วิวัฒนาการเหรียญกษาปณไทย

ชนชาติไทยเริ่มรูจักใช เงินตรา เพื่อเปนสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมาตั้งแตพุทธศตวรรษที่ 6
ในสมัยอาณาจักรฟูนัน และสืบตอมาในสมัยอาณาจักรทวารวดี และศรีวิชัย แตละยุคสมัยมีการปรับเปลี่ยน
กันขึ้นมามีอํานาจ และมีการทําเงินตรารูปแบบตาง ๆ ขึ้นมาใชในยุคของตน จวบจนถึงสมัยอาณาจักร
สุโขทัยไดมีการทําเงินตราที่ทําขึ้นจากโลหะเงิน มีสัณฐานกลม เรียกวา เงินพดดวง ขึ้นใชเปนครั้งแรก
ภายหลังราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาสลายลง กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทรถือกําเนิดขึ้นตามลําดับก็ยังคง
ใชเงินพดดวงเชนครั้งกรุงเกา จนกระทั่งรัชกาลที่ 4 ไดเปดประเทศสยามสูอารยประเทศ จึงไดปรับเปลี่ยน
รูปแบบเงินตราใหเปนสากล นําไปสูการผลิตเงินตราในลักษณะเหรียญกลมแบนตามมาตรฐานสากลออกใช
เปนครั้งแรก ตอมาในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงไดมีการประกาศยกเลิกการใชเงินพดดวง นับแตนั้นเงินตราไทยจึง
คงรูปลักษณะเปนเหรียญกลมแบนตอเนื่องมาจวบจนปจจุบัน
วิวัฒนาการเหรียญกษาปณของไทยแบงออกเปน
เงินตราสมัยอาณาจักรฟูนัน (พุทธศตวรรษที่ 6 - 11)
เปนเหรียญลักษณะกลมแบน ดานหนึ่งเปนรูปพระอาทิตยครึ่งดวงแผรัศมีโดยรอบ
มี จุ ด ไข ป ลาคั่ น ระหว า งเส น รั ศ มี อี ก ด า นเป น รู ป พระศรี วั ต สะอยู ก ลาง ด า นขวามี บัณ เฑาะว ด า นซ า ยมี
สวัสดิกะ สวนตอนบนมีดวงอาทิตยกับดวงจันทร

เงินตราสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11 - 16)
เงินตราที่ใชในอาณาจักรนี้ มีลักษณะเปนเหรียญกลมแบน มีลวดลายตาง ๆ กัน
เชน ธรรมจักร สังข แพะ ปูรณกลศ และจารึกอักษรโบราณ เปนตน

เงินตราสมัยอาณาจักรศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13 - 18)
เงินที่ใชในสมัยนี้ ไดแก เงินตรานโม เงินดอกจันทร ซึ่งมีลักษณะเปนเม็ดกลมแบนทํา
ดวยโลหะและทองคํา
เงินนโม ดานหนึ่งมีรองเล็ก ๆ ผากลาง อีกดานมีอักษรสันกฤตวา “น” พบที่จังหวัด
นครศรีธรรมราช และสุราษฎรธานี
เงินดอกจันทร มีสัญลักษณดานหนึ่งเปนรูปสี่แฉก คลายดอกจันทร และอีกดานหนึ่งมี
อักษรสันกฤตวา “วร” ซึ่งแปลวา ประเสริฐ

เงินตราสมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. 1781 - 1981)
เงินตราที่ใชในสมัยนี้คือเงินพดดวงซึ่งชาวสุโขทัยผลิตขึ้นใชเอง ทําดวยแทง
โลหะเงินปลายแหลมงอจรดกัน ตราที่ใชตีประทับมีหลายตรา เชน ตราจักร ตราราชสีห ตราราชวัตร
เปนตน นอกจากนี้ ยังใช “เบี้ย” เปนเงินปลีก สําหรับแลกเปลี่ยนสินคาราคาต่ํา

เงินตราสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893 - 2310)
ในสมัยนี้ยังคงใชเงินพดดวงเปนเงินตรา แตหลวงผูกขาดในการผลิตเงินพดดวง
ในสมัยนี้คลายเงินพดดวงในสมัยสุโขทัยแตตรงปลายขาที่งอจรดกันไมแหลมเหมือนเงินพดดวงสุโขทัย
ตราที่ประทับสวนใหญเปนตราจักรและตราประจํารัชกาล เชน ครุฑ ชาง ราชวัตร พุมขาวบิณฑ
เปนตน

เงินตราสมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2310 - 2325)
ในสมัยนี้สันนิษฐานวามีการผลิตเงินพดดวงขึ้นใชเพียง 2 ชนิด คือ เงินพดดวง
ตราตรีศูล และตราทวิวุธ

เงินตราสมัยกรุงรัตนโกสินทร
ในป พ.ศ.2325 พระบาทสมเด็ จ พระพุ ท ธยอดฟ า จุ ฬ าโลกทรงย า ยเมื อ งหลวงจาก
กรุงธนบุรีมาอยูฝงตรงขาม คือ กรุงเทพมหานคร และสถาปนาราชวงศจักรีขึ้น เงินตราที่ใชในยุคตน ๆ
ยั ง คงใช เ งิ น พดด ว ง จนกระทั่ ง สมั ย รั ช กาลพระบาทสมเด็ จ พระจอมเกล า เจ า อยู หั ว จึ ง มี ก ารผลิ ต
เหรียญกลมแบนออกใชเปนเงินตรา
สมัยรัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2325 - 2352)
เงิ น พดด ว งในรั ช กาลนี้ เดิ ม ประทั บ ตราจั ก รและตราตรี ศู ล แต ห ลั ง จาก
บรมราชาภิ เ ษกแล ว ได โ ปรดเกล า ฯ ให ผ ลิ ต เงิ น พดด ว งประจํ า รั ช กาลประทั บ ตราประแสงจั ก รบัวอุณาโลม

สมัยรัชกาลที่ 2 (พ.ศ. 2352 - 2367)
ตราที่ ป ระทั บ บนเงิ น พดด ว ง คื อ ตราจั ก รและตราครุ ฑ สั น นิ ษ ฐานว า ตราครุ ฑ
มาจากพระนามเดิมของรัชกาลที่ 2 คือ “ฉิม” ซึ่งเปนวิมานของพญาครุฑ

สมัยรัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2367 - 2394)
ตราปราสาทเปนตราประจําพระองครัชกาลที่ 3 ผลิตเมื่อพระองคเสด็จเถลิงถวัลยราช
สมบัติในป พ.ศ. 2367 นอกจากนี้ยังมีการผลิตเงินพดดวงเปนที่ระลึกในโอกาสสําคัญ ๆ ประทับตรา
ตาง ๆ เชน ดอกไม ครุฑเสี้ยว ใบมะตูม และเฉลว เปนตน

สมัยรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394 - 2411)
ในต นรั ชกาล เงินตราที่ใ ชยั งคงเปนเงินพดดว งอยู ตราที่ ประทับคือตราจักรและ
ตรามงกุฎ ตอมาเมื่อมีการคาติดตอกับตางประเทศเพิ่มขึ้นทําใหเงินพดดวงผลิตไมพอใช และมีผูทําเงิน
ปลอมมาก จึงมีการเปลี่ยนรูปเงินตราจากเงินพดดวง มาเปนเงินเหรียญกลมแบนอยางที่เปนอยูใน
ปจจุบัน

สมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 - 2453)
ในสมัยนี้มีการใชเงินเหรียญแบนแทนเงินพดดวงซึ่งไดประกาศยกเลิกเมื่อวันที่ 28
ตุลาคม พ.ศ.2477 แต ยั งมีการผลิต เงิน พดดว งที่ระลึก รวม 2 โอกาส คื อ พดด ว งตราพระเกี้ ย ว และ
พดดวงตราชอรําเพย ในป พ.ศ. 2441 มีการเปลี่ยนมาตราเงินจากระบบหนวยที่เรียกตามน้ําหนัก คือ ชั่ง
ตําลึง บาท สลึง เฟอง มาเปนระบบทศนิยม โดยกําหนดให 100 สตางค เปน 1 บาท นอกจากนี้ยังมีการ
นําออกใชเหรียญสตางครู ราคา 10, 5 และ 1 สตางค ดวย

สมัยรัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453 - 2468)
ในช ว งต น รั ช กาลยั ง คงใช เ หรี ย ญที่ ผ ลิ ต ในรั ช กาลที่ 5 ต อ มาในป พ.ศ.2456 จึ ง
โปรดเกลาฯ ใหผลิตเหรียญเงินหนึ่งบาทประจํารัชกาล เปนเหรียญตราพระบรมรูป -ไอราพต

สมัยรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468 - 2477)
ในรั ช กาลนี้ มี ก ารผลิ ต เหรี ย ญหมุ น เวี ย นออกใช ไ ม ม ากนั ก เนื่ อ งจากอยู ใ นภาวะ
เศรษฐกิ จ ตกต่ํ า เหรี ย ญประจํ า รั ช กาลที่ นํ า ออกใช เ ป น เหรี ย ญชนิ ด ราคา 50 และ 25 สตางค
ตราพระบรมรูป - ชางทรงเครื่อง

สมัยรัชกาลที่ 8 (พ.ศ. 2477 - 2489)
เหรี ย ญประจํ า รั ช กาลที่ ผ ลิ ต ออกใช ห มุ น เวี ย น เป น เหรี ย ญตราพระบรมรู ป พระครุฑพาห ชนิดราคา 50, 25, 10 และ 5 สตางค มี 2 รุน คือ รุนแรกมีพระบรมรูปขณะทรงพระเยาว
รุนที่ 2 เปนพระบรมรูปเมื่อครั้นเจริญพระชนมพรรษา

เหรียญกษาปณไทยในรัชกาลปจจุบัน
ในรัชกาลปจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีดานตาง ๆ ในการผลิตเหรียญกษาปณอยาง
ต อเนื่อ ง ตั้ งแตเ นื้ อ โลหะ การออกแบบลวดลายบนเหรีย ญ ความสะดวกและคงทนต อ การใช ง าน
ตลอดจนการปองกันการปลอมแปลง เหรียญกษาปณในรัชกาลนี้ แบงได 2 ประเภท ไดแก
1. เหรียญกษาปณหมุนเวียน ในปจจุบันมี 8 ชนิดราคา คือ 1 สตางค 5 สตางค 10
สตางค 25 สตางค 50 สตางค 1 บาท 5 บาท และ 10 บาท แตที่ใชโดยทั่วไปมี 5 ชนิดราคา คือ 25
สตางค - 10 บาท สวน 1 - 10 สตางค ใชในทางบัญชีเทานั้น

2. เหรี ย ญกษาปณ ที่ ร ะลึ ก ได มี ก ารผลิ ต ขึ้ น เพื่ อ บั น ทึ ก เหตุ ก ารณ สํ า คั ญ ต า งๆ
อันเกี่ยวของกับสถาบันชาติศาสนา พระมหากษัตริย หรือเหตุการณระหวางประเทศ มีหลากหลายชนิด
ราคา นอกจากนี้การผลิตเหรียญกษาปณที่ระลึกยังนิยมผลิตเปนเหรียญประเภทขัดเงาซึ่งผลิตขึ้นดวย
ความปราณีตเนนคุณภาพและความสวยงาม เหมาะแกการเก็บสะสม

เงินตรารวมสมัย
นอกจากเงินตราที่กลาวมาขางตน ยังมีเงินตราที่พบวาใชอยูตามภาคตาง ๆ ของ
ประเทศไทยตั้งแตสมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทรตอนตน เงินตราดังกลาวคือ
เงินตราสมัยอาณาจักรลานนา (พ.ศ. 1893 - 2101)
สันนิษฐานวาชาวลานนาใชเงินกอนของจีนที่เรียกวา “เงินไซซี” เปนรูปอานมา
ขนมครก และเรือสําเภา ฯลฯ สวนเงินทองถิ่นมีรูปตางๆ กัน คือ เงินเจียง เงินใบไม เงินทอก ฯลฯ

เงินตราสมัยอาณาจักรลานชาง (พ.ศ. 1896 - 2237)
อาณาจักรลานชางใชเงินฮาง ทําดวยเนื้อเงินบริสุทธิ์รอยละ 98 ลักษณะคลายราง
หญามาหรือรางขาวหมู เงินฮอย ทําดวยเนื้อเงินผสมทองแดงและทองเหลืองมีรูปรางคลายเรือชะลา ซึ่ง
สะทอนใหเห็นวา ลานชางมีการคาขายทางเรือโดยอาศัยลําน้ําโขง นอกจากนี้ ยังมีเงินตูและเงินลาด

เงินตราในอาณาจักรภาคใต (พุทธศตวรรษที่ 21 -25)
ดินแดนทางภาคใตของสุวรรณภูมิ ซึ่งปจจุบันคือ จังหวัดปตตานี ยะลา นราธิวาส
พัทลุง และสุราษฎรธานี มีการผลิตเงิน “อีแปะดีบุก” ทําดวยตะกั่วผสมดีบุก มีลักษณะคลายกิ่งไม เมื่อ
ตองการใชก็หักเหรียญออกจากกิ่ง

บทสรุปเกี่ยวกับเหรียญ
กรมธนารักษไดผลิตเหรียญขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเหรียญกษาปณที่ระลึกที่ผลิต
ขึ้นเพื่อบันทึกเหตุการณสําคัญตางๆ อันเกี่ยวของกับสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย หรือเหตุการณ
ระหวางประเทศ ปจจุบันเหรียญกษาปณที่ระลึกมีหลากหลายชนิดราคา ชนิดราคาต่ําสุด คือ 1 สตางค
สูงสุด คือ 9,000 บาท นอกจากนี้ การผลิตเหรียญกษาปณที่ระลึกยังนิยมผลิตเปนเหรียญประเภทขัดเงา
ซึ่งผลิตดวยความปราณีต เนนคุณภาพและความสวยงามเหมาะแกการเก็บสะสม เหรียญกษาปณที่ระลึก
ที่ผลิตขึ้นเปนเหรียญแรกในรัชกาล คือ เหรียญกษาปณที่ระลึกเสด็จนิวัติพระนคร พ.ศ.2504 สําหรับ
เหรียญกษาปณที่ระลึกชนิดขัดเงา ประเทศไทยสามารถผลิตขึ้นไดเองในป พ.ศ.2525 คือ เหรียญกษาปณ
ที่ระลึกในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร 200 ป
นอกจากนี้ กรมธนารักษยังไดรวมกับองคการตางประเทศผลิตเหรียญกษาปณที่
ระลึกในโอกาสตางๆ เชน ที่ระลึกปเด็กสากล ที่ระลึกปคนพิการสากล และที่ระลึกอนุรักษสัตวปา ฯลฯ
ซึ่งไดผลิตเปนเหรียญกษาปณที่ระลึกประเภท piedfort ดวย