ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552

1

2

✿ บก.แถลง

2
✿ พระราโชวาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี พระราชทานแก่
คณะผู้ปฏิบัติงานโครงการตามพระราชดำริ
3-4
✿ อธิ
บดีกรมอนามัย เยี่ยมชมความสำเร็จ
ของการดำเนินกิจกรรมพัฒนาตำบลป่าไหน่ 5-7
✿ ศิลปะของการตั้งคำถามที่เสริมสร้างพลัง
8-9
✿ รายงานวิจัย : กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
ในการพัฒนาชุมชนชาวเขาเผ่ามูเซอ
อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
10
✿ การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัคร ภาคีเครือข่าย
เฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภคในชุมชน
ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง เย้า และมูเซอ
11-12
✿ รายงานวิจัย : การศึกษาปัญหาและแนวทาง
แก้ไขการดำเนินงานศูนย์สุขภาพชุมชน
อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
13
✿ เส้นทางคนทำงาน
14
✿ ภาพ : ชีวิต
15
✿ คำละมุน ภาพละไม
16

ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552

วารสารฉบับนี้ตามหลังฉบับก่อนมาติดๆค่ะ เนื้อหายัง

คงอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมและสาระที่น่าสนใจ ฉบับนี้ เราได้แนบ
แบบสอบถามความคิดเห็นและความพึงพอใจต่อวารสารและเนื้อ
งานของศูนย์พฒ
ั นาอนามัยพืน้ ทีส่ งู มาให้ทา่ นได้กรุณาให้ขอ้ คิดเห็น
เพื่ อ จะได้ ป รั บ ปรุ ง สิ น ค้ า และบริ ก ารของศู น ย์ ฯ ให้ ต รงกั บ

ความต้องการและความคาดหวังของผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียต่อไปค่ะ และเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของท่านที่ส่ง
แบบสอบถามกลับคืน ศูนย์ฯมีสมุดบันทึกเล่มเล็กๆน่ารัก เป็นของ
สมนาคุณกลับมาให้ด้วยค่ะ

สาระในวารสารฉบับนี้ ในหน้า 3-4 เราได้อัญเชิญพระ
ราโชวาทของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ที่ได้พระราชทานแก่คณะผู้ปฏิบัติงานโครงการตามพระราชดำริ ณ
ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร ในวันจันทร์ ที่ 20
เมษายน พ.ศ. 2552 นำลงเป็นแนวทางการดำเนินงานตามรอยฝ่า
พระบาท ในครั้งนั้นดิฉันได้เข้าเฝ้ารับพระราโชวาทด้วย นับเป็น
พระกรุณาธิคุณสูงสุดสำหรับศูนย์พัฒนาอนามัยพื้นที่สูง ที่ได้เป็น
วัตถุประสงค์ของการจัดทำวารสาร ศวน. ส่วนหนึ่งของการทำงานสนองพระราชดำริของพระองค์ท่าน เรา
จะทำอย่างเต็มที่ และเต็มความสามารถ

1. เพื่อเผยแพร่ข่าวสารและกิจกรรมเกี่ยวกับงานส่งเสริม

ในหน้ า 5-7 ขอเชิ ญ ติ ต ตามอธิ บ ดี ก รมอนามั ย
สุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมชาวเขา
น.พ.ณรงค์ศักดิ์ อังคสุวพลา และผู้บริหารกรมอนามัย เยี่ยมชม

2. เพื ่ อ เผยแพร่ ค วามรู ้ บทความวิ ช าการ และผลงาน
กิจกรรมการพัฒนาชุมชนในพื้นที่ดำเนินงานวิจัยตำบลป่าไหน่
ความก้าวหน้าทางวิชาการ งานส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 30 – 31 มีนาคม
ชาวเขา
2552 นับเป็นการพบปะประชาชนของผู้บริหารกรมอนามัยอย่าง

3. เพื่อเป็นสื่อประชาสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ใกล้ชิด ได้พบเห็นและชื่นชมศักยภาพของคนตำบลป่าไหน่ คุณ
ในการปฏิบัติงานในพื้นที่ชาวเขา ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ศรีวรรณ ทาวงศ์มา นักวิจัยผู้รับผิดชอบพื้นที่วิจัย หายเหนื่อยจาก
ที่ปรึกษา
: อธิบดีกรมอนามัย
การเตรียมงานเป็นปลิดทิ้งค่ะ นอกจากนี้พบกับสาระการประชุม
บรรณาธิการ
: นิตยา แสงเล็ก
พัฒนาศักยภาพอาสาสมัครและเครือข่าย ในการเฝ้าระวังคุณภาพ
ผู้ช่วยบรรณาธิการ : รุ่งรัศมี ศรีวงศ์พันธ์
น้ำดื่ม ในชุมชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง เย้า และมูเซอ ใน 3 จังหวัด
กองบรรณาธิการ : ศรีวรรณ ทาวงศ์มา, น้ำเพชร ศิริมังฆศรี มีรายละเอียดที่น่าสนใจ นำเสนอในหน้า 11- 12 พร้อมกับสาระที่
น่าสนใจอื่นๆค่ะ

สมควร ใจกระจ่าง

อโณทัย พรมชัย
อันเนื่องมาจากปก

และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาวิชาการ

อธิบดีกรมอนามัย น.พ.ณรงค์ศักดิ์ อังคสุวพลา ใน

จำนวนพิมพ์
: 1,500 เล่ม
ชุ

ชาวไทยภู
เ ขาเผ่ า ลาหู่ ขณะเยี่ ย มชมกิ จ กรรมการพั ฒ นา
ศิลปกรรม
: หจก.ลำปางบรรณกิจพริ้นติ้ง
หมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าลาหู่ บ้านป่าหญ้าไทร ตำบลป่าไหน่

โทร. 0-5422-8110, 0-5435-1309
อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 31 มีนาคม 2552

โทรสาร 0-5431-4109
(ภาพโดยนาง กนิษฐา เกษมสุข ประธานแม่บ้านตำบลป่าไหน่)
E-mail : lampangbanakit@hotmail.com

ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552

3

พระราโชวาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
พระราชทานแก่คณะผู้ปฏิบัติงานโครงการตามพระราชดำริ
ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร
วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552

ขอขอบคุณทุกคนที่ได้มาในวันนี้ และร่วมกันทำงานต่าง ๆ มาเป็นเวลา
นานอย่างเข้มแข็งและตั้งใจ ทั้งที่ในช่วงระยะเวลาเร็ว ๆนี้ และตลอดมามีปัญหา
ต่าง ๆ มากมายไม่หยุดยั้ง ที่จริงแล้วยิ่งมีเหตุการณ์ที่ทำให้บ้านเมืองมีปัญหาเดือด
ร้อนนั้น ผู้ที่ทำงานก็จำเป็นจะต้องทำอย่างตั้งใจยิ่งขึ้น เพราะว่าผู้ที่เดือดร้อนต่าง ๆ
อาจจะไม่มีที่พึ่ง หรือไม่มีผู้แนะนำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ทุก ๆ คนไม่ว่าจะเป็นผู้ใด
ถ้ามีความสามารถและคิดอะไรออกก็ต้องช่วยกัน โดยไม่จำเป็นจะต้องคิดแบบเก่า ๆ ที่มีคนชอบพูดว่าหัวยังไม่
กระดิกหางก็ขยับไม่ได้ อาจจะต้องขยับ ๆ เต้น ๆ ไปทั้งตัว แต่บางที่ถ้าจะไปทำเองทุกอย่าง บางอย่างก็อาจจะ
ผิดได้ จึงต้องช่วยกันคิดและนำมาพิจารณาปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี เดี๋ยวนี้เราทำงานในลักษณะที่มีระบบ

ยิ่งขึ้น คือมีแผนต่าง ๆ ที่กระทำกัน รู้สึกว่าลักษณะนี้จะได้ผลดี แต่ในบางกรณีต้องอาศัยการออกไปดูปัญหา
จริงเหตุการณ์จริง และปรับปรุงแก้ไขไปตามสมควร บางครั้งถ้าเป็นไปตามแผนเพียงอย่างเดียวก็อาจจะไม่ทัน
ต่อความเดือนร้อน หรือไขปัญหาของราษฎรไม่ได้ งานของเราก็ดำเนินไปด้วยดีหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องการ
ปรับปรุงพัฒนาสุขภาพอนามัยของผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาอยู่บ้าง ก็พยายามปรึกษาหาวิธี ที่
จริงที่ลำบากยากที่สุดก็คือการตั้งระบบไม่จำเป็นจะต้องไปพบเหตุการณ์นั้น ทุก ๆ ที่ถ้ามีระบบแล้วเมื่อเกิดเหตุ
อย่างนั้นในเรื่องสุขภาพ ทุกคนจะได้รับการดูแลให้ดีนับว่าดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

ส่วนในด้านการศึกษานั้น ตั้งแต่เริ่มที่คุณพูนศรีพูดว่า พ.ศ. 2523 หรือตอนเตรียมการ พ.ศ. 2522 เรา
คิดแต่เพียงว่าถ้าให้บุคคลต่าง ๆ นอกจากมีสุขภาพอนามัยดีแล้ว มีความรู้อย่างน้อยอ่านออก เขียนได้ก็เรียกว่า
เป็นการประสบความสำเร็จแล้ว แต่เวลานี้ทุก ๆ คน มีความมุ่งหวังตั้งใจที่จะเจริญก้าวหน้าไปเหมือนกับทุกคน
ที่มีโอกาสในประเทศของเรา นักเรียนที่เป็นลูกศิษย์ของคุณครู ตชด. ได้เติบโตขึ้นมีอาชีพ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน
เป็นเกษตรกร หรือทำธุรกิจ หรือเป็นครูบาอาจารย์ เป็นทหาร ตำรวจ เป็นพยาบาล เป็นแพทย์ หรือจะเป็นนัก
ข่าว เป็นอะไรก็มีหมดแล้วทุก ๆ อย่าง คนเหล่านี้คุณครูและผู้ที่มาช่วยงานน่าจะยินดีและปลื้มใจได้ว่า เราช่วย
กันสร้างคนมาช่วยทำประโยชน์รักษาดูแลบ้านเมือง ช่วยเหลือเรา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าต่างก็ชราภาพลงไปบ้าง
แต่ก็ยังมีเรี่ยวแรง และพวกคนรุ่นใหม่นี้หลายคนมีโอกาสด้านการศึกษาก็เป็นไปได้ถึงสูงที่สุดเท่าที่เขาจะถนัด
หรือสนใจหรือมีความสามารถ ตอนนี้อยู่ในระหว่างศึกษาในสถาบันต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศทุกคนก็
ทำได้เป็นอย่างดี และในเรื่องของความร่วมมือกับต่างประเทศ ไม่เฉพาะแต่เรามีความสามารถจัดการกันใน
ประเทศ เดี๋ยวนี้ในหน่วยงานของเราเป็นสถานที่ดูงานขององค์การต่าง ๆ อย่างองค์การระหว่างประเทศ เช่น
UNESCO หรือ “World Food Program” ก็มาขอให้ร่วมมือกับเขาในการช่วยเหลือหรือปฏิบัติงานในประเทศ
อื่น ๆ อย่างที่ทำมาก็มีประเทศต่าง ๆ ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า เป็นต้น ได้มาดูงาน
ในประเทศไทย นอกจากนี้ก็เตรียมการกันที่จะขยายผลไปมากกว่านี้ เช่น มีโรงเรียนจากประเทศมองโกเลียมาดู
สิงโตบาดเจ็บ ยังอยากรู้ตัวว่าจะคำรามไหวไหม มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและการเห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่ใช่การยึดติดในลาภยศสรรเสริญ
(จากหนังสือ “The Last Lecture” โดยแรนดี เพาซ์)

4

ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552

งานในประเทศไทย และได้เชิญทีมงานของเราไปดูสภาพในประเทศของเรา เพื่อคิดว่าจะปรับปรุงในลักษณะที่
เราทำอย่างไร ซึ่งอย่างประเทศมองโกเลียนั้นจะทำได้ยากมากว่าประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า เพราะว่า
สภาพพื้นที่ สภาพวัฒนธรรม หรือความเป็นอยู่ สภาพภูมิศาสตร์ของมองโกเลียนั้นต่างจากประเทศไทยอย่าง
มาก คนเขาดั้งเดิมนั้นเป็นพวกเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน รับประทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่ เขามาปรารภว่า
เขาต้องการให้ทำเรื่องสุขภาพ ต้องมีอาหารที่มาจากผักผลไม้บ้าง แต่ก็เปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนไม่ได้
หรือในการเพาะปลูกของเราจะปลูกได้ตลอดเวลา ส่วนประเทศมองโกเลียเป็นประเทศหนาวมีหิมะตกปกคลุม
ทุกสิ่งทุกอย่างในฤดูหนาว แต่เราจะแก้ปัญหาตรงนั้นอย่างไร เหมือนอย่างที่เรามีเจตจำนงในเรื่องจะให้คนในที่
ต่าง ๆ ในประเทศมีความสุข ประสบความสำเร็จ แต่ว่าปัญหาของแต่ละคนก็ต่าง ๆ กัน แต่ต่างไม่มากเท่าอย่าง
ไทยกับมองโกเลีย เป็นเรื่องที่เราจะต้องใช้ความรู้ความคิดของเราไปทำงานในสภาพที่แตกต่างออกไป

นอกจากเรื่องการที่ไปทำโครงการในลักษณะนี้แล้ว ก็ยังมีความสัมพันธ์กับประเทศอื่นยกตัวอย่าง เช่น
การร่วมมือสัมมนากับประเทศจีน ซึ่งโครงการก็เคยได้เป็นเจ้าภาพฝ่ายไทยร่วมกับธนาคารกสิกรไทยจัดสัมมนา
ไทย – จีน เช่น เรื่องของการพัฒนาเยาวชน หรือในปีนี้ ได้ทำเรื่องการพัฒนาสตรี มีทั้งเกี่ยวกับสตรีในวงการ
ต่าง ๆ เน้นเรื่องสตรีในเขตชนบททุรกันดาร ซึ่งมีบทบาทในด้านของสุขภาพอนามัย บทบาทในด้านของการให้
ความรู้ การศึกษา หรือการงาน อาชีพเกษตร หรือหัตถกรรมได้ ประชุมกันไปแล้ว และเขามาพูดหารือว่า ใน

ปีหน้านั้นประมาณต้นเดือนมีนาคม อยากจะจัดสัมมนาอีกครั้ง หัวข้อการพัฒนาเขียว ซึ่งก็น่าจะหมายถึง การ
พัฒนาให้ชีวิตเจริญยั่งยืนก้าวหน้า โดยที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นงานที่เราทำมาเป็นเวลานาน ก็
แทรกในเรื่องนี้ด้วย อย่างสังคมเรามีการเปลี่ยนแปลงไปต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเราซึ่งได้ศึกษาเล่าเรียนกันมาพอ
สมควร เป็นครู เป็นผู้สอน ความรู้ของเราถ้าไม่พยายามที่จะศึกษาเพิ่มเติมขึ้น ก็จะหยุดอยู่กับที่ แล้วไม่สามารถ
ช่วยเด็กหรือเยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ให้เจริญก้าวหน้าได้ จึงต้องมีการอมรมหรือพยายามฝึกฝนตัวเองเพิ่มเติม
ความรู้ที่สำคัญ เช่น ด้านภาษา ภาษาไทย หรือภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะเอาสภาพสิ่งแวดล้อมมาปรับปรุงใช้ สามารถที่จะเอาสิ่งที่มีอยู่มาทำประโยชน์
ได้ เราต้องฝึกฝนหาความรู้ด้วยตัวเองก่อน จึงมีการอบรมครู มีการพัฒนาครูอย่างนี้ หวังว่าทุกคนจะไม่ย่อท้อ
และสามารถที่จะศึกษาเรื่องใหม่ ๆ เพื่อที่จะนำมาเป็นตัวอย่าง และนำให้เยาวชนรุ่นใหม่สามารถในการอนุรักษ์
รักษาเอกลักษณ์ของตนเอง ในขณะเดียวกันกับการที่จะศึกษาเล่าเรียนของใหม่ให้ทันกับเหตุการณ์ เพราะเวลานี้
แม้แต่อย่างผู้นำฝ่ายศาสนา ยกตัวอย่างเช่นพระสงฆ์ หรือผู้นำศาสนาอิสลาม ก็มาร่วมโครงการที่จะศึกษาต่อ
อย่างพระอาจารย์ท่านพยายามทำปริญญา ทำปริญญาโท และปริญญาเอกกัน ทุกคนก็พยายามอย่างไม่หยุดยั้ง
หวังว่าจะช่วยกันทำให้บ้านเมืองเจริญได้ในความสามารถ ซึ่งอาจจะเรียกว่าความสามารถเล็ก ๆ ของเรา แต่ว่า
เราก็ไม่ย่อท้อ ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุข ความเจริญความมั่งคงที่จะมีชีวิตอยู่และปฏิบัติหน้าที่สืบต่อไป
-------------------------------------------

แม่บอกว่าคนเราก็ไม่ต่างจากตัวละครในหนังสือที่ต้องเผชิญกับเรื่องราวต่างๆในชีวิต และเมื่อผ่านพ้นมาได้ ก็จะมีความลุ่มลึกในเนื้ออารมณ์ เป็นคนเต็มคนมาก
ขึ้น และมองทุกอย่างเปลี่ยนไป (จากหนังสือ “ความสุขของกะทิ” โดยงามพรรณ เวชชาชีวะ)

ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552

5

กรมอนามัยเยี่ยมชมกิจกรรมของกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
ในการพัฒนาชุมชนตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

ศรีวรรณ ทาวงศ์มาและน้ำเพชร ศิริมังฆศรี

นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ

ตามที่ ศูนย์พัฒนาอนามัยพื้นที่สูง ได้ดำเนินงานโครงการ
กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน ตำบลป่า
ไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2550 –
2551 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนพลังชุมชน โดย
ต้องการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างแท้จริงและปรับ
กระบวนการคิด มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามวิถีชนเผ่า โดยใช้หลักการ
วิจัยปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (PAR) ประสานงานความร่วมมือ
กับองค์การบริหารส่วนตำบลป่าไหน่ รวมทั้งภาคราชการต่างๆ
เช่น โรงพยาบาลพร้าว สาธารณสุขอำเภอพร้าว สถานีอนามัย
ตำบลป่าไหน่ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
อำเภอพร้าว พัฒนาการอำเภอพร้าว เกษตรอำเภอพร้าว และสถานี
เกษตรพื้นที่สูง การดำเนินโครงการได้ใช้แผนแม่บทชุมชนเป็น
เครื่ อ งมื อ ในการขั บ เคลื่ อ นพลั ง ชุ ม ชน โดยชุ ม ชนและพั ฒ นา
กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ศูนย์พัฒนาอนามัยพื้นที่สูงมี
บทบาทเป็นผู้เอื้ออำนวย เป็นผู้เชื่อมประสาน เชื่อมคน เชื่อมความคิดและเชื่อมกิจกรรม เพื่อให้เกิด
กระบวนการเรียนรู้และเกิดการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาชุมชน
ตำบลป่าไหน่

การดำเนินโครงการในปีงบประมาณ 2550 เป็นการดำเนิน
งานเพื่อเตรียมความพร้อมคนหรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่น
การค้นหาทรัพยากร การกำหนดเนื้อหาสาระที่จะถ่ายทอดวิธีการ
เรียนรู้ให้แก่บุคคล ในปีงบประมาณ 2551 เป็นการดำเนินงานเพื่อ
พั ฒ นาศั ก ยภาพการเรี ย นรู้ ข องภาคี ชุ ม ชนตำบลสู่ ก ารพึ่ ง ตนเอง

การร่อนเร่พเนจร สอนให้ผมเข้าใจลึกซึ้งว่าบนโลกใบนี้ ไม่มีคำว่าโชคดีหรอก ไม่มีอะไรที่เราจะได้มาโดยง่าย ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตล้วนมาจากความมานะ
พยายามของตนเองทั้งสิ้น ( “ไล่ตงจิ้น : ลูกขอทาน”)

6

ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552

ศูนย์พฒ
ั นาอนามัยพืน้ ทีส่ งู ในฐานะผูเ้ อือ้ อำนวยการ (Facilitator) ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลป่าไหน่
และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ได้นำกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่เหมาะสมกับบริบท วิธีคิด วิถีชีวิต
และวัฒนธรรมของชนเผ่าลาหู่ขึ้น เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการจัดการปัญหาชุมชน โดยชุมชน
และเพื่อชุมชน โดยใช้ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นศักยภาพ
ของชุมชนมาสร้างกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนร่วมกัน

และในปี 2552 เป็นปีประเมินผล กระบวนการเรียนรู้แบบ
มีส่วนร่วมของชุมชนเผ่ามูเซอ และการทำงานที่เชื่อมโยงกันของ
ภาคีทั้ง 3 ภาคส่วน เพื่อวิเคราะห์ความสำเร็จของกระบวนการเรียน
รู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน และนำผลการประเมินเพื่อวิเคราะห์หา
ข้อดี ข้อด้อยมาปรับปรุง และขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ โดยการ
ถ่ายทอดในรูปแบบต่างๆ ต่อไป และเมื่อวันที่ 30 - 31 มีนาคม
2552 นพ. ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัยและคณะผู้
บริหารจากสำนักที่ปรึกษา สำนักส่งเสริมสุขภาพ กองอนามัยเจริญ
พันธุ์ กองออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กองสุขาภิบาลอาหารและน้ำ
ศูนย์อนามัยที่ 10 เชียงใหม่ ศูนย์อนามัยที่ 4 ราชบุรี และศูนย์
อนามัยที่ 3 ชลบุรี ได้มาเยี่ยมชมผลการดำเนินงานกระบวนการ
เรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนชาวเขาเผ่ามูเซอ ตำบล
ป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่โดย นพ. ณรงค์ศักดิ์ อังคะ
สุวพลา อธิบดีกรมอนามัย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเวที
ประเมินผลอย่างมีส่วนร่วมของแกนนำภาคท้องถิ่น ภาคประชาชน
และภาคีเครือข่ายในการพัฒนาชุมชน ณ ห้องประชุมโรงพยาบาล
พร้าว ซึ่งอธิบดีกรมอนามัยและคณะผู้บริหารได้ให้ความสนใจ
และชื่ น ชมผลการดำเนิ น งาน และนิ ท รรศการผลงานตามแผน
ชุมชน ที่เน้นการทำงานเป็นทีม เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในพื้นที่ตำบลป่าไหน่ ทั้ง 10 หมู่บ้าน และชาวเขาเผ่ามูเซอบนพื้นที่สูง รวมทั้งการเกิดนวัตกรรมและ

ความเปลี่ยนแปลงไม่อาจแผ่ลงมาจากปลายยอด ผมประกาศให้ทราบ ความเปลี่ยนแปลงจะมาจากรากหญ้าที่ลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง (จากหนังสือ “ผมลิขิตชีวิต
เอง” โดยบารัค โอบามา)

ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552

7

กิจกรรมที่ดีเยี่ยมมากมายที่บ้านป่าหญ้าไทร อาทิ การประกวดบ้าน
ตัวอย่าง ส้วมสาธารณะต้นแบบบนพื้นที่สูง นวัตกรรมเครื่องกรอง
น้ำของโรงพยาบาลพร้าว สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจ
ในความคิ ด สร้ า งสรรค์ ข องพี่ น้ อ งชาวพื้ น ราบและพี่ น้ อ งชาว

เผ่ามูเซอ

การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในตำบลป่าไหน่ ที่เกิดขึ้น มี
ปัจจัยสู่ความสำเร็จจาก

1. ทั ก ษะ ความรู้
ความเข้ า ใจของแกนนำต่ อ
แนวคิ ด เป้ า หมายและกระ
บวนการจัดทำแผนชุมชน รวม
ทั้งประสบการณ์ของวิทยากร
กระบวนการ เป็นปัจจัยที่เอื้อ
ต่อกระบวนการจัดทำแผนชุมชน

2. ศักยภาพของแกนนำ ความพร้อมในการร่วมคิด ร่วมพัฒนา ร่วมแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดย
สร้างกลไกในการประสานแนวความคิดไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งการเชื่อมคน เชื่อมงานต้องอาศัยคน
ภายในชุมชนเป็นหลัก ส่วนคนภายนอกจะเป็นเพียงผู้สนับสนุนหรือเป็นที่ปรึกษาเท่านั้น ซึ่งแกนนำที่มี

ความหลากหลาย และเป็นที่เคารพนับถือของคนในชุมชน จะทำให้มีประชาชนที่สนใจเข้ามาร่วมเพิ่ม
มากขึ้น

3. การเรียนรู้ของชุมชนแบบมีส่วนร่วม ในแต่ละชุมชนที่แตกต่างกันตามสภาพปัญหา และเกิด
การเรียนรู้ที่ต่างกัน ชุมชนที่มี
ความตระหนั ก เห็ น ความ
สำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น จะ
ทำให้ มี ส่ ว นร่ ว มของชุ ม ชน
มาก
เราทุกคนมีการเกิดและความตายอย่างละหนเท่ากัน แต่สงิ่ ทีอ่ ยูต่ รงกลางนัน้ เป็นชีวติ ทีเ่ ราต้องค้นหาเอาเอง (จากหนังสือ “ตลิง่ สูงซุงหนัก” โดยนิคม รายวา)

8

ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552

ศิลปะของการตั้งคำถามที่เสริมสร้างพลัง
“พลังของการตั้งคำถามที่เป็นต้นตอแห่งปัญญาและสัมมาทิฐิ”
ทพ.อุทัยวรรณ กาญจนกามล
ผู้อำนวยการสถาบันเสริมสร้างพลังชุมชน

อิทธิพลของการตั้งคำถาม
“การตั้งคำถามที่ถูกต้อง” เป็นการสร้างคานงัดไปสู่
การพัฒนาแนวใหม่ที่สำคัญยิ่ง ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง
ทุกสาขา ไม่ว่าทางการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

สิง่ แวดล้อม หรือทางการเมือง การมุง่ เน้นไปทีส่ งิ่ ใช้การได้และ
สิ่งดี ตลอดจนสิ่งที่ดีที่สุด ที่เคยทำมาเป็นแก่นธรรมของการ
ทำงานในกระบวนการ“สุ น ทรี ย ปรั ศ นี ” (Appreciative
Inquiry) “เป็นการมองหาอะไรดี ๆ ในสิ่งที่มีอยู่ หรือสิ่งที่
เคยทำ” การตั้งต้นทำงานด้วยการมองโลกในแง่ดีแบบนี้ มา
จากแนวคิดต้นตำรับของ เดวิด โคออบเปอริเดอร์ เมื่อกว่า 2
ทศวรรษที่ผ่านมา (ในปีพ.ศ. 2529) จากการวิจัยทางธุรกิจ
ของ Western Reserve University Business School
สุนทรียปรัศนี เป็นรูปแบบหนึ่งของการทำงานเพื่อ
แก้ไขปัญหาที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าและศักดิ์ศรีของมนุษย์
และใช้ แ ทนการแก้ ไ ขปั ญ หาแบบดั้ ง เดิ ม ที่ แ ก้ อ ย่ า งไรก็ ไ ม่
สำเร็จ และเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าคนต่างหากที่แก้ปัญหา ไม่ใช่
กระบวนการหรือวิธีการ สุนทรียปรัศนี แบ่งได้เป็น 4 ขั้นตอน
หรื อ ระยะ ที่ เ น้ น สิ่ ง ดี (4 ดี ) หรื อ (4 D) ได้ แ ก่ ดี 1
(Discovery) คือการร่วมค้นพบสิ่งดีแล้วชื่นชม (Appreciate
what is) ดี 2 (Dream) คือการร่วมถักทอความใฝ่ฝันอย่าง
สมศักดิ์ศรี (Imagine what might be) ดี 3 (Design) คือ
การออกแบบสรรสร้างอย่างสุนทรีย์ (Determine what should
be) ดี 4 (Destiny) คื อ การสร้ า งสรรค์ สิ่ ง ดี เ พื่ อ ชุ ม ชน
องค์กรหรือสังคม (Sustaining/on-going learning)
ตั้งคำถามอย่างไรให้เสริมสร้างพลัง?
อานิสงค์ของคำถามที่เสริมสร้างพลัง
- ทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นและเชื้อเชิญให้ตอบแบบ
สร้างสรรค์
- มุ่งเน้นไปยังการทำให้สะท้อนความคิดออกจากตัวผู้ถาม
- ทำให้อยากตอบด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
- คำตอบความหมายที่ ลึ ก ไปกว่ า ปรกติ แ ละเป็ น สิ่ ง ที่

ผู้ตอบ“มี”อยู่แล้ว
- คำตอบทำให้ ก ลายเป็ น เรื่ อ งที่ แ พร่ ก ระจายไปในหมู่
เพื่อนฝูงหรือองค์กรได้รวดเร็ว (ผู้คนสนใจ แพร่ไปได้เร็ว)
ตัวอย่างการตัง้ คำถามเพือ่ ใช้ในกระบวนการสุนทรียสนทนา
1. การร่วมค้นพบสิ่งดีแล้วชื่นชม (Discovery)
ตัวอย่างคำถามที่ร่วมค้นพบสิ่งดีแล้วชื่นชม

z ท่านมีความสุข และความสำเร็จที่สุดในการงาน

ตอนไหน ?
z อะไรทำให้งานของท่านมีค่า/มีความหมาย?
z บทบาทของท่านมีคณ
ุ ค่าหรือน่าตืน่ เต้นอย่างไรบ้าง?
z คุณได้รับความบันดาลใจมาจากไหน/ใคร?
z หากคุณเป็นผู้จัดการในองค์กรคุณจะให้เวลามาก

กว่าในส่วนไหน?
z คุณมีความยินดีและภาคภูมิใจในอะไรมากที่สุด?
z คุณรู้สึกมั่นใจในอะไรมากที่สุด?
z บอกมา 3 อย่างที่ท่านชอบมากที่สุดที่นี่?
z ธรรมชาติของงาน ตรงไหนทีท่ า่ นเห็นว่ามีคา่ ทีส่ ดุ ?
z งานที่นี่มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนยังไงบ้าง?
z หากคุณสามารถจะคุยกับหัวหน้าองค์กรนี้ได้ คุณ

จะบอกท่านว่า ท่านมีความสามารถอะไรที่จะ

ทำให้งานของคุณดีขึ้น/เร็วขึ้น/สนุกกว่าเดิม?
2. การร่วมถักทอฝันอย่างสมศักด์ศรี (Dream)
ตัวอย่างคำถามที่ถักทอความใฝ่ฝันร่วมกัน:
➢ ท่านลองจินตนาการแล้วบอกผมสิครับว่า อะไร

คือสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นจากนี้ต่อไปในอนาคต อีก

5-10ปีข้าง หน้า?
➢ คุณปรารถนาอยากจะเห็นอะไรเกิดขึ้นกับองค์กร

ที่นี่ในอนาคตบ้าง?
➢ หากคุ ณ มี เ วทมนต์ เสกให้ สิ่ ง ดี ๆ เกิ ด ขึ้ น ใน

อนาคต คุณจะเสกอะไรสำหรับองค์กรนี้?
➢ คุณอยากจะเห็นอะไรเกิดขึ้นในอีก 5 ปีต่อไป

ข้างหน้าที่องค์กรนี้?
➢ มีวิถีทางใดบ้างที่เราจะอยู่ร่วมกันกับผองเพื่อนที่

นี่อย่างมีความสุข?
➢ หากมีโอกาสอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ท่านและชุมชน

ที่ นี่ ท่ า นอยากจะเห็ น อะไรเกิ ด ขึ้ น ระหว่ า งเรา

ด้วยกันบ้าง?
**แบ่งกลุ่มย่อย พัฒนาวิสัยทัศน์ นำเสนออย่างมีศิลปะ
และสร้างสรรค์ โดยใช้ ถ้อยคำ บัตรคำ การวาดรูป ใช้แผนที่
ความคิด และอื่น ๆD3
3. ร่วมออกแบบสรรค์สร้างอย่างสุนทรีย์(Design)
ตัวอย่างคำถามในการออกแบบ “วิธีการ”ร่วมกัน
n เมื่อคุณค้นพบจุดแข็งและโอกาสในช่วงแรกได้แล้ว

ขอบเขตภายนอกอยู่ตรงที่ไม่ไปละเมิดคนอื่น ขอบเขตภายในอยู่ตรงที่ไม่ละเมิดแม้ตัวเอง (จากหนังสือ “บังอบายเบิกฟ้า” โดยเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)

ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552
เราจะหาทางสู่ฝันของเรา มันจะมีหน้าตาเป็นยังไง? ลงเขียน
ประโยคทองที่สร้างสรรค์,ท้าทายและน่าตื่นเต้นจากจุดปัจจุบัน
ที่เป็นอยู่,ใช้ความภาคภูมิใจในอดีตเป็นตัวเริ่ม
- ความสำเร็จที่มี ที่ปรารถนาปัจจุบันสู่อนาคต
คำถามคือ
v เราจะทำให้ ค วามปรารถนาของเราบรรลุ ผ ล

สำเร็จได้อย่างไร?
v หากจะทำให้ฝันเป็นจริง ลองหาวิธีการใหม่ๆที่

จะสร้างให้ฝันเป็นจริง?
v ปัจเจก เขียน สิ่งที่ตนสนใจ เล็ก ๆ
v จากนั้นระดมความคิดเป็นกลุ่ม
v ทำให้เป็นโมเดล
v นำไปสู่การสร้างแผนปฏิบัติการD4
4. ร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีเพื่อสังคม (Destiny)
ตัวอย่างคำถามที่กำหนดชะตากรรมร่วมกัน
z หากจะมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นแก่เรา เพื่อนร่วมงานและ

องค์กรของเรา เราจะตั้งต้นทำอะไร ร่วมกันใน

วิธกี าร/แนวทาง/กระบวนการ/กิจกรรม/เทคนิคใหม่?
z หากเราหวังจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งไม่เคยมีมา

ก่อน เราจะต้องไม่ทำแบบเดิมๆ
z ที ม งานทางแผนปฏิ บั ติ ก ารแล้ ว ให้ แ ต่ ล ะคน

กำหนดว่า ตัวเองจะเหมาะสมในงานไหน ตาม

ความสามารถ / พรสวรรค์ และใช้ ขุ ม พลั ง

สินทรัพย์ที่มีอยู่ ?
สิ่งที่ผู้ที่ตั้งคำถาม แบบสุนทรียปรัศนี จะต้องรำลึกไว้
เสมอก็คือ
1. ถามถึงสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะให้เล่าในเรื่อง
l ผลลั พ ธ์ ที่ เ คยเกิ ด ขึ้ น ในเรื่ อ งของปริ ม าณ

คุณภาพอะไร อย่างไร เท่าใด ?
l วิ ธี ก ารที่ ท ำให้ เ กิ ด ในรู ป แบบใด กลวิ ธี ใ ด

กุศโลบายใด หรือยุทธศาสตร์ใด ?
l ปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้เกิด อาทิ ผู้ร่วมกันทำคือ

ใครในช่วงเวลาใด ที่สิ่งที่มีคุณค่าใดที่ได้ถูกนำ

มาใช้ให้เกิดผลลัพธ์ เช่นนั้น ? ฯลฯ
2. ใช้คำถามในเชิงบวก ที่มาจากคติฐานในทางบวกเช่น
เดียวกัน เช่น เพื่อนร่วมงานของเราเป็นอย่างไรบ้าง ทีทำให้
ท่านดีใจที่ได้ทำงานชิ้นนี้ ?
3. ใช้ ป ระเด็ น ที่ ท ำให้
เกิ ด ความตื่ น เต้ น ท้ า ทาย
เช่ น “ผู้ น ำ”นั้ น อาจเป็ น
ใครก็ ไ ด้ ที่ ต้ อ งการช่ ว ยให้
งานชิ้ น นี้ ป ระสพความ
สำเร็จ.

9
4. ใช้คำถามที่แสดงออก
ถึงการเชื้อเชิญ การให้แสดง
ความรู้สึกที่ดี ๆ หรือ การ
ให้เห็นโลกในแง่บวก
5. ตั้ ง คำถามที่ น ำไปสู่
การ เล่าเรือ่ งราวประสบการณ์
ที่น่าประทัปใจของผู้ตอบเอง เป็นหลัก
6. ท่าทีของการตั้งคำถามให้ออกเป็นทำนอง ชวนสนทนา
ไม่เป็นทางการ เป็นแบบพี่ ๆ น้อง ๆ และที่สำคัญที่สุดคือ
ท่าทีของการตั้งใจฟัง ให้เกียรติ สุภาพ ชื่นชม ยกย่อง ประดุจ
กัลยาณมิตร หรือญาติธรรม ปราศจาก การหักหาญน้ำใจ
ประชด แซว หรือลบหลู่
7. ใช้คำถามปลายเปิด ซึ่งไม่ต้องการคำตอบตายตัว ยิ่ง
เป็นการไม่คาดฝัน หรือน่าอัศจรรย์ใจ ยิ่งทำให้เกิดรสชาติ
และความรู้สึกที่ดี คาดหวังว่าจะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างอย่าง
ที่น่าตื่นเต้น ประหลาดใจ
8. แสดงความชิ่นชมใน
ประสบการณ์ที่เขาเล่าอย่าง
จริ ง ใจ คิ ด บวก มองบวก
เห็ น บวก พู ด บวก เมื่ อ
ลงมื อ ทำก็ เ ลยบวกตามไป
ด้วย !!!!!!! 
“…..ระบบชีวิตของมนุษย์เติบโตได้อย่างงดงาม จากการ
ตั้งคำถามที่ทรงพลัง”
เดวิด คูเปอร์ริเดอร์ และ ไดนา วิทนีย์
เรียบเรียงจากเอกสาร “กุญแจแห่งความรู้ สุนทรียปรัศนี
ไขสู่การพัฒนาร่วมสมัย ” ของทพ.อุทัยวรรณ กาญจนกามล
ผู้อำนวยการสถาบันเสริมสร้างพลังชุมชน

ภาพประกอบจากการอบรมพัฒนากระบวนการสร้างการมี
ส่วนร่วม ในการดำเนินงานพัฒนาสุขภาพภาคประชาชน ของ
กรมอนามัย ระหว่างวันที่ 8-12 มิถุนายน 2552 และวันที่ 29
มิถุนายน - 3 กรกฎาคม 2552 ณ สะเมิงรีสอร์ท อำเภอสะเมิง
จังหวัดเชียงใหม่

ความป่วยไข้ได้เข้ามากลายเป็นพลัง ทำให้เราสามารถยกระดับทางปัญญา มีความกล้าหาญที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง (จากหนังสือ “เปลี่ยนมะเร็งให้เป็นพลัง’” โดย
น.พ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์)

10

ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552

รายงานวิจัย

กระบวนการเรียนรูแ้ บบมีสว่ นร่วมในการพัฒนาชุมชนชาวเขาเผ่ามูเซอ ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
The Participatory Learning Process in the Lahu development community Tambon Panai Ampur Prao
Chiangmai Province.

ผูว้ จิ ยั :
ศรีวรรณ ทาวงศ์มา และน้ำเพชร ศิรมิ งั ฆศรี ศูนย์พฒ
ั นาอนามัยพืน้ ทีส่ งู
ทีป่ รึกษา :
ทพ. สมนึก ชาญด้วยกิจ
สำนักทีป่ รึกษากรมอนามัย

ดร. ทวีสขุ พันธุเ์ พ็ง
สำนักทีป่ รึกษากรมอนามัย

ทพ. ณรงค์ สุขสุอรรถ
มูลนิธิ พอ.สว.

นายแพทย์พนัส พฤกษ์สนุ นั ท์
ศูนย์อนามัยที่ 4 ราชบุรี

นายจรัล สามิบตั

ศูนย์อนามัยที่ 10 เชียงใหม่

นางนิตยา แสงเล็ก
ศูนย์พฒ
ั นาอนามัยพืน้ ทีส่ งู
ประเภทของการวิจยั : การวิจยั เพือ่ พัฒนา (Research & Development)
บทคัดย่อ

การวิจยั ครัง้ นีเ้ ป็นการศึกษากระบวนการเรียนรูแ้ บบมีสว่ นร่วมในการพัฒนาชุมชนชาวเขาเผ่ามูเซอ ตำบลป่าไหน่ อำเภอ
พร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เพือ่ เสริมสร้างพลังของประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ และศึกษาผลลัพธ์ของกระบวนการ
เรียนรูแ้ บบมีสว่ นร่วมในการพัฒนาชุมชน ดำเนินการวิจยั ระหว่างเดือนตุลาคม 2549 ถึง เดือนกันยายน 2551 รวมระยะเวลาวิจยั 2 ปี

วิธีการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมระหว่างแกนนำประชาชนตำบลป่าไหน่ ภาคีเครือข่าย องค์การ
บริหารส่วนตำบลป่าไหน่ โดยใช้กระบวนการเรียนรูเ้ พือ่ สร้างพลังชุมชนเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การจัดทำแผนแม่บทและแผน
ปฏิบตั กิ าร ทีป่ ระกอบด้วย การประเมินสภาพชุมชนและวิเคราะห์ปญ
ั หาของชุมชน การกำหนดเป้าหมายของชุมชน, การกำหนด
วิสยั ทัศน์และร่างแผนแม่บทชุมชนและก่อตัง้ สภาชุมชน การกำหนดแผนแม่บทชุมชนเพือ่ จัดทำโครงการและแผนปฏิบตั กิ ารและ
การศึกษาดูงานนอกสถานที่ ระยะที่ 2 การดำเนินงานตามแผนและการทำงานเป็นทีม ซึง่ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลัง
ดำเนินการ โดยใช้การบันทึกรายงานการประชุม รวมทัง้ การสังเกตการณ์และการจดบันทึกของคณะผูท้ ำวิจยั

ผลการศึกษาวิจยั พบว่าจากกระบวนการเรียนรูแ้ บบมีสว่ นร่วมในการจัดทำแผนแม่บทและแผนปฏิบตั กิ าร ผลลัพธ์ทไี่ ด้ มี
3 ประการ ได้แก่ วิสยั ทัศน์ของตำบลป่าไหน่ แผนแม่บทชุมชนตำบลป่าไหน่ทงั้ 10 หมูบ่ า้ น และการก่อตัง้ สภาชุมชนตำบลป่าไหน่
ในการนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าไหน่ ได้นำผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในครั้งนี้คือ วิสัยทัศน์

และแผนปฏิบตั กิ าร/โครงการจากแผนแม่บทชุมชนมาบรรจุเข้าสูแ่ ผน 3 ปี ตามยุทธศาสตร์ข ององค์การบริหารส่วนตำบลป่าไหน่
ทำให้ผเู้ ข้าร่วมกระบวนการเรียนรูแ้ บบมีสว่ นร่วม สามารถร่วมคิด ร่วมแลกเปลีย่ นประสบการณ์และสังเคราะห์แผนแม่บทชุมชน
นำไปสูแ่ ผนปฏิบตั กิ ารและโครงการต่างๆ ซึง่ มีโครงการรองรับ 12 โครงการทีช่ มุ ชนดำเนินการในลักษณะพึง่ ตนเอง โครงการที่
องค์การบริหารส่วนตำบลป่าไหน่สนับสนุน 7 โครงการ และหน่วยงานอื่นให้การสนับสนุน 11 โครงการ ทำให้คณะทำงาน
ชุมชนเกิดการเรียนรูจ้ นสามารถดำเนินโครงการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึง่ เป็นผลลัพธ์จากกระบวนการเรียนรูแ้ บบมีสว่ น
ร่วมในการจัดทำแผนแม่บทชุมชนเพื่อพัฒนาชุมชนตำบลป่าไหน่ ดังนั้น กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการจัดทำแผน
แม่บทชุมชน จึงถือเป็นเครือ่ งมือทีส่ ำคัญประการหนึง่ ทีท่ ำให้ชมุ ชนเกิดการเรียนรู้ และมีสว่ นร่วมในการกำหนดแนวทางในการ
พัฒนาชุมชนของตนเอง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวคิด ที่ส่งผลให้ชุมชนเกิดความตระหนักต่อปัญหาภายในชุมชน เป็น
แนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในด้านการจัดการแก้ไขปัญหาภายในชุมชน และนำไปสูค่ วามร่วมมือทางด้านอืน่ ๆ ต่อไป

ข้อเสนอแนะจากการศึกษาครัง้ นี้ การพัฒนาแกนนำชุมชนให้เป็นวิทยากรกระบวนการเรียนรูแ้ บบมีสว่ นร่วม ทีจ่ ะทำให้
เกิดพลังชุมชนและมีความเข้มแข็งได้ และควรมีนโยบายแผนงานในการพัฒนาชุมชนอย่างชัดเจน รวมทัง้ นำเสนอผลทีไ่ ด้รบั จาก
การศึกษาในครัง้ นีต้ อ่ ทีป่ ระชุมส่วนราชการระดับอำเภอและจังหวัด เพือ่ ประสานความร่วมมือและผลักดันให้เกิดการขยายผลเชิง
นโยบายของอำเภอและจังหวัดต่อไป
เวลาที่เสียงเล็กๆในหัวของเรามันดังขึ้นขัดแย้งเรา หรือลดพลังเรา ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องไปโต้เถียงมาก ให้เราพูดแค่ “ขอบคุณที่บอก” แล้วเดินหน้าทำในสิ่ง
ที่อยากจะทำต่อไป (จากหนังสือ “เมื่อยักษ์ตื่น” โดยศิริลักษณ์ ตันศิริ)

ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552

11

การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครภาษีเครือข่าย เฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภคในชุมชน
ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง เย้า และมูเซอ

ตามที่กองสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย ได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายและอาสาสมัครเฝ้าระวัง
คุณภาพน้ำบริโภคในชุมชนและครัวเรือนขึ้นทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาขีดความสามารถเครือข่าย อาสาสมัคร
ให้มีศักยภาพในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภคในชุมชน โดยสามารถดูแลรวมทั้งมีส่วนร่วมในการจัดการคุณภาพน้ำบริโภคใน
ชุมชนและครัวเรือนให้สะอาดปลอดภัย และนำไปปฏิบัติใช้ในระดับครัวเรือนและชุมชน มีแนวทางการดำเนินงานได้แก่การ
สำรวจข้อมูลพื้นฐานระบบประปาและน้ำบริโภคครัวเรือน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ และเป็นข้อแนะนำ
ในการดูแล บำรุงรักษา และแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับระบบประปา มีการเก็บตัวอย่างน้ำตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในห้องปฏิบัติการ
เก็บตัวอย่างน้ำตรวจสอบคุณภาพน้ำทางภาคสนาม (ตรวจวัดคลอรีนอิสระคงเหลือ ในน้ำประปา ตรวจสอบเชื้อโคลิฟอร์ม
แบคทีเรียในน้ำดื่มของครัวเรือน) การประชุมเชิงปฏิบัติการเครือข่าย การนิเทศ ติดตาม ผลการดำเนินงาน การประเมินผล
สรุปผลการดำเนินงานและข้อเสนอแนะ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการในช่องทางต่างๆทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์
และเอกสาร

ในการนี้ ศูนย์พัฒนาอนามัยพื้นที่สูง ได้ดำเนินงานโครงการตามขั้นตอนดังกล่าว ในพื้นที่ดำเนินการวิจัยเรื่อง
กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของศูนย์ฯ 3 ตำบลได้แก่ ตำบลแม่ต้าน (เผ่ากะเหรี่ยง) อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ตำบล
ป่าไหน่ (เผ่ามูเซอ) อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และตำบลผาช้างน้อย (เผ่าเย้า) อำเภอปง จังหวัดพะเยา ในช่วงเดือนเมษายน
- พฤษภาคม 2552 มีผู้เข้าประชุมเป็นแกนนำชุมชน ผู้ดูแลประปาหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งสิ้น150คน
การประชุ ม ได้ รั บ ความร่ ว มมื อ วิ ท ยากรจากกลุ่ ม งานอนามั ย สิ่ ง แวดล้ อ ม สำนั ก งานสาธารณสุ ข จั ง หวั ด ตาก เชี ย งใหม่

โรงพยาบาล สถานีอนามัย ในแต่ละพื้นที่ มีการรายงานข้อมูลพื้นฐานระบบประปาภูเขา ที่ได้สำรวจในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม 2552 และแจ้งผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพจากตัวอย่างน้ำที่ส่งตรวจวิเคราะห์ ณ ศูนย์ห้องปฏิบัติการกรมอนามัย แก่

ผู้เข้าประชุม มีเนื้อหาการบรรยายเรื่องความสำคัญของน้ำบริโภคและผลกระทบต่อสุขภาพ การจัดการน้ำบริโภคครัวเรือนให้
สะอาดปลอดภัย และการมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภค บทบาทของเครือข่ายและอาสาสมัครเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ
บริโภคในชุมชนและครัวเรือน และการฝึกปฏิบัติฝึกปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพน้ำด้านแบคทีเรีย (อ 11) การตรวจคลอรีน
อิสระคงเหลือในน้ำ (อ 31) การฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้หยดทิพย์ (คลอรีนน้ำ) และการระดมสมองกำหนดแนวทางเฝ้าระวัง
คุณภาพน้ำบริโภคในแต่ละหมู่บ้าน มีการตั้งคำถาม - ตอบเกี่ยวกับการจัดการคุณภาพ

จากผลการระดมสมอง พบว่าผู้เข้าประชุมจากแต่ละกลุ่มบ้าน ในแต่ละพื้นที่ มีความสนใจ และเข้าใจความสำคัญของ
การดูแลและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำดื่ม มีความตั้งใจ และกำหนดแผนการปรับปรุง และพัฒนาแหล่งน้ำประปาภูเขา และปรับปรุง
สภาพแวดล้อมภายในหมู่บ้านด้วยตนเอง โดยมีสิ่งที่ขอรับสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนและหน่วยงานภาครัฐ ส่วนใหญ่
เป็นองค์ความรู้ และวัสดุ อุปกรณ์ ที่ใช้กับระบบประปา เช่นคลอรีน ท่อน้ำ ถังพักน้ำ เครื่องกรองน้ำ ประเด็นเครื่องกรองน้ำ
ระบบทรายกรองช้า ผู้เข้าประชุมมีความสนใจ ต้องการได้รับการสนับสนุนหรือมีทักษะผลิตเองได้
กิจกรรมตำบลแม่ต้า

การสำรวจข้อมูลพื้นฐาน

การเก็บตัวอย่างน้ำส่งตรวจทางห้องปฏิบตั กิ าร คุณสมศักดิ์ มาลีแก้ว หัวหน้ากลุ่มงาน

อนามัยสิ่งแวดล้อม สสจ.ตาก กำลังสาธิต
การตรวจหาเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรีย

อะไรที่เกิดขึ้นกับเรา จะเป็นผลบางอย่างจากการกระทำหรือความคิดของเรา ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม (จากหนังสือ “30 วิธีเอาชนะโชคชะตา” โดย
บัณฑิต อึ้งรังษี)

12

ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552

การฝึกทักษะตรวจหาเชือ้ ลิฟอร์ม
แบคทีเรีย โดย เพือ่ นช่วยเพือ่ น

พะตี้ (ลุง) ผูด้ แู ลประปาหมูบ่ า้ น ฝึกหยด
คลอรีนน้ำ (หยดทิพย์)

หมู่บ้านนำเสนอสิ่งที่จะเฝ้าระวัง

กิจกรรมตำบลป่าไหน่

การเก็บตัวอย่างน้ำส่งตรวจจากครัวเรือน ผอ.รพ.พร้าวร่วมเป็นคณะวิทยากรอบรม

นายโสภณ หมวดทอง หวัหน้ากลุม่
งาน......ให้เกียรติมาบรรยายในหวัขอ้ .....

กิจกรรมตำบลผาช้างน้อย

การฝึกปฏิบัติหยดคลอรีนในน้ำ ด้วยหยดทิพย์

น้ำจะเป็นของปลา ฟ้าจะเป็นของนก ป่าจะเป็นของสัตว์ป่า หากความเมตตาเป็นของมนุษย์ (จากหนังสือ “Secret” โดยอุษาวดี สินธุเสน บรรณาธิการบริหาร)

ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552

13

รายงานวิจัย

การศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการดำเนินงานศูนย์สุขภาพชุมชนอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
The study problem and direction problem PCU Amphur Phrao Chiang Mai, Province.

นิตยา พันธุ์เกษม ป.พยาบาลศาสตร์
โรงพยาบาลพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา และแนวทางแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของศูนย์สุขภาพชุมชนอำเภอพร้าว
จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้คู่มือประเมินรับรองมาตรฐานศูนย์สุขภาพชุมชน ของสำนักพัฒนาเครือข่ายบริการสุขภาพ กระทรวง
สาธารณสุข โดยรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในศูนย์สุขภาพชุมชนอำเภอพรา้วจำนวน 16 คน
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติแจกแจงความถี่ และหาค่าร้อยละ

ผลการประเมินพบว่า

ด้านบุคลากร ปัญหาที่พบคือ ไม่มีเวลาออกดำเนินการ การแบ่งงานไม่ชัดเจน และขาดทักษะในการทำงานร่วมกับ
ชุมชน ขาดทักษะในการทำงานเป็นทีม ไม่มีเวลาเก็บข้อมูลของสมาชิกแฟ้มครอบครัว และแฟ้มครอบครัวซ้ำซ้อนกับการลง
รายงานคอมพิวเตอร์ ไม่มีเวลาออกเยี่ยมบ้าน ไม่มีเวลาในการร่วมดูแลผู้ป่วย ไม่มีผู้รับผิดชอบการประเมินความพึงพอใจ ไม่มี
เจ้าหน้าที่ทันตกรรมปฏิบัติประจำ ขาดบุคลากรด้านการชันสูตร บุคลากรขาดความรู้ด้านยา การแพทย์ทางเลือกในชุมชน ขาด
ทักษะการทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพ ขาดทักษะในการพัฒนานวัตกรรม ขาดแนวคิดในการพัฒนานวัตกรรม และขาดงบ
ประมาณในการพัฒนานวัตกรรมเท่ากัน และขาดแรงจูงใจในการทำวิจัย แนวทางเดียวกัน

ด้านการบริหารจัดการ ปัญหาที่พบคือ ชุมชนขาดความตระหนักในปัญหาด้านสุขภาพ ขาดการนำข้อมูลชุมชนมา
วางแผน ข้อมูลสำคัญ ๆ ของชุมชนไม่ครบถ้วน ขาดการทำงานร่วมกันในชุมชน และขาดทักษะในการทำงานเป็นทีม อาสา
สมัครไม่มีเวลาให้ทางราชการ อาสาสมัครขาดความรู้ในการดูแลสุขภาพครอบครัว อาสาสมัครมีจำนวนน้อย ไม่ครอบคลุมทั้ง
ชุมชน การใช้แฟ้มครอบครัว ซ้ำซ้อนกับการลงรายงานคอมพิวเตอร์ และขาดข้อมูลการเจ็บป่วย กรณีไปรักษาที่อื่น แฟ้มของ
แต่ละชุมชนยังมีข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่ได้นำมาวางแผนแก้ปัญหาสุขภาพแต่ละชุมชน ขาดทักษะการดูแลปัญหาด้านจิตใจ/
สังคม การบันทึกข้อมูลในแฟ้มครอบครัวไม่ครบถ้วน มีข้อมูลการเจ็บป่วยแต่ไม่ได้ใช้นำมาวางแผน ไม่มีข้อมูล กรณีไปฝาก
ครรภ์ที่สถานบริการสุขภาพอื่น ไม่ได้นำข้อมูลการเจริญเติบโตมาวิเคราะห์หาแนวทางแก้ไข ไม่มีข้อมูลกรณีไปรับวัคซีนใน
สถานบริการอื่น ไม่ได้ทำแผนออกเยี่ยม ไม่มีทีมสุขภาพสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น ขาดการวางแผนพัฒนาบุคลากร และขาด
แหล่งฝึกอบรมที่ตรงตามความต้องการ แผนงาน/โครงการ ไม่สอดคล้องกับปัญหาพื้นที่ ไม่ได้รับการอบรมการวางแผนแบบมุ่ง
เน้นผลสัมฤทธิ์ การจ่ายค่าตอบแทนไม่เป็นไปตามผลงาน ขาดทักษะการวิเคราะห์ต้นทุนกิจกรรม ขาดทักษะในการประเมิน

ผลงาน

ด้านวัสดุ อุปกรณ์ อาคาร สถานที่ ปัญหาที่พบคือ ไม่มีอุปกรณ์ด้านกายภาพบำบัด ไม่มีคู่มือการดำเนินการในระบบ
ปราศจากเชื้อ ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ควบคุมอุณหภูมิในคลังเวชภัณฑ์ การสนับสนุนสมุดบันทึกไม่เพียงพอ และสมุดบันทึกมี
ไม่ครบกลุ่มผู้รับบริการ ขาดสถานที่ที่เหมาะสมในการจัดบริการให้คำปรึกษา ขาดยานพาหนะในการส่งต่อกรณีฉุกเฉิน

ด้านการเงิน และงบประมาณ ปัญหาที่พบคือ ไม่มีงบประมาณดำเนินการพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุข งบประมาณ
ในการดำเนินงานไม่เพียงพอ

แนวทางแก้ไขปัญหาการดำเนินงานศูนย์สุขภาพชุมชน

พัฒนาศักยภาพบุคลากร สนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์/เครื่องใช้ ประสานการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่
เกี่ยวข้อง และด้านวิชาการ สนับสนุนการทำวิจัย และปรับปรุงมาตรฐานให้เหมาะสม

ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำข้อมูลไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการพัฒนาคุณภาพศูนย์สุขภาพชุมชนอำเภอพร้าว
จังหวัดเชียงใหม่
ใครว่าสวดมนต์แล้วจะรวย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเช่นนั้น การสวดมนต์กับความร่ำรวยไม่เกี่ยวข้องกัน คนจะรวยได้ต้องให้ทาน คนจะสวยได้ต้องรักษาศีล และ
คนจะดีได้ต้องบำเพ็ญภาวนา (จากหนังสือ “Secret” โดย ดร.สนอง วรอุไร)

14

ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552

เสน้ ทางคนทำงาน

คนเดินทาง (Kojinmee@hotmail.com)

ในช่วง 2 -3 ปีที่ผ่านมา คนเดินทางๆได้มีโอกาสทำงานวิจัย ภายใต้แนวคิด ทฤษฏี ที่แตกต่างจากที่เคยทำมา สิ่งที่
เคยทำคือการทำวิจัยภายใต้ฐานคิดของ Problem Based Approach และเป็นการทำงานงานร่วมกับภาคีสุขภาพเท่านั้น
แต่เมื่อวันที่ทันตแพทย์สมนึก ชาญด้วยกิจ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านทันตสาธารณสุข จากสำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย ให้เข้าไปทำงาน
ในพื้นที่หนึ่ง เนื่องจากหลังการออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ของมูลนิธิ พอ.สว. พบปัญหาสาธารณสุข นอกเหนือปัญหาสุขภาพฟัน
มากมายในหมู่บ้าน ครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรกของการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้รู้จักกับกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม จากศูนย์
อนามัยที่ 4 ราชบุรี ซึ่งใช้แผนชุมชนเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนชุมชน เป็นการทำงานภายใต้ฐานคิดของ Process Based
Approach คนเดินทางร้อนวิชาถึงขั้นลงมือจัดประชุมยกร่างแผนชุมชนเอง ทั้งๆไม่เคยทำมาก่อน อาศัยศึกษาจากตำราของ
นพ.พนัส พฤกษ์สุนันท์ ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 4 ราชบุรี ซึ่งเป็นต้นธารความคิดแรกของการใช้กระบวนการทำงานกับชุมชน
อาศัยพลังความคิดจากหนังสือ “ชาวบ้านชวนคิด เนรมิตสุขภาพชุมชน” ของดร.เสรี พงศ์พิศ โดยเฉพาะหนังสือเล่ม “สอนลูกให้
คิดเป็น” ได้วิชาการทำงานและวิชาชีวิตหลายประการ ได้มองเห็นภาพของการทำงานชุมชนกว้างไปกว่าที่เคยคิด เคยทำ ทำให้เกิด
ความเชื่อมั่น และคิดว่า “ถ้าอยากเห็นผลลัพธ์ใหม่ๆจากการทำงาน ถึงเวลาปฏิวัติความคิดและวิธีการทำงานของตัวเองเสียที ”
ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ของการทำงานในอีกเส้นทางหนึ่ง คนเดินทางได้ทำงานร่วมกับภาคีพันธมิตรที่หลากหลายมากขึ้น โดย
เฉพาะภาคีท้องถิ่น ขอขอบคุณองค์การบริหารส่วนตำบลตำบลแม่ต้าน อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ที่เป็นองค์การบริหารส่วน
ตำบลแรกในการทำงาน และ “ตำบลแม่ต้าน” ถือเป็นพื้นที่การเรียนรู้ของคนเดินทาง

นอกจากนี้ นับเป็นโชคดีของคนเดินทางที่ได้พบกับนายสัตวแพทย์ปกรณ์ สุวรรณประภา วิทยากรกระบวนการมือฉมัง
จากสถาบันพัฒนาสี่แยกอินโดจีน ในการถอดบทเรียนรู้ตำบลแม่ต้านในช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมา ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และ
รู้สึกดีกับตัวเองที่ได้รู้จักตัวตนจากตัวจริงและผ่านทางหนังสือที่คุณหมอได้มอบไว้ให้หลายเล่ม พลังที่ส่งออกจากคุณหมอปกรณ์
“ง่ายๆ แต่ทรงพลัง และมีชีวิตชีวา”

และที่สุดกับแนวทางการทำงานเพื่อเสริมสร้างพลังชุมชน โดยทันตแพทย์อุทัยวรรณ กาญจนกามล ผู้อำนวยการสถาบัน
เสริมสร้างพลังชุมชน ครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา การเป็น“นวัตกรสังคม” ให้กับคนเดินทาง และเพิ่มเติมกระบวนการเสริมสร้างพลัง
ชุมชนจากแนวคิดสุนทรียปรัศนี (Appreciative Inquiry) หรือแนวคิดการใช้สินทรัพย์ชุมชนเป็นฐานในการพัฒนา (Asset
Based Community Development : ABCD) แนวคิดนี้ชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนตัวเอง (Community Mobilization)
เรามีหน้าทีใ่ นการสร้างเงือ่ นไขการเรียนรู้ เพือ่ ให้ชมุ ชนค้นพบตัวเอง ผ่านคำถามทีท่ รงพลัง (Empowering Question) นับเป็น
Wisdom Based Approach ทำให้เห็นการทำงานชุมชนในมิติที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เห็นพลังและศักยภาพของผู้คนและ

ชุมชน ถือเป็นการพลิกวิถีการทำงานกับชุมชนให้กับคนเดินทางอย่างสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้น คนเดินทางได้มีโอกาสติดสอยห้อยตาม
อาจารย์ เป็นผู้ช่วยนวัตกรสังคมอยู่หลายเวที พลังที่ส่งออกมาจากอาจารย์ทันตแพทย์อุทัยวรรณ “เป็นพลังของการ “ให้” ที่มี
อานุภาพ และเป็นพลังแห่งภูมิปัญญาที่ลึกซึ้ง”

กุศลใดที่เกิดขึ้นจากการทำงานและการเรียนรู้ของคนเดินทาง ขอมอบเป็นค่าบูชาครูแด่ทุกท่านทุกองค์กรที่ได้เอ่ยนาม
และขอให้กลับคืนสู่ผู้คนในชุมชนทุกพื้นที่
-----------------------

ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552

15

ภาพ : ชีวิต


หมอพเนจร

หากคุณภาพบริการอย่างหนึ่งของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ชาว
ไทยภูเขาหรือบนดอยสูง ที่อยู่ห่างไกล คือการเข้าถึงบริการของประชาชนแล้ว
ตัวชี้วัดนี้ ค่อนข้างเป็นที่หนักอกหนักใจของคนทำงานไม่น้อย การตั้งรับใน
ฐานที่มั่น ดูจะเป็นยุทธวิธีที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับยอดผู้รับบริการ และ
การตอบคำถามจากผู้นิเทศงานทุกระดับ ดังนั้นการออกไปพบปะชุมชน และ
ให้บริการจึงเป็นบริการที่พบเห็นได้ทั่วไปในพื้นที่ชาวเขา เราจะเห็นภาพของ
การ(วิ่งไล่)ฉีดวัคซีนเด็กที่ติดตามแม่ไปทำไร่ไกลๆ หรือภาพการพึ่งพิงอิงอาศัย
ขอนไม้กลางป่า เป็นเตียงนอนฉีดยาคุมให้กับแม่ๆที่มีงานในไร่ผูกมัดตัวเองไม่
ให้ฉีดยาคุมตามกำหนดได้ หรือแม้แต่แคร่หน้าบ้านก็ได้รับเกียรติจากพี่น้องให้
คุณหมอได้ใช้เป็นเตียงชั่วคราว

เป็นหมอพเนจรมาก็หลายปี นับเป็นครั้งแรกของการได้ชมสุดยอด
การละเล่นในงานวัด แถบอำเภอชายแดนไทย –พม่า กับเขา นั่นก็คือ
“ละครพม่า” ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับการแสดงนี้ของพม่าเลย แต่กับคำชวนที่
ว่า “จองกันหลายเดือน ค่าจ้างเป็นล้าน” คำสุดท้ายนี่แหละ เป็นจุดตัดสิน
ใจ ก็จริงดังคำว่า ค่าจ้างละครพม่าวงนี้ คืนละ 1 ล้านจ๊าด (จ๊าด เป็นค่าเงิน
ของพม่า / 1 ล้านจ๊าด ประมาณ 30,000 บาท) เป็นคณะละครจากประเทศ
พม่าวงใหญ่ มีชื่อเสียงมาก เล่นและร้องกันสดๆ ครื้นเครง และสนุกตรง
การเปลี่ ย นท่ า เป็ น ศิ ล ปะการใช้ แ ขน และขา ในการกระโดดขึ้ น ลง
เป็นการออกกำลังขาและแขนที่ดีมาก การเคลื่อนไหว ของการเต้นโบราณ
แบบพม่านี้ ได้อิทธิพลมาจากหุ่นของการละครพม่า ซึ่งเรียก ยกเทยเพว
(ZAT PWE) วงดนตรีที่ใช้ ผสมผสานกันระว่างเครื่องดนตรีสากล (กลอง
เบส กีตาร์) และดนตรีพื้นเมืองของพม่า มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าหากติดต่อให้มาเล่นยังฝั่งไทย ต้องไปรับส่งด้วย ไม่เช่นนั้น มาไม่ได้

ในบรรดาพืชผักในพื้นที่สูง มีผักกินได้ชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อเรียกขาน
มากมาย หากได้ขึ้นเมนูอร่อยบนร้านอาหาร ก็จะถูกเรียกชื่ออย่างเพราะ
พริ้งว่า “ซาโยเต้ (Chayote)” คนทั่วไปหรือคนกรุงเทพ มักเรียกว่า
“มะระหวาน” ชาวบ้านร้านถิ่นอาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ฟักแม้ว” (ไม่ได้
เกี่ยวข้องว่าเป็นฟักของพี่น้องชนเผ่าม้งดอก) คนเหนือเรียกว่า “มะเขือ
เครือ” นี่ก็ไม่ได้อยู่ในตระกูลมะเขือเช่นกัน แม้จะมีชื่อเรียกไปต่างๆนานา
แต่บอกได้ว่าพืชผักชนิดนี้อร่อย และมีประโยชน์ ผลและยอดอ่อนนำมา
ประกอบอาหารรสชาติดีและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งแคลเซียม
วิตามิน ซี และฟอสฟอรัส ได้พเนจรเข้าไปใน Google จึงทราบประวัติของ
ยอดฟักแม้วว่า มีถิ่นกำเนิดอยู่ในตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก มีการนำเข้า
มาปลูกในประเทศไทยที่จังหวัดแพร่ โดยคณะมิชชันนารี เมื่อ 40 - 50 ที่
แล้ว ฟักแม้วเป็นไม้ประเภทเถาเลื้อย อยู่ในวงศ์เดียวกับแตงกวา แตงโม และฟักทอง เจริญเติบโตได้ดีในที่มีอากาศเย็น บนที่สูง
จากระดับน้ำทะเลปานกลาง 500 - 1,700 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ย 20-30 องศาเซลเซียส ดินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์และแสงแดดจ้า
และสำหรับพี่น้องบนพื้นที่สูงแล้ว ฟักแม้วถือเป็นยอดอาหารสำหรับครอบครัว ที่ปลูกได้ง่ายๆ และให้คุณค่าทางอาหารl^’

16

ปีที่ 23 ฉบับที่ 91 เมษายน - มิถุนายน 2552

คำละมุน ภาพละไม

“...ที่จริงเราไม่ได้ไปพัฒนาชาวบ้านหรอก
พวกเขาพัฒนาตัวเองต่างหาก
พวกเราเป็นเพียงคนไปช่วยสร้างเงื่อนไขการเรียนรู้เท่านั้น...”

คำ : ดร.เสรี พงศ์พิศ จากหนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น”
ภาพ : รุ่งรัศมี ศรีวงศ์พันธ์
(ภาพการประชุมราษฏรชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง ในโครงการขยายผลโครงการหลวงแม่สอง ตำบลแม่สอง
อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก 25 มิถุนายน 2552)

วารสาร ศวน.

ศูนย์พัฒนาอนามัยพื้นที่สูง
122 หมู่ 8 ถ.จามเทวี
อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง 52190

การส่งเสริมสุขภาพสำหรับคนทั้งมวล (Health Promotion for all)

คนทั้งมวลส่งเสริมสุขภาพ (All for Health Promotion)
คนทั้งมวลมีสุขภาพดี (Good Health for all)

ชำระค่าฝากส่งเป็นรายเดือน
ใบอนุญาตเลขที่ 1/2538
ปท.ห้างฉัตร

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful