บทที่ 3

วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์
3.1 ความหมายของคอมพิวเตอร์
หากพิจารณาตามคำาศัพท์ภาษาอังกฤษ คำาว่า "คอมพิวเตอร์" ควร
แปลว่า ผู้คำานวณ ซึ่งหมายถึง อุปกรณ์ท่ีใชูในการคำานวณ เช่น การบวก
ลบ ค้ณ หาร ถูาจะยึดความหมายนี้ คอมพิวเตอร์จะไม่มีลักษณะอะไรที่
แตกต่างไปจากเครื่องคิดเลขธรรมดา ความจริงแลูวเครื่องคอมพิวเตอร์มี
คุณลักษณะและความสามารถที่ดีกว่าเครื่องคิดเลขหลายเท่า ดังนั้ นการ
ใหูความหมายของคอมพิวเตอร์จึงเป็ น
"คอมพิวเตอร์ คือ เครื่องคำานวณอิเล็กทรอนิ กส์มีการทำางานแบบ
อัตโนมัติ ทำาหนูาที่เหมือนสมองกล สามารถแกูปัญหาต่างๆ ทั้งที่ง่าย
และซับซูอนตามคำาสัง่ ของโปรแกรม ขั้นตอนการทำางานจะประกอบดูวย
การรับโปรแกรมและขูอม้ลในร้ปแบบที่เครื่องสามารถรับไดู แลูวทำาการ
คำานวณ เคลื่อนยูายขูอม้ล เปรียบเทียบ จนกระทัง่ ไดูผลลัพธ์ตามที่
ตูองการ"
จากความหมายจะเห็นว่า เครื่องคอมพิวเตอร์มีอุปกรณ์ที่สามารถ
รับขู3อม้
ลาง คือ
ทำางานไดู
อย่

ประมวลผล

แสดงผลลัพธ์

1. รับโปรแกรมและข้อมูล โปรแกรมในที่น้ ี หมายถึงชุดของคำาสัง่ ที่
จะใหูคอมพิวเตอร์ทำางาน ซึ่งเราเรียกว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส่วน
ขูอม้ลนั้ นอาจจะเป็ นตัวเลขหรือตัวอักษรที่ตูองการใหูคอมพิวเตอร์ทำาการ
ประมวลผล

2. ทำาการประมวลผล หมายถึง การจัดระเบียบแบบแผนของ
ขูอม้ล เพื่อใหูไดูผลลัพธ์ตามที่ตูองการ ซึ่งทำาไดูโดยการคำานวณ เปรียบ
เทียบ วิเคราะห์โดยใชูส้ตรทางวิทยาศาสตร์หรือคณิ ตศาสตร์ วิธีการต่าง
ๆ เหล่านี้ ทำาไดูโดยอาศัยคำาสัง่ หรือโปรแกรมที่เขียนขึ้น
3. แสดงผลลัพธ์ คือ การนำาผลลัพธ์ท่ีไดูจากการประมวลผลเสร็จ
เรียบรูอยแสดงออกในร้ปแบบต่างๆ ทีผ
่ ู้ใชูเขูาใจและนำาไปใชูประโยชน์
ไดู

ประเภทของคอมพิวเตอร์ ถูาจำาแนกตามลักษณะวิธีการทำางาน
ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์แลูว สามารถแบ่งไดูเป็ นสองประเภทใหญ่ ๆ
คือ
3.1.1 แอนะล็อกคอมพิวเตอร์ (Analog Computer)
แอนะล็อกคอมพิวเตอร์ เป็ นเครื่องคำานวณอิเล็กทรอนิ กส์ท่ีไม่ไดูใชู
ตัวเลขเป็ นหลักของการคำานวณ ไมูบรรทัดคำานวณถือเป็ นตัวอย่างหนึ่ ง
ของแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ โดยใชูไมูบรรทัดที่มีขีดแสดงตำาแหน่งของ
ตัวเลข การคำานวณจะใชูไมูบรรทัดหลายอันมาประกบรวมกัน เพื่อหา
ผลลัพธ์ เช่น การค้ณ จะเป็ นการเลื่อนไมูบรรทัดหนึ่ งไปตรงตามขีด
ตัวเลขที่เป็ นตัวตั้งและตัวค้ณในไมูบรรทัดหนึ่ ง แลูวไปอ่านผลค้ณที่ขีด
ตัวเลขซึ่งอย่้บนอีกไมูบรรทัดหนึ่ งแอนะล็อกคอมพิวเตอร์แบบ
อิเล็กทรอนิ กส์จะใชูหลักการทำานองเดียวกัน โดยแรงดันไฟฟู าแทนขีด

ตัวเลขตามแนวยาวของไมูบรรทัด

ไมูบรรทัดคำานวณที่ใชูในอดีตและ
ไมูบรรทัดคำานวณในปั จจุบัน
แอนะล็อกคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็ นวงจรอิเล็กทรอนิ กส์ท่ีแยก
ส่วนทำาหนูาที่เป็ น ตัวกระทำาและเป็ นฟั งก์ชันทางคณิ ตศาสตร์ จึงเหมาะ
สำาหรับงานคำานวณทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่อย่้ในร้ปของสมการ
คณิ ตศาสตร์ เช่น การจำาลองการบิน การศึกษาการสัน
่ สะเทือนของตึก
เนื่ องจากแผ่นดินไหว ขูอม้ลตัวแปรนำาเขูาอาจเป็ นอุณหภ้มิความเร็วหรือ
ความดันอากาศ ซึ่งจะตูองแปลงใหูเป็ นค่าแรงดันไฟฟู า เพื่อนำาเขูาแอนะ
ล็อกคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ท่ีไดูออกมาเป็ นแรงดันไฟฟู ากับเวลาซึ่งตูอง
แปลงกลับไปเป็ นค่าของตัวแปรที่กำาลังศึกษา
ในปั จจุบันไม่ค่อยพบเห็นแอนะล็อกคอมพิวเตอร์เท่าไรนั กเพราะ
ผลการคำานวณมี ความละเอียดนูอย ทำาใหูมีขีดจำากัดใชูไดูกับงานเฉพาะ
บางอย่างเท่านั้ น

3.1.2 ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (Digital Computer)
คอมพิวเตอร์ท่พ
ี บเห็นทัว่ ไปในปั จจุบัน จัดเป็ นดิจิทัลคอมพิวเตอร์
แทบทั้งหมด ดิจิทัลคอมพิวเตอร์เป็ นเครื่องคำานวณอิเล็กทรอนิ กส์ท่ีใชู
หลักการทางตัวเลข หลักการคำานวณไม่ใช่แบบไมูบรรทัดคำานวณ แต่เป็ น
แบบล้กคิด โดยแต่ละหลักของล้กคิดคือ หลักหน่วย หลักสิบ หลักรูอย
และส้งขึ้นไปเรื่อยๆ เป็ นระบบเลขฐานสิบที่แทนตัวเลขสิบตัว คือ
ตัวเลขศ้นย์ถึงเกูาตามระบบตัวเลขที่ใชูในชีวิตประจำาวัน
ค่าตัวเลขของการคำานวณในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะแสดงเป็ นหลัก
เช่นเดียวกัน แต่เป็ นระบบเลขฐานสองที่มีสัญลักษณ์ตัวเลขเพียงสองตัว
คือเลขศ้นย์กับเลขหนึ่ งเท่านั้ นโดยสัญลักษณ์ตัวเลขทั้งสองตัวนี้ แทน
ลักษณะการทำางานภายในซึ่งเป็ นสัญญาณไฟฟู าที่ต่างกัน การคำานวณ
ภายในดิจิทัลคอมพิวเตอร์จะเป็ นการประมวลผลดูวยระบบเลขฐานสอง
ทั้งหมด ดังนั้ นเลขฐานสิบที่เราใชูและคูุนเคย จะถ้กแปลงไปเป็ นระบบ
เลขฐานสอง ผลลัพธ์ท่ีไดูก็จะเป็ นเลขฐานสอง ซึ่งคอมพิวเตอร์จะแปลง
เป็ นเลขฐานสิบก่อนจึงจะแสดงผลใหูผู้ใชู

ล้กคิด

3.2 วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์
จุดเริม
่ ตูนในการคิดคูนเครื่องคอมพิวเตอร์น้ ั นเกิดจากความ
ตูองการในการนั บและคิดคำานวณของมนุ ษย์ โดยในยุคแรกคือช่วงคริสต์
ศักราช 1200 การคิดคำานวณยังไม่ซับซูอน ในประเทศจีนมีการใชู
อุปกรณ์ช่วยในการนั บที่เรียกว่าล้กคิด (abacus) ต่อมาเมื่อมนุ ษย์ตูองการ
การคิดคำานวณที่ซับซูอน และตูองอาศัยเครื่องมือช่วยงานที่มีความสมา
รถหลากหลาย จึงไดูมีการพัฒนาเครื่องช่วยคำานวณที่ซับซูอนแลูว
กูาวหนูาขึ้นตามลำาดับ จนกระทัง่ ในยุคปั จจุบันเรามีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่
มีความสามารถในการคำานวณงานและประยุกต์ใชูงานไดูหลายประเภท
เช่น การสื่อสาร การประมวลผลขูอม้ลหรือแมูแต่ใหูความบันเทิง
นอกจากนั้ นร้ปลักษณ์ของคอมพิวเตอร์ยังพัฒนาจนมีขนาดเล็กง่ายต่อ
การพกพา
การพัฒนาเครื่องคำานวณเป็ นไปอย่างต่อเนื่ องและน่าสนใจ เรา
สามารถแบ่งลักษณะของเครื่องคำานวณที่สรูางสรูางขึ้นไดูเป็ น 2 ช่วง คือ
ช่วงแรกที่เครื่องคำานวณมีการทำางานเป็ นกลไกแบบเครื่องจักรกลและ
ค่อย ๆ พัฒนาถึงปั จจุบันคือช่วงที่เครื่องคำานวณหรือเครื่องคอมพิวเตอร์
มีการทำางานโดยใชูไฟฟู าทั้งหมด

เครื่องคำานวณปาสคาล
ที่คิดคูนโดยเบลส ปาสคาล
ในช่วงแรกที่มีการพัฒนาเครื่องคำานวณที่ทำางานแบบเครื่องจักรกล
เครื่องคำานวณที่มีช่ ือเสียง ใชูคำานวณการบวกลบเลขที่แทูจริง ชื่อว่า
เครื่องคำานวณปาสคาล (Pascal calculator) ที่ประดิษฐ์ข้ ึนโดยนั ก
คณิ ตศาสตร์ชาวฝรัง่ เศสชื่อ เบลส ปาสคาล (Blaise Pascal) และต่อมา
นั กคณิ ตศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ กอดฟริด ฟอน ไลบ์นิช (Gottfried Von
Leibnitz) ไดูประดิษฐ์เครื่องคำานวณที่มีความสามารถในการค้ณ หาร และ
หารากที่สองไดู ชื่อว่าเครื่องคำานวณสเต็ป เรคคอนเนอร์ (Stepped
Reckoner)

เครื่องคำานวณสเต็ป เร็ค
คอนเนอร์ของกอดฟริด ฟอน ไลบ์นิช
เมื่อความรู้ดูานคณิ ตศาสตร์พัฒนาต่อไป นั กคณิ ตศาสตร์ตูองการ
เครื่องมือที่มีความสามารถมากขึ้นเพื่อช่วยในการคำานวณ ในปี พ.ศ.
2343 นั กคณิ ตศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อว่าชาร์ลส์ แบบเบจ (Charlas
Babbage) ซึ่งไดูรบ
ั การยกย่องว่าเป็ นบิดาแห่งคอมพิวเตอร์ไดูพัฒนา

เครื่องคำานวณที่เรียกว่า ดิฟเฟอร์เรนซ์เอนจิน (difference engine) ที่
สามารถคำานวณตัวเลขของตารางคณิ ตศาสตร์ เช่น ตรีโกณมิติและ
ลอการิทึมไดูและต่อมาไดูพัฒนาเป็ นเครื่องคำานวณที่มีหลักการทำางาน
ใกลูเคียงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ในปั จจุบัน โดยนำาบัตรเจาะร้เขูามาช่วย
ในการทำางาน ตั้งแต่ควบคุมกระบวนการทำางานจนกระทัง่ ใชูเป็ นหน่วย
ความจำา และมีวงลูอหมุนเรียกว่า มิล(mill)เป็ นหน่วยคำานวณเพื่อใหูไดู
ผลลัพธ์ เครื่องคำานวณแบบนี้ ถือไดูว่าเป็ นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรก
ของโลกและมีช่ ือว่าแอนาไลติคอลเอนจิน (analytical engine)

ดิฟเฟอร์เรนเชียลเอนจิน

แอ

นาไลติคอลเอนจิน
ที่คิดคูนโดยชาร์ลส์ แบบเบจ
กดิฟเฟอเรนเชียลเอนจิน

ที่พัฒนามาจา

จากนั้ นมา การพัฒนาเครื่องคำานวณยังคงมีต่อมาเรื่อยๆ จนมีการ
พัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใชูไฟฟู าในการทำางาน โดยเริม
่ ตูนใชูหลอด
สุญญากาศเป็ นองค์ประกอบของวงจรไฟฟู า และจุดนี้ เองนั บเป็ นจุดเริม

ตูนในการนั บแบ่งยุคของคอมพิวเตอร์ เป็ นคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ท่ีเป็ น
วงจรอิเล็กทรอนิ กส์ลูวน ๆ และถูาแบ่งยุคของคอมพิวเตอร์สมัยใหม่น้ ี
ออกตามลักษณะโครงสรูางและเทคโนโลยีจะแบ่งไดูดังต่อไปนี้

3.2.1 ยุคหลอดสุญญากาศ
ยุคนี้ อย่้ระหว่าง พ.ศ.2488 – 2501 เครื่องคอมพิวเตอร์ยุคนี้ ใชู
หลอดสุญญากาศ (vacuum tube) ซึ่งเป็ นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิ กส์ขนาดท่า
หลอดไฟฟู าตามบูานเป็ นองค์ประกอบหลักของวงจรไฟฟู า และใชูบัตร
เจาะร้ในการเก็บขูอม้ลและคำาสัง่ ที่ใหูคอมพิวเตอร์ทำางาน และใชูดรัมแม่
เหล็ก (magnetic drum) เป็ นหน่วยความจำาหลัก ดรัมแม่เหล็กทำาดูวย
วงแหวนแม่เหล็กขนาดเล็ก ๆ เท่าหัวเข็มหมุดจำานวนมากมาย
วงแหวนเหล่านี้ ถ้กรูอยดูวยเสูนลวดเล็ก ๆ เหมือนการรูอยล้กปั ด หรือ
หนูาต่างมูุงลวดที่มีวงแหวนคลูองอย่้ท่ีจุดตัดของเสูนลวด หน่วยความ
จำาหลักนี้ จะเก็บขูอม้ลเฉพาะในขณะที่มีการประมวลผลเท่านั้ น
คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ มีความเร็วในการทำางานอย่้ในหน่วยหนึ่ งในพันวินาที

(millisecond)
ในระยะแรก จุดประสงค์ของการสรูางเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้
เพื่อช่วยในงานวิจัยดูานวิทยาศาสตร์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็ น
อิเล็กทรอนิ กส์เครื่องแรกมีช่ ือว่า อินิแอค (Electronic Number
Integrator and Calculator : ENIAC) ไดูรบ
ั การพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ.
2486 เป็ นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประกอบดูวยหลอดสุญญากาศประมาณ
18,000 หลอด ทำาใหูมข
ี นาดใหญ่และนำ้าหนั กมาก ต่อมาในปี 2491 ไดูมี
การพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่สามารถใชูงานทางธุรกิจ ชื่อว่า
ย้นิแวค (Universal Automatic Company : UNIVAC) ทั้งนี้ เพื่อใชูช่วย
ในการสำารวจสำามะโนประชากร
การสัง่ งานคอมพิวเตอร์ยุคนี้ ในระยะแรกจะใชูภาษาเครื่อง ซึ่งเป็ น
รหัสตัวเลขที่ทำาใหูใชูงานลำาบาก จึงไดูมีการคิดคูนภาษาสัญลักษณ์
(symbolic language) ขึ้นช่วยงาน โดยใชูภาษาชนิ ดเขียนคำาสัง่ เป็ นภาษา
อังกฤษก่อนและจึงใชูตัวแปลภาษาแปลงเป็ นภาษาเครื่องอีกครั้งหนึ่ ง
ปั ญหาของคอมพิวเตอร์ท่ีใชูหลอดสุญญากาศ นอกจากขนาดและ
นำ้าหนั กที่มากแลูว ยังมีปัญหาเรื่องความรูอน เนื่ องจากหลอดดังกล่าว
ตูองใชูพลังงานส้งทำาใหูเกิดความรูอนจากการใชูงานส้ง และไสูหลอดขาด
ง่าย ทำาใหูมีการพัฒนาอุปกรณ์อ่ ืนขึ้นใชูงานแทน

หลอด
สุญญากาศ

3.2.2 ยุคทรานซิสเตอร์

ยุคนี้ อย่้ระหว่าง พ.ศ. 2502 - 2506 เครื่องคอมพิวเตอร์ยุคนี้ ใชู
ทรานซิสเตอร์ (transistor) เป็ นองค์ประกอบหลักของวงจรไฟฟู าแทนหล
อดสุญญกาศ โดยผู้ท่ีคิดคูนทรานซิสเตอร์คือนั กวิทยาศาสตร์สามคนของ
หูองปฏิบัติการเบลล์ (Bell Laboratories) แห่งสหรัฐอเมริกา ไดูแก่ บาร์
ดีน (J.Bardeen) แบรทเทน (H.W.Brattain) และชอคเลย์
(W.Shockley) การใชูทรานซิสเตอร์ในการผลิตคอมพิวเตอร์แทนหลอด
สุญญกาศทำาใหูตัวคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงกว่าเดิมมาก โดย
ทรานซิสเตอร์ท่ีพัฒนาขึ้นเป็ นครั้งแรกมีขนาด 1 ใน 100 ของหลอดส้ญ
ญากาศเท่านั้ น นอกจากขนาดเล็กแลูวยังมีคุณสมบัติท่ีดีอีกหลายประการ
คือ ไม่เปลืองกระแสไฟฟู า ไม่ตูองใชูเวลาอุ่นเครื่องเมื่อแรกเปิ ดเครื่อง

ทำาใหูเครื่องคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพและความเร็วเพิ่มขึ้น จนกระทัง่
สามารถบวกจำานวน 2 จำานวนไดูในเวลาประมาณหนึ่ งในลูานวินาที
(microsecond) โดยที่ทรานซิสเตอร์เป็ นปั จจัยในการเปลี่ยนแปลง
เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิ กส์ท่ีสำาคัญยิ่ง จึงทำาใหูนักวิทยาศาสตร์ท้ ังสามคน
ไดูรบ
ั รางวัลโนเบล

ขนาดของวงจรทรานซิสเตอร์

วงจร

ทรานซิสเตอร์ท่ีไดูรบ

เมื่อเทียบกับหลอดสุญญากาศ

การพัฒนามา

เรื่อย ๆ
นอกจากจะมีวิวัฒนาการเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์แลูว ยังมีการ
พัฒนาภาษาที่ใชูกับเครื่องคอมพิวเตอร์อีกดูวย ในยุคนี้ มีการใชูภาษาแอส
เซมบลี (Assembly Language) ซึ่งเป็ นภาษาที่ใชูคำาย่อเป็ นคำาสัง่ แทน
รหัสตัวเลข ทำาใหูการเขียนโปรแกรมสะดวกขึ้น หลังจากนี้ ก็มีการพัฒนา

ภาษาระดับส้ง คือ ภาษาที่เขียนเป็ นประโยคที่คนสามารถเขูาใจไดูง่าย
เช่นในกลางปี พ.ศ. 2498 เริม
่ มีการใชูภาษาฟอร์แทรน (FORmular
TRANstator : FORTRAN) ในงานทางดูานคณิ ตศาสตร์และ
วิศวกรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2502

มีการพัฒนาภาษาโคบอล

(Common Business Oriented Language : COBOL) ใชูในทางดูาน
ธุรกิจ ทั้งสองภาษานี้ ยังมีใชูกับเครื่องคอมพิวเตอร์ถึงปั จจุบัน
ในปี พ.ศ. 2505 มีการนำาชุดจานแม่เหล็กที่ถอดเปลี่ยนไดูมาใชู
บันทึกขูอม้ลแทนการใชูเทปแม่เหล็ก เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ใชูกับ
คอมพิวเตอร์ยุคนี้ ทำาใหูค่าใชูจ่ายในการใชูคอมพิวเตอร์ถ้กลงและทำาใหู
ธุรกิจต่าง ๆ เริม
่ นำาคอมพิวเตอร์มาใชูในกิจการมากขึ้น
3.2.3 ยุควงจรรวม
ยุคนี้ อย่้ระหว่าง พ.ศ. 2507 – 2512 เป็ นยุคที่มีการพัฒนาวงจรไอ
ซี (Integrated Circuit : IC) ซึ่งเป็ นการบรรจุวงจรอิเล็กทรอนิ กส์จำานวน
มากลงบนแผ่นซิลิคอนเล็ก ๆ เช่น แผ่นซิลิคอน
ขนาดเล็กกว่า 1/8 ตารางนิ้ ว สามารถบรรจุช้ ินส่วนอิเล็กทรอนิ กส์ไดู
หลายรูอยวงจร ไอซีจึงเขูามาทำาหนูาที่แทนทรานซิสเตอร์ เนื่ องจากมี
คุณสมบัติเด่น 4 ประการคือ
1. มีความเชื่อถือไดู หมายความว่า ไม่ว่าจะใชูงานกี่ครั้งกี่หน ก็จะ
ไดูผลออกมาเหมือนเดิม คอมพิวเตอร์ท่ีใชูหลอดสุญญากาศจะเกิดการ
ขัดขูองโดยเฉลี่ยแลูวทุกๆ 15 วินาที ส่วนไอซีมีปัญหาเช่นนี้ นูอยมาก
คือ 1 ครั้ง ใน 23 ลูานชัว่ โมง

2. มีความกระชับ เนื่ องจากวงจรไดูถ้กย่อส่วนใหูเล็กทำาใหูอุปกรณ์
มีขนาดเล็กกระทัดรัด มีความเร็วในการทำางานเพิ่มมากขึ้น เพราะวงจร
อย่้ใกลูกันมากระยะเวลาในการเดินทางของกระแสไฟฟู าจะนูอยลง
3. ราคาถ้ก เนื่ องจากมีการผลิตเป็ นปริมาณมาก ๆ ทำาใหูตูนทุนถ้ก
ลง
4. ใชูพลังงานไฟฟู านูอย ทำาใหูประหยัด
ใน พ.ศ. 2507 บริษัทไอบีเอ็ม นำาคอมพิวเตอร์รุ่น 360 ออกส่้
ตลาด ซึ่งถือว่าเป็ นการเริม
่ ยุคที่สามของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์รุ่น
360 นี้ ไดูออกแบบมาเพื่อใชูงานไดูท้ ังทางวิทยาศาสตร์และทางธุรกิจที่ใชู
หลักการซึ่งมีลักษณะเด่นหลายประการ เช่น ประการแรกเครื่องรุ่นนี้ มี
ดูวยกันหลายแบบตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ แต่ละแบบใชูภาษา
เดียวกัน ทำาใหูผู้ใชูสามารถเปลี่ยนจากเครื่องเล็กเป็ นเครื่องใหญ่ไดูง่าย
ประการที่สองเครื่องรุ่นนี้ เริม
่ นำาระบบปฏิบัติการขนาดใหญ่มาใชูเป็ น
ตัวกลางในการควบคุมการติดต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ

ขนาดของวงจรรวมที่รวมวงจรอิเล็กทรอ
นิ ส์นับรูอยตัวเทียบกับเหรียญเงิน
3.2.4 ยุควีแอลเอสไอ
จากวงจรไอซีไดูมีการพัฒนาวงจรรวมความจุส้งหรือ แอลเอสไอ

(Large Scale Integrated Circuit : LSI) ขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ.2513
ทำาใหูสามารถบรรจุวงจรทรานซิสเตอร์จำานวนหลายพันตัวลงบนแผ่น
ซิลิคอนขนาด 1/6 ตารางนิ้ ว นั บเป็ นการเริม
่ ยุคที่ส่ีของคอมพิวเตอร์ซ่ึง
อย่้ระหว่าง พ.ศ.2513 – 2532 และในปี พ.ศ. 2518 สามารถเพิ่ม
ปริมาณวงจรหลายหมื่นวงจรลงบนซิลิคอนขนาดเท่าเดิม เรียกว่า วงจร
รวมความจุส้งมากหรือ วีแอลเอสไอ (Very Large Scale Integrated
Circuit : VLSI) จากการประดิษฐ์วีแอลเอสไอสามารถนำามาสรูางเป็ น
ไมโครโพรเซสเซอร์ ซึ่งทำาหนูาที่เป็ นหน่วยประมวลผลกลางหรือซีพีย้
(Central Processing Unit : CPU) ของคอมพิวเตอร์ และสามารถลด
ขนาดของคอมพิวเตอร์ใหูเล็กลงจนสามารถตั้งบนโต๊ะทำางานในสำานั กงาน
หรือพกพาไปในที่ต่างๆ เหมือนกระเป๋ าหิ้วไดู เรียกเครื่องคอมพิวเตอร์ท่ี
เกิดในยุคนี้ ว่าไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer) นอกจากนี้ ยัง
สามารถนำาวงจรวีแอลเอสไอมาสรูางเป็ นหน่วยความจำารองที่สามารถเก็บ
ขูอม้ลในระหว่างที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทำางานไดู ทำาใหูไดูหน่วยความจำาที่
มีความจุมากขึ้น ประสิทธิภาพในการทำางานของคอมพิวเตอร์ยุคนี้ จะมี
การพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนคอมพิวเตอร์นอกจากช่วยงานคำานวณแลูวยัง
สามารถทำางานเฉพาะทางอื่นๆ ไดูมากกว่าช่วยงานคำานวณ เช่น การนำา
เสนอขูอม้ลแบบสื่อประสม

วงจรวีแอลเอสไอที่รวมทรานซิสเตอร์ไดูนับพันตัวไวูบน
แผ่นซิลิคอนที่มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับมือคน
นอกจากการพัฒนาในระบบฮาร์ดแวร์แลูว ในยุคนี้ ยังมีการพัฒนา
ระบบซอฟต์แวร์ใหูมีขีดความสามารถส้งขึ้นมาก มีการพัฒนาระบบ
ปฏิบัติการที่มีการติดต่อกับผู้ใชูในร้ปของกราฟิ กที่เรียกว่า จีย้ไอ
(Graphic User Interface : GUI) แทนการติดต่อแบบรายคำาสัง่
(command line interface)ที่เป็ นการพิมพ์คำาสัง่ ทีละคำาสัง่ เพื่อสัง่ งาน
คอมพิวเตอร์ทำางานเช่นในอดีต ปั จจุบันเริม
่ มีการใชูเมาส์ในการสัง่ งาน
คอมพิวเตอร์ และยังมีการพัฒนาซอฟต์แวร์สำาเร็จช่วยงานจำานวนมาก
ทั้งที่เป็ นงานสำานั กงานทัว่ ไปและงานเฉพาะทาง เช่น ซอฟต์แวร์ประมวล
คำา ซอฟต์แวร์ตารางทำางาน ซอฟต์แวร์นำาเสนอ ซอฟต์แวร์เหล่านี้ ก็จะมี
การติดต่อกับผู้ใชูแบบจีย้ไอ ทำาใหูการใชูงานคอมพิวเตอร์ทำาไดูง่ายและ
สะดวกขึ้น การใชูงานคอมพิวเตอร์จึงไดูรบ
ั ความนิ ยมส้งขึ้นมากในยุคนี้

ไมโครโพรเซสเซอร์และหน่วยความจำา
ในเครื่องคอมพิวเตอร์

กราฟแสดงพัฒนาการของวงจรรวมที่เป็ นส่วนประกอบหลักใน
คอมพิวเตอร์

จากร้ป แสดงพัฒนาการของวงจรรวมที่นำาไปสรูางเป็ นหน่วย
ประมวลผลกลางของเครื่องคอมพิวเตอร์ต้ ังแต่รุ่น 8086 เรื่อยไปจนถึง
ไมโครโพรเซสเซอร์เพนเทียมและความคาดหวังในอนาคต โดยจากภาพ
แกน X แทนปี คริศตศักราชที่มีการคิดคูนไมโครโพรเซสเซอร์แต่ละรุ่น
และแกน Y แสดงจำานวนทรานซิสเตอร์ท่ีบรรจุลงบนแผ่นซิลิคอน
3.2.5 ยุคเครือข่าย
หลังจากที่มีการคิดคูนวงจรวีแอลเอสไอขึ้นแลูวใชูหน่วยประมวล
ผลกลางและหน่วยความจำาหลักในคอมพิวเตอร์แลูว การพัฒนาวงจรวี
แอลเอสไอก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่ องและรวดเร็ว จนในปั จจุบันสามารถ
บรรจุทรานซิสเตอร์ลงบนแผ่นซิลิคอนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นเป็ น 2 เท่า
ทุกๆ 18 เดือน เป็ นผลใหูคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นอย่าง

รวดเร็ว เมื่อคอมพิวเตอร์ในปั จจุบันสามารถทำางานไดูเร็วขึ้น ประมวลผล
ขูอม้ลไดูทีละมากๆ ทำางานไดูหลายงานพรูอมกัน รวมทั้งสามารถแสดง
ผลในร้ปของสื่อประสมไดู ความนิ ยมนำาคอมพิวเตอร์มาช่วยงานจึงขยาย
วงกวูางอย่างรวดเร็วและในทุกวงการ ยุคนี้ จะมีความพยายามในการ
ประยุกต์ใชูคอมพิวเตอร์กับงานหลายประเภท เช่น มีความพยายามนำา
คอมพิวเตอร์มาช่วยในการตัดสินใจและแกูปัญหาใหูดีย่ิงขึ้น โดยจะมีการ
เก็บความรอบรู้ต่าง ๆ เขูาไวูในเครื่อง สามารถเรียกคูนและดึงความรู้ท่ี
สะสมไวูมาใชูงานใหูเป็ นประโยชน์ คอมพิวเตอร์ยุคนี้ เป็ นผลจากวิชาการ
ในแขนงที่เรียกว่าปั ญญาประดิษฐ์ ประเทศต่าง ๆ ทัว่ โลกไม่ว่าจะเป็ น
สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรปกำาลังสนใจคูนควูาและ
พัฒนาทางดูานนี้ กันอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ในยุคนี้ ก็มีการพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อใหู
คอมพิวเตอร์ท่ีเชื่อมต่อกันอย่้ในเครือข่ายสามารถใชูทรัพยากรร่วมกัน
และแลกเปลี่ยนขูอม้ลระหว่างกันไดู โดยเริม
่ จากการทำางานเป็ นกลุ่ม
(work group) ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ในกลุ่มเดียวกันสามารถใชูอุปกรณ์
รอบขูาง เช่น เครื่องพิมพ์ร่วมกันไดู สามารถเรียกใชูขูอม้ลที่อย่้ในเครื่อง
อื่นในกลุ่มไดู โดยใชูเครือข่ายทูองถิ่น ซึง่ จะเชื่อมคอมพิวเตอร์นับรูอย
เครื่องที่อย่้ภายในบริเวณเดียวกัน เช่น ในอาคารเดียวกัน หรือระหว่าง
อาคารที่อย่้ในรั้วเดียวกันเขูาดูวยกัน
จากความสะดวกของการทำางานบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำาใหู
เทคโนโลยีน้ ี ไดูรบ
ั ความนิ ยมส้งมาโดยตลอด มีผลใหูการพัฒนาและการ

ประยุกต์ใชูงานบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาก ไม่ว่าจะเป็ นการจัดการ
ขูอม้ลหรือการคิดคำานวณ ดังจะเห็นไดูว่ามีการพัฒนาขีดความสามารถ
ของอุปกรณ์ต่อเชื่อมในเครือข่าย เช่น มีการพัฒนาสายเชื่อมโยงใหูมี
ความทนทานและสามารถส่งขูอม้ลไดูมากขึ้น การพัฒนาขีดความ
สามารถของเครื่องแม่ข่ายในระบบใหูมีหน่วยความจำามากขึ้นและ
ประมวลผลไดูเร็วขึ้น
สำาหรับการพัฒนาดูานซอฟต์แวร์ จะเห็นไดูว่าในปั จจุบันมีการ
พัฒนาโปรแกรมสำาหรับการติดต่อสื่อสารในหลายร้ปแบบ ไม่ว่าจะ
เป็ นการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิ กส์ การพ้ดคุยหรือเล่นเกมแบบออนไลน์
การนำาเสนอขูอม้ลผ่านทางเว็บ การกรอกขูอม้ลหรือสมัครงานผ่านเว็บ
และการพัฒนาระบบพาณิ ชย์อิเล็กทรอนิ กส์ท่ส
ี ามารถทำาการซื้ อขายผ่าน
ทางอินเทอร์เน็ต

ยุคเครือข่ายช่วยใหูผู้ใชูจากทุกส่วนของโลกสามารถ
สื่อสารและแลกเปลี่ยนขูอม้ลร่วมกันไดู

3.3 ชนิ ดของคอมพิวเตอร์

พัฒนาการทางคอมพิวเตอร์ไดูกูาวหนูาไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่ อง

จากอดีตเป็ นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิ กส์ท่ีใชูหลอดสุญญากาศขนาดใหญ่ ใชู
พลังงานไฟฟู ามาก และอายุการใชูงานตำ่า เปลี่ยนมาใชูทรานซิสเตอร์ท่ี
ทำาจากชิ้นซิลิคอนเล็ก ๆ ใชูพลังงานไฟฟู าตำ่า และผลิตไดูจำานวนมาก

ราคาถ้ก ต่อมาสามารถสรูางทรานซิสเตอร์จำานวนหลายแสนตัวบรรจุบน

ชิ้นซิลิคอนเล็กๆ เป็ นวงจรรวมที่เรียกว่า ไมโครชิป (microship) และใชู
ไมโครชิปเป็ นชิ้นส่วนหลักที่ประกอบอย่้ในคอมพิวเตอร์ ทำาใหูขนาดของ
คอมพิวเตอร์เล็กลง

ไมโครชิปที่มีขนาดเล็กนี้ สามารถทำางานไดูหลายหนูาที่ เช่น ทำา

หนูาที่เป็ นหน่วยความจำาสำาหรับเก็บขูอม้ล ทำาหนูาที่เป็ นหน่วยควบคุม

อุปกรณ์รบ
ั เขูาและส่งออก หรือทำาหนูาที่เป็ นหน่วยประมวลผลกลาง ที่

เรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ (microprocessor)ไมโครโพรเซสเซอร์หมาย
ถึงหน่วยงานหลักในการคิดคำานวณ การบวก ลบ ค้ณ หาร การเปรียบ

เทียบ การดำาเนิ นการทางตรรกะ ตลอดจนการสัง่ การเคลื่อนยูายขูอม้ล
จากที่หนึ่ งไปยังอีกที่หนึ่ ง

การพัฒนาไมโครชิปที่ทำาหนูาที่เป็ นไมโครโพรเซสเซอร์มีการกระทำา

อย่างต่อเนื่ องทำาใหูมีคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ ที่ดีกว่าเกิดขึ้นเสมอ จึง
เป็ นการยากที่จะจำาแนกชนิ ดของคอมพิวเตอร์ออกมาอย่างชัดเจน
เพราะเทคโนโลยีไดูพัฒนาอย่างรวดเร็ว ขีดความสามารถของ

คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กอาจมีประสิทธิภาพส้งกว่าคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
แต่อย่างไรก็ตามพอจะจำาแนกชนิ ดคอมพิวเตอร์ตามสภาพการทำางาน
ของระบบเทคโนโลยีท่ีประกอบอย่้และสภาพการใชูงานไดูดังนี้
1. ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer)

2. สถานี งานวิศวกรรม (engineering workstation)

3. มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)

4. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer)

5. ซ้เปอร์คอมพิวเตอร์ (super computer) หรือ คอมพิวเตอร์

ประสิทธิภาพส้ง (high performance computer)
3.3.1 ไมโครคอมพิวเตอร์

ไมโครคอมพิวเตอร์เป็ นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก บางคน

เห็นว่าเป็ นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใชูงานส่วนบุคคล จึงมีการเรียกอีกชื่อ

หนึ่ งว่า พีซี (Personal Computer : PC) สามารถใชูเป็ นเครื่องต่อเชื่อม

ในเครือข่าย หรือใชูเป็ นเครื่องปลายทาง (terminal) ซึ่งอาจจะทำาหนูาที่
เป็ นเพียงอุปกรณ์รบ
ั และแสดงผลสำาหรับปู อนขูอม้ลและด้ผลลัพธ์ โดย
ดำาเนิ นการประมวลผลบนเครื่องอื่นในเครือข่าย

อาจจะกล่าวไดูว่าไมโครคอมพิวเตอร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มี

หน่วยประมวลผลกลางเป็ นไมโครโพรเซสเซอร์ ใชูงานง่าย ทำางานใน

ลักษณะส่วนบุคคล สามารถแบ่งแยกไมโครคอมพิวเตอร์ตามขนาดของ
เครื่องไดูดังนี้

1) คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (desktop computer) เป็ นไมโคร

คอมพิวเตอร์ท่ีมีขนาดเล็กไดูรบ
ั การออกแบบมาใหูต้ ังบนโต๊ะ มีการแยก
ชิ้นส่วนประกอบเป็ น ซีพีย้ จอภาพ และแผงแปู นอักขระ

2) โนูตบุ๊คคอมพิวเตอร์ (notebook computer) เป็ นไมโคร

คอมพิวเตอร์ท่ีมีขนาดเล็กสามารถหิ้วพกพาไปในที่ต่างๆ ไดูเหมือน
กระเป๋ า มีน้ ำาหนั กประมาณ 1.5 – 3 กิโลกรัม เครื่องคอมพิวเตอร์

ประเภทนี้ มีประสิทธิภาพการทำางานเหมือนเครื่องแบบตั้งโต๊ะทัว่ ไป
จอภาพแสดงผลเป็ นแบบราบ

3) ปาล์มท็อปคอมพิวเตอร์ (palmtop computer) เป็ นไมโคร

คอมพิวเตอร์แบบพกพาที่มีขนาดเล็กสามารถใส่กระเป๋ าเสื้ อไดู ใชู

สำาหรับทำางานเฉพาะอย่าง เช่น เป็ นพจนานุ กรม เป็ นสมุดจดบันทึก
ประจำาวัน บันทึกการนั ดหมายและการเก็บขูอม้ลเฉพาะบางอย่างที่
สามารถพกติดตัวไปมาไดูสะดวก

ไมโครคอมพิวเตอร์ประเภทตั้งโต๊ะ

เครื่องคอมพิวเตอร์ปาล์มท็อป

ไมโครคอมพิวเตอร์โนูตบุ๊ก

3.3.2 สถานี งานวิศวกรรม

ผู้ใชูสถานี งานวิศวกรรม ส่วนใหญ่เป็ นวิศวกร นั กวิทยาศาสตร์

สถาปนิ ก และนั กออกแบบ สถานี งานวิศวกรรมมีจุดเด่นในเรื่องกราฟิ ก
การสรูางร้ปภาพและการทำาภาพเคลื่อนไหว การเชื่อมโยงสถานี งาน

วิศวกรรมรวมกันเป็ นเครือข่ายทำาใหูสามารถแลกเปลี่ยนขูอม้ลและใชู
งานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์หลายบริษัทไดูพัฒนาซอฟต์แวร์สำาเร็จ

สำาหรับใชูกับสถานี งานวิศวกรรมขึ้น เช่น โปรแกรมการจัดทำาตูนฉบับ

หนั งสือ การออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิ กส์ งานจำาลองและคำานวณทาง

วิทยาศาสตร์ งานออกแบบทางดูานวิศวกรรมและการควบคุมเครื่องจักร

สถานี ฐานวิศวกรรม

การซื้ อสถานี งานวิศวกรรมต่างจากการซื้ อเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์

เพราะไมโครคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสามารถใชูซอฟต์แวร์สำาเร็จสำาหรับ

ไมโครคอมพิวเตอร์ไดู และมีลักษณะการใชูงานเหมือนกัน ส่วนการซื้ อ
สถานี งานวิศวกรรมนั้ นยุ่งยากกว่า สถานี งานวิศวกรรมมีราคาแพงกว่า
ไมโครคอมพิวเตอร์มาก การใชูงานก็ตูองการบุคลากรที่มีการฝึ กหัดมา
อย่างดี หรือตูองใชูเวลาเรียนรู้

สถานี งานวิศวกรรม ส่วนใหญ่ใชูระบบปฏิบัติการย้นิกซ์ (UNIX)

ประสิทธิภาพของซีพย
ี ้ของระบบอย่้ในช่วงหลายรูอยลูานคำาสัง่ ต่อวินาที

(Million Instruction Per Second : MIPS) อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ใชู
ซีพีย้แบบริสก์ (Reduced Instruction Set Computer : RISC) ก็
สามารถเพิ่มขีดความสามารถเชิงคำานวณของซีพียส
้ ้งขึ้นไดูอีก
3.3.3 มินิคอมพิวเตอร์

มินิคอมพิวเตอร์เป็ นเครื่องที่สามารถใชูงานพรูอมๆ กันไดูหลายคน

จึงมีเครื่องปลายทางเชื่อมต่อถึงกันไดู มินิคอมพิวเตอร์เป็ นคอมพิวเตอร์
ที่มีราคาส้งกว่าสถานี งานวิศวกรรม นำามาใชูสำาหรับประมวลผลในงาน
สารสนเทศขององค์กรขนาดกลาง จนถึงองค์กรขนาดใหญ่ท่ีมีการวาง

ระบบเป็ นเครือข่ายเพื่อใชูงานร่วมกัน เช่น งานบัญชีและการเงิน งาน
ออกแบบทางวิศวกรรม งานควบคุมการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม

ปั จจุบัน คอมพิวเตอร์ในกลุ่มนี้ เปลี่ยนเป็ นสถานี บริการบนเครือ

ข่ายในร้ปแบบ เซิร์ฟเวอร์ (server) ทั้งนี้ เพราะเซิร์ฟเวอร์เป็ นอุปกรณ์ท่ี
สำาคัญในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร มีหนูาที่ใหูบริการกับ ผู้
ใชูบริการ (client) เช่น ใหูบริการแฟู มขูอม้ล ใหูบริการขูอม้ล ใหูบริการ
ช่วยในการคำานวณและการสื่อสาร

นิ คอมพิวเตอร์

มิ

3.3.4 เมนเฟรมคอมพิวเตอร์

เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ เป็ นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีการ

พัฒนามาตั้งแต่เริม
่ แรก สาเหตุที่เรียกว่า เมนเฟรม คอมพิวเตอร์เพราะ

ตัวเครื่องประกอบดูวยตู้ขนาดใหญ่ที่ภายในตู้มีช้ ินส่วนและอุปกรณ์ต่างๆ
อย่้เป็ นจำานวนมาก แต่อย่างไรก็ตามในปั จจุบันเมนเฟรมคอมพิวเตอร์มี
ขนาดลดลงมาก

เมนเฟรมเป็ นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีราคาส้ง มักอย่้ที่ศ้นย์

คอมพิวเตอร์หลักขององค์กร และตูองอย่้ในหูองที่มีการควบคุมอุณหภ้มิ
และมีการด้แลรักษาเป็ นอย่างดี

เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ไดูรบ
ั การด้แลอย่างดี

ในศ้นย์คอมพิวเตอร์หลักขององค์กร

บริษัทผูผ
้ ลิตเมนเฟรมไดูพัฒนาขีดความสามารถของเครื่องใหูส้ง

ขึ้น ขูอเด่นของการใชูเมนเฟรมอย่้ท่ีงานที่ตูองการใหูมีระบบศ้นย์กลาง
และกระจายการใชูงานไปเป็ นจำานวนมาก เช่น ระบบเอทีเอ็มซึ่งเชื่อม

ต่อกับฐานขูอม้ลที่จัดการโดยใชูเครื่องเมนเฟรม อย่างไรก็ตามขนาดของ
เมนเฟรมและมินิคอมพิวเตอร์ก็ยากที่จะจำาแนกจากกันใหูเห็นชัด

ปั จจุบันเมนเฟรมไดูรบ
ั ความนิ ยมนูอยลง ทั้งนี้ เพราะคอมพิวเตอร์

ขนาดเล็กมีประสิทธิภาพและความสามารถดีข้ ึน ราคาถ้กลง ขณะ

เดียวกันระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็ดีข้ ึนจนทำาใหูการใชูงานบนเครือ
ข่ายกระทำาไดูเหมือนการใชูงานบนเมนเฟรม

3.3.5 ซูเปอร์คอมพิวเตอร์หรือคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง

ซ้เปอร์คอมพิวเตอร์เป็ นเครื่องคอมพิวเตอร์ทเี่ หมาะกับงานคำานวณ

ที่ตูองมีการคำานวณตัวเลขจำานวนหลายลูานตัวภายในเวลาอันรวดเร็ว

เช่น งานพยากรณ์อากาศ ที่ตูองนำาขูอม้ลต่างๆ เกี่ยวกับอากาศทั้งระดับ
ภาคพื้ นดิน และระดับชั้นบรรยากาศเพื่อด้การเคลื่อนไหวและการ

เปลี่ยนแปลงของอากาศ งานนี้ จำาเป็ นตูองใชูเครื่องคอมพิวเตอร์ท่ีมี

สมรรถนะส้งมาก นอกจากนี้ มีงานอีกเป็ นจำานวนมากที่ตูองใชูซ้เปอร์

คอมพิวเตอร์ซ่ึงมีความเร็วส้ง เช่น งานควบคุมขีปนาวุธ งานควบคุมทาง
อวกาศ งานประมวลผลภาพทางการแพทย์ งานดูานวิทยาศาสตร์ โดย

เฉพาะทางดูานเคมี เภสัชวิทยา และงานดูานวิศวกรรมการออกแบบ

ร์ประสิทธิภาพส้ง

คอมพิวเตอ

ซ้เปอร์คอมพิวเตอร์ทำางานไดูเร็ว และมีประสิทธิภาพส้งกว่า

คอมพิวเตอร์ชนิ ดอื่นๆ การที่ซ้เปอร์คอมพิวเตอร์ทำางานไดูเร็วกว่า

เพราะมีการพัฒนาใหูมีโครงสรูางการคำานวณพิเศษ เช่น การคำานวณ
แบบขนาน ที่เรียกว่า เอ็มพีพี (Massively Parallel Processing :

MPP) ซึ่งเป็ นการคำานวณที่กระทำากับขูอม้ลหลาย ๆ ตัวในเวลาเดียวกัน
ดูวยขีดความสามารถของไมโครโพรเซสเซอร์ท่ีสง้ ขึ้นมาก ทำาใหู

ไมโครคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถเชิงการคำานวณไดูส้ง และเพื่อใหู

ระบบคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพส้งจึงมีผู้ออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ท่ี
ใชูไมโครคอมพิวเตอร์ต่อร่วมกันเป็ นเครือข่าย และใหูการทำางานร่วมกัน
ในร้ปแบบการคำานวณเป็ นกลุ่มหรือที่เรียกว่า คลัสเตอร์ (cluster

computer) คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ จึงทำาการคำานวณแบบขนานและ
สามารถคำานวณทางวิทยาศาสตร์ไดูดี

การทำาคลัสเตอร์โดยนำาเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์หลาย

เครื่องมาต่อเชื่อมและทำางานร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมีการประยุกต์คอมพิวเตอร์จำานวนมากบนเครือข่าย

ใหูทำางานร่วมกัน โดยกระจายการทำางานไปยังเครื่องต่างๆ บนเครือข่าย

ทั้งนี้ ทำาใหูประสิทธิภาพการคำานวณโดยรวมส้งขึ้นมาก เราเรียกระบบการ
คำานวณบนเครือข่ายแบบนี้ ว่าคอมพิวเตอร์แบบกริด (grid computer)

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful