You are on page 1of 50

ปาฐกถาที่ ๓

เรื่อง
ภูเขาแห งวิถีพุทธธรรม




ปาฐกถาพิเศษ
ภูเขาแห งวิถีพุทธธรรม

แสดงโดย ภิกขุ พุทธทาส อินฺ ทปaฺโญ
ณ พุทธสมาคม กรุงเทพฯ
ที่ ๕ มิถุนายน ๒๔๙๐




เพื่อนสหธรรมิก และทานสุภาพชน ทั้งหลาย !

ขาพเจามีความรูสึกยิ นดีตามเคย ในการที่ไดมากลาวธรรมกถา
ที่นี่อีก. รูสึกยินดีก็ ในขอที่ว า ไดมีโอกาสพบเพื่อนพุทธบริษัท ผูมี
ความสนใจในเรื่ องที่ ขาพเจาได กําลังสนใจอยู. การแสดงธรรมกถาใน
วันนี้ จะตองทํ าความเข าใจกันเสียกอน ในขอที่ วา ธรรมกถานี้เป น
ขอความที่ ติดตอกันมาเรื่อยๆ กับธรรมกถา ๔-๕ ครั้งที่ขาพเจาได
แสดงมาแลวในสถานที่นี้ นับตั้งแตเรื่อง “วิถีแหงการเขาถึงพุทธ
ธรรม” เปนตนมา. เพราะฉะนั้น ข อความบางอยางที่ได เคยกลาวไป
แลว ในการแสดงครั้ งกอนๆ ก็ ไมจําเปนที่จะตองนํ ามากล าวอีก และไม
เปนวิสัยที่ จะนํามากลาว เพราะเปนเรื่ องหนึ่งๆ โดยเฉพาะ. แตถึง
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ

กระนั้นก็ ตองทํ าความเข าใจวา ขอความบางอยางที่กลาวในวันนี้ เนื่ อง
อยูกับขอความบางตอนในครั้งกระโนน ซึ่งทานผูฟงจะตองนึก
ทบทวนไปถึงเป นธรรมดา. สําหรับปาฐกถาในวั นนี้ เมื่อจะกลาวโดย
ใจความก็คือเรื่อง “ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม” หมายความวา จะได
กลาวถึงเครื่องกีดกั้นขัดขวางแหงวิถีทางแหงการเข าถึงพุทธธรรม จึง
เปนการเห็ นไดวา เปนขอความที่เกี่ยวกั บพุทธธรรมนั่นเอง สมตาม
เจตนาเดิมที่ตั้งไวแตไหนแตไรมาแลว วาการแสดงปาฐกถาที่พุ ทธ
สมาคมนี้ ขาพเจาจะไดกลาวถึงสิ่งที่ เราเรียกวา “พุทธธรรม” ในแง
ตางๆ กัน.
ในตอนแหงปาฐกถานี้ ขาพเจาอยากจะดึงความสนใจของทาน
ผูฟงทั้ งหลายใหสนใจกันเสียกอนในข อเท็จจริ งอั นสําคัญประการหนึ่ ง
คือขอเท็จจริงที่ว า คํ าพูดคําหนึ่งมีความหมายหลายชั้นและถื อเอาความ
ไมตรงกั นทุกคนไป. ทั้งนี้แล วแตภูมิชั้ นแห งปญญาหรือการศึกษาของ
เขา. ทั้งนี้เพื่ อท านผูฟ งจะไดเขาใจในเนื้ อเรื่องตามหัวขอขางบนได
โดยงายและชัดเจน.
คําที่เรามักมีความเข าใจไมคอยตรงกัน และมีความสําคัญในเรื่อง
ที่จะกลาวตอไปนี้ก็ คือคําที่มีความหมายซับซอนสับสน. อยางคําวา
“ความจริง,” เมื่ อถามกันขึ้นวาอะไรเป นความจริ ง อยางนี้ พวกเรา
สวนมากก็ จะมีความคิดพุงตรงไปยังขอที่ ศาสดาเจาลัทธิหรือผูสั่งสอน
คนใดคนหนึ่งที่เรานับถือได บัญญัติ อย างนั้ นอยางนี้ว าเปนความจริ ง ซึ่ง
เปนความจริงของความเชื่อ แทนที่แหงความจริงของปญญา ซึ่งมักทํ า
ใหเขารูสึกวาเปนการหลอกตัวเองอยูบอยๆ. สําหรับความหมายเพียง
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ

เทาที่กล าวมานี้ รูสึกวายังไมสมแกนามที่จะเรียกว า “ความจริง” คือมั น
ยังแตกตางกันตามที่ ศาสดานั้นๆ ตางคนตางสอน และคนฟงหรือคน
เชื่อเหลานั้ น ก็ยั งฟงไมออกไมถูกไมตรง ไม หมดจดสิ้นเชิ งตามที่
ศาสดาองคนั้นตองการจะใหเขาใจ แมคนจะฟงผิดเชื่อผิดไปจากที่
ศาสดาของตนสอน ตนก็ยึดถือเอาวาเปนความจริ งอยูนั่นเอง ซึ่งมันไม
อาจจะทําใหคนที่ถือหลักเชนนั้ น เขาถึ งความจริ งได. ความจริงของเขา
เปลี่ยนไปตามกาลเวลาแหงการศึกษาของเขา แตเขาก็ไดถือเอาว าเป น
ความจริ งแท ทุกๆ ระยะมาทีเดียว ทั้งที่ มันเปลี่ยนแปลงเรื่อย. ถ าผิดไป
จากนี้ เขาก็รูสึกวาเขาเปนคนหลอกตัวเองและไมมีความจริ ง. ฉะนั้นใน
วันนี้ ข าพเจาอยากจะบัญญั ติความหมายของคํ าๆ นี้ เพื่อความ
เหมาะสมกับการที่ท านผูฟ งจะเขาใจเรื่อง “ภูเขาแหงวิ ถีพุทธธรรม” ใน
วันนี้. “สิ่งที่เรียกวาความจริงนั้นคือ สิ่ งที่ปรากฏอยูแกใจ เทาที่เรารู
หรือสั มผั สได พรอมทั้งสวนที่เปนเหตุ และสวนที่เปนผล.” สิ่งที่เราไม
อาจรูหรือสัมผัสได จนถึงที่สุ ดยอมมี อยู ทั่วไป กระทั่งถึงแม ที่เปนพวก
วัตถุ ไมใชจิตไมใช วิญญาณอะไรมากมาย. ความจริงในสิ่งเหลานี้คือ
อยางไรแน ก็ไมมีหนทางที่จะบอกใหแกคนที่ยังไมเข าถึงความจริง
ทราบได . เพราะฉะนั้น โดยทั่วๆ ไป หรือตามที่มันเปนอยูแกคนเรา
จริงๆ นั้น “ความจริง” ก็คือสิ่ งเทาที่ปรากฏแกความรูสึกของผูนั้น และ
สําหรับคนๆ นั้ นในขณะนั้นเทานั้น.
สําหรับพุทธศาสนาของเรา ก็เปนศาสนาที่ถื อกันวาแสดงความ
จริง ป ญหาจึงมีอยูแตเพียงว าแสดงความจริงอะไร แสดงไปทั้งหมดทุก
สิ ่งทุกอยางหรือเพียงแคไหน. ในที่นี้ เราต องถื อเอาตามหลั กของพุทธ
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ

ศาสนาเองที่มีอยูว า พระสัมมาสัมพุทธเจาไดตรัสอริยสัจคือ “ความจริง
อันประเสริฐ” หรืออีกนัยหนึ่ งก็คือ “ความจริ งของพระอริ ยเจา” ซึ่งเรา
ควรจะพิจารณาดูทั้ งสองนัยตามลําดับ.
คําวาความจริงอันประเสริฐในที่นี้ หมายความวา “เทาที่จําเปน
แก การพนทุกข” ส วนที่เลยจากความจํ าเปนนั้ นไป ไมนับรวมเข าใน
ที่นี้. คนมักจะเขาใจกั นวา ที่วาพระพุ ทธเจาเปนสัพพัญaู นั้น คือ รู
อะไรไปเสียทุกสิ่งทุกอยาง รูทุกภาษาทุกเหตุการณ กระทั่ งถาจะเอามา
ใหทรงขับรถยนต เดี๋ ยวนี้ โดยไมตองศึกษาเสียกอน ก็จะทรงขั บไดดังนี้
เปนตน. ความเปนสัพพัญaู อยางนี้ ไมไดเปนไปตามความหมายที่
ถูกตองของหลักแหงพุทธศาสนา. ขืนถื อเอาความหมายอยางนี้ ก็จะเกิด
การสร างสรรคองค พระพุทธเจาขึ้นมายึ ดถือไว อย างผิดๆ เทานั้ นเอง.
สัพพัญaู ซึ่งแปลวารูทุกๆ อยางนั้น หมายถึงความรู เฉพาะเทานั้ นเอง.
สัพพัญaู ซึ่งแปลวารูทุกๆ อยางนั้น หมายถึงความรู เฉพาะสิ่งที่ควรรู.
สิ่งใดที่จําเปนจะตองรู อันเกี่ยวกับความพนทุกขสิ้นเชิ งแลว ย อมรูสิ่ง
นั้นโดยถู กตองครบถวนทุกประการ เพราะฉะนั้ นจึงเรียกว าสัพพัญaู .
การที่จะถื อเอาว า พระพุทธเจาตรัสรูแล ว ทรงทราบภาษาจีน ภาษาแขก
และ ฯลฯ โดยไมมีการเรียนนั้นเปนการเหลื อวิสัยเกินไป เปนการ
สรางสรรคเอาดวยความรักและความเชื่อของคนสมัยหนึ่ง เพื่อดึง
ตัวเองและเพื่อนมนุ ษยเข าหาความเชื่อโดยทุกวิถีทาง และปราศจาก
ความสํานึ กถึงการเลยขอบเขตโดยถื อเสี ยวาการทําอยางนี้ในชั้นนี้ยิ่ ง
มากยิ่งดี. เมื่อเป นอยางนี้ ก็เป นอันกล าวไดวา แม ความจริ งเทาที่พระผู
มีพระภาคเจาทรงทราบและทรงสอนนั้ น ก็คือความจริ งเท าที่จําเป น
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ

จะตองรู คือเท าที่เกี่ ยวกับความพนทุกขสิ้นเชิง จึ งไดเรียกว าความจริง
อันประเสริฐ.
สวนอีกนั ยหนึ่งที่เรี ยกวา “ความจริ งของพระอริยเจา” นั้น
ยิ่งเห็นความหมายได ชัดเจน. ข อนี้หมายถึ งความจริงที่พระอริ ยเจาทาน
มองเห็ น. คนธรรมดาเราทานมองไม เห็นจึงไมอาจเรี ยกวา ความจริ ง
ของธรรมดา. เมื่ อใดเห็น เมื่ อนั้นก็ เป นพระอริ ยเจ าเสียแลว. ฉะนั้น
ความจริ งที่มีนามว าอริยสัจ จึงไดแกความจริ งอยางหนึ่ งหรือลักษณะ
หนึ่งโดยเฉพาะและเห็นไดในขณะที่เป นพระอริยเจาเท านั้น. ขอนี้ ยอม
เปนการแสดงใหเห็นวา สิ่ งที่เรียกว าความจริ งนั้ นยังมี อีกมากมายนัก
และอยูนอกเหนือความจําเป น. แม เทาที่ อยูในวงของความจําเปน
จะตองรูจะตองทราบ ก็ยังมีมาก ขนาดต องใชปญญาของผูที่เป น
สัพพัญaู คนธรรมดาแมจะรูความจริ งถึงขนาดพนทุกขแลว ก็รูใน
วงจํากัดเท าที่เกี่ยวกั บความจําเปนของตนไมกวางถึงเพื่อผู อื่ นซึ่งมี
อุปนิสัยใจคออย างอื่ นและก็เทาที่ปรากฏแกใจของตนเทานั้น.

โดยหลักวิ ชาหรือหลั กลัทธิที่ตั้งขึ้นไว เราอาจบัญญัติความจริง
วาเปนอยางนั้นอยางนี้ไดตามใจชอบ และเรียนรูหรือท องจํากั นไวได
แตครั้นมาถึงความจริงที่เปนไปในใจหรื อในการกระทําจริงๆ นั้น ตั ว
ความจริงไมใชสิ่งที่ บัญญัติ แตมาอยู ที่ สิ่งซึ่งเขากําลังมองเห็นและถื อ
กันไว ดวยปญญาของเขา และแตกตางกันเฉพาะคนไป. ความจริงที่
บัญญัติไวนั้น ถูกเอามาปรุงกันใหมตามอํานาจของความรู สึกที่ตกอยู
ภายใตอํานาจของเหตุผลและเหตุการณ ที่แวดล อมอีกตอหนึ่ ง. คําๆ
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ

เดียวกั นหรือลัทธิขอเดียวกั น แตมาอยูในใจของคนผูถือในรูปตางๆ กั น
เปนคนๆ ไป แลวแตวาระดับความรูสึกหรือใจของผูนั้นอยูในลักษณะ
เชนไรหรื อเพียงไหน. ตัวอยางเช นคําวา “ความสุข” ซึ่งที่แท ก็เปนความ
จริงอยางหนึ่งซึ่งมี ลักษณะของตัวเองโดยเฉพาะ. แตในที่สุด
ความหมายของคํ าว า ความสุ ขนี้ กลับแตกตางกันเปนรายๆ ไปไม
เหมือนกัน ซึ่งตางฝ ายตางก็ถื อเปนความจริงของตนทั้งนั้ น และกําลั ง
ถือกันอยูจริงๆ ทั่วทุกคนไปไมยกเวนใคร. การที่จะเกณฑใหเชื่อตาม
ผูอื่นในกรณีเชนนี้โดยภายในใจยอมเปนไปไมได. หากจะใชบังคับกั น
ดวยความศักดิ์สิทธิ์ หรื อความเคารพนั บถือแลว ก็ย อมจะเชื่อไปที เทา
นั้นเอง. แมที่ถื อกันวาพระนิพพานเปนสุข ก็กลากลาวไดว ามีคน
จํานวนมากที่ถื อวาพระนิพพานเปนสุขนั้น ตกอยู ในฐานะหลอกตัวเอง
คือเชื่อไปทั้งที่มองไมเห็นวาจะเปนความสุขไดอย างไร แตเชื่อไปโดย
เหตุวาตนเปนพุทธบริษัท หรื อเชื่ อด วยความเคารพในพระพุทธวจนะ
แลวก็ลืมความรูสึกที่ ฝนความรู สึกนั้นเสียอยางนี้ เป นตน. แตเขาก็ยัง
รูสึกวาเขามีความจริ งของเขาอยูนั่นเอง. มนุษยกําลังมีความจริ งเป น
ของตนเองอยูทุกคน!
เพราะเหตุนี้ความจริ ง หรื อความสุข เพียงอยางหนึ่งๆ หรือขนาด
หนึ่งๆ ยอมปรากฏแกบุคคลคนหนึ่งๆ อยูเสมอ ซึ่งเขาก็ รูจั กความจริ ง
หรือความสุขของเขาในลักษณะหนึ่งๆ ตามที่ปรากฏแกใจของบุคคล
นั้นๆ ซึ่งเราควรจะกลาวไดว า เขายั งไมรูจักความจริงพอที่ จะบัญญัติ วา
ความสุขที่ แทหรือถึงที่สุดนั้นเปนอย างไร แตเขายั งบัญญัติกั นอยู เสมอ.
ศาสดาก็บั ญญั ติ , สาวกก็บัญญั ติ ในเมื่อตนเกิดมีความจริ งของตนและ
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ

ไมพอใจในคําของศาสดา. เพราะเหตุนี้เองจึงได เกิดมีมติหรือลัทธิ
ตางๆ วาอะไรเปนความจริ ง อะไรเปนความสุข ซึ่ งเปนป ญหาเดียวกัน
กับปญหาวาอะไรเป นนิพพาน. เกิดมี ผูที่ มีความคิดเปนอิสระบัญญัติสิ่ง
ที่ปรากฏแกปญญาหรือลงรอยกันไดกับความเชื่อของตน แลวแตกาละ
และเทศะ จนกระทั่ งความสนุ กสนานเอร็ดอร อยในทางวัตถุ หรือกาม
คุณโดยเฉพาะ ก็เคยถูกบัญญัติ วาเป นความสุข หรือจุดที่ปรารถนาของ
ชีวิตมาแล วเปนตน. หรือที่สู งขึ้นไปกวานั้น ซึ่งไมของแวะกับกามคุณ
แตเปนความสุขเกี่ยวกับความสงบของจิ ตเปนลํ าดั บๆ ขึ้นไป กลาวคื อ
สมาธิตางๆ ก็เคยถูกบัญญัติ วาเป นความสุขอันสูงสุด หรื อเปนพระ
นิพพานมาแลวเหมื อนกัน. นี่ก็มีมูลเหตุมาจากหลักอันตายตัวที่วา ทํา
อยางไรเสี ยคนเราบั ญญัติความจริงไดเทาที่ตนรูสึกเอง เห็ นอยู กะใจเอง
จนเชื่อและพอใจเทานั้น.
กอนที่พระพุทธเจาจะตรัสรูขึ้ นมานี้ ปรากฏวา นิ พพานซึ่งอยูใน
รูปอื่นลักษณะอื่นก็เคยเปนจุดหมายของความสุขมาแลว เพราะเหตุว า
คนบัญญัติ ความสุขไดเทาที่ตนรูสึกเทานั้ นเอง สูงไปกวานั้นไมได. เรา
ผูอ างตัวเองเปนพุทธบริษัท นั บถือพระสัมมาสัมพุทธเจาเป นพระบรม
ศาสดา ก็พลอยกระโดดแผลบเดียวถึ ง ขึ้นไปยึ ดถือเอาความสุขหรือ
พระนิพพานอยางแทจริง (ตามความเชื่ อ) ตามคํ าสอนของพุทธศาสนา
ดวย ทั้ งๆ ที่ใจหรือความรูสึกนั้นไมไดรูสึกซึมซาบความจริงหรื อ
ความสุขของนิพพานนั้นเลย ขอนี้เองเมื่อเกิดถกเถียงกันถึงความจริง
หรือความสุขหรือนิ พพาน จึงเปนเรื่องที่ ฟนเฝ อ. ฉะนั้นเรามาทําความ
เขาใจกันเสียในตอนนี้กอนว า ความจริงหรื อสิ่งที่เราเรียกวาความจริง
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ

เทาที่มันเปนไปในใจของเราจริงๆ ไมใชบัญญัติอยูในคัมภีร นั้น มันคื อ
เทาที่เรารู และยึดถืออยูเดี๋ยวนี้ นอกจากนั้นแลว จะเปนความจริงของผู
นั้นไปไม ไดเปนความจริ งของคัมภีรต างหากหรืออยางมากที่สุดก็เปน
ความจริ งของความจริงซึ่งเราจะเอื้อมไปจัดการยั งไมถึง. เราต องลงมือ
จัดการกับความจริ งของเราเอง หรือที่ เป นไปในตัวเราเองกอน จึงจะไม
เกิดเปนภูเขาขวางวิ ถี แหงพุทธธรรมขึ้น. เหมือนอย างหลักวิทยาศาสตร
ทางวัตถุก็ เหมือนกัน ที่จะถือวาเปนความจริงข อหนึ่งๆ ไดนั้นมั นถือได
เฉพาะหลั กที่ปรากฏแกการทดลองอย างตายตัวแล วเทานั้น เลยจากนั้น
ยังเป นความจริงที่ยั งไมมีหลัก หรือยั งไมพบ. และเมื่อพบแลว ความ
จริงที่พบก อน จะเปนความจริงที่แน นแฟนขึ้น หรือไมก็กลายเป น
ความเท็จไป เพราะพบความจริงอันใหม . การที่จะดําเนินไปไดในฝาย
ปฏิบัตินั้น ตองยึ ดเอาความจริงที่กําลั งเปนอยูจริงๆ เป นประมาณ
แทนที่จะเอาความจริงของความเชื่อมาเปนหลัก มิฉะนั้นแลวก็ดําเนิ น
ไปไม ได และรกหนาขึ้นเปนภู เขาขวางทางเดินเสียเอง. ลักษณะเชนนี้
แหละเปนเหตุใหเกิดความฟนเฝอสับสน ขึ้นในหมูพวกเรา ที่สนใจใน
พุทธธรรมหรื อนิพพาน เพราะมัวแตจะไปจับเอาความจริง ซึ่งไม ใช
ของตัวมาบั งคับใหใจของเรารับเขาไววาเปนความจริง สวนธรรมชาติ
ที่แทซึ่งครอบงําเราอยูมั นยอมใหไดเพี ยงแตวา “ใครจะรูสึกวาอะไร
เปนของจริงได ก็เพียงเทาที่ใจของเขากํ าลังยึดถื ออยู วาเป นความจริง
เทานั้น.” นอกนั้นจะจริงหรือเท็จก็ ตามยอมไมมีคาในทางที่จะเปน
ความจริงแกจิตใจของเขา ในเวลานั้น. เขาจะตองปรี่เขาพังทลายความ
ยึดถือใหป ญญาของเขากาวหน าตอไป แลวความจริ งของเขาก็จะเขยิบ
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ

ตามไปเอง ในปจจุบันนี้นั้น ตั วเขาเองเป นความจริง และความจริงของ
เขาคือ ความยึดถื อของเขาเองเทานั้น.

เมื่อไดวางหลักอันเกี่ ยวกับความจริงลงไปวา ตามที่เปนอยูในใจ
ของเคนเราจริงๆ นั้ นสิ่งที่เราเรียกวาความจริง ยอมมีอยูตางๆ กันตาม
ความรูสึกและความยึดถือของเขาผูนั้น เปนชั้ นๆ และเปนคนๆ ไป
เฉพาะในขณะหนึ่งๆ อยางนี้แลว ก็ขอกําหนดถึงถอยคําที่จะกลาว
ตอไป ให มองเห็ นว าเราจะพูดถึงความจริงกันโดยถูกตอง และตรงกัน
หมดไดอย างไร และเมื่อใด ซึ่งมีใจความสั้นๆ อยูวาตองภายหลังจาก
การที่ได ผ านทะลุภูเขาแหงวิถี พุทธธรรมไปแลว
ตามหัวขอของธรรมกถา ในวันนี้ซึ่งชื่ อวา “ภูเขาแหงวิถี พุทธ
ธรรม” นั้น เราจะไดพิจารณากัน ถึงสิ่งซึ่งกีดขวาง เป นกําแพงมหึมาอยู
ขางหน า ซึ ่งทําใหเราเข าถึงพุทธธรรมไม ได ทั้งๆ ที่เรามีความภักดีตอ
พุทธธรรม หรือต อศาสนาของเราอยางเต็ มที่อยูเสมอ. ถาเผอิ ญขอความ
ที่ขาพเจากลาวออกมา จะเปนถอยคํ าที่อาจจะแปลกก็ขอใหทานผูฟ ง
พิจารณาด วยความยุ ติธรรมไปกอน. ตามที่เราจะสังเกตเห็ นไดทั่วไป
จนเกือบจะเรียกไดว ามีแกทุกๆ คนนั้นคื อ ถ าเกิดตั้งปญหาถามขึ้นว า
อะไรเป นเครื่องป ดบั งพระนิพพานอั นเป นตัวพุทธธรรมที่เราประสงค
จะเขาถึงแลว เราจะพบคําตอบวา “พระพุทธเจา” นั่นเองกลับมาเป น
ภูเขามหึมาบังพระนิ พพาน. สภาพการณเชนนี้กําลังมีอยูในจิตใจของ
พุทธบริษั ททั่วๆ ไป ซึ่งถากลาวใหสั้นๆ ตรงๆ ที่สุดก็กลาววา ทาน
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๑๐
ทั้งหลายไมเขาถึงพุ ทธธรรมก็ เพราะวา “พระพุทธเจาตามทัศนะของ
ทาน” ขวางหนาทานอยู
ทานทั้งหลายอยาเพิ่งเห็นว า ถ อยคําขางบนนี้เปนคําแกล งกลาว
อยางอุตริ. ตามธรรมดาพุทธบริษัทแต ละคนตางก็มี “พระพุทธเจา”
ของตนเป นเครื่ องยึ ดถือ. ถ าเขายั งไมรู จักพระพุทธเจาไดอยางถูกต อง
เขาก็ย อมทึกทักเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งว าเปนพระพุทธเจ าไปกอน ไมเปนคน
วาเหว . เขาจะตองมีอะไรอย างใดอย างหนึ่งเปนองคพระพุทธเจาของ
เขา เชนเดียวกับตัวความจริ งที่ไดกลาวมาแลวขางตนว า ใครรู อะไร
เพียงเท าไหน ก็เปนความจริ งของเขาเพียงเท านั้น. เพราะฉะนั้น เมื่ อเขา
เขาใจวาอะไรเปนพระพุทธเจา สิ่งนั้ นก็ เกิดเปน “พระพุทธเจาของเขา”
ดวยเหตุนี้ เอง สิ่งที่ ถู กขนานนามวาพระพุ ทธเจ า จึงมีอยูในลักษณะและ
ขนาดมาตรฐานตางๆ กัน แลวแตความยึดถื อของคนเปนชั้นๆ ไป.
สําหรับเด็ กเล็กๆ ถาถามวาอะไรเปนพระพุทธเจาก็จะมีความรูสึกในตัว
วัตถุบางอยางเช น พระพุทธรูปในโบสถเปนตน ว าเปนพระพุทธเจา ซึ่ง
อาจเป นตุ กตาชนิ ดหนึ่งก็ได ทําดวยอิฐดวยปูนหรือทองเหลืองทองคํ าก็
ได. เด็ กที่เล็กที่สุดมีความรู สึกวานั ่นเปนพระพุทธเจาของเขาจะ
เปลี่ยนแปลงไปจากนี้ไมได แตเราก็ยกเวนเปนการใหอภัยแกเด็ก.
ทีนี้ก็มาถึงคนโตๆ เปนผูใหญ แลว กระทั่งคนเฒ าคนแก ซึ่งมีการ
กลาว พุทฺ ธํ สรณํ คจฺฉามิ ฯลฯ อยูทุกๆ คราวที่ มีการรับศี ลฟงธรรม
เทศนา ซึ่ งกวาจะตายก็นับไดร อยครั้ งพันครั้ง, ในปญหาเดียวกันที่วา
อะไรเป นพระพุทธเจาของเขา เราก็ยั งกลากลาวไดอีกเหมือนกันวา ไม
มีเหมือนกั นทุกคน. ตางคนหรือตางพวกลวนแต มีพระพุทธเจาของตั ว
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๑๑
ไมอยางใดก็อยางหนึ่ง. คนที่เขาถึงพระพุทธเจาแตในทางวั ตถุ ไมสูงถึง
ทางจิตก็ย อมจะมีความรูสึกของตัวเองถึ งสมัยเมื่อสองพันปกวามาแลว
วามีเลื อดเนื้อกลุมหนึ่ง เดินทองเที่ยวสั่งสอนประชาชนอยูในประเทศ
อินเดีย และนั่นคือองคพระพุทธเจาแทๆ ซึ่งข อนี้จะดีไปกวาที่จะเห็ น
เปนทองเหลืองหรื อทองคํ าที่เขาหลอเป นพระพุทธรูปเพียงนิดหนอย
เทานั้ น. ถาวากั นโดยความจริงในดานวัตถุแลว สําหรับเลื อดเนื้อกลุ ม
นั้น จะเปนพระพุทธเจามากไปกวาในกอนทองเหลื องทองแดงไป
ไมไดเลย. มิหนําซ้ํ าพระองคเองก็ยั งทรงปฏิเสธว า นั่นไม ใชตถาคต.
“แมเขาจะคอยจับมุมจีวรของเราดึงเอาไว ไปทางไหนไปด วยกันทั้ง
กลางวั นกลางคื น ถาไมเห็นธรรมะแลว ไมชื่อว าเห็ นตถาคตเลย.”
พระองคทรงปฏิ เสธไวอยางนี้ ซึ่งเรากลาวได วาเป นการตะครุบเอา
พระพุทธเจาผิดเขาอี กครั้งหนึ่ ง และควรไดรับอภัยทํานองเดี ยวกับเด็ก
เล็กๆ ข างตนนั้นเหมือนกัน.
เมื่อไดปฏิ เสธพระพุทธเจาโดยพระพุทธรูป โดยวั ตถุหรือรางกาย
ของพระองคเองเสียแลว ก็ยังเหลืออยูแต ทางจิตใจ หรื อทางนามธรรม
โดยวงกวาง ซึ่งเปนการควานหาไดโดยยากยิ่งขึ้ นไปอีก เพราะฉะนั้น
ความผิ ดพลาดก็มีช องทางมากขึ้นตามสวน และยิ่ งเปนชองโหวที่จะทํา
ให เกิดมีการคว าองค พระพุทธเจาเอามาในลักษณะที่แตกตางกันอยาง
วิตถารพิสดารเหลือที่จะคาดหมาย จึงเกิ ดเปนการยึดถือเอาตามความรู
ตามการศึ กษาและศรัทธาของตนเอง เปนพระพุทธเจาอย างนั้นอย างนี้
เปนดวงลอยโชติช วงก็มี เป นสายก็มี เปนสี อยางนั้น เปนสีอยางนี้
สามารถจะอัญเชิญใหลอยมาที่ นั่นที่นี่ได อ อนวอนใหทํากิจบางอยาง
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๑๒
หรือพาไปที่นั่นที่นี่ก็ ได ถึงกับจัดตั้งอาหารคาวหวานไว สวนหนึ่ง
สําหรับพระพุทธเจาที่เขาเชิ ญมามีมากมายหลายแบบ จนเหลือที่จะ
นํามากล าวใหหมดสิ้นได รวมความว าเขายึดถื อเอาสิ่งนั้นเป นองค
พระพุทธเจาของเขา. ที่สูงไปกวานั้นก็ยึดถือว า พระพุ ทธเจาคือตัว
อัตตาที่บริ สุทธิ์ไมเกิดไมตาย มีอยูในทุกแหง พรอมที่จะปรากฏทุก
เมื่อ. ซึ่งเราอาจกลาวไดวาวิ ถีแหงพุทธธรรมของเขามาสิ้นสุดลงเพียงนี้
ยิ่งกวานั้นขึ้นไปอีก เราจะสังเกตเห็นไดวา แมที่ สุดแตความรัก
ในองคพระพุทธเจาของบุคคลบางคนที่เปนอริยบุ คคลขั้นต่ํายังไมถึ ง
พระอรหั นต (เชนพระอานนท ในสมั ยที่พระศาสดายังทรงพระชนม
อยู) ทั้งๆ ที่รูจักลู ทางแห งพุทธธรรมอยางถูกตอง วิถีแหงพุทธธรรม
ของทานยั งไมวายถู กสกัดไวด วยภูเขา กลาวคือองคพระพุทธเจ าที่ทาน
ยึดถือไวด วยความรักของทานเอง ฉะนั้ นจึงไมจําเปนที่จะตองกลาวถึ ง
พระพุทธเจาชนิดที่เปนดวงเป นแสง อั นเปนที่ตั้งแหงความรั กจน
หลงใหลเหลานั้ นเลย และในขั้นสุดท าย อาจกลาวไดวาถ ายังมีความ
ยึดถือวามี ตัวตนที่เปนนั่นเป นนี่ เชน เปนพระพุทธเจา เป นตน อยู
เพียงไร ก็ยังหมายความวาวิถีแหงพุทธธรรมของเขาไปได เพียงแคนั้ น
เทานั้น โดยเผชิญกั นอยูกับภูเขาแหงความยึดถือลูกนั้ น. เมื่ อใด
พระพุทธเจาของเขามาเกิดเปนของวางจากความมีตั วตนเชนเดียวกับ
สิ่งทั้งปวงแลว ภู เขามหึ มานั้นก็พังทลายไปเองโดยรอบตั ว. โดย
ขอความที่ กลาวมาทั้ งหมดนี้ เราพอจะเห็นไดวา นับตั้งแต ปุถุชนสามัญ
ที่สุดขึ้นไปเปนลํ าดั บ จนกระทั่งถึงพระอริยบุคคลชั้นที่ รองลงมาจาก
พระอรหั นตนั้น วิถี แหงพุทธธรรมของแตละคน ยังมีภูเขาขวางอยู . ไม
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๑๓
มีภูเขาอะไรอื่นนอกไปจากความยึดถื อเกี่ ยวกับตัวตน และไมมีความ
ยึดถือเกี่ยวกับตัวตนอะไรอื่ น ยิ่งไปกวาความยึดถือในสิ่ งที่ตนถือเอา
เปนที่พึ่งของตน, ซึ่งสําหรับพุทธบริษัทก็ไม มีอะไรอื่นยิ่งไปกวา
“พระพุทธเจาตามทัศนะของเขา” เขายังมีพระพุทธเจาตามทัศนะของ
เขาอยูเพียงใด ก็แปลวาเขายังมี ความยึดถื ออยู เพียงนั้น.
ทีนี้ถาเราจะมองดูกันอีกแนวหนึ่งหรื ออีกทางหนึ่ ง ซึ ่งนอก
ออกไปจากพระพุทธเจาเราก็อาจจะกลาวไดอย างไมผิดอีกเหมือนกัน
วา แม “พระธรรม” ของเขานั่ นเอง กลับเปนภูเขาขวางวิ ถีแหงพระพุทธ
ธรรมของเขา เพราะอาศัยความยึดถื อทํ านองเดียวกัน, เราตองไมลืม
หลักอันเกี่ ยวกับความจริงดั งที่ กลาวมาแลวขางตนวา สิ่งที่ เราเรียกวา
ความจริ งของเขาก็คื อสิ่งเท าที่เขารู นั้นเสี ย, แล วเราจะพบวาสิ่งที่เรา
เรียกว าธรรมะหรือพระธรรมนั ้ น ถูกคนเรารู จักและยึดถือไวใน
ลักษณะรู ปรางที่ผิ ดแปลกแตกตางกันหลายประการดวยความยึดมั่น
อยางเหนี ยวแนนที่สุด. เมื่อยึ ดถือไวต างกัน ก็มี การโตเถียงกันวานั่น
ตางหากเป นพระธรรม นี่ตางหากเปนพระธรรม แลวแตผูที่ ยึดถือจะ
มองเห็ นของตัวอย างไร. บางพวกไดยึ ดถือเอาเครื่องมือหรื อหนทางที่
จะปฏิบัติเพื่อเขาถึงพุทธธรรมมาเปนตั วพุทธธรรมเสียเองก็มี . ใหพระ
ธรรมเป นดวง เปนแสง เลื่ อนลอยไปในอากาศ เชิญไปไหนมาไหนได
อยางพวกที่เชิ ญพระพุทธเจาขางตนก็มี. ที่เปนอยางต่ําที่สุด ถือเอาเลม
หนังสือหรือมั ดพระคัมภีรเป นตัวพระธรรมเสียเลยก็มี เปนการยึ ดฝ าย
วัตถุเกินไปทํานองเดียวกับเด็ กๆ ที่ยึดเอาพระพุทธรูปเปนพระพุทธเจา.
การที่ถื อเอาพระคัมภีรเป นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใชเปนประธานในพิธีสบถ
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๑๔
สาบานหรื ออ อนวอนเสี่ยงทายตางๆ ก็โดยประสงคจะใหพระธรรมนั้น
เปนของมี จิตวิญญาณตัวตนขึ้ นมาใหได ดังนี้ เปนต น. นับวาเป นการ
ตะครุบเอาผิ ด เหมื อนกับพวกที่ตะครุบเอาพระพุทธเจาผิ ดมาแลว
เหมื อนกัน. ตองการใหพระนิพพานหรื อพุทธธรรมนั้น เป นบานเมื อง
เปนโลกอั นแสนสุข สําหรั บตนจะจุติไปเกิดที่ นั่น แล วก็ตั้งบําเพ็ญ
สมาธิ เพื่ อความเปนอยางนั้ น ทั้งนี้ก็ ดวยอํานาจความยึดถื อในดานวัตถุ
อันแรงกล านั่นเอง.
ถาจะพิจารณาดูในส วนธรรมะ ที่เปนตัววิถีทางการปฏิบัติ เพื่อ
เขาถึ งพุทธธรรมกล าวคือ ศีล สมาธิ ปญญา ก็จะพบวา กํ าลังถูกยึดถือ
ขึ้นเปนภู เขาขวางวิถี ทางของตนเองอยูอยางเดียวกัน. คนบางเหล า
ยึดถือในศี ลของตน จนดูหมิ่ นผูอื่น ก อการแตกราว ทะเลาะวิวาทกัน
ดวยเรื่องศี ล. เพราะความยึดมั่ นถือมั่ นในศีลดวยความสําคัญผิดถือเสี ย
อยางเครื่ องจักร ยึ ดมั่นทุกตัวอักษรอยางงมงาย รักษาศีลจนตายก็ไม
เคยปรากฏวามีศีลบริสุทธิ์แลวตายไปดวยความเศราใจอันนั้ น. ถามีคน
พวกหนึ่ งมากลาวขึ้ นวา ผูที่ มี ใจตรงแนวแลวการรักษาศีลหรือสมาทาน
ศีลเปนของไมจําเป นเลย เพราะมีศีลอยู โดยปรกติ เสียแลวดั งนี้ คนพวก
ที่ยึดมั่ นในศีลก็จะคานเสียงแข็ง หาวาเปนมิจฉาทิฏฐิถึงกั บทะเลาะกัน
ก็ได . ฉะนั้นธรรมะที่เปนฝ ายปฏิบัติในชั้นตน กลาวคือศี ลนี้อาจเกิ ด
เปนภูเขาขึ้ นขวางวิถี แหงพุทธธรรมเมื่ อใดก็ได ในเมื่อมี ผูยึ ดถือว ามัน
ตองเปนอยางนี้ ศั กดิ์สิทธิ์อยางนี้, ซึ่งมันเป นความจริ งของบุคคลคน
นั ้น อย างที่ เขาจะเห็นเปนอื่ นไปไมไดเลย แล วก็ทําศีลใหเปนภูเขา
ขวางทางของเขาเอง. มันยังผลใหเกิดขึ้น คือความเนิ่นชา, กวาจะปาย
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๑๕
ปนภูเขาลู กนี้ขามพ นไปก็นมนานหรือถึงกับตายเสียกอนก็มีอยูเป นอั น
มาก.

แมธรรมปฏิบัติซึ่งเป นขั้นสมาธินั้นเล า ก็ถูกยกขึ้นถือไว อยาง
เปนภูเขาสกัดทางตัวเอง ทํ านองเดียวกั น. เนื่ องจากการปฏิบัติขั้นนี้
สูงขึ้นพนระดับของสามัญชนหรือที่เรียกวาขั้นอุตริมนุษยธรรม, จึง
เปนที่ตั้งของความยึ ดถือโอ อวดของผูปฏิ บัติ ยิ่งไปกวาขั้นศี ล. ความ
พอใจหลงใหลในสมาธิของตนตามที่ตนปฏิบัติไดเพียงไร ยอมมีมาก
พอที่จะใหเผลอสติ ภูมิใจ หรือถึ งกับหลงใหลยึดถือ. ทั้ งพวกที่ปฏิบัติ
ผิดทางหรื อปฏิบัติถู กทาง ก็มีโอกาสที่ จะยึดถือเทากัน. บางคนเจริ ญ
สมาธิไดถึงขนาดที่ไดรับรสอั นเยื อกเย็นของความสงบอันเกิดมาจาก
สมาธิ ก็เปนเอามากถึงกับยึดถือเอาว านั่ นเปนพุทธธรรมขั้นสุดที่ตนได
ลุถึงเอาเสียทีเดียวทํ านองเดียวกับที่ลัทธิบางลัทธิในสมัยพุทธกาลและ
กอนพุทธกาล ไดบัญญัติสมาธิขั้นจตุ ตถฌานวาเปนนิพพานมาแลว
นั่นเอง. แมอันนี้ก็ คือภูเขาซึ่ งขวางชนิ ดหนึ่งเหมื อนกันอันเปนหนาที่ ที่
เขาจะตองพังทลายไปใหได. แตวาความเปนอยูจริงๆ ในหมูนักสมาธิ
บางหมูนั้ น ยั งอยู ในขั้นหลงยึดเอาสิ่งซึ่งใชสมาธิมาเปนสมาธิตามกฎ
แหงธรรมชาติที่ว า “ความจริงของเขาคือเทาที่เขารูและพอใจยึดถื อ”
ดังนั้ นจึงเกิดมีสมาธิอีกประเภทหนึ่งซึ่งหนักไปในทางสี ทางดวง ทาง
ภาพที่มาปรากฏอยางแปลกประหลาด และมีการเชื้อเชิญออนวอน
ทํานองเชิ ญวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และใชเปนเครื่ องมื อในทางดู เหตุการณ
ทํานายโชคชะตาตางๆ ตามแตประสงคจะใช ซึ่งเปนการแสวงหา
ประโยชน ทางวัตถุ แทนที่จะเปนวิธีฝกจิ ตเพื่อเข าถึ งพุทธธรรม หรือ
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๑๖
นิพพาน ตามความประสงคเดิมของธรรมปฏิ บัติระบอบนี้ของพุทธ
ศาสนา. ยิ่งกวานั้นยังมี คนบางพวกไพลไปยึดถือที่ รูปของพิธีรีตอง
ตางๆ ที่เปนบุพภาคของการทําสมาธิตามแบบของคณะนั้นคณะนี้ ว า
เปนตัวสมาธิเองก็มี หรือยึ ดถื อกิริยาอาการตามแบบแผนนั้ นๆ วาเป น
ตัวสมาธิ อยางงมงายทุกตัวอักษรไปเสียก็มี โดยไมยอมทําความเข าใจ
วาความหมายอั นแทจริงของสมาธินั้นคื ออะไร ดั งนี้เป นตน. แมมีใคร
มากลาวว าเมื่อตั้ งจิตไดตรงแน วแลวสมาธิก็เปนเองโดยไมมีพิ ธี ดังนี้ก็
จะคานเป นเสียงเดียวกันทีเดียว. เขาไม ยอมเชื่อโดยเหตุที่มี ความยึดมั่ น
ถือรั้ นในสมาธิของตัว วาเปนความจริงอันเด็ดขาด. ความยึดถื อ
ทั้งหมดนี้ เนื่ องมาจากกฎธรรมชาติขางตนที่กลาวแลววา ความจริง
ของใครก็เปนความจริงของคนนั้น ยากที่จะยอมเชื่อกันด วยใจจริง.
เมื่อยังหลงผิ ดอยูดวยความยึดถือภูเขาแหงวิถีพุทธธรรมก็ยั งตั้งสูง
ตระหงานขวางหนาอยูเพียงนั้ น.
สําหรับธรรมปฏิบัติ ที่เปนขั้นปญญานั้ น ถ าเปนปญญาจริ งตาม
ชื่อของมั นก็ดีไป แตถาเป นป ญญาที่ไม รูจักตัวเอง ซึ่งมีมูลฐานตั้ งอยู
บนความจริงของความเชื่ อ ความคาดคะเน หรือการเดาไปตามเหตุผล
แลวก็เกิดเปนภูเขาขวางวิ ถีทางแหงพุทธธรรมขึ้นเหมือนกัน. อีกอยาง
หนึ่งซึ่งสําคัญที่สุดคื อวา เมื่ อปญญาของตนไปสิ้นสุดอยูเพียงไหนก็
บัญญัติ เอาเพียงแตตรงนั้ นว าเปนความจริงด วยบริ สุทธิ์ใจของตน และ
ยึดมั่น ดั งจะเห็นไดจากการที่มีลัทธิศาสนาและปรัชญาต างๆ เกิดขึ้ น
และมีอยูอยางคับคั่งในโลกนี้ . บางลัทธิเปนปญญาที่คบเฉี ยบก็มีแตก็
ไมวายที่จะเปนภูเขากั้นขวางทางอยูระหวางตัวเขากับนิพพาน. แมใน
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๑๗
วงของพระพุทธศาสนาเองก็มี ปญญา พวกที่เดินไปตามความตริตรึก
ตามอาการหรือเหตุ แวดลอม จนไปตีวงลอมขังตัวเองอยูที่จุดใดจุ ด
หนึ่งโดยไมรูสึกตัวยื นหยัดเสียงแข็งอยูวาเปนหนทางที่ถูกตอง แลวก็
ติดแจอยูในแวดลอมของภู เขาลูกนั้นออกมาไมได . ทั้งนี้ ก็เพราะเหตุ
อยางเดียวกับพวกที่กลาวมาแลวขางตนๆ คื อกฎธรรมชาติที่ วา “ความ
จริงของเขาคือเทาที่ เขารู และพอใจ” ซึ่งขาพเจาอยากจะกลาวย้ ําให
ทานผูพึงนึกทบทวนอยู เสมอๆ. ปญญาก็คือแสงสวางแตเหตุไฉนแสง
สวางจึงเป นเครื่ องบั งเสียเอง ขอนี้เปนสิ่งที่เราตองทําความเข าใจกัน
เสียใหแนชัดกอนที่ จะผานไป.
เมื่อป ญญาเดิมๆ หรื อความรูของเขา ซึ่ งเปรียบไดกั บแสงสวางที่
อยูกอนอย างไร แล วสองลงไปในเหตุการณหรือเรื่องราวอย างใดอย าง
หนึ่ง, เขายอมได รับความรูสึกหรือความเขาใจในเหตุ การณ นั้นๆ เพียง
เทาที่ป ญญาหรือแสงสวางของเขาจะอํ านวยให. และเขาถือวานั่นคือ ๆ
ความจริ ง. ครั้ นถึ งสมัยอื่น เมื่อป ญญาเดิม ๆ หรือความรูของเขา
เปลี่ยนไปหรือกาวหนาไป เขามองเหตุ การณ อันเดียวกันนั่ นเอง กลั บ
เห็นไมเหมือนกับที่เขาเห็นในครั้งก อน แตนั่นเขาก็ถือวาเป นความจริ ง.
สิ่งที่เรียกวาความจริงของเขาเปลี่ยนไปตามอํ านาจเวลา หรื อถาจะกล าว
ใหชัดเจนก็คือเปลี่ยนไปตามแสงสวางหรือป ญญาของเขานั่ นเอง.
ความแตกตางในเรื่ องนี้ จึงขึ้ นอยูกับแสงสวางหรือป ญญาที่สองไปยั ง
วัตถุนั้น แตตัวความจริงแทนั้ น ไมทราบวาอยูที่ไหน เพราะทุกขณะก็
เปนความจริง(ของบุ คคลนั้น ในขณะนั้ น)ไปหมด. เราจึงเห็ นวา แสง
สวางอั นนั้ นเองเป นผูบังความจริง ทั้ งในดานจิตและดานวัตถุ .
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๑๘
ในดานวัตถุเราอาจจะเห็นไดง าย ๆ โดยพิจารณาดูในเรื่ องอัน
เกี่ยวกับแสงสวางนั่ นเอง. วัตถุหรือสสารใด ๆ ก็ตาม ที่มีอยู ในโลกนี้ ที่
เราอาศัยแสงสวางแลวเห็นว ามีรูปร างสี สรรอยางนั้นอย างนี้ และถือวา
เปนความจริงนั้ น ที่ จริงมันอาจมีรูปร างและสีสันอยางอื่ นก็ ได แตเรา
เห็นเปนอยางอื่นไม ได เพราะมีแสงสวางซึ ่งอํานวยการเห็ นชนิ ดที่เรา
กําลังมี อยู นี้. เราไมมีแสงสวางอั นอื่นนอกจากแสงอาทิตยซึ่งมี ส
เปคตรัมที่ เราเห็นได เพียง ๗ สี. ถาเราเกิดมีแสงสวางชนิดอื่ นซึ่งมีส
เปคตรัมที่ เราเห็นได ถึง ๑๐๐ สีเล า เราจะมิพบความจริ งของวัตถุที่
เกี่ยวกับสี กลายเป นอย างอื่นไปหรือ. มนุษยเราถูกจํากัดเขตใหอยูใน
วงจํากัด ได รับแสงสวางสําหรับจะเห็นอะไร ก็ จากแสงอาทิตยหรือ
เนื่องดวยดวงอาทิตยอย างเดียวแสงสวางที่เรามีใช จึงถูกจํากั ด
สมรรถภาพเพียงเท านี้ และการเห็นสีตาง ๆ เพียงเทานี้ . ถาเกิดไดดวง
อาทิตย ดวงอื่นมา เราก็จะเห็นสีตาง ๆ เปนอย างอื่ น. นี่ เราก็ ตองถื อวาสี
อื่นๆ ซึ่งมี อยูในวัตถุ นั้นๆ นอกไปจาก ๗ สีที่เราเห็นไมไดนั้น ก็ เพราะ
แสงสวางของดวงอาทิตยดวงนี้มันหลอกเราใหเราถือเอาเปนจริงว าสีมี
อยูเพียงเท านี้. เรียกว าแสงสวางของดวงอาทิตย ดวงนี้ เปนตัวที่บังความ
จริงอั นเกี่ยวกับสีตอเรา โดยทํ าใหเราเข าใจกันอยางนี้เสียแล ว. เมื่อใด
เราไดแสงสวางซึ่งทํ าใหเห็นสเปคตรัมมากสีออกไปเราก็จะพบความ
จริงเรื่องเกี่ยวกับสีอยางอื่นต อไปอีก แต มันตองเป นโลกอื่ น หรือในที่
อื่น ซึ่งไมตองพึ่งอาศัยแสงสวางจากดวงอาทิตยซึ่ งมีแสงสเปคตรัมให
เราเห็นเพี ยง ๗ สีอยางดวงนี้. สําหรั บในบัดนี้ นั้นความจริงนั้ นอยูที่
ตรงไหนกั น มิใชอยู ที่วาสีมีเพี ยง ๗ สีดอกหรือ. แตความจริงที่แทจริ ง
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๑๙
นั้นเล า มี เทาไร ยังไมมีนักวิทยาศาสตรคนใดในโลกนี้ รู เพราะวาเขา
เปนผูที่มี ดวงอาทิตย แตดวงนี้ ดวงเดียวเท านั้นเอง. แตถึงแมในโลกแหง
ดวงอาทิตยดวงนี้ดวงเดี ยวก็ตามเรายังอาจจะพบวาแสงสวางเปนเครื่ อง
บังความจริงได เหมื อนกัน เช นเรามีวัตถุอยางใดอยางหนึ่งเปนของไมรู
วาเป นสีอะไรมากอนในเวลากลางคืนเราเอามาดูด วยแสงตะเกียง ซึ่งไม
มีสีของสเปคตรัมมากเต็มที่เหมื อนแสงอาทิตย เราก็ไมอาจแนใจใน
เวลากลางคืนนั้นว ามันเปนสี อะไรแนต องเก็บไว ดูตอนกลางวันจึงจะ
แน. นี่ก็เพราะแสงตะเกียงมันมีสมรรถภาพเพียงเท านั้ นและมันบัง
ความจริ ง ใหเราเขาใจเปนอย างอื่นไป. หรือว าความจริงสวนที่เรายังไม
เห็นนั้น ก็ เพราะขาดแสงสวางสําหรับเป นคูสองให เห็นสิ่งนั้น. ฉะนั้น
แสงสวางชนิดหนึ่งๆ ยอมให ความจริงแกเราในการเห็นเป นอยางหนึ่ งๆ
นอกนั้นก็ คือเปนสวนที่แสงสว างอันนั้ นบังเอาไว ดวยการทําใหเรา
เขาใจเปนอยางอื่นไป. นี่คือแสงสวางไดบังความจริง.

ในทางธรรมหรือทางจิตใจก็อยางเดียวกัน ถ าความรูหรือป ญญา
เดิมๆ มีอยูอย างไร นั่นก็คือแสงสวางของคนๆ นั้ นที่จะใชสองลงไปยั ง
โลกหรือชี วิตหรือความเกิดแกเจ็บตาย แลวเขาก็ยึ ดหลักความจริงของ
เขาไว อยางใดอย างหนึ่ง โดยอนุโลมกันไดกับแสงสวางของเขา. ส วน
ความจริ งที่จริงไปกวานั้น หรื อนอกเหนื อไปจากนั้ นซึ่งเขายังเห็นนั้น ก็
คือสวนที่ ปญญาเพียงขนาดนั้ นของเขาบั งเอาไวที่เรี ยกวา “บัง” ในที่นี้
ก็เพราะว าเขารูสึกวา เขาไดมองดูอยางทั่ วถึงหมดความสามารถของเขา
แลว ไมมี อะไรเหลื อซอนเรนอยู. เขารู สึกอยางนี้ จริงๆ เขาจึงยึดถื อเอา
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๒๐
สิ่งที่เขาเห็นวาเปนความจริ งอั นเด็ ดขาด. ความสําคัญผิดดวยอํ านาจ
ความยึดถื อในตัวเองเช นนี้ เราเรียกว าเปนภูเขาแหงวิถีพุทธธรรมของ
เขา. และเปนไปอย างผิดกับขั้ นที่แลวๆ มา คือเปนไปอยางน าจะเปนไป
ไดเพราะเปนการ “บัง” ของแสงสวางเสียเอง. ถึงแมในวงของพวก
พุทธบริษั ทที่เปนนั กศึกษาและเรื่องปญญา ก็ยังตกอยูในวิ สัยที่อาจจะ
ถูกครอบงํ าดวยเครื ่ องบังทํ านองนี้ของตนเอง นักศึ กษาคนหนึ่งๆ ย อม
มีการสดับตรับฟง การศึกษา ความรูและปญญาขนาดหนึ่ งๆ เปนของ
ตนเอง เมื่ อต องมาตีความของพระพุทธวจนะประโยคหนึ่งประโยค
เดียวกัน ก็มักจะตีความไดแตกตางกันตามความเหลื่ อมล้ําแหงแสง
สวาง หรื อปญญาของตน, หรือเมื่อจะตองขบคิ ดขอความที่ ยากๆ เช น
เรื่ องอนัตตาเปนต น ย อมขบคิดไปไดแตกตางกันไมมากก็นอยใน
ขณะที่ยังไมถึงที่สุด ตนก็ยอมจะยึดถือเอาสวนที่ตนคิดไดแจมแจงดวย
ตนเองว าเปนความจริงอันเด็ดขาดของตน ดวยอํานาจความยึดมั่ นใน
ความคิดและความเห็นแจงของตัวเอง. ความยึ ดมั่นอั นนี้ คือภู เขาที่
ขวางอยูในวิถีทางแหงการเขาถึงพุทธธรรมของนักศึกษาคนนั้นซึ่งเป น
หนาที่ที่เขาจะตองพยายามพังทลายตอไปอยางไม มีทางจะหลีกเลี่ยง
เปนอยางอื่น. ตลอดเวลาที่ เขายังไม รู สึกหรือพังทลายมันไมได เขาก็
เปน “หลักตอในวัฏฏะ” ปกตรึงแน นอยู ตราบนั้น.
ทั้งหมดนี้เราจะเห็นไดวา ภายในนามแหง พระธรรมก็อาจมี
ภูเขางอกมาจากความยึดถื อในตัวพระธรรมเอง เชนยึดถื อเปนดวงเป น
แสง เป นบานเปนเมือง หรื อยึดถือทางวัตถุอยางความคิดเด็กๆ ถื อเอา
มัดพระคัมภีรเปนพระธรรมเปนตน, หรืองอกออกมาจากความยึดถื อ
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๒๑
ในวิธีปฏิบั ติอันจะให เขาถึงตัวพระธรรมหรือพุทธธรรม อันไดแก
ความยึดถื อในศี ล สมาธิ ป ญญา แตละอยางๆ จนเกิดเป นการลงหลั กป ก
แนนอยู ณ ที่นั้น แทนที่จะถือวาธรรมปฏิ บัติเหลานั้ น เป นเพียงเสมือน
เรือ แพหรือยานพาหนะที่จะไดอาศัยขามไปสูความพนทุกข สิ้นเชิง ก็
กลับมาถูกยึดใหเปนสิ่งศักดิ์สิ ทธิ์ หรือตัวตนบุคคลอยางนั้ นอยางนี้ไป
เสีย ทั้งที่ ตนไดใชความพยายามและเสี ยสละอยางเต็มที่ ก็ยังทําใหเกิ ด
การเนิ่นช า เนื่องดวยเครื่องกี ดขวางอันแนนหนามหึ มาเหล านี้เอง.
ทีนี้ก็มาถึงพระสงฆ ซึ่งถาเราพิจารณาดูใหถี่ถวน ก็พอจะ
มองเห็ นไดบางเหมื อนกันว า ถาเกิดมีความยึดมั่นสําคัญผิ ดแล ว
“พระสงฆ ของบุคคลผู นั้น” ก็จะเกิดเปนภูเขาขวางทางของเขาได อยาง
ไมนอยกว า พระพุทธหรือพระธรรมเหมื อนกัน. จิ ตของบุคคลบางคน
ที่นับถือพระสงฆ ไปยึดถือที่ ผาเหลืองก็มี ที่แบบวิธีของการบวชก็มี ที่
กิริยาท าทางอันเคร งครัด ตลอดจนกําหนดชาติตระกูลของผู ที่บวชนั้นก็
มี. มีการเลือกพระสงฆที่ตัวจะทําบุญดวย ดวยวิธี อันแปลกๆ. คนไหน
รูจักเพียงแคไหน ในลักษณะไหน ก็ยึ ดถือพระสงฆในลั กษณะนั้น
เพียงนั้ น แลวยังเคยดูหมิ่นผู อื่ นวาไม รูจักพระสงฆไปก็มี ในที่บางแหง
นับถือพระสงฆอย างผูวิ เศษ สําหรับขับผีไลเสนียดจัญไร หรื อเป น
อาจารย ผู นําในเรื่ องของขลั ง อีกทางหนึ่งนับถื อในฐานะเปนสื่อหรื อ
ตัวแทนของสวรรค หรือโลกหนา หรื อซึ่งกับถือวาถาไมไดบวชสักนิด
หนึ่ง ก็ ไมใชญาติของพระศาสนาดังนี้เปนต น ซึ่งล วนแตทําให
หยุดชะงักอยูที่ระดับนั้น ไมมีความเห็นอยางแจมแจงรูจักพระสงฆ
ตามที่เปนจริง, กลาวคือเห็นแจงพุทธธรรม อั นเป นตัวธรรมะที่ทําให
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๒๒
คนเปนพระสงฆหรื อเปนหัวใจของพระสงฆ. ความที่ตนมายึดมั่ นตัว
รูจักพระสงฆ แลวยึดถือพระสงฆในรู ปนั้นในลั กษณะอยางนั้น ย อม
เปนเครื่องปดกั้นทางดําเนินไปสูภูมิธรรมขั้นสูงสุดของตนได ขนาด
ภูเขาขวางหนาทีเดี ยว. และตามที่มันเปนอยูจริงๆ ในวงพวกพุทธ
บริษัทเรา ใครก็ตองยอมรับวาลักษณะดั งที่กลาวมาทั้งหมดนี้ ลวนแตมี
อยูจริ งๆ อยางครบถวนในวงพุทธบริษั ทแมเพียงในประเทศไทยเราไม
ตองกล าวถึงพุทธบริษัทในต างประเทศ. และมีไดตั้งแตชั้นที่ มี
การศึกษานอยขึ้ นไปจนถึงชั้ นที่มีการศึ กษามาก หรื อเลยขึ้นไปถึงชั้น
พระอริ ยเจ าขั้นตนๆ ที่ยังมี อุปาทานบางอยางที่ยั งตัดไมไดในขณะนั้น.
และขอนี้เมื่อสรุปความแลวก็ คือวา อั ตตวาทุปาทานหรื อความยึดมั่ น
ดวยวาทะวาตัวตนนั่นแหละเป นมูลฐานของสิ่งที่ป ดกั้น ปานประหนึ่ ง
ว าภูเขาทั้งหลายเหล านั้น.
ความยึดมั่ นวามีตัวตน ว าตัวตนนั้นเปนนั่นเป นนี่ เปนเครื่ องบั ง
อันหนาแนนยิ่งกว าเครื่องบังทั้ งหลาย. ถาจะเปรี ยบดวยวัตถุ ก็อยางกับ
ภูเขาหิมาลัยทีเดียว ซึ่งเป นกําแพงใหญสามารถที่บังคนในประเทศ
อินเดีย ใหไมรูไดว าทางประเทศไซบีเรยก็มีคนอยู หรือถึ งกั บเขาใจวา
แผนดินผื นนี้ของตนไปสิ้นสุดลงเพี ยงที่ภูเขาอันสูงนั้น และสูงเลยขึ้น
ไปในเมืองฟาเมื องสวรรค . ความยึดถื อวามีตัว เปนตัวตน เปนตน แล ว
เปนอยางนั้นอยางนี้ นั้น ย อมแตกแขนงออกไปไดเปนหลายสาย ลวน
แตมีสิ่งแวดลอมเขาประคับประคองเปนเหตุผลในทํานองที่จะใหมีตัว
มีตนเสียร่ํ าไป. ความวางจากตัวตนจึงเปนสิ่งที่ถู กปดบังหรือกลบฝง
เสียอยางมิ ดชิด. เมื่ อเขาถือเสี ยวาความวางจากตัวตนนั้นไมมี ก็ยอมจะ
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๒๓
ถือตอไปว าบุคคลที่จะเขาถึงความวางจากตัวตนยอมมีขึ้นไมได คําวา
พระพุทธเจา หรือพระอรหันต ซึ่งความจริงเล็งถึงบุคคลผูเขาถึงความ
วางจากตัวตนแลว ก็ ยอมถู กเพงเล็งไปในแง อื่นประการอื่ น. แมวาเขา
จะรักหรือนับถือในพระพุทธเจาสักเพียงไร ก็ไมใชเปนเพราะเห็นวา
ทานไดเขาถึงความวางจากตัวตน. เพราะเหตุนี้เอง พระพุทธเจาก็ตาม
พระสงฆก็ตาม ตามทัศนะของบุคคลประเภทนี ้ จึงมี อยูโดยประการ
อื่น ซึ่งต างไปจากทัศนะของบุคคลผูเขาถึงความวางจากตัวตน. และ
พระธรรมขั้นสูงสุดที่ทําคนให เปนพระพุทธเจาหรื อพระสงฆนั้นเลา ก็
หาใชภาวะแหงความวางจากตัวตนไม. ทั้งนี้ก็เพราะมีความยึดถื อใน
ตัวตนจนแนนแฟนเปนตนเหตุ.
เมื่อไดพิจารณากันถึ งความยึดถือโดยประการตางๆ ในฐานะเปน
เครื่ องกั้นขนาดภูเขามาพอเป นที่เขาใจกันไดแลว ก็จะได พิจารณากัน
ถึงคนเรา หรือตัวผูถู กปดกั้นตอไป.
พวกเราในปจจุบันนี้ แมที่นั่ งกันอยูที่ นี่ เราก็ นับถือพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ กันทั้งนั้ น, เรามีตั วเราเปนผูนั บถือ, และที่นับถือก็
เพื่อประโยชนแกตัวเรานั่นเอง. เราต องการจะใหตัวเรานี้ อาศัยพระ
พุทธ พระธรรม พระสงฆ เพื่ อการลุถึงนิพพาน. เมื่อเปนดังนี้แลวเรื่อง
มันจะไปอยางไรกัน ในเมื่อ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆและตัวเรา
ตามทัศนะของเรา ล วนแตเปนกําแพงบังพระนิพพานเสียเองดังนี้ ?
ถาหากจะถือวาถอยคําที่กลาวขึ้นเช นนี้ เป นการกล าวอยาง
กันเอง อยางมิตรสหายในฐานะที่เราเปนลูกของพระพุทธเจาร วมกัน
แลว ก็ควรจะเกิดความเห็นอกเห็นใจกันและยึดถื อวาเปนถ อยคําปรับ
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๒๔
ทุกขกัน แทนที่จะเห็นไปวาเปนถอยคํ าดาทอเสียดสี. ขอที่เราจะตอง
ปรับทุกข ตอกันนั้นมีอยูว า เราประกาศตัวเองในฐานะเปนผูแผ วถาง
ทางไปนิพพานแลวมาตกอยูในระหวางเครื่องกีดกั้นหุมหอแนนหนา
ชนิดที่ นาเวทนาสงสาร ไมมี อะไรยิ่งไปกวาเช นนี้ เราควรจะพรอมใจ
กันทําความเขาใจใหชัดเจนเด็ ดขาด. เมื่อเห็นวาเวลามี เหลื ออยู นอย
โดยที่ความตายใกลเขามาแลว ก็ควรจะหาวิธีด วนๆ ที่จะชวยกันขจัด
ปดเปาอันตรายอันร ายกาจนี้ ใหหมดสิ้นไปโดยเร็วใหทันแกเวลา.
เพราะว าถ าเรายั งคงสมาทานแตเพียงวาจาวา พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ, ธมฺมํ
สรณํ คจฺฉามิ, สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ. ที่ไมมี ความหมายอันลึกซึ้งอะไรเลย
อยูเชนนี้แลว มันก็มีแตจะเปนการเสริมกําแพงเครื่องกั้นใหหนามาก
ขึ้นทุกที มากกวาที่ จะคอยบางเข า. ยิ่งทํ าไปจนตลอดชี วิต ก็ ยิ่งหนาขึ้ น
ตามอายุที่ คอยมากขึ้ นเทาไร, ยิ่งทําไปหลายชี วิตหลายชาติ ก็ยังยิ่งหนา
มากขึ้นอยู นั่นเอง กว าจะบางไดเมื่อไรนั้ น ในบัดนี้ ยังไมมองเห็นวี่แวว.
ดวยเหตุฉะนี้เอง ถ าหากจะมีการกระตุ กกระชากกลับ ที่ รุ นแรงไปสั ก
หนอย ก็ควรจะถือว าเปนความจําเปนของความต องการในคําสอนหรื อ
ลัทธิ ที่เปนการรีบดวนใหทั นแกเวลา ซึ่งเปนความฉลาดของพุทธ
บริษัทเอง. ถาหากวาจะรอเพื่ อศึกษาปริ ยัติใหจบพระไตรปฎกหรือจะ
สมาทานศี ล บําเพ็ ญสมาธิ เจริ ญปญญา ใหครบทุกชนิดที่มี สอนกันไว
อยางนี้ก็เปนการเหลือวิสัยที่ ทุกคนจะทําไดในชาติหนึ่ง หรื อถึงสิบ
ชาติ . ฉะนั้นควรจะเพงเล็ งตรงไปยังป ญหาเฉพาะหนาเท าที่ จําเปนเพื่อ
ไดออกไปใหพนโดยเร็ว จะเป นการฉลาดกวา โดยอาศั ยหลั กที่วา ถา
ออกไปจากทุกขไดแลว มั นก็ถึงที่ที่เราประสงค ซึ่งเปนความมุงหมาย
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๒๕
ของศีล สมาธิ ป ญญา หรื อความมุงหมายของการนับถือพระพุทธ พระ
ธรรม พระสงฆ ของพวกเรา หรื อจะเรียกว าเราเปนพระพุทธ พระ
ธรรม พระสงฆ เสียเองก็ เรี ยกได. ความสําคั ญในเรื่ องนี้ จึงอยูที่การ
ออกไปได หรือลุถึ งความพนทุ กขเด็ดขาด ไมไดอยูที่การเรียนจบ
พระไตรป ฎก หรือทํ าอะไรได มากๆ แปลกๆ อย างวิตถาร พิสดาร. จุ ด
ที่มุงหมายของเรามีเพียงความพนทุกขสิ้นเชิ ง จะมีมาไดโดยอาการ
อยางไรก็ ตาม เรียกวามีผลเท ากัน. สวนที่มากออกไปกวาความพนทุกข
หรือนิพพานนั้ น เราไมเอา คื อเกินความจําเปน ทําใหเนิ่นชา. เราเอา
เพียงเท าที่ จําเปนและตรงกับที่ พระพุทธเจาตรงประสงคสําหรับพวก
เรา. สําหรับหลักเกณฑ ในการปฏิบัติ เพื่อเขาถึงพุทธธรรมหรือความ
พนทุกขเด็ ดขาดมี อยู อยางไรนั้ น ขอให ยอนรําลึกไปถึงปาฐกถา ๔-๕
ครั้ง ที่ข าพเจาเคยแสดงแลวที่พุทธสมาคมนี้แต หนหลัง ในวันนี้ เรา
พิจารณากันเฉพาะเรื่ องที่เกี่ ยวกับเครื่องกีดกั้นปดบังเปนสวนใหญ. เรา
จะจัดการกับเครื่องกีดขวางอั นเร นลับกลาวคื อตัวเองบั งตัวเองนี้
อยางไรนั้ น เราจะตองถื อเอาบุคคลตัวอยางคื อพระพุทธเจาใหถูกตรง
ตามความหมาย.

ในกรณีที่ กล าววาพระพุทธเจา (ตามทัศนะของผู นั้น) เป นเครื่อง
บังนิพพานเสียเองนั้ น ถาเรามานึกกั นดูใหดีวาไดบั งไวอยางไรแลว เรา
จะเห็นวาเพราะเราไมมี การรูจักตัวเองอยางถูกตอง จึงเกิดความ
ตองการพระพุทธเจา และสร างพระพุทธเจาขึ้นด วยตัณหาของตนเอง
ตามทัศนะของตนเอง หุ มห อตัวเอง จนเหลี ยวไปทางไหนก็ พบแตสิ่งนี้
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๒๖
จนกระทั่งเปนสัญญาแหงอดีต เหลื อที่จะปดเปาออกไปได . เมื่ อใดมา
รูจักตัวเองอยางถู กตอง คือรู จักความวางจากตัวตน. เมื่ อนั้นก็ไม มี
พระพุทธเจา ไมวาอยางไหนหมด ไม มีผูบัง ไม มีผูที่ถูกบั ง, ไม มีการ
แสวงหา เพราะไมมีผูที่ มีความตองการ. ถาเรามีความว างจากตัวตน
อยางไรพระพุทธเจาก็ควรจะมีความวางจากตัวตนอยางนั้น. ถาเรายั ง
คลําตัวเราพบในลักษณะอยางไร เราก็คงคลําจนพบพระพุทธเจา(ตาม
ทัศนะของเรา) ในลักษณะที่เขารูปกันไดอยูเพี ยงนั้น. ถาเราคลําพบ
ความวางจากตัวตนของเราเมื่ อใด เราก็ ตองคลําพบความวางจากตัวตน
ของพระพุทธเจาด วยเมื่อนั้น แลวก็จะไมมีตัวผู ตองการ หรื อสิ่ งที่
ตองการ ไมมีผู แสวงที่พึ่ง และผูที่จะเปนที่พึ่ง.
แตวาตลอดเวลาที่คลําตัวเองไมพบวาได แกอะไรกันแน ก็ต องมี
การยึ ดถือ เที่ยววิ่งตะครุบนั่ นนี่ไปตามความยึ ดถือเปนธรรมดา แล วก็
พบกันไมไดกับพุทธธรรม. ความเป นอยางนี้ ไดเคยมีมาแลว แม แต
พระผูมีพระภาคเจาเอง ตามข อความในพระคัมภีร ตอนหนึ่ งซึ่งเขียนได
วา เมื่อพระพุทธเจาไดตรัสรู ในขณะนั้ น ซึ่งเปนการพบความจริ งแลว
หรือถ าจะกลาวอีกอยางหนึ่ งก็ คือ การคลําพบตัวเองอยางถู กตองในที่ นี้
นั่นเอง ซึ่งกอนหนานี้พระองคก็ไดทรงเที่ยวควาเที่ ยวตะครุบเอาสิ่ง
ตางๆ ขึ้นมาเปนสิ่ งที่มนุษย รวมทั้งพระองค ดวยต องการให มีไวสําหรับ
ยึดถืออย างนับไมถวนมาแลวเหมือนกัน. ครั้นเมื่ อแสงสวางอัน
ประเสริ ฐเกิดขึ้น กล าวคือพระองคไดตรั สรูถึงพุทธธรรม ความสงบสุข
และโลงโถงก็มีมาโดยไรเจตนา. ขอความที่เป นภาษาบาลี ตอนนี้ ก็ คือ
บาลีวา อเนกชาติสํ สารํ สนฺธาวิสฺสํ อนิ พฺพิสํ, คหการํ คเวสนฺโต ทุกฺขา
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๒๗
ชาติ ปุนปฺ ปุนํ, อันเราเคยไดยินอยูทั่วๆ ไป ซึ่งข าพเจาเชื่อว าหลายสิบ
คนที่นั่งอยูที่นี่ก็ทองได บาลีนี้ถ าถอดเอาแตใจความแท ๆ เป น
ภาษาไทยก็มีวา “เราไดแตมั วหลงเที่ยวแสวงหาผูสรางที่เราตองการ,
และเมื่ อยังไมมาปรากฏความสวางแจมแจงวาอะไรเปนอะไรนั้น ต อง
ทองเที่ยวไปในสังสารวัฏฏซึ่งมีการเกิดนับไมถวน. ทุ กๆ เรื่องที่ไปเข า
จับฉวยคือทุกๆ ชาติที่เกิดเป นความทุกขเสมอ.” อั นขอความตอนนี้
รวมความก็คือวา ไดเคยมีการตะครุบเอาผิดเพราะยังไมทราบวาอะไร
เปนอะไร. ครั้ งต อมาไดทรงพบความจริงถึ งความที่เคยผิ ดพลาดไป
แลวอยางไรและปลอยเสียได จึงไดทรงออกอุทานดวยความปติดั ง
ถอยคํ าขางบนนั้ น ซึ่งบรรทั ดตอไปมีวา “เดี๋ยวนี้ เราพบแกแลว เจาคน
นักก อสราง ที่เราเคยคิดวา จะชวยสรางสิ่งที่เราตองการใหเราได นั้ น
บัดนี้เรารู จักแกเสียแลว แกจะสรางบานเรือนใหเราไม ได อีกตอไป
เพราะเรารูเสียแลววาแกเป นอะไร.” (คหการก ทิ ฏโฐสิ, ปุ นเคนํ น กาห
สิ.) “เครื่องประกอบที่จะมาสรางบานเรือนนี้ เราหักมันเสี ยหมดแลว,
กระทั่งโครงยอดหลั งคาเรือน เราก็ ไดทําให มั นเปนสิ่งที่ จะนํามาใช
ไมได อี กตอไป.” (สพฺเพ เต ผาสุกา ภคฺ คา คหกูฏํ วิสงฺขตํ ). อันนี้แสดง
ใหเห็นวาพระองคไดทรงคลําตัวตนพบอยางถูกต องถึ งที่สุดแลว. และ
บรรทั ดสุดทายก็คื อ “จิตถึงแลวซึ่งความเปนสภาพที่อะไรจะหนุนไม
ขึ้นอีกต อไป คือปรุงแตงไม ไดเปลี่ยนแปลงไมได อี กตอไป. มั นไดขึ้นถึง
ภาวะแหงความหมดสิ้นไปของตัณหา เพราะฉะนั้นมั นจึงถู กหนุนให
เปนอะไรไมได อีกต อไป.” (วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา)
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๒๘
ขอความนี้ ทั้งหมดไมสําคัญ แตสําคัญอยู ตรงที่ว าภายในพระหฤทัยของ
พระผูมีพระภาคเจาในขณะนั้นเปนอยางไร.
พระหฤทัยของพระผูมีพระภาคเจาในขณะนั้น ก็คือเปน
ความรูสึกของบุคคล ที่ได ทะลุกําแพงขวางของตัณหาและอุปาทาน
ออกไปได สิ้นเชิงแล ว. ตัวเองนั้นไมใช ตัวเองที่เคยมีความยึ ดถือว าเป น
ตัวเองและตองการอะไรตางๆ. ในชั้ นแรกเราเองต องการอยางนั้นอย าง
นี้ แลวเที่ยววิ่งหาคนหรือสิ่ งที่จะทํ าใหตนไดรั บความพอใจอยางนั้ น
อยางนี้ อันทําใหเกิดเปนวัฏฏสงสารขึ้ นมา. ครั้นบั ดนี้ไดพบวาตัวผูนี้ที่
เที่ยววิ่ งหานั้น ไมใช ตัวเองอย างนี้แลว จิ ตที่ขึ้นสูงถึงขั้นที่ไม มีตัวเองนี้
จึงหมดความปรารถนาโดยทุกวิถีทาง. เมื่อรูว าไม มีตัวบุคคลผู
ปรารถนา, ความสิ้ นไปแหงความปรารถนาก็เกิดขึ้นแกจิตนั้น ชนิดที่
บุคคลผูยังมีความปรารถนายอมไมต องการจะใหเกิ ดขึ้น. ทั้งนี้ก็เพราะ
เหตุที่สามารถทะลุภู เขาแหงความยึดถื อว าตัวตนออกไปไดนั่นเอง. จึ ง
เห็นไดว าการที่มีการยึดถื อเป นตัวตนขึ้ นมาเป นตั วเราตัวเขา ของเรา
ของเขาก็ตาม ยอมเปนที่จับฉวยติดแน นของจิตอยูตลอดเวลา และเป น
เครื่ องกั้น ซึ่งจะหนาหรื อบาง หยาบหรือละเอี ยด ยอมแลวแตความ
หยาบหรือละเอียดของอาการที่ยึดถือหรื อสิ่งที่ยึ ดถื อ. การยึดถือพระ
พุทธ พระธรรม พระสงฆ ตามทั ศนะของตั วเองดั งที่ กลาวมาแลว
ขางต นนั้น ก็มีมูลมาจากการยึดถือว ามี ตัวตนทํานองเดียวกับที่ยึดถื อ
ตัวเองวามี ตัวตนในสมุฏฐาน. เพราะฉะนั้นจึงเห็ นความว างจากตัวตน
ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆไม ได เชนเดียวกับที่เห็นความว าง
จากตัวตนในตนเองไมไดนั้นเหมือนกัน. เมื่ อความยึดถือว าตั วตนเช นนี้
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๒๙
ยังเคลื อบหุมอยูเพียงใด ก็ยั งไมอาจจะคลําพบตัวเองอย างถู กตองได อยู
เพียงนั้ น, จึงยั งมี ความตองการและมี การแลนเปนวงกลม คือมี วัฏฏ
สงสารซึ่งบรรจุเต็ มไปดวยความทุกข ความหนัก ความมืด ความปดกั้ น
ความผูกมั ด และอื่นๆ ฯลฯ. พอทะลุภูเขาอั นนี้ออกไปได ในขณะนั้น
เทานั้ นวัฏฏสงสารก็ ขาดสะบั้นลงในขณะนั้น ไมต องรอจนกวาจะตาย
ก็ได พบกันกับความสงบชนิดที่พระองค ทรงพึมพําพระองค เองผูเดี ยว
มาแลว. ความรูสึก อั นนี้รุ นแรงมากถึงกับทําใหพระผูมี พระภาคเจ า
หลุดพระโอษฐพึมพํ าถึงรสชาติของการรอดจากเงื้ อมมือของอุปาทาน
หรือความยึดถืออันเกี่ยวกับตัวตนอยูพระองค เดียว ซึ่งตามพระคัมภีร
กลาววา ไดตรั สพระพุทธอุทานวจนะอันนี้แกพระสาวกในภายหลัง
จากที่พระองคได ดื่มธรรมรสอั นนี้อยู เปนเวลาหลายวัน.
จากเหตุการณอั นเกี ่ยวกับพระผู มีพระภาคเจาดั งกลาวมานี้ เราจะ
เห็นไดว าอาการที่จิ ตเขาจับฉวยเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง วาเป นตั วตนนั้น มัน
กลายเป นความถูกต อง หรือความจริ งของบุคคลนั้น ในขณะนั้นไปเสีย
แลว และเปนเช นนั้นตลอดเวลา มั นจึ งเปนเครื่ องกั้นขนาดภูเขา. ถ า
หากวาถอนอัตตานุ ทิฏฐิอันนี้ ออกเสียไดเมื่อใด ภูเขาก็พังครืนลงมาเอง
พรอมกัน เพราะวาเครื ่ องกั้นทั้งหลายเหลานั้นทั้ งที่เปนอันเล็กอันใหญ
เนื่องกันอยู ยอมตั้ งอยูบนของสิ่งนี้ คื อบนอัตตานุทิฏฐิ ความเห็นว า
เปนตัวตน. แตวาความยากลําบากของเรื่ องนี้ มิได อยูที่เทคนิคของการ
พังทลายภู เขา มันกลับมายากลําบากอยู ตรงที่เรากลับมารักและนับถือ
ภูเขาเสียเอง! ฉะนั้นเราควรหันมาปรับทุกข กันอยางขนานใหญ จะ
ดีกวา. เรามามองดูกันและกันในทางที่ เปนพุทธบริษั ทคูทุกขคูยาก
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๓๐
ดวยกัน ด วยความซื่ อตรงตอกั น ไมตองเกรงใจกันในการที่จะชวยกัน
ทักทวงหรื อแกไข. เราเห็นกันอยูแลววา พวกเราทุกคนมีใจที่กําลังแนบ
สนิทกันอยูกับสิ่งที่ตนยึดไว วาเปนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ.
การศึกษาและปฏิบัติธรรม ก็ วาอุทิศพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ . แต
แลวในที่สุดก็ไมอาจรูหรือพบวา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ที่
แทจริงนั้นคืออะไรอยูที่ไหน เนื่องจากการอุทิศนั้นมันมีความเห็นแก
ตัว หรื อประโยชนของตัวเปนมูลฐานสําคัญมาเสียตั้งแต ตน ซึ่ งถา
ปราศจากสิ่งนี้เสียแลว ก็เชื่อวาคงไมมี ใครทําอะไรที่อุทิศ พระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ เลย. เมื่อเราไมสามารถเข าถึงภาวะอย างที่ พระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ ทานเป นกันอยางนี้ แลว มันจะเปนอย างไรบาง จะ
เปนการขาดทุนหรื อไดกําไร หรือว าเป นทั้งสองอยาง ก็น าจะลองนึกดู
อยางละเอี ยด การลงทุนลงแรงของพวกพุ ทธบริษัทในการจัดการปริยัติ
วัดวาอาราม ลงทุนปหนึ่งนับลานสําหรั บสมัยนี้ ถาสามารถทําคนให
เขาถึ งความจริงของพุทธธรรมได ก็นับว าไดผลคุมกัน เปนอั นรอดพน
ไป. แตเมื่ อมามองถึ งภาวะที่ยั งตองถูกผู กพันกันอยูกับความเท็จ ความ
มืดมัว ไมสามารถถอนตัวเองออกไปจากความทุกข ที่ทวมทับไดนี้
นับวาเปนการเสียสละที่นาเวทนาสงสารนาเสียดายมากอยู . จิตใจของ
เรารูสึกวาเขาถึงและแนบแนนกันอยูที่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ
แตครั้นมีผู มาซักหนักเขาก็จํานน อยางมากที่สุดก็มีแตพระพุทธ พระ
ธรรม พระสงฆ ตามทัศนะของตัวเอง; การอุทิ ศก็เลยกลายเปนอุทิศแก
พระพุทธรูปทองเหลืองทองแดง หรื อรู ปกายที่เดิ นไปมาอยู ในประเทศ
อินเดียเมื่ อสองพันป มาแลว หรือดวงเขียวๆ แดงๆ ที่ตนสามารถ
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๓๑
อัญเชิ ญใหลอยไปลอยมานั้ นมากกวาอย างอื่น ซึ่ งที่แทนั่นก็คือภูเขา
แหงวิถีพุทธธรรมนั่ นเอง. เราจะมาพูดกันถึง พระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ ในลักษณะเชนนี้กันอีกสักกี่สิบครั้งกี่ร อยครั้ ง ก็ คงจะเปลา
ประโยชน เพราะไมสามารถจะผานทะลุ ภูเขาไปไดเลย. เรากําลังเขาถึ ง
พุทธธรรมไมได ก็เพราะภู เขาเหล านี้เอง. เราเปลี่ยนเรื่ องขยับไป
พิจารณากันถึงการเจาะทํ าลายภูเขาเหลานั้นกันบาง จะเปนการ
ปลอดภั ยแกการเสียสละของเรามากกวา.

เมื่อเป นที่ ยอมรับกั นวา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ตาม
ทัศนะของบุคคลผูมี แตความยึ ดถือ รวมทั้งตัวเอง ซึ่งกําลั งเปนที่ รวม
ของความยึดถือ ลวนแตเปนเครื่องกั้นชนิดภูเขาเหลานี้แลว, ขาพเจาขอ
วิงวอนเพื่ อนพุทธบริษัททั้งหลายวาจงจัดการกับ พระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ ตามทั ศนะของบุคคล ผูเต็ มไปดวยความยึดถื อ เอาแตความ
จริงของตัวเองนั้ นเสี ยใหม . รวมทั้งมองในสิ่งที่เราเรียกว า ตัวตนของ
เรานั้นเสียใหม. บางคนมีความขลาดถึ งกั บวา ถาไม มีตัวเราเองแลว บุญ
จะเปนของใคร ลงทุนเปนก ายเปนกอง จะเอาไปใหใครหรือทิ้ งเสียที่
ไหน. เราจะตองขาดทุน เพราะไมมีเราที่จะรับเอาสวนบุญ. เมื่ อเป น
เชนนี้ก็ไมสามารถที่ จะปดตั วตนแหงความยึดถือทิ้ งออกไปได . และผูที่
คิดวา นับถือพระพุ ทธ พระธรรม พระสงฆ ทั้งที่ แลวมาปรากฏวาควา
น้ําเหลว ความคิดของเราเปนหมันไปอยางนี้มิ กลายเป นเรื่องตลกไป
หรือ. เมื่ อเปนเช นนี้ก็เปนการยากที่จะเพิกถอนพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ ที่ยึดถือไว ตามทัศนะของเขา. แตจะขืนยึดถือไว อย างไรก็ไม
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๓๒
พนไปจากการที่จะต องเสียใจ เพราะเข าถึ งพุทธธรรมไมไดในภายหลัง
เพราะฉะนั้นเราจะตองมีความกลาในการที่จะรวบรัดตัดตอน. ข าพเจา
ใครจะกลาวโดยไม ขลาดกลัวใครจะวาอยางไรก็ ตามวา ขอให นึกถึง
การที่หลุดพนออกไปไดให มากกวาที่จะนึกถึงพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ! ขาพเจาไมนึกกลัวใครจะหาวาเป นมิจฉาทิฏฐิ สอนใหคน
ละทิ้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ เพราะว าพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ ตามทั ศนะของผู ที่เต็มอัดไปดวยอัตตานุทิฏฐินั้ นดูมันมาก
เกินไปเสียแลว! เหวี่ยงทิ้งกันเสียบางเถอะ.
เมื่อไดพิจารณากันถึ งคนเรา ผู ถูกปดกั้นโดยประการต างๆ มาพอ
เปนที่เข าใจกันแลว ก็จะไดพิจารณากันถึ งวิธีที่จะพังทลายเครื่ องปดกั้ น
อยางลัดๆ สั้นๆ สืบไป.
ในตอนนี้ ทานทั้ งหลายอยาไดนึ กไปถึ งวา เป นการขอร องให
ปฏิเสธหรื อละทิ้งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ, แตขอใหเขาใจวา
การยึดมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ตามทัศนะของตน ชนิดที่
เลยขอบเขตจนกลายเปนภูเขาหิมาลัยขวางหนาไปเสียแลวนั้ น มันเป น
สิ่งที่มีอยูจริงๆ. และการที่เราจะกาวหนาไปจนถึ งขั้นหลุดพนสิ้นเชิ ง
นั้น จําเปนที่จะตองละวางความยึ ดถือทุกสิ่งทุกอยางไปตามลําดั บ
จนกระทั่งความยึดถื อในพระพุ ทธ พระธรรม พระสงฆ อย างถูกตองก็
ตองละกันในที่สุด. ถึงแมการยึ ดถือที่ ควรยึดถือในขั้นตนนั้นก็ไมควร
จะเปนการยึดถื อชนิ ดตัวตน, ควรเป นเพียงการยึดถือเอาในฐานะเป น
เครื่ องมื อ หรือเครื่องนําทาง ก็เปนการมากเต็มที่ อยูแลว. อยายึดถือใน
พระพุทธในทํานองที่จะกอการวิวาทกันดวยเรื่องพระพุทธ. อยายึดถื อ
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๓๓
ในพระธรรมอั นเปนนามที่สมมติขึ้นแทนชื่อของความบริสุทธิ์หลุดพน
ปลอยวาง ขึ้นเป นตั วตนเปนรู ปแบบตางๆ จนแตกราวกัน เพราะพระ
ธรรม. อย าขัดกันในหลักเรื่องพระสงฆ ซึ่งเปนเพี ยงชื่ อของผูที่หลุดพ น
หรือกําลั งพยายามเพื่ อหลุดพน จนตองเกิดแบงแยกแตกราวกั นอย างไม
มีหลักเกณฑ เพราะตางฝ ายต างก็ยั งยึดถือตึงเครี ยดอยู ดวยกั นทั ้งนั้ น.
จงเพงกําลั งความคิ ดทั้งหมด ตรงไปยังความหลุดพนของจิตซึ่งกําลัง
ถูกทรมานอยูดวยการหุมหอ. ไมตองเป นหวงเรื่องวาจะไม มีตัวเรา คื อ
นึกวายอมขาดทุน ยอมเสียสละ ไมตองมีตัวเราสําหรับจะเอานั่นเอานี่
ไดรับสิ่งนั้ นสิ่งนี้ โดยตัดใจเสียวาตัวตนเทาที่มีอยูจริงๆ ในเวลานี้ก็ทน
ไมไหวแลว. เพียงเทานี้ก็ เหลือที่จะแบกจะทนทานไดแลว. จงคน
จนกวาจะพบความจริงที่ว า เมื่อดูกันเข าจริงๆ ก็เห็นมีแตจิตนั่นเอง
กําลังถูกอะไรหอหุมทําใหเกิดทุกขทรมานขึ้น. ถาเอาสิ่ งที่ครอบงํ าจิต
ออกไปเสี ยได มั นก็ จะเปนอิสระเอง ภาวะของความทุกขก็ไมมีที่จิตอีก
ตอไป. ไมตองมีตัวเราอะไรที่ ไหนเลย ความพนทุกขอยางเด็ดขาดก็มี
ไดโดยสมบูรณ. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ก็ มีอยูอยางถูกตองและ
สมบูรณดุ จเดียวกัน. ป ญหาที่ จะตองพิจารณาก็ยังมีอยูแตวาเราจะทําจิ ต
ของเราใหวาง ให โปรงจากสิ่ งที่มาเคลื อบหุมไดอยางไรเท านั้น ไมตอง
คํานึ งวาจะไมมีตัวเรา หรือไมมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆของเรา
ซึ่งเปนการนอกรีตนอกรอยไมเขาเรื่ อง. การทํ าอยางนี้จะเปนการเร็ ว
มาก เปนการเคลื่อนไปโดยเร็วอาจจะทันกับเวลา ๑๐ ป ๒๐ ป ๓๐ ป ที่
พวกเราในที่นี้จะตองตายก็ได.
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๓๔
วิธีลัดๆ สั้ นๆ ก็คือ การทําในใจถึงภาวะแหงความบริสุทธิ์ของจิต
ซึ่งปราศจากการยึ ดถือโดยประการทั้งปวง แทนการทําในใจถึงสิ่งตางๆ
อันเป นที่ตั้งแห งความยึดถื อมากขึ้น ๆ ดังเชน พระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ ตามทัศนะของตนเปนตัวอยาง การทําอยางนี้เปนการชําระ
จิตใหหมดจดจากสิ่ งหอหุ มได จริง ๆ. และ พระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ ตัวจริงก็มี ความหมายถึงภาวะแหงความบริสุทธิ์แหงจิตอันนี้
นั่นเอง ความปรารถนาแตในการพรากจิตออกมาเสียจากเครื่องห อหุ ม
ผูกพันทุ ก ๆ ประการ จึงเปนความปรารถนาที่มีรากฐานแนนแฟน และ
เปนความปรารถนาที่บริสุทธิ์ ยิ่งเสียกวาความปรารถนาที่จะติดแนน
กันอยูกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ไมวาโดยทัศนะไหนหมด. ใน
ขั้นที่มีศีลธรรมนั้ น ไม มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ในขั้นที่ มี
ศีลธรรมมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ. และในขั้นที่หลุดพนจาก
เครื่องพัวพันทั้งปวงนั้น กลั บไมมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆอีก,
แตเปนการไมมีคนละอยางละอันจากขั้นที่ไรศีลธรรม. ความมุงหมาย
ของพุทธศาสนาสอนใหมนุษยมีใจสูงถึ งขั้นเหนือโลกหรือหลุดพนจาก
เครื่องพัวพันทั้งปวง ซึ่งเป นเหตุใหพุทธศาสนามีระดับสูงกวาศาสนา
อื่นอั นมีความสูงเพี ยงขั้นศีลธรรม. ฉะนั้ น ความปรารถนาในการพราก
จิตออกมาเสียจากเครื่องห อหุ มทั้งปวง จึงเป นความปรารถนาที่
บริสุทธิ์ตามหลักแห งพุทธศาสนา. คนทั่ วไปอาจขลาดกลัวในการที่จะ
ละความสนใจจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ และบุญกุ ศลและสิ่ง
สวยงามอื่ น ๆ มาสนใจแนวแนแตในเรื่ องภาวะความหมดจดจากความ
ยึดถือโดยประการทั้งปวงของจิต. แตถ าเขาจะไดพิจารณาดูใหถูกตรง
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๓๕
จุดที่สําคัญ คือที่ตั วจิตเองอยางถูกตองถองแท จนกระทั่งพบวา ความ
ทุกขทรมานกดทับทั้ งหลาย ที่กํ าลังหุ มรุมอยูที่จิตทุ กเวลานั้ นมัน
เนื่องมาจากความยึดถือนั่นเองแลว ก็จะเกิดความแนใจหรื อความกล า
หาญ ในการที่จะเพงหาแตความออกไปไดของจิ ตอยางเดี ยวคือเพงหา
ชองที่จะเล็ดลอดออกไปเสี ยจากความกลุ มรุมของสิ่ งหอหุ มอยางเดียว.
ทั้งนี้โดยความเชื่อความเห็ นของตัวเอง ไม ต องเชื่อตามพระคัมภีรที่
สอนวาตองทําอยางนั้นอยางนี้ จึงจะเกิดความกลาที่ถูกตองแทจริ ง
และเปนความปรารถนาที่บริสุทธิ์จริงๆ. เมื่อสิ่งต างๆ ลงรู ปกันกับความ
จริงเชนนี้ ความปลอยวางก็มี หรือคอยๆ มีขึ้นเองอยางไมชั กชาเฉื่อยชา.
สําหรับจิตซึ่งเปนตัวประธานยื นโรงสําหรับถูกพัวพันหรือหลุด
พนออกไปไดนั้ นเล า เราไมขอเอามาเป นตัวเรา เพราะความรูสึกแจม
แจงยิ่งขึ้นของเราเอง. อยางมากที่จะเปนได ก็เปนเพียงใหเป นสิ่งที่รูสึ ก
ทุกขเพราะถูกผูกพั น, หรือรูสึกสุขเพราะไดรับความปล อยวางเทา
นั้นเอง ไม ใชตัวตนของเรา. ทั้ งนี้เพราะวาในกลุมที่กําลังชุลมุ นอยูนั้ นมี
แตจิตกับความทุกขอยางเดียวเทานั้นที่ เป นปรากฏการณ อันชั ดเจน คื อ
อาการที่จิ ตกําลังถูกเผาลนทนทรมานเพราะความยึ ดถือของตั วเอง
อันมีอยูในสิ่งที่ตนรั กอยากจะไดหรือในภาวะที่ตนอยากจะมี จะเปน
หรือในภาวะที่ตนไมอยากจะมี จะเปน อยากจะหนีไปเสียใหพน.
สําหรับตัวจิตนั้นเล า ก็ไมอาจจะเปนตัวตนของจิตเองเพราะไมมีอิสระ
อะไรในตั วเองที่จะเปนตัวเองได เป นเพี ยงวิบากหรือผลของอะไรอยาง
หนึ่ง ซึ่งสะทอนออกมาจากสิ่งอื่นๆ ที่ ทยอยกันมาตามลํ าดับ ในฐานะ
ที่มันเปนสังขารธรรม คือสิ่งที่ผลักดั นสงตอโดยเปนเหตุ เปนผลของ
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๓๖
กันเรื่ อยไปไมมีหยุด ปราศจากความเป นตัวตนของตนเอง. ฉะนั้นจะ
ถือวาจิตเปนตัวตนของเราก็ไมได เพราะมีแตจิ ตซึ่งกําลังถูกหุมหออยู
ดวยความยึดถืออย างเดี ยวเท านั้น ไมมี บุรุษที่สองที่ไหนอี ก. และจะถือ
วาจิตนั่นแหละเปนตั วตนของมั นเองก็ไม ได เพราะมันเปนเพียงสังขาร
ธรรมดั งที่ กลาวแลว. เมื่ อเห็ นวาความจริงมันมี อยูแตเพียงเทานี้ ก็
พอที่จะทําการหยั่งลงสูการพิจารณาตอไปอีกวา ถ าเอาความยึดถือออก
เสีย เหลือแตจิตลวนๆ ไมมี ความยึดถื อรวมอยูด วย, ซึ่งจะขอสมมติ
เรียกกันไปทีกอนวา “จิตเดิมแท” หรือ “จิตที่บริสุทธิ์อยู,” แลวมันก็จะ
เกิดมีภาวะตรงกันข าม คื อความสงบหรื อพนจากทุกขทรมาน เพราะว า
จิตชนิดนี้ ไมเที่ยวออกรับเอาอะไรวาเป นของตน เพราะมันไมมีตัวมัน
เองที่จะเป นเจาของแหงสิ่งใดได. มันไม ตองการพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ เพราะภาวะแหงความบริสุทธิ์ในตัวมันนั่นแหละ คือ พระ
พุทธ พระธรรม พระสงฆ ที่ถูกต องตรงตามความหมายอันแทจริง.
การถอนเอาความยึ ดถือ หรื อภูเขามหึ มาเหลานั้ น ออกไปเสียจากจิต
อยางเดียวเทานั้น ทํ าใหพบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ที่ถูกตอง
ขึ้นมาเอง. และจะถือวาพระพุ ทธ พระธรรม พระสงฆ ซึ่งที่ แทเปนของ
อันเดียวกั นนั้นไดมี อยูในเราทุ กคนมาแต เดิมแลวก็ ได. เมื่ อจิตหลงไป
วาเป นตัวเราขึ้ นมาด วยอํานาจความยึดถื อ ความยึดถือนั้นก็เคลือบหุ ม
ภาวะเดิ มแท ซึ่งไมเคยปรารถนาตองการอะไร ใหเกิดความปรารถนา
นานาประการขึ้น มี ความดิ้ นรนที่จะเปนอยางนั้ นอยางนี้ กระทั่งอยากมี
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ที่สวยสดงดงามกวาของใคร ก็ ปนเอา
ขึ้นใหมตามทัศนะของตน ดังนี้เปนตัวอยาง.
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๓๗
การตัดลั ดเพงตรงไปยังภาวะที่ปราศจากความยึดถื อของจิต
เชนนี้ ย อมจะพบความจริ งไดงายและเร็วกว าที่ จะมาตั้งพิ ธีใหญโตตั้ง
ตนไลกันไปตั้งแตศีล สมาธิ ปญญา ซึ่งจาระไนไดเปนร อยๆ พันๆ
ชนิด เรียนจนตลอดชีวิตก็ไม เคยจบ แลวซ้ํายังติ ดแจอยูกับพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ ตามทัศนะของตัวเองอั นเต็มอั ดอยูดวยอัตตา
นุทิฏฐิเชนนั้น. เพียงแตเราพิจารณาดูสักหนอยก็จะเห็นไดว า ในปญหา
เรื่ องความทุกขเกิดขึ้ นเพราะอํ านาจความยึดถือของจิตอยางเดี ยว
เทานั้ นนี้ ก็ไดมีผูมี ปญญาชั้ นครูหรื อศาสดาตางๆ มีจํานวนตั้งกี่หมื่นกี่
แสน หรื อกี่ลานคนมาแลว ไดสอนไวแตกตางกันอยางไร มีทัศนะ
แตกตางกันกี่แนวกี่สาย จนเขากันไมได หรื อวิ วาทกันด วยเรื่ องความ
คิ ดเห็นนี้ ทั้งภายในและภายนอกประวั ติศาสตร ยอมมีมากเกินกวาที่
เราจะไปสนใจไหว. ถึงแมในวงพุทธศาสนาของเราก็ยั งขยายตัวแพร
พันธุออกเปนพุทธศาสนาใหม ๆ จนอะไรนิดก็ พุทฺธานุภาเวน อะไร
หนอยก็ ธมฺมานุภาเวน สงฺฆานุภาเวน จะใหสําเร็จสมตามประสงค, ซึ่ง
พฤติการณเชนนี้มั นไมเคยมี ในสมัยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา หรือ
ในพุทธศาสนาอย างเกาแท ซึ่งมีแตสอนใหชําระจิตใหหมดจดจากสิ่ง
หอหุ มเป นขอสําคั ญ และอย างเดียวเทานั้น ซึ่งเป นลักษณะพิเศษเฉพาะ
ของพุทธศาสนา ที่ ผิ ดแผกไปจากศาสนาอื่นๆ ในโลก. ฉะนั้ น ถาเรา
พบวิธีที่วาทําอยางไรความยึดถื อวาตัวตนจะหมดไปไดแลว นั่นก็คื อ
วิธีลัดสั้ นที่สุด.

ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๓๘
ออกจะเป นการกล าวที่เอาเปรี ยบอยูบ าง ในการที่จะกล าววา
ขอใหเพงถึงภาวะที่วางจากความยึดถื อ หรือที่สิ่งตางๆ ที่หุ มหอพัวพัน
จิต, จนเปนอารมณประจําตั วหรือเปนสรณะประจําตัวไปกอนจนกวา
ความรูแจ งเห็นจริ งจะเกิดขึ้นตามลําดับ. การกลาวเชนนี้เปนการเอา
เปรียบผูฟ ง แตก็ไม ทราบว าจะกลาวอย างไรใหดีไปกวานี้ได. ทางที่ ดี
ที่สุดก็มีแตขอใหพยายามลองทําดูไปก็แลวกัน คื อพยายามนึกถึงภาวะ
ที่บริสุทธิ์ ที่ไมมีอะไรหุมหอของจิตที่ บริสุทธิ์ ชนิดที่ เรียกวา วิสงฺ
ขารคตํ จิตฺตํ (จิตที่ถึงสภาพอันอะไรจะปรุงใหคิ ดใหนึกใหยึดถือให
ปรารถนาอะไรไมไดอีกตอไป) อยูทุกเวลา, พิจารณาหาเหตุ ผลในเรื่อง
นี้อยูทุกเวลา, ปลูกความพอใจหรือศรัทธาในเรื่องนี้ อยูทุกเวลา. และถือ
สิ่งนี้เปนสรณะ เป นตัวศาสนา จนลืมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ
ตามทัศนะของตัวเองหรือตามทั ศนะไหนๆ ทั้งหมดเสียก็ได, แลวแสง
สวางจาจะลุกขึ้นมาเองในขณะหนึ่งโดยไมมีพิธีรีตอง เนื่องจากกระแส
ความคิดในเรื่ องอันเกี่ยวกับความเบื่ อหน ายในการยึ ดถือไดลงราก
มั่นคงในสันดาน ซึ่งหลังจากนั้ นก็มีแตจะเปนไปในทางปล อยวาง
เรื่ อยๆ ไปจนหมดสิ้น. การถือเอาภาวะที่วางจากความยึดถือขึ้นเปน
สรณะเช นนี้ มีทางที่จะปลอดภัยคื อไมตกไปเปนเหยื ่อของการหลง
ยึดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ตามทัศนะแหงความยึดถือของ
ตัวเองขึ้นเปนสรณะ แลวติดตังเหนี ยวหนืดอยู ที่นั่นออกไปไมได.
ถึงแมจะมีความเป นหวงถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ อยูเสมอ ก็
ควรจะแน ใจเสียวา ขอใหพบกับภาวะแหงความว างจากการยึดถือ
เสียกอนเถิ ด แลวพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ก็จะกลับมาเองและ
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๓๙
เปนพระพุ ทธ พระธรรม พระสงฆที่ถูกตองแทจริ งดวย เพราะวาพระ
พุทธ พระธรรม พระสงฆในครั้งหลั งนี้ มิใชเป นผลิตภัณฑ ของความ
ยึดถืออย างกะในคราวกอนๆ เนื่ องจากไดทําลายความยึ ดถือเสียแลว.
เมื่อใดพบความว างจากตัวตนเชนนี้ เมื่ อนั้นก็พบพระพุทธเจาที่มี
ประจําอยู แลวในตัวเรา ซึ่งเปนเครื่ องหมายอันแนนอนของการตรัสรู
หรือการหลุดพนจากทุกขทั้งปวงของเราเอง: หรือเรียกดวยสมมติ
โวหารอีกอยางหนึ่งก็คือวา “พบตัวเองครั้งใหม อยางถูกตองแลว” เป น
ตัวเองที่ไร ความยึดถื อยึดถื อไม ติด. กอนหนานี้พบแตตัวเองชนิดที่
ยึดถือติ ด; ประเดี๋ยวเปนสัตว ประเดี๋ยวเปนคน ประเดี๋ยวเปนมนุ ษย
เดี๋ยวเปนเทวดา เดี๋ยวเปนพรหม, เดี๋ยวเป นตัวเองชนิดที่นั่ งฟงธรรมกถา
อยูที่นี่ เดี๋ยวเปนอยางอื่นไปแลวไมมีที่สิ้นสุด ซึ่งทําใหเกิดความ
ปรารถนาอันไมมีที่ สิ้นสุดอยางเดี ยวกัน. เดี๋ยวอยากเปนพระอรหั นต
ประเดี๋ยวอยากเปนเทวดา เดี๋ ยวอยากเป นมนุษย เดี๋ยวก็ อยากกินเหลา
อยางนี้ เป นการวนเวียนไปมาเปนวัฏฏสงสารของมันเอง จนกวาจะคลํา
ตัวเองพบอยางถูกต องเชน พระองคได ตรัสไววา “คหการก ทิฏโฐสิ –
เจานักก อสราง ฉันเห็นแกแลว.” นั ้ นเหมื อนกัน.
จิตลวนๆ ซึ่งปราศจากความยึ ดถือ หรือภาวะเดิ มแทของจิตก็ ไม
เคยปรากฏในปริมณฑลของปญญาในขณะนี้ อย ากลาวไปถึงความ
หมดเหตุหมดปจจัยแลวจะดับไปอยางไฟหมดเชื้ อ. ฉะนั้นการเพ งถึง
แตเพียงภาวะที่จิตวางจากความยึดถือ ก็คงจะไมเปนบทเรี ยนที่สูงเกิน
วิสัยที่เราจะทํากันได ในที่นี้. เราลองพยายามกั นไปกอนก็จะเกิดความ
แนใจในตอนหลังๆ. เรามาตั้งกําหนดกั นวาภาวะเดิมแทของจิตนั้น วาง
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๔๐
จากความยึดถือไมต องการอะไร ไมดิ้ นรนอยางใด. ฉะนั้นถาหากเกิ ด
ความคิดนึ กอยางใดขึ้นในจิตก็ใหเขาใจว า ไมใชภาวะเดิมแท. มันจะ
ปรารถนาในทางที่ ชั่ วหรือทางดีก็ตาม นั่ นก็มิใชภาวะเดิมแท หรือภาวะ
อันบริสุทธิ์ของจิต. แมที่สุดแตจิตตองการจะเห็ นพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ ก็ใหเขาใจวาเป นของใหมเพิ่งเกิดขึ้นหุมหอจิต เพราะมันเกิ ด
มีตัวตนที่ ตองการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ที่จะใหไปทําอะไรให
มันสักอยางหนึ่งตามความตองการของมั น. ความคิดชนิ ดใดเกิดขึ้นใน
จิตใหถูกหยิบขึ้นวินิ จฉัยโดยทํ านองที่ว า นี่คือภาวะเดิ มแทหรือไม ?
ทํานองนี้ เรื่อยไป ไมวาในอิ ริ ยาบถไหน จะเปนยื นเดินนั่งนอนก็ตาม.
เมื่อมันไม ใชภาวะเดิ มแทแลวละก็เลิกสนใจเสียทีเดี ยว. ถาเปนเรื ่อง
จําเปนเฉพาะหนาที่จะตองทํา เชนเรื่องหิ ว กระหาย เปนตน หลังจากที่
รูชัดวาไม ใชภาวะเดิ มแทแลว ก็ใหปญญาที่มีประจําตัวจั ดการไปตาม
หนาที่เท าที่จําเปนจะตองทําไมตองเกิดความยินดี ยินร าย ไม ตอง
กําหนัดขั ดเคือง หรื อความรูสึ กอยางอื่ น, เพราะว าเมื่อมิใชภาวะเดิมแท
แลว มันก็มิใชตัวเราหรื อของเราหรื อของใคร, เราคอยเพ งหาแตภาวะ
เดิมแทอย างเดียว จะพบเมื่อใดก็ตามใจ. ถารูสึกว าเปนพวกมิใชภาวะ
เดิมแทของจิตแลว เปนปดทิ้ งเสมอ. ถ าทานมีสติ สัมปชัญญะระวังจิต
ใหเปนไปไดอย างนี้ ติดตอกันไปไดจริงๆ ชั่วเวลาไมนาน ท านจะพบว า
ตัวเองเปนคนใหมผิ ดจากคนเกาอย างตรงกันขาม. ทานพบคนใหม
อยางไร ในที่นี้ไมอาจนํามาใหทานดู เพราะเหตุ วาทานยังไมไดลองทํา.
เมื่อท านไดลองทําอยางเคร งครัด ทานจะรูสึกเองว ามันไมมีอะไรเริ่ ม
เปลี่ยนแปลงไปแลวในตัวทานทีละเล็กละนอย และทานรู อะไรไมได
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๔๑
มากไปกวาวาอาการที่จิตบริสุทธิ์นั้น ไดแสดงตั วออกมาที ละนอยๆ.
ขอแตใหทานนั่ งป ดทํานองป ดแมลงวันซึ่งไมตองคิดนึกอะไรมากนัก
หวี่มาก็ปดไปก็แลวกัน ไมตองเปนหวงเพราะแมลงตัวที่เราต องการนั้ น
มันเปนอั นวาไมมาแน ไมตองกลัววาจะปดถูกตัวที่เราตองการและตาย
เสีย. ขอใหปดตัวที่ไมตองการใหทันท วงทีไวเสมอไปก็แลวกัน.
กัมมัฏฐานภาวนา ชนิดที่มีสติสัมปชัญญะ คอยปดอารมณที่
เกิดขึ้นในจิตวานั่นมิ ใชภาวะเดิ มแท หรื อภาวะอันบริสุทธิ์ของจิต
ทํานองนี้ เปนของง ายๆ ซึ่งเด็ กๆ ก็ทําได. แลวอาจขยายตัวขึ้นสูงไป
ตามลําดับทุกๆ คราวที่จิตยิ่งว างจากอารมณ, ทุกคราวที่สติสั มปชัญญะ
ยิ่งสมบูรณขึ้น, ทุ กคราวที่สมาธิคลองแคลวมากขึ้น, ทุกคราวที่กิ เลส
อันเป นเหตุใหยินดียิ นรายถูกกระตุกกลับมาอย างแรงๆ เชนนั้นยิ่งขึ้น
จนเปนนิ สัยใหสิ่งเหลานี้สมบูรณอยูเองตามปกติ . ความยึ ดถือของจิ ต
คอยเหี่ยวแหงฝอตายไปเหมือนตนไมขาดน้ําซึ่งคนที่ไมรูหนั งสือหรื อ
มีการศึกษานอยอย างไรก็ทําไดและนักปราชญก็ ทําดี เพราะไมต อง
ลงทุนมาก. แตว าในชั้นตน เราจะตองทบทวนถึงข อเท็จจริงต างๆ ดังที่
กลาวมาแลวขางตน ใหลงร องลงรอยกันอย างแจ มแจงเสียกอน แม จะ
ชาสักหน อยในตอนนี้ก็ไมเปนไร, ทบทวนไปพลางปฏิบัติไปพลางก็ยั ง
ทําได. ฟ งดูหรื อดูๆ มันก็คล ายกับจะงายเกินไป แตพอทําเขาจริ งมัน
ยากตรงที่ จะรูสึกตัวไดทันทวงทีทุกคราวไปวา นี่มิใชภาวะเดิ มแท. กวา
จะรูสึกตัวไดเรื่ องมั นเลยไปเป นการรดน้ํ าใหตนไมที่ไมตองการนั้ นเสีย
จนชุมแลว. บางคราวเรื่ องต างๆ ผ านมาในวงความคิดตั้งสิ บเรื่ องแล ว
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๔๒
จึงจะไดรู สึกตัววาไมใชภาวะเดิมแท. เกิดการยึ ดถือจนยินดียินรายชก
ตอยวิวาทกันแลวจึงรูวานี่มิใช ภาวะเดิ มแท ดังนี้เป นตน.
การบําเพ็ ญสติสัมปชัญญะแบบนี้ จะขยายตัวขึ้ นไปตามลํ าดับ
จนถึงขั้นปญญาคือเมื่อเกิดการตอต านของกิเลส ในทางที่จะแยงวาเปน
ภาวะเดิ มแทหรือดื้ อดึงในทางที่จะตามใจตัวเองอย างใดอย างหนึ่งใน
ขั้นนี้จะตองใชป ญญาพิจารณาตอสูอยูมากเหมือนกัน แตก็ไมทิ้งหลัก
ภาวะเดิ มแท. เชนขณะหนึ่งเกิดความขลาดกลัวอะไรอย างหนึ่งขึ้นมา
ในจิตสติสัมปชัญญะปดออกไปวาความรูสึกอยางนี้ มิใช วาภาวะเดิ ม
แทของจิต เปนแตสั งขารที่เพิ่ งจูเขามาความเห็นแก ตัวกอกที่ทําใหกลัว
อยางนี้ , บางทีความกลัวก็ยังดื้อดึ งครอบงําจิตอยู นั่นเองต องใชป ญญา
ขับเคี่ยวกั นไปจนกวาจะถึงที่ สุด จนใหเห็นชัดเจนวาเป นการเลนตลก
ของสังขารชนิ ดหนึ่ งเท านั้นเอง จนความรูสึกกลัวนั้นถูกขุดรากซวน
ลมไป. หรือเมื่ อกํ าลังลูบคลํ า หรื อจะหยิบฉวยวัตถุของรั กของพอใจ
อยางใดอย างหนึ่ ง ซึ่ งมีความดึ งดูดรุนแรง ก็ยอมมี การตอสู อยางรุนแรง
ทัดเทียมกั น จึ งจะปดออกไปไดอย างเด็ดขาดวามันมิใชภาวะเดิมแท
แตแลวจะยิ่งมองเห็ นลึกซึ้งลงไปในภาวะเดิ มแทยิ่ งขึ้นทุกๆ คราวที่ มี
การตอสู เชนนี้ . รวมความอย างสั้นๆ ก็คือ มีสติสัมปชัญญะสําหรับ
รูสึกตัวทันทวงทีของเหตุการณทุกชนิดที่เกิดขึ้นในจิตวามิใชภาวะเดิม
แท. และมี ปญญาสําหรับตอสูเมื่อเกิดปญหาตางๆ ขึ้ นโดยยึ ดหลักภาวะ
เดิมแทเป นของสําคั ญ. และคอยควบคุมใหมี การปฏิบัติ เชนนี้จน
คลองแคล วชํานิชํ านาญเปนปรกตินิสัย. เหลือจากนั้นก็เป นหนาที่ของ
ธรรมชาติ ในการที่จะทําใหเกิดการเห็ นแจงโดยเด็ดขาด เป นความสวาง
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๔๓
ไสวไม กลั บคืน ขึ้นในขณะใดขณะหนึ่งในเวลาอั นสมควร, คือในเมื่ อ
สันดานได ถูกบมดวยการไมจับฉวยเอาอะไรเปนของตนมาเปน
เวลานานพอเพียง. บทบริกรรมก็มีงายๆ เพียงว า “นี่ไมใช นั่ นหรอก!”
นี่ หมายถึ งอารมณที่ เกิดขึ้นในจิต. นั่น หมายถึงภาวะเดิมแท. ทั้งหมดนี้
นับวาเปนวิธีหนึ่งสําหรับหลีกเลี่ยงภู เขาที่ ขวางหน า หรื อจะเปนการ
เจาะพังทลายภูเขานั้ นเสียที เดียว ยอมแล วแตสมรรถภาพของผูทํา.
ในการที่จะพิจารณาเมื่อเกิดมีการดื้อดึ งต อสูกันขึ้น วานี่ มิใช
ภาวะเดิ มแท แตเป นเพียงสั งขารใหมๆ อย างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นตาม
ธรรมดาของสังขารที่มีการไหลเวียนอยู เสมอนั้น จะตองไม หลงผิดจน
ลังเลในความซับซอนของสั งขารเหลานั้ น. คําว า “สังขาร” นั้น มี
ความหมายไดเปน ๒ อย าง ทั้งที่มันแปลไดอย างเดี ยว. สังขาร แปลวา
สิ่งที่ปรุงแตง. แตโดยพฤตินั ยหรือที่ เป นไปจริงๆ นั้ น มั นทั้งปรุ งแตง
เขาและถูกเขาปรุงแต งพรอมกันไปในตัว คราวเดียวกันทั้งสองทาง. ใน
เรื่ องนี้จะเขาใจไดง าย ก็โดยดู อิ ฐที่ซอนกั นอยูมากๆ ชั้ น ในการกอผนัง:
อิฐกอนหนึ่งๆ ย อมทําหนาที ่ ถึง ๒ อย าง คื อ ทั้ งซอนเขา และถูกเขา
ซอน. มั นอยูบนก อนไหนก็เรียกวามั นซอนกอนนั้น, มันอยูใตกอน
ไหน ก็เรี ยกวามันถู กซอนโดยกอนนั้น. อิฐกอนหนึ่งๆ ย อมเปนทั้ งผู
ซอนและผูถูกซอน โดยทํานองนี้ทุกกอนเรื่อยขึ้นไป, สิ่งที่เรียกวา
สังขารก็ทํ านองนี้ . เพราะขึ้นชื่ อว าสังขารแลวก็ตองปรุ ง, สิ่ งที่มันปรุง
ขึ้นมานั้ นก็คือสังขารนั่นอีก มันก็ปรุงอี กตอๆ กั นไปในฐานะที่เปนผล
แลวกลับเปนเหตุ เหตุใหเกิดผล แลวผลนั้นก็กลับเปนเหตุ ฯลฯ ทํ านอง
นี้เรื่ อยไปไมมีที่สิ้นสุด. สังขารในฝายนามธรรมหรือจิตก็เปนเช นวานี้
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๔๔
คือความคิ ดอันหนึ่ ง เปนเหตุใหเกิดความคิดอีกอย างหนึ่ ง แลวความคิ ด
อันใหม ก็กลับเปนเหตุใหเกิดความคิดอันอื่นตอไป โดยไมมีที่ สุด
จนกระทั่งเปนการกระทําออกมา แลวก็ ปรุงใหเกิ ดความคิ ดอันเกี่ยวกับ
ผลที่เกิดขึ้ นจากการกระทํา ตอๆ เรื่อยกันไปไมมีที่สุด จนกวาสิ่งที่
เรียกว าสังขารนั้น จะเขาไปถึงแดนอันเป นที่ดั บแหงสังขารทั้ งหลาย
กลาวคือพระนิพพานจึงจะสิ้นเรื่ องกัน. ฉะนั้น สังขารอยางใดชั้นไหนก็
ตาม ไม ควรถูกหลงจับฉวยเอามาเป นภาวะเดิมแท. จะต องใชปญญา
พิจารณาแยกแยะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้ น จนใหเห็ นลั กษณะที่มันเปนเพียง
สังขาร แลวปดทิ้งเสียหรื อจัดการอยางหนึ่งอยางใดที่สมควรกัน แต
ตองไมใช ความยึดถื อเปนตัวเปนตน อันจะนํามาซึ่งความยินดียิ นร าย
และก อให เกิดกิ เลสกองใหมไม รูสิ้นสุด

เมื่อได อบรมจิตใหประกอบดวยปญญา คอยรู เลหกระเท หของ
สังขารอยู ดังนี้ จิตย อมปลอยวางความยึ ดถือในสิ่งตางๆ ได ประณีตและ
สูงยิ่งขึ้นทุ กที กระทั่งบุญกุศล ซึ่งที่แทก็เปนของใหมๆ และมีไวพอ
เปนเครื่องมือเครื่องใชในการทรงชีพอยู เพื่อการศึกษา เพื่ อใหเขาถึง
ความหลุดพ นจากสิ่งทั้งปวงเทานั้น. เมื่อมองเห็ นว าความรอดพนจาก
สิ่งพัวพันเปนของมีราคามากเกิ นกวาที่จะตีราคาได สวนบุญหรือกุศล
นั้นยังอยูในขนาดท ี่พอจะตีราคาได ก็อาจที่จะเอาบุญกุศลทั้ งหลายกอง
รวมไวเสียที่ริมทะเล เพงจิตไปบกที่แหงสนิท กลาวคื อภาวะที่จิตพน
จากอํานาจสิ่งปรุงแตงนั้นเอง. กุศลซึ่งที่ แทก็เปนเพียงสังขารอย างหนึ่ ง
จะมีความหมายก็แตในวงที่ยั งเกี่ยวกับความยึดถื อ หรือในขั้ นที่มีความ
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๔๕
ตองการนั่ นนี่อย างนั้ นอย างนี้เทานั้น. ครั้นมาถึงขั้ นที่จะปลอยวางหรื อ
รอดพ น กุศลเหลานั้นก็ไม มีความหมายอะไรเลย กลายเปนสังขาร
ธรรมดาๆ ที่มีความไม เที่ยงเปนทุกขเปนอนัตตาเสมอกับสังขาร
ทั้งหลายเหลาอื่น ฉะนั้ นจึงไมตองกลาวถึงยศศักดิ์ชื่อเสียงหรืออะไร
ทํานองนี้ ซึ่งคลอนแคลนยิ่งไปกวากุศลเสียอีก, แมศีล สมาธิ ปญญา
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ก็กลายเป นสิ่งที่ไมมีความจําเป นที่
จะตองยึดถืออีกต อไป. เมื่ อเป นเช นนี้ความสูงของจิตก็ถึงขั้นที่จะปลอย
วางสังขารทั้งปวง ลุ ถึงสภาพที่ เรียกว าวิสั งขาร, อันไดในบทที่พระองค
ทรงพึมพํากับพระองคเองวา “วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ ตณฺหานํ ขยมชฺ ฌคา-จิต
เขาถึ งสภาพที่อะไรจะปรุงใหเปนอย างไรไมได มันหมดความ
ปรารถนาแลว” ดังนี้. สังขารทั้งหลายไมสามารถปรุงแตงจิ ตชนิดนี้อี ก
ตอไป. จิ ตไมมีความรูสึกแมแตตัวเองวาเปนตัวเป นตน เพราะเหตุที่ไม
มีสังขารอั นจะปรุงแตงใหจิตเกิดความรู สึกเชนนั้นอีกตอไป. ฉะนั้นจิ ต
ที่ประกอบดวยวิสังขาร ซึ่ งเปนเสมือนหนึ่งที่ดั บของสังขารทั้ งปวงไป
ดวยเหตุนี้ จึงมีความดับเย็น ความสงบ ความบริ สุทธิ์และความสวาง
ไสว อันถาวร เปนอนันตกาลไมเกี่ยวกับเวลา. นับว าเปนวิธีลัดวิธีหนึ่ง
ในวิธีทั้งหลายที่จะทํ าลายภูเขาอันขวางวิ ถีแหงธรรม อันเปนปญหา
สําคัญอั นหนึ่งของพวกเราผู ทําตัวเข าเกี่ยวของกั บพุทธธรรม, ในฐานะ
ผูตองการความรอดของมนุษย อยางแทจริง.
เราไมควรคิดวาเรายึ ดถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ หรื อศีล
สมาธิ ปญญา บุ ญกุศล กันแตเพียงในชาติ นี้ ในประเทศไทยนี้ หรือ
เฉพาะพวกเราที่ นั่งฟงกันอยู ที่นี่. เราควรมองใหกวางออกไปถึงวา แม
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๔๖
ในหลายกั ลปหรือหลายพุทธันดรมาแลว เราก็ไดยึ ดถือแน นแฟนกันอยู
ในสิ่งนี้และซ้ําซาก. แมเราไมอาจจะชี้วาคนไหนเปนคนไหน ใน
สังขารวัฏฏอันยื ดยาวนั้น แต เราก็กลาวไดโดยไม ผิดว าพวกเรา หรือ
มนุษยนี่แหละ. เมื่ อศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจาเปนศาสนา
สําหรับชวยมนุษยให รอด มนุษย ก็ควรจะไดรอดกั นบางสักจํานวน
หนึ่ง เพื่ อความมุงหมายของพุทธศาสนาจะไดไมเปนหมั นและเราจะ
รอดได. เพราะฉะนั้นจึงเห็นไดวามันไมเปนการนาหวาดเสียวหรือ
เสี่ยงอั นตรายอยางใดเลย ในการที่จะละวางอะไรๆ ที่เคยยึดถื อกัน
มาแลวตั้งหลายกัลป หลายพุทธันดรเหล านั้นกั นเสี ยที โดยเพงแตความ
รอดออกไปไดของจิ ต ตามทํานองที่ กลาวมาแลวแตอยางเดี ยวบุญกุศล
ชั่วเวลา ๒๐-๓๐ ปที่สรางสมกันมานี้ จะมากมายอะไรนั กหนาถาไป
เทียบกับที่ เคยยึดถื อกันมาแลวตั้งหลายกั ปหลายกั ลป และไมใหผลที่ดี
ไปกวาที่จะเปนกรงขังเราไวในความยึดถือนี้. พระพุทธองคทรง
ประสงคจะใหเราออกไปจากกรงขังมากกวาที่จะใหเพลิ นใจอยูในกรง
จึงไดตรัสไวอยางเด็ ดขาดวาตองไมยึดถื อสิ่งใดหมด รวมทั้งความ
ยึดถือในพระองคเองดวย. พระองคทรงประกาศพระองคเองเปนเพียง
ผูคอยชี้ทางใหคนเดิ นไป ถาเราจะมาติดแจอยู กับพระองคแลว มันก็ ไม
มีการเดิ นกันเทานั้ นเอง. ธรรมทั้งปวงเปนอนัตตาและไมควรยึดมั่น นี้
เปนหลักที่ ตายตัวในพระพุทธศาสนา ศี ล สมาธิ ปญญา หรือที่เรียกวา
ไตรสิกขานี้ เปนเพี ยงยานพาหนะมีไว อาศัยเดินทางไมใชสําหรับยึดถื อ
หรือหาบหามเอาไว ดวยความหวงแหน. พระรัตนตรัยเปนเพียง
เครื่องหมายของความที่รอดพนออกไปไดสําหรั บใหเกิ ดความมั่นใจแก
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๔๗
ผูจะเดินไปเทานั้น. ไม มี ตัวตนสําหรับให ยึดถือขืนยึดถือก็เกิดเป น
ปฏิรูปหรื อของปลอมขึ้นมา. ถาไมรูจักปลอยวางกันบาง ก็ จะกลายเป น
ภูเขาขวางทางขึ้นมาเทานั้น. จงทําจิตใจใหวางจากความยึดถื ออย าง
เดียวเถิด หนาที่ ทั้งปวงก็จะหมดลงทันที. ไมตองมีใครเปนผูลุ ถึง
นิพพาน นอกไปจากจิตซึ่งหมดความยึดถื อวาตัวมันเองเปนตัวตน
อยางเด็ ดขาดแลว. เพราะฉะนั้นทานจึงกล าวเปนหลักไดวาการลุถึง
นิพพานมี ไดโดยไม ตองมีตัวใครผูบรรลุ . การเดินทางไปจนถึงที่สุ ด
ทุกขก็มีไดแลวโดยไมตองมีตั วผูเดินซึ่งเปนคําที่ฟ งยากๆ อยูสักหนอย.
แตถาพิจารณาดูใหดี ๆ ก็จะเห็นไดชัดเจนวา มีแตจิตซึ่งบัดนี้หมด
ความสําคั ญผิ ดยึดถื อตัวเองว าเปนตัวตนนั่นเอง, ที่เคยเป นตัวประธาน
ยืนโรงอยู ตลอดเวลา. เราจงมีความกลาพอที่จะปรารถนาความมีจิ ต
ชนิดนี้ ดวยการถอนตัวเราออกเสีย ใหยังคงเหลือแต จิตทํานองนั้น
ลวนๆ เถิด แลวมันก็จะรูของมันเองวา ภูเขาไดพังทลายลงไปดวย
อาการอยางไร.
ในขณะนี้ เราเพียงแตประคับประคองใหภาวะที่ปราศจากอาการ
ของความยึดถือหรือที่เรียกวาภาวะเดิมแทนั้นโชติชวงอยูในปริมณฑล
ของจิตเรื่อยไปตามที่ไดบรรยายมาแลวเถิด ภูเขาอันกั้ นขวางนั้นก็จะ
ถูกน้ําเซาะใหคอยๆ ทรุดลงไป จนพังครืนลงในที่ สุดในเวลาอันสมควร
คือในขณะที่เราถอนความยึ ดถือตัวตนออกไดสิ้ นเชิ ง จนไมมีตัวตน
อะไรเหลื ออยูสํ าหรั บเรียกหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ เปนที่พึ่ ง
หรือเรียกหาศีล สมาธิ ปญญามาเปนเรื อเปนแพ. ความเป นอยางนี้อย าง
เดียวเทานั้ น ที่เปนพระพุทธประสงคอั นแทจริงของผูมีพระภาค หาใช
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๔๘
ทรงพระประสงคใหใครๆ ติดแจอยูในชื่อเสียงของพระองคแตอย าง
หนึ่งอย างใด มากไปกวาสําหรับสะกิดใจใหระลึกถึงความรอดพนอัน
นี้ไม. พระองคทรงเสียสละในการเทศนาสอนสั ตวก็เพื่อใหรอดหรื อ
หลุ ดออกไป ทํานองคนปลอยนกปลอยกาซึ่งปล อยเรื่อย. นกตัวไหนซึ่ง
แสงสวางไมบังลู กตาก็ลอดออกประตูบินไป. แตตัวที่แสงสวางบังลูกตา
ก็ยังคงไมเห็นประตู อันเป ดกว างอยู อยูนั่ นเอง จึงยังคงติดอยูในกรง
เรื ่อยมาตลอดกัปป ตลอดกัลป. ฉะนั้นถาใครหยั่งทราบถึงพระพุทธ
ประสงคอั นนี้ไดอยางถูกตองชั ดเจน ก็สามารถพังทลายภู เขาหิมาลัย
อันยาวถึ งพันหาร อยไมลไดภายใน ๒-๓ นาที, หรือชั่ วพริบตาเดี ยว
เทานั้ น. แลววิถีแหงพุทธธรรมของเขาก็โล งโถงไมมี อะไรติดขัดทุก
ประการ.
ธรรมกถาในวันนี้ สิ้นสุดลงดวยการสมควรแกเวลา. ขอแสดง
ความหวังใหเพื่อนร วมเกิดแกเจ็บตายทุ กคน ทั้ งในที่นี้ และที่อื่น ไดมี
โชคดีดวยการใช เวลาอันเหลืออยูไมกี่ปข างหน านี้ จัดการกับปญหาอั น
นี้ใหสิ้นสุดไปเสีย, อย าตองเที่ยวฝากไวกับชาติหนา หรือชาติต อไป
เลย. เชื่อว าเราเคยฝากดวยความผัดเพี้ยนเช นนี้ กันมาหลายกัปหลาย
กัลปแลว. ขอความสมประสงคจงมีแกเราทุกคน โดยเหตุที่เรามีความ
จงรักภักดี ตอความรอดพนออกไปได อันเป นวัตถุที่ประสงคมุงหมาย
ของการถื อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ , แล วมี ความตั้งหนาพยายาม
ในอันที่จะใหเกิดผลสําเร็จ ชนิ ดที่ตรงตามพระพุทธประสงคของพระผู
มีพระภาคเจา ผูอาบรดเราดวยความกรุณาของพระองค ซึ่งมากหา
ภูเขาแหงวิถีพุทธธรรม
พุทธทาสภิกขุ
๔๙
ประมาณมิได. ขออยาพยายามทําลายความประสงคของพระองคเสีย
ดวยความรูเทาไมถึงการณของเราเลย.
ขอจงประสพแตความสุขสวัสดี!