อุทิศถวายบุญพรรษากาล พุทธศักราช ๒๕๕๓

เรื่อง
ผู้ร้ ู ย่ อมไม่ หลง ผู้หลง ย่ อมไม่ ร้ ู
เรี ยบเรี ยงโดย
พระชัยอนันต์ ชยาภิรโต
วัดท่าตอนพระอารามหลวง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
ณ ธุดงคสถานอรุณวนาราม เมืองเอียบี ้ ประเทศอังกฤษ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
ผู้ร้ ูยอ่ มไม่หลง ผู้หลงย่อมไม่ร้ ู เป็ นบทความสะท้ อนให้ เห็นเส้ นทางการเดินทางไปในธรรม โดยสมณวิสยั ตามเหตุ
ปั จจัยในปั จจุบนั เวลา ขออาตมา พระชัยอนันต์ ชยาภิรโต ผู้ปรารถนาในการเจริ ญจิตภาวนาแผ่เมตตาพรหมวิหารธรรมไปใน
ทิศทังสี
้ ด่ ้ วย ทังเบื
้ ้องบน เบื ้องล่าง และเบื ้องขวางด้ วย ที่ได้ มีโอกาสที่ดี ในการพบเทวทูตของตนเองในทุกๆประเภทของธรรม
อันสามารถนําไปสูท่ งความปิ
ั้
ติยนิ ดีในธรรม และความสลดสังเวชที่ยิ่งๆขึ ้นไปได้ เป็ นอย่างดี ในเวลาที่ครองผ้ ากาสาวพัตรนี ้อยู่
อย่างบริ สทุ ธิ์ อันยังความปิ ติยนิ ดีในธรรมให้ เป็ นที่ยงิ่ ๆขึ ้นไปได้ ด้วย แผ่เมตตาอุทศิ บุญกุศลและบารมีธรรมที่เจริ ญแล้ วด้ วยดี
ให้ กบั เทวทูตเหล่านันด้
้ วย มีความไม่สขุ ไม่ทกุ ข์เป็ นปกติวิสยั ไปกับสิง่ เร้ าทางกายทังหลาย

โดยไม่กระทบถึงใจด้ วย ครองใจไว้
ในสุขได้ ตามสภาวะธรรมอันผ่องใส ไปพร้ อมๆกับการให้ ญาติโยมผู้มีสทั ธา ได้ เจริ ญจิตภาวนาธรรม รับการรู้ เห็น เป็ น ไป ใน
ธาตุขนั ธ์ธาตุธรรมเหล่านัน้ ตามความเป็ นจริ ง ทังของตนเอง

และของอาตมาภาพ ผู้ผา่ นมา ผ่านไป ให้ ญาติธรรมทังหลาย

ต้ อง
รับการรู้ เห็น เป็ น ไปในวิปากกรรมทังหลายทั

งปวงเหล่

านันด้
้ วย โดยการสร้ าง ทาน ศีล ภาวนา ที่ดีให้ เกิดขึ ้นกับตนเองได้ ดีใน
ระดับหนึง่ ที่ฆราวาสวิสยั พึงทําได้ และเป็ นที่เจริ ญไปในศีล สมาธิ ปั ญญาที่ดี ในหมูเ่ พื่อนสหธรรมิก ทังที
้ ่ผ้ เู ป็ นอาวุโสด้ วย
ภันเตด้ วย ที่ได้ อนุเคราระห์ ช่วยเหลือด้ วย เป็ นเกาะกําบังภัยร้ ายในพระพุทธศาสนาด้ วย และร่วมประคับประคอง ความเป็ นไป
ในสมณวิสยั ของอาตมาภาพ อย่างถึงที่สดุ ด้ วย
เทวทัต ดํารงตนอยูด่ ้ วยผ้ ากาสาวพัตร เหมือนพระพุทธเจ้ า แต่ทาํ อกุศลกรรมหนักเป็ นอย่างยิ่ง โดยไม่มีความละอาย
เห็นแก่ความเป็ นใหญ่ในพวกพ้ อง เมื่อต้ องตายลง จึงมีที่หมายเป็ นนรกโลกันต์ชนลึ
ั ้ กและทรมาณเป็ นที่สดุ นันแล้
้ ว จึงนึกได้ ถงึ
กรรมของตนก่อนสิ ้นลม
แล้ วน้ อมเอาอวัยวะส่วนเดียวที่พอจะระลึกและเกยให้ ตดิ ดินเอาไว้ ได้
ถวายเป็ นพุทธบูชาต่อ
พระพุทธเจ้ า และเมื่อได้ รับอนุโมทนาสาธุการ จึงมีที่หมายเป็ นพระอรหันต์ได้ ในพุทธกาลต่อไป
เหล่านี ้ เป็ นตัวอย่างของบาปเวรอย่างหนัก ที่พงึ เจริ ญสติไว้ เพื่อการไม่ลว่ ง หลงไปในทางเดียวกับเทวทัต แต่กลับ
พบว่า ในเวลานี ้ พระภิกษุบางส่วน มีความฉลาดในอรรถในธรรม ปรามาสตนเองว่าเป็ นผู้ปรารถนาเจริ ญธรรมตามพระพุทธเจ้ า
แล้ วแสดงธรรมตามพระพุทธพจน์ แต่ในเวลาต่อหน้ าสาธุชน ครัน้ เมื่อลับหลังผู้คนไปแล้ ว กลับไปยินดีกบั ลาภสักการะ แล้ ว
แบ่งปั นกันในหมู่ ในพวก สร้ างเป็ นอาณาจักร เป็ นองค์กร เป็ นองค์การ แล้ วบอกหวังนิพพานในภพชาติตอ่ ไป ไม่ใช่ชาตินี ้ ทัง้
อ้ างว่า ตนเองยังมีบาปเวรในความโลภ โกรธ หลงอยูเ่ ยี่ยงปุถชุ นวิสยั ทังๆที
้ ่ควรจะละได้ บ้างแล้ ว ตังแต่
้ มีไตรจีวรคุมกายออกมา
จากพระอุโบสถ และควรจะละให้ ยิ่งขึ ้นไปได้ ในแต่ละวันคืนที่ผา่ นไปในสมณเพศนี ้ แต่กบั ไม่นําพา ด้ วยเหมือนว่า ลาภสักการะ
ทังหลายนั

น้ มันหอมหวนในหมูแ่ มลงวันและหนอนไช จึงชักชวนพระภิกษุอื่น ให้ ร่วมวงด้ วย ครัน้ เขาไม่เอาด้ วยกับตนเอง และ

หนีจากไปแล้ ว ก็ใส่ความสาระพัด ให้ ผ้ ทู ิ ้งจากตนไปด้ วยดีแล้ ว กลับต้ องวิบากกรรมหนักเข้ าไปอีก ทังกรรมที

่เกิดกับตนเองผู้ใส่
ความให้ ผ้ อู ื่นอยูด่ ้ วย และกรรมกับผู้ที่หนีวิบตั ิในหมูค่ ณะของตนไปแล้ ว ด้ วยความลําบากนันด้
้ วย
อย่างนี ้ เป็ นการหลอกลวงญาติโยมไปวันๆ หาที่จกั ผ่องใสในธรรมได้ ไม่ เป็ นการประทุษร้ ายตระกูล เป็ นการหลงผิดไป
กับตนเอง ตามที่อดีตพระเทวทัตหลงติดบ่วงมารเหล่านันไปแล้

ว อย่างแก้ ไขไม่ได้ และเป็ นการเอาตัวอย่างอดีตพระเทวทัตมา
อ้ างอีกด้ วยว่า เดีย๋ วก็ได้ บญ
ุ ที่สร้ างวัดวาอารามอยูต่ อนนี ้ กลับมานิพพานในชาติตอ่ ๆไปได้ ส่วนชาตินี ้ ขอทําอย่างนี ้ไปก่อน
แล้ วประทุษร้ ายตระกูลอีกว่า นิพพานเป็ นขอทําได้ ยาก ต้ องบริ จาคทานมากๆจึงจะไปถึงได้ ทําบุญแค่เพียงบาทสองบาท แล้ ว
อธิษฐานนิพพานนัน้ อย่าหวังเลย และยกตัวอย่าง เรื่ องการซื ้อหวยน้ อยหวังถุกรางวัลมาก ให้ ญาติโยมได้ ฟังด้ วยความสนุกเมา
มัน ใครนําพาเหล่านี ้เรื่ องนี ้ขึ ้นมาชี ้ให้ เห็น ทังที
้ ต่ งต้
ั ้ นด้ วย นรก สวรรค์ นิพพานแล้ ว กลับเป็ นถูกตําหนิ ไปในอกุศลกรรมทันที
อย่าว่าแต่ให้ ครบองค์ ของทาน ศีล สวรรค์ โทษของกามสุข และคุณของพรหมจรรย์เลย แม้ นแต่การหลับตาภาวนากันไปนาน
กว่า ๑๐ นาทีก็ถกู ตําหนิและขับไล่ให้ เลิกกันแล้ ว นี ้เป็ นสูตรสําเร็จของพระภิกษุ บางรูป ผู้ฉลาดที่จะทําการกันในกาลนี ้ไปแล้ ว
จะละอายกับบาปเวรที่ตนครองผ้ ากาสาวพัตรอยู่ก็ไม่มี แม้ นแต่ตาํ ราธรรมที่ไม่ชอบ ตนเองก็โยนทิ ้งงถังขยะทีเ่ น่าเหม็นได้ ลงคอ
ซํ ้ายังเพียรพยายามจะเอาผ้ ากาสาวพัตรของพระภิกษุผ้ หู นีจากไปแล้ ว ออกจากกายของเขาให้ ได้ อีก ซึง่ เมื่อบางท่านถูกสําเร็ จ
โทษตามนันได้
้ แล้ ว ก็เพิ่มความสนุกดีใจกันเป็ นทวีคณ
ู ด้ วยการยัดเยียดข้ อหาสารพัดเพิ่มเข้ าไปตามใจชอบ ตามยุคสมัยที่
กฏหมายมากมาย ที่หมูเ่ ขากําหนดออกกันขึ ้นมาไว้ รอรับกัน เสมือนเพื่อการอย่างนี ้ เป็ นการเฉพาะนันเองหรื

ออย่างไร ก็เป็ นที่
น่าสังเวชด้ วยเช่นเดียวกัน
เวรกรรม เวรกรรม
จึงนับเป็ นที่นา่ เบื่อหน่ายคลายกําหนัดยิง่ นัก แล้ วพระภิกษุสว่ นหนึง่ ที่เจอกับสภาพเช่นนี ้มาในอดีต กลับต้ องลา
สิกขาบทไป ด้ วยหลงผิด ในอํานาจนอกตัว หรื อติดบ่วงวิปากกรรม ที่ตนมองไม่เห็น ซํ ้าหนักเข้ าไปอีก จักหาผู้ที่มนั่ คงอยูใ่ นพระ
รัตนตรัยได้ ยากยิง่ นัก ที่คดิ ที่จะนัง่ ยืน เดิน นอน อยูด่ ้ วยอาการ ไม่ส้ ู ไม่หนี ทําดีเรื่ อยไป อย่างบริ สทุ ธิ์ใจนัน้ จึงเกิดขึ ้นได้ น้อย
และ/หรื อ เกือบจะไม่มีเลยในยุคนี ้ สมัยนี ้
ผู้ร้ ูฯ ทังหลาย

ล้ วนเจริ ญธรรมไปในการมีสติกําหนดรู้ และสัมปชัญญะพิจารณาตามเวทนาทังหายทั

งปวงเหล่

านี ้
ร่วมกันให้ ดีอยูเ่ สมอ เป็ นประจําแล้ วว่า
จักรวาลทังหลาย

ก็มีอยูอ่ ย่างนี ้เป็ นธรรมดา จักกี่แสนโกฏิจกั รวาล อนันตจักรวาลต่อๆกันไปก็ดี แยกๆกันอยูก่ ็ดี ล้ วนมี
การเสมอกันด้ วยการเกิดขึ ้น ตังอยู
้ ่ และดับไปทังสิ
้ ้น
จักรวาลของเราในเวลานี ้ก็เหมือนกัน โลกของเราก็เหมือนกัน ร่างกายของเราก็เหมือนกัน แตกต่างกันบ้ างก็เป็ นที่
ระยะเวลาของการเกิดขึ ้น ตังอยู
้ ่ ดับไปนัน้ ช้ าเร็ วต่างเวลากัน นอกนันแล้
้ ว ก็มีแต่การไปเกิดมาเกิดด้ วยกันทังสิ
้ ้น
แต่เหล่าผู้ร้ ู ฯ ผู้เป็ นเวไนยสัตว์ คือสัตว์ที่คยุ กันรู้เรื่ อง ต่างเดินตามวิถีแห่งธรรม ตามที่พระพุทธเจ้ าทรงสัง่ สอนไว้ ดีแล้ ว
นัน้ มีการกําหนดสติให้ ร้ ู และสัมปชัญญะ พิจารณาตามลมหายใจของตนเองไว้ เป็ นที่มนั่ ให้ ได้ ทงส่
ั ้ วนหยาบและละเอียดลงไป
ให้ ถึง ทัง้ ๑๖ ระดับในแต่ละขณะวิธี มีการตรึกตรองประคองนิมิตในเบื ้องต้ นเป็ นที่หมายแรก มีปิติ สุข เอกัคคตารมณ์เป็ นที่
เจริ ญไป มีองค์คณ
ุ แห่ฌาน ที่อาศัยรูปและไม่อาศัยรูป เป็ นเครื่ องมือสร้ างเกาะให้ เป็ นปกติสขุ ให้ อยูใ่ นโลกได้ อย่างชาญฉลาด

ในธรรม มีธรรมที่ละเอียดลึกซึ ้งยิง่ ๆขึ ้นไป ในจํานวนเพียงใบไม้ ในหนึง่ กํามือของพระพุทธเจ้ า เป็ นที่หมายในทางเดินทาง มีพระ
นิพพานที่ที่เป็ นสุขอย่างยิง่ เป็ นเป้าหมายสูงสุด เป็ นที่ไปในเบื ้องหน้ า ใน ณ ภายใน ของผู้ที่ฝึกอบรมตนเองแล้ วด้ วยดีนนั ้
ผู้ร้ ูฯ พึงเห็นอยูเ่ สมอตามความเป็ นจริ งในกายของตนว่า มีอวัยวะน้ อยใหญ่ทง๓๒
ั ้ ส่วน ตังอยู
้ อ่ ย่างไร มีอายตนะนอก
และในทัง้ ๑๒ ส่วน เชื่อมต่อกันอยูอ่ ย่างไร มีธาตุขนั ธ์ทงั ้ ๖ ประกอบกันขึ ้นมาอย่างไร เมื่อไร ทําไม และอะไร เป็ นตัวทําให้ เกิด
การประกอบธาตุขนั ธ์เหล่านันขึ
้ ้นมา ทังองค์
้ ประกอบทีม่ องเห็นคือ รูปกาย และองค์ประกอบที่มองไม่เห็นคือ นามกาย เพื่อการ
ตังไว้
้ ให้ เป็ นที่ร้ ู เพื่อการลดละวาง สังขารธรรมเหล่านี ้ ออกไป
ผู้ร้ ูฯ พึงเห็นอยูเ่ สมอว่า เวทนาในเวทนาของกายเหล่านัน้ ที่เป็ นตนเองนี ้ เป็ นมนุษย์ขึ ้นมานี ้ มีมาอย่างไร ทังเวทนาใน

๒ ส่วนของกายและใจด้ วยก็ดี หรื อทัง้ ๑๐๘ ส่วนก็ดี ที่เรียกว่ากิเลส ๑๕๐๐ ตัณหา ๑๐๘ ก็ได้ เพือ่ การลด ละ และวาง เวทนา
เหล่านี ้ เอาไว้ หรื อเอาออกไปจากกายใจของตน
ผู้ร้ ูฯ พึงเห็นอยูเ่ สมอว่า จิตในจิตของตนนัน้ ที่เกิดแต่เวทนาของตนนัน้ ที่เกิดแต่กายมนุษย์ของตนเองนัน้ มีมาอย่างไร
จะให้ ร้ ูในองค์ประกอบทังหมดขอ

๘๙ ส่วนหรื อไม่ จะพิจารณาไปให้ ได้ ร้ ูทงเจตสิ
ั้
ก ๕๒ ส่วนด้ วยหรื อไม่ จะคล่องแคล้ วพอที่จะ
ให้ เห็นเป็ นแต่กศุ ลจิตเพื่อการนําไปใช้ ในการพิจารณาธรรมในธรรมหรื อไม่ อย่างไร
ผู้ร้ ูฯ พึงเห็นอยูเ่ สมอว่า ธรรมในธรรมของตนนัน้ ประกอบขึ ้น ตังอยู
้ ่ และเสือ่ มลงไปในแต่ละขณะนัน้ ด้ วยจิตในจิต
ดวงใด ด้ วยเวทนาตัวไหน ด้ วยกายส่วนไหนเป็ นเหตุ และพึงเจริ ญธรรมเพื่อการละทิ ้งส่วนที่ไม่เป็ นไปเพื่อกุศลธรรมนันๆ
้ เสีย
ตังแต่
้ ในทันที ที่รับรู้ได้ ด้วยมหาสติปัฏฐาน ของตนเองนันด้
้ วยดีแล้ ว
ผู้ร้ ูฯ ผู้ปรารถนาความเพียรให้ ยงิ่ ๆขึ ้นไปในความละเอียดลึกซึง่ ของมหาสติปัฏฐานทัง้ ๔ ส่วนนี ้ พึงเจริ ญธรรมให้ เป็ น
เครื่ องป้องกันตนเองให้ มาก เพื่อการบรรลุแจ้ งในธรรมอันละเอียดผ่องใสยิ่งๆขึ ้นไปเป็ นลําดับ ด้ วยการไม่ขาดจากธรรม อันไม่
ทําให้ หลง ไม่ทาํ ให้ โกรธ ไม่ทําให้ โลภ ในกิเลสราคะ เครื่ องทําให้ ตนเองเศร้ าหมองและหยาบชัว่ ต่อไปได้ อีก รวมถึงการเจริ ญไป
ให้ มาก เพื่อโอกาสในการอบรมสัง่ สอนตนเองด้ วย ชี ้นําผู้อื่นได้ ด้วย ให้ เป็ นประโยชน์ตน ที่พร้ อมด้ วยประโยชน์ทา่ น เป็ นที่สดุ
ต่อไป
และด้ วยธรรมเพียงที่เสมือนเพียงใบไม้ หนึง่ กํามือนัน้ เมื่อนํามาร้ อยเรี ยงให้ ดกี บั เวทนาเหล่านี ้ เราจะพบว่า
ผู้ร้ ูฯ พึงเจริ ญธรรมในสัทธา ๔ ส่วน มีความเห็นในวิบากกรรมของเขา เห็นในวิบากกรรมของเรา เห็นในวงจรอุบาท
ของกรรมเหล่านัน้ เห็นในอาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ า เพื่อการหลุดให้ พ้น ไปจากวงจรอุบาทของกรรมชัว่ อันนําเราทังหลายไป

เกิดมาเกิด อยูแ่ ต่ในทุคคติก็ดี ในกามสุขก็ดี ไม่ให้ มี ไม่ให้ เกิดขึ ้นกับตนเองอีกต่อไป
ผู้ร้ ูฯ พึงเจริ ญธรรมไปในปั ญญา ๓ ส่วน มีความรู้ เห็น เป็ น ไป และแจ้ งในสิง่ ที่เกิดจากการสดับรับฟั งแต่ธรรม อันเกิด
แต่กบั กิจการงานกุศล มีความรู้แจ้ งในการค้ นคว้ าทบทวนเหล่าธรรมอันตนเองสดับรับฟั งมาแล้ ว มีความรู้แจ้ งในการเห็นด้ วย
ญาณทัสสนะของตนเอง เห็นแจ้ งอยูใ่ นตนเอง เป็ นแผนผังสําเร็ จไปในธรรมเหล่านันด้
้ วยตนเอง เป็ นลําดับๆไป จากน้ อยไปหา
มาก จากหยาบไปหาละเอียด จากพื ้นฐานไปหาจุดที่ละเอียดลึกซึง่ ยิ่งๆขึ ้นไป ไม่ถอนคืน

ผู้ร้ ูฯ พึงเจริ ญธรรมไปในฝ่ ายกุศลทัง้ ๙ เรื่ อง ถ้ ายังลังเลสงสัยในเรื่องใด ก็ให้ ทบทวนวนไปแต่ใน ๙ เรื่ องนัน้ นับได้ เป็ น
๑๐ เรื่ อง ที่ต้องสร้ าง
ผู้ร้ ูฯ พึงเจริ ญธรรมไปในบุญกิริยาทัง้ ๙ กิริยา ถ้ ายีงลังเลสงสัยในกิริยาใด ก็ให้ ขวนขวายทบทวนอยูแ่ ต่ในกิริยาทัง้ ๙
เหล่านันไว้
้ เสมอ อย่าให้ ขาดไปจากกายและใจของตน เป็ น ๑๐ เรื่อง ที่ต้องทํา
ผู้ร้ ูฯ พึงเจริ ญธรรมไปในบารมีทงั ้ ๑๐ ทัศ ให้ ครบถ้ วนทัง้ ๑๐ เรื่ องเป็ นเบื ้องต้ น สําหรับผู้ปรารถนาการไม่กลับมา และ
ครบถ้ วนทัง้ ๓ ระดับ ให้ สงู สุดถึงการมีที่หมายของการสิ ้นชีวติ ไปในบารมีธรรมเหล่านัน้ สําหรับผู้ปรารถนาการสอนสัง่ ต่อคนอืน่
ไปด้ วย ในการปรารถนาการไม่กลับมาเป็ นที่สดุ นันด้
้ วยใน ๑๐ เรื่ องด้ วย เป็ นทัง้ ๓๐ ระดับด้ วย ทีต่ ้ องเสริ ม
ผู้ร้ ูฯ พึงเจริ ญธรรมไปด้ วยสีลที่ยงิ่ ๆขึ ้นไป เรี ยกว่าอธิศีล มีความสํารวมระวังทังที
้ ่มีมาในและนอกพระปาฏิโมกข์ ทังที
้ ่
มีกําหนดไว้ ในมหาสีล มัชฌิมสีล จุลสีล ด้ วยการสมาทานไปตามกําลังศักดิ์แห่งบารมีธรรมของตน เป็ นที่หมายแห่งความ
ละเอียดผ่องใสของ กาย วาจา ใจ เพื่อเป็ นที่ตงที
ั ้ ่ดี เป็ นปริ มณฑลที่ดีของการฝึ กอบรมจิตใจของตนเองในชันสู
้ งยิง่ ๆขึ ้นไป
ผู้ร้ ูฯ พึงเจริ ญธรรมไปด้ วยจิตภาวนาที่ยงิ่ ๆขึ ้นไป เรี ยกว่าเป็ นอธิจิต มีการตังสติ
้ ที่ดีในการกําหนดรู้ ให้ จิตได้ รับการ
ฝึ กอบรมที่ดี ด้ วยตนเอง ให้ แจ้ งในสมถะกัมมัฏฐาน คือทีต่ งของงานที
ั้
่ดี ทัง้ ๔๐ ภูมิวิธี เพื่อการฝึ กละของหยาบ ที่ดเู หมือนว่าจะ
เป็ นของละเอียดเหล่านัน้ ออกไปจากกายและใจ และให้ ตนเองได้ ร้ ูจกั คุ้นเคยในสุขทัง้ ๑๐ ระดับทีส่ ตั ว์โลกหลงติดกันอยู่ โดยมี
องค์คณ
ุ แห่งฌานทัง้ ๘ เป็ นเครื่องหมายในการสอบวัดผลสําเร็ จในตนเอง ด้ วยตนเอง และเพื่อตนเอง ในเบื ้องต้ น
ผู้ร้ ูฯ พึงเจริ ญธรรมไปด้ วยปั ญญาที่ยิ่งๆขึ ้นไป เรี ยกว่าเป็ นอธิปัญญา มีการตังสั
้ มปชัญญะที่ดี ในการพิจารณาตาม
สภาวะของการสัมปยุตธาตุขนั ธ์ ธาตุธรรมกันขึ ้นมา เป็ นสังขารก็ดี และไม่เป็ นสังขารก็ดี ให้ ตนเองได้ พบความเห็นแจ้ งขึน้ ได้ ใน
จิตที่ตงมั
ั ้ น่ ได้ ดมี าแล้ วในสมถะกัมมัฏฐานนัน้ ด้ วยวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือที่ตงของการพิ
ั้
จารณาตามที่ดี ทัง้ ๖ ภูมิวิธี มีอย่างใด
อย่างหนึง่ เป็ นที่จําได้ หมายรู้วา่ เราจะทําให้ แจ้ งด้ วยอาการอย่างนัน้ เพื่อการละวางความเป็ นทังสั
้ งขารและวิสงั ขาร ไม่ให้ ไปมี
การสัมปยุตประกอบธาตุขนั ธ์ธาตุธรรมใดๆ ด้ วยเหตุปัจจัยทังหลายในทั

งสามโลกอี

ก โดยมีวิปัสสนาญาณทัง้ ๙ ส่วนก็ดี ๑๐
ส่วนก็ดี เป็ นเครื่ องมือในการสอบวัดผลการปฏิบตั ิของตน มีวิชชา ๓ อภิญญา ๖ วิชชา ๘ เป็ นเครื่ องแสดงผลให้ ตนประจักษ์
แจ้ งได้ ด้วยตนเอง เพื่อการประคับประคองตนเองให้ ไปตามครรลองของมรรคาแห่งพระอริยบุคคล ที่มีมาตามพระไตรปิ ฏก
ตามที่พระพุทธเจ้ าได้ ทรงสัง่ สอนไว้ แล้ วด้ วยดี ด้ วยตนเอง และเพือ่ ตนเองในเบื ้องต้ น
ผู้ร้ ูฯ พึงเจริ ญธรรมไปในวิมตุ ติ ความหลุดพ้ นของตน ทังด้
้ วยรูปกาย นามกาย และธรรมกายอันผ่องใสนัน้ ให้ เป็ นปิ ติ
ของกายธรรมของตนเองนัน้ ให้ ร่าเริ งเบิกบานผ่องใสอยูแ่ ต่ในกายของตนเองนัน้ ในความมีสติกําหนดรู้และพิจารณาตามไปใน
อาณาปาณสติทงั ้ ๑๖ ระดับจากต้ นที่หมายถึงปลายทางของธรรมอันผ่องใสละเอียดสุขมุ ลุม่ ลึกสงบเย็นนี ้ มีวิมตุ ติทงั ้ ๒ เป็ น
ช่องทางหน้ าต่างประตู มีวิมตุ ติ ๕ เป็ นเครื่ องมือสอบวัดตนเอง มีวิโมกข์ ๘ เป็ นเครื่ องแสดงผลสําเร็ จในตนเอง ด้ วยตนเอง และ
เพื่อตนเองในเบื ้องต้ น
ผู้ร้ ูฯ พึงเจริ ญธรรมไปในวิมตุ ติญาณทัสสนะ เห็นมรรคาของเส้ นทางการหลุดพ้ นของตนเองเป็ นช่องมา และเป็ นช่อง
ไป มีสติสมั ปชัญญะกําหนดรู้และพิจารณาตามอยูด่ ้ วยอาณาปาณสติที่ละเอียดสูงสุด มีที่หมายคืออายตนะนิพพานนัน้ รู้แจ้ ง
เห็นจริ งตามนัน้ มีสงั โยชน์ทงั ้ ๑๐ เป็ นเครื่ องมือวัดผลสําเร็จในตนเอง ด้ วยตนเอง เพื่อตนเอง และเพื่อผู้อื่นด้ วย ในการ

ตรวจสอบย้ อนกลับในวิมตุ ติญาณทัสสนะนี ้ให้ คล่อง ทังด้
้ วยสภาวะธรรมที่ละเอียดผ่องใสสงบเย็นสูงสุดที่เ ป็ นตัวของตนเอง
มองเห็นตนเอง ทังด้
้ วยสภาวะธรรมที่ละเอียดผ่องใสสงบเย็นสูงสุดที่เป็ นตัวตนของผู้อื่นมองเห็นตนเอง ทังด้
้ วยสภาวะธรรมที่
ละเอียดผ่องใสร่าเริงเบิกบานอยูแ่ ต่ในธรรมของตนนัน้ ต่อความเป็ นทิพย์ในแต่ละชันของภพ

และทิฐิตา่ งๆในแต่ละภพ ได้ อย่าง
แยบคาย เห็นเหตุปัจจัยในการเกิดดับในทุกๆมิติ และช่องทางในการจักต้ องอบรมสัง่ สอนตนเองด้ วย เพื่อการป้องกันตนเอง
ด้ วย เพื่อการเจริ ญไปในธรรมของผู้อื่นด้ วย มีคณ
ุ แม่ และคุณพ่อของตนเอง เป็ นต้ นไป
ผู้ร้ ูฯ พึงเจริ ญธรรมไปในอายตนะนิพพาน เห็นช่องทางการเข้ าถึง รู้ เห็น เป็ น ไป ในอายตนนิพพานนันทั
้ ง้ ๓ นัยวิธี รู้
เห็น เป็ น ไป ในพระนิพพานนันทั
้ ง้ ๒ ธาตุ ด้ วยธรรมกาโยอิติปิของตนเอง ในสภาวะที่ยงั ครองรูปกาย และนามกายนันอยู
้ ่ ให้
เหมือนช่างเพชรช่างทอง ได้ เห็นเพชรแท้ ทองแท้ แล้ ว ในส่วนลึกของต้ นกําเนิดของเพชรแท้ ทองแท้ นนๆ
ั้
ไม่ให้ ตนเองต้ อง
คลาดเคลือ่ นไปจากของแท้ ที่ตนพบเจอ ไม่ตนเองถอนกับไปจากอายตนะนิพพานที่เที่ยงแท้ แน่นอนอยูอ่ ย่างนัน้ แม้ นจวบจนใน
ลมหายใจสุดท้ ายของรูปกายนามกายที่ตนใช้ เป็ นที่ดาํ รงชีวติ อาศัยอยูน่ นั ้ ก็จกั มีธรรมกาโยอิติปิของตนเองผ่องใสร่าเริ งเบิกบาน
อยูแ่ ต่ในธรรมอันสูงสุด เป็ นความสุขอันยิง่ เหนือกว่าความสุขใดๆในโลกที่วดั ได้ ด้วยปถุชนวิธี ทีต่ นเองได้ ฝึกอบรมตนเองแล้ ว
ด้ วยดีผา่ นมาถึง ๑๐ ระดับวิธีแล้ วนัน้ ด้ วยการนี ้ กิจอื่นย่อมไม่มีแด่ทา่ นแล้ ว พรหมจรรย์ของท่านย่อมสําเร็ จผลแล้ ว กิจอืน่
นอกจากนี ้ย่อมไม่มีในตนแล้ ว
ผู้ร้ ูฯ พึงเจริ ญไปในธรรมอันเป็ นทีส่ ดุ ของตนนี ้ ลึกเข้ าไปในต้ นธาตุต้นธรรมของอายตนะนิพพานของตน มีพระพุทธเจ้ า
ทุกๆพระองค์เป็ นที่หมายในการเข้ าถึงรู้เห็นเป็ นไปในพระนิพพานธาตุของต้ นในต้ นเหล่านันต่
้ อไป ไม่ถอนกลับคืน
นิพพานะ ปั จจะโย โหตุ
อย่างไรก็ตาม โลกมนุษย์ในกึง่ พุทธกาลนี ้ มีตวั แปรเปลีย่ นมากมาย ที่เป็ นร่มเงาให้ ลงด้ วยก็ได้ เป็ นภาพมายาให้ หลง
ตามไปด้ วยก็ได้
ผู้ร้ ูฯ เมื่อเจริ ญธรรมไปในธรรมอันยิ่งเป็ นที่สดุ นันแล้
้ ว หากประสงค์จะทบทวน เพื่อการไม่หลงหุดถอนกลับไป ใน
สังโยชน์ตวั ใดๆ หรื อเพื่อการอบรมสัง่ สอนผู้อื่นให้ ได้ ผลดีแล้ ว
ผู้ร้ ูฯ พึงพิจารณาทบทวน ชี ้นําให้ เห็นความเป็ นไป ในสภาวะธรรมอันพระพุทธเจ้ าทรงสัง่ สอนไว้ แล้ วด้ วยดี ตามทีม่ ีมา
ในอนัตตลักขณสูตร ว่า สภาวะสังขารเป็ นอย่างไร สภาวะวิสงั ขารเป็ นอย่างไร อะไรคือตัวสุขในโลก อะไรคือตัวทุกข์ในโลก
อะไรคือตัวไม่สขุ ไม่ทกุ ข์ในโลก อะไรคือบรมสุขที่หาไม่ได้ ในโลกทังหลายนั

น้ แล้ วมีอาการของการไม่สมั ปยุตประกอบธาตุขนั ธ์
ธาตุธรรมเหล่านันขึ
้ ้นมาอีกได้ อย่างไร หรื อละวางสังขารของตนไปได้ ด้วยอาการอย่างไร
ผู้ร้ ูฯ ย่อมไม่หลง ผู้หลงย่อมไม่ร้ ู และเมื่อยังมีผ้ หู ลงอยู่ หรื อเกิดการไม่แตกฉานไปในความหมายใดๆ หรื อผู้ร้ ูฯ มีความ
ปรารถนาจะชี ้ทางสว่างให้ กบั ตนเอง ให้ มากยิ่งขึ ้น และหรื อเพื่อการสําเร็ จประโยชน์กบั ผู้อื่น
ผู้ร้ ูฯ พึงพิจารณาทบทวน ชี ้นําให้ เห็นความเป็ นไป ในสภาวะธรรมอันพระพุทธเจ้ าทรงสัง่ สอนไว้ แล้ วด้ วยดี ตามทีม่ ีมา
ในธัมมจักกัปวัตนสูตร ว่า ทุกข์ของสัตว์โลกมี ๒ คือ ทุกข์จากการหลงติดอยูใ่ นความสุขทางกาม และ ทุกข์จากการหลงติดอยู่
ในอัตตาตัวตน ให้ เราทุกท่านมีความรู้เห็นเป็ นไปในสภาวะของทุกข์เหล่านัน้ แล้ วค้ นหาว่า มีอยูห่ รื อไม่ อย่างไร ตรงไหนในตัว
เรา แล้ วกําหนดแผนผังความสําเร็ จในการนําทุกข์ที่ตนเองมีอยูน่ นออกไปให้
ั้
ได้ แล้ วเดินตามมรรควิธีเพื่อการให้ สาํ เร็ จตาม

แผนการเอาทุกข์ออกจากตนเองนันอย่
้ างแยบยล เป็ นลําดับๆไปใน ๘ ขันตอน

พร้ อมทังเมื
้ ่อสําเร็ จผลด้ วยการและกาลอย่าง
หนึง่ อย่างใด ในระหว่างสมาธิที่ดีที่ถกู ที่ควรที่เหมาะสมที่ชอบโดยแท้ และสําเร็จผลแล้ วนัน้ พึงเจริ ญไปให้ เห็นในทุกๆชันของ

ทิพยสวรรค์ที่พวกเขาเห็นเราอยู่ เฝ้ ามองเราอยู่ ร่วมอนุโมทนาสาธุการบุญกับเราอยูด่ ้ วยนัน้ เป็ นการเสวยความสุขในกาม ทีไ่ ม่
ต่างจากที่กายมนุษย์ของเราครองรูปกายนามกายอยู่ เขาเพียงมีธรรมกายอันผ่องใสของเขา ตามศักดิแ์ ห่งบารมีที่พวกเขาได้ มี
ได้ เป็ นไป จากธรรมของความเป็ นมนุษยืเหมือนเรานันเอง
้ เราจึงพึงเจริ ญไปในธรรมของเราให้ มาก ให้ ยงิ่ ๆขึ ้นไป ในการเห็นโทษ
ของความสุขทางกามเหล่านันด้
้ วย และเห็นผลประโยชน์เป็ นอย่างยิ่งของการทิ ้งการครองเรื อน ออกบวชแล้ วด้ วย เป็ นกําลัง
ให้ กบั ตนเองและผู้อื่นต่อไป
ผู้ร้ ูฯ ย่อมไม่หลง ผู้หลงย่อมไม่ร้ ู และเมื่อยังมีผ้ หู ลงอยู่ หรื อเกิดการไม่แตกฉานไปในความหมายใดๆ หรื อผู้ร้ ูฯ มีความ
ปรารถนาจะชี ้ทางสว่างให้ กบั ตนเอง ให้ มากยิ่งขึ ้น และหรื อเพื่อการสําเร็ จประโยชน์กบั ผู้อื่น
ผู้ร้ ูฯ พึงพิจารณาทบทวน ชี ้นําให้ เห็นความเป็ นไป ในสภาวะธรรมอันพระพุทธเจ้ าทรงสัง่ สอนไว้ ดแี ล้ ว ตามทีม่ ีมาใน
โพธิปักขิยธรรมทัง้ ๓๗ ประการ ให้ แตกฉานไปตามลําดับของธรรมเหล่านัน้ ให้ ร้ ูเห็นเป็ นไปและเอิบอิ่มอยูแ่ ต่ในธรรมเหล่านัน้
เสมือนการได้ รับรู้สมั ผัสกับความสุขในเล่นลงสูท่ ้ องทะเล หรื อให้ เหมือนเด็กน้ อย มีความสุขอยูก่ บั การได้ ของเล่นใหม่ๆ หลายๆ
อย่าง สลับกันไป ตามธรรม
แต่เมื่อการดังกล่าว เป็ นที่ยากยิ่งแด่ผ้ ไู ม่ร้ ู และหลงไปมากแล้ วจริ งๆ
ผู้ร้ ูฯ พึงพิจารณาทบทวน ให้ เขาทังหลายรวมทั

งตั
้ วเราเอง ประคองตนให้ อยูไ่ ด้ ด้วยดีใน จรณะ ๑๕ อันจักเป็ นเกาะ
คุ้มภัยด้ วย และเป็ นที่ตงของบั
ั้
นไดที่ผ้ ทู ี่ยงั หลงอยู่ ได้ ใช้ ปีนไต่ขึ ้นไปตามลําดับของบันได โพธิปักขิยธรรมทัง้ ๓๗ ประการ เพื่อ
การเข้ าถึง รู้ เห็น เป็ น ไป ในจุดหมายของสภาวะธรรมของ ธัมมจักปั ปวัตนสูตรด้ วย และการเจริญไปในสภาวะธรรมตามความ
ที่มีมาในของ อนัตตลักขณสูตรด้ วย เพื่อการถึงซึง่ อายตนะนิพพาน อันเป็ นสุขอย่างยิง่ อันที่ใครๆ ไม่สามารถไปถึง รู้ เห็น เป็ น
ไป ได้ ด้วยยาน หรื อฌานใดๆ แต่จกั ไปให้ ถงึ รู้เห็นเป็ นไปได้ ด้วยจิตที่ฝึกอบรมดีแล้ วเท่านัน้ เป็ นการและกาลในลําดับต่อๆไป
อย่างนี ้แล้ ว จึงจะเป็ นการสํารวมระวัง เพื่อการที่สาํ เร็จกิจในพระพุทธศาสนาได้ ด้วย ป้องกันภัยในวัฏฏสงสารที่จะมี
มาเกิดไปเกิดกับตนเองทีถ่ ือเป็ นศัตรูภายในได้ ด้วย
ป้องกัยภัยพระพุทธศาสนาจากศัตรูภายนอกได้ ด้วย
สืบอายุ
พระพุทธศาสนา ให้ วฒ
ั นาสถาพรต่อไปได้ ตามสมควรแก่กาลสมัย มีพทุ ธบริ ษัท ที่ยิ ้มแย้ ม ร่าเริง เบิกบาน แจ่มใสอยูแ่ ต่ในธรรม
อิ่มอยูแ่ ต่ในบุญ จะตื่นจะหลับก็สขุ อยูแ่ ต่ในบุญนัน้ ตลอดไป
สัพเพ พุทธา พะลัปปั ตตา ปั จเจกานันจะ ยัง พะลัง อระหันตานัญจะ เตเชนะ รักขัง พันธามิ สัพพะโส ฯ
โส สา เต อัตถลัทธา สุขิตา วิรุฬหา พุทธะสาสะเน อะโรคา สุขิตา โหถะ สะหะ สัพเพหิ ญาติภิ ฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธา สัพพะธัมมา สัพพะสังฆา นะภาเวนุ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
นิพพานะ ปั จจะโย โหตุ
ขออานวยพร
เจริญพร

การปฏิบัติและบรรยายธรรมในสัมพันธภาพพระนิพพาน
ตามเส้ นทางการเจริญจิตภาวนา จากปี พุทธศักราช ๒๕๕๒ ถึงปั จจุบัน
๑. การเจริ ญจิตภาวนาธรรม ๑ วัน เพื่อความสุขรายวัน
(1 day retreat program for diary happiness)
๒. การเจริ ญจิตภาวนาธรรม ๓ วัน เพื่อความสุขในการทํางาน
(3 days retreat program for happy working)
๓. การเจริ ญจิตภาวนาธรรม ๕ วัน เพื่อการเข้ าถึงสภาวะธรรม
(5 days retreat program for spiritual life of living)
๔. การเจริ ญจิตภาวนาธรรม ๑๐ วัน เพื่อหวังการไม่กบั มา
(10 days retreat program for following the Buddha's path)
๕. การเจริ ญจิตภาวนาธรรม ๓๐ วัน เพื่อการเจริ ญเนกขัมบารมี
(30 says retreat program for blessing yourself in Dhamma)
วงรอบของการบรรยายธรรมและปฏิเวทธรรมต่ อกัน ๒ ภาษา (ไทย – อังกฤษ)
วันที่ ๑. สัมพันธภาพพระนิพพาน
วันที่ ๒. อาณาปาณสติ ๑๖ ระดับ
วันที่ ๓. มหาสติปัฏฐานสูตร
วันที่ ๔. สมถภูมิ ๔๐
วันที่ ๕. รูปฌาน อรูปฌาน
วันที่ ๖. วิปัสสนาภูมิ ๖
วันที่ ๗. วิปัสสนาญาน ๙ / ๑๐
วันที่ ๘. วิมตุ ติ ๒ / ๕ วิโมกข์ ๘ สังโยชน์ ๑๐
วันที่ ๙. ธัมมจักกัปวัตนสูตร
วันที่ ๑๐. อนัตตักขณสูตร
วงรอบเวลาการเจริญธรรม ในธุดงคสถาน
๐๖ น. ทําวัตรบูชาพระรัตนตรัย ภาคเช้ า
๐๖ - ๑๐ น. โลกวัชชะทานบารมี และฝึ กอบรมผู้เบื ้องต้ น
๑๐ - ๑๔ น. ฝึ กอบรมตนเอง พักผ่อนตามอัธยาศัย
๑๔ - ๑๘ น. บรรยายธรรม และปฏิเวทธรรม
๑๘ น. ทําวัตรบูชาพระรัตนตรัย ภาคคํ่า
๑๘ - ๒๒ น. ฝึ กอบรมตนเองและผู้เบื ้องกลาง
๒๒ - ๐๖ น. ฝึ กอบรมตนเองและผู้เบื ้องสูง
=====================================================================

เจริ ญพร สัทธาสาธุชน และญาติโยมผู้ร่วมอนุโมทนาสาธุการบุญกับอาตมามาแล้ วด้ วยดีทกุ ท่าน
อาตมาอาภัพนัก ได้ เกิดมาจากอาทรของพระอุปัชฌาย์ ด้ วยกิจที่ติดตามให้ เจริ ญในธรรมอันลึกซึง่ อย่างต่อเนื่องถึง
๑๔ ปี ก่อนทิ ้งเรื อนออกบวชตามพระเดชพระคุณท่านมา ก็มีเหตุปัจจัยให้ ต้องรับวิปากกรรมพลัดพรากออกจากอกของพระเดช
พระคุณท่านไป เจริ ญจิตภาวนาแผ่เมตตาพรหมวิหารธรรมผ่านผืนแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองของไทยไปรอบประเทศแล้ ว ผ่าน
แดนพุทธภูมิอินเดียและเนปาลจวบจนมาถึงวันนี ้ได้ มีโอกาสที่ดีในการเจริ ญจิตภาวนาธรรม อยูใ่ นปฏิรูปเทศที่แวดล้ อมด้ วย
เทวธรรมชันสู
้ งของมนุษย์และเทวดาทัว่ อังกฤษและสก๊ อตแลนด์ ก็ต้องรับวิปากกรรรม ในการพลัดพรากจากพระอารามที่
อธิษฐานพรรษาด้ วยเหตุวิบตั ิทยี่ ากที่จกั ให้ ใครๆได้ เชื่อ และได้ ร้ ู ได้ เห็น ตามความเป็ นจริงที่เกิดแล้ วได้
แต่ ด้ วยธรรมเหล่านี ้ ที่เกล้ าฯ ได้ เจริ ญไปตามการและกาลให้ พอประมาณ แก่ผ้ รู ับ เหมือนได้ หยอดเมล็ดผลไม้ ชนดี
ั ้ ลง
ในทุกๆแผ่นดินที่อาตมาได้ อธิษฐานผ่านไปแล้ ว โดยหวังว่าจักได้ มีโอกาสที่ดีในการรดนํ ้าพรวนดิน ให้ เมล็ดพันธ์เหล่านัน้ ได้
เจริ ญงอกงามขึ ้นมาจนถึงผลิดอกออกผลได้ ตามฤดูกาล ให้ ผ้ อู าศัยร่มไม้ นนั ้ ได้ ลิ ้มรสวิมตุ ติเหล่านันด้
้ วย แต่ด้วยการเหมือนบีบ
คันให้
้ ต้องเข้ าไปอยูใ่ นมุมอัปของเหล่ามิจฉาชน ผู้เห็นว่าเป็ นพระภิกษุเหมือนกัน ที่ตา่ งก็ทาํ การประทุษร้ ายตระกูลกันอยูเ่ ป็ น
ปกติ ทําให้ อาตมาเป็ นผู้ไม่สามารถบอกได้ วา่ จะมีกําลังในการผ่านคลืน่ ลมพายุร้ายเหล่านี ้ ออกไปได้ หรื อไม่
และด้ วยแม้ นว่าจะต้ องตายลงอยูก่ ลางทะเลร้ ายนี ้ด้ วยแล้ ว อาตมาผู้อาภัพ มีแต่บญ
ุ ที่เจริ ญในธรรมมาแล้ วด้ วยดี
ตามที่พระเดชพระคุณสอนสัง่ มาตามพระพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้ านัน้ จักได้ ขอโอกาสนี ้ ขออุทิศบุญในถวายบทความนี ้ ที่
อาตมาใช้ ในเผยแผ่และบอกธรรมอยูเ่ ป็ นปกติ ไว้ เป็ นอนุสรณ์ในการเจริ ญธรรมให้ กบั ทุกๆท่านซึง่ หาก ได้ รับทราบด้ วยญาณวิถี
ใดๆให้ ร้ ูวา่ อาตมาได้ ยอมสละชีวติ ไปกับไตรจีวรชุดนี ้แล้ วด้ วยดี พร้ อมด้ วยการเจริ ญไปในธรรมทังหลายเหล่

านี ้อยูอ่ ย่างเป็ น
ปกติ โดยไม่ให้ มือสกปรกของใครมากระชากออกไปจากตัวได้ โดยง่ายในการเผชิญหน้ ากับพวกเขาเหล่านันทุ
้ กรูปแบบ ด้ วยวิธี
ของการไม่ประทุษร้ ายตอบแต่อย่างใดทังสิ
้ ้น
ด้ วยบารมีธรรมของคุณโยมทุกๆท่าน ขอใช้ โอกาสนี ้ ขออาราธนาทุกๆบุญบารมีธรรมของทุกท่าน ได้ โปรดเมตตาห้ อม
ล้ อมรอบปริ มณฑลกายเนื ้อของอาตมาไว้ และ/หรื อให้ เสมอด้ วยบุญที่อาตมา ได้ อาราธนาผ่าน ไปถึงต้ นธาตุต้นธรรมฯ โดยเป็ น
ปกติอยูแ่ ล้ วนัน้ เพื่อเป็ นกําลังในการก้ าวไปในทิศเบื ้องหน้ า มีประเทศที่หมายให้ ไปได้ อย่างเป็ นปกติ และเจริ ญธรรมได้
ยิ่งๆขึ ้นไปในอนาคตด้ วยสมถเพศนี ้ จนกว่าจะพ้ นวิสยั ของลมหายใจของกายมนุษย์อนั สกปรกเป็ นอย่างยิ่งนี ้ ด้ วยไตรจีวรที่
ห่อหุ้มกายและใจไว้ ได้ โดยสมบูรณ์ด้วย เทอญ
นิพพานะ ปั จจะโย โหตุ
ขอแบ่งปั นอุทิศบุญมาให้ ด้วย ขออาราธนาบุญของทุกๆท่านมาช่วยกันด้ วย
ขออนุโมทนาสาธุการบุญกับทุกๆท่านด้ วย
พระชัยอนันต์ ชยาภิรโต
ธุดงคสถานอรุณวนาราม
Earby, Lancashire, England

ขอเชิญร่วมสร้ างบารมีธรรม โดยการสมทบทุนเป็ นปั จจัยเข้ ากองทุน(มูลนิธิ)พระสีวลียอดดอย ที่บญ
ั ชีธนาคารทหารไทย
สาขากองทัพอากาศ หมายเลข 057-2-33146-0 (International Transferring “SWIFT” Code: “ TMBKTHB”)
แล้ วโปรดส่งสําเนาการโอนเงินเพือ่ การบริ หารบัญชีไปที่อีเมล์ CHAIANUNT@GMAIL.COM