You are on page 1of 49

1

ทฤษฎีดนตรีสากล
หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว

โดย

ส.พิณแก้ว

รับรู้ เรียนรู้ ทฤษฎีดนตรีสากล ที่อธิบายโดยไม่ใช้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้น


ซึง่ ไม่เคยมีผู้ใดเรียบเรียงไว้ในลักษณะนี้มาก่อน
2

คานา
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้อธิบายถึงทฤษฎีดนตรีสากล โดยการอธิบายที่ไม่ใช้ตัวโน้ตและบรรทัด
ห้าเส้น เนื้อหาทั้งหมดจัดได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีดนตรีสากล และหากเมื่อนาไปประกอบเข้ากับ
วิธีการจดบันทึกเป็นตัวโน้ต (Notation) แล้วก็จะรวมเรียกว่า “ทฤษฎีดนตรีสากล” นั่นเอง

ผู้ที่ได้ศึกษาเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้อย่างถ่องแท้ จะสามารถนาความรู้ที่ได้ไปใช้เป็นพื้นฐาน
ประกอบการฝึกหัดเล่นดนตรีสากลด้วยเครื่องดนตรีต่างๆ โดยยังไม่ต้องใช้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้น
ได้อย่างถูกต้อง ไม่เพี้ยนเสียง ทาให้ไม่เกิดความเบื่อหน่ายในการฝึกฝนในสิ่งที่ตนเองเข้าใจดีแล้ว อีกทั้ง
ยังทาให้เกิดความรู้ความเข้าใจจนสามารถที่จะปรับเปลี่ยนคีย์ของเพลงที่ต้องการเล่นจากคีย์หนึ่งไปยัง
คีย์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ทั้งทานองและคอร์ด และเมื่อจะเรียนรู้วิธีการจดบันทึกเป็นตัวโน้ต (Notation)
ก็จะเข้าใจได้โดยง่าย อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานที่สาคัญในการที่จะเรียนรู้วิชาดนตรีในระดับที่สูงขึ้นต่อไป
เช่น วิชาเรียบเรียงเสียงประสาน เป็นต้น

หนังสือเล่มนี้ควรจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา ทุกระดับชั้นเรียน


ตลอดจนประชาชนทั่วไป ในอันที่จะได้ศึกษาเรียนรู้และทาความเข้าใจกับหลักการง่ายๆ ของ
เสียงดนตรีสากล โดยไม่จาเป็นว่าจะต้องเป็นผู้ที่มุ่งหวังว่าจะเป็นนักดนตรีต่อไปในอนาคตหรือไม่

ส.พิณแก้ว
3

บทนา
ทฤษฎีดนตรีสากลที่เรากาลังใช้ถ่ายทอดเรียนรู้กันอยู่ในปัจจุบันนี้นั้น ในมุมมองของผู้เขียนเห็น
ว่ามันประกอบรวมกันขึ้นจากทฤษฎีสองทฤษฎีคือ ทฤษฏีของเสียง กับ ทฤษฎีของตัวโน้ต

ทฤษฎีของเสียงนั้นเชื่อได้ว่าน่าจะเกิดขึ้นก่อนทฤษฎีของตัวโน้ต โดยเกิดจากการที่มนุษย์ได้เริ่ม
ค้นพบวิธีการเล่นดนตรีแล้วค่อยๆ พัฒนาการเรียนรูข้ ึ้น และถ่ายทอดสืบต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า
จนกระทั่งเกิดเป็นองค์ความรู้และหลักการต่างๆ ของเสียง อาทิเช่น สเกลและระยะห่างระหว่างขั้นคู่ใน
สเกล ชื่อของเสียงและการเรียงลาดับ คีย์ โหมด คอร์ด และ เสียงประสานต่างๆ

ส่วนทฤษฎีของตัวโน้ตนั้นเชื่อได้ว่าน่าจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่องค์ความรู้ต่างๆ ในเรื่องของ
ทฤษฎีของเสียงแน่นและมั่นคงแล้ว ต่อมาเมื่อมีการรวมตัวกันของเครื่องดนตรีมากกว่าหนึง่ ชิ้นขึ้นไป
จนกระทั่งเป็นร้อยๆ ชิ้น เล่นเป็นวงดนตรี ด้วยจุดประสงค์ที่จะให้สามารถเล่นสามารถบรรเลงดนตรีได้
พร้อมเพรียงกันและความจาเป็นในการที่จะต้องเล่นต้องบรรเลงเสียงประสาน ตลอดจนความยาวมาก
ของบทเพลงและจานวนเพลงที่เพิ่มมากขึ้นในทุกขณะ จึงทาให้เกิดการหลงลืมทานองต่างๆ จึงทาให้
ต้องหาคิดค้นหาวิธีการแก้ไขซึ่งในที่สุดมนุษย์กค็ ิดค้นจนบังเกิดเป็นวิธีการจดบันทึกเป็นตัวโน้ตบน
บรรทัดสิบเอ็ดเส้น ซึ่งต่อมาก็ได้มีการพัฒนาขึ้นจนกระทั่งกลายมาเป็นรูปแบบของทฤษฎีโน้ตที่ได้ใช้
อยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งการถ่ายทอดความรู้ที่ได้สืบเนื่องต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนั้นได้ใช้ระยะเวลานาน
หลายร้อยปี มีพัฒนาการที่เป็นแบบแผนแน่ชัดจนกลายเป็นภาษาสากล

ท้ายที่สุด ทฤษฎีทั้งสองนี้ได้ถูกหลอมรวมกันเข้าชนิดที่แทบจะแยกจากกันไม่ออก โดยใน


ปัจจุบันนี้เมื่อจะเริ่มต้นถ่ายทอดความรู้หรือเริ่มต้นเรียนรู้การเล่นดนตรีสากลไม่ว่าจะด้วยเครื่องมือใดๆ
ก็จะเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ทฤษฎีของตัวโน้ตก่อน โดยเรียนรู้การอ่านตัวโน้ตไปพร้อมๆ กับการเล่น
ดนตรีไปพร้อมๆ กัน ซึ่งมีผู้เรียนรู้จานวนหนึ่งที่สามารถฝึกฝนการเล่นดนตรีด้วยการอ่านจากตัวโน้ต
บนบรรทัดห้าเส้นได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ก็มีผู้เรียนรู้อีกจานวนมากที่งุนงงสงสัยไม่สามารถทีจ่ ะรู้ไม่
สามารถที่จะเข้าใจ จนเกิดเป็นความเบื่อหน่ายและในที่สุดก็เลิกก็ยุติการเรียนการฝึกฝน พากันหันหลัง
ให้กับการเรียนรู้การเล่นดนตรีสากล ทั้งยังได้บอกเล่ากล่าวขานสืบต่อกันไปจนกระทั่งเกิดเป็นกรอบ
ความคิดให้แก่ผคู้ นเกือบจะทั่วทั้งสังคมทั่วทั้งประเทศว่า “การเรียนรู้ฝึกฝนเล่นดนตรีสากลนั้นเป็นสิ่งที่
ยากเป็นอย่างยิ่ง”
4

เนื้อหาสาระของทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้วนี้ ผู้เขียนผู้เรียบเรียงได้ทาการ


แยกแยะคัดกรองเอาเฉพาะหลักการบางส่วนของทฤษฎีของเสียง ซึ่งแม้จะไม่ใช่ทั้งหมดแต่ก็เป็นส่วน
ใหญ่ นามาอธิบายโดยไม่ใช้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้น หากแต่ใช้กระบวนการอธิบายผ่านรูปแบบของ
ตัวอักษรและรูปภาพตลอดจนไดอะแกรมต่างๆ ประกอบเข้ากับการอธิบายด้วยคาพูด จึงทาให้ผู้เรียนไม่
ว่าจะอยู่ในวัยใดๆ ก็ตามที่ไม่เคยเรียนไม่เคยรู้ไม่เคยเข้าใจหลักการหรือทฤษฎีดนตรีสากลมาก่อนเลยก็
สามารถที่จะเข้าใจได้โดยง่าย และเชื่อได้ว่าในระยะเริ่มแรกที่มีการเรียนรู้วิธีการเล่นดนตรีขึ้นในโลก
นั้นก็น่าจะได้ใช้วิธีการคล้ายๆ กันนี้ในการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจในขณะที่ยังไม่ได้มีการคิดค้นตัว
โน้ตขึ้นมาใช้ ซึ่งเราอาจจะสามารถเรียกกระบวนการถ่ายทอดความรู้ทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตรของส.
พิณแก้วนี้ ได้ว่าเป็นกระบวนการถ่ายท่อดความรู้ด้วยแนวทางและวิธีการทางธรรมชาติ

เมื่อผู้เรียนได้ผ่านการเรียนรูแ้ ละเข้าใจในหลักกฎเกณฑ์ของทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตรของ ส.


พิณแก้ว นี้แล้ว ต่อไปภายหลังเมื่อจะไปเริ่มต้นเรียนรู้ทฤษฎีของตัวโน้ตหรือจะไปเรียนรูฝ้ ึกฝนการเล่น
ดนตรีสากลด้วยการอ่านเอาจากตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นนั้น ก็ย่อมจะทาให้ผู้นั้นเกิดความเข้าใจในตัว
โน้ตต่างๆ ที่กาลังเรียนรู้นั้นได้โดยง่าย เพราะมีความเข้าใจในเรื่องทฤษฎีของเสียงมาก่อนแล้ว

เราอาจจะสามารถเปรียบเทียบเรื่องของการเรียนรู้ทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว นี้


ได้กับการที่เด็กนักเรียนอนุบาลทีเ่ คยรู้จักเคยพบเคยเห็นไก่แจ้ตัวเป็นๆ หรือเคยรู้จักเคยพบเคยเห็นไข่ไก่
มาแล้ว เมื่อมาเรียนรู้การอ่านการเขียนและวิธีการจดบันทึกเป็นตัวอักษร ก็ทาให้รู้ให้เข้าใจได้เป็นอย่างดี
เมื่อขณะเวลาที่กาลังจะเขียนตัวอักษร ก.ไก่ เด็กก็จะนึกเห็นภาพของไก่แจ้ตัวเป็นๆ นั้น หรือถ้าเมื่อเวลา
ที่กาลังจะเขียนเป็นตัวอักษร ข.ไข่ เด็กก็จะเห็นภาพของไข่ไก่ และในทางกลับกัน เมื่อเห็นตัวอักษร ก.
ไก่ เด็กก็จะอ่านออกเสียงว่า ก.ไก่ ไปพร้อมๆ กับการนึกเห็นภาพของไก่แจ้ เมื่อเห็นตัวอักษร ข.ไข่ เด็ก
ก็จะอ่านออกเสียงว่า ข.ไข่ ไปพร้อมๆ กับการนึกเห็นภาพของไข่ไก่ เช่นนี้ดังนี้ เป็นต้น ซึ่งในแบบเรียน
บทเรียนที่ใช้สอนให้เด็กอนุบาลรู้จักวิธีการอ่านการเขียนตัวอักษรก็ใช้วิธีการแบบนี้เช่นเดียวกัน

เหตุการณ์หรือกระบวนการเรียนการสอนดังกล่าวนี้ ถ้านาไปใช้ถ่ายทอดให้กับเด็กทารกที่เพิ่ง
คลอดออกมาจากครรภ์มารดา ไม่เคยเห็นภาพของไก่แจ้ตัวเป็นๆ หรือไม่เคยเห็นภาพของไข่ไก่ มาก่อน
เลย และในทันทีทันใดที่คลอดพ้นจากครรภ์มารดาก็เริ่มต้นเรียนรูก้ ารอ่านการเขียน ก.ไก่ ข.ไข่ แล้ว
ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรับรู้เรียนรู้ได้เข้าใจ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเด็กทารกนั้นไม่เคยพบไม่เคยเห็นไม่เคยมี
ประสบการณ์ใดๆ มาก่อน เรียนรูอ้ ย่างไรก็ย่อมไม่บังเกิดความเข้าใจอย่างแน่นอน

ภายหลังจากที่ผู้เขียนได้เรียบเรียงเนื้อหานี้ขึ้นไว้แล้ว ก็ได้ทาการทดลองสอน ทั้งการสอนเดี่ยว


และการสอนกลุ่ม ทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ ได้พบว่าการอธิบายเนื้อหาตามหลักสูตรนี้ช่วยปูพื้นฐาน/
5

ปรับพื้นฐานความรู้ให้แก่ผู้ที่ไม่เคยเรียนรู้ดนตรีสากลมาก่อนเลย ไม่ว่าผู้ที่เรียนรู้นั้นจะอยู่ในวัยใดๆ ก็
ตาม ก็สามารถที่จะรับรู้เรียนรู้และเข้าใจได้โดยง่าย

สาหรับการสอนการถ่ายทอดความรู้นี้ให้กับเด็กในระดับประถมศึกษานั้นจาเป็นอย่างยิ่งที่
จะต้องแบ่งซอยเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ ให้เหมาะสมกับแต่ละวัย แล้วค่อยๆ ทยอยสอนทยอยป้อนความรู้
ให้ค่อยๆ ซึมซับซึมซาบเข้าไปในจิตวิญญาณของเด็กแต่ละคน ไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้วิชาอื่นๆ

แต่ถ้าใช้สอนใช้ถ่ายทอดให้กับเด็กโตหรือในหมู่นักศึกษานั้นสามารถย่นระยะเวลาเข้ามาเหลือ
เพียงหนึ่งภาคเรียนก็สามารถรับรูเ้ รียนรู้ได้เข้าใจได้ทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้น ในการอบรมเนื้อหาวิชานี้ให้แก่ผู้ใหญ่ ยังสามารถย่อเนื้อหาให้สั้นกระชับได้อีก


ด้วย เพียงแต่ต้องถ่ายทอดด้วยกระบวนการและเครื่องมือที่ดี ประกอบเข้ากับคาบรรยายที่เหมาะสม ก็จะ
สามารถย่นเวลาในการอบรมเหลือเพียงไม่เกินสองวัน ซึ่งในบางรุ่นบางกลุ่มที่เคยมีพื้นฐานความรู้ทาง
ดนตรีสากลมาบ้างแล้วก็ยิ่งใช้เวลาน้อยลงไปกว่านั้นได้อีก โดยในการอบรมวิชานี้ในครั้งแรกที่จัดขึ้น
ณ บ้านพิณแก้ว ได้ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งวันก็สามารถทาให้ผู้เรียนผู้เข้ารับการอบรมนั้นรับรู้เรียนรู้ได้
อย่างเข้าใจและมองเห็นภาพรวมทั้งหมดของหลักการหรือทฤษฎีดนตรีสากลได้ แต่แน่นอนว่าย่อม
จะต้องได้ไปเฉพาะความรู้ความเข้าใจและมองเห็นภาพรวมทั้งหมดเท่านั้น จาเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เข้ารับการ
อบรมนั้นจะต้องนาความรู้ความเข้าใจที่ได้นั้นกลับไปฝึกฝนฝึกหัดทาการบ้านจึงจะเกิดความชานาญใน
กระบวนการคิดกระบวนการแปรเปลี่ยนไปของเสียงดนตรีต่างๆ นั้นได้

ดังนั้น จึงพอจะสรุปได้อย่างคร่าวๆ ว่าเนื้อหาสาระของวิชา “ทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตรของ


ส.พิณแก้ว” นี้ มุ่งหมายให้ความรู้ความเข้าใจในระดับพื้นฐานของหลักการหรือทฤษฎีดนตรีสากล
ให้แก่ผู้ที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน หลังจากนั้นแล้วถ้าผู้เรียนนั้นสนใจที่จะไปเรียนรู้การเล่นดนตรีสากลด้วย
เครื่องมือใดๆ ด้วยการอ่านเอาจากตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้น ก็ย่อมจะต้องไปเรียนรู้ทฤษฎีโน้ตเพิ่มเติม
แต่อย่างไรก็ดีก็จะช่วยให้ทาให้การเรียนรู้ทฤษฎีโน้ตนั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดาย เพราะว่ามีพื้นความรู้
เดิมในทางทฤษฎีของเสียงเป็นทุนเดิมติดตัวไปก่อนอยู่แล้วนั่นเอง

สาหรับเนื้อหาสาระในหนังสือเล่มนี้ดูเหมือนว่าจะครบถ้วนพอเพียงสาหรับการเรียนรู้ของผู้
เริ่มต้น อย่างไรก็ตามก็คงจะทาให้ผู้อ่านมองเห็นภาพและเข้าใจได้ไม่ครบถ้วนได้เท่ากับการเข้ามารับรู้
รับฟังการบรรยายในห้องประชุมห้องอบรมอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี เนื้อหาสาระในหนังสือเล่มนี้ก็
น่าจะเพียงพอที่จะทาให้ผู้อ่านได้เกิดความรูค้ วามเข้าใจในหลักการหรือทฤษฎีดนตรีสากลได้ในระดับ
หนึง่ ซึ่งจะช่วยจุดประกายความรักความชอบและไม่เกิดความเกลียดชังที่จะเรียนรู้ดนตรีสากลก็เป็นได้
6

บทที่ 1
สะพานเสียง และ ไม้บรรทัดเสียง (สเกล)
บทที่ 1 ตอนที่ 1 : สะพานเสียง
เป็นที่ทราบกันดีว่าเสียงดนตรีนั้น เป็นเสียงที่มีระดับความสูง ต่ามากมายหลายระดับ เริ่มตั้งแต่
เสียงที่มีระดับต่ามากๆ จนมนุษย์ไม่สามารถที่จะได้ยิน ค่อยๆ ไล่สูงขึ้นไปตามลาดับ จนกระทั่งถึงเสียง
ที่มีระดับสูงมากๆ จนมนุษย์ไม่สามารถที่จะได้ยินอีกเช่นกัน

โดยปกติแล้วจะกาหนดให้เสียงที่ต่ากว่าอยู่ทางด้านซ้ายมือ และเสียงที่สูงกว่าอยู่ทางขวามือ

เราสามารถกาหนดหน่วยนับระยะห่างระหว่างเสียง จากระดับเสียงต่าไปหาระดับเสียงสูง หรือ


ในทางกลับกันจากระดับเสียงสูงมาหาระดับเสียงต่า โดยกาหนดให้มีหน่วยนับระยะห่างระหว่างเสียง
เรียกว่า “เซมิโทน”

(แต่เดิมนั้น ตาราทุกเล่มในประเทศไทยเรียกหน่วยนับระยะห่างระหว่างเสียงจานวน “หนึ่งเซมิ


โทน” ว่า “ครึ่งเสียง” และเรียกระยะห่างระหว่างเสียงจานวน “สองเซมิโทน” ว่า “หนึ่งเสียง”
แต่เพื่อให้เกิดความง่ายต่อการเรียนรู้และการทาความเข้าใจ ดังนั้น เฉพาะในหนังสือเล่มนี้ จึงจะ
ขอกาหนดเรียกหน่วยนับระยะห่างระหว่างกันของเสียงว่า “เซมิโทน” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น.....)

ในเครื่องดนตรีบางชนิด เช่น เปียโน จะมีระดับเสียงสูงต่าที่ห่างกันมาก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่ง


ได้ว่า มีความกว้างของเสียงมาก โดยปกติจะมีความกว้างของเสียงอยู่ที่ 88 เซมิโทน คือ เริ่มต้นจากตัว
“ลา” และสิ้นสุดที่ตัว “โด”

ในช่วงต้นของหนังสือเล่มนี้ เราจะยังไม่กาหนดชื่อให้กับเสียงเหล่านั้น แต่เราสามารถแสดงให้


เห็นเป็นรูปธรรมได้ในรูปลักษณะของ “สะพานเสียง” ดังภาพตัวอย่างดังนี้

ภาพที่ 1-1 : สะพานเสียง

เราจะเรียกชื่อของสะพานเสียงแต่ละช่องว่า “ลูกระนาด”
7

จากภาพ เราจะเห็นลูกระนาดเรียงตัวกันจากซ้ายไปขวา ลูกระนาดแต่ละลูกมีระยะห่างของเสียง


ระหว่างกัน (มีระดับเสียงสูงหรือต่ากว่ากัน) 1 เซมิโทน

เราสามารถไล่เสียงจากเสียงต่าไปหาเสียงสูง (จากซ้ายไปขวา) หรือจากเสียงสูงไปหาเสียงต่า


(จากขวาไปซ้าย) โดยไล่เสียงไปทีละเสียง คือไล่ไปทุกๆ ลูกระนาด (ทุกเซมิโทน) ได้ และ เรียกวิธีการ
ไล่เสียงเช่นนีว้ ่า “การไล่เสียงแบบโครมาติก”

บทที่ 1 ตอนที่ 2 : สเกล (ไม้บรรทัดเสียง)


มนุษย์ได้พบความจริงว่า เสียงจะมีความถี่ของเสียงแบ่งออกเป็นช่วงๆ เรียกว่า “ช่วงเสียง” หรือ
“Octave” โดยในทุกช่วงเสียงนั้นจะมีลูกระนาดอยู่ 12 ลูก

สมมุติว่าเราเริ่มใล่เสียงจากลูกระนาดลูกใดลูกหนึ่ง ถ้าครบ 12 ลูกแล้ว ลูกระนาดลูกที่ 13 จะมี


ความถี่ของเสียงที่เท่ากันกับลูกระนาดลูกที่ 1 พอดี นั่นคือครบช่วงเสียงหรือ Octave (ความจริงแล้วไม่
ถึงกับตรงกันพอดี แต่ห่างกันน้อยมากจนหูมนุษย์จับไม่ได้) เป็นเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าจะสุดสะพานเสียง
(สุดความกว้างของเสียงของเครื่องดนตรีนั้นๆ)

เครื่องดนตรีเปียโน โดยปกติมีจานวนช่วงเสียงทั้งหมด 7 ช่วงเสียง โดยวางช่วงเสียงกลางไว้


ตรงกลางพอดี โดยมีช่วงเสียงต่า 3 ช่วงเสียง และช่วงเสียงสูงอีก 3 ช่วงเสียง

มนุษย์ยังได้พบอีกว่า ถ้าหากแบ่งเสียงในแต่ละช่วงออกเป็นส่วนๆ ในระยะห่างที่เหมาะสม จะ


สามารถนาไปสร้างเป็นทานองเพลงที่ไพเราะได้

มนุษย์จึงได้แบ่ง คัดกรอง และจัดระยะของเสียงในแต่ละช่วงเสียง เรียกว่า “สเกล (ไม้บรรทัด


เสียง)” ซึ่งมีอยู่ดว้ ยกันหลายรูปแบบ แต่ในหลักสูตรนี้จะขอกล่าวถึงเพียงรูปแบบเดียวเพื่อใช้เป็นหลัก
หรือจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้เนื้อหาวิชานี้ สเกลรูปแบบนี้มีชื่อเรียกว่า “เมเจอร์สเกล” จัดเป็นรูปแบบ
สเกลพื้นฐานทีจ่ ะใช้เป็นรากฐานนาไปสู่การรู้จักสเกลในรูปแบบอื่นๆ

เราสามารถแสดงรูปแบบของ “เมเจอร์สเกล” ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ ดังภาพตัวอย่างดังนี้


8

ภาพที่ 1-2 : สเกล (ไม้บรรทัดเสียง)

จากภาพแสดงให้เห็นว่าเสียงถูกแบ่งกรองออกมา 7 เสียงจากที่มีอยู่ทั้งหมด 12 เสียงในแต่ละ


ช่วงเสียง และจัดแบ่งเป็นส่วนๆ มีระยะห่างกันบ้างหรือติดกันบ้างตามข้อกาหนด เรียกว่า “ขั้นคู่” หรือ
เรียกสั้นๆ ว่า “คู่” โดยขั้นคู่ที่ 8 นั้น ความจริงแล้วเป็นขั้นคู่ที่ 1 ของช่วงเสียงสูงถัดไปทางด้านขวา
ในลักษณะเดียวกัน ขั้นคู่ที่ 1 นั้นก็คือขั้นคู่ที่ 8 ของช่วงเสียงต่าถัดไปทางด้านซ้ายนั่นเอง

เพื่อให้สามารถจดจาง่ายๆ เราสามารถกาหนดจดจาระยะห่างภายในช่วงเสียงหรือสเกลนีไ้ ด้ว่า


คู่ที่ 3 กับคู่ที่ 4 และ คู่ที่ 7 กับคู่ที่ 8 มีระยะห่างระหว่างกัน 1 เซมิโทน (อยู่ติดกัน - ไม่มีเซมิโทน
คั่น) ใช้สัญลักษณ์ “จั่วคว่า”
ส่วนขั้นคู่อื่นๆ นอกเหนือจากนั้น มีระยะห่างระหว่างกัน 2 เซมิโทน (อยู่ไม่ติดกัน - ต้องมีเซมิ
โทนคั่น) ใช้สัญญลักษณ์ “ก้ามปูคว่า”

ถ้าเรานาขั้นคู่เสียงต่างๆ ภายในสเกลนีไ้ ปจัดเรียงเสียใหม่ตามความต้องการ พร้อมทั้งกาหนด


ความยาว (ความนาน) ของเสียงแต่ละเสียง ก็จะเกิดเป็น “ทานอง” นั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น “เพลงสรรเสริญพระบารมี” ท่อนแรกๆ ดังนี้


ข้าฯ ว ร พุท ธะ เจ้า เอา ม โน และ ศิ ร กรานต์
1 2 1 2 3 1 1 7 1 7 1 3 2…..

บทที่ 1 ตอนที่ 3 : ความสัมพันธ์ระหว่างสะพานเสียงกับสเกล (ไม้บรรทัดเสียง)


เราสามารถแสดงภาพของความสัมพันธ์ระหว่าง สะพานเสียง กับ ไม้บรรทัดเสียง ให้เห็นเป็น
รูปธรรมได้ ดังภาพตัวอย่างดังนี้
9

ภาพที่ 1-3 : สะพานเสียง VS สเกล (ไม้บรรทัดเสียง)

ถ้าเราเลื่อนไม้บรรทัดเสียงไปวางตั้งต้นยังลูกระนาดอื่นๆ สมาชิกในสเกลก็จะเปลี่ยนตามไป
ด้วย เสียงหรือทานองเพลงก็จะสูงขึ้นหรือต่าลง สุดแต่ว่าเราวางไม้บรรทัดเสียงไว้ตรงระดับเสียงใด
ดังนั้น เราจึงยังคงได้ทานองเพลงเดิมอยู่นั่นเอง
10

บทที่ 2
เสียง
เมื่อมนุษย์ได้รู้จักกับสะพานเสียงและสเกลแล้ว ก็ได้กาหนดชื่อให้กับลูกระนาดแต่ละลูกบน
สะพานเสียง เพื่อเป็นข้อตกลงร่วมกันในหมู่นักดนตรีทั้งหลาย ในการที่จะสามารถบรรเลงเพลงร่วมกัน
หรือสื่อสารถ่ายทอดความรู้ระหว่างกัน

บทที่ 2 ตอนที่ 1 : ชื่อของเสียง


ชื่อของเสียงดนตรีมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดเจ็ดชื่อ เรียงตามลาดับ ดังนี้ เสมอ คือ

ชื่อทางตัวโน้ต โด เร มี ฟา ซอล ลา ที
ชื่อทางตัวอักษร C D E F G A B

ชื่อทางตัวโน้ต ใช้เรียกชื่อของเสียงที่เป็นสมาชิกในคีย์ หรือ ในโหมด หรือ ในคอร์ดต่างๆ


ชื่อทางตัวอักษร ใช้เรียกชื่อของคีย์ หรือ ชื่อของโหมด หรือ ชื่อของคอร์ด

บทที่ 2 ตอนที่ 2 : การจัดเรียงลาดับของเสียง แบบ “วงกลมพิณแก้ว”


เพื่อความสะดวกและความง่ายในการเรียนรู้และทาความเข้าใจ เราสามารถวางเรียงลาดับของ
เสียงให้อยูใ่ นรูปแบบของวงกลม โดยการวางเรียงลาดับตามเข็มนาฬิกา เรียกว่า “วงกลมพิณแก้ว” ดังนี้
11

เราสามารถกาหนดนับลาดับที่ 1 โดยเริม่ ต้นที่ชื่อของเสียงใดในวงกลมพิณแก้วนั้นก็ได้ และเมื่อ


กาหนดนับชื่อของเสียงใดเป็นลาดับที่ 1 แล้ว ชื่อของเสียงในลาดับถัดๆ ไป เรียงตามเข็มนาฬิกาก็จะเป็น
ลาดับที่ 2 ลาดับที่ 3 และลาดับต่อๆ ไป จนกระทั่งถึงลาดับที่ 8 ซึ่งก็คือชื่อของเสียงที่ได้ถูกกาหนด
นับเป็นลาดับที่ 1 ไว้นั่นเอง

บทที่ 2 ตอนที่ 3. ลาดับที่ของเสียง (ขั้นคู่เสียง)


เสียงดนตรีทไี่ ด้ทาการจัดเรียงตามลาดับไว้แล้วนั้น ไม่ว่าจะตั้งต้นด้วยเสียงใดก็ตาม เมื่อนับ
เรียงลาดับไปจนครบหรือถึงเสียงที่ตั้งต้นแล้วนั้น จะนับได้แปดลาดับ เราเรียกลาดับที่ของเสียงนี้ว่า
“ขั้นคู่” โดยเริ่มนับตั้งแต่ตัวแรกเป็นต้นไปว่า ขั้นคูท
่ ี่หนึ่ง ขั้นคู่ที่สอง .... เรื่อยไปจนกระทั่ง ขั้นคู่ที่แปด

ยกตัวอย่างจากชื่อของเสียงในวงกลมพิณแก้ว เช่น ถ้าสมมุติกาหนดนับขั้นคู่ที่ 1 ที่ “โด” ก็จะได้


สมาชิกในลาดับขั้นคู่ต่างๆ ดังนี้

ขั้นคู่ที่ 1 2 3 4 5 6 7 8

สมาชิก C D E F G A B C

หรือถ้าเปลี่ยนไปกาหนดนับขั้นคู่ที่ 1 ที่ “ซอล” ก็จะได้สมาชิกในลาดับขั้นคูต่ ่างๆ ดังนี้

ขั้นคู่ที่ 1 2 3 4 5 6 7 8

สมาชิก G A B C D E F G

ดังนี้ เป็นต้น

เป็นเรื่องจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจดจาลาดับขั้นคู่สมาชิกให้ได้อย่างแม่นยาและรวดเร็วให้มาก
ที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สาคัญยิ่งในการเรียนวิชาดนตรีสากลในระดับที่สูงขึ้นต่อๆ ไป

*** ในขั้นนี้ พึงเข้าใจอย่างแน่ชัดเสียก่อนว่า เป็นเพียงการจดจาหรือการระบุเฉพาะ “ชื่อของ

เสียง” และ “ลาดับที่ของขั้นคู่” เท่านั้น ในบทเรียนต่อๆ ไป ผู้เรียนจะได้รับรู้และเรียนรู้เพิ่มเติมอีกต่อไป


ว่า นอกจากชื่อของเสียงในลาดับขั้นคู่ที่ระบุได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วแล้วนั้น ผู้เรียนยังจะต้องเรียนรู้
เพิ่มเติมในเรื่องของตาแหน่งของเสียงที่ถูกต้องอีกประการหนึ่งด้วย ***
12

บทที่ 2 ตอนที่ 4. ชื่อของเสียงบนสะพานเสียง


เราสามารถวางชื่อของเสียงทั้งเจ็ดชื่อนั้นลงบนสะพานเสียง เรียงต่อเนื่องกันไป เริ่มจาก โด
เรื่อยไปจนครบทั้งเจ็ดชื่อ โดยกาหนดให้แต่ละชื่อนั้นมีระยะห่างระหว่างเสียงตรงกันกับระยะห่างของ
เสียงในสเกลเมเจอร์ เมื่อครบช่วงเสียงหนึ่งแล้วก็วางชื่อของเสียงในช่วงเสียงต่อๆไป ไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งสุดสะพานเสียง ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ ดังภาพตัวอย่างดังนี้

ภาพที่ 2-1 : ชื่อของเสียงบนสะพานเสียง

จากภาพ จะเห็นว่าระยะห่างระหว่างชื่อของเสียงที่อยู่บนสะพานเสียงที่เริ่มนับไปจาก โด นั้น มี


ระยะห่างระหว่างกันตรงตามสเกลเมเจอร์พอดี
ในทางกลับกัน ถ้าเรานาสเกลไปวางเริ่มต้นที่ โด เราก็ควรจะต้องได้เสียงที่ถูกต้องดังภาพ
หมายความว่าถ้าเราเล่นเสียงที่ต่างไปจากนี้ ก็จะทาให้ได้เสียงที่เพี้ยนไปนั่นเอง

นอกจากนั้นแล้ว ยังจะเห็นได้ว่าลูกระนาดบางลูกที่คั่นอยู่ระหว่างชื่อของเสียงหลักนั้นยังไม่ได้
ถูกกาหนดชื่อ

จึงได้มีการกาหนดชื่อให้กับลูกระนาดว่างดังกล่าว โดยใช้หลักการว่า
ถ้าเป็นลูกระนาดว่างด้านขวาของเสียงหลักใด (สียงสูงกว่าเสียงหลักนั้น 1 เซมิโทน) ให้ใช้ชื่อ
ของเสียงหลักนั้นตามด้วยเครื่องหมาย # (อ่านว่า ชาร์ป)
ถ้าเป็นลูกระนาดว่างด้านซ้ายของเสียงหลักใด (เสียงต่ากว่าเสียงหลักนั้น 1 เซมิโทน) ให้ใช้ชื่อ
ของเสียงหลักนั้นตามด้วยเครื่องหมาย b (อ่านว่า แฟลต)
สามารถแสดงให้เห็น ดังภาพตัวอย่างดังนี้
13

ภาพที่ 2-2 : ชื่อของเสียงทั้งหมดบนสะพานเสียง

จากภาพ จะเห็นว่าเสียงหลักที่อยู่ติดกัน (ไม่ต้องมีเซมิโทนคั่น) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันสองคู่คือ “มี กับ


ฟา” และ “ที กับ โด” นั้น มีรายละเอียดดังนี้ คือ
มี อยู่ด้านซ้ายของ ฟา จึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า ฟาb
ฟา อยู่ด้านขวาของ มี จึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า มี#
และ
ที อยู่ด้านซ้ายของ โด จึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า โดb
โด อยู่ด้านขวาของ ที จึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า ที#

ส่วนเสียงคั่นแต่ละเสียงที่คั่นอยู่ระหว่างเสียงหลักต่างๆ นั้น จะมีชื่อสองชื่อ ตัวอย่างเช่น เสียงที่


คั่นอยู่ระหว่าง โด กับ เร จะมีชื่อว่า โด# (เพราะอยู่ทางขวาของ โด - เสียงสูงกว่าโดหนึ่งเซมิโทน) และ
มีอีกชื่อหนึ่งว่า เรb (เพราะอยู่ทางซ้ายของ เร - เสียงต่ากว่าเรหนึ่งเซมิโทน)

เมื่อนาชื่อของเสียงทั้งหมดไปวางบนแป้นคีย์เปียโน จะได้ดังภาพตัวอย่างดังนี้

ภาพที่ 2-3 : ชื่อของเสียงทั้งหมดบนแป้นคีย์เปียโน


14

ดังนั้น ถ้าเราจะเล่นเพลง “สรรเสริญพระบารมี” ท่อนสัน้ ๆ ดังตัวอย่างก่อนหน้า โดยวางให้ โด


เป็นเสียงลาดับขั้นคู่ที่ 1 ก็จะได้ชื่อของเสียงในเพลงตัวอย่างดังต่อไปนี้ คือ

ข้าฯ ว ร พุท ธะ เจ้า เอา ม โน และ ศิ ร กรานต์


1 2 1 2 3 1 1 7 1 7 1 3 2
โด เร โด เร มี โด โด ที โด ที โด มี เร......

แต่ถ้าเราวางให้เสียงลาดับขั้นคู่ที่ 1 ตรงกับชื่ออื่น ชื่อของเสียงสมาชิกในสเกลก็จะต้องเปลี่ยนไป


ตามลาดับ โดยจะต้องมีระยะห่างระหว่างเสียงในสเกลตรงตามกฎของสเกลเมเจอร์ (ซึ่งแน่นอนว่า
จะต้องมีขั้นคู่ใดๆ (หรือบางครั้งก็ทั้งหมด) ทีเ่ ป็นเสียงคั่นแทนที่จะเป็นเสียงหลัก) จึงได้ทานองเพลงนี้
ในคีย์ใดๆ นั้นๆ
15

บทที่ 3
คีย์
บทที่ 3 ตอนที่ 1 : ทาความเข้าใจกันก่อน
ก่อนที่จะรู้จักและเรียนรู้เรื่อง “คีย”์ นั้น เราควรจะต้องพิจารณาภาพต่างๆ ต่อไปนี้กันก่อน

ภาพที่ 3-1 : สเกล C

จากภาพจะเห็นว่าถ้าเราเล่นเสียงหลักทุกตัวในสเกล C จะได้เสียงที่ตรง (ไม่เพี้ยน) ทุกตัว

ภาพที่ 3-2 : สเกล D

จากภาพ จะเห็นว่าถ้าเราเล่นเสียงหลักทุกตัวในสเกล D จะมีเสียงที่ไม่ตรง (เพี้ยน) จานวน 2 ตัว

ภาพที่ 3-3 : สเกล E


16

จากภาพ จะเห็นว่าถ้าเราเล่นเสียงหลักทุกตัวในสเกล E จะมีเสียงที่ไม่ตรง (เพี้ยน) จานวน 4 ตัว

จากกลุ่มของภาพตัวอย่างข้างต้น พอที่จะสรุปได้ว่า เราสามารถเล่นเสียงหลักได้ทุกตัว ได้เฉพาะ


ในคีย์ C เท่านั้น ส่วนในคีย์อื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้แล้ว เราจาเป็นที่จะต้องเล่นเสียงคั่นแทนในลาดับที่
ถูกต้อง จึงจะได้เสียงที่ตรงตามสเกล (ไม่เพี้ยน)

การที่เราจะสามารถเล่นสามารถบรรเลงเพลงใดๆ ในคีย์ใดๆ ก็ได้โดยไม่เพี้ยนเสียงนั้น จาเป็น


อย่างยิ่งที่เราจะต้องรู้จักคุ้นเคยกับ “คีย์” และ สมาชิกในคีย์” เป็นอย่างดี ซึ่งถ้าเราให้ความสาคัญโดยเน้น
ทีก่ าร ”ทาความเข้าใจให้มากที่สุด” ในหลักการง่ายๆ ของดนตรีสากล ประกอบเข้ากับการ “ใช้ความจา
บ้างเล็กน้อย” ร่วมกับ “การฝึกหัดฝึกฝนอย่างจริงจัง” การที่จะเรียนรู้ฝึกหัดฝึกฝนการเล่นดนตรีสากลก็
จะไม่เป็นเรื่องที่ยากอีกต่อไป

บทที่ 3 ตอนที่ 2 : การระบุชื่อคีย์ และ การไล่ลาดั บสมาชิกในคีย์ อย่างง่ายๆ และรวดเร็ว


เราสามารถที่จะระบุแจกแจงชื่อของสมาชิกในคีย์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วง่ายดายโดยใช้เครื่องมือ
ที่มีชื่อเรียกว่า “ตารางบังคับคีย์” ซึ่งมีอยู่ด้วยกันสองประเภทคือ ตารางบังคับคีย์ทางชาร์ป และ ตาราง
บังคับคีย์ทางแฟลต

ในการเรียนรู้เนื้อหาในเรื่องของคีย์นี้ จาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน กล่าวคือ


ในขณะที่ทาการเรียนรู้วิธีการสร้างตารางบังคับคีย์ไปนั้น เราก็จะทาการเรียนรู้วิธีการแจกแจงและการ
เรียงลาดับของสมาชิกในแต่ละคีย์ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจะทาให้ประหยัดเวลาในการเรียนรู้พร้อมทั้งทาให้
ไม่บังเกิดความงุนงงสงสัย แต่ตรงกันข้ามกลับจะทาให้สามารถเรียนรู้ได้เข้าใจได้อย่างง่ายดายเสียอีก

ตารางบังคับคีย์ทั้งสองประเภทเมื่อสร้างเสร็จแล้วจะมีรูปร่างหน้าตาดังนี้ คือ
17

ตารางบังคับคีย์ทางชาร์ป
ลาดับ/จานวน 0 1 2 3 4 5 6 7

ชื่อคีย์ C G D A E B F# C#

ตัวที่ต้องติด # - F C G D A E B

ตารางบังคับคีย์ทางแฟลต
ลาดับ/จานวน 0 1 2 3 4 5 6 7

ชื่อคีย์ C F Bb Eb Ab Db Gb Cb

ตัวที่ต้องติด b - B E A D G C F

บทที่ 3 ตอนที่ 2.1 : การสร้างตารางบังคับคีย์ทางชาร์ป


เราจะเริ่มต้นเรียนรู้การสร้างตารางบังคับคีย์ทางชาร์ปไปพร้อมๆ กันกับการเรียนรู้วิธีเรียงลาดับ
และแจกแจงรายชื่อสมาชิกในแต่ละคีย์ ดังต่อไปนี้

บทที่ 3 ตอนที่ 2.1.1 : สูตรสาเร็จรูปของการสร้างตารางบังคับคีย์ทางชาร์ป


ให้พึงกาหนดจดจาให้แม่นยาถึงสูตรสาเร็จรูปของการสร้างตารางบังคับคีย์คือ “ห้าคูณเจ็ด” ซึ่ง
สามารถอธิบายได้ตามลาดับต่อไปนี้

นับจากคีย์หลักหรือคีย์ใดๆ ก็ตาม “คู่ที่ห้า” คือชื่อของคีย์ใหม่ถัดไป และ


นับจากชื่อของคีย์ใหม่นั้นไป “คู่ที่เจ็ด” คือตัวที่จะต้องติดเครือ่ งหมาย # เพิ่มขึน้

อธิบายความหมายของคาว่า “ติด (เครื่องหมาย) เพิ่มขึ้น” หมายความว่า ตัวที่เคยติดเครื่องหมาย


แล้ว จะต้องติดเครื่องหมายตลอดไป ไม่ใช่ต้องติดเครื่องหมายเฉพาะตัวใหม่นั้นเพียงตัวเดียว

บทที่ 3 ตอนที่ 2.1.2 : เริ่มสร้างตารางบังคับคีย์ทางชาร์ป


ในขั้นแรก ให้เริ่มสร้างหัวตารางก่อน จะได้ดังนี้

ตารางบังคับคีย์ทางชาร์ป
ลาดับ/จานวน 0

ชื่อคีย์ C
18

ตัวที่ต้องติด # -

จากหัวตารางข้างต้น อธิบายได้ดังนี้
บรรทัดแรก คือ ชื่อที่บอกว่าเป็น “ตารางบังคับคีย์ทางชาร์ป”
บรรทัดที่สอง คือ ลาดับ/จานวน มีสองความหมายกล่าวคือ
ลาดับ หมายถึง ลาดับที่ของคีย์ที่มีอยู่หรือคีย์ที่เรากาลังจะสร้าง
จานวน หมายถึง จานวนสมาชิกในคีย์ที่ต้องติดเครื่องหมายชาร์ป
เราอาจจะสรุปได้ง่ายๆ ได้อีกอย่างหนึ่งว่า ลาดับที่เท่าใดก็เป็นตัวบอกถึงจานวนสมาชิก
ในคีย์ที่ต้องติดเครื่องหมายชาร์ปด้วยนั่นเอง
ในขณะนี้จะเห็นได้ว่าเราเริ่มต้นลาดับที่ 0 แปลว่า คีย์ที่เห็นอยู่นี้เป็น “คีย์หลัก” หรือ “คีย์
เริ่มต้น” นั่นเอง และ ในคีย์นี้จะไม่มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายชาร์ปเลยแม้แต่ตัวเดียว
บรรทัดที่สาม คือ ชื่อคีย์ ในที่นี่คือ “คีย์ C” หรือ “คีย์หลัก” ซึ่งจะใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง
คีย์อื่นๆ ในตารางบังคับคีย์ทางชาร์ปนี้
บรรทัดที่สี่ คือ สมาชิกตัวใดในคีย์นั้นๆ ที่จะต้องติดเครื่องหมายชาร์ป ในที่นี้เป็นคีย์หลัก จึงไม่
มีสมาชิกตัวใดในคีย์ที่ต้องติดเครื่องหมายชาร์ปเลย

คาอธิบายข้างต้นทั้งหมดนี้ ใช้อธิบายหัวตารางบังคับคีย์ทางแฟลตเช่นเดียวกัน

บทที่ 3 ตอนที่ 2.1.3 : เริ่มสร้างคีย์ทางชาร์ป คีย์ที่หนึ่ง

จากสูตรการสร้างตารางบังคับคีย์ทางชารป์
ให้เรานับจากคียห์ ลัก ซึ่งในที่นี้คือ “คีย์ C” เมื่อนับตามลาดับชื่อของเสียงในวงกลมพิณแก้ว จะ
พบว่าลาดับทีห่ ้าถัดไปจาก “C” นั้นได้แก่ “G” ดังนั้น คีย์ที่หนึ่งที่เราจะสร้างจึงมีชื่อว่า “คีย์ G”
จากนั้นให้เราเริ่มต้นนับตามลาดับชื่อของเสียงในวงกลมพิณแก้ว จะพบว่าลาดับที่เจ็ดถัดไปจาก
“G” นั้นได้แก่ “F” ดังนั้น ดังนั้น สมาชิกในคีย์ G ซึ่งจะต้องติดเครื่องหมายชาร์ปจานวนหนึ่งตัวจึงได้แก่
“F-ฟา”

นาข้อมูลที่ได้นี้มาสร้างตารางบังคับคีย์เพิ่มต่อจากที่มีอยู่แล้ว จึงได้ผลลัพธ์ดังนี้ คือ

ตารางบังคับคีย์ทางชาร์ป
ลาดับ/จานวน 0 1

ชื่อคีย์ C G
19

ตัวที่ต้องติด # - F -

เมื่อได้ตารางบังคับคีย์ทางชาร์ปที่สร้างคีย์ที่ 1 ดังรูปแล้ว เราก็สามารถทาการแจกแจงรายชื่อ


สมาชิกในคีย์ G ที่ได้นั้น โดยการเขียนชื่อของเสียงจากในวงกลมพิณแก้ว เริ่มต้นจาก G เรื่อยไปทีละตัว
และที่สาคัญเมื่อถึงสมาชิกลาดับใดๆ ก็ตามที่จะต้องติดเครื่องหมายชาร์ป ในที่นี้คือตัว F ก็ให้เรากากับ
เครื่องหมายชาร์ปไว้ด้วยเลย เราก็จะได้ผลลัพธ์เป็นรายชื่อสมาชิกในคีย์ G มีทั้งหมดดังต่อไปนี้
1 2 3 4 5 6 7 8
G A B C D E F# G

สมาชิกทุกตัวในแถวหรือในคีย์ G นี้จะมีระยะห่างระหว่างกันตรงตามข้อกาหนดของสเกล
เมเจอร์พอดี กล่าวคือ สมาชิกลาดับที่สาม-B กับลาดับที่สี่-C และสมาชิกลาดับที่เจ็ด-F# กับลาดับที่
แปด-G มีระยะห่างระหว่างกันหนึ่งเซมิโทน (อยู่ติดกัน) ส่วนนอกนั้นมีระยะห่างระหว่างกันสองเซมิ
โทน (อยู่ไม่ติดกัน – ต้องเว้น หรือ ต้องมีเซมิโทนคั่น) ทั้งหมด

ถ้าเรานาชื่อของเสียงในคีย์ G นี้ไปแทนที่ลาดับที่ของเสียงในเพลง“สรรเสริญพระบารมี” ท่อน


สั้นๆ หรือที่เรียกในหลักสูตรนี้ว่า “เพลงครู” จะได้ผลลัพธ์ดังต่อไปนี้ คือ

ข้าฯ ว ร พุท ธะ เจ้า เอา ม โน และ ศิ ร กรานต์


1 2 1 2 3 1 1 7 1 7 1 3 2
G A G A B G G F# G F# G B A…

บทที่ 3 ตอนที่ 2.1.4 : เริ่มสร้างคีย์ทางชาร์ป คีย์ที่สอง

จากสูตรการสร้างตารางบังคับคีย์ทางชารป์
ให้เรานับจากคีย์ใดๆ ในเมื่อคีย์ที่เรากาลังจะสร้างนี้เป็นคีย์ที่สอง ดังนั้นเราจึงต้องเริ่มต้นนับจาก
คีย์ที่หนึ่ง นั้นคือเริ่มต้นนับจาก “คีย์ G” เมื่อนับตามลาดับชื่อของเสียงในวงกลมพิณแก้ว จะพบว่าลาดับ
ที่ห้าถัดไปจาก “G” นั้นได้แก่ “D” ดังนั้น คีย์ที่สองที่เราจะสร้างจึงมีชื่อว่า “คีย์ D”
จากนั้นให้เราเริ่มต้นนับตามลาดับชื่อของเสียงในวงกลมพิณแก้ว จะพบว่าลาดับที่เจ็ดถัดไปจาก
“D” นั้นได้แก่ “C” ดังนั้น ดังนั้น สมาชิกในคีย์ D ซึ่งจะต้องติดเครื่องหมายชาร์ปจานวนสองตัว (เพิ่มขึ้น
จากคีย์ที่หนึ่งซึ่งติดเครื่องหมายชาร์ปอยู่แล้วหนึ่งตัวคือ “F-ฟา”) ตัวที่ต้องติดเครื่องหมายชาร์ปเพิ่มขึ้น
สาหรับในคีย์นี้อีกหนึ่งตัวจึงได้แก่ “C”
20

สรุปได้ว่าในคีย์ที่สองที่ชื่อ “คีย์ D” มีสมาชิกเริ่มต้นจาก D และมีสมาชิกในคีย์ที่ต้องติด


เครื่องหมายชาร์ปรวมทั้งสิ้นสองตัว ได้แก่ “F-ฟา” และ “C-โด”

นาข้อมูลที่ได้นี้มาสร้างตารางบังคับคีย์เพิ่มต่อจากที่มีอยู่แล้ว จึงได้ผลลัพธ์ดังนี้ คือ

ตารางบังคับคีย์ทางชาร์ป
ลาดับ/จานวน 0 1 2

ชื่อคีย์ C G D

ตัวที่ต้องติด # - F C -

เมื่อได้ตารางบังคับคีย์ทางชาร์ปที่สร้างคีย์ที่ 2 ดังรูปแล้ว เราก็สามารถแจกแจงรายชื่อสมาชิกใน


คีย์ D ที่ได้นั้น โดยการเขียนชื่อของเสียงจากในวงกลมพิณแก้ว เริ่มต้นจาก D เรื่อยไปทีละตัว และที่
สาคัญเมื่อถึงสมาชิกลาดับใดๆ ก็ตามที่จะต้องติดเครื่องหมายชาร์ป ในที่นี้คือตัว F และ C ก็ให้เรากากับ
เครื่องหมายชาร์ปไว้ด้วยเลย เราก็จะได้ผลลัพธ์เป็นรายชื่อสมาชิกในคีย์ G มีทั้งหมดดังต่อไปนี้
1 2 3 4 5 6 7 8
D E F# G A B C# D

สมาชิกทุกตัวในแถวหรือในคีย์ D นี้จะมีระยะห่างระหว่างกันตรงตามข้อกาหนดของสเกล
เมเจอร์พอดี กล่าวคือ สมาชิกลาดับที่สาม-F# กับลาดับที่สี่-G และสมาชิกลาดับที่เจ็ด-C# กับลาดับที่
แปด-D มีระยะห่างระหว่างกันหนึ่งเซมิโทน (อยู่ติดกัน) ส่วนนอกนั้นมีระยะห่างระหว่างกันสองเซมิ
โทน (อยู่ไม่ติดกัน – ต้องเว้น หรือ ต้องมีเซมิโทนคั่น) ทั้งหมด

ถ้าเรานาชื่อของเสียงในคีย์ D นี้ไปแทนที่ลาดับที่ของเสียงในเพลง“สรรเสริญพระบารมี” ท่อน


สั้นๆ หรือที่เรียกในหลักสูตรนี้ว่า “เพลงครู” จะได้ผลลัพธ์ดังต่อไปนี้ คือ

ข้าฯ ว ร พุท ธะ เจ้า เอา ม โน และ ศิ ร กรานต์


1 2 1 2 3 1 1 7 1 7 1 3 2
D E D E F# D D C# D C# D F# E…

บทที่ 3 ตอนที่ 2.1.5 : สร้างคีย์ทางชาร์ป คีย์อื่นๆ ที่เหลือด้วยหลักการเดียวกันนี้


ให้ท่านฝึกฝนทาการสร้างตารางบังคับคีย์ทางชาร์ปในคีย์อื่นๆ ที่ยังเหลืออยู่ นั่นคือ คียที่สาม คีย์
ที่สี่ คีย์ที่ห้า คีย์ที่หก และ คีย์ที่เจ็ด โดยใช้กระบวนการเดียวกับที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้วทั้งสองคีย์ข้างต้น
นี้ ทุกประการ
21

หากท่านทาได้ถูกต้องครบถ้วน ก็จะได้ตารางบังคับคีย์ทางชาร์ปที่สมบูรณ์ดังนี้

ตารางบังคับคีย์ทางชาร์ป
ลาดับ/จานวน 0 1 2 3 4 5 6 7

ชื่อคีย์ C G D A E B F# C#

ตัวที่ต้องติด # - F C G D A E B

นั่นก็หมายความว่าท่านได้แจกแจงรายชื่อของสมาชิกในแต่ละคีย์ พร้อมทั้งนาชื่อของเสียงที่ได้
ในแต่ละคีย์ไปแทนที่ลาดับที่ของเสียงในเพลง“สรรเสริญพระบารมี” ท่อนสั้นๆ หรือที่เรียกในหลักสูตร
นี้ว่า “เพลงครู” จนครบแล้วทุกคีย์ นั่นเอง

บทที่ 3 ตอนที่ 2.2 : การสร้างตารางบังคับคีย์ทางแฟลต


เราจะเริ่มต้นเรียนรู้การสร้างตารางบังคับคีย์ทางแฟลตไปพร้อมๆ กันกับการเรียนรู้วิธีเรียงลาดับ
และแจกแจงรายชื่อสมาชิกในแต่ละคีย์ ดังต่อไปนี้

บทที่ 3 ตอนที่ 2.2.1 : สูตรสาเร็จรูปของการสร้างตารางบังคับคีย์ทางแฟลต

ให้พึงกาหนดจดจาให้แม่นยาถึงสูตรสาเร็จรูปของการสร้างตารางบังคับคีย์คือ “สีค่ ูณสี่” ซึ่ง


สามารถอธิบายได้ตามลาดับต่อไปนี้

นับจากคีย์หลักหรือคีย์ใดๆ ก็ตาม คู่ที่สคี่ ือชื่อของคีย์ใหม่ถัดไป และ


นับจากชื่อของคีย์ใหม่นั้นไป คู่ที่สี่คือตัวที่ต้องติดเครื่องหมาย b เพิ่มขึ้น

อธิบายความหมายของคาว่า “ติด (เครื่องหมาย) เพิ่มขึ้น” หมายความว่า ตัวที่เคยติดเครื่องหมาย


แล้ว จะต้องติดเครื่องหมายตลอดไป ไม่ใช่ต้องติดเครื่องหมายเฉพาะตัวใหม่นั้นเพียงตัวเดียว

บทที่ 3 ตอนที่ 2.2.2 : เริ่มสร้างตารางบังคับคีย์ทางแฟลต

ในขั้นแรก ให้เริ่มสร้างหัวตารางก่อน จะได้ดังนี้

ตารางบังคับคีย์ทางแฟลต
ลาดับ/จานวน 0
22

ชื่อคีย์ C

ตัวที่ต้องติด b -

จากหัวตารางข้างต้น อธิบายได้ดังนี้
บรรทัดแรก คือ ชื่อที่บอกว่าเป็น “ตารางบังคับคีย์ทางแฟลต”
บรรทัดที่สอง คือ ลาดับ/จานวน มีสองความหมายกล่าวคือ
ลาดับ หมายถึง ลาดับที่ของคีย์ที่มีอยู่หรือคีย์ที่เรากาลังจะสร้าง
จานวน หมายถึง จานวนสมาชิกในคีย์ที่ต้องติดเครื่องหมายแฟลต
เราอาจจะสรุปได้ง่ายๆ ได้อีกอย่างหนึ่งว่า ลาดับที่เท่าใดก็เป็นตัวบอกถึงจานวนสมาชิก
ในคีย์ที่ต้องติดเครื่องหมายแฟลตด้วยนั่นเอง
ในขณะนี้จะเห็นได้ว่าเราเริ่มต้นลาดับที่ 0 แปลว่า คีย์ที่เห็นอยู่นี้เป็น “คีย์หลัก” หรือ “คีย์
เริ่มต้น” นั่นเอง และ ในคีย์นี้จะไม่มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายแฟลตเลยแม้แต่ตัวเดียว
บรรทัดที่สาม คือ ชื่อคีย์ ในที่นี่คือ “คีย์ C” หรือ “คีย์หลัก” ซึ่งจะใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง
ตารางบังคับคีย์ทางแฟลตนี้
บรรทัดที่สี่ คือ สมาชิกตัวใดในคีย์นั้นๆ ที่จะต้องติดเครื่องหมายแฟลต ในที่นี้เป็นคีย์หลัก จึงไม่
มีสมาชิกตัวใดในคีย์ที่ต้องติดเครื่องหมายแฟลตเลย

คาอธิบายข้างต้นทั้งหมดนี้ ได้เคยใช้อธิบายหัวตารางบังคับคีย์ทางชาร์ปมาแล้วเช่นเดียวกัน

บทที่ 3 ตอนที่ 2.2.3 : เริ่มสร้างคีย์ทางแฟลต คีย์ที่หนึ่ง

จากสูตรการสร้างตารางบังคับคีย์ทางแฟลต
ให้เรานับจากคีย์หลัก ซึ่งในที่นี้คือ “คีย์ C” เมื่อนับตามลาดับที่ของเสียงในวงกลมพิณแก้ว จะ
พบว่าลาดับทีส่ ี่ถัดไปจาก “C” นั้นได้แก่ “F” ดังนั้น คีย์ที่หนึ่งที่เราจะสร้างจึงมีชื่อว่า “คีย์ F”
จากนั้นให้เราเริ่มต้นนับตามลาดับที่ของเสียงในวงกลมพิณแก้ว จะพบว่าลาดับที่สี่ถัดไปจาก
“F” นั้นได้แก่ “B” ดังนั้น ดังนั้น สมาชิกในคีย์ F ซึ่งจะต้องติดเครื่องหมายแฟลตจานวนหนึ่งตัวจึงได้แก่
“B-ที”

นาข้อมูลที่ได้นี้มาสร้างตารางบังคับคีย์เพิ่มต่อจากที่มีอยู่แล้ว จึงได้ผลลัพธ์ดังนี้ คือ

ตารางบังคับคีย์ทางแฟลต
ลาดับ/จานวน 0 1
23

ชื่อคีย์ C F

ตัวที่ต้องติด b - B -

เมื่อได้ตารางบังคับคีย์ทางแฟลตที่สร้างคีย์ที่ 1 ดังรูปแล้ว เราก็สามารถแจกแจงรายชื่อสมาชิกใน


คีย์ F ที่ได้นั้น โดยการเขียนชื่อของสมาชิกจากในวงกลมพิณแก้ว เริ่มต้นจาก F เรื่อยไปทีละตัว และที่
สาคัญเมื่อถึงสมาชิกลาดับใดๆ ก็ตามที่จะต้องติดเครื่องหมายแฟลต ในที่นี้คือตัว B ก็ให้เรากากับ
เครื่องหมายแฟลตไว้ด้วยเลย เราก็จะได้ผลลัพธ์เป็นรายชื่อสมาชิกในคีย์ F มีทั้งหมดดังต่อไปนี้
1 2 3 4 5 6 7 8
F G A Bb C D E F

สมาชิกทุกตัวในแถวหรือในคีย์ F นี้จะมีระยะห่างระหว่างกันตรงตามข้อกาหนดของสเกล
เมเจอร์พอดี กล่าวคือ สมาชิกลาดับที่สาม-A กับลาดับที่สี่-Bb และสมาชิกลาดับที่เจ็ด-E กับลาดับที่
แปด-F มีระยะห่างระหว่างกันหนึ่งเซมิโทน (อยู่ติดกัน) ส่วนนอกนั้นมีระยะห่างระหว่างกันสองเซมิ
โทน (อยู่ไม่ติดกัน – ต้องเว้น หรือ ต้องมีเซมิโทนคั่น) ทั้งหมด

ถ้าเรานาชื่อของเสียงในคีย์ F นี้ไปแทนที่ลาดับที่ของเสียงในเพลง“สรรเสริญพระบารมี” ท่อน


สั้นๆ หรือที่เรียกในหลักสูตรนี้ว่า “เพลงครู” จะได้ผลลัพธ์ดังต่อไปนี้ คือ

ข้าฯ ว ร พุท ธะ เจ้า เอา ม โน และ ศิ ร กรานต์


1 2 1 2 3 1 1 7 1 7 1 3 2
F G F G A F F E F E F A G…

บทที่ 3 ตอนที่ 2.2.4 : เริ่มสร้างคีย์ทางแฟลต คีย์ที่สอง


จากสูตรการสร้างตารางบังคับคีย์ทางแฟลต
ให้เรานับจากคีย์ใดๆ ในเมื่อคีย์ที่เรากาลังจะสร้างนี้เป็นคีย์ที่สอง ดังนั้นเราจึงต้องเริ่มต้นนับจาก
คีย์ที่หนึ่ง นั้นคือเริ่มต้นนับจาก “คีย์ F” เมื่อนับตามลาดับที่ของเสียงในวงกลมพิณแก้ว จะพบว่าลาดับที่
สี่ถัดไปจาก “F” นั้นได้แก่ “B” แต่ว่าตัว “B” นั้นติดเครื่องหมาย b มาตั้งแต่คีย์ทางแฟลตคีย์ที่หนึ่งแล้ว
ดังนั้นตัว “B” ที่ได้นี้จึงต้องติดเครื่องหมาย b ด้วยจึงกลายเป็น “Bb” ดังนั้น คีย์ทสี่ องที่เราจะสร้างจึงมี
ชื่อว่า “คีย์ Bb”
จากนั้นให้เราเริ่มต้นนับตามลาดับที่ของเสียงในวงกลมพิณแก้ว จะพบว่าลาดับที่สี่ถัดไปจาก
“Bb” นั้นได้แก่ “E” ดังนั้น ดังนั้น สมาชิกในคีย์ Bb ซึ่งจะต้องติดเครื่องหมายแฟลตจานวนสองตัว
24

(เพิ่มขึ้นจากคีย์ที่หนึ่งซึ่งติดเครื่องหมายแฟลตอยู่แล้วหนึ่งตัวคือ “B-ที”) ตัวที่ต้องติดเครื่องหมายแฟลต


เพิ่มขึ้นสาหรับในคีย์นี้อีกหนึ่งตัวจึงได้แก่ “E”

สรุปได้ว่าในคีย์ที่สองที่ชื่อ “คีย์ Bb” มีสมาชิกเริ่มต้นจาก Bb และมีสมาชิกในคีย์ที่ต้องติด


เครื่องหมายแฟลตรวมทั้งสิ้นสองตัว ได้แก่ “B-ที” และ “E-มี”

นาข้อมูลที่ได้นี้มาสร้างตารางบังคับคีย์เพิ่มต่อจากที่มีอยู่แล้ว จึงได้ผลลัพธ์ดังนี้ คือ

ตารางบังคับคีย์ทางแฟลต
ลาดับ/จานวน 0 1 2

ชื่อคีย์ C F Bb

ตัวที่ต้องติด b - B E -

เมื่อได้ตารางบังคับคีย์ทางแฟลตทีส่ ร้างคีย์ที่ 2 ดังรูปแล้ว เราก็สามารถแจกแจงรายชื่อสมาชิกใน


คีย์ Bb ที่ได้นั้น โดยการเขียนชื่อของสมาชิกจากในวงกลมพิณแก้ว เริ่มต้นจาก B เรื่อยไปทีละตัว และที่
สาคัญเมื่อถึงสมาชิกลาดับใดๆ ก็ตามที่จะต้องติดเครื่องหมายแฟลต ในที่นี้คือตัว B และ E ก็ให้เรา
กากับเครื่องหมายแฟลตไว้ด้วยเลย เราก็จะได้ผลลัพธ์เป็นรายชื่อสมาชิกในคีย์ Bb มีทั้งหมดดังต่อไปนี้
1 2 3 4 5 6 7 8
Bb C D Eb F G A Bb

สมาชิกทุกตัวในแถวหรือในคีย์ Bb นี้จะมีระยะห่างระหว่างกันตรงตามข้อกาหนดของสเกล
เมเจอร์พอดี กล่าวคือ สมาชิกลาดับที่สาม-D กับลาดับที่สี่-Eb และสมาชิกลาดับที่เจ็ด-A กับลาดับที่
แปด-Bb มีระยะห่างระหว่างกันหนึ่งเซมิโทน (อยู่ติดกัน) ส่วนนอกนั้นมีระยะห่างระหว่างกันสองเซมิ
โทน (อยู่ไม่ติดกัน – ต้องเว้น หรือ ต้องมีเซมิโทนคั่น) ทั้งหมด

ถ้าเรานาชื่อของเสียงในคีย์ Bb นี้ไปแทนที่ลาดับที่ของเสียงในเพลง“สรรเสริญพระบารมี” ท่อน


สั้นๆ หรือที่เรียกในหลักสูตรนี้ว่า “เพลงครู” จะได้ผลลัพธ์ดังต่อไปนี้ คือ

ข้าฯ ว ร พุท ธะ เจ้า เอา ม โน และ ศิ ร กรานต์


1 2 1 2 3 1 1 7 1 7 1 3 2
Bb C Bb C D Bb Bb A Bb A Bb D C…

บทที่ 3 ตอนที่ 2.2.5 : สร้างคีย์ทางแฟลต คีย์อื่นๆ ที่เหลือด้วยหลักการเดียวกันนี้


25

ให้ท่านฝึกฝนทาการสร้างตารางบังคับคีย์ทางแฟลตในคีย์อื่นๆ ที่ยังเหลืออยู่ นั่นคือ คียที่สาม คีย์


ที่สี่ คีย์ที่ห้า คีย์ที่หก และ คีย์ที่เจ็ด โดยใช้กระบวนการเดียวกับที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้วทั้งสองคีย์ข้างต้น
นี้ ทุกประการ

หากท่านทาได้ถูกต้องครบถ้วน ก็จะได้ตารางบังคับคีย์ทางแฟลตที่สมบูรณ์ดังนี้

ตารางบังคับคีย์ทางแฟลต
ลาดับ/จานวน 0 1 2 3 4 5 6 7

ชื่อคีย์ C F Bb Eb Ab Db Gb Cb

ตัวที่ต้องติด b - B E A D G C F

นั่นก็หมายความว่าท่านได้แจกแจงรายชื่อของสมาชิกในแต่ละคีย์ พร้อมทั้งนาชื่อของเสียงที่ได้
ในแต่ละคีย์ไปแทนที่ลาดับที่ของเสียงในเพลง“สรรเสริญพระบารมี” ท่อนสั้นๆ หรือที่เรียกในหลักสูตร
นี้วา่ “เพลงครู” จนครบแล้วทุกคีย์ นั่นเอง

บทที่ 3 ตอนที่ 2.3 : สรุปเรื่องของคีย์


จากเนื้อหาทั้งหมดในตอนที่ 2.1 และตอนที่ 2.2 ที่ผ่านมานั้น ถ้าเราจะนามาสรุปรวบยอด จะได้
ข้อสรุปในเรื่องของสิ่งที่ได้จากการสร้างตารางบังคับคีย์สามประการคือ หนึ่ง รายชื่อของคีย์ทั้งคีย์ทาง
ชาร์ปและคีย์ทางแฟลต และสอง รายชื่อของสมาชิกในคีย์ที่จะต้องติดเครื่องหมายชาร์ปหรือเครื่องหมาย
แฟลตแล้วแต่กรณี ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า “แก่นของคีย์ และสาม รายชื่อของเสียงทั้งหมดในแต่ละคีย์ ซึ่ง
ทั้งหมดนั้นเราสามารถแจกแจงรายละเอียดได้ดังต่อไปนี้
บทที่ 3 ตอนที่ 2.3.1 : ชื่อของคีย์
สามารถนามาสร้างเป็นตารางรายชื่อคีย์ได้ดังนี้ คือ

ชื่อคีย์ทางชาร์ป ชื่อคีย์ทางแฟลต
ลาดับที่ ชื่อคีย์ ลาดับที่ ชื่อคีย์
1 G 1 F
2 D 2 Bb
3 A 3 Eb
4 E 4 Ab
5 B 5 Db
6 F# 6 Gb
7 C# 7 Cb
26

บทที่ 3 ตอนที่ 2.3.2 : แก่นของคีย์


คือรายชื่อของสมาชิกในคีย์ใดๆ ที่จะต้องติดเครื่องหมายชาร์ปหรือเครื่องหมายแฟลต โดยที่ใน
คีย์ลาดับที่เท่าใด ก็จะมีสมาชิกในแก่นของคีย์จานวนเท่านั้นตัวที่จะต้องติดเครื่องหมาย ดังนี้

แก่นของคีย์ทางชาร์ป ได้แก่ F C G D A E B

แก่นของคีย์ทางแฟลต ได้แก่ B E A D G C F

ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะเห็นได้ว่า แก่นของคีย์ทางแฟลตนั้นเรียงลาดับย้อนกลับทางกันกับแก่นของ
คีย์ทางชาร์ป จึงทาให้เราสามารถนามาเขียนรวมเป็นบรรทัดเดียว ได้ดังนี้คือ

แก่นของคีย์ F C G D A E B
ถ้าอ่านจากซ้ายไปขวา จะเป็นแก่นของคีย์ทางชาร์ป
ถ้าอ่านย้อนจากขวาไปซ้าย จะเป็นแก่นของคีย์ทางแฟลต

เราสามารถแจกแจงแก่นของคีย์ที่กระจายไปอยู่ในแต่ละคีย์อย่างละเอียด ได้ดังนี้

แก่นของคีย์ทางชาร์ป
คีย์ที่ 1 ได้แก่คีย์ G มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายชาร์ปจานวน 1 ตัวคือ ฟา
คีย์ที่ 2 ได้แก่คีย์ D มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายชาร์ปจานวน 2 ตัวคือ ฟา โด
คีย์ที่ 3 ได้แก่คีย์ A มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายชาร์ปจานวน 3 ตัวคือ ฟา โด ซอล
คีย์ที่ 4 ได้แก่คีย์ E มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายชาร์ปจานวน 4 ตัวคือ ฟา โด ซอล เร
คีย์ที่ 5 ได้แก่คีย์ B มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายชาร์ปจานวน 5 ตัวคือ ฟา โด ซอล เร ลา
คีย์ที่ 6 ได้แก่คีย์ F# มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายชาร์ปจานวน 6 ตัวคือ ฟา โด ซอล เร ลา มี
คีย์ที่ 7 ได้แก่คีย์ C# มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายชาร์ปจานวน 7 ตัวคือ ฟา โด ซอล เร ลา มี ที

แก่นของคีย์ทางแฟลต
คีย์ที่ 1 ได้แก่คีย์ F มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายแฟลตจานวน 1 ตัวคือ ที
คีย์ที่ 2 ได้แก่คีย์ Bb มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายแฟลตจานวน 2 ตัวคือ ที มี
คีย์ที่ 3 ได้แก่คีย์ Eb มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายแฟลตจานวน 3 ตัวคือ ที มี ลา
คีย์ที่ 4 ได้แก่คีย์ Ab มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายแฟลตจานวน 4 ตัวคือ ที มี ลา เร
คีย์ที่ 5 ได้แก่คีย์ Db มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายแฟลตจานวน 5 ตัวคือ ที มี ลา เร ซอล
คีย์ที่ 6 ได้แก่คีย์ Gb มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายแฟลตจานวน 6 ตัวคือ ที มี ลา เร ซอล โด
27

คีย์ที่ 7 ได้แก่คีย์ Cb มีสมาชิกที่ต้องติดเครื่องหมายแฟลตจานวน 7 ตัวคือ ที มี ลา เร ซอล โด ฟา

บทที่ 3 ตอนที่ 2.3.3 : สมาชิกในแต่ละคีย์


เมื่อเราทาการแจกแจกรายชื่อสมาชิกจนครบทุกคีย์แล้ว จะได้รายละเอียดชื่อของเสียง
สมาชิกของแต่ละคีย์ ดังต่อไปนี้

สมาชิกในคีย์ทางชาร์ป
ลาดับที่ 1 คีย์ G มีสมาชิกในคีย์ติดชาร์ปจานวน 1 ตัว คือ ฟา
มีสมาชิกเรียงลาดับดังต่อไปนี้ G A B C D E F# G
ลาดับที่ 2 คีย์ D มีสมาชิกในคีย์ติดชาร์ปจานวน 2 ตัว คือ ฟา โด
มีสมาชิกเรียงลาดับดังต่อไปนี้ D E F# G A B C# D
ลาดับที่ 3 คีย์ A มีสมาชิกในคีย์ติดชาร์ปจานวน 3 ตัว คือ ฟา โด ซอล
มีสมาชิกเรียงลาดับดังต่อไปนี้ A B C# D E F# G# A
ลาดับที่ 4 คีย์ E มีสมาชิกในคีย์ติดชาร์ปจานวน 4 ตัว คือ ฟา โด ซอล เร
มีสมาชิกเรียงลาดับดังต่อไปนี้ E F# G# A B C# D# E
ลาดับที่ 5 คีย์ B มีสมาชิกในคีย์ติดชาร์ปจานวน 5 ตัว คือ ฟา โด ซอล เร ลา
มีสมาชิกเรียงลาดับดังต่อไปนี้ B C# D# E F# G# A# B
ลาดับที่ 6 คีย์ F# มีสมาชิกในคีย์ติดชาร์ปจานวน 6 ตัว คือ ฟา โด ซอล เร ลา มี
มีสมาชิกเรียงลาดับดังต่อไปนี้ F# G# A# B C# D# E#
ลาดับที่ 7 คีย์ C# มีสมาชิกในคีย์ติดชาร์ปจานวน 7 ตัว คือ ฟา โด ซอล เร ลา มี ที
มีสมาชิกเรียงลาดับดังต่อไปนี้ C# D# E# F# G# A# B# C#

สมาชิกในคีย์ทางแฟลต
ลาดับที่ 1 คีย์ F มีสมาชิกในคีย์ติดแฟลตจานวน 1 ตัว คือ ที
มีสมาชิกเรียงลาดับดังต่อไปนี้ F G A Bb C D E F
ลาดับที่ 2 คีย์ Bb มีสมาชิกในคีย์ติดแฟลตจานวน 2 ตัว คือ ที มี
มีสมาชิกเรียงลาดับดังต่อไปนี้ Bb C D Eb F G A Bb
ลาดับที่ 3 คีย์ Eb มีสมาชิกในคีย์ติดแฟลตจานวน 3 ตัว คือ ที มี ลา
มีสมาชิกเรียงลาดับดังต่อไปนี้ Eb F G Ab Bb C D Eb
ลาดับที่ 4 คีย์ Abมีสมาชิกในคีย์ติดแฟลตจานวน 4 ตัว คือ ที มี ลา เร
มีสมาชิกเรียงลาดับดังต่อไปนี้ Ab Bb C Db Eb F G Ab
28

ลาดับที่ 5 คีย์ Db มีสมาชิกในคีย์ติดแฟลตจานวน 5 ตัว คือ ที มี ลา เร ซอล


มีสมาชิกเรียงลาดับดังต่อไปนี้ Db Eb F Gb Ab Bb C Db
ลาดับที่ 6 คีย์ Gb มีสมาชิกในคีย์ติดแฟลตจานวน 6 ตัว คือ ที มี ลา เร ซอล โด
มีสมาชิกเรียงลาดับดังต่อไปนี้ Gb Ab Bb Cb Db Eb F Gb
ลาดับที่ 7 คีย์ Cb มีสมาชิกในคีย์ติดแฟลตจานวน 7 ตัว คือ ที มี ลา เร ซอล โด ฟา
มีสมาชิกเรียงลาดับดังต่อไปนี้ Cb Db Eb Fb Gb Ab Bb Cb

บทที่ 3 ตอนที่ 3 : ความสาคัญของความรู้ในเรื่องของ “คีย”์


ท่านจะสังเกตเห็นได้ว่าเนื้อหาในบทที่ 3 นี้มีความยาวมากที่สุดในบรรดาเนื้อหาที่ได้กล่าวมา
ก่อนหน้านี้ทั้งหมด

เนื้อหาในบทที่ 1 เรื่องของสเกลและระยะห่างของขั้นคู่ในสเกลนั้น เป็นเพียงสิ่งที่จะต้องรับรู้ไว้


เพื่อใช้เป็นหลักเป็นกฎเกณฑ์พื้นฐานเท่านั้น รับรู้ไว้แล้วก็แล้วกัน

ส่วนเนื้อหาในบทที่ 2 เรื่องของเสียงและการเรียงลาดับของเสียงนั้น เป็นเรื่องของวิธีการตั้งแถว


และจัดเรียงสมาชิกในแถวให้เป็นไปตามลาดับที่ก่อนหลังเท่านั้น แต่กจ็ ัดได้ว่าเป็นเนื้อหาสาระทีจ่ าเป็น
จะต้องรู้จะต้องเข้าใจและจะต้องจดจาให้ได้อย่างแม่นยาให้มากที่สุดเรื่องหนึ่ง

แต่สาหรับเนือ้ หาในบทที่ 3 นี้ เป็นการนาเอากฎเกณฑ์ในบทที่ 1 มาผสมผสานเข้ากับกฎเกณฑ์


ในบทที่ 2 นั่นคือการจัดแถวลาดับของชื่อของเสียงให้เป็นไปตามลาดับที่ที่ถูกต้อง พร้อมๆ กันไปกับ
การจัดตาแหน่งของชื่อของเสียงในแถวลาดับนั้นให้มีระยะห่างระหว่างกันตามกฎเกณฑ์ของสเกล
เมเจอร์ นั่นเอง

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือชื่อของคีย์ต่างๆ พร้อมทั้งสมาชิกในแต่ละคีย์ ในตาแหน่งที่ถูกต้อง พร้อมที่จะ


นาไปใช้งานในด้านต่างๆ อาทิเช่น

ถ้าจะเล่นทานองก็ต้องเล่นด้วยสมาชิกในแต่ละคีย์นั้นๆ จึงจะไม่เพี้ยนเสียง
ถ้าจะสร้างโหมดในคีย์นั้นๆ ก็ทาได้ด้วยการตั้งแถวใหม่เจ็ดแถว แต่ละแถวขึน้ ต้นด้วยสมาชิกใน
คีย์นั้นๆ ในแต่ละลาดับที่ แล้วเรียงต่อด้วยสมาชิกในคีย์นั้นๆ ในลาดับถัดไปจนครบแปดลาดับ จนครบ
ทั้งเจ็ดแถวนั้น ก็จะได้โหมดต่างๆ ในคีย์นั้นๆ จานวนเจ็ดโหมด
29

ถ้าจะสร้างคอร์ดจากสมาชิกในโหมดใดๆ ในคีย์นั้นๆ ก็ทาได้ด้วยการดึงเอาสมาชิกลาดับที่หนึ่ง


ลาดับที่สาม ลาดับที่ห้า ที่อยู่ในโหมดที่ต้องการซึ่งอยู่ในคีย์นั้นๆ ออกมา
หรือถ้าจะสร้างคอร์ดจากสมาชิกของคีย์ใดๆ ก็ทาได้ด้วยการดึงเอาสมาชิกลาดับที่หนึ่ง ลาดับที่
สาม ลาดับที่ห้า ลาดับที่หก (หรือลาดับที่เจ็ด) ออกมาจากคีย์นั้นๆ แล้วทาการปรับตาแหน่งของสมาชิก
แต่ละตัวให้เป็นไปตามข้อกาหนดของโครงสร้างของคอร์ดประเภทที่ต้องการนั้นๆ

ในส่วนของคอร์ดที่ได้จากการดึงสมาชิกในลาดับที่กาหนดออกมาจากโหมดต่างๆ นั้นก็จะเป็น
“คอร์ดลาดับที่ของคีย”์ ซึ่งจะต้องถูกนาไปใช้งานในเรื่อง “ทางเดินของคอร์ด” ตามแต่ผู้ที่ทาหน้าที่เรียบ
เรียงเสียงประสานต้องการ

สมาชิกของคอร์ดแต่ละคอร์ดใน “ทางเดินของคอร์ด” ก็คือเสียงประสานที่ผู้เรียบเรียงเสียง


ประสานจะทาการ “วอยซ์” ให้แก่ทานองเพลงนั้นๆ ตามต้องการ

ที่กล่าวยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ ในบางส่วนท่านก็ได้รับรู้เรียนรูไ้ ปแล้ว แต่ในบางส่วนยังไม่ได้


รับรูเ้ รียนรู้ ซึ่งก็จะได้รับรู้เรียนรูใ้ นบทต่อๆ ไป ตั้งแต่เรื่องของ โหมด คอร์ด ทางเดินของคอร์ด และ
การวอยซ์เสียงประสาน เป็นต้น

ดังนั้น เนื้อหาสาระความรู้ในบทที่ 3 อันเป็นเรื่องของคีย์และการจัดเรียงสมาชิกในคีย์นี้ จึงเป็น


พื้นฐานความรู้ทางดนตรีสากลที่สาคัญยิ่ง จัดได้ว่าเป็น “แก่นหรือหัวใจ” ของความรู้วิชาทฤษฎีดนตรี
สากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว จึงเป็นความจาเป็นที่ผู้เรียนรู้จะต้องทาความรู้จัก ทาความเข้าใจ และ
จดจาให้ได้อย่างแม่นยาทัง้ หมด เป็นอย่างดีที่สุดและให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทาได้ ซึ่งแน่นอนว่าต้อง
อาศัยพื้นฐานความรู้ความเข้าใจที่ดีจากในเนื้อหาในบทที่ 1 และบทที่ 2 เป็นทุนตั้งต้นด้วย
30

บทที่ 4
โหมด
บทที่ 4 ตอนที่ 1 : ความหมายของโหมด
โหมด คือกลุ่มของชื่อของเสียงทั้งเจ็ดภายในคีย์ใดคีย์หนึ่ง ที่ผลัดกันทาหน้าที่เป็นลาดับที่ 1 ชื่อ
ของเสียงในขั้นคู่ลาดับถัดๆ ไป ก็จะวางตัวเป็นลาดับถัดๆ ไป จนครบ และปิดท้ายด้วยเสียงในลาดับที่ 1
โดยมีระยะห่างระหว่างลาดับในโหมดตามระยะห่างระหว่างขั้นคู่นั้นๆ ในสเกลหรือคีย์ที่โหมดนั้นๆ
ประจาอยู่
โหมดในคีย์ใดๆ จึงมีจานวนทั้งสิ้นเท่ากับจานวนของชื่อของเสียงคือมีด้วยกันทั้งหมด 7 โหมด
ดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 4-1 : โหมดทั้ง 7 ของสเกลเมเจอร์

จะเห็นได้ว่าแต่ละโหมดจะขึ้นต้นด้วยขั้นคู่นั้นๆ เช่น โหมดที่ 1 ขึ้นต้นด้วยขั้นคู่ที่ 1 โหมดที่ 2


ขึ้นต้นด้วยขั้นคู่ที่ 2 เป็นเช่นนี้จนครบทั้ง 7 โหมด
ระยะห่างระหว่างลาดับในโหมดก็คือระยะห่างระหว่างขั้นคู่นั้นๆ ในสเกลนั่นเอง ดังนั้น
ระยะห่างระหว่างลาดับในแต่ละโหมดจึงห่างไม่เท่ากัน
เป็นที่น่าสังเกตว่าลาดับที่ 5 ของทุกโหมด (สังเกตุได้จากลาดับที่ 5 ในโหมดที่ 1 เป็นหลัก) จะ
อยู่ตรงกันหมด ยกเว้นโหมดที่ 7 ที่มีลาดับที่ 5 สั้นหรือแคบกว่า 1 เซมิโทน
31

บทที่ 4 ตอนที่ 2 : โหมดในคีย์ต่างๆ


เมื่ออยู่ในคีย์ใดๆ ก็ให้นาชื่อของเสียงในลาดับขั้นคู่ต่างๆ ที่อยู่ในคีย์นั้นๆ มาเรียงตัวกันตามกฎ
ของโหมด ดังภาพตัวอย่าง เป็นโหมดในคีย์ C

ภาพที่ 4-2 : โหมดทั้ง 7 ของคีย์ C

เมื่ออยู่ในคีย์ใดๆ ชื่อของโหมดใดๆ ในคีย์ จึงเป็นชื่อของเสียงลาดับขั้นคู่นั้นๆ ตามด้วยชื่อ


โหมด ตัวอย่างเช่น เมื่ออยู่ในคีย์ C แล้ว C-Ionian ก็คือชื่อโหมดที่ 1 D-Dorian ก็คือชื่อโหมดที่ 2 และ
ต่อๆ ไปจนกระทั่งถึง B-Locrian นั่นเอง

สาหรับโหมดในคีย์อื่นๆ ก็คงเป็นไปตามกฎของโหมดทุกประการ ดังนั้น ชื่อของเสียงในแต่ละ


ลาดับของแต่ละโหมดในคีย์นั้นๆ ก็จะเปลี่ยนไปตามชื่อของเสียงสมาชิกในคีย์นั้นๆ นั่นเอง

บทที่ 4 ตอนที่ 3 : ประโยชน์ของโหมด


สาหรับประโยชน์ของการนาโหมดไปใช้งานนั้น มีผู้ให้ความเป็นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่าย
ที่เห็นว่ามีประโยชน์ กับ ฝ่ายที่เห็นว่าไม่มีประโยชน์
ฝ่ายที่เห็นว่ามีประโยชน์มักจะได้แก่บางส่วนของนักดนตรีกีต้าร์

บทที่ 4 ตอนที่ 4 : ประเภทของโหมด


โหมดแบ่งออกได้ตามประเภทของสเกล เช่น โหมดในเมเจอร์สเกล โหมดในไมเนอร์สเกล เป็น
ต้น สาหรับในหนังสือเล่มนี้คงนามาแสดงไว้เฉพาะโหมดในเมเจอร์สเกลเท่านั้น
32

บทที่ 5
คอร์ด
บทที่ 5 ตอนที่ 1 : ความหมายของคอร์ด
คอร์ด คือกลุ่มของเสียงที่จัดเรียงไว้ในรูปแบบที่กาหนด โดยมากคัดกรองออกมาจากชื่อของ
เสียงในลาดับที่ต้องการจากโหมดใดๆ ที่อยู่ในคีย์ใดๆ หรืออาจจะคัดกรองออกมากจากขั้นคู่ของเสียง
ต่างๆ จากคียเ์ มเจอร์ใดๆ แล้วนามาจัดให้อยู่ในรูปแบบที่ต้องการ
โดยปกติแล้วจะคัดกรองเอามาจากเสียงลาดับที่ 1, 3, 5 และ 7 (มีบางครั้งที่เลือกเอาลาดับที่ 6
แทนลาดับที่ 7)
กลุ่มสมาชิกของคอร์ดก็คือกลุ่มของเสียงประสานนั่นเอง

บทที่ 5 ตอนที่ 2 : ประเภทและโครงสร้างของคอร์ด


การกาหนดประเภทและโครงสร้างของคอร์ดถือเอาโครงสร้างของสเกลเมเจอร์เป็นหลักใน
การเปรียบเทียบเสมอ

สมมุติว่าเราคัดกรองเอาเสียงสมาชิกมาจากคีย์ C ก็จะได้ประเภทและโครงสร้างของคอร์ดดังนี้

1 – 3 – 5 – 6 ได้แก่ C – E – G – A เรียกว่า เมเจอร์ซิก


1–3–5–7 ได้แก่ C – E – G – B เรียกว่า เมเจอร์เซเว่น
1 – 3 – 5 – b7 ได้แก่ C – E – G – Bb เรียกว่า โดมิแนนท์เซเว่น (ตัวที่เป็น b7 นั้นคือเอาเสียงที่
ต่ากว่าตัวที่ 7 หนึ่งเซมิโทน จึงได้แก่ตัว Bb)
1 – b3 – 5 – 6 ได้แก่ C – Eb – G – A เรียกว่า ไมเนอร์ซิก

1 – b3 – 5 – 7 ได้แก่ C – Eb – G – B เรียกว่า ไมเนอร์เมเจอร์เซเว่น

1 – b3 – 5 – b7 ได้แก่ C – Eb – G – Bb เรียกว่า ไมเนอร์เซเว่น

1 – 3 – #5 – b7 ได้แก่ C – E – G# - Bb เรียกว่า อ็อกเมนต์เซเว่น (ตัวที่เป็น #5 นั้นคือเอาเสียงที่

สูงกว่าตัวที่ 5 หนึ่งเซมิโทน จึงได้แก่ตัว G# )


1 – b3 – b5 – b7 ได้แก่ C – Eb – Gb – Bb เรียกว่า ไมเนอร์เซเว่นแฟลตไฟว์

1 – b3 – b5 – bb7 ได้แก่ C – Eb – Gb – Bbb เรียกว่า ดิมินิชเซเว่น (ตัวที่เป็น bb7 นั้น เรียกว่า

ดับเบิ้ลแฟลต คือเสียงต่ากว่าเสียงหลัก 2 เซมิโทน ซึ่งจะไปตรงกับตัว A พอดีแต่ต้องเรียกว่า Bbb


เพื่อให้ได้ชื่อของเสียงเป็นขั้นคู่ที่เจ็ด)
33

ทุกคอร์ดที่แสดงมานั้น ล้วนแต่มีชื่อคอร์ดว่า “C” ทั้งสิ้น (เพราะว่าลาดับที่ 1 ของทุกคอร์ดใน


ที่นี้คือ C) แล้วจึงตามด้วยชื่อของประเภท

คอร์ดยังมีมากกว่านี้อีก แต่นามาแสดงไว้ ณ ที่นี้เฉพาะคอร์ดที่นิยมใช้กันมาก

บทที่ 5 ตอนที่ 3 : ลาดับที่ของคอร์ดในคีย์


ลาดับที่ของคอร์ดในคีย์ ได้มาจากการคัดกรองเอาเฉพาะเสียงลาดับที่ 1 3 5 6 (หรือ 7) ของแต่ละ
โหมดในคีย์นั้นๆ นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอยู่ในคีย์ C
คอร์ดลาดับที่ 1 ได้แก่เสียงลาดับที่ 1 3 5 6 ของโหมดที่ 1 คือ C – E – G – A เรียกชื่อว่า ซี
เมเจอร์ซิก (จัดเป็นประเภทเมเจอร์ซิก)
คอร์ดลาดับที่ 2 ได้แก่เสียงลาดับที่ 1 3 5 7 ของโหมดที่ 2 คือ D – F – A – C เรียกชื่อว่า ดีไม
เนอร์เซเว่น (จัดเป็นประเภทไมเนอร์เซเว่น)
คอร์ดลาดับที่ 3 ได้แก่เสียงลาดับที่ 1 3 5 7 ของโหมดที่ 3 คือ E – G – B – D เรียกชื่อว่า อีไม
เนอร์เซเว่น (จัดเป็นประเภทไมเนอร์เซเว่น)
คอร์ดลาดับที่ 4 ได้แก่เสียงลาดับที่ 1 3 5 6 ของโหมดที่ 4 คือ F – A – C – D เรียกชื่อว่า เอฟ
เมเจอร์ซิก (จัดเป็นประเภทเมเจอร์ซิก)
คอร์ดลาดับที่ 5 ได้แก่เสียงลาดับที่ 1 3 5 7 ของโหมดที่ 5 คือ G – B – D – F เรียกชื่อว่า จีโด
มิแนนท์เซเว่น (จัดเป็นประเภทโดมิแนนท์เซเว่น)
คอร์ดลาดับที่ 6 ได้แก่เสียงลาดับที่ 1 3 5 7 ของโหมดที่ 6 คือ A – C – E – G เรียกชื่อว่า เอไม
เนอร์เซเว่น (จัดเป็นประเภทไมเนอร์เซเว่น)
คอร์ดลาดับที่ 7 ได้แก่เสียงลาดับที่ 1 3 5 7 ของโหมดที่ 7 คือ B – D – F – A เรียกชื่อว่า บีไม
เนอร์เซเว่นแฟลตไฟว์ (จัดเป็นประเภทไมเนอร์เซเว่นแฟลตไฟว์)

ในคอร์ดแต่ละลาดับที่นั้น หากเรานาสมาชิกในคีย์ที่เป็นชื่อคอร์ดนั้นๆ มาเรียงเปรียบเทียบกัน


ตัวต่อตัว ก็จะเข้าใจว่าทาไมจึงจัดอยู่ในประเภทคอร์ดนั้นๆ ตัวอย่างเช่น คอร์ดลาดับที่ 6 เอไมเนอร์
เซเว่น

ลาดับที่ในคีย์ 1 2 3 4 5 6 7 8

สมาชิกในคีย์ A ได้แก่ A B C# D E F# G# A

สมาชิกในคอร์ด A C E G

เอไมเนอร์เซเว่น
34

เมื่อพิจารณาดูให้ดีจะพบว่า

คู่ที่ 3 ได้แก่ C ต่ากว่าสมาชิกในคีย์ 1 เซมิโทน ทาให้เป็นประเภท ไมเนอร์


คู่ที่ 7 ได้แก่ G ต่ากว่าสมาชิกในคีย์ 1 เซมิโทน ทาให้เป็นประเภท โดมิแนนท์เซเว่น

สรุป
ลาดับที่ของคอร์ดในคีย์เมเจอร์สเกล แยกออกเป็นประเภทของคอร์ดดังนี้
คอร์ดลาดับที่ 1 เป็นประเภทเมเจอร์ซิก
คอร์ดลาดับที่ 2 เป็นประเภทไมเนอร์เซเว่น
คอร์ดลาดับที่ 3 เป็นประเภทไมเนอร์เซเว่น
คอร์ดลาดับที่ 4 เป็นประเภทเมเจอร์ซิก
คอร์ดลาดับที่ 5 เป็นประเภทโดมิแนนท์เซเว่น
คอร์ดลาดับที่ 6 เป็นประเภทไมเนอร์เซเว่น
คอร์ดลาดับที่ 7 เป็นประเภทไมเนอร์เซเว่นแฟลตไฟว์

เมื่อต้องการทราบชื่อและประเภทของคอร์ดลาดับที่ใดๆ ในคีย์ใดๆ ให้นาชื่อสมาชิกลาดับนั้นใน


คีย์นั้นๆ ตามด้วยประเภทของคอร์ดแต่ละลาดับทีน่ ั่นเอง
35

บทที่ 6
ทางเดินของคอร์ด

โดยปกติในเพลงต่างๆ นั้น จะไม่ได้เดินคอร์ดไปตามลาดับที่ของคอร์ดในคีย์ แต่มักจะวางคอร์ด


ไปตามรูปแบบต่างๆ ตัวอย่างเช่น
จากคอร์ดลาดับที่ 1 ไปยังคอร์ดลาดับที่ 4 กลับมายังคอร์ดลาดับที่ 1 จะเขียนเป็นทางเดินคอร์ด
ได้ว่า 1 – 4 – 1 ซึ่งหากสมมุติว่าอยู่ในคีย์ C ก็จะได้คอร์ด C6 – F6 – C6 เป็นต้น

ภาพที่ 6-1 : ตัวอย่างทางเดินของคอร์ด – เพลง “สาวเชียงใหม่”

จากภาพตัวอย่าง จะเขียนเป็นทางเดินคอร์ดได้ว่า 1 – 6 – 2 – 5

ดังนั้น หากต้องการเล่นเพลงนี้ในคีย์อื่นๆ ก็จะต้องเปลี่ยนชื่อของคอร์ดให้ตรงกับสมาชิกลาดับ


นั้นๆ แต่คงประเภทของคอร์ดไว้ ตัวอย่างเช่น ต้องการจะเล่นเพลงนี้ในคีย์ Eb จะได้ผลลัพธ์ดังนี้

ลาดับที่ในคีย์ 1 2 3 4 5 6 7 8

สมาชิกในคีย์ Eb Eb F G Ab Bb C D Eb

ก็จะได้ทางเดินคอร์ดของเพลงนี้คือ

1 = Eb6 6 = Cm7 2 = Fm7 5 = Bb7


36

บทที่ 7
การนาสมาชิกในคอร์ดมาวอยซ์เสียงประสาน
(สาหรับเนื้อหาในบทนี้นามาอธิบายเพียงเพื่อจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพรวมอย่างคร่าวๆ ของการ
นาสมาชิกในคีย์และในคอร์ดมาวางเรียงตัวเป็นเสียงประสานให้กับทานองต่างๆ เท่านั้น ผู้ที่ต้องการจะ
เรียนรู้อย่างจริงจังและลงลึกในรายละเอียดควรจะต้องไปเรียนรู้ในหลักสูตรเรียบเรียงเสียงประสาน จึง
จะได้ทราบรายละเอียดในเชิงลึกนั้น)

เราสามารถนาสมาชิกในคอร์ดต่างๆ ที่ถูกวางเรียงในรูปแบบของทางเดินของคอร์ดนั้นมาทาการ
วอยซ์เสียงประสานได้

การวอยซ์เสียงประสานคือการนาสมาชิกในคอร์ดใดๆ ที่วางไว้ในท่วงทานองใดๆ มาวางไว้ใต้


ตัวโน้ตที่เป็นทานองนั้นๆ โดยเริ่มวางจากสมาชิกตัวถัดจากตัวโน้ตที่เป็นทานอง แล้วางไล่ลงมาเป็น
ลาดับ ลงหาสมาชิกตัวที่เสียงต่ากว่าเสมอ

การวอยซ์เสียงประสานสามารถแสดงได้ดังภาพตัวอย่างต่อไปนี้
37

รายละเอียดในภาพตัวอย่างนี้มีมากจนไม่สามารถจะทาการบรรยายด้วยตัวอักษรได้ทั้งหมดใน
บทเรียนนี้ ต้องอาศัยการอธิบายประกอบการฉายสไลด์พาวเวอร์พอยน์ประกอบไปที่ละส่วนๆ จึงจะเกิด
ความเข้าใจที่ดีได้
38

บทที่ 8
ตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้น
แต่เดิมนั้นได้มีการบันทึกเสียงดนตรีบนบรรทัดสิบเอ็ดเส้น ดังภาพตัวอย่าง

ภาพที่ 8-1 : บรรทัดสิบเอ็ดเส้น

ตัวโน้ตที่ถูกบันทึกไว้บนบรรทัดที่ 6 ซึ่งอยู่กงึ่ กลางของบรรทัดสิบเอ็ดเส้นพอดีมีชื่อว่า “โด” จึง


มักเรียกกันว่า “โดศูนย์กลาง – Middle C”
เสียงดนตรีที่มีระดับเสียงต่าก็จะถูกบันทึกอยู่บริเวณบรรทัดห้าเส้นทางด้านล่าง ไม่ค่อยจะถูก
บันทึกทางด้านบน ทางด้านบนจึงมักจะปล่อยว่างไว้
เสียงดนตรีที่มีระดับเสียงสูงก็จะถูกบันทึกอยู่บริเวณบรรทัดห้าเส้นทางด้านบน ไม่ค่อยจะถูก
บันทึกทางด้านล่าง ทางด้านล่างจึงมักจะปล่อยว่างไว้

ต่อมาจึงได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยปรับเปลี่ยนเป็นบรรทัดห้าเส้น ใช้กุญแจเสียงบังคับ นิยมใช้


กันในปัจจุบันเพียงสองกุญแจเสียง คือ

- กุญแจซอล ใช้บันทึกตัวโน้ตที่มีระดับเสียงสูง ที่เดิมเคยอยู่บริเวณบรรทัดห้าเส้นทางด้านบน

- กุญแจฟา ใช้บันทึกตัวโน้ตที่มีระดับเสียงต่า ที่เดิมเคยอยู่บริเวณบรรทัดห้าเส้นทางด้านล่าง

ดังภาพตัวอย่าง
39

ภาพที่ 8-2 : บรรทัดห้าเส้น กุญแจซอล/กุญแจฟา เปรียบเทียบกับสะพานเสียง

จากภาพตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าเสียงที่มีระดับต่าๆ จะถูกบันทึกลงบนบรรทัดห้าเส้น โดย


สัญลักษณ์กากบาดนั้นใช้แทนกุญแจฟากากับไว้ที่เส้นที่สี่นับจากด้านล่างขึ้นมาหรือเส้นที่สองนับจาก
ด้านบนลงไป ตัวโน้ตที่บันทึกลงบนเส้นนี้คือตัวโน้ตที่ชื่อ “ฟา” นั่นเอง
ในทางกลับกัน เสียงที่มีระดับสูงๆ จะถูกบันทึกลงบนบรรทัดห้าเส้น โดยสัญลักษณ์กากบาดนั้น
ใช้แทนกุญแจซอลกากับไว้ที่เส้นที่สี่นับจากด้านบนลงมาหรือเส้นที่สองนับจากด้านล่างขึ้นไป ตัวโน้ต
ที่บันทึกลงบนเส้นนี้คือตัวโน้ตที่ชื่อ “ซอล” นั่นเอง
สาหรับ “โดศูนย์กลาง – Middle C” นั้น ถูกบันทึกลงบนเส้นน้อยที่หนึ่งด้านบนบรรทัดห้าเส้น
ของกุญแจฟา หรือเส้นน้อยที่หนึ่งด้านล่างบรรทัดห้าเส้นของกุญแจซอล

สาหรับรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบันทึกเสียงดนตรีด้วยตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้น
(Notation) นั้น ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสือตาราเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรี ซึ่งแทบจะทุกเล่ม

นั้นมักจะเริ่มต้นด้วยเรื่องนี้ทั้งสิ้น
40

บทสรุป
หลักการสาคัญต่างๆ ใน
ทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว
บทสรุปที่ 1 : สเกล
1 - สเกลพื้นฐานคือ สเกลเมเจอร์

2 - ระยะห่างระหว่างขั้นคู่ในสเกลเมเจอร์

ขั้นคู่ที่ 3 กับขั้นคู่ที่ 4 และ ขั้นคู่ที่ 7 กับ ขั้นคู่ที่ 8 ห่างกันหนึ่งเซมิโทน หรือ อยู่ติดกัน


นอกเหนือจากนั้น ห่างกันสองเซมิโทน หรือ อยู่ไม่ติดกัน

บทสรุปที่ 2 : เสียง
1 - เสียงมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดเจ็ดชื่อ C D E F G A B เรียกเสียงเหล่านี้ว่า “เสียงหลัก”
2 - เสียงหลักเรียงตัวกันอยู่ในรูปของ “วงกลมพิณแก้ว”

3 - เสียงหลักจะต้องเรียงลาดับต่อเนื่องกันเช่นนี้เสมอไป (ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันกับ “ทานอง” ที่

จะต้องมีการสลับสับเปลี่ยนสูงบ้างต่างบ้างตามท่วงทานองที่ผู้ประพันธ์ทานองได้ประพันธ์ไว้)
4 - เสียงหลักทุกตัวสามารถทาหน้าที่เป็นลาดับที่หนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเมื่อใดก็ตาม เสียงที่

เหลือในลาดับถัดไปเรียงตามเข็มนาฬิกาจะทาหน้าที่ขั้นคู่ในลาดับถัดๆ ไป จนครบขั้นคู่ที่แปดที่เสียงที่
ทาหน้าที่ลาดับที่หนึ่งนั้น เสมอ
5 - เซมิโทนด้านขวาของเสียงหลักใด มีเสียงที่สูงกว่าเสียงหลักนั้นหนึ่งเซมิโทน จึงเรียกได้ว่า

“เสียงที่สูงกว่าของเสียงหลักนั้นๆ” หรือมีชื่อเรียกทั่วไปในทางดนตรีสากลว่า “[ชื่อของเสียงหลัก]#”


เช่น C# …. เป็นต้น
ส่วนเซมิโทนด้านซ้ายของเสียงหลักใด มีเสียงที่ต่ากว่าเสียงหลักนั้นหนึ่งเซมิโทน จึงเรียกได้ว่า
“เสียงที่ต่ากว่าของเสียงหลักนั้นๆ” หรือมีชื่อเรียกทั่วไปในทางดนตรีสากลว่า “[ชื่อของเสียงหลัก]b”
เช่น Cb …. เป็นต้น
เราสามารถเรียกชื่อของเสียงทั้งหมดเหล่านี้ได้ว่า “เสียงคั่น”
6- แป้นคีย์เปียโนที่เป็นสีขาวทั้งหมดคือที่ตั้งของ “เสียงหลัก” ทั้งสิ้น

ส่วนแป้นคีย์เปียโนสีดาทั้งหมดก็คือ “เสียงคั่น” นั่นเอง


41

บทสรุปที่ 3 : คีย์
1 - คีย์คือแถวลาดับของเสียงที่เรียงตัวกันตามลาดับในวงกลมพิณแก้ว โดยเมื่อเริ่มต้นลาดับที่

หนึ่งด้วยชื่อของเสียงใดๆ แล้วก็ตาม เสียงถัดๆ ไปตามลาดับในวงกลมพิณแก้วก็จะทาหน้าที่เป็นลาดับ


ที่สอง ลาดับที่สาม และลาดับถัดๆ ไป จนกระทั่งไปครบลาดับที่แปดที่ชื่อของเสียงที่ทาหน้าที่เป็นลาดับ
ที่หนึ่งนั้นอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง
แต่เมื่อจัดเรียงแถวลาดับของเสียงนั้นๆ แล้ว จะต้องจัดตาแหน่งของเสียงแต่ละเสียงให้ตรงกัน
กับข้อบังคับในเรื่องระยะห่างระหว่างลาดับขั้นคู่ของเสียงในสเกลเมเจอร์อีกด้วย
2 – มีแถวลาดับของเสียงเพียงแถวเดียวเท่านั้นที่สมาชิกทุกตัวตรงกับเสียงหลักทั้งสิ้น นั่นคือ

แถวลาดับที่เริ่มต้นลาดับขั้นคู่ที่หนึ่งด้วย “โด” ซึ่งเราสามารถเรียกชื่อแถวลาดับนี้ได้อีกชื่อหนึ่งว่า “คีย์


หลัก”
ส่วนแถวลาดับอื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้ล้วนแล้วแต่จะต้องมีสมาชิกบางตัวหรือในบางครั้งก็ทุก
ตัวที่อยู่ในตาแหน่งที่สูงกว่าเสียงหลัก (เรียกว่า “ติดชาร์ป”) หรืออยู่ในตาแหน่งที่ต่ากว่าเสียงหลัก
(เรียกว่า “ติดแฟลต”)
3 - เราสามารถเรียนรู้การจัดเรียงแถวลาดับของเสียงในแต่ละคีย์ไปพร้อมๆ กันกับการสร้าง

“ตารางบังคับคีย”์ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันสองตารางคือ “ตารางบังคับคีย์ทางชาร์ป” กับ “ตารางบังคับคีย์ทาง


แฟลต”
สูตรสาเร็จของตารางบังคับคีย์ทางชาร์ปคือ “ห้าคูณเจ็ด” ส่วนสูตรสาเร็จของตารางบังคับคีย์ทาง
แฟลตคือ “สี่คูณสี่”
4 - “โหมด” คือการนาชื่อของเสียงสมาชิกในคีย์ใดๆ มาจัดเรียงลาดับใหม่ โดยถ้าเริ่มต้นด้วย

สมาชิกลาดับที่ใดๆ ก็ตามแล้ว ก็จะเรียงต่อด้วยชื่อของเสียงสมาชิกในลาดับถัดๆ ไปในคีย์นั้น โดย


ระยะห่างระหว่างลาดับที่ของชื่อของเสียงสมาชิกในโหมดนั้นๆ จะต้องมีระยะห่างตามที่เป็นอยู่ในคีย์
นั้นๆ ด้วย
ตัวอย่างเช่น ในคีย์ C มีสมาชิกลาดับที่สามคือ E และสมาชิกลาดับที่สี่คือ F ซึ่งมีระยะห่าง
ระหว่างกันหนึ่งเซมิโทน ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในโหมดลาดับที่เท่าใดของคีย์นั้นๆ (ในที่นี้ก็คือคีย์ C) ก็ตาม
แล้ว สมาชิก E กับสมาชิก F จะต้องคงระยะห่างระหว่างกันหนึ่งเซมิโทนเสมอไปด้วยเช่นกัน ดังนี้ เป็น
ต้น
5 - เมื่อจัดเรียงสมาชิกในโหมดโดยเริ่มต้นด้วยสมาชิกลาดับที่ใดๆ ในคีย์แล้วก็ตาม โหมดนั้นก็

จะถูกจัดเป็นโหมดลาดับที่ของคีย์นั้นๆ ตามไปด้วยในตัว
42

ตัวอย่างเช่น ในคีย์ C มีสมาชิกลาดับที่สองคือ D ดังนั้นโหมดที่ขึ้นต้นด้วย D จึงจัดเป็นโหมด


ลาดับที่สองของคีย์ C ด้วยเช่นกัน มีสมาชิกทั้งหมดในโหมดที่สองนี้คือ D E F G A B C และ D
ดังนี้ เป็นต้น
6 - ถ้าเราคัดกรองแยกนาเอาเฉพาะสมาชิกลาดับที่หนึ่ง ลาดับที่สาม และ ลาดับที่ห้า ออกมาจาก

โหมดใดๆ ของคีย์ใดๆ ก็ตาม นาจัดเรียงเป็นแถวลาดับใหม่ เราสามารถเรียกแถวสมาชิกที่ได้จากการจัด


ขึ้นใหม่นี้ว่า “คอร์ด”
คอร์ดที่ได้จากโหมดลาดับที่เท่าใดของคีย์ใดๆ ก็ตาม จัดเป็นคอร์ดลาดับที่นั้นๆ ของคีย์นั้นๆ ไป
ด้วยในตัวเสมอ
ตัวอย่างเช่น ในคีย์ C ถ้าเราคัดแยกเอาเฉพาะสมาชิกลาดับที่หนึ่ง ลาดับที่สาม และ ลาดับที่ห้า
ของโหมดที่สองออก เราก็จะได้ “คอร์ดลาดับที่สอง ของคีย์ C” นั่นเอง ดังนี้ เป็นต้น
7 - นอกจากเราจะได้คอร์ดมาจากการคัดกรองแยกนาเอาเฉพาะสมาชิกลาดับที่หนึ่ง ลาดับที่สาม

และ ลาดับที่ห้า ออกมาจากโหมดใดๆ ของคีย์ใดๆ ก็ตามแล้ว เรายังอาจจะสามารถสร้างคอร์ดได้เองโดย


การดึงเอาเฉพาะสมาชิกลาดับที่หนึ่ง ลาดับที่สาม ลาดับที่ห้า ลาดับที่หกหรือลาดับที่เจ็ดของคีย์ใดๆ ก็
ตามออกมาทาการจัดรูปแบบใหม่ตามโครงสร้างของคอร์ดประเภทนั้นๆ ได้อีกด้วย
8 - ทางเดินของคอร์ดเกิดจากการที่ผู้เรียบเรียงเสียงประสานจัดวางคอร์ดลาดับที่ต่างๆ ในคีย์ใดๆ

วางลงในทานองเพลงใดๆ เพื่อให้เกิดสีสันของเพลงนั้นๆ ตามที่ต้องการ อาทิเช่น ทางเดินคอร์ด 1-6-2-5


ได้จากการนาคอร์ดลาดับที่หนึ่ง ลาดับที่หก ลาดับที่สอง และลาดับที่ห้า ของคีย์ใดๆ มาวางไว้ในทานอง
เพลงนั้นๆ ก็จะทาให้เกิดเป็นสีสันของเพลงนั้นๆ ขึ้นมาตามที่ต้องการ
9 - เสียงประสานเกิดจากการนาสมาชิกของคอร์ดในทานองใดๆ มาจัดเรียงลงใต้เสียงที่เป็น

ทานองในช่วงบังคับของคอร์ดนั้นๆ โดยการวางย้อนจากสมาชิกในคอร์ดลาดับที่มีเสียงต่ากว่าถัดลงมา
จากเสียงที่เป็นทานองนั้น วางซ้อนลงมายังสมาชิกในคอร์ดลาดับที่มีเสียงต่ากว่าถัดลงมาเรื่อยไปจนกว่า
จะครบจานวนไลน์ของเสียงประสานที่ต้องการ ก็จะได้เสียงประสานตามที่ผู้เรียบเรียงต้องการ
10 - ความรู้ในเรื่องคีย์และสมาชิกของคีย์นั้น ยิ่งแข็งแรงมากเท่าใดก็จะยิ่งทาพื้นฐานความรู้ของ

ผู้เรียนรู้วิชาดนตรีสากลนั้นๆ แข็งแรงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะเป็นพื้นฐานหลักที่สาคัญยิ่ง ที่


นอกจากจะทาให้ไม่เล่นดนตรีเพี้ยนเสียงหรือเพี้ยนคีย์แล้ว ยังเป็นพื้นฐานความรู้ที่สาคัญที่นาไปสู่
เนื้อหาในระดับที่สูงขึ้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ โหมด คอร์ด ทางเดินของคอร์ด และ การเรียบ
เรียงเสียงประสาน และไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ในระดับที่จะต้องใช้การอ่านหรือเขียนเป็นตัวโน้ตบน
บรรทัดห้าเส้นหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น ความรูอ้ ย่างแม่นยาแข็งแรงในเนื้อหาส่วนนี้ จึงเป็นสิ่งที่สาคัญที่สดุ
ทีท่ ง้ั ผู้ที่ทาหน้าที่ถ่ายทอดความรู้หรือที่เรียกว่า “ครูอาจารย์” ทัง้ หลาย และทัง้ ผู้เรียนรู้หรือที่เรียกว่า
“ลูกศิษย์” ทั้งหลาย ต้องตระหนักและต้องให้ความสาคัญในเรื่องนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
43

บทส่งท้าย
1 - การอ่านหนังสือ “ทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว” เป็นเพียงแค่การทาความ

เข้าใจกับหลักการพื้นฐานต่างๆ ของเสียงดนตรีสากล ที่คัดแยกออกมาเฉพาะในส่วนของทฤษฎีของ


เสียงและเท่าที่จาเป็น โดยไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับในส่วนของทฤษฎีตัวโน้ตแต่อย่างใด
ในเมื่อเนื้อหาสาระของวิชานี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลักการหรือทฤษฎีของดนตรีสากล ดังนั้นมัน
จึงไม่ใช่เนื้อหาวิชาที่เน้นหนักไปในทาง “การใช้ความจา” หากแต่เป็นเนื้อหาวิชาที่เน้นหนักไปในทาง
“การใช้ความเข้าใจ” เป็นส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามก็มีบางส่วนที่จาเป็นจริงๆ ที่จะต้องใช้ความจาร่วม
อยู่ด้วยแต่ก็ไม่มากสักเท่าใดนัก
ดังนั้น กระบวนการหรือวิธีการอธิบายโดยไม่ใช้ตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นของ “ทฤษฎีดนตรี
สากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว” นี้จึงเป็นจุดเด่นที่สาคัญที่สุด แต่แม้ว่าจะทาให้เข้าได้ง่ายขึ้นเพราะยังไม่
ต้องพบยังไม่ต้องผจญกับความยึกยือของตัวโน้ตต่างๆ อันเป็นความยึกยือที่สร้างความยากลาบากใน
การเรียนรู้และทาความเข้าใจ แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่าย่อมจะไม่สามารถทาให้ผู้อ่านเข้าใจแจ่มชัดได้ดี
เท่ากับการนาตัวเข้ามารับฟังคาอธิบายในห้องเรียนห้องอบรมได้ เปรียบเสมือนกับการเรียนรู้การ
ทากับข้าวหรือการผสมสารเคมี หรืออื่นๆ ใดๆ ด้วยการอ่านจากหนังสือเพียงอย่างเดียวย่อมไม่สามารถ
ทาให้ผู้เรียนรู้นั้นบังเกิดความรู้ความเข้าใจได้แจ่มชัดเท่ากับการไปเรียนรู้ในห้องเรียนห้องทดลองได้เลย
ฉันใดก็ฉันนั้น
ขอแนะนาให้ผู้ที่สนใจที่ได้อ่านเนื้อหามาถึงขั้นตอนนี้และสนใจที่จะเรียนรู้เนื้อหาใน “ทฤษฎี
ดนตรีสากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว” ให้เข้าใจอย่างละเอียดชัดเจนได้โปรดกรุณาสละเวลาสักสองวัน
มาเข้ารับการอบรม ณ บ้านพิณแก้ว ซึ่งได้เปิดทาการอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจ
ทุกสัปดาห์โดยไม่คิดมูลค่าใดๆ

ท่านที่สนใจ สามารถสืบค้นดูรายละเอียดเกี่ยวกับ "การอบรมวิชาทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตร


ของ ส.พิณแก้ว” ได้จากเวปไซต์สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยฯ ที่ลิงค์ต่อไปนี้

http://www.music-associate.org/board...hread.php?t=35

2 - “ทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว” นี้ เรียบเรียงขึ้นเพื่อการปรับพื้น/ปูพื้นความรู้

ให้กับผู้ที่ไม่เคยรับรู้เรียนรู้ในเรื่องราวของดนตรีสากลมาก่อน เพื่อที่จะได้นาความรู้ความเข้าใจนี้ไปใช้
44

เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ฝึกฝนการเล่นดนตรีสากลด้วยการอ่านจากตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นด้วย
เครื่องดนตรีสากลใดๆ ก็ตามในภายหลัง
นั่นหมายความว่า “ทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว” นี้ไม่ได้มุ่งหมายที่จะเรียบเรียง
ขึ้นมาใช้แทนการเรียนรู้ฝึกฝนการเล่นดนตรีสากลด้วยการอ่านจากตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นแต่อย่างใด

3 - เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะนาเอา “ทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว” นี้ไปใช้


ถ่ายทอดสอนให้แก่เด็กนักเรียนในระดับประถมศึกษาโดยตรง เพราะระดับความสามารถในการรับรู้
เรียนรู้และตีความของเด็กในวัยนั้นย่อมแตกต่างและด้อยกว่าคนในวัยผู้ใหญ่เป็นอย่างมากอย่างแน่นอน
ซึ่งในทางที่ถูกต้องแล้วนั้น สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทาการแบ่งซอยเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ และสลับ
ปรับเปลี่ยนเนื้อหาสาระให้เหมาะสมกับเด็กนักเรียนในแต่ละวัย แล้วค่อยๆ ทยอยสอนทยอยป้อน
ความรูน้ ี้ให้ค่อยๆ ซึมซับซึมซาบเข้าไปในจิตวิญญาณของเด็กแต่ละคน ไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้วิชา
อื่นๆ
โดยความจริงแล้วผู้เขียนผู้เรียบเรียงได้ร่างเป็นหลักสูตรคร่าวๆ ไว้แล้ว โดยแยกแยะไว้อย่าง
ชัดเจนว่าเด็กในระดับชั้นประถมศึกษาใดควรเรียนรู้เนื้อหาใดก่อนหลังอย่างไร ท่านผู้บริหารการศึกษา
ท่านใดที่สนใจในเรื่องนี้สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้กับตัวผู้เขียนผู้เรียบเรียงได้ทุกเมื่อ

4 – ยังมีเด็กนักเรียนในระดับประถมศึกษาอีกจานวนมากนับรวมอย่างคร่าวๆ ได้เป็นจานวน

หลายล้านคนเกือบทั่วประเทศ ที่ขาดโอกาสในการรับรู้เรียนรู้เนื้อหาสาระและหลักการสาคัญของดนตรี
สากล โดยยังไม่นับรวมถึงเด็กที่โตกว่าตลอดจนผู้ที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่วัยสูงอีกนับไม่ถ้วน ดังนั้น เนื้อหา
สาระของ “ทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว” นี้จึงเป็นเนื้อหาสาระทีเ่ รียบเรียงขึ้นมาเพื่อให้
เกิดความง่ายต่อการให้การอบรมให้แก่คุณครูในโรงเรียนประถมศึกษาทั่วประเทศได้รับรู้เรียนรู้ให้
เข้าใจอย่างง่ายๆ เพื่อนาไปสอนนาไปถ่ายทอดให้แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนที่คุณครูทั้งหลายเหล่านั้น
สอนอยู่ โดยไม่ต้องรอให้ทางราชการบรรจุคุณครูผู้มีวุฒิทางดุริยางคศาสตร์เข้ามาทาการสอน เพราะ
จานวนผู้ที่จบการศึกษาดุริยางคศาสตร์ในประเทศไทยมีปริมาณที่น้อยกว่าจานวนโรงเรียนประถมศึกษา
หลายเท่าตัวนัก ที่มีอยู่ก็บรรจุอยู่แต่เฉพาะในโรงเรียนมัธยมซึ่งก็ยังมีไม่ครบทุกโรงเรียนและแน่นอนว่า
ส่วนใหญ่จะอยู่เฉพาะในตัวอาเภอหรือตัวจังหวัดเท่านั้น
การปูพื้น/ปรับพื้นความรู้ “ทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว” นี้ให้แก่เด็กนักเรียนใน
ระดับประถมศึกษาผ่านทางคุณครูผู้สอนประจาอยู่ในโรงเรียนนั้นๆ อยู่แล้วนั้น สามารถเปรียบเทียบไ ด้
กับการที่คุณพ่อคุณแม่คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายที่จะสอนจะถ่ายทอดให้ลูกหลานของตนเรียนรู้
45

กระบวนการหุงข้าวทอดไข่ ซึ่งเขาเหล่านั้นไม่จาเป็นที่จะต้องผ่านการเรียนรู้จนจบการศึกษามีวุฒิคหกร
รมศาสตร์ติดตัวมาเลย ก็สามารถทาการสอนทาการถ่ายทอดให้ลูกๆ หลานๆ สามารถเรียนรู้ได้ง่ายๆ
การปรับพื้นความรู้ “ทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว” นีใ้ ห้แก่เด็กนักเรียนในระดับ
ประถมศึกษาทั่วทั้งประเทศนั้นก็เช่นกัน คงไม่จาเป็นที่จะต้องรอให้คุณครูผู้มีวุฒิการศึกษาดุริยางค
ศาสตร์มาทาการสอนมาทาการถ่ายทอด เพราะสามารถจัดการอบรมให้ความรู้คุณครูที่มีประจาอยู่แล้ว
ในแต่ละโรงเรียนได้รู้ได้เข้าใจได้อย่างง่ายๆ ขอเพียงแค่คุณครูเหล่านั้นมีจิตใจใฝ่ความรู้และมีจิตอาสา
อยู่ในตัวเท่านั้นเป็นพอ หลังจากรับการอบรมแล้วรู้แล้วเข้าใจแล้วก็ไปทาหน้าที่สอนทาหน้าที่ฝึกให้เด็ก
นักเรียนตัวน้อยๆ ได้รับรู้เรียนรู้เข้าใจได้ โดยใช้กระบวนการถ่ายทอดที่ค่อยเป็นค่อยไป เท่านี้ก็เป็นการ
เปิดโอกาสในการเรียนรู้วิชาดนตรีสากลให้แก่เด็กเยาวชนตัวน้อยๆ จานวนเป็นหลายล้านคนที่กาลังขาด
โอกาสในการเรียนรู้เนื้อหาวิชาดนตรีสากลมาเป็นเวลานานแล้วนั้นได้เป็นอย่างดี น่าเชื่อได้ว่าภายใน
ระยะเวลาไม่กี่ปีผลสัมฤทธิ์ในการศึกษาวิชาดนตรีสากลของเด็กนักเรียนในระดับประถมศึกษาทั่ว
ประเทศไทยนั้นน่าที่จะสามารถยกระดับขึ้นได้เกินกว่าห้าสิบเปอร์เซนต์หรือมากกว่านั้นก็เป็นได้
ต่อเมื่อเด็กนักเรียนตัวน้อยๆ ในระดับประถมศึกษาเหล่านี้เติบใหญ่ขึ้นและผ่านขึ้นไปเรียนใน
ระดับมัธยมศึกษานั่นแหละ คราวนี้ก็ถึงคราวจาเป็นที่จะต้องใช้จาเป็นต้องให้คุณครูผู้มีวุฒิการศึกษาดุริ
ยางคศาสตร์เป็นผู้มาทาการสอนมาทาการถ่ายทอดอย่างแน่นอน เพราะการฝึกฝนเรียนรู้การเล่นดนตรี
สากลด้วยการอ่านเอาจากตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นนั้นจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ผู้มีความรู้ความเข้าใจ
ในทฤษฎีโน้ตอย่างแท้จริงเป็นผู้ทาการสอนทาการถ่ายทอดความรู้ให้
ถึงระดับนั้นเวลานั้นเราจึงจะได้พบเห็นประโยชน์จากการสอนให้เด็กได้รับรู้เรียนรู้วิชา “ทฤษฎี
ดนตรีสากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว” นี้มาตั้งแต่อยู่ในระดับชั้นประถมศึกษา เพราะเด็กเหล่านั้นได้เคย
รู้ได้เคยเข้าใจในหลักการและทฤษฎีดนตรีสากลมาแล้ว จึงย่อมที่จะเข้าใจในตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นที่
กาลังเรียนรู้ในระดับมัธยมศึกษานั้นได้อย่างง่ายๆ ไม่มองเห็นเป็นความยึกยือยุ่งยากเหมือนที่รุ่นพี่เคย
พบเคยประสบมาก่อนหน้านั้นเป็นแน่
และถึงแม้ว่าครูดนตรีผู้มีวุฒิดุริยางคศาสตร์ที่บรรจุประจาทาการสอนอยู่ในระดับมัธยมศึกษา
นั้นจะมีไม่พอเพียงไม่ครบทุกโรงเรียนก็ตาม ก็ยังมีครูสอนดนตรีในโรงเรียนสอนดนตรีเอกชนซึ่งล้วน
แต่เป็นผู้มีความรู้ความชานาญในการเล่นดนตรีสากลซึ่งมีฝีมือในระดับอาชีพอีกจานวนหนึ่งคอยรองรับ
อยู่แล้ว
และถึงแม้จะยังไม่ครบไม่พอเพียงถ้วนทั่วทุกตัวคนของเด็กนักเรียนวัยรุ่นแต่ก็ไม่เห็นแปลก
เพราะอย่างไรเสีย อย่างน้อยเด็กนักเรียนวัยรุ่นจานวนนับล้านคนเหล่านี้ก็ได้เคยผ่านการรับรู้เรียนรู้และ
มีความเข้าใจในหลักการและทฤษฎีดนตรีสากลไปบ้างบางส่วนครบทุกคนมาตั้งแต่ในระดับ
ประถมศึกษาเสียแล้ว ซึ่งก็คงจะต้องเป็นอย่างนี้ไปรุ่นแล้วรุ่นเล่าจนกว่าระบบการศึกษาใน
46

ระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยเราจะสามารถผลิตคุณครูที่จบการศึกษาวุฒิดุริยางคศาสต์มาบรรจุเข้า
ประจาการทาการสอนได้จนครบถ้วนทุกโรงเรียนในประเทศไทย
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นแค่เพียงความฝัน แต่มันสามารถที่จะเป็นความจริงขึ้นได้ถ้าทุกผูท้ ุก
คนทุกตัวตนทุกภาคส่วนของประเทศไทยของสังคมไทยจะได้เปิดใจรับรู้เรียนรู้และรับเอาเนื้อหา
“ทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว” ไปช่วยกันเผยแพร่ให้แผ่ขยายกว้างไกลออกไปจนครบ
ทุกพื้นที่ของแผ่นดินไทย ไม่นานนักความฝันก็จะกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้อย่างแน่นอน
47

รายชื่อบทความ ในกลุ่มบทความ
“ทฤษฎีดนตรีสากล หลักสูตรของ ส.พิณแก้ว”
ที่เผยแพร่ไว้ในเวปไซต์ “สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยฯ”
*** บทความสรุป ***
สรุปภาพรวมเนื้อหา : “การสอนดนตรีสากลแนวใหม่” นวัตกรรมใหม่แห่ง “ดนตรีสากลศึกษา”
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=15 )
สรุปภาพรวมปัญหา และ แนวทางการแก้ไขปัญหา "การเรียนการสอนดนตรีสากลในประเทศไทย
วิกฤติการณ์ที่มองไม่เห็น"
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=18 )
ดนตรีสากลแนวใหม่ กับ ดนตรีสากลแนวเดิม : ความแตกต่าง และ ความเหมือน(ที่ไม่มีทางเหมือน)
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=21 )
รายงานสู่สังคม เรื่อง “ผลการอบรมเนื้อหาวิชาดนตรีสากลแนวใหม่”
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=22 )
สกู๊ปข่าว : การสอนดนตรีสากลแนวใหม่ ณ โรงเรียนวัดประชานาถ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=17 )

*** บทความเกริ่นนา ***


การเรียนการสอนวิชาดนตรีสากลในประเทศไทย : วิกฤตการณ์ที่มองไม่เห็น
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=1 )
แนวทางการแก้ไขปัญหา “การเรียนการสอนวิชาดนตรีสากลในประเทศไทย : วิกฤตการณ์ที่มองไม่
เห็น”
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=2 )

*** บทความเนื้อหาต่างๆ ***


เล่าเรื่อง : การสอนดนตรีแนวใหม่ แบบว่ายังไม่ใช้ตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้น (ตอนที่ 1)
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=3 )
48

เล่าเรื่อง : การสอนดนตรีแนวใหม่ แบบว่ายังไม่ใช้ตัวโน้ตฯ (ตอนที่ 1 ท่อนที่ 2)


.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=4 )
เล่าเรื่อง : การสอนดนตรีแนวใหม่ แบบว่ายังไม่ใช้ตัวโน้ตฯ (ตอนที่ 1 ท่อนที่ 3)
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=5 )
เล่าเรื่อง : การสอนดนตรีแนวใหม่ แบบว่ายังไม่ใช้ตัวโน้ตฯ (ตอนที่ 2)
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=6 )
เล่าเรื่อง : การสอนดนตรีแนวใหม่ แบบว่ายังไม่ใช้ตัวโน้ตฯ (ตอนที่ 2 ท่อนที่ 2)
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=7 )
เล่าเรื่อง : การสอนดนตรีแนวใหม่ แบบว่ายังไม่ใช้ตัวโน้ตฯ (ตอนที่ 3)
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=8 )
เล่าเรื่อง : การสอนดนตรีแนวใหม่ แบบว่ายังไม่ใช้ตัวโน้ตฯ (ตอนที่ 3 ท่อนที่ 2)
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=9 )

*** บทความเสริมเติมเต็มอื่นๆ ***


การสอนดนตรีสากลแนวใหม่ กับ พัฒนาการทางความคิดของเด็กปฐมวัย
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=14 )
"วงกลม "พิณแก้ว" เครื่องมือมหัศจรรย์ที่เพิ่งค้นพบ"
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=16 )
"รายงานความคืบหน้า 'การติดต่อประสานงานกับท่านเลขาธิการ สพฐ. ' ครั้งที่ 1 "
.....(คลิกลิงค์นี้เพื่อดูรายละเอียด : http://www.music-associate.org/board/entry.php?b=20 )
49

ประวัติผู้เขียน
ชื่อตัว นาย สุขสันต์ ทองประสิทธิ์
ชื่อเล่น สันต์
ชื่อฉายา/นามปากกา ส.พิณแก้ว

วันเดือนปีเกิด 18 สิงหาคม 2501

อาชีพหลัก รับราชการ สังกัดโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม

การศึกษา
อวท.คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม (กศ.บป.รุ่น 9.1)
คบ.คอมพิวเตอร์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม (กศ.บป.รุ่น 11)

การศึกษาทางดนตรี
ทฤษฎีดนตรีเบื้องต้น : โรงเรียนดนตรีสยามกลการ สาขาบางพลัด
ผู้สอน : อาจารย์บุญเสริม ช้างใหญ่
ทฤษฎีดนตรีชั้นกลาง :โรงเรียนดนตรีสยามกลการ สาขาปทุมวัน
ผู้สอน : อาจารย์ตรอง ทิพย์วัฒน์
เรียบเรียงเสียงประสาน : โรงเรียนดนตรีสยามกลการ สาขาปทุมวัน (รุ่น 33)
ผู้สอน : อาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์

โทรศัพท์ 081-8805869, 086-3377824