1

ศาสนสัมพันธ
บทนํา
ณ เวลานี้เราตองการศาสนสัมพันธ เพราะถามองดูเหตุการณความรุนแรงตาง ๆ มากมายมักอางถึง
เรื่องของศาสนาเกิดขึน้ แทบทุกวัน ความจริงแลวเหตุผลอาจจะเปนทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม แตหลาย
ครั้งศาสนาถูกยกมาอางมาเปนเหตุผลในเหตุการณความรุนแรงที่เกิดขึ้น
นอกจากพวกคลั่งลัทธิศาสนา
สามารถยุยงใหเกิดความรุนแรงดวยตนเอง
ในอีกดานหนึ่งผูนับถือศาสนาทุกศาสนาเชื่อมั่นวาศาสนาที่
แทจริงไมสามารถสอนความรุนแรงใหแกศาสนิกชนของตนเองได แตเปนสันติภาพและความกลมเกลียว
กัน ทุกศาสนาไดอุทิศตนเองในการสรางมนุษยที่มีเสรีภาพและความยุติธรรม
มิตรภาพและสันติสุข
เพราะฉะนั้นในโลกที่มีหลายศาสนา เราสามารถสรางสิ่งเหลานี้ไดดวยความรวมมือกันและการเสวนากัน
พระสันตะปาปา ยอหน ปอล ที่ 2 คือผูที่อุทิศตนในการเสวนาและในรวมมือระหวางศาสนาตาง ๆ
มากมาย มีหลายครั้งที่พระองคไดเชิญผูนําศาสนาอื่น ๆ มาพรอมกันสวดภาวนาเพื่อสันติภาพ เชนที่เมืองอัส
ซีซี และสภาพระสังฆราชแหงเอเชียไดนําเสนอความกลมเกลียวกันเปนสวนหนึ่งในพันธกิจในเอเชียและได
แนะนําใหใชศาสนาสัมพันธเสมือนหนึ่งวาเปนวิธีเดียวที่สามารถบรรลุถึงเปาหมายได
สวนใหญแลว การทําศาสนสัมพันธยังไมไดกลายเปนวิธีชีวิตสําหรับของเรา เราไดถูกตรึงกับ
บรรยากาศของความรุนแรงที่เหนือกวา เราถูกชี้นําดวยทัศคติที่เขาใจผิดและความมีอคติ ถึงแมวาเรา
ปรารถนาที่จะทําการเสวนา แตเราไมรูวาความจริงคืออะไร เกี่ยวของกับอะไรและทําอยางไรจะเกิด
ผลสําเร็จอยางดี มีหลายรูปแบบและหลายทฤษฎีและหลายวิธีปฏิบัติในการทําศาสนสัมพันธ
หลายครั้งเรามองวาการเสวนานั้นเปนงานเฉพาะผูเชี่ยวชาญเทานั้น แต Sekhar Vincent ได
เสนอแนะแนวทางวา ไมใชเฉพาะผูเชีย่ วชาญเทานั้นที่นําเสนอหัวขอและปญหาของการเสวนา ในทาง
ปฏิบัติแลว เราตองฝกตัวเราและคนอื่นสําหรับการเสวนาดวยถาเราอยากอยูด วยกันในสังคมอยางมีความสุข
ความหลากหลายทางศาสนาเปนพื้นฐานของประสบการณและความจริงของมนุษย ซึ่งเปนกฎแหงชีวิต นี่
คือสิ่งเดียวที่ชใี้ หเห็นถึงความไมมีขอบเขตจํากัดของพระเจาและความมีขอบเขตจํากัดของมนุษย จากการที่
มีศาสนามากมาย ทําใหมนุษยไดพบกับพระเจาหลาย ๆ ทาง และ หลาย ๆ ครั้งในประวัติศาสตรรหัสธรรม
ของพระเจาไดเผยแสดงตัวเองผานทางวิถีทางของศาสนาตาง ๆ ศาสนสัมพันธเปนแนวทางทีแ่ จงชัดวา
มนุษยสามารถรับรู และแลเห็นรหัสธรรมได แนนอนที่สุดเราสามารถกลาวไดวา พระองคไดปรากฏองค
ในประวัติศาสตรและหลายวิธีทางใหแกลูก ๆ ของพระองค เพราะฉะนั้นความหลากหลายก็เปนจุดเริ่มตน
ของการเรียนรูแ ละการมีปฏิสัมพันธกับศาสนาอื่น ๆ1
บางคนมีความรูสึกออนไหวงายและเหตุผลหลายอยางในการที่จะพูดถึงศาสนา มีศาสนาเปนจํานวน
มาก มีวิธีไดรับความรอดพนหลายทาง หลายคนมีความเชื่อวาความหลากหลายทางศาสนาเปนสาเหตุหลัก
และความขัดแยง และเสียใจในความแตกแยกในความเชือ่ และการปฏิบัติ และในเวลาเดียวกันก็ปรารถนาที่
จะกําจัดหรือละทิ้งไปความหมาลกหลายนั้นไป
1

Guidelines for Interreligious Dialogue, 19989 no.25

2

โดยทั่วไปแลวประชาชนยังไมเขาใจความหลากหลายของศาสนา ความเชื่อและการปฏิบัติ มันเปน
ปญหาใหญ
ในปจจุบันการการใชศาสนาในทางทีผ่ ิดดวยแรงจูงใจในการเห็นแกตวั ไดเกิดความเสียหาย
มากมาย
และพวกเขาไมกลาที่จะพูดถึงเรื่องศาสนา
ในทํานองเดียวกันเราอยูกับความแตกตางทาง
วัฒนธรรม ซึ่งมันเปนโครงสรางความแตกตางของสังคม แนวคิดและแบบอยาง
ดร.เซบาสเตียน ไดกลาวไวในเอกสารทางเทววิทยาของสมาพันธสภาพระสังฆราชแหงเอเซียวา "
ความหลากหลายใชเปนเรื่องที่ตองเสียใจและกําจัดทิ้ง แตตองยินดีและสงเสริม มันเปนการแสดงออกถึง
ความความร่ํารวยและความเขมแข็ง การทดสอบความกลมเกลียวกันวางอยูบนฐานของการยอมรับความ
หลากหลายและความร่ํารวย ในความหลากหลายของศาสนานั้นมีคุณคาในตัวมันเอง ซึ่งเราตองรักษาและ
เคารพ ความหลากหลายเปนสัญลักษณของการเชื้อเชิญ เพราะวามันเปนโอกาสดีเยี่ยมสําหรับการปรุงแตง
การขามวัฒนธรรม และการเปลี่ยนแปลงระหวางวัฒนธรรมในตัวมันเอง2
แตละศาสนามีความเปนเอกภาพและแสดงออกถึงการเปดตัวของมนุษยตอพระเจา พวกเขาตอง
ไดรับการเคารพ ความอดทนทางศาสนาเปนคุณธรรมของชาวเอเซีย ไมไดหมายความวาความไมแตกตาง
ทางศาสนา ทําใหทุกศาสนาเสมอกัน ปราศจากการปฏิเสธความมีอยูของความรุนแรงและความขัดแยง เรา
ยังสามารถพูดไดวา บอยครั้งที่เอเซียแสดงออกความสามารถในการอยูอาศัยดวยกัน และการเปดตัวตอ
ธรรมชาติ เพื่อเกิดการปรุงแตงทามกลางความหลากหลายของศาสนาและวัฒนธรรมของประชาชน
ศาสนาเปนแหลงแหงความร่าํ รวยและพลังของความเปนหนึ่งเดียวกัน เปนแหลงทีย่ งิ่ ใหญของแรง
บันดาลใจและการเอาอยาง ทุกศาสนามีเอกภาพและความเปนหนึ่งเดียว ศาสนาบํารุงซึ่งกันและกัน สราง
ชุมชนที่แตกตางใหสมบูรณและใหความแตกตางเปลี่ยนเปนจุดของความเปนหนึ่งเดียวกัน3
แตยังมีปญหาหลักบางประการที่เรายังเขาไมถึงแกน เชน กฎระเบียบ และ หลักการทางเทววิทยา
คําตอบที่สรางความเขาใจผิดและเปนอุปสรรค เชน เราจะเขาใจความแตกตางของศาสนาไดอยางไร มัน
เหมือนกันหรือตางกัน มันเทาเทียมกันหรือเหนือกวากัน หรือมีลําดับขั้น ศาสนาของเรามีความเปนเอกภาพ
ในบางอยางทีศ่ าสนาอื่นไมมี เมื่อมีหลายศาสนาเราจะรอดไดอยางไร ศาสนาไดไขแสดงความรหัสธรรม
และความจริง สิ่งสูงสุดและ พระวาจาอยางเดียวกันหรือไม มีคําถามดานเทววิทยาในการเขาถึงคําตอบดวย
วิธีที่หลากหลาย มีการพูดคุยหรืออภิปรายกันไดหลาย เชน ปรากฏการณ ปรัชญา รหัสธรรมล้ําลึก เสรี
นิยม และ ความเชื่อดั้งเดิม4

2

Depuis, Jacque, Toward a Christian Theology of Religious Pluralism, New York,
ORBIS, 1997 p. 198
3
Chia Edmund, Ecclesia in Asia, 2001 p. 26
4
Indian Theology Association, Religious Pluralism and Indian Christian Perspective,
Delhi, ISPCK, 1991, 347-348

3

บทที่ 1 ความเขาใจในเรื่องศาสนาสัมพันธ
1.1 คําและความหมาย
คําวาศาสนสัมพันธและเสวนา เปนคําที่เราไดยนิ และไดใชในการสรางความเขาใจและความรวมมือ
อันดีกับพีน่ องศาสนาและนิกายอื่น ๆ ซึง่ ที่จริงแตละคํามีความหมายในตัวมันเองแลวแตเราจะใชในโอกาส
ใด ซึ่งเราสามารถอธิบายความแตกตางไดดังนี้
1.1.1 การเสวนา (dialogue) เปนปฏิสัมพันธระหวางพระศาสนาจักรคาทอลิกกับศาสนา นิกาย
วัฒนธรรม ลัทธิการเมืองหรือแนวความคิดทางดานสังคม การเมือง การปกครอง เปนคําที่กินความกวาง
ซึ่งบางครั้งใชแทนคําวาศาสนสัมพันธ (Interreligious dialogue) การเสวนานี้มีความหมายแรกคือ การเจรจา
การสนทนา แตความหมายไมหยุดอยูแคนนั้ ยังรวมถึงการทํางานรวมกันในดานตาง ๆ อีกดวย
1.1.2 ศาสนสัมพันธ (Interreligious dialogue) เปนคําทางการบงบอกถึงกระบวนการและ
เปาหมาย เปนการระบุเฉพาะเจาะจงวาเปนความสัมพันธระหวางศาสนาและลัทธินิกายตาง ๆ ไมรวมถึง
ลัทธิการเมือง วิทยาศาสตรหรือทางโลก เปนคําที่สะทอนถึงความเกีย่ วของเชื่อมโยงกับกันระหวางศาสนา
ตาง ๆ วามีความสัมพันธในลักษณะทีต่ องการความสามัคคี มิไดมุงหมายเพื่อผสมผสานลัทธิคําสอน 5
นอกจากนั้นบาทหลวง พิชิต ศรีออน ไดอธิบายศาสนสัมพันธวา เปนความสัมพันธระหวางบุคคล อันเกิด
จากความเคารพนับถือบุคลิกของอีกฝายหนึ่ง ในฐานะที่เคยสนิทสัมพันธกันมากอน เพื่อใหเกิดสามัคคี
ธรรมอันใกลชิดสนิทสนมกันมากขึ้น และลึกซึ้งมากกวาและเพื่อผลประโยชนของกันและกัน
จึงกลาวไดวา ศาสนสัมพันธหมายถึง การติดตอ การเสวนา รวมทั้งความสัมพันธทางบวกและ
สรางสรรคระหวางศาสนา แบบบุคคลตอบุคคลและแบบหมูคณะตอหมูคณะของผูที่มีความเชื่อตางกัน เพื่อ
ทําใหเกิดความเขาใจซึ่งกันและกัน โดยกระทําไปในบรรยากาศของความเคารพตอความจริงและอิสรภาพ
รวมทั้งการเปนพยายยืนยันและการออกคนหาความเชื่อในศาสนาของตน (Ignatius, 2009)
1.1.3 คริสตสัมพันธ (Ecumenism) เปนการระบุเฉพาะเจาะจงถึงการทําศาสนสัมพันธระหวาง
ศาสนาคริสตนิกายตาง ๆ
คําวาการเสวนา (Dialogue) ใชครั้งแรกในสมณสาสน Ecclesiam Suam) โดยพระสันตะปาปา ปอล
ที่ 6 (1964) ไดกลาวถึงสิ่งที่อยูเหนือกวาการเสวนา ซึ่งเราพบในทุกแผนการของพระเจา โดยธรรมชาติแลว
ศาสนาเปนความสัมพันธระหวางมนุษยกบั พระเจา
จุดประสงคของการเสวนาของพระศาสนจักรมีสอง
อยางคือ คือการติดตอกับมนุษยผานทางพระคริสตเจาในพระจิตเจา เปนการเสวนาระหวางมนุษยกับพระเจา
ซึ่งใชคําวาการเสวนาเพื่อความรอดพน ( Dialogue of Salvation) การเสวนาเขาใจไดหลายทาง ในอันดับ
แรกการติดตอสัมพันธระหวางบุคคลหรือกลุม อันที่สองคือความสัมพันธระหวางบุคคล นําไปสูความสนิท
สนม ซึ่งควบคุมโดยทัศนคติของการเคารพ ความเปนมิตร ในสิ่งที่พูดและกระทํา
5

91-95

ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ ศาสนสัมพันธตามแนวทางของคาทอลิก บริษัท พี.ที.เอ เบสทซัพพลาย จํากัด กรุงเทพฯ 2001:

4

บริบทของความแตกตางทางศาสนา การเสวนาคือ ทัศนคติและกิจการการอุทิศตนของผูนับถือ
ศาสนาตาง ๆ ปรารถนาที่จะพบ รวมมือ และยอมรับกันและกัน ในบรรยากาศของการเคารพและความ
ไววางใจ พวกเขาไดแบงปนในแงมุมตาง ๆ ของศาสนา เชนความผิด ความสงสัย ความกลัว แรงบันดาล
ใจและความเขากันและกัน
การเสวนาไมไดหมายถึงความเฉพาะการแบงปนประสบการณและแนวคิด
เทานั้น แตเปนการเริ่มตนกิจการธรรมดา แรงบันดาลใจในการอุทิศตนเองในศาสนาของตน เพื่อสราง
ความยุติธรรมในสังคมมนุษย
การเสวนาคือวิถีชีวิต เปนวิถีชีวิตที่เราแตละคนเจริญเติบโตขึ้นและหลอเลี้ยงคนเอง เปนหนทาง
ของความขัดแยง บางครั้งดวยการโทษตัวเอง บางครัง้ เปดตัวเอง การเสวนาเปนการแสวงหาชองวางที่
แทจริง เพราะวามีความแตกตางในคูสนทนา ในไปสูความประทับใจ การหลอเลี้ยง ดังนัน้ การเสวนา
กลายเปนเครื่องมือนําไปสูการเรียนรูแอยางแทจริง เปนการเรียนรูผูอื่น ความคิดริเริ่ม ศักยภาพของเขา ใน
กระบวนการเรียนรู คูเสวนาแสวงหากระบวรการเรียนรูในรากเหงาของศาสนาของตนเอง และเปดทอน้ํา
ของคนอื่นเพือ่ ที่เราจะไดคนพบมุมมองใหม ๆ ดังนัน้ การเสวนาเปนการตื่นตัวฝายจิต นําไปสูค วามเปน
หนึ่งเดียวกับผูอ ื่นอยางลึกซึ้ง
พระศาสนจักรรับเอาการเสวนาเปนหนทางใหมในการเปนประจักษพยานของพระคริสตเจา มัน
ไมไดแสวงหาหรือรวมทุกสิง่ แตในสิ่งทีเ่ กี่ยวของกับคาทอลิกอยางแทจริง ในความประทับใจกับพระพร
ในคนอื่นหรือความพรอมในการที่จะทํางานกับคนอื่น สําหรับมนุษยและมากกวานัน้ เพื่อพระเจา การ
เสวนาเปนแนวคิดและรูปแบบของพระศาสนาจักรในการแพรธรรม พระศาสนจักรชวยเหลือลูก ๆ ของตน
โดยการรับรู
การรักษา สงเสริมความร่ํารวยฝายจิตและศีลธรรมที่พบในชุมชนและวัฒนธรรมของ
ประชาชน พวกเขาตองเปนประจักษพยานทั้งความเชือ่ และการดําเนินชีวิต ศาสนสัมพันธมีลักษณะเปน
"กระบวนการ "6 สรุปไดดังนี้
ก) เปนกระบวนการพูดและฟง การใหและการรับ แสวงหาและแบงปน
ข) เปนการเปดตัวเองรับรูป ระสบการณทางศาสนาของผูอื่น และแลกเปลี่ยนประสบการณทาง
ศาสนา จะไมพูดถึงเนื้อหาแทของศาสนา
ค) อยูบนพืน้ ฐานของความเทาเทียมกัน
จ) อยูบนพื้นฐานของความจริงและไววางใจ
ฉ) ยอมรับความจริงขอผิดพลาดของตนเองในอดีตและปจจุบัน
ช) เปนพยานถึงศาสนาของตนดวยความเชื่อมั่นและยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีของตน
ซ) ตองแสดงออกดวยความเคารพ ซื่อตรง สุภาพ มีมิตรไมตรีตอกัน
ฌ) มีแรงจูงใจในการภาวนาที่มาจากความรักตามคําสอนของศาสนาของตน
6

93-94

ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ ศาสนสัมพันธตามแนวทางของคาทอลิก บริษัท พี.ที.เอ เบสทซัพพลาย จํากัด กรุงเทพฯ 2001:

5

ญ) สงเสริม ความเขาใจ สัมพันธภาพ และความปรองดอง ซึ่งหัวใจของศาสนสัมพันธคือความรัก
และ เคารพ (Love and Respect) เคารพ หมายถึงการปฏิบัติตอผูอื่นอยางดี ตามมารยาท ประเพณี
วัฒนธรรม เคารพในความเปนคน ศักดิ์ศรี เสรีภาพดวยวาจา กายและใจ รักหมายถึงหวังดี ไมทาํ ใหเสียใจ
1. 2. ทําไมตองทําศาสนสัมพันธ
นี่อาจจะเปนคําถามแรกที่สําหรับคนที่ตองมาทําศาสนสัมพันธกัน คําตอบอาจจะมีหลายประการ
หลายทรรศนะ
ซึ่งแตละประเด็นอาจจะมีความจําเปนและสําคัญมากนอยตามสถานการณจริงของแตละ
บุคคลตามสภาพแวดลอม การทําศาสนสัมพันธเปนเรื่องของพระศาสนจักรสากลที่เกี่ยวของกับโลก ไมใช
เฉพาะทวีปใดทวีปหนึ่งเทานั้น ทั้งนี้เพราะวาโลกและสถานการณเปลี่ยนไป จึงทําใหพระศาสนจักร
ปรับปรุงแนวคิดแนวปฏิบัติเพื่อใหศาสนาสอดคลองกับสถานการณปจ จุบัน อันจะเปนประโยชนตอโลก
ตอศาสนาและตอศาสนิกของแตละศาสนาอยางแทจริง
การที่ไมมีการทําศาสนสัมพันธในอดีต ไดแสดงผลรายใหเราเห็นมากมายในหลายพืน้ ที่ เชนกรณี
สงครามครูเสด หรือสงครามที่กําลังเกิดขึ้นในพืน้ ที่ตาง ๆ ตะวันออกกลาง หรือการตอสูกันในบางประเทศ
กลุมกบฏตางๆ โดยเอาศาสนามาเปนของอาง (ในภาคใตของประเทศไทย กลุม อัลเคดา ฯลฯ) เกิดการ
สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพยสินเปนจํานวนมาก นี่เปนจุดดางที่ศาสนาตองชําระตัวเอง การนับถือศาสนาแบบ
มุงปฏิบัติ ไมไดสนใจศาสนาอื่น ไมรวมมือกัน ขาดความเขาใจอันดีตอกันเกิดอคติและการดูหมิ่นดูแคลน
คนอื่น สุดทายนําไปสูการทะเลาะวิวาท แทนที่ศาสนาจะเปนเครื่องมือในการสรางความรักความสามัคคี
กลับเปนสาเหตุของการทําลายลางกัน ดังนั้นสาเหตุหลักที่ตองมีการทําศาสนสัมพันธมี 2 ประการคือ
1.2.1 สาเหตุภายนอก
1.2.1.1 มีการศึกษาศาสนาเพิ่มขึ้น
เดิมนักการศาสนาไดศึกษาเฉพาะศาสนาของตนเทานั้น บางศาสนามีขอหามไมใหศาสนิกชนอืน่
ไปศึกษาศาสนานิกายอื่นถือเปนเรื่องผิดหนัก จึงไมรวู าคนอื่นเขาเชือ่ ถืออะไร ความไมรูกลายเปนความโง
โดยที่มองวาศาสนาของตัวเองนั้นดีที่สุด การที่จะบอกวาอะไรดีที่สุดนั้น อยางนอย ตองมีการเปรียบเทียบ
ระหวาง 3 สิง่ เพราะถาไมมีการเปรียบเทียบเราเพียงแตเชื่อวาของเราดีที่สุด แตสําหรับศาสนาแลวแมจะมี
การเปรียบเทียบแตถามีความเชื่อลึกซึ้งแลว
ก็ยากที่อยากจะเห็นขอดอยของศาสนาที่เรานับถือนั้น
เพราะฉะนั้นนักวิชาการตางก็เริ่มศึกษาศาสนาตาง ๆ อยางละเอียดแลวมาเปรียบเทียบกัน ก็เปนหนทางหนึง่
ที่ทําใหเกิดความเขาใจศาสนาอื่นมากขึ้น
1.2.1.2. แรงผลักดันจากความกาวหนาทางวิทยาศาสตร
ความรูทางวิทยาศาสตรไดถอดรหัสธรรมชาติมากมาย ทําใหเรามีความเขาใจโลกจักรวาล มนุษย
และธรรมชาติมากขึ้น ความเชื่อในอดีตหลายอยางเปนความเชื่อที่งมงาย สิ่งที่เขียนไวในพระคัมภีรหลาย

6

อยางไมสามารถเขาใจไดตามตัวอักษร วิทยาศาสตรกระตุนใหศาสนาปรับวิธีการใหม แตอยางไรก็ตาม
วิทยาศาสตรไมสามารถแทนที่ศาสนาได เพราะเปนคนละระดับ วิธีการวิทยาศาสตรจะใชไดกับวัตถุเทานั้น
เปนวิธีการที่จาํ กัดขอบเขตในตัวเอง แตประสบการณทางศาสนา ความเชื่อ เรื่องของจิตวิญญาณเปนสิ่ง
เหนือธรรมชาติ เราตองอาศัยความเชื่อ หรือวิธีการทางจิตจึงสามารถรับรูได ไมวา วิทยาศาสตรกา วหนาไป
มาแคไหน เราไมสามารถจับเอาตัวบุญตัวบาปมาพิสูจนหรือชั่งน้ําหนักได
วิทยาศาสตรไดสรางสถานการณทําใหศาสนาเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อ พิธีกรรม การอุทิศ
ตน ประเพณี สิ่งเหลานี้ที่เปนที่ยอมรับของคนในอดีต แตวิทยาศาสตรทําใหคนกลับวิจารณในเรื่อง
ตองหาม มีการทดสอบและประเมินคุณคาใหม มองอีกแงหนึ่งวิทยาศาสตรไดมาปลดปลอยใหเราพนจาก
ศาสนาแบบงมงาย จากสิ่งตองหามและภาระหนักในการถือความเชื่อ
บางครั้งความกาวหนาทางวิทยาศาสตรก็สงเสริมหรือชวยใหศาสนาเขมแข็ง มีความนาเชื่อถือมาก
ยิ่งขึ้น เชนการพิสูจนเห็นการณอัศจรรยตางๆ ในขั้นตอนการแตงตั้งนักบุญ หรือเหตุการณการประจักษของ
แมพระในที่ตา ง ๆ เพราะวิทยาศาสตรเองไมสามารถใหคําตอบได เหลืออยางเดียวคืออัศจรรย วิทยาศาสตร
ยิ่งกาวไกล ก็ยิ่งพบกับความมหัศจรรยของธรรมชาติมากขึ้น
1.2.1.3. การพบปะทางความเชื่อเพิ่มขึ้น
ความกาวหนาดานเทคโนโลยีดานการสื่อสารและโทรคมนาคมทําใหโลกนี้เล็กลง มนุษยสามารถ
ติดตอกันไดอยางรวดเร็ว ไปมาหาสูกันไดงายขึ้น การทําธุรกิจ การเรียนรู ผูคนมาดูมาเห็นสิ่งแปลกใหม
โดยเฉพาะวัฒนธรรมและศาสนาในที่ตาง ๆ ทําใหเกิดความรู ความเขาใจ ความเคารพ การเรียนรูวิธีปฏิบัติ
นี่เปนศาสนาสัมพันธเบื้องตน เชนการเขาชมสถานที่สําคัญตางๆ ของแตละชาติ ก็มีระเบียบขอปฏิบัติ เชน
การแตงกายสุภาพ การถอดรองเทา การถอดหมวก ฯลฯ
1.2.1.4. การอพยพยายถิ่นฐานและงานมิชชั่นเนรี
การเคลื่อนยาย อพยพเพื่อการประกอบอาชีพเปนอีกสาเหตุหนึ่งที่ทําใหเกิดศาสนสัมพันธ เพราะ
การไปอยูในทีอ่ ื่นไมใชเฉพาะแตการทํามาหากินเทานั้น แตเขาไดนําไปทั้งศาสนาและวัฒนธรรมของเขาไป
ดวย นั้นจะเห็นวาชุนมชนที่คนตางชาติรวมกันหลายครอบครัวก็จะเริ่มมีวัฒนธรรมเฉพาะเขามาแทรก เริ่ม
มีศาสนาและความเชื่อเกิดขึน้ ไมชา ก็มีสถานนมัสการ โบสถ วัด มัสยิดเกิดขึ้นทั่วไป เมื่อคนเห็นสิ่ง
เหลานี้ตางก็มคี ําถามเกิดขึ้น สิ่งนั้นคืออะไร เขาทําอะไร ทําไมตองทําอยางนั้น โดยเฉพาะบรรดามิชชั่นเน
รี่ ที่ตองการเรียนรูกลุมชนตาง ๆ ในที่ที่พวกเขาไปทํางาน
1.2.1.5. กระแสนิยมโลกและการไมนับถือพระเจา
ปญหาสังคมที่สําคัญในปจจุบันคือการขาดศีลธรรม จริยธรรม ยุคของการแขงขันสะสมสิ่งของของ
โลก ศาสนาแทบจะไรความหมาย เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว การไหลบาของแนวคิดของ

7

ตะวันตก ไดเขามาครอบงําสังคมทางตะวันออก แมกระทั่งสังคมอนุรักษนยิ มของอินเดียมีการเปลี่ยนแปลง
อยางมาก ในประเทศจีนเชนเดียวกัน และประเทศมุสลิมดวย แรงจูงใจทางศาสนาลดนอยลง ผูนําทาง
ศาสนาตางเห็นสัญญาณแหงกาลเวลาวา คนเริ่มเขาวัดนอยลง โดยเฉพาะเยาวชน จึงมองไปอนาคตวา
ศาสนาจะมีที่อยูในสังคมอีกตอไปหรือไม จึงทําใหตองมีการกอบกู รณรงค และมีแนวทางปฏิบัติอยางมี
แบบแผนและทิศทางเพื่อสอดคลองกับสถานการณปจ จุบัน
1.2.1.6. การลมสลายของระบบอาณานิคมและการเกิดใหมของประเทศในเอเซียและอัฟริกา
ในชวงปลายศตวรรษที่ 20 ประเทศตาง ๆ ไดรับเอกราชและเสรีภาพ ไดทําการฟนฟูศาสนาและ
วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาติ มีการพยายามอนุรักษเกลักษณของชาติ ในระหวางที่ประเทศเปนอานานิคมอยู
นั้น ไดรับการกดขี่ดานศาสนาและวัฒนธรรมจากประเทศมหาอํานาจที่ปกครองอยู ศาสนาจึงไมอาจทํา
หนาที่ของตนเต็มความสามารถ แตก็มิไดสูญไป
1.2.1.7. ความรุนแรงที่เกิดขึน้ เพราะศาสนา
หากเราพิจารณาสถานการณความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโลกปจจุบันนี้ มีสาเหตุหลักอยูสองอยางคือ
เชื้อชาติและศาสนา ตั้งแตสงครามโลกครั้งที่ 2 เปนตนมาจนถึงวันนี้ มีคนที่เสียชีวติ จากความขัดแยงระหวาง
ชนเผาและศาสนามีจํานวนนับไมถวน แมวาสังคมจะมีความเจริญกาวหนามากมายแลวก็ตาม ก็ยังมีอีก
หลายสังคมที่ไมยอมเปดตาเปดใจรับรูอะไร ยึดมั่นในความคิดของตนเอง ศาสนสัมพันธจึงเปนวิธีที่
เหมาะสมในการที่จะสรางความเขาใจอันดีตอกัน สรางสันติภาพและคลี่คลายปญหาหนักกลายเปนเบาได
1.2.2 สาเหตุภายใน
1.2.2.1 การเปลี่ยนขั้วของเทวศาสตร
เราจะเขาใจเจตนารมณของสังคายนาวาติกันที่ 2 มากขึ้น ถาเราเขาใจบรรยากาศทางเทวศาสตร
ในชวงนั้น ตลอดระยะเวลา 2000 ป มีแนวความคิดทางเทวศาสตร 2 ขั้วดวยกัน คือระหวางสากลภาพ ความ
รักพระเจา และความปรารถนาที่จะชวยใหรอดกับความจําเปนของพระศาสนจักร นี่เปนหลักสงผลถึง
ทัศนคติ ทาที การแสดงออกตอคนอื่น ๆ ที่ไมใชคาทอลิก อาจกลาวโดยยอไดดังนี้ ตั้งแต ป ค.ศ. 254 โอรี
เจน ไดเริ่มแนวคิดที่วา "นอกพระศาสนจักรไมมีความรอด" และพัฒนามาโดยชีเปรียน ในป ค.ศ. 258 แต
ในชวง 3 ศตวรรษแรก บรรดาปตาจารยก็มีความเห็นเหมือนกันวา การเปดเผยแทจริงและความสามารถรับ
ความรอดนั้นนําเสนอใหแกทุกคน ทําใหมีความสมดุลในแนวคิดทั้งสอง แตสุดทายออกัสตินไดเริม่ ทําใหมี
การเนนหนักไปในทางที่วา "การเผยแสดงและพระหรรษทานมีอยูเฉพาะในพระศาสนาจักรเทานัน้ " ทั้งนี้
โดยมีเหตุผลทางการเมืองเขามาสนับสนุน เชนในสมัยจักรพรรดิเทโอโดซีอุส (ค.ศ. 279-295) ศาสนาคริสต
กลายเปนศาสนาในอาณาจักรโรมัน คริสตศาสนาเริ่มกลายเปนอาณาจักรคริสเตียนที่เริ่มเขาไปเกีย่ วของกับ
อํานาจ ศักดิ์ศรีและการเมือง ดังนั้นศัตรูของอาณาจักรโรมันก็คือศัตรูของพระศาสนจักรดวย และอิทธิของ

8

ฟูลเยนซีอุสแหงรุสเป (ค.ศ. 533) ไดพฒ
ั นาแนวคิดของออกัสตินออกไปอีกและไดเขามาใสในคําสอนของ
สังคายนาที่ฟลอเรนซวา " ไมตองสงสัยเลยวา ไมเพียงแตคนตางศาสนาเทานั้น แตรวมทั้งชาวยิว พวกนอก
รีต และถือคําสอนผิด ๆ ซึ่งตายโดยมิไดกลับใจ จะตองลงไปอยูในไฟนรกนิรนั ดรที่ไดเตรียมไวสําหรับ
ปศาจและพรรคพวกของมัน อิทธิพลของออกัสตินไดมีน้ําหนักมากตอทัศนคติของคริสตชนตอศาสนาอื่น
ตลอดประวัตศิ าสตรของพระศาสนจักร
เหตุการณดานการเมืองชวยสงเสริมแนวคิดดังกลาว โดยในศตวรรษที่ 8-9 ศาสนาอิสลามเผยแผมา
ทางยุโรป และการทําสงครามครูเสดในศตวรรษที่ 11-13 ทําใหแนวคิดดังกลาวคงอยูในพระศาสนจักร
ตอมาอีกนาน ซึ่งเปนแนวคิดที่ไมชวยสงเสริมดานศาสนสัมพันธ เมื่อมาถึงศตวรรษที่ 16-17 เปนยุคของ
การคนพบของนักเดินเรือทัง้ หลาย ไดออกไปคนพบดินแดนใหมทมี่ คี นอยูเปนจํานวนมาก ที่ไมเคยไดยิน
เรื่องราวเกีย่ วกับพระเยซูเจา ทําใหนกั เทววิทยาตองหาคําตอบเกี่ยวกับชะตากรรมของคนเหลานี้ พวกเขา
เกิดมาเพื่อตกนรก แมไมใชความผิดของเขากระนัน้ หรือ ทําใหพระศาสนาจักรเนนน้ําหนักกลับมาอีกดาน
หนึ่ง โดยสังคายนาที่เมืองเตรนทไดสอนวา "ถาพวกคนตางศาสนาไมสามารถลางบาปดวยน้ํา พวกเขาก็
สามารถรับดวยความปรารถนา" ถาพวกเขาปฏิบัติตามมโนธรรมและดําเนินชีวิตอยางมีศีลธรรม พวกเขาก็
แสดงเปนนัยวาปรารถนาจะเขารวมในพระศาสนจักรและผานเขาสูประตูแหงความรอด
คําสอนนี้ให
ความสําคัญทั้งสากลภาพความรักของงพระเจาและความจําเปนของพระศาสนาจักร
ในศตวรรษที่ 20 พระศาสนจักรเปดกวางมากขึ้น โดยเฉพาะหลังสังคายนาวาติกนั ที่ 2 แนวคิด
ทัศนคติเชิงบวกตอผูอื่น จากคําพูดทีว่ า "นอกพระศาสนจักรไมมีความรอด มาเปน พระศาสนจักรจําเปน
สําหรับความรอด" และ คําแถลงของสังคายนาเรื่อง ความสัมพันธแหงพระศาสนจักรกับบรรดาศาสนาอื่น
เปนการแสดงถึงทิศทางใหมชัดเจน ที่เนนถึงสากลภาพแหงพระหรรษทานและความรอด สังคายนาไดระบุ
ไววา แมคนที่ไมนับถือพระเจาอยางเปดเผย ซึ่งดําเนินชีวิตตามเสียงมโนธรรมก็ดําเนินภายใตพระหรรษ
ทานและสามารถไดรับชีวิตนิรันดร นับเปนการปดฉากอิทธิพลแนวคิดของออกัสติน
1. 3. หลักการทําศาสนสัมพันธ
หลักการทําศาสนสัมพันธ สรุปไดดวยคําวา "หนึ่งเดียวในความแตกตาง" (Unity in Diversity) คือ
เคารพ จริงใจ เทาเทียมกัน (Ignatius 2009) ซึ่ง มุขนายกชูศกั ดิ์ สิริสุทธิ์ ไดเสนอแนะและอธิบายใน
รายละเอียดวา การทําศาสนสัมพันธที่ดี ตองมีการเตรียมตัวลวงหนา จําเปนตองรูหลักการทีถ่ ูกตอง มี
ความรู ความเขาใจที่ดี จึงทําใหงานศาสนสัมพันธเจริญกาวหนาและเกิดผลดีแกทุกคน โดยมีหลักสาม
ขั้นตอนดังนี7้

7

95-97

ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ ศาสนสัมพันธตามแนวทางของคาทอลิก บริษัท พี.ที.เอ เบสทซัพพลาย จํากัด กรุงเทพฯ 2001:

9

1.3.1 ขั้นเตรียมกอนการเสวนา ขั้นนีแ้ บงยอยไดอีกเปนสองขั้นตอนไดแก
1.3.1.1 เตรียมใจ หมายถึงการเตรียมใจ ดวยการมีความเขาใจที่ถูกตองวา คริสตศาสนจักรสอน
และสงเสริมใหทําศาสนาสัมพันธอยางไร ดวยการศึกษาพื้นฐานจากพระคัมภีร และคําสอนของคริสตศาสน
จักรคาทอลิก รวมทั้งศึกษาแบบฉบับของผูนําคริสตศาสนจักร ทั้งกระบวนการ วีธีการและเปาหมาย
รวมทั้งการเรียนรูหลักคําสอน ขนมธรรมเนียม ประเพณีของศาสนาอื่นดวย
1.3.1.2 เตรียมความพรอมภายนอก หมายถึง การเตรียมพรอมดานบุคลิกภาพ คุณสมบัติภายนอก
และ บุคลิกพืน้ ฐาน การแตงกาย มารยาทในการใหเกียรติคูสนทนา ปฏิบัติตามธรรมเนียม มีการนัด
ลวงหนา กําหนดเวลา มาตามนัด รวมทั้งเตรียมหัวขอหลากหลายในการเสวนา
1.3.2 ขอปฏิบตั ิระหวาเสวนา
สิ่งที่ควรใหความสนใจเปนพิเศษไดแก
1.3.2.1 การมีมนุษยสัมพันธ รูจักกาลเทศะ รูจักพูด ฟง ถาม แสดงความสนใจ
1.3.2.2 ปฏิบัติตามมารยาทไทยและสมบัติผูดี
1.3.2.3 ถือตามธรรมเนียมของศาสนานั้น ๆ เชน การใชภาษา หรือการเรียกชื่อเฉพาะตาง ๆ ของ
ศาสนานั้น
1.3.2.4 ไมแสดงความประหลาดใจ หรือกริยาดูหมิน่ ในสิ่งที่แตกตางความเชื่อที่ตนปฏิบัติ
1.3.2.5 สํานึกอยูเสมอวา มีอะไรอีกมากมายที่เรายังไมรู ทั้งในศาสนาของตนและของศาสนาอื่น
1.3.2.6 อธิบายหลักธรรมตามความจริง ไมควรคลอยตามความคิดเห็นของคูเสวนา เพื่อเอาใจหรือ
หลีกเลี่ยงความขัดแยง แตอธิบายความจริงเพื่อจะไดรูวามีสิ่งที่แตกตางกัน
1.3.2.7 การเริม่ ตนสนทนา ควรเริ่มจากสิ่งที่เหมือนกันกอน ซึ่งมีเปนสวนใหญของศาสนา แตจะ
แตกตางกันในสวนนอยและคงจะไดแบงปนในเมื่อมีความคุนเคยหรือมีความสัมพันธที่ดีตอกันแลว
1.3.2.8 รูจักยอมรับดวยความสุภาพวา เราไมมีความรู เราไมเขาใจหลายเรื่อง และตองขอเวลา
กลับไปศึกษาเพิ่มเติม อยากลาอธิบายออกไปอยางผิด ๆ หรือเดาเอา เพราจะสรางความเขาใจผิด ๆ แกคู
เสวนา
1.3.3 ขอปฏิบตั ิหลังการเสวนา
1.3.3.1 กลับมาไตรตรองสิ่งที่ไดรับ ไดยนิ ไดฟง ไดเห็นเพิ่มเติม
1.3.3.2 กลับแสวงหาความรูเพิ่มเติมของศาสนาตัวเองที่ยงั ไมรู
1.3.3.3 แบงปนความรู ความเขาใจใหแกเพื่อนพี่นองดวยใจกวาง

10

1.4. วัตถุประสงคของการทําศาสนาสัมพันธ
1.4.1 ศาสนสัมพันธคือการพบกันอยางแทจริง
พื้นฐานของการเสวนาคือการพบกับพระเจาในมนุษยและสิ่งแวดลอม มันไมใชการลดทอนความ
เชื่อหรือแนวคิดสูสภาพเผด็จการที่ต่ํากวา มิใชการเปรียบเทียบ การโตเถียง ในเรื่องความคิดหรือสัญลักษณ
แตเปนการพบกันระหวางภายในชีวิตจิตหรือประสบการอยางแทจริง ซึ่งเราสามารถพบไดในสวนลึกของ
มนุษยเทานั้น ในตัวการเสวนาเองเปนการแสวงหาความเปนหนึ่งเดียวกัน และความเปนอิสระของทุก
ศาสนา พระเจาติดตอกับมนุษยหลายทาง และมนุษยไดพบและมีประสบการณกับพระองคผานทาง
วัฒนธรรมและสถานการณตางในชีวิต ดังนั้นในการเสวนาเราแสวงหาความเขาใจอันลึกซึ้งในความจริง
การเสวนาเปนการเผชิญกับพระเจาผูซึ่งตรัสกับเราผานทางประวัติศาสตรและวัฒนธรรม
ผานทางความ
ปรารถนาในสวนลึกของมนุษย มันเปนการเปดใจเราตอผูอื่นผูซึ่งซึมซับพระจิตและพระวาจาของพระเจา
1.4.2 ศาสนาสัมพันธ เปนการสวนเสริมความเขาอันดี
วัตถุประสงคของศาสนสัมพันธมี 3 ทาง หนึ่งเอาความโงเขลาในความเขาใจผิดเกี่ยวกับความเชื่อ
การปฏิบัติ การวิจารณ การตัดสิน หรือ เรื่องราวของความเชื่อออกไป สอง เพื่อทํางานรวมกันตาม
เปาประสงคของชุมชน โดยเฉพาะอยางยิ่งดานสิทธิ สังคม เศรษฐกิจ ความยุตธิ รรม และสันติภาพใน
ชุมชนและประเทศชาติที่เกี่ยวของ สามเพื่อนําผลของความเชื่อในมุมมองตาง ๆ ปญหาพื้นฐานของมนุษยที่
เกิดขึ้นจากความไมมีขีดจํากัดของมนุษย
ในกระบวนการ เราตองปรับตัวเองใหเขากับสถานการณใหม เรียนรูสิ่งใหม เรียนรูและปรับตัว
เพื่อที่จะเปลี่ยนทัศนคติตอเพื่อเพื่อนบาน ขจัดความมีอคติ แกไขความขัดแยง และคืนดีกับคนอื่น ใน
อนาคตไกลออกไปตองสรางความไววางใจและความรวมมือกัน รับผิดชอบภาระในการพัฒนาและ การ
เปลี่ยนแปลง การเสวนาไมใชเปนเรื่องายเสมอไป หลายครั้งจบลงดวยความลมเหลว แตผูเขารวมรูวา
ประโยชนของการมารวมกันอยางนอยเขาใจความแตกตางของกันและกัน
เปนความจริงวาการเฉลิมฉลองนําคนมาใกลชิดกันผสมผสานกัน
พวกเขาแสดงความสนใจตอ
ประชาชน ในการอบรมความเปนหนึ่งเดียวของจิตและการรวมกัน ในความเกีย่ วพันกัน หรืออื่น ๆ มันอาจ
ดูเหมือนกันริเริ่มผูกมัดตัวเองกับงานทั่วไป
แตทายที่สุดมันอาจนําไปสูก ารแบงปนทีล่ ึกซึ้งของ
ประสบการณ ความสัมพันธที่สนิทสนมมากขึ้น ขอบเขตที่เหนือกวา
ดร.ลิเลียน ซีกลั ไดสรุป วัตถุประสงคของการเสวนาวา
- ขจัดอคติซึ่งสรางความตึงเครียดระหวางสมาชิกที่แตกตางทางศาสนา วัฒนธรรมและแนวคิด
- กาวหนาในความเขาใจศาสนาและแนวคิดโดยการเรียน เสวนา และบางปนประสบการณทาง
ศาสนา
- สงเสริมความร่ํารวยในความแตกตางทางแนวคิดและศาสนา

11

- ชี้ใหเห็นถึงความแตกตางและความธรรมดาระหวาการพัฒนาสวนตัวกับการเปลี่ยน
- สงเสริมความสัมพันธและความวางใจระหวางคนทีแ่ ตกตางศาสนาและแนวคิด8
1.5. เหตุผลในการทําศาสนาสัมพันธ
สังคายนาอางถึงความจริงของมนุษยความเปนหนึ่งเดียว และ หนาที่ของพระศาสนจักรคือ การ
สงเสริมความเปนหนึ่งและความรัก (NA 12) การเสวนาเปนการแสดงออกความรักตอมนุษยทกุ คน ความรัก
คือการแบงปนความรักในพระตรีเอกภาพ และเปนรากฐานของคําสั่งของพระเยซูเจาและเปนพลังขับเคลื่อน
ของการแพรธรรม สิ่งเดียวที่เปนมาตรการในการตัดสินและมนุษยอะไรทําไดหรือทําไมได เปลี่ยนหรือไม
เปลี่ยน (RM 60) สําหรับพระศาสนจักรการเสวนาเปนหนทางนาเชื่อถือที่พระเจาเขามาเกี่ยวของกับมนุษย
เหตุผลทางสังคม เราพบความจริงวามีศาสนาหลากหลายในโลกนี้ คริสตชนเปนจํานวน 33% จาก
ประชากรทั้งโลก และคาทอลิก 18% จากสวนของคริสตชน พระสันตะปาปา ยอหน ปอล ที่ 2 ตรัสวา
ศาสนาสามารถจัดเปนความทาทายเชิงบวกสําหรับคริสตชนและสถาบันของศาสนาอื่นเปนสิ่งทาทายของ
พระศาสนจักร เหลานี้เปนแรงกระตุนพระศาสนาจักรทั้งการคนพบและการยอมรับสัญลักษณการสถิตอยู
ของพระเยซูเจาและการทํางานของพระจิตเจา เทาเทียมกับการตรวจภายในอยางลึกซึ้งในความเปนและเปน
พยานอยางครบครันในการไขแสดงซึ่งพระศาสนจักรไดรับจากความดีทั้งมวล 9
เหตุผลทางเทววิทยา
ใหพระศาสนาจักรไดพบกับผูมีความเชื่ออื่นคือการเริ่มตนของเทววิทยา
อันดับแรก คือ ความจริงของความเปนหนึ่งเดียวของมนุษยชาติในธรรมชาติ การสรางและจุดหมายสุดทาย
พระเจาคือผูสรางผูหญิงและผูชายทั้งหมด และพระองคเปนจุดหมายของแตละคน พระสันตะปาปา ยอหน
ปอล ที่ 2 ยืนยันวา มีแผนการเดียวของพระเจาสําหรับมนุษยทุกคนผูซึ่งมาในโลกนี้ จุดเริ่มตนเดียวและ
จุดหมายเดียว10
1.6. สาระของศาสนาสัมพันธ11
มันเปนเรื่องสําคัญและจําเปนเริ่มตนที่เราจะตองจํากัดปจจัยทีก่ ําหนดในการอภิปราย
ศาสนา
สัมพันธ สามารถจํากัดความในการอธิบายสั้น ๆ ดังนี้
1.6.1 อะไรไมใชศาสนสัมพันธ
ศาสนสัมพันธไมเหมือนกับการเรียนรูหลายศาสนาและเปรียบเทียบกัน ถึงแมวาระเบียบกฎเกณฑมี
ความสําคัญและมีประโยชน
8 Sigal Lilian, A Grassroots Model: The Grand Rapids Interfaith Dialogue
Association, Interfaith Guide to Religion and Spirituality, California, New World Library,
2000, 158-159.
9 RM 56
10 John Paul II, in L'osservatore Romano, 5 Jan 1987, p. 6

11

หนา 92-93

ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ .ศาสนาสัมพันธ ตามแนวทางของคาทอลิก. กรุงเทพฯ ที.พี.เอ. เบสท ซัพพลาย จํากัด, 2544

12

1.6.1.1 ไมใชการโตธรรมะ หรือ บาลี ไมมีการถกเถียงกันเพื่อเอาแพเอาชนะ
1.6.1.2 ไมใชคนหนึ่งมาพยายามพิสูจนตวั เองวาถูกตองและคนอื่นผิด
1.6.1.3 ตองปราศจากแนวคิดอํานาจนิยม (แนวคิทวี่ าตนเปนใหญเสมอ)
1.6.1.4 ตองไมถือพวกถือเครง (fundamentalism) พวกขวาจัด สิ่งที่ตนเชื่อและนับถืออยูนี้เปนสิ่งที่
ถูก ตอง ไมจําเปนตองเรียนรูจากคนอื่น
1.6.1.5 ไมมีเปาหมายในการเปลี่ยนความเชื่อของคูสนทนา
1.6.1.6 ไมใชเปนแคการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดทั่ว ๆ ไป หรือขอมูลทางศาสนา
1.6.1.7 ไมใชครั้งเดียวแลวเลิก
1.6.1.8 ไมใชเปนการผสมศาสนา เอาสิ่งที่ดีมารวมกัน เปนหนึ่งเดียวกัน
1.6.1.9 ไมใชเปนการทําใหศาสนาดีเหมือนกันหรือเทากัน
1.6.1.10 เราปฏิเสธไมไดวาผูนับถือศาสนาอื่นมีสิทธิในการแบงปนศาสนาของเขาตอคนอื่น
1.6.2 ศาสนสัมพันธคือ
1.6.2.1 เปนกระบวนการพูดและการฟง การใหและการรับ การแสวงหาและการแบงปน
1.6.2.2 เปนการเปดตัวเองรับรูประสบการณทางศาสนาของผูอื่นและแลกเปลี่ยนประสบการณทางศาสนาใน
ชีวิตของแตละคน ซึ่งลักษณะการเสวนาแบบนี้เราตองเขาใจวา ประสบการณของแตละคนมีความ
ลึกซึ้งไมเหมือนกัน แมคนในศาสนาเดียวกัน และสิ่งที่เรายอมรับเปนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต เราไม
พูดถึงเนื้อแท ๆ ของคําสอนของศาสนา
1.6.2.3 อยูบนพื้นฐานของความเทาเสมอกัน
1.6.2.4 ตั้งอยูบนพื้นฐานความจริงและความวางใจ ตองมั่นใจวาการเสวนาจะไมมีกลยุทธอื่นใดแอบแฝง
นอกจากการเสวนาเพื่อการเสวนาเทานัน้ การเสวนาจึงไมเปนเครื่องมือของการแพรธรรมเพื่อการ
กลับใจเปลี่ยนความเชื่อ เปนทาทีของใจที่เปดกวางพรอมที่จะรับฟง และแลกเปลีย่ นประสบการณ
ทางศาสนาของคูสนทนาและเรียนรูจ ากแงมุมของคูสนทนา
1.6.2.5 การยอมรับความจริงในความผิดบทพรองของตนเองและศาสนาของตน ทั้งในอดีตและปจจุบัน
1.6.2.6 เปนพยานถึงศาสนาของตนดวยความเชื่อมัน่ และยึดมั่นในขนบประเพณีของตน
1.6.2.7 ตองแสดงออกดวยความเคารพ สุภาพ ซื่อตรง มีไมตรีจิตตอกัน
1.6.2.8 มีแรงจูงใจในการทําเสวนาที่มาจากความรักตามคําสอนของศาสนา
1.6.2.9 สงเสริมความเขาใจและสัมพันธภาพ ความปรองดอง การเปนเพื่อน ความรวมมือกัน สันติ
1.7. แรงจูงใจในการทําศาสนสัมพันธ
รากฐานและแรงจูงใจในการทําศาสนสัมพันธคือพระเจานั่นเอง เพราะพระองคนนั่ เองที่ไดติดตอ
กับโลกผานทางบรรดาประกาศกมากมาย (Rom 1,2) และสุดทายผานพระบุตรของพระองค ซึ่งเราเรียกวา"

13

พระบุตรแหงพระเจาสูงสุด" (Lk 1:32) และพระเจาโดยพระจิตเจาบันดาลใหศักดิ์สิทธิ์ ไดรับสถาปนาเปน
เปนพระบุตรผูท รงอํานาจของพระเจา โดยการกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผูตาย พระองคคือพระคริสต
เจา องคพระผูเปนเจาของเรา (Rom 1:4) จุดประสงคของการเสวนาคือการเผยแสดงความรักของพระองค
เพื่อที่โลกจะมีชีวิต (1 Jn 4:9) รากฐานอีกประการหนึ่งคือ ความรัก ในการเสวนากับพี่นองผูมีความเชื่ออื่น
คริสตชนมีโอกาสแสดงออกถึงความรักตอพวกเขาโดยการแบงปน ขาวดีของพระอาณาจักรของพระคริสต
เจา ในทางกลับกันเพื่อพวกเขารักคริสตชนเหมือนกัน ในบรรยากาศของสันติภาพ ความปรองดองและ
ความรัก
กลายเปนความตระหนักถึงการทํางานของพระเจาผานทางพระจิตเจาสูสิ่งสรางทั้งหมดของ
พระองคอยางไร คริสตชนพรอมดวยพี่นอ งผูมีความเชื่ออื่น ไดคนพบการไถกู การเปลี่ยนแปลง และการ
ประทับอยูของความรักและอิสรภาพของชาวเอเชียทุกคน12
1.8. รูปแบบของการเสวนา
ดังที่ Schillebeeckx ไดชี้ใหเห็นในสังคายนาวาติกันที่ 2 ที่พระศาสนจักรไดเปดกวางมากขึ้น และ
เริ่มดวยการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ไมวาจะเปนการเสวนากับศาสนาอื่นหรือกับคนจน การอบรมเพื่อการ
เสวนาควรจะเปนจุดเริ่มตนเพื่อการยอมรับในความแตกตางของกันและกัน สิ่งที่คริสตชนตองกําจัดออกไป
คือ ความกลัว อคติ ความเขาใจผิด ที่มีตอศาสนาอื่น และควรที่จะมีการเรียนรูเกีย่ วกับพื้นฐานของศาสนาที่
เราจะไปเผชิญนั้นดวย เพื่อวาเราจะไดรูอยางนอยสิ่งที่ควรรูเกี่ยวกับศาสนาอื่นพอประมาณ เชนถาคริสตชน
จะพูดถึงพระมูฮาหมัด เปนเหมือนพระผูไถของมุสลิม พวกเขาจะคิดอยางไร หรือฮินดูอาจจะเรียกพระเยซู
เจาวานักบุญ และอีกอยางเราก็ควรรูเกีย่ วกับคําสอนของพระศาสนจักรบางเพื่อการเสวนา สังคายนาวาติกัน
ที่ 2 ไดกลาวถึงการทําศาสนาสัมพันธวาไมใชเพื่อการกลับใจ William Dupre กลาววา การเปลี่ยนแปลง
มุมมองไมใชวธิ ีที่สําคัญ แตที่สําคัญคือการกลับใจตอความเชื่อของตนเอง ในการทําความเขาใจกับศาสนา
ของตนเองอยางถองแท ทั้งดานเทววิทยาและชีวิต เพราะฉะนัน้ กิจกรรมของการเสวนาแสดงออกไดหลาย
วิธี และมุมมองที่สําคัญที่พบในพระศาสนจักรหลังสังคายนาวาติกันที่ 2 ในเอกสารการประกาศขาวดีและ
การเสวนา ไดสรุปหลักการในการเสวนาดังนี้
1.8.1

การเสวนาดวยชีวิต ( Dialogue of Life) การอยูกับพวกเขา
ที่ใดที่ประชนดิ้นรนที่จะมีชวี ิตอยางเปดเผยและมีใจตอเพื่อบาน แบงปนทุกข สุข และปญหาของ
พวกเขาทีเ่ กีย่ วของตอเพื่อนบาน ในสมณสาสนพัทธกิจของพระผูไถของพระสันตะปาปา ยอหน ปอล ที่ 2
พระองคไดอธิบายชีวิตเหมือนหนึ่งวา ผูมีความเชื่อหลากหลายไดเปนพยานตอกันและกันในชีวิตประจําวัน
เกี่ยวของกับความเปนมนุษยและคุณคาทางจิต ชวยใหแตละมีชวี ิตอยูแบบสรางความยุติธรรมและฉันทพี่
นองในสังคม การเสวนาดวยชีวิตมีคณ
ุ สมบัตพิ ิเศษ มันเปนไปไดเสมอ มันเกี่ยวกับการดําเนินชีวติ เคียงขาง
12 Alangaram, A., Chrisy of the Asia People, Toward Asia Contextual Christology,
Asia Trading Cooperation, 2001, p. 181.

14

เพื่อนบานแตละคน แมแตเขาไมยอมรับก็ตาม การเสวนาดวยชีวติ ไมใชเรื่องงายแบบตายตัวตามรูปแบบ
บางเกิดขึ้นงาย ๆ ในการเสวนาดวยชีวิต ผูคนที่แตกตางกันดวยความเชื่อ วัฒนธรรมอาศัยอยูดวยกันใน
บรรยากาศของความเปนมิตร แบงปนทุกขสุข ปญหาและการงานในชีวิตประจําวัน13
สนามอันกวางใหญเปดอยูสําหรับการเสวนา ซึ่งอาจมีรูปแบบและการแสดงออกในลักษณะตาง ๆ
กันมากมาย นับแตการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหวางผูชํานาญดานขนบธรรมเนียมประเพณีทางศาสนา
หรือระหวางผูแทนเปนทางการของขนบธรรมเนียมประเพณีดังกลาว ไปจนกระทัง่ การรวมมือกันทํางาน
เพื่อการพัฒนาอยางเต็มที่และการธํารงรักษาไวซึ่งคานิยมของศาสนา นับแตการสื่อประสบการณทางจิตของ
กันและกัน ไปจนกระทัง่ ทีต่ กลงกันเรียกวา การเสวนาดวยชีวิต ซึ่งในการนี้ผูมีความเชื่อในแตละศาสนาจะ
เปนประจักษพยานในชีวิตประจําวันแกกนั และกัน ในเรื่องคานิยมของตน ทั้งแงของมนุษยและจิตวิญญาณ
และตางก็ชว ยกันดําเนินชีวิตตามนั้น เพื่อยกสภาพสังคมใหเปนธรรมยิ่งขึ้นและมีความเปนพีน่ อ งกันมาก
ขึ้น14
สําหรับประเทศไทยเรา คริสตชนเปนคนสวนนอย สวนพุทธศาสนิกชนก็ยดึ มั่นในพุทธศาสนาอยู
แลว ศาสนาพุทธและวัฒนธรรมไทยเหมือนกันในทางปฏิบัติ การแพรธรรมกับพวกเขาไมใชเรือ่ งที่งายนัก
สิ่งที่ทําไดคือการเคารพ ยอมรับและมีเมตตาตอกัน นี่คอื การเสวนาดวยชีวิต ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวัน ทุก
คนที่ติดตามพระเยซูเจา ในคุณธรรมของมนุษยและกระแสเรียกเปนคริสตชน จึงถูกเรียกใหมาเสวนากัน
ดวยชีวิต (DM 30) เปาหมายของการเสวนาดวยชีวิตคือการทํานุบํารุงซึ่งกันและกัน นี่คือแกนแทของการ
เสวนา คําสอนของพุทธศาสนาและวิถีชวี ติ เปนการอุทิศตนภายในของพุทธศาสนาเพือ่ ความกลมเกลียวกัน
ศ. ศิวลักษณ ไดเผยทัศนคติของเขาวา คริสตชนประจักษแกผม เพราะมิติของความรักสากล และ
พระเยซูเจาปรากฏตอผมเพราะวาการถวายตัวเองของพระองค ทุก ๆ ศาสนามีความรักสากล เพื่อที่จะชนะ
ความทุกขและนั่นเราสามารถเปนหนึ่งเดียวกัน15
สําหรับธรรมทูตและชุมชนคริสตจํานวนมาก วิถีชีวติ ยุงยากมากจากความเขาใจผิดในทิศทางของ
ศาสนา มีทางเดียวคือขอใหเปนประจักษถึงพระคริสตเจาอยางจริงใจ และมอบการบริการรับใชทุกคนดวย
ใจกวาง ขาพเจาของสงเสริมใหกําลังใจใหพวกเขาพากเพียรตอไป ดวยความเชื่อและความรัก ณ ที่ซึ่งความ
อุตสาหพยายามของพวกเขาจะไมไดพบทัง้ ความใสใจและการตอบสนอง การเสวนาเปนหนทางหนึ่งที่จะ
นําไปสูพระอาณาจักรพระเจา และจะบังเกิดผลอยางแนนอน แมกาลเวลาและวาระจะเปนสิ่งที่สงวนไวให
เปนของพระบิดาแตองคเดียว (เทียบ กจ. 1,7)
การเสวนาดวยชีวิต พฤติกรรมและทัศนคติที่แสดงออก เปนนัยที่เกีย่ วของกับความเคารพ ความ
เมตตากรุณาตอคนอื่น ผูติดตามพระคริสตเจาทุกคน (คริสตชน) ถูกเรียกมาเพื่อเสวนากันในชีวิตประจําวัน
ดังนั้นการเสวนาดวยชีวติ หนหนทางและผลของความกลมเกลียวกัน (DM 28)
การเสวนาดวยชีวติ มี
Sekhar Vincent, "Quest for Harmony" An Anthropology of Religions in Dialogue,
Claretion Publications, 2002 p. 41.
14 Redemptori Missio no.57
15 Cf. Siwaraksa, "Buddhism and Social Values "
13

15

ความสําคัญเพราะวาสามารถเขาไปถึงกลุมชนรากหญาในชุมชน เปนการเสวนาระหวางคนเปน ผูนับถือ
ศาสนาตาง ๆ ซึ่งตัวตนของเขาคือความเปนมนุษย (ชุมชนมีความสําคัญมากกวาความแตกตางทางศาสนา
เมื่ออาศัยอยูด ว ยกัน รวมมือกัน ผลิตและยกระดับการดําเนินชีวิต และสิ่งเหลานี้จะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อ ไมใช
ทัศนคติของการกลับใจ)16
เพราะฉะนั้นคนธรรมดาที่นับถือศาสนาจํานวนมากเขาใจและยอมรับศาสนิกชนอื่นเหมือนกับเปนพี่
เปนนอง และสามารถแบงปนชีวิตดวยความสุขใจ การติดตอกันประจําวันเปนการสรางความสัมพันธกัน
ทันที เพื่อบานหรือเพื่อนทีท่ ํางาน หรืองานฉลองตาง ๆ ของชีวิต สามารถเปนโอกาสอยางแทจริงในการ
เสวนาดวยชีวติ
1.8.2 การเสวนาดวยการกระทํา ( Dialogue of Action) การรวมมือกับคนอื่น
ขั้นตอนตอไปคือการเสวนาดวยการกระทํา สังคมเปนที่รวมของคนหลายประเภท ศาสนาหลาย
ศาสนา ฐานะที่ตางกัน การที่เราจะทําความรูจักกันก็โดยอาศัยความรวมมือกันในสังคม มองความแตกตาง
ในดานตาง ๆ นั้นเปนความสวยงาม ความรวมมือกันทั้งสองฝายนั้น นําไปสูการสงเสริมความยุติธรรม
สันติภาพ คุณธรรม จริยธรรม และเสรีภาพคือ ความตองการอาศัยคุณธรรมจริยธรรมของความเชื่อของ
ตนเองพัฒนาตนเอง พรอมทั้งเพื่อที่จะแกปญหาพื้นฐานและพัฒนาชุมชน
นอกจากนั้นตองมองถึงผล
สะทอนที่ตามมาไมวาฝายใด เพื่อที่จะจูงกลับมาในหนทางที่สรางสรรค ใครที่เดือนรอน หรือ ไดรับความ
ทุกข เพื่อทีจ่ ะหาจุดรวมในการทํางานดวยกัน โดยทีไ่ มใชศาสนาเปนเหตุ ไมมีบทสรุปของใครดีกวาหรือ
ครอบคลุมของคนอื่นทั้งหมด แตทุกคนตองยอมรับความแตกตางในศาสนา การเสวนากันมักจะเริ่มตนดวย
ประสบการณ กับคนที่ประสบความทุกขยากลําบาทชนิดตาง ๆ
1.8.3 การเสวนาของนักวิชาการ นักเทวศาสตร และผูเชีย่ วชาญ (Dialogue of Theologian Exchange)
การเสวนาระดับนี้มวี งจํากัด มีนอยคนที่จะเขามามีสวนรวม เนื้อหาการเสวนาไมมีขอบเขต เพราะ
การประชุมอาจจะอธิบายความหมายของศาสนาหรืออาจเปนการตีความแบบใหม ถาหากเปนกรณีปญหา
ทางศีลธรรมหรือทางสังคมที่ตองการความรวมมือจากศาสนาตางๆ โดยการนําคําสอนหรือแนวทางปฏิบัติ
ของศาสนามาประยุกตใชกจ็ ะเปนเรื่องที่เหมาะสมสําหรับการเสวนาระดับนี้
นอกจากนั้นเปนการเสวนาเมือ่ ผูเชี่ยวชาญแสวงหาความเขาใจสวนลึกของศาสนาในแงมุมของ
มรดกทางศาสนาหรือคุณคาทางจิตใจในศาสนาอื่น เพราะแตละศาสนามีแนวคิดในดานตาง ๆ ไมเหมือนกัน
เชนการเสวนาพิเศษนีจ้ ะเกิดขึ้นที่มีความแตกตางทางศาสนาและความคิดและมาติดตอกัน17ความเปนไปไดใน
การเสวนาแบบนี้เกิดขึน้ ไดที่นี่เทานั้น
16

Mark Hensman, "The Dialogue of Life" East Asian Pastoral Review, 36, 1999, 4 p.

17

Arinze "The Attitude of the Church"1998, p. 33

376.

16

1.8.4 การเสวนาดวยประสบการณทางศาสนา (ทางจิต)
เมื่อศาสนิกชนหยั่งรากลึกในศาสนาของตน
แบงปนวัฒนธรรม
ความร่ํารวยของชีวิตจิต
ตัวอยางเชน การภาวนา ทําสมาธิ ความเชื่อ และ หนทางในการแสวงหาพระเจาหรือสิ่งสูงสุด คูเสวนา
อาจจะพูดถึงความเชื่อพื้นฐานของเขา แมวาบางทีมีความแตกตางทางขอความเชื่อ ไมใชเปนการปองกัน
แตละคนควรที่จะเรียนรูกันดวยความถอมตน โดยอางถึงความแตกตางในพระเจาผูซ ึ่งยิ่งใหญกวาใจของเรา
(1 ยอหน 3:20) ที่นี่คริสตชนสามารถแบงปนหรือนําเสนอคุณคาของพระวรสารของเขา ดวยรูปแบบนี้
บอยครั้งที่เราอาศัยซึ่งกันและกัน อาจจะรวมทั้งการเสวนาทางวัฒนธรรมดวย เพราะทั้งสองอยางนี้เชื่อมกัน
อยูแลว 18 สุดทายแตละคนตองประเมินความเชื่อของตนเองในแสงสวางของวัฒนธรรมที่ซึ่งตัวเองอาศัยอยู
ในกระบวนการนี่คือการชําระและการเขาสูวัฒนธรรม
1.9. การเสวนาและเอกลักษณของศาสนา
เราจะไปสูขั้นตอนตอไป ซึง่ จะเนนในเอกลักษณของศาสนาในการเสวนา ซึ่งมีคําถามวามีความ
จําเปนหรือเปนไปที่จะทําหรือควรหลีกเลี่ยง
เราจะหลีกเลี่ยงการเชื้อเชิญคนอื่น หรือ มันเปนการไม
รอบคอบในการดําเนินการอยางงาย ๆ บนบานของอะไรคือการแบงแยกคนหนึ่งจากผูมีความเชื่ออื่น ซึ่งเรา
จําทําการตรวจสอบกันในทีน่ ่ี
1.9.1 สมมติฐานของการเสวนาคือความแตกตาง
ถามนุษยทุกคนเปนสมาชิกของศาสนาเดียว มีความเชื่อเดียว การถวายบูชาในรูปแบบเดียวกัน หรือ
การปฏิบัติเดียวกัน เราคงไมตองการการเสวนากันใชหรือเปลา การเสวนาอยูบนสมมติฐานทีว่ า มีความ
แตกตางทางศาสนา หรือ มีหลายศาสนานัน่ เอง
ตามดวยการเสวนาที่แทจริงตอเมื่อผูแทนของศาสนาตาง ๆ ในชุมชนนัน้ เปนคนดี จากนั้นผูทําการ
เสวนาทุกคนตองชัดเจนในเปาหมายการพบปะกัน อาจจะเปนการแลกเปลี่ยนของขวัญกัน เพราะผูเขารวม
ไมใชสําเนาของกัน ตัวอยาง พระสงฆคนหนึ่งไดทาํ การเสวนากับศาสนาอื่นเปนประจํา และในโอกาส
หนึ่งพระสงฆคาทอลิกคนหนึ่ง เปนแบบประเภทอนุรกั ษนิยม ทุกครัง้ ที่มาประชุมทานจะสวมเสือ้ Clergy
เสมอและทุกครั้งก็ย้ําเกีย่ วกับคําสอนของพระสันตะปาปา แตคนนับถือศาสนาอื่นไดขัดจังหวะขึ้นวา ฉัน
ชอบคุณพออยางที่คุณพอเปน
เพราะเธอรูสถานะของพระสงฆคาทอลิก และเธอรูสึกดีใจที่พระสงฆ
คาทอลิกไดรักษาเอกลักษณของเขา
คริสตชนทําการเสวนากับผูม ีความเชื่ออื่น ดูเหมือนอยากจะซอนเอกลักษณของความเปนคริสตชน
หรืออยางนอยลดความสําคัญลง ดูเหมือนวาการพูดถึงพระคริสตเปนความละอายในการเสวนากัน และพบ
สูตรใหมในการรวมเสวนากันดวยการบอกวาทานไดถูกสงโดยพระคริสต การอางในสถานการณดว ยคําพูด
18 Zaco, "Interreligious Dialogue" Following Christ in Mission. Karotemprel, Pauline
Books, 1996, 142.

17

อยางนี้แสดงออกถึงคริสตชนที่แทจริงตองแสดงออกอยางแนวแนวาเราเปนพยานใหใคร โดยการเปนทูตที่
ดีสําหรับความเชื่อของคริสตชนในชุมชน และถาเราไมสงเสริมการเสวนากันอยางแทจริงโดยเอกลักษณ
ของเราที่มีมากมาย
เพราะฉะนั้นถาคูเสวนาไดสญ
ู เสียเอกลักษณของศาสนาของตัวเองแลว ดังนั้นไมมใี ครเผยตอผูอื่นที่
เสวนากัน ถาคูเสวนาซอนเอกลักษณของตัวเอง มันอาจจะมีหลายอยางที่ขาดหรือหายไป เชนความสงสัย
เขาใจผิดในเอกลักษณของตนดูเหมือนจะตกลงกันแตแทจริงแลวไมใช ถาคูเสวนาเกิดความสับสนในภาพ
ของศาสนาของตัวเองแลว เหมือนกับการสูญเสียเอกลักษณของตนเอง ผลที่ตามมาคือการไมมีความสุข
1.9.2 สถานภาพของความเชือ่
การเสวนาไมใชเปนการเจรจาตอรอง ขณะที่ตวั แทนของแตละศาสนาดิ้นรนตอสูวาจะจะนําความ
เชื่อของตัวเองไปเสนอใหผูอนื่ การเสวนาไมใชแมแตการอภิปรายในเรื่องศาสนาและความเชื่อ
อยางไรก็ตาม เราตองตองมอบใหกลุมนักเทววิทยาเตรียมตัวแทนหลาย ๆ ศาสนาสามารถพบกัน
อยางเชื่อใจระหวางพวกเขา ดังนั้นเพื่อที่พวกเขาจะไดรับฟงกันละกันในเรื่องความเชื่อ พรอมดวยที่เปนแนว
เดียวกันและทีแ่ ตกตางกัน ดังนั้น คาทอลิกที่พบกับมุสลิมไมควรพูดถึงพระตรีเอกภาพ พระเจาหนึ่งเดียว
สามพระบุคคล พระเยซูเจาเปนบุตรพระเจา พระองคทรงรับสภาพมนุษยสิ้นพระชนมบนไมกางเขนและ
ไถกูมนุษยทั้งมวล และพระนางมารีผูปฏิสนธินิรมลเปนมารดาพระเจา มุสลิมไมไดยอมรับขอความเชื่อ
เหลานนี้ ถึงแมไมยอมรับแตมุสลิมที่จริงใจในการเสวนาไมจําเปนตองโกรธผูที่ถือ ในอีกดานหนึ่งมุสลิมที่
เสวนากันไมควรรูสึกอึดอัดใจที่จะบอกวาไดถือพระคุมภีรอันกูรอานคือการเผยแสดงจากพระเจาและพระมู
ฮาหมัดประกาศกผูยิ่งใหญคนสุดทาย
สําหรับพุทธศาสนาไมตองพูดถึงพระเจาหรือวิญญาณ แตก็จะไมเปนคริสตชนที่แทจริงถาไมไดพูด
ถึงเรื่องเหลานี้ การจริงใจตอศาสนาของตัวเองก็เปนสวนหนึ่งของการเสวนา การใชศพั ทที่ตอ งการการ
จํากัดความโดยเฉพาะอยางยิง่ ความตั้งใจของการพบกันของผูตางความเชื่อ เชนคําวา พระเจา พระวาจา
บุคคล สวรรค การไถกู ความรอดพน ความครบครัน พระหรรษทาน คุณธรรม ความรัก บาปและนรก
ไมจําเปนตองมีความหมายเดียวกันระหวางมุสลิม พุทธ ฮินดู หรือศาสนาดั้งเดิม ถาศัพทเหลานี้ถูกใชใน
การเสวนา ควรที่จะอธิบายใหชัดเจนในความหมายของแตละศาสนา และผูมีความเชื่ออื่นตองไมเลียนแบบ
ความหมายจากศาสนาอื่นดวย เพราะมันเปนอันตรายในการเขาใจผิดและบางทีอาจจะเปนความขุน เคืองดวย
1.9.3 เอกลักษณในการถวายบูชาหรือ การนมัสการ
ศาสนาสวนใหญในโลกนี้มรี ูปแบบการของจารีตพิธีและการภาวนา พวกเขาอาจจะแตกตางกันที่
ความเขมขนหรือเครงครัดที่กําหนดเอาไว และผูที่นับถือที่แทจริงจะปฏิบัติตามที่ศาสนาประกาศและรับรอง
อยางเปนทางการในแนวทางของเขา

18

ในพระศาสนจักรคาทอลิกเปนที่รูดีวา เปนที่ชัดเจนในการภาวนาที่สาธารณะในนามของพระศาสน
จักรและการภาวนาสวนตัว การภาวนาของกลุมก็ภาวนาตามที่เขาอยากจะทําเพื่อชุมชนของตนเอง และการ
โดยเฉพาะอยางยิ่งภาวนาสวนตัว พระศาสนาจักรคาทอลิกมีรายละเอียดในการภาวนาแบบสาธารณะ แมแต
คําและบทอานก็กําหนดตายตัวไว และบางสวนเปนริเริ่มโยประธานหรือที่ประชุมอนุญาตโดยการแนะนํา
ดวยคําพูดของประธานเอง
คงจะเปนเรื่องที่ผิดพลาดถาพระสงฆคาทอลิกเปลี่ยนกฎเกณฑหรือขอกําหนดเมื่อประกอบพิธีบูชา
เพียงเพราะวามีศาสนิกชนอืน่ รวมดวยและกลัววาเขาไมเห็นดวยสูตรหรือบทอานนั้น และเหมือนกันเปน
เรื่องที่ผิดถาในพิธีบูชามิสซาขอบพระคุณของคาทอลิกจะนําพระคัมภีรของศาสนาอื่นมาอาน
ถึงแมวา
แนวคิดหรือเนือ้ หานั้นเปนทีย่ อมรับของคาทอลิก
เหตุผลคือผูนับถือศาสนาที่แทจริงตองชัดเจนใน
เอกลักษณในศาสนาของตนเองจากการคาดหวังจากคูเสวนา การปฏิบัติไมสามารถเขาไปใชในการมิสซาได
เหตุผลที่มากกวานั้นพุทธ
มุสลิมหรือยิวผูซึ่งเขารวมมิสซาในโบสถคาทอลิกไมใชการคาดหวังในการ
ยอมรับในการทําเสวนากัน แตควรคนพบวาพี่นองคาทอลิกเขาทําอะไรกัน
1.9.4 เอกลักษณในการเฉลิมฉลอง
ทุก ๆ ศาสนามีการเฉลิมฉลองซึ่งเปนการเฉพาะของมัน การฉลองก็มีลําดับความสําคัญและ
ความสัมพันธอยางสงางาม เชนยิว มีการฉลอง Rosh Hashanah การฉลองตนป และ Yom Kippur วันแหง
การคืนดี (The day of atonement) ซึ่งมาหลังจากนั้นอีก 10 วัน เชนเดียวกับการฉลองอื่น ๆ สําหรับคาทอลิก
การจุติมาบังเกิดของพระบุตรพระเจา คริสตมาส ปสกา มุสลิมฉลอง Id a—Adha or Id al-kabir (feast of
the Sacrified of Abrahem) Id al-Saghir (feast of the Breaking of the Past) และ Mawlid al-Nabi (วันเกิด
ของพระมูฮาหมัด) ศาสนาฮินดูมี Diwali (feast of the Lamps and Maha shiva Ratri ( feast in God's
Honour)ศาสนาพุทธ วิสาขบูชาม มาฆบูชา เขาพรรษา ออกพรรษา
ศาสนิกชนแตละศาสนาสามารถแสดงออกความสัมพันธไดในโอกาสตาง ๆ เชน สมณกระทรวง
เกี่ยวกับการทําศาสนสัมพันธตั้งแต 1967 เนื่องในโอกาสตาง ๆ ของชาวมุสลิม และตอฮินดูและพุทธตั้งแต
1995
1.9.5 เอกลักษณในการวางตัว
ศาสนาสวนใหญมีขอกําหนดขอปฏิบัติใหกับผูนับถือวาควรประพฤติปฏิบัติสวนตัวหรือตอ
สาธารณะอยางไร ตัวอยางคาทอลิกคือ ควรพัฒนาชีวิตอยางไรเพื่อทีจ่ ะเหมือนกับพระคริสตเจา สาขาเทว
วิทยาของพระศาสนจักรเกีย่ วของกับความถูกตองหรือไมถูกตองในการปฏิบัติของมนุษย พระศาสนจักร
พัฒนาตลอดเวลาในดานขอความเชื่อ หรือกฎขอบังคับ เชนในเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว การเคารพชีวิต สิทธิ
ที่ถูกตองชอบธรรมของพลเมือง เงื่อนไนสังคมของคนรวย ความสัมพันธระหวางลูกจางกับนายจางและ
อื่นๆ

19

ถึงแมวาศาสนามีโครงสรางวาผูนับถือควรจะสวด อดอาหาร ทําทานหรือแสวงบุญที่ไหนเมื่อใด
บางศาสนากําหนดการแตงกายเวลาสวดหรือไมสวดอยางไรสําหรับผูนับถือและศาสนบริกรดวย มุสลิมไม
ควรถูกตําหนิเวลาสวดที่มุมใดมุมหนึ่งในสนามบิน
ถาศาสนาของเขากําหนดเวลาในชวงเวลานัน้
เชนเดียวกับการอดอาหารในเทศกาลระหวางเดือนนัน้ ๆ การแตงกายเราควรอางถึงเปนพิเศษ มันเปนการ
ดึงดูดการพิจารณาความตั้งใจ ที่ไมมีความรุนแรงในประเทศ ผูนับถือไมควรคิดวาการเสวนาเปนการหาม
พวกเขาใหแตงกายธรรมดาในการปฏิบัติศาสนา (ตัวอยาง พระคารดินลั อรินเซ เวลาที่ทานไปเยีย่ มพระสงฆ
ที่วัดแหงหนึ่งในไตหวัน) อยากจะชี้ประเด็นทีว่ า การทําศาสนสัมพันธอยางจริงใจไมไดตองการให
พระสงฆ นักบวชคาทอลิก ชีคของมุสลิม สงฆของพุทธ พระของชินโต ซอนเอกลักษณของตนเองไว ใน
ทํานองเดียวกันควรแสดงออกมากกวา และการซอนเอลักษณเหลานีอ้ าจจะเปนที่สงสัยก็ได
1.10. มีหลายทางในการทําศาสนสัมพันธ
ศาสนสัมพันธมักจะอยูในบริบทของศาสนา วัฒนธรรมและบุคคลเสมอ สถานการณของศาสนาจะ
เปนกลุมใหญหรือกลุมนอยในสังคม จะมีอิทธิพลยิง่ ใหญที่จะสามารถทําใหผูรับผิดชอบนั้นเปดตัวอยาง
แทจริง มันอาจจะสรางการมีลักษณะเดนหรือลักษณะดอยใหซับซอน กาบอกกลาวเกี่ยวกับวัฒนธรรม
เอกลักษณความปลอดภัยในศาสนาของตน ความรูจักหันและกันเปนพื้นฐานของอิทธิพลในการเสวนา มี
อิทธิพลหลายที่ทําใกลเราเขาถึงการเสวนากัน อันหนึ่งการเปดโลกทัศนใหกวางขึน้ ในดานศาสนา
ทุก
ศาสนาพัฒนาทัศนคติหลายอยางตอศาสนาอื่น นอกจากนั้นบางกรณีเกือบจะเปนเอลักษณระหวางศาสนา
และวัฒนธรรมไมใชทุกองคประกอบขึ้นกับการเสวนา การเสวนาระหวางคาทอลิกกับยิวแตกตางจากการ
เสวนากับศาสนาอื่น
อิสลามพิจารณาตัวเองวาครบครันและรื้อฟนการเปดเผยของพระเจาในยุคแรก
ความสัมพันธระหวางศาสนาในเอเชียกับฮินดูหรือพุทธ มันงายกวา โดยพืน้ ฐานแลวแนวโนมในการการ
เสวนาขึ้นอยูกบั ประสบการณทางศาสนา ศาสนาดั้งเดิมลดนอยลงในจํานวนศาสนาในโลก การเสวนากัน
ศาสนาเหลานัน้ มีประโยชนโดยเฉพาะในดานการเขาสูวฒ
ั นธรรมของคริสตชน
การเสวนาเรียกรองการ
แพรกระจายของการศึกษามากขึ้นเพื่อเอาชนะอคติตาง ๆ และรวมทั้งการเคารพสิทธิของมนุษยทกุ คนและ
ทุกที่ดวย19
1.10.1 การเสวนาระหวางความเชื่อกับวัฒนธรรม
บนพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมตลอดเวลา 10 ปที่ผานมา เราสามารถสรุปสูตรที่
เกี่ยวของกับการเขาถึงการเสวนาระหวางความเชื่อกับวัฒนธรรมไดดังนี้
1.10.1.1 วัฒนธรรมที่เกี่ยวของกับภาวะแวดลอม มีกลุมที่มีปฏิกิริยาตอความกาวราวที่มีตอพระศาสนจักร
(โปแลนด) คริสตชนไมเคยตอบสนองในรูปแบบเดียวกัน พวกเขามีขอผูกมัดในการประกาศพระวรสาร
ของความจริง ความรัก โดยไมสนใจตอความกาวราวที่เกิดขึ้นในสังคม
19

Arinze , 1998, 26.

20

1.10.1.2 พยายามที่จะรวมขาวดีของคริสตชนกับการการเมืองเสมอ แตเปนเวลาอันสั้นเทานั้น พระศาสน
จักรอาจจะประเมินคานิยมโดยเฉพาะอยางยิ่งโครงการดานการเมือง พระศาสนจักรไมเคยแสดงคําสอนของ
ตนกับแนวคิดของพรรคการเมือง
1.10.1.3 ในสถานการสังคมปจจุบัน มีความทาทายพิเศษ พรรคแหงชาตออยากที่จะใชพระศาสนจักร โดย
การเนนในเรื่องวัฒนธรรมและชาติในการสอนและละเลยคานิยมของโลกที่บรรจุในกฎขอบังคับพื้นฐาน
ของพระศาสนจักร
1.10.1.4 ในการไตรตรอง ทั้งสองเกี่ยวของกับความชั่วทางศีลธรรมของเผด็จการในอดีตและ และ
ปรากฏการณทางสังคมศักดิ์ศรีและคุณธรรมมีอิทธิพลตอการความรวมมือและแรงจูงใจในการพูดคุยกัน
ระหวางสังคมดั้งเดิมและสมัยใหมที่ปฏิเสธคุณคาทางจริยธรรม พระสันตะปาปา ยอหน ปอล ที่ 2 ไดตรัสไว
เมื่อเสด็จเยือนประเทศโปแลนดครั้งที่ 7 วา การประกาศขาวดีเปนความหวังของสังคมวัฒนธรรมใน
สถานการณใหม
1.11. หลักการพื้นฐานในการทําศาสนสัมพันธ
1.11.1 เพื่อประโยชนของสวนรวม
เราไมสามารถที่จะภาวนาวอนขอตอพระเจาอยางแทจริงได ถาเราปฏิบัติตอผูอื่นอยางไมใชเปนพี่
นอง มนุษยทกุ คนถูกสรางมาตามภาพลักษณของพระเจา มนุษยสัมพันธกับพระเจาและกับเพื่อนมนุษย เปน
ความอิสระ ทีข่ ึ้นอยูกับแตละบุคคล ดังที่เขียนไวในพระคัมภีรวา "ผูไมมีความรักยอมไมรูจักพระเจา" (1 Jn
4:8) (NA 5:1)
1.11.2 ศักดิ์ศรีและอิสรภาพของมนุษย (สําคัญที่สุด)
นับวันยิ่งมากขึน้ ที่มนุษยตองการ
มนุษยในปจจุบันไดมีความสํานึกในเรื่องศักดิ์ศรีมากขึน้
แสดงออกอยางเต็มที่ในการตัดสินใจและรับผิดชอบในเสรีภาพในการกระทําของตัวเอง ไมควรกดดันและ
ขมขูดวยมาตรการตาง ๆ แตดว ยแรงบันดาลใจและหนาที่ ในเวลาเดียวกันพวกเขาตองการขอจํากัดทาง
กฎหมาย ในการปองกัน ปกครอง สิทธิของแตละคนในสังคม ความตองการเสรีภาพในสังคมนี้เกีย่ วของ
กับความเปนผูนําที่มีชีวิตจิตดี โดยเฉพาะอยางยิ่งเสรีภาพในการปฏิบัติศาสนาในสังคม สังคายนาวาติกัน
ระมัดระวังอยางมากถึงแรงดลใจทางจิต (DH 1:1b)
1.11.3 เสรีภาพของมนุษยเปนนัยของเสรีภาพทางศาสนา
สังคายนาวาติกันที่ 2 ประกาศวามนุษยมีเสรีภาพทางศาสนา เสรีภาพนี้หมายถึง มนุษยทกุ คนควรจะ
ถูกปกปองจากการขมขูเปนการสวนตัว สังคม หรือผูมีอิทธิพลใด ๆ ดังนั้นเนื่องดวยขอจํากัดนี้ ไมมีใคร
สามารถบังคับใหตอตานความตองการของเขาหรือใครก็ตามที่ยับยั้งเนื่องมากจากการกระทําดวยความตั้งใจ
ในเรื่องราวทางศาสนาดวยสวนตัวหรือสาธารณะ ทั้งตอตนเองและผูอนื่ (DH 2:1ab)

21

1.11.4 พื้นฐานของเสรีภาพทางศาสนามากจากศักดิ์ศรีของมนุษย
มากวานัน้ สังคายนาวาติกันที่ 2 ไดประกาศวา สิทธิเสรีภาพทางศาสนา มีพื้นฐานมากจาศักดิ์ศรีของ
ความเปนมนุษย ที่เรารูมาจากพระวาจาของพระเจาและดวยเหตุผลในตัวของมันเอง สิทธิของมนุษยตอ
เสรีภาพทางศาสนานี้ตองไดรับการมอบจากรัฐธรรมนูญหรือคําสั่งจากสังคมเชนเดียวกับการสรางสิทธิ
พลเมือง (DH 2:1b)
1.11..5 เสรีภาพทางศาสนาเพื่อความดีของชุมชน
เสรีภาพหรือปราศจากากรขมขูในเรื่องของศาสนา ที่ซึ่งเปนสิทธิสวนบุคคล ซึ่งสอดคลองมนุษย
เมื่อพวกเขาปฏิบัติในชุมชน ชุมชนศาสนาตองการธรรมชาติของมนุษยและศาสนา (DH 4:1)
เพราะฉะนั้น ความตองการคําสั่งเปนทางการไมมีความรุนแรง กลุมนี้มีสิทธิเสรีภาพสามารถที่จะ
จัดการองคกรของเขาตามหลักการของเขา (DH 4:2b)
ชุมชนศาสนามีสิทธิในการไมถูกกีดกันทางกฎหมายหรือการบริหารจัดการโดยอํานาจรัฐใด ๆ ใน
การเลือก ในการอบรม หรือ ในการแตงตั้ง โยกยายในงานของตนเอง การโบกยายเปนผูใหญ๕ณะคระเอง
1.11..6 เสรีภาพทางศาสนาไหลมาจากธรรมชาติของความเชื่อ
การกระทําของความเชื่อโดยธรรมชาติแลวเปนการกระทําอยางเสรี มนุษยไดรับการไถกูจากพระ
คริสตเจา ผานทางพระเยซูเจา พวกเขาไดกลายเปนบุตรบุญธรรมของพระเจา เขาไมสามารถมอบผูติดตาม
พระองคไปหาพระบิดาไดถาเขาไมไดมอบตัวพระเจาเหตุผลคือความเชื่อและเสรีภาพ เพราะฉะนั้นมันคือ
ความสมบูรณคามธรรมชาติของความเชื่อในเรื่องของศาสนา รูปแบบใด ๆ ก็ตามที่เปนการขมขูจากมนุษยก็
ควรขจัดมันออกไป (DH 10:b)
1.12 ขอควรคํานึงในการทําศาสนสัมพันธ
เปนที่ประจักษวาการทําศาสนสัมพันธไมมีมนตใดสามารถทําใหเกิดผลตามตองการได ถาเกิดผลดี
แสดงวาขอเรียกรองตาง ๆ เหลานนี้ควรจะนําไปใช จากประสบการณชี้ใหเห็นวาเพื่อผลประโยชนของการ
เสวนาอยางแทจริงควรจะมีทัศคติและคุณภาพที่จําเปนของผูรวมเสวนามีดังนี20้
1.12.1 เสรีภาพในสังคม โดยเฉพาะเสรีภาพทางศาสนา
บรรยากาศที่ทาํ ใหการเสวนากันนั้นเกิดผลดีคือ เสรีภาพ สังคมใดที่ประชาชนไมสามารถมีเสรีภาพ
ในดานตาง ๆ หรือไมพบก็ตอเมื่อตองการหรือไมก็แสดงความรูสึก ไมใชเปนการสงเสริมความสัมพันธใน

20

Kuttianimatthil, "Practice of Interreligious Dialogue",118-113

22

การเสวนากัน เสรีภาพทางศาสนาตองพูดถึงเปนพิเศษ ทั้งสวนตัวและชุมชนสังคม ควรมีอิสระจากการ
บังคับในเรื่องของมโนธรรมและศาสนา21
1.12.2 ยอมรับคุณลักษณะของคูเสวนา
ทัศนคติที่รูสึกวาตนเหนือกวานั้นไมมีที่ในการทําศาสนสัมพันธ 22 คนอื่นก็มีบางสิ่งทีจ่ ะไดรับและ
บางสิ่งที่จะให เหตุผลคือทุกคนเทาเทียมกัน เรากําลังจาริกพรอมกัน และเหมือนกับวาเราเปนสมาชิกของ
ศาสนาที่แตกตางกัน เราตองเรียนรูจากคนอื่นและดึงใหเขาใกลความจริง (cf. RM 56) ถาแตละคนไมรัก
เคารพ นับถือกลุม เชนทัศนคติลมเหลว กลายเปนการติดตอกันดวยคําพูดที่สุภาพเทานั้น แตละคนปดใจ
ในการตอตานคนอื่นและก็เปนการปดประตูในการตอตานผลของการแลกเปลี่ยนดวย
1.12.3 แรงจูงใจที่โปรงใส
เราไมสามารถพบคนอื่นไดถา เราซอนความตั้งใจบางอยางในใจและแสดงออกดวยคําพูดที่สับสน
ไมควรใชทั้งการซอนไวหรือการเปดเผย
เพื่อเปนวิธีในการทําใหคนอื่นนั้นกลับใจในความเชื่อของเรา
ความสัมพันธระหวางคูสนทนาในการเสวนาควรทีจ่ ะชัดเจนในเอกลักษณของตัวเอง
เชนควรเปนคนที่
ยืนยันในศาสนาของตนในชุมชนไมใชคนที่มีปญหา มันเปนเรื่องที่สําคัญที่คาดหวังจากคูเสวนาคือความ
มั่นคงในประเพณีวฒ
ั นธรรม ความเชื่อ และการปฏิบัติความเชื่อของเขาในชุมชน ดังนั้นบุคคลนั้นสามารถ
พบปะกับผูมีความเชื่ออื่นปราศจากอันตรายตอความเชื่อของตนเอง
1.12.4 การมั่นใจในคุณคาของการเสวนา
มีเสียงสวนใหญพูดถึงวาการที่การเสวนาจะเกิดประโยชนนั้น สิ่งที่คูสนทนาตองเอาใสคือ คือ
คุณคา ยังมีบางคนเขาใจวาการเสวนาสงวนไวสําหรับผูเชี่ยวชาญเทานั้น สวนคนอื่นยังสงสัยวานี่คือ
สัญญาณของความสงสัยเกีย่ วกับศาสนาหรือเครื่องแสดงอาการของความออนแอของการขาดความสําเร็จใน
การทําใหคนกลับใจ ผูนับถือศาสนาอื่นบางคนพูดวา เมื่อคาทอลิกไมสามารถทําใหเรากลับใจได จึงเริ่มทํา
การเสวนากัน ตราบใดที่คิดอยางนีก้ ็ไมสามารถจะสงเสริมความสัมพันธอยางมีความหมายไดในการเสวนา
กัน
1.12.5 การเปดเผยตอคนอืน่
แนวคิดของการเปดตัวของคูเสวนามีหลายทาง เชนตอพระเจา การเสวนาของบุคคลควรเปดเผยใน
กิจการของพระเจาผานทางพระหรรษทานของพระองคในตัวเขา รวมทั้งเจตนาและความชื่นชมยินดีในงาน

21
22

Arinze, 1995, p.55.
Cf. Michel Amaladoss, Mission Today, 1989 p.69-70.

23

ของพระเจาทีผ่ านทางผูมีความเชื่ออื่นและ เปดใจกวางตามคุณคาที่สรางสรรคที่อยูทามกลางผูมีความเชื่ออื่น
เหลานั้น
อีกอยางหนึ่งคือตอผูมีความเชื่ออื่น เปดตัวเองรวมทั้งแกไขแนวคิดทีไ่ ดรับมาเกีย่ วกับเขา ดวยอคติ
การตัดสินที่ผิด การเสวนาเพื่อเปดตัวเองเพิ่มคุณคาตอคนอื่นโดยการยอมรับขอบทพรองผิดพลาด หรือใน
ทัศนคติ หรือการโออวดที่วา "ศาสนาของตนเองไมเคยผิดพลาด"
1.12.6 พรอมที่จะเปลี่ยนแปลง
การเสวนาเรียกรองใหละทิ้งสิ่งเกาและรับเอามุมมองใหม และลึกในศาสนาของตน "ความพรอม
ในการเสวนา อันดับแรก คือ การพบวามีความหมายตอความเชื่อของเรา"
1.12.7 อุทิศตนเพื่อความจริง
ความจริงคือหนึ่งเดียว แตมีหลายหนา และแตละศาสนาเปนหนาหรือภาพของความจริง ซึ่งได
แสดงออกภายสัญลักษณและรูปแบบในวัฒนธรรม ประวัติศาสตรที่แตกตางกัน "ไมมีใครครอบครองความ
จริงแตผูเดียว เราตางจาริกเพือ่ แสวงหาความจริง"
1.12.8 ทัคนคติของความรักและความหวัง
ถาความรักเปนพลังที่โนมนาวเราทําเสวนา เราอาจจะพูดไดวามันคือพลังที่ยั่งยืนในการเสวนา" การ
เสวนาอาจะเรียกไดวา การจาริกของความหวังทีแ่ สวงหาที่ไกลออกไป
1.12.9 มีความพรอมในการเตรียมตัว
เพื่อที่จะไดรับความรูที่เพียงพอในวัฒนธรรมที่ตั้งขึ้นมาเทากับแนวคิดพื้นฐานของศาสนาและความ
เหมือนของพระคัมภีรของคูเสวนา สามารถสรุปทัศนคติไดดว ยคําวา "การเคารพ" การเคารพนี้มีสองแง คือ
การเคารพคําถามที่ตอ งการแสวงหาคําตอบที่ลึกในชีวติ และ การคารพสําหรับกิจการของพระจิตเจาใน
มนุษย นี่มีสําความสําคัญโดยเฉพาะผูที่อยูในตําแหนงผูนํา ถาคนหนึง่ สนใจชื่นชอบในศาสนาอืน่ ก็ตองให
เวลาในการเรียนรูพอสมควร เพื่อจะรูวาศาสนานั้นถือหรือสอนอะไร ก็ตองแนะนําใหอานและพูดคุยกับเขา
แตอยางนอยสําหรับคริสตชน ก็มีความสําคัญในการอานของผูเขียนทีค่ ริสตชน ผูซึ่งมีความรูดีในศาสนานั้น
ดวย แตในเวลาเดียวกันใครที่สามารถนําเสนอเทววิทยาของคริสตชนจากจุดยืนของคริสตชน นี่คือบท
สังเคราะหที่ชว ยผูที่ไมชํานาญใหรูในการทําการเสวนากับผูมีความเชือ่ อื่น
1.12.10 เยียวยารักษาความทรงจําที่ไมดีในอดีต
มรดกตกทอดจากศาสนาสูผูนับถือในปจจุบันซึ่งเขาเหลานี้ไมตองรับผิดชอบ
ความทรงจําใน
ประวัติศาสตรบางอยางเปนความเขาใจผิด การโออวด ความไมชัดเจนในรายละเอียด ความโกรธ สืบทอด

24

มาสูชนรุนแลวรุนเลา การกระทําที่ไมยตุ ิธรรม และการบังคับจิตใจจากชวงเวลาของเราสูรุนตอไป เมื่อ
สถานการณเปลี่ยนการรับรูหรือการซึมซับก็เปลี่ยนไปดวย เชนสงครามครูเสดและสงครามศักดิ์สิทธิ์ใน
ประวัติศาสตรระหวางมุสลิมกับคริสเตียน การลาอาณานิคมของประเทศในยุโรปที่เกิดขึ้นกับชาวมุสลิม
สวนใหญ ทําใหมุสลิมเขาใจผิดในเอกลักษณของคริสตชน บางประเทศในเอเซียการลาอาณานิคมและการ
สงเสริมรูปแบบชีวิตของคริสตชนแบบชาวยุโรป ขัดขวางการทําศาสนสัมพันธกับคริสตชนในยุโรป สิ่ง
เหลานี้เราสามารถโยงเขาสถานการณในสวนทวีปแอฟริกา ประวัตศิ าสตรระกวางฮินดูกับซิกซ ระหวาง
มุสลิมกับบาไฮ ไมใชจะราบเรียบหรือมีแตความสงบสุขเสมอไป ในกรณีตาง ๆ เหลานี้มีประโยชนสําหรับ
การเตรียมตัวแทนของศาสนาตาง ๆ ในการทําเสวนากัน แสวงหาความอดทนในปลอดปลอยความเทาที่
เปนไปได และหาหนทางในการคืนดีกัน ขอโทษกันอยางจริงใจ การอภัย ความรักและความเปนหนึ่ง
เดียวกัน การแกปญหาไมสามารถที่จะลบลางความทรงจําที่ไมดีนนั้ ออกไปอยางทันทีทันใด พวกเขาจะไม
เดินออกไปจากเสนทางนี้ และจะยอนกลับมาอีกครั้งเพือ่ ทําลายการเสวนาอยางฉันทพี่นอง สิ่งที่ตอ งกระทํา
คือการเผชิญหนากับสิ่งเหลานี้อยางซื่อสัตย ตรงไปตรงมาดวยใจทีพ่ รอมที่เปดเผยความจริงและคืนดีกนั ดวย
1.12.11 ความเฉื่อยชาทางศาสนา
เมื่อศาสนาไมมีขอผูกมัดตออะไร ก็ไมมคี วามกระตือรือรนในการเสวนากัน ประชาชนคลั่งไคล
วัตถุนิยมทําใหศาสนานั้นตกต่ําโดยความแตกตางทางศาสนา ไมสามารถที่จะคาดหวังอะไรจากคูเสวนาได
รุนของเราสวนใหญแลวถูกตราดวยลัทธิตา งๆ และสิ่งลึกลับ ศาสนาเท็จเทียมตางๆ บางศาสนาเปนแบบ
ธรรมดา บางอยางเปนแบบธุรกิจ บางสวนเผยแสดงตนเปนแบบศาสนาหรือแบบศาสนาที่เหนือกวาของคน
อื่น สวนนอยที่ตองการยอมรับความเปนหนึ่งเดียวของศาสนา บางศาสนาโจมตีศาสนาอื่นดวยการสราง
ศาสนาใหม
ทุกสวนก็สรางความสับสนตอประชาชนและสรางความยุงยากในการทําการเสวนาดวย
แนนอนไมเหมาะสมที่จะใหแนวคิดความตองการในการทําเสวนามุงเนนในที่ที่เดียวเทานัน้ กลุมบุคคลหรือ
กลุมผูมีความเชื่อ
อยางไรก็ตามทุกศาสนา
ผูมีความเชื่อทุกคนสามารถกาวสูขั้นตอไปในการสราง
บรรยากาศในการเปนมิตรตอกันใหมากทีส่ ุด
1.13 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
1.13.1 การดูถูกเหยียดหยาม
ไมมีหลักการพื้นฐานใด ๆ ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ อนุญาตใหเกิดการดูถูกเหยียดหยาม ระหวาง
บุคคลตอบุคคลหรือ ประชาชนตอประชาชน เพราะเหตุจากเสรีภาพหรือศักดิ์ศรีความเปนมนุษย (NA 5:2)
เพราะฉะนั้นพระศาสนจักรไดพิสูจนวา เชนเดียวกับชาวตางชาติในสมัยพระคริสตเจา การดูถูกเหยียดหยาม
ใด ๆ ที่ตอตานคนหรือการกอกวนใด ๆจากพวกเขาดวยพื้นฐานของ เชื้อชาติ ผิวสี เงื่อนไขในชีวิตหรือ
ศาสนา (Na 5:3a)

25

1.13.2 การตัดสินหรือการกลาวหา
ถึงแมวาผูมีอํานาจชาวยิวและผูที่ติดตามในความตายของพระคริสตเจา ไมใชยิวทั้งหมดในเวลานัน้
ถูกดูถูกเหยียดหยาม หรือ สามารถกลาวหาชาวยิวในปจจุบันวาเปนอาชญากรรมในระหวางการทรมานพระ
เยซูเจาได (NA 4:6)
1.13.3 การกดขี่รังแก
จริง ๆแลวทุกรูปแบบของการกดขี่ที่ตอตานใครก็ตามทั้งทางตรงหรือทางออม พระศาสนจักรระลึก
เสมอวา มรดกตกทอดกับชาวยิวไมไดเขาไปเกี่ยวขอกับการเมือง แตเปนเรื่องของแรงจูงใจดานศาสนาใน
ความรักที่มีตอ กัน พระศาสนจักรเสียใจกับการเกลียดชังทุกอยาง การกดขี่ขมเหง ทีแสดงออกมาทางการ
ตอตานพวกเซไมตทุกระดับและทุกเมื่อหรือทุกรูปแบบทีเ่ ปนการตอตานชาวยิว
1.14 อุปสรรคในการทําศาสนสัมพันธ
1.14.1 ปญหาจากคริสตชน
กอนอื่นหมดคือ ปญหาทางเทววิทยา ในคําถามที่เกี่ยวกับความเปนหนึ่งเดียวและสากลของพระเยซูเจา
เทววิทยาวาพระคริสตเจา ในคําถามที่วา พระเยซูเจาเปนผูชวยใหรอดหนึ่งเดียวเทานั้น หรือผานทางพระเยซู
เจาเทานัน้ ที่มนุษยสามารถรอดพนได (Cf. 1 Tim 2:4; Acts 4:12) นี่คือคําถามที่สําคัญในการศาสนสัมพันธ
หนทางใดที่ความเปนหนึ่งเดียวของพระเยซูเจาสามารถเขาใจและนําไปสูพี่นองศาสนาอื่นดวยรูปแบบของ
พระผูไถ
ที่สัมพันธกันมากคําถามที่เกี่ยวกับคริสตวิทยาและอาวสานตกาล
บทบาทความเปนหนึ่งเดียวของ
พระศาสนจักร พระศาสนอางถึงความเปนหนึ่งเดียวและความรอดของมวลมนุษย (Cf. RM 10) ไมมี
ศาสนาอื่นที่ตงั้ ใจใหพระศาสนจักรที่เปนหนึ่งนัน้ เหมือนกับ ศีลศักดิส์ ิทธิ์สากลสําหรับความรอดพน (LG 48)
การเผยแสดงที่ครบครัวเต็มไปดวยความจริง (RM 5,55,56)
บรรยากาศความเกี่ยวพันระหวางการเสวนากับการประกาศขาวดีนั้นยังกํากวมอยู ถึงแมการเสวนา
ถูกมองวาเปนสวนหนึ่งของการแพรธรรม และเปนความสําคัญอันดับแรกที่ไมเปลี่ยนแปลง (RM 44) ใน
ภารกิจของพระศาสนจักรและการเสวนายังคงเปนทางสดใสตอการประกาศขาวดี (DP 82) ดังนั้นผูที่ทําการ
เสวนากันมักไดรับการวิพากษวิจารณจากสองฝาย
จากพระศาสนจักรเองที่บอกวาไมไดอุทิศตนในการ
ประกาศขาวดีและศาสนาอืน่ มองวานีเ่ ปนยุทธศาสตรในการทําใหคนกลับใจเขาศาสนา
1.14.2 ปญหาจากศาสนาอื่น
บางคนยังมีความสงสัยในแรงจูงใจในการทําศาสนสัมพันธของคริสตชน เขาสงสัยในเจตนาในการทํา
การเสวนา บางคนตําหนิพระศาสนจักรวาสมรูรวมคิดกับวัฒนธรรมตะวันตกในการบุกรุกเอเซีย 23 ศาสนา
23

Cf. Pieris, The Holy Spirit and Asia's Religiousness< 19-20.

26

อื่นก็ไมแสดงออกในการเปดตัวเอง กระตือรือรนและสนใจในการเสวนากัน เหตุผลก็คือพวกเขาคิดวาเขา
เองก็มีผูสูงสุดและความจริงสุดทาย นี่คือสิ่งที่ทําใหขาดความสนใจ อยางไรก็ตาม เรียกรองในตรวจสอบ
ตนเองในความแตกตางในคริสตชนนั่นก็ไมทําใหการเสวนานาสนใจ
1.14.3 ปญหาทั่วไป
ขาดการอบรมคือการกลัววาจะสูญเสียความเชื่อเชนเดียวกับความไมรูในศาสนาและอคติที่ตอตาน
กัน นี่ทําใหกระบวนการการเสวนานั้นยุงยากมากขึน้ อีกอยางหนึ่งคือ ปญหาความเขาใจผิดในเรื่องภาษา
ถึงแมวาศัพทที่ใชในศาสนาคําเดียวกันแตความหมายแตกตางกันในศาสนาที่ตางกัน
ดังนัน้ จึงมีความ
ตองการในความชัดเจนในภาษาเพื่อประโยชนในการเสวนากัน ดานฝายจิตและศาสนาในแงมุมของมนุษย
สิ่งหนึ่งที่เปนเหยื่อคือการปลีกตัวเองและบริโภคนิยม
ผลที่ตามมาคือ การเสวนาใชหัวขอที่ถูกตองทั้ง
สําหรับคริสตชนและศาสนาอื่น24
1.15 ผลของการเสวนา
ผลของการเสวนาก็คือเปาหมายของการเสวนาเชนกัน เปาหมายของทุก ๆ การเสวนาคือการเพิม่
คุณคาอยางแทจริง ความจริงแลวในการเสวนาเราคนพบเมล็ดพันธุแหงพระวาจาในนัน้
พวกเขาพบกัน
เพื่อที่จะไดรับจากกันและกัน เพื่อแบงปนความร่ํารวยที่พระเจาไดประทานใหกับคนอื่นและศาสนิกชนของ
แตละศาสนาตามวัฒนธรรมของตน 25 ผลที่สําคัญคือการชําระความเชือ่ เปนการใหความรูศาสนาของเรา
ใหแกเขาและของเขาใหแกเราและรวมทั้งวัฒนธรรมประเพณีดว ย การเสวนาก็เหมือนกับการแสวงหาความ
สวาง เผยตัวตนอยางแทจริงในแรงจูงใจและเหตุผลสําหรับการติดตอกัน ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเอง บางคน
อาจจะรูสึกไมสบายในทัศนคติ เชน ความเห็นแกตัว ความไมเขาใจ ความไมปลอดภัย ฯลฯ สิ่งที่ทําใหเกิด
การตกใจในการพบกันอาจจะดวยคําถามทีเ่ กิดขึ้น สําหรับคริสตชนคือแกไขความกตัญูและทําลายอคติ
ตาง ๆ 26
อยางไรก็ตามนอกเหนือจากและไกลออกไปจากผลประโยชนของการเสวนานั้น เราสามารถพูดได
วาการพบปะแลกเปลี่ยนกันนั้นมันก็มีคุณคาในตัวมันเออยูแลว มันก็จบลงในตัวมันเอง ดังนัน้ การเสวนา
ไมใชเสมือนหนึ่งวาเปนเครื่องมือในการทําใหคนอื่นกลับใจ ตรงกันขามแนวโนมในการกลับใจมาหาพระ
ของตัวเอง เรามารถพูดไดวาในการเสวนาทั้งคูเสวนาไดประกาศพระเยซูเจาในความรูสึกที่นําไปสูการอุทิศ
ตนที่ยิ่งใหญตอ พระเจาและตอมนุษย นี่คือการแพรธรรมอยาแทจริงผานทางการเสวนาซึ่งเปนผลที่แทจริง
ปราศจากขอสงสัย

24
25
26

Vadankumpadan Paul, Missionary of Christ, VIP, 2006 p.207.
cf. Puthenpurakal, Dialogue, Essay.
Cf.Katianimattathil, Practice and Theology of Interreligious Dialogue.

27

เราสามารถพูดไดวาผานทางการเสวนาทําใหคริสตชนกับผูมีความเชื่ออื่นกาวเดินดวยกันดวยความ
จริง ใหถอมตนมากขึ้น แสวงหาความจริงมากขึ้นและเต็มเปย มดวยความหวัง เพราะฉะนัน้ ผลของการ
เสวนาคือ ความสัมพันธระหวางคนและความสําพันธระหวางคนกับพระเจา
1.16 ความเสี่ยงในการทําศาสนสัมพันธ
เราจะตอบขอโตแยงนี้อยางไร ศาสนสัมพันธไมใชขอเลือกในโลกปจจุบัน มันก็มีอันตราย มัน
เสี่ยง อันตรายจากการสูญเสียความเชื่อ ความสัมพันธ การประสานความแตกแยกและความแตกตางทาง
ศาสนาเหลานี้เปนการเสี่ยง เพราะฉะนัน้ ใหเราดวยทีละขอและวิธีการในการแกไข
1.16.1 อันตรายในการสูญเสียความเชื่อ
บางคนกลัววาการทําศาสนสัมพันธพวกเขาจะพบกับผูมีความเชื่ออื่นมากขึ้น พวกเขามีการเตรียม
ตัวดานเทววิทวิทยา มีทักษะในการในการพูดชักจูงหรือในการปลูกฝงความเชื่อและการปฏิบัติ หรือศาสนา
อื่นมีโครงสรางที่ดีกวา มีเครื่องไมเครื่องมือ อุปกรณ หรือในถาบันการศึกษาที่สูงและเงินมากกวา หรือบาง
คนกลัวศาสนาที่ตนนับถือนัน้ มีอิทธิพลในการเมือง ภาพรวมของการเสี่ยงเหลานี้ จะทําใหคูรวมเสวนาที่
ออนแอเกิดความสับสน บางทีการมีอิทธิพลเหนือเทววิทยา หรือการไมสามารถรับรูไดในวงจรของความ
สงสัยทางศาสนา หรือการรับหรือการละทิ้งศาสนาของตนเนื่องจากการที่คูเสวนาอิทธิพลเหนือกวา
1.16.2 ทุกศาสนาดีเหมือนกัน
การพบกันระหวางศาสนิกชนตางศาสนาบอย ๆ บางคนกลัววาจะเปนเหตุเกิดความเขาใจวาทุก
ศาสนานั้นดีเหมือนกันหมด นี่เปนความคิดที่ผิด ผูที่กลาววาทุกศาสนามุงสูพระเจาองคเดียวกัน จึงไม
จําเปนที่จะถือศาสนาเดียวเทานั้น ถือศาสนาอะไรก็ไดตราบเทาที่เราเปนคนดี ใหเราพิจารณาระหวางความ
จริงใจกับความไมมีอคติ ความจริงใจเปนเรื่องที่สําคัญโดยเฉพาะในดานศาสนา เพราะเจตจํานงทีด่ ี มโน
ธรรมที่เที่ยงตรง ความซื่อสัตย ปราศจากการหลอกลวงและอิสรภาพจากความซับซอนคือรากฐานที่ศาสนา
ตองการ แตไมใชวาความไมจริงใจนั้นไมมคี วามสําคัญ ตั้งแตเราไดรับการผูกมัดและมองดูความจริงของ
ศาสนาและยอมรับมัน ทุก ๆ คนอาจจะมีคําตอบในการเลือกศาสนาตอหนาพระเจา นี่คือหลักการสําคัญใน
อิสรภาพในการเลือกศาสนา
เพราะนัน้ แมวา ศาสนาสอนใหเปนคนดีเหมือนกัน
แตละศาสนาไมไดดีเทาเสมอกัน
นั่น
หมายความวาทุกศาสนาสอนในเรื่องเดียวกัน และทุกคนมีความรับผิดชอบเปนสวนตัว ในการแสวงหา
ความจริง เปนที่ชัดเจนในการมีอยูของความจริง ทุกคนตองเคารพศาสนาของกันและกันแมวา เราไมเห็น
ดวยก็ตาม เพราะนี่คือสิ่งความสําคัญที่ตองการจากเสวนากัน เพื่อความปลอดภัยและเกิดผลดี

28

1.16.3 กลัวการประสานความแตกแยกของหลักการทางศาสนา
กลัววาจะมีการพยายามรวมเอาศาสนาตาง ๆ เขาดวยกันและตัดศาสนาใหมออก ความพยายามนี้
ตองการที่จะอนุรักษสิ่งที่เหมือนกันของศาสนาตาง ๆ หรือชนิดของความสูงสุดของศาสนานั้น ๆ เพื่อที่จะ
ไมเกิดการขมขูกันหรือทําอันตรายตอกัน ไมใชเรื่องบอยนักที่คนจะเอาศาสนามารวมกันแลวสรางศาสนา
ใหม อยางไรก็ตาม ตามความจริงมีการผสมผสานทางศาสนา เชนที่ แอฟริกา คริสตชนบางคนเชื่อใน
ศาสนาดั้งเดินของทองถิ่นดวย หรือในอเมริกาก็ทํานองเดียวกัน ในยุโรปมีการผสมระหวางศาสนาฮินดูและ
พุทธ (หลักการพื้นฐาน) การภาวนาในการทําศาสนสัมพันธ การแตงกาย จารีตพิธี หรือีการดัดแปลง
ประยุกตกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง
1.16.4 อันตรายจากการเมินเฉยตอศาสนา
เพราะอาจจะเกิดความสงสัย จากการรูจักศาสนามากขึ้นแตไมลึก สงสัยทั้งศาสนาของตนเองและ
ศาสนาอื่นดวย แตความสําคัญอยูที่ความจริงของศาสนาไมในความคิดเห็นประชาชน ครูทุกคนรูวาไมใช
ความรูเกี่ยวกับแกนแทของความจริงและ
เฉพาะความจริงใจอยางเดียวมีความสําคัญตอนักเรียน
ความสามารถในการเปนอยูก ็มีความสําคัญเหมือนกัน
ความเมินเฉยตอศาสนาควรหลีกเลีย่ งในการทํา
ศาสนาสัมพันธ ถาผูรวมเสวนามีความเขาใจในศาสนของตนเองอยางดี และถาดําเนินชีวิตอยางแทจริงดวย
ความจริงใจ

29

บทที่ 2 รากฐานของการเสวนา ( Interreligious Dialogue: Foundation)
การเสวนากันมีความสําคัญกับโลกที่ทนทุกขในปจจุบันนี้ บอยครั้งที่เกิดความรุนแรงดวยการอาง
ศาสนา ความจริงแลวทุกศาสนาเกิดขึ้นมาดวยวัตถุประสงคเพื่อสันติภาพ ความยุติธรรม และความกลม
เกลียวกัน
เราสามารถทําไดดวยการเสวนาแบบฉันทพี่นองพระศาสนาจักรถูกสงมาเพื่อเปนเกลือดอง
แผนดินและแสงสวางสองโลก (มธ. 5:13-14) และคําสั่งของพระเยซูเจาเสมือนเปนวิธีของการสรางความ
เปนหนึ่งเดียว พระศาสนจักรไมสามารถแยกตัวออกจากศาสนาอื่น27
สังคายนาวาติกันที่ 2 อธิบายวา พระศาสนจักรเปนชุมชนของการเสวนากับศาสนาอื่นและสงเสริม
คุณคาของพระอาณาจักรพระเจา (NA. 1)
สมมติฐานคือมนุษยทกุ คนเปนประชากรของพระเจา คือพื้นฐานของการเขาสูศาสนาอื่น ๆ การ
เลือกสรรของพระเจา เปนเสมือนแผนการในการรับใชสําหรับพันธสัญญาสากลจักรวาล ไมมีการแยก
ประวัติศาสตรแหงการไถกูในพระเจา ประวัติศาสตรแหงหารไถกูซอ นไวและปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร
ของโลก ดังนั้นประชาชนทุกวัฒนธรรมและศาสนา เวลาและภูมิภาคเปนของประชากรหนึ่งเดียวของพระ
เจา รวมกันจาริกไปสูหนทางศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต28
2.1. พระคัมภีรเปนรากฐานของการเสวนา
เปนไปไดที่เราจะคนหาแนวทางการเสวนาในพระคัมภีร ผูแตงบางคนมองวาไรประโยชนในการ
คนหา เพราะหลักการของความหลากหลายทางศาสนาหรือการปฏิบัติการเสวนานัน้ คลายกับประเพณีของ
พระคัมภีร ทั้งสองอยางคือพระคัมภีรและประเพณีของคริสตชนสมัยแรกนั้นเปนไปในแงลบตอศาสนาอื่น
แตบางคนมองวาทัศนะเหลานั้นเปนไปเพื่อความอยูรอดและแสดงถึงเอกลักษณ ความเจริญ ความปลอดภัย
และสังคมวัฒนธรรม เพราะฉะนัน้ ไมมีการประนีประนอมกับเพือ่ นบานหรือศาสนาอื่น อีกดานหนึ่ง
ถึงแมวาเราไมพบคําวา เสวนาในพระคัมภีร ไมไดหมายความวาขาดรากฐานมาจากพระคัมภีร พระเจาได
เกี่ยวของกับประชากรของพระองคดวยพันธสัญญาตาง ๆ มากมาย ซึ่งมีขอเท็จจริงมากมายในพระคัมภีร
ในพันธสัญญาใหมพระเยซูเจาเองไดเกี่ยวของกับผูมีความเชื่ออื่น ๆ ในหลายกรณี สิ่งเหลานี้เปนการเสวนา
แบบการกระทํา29
พื้นฐานของการเสวนานั้นเปนแผนการของพระเจาเองในการเผยแสดงพระองคในประวัติศาสตร
แหงการความรอด มนุษยเปนฉายาลักษณของพระเจา เราทุกคนมีจดุ หมายเดียวกันคือแผนการของพระเจา
ในความรอด ที่ซึ่งเปนการเขาถึงความสมบูรณของชีวิตในพระเจา ประวัตศิ าสตรแหงความรอดเปน
27

Joseph PUTHENPARAKAL, "Dialogue: An Essay " Mission Today, 1 (1999) 1, 2&3, p. 131
Julian SALDANHA , Mission Today: Themes and Issues (Bangalore: Claretian Publications, 2006) p.63.
29
Jacob KAVULKAL, To Dather Them into One (Indore: S.S. Kendra, 1985) p. 104.
28

30

ประวัติศาสตรแหงการเสวนาระหวางพระเจากับมนุษยดว ยคําพูดและการกระทํา (DV 5 ) พื้นฐานของสิ่งนั้น
คือ ความรัก (ES 70)30
2.1.1 พันธสัญญา : ความสัมพันธระหวางบุคคล
การเรียนรูรากฐานของการเสวนาในพระคัมภีรนั้น จะออกมาหรือนําเสนอในประวัติศาสตรของ
พันธสัญญา เบื้องตนของเครื่องหมายแหงพันธสัญญาคือความสัมพันธสวนตัวหรือระหวางบุคคล พระเจา
ตอสิ่งสราง พระเจาตอประชากรของพระองค 31 (โนอาห อับราฮัม ยาโคบ โมเสส ชาวอิสราเอลฯลฯ)
เราสามารถแบงออกเปน 3 ยุค อยางแรกคือพันธสัญญาสากลดั้งเดิมของพระเจา พระเจาทําพันธ
สัญญาโดยตรงกับมนุษยและจบลงดวยบาป ขั้นตอนที่สองคือการเลือกสรรเฉพาะบุคคลในการรับใชพระ
เจา ขั้นตอนที่สามคือพันธสัญญาสากลคือ พระอาณาจักรของพระเจาซึ่งสรางโดยพระเยซูเจา “แตเมื่อถึง
เวลาที่กําหนดไว พระเจาทรงสงพระบุตรของพระองคใหมาบังเกิดจากหญิงผูหนึ่ง” (กท 4:4)32
2.1.1.1 พันธสัญญาเดิม
ประวัติศาสตรแหงความรอดเริ่มมานานแลวโดยเฉพาะอยางยิ่งชาวอิสราเอล แผนการการไถกูของ
พระเจาไดแผขยายไปสูมนุษยทั้งมวล ไมใชวาครั้งแรกเปนการเลือกสรรประชากรของพระเจาและตอมาคน
ตางศาสนา โดยเฉพาะอยางยิ่งในสองโอกาส คือการสรางมนุษยตามพระฉายาลักษณของพระองคและ
ตอมากับโนอาหเผาพันธุใหม การเลือกสรรชาวอิสราเอลไมใชเปนการทําลายหรือแทนที่พันธสัญญาสากล
ที่กระทํากับโนอาห33
ก) พันธสัญญาสากลเริ่มแรกของพระเจา
ในสิบเอ็ดบทแรกของหนังสือปฐมกาล
ซึ่งแสดงใหเห็นวามนุษยทุกคนไดรบั ผลประโยชนจาก
แผนการของพระเจา ไมใชชาวอิสราเอลเทานั้น คําสัญญาถึงพระชวยใหรอดนั้นสําหรับมนุษยทั้งมวล
ข) การสราง : พันธสัญญาแรก
ลักษณะทั่วไปของประวัติศาสตรการสรางในปฐมกาล (ปฐก. 1:1-2:25) นั้นมีพระเจาเดียวเทานั้นที่
สรางสรรพสิ่ง ธรรมชาติและจุดหมายเดียวกัน ลักษณะทั่วไปนัน้ ไดใหจุดแข็งพื้นฐานสําหรับความสัมพันธ
ระหวางบุคคลตาง ๆ วัฒนธรรมและศาสนา เนนย้ําในพระเจา

30

PUTHENPARAKAL," Dialogue: an Essay", pp. 131-132.
D.V. JOHN, " Biblical Interpretation Reflected in the Contemporary Theological Writings on Ecology",
Indian Theological Studies 37 (2000) 3-4 p .271.
32
Jacob KAVULKAL, To Dather Them into One (Indore: S.S. Kendra, 1985) p. 42
33
Jose KUTTIANIMATTATHIL, Practice and Theology of Interreligious Dialogue (Bangalore: PsT.Paul's
Press, 1994) pp. 580-581.
31

31

แนวคิดแบบชุมชนหรือสังคมนั้นแสดงใหเห็นถึงภาพลักษณของพระเจา
พวกเขาตองอาศัยอยู
ดวยกัน เปนหนี่งเดียวกัน ในรูปแบบของพระตรีเอกภาพ เปนหนึ่งเดียวในความแตกตางกัน แต
ความสัมพันธระหวาทั้งสามก็แนนแฟน ความเทาเทียมกันและความเกีย่ วเนื่องกันระหวาสมาชิก34
เพื่อนําแผนการนี้สําเร็จสมบูรณ พระเจาไดมีสวนรวมทั้งในการกระทําและพระจิตเจาตั้งแตเริ่มตน
ทุกสิ่งถูกสรางโดยพระวจนาตถ (ยน 1:1-9)35
ค) พันธสัญญากับโนอาห : สากลและจักรวาล
พันธสัญญากับโนอาหหลังน้ําทวมโลก (ปฐก. 9:1-17) เปนการเริ่มตนใหมอกี ครั้งหนึ่งของพันธ
สัญญา พันธสัญญานี้รวมถึงเผาพันธุและสิ่งสรางทั้งหลายดวยที่รอดจากน้ําทวม รุงเปนสัญลักษณของพันธ
สัญญาของพระเจาตอโลก “เราตั้งรุงของเราไวเราเมฆ และรุงนั้นจะเปนพันสัญญาระหวางเรากับโลก” (
ปฐก. 9:13)36
ง) พันธสัญญากับอิสราเอล : การเลือกสรรและจักรวาล
พันธสัญญาเดิมพูดถึงแผนการความเมตตาของพระเจาไดโอบกอดมนุษยทุกคน เชนเรื่องราวของ
อาดัมและหอบาเบล ทุกครอบครัวในโลกนี้ควรไดรบั การอวยผานทางประวัติศาสตรพันธสัญญากับอับรา
ฮัม “เราจะอํานวยพรแกบุคคลที่อวยพรเจา เราจะสาปคนที่แชงเจา บรรดาเผาพันธุทั่วโลกจะไดรบั พรเพราะ
เจา ( ปฐก 12:3) ครั้งแรกพระเจาอวยพรประชากรที่ทรงเลือกสรรและจะอวยพรสําหรับสากลจักรวาล37
การเลือกสรรไมใชเปนการเฉพาะหรือผูกขาด แตรวมทั้งจักรวาลดวย การเลือกสรรไมใชสิทธิ
พิเศษ แตเปนภาระหนัก ความรับผิดชอบ การรับใช การเลือกสรรเปนชื่อที่ใหมาจากประสบการณความ
รักของพระเจา
จ) มุมมองของการมุงเขาสูแ ละการกระจายออกจากศูนยกลาง
โดยเฉพาะการเลือกสรรของชาวอิสราเอล ไดถูกเขาใจวาเปนหนทางในพระญาณสอดสองพระเจา
ในอิสยาห 40-45 เรียกรองใหชาวอิสราเอลเปนแสงสวางใหนานาชาติ แมจะแสดงออกในมุมมองเฉพาะ ใน
พันธสัญญาเดิมสวนใหญภารกิจทั้งหลายมุง เขามาหาศูนยกลางหรือพระเจา
เราพบไดในพระคัมภีร
วรรณกรรม ฯลฯ 38
อิสราแอลเปนอาณาจักของสงฆ “ เจาทัง้ หลายเปนอาณาจักรปุโรหิต และเปนชนชาติบริสุทธิ์
สําหรับเรา นี่เปนถอยคําทีเ่ จาตองบอกใหชาวอิสราเอลฟง” (อพย. 19:6) นี่เปนสิ่งสําคัญ เพราะการเปน
สงฆคือการเปนคนกลางระหวางพระเจากับมนุษย
34

JOHN, Biblical Interpretation Reflected, p. 265.
Julian SALDANHA , Mission Today: Themes and Issues (Bangalore: Claretian Publications, 2006) p.109.
36
PATHIL, " Biblical and Theological Foundation for Interreligious Dialogue", p. 57.
37
Jacob KAVULKAL, To Dather Them into One (Indore: S.S. Kendra, 1985) pp. 35-36.
38
Paul VADAKUMPADAN, Missionaries of Christ: A Basic Course in Missionary ZShillong:Vendrame
Institute Publications, 2006) p>63.
35

32

การเลือกสรรไมใชเปนการเฉพาะหรือผูกขาด แตรวมทั้งจักรวาลดวย การเลือกสรรไมใชสิทธิพิเศษ แต
เปนภาระหนัก ความรับผิดชอบ การรับใช การเลือกสรรเปนชื่อที่ใหมาจากประสบการณความรักของพระ
เจา
2.1.1.2 พันธสัญญาใหม
แผนการสําหรับจักรวาลของพระเจาตั้งแตแรกเริ่ม ไดเผยแสดงในองคพระเยซูเจา คือ ทุกสิ่งคืนดีกบั
พระองค ทําใหอิสระจากความเปนทาส การเสื่อมสลาย และนําทุกคนกลับมาหาพระองค
ก) พระอาณาจักรของพระเจา: พันธสัญญาสากลใหมในพระเยซูเจา
มีการพบคําวา พันธสัญญา เกือบ 300 ครั้งในพันธสัญญาเดิม แตเกิดขึ้นแค 33 ครัง้ ในพันธสัญญา
ใหม การกระทําของพระเยซูเจาทําใหพนั ธสัญญาเดิมสําเร็จสมบูรณ เพราะฉะนัน้ คําวาพันธสัญญาปรากฎ
ไมบอยแตพันธสัญญาใหมที่พูดถึงนั้นคือพระอาณาจักรของพระเจา เราตองเรียนรูพ ระอาณาจักรของพระ
เจาจากภารกิจและคําสอนของพระเยซูเจา อุปมาก็เปนการเทศนสอนชนิดหนึ่งของพระเยซูเจา พระเยซูเจา
ไดสั่งใหบรรดาศิษยของอยางเดียวกับที่พระองคปฏิบัติคือ ประกาศพระอาณาจักรของพระเจา “ทรงสงพวก
เขาไปประกาศพระอาณาจักรของพระเจาและรักษาโรค (ลก. 9:2)39
ข) นโบบายของพระเยซูเจา : รวบยอดความเมตตาของพระเจา
ภารกิจเริ่มแรกในกาลิลี พระเยซูเจาไดนําเสนอแผนงานหรือนโยบายทั้งหมดของพระองค “พระ
จิตของพระเจาทรงอยูเหนือขาพเจา พระองคทรงเจิมขาพเจาไว ใหประกาศขาวดีแกคนยากจน ทรงสง
ขาพเจาไปประกาศการปลดปลอยแกผูที่ถูกจองจํา คืนสายตาใหแกคนตาบอด ปลอยผูถูกกดขี่ใหเปนอิสระ
ประกาศปแหงความโปรดปรานจากพระเจา (ลก. 4:18-19)40
ค) พระเยซูเจาและพระอาณาจักรของพระเจา
ศูนยกลางของสารของพระเยซูเจาในพันธสัญญาใหมคือ พระอาณาจักรของพระเจา พระอาณาจักร
ของพระเจานัน้ เปนความจริงสากลที่ชัดเจนคือเหนือกวาชาวยิว เปนสังคมใหมทคี่ วามเปนบิดาและความ
เปนลูกไดเกิดขึ้นสมบูรณ สรางความเทาเทียมกัน ความยุติธรรม อิสรภาพ สันติสุข และไมไดคํานึงถึงเชื้อ
ชาติ เผาพันธุ ความเชื่อและเพศบางทีคําจํากัดความที่ดที ี่สุดของพระอาณาจักรพระเจาก็คือ บุญลาภนั่นเอง
เพราะบทเทศนบนภูเขา พระเยซูเจาไมไดสอนชนชาติใดชาติหนึ่ง41
ง) พระเยซูเจาแบบอยางของการเสวนา
พระเยซูเจาไดเลือกความหลากหลายของศาสนา ในภารกิจสาธารณะของพระองค พระองคไดมี
หลายโอกาสทีไ่ ดพบกับคนตางศาสนา กับคนปวย คนยากจน คนบาป คนถูกผีสิง คนเก็บภาษี ฯลฯ
39

Jacob KAVULKAL, To Dather Them into One (Indore: S.S. Kendra, 1985) pp. 43-44.
Ibid. P. 79.
41
PATHIL, " Biblical and Theological Foundation for Interreligious Dialogue", p. 59.
40

33

นอกจากนั้นรวมชาวทั้ง โรมัน สะมาเรีย กรีก ในการพบกับคนเหลานั้น พระเยซูเจาไมเคยตัดสิน ลงโทษ
ตรงกันขามพระองคไดทรงเคารพพวกเขา พระองคไดแสดงความชื่นชมในความเชือ่ ของเขา42
จ) คริสตชนกลุมแรกและพระอาณาจักรของพระเจา
พระศาสนจักรไดเผยแสดงตอโลกในวันพระจิตเจาเสด็จลงมา อัศจรรยแหงลิน้ (หรือการพูดภาษา
ตางๆ ไดของอัครสาวก) เปนสัญลักษณของสากลจักรวาล ลักษณะพิเศษของพันธกิจคริสตชน และมีอกี
ครั้งหนึ่งในความขัดแยงทีเ่ กิดขึ้นที่เยรูซาเล็ม เปโตรไดกลาววา “พระเจาผูทรงลวงรูจิตใจ ทรงเปนพยาน
ยืนยันแกคนตางศาสนาโดยแระทานพระจิตเจาใหเขา เหมือนกับที่ประทานใหแกเรา (กจ.15:8)43
พระศาสนจักรเกิดขึ้นเพื่อเปนเครื่องมือสําหรับพระอาณาจักรพระเจา ซึ่งเชื้อเชิญคนทุกคนเขาสูการ
เสวนาและสรางความสัมพันธ ไมใชดว ยการปฏิเสธเอกลักษณของแตละคน แตโดยการเปลีย่ นแปลงที่สูง
กวา พระอาณาจักรตองการ การกลับใจ ตายตอความเห็นแกตวั ของเรา และหันกลับไปสูผูอื่น และการกลับ
ใจไมใชจากศาสนาหนึ่งไปอีกศาสนาหนึง่ 44
ใน 1ทิโมธี 2:3-6 นักบุญเปาโลไดอธิบาย การเรียกแบบสากลถึงความรอด และ การขยายของการ
ไถกูแบบสากลในการบูชาตัวเองขอวงพระคริสตเจา ประชาชนสามารถถูกตัดสินโดยการกระทําของความ
เชื่อมากกวาการกระทําตามกฎ เพราะพระเจาคือพระเจาของชาวยิวเชนเดียวกับคนตางศาสนา เปาโลกเนน
วา อับราฮัมรอดไดดว ยความเชื่อ และทานก็เปนบิดาของผูมีความเชื่อทั้งหลายไมวายิวหรือคนตางศาสนา
ความรอดพนดวยความเชื่อเปนหนึ่งในหัวขอสําคัญของพันธสัญญาใหม45
2.2. รากฐานเทววิทยาสําหรับการเสวนา
สวนนี้ไดนําเสนอเกี่ยวกับเอกสารของสังคายนาวาติกันที่ 2 และหลังวาติกันที่ 2 ทีเ่ กี่ยวของกับการ
เสวนา โดยสรุปประวัติศาสตรของพระศาสนจักรจนถึงสังคายนาวาติกันที่ 2 และเทววิทยาของศาสนาที่
สําคัญ
2.2.1 เทววิทยาของพระศาสนาจักรในเรื่องศาสนาถึงวิติกนั ที่ 2
ประวัติศาสตรของพระศาสนจักรนําเสนอแกเราดวยภาพลานตาในการเขาถึงและแกปญ
 หาสอง
มุมมองอันตราย น้ําพระทัยของพระเจาในความรอดและความรอดพนในพระเยซูเจาเทานัน้ มันเปนการ
สุดโตงในการปฏิเสธความรอดของศาสนาอื่น ในวาติกนั ที่ 2 ทัศนคติของพระศาสนาจักรตอผูมคี วามเชื่อ
อื่น โดยการแสดงออกดวยความเขมงวด ผูกขาด ตอผูที่เปดตัวมากกวา ความผูกขาดเปนมาอยางไร
42
43

PATHIL, " Biblical and Theological Foundation for Interreligious Dialogue", p. 60.
Jacques DUPUIS, Jesus Christ at the Encounter of World Religions (New York: Orbis Books, 1991) pp.

154-155.
44
45

PATHIL, " Biblical and Theological Foundation for Interreligious Dialogue", p. 60.
Ibid. p. 60.

34

ก) คริสตชนสมัยแรก (30 CE – 100 CE)
คริสตชนยุคแรก เกี่ยวของกับศาสนาอื่นในมุมมองของศาสนา-ปรัชญา-วัฒนธรรมตามลําดับ ไป
นาดัต ไดนําเสนอ 3 สิ่งที่มีอิทธิพลตอทัศนคติของเขา46
- อิทธิพลขอชาวยิว
มรดกที่ตกทอดมาสของชาวยิวคือ การเลือกสรร คริสตชนไดพัฒนาทัศคติความผูกขาดนี้ในการ
สรางความสัมพันธกับศาสนาอื่น พวกเขามองตัวเองวาเปนอิสราเอลใหม ความเชื่อในกฎของยิวสําเร็จ
สมบูรณในพระคริสตเจา
- อิทธิพลของกรีก
การจุมตัวลงในชุมชนของชาวกรีกของคริสตชนในแนวคิดเกี่ยวกับLogos and Sophia (ความรูสึก
ขัดแยงอันไมสามารถตัดสินใจได) เขาสูแ นวคิด
ของคริสตชน นั่นหมายความวาสําหรับคริสตชนความเปนจริงของพระคริสตเจาเปนความถูกตองสําหรับ
ทุกคนไมวาวัฒนธรรมหรือศาสนาใด
- อิทธิพลของโรมัน
โรมันสงเสริมการบูชาอาณาจักรผดุงไวคําสั่งภายในของจักรวรรดิ พวกเขาดูถกู คริสตชน ในการ
ตัดสินของพวกเขาสคริสตชนคือพวกทีก่ อความไมสงบ ไมเคารพการปฏิบัติศาสนาของชาวโรมัน อยางที่
เปนชนกลุมนอยพวกเขาตองดิ้นรนเพื่อความอยูรอด พวกเขามองวาการตอบสนองดวยการเสวนานากับผูที่
เบียดเบียนเขานั้นเปนการประนีประนอมในความเชื่อของเขา
- ปตาจารยของพระศาสนจักร ( 100 CE – 430 CE)
ตามที่บรรดาปตาจารย “ผูติดตามพระวจนาตถ ถูกพบในตั้งแตแรกปราศจากขอบเขตจํากัด คริส
โซสโตม ยูเซบีอุส และคนอื่น ๆ ยืนยันวา กอนพระคริสตเจา ผูศักดิ์สิทธิ์ชอบธรรมทั้งหลายรูแลววาพระ
เยซูเจาเปนพระเจา47
บรรดาปตาจารยของพระศาสนจักรเชื่อวาแผนการแหงความรอดของพระเจาแสดงออกมาใน
แบบอยางของพระเยซูเจา นักบุญออกัสตินชี้ใหเห็นวามีคนมากมายที่เปนของพระคริสตเจาทแตไมเปนของ
พระศาสนจักร48
ข) ยุคของการกลับใจ (430 CE -1000 CE)
ในศตวรรษที่ 5-10 การเบียนเบียนพระศาสนจักร เขามาอยูในพระศาสนจักร ในยุคนี้ มี
องคประกอบ 4 อยางที่ตัดสินทัศนคติของพระศาสนจักรตอศาสนาอื่น
46

Sebastian PANADATH, " The Church 's Theology of Religious" in CHIA, Edmund (ed.), Dialogue:
Resource Manual for Catholics in Asia ( Delhi: Cambridge Press, 2002) pp.93.
47
SALDANHA , Mission Today, : Themes and Issues (Bangalore: Claretian Publications, 2006) p.101.
48
Ibid. p. 100.

35

- จากกาตากอมสสูราชบัลังก
ศาสนาที่ถูกเบียดเบียนกลายเปนศาสนาทางการของจักรวรรดิโรมัน
บรรดาขาราชการทั้งออกมาเชน
ผูบริหารที่ดินในของศาสนาเหมือนระบบศักดินา ดังนัน้ พวกคริสตชนไดแสดงความกาวราวตอศาสนาอื่น
- การถือตามศาสนาของผูป กครอง
นั่นหมายถึงการปกครองนําไปสูการกลับใจจํานวนมาก ไมกี่ศตวรรษยุโรปก็กลายเปนอาณาจักรคริ
สตเตียน ทุกสิง่ ที่ไมใชวัฒนธรรมของพระศาสนจักรถือวาเปนการกระทําของปศาจตองทําลายใหหมด
- กฎหมายและคําสั่งของโรมัน
ในความรูสึกของชาวโรมกฎหมายและคําสั่งของเขานั้นเหนือกวาพระศาสนจักรตะวันตกทั้งหมด
กลายเปนวาพระศาสนจักรครอบครององคกรดวยนโยบายของตนเอง
ทัศนคติที่มีตอศาสนาอื่นเปนไป
ในทางลบโดยสิ้นเชิง
- โรมกับคอนสแตนตินโนเปล
ความไมปรองดองกันในพระศาสนจักรระหวางสองเสาหลักคือ โรมและคอนสแตนตินโนเปล ทํา
ใหพระศาสนจักรทั้งสอง คือตะวันตกและตะวันออกตอตานและยึดมัน่ ในการโนมนาวและสัมพันธกับศา
สนอื่น
ค) ยุคของสงครามครูเสด (1000 CE -1450 CE)
ดวยการตระหนักวาคริสตศาสนาเปนศาสนาเที่ยงแทศาสนาเดียว เกิดการตอสูกับมุสลิม สงคราม
ครูเสดเปลี่ยนกางเขนเปนดาบ คริสตชนไมสามารถรับสิ่งที่ดีใด ๆ จากอิสลาม และทัศนคติของพระศาสน
จักรตอศาสนาอื่นเปนไปในทางลบและกาวราว49
- นอกพระศาสนจักรไมมีความรอด
นอกพระศาสนจักรไมมีความรอดในสมัยบักบุญชีเปรียนถูกตอกย้ําอีกในสังคายนาที่เมืองฟลอเรนส
ในกฤษฎีกาของยากอบไบท ผูซึ่งใหคําตัดสินที่รุนแรงตอศาสนาอื่นคือ ผูที่ยังอยูนอกพระศาสนจักรไม
สามารถมีสวนในชีวิตนิรันดร แตพวกเขาจะไปสูไฟนิรันดร (นรก)50
ง) ยุคของการแพรธรรม (1450 CE – 1950 CE)
การคนพบดินแดนใหม อเมริกา แอฟริกาและเอเชีย นําไปสูการประกาขาวดีของคริสตชนอยาง
เรงดวนเกินไปกวาทวีปยุโรป มิชชั่นเนรีสวนใหญไดรับการสนับสนุนจากผูมีอาํ นาจในการลาอาณานิคม
ทั้งหลาย การอยูรวมกันของหลายสิ่งคือ ความเชื่อ เงินและอํานาจ เกีย่ วของกันในศตวรรษของการขยายตาง
ๆ 51
49

PAINADATH, The Church's Theology of Religions", pp. 101-102.
50
NEUNER, Joseph and Dupuis, Jacques (Eds,) The Christian Faith; Doctrinal Documents of the Catholics
Church (Bangalore: TPI, 2004) no. 1005.
51
PAINADATH, The Church's Theology of Religions", pp. 107-108.

36

บทที่ 3 แบบอยางของพระเยซูเจาในการทําศาสนสัมพันธ
เพื่อที่จะเขาใจพระศาสนจักรในการทําศาสนาสัมพันธมากขึ้น ในการเขาถึงศาสนาอื่น แหลงที่มา
ของศาสนาคริสตนั้นมาจากพระวรสาร เพราะฉะนั้นจึงจําเปนที่นกั เทววิทยาทั้งหลายที่จะทําศาสนสัมพันธ
ตองอานพระวรสารและมองหาจุดสําคัญทีส่ งเสริมการเสวนานี้ โดยเฉพาะในพระเยซูเจาเอง
ตามที่อางถึงในภารกิจตอสาธารณะของพระเยซูเจา (มธ. 4:12-13) เปนที่ชัดเจนวาพระองคเลือกใช
สถานการณทมี่ ีศาสนาหลากหลายในภารกิจของพระองค พระองคไปตามที่ตาง ๆ พระองคมีโอกาสพบปะ
กับกลุมคนที่นบั ถือศาสนาอื่น และที่สําคัญกลุมที่พระองคพบปะในการเดินทางไป-กลับเยรูซาเล็มก็คือ ชาว
สะมาเรีย ซึ่งเปนกลุมที่แสดงออกชัดเจนวาไมใชชาวยิว สิ่งที่ปรากฏในการพบปะคนตางศาสนานัน้ พระเยซู
เจาไมเคยลงโทษ หรือสาปแชงพวกเขา พระองคไดแสดงออกถึงความเคารพพวกเขา พระองคไดแสดงออก
ถึงความรูสึกและประทับใจในความเชื่อของพวกเขาเหลานั้น52
3.1. นายรอยชาวโรมัน (มธ. 8:5-13, ลก. 7:1-10)
เปนชาวโรมันที่ดูเหมือนจะเปนผูมีศาสนา เขาดูแลเอาใจใสคนใชของเขาอยางเต็มที่ แตเมื่อทุก
อยางไมไดผล ทานจึงขอความชวยเหลือจากพระเยซูเจา พระเยซูเจาตอบสนองความการขอรองของเขาทันที
แตทานตระหนักถึงการปฏิบัติของชาวยิวตอคนตางศาสนา แสดงออกถึงการไมคูควรในการรับเสด็จพระ
เยซูเจาที่บาน สิ่งที่นาสนใจมากกวาอัศจรรยคือ ความเชื่อของคนตางศาสนาที่ทําใหพระเยซูเจาประทับใจ
ไมใชเฉพาะพระองคเทานั้นที่ประหลาดใจ แตพระองคไดกลาวแกคนที่อยูที่นั่นวา พระองคยังไมเคยเห็น
ความเชื่อแบบนี้ในชาวอิสราเอล53
3.2. รักษาคนปวยที่นาซาแร็ธ (มก 6:53-56 มธ 14:34-36)
เริ่มตนดวยคําพูดในฉากนี้คอื พวกเขาขามทะเลสาบไปยังเมืองนาซาแร็ธ ซึ่งอีกดานหนึ่งคือเมือง
คารเปอนาอุม เปนเมืองของชาวยิวซึ่งรายรอบไปดวยคนที่ไมใชชาวยิว ซึ่งแผนการลวงหนาที่เตรียมไวแลว
สําหรับพระเยซูเจา เพราะถาเราอานตอไป เราจะพบวา ในขณะทีพ่ ระองคกาวออกจากเรือนัน้ มีคนนําคน
เจ็บจํานวนมากใหพระองครกั ษา พระองคก็ชวยเหลือพวกเขาแมจะตางความเชื่อ
นอกจากนั้นเมือ่ พระองคเสด็จไปที่เกเรซา พระองคก็ไดพบกับคนที่ถกู ผีสิงที่มาของความชวยเหลือ
ซึ่งเปนที่ชัดเจนวาพวกเขานัน้ ไมใชชาวยิวแนนอน (มก 5:20) ชาวบานขอรองใหพระองคออกไป แตตรง
ขามกับคนที่พระเยซูเจาขับไลผีออกจากเขานั้นขอติดตามพระเยซูเจา แตพระองคไมไดมีเจตนาที่จะใหพวก
52

A. PUSHPARAJAN, "Interreligious Dialogue After Jesus Model", Mission Today, (Shillong, Vendrame
Institute Publications, 1999) p. 76.
53
Ibid, 77.

37

เขากลับมานับถือศาสนายิว หรือพาพวกเขาไปกับพระองค แตสิ่งที่พระองคตองการคือ ใหเขาบอกตอกันไป
วาพระเจาไดทาํ อะไรกับเขา54
3.3. พระเยซูเจาเชื้อสายของประกาศกในพันธสัญญาเดิม
พันธกิจของพระเยซูเจาถูกบันทึกไวกอนหนานั้นแลว ในหนังสือประกาศกอิสยาห ที่อางในพระวร
สารนักบุญลูกา 4:18-19 การับเจิมของพระเยซูเจา เพื่อคนทั้งหลาย แตในขณะเดียวกันพระองคกไ็ มไดรับ
การตอยรับจากประชาชนในเมืองของพระองค ซึ่งเปนโอกาสของพระองคในการออกไปสูคนตางศาสนา
มากขึ้น พระองคเนนชาวยิวเปนพวกแรก เพราะเปนไปไมไดที่พระองคจะทํางานรวมกับศาสนาอื่นในเวลา
เดียวกัน แตพระองคก็ยังยืนยันวาทุกคนมีสิทธิ์ไดรับความรอดพน (มธ 7:21) 55
3.4. การเผชิญหนากับหญิงชาวคานาอัน (มก 7:24-30 มธ 15:21-28)
เหตุการณเกิดที่ดินแดนคนตางศาสนาใกลเมืองไทระและไซดอน พระวรสารนักบุญมาระโกยืนยัน
อยางชัดเจนวานางเปนคนตางศาสนา และสิ่งที่พะองคไดกลาวแกหญิงนั้นวา เธอเปนหญิงที่มีความเชื่อมาก
จะใหพระองคทําอะไรใหกับเธอ (มธ 7:29)56
3.5. รักษาคนใบและหูหนวก
พระเยซูเจาไปที่ยังทะเลสาบกาลิลีซึ่งออมไปยังดินแดน 10 เมือง พระองคตองการที่จะไปยังหมูบาน
ตาง ๆ แถวนัน้ ซึ่งประชาชนทั่วบริเวณนั้นเปนคนตางศาสนา นั่นหมายความวาพระองคตองการที่จะติดตอ
กับคนเหลานัน้ แตอีกดานหนึ่งไมมกี ารอางถึงการประกาศเทศนสอนของพระเยซูเจาในบริเวณนี้ ก็มีคาการ
รักษาคนใบหหู นวกเทานัน้ ก็เปนการเพียงพอแลวสําหรับการประกาศขาวดีแกคนตางศาสนา57
3.6. เสวนากับหญิงชาวสะมาเรีย (ยน 4:5-42)
นี่ก็เปนอีกเหตุการณหนึ่งที่ยนื ยันถึงการพบปะระหวางพระเยซูเจากับคนตางศาสนา ครั้งนี้พระองค
ใชเสนทางที่สั้นจากยูเดียไปยังกาลิลี เสนทางที่สั้นที่สุดคือตัดผานสะมาเรีย ชาวยิวทั่วไปไมชอบเสนทางนี้

54

A. PUSHPARAJAN, "Interreligious Dialogue After Jesus Model", Mission Today, (Shillong, Vendrame
Institute Publications, 1999) p. 78.
55
Ibid, p.80.
56
Ibid, p. 81
57
Ibid.

38

เพราะความเปนศัตรูกัน แตพระองคใชเสนทางนี้เพื่อที่จะไดพบกับชาวสะมาเรีย แลวพระองคก็ไดสนทนา
กับหยิงชาวสะมาเรียที่บอน้ําของยาโคบ58
สุดทายการสนทนาจบลงดวย
พระเยซูเจานําเสนอสถานที่นมัสการพระเจาแหงใหมใหแกเธอ
ไมใชขึ้นอยูก บั สถานที่ แตพระจิตแหงความจริง เธอจะพูดถึงลักษณะที่กอใหเกิดความแตกทางศาสนา แต
พระเยซูเจากาวไปไกลกวานัน้ และแนะนําสิ่งที่โนมรวมกันในธรรมชาติซึ่งเปนพื้นฐานที่ธรรมดา และสิ่งนี้
ไดเอากลับอีกครั้งหนึ่งโดย สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 ภารกิจสงเสริมความและความเปนหนึ่งเดียวกัน
ทามกลางมนุษยในชนชาติตางๆ พระศาสนจักรไดใหคําแนะนําในการพิจารณาเปนอันดับแรก อะไรที่เปน
พื้นของมนุษยและอะไรทีก่ ารสงเสริมความสัมพันธระหวางพวกเขา (NA 1)
3.7 พระเยซูเจารักษาคนโรคเรื้อน 10 คน (ลก 17:11-19)
ที่นี่ก็เชนกัน สถานที่เปนหมูบานสะมาเรีย พระเยซูเจาไดประทานใหแกคนที่รองขอโดยไมไดดถู ึง
เบื้องหลังชีวิตเกี่ยวกับศาสนา พระองคเสด็จมาเพื่อทุกคน นีก่ ็เปนบทเรียนของเราในการทําเสวนา เราควร
พรอมที่จะชื่นชม
ในความดีของคนอื่น ที่เขามีและที่ไหนก็ไดที่เราพบ ไมตองคํานึงถึงอุปสรรค
ความเชื่อ หรือเชื้อชาติ ที่เราควรเอาชนะ นี่คือลักษณะของการเปดกวางในการยอมรับความดีพนื้ ฐานในคน
อื่นและจะเปนหนทางที่ยั่งยืน มั่นเขมแข็งในการเสวนาของเรา59
3.8. อุปมาเรื่องชาวสะมาเรียผูใจดี (ลก 10:30-37)
ในอุปมานี้สอนเราในหลักการสําคัญของความรวมมือในการเสวนา
แตละคนควรเปลี่ยนแปลง
อยางแทจริงตออุปสรรคในชนชาติและศาสนา และพิจารณถึงความตองอยางแทจริงของเพื่อนบาน ตัวอยาง
บุคคลในอุปมานั้นเปนแคการสมมติวาเปนยิว พระเยซูเจาไดตําหนิพวกเขา ปุโรหิต ไมใชขออางปองกัน
การถวายบูชาที่บริสุทธิ์ และหลีกเลีย่ งการชวยเหลือคนอื่น ในทางตรงขามพระเยซูเจาไดชี้ใหเห็นทาทีของ
ชาวสะมาเรียตอชาวยิวเชนกันตรงนี้ก็เนนใหเห็นถึงความจําเปนในความงามตองการ เปลี่ยนแปลงประเพณี
และเงื่อนไขของพิธีกรรม และนี่ก็เปนหลักที่สําคัญในการเสวนากับศัตรู60
3.9. เมืองที่ปฏิเสธตอนรับพระองค (ลก 9:51-55)
พระองคใชเสนทางจากกาลิลีไปกรุงเยรูซาเล็มดดยผานทางสะมาเรีย
พระองคตองการขยาย
ความสัมพันธกับพวกเขามากขึ้น แตดวยความเปนศัตรูกันของทั้งสองเชื่อชาติดูเหมือนวาพวกเขาไมยอมรับ
58

A. PUSHPARAJAN, "Interreligious Dialogue After Jesus Model", Mission Today, (Shillong, Vendrame
Institute Publications, 1999) p. 82.
59
Ibid, 84.
60
Ibid, p.85.

39

ทําใหบรรดาศิษยของพระเยซูเจาไมพอใจ ถึงกับจะเรียกไฟจากฟามาเผาผลาญ แตพระเยซูเจาหามพวกเขา
ไว ทําใหพวกเขาแปลกใจ และพระองคก็ไดเปลี่ยนเสนทางไปที่อื่น นี่ก็เปนอีกบทเรียนหนึง่ คือ บางที
ความเปนศัตรูกันนั้นไดถายทอดผานไปยังคนรุนตอ ๆ มาดวย61
บทสรุป
ในภากิจของพระเยซูเจา พระองคไดเปดตัวเองตอผูมีความเชื่ออื่น เพราะองคยอมรับความแตกตาง
ทางความเชื่อ และชื่นชมในความเชื่อของเขา พระองคเสวนาแมกระทั่งสิ่งสําคัญทั่วไป และการ
เปลี่ยนแปลงพืน้ ฐานของการแตกแยกทางศาสนา พระองคกาวพนจากประนี หรือพิธีกรรม
ถาเราวิเคราะหอยางยุติธรรมนั้น คริสตชนตองเกีย่ วของกับการเสวนาอยางครบถวนตอผูมีความเชื่อ
อื่น พวกเขาจะสงเสริมความเปนมนุษยอยางแทจริง ชื่นชมยินดีในชีวิตทีแ่ ทจริงแหงความเชือ่ ไมวาจะ
เกิดขึ้นทีไ่ หนก็ตาม
พวกเขาจะหยัง่ รากลึกในความเชื่อของเขา พวกเขาคงจะกาวเดินโพนจากนีเ้ มื่อไหรก็ตามที่จําเปน
เพื่อรักษาศักดิศ์ รีของความเปนมนุษย นีค่ ือสิ่งแรกที่สังคายนาวาติกนั ที่ 2 ทํา ในการเขาถึงศาสนาอื่นดวย
การเสวนา62

61

A. PUSHPARAJAN, "Interreligious Dialogue After Jesus Model", Mission Today, (Shillong, Vendrame
Institute Publications, 1999) p. 86.
62
Ibid, p. 87.

40

บทที่ 4 เทววิทยาความรอดและศาสนาอื่น ๆ
ในความพยายามที่จะสรางความสัมพันธกบั ศาสนาอื่น คริสตชนไมอาจหลีกเลี่ยงปญหาเกี่ยวกับ
ความรอดได เพราะเหตุวาคานิยมตอศาสนาอื่นจะเปนอยางไรนัน้
ขึ้นอยูกบั ความเขาใจที่คริสตชนที่
เกี่ยวกับความรอด
คริสตชนมีความเชื่ออยูประการหนึ่งวา พระศาสนจักรคือความจําเปนสําหรับความรอดของมนุษย
เปนความเชื่อที่ไมเคยมีการเปลี่ยนแปลง แมในปจจุบนั สังคายนาวาติกนั ที่ 2 เมื่อกําหนดคําสอนเรื่อง
พระศาสนจักรก็ยังยืนยันของความประการนี้ (LG 14) พระศาสนจักรที่จาริกเดินทางในโลกปจจุบันนี้
จําเปนสําหรับความรอด พระคริสตหนึ่งเดียวที่เปนคนกลางสําหรับความรอด ที่ซึ่งปรากฏตอเราดวย
รางกายของทานคือพระศาสนจักร.
เมื่อมีความเชื่อมั่นอยางนีแ้ ละในขณะเดียวกันก็พยายามจะสรางความสัมพันธอันดีกับศาสนาอื่น
โดยยอมรับคุณคาทางความรอดของศาสนาอื่นดวย ความสัมพันธอันดีกับศาสนาอืน่ จะตองมีพลังลึกซึ้งแค
ไหน และพระศาสนจักรจะตองวางตัวอยางไรเพื่อใหเห็นวาดานหนึ่งพระศาสนจักรเปนความจําเปนสําหรับ
ความรอด
และอีกดานหนึ่งพระสาสนจักรจะตองใหคณ
ุ คาความรอดของศาสนาอื่นดวยเหตุผลของ
ความสัมพันธอันดี ปญหาดังกลาวเปนเรือ่ งที่ยากมาก เราไมสามารถหาคําตอบโดยไมมีการพิจารณาอยาง
ลึกซึ้งและรอบคอบ มีเพียงขอเสนอบางประการเพื่อเปนแนวทางในการพิจารณาปญหานั้น
4.1 ความหมายของความรอด
- ความเขาใจเรื่องความรอด
ความรอดคือสวรรค เมื่อคริสตชนคิดถึงความรอด เขจะคิดถึงสวรรค แมพระสงฆเองเมื่อเทศน
สอนสัตบุรุษ ก็มักลงทายบทเทศนของตนวา เพื่อจะไดรับชีวิตนิรันดรในสวรรค
ความรอดเปนของเฉพาะบุคคล เมื่อคริสตชนคิดถึงความรอด เขาคิดถึงเฉพาะการทําตัวเองใหรอด
หรือชวยคนอื่นใหรอดเปนคน ๆ ไป ไมไดคํานึงถึงความรอดในระดับสังคมที่วามนุษยภายในเอกภาพ
เดียวกัน จะตองอยูในความรอดดวย
ความรอดรวมศูนยอยูทพี่ ระศาสนจักร เมื่อคิดถึงความรอดก็หมายความวาเขาจะตองอยูในพระสา
สนจักร เพราะมีเงื่อนไขอยูว า นอกพระศาสนจักรไมมคี วามรอด
- ตามเทววิทยาในปจจุบัน
ในคําสอนของสังคายนาวาติกันที่ 2 ความรอดมิใชเพียงมีแตบุคคลแตเปนระดับสังคมที่มีหมายถึง
เปนความรอดของมนุษยชาติทั้งครบที่รวมเปนเอกภาพ (อฟ 1;4-10ม 8l 1:15-20) มีกลาวอยูใ นวาติกันที่ 2
วาดังนี้ พระองคทรงพอพระทัยที่จะทําใหมนุษยเปนผูศกั ดิ์สิทธิ์และชวยเขาใหรอด ไมใชในลักษณะทีละคน
โดยไมมีความผูกพันเชื่อโยงกับคนอื่น แตในลักษณะที่ทําใหเขารวมอยูดวยกันเปนชนชาติเพียงหนึ่งเดียว

41

โดยที่ชนชาตินี้ยอมรับรูพระองคในความจริง และรับใชพระองคในความศักดิ์สิทธิ์ (LG 9 เทียบ GS 32,
AG 2 AA 18)
ดังนั้นเมื่อคิดถึงความรอดของมนุษย
เราตองไมกําหนดวงไวใหอยูเ พียงแคระดับบุคคลที่อยูใน
พระศาสนจักร แตเราตองมองใหกวางกวานั้นคือ
ความรอดมีจุดศูนยรวมอยูทพี่ ระคริสตเจา ศูนยรวมความรอดในพระเปนเจาเปนพืน้ ฐานความรอดของทุก
คน เงื่อนไขทีท่ ุกคนอยูใ นศูนยรวมแหงความ
รอดนี้ คือ ความยําเกรงพระเปนเจาและการกระทําที่ถูกตอง (Acts 10:35 Rom 1:18-21) ดังนั้นความรอด
จึงมีวงกวางครอบคลุมไมใชเพียงเฉพาะผูท ี่อยูในพระศาสนจักรเทานัน้ แตทุกคนไมวาเขาจะเปนใคร ถือ
ศาสนาไหนและมีชีวิตอยูใ นยุคใดก็ตาม ดู LG บทที่ 2
ความรอดคือภาวการณในพระคริสตเจา ในจดหมายนักบุญเปาโลเราพบคําวา "ในพระคริสตเจา"
ถึง 164 ครั้ง ความหมายของคําวา "ในพระคริสตเจา" คือ เสถียรภาพที่มนุษยชาติรวมอยูใ นเอกภาพกับพระ
คริสตเจา
เมื่อตองเปรียบเทียบเสถียรภาพที่มนุษยรวมอยูใ นเอกภาพกับอาดัม
นักบุญเปาโลเห็นวา
มนุษยชาติในเอกภาพกับพระคริสตเจา เปนงานสรางใหมของพระเจา "ถาใครอยูในพระคริสตเจา ก็เปนสิ่ง
สรางใหม (2 คร 5:17) ซึ่งเทากับวามนุษยชาติในเอกภาพกับอาดัมเปนสิ่งเกาที่พระองคไมตองการ พระองค
พอพระทัยกับสิ่งใหมเทานัน้ สิ่งเกาผานพนไปแลว และบัดนี้สิ่งใหมไดมาถึงแลว เมื่อพระองคทรงพอ
พระทัย ก็หมายถึงวาเปนความรอดดวย
เปรียบเทียบ
อาดัม-สิ่งสรางเกา
พระคริสตเจา-สิ่งสรางใหม
ในอาดัม
ในพระคริสตเจา
คนเกา
คนใหม
บาปมีอํานาจ
พระหรรษทานมีอํานาจ
ความมืดมน
ความสวาง
ชีวิตที่เปนทาสของกฎ
ชีวิตอิสระในฐานบุตรพระเจา
ชีวิตในเนื้อหนัง
ชีวิตในพระจิต
ชีวิตที่ตองการ
ชีวิตนิรันดร
นักบุญเปาโลเปรียบเทียบไวเชนนี้ เพื่อชีใ้ หเห็นวามนุษยหลุดพนจากสภาพของอาดัมแลว บัดนี้
มนุษยอยูในสภาพใหมในพระคริสตเจา อันเปนสภาพที่พระองคทรงพอพระทัยสรางขึ้นมา กลาวคือเปน
สภาพที่พระองคตองการใหมนุษยเปนอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองคในพระคริสตเจา (อฟ 1:4-10)
สภาพในพระคริสตเจานี้ เปนเอกภาพอันแนนแฟนระหวางพระคริสตเจาและมนุษยชาติในลักษณะ
ศีรษะและรางกาย สวนทีเ่ ปนรางกายเรียกวาความเต็มบริบูรณของพระคริสต (อฟ. 1:22-23) ซึ่งพระองคจะ
มอบใหแกบิดาในวัน Parusia (1 คร. 15:23-25)

42

ดังนั้นเมื่อสภาพของมนุษยเปนเชนนี้
ความรอดจึงไมใชเปนเรือ่ งของการเพิ่มจํานวนคนเปน
ประการแรก แตหมายถึงการสงเสริมใหมนุษยชาติมเี อกภาพในพระคริสตเจาอยางเขมขนจนในที่สุดเรียกวา
เปนความเต็มบริบูรณของพระคริสตเจานัน่ เอง
ความรอดหมายถึงการครอบครองของพระเปนเจา ในพระวรสารเราพบวาเรื่องพระอาณาจักรของพระเจา
เปนแกนของเนื้อหาพระวรสาร อาณาจักรของพระเจาเปนขาวดีของมนุษย (มธ 1: 15) และอาณาจักรของ
พระเจาเปนดังนี้คือ
- ไมไดหมายถึงการที่พระเจาเปนเจาของสากลโลก โดยการสรางแบบที่เลาในปฐมกาล แต
หมายถึงอํานาจเด็ดขาดของพระองคในบัน้ ปลายหลังจากที่เริ่มขึ้นในพระเยซูริสตเจา
- ไมไดหมายถึงอาณาจักรทีม่ ีการถือบทบัญญัติอยางซื่อสัตยตามแบบที่พวกรับบีสอน แตหมายถึง
อาณาจักรที่ขนึ้ อยูกับอนุภาพของพระเปนเจาเอง ถาพระองคไมใหเขา ใครไมสามารถเขาได และในการเขา
อาณาจักรนีต้ อ งมีการภาวนาวอนขอ
- ไมไดหมายถึงอาณาจักรตามลักษณะทีม่ ีอยูในโลกนี้
แตเปนอาณาจักรทางจิตใจที่ความรัก
ปกครอง ไมใชความรุนแรงที่มีอยูในโลกนี้พระวรสารกลาวถึงพระอาณาจักรของพระเจาทั้งที่เกิดขึ้นแลว
(มธ 12:28, ลก 11:20) และในทํานองที่ยงั ไมเกิดขึน้ มา ( ลก 22:18, มก 14:25, มธ 26:29) นักเทววิทยา
ปจจุบันแปลความหมายนีว้ าอาณาจักรของพระเจาเกิดขึ้นมาแลวแตยังไมถึงขั้นสมบูรณ
ความรอดที่มนุษยไดรับในโลกนี้ลักษณะเปนพลวัตร กลาวคือ
จากพื้นฐานทีม่ นุษยไดรับการเลือกสรรใหเปนประชากรของพระเจาและมีเอภาพกับพระองคในพระคริสต
เจา มนุษยยงั ตองไดรับการสงเสริม บํารุงจากพระจิตเจา ดังนั้น ทางหนึ่งเปนพระจิตเจาที่ประทานพระ
หรรษทานและหวานพืชพันธุแหงความจริงและพระหรรษทานนัน้ งอกงามเจริญขึ้นภายในตน (AG 22) จน
ทําใหกลับมาเปนประชากรของพระเจา รางกายของพระคริสตและพระวิหารของพระจิต ในทีส่ ุดมีเอกภาพ
ในพระคริสตเจาซึ่งเปนศีรษะของพระอาณาจักรของพระเจาอยางสมบูรณ
- เรื่องกระบวนการไปสูค วามรอด
เรากลาวมาแลววา ความรอดอันมาจากน้ําพระทัยพระเจาไมใชความรอดระดับบุคคล แตเปนความ
รอดระดับสังคมมนุษยทั้งครบ ความรอดระดับสังคมนี้เปนความรอดที่มีพลังกาวไปสูความสมบูรณ อีก
นัยหนึ่งก็คือ
มนุษยชาติทั้งหมดอยูในกระบวนการทีก่ าวเขาสูฟาใหมหรืออาณาจักรพระเจานัน่ เอง
กระบวนการนี้เรียกวา ประวัติศาสตรแหงความรอด (Salvation History) ประวัติศาสตรแหงความรอดนี้
ตางจากประวัติศาสตรความเปนไปที่เกิดขึน้ ในโลกตรงที่วา ประวัตศิ าสตรแหงความรอดไมไดขนึ้ กับเวลา
แตขึ้นกับน้ําพระทัยของพระเจาที่ทรงไขแสดงพระองค ดังนั้นในแงหนึ่งประวัติศาสตรแหงความรอดอยู
เหนือกาลเวลา สวนอีกดานหนึ่งดําเนินคูขนานกันไปกับประวัติศาสตรของมนุษยชาติในโลกนี้ และมี
เหตุการณอันเปรียบเสมือนหลักบอกระยะเวลารวมอยูในประวัติศาสตรของมนุษยชาติดวย

43

4.2 ประวัติศาสตรความรอดพิจารณาได 2 ดานดังนี้
4.2.1. พระเจา
ประวัติศาสตรความรอดคือการเปดเผยกิจการของพระเจาในการทําใหมนุษยรอด แบงออกเปน 3 ขัน้ ตอน
ก) ขั้นตอนแรก คือการจัดเตรียม ไดแก
- การสราง
-การเลือกอับราฮัมและลูกหลานเปนประชากรของพระเจา
-พันธสัญญากับประชากรของพระองคที่ภูเขาซีนาย
-การเปดเผยทางประกาศกใหทราบถึงพันธสัญญาใหม
ข) ขั้นตอนที่ 2 เปนงานที่พระองคกระทําไดแก
- การบังเกิดมาของพระคริสต
- การเลือกอัครสาวก
- การทําพันธสัญญาใหมทางการสิ้นพระชนมของพระคริสตเจา
- การกลับเปนขึ้นมาของพระคริสตเจา
- การสงพระจิตลงมา
ค) ขั้นตอนที่ 3 การทํานุบํารุง สงเสริมใหสําเร็จสมบูรณ
- การประกาศพระวรสารโดยพระศาสนจักร
- การเปนสักขีพยาน
- พระศาสนจักรเปนเครื่องหมายแหงความสําเร็จของพระเจา
4.2.2 มนุษย
- มนุษยชาติถกู ทําใหเปนประชากรของพระเจา พระวรกายของพระคริสตและอาณาจักรของพระ
เจา สิ่งที่ตองการยืนยัน
ก) ประการแรกคือ กระบวนการไปสูความรอด มีอยูกระบวนการเดียวซึ่งพอจะแสดงออกมาให
เห็นในลักษณะของแผนภูมไิ ดดังนี้
- เจตนารมณของพระเจาที่ตอ งการใหมนุษยชาติมีสวนรวมในชีวติ และความรักของ พระองค
พระองคจึงสรางมนุษยชาติขึ้นมา
- จากมนุษยทพี่ ระองคสราง เลือกประชากรหนึ่งโดยเริ่มจากอับราฮัมและทําพันธสัญญากับเขา
- พระองคลงมือทําตามเจตนารมณ โดยใหพระคริสตเจาบังเกิดเปนมนุษย
- พระคริสตเจาเลือกอัครสาวกและตั้งพระศาสนจักร
- โดยการทําของพระจิตเจาอาศัยพระศาสนจักรเปนเครื่องมือ
ข) ประการทีส่ อง คือ กระบวนการไปสูค วามรอดคือการรวบรวมมนุษยชาติทั้งหมดเขาดวยกันเปน
ประชากรของพระเจา ดังนั้นมนุษยชาติจะมีความแตกตางกันทางเชือ้ ชาติ ภาษาและศาสนา แตความ

44

แตกตางเชนนีไ้ มทําใหมนุษยชาติตองการกระจัดกระจายออกนอกทางแหงความรอด ความแตกตางที่ตอง
ทําใหมนุษยชาติตองแยกจากกัน จนฝายหนึ่งเปนประชากรของพระเจาและอีกฝายหนึ่งไมเปน คือการยอม
ใหอยูใ นความหลงผิดเอาความเท็จมาแทนความจริง และยอมดํารงชีวติ อยางสิ้นหวัง (LG 16) ลักษณะเชนนี้
ถือวาไมไดอยูใ นกระบวนการแหงความรอด
ค) ประการที่สามคือ ในกระบวนการสูความรอดที่ทําใหมนุษยชาติรวมกันเปนประชากรของพระ
เจา ยังแยกใหเห็นถึงระดับตาง ๆ ในประชากรของพระเจา (ดู LG 14-16)
1. ระดับที่เปนคริสตชนตามโครงสรางที่พระคริสตกําหนด
2. ระดับที่เปนคริสตชนแตไมรวมอยูในโครงสรางของพระศาสนจักร
3. ระดับที่ไดรบั พันธสัญญาเกา
4. ระดับที่รูจักพระผูสราง
5. ระดับที่พยายามไปใหถึงพระเจา แตรูจักไดเพียงในรูปอื่น
6. ระดับที่ไมสามารถรับรูพระเปนเจา โดยที่ไมใชความคิดของเขาเอง
67. ระดับที่ไมรูจักพระวรสารแตพยายามทําดีและแสวงหาความจริงดวยความจริงใจ
ง) ประการที่สี่คือ กระบวนการไปสูค วามรอดมีลักษณะของการพยายามเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน
อยางแนนแฟน กับพระเปนเจาในพระคริสตและโดยพระคริสต โดยพระศาสนจักรเปนสักขีพยายามและ
เครื่องหมาย (Sacrament)
จ) ประการที่หาคือ
กระบวนการไปสูความรอดตามบทบาทที่พระศาสนจักรมีคือ
การนํา
พระวรสารของพระคริสตไปประกาศและหลอเลี้ยงพืชพันธแหงความจริง
ที่พระจิตหวานลงไปใน
ประชากรของพระเจาใหเจริญงอกงามขึ้น
ช) ประการที่หกคือ เมื่อมองประชากรของพระเจาในลักษณะคงตัว (Static) พิจารณาไดเปน 3
ระดับ
- ระกับความเปนอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจาอยางสมบูรณ
- ระดับทีก่ ําลังชําระเพื่อความบริสุทธิ์หลังจากความตาย
- ระดับบนโลกนี้
4.2.3 เรื่องเกี่ยวกับเทววิทยาของศาสนาอื่น ๆ
ปจจุบันไมมเี ทววิทยาเกีย่ วกับศาสนาอื่น ๆ ที่จะใหความรูแกเราอยางชัดเจนในทุกแงมุม นักเทว
วิทยาอยางเชน โรซาโน ไทเรลล พยายามศึกษาอยูแ ละไดเขียนบทความสั้น ๆ ไวบางเหมือนกัน แตยังให
ความกระจางแกเราไมมากนัก
ในอดีตประวัติศาสตรไดแสดงใหเห็นวา ระหวางศาสนาตาง ๆ นั้นมีความขัดแยงกัน เปนอริตอกัน
ทําสงครามตอสูกัน หรือตางฝายตางไมยอมรับกันเลย จนดูเหมือนวาศาสนาเปนสาเหตุหนึง่ ที่มนุษย
แตกแยก

45

ดวยสาเหตุตาง ๆ เหลานั้น ศาสนาตาง ๆ จึงเริ่มหันหนาเขาหากัน รวมมือกัน และมีความสัมพันธตอกัน
อยางนอยในระดับทางสังคม
สําหรับคริสตชน สังคายนาวาติกันที่ 2 เปดประตูใหกาวไปสูความสัมพันธกับศาสนาอื่น ๆ ใน
ระดับที่ลึกลงไปกวาระดับสังคม แตจะลึกไปถึงไหนนัน้ ก็ขึ้นอยูก ับเราแตละคนวาเราสามารถทําไดมากนอย
แคไหน
พื้นฐานทางพระคัมภีร
เปนสิ่งที่จะชวยใหเรามั่นใจในการสรางความสัมพันธตอศาสนาอื่น ๆ และยอมรับคุณคาของศาสนา
นั้น ๆ พอสรุปไดดังนี้
ก) พระคัมภีรใหเกียรติตอบุคคลสําคัญผูมีตําแหนงเปนผูนําศาสนาที่ไมไดมีพระยาเวหเปนพระเจา
อยางเชน เมคคีเซเดค มหาบุรุษโยบ กษัตริยไซรัส
ข) พระคัมภีรใ นแนวประกาศก (Prohpetical Tradition) จะมีลักษณะเปนการวิจารณและตําหนิชาว
อิสราเอล แตในขณะเดียวกันก็มีคําที่เปดเผยใหทราบวาชนชาติทั้งหลายจะไดเขารวมสวนในความรอดที่มี
ในยุคสุดทาย โดยอาศัยผูรับใชของพระยาเวห (อสย 49:6) จากการเปดเผยนีก้ ็เทากับวาศาสนาอื่นที่ชนชาติ
ทั้งหลายถืออยูน ั้นไมใชเปนอุปสรรคที่กั้นไมใหพระเจานําชนชาติเหลานั้นเขามาสูความรอด
ค) พระคัมภีรใ นแนวสงฆ (Priestly Tradition) มีลักษณะคําสอนเรื่องพระยาเวหและความสัมพันธ
ของมนุษยตองมีตอพระยาเวห เห็นไดจากการที่พระองคไดทําพันธสัญญาหลายครั้ง กอนที่จะทําพันธ
สัญญากับชาติอิสราเอล
(ปฐก 3:15 9:9-17)
ง) ในพระวรสาร แมเราจะพบวาในระยะเวลาที่พระองคทําการเทศนาสั่งสอน พระองคไดจํากัดอยู
แตอิสราเอลเทานั้น ยังเคยหามศิษยของพระองคไมใหเทศนสอนคนอืน่ ดวย (มธ 15:24 10:5) ถึงกระนั้น
พระองคยังทรงสัญญาวาคนตะวันออกกับตะวันตกจะมาอยูรวมกันในอาณาจักรพระเจา
สวนชนชาติ
อิสราเอลจะถูกขับออกไปขางนอก บุตรแหงมนุษยจะตัดสินทุกคนโดยไมไดดทู ี่เขาเปนใครแตดูจากการ
กระทําปฏิบัตติ อเพื่อน (มธ 25:31-46)
จ) ในจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโรม สิ่งที่ถือวาเปนความผิดและเปนบาปสําหรับคนตาง
ศาสนา มีสาเหตุมาจากการไมรูจักพระเจาที่เปดเผยอยูใ นสิ่งสรางทั้งหลาย เพราะเหตุนี้เขาจะไดรับพระ
พิโรธเชนเดียวกับพวกยิวที่ไมเดินตามพระบัญญัติ
ฉ) ในหนังสือวิวรณ นักบุญยอหนไดเขียนไววา ในสวรรคนอกจากจะมีผูที่เปนสักขีพยานถึงพระ
วาจาของพระเจาแลว เรายังมีผูที่ดําเนินชีวติ แบบที่เขาตองเชื่อถืออยูดวย (วว 6:9)
เพราะฉะนั้นเรามีขอสรุปจากพระคัมภีรวา พระเปนเจาไมทรงพอพระทัยศาสนาอื่น ๆ ก็เฉพาะใน
กรณีที่ทําใหมนุษยขดั ขืนน้ําพระทัยของพระองค นอกจากกรณีนี้ศาสนาอื่นก็ถือวาเปนวิธีการจัดเตรียมเพื่อ
ความรอดดวยเหมือนกัน

46

สวนคําสอนของพระศาสนจักรก็พอจะหามาวางเปนพื้นฐานที่เราจะสามารถพัฒนาเทววิทยาเรื่อง
คุณคาของศาสนาอื่นตอไปไดเหมือนกัน เชน
สมณสาสนของสมเด็จพระสันตะปาปาปโอที่ 12 "Redemptor Hominis" ขอ 12 มีการกลาวถึง
ศาสนาอื่นในทํานองวา ศาสนาอื่นนั้นเปนขุมทรัพยอนั นาพิศวางออกมาจากจิตใจของมนุษยที่เปนมรดกตก
ทอดมาจากบรรพบุรุษ และกลาวถึงคุณคาของศาสนาอื่นในทํานองวาเปนงานของพระจิตเจา
เอกสารสังคายนาวิติกนั ที่ 2 เรื่องพระวาจาของพระเจา (Dei Verbum) และเรื่องความสัมพันธของ
พระศาสนจักรกับศาสนาอื่น (Nostra Aetate) ตามความเห็นของ โรซาโน ไดกลาวถึงความรอดของมนุษยมี
2 มิติ มีพื้นฐานอยูบนพระคัมภีรดว ย มิติที่หนึ่งคือ ความรอดถูกถือวาเปนงานของปญญา (Wisdom)
เนื่องจากวาปญญานั้นอยูในพระเจาและออกมาจากพระองค สภษ 2, 6, 8, 22-23 ซีรัค 24:1,9 ปญจ 7:25, 26,
8:4 9:4) อีกมิติหนึ่ง ความรอดดําเนินไปตามพันธสัญญาของมนุษย
ดังนั้นคําสอนของพระศาสนจักร
เฉพาะอยางยิ่งจากสังคายนาวาติกันที่ 2 เราก็พอมีหลักในการพัฒนาเทววิทยาเรื่องคุณคาของศาสนาอื่นได
ไมนอ ย
4.2.4 เรื่องธรรมทูตของพระศาสนจักร
แมศาสนาอื่นจะมีแนวทางความรอดของมนุษย ถึงกระนั้นพระศาสนจักรยังตองทํางานธรรมทูตอีก
ตอไป เหตุผลคือ
ก) งานธรรมทูตคือคําสั่งของพระเยซูเจา (มธ 28:18-20)
ข) ชีวิตของพระศาสนจักรก็คือชีวิตของพระเยซูเจาที่อยูใ นพระศาสนจักร และชีวิตของพระองคคือ
ชีวิตธรรมทูต ฉะนั้นโดยธรรมชาติแลวพระศาสนจักรเปนธรรมทูต (AG 2)
-ค) ในฐานะที่พระศาสนจักรเปนพระกายของพระเยซูคริสตเจา มีชวี ิตและเติบโตโดยพระจิตของ
พระเยซูเจา ดังนั้นจึงเรียกไดวากายนีเ้ ติบโตก็ตอเมื่อรวมมือกับพระจิตเจา
ง) ในฐานะทีพ่ ระศาสนจักรมีหนาที่เปนสักขีพยานถึงความรอดตามเจตนารมณของพระเจา พระศา
สนจักรจึงตองทําทุกอยางที่จะทําใหผูอื่นไดรับความรอดนั้น
จ) ในฐานะที่พระศาสนจักรเปนเครื่องหมายของความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันสระหวางมนุษยกับ
พระเจา และเปนเครื่องมือสรางเอกภาพ พระศาสนจักรจึงตองทําตัวเปนแสงสวาง เพื่อที่จะทําใหมนุษยได
เห็นทางที่จะมาเปนอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจา ดวยเหตุนี้พระศาสนจักรจึงตองเปนธรรมทูต เพราะเรา
ยืนยันเสมอวาพระศาสนจักรนั้นจําเปนสําหรับความรอด
อยางไรก็ตามธรรมทูตนั้น ไมไดหมายความถึงการทํางานเพื่อเพิ่มจํานวนสมาชิกในพระศาสนจักร
โดยการโปรดศีลลางบาปเปนสิ่งสําคัญประการเดียวของงานธรรมทูตเทานั้น ยังมีงานอื่นอีกเชน
- งานอภิบาลสัตบุรุษ (Pastoral Ministry)
- งานสรางความสัมพันธกับคริสตชนกลุมอื่น (Ecumenism)
- งานประกาศพระวรสาร (Evangelization)

47

- งานสังคมพัฒนา (Social Work)
- งานดานการศึกษา (Education)
4.2.5 เปนเรื่องของการทํางานอยางมีกฎเกณฑ
ขอคิดตาง ๆ ที่กลาวมาขั้นตนเปนการสนับสนุนใหคริสตชนลงมือทําความสัมพันธอันดีกับศาสนา
อื่นและยอมรับคุณคาที่มีในศาสนานั้น อะไรที่เปนการทําใหความสัมพันธดีขึ้นมาไดตองทําโดยไมรีรอ แต
ตองดวยความรอบคอบ
ดังนั้นผูที่ทาํ การเสวนากับศาสนาอื่นตองเตรียมตัวอยางมีหลักการที่ชัดเจนและ
ถูกตอง (AG 30) โดยเริ่มจากพระสังฆราช พระสงฆ เพราะเปนผูมีอาํ นาจในการปกครองและดูแลกิจการ
ของพระศาสนจักรโดยตรง
แมจะเห็นวาศาสนาอื่นมิใชกีดขวางความรอดของมนุษยชาติ ตรงกันขามเปนแสงสะทอนของความ
จริงที่ใหความสวางแกมนุษยทุกคน (NA 2) กระนั้นก็ดีกไ็ มไดหมายความวาความเห็นเชนนี้คือการลดความ
จําเปนของพระศาสนจักรทีต่ องมีตอความรอด เราคริสตชนยังสามารถเชื่อมั่นไดตอไปเรื่อย ๆ วาพระศาสน
จักรจําเปนสําหรับความรอดของทุกคน เพราะฉะนั้นการสรางความสัมพันธกบั ศาสนาจึงไมใชเรื่องที่เรา
ตองเปลี่ยนแปลงความเชื่อของเรา แตเปนการเปลี่ยนแปลงทาทีและทัศนคติที่ดีตอเขา

48

บทที่ 5 เอกสารสภาสังคายนาวาติกันที่ 2และคําสอนของพระศาสนจักร
ในเอกสารสังคายนาวาติกันที่ 2 พระศาสนาจักรไมไดนาํ เสนอในรูปแบบที่เปนสังคมแหงความรอด
ที่ไดรับสิทธิพิเศษหรือมีโอกาสดีกวา หรือมีแตพระศาสนจักรเทานัน้ ที่รอด แตไดใหบทบาทแกพระศาสน
จักรเปนสังคมที่ถูกเลือกมามิใชเพื่อตนเองเทานั้น แตเพือ่ ความรอดของคนอื่น ๆ ดวย ทั้งนี้ เพราะพระ
หรรษทานแหงความรอดของพระคริสตเจาทรงทํางานอยางมีประสิทธิภาพแมนอกพระศาสนจักร
5.1. คําแถลงของสภาสังคายนาเรื่องศาสนสัมพันธแหงพระศาสนาจักรกับบรรดาศาสนาที่ไมใช
คริสตศาสนา (Nostra Aetate)
เอกสารฉบับนี้เปนหลักสําคัญที่สุดของสภาสังคายนาวาติกันที่ 2 ที่วาดวยศาสนสัมพันธ เปนครั้ง
แรกที่พระศาสนจักรอางอิงถึงศาสนาตาง ๆ ในเอกสารของพระศาสนจักร และเปนการประกาศอยางชัดเจน
วาพระศาสนจักรไดยอมรับสิ่งที่จริงและศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอื่น ๆ ทั้งนี้แนวคิดเทวศาสตรพระหรรษทาน
ของ คารล ราหเนอร มีอิทธิพลอยู ซึ่งนับไดวา เอกสารนี้เปนจุดหันกลับของพระศาสนจักรเลยทีเดียว และ
ไดทําใหทัศนคติและทาทีทตี่ องแสดงออกตอผูนับถือศาสนาอื่นเปนไปในทิศทางที่เปนมิตร เอกสารฉบับนี้
มีความยาวเพียงหาขอเทานั้น
อารัมภบท
1. ในสมัยของเรานี้มนุษยชาติมีความใกลชิดกันมากยิ่งขึ้น และชนชาติตา ง ๆ มีความสัมพันธตอ
กันมากขึ้น พระศาสนจักรพิจารณาดวยความสนใจยิ่งขึน้ วา ตนมีความสัมพันธอยางไรกับศาสนาที่มิใช
คริสตศาสนา เนื่องจากมีภาระหนาที่ตองสงเสริมเอกภาพและความรักระหวางมนุษยแมระหวางชาติตาง ๆ
พระศาสนจักรขอพิจารณาในที่นี้กอนวา มนุษยมีอะไรรวมกันและมีอะไรชักจูงมนุษยใหมารวมชีวิตเปน
มิตรกัน
ดวยวาชนชาติเปนประชาคมเดียวกัน มีตน กําเนิดอันเดียวกัน เพราะเปนพระเจาที่ใหมนุษย
อาศัยอยูบนโลกนี้ (กจ. 17: 26) ชนทุกชาติมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือ องคพระเจา พระองคเอา
พระทัยสอดสอง แสดงพระทัยดีและตั้งพระทัยชวยมนุษยทุกคนใหเอาตัวรอด (ปชญ. 8:1, กจ. 14: 17, รม.
2:6-7 1 ทธ. 2:4) จนกวาผูไดรับเลือกสรรจะชุมนุมอยูรวมกันในสันตินคร ซึ่งสุกใสดวยสิริโรจนาการ
ของพระเปนเจาและประชาชนทุกชาติจะเดินตามแสงชวงโชติของพระองค
มนุษยทั้งหลายคอยใหมวลศาสนาตอบปญหาตาง ๆ ซึ่งยังซอนเรนอยูเ กี่ยวกับสภาพของมนุษย
ในอดีตก็เหมือนกับในปจจุบนั ยังทําใหหัวใจมนุษยปน ปวน วุน วายอยางหนักอยู เชนมนุษยเปนอะไร?
ความหายและจุดหมายชีวิตคืออะไร? ความดีและบาปคืออะไร? ตนกําเนิดและจุดหมายของความทุกขคือ
อะไร? อะไรคือหนทางในการบรรลุถึงความสุขแท? ความตาย การพิพากษาและการรับรางวับตอบแทน

49

หรือรับโทษเมื่อตายแลวคืออะไร? ที่สุดอัตถลึกลับประการสุดทายทีไ่ มรูจะพูดอยางไร เกี่ยวกับชีวิตของ
เราซึ่งเราถือกําเนิดและกําลังเดินมุงไปหานัน้ เปนอะไร?
ศาสนาตาง ๆ
2. ตลอดประวัติศาสตรจนถึงปจจุบันนี้ เราเห็นวาในชนชาติตางๆ มีความรูสึกอยางหนึ่งคือถึง
พละกําลังอันเรนลับซึ่งอยูในกระแสสิ่งของและเหตุการณของชีวิตมนุษย บางครั้งยอมรับนับถือแมกระทั่ง
พระเจาสูงสุดหรือพระบิดา
ผลของความสํานึกและการตระหนักนี้ลงสูชีวิตและกระตุน จิตใจหยั่งลึกใน
ศาสนา สวนศาสนาที่เราพบและเกีย่ วของกับความกาวหนาดานความเจริญภายนอก เปนความพยายามจะ
ตอบปญหาตาง ๆ เหลานีด้ วยความคิดทีล่ ะเอียดและภาษาที่ดี
ดังนั้นในศาสนาฮินดู มนุษยพยายาม
ไตรตรองขอลึกลับเกี่ยวกับพระเจาและอธิบายออกมาเปนเรื่องนิยายมากมายไมรูจบ
ศาสนิสลาม
3. พระศาสนจักรใหความเคารพอยางสูงแกพี่นองมุสลิม พวกเขามนัสการพระเจาองคเดียว ผูทรง
ชีวิตและดํารงอยู พระทัยเมตตาและทรงอนุภาพ ผูเนรมิตสวรรคและแผนดิน และไดตรัสกับมนุษยดวย
พวกเขาพยายามที่จะมอบตัวเองปราศจากการซอนเรนอยางเชนอับราฮัมมอบตัวตามแผนการณของพระเจา
ผูซึ่งพี่นองมุสลิมไดเชื่อ พวกเขานับถือพระเยซูเจาเหมือนกับประกาศก และไดใหเกียรติแกพระมารดา
พรหมจารี และแมแตในการวิงวอนอยางศรัทธาดวย มากกวานั้นพวกเขารอคอยวันพิพากษาและการตอบ
แทนรางวัลของผูติดตามพระองคผูทรงกลับคืนชีพจากความตาย ดวยเหตุผลนี้ การเคารพอยางสูงและชีวิตที่
ชอบธรรมและการนมัสการพระเจา โดยเฉพาะอยางดวยวิธีการภาวนา การทําทาน กรากระทําและการอด
อาหาร ผานมาหลายศตวรรษมาแลวที่คริสเตียนกับมุสลิมมากรทะเลาะกันหมาดหมางกัน สภาสังคายนาได
ขอใหลืมเรื่องเรื่องราวในอดีต และเรียกรองวาความพยายามอยางจริงใจสรางความเขาใจอันดีซึ่งกันและกัน
เพื่อประโยชนของมวลมนุษย ใหพวกเขาทั้งหลายรักษาและสงเสริมสันติสุข เสรีภาพ ความยุตธิ รรมและ
คุณธรรมทางศีลธรรม
ศาสนายิว
เมื่อใครครวญรหัสธรรมลึกล้ําของพระศาสนจักร สภาสังคายนาระลึกถึงความสัมพันธฝายจิตทีผ่ ูก
โยงประชากรของพันธสัญญาใหมกับเชื้อสายของอับราฮัม พระศาสนจักรรับรูวา แผนการแหงความรอด
หรือการไถกูของพระเจา เริ่มตนดวยความเชื่อและการเลือกสรรซึ่งเราพบในปตาจารย โมเสสและประกาศก
อื่น ๆ พระศาสนจักรประกาศวาคริสตชนผูมีความเชื่อเปนเชนลูกของอับราฮัม ( กท. 3:7) ตองนับรวมเขาใน
การเรียกของปตาจารย
และความรอดของพระศาสนจักรเปนเครื่องหมายลึกลาของประชากรที่ไดรับ
เลือกสรรของพระเจาที่อพยพออกจากดินแดนแหงความเปนทาส

50

ดวยเหตุนี้พระศาสนจักรลืมไมไดวา ไดรบั การเผยแสดงในพันธสัญญาเดิมโดยอาศัยชนชาตินี้ ซึ่ง
พระเปนเจาไดทรงทําพันธสัญญาดวย เพราะมีพระทัยเมตตาเหลือทีจ่ ะกลาว พระศาสนจักรลืมไมไดวา
พระศาสนจักรเลี้ยงตัวดวยอาหารจากรากมะกอกที่ปลูกไวดว ยความทะนุถนอม
มีกิ่งมะกอกตอมาซึ่ง
หมายถึงคนตางศาสนา ( รม. 11:17-24) พระศาสนจักรถือวาพระคริสตเจา ซึ่งเปนองคสันติภาพของเราทรง
ใชกางเขนของพระองคทําใหพวกยิวและคนนอกศาสนากลับคืนดีกนั และทรงทําใหคนสองพวกนี้รวมเปน
อันหนึ่งอันเดียวกันในพระคริสตเยซู (อฟ 2:14-16)
พระศาสนจักรนึกอยูเสมอถึงวาทะทีน่ ักบุญเปาโลพูดถึงชนชาติเดียวกันซึ่ง "ไดรับเลือกสรรเปน
บุตรบุญธรรม ไดรับเกียรติมงคล พันธสัญญาตาง ๆ ธรรมบัญญัติ คารวกิจและพันธสัญญาตาง ๆ เขาสืบมา
จากพระอัยกาและพระคริสตเจาทางฝายเนื้อหนังก็สืบมาจากพวกเขา" ( รม. 9:4-5) เปนโอรสของพระนาง
พรหมจารีมารีย พระศาสนจักรยังเตือนใหสาํ นึกดวยวา บรรดาอัครสาวกเปนรากฐานที่มั่นคงของพระศา
สนจักร ตลอดจนศิษยหมูแ รกเปนจํานวนมากที่ประกาศขาวดีเรื่องพระคริสตเจาแกโลก ก็เกิดมาจากชน
ชาติยิว
ตามที่ยืนยันในพระคัมภีรว า "กรุงเยรูซาเล็มไมรูเวลาที่พระเจาเสด็จมา (ลก 19:44) ชาวยิวสวน
ใหญไมยอมรับพระวรสาร ในทางตรงขาม หลายคนตอตานและแพรากระจายไปเรื่องนี้ (รม 11:28) ถึง
กระนั้นก็ดีตามความเห็นของนักบุญเปาโล เพราะเห็นแกบรรพบุรษุ ของเขาชาวยิวก็เปนที่รักของพระเจา
พระองคประทานสิ่งใดหรือเรียกใคร พระองคไมเคยนึกเสียพระทัยทีหลัง พรอมกับบรรดาประกาศกและ
อัครธรรมทูตทั้งหลาย (รม 11:28-29 LG 57) พระศาสนจักรรอวันที่ประชากรจะเรียกพระเจาดวยเสียง
เดียวกัน "จงรับใชพระองคภายใตแอกเดียวกัน" (ปชญ 3:9 อสย 66:23 สดด 65:4 I, 11ซ11-32) ซึ่งมีพระ
เจาองคเดียวเทานั้นที่ทราบ
แมผูมีอํานาจชาวยิวบางคนกับพวกผูใหประหารชีวติ พระเยซูเจาก็ดี (ยน 19:6) สิ่งที่เขากระทําใน
ระหวางการรับทรมานของพระองคนั้น เราไมสามารถกลาวหาชาวยิวทุกคนที่มชี ีวิตอยูใ นสมัยนั้นโดยไม
เลือกหรือชาวยิวสมัยเรานี้หาไดไม มันเปนความจริงวาพระศาสนจักรเปนประชากรใหมของพระเจา ก็ไม
ควรถือชาวยิวเปนผูที่พระเจาประณามหรือสาปแชง เหมือนกับวาเปนผลจากพระคัมภีร ผลที่ตามมาเราทุก
คนตองเอาใจใสอยางนอยในการสอนคําสอนหรือการเทศนสอน พวกเขาสอนอะไรก็ตามที่ไมสอดคลอง
กับขอความจริงในพระวรสารและจิตตารมณของพระเยซูเจาความจริงพระศาสนจักรไมเห็นชอบกับการ
เบียดเบียนทุกรูปแบบ มรดกของพระศาสนจักรตอชาวยิวไมสามารถถอดออกไปดวยการเมือง แตดวย
แรงจูงใจในความรักทางศาสนา พระศาสนจักรสลดใจกับการเบียดเบียน ความเกลียดชัง การตอตานชาวยิว
ทุกระดับหรือทุกรูปแบบ
พระศาสนจักรถือเสมอวาความรักอันไมมสี ิ้นสุดของพระคริสตเจาภายใตการรับทรมานและ
สิ้นพระชนมของพระองค เพราะความบาปของมนุษยทั้งหลายนั้น ทําใหมนุษยบรรลุถึงความรอดได
เพราะฉะนั้นเปนหนาที่ของพระศาสนจักรที่ตองประกาศถึงกางเขนของพระเยซูเจาเสมือนเปนสัญลักษณ
แหงความรักและเปนแหลงแหงพระหรรษทานทั้งหมด

51

ภราดรภาพสากล
เราไมสามารถภาวนาตอพระเปนเจาอยางแทจริงได
ถาเราปฏิบัติตอคนอื่นเหมือนไมเปนพีน่ อง
เพราะพระเปนเจาสรางมนุษยทุกคน มนุษยทุกคนถูกสรางขึ้นมาตามภาพลักษณของพระองค มนุษยทกุ คน
มีอิสรภาพในความสัมพันธกับพระเจาพระบิดาและเพื่อนมนุษย ดังที่เขียนไวในพระคัมภีรวา "ใครไมมี
ความรัก ผูนั้นไมรูจักพระเจา (1 ยน 4:8)
เพราะฉะนั้นไมมีหลักเกณฑพื้นฐาน ทฤษฎีหรือการปฏิบัติใด ในการดูถูกเหยียดหยามระหวาง
บุคคลตอบุคคล หรือ ระหวางประชาชน ที่เกิดขึน้ จากศักดิ์ศรีและสิทธิที่มาดวยกัน ฉะนั้นพระศาสนจักร
พิสูจนวาการดูถูกเหยียดหยามใด ๆ ตอตานประชาชนหรือ การกอกวนที่มีตอเชื่อชาติ สีผิว เนื่องจากชีวิต
หรือศาสนา ตามที่สภาสังคายนาไดวิงวอนบรรดาสัตบุรุษของพระคริสตเจาอยางเรารอนให " ประพฤติตน
ใหเปนทีน่ าเคารพนับถือทามกลางชนชาติอื่น ( 1 ปต 2:12) ตามรอยอัครสากลเปโตรและเปาโล และถา
เปนไปได ขอใหอยูเปนปกติสุขกับเพื่อมนุษยทกุ คนเทาที่จะทําได เพื่อจะเปนบุตรแทของพระบิดาเจาใน
สวรรค ( มธ 5:45)
5.2. พระธรรมนูญเรื่องพระศาสนจักร (Lumen Gentium)
ขอ 13 เนนวาทุกคนไดรับเรียกใหเขาเปนประชากรของพระเจา
"มนุษยทกุ คนไดรับเรียกใหเขาเปนสวนหนึ่งของประชากรของพระ
อันมีเอกภาพสากลเปน
เครื่องหมายแสดงและกอใหเกิดสันติภาพสากลอันแทจริง เอกภาพสากลอันนี้แผคลุมไปถึงมนุษยซึ่งรวมกัน
ในชั้นตาง ๆ กันคือผูมีความเชื่อคาทอลิก ผูอื่นที่เชือ่ ในพระคริสตเจา และมวลมนุษยชาติทั้งสิ้นอีกดวย
เพราะวาทุกคนลวนไดรับเรียกเขามารับความรอด อาศัยพระหรรษทานของพระเปนเจานั่นเอง"
ขอ 14 กลาววาถาผูใดรูวาพระศาสนจักรคาทอลิกเปนสิ่งจําเปนและเขาอยูในพระศาสนจักรก็จะรอด สวนผู
ที่ปฏิเสธไมยอมเขาในพระศาสนจักรก็ไมอาจเอาตัวรอดได และนอกจากนั้นแมวามีชื่อวาเขาอยูใ นพระศา
สนจักรแลว แตไมไดพยายามพากเพียรในความรักตอพระเปนเจา ก็ไมอาจรอดได
"กอนอื่นหมด สภาสังคายนาสากลนี้สนใจถึงผูมีความเชื่อคาทอลิก โดยอาศัยพระคัมภีรและธรรม
ประเพณี สภาสังคายนาสอนวา พระศาสนจักรซึ่งกําลังเดินทางอยูใ นโลกถิ่นเนรเทศนี้เปนปจจัยอันจําเปน
สําหรับความรอด พระคริสตเจาซึ่งประทับอยูกับเราในพระศาสนจักรซึ่งเปนดังพระกายของพระองคนั้น
ทรงเปนคนกลางแตผูเดียว และเปนไปทางสูความรอดสายเดียว พระองคเองทรงยืนยันไวชัดแจงถึงความ
จําเปนที่ตองเชื่อและรับศีลลางบาป (มก.16:16 ยน.3:5) และดังนีก้ ท็ รงยืนยันถึงความจําเปนของพระศาสน
จักรดวย เพราะมนุษยเขาสูพระศาสนจักรไดก็โดยอาศัยศีลลางบาปอันเปรียบเหมือนประตูทางเขา ดังนั้น
ผูใดก็ตาม เมื่อทราบวาพระคริสตเจาทรงกําหนดใหพระศาสนจักรคาทอลิกเปนสิ่งที่จําเปน แลวยังปฏิเสธ
ไมยอมเขาเปนสมาชิกและดํารงอยูในพระศาสนจักรนัน้ แลว ก็ไมอาจเอาตัวรอดได

52

ผูที่เปนสมาชิกสมบูรณของพระศาสนจักรคือ ผูที่มีจิตตารมณของพระคริสตเจา ยอมรับหลักเกณฑ
ของพระศาสนจักรทั้งสิ้นและวิธีที่นําความรอดทุกอยางที่มีอยูในพระศาสนจักร นอกจากนั้น โดยอาศัย
โครงสรางอันแลเห็นไดของพระศาสนจักร เขายังรวมสนิทกับองคพระคริสตเจา ผูทรงปกครองพระศาสน
จักร โดยทางพระสันตะปาปาและพระสังฆราช โครงดังกลาวนีก้ ็คือ การแสดงความเชื่ออันเดียวกัน
ยอมรับศีลศักดิ์สิทธิ์และการปกครองเชนเดียวกัน อีกทัง้ มีสัมพันธภาพตอกัน อยางไรก็ดี ผูที่ไดเปนสวน
หนึ่งของพระศาสนจักรแลว หากมิไดอตุ สาหะ พากเพียรในความรัก (ตอพระเจา) ก็ไมอาจเอาตัวรอดได
เขาคงอยูในออมอกของพระศาสนจักรแตเพียง "ฝายกาย" มิใช "ดวยใจ" บรรดาบุตรของพระศาสนจักรพึง
ระลึกวา ฐานะสูงสงของเขานั้นมิใชเนื่องมาจากคุณความดีของเขาเอง แตเขาไดรับเดชะพระหรรษทาน
พิเศษของพระคริสตเจาเทานัน้ ถาเขามิไดตอบสนองพระหรรษทานนัน้ ดวยความคิด วาจา และกิจการแลว
ไมพียงแตวาเขาจะไมไดรับความรอดเทานั้น แตเขายังตองถูกพิพากษาอยางเขมงวดยิง่ ขึ้นอีกดวย
คริสตชนสํารองนั้น พระจิตเจาทรงดลใจใหแสดงความปรารถนาเขาอยูในพระศาสนจักร ความ
ตั้งใจอันนี้เองเปนเหตุใหเขารวมอยูในพระศาสนจักรเหมือนกัน พระศาสนจักรผูเปนมารดาก็ใหความรัก
เอาใจใสโอบอุม เขาไวแลวเชนกัน
ขอ 15 สําหรับผูที่เปนคริสตชนแตไมเปนคาทอลิก พระศาสนจักรยอมรับศีลลางบาปและศีลศักดิส์ ิทธิ์อื่น ๆ
ในคริสตจักรหรือคณะของเขา เพราะมีความเชื่อและความรักในพระบิดา พระบุตรและพระจิต แตพระศา
สนจักรก็พยายามสวดภาวนาและทํางานเพือ่ ใหคริสตชนทั้งหมดรวมกันเขาเปนแกะฝูงเดียว มีชุมพาบาลแต
ผูเดียว
ขอ 16 ผูนับถือศาสนาอื่นสามารถรอดพนได
"ที่สุดผูที่ไมไดรับขาวดีกย็ ังมีความสัมพันธกับประชากรของพระเจาโดยวิธีตาง ๆ กัน กอนอืน่ หมด
ก็คือ ประชากรที่พระเจาประทานพันธสัญญาให และพระคริสตเจาทรงบังเกิดเปนมนุษยในชาติของเขา
(รม.9:4-5) ในสายพระเนตรของพระเจาประชากรอันเปนที่รักทั้งหลายก็เพื่อพระเจาพระบิดา สําหรับพระ
หรรษทานที่ปราศจากการกลับใจ (รม.11:28-29) แตแผนการของการไถกูรวมทั้งผูที่ยอมรับพระผูสรางนั้น
ดวย ทานกลางคนอื่นพวกแรก็คือ มุสลิม ผูทยี่ ืนยันถือความเชื่อของอับราฮัม และนมัสการพระเจาผูทรง
พระเมตตา ทรงพิพากษาในวันสุดทาย นอกนั้นพระเจามิไดอยูห างไกลจากบรรดาผูที่แสวงหาพระที่เขาไม
รูจักในเงาแหงความมืดและภาพลักษณตา ง ๆ เพราะพระองคเองประทานชีวิต และลมหายใจรวมทัง้ ทุกสิ่ง
แกมนุษย (กจ. 17:25-28) และพระผูไถก็ทรงปรารถนาที่จะใหทุกคนรอด (1 ทธ 2:4) บรรดาผูที่ไมรูจักขาว
ดีเรื่องพระคริสตเจาหรือพระศาสนจักรของพระองค ไมใชเพราะความผิดของตน อยางไรก็ตามผูท ี่แสวงหา
พระเจาอยางจริงใจ พยายามทําดีตามน้ําพระทัยของพระเจา ปฏิบัตติ ามมโนธรรมโดยมีพระหรรษทานนํา
ทาง เขาเหลานั้นก็จะไดรบั ความรอดดวย
พระญาณสอดสองของพระเจาจะปฏิเสธประทานความ
ชวยเหลือที่จําเปนแกผูไมมีความผิดและผูทมี่ ิไดลุถึงความรูแจงในพระเจาในการเอาตัวรอดแกพวกเขาหรือ

53

ปราศจากพระหรรษทานแตเขาดิ้นรนเพื่อการทําความดีในชีวิต ความดีและความจริงอะไรที่พบทามกลาง
พวกเขาในการพิจารณาโดยพระศาสนจักรเปนการเตรียมตัวสําหรับพระวรสาร
และประทานสิ่งเหลานี้
เพื่อใหเขาไดรบั ชีวิตที่ดีที่สุดนั่นเอง แตบอยครั้งที่ถูกลวงโดยปศาจ การใชเหตุผลทําใหมนุษยหลวงไป เอา
ความจริงของพระเจาไปแลกกับความเท็จ รับใชสิ่งสรางมากกวาผูสราง (รม.1:21-25) บางคนดําเนินชีวิตอยู
หรือตายไปเสมือนหนึ่งวาโลกไมมีพระเจา สุดทายพวกนี้จะอยูในสภาพสิ้นหวัง เพื่อสงเสริมพระสิริ
รุงโรจนของพระเจาและนําความรอดใหแกผูที่ไดกลาวมาแลวนี้ พระศาสนจักรจึงใสใจในพระบัญชาของ
พระคริสตเจา "จงไปเทศนประกาศขาวดีแกนานชาติ" (มก. 16;16) และพยายามอยางเต็มที่เพื่อภารกิที่ไดรับ
มอบหมายนี้สาํ เร็จไป"
มิชชั่นเนรีเปนลักษณะของพระศาสนจักร
ขอ 17 พระศาสนจักรไดรับการนําโดยพระจิตเจาเพื่อทําหนาที่ของตนในการทําใหแผนการของพระ
เจาสําเร็จสมบูรณ พระเจาผูซึ่งตั้งพระเยซูเจาเปนแหลงความรอดพนสําหรับโลก โดยการประกาศเทศน
สอนขาวดี พระศาสนจักรไดนําผูที่ไดยินเหลานั้นมารับความเชื่อ เตรียมพวกเขาสําหรับศีลลางบาป ชวง
ชิงเขาออกจากความเปนทาสของความผิด และนําพวกเขารวมในพระเยซูเจา เพื่อวาความรักของพระองค
จะทําใหพวกเขาเติบโตอยางสมบูรณ ผลของงานของพระศาสนจักรคือ ความดีใดก็ตามที่พบในและหกวาน
ลงในใจมนุษย ไมใชเปนการปองกันพวกเขาจากความลมสลายแตเปนการทําใหบริสุทธิ์ ยกขึ้นและ
สมบูรณโดยพระสิริของพระเจา ในความสับสนของปศาจและความสุขของมวลมนุษย
อวสานตกาลเปนกระแสเรียกของคริสตชน
ขอ 48 เราผูถูกเรียกโดยพระเยซูเจา โดยพระหรรษทานของพระเจาเราไดรับความศักดิ์ พระศาสน
จักรจะไดรับความครบครันผานทางพระสิริรุงโรจนของสวรรค เมื่อถึงเวลาของการฟนฟูทุกสิ่ง (กจ 3:21)
เวลานั้นมนุษยทุกคนในโลก ที่สัมพันธกันอยางใกลชิดในจุดหมายโดยพระองค จะสมบูรณดว ยการ
สรางใหมในพระคริสตเจา (อฟ 1;10 8l 1ซ20 2 ปต 3:10-13)
พระเยซูเจาถูกฟนขึ้นมาจากความตาย ไดนํามนุษยทุกคนไปหาพระองค ยน 12:23) พระองคไดสง
พระจิตเจามาเหนืออัครสาวกและผานทานพระจิตเขจาพระองคไดกอตั้งพระวรกายนั่นคือพระศาสนจักร
เสมือนศีลศักดิ์สิทธิ์สากลเพื่อความรอด ประทับเบื้องขวาพระบิดา พระองคยงั ทรงกระทําการในโลกนี้
เพื่อที่จะมนุษยไปสูพระอาณาจักร พันธสัญญาและคํามั่นสัญญาในการฟนฟูนั้น ไดเริ่มในพระคริสตเจา
เรียบรอยแลว และไดสานงานตอโดยพระจิตเจาและทางพระศาสนจักร ผานทางความเชื่อ เราเรียนรู
ความหมายของชีวิตในโลกนี้ ดวยความหวังในอนาคตทีด่ ี ภารกิจที่เราไดรบั จากรพระบิดาในโลกนี้คือการ
ทําเพื่อความรอดของเรา (ฟล 2:12)

54

5.3. Dei Verbum
ขอ 25 พระคัมภีรสําหรับคนตางศาสนา
มากกวานั้น
หนังสือศักดิ์สิทธิ์หรือพระคัมภีร ควรจัดไวใหเหมาะสมคนตางศาสนาและ
ประยุกตใชกบั สภาพแวดลอม ผูอภิบาลหรือคริสตชนในฐานะตาง ๆควรจะมีความรอบคอบดวยในการ
เวียน
5.4. Apostoliccam Actuositatem
ขอ 27 ความรวมมือของฆราวาสกับผูมีความเชื่ออื่น
มรดกธรรมดาของพระวรสารและหนาที่คอื การเปนพยานของพระคริสตเจา นั่นคือคาทอลิกรวมมือ
กับคริสตชนอื่น ๆ ไมวาดวยกิจกรรมหรือในสังคม ความรวมมือนี้จะนําไปตอโดยแตละคนและชุมชนของ
พระศาสนจักร และสูระดับชาติและนานาชาติตอไป (MM 150 UR 12)
ไมบอยนักที่คุณคาธรรมดาเหลานี้ของมนุษย ตองการคริสตชนทํางานแพรธรรมและรวมมือกับผูที่
ไมเชื่ออยางเดียวกับคริสตชนแตยอมรับคุณคาเหลานัน้
5.5. Dignitis Humanae
ขอ 2 เหตุผลและพื้นฐานของเสรีภาพทางศาสนา
สังคายนาวาติกันที่ 2 ประกาศวามนุษยทุกคนมีสิทธิเสรีภาพทางศาสนา เสรีภาพทางศาสนานี้
หมายถึงทุกคนควรไดรับการคุมครองจากมาตรการในสวนของความเปนสวนตัวและกลุมสังคม และจาก
อํานาจทั้งหลายของมนุษย เพื่อวาไมมีใครคนใดถูกบังคับในการตอตานศาสนา ทั้งในที่สารธารณะ สวนตัว
หรือในสังคมตอผูอื่น นอกจากนั้นสังคายนายังประกาศอีกวาเสรีภาพทางศาสนาเปนสิทธิพื้นฐานในศักดิ์ศรี
ความเปนมนุษยดว ยเหตุผลในตัวมันเองและการเปดเผยของพระเจา สิทธิเสรีภาพนี้ตองมีการบัญญัติไวใน
รัฐธรรมนูญ เพื่อควบคุมสังคมในความเปนสิทธิพลเมือง
เพื่อใหสอดคลองกับศักดิ์ศรีของมนุษยทกุ คนในความเปนบุคคล
นั่นหมายความวาพวกเขามี
เจตจํานงเสรี เพราะฉะนั้นเขามีความรับผิดชอบตอตัวเอง ทั้งสองเปนการกระตุน ตอธรรมชาติและผูกมัด
ดวยเงื่อนไขทางศีลธรรมในการแสวงหาความจริง โดยเฉพาะอยางยิง่ ความจริงทางศาสนา พวกเขาผูกมัด
ผูติดตามในความจริงที่พวกเขาไดรูจัก และนําชีวิตทั้งชีวิตของเขาใหสอดคลองกับความตองการของความ
จริงนั้น ดังนั้นเสรีภาพทางศาสนามีพื้นฐานไมใชทัศนคติเฉพาะบุคคลแตเปนธรรมชาติของบุคคล การ
แสดงออกถึงการปฏิบัติในสิทธิของตนเองนั้นไมสามารถแทรกแซงได
ตราบเทาที่มีความตองการของ
สาธารณชน

55

ขอ 13 เสรีภาพทางศาสนาและความจําเปนในความสัมพันธระหวางมนุษยกับพระเจา
ถึงแมวา นี่เปนความชัดเจนวาถาแตละพิจารณาอยางดีจะพบวา บรรทัดฐานสูงสุดในศีลธรรมคือกฎ
ของพระเจานัน่ เอง อาศัยคําพูดของพระองคทุกสิ่งในโลกจึงเกิดขึ้น และพระองคทําใหมนุษยมีสว นรวมใน
กฎภายใตการดูแลของพระเจา
เพื่อทีห่ ลายคนจะเขาถึงความจริงอยางลึกซึ้งและความรูในความจริงที่ไม
เปลี่ยนแปลง ดวยเหตุนี้ทุกคนจึงมีหนาที่และผลตามมาของสิทธิในการแสวงหาความจริงในเรื่องศาสนา
ดังนั้นโดยวิธกี ารที่เหมาะสม พวกเขาคงจะตัดสินดวยมโนธรรมอยางรอบคอบดวยความจริงและจริงใจ
โดยผานทางมโนธรรมของมนุษย พวกเขาจะสามารถเห็นและจําความตองการของพระเจาไดโดย
กฎของพระองค พวกเขาถูกผูกมัดใหติตดตามมโนธรรมอยางซื่อสัตยในทุกกิจการ เพื่อที่เขาจะไปถึงพระ
เจา เพราะฉะนั้นเขาจึงไมตองถูกบังคับในการปฏิบัติตรงขามกับมโนธรรม หรือไมตองไดรับการคุมครอง
จากการปฏิบัตติ ามมโนธรรมของเขา โดยเฉพาะอยางยิง่ ในเรื่องศาสนา เหตุผลเพราะวาการปฏิบัติเรื่อง
ศาสนานั้นเปนเรื่องธรรมชาติ เพราะฉะนั้นการปฏิบัตติ าง นั้นไมสามารถบังคับโดยอํานาจของมนุษยได แต
เปนความตองการของธรรมชาติในสังคมที่มนุษยตองแสดงออกภายนอกในการปฏิบัติศาสนา เพื่อเปนการ
สื่อสารกับคนอื่นดวยเรื่องศาสนาและประกาศความเชื่อในชุมชน
มากวานัน้ การกระทําสวนตัวหรือสวนรวมในเรื่องศาสนา เปนการนําตัวเองไปหาพระเจาดวยความ
สํานึกของเขาเองตามวิถีในโลกนี้ เพราะฉะนั้นอํานาจบานเมืองตองตระหนักและมาเห็นคุณคาของศาสนา
ในชีวิตของประชาชน
ขอ 14 เสรีภาพของศาสนาในชุมชน
เสรีภาพและการคุมครองจากมาตรการในเรื่องของศาสนา ซึ่งเปนสิทธิสวนบุคคลที่ตองสอดคลอง
กับการปฏิบัติในชุมชน ชุมชนศาสนาเปนความตองการของธรรมชาติมนุษยและในตัวศาสนาเอง
เพราะฉะนั้น การจัดหาความยุติธรรมของสวนรวมไมใชความรุนแรง แตละกลุมไดรับการคุมครอง
ใหสอดคลองกับหลักการของเขา พวกเขาตองอนุญาตใหปฏิบัติการนมัสการตอพระเจา ชวยเหลื่อสมาชิก
ในการปฏิบัตศิ าสนาของตนเองและแนนแฟนในหลักการศาสนาของตนและสงเสริมสถาบันในสถานที่
สมาชิกทํางาน เพื่อที่จะทํางานรวมกันในการยอมรับหลักการศาสนาของแตละคน
เชนกันชุมชนทางศาสนามีสิทธิ์ที่ไมอยูเบื้องหลังการลงทะเบียนหรือการจัดการโดยเปนสวนหนึ่ง
ของอํานาจทางราชการในการเลือกตั้ง ฝกฝน แตงตั้ง โยกยาย ในสวนผูนําของตนเอง การติดตอกัน
ระหวางผูมีอํานาจทางศาสนาและของโลก ก็เพื่อประโยชนของวัตถุประสงคทางศาสนาและความตองการที่
เหมาะสม
ชุมชนทางศาสนามีสิทธิที่จะไมถูกปองกันจากการประกาศเผยแพรและเปนพยานในที่สาธารณะใน
ความเชื่อของตนเอง ดวยการพูดหรือการเขียน อยางไรก็ตามการเผยแพรเหลานัน้ ทุกคนตองหลีกเลี่ยงใน
การแนะนําที่ไมซื่อสัตยตอมาตรการและรูปแบบที่ไมเหมาะสมดวย
โดยเฉพาะที่เกีย่ วของกับผูที่ไมมี
การศึกษาและคนยากจน ไมใชเปนกดขี่ เอาเปรียบสิทธิของเขา รวมทั้งเสรีภาพทางศาสนาตอกลุมศาสนา

56

ไมไดรับการปองกันจากการแสดงออกอยางเสรีในการสอนคุณคาที่สําคัญขององคกรโดยกิจกรรมของ
มนุษย สุดทาย จากรากลึกของธรรมชาติมนุษยและธรรมชาติทางศาสนา เปนสิทธิของมนุษยในการถือ
ความเชื่อ หรือการกอตั้งการศึกษา วัฒนธรรม การกุศลหรือหนวยงานทางสังคม
5.6 พระกฤษฎีกาวาดวยงานธรรมทูตแหงพระศาสนจักร (Ad Gentes)
ขอ 3 แผนการความรอดของพระเจาสําหรับมนุษยไมไดมีเฉพาะรูปแบบที่ลึกลับอยางที่มันเปนเทานั้น แต
มีอีกหลายทางในการแสวงหาพระเจา พยายามสัมผัสพระองค ถึงแมพระเจาไมไดอยูหางไกลจากเรา ( กจ
17:27) ความพยามยามตองการการจุดประกายและความถูกตอง ถึงแมวาดวยความรักและพระญาณ
สอดสอง พระองคจะนําทุกคนถึงพระเจาเที่ยงแทและไดรับการเตรียมในพระวรสาร
ขอที่ 7 ความถูกตองและจําเปนของกิจการของมิชชั่นเนรี
ดังนั้น หนทางในการรูจกั พระเจา พระองคสามารถที่จะนําผูซึ่งไมผดิ หลงในตัวเอง หรือในความ
ไมรูพระวรสาร ดวยปราศจากความเชื่อนัน้
ที่ซึ่งเปนไปไมไดทจี่ ะเปนที่พอพระทัยพระเจา (ฮบ 11:6)
อยางไรก็ตามพระศาสนจักรยังคงมีเงื่อนไขและมีพันธะอันศักดิ์สิทธในการประกาศขาวดี เพราะฉะนัน้ ทุก
วันนีก้ ารแพรธรรมยังตองทําเต็มพลังและมีความจําเปน พระศาสนจักรเปนความจําเปนสําหรับความรอด
แตสําหรับมนุษยบางคนทีไ่ มรูจักพระคริสตเจาและพระศาสนจักร พระองคทรงใชวิธีของพระองค เพื่อนํา
เขามาถือความเชื่อเพื่อที่เขาจะไดรอด
ขอ 8 การเผยแพรศาสนาในชีวิตและประวัติศาสตรของมนุษยชาติ
การเผยแพรศาสนาไดถูกผูกมัดและความปรารถนาโดยธรรมชาติของมนุษย ในการเผยแสดงพระ
คริสตเจา พระศาสนจักรไดเปดเผยตอมนุษยโดยสถานการณจริง ตั้งพระเยซูเจาเปนศีรษะของมนุษยใหม
กระตุนดวยความเปนพี่นองในความรัก ความจริงใจและสันติสุข ทัง้ พระคริสตเจาและพระศาสนจักรเปน
พยานในการเปลี่ยนแปลงในการแบงแยกทางเชื้อชาติ โดยที่ไมสามารถที่พิจารณาเหมือนกับคนแปลกหนา
ตอทุกคนและสถานที่ พระเยซูเจาคือความจริงและหนทาง เมื่อประกาศเทศนสอนตอประชาชน เมื่อ
พระองคตรัสวา "จงกลับใจและเชื่อในพระวรสารเถิด" (มก 1:15)
โดยเหตุที่ผูที่ไมเชื่อไดรับการตัดสินเรียกรอยแลว (ยน 3:18) พระวาจาของพระเยซูเจาเปนทั้งการ
ตัดสินและพระหรรษทานของชีวิตและความตาย เพราะอาศัยความตายเทานัน้ ที่ทําใหเราเขาสูชีวติ ใหม ไม
มีใครพนบาปดวยตนเองหรือความพยายามของตนเอง ไมมีใครฟนคืนชีพดวยตัวเองหรือรอดพนดวยความ
ออนแอของตนเอง ทุกคนตองการพระคริสตเจา ผูเปนแบบอยาง ผูชวยใหรอด และผูใหชวี ิต เพราะฉะนั้น
ไมใชวาไมมีเหตุผลอะไรเลยที่ผูมีความเชือ่ จะรองเรียกพระองค เปน ความหวังและความรอดของนานาชาติ

57

ขอ 9 อวสานตกาลเปนลักษณะของการแพรธรรม
เวลาระหวางการเสด็จมาครั้งแรกและครั้งทีส่ องของพระเยซูคริสตเจานัน้ เปนเวลาของการแพร
ธรรม เหมือนการเก็บเกี่ยว พระศาสนจักรจะรวบรวมประชากรทัง้ สี่ทิศไปสูพระอาณาจักรของพระเจา
เพราะวาขาวดีตองไดรับการประกาศถึงมนุษยทุกคนกอนที่พระเยซูเจาจะเสด็จมาครั้งที่ 2 (มก 13:10)
การแพรธรรมไมใชอะไรอืน่ ที่ดอยกวาการเผยแสดงแผนการของพระเจา ที่ชัดเจนคือผานทางการ
แพรธรรมนั้นนําไปสูประวัติศาสตรแหงความรอด ผานทางการประกาศขาวดี ศีลศักดิ์สิทธิ์ และศีลมหา
สนิทเปนศูนยที่ทําใหพระเยซูเจาปรากฏองค พระองคซึ่งเปนเปนผูเขียนความรอดพน ดังนั้นการแพรธรรม
เปนการโนมไปสูความครบครันของอาวสานตกาล ทางการแพรธรรมรหัสธรรมลึกล้ําของพระคริสตเจาได
ขยายใหญจนกระทั่งเขาถึงความสมบูรณอยางแทจริงของพระคริสตเจา (อฟ 4:13)
ขอ 10 พระศาสนจักรและงานแพรธรรมที่กวางใหญไพศาล
พระศาสนจักรที่ถูกสงไปโดยพระคริสตเจา เพื่อที่จะเปดเผยและสื่อสารกับมนุษยถึงความรักของ
พระเจาที่มีตอพวกเขา เปนที่ตระหนักวาจากภารกิจทีย่ ิ่งใหญนั้นยังคงตองทําตอไป มีประชากรกวาสอง
พันลานคน และเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ยังไมไดยนิ ขาวดีเรื่องพระคริสตเจา การจัดตั้งกลุมใหญและแบง
ออกเปนกลุมโดยรวมเปนหนึ่งเดียว วัฒนธรรมศาสนาดั้งเดิม และสังคมที่มีความเขมแข็งในความสัมพันธ
ตอกัน ซึ่งกลายเปนของศาสนาที่ยิ่งใหญ หรือคนอื่นไมมีความรูในพระเจา และบาคนแสดงออกดวยการ
ปฏิเสธความมีอยูของพระเจาแมแตดว ยการโจมตีมัน พระศาสนจักรอยูในฐานะทีจ่ ะมอบรหัสธรรมความ
รอดพนแกมนุษยทุกคนและนําชีวิตกลับคืนไปใหพระเจา ดังนั้นจึงตองปลุกหรือฝงตัวเองลงไปในกลุมชน
เหลานั้น
ในทํานองเดียวกันกับที่พระเยซูเจาลงมาบังเกิดเปนมนุษยในสถานที่และวัฒนธรรมและ
สถานการณเฉพาะในทามกลางมนุษยทพี่ ระองคอยูอาศัย
ขอ 11 การเปนประจักษพยานและการเสวนา
เพื่อที่จะเปนพยานถึงพระเยซูเจา คริสตชนตองสรางความสัมพันธกบั บุคคลเหลานั้นดวยความรัก
และความเคารพ พวกเขาตองรับรูตัวเองในฐานะสมาชิกของสังคมนั้น ผานทางความรับผิดชอบตาง ๆ
หรืองานที่จะแบงปนในสังคมและวัฒนธรรม พวกเขาควรจะคุนเคยกับวัฒนธรรมของชาติและศาสนาและ
เปดเผยดวยความยินดีและเคารพเมล็ดพันธที่ซอนอยูทามกลางพวกเขา พวกเขาตองมองดูการเปลี่ยนแปลง
อยางลึกซึ้งในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทามกลางพวกเขา และในขณะเดียวกันจุดประกายความร่ํารวยของ
พระวรสาร นําไปใหเขาอีกครั้งหนึ่งภายใตอํานาจของพระผูชวยใหรอด
ขอ 13 การประกาศขาวดีและการกลับใจ
เมื่อไหรก็ตามที่พระเปนเจาเปดประตูสําหรับการประกาศรหัสธรรมล้ําลึกของพระเยซูเจา (คส 4:3
และพระองคไดสงเขาเพื่อความรอดของทุกคน คือ พระคริสตเจา ( 1 ธส 1:9-10 1 คส 1:18-21 กท 1:31 d0

58

14ซ15-17 17: 22-31) นอกจากนัน้ คนที่มีความเชื่อ จิตใจของเขาไดรับการเปดโดยพระจิตเจา เชื่ออยาง
อิสระและกลับมาหาพระเจา ผูซึ่งเปนหนทางความจริงและชีวิต (ยน 14:6) การกลับใจจะเกิดขึ้นไดก็
ตอเมื่อพวกเขาตระหนักวาไดรับการหลุดพนจากบาปแลว และนําไปสูรหัสธรรมล้ําลึกแหงความรักของ
พระเจา ผูซึ่งเชื้อเชิญใหสรางความสัมพันธสวนตัวกับพระคริสตเจา
ทุกคนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา "พระศาสนจักรหามอยางเครงครัดไมใหบังคับผูใดก็ตามเขา
ถือศาสนาหรือชักจูงใหใครเขาถือโดยวิธกี ารอันไมสมควร
เชนเดียวกับทีพ่ ระศาสนจักรประกาศอยาง
เขมแข็งวา ทุกคนมีสิทธิที่จะไมมีใครขูเข็ญ มิใหเขาศาสนาโดยการขมเหงรังแกอยางอยุติธรรม"
ขอ 15 มนุษยทุกคนเปนหนึง่ เดียวในประชากรของพระเจา
พระจิตเจาจะนําทุกคนกลับมาหาพระเยซูเจาผานทางศีลลางบาป โดยการกระตุนใหรับความเชือ่
ดวยการประกาศพระวรสาร พระองคจะรวบรวมเขาเปนหนึ่งเดียวในประชากรของพระเจา "ผูไดรับ
เลือกสรร สมณราชตระกูล ชนชาติศักดิ์สทิ ธิ์ และการไถคืนมา
ขอ 16 ผูที่กําลังเตรียมตัวเปนพระสงฆพื้นเมือง เพื่อการเสวนากับศาสนิกชนผูมีความเชื่ออื่น
"ขอกําหนดรวม ๆ ในการอบรมพระสงฆ แมในการอบรมเกี่ยวกับอภิบาลสัตบุรุษและปฏิบัติที่สภา
สังคายนาบัญญัติ สามาเณรจะตองความกระตือรือรนในการประสานตามวิธีคิดวิธีปฏิบัติโดยเฉพาะของชาติ
ของตนเอง
เพราะฉะนัน้ จิตใจของสามเณราลัยตองเตรียมพรอมและระวังเพื่อที่จะรูจกั และสามารถ
ไตรตรองวัฒนธรรมของตนเองในเวลาเรียนปรัชญาและเทววิทยา สามเณรตองพิจารณาขอที่เปนประเพณี
นิยมและศาสนาในชาติของตนเขากันไดกบั คริสศาสนา เชนเดียวกันในการอบรมพระสงฆตองพิจารณาดวย
วา ภูมิประเทศหนึ่งมีความตองการทางดานอภิบาลสัตบุรุษอยางไร สามเณรตองเรียนรูประวัติศาสตร
จุดหมายและวิธีการแพรธรรมของพระศาสนจักร ตลอดจนภาวการณทางเศรษฐกิจ สังคมละวัฒนธรรมให
เขาใจอยางชัดเจน เพื่อประโยชนในการติดตอกับพี่นองศาสนิกชนอื่น หนาที่ของคริสตชนคือการประกาศ
พระคริสตเจา การทําศาสนสัมพันธดวยชีวติ ปรับปรุงวัฒนธรรม รวมเปนหนึ่งเดียวกันกับคนรวมชาติเพื่อ
ชวยเหลือสังคม
ขอ 18 สถาบันของศาสนาและเมล็ดพันธแหงความเชื่อในวัฒนธรรมดัง้ เดิม
สถาบันศาสนาที่ทํางานหรือปลูกฝงตัวเองลงไปในพื้นทีต่ าง ๆ สําหรับการปลูกฝงความเชื่อของ
พระศาสนจักร ตองคํานึงถึงเอกลักษณของแตละชาติดว ย ควรจะระมัดระวังในการพิจารณาถึงวัฒนธรรม
ของการรําพึงภาวนาหรือการเขาสมาธิ ซึ่งความตองการนี้ไดรับการหวานโดยพระเจาในสมัยวัฒนธรรม
ดั้งเดิม กอนทีจ่ ะประกาศพระวรสาร ควรรวมไวในชีวิตคริสตชนดวย

59

ขอ 21 การสงเสริมจิตตารมณงานแพรธรรมแกฆราวาส
พระศาสนจักรไมกอตั้งขึ้นและอยูอยางสมบูรณถาสัญลักษณของพระคริสตเจาไมไดปรากฏและใน
การทํางานของฆราวาสเคียงขางกับฐานันดร พระวรสารไมสามารถหยั่งรากลึกลงในจิตใจ ชีวติ และการ
งานของฆราวาสที่ปราศจากความกระตือรือรน เพราะฉะนัน้ จากรากฐานของพระศาสนจักรการเอาใจใส
หลาย ๆ อยางก็มาจากฆราวาสที่เปนคริสตชนอยางแทจริงเทานั้น
สัตบุรุษนั้นเปนทั้งคนในประชากรของพระเปนเจาและในสังคมของบานเมืองอยางสมบูรณ เขา
เปนคนในชาติที่เขาเกิดมา เขาเริ่มมีสวนในขุมทรัพย สมบัติทางวัฒนธรรมของชาติดวยการศึกษาอบรม
เขามีพันธะทางสังคมหลายรูปแบบที่ผูกพันกับชีวิตของชาติ เขามีสวนรวมในความเจริญของชาติดวยความ
มานะอุตสาหะในอาชีพของแตละคน เขารูสึกวาปญหาของชาติเปนปญหาของตนเองและพยายามที่จะแกไข
โดยความเชื่อและศีลลางบาปเขาเปนคนของพระคริสตเจา พวกเขาไดเกิดใหมในพระศาสนจักร ดังนั้นดวย
ชีวิตใหมและภารกิจพวกเขาตองเปนของพระคริสตเจา (เทียบ 1คร15:23) เพื่อทีว่ าทุกสิ่งอาจจะเปนวัตถุเพื่อ
พระเจาในพระคริสตเจาและพระเจาอาจจะเปนทุกอยางในทุกสิ่ง (1คร 15:28)
หนาที่สําคัญของฆราวาสทั้งชายและหญิง ก็คือการเปนพยาน ประกาศพระคริสตเจา ซึ่งเขาตองทํา
ดวยการชีวิตและคําพูดในครอบครัว ในสังคม ในวงการอาชีพ เพราะวาในตัวเขาเหลานั้น จะตองปรากฎ
มนุษยคนใหม ซึ่งสรางขึ้นดวยความเทีย่ งธรรมและความศักดิ์สิทธิอ์ ันแทจริงตามแบบพระเปนเจา (เทียบ
อฟ 4:24) เขาตองแสดงออกใหเห็นชีวิตใหมในชุมชนและวัฒนธรรมและพฤติกรรมของเขาซึ่งเก็บไวดวย
ประเพณีของแผนดินของเขาเอง พวกเขาตองคุนเคยกับวัฒนธรรม พวกเขาตองชําระมันและปองกันรักษา
มันไว ตองพัฒนามันตาวสภาพเงื่อนไขของสังคมปจจุบัน พวกเขาตองสมบูรณในพระคริสตเจา เพื่อวา
ความเชื่อในพระคริสตเจาและชีวิตในพระศาสนจักรไมใชเปนสิ่งแปลกใหมในสังคมที่ซึ่งเขาอยู แตเริ่มตน
ในการเปลี่ยนแปลงและซึมซับมันไว พวกเขาตองเชื่อมกับเพื่อนรวมชาติดวยการผูกมัดดวยความจริงใจใน
ความรัก ดังนั้นพฤติกรรมของชีวิตเปดเผยชีวิตใหมของความเปนหนึ่งเดียวและภารดรภาพที่ซึ่งขับออกมา
จากรหัสธรรมของพระเยซูเจา พวกเขาควรจะประกาศความเชื่อในพระเยซูเจาทามกลางพวกที่เขาติดตอกัน
ในสังคมและอาชีพ และเงือ่ นไขนี้คือทุกคนมีความเรงดวนในเมื่อคนหลายคนไดยนิ พระวรสารและรูจักพระ
เยซูเจาผานทางฆราวาสผูซึ่งเปนเพื่อนบานของเขา ความจริงแลวเทาที่เปนไปไดฆราวาสควรพรอมที่จะนํา
ขาวดีและการประกาศขาวดีนี้และหลักคําสอนของคริสตศาสนา เพือ่ วาจะทําใหพระศาสนจักรทีย่ ังออนอยู
ใหรวมมือกับฐานันดรในพระศาสนจักร
ขอ 22 ความหลากหลายในความเปนหนึ่ง
เมล็ดพันธแหงพระวาจาพระเจาเติบโตขึน้
โดยการรดน้ําของพระเจา
ไดรับความชุมชื้น
เปลี่ยนแปลงและทําใหมนั เปนสวนหนึ่งของมัน สุดทายก็ใหผลมากมาย จริง ๆ แลวสิ่งที่เกิดขึน้ กับพระศา
สนจักรนั้นมีรากฐานมาจากรพะเยซูเจาและสรางบนรากฐานของอัครสาวก
พวกเขาไดยืมเอาวัฒนธรรม
ประเพณี ภูมปิ ญญา การอบรมสั่งสอน ศิลปะ และวิทยาศาสตรของประชาชนเหลานั้น นํามาใชในการ

60

สรรเสริญพระสิริของพระเจาพระผูสราง เผยแสดงพระหรรษทานของพระผูไถ และสืบทอดคําสั่งที่ถูกตอง
ถึงชีวิตคริสตชน
เพื่อความสําเร็จนี้ มันจําเปนที่วัฒนธรรมทางสังคมที่ยิ่งใหญของแตละภูมิภาค พวกเขาถูกเรียกรอง
โดยการสืบคนของนักเทววิทยา เพื่อกระตุนและความจริงและพระวาจาที่เผยแสดงโดยพระเจา บรรจุใน
พระคัมภีร และอธิบายโดยปตาจารย และอํานาจการสอนของพระศาสนจักร และสงมอบตอไปใหกับ
พระศาสนจักรสากล
ขอ 26 หลักการการดานคําสอนและการอบรมผูแพรธรรม
ผูแพรธรรมทุกคน พระสงฆ นักบวช ฆราวาส ควรจะไดรับการฝกฝนอบรม ขึ้นอยูกับสถานภาพ
ของแตละคน เราจะพบความไมเทากันในความตองการในงานในอนาคต เริ่มแรกตองมีความเขาใจพระศา
สนจักรสากลและความหลากหลายของประชาชน พวกเขาถือการอบรมพวกเขาสําหรับเตรียมตัวสําหรับ
งานประกาศขาวดี และในความจริงทาวิทยาศาสตรดวย
ควรมีความรูทั่วไปเกีย่ วกับวัฒนธรรม ของ
ประชาชน ไมใชอางถึงสวนที่ผานไปเทานั้นแตรวมทั้งในอนาคตดวย ใครก็ตามที่ไปหาเพื่อนพีน่ อ งศาสนา
อื่นสิ่งที่ตองถือไปหรือตองมีไวคือภาษาและวิถีชีวิตของเขาอยางแทจริง
ความหลากหลายในการอบรม ควรรับผิดชอบโดยประเทศที่จะถูกสงนั้น พวกเขาตองเขาใจ
ประวัติศาสตร ระบบสังคม วัฒนธรรมของประชาชนนั้น พวกเขาตองมีมุมมองทางศีลธรรม ในศาสนา
และรูปแบบแนวคิดมาจากพระเจา
ขอ 38 สภาพระสังฆราชและศาสนิกของศาสนาอื่น
ดูเหมือนจะเปนที่เกีย่ วของกับสภาพระสังฆราชในการตัง้ และสงเสริมความเปนฉันทพี่นองกับผู
อพยพจากดินแดนของการแพรธรรมดวยเหตุผลของการทํางานและการศึกษา โดยการชวยเหลือพวกเขา
ตามความเหมาะสม โดยการการอพยพพวกเขาอยูหา งไกล เราควรกลายเปนเพื่อนบาน ในเมื่อโอกาสอันดี
นั้นไดหยิบยื่นใหกับเราในชุมชน ที่ซึ่งคริสตชนสามารถพูดถึงพระคริสตเจากับผูที่ยังไมไดยินเรื่องราวของ
พระองคและแสดงใหเห็นวาพระคริสตเจาเปนผูชวยและพระทัยดีตอพวกเขาในการการกระทําของเราวา
ขอ 40 สถาบันนักพรตกับศาสนิกของศาสนาอื่น
ชีวิตของนักพรต โดยอาศัย การภาวนา การพลีกรรม และการทรมาน มันเปนโอกาสที่ยิ่งใหญของ
การการเปลี่ยนแปลงหรือการกลับใจ ซึ่งเปนการสดับฟงคําภาวนาของเขาและสงคนงานในการเก็บเกีย่ ว
(มธ 9:38) เปดใจของผูนบั ถือศาสนาอื่นไดรับขาวดี (กจ 16:14) และทําใหเกิดผลมากมายในใจของเขา (1
คร 3:7) อันที่จริงสถาบันเหลานั้นไดถกู ขอรองในการสรางบานสําหรับงานแพรธรรม แตมีสวนนอยที่ได
ทําแลว เพื่อวาดวยชีวิตของพวกเขาทีแ่ บบอยาง อาจจะเปนพยานทามกลางพี่นองคนตางศาสนาในความรัก
ตอพระเจาสูงสุดในความเปนหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจา

61

ขอ 41 ความรูเรื่องศาสนาของฆราวาส
ประชาชนผูซึ่งสงเสริมความรูของประชาชน และศาสนา โดยผานทางประวัตศิ าสตรหรือระบบ
ของศาสนาที่มีการเรียนในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันตาง ๆ และเปนการชวยเหลือผูเทศนสอนพระวรสาร
สําหรับผูนับถือศาสนาอื่น ควรไดรับการยกยองเปนพิเศษ
5.7 พระศาสนจักรในโลกปจจุบัน ( Gaudium et Spes)
ขอ 22 พระคริสตเจากลายเปนหนึ่งเพื่อเราและสิ้นพระชนมเพื่อเรา
โดยการลงมาบังเกิดเปนมนุษย พระบุตรของพระเจา มีหนทางอยางแนนอนคือทําตัวเหมือนมนุษย
แตละคน พระองคทํางานดวยพระหัตถ ทรงคิดเชนเดียวกับมนุษย กระทําตามใจเชนเดียวกัน และดวย
หัวใจที่เปนมนุษย บังเกิดจากพระนางพรหมจารีมารีอา พระองคทรงเปนเหมือนเราทุกอยางยกเวนไมมีบาป
(cf. Heb 4:15) เชนเดียวกับลูกแกะไรเดียงสา ไดหลั่งเลือดของพระองคเพื่อเรา ในพระองคเราไดคืนดีกับ
พระเจาและตอกันและกัน (cf. 2 Cor 5:18-19, Col 1:20-22) ปลดปลอยเราจากความเปนทาสของปศาจและ
บาป ดังนั้นเราจึงพูดเชนเดียวกับบรรดาอัครสาวกวา "พระบุตรของพระเจา รักเราและมอบพระองคเองแก
เรา" (Gal 2:20) โดยการรับทรมานเพื่อเราเปนตัวอยางเทานั้นเพื่อทีเ่ ราจะติดตามพระองค แตพระองคก็ได
เปดหนทาง ถาเราเดินตามเสนทางนี้ ชีวิตและความตายทําใหชวี ิตของเรามีความศักดิสทิ ธิ์ในความหายใหม
สอดคลองกับภาพลักษณของพระบุตรซึ่งบังเกิดครั้งแรกในพีน่ องของเรา (Rom 8:29) คริสตชนไดรับผล
แรกของพระจิตเจา (Rom 8:23) โดยการทําใหพระบัญญัติแหงของพระองคสําเร็จไป (Rom 8:1-11) ถาพระ
จิตเจาของพระองคไดทําใหพระเยซูเจากลับเปนขึ้นมาจากความตายอยูกบั ทาน และพระองคจะมอบชีวิตแก
รางกายที่เนาเปอยได ทางพระจิตของพระองคซึ่งอยูในคุณ (Rom 8:11) แนนอนคริสตชนตองการสองอยาง
คือ การผูกมัดตัวเองและโดยหนาที่คือการตอสูกับปศาจผานทางความเจ็บปวดและความตาย
ขอ 42 พระศาสนจักรเคารพทุกสิ่งที่ดี
พระศาสนจักรรับรูความดีที่ผูกมัดพลังสังคมในวันนี้ โดยเฉพาะความกาวหนาในเอกภาพ สุขภาพ
ความกาวหนาทางสังคม ความรวมมือทางสังคมและเศรษฐกิจ การสงเสริมใหกําลังใจในเอกภาพ ความ
กลมเกลียวกันเปนสวนลึกของการแพรธรรมของพระศาสนจักร เพราะนี่อยูมีธรรมชาติของศีลศักดิ์สิทธิ์
สัญลักษณและเครื่องมือ นี่เปนการติดตอกับพระเจาและความเปนหนึง่ เดียวกับมนุษย เพื่อเปนการแสดงให
โลกรูวา สังคมและความเปนหนึ่งเดียวกันภายนอกนัน้ มากจากความเปนหนึ่งเดียวภายในใจกอน โดย
ธรรมชาติการแพรธรรมของพระศาสนจักรเปนสากล
ไมไดมอบตัวแกวัฒนธรรมใด วัฒนธรรมหนึ่ง
การเมือง เศรษฐกิจหรือ สังคมใดสังคมหนึ่ง ดังนัน้ จึงใกลชิดกับระหวางชุมชนตาง ๆ ของมนุษยและ
ประเทศชาติ
และภายใตเงื่อนไขวารับประกันจากพระศาสนจักรวามันเปนความจริงที่พระศาสนจักรนํา
เสรีภาพไปพรอมการแพรธรรม อะไรก็ตาม ความจริง ความดี และความยุติธรรมที่พบในอดีตหรือใน

62

ปจจุบันในสถาบันของพระศาสนจักรซึ่งเปนที่เคารพอยางสูงจากสภาสังคายนา นอกจากนัน้ สภาสังคายนา
ไดประกาศวาพระศาสนจักรเอาจริงเอาจังในการสงเสริมและชวยเหลือสถาบันเหลานั้น ในอนาคตก็ขึ้นอยู
กับมันและที่อยูกับภารกิจของตัวเอง
ขอ 45 พระศาสนจักรเปนศีลศักดิ์สิทธิสากลแหงความรอด
ถามันเปนการชวยโลกหรือมีประโยชนจากมัน พระศาสนจักรมีแตเปนเพียงหนึง่ หนทางเทานัน้
พระอาณาของพระเจาอาจจะมาและความรอดของมนุษยอาจจะสําเร็จสมบูรณ ทุกสิ่งที่เปนประโยชนตอ
ประชากรของพระเจาสามารถประทานใหแกมนุษยในระหวางที่จาริกแสวงบุญในโลกคือรากฐานที่มาจาก
พระศาสนจักร .พระศาสนจักรคือศีลศักดิส์ ิทธิ์สากลแหงความรอด (LG 48) เปนครั้งหนึ่งที่พระเจาแสดง
รหัสธรรมความรักที่แทจริงตอมนุษย พระวาจาของพระเจา ผานทางพระองคทุกสิ่งไดรับการเนรมิตขึ้นมา
กลับเปนเนื้อหนัง ดังนั้นอยางที่เปนมนุษยอยางครบครันพระองคสามารถชวยมนุษยทุกคนใหรอดไดและ
รวมทุกสิ่งไวในพระองค พระองคเปนจุดหมายของมนุษยและทุกสิง่ ในตรงกลางของมนุษย ความสุขของ
จิตใจ และความสมบูรณของแรงบันดาลใจ พระองคซึ่งพระบิดาไดทรงฟนคืนชีพจากความตาย ยกยองและ
นั่งเบื้องขวาพระหัตถของพระองค ทรงพิพากษาผูเปนและผูตายทําใหมีชีวิตชีวาและรวมกันในพระจิตเจา .
พระอิงคทรงรวบรวมทุกสิ่งไวในพระองค ทั้งสิ่งที่อยูบนสวรรคและแผนดิน. (Eph 1:10)
ขอ 53 การเตรียมตัวในการตอบรับขาวดี
ไมตองสงสัยเลยวาวิทยาศาสตรสมัยใหมและความกาวหนาทางเทคโนโลยีสามารถนําเราไปสู
ปรากฏการณนิยมหรือความเชื่อวาไมมีพระเจา สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร ซึ่งในตัวมันเอง
ไมสามารถแทรกซึมเขาในสวนลึกของธรรมชาติเหลานั้น มันไมยุติธรรมที่จะนํามาเปนบรรทัดฐานในการ
เขาถึงความจริง นี่เปนอันตรายของความมั่นใจในตัวเองเกินไป โดยคิดวาตัวเองมีมากพอแลวที่ จึงเลิกที่จะ
ไมคิดถึงคุณคาของสิ่งสูงสุดเหนือกวา
สิ่งเหลานี้ลากเรากลับไป
ไมใชไมมคี วามจําเปนเนือ่ งจากวัฒนธรรมสมัยใหมทพี่ ยายามใหเรา
มองขามคุณคาที่ดีกวา
ทามกลางสิ่งเหลานี้คือคุณคาที่ดึงเรากลับไปในเรื่องการซื่อสัตยตอความจริงทาง
วิทยาศาสตร ความสําคัญของการทํางานเปนทิมในดานเทคโนโลยี ความสํานึกในความเปนภารดรภาพ
หรือความตระหนักถึงการเติมโตในดานความเชี่ยวชาญและความรับผิดชอบในการชวยเหลือและปองกัน
พวกเขา และความกระตือรือรนในการยกระดับความเปนอยูของมนุษย
ขอ 55 ความสัมพันธระหวางพระวรสารกับวัฒนธรรม
มีหลายสิ่งที่เชือ่ มระหวางวัฒนธรรมกับกับขาวของความรอดพน ในการเผยแสดงตัวเองตอมนุษย
บรรลุถึงความครบครันโดยการที่พระบุตรลงมาบังเกิดเปนมนุษย พระเจาตรัสกับเขาตามยุคตามสมัยของ
พวกเขา เหมือนกันกับการทีพ่ ระศาสนจักรคงอยูตลอดหลายศตวรรษทีผ่ านมาในสถานการณตาง ๆ และใช

63

ประโยนชจากแหลงของวัฒนธรรมที่หลากหลายในการประกาศแพรและอธิบายขาวดีของพระคริสตเจา
และจรวจสอบและเขาอยางลึกซึ้ง และแสดงออกอยางสมบูรณในพิธกี รรมและหลายแงมุมในชีวติ ของผูที่
เชื่อ
อยางไรก็ตามพระศาสนจักรไดถูกสงไปทัว่ ทุกที่สําหรับทุกเพศทุกวัย เพราะไมใชผูกมัดอยางแนน
หนาสําหรับเผาใดหรือชนชาติใดชนชาติหนึ่ง โดยเฉพาะวิถีชีวติ ของทุกคน หรือการปฏิบัติทางวัฒนธรรม
ตาง ๆ ทั้งสมัยใหมและสมัยเกา พระศาสจักรซื่อสัตยตอวัฒนธรรมประเพณีเชนเดียวกับความสํานึกใน
ภารกิจสวนรวม สามารถเขาไปอยูในวัฒนธรรมตาง ๆ ไดและทํานุบํารุงทั้งวัฒนธรรมและตัวเอง ขาวดีของ
พระคริสตเจาสามารถรื้อฟนชีวิตและวัฒนธรรมของมนุษย มันตอสูและกําจัดความชั่วซึ่งไหลมาจากแรง
ดึงดูดของบาป มันไมมวี ันหยุดทีจ่ ะชําระและยกระดับคุณธรรมของมนุษย โดยวิธีนพี้ ระศาสนจักรไดนําพา
พันธกิจในการกระทําตางก็กระตุนและพัฒนาวัฒนธรรมมนุษยใหกาวหนาและแจกจายโดยกิกรรมตาง ๆ
รวมทั้งพิธีกรรมและเสรีภาพภายใน
ขอ 73 เคารพผูมีความเชื่ออื่น
คนเริ่มมีความกระตือรือรนไมไดมองขามในความปลอดภัยของผูมีความเชื่ออื่นที่เปนกลุมนอย ใน
หนาที่ของพวกเขาตอชุมชน เราจึงตองมีความอดทนมากขึ้นตอความคิดเห็นทีแ่ ตกตางของผูมีความเชื่ออื่น
ขณะเดียวกันมีความรวมมือกันมากขึ้น และไมใชมีสิทธิพิเศษสวนบุคคลในการมีสิทธิ์ในการปฏิบัติศาสนา
ของตน
ขอ 76 พระศาสนจักรสงเสริมสนับสนุนทุกสิ่งที่เปนความจริง ดีและสวยงาม
ดวยความซื่อสัตยตอพระวรสารในการทําใหภารกิจสําเร็จลงในโลกนี้
พระศาสนจักรมีหนาที่
สงเสริมและยกระดับความจริงและความดีทุกอยางและทุกสิ่งที่สวยงามในชุมชน (เทียบ LG 13) ทําใหเกิด
ความมั่นคงในสันติภาพหามกลางมนุษยเพือ่ เปนการเทิดพระเกียรติพระเจา (ลก. 2:14)
ขอ 80 เสวนากับทุกคน
เราตองคิดถึงคนที่ยอมรับพระเจาและรักษาคุณคาของศาสนาและวัฒนธรรมพื้นฐานของมนุษย นี่
คือความหวังของเรา ดังนั้นเราตองจริงใจหรือตรงไปตรงมา ตอผูที่มีความกระตือรือรนในจิตใจดวยการ
ซื่อสัตยและเต็มใจ
ในสวนของเรา เรากระตือรือรนในการเสวนา ตองปฏิบัติดวยความสุขุมรอบคอบและนําไปสู
ความรักที่แทจริงไมวาใครก็ตาม เราอยากจะรวมทุกคนที่มีความเคารพคุณคาของมนุษยอยางแทจริง โดย
ตระหนักถึงวาใครเปนผูสราง เทากับผูท ี่ตอตานและเบียดเบียนเราในวิธตี าง ๆ พระเจาเปนตนเหตุและ
ปลายเหตุของทุกสิ่ง เราทุกคนถูกเรียกวาเปนพี่นองกัน เราตองทํางานรวมกันปราศจากความรุนแรงและ
ปราศจากการหลอกลวงเพื่อที่จะสรางสันติภาพแทจริงในโลกนี้เปนหนึ่งเดียวกับมนุษยชาติ

64

ความสุข ความหวัง ความทุกขและความทรมานของมนุษยในปจจุบนั โดยเฉพาะอยางยิ่งคนยากจน
หรือความทุกขทรมานใด ๆ ก็คือความสุข ความหวัง ความทุกขและความทรมานของผู ตามพระคริสตเจา
เชนกัน ไมมีสิ่งใดที่ทําใหมนุษยลมเหลวอยางแทจริงในการคนพบเสียงกอนในจิตใจ นั่นทําไมคริสตชน
ทะนุถนอมความรูสึกลึก ๆ ในความเปนหกนึ่งเดียวกับเผาพันธุมนุษยในประวัติศาสตร (GS 1)

5.8 คําแถลงของสภาสังคายนาวาติกนั ที่ 2 วาดวยเสรีภาพในการถือศาสนา สิทธิของบุคคลและของคณะ
บุคคลที่จะมีเสรีภาพทางสังคมและบานเมืองในศาสนา (Dignitatis Humanae) 1965
ขอ 2 มนุษยทุกคนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา แตละคนจะถูกธรรมชาติของตนและพันธะทางศีลธรรม
บังคับใหแสวงหาความจริง
สังคายนาวาติกันที่ 2 ประกาศวามนุษยทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา สิทธินี้หมายถึง
การที่มนุษยทกุ คนไมสามารถถูกบังคับหรือตอตานจากปจเจกชนก็ดี หรือ กลุมบุคคลในสังคมและอํานาจ
มนุษยใด ๆก็ดี ใหปฏิบัติฝาฝนมโนธรรมในเรื่องศาสนา หรือถูกขัดขวางมโนธรรมไมใหปฏิบัติตามมโน
ธรรมในขอบเขตอันยุติธรรมไมได ทั้งในสวนตัวและสวนรวม มากกวานัน้ สภาสังคายนายังประกาศอีกกวา
เสรีภาพทางศาสนามีพื้นฐานมาจากศักดิ์ศรีของมนุษยเองตามที่พระเจาตรัสไว
และโดยเหตุผลในตัวเอง
สิทธิที่มนุษยตอ งมีเสรีภาพในการนับถือศาสนานี้ตองไดรับการยึดถือในกฎหมายของสังคมจนถือเปนสิทธิ
ของพลเมืองประการหนึ่ง (มาตรา 37 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย 2550 )
เนื่องจากมนุษยมีศักดิ์ศรีเพราะเปนบุคคล ซึ่งหมายความวา รูจ ักคิดหาเหตุผลและมีเจตจํานงเปน
อิสระ และดังนั้นยังมีความรับผิดชอบเปนสวนตัวดวย จึงถูกธรรมชาติของตนเองเรงเราและถูกพันทาง
ศีลธรรมบังคับใหแสวงหาความจริง ซึ่งกอนอานไดแกความจริงเรื่องศาสนา พอรูค วามจริงแลวก็ตองยึดถือ
ความจริงนั้น และกํากับชีวิตขิงตนตามที่ความจริงนัน้ จะเรียกรองใหทํา มนุษยจะตองปฏิบัติตามพันธะ
ปราการนี้อยางถูกตองตรงกับธรรมชาติของตนได
ก็ตอเมื่อมีทั้งเสรีภาพทางใจและทั้งความปลอดภัย
ทางการถูกบังคับภายนอกใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการนับถือศาสนานั้นจึงเกิดขึน้ ไมใช
เพราะความตองการของมนุษย แตเพราะมนุษยมีธรรมชาติตองการเชนนั้นอยูเอง เพราะฉะนัน้ แมคนที่ไม
ถือตามพันธะตองแสวงหาและยึดถือความจริง ก็ยังทรงไวซึ่งสิทธิจะถูกบังคับ ๆ ไมได และจะถูกขัดขวาง
ไมใหใชสิทธินี้ก็ไมไดตราบเทาที่ไมเปนการทําลายความสงบเรียบรอยของประชาคม
ขอ 3 มนุษยตองถือตามมโนธรรมของตน ไมควรทีจ่ ะใหมีการขัดขวางเพื่อมิใหกระทําตามมโนธรรมนั้น
โดยเฉพาะเรื่องศาสนา
เปนที่ชัดเจนคือถามนุษยทุกคนตระหนักวามาตรการสูงสุดสําหรับมนุษยนนั้ คือกฎของพระเจา
ตลอดไป สากล ปราศจากอคติ ดวยเหตุนี้พระเจาจึงสั่งและปกครองจักรวาลและแนวทางของสังคมตาม

65

แผนการและปรีชาญาณและความรักของพระองค เพื่อที่มนุษยจะเขารวมได และภาพใตการถอมตนของ
และพระญาณสอดสองของพระเจา
อาจจะชวยใหเขาเขาไปในสวนลึกในการรับรูความจริงอันไม
เปลี่ยนแปลงของพระองค
ดวยเหตุนี้ผลที่ตามมาคือมนุษยทกุ คนมีหนาทีใ่ นการแสวงหาความจริงของ
ศาสนา ตามวิธีที่เหมาะสม เขาอาจจะรอบคอบในการตัดสินของมโนธรรมซึ่งจริงและดวยความจริงใจ
ฉะนั้นการปฺฏิเสธไมยอมใหมนุษยปฏิบัติตามศาสนาอยางเสรีในสังคม ทั้งที่การปฏิบัติศาสนาไมได
เปนภัยตอความสงบเรียบรอยของประชาคมแตอยางใด นับวาเปนการหมิ่นประมาทตอความเปนบุคคลของ
มนุษยและผิดระเบียบที่พระเปนทรงตั้งขึ้นไวสําหรับมนุษย
ขอ 4 เสรีภาพของนิกายศาสนาตาง ๆ
เสรีภาพหรือการไดรับการปองกันจากการถูกขูบังคับในเรื่องของศาสนา ซึ่งเปนสิทธิสวนบุคคล
และเชนกันก็ขนึ้ อยูกับมนุษยเมื่อพวกเขาอยูใ นสังคม ชุมชนศาสนาเรียกรองธรรมชาติในตัวมันเองทั้งของ
มนุษยและศาสนา
ฉะนั้นถาไมมสี ิ่งใดที่เปนภัยตอความสงบเรียบรอยของประชาคมแลว นิกายศาสนาเหลานี้ทรงไว
ซึ่งสิทธิที่จะไดรับความปลอดภัยจากการบังคับใด ๆ เพื่อสามารถปกครองตนตามกฎเกณฑ ประกอบคารว
กิจสาธารณะ สักการะพระเจาสูงสุด ชวยสมาชิกในการบําเพ็ญถือชีวิตดานศาสนาและบํารุงเขาใหเขมแข็ง
ดวยคําสั่งสอน
ที่สุดสงเสริมสถาบันที่เขาอยูและรวมมือกันควบคุมชีวิตใหดําเนินไปตามหลักธรรมของ
ศาสนา
นิกาศาสนาตาง ๆ ยังมิสิทธิท่จี ะไมถูกกฎหมายหรือการปกครองของเจาหนาที่บานเมืองขัดขวางมิ
ใหเลือกอบรม แตงตั้งโยกยายศาสนบริกรของตน ติดตอกับเจาหนเขา ตลอดจนอาคารสถานที่แบะ
ทรัพยสินที่ตองการ
นิกายตาง ๆ ยังมีสิทธิที่จะไมถูกขัดขวางในการสอน การแสดงความเชื่ออยางเปดเผย ทั้งดวยวาจา
และการขีดเขียน ในการการเผยแพรความความเชื่อและการทําศาสนกิจ ทุกคนตองงดเวนไมทํากิจการใด ๆ
ที่เปนไปในลักษณะบังคับหรือเกลี้ยกลอมอยางไมสุจริต โดยเฉพาะเมื่อปฏิบัติกับคนยากไรเข็ญใจและไมมี
การศึกษา การปฏิบัติเชนนี้ถือวาเปนการใชสิทธิของตนในทางที่ผิดและเปนการลวงละเมิดสิทธิของผูอื่น
อนึ่งเสรีภาพในการนับถือศาสนายังเรียกรองมิใหขัดขวางนิกายตาง ๆ มิใหแสดงประสิทธิภาพแหง
คําสอนของเขาอยางเสรีในการจัดระเบียบสังคมและกระตุนเตือนกิจกรรมทุกอยางของมนุษย
สุดทาย
รากฐานของสังคมคือมนุษยและธรรมชาติของศาสนาคือสิทธิของมนุษย
พรอมกับนี้โดยความสํานึกใน
ศาสนาของตน พวกเขามีสิทธิที่จะพบปะ ประชุม กอตั้งสถานบันการศึกษา วัฒนธรรมและองคกรการกุศล

66

ขอ 5 เสรีภาพของครอบครัวในการถือศาสนา
ทุก ๆ ครอบครัวในฐานะเปนสังคมที่มีสิทธิเบื้องตนที่เปนของตัวเองโดยเฉพาะ ยอมมีสิทธิที่จะจัด
ระเบียบชีวิตทางศาสนาไดอยางเสรีภายใตการนําของพอแม
พอแมทรงไวซึ่งสิทธิที่จะใหการอบรมทาง
ศาสนาแกลูกตามความเชื่อถือของเขาเอง เพราะเหตุฉะนีเ้ จาหนาที่บานเมืองตองยอมรับนับถือสอทธิของเขา
ที่จะเลือกโรงเรียนหรือวิธกี ารอบรมแบบอื่นไดอยางเสรีเต็มที่และจะอางการใหเสรีภาพในเรื่องนี้สําหรับ
บังคับเขาใหตอ งรับภาระอันไมยุติธรรมทั้งทางตรงและทางออมไมได นอกจากนั้นถาเด็กยังถูกบังคับใหรับ
การศึกษาซึ่งไมตรงกับความเชื่อถือของพอแม หรือถูกบังคับใหรับการอบรมแบบที่ตัดการอบรมทางศาสนา
อยางสิ้นเชิง ก็ถือวาเปนการละเมิดสิทธิของพอแม
ขอ 6 เจาหนาที่บานเมืองตองคุมครองเสรีภาพในการถือศาสนา
การปกปองและสงเสริมสิทธิอันละเมิดมิไดของมนุษยนั้น
เปนหนาที่อันสําคัญอยางหนึ่งของ
เจาหนาที่บานเมืองทั่วไป เพราะฉะนัน้ เจาหนาที่บานเมืองตองใชกฎหมายที่ยุติธรรมและลูทางอันเหมาสม
ทําการคุมครองเสรีภาพในการถือศาสนาของพลเมืองทุกคนอยางจริงจัง และสงเสริมใหเกิดภาวนการณที่
เหมาะสมสําหรับพัฒนาชีวิทางศาสนา
เพื่อใหพลเมืองสามารถใชสิทธิและปฏิบัติหนาที่ของตนไดอยาง
แทจริง เพื่อใหสังคมเองไดรับคุณจากความยุติธรรมและสันติสุขอันเกิดจากการทีม่ นุษยถือซื่อสัตยตอพระ
เจาและน้ําพระทัยอันศักดิ์สทิ ธิ์ของพระองค
เพราะฉะนั้น เจาหนาที่บานเมืองจะบังคับพลเมืองไมวา ดวยกําลังหรือการเขาออกจากศาสนานิกาย
ใดนิกายหนึ่งไมได ถาใชกําลังไมวารูปแบบใดเพื่อทําลายลางหรือขัดขวางศาสนาในมนุษยชาติทั้งหมดก็ดี
หรือประเทศใดประเทศหนึ่งหรือในหมูคณะหนึ่งก็ดี ก็ยงิ่ ถือวาเปนการกระทําผิดตอน้ําพระทัยของพระเปน
เจา และผิดตอสิทธิอันศักดิ์สิทธิ์ที่บุคคลและครอบครัวของชนชาติท้งั หลายมีอยู
ขอ 12 พระศาสนจักรยืนยันถึงเสรีภาพในการถือศาสนาเสมอ
พระสาสนจักรซื่อสัตยตอความจริงในพระวรสาร
คือติตดตามพระคริสตเจาและสานุศิษยของ
พระองค เมือ่ พวกเขาตระหนักวาเสรีภาพในการถือศาสนาเปนศักดิศ์ รีของมนุษยและการเผยแสดงของพระ
เจาพระศาสนจักรก็สงเสริม ตลอดทุกยุคสมัยพระศาสนจักรไดรักษาและสืบทอดหลักคําสอนซึ่งรับจากพระ
อาจารยเจาและบรรดาอัครสาวกของพระองค
แมวาในชีวิตแหงประชากรของพระเปนเจาซึ่งเดินทางไป
ทามกลางความผันแปร ความไมแนนอนแหงประวัติศาสตรของมนุษย บางครั้งไดมีการปฏิบัติซึ่งไมตรง
ตามจิตตารมณของพระวรสาร แตพระศาสนจักรสอนเสมอวาจะบังคับใครใหมาถือปฏิบัติความเชือ่ ไมได
ขอ 15 สิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาในรัฐธรรมนูญ
เพราะฉะนั้นเปนที่แนนอนวาในปจจุบันมนุษยตองการที่จะยืนยันถึงความเชื่อของตนเองอยาอิสระ
ทั้งเปนเรื่องสวนตัวและสวนรวม
และเปนความจริงที่วาเสรีภาพในการถือศาสนาไดรับการประกาศใน

67

รัฐธรรมนูญและไดประกาศอยางสงา เอกสารวาดวยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ แตมีรัฐบาลหลาย
รูปแบบทั้ง ๆ ที่มีการบัญญัติเสรีภาพในการนับถือศาสนา แตในทางปฏิบัติก็ยังมีการคุกคามประชาชน ทํา
ใหเกิดอันตรายและความกลัวในการปฏิบัติศาสนา สภาสังคายนาไดไดตอนรับความจริงสองประการคือ อัน
แรกเปนชวงความสุขของกาลเวลา สภาสังคยนาไดเรียกรองใหเห็นถึงความสําคัญของเสรีภาพในการนับถือ
ศาสนา ในสถานการณปจ จุบันโดยเฉพาะอยางยิ่งสถาบันครอบครัว
5.7 พระสมสาสนของพระสันตะปาปา
5.7.1 พระศาสจักรของพระองค (Ecclesia Suam)
โดยพระสันตะปาปา ปอลที่ 6 ประกาศเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1964 เปนสารฉบับแรกที่พระองคทรงสื่อกับคริ
สตชนในแนวทางใหมที่พระศาสนจักรจะตองเขาเสวนากับโลกและศาสนอื่น ๆ แตทั้งนี้มิใชเปนแคการ
เสวนาเพื่อการเสวนา แตเปนการเสวนาแหงความรอด ในสมณสาสนฉบับนี้ก็มหี ลายขอที่เนนเรื่องการ
เสวนาเปนพิเศษ
การเสวนาแหงความรอด
ขอ 70 บอเกิดของการเสวนาพบไดในแผนการของพระเจา ทั้งในรูปแบบของศาสนาและการภาวนา
ดังนั้นพีน่ องทัง้ หลาย ทานเห็นหรือยังถึงบอเกิดที่เปนอุตรภาพของการเสวนา เราจะพบไดใน
แผนการของพระเจาเลยทีเดียว ศาสนานั้นโดยธรรมชาติแลวก็คือความสัมพันธระหวางพระเจากับมนุษย
คําภาวนาแสดงนั่นคือความสัมพันธในการเสวนา พระวิวรณหรือการเผยแสดงนั่นคือความสัมพันธเหนือ
ธรรมชาติซึ่งพระเจาพระองคเองและดวยพระดําริของพระองคไดสถาปนามนุษยชาติ ก็อาจจะกลาวไดวา
เปนการเสวนาซึ่งพระวาจาของพระเจาไดรบั การเผยแสดงออกมา ในการรับเอากายและดังนั้นในพระวรสาร
การสนทนาพาทีฉันบิดาระหวางพระเจากับมนุษยที่มีบาปกําเนิดแทรกเขามาก็ดําเนินตอไปอยางนา
พิศวงในเสนทางประวัติศาสตร ประวัติศาสตรแหงความรอดบอกอยางแมนยําถึงการเสวนานี้ทยี่ าวนานและ
เปลี่ยนแปลงนี้ ซึ่งเริ่มขึ้นโดยพระเจาและนํามาซึ่งการสนทนาที่แจมจาสดใส ในการเสวนาของกพระคริสต
เจากับมนุษยเชนนี้แหละ
ที่พระเจาประทานใหเราเขาใจบางสิ่งบางอยางของพระองคซึ่งธรรมชาติล้ําลึก
ของชีวิตพระองค ซึ่งโดเดนในแกนสาร ซึ่งเปนตรีเอกภาพในพระบุคคล และพระองคยังประทานพระ
ดํารัสแกเราในที่สุดวา พระองคทรงประสงคใหเราราจักพระองควาอยางไร นั่นคือพระองคคือองคความรัก
ใหเราถวายพระเกียรติและรับใชพระองคอยางไร นั่นคือความรักเปนพระบัญญัติสูงสุด ดังนั้นการเสวนาจึง
ไดความหมายที่สมบูรณและใหพื้นฐานแหงความเชื่อมั่น เด็กไดรับการเชิญชวนเขามา ผูถือศีลภาวนาอยาง
เครงครัดก็จะพบทางออกทีส่ มบูรณ
ขอ 71 การเสวนา นี้คือความสัมพันธที่ซึ่งพระเจาไดริเริม่ และสรางกับเราผานทางพระคริสตเจาและพระจิต
เจาซึ่งเปนสิ่งที่แทจริงอันหนึ่ง ถึงแมวามันจะยากลําบากที่แสดงออกมาทางคําพูด เราตองตรวจสอบอยาง

68

ใกลชิด ถาเราตองการเขาใจความสัมพันธ
มนุษยชาติ

ที่ซึ่งเรา

พระศาสนจักร ควรทีจ่ ะกอตั้งและสงเสริมกับ

ขอ 72 พระเจาเองไดริเริ่ม การเสวนาแหงความรอด "พระองคักเรากอน" ( 1 ยน 4:10) เพราะฉะนัน้ เราตอง
เปนคนแรกที่เรียกรองการเสวนากับมนุษย โดยปราศจากการรอคอยการเชื้อเชิญจากคนอื่น
ขอ 73 การเสวนาแหงความรอดไดผลิออกมาจากความดีและความรักของพระเจา "พระเจาทรงรักโลกมาก
ถึงกับไดมอบพระบุตรสุดทีร่ ักของ" (ยน 3:16) เพราะฉะนัน้ การชักจูงเขาไปสูการเสวนาไมมีอะไรอื่น
นอกจากความรักแลวมีความเรารอนและความจริงใจ
ขอ 74 การเสวนาแหงความรอดไมไดขึ้นอยูกับศีลธรรมของผูที่ไดริเริ่มกับใคร หรือในเหตุผลมันดูเหมือนวา
จะสําเร็จ " พวกเขาไมตองการดานกายภาพ เพราะฉะนัน้ ไมใชทั้งควรจํากัดการเสวนาของเราหรือและ
แสวงหาความไดเปรียบของเรา
ขอ 75 ไมใชความกดดันทางกายภาพไดนําใครสักคนเขามาเสวนาแหงความรอด ไกลกวานัน้ มันเปนการ
ขอรองของความรัก ความจริงมันเปนเงือ่ นไขที่เครงครัดตอผูท่ตี ิดตามโดยตรง แตปลอยเขาใหมีอิสระใน
การตอบรับหรือปฏิเสธ พระเยซูเจาประยุกตอัศจรรยของพระองคมากมาย เพื่อพิสูจนความโนมเอียงและ
เจตนาของผูฟง ที่จะชวยเขามีอิสระในการเผยแสดงที่พวกเขาไดใหและไมมีการิบคืนรางวัลสําหรับการเขา
กันได
5.7.2 สมณสาสนพันธกิจของพระผูไถ (Redemptoris Missio)
การเสวนาในความจริงดวยความรัก สมณสภาเพื่อการเสวนาระหวางศาสนาไดใหหลักการและแนวทางใน
การเสวนาระหวางศาสนาดังนี้
5.7.2.1 การเสวนาในความจริง
ก) พันธกิจของพระศาสนจักร : รับใชความจริง
พันธกิจของพระศาสนจักรเปนความจริงหนึ่งเดียวที่สลับซับซอนและมีการกําหนดอยางชัดเจน
(Dialogue and Mission ขอ 13 พระสันตะปาปายอหน ปอลที่ 2 ชี้ใหเห็นถึงหนทางแหงพันธกิจ (RM 41-59)
พรอมกับยืนยันวา
"การเสวนาระหวางศาสนาเปนสวนหนึ่งแหงพันธกิจในการประกาศพระวรสารของ
พระศาสนจักร" (RM 55) พันธกิจของพระศาสนจักรคือการนําเสนอความจริง พระสันตะปาปา ปอลที่ 6
อธิบายไวในสมณสาสน การประกาศพระวรสารในโลกปจจุบัน (EN) ขอที่ 78 วา "พระวรสารที่มอบหมาย
ไวใหกับเรานัน้ ยังเปนพระวรสารแหงความจริงดวย เมื่อเราทําการประกาศขาวดีซึ่งเปนความจริงที่มนุษย

69

ตองการ ความจริงที่เกี่ยวกับพระเจา และความจริงแหงสิ่งที่เราเปน และขอใหเรากลาวย้ําอีกครั้งหนึ่งวา
เราไมใชเจานายหรือเจาของ แตเปนผูพิทกั ษ เปนผูนําสารและเปนบริกรเทานั้น
"จึงจําเปนทีจ่ ะตองมีการประกาศพระวรสารที่เปนศิษยแหงความจริงและนี่เปนประเด็นที่มี
ความสําคัญมาก เพราะความจริงที่เขายอมรับและสื่อตอไปยังผูอื่น เปนความจริงที่พระเจาทรงไขแสดง
โดยเฉพาะอยางยิ่งความจริงสูงสุดซึ่งไดแกพระเปนเอง ดังนั้นการประกาศพระวรสารจึงตองเปนคนที่ตอง
ลืมตนเองแมจะตองเสียสละเปนอันมาก เขาจะตองแสวงหาความจริงเพื่อที่จะถายทอดความจริงดังกลาว
ไปสูผูอื่น เขาจะตองไมปลอมแปลงความจริง ไมปดซอนความจริงเพื่อที่จะเอาใจคนฟงหรือทําใหคนฟง
เกิดความหวาดหั่นตกใจ เกิดความไขวเขว เขาจะตองไมปฏิเสธความจริง หรือทําใหความจริงเกิดความไม
ชัดเจน เพื่อประโยชนฝายตนหรือความกลัว เขาจะตองอุทิศอยางสม่ําเสมอใหกับการศึกษาหาความรู ตอง
รับใชดวยใจกวาง แตจะไมพยายามทีจ่ ะนําบทเทศนใหมารับใชตนเอง"
"เนื่องจากเราเปนชุมภาบาลของสัตบุรุษและพันธกิจของเราคือ การคุมครอง ปกปองและสื่อความ
จริงโดยไมตองคํานึงถึงความเสียหายหรือความทุกขที่การประกาศอาจกอใหเกิดขึ้นได ชุมพาบาลที่เกงและ
ศักดิ์สิทธิ์ตองเปนแบบฉบับใหเขา ในเรื่องความรักตอความจริง... สําหรับทานทานที่เปนนักวิชาการไมวา
จะเปนสาขาเทวศาสตร พระคัมภีรหรือนักประวัตศิ าสตร เราขอกลาวกับพวกทานวา งานประกาศพระวร
สารตองการผลแหงการศึกษาคนควาของทาน ตองการความขยันหมัน่ เพียรและปรีชาญาณของทานในการ
ถายทอดความจริง ซึ่งการศึกษาคนควาของทานทําใหเกิดรอบรู แตความจริงดังกลาวอยูเหนือจิตใจมนุษย
เสมอ เพราะวามันเปนความจริงของพระเจาเอง
ข) พระศาสนจักรคือหนทางแหงความรอดและพระศาสนจักรเทานัน้ ทีเ่ ปนเครื่องมือครบถวน
สําหรับความรอด
พระสันตะปาปา ปอลที่ 6 กลาวยืนยันวา "สําหรับผูที่นมัสการพระเจาจามความคิดของศาสนาที่ถือ
วามีพระเจาพระองคเดียว โดยเฉพาะอยางยิ่งศาสนามุสลิม เราตองใหความเคารพเปนพิเศษ สําหรับทุกสิ่ง
ที่เปนความจริงและเปนสิ่งดีในการนมัสการของพวกเขาเชนเดียวกันกับผูที่นับถือศาสนาตาง ๆ ในแอฟริกา
การและเอเชีย แนนอนวาเราไมอาจที่จะมีสวนรวมในรูปแบบตาง ๆ แหงศาสนาเหลานั้น และเราไมอาจที่
จะเฉยเมยตอความจริงวา พวกเขาแตละคนในวิถีทางของตนจะเทาเทียมกับคนอื่น ๆ และควรที่จะอนุญาต
ใหศาสนิกชนของตนแสวงหาเพื่อที่จะไดพบพระเจาไดทรงไขแสดงรูปแบบที่ครบครันปราศจากความ
ผิดพลาดใด ๆ ซึ่งพระองคทรงปรารถนาที่จะเปนที่รจู ัก รัก และรับการรับใชอยางไรดวย สิ่งนี้บังคับใหเรา
ตองประกาศอยางเปดเผยถึงความเชื่อของเราวา มีแตเพียงศาสนาเดียวเทานั้น ๕อศาสนาโรมันคาทอลิก เรา
หวังวาทุกคนที่แสวงหาพระเจาและนมัสการพระองคจะไดพบความจริงนี้" (ES 107)
ในสมณสาสน LG ขอ 16-17 อธิบายวา ศาสนิกชนของศาสนาอื่นสามารถที่จะไดรับความรอดอยาง
(เทียบ AG 7) คําสอนของพระศาสนจักรคาทอลิกกลาววา "อันทีจ่ ริง พระเจาทรงปรารถนาใหมนุษยทุกคน
รอดและไดมารับความจริง ( 1 ทธ 2:4) กลาวคือ พระเจาทรงตองการใหทุกคนรอดโดยใหมารูค วามจริง

70

ความรอดพบไดในความจริง ผูที่เชื่อฟงการดลใจของพระจิตแหงความจริงก็อยูใ นหนทางแหงความรอด
แลว แตพระศาสนจักรเปนผูท ี่ไดรับความจริงนี้ จึงตองประกาศไปเพื่อมนุษยไดพบความจริง
ค) พระศาสนจักรคาทอลิกไมปฏิเสธสิ่งที่เปนความจริงและศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอื่น แตยืนยันใน
การประกาพระคริสตเจา
NA ขอที่ 52 ชี้ใหเห็นความจริงและศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอื่นและยืนยันวาพระศาสนจักรคาทอลิกไมปฏิเสธสิ่ง
ที่เปนจริงและศักดิ์สทิ ธิ์ในศาสนาเหลานั้น แตพระศาสจักรประกาศวาพระศาสนาจักรมีหนาที่ตองประกาศ
พระคริสตเจาอยางหลีกเลี่ยงไมได และใน EN ขอ 53 พระสันตะปาปา ปอลที่ 6 อธิบายคุณสมบัติที่สําคัญ
ของศาสนาอื่นวา "ขาดความครบครัน" แตเปนการแสวงหาพระเจาอยางจริงใจ พระองคทรงกลาวตอไปวา
ศาสนาเหลานี้ "คัมภีรและธรรมเนียมที่ประเสริฐมาก สอนมนุษยทุกยุคทุกสมัยวาจะตองสวดภาวนากัน
อยางไร"
พระสันตะปาปา ยอหน ปอลที่ 2 ทรงสอนวา "แมพระศาสนจักรจะยอมรับดวยความยินดีที่ทกุ สิ่งที่
เปนจริงและศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพุทธ ฮินดูและอิสลาม ในฐานะที่เปนเงาสะทอนของความจริงนั้นซึ่ง
กอใหเกิดปญญาแกทุกคน แตสิ่งนี้ไมไดลดหนาทีแ่ ละความตั้งใจของเราที่จะตองประกาศพระคริสตเจาผู
ทรงเปน "หนทาง ความจริง และชีวิต ความจริงที่วาศาสนิกชนของศาสนาอื่น สามารถรับหรรษทานจาก
พระเจาและรอดไดโยทางพระคริสตเจาโดยทางอปกติซึ่งพระองคไดทรงกําหนดไว มิไดหมายความวาสิ่งนี้
ซึ่งพระเจาทรงปรารถนาไวสําหรับทุกคน"
ยกเลิกการเรียกรองใหทุกคนมีความเชื่อและรับศีลลางบาป
ความจริงแลวพระคริสตเจาเอง "ในขณะทีย่ ืนยันถึงความจําเปนของพระศาสนจักร ซึ่งบรรดาประชากรเขา
มาสังกัดโดยอาศัยศีลลางบาป" การเสวนาควรที่จะตองกระทําและดําเนินไปดวยความเชื่อมั่นวา พระศาสน
จักรเครื่องมือปกติแหงความรอดและพระศาสนจักรมีเครื่องมือครบสมบูรณแหงความรอด (RM 55)
ง) ความเชื่อในศาสนาและความเปนอัตลักษณแหงตัวตนเอง
การเสวนาเกิดขึ้นเนื่องจากความแตกตาง การเสวนาระหวางศาสนายึดหลักการวามีความแกตางระหวาง
ศาสนา คูเสวนาจะตองมีความจริงใจเมื่อเขาเปนผูแทนศาสนาในการเสวนา
ใน RH ขอที่ 6 พระสันตะปาปา ยอหน ปอลที่ 2 ทรงตั้งคําถามที่นาคิดวา "บางครั้งไมเคยเขาหากัน
และเปดใจกวางเพื่อที่จะเขาใจความเชื่อของอีกฝายโดยไมมีการเสแสรงหรือใจแคบ แตจะตองดําเนินตาม
ความจริง โดยระลึกอยูเสมอวา การเสวนาสามารถที่จะเพิ่มพูนสิ่งดีใหกับแตละฝาย" ขึ้นพึงระวังในการ
เสวนาระหวางศาสนา จะทําอยางไรใหคเู สวนาแหงศาสนาตางกันไดรับความกาวหนาฝายจิตเพิ่มมากขึ้น

71

จ) บทบาทของสมาชิกตาง ๆ แหงพระศาสนจักรในการเสวนาระหวางศาสนา
พระสันตะปาปา ยอหน ปอลที่ 2 ไดกําหนดอธิบายบทบาทของสมาชิกและชุมชนตาง ๆ ของพระศาสน
จักรในการสงเสริมการเสวนาระหวางศาสนา พระองคทรงกลาววา "สัตบุรุษแตละคนและตอชุมชนตองให
ทําการเสวนา ถึงแมจะไมไดทําในระดับหรือรูปแบบเดียวกัน" (RM 57)
- พระสังฆราช (Pastores Gregis ขอ 58) "ขอบเขตแหงการเสวนาระหวางศาสนามีความกวางใหญ
ไพศาลมากขึ้นอยางไมตองสงสัย
ดังนั้นปตาจารยแหงสมัชชาพระสังฆราชจึงย้าํ อีกครั้งวา การเสวนา
ดังกลาวเปนประเด็นของการประกาศพระวรสารในรูปแบบใหม โดยเฉพาะอยางยิ่ง ณ ปจจุบันนี้ เมื่อผูคน
ที่นับถือศาสนาตางกันดําเนินชีวิตรวมกันในสังคมหรือชุมชนเดียวกัน ไมวาจะเปนสังคมเมืองหรือที่ทํางาน
เพราะฉะนั้นการเสวนาระหวางศาสนา จึงมีบทบาทในชีวิตประจําวันของคริสตชน เปนดวยเหตุผลนี้จึงเปน
หนาที่ของบรรดาพระสังฆราชในฐานะที่เปนผูสอนความเชื่อและเปนายชุมภาบาลแหงประชากรของพระ
เจา จะตองใหความสนใจเปนพิเศษ
- พระสงฆ (pastores Dabo Vobis ขอ 18) " เพราะในพระศาสนจักรพระสงฆเปนบุคคลสําคัญ เขา
จึงเปนบุรุษแหงพันธกิจและการเสวนา เขาเปนผูมีรากลึกในความจริงและความรักของพระคริสตเจา และ
ถูกพลักดันโดยความปรารถนาและหนาทีท่ ี่จะตองประกาศการไถกูของพระคริสตเจาตอมนุษยทกุ คน
พระสงฆจึงถูกเรียกรองใหเปนประจักษพยานแหงการปฏิสัมพันธในรูปแบบของภราดรภาพ การรับใชและ
แสวงหาความจริง
อีกทั้งจะตองมีความหวงใยในการสงเสริมความยุติธรรมและสันติ
ประเด็นนี้มี
ความสําคัญเปนพิเศษ สําหรับบรรดาพี่นองคริสตจักรนิกายตาง ๆ รวมถึงศาสนิกชนของศาสนาอื่นดวย ถึง
คนที่มีน้ําใจดี โดยเฉพาะอยางยิ่งถึงความยากจน คนทีไ่ มมีทางสู และทุกคนทีแ่ สวงหาความจริงและความ
รอดของพระเจา แมตนเองไมรูหรือไมสามารถที่จะแสดงออกมาเปนคําพูด ตามที่พระเยซูเจาทรงตรัสวา
"คนสบายดีไมตองการหมอ แตคนเจ็บไขตอ งการ เราไมไดมาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แตเรามาเพื่อเรียกคน
บาป" (มก 2:7)
- สัตบุรุษ (CL 35) "สัตบุรุษทุกคน โดยเฉพาะฆราวาสที่ดําเนินชีวิตทามกลางคนตางศาสนา ไม
วาจะอยูในชุมชนทองถิ่นหรือยายมาจกที่อนื่
ควรที่จะตองเปนเครื่องหมายแหงพระคริสตเจา และของ
พระศาสนจักรทุกคนที่จะตองปรับตัวเองใหเขากับสภาพจริงของชีวิตในแตละทองที่ การเสวนาระหวา.สา
นามีความสําคัญเปนพิเศษ เพราะจะนําไปสูความรัก ความเคารพใหเกียรติกัน อีกทั้งจะเปนการสงเสริม
เอกภาพและภราดรภาพระหวางประชาชนดวย"
2.7.2..2 การเสวนาดวยความรัก
ก) การเสวนาระหวางศาสนาไดรับแรงบันดาลใจจากความรัก
พระสันตะปาปา ปอลที่ 6 ทรงสอนวา "พันธกิจแหงการประกาศพระวรสารเรียกรองใหผู
ประกาศมีมิตรภาพและความรักตอผูที่เขาทําการประกาศใหมาก
อัครสาวกเปาดลผูเปนตนแบบสําหรับ
นักเทศนผูเขียนจดหมายถึงชาวเธสะโลนิกา ซึ่งนาทีจ่ ะเปนแผนการสําหรับการปฏิบัติของเรา "เพราะวาเรา

72

คิดถึงพวกทานดวยความรัก เราจึงใครทจี่ ะแบงปนกับพวกทาน ไมใชดวยพระวรสาราของพระเจาเทานั้น
แตดว ยชีวิตของเราเอง เพราะพวกทานทุกคนไดกลายเปนผูที่เรารักมาก" ความรักนี้คืออะไร มีความเปน
พอมากกวาความเปนครูหรือนาจะเปนแมมากกวา เปนความปรารถนาของพระเจาที่ผูประกาศพระวรสาร
จะตองมีความรักประเภทนี้
"เครื่องหมายแหงความรักนี้ไดแกความหวงใยของเราที่จะสื่อความจริง
และทําใหทุกคนที่เรา
ประกาศพระวรสารเขามาอยูในชุมชนแหงความเปนหนึ่งเดียวกัน เครือ่ งหมายที่ดีอกี ประกาหนึ่งแหงความ
รักนี้ไดแกการอุทิศตนเองโดยไมมีขอแมหรือลังเลที่จะทําการประกาศพระเยซูคริสตเจา"
"ขออนุญาตพูดถึงเครื่องหมายอื่นของความรักดังกลาว เครื่องหมายแรกคือ ใหความเคารพตอผูที่
เราทําการประกาศพระวรสาร เราตองไมพลาดที่จะแสดงความเห็นอกเห็นใจในความเชื่อของศาสนาเขา
สําหรับทัศนคติและวิถีชวี ิตของเขาและเราไมควรไมควรทีจ่ ะไปบีบบังคับเขา เราตองหึความเคารพตอมโน
ธรรมและความคิดของพวกเขา
"เครื่องหมายอีกประการหนึ่งของความรักคือ เราตองระวังไมใหคําพุดคําจาของเราไปกระทบกระ
ทั้งใจใคร ๆ คําพูดที่มีความชัดเจนสําหรับผูที่มีการศึกษาอาจทํารายวิญญาณของคนซื่อ ๆ ได และอาจเปน
ตนตอแหงความขัดแยงและกลายเปนที่สะดุดไดดวย
"สุดทาย จะเปนเครื่องหมายแหงความรักที่ดี หากเราพยายามทีจ่ ะสือ่ กับบรรดาคริสตศาสนิกชน
ไมใชดว ยความสงสัยหรือการลังเลอันเกิดจากการที่เราไมรูจริง
แตตองสื่อดวยความมั่นใจในความจริง
เพื่อที่การเสวนาดังกลาวจะไดนําไปสูชวี ติ คริสตชนที่ดี พวกเราถือวาเปนสิทธิของพวกเขาในฐานะที่เปน
บุตรของพระเจา"
ข) การเสวนาระหวางศาสนาแสดงออกโดยกิจการแหงความรัก
พระคริสตเจาทรงสงพระศาสนจักรมาในโลกเพื่อทําการประกาศพระวรสาร การประการ
พระวรสารรวมถึงกิจการทุกอยางของพระศาสนจักรที่จะตองทําใหพระคริสตเจาประทับอยูในโลก ตามคํา
สอนของพระสันตะปาปา เบเนดิกตที่ 16 "สําหรับพระศาสนจักรความรักไมใชเปฯสวัสดิการชนิดหนึ่งซึ่ง
อาจปลอยใหคนอื่นทําก็ได แตเปนสวนหนึ่งแหงธรรมชาติของพระศาสนจักร และเปนการแสดงออกอัน
ขาดเสียมิไดแหงการเปนตัวตนของพระศาสนจักร (DCE 25)
การเสวนาระหวางศาสนาเปนสวนหนึ่งของ diakonis พระศาสนจจักรมอบใหแกโลก ความรัก
(agape) อยูเลยขอบเขต พระศาสนจักรทีม่ องเห็นได เพราะไดรับแรงบันดาลใจจากพันธกิจแหงพระศาสน
จักรของพระคริสตเจาที่ตองแผไปยังมนุษยทุกคนโดยไมเลือกหนา การแผความรักขามขอบเขตของพระศา
สนจักรและไปประสานกับเมตตากิจในสวนตาง ๆ ของโลกซึ่งดําเนินโดยศาสนาตาง ๆ พระสันตะปาปา
เบเนดิกตที่ 16 ทรงยืนยันวา "พระศาสนจักรคือครอบครัวของพระเจาในโลก ภายในครอบครัวนี้ไมควรมี
ผูใดขาดซึ่งสิ่งจําเปนสําหรับชีวิต ดวยเหตุนี้ความรักจึงแผขยายเลยขอบเขตของพระศาสจักร (DCE 25)
ในการประกอบพันธกิจในโลก พระศาสนจักรไมไดผกู ติดอยูก ับวัฒนธรรมหรืออุดมการณหนึ่งใด
โดยเฉพาะ พระศาสนจักรไมไดใช Diakonia แหงความรักเพื่อเปนเครือ่ งมือสูเปาประสงค พระสันตะปาปา

73

ยังทรงใหคําแนะนําอีกวา "จะตองใหเมตตากิจของคริสตชนเปนอิสระจากเมตตากิจตองไมเปนเครื่องมือใน
การกระทํา ซึง่ ทุกวันนี้ถือวาลอใหคนกลับใจ ความรักเปนอิสระจะไมตองปฏิบัติความรักเพื่อเปนเครื่องมือ
สูเปาประสงคอื่นใด แตมิไดหมายความวาเมตตากิจจะตองลืมพระเจา และพระคริสตเจาไวชวั่ คราวก็หา
ไม (DCE 31)63
5.8 คําสอนของสหพันธพระสังฆราชแหงเอเซีย (FABC = Federation of Asian Bishops' Conferences)
ในระดับสากลคําสอนพระศาสนจักรไดออกหลักการตาง ๆ เพื่อเปนแนวทางปฏิบัตสิ ากล สวน
ระดับทวีปสหพันธพระสังฆราชของแตละทวีปก็มแี นวทางในการปฏิบตั ิ
ซึ่งอาจจะมีขอปลีกยอยบาง
ประเด็น เนื่องจากความแตกตางทางวัฒนธรรม ประเพณี ชนเผาฯลฯ พระศาสนจักรในทวีเอเชียผานทาง
สหพันธพระสังฆราชแหงเอเซีย
ก็มหี นวยงานที่รบั ผิดชอบดานงานศาสนสัมพันธที่เรียกวา BIRA
(Bishops' Institute for Interreligious Affairs) ก็ไดมแี ถลงการณรวมในการประชุมแตละครั้ง เพื่อเปน
แนวทางในการปฏิบัติสําหรับคริสตชนชาวเอเซีย
5.8.1 BIRA I
การประชุมครั้งแรกของสถาบันความสัมพันธระหวางศาสนาของสหพันธสภาพระสังฆราชแหง
เอเซีย จัดขึ้นที่บานซาเลเซียน สามพราน ป 1979 มีตัวแทนเขารวม 7 ประเทศ
โดยมีวัตถุประสงค คือ การทําความเขาใจและการยอมรับวาการเสวนาระหวางพี่นองชาวพุทธเปน
ขอผูกมัดประการหนึ่ง โดยมุงใน 2 ประเด็กหลักคือ
1. พระศาสนจักรคาทอลิกควรมีจดุ ยืนดานการอภิบาลเกี่ยวกับการเสวนาในสถานการณจําเพาะ
ของแตละประเทศอยางไร
2. ในอนาคตอันใกลควรมีขั้นตอนรูปธรรมอะไรบาง ในกิจกรรมการอภิบาล เพื่อสงเสริม
ความกาวหนาของการเสวนา
1. สถานะความเปนจริงของการเสวนา
1.1 ในการประชุมครั้งนี้ทุกคนตางเห็นวา พุทธศาสนาในแตละประเทศมีการแสดงออกที่
แตกตางกัน พุทธศาสนาจะมีอิทธิพลก็ตอเมื่อเปนชนกลุมใหญของประเทศ ในดาน
วัฒนธรรม สังคม
1.2 มองเห็นวาความสัมพันธระหวาชาวคริสตกับชาวพุทธเริม่ ดีขึ้น มีการปฏิสัมพันธกันมาก
ขึ้น มองเห็นคุณคาของกันและกัน มีความตระหนักในการเสวนา
63

2550

บาทหลวง ดร.ไพยง มนิราช เราเปนพี่นองกัน แนวทางปฏิบัติศาสนสัมพันธ สังฆมณฑลราชบุรี ธรรมรักษการพิมพ ราชบุรี

74

1.3 มีความยินดีเมือ่ เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่กาวหนา แตกย็ ังมีความยากลําบากเชน
การถูกมองวาเปนศาสนาตางชาติ พระศาสนจักรกับการลาอาณานิคม
1.4 มีสิ่งทาทายหลายประกันทีท่ ําใหเราตองหันหนาทําการเสวนากัน ไมวาความจําเปนของ
ประชากร ความปรารถนาจะมีสันติสุข การแพรกระจายของขอมูลขาวสาร บรรยากาศที่
สรางขึ้นใหมหลังวาติกนั ที่ 2 เปนตน
การตริตรองทางเทววิทยาเกีย่ วกับการเสวนา
5 รูถึงความเรงดวนของการเสวนา เพราะการกระตุนของพระจิตของพระคริสต ผูทรงผลักดันให
เกิดความรัก ใหเปดตัวแกพี่นองชาวพุธในแบบใหม โดยใหความเคารพ ชวยเหลือในอันทีจ่ ะเติบโต
พรอมกัน
6. การยอมรับวาพระจิตเจาทรงทํางานพี่นอ งชาวพุทธแตละคน และในชีวิตทางศาสนาทั้งครบของ
พวกเขา
7 แตจากการที่ไมมีความรอดพนอื่น นอกจากโดยอาศัยพระหรรษทานของการชวยใหรอดของ
พระเจา ดังนัน้ ความรอดทีม่ นุษยไดรับจึงเปนผลของพระคุณของพระคริสต
การเสวนาและการเผยแพรพระวรสาร
8. พระเยซูเจาทรงรับเอากายเปนมนุษยในประวัติศาสตรฉันใด ถอยคําที่ใหการเปนพยานของ
พระศาสนจักร ยอมตองมีความหมายและอิทธิพลตอผูฟง และผูฟงยอมตองมีอิทธิพลตอถอยคําของพระศา
สนจักรฉันนั้น
ธรรมชาติและลักษณะของการเสวนา
การเสวนาเปนกระบวนการพูดและฟง การใหและการรับ การแสวงกาและการศึกษา เปนลักษณะ
ของการแบงปนและสงเสริมกันและกัน การเสวนาก็มีสว นชวยใหคริสตชนมีความเชื่อและหยั่งรากลึกลง
มากขึ้น
รูปแบบการเสวนา
การเสวนาเสริมสรางความเขาใจ การปรองดอง นําไปสูเอกภาพ ความรัก ความจริง ความยุติธรรม
มีการเสวนาทางประสบการทางศาสนา

75

2

แนวทางดานการอภิบาล
การทําเสวนาใด ๆ ตองเรียกรองทาทีพื้นฐานบางประการที่เปนแบบฉบับของพระคริสตเจา ไดแก
การมีใจกวาง การรูจักรักตอพี่นองชาวพุทธ การเปนพยานถึงพระหรรษทานของการชวยใหรอดของ
พระคริสตเจา

ขอแนะนําของที่ประชุม
- การสงเสริมและเขารวมในกิจกรรมสาธารณะที่เกี่ยวของกับศาสนา
- จัดตั้งและสงเสริมความมั่นคงของสํานักงานระดับชาติเพื่อการเสวนา
- สนับสนุนบุคคลและศูนยการศึกษาวิจัยดานศาสนาและการเขาสูวัฒนธรรม
- การจัดทําแนวทางและคูมือของการเสวนา
- จัดตั้งทีมงานเพื่อสงเสริมการเสวนา
- จัดการการเสวนาไวในหลักสูตรการเรียนการสอนของสามเณร
- สงเสริมความรวมมือระหวางศูนยและสถาบันของชาวคริสตในเรื่องทางโลกและทางธรรม
- สงเสริมความรวมมือกันระหวางชมรมผูใหญของนักบวช
- ใชการสื่อสารมวลชนเพื่อสงเสริมการเสวนา64
5.8.2 BIRA II
จัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย 1979 มีตวั แทนเขารวม 5 ประเทศ โดยีวัตถุประสงค เพื่อทําความเขาใจและ
รับเอาการเสวนากับพี่นองมุสลิมมาเปนขอผูกมัดในการอภิบาล แบงออกเปน 3 ขั้นตอน
1. การอานสถานการรายงานเกีย่ วกับการเสวนากับมุสลิมในประเทศตาง ๆ
2. การตริตรองดานเทวิทยาเกีย่ วกับธรรมชาติและบทบาทของการเสวนาในชีวิตคริสตชน
3. แนวทางการอภิบาลและคําแนะนํา
สถานการณ
3. นับตั้งแตสังคายนาวาติกันที่ 2 ไดเรียกรองใหชาวคาทอลิกเสวนากับชาวมุสลิม เราไดเห็นถึงการ
เปดตัวและความกาวหนา เคียงคูกับความผิดหวังและความลมเหลว

64

บาทหลวง ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ สัมมนาศาสนสัมพันธ ชุดหนังสือ ศาสนสัมพันธ เลมที่ 1 กรุงเทพมหานคร บาง
ปะกอกการพิมพ จํากัด 2538 หนา 21-30

76

4. คริสตชนและมุสลิมลวนมีความปรารถนาเดียวกันทีจ่ ะรับใชพระเจาหนึ่งเดียว ตางแสวงหา
คุณคาแทจริงทางศีลธรรมในทามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว ทั้งสองจะรับเปนพันธะที่จะสราง
ความสงบเรียบรอยในสังคม
5. อีกสิ่งหนึ่งที่สนับสนุนการเสวนาระหวางคริสตชนกับมุสลิมคือตางมีสวนเกีย่ วของในการปฏิรูป
ศาสนาของตน อาจจะชวยพวกเขาใหเอาชนะความเปนศัตรูและความสงสัยซึ่งกันและกันที่มีมาในอดีต
6. อยางไรก็ตามทั้งสองฝายก็ยังตองตระหนักถึงทาทีและสถานการณลบซึ่งปดกั้นและเปนอุปสรรค
ตอการเสวนา
7. ปจจัยที่ปดกั้นคือ ทาทีของการคิดวาตัวเองดีกวาคนอื่น ซึ่งยังหลงเหลืออยูใ นทั้งสองกลุม
นอกจากนั้นนัยทางการเมืองก็ยังเปนอุปสรรคในการเสวนา ซึ่งประเทศสวนใหญในเอเชียนับถืออิสลาม
อยางไรก็ตามถึงแมจะมีอุปสรรค คริสตชนก็ตองตระหนักมากขึ้นวายังมีความจําเปนที่ตองเสวนากัน
การไตรตรองทางเทวิทยา
พระเจาไดประกาศสารของพระองคแกมนุษยชาติ เพือ่ ใหทุกคนไดรับขาวดีนี้ พระศาสนจักรได
เปนเครื่องมือและเครื่องหมายของสารของพระเจาในโลก
หนาทีข่ องพระศาสนจักรคือการประกาศการ
ปกครองของพระเจาอยางสม่ําเสมอ คริสตชนเชื่อวา พระประสงคของการชวยใหรอดพนของพระเจากําลัง
จะทํางานในวิธีตาง ๆ กันในทุกศาสนา
แนวทางการอภิบาลการเสวนากับชาวมุสลิม
การเสวนาของชีวิต
การเสวนาอยางเปนทางการ
การเสวนาดานเทววิทยา
การใหการศึกษาเพื่อการเสวนา
บทบาทพระสังฆราช ที่ที่มีพี่นองชาวมุสลิม จึงพึงพยายามเสนอแบบอยางแกประชากรของตนในดาน
ความรูคําสอนของศาสนาอิสลามและโดยการสงเสริมความสัมพันธฉันทมิตร
สรุป
สิ่งที่ผูเขารวมประชุมเรียกรองคือ การเสวนาซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทาทีตอศาสนาอิสลามใน
อดีต ลืมสิ่งเหลานั้น รวมกันสงเสริมและปกปองความยุติธรรมทางสังคม คุณคาทางศีลธรรม และ
สันติภาพและเสรีภาพ65
65

บาทหลวง ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ สัมมนาศาสนสัมพันธ ชุดหนังสือ ศาสนสัมพันธ เลมที่ 1 กรุงเทพมหานคร บาง
ปะกอกการพิมพ จํากัด 2538 หนา 31-41

77

5.8.3 BIRA III
ครั้งนี้จัดภายใตการสนับสนุนของสํานักงานคริสตสัมพันธและกิจการดานความสัมพันธระหวางศาสนา
(OIEA) ของ FABC ที่เมือง มัทดราส ประเทศอินเดีย 1982 มีตัวแทนเขารวมประชุม 6 ชาติ
วัตถุประสงคเพื่อเปนการเสวนาระหวางชาวคริสตกับชาวฮินดู
ภารกิจของพระศาสนจักร
พระเจาทรงเรียกมนุษยทกุ คนใหมารวมชีวติ และความรักของพระองคโดยทางพระบุตรของ
พระองคคือพระเยซูคริสต โดยทําใหความรักนี้เปนความจริงที่ดาํ รงอยูและเติบโตขึ้น ฟนฟูทุกสิ่งขึ้นใหม
ความรักเดียวกันนีก้ ระตุนเราใหทําการเสวนากับผูนับถือศาสนาอื่น
พระศาสนจักรในฐานะที่เปนเครื่องหมายและเครื่องมือของความชิดสนิทกับพระเจา จึงมีภารกิจที่
จะสงเสริมเพือ่ ใหเกิดผลสําเร็จ การเสวนาก็เปนสวนหนึ่งขององคประกอบในภารกิจนี้ พระศาสนจักรรวม
แบงปนความโหยหาและความปรารถนาของมนุษยทกุ คนที่จะเขาใกลชิดกับพระบิดามากขึ้น และเรียกทุก
คนใหกลับใจอยางถึงรากและมารับขอผูกมัดที่จะยอมมอบตัวทั้งครบแดพระเจาและเปนสมาชิกของหมูคณะ
ของพระเยซูในพระศาสนจักรของพระองค
ความหมายของการเสวนา
การเสวนาและการประกาศตางประกอบกันไดอยางสมบูรณ การเสวนาเมื่อทําดวยความจริงใจและ
เปนการเสวนาจริง จะไมมวี ตั ถุประสงคเปนการกลับใจของคูสนทนา
สถานการณในเอเซีย
การเสวนามีความจําเปนเรงดวนในหลายประเทศ ซึ่งทามกลางสภาพความยากจนขัดสน และการ
เพิ่มทวีความขัดแยงทางสังคม ไดมกี ารแสวงหาการปลดปลอยแบบครบองคขึ้น การมีหลายศาสนาและ
วัตนธรรม กลายเปนที่มาของการแบงแยกและความตึงเครียดมากขึ้น คนที่เปนชนกลุมใหญยืนยันถึงสิทธิ
ของตนเอง สวนคนกลุม นอยมีทาทีในการปองกันตัวเองและทุกคนตางแสวงหาเอกลักษณของตนเองใน
ดานตาง ๆ ในบริบทนี้เอง จึงเกิดการไตรตรองเกี่ยวกับปรากฏการณของการเสวนาระหวางชาวฮินดูและ
ชาวคริสต
ศาสนาฮินดูกบั ศาสนาคริสต
มีหลายอยางทีต่ องทําความเขาใจ ทีแ่ สดงออกมาทางแนวคิดอยาง ปญจญาจนะ (การถวายอาหาร 5
แดปวงเทพเจาบรรพบุรุษ สิ่งมีชีวิตอื่น แขก และตัวเอง) มนุษยนิยมแบบองครวมของ ปุรัชตะ (จุดหมาย
ปลายทางของชีวิตมนุษย) ไดแกธรรมะ อารทะ กามะ โมกษะ สามารถสรางบรรยากาศที่ดี สําหรับการ

78

รวมกันตอสูเพื่อการมีระบบเศรษฐกิจทีย่ ตุ ิธรรมและทวนกระแสของผลที่เกิดขึ้นจากขอจํากัดของการแบง
ชนชั้นวรรณะ
การไตรตรองในพระคัมภีรเวตานเกี่ยวกับอัตมัน (อัตตา) ซึ่งยืนยันการมีอยูของพรามัน (องคสูงสุด)
ประเพณีฮนิ ดูเกี่ยวกับชีวิตและการเจริญเติบโต โดยเฉพาะอยางยิ่งที่กระทําระหวางครอบครัวเนนอุดมการณ
ของการพึ่งพาอาศัยและความสมานฉันท
แตดูเหมือนวาวัฒนธรรมทางศาสนาพื้นบานจะมีอุดมการณที่
คอนขางจะแตกตางออกไป ดานหนึ่งก็เปนการสงเสริมใหมีการกระตุน ใหเกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม อีก
ดานหนึ่งก็สามารถรวบรวมและสงเสริมคุณคาทั้งหลายของศักดิ์ศรีบุคคล
ความครบบริบูรณและความเปนระเบียบเรียบรอย อาจถือไดวาเปนคุณลักษณะของวัฒนธรรมฮินดู
โดยเห็นไดเปนพิเศษในศิลปะดานตาง ๆ ในเสียงดนตรี (raga) และจังหวะ (Tala) ในกิรยิ า (Karana) และ
ทาทาง (Mudras) ของการเตนรํา มนุษยนิยมองครวมมีความครอบคลุมมากกวาทวินยิ มที่แบงความเปนจริง
ออกเปนรางกายและวิญญาณ
ศาสนาฮินดูมคี วามสํานึกถึงพระเจาในทุกสิ่งอยูลักษณะหนึ่ง ประสบการณพื้นฐานของชาวฮินดูคอื
Advaita ซึ่งไดแกเอกภาพของทุกสิ่งในองคสัมพัทธ ประเพณีของชาวคริสตเองก็มมี ิติของชีวิตภายใน และ
การประทับอยูข องพระเจาในสิ่งสรางทั้งหมดเหมือนกัน แตสิ่งที่สําคัญที่สุดคือ มิติของประสบการณในการ
พบกันเปนการสวนตัวกับพระเจาผานทางความรักและพันธะที่มีตอกัน
ศรัทธาของชาวฮินดู (Sadhana) ซึ่งเปนการปฏิบัติในเรื่องฝายจิต มีจุดมุงหมายเพื่อบรรลุความจริง
โดยทางมรรค (Margas) ตาง ๆ คือ โดยทางญาณ (jnana) ความรัก (ขันติ) สัมมากัมมันตะ (การกระทําที่
ถูกตอง) และโยคะ เปนการฝกทางจิตและกาย
ขอแนะนําจากที่ประชุม
เพื่อเปนสงเสริมความสัมพันธระหวางชาวฮินดูกับชาวคริสตไดมีแนวทางดังนี้
1. ประชาชนทุกระดับตองเตรียมตัวสําหรับการเสวนาอาศัยการฝกอบรมที่เหมาะสม
2. กิจกรรมดานการเสวนาที่มีอยูก็ตองไดรับการสนับสนุน สงเสริม ใหขยายวงกวางออกไป การรวม
ฉลองเทศกาลบางอบาง อาทิ เทศกาลไฟ (แสงสวาง) Divali เทศกาลเก็บเกี่ยว (Pongal)
3. รวมมือสงเสริมคุณคาอยางครบถวน
4. งานตาง ๆ ที่เกีย่ วกับการเขาสูวัฒนธรรม ในฐานะที่ไมสามารถแยกออกมาได ตองไดรับการปฏิบัติ
อยางกระตือรือรน
5. การประสานกับศาสนาอื่น ๆ ไมเพียงแตตอนรับเทานั้น แตยังตองสนับสนุนดวย
สรุป
การเสวนาเปนการทาทายที่สาํ คัญของทุกระดับชั้นในพระศาสนจักรในเอเซีย ใหพยายามและรับ
เปนพันธที่จะเสริมสรางอาณาจักรของพระเจา การทาทายนี้เปนการเสีย่ งที่จะเกิดขึน้ จากความตึงเครียดทาง

79

สังคมการเมืองที่สับสน
เกิดผลอยางแนนอน66

แตเราเชื่อมั่นวาดวยการชวยเหลือของพระเจาการเสวนาระหวางศาสนานั้นจะ

5.8.4 BIRA IV/1
จัดขึ้นที่บานซาเซียน สามพราน 1984 ซึ่งการจัด BIRA ครั้งที่ 4 นี้ มีการกําหนดการประชุมยอย
ออกเปนหลายครั้ง
จุดประสงคของการประชุมคือครั้งที่ 1 นี้ การทําความเขาใจอยางลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมชาติและขอ
เรียกรองของการเสวนาในบริบทของภารกิจพระศาสนจักรในเอเชียยุคปจจุบัน
ในการประชุมครั้งนี้ไดรับจากหลายทาน เชน พพระคารดนิ ัล อรินเซ คุณพอ มารเซโล ซาโก
คุณพอ แฮรเว แคเรียร ศาสนจารย ดร. เลดีรโน เอ ยูชอน ผูแทนสภาคริสเตียนเอเซีย รวมทั้งพระสังฆราช
อีกหลายองคทเี่ กี่ยวของกับกิจกรรมนี้ จากการแบงปนอยางกวางขวาง ไดสํารวจเงื่อนไขพื้นฐานสําหรับให
การเสวนาเปนการเสวนาระหวางความเชือ่ อยางแทจริง ในที่สุดผูเขาประชุมไดสรุปประเด็นสําคัญได 2
หัวขอใหญคือ
1. ปญหาดานเทววิทยาและการอภิบาล
ในการประชุมก็มกี ารยกเอาปญหาตาง ๆ มากมายดานเทววิทยาและการอภิบาล
ไตรตรองทุกปญหาเหลานั้นอยางลึกซึ้ง แตไดเนนประเด็นที่สําคัญเหลานี้คือ

แตก็ไมมีเวลา

เทววิทยาวาดวยการเสวนา ขอ 8-11
การศึกษาอยางมีหลักการดานเทววิทยาของการเสวนานัน้ มีความจําเปน เพื่อใหการเสวนานั้นตั้งอยู
บนพื้นฐานที่มนั่ คง การอธิบายเพื่อใหเกิดความกระจางกับมโนภาพพื้นฐานที่เกี่ยวกับภารกิจของพระศา
สนจักร ความสัมพันธระหวางพระศาสนจักรกับพระอาณาจักร ในแงมุมของชีวิตจิต ความเขาใจเรื่องการ
ปลดปลอยในบริบทของทวีปเอเซีย ในความหมายที่ใกลเคียงกับการชวยใหรอดพนมากกวาเปนการตอสู
(อหิงสา) การยอมรับวาพระราชกิจของพระจิตเจาอยูทั้งนอกและในพระศาสนจักร พระราชกิจของพระจิต
เจา การประทับอยูและสิ่งทีท่ รงกระทําจึงสามารถพบไดในศาสนาอื่น
ความสัมพันธระหวางการกลับใจและการเสวนา เกิดปญหาคือทุกศาสนาจะเขาใจการกลับอยางไร
ทั้งในระดับบุคคลและวัฒนธรรม

66

บาทหลวง ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ สัมมนาศาสนสัมพันธ ชุดหนังสือ ศาสนสัมพันธ เลมที่ 1 กรุงเทพมหานคร บาง
ปะกอกการพิมพ จํากัด 2538 หนา 42-53.

80

การเสวนาและการเขาสูวัฒนธรรม ขอ 12-14
เรามองวาการเสวนาเปนเงื่อนไขจําเปนสําหรับการเขาสูวัฒนธรรม ฉะนั้นมุมมองทีร่ ับการเอาใจใส
เปนพิเศษคือ ความปรองดอง และ พระศาสนจักรเปนเครื่องหมายและศีลศักดิ์สิทธิ์
การอธิษฐานภาวนาและพิธีกรรม ขอ 15-16
วิธีการภาวนาและพิธีกรรม เปนอีกประเด็นหนึ่งที่ทาง FABC ไดใหความสนใจมาก และเห็นวามี
ความจําเปนเพิม่ ขึ้นที่จะตองเรียนรูอยางแทจริง
เพื่อวาพระศาสนจักรในเอเชียจะไดบังเกิดมีรูปรางอยาง
แทจริงและจุตลิ งสูวัฒนธรรมและพิธีกรรม
การเขาเกี่ยวของในการเสวนา
การเขามามีสวนเกี่ยวของของฆราวาสในงานของการเสวนาทั้งที่ทําอยางเปนทางการและไมเปน
ทางการ ทั้งการเสวนาหลักคําสอนและขอปฏิบัติ ทั้งการเสวนาดานความคิดและชีวิต ทัง้ นี้เหตุผลอัน
เนื่องมาจากศีลลางบาปของสัตบุรุษทั้งหลาย
ดูเหมือนวาการศึกษาเพื่อการเสวนาและการเขามามีสวนเกี่ยวของในการเสวนาเปนสวนสําคัญของ
การอบรมในสามเณราลัย เชนเดียวกับการอบรมนักบวชที่ทํางานอยูในเอเซีย
ผลตามมาในทางปฏิบัติ
จากปญหาเหลานี้ที่มีลักษณะคอนขางเปนหลักทั่วไป มีผลตามทางปฏิบัติบางประการที่ตามมา ที่
เปนประเด็นเรงดวนคือ
1. การเปลี่ยนแปลงทางความคิดอยางแทจริงเกีย่ วกับการเสวนาเปนเปาหมายแรก และหามาตรการที่มี
ผลกระทบตอการเปลี่ยนแปลงหัวใจและแนวคิด
2. กระบวนการเขาสูวัฒนธรรมนั้นตองไดรบั การเรงใหเร็วขึ้น แตตองรอบคอบหนักแนน ดดยมี
เงื่อนไขที่เหมาะสม
3. การสงเสริมใหมีเทววิทยาแบบเอเซีย
4. มีแผนระยะยาว 7 ป ในหัวขอ "เทววิทยาของการเสวนา" (BIRA IV/ 1-10) (1985-1990)67

67

บาทหลวง ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ สัมมนาศาสนสัมพันธ ชุดหนังสือ ศาสนสัมพันธ เลมที่ 1 กรุงเทพมหานคร บาง
ปะกอกการพิมพ จํากัด 2538 หนา 54-64

81

5.8.5 BIRA IV/2
5.8.6
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นทีเ่ มืองพัทยา 1985 ประเด็นสําคัญในการจัดงานครั้งนี้คือ พระศาสนจักร
ผูรับใชอาณาจักของพระเจา
สถานการณ
พระศาสนจักรกําลังปลดตัวเองใหพนจากพันธนาการบางประการทางประวัติศาสตร เชนการตรา
หนาวาเปนศาสนาของตางชาติ มากับการลาอาณานิคม พระศาสนจักรเปนชนกลุมเล็มทามกลางประชากร
จํานวนมากทีม่ ีความเชื่อตางกัน และในขณะเดียวกันสมาชิกของพระศาสนจักรจํานวนมากเปนคนหนุมสาว
ผูกําลังแสวงหาความหมายอยูในพระศาสนจักร
บอยครั้งที่เรียกรองการมีสิทธิ์มีเสียงและบทบาทที่ชอบ
ธรรมของการเขามีสวนรวมและความเกี่ยวของมากขึ้น พระศาสนจักรของเอเชียอยูในภาวะของการสราง
ความสมดุลระหวางแรงดึงตรงขาม
เพราะเห็นวาประชากรในเอเชียจํานวนมากมีชีวิตอยูใ นความขัดสน
อยางหนัก เพราะความอยุตธิ รรมและอื่น ๆ การที่เราเห็นภาพรวมนีท้ ําใหกอใหเกิดความอึดอัดใจ แตเราก็
ยังมีเหตุผลเพียงพอสําหรับการมีความหวังตอไป
การไตรตรอง
1. อาณาจักรของพระเจาคือเหตุผลของการเปนอยูของพระศาสนจักรเอง
2. พระศาสนจักรเปนเครื่องมือสําหรับการสรางพระอาณาจักรใหเปนความจริง
3. เพื่อสมาชิกของพระศาสนจักรอยางมีชีวิตแตละคนจึงตองมีประสบการณลึกซึ้งกับ
ความสัมพันธกับพระเจาและความรักอยางไมมีเงื่อนไขของพระองค
4. สิ่งสําคัญในการทําเสวนากับผูอื่นคือการเปนพยานดวยสิ่งที่เปนและสิ่งที่ทํา
5. การเสวนาตั้งอยูบนพื้นฐานของความเชื่อที่มีเหตุผลหนักแนนวาพระจิตเจาทรงทํางานศาสนา
อื่นดวย
ความจําเปนดังกลาวนี้ ไดรับการบงชี้ชัดเจนจาก พระสันตะปาปา ยอหน ปอล ที่ 2 ในสารของ
พระองคที่ตรัสแกบรรดาพระสังฆราชของบังคลาเทศและประเทศอื่น "ในปเหลานี้ พระศาสนจักรไดเริ่ม
ตระหนักยิ่งทียิ่งมากขึ้นถึงความจําเปนของการเสวนา ซึ่งถือเปนหลักของการกระทําทั้งภายในและภายนอก
ตัวเอง ผลที่ตามมาคือพระศาสนจักรไดจดั ทําการสํารวจความสัมพันธของตนกับศาสนาอื่นที่ไมนับถือพระ
คริสตเจา"
คําแนะนํา
1. หลักสูตรการอบรมพระสงฆนักบวชและฆราวาสพึงไดรับการปรับใหมุงหาชีวิตจิตอีกแบบ
หนึ่ง ซึ่งใหการเนนย้ําและความสําคัญมากกวากับคุณคาทั้งหลายซึ่งเผยแสดงไวในพระวาจา
ของพระเจา โดยเฉพาะอยางยิ่งพระดํารัสในเรื่องบุญลาภ
2. ควรเนนหนักเปนหมูคณะของความเชื่อและเปนผูรับใชทุกคนในการปกครองของพระเจา

82

3. การสรางหมูคณะคริสตชนพืน้ ฐานซึ่งสามารถพึ่งตนเองได
4. พระศาสนจักรควรรวมมือกับผูมีน้ําใจดีในการักษาโลกซึง่ เกิดจากบาดแผลฉกรรจจากความ
โลภและความเกลียดชัง
5. ควรจัดศูนยอบรมและสงเสริมการเสวนาทั้งในระดับประเทศและระดับเขต
6. การเสวนานีไ้ มควรเขาเฉพาะโครงการอยางเดียว แตควรเขาไปโดยตรงกับคนดวย68
5.8.6 BIRA IV/3
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่ฮองกง 1986 มีพระสังฆราชเกาองคเขารวมประชุม ใชหัวประชุมคือ
"เทววิทยาของการเสวนา" ตอเนื่องจาก BIRA IV/2 ไดเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอยางตอเนื่องในเอเชียอัน
เนื่องจากพลังดานสังคมวิทยา ศาสนา การเมือง และปจจัยอื่น ๆ
สภาพความเปนจริงของเอเซีย
มองเห็นความมีชีวิตชีวาของศาสนาในผานดินอันกวางใหญของเอเซีย ทั้งยังมีอิทธิพลตอประชากร
สวนใหญดวย มีศาสนาใหมเกิดขึน้ ความคลั่งศาสนาที่อยูในแทบทุกศาสนา แนวโนมทีจ่ ะเกิดความ
กาวราวโดยใชคนจนเปนเครื่องมือเพื่อผลประโยชนทางการเมืองและเศรษฐกิจ
การเสวนา
ในแสงสวางของความจริงทีก่ ลาวมาชางตน พระศาสนจักรไดถูกเรียกจากพระจิตของพระคริสต
ใหเขาเสวนากับผูนับถือศาสนาและขบวนการที่มีอยูในเอเซีย พระสันตะปาปา ยอหน ปอลที่ 2 กลาวไววา
"สังคายนาวาติกันที่ 2 ซึ่งเปนจุดศูนยกลางเปนอันดับแรกอยูท่หี วั ขอของพระศาสนจักร ไดเตือนเราถึงพระ
ราชกิจของพระจิตเจา นอกสวนที่แลเห็นไดของพระศาสนจักรดวยเชนกัน นอกจากนั้น พูดถึง "ผูมีน้ําใจดี
ทุกคน ซึ่งพระหรรษทานกําลังทํางานอยูในดวงใจของพวกเขาในวิธีที่มองไมเห็น เพราะเนือ่ งจากพระ
คริสตเจาทรงสิ้นพระชนมเพื่อทุกคนและเนื่องจากกระแสเรียกของมนุษย เมื่อมองถึงจุดที่สุดแลวจะเห็นวามี
เพียงประการเดียว และเปนกระแสเรียกของพระเจา เราจึงเชื่อวา พระจิตเจาทรงเสนอความเปนไปไดใหแก
มนุษยทกุ คน ที่จะเขามาสัมพันธกับธรรมล้ําลึกนี้
เครื่องหมายของความหวัง
ดังนั้นจึงเปนเรื่องที่นาพอใจที่พบเห็นคนเอเซียผูมีความเชื่ออื่นจํานวนมากขึ้นที่กําลังออกแสวงหา
คุณคาและความจริงที่สูงกวาและเต็มใจรวมกับเราในความสัมพันธของการเคารพ ความเขาใจกันมากขึ้น
และรวมมือกันกระทําเพื่อความดีของมนุษยชาติ
68

บาทหลวง ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ สัมมนาศาสนสัมพันธ ชุดหนังสือ ศาสนสัมพันธ เลมที่ 1 กรุงเทพมหานคร บาง
ปะกอกการพิมพ จํากัด 2538 หนา 65-79

83

แรงกระตุนพืน้ ฐาน
เราจําเปนตองไตรตรองและศึกษาเอกสารของพระศาสนจักร ทีกลาวถึงการเสวนากันมากขึ้น เชน
ธรรมนูญเรื่องงานอภิบาลเรือ่ งพระศาสนจักรในโลกสมัยใหม
เพือ่ ใหการเสวนานั้นมีประสิทธิภาพมาก
ยิ่งขึ้น
ความเขาใจในพระจิตเจาอยางลึกซึ้งกวาทีค่ วรเปน
พระศาสนจักรยังเรงเราใหเราพัฒนาความเขาใจที่ลึกซึ้งมากกวาเดิมเกี่ยวกับพระจิตของพระเจา
พระจิตผูทรงทํางานในการรับเอากาย ในชีวิต ความตายและการกลับคืนชีพ
การไตรตรองในเชิงวิพากษ
เทววิทยาพระจิตเจาดังกลาวจะตองไดรับการพัฒนาจากเบื้องลาง นั่นคือจากการไตรตรองในการ
ภาวนา ดังนัน้ เทววิทยาพระจิตเจาจะเติบโตอยางชา ๆ เทววิทยาไมไดเปนสาขาหนึ่งที่แยกออกมาจากเทว
วิทยาตางหาก แตจะเปนเชื้อแปงที่ซึมเขาไปในเทววิทยาทั้งหลายในเอเชียที่เติบโตขึ้นในปจจุบนั
แนวทางการอภิบาล
เราควรเติบโตในความเชื่อผานกิจกรรมนี้ เพื่อที่เราจะลึกซึ้งมากขึ้นในการเสวนาในรูปแบบตาง ๆ
เราตองหยุดนิง่ และฟงสิ่งทีพ่ ระจิตเจาและคูสนทนาของเรากลาวในการเสวนา ไมใชกลาวดวยคําพูดเทานั้น
แตตองกลาวดวยความเงียบและความเชื่อทีถ่ ูกมาใชในการดําเนินชีวิต
การไตรตรองทางเทววิทยา
จําเปนที่เราตองไตรตรองทางเทววิทยา เพือ่ ที่จะสามารถตอบคําถามที่เกิดขึ้นในขณะที่ทําการเสวนากัน ซึ่ง
ตองอยูบนหลักพระคัมภีรแ ละประเพณีของพระศาสนจักร เพื่อนํามาปรับแตงใหตรงกับความจําเปนของคน
เอเซีย69
5.8.7 BIRA IV/4
การประชุมครั้งนี้จัดที่ศูนยประชุมของสภาพระสังฆราชฟลิปปนส กรุงมะนิลา ประเทศฟลิปปนส
1987 การประชุมครั้งนี้ก็เปนอีกขัน้ ตอนหนึ่งของการไตรตรองทางเทววิทยา และไดรับแรงกระตุนใหม
จากการประชุมของ FABC กับ CCA ที่ประเทศสิงคโปร ในหัวขอ "อยูและทํางานรวมกับพีน่ องผูนับถือ
ความเชื่ออื่นของเอเซีย" จึงเชื่อมโยงการประชุมครั้งนี้กับสถานการณในฟลิปปนส เราถือวาการเสวนา
69

บาทหลวง ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ สัมมนาศาสนสัมพันธ ชุดหนังสือ ศาสนสัมพันธ เลมที่ 1 กรุงเทพมหานคร บาง
ปะกอกการพิมพ จํากัด 2538 หนา 77-88

84

ระหวางศาสนาคือสิ่งที่ออกมาจากธรรมชาติของพระศาสนจักร
เปนหมูคณะทีก่ ําลังเดินจาริกพรอมกับ
ประชากรผูยึดถือความเชื่ออื่น เพื่อไปสูพระอาณาจักรทีก่ ําลังจะไปถึง
ในบริบทของการแบงแยกทางสังคมเศรษฐกิจ
การเมืองและศาสนา โดยเฉพาะอยางยิ่งใน
ฟลิปปนส ควรสรางหมูคณะพหุนยิ ม ซึ่งในหมูคณะดังกลาว คนจากตางความเชื่อและวัฒนธรรมและชน
ชั้นทางสังคมจะอยูรว มกันดวยความรักและความยุติธรรม
เมื่อไหรก็ตามที่แตละศาสนาอางวามีความจริงหนึ่งเดียวในครอบครอง การตอสู การแยงชิง การ
แบงแยกก็จะเกิดขึ้น
และเปนทีย่ อมรับวาคุณคาทางศาสนาทั้งหลายมีสวนชวยตอการพัฒนาในเชิงบวกของชาว
ฟลิปปนส องคประกอบบางประการที่เนนจนเกินเหตุ บางครั้งไดปดกัน้ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
โดยทางการเสวนาระหวางศาสนาในรูปแบบตาง ๆ จะเสริมความมัง่ คั่งใหแกกันและกัน เรียนรู
คุณคาและความเลื่อมใสศรัทธาชีวิตจิตแกกนั และกัน70
5.8.9 BIRA IV/5 ไดถูกแทนที่ดวยโครงการ "อยูดวยกันดวยความปรองดองมากขึน้
5.8.10 BIRA IV/6
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร 1987 ในหัวขอ “อยูและทํางานดวยกันกับพี่นอง ความ
เชื่ออื่นในเอเชีย” เปนการริเริ่มการประชุมระหวาง FABC และ CCA เปนครั้งแรก มีผูเขารวมประชุม 55
คน จาก 14 ประเทศ
ความเปนจริงที่โดเดนของเอเชียอีกดานหนึ่งคือ มีหลายประเพณี ศาสนาและอุดมการณ และอีก
ดานหนึ่งความยากจนและการกดขี่ทางการเมือง
อยูในวงกวาง พรอมกับนั้นยังมีการเมืองที่เขามาแทรกในศาสนาตาง ๆ และเกิดการกระทบกระทั่งกัน
บอยครั้งในระหวางหมูคณะทางศาสนา
ในการเสวนา การพูดไมใชเรื่องสําคัญเปฯอันดับแรก แตเปนทาที การเปดตัว และการแบงปน
แนวทางดานการอภิบาล
- นับเปนสิ่งสําคัญที่ผูมีตําแหนงเปนผูนําในการเขารวมการเสวนาอยาง
จริงจัง
พื้นฐานทางเทววิทยาของการเสวนาระหวางศาสนาและหลักสูตรสอนศาสนาอื่น ควรถูกรวมเขา
และไดรับการสงเสริมในหลักสูตรของบานเณรและบานอบรม
ไมเฉพาะเณรเทานั้นรวมทั้งพระสงฆ
สังฆราชและฆราวาสดวย

70

บาทหลวง ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ สัมมนาศาสนสัมพันธ ชุดหนังสือ ศาสนสัมพันธ เลมที่ 1 กรุงเทพมหานคร บาง
ปะกอกการพิมพ จํากัด 2538 หนา 89-93

85

สถาบันโรงเรียน โรงพยาบาลนาจะกลับเปนศูนยสําหรับการเสวนาระหวางศาสนา แตไมใชเปน
เครื่องมือของพระวรสารนิยม
ควรจัดตั้งคณะกรรมการดานความสัมพันธระหวางศาสนา
เพื่อทํางานเคียงขางกับองคกรของ
ศาสนาอื่น
กลุมคริสตชนและกลุมทํานองเดียวกันในศาสนาอื่น ควรไดรับการสนับสนุนใหเยีย่ มเยือนกัน
ชุมนุมระหวางศาสนาเพื่อสวดภาวนารําพึงในโอกาสวันสําคัญของชาติและสากล รวมทั้งโอกาส
ทางศาสนาดวย
แนวทางการเสวนารวมกันแบบนี้ ควรไดรับการเผยแพรอยางกวางขวาง
ผูนําศาสนาของแตละฝายควรใหความคํานึงถึงปญหาดานงานอภิบาล
ของการสมรสระหวาง
ศาสนาและพิธศี พในครอบครัวที่มีหลายศาสนา
ควรใหความสนใจอาศัยชองทางที่เหมาะสมกับปรากฏการณของลัทธิถือเครงและความคลั่งศาสนา
พึงใชสื่อมวลชนเพื่อสงเสริมความเขาใจระหวางศาสนาและการอยูรว มกันดวยความปรองดอง71
5.8.11 BIRA IV/7
จัดขึ้นที่เมือง ตาไกไต ประเทศฟลิปปนส 1988 การประชุมครั้งนี้ผลสืบเนื่องจากการประชุมที่
สิงคโปรปกอนในหัวขอ "อยูและทํางานรวมกับพีน่ องชายหญิงผูถือความเชื่อในเอเซีย" ในการประชุมครั้งนี้
ทั้ง FABC & CCA ไดมีโอกาสแบงปนประสบการณในการเสวนาทัง้ สองฝาย
บริบททางสังคมและการอภิบาลสําหรับการเสวนา
ในเอเชียระบบสังคมการเมืองมีความซับซอนมาก ในดานเศรษฐกิจ รายไดเฉลี่ยของประชากร
ต่ําสุดเปนอันดับสองของโลก (บังคลาเทศ 150 ดอลลาร ญี่ปุนสูงสุด 18,000 ดอลลาร) ในแงสังคม
การเมืองเอเซียมีชนเผามากมายอยางในประเทศอินเดียและจีน การปกครองมีระบบประชาธิปไตยที่เฟองฟู
และเผด็จการที่โหกราย จากการเปลี่ยนแปลงนี้สวนที่ออนแอที่สุดของสังคมไดรับการกดขี่เพิ่มเติม ซึ่งมี
ผลกระทบตอคริสตชนทั้งในดานบวกและลบ (เปนกลุม นอยไมมีสิทธิ์มีเสียงอะไร เปนกลุมใหญมีเสียงใน
การตัดสินใจในสังคมรัฐบาล
ปญหาที่ทาทายการเสวนา
ปจจัยประการหนึ่งที่ซับซอนที่สุดและไมอาจมองขามไดในบริบทของเอเซียคือ ปรากฏการณที่
มักจะเรียกวา "ลัทธิถือเครง" (Fundamentalism) ในคริสตศาสนาถาใชคํานี้หมายถือพวกทีแ่ ยกตัวออก
71

บาทหลวง ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ สัมมนาศาสนสัมพันธ ชุดหนังสือ ศาสนสัมพันธ เลมที่ 1 กรุงเทพมหานคร บาง
ปะกอกการพิมพ จํากัด 2538 หนา 94-99

86

ตางหากจากหมูคณะของคริสตชนสวนใหญ แทนที่เราจะตอบโตกลับเปนการทาทายทางเทววิทยาและการ
อภิบาล ในเอเชียลักษณะของพวกที่ถือเครงจะออกมาในรูปของนักปฏิรูป ในความไมหยุดนิ่งและความ
ซับซอนที่กลาวมาขั้นตน การเอาชนะความชั่วดวยความดีกําลังเกิดขึ้นและเปนลางบอกความหวัง เชน
จํานวนศาสนาที่ทํางานรวมกันมากขึ้น
พันธะตอการเสวนา
สถานการณของความไรมนุษยธรรม ความอยุติธรรมและการเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งพี่นองชาวเอเซีย
ของเราตองแยกรับอยูอยางสิน้ หวัง เปนเหมือนเสียงเรียกรองขอความชวยเหลือจากทุกพลังที่ถือเปนพันธะที่
จะตองปกปองสิทธิและศักดิศ์ รีของมนุษยและสวนของสังคมที่มีความเปนอยูอยางดี
ศาสนาเปนพลัง
ยิ่งใหญทจี่ ะชวยเปลีย่ นแปลง แตอีกดานหนึ่งศาสนาก็ตกเปนเครื่องมือของพวกแสวงหาผลประโยชนดวย
การประกาศและการเสวนาจากพระจิต
การเสวนาเปนงานของพระจิต จึงตองนําไปสูความเขาใจกัน ความเคารพและการเสริมกันและกัน
ใหมั่งคั่ง พระจิตเองเปนผูตดั สินพระทัยวาเราตองประกาศหรือไม ในสถานการณแหงความทุกขยากลําบาก
การเสวนาหมายถึงการแสวงหาความดี และตั้งอยูบนความเชื่อมั่นวา ไมมีผูใดมีเอกสิทธิ์ในการรูความจริง
เปนพระจิตองคเดียวกันเปนผูทรงนําในการวินิจฉัย
ชีวิตจิตของการเสวนาในสถานการณยงุ ยากและเจ็บปวด
ในสถานการณที่มีความเกลียดชัง อันเกิดจากความอยุติธรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน การ
เสวนาหมายถึงการทําตนเปนผูไรอํานาจและบอบบาง จากจุดยืนของอํานาจคนหนึง่ สามารถเจรจาเฉพาะใน
เรื่องเงื่อนไข แตจากจุดของความออนแอคนหนึ่งสามารถสื่อความวางของตนแกผอู ื่น การยอมเสี่ยงใน
สถานการณเหลานี้ ถาเราทําดวยความรัก ก็เปนการนําเอาจิตตารมณของพระวรสารเขาไปใชเพื่อสรางความ
เขาใจกัน อยางที่พระเยซูเจายึดมัน่ ในความรักของพระเจาไดตอไป แมดูเหมือนทุกสิ่งจะแตกสลายและ
มืดมน
ขอแนะนําในดานอภิบาล
1. การเขาสูวัฒนธรรมมีความจําเปนเพื่อเตรียมผูนําคริสตชนเปนผูนําหมูค ณะและการเสวนา
2. การเสวนาระหวางศาสนาเรียกรองใหมีการใหความสนใจกับชีวิตจิตของผูนับถือศาสนาอื่น
3. ในสถานการณปจจุบนั จําเปนที่ตองใหความรูแกกลุมชนในระดับรากหญา เพื่อเปลี่ยนแปลง
สังคม

87

4. ตองสํารวจตัวเองอยางซื่อสัตยในการละเลย เมินเฉยกับความรับผิดชอบในตัวเราในการกระทํา
ที่มีตอความขัดแยงและความไมปรองดองระหวางศาสนา72

5.8.12 BIRA IV/10
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นทีเ่ มือง สุขะบูมี อินโดนิเซีย 1988 ในหัวขอพิเศษคือ "เทววิทยาความ
ปรองดอง"
ความคิดเบื้องหลัง
ความปรองดองคือ การใหรปู รางที่แลเห็นได คือ ความสงบเรียบรอย การอยูดกี ินดี ความยุติธรรม
และความรักในปฏิสัมพันธของมนุษย อยางไรก็ตามวัฒนธรรมตาง ๆ จะดําเนินตามและแสดงความจริง
เหลานี้ออกมาในทางที่ตางกัน
เพราะความแตกตางทางระบบคุณคาที่ไดรับการพัฒนาขึ้นมาใน
ประวัติศาสตรของวัฒนธรรม เพราะนั้นหนาที่เราในการบรรลุถึงความปรองดอง จึงเรียกรองการเขาไปมี
สวนเกีย่ วของมากขึ้นในการเปลี่ยนแปลงสังคม
การไตรตรองทางเทววิทยา
พระคัมภีรเสนอหลายตนแบบของการปรองดอง ไดแกสงิ่ สราง พันธสัญญา ประชากรของพระเจา
และอาณาจักรของพระเจา ถึงแมทั้งสี่ตนแบบจะมีพลังของความไมหยุดนิ่งจากการประทับอยูของพระเจา
ทั้งสิ้น แตอาณาจักรของพระเจาก็เปนแกนของการประกาศขาวของพระคริสต
ผลตามมาภาคปฏิบตั ิ
ความพยายามในการสรางความปรองดอง เราเล็งเห็นขั้นตอนการเตรียมตัวในทางปฏิบัติดังนี้
1. เตรียมและสนับสนุนผูประสานงานที่เปนฆราวาส โดยเฉพาะอยางยิ่งเรือ่ งที่พวกเขาทําไดเหมาะสม
กวา เชนการเมือง
2. คิดคนโครงสรางการฝกอบรม สามเณร พระสงฆ นักบวช
3. จัดคอรสพิเศษในโรงเรียน
เพื่อศึกษาเกีย่ วกับหลักความยุติธรรมและคุณคาของมนุษยในสังคม
เพื่อสงเสริมความปรองดอง

72

บาทหลวง ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ สัมมนาศาสนสัมพันธ ชุดหนังสือ ศาสนสัมพันธ เลมที่ 1 กรุงเทพมหานคร บาง
ปะกอกการพิมพ จํากัด 2538 หนา 100-112

88

4. สรางกลไกที่มีประสิทธิภาพในการดําเนินโครงการของสังฆมณฑลในการใหความชวยเหลือคน
ยากจน
5. รูสึกถึงความจําเปนในการคืนดีกับพีน่ องผูมีความเชื่ออื่น73
5.8.13 BIRA IV/11
สถานที่ในการจัดประชุมเปนที่เดิม และตอเนื่องจากการประชุมครั้งที่ผานมา และหัวขอประชุม
เดียวกันดวย มีประเด็นที่สําคัญดังนี้
พลังที่สรางการแตกแยกออกเปนชิ้นสวน
จากการเผาสังเกตเห็นวามีบางประเทศในเอเซีย มีแนวโนมมากขึ้นที่จะใชศาสนาเปนเครื่องเพื่อ
เปาหมายทางการเมือง แมกระทั่งใชศาสนาเพื่อบรรลุและเพื่อสรางความชอบธรรมแกอํานาจทางการเมือง
ของตน จึงเกิดความกลัวและวิตกกังวลและความรูสึกไมปลอดภัยในชีวิตของประชาชน จึงกลายเปนของ
การตอสูเกิดขึน้ ในหลายประเทศ
ที่มาของความปรองดอง
แมจะมีความขัดแยง แตกย็ ังพบความหวัง จากการที่ประชาชนมีความกระตือรือรนในการเรียกรอง
สิทธิตาง ๆ แนวคิดในการรักชาติบานเมือง และตระหนักถึงความเปนหนึ่งเดียวกันมากขึ้น สิ่งที่เปน
นัยสําคัญในทางบวกคือ ความปรารถนาของคนตางความเชื่อ ทําลายเครื่องปดกั้นที่ทําใหเกิดการแบงแยก
และการปฏิปก ษตอกัน
คําแนะนําดานอภิบาล
การที่เราจะปรองดองได อันดับแรกคือการกลับใจมาหาพระเจา ตองมีวุฒิภาวะพรอมที่จะเขาถึง
ผูอื่นดวยความรัก ความเมตตากรุณา และใหอภัย เพื่อความใกลชิดกับพระเจา เพื่อนมนุษยและธรรมชาติ
1. พยายามดึงมิตกิ ารบําเพ็ญฌานและการบําเพ็ญพรตในชีวติ คริสตชนกลับคืนมา เพื่อบรรลุเปาหมาย
นี้
2. คริสตชนควรเรียนรูจากประเพณีและความเชื่อของเอเชียเกี่ยวกับการรําพึงถึงการเขาลึกภายใน
ตัวเอง เชน วิธีของโยคะ วิปสสนา สมาธิ น,น

73

บาทหลวง ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ สัมมนาศาสนสัมพันธ ชุดหนังสือ ศาสนสัมพันธ เลมที่ 1 กรุงเทพมหานคร บาง
ปะกอกการพิมพ จํากัด 2538 หนา 113-119

89

3. ควรสงเสริมผูมีความชํานาญ มีการอบรมในศูนยภาวนาตาง ๆ ของพี่นองศาสนาอื่น
4. ควรสงเสริมใหเยาวชนมีโอกาสพบปะกับเพื่อนตางความเชื่อ74
5.8.14 BIRA IV/12
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่ หัวหิน ประเทศไทย 1991 ซึ่งเปนการประชุมครั้งสุดทายของ BIRA IV
ที่จอเนื่องมาหลายป และบัดนี้พระศาสนจักรในเอเชียไดรวมมือกับพีน่ องคริสตเตียน ( CCA) ในวงกวาง
มากขึ้นและอยางสันติดวย ซึ่งถือวาในทศวรรษแปดสิบนั้น พระศาสนจักรมุงเนนในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ใน
BIRA I, II และ III ไดพยายามอํานวยความสะดวกแกคริสตชนกับผูนับถือศาสนาใหญของเอเชียเต็มที่
สวน BIRA IV นั้นไดเปลีย่ นแปลงรูปแบบใหมตามหัวขอของการเสวนาตละครั้งเปนการเฉพาะ
วัตถุประสงค
1. เพื่อนําความรูและทัศนะที่ปรากฏออกมาในชวงทศวรรษแปดสิบ มาไตตรองอยางลึกซึ้ง
2. เพื่อคนหาเปาหมายและดําเนินการใหบรรลุผล
3. เพื่อวางแผนสําหรับการเสวนาระหวางความเชื่อในทุกระดับ
สิ่งคุกคามชีวิต
ในยุคแหงความกาวหนา การแสวงหาความปรองดอง สันติสุข ก็มีภัยคุกคามทีเ่ กิดขึ้นมา เชน
ความยากจน การเอาเปรียบ การทองเที่ยวที่ไรจริยธรรม ผูที่รับผลกระทบสวนใหญจะเปนผูหญิงและเด็ก
ในเอเชียเปนบานของเยาวชนจํานวนมาก แตเชนกันเยาวชนเหลานี้สวนมากตองเผชิญกับอนาคตที่ที่สิ้นหวัง
และไมมีงานทํา นอกจากนัน้ ก็ยังมีจักรวรรดินิยมทางวัฒนธรรม นั่นคือการบังคับใหใชวัฒนธรรมของชน
กลุมใหญ การถูกจํากัดสิทธิ ศาสนา วรรณะ ฯลฯ เพราะฉะนั้นตอหนาการคุกคามนี้ ประชาชนถูกเรียก
ใหเขาสมานฉันท การอยูรอด และใหมองขามเขตที่กน้ั เหนือสังคม เชื้อชาติ ศาสนา มิตรภาพแทยอม
รวมถึงการเสี่ยงคือ สิ่งที่จะถูกปฏิเสธและเขาใจผิด
เพราะการเสวนากลับกลายเปนการเสวนาของความเชื่อ การปลุกชีวิตใหแกคณ
ุ คาทางจิต การ
ตอบสนองดวยความหวัง ความยุติธรรม สันติและบูรณภาพของสิ่งสราง นี่คือความหวังจากการทําเสวนา
ตาง ๆ 75
74

บาทหลวง ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ สัมมนาศาสนสัมพันธ ชุดหนังสือ ศาสนสัมพันธ เลมที่ 1 กรุงเทพมหานคร บาง
ปะกอกการพิมพ จํากัด 2538 หนา 120-137
75
บาทหลวง ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ สัมมนาศาสนสัมพันธ ชุดหนังสือ ศาสนสัมพันธ เลมที่ 1 กรุงเทพมหานคร บาง
ปะกอกการพิมพ จํากัด 2538 หนา 138-160

90

5.9 คําสอนของสภาสังฆราชคาทอลิกแหงประเทศไทย
ในจดหมายอภิบาลของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแหงประเทศไทย ไดวางแนวทางใหกับคริสตชน
ในการทําศาสนสัมพันธก็พนี่ องผูมีความเชื่อวาควรปฏิบัติอยางไร ในการเขารวมพิธี การตักบาตร การไหว
พระพุทธรูปหรือการไหวเจา ตอไปนี้เปนแนวทางกวาง ๆ เพื่อที่พี่นองคริสตชนจะไดปฏิบตั ิไดอยาง
ถูกตอง โดยมีแนวทาง 2 ขอดังนี้
ขอ 1 คริสตชนตองทราบกอนวา การเขารวมพิธีกรรมศาสนาอื่นมิใชวาเปนสิ่งที่ทําไมไดไปเสียทั้งหมด
ทั้งนี้เพราะวาการเขารวมพิธกี รรมใด ๆ จะทําไดหรือไมนั้น ขึ้นกับเนื้อหาสาระของการกระทํา และ
สภาพแวดลอมเพียงอยางเดียว แตขึ้นกับเจตนาของผูก ระทําเปนสําคัญอีกดวย นั่นหมายความวาเนื้อหา
วาระ พิธีกรรม สภาพแวดลอม และเจตนาของผูเขารวมพิธีตองดีพรอมทั้ง 3 อยางจึงจะเขารวมได
ขอ 2 คริสตชนตองทราบดวยวา การเขารวมพิธีกรรมนั้น มี 2 อยางคือ การอยูในพิธี (Passive participation)
หมายถึง การอยูในพิธีกรรม โดยที่ไมไดมีบทบาทอะไร และ การเขามีสวนรวมในพิธี (Active
participation) หมายถึงการกระทําอะไรบางอยางตามทีก่ ําหนดในพิธีกรรมนั้น ๆ ในกรณีเชนนี้คริสตชนพึง
ละเวนการมีสวนรวมในพิธี
เราขอแนะนําวากอนตัดสินใจจะตองเรียนรูเสียกอนวา สิ่งที่ตนจะทําไดหรือไมได ดีหรือไมดี ให
ตอบคําถามตอไปนี้เสียกอนคือ
ก ฉันกําลังปฏิเสธความเชื่อคาทอลิก และขัดตอคําสอนคาทอลิกหรือไม
ข การกระทําของฉันเปนทีส่ ะดุดแกบุคคลอื่นที่เปนคาทอลิกหรือศาสนิกชนอื่น ๆ โดยเฉพาะคนที่
เปนสมาชิกของศาสนานั้นหรือไม ถาตอบวาไมทั้งสองขอเขารวมได แตถาตอบวาใชขอใดขอหนึง่ ก็ไมอาจ
เขารวมพิธีได
สุดทายขอเตือนพี่นองคริสตชนที่ปฏิบัติศาสนาอยางเครงครัดของตน ขณะเดียวกันก็ตองใหเกียรติ
และเคารพพี่นอ งศาสนาอื่นดวย76

76

สภาพระสังฆราชคาทอลิกแหงประเทศไทย "จดหมายอภิบาลของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแหงประเทศไทย
วาดวยแนวทางการเขารวมพิธีกรรมศาสนาอื่น (กรุงเทพ 2537)

91

5.10 ประวัติศาสตรของศาสนสัมพันธในประเทศไทย
ระดับชีวิตประจําวัน
คริสตชนไทยตองพบปะ สัมพันธกับพีน่ องชาวพุทธหรือมุสลิมเปนปกติอยูแ ลว
ทํางาน ตลาด หรือสถานที่ราชการ มีสิทธิหนาที่เทาเทียมกันฐานะประชาชนไทย

ไมวาจะเปนที่

ระดับความรวมมือ
มีสวนรวมชวยเหลือผูที่มีความเดือนรอน เพื่อการพัฒนาและปองกันสิทธิมนุษย สงเสริมความ
ยุติธรรมและสันติ สภาคาทอลิกเพื่อการพัฒนาภายใตสภาพระสังฆราชไดดําเนินการมากวา 30 ปแลว
ระดับประสบการณทางศาสนา
มีพระสงฆ นักบวช ชาย-หญิง และฆราวาสจํานวนหนึ่งไดรับประสบการณเรื่องสมาธิหนึ่งหรือ
สองสัปดาหที่สวนปาโมกขของสมเด็จพระพุทธทาสภิกขุ ตอมา 1974 ศูนยเซเวียรซึ่งเปนศูนยกลาง
นักศึกษาของคณะเยซูอิตไดจัดอบรมคณะละหนึ่งสัปดาหตลอดเวลาหนึ่งเดือน เกี่ยวกับการทําสมาธิของ
พุทธสําหรับพระสงฆ นักบวชของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพ ภายใตการนําของพระภิกษุ
ระดับการศึกษาศาสนาและการแบงปน
มีการกระทํากันมากหนอยในประเด็นนี้ นับตั้งแตป 1950 เปนตนมา ผูบุกเบิกการเสวนาระหวาง
ศาสนาในระดับนี้ รวมไปถึงการรวมมือกันในการศึกษา การทําโครงการเพื่อประโยชนของสังคม ไดแก
คณะสงฆซาเลเวียนทานหนึ่ง คุณพอ ยอหน อุลลีอานา ความประสงคของคุณพอมีการรูจักกันดี มีการ
โตเถียง โตแยงดวย ไดแกการสอนศาสนาแกพระภิกษุในมหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ตอมาในป 1960 พระคุณเจาเอก ทับปง แหงสังฆมณฑลราชบุรี ไดทําปริญญาโทเกี่ยวกับพุทธ
และคริสตศาสนาที่สถาบัน East Asian Pastoral Institute = EAPI ที่มะนิลา พระคุณเจาไดกระตุนให
พระสงฆมีการทําเสวนามากขึ้น
ถัดมาในป 1974 สภาเพื่อคริสตชนที่มิใชคริสตชนที่กรุงโรมไดเปนเจาภาพจัดประชุมที่กรุงเทพเพือ่
การเสวนา ทีห่ อประชุมเซเวียร มีผูเขารวมทั้งงพุทธ คาทอลิก โปรแตสแตนท ทั้งนักบวชและฆราวาส
คุณพอ เอดมอนด ปาเซท MEP ไดใชเวลามากกวา 2 ปในวัดพุทธแหงหนึ่ง เชนเดียวกับคุณพอ
บรอนิลลาส ปาเซ็ค ดําเนินชีวิตใกลเคียงกับพระพุทธ
คุณพอ เอดมอนด เวอรดีเออร MEP ไดลาออกจากคระ MEP เพื่อไปศึกษาหาความรูแบบเบเนดิก
ติน เสร็จแลวก็กลับมาเปดอารามฤาษีลอกเลียนแบบแตดดั แปลงใหเขากับวิถีชีวิตไทย
ทําไดหลายปแต
ที่สุดก็ปดตัวลง
การสัมมนาพระสงฆทั่วประเทศที่สามพรานไดใชเวลาสองปติดตอกัน เพื่อถกประเด็นศาสนาพุทธ
การเสวนาและวัฒนธรรมไทย

92

หลักสูตรที่วิทยาลัยแสงธรรม ไดจดั เสริมหลักสูตรที่เกี่ยวกับศาสนาอืน่ ๆ เพื่อใหเกิดความเขาใจที่
ชัดเจนมากขึ้น
ในป 1978 พระสังฆราช รัตน บํารุงตระกูล แหงสังฆมณฑลเชียงใหม พรอมกับพระวินญาภรณ
ศาสตราจารย แสง และมุกดา แหงมหาวิทยาลัยเชียงใหม ธรรมทูตโปรแตสแตนท ศิยาภิบาล Seeley และ
Baw Thanome ผูแทนอิสลามทานหนึง่ จากสังคโปร พรอมผูเขียนประวัติศาสตรนี้ ไดพรอมใจกันจัดตั้ง
กลุมการเสวนาระหวางศาสนาขึ้น ซึ่งดําเนินไปดวยดีถงึ 7 ป มีการพบปะกันเดือนละครั้งที่วัดเจดียหลวง มี
สมาชิกนอยบางมากบาง บางครั้งมีเปน 100 คน มีทุกระดับที่สนใจเขารวมกลุมเสวนานี้
ผลที่เกิดขึ้นมีความไวเนื้อเชือ่ ใจกันมากขึน้ มีการเรียนรูศาสนาของกันและกัน หาความจริงเรือ่ ง
ศาสนา ทุกคนที่มาประชุมตองฟงคําสอนของศาสนาทุกศาสนา มีการตั้งคําถามและอภิปรายกัน เนื่องจาก
พระสังฆราชเปนชาวพุทธมากอน เพราะฉะนัน้ ทานก็สามารถใชภาทางพุทธไดอยางดี และทานก็เขียน
หนังสือออกมาหลายเลมทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เชน คริสตศานากับวัฒนธรรมไทย สมาธิแบบ
คริสต ความหมายของการเปนพระสงฆคาทอลิกในประเทศไทย คริสตชนผูไมประสงคออกนาม การ
ปรับวัฒนธรรมและพันธกิจ
จากมุมมองของฝายคริสตผลจากการไตรตรองศึกษาของกลุมคือ การสรางชุมชนทามกลางคนที่
กอนหนานั้นไมมีใครรูจัก ทําใหพวกเขามีความเขาใจทั้งที่เปนคนพุทธหรือเพื่อนบานที่ดี ชวยใหรื้อฟนจิต
ตารมณเกีย่ วกับความเชื่อของเรา
ในขณะเดียวกันทามกลางกระบวนการที่กลาวมานั้น
ไดมีการประกาศพระวรสารเกิดขึ้นดวย
ไมไดหมายความวาเพื่อใหมคี นกลับใจ แตเพื่อแบงปนความเปนจริงแลวแตประสบการณตามภูมิหลังแหง
ศาสนาของเรา
ในป 1982 พระคุณเจา ยีน ยาโด ประธานสํานักเลขาธิการของวาติกันเพื่อผูที่ไมไดนับถือศาสนา
คริสต เสนอผานทางพระสมณทูต เรนาโต มารติโน ใหกอตั้งสถาบันที่กรุงเทพเพื่อศึกษาพุทธศาสนาใน
เอเซีย สภาพระสังฆราชรับหลักการ และจัดประชุมพระสังฆราช พระสงฆ นักบวช ฆราวาส เพื่อนําสู
ภาคปฏิบัติ
มีการตกลงรายลละเอียดวาจะจัดตั้งศูนยวิจัยเกีย่ วกับศาสนาและวัฒนธรรม
โดยให
พระสังฆราช เอก ทับปง เปนประธาน และ ซิสเตอร เธโอดอร O.S.U. เปนเลขาธิการ ตั้งที่วิทยาลัยแสง
ธรรม
แตเมื่อชาวพุทธรูเขา มีการสอลบถามกันและมีความตื่นตระหนก พากันโจมตีพระศาสนจักร
คาทอลิกอยางรุนแรงภายใตการนําของพําระที่มีชื่อเสียงทานหนึ่ง ขอเสนอนี้ถูกกลาววาเปนแผนแทรกซึม
ของวาติกัน มีการณรงคตามหนาหนังสือพิมพ ดีที่คนสวนใหญไมเอาดวย
อยางําไรก็ตามการเยือนประเทศไทยของพระสันตะปาปา ยอหน ปอล ที่ 2 ในป 1984 ไดมีโอกาส
สรางความสัมพันธที่ดีกับพุทธศาสนามากขึ้น แตไมวายก็ยังมีการโจมตีอีก อยางไรก็ตามก็พระพุทธทาน
หนึ่งที่ไดออกหนังสือฉบับหนึ่งในชื่อ "แกนแทของศาสนาคริสตที่ชาวพุทธควรรู" สรางความเขาใจอันดี
มากขึ้น

93

ตอมาอีก 1 ป นักศึกษาไทยที่กําลังเรียนปริญญาโทในเรื่องศาสนาเปรียบเทียบที่มหาวิทยาลัยมหิกล
ไดเชิญพระสงฆและสามเณรใหญแสงธรรมจํานวนหนึ่งใหไดไปรวมเสวนาที่มหาวิทยาลัย ที่นาแปลกคือมี
พระที่พรรษานอยกวา 30 คนที่เขารวมสัมมนาดวย ดังนัน้ ชวงหลังก็มกี ารเสวนากันมากขึ้น
ตอมาก็มีกาจัดตั้งหนวยงาน "คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการเสวนาระหวางศาสนาและวัฒนธรรม
สัมพันธ โดยมีคุณพอ ไพศาล อานามวัฒน เปนเลขาธิการ
กรณีตวั อยางทีส่ ําคัญที่เชียงใหมไดเริ่มมีการทําศาสนสัมพันธกันตั้งแตป 1931 สมัยพระคุณเจา
ลากอส จากคณะเบธาราม พระคุณเจาลากอส ไดนิมนตพระพุทธมารวมในการเสกละเปดอาสนวิหารพระ
หฤทัย ในยุคของพระคุณเจารัตน ยิ่งมีความสัมพันธแนบแนนมากขึ้น ตอ ๆ มาก็เริ่มมีการเพิ่มขายของ
เครือขายจากทีม่ ีพี่นองพุทธ มุสลิม โปรแตสแตนท ก็มเี พิ่มอีก ซิกซ และ ฮินดู จนกระทั่งปจจุบัน พวก
เขาก็มีกิจกรรมรวมกันปหลายครั้ง เชนในโอกาสสําคัญของชาติ วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระเจาอยูหวั
พระบรมราชินินาถ ฯลฯ

94

บทที่ 6 แนวทางปฏิบัตขิ องคาทอลิกในการรวมพิธีของศาสนาอื่น แยกแยะวัฒนธรรม ประเพณี และ
แนวทางที่คริสตชนควรศึกษาเรื่อง "เนือ้ หาของพิธีพุทธ" นับวามีสวนสําคัญประเด็นหนึ่งในกา
ตัดสินใจ กลาวคือในเนือ้ หาของพิธีของชาวไทยมักจะผสมผสานความเปนวัฒนธรรมไทย ความเปน
ประเพณี และความเปนศาสนาเขาดวยกัน ในประเด็นแรกเกีย่ วกับ "วัฒนธรรม" เปนเรื่องที่คริสตชนจะตอง
เรียนรูตามวัฒนธรรมของชาติ ประเด็นที่สองเกี่ยวกับประเพณี ประเด็นที่สามคือศาสนา
อยางไรก็ตามแนวทางปฏิบัตินี้อาจจะไมใชคําตอบที่ดีที่สุด แตก็พอเปนแนวทางในการปฏิบัติใน
ขณะนี้ และเปนเครื่องมือที่ชวยใหคริสตชนมีหลักของมโนธรรมที่นําไปสูการปฏิบัติอยางถูกตองยิง่ ขึ้น
6.1 หมวดที่ 1 แนวทางการปฏิบัตติ นของคาทอลิกตอประเพณี-ศาสนพิธีของศาสนาพุทธ
ก. ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต
- การเกิด (การทําขวัญ)
การทําขวัญวัน โบราณถือกันวาเด็กที่คลอดมาภายใน 3 วัน ยังเปนลูกผี พนวันที่ 4 แลวจึงเปนลูก
คน ดังคําพังเพยที่กลาววา 3 วันลูกผี 4 วันลูกคน เมื่อพนวันที่ 3 แลวถือวารอด จึงทําพิธีใหเด็ก เรียกวา
"พิธีทําขวัญวัน"
แนวทางปฏิบตั ิของคาทอลิก การทําขวัญเปนเพียงประเพณีไทย กระทําสืบเนื่องกันมา เพื่อปองกัน
อันตรายจากภูตผี เปนการรับขวัญสมาชิกใหมดว ย ดังนั้นคาทอลิกสามารถเขารวมพิธีได หรือจะทําใหกับ
ลูกหลานได แตไมสามารถดูฤกษยามได
- การบวชเณร (บรรพชา)
การบวชเณรเปนประเพณีของพุทธ จะทําไดเมื่อเด็กอายุได 7 ป กอนบวชเริ่มดวยการรับไตรสรณ
คมณ (ขาพเจาขอยึด พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ เปนที่พึ่ง) ซึ่งสมัยกอนเปนการบวชพระ ดวยการ
เปลงวาจา 3 ครั้ง "พุทธงสรณังคัจฉามิ ธัมมังสรณังคัจจฉามิ สังฆังสรณัง คัจฉามิ" สามเณรจะถือศีล 10
ขอ
แนวทางปฏิบตั ิของคาทอลิก - คริสตชนเมื่อตองเขารวมในพิธีบวชเณร ควรวางทาทีที่สุภาพ
สํารวม เพื่อใหเกียรติแกครอบครัวและเพือ่ นพี่นองพุทธศาสนา
- การบรรพชาเปนเรื่องของชาวพุทธโดยเฉพาะ เด็กคาทอลิกรับบรรพชาไมได เพราะผูรับบรรพชา
ตองรับไตรสรณคมน นอกจากนั้นโรงเรียนเองไมควรจัดพิธีนี้ในโรงเรียน
- การบวชพระ (อุปสมบท)
• คริสตชนไมสามารถบวชเปนพระภิกษุได
เพราะเปนการแสดงออกถึงความเปน
พุทธศาสนิกชนอยางชัดเจน

95

• สวนกรณีที่คริสตชนมีความจําเปนที่ตองไปรวมพิธีบวช
เพราะตําแหนงหนาที่หรือ
ความสัมพันธกับพุทธศาสนิกชน คริสตชนสามารถไปรวมได แตควรปฏิบัติตนใหเหมาะสมคือ
• การจัดเตรียมพิธีบวชพระ ซึ่งจะตองเตรียมเรื่องเครื่องแตงตัวนาค ซึง่ จะสวมชุด
ขาวเปนชุดกอนบวช สวนการจัดเตรียมอัฏฐบริขารนั้น คริสตชนสามารถเตรียมได สวนการ
ยกของการประเคนควรใหชาวพุทธกระทําจึงจะเหมาะสมกวา
• การเขารวมงานอุปสมบท คริสตชนเขารวมได เพราะเขารวมแหงหรือการ
สนุกสนานรื่นเริงเปนการสรางสัมพันธไมตรี สวนกรณีการไหวพระภิกษุสงฆก็เปนการแสดง
ความเคารพนับถือ
- ประเพณีแตงงาน
การแตงงานโดยปกติไมเกีย่ วของกับศาสนาพุทธ แตมีบางชวงที่คูแตงงานนําพิธีกรรมทางพุทธมา
เกี่ยวของ คริสตชนควรปฏิบัติตนอยางเหมาะสม

การทาบทามเถาแกฝายชาย
สามารถเปนเถาแกฝายใดก็ได เพราะเปนแสดง
ความเคารพนับถือ

การหาฤกษยาม คริสตชนไมสามารถทําได

การตักบาตร กรณีที่การแตงงานตางคนตางถือ คาทอลิกใหเกียรติคูสมรส ถา
หากคูสมรสเปนพุทธคูสมรสก็สามารถทําได สวนคาทอลิกก็สามารถมีสวนรวม
เทาที่ตัวเองรูสกึ วาสามารถได

การรับน้ํามนตและการทําบุญเลี้ยงพระระหวางพิธแี ตงงาน คริสตชนสามารถไป
อยูรวมได เพราะน้ํามนตถือวาเปนพร สิรมิ งคล
การแหขันหมาก การสวมมงคล การรดน้าํ สังข การจด

สวนพิธีการอืน่ ๆ
ทะเบียนสมรสสามารถทําได
- พิธีเผาศพ (การบวชหนาไฟ)
พิธีเกี่ยวกับคนตายมีสองชวงคือ การสวดอภิธรรมมีพิธีกรรมดังนี้
• ในงานก็จะมีเจาภาพจุด ธูปเทียนที่โตะหมูบ ูชา และ ที่ตอู ภิธรรม สําหรับคริสตชน
สามารถมีสวนรวมกับเจาภาพโดยการจุดธูปเทียนสําหรับไหวศพดวยทาทีที่เคารพ
• พิธีสวดอภิธรรมและการรับศีลแบบพุทธ คริสตชนควรอยูมรทาที่สมรวม
• การถวายเครื่องไทยทานปจจัย ซึ่งจะกระทําหลังการสวดพระอภิธรรม คริสตชน
ทําไมได
• การกรวดน้ําทําไมได

96

การฌาปนกิจ มีพิธีดังนี้





พระเทศนาคริสตชนสามารถเขารวมได
การถวายภัตตาหารเพล ควรใหคนอื่นทําแตสามารถเตรียมได
การเคลื่อนศพ คริสตชนสามารถรวมได
การถวายปจจัยและการกรวดน้ํา ควรคนอืน่ ทําแทน
การทอดผาบนเมรุ คริสตชนควรใหคนอืน่ ทําแทน
การวางดอกไมจันทนสามารถทําได

- การถวายผาบังสกุล
ปจจุบันคาทอลิกมีหนาที่ ตําแหนงการงานทางราชการ หลายทานจําเปนที่ตองเขารวมงานกับพี่นอ ง
พุทธ เพราะฉะนั้นควรจะปฏิบัติดังนี้
การทอดผาอาจแบงออกๆไดเปน 2 ชวง
• การสวดอภิธรรม และการไหวศพ คริสตชนสามารถทําได
• การทอดผาปาในวันเผา สามารถเขารวมพิธีได แตทอดผาบังสุกุลไมได
ข) ศาสนาพิธีในวันสําคัญทางศาสนา
โดยปกติศาสนพิธีจะเปนเรือ่ งของพุทธศาสนิกชนเทานัน้ คริสตชนไมควรไปเกีย่ วของ ดังนั้น
คําแนะนํานี้ไวสําหรับผูมีบทบาทหนาที่ที่เกี่ยวของและจําเปนเทานัน้
6.2.1 พิธีทําบุญตักบาตร
การทําบุญตักบาตรรเปนพิธีของพุทธศาสนิกชนแตก็มิไดมีขอหามตอศาสนิกชนอื่น และถือเปน
การทําบุญสรางความดีใหกับตัวเอง พรอมกับอุทิศใสวนกุศลใหผูลวงลับ
• คริสตชนทั่วไปไมสามารถตักบาตรตามรูปแบบที่เปนจารีตแบบพุทธได
• คริสตชนที่มีตําแหนงหนาทีค่ วรใหคนอืน่ ทําแทน
• ในกรณีคูแตงงานตางคนตางถือ คนที่ถือสามารถทําได คนที่ไมถือก็สามารถ
เตรียมใหได
สําหรับโรงเรียนสามารถเชิญพระมาบิณฑบาตที่หนาบริเวณโรงเรียนได โดยที่ครู นักเรียนพุทธตักบาตรไป
ค) วันสําคัญทางศาสนา
เชน วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเขาพรรษา วันออกพรรษา วันมาฆบูชา วันธรรมสวนะ
พิธีกรรมที่เกี่ยวขอกับศาสนานั้นไมสามารถปฏิบัติได สวนที่สามารถทําได เชน

97

- การปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ภาวนา ฟงพระธรรมเทศนา สามารถอยูรวมได
- การเวียนเทียน เปนพิธีกรรมของพุทธ ไมควรเขารวมพิธีนี้
- การแหเทียนเขารวมได
ง) ประเพณีวันสําคัญทางศาสนาตามทองถิ่น
- ประเพณีอุทิศสวนกุศลแดผูลวงลับ
การถวายสลากภัต (อาหารถวายพระโดยการจับสลาก) แตละภาคก็เรียกชื่อตางกัน เชนทางภาคเหนือ
เรียกวาประเพณีตานกวยสลาก ภาคกลางเรียกวาถวายขาวกระยาสารท ภาคใตเรียกวาประเพณีชิงเปรต ภาค
อีสานเรียกวาประเพณีบุญสาก
แนวทางปฏิบตั ิของคริสตชนคือ สําหรับการเตรียมการตาง ๆ นั้นสามารถเขารวมได แตสําหรับ
พิธีกรรมที่วัดนั้นเปนกิจกรรมของพุทธ คริสตชนควรยกเวน
- ประเพณีไหลเรีอกลไฟ (ไหลเฮือไฟ)
จัดขึ้นในวันที่ 15 ค่ําเดือน 11 หรือ ราวเดือนตุลาคม ถือเปนวันสิ้นสุดการจําพรรษา เปนเวลาที่ตอง
ลาพรรษา
แนวปฏิบตั ิของคริสตชนคือ ประเพณีนเี้ ปนเทศกาลทองถิ่น เพื่อความสุกสนานราเริง แมจะ
เกี่ยวของกับศาสนาพุทธบาง แตเปนกิจกรรมที่ทํานอกวัด ไมมีพิธีกรรมทางศาสนา เพราะฉะนั้นคริสตชน
สามารถเขารวมได
จ) วันนักขัตฤกษ
- ประเพณีสงกรานต
เปนวันขึ้นปใหมของไทยทีย่ ึดถือกันมาชนานแลว จนกลายเปนวัฒนธรรมประจําชาติ และบงบอก
ถึงลักษณะของความเปนไทย ก็มีขั้นตอนหลายอยางเหมือนกัน เชนการทําบุญ การสรงน้ํา กอกองทราย
ฯลฯ
แนวปฏิบตั ิของคริสตชนคือ ตักบาตรรไมได แตการสรงน้ําพระภิกษุ การรดน้ําขอพรผูใหญ กอ
เจดียทราย ปลอยนกปลอยปลา การเลนน้ําสงกรานต สามารถทําได
- ประเพณีลอยกระทง
เปนประเพณีที่มีมายาวนานเชนกัน โดยมีวัตถุประสงค เพื่อขมาพระแมคงคา เพื่อบูชาพระผูเปน
เจาตามคติของพราหมณ เพือ่ บูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจาทีห่ าดทราย เพื่อบูชาพระจุฬามณีบน
สวรรค เพื่อบูชาทาวพรหม เพื่อบูชาพระอุปคุต และเพื่อลอยทุกขโศกไหลไปตามน้าํ

98

แนวทางปฏิบตั ิของคริสตชน คริสตชนสามารถเขารวมได โดยอธิษฐานตามแบบคริสต
6.2 หมวดที่ 2 แนวทางปฏิบตั ิของคาทอลิกตอประเพณี-ศาสนพิธีของชาวไทยเชื้อสายจีน
ก) วันตรุษจีน
เปนวันขึ้นปใหมของจีน มีกระบวนการหลายขั้นตอน
พิธีบางอยางอาจขัดตอความเชื่อของ
คาทอลิก จึงควรพิจารณาเปนประเด็นไป
- การไหวบรรพบุรุษ ถือวาเปนการแสดงความกตัญูตอ บรรพบุรุษ การไหวขอพรผูใหญเปนสิ่งดี
งาม คริสตชนสามารถทําได
- การไหวเทพเจาแหงโชคลาภ การไหวเจาที่และผีไมมีญาติ ไมสามารถปฏิบัติได
ข) การกินเจ
แนวคิดของคาทอลิกคือ คริสตชนควรใหความเคารพตอเทศกาลนี้ของชาวจีน คริสตชนมีเรื่องของ
การถือศีลอดเชนกัน คริสตชนกินเจได แตไมสามารถไหวเจาได เพราะขัดตอความเชื่อ
ค) การไหวเจา
การไหวเจแปนพิธีเสริมสิริมงคล ขอใหเทพเจาคุมครอง แตคริสตชนทําไมได แตการไหวบรรพบุ
รานั้นทําได เพราะเปนการระลึกถึงบรรพบุรุษที่ลวงลับไปแลว ปกติคริสตชนทําอยูแลว แตเปนสาระของ
คาทอลิก
ง) พิธีกงเต็ก
เปนการทําบุญใหแกผูตายตามพิธีของนักบวชในพุทธศาสนาแหงนิกายจีนหรือญวน หรือการอุทิศ
ใหแกผูตาย
ดังนั้นคริสตชนสามารถเขาไปรวมได ในกรณีของการสมรสแบบตางคนตางถือ
จ) วันเซ็งเมง
หมายถึงการไหวบบรพบุรุษที่ลวงลับไปแลวของจีน ดังนั้นคริสตชนที่สมรสกับชาวจีนควรปฏิบัติ
ดังนี้
- สามารถชวยจัดเตรียมสิ่งของในการไหว แตที่ทําไมไดคือ การไหวเจาที่แปะกง ไหวเทพยดาฟา
ดิน

99

ช) การเสี่ยงเซียมซี
การเสี่ยงเซียมซีเปนกิจกรรมหนึ่งที่ทํานายโชคชะตา บนบานศาลกลาวตามศาลเจาตาง ๆ ดังนัน้ คริ
สตชนไมสามารถเสี่ยงเซียมซีได
6.3 พุทธศาสนากับวัฒนธรรมไทย
ศาสนาและวัฒนธรรมบางครั้งก็แยกกันอยู แตบางครั้งก็เปนหนึ่งเดียวกัน โดยเฉพาะวัฒนธรรม
ไทย เพราะวัฒนธรรมไทยกับศาสนาพุทธนั้นไปดวยกัน ฉะนั้นในการพูดถึงวัฒนธรรมไทยก็จาํ เปนที่ตอง
อะไรคือสิ่งที่เปน
พูดถึงศาสนาพุทธดวย เพราะเราจะไดยินเสมอวาเมืองไทยเปนเมืองพุทธศาสนา
เอกลักษณของวัฒนธรรมไทย
วัฒนธรรม
หมายถึงสิ่งที่ทําใหเจริญงอกงามแกหมูค ณะ
วิถีชีวิตของหมูคณะ วัฒนธรรมจึงเปน
องคประกอบสําคัญของมนุษย ทั้งนี้วฒ
ั นธรรมครอบคลุมเกือบทุกสิ่งที่เกี่ยวของกับมนุษยและการดําเนิน
ชีวิตของมนุษย โดยเหตุทปี่ ระเทศไทยมีพุทธศาสนาเปนศาสนาประจําชาติมาตั้งแตอดีตกาล วัฒนธรรม
ไทยจึงมีพนื้ ฐานบนหลักคําสอนของศาสนาพุทธ77
วัฒนธรรม คือ วิถีชีวิต
- ไดมาจากการเรียนรูหลังการเกิด
- มิใชเปนสัญชาติญาณ
- ไมใชของเกา
อารยธรรม คือ วัฒนธรรมที่สูงวกวาและซับซอนกวา78
ลักษณะสําคัญของวัฒนธรรมไทย
1. มีความเปนระเบียบเรียบรอยในการแตงกายตามกาลเทศะที่เหมาะสม
2. มีขั้นตอนในการปฏิบัติตอผูใหญ
3. ใหความสําคัญแกเรื่องของจิตใจ
4. มีความสามารถในการประกอบอาชีพและรักษาคุณภาพของการแระกอบอาชีพ
5. มีรูปแบบวรรณกรรมและศีลปกรรมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
6. มีศีลปะการแสดง
7. มีความรักในเกียรติของความเปนไทย
77

รศ. สิวลี ศิริไล ศาสนาสัมพันธ เลม 1 บาทหลวง ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ รวบรวม กรุงเทพมหานคร บางปะกอก
การพิมพ 2537 หนา 106
78
พณ. ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ เอกสารการบรรยายในการสัมมนาศาสนาสัมพันธครั้งที่ 27 ที่ สังฆมณฑลนครราชสีมา
26-28 กันยายน 2551

100

หลักธรรมของพุทธศาสนาที่เขามาเกี่ยวของ
ศีล 5 ธรรม 5
ศีล 5 คือ - เจตนางดเวนจากการฆาสัตวตดั ชีวิต
ธรรม 5 คือ
- เจตนางดเวนการลักทรัพย
- เจตนางดเวนการประพฤติผิดประเวณี
- เจตนางดเวนจากการพูดปด
- งดเวนจากสุราเมรัย
สมาธิ - การพัฒนาฝกจิตใจใหอยูในภาวะสงบ
ปญญา - ศาสนธรรม สวนแกนคือ ไตรลักษณ - อนิจจา ทุกขัง อนัตตา
อริยสัจจ 4 - ทุกข สมุทัย นิโรค มรรค79

79

- เมตตา
- สัมมาอาชีวะ
- กามสังวร
- สัจจะ
- สติ

ผศ. สุภาพรรณ ณ บางชาง " พุทธศาสนากับวัฒนธรรมไทย" สัมมนาศาสนสัมพันธ เลมที่ 1 เรียบเรียง
บาทหลวง ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ กรุงเทพ บางปะกอกการพิมพ จํากัด 2537 หนา 57