คําพยากรณราชวงศจักรี

เรื่องปริศนาพยากรณ 10 ขอ เปนคําพยากรณแตละยุค แตละสมัยสั้นๆกลาวขึ้นมาลอยๆไมมีคําอธิบาย แตคนรุน
หลังไดจดจําและนํามาพิจารณาถึงแตละยุคสมัย ตามหัวขอคําพยากรณแลวเขาเคาเห็นเปนเรื่องจริงจังวา ตองเปนคํา
พยากรณเกี่ยวกับเหตุการณบานเมืองแตละรัชกาลแนนอน และพูดกันมากวาที่มีดวยกัน 10 ขอนั้นนาจะหมายความ
ถึง “ราชวงศจักรีจะมีพระมหากษัตริยแค 10 รัชกาล”
นอกจากนี้ยังมีคําพยากรณอีกชิ้นหนึ่งจากบรรดาสานุศิษยของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยานเถระ (มหาวีระ
ถาวโร) หรือที่รูจักกันในนาม “หลวงพอฤาษีลิงดํา” ศิษยเอกองคหนึ่งของหลวงพอปานวัดบางนมโค จ.อยุธยา ซึ่ง
ปจจุบันทานไดมรณภาพไปแลว สรีระไมเนาเปอย บรรจุอยูในโลงแกว ณ พระวิหารวัดทาซุง จ.อุทัยธานี ในสมัยที่
พระคุณทานยังดํารงสังขารอยูไดเลาใหศิษยานุศิษยฟงดังนี้
“ในสมัยที่อาตมา (หลวงพอฤาษีลิงดํา) อยูกับหลวงพอปาน วัดบางนมโค ปนั้นจําไดวาเปนป 2480 หลวงพอ
ปานไมอยู อาตมาเปนนักคนแลวก็ควาดวย ทานวางอะไรไวที่ไหนไมมีใครเขากลาหยิบ แตอาตมาคนเดียวกลาหยิบ
สันดานมันเลว เปนลิงนี่จะใหมันเรียบรอยไดอยางไร คนไปคนมาในกุฏิหลวงพอปานแลวก็พบสมุดขอย เปนคํา
พยากรณของพระอรหันตสมัยกรุงศรีอยุธยา พยากรณไวตั้งแตกรุงเทพยังไมปรากฏ แตสมุดขอยนั้นเกา ขาดกระรุง
กระริ่ง ขอความก็ขาด จึงไปกราบเรียนามหลวงพอปาน หลวงพอปานทานก็บอกวา เดิมหนังสือเลมนี้เปนสมบัติ
ของหลวงปูคลาย แตทวามันเกาเต็มทีก็เลยจางเขาเขียนไวในสมุดขอยอีกเลมหนึ่ง แลวหลวงพอปานก็สั่งใหไปหยิบ
หนังสือเลมนั้นจากกุฏิของทานซึ่งซุกไวใตตูนาฬิกา เอาผาสีแดงหอไวอยางดีเหมือนกับจะเตรียมไวใหเจาลิงอาน
เมื่อเปดผาออกดูแลวปรากฏวาหนังสือเลมนั้นดูราวกับวาจะมีอายุสัก 30 ปเศษๆตัวหนังสืออานงาย เปนคําพยากรณ
ของหลวงพอใย ซึ่งเปนพระอรหันตในสมัยกรุงศรีอยุธยา ไดพยากรณกรุงเทพมหานครซึ่งจะเกิดขึ้นในวันขางหนา
และกลาวถึงพระเจาแผนดินของกรุงเทพมหานครไวดวย”
ดังนั้นจึงขอรวมคําพยากรณราชวงศจักรีของทั้ง 2 ตํารานี้ไวดวยกัน โดยของสมเด็จพระพุฒาจารย (โต) พรหมรังสี
จะเปนหัวขอหลัก สวนของหลวงพอฤาษีลิงดําจะอยูในวงเล็บ

รัชกาลที่ 1 : มหากาฬ (มหากาฬผานมหายักษ) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1)
ทรงปราบกบฏที่กอความเดือดรอนใหบานเมืองและสําเร็จโทษสมเด็จพระเจากรุงธนบุรี (สมเด็จพระเจาตากสิน) ที่
ทรงถูกพวกกบฏจับกุมคุมขังและยึดอํานาจฐานวิกลจริต มีการประหารลางโคตรกวา 50 ราย เสมือนเปนยุคมืด
รัชกาลที่ 2 : พาลยักษ (รูจักธรรม) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงมีพระราช
บัญชาใหทําพระราชพิธียิงปนใหญรอบกําแพงพระบรมมหาราชวัง 1 คืน เนื่องจากเกิดโรคอหิวาตกโรคระบาดอยาง
หนักไปทั่วกรุงเทพจนมีผูคนเสียชีวิตจํานวนมาก (เปนความเชื่อที่วาโรคอหิวาตกโรคเกิดจากการกระทําของยักษมาร-ภูตผี-ปศาจ จึงตองมีพิธีการสวดมนต, ปดรังควาน, ยิงปนใหญขับไลใหตกใจกลัวจะไดหนีไป) จนโรครายสงบ
และเปนยุคที่มีความกาวหนาดานพุทธศาสนา พระสงฆทั้งหลายคนควาพระธรรมวินัย และเปนยุคศิลปวัฒนธรรม
ไดรับการฟนฟู เสมือนเปนยุคฟนฟูของพุทธศาสนา

รัชกาลที่ 3 : รักมิตร (จําตองคิด) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 3) ทรงพระปรีชาสามารถ
มากในดานการปกครอง, การคาขาย และการตางประเทศ มีการทําสนธิสัญญาการคากับตางประเทศ แตพระองค
ทรงตองคิดหนัก เนื่องจากชาติตะวันตกเริ่มลาอาณานิคม เสมือนเปนยุคเจริญกาวหนาทางการตางประเทศ
รัชกาลที่ 4 : สนิทธรรม (สนิทธรรม) พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 4) ทรงผนวชนานถึง
27 พรรษาตลอดรัชกาลที่ 3 (ผนวชลี้ภัยการเมือง) พระองคทรงสนับสนุนการเผยแพรจริยธรรม-ศาสนาตางๆ, ทรง
ถือศีล 8 อยางเครงครัด และฟงธรรมทุกวันธรรมสวณะ เสมือนเปนยุคเฟองฟูของพุทธศาสนา
รัชกาลที่ 5 : จําแขนขาด (จําแขนขาด) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 5) ทรงดําเนิน
วิเทศโยบายอยางรัดกุม, เสด็จประพาสยุโรป 2 ครั้งเพื่อทรงหามิตรประเทศมาคานอํานาจจากอังกฤษ-ฝรั่งเศส และ
ทรงตองยอมเสียดินแดนหลายสวนเพื่อรักษาประเทศ เสมือนเปนยุคแหงการสูญเสีย
รัชกาลที่ 6 : ราษฏรจน (ราษฎรราชาโจร) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 6) ทรง
แตงตั้งยศถาบรรดาศักดิ์อยางฟุงเฟอ และทรงใชจายพระราชทรัพยเพื่อปรนเปรอทหารหนุมที่เปนคูขาของพระองค
อยางสุรุยสุรายจนเปนตนเหตุใหเศรษฐกิจตกต่ําในเวลาตอมา สงผลใหทหารพยายามกอการกบฏเพื่อเปลี่ยนแปลง
การปกครอง แตไมประสบความสําเร็จ (กบฏ ร.ศ. 130) เสมือนเปนยุคที่ประชาชนเดือดรอนจากกษัตริย
รัชกาลที่ 7 : ชนรองทุกข (นั่งทนทุกข) พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 7) ทรงตองเผชิญ
กับปญหาเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากการใชจายอยางฟุงเฟอในรัชกาลกอน และทรงใหปลด-ลดเบี้ยหวัดขาราชการจํานวน
มากจนประชาชนเริ่มรองทุกข สงผลใหคณะราษฎรกอการปฏิวัติจนนําไปสูการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสม
บูรณญาสิทธิ (Absolute Monarchy) เปนระบอบปรมิตตาญาสิทธิราช (Constitutional Monarchy-กษัตริยทรงตองอยู
ภายใตรัฐธรรมนูญ) และพระองคทรงตองสละราชสมบัติ และสวรรคตที่อังกฤษ เสมือนเปนยุคประชาชนเรียกรอง
การเปลี่ยนแปลง
รัชกาลที่ 8 : ยุคทมิฬ (ยุคทมิฬ) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ทรงตองทน
กับการปกครองแบบเผด็จการของรัฐบาลทหารจนมีปฏิวัติ-รัฐประหารหลายครั้ง, ทรงจําตองยอมรับการรวมมือกับ
ฝายอักษะ (ญี่ปุน) ในชวงสงครามโลกครั้งที่ 2 และทรงถูกลอบปลงพระชนมอยางปริศนา เสมือนเปนยุคแหงความ
เหี้ยมโหด
รัชกาลที่ 9 : ถิ่นกาขาว (ถิ่นตาขาว) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ทรง
เจริญสัมพันธไมตรีกับตางประเทศจนนําไปสูการหลั่งไหลเขาประเทศของชาวตางชาติและความเจริญกาวหนาทาง
เทคโนโลยีอยางมาก เสมือนเปนยุคที่กาดํากลายเปนกาขาว
รัชกาลที่ 10 : ชาวศิวิไลซ (ชาววิไล) เปนยุคที่ยังมาไมถึง อาจเปนยุคที่ประเทศเจริญกาวหนาถึงขีดสุด, อาจ
เปนยุคที่มีกษัตริยเปนสตรี หรืออาจเปนยุคที่ประชาชนเปนใหญจนนําไปสูการสิ้นสุดราชวงศจักรี
นอกจากนี้หลวงพอฤาษีลิงดํายังไดพยากรณถึงเหตุการณกอนการเปลี่ยนรัชกาลจากรัชกาลที่ 9 สูรัชกาลที่ 10 ซึ่งอาจ
เปนรัชกาลสุดทายของราชวงศจักรีดังนี้

คําทํานายที่เคยมีชานานนัก
หลวงพอฤาษีลิงดําเคยทํานาย
ประเทศชาติจะรุงเรืองและเฟองฟุง
พวกกาขาวจะบินรี้หนีเขามา
ชนทั่วโลกจะยกพระองคทาน
ออกพระนามลือชื่อดั่งทินกร
ชาวประชาจะปติยิ้มสดใส
จะมีพวกกาฝากคอยกัดกิน
จะมีการตอตีกันกลางเมือง
คอรัปชั่นจะกัดกรอนทั้งพารา
ขาราชการตงฉินถูกประณาม
เกิดวิกฤติผิดเพี้ยนโดยทั่วไป
ประชาชีจะสับสนเรื่องดีชั่ว
ไมแนใจสิ่งที่ทํานําความดี
พุทธศาสนจะถูกรุกและล้ํา
เกิดวิกฤติธรรมชาติอุบาทวครัน
แผนดินแยกแตกเปนสองปกครองยาก
เกิดการปราบจลาจลชนลมตาย
ขาเปนนายนายเปนขานาสมเพช
ทั้งพฤฒาอาจารยลือระบิล
ความระทมจะถมทับนับเทวศ
คนที่ดีจะกมหนาสุดระทม
จะมีหนึ่งนารีขี่มาขาว
ผูปกครองจะเปนหญิงพึงระวัง
ศิวิไลซจะบังเกิดในสยาม
จะเขาสูยุคมหาชนพาไป
คนชั่วจะถูกปราบราบคาบสิ้น
ประเทศชาติผานวิกฤติดวยศรัทธา

เริ่มประจักษใหเห็นเรนไมได
เมื่อถึงปลายรัชกาลผานเขามา
น้ํามันผุดขึ้นมาจนเห็นคา
เปนประชาจนเต็มพระนคร
ชื่อกระฉอนรอนทั่วทุกสิงขร
องคอมรเอกบุรุษแหงแผนดิน
แตอกไหมหนอนกินขางในสิ้น
เพื่อใหไดสิ่งถวิลสมจินตนา
ขุนนางเขื่องกังฉินกินทั่วหลา
ประดุจปลวกกินฝานั้นปะไร
สามคนหามสี่คนแหมาลากไส
โกลาหลหมนไหมไรความดี
ถวนทุกทั่วจะหมุดขุดรูหนี
เกรงเปนผีตายตกไปตามกัน
มิตรเคยค้ําเปนศัตรูมุงอาสัญ
พายุลั่นน้ําถลมดินทลาย
เกิดวิบากทุกขเข็ญระส่ําระสาย
เลือดเปนสายน้ําตานองสองแผนดิน
ผูมีบุญมีเดชจะสูญสิ้น
จะรวงรินดุจใบไมตองสายลม
ดั่งดวงเนตรมืดบอดสุดขื่นขม
สวนคนชั่วหัวรอราทําทาดัง
ควงคฑามุงสูดาวสรางความหวัง
สายน้ําหลั่งกรากเชี่ยวหวาดเสียวใจ
หลังฝนครามลั่นครืนจะยืนได
เปลี่ยนเมืองใหมศักราชแหงประชา
แผนดินเดือดสูญหายไรปญหา
ยามเมื่อฟาศรีทองผองอําไพ

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful