P. 1
คำพยากรณ์ราชวงศ์จักรี

คำพยากรณ์ราชวงศ์จักรี

5.0

|Views: 22,336|Likes:
Published by Muzaxi
เรื่องปริศนาพยากรณ์ 10 ข้อ เป็นคำพยากรณ์แต่ละยุค แต่ละสมัยสั้นๆกล่าวขึ้นมาลอยๆไม่มีคำอธิบาย แต่คนรุ่นหลังได้จดจำและนำมาพิจารณาถึงแต่ละยุคสมัย ตามหัวข้อคำพยากรณ์แล้วเข้าเค้าเห็นเป็นเรื่องจริงจังว่า ต้องเป็นคำพยากรณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองแต่ละรัชกาลแน่นอน และพูดกันมากว่าที่มีด้วยกัน 10 ข้อนั้นน่าจะหมายความถึง “ราชวงศ์จักรีจะมีพระมหากษัตริย์แค่ 10 รัชกาล”
เรื่องปริศนาพยากรณ์ 10 ข้อ เป็นคำพยากรณ์แต่ละยุค แต่ละสมัยสั้นๆกล่าวขึ้นมาลอยๆไม่มีคำอธิบาย แต่คนรุ่นหลังได้จดจำและนำมาพิจารณาถึงแต่ละยุคสมัย ตามหัวข้อคำพยากรณ์แล้วเข้าเค้าเห็นเป็นเรื่องจริงจังว่า ต้องเป็นคำพยากรณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองแต่ละรัชกาลแน่นอน และพูดกันมากว่าที่มีด้วยกัน 10 ข้อนั้นน่าจะหมายความถึง “ราชวงศ์จักรีจะมีพระมหากษัตริย์แค่ 10 รัชกาล”

More info:

Published by: Muzaxi on Jul 25, 2010
Copyright:Attribution Non-commercial

Availability:

Read on Scribd mobile: iPhone, iPad and Android.
download as PDF, TXT or read online from Scribd
See more
See less

10/03/2014

pdf

text

original

คําพยากรณราชวงศจักรี

เรื่องปริศนาพยากรณ 10 ขอ เปนคําพยากรณแตละยุค แตละสมัยสั้นๆกลาวขึ้นมาลอยๆไมมีคําอธิบาย แตคนรุน
หลังไดจดจําและนํามาพิจารณาถึงแตละยุคสมัย ตามหัวขอคําพยากรณแลวเขาเคาเห็นเปนเรื่องจริงจังวา ตองเปนคํา
พยากรณเกี่ยวกับเหตุการณบานเมืองแตละรัชกาลแนนอน และพูดกันมากวาที่มีดวยกัน 10 ขอนั้นนาจะหมายความ
ถึง “ราชวงศจักรีจะมีพระมหากษัตริยแค 10 รัชกาล”
นอกจากนี้ยังมีคําพยากรณอีกชิ้นหนึ่งจากบรรดาสานุศิษยของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยานเถระ (มหาวีระ
ถาวโร) หรือที่รูจักกันในนาม “หลวงพอฤาษีลิงดํา” ศิษยเอกองคหนึ่งของหลวงพอปานวัดบางนมโค จ.อยุธยา ซึ่ง
ปจจุบันทานไดมรณภาพไปแลว สรีระไมเนาเปอย บรรจุอยูในโลงแกว ณ พระวิหารวัดทาซุง จ.อุทัยธานี ในสมัยที่
พระคุณทานยังดํารงสังขารอยูไดเลาใหศิษยานุศิษยฟงดังนี้
“ในสมัยที่อาตมา (หลวงพอฤาษีลิงดํา) อยูกับหลวงพอปาน วัดบางนมโค ปนั้นจําไดวาเปนป 2480 หลวงพอ
ปานไมอยู อาตมาเปนนักคนแลวก็ควาดวย ทานวางอะไรไวที่ไหนไมมีใครเขากลาหยิบ แตอาตมาคนเดียวกลาหยิบ
สันดานมันเลว เปนลิงนี่จะใหมันเรียบรอยไดอยางไร คนไปคนมาในกุฏิหลวงพอปานแลวก็พบสมุดขอย เปนคํา
พยากรณของพระอรหันตสมัยกรุงศรีอยุธยา พยากรณไวตั้งแตกรุงเทพยังไมปรากฏ แตสมุดขอยนั้นเกา ขาดกระรุง
กระริ่ง ขอความก็ขาด จึงไปกราบเรียนามหลวงพอปาน หลวงพอปานทานก็บอกวา เดิมหนังสือเลมนี้เปนสมบัติ
ของหลวงปูคลาย แตทวามันเกาเต็มทีก็เลยจางเขาเขียนไวในสมุดขอยอีกเลมหนึ่ง แลวหลวงพอปานก็สั่งใหไปหยิบ
หนังสือเลมนั้นจากกุฏิของทานซึ่งซุกไวใตตูนาฬิกา เอาผาสีแดงหอไวอยางดีเหมือนกับจะเตรียมไวใหเจาลิงอาน
เมื่อเปดผาออกดูแลวปรากฏวาหนังสือเลมนั้นดูราวกับวาจะมีอายุสัก 30 ปเศษๆตัวหนังสืออานงาย เปนคําพยากรณ
ของหลวงพอใย ซึ่งเปนพระอรหันตในสมัยกรุงศรีอยุธยา ไดพยากรณกรุงเทพมหานครซึ่งจะเกิดขึ้นในวันขางหนา
และกลาวถึงพระเจาแผนดินของกรุงเทพมหานครไวดวย”
ดังนั้นจึงขอรวมคําพยากรณราชวงศจักรีของทั้ง 2 ตํารานี้ไวดวยกัน โดยของสมเด็จพระพุฒาจารย (โต) พรหมรังสี
จะเปนหัวขอหลัก สวนของหลวงพอฤาษีลิงดําจะอยูในวงเล็บ

รัชกาลที่ 1 : มหากาฬ (มหากาฬผานมหายักษ) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1)
ทรงปราบกบฏที่กอความเดือดรอนใหบานเมืองและสําเร็จโทษสมเด็จพระเจากรุงธนบุรี (สมเด็จพระเจาตากสิน) ที่
ทรงถูกพวกกบฏจับกุมคุมขังและยึดอํานาจฐานวิกลจริต มีการประหารลางโคตรกวา 50 ราย เสมือนเปนยุคมืด
รัชกาลที่ 2 : พาลยักษ (รูจักธรรม) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงมีพระราช
บัญชาใหทําพระราชพิธียิงปนใหญรอบกําแพงพระบรมมหาราชวัง 1 คืน เนื่องจากเกิดโรคอหิวาตกโรคระบาดอยาง
หนักไปทั่วกรุงเทพจนมีผูคนเสียชีวิตจํานวนมาก (เปนความเชื่อที่วาโรคอหิวาตกโรคเกิดจากการกระทําของยักษ-
มาร-ภูตผี-ปศาจ จึงตองมีพิธีการสวดมนต, ปดรังควาน, ยิงปนใหญขับไลใหตกใจกลัวจะไดหนีไป) จนโรครายสงบ
และเปนยุคที่มีความกาวหนาดานพุทธศาสนา พระสงฆทั้งหลายคนควาพระธรรมวินัย และเปนยุคศิลปวัฒนธรรม
ไดรับการฟนฟู เสมือนเปนยุคฟนฟูของพุทธศาสนา
รัชกาลที่ 3 : รักมิตร (จําตองคิด) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 3) ทรงพระปรีชาสามารถ
มากในดานการปกครอง, การคาขาย และการตางประเทศ มีการทําสนธิสัญญาการคากับตางประเทศ แตพระองค
ทรงตองคิดหนัก เนื่องจากชาติตะวันตกเริ่มลาอาณานิคม เสมือนเปนยุคเจริญกาวหนาทางการตางประเทศ
รัชกาลที่ 4 : สนิทธรรม (สนิทธรรม) พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 4) ทรงผนวชนานถึง
27 พรรษาตลอดรัชกาลที่ 3 (ผนวชลี้ภัยการเมือง) พระองคทรงสนับสนุนการเผยแพรจริยธรรม-ศาสนาตางๆ, ทรง
ถือศีล 8 อยางเครงครัด และฟงธรรมทุกวันธรรมสวณะ เสมือนเปนยุคเฟองฟูของพุทธศาสนา
รัชกาลที่ 5 : จําแขนขาด (จําแขนขาด) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 5) ทรงดําเนิน
วิเทศโยบายอยางรัดกุม, เสด็จประพาสยุโรป 2 ครั้งเพื่อทรงหามิตรประเทศมาคานอํานาจจากอังกฤษ-ฝรั่งเศส และ
ทรงตองยอมเสียดินแดนหลายสวนเพื่อรักษาประเทศ เสมือนเปนยุคแหงการสูญเสีย
รัชกาลที่ 6 : ราษฏรจน (ราษฎรราชาโจร) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 6) ทรง
แตงตั้งยศถาบรรดาศักดิ์อยางฟุงเฟอ และทรงใชจายพระราชทรัพยเพื่อปรนเปรอทหารหนุมที่เปนคูขาของพระองค
อยางสุรุยสุรายจนเปนตนเหตุใหเศรษฐกิจตกต่ําในเวลาตอมา สงผลใหทหารพยายามกอการกบฏเพื่อเปลี่ยนแปลง
การปกครอง แตไมประสบความสําเร็จ (กบฏ ร.ศ. 130) เสมือนเปนยุคที่ประชาชนเดือดรอนจากกษัตริย
รัชกาลที่ 7 : ชนรองทุกข (นั่งทนทุกข) พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 7) ทรงตองเผชิญ
กับปญหาเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากการใชจายอยางฟุงเฟอในรัชกาลกอน และทรงใหปลด-ลดเบี้ยหวัดขาราชการจํานวน
มากจนประชาชนเริ่มรองทุกข สงผลใหคณะราษฎรกอการปฏิวัติจนนําไปสูการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสม
บูรณญาสิทธิ (Absolute Monarchy) เปนระบอบปรมิตตาญาสิทธิราช (Constitutional Monarchy-กษัตริยทรงตองอยู
ภายใตรัฐธรรมนูญ) และพระองคทรงตองสละราชสมบัติ และสวรรคตที่อังกฤษ เสมือนเปนยุคประชาชนเรียกรอง
การเปลี่ยนแปลง
รัชกาลที่ 8 : ยุคทมิฬ (ยุคทมิฬ) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ทรงตองทน
กับการปกครองแบบเผด็จการของรัฐบาลทหารจนมีปฏิวัติ-รัฐประหารหลายครั้ง, ทรงจําตองยอมรับการรวมมือกับ
ฝายอักษะ (ญี่ปุน) ในชวงสงครามโลกครั้งที่ 2 และทรงถูกลอบปลงพระชนมอยางปริศนา เสมือนเปนยุคแหงความ
เหี้ยมโหด
รัชกาลที่ 9 : ถิ่นกาขาว (ถิ่นตาขาว) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ทรง
เจริญสัมพันธไมตรีกับตางประเทศจนนําไปสูการหลั่งไหลเขาประเทศของชาวตางชาติและความเจริญกาวหนาทาง
เทคโนโลยีอยางมาก เสมือนเปนยุคที่กาดํากลายเปนกาขาว
รัชกาลที่ 10 : ชาวศิวิไลซ (ชาววิไล) เปนยุคที่ยังมาไมถึง อาจเปนยุคที่ประเทศเจริญกาวหนาถึงขีดสุด, อาจ
เปนยุคที่มีกษัตริยเปนสตรี หรืออาจเปนยุคที่ประชาชนเปนใหญจนนําไปสูการสิ้นสุดราชวงศจักรี

นอกจากนี้หลวงพอฤาษีลิงดํายังไดพยากรณถึงเหตุการณกอนการเปลี่ยนรัชกาลจากรัชกาลที่ 9 สูรัชกาลที่ 10 ซึ่งอาจ
เปนรัชกาลสุดทายของราชวงศจักรีดังนี้


คําทํานายที่เคยมีชานานนัก เริ่มประจักษใหเห็นเรนไมได
หลวงพอฤาษีลิงดําเคยทํานาย เมื่อถึงปลายรัชกาลผานเขามา
ประเทศชาติจะรุงเรืองและเฟองฟุง น้ํามันผุดขึ้นมาจนเห็นคา
พวกกาขาวจะบินรี้หนีเขามา เปนประชาจนเต็มพระนคร
ชนทั่วโลกจะยกพระองคทาน ชื่อกระฉอนรอนทั่วทุกสิงขร
ออกพระนามลือชื่อดั่งทินกร องคอมรเอกบุรุษแหงแผนดิน
ชาวประชาจะปติยิ้มสดใส แตอกไหมหนอนกินขางในสิ้น
จะมีพวกกาฝากคอยกัดกิน เพื่อใหไดสิ่งถวิลสมจินตนา
จะมีการตอตีกันกลางเมือง ขุนนางเขื่องกังฉินกินทั่วหลา
คอรัปชั่นจะกัดกรอนทั้งพารา ประดุจปลวกกินฝานั้นปะไร
ขาราชการตงฉินถูกประณาม สามคนหามสี่คนแหมาลากไส
เกิดวิกฤติผิดเพี้ยนโดยทั่วไป โกลาหลหมนไหมไรความดี
ประชาชีจะสับสนเรื่องดีชั่ว ถวนทุกทั่วจะหมุดขุดรูหนี
ไมแนใจสิ่งที่ทํานําความดี เกรงเปนผีตายตกไปตามกัน
พุทธศาสนจะถูกรุกและล้ํา มิตรเคยค้ําเปนศัตรูมุงอาสัญ
เกิดวิกฤติธรรมชาติอุบาทวครัน พายุลั่นน้ําถลมดินทลาย
แผนดินแยกแตกเปนสองปกครองยาก เกิดวิบากทุกขเข็ญระส่ําระสาย
เกิดการปราบจลาจลชนลมตาย เลือดเปนสายน้ําตานองสองแผนดิน
ขาเปนนายนายเปนขานาสมเพช ผูมีบุญมีเดชจะสูญสิ้น
ทั้งพฤฒาอาจารยลือระบิล จะรวงรินดุจใบไมตองสายลม
ความระทมจะถมทับนับเทวศ ดั่งดวงเนตรมืดบอดสุดขื่นขม
คนที่ดีจะกมหนาสุดระทม สวนคนชั่วหัวรอราทําทาดัง
จะมีหนึ่งนารีขี่มาขาว ควงคฑามุงสูดาวสรางความหวัง
ผูปกครองจะเปนหญิงพึงระวัง สายน้ําหลั่งกรากเชี่ยวหวาดเสียวใจ
ศิวิไลซจะบังเกิดในสยาม หลังฝนครามลั่นครืนจะยืนได
จะเขาสูยุคมหาชนพาไป เปลี่ยนเมืองใหมศักราชแหงประชา
คนชั่วจะถูกปราบราบคาบสิ้น แผนดินเดือดสูญหายไรปญหา
ประเทศชาติผานวิกฤติดวยศรัทธา ยามเมื่อฟาศรีทองผองอําไพ


You're Reading a Free Preview

Download
scribd
/*********** DO NOT ALTER ANYTHING BELOW THIS LINE ! ************/ var s_code=s.t();if(s_code)document.write(s_code)//-->