You are on page 1of 10

บทเรียนจากการเคลื่อนไหวพฤษภาคม 2553

ิ ลิขต
รศ.ดร.พิชต ิ กิจสมบูรณ์
28 กรกฎาคม 2553
ทีม
่ า : ประชาไท

การเคลื่อนไหวของขบวนการประชาธิปไตยในช่วงมีนาคม-พฤษภาคม 2553 เป็ นการต่อสู้เพื่อ


ประชาธิปไตยยิ่งใหญ่ที่สดุ ครัง้ หนึง่ ของประเทศไทย แม้ จะยุตลิ งด้ วยการสังหารหมูป่ ระชาชนอย่างโหดเหี ้ยม
เป็ นความเสียหายครัง้ ใหญ่ของฝ่ ายประชาธิปไตยก็ตาม แต่ในวันข้ างหน้ า เมื่อประเทศไทยบรรลุถงึ
ประชาธิปไตยที่แท้ จริ งแล้ ว ผู้คนก็จะหันกลับมามองและเห็นว่า การต่อสู้ในครัง้ นี ้มิได้ สญ
ู เปล่า หากแต่เป็ น
ก้ าวเปลีย่ นผ่านครัง้ สําคัญที่นําไปสูช่ ยั ชนะของประชาธิปไตยในที่สดุ

ขบวนการประชาธิปไตยได้ เรี ยนรู้จากการเพลี่ยงพลํ ้าเมื่อ 12-14 เมษายน 2552 สรุปบทเรี ยน ศึกษา


เรี ยนรู้ ขยายการรวมกลุม่ จัดตั ้ง สามารถฟื น้ ตัวกลายเป็ นพลังทางการเมืองที่เข้ มแข็ง การเคลื่อนไหวที่ยืดเยื ้อ
และยากลําบากเมื่อมีนาคม-พฤษภาคม 2553 แสดงให้ เห็นว่า ในเวลาเพียงหนึง่ ปี มวลชนได้ ยกระดับขึ ้นอย่าง
มากทังในด้้ านขวัญกําลังใจ ความรับรู้ ความทุม่ เทเด็ดเดี่ยว เสียสละ สามารถเคลื่อนไหวได้ อย่างพลิกแพลง

แต่ในระหว่างนี ้ ได้ มีข้อถกเถียงอย่างต่อเนื่องในประเด็นแนวทางยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีของแนวร่วม


ประชาธิปไตยต่อต้ านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) “แดงทังแผ่ ้ นดิน” การสังหารหมู่ 19 พฤษภาคม 2553 ยิ่งทํา
ให้ มีข้อโต้ แย้ งที่แหลมคมมากขึ ้น จึงจําเป็ นที่จะต้ องมีการศึกษาจากผลสําเร็ จและจุดอ่อนของการเคลื่อนไหว
ครัง้ นี ้ เพื่อเป็ นบทเรี ยนแก่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในขันต่
้ อไป
1. ท่ าทีของการวิจารณ์
ในเบื ้องแรกต้ องขีดเส้ นแบ่งระหว่างฝ่ ายเผด็จการอํามาตยาธิปไตยกับฝ่ ายประชาธิปไตย แกนนํา
นปช. “แดงทังแผ่
้ นดิน” เป็ นฝ่ ายประชาธิปไตย มีประวัตกิ ารต่อสู้ที่เสียสละและเสี่ยงอันตรายมายาวนาน
ความผิดพลาดใดที่เกิดขึน้ ยังคงเป็ นความผิดพลาดของนักต่ อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเป็ นความ
ผิดพลาดอันเกิดจากความจํากัดในความรับรู้ ประสบการณ์ ลักษณะเฉพาะบุคคล จากความไม่ชดั เจนของ
สถานการณ์เฉพาะหน้ าและขีดจํากัดของภววิสยั

ท่าทีในการวิพากษ์ วิจารณ์จงึ ควรกระทําอย่างมิตร แลกเปลี่ยนข้ อมูลความคิดเห็นเพื่อให้ ความรับรู้


ตรงกัน วิจารณ์จดุ อ่อนเพื่อสรุปบทเรี ยนอย่างถูกต้ อง ไม่เอาความขัดแย้ งส่วนบุคคลมาปะปน ยิ่งไม่ควร
โจมตีกนั โยนความผิดทั ้งหมดไปให้ แกนนําโดยไม่จําแนก กระทัง่ เอาข้ อมูลเท็จและข่าวลือมาไส้ ไคล้ กนั แต่
ต้ องถือเอาประโยชน์ของขบวนการประชาธิปไตยโดยรวมเป็ นที่ตงั ้ เพื่อให้ การเคลือ่ นไหวได้ พฒ
ั นายกระดับ
ไปบรรลุประชาธิปไตยที่แท้ จริ ง

การสังหารหมูป่ ระชาชนครัง้ ใหญ่ในช่วงเมษายน-พฤษภาคม 2553 เป็ นอาชญากรรมนองเลือดอีก


ครัง้ หนึง่ ที่เผด็จการอํามาตยาธิปไตยได้ กระทําต่อประชาชนไทย แม้ วา่ แกนนําและมวลชนอาจกระทํา
ผิดพลาดทางการเมืองและยุทธศาสตร์ ยทุ ธวิธีบางประการ แต่ประชาชนมาชุมนุมด้ วยมือเปล่า อย่างสันติ
เพียงเรี ยกร้ องการยุบสภาภายใต้ กรอบรัฐธรรมนูญ 2550 ฝ่ ายเผด็จการไม่ มีความชอบธรรมใดๆ ทัง้ สิน้
ในการใช้ กาํ ลังรุ นแรงเข่ นฆ่ าประชาชน และไม่มีความผิดพลาดใด ๆ ของแกนนํา นปช.ที่จะใช้ เป็ น
ข้ ออ้ างเพื่อลบล้ างความจริ งข้ อนี ้ได้

2. แนวทาง “สันติวิธี” กับเป้าหมายเฉพาะหน้ า “ให้ ยุบสภา”


นปช.แดงทังแผ่้ นดิน ได้ ประกาศยึดแนวทาง “สันติอหิงสา” มีเป้าหมายเฉพาะหน้ าในการเคลือ่ นไหว
ครัง้ นี ้คือ “ให้ ยบุ สภา” ทังหมดนี
้ ้ได้ ถกู บางฝ่ ายวิจารณ์วา่ “เป็ นแนวทางปฏิรูป” และเสนอแย้ งว่า “หนทางที่
ถูกต้ องคือ ต้ องปฏิวตั ิ เปลี่ยนระบอบ” ข้ อวิพากษ์ นี ้ผิดและสับสน โดยนําเอาลักษณะทังหมดของขบวนการ

ประชาธิปไตยโดยรวม มาปะปนกับยุทธศาสตร์ ยทุ ธวิธีของขบวนการในแต่ละขันตอน ้ เป็ นการจับคูข่ ดั แย้ ง
แบบผิดฝาผิดตัว เอาสิง่ ที่พวกเขาเสนอว่าเป็ น “แนวทางปฏิวตั ิ” มาเป็ นคูข่ ดั แย้ งกับแนวทางของ นปช.ที่พวก
เขาตีตราว่าเป็ น “แนวทางปฏิรูป”
ภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ฝ่ ายประชาธิปไตยเริ่มต้ นเป็ นเพียงขบวนการต่อต้ าน
รัฐประหารและเรี ยกร้ องเอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา แต่จากการเรี ยนรู้สงั่ สมประสบการณ์ ทําให้
ขบวนการประชาธิปไตยพัฒนาขยายเติบใหญ่ ยกระดับความรับรู้ถงึ ขันเข้ ้ าใจในรากเหง้ าอุปสรรคที่แท้ จริ ง
ของประชาธิปไตยในประเทศไทย กลายเป็ นขบวนการที่มีการจัดตังและมี ้ การนําในระดับหนึง่ มีเป้าหมายที่
มุง่ ช่วงชิงประชาธิปไตยแท้ จริ งที่ “อํานาจสูงสุดเป็ นของราษฎรทังหลาย”
้ ทําให้ การเคลื่อนไหวได้ ยกระดับ
คุณภาพขึน้ จนมี “ลักษณะปฏิวัตปิ ระชาธิปไตย”

แต่การต่อสู้เพื่อให้ ได้ ประชาธิปไตยนันมี


้ หนทางยาวไกล ยืดเยื ้อยาวนาน และยากลําบาก ต้ องผ่าน
การต่อสู้หลายขันตอน้ แต่ละขันมี้ ลกั ษณะ วิธีการ เป้าหมายเฉพาะหน้ าและคําขวัญที่ตา่ งกัน โดยขึ ้นอยูก่ บั
ดุลกําลังเปรี ยบเทียบระหว่างฝ่ ายเผด็จการกับฝ่ ายประชาธิปไตย ในปริ บทนี ้ “แนวทางสันติ” ของ นปช. แดง
ทังแผ่
้ นดิน เป็ นมิติหนึง่ ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และถูกกําหนดจากเงื่อนไขเฉพาะคือ ฝ่ ายเผด็จการ
เข้ มแข็งอย่างยิ่ง เพียบพร้ อมไปด้ วยสรรพกําลังทางกฎหมาย อาวุธ และอุดมการณ์ ควบคุมพื ้นที่ทางการ
เมืองและภูมิศาสตร์ ไว้ ทงหมด
ั้ โดยยอมเปิ ดพื ้นที่ทางการเมืองผ่านรัฐธรรมนูญ 2550

แต่ในทางตรงข้ าม ฝ่ ายประชาธิปไตยยังอ่อนเล็กและถูกปิ ดล้ อมทางการเมือง ในสภาพการณ์เช่นนี ้


หนทางการพัฒนาและเคลื่อนไหวของฝ่ ายประชาธิปไตยคือ ใช้ ชอ่ งทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ 2550 ที่
เปิ ดอยูใ่ ห้ เป็ นประโยชน์ เดิน “แนวทางสันติ” เคลื่อนไหวตามสภาพและโอกาส เพื่อสะสมกําลังและขยายตัว
การเดินหนทางอื่นที่มิใช่สนั ติในสภาพการณ์เช่นนี ้ มีแต่จะสร้ างความเสียหายให้ กบั ฝ่ ายประชาธิปไตย

ข้ อเรี ยกร้ องเฉพาะหน้ าให้ ยบุ สภาจึงมีความเหมาะสมกับดุลกําลังเปรี ยบเทียบในขณะนันที ้ ่เผด็จการ


ยึดกุมกลไกรัฐ รัฐบาลและรัฐสภาไว้ ได้ อย่างเด็ดขาด เป็ นข้ อเรี ยกร้ องขันตํ
้ ่าสุดที่มิใช่ “แตกหักเผชิญหน้ า”
ไม่ใช่การขับไล่รัฐบาลหรื อให้ นายกรัฐมนตรี ลาออก เพียงแต่ให้ มีการเลือกตังภายในกรอบรั
้ ฐธรรมนูญ 2550
จึงเป็ นข้ อเรี ยกร้ องที่สมเหตุผลและมีความชอบธรรม สามารถโน้ มน้ าวประชาชนจํานวนมากที่แม้ จะลังเลแต่
ยังมีจิตใจรักความเป็ นธรรม ให้ หนั มาสนับสนุนฝ่ ายประชาธิปไตยได้

ผู้วิจารณ์บางคนกล่าวหาว่า แนวทางสันติและให้ ยบุ สภาเป็ น “แนวทางปฏิรูป” คําถามคือ แล้ วสิง่ ที่พวก


เขาอ้ างว่าเป็ น “แนวทางปฏิวตั ”ิ คืออะไร? คําตอบหนึง่ ที่ได้ คือ
“การเปลี่ยนจากระบอบเผด็จการอํามาตยาธิปไตยมาเป็ นระบอบประชาธิปไตย” แต่ปัญหาคือ
นิยาม “แนวทางปฏิวตั ิ” ที่วา่ นี ้ต่างจากเป้าหมายของ นปช. อย่างไร? นปช.แดงทังแผ่ ้ นดินมิได้ กําลังต่อสู้เพื่อโค่น
ล้ มระบอบอํามาตยาธิปไตยอยูห่ รอกหรื อ? ถ้ าผู้วิจารณ์เหล่านี ้ปฏิเสธการเรี ยกร้ องให้ ยบุ สภา เลือกตังใหม่
้ เพื่อแก้
รัฐธรรมนูญหรื อนํารัฐธรรมนูญ 2540 มาปรับปรุงใช้ ใหม่ โดยกล่าวหาว่า เป็ น “แนวทางปฏิรูป” แล้ วพวกเขาจะให้
ประชาชนต่อสู้อย่างไร?

บางคนอ้ างถึง “แก้ วสามประการ” ว่าเป็ น “แนวทางปฏิวตั ิ” ทฤษฎี “แก้ วสามประการ” เป็ นบทเรี ยนที่สรุป
มาจากประสบการณ์ในการปฏิวตั ขิ องจีน ประกอบด้ วยพรรคปฏิวตั ิ กองกําลังติดอาวุธ และแนวร่วมทางการ
เมือง ทฤษฎีดงั กล่าวเกิดขึ ้นในปริ บทเฉพาะของประเทศจีนยุค ค.ศ.1930-1949 ที่ตกอยู่ในสงครามกลางเมือง
และการรุกรานจากต่างชาติ ผู้ปกครองดําเนินระบอบเผด็จการเต็มรูป ไม่มีชอ่ งว่างทางรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
ให้ ฝ่ายต่อต้ านได้ เคลื่อนไหว ทังดํ
้ าเนินนโยบายเข่นฆ่าจับกุมคุมขังประชาชนอย่างต่อเนื่องยาวนาน ผู้ที่อ้าง
“แก้ วสามประการ” ไม่มีความเข้ าใจถึงรากฐานที่มาและปริ บทดังกล่าว ไม่เข้ าใจว่า สภาพการณ์ของประเทศไทย
และลักษณะเฉพาะของขบวนการประชาธิปไตยของไทยในปั จจุบนั นั ้นแตกต่างอย่างสิ ้นเชิง

แท้ ที่จริ ง ผู้ที่เสนอทฤษฎี “แก้ วสามประการ” กําลังใช้ ทฤษฎีดงั กล่าวเป็ นเครื่ องอําพรางความโน้ ม
เอียงในทาง “การทหาร” ของตน ด้ วยการประเมินอย่างผิดๆ ว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของไทยในขัน้
ปั จจุบนั “สุกงอม” แล้ ว มองไม่ เห็นความเป็ นจริงเฉพาะหน้ าที่ดุลกําลังทัง้ ทางการเมืองและการทหาร
ของฝ่ ายเผด็จการนัน้ เหนือกว่ าฝ่ ายประชาธิปไตยอย่ างที่ไม่ มีทางเทียบกันได้ ความโน้ มเอียงในทาง
ทหารดังกล่าวอาจนําไปสูก่ ารเคลือ่ นไหวอย่าง “สุม่ เสี่ยง” เพ้ อฝั นที่จะใช้ ยทุ ธวิธี “เผชิญหน้ าแตกหัก” ใน
ขันตอนปั
้ จจุบนั ไปบรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็ ว ซึง่ มีแต่จะก่อความเสียหายให้ แก่ฝ่ายประชาธิปไตยเอง

3. ประเมินความโหดร้ ายของฝ่ ายเผด็จการตํ่าเกินไป


แกนนํา นปช. แดงทังแผ่
้ นดิน มีจดุ อ่อนสําคัญคือ ประเมินความโหดร้ ายของฝ่ ายเผด็จการตํ่าเกินไป
แม้ จะมีสญ
ั ญาณเตือนอย่างชัดเจนตังแต่
้ ต้นปี 2553 แล้ วว่า ฝ่ ายเผด็จการได้ ตระเตรี ยมแผนการและกําลัง
เพื่อการปราบปรามประชาชน

แกนนําบางส่วนเชื่ออย่างไร้ เดียงสาว่า ฝ่ ายเผด็จการจะไม่ใช้ กําลังปราบปรามประชาชนอย่าง


แน่นอนเนื่องจากได้ เรี ยนรู้บทเรี ยนอดีตหลายครัง้ แล้ วว่า การใช้ กําลังรุนแรงมีแต่จะทําให้ ประชาชนยิ่งโกรธ
แค้ น การต่อสู้ยิ่งลุกลามขยายออกไป ฉะนัน้ หากฝ่ ายประชาธิปไตยเคลื่อนไหวกดดันอย่างเหนียวแน่น ฝ่ าย
เผด็จการก็จะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้ องหันมาประนีประนอมอ่อนข้ อ (เช่น ด้ วยการยุบสภา)
แกนนําอีกส่วนยอมรับว่า มีความเป็ นไปได้ ที่ฝ่ายเผด็จการจะใช้ กําลังปราบปรามประชาชน แต่พวก
เขายังคงยึดติดอยูก่ บั ประสบการณ์จากกรณีนองเลือดพฤษภาคม 2535 โดยเชื่ออย่างลมๆ แล้ งๆ ว่า หาก
ฝ่ ายเผด็จการลงมือปราบปรามประชาชน ความพยายามดังกล่าวจะล้ มเหลว และในเมื่อไม่สามารถเอาชนะ
ฝ่ ายประชาชนในทางทหารได้ อย่างเด็ดขาด เหตุการณ์ก็จะต้ องคลี่คลายไปในรูปของ “พฤษภาคม 2535”
ด้ วยการประนีประนอมและถอยให้ กบั ฝ่ ายประชาธิปไตย (เช่น นายกรัฐมนตรี ลาออก แล้ วยุบสภาเลือกตัง้
ใหม่) แกนนําส่วนนี ้ไม่เข้ าใจว่า สถานการณ์ความขัดแย้ งระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการในวันนี ้แตกต่าง
อย่างสิ ้นเชิงกับเมื่อพฤษภาคม 2535 เพราะในวันนี ้เป็ นการต่อสู้ครัง้ ประวัติศาสตร์ ที่ชี ้ขาดความอยูร่ อดของ
ฝ่ ายเผด็จการอํามาตยาธิปไตยภายใต้ กระแสโลกาภิวฒ ั น์และกระแสประชาธิปไตยทังในประเทศและทั
้ ว่ โลก
เป็ นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยครัง้ ที่ยิ่งใหญ่และมีลกั ษณะถึงที่สดุ นับแต่ปี 2475 เป็ นต้ นมา จึงเป็ นความ
ขัดแย้ งที่แหลมคมและไม่อาจประนีประนอมกันได้

ความล้ มเหลวของฝ่ ายเผด็จการในการใช้ กําลังปราบปรามประชาชนเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 กลับ


ยิ่งไปตอกยํ ้าการประเมินที่ไม่สอดคล้ องกับความเป็ นจริงดังกล่าวทังในหมู
้ แ่ กนนําและในหมูม่ วลชนมากยิ่งขึ ้น

กรณี 10 เมษายน 2553 ก่อให้ เกิดความโกรธแค้ นและมุ่งมัน่ ในหมูม่ วลชนที่จะยืนหยัดต่อสู้ให้ ถงึ ที่สดุ
และมีผลทางลบที่สาํ คัญคือ ทังแกนนํ
้ าและมวลชนจํานวนมากประเมินภัยอันตรายจากฝ่ ายเผด็จการตํ่าลง
ไปอย่างมาก เกิดความเชื่อโดยทัว่ ไปว่า ฝ่ ายเผด็จการได้ ประสบความพ่ายแพ้ ทางทหารและสูญเสียขวัญ
กําลังใจอย่างมาก จนไม่มีทางที่จะใช้ กําลังเข้ าปราบปรามประชาชนได้ อีก พวกเขาประเมินดุลกําลังทาง
การเมืองและการทหารของฝ่ ายประชาธิปไตยอย่างไม่เป็ นจริง เกิดกระแส “ความโน้ มเอียงทางการทหาร” ขึ ้น
สูงทั ้งในหมูแ่ กนนําและมวลชนบางส่วน และเมื่อฝ่ ายรัฐบาลรุกกลับทางการเมืองด้ วยการเสนอ “แผน
ปรองดองห้ าข้ อ” แกนนํา นปช. แดงทั ้งแผ่นดิน ก็ต้องเผชิญกับคูค่ วามขัดแย้ งใหญ่ทางยุทธศาสตร์ ที่พวกเขา
ไม่สามารถแก้ ให้ ตกได้ คือ ความขัดแย้ งระหว่างการยึดแนวทางสันติและให้ ยบุ สภาในด้ านหนึง่ กับความ
ต้ องการของแกนนําบางส่วนและมวลชนที่ม่งุ เผชิญหน้ ากับเผด็จการโดยตรงและทันทีในอีกด้ านหนึง่
4. การสังหารหมู่ 19 พฤษภาคม 2553
การเสนอ “แผนปรองดอง” และให้ เลือกตังในเดื ้ อนพฤศจิกายน 2553 โดยรัฐบาลเป็ นการรุกกลับทาง
การเมืองที่ทําให้ แกนนํา นปช.ต้ องเผชิญความขัดแย้ งระหว่างการต่อสู้ทางการเมืองกับฝ่ ายเผด็จการด้ านหนึง่ กับ
การเมืองของมวลชนในอีกด้ านหนึง่ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เป็ นเพียงเครื่ องมือของเผด็จการอํามาตยาธิปไตย
ไม่มีอํานาจและความเป็ นเอกเทศที่จะตัดสินใจยุบสภาได้ ด้วยตนเอง ความจริ งคือ ฝ่ ายเผด็จการไม่ต้องการให้ มี
การเลือกตังในระยะเวลาอั
้ นใกล้ เพื่อหลีกเลีย่ งที่จะซํ ้ารอยความผิดพลาดในอดีตของพวกเขาที่ยอมให้ มีการ
เลือกตังเมื
้ ่อ 23 ธันวาคม 2550

ทังแกนนํ
้ าและมวลชนต่างรู้วา่ “แผนปรองดอง” ดังกล่าวเป็ นเพียงมาตรการหลอกลวง และจะต้ อง
ถูกฝ่ ายเผด็จการบิดพลิ ้วไม่ช้าก็เร็ว แต่ถ้าแกนนํานปช.ปฏิเสธข้ อเสนอของรัฐบาลในทันที ฝ่ ายเผด็จการก็จะ
ฉวยใช้ เป็ นข้ ออ้ างทางการเมืองเพื่อใช้ กําลังปราบปรามประชาชน ฉะนัน้ หนทางที่สอดคล้ องในขณะนันคื ้ อ
การรับข้ อเสนอของรัฐบาล ยุตกิ ารชุมนุม เพื่อรักษากําลัง ฐานมวลชนและเครื อข่ายสื่อสารของตนไว้ ให้
พร้ อม เพื่อรณรงค์เปิ ดโปงและเรี ยกร้ องความเป็ นธรรมจากกรณี 10 เมษายน 2553 ต่อไป รอเวลากลับมา
เคลื่อนไหวใหญ่อีกครัง้ เมื่อฝ่ ายเผด็จการบิดพริ ว้ ไม่ยบุ สภาให้ มีการเลือกตังตามกํ
้ าหนดในวันข้ างหน้ า

แต่แกนนําก็ไม่สามารถกระทําเช่นนันได้ ้ เพราะหากตอบรับข้ อเสนอของรัฐบาลโดยทันที พวกเขาก็


จะเผชิญความขัดแย้ งกับมวลชนที่ไม่ต้องการ “ปรองดอง” กับเผด็จการ แกนนําพื ้นที่และมวลชนที่ออกมา
เคลื่อนไหวในครัง้ นี ้ได้ สงั่ สมความโกรธแค้ นมาหลายปี อันเกิดจากการข่มเหงและความอยุตธิ รรม นับแต่
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การยุบพรรคไทยรักไทย การปฏิเสธผลการเลือกตัง้ 23 ธันวาคม 2550 ด้ วย
การอุ้มชูอนั ธพาลการเมืองเสื ้อเหลืองให้ ยดึ ทําเนียบรัฐบาลและสนามบิน ยุบพรรคพลังประชาชน ล้ มรัฐบาล
ที่มาจากการเลือกตัง้ จัดตังรั้ ฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และการปราบปรามประชาชนเมื่อ 12-14 เมษายน
2552 มวลชนเหล่านี ้จึงออกมาร่วมเคลื่อนไหวด้ วยจิตใจที่พร้ อมจะเผชิญกับความยากลําบากและอันตราย

กรณีนองเลือด 10 เมษายน 2553 ที่มีผ้ คู นบาดเจ็บล้ มตายรวมเกือบหนึง่ พันคนยิ่งสร้ างความโกรธ


ให้ กบั ประชาชนมากยิง่ ขึ ้น พวกเขามิได้ เพียงต้ องการยุบสภาอีกต่อไป แต่ต้องการท้ าทายระบอบเผด็จการอํา
มาตยาธิปไตยโดยตรง แกนนําพื ้นที่และมวลชนจึงปฏิเสธข้ อเสนอของรัฐบาล และปฏิเสธแกนนํานปช.ใน
ประเด็นดังกล่าว ผลที่อาจเกิดขึ ้นคือ แกนนําบางส่วนและมวลชนจะยังคงชุมนุมยืดเยื ้อต่อไปโดยลําพัง
นํามาซึง่ การเข่นฆ่าประชาชนครัง้ ใหญ่อยูด่ ี
ในขณะเดียวกัน แรงกดดันจากมวลชนยังส่งผลให้ ความแตกต่างทางความคิดที่มีอยูเ่ ดิมภายในหมู่
แกนนํานปช. ขยายตัวเป็ นความแตกแยกทางความคิดและยุทธวิธี แกนนําส่วนหนึง่ มี “ความโน้ มเอียงทาง
การทหาร” ประเมินดุลกําลังของตนอย่างเพ้ อฝั นเกินจริ ง และประเมินฝ่ ายเผด็จการตํ่าเกินไป โดยเชื่อว่า จะ
ยังคงไม่มีการใช้ กําลังเข้ าปราบปรามประชาชน หรื อหากมีการใช้ กําลัง ก็จะล้ มเหลวดังเช่นกรณี 10 เมษายน
และการยืนหยัดชุมนุมต่อไปจะทําให้ รัฐบาลไม่มีทางอื่นใดอีกนอกจากต้ องยอมยุบสภาโดยทันทีหรื อลาออก

ในที่สดุ ได้ มีการเพิ่มข้ อเรี ยกร้ องของการชุมนุมจาก “ยุบสภา” เป็ น “เอาผิดผู้รับผิดชอบกรณี 10


เมษายน” แต่การยกระดับข้ อเรี ยกร้ องดังกล่าวได้ กลายเป็ นสัญญาณว่า การต่อสู้เรี ยกร้ องประชาธิปไตยใน
ครัง้ นี ้มิอาจมีผลเป็ นอย่างอื่นไปได้ นอกจากการเข่นฆ่าประชาชนครัง้ ใหญ่เนื่องจากฝ่ ายเผด็จการนันได้ ้
เตรี ยมแผนการมายาวนานและมีกําลังมาพร้ อมสรรพ ในขณะที่ฝ่ายมวลชนประชาธิปไตยก็เต็มไปด้ วยความ
โกรธที่สงั่ สมมายาวนาน และพร้ อมจะเผชิญหน้ ากับฝ่ ายอํามาตยาธิปไตย

ผู้วิจารณ์บางคนมีข้อแย้ งว่า แกนนํานปช.ยังอาจยุตกิ ารชุมนุมได้ ทนั ท่วงทีหากไม่มีการแตกแยกกัน


และสามัคคีกนั ลงไปชี ้แจงทําความเข้ าใจกับแกนนําพื ้นที่และมวลชน ข้ อแย้ งดังกล่าวอยูบ่ นสมมติฐานที่วา่
แกนนํายังคงสามารถกุมสภาพมวลชนได้ ทงหมดตราบจนช่
ั้ วงสุดท้ ายของการชุมนุม แต่ความจริ งคือ แกน
นํานปช.ได้ คอ่ ย ๆ สูญเสียการกุมสภาพมวลชนไปตั ้งแต่เหตุการณ์ 10 เมษายน จนกระทัง่ แทบจะกุมสภาพ
ไม่ได้ เลยในช่วงสุดท้ าย กลายเป็ นการเคลือ่ นไหวอย่างเป็ นเอกเทศของแกนนําพื ้นที่และแกนนําจากภายนอก
รวมทั ้งการเคลื่อนไหวที่เป็ นไปเองของมวลชน

นัยหนึง่ การชุมนุมของประชาชนในนาม “คนเสื ้อแดง” ที่เรี ยกร้ องการยุบสภาในช่วงเดือนมีนาคมนัน้


หลังจากการปราบปรามในวันที่ 10 เมษายน ก็ได้ พฒ ั นาไปเป็ นการชุมนุมเพื่อท้ าทายเผด็จการอํามาตยาธิป
ไตย และท้ ายสุดเมื่อฝ่ ายเผด็จการทําการปิ ดล้ อมทางทหารเพื่อเตรี ยมการล้ อมปราบครัง้ ที่สองในต้ นเดือน
พฤษภาคม การชุมนุมก็ขยายตัวกลายเป็ นการลุกขึ ้นสู้ของมวลชนครัง้ ใหญ่ โดยที่แกนนํานปช. แดงทัง้
แผ่นดินไม่สามารถควบคุมได้ ในที่สดุ

แกนนํานปช. จํานวนหนึง่ ไม่เห็นด้ วยกับการยกระดับการชุมนุม และได้ ตดั สินใจ “ยุตบิ ทบาท” ไป


ก่อน แกนนําส่วนนี ้แม้ จะมองเห็นอย่างถูกต้ องถึงอันตรายข้ างหน้ า แต่การที่พวกเขาตัดสินใจ “หยุด” ในขณะ
ที่การเคลือ่ นไหวของมวลชนยังคงดําเนินต่อไปนัน้ มิได้ เป็ นผลดีตอ่ การเคลื่อนไหวของมวลชนแต่อย่างใด ทั ้ง
ไม่ได้ ชว่ ยให้ สามารถหลีกเลี่ยงการเข่นฆ่าประชาชนอย่างขนานใหญ่อยูด่ ี ความรับผิดชอบของพวกเขาใน
ฐานะผู้นําการเคลื่อนไหวจะต้ องได้ รับการประเมินอย่างเข้ มงวดโดยมวลชนประชาธิปไตยต่อไป
แกนนํานปช. อีกส่วนหนึง่ มีความเห็นว่า ควรรับข้ อเสนอของรัฐบาลและไม่เห็นด้ วยกับการชุมนุม
ยืดเยื ้อออกไป แต่ด้วยความรับผิดชอบของการเป็ นแกนนํา จึงยังคงยืนหยัดอยูก่ บั มวลชนไปจนถึงที่สดุ แม้ จะ
รู้วา่ บันปลายเป็
้ นอย่างไร พวกเขาเหล่านี ้สมควรได้ รับการสดุดีอย่างสูง

5. การต่ อสู้ท่ มี าก่ อนกาลเวลา


อาจกล่าวได้ วา่ แกนนําพื ้นที่และมวลชนคนเสื ้อแดงที่เรี ยกร้ องเกินกว่าการยุบสภาในสถานการณ์
ขณะนัน้ กระทําผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ อย่างสําคัญ ในสภาพการณ์ที่ขบวนการประชาธิปไตยเพิง่ จะก่อตัว
แม้ จะมีจํานวนนับล้ านคนทัว่ ประเทศแล้ ว แต่ก็ยงั อ่อนแอในการจัดตังและระเบี
้ ยบวินยั ขาดประสบการณ์ใน
การเคลื่อนไหวรูปธรรม ขาดแกนนําที่เข้ มแข็งและเป็ นเอกภาพ จึงย่อมไม่มีทางที่จะเข้ าเผชิญหน้ าโดยตรง
กับเผด็จการอํามาตยาธิปไตยในทันที

การคลี่คลายของมวลชนจากการชุมนุมไปเป็ นการลุกขึ ้นสู้ในครัง้ นี ้ มีลกั ษณะเป็ นไปเองและ


หลีกเลี่ยงได้ ยาก ในประวัตศิ าสตร์ มีกรณีที่ประชาชนลุกขึ ้นสู้ตอ่ ต้ านการกดขี่ขม่ เหงอยูท่ กุ หนแห่งทัว่ โลก
ส่วนใหญ่ต้องประสบความพ่ายแพ้ เนื่องจากเป็ นการเข้ าต่อสู้ก่อนเวลาอันควรในยามที่ประชาชนยังอ่อนเล็ก
ขาดการนําและการจัดตัง้ อย่างไรก็ตาม แม้ เราอาจวิจารณ์วา่ การต่อสู้เหล่านี ้มีความผิดพลาดทาง
ยุทธศาสตร์ แต่เราก็ต้องมีความเข้ าใจในสัญชาตญาณและจิตใจของมวลชนว่า การลุกขึ ้นสู้ที่พา่ ยแพ้ เหล่านี ้
จํานวนมากเป็ นสิง่ ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากประชาชนได้ ถกู กดขี่ขม่ เหงอย่างสาหัสมาเป็ นเวลานาน
จนถึงกาลที่พวกเขาไม่อาจทนต่อไปได้ และระเบิดขึ ้นเป็ นความโกรธ แม้ พวกเขาจะรู้วา่ ในท้ ายสุดจะยุติลง
เป็ นความสูญเสียและพ่ายแพ้ ก็ตาม

ท่าทีที่ถกู ต้ องของนักประชาธิปไตยต่อการต่อสู้ที่พา่ ยแพ้ เหล่านี ้ รวมทังต่


้ อการเคลื่อนไหวพฤษภาคม
2553 คือ ต้ องเข้ าใจและสดุดีความกล้ าหาญของพวกเขา คารวะจิตใจต่อสู้ที่กล้ าเสียสละไม่กลัวตาย
สนับสนุนและร่วมกับพวกเขาให้ เรี ยนรู้จากความผิดพลาดและพ่ายแพ้ เหล่านี ้ นํามากลับมาถ่ายทอด เพื่อ
ยกระดับการต่อสู้ในครัง้ ต่อไป
การโจมตีแกนนํานปช.อย่างสาดเสียเทเสียว่า เป็ นสาเหตุหลักของการเสียหายจํานวนมากของ
มวลชน ไม่ใช่ทา่ ทีของนักประชาธิปไตย แม้ วา่ แกนนําที่มีความโน้ มเอียงทางการทหารจะกระทําผิดพลาด
และมีสว่ นสําคัญต่อผลลัพธ์ แต่พวกเขาก็ยงั คงเป็ นผู้ตอ่ สู้เพื่อเสรี ภาพประชาธิปไตยที่ยืนหยัดอยูก่ บั มวลชน

การโยนความรับผิดชอบทังหมดไปให้
้ แกนนํานปช.ยังเป็ นการปฏิเสธความจริ งสําคัญอีกประการหนึง่
คือ ประชาชนหลายแสนคนที่ออกมาเคลื่อนไหวทัว่ ประเทศและชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพนัน้ มาโดยสมัครใจ
ด้ วยความรับรู้ทางการเมืองในระดับสูงและการตัดสินใจที่ชดั เจนว่า พร้ อมจะเผชิญหน้ ากับความยากลําบาก
อันตราย และการเสียสละ เพื่อให้ สงั คมไทยและชนชันปกครองไทยได้
้ ร้ ูสกั ครัง้ ว่า พวกเขาโกรธแค้ นและจะไม่
ยอมทนต่อการกดขี่และความอยุติธรรมอีกต่อไป ประชาชนเหล่านี ้ไม่ใช่มวลชนว่านอนสอนง่ายที่แกนนําจะ
นําพาไปทางไหนก็ได้ พวกเขามีความมุง่ มัน่ และความรับรู้สงู พอที่จะตัดสินใจสนับสนุนหรื อปฏิเสธทิศ
ทางการตัดสินใจของแกนนําของพวกเขาด้ วยตัวเอง

6. ฝ่ ายเผด็จการชนะทางทหาร แต่ แพ้ ทางการเมือง


การเคลื่อนไหวพฤษภาคม 2553 เป็ นการเคลื่อนไหวที่มีการจัดตังในระดั
้ บหนึง่ แต่ก็ยงั มีลกั ษณะ
เป็ นไปเองอยูส่ งู ขบวนการประชาธิปไตยจะต้ องเรี ยนรู้จากจุดอ่อนและความผิดพลาดของตนเอง เพื่อ
ยกระดับการเคลื่อนไหวในอนาคต

จุดอ่อนสําคัญคือ แกนนํานปช. แดงทังแผ่


้ นดินยังขาดเอกภาพในแนวทางยุทธศาสตร์ ยทุ ธวิธี
เนื่องจากพื ้นภูมิหลังที่แตกต่าง มีประสบการณ์ร่วมและเวลาไม่มากพอที่จะหล่อหลอมขึ ้นเป็ นแกนนําที่
เข้ มแข็งเป็ นเอกภาพ จึงไม่อาจประสานสามัคคีกนั เพื่อแก้ ปัญหาทางยุทธศาสตร์ ยทุ ธวิธีได้ ในยามวิกฤต อีก
ทังไม่
้ สามารถประสานเป็ นหนึง่ เดียวกับแกนนําพื ้นที่ ไม่อาจสื่อสารและเรี ยนรู้จากกันและกัน เป็ นผลให้ แกน
นํานปช.ไม่สามารถกุมสภาพมวลชนได้ กระทัง่ สูญเสียการกุมสภาพของการเคลื่อนไหวไปในขันตอนวิ ้ กฤต
การทํางานทางความคิดของแกนนําในหมูม่ วลชนยังไม่เพียงพอ แม้ แต่การทําความเข้ าใจกับมวลชนใน
ประเด็นยุทธศาสตร์ ยทุ ธวิธีรูปธรรมก็ยงั สับสน ก่อให้ เกิดการคาดหวังที่ไม่เป็ นจริ ง เช่น การประเมินกําลังของ
ตนสูงเกินจริ งอย่างต่อเนื่อง การกระพือความหวังลม ๆ แล้ ง ๆ เรื่ องสหประชาชาติ เรื่ องกองกําลังในประเทศ
หรื อจากต่างประเทศ เรื่ องศาลอาญาระหว่างประเทศ เรื่ องการแทรกแซงของมหาอํานาจ ซึง่ ล้ วนเป็ นความ
เพ้ อเจ้ อที่สะท้ อนถึงความอ่อนแอของฝ่ ายประชาธิปไตยอย่างแท้ จริ ง ละเลยที่จะเน้ นยํ ้าบทเรี ยนจากการต่อสู้
ของประชาชนทัว่ โลก คือต้ องพึง่ ตนเองเท่านัน้

มวลชนที่เข้ าร่วมการเคลือ่ นไหวพฤษภาคม 2553 แม้ จะพัฒนายกระดับความรับรู้ทางการเมือง มี


การจัดตังรวมตั
้ วในระดับหนึง่ ก็ยงั อ่อนแอ กระจัดกระจาย และขาดวินยั ที่จําเป็ น แต่พวกเขาก็จะเรี ยนรู้จาก
ความพ่ายแพ้ ครัง้ นี ้ เช่นเดียวกับที่ได้ เรี ยนรู้บทเรี ยนจากการต่อสู้ตลอดหลายปี มานี ้ ประสบการณ์นองเลือด
ครัง้ นี ้จะนําไปสูก่ ารยกระดับครัง้ ใหญ่ในทางจิตสํานึก ความเรี ยกร้ องต้ องการ การรวมตัวจัดตังและวิ
้ นยั ของ
ขบวนการประชาธิปไตย

ในครัง้ นี ้ ฝ่ ายเผด็จการอํามาตยาธิปไตยได้ ชยั ชนะในทางทหารเท่านัน้ แต่กําลังพ่ายแพ้ ทางการเมือง


อย่างสําคัญ การบดขยี ้ขบวนการประชาธิปไตยด้ วยการสังหารหมูป่ ระชาชนครัง้ ใหญ่และคุกคามจับกุมคุม
ขังไปทัว่ ประเทศคราวนี ้ แลกมาด้ วยการฉีกหน้ ากากนักบุญผู้ทรงคุณธรรมและความเมตตาของฝ่ ายเผด็จ
การจนหมดสิ ้น ในวันนี ้ พวกเขาไม่สามารถปกครองด้ วยศรัทธาและการครอบงําทางจิตใจเป็ นด้ านหลักได้
อีกต่อไป และจําต้ องหันมาใช้ การกดขี่ ปราบปรามและกําลังรุนแรงเพื่อรักษาอํานาจไว้

ระบอบการเมืองใดก็ตามที่สูญเสียการครอบงําทางจิตใจและอุดมการณ์ แล้ วหันมาใช้ กาํ ลัง


รุ นแรงอย่ างเปิ ดเผยเพื่อปกครองประชาชน ระบอบนัน้ ก็ไม่ อาจอยู่ได้ นาน

00000000000000000000000000000