You are on page 1of 3

การบาน...

"หัดธรรม"
ในเมื่อทั้งชีวิตคือการเรียนรู ทั้งชีวิตจึงตอง "ทําการบาน" แตมีการบานขอหนึ่ง ที่เรามักจะลืมทํากัน ซึ่งหากคิดเปนตัวเลขอัตราส วนออกมา ก็คงจะไดอัตราสวนของคนที่ทําการ บานขอนี้ ตอคนที่ไมไดทําการบาน ออกมาเปนตัวเลขเขาใกลศูนย การบานขอที่วานี้ ก็คือ การบาน "หัดธรรม" นั่นเอง ถาถามหาเหตุที่คนไมสนใจจะทําการ บาน "หัดธรรม" นี้ ก็คงไมมีใครตอบไดดีเทากับ เราตอบดวยตัวเอง ถามตัวเองซิวา ทําไมเราละเลยที่จะทําการบานขอนี้ไป? ตอบไดกี่ขอกันบางละ หนึ่ง สาม หา หรือเกินสิบ ซึ่งใครจะตอบไดกี่ขอก็ตามแต ก็ใหทราบเถิดวา นั่นแหละคือ ขออางของกิเลส ขออางของตัณหา ขออางของอวิชชา หาใชขออางของจิตใจตัวเองแต อยางใด ทั้งนี้ก็เพราะ จิตใจตัวเองของแตละคนนั้น ลวนแตปรารถนาที่จะพนทุกข กันทั้งนั้น แตกลับถูกกิเลส ถูกตัณหา ถูกอวิชชา มาครอบงํา มาปดบังเอาไว จนไมรูเลยวา จิตใจจริงๆของตัวเองนั้น เปนอยางไรกันแน ไมรูเลยวา จิตใจกําลังถูกกิเลส ถูกตัณหา ถูกอวิชชา ชวนใหไหลไปหากองทุกข ชวนใหหลงถือ หลงกอดกองทุกข ดวยเขาใจผิดวาคือกองสุข ไมรูเลยวา จิตใจกําลังถูกชวนใหสนองตอบกิเลส ใหสนองตอบตัณหา ใหดิ้นรน ใหแสวงหา ในสิ่งที่เปนอาหารหลอเลี้ยง กิเลส ตัณหา อวิชชา ใหมีกําลัง ครอบงําจิตใจไปตราบนานเทานาน แตดวยความเปนจริงของทุกสร รพสิ่ง กิเลส ตัณหา อวิชชา จึงยังไมไดเกงถึงขนาด ที่จะครอบงําจิตใจสรรพสัตวเอา ไวไดอยางเบ็ดเสร็จถาวร เพราะทุกสรรพสิ่งรวมทั้งกิเลส ตัณหา อวิชชา

ก็ลวนมีลักษณะที่เหมือนกันคือ ไมไดเปนตัวเปนตนอยางสมบูรณ แบบโดยตัวเอง หากแตตองอาศัยปจจัยตางๆ มาปรุงแตงประกอบกันขึ้นมา ซึ่งเมื่อปรากฏตัวขึ้นมาแลว ก็จะไมอาจคงทนอยูไดอยางถาวร แตจะถูกบีบคั้นในตัวเองใหตอง เสื่อม ใหตองสลายดับไปในที่สุด ดวยความจริงของสรรพสิ่งนี้เอง ที่ทําใหจิตใจมีโอกาสที่จะรู ความจริงวา แทจริงแลว ความพนจากกิเลส พนจากตัณหา พนจากอวิชชา พนจากกองทุกข นั้นมีอยู และยิ่งไปกวานี้ ยังปรากฏวามีผูที่สามารถฝกหัดจิตใจจนพนไปไดจริงๆ แลวก็ไดทิ้งรองรอยบอกทางให ผูอื่นวา จะพนไปไดอยางไร ดังปรากฏเปน ทางสายเอก ทางสายที่จะพาใหพนไปจากองทุกขได หรือที่เรียกกันวา "สติปฏฐาน ๔" นั่นเอง แตการจะพนไปจากกองทุกขได นั้น จิตใจนี้จะตองผานการฝกหัด จากจิตที่ไมมีศีล เปนจิตที่มีศีล จากจิตที่ไมตั้งมั่น ( ไมมีสมาธิ ) เปนจิตที่ตั้งมั่น ( มีสมาธิ ) จากจิตที่ไมมีปญญา เปนจิตที่มีปญญา สามารถรูเทาทันเลหเพทุบาย ของกิเลส ตัณหา อวิชชา ที่ครอบงําจิต อยู จนในที่สุดดวยกําลังของ ศีล สมาธิ ปญญา ก็จะรวบรวม ธรรม มารวมเปนหนึ่ง มีผลใหละกิเลส ละตัณหา ละอวิชชา ออกจากจิตไดอยางหมดจด จิตที่เคยเศราหมอง เคยทะยานอยาก เคยถูกครอบงํา ก็จะเปนอิสระ พนจากกองทุกขทั้งปวง ดวยรองรอยของผูที่พนไปได แลว ตั้งแตพระพุทธเจาลงมาถึงพระ อรหันตสาวกทั้งหลาย ดังปรากฏอยูใหหมูมวลสรรพสัตว ไดเห็นนี้ จะมีเหตุผลอะไรอีกหรือ ที่เราผูมีโอกาสไดเห็นรองรอยเหลานี้แลว จะพากันไมใสใจที่จะตามรอง รอยนี้ไป นอกเสียจากจะยินดีใหขออาง ที่แสนจะหลอกลวงของกิเลส ตัณหา อวิชชา มาสนตะพายรอยเชือดสอดจมูก จูงจิตใจใหเดินตามทางของมัน ไปเรื่อยๆ ตราบนานเทานาน

แตหากมีเจตจํานง ปรารถนาจะเดินตามรองรอยของพระพุทธเจา ก็ตองทําการบานกันอยางจริง จัง และการบานนี้ก็มีเพียงขอเดียว คือ "หัดธรรม" โดยเจตจํานง ของการบานขอ "หัดธรรม" นี้มีอยูเพียงวา ใหหัดมีศีล ใหหัดมีความตั้งมั่น (หัดมีสมาธิ) และ ใหหัดที่จะมีปญญา “สุรวัฒน เสรีวิวัฒนา” ประโยคทิ้งทาย : “เมื่อจะเริ่มฝกสติ หรือเริ่มหัดเจริญสติ ใหตั้ง "เจตจํานง" วา จะรูวามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งปรากฏอยูในความรูสึก (เชน ลมหายใจ กายเคลื่อนไหว จิตที่เผลอหลงไป ฯลฯ) นี่แหละคือ การเริ่มฝกเจริญสติดวยรูปแบบตางๆ การตั้ง "เจตจํานง" วา จะรูวามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งปรากฏอยูในความรูสึก นี้เอง ที่จะทําให หลังจากลืมรูสึกถึงสิ่งนั้นไป (อาจเพราะมัวไปสนใจสิ่งอื่นๆทั้งแบบเจตนาหรือไมเจตนา) ไมนานก็จะนึกขึ้นได ระลึกขึ้นได รูสึกขึ้นไดวา มีสิ่งที่ไดตั้งเจตจํานงที่จะรู กลับมาปรากฏขึ้นในความรูสึกอีกครั้ง "เจตจํานง" นี้เอง คือจุดเริ่มตนของการเจริญสติ เมื่อสติเจริญขึ้นจนมีกําลังมากพอ ตอไปการระลึกรูก็จะเกิดบอยขึ้นๆ แลวก็ขยายขอบเขตไปสูการระลึกรูสิ่งอื่นๆ อะไรๆ ที่เกิดขึ้นทางกายทางใจนอกเหนือจากที่เคยตั้งเจตจํานงไว ก็จะระลึกรูได แตตองแครูเทานั้น จึงจะเขาใจวา อะไรๆ ที่เกิดขึ้นทั้งทางกายทางใจ รวมถึงกายและจิตใจเอง ก็ไมเที่ยง เกิดดับ เปลี่ยนแปลง คงทนอยูไมได หาอะไรในกายและจิตใจ ที่จะเปนตัวตนโดยตัวมันเองไมไดเลย ” “สุรวัฒน เสรีวิวัฒนา”

“อุบาสิกา...ณชเล”