อมในอารยธรรมนี้มากอนแลว
สาเหตุของความเสื่อมนั้นก็อาจเนื่องมาจากจํานวนประชากรที่เพิ่มขึ้นทําใหบานเมืองขาดความเปน
ระเบียบ การกอสรางไมมีระเบียบเหมือนในยุคแรก ๆ มีการสรางล้ําไปในถนน ประเด็นนี้สะทอน
ใหเห็นถึงอํานาจของผูปกครองที่ดอยลงไปกวาเดิมดวยนอกเหนือจากเหตุนี้แลวเชื่อวา ภัยธรรมชาติที่
เกิดขึ้นบอย ๆ ในแถบลุมแมน้ําสินธุคือ อุทกภัยเปนสาเหตุสําคัญที่ทําใหเกิดปญหาตาง ๆ ตามมา จนทํา
ใหเกิดความเสื่อมขึ้น อยางเชน การขาดแคลนอาหาร โรคระบาด การไรที่อยูอาศัย
นอกจากนี้ ลักษณะบางประการของอารยธรรมนี้อาจจะมีสวนที่ทําใหเกิดความเสื่อมในระยะยาว
คือ ลักษณะอนุรักษนิยม (Conservatism) จากความสัมพันธที่อารยธรรมนี้กับดินแดนแถบลุมแมน้ําไทร
กริส-ยูเฟรติส ซึ่งมีความรูความสามารถทางเทคนิควิทยาที่เหนือกวา เชน การใชเหล็ก แตประชาชนใน
14

อารยธรรมนี้กลับมิไดใชประโยชนกับความสัมพันธนี้ ดินแดนลุมแมน้ําสินธุยังคงใชทองแดง ซึ่งเปนโลหะที่


ออนเมื่อเทียบกับโลหะชนิดอื่น ๆ ที่ประชาชนของกลุมอื่นใชกัน โดยเฉพาะอยางยิ่งพวกอารยันที่ รูจักใช
เหล็ก จึงทําใหมีอาวุธหรือเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพดีกวา ( ในที่นี้มิไดหมายความวาชาวลุมน้ําสินธุไมมี
เครื่องมือที่ดี แตหมายถึงวาดอยกวาของชาวอารยัน) ลักษณะอนุรักษนิยมเชนนี้อาจนําไปสูความเสื่อมได
นอกจากนี้จากการขุดคนยังพบวาชาวอารยธรรมนี้สรางบานเรือนซอนทับบนฐานเดิมขึ้นตอ ๆ กันไปถึง 9
ชั้น ปรากฏการณเชนนี้สะทอนใหเห็นถึงความคิดที่ยึดมั่นอยูกับสิ่งที่มีที่เปนอยู อันอาจเปนสาเหตุหนึ่ง
ของความเสื่อมในอารยธรรมนี้

อารยันและพัฒนาการของอารยันในอินเดีย

เมื่อประมาณ 1500 ปกอนคริสตกาล ชนชาติหนึ่งที่มีถิ่นกําเนิดอยูในเอเชียกลาง ไดอพยพเขามาสู


อนุทวีปอินเดีย โดยเขามาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ผานชองเขาอันทุระกันดารเขาสูที่ราบลุมแมน้ําสินธุ
อันอุดมสมบูรณ ชนชาตินั้นก็คือ ชาวอารยัน (Aryan) หรือที่นักมานุษยวิทยาเรียกวา เชื้อชาติอินโด-ยุโรป
(Indo-European) ชนชาตินี้มีลักษณะทางสรีระ วิถีชีวิต กิจกรรมทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ แตกตาง
ไปจากเจาของดินแดนแถบลุมแมน้ําสินธุโดยสิ้นเชิง การอพยพเขามาของชาวอารยันนั้นเขามาเปน
ระลอก ๆ ชาวอารยันหลายเผาอพยพเขามาในเวลาที่แตกตางกัน เมื่อเขามาแลวก็รบพุง ทําสงครามกับ
ชนพื้นเมืองบาง รบพุงกันเองบาง ในบรรดาอารยันเผาตาง ๆ นั้น จะปรากฏชื่อเผา ภารตะ (Bharatas)
ซึ่งดูเหมือนจะเปนเผาที่มีความสําคัญที่สุด อันอาจเปนเหตุใหเราเรียกอินเดียวาดินแดนภารตะหรือชาว
อินเดียวาชาวภารตะ
15

มีหลักฐานที่เชื่อถือไดวาชาวอารยันเปนผูทําลายอารยธรรมลุมแมน้ําสินธุลง โดยทําใหสลายตัว
ลงไปอยางฉับพลัน มีผลใหอารยธรรมลุมแมน้ําสินธุหายไปจากประวัติศาสตรนับพัน ๆ ป จนกระทั่งมี
การขุดคนพบในศตวรรษที่ 20 นี้เอง อยางไรก็ตามแมวาอารยันจะเปนผูชนะในสงครามระหวางตนกับชาว
พื้นเมืองของอินเดีย (ชาวดราวิเดียน) แตก็มิไดหมายความวา อารยันจะเปนผูชนะในทุกดาน ดังที่กลาวไว
ขางตนวาอารยันแตกตางจากคนพื้นเมืองของลุมแมน้ําสินธุ ความแตกตางนี้อาจกลาวอีกอยางหนึ่งก็คือ
อารยันมีความดอยกวาทางวัฒนธรรม (ดังจะกลาวตอไปขางหนา) ดังนั้น แมจะเปนผูชนะในการรบ แตใน
แงของวัฒนธรรมเชื่อไดวา อารยันกลับเปนผูพายแพ ตองยอมรับเอาวัฒนธรรมของคนพื้นเมืองเขาไปผสม
ปนเปกับของตนหรืออาจกลาวไดวา พัฒนาการของอารยันบางดานโดยเฉพาะดานศาสนานั้นลักษณะเดน
ที่ปรากฏในพัฒนาการนั้นเปนอิทธิพลของผูแพ
เมื่ออารยันเขามาสูอนุทวีปอินเดียนั้นอารยันไดนาํ เอาวัฒนธรรมเดิมของตนเองเขามาดวย และ
เมื่อมาตั้งถิ่นฐานในอนุทวีปนานเขาก็มีพัฒนาการของตนเองขึ้นมา จนทําใหอารยันในอินเดียแตกตางไป
จากอารยันในที่อื่น ๆ เชน ในอาณาจักรเปอรเซีย และจากการที่อารยันไดนําเอาวัฒนธรรมของคนพื้นเมือง
เขาไปผสมผสานนี้เองจึงทําใหเกิดอารยธรรมที่เรียกวา อารยธรรมอินโด-อารยัน (Indo-Aryan Civilization)
ตอจากนี้จะกลาวถึงวัฒนธรรมของอารยันและพัฒนาการดานตาง ๆ ของอารยัน โดยในที่นี้จะขอ
บรรยายใหเห็นพัฒนาการตั้งแตแรกที่อารยันเขามา โดยใชพัฒนาการทางศาสนาเปนหลัก แตใน
ขณะเดียวกันก็จะบงชี้ใหเห็นถึง พัฒนาการทางสังคม การปกครอง เศรษฐกิจ ควบคูไปดวย โดยจะไม
แยกหัวขอดานตาง ๆ ออกมา เพื่อจะใหมองเห็นภาพโดยรวมในหวงเวลานั้น ๆ ในคราวเดียวกัน1 โดยแบง
ออกเปนยุคตาง ๆ ดังนี้
1. ยุคพระเวท (The period of Vedas)
2. ยุคพราหมณะ (The period of Brahmanas)
3. ยุคอุปนิษัท (The period of Upanisads)

1
ประวัติศาสตรโดยสังเขป ใหดู อารยธรรมตะวันออก ของภาควิชาประวัติศาสตร
มหาวิทยาลัยเชียงใหม (ฉบับปรับปรุง) หนา 106-113
16

หวงเวลาของทั้ง 3 ยุคนี้ 1 (ประมาณ 1500 B.C. - 600 B.C.) ถือไดวาเปนหวงเวลาที่ชนชาติ


อารยันไดเขามาตั้งหลักแหลงในอินเดีย โดยเริ่มที่ลุมแมน้ําสินธุแลวคอย ๆ อพยพไปสูทางตะวันออกเขาสู
ลุมแมน้ําคงคา เปนหวงเวลาของการพัฒนาจากสังคมเดิมของตนเองไปสูการสรางสรรคอารยธรรม
อินเดียที่แทจริง และเปนชวงของการเปลี่ยนแปลงจากยุคกอนประวัติศาสตร เขาสูยุคประวัติศาสตร เพราะ
ถือวาไดมีการจดบันทึกเรื่องราวของยุคตาง ๆ ขางตนเอาไว แมวาการจดบันทึกนั้นจะเกิดขึ้นภายหลัง
ก็ตาม (เชื่อกันวามีการจดบันทึกเมื่อประมาณ 800 B.C.)

ยุคพระเวท (1500 B.C. - 900 B.C.)


เหตุที่เรียกยุคนี้วายุคพระเวทก็ดวยเหตุผลที่วาเรื่องราวทั้งหลายที่เราไดรับรูลวนแลวแตมาจาก
คัมภีรพระเวท โดยเฉพาะคัมภีรฤคเวท (Rig Veda) ซึ่งเปนที่เชื่อกันวาเปนคัมภีรที่เกาแกที่สุดและ
ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในบรรดาคัมภีรทั้งหลายของศาสนาฮินดู (นาจะแตงขึ้นระหวาง 1500 B.C. - 1000 B.C.)
นอกเหนือจากคัมภีรฤคเวทแลว ดูเหมือนวานักวิชาการจะไมมีหลักฐานอื่น ๆ ใดที่จะใหภาพของชาว
อารยันในยุคนี้ไดอยางชัดเจน

จากคัมภีรพระเวททําใหเราทราบวา อารยันเมื่อแรกเขามาในอนุทวีปนั้น มีชีวิตความเปนอยูแบบ


สังคมชนเผา ในแตละเผาจะมีหัวหนาเผาเรียกวา ราชา (Raja) ซึ่งจะตองเปนชาย มีความกลาหาญ
มีความสามารถในการรบ เหตุที่ตองมีคุณสมบัติเชนนี้ก็เนื่องดวยชาวอารยันเปนผูที่นิยมการรบพุงทํา
สงคราม หรือแมแตปลนสะดมทรัพยสินกันเอง

1
นักวิชาการบางทานอาจรวม 3 ยุคนี้เขาเปนยุคเดียว โดยเรียกวา "ยุคพระเวท" ซึ่งถือวาเปน
พัฒนาการของชาวอารยันที่คอนขางบริสุทธิ์ อิทธิพลของวัฒนธรรมพื้นเมืองอินเดียยังไมปรากฏเดนชัดนัก
จนกระทั่งยุคอุปนิษัท
17

แมวาราชาจะเปนหัวหนาเผาซึ่งทําใหคิดวานาจะเปนผูมีอํานาจสูงสุดในเผา แตในความเปนจริง
แลวหาเปนเชนนั้นไม ระบบการเมืองของเผาอารยันยังมีองคกรทางการเมืองอยูอีก 2 องคกร นั่นก็คือ สมิติ
(Samiti) และสภา (Sabha)
สมิติ คือที่ประชุมของเผา ชนชั้นปกครอง ประชาชนธรรมดาตางก็มีสิทธิมีเสียงในที่ประชุมนี้
เหมือนกัน และเปนที่ซึ่งกําหนดนโยบายหรือมติตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับกิจการตาง ๆ ของเผา
สภา คือที่ประชุมของผูอาวุโส (บางทรรศนะอางวาเปนที่ประชุมของเผา) จากฤคเวทระบุวา
ผูหญิงไมมีสิทธิ์เขารวมประชุมในสภา และสภาทําหนาที่เปนศาลสถิตยุติธรรมดวย (Majumdar,1976: 29)
ในระยะแรกที่อารยันเขามาสูอนุทวีปนั้น ดูเหมือนวาราชาจะมีอํานาจคอนขางจํากัด คือมีอํานาจ
เฉพาะในเผาของตนเผาเดียว ในเผาของตนก็ยังถูกจํากัดอํานาจโดยองคกรทางการเมืองของเผาดังที่กลาว
ขางตน ดูเหมือนวาจะมีหนาที่หลักคือเปนผูนําในการรบ แตการจะทําการรบนั้นนาจะเปนมติของสมิติ
การจัดระเบียบทางสังคมของชนเผาอารยันในระยะแรกนี้คงจะมีการแบงชนชั้นแลว แตยังเปนการ
แบงอยางหลวม ๆ ไมตายตัว การเปลี่ยนสถานะทางสังคมยังเปนไปได เชื่อกันวานาจะมีชนชั้นสําคัญ ๆ
อยู 3 ชนชั้นคือ นักรบ นักบวช และประชาชนธรรมดา อยางไรก็ตามเมื่อเขามาอยูในอนุทวีปไดระยะ
หนึ่งก็ปรากฏชนชั้นอีกชนชั้นหนึ่งขึ้นมา ดังปรากฏในฤคเวทวา คือกลุมที่เรียกวา ทาสา (Dasas หรือ
Dasyus) ซึ่งนาจะหมายถึงคนพื้นเมืองดั้งเดิมของอนุทวีปอินเดีย
สังคมชนเผาเชนนี้มีความสัมพันธทางสายโลหิตคอนขางจะสูงครอบครัวเปนหนวยพื้นฐานทาง
สังคม ซึ่งจะขยายเครือญาติออกไปกลายเปนสกุล และกลายเปนเผาในที่สุด ดังนั้นอาจสรุปไดวาสมาชิก
ของเผาแตละเผานั้นมีความสัมพันธกันคอนขางใกลชิด ประเด็นนี้จะเห็นไดวาแตกตางจากความสัมพันธ
ของสมาชิกสังคมเมืองของอารยธรรมลุมแมน้ําสินธุอยางเห็นไดชัด และนี่เองนาจะเปนเหตุหนึ่งซึ่งอารยัน
ไมสามารถรับเอาการจัดระเบียบทางสังคมของสังคมลุมแมน้ําสินธุเอาไวได
ภายในครอบครัวบิดาจะเปนผูมีอํานาจสูงสุด ลูกชายจะเปนที่ตองการ แตอยางไรก็ตามลูกผูหญิง
ก็มิไดถูกรังเกียจเหมือนในสมัยหลัง และสิทธิสตรีก็ไดรับการยอมรับมากกวาในยุคหลัง แตก็ยังคงมี
สถานะทางสังคมดอยกวาชาย

ชาวอารยันมีนิสัยสนุกสนาน มีงานเลี้ยง งานรื่นเริงอยูเสมอ ๆ แมวาจะตองระแวงภัยสงครามอยู


ก็ตาม นอกจากนี้ยงั นิยมดื่มสุรา (Sura) และ โสมะ (Soma) สุราจะดื่มกันไดในงานรื่นเริง แตโสมะนั้นจะ
ดื่มเฉพาะในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเทานั้น เชื่อกันวาโสมะไดมาจากพืชชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยูตาม
ภูเขาสูงในแถบเทือกเขาหิมาลัย (Majumdar, 1976 : 31) นอกจากนี้ชาวอารยันยังนิยมการเลนการพนัน
18

เชน การแขงรถศึก การเลนสะกา (ดังปรากฏในมหากาพยมหาภารตะยุทธวามีการเลนสะกาโดยเอา


บานเมืองมาเดิมพัน)
ระบบเศรษฐกิจของชาวอารยันในระยะแรกนี้ จะขึ้นอยูกับอาชีพปศุสัตว การกสิกรรมมีนอยมาก
และไมนาจะมีความสําคัญตอระบบเศรษฐกิจของเผา เนื่องจากชาวอารยันเปนชนเผาเรรอนตองอพยพ
โยกยายถิ่นที่อยูอยูบอยๆ เพื่อแสวงหาทุงหญาเลี้ยงสัตว สัตวเลี้ยงที่สําคัญคือ วัว วัวมีประโยชนตอชาว
อารยันในหลาย ๆ ดาน จนทําใหเปนสัตวเศรษฐกิจ ใชเปนเครื่องวัดความมั่งคั่ง ใชเปนตัวกลางในการ
แลกเปลี่ยน ประโยชนของวัวก็ไดแก นม เนื้อ ใชเปนอาหาร หนังใชทําเครื่องนุงหมและใชวัวเปน
แรงงาน ในยุคนั้นยังไมปรากฏขอหามเสพยเนื้อสัตว และวัวก็ยังไมเปนสัตวศักดิ์สิทธิ์ เชน ในยุคหลัง
นอกเหนือจากวัวแลวชาวอารยันยังเลี้ยงมา แพะ แกะ สุนัข เปนที่นาเชื่อวาชาวอารยันเปนผูมี
ความสามารถทางดานปศุสัตว รูจักศาสตรของการเลี้ยงการคัดเลือก และผสมพันธุสัตวทําใหได วัว มา
ที่มีคุณภาพดี
ดานพาณิชยกรรมนั้น เชื่อวาอารยันยังดอยกวาชนพื้นเมือง การคา คงจะจํากัดตัวอยูเพียงแคการ
แลกเปลี่ยนปจจัยหลักบางประการ เชน เสื้อผา หนังสัตว และก็แลกเปลี่ยนเฉพาะในชุมชนของตน
หรือชุมชนใกล ๆ อันเนื่องจากขอจํากัดดานการคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ํา เชื่อวาชาวอารยันรูจักการ
คมนาคมทางน้ําก็เพียงแคการใชเรือขามฟากแมน้ําเทานั้น (Majumdar, 1976 : 34)

ชาวอารยันจัดไดวาเปนชางที่มีฝมือโดยเฉพาะชางไมและชางโลหะ ชางไมไดรับการยกยองใน
สังคมเนื่องจากเปนผูผลิตรถรบ เกวียน เรือ แมกระทั่งบาน (บานของชาวอารยันเปนไม เพราะอพยพ
โยกยายอยูบอย ๆ) ชางโลหะผลิตอาวุธ รวมทั้งผลิตเครื่องประดับจากโลหะมีคา เชื่อกันวาชาวอารยัน
รูจักใชสําริดแลว และนาจะเปนงานโลหะที่ทําใหอารยันผลิตอาวุธที่มีคุณภาพดีกวาคนพื้นเมืองอินเดีย ซึ่ง
ใชทองแดงสวนการใชเหล็กนั้น Basham เสนอวาอารยันไมนาจะรูจักใชเหล็กในระยะแรก ๆ ที่เขามาใน
อนุทวีปอินเดีย
พัฒนาการดานความเชื่อ-ศาสนา ชวง 1500 B.C. - 900 B.C. นั้นเราพบวาชาวอารยันมีการนับ
ถือพระเจาหลายองค ซึ่งอาจจะเปนพระเจาของแตละเผา นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมทางศาสนาที่
สําคัญอีกอยางคือ พิธีกรรมสังเวยเทพยดา ซึ่งถือไดวาเปนหัวใจของระบบความเชื่อในยุคนี้

ในหมูเทพยดา หรือพระเจาของชาวอารยันนั้น อินทร (Indra) ดูเหมือนจะเปนเทพที่ไดรับการ


นับถือมากที่สุด มีการกลาวถึงบอยครั้งในคัมภีรฤคเวท อินทร เปนเทพแหงสงคราม มีสายฟาเปนอาวุธ
19

ชอบดื่มน้ําโสม คุณสมบัติของอินทรนั้นคลายคลึงกับพระเจาของชาวอารยันในดินแดนอื่น ๆ เชน ซีอุส


(Zeus) ของกรีก นอกเหนือจากอินทรแลวก็ยังมีเทพที่ชาวอารยันใหความสําคัญอีกมากมาย แตที่มีการ
กลาวถึงบอย ๆ ก็ไดแก วรุณะ (Varuna) อัคนี (Agni)
วรุณะ เปนเทพดั้งเดิมของอารยันเปนผูรักษา ฤตะ ซึ่งหมายถึงระเบียบของจักรวาล เปนผูทรงไวซึ่ง
คุณธรรม จริยธรรม หากมนุษยจะทําใหวรุณะพอใจจะตองทําตนใหบริสุทธิ์ ละเวนบาป เปนไปไดวา
แนวคิดนี้จะพัฒนาไปสูแนวคิดเกี่ยวกับ ธรรมะ ซึ่งเปนแนวคิดที่ครอบงําหลักการทางศาสนา และสังคม
ของอินเดียที่เดนชัดในภายหลัง
อัคนี เทพองคนี้มีความสําคัญในฐานะเปนสื่อกลางในการติดตอระหวางมนุษยกับเทพยดา เปน
เทพที่มีความสัมพันธใกลชิดกับนักบวช เนื่องดวยตองใชไฟในการประกอบพิธีกรรมสังเวยเทพยดาทุกครั้ง
นอกจากนี้ยังเปนเทพที่อยูประจําบานของชาวอารยันดวย คือจะอยูในเตาไฟในบาน เปนที่นาสังเกตวา
ความคิดเกี่ยวกับไฟนี้อาจจะนําไปสูแนวคิดเอกนิยม (Monism) ที่ปรากฏขึ้นภายหลัง เนื่องจากไฟไมวาจะ
อยูที่ใดยอมจะมีคุณสมบัติเหมือนกันหมด คือใหความรอนและแสงสวาง ดังนั้นไมวาไฟจะอยูที่ใดในรูปใด
ก็เปนสิ่งเดียวกันคือไฟ1
บรรดาเทพที่กลาวมานี้มีความสําคัญคอนขางสูงในระยะแรกที่อารยันเดินทางเขามาในอนุทวีป
แตเมื่อผานไประยะหนึ่งก็พบวาเทพเหลานี้ลดบทบาทและความสําคัญลง ในทางตรงขามกลับเกิดเทพ
หรือพระเจาองคใหม ๆ ขึ้นมามีบทบาทแทน เชน ศิวะ วิษณุ เชื่อกันวา การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจาก
อิทธิพลของวัฒนธรรมพื้นเมืองที่มีตอชาวอารยัน อยางเชน อินทร ซึ่งเคยมีบทบาทอยางสูงในยุคแรก ๆ นี้
ตอมาเมื่อถึงยุคพุทธกาล อินทร ลดบทบาทลงเปนเพียงแคเทพที่ดูแลรักษาพุทธศาสนาเทานั้น
ลักษณะสําคัญประการหนึ่งของการนับถือพระเจาของชาวอารยันนั้น เราจะพบวาชาวอารยันให
ความสําคัญแกเทพที่เปนชายมากกวาเทพที่เปนหญิง แมวาจะมีเทพที่เปนหญิงปรากฏอยูในฤคเวทก็ตาม
ในประเด็นนี้เราจะพบวาชาวอารยันมีแนวคิดตรงขามกับคนพื้นเมืองดั้งเดิมแถบลุมแมน้ําสินธุ ที่ให
ความสําคัญแกเทพที่เปนหญิงเทาเทียมกับเทพที่เปนชาย แตอยางไรก็ตามหลังจากที่ชาวอารยันไดพัฒนา
ระบบความเชื่อของตนไประยะหนึ่งเราจะพบวาชาวอารยันใหความสําคัญแกเทพที่เปนหญิงไมยิ่งหยอน
กวาเทพที่เปนชาย แตก็เปนที่แปลกที่วาสถานะของสตรีในระบบสังคมของอารยันกลับดอยลงไปกวาเดิมที่

1
ลัทธิบูชาไฟที่สําคัญคือลัทธิ Zoroaster ในอาณาจักรเปอรเซียกอนการรุกรานของมุสลิมปจจุบัน
ยังมีพวก Parsi ในอินเดียที่ยังบูชาไฟอยู (พวกนี้อพยพมาจากเปอรเซีย)
20

เคยเปน ดังจะเห็นไดจากกฎเกณฑตาง ๆ ที่กําหนด ควบคุมพฤติกรรมของสตรีที่จะเกิดขึ้นมากมายใน


ระยะตอมา

การประกอบพิธีกรรมสังเวยเทพยดา หรือยัญกรรม :
อาจกลาวไดวาหัวใจ หรือศูนยกลางของความเชื่อในหมูชาวอารยันในระยะนี้อยูที่พิธีกรรมสังเวย
เทพยดาหรือ ยัญกรรม คัมภีรฤคเวทกลาวถึงการประกอบพิธีกรรมสังเวยเทพยดาวาเปนกิจกรรมที่ใหญโต
หัวหนาเผาและผูมั่งคั่งของเผาเปนผูสนับสนุนการประกอบพิธีนี้ จะตองการจัดเตรียมงานกันอยางดี มีการ
ฆาสัตวเปนจํานวนมากเพื่อสังเวยเทพยดา และที่ขาดไมไดคือจะตองมีนักบวชที่ทรงความรู ความสามารถ
จํานวนมากเขารวมกิจกรรมนี้ดวย
จุดประสงคหลักของพิธีกรรมนี้ก็คือ เพื่อใหเทพยดาพอใจ เมื่อเทพยดาพอใจแลวก็จะประทาน
หรืออํานวยอวยพรใหแกผูรองขอตามที่ตองการ เชน ขอใหมีอายุยืน ขอใหมีวัวเพิ่มขึ้น ขอใหชนะในการรบ
หรือแมกระทั่งขอใหปลนสดมภวัวของเผาอื่นไดจํานวนมาก ๆ
ในการประกอบพิธีกรรมสังเวยเทพยดา จะตองมีการกําหนดสถานที่ กําหนดจุดที่จะกอกองไฟ
สําหรับเผาเครื่องสังเวย (เพื่อใหเทพอัคนีนําเครื่องสังเวยไปใหเทพยดาที่บูชา) นอกจากนี้ยังตองกําหนดจุด
วางเครื่องสังเวยตาง ๆ นัยวาเพื่อใหตรงกับทิศของดวงดาวตาง ๆ เครื่องสังเวยที่ใชในการประกอบพิธีกรรม
ก็ไดแก เครื่องคาว หวาน ซึ่งในบางครั้งอาจใชชีวิตของสัตวหรือมนุษยเปนเครื่องสังเวยดวย เครื่องสังเวย
ก็เชน นม ธัญพืช เนยใส (ฆี-Ghee) ดอกไม
ในขณะประกอบพิธีกรรมนักบวชจะทองบนมนตร ซึ่งเชื่อวาจะตองไมใหเกิดขอผิดพลาดตกหลน
แมแตพยางคเดียว มิเชนนั้นการประกอบพิธีกรรมจะไมสัมฤทธิ์ผล เทพยดาอาจลงโทษได ผูท่เี ขารวมใน
การประกอบพิธีกรรมจะดื่มน้ําโสมและคงจะมึนเมาจากฤทธิ์ของน้ําโสม จนทําใหรูสึกวาตนนั้นมีสถานะ
เทาเทียมเทพยดา สภาวะนี้เรียกวา พรหม คือ ฤทธิ์ที่มีอยูในมนตร
เมื่อกระบวนการตาง ๆ ไดกระทําอยางถูกตองแลว เทพยดาก็จะพอใจ และเสด็จลงมารวมในพิธี
จะดื่มน้ําโสมรวมกับผูรวมพิธีผูรวมพิธี ผูรวมพิธีก็จะรองขอตามที่ปรารถนาเทพก็จะอํานวยอวยพรใหได
ตามที่รองขอ เปนอันเสร็จพิธี
21

ขอนาสังเกตในพิธีกรรมนี้ก็คือ สะทอนใหเห็นวา ศาสนาซึ่งรวมถึงพิธีกรรมนี้มิใชเปนกิจกรรมของ


ปจเจกบุคคล หากแตเสมือนเปนของชุมชน เปนการยากหรืออาจเปนไปไมไดเลยที่บุคคลในฐานะปจเจก
บุคคลจะประกอบพิธีกรรมนี้ จึงอาจกลาวสรุปไดวา สิทธิหรือเสรีภาพของมนุษยที่จะเลือกนับถือตามความ
เชื่อของตนเองนั้นคงยังไมเกิดขึ้นเหมือนในสมัยตอ ๆ มา
นอกจากนี้ยังพบวา จากการรองขอของผูเขารวมประกอบพิธีกรรมนั้นสะทอนใหเห็นวาในยุคนี้
กฎเกณฑทางศีลธรรมยังมิเขามาเกี่ยวของ ผูรวมพิธีสามารถรองขอในสิ่งที่ขัดตอกฎเกณฑทางศีลธรรม
หรือขัดตอคุณธรรม (ตามแนวคิดสมัยใหม) ได ความคิดเรื่องศีลธรรมและคุณธรรมนี้จะพัฒนาขึ้นภายหลัง
(เรื่องของคุณธรรมนั้นยอมแตกตางไปตามยุคสมัย)
ภาพรวมของอารยันในระยะแรกตามที่กลาวมาแลวขางตน จะดําเนินอยูจนกระทั่งถึงประมาณ
1,000 ป กอนคริสตกาล โดยจะจํากัดตัวอยูบริเวณแถบลุมแมน้ําสินธุ หลังจากนั้นอารยันจึงคอย ๆ
อพยพไปสูทิศตะวันออกของอินเดียเขาสูลุมแมน้ําคงคา และตอมาก็มุงลงสูตอนใตของอินเดียดวย พรอม
กับการอพยพนี้ การเปลี่ยนแปลงทางโครงสรางทางสังคม การปกครองเศรษฐกิจ และระบบความเชื่อก็
เกิดขึ้น อันจะมีผลใหอารยันในยุคตอมาจะผิดแผกแตกตางไปจากอารยันเมื่อแรกเขามาในอนุทวีปอินเดีย
ใน หลาย ๆ ดาน

ยุคพราหมณะ 1 (900 B.C. - 700 B.C.)


เมื่อประมาณ 1,000 ปกอนคริสตกาลชนชาวอารยันที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของ
อนุทวีปอินเดีย และแถบลุมแมน้ําสินธุ สวนหนึ่งไดอพยพโยกยายถิ่นฐานโดยมุงหนาไปทางตะวันออกของ
อนุทวีป (ตะวันออกตอนเหนือ) ดังจะปรากฏชื่อแมน้ํา เชน แมน้ําคงคา ในบันทึกของชาวอารยันรุนหลัง
ๆ พรอมกับการอพยพนี้ไดเกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสรางทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และศาสนา
การอพพยเขาไปตั้งถิ่นฐานในเขตตอนบนของลุมแมน้ําคงคาของชนชาวอารยันไดกอใหเกิดการ
เปลี่ยนแปลงในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คือ จากชนเผาเรรอนมีความชํานาญดานปศุสัตว ชาวอารยันเริ่มให
ความสนใจตอการกสิกรรม อาจเปนเพราะความอุดมสมบูรณของผืนดินในบริเวณนั้น ทําใหอารยันมีการ

1
ชวงเวลานี้บางแหงจะเรียกวา ยุคพระเวทตอนปลาย ในที่นี้เรียกยุคพราหมณะก็เนื่องจาก
บทบาทของพราหมณที่มีมากขึ้น อาจจะมากกวาผูปกครองเสียดวยซ้ําไป และเนื่องจากมี วรรณคดี
สําคัญ 2 เรื่อง คือ มหากาพยมหาภารตะ และรามายนะบางแหงจึงเรียกชวงเวลา นี้วา ยุคมหากาพย
(1,000 B.C. - 500 B.C.)
22

ตั้งถิ่นฐานที่แนนอน แตอยางไรก็ตามสภาพสังคมก็ยังคงเปนสังคมชนบท หมูบานยังเปนศูนยกลางของ


กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเพาะปลูกนํามาซึ่งความตองการปจจัยในการผลิตที่สําคัญ นั่นก็คือ ที่ดิน
สําหรับทําการเพาะปลูก การบุกเบิกที่ดินที่รกรางวางเปลาจึงเกิดขึ้น แตวิธีที่จะไดที่ดินรวมทั้งแรงงาน
โดยงายดายนั้น เชื่อวา นาจะเปนการเขายึดครองของชนเผาอารยันเผาอื่น ๆ ที่อยูใกลเคียง ในชวงเวลา
นี้จึงพบวาเผาที่ออนแอกวาจะถูกผนวกเขาไปเปนสวนหนึ่งของเผาที่เขมแข็งกวา สงครามระหวางเผา
(หมูบาน) เกิดขึ้นอยูบอย ๆ เผาที่เขมแข็งขยายอาณาเขตของตนออกไป อํานาจของราชา เวลานี้มีอํานาจ
เหนือเผาอื่น ๆ มากกวาเผาเดียวอยางที่เคยเปนในอดีต กอใหเกิดรูปแบบองคกรทางการเมืองที่เรียกวา
อาณาจักรเผา (Rashtra) คือเปนรัฐเล็ก ๆ ประกอบดวยหลายเผา อยูภายใตการปกครองของราชาคนเดียว
เชื่อกันวาภายใตพัฒนาการนี้ สถานะของราชาเริ่มเปลี่ยนไปโดยที่ราชาจะมีอํานาจมากขึ้นเรื่อย ๆ สภา
และสมิติจะลดบทบาทลงไป และนําไปสูระบอบราชาธิปไตยในที่สุด
ภายใตองคกรทางการเมืองที่เรียกวา อาณาจักรเผานี้ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมก็เกิดขึ้น นั่นคือ
สมาชิกของสังคมซึ่งเดิมจะมีความสัมพันธทางสายโลหิตสูงเนื่องจากมีเผาเดียว แตเวลานี้มีหลายเผา
สมาชิกของสังคมเริ่มมีความหลากหลาย (แมจะเปนอารยันเหมือนกัน) ในขณะเดียวกันชาวอารยันเองก็ยัง
ตองเผชิญหนากับชาวพื้นเมืองของอินเดียอีกดวย ถึงเวลานี้มีความเปนไปไดวาการสรางกฎเกณฑในการ
อยูรวมกันนาจะเกิดขึ้นแลว ระบบวรรณะคงจะเปนรูปเปนรางขึ้นดวยเหตุหลาย ๆ ประการ (ดูบทวาดวย
ระบบวรรณะ)
การเปลี่ยนแปลงในระบบความเชื่อนั้นพบวา พิธีกรรมสังเวยเทพยดาเพิ่มความสําคัญมากขึ้น
เดิมนั้นพิธีกรรมเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดตอระหวางมนุษยกับพระเจา แตในยุคนี้พิธีกรรมมี
ความสําคัญในตัวของมันเอง มีความสําคัญมากจนกระทั่งเกิดความเชื่อวาสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก
รวมทั้งจักรวาลนั้นเกิดขึ้นจากการประกอบพิธีกรรมครั้งแรกสุด
เมื่อเกิดความเชื่อเชนนี้ก็เกิดคําถามหนึ่งตามมา คําถามนั้นก็คือ ใครเปนผูประกอบพิธีกรรมครั้ง
แรกสุด คําถามนี้สะทอนใหเห็นถึงพัฒนาการของศาสนาอีกขั้นหนึ่ง เราจะพบไดวากอนหนานี้ความเชื่อ
ของชาวอารยันยังไมมีระบบความคิดอะไรซับซอนนัก แตถึงตอนนี้คําถามนี้แสดงใหเห็นวาชาวอารยัน
กําลังคิดถึงการกําเนิดของสิ่งตาง ๆ ในโลกนี้ คําถามนี้ก็คือความสงสัยเกี่ยวกับพระผูสราง (The Creator)
คําตอบตอปญหานี้ชาวอารยันใหคําตอบไดวา กอนหนาที่จะมีสรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลในโลก
นี้ มีมนุษยคนแรกที่เรียกวา ประชาบดี หรือประชาปติ (Prajapati) หรือ ปุรุษะ (Purusa) ซึ่งตอมาจะรูจัก
กันในชื่อพรหม (Brahma) ไดประกอบพิธีกรรมสังเวยใหตนเองผลจากการสังเวยนี้ทําใหเกิดสรรพสิ่ง
ทั้งหลายในจักรวาลขึ้น ไมวาจะเปน เทพยดา มนุษย สัตว ฯลฯ
23

จากความสําคัญของพิธีกรรมดังกลาวทําใหเกิดผลตอมาคือ เชื่อกันวาพิธีกรรมเปนสิ่งสําคัญที่สุด
สําคัญยิ่งกวาพระเจา (ซึ่งเดิมตองบูชาโดยใชพิธีกรรมเปนเครื่องมือ) และเชื่อวาสภาวะตาง ๆ ของโลกที่คง
อยูไดนั้นก็เนื่องจากพิธีกรรม ดังนั้นพราหมณจึงสามารถประกอบพิธีกรรมเพื่อใหโลกคงอยู รวมทั้ง
สามารถประกอบพิธีกรรมเพื่อทําใหโลกเกิดขึ้นมาใหม หากปราศจากการประกอบพิธีกรรมโลกยอมสิ้น
สลายได และจากบทบาทสําคัญของพราหมณนี้เองทําใหพราหมณมีสถานะทางสังคมสูงขึ้น และเกิด
คัมภีรทางศาสนาที่สําคัญคือคัมภีรพราหมณะที่มีเรื่องราวของพิธีกรรมเปนหัวใจสําคัญ
ในยุคนี้เราจะพบวา มีคนสองกลุมที่มีสถานะทางสังคมสูงสง คือ พราหมณและชนชั้นปกครอง
ซึ่งอาจจะเรียกงาย ๆ วา กษัตริย ทั้ง 2 ชนชั้นตางรวมมือกัน เพื่อจรรโลงใหสถานะของแตละฝายเปนที่
ยอมรับของสังคม พราหมณเปนผูผูกขาดการประกอบพิธีกรรมใหกษัตริยเปนเสมือนเทวะและกษัตริยเอง
ก็ยอมรับอํานาจอันลี้ลับของพราหมณ ดังนั้นแมวา 2 ชนชั้นนี้จะแขงขันกันดํารงสถานะสูงสุดของสังคม
แตเราก็ไมพบความขัดแยงที่รุนแรง
ในสวนของพัฒนาการดานศาสนาเมื่อถึงยุคนี้ เราพอจะมองเห็นแนวคิดเอกนิยม (Monism) เริ่ม
เปนรูปเปนรางขึ้น ความเชื่อไดพัฒนาขึ้นเปนแนวคิดที่ซับซอนกวาเดิม เริ่มมีการตั้งคําถามถึงที่มาของชีวิต
และชีวิตหลังความตาย แตก็ยังไมมีคําอธิบายที่ชัดเจน ดังปรากฏในคัมภีรพระเวทตอนปลายวา เมื่อคน
ตายแลวอาจจะไปอยูในตนไม หรืออยูในน้ําก็ได สวนในคัมภีรพราหมณะไดกลาวถึงสวรรความีการตาย
คําอธิบายที่ชัดเจนจะปรากฏในพัฒนาการอีกระดับหนึ่งในยุคอุปนิษัท

ยุคอุปนิษัท (700 B.C. - 600 B.C.)


ในการกําหนดชวงเวลาของยุคอุปนิษัทนี้ กําหนดจากชวงเวลาที่อินเดียไดพัฒนาแนวคิดทาง
ศาสนารูปแบบใหม และมีอิทธิพลอยางสูงในชวงเวลาตอมา จนทําใหเกิดรูปแบบทางอารยธรรมที่เรียกวา
Indo-Aryan Civilization อยางไรก็ตามพึงเขาใจไวดวยวา แนวคิด ปรัชญา ที่ปรากฏในยุคนี้ยังคงมี
อิทธิพลตอศาสนาหลัก ๆ ของอินเดียมาจนถึงปจจุบันนี้ และหากมีผูกลาววายุคอุปนิษัทยังคงมีมาถึง
ปจจุบันก็นาจะเปนคําอางที่เปนไปได
ในชวงเวลานี้ชาวอารยันที่อพยพเขามาตั้งถิ่นฐานในแถบลุมแมน้ําคงคาไดตั้งถิ่นฐานลงอยาง
มั่นคง เกิดรูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตย และสาธารณรัฐ เกิดแวนแควนตาง ๆ ดานเศรษฐกิจใน
ชวงเวลานี้เชื่อวาทั้งเกษตรกรรมและพาณิชยกรรมไดเจริญรุงเรืองขึ้น ภายใตการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
จากสังคมหมูบานเปนสังคมเมือง และทามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้ ปรัชญาทางศาสนาก็เกิดการ
เปลี่ยนแปลงอยางใหญหลวง จนทําใหถือกันวายุคอุปนิษัทเปนยุคของการคิดคนปรัชญาทางศาสนาที่
24

ยิ่งใหญที่สุดของโลกยุคหนึ่ง ดวยเหตุที่วาสิ่งที่คิดคนอธิบาย ฯลฯ เอาไวในยุคนี้ทําใหเกิดศาสนาที่ยิ่งใหญ


ของโลก อยางเชน ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู ศาสนาเชน ศาสนาตาง ๆ ที่กลาวมานี้ลวนแลวแตไดรับ
อิทธิพลจากแนวคิดของยุคอุปนิษัทนี้ทั้งสิ้นและที่สําคัญก็คือยังคงปรากฏอิทธิพลของปรัชญานั้น ๆ มาถึง
ปจจุบันนี้

ยุคอุปนิษัทนี้ปรากฏแนวคิดทางศาสนา ซึ่งแบงออกไดเปน 2 สวน คือ


1. ความเชื่อหลัก 3 ประการ
2. อภิปรัชญา

ความเชื่อหลัก 3 ประการ :
เปนที่ยอมรับกันวาขณะที่อารยันอพยพเขาสูลุมแมน้ําคงคา ชาวอารยันไดรับอิทธิพลแนวคิดจาก
คนพื้นเมืองในเรื่องของชีวิตหลังความตาย หรือชีวิตหนา เมื่อถึงเวลานี้ชาวอารยันไดพัฒนาหลักความเชื่อ
ออกมาเปน 3 ประการ คือ
1. สัมสาระ (Samsara)1 : การเวียนวายตายเกิด
ดังที่กลาวมาขางตนวา ในคัมภีรทางศาสนารุนแรก ๆ ของชาวอารยันนั้นยังไมมีการอธิบาย
เรื่องราวของชีวิตหลังความตายไวชัดเจนนัก แมวาจะมีการกลาวถึงอยูบางก็ตาม แตในคัมภีรอุปนิษัท
โดยเฉพาะ พฤหทารัณยกะ อุปนิษัท (Brhadaranyaka Upanisad) ไดกลาวถึงการเวียนวายตายเกิดไว
เปนอันดับแรก โดยกลาววา วิญญาณ ตองเวียนวายตายเกิด ตองเดินทางไปสถานที่ตาง ๆ แลวจึงมาเกิด
เปนมนุษยอีกครั้งในทองของสตรี ในขณะที่วิญญาณบางดวงอาจเกิดเปนตัวหนอน แมลง หรือนก
(Basham, 1959 : 242) ความเชื่อนี้เชื่อวาเปนอิทธิพลของแนวคิดดั้งเดิมของอินเดีย อยางไรก็ตาม
แนวคิดนี้ในระยะแรกนั้นยังไมเปนที่นิยมแพรหลายมากนัก จนกระทั่งประมาณศตวรรษที่ 7 และ 6 กอน
คริสตกาลจึงเปนที่ยอมรับกันโดยทั่วไป

2. กรรม (Karma) :

1
คํานี้เปนภาษาสันสกฤต ในภาษาบาลีจะเรียกวา สังสาระ
25

ความเชื่อนี้เกี่ยวของกับการกระทํา (Deed) และผลของการกระทํา เชื่อวาการกระทํามีผลตอชีวิต


หนา ความเชื่อนี้ก็เชนเดียวกับเรื่อง สัมสาระ คือ คอยพัฒนาขึ้นจากคนพื้นเมืองดั้งเดิมของอินเดีย
ตอมาภายหลังจะมีอิทธิพลตอปรัชญาหลัก ๆ ของอินเดีย ดังปรากฏอิทธิพลในพุทธศาสนา, ศาสนาฮินดู
เปนตน

3. โมกษะ (Moksha) : การหลุดพนจากการเวียนวายตายเกิด

เนื่องมาจากการเวียนวายตายเกิดที่เกิดขึ้นซ้ําแลวซ้ําเลา ทําใหมองเห็นวาสภาพนั้นเปนทุกขนา
เบื่อหนาย นับเปนภัยตอมนุษย จึงมีความคิดที่จะหาทางหลุดพนจากสภาพนั้นเสีย คือไปสูสภาพที่หลุด
พน(โมกษะ) จะพบไดวาศาสนาที่เดน ๆ ของอินเดียลวนแลวแตพยายามชี้ใหหลุดพนจาก สัมสาระทั้งสิ้น
ความเชื่อ 3 ประการนี้ เชื่อวานาจะมีอิทธิพลสําคัญตอการจัดระเบียบทางสังคมของฮินดู ระบบ
วรรณะที่สมาชิกของระบบยอมรับความแตกตางของสถานะทางสังคมนั้น เชื่อวาสมาชิกของสังคมยอมรับ
กรรมของตน และหวังวาหากทําตามหนาที่ตามสถานะของตน ตนเอง ก็อาจจะบรรลุโมกษะ หรืออยางนอย
ก็จะมีชีวิตหนาที่ดีกวาชีวิตปจจุบัน นอกเหนือจากอินเดียอันเปนตนกําเนิดของแนวคิดนี้แลว เรายังพบวา
ในดินแดนอื่นที่รับเอาอิทธิพลของอินเดียไปตางก็ผูกพันกับแนวคิดนี้ทั้งสิ้น

อภิปรัชญา
ปรัชญาศาสนาที่คนพบในยุคอุปนิษัทนี้เปนปรัชญาที่วาดวย "พรหม" วาดวยความเปนอันหนึ่งอัน
เดียวกันของ "อาตมัน" นับวาเปนพัฒนาการอันยาวนานของ "เอกนิยม" ในหมูชาวอารยันที่มีรองรอยมา
ตั้งแตเรื่องของการนับถือไฟ อยางไรก็ตามในพัฒนาการนี้ก็ยังปรากฏรองรอยอิทธิพลของคนพื้นเมือง
ดั้งเดิมอยู นั่นก็คือเรื่องของการทํา "สมาธิ" (หากเชื่อวามีการทําสมาธิในวัฒนธรรมฮารัปปา ตามหลักฐาน
รูปปนชายทําตาปรือที่คนพบ)
นับตั้งแตการเปลี่ยนแปลง โครงสรางทางสังคม การปกครอง และเศรษฐกิจของอารยัน
ในชวงยุคพราหมณะเปนตนมา ชนเผาอารยันก็ไดเผชิญหนากับรูปแบบทางการเมืองและสังคม รูปแบบ
ใหมที่เกิดขึ้นในอินเดียตอนเหนือ โดยเฉพาะแถบที่ราบลุมแมน้ําคงคา และสาขาของแมน้ําคงคา รูปแบบ
การปกครองแบบชนเผา หรือแมกระทั่งแบบอาณาจักรเผาเล็ก ๆ ไดสูญสลายไป เมื่อมาถึงยุคนี้ รูปแบบ
การปกครองแบบใหม รูปแบบสังคมแบบใหม เชน ราชอาณาจักร สาธารณรัฐ และชีวิตแบบสังคมเมือง
26

ไดเกิดขึ้น ชาวอารยันประสบปญหาในรูปแบบใหม ทามกลางสิ่งแวดลอมทางสังคมและการปกครองใหม


จึงเปนไปไดวา ศาสนา พิธีกรรม ความเชื่อที่ปรากฏในยุคกอนหนานี้ไมสามารถชวยแกปญหาที่ชาว
อารยันกําลังเผชิญอยูดวยเหตุนี้ชาวอารยันจึงมีความจําเปนที่จะหาหนทางแกปญหาที่เกิดขึ้นกับจิตใจของ
ตน โดยมีจุดประสงคที่จะหลุดพนจาก สัมสาระ หรืออยางนอยก็ใหมีชีวิตที่ดีกวาในชีวิตหนา
ตั้งแตศตวรรษที่ 7 กอนคริสตกาลไดมคี นกลุมหนึ่ง ซึ่งในฤคเวทตอนปลาย เรียกวา มุนี 1 เปน
นักบวชประเภทหนึ่งซึ่งตางไปจากพราหมณ ฤคเวทกลาววาคนกลุมนี้มีฤทธิ์เดชสามารถหยั่งรูความคิดของ
ผูคนได สามารถเหาะเหินได พวกมุนีไดสละบานเรือนออกไปอยูปา บําเพ็ญภาวนา ทําสมาธิ ซึ่งการใช
ชีวิตในปาแพรหลายมากในยุคอุปนิษัทนี้ ในที่สุดพวกมุนีก็ไดเผยแพรแนวคิดทางศาสนาแบบใหมออกไป
อยางกวางขวาง และเปนที่ยอมรับของสังคม ดังนั้นการทําสมาธิเพื่อใหไดมาซึ่งฤทธิ์เดช จึงมี
ความสําคัญแทนที่การประกอบพิธีกรรมสังเวยเทพยดา พราหมณเองก็ดูเหมือนจะมีสถานะทางสังคม
ดอยลงไปกวาเดิม เพราะใคร ๆ ก็สามารถออกปาบําเพ็ญภาวนาได (มีความเชื่อวาจากปรากฏการณนี้ทํา
ใหพราหมณคิด "ระบบอาศรม" ขึ้น เพื่อรักษาสถานะทางสังคมของตนใหสูงสงเหมือนเดิม ดังจะกลาว
ขางหนา) และจากความสําคัญของการทําสมาธินี้เอง ในสมัยตอมาศาสนาฮินดูไดอธิบายการดํารงอยู
ของจักรวาลวาเปนเพราะการทําสมาธิของพระศิวะ หากพระศิวะตื่นจากการทําสมาธิจักรวาลจะถึงกาล
อวสาน มิใชวาจักรวาลคงอยูเพราะพิธีกรรมซึ่งเชื่อกันมาในยุค พราหมณะ
แนวคิดหรือคําสอนทางศาสนาที่พวกมุนีเผยแพรออกไปนั้น ปรากฏอยูในคัมภีรอุปนิษัทเปน
แนวคิดทาง "จิตนิยม" ทําใหพิธีกรรมลดความสําคัญลงไป แนวคิดจิตนิยมนี้จะเปนรากฐานสําคัญของ
ศาสนาที่จะเกิดขึ้นในอินเดีย นอกจากนี้ยังมีแนวคิดเกี่ยวกับ "อาตมัน" คือความเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน
ของอาตมัน
คัมภีรทางศาสนาที่สําคัญที่เกิดขึ้นในยุคนี้คือ คัมภีรอุปนิษัท หรือที่เรียกกันวา108 อุปนิษัท
เนื่องจากพวกมุนีที่ออกไปบําเพ็ญเพียรภาวนาไดเขียนขึ้นเพื่อบันทึกหรือเผยแพรแนวคิดของตนเชื่อกันวามี
จํานวนมากจนตองเรียกงาย ๆ วา 108 อุปนิษัท แตเปนที่นาแปลกวาคัมภีรที่มากมายเหลานี้ตางบรรจุ
คําสอนที่คลายคลึงกันคือเปนเรื่องของจิตนิยมและปรัชญาวาดวยเอกภาพของอาตมันอันสะทอนใหเห็น
แนวคิด เอกนิยม (Monism) อยางเดนชัด
ความรูที่พวกมุนีแสวงหาและอางวาคนพบนั้น คือ การคนพบความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันของ
อาตมัน การจะอธิบายความรูนี้ เราจะตองยอนไปถึงความคิดเกี่ยวกับ พระผูสรางที่ปรากฏในยุคพ

1
แปลวาผูเงียบ (The Silent Ones) หรืออาจเรียกอีกอยางวา ฤๅษี
27

ราหมณะที่กลาววาประชาบดี หรือ พรหม ประกอบพิธีกรรมสังเวยใหแกตนเอง แลวสรรพสิ่งทั้งหลายก็


เกิดขึ้น นั่นก็หมายความวา พรหม หรือในที่นี้อาจเรียกวา อาตมันอันยิ่งใหญ (ปรมาตมัน) เปนผูใหกําเนิด
สรรพสิ่งทั้งหลายในโลก (นั่นคือทุกสิ่งทุกอยางเกิดมาจากสิ่งเดียวกัน) และเนื่องจากความเชื่อเรื่องสัม
สาระที่กลาววาสิ่งมีชีวิตมีชีวิตที่ซับซอน มีการเวียนวายตายเกิด อาตมันหรือวิญญาณของสิ่งมีชีวิตได
ผานการเกิด ดับมาซับซอนกวาจะเกิดในทองของสตรี อยางเชน อาจจะเคยเกิดเปน เทวดา สัตว มนุษย
ดังนั้นสัมสาระจึงผูกพันสรรพสิ่งทั้งหลายเขาดวยกัน ไมวาจะเปนมนุษย สัตว โดยความจริงแลวคือ
อาตมัน อันเกิดจากพรหมเหมือนกัน โดยสรุปแลวไมวาจะเปนพรหม อาตมันยอย ๆ ทั้งหลาย ยอมเปน
อันหนึ่งอันเดียวกัน ไมมีอะไรจะสามารถแยกเปนเอกเทศได การจะหลุดพนจากการเวียนวายตายเกิดได
นั้น ก็จะตองสํานึกอยูตลอดเวลาวาสรรพสิ่งทั้งหลายลวนเปนสิ่งเดียวกัน สิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากอาตมัน
แลวลวนเปนมายา ความจริงคือ อาตมัน (หรือวิญญาณซึ่งเปนสิ่งเดียวกับพรหม) หากแยกวิญญาณออก
จากมายาไดก็จะพนทุกข ในความหมายของอุปนิษัทก็คือ ไดไปรวมกับพรหม ปรัชญานี้ดูเหมือนวามอง
โลกในแงราย เพราะชี้วาการมีชีวิตเปนทุกข แตในปนปลายชวยใหคนพนทุกขได (เพชรี สุมิตร, 2520 : 51)
อาตมันเปนสิ่งที่ยิ่งใหญล้ําลึกเกินกวาจะบรรยายไดวาคืออะไรดวยภาษา เปนสิ่งที่ผูคนหาจะ
รูสึกขึ้นเอง เพราะฉะนั้นจึงมักบรรยายถึงอาตมันในทางปฏิเสธวา "ไมใชสิ่งนี้ ไมใชสิ่งนี้" เปนสิ่งที่วัดไมได
จับตองไมได และมองไมเห็น แตวามีอยู ดังคําอธิบายอันหนึ่งเกี่ยวกับอาตมันที่ปรากฏในจันโทคยะ
อุปนิษัท วา "นําผลไทรนั้นมาใหขา" "นี่ผลไทรผลหนึ่งขอรับ" "บิมัน" "กระผมบิแลวขอรับ" "เจาเห็นอะไร"
"เม็ดไทรเล็ก ๆ ขอรับ" "บิมัน" "กระผมบิแลวขอรับ" "คราวนี้เจาเห็นอะไร" "ไมเห็นอะไรเลยขอรับ" "ลูกขา"
บิดากลาว "สิ่งที่เจาไมเห็นนั้นแหละคือสาระ และในสาระนั้นแหละที่ตนไทรมหึมางอกงามอยู เชื่อขาเถิด
ลูกขา ในสาระนั้นคืออาตมันของทุกสิ่งที่ เปนอยู นั่นคือสัตยะ นั่นคืออาตมัน และเจาคือสิ่งนั้น ศเวต
เกตุ
ประโยคสุดทายที่วา "เจาคือสิ่งนั้น" (ตต ตวํ อสิ) เปนหัวใจของคําสอนในอุปนิษัททั้งหมด การ
สํานึกในความเปนหนึ่งเดียวของทุกสิ่งทุกอยาง การสํานึกไดวาโลกนี้ทั้งหมดมีเพียงรูปและนามเทานั้น สิ่ง
ที่จริงแทมีอยูเพียงสิ่งเดียวคืออาตมันซึ่งไมอาจแยกออกจากกันไดนี่เอง ที่จะทําใหหลุดพนจากสัมสาระ
ได เพราะไดรวมอยูในอาตมันอันไมมีขอบเขต อยูเหนือความดีและความชั่ว กลาวคืออยูเหนือกรรมและ
ผลกรรม
ถึงแมอุปนิษัทจะยอมรับวาคนธรรมดาที่ไมไดออกบําเพ็ญสมณธรรม ก็สามารถบรรลุความรูขั้น
สูงสุด นี้ได แตแนวโนมที่เห็นไดเดนชัดเปนวาการของแวะอยูกับธุระทางโลกนั้นเปนอุปสรรคอยางยิ่งตอ
การบรรลุโมกษะ เพราะฉะนั้นความสุขในทางโลกทั้งหลายจึงเปนสิ่งที่อุปนิษัทเห็นวาเปนอันตรายตอทาง
28

แหงความหลุดพน ความอยากและความชั่วจะไมมีทางทําใหคนบรรลุโมกษะไดเลย (Basham, 1959:


1
232-256 ; de Bary, 1967 : 5-34; Edgerton in Chararria-Aguilar, 1964 : 52-62)
ดังที่กลาวเอาไวในตอนตนวา บรรดามุนี ผูออกปาแสวงหาความรู บําเพ็ญเพียรภาวนา และ
เผยแพรแนวคิดใหมออกไปนั้นเปนที่ยอมรับกันโดยทั่วไป อีกทั้งยังไดรับการยกยองใหมีสถานะเหนือ
พราหมณ เพราะมุนีเหลานี้ไมตองพึ่งพาชาวบาน พราหมณจึงพยายามผสมผสานวิถีปฏิบัติ คําสอน
รวมทั้งการทําสมาธิใหเขาเปนสวนหนึ่งของระบบศาสนาของตน
สิ่งที่พราหมณไดทําก็คือ การสราง "ระบบอาศรม" และผนวกคําสอนคือ คัมภีรอุปนิษัทเขาเปนสวน
หนึ่งของ "วรรณคดีพระเวท" (Vedic Literature) ซึ่งถือวาเปนกลุมคัมภีรทางศาสนาของศาสนาฮินดูที่
ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

ระบบอาศรม (Asramas: The 4 stages of life )


ระบบอาศรมเปนคําอธิบายของพราหมณเกี่ยวกับขั้นตอนของชีวิตวามีสี่สวนหรือวัย อันไดแก
1. วัยพรหมจาริน (Brahmacharin) หรือวัยเรียน (บางแหงเรียกวัยพรหมจรรย)
2. วัยคฤหัสถ (Grihastha) หรือวัยครองเรือน
3. วัยวานปรัสต (Vanaprastha) หรือวัยอยูปา
4. วัยสันยาสิน (Sannyasin) หรือวัยแสวงหาความสงบ
คําอธิบายเรื่องอาศรมทั้งสี่นี้ในที่นี้จะขอยกคําอธิบายที่ปรากฏในปาฐกถาเรื่อง "หินทูธรรม" โดย
นายตรีโลกนาถ ปาวา นายกสมาคมฮินดูสมาช เมื่อป พ.ศ. 2507 ณ หองประชุมวิทยาการศาสนา กรม
ศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิมพในหนังสือ อารยธรรมอินเดีย โดยคณะอักษรศาสตร
มหาวิทยาลัยศิลปากร ป 2515 หนา 75-78 ดังนี้
1. พรหมจรยาอาศรม ในชวงเวลา 25 ปแรกนี้มนุษยมีหนาที่รับแตการศึกษาไปตามวรรณะ
ของตน เทานั้น ผูที่เขามาอยูในอาศรมนี้เรียกวา พรหมจารี เขามาอยูโดยประกอบพิธีที่เรียกวา
อปนยนสนสการ ซึ่งจัดทําแกเด็กในขณะมีวัยได 8 ขวบ ถึง 12 ขวบ กลาวคือ สวนมากเด็กที่มีลักษณะ
พราหมณจะจัดทําพิธีนี้ในขณะ 8 ขวบกันแทบทั้งนั้น เด็กที่มีลักษณะวรรณะกษัตริยก็จะจัดทําพิธีนี้ลาลง
ไป คือในประมาณอายุได 11-12 ขวบ สวนเด็กที่มีลักษณะตรงกับวรรณะไวศยะ ก็จะกระทําพิธีนี้ในอายุ
ประมาณ 12 ขวบหรือลาไปกวานั้นเล็กนอย แตสําหรับเด็กที่มีลักษณะตรงกับวรรณะศูทรแลว ไมมีการ

1
ภาควิชาประวัติศาสตร, อารยธรรมตะวันออก : 129-130
29

กําหนดอายุ เพราะพวกนี้ตองรับการศึกษาทางภาคปฏิบัติมากกวาวิชาหนังสือ บรรดาพรหมจารีจะตอง


อยูในพรหมจรยาศรมจนถึงอายุ 25 ปเต็มในระหวางนั้น ผูเปนพรหมจารีจะตองปฏิบัติตนดังตอไปนี้
ก. เชื่อฟงคําสั่งสอนของครูบาอาจารยทุกประการ และตองถือวาตนเองนั้นคือทาสของครู
ข. ออกไปรับภิกษา (เหมือน ๆ กับพระภิกษุในพระพุทธศาสนาออกไปรับบิณฑบาตทุก ๆ เชา)
และสิ่งของตาง ๆ ที่ไดรับมาก็ตองนํามาใหอาจารยเสียกอน ถาอาจารยอนุญาตใหรับประทานไดแลวจึงจะ
เริ่มรับประทานได ถาไมอนุญาตก็รับประทานไมได
ค. สงวนหรือรักษาน้ํากามอันเปนสาระสําคัญของรางกายไวใหจงดีดวยวิธีการดังตอไปนี้
(1) รับประทานแตอาหารที่ดีและมีประโยชนตอรางกาย ไดแกผัก ผลไม ขาวสาร ขาวสาลี
นมวัว ฯลฯ ในทํานองตรงขามก็ไมควรจะรับประทานอาหารที่ไมมีประโยชนตอรางกาย
หรือเปนเหตุใหไปเพิ่มความรอนขึ้นในรางกาย เชน เนื้อสัตวตาง ๆ สุรายาเสพยติด
ทุกชนิด ฯลฯ
(2) ก. ไมควรอานหนังสือเรื่องเพศและเรื่องรัก ๆ ใคร ๆ
ข. ไมควรดูละครหรือภาพยนตรที่มีการแสดงเรื่องเพศ และเรื่องรัก ๆ ใคร ๆ
ค. ไมควรแตงตัวมากเกินไป(เดิมนั้นถึงกับไมใหตัดผมและไมใหโกนหนวดเสียดวยซ้ําไป)
(3) ควรอยูเสียใหหางไกลจากเพศตรงขาม เชน
ก. ไมควรมีจินตนาการถึงเพศตรงขาม
ข. ไมควรสนทนากันดวยเรื่องเพศ
ค. ไมควรเลนสนุกกับเพศตรงขาม
ง. ไมควรสนทนากับเพศตรงขามโดยไมมีผูอื่นอยูดวย
จ. ไมควรมองหนาเพศตรงขาม
ฉ. ไมควรมีความปรารถนาแตประการใดเกี่ยวกับเรื่องเพศ
ช. ไมควรพยายามพบปะหรือคบหาสมาคมกับเพศตรงขาม
ซ. ไมควรมีการรวมเพศ
(4) ตองไมทําประการใดประการหนึ่งที่จะใหน้ํากามมีอันเปนหลั่งลนเสียหายไป
(5) ควรตั้งใจในการศึกษาเลาเรียนอยูเสมอและควรพํานักอยูที่อาศรมของอาจารย โดย
ตลอด
ผูเปนพรหมจารีพึงปฏิบัติดังกลาวมานี้อยางสม่ําเสมอโดยไมมีเวลาวางเวนจนกระทั่งเมื่ออายุถึง
25 ปเต็มหรือใกลเคียงกัน สําเร็จการศึกษาแลวจึงขออนุญาตจากอาจารย ทําพิธี "เกศานตสนสการ" คือ
30

ตัดผมที่ไวยาวออกใหหมด แลวก็ถวายสิ่งของแกครูอาจารยเปนคาของสิ่งที่เรียกกันวา "คุรุทกษิณา"


เมื่อเสร็จพิธีนี้แลวก็เปนอันเรียบรอย ร่ําลาครูอาจารยกลับบานได
2. คฤหสถาศรม เปนชวงระยะที่ 2 แหงชีวิต กลาวคือเมื่อสําเร็จการศึกษาออกมาแลว ก็มา
ชวยแบงเบาภาระจากบิดามารดาดวยการชวยทํางาน และจัดแจงพิธีสมรสเพื่อรักษาวงศตระกูลใหมั่นคง
ยืนนานตอไป กับทั้งยางกาวเขาสูความเปนคฤหัสถ หรือฆราวาส แลวเขาจัดการงานไปตามวรรณะของตน
เพื่อแกการครองชีพตอไปเปนระยะเวลานานอีกประมาณ 25 ป (คือตอจากพรหมจรยาศรมไปจนถึงอายุ
ประมาณ 50 ป) หรือจนถึงบุตรธิดาของตนเปนคฤหัสถไปแลว ดังนั้นทานจะเห็นไดวาเขาทําทุกสิ่งทุก
อยางโดยมีวรรณะและธรรมะเปนหลักอยางแนนแฟน
3. วานปรสถาศรม เปนชวงระยะที่ 3 แหงชีวิต กลาวคือเมื่อบุตรธิดาไดสําเร็จการศึกษา
ออกไปเปนคฤหัสถแลว ตัวบิดามารดาผูชราก็ควรจะยกทรัพยสมบัติมอบใหแกบุตรธิดา แลวตนเองก็
ออกไปอยูที่อาศรมอันตั้งอยูในปาเพื่อเสียสละอุทิศกําลัง รางกายของตนออกทํางานใหแกสังคมสวนรวม
ดวยการเปนครูอาจารยทําหนาที่ใหการศึกษา และนึกคิดแตในทางที่จะทําใหสังคมเจริญ แลวก็
ปฏิบัติการใหเปนไปตามนั้น สําหรับสตรีถาไมมีความประสงคจะไปอยูในอาศรมในปากับสามี ก็อาจจะอยู
กับบุตรธิดาตอไปได สวนผูใดที่ไมตองการจะออกไปอยู ณ อาศรมในปา ก็อาจจะอยูที่บานได แตตอง
บําเพ็ญกิจเพื่ออุทิศตนใหแกสังคมตอไปจนกวาจะมีอายุถึง 75 ป
4. สนยสตาศรม เปนระยะสุดทายแหงชีวิต คืออายุยางเขา 75 ป ผูชราในวัยนี้ยอมรูสึกไดดวย
ตนเองวาตนมีอายุมากแลว เพราะฉะนั้นก็พาตนเองเขาสูสนยสตาศรม คือบวชเปนสันยาสีเสียในอาศรม
นี้ บําเพ็ญสมาธิ และพยายามแสวงหาโมกษธรรมหรือความจริงวาตนเองเปนใคร? พระพรหมคือใคร?
ในโลกนี้มีสารวสตุอะไรบาง? ฯลฯ เมื่อไดคําตอบสําหรับตนเองแลว ก็เผยแพรใหคําตอบนั้นไดเปนที่รูกัน
ไปทั่ว ๆ โดยถือวามนุษยทั้งปวงเปนประดุจสมาชิกในครอบครัว(บริวาร)ของตนเอง และในทํานอง
เดียวกันก็เปน อนส (สวนหนึ่ง) ของพระพรหมดวย สรุปก็คือวาในอาศรมที่ 4 นี้ เหมือนกับอาศรมที่หนึ่ง
มากเหลือเกินเพียงแตวาไมมีการเรียนเหมือนอยางอาศรมที่ 1 เทานั้น หากมีจินตนาการหรือการ
เขาสมาธิมาบรรจุอยูแทนที่

อาศรมทั้ง 4 นี้ หากจะตีความอีกอยางหนึ่งก็ยอมไดวา


1. ศึกษากาล ไดแก พรหมจรยาศรม หมายถึงเปนเวลาแหงการกระทําเพื่อตนเอง คือ การเลา
เรียน
2. บริวารกาล ไดแก คฤหสถาศรม หมายถึงเปนเวลาแหงการกระทําเพื่อครอบครัว
31

3. สังคมกาล ไดแก วานปรสถาศรม หมายถึงเปนเวลาแหงการกระทําเพื่อสังคมและประเทศชาติ


4. วิศวกาล ไดแก สนยสตาศรม หมายถึงเปนเวลาแหงการกระทําเพื่อมนุษยชาติทั้งปวง
วรรณคดีพระเวท 1 (Vedic Literature)
คัมภีรทางศาสนาของอินเดียที่ประกอบกันขึ้นเปนวรรณคดีพระเวทนั้น ประกอบดวยงานเขียน 4
ประเภท คือ
1. มันตระ
2. พราหมณะ
3. อารัณยกะ
4. อุปนิษัท

1. มันตระ (ภาษิต, บทเพลง, มนตร) จัดวาเปนคําประพันธที่เกาที่สุดของวรรณคดีพระ


เวท เปนคัมภีรของศาสนาพราหมณซึ่งตอมาพัฒนาเปนศาสนาฮินดู คัมภีรนี้ไมปรากฏผูแตงและเวลา
แตง สันนิษฐานวาเริ่มแตงขึ้นประมาณ 1500 ป กอนคริสตกาล และทองจําเลาสืบตอกันมาโดยไมมีการ
เขียน ตอมาไดมีการรวบรวมเขาดวยกัน
โคลงกลอนซึ่งประกอบเปนพระเวทนั้นใชสําหรับรองสรรเสริญบูชาเทวดาในพิธีบวงสรวงเทพยดา
ซึ่งคงจะเปนเทพยดาประจําเผา นอกจากนี้ยังใชทองบนในพิธีแตงงาน พิธีศพมันตระประกอบดวยคัมภีร 4
เลม คือ
ฤคเวท จัดวาเปนคัมภีรทางศาสนาที่เกาที่สุดในโลก รวบรวมเอาบทสวดแดเทพยดาตาง ๆ เขา
ไว คงจะเปนการรวบรวมบทสวดของเผาตาง ๆ เขาดวยกันจึงมีการกลาวถึงพระเจาหลายองค โดยมิได
ระบุอยางแนชัดวาองคใดเปนประมุขของทวยเทพ บทสวดเหลานี้จะถูกจดจําสืบตอกันมาหลาย ชั่วอายุคน
โดยไมมีการหลงลืมหรือบิดเบือน เนื่องจากความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมและความศักดิ์สิทธิ์ของคําสวดทุก
พยางค จนกระทั่งมาถึงเมื่อประมาณศตวรรษที่ 8 กอนคริสตกาลจึงมีการจดบันทึกฤคเวทลงเปนลาย
ลักษณอักษร คัมภีรฤคเวทนี้ถือวาเปนคัมภีรของพวกนักบวชอยางแทจริงเพราะ นอกจากจะเปนผูแตงขึ้น
แลวก็ยังเปนผูใชในการประกอบพิธีกรรมสังเวยเทพยดาอีกดวย

1
บทนี้คัดจากเอกสารประกอบคําบรรยาย วิชาอารยธรรมตะวันออก, ภาควิชาประวัติศาสตร,
มหาวิทยาลัยเชียงใหม : 123-125
32

สามเวท แตงขึ้นเพื่อรวบรวมบทสวดที่เลือกมาจากฤคเวท เพื่อประโยชนในการสวดเทานั้น จึง


ไมไดใหความรูเกี่ยวกับพวกอารยันนอกเหนือไปจากที่ฤคเวทไดใหไว
ยัชุรเวท คัมภีรนี้รวบรวมมนตรที่นักบวชประเภทหนึ่ง ตองทองบนในการประกอบพิธีกรรม ซึ่ง
ประพันธไวเปนทั้งรอยกรองและรอยแกว คัมภีรนี้เองที่เปนตนเคาใหแกคัมภีรพราหมณะเพราะ มีอยู
ดวยกันหลายฉบับ "ฉบับดํา" คือตัวมนตรกับคําอธิบายอยางสังเขปในการประกอบพิธี สวน "ฉบับขาว"
เปนการอธิบายอยางละเอียดถึงเนื้อหาแหงพิธีกรรม ตลอดจนเหตุผลที่อยูเบื้องหลัง การประกอบพิธีแตละ
ขั้นตอน "ฉบับขาว" นี้เรียกวา พราหมณะ (เขาใจวามาจากคํา พรหมะ ในฤคเวทซึ่งมีความหมายหนึ่งใน
หลาย ๆ ความหมายวา "สาระแหงการสวด" ดังนั้นผูทําการสวดจึงถูกเรียกวาพราหมณ)
ในบรรดาพระเวททั้งสามซึ่งบางทีเรียกวา ไตรเวท จะสะทอนใหเห็นถึงความคิดพัฒนาการของ
ความคิดในหมูอารยันชั้นสูง ซึ่งมีนักบวชเปนผูนํา แตเนื่องจากพวกอารยันมีหลายเผา จึงทําใหบางกลุม
ไมยอมรับความเชื่อที่ปรากฏในฤคเวท นอกจากนี้การที่พวกอารยันอพยพเขามาอยูในดินแดนของชนชาติ
อื่น ยอมเปนธรรมดาอยูเองที่จะตองปรากฏลักษณะความเชื่อของผูคนดั้งเดิมอยูบาง จะถือเอาไตรเวทเปน
ตัวแทนของความเชื่อทั้งหมดไมได ดังนั้นคัมภีรเลมสุดทายของมันตระคือ อาถรรพเวท นี้จึงมีความสําคัญ
ตอประวัติศาสตรดวยเหตุดังกลาว
อาถรรพเวท รวบรวมขึ้นหลังฤคเวท บรรจุเรื่องราวของการสาปการเศก การทองมนตรที่เปนคํา
ประพันธ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความเชื่อผีสางเทวดาแบบงาย ๆ และเรื่องไสยศาสตรที่ไมลึกซึ้ง
เหมือนอยางเรื่องราวที่ปรากฏในฤคเวท จึงเหมาะสําหรับคนที่มีระดับวัฒนธรรมต่ํากวาคนที่เชื่อใน
ฤคเวท เขาใจวาอาถรรพเวทสะทอนใหเห็นถึงความเชื่อของประชาชนสวนใหญ จึงมีรองรอยของ
วัฒนธรรมที่ไมใชอารยันผสมผสานอยูอยางมาก
2. พราหมณะ ปลายสมัยพระเวทความสําคัญของตัวพิธีกรรมสังเวยเทพยดามีมากขึ้น ในขณะที่
ตัวเทพยดากลับลดความสําคัญลง จึงเกิดคัมภีรเพื่ออธิบายความหมายของพิธีกรรมตาง ๆ ที่ปรากฏใน
พระเวท คัมภีรพราหมณะแตงขึ้นราว 800-600 ป กอน ค.ศ. ซึ่งยังเปนผลงานของนักบวช (พราหมณ)
ดังนั้น จึงสอดคลองกับหลักการใหญ ๆ ของพระเวท คือ เนนการกระทําสังเวยแกเทพยดา อยางไรก็ตาม
คัมภีรพราหมณะก็ไดสะทอนใหเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในความคิดเกี่ยวกับศาสนาอยูเหมือนกัน
3. อารัณยกะ หรือหนังสือคําสอนสําหรับใชในปา ซึ่งเปนภาคผนวกของพราหมณะ มีภาษา
สํานวนและแมแตเนื้อความคลายกับพราหมณะ แตใหความสนใจแกความหมายของพิธีกรรมและ
ความหมายในสัมหิตามากกวาพราหมณะที่สนใจแตกฎเกณฑของการประกอบพิธีกรรม
33

4. อุปนิษัท ในปลายสมัยพราหมณะ ความเชื่อทางศาสนาของพวกพราหมณไมเปนที่เพียงพอ


แกสภาพของประชาชนอินเดีย ซึ่งไดผานความเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง และสังคมไปมากแลว
ความไมรูสึกเพียงพอตอคําอธิบายทางศาสนาในพระเวท และพราหมณะนี้ทําใหอินเดียกาวเขาสูยุคหนึ่ง
ของการคิดคนทางดานศาสนาที่ยิ่งใหญที่สุดของโลก คัมภีรอีกประเภทหนึ่งเริ่มปรากฏขึ้นเรียกวา
อุปนิษัท ความสนใจของคัมภีรประเภทนี้มิใชอยูที่พิธีสังเวยอีกตอไป แตอยูที่การคิดคนหาทางอภิปรัชญา
อยางลึกซึ้ง โดยเฉพาะการคนหาทางแหงความหลุดพนโดยสิ้นเชิงจากการเวียนวายตายเกิด ในสมัย
นี้มีคนจํานวนมากออกกระทําทุกขกริยา หรือมิฉะนั้นก็ออกไปแสวงหาสมณธรรมตามปาเขา โดยตัวคน
เดียวบางเปนหมูคณะบาง แลวเที่ยวประกาศคําสอนอยางใหมในที่ตาง ๆ คําสอนนี้แมวาจะมีความสําคัญ
ตางไปจากพระเวท แตก็หาไดปฏิเสธพระเวทยังไมยอมรับความสําคัญของ พิธีกรรมสังเวยเทพยดาของ
พราหมณอยู เปนแตเพียงไมเห็นวาจะเปนชองทางนําไปสูความหลุดพนเทานั้น คําสอนของอนาคาริกหรือ
ของเรียกงาย ๆ ในที่นี้วาฤษีเหลานี้รวมเรียกวาอุปนิษัทซึ่งแปลวาการเขามานั่งใกล (เพื่อรับการสอน)
อุปนิษัท ที่แตงรุนแรก ๆ เปนรอยแกว อธิบายคําสอนอยางสั้น ๆ ดวยบทสนทนาซักถาม
อุปนิษัทรุนหลังแตงเปนคําประพันธก็มี ถึงแมอุปนิษัททั้งหลายไมเกี่ยวเนื่องกันเอง (เพราะรวบรวมจากคํา
สอนของคนหลายกลุม) และไมมีเอกภาพแตมีสาระสําคัญตรงกันในดานคําสอนดังจะอธิบายขางหนา
คัมภีรทั้ง 4 ประเภทที่กลาวนี้เรียกวาศรุติ คือไดยินไดฟงมา (หรือนิมิตจากเทพ) จึงมีความ
ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ยังมีคัมภีรอีกประเภทหนึ่งซึ่งสวนใหญแตงขึ้นในภายหลังจากยุคพระเวท แตถือเปนสวนตอ
ของพระเวทจึงเรียกวาเวทางค (คือสวนแหงเวทะ) เวทางคเปนเรื่องของความรูอันจะเปนประโยชนตอ
การศึกษาวรรณคดีพระเวทสวนที่เปนศรุติ แตไมถือวาศักดิ์สิทธิ์เทาเรียกวา สัมฤติ(คือจดจํากันตอ ๆ มา
แปลตามศัพทวาระลึกได) วิชาที่จัดอยูในเวทางคคือ ศึกษา (สัททศาสตร) กัลปะ (พิธีกรรม) วยากรณะ
(ไวยากรณ) นิรุกตะ (รากศัพท) ฉันทะ (หลักคําประพันธ) และชโยติษะ (ดาราศาสตร) (Majumdar,
1967 : 47-52)
34