พล นิ กร กิมหงวน

ตอน ผีตายซาก

อาหารเช้ามื้ อนั้ นคุณหญิงวาดเข้ามาในห้องรับประทานอาหารเป็ นคนสุดท้าย

ด้วยสีหน้าหม่นหมองผิดปรกติ ขณะนี้ ทุกคนนั ่งประจำาที่พร้อมแล้ว

ลูกชายของสี่สหายนั่งรวมกันอยู่ท่ีโต๊ะสำาหรับ ๔ คน ส่วนคณะพรรคสี่สหาย

กับสี่นางและเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ นั ่งโต๊ะใหญ่คือโต๊ะสี่เหลี่ยมยาว โดยมีเจ้าคุณ
ปั จจนึ ก ฯ และคุณหญิงวาดนั ่งประจำาหัวโต๊ะข้างละคนทุกครั้งที่ร่วมรับ
ประทานอาหารกัน

พอคุณหญิงวาดทรุดตัวลงนั่ง พ.อ.นิ กรก็กล่าวขึ้นดัง ๆ "กินโว้ยพวกเรา"
การรับประทานอาหารเช้าแบบอาหารฝรัง่ เริม
่ ต้นทันที พลนั ่งอยู่ทางขวา

ของคุณหญิงวาด ถัดไปคือนิ กร ประไพและนั นทา ทางซ้ายของคุณหญิง
วาด คืออาเสี่ยกิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก ประภาและนวลลออ

"คุณแม่ไม่สบายหรืออย่างไรครับ แล้วก็ผมรู้สึกว่าคุณแม่จ้องมองดูหน้าอ้าย

หงวนเสียจริง ๆ จัง ๆ เหมือนกับว่าอ้ายหงวนเป็ นสัตว์ประหลาดหรือ
มนุ ษย์ต่างดาว" พล.ต.พลพูดยิ้ม ๆ

คุณหญิงวาดหันมาทางลูกชายของท่าน
"แม่กำาลังมีเรื่องเศร้าและสะเทือนใจ "

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้น "เกี่ยวกับผมด้วยหรือครับ "
คุณหญิงวาดเปลี่ยนสายตามาที่เสี่ยหงวน

"ใช่ เกี่ยวกับเธอโดยเฉพาะพ่อหงวน อาตักบาตรเมื่อเช้านี้ ๗ องค์ อา

อุทิศส่วนกุศลไปให้เจ้าสัวกิมเบ๊ท้ ังหมด อ้า เมื่อคืนนี้ ตอนใกล้รุ่งสว่างเจ้า
สัวได้มาหาอา"

ทุกคนต่างมองดูหน้าคุณหญิงวาดไปตามกัน เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ สบตาคุณ

หญิงวาด ท่านก็กล่าวขึ้น

"คุณหญิงฝั นถึงเจ้าสัวหรือครับ "

"ไม่ใช่ฝันค่ะเจ้าคุณ มันหนาวดิฉันนอนไม่หลับก็ลุกขึ้นมากินหมาก"

นิ กรพูดขึ้นอย่างหวาด ๆ "แล้วยังไงครับคุณอา "
คุณหญิงวาดยิ้มเศร้า ๆ

"เจ้าสัวเดินออกมาทางซอกตู้ยืนใบใหญ่"

"อุ๊ย" นิ กรอุทาน "ถ้าเป็ นผมชักดิ้นชักงอตายแล้ว เห็นเป็ นรูปร่างยังไงครับ

คุณอา"

"ก็เห็นเป็ นคนธรรมดานี่ แหละ แต่ก็มองไม่สู้ถนั ดนั ก" แล้วท่านก็มองไป

ทางเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ

"ดิฉันไม่ได้ฝันหรือตาฝาดนะคะเจ้าคุณ ดิฉันเห็นเจ้าสัวกิมเบ๊จริง ๆ ค่ะ "
"ชื่ออะไรนะครับ " นิ กรถามยิ้ม ๆ

คุณหญิงวาดหันมาทำาตาเขียวกับหลานชายของท่าน "แกไม่รู้หรอกหรือว่า

เตี่ยพ่อหงวนชื่อกิมเบ๊ เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านก็รก
ั ใคร่เอ็นดูพวกแก

เหมือนกับลูกหลานและแกก็เรียกท่านว่าเตี่ย ให้ความเคารพท่านเหมือนกับ
ญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ ง"

นิ กรยิ้มให้เสี่ยหงวน "กันลืมไปจริง ๆ ว่ะ พึ่งนึ กได้เดี๋ยวนี้ เองว่าเตี่ยแกชื่อ
กิมเบ๊"

"ให้แกตายโหงตายห่ารากเลือดลงแดงตาย" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร
"แหม เรื่องนิ ดหน่อยเท่านี้ ก็ต้องสาบานกันด้วย"

อาเสี่ยรู้สึกสนใจมาก ในเรื่องที่วิญญาณของเตี่ยเขามาหาคุณหญิงวาด
"คุณอาเห็นเตี่ยผมแล้วยังไงครับ คุณอากลัวไหมครับ "

"ทีแรกก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน แต่เจ้าสัวท่านบอกว่าไม่ต้องกลัวท่าน ท่านมา

เยี่ยมไม่ได้มาหลอกหลอนและท่านมาบอกให้รู้วา่ ท่านนอนอยู่ท่ีฮวงซุ้ยที่

เมืองชลท่านอึดอัดใจรำาคาญใจเต็มทนแล้ว ร่างของท่านยังคงรูปอยู่ไม่เน่า

ไม่เปื่ อย ขอให้อาบอกเธอให้จัดการไปรับศพท่านมาไว้ที่บ้านเรา ทำาเก๋งจีน
แบบศาลเจ้าเล็ก ๆ ให้ท่านอยู่อย่างสงบเงียบทางหลังบ้านเรา อยู่ในฮวงซุ้ย
มีแต่ความมืดมองไม่เห็นอะไรเลย ทนทุกข์ทรมานมานานแล้ว"
นวลลออขนลุกซู่ หล่อนกระซิบกระซาบกับประภาเบา ๆ

"เคราะห์ดีเหลือเกินที่เตี่ยไม่มาหาฉัน ถ้ามาหาดิฉันและพูดกับดิฉันอย่างนี้

ดิฉันอาจจะช๊อคตายก็ได้"

พลกล่าวกับคุณหญิงวาดอย่างแปลกใจ "เตี่ยพูดกับคุณแม่อย่างนี้ หรือครับ "
"จ๊ะ แม่จำาได้ทุกคำา แม่ยังรับคำากับเจ้าสัวว่าแม่จะบอกให้พ่อหงวนจัดการ

ในเรื่องนี้ ให้เป็ นไปตามความประสงค์

ของเจ้าสัว"

"แล้วเตี่ยก็หายไปอย่างนั้ นหรือครับ "

"ใช่ ร่างของท่านที่ลอยอยู่กลางห้องค่อย ๆ เลือนหายไป ตอนนั้ นนาฬิกา

บนโต๊ะข้างเตียงนอนแม่บอกเวลา ๕ นาฬิกา ๒๐ นาที แม่ได้ยกมือไหว้

และขอให้วิญญาณของท่านไปสู่สุคติภพ แล้วแม่ก็แปลกใจตัวเองที่แม่ไม่ได้

กลัวผีสางเจ้าสัวกิมเบ๊จนเกินไป คงจะเป็ นเพราะมาปรากฏตัวให้แม่เห็นใน
รูปร่าของมนุ ษย์ธรรมดานั ่นเอง"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทัว่ ห้องรับประทานอาหาร นิ กรตักไข่ดาวหมูแฮม
ใส่ปากจนเต็มคำาเคี้ยวตุ้ย ๆ แล้วกล่าวขึ้นทั้ง ๆ ที่เสียงคับปาก

"เรื่องนี้ น่าสนใจ เตี่ยเป็ นคนมีบุญ เมื่อท่านมีชว
ี ิตอยู่ท่านสร้างแต่บุญกุศล

ท่านนั บถือผีสางเหมือนพวกคนจีนแต่ท่านก็นับถือพุทธ"

นายพลดิเรกดุนิกร "กลืนไข่ดาวเสียก่อนเถอะวะอ้ายกรแล้วค่อยพูดจะได้
ฟั งรู้เรื่อง ไข่ดาวเข้าไปอยู่ในปากทั้งใบฟั งแกพูดลำาบากเหลือเกิน "

นิ กรกลืนไข่ดาวและหมูแฮมเข้าไปในท้องและยกแก้วกาแฟร้อนขึ้นซดเสียง

ดังโฮก เขาอธิบายเรื่องเจ้าสัวกิมเบ๊ต่อไป "เท่าที่พวกเรารู้จักท่านอย่างใกล้
ชิด ถึงเตี่ยติดยาฝิ่ นสูบฝิ่ นเป็ นประจำา เตี่ยก็ไม่เคยก่อกรรมทำาเข็ญให้ใคร

เดือดร้อน หากินในทางค้าขายอย่างสุจริตไม่เคยคดโกงใคร เรื่องทำาบุญเท่า
ไหร่เท่ากัน สร้างโบสถ์ สร้างกุฏิและทอดกฐินทุกปี พวกเรายังเคยไปร่วม
ทอดกฐินกับเตี่ยบ่อย ๆ

เตี่ยสร้างแต่บุญกุศลไม่เคยทำาบาป เมื่อท่านตาย

ไปอานิ สงค์แห่งผลบุญก็อาจจะทำาให้ร่างกายของท่านไม่เน่าเปื่ อยเพียงแต่
เหี่ยวแห้งไป"

เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ เห็นพ้องด้วย

"อาจจะเป็ นได้อ้ายกร คนที่ตายไปไม่เน่า

เปื่ อยมีอยู่ไม่น้อย คนจีนคนหนึ่ งอยู่ท่ีอำาเภอมีนบุรต
ี ายไปเกือบ ๑๐๐ ปี

แล้ว เดี๋ยวนี้ ศพยังอยู่ปิดทองเหลืองอร่ามไปทั้งตัว ถึงปี เขาทำาพิธีตัดผมตัด
เล็บให้ ใคร ๆ เรียกท่านว่าเซียน มีง้ ิว ยี่เกฉลองเป็ นงานประจำาปี เสมอ "
กิมหงวนว่า "ที่วัดคณิ กาผลหรือวัดยายแฟงก็มีศพผู้วิเศษตายไปนานแล้ว

ไม่เน่าไม่เปื่ อยอยู่ศพหนึ่ งครับ และที่วัดบางเสาธงข้างบ้านชาติชาย

แชมเปี้ ยนโลกก็มีพระภิกษุสงฆ์องค์หนึ่ งมรณภาพนานแล้ว ศพของท่านไม่
เน่าไม่เปื่ อย"

นิ กรหัวเราะหึ ๆ "คุณพ่อกันตายเพียง ๕ วันเท่านั้ นกลิ่นออกมานอกโลง

เหม็นอู้ไปหมด พอครบ ๑๐๐ วันเปิ ดออกดูก่อนพระราชทานเพลิงเละ
เหมือนปลาเจ่า"

นั นทาทำาตาเขียวกับน้องชายของหล่อน "นิ นทากระทัง่ พ่อของตัวเอง คน
อย่างแกน่ะลูกอกตัญญู"

ความเงียบเกิดขึ้นชัว่ ขณะ คุณหญิงวาดได้พูดคุยปรึกษาหารือกับเสี่ยหงวน

อย่างเป็ นงานเป็ นการ ซึ่งท่านมัน
่ ใจว่าศพของเจ้าสัวกิมเบ๊คงไม่เน่าเปื่ อย
อันเนื่ องจากบุญกุศลที่เจ้าสัวสร้างกรรมดีไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ อาเสี่ย

รับปากว่าพรุ่งนี้ วันเสาร์เป็ นวันว่างงานเขาจะไปเยี่ยมฮวงซุ้ยเจ้าสัวกิมเบ๊และ
จะพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ ด้วย ถ้าหากว่าเตี่ยของเขาไม่เน่าไม่เปื่ อยเขาก็
จะรับศพมาไว้ที่บ้าน "พัชราภรณ์" และจะสร้างศาลเจ้าแบบเก๋งจีนให้เจ้า
สัวกิมเบ๊อยู่อาศัยวิญญาณจะได้สงบสุข

ในเวลาเดียวกันนี้ เอง ลูกชายของสี่สหายกำาลังวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องนี้
สมนึ กกล่าวกับเพื่อน ๆ ว่า

"ก๋งเท่งทึงขณะที่พวกเราอายุได้สามสี่ขวบยังจำาความไม่ได้ พวกเราเคยเห็น

แต่รูปก๋งเท่านั้ นเอง เป็ นไปได้ไหมวะที่ก๋งไม่เน่าไม่เปื่ อยทั้ง ๆ ที่ตายมา
๒๐ กว่าปี แล้ว"

นพก้มลงมองดูจานหมูแฮมไข่ดาวของเขาซึ่งมีแต่จานเปล่า ๆ แล้วเขาก็พูด
กับสมนึ กผู้เป็ นหลานป่ ูแท้ ๆ ของเจ้าสัวกิมเบ๊

"ก็อาจจะเป็ นได้เหมือนกัน เหมือนอย่างปลากรอบที่เขาเสียบไม้ขายยังไง

ล่ะ ทำาไมถึงไม่เน่าไม่เปื่ อยปลาเค็มก็เหมือนกัน" พนั สหัวเราะก๊าก "เอาคน
ไปเปรียบกับปลามีอย่างที่ไหนว่ะ ปลากรอบน่ะเขาย่างหรือรมควันไฟให้มัน
สุกเสียก่อนแล้วตากแดดตั้งหลายวัน ส่วนปลาเค็มเขาก็ใส่เกลือตากแดด
มันก็ไม่เน่า"

ศาสตราจารย์ดำารงกล่าวขึ้นอย่างเป็ นงานเป็ นการ "โดยสภาพของร่างกาย
มนุ ษย์เราแล้ว คนเราเมื่อตายไปร่างกายมันก็ต้องเน่าเปื่ อยไป" แล้วเขาก็
กระซิบกระซาบกับเพื่อนเกลอของเขา

"คุณย่าท่านแก่แล้ว ท่านอาจจะเห็นภาพลวงตาหรือภาพที่เกิดขึ้นจาก

ประสาทหลอนก็ได้ แล้วหูก็แว่วไปเอง"

เสี่ยตี๋ย้ ิมเล็กน้อย "นั่นนะซี คนแก่มักจะมีอุปาทาน"

อาหารเช้าสิ้นสุดลงในครึง่ ชัว่ โมงนั้ น เมื่อคุณหญิงวาดกับสี่นางพากันลุกขึ้น

เดินออกไปจากห้องรับประทานอาหาร ที่โต๊ะอาหารสี่เหลี่ยมยาวโต๊ะนั้ นก็คง
เหลือสี่สหายกับเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ เพียง ๕ คน อาเสี่ยร้องเรียกเจ้าหนุ่มรูป
หล่อทั้งสี่คนให้มานั่งร่วมโต๊ะ เพื่อปรึกษาหารือกันในเรื่องที่เกี่ยวกับศพเจ้า
สัวกิมเบ๊เตี่ยของเขา

"พรุ่งนี้ วันเสาร์ใครติดธุระอะไรบ้างหรือเปล่า" นายพลดิเรกกล่าวขึ้นทันที
"กันกับดำารงต้องไปในพิธีรบ
ั มอบอาวุธปล่อยต่อสู้อากาศยาน ทีร่ ฐั บาล

อเมริกันมอบให้กองพันอากาศโยธินของเราใช้ป้องกันสนามบินดอนเมือง
และพิธีรบ
ั มอบจะกระทำาในเวลา ๑๐ ถึง ๑๒ น ."
"อ้อ จริงแหละโว้ยกันพึ่งนึ กได้"

พลว่า "สำาหรับกันพรุ่งนี้ ต้องเป็ นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวในพิธีมงคลสมรสที่วัง
สวนกุหลาบ ตอนกลางวันกันจะต้องไปขลุกอยู่ท่ีบ้านเจ้าบ่าวคงจะไปเมือง
ชลกับแกไม่ได้ อ้ายนั สก็ไปไม่ได้เหมือนกันเพราะต้องทำาหน้าที่เป็ นเพื่อน
เจ้าบ่าว"

เสี่ยหงวนจุปากจึ๊กจั๊ก "ถ้ายังงั้นคุณอาต้องไปกับผมนะครับ "
ท่านเจ้าคุณพยักหน้า "ได้ อาไม่มีธุระอะไรหรอก ใครจะไปบ้างละ"

"ก็คุณอากับผม อ้ายกร อ้ายตี๋ อ้ายนพและอ้ายแห้วน่ะซีครับ เราจะออก

จากบ้านแต่เช้ากะให้ไปถึงเมืองชลราว ๑๐ น. ผมจะเปิ ดประตูฮวงซุ้ยเข้าไป
ดูศพเตี่ยให้เห็นเท็จจริงคือเปิ ดฝาโลงออกดูเลย ถ้าหากเตี่ยไม่เน่าไม่เปื่ อย
จริงละก้อ ผมจะเชิญศพเตี่ยมาไว้ที่บ้านเรา "

เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ เห็นพ้องด้วย "ดีเหมือนกัน คนที่ตายไปแล้วไม่เน่าไม่
เปื่ อยน่ะเป็ นผู้มีบุญ"

"ว้า" นิ กรคราง "อย่างนั้ นเขาเรียกว่าผีตายซากครับคุณพ่อ เมื่อเร็ว ๆ นี้

ผมก็เคยพบในสวนหลังบ้านเราศพหนึ่ งแห้งแหงแก๋"
ท่านเจ้าคุณนั ยน์ตาเหลือก “ฮ้า คนน่ะเรอะ"
"คางคกครับ " กิมหงวนกล่าวกับสี่สหายหนุ่ม

"ตั้งใจจะพาพวกแกทั้งสี่คนไปเมืองชลด้วยกัน แต่เจ้านั สกับดำารงบังเอิญติด

ธุระก็ช่างเถอะ เจ้านพไปกับลุงนะ แกจะได้เห็นฮวงซุ้ยหรือที่ฝังศพของ

พวกเศรษฐีจีนที่ภูเขาเล็ก ๆ ลูกนั้ น แต่ละแห่งสวยงามมากและลงทุนค่า
ก่อสร้างค่าซื้ อที่ดินนั บแสน"

"ตกลงครับลุง แต่ว่าเราจะกลับมาทันพิธีแต่งงานร้อยเอกสมศักดิเ์ พื่อ

นอ้ายนั สไหมครับ"

“ทันแน่นอน เราจะกลับถึงบ้านอย่างช้าก็บ่ายสองโมงเท่านั้ น คุณอาท่านจะ

ต้องเป็ นผู้สวมมงคลแฝดให้บ่าวสาว ลุงกับพ่อแกกับลุงพลและน้าหมอของ

แกตลอดจนคุณย่าและคุณแม่ของพวกแกจะต้องรดนำ้าอวยพรเขา ส่วนพวก

แกก็เป็ นแขกไชโยกินเลี้ยงตอนคำ่ารับรองว่าต้องกลับมาทัน เอาละ ไป

ทำางานกันเสียทีโว้ยสายแล้ว อย่าลืมว่าพรุ่งนี้ แกต้องไปเมืองชลกับลุงอย่า
เหลวนะอ้ายนพ"

ตอนสายวันต่อมาซึ่งตรงกับวันเสาร์ ในราว ๑๐.๐๐ น คาดิลแล็คเก๋งซึ่ง
ขันโดยเจ้าแห้วก็พาเสี่ยหงวนกับนิ กร พร้อมด้วยเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ ร.อ.นพ
และร.อ.สมนึ กเดินทางมาถึงดินแดนส่วนหนึ่ งนอกเขตเทศบาลของจังหวัด
ชลบุร ี หลังจากที่รถเก๋งคันนี้ เลยเข้าไปในเมืองพาทุกคนไปรับประทาน
อาหารเช้า ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ งมาเรียบร้อยแล้ว

ทางแยกจากทางหลวงตรงไปยังภูเขาเล็ก ๆ ลูกนั้ นเป็ นถนนลูกรัง สภาพ

ของถนนพอใช้ได้ มองดูตามเนิ นเขามีฮวงซุ้ยขนาดใหญ่ซ่ึงเป็ นฮวงซุ้ย

ถาวรหลายแห่ง ทางการได้สงวนที่ดินเหล่านี้ ไว้สำาหรับให้คหบดีชาวจีนซื้ อที่

สร้างฮวงซุ้ยบรรจุศพบรรพบุรุษของเขา ที่เชิงเขามีศาลเจ้าเล็ก ๆ และมีคน
จีน ๒ คนทำาหน้าที่ดูแลฮวงซุ้ยเหล่านี้ ซึ่งเจ้าของฮวงซุ้ยนั ่นเองได้สละเงินให้
ผู้เฝ้ าตามสมควร เมื่อเขาพากันมาเยี่ยมเคารพศพบรรพบุรุษ

สุสานนี้ อยู่ในเขตป่ าโปร่งและสงบเงียบวังเวงตลอดวัน เป็ นที่อยู่อาศัยของ
นกต่าง ๆ

ตลอดจนสัตว์ป่าขนาดเล็กเช่นกระต่ายป่ าหรือแย้ ทุกวันเสาร์

อาทิตย์มีชาวจีนมาเยี่ยมเคารพศพบรรพบุรุษของเขาเสมออย่างน้อยก็หนึ่ ง

ราย บางรายก็นำาอาหารมาเซ่นไหว้ตามประเพณี ถ้าเป็ นวันตรุษสารทแล้ว
ก็มีผู้มาเยี่ยมฮวงซุ้ยเหล่านี้ มากมาย ฮวงซุ้ยทั้งหมดที่เชิงเขาและบนเนิ น
เขามีไม่ถึง ๕๐ แห่งและเป็ นฮวงซุ้ยของผู้ท่ีมีฐานะดี ยิ่งรวยมากฮวงซุ้ยก็
สวยงามใหญ่โตหรูหรามาก

๕๐๐ เมตรหรือครึง่ กิโลเมตรจากทางหลวง คาดิลแล็คเก๋งก็แล่นมาหยุด
หน้าศาลเจ้าแห่งหนึ่ ง ใกล้ ๆ กับรถตรวจการคันหนึ่ งของพวกชาวจีน ทุก

คนพากันลงมาจากรถ เจ้าแห้วถือถาดเงินใบกะทัดรัดบรรจุดอกไม้ธูปเทียน
สำาหรับสักการะดวงวิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊และเจ้าสัวกิมไซสองพี่น้อง

ชาวจีนในวัยกลางคนคนหนึ่ งออกมาจากห้องพักข้างศาลเจ้า พอแลเห็นกิม
หงวนเขาก็ต่ ืนเต้นดีใจอย่างยิ่งรีบเข้ามาหาและทักทายอาเสี่ยด้วยภาษาจีน
แต้จิ๋ว

"อาเสี่ยสบายดีหรือครับ ตั้งแต่ตรุษจีนปี ที่แล้วมาอาเสี่ยพึ่งมาเยี่ยมฮวงซุ้ย

ท่านเจ้าสัววันนี้ "

"ฉันไม่ใคร่ว่าง" เสี่ยหงวนพูดยิ้ม ๆ และส่งธนบัตรสีแดงให้หนึ่ งฉบับ "เส็ง

ไม่อยู่หรือ "

"ครับ เส็งเข้าไปในเมืองครับ ไปซื้ อธูปเทียนและกระดาษเงินกระดาษทอง

มาไว้ขายครับ "

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ "แกพาพวกเราไปที่ฮวงซุ้ยเตี่ยฉันหน่อยซีนะ หา
ชะแลงไปด้วยสักอันหนึ่ ง สำาหรับเปิ ดฝาโลงจำาปาออก ฉันอยากจะดูศพ
เตี่ยและอาแป๊ ะของฉัน"

นายฮวดผู้ดูแลสุสานวัย ๔๐ ปี ทำาหน้าตื่น ๆ "จะเปิ ดดูทำาไมครับอาเสี่ย
ท่านเท่งทึงไปนานแล้วตั้งแต่ผมรุ่นหนุ่มและเตี่ยผมยังไม่ตายเป็ นผู้ดูแล

ฮวงซุ้ยที่น่ี นับเป็ นเวลา ๒๐ ปี มาแล้ว ป่ านนี้ ก็เหลือแต่กระดูกแหละครับ
แม้แต่เสื้ อผ้าก็ผุพังเปื่ อยไปหมด"

อาเสี่ยพูดตัดบท "เอาเถอะน่า ฉันมีเหตุผลบางอย่างที่ฉันอยากจะดูศพเตี่ย
ของฉันและอาแป๊ ะด้วย ถึงแม้ว่าจะเหลือแต่กระดูกก็ขอให้ได้เห็นเถอะ"

"ครับ ครับ เชิญอาเสี่ยล่วงหน้าไปก่อนครับ ผมจะไปเอาชะแลงในบ้าน

ผม"

แดดร่มเพราะมีหมู่เมฆปิ ดบังดวงอาทิตย์ทำาให้บริเวณเชิงเขาเย็นสบาย เจ้า
คุณปั จจนึ ก ฯ เดินนำาหน้าพาสองสหายกับนพและสมนึ กกับเจ้าแห้วตรงไปที่
ภูเขาลูกนั้ นและค่อย ๆ ขึ้นไปบนเนิ นเขาโดยแทบจะไม่รู้สึกตัวเพราะภูเขามี
ความลาดเพียงเล็กน้อย นายฮวดชายกลางคนแต่ยังแข็งแรงถือชะแลงวิ่ง
เหยาะ ๆ ติดตามมา

บนที่ราบเนิ นเขาแห่งหนึ่ งสูงจากพื้ นดินไม่เกิน ๕ เมตร ฮวงซุ้ยที่ใหญ่โต

มัน
่ คงแข็งแรงสวยงามเด่นกว่าฮวงซุ้ยของคนอื่นมีรวั ่ เหล็กโปร่งล้อมรอบใน
เนื้ อที่ดิน ๒๕ ตารางวาคือที่บรรจุศพเจ้าสัวกิมเบ๊และเจ้าสัวกิมไซสองพี่น้อง
ผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่ความสำาคัญของฮวงซุ้ยนี้ อยู่ท่ีเจ้าสัวกิมเบ๊ อดีตมหา

เศรษฐีเป็ นบิดาของกิมหงวนมากกว่า อาเสี่ยได้ลงทุนสร้างฮวงซุ้ยนี้ พร้อม
ทั้งซื้ อที่ดินเป็ นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาทในสมัยที่เงินยังแพงอยู่

ฮวงซุ้ยหินอ่อนสูง ๒ เมตรครึง่ สร้างแบบฮวงซุ้ยในเมืองจีนหลังคาโค้งครึง่
วงกลม กว้าง ๔ เมตรยาว ๖ เมตร มีประตูลูกกรงเหล็กใส่กุญแจดอก
ใหญ่ซ่ึงลูกกุญแจนั้ นอยู่ท่ีเสี่ยหงวน สองข้างประตูมีสิงโตหินสองตัวนั ่ง

อมยิ้มทำาหน้าที่คล้ายกับเป็ นยามรักษาสุสานนี้ รอบบริเวณฮวงซุ้ยตกแต่ง

สวยงามมาก มีภูเขาจำาลอง มีตุ๊กตารูปคนและสัตว์อยู่บนภูเขา ริมรั้ว

เหล็กปลูกพันธ์ุไม้ดอกเรียงรายนั บตั้งแต่เยอบีร่า เบญจมาศ ไวโอเล็ต
กุหลาบ ซึ่งนายฮวดและนายเส็งคนเฝ้ าสุสานช่วยกันทำาสวนพรวนดินดาย

หญ้าและอาเสี่ยได้ส่งเงินมาให้คนละ ๕๐๐ บาททุกเดือน ดังนั้ นฮวงซุ้ยของ
เจ้าสัวกิมเบ๊จึงมีความสวยงามที่สุด ถึงกับเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ ออกปากว่า

"เห็นฮวงซุ้ยของเตี่ยแกและลุงแกแล้วอาอยากตายโว้ยอ้ายหงวน ถ้าหากว่า

อาตายแกเอาศพอามาไว้ท่ีน่ี นะ มันสงบเงียบรื่นรมย์มาก อาจะได้คุยกับ
เตี่ยแกและลุงของแก"

นิ กรว่า "คุณพ่อเป็ นคนไทยตายแล้วต้องเผาซีครับ "

ท่านเจ้าคุณค้อนควับ "ไม่เอา ร้อนจะตายโหง เผามันทารุณมาก" แล้ว
ท่านก็หันมาทาง ร.อ.นพ

"ตาสัง
่ ไว้เสียก่อนเจ้านพ ถ้าตาตายอย่าเผาตาเป็ นอันขาด ต้องเอาศพมาไว้

ที่น่ี "

นพหัวเราะเบา ๆ
"จ้างเขาสตั๊ฟไว้ดีไหมครับแล้วเอาคุณตาไว้ในห้องพิพิธภัณฑ์ พวกเราจะได้

รู้สึกเหมือนกับว่าคุณตายังไม่ตาย"
"สตั๊ฟ ......."
"ครับ "

"สตั๊ฟคนใครเขาจะรับทำาวะ "

นิ กรพูดเสริมขึ้น

"ถ้ายังงั้นก็ทำามัมมี่เก็บไว้ท่ีบ้านเป็ นอย่างไรครับ "

เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ หันมาทางนิ กร

"แกคิดว่าการทำามัมมี่หรือศพอาบยาแบบไอคุปต์ทำาได้ง่าย ๆ หรือ "

"จะยากอะไรครับ ผ่าท้องควักเอาตับไตไส้พุงออกล้างนำ้าให้สะอาดเอาเกลือ

ป่ นโรยตัวคุณพ่อให้ทัว่ ตากแดดไว้สักวันแล้วโรยข้าวคัว่ สับเป็ นท่อน ๆ ยัด
ใส่ไห ราวสองเดือนก็หลนกินได้"
เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ ทำาตาปริบ ๆ
"นั ่นน่ะเรอะมัมมี"่

"ครับ มัมมี่แบบอีสานยังไงละครับ อาหารคู่บ้านคู่เมืองของไทยเราก็คือนำ้า

พริกปลาร้า "

อาเสี่ยกิมหงวนพาทุกคนเดินชมรอบนอกบริเวณฮวงซุ้ยจนทัว่ แล้วเขาก็แจก
เงินนายฮวดอีก ๕๐๐ บาทสัง่ ให้ไปแบ่งให้นายเส็งครึง่ หนึ่ งเป็ นรางวัลพิเศษ
ที่ท้ ังสองคนเอาใจใส่ในฮวงซุ้ยของบิดาเขา

ใน ที่สุดกิมหงวนก็ไขกุญแจเย็ลล็อคดอกใหญ่ท่ีประตูเหล็กหน้าฮวงซุ้ยเปิ ด
ออก เนื่ องจากตอนบนหลังคาฮวงซุ้ยบางแห่งมีแผ่นกระจกหนาแสงสว่าง

จึงลอดผ่านลงไปใน ฮวงซุ้ยตลอดวันและช่องระบายลมก็ช่วยถ่ายเทอากาศ
ให้บริสุทธิ์ ถึงแม้ฮวงซุ้ยนี้ สร้างมา ๒๐ กว่าปี แล้วก็เป็ นฮวงซุ้ยหินอ่อนปน
คอนกรีตมัน
่ คงแข็งแรงสวยงามสะดุดตามาก

ศพของเจ้าสัวกิมเบ๊ต้ ังอยู่บนเตียงทางขวากลางห้อง ศพของเจ้าสัวกิมไซพี่

ชายอยู่ทางซ้าย โลงจำาปาทั้งสองโลงสีดำามะเมื่อมเป็ นหีบศพที่มัน
่ คงแข็ง
แรงที่สุดเพราะทำาจากซุงทั้งต้นราคาของมันจึงแพงมาก ส่วนโลงไม้

สี่เหลี่ยมผืนผ้านั้ นไม่สู้จะแข็งแรงนั ก ผีบางรายขึ้นเต็มที่ทำาให้โลงแบะออก
ผีกลิ้งออกมาจากโลง พระเจ้าที่กำาลังสวดศพเผ่นจีวรปลิวไปตามกัน ผู้คน
วิ่งล้มลุกคลุกคลานไปคนละทาง แต่โลงจำาปานั้ นเจ้าภาพจะต้องมีเงินถัง

ศพทั้งสองอยู่ห่างจากกันเกือบ ๒ เมตร ปลายเตียงตั้งศพนั้ นมีโต๊ะตั้งอยู่

กลางเตียงทั้งสองวางกระถางธูปเทียนและมีโต๊ะสี่เหลี่ยมอีกโต๊ะหนึ่ งสำาหรับ
วางเครื่องเซ่น

ทุกคนรวมทั้งนายฮวดต่างเข้ามาอยู่ในฮวงซุ้ยหินอ่อนของสองเจ้าสัวผู้ย่ิง
ใหญ่ในอดีต ถึงแม้เจ้าสัวกิมไซไม่รำ่ารวยเหมือนน้องชายแต่ใคร ๆ ก็รวู้ ่าเขา
เป็ นพี่ชายของเจ้าสัวกิมเบ๊มหาเศรษฐีพ่อค้าจีนคนสำาคัญ

สมนึ กมองดูโลงจำาปาทั้งสองโลงแล้วกระซิบถามบิดาของเขาเบา ๆ "ศพ

ไหนครับก๊งใหญ่และศพไหนก๊งเล็กของผม " อาเสี่ยกลืนนำ้าลายเอื๊อก "ก๋ง
โว้ยไม่ใช่ก๊ง ก๊งนะมันเครื่องตวงเหล้าที่เขาตวงขายหนึ่ งก๊งสองก๊ง ส่วนก๋ง
แปลว่าป่ ูหรือตา "

"อ้อ อ้ายนพมันบอกผมว่าเมื่อก่อนเขาเรียกก๋งแต่เดีย
๋ วนี้ เขาเรียกก๊ง "

"เชื่อมันซิ" แล้วเสี่ยหงวนก็อธิบายให้ลูกชายของเขาฟั ง "ทางขวานั ่นคือก๋ง

แท้ ๆ ของแก แต่เป็ นน้องของก๋งใหญ่ ทางซ้ายน่ะก๋งใหญ่คือเป็ นลุงของ
เตี่ยและมีศักดิเ์ ป็ นก๋งแกเหมือนกัน"

ทุกคนต่างขอธูปเทียนและดอกไม้จากเจ้าแห้ว แล้วทรุดตัวนั่งจุดธูปเทียน

สักการะดวงวิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊และเจ้าสัวกิมไซสองพี่น้องผู้ล่วงลับไป
แล้ว ภายในฮวงซุ้ยสงบเงียบ เสียงเสี่ยหงวนพูดพึมพำาเบา ๆ
"เตี่ยจ๋า เมื่อเตี่ยมีชีวิตอยู่ฉันได้ล้างผลาญเตี่ยและขัดใจเตี่ยทำาให้เตี่ยหัวเสีย

เพราะฉันตลอดเวลา แต่ฉันเป็ นลูกคนเดียวของเตี่ย ฉันจะเป็ นจิ้งจกหรือ
เป็ นตะเข้ เตี่ยก็รก
ั และกรุณาฉัน อย่างไรก็ตามพอเตี่ยเท่งทึงฉันได้

ปกครองทรัพย์สมบัติอันมากมายของเตี่ย ฉันก็สามารถบริหารธุรกิจการค้า
แทนเตี่ยได้เป็ นอย่างดีและบัดนี้ กรรมได้สนองฉันแล้ว อ้ายตี๋ลูกของฉันคือ

หลานของเตี่ยกำาลังตั้งหน้าล้างผลาญฉันเหมือนกับฉันเคยรีดและไถเตี่ยเมื่อ
ครั้งก่อน เตี่ยจ๋า คุณอาหญิงท่านบอกว่าเตี่ยไปหาท่าน เตี่ยบอกท่านว่า
ร่างของเตี่ยไม่เน่าไม่เปื่ อย เตี่ยอึดอัดใจที่ทนทุกข์ทรมานอยู่ในฮวงซุ้ยนี้

อยากจะให้ฉันรับศพเตี่ยไปไว้ที่บ้าน "พัชราภรณ์" บัดนี้ เราได้มาดูศพเตี่ย
แล้ว ถ้าไม่เน่าไม่เปื่ อยจริงเราก็จะรับศพไปไว้บ้านวันนี้ แหละ แต่เตี่ยต้อง

สัญญาว่าเตี่ยจะไม่หลอกหลอนพวกเราให้ตกอกตกใจ ถ้าขอร้องไม่เชื่อฉันก็
จะจ้างหมอผีมาจับเตี่ยใส่หม้อเอาไปถ่วงแม่น้ ำา ไปอยู่ก็ต้องอยู่อย่างสงบ

แล้วฉันจะจัดเครื่องเซ่นให้เตี่ยกินทุกมื้ อ ส่วนฝิ่ นถ้าพอจะหาได้ฉันก็จะหา
ให้สบ
ู "

เทียนขี้ผ้ ึงหลายเล่มถูกปั กไว้บนราวเทียน ส่วนธูปกระแจะปั กไว้ในกระถาง
ดอกไม้สดปั กไว้ในแจกัน กลิ่นธูปและควันเทียนหอมตลบทัว่ ฮวงซุ้ย ต่อ
จากนั้ นทุกคนก็ลุกขึ้นยืน อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับนายฮวดเป็ นภาษาไทย

“ฮวดโว้ย แกงัดฝาโลงอาแป๊ ะออกได้แล้ว ฉันจะดูศพอาแป๊ ะของฉันก่อน

แล้วค่อยดูศพเตี่ยฉัน"

ร.อ.นพกระซิบกระซาบกับบิดาของเขา "ออกไปเดินเล่นข้างนอกดีไหมครับ
พ่อ ยังไงก็ปลอดภัยไว้ก่อน"

นิ กรยิ้มแห้ง ๆ กระซิบกับลูกชายของเขาเช่นเดียวกัน "อาแป๊ ะกับเตี่ยเป็ น
ผีตายซากไม่น่ากลัวอะไรหรอกเท่าที่พ่อเรียนรู้มา ผีตายซากไม่ดุเพราะยัง

ไม่ได้เผา แต่ถ้าพึ่งตายเรียกว่าผีดิบหรือตายแล้วสามสี่วันกำาลังขึ้นอื้ ดทืดดุ
มาก ผีสุกคือผีท่ีเผาแล้วก็ดุ"

นพนิ่ งฟั งด้วยความสนใจ "แล้วผีดิบ ๆ สุก ๆ ล่ะครับ "

"แกถามอย่างนี้ ฉันจนปั ญญาโว้ย ผีดิบก็ผีดิบผีสุกก็ผีสุก ผีดิบ ๆ สุก ๆ

ไม่เคยมี"

เสี่ยหงวนพานายฮวดเดินไปที่หีบศพของเจ้าสัวกิมไซ เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ
กับเสี่ยตี๋ตามเข้าไปด้วย นิ กรกับนพและเจ้าแห้วไม่กล้าเข้าไป ต่างยืน
สังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ

เจ้าแห้วมีปัญหาเกิดขึ้นก็กระซิบถามนิ กร

"รับประทานสมมุติว่าอาแป๊ ะลุกขึ้นมาจากโลงเราจะทำาอย่างไรล่ะครับ "
"ปูโธ่" นิ กรเอ็ดตะโร

"ปั ญหาหญ้าปากคอกแบบนี้ แกไม่น่าจะถามฉันเลยโว้ย ลุกออกมาจากโลง

เราก็เผ่นซีวะแบบตัวใครตัวมัน"
เจ้าแห้วยิ้มแห้ง ๆ

"รับประทานผมก็ว่าอย่างนั้ น"

นายฮวดเริม
่ งัดแงะฝาโลงจำาปาออกแล้ว เริม
่ ต้นด้วยการดึงผ้าพลาสเต้อที่
ปิ ดรอบ ๆ ฝาโลงออกก่อน ผ้านี้ เก่ามากจนเปื่ อยและหมดยางแล้วดึงเบา

ๆ ก็หลุด ต่อจากนั้ นเขาก็ใช้ปลายชะแลงค่อย ๆ งัดฝาโลงจนตะปูเผยอขึ้น
ทีละน้อยแล้วใช้ร่องปลายชะแลงถอนตะปูออกโดยไม่ยากลำาบากอะไร

นิ กรนึ กอยากดูศพเจ้าสัวกิมไซผู้เป็ นลุงของกิมหงวนขึ้นมาก็ยกมือจับแขน
ร.อ.นพลูกชายของเขาพาเดินเข้าไปยืนข้างหลังท่านเจ้าคุณกับเสี่ยหงวนและ
สมนึ ก เจ้าแห้วค่อย ๆ ย่องตามเข้าไป

และแล้วนายฮวดชาวจีนวัยกลางคนผู้แข็งแรงก็ยกฝาโลงจำาปาออกวางพิงไว้
ข้างเตียงนั้ น กลิ่นเหม็นสางของซากศพกระจายคลุ้งไปทัว่ ร่างของเจ้า

สัวกิมไซเหลือแต่โครงกระดูกนอนหงายอยู่ในโลงเสื้ อผ้าผุเปื่ อยขาดวิ่นตาม
กาลเวลาของมัน เนื้ อหนั งมังสาหายไปหมดแล้ว

นิ กรยกมืออุดจมูกแล้วพูดขึ้นดัง ๆ "กลิ่นตุ ๆ ยังไงชอบกลโว้ย"

ท่านเจ้าคุณหันมายกมือขวาเขกกบาลลูกเขยจอมทะเล้นของท่านเสียงดัง
โป๊ ก

"นี่ แนะ"

เสี่ยหงวนถอนหายใจหนั ก ๆ

เขาประนมมือไหว้ลุงของเขาแล้วกล่าวว่า

"คนเราเกิดมาแล้วก็ไม่มีใครหนี ความตายไปพ้นได้ ทุกคนก็ต้องเป็ นอย่างนี้

เมื่อมีชีวิตก็โลดแล่นไปมีแต่ความโลภโกรธหลง อ้า- เป็ นอันว่าร่างของอา

แป๊ ะเน่าเปื่ อยทรุดโทรมไปแล้ว ปิ ดฝาโลงและตอกตะปูตามเดิมเถอะฮวด
เราจะไม่เปิ ดศพอาแป๊ ะออกดูอีกแล้ว"

ใน ๕ นาทีน้ ั นเองฝาโลงจำาปาก็ถูกปิ ดสนิ ทแน่นตามเดิม อาเสี่ยรู้สึกเศร้า

สะเทือนใจไม่น้อยเมื่อได้เห็นร่างโครงกระดูกของเจ้าสัวกิมไซผู้เป็ นลุงของ
เขา เขาบอกตัวเองว่าอาแป๊ ะจะต้องนอนสงบอยู่ในหีบศพและในฮวงซุ้ยนี้
อีกนั บร้อยปี หรือพันปี บางทีอาจจะหลายพันปี ก็ได้ ถ้าหากว่าไม่มีใคร
ทำาลายฮวงซุ้ยของเขา

แล้วเขาก็สัง่ ให้ผู้ดูแลสุสานเปิ ดหีบศพบิดาของเขา ตอนนี้ ทุกคนรู้สึกตื่นเต้น
ไปตามกันเพราะอยากจะรู้ความจริงว่าร่างของเจ้าสัวกิมเบ๊เน่าเปื่ อยหรือเปล่า
ถ้าหากว่ายังคงรูปอยู่ในสภาพเดิมก็นับว่าเป็ นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์อย่างยิ่ง

การเปิ ดฝาโลงจำาปาด้วยชะแลงเหล็กเป็ นงานง่าย ๆ สำาหรับนายฮวด เพียง
ครู่เดียวเขาก็ยกฝาโลงเจ้าสัวกิมเบ๊ออกวางพิงไว้ข้างเตียง

แสงสว่างที่ส่องผ่านกระจกบนหลังคาฮวงซุ้ยเข้ามาทำาให้ทุกคนยืนตะลึงไป

ตามกัน แม้กระทัง่ นายฮวดก็แสดงท่าตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว เจ้า
คุณปั จจนึ ก ฯ กิมหงวน นิ กร นพ สมนึ กและเจ้าแห้วกับนายฮวดต่าง
จ้องตาเขม็งมองดูศพเจ้าสัวกิมเบ๊โดยไม่ยอมกระพริบตา

มันเป็ นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็ นไปได้แต่ก็เป็ นไปแล้ว ร่างของชายชราคือเจ้า
สัวกิมเบ๊ยังคงอยู่ในสภาพเดิม มีการเปลี่ยนแปลงก็แต่เพียงเนื้ อหนั ง

เหี่ยวแห้งไป ใบหน้าซีดเซียวไม่มีเลือด แต่ก็เหมือนกับคนแก่ท่ีกำาลังนอน

หลับสนิ ทในท่านอนหงาย กางเกงแพรดำาปั งลิ้นและเสื้ อกุยเฮงสีขาวอันเป็ น
ชุดที่กิมหงวนแต่งให้ก่อนที่จะนำาลงหีบเปื่ อยและขาดวิ่นเหลือเป็ นชิ้นเล็ก ๆ
บางชิ้นปกปิ ดอยู่ตามร่างกายของเจ้าสัวกิมเบ๊

ที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือเส้นผมอันขาวโพลนของเจ้าสัวยาวลงมาปรกบ่า

ทั้งสองข้าง ทั้ง ๆ ที่วน
ั ตายตัดผมสั้นเกรียน หนวดเคราก็ยาวออกมาอย่าง
ผิดปรกติ ทั้งหนวดและเคราขาวเป็ นสำาลี เครายาวเลยหน้าอก เล็บนิ้ วมือ
และเล็บเท้าก็ยาวออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ เล็บข้างหนึ่ งยาวประมาณ ๒ นิ้ ว

เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองดูเสี่ยหงวน พอสบตากับอาเสี่ย
ท่านก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนั ก ๆ

์ รือกุศลผลบุญที่
"เตี่ยของแกกลายเป็ นเซียนไปแล้วอ้ายหงวนด้วยบุญฤทธิห
สร้างไว้ทำาให้เจ้าสัวตายไปแล้วไม่เน่าไม่เปื่ อย ผมเผ้าหนวดเคราและเล็บก็
ยังงอกออกมาจนแทบจะจำาหน้าไม่ได้"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้ง ๆ "เตี่ยผมเป็ นเซียนหรือครับ "

"ใช่ เป็ นผู้มีบุญอย่างล้นเหลือ เราก็เห็นศพเจ้าสัวกิมไซแล้วมีแต่ร่างโครง

กระดูก แต่เตี่ยของแกเหมือนกับคนนอนหลับ ที่ซูบซีดไปก็เพราะร่างกาย
ไม่มีเลือดและตายไปแล้ว"

สมนึ กกล่าวขึ้นด้วยเสียงสัน
่ เครือ "ก๊งผมหน้าตาอย่างนี้ เอง"
อาเสี่ยจุ๊ปาก "ก๊งอีกแล้ว ก๋งโว้ยไม่ใช่ก๊ง"

เสี่ยตี๋หัวเราะ "เผลอไปครับ ผมตื่นเต้นแปลกใจมากที่ผมได้เห็นก๋งของผม
ไม่เน่าไม่เปื่ อยอันเนื่ องจากบุญกุศลของท่าน"

อาเสี่ยพยักหน้าเห็นพ้องด้วย "แกสังเกตดูให้ดีอ้ายตี๋ ก๋งแกไว้หนวดเครา

แบบนี้ หน้าตาบอกให้รู้ว่าเป็ นเซียนหรือเป็ นคนมีบุญ หรือยังไง "

"จริงครับ เหมือนตาแป๊ ะแก่ขายธูปเทียนอยู่ในวัดเล่งเน่ยยี่ หน้าตาคล้าย

ๆ ก๋งนี่ แหละครับ"

อาเสี่ยทำาตาปริบ ๆ "เป็ นยังงั้นไป แกเอาเตี่ยฉันไปเปรียบเทียบกับตาแป๊ ะ
ขายธูป"

พูดจบเขาก็หันมาทางนิ กร "แกรู้สึกยังไงบ้างอ้ายกร"
"บอกไม่ถูกโว้ยคล้ายกับว่ากันฝั นไป เตี่ยตายไปแล้วทำาไมร่างกายไม่เน่าไม่

เปื่ อย ผมและเล็บตลอดจนหนวดเคราก็ยาวออกมาได้คล้ายกับว่าเตี่ยนอน
หลับแบบมาราธอน ขอให้กันเผยอหนั งตาเตี่ยดูหน่อยเถอะวะ"
"ลองดูซี"

นิ กรก้มตัวลงไปและยื่นมือขวาใช้น้ ิ วหัวแม่มือและนิ้ วชี้มือขวาจับนั ยน์ตาซ้าย
ของศพค่อย ๆ แหวกขึ้นทีละน้อย ทันใดนั้ นเองศพเจ้าสัวก็ยกมือขวาปั ด
มือนิ กรเต็มแรงแล้วตวาดแว็ด
"เล่งยังงี้ล่ายเรอะ"

เท่านี้ ทุกคนก็โกยอ้าววิ่งออกไปจากฮวงซุ้ยด้วยความรักตัวกลัวผีเจ้าสัวกิมเบ๊
ซึ่งทุกคนก็ได้ยินเสียงเจ้าสัวพูดอย่างถนั ดและพูดเสียงดังมาก แม้กระทัง่
นายฮวดซึ่งเป็ นคนไม่กลัวผีเพราะมีหน้าที่เฝ้ าสุสานก็พลอยเสียขวัญเผ่น
ออกมา

เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ มองดูหน้ากิมหงวนคล้ายกับจะค้นความจริงจากใบหน้า
ของอาเสี่ย แล้วท่านก็ถามว่า

"แกแกล้งทำาเป็ นเสียงผีเตี่ยแกหลอกพวกเราเล่นใช่ไหม"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น "โธ่- ให้ผมลากเลือดลงแดงตายซีครับ ผมไม่ได้พูด
เลย"

ท่านเจ้าคุณหันมาทางเสี่ยตี๋

"หรือแกพูด ถ้าพูดก็รบ
ั เสียตามตรง "

ร.อ.สมนึ กฝื นหัวเราะ "คุณป่ ูเห็นหรือเปล่าตอนที่อากรก้มตัวลงไปแหกตา
ก๋งผม"

"หา ตอนนั้ นไม่ทันสังเกตหรอก"
"แต่ผมเห็นครับ ผมเห็นอากรเอามือขวาค่อย ๆ แหกตาข้างซ้ายของก๋งขึ้น

ก๋งยกมือขวาขึ้นปั ดมืออากรเต็มแรงแล้วดุอากรว่า... เล่งยังงี้ล่ายเรอะ ผม

เห็นปากก๋งปะหงับ ๆ ตอนพูดผมก็เลยเผ่นออกมาจากฮวงซุ้ยเป็ นคนแรก"
นิ กรทำาท่าขนพองสยองเกล้า เขากล่าวกับเสี่ยหงวนว่า

"เตี่ยเอามือปั ดแขนกันจริง ๆ ว่ะแล้วก็ดุกันซึ่งเตี่ยคงจะรำาคาญที่กันไปแหก

ตาท่าน"

เสี่ยหงวนฝื นยิ้มอย่างยากเย็น "ถ้ายังงั้นเตี่ยกันก็ดุน่ะซิ"

นิ กรว่า "ขึ้นชื่อว่าผีก็ดุท้ ังนั้ นแหละเพื่อนแต่ดุมากหรือดุน้อย เขาพูดกันว่า
ผีตายซากไม่ดุเลิกเชื่อกันที บรื๊อว

ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันสักครู่ กิมหงวนก็กล่าวกับเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ เป็ นเชิง
ปรึกษาหารือหรือขอความเห็นจากท่าน

"เราทุกคนได้เห็นแล้วว่าเตี่ยยังอยู่ในสภาพมนุ ษย์ธรรมดาคือไม่เน่าไม่เปื่ อย

ผมจะรับศพเตี่ยไปกรุงเทพ ฯ ในวันนี้ ดีไหมครับคุณอา "

ท่านเจ้าคุณนิ่ งคิดสักครู่ "ถ้าไม่มีอะไรขลุกขลักก็ควรจะเอาไปและไปไว้ท่ี

กระท่อมท้ายสวนหลังบ้านก่อน จนกว่าแกจะเรียกช่างมาสร้างศาลแบบเก๋ง
จีนให้เรียบร้อย เจ้าสัวกิมเบ๊จะได้มีที่อยู่อาศัยอย่างสูขสบาย "

เสี่ยหงวนหันมาทางนายฮวดผู้ดูแลสุสาน "ฮวดโว้ย แกใช้เวลาสักหนึ่ ง

ชัว่ โมงเข้าไปในเมืองหาเช่ารถบรรทุกขนาดกลางสักคันหนึ่ งมาที่น่ี เพื่อรับศพ
เตี่ยกันเอาไปกรุงเทพ ฯ แกพอจะหาเช่าได้ไหม บอกกับเขาตามตรงว่า
จ้างบรรทุกศพที่สุสานนี้ "

"พอหาได้ครับเสี่ย แต่ราคาอาจจะแพงหน่อยเพราะการบรรทุกศพเขา

รังเกียจ เว้นแต่ได้ราคาตามที่เขาต้องการ "
อาเสี่ยพูดตัดบท

"เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึงเท่าไหร่เท่ากัน รีบไปรีบมานะ พวกเรามีธุระทาง

กรุงเทพ ฯ ที่จะต้องทำาในตอนบ่าย"

สมนึ กเอื้ อมมือเขี่ยแขนบิดาของเขาแล้วพูดเสริมขึ้น "บอกนายฮวดให้จ้าง
แตรวงมาสักวงไม่ดีหรือครับเตี่ย สำาหรับแห่ศพก๋ง "
เสี่ยหงวนตวาดแว็ด "ไม่ต้องโว้ย"

นายฮวดส่งชะแลงเหล็กให้เจ้าแห้วแล้วพาตัวลงไปที่เชิงเขา เขาต้องเดินไป

ขึ้นรถประจำาทางที่ทางหลวงแต่ระยะทางครึง่ กิโลเมตรสำาหรับนายฮวดไม่ไกล

อะไรเลย เขาเดินออกไปกินกาแฟหรือไปจ่ายของที่ตลาดเล็ก ๆ วันหนึ่ งตั้ง
สามสี่เที่ยวจนเคยชิน

เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ พาทุกคนกลับเข้าไปในฮวงซุ้ย ต่างเข้ามายืนจับกลุ่มมอง
ดูศพเจ้าสัวกิมเบ๊ด้วยความแปลกใจที่ร่างของเจ้าสัวไม่เน่าเปื่ อย นอกจากนี้
ผมกับเล็บและหนวดเครางอกออกมาได้ ร.อ.สมนึ กแลเห็นสร้อยคอทองคำา
หนั กประมาณ ๓ บาทอยู่ท่ีคอศพ เขาก็ถามเตี่ยของเขา
"สายสร้อยที่คอก๋งมีพระหรือเปล่าครับเตี่ย "

"มีอยู่สององค์ สมเด็จวัดระฆังองค์หนึ่ ง ทุ่งเศรษฐีอีกองค์หนึ่ ง เป็ นพระ

ชั้นเยี่ยมที่ก๋งของแกใช้ประจำาตัวจนวันตาย"

เสี่ยตี๋ย้ ิมแห้ง ๆ "ผมแกะ

ออกเอาไว้ใช้นะครับ อยู่ที่ก๋งก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะท่านตายไปแล้ว
ให้ผมไว้ใช้ดีกว่านะครับ " อาเสี่ยพยักหน้า

"ก็เอาซี อยากได้ก็ไหว้ก๋งขอท่านเสียก่อน อยู่กับแกต้องรักษาไว้ให้ดีนะ

อ้ายนึ ก ก๋งของแกน่ะท่านรักษาข้าวของของท่านดีท่ีสุด แม้แต่ผ้าขาวม้านุ่ง
อาบนำ้าท่านใช้ได้ต้ ัง ๑๐ ปี ท่านรำ่ารวยเป็ นมหาเศรษฐีก็เพราะรู้จักประหยัด
นั่นเอง"

ทุกคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน สมนึ กประนมมือไหว้ระหว่างอกจ้องมองดู
หน้าคุณป่ ูหรือก๋งของเขา ซึ่งนอนหลับตาพริ้มอยู่ในโลงจำาปาแล้วเขาก็พูด
พึมพัมเบา ๆ "ก๋งครับ ผมขอสายสร้อยกับพระของก๋งนะครับ "

ทุกคนสะดุ้งเฮือกและถอยหลังกรูดเมื่อแลเห็นผีตายซากลืมตาโพลง สม

นึ กคนเดียวยืนนิ่ งเฉยแต่ใบหน้าซีดเผือกเส้นผมบนศีรษะตั้งชัน "อ๋อย" เสี่ย
ตี๋คราง "ทำาไมก๋งล้อผมอย่างนี้ ละครับ"

ผีตายซากยิ้มเล็กน้อยและพูดพึมพัม "ก๋งอยากเห็นหน้าเอ็ง"

นิ กรกับนพโกยอ้าวออกไปนอกฮวงซุ้ยเจ้าแห้วติดตามไปด้วย เจ้าคุณปั จ

จนึ ก ฯ กับเสี่ยหงวนและสมนึ กวิ่งแข่งกันออกไปด้วยความหวาดกลัวเหลือที่
จะกล่าว ทุกคนออกมายืนรวมกลุ่มข้างสิงโตหินห่างจากประตูฮวงซุ้ยราว ๒
เมตร ต่างมองดูหน้ากันด้วยความหวาดหวัน
่ เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ ทำาหน้า
ครึง่ ยิ้มครึง่ แหย

"เตี่ยแกไม่ใช่ย่อยโว้ยอ้ายหงวน"
"นั ่นนะซีครับ" อาเสี่ยพูดเสียงสัน
่ เครือ "ถ้าเชิญศพไปไว้ท่ีบ้านเราเตี่ยคงจะ

หลอกหลอนคนในบ้านแน่ ๆ แบบนี้ เป็ นผีดิบไม่ใช่ผีตายซากนี่ ครับ" ท่าน
เจ้าคุณเห็นพ้องด้วย "ก็ควรจะเป็ นอย่างนั้ น เมื่อเราเชิญศพไปไว้ท่ีบ้าน

พรุ่งนี้ แกก็ควรนิ มนต์พระมาสวดมนตร์และถวายภัตตาหารเช้าทำาบุญอุทิศ
ส่วนกุศลไปให้เจ้าสัว เจ้าสัวก็คงไม่หลอกหลอนใครเพราะพวกเราก็ล้านแต่
ญาติพ่ีน้องลูกหลานของท่าน ถ้าจะหลอกก็คงหลอกอ้ายแห้วคนเดียว"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก "รับประทานอย่าพูดอย่างงี้ซีครับผมยิ่งใจไม่ดีอยู่ เจ้า

สัวท่านดุจริง ๆ นะครับ ตอนที่ทา่ นลืมตาขึ้นมาเมื่อกี้น้ ี ผมตกใจแทบชัก "

นิ กรพูดเสริมขึ้น "ฉันก็เหมือนกันโว้ย" เสี่ยหงวนพยายามปลอบใจตนเอง
ให้เข้มแข็งแล้วกล่าวกับทุก ๆ คนว่า

"เข้าไปในฮวงซุ้ยเถอะ ช่วยกันปิ ดฝาโลงให้เรียบร้อยและช่วยกันยกหีบศพ

ลงไปที่เชิงเขา เราหกคนพอจะยกไหวถึงแม้ว่าโลงจำาปาจะหนั กหน่อย

นายฮวดไปตามรถมาจะได้นำาศพเตี่ยขึ้นบรรทุกรถรีบกลับบ้านเรา อย่ากลัว
เตี่ยเลยวะ แกคงล้อพวกเราเล่นสนุ ก ๆ เท่านั้ น"

ทุกคนพากันเดินรวมกลุ่มเข้าไปในฮวงซุ้ยอย่างหวาด ๆ
เสี่ยตี๋แล้วถามว่า

"ไม่เอาหลวงพ่อกับสร้อยคอที่คอก๋งแกหรืออ้ายนึ ก"

นิ กรพยักหน้ากับ

สมนึ กทำาท่าขนพอง

สยองเกล้า "ไม่ละครับ อากรอยากได้ก็แกะเอาซีครับ " นิ กรสะดุ้งโหยง
"โอ๊ย ขืนยืนมือลงไปก๋งแกก็คงตะครุบมือฉันไว้เท่านั้ น"

เสี่ยหงวนยกฝาโลงขึ้นปิ ดหีบศพบิดาของเขาและสัง่ ให้เจ้าแห้วช่วยตอกตะปู
ให้ โดยใช้ชะแลงเหล็กตอกเบา ๆ ตะปูก็ฝังลงไปในเนื้ อไม้อย่างง่ายดาย

อาเสี่ยรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เตี่ยของเขามีฐานะเหมือนเซียนผู้วิเศษ ตาย
ไปตั้ง ๒๐ กว่าปี แล้ว ร่างกายยังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่เน่าเปื่ อยซึ่งไม่น่าจะ
เป็ นไปได้ มิหนำาซำ้าหนวดเคราผมและเล็บยังงอกออกมาอีก

ศพเจ้าสัวกิมเบ๊อดีตมหาเศรษฐีคนสำาคัญเดินทางมาถึงบ้านพัชราภรณ์โดยรถ

บรรทุกขนาดกลางคันหนึ่ งในเวลา ๑๓.๓๐ น. เสี่ยหงวนรีบข้นไปพบกับคุณ
หญิงวาดบนห้องโถงตึกใหญ่ ขณะที่ทา่ นนั่งพักผ่อนสนทนากับสี่นางอยู่ใน
ห้องนั้ น คุณหญิงวาดทราบจากอาเสี่ยว่า เจ้าสัวกิมเบ๊ไม่เน่าไม่เปื่ อย

เหมือนอย่างที่มาหาท่าน ท่านก็ต่ ืนเต้นแปลกใจไม่น้อย ซึ่งสี่นางก็เช่น
เดียวกัน

"อา คิดว่าระหว่างที่เธอยังไม่ได้สร้างที่อยู่ให้เจ้าสัว เธอควรจะเชิญศพเจ้าสัว

ไปไว้ท่ีบังกาโลหลังเล็กทางหลังบ้านเราก่อนไม่ดีหรือ เอาไว้ที่กระท่อมท้าย
สวนรู้สึกอย่างไรชอบกลไม่สมเกียรติ เลย"
เสี่ยหงวนยิ้มให้คุณหญิงวาด

"ไม่เป็ นไรหรอกครับคุณอา ให้เตี่ยอาศัยอยู่

ที่กระท่อมท้ายสวนสัก ๑๐ วัน ช่างเขาคงสร้างที่อยู่แบบเก๋งจีนเสร็จ

เรียบร้อย แถวริมสระใหญ่นั่นแหละครับค่อยสงบเงียบหน่อย จะเอาไปไว้ท่ี
บังกะโลก็ไม่เหมาะ คนไทยเขาถือเรื่องเอาผีเข้าบ้าน สำาหรับกระท่อมท้าย
สวนผมก็จะรื้ อและสร้างให้ใหม่ "

นวลลออว่า "นิ มนต์พระมาสวดมนตร์และฉันเช้าพรุ่งนี้ สัก ๙ องค์เถอะนะ
คะเฮีย"

"จ้ะ เฮียก็ต้ ังใจไว้แล้ว ตอนเย็นจะให้อ้ายแห้วไปนิ มนต์ท่านพระครูท่ีวัด

ธาตุทองให้ท่านนิ มนต์พระไว้อีก ๘ องค์ ถ้ายังไงก็ถวายเงินมัดจำาให้ท่านไว้
เสียเลย" นวลลออหัวเราะ

บ้าแล้ว พระท่านไม่ใช่นักแสดงหรือมีอาชีพในทางหนึ่ งทางใด ใครนิ มนต์
ท่านท่านก็ต้องรับนิ มนต์ เรื่องปั จจัยใครจะถวายท่านมากน้อยเพียงใดก็สุด
แล้วแต่จะศรัทธา "

คุณหญิงวาดหันไปทางสี่นาง "ไปดูเจ้าสัวกันเถอะ ให้พ่อหงวนเปิ ดโลงให้

เราดูคนที่มีบุญตายไปตั้งนานร่างกายไม่เน่าไม่เปื่ อยหายากเต็มทน มีแต่พอ
สิ้นลมก็เหม็นแล้ว พระสวดคืนที่สามส่งกลิ่นออกมานอกโลงเหม็นอู้ไปทั้ง
วัด" อาเสี่ยยิ้มให้คุณหญิงวาด

"เชิญซีครับ รถศพจอดอยู่ข้างตึกเล็ก ผม

อยากจะให้นวลช่วยยกศพด้วย ในฐานะที่นวลเป็ นลูกสะใภ้ของเตี่ย"
นั นทาพูดเสริมขึ้น

"นั นกับน้องไพและคุณภาช่วยยกหีบศพด้วยค่ะ พวก

เราก็เหมือนกับลูกหลานของท่านเหมือนกัน เตี่ยมีชีวิตอยู่ก็เมตตารักใคร่

เราทุกคน มาที่บ้านเก่าที่ถนนพญาไททีไรแจกเงินอย่างน้อยคนละสองพัน
วันเกิดของใครท่านก็ให้ของขวัญแพง ๆ "

ทุกคนต่างลุกขึ้นพากันเดินออกจากห้องโถงทางด้านหลังตึก ลงบันไดหลัง

ตึกตรงไปที่ตึกใหม่หรือตึกเล็กอันเป็ นที่อยู่ของลูกชายสี่สหาย คาดิลแล็ค

เก๋งและรถบรรทุกศพจอดอยู่บนถนนคอนกรีตข้างตึก นิ กรกับนพ สมนึ ก
เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ และเจ้าแห้ว ยืนจับกลุ่มกันอยู่รม
ิ ถนนใต้ร่มเงาของต้น
หางนกยูง คนขับรถซึ่งเป็ นชายหนุ่มวัยเบญจเพศยืนอยู่ด้วย

กิมหงวนเข้ามาหาคนขับรถบรรทุกศพ และส่งธนบัตรใบละ ๑๐๐ บาท ให้

ปึ กหนึ่ ง

"เราตกลงกัน ๘๐๐ บาท อั๊วแถมให้ลื้อ ๒๐๐ บาท เป็ น ๑,๐๐๐ บาท เสีย

เวลานิ ดหน่อยอย่าว่ายังโง้นยังงี้เลยนะ ศพไม่ใช่ผักปลาพอมาถึงที่จะได้เอา
ตีนเขี่ยลงจากรถ" คนขับรถยกมือไหว้อย่างนอบน้อมแลรับเงินจากเสี่ยหง
วนด้วยความดีใจ

"ขอบพระคุณครับ เชิญเจ้านายตามสบายเถอะครับ ลง

แถมเงินให้ผมอย่างนี้ อีกสามสี่ชัว่ โมงเอาศพลงจากรถผมก็ได้ครับ รถคันนี้
เป็ นรถของผมเองไม่ได้เช่าใครมา วันนี้ ผมหาเงินได้พันบาทผมก็สบาย
แล้ว"

สมนึ กกล่าวถามบิดาของเขา

"ว่าไงครับเตี่ย จะเชิญศพก๋งไปไว้ไหน แต่

ห้ามเอาขึ้นไปไว้บนตึกผมนะครับบอกเสียก่อน "
นวลลออมองดูลูกชายของหล่อนอย่างเคือง ๆ

"พูดบ้า ๆ อะไรก็ไม่รู้พ่อ

นึ ก ศพนี้ น่ะไม่ใช่ศพป่ ูของเจ้าหรอกหรือ ไม่น่าจะพูดแสดงความรังเกียจ
ออกมาอย่างนี้ เลย"
เสี่ยตี๋ย้ ิมแห้ง ๆ

"ไม่ได้รง
ั เกียจหรอกครับแม่ แต่วา่ พ่อไม่ได้เล่าให้แม่ฟัง

หรอกหรือครับว่าก๋งน่ะไม่ใช่ย่อย "

คุณหญิงวาดนั ยน์ตาเหลือก "เป็ นยังไงพ่อนึ ก"
เสี่ยหงวนบุ้ยใบ้ไม่ให้ลูกชายพูด แต่สมนึ กไม่ได้สนใจกับเตี่ยของเขา จึง
เล่าให้คุณหญิงวาดกับสี่นางฟั ง

"ที่ฮวงซุ้ยเมืองชล เตี่ยใช้ให้คนเฝ้ าสุสานเปิ ดฝาโลงให้ดูศพก๋งครับ เพราะ

อยากจะรู้ว่าร่างกายของท่านเน่าเปื่ อยหรือเปล่า เปิ ดออกมาเราต่างแลเห็น
ก๋งไม่ได้เน่าเปื่ อยเลย แต่เสื้ อผ้าขาดวิ่นผุยุ่ยไปตามกาลเวลา"

"แล้วยังไงอีกจ๊ะ" นั นทาถามเสียงสัน

"อากรยื่นมือลงไปแหกตาก๋งให้ลืมตา

ขึ้นน่ะซีครับ ก๋งแกปั ดมืออากรแล้วดุเสียงลัน
่ ได้ยินกันทุกคน ......เล่นยังงี้ล่า
ยเรอะ เท่านั้ นแหละครับเราก็เผ่นออกมาจากฮวงซุ้ยอกสัน
่ ขวัญแขวนไป

ตามกัน" ประไพหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวผี หล่อนถามเจ้า
คุณปั จจนึ ก ฯ ว่า "จริง ๆ หรือคะคุณพ่อ " "เออ ผีตายซากเจ้าสัวกิมเบ๊ดุ

ไม่ใช่เล่น อ้ายนึ กอยากได้พระและสร้อยคอที่เจ้าสัวคล้องคออยู่ ก้มตัวลง
ไปจะแกะสายสร้อยออกเจ้าสัวลืมตาโพลง อ้ายนึ กร้องลัน
่ พูดเสียงสัน
่ ว่า

อย่าล้อเล่น เจ้าสัวแกยิ้มให้แล้วบอกว่า อั๊วอยากเห็นหน้าลื้ อ พวกเราก็
เลยเผ่นออกมาจากฮวงซุ้ยอีกครั้งหนึ่ ง"

คุณหญิงวาดยกมือขวาทาบอกใจเต้นระทึกผิดปรกติ ท่านกล่าวกับสี่นางเบา

"ตายแล้ว เจ้าสัวไม่น่าจะดุอย่างนี้ เลย เอาศพไว้ในบ้านเรา ตอนกลางคืน

ท่านหลอกหลอนพวกเราจะทำาอย่างไร มิจับไข้หัวโกร๋นหรือหัวล้านเหมือน
เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ ไปตามกันหรือ"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งเล็กน้อย มองดูคุณหญิงวาดอย่างโมโห
"จะวิพากษ์วิจารณ์กัน ทำาไมจะต้องเอาผมเข้าไปเกี่ยวด้วยนะคุณหญิง วัน

ไหนถ้าคุณหญิงไม่ได้พูดพาดพิงถึงกบาลผม ผมคิดว่าคุณหญิงคงท้องขึ้น
ตายแน่"

"ค่ะ ดิฉันก็ว่าอย่างนั้ น กระเซ้าใครก็ไม่มีรสชาติเหมือนล้อคนหัวล้าน

เพราะคนหัวล้านมักจะใจน้อยขี้ยัวะ"

กิมหงวนกล่าวขึ้นดัง ๆ "ช่วยกันหน่อยพวกเรา ยกศพเตี่ยลงจากรถเอาไป
ที่กระท่อมท้ายสวน จากนี่ เพียง ๖๐ เมตร ช่วยกันยกหลาย ๆ คนคงไม่
หนั กหนาอะไรหรอก"
การนำาศพลงจากรถบรรทุกคันนั้ น ได้กระทำาอย่างระมัดระวังที่สุด ทุกคน
รวมทั้งคุณหญิงวาดต่างช่วยกันยกศพโลงจำาปาพาเดินไปตามถนนคอนกรีต
ซึ่งเป็ นถนนกว้างหนึ่ งเมตร ๒๕ เซนติเมตร ผ่านด้านข้างขวาของตึกใหม่

ตรงไปทางท้ายสวนหลังเขตบ้าน "พัชราภรณ์" แต่เมื่อศพเคลื่อนที่ไปได้ไม่
ถึง ๑๐ เมตร คนยกศพรวม ๑๑ คน ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้ออกแรงเท่าใด
ต่างก็รู้สึกว่าหีบศพหรือโลงจำาปาใบนี้ มีน้ ำาหนั กมากมายผิดปรกติ ต่าง

รวบรวมกำาลังช่วยกันยกจนหน้าแดงไปตามกัน ก็ไม่สามารถจะนำาหีบศพ
เคลื่อนที่ต่อไปได้ จึงต้องวางลงบนถนนคอนกรีต "เอ๊ะ ไม่น่าจะหนั ก
อย่างนี้ เลย" ท่านเจ้าคุณปรารภกับเสี่ยหงวน

อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย "นั่นน่ะซีครับ หรือเตี่ยเสียใจเข้าใจผิดคิดว่าเราจะเอา
ศพไปทิ้งไว้ในกระท่อมหลังนั้ น"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น แล้วท่านก็ทรุดตัวนั่งคุกเข่าประนมมือไหว้หีบศพ

พูดพึมพัมเบา ๆ

"เจ้าสัวคะ พี่น้องและลูกหลานของเจ้าสัวไม่ใจร้ายถึงกับจะเอาศพไปทิ้งไว้ท่ี

กระท่อมปลายสวนหรอกค่ะ เราจะให้เจ้าสัวไปอยู่ชัว่ คราวเท่านั้ น จนกว่า

พ่อหงวนจะสร้างเก๋งจีนแบบศาลเจ้าให้เจ้าสัวอยู่อย่างสุขสบายและสมเกียรติ
ซึ่งช่างเขาคงจะสร้างเสร็จในไม่ช้านี้ อยู่ท่ีกระท่อมไปก่อนนะคะ ดิฉันกับ
ลูกหลานจะจัดเครื่องเซ่นมาให้ทุกมื้ อ แต่สำาหรับยาฝิ่ นเห็นจะจนใจค่ะ "
แล้วคุณหญิงวาดก็ลุกขึ้นยืน

มีเสียงห้าว ๆ ดังขึ้นข้างคุณหญิงวาด "ดีเลี้ยว ขอบจายอาคุงหญิง"
คุณหญิงวาดหันขวับมาทางนิ กรแล้วท่านก็ยกฝ่ ามือข้างขวาตบหน้าหลาน

ชายจอมทะเล้นของท่านเสียงดังฉาด

"นี่ แน่ะทะลึ่งนั ก เสือกดัดทำาเสียงเป็ นเจ้าสัวทำาให้ฉันใจหายหมด"

ทุกคนต่างเข้าห้อมล้อมโลงจำาปาและช่วยกันยกขึ้น ครานี้ หีบศพเกือบจะ
ไม่มีน้ ำาหนั ก เพราะใช้แรงคนถึง ๑๑ คน คือ นิ กร กิมหงวน เจ้าคุณปั จ
จนึ ก ฯ นพ สมนึ ก นั นทา นวลลออ ประภา ประไพ คุณหญิงวาด

และเจ้าแห้ว ศพเจ้าสัวกิมเบ๊ผ่านสวนดอกไม้อันสวยงามและบริเวณที่ว่าง
อันรื่นรมย์ร่มเย็นทางขวาของสระใหญ่ ตรงมาที่กระท่อมท้ายสวนหลังนั้ น

ซึ่งคนสวนได้ทำาความสะอาดไว้เรียบร้อยแล้วตามคำาสัง่ ของนั นทาแม่บ้าน มี
เตียงไม้มัน
่ คงแข็งแรงอยู่เตียงหนึ่ งกว้าง ๔ ฟุต ยาว ๗ ฟุต ภายใน

กระท่อมเป็ นห้องขนาด ๓ คูณ ๓ เมตร หน้ากระท่อมมีระเบียงสำาหรับนั ่ง
เล่นหรือพักผ่อน แต่เดิมเป็ นที่พักของคนสวน ต่อมาปรากฎว่ามีการ

ลักลอบเล่นการพนั นกัน เพราะไกลหูไกลตาเจ้านาย คุณหญิงวาดจึงสัง่
ห้ามขาดไม่ให้ใครพักอาศัย ไม่ว่าจะเป็ นเวลากลางวันหรือกลางคืน

ศพเจ้าสัวกิมเบ๊ถูกนำาผ่านประตูกระท่อมเข้ามาด้วยความลำาบากยากเย็น

เพราะบานประตูกว้างกว่าความกว้างของหีบศพไม่มากนั ก อย่างไรก็ตามศพ
ของเจ้าสัวกิมเบ๊ก็ถูกวางลงบนเตียงริมห้องอย่างเรียบร้อย

เสี่ยหงวนยกมือไหว้คุณหญิงวาด เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ กับประภา ประไพและ
นั นทา

"ขอบคุณครับที่ช่วยยกหีบศพเตี่ยผม อ้า -ใครอยากจะดูศพเตี่ยผม

บ้างล่ะครับ ผมจะเปิ ดให้ดู "

ประภากล่าวกับนวลลออเบา ๆ

"ดิฉันอยากเห็นจังค่ะ เคยได้ยินเขาพูด

กันว่าคนตายแล้วไม่เน่าไม่เปื่ อย แต่ก็ไม่เคยเห็นสักที"
นวลลออยิ้มแห้ง ๆ
ประไพพูดเสริมขึ้น

"ดิฉันก็อยากเห็นค่ะ"

"ถ้าเตี่ยลุกพรวดพราดออกมาจากโลงล่ะค่ะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก๊าก "เตี่ยผมคงไม่ดุขนาดลุกออกมาจากโลงไล่เตะอ้ายกร
หรืออ้ายแห้วหรอกครับ แต่ถ้าผมตายไปละก็ว่าไม่ถูก " แล้วเขาก็ย้ ิมให้คุณ
หญิงวาด "คุณอาจะดูไหมล่ะครับ "

คุณหญิงวาดทำาหน้าครึง่ ยิ้มครึง่ แหย

"อยากดูเหมือนกันแต่ก็อดกลัวไม่ได้"

นั นทายกมือกอดคุณหญิงวาด "ดูเถอะค่ะคุณอา เป็ นเรื่องที่นา่ ตื่นเต้น

มหัศจรรย์มากที่เตี่ยตายไปนานแล้วแต่ไม่เน่าไม่เปื่ อยยังคงรูปอยู่ซ่ึงไม่น่า
เป็ นไปได้ นั นยังจำาหน้าตากิรย
ิ าท่าทางของเตี่ยได้ดีจำาได้กระทัง่ เสียงไอ

เสียงที่พูด เตี่ยชอบล้อนั นเสมอ บอกว่าพลรูปหล่อให้ระวังให้ดี สร้อยข้อ
มือเพชรราคาห้าหมื่นที่เตี่ยให้นันเป็ นของขวัญชิ้นสุดท้ายก่อนที่เตี่ยจะตาย
นั นยังเก็บไว้จนทุกวันนี้ ถ้าขายเดี๋ยวนี้ ก็คงไม่ต่ำากว่าสี่ห้าแสนเพราะเพชร
ลูกแต่ละเม็ดนำ้างามมาก"

คุณหญิงวาดมองดูโลงจำาปาและเม้มปากแน่นสักครู่ท่านก็กล่าวขึ้นด้วยเสียง
หนั ก ๆ

"เอาดูก็ดู"

อาเสี่ยพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"ไปหาชะแลงสั้น ๆ มาอันหนึ่ งเร็ว เอาค้อน

ตอกตะปูมาด้วย"

เจ้าแห้วรับคำาสัง่ แล้วเดินออกไปจากกระท่อมหลังนั้ นสี่นางกับคุณหญิงวาด

ต่าง ซักถามรายละเอียดจากเสี่ยหงวนเกี่ยวกับศพของเจ้าสัวกิมไซและเจ้า

สัวกิมเบ๊ อาเสี่ยเล่าให้ฟังตามตรงว่าลุงของเขาคือเจ้าสัวกิมไซนั้ นเหลือแต่
โครงกระดูก ร่างกายเปื่ อยเน่าโทรมไปหมดแล้ว ส่วนเจ้าสัวกิมเบ๊บิดา

บังเกิดเกล้าของเขาเนื้ อหนั งยังอยู่ดีเหมือนวันตาย แต่ใบหน้าซูบซีดไปเป็ น

ธรรมดาของคนที่ตายแล้ว อย่างไรก็ตามเจ้าสัวกิมเบ๊มีผมและหนวดเครา

ยาวรุงรัง เล็บมือเล็บเท้าทุกนิ้ วก็ยาวออกมาผิดปรกติซ่ึงทำาให้เขาประหลาด
ใจมาก

ในที่สุดกิมหงวนก็กล่าวกับคุณหญิงวาดว่า "ถ้าเตี่ยไม่มาหาคุณอาผมก็คงไม่
สนใจกับศพเตี่ยหรอกครับ นี่ เพราะเตี่ยมาบอกคุณอาว่าร่างกายของเตี่ยไม่

เน่าไม่เปื่ อยเตี่ยอยากมาอยู่ท่ีน่ี อยู่ท่ีฮวงซุ้ยเมืองชลมีแต่ความมืดอึดอัดไม่
สบายผมก็ไปดูให้เห็นเท็จจริงและรับศพมา "

"ดีแล้วพ่อหงวน การแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ของเรานั้ นเป็ นการ

กระทำาที่นา่ สรรเสริญยิ่ง สำาหรับอาไม่ขัดข้อง เธอจะสร้างที่อยู่ให้เจ้าสัว
ที่ไหนก็เลือกเอาเถอะ แต่ทางหลังบ้านนี่ แหละดีเพราะมันสงบเงียบ"
เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ผมตั้งใจว่าผมจะเอาเตี่ยใส่กระจกสี่เหลี่ยมไว้ครับ

ให้เตี่ยนั่งขัดสมาธิบนแท่นจัดท่าให้เหมาะสมแล้วผมจะปิ ดทองให้ทัว่ ตัว"

นวลลออกล่าวขึ้นทันที "เตี่ยนอนอยู่ในโลงตัวแข็งแบบคนตายเฮียจะทำา
อย่างไรถึงจะให้เตี่ยนั่งขัดสมาธิได้"

"พอจะทำาได้ มีพระธิเบตลี้ภัยการเมืองเข้าไปทางประเทศอินเดียและเดิน

ทางมาเมืองไทย จำาพรรษาอยู่ท่วี ัดเล่งเน่ยยี่หลายองค์ มีการรักษาศีลและ
ขนบธรรมเนี ยมคล้าย ๆ กับพระจีนฝ่ ายมหายานของพระพุทธศาสนา"
"แล้วยังไง" คุณหญิงวาดถาม "พระธิเบตเกี่ยวอะไรด้วย"

"ท่านเชี่ยวชาญในเรื่องผีและวิญญาณครับคุณอา ผมจะเชิญท่านมาทำาพิธีใช้

เวทมนตร์บังคับให้เตี่ยลุกออกมาจากโลงและนั่งขัดสมาธิบนแท่นที่เรา
เตรียมไว้ "

"อุ๊ยตาย.........ท่านทำาได้อย่างงี้เชียวหรือ "
"ครับ คุณอาเคยเห็นพวกสัปเหร่อชาวจีนที่ทำาหน้าที่เก็บศพผีไม่มีญาติของ

องค์การสาธารณกุศลบ้างไหมครับ "

คุณหญิงวาดส่ายหน้า "ไม่เคยเห็นหรอกพ่อหงวน"

"นั ่นแหละครับ สัปเหร่อพวกนั้ นเขาก็เก่งเหมือนกัน ศพนอนตายตัวแข็ง

แล้ว เขาตีล่อโก๊สวดมนตร์แบบร้องเพลงและตีกลองสักสองสามนาทีศพก็
อ่อนเปี ยก สวมเสื้ อกางเกงให้ได้และยกใส่โลงอย่างสบาย ส่วนพระธิเบต
ท่านแน่กว่านี้ ครับ ท่านมียาฉีดรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่ อย ศพจะอยู่ได้ร่วม

ร้อยปี แต่ไม่นานเหมือนมัมมี่ของไอยคุปต์ ศพคนสำาคัญของชาวธิเบตครบ

รอบปี พระท่านจะสวดมนตร์เรียกให้ลุกออกมาจากโลงแล้วกลับลงไปนอน
์ ากเวทมนตร์ของท่าน"
ในโลงด้วยอิทธิฤทธิจ
นิ กรพูดโพล่งขึ้น
อ้ายหงวน"

"นอนอยู่ในโลงเรียกให้ลุกออกมาจากโลงกันก็ทำาได้โว้ย

อาเสี่ยหันมองดูนิกรอย่างขบขัน

"ใช้คาถาหรืออย่างไร "

"ไม่ต้องคาถาหรอก เพียงแต่ขู่มันว่าถ้ามันไม่ลุกออกมาจากโลงกันจะปิ ดฝา

โลงตอกตะปูเท่านี้ มันก็ตาลีตาเหลือกออกมาเอง"
อาเสี่ยทำาหน้าฉงน

"ที่ลงไปนอนในโลงน่ะคนหรือผี "

"คนโว้ย" นิ กรพูดยิ้ม ๆ

ทันใดนั้ นเองเจ้าแห้วได้พาตัวเดินเข้ามาในกระท่อมอย่างร้อนรนพร้อมด้วย
ชะแลง เหล็กขนาดสั้นอันหนึ่ งและค้อนตอกตะปูอันหนึ่ งมีท่ีงัดแงะตะปู
พร้อม เสี่ยหงวนยิ้มให้เจ้าแห้ว

"จัดการเปิ ดฝาโลงหน่อยอ้ายแห้ว รางวัลเงินสด ๓๐๐ บาท จะเป็ นของแก

โดยไม่ต้องส่งฝาจุกขวดนำ้าอัดลมหรือฝากล่องผงซักฟอก เพียงแต่แกเปิ ด
ออกและปิ ดให้เรียบร้อยตามเดิมเท่านั้ น"

เมื่อมีหวังจะได้เงินใช้เจ้าแห้วก็คึกคักเข้มแข็งผิดปรกติ เขาเดินไปหยุดข้าง

หีบศพซึ่งตั้งอยู่บนเตียง ขาเตียงสูงเพียงฟุตเดียวเท่านั้ นแต่มัน
่ คงแข็งแรง
มาก เจ้าแห้วเริม
่ ต้นงัดแงะฝาโลงออก โดยอาศัยวิชาความร้ช
ู ่างไม้เท่าที่มี

อยู่บ้าง เพียงครู่เดียวเจ้าแห้วก็เริม
่ เปิ ดฝาโลงออกได้ เขายกฝาโลงออกวาง
พิงไว้กับฝากระท่อม ทุกคนต่างพากันเข้าไปห้อมล้อมมองดูศพของเจ้า
สัวกิมเบ๊อดีตมหาเศรษฐี

คุณหญิงวาดกับสี่นางตื้ นเต้นประหลาดใจเหลือที่จะกล่าวเมื่อได้เห็นด้วยตา

ตนเอง ร่างของเจ้าสัวกิมเบ๊ไม่เน่าไม่เปื่ อยคงอยู่ในสภาพเดิม แต่ผมและ
หนวดเครากับเล็บมือเล็บเท้างอกออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ

เพราะคุณหญิงมีความเคารพรักเจ้าสัวกิมเบ๊เหมือนกับญาติมาแต่ก่อน เมื่อ
ได้เห็นศพเจ้าสัว คุณหญิงก็อดที่จะร้องไห้ไม่ได้ ท่านจ้องมองดูหน้าเจ้า
สัวกิมเบ๊ด้วยความสังเวชใจ นำ้าตาของท่านไหลเอ่อล้นออกมานอกเบ้า
และแล้วท่านก็เผลอตัวอุทานออกมา
ผีตายซากลืมตาโพลงแล้วยิ้มให้

"โถ......."

"โถทำาไลคุงหญิง"

สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างหวีดว้ายขึ้นด้วยความตกใจและพากันวิ่งหนี ออก

ไปจากกระท่อมหลังนั้ น ทำาให้นิกรกับลูกชายพลอยเสียขวัญวิ่งตามไปด้วย
เจ้าแห้วยืนคิดอยู่สักครู่แล้วก็ว่ิงตามสองพ่อลูกออกไปบ้าง

เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ ก้มลงมองดูศพผีตายซาก เจ้าสัวกิมเบ๊หลับตาสนิ ทนอน
สงบเงียบตามเดิม ท่านเจ้าคุณกล่าวกับเสี่ยหงวนว่า

"เตี่ยแกดุไม่ใช่เล่น

นะโว้ยอ้ายหงวน พรุ่งนี้ เช้าอย่าลืมนิ มนตร์พระมาสวดมนตร์และฉันเช้า
แกกับยายนวลจะได้อุทิศส่วนกุศลไปให้เจ้าสัว"

"ครับ ไม่ลืมหรอกครับ " แล้วเขาก็หันมาทางลูกชายของเขา "เมื่อกี้แก

ได้ยินเสียงก๋งแกพูดกับคุณย่าอย่างถนั ดไม่ใช่หรือ"

สมนึ กฝื นยิ้ม "ทำาไมไม่ได้ยินล่ะครับ ยืนอยู่แค่น้ ี และห้องก็เล็กนิ ดเดียว

ผมเห็นก๋งลืมตาด้วยซี ยังงี้ถ้าผมอยู่คนเดียวหรือถ้าเป็ นเวลากลางคืนผมวิ่ง
อกแตกแน่ เรื่องผีผมว่าผมไม่กลัวแต่แล้วผมก็อดกลัวไม่ได้ "

กิมหงวนก้มลงมองดูศพผีตายซากซึ่งเป็ นบิดาของเขา แล้วอาเสี่ยก็ดุเตี่ย
ของเขาเหมือนเมื่อครั้งที่เจ้าสัวกิมเบ๊ยังมีชีวิตอยู่

"อย่าดุนักเลยน่าเตี่ย"

ผีตายซากลืมตาข้างซ้ายขึ้นมองดูหน้าลูกชายของเขา "หลุซวี ะ เป็ งผีเลี้ยว

ไม่หลุเป็ งทำาลาย เก๋าเจ๊ง"

อาเสี่ยทำาคอย่นแล้วหัวเราะก้าก เพราะเป็ นเวลากลางวันและเจ้าคุณปั จจนึ ก
ฯ กับเสี่ยตี๋อยู่ด้วยเขาจึงไม่กลัวผีเตี่ยของเขา เสี่ยหงวนยิ้มให้สมนึ กและ
กล่าวว่า

"หอบฝาโลงมาปิ ดหีบทีเถอะวะอ้ายตี๋ ให้ก๋งแกนอนอยู่ในกระท่อมไปก่อน

พรุ่งนี้ เตี่ยจะวานให้อ้ายนพเขียนแปลนเก๋งจีนหลังเล็ก ๆ สักหลังหนึ่ งแล้ว

จ้างช่างเขามาสร้างให้ก๋งแกอยู่แถวริมสระนำ้า ต่อไปก๋งแกจะได้เป็ นผีสางคุ้ม
รักษาบ้านเราและคุ้มครองพวกเราให้อยู่เย็นเป็ นสุข "

สมนึ กเดินไปยกฝาโลงจำาปามาปิ ดหีบศพ นิ กรเดินนำาหน้าพา ร.อ.นพกับ

เจ้าแห้วเข้ามาในกระท่อมอย่างหวาด ๆ

เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ทำาไมแกขี้ขลาดยังงี้วะอ้ายกร แกทำาให้อ้ายนพพลอยขี้ขลาดตาขาวไปด้วย"

นิ กรฝื นหัวเราะอย่างยากเย็น "ผมบอกคุณพ่อตั้งโกฏิหนแล้ว เรื่องอื่นผม
กล้าแต่เรื่องผีผมไม่สู้ครับ เพราะไม่มีทางจะสู้ "

ร.อ.นพพูดเสริมขึ้น "ผมก็เหมือนกันครับคุณตา สำาหรับผีผมยอมแพ้ครับ "

เสี่ยหงวนพยักพเยิดกับเจ้าแห้ว "ตอกตะปูปิดฝาโลงให้สนิ ททีซีโว้ย แกก็
เผ่นไม่รู้ทางไปเหมือนกัน คืนนี้ ฉันจะให้แกมานอนเฝ้ าศพเตี่ยฉันที่
กระท่อมนี่ แกจะว่ายังไง"
เจ้าแห้วทำาหน้าเบ้

"รับประทานผมยอมฆ่าตัวตายครับ "

ในที่สุดศพของเจ้าสัวกิมเบ๊ซ่ึงไม่เน่าเปื่ อยก็นอนสงบเงียบอยู่ในโลงจำาปา

ภายในกระท่อมท้ายสวนหลังนั้ น พวกคนใช้ชายหญิงต่างโจษจันกันว่าเจ้า
สัวกิมเบ๊เป็ นเซียนผู้วิเศษหรือเป็ นผู้มีบุญ หลายคนแอบมาจุดธูปเทียนสัก
การะดวงวิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊

ตลอดเวลา ๑๐ วันที่ผ่านมานี้ ไม่ปรากฏว่าปี ศาจของเจ้าสัวกิมเบ๊ได้หลอก
หลอนใครหรือสำาแดงร่างให้ใครเห็น

เก๋งจีนรูปลักษณะคล้ายศาลเจ้าออกแบบโดย ร.อ.นพสถาปนิ กหนุ่มเร่งมือ

สร้างทั้งกลางวันกลางคืนในราคาก่อสร้าง ๙๐,๐๐๐ บาท ทาสีเสร็จเรียบร้อย
ด้วยสีพ่นพิเศษชนิ ดที่พ่นแล้วแห้งภายในสองสามนาที ที่สถิตของดวง

วิญญาณเจ้าสัวกิมเบ๊ขนาด ๓ คูณ ๕ เมตร พื้ นไม้สักลงแล็คเกอร์เป็ นมัน
สร้างแบบเก๋งจีนสวยงามมาก หลังคามีมังกรตัวหนึ่ ง เสาหน้าเก๋งก็สลัก

เป็ นรูปมังกรพันเสา เรือนชั้นเดียวหรือเก๋งจีนริมสระนำ้านี้ สำาเร็จได้ด้วยเงิน
ของอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีนั่นเอง ผู้รบ
ั เหมามีกำาไรเกือบ ๓๐ ,๐๐๐
บาท ในการสร้างเก๋งจีนหลังนี้ ผนั งห้องก่ออิฐโบกปูน ด้านหน้าเป็ น

ระเบียงหินขัด มีสิงโตจีน ๒ ตัว ตามแบบฉบับของชาวจีน ภายในเก๋ง

สะอาดเรียบร้อย หน้าต่างทุกบานติดเหล็กดัดเป็ นลวดลายมีแท่นไม้ ๒ ชั้น
ตั้งอยู่ส่วนลึกของห้อง แท่นตอนบนมีพรมสี่เหลี่ยมปูเตรียมไว้สำาหรับให้เจ้า
สัวกิมเบ๊นั่งขัดสมาธิและมีแผ่นกระจกสี่เหลี่ยมครอบร่างเจ้าสัว แท่นล่างตั้ง
กระถางธูปเชิงเทียนแจกันประดับดอกไม้ ห่างจากแท่นล่างมีโต๊ะสี่เหลี่ยม
เตี้ย ๆ สองโต๊ะสำาหรับตั้งเครื่องเซ่นคืออาหารคาวหวาน ด้านหลังห้องมี

ม่านกำามะหยี่สีแดงขึงขวางตลอดห้อง ด้านขวาของห้องมีพระพุทธรูปแบบ
มหายานคือหลวงพ่อสังข์กระจายท้องพลุ้ย พระพักตร์ย้ ิมละไมองค์หนึ่ ง

ประดิษฐานอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยมบรรยากาศในเก๋งจีนคล้าย ๆ กับศาลเจ้าของ
พวกชาวจีน

ตอนหัวคำ่าคืนวันนั้ นซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดี

พิธีท่ีน่าตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจของพระภิกษุชาวธิเบตรวม ๓ รูป ก็จะได้เริม
่ ขึ้น
ที่เก๋งจีนในเวลา ๒๐.๐๐ น. ตามที่ได้กำาหนดไว้ คณะพรรคสี่สหายกับสี่นาง
พร้อมด้วยเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ คุณหญิงวาดและเจ้า

แห้วได้มาชุมนุ มกันอย่างคับคัง่ ในเก๋งจีนและนั ่งพับเพียบเรียบร้อยบนพรมปู
พื้ นทำาให้เก๋งจีนคับแคบไป ขณะนี้ ศพของเจ้าสัวกิมเบ๊ถูกเชิญมาจาก

กระท่อมท้ายสวนแล้วตั้งอยู่บนเตียงไม้ในเก๋งจีนนี้ พระภิกษุธิเบต ๓ รูป
นั่งเรียงกันบนเก้าอี้โครงเหล็กชุบโครเมี่ยมที่นั่งบุนวมทันสมัยเรียงรายกันไป
และกำาลังดื่มนำ้าชาจีนที่นวลลออจัดมาถวาย มีเครื่องดนตรีกองอยู่แทบเท้า
ของท่านคือปี่ แบบปี่ ชวาหรือปี่ ขายลูกสมอหนึ่ งอัน ม้าล่อหนึ่ งอัน และ
กลองขนาดกลางวัดเส้นผ่าศูณย์กลางประมาณหนึ่ งฟุตอีกหนึ่ งใบ

พระคุณเจ้าทั้งสามองค์น้ ี พูดภาษาจีนกลางได้บ้างไม่มากนั ก แต่ละองค์

มีอายุมากแล้ว องค์ท่ีแก่ท่ีสุดมีอายุประมาณ ๖๕ ปี รูปร่างผอมสูงและเงียบ
ขรึมผิดปรกติ ภายในเก๋งจีนสว่างจ้าด้วยแสงไฟฟ้ าและหลอดฟลูเรสเสน

อากาศในฤดูหนาวค่อนข้างหนาวเย็น สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างใจเต้นระทึก
ไปตามกัน เพราะต่างก็จะได้พบเห็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นหวาดเสียวอันเกิดจาก

เวทมนตร์ของพระธิเบตทั้งสามองค์ สิ่งนั้ นก็คือเจ้าสัวกิมเบ๊ซ่ึงตายไปนาน
แล้วจะลุกออกมาจากโลงผลัดเปลี่ยนเสื้ อผ้าชุดใหม่ท่ีเสี่ยหงวนเตรียมมาให้
เสร็จแล้วก็จะขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนแท่นสูงและจะนั ่งอยู่ในท่านั้ นชัว่ นิ รน
ั ดร
หลวงพ่อผู้สูงอายุยกถ้วยนำ้าชาขึ้นจิบอีกครั้งหนึ่ ง แล้วท่านก็กล่าวถามกิม
หงวนเป็ นภาษาจีนกลางว่า
"สองทุ่มแล้วหรือยัง "

อาเสี่ยรีบยกนาฬิกาขึ้นมองดูเวลา "อีก ๕ นาที ครับหลวงพ่อ " "เริม
่ พิธีได้
แล้ว คุณจุดธูปเทียนบูชาวิญญาณเตี่ยคุณได้ ให้ภรรยาของคุณจุดธูปเทียน

บอกกล่าวด้วย เสร็จแล้วก็สัง่ ให้คนใช้ของคุณงัดตะปูฝาโลงและถอนตะปูฝา
โลงออกให้หมดแต่ไม่ต้องยกฝาโลงออกมา ผีสางของเตี่ยคุณเขาจะดันฝา
โลงออกเอง เมื่อพวกเราสวดมนตร์เรียกเขา "

เสี่ยหงวนทำาหน้าชอบกล แปลเป็ นภาษาไทยให้ทุกคนฟั ง นิ กรกับลูกชาย
ของเขารีบคลานไปอยู่ข้างประตูเตรียมพร้อมที่จะเผ่นหนี เอาตัว รอด ถ้ามี

เหตุการณ์ท่ีไม่น่าดูเกิดขึ้นเป็ นต้นว่าเจ้าสัวกิมเบ๊ลุกขึ้นเดินออก จากโลงจริง

สี่นางกับคุณหญิงวาดเริม
่ มีท่าทางหวาด ๆ

อย่างไรก็ตามนายพลดิเรก

ได้เตรียมกล้องถ่ายรูปและหลอดไฟไว้เรียบร้อยเพื่อจะ ถ่ายภาพผีตายซาก

ลุกออกมาจากโลงอันเกิดจากอภินิหารหรือเวทมนตร์ของพระภิกษุ ชาวธิเบต
ทั้งสามองค์น้ ี เขาตั้งระยะและหน้ากล้องไว้แล้วเพียงแต่กดชัตเต้อรเขาก็จะ
ได้ภาพที่มีค่า ยิ่งแก่นักวิทยาศาสตร์ท้ ังหลาย อันเป็ นการพิสูจน์ให้เห็นว่า
เวทมนตร์หรือไสยศาสตร์น้ ั นไม่ใช่เรื่องเหลวไหล ไร้สาระ แม้กระทัง่ ผี

ตายซากที่นอนอยู่ในโลงยังลุกออกมาจากโลงได้เพราะอำานาจเวทมนตร์
พฤติการณ์ของพระธิเบตนี้ เขาเคยอ่านพบในหนั งสือสารคดีต่างประเทศ

หลายเรื่องแล้ว แต่เขาเข้าใจว่าผู้เขียนปั้ นนำ้าเป็ นตัวเขียนขึ้นเอง เพราะ
ธิเบตเป็ นประเทศที่อยู่บนเขาสูงห่างไกลจากการคมนาคมไม่ใคร่จะมีโอกาส
ได้ติดต่อกับโลกภายนอก ไม่มีใครได้ท่องเที่ยวไปถึงจะโกหกอย่างไรก็ได้
และพวกฝรัง่ นั้ นถ้าลงโกหกแล้ว มักจะโกหกได้แนบเนี ยน

อาเสี่ยกับนวลลออต่างลุกขึ้นเดินไปนั่งหน้าหีบศพ จุดธูปเทียนสักการะดวง
วิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊ ทุกคนที่อยู่ในเก๋งจีนเงียบกริบ ต่อจากนั้ นกิมหง
วนก็เรียกเจ้าแห้วมาพบกับเขา
เจ้าแห้วกลืนนำ้าลายเอื๊อก

"งัดฝาโลงขึ้นและถอนตะปูให้หมด"

"รับประทานเสร็จแล้วผมออกไปดูนอกหน้าต่าง

นะครับ ถ้าอย่างไรจะได้เอาตัวรอดไว้ก่อน "

กิมหงวนกับนวลลออคลานเข้าไปนั่งรวมกลุ่มกับคณะพรรคของเขา ต่อจาก

นั้ นเจ้าแห้วก็หยิบชะแลงเหล็กขนาดสั้นที่วางซ่อนไว้ใต้เตียงตั้งศพขึ้นมาและ
เริม
่ งัดแงะฝาโลงจำาปาออกตามคำาสัง่ ของเสี่ยหงวน ใช้ปลายชะแลงถอน
ตะปูออกทีละตัว เพียงครู่เดียวตะปูท่ีติดตรึงฝาโลงรอบ ๆ ก็ถูกเจ้าแห้ว

ถอนออกหมด เจ้าแห้วลองยกฝาโลงขึ้นและรีบปิ ดไว้ตามเดิม ถือชะแลง
เหล็กเดินก้มตัวออกไปจากเก๋งจีนเพื่อออกไปดูนอกหน้าต่างในฐานะนั ก
สังเกตการณ์ท่ีกลัวผี

พระภิกษุท้ ังสามองค์ต่างก้มลงหยิบเครื่องบรรเลงขึ้นมา หลวงพ่อผู้สูงอายุ
วางกลองลงบนเก้าอี้หรือม้าสี่เหลี่ยมตัวหนึ่ ง องค์ท่ีสองทำาหน้าที่ตีล่อโก๊

องค์ท่ีสามเป่ าปี่ ซึ่งมีรูปลักษณะคล้ายกับปี่ ชวาหรือปี่ ที่ชาวจีนเป่ าขายลูก
สมอ

พระภิกษุชราชาวธิเบตแห่งนิ กายมหายานเริม
่ ต้นตีกลองก่อน อีกสององค์
สวดมนตร์เบา ๆ ยังไม่ได้เป่ าปี่ หรือตีล่อโก๊ เสียงกลองดังกังวานไปทัว่ เก๋ง
จีน นิ กรกระซิบถามลูกชายของเขาเบา ๆ

"จังหวะอะไรวะอ้ายนพ"

ร.อ.นพส่ายหน้า

"ฟั งไม่ออกครับ รัมบ้าก็ไม่ใช่ แต่เป็ นจังหวะเก่า ๆ

คล้ายจังหวะปาหี่ ผมชักเสียวแล้วซีพ่อ เสียงพระสององค์ท่านสวดเยือก
เย็นยังไงชอบกล ฟั งดูเยือกเย็นกว่าพระของเราสวดพระอภิธรรมเสียอีก"

ร.อ.สมนึ กคลานเข้ามานั ่งข้าง ร.อ.นพ และแล้ว ร.อ.พนั สกับศาสตราจารย์
ดำารงก็คลานเข้ามารวมกลุ่มด้วย ลูกชายของพลกล่าวถามเสี่ยตี๋เบา ๆ
"พระท่านสวดภาษาจีนใช่ไหม"

สมนึ กยิ้มให้ลูกชายของพล

"ภาษาธิเบตโว้ยไม่ใช่ภาษาจีน นี่ แหละภาษา

ธิเบตฟั งดูก็มีส่วนคล้ายกับภาษาจีนเหมือนกัน"

การบรรเลงดนตรีประกอบการสวดมนตร์เริม
่ ต้นแล้ว เสียงปี่ และเสียงล่อโก๊

ดังขึ้น เสียงกลองเงียบไป พระภิกษุชราหยุดตีกลอง หยิบเครื่องบรรเลง

ชนิ ดหนึ่ งทำาด้วยไม้รูปลักษณะคล้ายกับผลชมพู่แต่ใหญ่กว่าขึ้นมาถือไว้ในมือ
ซ้ายของท่าน มือขวามีไม้ตีเสียงดังต๊อก ๆ ได้ยินถนั ดขัดจังหวะกับเสียงปี่
และเสียงล่อโก๊ แล้วท่านก็สวดมนตร์ไปด้วย

สี่นางหวีดร้องขึ้นพร้อม ๆ กัน เมื่อแลเห็นฝาโลงจำาปาเคลื่อนที่ได้ นิ กร
ทำาท่าจะลุกขึ้นวิ่งหนี แต่พนั สจับแขนไว้

"อย่าเพิ่งเผ่นซีครับอา ป้ ูโธ่ ......ของประหลาดมหัศจรรย์อย่างนี้ เราจะไปหา

ดูได้ท่ีไหนอีก"
นิ กรกลืนนำ้าลายเอื๊อก ใบหน้าของเขาซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ
นั ยน์ตาจ้องมองดูหีบศพเจ้าสัวกิมเบ๊ด้วยความหวาดกลัว แล้วเขาก็หันมา
พูดกับลูกชายของพล "แกคิดว่าหลวงพ่อทั้งสามองค์น้ ี ท่านจะให้ความ
คุ้มครองพวกเราได้แน่หรือ "
พนั สยิ้มเล็กน้อย

"ทำาใจให้เข้มแข็งเถอะครับอากร ผมเป็ นเด็กกว่าอา

ผมยังกล้าพอที่จะดูพิธีท่ีน่ากลัวนี้ ได้ แม่กับพวกคุณน้าและคุณย่าก็ไม่ได้

แสดงท่าทีหวาดหวัน
่ จนเกินไป นั่น......ก๋งเปิ ดฝาโลงออกไปอีกแล้ว ตื่น
เต้นน่าดูจริง ๆ ครับ "
อำานาจเวทมนตร์ของพระภิกษุธิเบตนิ กายมหายานหรือไสยศาสตร์อันเร้นลับ
ที่ไม่มี ใครอธิบายได้ทำาให้ผีตายซากคือเจ้าสัวกิมเบ๊เคลื่อนไหวได้ในระหว่าง
ที่มีการ บรรเลงด้วยเครื่องดนตรี ๓ ชิ้น คือปี่ ล่อโก๊และต๊อก ระคนกับ
เสียงสวดมนตร์ของพระภิกษุชรา

ฝาโลงค่อย ๆ เลื่อนไปทางปลายเท้า โลงจำาปานั้ นตอนหัวใหญ่และสูงกว่า

ตอนเท้า ทุกคนใจระทึกเมื่อแลเห็นมือทั้งสองข้างของผีตายซากเกาะอยู่กับ
มุมฝาโลงและค่อย ๆ ผลักไปทางปลายเท้า

และแล้วทุกคนก็สะดุ้งเฮือกสุดตัวเมื่อเจ้าสัวกิมเบ๊ลุกขึ้นนั่งอยู่ในโลงจำาปา
และลืมตาโพลง นายพลดิเรกนั ยน์ตาเหลือก ประสพการณ์ท่ีเกิดขึ้นนี้ เป็ น
เรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมเชื่อถืออย่างเด็ดขาด แต่เขาก็ได้เห็นกับตา
ของเขาเอง ร.อ.ดำารงรีบคลานเข้ามาหาบิดาของเขาและร้องบอก
ไว้ซีครับพ่อ "

"ถ่ายรูป

ศาสตราจารย์ดิเรกหน้าซีดเผือดค่อย ๆ หันหน้ามาทางลูกชายของเขา

"พ่อชักปอดเสียแล้วซีโว้ยดำารง แกถ่ายทีซิ พ่อตั้งระยะใส่แฟล็ชและเปิ ด

ชัตเต้อรไว้เรียบร้อยแล้ว "
ดำารงยิ้มแห้ง ๆ

"ผมก็ไม่กล้าถ่ายเหมือนกัน ประเดี๋ยวก๋งตกใจแฟล็ชไล้ท์

วิ่งมาบีบคอผม ผมก็เท่งทึงเท่านั้ น"

เสียงดนตรียุติลงแล้ว พระภิกษุธิเบตทั้งสามองค์คงสวดมนตร์ต่อไป
ทำานองที่สวดเยือกเย็นโหยหวนซึ่งไม่มีใครได้ยินมาก่อน ไม่เหมือนกับการ

สวดกงเต็กของพระจีนที่เพราะและน่าฟั งกว่า แต่พระจีนไม่สามารถที่จะให้
ผีลุกออกมาจากโลงได้

เจ้าสัวกิมเบ๊ลุกขึ้นยืนแล้ว ค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างแช่มช้าน่ากลัว มือทั้งสอง
ข้างเกาะขอบโลงพยุงตัวลุกขึ้นยืนตระหง่านอยู่ในโลงจำาปาซึ่งตั้งอยู่บนเตียง
เตี้ย ๆ

เสื้ อกางเกงของเจ้าสัวขาดวิ่นเหลือติดตัวอยู่เพียงบางชิ้นแต่ก็เปื่ อย

ยุ่ยไปหมดแล้ว รูปร่างหน้าตาของเจ้าสัวกิมเบ๊ยังอยู่ในสภาพเดิมแต่ผมขาว
โพลนยาวประบ่า เครายาวถึงหน้าอก หนวดยาวปรกลงมาถึงเคราอันเป็ น
ลักษณะของเซียนหรือผู้มีบุญ เล็บมือแต่ละนิ้ วยาวออกมาจนสังเกตเห็น
สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างประนมมือไหว้เจ้าสัวกิมเบ๊ด้วยความหวาดกลัว

แต่แล้วกิมหงวนก็บอกกับคุณหญิงวาดว่า "ไม่ต้องตกใจครับ หลวงพ่อท่าน
รับรองกับผมว่าจะไม่หลอกหลอนหรือทำาร้ายใครเป็ นอันขาด เตี่ยออกมา

จากโลงก็เพื่อเปลี่ยนเสื้ อผ้าชุดใหม่และเตี่ยจะขึ้นไปนั่งบนแท่นที่ผมเตรียม
ไว้ให้ หลังจากนั้ นเตี่ยก็จะมีสภาพเหมือนกับรูปปั้ นสิ้นสุดการเคลื่อนไหว
และวิญญาณของเตี่ยก็จะสิงอยู่ในเก๋งนี้ "

ผีตายซากค่อย ๆ ก้าวออกมาจากโลงจำาปาและก้าวลงมาที่เตียง นั ยน์ตา

ลืมโพลงไม่กระพริบ เจ้าสัวกิมเบ๊ยืนหันรีหันขวาง จนกระทัง่ พระภิกษุชรา
ยกแส้หางม้าชี้ไปและทำาปากหมุบหมิบ ผีตายซากก็ยืนแข็งทื่อไม่
กระดุกกระดิก

หลวงพ่อชาวธิเบตในวัย ๖๕ ปี หันมาทางกิมหงวนและกล่าวกับเขาเป็ นภาษา
จีนกลาง

"เสื้ อผ้าที่จะผลัดเปลี่ยนให้ศพล่ะคุณ"

"อยู่ในถาดนี่ ครับหลวงพ่อ" อาเสี่ยตอบนอบน้อมด้วยภาษาจีนกลางเช่น

เดียวกัน

"เชิญคุณมาแต่งตัวให้ศพเตี่ยคุณได้แล้ว เร็วหน่อยเวทมนตร์ของเราจะ

ทำาให้ศพเคลื่อนไหวได้ในเวลาเพียง ๑๕ นาที เท่านั้ นเอง"
เสี่ยหงวนยิ้มแห้ง ๆ

หันไปมองดูนิกรเพื่อนเกลอของเขาซึ่งนั ่งตัวสัน
่ อยู่

ข้างลูกชายของเขาและสมนึ กกับพนั ส
"แกช่วยแต่งตัวให้เตี่ยกันหน่อยซี"

"อุ๊ย" นิ กรร้องลัน
่ "เพียงแต่นั่งมองดูอยู่อย่างนี้ กันก็จะช๊อคตายอยู่แล้ว

เรื่องของแกโว้ยไม่ใช่เรื่องของกัน "

อาเสี่ยยอมรับสารภาพกับตัวเองว่า เขารู้สึกเกรงกลัวเตี่ยของเขาไม่น้อย

แต่เขาจำาเป็ นต้องบังคับใจตนเองให้เข้มแข็ง เสี่ยหงวนคลานเข้าไปหยิบ
ถาดเสื้ อผ้าลุกขึ้นเดินไปหาผีตายซากคือเตี่ยของเขาแล้วอาเสี่ยก็ย้ ิมให้

"แฮ่ะ แฮ่ะ อย่าเล่นบีบคอฉันนะเตี่ยฉันจะให้เตี่ยนุ่งขาวห่มขาวเหมือนผู้ทรง

ศีล ต่อนี้ ไปวิญญาณของเตี่ยมีท่ีอยู่อย่างสุขสบายแล้ว อุ๊ย....ไม่ต้องยิ้มก็ได้
เตี่ย ทำาหน้าเฉย ๆ ดีกว่า"

พระภิกษุชราลุกขึ้นเดินมาหา มือขวาของท่านถือแส้หางม้า ซึ่งอาจเป็ นแส้
วิเศษทำาให้ภูติปีศาจเกรงกลัว เสี่ยหงวนวางถาดเงินลงบนหีบศพและหยิบ

ผ้าขาวม้าผืนหนึ่ งออกมาคลี่นุ่งให้ผี ตายซาก เพื่อลอกเสื้ อผ้าเดิมที่มีติดตัว
อยู่บ้างออกทิ้งไปทั้งเสื้ อทั้งกางเกง ต่อจากนั้ นอาเสี่ยก็ใช้ผ้าขาวม้ายาว

ประมาณเมตรครึง่ พันรอบตัวเตี่ยของเขาและ ดึงผ้าขาวม้าออกจัดแจงนุ่งผ้า
แบบผ้าถุงให้เรียบร้อยมีเข็มขัดหนั งเส้นเล็ก ๆ คาด เสร็จแล้วก็หยิบเสื้ อ
คอกลมสีขาวแขนยาวเกือบจรดข้อมือออกมาคลี่ออก

พระภิกษุชราออกคำาสัง่ เป็ นภาษาธิเบตทำาให้ผีตายซากยกแขนทั้งสองขึ้นยอม
ให้กิมหงวนสวมเสื้ อให้โดยดี นายพลดิเรกถ่ายภาพตอนนี้ ไว้ได้เป็ นภาพแรก
แต่พอแฟล็ชไล้ท์วาบขึ้น ผีตายซากก็สะดุ้งเฮือกแล้วหันไปมองดูนายพล

ดิเรกอย่างเดือดดาล แววตาของเจ้าสัวกิมเบ๊แข็งกร้าว "ลื้ อถ่ายอั๊วทำาลาย
วะอาหมอ เก๋าเจ๊งนี่ อั๊วตกใจไม่ใช่เหรอ"

ทุกคนอกสัน
่ ขวัญแขวนไปตามกัน พระภิกษุชรายกด้ามแส้หวดศีรษะผี
ตายซากดังโป๊ กแล้วดุเป็ นภาษาธิเบต เจ้าสัวกิมเบ๊ยกมือไหว้ปะหลก ๆ

แสดงความเคารพเกรงกลัว คราวนี้ ใครต่อใครก็ค่อยมีขวัญและกำาลังใจดีข้ ึน
เมื่อเห็นผีตายซากเกรงกลัวพระภิกษุชรารูปนี้

เสี่ยหงวนหยิบผ้าแพรสีขาวผืนหนึ่ งออกมาคลี่ออก แล้วห่มสะพายเฉียงให้
เตี่ยของเขา เมื่อผีตายซากแต่งกายในชุดสีขาวเช่นนี้ ก็มองดูคล้ายกับเป็ นผู้
วิเศษองค์หนึ่ ง หนวดเคราสีขาวช่วยให้ใบหน้ามีสง่าขึ้น

"เรียบร้อยแล้วครับหลวงพ่อ " อาเสี่ยกล่าวกับพระภิกษุธิเบตผู้สูงอายุ "ผม

อยากจะตัดผมโกนหนวดโกนเคราและตัดเล็บให้เตี่ยผมจะดีไหมครับ "

พระคุณเจ้าไม่เห็นด้วย "ไม่จำาเป็ นหรอกคุณ ผมกับหนวดเคราและเล็บจะ

ไม่งอกออกมาอีก ปล่อยให้อยู่ตามสภาพนี้ เถอะ อาตมาเห็นว่าเตี่ยของคุณ
เป็ นผู้มีบุญกุศลมากมายเมื่อเขามีชีวิตอยู่ คนที่ตายไปแล้วไม่เน่าไม่เปื่ อย
สักแสนคนจึงจะมีสักรายหนึ่ ง ล้วนแต่คนมีบุญทั้งนั้ น ร่างนี้ จะช่วย
คุ้มครองลูกหลานและคนในบ้านให้ร่มเย็นเป็ นสุขตลอดไป"

อาเสี่ยประนมมือไหว้อย่างนอบน้อม "ขอให้เป็ นอย่างที่หลวงพ่อว่าเถอะ
ครับ ผมดีใจมากที่ผมเชิญศพเตี่ยผมจากฮวงซุ้ยเมืองชลเอามาไว้ที่บ้าน
เตี่ยจะได้สุขสบาย"

"คุณถอยออกไป ผมจะสวดมนตร์ให้เตี่ยคุณขึ้นไปนั ่งบนแท่น"

กิมหงวนถอนไปนั่งรวมกลุ่มกับสี่นางและคุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ
พระภิกษุชรากลับไปนั่งที่ของท่าน การสวดมนตร์โดยมีเสียงต๊อกให้จังหวะ
ตลอดไป เริม
่ ต้นขึ้นอีกวังเวงใจอย่างไรชอบกล ผีตายซากก้มลงมองดูตัว
เองและเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองไปรอบ ๆ
เดินช้า ๆ

ต่อจากนั้ นเจ้าสัวกิมเบ๊ก็

ตรงไปที่แท่นไม้และก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นล่าง ศาสตราจารย์

ดิเรกอยากจะถ่ายภาพเต็มทนแต่ไม่กล้าถ่าย เขาจ้องตาเขม็งมองดูเจ้า

สัวกิมเบ๊ปีนขึ้นไปยังแท่นบนและนั่งขัดสมาธิบนพรมสี่เหลี่ยมเฉพาะตัว

ประสานมือทั้งสองข้างไว้ท่ีหน้าตัก นั ยน์ตาของผีตายซากค่อย ๆ หรีล
่ งและ
หลับสนิ ท ร่างของเจ้าสัวกิมเบ๊นั่งนิ่ งเฉยไม่กระดุกกระดิก

พระภิกษุธิเบตทั้งสามองค์สวดมนตร์อยู่ในราว ๑๐ นาทีก็หยุดสวด แล้ว
พระภิกษุชราก็กล่าวกับเสี่ยหงวน

"คุณกับเพื่อนคุณช่วยกันยกกระจกครอบร่างเตี่ยของคุณได้แล้ว"

กิมหงวนหันไปทางนิ กรแต่พอสบตากันนิ กรก็รบ
ี เบือนหน้าไปทางอื่นทำาให้อา
เสี่ยอดหัวเราะไม่ได้ แล้วเขาก็กล่าวกับพล

"ช่วยกันหน่อยเถอะวะพล

เอากระจกครอบร่างเตี่ยทุกสิ่งทุกอย่างก็เรียบร้อย "

สองสหายต่างลุกขึ้นพากันเดินไปที่แท่นหลังห้องและปี นขึ้นไปแท่นช่วยกัน
ยก กระจกรูปสี่เหลี่ยมมีฝาปิ ดตอนบนครอบลงบนศพผีตายซากอย่าง

ระมัดระวัง กลัวกระจกจะแตก แต่กระจกที่จ้างเขาทำาเป็ นครอบนี้ ใช้กระจก
หนามากริมรอยต่อผนึ กแน่น

บัดนี้ เจ้าสัวกิมเบ๊นั่งขัดสมาธิหลับตาพริ้มอยู่ในครอบแก้วแล้วในฐานะผู้มี

บุญหรือเซียนผู้วิเศษ พลกับกิมหงวนลงมาจากแท่นนั้ นและช่วยกันจัดข้าว
ของหน้าแท่นให้เป็ นระเบียบเรียบร้อย
นิ กรมองดูผีตายซากอย่างหวาด ๆ

แล้วหันมาพูดกับเสี่ยตี๋เบา ๆ "แกพูด

ภาษาจีนกลางได้แกลองถามหลวงพ่อหน่อยเถอะวะอ้ายนึ ก อาอยากร้วู ่าก๋ง
ของแกอยู่ในครอบแก้วอย่างนี้ จะออกมาหลอกหลอนใครได้ไหม"

สมนึ กกล่าวถามหลวงพ่อผู้สูงอายุทันที เขาสนทนากับท่านด้วยภาษาจีน

กลางสักครู่ก็ทำาหน้าเบ้แล้วบอกนิ กรตามตรง "หลวงพ่อว่า เรื่องวิญญาณ
ของคนเรานั้ นไม่มีอะไรที่จะหน่วงเหนี่ ยวกักขังไว้ได้ วิญญาณก๋งอาจจะ

ปรากฎร่างให้ใครเห็นเมื่อไรก็ได้ แต่ก็คงไม่ทำาร้ายใครเพราะทุกคนไม่ใช่ศัตรู
ของก๋ง"

"ว้า ถึงอย่างนั้ นอาก็ไม่อยากพบเห็นก๋งของแกโว้ย เห็นอย่างนี้ ก็ไม่เป็ นไร

หรอกเพราะไฟสว่างอยู่กันหลายคน พระเจ้าท่านก็อยู่เป็ นเพื่อน แต่ถ้าดึก
ๆ ดื่น ๆ อาเห็นก๋งแกเข้าอาคงชักแน่"

ร.อ.นพพูดเสริมขึ้น "ผมก็เหมือนกันพ่อ เรื่องผีไม่รู้เป็ นยังไงว่าจะไม่กลัวก็
อดกลัวไม่ได้ เมื่อไรผีมันจะตายหมดโลกเสียทีนะพ่อ ผมรำาคาญเหลือเกิน"

นิ กรว่า "มันตายแล้วโว้ย ที่เรากลัวก็เพราะมันตายไปแล้ว ยังมีชีวิตอยู่
ทำาไมจะต้องกลัว ส่องด้วยปื นโป้ งเดียวก็ด้ ินพราด"

พิธีอันเร้นลับมหัศจรรย์ของภิกษุท้ ังสามองค์ได้ส้ ินสุดลงแล้ว แต่ทุกคนก็

คงจะจำาใส่ใจไว้อย่างไม่มีวันลืม อาเสี่ยกิมหงวนได้นำาดอกไม้ธูปเทียนถวาย
พระคุณเจ้าทั้งสามองค์และมีเงินใส่ซองถวายองค์ละ ๕๐๐ บาท อีกด้วย

ต่อจากนั้ นคุณหญิงวาดก็สัง่ ให้เจ้าแห้วขับรถไปส่งพระที่วัดเล่งเน่ยยี่ซ่ึงท่าน
จำาพรรษาอยู่ท่น
ี ั่นชัว่ คราว

เก๋งจีนอันเป็ นที่ไว้ศพและดวงวิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊รม
ิ สระนำ้าหลังบ้าน
"พัชราภรณ์" จะเปิ ดให้คนในบ้านหรือเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงมาเคารพบูชา

เซียนกิมเบ๊ในเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. ถึง ๒๑.๐๐ น. ซึ่งกิมหงวนมอบ
หมายหน้าที่ให้เจ้าแห้วเป็ นผู้ดูแลศาลหรือเก๋งจีนที่กล่าวนี้

เจ้าแห้วเป็ นนั กเล็งผลเลิศดีดลูกคิดรางแก้ว เจ้าแห้วกระพือข่าวไปทัว่ ซอย

์ ิ ติศาสตร์" หลังบ้าน "พัชราภรณ์" เกี่ยวกับเรื่องกิมหงวนรับศพเตี่ย
"ประสิทธิน
ของเขามาไว้ท่ีบ้านและสร้างศาลให้อยู่ในฐานะที่เป็ นเซียนผู้วิเศษตายไปตั้ง
๒๐ กว่าปี แล้วไม่เน่าไม่เปื่ อย
คนไทยเรานั้ นศรัทธาเลื่อมใสผู้ท่ีมีอิทธิปาฏิหาริยห
์ รือมีบุญ ดังนั้ นชาวบ้าน
ในซอยหลังบ้าน "พัชราภรณ์"จึงหลัง่ ไหลกันมากราบไหว้ศพเจ้าสัวกิมเบ๊ทุก

เวลาเย็นและตอนหัวคำ่า เจ้าแห้วมีรายได้พิเศษจากการขายดอกไม้ธูปเทียน
วันหนึ่ งไม่น้อย ถ้านำาดอกไม้ธูปเทียนมาเองเจ้าแห้วไม่ยอมให้เอาเข้าไปใน
เก๋งจีนและไม่ยอมให้เหตุผล เพียงแต่บอกว่าหากจะเคารพบูชาศพเจ้า
สัวกิมเบ๊แล้วต้องซื้ อดอกไม้ธูปเทียนของเขาจึงจะนำาเข้าไปได้

และด้วยความเฉลียวฉลาดของเจ้าแห้ว เขาได้ทำาให้เจ้าสัวกิมเบ๊กลายเป็ น
เจ้าพ่อกิมเบ๊ไปแล้ว เจ้าแห้วแต่งใบเซียมซีรวม ๒๕ ใบเป็ นคำากลอนและ

จ้างโรงพิมพ์เล็ก ๆ พิมพ์หมายเลขละ ๕,๐๐๐ แผ่น ทำากระบอกติ้วและไม้
ติ้วรวมสามสี่ชุดให้คนมาเขย่าติ้วเสี่ยงเซียมซีขายใบ เซียมซีแผ่นละบาทรวด
มีไม้ควำ่าหงายให้โยนเสี่ยงทายฟรีตามแบบศาลเจ้าต่าง ๆ

มีตู้เรีย
่ ไรเงิน

ค่านำ้ามันตะเกียงเจ้าพ่อซึ่งเจ้าแห้วหาตะเกียงเล็ก ๆ จุดไว้ดวงหนึ่ งตลอด
๒๔ ชัว่ โมงทั้ง ๆ ที่ในเก๋งจีนมีไฟฟ้ าใช้อยู่แล้ว การหาลำาไพ่ของเจ้าแห้ว

พวกเจ้านายเห็นว่าเป็ นเรื่องของเจ้าแห้วจึงไม่มีใคร ห้ามปรามแต่คุณหญิง

วาดตำาหนิ ว่าการที่เจ้าแห้วไม่ยอมให้ผู้อ่ ืนนำาดอกไม้ธูป เทียนของตนเข้าไป
ในเก๋งจีนนั้ นไม่สมควรทำาและราคาดอกไม้ธูปเทียนที่เจ้าแห้ว ขายชุดละ ๒
บาท ก็แพงเกินไปเพราะต้นทุนไม่ถึง ๕๐ สตางค์

ยุคนี้ เป็ นยุคหวยใต้ดินและสลากกินแบ่งของรัฐบาล คนที่นิยมเล่นใต้ดินก็
หวังจะถูกเพียงเลขท้ายสามตัวของรางวัลที่หนึ่ งสักสองสามบาทพอลืมตาอ้า

ปากได้บ้างเพราะเจ้ามือกินรวบจ่ายถึงบาทละ ๕๐๐ บาท ส่วนผู้ท่ีชอบเล่น
สลากกินแบ่งของรัฐบาล ก็หวังเลขท้ายสามตัวงวดละฉบับหรือสองฉบับก็
พอใจแล้ว เรื่องรางวัลใหญ่น้ ั นยากที่จะถูกได้

เจ้าพ่อเจ้าแม่ตลอดจนพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิต่างถูกรบกวนในเรื่องนี้

เจ้าบางองค์อยู่ไกลแสนไกลก็มีคนไปหาเพื่อขอล็อตเตอรีจ
่ ากท่านด้วยการ
เขย่าติ้วบ้าง

ฝนเอาตามหินบ้างหรือเขียนเบอร์ไปล้วงเอาบ้าง แล้วแต่จะ

ทำากัน เจ้าพ่อหรือเจ้าองค์ใดให้เลขได้ถูก มีคนรำ่ารวยจากใต้ดินหรือสลาก
กินแบ่งของรัฐบาลข่าวก็ลือไปไกล ทำาให้ผู้คนหลัง่ ไหลไปหาไม่ว่าจะอยู่ใน
สวนลึกหรือในทีท
่ ี่ห่างไกลจากเส้นทางคมนาคมสักเพียงใดก็ตาม
เจ้าสัวกิมเบ๊ก็เช่นเดียวกัน

์ องเจ้าสัวกิมเบ๊หรือบุญวาสนาของคุณหญิงวาดก็ไม่มี
จะเป็ นด้วยอิทธิฤทธิข
ใครอธิบาย

ปรากฎว่าคุณหญิงวาดได้ถูกสลากกินแบ่งงวดประจำาวันที่ ๑๐

เดือนนั้ นเป็ นเงินล้านบาทคือถูกรางวัลที่หนึ่ งควบ ๒ ฉบับ

ตามปรกติคุณหญิงวาดไม่สนใจในเรื่องล็อตเตอรีเ่ พราะท่านรำ่ารวยแล้ว แต่
เด็กหญิงอายุ ๑๒ ขวบที่นำาล็อตเตอรีเ่ ข้ามาขายในบ้าน "พัชราภรณ์" ตอน
กลางวันนั้ นถูกอ้ายแบล๊คกี้สุนัขอัลเซเชี่ยนของท่านกัดล้มลง เคราะห์ดีท่ี

คนสวนไล่ตะเพิดเจ้าแบล๊คกี้เสียทัน เด็กหญิงผู้น่าสงสารมีบาดเจ็บเป็ นรอย
เขี้ยวเล็กน้อยเพราะมันกัดไม่ถนั ดคนสวนร้องเอะอะเสียก่อน

หัวเข่าขวา

ถลอกเนื่ องจากล้มลงบนถนนคอนกรีต คุณหญิงวาดได้ให้ประภาใส่ยาแผล
สดให้และให้ค่าทำาขวัญไป ๑๐๐ บาท นอกจากนี้ ท่านยังช่วยซื้ อล็อตเตอรีไ่ ว้
๒ ฉบับ สี่นางก็ช่วยกันซื้ อคนละฉบับสองฉบับเช่นเดียวกัน

ปรากฎว่าคุณหญิงวาดถูกรางวัลที่หนึ่ ง ๒ ใบควบได้เงินล้านบาทอันเป็ นข่าว
เกรียวกราวในหน้าหนั งสือพิมพ์ฉบับหนึ่ ง คุณหญิงวาดให้สัมภาษณ์
หนั งสือพิมพ์ว่าเซียนกิมเบ๊คงจะช่วยให้ท่านมีลาภในครั้งนี้ แน่นอน
หญิงวาดสละเงินแสนบาททำาบุญและประกอบการกุศลต่าง ๆ

คุณ

อุทิศผลบุญ

ทั้งหมดไปให้เจ้าสัวกิมเบ๊ ซื้ อข้าวของอันมีค่าหลายอย่างมาประดับเก๋งจีน
ให้สวยงามขึ้นและท่านได้มากราบไหว้วิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊ทุกคืน

ต่อมานั กขับแท็กซี่เพื่อนของเจ้าแห้วซึ่งมาขอเลขกินรวบจากเจ้าสัวกิมเบ๊
ด้วยการเขย่าติ้วได้ถูกกินรวบ ๕๐,๐๐๐ บาทเพราะเขาเชื่อมัน
่ ในบุญฤทธิ์

ของเจ้าสัวกิมเบ๊จึงตัดใจแทงถึง ๑๐๐ บาท นายชดสบายแฮไปเลย ซื้ อรถ
เงินผ่อนยังค้างเงินอีก ๒๐,๐๐๐ บาทรีบเอาเงินไปใช้บริษัท เขาซ่อมแซม
บ้านเขาให้ดีข้ ึน นำาเครื่องเซ่นหมูเห็ดเป็ ดไก่และเหล้าอย่างดีคิดเป็ นเงิน

ประมาณ ๕๐๐ บาทมาเซ่นวิญญาณเจ้าสัวกิมเบ๊ในตอนกลางวันวันเสาร์
ซึ่งเจ้าแห้วเปิ ดเก๋งจีนให้เป็ นพิเศษและไถเงินจากเพื่อนได้ ๑,๐๐๐ บาท
ข่าวคุณหญิงวาดรวยล้านบาท และนายชดรวย ๕๐,๐๐๐ บาทเพราะเจ้า
สัวกิมเบ๊ เป็ นที่โจษจันกันในซอย

์ ิ ติศาสตร์" พอตกเย็นก็
"ประสิทธิน

ปรากฎว่าเจ้าแห้วมีรายได้จากการขายดอกไม้ธูปเทียนและใบเซียมซีมากขึ้น
ผู้คนทั้งหนุ่มสาววัยกลางคนและคนชราต่างมาขอเลขใต้ดินบนดินจากเซียน
กิมเบ๊

ปรากฏว่ามีคนถูกใต้ดินอีกหลายคน คราวนี้ ใครต่อใครต่างก็ศรัทธาเลื่อมใส
ในเซียนกิมเบ๊ผู้ท่ีตายไปนานแล้วแต่ไม่เน่าไม่เปื่ อย

งวดนั้ นเจ้าแห้วถูก

ใต้ดินได้เงิน ๕,๐๐๐ บาท ถึงกับเลี้ยงเหล้าเพื่อนฝูงที่อยู่ในซอย "ประสิทธิ์
นิ ติศาสตร์" หลายคนและคุยฟ้ ุงว่าเจ้าสัวกิมเบ๊เมื่อมีชีวิตอยู่น้ ั นเคยใช้สอย
เขาและรักใคร่เขามาก

พวกชาวบ้านต่างขอร้องเสี่ยหงวนให้เปิ ดกระจกครอบร่างของเจ้าสัวกิมเบ๊
ออกเพราะเขาอยากจะปิ ดทองตามเนื้ อตัวของเจ้าสัว

เมื่ออาเสี่ยปรึกษากับ

เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ และคุณหญิงวาด ท่านผู้ใหญ่ท้ ังสองก็เห็นพ้องด้วย

ตอนใกล้จะพลบคำ่าเย็นวันนั้ นเอง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ
ก็ได้มาปรากฏตัวขึ้นที่ศาลหรือเก๋งจีนอันสวยงามริมสระนำ้า

พอผ่านประตูเข้ามาทุกคนก็แลเห็นเจ้าแห้วนั่งอยู่ท่ีโต๊ะข้างประตู บนโต๊ะมีด

อกไม้ธูปเทียนเป็ นชุด ๆ ประมาณ ๑๐๐ ชุดอยู่ในถาดไม้ และที่ฝาห้องข้าง
หลังเจ้าแห้วมีกระดานดำาติดใบเซียมซีเป็ นแถวเรียงหมายเลขตั้งแต่ ๑ ถึง
เลข ๒๕

นิ กรหยิบดอกไม้กำาหนึ่ งขึ้นมาดู มีเยอบีร่า ๒ ดอก ธูป ๓ ดอกและเทียนขี้
ผึ้งเล่มเล็ก ๆ อีกหนึ่ งเล่ม ดอกเยอบีร่าเจ้าแห้วคงเก็บเอามาจากสวนหลัง
บ้านนี่ เอง

"ชุดละเท่าไรวะ" นิ กรถาม

เจ้าแห้วยิ้มอาย ๆ

"คนอื่นรับประทานขาย ๒ บาทครับ แต่เจ้านายรับประทานคิดชุดละบาท

เดียว"

พลจุปากทำาตาเขียวกับเจ้าแห้ว
"เดี๋ยวกูถีบหงายท้องหล่นจากเก้าอี้เลย ถ้าหากว่าพวกฉันต้องซื้ อดอกไม้ธูป

เทียนแกละก้อต่อไปแกต้องซื้ อข้าวกินนะโว้ย ฉันจะสัง่ แม่ครัวไว้ให้คิดเงิน
แกมื้ อเช้า ๕ บาท มื้ อเย็น ๑๐ บาท ตอนกลางวันแกไปทำางานกับเราซื้ อ

กินเอาเอง แล้วก็ห้องพักของแกที่เรือนคนใช้ต้องจ่ายค่าเช่าห้อง ค่านำ้าค่า
ไฟอีกเดือนละ ๒๐๐ บาท มึงชักจะหน้าเลือดมากไปแล้วอ้ายแห้ว"
เจ้าแห้วยิ้มแห้ง ๆ

นายพลดิเรกมองดูใบเซียมซีสีต่าง ๆ บนกระดานดำาที่เจ้าแห้วตอกติดไว้เป็ น
ปึ ก ๆ

แล้วเขาก็กล่าวถามเจ้าแห้ว

"นั ่นอะไรวะ"

"รับประทานใบเซียมซีของเซียนเจ้าสัวกิมเบ๊ครับ คุณหมอลองเขย่าติ้วเสี่ยง

โชคชะตาดูซีครับ "

นายพลดิเรกหันมายิ้มให้พ่อตาของเขา
"ผมไม่เคยสนใจเรื่องเช่นนี้ เลย เสี่ยงเซียมซีเขาทำาอย่างไรครับคุณพ่อ "

ท่านเจ้าคุณยิ้มเล็กน้อย

"ก็ไปนั ่งบนพรมหน้าแท่นบูชานั ่น กราบไหว้เจ้าสัวเสียก่อนแล้วก็หยิบ

กระบอกติ้วขึ้นมาอธิษฐานเขย่าเบา ๆ

เอียงกระบอกนิ ดหน่อย ไม้อันไหน

ออกมาก็ดูเบอร์ท่ีไม้แล้วมาเอาใบเซียมซีท่ีเจ้าแห้วแกก็จะรู้โชคชะตาของแก"
ศาสตราจารย์ดิเรกเปลี่ยนสายตามาที่นิกร
"ลองเขย่าติ้วดูไหมล่ะอ้ายกร"

นิ กรสัน
่ ศีรษะ

"ไม่ละ เซียมซีน่ี มันเจ้าพ่อแห้วไม่ใช่เจ้าพ่อหรือเซียนเจ้าสัวกิมเบ๊ อ้าย

แห้วมันแต่งเลียนแบบเซียมซีตามศาลเจ้าแล้วไปจ้างเขาพิมพ์"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น "รับประทานเซียมซีของเจ้าพ่อหรือหลวงพ่อที่ไหน

เขาก็แต่งกันขึ้นทั้งนั้ นแหละครับ แต่เขาถวายให้เป็ นคำาพยากรณ์ของเจ้าพ่อ
หรือหลวงพ่อ รับประทานคำาทำานายในใบเซียมซีจึงมีส่วนแม่นยำา "

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย "ออไร๋ ออไร๋ ถ้าอย่างงั้นฉันจะลองเสี่ยงเซียมซี
ลองดูเป็ นครั้งแรกในชีวิตของฉัน "

แล้วศาสตราจารย์ดิเรกก็เดินไปนั่งบนพรมหน้าแท่นบูชา ประนมมือไหว้เจ้า
สัวกิมเบ๊นึกอธิษฐานขอให้วิญญาณของเจ้าสัวคุ้มครองเขาและบันดาลให้เขา
ประสบโชคดี

เสร็จแล้วเขาก็ยกกระบอกติ้วขึ้นมาเขย่า

เสียงไม้ต้ ิวแบน ๆ ๒๕ อันกระทบกันดังแกร๊ก ๆ ตลอดเวลา แต่นายพล
ดิเรกไม่เคยเขย่าติ้ว เขาตั้งกระบอกตรงหน้าเขาไม้ต้ ิวจึงไม่ออก พลแล

เห็นเข้าก็ร้องบอกให้เอียงกระบอกติ้วออกไปเล็กน้อย คราวนี้ ไม้ต้ ิวอันหนึ่ ง
ก็กระเด็นออกมาจากกระบอกหล่นลงมาบนพรมปูพื้นเบื้ องหน้าแท่นบูชา

ศาสตราจารย์ดิเรกหยิบขึ้นดูหมายเลขและยัดไว้ในกระบอกติ้วตามเดิม เขา
ลุกขึ้นเดินเข้ามาหาเพื่อนเกลอของเขาและเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ ซึ่งยืนอยู่หน้า
โต๊ะขายดอกไม้ธูปเทียนของเจ้าแห้ว

"รับประทานเบอร์อะไรครับ " เจ้าแห้วถามและลุกขึ้นยืน
"เบอร์ ๖ โว้ย"

"อ๋อ ดีน่ี ครับคุณหมอ" เจ้าแห้วพูดยิ้ม ๆ เลื่อนตัวมาที่กระดานดำาเอื้ อมมือ

กระตุกใบเซียมซีสีเขียวหมายเลข ๖ ใบหนึ่ งออกมาส่งให้นายพลดิเรก "ใบ
ละเท่าไหร่วะ" ศาสตราจารย์ดิเรกแกล้งถาม

เจ้าแห้วหัวเราะ "รับประทานคุณหมอแกล้งพูดยัว่ จะให้คุณพลกระทืบผมใช่

ไหมละครับ ตามธรรมดาผมขายใบละบาทครับ แต่พวกเจ้านายบริการฟรี "
นายพลดิเรกส่งใบเซียมซีให้นิกร "แกอ่านให้ฟังหน่อยเถอะวะเรื่อง
บทกลอนกันอ่านไม่ชำานาญ"

นิ กรมองดูตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้ นแล้วอ่านดัง ๆ เหมือนกับนั กเรียน
ชั้นประถมอ่านหนั งสือให้ครูฟัง
ใบที่ 6 กระดกกลับสับเป็ น 9

อย่าดูเบาอุบัติเหตุอาเพศแน่
เร่งระวังตัวไว้ใกล้จะแก่

คนเราต้องตายแหงทุกคนไป

ถามถึงลาภคิดเอา 9 กับ 6
ไขว้ไปมาคิดตกก็รวยใหญ่
9 ลบ 6 หรือบวกกันท่านว่าไว้

ใครมีโชคคิดได้สบายเอย

ข้าพเจ้า นายแห้ว โหระพากุล

เป็ นผู้แต่งเซียมซีน้ ี ถวายเจ้าพ่อกิมเบ๊
เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ มองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน "แกเป็ นคนแต่ง........"
"ครับ " เจ้าแห้วตอบภาคภูมิ

"กลอนของแกฟั งแล้วไม่เป็ นสับปะรดหมา"

นิ กรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ "กลอนมันไล่กันเหมือนไม้ระแนงว่ะ ยัง
งี้ถ้าสุนทรภู่ยังมีชีวิตอยู่ได้อ่านกลอนของแกแล้วท่านคงเลิกแต่งกลอนทันที"
เจ้าแห้วยิ้มอาย ๆ "รับประทานผมมันแค่ ป . ๓ โรงเรียนประชาบาลรุ่นเก่า
นี่ ครับ ตอนนั้ น ป. ๔ ก็ยังไม่มี ผมแต่งได้แค่น้ ี ก็เรียกว่ายอดแล้วครับ รับ
ประทานครูท่ีสอนผมมาท่านยังแต่งกลอนไม่เป็ น"

กิมหงวนเดินเข้ามาข้างกระดานดำา แล้วมองดูใบเซียมซีต่าง ๆ

มีท้ ังสีขาว

สีเขียว สีแดง สีม่วง สีเหลือง เรียงหมายเลขตัง่ แต่เลข ๑ ถึงเลข ๒๕
เจ้าแห้วเอาตะปูตอกติดไว้กับแผ่นกระดานเป็ นปึ ก ๆ

เรียงตามลำาดับเลข

เป็ นระเบียบเรียบร้อย อาเสี่ยกระตุกลงมาดูใบหนึ่ งแล้วอ่านข้อความในใบ
เซียมซีน้ ั นดัง ๆ
ที่ ๑๕ ท่านว่าชาตาจู๋
จะเดือดร้อนเรื่องคู่ที่สู่สม

มีแต่ความร้อนใจในอกตรม
อย่าปรารมภ์เติมนำ้ามันให้ท่านเซียน
เพียงสิบบาทสะเดาะเคราะห์จะสุขี
ลาภจะมีแก่ท่านเกิดหันเหียน
เล่นใต้ดินพอได้ไม่วนเวียน

เลข ๑๕ อย่าเปลี่ยนลดเพิ่มเอย

พลมองดูตู้กระจกใบเล็ก ๆ
เขียนติดไว้ท่ีตู้ว่า

ซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะข้างแท่นบูชาและมีแผ่นป้ าย

"เชิญซื้ อนำ้ามันถวายเจ้าพ่อ"

แล้วพลก็รบ
ี เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าแห้ว
"มึงนี่ หัวเส ฯ นะอ้ายแห้ว มีวิธีหาเงินโดยอาศัยบุญบารมีของเตี่ย เงิน

ค่านำ้ามันในตู้กระจกน่ะไม่ตำ่ากว่า ๒๐๐ บาท ตะเกียงของมึงดวงนิ ดเดียวจุด
ไว้บนแท่นใช้น้ ำามันก๊าดอย่างมากเดือนละ ๒ ขวดเท่านั้ น ใบเซียมซีของมึง
ก็ล้วนแต่หลอกให้คนเล่นกินรวบหรือกินแบ่ง หลอกให้คนเติมนำ้ามัน
ตะเกียงสะเดาะเคราะห์ ช่วยให้มึงมีรายได้อย่างงดงาม"
เจ้าแห้วยิ้มแห้ง ๆ

"รับประทานผมได้เงินจากกำาไรค่าดอกไม้ธูปเทียน ค่า

ใบเซียมซีหรือเงินบริจาคค่านำ้ามันตะเกียง ผมก็ทำาบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้

ท่านเจ้าสัวนี่ ครับ บางทีก็ซื้อของมาเซ่นไหว้วิญญาณท่าน แฮ่ะ แฮ่ะ รับ
ประทานเลี้ยงช้างก็ต้องรับประทานอุจจาระช้างบ้างแหละครับ ผู้ดูแลศาล
เจ้าที่ไหน ๆ ก็เหมือนกันทั้งนั้ น"
เสี่ยหงวนยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ในฐานะที่แกเป็ นผู้ดูแลรักษาเก๋งจีนนี้ ฉันอนุ

ญาติให้แกทำาได้แต่อย่าให้มันหน้าเลือดนั ก ดอกไม้ธูปเทียนต้องขายชุดละ
บาท

ใบเซียมซีใบละ ๕๐ สตางค์ ใบไหนที่มีการบังคับให้เขาจ่ายเงิน

ค่านำ้ามันแต่งและพิมพ์ใหม่ อย่าบังคับเขาในเรื่องเงินเป็ นอันขาด ถ้ามีการ
บังคับฉันจะสัง่ ให้แกเลิกหากินกับผีเตี่ยของฉันเข้าใจไหมล่ะ" "เข้าใจครับ "
อาเสี่ยว่า

"เราจะเปิ ดครอบกระจกเตี่ยออกและคืนนี้ ในราวสองทุ่มพวกเรา

จะมาข่วยกันปิ ดทองเตี่ย ต่อจากนั้ นเราก็จะอนุ ญาติให้ผท
ู้ ่ีมีจิตศรัทธาได้ปิด
ทองเตี่ยตามความประสงค์ของเขา"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง "รับประทาน ถ้ายังงั้นผมซื้ อทองคำาเปลวมาขายนะ
ครับ "

พลพูดเสริมขึ้น

"ขายได้แต่ไม่ใช่ขูดเลือดขูดเนื้ อเอากำาไรจนเกินควรและ

แกจะหวงห้ามเขาไม่ได้ ถ้าเพื่อนบ้านของเราเขาหาทองของเขามาเอง แม้
กระทัง่ ดอกไม้ธูปเทียน"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อยยืนนิ่ งเฉยไม่พูดอะไร สี่สหายกับเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ พากัน
เดินไปทางแท่นบูชา ต่อจากนั้ นอาเสี่ยกับพลก็ปีนขึ้นไปบนแท่นล่าง ช่วย
กันยกครอบกระจกสี่เหลี่ยมออกจากร่างของเจ้าสัวกิมเบ๊

นิ กรกับ

ศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ คอยรับอยู่ข้างล่าง เจ้าแห้ววิ่งเข้า

มาช่วยอีกคนหนึ่ ง ครอบกระจกสี่เหลี่ยมนั้ นถูกนำาออกไปจากเก๋งจีนและนำา
ไปไว้ด้านหลังเก๋งจีนชัว่ คราว

ตอนหัวคำ่าคืนวันเดียวกันนั้ นเอง
หลังจากอาหารคำ่าผ่านพ้นไปแล้ว สี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าหนุ่มรูป

หล่อทั้งสี่คนและเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ กับคุณหญิงวาดก็พากันมาที่ศาลเจ้าเซียน
กิมเบ๊ พร้อมด้วยทองคำาเปลวหนึ่ งมัดซึ่งเสี่ยหงวนถือติดมือมา

์ ิ ติศาสตร์" ทั้ง
ที่ศาลเซียนหรือเจ้าพ่อกิมเบ๊ มีชาวบ้านในซอย "ประสิทธิน
หญิงชายประมาณ ๑๐ คน มากราบไหว้บูชาเซียนกิมเบ๊ บนบานศาลกล่าว
ให้ช่วยทุกข์ของตนให้ได้รบ
ั สมความปรารถนาในเรื่องที่กำาลังทำาอยู่ ให้ปัด

เป่ าความเจ็บไข้ท่ีบุตรภรรยาหรือครอบครัวของตนกำาลังประสบอยู่ แต่ส่วน

มากมาเขย่าติ้วขอเลขท้ายใต้ดินหรือบนดินตามอัธยาศัย นั บวันผู้คนก็เลื่อง
ลือกันว่าเซียนกิมเบ๊ให้หวยแม่นที่สุด มีคนรำ่ารวยไปหลายคนแล้ว โดย

เฉพาะคุณหญิงวาดเป็ นที่รู้กันดีว่าท่านถูกสลากกินแบ่งรางวัลที่หนึ่ งถึง ๒
ฉบับ ท่านเป็ นเศรษฐีอยู่แล้วเงินทองได้หลัง่ ไหลมาหาท่านอีก

เจ้าแห้วถือโอกาสแว่บไปประตูน้ ำาปทุมวัน โดยยอมเสียเงินค่าแท็กซี่ซื้อ
ทองคำาเปลวมา ๑,๐๐๐ แผ่น เตรียมขายให้พวกชาวบ้านที่มีศรัทธาต่อเจ้า
สัวกิมเบ๊และเจ้าแห้วได้แพร่ข่าวไปทัว่ แล้วว่า

คืนนี้ หลังจากอาเสี่ยกิมหง

วนกับญาติมิตรได้ปิดทองเจ้าสัวกิมเบ๊แล้ว ก็จะอนุ ญาติให้ใคร ๆ ปิ ดทอง
เจ้าสัวบ้าง

บรรดาชาวบ้านที่นั่งอยู่ในเก๋งจีน ล้วนแต่เช่าที่ของคุณหญิงวาดปลูกบ้าน

เรือนอาศัยอยู่ เมื่อคุณหญิงวาดพาทุกคนเข้ามาในเก๋งจีน พวกชาวบ้านใน
์ ิ ติศาสตร์" ก็กระพุ่มมือไหว้ท่านและทักทายท่านอย่าง
ซอย "ประสิทธิน
พินอบพิเทาไปตามกัน

"ตามสบายนะจ๊ะ พวกเราไม่ได้มาขัดขวางหรือมารบกวนหรอก "

วาดพูดยิ้ม ๆ

คุณหญิง

"เราจะมาปิ ดทองท่านเจ้าสัวน่ะ แล้วเราก็จะเปิ ดโอกาสให้ผู้

ที่มีศรัทธาปิ ดทองท่านบ้าง แต่ขอให้พวกเราปิ ดทองเสียก่อน เพราะเรา
เป็ นญาติและเป็ นลูกหลาน"

เด็กชายอายุประมาณ ๔ ขวบคนหนึ่ ง ซึ่งนั ่งอยู่ข้าง ๆ มารดาได้ยกมือชี้
ศีรษะเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ แล้วร้องขึ้นดัง ๆ

"แม่ หนู อยากได้หัวล้านกระดาษอันนั้ น"

ผู้เป็ นมารดาใจหายวาบรีบยกมือปากลูกชายของหล่อนทันที นิ กรแหกปาก
หัวเราะลัน
่ เขาล้วงกระเป๋ าเสื้ อฮาไวหยิบธนบัตรปึ กหนึ่ งออกมา แล้วส่ง
ธนบัตรใบละ ๑๐ บาท หนึ่ งฉบับให้ผู้หญิงกลางคนผู้น้ ั น ซึง่ มีอาชีพเป็ น
แม่ค้าขายขนมหวาน เคยหาบเข้ามาขายในบ้าน "พัชราภรณ์" บ่อย ๆ

"เอาเงินนี่ ไว้ซื้อหัวล้านกระดาษให้อ้ายหนู มันนะแม่ย้อย อธิบายให้มันเข้าใจ

ด้วยว่า ของพ่อตาฉันน่ะเป็ นของจริงไม่ใช่หัวล้านกระดาษแกะเอาออกหรือ
ถอดออกไม่ได้"

เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ มองดูนิกรอย่างเกลียดชังและทำาปากหมุบหมิบอวยชัยให้
พรเขา กิมหงวนพาทุกคนไปยืนรวมกลุ่มหน้าแท่น ต่างช่วยกันยกเครื่อง

บูชาบนแท่นชั้นล่างวางไว้กับพื้ น เพื่อจะได้ปีนขึ้นไปยืนปิ ดทองเจ้าสัวกิมเบ๊
ได้โดยสะดวก ต่อจากนั้ นการปิ ดทองก็เริม
่ ต้นโดยผลัดกันปิ ดทีละสามสี่คน

ซึ่งกิมหงวนกับนวลลออคุณหญิงวาดและสมนึ กปิ ดทองก่อน ร่างผีตายซาก

ของเจ้าสัวกิมเบ๊ลงรักไว้แล้ว การปิ ดทองจึงสะดวกสบายเพราะแผ่นทองฝั ง
ลงไปในรัก
คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและลูก ๆ กับเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ คุณหญิงวาดได้
ช่วยกันปิ ดทองเจ้าสัวกิมเบ๊เกือบทัว่ ตัว ใบหน้าและส่วนหน้าอกของผี

ตายซากซึ่งบัดนี้ มีฐานะเป็ นเซียนหรือผู้วิเศษเหลืองอร่ามด้วยทองคำาเปลว
ทุกคนต่างจุดธูปเทียนสักการะเคารพดวงวิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊ ขอให้
ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็ นสุข

์ ิ ติศาสตร์" ได้ย่อย ๆ กันมาเพื่อ
ขณะนี้ พวกชาวบ้านในซอย "ประสิทธิน

เคารพบูชาและปิ ดทองเจ้าสัวกิมเบ๊ เขานั่งจับกลุ่มสนทนากันอยู่นอกเก๋ง
จีนหรือศาลเจ้า ไม่กล้าเข้ามาปะปนกับครอบครัวคุณหญิงวาด
ยิ้มแย้มแจ่มใสและบอกกับเสี่ยหงวนว่า

เจ้าแห้ว

"รับประทานคืนนี้ ผมขออนุ ญาติปิดเก๋งจีนถึงสองยามนะครับ เข้าใจว่าคงมี

คนมาปิ ดทองเจ้าสัวมากมาย"

"เอาซี แต่ว่าแกจะต้องจ้างคนสวนด้วยเงินส่วนตัวของแกให้ทำาหน้าที่เป็ น

ยามเฝ้ าประตูหลังบ้านเรากันคนร้ายถือโอกาสแปลกปลอมเข้ามา"

"ได้ครับ รับประทานตั้งแต่คืนนี้ เป็ นต้นไป ผมจะมานอนที่ศาลนี้ ครับ "

นิ กรพูดโพล่งขึ้น
เจ้าแห้วหัวเราะ

"แกไม่กลัวเตี่ยหรือ "

"ไม่กลัวหรอกครับ รับประทานผมเป็ นคนดูแลศาลของ

ท่านท่านคงไม่ทำาอะไรผม
จะนอนเฝ้ าศาล"

พลเห็นพ้องด้วย

ตอนนี้ ในศาลมีข้าวของมีค่าหลายอย่าง ผมควร

"ดีแล้ว คุณแม่ซื้อตุ๊กตาเซียนที่ต้ ังอยู่บนโต๊ะนั้ นเป็ นเงิน

หลายพันบาท ของใช้เครื่องประดับศาลอีกหลายอย่าง แกต้องระวังหน่อย
อ้ายแห้ว คนมากหน้าหลายตาก็ต้องมีท้ ังคนดีและคนชัว่ ปะปนกัน"
เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานไม่มีใครกล้าล้วงคองูเห่าหรอกครับ "

พลจุปาก "คุยอีกแล้วเดี๋ยวก็ยันโครมเข้าให้เท่านั้ น แกน่ะเหรองูเห่า ฉัน
คิดว่าแกเป็ นงูเขียวหรืองูกินปลามากกว่า "

คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ เดินนำาหน้าพาสี่นางออกไปจากเก๋งจีน

ลูกชายของสี่สหายต่างมุงดูใบเซียมซีของเจ้าแห้วที่ตอกติดไว้กับกระดานดำา
แล้วดึงออกมาอ่านเล่นคนละแผ่นสองแผ่น
ทำาให้เจ้าแห้วบ่นพึมพัม

อ่านยังไม่ทันจะจบก็ขยี้ท้ ิง

คณะพรรคสี่สหายพาลูกชายของเขาออกไปจาก

เก๋งจีนในเวลา ๒๑.๐๐ น. เศษ ต่อจากนั้ นใครต่อใครก็บุกเข้ามาเต็มศาล

ซื้ อดอกไม้ธูปเทียนและทองคำาเปลวเจ้าแห้ว ช่วยให้เจ้าแห้วมีรายได้อย่าง
งดงาม

เก๋งจีนหรือศาลเจ้าเซียนกิมเบ๊ปิดในเวลา ๒๔ .๐๐ น. เจ้าแห้วดึงประตูเหล็ก
ตารางเข้ามาปิ ดและใส่กุญแจข้างใน ส่วนประตูร้วั หลังบ้านก็ปิดแล้ว เจ้า

แห้วสัง่ ให้เจ้าเขียนคนสวนวัยหนุ่มทำาหน้าที่เป็ นยามเฝ้ าประตูหลังบ้านและ
ให้ปิดประตูร้วั
น.

เมื่อได้ยินเสียงแขกยามหน้าบ้านตีระฆังบอกเวลา ๒๔ .๐๐

ขณะนี้ ภายในศาลเจ้าหรือเก๋งจีนสงบเงียบ มีแสงไฟฟลูเรสเสนที่ผนั งตึก

ข้างหลังเจ้าแห้วเพียงดวงเดียว ซึ่งไฟดวงนี้ จะเปิ ดทิ้งไว้จนสว่าง เจ้าแห้ว
นั่งอยู่ท่ีโต๊ะสี่เหลี่ยมข้างประตูกำาลังนั ่งนั บเงินและเหรียญบาท ค่าดอกไม้ธูป
เทียน ค่าทองคำาเปลวและค่าใบเซียมซีตลอดจนค่านำ้ามันตะเกียงเจ้าพ่อ

วันนี้ เจ้าแห้วมีรายได้เกือบ ๕๐๐ บาท เมื่อหักทุนออกแล้วก็คงมีกำาไรไม่ต่ำา

กว่า ๓๐๐ บาทสบายแฮไปเลย เจ้าแห้วบอกตัวเองว่าถ้าเขาได้เป็ นซำาปอกง
ดูแลศาลเจ้านี้ เพียงปี เดียวเท่านั้ น เขาก็คงมีเงินฝากธนาคารหลายหมื่น

เพราะนั บวันก็มีผู้คนมาสักการะบูชาเซียนเจ้าสัวกิมเบ๊เพิ่มจำานวนขึ้น บาง
คนก็เดินทางมาจากมีนบุรห
ี รือชลบุร ี ฉะเชิงเทรา แต่เป็ นที่รู้กันดีวา่ ศาล

เจ้าเซียนกิมเบ๊เปิ ดในตอนเย็น ๑๗.๐๐ น. จนถึง ๒๑.๐๐ น. หรืออาจจะเลย
เวลาไปบ้างถ้าคนยังไม่หมด วันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดราชการเปิ ดตั้งแต่
๙.๐๐ น. เป็ นต้นไป

ขณะที่เจ้าแห้วกำาลังนั บเหรียญบาทและเหรียญ ๕๐ สตางค์ เด็กหนุ่มร่าง
ใหญ่คนหนึ่ งก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูลูกกรงเหล็กนั้ น เขาคือเจ้าเขียนคน

ทำาสวนของบ้าน "พัชราภรณ์" คนหนึ่ งพึ่งมาทำางานได้เมื่อสามสี่เดือนนั ่นเอง
แต่ขยันขันแข็งมาก
"พี่แห้ว"

เจ้าแห้วสะดุ้งเล็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองดู
"อ้อมาเอาเบี้ยเลี้ยงเฝ้ ายามเหรอ"
"ครับ "

เจ้าแห้วส่งเหรียญบาทผ่านช่องลูกกรงสี่เหลี่ยมขนมเปี ยกปูนออกมาให้รวม
๓ อันด้วยกัน เจ้าเขียนรับเงินมาจากเจ้าแห้วแล้วมองดู
"โอ้โฮ ให้ผมสามบาทเท่านั้ นหรือพี่แห้ว"

"อ้าว สามบาทก็ดีแล้ว มึงจะเอาเท่าไหร่ละโว้ยอ้ายเขียน ช่วยเหลือกันนิ ด

หน่อยเท่านี้

มึงก็เพียงแต่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างประตูร้วั ไม่ก่ีชัว่ โมง เอ้า-เอาไปอีกสองสลึงก็
แล้วกัน กูน่ะไม่เคยเอาเปรียบใครนะโว้ย "
เจ้าเขียนสัน
่ ศีรษะปฏิเสธ

"ไม่ต้องหรอกพี่แห้ว สามบาทก็มากมายแล้ว

สำาหรับฉัน แต่ว่าคืนต่อไปพี่แห้วหาคนใหม่เฝ้ าประตูหลังบ้านนะ "
เจ้าแห้วฝื นหัวเราะ

"มึงล่ะมันเป็ นเสียอย่างนี้ ทำาราวกับว่ามาจาก

อิสราเอล ถ้าไม่ช่วยกู

ไม่ยอมร่วมมือร่วมตีนกับกูมึงจะลำาบากนะโว้ยอ้าย

เขียน มึงก็รู้แล้วว่ากูมีอิทธิพลแค่ไหนสำาหรับพวกคนใช้ในบ้านนี้ กูหาเรื่อง
เพ็ดทูลเจ้านายหน่อยเดียวมึงก็ต้องหางานใหม่ทำา"

เจ้าเขียนหัวเราะ "ก็ลองดูซีพ่ีแห้ว ผมน่ะขนาดคนสวนขั้นลูกน้องเท่านั้ น
แต่ผมเป็ นคนของคุณนั นทานะครับ นายเก่าของผมเป็ นเพื่อนคุณนั นทา

ฝากผมให้มาเป็ นคนสวนที่น่ี คุณนั นสัง่ ผมว่า พวกคนใช้และคนสวนตลอด

จนแม่ครัวในบ้านนี้ ไม่ให้ผมเกรงกลัวใคร ใครข่มขู่ข่มเหงรังแกให้บอกท่าน
พรุ่งนี้ ผมจะได้เรียนให้คุณนั นทราบว่าพี่แห้วจะใช้อท
ิ ธิพลเล่นงานผม"
เจ้าแห้วนั ยน์ตาเหลือก

"เฮ้ย ๆ ๆ

กูล้อมึงเล่นหรอก เอ้า-เอาไปอีก

๑๐ บาทแล้วอย่าเสือกไปบอกคุณนั นล่ะ ดีไม่ดีกูถูกกระทืบแบน
กูน่ะกลัวคุณนั นยิ่งกว่าคุณพลเสียอีก"

เจ้าเขียนเอื้ อมมือรับธนบัตรใบละ ๑๐ บาท ที่เจ้าแห้วยื่นมาให้เขาด้วยความ
ดีใจแล้วพาตัวเดินไปจากที่น้ ั น
ดึกสงัดความหนาวเย็นก็เพิ่มขึ้น
เจ้าแห้วนอนอยู่บนเตียงผ้าใบภายในศาลเจ้าหรือเก๋งจีนนั ่นเองมีมุ้งเล็ก ๆ
คลุมเตียงป้ องกันยุง

ร่างของเจ้าแห้วห่มผ้าห่มนวมสีฟ้ากลางเก่ากลางใหม่

แสงไฟฟลูเลสเสนที่เปิ ดทิ้งไว้มีความสว่างพอสมควร ขณะนี้ เป็ นเวลา

ประมาณ ๑.๐๐ น. แล้ว เจ้าแห้วนอนหลับตาพริ้มแต่ใจหาหลับไม่เพราะ
กำาลังนึ กรำ่ารวยจากรายได้ในการขายดอกไม้ธูปเทียน

ขายทองคำาเปลว

ขายใบเซียมซีและเงินค่านำ้ามันถวายเซียนกิมเบ๊ท่ีมีผู้บริจาค เจ้าแห้วบอก
ตัวเองว่า ยิ่งมีคนมาเคารพกราบไหว้เซียนเจ้าสัวกิมเบ๊มากขึ้น รายได้ของ
เขาก็ต้องมากขึ้นเป็ นเงาตามตัว

ตามปรกติเจ้าแห้วเป็ นคนกลัวผีขนาดหนั กหรือพอฟั ดพอเหวี่ยงกับนิ กร

แต่เมื่อเจ้าแห้วได้รบ
ั หน้าที่ให้เป็ นผู้ดูแลเก๋งจีนและมีผลประโยชน์มากมาย
เช่นนี้

เจ้าแห้วก็หายกลัวเจ้าสัวกิมเบ๊ อย่างไรก็ตามก่อนจะเข้านอนเขาได้

จุดธูปเทียนกราบไหว้ดวงวิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊แล้ว

ความคิดคำานึ งของเจ้าแห้วสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าแห้วรู้สึกว่ามีใครคนหนึ่ งเดินอยู่
ในเก๋งจีน

พอนึ กถึงเจ้าสัวกิมเบ๊ เจ้าแห้วก็ชักเสียขวัญและไม่กล้าลืมตา

ขึ้นมองดู พยายามคิดว่าเจ้าสัวคงจะสัพยอกหยอกล้อเขาเล่นเท่านั้ น แต่

แล้วเจ้าแห้วก็สะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงสุนัขทางหลังบ้าน "พัชราภรณ์" ตัว
หนึ่ งหอนขึ้นด้วยเสียงเยือกเย็น เมื่อตัวแรกหอนนำาอีกหลายตัวก็หอนตาม
รับกันเป็ นทอด ๆ

เจ้าแห้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะทันที ความรักตัวกลัวผีเพิ่มขึ้นทีละน้อยแล้ว
เจ้าแห้วก็พูดในโปงว่า

"เจ้า...สะ...สัวครับ รับประทานอย่าล้อผมนะครับ "

มีเสียงหัวเราะดังกังวานลัน
่ เก๋งจีนนั้ น เจ้าแห้วอกสัน
่ ขวัญแขวน ถึงเจ้า
สัวกิมเบ๊ตายไปนานแล้วเจ้าแห้วก็จำาเสียงหัวเราะและเสียงขากของเจ้า
สัวกิมเบ๊ได้ดี

ร่างของเจ้าแห้วเริม
่ สัน
่ เหมือนลูกนก เขานึ กแช่งชักหัก

กระดูกตัวเองที่เขาไม่ควรชะล่าใจมานอนที่น่ี พอมานอนคืนแรกก็ได้เรื่อง
เจ้าแห้วประนมมือทั้งสองประสานกันบนหน้าอกในโปงแล้วนึ กในใจ
"เจ้าประคุณเอ๋ย อย่ามาให้ผมเห็นเลยครับเจ้าสัว ผมก็เหมือนกับคนใช้เก่า

แก่ของท่านเจ้าสัวคนหนึ่ ง

ถ้าผมเห็นเจ้าสัวผมตกใจตายใครจะมาเฝ้ าศาลเจ้าสัวล่ะครับ
อ๋อย..........พุทธัง ธัมมัง สังฆัง...."

ความเงียบเกิดขึ้นชัว่ ขณะ แต่แล้วเจ้าแห้วก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงไอ
โขลก ๆ และเสียงที่ไอนั้ นแหบแห้งตามแบบของสิงห์อมควันทั้งหลาย

เสียงไอนี้ ดังขึ้นข้างเตียงผ้าใบที่เขานอนคือทางขวาหรือด้านนอกของเตียง
ผ้าใบ
มุ้งของเจ้าแห้วถูกดึงขึ้นและถูกตลบขึ้นข้างบนซึ่งหูมุ้งทั้งสี่ยังอยู่เรียบร้อย
เจ้าแห้วพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง ค่อย ๆ เลิกชายผ้าห่มนอนที่
คลุมศีรษะเขาออกทีละน้อย พอแลเห็นร่างของผีตายซากหรือเจ้าสัวกิมเบ๊
ยืนอยู่ข้างเตียงผ้าใบ เจ้าแห้วก็ตกใจแทบสิ้นสติรบ
ี ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะ
ตามเดิม ร่างของเจ้าแห้วสัน
่ เหมือนเจ้าเข้า ความรักตัวกลัวผีบังเกิดขึ้น
อย่างสูงสุด

มีเสียงไอและเสียงขากดังขึ้นอีก แล้วก็มีเสียงพูดซึ่งเจ้าแห้วได้ยินถนั ด
ชัดเจน เป็ นเสียงของเจ้าสัวกิมเบ๊แน่ ๆ
เสียงได้ดี

ถึงตายไปนานแล้วเจ้าแห้วก็จำา

"อาแห้วโว้ย ลุกขึ้นแกะเอาทองที่ปิกนั ยน์ตาอั๊วออกหน่อยซีโว้ย ปิ กหมก

ยังงี้อั๊วมองไม่เห็งลำาคางตายโหง"

"อุ๊ย" เจ้าแห้วร้องลัน
่ และชักดิ้นชักงอด้วยความกลัว "ผมกลัวแล้วครับเจ้า

สัว ผมไม่กล้าลุกขึ้นมองดูเจ้าสัวหรอกครับ "

"กัวทำาลายวะ ลื๊อตายเลี้ยวก็เหมืองอั๊ว" แล้วเจ้าสัวกิมเบ๊ก็ขากลัน
่ ด้วย

ความเคยชินตามนิ สัย "ขาก....."

ผีตายซากเงียบหายไป แต่ความตื้ นเต้นหวาดกลัวของเจ้าแห้วยังไม่ส้ ินสุด

ทั้ง ๆ ที่อากาศหนาวเย็นอุณหภูมิประมาณ ๒๓ องศาเซนติเกรด เจ้าแห้วก็
เหงื่อไหลโชกทั้งตัว อันเนื่ องจากความกลัวนั ่นเอง เขานอนคลุมโปงตัวสัน

เทาอยู่บนเตียงผ้าใบอยู่เกือบครึง่ ชัว่ โมง จนกระทัง่ แน่ใจว่าปี ศาจเจ้า

สัวกิมเบ๊เลิกหลอกหลอนเขา เจ้าแห้วก็ค่อย ๆ เลิกชายผ้าห่มที่คลุมศีรษะ
ออกทีละน้อย

มุ้งของเจ้าแห้วถูกตลบขึ้นข้างบน เจ้าแห้วเหวี่ยงผ้าห่มนอนออกแล้ว

พรวดพราดลุกขึ้นนั่งทอดสายตามองไปบนแท่นอันเป็ นที่อยู่ของเซียนกิมเบ๊
แต่แล้วเจ้าแห้วก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัวร้องอุทานออกมาคำาหนึ่ ง

ผีตายซากหรือร่างที่ไม่เน่าไม่เปื่ อยของเจ้าสัวกิมเบ๊หายไป แล้ว ไม่มีปัญหา
์ องปี ศาจนั ่นเอง เจ้าแห้วมองไป
อะไรอีก หายไปด้วยอำานาจหรืออิทธิฤทธิข
ที่ประตูเหล็กตารางสี่เหลี่ยมซึ่งเป็ นประตูท่ียืดหดปิ ดเปิ ดได้ อย่างสบายและ

ใส่กุญแจได้ท้ ังด้านนอกและด้านในแบบเดียวกับประตูอาคารพานิ ชทั้งหลาย
ประตูเหล็กยังปิ ดสนิ ทและลูกกุญแจอยู่ท่ีเจ้าแห้ว แต่ผีตายซากคือเจ้า
สัวกิมเบ๊หายไปแล้ว

เจ้าแห้วอกสัน
่ ขวัญแขวน เส้นผมบนศีรษะตั้งชันเขาพยายามปลอบใจ
ตนเองให้เข้มแข็งล้วงมือเข้าไปใต้หมอน หยิบซองธนบัตรและเงินเหรียญ
ออกมาใส่ไว้ในกระเป๋ าของเขาแล้วก็คว้าพวงกุญแจ ลุกขึ้นจากเตียงผ้าใบ
เดินมาที่ประตูหน้าเก๋งจีน

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงสุนัขตัวหนึ่ งหอนเยือกเย็น เขารีบไข
กุญแจเปิ ดประตูเหล็กออกแล้วพาตัวออกไปนอกเก๋งจีนหันมาปิ ดประตูใส่

กุญแจให้เรียบร้อย ต่อจากนั้ นเจ้าแห้วก็เดินลัดตัดตรงไปยังเรือนพักพวก
คนใช้เพื่อจะไปนอนที่ห้องพักของเขา
บ้าน "พัชราภรณ์" อยู่ในความเงียบสงบ

อากาศหนาวเย็นจับใจแต่เจ้าแห้ว

สนใจกับเจ้าสัวกิมเบ๊มากกว่าความหนาวหรือ เรื่องอื่น

เมื่อใกล้จะถึงเรือน

พักคนใช้ เจ้าแห้วก็หยุดชะงักเพราะได้กลิ่นฝิ่ นสุกถูกเผาไฟปลิวมาต้อง

จมูกเขา กลิ่นนี้ หายไปหลายปี แล้วนั บตั้งแต่ประเทศไทยเลิกโรงยาฝิ่ นและ

รัฐบาลชุดนั้ น ได้สัง่ เผากล้องตะเกียงเครื่องอุปกรณ์ในการสูบฝิ่ นไปจนหมด
สิ้น

เจ้าแห้วยืนตัวสัน
่ ทำาท่าเหมือนจะช็อคตาย เขารู้ดีว่ากลิ่นฝิ่ นสุกนี้ เกิด

์ องเจ้าสัวกิมเบ๊เพราะ เมื่อเจ้าสัวยังมีชีวิตอยู่
ขึ้นจากอิทธิฤทธิข
ฝิ่ นเป็ นประจำาเรียกว่าเสพติด

เจ้าสัวสูบ

เจ้าแห้วแข็งใจเดินตรงมาที่เรือนพักคนใช้ซึ่งเป็ นเรือนแถวชั้นเดียวและ

คนใช้อยู่รวมกันห้องละ ๒ คน ผ้ห
ู ญิงอยู่ทางด้านขวาผู้ชายอยู่ทางด้านซ้าย
์ ิเศษอยู่ตามลำาพัง เขารีบไขกุญแจเปิ ด
เจ้าแห้วอยู่ห้องแรกและได้สิทธิพ

ประตูห้องออกโดยคิดว่าถ้าเข้าไปอยู่ในห้องและปิ ดประตูใส่กลอนเสียได้เขา
คงจะปลอดภัยและสบายใจขึ้น
ภายในห้องมืดสนิ ท เจ้าแห้วเลื่อนตัวเข้ามายกมือขวาขึ้นเปิ ดสวิทช์ไฟ เมื่อ
ไฟฟ้ า ๔๐ แรงเทียนสว่างจ้าเจ้าแห้วก็ได้เผชิญกับปี ศาจผีตายซากอย่างจัง
หน้า

เจ้าสัวกิมเบ๊ยืนเด่นอยู่รม
ิ หน้าต่างหลังห้อง ร่างอันบอบบางผอม

แห้งนุ่งผ้าขาวผืนเดียวเพราะเสี่ยหงวนได้ถอดเสื้ อออกปิ ดทองให้ ใบหน้า
และเนื้ อตัวของเซียนกิมเบ๊เหลืองอร่ามเหมือนรูปปั้ นที่ลงรักปิ ดทอง เจ้า
สัวกิมเบ๊ในสภาพของผีตายซากยืนนิ่ งเฉยไม่กระดุกกระดิก

เจ้าแห้วร้องเอะอะโวยวายลัน
่ เมื่อได้รบ
ั ความหวาดกลัวจนถึงขีดสุดแล้วเขาก็
วิ่งออกไปจากห้องพักของเขา ความรักตัวกลัวผีทำาให้เจ้าแห้วเที่ยวเคาะ
ประตูห้องเรียกใครต่อใครลัน
่ ไปหมด

ยามดึกเช่นนี้ เสียงเจ้าแห้วย่อมดังมาก พวกคนใช้ชายหญิงต่างตกใจตื่นเปิ ด
ประตูหน้าห้องออกมาร้องถามเรื่องราวจากเจ้าแห้ว พอรู้ว่าปี ศาจผีตายซาก
์ อกมาจากเก๋งจีนและเข้ามาอยู่ในห้องนอนของเจ้าแห้วทุก
สำาแดงอิทธิฤทธิอ
คนก็หวาดกลัวไปตามกัน

พวกสาวใช้รบ
ี ปิ ดประตูนอนคลุมโปงทันที พวก

คนใช้ออกมายืนจับกลุ่มกันที่ระเบียงหน้าห้องและมองไปทางห้องพักเจ้า
แห้วอย่างหวาด ๆ

เจ้าช่วงคนใช้เก่าแก่รุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าแห้วซึ่งขณะนี้ มีหน้าที่ประจำาอยู่ท่ี
โรงครัว

มีหน้าที่ช่วยทำางานในโรงครัวทุกอย่างเป็ นคนที่ไม่ใคร่กลัวผีเท่าใด

นั ก ช่วงอยากจะเห็นเท็จจริงจึงกล่าวกับเจ้าแห้วว่า
"แกตาฝาดไปละกรามั้งอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"ตาฝาด........กูสาบานได้ไอ้ช่วง กูนอนอยู่ท่ีเก๋งจีน

ท่านเจ้าสัวท่านเดินลงมาจากแท่นตลบมุ้งกูข้ ึนกูแทบช็อคตาย กูนอน
คลุมโปงอยู่ต้ ังนาน แล้วกูก็แง้มผ้าห่มออกดู เจ้าสัวหายตัวไปแล้ว"
"ฮ้า" ช่วงอุทานขึ้นดัง ๆ

"หายออกมาจากศาลน่ะเรอะ"

"เออ แล้วกูจะนอนอยู่ในศาลได้อย่างไร กูเผ่นออกมาจากศาลรีบมาที่น่ี

พอไขกุญแจเปิ ดประตูเข้าไปในห้องกูก็เห็นเจ้าสัวท่านยืนอยู่ท่ีข้างหน้าต่าง
ในห้องกู

กูตกใจร้องเสียงลัน
่ แล้วเผ่นออกมา"

พวกคนใช้ต่างทำาหน้าตื่นไปตามกัน เจ้าช่วงนิ่ งอึ้งไปสักครู่ก็กล่าวขึ้นว่า
"เจ้าสัวท่านเป็ นเซียนเป็ นผีตายซากจะดุร้ายถึงอย่างนี้ เชียวหรือ

ต้องดูให้

เห็นเท็จจริงสักหน่อยเถอะวะ ใคร ๆ เขาเคยถูกผีหลอกแต่กูไม่เคยสักที "

แล้วเจ้าช่วงก็พาตัวตรงไปที่ห้องนอนของเจ้าแห้ว พอเลี้ยวเข้าไปในห้องนั้ น
เจ้าแห้วและพวกคนใช้ก็ได้ยินเสียงช่วงร้องขึ้นแทบไม่เป็ นภาษามนุ ษย์

เจ้าช่วงเผ่นออกมาจากห้องนั้ นอย่างไม่คิดชีวิต เขาวิ่งกลับมาหาพวกคนใช้
และยืนตัวสัน
่ อยู่ข้างราวลูกกรง ใบหน้าของเจ้าช่วงซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม
"เป็ นยังไงอ้ายช่วง" เจ้าแห้วถามเสียงสัน
่ เครือ

ช่วงเกือบจะพูดไม่ออก

"เจ้าสัวอยู่ในห้องแกจริง ๆ ว่ะ กำาลังนอนสูบฝิ่ นอยู่บนเตียงแก

โอ๊ย......เจ้าประคุณเอ๋ย ไหงดุยังงี้ กดกริง่ สัญญาณอันตรายปลุกเจ้านาย
เถอะวะอ้ายแห้ว ท่านจะได้รู้ว่าเจ้าสัวออกมาจากเก๋งจีน ม่ายแกจะต้องรับ
ผิดชอบถ้าเจ้าสัวไม่ยอมกลับไปอยู่ท่ีเก๋งจีน"
เจ้าแห้วเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกัน ถ้าอย่างไรก็ให้อาเสี่ยกับคุณนวลมา

เชิญเจ้าสัวไปจากห้องกู ต่อไปกูไม่กล้าไปนอนที่เก๋งจีนแล้ว
บรื้ อว์ .......ขนลุก"

เจ้าแห้วเดินตรงไปที่ตู้เล็ก ๆ ตู้หนึ่ งซึ่งติดอยู่กับเสาและด้านหน้าเป็ นแผ่น
กระจก

ภายในตู้มีปุ่มสวิทช์ไฟอันหนึ่ งที่ศาสตราจารย์ดิเรกทำาไว้ทัว่ บ้าน

"พัชราภรณ์" ใครกดป่ ุมนี้ เข้ากริง
่ สัญญาณตามห้องต่าง ๆ ที่ตึกใหญ่ ตึกเล็ก

และที่เรือนคนใช้ก็จะดังกังวานขึ้นเป็ นเวลา ๒ นาที

และหยุดไปเองเป็ น

สัญญาณบอกเหตุอันตราย เป็ นต้นว่ามีคนร้ายบุกเข้ามาในบ้าน เกิดไฟ

ไหม้หรือคนในบ้านได้รบ
ั ภัยอัยตรายอย่างร้ายแรงซึ่งอาจจะต้องเสียชีวิตได้

เสียงออดสัญญาณดังกังวานทัว่ บ้าน "พัชราภรณ์" ยามดึกสงัด คณะพรรคสี่
สหายกับสี่นางตลอดจนเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ และคุณหญิงวาด มีกริง่ หรือออด
สัญญาณทุกห้องนอนร้องตะโกนเรียกกันลัน
่ ไปหมด นิ กรออกมาจากห้อง
นอนเป็ นคนสุดท้ายห่มผ้านวมผืนใหญ่คลุมศีรษะตลอดปลายเท้า มือขวา
ถือปื นยิงเร็ว

"โจรปล้นบ้านหรืออย่างไร " นิ กรถามเสียงงัวเงีย

วะ แหม-กำาลังหลับสบายทีเดียว"

"ใครกดสัญญาณอันตราย

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ สี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ท้ ัง
สามยืนจับกลุ่มอยู่ท่ีเฉลียงหลังตึกและทอดสายตามองลงไปข้างล่าง

เจ้า

แห้ววิ่งมาตามถนนคอนกรีตหยุดยืนข้างเรือนพักร้อนหรือศาลาไทย เงย
หน้ามองขึ้นมาบนหลังตึกใหญ่

"มีอะไรเกิดขึ้นวะอ้ายแห้ว" พล.ต.พลร้องถาม

"รับประทานเจ้านายลงมาข้างล่างเถอะครับ เจ้าสัวท่านหนี ออกจากเก๋งจีน "

นิ กรสะดุ้งโหยง

"หา แกว่ายังไงนะอ้ายแห้ว ใครหนี "
"รับประทานเจ้าสัวครับ "

"อุ๊ย" นิ กรอุทานขึ้นด้วยความตกใจและหันมามองดูหน้าเสี่ยหงวน

"เตี่ย

เอาเรื่องละโว้ย ลงออกมาเพ่นพ่านนอกเก๋งพวกเราก็ยุ่งเท่านั้ น"

คุณหญิงวาดกับสี่นางหน้าเสียไปตามกัน แล้วคุณหญิงก็กล่าวกับสี่นางอย่าง
หวาด ๆ

"เราอย่าลงไปเลยนะ เรื่องนี้ เราไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวด้วย เจ้าสัวแกนั ่งอยู่นาน

ๆ คงจะเมื่อยแล้วก็ออกมาเดินเล่นนอกศาล คงไม่ต้ ังใจจะหลอกหลอนใคร
หรอก ให้อ้ายกรไปเชิญแกกลับไปเก๋งจีนก็หมดเรื่อง "

นิ กรกลืนนำ้าลายเอื๊อก "แฮ่ะ แฮ่ะ ให้อ้ายหงวนเถอะครับเพราะเป็ นพ่อลูก
กันพอพูดทำาความเข้าใจกันได้"

เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ พูดตัดบท "ลงไปข้างล่างเถอะโว้ยพวกเรา ต้องร้รู าย

ละเอียดจากอ้ายแห้วเสียก่อน ความจริงผีตายซากแบบนี้ น่ะไม่เคยปรากฏ
ว่ามีฤทธิเ์ ดชอะไรเลย"

แล้วท่านเจ้าคุณก็เดินนำาหน้าพาคณะพรรคสี่สหายผ่านระเบียงหลังตึกลง
บันไดไปข้างล่าง พลกระชากผ้าห่มนวมออกจากร่างของนิ กรเหวี่ยงทิ้งไว้
ข้างบันไดทำาให้นิกรหนาวสัน
่ บ่นพึมพำา

ไฟฟ้ าในห้องโถงถูกเปิ ดสว่างจ้า พลถอดกลอนเปิ ดประตูหลังตึกรับเจ้าแห้ว
พอประตูเปิ ดเจ้าแห้วก็ถลันเข้ามาในห้องในท่าทางหวาดหวัน

"ว่าไงอ้ายแห้ว" เสี่ยหงวนกล่าวถามทันที "เตี่ยกันหนี ออกมาจากเก๋งจีนจริง

ๆ หรือ "

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้คณะ พรรคสี่สหายกับ
เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ ฟั งโดยละเอียดตั้งแต่เจ้าแห้วนอนคลุมโปงอยู่บนเตียง
ผ้าใบในเก๋งจีนและเซียน กิมเบ๊ลงมาเดินเพ่นพ่านตลบมุ้งเขาขึ้น

เจ้าสัว

ได้พูดกับเขา ขอร้องให้เขาช่วยแกะแผ่นทองคำาเปลวที่ปิดนั ยน์ตาออก
เพราะอึดอัดที่มองไม่เห็น อะไร

นอกจากนี้ ยังบอกเจ้าแห้วว่าไม่ต้องกลัว

ตายไปแล้วก็เป็ นผีเหมือนกัน เจ้าแห้วไปนอนที่เรือนพักคนใช้เมื่อเจ้า

สัวกิมเบ๊หายไป แต่ก็ปรากฏว่าเจ้าสัวกิมเบ๊ไปอยู่ท่ีห้องนอนของเขา เขา

ร้องเอะอะโวยวายด้วยความตกใจปลุกพวกคนใช้ให้ลุกขึ้น เจ้าช่วงอยากจะ
เห็นเท็จจริงจึงเข้าไปดูในห้องนอนของเขาแล้วเจ้าช่วงก็ได้ เผชิญหน้ากับ

เจ้าสัวกิมเบ๊อย่างจริงจังทำาให้เจ้าช่วงวิ่งหนี ออกมาจากห้อง ตกใจแทบสิ้นสติ
เจ้าแห้วยอมรับว่าเขาเป็ นคนกดสัญญาณอันตรายเอง

พอเจ้าแห้วเล่าจบลูกชายของสี่สหายก็พากันเข้ามาในห้องโถงอย่างร้อนรน
ทุกคนมีปืนพกอยู่ในมือคนละกระบอก

"อะไรกันครับพ่อ " ร.อ.พนั สถามบิดาของเขา

พลยิ้มให้ลูกชาย

"ก๋งแกทำายุ่งแล้วรู้ไหม หลอกอ้ายแห้วและอ้ายช่วง"

ร.อ.นพนั ยน์ตาเหลือก มองดูหน้ากิมหงวนในท่าทีหวาดกลัวผีปีศาจ
อาละวาดหรือครับลุง "
เสี่ยหงวนฝื นหัวเราะ

"ก๋ง

"อย่าใช้คำาว่าอาละวาดเลยวะ แกคงจะล้ออ้ายแห้ว

และอ้ายช่วงเล่นเท่านั้ น ถ้าอาละวาดก็คงจะบีบคออ้ายแห้วเท่งทึงไปแล้ว"
เสี่ยตี๋กล่าวถามเจ้าแห้วทันที

"ก๋งทำายังไงบ้างเล่าให้ฟังซิ"

เจ้าแห้วต้องเสียเวลาเล่าให้นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนฟั งอีกครั้งหนึ่ ง พนั ส

นพ สมนึ กและศาสตราจารย์ดำารงต่างซักถามอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในที่สุด
ศาสตราจารย์ดำารงก็กล่าวกับบิดาของเขา

"ว่ายังไงครับพ่อ ในฐานะที่พ่อเป็ นนั กวิทยาศาสตร์พ่อเชื่อหรือยังว่าผีปีศาจ

มีจริง "

นายพลดิเรกยิ้มแห้ง ๆ

"เชื่อมานานแล้วโว้ย"

"นั้ นน่ะซีครับ ผมก็เหมือนกัน น้ากรกับอ้ายนพค่อย ๆ เปลี่ยนใจผมทำาให้

ผมกลัวผีและเชื่อว่าผีมีจริง ๆ ที่ผมเป็ นนั กวิทยาศาสตร์"

นิ กรพูดเสริมขึ้น

"ผีน่ะมันมีแหง ๆ

ฉันน่ะถูกผีหลอกมาหลายหนแล้ว

คุณตาของแกท่านก็ถูกผีหลอกจนถึงกับจับไข้หัวโกร๋น"
เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ หันมาทำาตาเขียวกับนิ กร
พลกล่าวกับเจ้าแห้วด้วยเสียงหนั ก ๆ

"ใครบอกแกล่ะ"

"ไป พาพวกเราไปที่เรือนคนใช้

เราต้องการพิสูจน์ความจริงให้รู้แน่ว่าเตี่ยอยู่ในห้องแกหรือเปล่า ถ้าพบเตี่ย
ในห้องของแกฉันจะพูดกับกับเตี่ยเอง ฉันเป็ นลูกหลานของเตี่ยฉันไม่กลัว
เตี่ยหรอก"

"อ้ายพล" นิ กรพูดยานคาง "โบราณว่าผีดุเสือดุอย่าเข้าใกล้ เตี่ยน่ะแกเท่

์ ำาได้ต่าง ๆ นา ๆ
งทึงไปแล้ว แกมีอิทธิฤทธิท

ทำาคอยืดคอยาวหรือจะ

ทำาให้เป็ นยังไงก็ได้รวมความเห็นเตี่ยแล้วมีหวังชักดิ้นชักงอด้วยความตกใจ"
"เอาเถอะน่า กันอยากเห็นอยากฟั งเตี่ยพูดกับกัน ถ้าผีคนอื่นกันอาจจะ

กลัว" แล้วเขาก็หันมาทางศาสตราจารย์เรก "หรือยังไงหมอ "
นายพลดิเรกยิ้มแห้ง ๆ

"กันยอมรับว่าตอนนี้ กันชักกลัวผีเสียแล้วว่ะ"
"อ้าว" พลอุทาน "เป็ นยังงั้นไป แกเป็ นนั กวิทยาศาสตร์..."

"ออไร๋ นั กวิทยาศาสตร์ก็มีชีวิตจิตใจมีความกล้าและมีความกลัวเหมือนกันนี่

โว้ย"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาและ
เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ กับเจ้าแห้วต่างพากันเดินออกไปทางหลังตึกท่ามกลาง

ความเงียบสงบ พอลงบันไดตึกเสียงสุนัขหลายตัวก็หอนขึ้นรับกันเป็ นทอด

ร.อ.นพยกมือขวากอดเอวนิ กรแน่

"เออ ได้ยินแล้ว" นิ กรพูดเสียงสัน
่ ๆ

"พ่อ หมามันหอน"

"เขาว่าหมามันหอนเพราะมันแลเห็นผีใช่ไหมพ่อ"
"ว้า" นิ กรเอ็ดตะโร

"กูย่ิงกำาลังปอดลอยอยู่มึงจะซักหาตวักตะบวยอะไรวะ"

"แล้วกัน ผมนึ กว่าพ่อไม่กลัวผี"

นิ กรค้อนควับ

"ไม่กลัวผีแล้วจะไปกลัวอะไรวะ"

ทุกคนเดินรวมกลุ่มตรงไปยังเรือนพักคนใช้ แสงไฟที่หน้าเรือนคนใช้ส่อง

สลัวลาง พวกคนใช้ในราว ๑๐ คนรวมกลุ่มกันอยู่บนคอนกรีตหน้าเรือนพัก

พวกคนใช้มีขวัญและกำาลังใจดีข้ ึนเมื่อเห็นเจ้านายเดินเข้ามา เจ้าช่วงปราด
เข้ามารับหน้า อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวถามทันที

"ว่าไงโว้ยอ้ายช่วง แกเห็นเตี่ยฉันในห้องเจ้าแห้วจริง ๆ น่ะหรือ "

ช่วงทำาท่าขนพองสยองเกล้า

"เห็นจริง ๆ ครับอาเสี่ย ผมเห็นท่านเจ้าสัว

นอนสูบฝิ่ นอยู่บนเตียงเจ้าแห้วครับ ผมตกใจแทบลมจับวิ่งออกจากห้อง
แทบไม่ทัน"

เสี่ยหงวนทำาหน้าชอบกล
"ครับ "

"แกเห็นเตี่ยกำาลังสูบยา......"

"แล้วเตี่ยไปเอากล้องตะเกียงมาจากไหน"

นิ กรพูดเสริมขึ้นอย่างหวาด ๆ

์ องเตี่ยนั่นแหละทำาให้อ้าย
"ด้วยอิทธิฤทธิข

ช่วงเห็นไปอย่างนั้ น เมื่อครั้งเตี่ยยังมีชีวิตอยู่เตี่ยติดฝิ่ นงอมแงม สูบฝิ่ น

เสียตัวเหม็นเป็ นยาฝิ่ น อมกล้องยาฝิ่ นจนปากบาน นั่งที่ไหนก็หลับตาเกา
แกร็ก ๆ พูดช้า ๆ แต่เจ้าความคิด เตี่ยผอมกะหร่องตัวเหลืองอ๋อยแบบ

สิงห์อมควัน สูบฝิ่ นเข้าไปแล้วใจดีเคยให้เงินกันใช้บ่อย ๆ ทีละพันสองพัน
แล้วยังสอนกันว่าอย่าริอ่านสูบฝิ่ นเหมือนอย่างเตี่ย "

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้ นเครง ร .อ.พนั สยกมือตบหลัง ร.อ.สมนึ กค่อน
ข้างแรงแล้วกล่าวว่า
"แกกับฉันขึ้นไปบนเรือนคนใช้และเข้าไปดูก๋งในห้องอ้ายแห้วให้เห็นเท็จจริง

หน่อยเถอะวะ

เดี๋ยวนี้ อ้ายรงกับอาหมอกลายเป็ นคนกลัวผีไปเสียแล้ว

อากรกับอ้ายนพน่ะไม่ต้องพูดถึงเอาเหรียญทองไปกินทั้งคู่ ขึ้นไปหาก๋ง
เถอะวะ"

สมนึ กยิ้มเล็กน้อย
"ดีเหมือนกันกันจะได้ขอสายสร้อยกับหลวงพ่อที่คอก๋ง ก๋งสวมติดคอไว้วัน

หนึ่ งก็คงไม่แคล้วเป็ นเหยื่ออ้ายแห้ว"
เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"โอ๊ย ไม่รบ
ั ประทานละครับ ต่อนี้ ไปผมไม่กล้าไปนอนเฝ้ าเก๋งจีนอีกแล้ว "

พนั สกับเสี่ยตี๋ต่างเดินเคียงคู่กันขึ้นบันไดไปบนเรือนพักคนใช้ สองสหาย

หนุ่มบุกเข้าไปในห้องพักของเจ้าแห้วซึ่งเจ้าแห้วเปิ ดไฟฟ้ าทิ้งไว้ แต่ในห้อง
ไม่ปรากฏร่างของผีตายซากหรือเจ้าสัวกิมเบ๊ อย่างไรก็ตามพนั สกับสมนึ ก
ต่างได้กลิ่นเหม็นสางเหมือนกับซากศพแห้ง ๆ ปลิวมาต้องจมูก

"ไม่เห็นมีอะไรเลย" ลูกชายของพลกล่าวขึ้น

"ทั้งอ้ายแห้วกับอ้ายช่วงคงจะ

มีอุปาทานมองเห็นไปเอง หรือม่ายก็เป็ นภาพลวงตาที่เกิดจาก
ประสาทหลอน อันเนื่ องจากจิตใจหวาดกลัวผี"
สมนึ กเห็นพ้องด้วย
สัวกิมเบ๊ดัง ๆ

"ก็ควรจะเป็ นอย่างนั้ น" แล้วเขาก็แกล้งร้องเรียกเจ้า

"ก๋ง ก๋งจ๋า ก๋งจ๋า"

มีเสียงขานรับดังขึ้นข้างซอกตู้
"โอ๋ย ก๋งอยู่น่ี โว้ยอาตี"๋

พนั สกับเสี่ยตี๋เย็นวาบไปตามกัน แต่ลูกชายของพลยังไม่เชื่อว่าเสียงที่พูดนี้
เป็ นเสียงของเจ้าสัวกิมเบ๊ เข้าใจว่าเป็ นเสียงของมนุ ษย์ท่ีแกล้งสวมรอยทำา
เป็ นผี ร.อ.พนั สถือปื นพกเดินปราดไปที่ตู้เสื้ อผ้าใบนั้ นและยกปื นพกขึ้น
จ้องเตรียมพร้อมที่จะปล่อยกระสุน

๑๑ มม . ออกจากลำากล้องของมัน

และแล้วลูกชายของพลก็ยืนตะลึงไปชัว่ ขณะ ใบหน้าของพนั สซีดเผือด

แสดงความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว พอได้สติเขาก็ว่ิงปราดเข้ามาหาเสี่ยตี๋
เพื่อนเกลอของเขา

"แกเห็นก๋งหรืออย่างไร " สมนึ กถามเสียงสัน

"ใช่ ก๋งยืนอยู่ข้างซอกตู้และยิ้มให้กัน"
"เอ๊ะ ถ้ายังงั้นล่าถอยเถอะวะเรา"

พนั สยิ้มแห้ง ๆ "แกเดินไปดูหน่อยซี บางทีนัยน์ตากันอาจจะฝาดไปก็ได้"
เสี่ยตี๋ส่ายหน้า

"อย่าดีกว่า กันชักปอดแล้วโว้ย เรื่องผีน่ี มันชอบกล บท

ไม่กลัวก็ไม่กลัว แต่พอนึ กจะกลัวขึ้นมามันก็กลัวจนเสียขวัญ ไปเถอะโว้ย
นั ส"

สองสหายต่างล่าถอยออกมาจากห้องเจ้าแห้ว รีบลงบันไดตรงเข้ามาหาสี่
สหายกับเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ และนพกับศาสตราจารย์ดำารง พร้อมด้วยเจ้า
แห้วกับพวกคนใช้อีกประมาณ ๑๐ คน

"เห็นก๋งแกหรือเปล่า " เสี่ยหงวนกล่าวถามสองสหายอย่างเป็ นงานเป็ นการ

ร.อ.พนั สฝื นหัวเราะทั้ง ๆ ที่เสียขวัญ "อาหงวนขึ้นไปดูซีครับ ก๋งยืนอยู่ข้าง
ซอกตู้ในห้องอ้ายแห้ว"

ทุกคนสะดุ้งโหยงและมองขึ้นไปทางหน้าห้องเจ้าแห้วอย่างหวัน
่ หวาด อา
เสี่ยยกมือจับแขนนิ กร แล้วกล่าวถามขึ้นด้วยเสียงหนั ก ๆ "ไป....อ้ายกร"
"ไปไหนวะ" นิ กรถาม

"ขึ้นไปหาเตี่ยในห้องอ้ายแห้ว"

นิ กรทำาท่าเหมือนกับจะเป็ นลม

"ไหงมาชวนคนกล้าอย่างกันล่ะโว้ย ชวน

อ้ายพลหรือคุณพ่อซี "

เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ พูดเสริมขึ้นทันที "ไปกับอาอ้ายหงวน อาไม่กลัวเจ้าสัว
หรอก เพราะอย่างไรก็เคยเป็ นเพื่อนกันมาและเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่ก็ให้
ความช่วยเหลือเขามากมายในด้านการค้า

ไม่เคยทำาให้เจ้าสัวเดือดเนื้ อร้อน

ใจเพราะอาเลย"

นิ กรพูดเสริมขึ้น "เจอเตี่ยเข้าคุณพ่ออาจจะช็อคตายนะครับ "
ท่านเจ้าคุณหันมาทำาตาเขียว "มือไม่พายอย่าเอาตีนรานำ้าหน่อยเลยวะ" พูด
จบท่านก็ยกมือขวาจับแขนซ้ายอาเสี่ยพาเดินขึ้นบันไดไปบนเรือนคนใช้และ
ตรงไปยังห้องนอนของเจ้าแห้ว

ทั้งสองหยุดชะงักหน้าประตูห้อง
"คุณอานำาหน้าซีครับ "

เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ เอียงคอยิ้ม "แกเป็ นลูกชายเจ้าสัว แกเข้าไปก่อน อาได้
กลิ่นฝิ่ นโว้ย"

"นั ่นน่ะซีครับ ผมชักปอดแล้วซิ กลิ่นฝิ่ นมันออกมาจากห้องนอนเจ้าแห้ว

เตี่ยชักจะดุมากไปแล้ว" พูดจบอาเสี่ยก็ร้องตะโกนขึ้นดัง ๆ
"เตี่ย"

"โว้ย เข้ามาซีอ้ายหงวน ขาก...."

เสี่ยหงวนกลืนนำ้าลายเอื๊อก

"ไม่เอาละครับ ผมเปิ ดละ "

"อ้าว.....เฮ้ย.....ไปไหนล่ะอ้ายหงวน"

อาเสี่ยรีบเดินลงไปจากเรือนพักคนใช้ด้วยความหวาดกลัว ทำาให้ทา่ นเจ้าคุณ
เสียขวัญรีบติดตามไปด้วย ใครต่อใครที่ยืนจับกลุ่มอยู่ข้างล่างทำาหน้าตื่นไป
ตามกัน ก่อนที่ใครจะพูดอะไร ทุกคนก็แลเห็นผีตายซากคือเจ้าสัวกิมเบ๊
พาร่างอันผอมกะหร่องบอบบางเดินออกมาจากห้องนอนของเจ้าแห้ว

หลายคนร้องขึ้นด้วยความตกใจ ผีตายซากเดินมาหยุดยืนที่ราวลูกกรงทอด
สายตามองลงมาข้างหน้า

ศาสตราจารย์ดิเรกกระซิบถามลูกชายของเขาด้วยเสียงสัน
่ เครือ
"อิส แด๊ท ผีตายซ้าก"
"ครับใช่ "

นายพลดิเรกกลืนนำ้าลายเอื๊อก
ได้"

"เวอรี่ วันเด้อรฟุล ตายแล้วทำาไมถึงเดิน

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ เจ้าสัวกิมเบ๊ได้เดินงุ่มง่ามลงบันไดมาใน

สภาพของผีตายซาก พ.อ.นิ กรร้องขึ้นสุดเสียง "เปิ ดโว้ย ตัวใครตัวมัน
โว้ย"

เท่านี้ เอง เจ้าแห้วกับพวกคนใช้ก็ห้อแน่บไปคนละทิศละทางด้วยความรักตัว
กลัวผีตายซาก นิ กรกับ ร.อ.นพวิ่งตรงไปทางตึกใหญ่ คงเหลือ พล.ต.พล

อาเสี่ยกิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ ร.อ.พนั ส ร.อ.สม
นึ กและร.อ.ดำารง ยืนรวมกลุ่มองดูเจ้าสัวกิมเบ๊อย่างหวาดหวัน

นายพลดิเรกใจเต้นระทึกเมื่อแลเห็นเจ้าสัวกิมเบ๊เดินใกล้เข้ามา

เขายกมือ

ขวาจับแขนซ้ายลูกชายของเขาเขย่าเบา ๆ แล้วพูดเสียงแหลมเล็กแต่สัน

เครือ

"เปิ ดเรอะ"

ศาสตราจารย์ดำารงฝื นยิ้มแห้ง ๆ "เสียงพ่อไหงเป็ นอย่างนี้ ..."

"พ่อกำาลังกลัวผีหลอดเสียงเลยเสีย โอ๊ย-เตี่ยเดินใกล้เข้ามาแล้ว

เผ่นเถอะโว้ยดำารง"

ร.อ.ดำารง พยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง "อย่าเผ่นพ่อ เราต้อง
พิสูจน์ความจริง เพราะเราเป็ นนั กวิทยาศาสตร์"

คราวนี้ นายพลดิเรกเอ็ดตะโรลัน
่ "พิสูจน์ตวักตะบวยอะไรอีกวะ ผีก๋งแก
เห็นอยู่แหง ๆ อย่างนี้ ยังจะต้องพิสูจน์อะไรอีกหรือ พ่อไปละโว้ย นั ก

วิทยาศาสตร์ก็รู้จักกลัวผีเหมือนกัน" พูดจบศาสตราจารย์ ดิเรกก็โกยอ้าวไป
จากที่น้ ั น

"พ่อ...รอผมด้วย" ศาสตราจารย์ดำารงตะโกนลัน
่ แล้ววิ่งไล่ตามนายพลดิเรก

ไป

พลกับเสี่ยหงวนและพนั สกับสมนึ ก พร้อมด้วยเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ ถึงแม้จะ
หวาดกลัวเจ้าสัวกิมเบ๊เพียงใด แต่ก็ทำาใจดีสู้ผี ทุกคนจ้องมองดูเจ้า

สัวกิมเบ๊หรือผีตายซากซึ่งยืนอยู่ข้างซุ้มพุทธรักษา ท่านเจ้าคุณยกมือขวา
ตบบ่ากิมหงวนเบา ๆ แล้วพูดเสียงสัน
่ ว่า "เข้าไปเจรจากับเตี่ยแกหน่อยซิ
บอกให้เตี่ยแกเข้าใจว่าเขามีฐานะเป็ นเซียนผู้วิเศษ เจ้าสัวควรจะอยู่ท่ีเก๋ง
จีนหรือศาลเจ้า เพื่อให้ลูกหลานญาติพี่น้องและคนที่เลื่อมใสเคารพบูชา
ไม่ควรจะออกมาเพ่นพ่านอย่างนี้ ซึ่งเป็ นลักษณะของผีจรจัด"

ผีตายซากกล่าวขึ้นดัง ๆ

"หน็อยแน่....อาเจ้าคุงว่ายังไงนะ อั๊วเป็ นผีเจ้าสัวโว้ย ไม่ใช่ผีจรจัด" แล้ว

เจ้าสัวก็ขากเสียงลัน
่ ตามนิ สัยเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่ "ขาก........"

เสี่ยหงวนทำาคอย่น มองดูปีศาจเตี่ยของเขาอย่างเดือดดาล "ขากอีกแล้ว"
ผีตายซากค้อนควับ

"มังคังคอหอยโว้ย หมวงแมวเอาตีงเขี่ย เตี่ยขาก

เป็ นยังไงไป ไม่ล่ายขากรกหัวมึง เก๋าเจ๊ง

เสี่ยหงวนหัวเราะหึ ๆ มีขวัญและกำาลังใจดีข้ ึน เขาเดินเข้าไปหาเจ้า
สัวกิมเบ๊และยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"เตี่ยจ๋า กลับไปอยู่ท่ีเก๋งจีนเถอะ เตี่ยหนี ออกมาอย่างนี้ ทำาให้พวกเรา

วุ่นวายกันไปทั้งบ้าน"
ผีตายซากพยักหน้า

"ปูเหลียวก่อง เตี่ยต้องพบกับอานิ กรกับลูกชายก่อง

อาหมอกับลูกชายล่วย เตี่ยเสียใจที่เขากลัวเตี่ยวิ่งหนี เตี่ย ทำาอย่างนั้ น
เหมืองไม่ใช่ลูกหลาง" พูดจบเจ้าสัวกิมเบ๊ก็ขากอีก "ขาก........."
"ขากอีกแล้ว" เสี่ยหงวนตวาดแว็ด

ผีตายซากเดินรีเ่ ข้ามาหยุดยืนห่างจากพล พนั ส สมนึ กและเจ้าคุณปั จจนึ ก
ฯ เพียงเล็กน้อย เจ้าสัวกิมเบ๊ย้ ิมให้เจ้าคุณ แล้วกล่าวทักด้วยเสียงแหบ
แห้ง "ซาหวักลีคับอาเจ้าคุง"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งเฮือก แล้วถอยหลังกรูด
"ทักลูกหลานเถอะ อย่าทักฉันเลยเจ้าสัว"

"ว้า-พูกยังงี้ ปูเหลียวอั๊วหักคอเลย ชอบพอกันทักไม่ล่ายหรือ " แล้วผี

ตายซากก็หันมาทางพล.ต.พล

"เป็ นยังไงอาพลเว้ย ลื้ อแก่ไปแยะ อั๊วลีใจที่ลื้อล่ายเป็ งนายพล"

พลยกมือไหว้อย่างหวาด ๆ

"ขอบคุณครับ เตี่ยสบายดีหรือครับ "

"โอ้ย-สิบายอะไร ร้อนฉิบหาย นายผีมันจะเอาแต่เงิน ให้เงินมันก็ลี ไม่

ให้เงินมัน มันก็แกล้งใช้ทำางาน เมืองมนุ ษย์หรือเมืองผีก็เหมืองกัง ใครมี
เงินก็สิบาย ไม่มีเงินก็แย่" พูดจบเจ้าสัวกิมเบ๊ก็ถอดสร้อยคอทองคำา ซึ่งมี
พระเลี่ยมทองสององค์ออกจากศีรษะแล้วส่งให้ร.อ.สมนึ กหลานป่ ูอันแท้จริง
ของเขา

"เอาไปอาตี๋ ก๋งให้ลื้อ"

เสี่ยตี๋ถอยหลังกรูด

"ไม่เอาละครับ "

"เอาน่อ ก๋งให้ทำาไมไม่เอา ก๋งอยากกอดเอ็งหน่อยเลียวเท่านั้ น เข้ามาเอา

ซิ"

"ไม่ไหวละครับ ก๋งเป็ นผีไม่ใช่คน หน้าตาไม่เอาไหน ถึงปิ ดทองก็ดูไม่ได้

เวลายิ้มเห็นฟั นสองซีกเท่านั้ น"

เจ้าสัวกิมเบ๊แสดงท่าทีโกรธเคืองหลานชายของเขา เขายกสายสร้อยขึ้นสวม
คอตามเดิม

"ไม่เอาก็ตามใจมึง เก๋าเจ๊ง" แล้วเจ้าสัวกิมเบ๊ผีตายซากก็หมุนตัวกลับ พา

ตัวเดินไปจากหน้าเรือนพักคนใช้อย่างร้อนรน ทุกคนตื้ นเต้นประหลาดใจไป
ตาม ๆ กัน เมื่อเห็นร่างของเจ้าสัวกิมเบ๊หายวับไปทางข้างตึกโรงครัว
ขณะนี้ เป็ นเวลาดึกมากแล้วหรือใกล้ถึงเวลา ๒.๐๐ น. ของวันใหม่แล้ว
ที่โรงรถหน้าตึกใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์" บรรดานั กกลัวผีท้ ังหลายได้มา

ประชุมกันที่น่ี มีนิกรกับลูกชายของเขาและนั กวิทยาศาสตร์สองพ่อลูก ซึ่ง
บัดนี้ กลายเป็ นคนกลัวผีขนาดหนั กไปแล้ว นอกจากนี้ ก็มีเจ้าแห้วกับเจ้า
ช่วงและพวกคนใช้อีก ๗ - ๘ คน

นายพลดิเรกมองไปทางหน้าตึกใหญ่และเม้มปากแน่น เขาหันมาทางนิ กร
พอสบตานิ กรต่างคนก็ย้ ิมให้กัน
"เป็ นยังไงหมอ" นิ กรถาม

"แกเคยว่าผีเป็ นเรื่องเหลวไหลไร้สาระแกเคย

หัวเราะเยาะกัน แต่ทำาไมคืนนี้ แกถึงได้กลัวผีเตี่ยจนหน้าตาซีดเผือดอย่างนี้"
ศาสตราจารย์ดิเรกฝื นหัวเราะ แล้วพูดอย่างไว้เหลี่ยม
แต่กันกลัวศพเตี่ยที่เดินได้เคลื่อนไหวได้"

"กันไม่ได้กลัวผี

ร.อ.นพ หัวเราะก๊าก แล้วพูดเสียงลัน
่ โรงรถ
"นั ่นแหละครับ น้าหมอยอมรับว่ากลัวผีขนาดหนั ก ตอนนี้ น้าหมอกับอ้าย

รงเอาเหรียญทองและเหรียญเงินไปกินแล้ว "
นายพลดิเรกยิ้มอาย ๆ
"แล้วใครได้เหรียญทองแดงล่ะวะ "
"สามคนด้วยกันครับ " นพพูดพลางหัวเราะพลาง "ผมกับพ่อและอ้ายแห้ว

ออกวิ่งมาจากหน้าเรือนคนใช้พร้อม ๆ กัน "

พ.อ.นิ กรกล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกอย่างเป็ นงานเป็ นการ
"ความจริงเตี่ยไม่ใช่ผู้วิเศษตามที่เราเข้าใจกันหรอก แต่เตี่ยเป็ นปี ศาจร้ายที่

เราปล่อยไว้ไม่ได้แน่ เตี่ยไม่ใช่ผีตายซากแบบอึ่งอ่างถูกรถทับ เตี่ยตายไป

๒๐ กว่าปี แล้วร่างกายไม่เน่าไม่เปื่ อยก็เพราะเตี่ยเป็ นผีดิบ ขืนปล่อยให้เตี่ย
อาละวาดอยู่ในบ้านเรา พวกเราก็คงจะถูกหลอกหลอนจนตกใจตาย" แล้ว
นิ กรก็ร้องตะโกนขึ้นเสียงดัง ๆ

"พี่น้องทั้งหลายฟั งข้าพเจ้า เราต้องร่วม

มือกันกำาจัดปี ศาจผีดิบเจ้าสัวกิมเบ๊เตี่ยอ้ายหงวน เพื่อความร่มเย็นเป็ นสุข
ของพวกเรา"

พวกคนใช้และเจ้าแห้วต่างไชโยโห่ร้องลัน
่ นายพลดิเรกกับศาสตราจารย์
ดำารงสองพ่อลูกเห็นพ้องด้วยกับนิ กร ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวขึ้นทันที
"เป็ นความคิดที่ดีมาก อ้ายกร"

ร.อ.ดำารงพูดเสริมขึ้น
"ผมร่วมมือด้วยครับ น้ากร พวกเราทั้งหมดขอยกให้น้ากรเป็ นผู้นำา "

นิ กรสะดุ้งเฮือกแล้วฝื นหัวเราะ
"ให้อา้ ยแห้วดีกว่า"
"อุ๊ย" เจ้าแห้วร้องเสียงลัน
่ "รับประทานผมน่ะกลัวเจ้าสัวจนอุจจาระขึ้นไป

อยู่บนหัวขมองหมดแล้ว" แล้วเจ้าแห้วก็ทำาท่าขนพองสยองเกล้า

"บรื้ อว์ ........รับประทานยืนอยู่ในห้องผม ผอมกะหร่องซี่โครงบาน

พะเยิบพะยาบปิ ดทองเหลืองอร่ามทั้งตัว เห็นแล้วผมแทบชัก รับประทาน
ให้คุณหมอเป็ นผู้นำาเถอะครับ "

์ รีนัก
ความละอายใจและความเจ็บใจตัวเองที่เขากลัวผี หมดศักดิศ

วิทยาศาสตร์ ทำาให้นายพลดิเรกยอมรับหน้าที่เป็ นหัวหน้ากำาจัดผีตายซาก
เจ้าสัวกิมเบ๊ทันที
"โอ.เค. กันยอมรับเป็ นหัวหน้าเอง แต่อ้ายกรต้องเป็ นผู้ช่วยกัน "

"ตกลง" นิ กรพูดเสียงหนั กแน่น

เสียงตบมือเสียงไชโยโห่ร้องของเจ้าแห้วและพวกคนใช้ดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ ง
บรรดาคนใช้เหล่านี้ รู้สึกเกรงกลัวปี ศาจผีตายซาก จึงอยากจะกำาจัดเสีย
หัวหน้าและรองหัวหน้าปราบผีต่างปรึกษาหารือกันอย่างเป็ นงานเป็ นการ
นายพลดิเรกถามนิ กรว่า
"เราจะปราบแบบไหนดีล่ะ อ้ายกร"

นิ กรตอบโดยไม่ต้องคิด
"เอายาเบื่อให้กินดีไหม"

นายพลดิเรกนั ยน์ตาเหลือก
"ผีนะโว้ยไม่ใช่หมา"

นิ กรฝื นหัวเราะ
"ขอโทษที หมาหลังบ้านมันกำาลังหอน กันนึ กถึงหมาก็เลยพูดถึงเรื่องยา

เบื่อ สำาหรับเตี่ย ........แกเป็ นผีดิบหรือผีตายซาก เราต้องช่วยกันทุบทีให้อยู่
ด้วยไม้พลองหรือฟั นแทงด้วยดาบให้ร่างกายขาดเป็ นท่อน ๆ และช่วย
กันเอาไฟเผาให้ส้ ินซาก"
ศาสตราจารย์ดำารงสบตากับนิ กร เขาก็กล่าวขึ้นว่า
"รุนแรงกับศพก๋งอย่างนี้ ไม่กระทบกระเทือนใจลุงกิมหงวนหรือครับ "

นิ กรทำาตาเขียวกับร.อ.ดำารง
"ก็ช่างมันประไรล่ะ เตี่ยมันเสือกมาหลอกเราทำาไม" พูดจบนิ กรก็ร้องบอก

เจ้าแห้วและพวกคนใช้ "เอาโว้ยพวกเรา ไปหาคบเพลิงไม้พลองตะบองสั้น
มีดพร้ากระท้าขวาน หอกดาบสามง่ามหรือปั งตอ เอามาเท่าที่จะหามาได้

แล้วมารวมกำาลังกันที่น่ี เพื่อเราจะได้ฆ่าผีดิบหรือผีตายซากเจ้าสัวกิมเบ๊เตี่ย

อ้ายหงวน
อาวุธมา"

ผีท่ีดุขนาดนี้ เอาไว้ไม่ได้ ไป....แยกย้ายกันไปหาคบเพลิงและ

เจ้าแห้วกับพวกคนใช้ประมาณ ๙ คน ต่างผละกันไปจากโรงรถ มีการโห่
ร้องกันเกรียวกราวราวกับว่าเป็ นเวลากลางวันหรือเป็ นเวลาหัวคำ่า

ศาสตราจารย์ดิเรกล้วงกระเป๋ ากางเกงข้างขวาหยิบปื นพกรีวอลเวอร์ ๙ ม .ม.
ออกมาควงเล่น แล้วยิ้มให้นิกรซึ่งเป็ นรองหัวหน้าปราบผี
"กันจะยิงปี ศาจเตี่ยด้วยปื นพกคู่มือของกัน"

นิ กรทำาหน้าเหยเก
"ไม่มีประโยชน์หรอกเพื่อน เตี่ยแกตายไปนานแล้ว มีแต่ร่างกายภายนอก

ที่เหี่ยวแห้งไม่เน่าไม่เปื่ อย แกใช้ปืนยิงถึงกระสุนทะลุร่างเตี่ย แต่เตี่ยก็จะ

ไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย แรงปี ศาจอาจจะทำาให้เตี่ยโกรธแค้นแก ปรีเ่ ข้า
มาหักคอแกได้"

ศาสตราจารย์ดำารงกล่าวกับบิดาของเขา
"เอาเหล็กงัดยางในรถดีกว่าพ่อ พ่อกับผมเลือกหาเหล็กงัดยางคนละอันตี

ก๋งให้หมอบไปเลย ผมจะตีขาก๋งพ่อคอยตีหัว"
นิ กรหัวเราะชอบใจ
"เออ-ใช้เหล็กงัดยางค่อยเข้าทีหน่อย สำาหรับน้า ........มีไม้พลองขนาดพลอง

ลูกเสือพิงอยู่นั่นอันหนึ่ งแล้ว พ่อตีให้ร้องเจี๊ยกเลย"
ศาสตราจารย์ดำารงทำาตาปริบ ๆ
"ตีก๋งหรือตีลิงครับ "
"ตีก๋งโว้ย"

นั กวิทยาศาสตร์สองพ่อลูกต่างเดินไปหาเหล็กงัดยางตามท้ายรถเก๋ง ซึ่ง
จอดอยู่หลายคันภายในโรงรถอันกว้างใหญ่และมีแสงไฟฟ้ าส่องสว่าง หลัง

จากนั้ นสักครู่นิกรกับนายพลดิเรกและศาสตราจารย์ดำารงก็ออกมายืนอยู่นอก

โรงรถบนลานคอนกรีต

นิ กรถือไม้พลองยาวประมาณ ๒ เมตร ส่วนนั ก

วิทยาศาสตร์สองพ่อลูกถือเหล็กงัดยางคนละอัน

ในเวลาเดียวกันนั้ นเอง อาเสี่ยกิมหงวนกับลูกชายของเขาได้โผล่ออกมา
จากมุมตึกด้านซ้ายและเดินตรงมาที่โรงรถอย่างร้อนรน

พล.ต.พล กับ

ร.อ.พนั สและเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ ติดตามมาห่าง ๆ
เสี่ยหงวนกับลูกชายหยุดยืนเผชิญหน้าเพื่อนเกลอทั้งสอง
"ยังไงกันวะอ้ายหมอ........อ้ายกร........แกสองคนเป็ นตัวตั้งตัวตีจะเล่นงานเตี่ย

กันยังงั้นหรือ "

นายพลดิเรกยิ้มเจื่อน ๆ
"ออไร๋ กันกับอ้ายกรปรึกษากันแล้วเห็นว่า เตี่ยเป็ นผีดิบที่ดุร้าย ไม่ใช่

เซียนผู้วิเศษ เพราะถ้าเป็ นเซียนก็คงไม่หลอกหลอนใครอย่างนี้ เมื่อเตี่ย
เป็ นผีร้ายไม่ใช่เซียนเราก็ต้องช่วยกันกำาจัดเสีย"

เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ กับพลและลูกชายของเขาเดินเข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่ม
แล้วท่านเจ้าคุณก็กล่าวกับนิ กร

"อ้ายแห้วและพวกคนใช้กำาลังหาอาวุธและคบเพลิง พ่อไต่ถามดูได้ความว่า

แกสองคนร่วมมือกับพวกคนใช้จะเล่นงานเจ้าสัวกิมเบ๊เป็ นความจริงใช่ไหม "
นิ กรยิ้มให้พ่อตาของเขา
"ใช่ครับ เมื่อเตี่ยไม่ใช่เซียนเป็ นผีดิบหรือผีตายซาก เราก็ควรกำาจัดเสีย

ช่วยกันบ้อมให้อยู่แล้วเอาไฟเผา คุณพ่อร่วมงานกับเราเถอะครับ "
เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ ไม่เห็นด้วย
"เจ้าสัวกิมเบ๊ตายไปนานแล้ว เท่าที่ร่างกายไม่เน่าเปื่ อยก็เนื่ องจากกุศลผล

บุญของเขา เขาจะเป็ นเซียนหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็ นคนมีบุญแน่ ๆ

อย่างแกตายไป ๓ วัน เท่านั้ น รับรองว่าขึ้นอืดเหม็นทัว่ บ้าน ถึงอย่างไร

เจ้าสัวกิมเบ๊ก็เป็ นญาติของเรา แกก็ให้ความเคารพนั บถือเขาเหมือนกับว่า
เขาเป็ นเตี่ยของแก"

นายพลดิเรกพูดตัดบท
"แต่เตี่ยเป็ นภัยกับพวกเรานะครับคุณพ่อ เมื่อเขาเป็ นผีดิบเราก็ควรกำาจัด

เขาเสีย"
"จริงครับ " ศาสตราจารย์ดำารงร้องขึ้นดัง ๆ

"เราต้องฆ่า.......เราต้องช่วยกัน

ฆ่าก๋งคือฆ่าผีดิบตัวนี้ "
ร.อ.สมนึ กยิ้มให้ดำารง
"จริงโว้ยดำารง ถ้าเราไม่ช่วยกันกำาจัดก๋ง ก๋งก็จะอาละวาดหนั กมือขึ้นอีก

หรือยังไงอ้ายนั ส"

ลูกชายของพลยิ้มเล็กน้อย
"กันเห็นด้วย เอาก็เอาวะ ก๋งหายตัวมาทางหน้าตึก ช่วยกันค้นหาเถอะ

พวกเรา" แล้วพนั สก็มองดูเสี่ยหงวน "ว่ายังไงครับอาหงวน ร่วมมือกัน
ปราบก๋งเถอะครับ "

"ปราบก๋ง...ปราบเตี่ยฉันน่ะซี"
"ใช่ครับ " พนั สพูดเสียงหัวเราะ "ขืนปล่อยไว้ พวกเราจะเดือดร้อนหมด

ความสุข ก๋งจะพาภูติผีปีศาจมาอยู่เต็มบ้านเรา จัดการกับก๋งเสียเถอะครับ "
เสี่ยหงวนฝื นยิ้ม
"เอา ปราบก็ปราบ เมื่อเตี่ยไม่อยากเป็ นเซียน อยากเป็ นผีท่ีดุร้ายก็ต้อง

ปราบ อ้า....อ้ายพลว่ายังไง"

พลว่า "กันสงสารเตี่ยโว้ย ความจริงเตี่ยก็ไม่ได้หลอกหลอนหรือทำาร้ายใคร
เพียงแต่แสดงอิทธิฤทธิเ์ คลื่อนไหวได้และพูดได้เท่านั้ น ถูกละ.......ขณะนี้

เตี่ยอยู่ในสภาพผีตายซากหรือผีดิบคือยังไม่ได้เผาและทางจีนเขาไม่นิยมการ
เผา

ถ้าหากว่าพวกเราจะใช้วิธีกลุ้มรุมทุบตีเตี่ยและเอาไฟเผา เตี่ยก็หมด

ฤทธิเ์ ป็ นเถ้าถ่านไป ไม่แตกต่างกับผีดิบในหนั ง แต่อย่าลืมว่าอย่างไรท่าน
ก็เป็ นญาติผู้ใหญ่ของเรา"
นายพลดิเรกพูดขัดขึ้น
"โน เราไม่ยอมฟั งความเห็นของแก พวกเราจะต้องกำาจัดเตี่ยผีดิบที่ดุร้าย

หลอกหลอนทำาลายขวัญพวกเรา"
เสี่ยหงวนพูดสนั บสนุ นศาสตราจารย์ดิเรกทันที
"ใช่ เราต้องฆ่า เอาไว้ไม่ได้ เราฆ่าเตี่ยเราไม่มีผิด เพราะเตี่ยตายแล้ว

การฆ่าผีปีศาจกฎหมายไม่เอาโทษ"
เจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ กล่าวขึ้นบ้าง

"ใครจะจัดการกับเจ้าสัวอย่างไรก็ตามใจ แต่ฉันกับอ้ายพลไม่เห็นพ้องด้วย

และเข้าใจว่าอ้ายนพซึ่งยืนนิ่ งเฉยอยู่ตลอดเวลาก็คงไม่เห็นพ้องด้วย
เป็ นเด็กก็ไม่กล้าออกความเห็น"

แต่

ร.อ.นพ มองดูหน้าเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ แล้วยิ้มแห้ง ๆ
"ผมน่ะกลัวก๋งจนอุจจาระราดแล้ว กลัวจนบอกไม่ถูกเชียวครับ คุณตา "

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อไป เจ้าแห้วก็พาพวกคนใช้ไม่น้อยกว่า ๘ คน และ

มีคนสวนอีก ๕-๖ คน สมทบมาด้วยโผล่มุมตึกออกมา บางคนถือคบเพลิง
สว่างจ้า ทุกคนมีอาวุธประจำาตัว มีดไม้หอกดาบและสามง่าม โดยเฉพาะ
เจ้าแห้วถือดาบไทยสองเล่มนำาหน้าขบวน รำาดาบอย่างคึกคะนอง
"โห่...ฮีโห่...ฮีโห่...โห่..."
"ฮิ้ว" เสียงรับพร้อมเพรียงกัน

เจ้าแห้วพาพวกคนใช้และคนสวนตรงมาที่โรงรถ ไม่มีใครคิดว่าขณะนี้ ๒.๐๐
น. เศษแล้ว ทุกคนต่างกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะสังหารผีตายซากเจ้า
สัวกิมเบ๊

"รับประทานพวกเราพร้อมแล้วครับคุณหมอ "

นายพลดิเรกยิ้มแป้ น
"ออไร๋ เคลื่อนขบวนไปทางหลังบ้านเดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้ากับอ้ายกรและอ้ายหง

วนจะนำาหน้า นอกนั้ นทุกคนติดตามกันไปเป็ นกลุ่มก้อนอย่าแยกกัน ถ้า

หากว่าพบผีดิบเจ้าสัวกิมเบ๊เราต้องช่วยกันบ้อมให้ตาย" แล้วนายพลดิเรกก็
ร้องขึ้นดัง ๆ

"ไปโว้ยพวกเรา"

เสียงโห่ร้องดังขึ้นเกรียวกราว บาบูสุรย
ิ าแขกยามของบ้าน "พัชราภรณ์" วิ่ง
เข้ามาสมทบกำาลังอีกคนหนึ่ ง แล้วกล่าวถามนิ กร
"อีน้ ี ทำามะไร๋กันคะรับ ผมเล่นด้วยคนน่ะคุณจ๋า"

นิ กรยิ้มให้เจ้าบัง
"จับผีโว้ย"
"เฮ้-จับผี" บาบูร้องลัน
่ "อีน้ ี จับทำามะไร๋คะรับ"

นิ กรชักรำาคาญก็พูดตัดบท
"มึงอย่าซักเลยวะ อยากเล่นก็ตามเขาไป เดี๋ยวมึงก็รู้เองว่าเขาจับทำาไม ผี

เตี่ยอ้ายหงวนโว้ย"
บาบูสรุ ย
ิ าหันไปมองดูพลกับเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ
ซึ่งยืนเด่นอยู่หน้าโรงรถ แล้วเขาก็กล่าวถามเสี่ยหงวนด้วยความสงสัย
"ทำามะไร๋เจ้าคุณกับคุณพลไม่เล่นจับผีคะรับ "

อาเสี่ยจุปากแล้วตวาดแว็ด
"มึงอยากรู้ก็ไปถามเขาเองซิ"
"ไม่เอาคะรับ อีน้ ี เดี๋ยวแขกโดนเตะ คุณพลตีนไวมักม้ากนะ อีน้ ี จัน
๋ หลับ

ยาม เตะฉันตกเก้าอี้เลยคะรับ "

ขบวนล่าผีตายซากซึ่งมีนายพลดิเรกเป็ นหัวหน้าได้เดินรวมกลุ่มค้นหาเจ้า
สัวกิมเบ๊ตามบริเวณหลังบ้าน

ตามที่มืดและที่รกร้าง อาเสี่ยกิมหงวนร้อง

ตะโกนเรียกเตี่ยของเขา เมื่อสงสัยว่าเจ้าสัวกิมเบ๊จะหลบซ่อนอยู่
"ออกมาเตี่ย....ออกมาให้พวกเราฆ่าเสียดี ๆ "

อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏร่างของผีตายซาก สามสหายพาพวกคนใช้และพวก
คนสวนผ่านริมสระนำ้าตรงไปยังเก๋งจีนหรือศาลเจ้า เพื่อให้รู้แน่ว่า เจ้า
สัวกิมเบ๊กลับไปอยู่บนแท่นในศาลหรือเปล่า เมื่อมาถึงหน้าเก๋งจีนอัน

สวยงาม ทุกคนก็หยุดยืนรวมกลุ่มเบื้ องหน้าประตูตารางเหล็กและมอง
เข้าไปในเก๋งจีน
ไม่ปรากฏว่าเจ้าสัวกิมเบ๊อยู่ในเก๋งจีนนั้ น นิ กรหันมาพูดกับเสี่ยหงวนเบา ๆ
"ช่วยกันค้นหาเตี่ยต่อไปเถอะวะ ขืนชักช้าเดี๋ยวอาจจะบุกขึ้นไปบนตึกใหญ่

บีบคอคุณอาหญิงหรือพวกเมีย ๆ ของเราตายก็ได้ "
เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"เออ-จริงแหละโว้ย เราแบ่งกำาลังกันค้นหาดีกว่า แบ่งออกเป็ นพวกละ ๓

คน ใครพบก็ร้องตะโกนบอกกัน แล้วเราก็ชว่ ยกันบ้อมเสีย กันไม่ควรเอา
ศพเตี่ยมาจากฮวงซุ้ยเมืองชลเลย ทำาให้เกิดเรื่องยุ่งยากเดือดร้อน "

นิ กร กิมหงวนและศาสตราจารย์ดิเรกได้มีการปรึกษาหารือและแบ่งแยก

กำาลังออกเป็ นพวก ๆ ลูกชายของสี่สหายไปกันพวกหนึ่ ง เจ้าแห้วกับเจ้า
ช่วงเจ้าเขียนคนสวนหนุ่มเป็ นพวกที่สอง พวกที่สามพวกที่ส่ีและพวกที่ห้าก็
คือคนใช้และคนสวนนั่นเอง พวกสุดท้ายคือนิ กรกิมหงวนและศาสตราจารย์
ดิเรก
ทั้งหกพวกรวม ๑๙ คน ต่างตั้งอกตั้งใจค้นหาผีตายซาก เจ้าสัวกิมเบ๊รอบ
บริเวณหลังบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าแห้วพาเจ้าช่วงกับเจ้าเขียนมาหยุดยืนที่

กระท่อมท้ายสวน ซึ่งกระท่อมหลังนี้ เป็ นที่เก็บหีบศพหรือโลงจำาปาของเจ้า
สัวกิมเบ๊ เจ้าแห้วยกดาบชี้ไปที่กระท่อม แล้วกล่าวกับเจ้าช่วงเพื่อนเกลอ
ของเขาว่า

"เจ้าสัวอาจจะหลบอยู่ในกระท่อมหลังนี้ มึงคอยดูนะอ้ายช่วงกูจะฟั นให้ขาด

สองท่อนทีเดียว อ้า-มึงเข้าไปฉุดเจ้าสัวออกมาให้กูฟันหน่อยซิ"
"อ้าว" เจ้าช่วงอุทานเสียงสัน
่ "กูเข้าไปเจ้าสัวจะได้ฟัดกูตายห่า

มึงเข้าไปซิ มีดาบสองเล่มอยู่ในมือกลัวอะไรวะ"
เจ้าแห้วยิ้มแห้ง ๆ
"มึงก็รู้แล้วว่า กูน่ะท่าดีทีเหลว มึงอย่าลืมว่าเจ้าสัวเป็ นผีไม่ได้เป็ นคนอย่าง

เรา สมมุติว่ากูฟันแกคอขาดแกก็ยังเดินรีเ่ ข้ามาหากูกูก็ชักตายแน่ " พูดจบ
เจ้าแห้วก็หน
ั มาพยักหน้ากับเด็กหนุ่มคนสวน "มึงเข้าไปดูหน่อยเถอะวะ
อ้ายเขียน ถ้าพบเจ้าสัวก็ดึงตัวออกมาให้กูเลย"
"ฮัน
่ แน่ พี่แห้วคิดว่าฉันเป็ นหมอผียังงั้นหรือ พี่แห้วเข้าไปเองดีกว่า จะได้

รู้ดีรช
ู้ ัว่ ความจริงผีคนแก่ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไร แล้วก็พี่แห้วมีดาบตั้งสอง
เล่ม ฟั นซ้ายป่ ายขวา ๒-๓ ที เจ้าสัวก็หมอบ"

เจ้าแห้วพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เขามองไปที่กระท่อมแล้วถอน
หายใจหนั ก ๆ

กล่าวกับเจ้าช่วงและเจ้าเขียนว่า

"เอาล่ะ กูเข้าไปเอง ถ้าพบเจ้าสัวในกระท่อมกูฟันให้เละเป็ นหมูบะช่อเลย"

พูดจบเจ้าแห้วก็พาตัวเดินเข้าในกระท่อมหลังนั้ น

แต่แล้วเจ้าแห้วก็หยุดชะงักเหมือนรถยนตร์ถูกห้ามล้ออย่างกะทันหัน

เพราะเขาได้ยินเสียงเจ้าสัวกิมเบ๊ไอแค๊ก ๆ และขากเสลดซึ่งเจ้าแห้วจำาเสียง
ได้ดี
"อุ๊ย" เจ้าแห้วร้องเบา ๆ

เสียงเจ้าสัวกิมเบ๊พูดลัน
่ กระท่อม
"เข้ามาซิโว้ย อาแห้ว เอาลาบมาฟั งอั้วะซิโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ"

เจ้าแห้วเนื้ อตัวสัน
่ พับ
่ ๆ เหมือนเจ้าเข้า เสียงเจ้าช่วงร้องขึ้นดัง ๆ

"นาทีวิกฤตแล้วโว้ย อ้ายแห้ว กูไปละเว้ย"

เจ้าแห้วเหลียวหน้าไปมองดูแลเห็นเจ้าช่วงใส่ตีนหมาโกยอ้าววิ่งออกไปจาก
ท้ายสวนอย่างไม่คิดชีวิต

เจ้าเขียนคนสวนหนุ่มถือหอกวิ่งตามไป เจ้าแห้ว

ตั้งใจจะวิ่งหนี แต่ก็ยกขาทั้งสองข้างไม่ข้ ึนจากพื้ นดิน เพราะความรักตัวกลัว
ผีมากเกินไปนั่นเอง นั ยน์ตาของเจ้าแห้วจ้องมองไปที่ประตูกระท่อมซึ่งอยู่
ห่างจากตัวเขาประมาณ ๒ เมตร

ประตูกระท่อมเปิ ดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย

พอแลเห็นประตูกระท่อมถูกเปิ ดกว้างและเห็นปี ศาจเจ้าสัวกิมเบ๊เดินออกมา
จากกระท่อม

ร่างของเจ้าแห้วก็ย่ิงสัน
่ มากขึ้นไม่ผิดอะไรกับลูกนกเปี ยกฝน

เส้นผมบนศีรษะตั้งชัน ใบหน้าซีดเผือด นั ยน์ตาเหลือกลาน
"อ๋อย รับประทานเจ้าสัวเล่นงานผมแล้ว .........."

ผีตายซากหรือผีดิบเจ้าสัวกิมเบ๊เดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าเจ้าแห้วในระยะ
ใกล้ชิด

ปี ศาจยิ้มแสยะแลเห็นฟั น ๒ ซี่และกล่าวท้าทายด้วยเสียงหัวเราะ

"ฟั งซีอาแห้ว ลื้ อจิฟังตรงไหนก็เอา ฟั งซิเว้ย ก้าลีฟังซิโว้ย" พูดจบเจ้าสัว

ก็ขากตามนิ สัยที่เคยชิน "ขาก…"

ดาบไทยทั้งสองเล่มหลุดจากมือเจ้าแห้ว เพราะเจ้าแห้วไม่มีแรงที่จะถือไว้
เจ้าแห้วยกมือขึ้นประนมไหว้แล้วพูดเสียงสัน
่ แทบไม่เป็ นภาษามนุ ษย์
"อ๋อย...รับประทานกลัวแล้วครับเจ้าสัว "
"กัว" ผีตายซากตะโกน "กัวทำาลายวะ ลื้ อมังไม่ลีนะอาแห้ว อัว
๊ ไม่ล่ายทำา

อะไรลื้ อ ลื้ อจะฆ่าอั๊ว เก๋าเจ๊ง"
เจ้าแห้วหลับตาปี๋ ประนมมือประสานกันที่หน้าอก แต่แล้วสักครู่หนึ่ งเมื่อ
เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ปี ศาจเจ้าสัวกิมเบ๊ก็หายไปแล้ว
ในที่สุดมีเสียงร้องตะโกนโหวก ๆ ของเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนดังขึ้นที่เก๋ง
จีน บรรดานั กล่าผีต่างวิ่งตรงไปที่จุดนั้ น
เก๋งจีนร้องบอกบิดาของเขา

ศาสตราจารย์ดำารงชี้มือเข้าไปใน

"ก๋งกลับมาแล้วครับพ่อ นั ่งอยู่บนแท่นนั ่นยังไงล่ะครับ"

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ นายพลดิเรกกับนิ กรและเสี่ยหงวนต่างพา
กันมองผ่านประตูตารางเหล็กเข้าไปในเก๋งจีนด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจ
ไปตามกัน

ร่างอันบอบบางผอมแห้งของเจ้าสัวกิมเบ๊นั่งขัดสมาธิอยู่บน

แท่นในท่าของเซียนผู้วิเศษและนั่งนิ่ งเฉยไม่กระดุกกระดิก
หันไปดูหน้าเจ้าแห้วแล้วกล่าวถามด้วยเสียงหนั ก ๆ

นายพลดิเรก

"แกไขกุญแจเปิ ดประตูห้องให้เตี่ยเข้าไปหรือเปล่า "
"ป้ ูโธ่ รับประทานผมเพิ่งฟื้ นเดีย
๋ วนี้ เอง เจ้าสัวหลอกผมเสียจนช็อคสิ้นสติ

ไป รับประทานพอผมฟื้ นขึ้นมา ผมก็ได้ยินเสียงคุณนั สกับคุณนพร้อง
ตะโกนเรียก บอกให้พวกเรารู้วา่ เจ้าสัวอยู่ในเก๋งจีน "

ศาสตราจารย์ดิเรกขมวดคิ้วย่น แล้วเปลี่ยนสายตามาที่ลูกชายของเขา
"แกอธิบายให้พ่อฟั งหน่อยเถอะดำารง ช่องสี่เหลี่ยมที่ประตูน่ี แต่ละช่องเล็ก

นิ ดเดียว ก๋งของแกผ่านเข้าไปได้อย่างไร"
"ว้า...พ่อนี่ ชักเละใหญ่แล้ว ก็ก๋งเป็ นผีไม่ใช่คนธรรมดา ช่องเท่ารูเข็มก๋งก็

มุดเข้าไปได้"
นายพลดิเรกพยักหน้ารับทราบ
"โอ-ออไร๋ ออไร๋"

อาเสี่ยกิมหงวนสัง่ ให้เจ้าแห้วไขประตูตารางเหล็กและให้เลื่อนประตูออก
ทุกคนทะลักเข้าไปในเก๋งจีนจนแน่นขนั ด เสี่ยหงวนยกมือชี้หน้าเตี่ยของ
เขา แล้วเอ็ดตะโรลัน

"ฉันเชิญศพเตี่ยจากเมืองชลมาไว้ท่ีน่ี ก็เพราะเห็นว่าเตี่ยเป็ นเซียน

ตาย

แล้วไม่เน่าไม่เปื่ อย แต่ท่ีแท้เตี่ยคือผีดิบหรือผีตายซากที่ดุร้ายชอบหลอก
หลอนใครต่อใคร หนี ออกไปจากเก๋งจีนนี้ แสดงว่าเตี่ยอยากเป็ นผี ไม่

อยากเป็ นเซียน พรุ่งนี้ ฉันกับอ้ายนึ กจะเอาศพเตี่ยไปไว้ท่ีฮวงซุ้ยเมืองชล
ตามเดิม เตี่ยจะว่ายังไง"

ปี ศาจเจ้าสัวกิมเบ๊ลืมตาโพลง ทำาให้ทุกคนถอยหลังกรูดไปตามกัน
"กูม่ายไปโว้ย เก๋าเจ๊ง.........เรื่องอะไรกูจะไป อยู่ในฮวงซุ้ยมืดตายโหง อยู่น่ี

สิบายดี ได้หลอกคนเล่น"
เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ
"แต่ฉันต้องพยายามส่งเตี่ยไปเมืองชลให้ได้"
"กูม่ายไป" แล้วผีตายซากก็ขากเสียงลัน
่ "ขาก…"

ตอนสายวันต่อมา
พระภิกษุสงฆ์ชาวธิเบตรวม ๓ องค์ ถูกนิ มนต์มาที่บ้าน "พัชราภรณ์" อีก
ครั้งหนึ่ ง เพื่อทำาพิธีเรียกเจ้าสัวกิมเบ๊ให้ลุกขึ้นจากแท่นมาลงหีบศพหรือโลง

จำาปา หลังจากนั้ นเสี่ยหงวนกับลูกชายของเขาก็จะเชิญศพเจ้าสัวกิมเบ๊ไปไว้
ฮวงซุ้ยเมืองชลตามเดิม

เพื่อให้วิญญาณได้อยู่อย่างสงบสุข

ที่เก๋งจีนหรือศาลเจ้าของเจ้าสัวกิมเบ๊ คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วย
ลูก ๆ กับเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ คุณหญิงวาดและเจ้าแห้วอยู่กันพร้อมหน้า ใน
เวลา ๙.๐๐ น. พระคุณเจ้าชาวธิเบตในวัยสูงอายุท้ ัง ๓ องค์ พึ่งมาถึงเมื่อกี้
นี้ ซึ่งเจ้าแห้วเอารถไปรับมาจากวัดเล่งเน่ยยี่
อาเสี่ยกิมหงวนนั่งสนทนากับพระสงฆ์ท้ ัง ๓ องค์อย่างเคารพนบนอบและ

์ องเตี่ยเขาให้
ได้รน
ิ นำ้าชาจีนอย่างดีถวายท่าน เมื่อเขาเล่าถึงเรื่องอิทธิฤทธิข
พระภิกษุท้ ัง ๓ องค์ฟัง พระภิกษุชราซึ่งเป็ นหัวหน้าคณะก็ได้ซักถามราย
ละเอียดทั้งหมด
แล้วท่านก็กล่าวเป็ นภาษาจีนกลางว่า
์ รือดุร้ายนั้ น คือผีดิบหรือผีที่ยัง
"ตามความเห็นของอาตมา ผีท่ีมีอิทธิฤทธิห
ไม่ได้เผา ผีท่ีเผาแล้วไม่ใคร่จะดุเท่าไหร่นักหรอก"
อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย

"นั ่นซีครับ หลวงพ่อ ถ้าหากว่าหลวงพ่อพร้อมแล้วละก้อ กรุณาทำาพิธี

เรียกเตี่ยผมลงโลงได้แล้วครับ "

"เจริญพร อาตมาจะทำาพิธีเดีย
๋ วนี้ แหละ สัง่ ให้คนของคุณเปิ ดฝาโลงได้

แล้ว"

พิธีสวดมนตร์แบบนิ กายมหายานของสงฆ์ธิเบตได้เริม
่ ต้น โดยมีเครื่อง

บรรเลงประกอบเหมือนเช่นเคย พระภิกษุชราหัวหน้าคณะตีต๊อก ซึ่งทำา
ด้วยไม้รูปลักษณะคล้ายผลชมพู่ แต่ใหญ่มาก ภายในกลวง ใช้ตีด้วยไม้
เสียงดังต๊อก ๆ

องค์ท่ีสองเป่ าปี่ คล้ายกับปี่ ชวาเสียงดังแสบแก้วหู อีกองค์

หนึ่ งตีล่อโก๊
"ต๊อก ๆ ๆ ...แต้แตตี่ต๊ ีแต...ต๊อก ๆ ผ่าง ๆ ...."

เสียงสวดมนตร์และเสียงดนตรีดังเคล้ากันไปประมาณ ๑๐ นาที ปี่ ชวาและ
ล่อโก๊ก็หยุดบรรเลง คงมีแต่เสียงต๊อกอย่างเดียว พระธิเบตทั้งสามองค์

ช่วยกันสวดเสียงหนั กแน่นและดังขึ้น ด้วยอำานาจเวทมนตร์หรือไสยศาสตร์
อันเร้นลับ ทุกคนต่างแลเห็นผีตายซากเจ้าสัวกิมเบ๊เริม
่ เคลื่อนไหวตัว ยก
แขนทั้งสองขึ้นบิดขี้เกียจและอ้าปากหาวดัง ๆ

ต่อจากนั้ นทุกคนก็ต่ ืน

ตะลึงไปตามกัน เมื่อเจ้าสัวกิมเบ๊ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนและก้าวลงมาจากแท่น
นั้ นด้วยความระมัดระวัง เหมือนกับกลัวว่าจะหกล้ม
ขณะนี้ ฝาโลงจำาปาถูกเปิ ดออกแล้วโดยเจ้าแห้ว พระภิกษุชราซึ่งเป็ นหัวหน้า
คณะได้ถือแส้หางม้าลุกขึ้นเดินมายืนข้างโลงจำาปา ซึ่งตั้งอยู่บนเตียงไม้เตี้ย

พระคุณเจ้ายกแส้ช้ ีหน้าเจ้าสัวกิมเบ๊และกล่าวบังคับเป็ นภาษาธิเบต

"สูเจ้าเดินมานี่ จงเดินมาและก้าวลงไปนอนในหีบศพของเจ้า"

ปี ศาจเจ้าสัวกิมเบ๊ยกมือซ้ายขึ้นโบกให้พระภิกษุชรา
"ปูเหลียวก่อง" ผีตายซากพูดเสียงกังวานแต่ชัดเจน "ให้อว
ั๊ พูดกับลูกชาย

อั๊วก่อง"

เสี่ยหงวนกล่าวกับพระภิกษุธิเบต

"เตี่ยจะขอพูดกับผมครับหลวงพ่อ อนุ ญาติให้แกพูดกับผมหน่อยเถอะ

ครับ " แล้วอาเสี่ยก็กล่าวกับผีตายซาก "ว่ายังไงเตี่ย"
เจ้าสัวกิมเบ๊มองดูหน้าลูกชายของเขาอย่างเคือง ๆ

"ลื้ อม่ายลี อาหงวน เตี่ยคนเดียวเลี้ยงม่ายล่าย เอามาอยู่บ้างไม่ก่ีวัง ลื้ อ

จะเอาไปปล่อยที่เมืองชง ระวังให้ลีอั๊วจะอาฆาตลื้ อ"
เสี่ยหงวนรีบร้องบอกพระภิกษุชราทันที
"หลวงพ่อครับ จัดการให้เตี่ยผมลงโลงหน่อยเถอะครับ ผมจะได้รบ
ี เอาไป

ไว้ท่ีฮวงซุ้ย จะได้หมดเรื่องยุ่งยากเสียที "

พระภิกษุชราเดินเข้ามายกด้ามแส้ตีกบาลเจ้าสัวกิมเบ๊ดังโป๊ ก แล้วกล่าวขึ้น
เป็ นภาษาธิเบต

"ไป.....ไปลงโลงของเจ้า"

ด้วยอำานาจเวทมนตร์คาถา ทำาให้เจ้าสัวกิมเบ๊เกรงกลัวรีบปฏิบัติตามคำาสัง่
ของพระคุณเจ้าทันที ผีตายซากเดินไปหยุดยืนข้างเตียงเตี้ย ๆ และก้าวขึ้น
ไปยืนบนเตียงนั้ น หลังจากนั้ นก็ก้าวเข้าไปในโลงจำาปาทรุดตัวลงนั่งและล้ม
ตัวลงนอนหงายเหยียดยาว เจ้าแห้วรีบยกฝาโลงมาปิ ดอย่างโล่งใจ
ก่อนเที่ยงวันนี้ เอง ศพเจ้าสัวกิมเบ๊ก็ถูกเชิญออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" มุ่ง
ตรงไปยังเมืองชลเพื่อนำาไปบรรจุไว้ในฮวงซุ้ยตามเดิม สี่สหายกับสี่นาง

พร้อมด้วยลูกชายและเจ้าคุณปั จจนึ ก ฯ กับคุณหญิงวาดและเจ้าแห้วได้
ติดตามไปส่งศพด้วย.

จบ.

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful