“คนเราเกิดมาทาไม?

”: คาถามของวรรณสิงห์ที่ผมอยากตอบ
เมื่อลมแรง…ใบไม้ก็ร่วง

วันนี้มีโอกาสดูรายการพื้นที่ชีวิต ทางช่อง ThaiPBS ที่มีวรรณสิงห์ ประเสิรฐกุลเป็นพิธีกร ในช่วง
หนึง่ ของรายการวรรณสิงห์ตั้งคาถามว่า “คนเราเกิดมาทาไม”
ผมว่าคาถามนี้เป็นคาถามยอดฮิตของคนหลายๆ คนทั่วโลก ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
เมื่อ 2-3 ปีก่อน ท่านว. วชิรเมธีตอบคาถามนี้ในรายการที่นี่หมอชิตไว้ว่า ในแง่ของพุทธศาสนาแล้ว
“คนเราเกิดมาเพื่อพัฒนาตนเอง” ตอนที่ผมได้ฟังคาตอบนี้ ผมรู้สึกเห็นด้วยว่าคนเราเกิดมาก็เพื่อทา
ตัวเองให้สูงขึ้น
ช่วงนั้นผมตีความหมายของการ “พัฒนาตนเอง” ว่าเป็นการทาแต่ความดี สั่งสมบุญไว้เยอะๆ อย่า
ไปทาความชั่ว เพราะว่าเราจะได้ไม่ตกต่า นั่นคือไม่ตกต่าไปในอบายภูมิ (เช่น นรก สัตว์เดรัจฉาน
เป็นต้น) และไม่ตกต่าไปเป็นคนชั่วหรือคนที่สังคมส่วนมากไม่ยอมรับ
แต่มาวันนี้ วันที่ผมได้ยินวรรณสิงห์ตั้งคาถามนี้อีกครัง้
ผมกลับมองคาตอบของท่านว. ในมุมที่ไม่เหมือนเดิม
จริงๆ หลังจากได้ยินคาถามนี้ ประโยคหนึ่งที่ผุดขึ้นมา
ในใจผมคือ “ไม่ใช่สิ เราไม่ควรถามว่าคนเราเกิดมา
ทาไม แต่คนเราเกิดมาเพราะว่ามีปัจจัยให้เกิด” (งงไหม
ครับ ผมไม่ได้สนใจไปที่คาถาม แต่คาพูดที่ผุดขึ้นมามัน
คือประโยคบอกเล่า)

“ไม่ใช่สิ เราไม่ควรถามว่า
คนเราเกิดมาทาไม แต่คนเรา
เกิดมาเพราะว่ามีปัจจัยให้
เกิด”

จากบรรทัดนี้ไป ผมจะอธิบายความคิดของผมจากประสบการณ์ที่ผมได้คลุกคลีกับธรรมะในช่วง 4
เดือนที่ผ่านมา ผมพยายามจะอธิบายด้วยภาษาที่ง่ายที่สุด ไม่สิ ผมจะอธิบายด้วยภาษาที่ออกมา
จากความรู้สึกของผม
ก่อนอื่น เริ่มต้นด้วยการเกิดก่อน การเกิดเป็นคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ พระพุทธเจ้าบอกไว้ว่า ของยาก
ในโลกนี้มี 4 อย่าง และหนึ่งในนั้นคือการเกิดเป็นคน แต่มันยากยังไง? พระพุทธเจ้าเปรียบไว้แบบนี้
ให้นึกว่ามีพื้นมหาสมุทรที่ใหญ่มากๆ 1 ผืน และในมหาสมุทรนั้นมีแผ่นไม้ที่มีรูอยู่ 1 รู นอกจากนั้น
ใต้มหาสมุทรนั้นมีเต่าตาบอดตัวหนึ่งที่ 100 ปีจะโผล่ขึ้นมาเหนือน้าสักที โอกาสที่เราจะเกิดมาเป็น
คนได้นั้นเท่ากับโอกาสที่เต่าตาบอดตัวนั้นจะโผล่ขน
ึ้ มาแล้ว หัวมันจะเข้าไปในรู 1 รูบนไม้แผ่นนั้น
อ่านมาถึงตรงนี้ คงมีคนจานวนไม่น้อยคิดว่า มันก็เป็นแค่ความเชื่อ ที่พิสูจน์ไม่ได้…
ใช่ครับ ผมก็เคยคิดแบบนัน

หลังจากผมได้มาฝึกวิปัสสนากรรมฐาน (ซึ่งหมายถึง “ภาวนา” ในรายการพื้นที่ชีวิตที่วรรณสิงห์
สงสัยในตอนท้ายของรายการ) ผมกลับเห็นว่ามันไม่แปลกเลย และมีโอกาสเป็นไปได้ สังเกตนะ
ครับว่าผมใช้คาว่าโอกาสเป็นไปได้ เพราะว่าผมเองก็ยังพิสูจน์ไม่ได้รอ
้ ยเปอร์เซนต์

Page | 1

การเกิดเป็นมนุษย์นั้นมีปัจจัยหลักๆ คือ ต้องมีศล
ี 5 ครบ และมีหิริโอตัปปะ (ความละอายและเกรง
กลัวต่อการทาบาป) ทีนี้ลองนึกย้อนกลับมาที่ตัวเอง เรามีศีลครบ 5 หรือไม่? เรามีหิริโอตัปปะ
หรือไม่? และมีกี่คนที่มีสองสิ่งนี้? โอกาสการเกิดเป็นมนุษย์มีมากหรือน้อย?
เอาหล่ะครับ ตอนนี้หลายๆ คนคงคิดว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นมันตั้งอยู่บนสมมติฐาน (assumption) ที่ว่า
การเกิดการตาย การกลับชาติมาเกิดมันมีจริง
นั่นอีกแหล่ะครับ ผมเองก็ถูกสอนมาแบบนี้ตั้งแต่เด็กไม่ว่าจะเป็นจากพ่อแม่ ครู คนรอบข้าง อีกทั้ง
ถูกประโคมด้วยสื่อที่ชอบเอาเรื่องระลึกชาติได้มาให้ดูบ่อยๆ แล้วแบบนี้จะไม่ให้เชื่อได้ไง? … แต่ผม
เองไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ไม่สนใจ จนกระทั่ง 1 เดือนที่ผา่ นมาหลังจากผมได้ฝึกวิปัสสนากรรมฐานแล้ว
ระยะหนึ่ง
การฝึกวิปัสสนากรรมฐานมีหลักขั้นแรกคือ ต้องแยกกายกับใจให้ได้ก่อน ไม่ได้หมายถึงการถอดจิต
หรือวิญญาณออกจากร่างแบบที่เราเห็นในหนังนะครับ (แบบนั้นผมไม่เคยเจอ แต่ได้ยินมาว่าเป็นได้
จริง อันนี้ต้องคิดเอาเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชือ
่ ) แต่การแยกกายกับใจในที่นี้ผมหมายถึง การเห็นตาม
ความเป็นจริงว่าร่างกายก็เป็นส่วนของร่างกาย ใจก็เป็นส่วนของใจ ทั้งสองอย่างทางานแยกจากกัน
จริงๆ แล้วเรื่องแบบนี้จะให้อธิบายให้ฟังไม่ง่าย เพราะว่ามันเป็น “สภาวะ” ที่พีงรู้ได้ด้วยตนเอง
(“สัณทิฐโก” ในบทสวดมนต์) ขอเอาตัวอย่างวรรณสิงห์
“สังเกตนะครับว่าผมใช้คาว่า
มาแล้วกัน ถ้าคนไม่เคยกินเหล้า แล้วมีคนอธิบายว่า
เหล้ามันมีกลิ่นแบบนี้ รสแบบนี้นะ คนฟังอาจจะ ”เก็ท”
โอกาสเป็นไปได้ เพราะว่าผม
ได้ระดับหนึ่ง แต่มันไม่เหมือนกับลองด้วยตัวเอง สภาวะ
เองก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ร้อย
ในการฝึกวิปัสสนาก็เช่นกัน แต่ผมก็จะลองอธิบายดู

เปอร์เซนต์”

เคยได้ยินเรื่องราวของคนไข้ที่ขยับตัวไม่ได้ สมองพิการ
ไปแล้ว แต่ยังมีความรู้สึกทางใจได้ไหมครับ? เวลาญาติมาร้องไห้ข้างๆ น้าตาของเขาก็ไหลออกมา
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง จริงๆ แล้วสมองไม่ได้ทาหน้าที่รับรู้ความรู้สึก แต่จิตต่างหากที่ทาหน้าที่นั้น อีก
ตัวอย่างเวลาเราคิดถึงเรื่องอดีต เราจาภาพทุกอย่างได้ราวกับว่ากลับไปยืนที่ตรงนั้น นั่นเพราะว่า
ใครไป? สมอง(ส่วนหนึ่งของร่างกาย)กลับไปอดีตหรือเปล่าก็ไม่ แต่จต
ิ เป็นตัวไป ทาให้ภาพ
เหล่านั้นย้อนกลับมาเหมือนเรากลับไปเหตุการณ์นั้นจริงๆ
ล่าสุดผมดูรายการหนึ่งทาง PBS ที่อเมริกาในหัวข้อการควบคุมความรู้สึกและอารมณ์ของคน พิธีกร
ถามนักจิตวิทยา/นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองคนหนึ่งว่า คนเราโกรธได้ยังไง หมออธิบายการทางาน
ของสมองได้หมด และฝากทิ้งท้ายไว้ว่า แต่คนเราระงับความโกรธไม่ได้นะ เพราะว่าไม่มี
เส้นประสาทที่เชื่อมระหว่างสมองส่วนที่ทาให้โกรธและสมองส่วนที่ทาให้หยุดโกรธ … แต่ทาไมคน
ที่ฝึกวิปัสสนาหลายๆ คนทาได้? เมื่อความโกรธเกิด เขาเห็นมัน และดับมันได้ลง นั่นแสดงว่าสมอง
ไม่ได้ทาให้โกรธ แต่จิตต่างหากที่ทาหน้าที่ กายกับจิตทางานแยกกัน
ยกตัวอย่างมายาวเกินไปละครับ วกกลับเข้าเรื่อง ถ้าเราเห็นว่ากายกับจิตทางานแยกกัน เราจะเห็น
ว่าจิตทางานไม่หยุด เกิดดับไปตลอด เช่นตอนเรานอน แต่เรายังฝัน นั่นแสดงว่ากายหลับแล้ว แต่
จิตทางาน(ปรุงแต่ง)อยู่ ถ้าเป็นแบบนี้แล้วเวลาเราตาย เราก็ตายแค่ร่างกาย แต่จิตมันไม่ตาย… เมื่อ
จิตไม่ตาย จิตต้องไปเกาะที่อยู่ใหม่(คือ ชาติ)นั่นเอง จากสมมติฐานตรงนี้ ทาให้เชื่อได้ว่ามีการ
เป็นไปได้ว่าการเกิดใหม่มีจริง

Page | 2

มาถึงตรงนี้ วกกลับเข้าคาถามของวรรณสิงห์คือ “คนเราเกิดมาทาไม”… ผมอยากจะแสดงความเห็น
ว่า คนเราไม่ได้อยากเกิดมา แต่เพราะมันมีเหตุ คือมันมีจิต คนเราเลยต้องเกิดมา และเมื่อเกิด
มาแล้วมันเป็นทุกข์ แม้หลายๆ คนจะบอกว่ามีสุขปนอยู่ก็ตาม “การพัฒนาตนเอง” ในคาตอบของ
ท่านว. สาหรับผมตอนนี้เลยหมายถึง การดับการเกิด การดับปัจจัยที่ทาให้เกิดคือ จิตทีจ
่ ะไปก่อชาติ
วิธีที่ดับนั่นก็คือ การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน*ซึ่งเป็นการปฎิบัติเพื่อให้เห็นความจริงของสรรพสิ่งว่า Page | 3
เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และไม่ใช่ของเรา เมื่อเห็นว่าไม่ใช่ของเราแล้ว จิตมันก็ไม่ยึด พอไม่ยึดมันก็ไม่
เกิด เมื่อไม่เกิดทุกข์ก็ไม่มี ดับเข้าสู่นิพพานหรือสภาวะแห่งการไม่เกาะเกี่ยว
(พระพุทธเจ้าบอกว่าภพมนุษย์ที่มีทั้งสุขและทุกข์นแ
ี่ หละ คือภพที่ดีทส
ี่ ุดของการเห็นการเกิดดับ
ของทุกข์และสุข พระพุทธเจ้าเองก็เป็นมนุษย์ไม่ใช่เทวดา เทพเจ้าหรือพระเจ้า)
ป.ล. นี่เป็นความเห็นของผมซึ่งเป็นคนๆ หนึ่งที่มีโอกาสฝึกวิปัสสนามาบ้างเท่านั้นนะครับ

*ทาไมต้องทาวิปัสสนา นี่เป็นพิธีกรรมความเชื่อของพุทธที่ใช้สะกดจิตคนให้เห็นไปตามที่ตัวเอง
เห็นหรือไม่? ต้องบอกก่อนว่า ผมเพิ่งรู้จักคานี้ไม่นาน แต่พอได้ปฎิบัติมาบ้างก็พอเข้าใจ เทียบ
เหมือนกับการส่องดูไวรัสของนักวิทยาศาสตร์ ก่อนค้นพบกล้องจุลทรรศน์ ไวรัสมีอยู่หรือไม่
แน่นอนว่ามี แต่เพราะว่าเครื่องมือ(ตาเปล่า)ของเรามันไม่มีกาลังขยายมาก เลยต้องใช้กล้อง
จุลทรรศน์เพื่อจะได้เห็นไวรัส เรียกว่าเครื่องมือต้องเหมาะกับงาน เช่นเดียวกันกับวิปัสสนา วิปัสสนา
คือการมีสติรู้ทันสิ่งกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมดในกายในใจเรา สตินั้นจะเป็นเครื่องมือเหมือนกล้อง
จุลทรรศน์ที่เอาไว้ตรวจสอบว่ากายกับใจเราทางานยังไง (ทางโลกวิทยาศาสตร์ ยังไม่มีอะไร
ตรวจสอบการทางานใจเราได้ ตรวจได้แต่ผล (product) ของการทางานของใจ) ถ้าไม่มีวิปัสสนา ก็
ไม่มีสติ เมื่อไม่มีสติ โอกาสเห็นกายกับใจตามความเป็นจริงที่มันทางานก็ศูนย์…

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful