You are on page 1of 15

การวิเคราะห์ ความเสี ยหายของโอลด์ แฮมริงของปั๊มแบบก้นหอยโดยวิธีไฟไนต์ เอลิเมนต์

A FAILURE ANALYSIS OF OLDHAM RING OF SCROLL PUMP


BY FINITE ELEMENT METHOD
วีระยุทธิ์ สิ ขิวฒั น์ 1
พิชยั กฤชไมตรี 2
บทคัดย่อ

งานวิจยั นี้ ได้นาสมการพีชคณิ ตของปั๊มน้ าแบบก้นหอยมาออกแบบและสร้างแบบจาลองปั๊มน้ า


แบบก้นหอยในโปรแกรมสาเร็ จ Solid Works แล้วจึงนาแบบจาลองดังกล่าวไปวิเคราะห์ดว้ ยโปรแกรม
ABAQUS ซึ่งโปรแกรมทางด้านการวิเคราะห์ปัญหาด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ โดยในการวิเคราะห์จะ
ทาการวิเคราะห์ในส่วนของตัวใบพัดเคลื่อนที่ของปั๊มน้ าแบบก้นหอยที่มีการเคลื่อนสัมพัทธ์กบั โอลด์แฮมริ ง
(Oldham Ring) ซึ่งเป็ นอุปกรณ์ป้องกันการหมุนอิสระรอบแกนเพลาขับของใบพัดเคลื่อนที่ ทั้งนี้เนื่องจาก
ระหว่างการเคลื่อนตามกระบวนการทางานดังกล่าวจะเกิดการสัมผัสกันระหว่างผิวสัมผัสของชิ้นส่ วนทั้ง
สอง โดยเป็ นไปในลักษณะของการชนเชิงสัมผัสแบบพลศาสตร์ (Contact/Impact Dynamics) และหลังจากที่
ได้ผลของการวิเคราะห์ดว้ ยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์แล้ว ก็นาผลที่ได้เปรี ยบเทียบกับการทดสอบจริ งว่า
ตาแหน่งของความเสี ยหายต่างๆที่เกิดขึ้นมีความสอดคล้องมากน้อยแค่ไหน และหลังจากนั้นจึงนาผลสรุ ป
ดังกล่าวที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุ งในการออกแบบปั๊มน้ าแบบก้นหอยในครั้งต่อๆไป

ผลการทดสอบในงานวิจยั นี้ แสดงให้เห็นว่าตัวโอลด์แฮมริ ง (Oldham Ring) นั้นจะเกิดค่าความเค้น


มากที่สุดที่มุมองศาของการเคลื่อนที่ของใบพัดก้นหอย   1260 ในแต่ละรอบของวัฏจักรการเคลื่อนที่ของ
ปั๊มก้นหอย โดย โดยค่าดังกล่าวนี้เมื่อเทียบเทียบกับการทดสอบจริ ง ผลปรากฏว่า โอลด์แฮมริ ง (Oldham-
Ring) เกิดการเสี ยรู ปเนื่องจากการชนเชิงสัมผัสแบบซ้ าๆในระหว่างการทดสอบ สอดคล้องกับตาแหน่งและ
บริ เวณเดียวกันกับตาแหน่งที่ได้จากการวิเคราะห์โดยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์

คาสาคัญ : วิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ , ปั๊มแบบก้นหอย, โอลด์แฮมริ ง

1
นิสิตปริ ญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่ องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน
2
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่ องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน
Abstract

This research presents design and analysis of a scroll pump. The fixed and orbiting scrolls
mathematical models were used in design and construction of the scroll pump. The coordinates of the
curves along the fixed and orbiting scroll wraps were calculated by the Matlab program. The scroll pump
was modeled by the Solid Work program and analyzed by the ABAQUS program, which uses numerical
analysis by the finite element method. The objective of this research is to use the finite element method to
analyze the failure of the Oldham Ring due to impacting the orbiting scroll inside of the scroll pump. The
relative motion of the orbiting scroll and Oldham Ring have impact/contact dynamics between their
coupled contact surfaces. Any information and data used during the analysis were obtained from
information and data used in design step. The angular velocity data taken from the design step was used in
the analysis step and was calculated from the speed of the motor at 1450 rpm. After obtaining results by
using the finite element method, analysis then predicted the results from the test data and compared for
benefit to better design and developed the scroll pump in later models.

The results demonstrated maximum stress at each cycle of the orbiting motion. Nevertheless, the
comparison between test results and analysis results are required. In conclusion, analysis results
corresponded with the test results for position and area of the failure.

Keyword : Finite Element Method, Scroll Pump, Oldham Ring


คาอธิบายสั ญลักษณ์ และคาย่ อ

a = สัมประสิ ทธิ์เส้นเวียนก้นหอย (Spiral Coefficient)


r = พิกดั เชิงขั้ว (Polar Coordinates)
x = พิกดั แกน x
y = พิกดั แกน y
R = รัศมีการเคลื่อนที่ของใบ Orbit Scroll
 = สัมประสิ ทธิ์กน้ หอย (Scroll Coefficient)
 = ค่าความแตกต่างของมุมเริ่ มต้นการโค้ง (Discrepancy of Starting Roll Angle)
 = รัศมีของวงกลมพื้นฐาน,  (   )
 = มุมข้อเหวี่ยง (Crank Angle)
 = ตาแหน่งมุม (Position Angle)
E = มอดูลสั ของความยืดหยุน่ (Modulus of elasticity)
 = ความเร็ วเชิงมุม (Angular Velocity)
 = ความเค้น (Stress)
 = ความเครี ยด (Strain)
 = ความเค้นเฉือน (Shear stress)
 = ค่าวามหนาแน่น (Density)
DOF = ระดับขั้นความอิสระ (Degree of freedom)
คานา

ในปัจจุบนั วิธีการไฟไนต์เอลิเมนต์ได้เริ่ มนามาประยุกต์กบั งานทางด้านต่างๆในทางวิศวกรรมกัน


อย่างแพร่ หลาย โดยมีจุดประสงค์หลักคือ เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ปรกติจาเป็ นต้องใช้ไปในการทดลอง หรื อเพื่อ
ใช้กบั งานที่ไม่สามารถทดลองอย่างสมบูรณ์ได้ อาทิเช่น การคานวณสภาวะของอากาศผ่านลาตัวรถยนต์
เครื่ องบิน และจรวด และคานวณอุณหภูมิบนเครื่ องยนต์ เครื่ องบิน เป็ นต้น จากประสิ ทธิภาพของวิธีการไฟ
ไนต์เอลิเมนต์ที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าว ทาให้วิธีการนี้เริ่ มเป็ นที่ยอมรับในหมู่วิศวกร นักออกแบบทัว่ ไป
อย่างไรก็ตามการใช้ไฟไนต์เอลิเมนต์โปรแกรมคอมพิวเตอร์จาเป็ นต้องใช้ดว้ ยความรอบคอบแลระมัดระวัง
ผูใ้ ช้ไฟไนต์เอลิเมนต์โปรแกรมคอมพิวเตอร์จาเป็ นต้องมีความรู ้พ้นื ฐานของวิธีการไฟไนต์เอลิเมนต์อย่าง
เพียงพอ

ปั๊มน้ าแบบก้นหอย เป็ นปั๊มน้ าชนิดใหม่ จัดอยูใ่ นประเภทปั๊มแบบแทนที่ของเหลว (Positive -


Displacement Pump) การออกแบบปั๊มน้ าแบบก้นหอยนี้ ได้แนวคิดและดัดแปลงมาจากคอมเพรสเซอร์แบบก้น
หอยในระบบปรับอากาศ ซึ่งปั๊มน้ าแบบก้นหอยที่ทาการออกแบบและสร้างขึ้นนี้จะประกอบด้วยใบพัดก้น
หอย 2 ใบพัด ที่มีลกั ษณะเส้นเวียนก้นหอยเหมือนกัน แต่หมุนวนในทิศทางตรงกันข้าม หันเข้าประกบกัน
โดยเรี ยกชื่อใบพัดก้นหอยทั้งสองตามลักษณะการทางานได้คือ ใบพัดหยุดนิ่ง (Fixed Scroll) เป็ นใบพัดก้น
หอยที่หยุดนิ่งไม่เคลื่อนที่ตามเพลาขับ (Crank Shaft) และใบพัดเคลื่อนที่ (Orbiting Scroll) เป็ นใบพัดก้น
หอยที่มีการเคลื่อนที่ตามทิศการหมุนของ เพลาขับในลักษณะเยื้องศูนย์โดยมีตวั อุปกรณ์ป้องกันการ
หมุนรอบแกนเพลาของใบพัดแบบเคลื่อนที่ดงั กล่าวซึ่งเรี ยกว่า ตัวโอลด์แฮมริ ง (Oldham Ring) โดยในขณะ
เคลื่อนที่ของใบพัดก็ทาให้เกิดช่องว่างขึ้นระหว่างใบพัด และมีขนาดเปลี่ยนแปลงไปตามองศาการหมุนของ
ใบพัดเคลื่อนที่ ทาให้ของเหลวถูกเพิ่มความดันและจ่ายออกจากปั๊มเพือ่ นาไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์
ต่อไปได้ [2]
ในงานวิจยั นี้ ได้ทาการออกแบบและวิเคราะห์ผลของความเสี ยหายที่เกิดขึ้นของตัวโอลด์แฮมริ ง
(Oldham Ring) และใบพัดแบบเคลื่อนที่ (Orbit Scroll) เนื่องจากการชนเชิงสัมผัสระหว่างผิวของชิ้นส่ วนทั้ง
คู่โดยใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ เพื่อนาผลที่ได้จากการวิเคราะห์ไปใช้ประโยชน์ในด้านการออกแบบ
และปรับปรุ งปั๊มแบบก้นหอยให้มีสมรรถนะที่ดียงิ่ ขึ้นพร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนในเรื่ องของการทดสอบปั๊ม
สาหรับการผลิตปั๊มในรุ่ นต่อๆไป
วิธีการ

1.การออกแบบใบพัดก้นหอยและตัวโอลด์แฮมริ ง

ใบพัดก้นหอยของปั๊มแบบก้นหอยนั้น ดัดแปลงมาจากใบพัดก้นหอยของคอมเพรสเซอร์แบบก้น
หอย ซึ่งประกอบด้วยใบพัดก้นหอย 2 ใบพัด ที่มีลกั ษณะเส้นเวียนก้นหอยเหมือนกัน แต่หมุนวนในทิศทาง
ตรงกันข้าม หันเข้าประกบกัน โดยจะเรี ยกชื่อใบพัดทั้งสองตามลักษณะการทางาน คือ ใบพัดก้นหอยแบบ
หยุดนิ่ง (Fixed scroll) เป็ นใบพัดที่ยดึ ติดอยูก่ บั ตัวเรื อนปั๊ม ไม่มีการเคลื่อนที่ และใบพัดก้นหอยแบบ
เคลื่อนที่ (Orbiting Scroll) มีลกั ษณะการเคลื่อนที่ตามการหมุนของเพลาขับ (Shaft) โดยจะโคจรเยื้องศูนย์
รอบเพลาขับ ใบพัดก้นหอยทั้ง 2 แบบ ประกอบด้วยเส้นเวียนก้นหอย 2 เส้น ได้แก่ เส้นเวียนโค้งภายใน
(Inner curve) และ เส้นเวียนโค้งภายนอก (Outer curve) โดยเส้นเวียนโค้งทั้งสองได้มาจากการดัดแปลง
สมการพีชคณิ ตเส้นเวียนก้นหอย (Algebraic spiral scroll) ดังต่อไปนี้

1.1 สมการพีชคณิ ตเส้นเวียนก้นหอย


สมการพีชคณิ ตเส้นเวียนก้นหอยสามารถเขียนได้ท้ งั ในรู ปพิกดั เชิงขั้ว (Polar coordinates) และ
พิกดั ฉาก (Rectangular coordinates) ซึ่งสมการพีชคณิ ตเส้นเวียนก้นหอย ในรู ปพิกดั เชิงขั้ว (r,  ) แสดง
ดังนี้ [3]
r  a k (1)
หรื อ สมการพีชคณิ ตเส้นเวียนก้นหอย ในรู ปพิกดั ฉาก ( x, y) ดังนี้
x  a k cos  (2)
y  a k sin  (3)

1.2 สมการพิกดั เส้นเวียนก้นหอยของใบพัดของปั๊มแบบก้นหอย


สมการพิกดั เส้นเวียนก้นหอยของใบพัดของปั๊มแบบก้นหอย [3] สามารถเขียนอยูใ่ นสมการพิกดั
ฉาก ( x, y) โดยแบ่งออกเป็ นสมการพิกดั เส้นเวียนก้นหอย สาหรับใบพัดก้นหอยแบบหยุดนิ่ง (Fixed scroll)
และใบพัดก้นหอยแบบเคลื่อนที่ (Orbiting Scroll) ซึ่งใบพัดทั้งสองยังแบ่งออกเป็ น สมการพิกดั เส้นเวียนโค้ง
ภายในและเส้นเวียนโค้งภายนอก ดังสมการที่ (4) ถึง (11)
1.2.1 ใบพัดก้นหอยแบบหยุดนิ่ง (Fixed scroll)
เส้นเวียนโค้งภายใน
x   (cos   (     )sin  ) (4)
y   (sin   (     ) cos  ) (5)
โดยที่ 3    6
เส้นเวียนโค้งภายนอก
x   (cos   (   )sin  ) (6)
y   (sin   (   ) cos  ) (7)
โดยที่ 5    8
1.2.2 ใบพัดก้นหอยแบบเคลื่อนที่ (Orbiting Scroll)
เส้นเวียนโค้งภายใน
x   (cos   (   )sin  )   cos (8)
y   (sin   (   ) cos  )   sin  (9)
โดยที่ 4    7
เส้นเวียนโค้งภายนอก
x   (cos    sin  )   cos (10)
y   (sin    cos  )   sin  (11)
โดยที่ 4    7

ตัวอย่างของเส้นเวียนก้นหอยของใบพัดก้นหอย แสดงในภาพที่ 1 โดยกาหนดให้สมั ประสิ ทธิ์กน้


หอย ( ) มีค่าคงที่ 10 มม. ซึ่งเส้นเวียนก้นหอยของใบพัดก้นหอย ที่ได้ จะมีลกั ษณะแตกต่างกันไปตามค่า
ความแตกต่างของมุมเริ่ มต้นการโค้ง (  ) โดยที่เส้นเวียนก้นหอยของใบพัดก้นหอย ที่มีค่าความแตกต่างของ
มุมเริ่ มต้นการโค้งมาก จะได้ใบพัดก้นหอยที่หนากว่าใบพัดก้นหอยที่ได้จากเส้นเวียนก้นหอยของใบพัดก้น
หอยที่มีค่าความแตกต่างของมุมเริ่ มต้นการโค้งน้อย [2]

(ก) (ข) (ค)

ภาพที่ 1 แสดงเส้นเวียนของใบพัดก้นหอยของปั๊มแบบก้นหอย   10 มม.   0.5 เรเดียน,


(ก)   0.3 เรเดียน, (ข)   0.5 เรเดียน ,(ค)   0.7 เรเดียน
1.3 โอลด์แฮมริ ง (Oldham Ring)
โอลด์แฮมริ ง (Oldham Ring) เป็ นส่ วนประกอบหนึ่งของปั๊มน้ าแบบก้นหอย ทาหน้าที่หลักคือ ป้ อง
การหมุนรอบแกนเพลาเยื้องศูนย์ของใบพัดก้นหอยแบบเคลื่อนที่ (Orbit Scroll) แต่จะบังคับให้ใบพัด
เคลื่อนที่ในลักษณะโคจร( Orbiting Movement) ไปตามแกนเพลาเยื้องศูนย์เท่านั้น การเคลื่อนตัวของ
โอลด์แฮมริ งและตัวใบพัดก้นหอยแบบเคลื่อนที่น้ นั จะมีการเคลื่อนที่แบบสัมพัทธ์ซ่ ึงกันและกันโดย มี
สมการของตาแหน่งของการเคลื่อนที่ของใบพัดก้นหอยแบบเคลื่อนที่และโอลด์แฮมริ ง ดังนี้

1.3.1 สมการพิกดั ของตาแหน่งในการเคลื่อนที่ของใบพัดก้นหอยแบบเคลื่อนที่ (Orbit Scroll)


เนื่องจากใบพัดก้นหอยแบบเคลื่อนที่ (Orbit Scroll) จะมีลกั ษณะของการเคลื่อนที่เป็ นแบบวงกลมมี
ขนาดรัศมีเท่ากับขนาดของรัศมีเยื้องศูนย์ของแกนเพลาขับ ผูว้ ิจยั จึงได้สร้างสมการของพิกดั การเคลื่อนที่
ดังนี้
x(t )  R cos(t ), x( )  R cos  
 R   (   )
y (t )  R sin(t ), y ( )  R sin  
โดยที่ 0    2

1.3.2 สมการพิกดั ของตาแหน่งในการเคลื่อนที่ของโอลด์แฮมริ ง (Oldham Ring)


ในกรณี ของการเคลื่อนที่ของโอลด์แฮมริ งนั้นจะเคลื่อนที่ในลักษณะของการสัมพัทธ์กบั การ
เคลื่อนที่ของใบพัดก้นหอยแบบเคลื่อนที่ โดยลักษณะของการเคลื่อนที่ของโอลด์แอมริ งเป็ นแบบซิมเปิ ลฮาร์
โมนิค (Simple Harmonic) โดยจะมีการกระจัด (displacement) ของการเคลื่อนที่เฉพาะในแนวแกน x
เท่านั้นโดยผูว้ ิจยั จึงได้สร้างสมการพิกดั ของตาแหน่งในการเคลื่อนที่ของโอลด์แฮมริ ง ดังนี้
x(t )  R cos(t ), x( )  R cos 
โดยที่ 0    2

2.การวิเคราะห์ โดยวิธีไฟไนต์ เอลิเมนต์ [1]

2.1 การสร้างแบบจาลองปั๊มแบบก้นหอยสาหรับทาการวิเคราะห์

การสร้างแบบจาลองปั๊มแบบก้นหอยนั้น ได้ทาการจาลองแบบของอุปกรณ์ชิ้นส่ วนต่างๆใน


โปรแกรม Solid Works โดยมีรายละเอียดของส่ วนประกอบต่างๆของปั๊มแบบก้นหอยดังภาพที่ 2 ทั้งนี้ใน
การวิเคราะห์โดยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์น้ นั จะนาชิ้นส่วนที่มีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกับตัวโอลด์แฮมริ งและ
ใบพัดแบบก้นหอยเท่านั้นที่จะนาไปวิเคราะห์ในโปรแกรม ABAQUS ต่อไป โดยชิ้นส่ วนที่ดงั กล่าวดังภาพ
ที่ 3-5 ประกอบด้วย ใบพัดก้นหอยแบบเคลื่อนที่ (Orbit Scroll) ใบพัดก้นหอยแบบหยุดนิ่ง (Fixed scroll)
โอลด์แฮมริ ง (Oldham Ring) เพลาขับ (Shaft) และฐานยึดใบพัดแบบหยุดนิ่ง (Casing)
ภาพที่ 2 แสดงส่ วนประกอบต่างๆของปั๊มแบบก้นหอย ภาพที่ 3 ชิ้นส่ วนที่เกี่ยวข้องในงานวิจยั

ภาพที่ 4 แสดงส่ วนประกอบของจริ งของปั๊มก้นหอย ภาพที่ 5 แสดงแบบจาลองของปั๊มแบบก้นหอย

การวิเคราะห์ความเสี ยหายของโอลด์แฮมริ งของปั๊มแบบก้นหอยโดยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์น้ นั ได้


จาลองแบบในโปรแกรม Solid Works และได้เลือกใช้วสั ดุเป็ นอลูมิเนียม เบอร์ 7075 เป็ นวัสดุในการผลิต
เป็ นปั๊มแบบก้นหอยรวมทั้งใช้ในการกาหนดคุณสมบัติของวัสดุให้กบั แบบจาลองเพื่อทาการวิเคราะห์ดว้ ย
โดยคุณสมบัติของวัสดุอลูมิเนียม เบอร์ 7075 นั้นแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 คุณสมบัติของวัสดุ อลูมิเนียม 7075 ที่ใช้ในการวิเคราะห์ (Property of material)


Property Metric English
Mass density 2.81 g/cc 0.102 lb/in3
Modulus of elasticity 71.7 GPa 104000 psi
Ultimate Tensile Strength 572 MPa 83000 psi
Tensile Yield Strength 503 MPa 730000 psi
Poisson's Ratio 0.33 0.33
Shear Modulus 26.9 GPa 3900 ksi
หลังจากทาการกาหนดคุณสมบัติของวัสดุให้กบั แบบจาลองแล้ว ในขั้นตอนต่อไปก็ตอ้ งทาการแบ่ง
แบบจาลองของปั๊มแบบก้นหอยแต่ละชิ้นส่ วนออกเป็ นเอลิเมนต์ยอ่ ยๆหรื อที่เรี ยกว่าทาการ Mesh โดยผูว้ ิจยั
ได้เลือกใช้เอลิเมนต์ในการวิจยั นี้เป็ นแบบเอลิเมนต์ทรงหกหน้าแบบ 8 จุดต่อ (hexahedral element) มีการ
ประมาณค่าภายในเอลิเมนต์ (Element interpolation) เป็ นแบบเส้นตรง รู ปแบบ C3D8R: An 8-node linear
brick, reduced integration, hourglass control.เนื่องจากเอลิเมนต์ดงั กล่าวนี้มีความเหมาะสมทั้งในเรื่ องของ
ค่าของความแม่นยาในการประมาณค่าของผลเฉลยรวมทั้งความเหมาะสมในแง่ของเวลาที่จะต้องใช้ไป
สาหรับในการคานวณหาผลเฉลยด้วย ดังแสดงตามภาพที่ 6 แสดงภาพส่ วนประกอบต่างๆของปั๊มที่ได้ทา
การแบ่งเป็ นเอลิเมนต์ยอ่ ยๆ

ภาพที่ 6 แสดงส่ วนประกอบต่างๆของปั๊มที่ได้ทาการแบ่งเป็ นเอลิเมนต์ยอ่ ยๆ

1.ขนาดของปัญหาที่ทาการวิเคราะห์ (Problem Size)

จานวนของเอลิเมนต์ท้ งั หมดของทุกชิ้นส่วน (Number of elements) 73273 เอลิเมนต์


จานวนของจุดต่อทั้งหมด (Number of nodes) 93513 จุดต่อ
จานวนตัวแปรทั้งหมด (Total number of variables in the model) 280971 ตัวแปร
(degrees of freedom plus any lagrange multiplier variables)
การกาหนดภาระโหลด (Load) ให้กบั แบบจาลองโดยภาระโหลดได้คานวณอ้างอิงจากโหลด
ความเร็ วของแกนเพลาขับจากมอเตอร์ ซึ่งมีความเร็ วรอบที่ 1450 รอบต่อนาทีโดยคิดเป็ นความเร็ วเชิงมุม
ในการขับเคลื่อนแกนเพลาขับเท่ากับ 151.80rad / sec ซึ่งจะเป็ นค่าที่ใช้ในการกาหนดภาระโหลดให้กบั
แบบจาลองนัน่ เอง และในส่วนของการกาหนดเงื่อนไขขอบเขต (Boundary Condition) และเงื่อนไขบังคับ
(Constraints) ให้กบั แบบจาลองนั้นในงานวิจยั นี้ได้กาหนดมีเงื่อนไขบังคับตรงบริ เวณด้านหลังของตัวเรื อน
ปั๊ม (Casing)ไม่ให้มีค่าของการเคลื่อนตัวในทุกระดับขั้นของความเสรี (Degree of freedom)ในแต่ละแกน (
x, y, z ) ดังภาพที่ 7 แสดงตัวอย่างการกาหนดภาระความเร็ วเชิงมุมและเงื่อนไขขอบเขตให้กบั แบบจาลอง
ภาพที่ 7 แสดงตัวอย่างการกาหนดภาระความเร็ วเชิงมุมและเงื่อนไขขอบเขตให้กบั แบบจาลอง

ผลการศึกษาและวิเคราะห์

1. ค่ าความเค้ น
จากผลลัพธ์ของการวิเคราะห์ดว้ ยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ตลอดช่วงเวลาของการเคลื่อนที่โดยมี
มุมของแกนเพลาเริ่ มต้นที่   900 เทียบกับแกน x หมุนตามเข็มนาฬิกา จะพบว่าค่าความเค้นสูงสุ ดที่
เกิดขึ้นบนตัวโอลด์แฮมริ งและใบพัดก้นหอยแบบเคลื่อนที่น้ นั เกิดขึ้นที่ตาแหน่งมุมแกนเพลาขับที่
  1260 สาหรับวงกลมหนึ่ งหน่วยหรื อที่   1.8 สาหรับมุมที่แกนเพลาเคลื่อนที่ไปได้นบ ั จาก
จุดเริ่ มต้นที่   900 สาหรับวงกลมหนึ่งหน่วย ทิศตามเข็มนาฬิกา และพบว่าค่าความเค้นสะสมที่เกิดขึ้นใน
บริ เวณที่ชิ้นส่ วนทั้งสองเกิดการสัมผัสระหว่างกันนั้นมีแนวโน้มส่ งผลให้เกิดค่าความเค้นบนตัวโอลด์แฮมริ ง
เพิ่มสูงขึ้นเรื่ อยๆซึ่งจะทาให้มีโอกาสเกิดความเสี ยหายตรงบริ เวณดังกล่าวได้สูง ดังภาพที่ 8 ถึงภาพที่ 11
แสดงบริ เวณที่มีค่าความเค้นสูงสุ ดในแต่ละรอบของวัฏจักรการเคลื่อนของใบพัดก้นหอย

ภาพที่ 8 แสดงตาแหน่งค่าความเค้น ภาพที่ 9 แสดงตาแหน่งค่าความเค้น


สูงสุ ดที่เกิดขึ้นบนชิ้นงานที่วิเคราะห์ สูงสุ ดที่เกิดขึ้นบนโอลด์แฮมริ ง
ภาพที่ 10 แสดงการกระจายตัวของค่า ภาพที่ 11 แสดงการกระจายตัวของค่า
ความเค้นบนชิ้นงานที่วเิ คราะห์ ความเค้นบนโอลด์แฮมริ ง

หากนาเอลิเมนต์ใดๆที่ก่อให้เกิดค่าความเค้นสูงสุ ดที่เกิดขึ้นบนตัวโอลด์แฮมริ งและใบพัดก้นหอย


แบบเคลื่อนที่ มาแสดงให้อยูใ่ นรู ปของกราฟของค่าความเค้นตลอดช่วงระยะเวลาของการเคลื่อนที่ในแต่ละ
รอบวัฏจักร จะได้ดงั ภาพที่ 12 ถึงภาพที่ 14 โดยแสดงค่าความเค้นสูงสุ ดที่เกิดขึ้นบนตัวโอลด์แฮมริ งและ
ใบพัดก้นหอยแบบเคลื่อนที่

ภาพที่ 12 แสดงค่าความเค้นสูงสุ ดที่เกิดขึ้นบนตัวโอลด์แฮมริ งตลอดวัฏจักรของการเคลื่อนที่


ภาพที่ 13 แสดงค่าความเค้นสูงสุ ดที่เกิดขึ้นบนใบพัดก้นหอยตลอดวัฏจักรของการเคลื่อนที่

ภาพที่ 14 การเปรี ยบเทียบเค้นสูงสุ ดที่เกิดขึ้นบนใบพัดก้นหอยและตัวโอลด์แฮมริ ง

ดังนั้นจากกราฟของค่าความเค้นสูงสุ ดที่เกิดขึ้นบนชิ้นส่วนโอลด์แฮมริ งและใบพัดก้นหอยแบบ


เคลื่อนที่ในแต่ละรอบวัฏจักรของการเคลื่อนที่ของแกนเพลาขับ สามารถแสดงได้ดงั ภาพที่ 15 ซึ่งแสดงค่า
ความเค้นสูงสุ ดในแต่ละมุมองศาของการเคลื่อนที่ในแต่ละรอบของแกนเพลาขับ โดยจะพบว่าค่าความเค้นมี
แนวโน้มสูงขึ้นในช่วงของมุมองศาที่   720 ถึง   2700 ในแต่ละรอบวัฏจักรของการเคลื่อนที่ของ
แกนเพลาขับและจะกระทาที่บริ เวณผิวสัมผัส อันเนื่องมาจากค่าความเค้นสะสมในแต่รอบของการเคลื่อนที่
ที่เกิดการชนเชิงสัมผัสแบบพลศาสตร์ (Impact/Contact dynamic) ดังนั้นแนวโน้มของค่าความเค้นดังกล่าวนี้
มีความเป็ นไปได้สูงที่อาจก่อให้เกิดความเสี ยหายตรงบริ เวณตาแหน่งดังกล่าวบนโอลด์แฮมริ งได้
90 องศา 90 องศา
108 องศา
1.50E+08 72 องศา 108 องศา
1.00E+08 72 องศา
126 องศา 54 องศา 126 องศา 54 องศา
144 องศา
1.00E+08 36 องศา 144 องศา
9.00E+07 36 องศา
162 องศา
5.00E+07 18 องศา 162 องศา
8.00E+07 18 องศา
180 องศา
0.00E+00 360 องศา 180 องศา
7.00E+07 360 องศา
198 องศา 342 องศา 198 องศา 342 องศา
216 องศา 324 องศา 216 องศา 324 องศา
234 องศา 306 องศา 234 องศา 306 องศา
252 องศา 288 องศา 252 องศา 288 องศา
270 องศา 270 องศา

Maximum Von Mises Stress Cycle No. 1 Maximum Von Mises Stress Cycle No. 2

90 องศา 90 องศา
108 องศา
1.05E+08 72 องศา 108 องศา
1.20E+08 72 องศา
126 องศา 54 องศา 126 องศา 54 องศา
144 องศา
1.00E+08 36 องศา 1.10E+08
144 องศา 36 องศา
1.00E+08
162 องศา
9.50E+07 18 องศา 162 องศา
9.00E+07 18 องศา
180 องศา9.00E+07 360 องศา 180 องศา8.00E+07 360 องศา
198 องศา 342 องศา 198 องศา 342 องศา
216 องศา 324 องศา 216 องศา 324 องศา
234 องศา 306 องศา 234 องศา 306 องศา
252 องศา 288 องศา 252 องศา 288 องศา
270 องศา 270 องศา

Maximum Von Mises Stress Cycle No. 3 Maximum Von Mises Stress Cycle No. 4

ภาพที่ 15 ค่าความเค้นสูงสุ ดบนตัวโอลด์แฮมริ งในแต่ละมุมองศาของการเคลื่อนที่ในแต่ละรอบวัฏจักร

2. เปรียบเทียบผลกับการทดลอง

ในงานวิจยั นี้ได้ทาการออกแบบและสร้างชุดการทดสอบปั๊มแบบก้นหอยดังภาพที่ 16 แสดงปั๊ม


แบบก้นหอยและชุดทดสอบปั้แบบก้นหอยและหลังจากได้ผลจากการวิเคราะห์โดยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์แล้ว
เมื่อนาผลที่ได้ไปเปรี ยบเทียบกับผลจากการทาการทดสอบปั๊มน้ าแบบก้นหอย ซึ่งเมื่อได้ทาการทดสอบปั๊ม
แบบก้นหอยได้ระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นได้ทาการแยกชิ้นส่ วนปั๊มแบบก้นหอยออกมาเพื่อตรวจสอบ
ความเสี ยหาย พบว่าบริ เวณสลักโอลด์แฮมริ ง (Oldham ring) มีการสึ กหรอ อันเนื่องมาจากการเสี ยดสี กนั
ระหว่างตัวโอลด์แฮมริ งนี้กบั ร่ องของใบพัดก้นหอยแบบเคลื่อนที่ ทาให้บริ เวณสลักของตัวโอลด์แฮมริ งมี
ขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชดั สอดคล้องกับผลที่ได้จากการวิเคราะห์โดยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ดงั ภาพที่ 17-18
แสดงการเปรี ยบเทียบผลของความเสี ยหายที่ได้จากการวิเคราะห์กบั ผลที่ได้จากการทดสอบจริ ง
ภาพที่ 16 แสดงปั๊มแบบก้นหอยและชุดทดสอบปั๊มแบบก้นหอย

ภาพที่ 17 แสดงการเปรี ยบเทียบผลของความเสี ยหายที่ได้จากการวิเคราะห์กบั ผลที่ได้จากการทดสอบจริ ง

บริ เวณที่ บริ เวณที่


เสี ยหาย เสี ยหาย

ภาพที่ 18 แสดงการเปรี ยบเทียบผลของความเสี ยหายที่ได้จากการวิเคราะห์กบั ผลที่ได้จากการทดสอบจริ ง


สรุปและวิจารณ์
จากการวิเคราะห์ผลที่ได้จากการวิเคราะห์โดยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์มีความเป็ นไปได้สูงที่ชิ้นส่ วน
ของปั๊มคือ โอลด์แฮมริ ง (Oldham ring) เกิดความเสี ยหาย อันเนื่องมาจากการชนเชิงสัมผัสขณะมีการ
เคลื่อนที่แบบสัมพัทธ์กบั ใบพัดก้นหอยแบบเคลื่อนที่ ส่ งผลให้ผวิ หน้าของคู่สมั ผัสระหว่างโอลด์แฮมริ งและ
ใบพัดเกิดการสึ กหรอ และเมื่อเปรี ยบเทียบกับผลจากการทดสอบจริ ง ผลที่ได้มีความสอดคล้องเป็ นอย่างมาก
ทั้งในแง่ของตาแหน่งและบริ เวณที่เกิดความเสี ยหายโดยเห็นได้ชดั เจนว่า โอลด์แฮมริ งมีความเสี ยหายเกิดขึ้น
โดยมีขนาดเล็กลงจากเดิมที่ได้ออกแบบไว้เป็ นอย่างมาก

ข้ อเสนอแนะ

ผลที่ได้จากการเปรี ยบโดยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์และการทดสอบจริ งพบว่าบริ เวณและตาแหน่งที่เกิด


ความเสี ยหายนั้นมีความสอดคล้องกันมาก และหากนาผลที่ได้ดงั กล่าวไปประยุกต์เพื่อปรับปรุ งปั๊มแบบก้น
หอยในรุ่ นต่อไปควรดาเนินการแก้ไขในสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดความเสี ยหายกับปั๊มแบบก้นหอยดังนี้ คือ
สาเหตุหลักของการชนเชิงสัมผัสระหว่างโอลด์แฮมริ งและใบพัดก้นหอยแบบเคลื่อนที่น้ นั ส่ วนใหญ่เกิดจาก
ความไม่สมดุล (unbalance) ของแรงที่เนื่องจากการหมุนของใบพัดของปั๊ม ทั้งนี้การแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น
ควรทาการวิเคราะห์ความสมดุลของมวล (mass balance) เพื่อทาการปรับปรุ งแก้ไขให้ปั๊มสามารถทางานได้
ถึงขีดความสามารถที่ได้ออกแบบไว้และยังพบว่ายังมีแรงเสี ยดทานเกิดขึ้นบริ เวณผิวสัมผัสระหว่างส่วนที่
ประกบด้านหน้าและด้านหลังของโอลแฮมริ งของและใบพัดเคลื่อนที่ตามลาดับ ซึ่งเป็ นแรงเสี ยดทานที่ทาให้
เกิดแรงต้านการเคลื่อนที่ของใบพัดก้นหอยแบบเคลื่อนที่ ดังนั้นบริ เวณดังกล่าวควรปรับปรุ งให้มีการลด
พื้นที่สมั ผัส (contacted area) ให้นอ้ ยลงแต่ยงั คงทาหน้าที่ได้ดงั เดิม

เอกสารอ้างอิง

[1] ปราโมทย์ เดชะอาไพ.2537. ไฟไนต์เอลิเมนต์ในงานวิศวกรรม. สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

, กรุ งเทพฯ.

[2] ธนา ภู่เผือกรัตน์. 2548. การวิเคราะห์ ความเสี ยหายของใบพัดก้นหอยของปั๊มแบบก้นหอยโดย

วิธีสมาชิกจากัด. วิทยานิพนธ์ปริ ญญาโท, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

[3] Kritmaitree, P. 2002. Study of Volumetric Scroll Pump for the Cold Moderator System.

Ph.D. Thesis, Utsunomiya University.