บทที่ 5 ความเคนและการแอนตัวของคาน

(Stresses and Deflection of Beams)
5.1 เกริ่นนํา
5.2 การหาสมการของการดัด
5.3 คานที่มีแกนสมมาตรเดียว
5.4 การหาสมการของความเคนเฉือน
5.5 การแอนตัวของคาน
5.6 คานแบบวิเคราะหไมไดดวยวิธีทางสถิตยศาสตร
5.7 คานที่ทําจากวัสดุสองชนิด
กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

1

5.1 เกริ่นนํา (Introduction)
• คานในระบบสองมิติ มีแรงภายในกระทํา 2 ชนิด คือ แรงเฉือนและโมเมนตดัด
• แรงเฉือนทําใหเกิดความเคนเฉือน
• โมเมนตดัดทําใหเกิดความเคนดัด (ความเคนดึงและความเคนกด)
• การหาสมการสําหรับความเคนทั้งสองชนิด จะตั้งสมมุติฐานเพื่อความสะดวก ดังนี้
1. ระนาบของคานยังคงเปนระนาบเหมือนเดิม
2. คานทําจากวัสดุเนือ้ เดียว และเปนไปตามกฎของฮุค (ความเคนไมเกิน
Proportional limit)
3. คาสัมประสิทธิ์ความยืดหยุนของวัสดุ (E) เทากันทั้งการดึงและการกด
4. คานเปนคานตรงและมีขนาดหนาตัดคงที่ตลอดความยาว
5. แรงกระทําตองอยูในระนาบของแนวแกนหลักของหนาตัด และตองตั้งฉากกับ
แนวแกนความยาวของคานดวย
กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

2

5.2 การหาสมการของการดัด (Derivation of flexure formula)
• ความเคนที่เกิดจากโมเมนตดัด เรียกวา ความเคนดัด (Bending or Flexure stresses)
• หลักการในการหาสมการจะเปนลักษณะเดียวกันกับกรณีการหาสมการของการบิด
• เนื่องจากในที่นี้ ถือวาคานมีเฉพาะแรงในแนวตั้งฉากกับความยาวเทานั้น จึงเหลือแรง
ตานทานในหนาตัดของคานเพียง 2 แรงเทานั้น คือ
• โมเมนตดัดคา + จะทําให
คานแอนตัวแบบหงายขึ้น
(ดานบนสั้นลง – ดานลางยืด
ออก)
• มีตําแหนงหนึ่งที่มีความยาว
เทาเดิมเหมือนกอนการ
แอนตัว เรียกระนาบของคานที่มีความยาวเทาเดิมนี้วา ระนาบสะเทิน (Neutral surface)
กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

3

• ระยะยืดของคานที่ระยะ y ใดๆ จากระนาบสะเทิน คือ δ = hk = ydθ
โดยที่ความยาวเดิมกอนที่จะยืดออก คือ L = gh = ef = ρdθ

δ

ydθ y
=
• สมการสําหรับความเครียดที่เกิดขึ้น คือ ε = =
L ρdθ ρ
⎛E⎞
• จากกฎของฮุค (สมมุติฐานขอ 2) จะไดวา σ = Eε = ⎜⎜ ⎟⎟ y
(ก)
⎝ρ⎠
• สมการ (ก) หมายความวา ความเคนดัดแปรผันโดยตรงกับระยะทางจากระนาบ
สะเทิน เพราะเทอมในวงเล็บเปนคาคงที่ (E คงที่ทั้งดานการกดและการดึง ตาม
สมมุตฐิ านขอ 2 และรัศมีความโคงของการแอนตัวมีคา คงที่)
• ขั้นตอนตอไป คือการหาความสัมพันธระหวางความเคนดัดกับคาโมเมนตดดั
กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

4

• ที่หนาตัดใดๆ จะมีแรงเฉือนและโมเมนตดัดตานกับแรงกระทําภายนอกของคาน
• ในหนาตัด จะมีแกนสะเทิน (Neutral axis) ซึ่งคือเสนตรงที่เกิดจากการตัดกันระหวาง
ระนาบสะเทินกับระนาบของหนาตัด ใชสําหรับวัดระยะ y
• เมือ่ คิดสมดุลในแนวแกน x
(ไมมแี รงภายนอกใดๆ) จะได

∫ σ dA = 0
x

• แทนคาจากสมการ (ก) จะได
E
ydA = 0

ρ
โดยจากเรื่องเซ็นทรอยด ทราบวา

∫ ydA = Ay
กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

5

• นั่นคือ

E

ρ

Ay = 0

• จะเห็นวาในสมการนี้ มีเพียง y เทานั้นที่สามารถมีคาเปนศูนยได
• หมายความวา แกนสะเทิน คือ แกนเดียวกันกับแกนเซ็นทรอยดของหนาตัด นั่นเอง
• การคิดสมดุลของแรงในแนวแกน y จะไดสมการของความเคนเฉือน τ xy (หัวขอ 5.4)
• การคิดสมดุลของแรงในแนวแกน z และสมดุลของโมเมนตรอบแกน x และ y ไมมี
ความหมาย (เพราะไมมีแรงภายนอกหรือโมเมนตในแนวแกนนี้ –สมมุตฐิ านขอที่ 5)
• คิดสมดุลของโมเมนตรอบแกน z (แกนสะเทิน) จะไดวา M = M = y (σ dA)

E
• แทนคา จากสมการ (ก) จะได M = ∫ y dA
ρ
• เทอมในเครื่องหมายอินติเกรท คือ โมเมนตความเฉื่อยของพืน้ ที่ (I) รอบแกน z หรือ
1 M
แกนสะเทิน นั่นเอง ดังนั้น
(5.1)
=
ρ EI
r

x

2

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

6

• สมการ (5.1) ใชประโยชนในการหารัศมีความโคงของการแอนตัว ซึ่งแปรผันแบบ
ผกผันกับคาโมเมนตดัด ซึ่งแสดงวา ความโคง (เวาหรือนูน) แปรผันโดยตรงกับคาของ
โมเมนตดัด
• ขอสรุปนี้ สอดคลองกับขอตกลงเรื่องเครื่องหมายของโมเมนตดัด ในบทที่ 4 เปน
อยางดี เพราะความโคงที่เปนบวก คือ การแอนตัวแบบเวาลง
My
σ=
• จากสมการ (ก) และ (5.1) จะได
(5.2)
I

• สมการ (5.2) หมายความวา ที่จุดใดๆ ในหนาตัดหนึ่งๆ ความเคนจะแปรผันโดยตรง
กับระยะทางจากแกนสะเทินของหนาตัด
• ระยะทาง y ใดๆ มีเครื่องหมายเปน บวก ถาวัดลง เครื่องหมายเปน ลบ ถาวัดขึ้น
• ความเคนดัดสูงสุด เกิดขึ้นที่ขอบนอกที่มีระยะไกลที่สุดจากแกนสะเทิน (ระยะ c )
จะไดวา
(5.2ก)
Mc
σ =
I
max

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

7

• สมการ (5.2ก) อาจจะเขียนไดในอีกรูปแบบหนึง่ วา

σ

max

M
M
=
=
I /c S

(5.2ข)

เมื่อ S = I / c คือ Section modulus
ซึ่งมีประโยชนอยางยิ่งในกรณีของคาน
ที่มีหนาตัดขวางคงที่ตลอดความยาว
เพราะสมการนี้แสดงใหเห็นวา
ความเคนดัดสูงสุดจะเกิดขึน้ ที่
ตําแหนงที่มีโมเมนตดัดมากที่สุด
เพียงตําแหนงเดียวเทานั้น

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

8

• จากสมการของความเคนดัด (5.2) จะเห็นไดอยางชัดเจนวา ความเคนดัดบริเวณทีอ่ ยู
ใกลกับแกนสะเทิน จะมีคานอยมากเมือ่ เทียบกับทีข่ อบดานนอก หมายความวา เนื้อวัสดุ
บริเวณดังกลาวนี้ จึงแทบจะไมไดมสี วนชวยในการตานทานการดัด
• เพื่อเปนการประหยัดวัสดุและลดตนทุน จึงมีการทําหนาตัดใหมีแกนกลาง (web) เล็กลง
จากหนาตักสี่เหลี่ยมตามปกติ แตเพิม่ เนื้อวัสดุที่ขอบดานนอกใหมากขึ้น (กวางขึ้น)
• ถาปกกวางมากๆ เรียกวาหนาตัดแบบ
W (Wide flange) ถาปกกวางนอยลงมา
จะเรียกวา S (Short flange) แตสวนมาก
แลวมักจะเรียกวา หนาตัดรูปตัวไอ
หรือ I beam
• การใชหนาตัดแบบนี้ ตองระวังเรือ่ งการโกงของคานออกดานขางดวย (โกงเหมือนเสา)
•ในการออกแบบแลว เมื่อรูค าโมเมนตดดั และกําหนดความเคนที่ปลอดภัย ก็สามารถ
M
เลือกขนาดหนาตัดที่ปลอดภัยได โดย
(5.3)
S≥
σ
กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

a

9

ตัวอยางที่ 5.1
ใหหาคาความเคนดัดสูงสุดของคานที่มแี รงกระทํา และมีขนาดหนาตัด ดังรูป

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

10

ตัวอยางที่ 5.2
คานไมที่มีแรงกระทํา และมีขนาดหนาตัด ดังรูป
ถากําหนดใหความเคนดัดมีคาไดไมเกิน 9 MPa
ก. w ตองมีคาไมเกินเทาใด ถึงจะทําใหแรงเฉือนที่
ตําแหนงแรง P กระทํา มีคาเปนศูนยพอดี และ
ข. แรง P มีขนาดเทาใด

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

11

ตัวอยางที่ 5.3
หนาตัดแบบปกกวาง (W) ที่เบาที่สุด เบอรอะไรที่
จะใชทําคานที่มลี กั ษณะดังรูป เมื่อกําหนดใหความ
เคนดัดมีคาไดไมเกิน 120 MPa
และจากหนาตัดที่เลือกดังกลาว ความเคนจริงใน
คานนี้มีคาเทาใด

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

12

ตัวอยางที่ 5.3 (ตอ)

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

13

5.3 คานที่มีแกนสมมาตรเดียว (Unsymmetrical Beam)
• ในหัวขอ 5.2 คานมีหนาตัดที่มีแกนสมมาตร 2 แกน คือ แกนแนวดิ่ง (ตามแนวแรง
กระทํา) และ แกนแนวราบ (ตั้งฉากกับแนวแรงกระทํา หรือ คือ แกนสะเทินนั่นเอง)
• หนาตัดดังกลาว ไดแก สี่เหลี่ยมมุมฉาก วงกลม หนาตัดแบบปกกวางและปกสั้น เปน
ตน มักจะเปนหนาตัดที่มีความแข็งแรงของการกดและการดึงเทากัน
• วัสดุบางอยาง เชน เหล็กหลอ มีความแข็งแรงภายใตการกดและการดึงไมเทากัน ดังนั้น
จึงตองปรับรูปรางหนาตัดใหเหมาะสมกับสภาพความสามารถของวัสดุและสภาพแรง
กระทําตอคาน จึงไดรูปรางหนาตัดที่มีแกนสมมาตรเพียงแกนเดียว คือแกนแนวดิ่ง
(เปนไปตามเงื่อนไขในสมมุติฐานขอที่ 5)
• หนาตัดในลักษณะนี้ ไดแก รูปตัวที รูปตัวยู เปนตน
• ตําแหนงอันตรายที่สุดของคานที่ตองคํานึงถึง จึงมีอยู 2 แหง คือ โมเมนตบวกมากที่สุด
และ โมเมนตดดั คา ลบ ที่มขี นาดมากที่สุด
กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

14

ตัวอยางที่ 5.4
คานดังรูป ทําจากเหล็กหลอ ซึ่งมีความเคนดึงและกดที่ยอมรับได เปน 30 และ 90 MPa ตามลําดับ
ใหหาขนาดความกวาง b ที่จะทําใหความเคนมี่คาถึงจุดที่ยอมรับไดพอดีทั้ง 2 คา

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

15

ตัวอยางที่ 5.5
ใหหาคาความเคนดึงและกดสูงสุด
ทีจ่ ะเกิดขึ้นในคานทีม่ ลี กั ษณะดังรูป

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

16

ตัวอยางที่ 5.6
คานดังรูป ทําจากเหล็กหลอ ซึ่งมี
ความเคนดึงและกดที่ยอมรับได
เปน 40 และ 100 MPa ตามลําดับ
ใหหาขนาดแรงกระจาย (w)

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

17

5.4 การหาสมการของความเคนเฉือน
(Derivation of Shearing stress)
• สําหรับโมเมนตดัดคาบวกใดๆ ระนาบที่ (2) จะมีคาความเคนกดมากกวาที่ระนาบ (1)
ซึ่งอยูถัดออกไปทางดานซาย เมือ่ โมเมนตดดั ที่ระนาบ (2) มีขนาดมากกวาที่ระนาบ (1)
• ทําใหแรงลัพธรวมในระนาบที่ (2) มีคามากกวาที่ระนาบ (1)
• ผลตางของแรงลัพธนี้ จะสมดุลกับแรงเฉือนตานภายในตามแนวยาวในเทานั้น (เพราะ
ไมมีแรงภายนอกอื่นใดตามแนวยาว – ตามสมมุติฐานขอที่ 5)
• สมการสมดุลของแรง คือ
dF = H 2 − H 1
= ∫ σ 2 dA − ∫ σ 1dA
c

c

y1

y1

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

18

• โดยการแทนคาความเคนดัด จะได

M1 c
M 2 − M1 c
∫y1 ydA − I ∫y1 ydA = I ∫y1 ydA
โดยที่แรงเฉือนตาน คือ dF = τbdx
สวน
dM = M 2 − M 1
ดังนั้น จะได
dM c
τ=
ydA

Ibdx y1
ซึ่งจากบทที่ 4 dM = V
dx
V c
V
VQ
τ = ∫y ydA = A′y =
ดังนั้น
(5.4)
1
Ib
Ib
Ib
M2
dF =
I

c

• การไหลของความเคนเฉือน (Shear flow) เปนผลคูณระหวางความเคนเฉือนกับความ
VQ
กวางของคาน จะได
(5.4ก)
q = τb =
I

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

19

• ความเคนเฉือนในสมการ (5.4) เปนความเคนเฉือนในแนวยาว ซึ่งจากในบทที่ 1
จะเหนีย่ วนําใหเกิดความเคนเฉือนในแนวดิ่งขึ้น
• ความเคนเฉือนทั้ง 2 แนวนี้มขี นาดเทากัน โดย
(5.5)
τ =τ
h

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

v

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

20

• กรณีที่หนาตัดเปนสี่เหลี่ยมมุมฉาก จะได
⎤⎡

V ⎡ ⎛h
V
1⎛h


τ = A′y = ⎢b⎜ − y ⎟⎥ ⎢ y + ⎜ − y ⎟⎥
Ib ⎣ ⎝ 2
Ib
2⎝2
⎠⎦ ⎣
⎠⎦
2
V
h
หรือ τ = ⎛⎜ − y 2 ⎞⎟
2I ⎝ 4

โดยความเคนเฉือนสูงสุดจะเกิดขึ้นที่
บนแกนสะเทิน ซึ่งจะไดวา
V
V
⎛ bh ⎞⎛ h ⎞
τ = A′y =
⎜ ⎟⎜ ⎟
3
(bh / 12)b ⎝ 2 ⎠⎝ 4 ⎠
Ib
ซึ่งสามารถลดรูปลงไดเปน
กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

τ

max

3 V 3V
=
=
2 bh 2 A

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

(5.6)
21

ขอจํากัดของการใชสมการความเคนเฉือน
• สมการ (5.4) หมายความวา ความเคนเฉือนกระจายอยางสม่ําเสมอตลอดความกวางของหนา
ตัด (ถือวามีความถูกตองในระดับหนึ่ง ถาหากความเคนดัดที่ระดับเดียวกันนั้นมีคาคงที)่
• สําหรับหนาตัดที่ความเคนดัดที่ระดับเดียวกันมีคาไมคงที่ (เชนกรณีของคาความเคนดัดบน
แกนสะเทินของหนาตัดรูปสามเหลี่ยม ดังรูป) แลว ความเคนเฉือนจะไมเทากัน โดยจะมีคาสูงสุด
ที่ขอบดานซาย และคอยๆลดลงจนเปนศูนยที่ขอบดานขวาสุด
• ในกรณีนี้ สมการ (5.4) จึงเปนคาความเคนเฉือนเฉลี่ย
• หนาตัดรูปวงกลม จะมีทิศทางของความเคนเฉือนที่ระดับเดียวกันแตกตางกันไป คือ ที่ขอบ
นอกจะมีแนวสัมผัสกับความโคงของวงกลม
สวนบริเวณดานในจะไมทราบทิศทางที่แนนอน
แตประมาณไดวา นาจะมีแนวพุงไปยัง
จุดรวม C ใดๆ ดังรูป
• หนาตัดรูปวงกลม
กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

τ

max

4V
=
3A
ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

22

ตัวอยางที่ 5.7
คานอยางงายมีแรงกระทําดังรูป หนาตัดวาง 120 มม. และสูง
180 มม. ใหหา (ก) ความเคนเฉือนที่ทกุ ๆระดับ 30 มม. จาก
ขอบดานบนจนถึงขอบดานลาง ที่ตําแหนง 1 เมตรจากปลาย
คานดานซาย (ข) ความเคนเฉือนสูงสุดที่เกิดขึ้นในคานนี้

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

23

ตัวอยางที่ 5.7 (ตอ)

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

24

ตัวอยางที่ 5.8
คานทําจากหนาตัดรูปปกกวาง (W) สําหรับรับแรงเฉือนสูงสุด 70 kN ใหหา (ก) ความเคนเฉือนสูงสุด
(ข) ความเคนเฉือนที่บริเวณรอยตอระหวางแกนกลางกับปก (ค) วาดลักษณะการกระจายของความ
เคนเฉือนในแกนกลาง และหาจํานวนรอยละของแรงเฉือนที่แกนกลางรับภาระ

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

25

5.5 การแอนตัวของคาน (Beam Deflections)
• ในการออกแบบเครื่องจักรหรือโครงสรางบางชนิด ความยืดหยุน (ระยะการแอนตัว) เปนสิ่งที่
ตองใหความสําคัญมากกวาดานความแข็งแรง อาทิเชน เครื่องจักรทีต่ องใชในการผลิตชิ้นสวนที่
ตองการความแมนยําสูง การแอนตัวของเครือ่ งจักรจะตองมีคานอยกวาคาความคลาดเคลื่อน
(Tolerance) ทีก่ ําหนดของชิ้นงาน เปนตน
• สําหรับงานอาคาร จะมีการกําหนดระยะการแอนตัวสูงสุดที่ยอมรับไดไวตามลักษณะของการ
ใชงานอาคารนั้นๆ โดยจะแปรผันโดยตรงตามชวงความยาวของคาน เชน 1/360 เทาของความ
ยาว เปนตน
• มีวิธีในการหาระยะการแอนตัวอยูหลายวิธี อาทิเชน
• วิธีอินติเกรท 2 ครั้ง (Double Integration) – เปนวิธีพื้นฐาน ใชไดกบั ทุกกรณี
• วิธีพื้นที่โมเมนต (Area – moment) – เหมาะกับกรณีที่ตองการทราบระยะการแอนตัว ณ
ตําแหนงที่แนนอน
• วิธีรวมผลจากคานยอย (Superposition) – เหมาะกับคานที่มีลักษณะแรงกระทําตรงตามที่
มีการทําตารางสําเร็จรูปของการแอนตัวไวกอ นแลว
• วิธีสามโมเมนต (Three – moments) - เหมาะสมกับคานแบบตอเนื่อง
กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

26

• ในที่นี้ จะศึกษาเฉพาะวิธีการอินติเกรท 2 ครั้ง และวิธรี วมผลจากคานยอย เทานั้น
• เริ่มตนจาก Elastic curve ซึ่ง คือ เสนโคงแสดงแนวดานขางของระนาบสะเทินของคาน
ที่มีการแอนตัวแลว
• ถือวาการแอนตัวที่เกิดขึ้น
มีคานอยมาก (ระยะตามเสนโคง
ของการแอนตัวยาวเทากับ
ระยะเสนตรงในแนวราบเดิม
ของคาน และมุมของเสนสัมผัส
เสนโคงการแอนตัวกับแนวราบ
ของคานมีคานอยมาก) นั่นคือ θ ≈ tan θ = dy
(ก)
dx

dθ d y
= 2
และ
dx dx
• ระยะทางโคงบนเสนโคงการแอนตัว ds = ρdθ
2

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

(ข)
(ค)
27

• จาก (ก) และ (ข) จะได

dθ dθ d 2 y
=

= 2
ρ ds dx dx
1

และจากสมการ (5.1) ในหัวขอ 5.2 จะได
d2y
EI 2 = M
dx

(ง)
d2y M
= 2 =
ρ dx
EI
1

นั่นคือ
(5.7)
• สมการ (5.7) เปนสมการอนุพันธของเสนโคงการแอนตัวของคาน โดยที่ผลคูณ EI เปน
ความแข็งเกร็งของการดัด (Flexure rigidity) ของคาน
dy
•อินติเกรทสมการ (5.7) จะได
EI
= ∫ M dx + C (5.8)
dx
ซึ่งคือ สมการความชันของเสนโคงการแอนตัว
•อินติเกรทสมการ (5.8) ตอ จะได
EIy = ∫ ∫ M dxdx + C x + C (5.9)
ซึ่งคือ สมการระยะการแอนตัวของคาน
• คาคงที่ C1 และ C2 สามารถหาไดดวยการแทนคาเงื่อนไขของการแอนตัวที่จุดรองรับ
ภายนอกของคาน หรือจุดทีท่ ราบระยะการแอนตัวของคานแลว
1

1

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

2

28

• ในกรณีที่สมการโมเมนตดดั มีการเปลี่ยนแปลงในแตละชวงของคาน จําเปนตองทําการ
อินติเกรทแยกทีละชวงใหสอดคลองกับความเปนจริง ซึ่งเกิดความยุงยากในทางปฏิบตั ิ
เชน
M AB = 480 x
M BC = 480 x − 500( x − 2)
M CD

450
= 480 x − 500( x − 2) −
( x − 3) 2
2

• ตามปกติตองทําการอินติเกรทแยก 3 ครั้ง
• สมการโมเมนตสําหรับชวง CD สามารถนําไปใชกับชวง AB และ BC ได ถาหากวาเทอม
(x-2) และ (x-3)2 ไมถกู นํามาคิดในชวงที่ x นอยกวา 2 และ 3 ตามลําดับ
• ดังนั้น จะใชวงเล็บหัวแหลม แทนที่วงเล็บหัวกลม - ( ) ในกรณีนี้ โดยเมือ่ ใดก็
ตามที่เทอมในวงเล็บหัวแหลม มีคาติดลบ มีความหมายวา เทอมนั้นมีคาเปนศูนย
450
• ดังนั้น จะได
M = 480 x − 500 x − 2 −
x −3
2

2

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

29

• วิธีการเขียนสมการโมเมนตในชวงสุดทายของคานเพียงสมการเดียวโดยใชวงเล็บ
หัวแหลมนี้ ใชไดกับกรณีที่สภาพแรงกระจายที่กระทํามีความตอเนือ่ งนับจากจุดที่
เริม่ ตนกระทําไปจนสุดปลายคานเทานั้น
• วงเล็บหัวแหลมนี้มชี ื่อเรียกวา Singularity Function
• ถาหากแรงกระจายมีไมตอ เนื่อง จะตองทําใหตอเนื่อง โดยการเติมแรงกระจายเพิม่
เขาไปตามลักษณะการกระจายเดิมทีม่ อี ยู และลบออกดวยแรงกระจายในรูปแบบ
เดียวกัน

2
2
400
400
M = 500 x −
x −1 +
x − 4 + 1300 x − 6
2
2

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

30

ตัวอยางที่ 5.9
ใหหาสมการการแอนตัวของคานที่มีแรงกระทําดังรูป พรอมกับหาระยะการแอนตัวมากที่สุดดวย

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

31

ตัวอยางที่ 5.10
ใหหาระยะการแอนตัวที่จุดกึ่งกลางระหวาง
จุดรองรับของคานมี่มีแรงกระทําดังรูป

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

32

ตัวอยางที่ 5.11
ใหหาสมการการแอนตัวของคานที่มีแรงกระทําดังรูป
พรอมกับหาระยะการแอนตัวมากที่สุดดวย

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

33

ตัวอยางที่ 5.11
ใหหาสมการการแอนตัวของคาน
ที่มีแรงกระทําดังรูป

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

34

วิธีรวมผลจากคานยอย (Superposition Method)
• วิธีรวมผลจากคานยอย เปนการแยกภาระงานที่กระทําตอคานออกเปนคาน
พื้นฐานที่มีแรงกระทําเพียงชนิดเดียวซึ่งทราบสมการของการแอนตัวและความชัน
แลว จากนั้นจึงนําคาที่ไดแตละคานยอยมารวมกัน โดยมีขอ จํากัดที่สําคัญประการ
หนึ่ง คือ ผลกระทบทีเ่ กิดจากคานยอยแตละชนิดจะตองเปนอิสระจากผลกระทบของ
คานยอยอื่นๆ (หรือหมายความวา ภาระงานของแตละคานยอยจะตองไมทาํ ใหเกิด
การเปลี่ยนแปลงรูปรางหรือความยาวของคานเดิมมากเกินไป)
• วิธีรวมผลจากคานยอย เหมาะสมกับกรณีที่ตอ งการทราบความชันและการแอนตัว
ของคานที่มีแรงกระทําหลายแรงรวมกัน โดยเมื่อแบงเปนคานยอยแลวมีลักษณะ
ของคานยอยตรงกับตารางสําเร็จรูป
• ในกรณีที่ตองการทราบคาการแอนตัวที่จดุ ใดจุดหนึ่ง – ควรใชวิธพี นื้ ที่โมเมนต
• สวนในกรณีที่ภาระงานเปนแรงกระจายไมเต็มตลอดความยาวของคาน (ไมตรงกับ
ตารางสําเร็จรูป) – ควรใชวิธอี ินติเกรท 2 ครั้ง
กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

35

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

36

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

37

ตัวอยางที่ 5.12
ใหหาสมการการแอนตัวทีจ่ ุดกึ่งกลางของคานที่มีแรงกระทําดังรูป

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

38

ตัวอยางที่ 5.13
ใหหาสมการการแอนตัวที่ระยะกึ่งกลางความยาวของคาน
ที่มีแรงกระทําดังรูป

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

39

ตัวอยางที่ 5.14
ใหหาสมการการแอนตัวที่ระยะกึ่งกลางความ
ยาวของคานที่มีแรงกระทําดังรูป

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

40

ตัวอยางที่ 5.15
ใหหาระยะการแอนตัวของคาน ณ ตําแหนงที่มแี รง
P กระทําดังรูป

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

41

ตัวอยางที่ 5.16
ใหหาคาแรง P ทีล่ กู กลิ้งกระทําตอคาน ทีม่ ีแรงกระทํา
ดังรูป

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

42

5.6 คานแบบวิเคราะหไมไดดวยวิธีทางสถิตยศาสตร
(Statically Indeterminate Beams)
• คานแบบวิเคราะหไมไดดวยวิธีทางสถิตยศาสตร จะมีจดุ รองรับมากกวาความ
จําเปนสําหรับเงื่อนไขของสมดุล เพราะมีความตองการใหคานมีความแข็งเกร็งมาก
ขึ้น หรือมีความยืดหยุนนอยลงกวาปกติ – ทําใหคานมีการแอนตัวนอยลง
• การแกปญหาในลักษณะนี้ จะใชขอ มูลของการบังคับการเสียรูปของจุดรองรับที่
เพิม่ เขามา (เชน บังคับไมใหแอนตัว หรือบังคับไมใหหมุน) มาใชเปนประโยชนใน
การหาคาแรงปฏิกิรยิ าภายนอกทั้งหมดที่มีอยู

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

43

ตัวอยางที่ 5.17
ใหหาแรงปฏิกิริยาทีจ่ ุดรองรับของคานที่มแี รงกระทําดังรูป

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

44

ตัวอยางที่ 5.18
ใหหาแรงปฏิกิริยาทีจ่ ุดรองรับ
ของคานที่มีแรงกระทําดังรูป

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

45

5.7 คานที่ทําจากวัสดุสองชนิด (Beam of two materials)
• มีการเสริมความแข็งแรงของคานใหเพิม่ ขึน้ ดวยวัสดุอนื่ ที่มีความแข็งแรงกวา เชน
ประกบแผนเหล็กเขากับดานนอกของไม หรือเสริมเหล็กเสนเขาในเนื้อคอนกรีต
เพือ่ เพิม่ ความสามารถในการรับความเคนดึง เปนตน
• สมการตางๆที่ผานมา มีสมมุติฐานที่สําคัญ คือ ตองเปนวัสดุเนื้อเดียว ซึ่งจะไม
เปนจริงสําหรับคานที่ทําดวยวัสดุสองชนิด
• การหาสมการ จะยังคงใชสมมุติฐานที่วา ระนาบยังคงเปนระนาบเหมือนเดิม (หรือ
หมายความวา ความเครียดแปรผันโดยตรงกับระยะทางจากแกนสะเทิน)

(ก) คานที่มีวัสดุตางชนิดกันมาประกบเขาดวยกัน จะถือวายึดติดกัน
อยางแนนหนา จนไมมีการไถลออกจากกัน
• หลักการสําหรับคานแบบนี้ คือจะมีการแปลงหนาตัดจากสองวัสดุ ใหเปนหนาตัด
เทียบเทากับวัสดุเดียว และใชสมการความเคนในคานตามปกติ
กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

46

• จากการที่รอยตอระหวางวัสดุที่ประกบกันไมไถลออกจากกัน แสดงวาความเครียด
ของทั้งสองวัสดุบริเวณรอยตอมีคา เทากัน
σs σw
=
นั่นคือ ε s = ε w
หรือ
(ก)
E
E
s

w

• และแรงกระทําที่บริเวณรอยตอ ก็มีคาเทากันดวย หรือ
หรือเมือ่ เขียนในรูปของพืน้ ที่ จะได Asσ s = Awσ w

Ps = Pw

(ข)

จากสมการ (ก) และ (ข) จะได
⎛ Es ⎞
⎟⎟σ w = Awσ w
As ⎜⎜
⎝ Ew ⎠

ซึ่งสุดทายแลว จะไดวา
nAs = Aw

(5.10)
Es
โดย n คือ อัตราสวนของคาสัมประสิทธิ์การยืดหยุน
กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

Ew

47

• ซึ่งหมายความวา พื้นที่เทียบเทาไม มีขนาดเปน n เทา ของพืน้ ที่เหล็กเดิม
• การเพิ่มขึ้นของพื้นที่เทียบเทานี้จะขยายออกในดานความกวาง เพื่อยังคงให
ระยะหางจากแกนสะเทินมีคา เทาเดิม
• ในทางกลับกัน ถาจะแปลงไมใหเปนพื้นที่เทียบเทาเหล็ก จะมีขนาดความกวางลดลง
เหลือ 1/n เทาของความกวางเดิมของไม
• หลังจากการแปลงหนาตัดแลว จะตองทําการหา ตําแหนงแกนสะเทินและคา
โมเมนตความเฉื่อยของพืน้ ที่รอบแกนสะเทินของหนาตัด
• คาความเคนจริงในเหล็ก จะมีคาเปน n เทาของความเคนเทียบเทาไม หรือในทาง
กลับกัน ความเคนจริงในไม จะมีคาเปน 1/n เทาของความเคนเทียบเทาเหล็ก
• ในกรณีของวัสดุสามชนิด
จะใชวธิ ีแปลงวัสดุที่ประกบดานนอกทั้งคู
ใหเทียบเทากับวัสดุที่อยูตรงกลาง

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

48

ตัวอยางที่ 5.19
ใหหาโมเมนตตานสูงสุดที่คานซึ่งทําจากไม
ประกบดานลางดวยแผนเหล็กดังรูปจะมีได
เมื่อกําหนดให σ s ≤ 120 MPa

σ w ≤ 8MPa

และ

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

Es
n=
= 20
Ew

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

49

(ข) คานคอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced concrete beams)
• คอนกรีตเปนวัสดุกอสรางมีความแข็งแรงดานการกดที่ดีมากพอๆกับไมเนื้อออน ไม
ติดไฟ ไมเกิดสนิมหรือผุกรอน แตความแข็งแรงดานการดึงเกือบจะเปนศูนย
• ดังนั้น จึงตองมีการเสริมเหล็กเขาไปในคานคอนกรีตดานที่ตองรับความเคนดึง ซึ่ง
ตามหลักการแลวจะตองวางในตําแหนงที่สอดคลองกับการแปรผันของความเคนดึง แต
ในทางปฏิบัตแิ ลว จะเลือกวางไว ณ ระยะทางหนึ่งเทานั้น
• เนื้อคอนกรีตและเหล็กเสนจะยึดติดกันอยางแนนหนา และมีสมั ประสิทธิก์ ารขยายตัว
เนื่องจากอุณหภูมิที่เทากัน
• ในการหาสมการ จะถือวาคอนกรีตไมมสี วนในการรับความเคนดึงเลย (เนื้อคอนกรีตที่
อยูในดานความเคนดึง ถือวาทําหนาที่ประคองใหเหล็กเสนอยูในตําแหนงที่ตองการ
เทานั้น)
• ถือวาความเคนดึงในหนาตัดเหล็กเสนมีคาเทากันทุกจุด
• ตามปกติแลว คา E ของคอนกรีตจะมีคาโดยประมาณระหวาง 1/10 – 1/6 เทาของเหล็ก
กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

50

รูป (c) แสดงหนาตัดเทียบเทาคอนกรีต
Es
เมือ่ n =
Ec

• สามารถหาตําแหนงแกนสะเทิน (kd)
ไดจากการคิดโมเมนตของพื้นที่ดาน
บนแกนเทากับของดานลางแกน
นั่นคือ

kd
(bkd )
= nAs (d − kd )
2

(5.11)

ซึ่งสามารถแกสมการหาคา kd ได ถาทราบระยะ b, d และพื้นที่เทียบเทาคอนกรีต (nAs)
• ในการหาคาโมเมนตตานของคาน จะคิดจากโมเมนตทเี่ กิดจากแรงกดลัพธ (C) หรือ
แรงดึง (T) ซึ่งอยูหางกันเปนระยะทาง jd เมือ่
kd
jd = d −
(5.12)
3

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

51

• แรงกดลัพธ (C) มีคา เทากับคาเฉลี่ยของขนาดความเคนกดคูณกับพื้นที่คอนกรีต
หรือ
1
(5.13)
C = f c (bkd )
2

เมือ่ fc เปนสัญลักษณแทน
ความเคนกดสูงสุดในคอนกรีต
• ดังนั้น โมเมนตตาน เมือ่ คิดจากความเคนกดสูงสุด จึงเปน
1
M c = C ( jd ) = f c (bkd )( jd )
2

(5.14)

• สวน โมเมนตตาน เมือ่ คิดจากดานความเคนดึง จะเปน

M s = T ( jd ) = f s As ( jd )

(5.15)
โดยคาโมเมนตตานที่ปลอดภัย คือคาที่ต่ํากวาจากสมการ (5.14) และ (5.16)
คําแนะนํา ในทางปฏิบัตแิ ลว ไมควรจะทองจําสมการเหลานี้ แตควรจะทําตาม
ขั้นตอนที่มาของสมการ คือ หาแกนสะเทิน หาแขนของโมเมนต และหาโมเมนตตาน
กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

52

ตัวอยางที่ 5.20
คานคอนกรีตเสริมเหล็กมี b = 300 mm, d = 500 mm, As = 1,500 mm2 และ n = 8
ใหหาคาความเคนสูงสุดในคอนกรีตและเหล็กซึ่งเกิดจากโมเมนตดัดขนาด 70 kN.m

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

53

ตัวอยางที่ 5.21
คานคอนกรีตเสริมเหล็กมี b = 250 mm, d = 400 mm, As = 1,000 mm2 และ n = 8
ใหหาคาโมเมนตดัดสูงสุดที่จะกระทําตอคานได เมื่อ f c ≤ 12 MPa และ f s ≤ 140 MPa
และคานนี้ มีการเสริมเหล็กมากหรือนอยเกินไป

กลศาสตรของของแข็ง วศ.ก.214 - 5

ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเชียงใหม

54

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful