You are on page 1of 7

มิตรแท้ มิตรเทียม

http://www.elib-online.com/doctors48/mental_friend001.html

วันมาฆบูชาเวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่ งของปี นี้ตรงกับ วันพุธ ที่ 23


กุมภาพันธ์ ขึ้น 15 ค่่า เดือน 3
ความส่าคัญของวันนี้ เพราะมีปรากฏการณ์อันน่ าอัศจรรย์เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใคร
คาดคิดมาก่อน เป็ นวันที่ถึงพร้อมด้วยองค์สี่ ที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิ บาต” คือ
1. ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 3 พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์
2. พระภิกษุ 1,250 รูป มาเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
3. พระภิกษุทัง้ 1,250 รูป เป็ นพระอรหันต์
4. พระอรหันต์เป็ น “เอหิภิกขุ” เพราะได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้า
ในวันนี้เองที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประกาศหลักปฏิบัติ รากฐานส่าคัญของพุทธ
ศาสนา เพื่อให้พระอรหันต์น่าไปเผยแผ่ ได้แก่ “โอวาทปาฏิโมกข์” ซึ่งมีหลาย
เรื่องที่ถือได้ว่า เป็ นเรื่องส่าคัญของการประพฤติปฏิบัติของบุคคลทัว
่ ไป ที่เรา
ได้ยินอย่บ
ู ่อย ๆ คือ 1. ละเว้นความชัว
่ 2. ประกอบแต่ความดี 3. ท่าจิตใจให้
บริสุทธิ ์
แต่ค่าสอนในทางพุทธศาสนาไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องหลัก ๆ เท่านั น
้ พระพุทธองค์
ยังทรงมีพระธรรมค่าสอนมากมายที่สามารถน่ ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ่าวัน
ของเรา
วันมาฆบูชาปี นี้จึงขอฝากให้ทุก ๆ ชีวิตในบ้านเราเอาค่าสอนเกี่ยวกับเรื่อง
“มิตร” ไปขบคิดพิจารณา เพื่อหาทางเสริมสร้างความสุขในชีวิตด้วยการมีมิตรดี
ๆ ไว้คบหาสมาคมอย่างใกล้ชิดสนิ ทสนม ย่อมท่าให้ชีวิตรื่นรมย์แน่ นอน
ในทางพุทธศาสนาจ่าแนกแยกแยะมิตรออกเป็ น มิตรแท้กับมิตรเทียม โดยมี
รายละเอียดของมิตรแท้มิตรเทียมไว้อย่างน่ าสนใจ

ศาสนาพุทธแบ่ง มิตรแท้ ออกเป็ น 4 คุณลักษณะ คือ


1. มิตรมีอุปการะ
คนเราเมื่อได้ช่ ือว่าเป็ นมิตรกัน ต้องรู้จักแบ่งปั นให้กันและกันบ้าง
การแบ่งปั นให้กันนี้ไม่ใช่แค่ให้สิ่งของสนองน่้ าใจกันเล็ก ๆ น้ อย ๆ คนที่กล้าพูด
ได้ว่า เป็ นมิตรกันต้องพร้อมจะอุปการะมิตรเมื่อความจ่าเป็ นในชีวิตเกิดขึ้น เช่น
มิตรแท้ของเราคนหนึ่ ง อาจมีความจ่าเป็ นต้องไปท่างานไกลในต่างแดน แถม
แฟนก็หนีหายไป อาจจะฝากให้เราช่วยอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้ ถ้าเราคิดว่าพอมี
ก่าลังจะท่าได้ก็ควรท่า เพื่อตอกย่้าถึงความเป็ นมิตรแท้ที่มีต่อกัน เป็ นต้น
2. มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข
เมื่อเป็ นมิตรแท้กัน ต้องพร้อมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลเห็นใจกันในยามทุกข์ ไม่ใช่พอ
มีทุกข์ก็ทิ้ง พอมีสุขก็วิ่งเข้าหา แบบนี้ไม่เรียกว่าเป็ นมิตรแท้ต่อกัน
3. มิตรแนะนำ าประโยชน์
ประโยชน์ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของคนเรามีอยู่มากมายในหลายรูปแบบ
ประโยชน์ หลายอย่างก็แอบซ่อนอย่โู ดยที่เราอาจไม่รู้ แต่ผู้ที่ได้ช่ ือว่าเป็ นมิตรแท้
ต่อกัน ควรช่วยแนะน่ าสิ่งดี ๆ มีประโยชน์ ให้กันและกัน เพื่อรังสรรค์สิ่งดี ๆ ให้มี
ขึ้นกับคนที่เรารักในฐานะมิตรแท้ ย่อมเพิ่มพูนความเป็ นมิตรแท้ให้แน่ นอนยิ่ง
ขึ้น
4. มิตรอนุเคราะห์
เป็ นมิตรแท้ต่อกันถ้าไม่อนุเคราะห์เกื้อกูลกันบ้าง คงจะอ้างว่าเป็ นมิตรแท้ของ
กันและกันไม่ได้
การอนุเคราะห์ไม่จ่าเป็ นต้องรอให้มิตรเกิดเคราะห์แล้วจึงอนุเคราะห์ เราควรจะ
อนุเคราะห์เมื่อเราอยู่ในสถานะที่จะอนุเคราะห์ได้ ในสิ่งที่มิตรยังขาดหรืออาจไม่
ต้องรอให้มิตรร้องขอ
เพราะการอนุเคราะห์ สิ่งที่ขาดโดยไม่ได้ขอจะก่อเกิดความรักความผูกพันกัน
เพิ่มหลายเท่าพันทวี
นี่ คือสิ่งที่มิตรแท้ควรมีต่อกันในเรื่องการอนุเคราะห์

คราวนี้เรามาเจาะถึงคุณลักษณะของมิตรเทียมดูบ้าง พุทธศาสนาวางไว้ 4
คุณลักษณะเช่นกัน คือ
1. มิตรปอกลอก
คนประเภทนี้มักมีวิธีพูดจาหว่านล้อมให้เราหลงเชื่อว่า จะได้ประโยชน์ แบบนี้
แบบนั น
้ ที่แท้มีวาระซ่อนเร้นอยู่ในใจหวังได้ประโยชน์ จากเรามากกว่า กว่าจะรู้
ความจริงเราอาจหมดเนื้ อหมดตัวไปแล้วก็ได้
2. มิตรดีแต่พูด
ถ้าสังเกตดูให้ดีจะมีเพื่อนมิตรอยู่ประเภทหนึ่ งที่ดีแต่พูด มีทัง้ พูดสรรเสริญ
เยินยอเราเกินจริง พอ ๆ กับพูดติฉินนิ นทาเราลับหลังจนคนฟั งเข้าใจผิดคิดว่า
เราเป็ นเช่นนั น
้ จริง ๆ
มิตรประเภทนี้ค่อนข้างอันตรายเพราะมักจะอยู่ข้างกาย เขาจะไม่พูดถึงขัน

ท่าลาย แต่ก็นับเป็ นตัวอันตรายที่ควรห่างไกลไว้หน่ อยก็ดี
3. มิตรหัวประจบ
มิตรประเภทนี้จะท่าดีกับเราทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เป็ นการท่าดีที่เรียกว่า “เวอร์”
ถ้าเราเซ่อซ่าบ้าจี้เห็นดีเห็นงาม ไปกับความกล้าประจบประแจงแสร้งท่าของคน
ประเภทนี้ ก็อาจจะถูกชี้น่าให้เราถล่าท่าอะไรไปผิด ๆ โดยคิดว่าท่าถูกเพราะมี
ลูกยุจากคนที่เป็ นมิตรเทียม ควรเตรียมตัว เตรียมใจอยู่ห่างไว้หน่ อยก็ดี
4. มิตรชวนไปในทางเสียหาย
ความหมายของมิตรที่มีคุณลักษณะแบบนี้ แทบไม่ต้องมีค่าอธิบายอะไรมาก
ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณไม่รู้ว่าทางเสียหายคืออะไร ก็อาจจะหลงเดินตามไป แต่ถ้ารู้
แล้วยังเดินตาม ก็เตรียมรับกรรมกันไปก็แล้วกัน

เรื่องของ มิตรแท้มิตรเทียม นี้เป็ นสิ่งที่เราเจอะเจออยู่แล้วในชีวิตประจ่าวัน


เพียงแต่เราไม่ทันคิดให้ละเอียดกันเท่านั น

เนื่ องในวันส่าคัญทางพุทธศาสนาที่ก่าลังจะมาถึงอีกไม่อีกวันนี้ จึงขอให้ทุก ๆ
คน ในทุก ๆ บ้านที่ต้องมีมิตร คิดให้รอบคอบ ก่อนจะมอบ ความไว้วางใจ ให้
ใครเข้ามาในชีวิตในฐานะ มิตร ของเรา
เลือกเอาเองให้ดีๆ จะมีมิตรแท้หรือมิตรเทียม!

มิตรแท้ ๔ มิตรเทียม ๔
http://www.geocities.com/peera_pin/page9.html
ค่าว่า มิตร มีรากศัพท์ค่าเดียวกับค่าว่า เมตตา ซึ่งมีความหมายว่า
ความรักใคร่ห่วงใยปรารถนาให้ผู้อ่ ืนเป็ นสุข เพราะฉะนั น
้ ค่าว่า มิตรจึงหมายถึง
ผู้ที่รักใคร่ชอบพอกัน ปรารถนาดีต่อกัน กล่าวคือมีความเมตตาทัง้ ทางกาย
วาจา ใจ ต่อกันทัง้ ต่อหน้ าและลับหลัง ค่าว่ามิตรนั น
้ มักมีค่าที่ใช้แทนกันหลาย
ค่า
เช่น สหาย แปลว่า ผู้ไปด้วยกันมีความคิดเห็นเหมือนกัน สขา แปลว่า เพื่อน คือ
ผู้คบกันค้น
ุ เคยสนิ ทสนม มิตรมี ๒ จ่าพวกใหญ่คือ มิตรแท้ และมิตรเทียม
มิตรแท้ ๔
มิตรแท้มี ๔ ประเภท คือ
๑.มิตรมีอุปการะ ได้แก่ เพื่อนที่มีบุญคุณ มีลักษณะเป็ นผู้ใหญ่คอยคุ้มครอง
ป้ องกันเพื่อนของตน ทัง้ เป็ นที่พ่ ึงของเพื่อนได้ มีลักษณะ
โดยสรุป ๔ ประการ ดังนี้คือ
- ป้ องกันเพื่อนผู้ประมาท หมายถึง มิตรที่ช่วยป้ องกันชีวิตชื่อเสียง
และเกียรติยศของเพื่อน
- ป้ องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาท หมายถึง มิตรที่คอย
แนะน่ าห้ามปรามเพื่อนเมื่อเห็นเพื่อนใช้จ่ายทรัพย์สมบัติไปในทางอบายมุข
หรือลงทุนที่มีการเสี่ยงเกินไป
- เมื่อมีภัยเป็ นที่พ่ึงพำานั กได้ หมายถึง มิตรที่คอยอุปการะช่วยเหลือ
เมื่อเพื่อนตกทุกข์ เมื่อเพื่อนมีภัยก็ให้การคุ้มครองป้ องกัน
- เมื่อมีธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก หมายถึง มิตรที่
ช่วยเหลือเพื่อน เมื่อเพื่อนมีความจ่าเป็ นต้องใช้เงิน ออกปากขอยืมเงิน ก็
ตอบสนองด้วยดี เสนอให้ยืมเกินกว่าที่ขอยืม ไม่แสดงความโลภออกมา
๒.มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ได้แก่ เพื่อนสนิ ทเหมือนญาติ ไว้วางใจกัน คอยช่วย
เหลือเกื้อกูลกัน มีลักษณะโดยสรุป ๔ ประการ
- ขยายความลับของตนแก่เพื่อน หมายถึง ต่างฝ่ ายต่างเผยความลับ
ของตนแก่เพื่อน ถ้าความลับนัน
้ มีจุดอ่อนหรือปมด้อยก็ช่วยกันแก่ไข และ
เป็ นการให้ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
- ปิ ดความลับของเพื่อนมิให้แพร่หลาย หมายถึง มิตรที่มีความ
จริงใจต่อเพื่อนรักษาน่้ าใจซึ่งกันและเอาไว้โดยการไม่เปิ ดเผยความลับของเพื่อน
ไม่ให้ผู้อ่ ืนรู้
- ไม่ละทิ ้งยามวิบัติหมายถึง เมื่อเวลาที่เพื่อนตกทุกข์ได้ยากก็คอย
ช่วยเหลือไม่ละทิ้ง
- แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้ หมายถึง เมื่อเวลาที่เพื่อนตกอยู่ใน
อันตราย ก็เข้าช่วยเหลือถึงแม้ตัวเองจะต้องเสี่ยงชีวิตก็ตาม
๓.มิตรแนะนำ าประโยชน์ ได้แก่ เพื่อนทีค
่ อยแนะน่ าแต่ในทางที่ดี มีลักษณะ
เหมือนครู ลักษณะของเพื่อนเช่นนี้มีอยู่ ๔ ประการ คือ
-ห้ามไม่ให้ทำาชั่ว หมายถึง เห็นเพื่อนท่าความชัว
่ เพราะความไม่รู้
หรือความประมาทคึกคะนองก็เข้าห้ามปรามแสดงถึงเหตุผล ให้เพื่อนมี หิริ คือ
ความรังเกียจต่อความชัว
่ และ โอตตัปปะ ความเกรงกลัวผลของความชัว

-แนะนำ าให้ทำาแต่ความดี หมายถึง นอกจากห้ามไม่ให้เพื่อนท่าชัว
่ แล้ว
ยังสอนเพื่อนให้รจ
ู้ ักคุณความดีสอนให้ประพฤติดี
-ให้ฟังในสิ่งที่ยังไม่เคยทำา หมายถึง ถ้าเพื่อนยังไม่มีความรู้ในทาง
หลักธรรมคุณความดีกฎแห่งกรรมมากนั กก็เล่าให้เพื่อนฟั ง
-บอกทางสวรรค์ให้ ทางสวรรค์ หมายถึง ทางไปสู่อนาคตอันสดใส
ด้วยการแสวงหาความรู้หรือปั ญญา
๔.มิตรมีความรักใคร่ ได้แก่ เพื่อนประเภทสหาย มีลักษณะส่าคัญ ๔ ประการ
คือ
-ทุกข์ ทุกข์ ด้วย หมายถึง เมื่อเห็นเพื่อนมีความทุกข์ไม่ว่าทางใด ทาง
กายใจ ก็ให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน ปลอบโยน แสดงถึงความเห็นอกเห็น
ใจ
-สุข สุข ด้วย หมายถึง มิตรที่เห็นเพื่อนมีความสุขไม่ว่าทางกายหรือ
ทางใจก็พลอยยินดีกับเพื่อนด้วย เข้าไปแสดงความยินดีด้วย
-โต้เถียงผู้ที่ติเตียนเพื่อน หมายถึง เมื่อเห็นคนอื่นติเตียนเพื่อนของ
เรา ไม่ว่าต่อหน้ าและลับหลัง ก็ช่วยพูดจาชี้แจงให้เข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อนไม่
ให้เพื่อนเสียหาย
-รับรองคนพูดสรรญเสริญเพื่อน หมายถึง เมื่อเห็นคนพูดจาชมเชย
เพื่อนก็พูดจาสนั บสนุน

มิตรเทียม ๔
มิตรเทียม มาจากค่าว่า มิตรปฏิรูป ซึ่งอาจมีความหมายว่า คนเทียม
เป็ นมิตรหรือคนปลอมเป็ นมิตร ซึ่งมี ๔ ประเภทคือ
๑.คนปอกลอก คนประเภทนี้ไม่ใช่มิตรแต่แสดงตัวว่าเป็ นมิตร ซึ่งหวังผล
ประโยชน์ จากคนที่คบด้วย ซึ่งมี ๔ ประเภทคือ
-คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว คือ คนที่เอาเปรียบ
-เสียน้ อย คิดเอาให้มาก คือ เมื่อในกรณีที่ทีการลงทุนจะเสียน้ อยแต่
พอได้รับประโยชน์ หรือผลตอบแทนแล้ว จะรับเอาแต่มาก
-เมื่อมีภัยแก่ตัว จึงรับทำากิจของเพื่อน คือ ตามปกติคนประเภทนี้จะ
ไม่ยอมข่วยเหลือใคร แต่เมื่อตนประสบปั ญญาแล้วจึงมาแกล้งแสดงตัวเป็ น
มิตร
-คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ ส่วนตัว คือ คนประเภทนี้เป็ นคน
เห็นแก่ตัวเมื่อคบเพื่อนคนใดแล้วก็จะเห็นแต่ประโยชน์ ส่วนเท่านั น

๒.คนดีแต่พูด คนดีแต่พูดไม่ถึงกับใช่คนหลอกลวง แต่เป็ นกะล่อน ขอให้ได้พด

พูดในสิ่งที่ไม่เป็ นประโยชน์ ส่วนมากเป็ นเรื่องไร้สาระมี ๔ ประเภทคือ
-เก็บของล่วงแล้วมาปราศรัย คือ พววกที่คอยเรียกร้องความสนใจ
ส่วนใหญ่แล้วจะเอาเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตมาพูด
-อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศรัย คือ พวกที่ชอบพูดในเรื่องของ
อนาคต พูดในท่านองการพยากรณ์ ท่าตัวเป็ นผู้รอบรู้
-สงเคราะด้วยสิ่งที่หาประโยชน์ มิได้ คือ ถ้าช่วยเหลือคนทีค
่ บกันอยู่
ก็จะช่วยเหลือแบบเล่น ให้สิ่งที่ไม่มีประโยชน์
-ออกปากพึ่งมิได้ คืด เมื่อเพื่อนต้องการพึ่งเพราะมีความเดือดร้อน
บางอย่าง ก็บ่ายเบี่ยงแบ่งรับแบ่งสู้
๓.คนหัวประจบ คนหัวประจบเป็ นคนที่คอยตามใจเพื่อน ให้เพื่อนเป็ นผู้น่าส่วน
ตนนั น
้ ท่าตัวเป็ นผู้ตาม เพราะหวังผลประโยชน์ ไม่ว่าสิ่งใดก็สิ่งหนึ่ ง
คนจ่าพวกนี้มีอยู่ ๔ ประเภทคือ
-จะทำาชั่วก็คล้อยตาม คือ เมื่อเห็นเพื่อนท่าชัว
่ ก็ไม่ห้ามปราม กลับ
ช่วยสนั บสนุน
-จะทำาดีก็คลอยตาม คือ เมื่อเพื่อนท่าดีก็เห็นด้วยคอยสนั บสนุนเอาใจ
เพื่อน
-ต่อหน้ าว่าสรรญเสริญ คือ คอยยกย่องเพื่อนต่อหน้ าเพื่อเอาใจเพื่อน
-ลับหลังนิ นทาเพื่อน คือ เมื่อเพื่อนไม่เห็น ไม่ได้ยิน กลับนิ นทาว่าร้าย
ต่างๆ
๔.คนชักชวนในทางฉิ บหาย คนชักชวนในทางฉิบหาย คบเพื่อนเพื่ออาศัย
เพื่อนเป็ นเครื่องมือหาความสนุกเพลิดเพลินของตน มีลักษณะ ๔ ประการคือ
-ชักชวนดื่มนำ ้าเมา คือ ชักชวนให้เพื่อนดื่มสุราเมรัยซึ่งเป็ นโทษทัง้ ต่อ
ตนเองและผู้อ่ ืน
-ชักชวนเที่ยวกลางคืน เช่น เที่ยวตามสถานบริการบันเทิงต่างๆ
-ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น คือ เล่นกีฬาหรือเล่นเกมต่างๆที่มีการ
พนั นอยู่ด้วย
-ชักชวนเล่นการพนั น หมายถึง การเล่นการพนั นล้วนๆ