You are on page 1of 16

บทความ : The Principal of Equalization

พืน
้ ฐานความรู้เรือ
่ ง EQ ... ตอนที ่ 1

Equalizer หรือ EQ เป็ นเครือ


่ งมือสำาหรับเพิม
่ หรือลดระดับเสียง
(boost/cut gain) ในช่วงความถีท
่ ีต
่ ูองการ เป็ นผลทำาใหู tone เสียง
โดยรวมเปลีย
่ นไป ... เมือ
่ ใชู EQ ในโปรแกรมสำาหรับมิกส์เสียง จะ
สามารถปรับ EQ ในแต่ละ track ไดูอย่างอิสระ ทำาใหูสามารถปรับ
ผสานเสียงเขูาดูวยกันไดูเป็ นอย่างดี ... โดยปกติแลูว เรามักจะ
ตูองการใหูแต่ละ track มีเสียงทีช
่ ัดเจน และ เป็ นธรรมชาติทีส
่ ุด
ในขณะเดียวกันก็ตูองรักษาความสมดุลในงานมิกซ์ไวูใหูมากทีส
่ ุด
เช่นกัน วิธีทีด
่ ีก็คอ
ื การใชู EQ ใหูนูอยทีส
่ ุดเท่าทีจ
่ ะเป็ นไปไดู และ
ใชูวิธก
ี ารลดระดับเสียงลง (cut) มากกว่าการเพิม
่ (boost) เพือ
่ ทีจ
่ ะ
รักษาพืน
้ ทีใ่ นงานมิกซ์ไวูสำาหรับ track อืน
่ ๆ ทีจ
่ ำาเป็ นตูองใชูจริง
ๆ ... แต่ในกรณีทีใ่ ชู EQ เป็ นเครือ
่ งมือสำาหรับงาน sound design
ก็สามารถปรับแต่งไดูอย่างเต็มที ่ เพือ
่ เปลีย
่ นลักษณะของเสียงไปใน
แบบทีต
่ ูองการ
สำาหรับการมิกส์ มักจะแบ่งความถีอ
่ อกเป็ นช่วง ๆ ดังนี ้ :

Low-Bass :

อย่้ในช่วง 20 – 60 Hz ควบคุมเสียงกระหึม
่ โดยส่วนใหญ่เสียงที ่
ย่านนีถ
้ ้กผลิตออกมาจากลำาโพงซับว้ฟเฟอร์

Bass :

อย่้ในช่วง 60 – 250 Hz เป็ นย่านความถีต


่ ำ่าสุดของงานมิกซ์ เป็ น
ความถีร
่ ะดับพืน
้ ฐาน (fundamental) ของกีตาร์เบส และ เครือ
่ ง
ดนตรีประเภทใหูจังหวะ อย่างเช่น kick-drum ย่านความถีน
่ ีค
้ วบคุม
ความเต็มแน่น (fullness/roundness) ของ track หรือ งานมิกซ์ ...
การลดระดับเสียงในย่านความถีน
่ ีจ
้ ะทำาใหูเสียงดังแบบ boominess
ลดลง

Low-Midrange :

อย่้ในช่วง 250 – 2000 Hz เป็ นย่านความถีเ่ สียง harmonics แรก


ของเครือ
่ งดนตรีส่วนใหญ่ การเพิม
่ ระดับเสียงในย่านความถี ่
ระหว่าง 250 – 800 Hz จะช่วยใหูเครือ
่ งดนตรีทีผ
่ ลิตเสียงความถี ่
ตำ่ามีโทนเสียงทีช
่ ัดเจนขึน
้ แต่การปรับเพิม
่ มากเกินไปก็จะทำาใหูไดู
โทนเสียงคลูายโทรศัพท์ เช่น การปรับเพิม
่ ในช่วง 500 Hz – 1
kHz ก็จะทำาใหูไดูโทนเสียงคลูาย Horn หรือ การปรับเพิม
่ ในช่วง 1
kHz – 2 kHz ก็จะไดูโทนเสียงเล็ก เป็ นตูน ... สำาหรับเครือ
่ งดนตรี
ประเภทใหูเสียงย่านความถีก
่ ลาง (mid-range) เช่น กีตาร์, เสียง
รูอง และ คีย์บอร์ด ก็นิยมทีจ
่ ะลดย่านความถีใ่ นช่วงนีล
้ ง เพือ
่ จะ
ทำาใหูงานมิกซ์โดยรวมดีขึน

High-Midrange :
อย่้ในช่วง 2000 Hz – 4000 Hz ย่านความถีน
่ ีส
้ ำาคัญสำาหรับ เสียง
พ้ด หรือ เสียงรูอง และ จะเป็ นตัวกำาหนดความเด่น ความชัดเจน
ของเครือ
่ งดนตรีประเภท mid-range ... การปรับเพิม
่ ระดับเสียงใน
ย่านนีม
้ ากเกินไป อาจจะทำาใหูห้ลูาไดู เมือ
่ ฟั งไปนาน ๆ

Presence :

อย่้ในช่วง 4000 Hz – 6000 Hz ควบคุมความระยะใกลู-ไกล และ


ความชัดเจน ของเครือ
่ งดนตรี และ เสียงรูอง ... การปรับเพิม

ระดับเสียงในย่านนีม
้ ากเกินไปจะทำาใหูไดูเสียงหยาบกระดูาง
(harshness)

Brilliance :
อย่้ในช่วง 6000 Hz – 20 kHz ย่านนีจ
้ ะสัมพันธ์สอดคลูองกับ
ความใส/ชัดเจน, เสียงฉ่า (sizzle) และ “air” ของงานมิกซ์

หากท่านรู้สึกว่าบทความนีเ้ ป็ นประโยชน์ โปรดเขูาไปเยีย


่ มชม
เว็บไซต์ และ สนับสนุนสินคูา เพือ
่ ใหูมีกำาลังทำาบทความดี ๆ แบบ
นีอ
้ อกมาอีกเรือ
่ ย ๆ ... สมาชิก ดีวีดีความรู้ในงาน Sound
Engineer และ การใชู Nuendo ทีล
่ งทะเบียนแลูว เขูาไปด้บทความ
อืน
่ ๆ ไดู ทีน
่ ี ่ ครับ

Parametric EQ :

Bell Filter : กึง่ กลาง Frequency = 2000 Hz, ส้ง Gain = 12 dB


และ กวูาง Q = 2 octaves
Parametric EQ หรือเรียกตามร้ปทรงว่า “Bell Filter” (หรือ "Peak
Filter") นิยมใชูกันมาก เนือ
่ งจากสามารถเร่งหรือลดระดับเสียงใน
ช่วงความถีท
่ ีต
่ ูองการไดู ... การใชู parametric EQ ทำาไดูดูวยการ
กำาหนดความถีก
่ ึง่ กลาง, กำาหนดความส้ง เพือ
่ ระบุปริมาณการ
เพิม
่ /ลด (boost/cut) ระดับเสียงในหน่วย dB และ ความกวูางของ
ฐาน ... ความกวูางจะมีหน่วยเป็ น octaves วัดจากกึง่ กลางความส้ง
จากดูานหนึง่ ไปยังอีกดูานหนึง่ (ฝั ่ งซูายและขวาของความถี ่
กึง่ กลาง) ... ตัวอย่างเช่น หากว่า ความถีก
่ งึ่ กลางกำาหนดเป็ น 2
kHz, ปรับใหูส้งขึน
้ 12 dB และ ปรับความกวูางฐาน เป็ น 2
octaves ดังนัน
้ ความกวูางฐานจะวัดทีร
่ ะดับความส้ง 6 dB เป็ นตูน
ไป ซึง่ ก็จะเริม
่ ตัง้ แต่ทีค
่ วามถี ่ 1 kHz ไปจนถึง 4 kHz หรืออีกนัย
หนึง่ คือ 1 octave จากซูาย และ 1 octave จากขวา ของความถี ่
กึง่ กลางนัน
่ เอง

Shelf Filter :

Low Shelf Filter : Frequency = 200 Hz, ส้ง Gain = 12 dB


Shelf Filter จะทำาหนูาทีเ่ พิม
่ หรือลด (boost/cut) ระดับเสียงใน
ปริมาณเท่า ๆ กัน ตลอดย่านความถี ่ โดยมี corner frequency
เป็ นตัวกำาหนดจุดเริม
่ ตูน หรือ จุดสิน
้ สุด ... การใชู shelf filter จะ
มีตัวแปรควบคุมสองค่า คือ จุดเริม
่ ตูนหรือสิน
้ สุด เรียกว่า “corner
frequency” และ ระดับการเพิม
่ /ลด เรียกว่า “shelf height” มี
หน่วยเป็ น dB

ภาพแรกทีแ
่ สดง จะเป็ นการปรับแบบ low-shelf filter โดย boost
ระดับเสียงขึน
้ 12 dB และ กำาหนด corner frequency ที ่ 200
Hz ... corner frequency จะกำาหนดทีต
่ ำาแหน่งกึง่ กลางความส้ง ดัง
นัน
้ จากภาพ จะเห็นว่า ณ. ตำาแหน่งทีร
่ ะดับเสียงถ้กยกส้งขึน
้ ครึง่
หนึง่ คือ 6 dB ตกอย่้ในช่วงความถี ่ 200 Hz

Resonant Low Shelf Filter : Frequency = 200, ส้ง Gain = 12


dB และ กวูาง Q = 2 และ
Vintage Low Shelf Filter : Frequency = 200, ส้ง Gain = 12 dB
และ กวูาง Q = 1.414

นอกจากการปรับ shelf-filter ในร้ปทรงปกติทีค


่ ูุนตาแลูว ยังมีอีก 2
ร้ปแบบทีพ
่ ิเศษออกไป คือ แบบทีเ่ รียกว่า “resonant” และ
“vintage” ... shelf-filter ในแบบมาตรฐานทีโ่ ชว์ในภาพแรก จะมี
ความชันมากทีส
่ ุดเท่าทีจ
่ ะเป็ นไปไดู เมือ
่ เชือ
่ มกันระหว่างระดับเสียง
ทีต
่ ่างกันสองระดับ โดยไม่มีเสูน curve ทีส
่ ้งหรือตำ่ากว่า หรือ ที ่
เรียกว่า overshoot ... แต่สำาหรับ shelf-filter แบบ “resonant” แลูว
จะสามารถปรับระดับความชันไดู ดูวยค่า resonance โดยอาจจะใชู
ค่า Q เป็ นตัวกำาหนด หรือ เรียกว่า “Quality Factor” ค่ายิง่ ส้ง
ความชันก็จะยิง่ มาก รวมทัง้ เกิด overshoot ทัง้ สองดูานเท่า ๆ กัน
ดูวย ค่ามาตรฐานของ Q สำาหรับ resonant shelf-filter จะกำาหนด
ไวูเป็ นมาตรฐานประมาณ 0.707 ... และสุดทูายคือ แบบ “vintage”
จะมีลักษณะคลูาย แบบ resonant คือ มี overshoot ทัง้ สองขูาง
แต่ทีต
่ ่างกันคือ overshoot ทีเ่ กิดขึน
้ ทัง้ สองขูางจะไม่เท่ากัน ผลคือ
จะใหูเสียงทีน
่ ุ่มนวล และ น่าฟั งมากกว่า ... shelf-filter แบบ
vintage จะสรูางเลียนแบบการตอบสนองความถีข
่ องอุปกรณ์
ประเภท Analog Equalizer

Notch Filter :
Notch Filter : Frequency = 60, ความกวูาง Q = 0.1 octaves

Notch Filter ใชูสำาหรับตัด (cut) ความถีท


่ ีเ่ ฉพาะเจาะจงทิง้ ไป โดย
การปรับร่วมกันระหว่าง ค่าความถีก
่ งึ่ กลาง และ ความกวูาง ...
ความกวูางของ notch filter จะวัดในหน่วย octaves ระหว่างระดับ
เสียงที ่ -3 dB (ซูาย-ขวา ของความถีก
่ ึง่ กลาง) ... Notch Filter ดัง
เช่นทีเ่ ห็นในภาพ จะตัดระดับเสียง ณ. ความถีก
่ งึ่ กลางออกไป
ทัง้ หมด เนือ
่ งจากความส้ง มีค่าเป็ น ลบอินฟิ นิตี ้ dB ... Notch
Filter มักจะถ้กใชูในการตัดเสียง hum ทีเ่ กิดมาจากระบบไฟฟูา
สำาหรับในสหรัฐอเมริกา จะใชูระบบไฟที ่ 60 Hz แต่สำาหรับในยุโรป
จะใชูที ่ 50 Hz ... ความถี ่ overtone ของเสียง hum ทีอ
่ ย่้เหนือขึน

ไป อาจตูองใชู notch filter ขยับขึน
้ ไปตัดออกเป็ นช่วง ๆ ไป ...
สัญญาณรบกวนอีกชนิดทีม
่ ักพบไดูเสมอ ๆ ก็คือ ความถีจ
่ าก
oscillator ของ flyback ในทีวี หรือ ในคอมพิวเตอร์ มอนิเตอร์
แบบ หลอดภาพ หรือ CRT สำาหรับในสหรัฐ ความถี ่ oscillator จะ
อย่้ที ่ 15,734 Hz และ สำาหรับในยุโรป (ระบบ Pal และ SECAM)
จะมีความถีอ
่ ย่้ที ่ 15,625 Hz ... เสียงรบกวนเหล่านีม
้ ักจะเกิดขึน
้ ไดู
ง่าย เมือ
่ บันทึกเสียงใกลูกับ TV หรือ คอมพิวเตอร์ มอนิเตอร์
ประเภท CRT

Bandpass Filter :

Bandpass Filter : Frequency = 2 kHz, ความกวูาง Q = 1


octave

Bandpass Filter ทำางานตรงกันขูามกับ Notch Filter คือ จะยอมใหู


เสียง ณ. ความถีก
่ งึ่ กลาง และ รอบ ๆ ผ่านไปไดู ควบคุมโดยการ
ปรับค่าความถีก
่ งึ่ กลาง และ ความกวูาง ... ความกวูางของ
bandpass filter จะวัดในหน่วย octaves ระหว่างระดับเสียงที ่ -3
dB (ซูาย-ขวา ของความถีก
่ ึง่ กลาง) ... มักนิยมนำา bandpass filter
ไปใชูในงาน sound design เพือ
่ จำาลองเสียงในช่วงความถีแ
่ คบ ๆ
เช่น เสียงโทรศัพท์ แมูว่าจะสามารถใชู brickwall filter ทำาไดูเช่น
กันก็ตาม ... bandpass filter จะมีค่า rolls-off อย่้ทีป
่ ระมาณ -12
dB/octave ทัง้ สองดูานเท่า ๆ กัน (rolls-off ใชูอธิบายค่าความชัน
ของเสูนโคูงทีค
่ ่อย ๆ ปรับระดับลดลง) ซึง่ ระดับ rolls-off ของ
bandpass filter นีจ
้ ะนุ่มนวลกว่าของ brickwall filter มาก
เนือ
่ งจาก brickwall filter จะมี rolls-off อย่้ที ่ -60 dB/octave ...
นอกจากนี ้ ยังสามารถนำา bandpass filter ไปใชูในการวิเคราะห์
เสียงเฉพาะช่วงความถีไ่ ดู ตัวอย่างเช่น หากพบว่ามีสัญญาณรบ
กวนป่ ะปนเขูามา ก็สามารถปรับ bandpass filter ในช่วงแคบ ๆ
แลูวขยับความถีห
่ าตำาแหน่งสัญญาณรบกวนทีต
่ ูองการ เมือ
่ พบแลูว
ก็ปรับไปใชู notch filter เพือ
่ ตัดสัญญาณดังกล่าวทิง้ ไป

Lowpass และ Highpass Filters :

Lowpass filter : Frequency = 2 kHz และ Highpass filter :


Frequency = 200 Hz
Lowpass และ Highpass Filters จะปล่อยใหูสัญญาณผ่านไป
จนถึงจุด corner frequency จากนัน
้ จึงค่อย ๆ ลดระดับลง โดยมี
ค่า roll-off อย่้ที ่ -12 dB/octave ... Lowpass และ Highpass filters
จะควบคุมผ่านค่าเดียว คือ “corner frequency” โดยกำาหนด
corner frequency ณ.ระดับ -3 dB ของเสูนกราฟทีล
่ ดลง ... การ
ตัดสินใจเลือกใชูระหว่าง lowpass / highpass filter กับ brickwall
filter นัน
้ มักขึน
้ อย่ก
้ ับความตูองการการใชูค่า roll-off มากนูอยแค่
ไหน หรืออีกนัยหนึง่ คือ ตูองการใหู เสูนกราฟมีความชันแค่ไหน
หรือ ลดระดับลงเร็วแค่ไหน นัน
่ เอง

Brickwall Filters :

Brickwall Filter : Lower Frequency = 60 Hz และ Higher


Frequency = 6 kHz
Brickwall filter อย่้ในกลุ่มของ highpass หรือ lowpass filter ทีม
่ ี
เสูน cutoff ชันมาก (-60 dB/octave) ใชูสำาหรับปล่อยใหูย่าน
ความถีท
่ ีส
่ ้งกว่า cutoff ผ่านไป และ ตัดความถีท
่ ีอ
่ ย่้ตำ่ากว่า cutoff
ทิง้ ไปอย่างสิน
้ เชิง ย่านความถีท
่ ีป
่ ล่อยใหูผ่านไปไดูนีเ้ รียกว่า
“passband” และย่านความถีท
่ ีถ
่ ้กตัดออกเรียกว่า “stopband”

Brickwall filter ใชูสำาหรับตัดเสียงในย่านความถีท


่ ีไ่ ม่ตูองการออกไป
โดยปกติแลูว brickwall filter จะถ้กใชูในการตัดสัญญาณรบกวนที ่
อย่้นอกย่านความถีห
่ ลักของเครือ
่ งดนตรี กรณีเครือ
่ งดนตรีนัน
้ ๆ
ไม่ไดูใชูความถีเ่ ต็มสเกล brickwall filter จะถ้กวางไวูบริเวณขอบ
ความถีบ
่ นสุด-ล่างสุด ของย่านความถีท
่ ีเ่ ครือ
่ งดนตรีนัน
้ ๆ ใชู เพือ

ตัดเสียงในความถีท
่ ีอ
่ ย่้นอกช่วงทิง้ ไป ตัวอย่างเช่น การนำาไปใชูกับ
เสียงรูอง สามารถนำา brickwall filter ไปใชูตัดสัญญาณเสียงที ่
ความถีต
่ ำ่ากว่า 100 Hz และ ส้งกว่า 8 kHz ไดู

Brickwall filter ยังสามารถนำาไปใชูวิเคราะห์เสียงในช่วงความถี ่


เฉพาะไดู เช่น การเลือกฟั งเฉพาะย่านความถี ่ overtone ของ
organ หรือ ใชูแยกเสียง “คลิก
๊ ” ของ kick-drum ออกมา เป็ นตูน

แนวคิดการมิกซ์แบบ 3 มิติ และ ศิลปะการใชู Equalization (EQ)


ในขณะทีเ่ ริม
่ มิกซ์รวมไปถึงการบันทึกเสียง มักจะมีขูอผิดพลาด
ใหญ่ ๆ ทีม
่ ือใหม่มก
ั จะพลาดเสมอ ๆ คือ การฝึ กมิกส์โดยการ
solo แต่ละ track แลูวปรับแต่งใหูไดูเสียงดีทีส
่ ุดในแบบนัน
้ ... แต่
เมือ
่ รวมทุก track เขูาดูวยกัน ยิง่ โดยเฉพาะเพลงทีม
่ ีเครือ
่ งดนตรี
มากชิน
้ กลับพบว่า เสียงโดยรวมออกมาแย่มาก และ มีขอ
ู ผิด
พลาดมากมาย เมือ
่ แต่ละ track ถ้กเล่นพรูอมกัน

สิง่ หนึง่ ทีเ่ ป็ นตัวแปรสำาคัญของเรือ


่ งนีค
้ ือ EQ … ไม่ว่าจะเป็ น
engineer มือใหม่ หรือ ผ่านประสบการณ์ จะรู้สึกดีเสมอ เมือ
่ เสียง
นัน
้ ไดูถ้กปรับใหูดังกว่า หรือ ชัดเจนกว่า ดังนัน
้ เมือ
่ solo track จึง
มักจะไปปรับเพิม
่ (boost) EQ ในหลาย ๆ ช่วงความถี ่ ทีจ
่ ะทำาใหู
เสียงดังชัดเจนขึน
้ โดยเฉพาะ sound engineer มือใหม่ดูวยแลูว
มักจะจบลงดูวย track ทีม
่ ีการ boost EQ ในหลาย ๆ ช่วงความถี ่
... แต่เมือ
่ ไหร่ก็ตามทีน
่ ำา track ต่าง ๆ มาเปิ ดเล่นพรูอมกัน ก็จะ
พบว่า มีระดับเสียงในแต่ละช่วงความถีท
่ ีม
่ ากเกินไป, ความถีใ่ น
แต่ละ track ซูอนทับกัน เกิด masking effect ทำาใหูเสียงโดยรวม
ฟั งด้ยุ่งเหยิง ไม่ชัดเจน

เคล็ดลับทีจ
่ ะหลีกเลีย
่ งปั ญหานีใ้ นขณะทีเ่ ริม
่ มิกส์ คือ ใหูฟังเสียง
จากทุก ๆ track พรูอม ๆ กัน ก่อนทีจ
่ ะปรับแต่ง EQ ของแต่ละ
track … พยายามปรับ EQ ในขณะที ่ track อืน
่ ถ้กเล่นไปดูวย ซึง่
จะทำาใหูไดูระดับการ boost/cut และ ตำาแหน่งความถีท
่ ีเ่ หมาะสม
ของ track ในงานมิกซ์นัน
้ ๆ

มีความเป็ นไปไดูส้งที ่ track เสียงทีฟ


่ ั งด้ดีในขณะ solo กลับทำาใหู
งานมิกซ์ฟังด้แย่เมือ
่ นำามารวมเขูาดูวยกัน ในทางตรงขูามกับ track
ทีไ่ ดูถ้กปรับแต่งใหูผสานกลมกลืนไปกับงานมิกส์เป็ นอย่างดี อาจฟั ง
แย่มาก ๆ ก็ไดู เมือ
่ นำามาฟั งแบบ solo ... กีตาร์เบส เป็ นตัวอย่าง
ทีด
่ ีของเรือ
่ งนี ้ หากปรับใหู track กีตาร์เบส ใหูเสียงในลักษณะ
warm และ full มาก ๆ ก็มีโอกาสเสีย
่ งส้งทีเ่ มือ
่ นำาเขูาไปรวมอย่้ใน
งานมิกส์แลูว จะถ้กกลืนหายไป หรือ กลายเป็ นแค่เสียงดังทีไ่ ม่มี
เนือ
้ เสียง ในโปรเจคต์งานร๊อคบางประเภท

หากเป็ นเช่นนีแ
้ ลูว จะแกูไขอย่างไรดี ? ใหูลองใชูแนวคิดการมิกซ์
แบบ 3 มิติ ... ใหูการวางตำาแหน่งซูาย-ขวา เป็ นแนวนอน หรือ
แกน X, การจัดสรรย่านความถีท
่ ัง้ หมดเป็ นแนวตัง้ หรือ แกน Y,
และ ระยะจากหนูา-หลัง เป็ นความลึก หรือ แกน Z … การทำางาน
กับแกน X ใหูใชู การ pan ตำาแหน่ง ซูาย-ขวา, การทำางานกับแกน
Y ใหูใชู EQ เพือ
่ จัดสรรความถี ่ และ แกน Z ใหูใชูเอฟเฟกต์ทีอ
่ ิง
กับเวลา เช่น reverb หรือ delay แลูวปรับค่า wet/dry เพือ
่ ผสม
ความหนาบางของ effect เหล่านัน
้ ... เคล็ดลับสำาหรับงานมิกส์ทีม
่ ี
จำานวนชิน
้ ดนตรีมาก คือ ใหูเผือ
่ พืน
้ ทีส
่ ำาหรับชิน
้ ดนตรีทีม
่ ีความ
สำาคัญ ๆ ไวูมากกว่าชิน
้ อืน
่ ๆ เล็กนูอย เพือ
่ ใหูไดูเสียงชัดเจน ใน
ขณะเดียวกับก็ยังผสานกลมกลืนกับงานมิกซ์อย่้ ...