å

å
ชีวิตที่มีคุณค่า : ()

พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ

จากชีวิต

อาจาริยะบูชา
/w\

ใครก็บอก
เสียสละ
เขานั้นคือ

ที่ทำงาน
เหมือนพ่อพระ
อีกช่วยเหลือ
ชื่อสมภพ

อยู่เมืองนอก
น่านับถือ
จนเลื่องลือ
จากเมืองไทย

ด้วยจิตใจ
เกิดยิ่งยวด
ลาทางโลก
ลางสังหรณ์

ที่ใฝ่ธรรม
ในพระธรรม
สู่ทางธรรม
จะเป็นปราชญ์

นำมาบวช
นำสั่งสอน
ไม่อาวรณ์
เปรื่องปัญญา

หวังพาตน
จิตใจยัง
แม้อ่อนล้า
เอาเรี่ยวแรง

นำพาคน
มีพระธรรม
จากอาพาธ
ที่เหลืออยู่

ให้ถึงฝั่ง
นำส่องแสง
ไม่เปลี่ยนแปลง
สู้ต่อไป

/w\
อนงฺคโณ ภิกขุ

ชีวิตที่มีคุณค่า
พระธรรมเทศนาโดย

พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ

jyi
วัดไตรสิกขาทลามลตาราม
บ้านฝาง ตำบลแพด อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร

jyi
คณะศิษยานุศิษย์ พิมพ์ถวาย

บางใหญ่ อ. niti2512@yahoo.hotmail. ๐๘๑-๓๐๙-๕๒๑๕ E-mail : niti2512@hotmail. ชีวิตที่มีคุณค่า พระธรรมเทศนาโดย : พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ ISBN : 978-974-7808-54-4 พิมพ์ครั้งแรก : ตุลาคม ๒๕๕๓ จำนวน ๑๐. ๐-๒๔๐๓-๔๕๖๗-๘.com E-mail : phradongyang. ๐๘๙-๙๔๙-๑๘๘๓.บางใหญ่ จ.๐๐๐ เล่ม จัดพิมพ์โดย : กองทุนกัลยาณธรรม อุทยานธรรมดงยาง ตำบลคลีกลิ้ง อำเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษ โทร.com  สงวนลิขสิทธิ์เฉพาะการพิมพ์เพื่อจำหน่าย หากต้องการพิมพ์เผยแพร่ ติดต่อที่ กองทุนกัลยาณธรรม หรือ วัดไตรสิกขาทลามลตาราม พิมพ์ที่ : นิติธรรมการพิมพ์ ๗/๕๘๒ หมู่ ๕ ต. ๐-๒๔๔๙-๒๕๒๕.phradongyang.นนทุบุรี ๑๑๑๔๐ โทร.co. ๐๘๑-๔๗๔-๑๑๕๒ www.th .com.

คำปรารภในการพิมพ์ z#å หนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ ให้ความสำคัญในการเผยแผ่ ให้ เกิดประโยชน์ในหมู่ผู้สนใจธรรม โดยเฉพาะผู้ที่ชอบอ่านชอบศึกษาไม่ว่าจะ เป็นประโยชน์ส่วนตนหรือการนำไปบอกกล่าวสืบต่อให้เกิดคุณค่ายิ่งๆ ขึ้น ไปก็ดี ท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ ได้แสดงธรรมไว้มากมาย เป็น ที่ยอมรับ ทั้งเนื้อหา สาระ ลึกซึ้ง กินใจ เร้าใจ เข้าใจง่าย เผยแผ่ออกไป อย่ า งกว้ า งไกลทั้ ง ในประเทศและต่ า งประเทศ แต่ ใ นส่ ว นของหนั ง สื อ คำสอนธรรมนั้นยังมีอยู่น้อยมาก คณะศิษยานุศิษย์จึงได้ปรารภกันว่า ถ้า เราสามารถถอดความการแสดงธรรมของพระอาจารย์ มาจัดพิมพ์อีกทาง หนึ่ง ก็น่าจะเป็นการดี ในเรื่องที่ท่านพระอาจารย์ ได้แสดงไว้นี้ท่านได้บรรยายเกี่ยวกับ เรื่องการปฏิบัติซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญจะเรียกว่าเป็นหัวใจสำคัญของ พระพุทธศาสนาก็ว่าได้ ท่านได้ตอกย้ำถึงคุณค่าของชีวิตว่า ชีวิตมีคุณค่ามี ความสำคัญอย่างไร อะไรที่เราจะต้องให้ความสำคัญ และแนวทางการ ดำเนินชีวิตถูกต้องไม่ประมาท ไม่ผิดพลาด พร้อมทั้งเป้าหมายที่ชัดเจนมี คุณค่าเป็นประโยชน์เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง จึงได้กราบเรียนขออนุญาตท่าน พระอาจารย์จัดพิมพ์ และขออนุญาตได้เพิ่มเติมบทกลอนเนื้อหาบางช่วง ที่ขาด ปรับปรุงให้เข้าใจง่ายขึ้นโดยเฉพาะภาษาอีสานบางคำที่เข้าใจยาก ซึ่งถ้าหากขาดตกบกพร่องก็กราบขอขมาท่านพระอาจารย์ ไว้ ณ โอกาสนี้ ขออนุโมทนากับทุกท่านที่มีส่วนในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ ให้เกิดขึ้น หลายท่ า นที่ มี ส่ ว นร่ ว มในการจั ด ทำ ช่ ว ยถอดความ จั ด รู ป เล่ ม พิ สู จ น์ อักษรความเรียบร้อย โดยเฉพาะคณะสงฆ์วัดไตรสิกขาทลามลตาราม อุทยานธรรมดงยาง คณะนิสติ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น .

() L ชีวิตที่มีคุณค่า วัดนิพเพธพลาราม วัดป่านาแก วัดป่าช้าบ้านเรือ และญาติโยมอุบาสก อุบาสิกา ชมรมคนรักดี คณะญาติธรรมส้มตำครกแตก ที่คอยช่วยเหลือ แนะนำ อำนวยความสะดวก ในการจัดพิมพ์จนเป็นหนังสือเล่มนี้ ให้เกิดขึ้น มาได้ ตลอดทั้งคณะสงฆ์และญาติธรรมสาธุชนที่มองเห็นคุณค่าความ สำคัญในการเผยแผ่ธรรมะ เสียสละปัจจัย ให้การสนับสนุนอุปถัมภ์ร่วม สมทบทุนช่วยค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์ หากแม้นว่าบุญกุศลอันใดที่เกิดจากหนังสือเล่มนี้ ขอถวายเป็น อาจาริยะบูชาแด่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ทุกท่านที่อบรมสั่งสอนมาให้มีวันนี้ โดยเฉพาะ ท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ อันเป็นที่เคารพยิ่ง ขอบุญ นี้จงเป็นอุปถัมภกรรมถวายเป็นบรรณาการให้ท่านพระอาจารย์ ได้ทุเลา เบาบางจากการอาพาธเจ็บป่วย ให้สุขภาพแข็งแรง เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็น ที่พึ่งทางจิตใจให้กับศิษยานุศิษย์ ไปนานๆ ตราบเท่าที่จะนานได้ ตลอดทั้งผู้ มีพระคุณที่ให้ความอุปถัมภ์ คณะญาติธรรม ที่เป็นกำลังใจ เหล่าเทพเทวา เปรตเปรตุชน เจ้ากรรมนายเวร สัพพะสัตว์ทั้งหลาย เพื่อนร่วมแก่เจ็บตาย ขอให้ทุกท่านจงมีส่วนในบุญกุศลคุณงามความดีที่เกิดขึ้น นำพาให้พบแต่สิ่ง ที่ดีๆ มีความสุขความเจริญในการดำเนินชีวิตยิ่งๆ ขึ้นไป โดยทั่วกันทุกท่าน ทุกคนเทอญ. ขออนุโมทนา พระอาจารย์จรัญ อนงฺคโณ อุทยานธรรมดงยาง .

ชีวิตที่มีคุณค่า : () คำนำ z#å ชีวิตที่มีคุณค่า เป็นบทคัดลอกจากการบรรยายธรรมในแนวทาง การประพฤติปฏิบัติของท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ จัดพิมพ์เพื่อ ถวายเป็ น อาจาริ ย ะบู ช าแด่ ท่ า นพระอาจารย์ แ ละเพื่ อ ประโยชน์ ใ นการ เผยแผ่แก่ผู้ที่สนใจในการประพฤติการปฏิบัติ หรือบางท่านอาจจะยังไม่ เข้าใจชัดเจนในชีวติ ถึงการแสวงหาของชีวติ ทีด่ งี าม การดำเนินชีวติ ทีถ่ กู ต้อง ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ปรารถนา ก็จะได้เป็นแนวทาง ข้อคิด ข้อเปรียบ เทียบ ให้เกิดความเข้าใจ เกิดกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติสืบต่อไป การประพฤติปฏิบัติเป็นเรื่องสำคัญมากในพระพุทธศาสนา ซึ่ง ถือว่าเป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ เป็นแนวทางที่ทำให้เข้าถึงพุทธศาสนา อย่างสูงสุด ที่จะให้ประโยชน์ตนเองและผู้อื่นอย่างแท้จริง เป็นการรักษา ศาสนาสืบต่อไปอย่างมีคุณค่าเป็นแบบอย่างที่ดีงามถูกต้อง พระพุทธเจ้าก็ ทรงยกย่องว่าเป็นการบูชาอย่างสูงสุด ท่านพระอาจารย์เองก็ให้ความ สำคัญมากในการปฏิบัติเป็นแบบอย่างอบรมสั่งสอนตอกย้ำนำพาเพื่อให้เรา เข้าอกเข้าใจและเป็นกำลังใจให้ตลอดมา ถึงแม้ทุกวันนี้สังขารจะเปลี่ยนไป ด้วยวัย ด้วยอาพาธ แต่บางวันพระอาจารย์ก็จะลุกตีหนึ่งตีสองออกมานั่ง เป็นกัลยาณมิตร เป็นกำลังใจ ถึงแม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์ก็ตาม เรื่องชีวิตต้องภาวนา เป็นการบรรยายเพื่อให้เราเข้าใจในชีวิตว่า เราจะจัดการกับชีวิตนี้อย่างไร เพื่อให้ ได้ประโยชน์อย่างสูงสุด เพราะใน การเกิดมาชีวิตถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเป็นบ่อเกิดแห่งคุณค่าความดีอันจะ นำไปสูส่ วรรค์นพิ พาน หรืออาจจะเป็นบ่อเกิดแห่งบาปกรรมนำไปสูอ่ บายภูมิ ฉะนั้นชีวิตจึงจำเป็นที่ต้องพัฒนา ซึ่งในทางศาสนาท่านเรียกว่าการภาวนา ชีวิตของเราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการเจริญสมาธิภาวนา เพื่อให้เกิด ความเข้าใจว่า ชีวิตคืออะไร ชีวิตเกิดมาทำไม ชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร และ เราจะจัดการกับชีวิตนี้อย่างไร การภาวนาจึงเป็นคำตอบของชีวิต .

() L ชีวิตที่มีคุณค่า ทางสายกลาง เป็นการบรรยายถึงแนวทางที่ถูกต้องในการนำไป ปฏิ บั ติ ต ามที่ พ ระพุ ท ธเจ้ า ได้ แ สดงไว้ ว่ า พระพุ ท ธเจ้ า สอนอะไร ทำไม พระพุทธเจ้าถึงสอนอย่างนั้น สอนเพื่ออะไร เราจะปฏิบัติตามคำสอนท่าน อย่างไร โดยเฉพาะแนวทางการสอนการประพฤติปฏิบัติทุกวันนี้มีมากมาย หลายแนวทาง ทั้งที่ถูกบ้างผิดบ้างแต่ต่างก็อ้างเป็นพุทธศาสนา ขอท่าน ทั้ ง หลายจงพิ จ ารณาถึ ง สิ่ ง ที่ ท่ า นปฏิ บั ติ เ ป็ น แนวทางที่ ถู ก ต้ อ งตามที่ พระพุทธเจ้าสอนหรือไม่ ครูบาอาจารย์ที่สอนอยู่ ได้สั่งสอนในสิ่งที่ถูกต้อง ไหม สอนให้เราเกิดสติปัญญาลดละกิเลสหรือว่าสอนให้เรามัวเมาลุ่มหลง แนวทางสู่ความว่าง เป็นการบรรยายถึงขบวนการสู่เป้าหมาย ที่แท้จริงของพุทธศาสนา ความสุขความทุกข์ การปล่อยวาง เพื่อให้เรา มองเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนในการปฏิบัติ ให้เรามองเห็นผลของการปฏิบัติ ด้วยจิตใจของเราเอง การลดละความโลภ ความโกรธ ความหลง การ ปล่อยวาง ความรัก ความอิจฉาริษยา ซึง่ สิง่ เหล่านีเ้ ป็นเครือ่ งวัดความเจริญ ก้าวหน้าในการประพฤติปฏิบัติของเรา และให้เราเห็นคุณค่าและเพียร พยายาม เข้าถึงสิง่ เหล่านัน้ เพราะสิง่ นัน้ คือเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของความสำนึกในพระคุณของท่านพระ อาจารย์และมุ่งหวังที่จะสานต่อปณิธานในการปฏิบัติและเผยแผ่ของท่าน ขอเราทั้ ง หลายจงได้ ท บทวนและพิ จ ารณาถึ ง การเป็ น อยู่ ก ารประพฤติ ปฏิบัติของเราว่าถูกต้อง ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าได้สั่งสอนหรือไม่ หาก เรายังหลงหรือเดินในทางที่ ไม่ถูกต้อง ขอเราจงได้กลับเข้ามาสู่ทางที่ถูก ต้องเพื่อความสำเร็จบรรลุผลอย่างแท้จริง ขอความมัน่ คงในพระธรรมอันถูกต้องของพระศาสดาจงนำพาท่าน ทัง้ หลายให้เจริญงอกงาม จนถึงทีส่ ดุ แห่งทุกข์โดยทัว่ กัน ทุกท่านทุกคนเทอญ ขอเจริญในธรรม กองทุนกัลยาณธรรม ผู้จัดพิมพ์ .

สารบัญ ชีวิตที่มีคุณค่า z#å ชีวิตต้องภาวนา ทางสายกลาง แนวทางสู่ ความว่าง ๑ ๕๓ ๙๓ .

(10) L ชีวิตที่มีคุณค่า สังขาร z#å ชีวิตนี้ เกิดมา เพราะสังขาร มันไม่เที่ยง เกิดแล้วเจ็บ ป่วยไข้ จะละเว้น ได้อย่างไร หากเลือกได้ ไม่อยากตาย ใครจะช่วย ดับทุกข์โศก เกิดมาแล้ว ทำอย่างไร ชีวิตคง จะสงบ อันที่จริง สิ่งเหล่านี้ เพราะโรคา มันเกิดมา ด้วยกรรมเวร บาปบุญ น่าสงสาร เมื่อเห็นแล้ว ดูเป็นธรรม น้อมนำ หากผิดพลาด ผลกรรม มีพระธรรม นำจิตใจ ตามครรลอง ของมรรคา jyi น่าสงสาร เราก็เห็น แสนลำเค็ญ ใครช่วยที ไม่อยากป่วย โลภโกรธหลง จะปลดปลง พบสุขจริง ธรรมดา กับสังขาร ดลบันดาล ให้คิดดู ไม่ประมาท นำสนอง ไว้คุ้มครอง พุทธองค์ อนงฺคโณ ภิกขุ .

ธรรมบรรยาย เรื่อง ชีวิตต้องภาวนา โดย พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ .

† ชีวิตที่มีคุณค่า ¢ ชีวิตนี้ จะล้ำเลิศ นำชีวิต ภาวนา เกิดเป็นคน เกิดปัญญา ทั้งชีวิต ถึงชีพวาย เกิดในธรรม ทุกเวลา เกิดวันนี้ เกิดให้ ได้ มีคุณค่า ต้องมีธรรม คิดสร้างสรรค์ สร้างคุณค่า ว่าประเสริฐ นำคุณค่า ด้วยปัญญา นำพาตน เกิดเป็นใคร หากุศล คิดถึงธรรม ได้คุณค่า ไม่น้อยหน้า คนทั้งหลาย จนวันตาย อาศัยธรรม เกิดในใจ ทุกทุกคน เกิดที่นี่ เกิดก่อนตาย ให้คุณค่า ก็เกิดได้ เกิดจนตาย เกิดในธรรม อนงฺคโณ ภิกขุ อุทยานธรรมดงยาง †’¢ .

ถ้ า เป็ น ผู้ ป ระพฤติ ธ รรมสมควรแก่ ธ รรม ปฏิ บั ติ ช อบยิ่ ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่. ธัมมานุธัมมะปะฏิปันโน วิหะระติ สามีจิปะฏิปันโน อะนุธัมมะจารี. (มหาปรินิพพานสูตร ๑๐/๑๓๓) การบูชา น้อมทุกสิ่ง มอบชีวิต ขอบูชา ที่มีค่า ลงที่ธรรม ถวายให้ ตามรอยบาท ประเสริฐยิ่ง นำศึกษา พระสัมมา พระศาสดา .การบูชาอย่างสูงสุด โย โข อานันทะ ภิกขุ วา ภิกขุนี วา อุปาสะโก วา อุปาสิกา วา. อิติ. ด้วยประการฉะนี้แล. อานนท์ ! ผู้ ใ ดจะเป็ น ภิ ก ษุ ก็ ต าม เป็ น ภิ ก ษุ ณี ก็ ต ามเป็ น อุบาสกหรือเป็นอุบาสิกาก็ตามที. โส ตะถาคะตัง สักกะโรติ คะรุกะโรติ มาเนติ ปูเชติ ปะระมายะ ปูชายะ. ผู้นั้นแลชื่อว่าได้สักการะ ได้ ให้ความเคารพนับถือ และบูชา เราตถาคต ด้วยการบูชาอย่างสูงสุด.

มองดูกันและกันด้วยสายตาแห่งความรัก
อยู่ ได้อย่างไร
(จูฬโคสิงคสูตร พระไตรปิฎกคอมพิวเตอร์ ม.มหิดล ๑๒/๓๖๒/๓๗๒)

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกับพระอนุรุทธว่า ดูก่อนอนุรุทธ
นันทิยะ และกิมพิละ พวกเธอพอจะอดทนได้ละหรือ พอจะยังชีวิต
ให้เป็นไปได้หรือ พวกเธอไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือ ?
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์พอจะอดทนได้
พอจะยั ง มี ชี วิ ต ให้ เ ป็ น ไปได้ พวกข้ า พระองค์ ไม่ ล ำบากด้ ว ย
บิณฑบาต
ก็พวกเธอยังพร้อมเพรียงกัน ชื่นบานต่อกัน ไม่วิวาทกัน ยัง
เป็นเหมือนน้ำนมกับน้ำ มองดูกันและกันด้วยสายตาแห่งความรัก
อยู่หรือ ?
เป็นอย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า
ก็พวกเธอเป็นอย่างนั้นได้เพราะเหตุอย่างไร ?
พระพุทธเจ้าข้า ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์มีความ
ดำริอย่างนี้ว่าเป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ที่ ได้อยู่ร่วม
กับเพื่อนพรหมจรรย์เห็นปานนี้ ข้าพระองค์เข้าไปตั้งกายกรรม
ประกอบด้วยเมตตา ในท่านผู้มีอายุเหล่านั้น ทั้งต่อหน้าและลับ
หลัง เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา เข้าไปตั้งมโนกรรม
ประกอบด้วยเมตตาในท่านผู้มีอายุเหล่านั้นทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ข้าพระองค์มีความดำริอย่างนี้ว่าไฉนหนอ เราพึงเก็บจิตของเรา
เสียแล้ว ประพฤติตามอำนาจจิตของท่านผู้มีอายุเหล่านี้ แล้วข้า
พระองค์ก็เก็บจิตของตนเสีย ประพฤติอยู่ตามอำนาจจิตของท่านผู้
มีอายุเหล่านี้ กายของพวกข้าพระองค์ต่างกันจริงแล แต่ว่าจิตดู
เหมือนเป็นอันเดียวกัน

ชีวิตต้องภาวนา

โดย พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ

ขอความเจริญงอกงาม ในพระศาสนาแห่งองค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงบังเกิดมีแด่เนกขัมมจารีเนกขัมมจาริณี
ทั้งหลาย โดยทั่วกันทุกท่านทุกคน ณ โอกาสบัดนี้

อาตมา มาเห็นพีน่ อ้ งจำศีลกันหลายๆ แห่ง รูส้ กึ ว่าพวกเรา
เป็นคนไม่ประมาท วันคืนล่วงเลยไป ชีวติ ของคนเราใกล้สคู่ วามตาย
บุญกับตายก็คนละอันกัน ไม่มีผู้ ใดนั้นจะไม่ตายการทำบุญไม่ ได้ว่า
จะไม่ให้ตาย การทำบุญหรือบาปยังไงก็ตายแน่ๆ บุญกับตายคนละ
อันกัน ใครก็ตอ้ งตายเมือ่ เกิดมา กายกับใจนามกับรูปได้อาศัยกันอยู่
เป็นของคู่กันเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแตกสลาย ทั้งสองฝ่ายก็สลายไป
แต่เมื่อเราตายไปจิตวิญญาณของเรามันไม่ ได้ตายนะ มันตายแต่
กาย ตายแล้วมันก็ ไปตามกรรม ก็เลยอยากพูดให้ฟังเพราะว่ามี
ความเข้าใจผิดกันในเรื่องบุญเรื่องกุศล มันเป็นปัญหามากที่สุด
ตอนนี้ คือ ปัญหาที่คนไม่เชื่อว่าโลกหน้ามี ไม่เชื่อว่าชาติก่อนมี
ไม่เชื่อว่าบาปมีบุญมี

 L ชีวิตที่มีคุณค่า

เมื่ อใดที่ผู้คนเห็นผิดอย่างนี้ เมื่ อ นั้ น ความเห็ น แก่ ตั ว จะ
รุนแรง เขาจะรับแต่ชอบไม่รับผิด ผิดไม่เอา แต่อะไรชอบใจฉันจะ
ทำ คนอื่นจะเดือดร้อนก็ตาม ลูกไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ไม่เคารพพ่อแม่
เพราะลูกไม่เชื่อว่าบาปมีบุญมี นรกมี สวรรค์มี ชาติก่อนมี ชาติ
หน้ามี หัวเลี้ยวหัวต่อมันอยู่ตรงนี้ นักการเมืองที่โกงบ้านกินเมือง
กินได้เป็นล้านๆ สิบล้าน ร้อยล้าน พันล้าน เขาไม่เชื่อว่าบาปมี
บุญมี ไม่เชื่อว่าชาติก่อนมี ชาติหน้ามี

ในเรื่องพระพุทธศาสนาเราจะต้องเข้าใจว่าเราจะทำบุญ
แค่ ไหนก็ตามความตายก็ซ่อนอยู่ในตัว ชีวิตเมื่อมีการเกิดมา ชีวิตนี้
ก็มีความตาย เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ก็ ไม่มีความประมาท มรณะ
ธัมโมหิ ชีวิเต เมื่อมีการเกิดมาชีวิตนี้ก็มีความตาย เปรียบชีวิต
เหมือนกับประทีปที่ ไส้มีน้ำมัน เมื่อน้ำมันหมดไปมันก็ดับเราจึงต้อง
รีบตักตวงเอาซึ่งประโยชน์ ถ้าหากพระพุทธเจ้าของเรามีพระชน
มายุอยู่ พระองค์ก็คงจะทรงยิ้ม และทรงตรัสว่า เออ..ยังรู้จักไม่
ประมาทหนอ น่าอนุโมทนาสาธุการ การที่พี่น้องมาจำศีลที่วัดนี้
บางคนยังไม่เคยมา พอมาทีน่ จี่ ะรูส้ กึ ว่าทรมาน เราทรมานกิเลสดอก
แต่ว่ากิเลสก็มาชวนเจ้าของว่า ทรมานแท้ พาตื่นมาตั้งแต่ตีหนึ่ง
ตีสอง พากินวันละครั้งเดียว ไม่ ได้สนุกสนาน แต่ถ้าท่านมาบ่อยๆ
เข้า ท่านจะรู้สึกว่ามันมีประโยชน์มากในการมาจำศีล

เรากำลังมาประพฤติพรหมจรรย์ พรหมะ แปลว่า ประเสริฐ
เลิศล้ำ ดีงาม จริยะ ความเป็นไปอันประเสริฐของชีวิต พวกเรานี้
นอกจากได้รักษาศีลแล้ว ยังได้เจริญสมาธิภาวนากับครูบาอาจารย์
กับพระสงฆ์องค์เจ้า อาตมาคิดว่าชีวิตของท่านทั้งหลายไม่เป็นหมัน
เลย มีความรู้สึกชื่นชมยินดี อนุโมทนาในพรหมจรรย์ของพวกท่าน
เพราะว่าการปฏิบัตินี้จักเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ ได้

ชีวิตต้องภาวนา :  เพราะฉะนั้นชีวิตนี้จะมีคุณค่าจะต้องภาวนา การเจริญ สมาธิภาวนาถือเป็นพรหมจรรย์ชั้นสูงสุด จะพัฒนาไปจนถึงพระ นิ พ พาน ชี วิ ต ที่ มี คุ ณ ค่ า ต้ อ งภาวนา พวกเราตั้ ง ใจมาเพื่ อ จะมา ฝึกฝน มาศึกษา ประพฤติปฏิบัติธรรม ถ้าเราทำความเข้าใจให้ดี เราจะรู้ว่าคำสั่งสอนในทางพระพุทธศาสนา มันมีเพียงเท่านี้ว่า ชีวิตคืออะไร ชีวิตเป็นอย่างไร ชีวิตควรจะให้มันเป็นอย่างไร และจะจัดการกับชีวิตนี้อย่างไร ทีนเี้ รามาพูดเรือ่ งการเจริญสมาธิภาวนา เมือ่ กีเ้ ราทัง้ หลาย ได้ร่วมกันสวดสูตรต่างๆ อันเกี่ยวไปด้วยเรื่องอานาปานสติซึ่ง ความจริงแล้วสูตรที่สวดมานี้มันต้องมีอยู่สามสูตร อาตมาเอามา ร้อยใส่กันก็มี ทีปะสูตรบ้าง มีอานาปานสติสูตร หลังจากนั้นก็มี อิจฉานังคะละสูตร เอามารวมร้อยใส่กัน ไม่จบหรอกเอาไว้ต่อพรุ่ง นี้เช้ามะรืนนี้ต่อไปเอากันไปเป็นตอนๆ ที่เอามาสวดมากล่าวนั้นเพื่อ ให้มันเกิดความสมบูรณ์ทั้งทางเทคนิควิชาการ เราอย่าได้พูดเอา เอง เราอย่าได้ว่าเอาเอง ตามเทคนิคของเรา แล้วเราทั้งหลายก็ จะมิได้หลงทางในการประพฤติปฏิบัติโดยเฉพาะเรื่องสมาธิภาวนา นั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่จะต้องเข้าไปจัดการกับจิตกับใจของ เรา เรียกว่าเข้าไปจัดการกับกิเลส อานาปานสติ นี้ จ ะเข้ า ไปจั ด การกั บ กิ เ ลสอย่ า งนิ่ ม นวล จะปราบจะกำราบ จะข่มจะฆ่าจะประหัตประหารกับกิเลสแต่ก็ทำ อย่างนุ่มนวล ไม่เชือดเฉือนจนเกินไป กลัวว่ามันจะรุนแรงค่อยๆ ย่องเข้าไปว่ากันดีๆ นิม่ ๆ เพราะฉะนัน้ อานาปานสตินนั้ พระพุทธเจ้า จึงทรงสรรเสริญ พระองค์ทรงเล่าให้ฟังว่า พระองค์ ได้อาศัย ตั้งแต่ก่อนตรัสรู้ตั้งแต่เป็นโพธิสัตว์อยู่ .

 L ชีวิตที่มีคุณค่า ในขณะที่ตรัสรู้นั้นเอง ก็อาศัยอานาปานสติเป็นเครื่องมือ เป็นมัคคะปฏิปทาที่ดำเนินไปเพราะในการเจริญอานาปานสตินี้ สมบูรณ์ทั้งวิปัสสนา สมบูรณ์ทั้งสมถะ เราจะเจริญสติปัฏฐาน สติ ปัฏฐานทั้งสี่นั้นเป็นเรื่องของวิปัสสนาล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับสมถะไม่มี พิธีรีตองกระทำได้ตลอดกาลทุกเมื่อ แต่ก็ยังสามารถเอาอานาปาน สตินี้ ไปเป็นสนามปฏิบัติการแห่งสติปัฏฐาน อย่างสมบูรณ์อย่างที่ เราได้สวดกันมาเมื่อกี้นี้ เพราะฉะนั้นอย่ามองข้ามไปว่าอานาปาน สตินั้นเป็นกรรมฐานประเภทสมถะอย่างเดียว ละเอียดมากถ้าใคร สามารถจะทำเพียงความสงบให้เกิดขึน้ เรามีความสามารถ มีความ ต้องการเพียงแค่นี้ เราก็สามารถใช้อานาปานสติได้ ต้องการให้เกิดความสุขอย่างซาบซึ้ง ดื่มด่ำลึกซึ้งในชีวิต นี่ก็สามารถทำให้เกิดมีได้ ด้วยการเจริญอานาปานสติ ถ้าผู้ ใดปรารถนาจะมีฤทธิม์ เี ดช ก็สามารถเอาอานาปานสติ นี้ เป็นอุปกรณ์เป็นเครื่องมือ เจริญให้เกิดฤทธิ์เกิดเดชได้ ถ้าผู้ ใดปรารถนาจะให้สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ รู้เท่า ทั น ใจนึ ก คิ ด จิ ต ปรุ ง แต่ ง รู้ เ ท่ า ทั น โฉมหน้ า กิ เ ลสตั ณ หา มารยา สาไถย แห่งจิตใจตนเอง ก็สามารถเอาอานาปานสตินเี้ ป็นเครือ่ งมือ ถ้าผู้ ใดปรารถนาจะให้โพชฌงค์ ๗ สมบูรณ์ จนไปถึงการ หลุดพ้นไปจากความทุกข์ทงั้ ปวง ทำลายกิเลสตัณหาอาสวะอวิชชา ให้เกิดวิชชาความรู้แจ่มแจ้ง วิมุตติความหลุดพ้น ก็สามารถเอา อานาปานสตินี้เป็นเครื่องมือ ต้องการเพียงความสุขไปวันๆ มีชีวิต ที่มองโลกอย่างดีงาม เตรียมความสดชื่นแจ่มใสไว้แก่ชีวิตแก่จิตใจ เพื่อให้เหมาะสมแก่การประกอบการงาน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันโรคจิต โรคประสาท เพื่อเป็นหลักคุ้มกันอารมณ์ ไม่ ให้สูญเสียก็สามารถ เอาอานาปานสตินี้แหละเป็นเครื่องมือ .

ชีวิตต้องภาวนา :  เมื่อกี้เราสวดนี่คิดถึงพระพุทธเจ้านะ เรามาสวดกันว่า อารัญญะคะโต วา ไปแล้วสู่ป่าก็ตาม รุกขะมูละคะโต วา ไปแล้ว สู่ โคนไม้ก็ตาม สมัยอาตมาเจริญสมาธิ เป็นโยมนะเป็นฮิปปี้ผม ยาวๆ อยู่แถบริมฝั่งโขงของจังหวัดหนองคาย วันไหนมันวุ่นวายขึ้น มาให้ระลึกถึงสูตรอันนี้ อารัญญะคะโต วา รุกขะมูละคะโต วา สุญญะคาระคะโต วา นิสีทะติ ปัลลังกัง อาภุชิตตะวา ‘เธอไปแล้วสู่ป่า เธอไปแล้วสู่โคนไม้ก็ตาม เรือนว่างก็ตาม ตั้งกายตรงดำรงสติมั่น นึกถึงอันนี้ขึ้นมาเหมือนกับจะเห็นพระพุทธ เจ้ามายืนอยู่ข้างๆ มองดูเราอยู่เกิดปีติเกิดปราโมทย์ โลมชาติชูชัน ขนลุกขนพองจนน้ำตาไหลความวุ่นวายหายไป เกิดความสงบระงับ เอิบอิ่มพอใจที่จะทำความเพียรยิ้มอยู่คนเดียว ถ้าใครมาแอบเห็น เขาคงจะว่าผีบ้า เฮอะๆ ฮิปปี้ๆ ผีบ้ามานั่งยิ้มอยู่คนเดียวในป่า’ .

๙๒๖ หน้า ๔๕ เล่มนี้ช่วงพระสูตรลงมาหาพระวินัยนี้มีหมด เกือบทุกเล่ม เรื่องอานาปานสติมีหลายคำมาประกอบกันก็เลยได้คำว่า นานาสารถะ แปลว่า แก่นสารในแง่มุมต่างๆ ในอานาปานสติ พระพุทธเจ้าท่านคล้ายๆ จะชวนพวกเราหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จัดใส่จานมาให้เราบริโภค ในการเจริญสมาธิภาวนานี้ มีหลายแบบ มีตั้งสี่สิบแบบเขาเรียกว่ากรรมฐานสี่สิบ แต่ในบทสวดนี้คล้ายๆ ว่า ในสี่สิบนั้นพระพุทธเจ้าท่านเลือกว่าเอาอันนี้นะ “ภิกษุทั้งหลาย หากเธอคิดว่ากายของเรานี้จะไม่ลำบาก เธอจงกระทำเอาไว้ ในกายให้ดีๆ อานาปานสตินี้แล ถ้าต้องการ ให้กายนี้ ไม่ลำบาก” การเจริญสมาธิมันลำบากนะ บางอันต้องเพ่ง จุดเทียนเพ่ง บางอันก็เพ่งลงไปในแผ่นดินจนเป็นน้ำ บางอันก็เพ่ง ลงบนผืนน้ำ เอาเทียนมาจุดแล้วเพ่งบางทีก็เพ่งพระอาทิตย์ กรรม ฐานบางแห่งลำบากทางกาย จนเป็นไข้บางพวกก็เป็นโรคอะไร ต่างๆ หลายอย่าง การเจริญกรรมฐานก็จะสบายกายสบายใจ ทุกคนล้วนต้องหายใจ เพราะฉะนั้นจึงเป็นกรรมฐานของทุกคน ใน จำนวนกรรมฐานสี่สิบเมื่อรวมแล้วจะได้สองแบบ คือ .10 L ชีวิตที่มีคุณค่า ระลึกถึงถ้อยคำเหล่านี้เหมือนกับพระองค์ทรงพร่ำสอนอยู่ ตลอดเพราะเหตุนั้น พวกเราเองก็ควรจะมาทำความเข้าใจ สูตร แรกๆ ที่สวดขึ้นมานั่นนะ สันโตปะนีโต เจวะ อะเสจะนะโก เป็น ธรรมอันทำให้เกิดความประณีตสงบระงับ เกิดความผาสุกแห่งจิต ชื่นใจ อะเสจะนะโก ชื่นใจจิตใจสดชื่น อานาปานสตินี้มันทำให้ สดชื่นนะแม้จะนอนน้อย กินน้อย มันก็สดชื่นมันมีอะไรอิ่มๆ อยู่ ภายในสูตรนี้ถ้าเปิดพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑ ก็พบแล้วเล่มที่ ๑ นี้หา พบแล้วข้อที่ ๑๗๘ หน้าที่ ๑๓๑ ทำไมพระไตรปิฎกจำนวนมาก ๒๑.

ชีวิตต้องภาวนา : 11 ๑. กรรมฐานที่ต้องบริหารที่ต้องนำไป ต้องมีเครื่องมือ หาสถานที่นำไปแล้วก็ ไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง ต้องเปลี่ยนอยู่ เรื่อย เปลี่ยนวัตถุเจริญมาถึงขั้นนี้ต้องเปลี่ยน เหมือนเราจะไป กรุ ง เทพฯ ต้ อ งขึ้ น รถหลายคั น อย่ า งนี้ เ รี ย กตามภาษาของ พระพุทธเจ้าว่าปริหารยะกรรมฐาน กรรมฐานที่ต้องนำไป ที่ต้อง เปลี่ยนแปลงให้ถูก กรรมฐานเหล่านี้บางอันเหมาะกับพระ บางอัน เหมาะแก่ชาวบ้าน บางอันเหมาะกับหญิงแต่ ไม่เหมาะกับชาย ๒. กรรมฐานที่เหมาะกับคนทุกคน จะใช้อันเดียวตลอด ไปไม่ต้องบริหาร เป็นสมถะก็ ได้ เป็นวิปัสสนาก็ ได้ ตั้งแต่ทำให้ เกิดฌานขึ้นได้พบความสุขสงบลึกซึ้งจนถึงดื่มด่ำ จนไปถึงความ เป็นผู้มีฤทธิ์มีเดชโดยการใช้กรรมฐานอันเดียว และก็ลึกลงไปถึง ความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะเต็มเปี่ยมจนถึงขั้นที่ว่าทำอาสวะสิ้นไป เพราะความไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยใช้อันเดียวอันนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า กรรมฐานที่ใช้ ได้ทั่วไป ต้องการใช้สติสัมปชัญญะคุมกำเนิดความทุกข์ ให้ความ ทุกข์มีโอกาสแผดเผาจิตใจได้น้อย พอก่อตัวขึ้นก็รู้แล้วก็สลายตัวไป โกรธขึ้นมาก็รู้ก็สลายไปเมื่อความโกรธสลายไป นั้นสติก็จะเข้ามามี สติสัมปชัญญะขั้นสูง ก็ใช้กรรมฐานแบบเดียวกันรู้ลึกจนถึงขั้นที่ว่า เห็นอะไรก็ ไหลผ่าน มองเห็นอะไรก็เป็นธรรมดาเกิดความว่างจาก ความหมายไม่ยึดมั่นถือมั่น ใช้กรรมฐานชนิดเดียวกรรมฐานชนิดนี้ เรียกว่าอานาปานสติ คือมีสติในลมหายใจ เพราะฉะนั้นต้องทำ ความเข้าใจว่ามาปฏิบัติธรรมมาจำศีล ก็อย่าจำเอาแต่ศีลให้เอา หลักธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิต .

12 L ชีวิตที่มีคุณค่า เราลองคิดดูว่า พอถึงปลายฤดูร้อนเดือนสี่เดือนห้าฝุ่น ละอองมันจะตลบเวลาที่รถวิ่งผ่าน ฝุ่นจะคลุ้งแต่ถ้าเราลองคิดดู ว่าอยู่ดีๆ มีฝนใหญ่ตกลงมาฝุ่นนั้นก็อันตรธานไป ฉันใดจิตใจที่เต็ม ไปด้วยความกระวนกระวายมีปัญหาท่านใช้คำว่า อกุศลธรรมอัน ลามก บาปคือสิ่งที่จะทำให้เศร้าหมอง อกุศลธรรมอันลามกที่เกิด ขึ้นแล้วในใจจะอันตรธานไป การเจริญอานาปานสติอย่างไร มีผลต่ออกุศลธรรมอัน ลามก อย่างเรามานั่งสมาธิอยู่ จิตใจมันไม่เกิดอกุศลธรรมมันก็ สบาย อกุศลธรรมในที่นี้ คือกามวิตกคิดแล้วไม่สบาย คือความคิด ไปทางกามนี่คือลำบาก จิตจะเริ่มเศร้าหมอง จิตจะไม่มีปัญญาจะ มืดจะเร่าร้อนขึ้นมา คิดไปทางกามคิดเกลียดชังคนอื่น นั่นคือบาป อกุศลธรรมอันลามกเกิดขึ้นแล้ว จิตจะไม่เป็นสมาธิแล้วจิตจะเริ่ม เป็นทุกข์ ทีนี้เกิดอาฆาตเบียดเบียนคนอื่นขึ้นมา นั่นก็คือบาปอกุศล ธรรมอันลามกเกิดขึ้นแล้วจิตจะไม่เป็นสมาธิจิตจะเริ่มเป็นทุกข์ ทีนี้ เกิดอาฆาตใครขึ้นมานั่นคือบาป การที่ ตั ว เองนั่ ง อยู่ ต รงนี้ แ ล้ ว คิ ด ไปถึ ง บ้ า น เรี ย กว่ า จิ ต อาศัยเรือน พระพุทธเจ้าบอกว่านั้นคืออกุศลธรรมอันลามก มัน เกิ ด ขึ้ น ก็ ไ ม่ เ ป็ น สมาธิ ไม่ มี ค วามสุ ข เกิ ด ขึ้ น เลย แต่ ถ้ า เราดู ล ม หายใจให้เป็นสิง่ เหล่านัน้ ก็จะไม่เกิดเลย บาปอกุศลธรรมอันลามกที่ เกิดขึ้นแล้วย่อมอันตรธานไป มีนะที่ทำสมาธิไปแล้วทำถูกต้องมัน จะเย็นไปหมด ตอนแรกจะเริ่มเย็นตามเส้นเลือดตามแขนตามขา ก่อนที่จะเย็นมันจะร้อนก่อน สังเกตดูว่าตอนที่เราทำสมาธิก่อนที่ กายจะสงบมันจะวุ่นวาย เมื่อกายสงบแล้วจิตก็สงบไปด้วยก่อนที่ จิตจะสงบจิตก็จะวุ่นวายก่อน ช่วงนี้ตัวจะร้อนกายจะวุ่นวาย พอ เราปล่อยลมหายใจเป็นธรรมดาแล้วกำหนดรู้ว่ามันจะเป็นอย่างไร .

ชีวิตต้องภาวนา : 13 เราจะเห็นว่ามันอยากจะสงบ ก่อนที่จะสงบนั้นอันไหนที่ มั น ขั ด กั น อยู่ มั น จะดิ้ น ร่ า งกายมั น จะกระตุ ก แล้ ว จะค่ อ ยเย็ น ลง สงบประณีตละเอียดลงไป พอความร้อนเบาลงมันก็เริ่มเย็นกาย หลังจากนั้นมันก็เริ่มสงบถ้ามันร้อนมากมันก็สงบมาก เวลาเราอยู่ ธรรมดามันก็จะธรรมดา แต่พอมานั่งแล้วมันจะรู้สึกหงุดหงิดแล้ว เงียบแต่พอมันเกินเงียบไปมันก็จะเย็น ก่อนที่มันจะสงบมันต้อง ผ่านการวุ่นวายไม่ต่างกับฝน เมื่อฝนจะตกมันก็จะร้อนฟ้าร้อง ลม มาแล้วฝนก็จะตกแต่พอฝนหยุดตกแล้ว ฟ้ามันก็หยุดร้องท้องฟ้าก็ แจ่มใส พระพุทธเจ้านั้นบอกว่าเป็นไปตามกฎธรรมชาติ ของดิน ฟ้าอากาศ เช่นเดียวกับจิตความเป็นธรรมชาติของจิต กายมัน อยากสงบมันก็จะดิ้นจนกว่าจะสงบ คือถ้ามันหยุดปวดขาแล้วมันก็ จะสงบ แต่บางคนมันสงบเร็วยังไม่ ได้ปวดมันหลับก่อนปวด ถ้า อย่างนี้เขาเรียกว่ามันสงบก่อนที่ทุกขเวทนาจะเกิดขึ้น แต่ก็ ไม่เกิด สติปัญญาเป็นเพียงวิหารธรรม ที่ว่าวิหารธรรมเป็นธรรมอันเป็นที่ อยู่แห่งจิต จิตมีเรือนมีชานมีที่อยู่ ไม่วิ่งไปไหนมาไหนมันอยู่ที่ของ มันเวลาฝึกมากๆ มันพักผ่อนได้มันเป็นที่อยู่แห่งจิต สิ่งที่เราควร รู้จักในการเจริญอานาปานสติเราต้องดูให้ดี .

14 L ชีวิตที่มีคุณค่า พระพุทธเจ้าว่าเธอจงทำไว้ ในใจให้ดีๆ สังเกตลมหายใจ ให้ดีๆ ถ้าเราทำอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ถ้าเราดูลมหายใจอีกอย่างหนึ่ง เป็นสุขถ้าดูอีกอย่างหนึ่งเฉยๆ พวกเรามันมีบางคนพอดูลมหายใจ แล้วมันจะทุกข์อึดอัดทุกข์มากๆ ถ้าไม่ดูแล้วไม่เป็นไรแต่บางคน พอดูลมหายใจแล้ว มันละเอียดละเอียดจนแผ่วเบาแล้ว มันจะ เป็นสุข เพราะฉะนั้นที่เราสวดว่า จะทำสติปัฏฐานทั้งสี่ให้บริบูรณ์ กาย เวทนา จิต ธรรมก็ดี มันจะบริบูรณ์ในการดูลมหายใจ เราจะ ฉลาดดูไหมเวทนามีสามอัน หนึ่งสุขะเวทนา สองทุกขะเวทนา สามอะทุกขะสุขะเวทนาไม่สขุ ไม่ทกุ ข์ จะเป็นเวทนาทีท่ กุ คนต้องพบ มันจะมีอยู่ทุกคนบางคนดูแล้วเป็นทุกข์แต่ว่าบางคนดูแล้วเป็นสุข คนที่ ได้ทุกข์กลับจะดีแต่จะต้องใช้ความพยายาม เพราะฉะนัน้ การเจริญทางจิตภาวนาเรียกว่าสมถะกรรมฐาน พวกนี้ โ ลดโผน สิ่ ง ที่ เ กิ ด มากั บ พระพุ ท ธเจ้ า การตรั ส รู้ ข อง พระพุทธเจ้าก็คือเรื่องปัญญาวิปัสสนาตัวสติปัฏฐานล้วนๆ ซึ่งไม่มี ศาสดาใดสอนมา ในยุคนั้นนอกจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เรื่อง สติปัฏฐานนั้นเป็นเรื่องที่เจริญวิปัสสนาเพื่อชำระกิเลส แต่เรื่องนั่ง สมาธิภาวนา เพ่งศพเพ่งอะไรต่ออะไรจนสงบ มีฤทธิม์ เี ดช มีหทู พิ ย์ ตาทิพย์ เห็นเทวดาเห็นอะไรต่างๆ ไม่ ใช่สิ่งที่เกิดมากับพระพุทธ ศาสนา แต่เป็นสิ่งที่มันมีอย่างนั้นเป็นเรื่องธรรมดาหนีไม่พ้นวัฏฏ สงสาร หนีไม่พ้นกิเลส เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจึงมีสองแบบ สมถะ และวิปัสสนา เรียกว่าจิตภาวนาและปัญญาภาวนา ทีนี้อานาปาน สติมันจะรวบได้ทั้งสองทั้งจิตภาวนาและปัญญาภาวนาพูดง่ายๆ ว่าผู้ ใดเจริญอานาปานสติ มันจะได้ทงั้ สมถะและวิปสั สนา จะทำสติ ปัฏฐาน ทั้งสี่นี้ ให้บริบูรณ์จะทำได้เมื่อเจริญอานาปานสติ อานะ แปลว่าลมหายใจออก ปานะแปลว่าลมหายใจเข้า สติกค็ อื การรูส้ กึ ตัว .

ชีวิตต้องภาวนา : 15 กลายเป็นเรื่องที่ละเอียดทั้งที่มันเป็นเรื่องง่ายๆ แค่หายใจเข้าออก พระพุทธเจ้าบอกอานาปานสติ ให้กระทำไว้ ในใจให้ละเอียด ในสมัยพุทธกาลมีพระองค์หนึ่ง ท่านฟังไม่ถนัดเวลาที่ พระพุทธเจ้าท่านแสดงอานาปานสติ ท่านแสดงละเอียดถึงสิบหก ขั้นตอน มีในพระไตรปิฎกเยอะแยะ น่าเสียดายที่ครูบาอาจารย์ ท่านไม่เอามาสอนเรื่องนี้ จะเห็นมีก็ท่านอาจารย์พุทธทาส และก็ หลวงพ่อประยุทธ พระธรรมปิฎก นอกนั้นก็ ไปเอามาจากคนละทิศ ละทาง ถ้าพระพุทธเจ้าท่านอธิบายก็จะอธิบายจนถึงสิบหกขั้นตอน มีพระรูปหนึ่งชื่อว่าพระอริฐะ รู้สึกว่าท่านจะด่วนสรุป เวลาท่านฟังเพราะว่าท่านจบไตรเพทมา พอท่านฟังแล้วก็จะสรุป เอาเองว่าดูลมหายใจแค่นี้พอ ท่านไม่ ได้ ไล่จนครบสิบหกขั้นตอน ปรากฏว่าการกระทำของท่านที่ดูลม ท่านเป็นพระอนาคามีในช่วง นั้นคือดูไปดูมามันติดกันตั้งแต่ตื่นขึ้นจนหลับ ตื่นขึ้นมาก็ดูใหม่รู้สึก ว่าทุกอย่างมันเย็นลงกามไม่ปรากฏ จนกระทั่งวันหนึ่งนั่งประชุม กันคนเยอะๆ พระพุทธเจ้าท่านจึงถาม ท่านทั้งหลายเราได้แสดงอา นาปานสติเป็นอเนกปริยายหลายแง่หลายมุม พวกเธอทั้งหลาย ได้ยินได้ฟังพวกเธอเจริญอานาปานสติกันไหม ภิกษุที่นั่งอยู่ข้าง หน้าท่านก็ว่าข้าพระองค์เคยเจริญอานาปานสติเป็นประจำ เคย เจริญอย่างไรพระพุทธเจ้าท่านถาม ถามว่าที่ทำมาเข้าใจกันไหมที่ ทำมานานๆ เคยเจริญอย่างไร ผมก็มีสติอยู่เวลาหายใจเข้าออก พระพุทธเจ้าถามแล้วเธอ เป็นยังไง ผมก็มีสติอยู่แค่นี้แหละที่พอรู้ และมันเป็นอย่างไรท่านก็ ว่าถามต่อ ท่านก็ตอบกามราคะที่มันมีอยู่มันก็หมดไป อันที่มัน หมดไปแล้วมันก็ ไปเปล่าไม่กลับมา ไม่มีความรู้สึกในเรื่องอย่างนี้ เลยไม่กลับมาอีกเลย พระพุทธเจ้าท่านยกมือขึน้ แล้วว่าสาธุดแี ล้ว .

ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเราหายใจ ออกยาวเข้ายาว ดังนี.้ ครั้งแรกนะเวลาเรามานั่งสมาธิหรือเราตื่น นอน เรามานั่งเริ่มหายใจยาวก่อนอะไรที่ จะเกิดขึ้น ก็คือเหนื่อย แล้วก็ทุกข์ เพราะอริยสัจนั้นก็คือทุกข์ที่เราจะต้องเข้าไปรู้จักมัน จะเห็นอริยสัจอยู่ที่ลมหายใจนี้แลที่ละเอียดมาก แต่ว่าในช่วงนี้ ปัญญาเราไม่ละเอียด จะเห็นว่าหายใจยาวแล้วมันอึดอัด ร่างกายปกติเมื่อเริ่ม หายใจยาวจะร้อนทันที ตัวร้อนขึ้นก็ช่างมันเราหายใจยาวๆ เข้าไป เต็มปอดแล้วก็หายใจออกมายาวๆ การทำอย่างนี้มันจะอึดอัดทาง ร่างกาย ตัวร้อนไม่เป็นสุขแต่มันเคลียร์อารมณ์สังเกตดูเวลาคน กลุ้มใจ ธรรมชาติจะสอนเขาให้ถอนหายใจยาวๆ ธรรมชาติมันช่วย เคลี ย ร์ ไม่ อ ย่ า งนั้ น มั น จะบ้ า ตาย แต่ พ วกเรานี่ ท ำมั น ก่ อ นเลย อารมณ์ที่ค้างๆ จะมีน้อยหาได้ยากมากสำหรับผู้ที่หายใจเข้ายาว ออกยาวละเอียด . ภิกษุนั้นเมื่อหายใจออกยาว.16 L ชีวิตที่มีคุณค่า เราไม่ ได้กล่าวว่าอานาปานสติอย่างที่เธอทำนั้นมันไม่ดี มัน ก็ดีอยู่แต่เราแสดงเป็นอเนกปริยายพูดง่ายๆ เป็นภาษาบ้านเราว่า อย่างนี้มันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่ว่ามันไม่ดีมันไปทำลายถึงกามราคะมันไม่ กลับมา แต่อานาปานสติที่เราแสดงมันไม่ ได้มีแค่นี้หลังจากนั้นท่าน ก็ ไล่ ไปทั้งสิบหกขั้นตอน วันนี้เราก็เอาสักเจ็ดแปดตอนถ้ามีหนังสือ ก็มองไปที่หนังสือ ถ้าอยากเป็นนักเลงสมาธิหายใจเข้ายาวออกยาว รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเราหายใจเข้ายาวออกยาว ข้อที่ ๑ ทีฆัง วา อัสสะสันโต ทีฆัง อัสสะปัสสะสามีติ ปะชานาติ.

.ชีวิตต้องภาวนา : 17 ตอนนั้นผมไปอินเดีย เห็นนักเลงสมาธินั่งตากแดดจนผม เดินกลับมามันก็ยังนั่งอยู่ที่เก่า มันหายใจเหมือนกับจมูกติดเทอร์โบ มันหายใจยาว เดินผ่านไปเกือบจะเป็นสิบเมตร ยังได้ยินเสียงมัน หายใจเลย พอตอนเที่ยงกลับมาก็ยังเห็นอยู่ พอถึงช่วงบ่ายกลับมา เงียบ ไม่หายใจดัง ตรงนี้คือความสงบเกิดขึ้นแล้วลองทำดูก็ ได้ เมื่ อ เราหายใจเข้ า ยาวออกยาวอย่ า งหยาบแล้ ว ค่ อ ยๆ ก็ ม าสู่ ละเอียดหลังจากนั้นเลิกยาวไม่ต้องบังคับยาวทำสั้น ส่วนข้อที่สอง รัสสังวา แปลว่าสั้น สั้นนี้จะพบความทุกข์ เกิดขึ้นทันที ยาวก็ ไม่ดีมันร้อนสั้นก็จะทุกข์อีกแบบหนึ่ง สั้นเข้า สั้นออกนานๆ ก็จะเห็นว่าไม่พอกินอึดอัดทุกข์ รัสสัง วา อัสสะสันโต รัสสัง อัสสะปัสสะสามีติ ปะชานาติ. เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวงจักหายใจออกหายใจเข้า ดังนี้. ภิกษุนั้นเมื่อหายใจออกสั้น. ทีนี้ผ่านไปขั้นที่สามตัวนี้ปล่อยไม่บังคับให้ยาวไม่บังคับให้ สั้นรู้กายทั้งปวง พูดง่ายๆ ว่าเราได้ ไปกวนน้ำครั้งแรกก็หายใจ ยาวๆ ต่อมาหายใจสั้นๆ ไม่เกิดความพอดีสักอันเลยมีแต่ทุกข์ ทีนี้ ขั้นที่สามนี้ปล่อยธรรมดาแต่ให้สังเกตละเอียดสังเกตดูกายทั้งหมด เลย แต่ก่อนสั้นก็ ไม่ดียาวก็ ไม่ดี ทีนี้เราจะปล่อยมันให้เกิดความ พอดีร่างกายที่เคยร้อนจะเริ่มเย็น สัพพะกายะ ปะฏิสังเวที อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. ก็รู้สึกตัวทั่วถึงว่าเราหายใจ ออกสั้นเข้าสั้น ดังนี้. ภิกษุนั้นย่อมทำในบทศึกษาว่า.

18 L ชีวิตที่มีคุณค่า แล้วเริ่มสังเกตดูกายทั้งปวง ก็จะเริ่มเห็นในตัวเรา ถ้าเรา หายใจยาวหายใจสั้น ร่างกายมันจะดิ้นมีตัวไต่ตัวกัดบางคนจะเริ่ม มีเสียงดังในหูเสียงคลื่นสมอง เสียงการเต้นของหัวใจและยิ่งสร้าง สติไว้ส่วนบนเสียงภายนอกจะดังมาก ในช่วงนี้เป็นห่วงพวกเรา พวกที่ ไม่รู้อะไรเวลาเพื่อนทำสมาธิแล้วทำเสียงดัง ทีหลังเลิกนะ เลิกทำได้เลย เวลานี้ ให้เคารพเพราะว่าสมาธิสี่ขั้นแรก อันตราย ที่สุดคือเสียง พระพุทธเจ้าว่าเสียงนัน้ เป็นอาพาธของสมาธิ แรกเริม่ คน ที่มาฝึกสมาธิใหม่ๆ เสียงจะเป็นอันตรายมาก จิตจะสงบลงไม่ ได้ ถ้าเริ่มจะสงบเสียงจะดังกว่าปกติ แม้แต่เสียงในตัวเราที่เราไม่เคย ได้ยินก็ ได้ยินเสียง การทำงานในร่างกายดังไปหมดเลย เสียงที่คน อื่นทำยิ่งดังมาก แล้วจิตก็จะถอนออกมาโกรธ เกิดความรำคาญ เพราะฉะนั้นเวลาเรานั่งสมาธิจะไอจะจาม ก็หาอะไรมาปิดปาก อนุเคราะห์คนอื่นไม่ใช่ว่าจะไอก็ไอเสียงดัง แล้วเสียงในหูมันจะเริ่ม ดังขึ้น ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้ รำงับอยู่. ทีนี้พอมันลึกลงไป ความคิดทั้งหลายมันจะระงับลงไปถ้า เสียงในหูไม่ ได้ยิน มันจะเห็นภาพทางตามันจะเป็นเหมือนปุยเมฆ ปุยฝ้ายเหมือนหยดน้ำใสๆ ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เราจะโน้มหน่วง บางคนพอเห็นภาพมันแจ้งแล้วก็มืดแล้วก็แจ้ง ลักษณะนี้มันมาเป็น คู่กัน ถ้าเป็นภาพที่มันไหลไป ให้กำหนดภาพที่มันไหล บางทีมัน . จักหายใจออกหายใจเข้า ดังนี้.

ชีวิตต้องภาวนา : 19 เหมือนถนนที่สว่างเอาจิตอันนั้นเข้าไปสร้างมโนภาพทับลงไปในนั้น ให้ความรู้สึกนั้น มันเล็กๆ ใหญ่ๆ ถ้ามันหายไปแสดงว่าสมาธิเรา เคลื่อน อาจจะมีหลายคนแล้วที่เป็นมันเหมือนปุยฝ้ายถ้าตั้งสติไว้ เฉพาะหน้ า แรกๆมั น จะเป็ น แบบนี้ บางที ก็ เ ป็ น เหมื อ นเห็ น ดวง อาทิตย์กำลังโผล่ขึ้นมาเห็นแสงเงินแสงทองบนขอบฟ้าเรืองๆ ถ้าเราทำได้ ทีนี้เสียงในหูจะเริ่มดับลงดับลง หลังจากนั้น จิตที่ ไปเพ่งมันใกล้มนั ไกลมันเล็กมันใหญ่ นัน้ มันก็จะลืม ลืมตัวคนเพ่ง จิตไปเป็นอารมณ์อันเดียวกัน มันจะวูบแล้วก็ถอนขึ้นมา เหมือนกับ ตกจากที่สูงๆ แล้วจะมีญานให้รู้ว่านี่คือสมาธิ พอมาถึงตรงนี้ความ ขยันความเพียรมันเกิดขึ้นเอง จะเกิดความพอดี ทีนี้มาจัดการกับ ตัวนีม้ นั จะลำบากหน่อย ตัวต่อไปปีตคิ วามสุขสองอันนีร้ ะวังให้มากๆ เราเริ่มเกิดแล้วพอใจเราเริ่มสงบมันก็มีปีติขึ้นมาแล้ว มันจะทำให้ เรารู้สึกว่าหลงเข้าไปเป็นกิเลสของผู้เจริญวิปัสสนา ปีตินี่ก็เป็น อันตราย ลุม่ หลงมันเกิดปีตอิ กี แบบหนึง่ มันจะเบาตัวเบาไปในอากาศ .

เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง ปีติจักหายใจออกหายใจเข้า ดังนี้. เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง สุขจักหายใจออกหายใจเข้า ดังนี้. เพราะฉะนั้นผู้ที่เจริญสมาธิมาถึงตรงนี้ จะต้องพบจะตื่น และจะหลงทางระวังให้ดี มีอะไรเกิดขึ้นก็อย่าตื่นเต้นกับมันอย่าทิ้ง ลมหายใจตัวนี้ คนอื่นเขาไม่เหมือนเรานานๆ เข้ามันมีความสุข เหมือนอยู่ในสวรรค์ ถ้าเรารู้ ไม่ทันไม่ต้องไปดูอย่างอื่นย้อนเข้ามาดู ความสุขอันนั้น ไม่ ใช่เราไปเป็นสุขกับมัน มันเกิดปีติก็ให้มันเป็น อย่างนั้น รู้อย่างนั้นพอ สักพักมันจะเริ่มจางลง ก่อนที่มันจะจาง ลงนั้นความสุขกับปีติมันจะปรุงความคิด มันจะให้เราคิดดีทำความ เข้าใจให้มากๆ . ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า. ภิกษุนั้น ย่อมทำในบทศึกษาว่า.20 L ชีวิตที่มีคุณค่า ปิติปะฏิสังเวที อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ. เพื่อนผมนั่งอยู่ ในกุฏิ ผมก็ ไม่ ได้ถาม ก็เห็นท่านทำความ เพี ย รดี วั น หนึ่ ง เห็ น เขาเดิ น จงกรมรู้ สึ ก ว่ า มั น ผิ ด ปกติ เดิ น เร็ ว เพราะแต่ก่อนจะเดินช้า สักพักหนึ่งแกก็เต้น สักพักเดินมาหาผม แล้วชวนไปด้วยกัน ผมถามว่าไปไหน ท่านบอกว่าไปเหาะ ตัวนี้ตัว อั น ตรายคื อ ความหลงเข้ า ไปในปี ติ ถ้ า มั น เกิ ด ความปลาบปลื้ ม ความปีติขึ้นมาให้เรารู้จักมัน อย่าไปเที่ยวอวดอ้างใคร เพ่งดูมันให้ ดีเพราะตัวนี้มันจะเป็นเครื่องมือให้จิตปรุง แล้วจะมีความสุขตาม มาด้วยกัน เหมือนแกงและกลิ่นของมัน แต่ถ้ารสชาตที่เรากิน เข้าไปอร่อย นั้นคือสุข ปีตินั้นยังไม่ ได้เป็นสุข แต่เป็นเครื่องหมาย บอกว่าสุขแน่ๆ สุขะปะฏิสังเวที อัสสะปัสสะสิสสามีติ สิกขะติ.

ชีวิตต้องภาวนา : 21 เรื่องของสมาธิภาวนาปัญหาใหญ่ มันอยู่ที่ความเข้าใจเอา ให้เข้าใจเบื้องต้นให้ดีๆ แล้วจะเป็นเรื่องที่สนุกสนานเพลิดเพลิน น่าทำน่าปฏิบัติสำหรับผู้ที่ตั้งใจฟัง ผู้ที่สนใจก็จะเข้าใจละเอียดขึ้น บางท่านไม่เข้าใจแล้วก็ประมาท ไม่ใส่ใจฟังเอาจิตใจไปใส่เรื่องอื่น แล้วมันจะเป็นบาป ทำอะไรก็ผิดพลาดเจริญสมาธิก็ผิดเป้าหมาย ผลก็ออกมาในทางที่ ไม่ดีไม่งาม เป้าหมายความเข้าใจในสมาธิเรา เข้าไม่ถึงเพราะเบื้องต้นเราไม่เข้าใจ ท่านที่เป็นนักวิชาการเตรียม จดไว้ ได้เลยเพื่อให้เกิดความชัดเจน สมาธิคืออะไร ทำไมต้องมาทำสมาธิ ทำเพื่ออะไร โดย วิธี ใด สมาธิคือการกระทำจิตใจของเราให้มันปกติสม่ำเสมอมั่นคง สมะ แปลว่า เสมอพอดี ทำตนสม่ำเสมอกับคนอื่นที่อยู่ร่วมกันแล้ว เอา สมะ กับ อาธิ มาต่อกันเป็นคำว่า สมาธิ .

วิสุทโธ แปลว่า จิตบริสุทธิ์ วิสุทโธ ตัวนี้เป็นคุณภาพ เราจะเรียกมันอีกคำหนึ่งก็ ได้ทัน สมัยหน่อย วิสุทโธ นี้เรียกว่า เรเดี้ยนท์ (radiant) เรเดี้ยนท์ คือ เมื่ อ มั น บริ สุ ท ธิ์ มั น จะมี พ ลั ง อยู่ ภ ายใน มั น จะมี แ สงนะจิ ต มี แ สง เรเดี้ยนท์เป็นแสงออกมาเวลาสงบ เพียงแต่เริ่มจะสงบ เราจะรู้สึก ว่าเสียงทั้งหลายมันดังผิดปกติ เสียงคนพูดเบาๆ ก็ดัง นั่นจิตมัน เริ่มจะสงบ ถ้ามันสงบไปมากกว่านั้นจิตจะมีแสง เสียงตีฆ้อง เสียงคนไอ จะออกเป็นแสง ความรู้สึกจะเป็นแสงถ้ามันสงบมากๆ บริสุทธิ์มากๆ แล้ว ยิ่งผู้ใดทำไปถึงตัวใหญ่ๆ เป็นตัวใหญ่ๆ แล้วก็มี แสงเสียงไอเสียงจาม เสียงเขียดร้อง เสียงใบไม้ร่วงลงมาติด หลังกลดที่เรากางอยู่ ใต้ต้นไม้ หรือว่าเสียงน้ำค้างหยดเสียงป๊อก ลงมาออกเป็นแสง แสงที่เป็นคลื่น คลื่นของเสียง เสียงนี้กลาย เป็นแสงของจิตกระทบ ถ้าไปอยู่ ในป่าในดงนั้น “ผีย้าน” ผีกลัว จิตอันนี้มันมีเรเดี้ยนท์ .22 L ชีวิตที่มีคุณค่า สมาธิคือทำจิตให้เสมอปกติมั่นคงพอดี ถ้ามันเกินพอดีไป มันก็ ไม่เป็นสมาธิ เกินไปทางรักเกินไปทางชัง เกินไปทางโง่เกินไป ทางฉลาดต้องพัฒนาให้มันพอดี คือปัญญาภาวนาที่เกิดขึ้นจนทำให้ ตัณหานั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จิตภาวนา เจริญจิตไม่ให้จิตที่มีส่วน เกิน รักเกิน ชังเกิน โง่เกิน ฉลาดเกิน อ่อนแอเกินจิตไม่พอดี ต้อง หล่อหลอมให้จิตทั้งหมดนั้นพอดี สมาธิที่ถูกต้องมี ๓ ลักษณะ เป็นองค์ประกอบของสมาธิ ๑.

กัมมะนีโย คล่องแคล่วควรแก่การงาน อันที่สาม มีประสิทธิภาพ คล่องแคล่วควรแก่การงาน ควรอย่างไรจะให้คิดก็คิดได้ ไม่เครียดนะไม่เครียดเป็นจิตที่ผ่อน คลายตนเองแล้วมีพลังงาน ไม่ ใช่จิตที่ซื่อบื้อ ไม่ ใช่สงบซื่อบื้อนั่น ไม่ใช่ สัมมาสมาธินะ แต่เป็นสงบที่มีพลังอยู่ในตัวเต็มเปี่ยม จะให้ คิดอะไรก็คิดว๊าบไปเหมือนไฟ ฉายปั๊บไปดูเป็นลำแสงไปเลยเรื่อง อะไรทะลุทะลวงไปเลย จะให้หยุดก็หยุดได้ ส่วนกัมมะนิโยตัวนี้ จะ เป็นเรดาร์ (radar) คอยจับอารมณ์ทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้นมีสตินะ มีสติตัวนี้คิดอะไรจะรู้ทันที ตนเองไม่คิดก็รู้ความคิดความอะไรจะ ไม่มี หน้าตาจะแจ่มใสเบิกบานไม่เกลียดไม่เป็นโรค โรคของจิตต่าง กับโรคของกายคนละอันที่ว่า อะโรคะยา อะโรคะยะ นั้นเป็น คุณภาพของสมาธิ อะโรคะยะ อะนะวัชชะ โกสะละ สัมภูตะ สุขะ วิปากะ อะโรคะยะ จิตไม่มีโรคคือไม่มีอะไรมาเสียดแทงจิต จิตไม่เครียด ผ่อนคลาย เบาสบาย .ชีวิตต้องภาวนา : 23 ๒. สมาหิโต ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ ตั ว ที่ ส อง ตั ว นี้ จ ะเป็ น สมรรถภาพ คื อ กำลั ง ที่ ตั้ ง มั่ น สมรรถภาพ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ ไม่ว่ามันจะคิดดี คิดชั่ว คิดอดีต คิดอนาคต คิดรักคิดชัง สมาธิเมื่อมันเกิดขึ้นมันจะเกิด อารมณ์ตั้งมั่นไม่เอียงไปหาสิ่งเหล่านั้น ไม่หวั่นไหวไม่วอกแวกได้ยิน เสียงอะไรตูมตามขึ้นมานี่ มันก็มั่นคงอยู่ สมาหิโตนี้จะเรียกว่า เรเซอร์ (razor) ก็ได้ มันแหลมคมแทงลงไปที่ ไหนก็ ได้ ๓.

.24 L ชีวิตที่มีคุณค่า อะนะวัชชะ ไม่เป็นโทษ อยู่กับใครก็ ไม่เป็นโทษ ไปอยู่กับ ใครก็ ไม่หนักใจเพราะจิตชนิดนี้ เป็นจิตที่มีคุณภาพอยู่ ในตัวเสร็จ อยู่ที่ ไหนใครก็สบายใจ อยู่กับใครก็ ได้อยู่คนเดียวอยู่หลายๆ คนก็ ไม่มีปัญหาไม่มีโทษ ต่อมาก็มีอีก สุขะวิปากะ มีสุขมีผลเป็นความสุข สมาธิ มีสุขนะไม่มี ทุกข์หรอก มีสุขนั่งอยู่ก็สุขยืนอยู่ก็สุข เดินนอนยังไงสุขอยู่ ความ สุขชนิดนีเ้ ป็นความสุขที่ ไม่แอบอิงอาศัยสิง่ ภายนอก เป็นความสุขที่ ใครจะมาเยือ้ แย่งมาลักขโมยมาแย่งชิงไปไม่ ได้ จึงเรียก สุขะวิปากะ มีวิบากคือผลของมันเป็นสุข โกสะละสัมภูตา เป็นอยู่ประกอบอยู่ด้วยปัญญาตลอด ไม่ใช่สมาธิซื่อบื้อนะ มีปัญญา เพราะฉะนั้นสมาธิคืออะไร? เราก็ สรุปแล้วว่าคือการกระทำจิตให้มันพอดี สม่ำเสมอตั้งมั่นอย่างยิ่ง แล้วก็มีคุณภาพมีสมรรถภาพ มีประสิทธิภาพ คือ วิสุทโธ สมาหิโต กั ม มะนิ โ ย บริ สุ ท ธิ์ ตั้ ง มั่ น สมควรแก่ ก ารงาน ผ่ อ นคลายไม่ ตึงเครียด อยู่อย่างมีความสุขทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว จิตระดับนี้ มีกำลัง และจะพบความสุขมีความสงบมากๆ หลังจากนั้นเมื่อมี ความสุข มีปิติจิตมันก็จะเริ่มปรุงแต่งความคิดที่ดีงามขึ้นมาใหม่ เอ้า.ต่อไป ทำไมจึงต้องมาทำสมาธิ ตัวนี้ต้องถามนะถ้าไม่เข้าใจก็ ไม่รู้ว่าจะมาทำทำไม ทำไมต้องทำสมาธิ? เมือ่ ถามว่าทำไมต้องทำสมาธิเราต้อง รู้จักว่าตัวเรานี้ ชีวิตทั้งชีวิตมันอยู่ในจิตดวงเดียว ชีวิตัง อัตตะภาโว จะ นะ สุขะ ทุกขา จะ เกวะลา เอกะ จิตตะ สมายุตตา ลหุโส วัตตะติ ขะโน ชีวิตความเป็นอยู่อัตภาพความเป็นไป ความสุขความทุกข์ทั้งมวล ล้วนอยู่ในจิตดวงเดียว ..

ชีวิตต้องภาวนา : 25 จิตนี้พาสุข จิตนี้พาทุกข์ จิตนี้พาหัวเราะ จิตนี้พาร้องไห้ จิตนี้พาไปขึ้นสวรรค์ จิตนี้พาไปตกนรก จิตนี้พาเวียนว่ายตายเกิด เกิดดีเกิดชั่ว เพราะเหตุนั้นเมื่อรู้ว่าอยู่ ในจิตดวงเดียวก็มาจัดการ กับจิตดวงนี้ จึงว่าทำไมต้องมาทำสมาธิ เพราะว่าเราต้องการ จัดการกับจิตดวงนี้ ให้มันดี มีคุณภาพ ถ้ายังมีกิเลสตายไปเกิดใหม่ ก็เกิดดีๆ โดยไม่ตอ้ งเวียนไปสูค่ วามชัว่ ร้ายภาวะอันเราไม่ปรารถนา ในชีวิตนี้เราก็ไม่ต้องการสิ่งที่มันไม่ดี เราอยากจะให้มันดี มันดีที่จิต มันไม่ ได้ดีที่กาย กายจะดีจะอ้วนถ้วนสมบูรณ์แค่ ไหนก็ตาม เมื่อใจ มีทุกข์มันก็ ไปผูกคอตายเอง “กายยังไม่อยากตาย” เพราะเหตุนั้น ตัวจิตนี่ตัวสำคัญ .

26 L ชีวิตที่มีคุณค่า เพราะฉะนั้นคำถามที่ว่าทำไมจึงต้องมาเจริญสมาธิภาวนา เพราะว่า เราต้องการจะจัดการกับจิตดวงนี้ เวลาเราตายร่างกาย หามไปเผาแต่จิตนั่นนะเหมือนเมล็ดพืช ในหนังสือที่เราสวด ยะถาหิ อัญญะตะรัง พิชัง เขตเต วุตตัง วิรูหะติ เปรียบเหมือนพืชอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่หว่านลงแล้วในพื้นแผ่นดินย่อมงอกขึ้นได้ ปะฐะวีระสัญ จะ อาคัมมะ สิเนหัญ จะ ตะภูภะยัง เพราะอาศัยรสแห่งแผ่นดิน และเชื้อในยางแห่งพืชนั้นๆ รสแผ่นดินคือความเย็นความร้อน อาศัยยางซึ่งมีอยู่ ใน เมล็ดพืช มีแผ่นดินมีเมล็ดหล่นลงพืชจึงเกิด เมื่อร่างกายตายไป วิญญาณยังมีกิเลสตัณหาอยู่ก็คือยางก็ ไปเกิดอีก ทีนี้กิเลสตัณหา มันก็ยังมีสองส่วน ตัณหาดีก็มีตัณหาชั่วก็มี ที่เรามาบวชมาเจริญ สมาธิ เรายังไม่ ได้เป็นพระอรหันต์นะยังไม่ ได้เป็นพระอริยะเจ้า เป็นปุถุชนเราก็อาศัยกำลังของตัณหา ตัณหาอยากดีอยากเป็น พระดี อยากเป็นเณรดี อยากปฏิบัติธรรมอยากรู้ธรรมเอากำลัง ของตั ณ หามาใช้ ใ ห้ เ กิ ด ประโยชน์ แทรกแซงกระบวนการของ ตัณหา แทนที่จะเอาไปปรารถนาในสิ่งชั่ว มันปรารถนาดีก็ยังเป็น ตัณหาอยู่ พระพุทธเจ้าท่านว่าเราเกิดมาจากตัณหา เราได้อาศัย ตัณหานี้แหละ แต่สุดท้ายจะต้องละตัณหา เมื่อตัณหาส่งไปถึงจุด หนึ่ ง จำเป็ น จะต้ อ งทิ้ ง ตั ณ หาแล้ ว เอาอั น หนึ่ ง มาต่ อ ตั ณ หา คื อ เอาตัว ฉันทะ ความหวัง ความปรารถนา ความพอใจในสิ่งที่ดี พอใจ เมื่ อ ใดตั ณ หาส่ ง มาถึ ง ความพอใจเมื่ อ นั้ น ก็ ห ยั่ ง ลงสู่ พรหมจรรย์ทันที .

ชีวิตต้องภาวนา : 27 เพราะฉะนัน้ พรหมจรรย์ของเรา จึงบอกว่าต้องมี ฉันทะ มูละกา ความพอใจเป็นรากเมื่อเกิดความพอใจ ตัณหาก็ค่อยๆ หมดหน้าที่ลง ฉันทะจะทำงานต่อไป ทีนี้เราต้องการให้จิตมันดี เพราะมันจะต้องไปเกิด ในเมื่อกิเลสยังอยู่เราก็เลยต้องมาฝึกดี ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ไปจนกว่าจะตาย แม้ขณะนี้ยังไม่ตาย ถ้ามันสามารถ หมดกิเลสได้ จิตดวงนี้ก็สามารถทำให้วัฏฏสงสารสั้นลง หรือถ้า กิเลสหมดไปทั้งหมดเลยก็จบสิ้นกันที เพราะเหตุนั้นคำถามว่าทำไม จึงต้องมาทำสมาธิก็สรุปได้ว่า เพื่อต้องการจัดการกับจิตดวงเดียว ที่มันพาเกิด พาตาย พาดี พาชั่ว พาสุข พาทุกข์ ทำสมาธิเพือ่ อะไร? คำถามต่อไปทำความเข้าใจกันให้ชดั อีก การทำสมาธิภาวนานี้เพื่อผลสี่อัน ใครจะทำยังไงก็ตามแต่มันจะมี ผลอยู่จำนวนสี่อันนี้ ไม่อันใดก็อันหนึ่งเขียนลงไปได้เลย ๑) เพื่อให้เกิดความสุขในปัจจุบันขณะนี้ ให้เกิดความสุข ในปัจจุบันทันตาเห็น ไม่ต้องรอตายเน่าเข้าโลง ไม่ต้องใช้เงินซื้อ สักบาท ความสุขชนิดนี้ที่จะต้องพบเป็นผลของสมาธิแล้วตัวแรก ความสุข พระพุทธเจ้าท่านกล่าวชักชวนนะ ให้เราค้นให้พบ ถ้า นักบวชค้นให้พบความสุขจากการบวชโดยเจริญสมาธินี้แล้ว การ บวชของเขานั้นมีกำไร ไม่เป็นการบวชที่ต่ำทรามเป็นการบวชที่มีผล ความสุขโดยชอบธรรมภาษาบาลีว่า สะมาธิ ภาวะนา พาวิตา พหุลีกะตา ทิฎฐะธัมมิกกะสุขา วิหารายะ สังวัตตะติ .

28 L ชีวิตที่มีคุณค่า สมาธิภาวนาทีเ่ ธอเจริญให้มาก กระทำให้มากแล้วย่อมนำ มา ซึ่งความสุขในปัจจุบันทันตาเห็น คือมันไม่ใช่แบบเร่าร้อนเป็น ความสุขที่เยือกเย็นมาก อันนี้ผมว่าไม่เหลือวิสัยนะพวกเราที่อยู่ ด้วยกัน ไม่เหลือวิสัยมันจะต้องพบพระพุทธเจ้าให้เราแสวงหาตัว แรกตัวที่มีความสุข เราเคยใฝ่ฝันแสวงหาอยู่ภายนอกไกลห่างกัน เหมือนฟ้ากับดิน ถ้าท่านทั้งหลายตั้งใจจะบวชสามเดือนแล้วตั้งใจ ทำความเพียรได้พบความสุข เมื่ อ จิ ต สงบลงระดั บ ปฐมฌานนี้ ท่านจะรู้จักเองความสุขชนิดนี้จะละเอียดประณีตกว่าความสุข ชนิ ด นั้ น จิ ต ใจจะเริ่ ม รู้ จั ก ทางเลื อ ก พระพุ ท ธเจ้ า ท่ า นสอนว่ า แม้แต่ โยมฆราวาสก็ขอให้ค้นพบความสุขชนิดนี้ แล้วจะได้ทาง เลือกของชีวิต .

ชีวิตต้องภาวนา : 29 ๒) เพื่อญาณะทัสสะนะ ตัวนี้ท่านหมายถึงความเป็นผู้มี ฤทธิ์มีเดช มี magi cal power ขึ้นมามีความโลดโผนเหนือมนุษย์ ธรรมดาทีนี้อันที่สอง อันนี้ก็ไม่น่าสนับสนุนแต่มันเกิดมีบางคนมีนะ นั่งสมาธิไปหน่อยพอจิตเริ่มมีสมาธิขึ้นมามันไปเห็นสิ่งที่ ใครเขาไม่ เห็น มันไปได้ยินสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ ได้ยิน ซึ่งมันก็เป็นเรื่องของจิต แต่ละคนไม่เหมือนกัน พลังสมาธิมันจะเหมือนไฟฟ้า อันที่มันสว่าง อยู่นี่ก็เพราะไฟฟ้า อันที่มันทำให้เกิดเสียงดัง ก็เพราะกำลังไฟฟ้า ถ้าไม่มีกระแสไฟเข้ามา ไมโครโฟนก็ ไม่ดัง เครื่องขยายเสียงก็ ไม่ ดัง ไอ้ที่ดูดน้ำให้เราอาบเรากิน ทุกวันนี้ก็เพราะพลังของไฟฟ้า เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วทำได้หลายอย่างถ้าทำเป็น แต่อย่างนี้ ในทางพระพุทธศาสนาไม่สนับสนุน แต่มันก็มี ทางเป็นไปได้ บางคนชอบทางนี้สั่งสมมาหลายภพหลายชาติ พอ มาเจริญสมาธิภาวนาไม่นาน ก็จะมาพบแต่ฤทธิ์แต่เดชอย่างนี้ ก็ พบขึ้นมา อันนี้ก็เป็นผลอันหนึ่งของสมาธิ สองอันนี้ หนึ่งทำให้เกิด ความสุข สองทำให้เกิดฤทธิ์ ญาณะทัสสะนะ ปฏิราภายะ สังวัตตะติ คือทำให้เกิดฤทธิ์เกิดเดช เกิดอภิญญา สองอันนี้เป็นฝ่าย สมถะล้วนๆ ยังไม่เกี่ยวกับการเข้าไปทำลายกิเลสตัณหา ยังไม่ เกี่ยวกันแต่ก็เป็นผลของสมาธิ พระพุทธเจ้ายังไม่เกิดมาอันนี้ก็มี อยู่ แ ล้ ว นั ก บวชนอกศาสนาก็ มี กั น เกลื่ อ นพวกนี้ มี อ ย่ า งนี้ แ ล้ ว มี ฤ ทธิ์ มี เ ดชมี อ ะไรแล้ ว ในประเทศอิ น เดี ย เดี๋ ย วนี้ ก็ ยั ง มี พอถึ ง หน้าร้อนก็ลงมาแข่งฤทธิ์แข่งเดชกัน ที่เมืองหนึ่งเขาเรียก เมือง ฤาษีเกษ เมืองฤๅษีมีแต่ฤๅษีไปตรงนั้น ฤาษีมีประมาณสามแสน ฤาษี ฤาษีบางพวก ไม่นุ่งผ้าบางพวกนั่งกำกำปั้น ไม่รู้กำมากี่ปีแล้ว เล็บทะลุออกทางหลังมือ .

30 L ชีวิตที่มีคุณค่า ฤาษีบางพวกนอนเอาหลาวเสียบคาไว้ น้ำเหลืองน้ำเลือด ไหลทรมาน แต่ฤาษีบางพวกอ้วนถ้วนสมบูรณ์ บางพวกนั่งเฉย สมาธิเพ่ง วันดีคืนดีแผลงฤทธิ์แผลงเดชใส่กัน เขามีพลังสมาธิ สมาธิพวกนี้ยังไม่เกี่ยวกับการเข้าไปทำลายกิเลส ไอ้ที่มีความสุข มีฤทธิ์ มีเดชขอให้เข้าใจ ในสมัยพระพุทธเจ้า พระเทวทัตนั้นเป็นพี่ น้องกับพระพุทธเจ้านะไม่ใช่ใครอื่นนะเป็นญาติกัน พอมาบวชแล้ว มาเจริญสมาธิด้วยกันเหมือนพวกเรา เมื่อเขาเจริญสมาธิเพื่อเกิด สัมมาสมาธิ เพื่อการหลุดพ้นเพื่อการปล่อยการวาง แต่เทวทัตไม่ อย่างนั้น สมาธิจะเก่งให้มันเก่งกว่าเพื่อนมันก็ ไปได้ฤทธิ์ ได้เดช เหาะเหินเดินอากาศ มีหูทิพย์ตาทิพย์เข้าจำแลงแปลงกายตนเอง ได้ เก่งแล้ว ดังกว่าพระอรหันต์ทั้งหมด แต่กิเลสท่วมหัว เทวทัต ยังไม่เข้าถึงธรรมโสดาบันมันคนละอย่างกัน ๓) เพื่อความเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ โดยสมบูรณ์อันนี้อัน หนึ่งให้มีสติ ที่ตั้งสติที่ตั้งแห่งความระลึก มีสี่แบบคือ รู้สึกกาย ตัว เองนั่งก็รู้ว่าตัวเองนั่งรู้ว่าตัวเองเคลื่อนไหว มาในรูปเอาความรู้สึก มาผูกไว้ ในกายว่ากำลังยืน เดิน นั่ง เรียกว่ากายานุปัสสนา มีสติ เห็นกายอยู่ในกายเรา หรือมิฉะนั้นมาดู เวทนานุปัสสนา ภาษาบ้านเราเรียกว่าจิตเข้าไปเสพเสวยความรู้สึก เวทะ แปลว่า จิตรู้สึกว่าเป็นสุขเป็นทุกข์ ยินดียินร้าย พอใจไม่พอใจตรง กับภาษาอังกฤษว่า feeling เอาสติมารู้จักตัวเองว่าเป็นสุขเป็นทุกข์ เพื่อไม่ให้มันตกเป็นช่องว่างให้ตัณหาเกิดขึ้น ตัณหาทุกชนิดจะเกิด ขึ้นเมื่อมีเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา ตัณหาก็ส่งผลให้ เกิดต่อไป เวทนาที่จริงไม่จำเป็นต้องมีตัณหาเลยก็ ได้ถ้าหากว่ามี สติเข้าไปสกัดกั้น ไม่มีช่องให้ตัณหามาเกิดในเวทนา .

กลุ่มที่ว่า ด้วยธรรมชาติแห่งจิตใจ จำนวน ๔ อย่างนี้เป็นของสติปัฏฐาน อานาปานสติมนั จะควบคุมสติปฏั ฐาน ให้บริบูรณ์ ๔) เพื่อการกระทำความทุกข์ อาสวะทั้งหลายที่มันทำให้ ทุกข์สิ้นไป มี ๔ อันเท่านี้เจริญสมาธิภาวนามา ถ้าไม่ ได้อันใดก็ ได้ อันหนึ่งในจำนวน ๔ อันนี้ ทำไปเถิดไม่ต้องรอคอย อะไรเกิดขึ้นก็ ดูกัน อย่าไปตั้งใจเกินไป ให้มันสมดุลเหมาะสม อย่าไปทำให้มัน เครียด เดี๋ยวมันจะเบื่อหน่าย หรืออาจหลงผิดได้ .ชีวิตต้องภาวนา : 31 สมมุติว่าเราฉันอาหารตอนเช้า ถ้ามันอร่อยขึ้นมาเรียกว่า สุขเวทนา พอใจในอาหารนี้ ในขณะเดียวกันมันจะโยงเข้าไปเป็น ตัณหามันทำให้หวิ กินช้าไม่ทนั ใจมันอร่อยต้องรีบกิน เกิดเป็นตัณหา แล้วก็ยังคิดอีกว่าพรุ่งนี้จะได้กินอีกมันเชื่อมกันไป แต่ถ้าหากว่าสติ เข้ามาทันเวทนาจะรู้สึกว่าอร่อยเฉยๆ แล้วก็ยุติลงเพียงแค่นี้ สติ ปั ฏ ฐานนั้ น ก็ คื อ สิ่ ง ที่ ม าควบคุ ม สภาวะไม่ ใ ห้ ตั ณ หา เจริญงอกงามเกิดขึ้นมา แล้วจิตตานุปัสสนา รู้เข้าไปในจิตว่าจิต เป็นอย่างไร ถ้ามันวุ่นวายก็รู้มันมีราคะก็รู้ มีโทสะก็รู้โมหะก็รู้ มัน ไม่มกี ร็ เู้ หมือนกับแอบดูจติ อยูท่ กุ ทีเ่ รียกว่ารูส้ กึ ใจ ทีนกี้ ธ็ มั มานุปสั สนา รู้จักสภาวะของธรรมที่เกิดในกายในจิต เริ่มตั้งแต่พวกกามต่างๆ นิวรณ์ทั้งห้าเป็นสิ่งที่เอามาเป็นเครื่องมือในการเจริญปัญญา มัน ง่วงเราก็รู้ว่ามันง่วง รู้จนความง่วงมันเกิดขึ้นมาไม่ ได้ มันเป็นเรื่อง ปัญญาล้วนๆ ที่จะสกัดกั้นไม่ให้ตัณหานั้นเกิดขึ้นมาได้ ถ้าเราอบรม ไปตามลำดับ ๑๖ ขั้นตอนตั้งแต่เบื้องต้นจนถึง ตามเห็นความสลัด คืนจากการยึดมั่นถือมั่นจากจิตของตนเองอันนี้เป็นตัวสุดท้ายตัวที่ ๑๖ ตามเห็นความสลัดคืนแบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม ๑. กลุ่มที่ว่าด้วยจิต ๔. กลุ่มที่ว่าด้วยเวทนา ๓. กลุ่มที่ว่าด้วย กาย ๒.

32 L ชีวิตที่มีคุณค่า ทำโดยวิธี ใด? เวลานั่งสมาธิผมเป็นห่วงพวกตั้งใจ เกิด เครียดนะอย่างนี้เวลานั่งปั๊บลงไป หาความพอดีนะ โยกหาความ พอดี ข้างหน้าข้างหลังว่าดีแล้ว ตรงไหนมันเกร็งในร่างกายมันกด มันเกร็ง ตรงไหนผ่อนคลาย เวลาเราเพ่งจริงๆ มันเกร็งนะ บางที กัดกรามเข้าไป เวลาจะเริม่ สงบมันหรีส่ มาธิไป บางทีกต็ งึ เครียดไป หมดเลย ถ้าอย่างนี้ ให้เรารู้ทันปล่อยวางไป เอาใหม่คืออย่าไปให้มี อาการเครียด มันจะเป็นอันตรายต่อประสาท เป็นอันตรายต่อ สมองเสร็จแล้วจะเป็นคนสมองเสื่อมอีกด้วย ซื่อบื้อ นักสมาธิจะ ต้องเป็นผู้ที่มีความสุขอยู่ ในทุกอิริยาบถ สมองคล่องตัวในการ ทำงาน สมาธิถ้าทำไม่ถูกทำให้สมองเสื่อมนะ พระพุทธเจ้าจึงมักจะ สอนว่า อย่าไปเข้ามันบ่อยๆ พวกที่เข้าฌานบ่อยๆ เพ่งสงบอยู่ภาย ในบ่อยๆ แล้วติด ท่านบอกว่ามันทำให้เกิดอาการเสื่อมทางปัญญา เพราะฉะนั้นระวังให้ดี เราอย่าให้มันเกร็งจิตต้องไม่เกร็ง กายก็ ไม่ เกร็งปล่อยตามสบายๆ เพราะฉะนั้นเราเพ่งแล้วเพ่งอย่างไรมันมี อยู่ ๒ เพ่ง ๑. อารัมมะนูปะริจะฌาน เพ่งจิตปักจิตใส่อารมณ์อัน เดียวเพ่งตัวนี้ให้เกิดสมาธิเพ่งตัวนี้ให้เป็นสมถะ ๒. ลั ก ขะนู ป ะริ จ ะฌาน เพ่ ง ดู ลั ก ษณะของกายของ อารมณ์ของจิตทั้งปวง ลักษณะของสภาวะทั้งปวงแต่มานั่งเพ่งตัว หลังนี้จะนั่งให้เกิดปัญญา เพ่งตัวแรกเพ่งให้เกิดสมาธิสมถะเพ่งตัว หลังเพ่งให้เกิดปัญญา ทีนี้เรื่องตานี่ลองดู บางคนอาจจะหลับตาไม่ดีนะ ลอง หลายๆ อย่างดู ไม่ใช่เอาแต่อย่างเดียวหนา ถ้าหลับตาแล้วมันรู้สึก เครียดก็ลืมตาขึ้น .

ชีวิตต้องภาวนา : 33 เนวะ กาโย กิละมะติ นะ จักขูนิ อะนุปาทายะ ท่านั่งตัวตรง ถ้านั่งตรงๆ แบบนี้อาการง่วงนอนจะเกิดขึ้น ได้ยากมันเกิดขึ้นได้ยากเพราะว่าเราต้องแบ่งพลังงานทางจิตมา ประคับประคองกระดูกหลังแต่พอมันชินแล้วมันนั่งงอไม่ ได้นานมัน ปวดมันต้องนั่งตัวตรง กายของเธอไม่ลำบาก ตาไม่ลำบาก มัน ไม่มีอาการเครียด ทั้งทางกายและทางตาบางทีหลับตาตัวจะร้อน สังเกตนะลืมตาอยู่ เย็นๆ อยู่พอดีๆ พอหลับตาปั๊บเหงื่อไหลออก มา พอหลับตาเข้าน้ำลายไหลออกมาจากไหนนี่ กลืนเอือกๆ มันมี อาการปรุงเกินไป ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่เสมอกันหายใจแรงผิดปกติ เมื่อลมเข้าไปแรงไฟก็ลุกแรง มันเหมือนเป่าไฟ ไฟลุกแรงน้ำก็ เดือดเวลามันสงบจริงๆ ดินน้ำไฟลม ลมหายใจสงบลง จนไม่มีลม ลมไม่เข้าไม่ออกแต่มันมี ไม่ต้องกลัวตายหรอก ถ้าลมไม่มี ลมหาย ไปปั๊บมีแต่ความรู้สึกก็ดูมันเฉยๆ น้ำก็สงบ “น้ำลายน้ำเลยบ่มีแล้ว” ไฟก็สงบเย็นตามตัวนี่ ดินคือส่วนที่มันเข้มแข็งทั้งหมด ยุบตัวมัน สงบไม่ มี อ าการปวดแข้ ง ปวดขา นี่ ก ายเริ่ ม ระงั บ แล้ ว บางคน หลับตาแล้วดีลมื ตาไม่เป็นท่า แต่บางคนนีห่ ลับตาไม่เป็นท่าเลย ต้อง ลืมตาต้องฉลาด ต้องสังเกตดูตนเอง เรียกว่ามานั่งจ้องมองดู ตนเอง ดูมนั ไปอย่างนี้ จัดให้มนั ถูก อย่าให้มนั เกร็งอะไร .

34 L ชีวิตที่มีคุณค่า ที นี้ ก ารดู ล มหายใจ ผมอยากจะบอกอี ก อย่ า งหนึ่ ง ว่ า ลมหายใจนี่ดูได้หลายแบบนะ อย่างที่เราเคยพูดพุทโธทั้งเข้า พุทโธ ทั้งออกก็ ได้ อย่างนี้ ไม่มีเทคนิคอะไร จนมันติดกันเหมือนติดบุหรี่ นอนหลับไปแล้วตื่นมาพุทโธเอง เดินไปไหนก็พุทโธเองพุทโธทุก อย่างนี้มันเป็นอีกแบบหนึ่ง ผมทำมาตั้งแต่ผมเป็นเณรน้อยๆ ไป นั่งพุทโธ พุทโธ พุทโธ น้ำค้างหยดใส่สังกะสีป๊อก พุทโธมันเป็น เสียงพุทโธไปหมด ไก่ร้องอีเอกเอ้กอยู่โน้น มันก็พุทโธเหมือนกับ ไก่ขัน มันติดอย่างนี้ พอมันสงบพุทโธมันก็หายไป ไม่ ได้พูดอะไร แต่การดูลมหายใจมันมันละเอียดกว่านั้น ตั้งแต่หยาบๆ ไปจนถึง ละเอียด เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนมาก เรื่องลมหายใจ นี่นะ น่าเสียดายครูบาอาจารย์ทั้งหลายไม่เอามาสอนกันเลย ดูลม นี่มีหลายจังหวะ หนึ่งดูที่มันกระทบภาษาบาลีว่า ผุสสะนา มัน กระทบตรงไหนในจมู ก บางคนจมู ก ไม่ เ หมื อ นกั น บางคนจมู ก แบนๆ บางคนจมูกโด่ง ฝรั่งมาอยู่นี่เขาเห็นข้างบน เพราะฉะนั้น พวกนิโกรปากพันขึ้นข้างบน เขาดูริมฝีปาก ดูตรงที่สัมผัส ภาษา บาลีว่า ผุสสะนา ผุ ส สะนา ภาษาฝรั่ ง ว่ า contact points (คอนแทคธ์ พอยนท์) จุดที่มันกระทบลมหายใจ กระทบตรงไหนเอาความรู้สึก ไว้ตรงนั้น ดูมันเข้ามันออก ถ้าจับจุดทีม่ นั กระทบได้เสร็จปับ๊ นี่ ดูไปดู มามันจะเริม่ เย็นๆ (เซ้นซิทฟี ) คือ ความรู้สึกอย่างรุนแรงตรงเนี่ย เมื่อมันจับกันอยู่ตรงนี้ ได้ เพ่งลงไปเบาๆ ลมหายใจเข้าลมหายใจ ออก นานเข้ามันจะเย็น เย็น เย็นอีกหน่อยมันเย็นขึ้นข้างบน ขึ้นหัว เลยนี่เหมือนมันเข้าไปแล่นในสมองมีอาการ ยืบ ยาบ ยืบ ยาบ มัน เป็นอยูน่ ะพวกเรานี่ เดีย๋ วนีก้ อ็ าจเป็น แต่เราไม่รู้ .

ชีวิตต้องภาวนา : 35 บางคนเหมือนมีแมลงตัวเล็กๆ พอมันจะเริ่มสงบมันไต่ ตามเนื้อตามตัวตามหลัง ตามอะไรอย่าไปหาเกา ยอกๆ แยกๆ มัน ไม่มีหรอกมันเป็นเอง อันนั้นมันไปถึงขั้นที่สาม สัพพะกายะ ปะฏิสังเวที แล้ว สัพพะ แปลว่าทั้งหมด กายะ กายทั้งหมด ปฏิ เฉพาะ สัง พร้อม เวที รู้พร้อมเฉพาะกาย ทั้งหมดตรงไหนมันไต่ แต่อย่าไปเกามันนะ ก่อนที่มันจะสงบนี่มัน จะปั่นป่วนซะก่อน ไม่รู้อะไรต่ออะไรมาไต่เต็มไปหมด มันจะเริ่ม สงบมันเลยไปแล้วมันก็สงบ บางทีร้อนร้อนผิดปกติ เหมือนเอาไฟ มาสุมไว้ ถ้าผ่านร้อนไปนั่นก็เย็น บางทีมันก็ดิ้นตามตัว วิ่งเหมือน มันมีตนมีตัว ครั้งแรกเราก็ดูจุดเดียว ดูที่มันกระทบ มันกระทบ ตรงไหนก็ดูตรงนั้นแหละ เอาตาในนั่นดู กระทำความรู้จักมันแล้ว ทีนี้มีอีกแบบหนึ่งมีอีกนะ ไม่ ได้ดูตรงนี้ตามๆ ลงไปตาม ออกมา ภาษาบาลีว่า อนุพันทะนา แปลว่า ตาม อนุพันทะนาตาม ผูกติด ให้สร้างความสำนึกว่าเหมือนมีอะไรอันหนึ่งวิ่งเข้าวิ่งออกใน นี้ ทำดีๆ เถอะบางคนนะบางคนมันเร็ว เคยมีบารมีสั่งสมเจริญ อานาปานสติมาก่อนเห็นไว สร้างความรู้สึกเหมือนมีวัตถุอันหนึ่งวิ่ง เข้าวิ่งออก อย่างนี้อีกหน่อยจะเห็นเป็นตัวเลย วิ่งเข้าวิ่งออก อาจ จะมีเจ้าของตัวน้อยๆ วิ่งออกมาในนี่อีกก็ ได้ พระพุทธเจ้าของเรานัน่ นะ ท่านเจริญอานาปานสติมาหลาย ภพหลายชาติ ตอนเด็กน้อยๆ พ่อไปไถนา พระเจ้าสุทโธทะนะ ทำนานะ โอทะนะนั้ น แปลว่ า ข้ า วสุ ก ข้ า วสุ ก ๆ ตระกู ล ข้ า วสุ ก ตระกูลนีท้ ำนา ไปแรกนาขวัญเอาลูกน้อยๆ ไปด้วย สิทธัตถะกุมาร คือพระพุทธเจ้าขอเราเอาไปวางไว้ที่ ชัมพุกะฉายา ภาษาบาลี ชัมพุ แปลว่า ต้นหว้า ฉายา แปลว่า เงา ร่ม เอาไปไว้ที่ร่มหว้า นั่งอยู่นี่นะลูกนะพ่อจะไปไถนา ถ้าพูดภาษาบ้านเรา .

36 L ชีวิตที่มีคุณค่า พระโพธิสัตว์ถึงจะเป็นเด็กแต่ท่านก็มีบารมีเป็นของเก่า ทีเ่ คยปฏิบตั มิ านาน พอนัง่ ปับ๊ ไม่มใี ครอยูด่ ว้ ยไม่ ได้ยนิ เสียงอะไร จิต มันจ่อเข้าทีล่ มหายใจ เลยเป็นฌานวันนัน้ ได้ฌาน เป็นปฐมฌาน นั่ง นิ่งเฉย นั่นเข้าไปตรงนั้น ตัวตรงนั่งเฉยจนบ่าย พ่อนึกขึ้นได้ เอ้ ! วันนี้ลูกไม่เห็นร้อง ไม่เห็นอ้อน ไม่เห็นกวน พ่ อ มาเห็ น พระโพธิ สั ต ว์ นั่ ง เฉย ใต้ ร่ ม เงาแห่ ง ต้ น หว้ า ก็ เที่ ย งตรงอยู่ อ ย่ า งนั้ น แม้ เ วลาบ่ า ยไปแล้ ว นั่ น เป็ น ครั้ ง หนึ่ ง ที่ พระเจ้าสุทโธทะนะได้น้อมเศียรอภิวาทลูกของตนเองเป็นครั้งที่ สอง แต่ก่อนเกิดมาน้อยๆ ก็เคยไหว้ครั้งหนึ่ง เมื่ออสิตะดาบสเข้า มาเยี่ยมครั้งแรก ดาบสองค์นี้มาเยี่ยมมาเห็น มาเห็นพระพุทธเจ้า เราตัวน้อยๆ พอมองเห็นครั้งแรกเนี่ยหัวเราะดีใจ เพราะคนอย่างนี้ โลกรอคอยมาเป็นแสนปีแล้วคนเช่นนี้ เขาดูหมอ เขาเป็นหมอดู เขาเรียกว่า ปุรสิ สั สะลักขะณะ พูดภาษาจีนว่าดูโงวเฮ้ง ดูลกั ษณะ คนเช่นนี้หายากกว่าโลกจะมีก็หัวเราะดีใจ พอดีใจก็นึกขึ้นมาได้ ร้องไห้ ทำไมจึงร้องไห้ ท่านบอกว่าเราจะตายก่อนท่านผู้นี้บรรลุ ตรัสรู้แล้วเราไม่ ได้ฟังธรรมเราแก่เราจะตายก่อนเลยร้องไห้ พระ เจ้ า สุ ท โธทะนะก็ ถ าม ก็ เ ลยเล่ า ความจริ ง ให้ ฟั ง เมื่ อ ฤๅษี ก ราบ พระเจ้าสุทโธทะนะก็กราบก็ ไหว้เหมือนกัน อันนี้เล่าให้ฟังว่าลม หายใจ ถ้าเราไม่ดูตรงที่มันกระทบก็ดูมันตามมันเข้าไปตามมัน ออกมา ความคิดทั้งหลายจะคิดไม่ ได้มาก เพราะเราผูกจิตของเรา ตามลมเข้าตามลมออก มันจะเผลอไปคิดนิดหนึ่ง ก็ตามเข้าตาม ออกตามเข้าตามออกนี่ อีกลักษณะหนึ่ง พอมันสงบๆ แล้วก็ ไม่ ต้องตามเฝ้าดูอย่างเดียว นี้อีกอย่างหนึ่ง .

ชีวิตต้องภาวนา : 37

อีกแบบหนึ่งวิธีนับ มันวุ่นวายนักก็นับ เรียกว่า คะณะนา
นับหายใจเข้าหนึ่งหายใจออกหนึ่ง หายใจเข้าสอง หายใจออกสอง
สองๆ สามๆ สี่ๆ ห้าๆ หกๆ เจ็ดๆ แปดๆ เก้าๆ ย้อนหลังอีก แปดๆ
เจ็ดๆ หกๆ ห้าๆ ถ้ามันคิดมากมันก็หลงหน้าลืมหลัง นับใส่เกียร์
ถอยหลังเดินหน้า อ้าว มันผิดล็อกแล้วตั้งใหม่ นั่นคือวิธีทำให้ความ
คิดนี้มันหลงทาง บางทีเรานับถอยหลังนี่ หกๆ แล้วเราก็จะมา
ห้าๆ สี่ๆ สามๆ พอหกๆ มันคิดไปเรื่อยๆ มันก็เจ็ดๆ แปดๆ ใส่เกียร์
ถอยหลังย้อนคืนมาใหม่ อย่างนีเ้ ขาเรียกว่า ย้อนศร ให้ความคิดมัน
หลงทางแบบหนึ่ง เมื่อเรานับอย่างนี้มันต้องใช้สติด้วย จะใช้สมาธิ
อย่างเดียวไม่พอต้องใช้สติ ผมยังว่า เอ้ ! ฉลาดสอนเหมือนกัน
ภาษาบาลีท่านเรียกว่า คะณะนา แปลว่า นับ

ทีนี้ถ้าจิตเรามันไม่ดื้อถึงขนาดนั้นเราก็เฝ้าดูจิตเสีย ทีนี้ถ้า
มันสงบพอสมควร ก็มีอีกอันหนึ่ง เรียกว่า ฐาปะนา แปลว่า ตั้ง
ตั้งสติไว้ตรงไหน ปะริมุกขัง สะติง อุภะตะเปตตะวา ตั้งสติใช้
เฉพาะหน้าอย่างนี้ หรือจะตั้งใว้ข้างหลังนี่ก็ ได้นะ บางที่เรากำหนด
ดูลมหายใจเข้าหายใจออกตั้งสติไว้ข้างหลังก็ยังได้ พอเวลาหายใจ
เข้ามันดูยกขึ้นมาอย่างนี้ หายใจออกมันก็ยุบลง อย่างนี้เดี๋ยวก็ว่า
ยุบหนอ พองหนอ ไม่ต้องพากันพูดตามมันก็ยุบเองพองเอง พอ
หายใจเข้ามันก็พองขึ้นมา “ภาษาภาคอีสานเฮ้าสิว่า ปุ้งหนอ แวบ
หนอ” ก็ยังได้เลย

ทีนี้เราสร้างความรู้สึกไว้ ในสะดือ หรืออยู่ข้างหลัง หรือ
อยู่ข้างบน หรืออยู่ข้างหน้า เรียกว่า ฐาปะนา สติอยู่ตรงนี้ เมื่อมัน
เริ่มสงบลง สงบลง ความรู้สึกทั้งหลายก็ละเอียดลงเบาลง วิธีดู
ลมหายใจนี่ ดูได้หลายแบบ ที่น่าดูที่สุดแบบง่ายๆ ก็คือ ดูที่มัน
กระทบตรงไหนที่มันชัดๆ ดูละเอียดเข้าไป

38 L ชีวิตที่มีคุณค่า

แม้กระทั่งลมพัดในรูจมูกสองข้างนี่ ข้างไหนมันหายใจ
คล่องกว่ากัน มันไม่เท่ากันดูดีๆ บางครั้งข้างหนึ่งโล่งอีกข้างหนึ่ง
ขัดก็มี พวกเจริญอานาปานสติต้องหมั่นล้างหน่อยนะ พวกง่วง
เก่งๆ ปิดรูจมูกไว้ข้างหนึ่งสูบเข้าไปแล้วสั่งออกมา ล้างท่อจมูก
ล้างท่อมันเอาทางนี้อีกทำทุกวัน ทำบ่อยๆ เข้าทีนี้มันก็หายใจคล่อง
ดูลมหายใจให้ละเอียด ถ้าผู้ ใดจับจุดตรงที่มันเข้ามันออกนี่ ที่มัน
สัมผัสดีๆ แล้วมันจะเริ่มเย็นๆ เย็นๆ เย็นเข้าเย็นเข้า ความคิด
ความสงบลงๆ ก็เย็นขึ้นมาๆ มาหนักตรงนี้หน่อย หลังจากนั้นถ้า
มันเข้าถึงตรงนี้ตามเลย บางครั้งเหมือนนกเหมือนไก่ตัวน้อยๆ มา
จิกเบาบนหัวหยอบๆ แหยบๆ ดูมันไปนานๆ เข้าถ้ามันปวดนะมัน
ปวดก็ ดู เ บาๆ อย่ า ดู แ รง มั น เผากั น แล้ ว มั น เผากั น เผากั น กั บ
กามารมณ์ ไม่ใช่อะไรที่ทำให้ปวดนั่น

ชีวิตต้องภาวนา : 39

ทีนี้ถ้าเราดูให้ละเอียดเบาๆ เข้ามาถึงตรงนี้แผ่ ไปจนทั่ว
เอาไปเอามามันจะเริ่มเย็น ถ้ามันเย็นสบาย ใครก็ตามมาถึงตรง
เย็นๆ เย็นเต็มไปหมด เย็นแสนจะเย็นตรงนี้ เหมือนเอาน้ำแข็งมา
ใส่ ไว้ ในสมองนี้มันไหลอาบ ถ้าอย่างนี้มันชวนกันหนีหมดความง่วง
ง่วงเหงาหาวนอน ปวดแข้งปวดขา ขี้เกียจขี้คร้านมันชวนกันหนี
หมด เย็น... ตัวนี้เห็นอะไรมันก็เย็น เย็นไปหมดร่างกายก็เย็นจิตก็
เย็น คางสั่น งับๆ ถ้าอย่างนี้มันแผ่ ไปหมดเลยทั้งตัว ถ้าทำอย่างนี้
ไม่มีความตึงเครียดล้างสมอง ตัวนีล้ า้ งสมองอันนีเ้ ป็นสมาธิทที่ ำให้
เกิดความสุข ส่วนทำให้เกิดฤทธิเ์ กิดเดชฝากไว้บา้ งก็ได้ เป็นของฝาก
สำหรับคนทีช่ อบ

ทำยังไงจะให้มันเกิดฤทธิ์เกิดเดช ญาณะ ทัสสะนะ ปะ
ติลาภายะ สังวัตตะติ พระพุทธเจ้าท่านสอนอยู่เหมือนกันแต่ ไม่
ละเอียด คงจะกลัวพวกเราไปติด ภิกษุในธรรมวินัยนี้เธอ มนสิการ
อะโรกะสัญญา ทิวากะสัญญา กลางคืนเหมือนกลางวัน ผู้ ใดทำ
สมาธิแล้วสว่างหลับตาไปแล้วสว่างจ้าโล่งโถง นั่นละคือทางนำมา
ของมัน อะภิญญา เทสิตะ สัจฉิกะระณะธัม ธรรมอันนำให้เกิด
ความรู้ยิ่งแบบเป็นฤทธิ์เป็นเดช คือมันจะผ่านทางแสงสว่าง

ถ้าเราทำมันไปถ้ามันสว่างครั้งแรกก็สว่างน้อยๆ มาเจิด
จ้า โพรงขึ้นมาเหมือนจอทีวีที่ว่างๆ ที่ยังไม่มีภาพอะไร ถ้าทำอย่าง
นั้นได้บ่อยๆ เข้า ต่อมามันก็จะมีอะไรๆ ตามมาอีกเยอะ แต่ขอบ
อกให้ทราบล่วงหน้าไว้ก่อนว่า นั่นเป็นทางนำไปสู่ความ ติดตัง เมื่อ
มีฤทธิ์มีเดชแล้วมันก็อยากจะอวด ต่อมาก็เป็นทางนำมาซึ่งลาภ
สักการะ ต่อมาก็เป็นทางนำมาซึ่งกิเลสอ้วน กิเลสมากกว่าเดิมอีก
บางท่าน

40 L ชีวิตที่มีคุณค่า

เพราะว่าพวกเรายังไม่สามารถทำลายความยึดมั่นถือมั่น
ตรงนี้ถ้าหากเราไม่สนใจจะดีที่สุดข้ามไปเลย แต่บางคนมันเป็น
หนา อยู่ด้วยกัน มันเคยเป็นมาแต่ก่อนไม่ใช่เกิดมาชาติเดียว เกิด
มาหลายแสนชาติแล้วมันสั่งสมมา มาตักน้ำใส่นี่ เหมือนตักน้ำ ชาติ
ก่อนมันได้เพียงแค่นี้มันเกือบจะเต็มแล้ว ชาตินี้มาเอาอีกตักนิด
เดียวเต็มแล้ว พวกยังไม่มกี ต็ อ้ งตักมากๆ ยังไม่เต็มก็ตอ้ งตักต่อไป
สะสมไป บุญบารมีต้องตั้งใจจริงๆ หนา

ก็จงวางใจลงว่าสิ่งที่ควรจะต้องเข้าใจที่สุดคือ เวลาเรานั่ง
สมาธิ เราเจริญสมาธิที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนท่านพาทำมา สิ่งที่
ควรจะวางใจครั้งแรกคือ อย่ารอคอยอะไร ไม่ใช่ว่าเมื่อไหร่หนอจะ
ได้จะเป็น ไม่ต้องไปรอคอยสิ่งใดดูมัน ถ้ารอคอยอย่างนี้ยากจะได้
เจอ รอคอยทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้น จะรู้จักมัน อะไรเกิดขึ้น
พอนั่งปั๊บนี่ต้องทำความรู้สึกว่า เราจะรอคอยเราจะรู้จักทุกอย่างที่
มันเกิดขึ้นในกายในจิตของเรา นั่นคือความถูกต้อง พอมันปวดขา
ปั๊บขึ้นมา เรารู้จักปวดขา ย้อนคืนมาดูตัวผู้รู้ รู้ว่าปวด ใครเป็นผู้
ปวดไม่ใช่ปวดตรงนี่ มันปวดที่ใจ คืนมาดูตัวเจ้าของผู้ที่มันปวด ดู
ไม่เป็นไม่เข้าก็เลยปวดมากกว่าเดิม

เมือ่ เวลาความคิดเกิดขึน้ อย่าไปรำคาญอย่าไปโกรธ รูเ้ ข้า
ไปในอาการของความคิด อย่าไปรู้เรื่องที่มันคิด ไม่รู้จะฟังเข้าใจ
ไหม อย่าไปดูในจอของมัน มันเป็นเรื่อง นี่มาดูต้นของมันดูฟิล์ม
ภาพอยู่ในจอนั้นมาจากฟิล์มอันนี้ แต่ถ้าดูในฟิล์มนี้ ไม่เป็นเรื่อง เห็น
แต่รูปคนยืนคนเดินคนนั่ง แต่ถ้าดูที่จอ โอ้...มันเป็นเรื่องเลย ไปรัก
ไปชังกับเขา เวลาความคิดเกิดขึ้นอย่าไปรู้เรื่องความคิด คืนมารู้
อาการ ทีม่ นั คิดนัน่ นะ ดูเข้าไปมากๆมันก็จะหยุดมันก็อาย แต่ถา้ ไม่ดู
ไม่เข้าใจ ก็จะหลงไปกับความคิดนั่งได้เพลินอย่างนั้นอย่างนี้ ความ
คิดมันลากไป เราต้องดูอาการที่มันคิด

ชีวิตต้องภาวนา : 41 เพราะฉะนั้นอย่ามองข้ามคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง เล็กๆ น้อยๆ ก็อย่ามองข้ามสติ เฉพาะหน้าคือภายนอกสร้างความ รู้สึกเฉพาะหน้า ความง่วงจะมีน้อยมากถ้าใครที่สร้างความรู้สึก เฉพาะหน้าเป็นสมาธิหล่อหลอมได้ง่ายมีเรี่ยวแรง ตัวจิตที่รู้ก็รู้ เรา จะเจาะเข้าไป เรียกว่าชำแรก นิพเพธะ ความหมายมันแปลว่า ชำแรก ชำแรกแหกแทงทะลุทะลวง คิดมาก็ทะลวงมันเข้าไปอย่างนี้ จ้องดูมันแล้วจะรู้จักมันว่าอ้อ มันอยู่ตรงนี้เองพอมันคิดปั๊บเราก็รู้ นี่คืออาการคิดอย่าไปรู้เรื่องที่มันคิดว่าเรื่องอะไร แยก คืนมารู้ตัวนี้มันก็ทิ้งมันก็ขาด เป็นตอนๆ เป็นตอนในที่สุดความคิดนี้ ปรุงกันไม่ ได้ สติมนั แก่มนั กล้ามันทัน อภิญญาญะ ขึน้ มา สัมโพธายะ ขึ้นมา นิพพานายะ ดับ นิพพานนั่นแปลว่าดับ ความคิดดับ พอมา ถึงสัมโพธายะ สัมโพธายะแปลว่า รู้พร้อมเฉพาะ พอแกคิดปั๊บฉัน ก็รู้ปั๊บเหมือนกัน ก็ดับปั๊บ พอดับเข้า ดับเข้าอีกหน่อยหมด เฉยเลย ที่นี่ เป็นมวยหน่อย พอมันดับปั๊บ สบาย ทำความเพียรสบาย ว่าง ละทีนี่ จะรู้จักว่าง อันว่างๆ ว่างนั่นไม่ใช่ธรรมดานะเป็นว่างที่เต็ม ด้วยสติ คิดมาเห็นแต่มันผ่านไปผ่านไปเฉย เห็นอาการเกิดดับ เหล่านั้น ผ่านไป คิดทั้งวันก็ ไม่ ได้วุ่นวายอะไร พอจะให้หยุดก็สั่ง หยุดเลยปิดกระแสเลยก็ยังได้ เหมือนสวิทช์ ไฟปิดได้อย่างนี้ .

ทำไมตัวใหญ่แท้ ตัวใหญ่คับกุฏิลุกเดิน เหมือนแผ่น ดินนี่มันจะทรุด ก้าวไปแต่ละก้าวเหมือนแผ่นดินมันจะทรุด แผ่นดิน มันก็เหมือนเดิม แต่ว่าในความรู้สึกเป็นเหมือนกับแผ่นดินมันจะ ทรุดลงไป กะพริบตาเบาๆ นี่เหมือนกระเทือนไปทั้งโลกเลย โอ้ย..พอเพ่งขึ้นไปดูหลอดไฟข้างบนดับพรึบ พอ ถอดออกมาติดอีกเหมือนเดิม ก็คิดว่าบังเอิญมันดับเองหรือว่ามัน ดับเพราะเราเพ่ง . เป็นอะไรหนอ นั่งเฉย กะพริบตาทีหนึ่งเหมือนโลกกระเทือนไป หมดเลย ร่างกายหวั่นไหวไปหมดเลย กะพริบตาเบาๆ เหมือนโลก กระเทือนไปหมด ความรู้สึกทั้งหลายมารวมกัน มะหักกะตา ไป อย่างยิ่งใหญ่ โอ้ย...42 L ชีวิตที่มีคุณค่า พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ภิกษุผู้อบรมจิตอบรมอินทรีย์ ไม่มีอะไรจะยิ่งกว่าการทำความคิด ให้มันหยุดได้ทันที เหมือนบุรุษ ผู้มีกำลังเอาลิ้น ลิ้นภาษาบาลีเรียกว่า ชิวหา ชิวหัคเค เขฬะ บิณโต สังโยหิตตะวา อัปปะกิสิเลนะ วัมเมยยะ วะ เอวัง สีคัง เอวัง ตุวาตัง เอาปลายลิ้นนี่ตะล่อมน้ำลายไว้ ถ่มทิ้งโดยไม่ยากฉับพลัน ทันทีทันใด มันจะคิดอะไรจะเอาอะไรถุยมันทิ้ง อย่าไปอ้อยอิ่งกับ มัน เป็นอันว่าเราจะต้องทำอย่างนี้ก่อนนะ ทีนี้ทำอย่างไรจะมีสติ สัมปะชัญญะค่อยว่ากันใหม่อีกที ถ้าอยากมีฤทธิ์มีเดชเป็นเครื่อง ประดับ ก็พยายามสร้าง อาโลกะสัญญา ความสว่างให้มากๆ ก่อน ทีม่ นั จะสว่างมันจะมืดก่อน มืดแล้วก็แจ้ง มืดอีก สร้างให้มันเป็น ตัว อีกหน่อยก็สนุกละที่นี่ สนุกจนไม่อยากจะนอน ไม่นอนแต่อย่า ไปกวนเพื่อนนะ อีกหน่อยก็จะเบื่อเองเบื่อผมเคยเป็น พูดให้ฟังสัก หน่อยก็ ได้ ไม่มีครูบาอาจารย์มาบอกขนาดนี้หรอก เราก็นั่งไป นั่ง ไป นั่งไป โอ้ย..

ชีวิตต้องภาวนา : 43 ลองดูอีกที เพ่งขึ้นไปอีกก็ดับอีก ก็คิดว่าตัวเองเก่งละ ที นี้ ป ระตู แ บบลู ก บิ ด เพ่ ง ขึ้ น ไปใส่ ต รงประตู เ สี ย งดั ง ป๊ อ กแล๊ ก เอ้ ! มันเปิดได้จริงไหม ลุกขึน้ ไปเปิดดู เปิดได้จริงๆ ด้วย ดึงคืนมา ไว้ลอ๊ ก มานั่งอีก เพ่งอีกบ๊อกแล็ก ลุกขึ้นไปดูอีกเอ้าเปิดได้จริงๆ นี่ มานั่งใส่อกี ทัง้ คืนไม่ทำอะไร ลุกขึน้ ไปปิดประตูมานัง่ เพ่งอีกเปิดอีก นัน่ นะ สองสามวันจึงรูว้ า่ โอ้ โง่ตายแท้เรา อย่างนีห้ รือพระพุทธเจ้า สอน กิเลสยังท่วมหัวเหมือนเดิม หลังจากนั้นเราก็รู้สึกว่า นี่เราก็ หลงทางไปเฉยๆ ถ้าเราอบรมจิตให้มันสงบมากๆ จะได้มองเห็น อะไรต่อมิอะไร ควบคุมวิถจี ติ ให้มนั สงบ แล้วมันจะตกลงไปในภวังค์ คือมันจะกลับไปจำเรื่องราวในอดีต ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กๆ บางที ข้ามไปชาติก่อนโน้นว่าเราทำอะไร ไม่อยากจำมันก็จำเป็นธรรมดา ของมัน ถ้าเราฝึกให้จิตสงบอย่างเดียวมันจะตกภวังค์มันจะจำแต่ ชาติก่อนๆ อันนั้นไม่ดีอันตรายนะ บางทีนั่งอยู่ดีๆ ไปจำผัวเก่า เมียเก่าได้จะทำยังไง เดี๋ยวไปหลงอดีตไปติดอดีต อะไรมันจะ เกิดขึ้น จะเกิดปฏิกิริยาขึ้นมาใหม่พระบางองค์เคยได้ยินไหมพระ โด่ ง ดั ง ไปไหนมาไหน มี แ ต่ ค นกราบคนไหว้ มี อิ ท ธิ ฤ ทธิ์ โ ด่ ง ดั ง มหัศจรรย์จำชาติได้อย่างโน้นอย่างนี้ บางท่านเก่งมากได้เป็นพระราชาคณะไม่ใช่ธรรมดา แล้ว ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งพอคนได้อ่านเคลิ้มหลงใหลเมื่อได้อ่าน หนังสือเล่มนั้นเขียนมาจากประสบการณ์ สมาธิ หนังสือเรื่องทิพย์ อำนาจ อำนาจทิพย์เห็นอันนั้นรู้อันนี้ ต่อมาไม่นานสึกไปกับผู้หญิง คนหนึ่งท่านบอกว่าเป็นเมีย แต่ชาติก่อนนั้นมันไปจำสิ่งเหล่านั้นจน ตกภวังค์ แต่มนั ไม่ตดั ภวังค์เดีย๋ วนีท้ ราบว่าเป็นบ้าไปแล้ว แต่ยงั ไม่ตาย นะ แต่กอ่ นเห็นโน่นเห็นนี่ เทวดาฟ้าดินอยูต่ รงไหนท่านรูท้ า่ นเห็นหมด .

44 L ชีวิตที่มีคุณค่า ตอนหลังมาสึกเอาง่ายๆ ไปอยู่กับผู้หญิงรุ่นๆ คนหนึ่ง แต่ ตัวเองแก่แล้ว แต่ท่านบอกว่าเป็นคู่บารมีแต่ชาติก่อนว่าอย่างนั้น บารมีที่จะกอดคอกันตายในวัฏฏะสงสารไม่รู้เรื่อง หลงภวังค์อยู่ใน สำนึก ภวังคะ แปลว่า ตรงแห่งภพสภาพแห่งองค์ประกอบที่เคย เป็นมาแล้วหรือมันกำลังเป็นอยู่ ภาษาพระเรียกว่า ภวังคะจิต ทีนี้ เราจะทำอย่ า งไรจึ ง จะไม่ ห ลงสิ่ ง เหล่ า นี้ หลั ง จากที่ มั น ไปถึ ง จิ ต สำนึ ก ตกไปสู่ ภ วั ง ค์ จ ะทำอย่ า งไรจะทำให้ มั น ตั ด ภวั ง ค์ ต้ อ ง เจริญอานาปานสติ หลังจากนั้นเราก็มานั่งพิจารณาดูใหม่ ความรู้ ความคิดมันคิดอะไรขึ้นมา สิ่งที่ดีที่สุดคือรู้ความคิด รู้ ให้ทัน ไม่ ต้องกลัว มานั่งสมาธิปั๊บมันจะคิดอะไรก็ดูมัน ไม่ ไปกับมัน พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ภิกษุทั้งหลาย ถ้ามีใครมาถาม เธอว่าเธอประพฤติพรหมจรรย์ในศาสนาเธอเพื่ออะไร เธอจงบอก เขาว่าประพฤติพรหมจรรย์เพื่อรู้จักทุกข์ เพื่อรู้จักเหตุที่เกิดทุกข์ เพื่อรู้จักการดับทุกข์ เป้าหมายคือการรู้จักทุกข์และดับทุกข์ ทีนี้เรา มาทำสมาธิเราไม่อยากรู้จักทุกข์ เพราะฉะนั้นใครที่พบความทุกข์ อยู่ ในลมหายใจถือว่าเป็นการดีแต่ว่ามันจะล้มละลายก่อน ตรงที่ เราอยากให้มันหยุดความจริงนั้นความสุขนั้นก็คือความทุกข์ ความ สุขคือความทุกข์มันลดลง พระพุทธเจ้าจึงตอกย้ำมากเรื่องเวทนา “บุคคลใดเห็น ความสุขเปรียบเสมือนลูกศรเสียบอยู่ ในหัวใจ เห็นความไม่สุขไม่ ทุ ก ข์ ล ะเอี ย ด เห็ น ความไม่ เ ที่ ย งอยู่ ใ นนั้ น ภิ ก ษุ ผู้ นั้ น สมควรที่ จ ะ บรรลุโพธิญานอันอุดม” หลังจากนั้นภิกษุผู้นั้นจะเป็นผู้ที่ทำให้สุด อภิญญา คือให้เห็นความสุขเป็นความทุกข์ เห็นความทุกข์เป็นเหมือน ลูกศรเสียบ .

ชีวิตต้องภาวนา : 45 ผมจะเล่าให้ฟังผมทำความเพียรอยู่คนเดียวผมมีความ ทุกข์มาก แต่ผมไม่รู้จักอะไร คือมันมีปัญหา มันเป็นเองนะขนาด พวกเราอยู่กันเป็นหมู่คณะมีครูบาอาจารย์มาแนะนำ ผมเป็นไม่ เหมือนใครไปถามใครก็ไม่มีคนรู้ เพียงแต่กระดิกนิ้วมือมันเหมือนมี สปริงอยูส่ องข้าง ถ้านัง่ สมาธินเี่ หมือนมันจะระเบิดมันแน่นไปหมด ปวดหัวคิดอะไรก็ ไม่ ได้ มีวิธีเดียวคือนอน แล้วเอามือไว้ข้างๆ มองดูเพดาน ทุกข์มากเลยคิดหาครูบาอาจารย์ ไปกราบเรียนถาม ท่าน ท่านบอกว่าไม่เคยเป็นไม่เคยเห็น ทีนี้มีพระอาจารย์รูปหนึ่งเข้ากรรมฐานได้ห้าปี ท่านหนึ่ง ได้หกปีไม่เคยพูดกับใคร ท่านเป็นคนแม้วผมก็ ไปถามเล่าเรื่องให้ฟัง ท่านก็บอกว่า แบบนี้ตายแน่ มีพระตายมาหลายองค์แล้ว เลือด ออกปากออกจมูก มีวิธีเดียวคือเลิกปฏิบัติ ผมก็มานั่งคิดพอคิด แล้วหัวมันจะแตกคิดว่ายังไงเราก็ตาย เลยคิดต่อไปว่าเราจะเพ่งให้ มันตาย ยังไงเรามาไกลขนาดนี้ เราไม่ ไปหรอกคิดอย่างเดียวว่าทำ อย่างไรจะดีกว่านี้ แต่ก็ไม่มีคำตอบเลยคิดว่าตายเป็นตาย จิตมันก็ ทุกข์มากเลย เหมือนในโลกนี้มันรวมความทุกข์ มันทุกข์มากผมก็ นอนเอามือเหยียดลงหงายหน้ามองเพดานแล้วมันก็หลับไป ผมก็ฝนั ประหลาดได้ยนิ เสียงผูห้ ญิงพูดไม่เห็นตัว เขาบอก ว่าร่างกายป่วยจิตใจไม่ป่วยตาม ร่างกายกระสับกระส่าย ร่างกาย สงบนั้นแหละคือธรรม ได้ยินอย่างนี้เราก็มีกำลังใจเราไม่กลัวตาย จะเป็นอะไรก็เป็น วันหนึง่ ก็ฝนั ว่าตัวเองไปเห็นยอดเจดียม์ พี ระปรางค์ งดงามมากมีผคู้ นเดินไปเดินมา เขาบอกว่านัน่ น่ะเป็นรอยพระบาท ของพระพุทธเจ้า เดินไปแล้วเห็นผู้ชายคนหนึ่งวิ่งออกมา มีผู้หญิง ไล่ ป ล้ ำ คนนั้ น ก็ ร้ อ งออกมาว่ า ผมไม่ ใ ช่ ส มภพ ผมก็ แ อบว่ า มั น สมภพไหน .

46 L ชีวิตที่มีคุณค่า ในการปฏิบัติธรรม สติสัมปชัญญะมันต้องเจาะลงไปใน ประสาทจิตใต้สำนึก ทีนี้เรากลัวว่าถ้ามันมาปล้ำเราจะทำอย่างไรดี ผมก็แอบหลบมันมีอีกหนทางอ้อมไปข้างหลัง มีทางขึ้นแล้วก็ค่อย ปีนป่ายขึน้ ไปในพระปรางค์ แล้วมันมีประตูเข้าไปดูรอยพระพุทธเจ้า เป็นแก้วมรกตใสสวยงามมากอยู่ ในตู้กระจกครอบ เราก็ ไปกราบ ดีใจที่ ได้เห็นแล้วก็เดินออกมาเพราะคนเยอะในจำนวนนั้นมันมีผู้ หญิงมากกว่าผู้ชายเราก็ระวัง กลัวจะไปชนผู้หญิงแล้วก็มองไปเห็น ป้ายเขาก็เขียนว่า เข้าตาจน จนแต่ตา ตาอย่าจ้อง อย่าเที่ยวมอง ถามใคร ให้ ใจเผลอ ค้นให้พบ คำตอบ จากตัวเธอ แล้วจะเจอ ความจริง ทุกสิ่งอัน ผมจำได้สนิทแล้วผมก็ตื่น ตื่นก็นอนอยู่ท่านี้ความปวดหัวก็ ยังปวดอยู่ก็เลยคิดว่าเรากำลังหาผู้ที่จะมาแก้ปัญหา จะไปถาม อาจารย์ ไหน ที่จะมาแก้อาการเจ็บปวดแล้ว มันมีความคิดขึ้นมา ใหม่ว่าไม่ต้องไปถามใคร ทีนี้ก็มาคิดถึงนิมิตนั้นเป็นทางเดินของ พระพุทธเจ้า ถ้าท่านไม่เคยผ่านแล้วจะมีรอยได้อย่างไร เมื่อผมตื่น ขึ้นผมนึกถึงคำสอนว่านี่คือรอยเท้าพระพุทธเจ้าที่เราเห็น ก็เลย ตัดสินใจว่าเลิกทำแบบนี้ มาดูลมหายใจเดินตามรอยเก่ารอยเดิมของพระพุทธเจ้า ไป พอผมดูลมหายใจแล้วรู้สึกว่าวันนั้นดูความเจ็บปวดมันเบาลง แล้วมันก็เริ่มเย็น ความง่วงนอนมันก็ไม่มีนิวรณ์ทั้งห้ามันชวนกันหนี หมด พอหลับไปแล้วตืน่ ขึน้ มามันแจ่มใส ทีนกี้ ม็ านึกถึงว่าเมือ่ ก่อน นี้ มันทุกข์ บัดนี้มันเย็นแล้วจะเกิดอะไร ก็นึกถึงคำที่พระพุทธเจ้า พูด ว่าเธอจงนึกถึงความสุขเป็นเสมือนความทุกข์เห็นความทุกข์เปรียบ เสมือนลูกศร .

ชีวิตต้องภาวนา : 47 หลั ง จากนั้ น ก็ บ อกว่ า จงเห็ น ความไม่ สุ ข ไม่ ทุ ก ข์ ที่ มั น ละเอียดยิ่งนั้น ว่ามันไม่เที่ยง คือเห็นว่าอันเย็นๆนี้มันจะทุกข์ บอก ตัวเองว่ามันจะทุกข์ มันเย็นอยู่นั่นเป็นครึ่งเดือนแดดๆ มันก็เย็น เย็นจนสั่นหูก็ ได้ยินเสียงนุ่มนวลมาก กายมันก็นุ่มนวลจิตใจมันก็ อ่อนโยน คิดถึงบาปถึงบุญถึงคุณค่าพระศาสนา มันเกิดกำลังใจ ขึ้นมา ว่าเราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพียงแค่นิดเดียว มันก็ ได้เห็นสภาพอย่างนี้ ถ้าจะมากกว่านี้มันจะไม่เห็นอีกหรือ หลังจากนั้นมันจะเกิดความพอใจ ที่จะทำความเพียรเมื่อ ความสุขความเพียรนั้นผ่านไป จิตมันเฉยมันไม่คิดอะไรทีนี้เป็นคน โง่ตรงนี้คือพอความไม่เป็นสุขไม่เป็นทุกข์ มันละเอียดมากให้เห็น มันไม่เที่ยง ตรงนี้ดูยาก ทุกข์ยังเห็นว่ามันดูง่าย สุขก็ดูง่ายเพราะ มันเห็นทีนี้ ไอ้ตัวที่มันเฉยๆ ดูไม่เป็นไม่รู้จะทำอย่างไร .

48 L ชีวิตที่มีคุณค่า เพราะฉะนัน้ อานาปานสติ มันเป็นทีร่ วมลงแห่งสติปฏั ฐาน ดูลมหายใจนั้นเป็นการดูกาย แต่ถ้าดูลมหายใจให้ดีๆ จะเห็นสุข บ้างทุกข์บ้างเห็นเฉยๆ บ้าง บางคนมานั่งสมาธิก็ร้อนขึ้นมาทันที ถ้าไม่นั่งสมาธิก็ยังเฉยๆ อยู่ พอลมหายใจเข้าไปจะเห็นทุกข์บางคน แต่บางคนไม่รู้ ทีนี้บางคนจะละเอียดกว่านั้นอย่างกรณีมีความทุกข์ ขึ้นมา จะทุกข์ผิดปกติที่เราทุกข์มานั้น มันยังไม่เท่ามาดูลมหายใจ ที่มันจับความทุกข์ ได้ ทีนี้ถ้ามีสติมีสัมปชัญญะ มีวิชาการเขาว่านี่คือความทุกข์ที่ เราจะต้องกำหนดรู้ ย้อนคืนมาดูตัวเจ้าของทุกข์ คือจิตคืนมาดูผู้รู้ ดูทุกข์พอเราตามไป ตามไป ก็จะถึงที่สุดทุกข์ก็คือทุกข์ที่สุด นิโรธ ปรากฏขึ้นอยู่ตรงนั้น คือไม่มีอะไรจะกั้นทุกข์เอาไว้ คือจะแปลว่า ดับทุกข์ ความจริงนิโรธไม่ ได้แปลว่าดับทุกข์ ไม่ถูกแต่ ไม่ถึงกับผิด ไม่ผิดแต่ก็ ไม่ถึงกับถูก มันยังไม่สามารถหาคำแปลมาได้ชัดเจน แต่ ก่อนมันก็ทุกข์ เพราะไม่มีอะไรมากั้นทุกข์เอาไว้ นั่งก็ทุกข์ นอนก็ ทุกข์ พอเราย้อนคืนกลับมาดูสภาพของความทุกข์ ดูเจ้าของทุกข์ คือใครก็จะไปเห็นตัวอุปาทาน ภาษาบาลีท่านบอกว่า สภาวะวิสะยัง คือดูแบบสภาพที่ มันเป็น ตัวเราเป็นทุกข์อันนี้ทุกข์ ไม่มี แต่เราดูสภาพทุกข์นั้น ดูแบบ สภาวะวิสัย มุ่งให้เราดูอะไรเป็นสภาวะ มุ่งให้เราเห็นกายในกาย แต่ พ วกเรามั น ไม่ เ ห็ น กายในกาย มั น เห็ น กายเป็ น คนเป็ น หญิ ง เป็นชาย ท่านว่าสิ่งที่ดูกลับไม่เห็น แต่ ใคร่เห็นสิ่งที่ ไม่ ได้ดูทุกข์ เหล่านั้นเกิดขึ้นคือมันเป็นสภาวะทุกข์ เหล่านั้นตั้งอยู่ทุกข์นั้นดับไป นอกจากทุกข์หามีอะไรไม่ แต่พวกเราว่าในทุกข์นั้นมีเราเป็นผู้ทุกข์ เพราะฉะนั้นเวลาดูลมหายใจละเอียดเข้าทุกข์นะ .

ชีวิตต้องภาวนา : 49 แต่ถ้าสมาธิเคลื่อนไป สติเคลื่อนไปทุกข์เหล่านั้นก็หายไป หลั ง จากนั้ น มรรคก็ ชั ด เจนคื อ ความแน่ น อนว่ า เราทำมาถู ก แล้ ว เพราะฉะนั้นท่านจึงเรียงลำดับทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทีนี้แล้วถ้า เกิดความสุขนั่งไปแล้วมันเบามันเย็น ตรงนี้ระวังต่อไปความสุขนี้ เมื่อมันเปลี่ยนไป มันจะเป็นทุกข์มันเป็นเครื่องมือให้เราไปเห็นทุกข์ คนที่ทำความเพียร โดยไม่พบอะไรเลยทำไปก็ทุกข์ยากลำบาก แต่ พอจิตได้พบกับความสงบสุขละเอียดเย็น ต่อมาแล้วมันจะหายไป มันเปลี่ยนไป ตรงนี้จะเกิดความทุกข์มากๆ เสียดายมัน เพราะฉะนั้นในสมัยพุทธกาล พระโคธิกะ ทำฌานเกิดขึ้น ถึงเจ็ดครั้ง เกิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้วมีความสุขเหลือเกิน แล้วมันก็หาย ไปเสียดายมากเป็นทุกข์ยิ่งกว่าไม่เคยได้พบ แล้วก็ตั้งใจทำความ เพียรอีก เกิดขึ้นมาอีกแล้วก็ดีใจกับความสุข แล้วมันก็เสื่อมไปอีก ท่านก็เสียใจทุกข์อีก ทำไปถึงหกครั้ง ครั้งที่เจ็ดมันก็เกิดขึ้นเกิดขึ้น แล้วฆ่าตัวตายกลัวมันหายกลัวมันเสื่อม ตายขณะที่จิตยังอยู่ ใน ฌาน แต่ว่าพอขณะจะตายนั้นมันไม่ ได้ตายทันที จิตมันยังไม่ตาย เวทนาก็บีบคั้นเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ทุกข์นั้นไม่เที่ยงไม่น่ายินดี หลัง จากนั้นก็เห็นเวทนาที่สิ้นสุดลงพร้อมกับชีวิต จิตไม่ยึดมั่นในเวทนา ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ขณะที่สิ้นใจตาย พร้อม กับการบรรลุธรรม โดยอาศัยอำนาจฌานที่มีพลังแห่งสมาธิเพ่งดู ความเจ็ บปวดแห่งศาสตรา พอตายแล้ ว พระทั้ ง หลายก็ ไ ปแจ้ ง พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามาดูเห็นคอพับเลือดไหลแต่เห็นควัน เป็ น กลุ่ ม ลอยอยู่ ท่านจึงว่าภิกษุทั้ง หลายเธอเห็ น ควั น ไฟที่ ล อย เป็นกลุ่มไหม ภิกษุทั้งหลายบอกว่าเห็นน่าอัศจรรย์นั่นคืออะไรท่าน บอกว่านั้นคือมาร มารผู้มีบาปกำลังตามหาวิญญาณของโคธิกะ .

50 L ชีวิตที่มีคุณค่า แต่มารไม่สามารถค้นพบวิญญาณ เพราะวิญญาณนั้นได้ อัสดงลงแล้ว วิญญาณอัสดงไม่ตั้งอยู่ในโลกไหนไม่ตั้งอยู่ในโลกทั้ง สองเป็นวิญญาณที่บริสุทธิ์มารที่ ไหนจะตามพบ เมื่อเราได้ความสุข ในสมาธินั้นมันเป็นความสุขเพื่อจะให้เห็นความทุกข์ของอริยสัจ เราย้อนมาดูการเจริญสมาธิภาวนาแบบอานาปานสติ บางท่านอาจจะไม่ถูกกันในการดูลมหายใจ คือเดี๋ยวนี้เรามีเป้า หมายใหญ่อยู่ตรงที่สติปัฏฐาน สติปัฏฐานนี้เป็นเครื่องมือเจริญ วิปัสสนาไม่มีพิธีรีตอง ตรงไหนมีกายเราก็เจริญได้ทั้งนั้น มีจิตตรง ไหนก็เจริญ จิตตานุปัสสนาได้ มีธัมมาอารมณ์มีธรรมอะไรเกิดขึ้น สภาวะจิตตรงไหนก็เจริญได้ เพราะฉะนั้นสติปัฏฐานที่พระพุทธเจ้า ท่านว่าเป็นทางอันเอก ทางอันเดียวที่ดับศูนย์แห่งความโศก เป็น ทางเดียวที่จะไปสู่ความสุขของสัตว์ พวกเรามีหมดแล้วเครื่องมือ การดูลมหายใจก็เป็นการดูสติปัฏฐานถ้าลมหายใจสงบลงมันจะ เห็นกาย ฌาน แปลว่า เพ่ง เมื่อเข้าไปในฌานก็หมายความว่าจิต เข้าไปในตัวอาการเพ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อออกมาจาก สภาพนั้นก็จะเห็นละเอียดเข้าไปอีก ทีนี้บางคนไม่ถูกกับการดูลม มีอีกนะวิธีที่จะใช้คือถ้าดูลม แล้วมันไม่สงบมันดูยากเอาใหม่มีอีกคือดูอิริยาบถ นั่งอยู่เราก็รู้ว่า เรานั่งให้จิตมันทราบ ยืนขึ้นก็ทราบชัดว่าเรายืน คือดูตัวเองเหมือน ดูคนอื่น เอาสติสัมปชัญญะผูกอยู่กับอิริยาบถของกายเคลื่อนไหว บางคนอาจจะดีกว่าการดูลม ถ้าอย่างนี้ยังไม่ถูกอีกก็ยังมีอีก คือ สร้างความรู้สึกในการเคลื่อนไหว สร้างความรู้สึกตัว ใครเป็นคน สั่งให้มันเคลื่อนไหวเราก็ดูจะเห็นว่าที่มันไปนั้นมีผู้สั่ง บางคนจะถูก กับแบบนี้ เราก็ลองศึกษาดูการปฏิบัติมีหลายแนวทาง จะแยกธาตุ จะดูอสุภะ ดูศพ ดูความเคลื่อนไหว ขอให้สู่เป้าหมายคือความดับ ทุกข์ เราก็สามารถปฏิบัติได้ .

ชีวิตต้องภาวนา : 51 พระพุทธเจ้าท่านทรงสั่งสอนด้วยความเมตตา เป็นห่วง พวกเรา ท่านตรัสว่าจิตของเราไม่มีนอกไม่มีใน คือไม่มีอะไรปิดบัง อำพรางธรรมที่จะนำออกจากทุกข์ เราได้แสดงแก่เธอทั้งหลาย แล้ว เธอจงมีธรรมเป็นที่พึ่งมีธรรมเป็นที่ระลึก ตอกย้ำจนถึงวัน ตายให้เรามีตนของตนนั้นเป็นที่พึ่งแล้วก็ให้มีธรรมคือทำตนให้มี ธรรมวันนี้เราสั่งสมเยื่อใยยางที่มีคุณค่าแห่งใจ เจริญทั้งศีล สมาธิ และปัญญา ยังไม่จบเห็นว่าเวลามันสมควร พรุ่งนี้เราจะต่อว่าเรา จะถือเอาสาระแก่นสารแห่งชีวิตนี้อย่างไร อาตมาเห็นว่าเวลามัน นานพอสมควรแล้ว บัดนี้สมควรแก่เวลา เพราะฉะนั้นชีวิตนี้จะมีคุณค่าจะ ต้องภาวนา การเจริญสมาธิภาวนาถือเป็นพรหมจรรย์ชนั้ สูงสุด จะ พัฒนาไป จนถึงพระนิพพาน ชีวิตคืออะไร ชีวิตเป็นอย่างไร ยังไม่ สมบูรณ์ ทำ ความเข้าใจกับชีวิตให้ชัดเจนขึ้น เราจะไม่ ได้ปฏิเสธ เรือ่ งโลกนี้โลกหน้า แล้วเราจะได้ตั้งใจสั่งสมคุณงาม ความดี เพื่อ กระแสแห่ ง วิ ญ ญาณของเราให้ มั น ดี ขึ้ น ยิ่ ง กว่ า นี้ สำหรั บ วั น นี้ สมควรแก่เวลา ขอยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอให้พรหมจรรย์ของท่านทั้งหลาย พรหมจรรย์เบื้องต่ำ ด้วยการให้ทาน พรหมจรรย์กลางๆ ด้วยการรักษาศีล พรหมจรรย์ เบื้องสูงคือการเจริญภาวนาสมถะวิปัสสนา พรหมจรรย์ของท่าน ทั้งหลายนั้น จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ โดยทั่วกัน ทุกรูป ทุกองค์ ทุกท่าน ทุกคน เทอญ †¢ .

.... นี่แล.วิงวอน ! ∑ “ภิกษุทงั้ หลาย.นั่น โคนไม้ทั้งหลาย. (พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ ๑๘/๖๗๔/๔๔๑) . ภิกษุทั้งหลาย.52 L ชีวิตที่มีคุณค่า ผู้ชี้ชวน. นั่น เรือนว่างทั้งหลาย.กิจอันใด ทีศ่ าสดาผูเ้ อ็นดูแสวงหาประโยชน์เกือ้ กูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย.” ภิกษุทั้งหลาย.พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส อย่าได้ประมาท พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย.เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอทั้งหลายของเรา..

ธรรมบรรยาย เรื่อง ทางสายกลาง โดย พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ .

† ทางสายกลาง ¢ ทางสายกลาง นำความดี สุขในทาง ใครไหนกัน มีความเห็น ทั้งชีวิต อีกวาจา การงานตน เลี้ยงชีวิต มีข้อวัตร มีสติ เกิดมรรคผล ทางสายธรรม นำชีวิต สุขในธรรม จะนำเรา นำวิถี จิตสุขสันต์ นำชีวัน เข้าสู่ทาง อันชอบธรรม ดำริชอบ ก็สัมมา ก็ดีงาม นำให้คิด ในกุศล ไม่วกวน ไม่ผิดธรรม สุจริต ความเพียรดี ระลึกชอบ จิตตั้งมั่น และซื่อสัตย์ มีกุศล กายใจตน ญาณปัญญา อนงฺคโณ ภิกขุ อุทยานธรรมดงยาง †’¢ .

ถ้าภิกษุเป็นอยู่โดยชอบ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ “ดูก่อนสุภัททะ ในธรรมวินัยใด ไม่มีอริยมรรคประกอบด้วย องค์ ๘ ในธรรมวินัยนั้น ไม่มีสมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ หรือสมณะที่ ๔ ในธรรมวินัยใดมีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในพระธรรมวินัยนั้นมี สมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ หรือ สมณะที่ ๔ ดูก่อนสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้ มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนี้เท่านั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ลัทธิอื่นๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง ก็ถ้าภิกษุเหล่านี้พึงอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะไม่พึงว่างจากพระ อรหันต์ทั้งหลาย.” (พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ ๒๑/๔๓/๒๙) อยู่โดยชอบ สำนึกตน อาศัยศีล พระองค์ว่า อยู่ ในธรรม ค้นคว้าธรรม สมาธิ จะเข้าถึง นำฝึกฝน นำศึกษา ญาณปัญญา ซึ่งนิพพาน .

.................................................. ทรงชักชวนฉันอาหารวันละหน (กกจูปมสูตร พระไตรปิฎกบาลี สยามรัฐ ๑๒/๒๖๕/๒๕๑) ภิกษุทั้งหลาย เราย่อมฉันโภชนะแต่ ในที่นั่งแห่งเดียว (คือ ฉันอาหารหนเดียว ลุกขึ้นแล้วไม่ฉันอีกในวันนั้น) ภิกษุทั้งหลาย เมื่ อ เราบริ โ ภคแต่ ใ นที่ นั่ ง แห่ ง เดี ย วอยู่ ย่ อ มรู้ สึ ก ความเป็ น ผู้ มี อาหารน้อย มีทกุ ข์นอ้ ย มีความเบากาย กระปรีก้ ระเปร่ามีกำลัง และ มีความผาสุกด้วย ภิกษุทั้งหลาย มาเถิด แม้พวกเธอทั้งหลาย ก็จงฉันโภชนะ แต่ ใ นที่ นั่ ง แห่ ง เดี ย ว ภิ ก ษุ ทั้ ง หลาย พวกเธอทั้ ง หลาย เมื่ อ ฉั น โภชนะแต่ในที่นั่งแห่งเดียวอยู่ จักรู้สึกความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มี ทุกข์น้อย มีความเบากาย กระปรี้กระเปร่ามีกำลัง และมีความ ผาสุกด้วย .......................................................พระธรรมวินัยนั้น จักเป็นพระศาสดาของพวกเธอ (พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ ๑๐/๑๔๖/๑๔๐) “ดูก่อนอานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า ธรรม วิ นั ย ของพวกเรามี พ ระศาสดาล่ ว งลั บ ไปแล้ ว พวกเราไม่ มี พ ระ ศาสดาดังนี้ อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว ที่เราบัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรม วินัยนั้น จักเป็นพระศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไป แห่งเรา” ...................................................................

ธรรมบรรยายเรื่อง

ทางสายกลาง

โดยพระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นบรมครูของ
เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย แม้ปรินิพพานนานแล้วพระองค์นั้น
ด้วยเศียรเกล้า ขออำนวยพรสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล ความสงบ
แห่งจิต ความผาสุกทุกประการ จงบังเกิดมีแด่ท่านสาธุชนผู้มี
ความสนใจใฝ่ ในธรรม ผู้แสวงหาคุณงามความดี ผู้ ใฝ่บุญใฝ่กุศล
ทั้งหลาย โดยทั่วกันทุกท่านทุกคน ณ โอกาสนี ้

เวลาล่วงเลยมาตีห้าใกล้จะสว่างแล้ว โอกาสที่เหลือก่อนที่
ฟ้าจะสาง วันใหม่มาถึง..เป็นเวลาที่เราจะได้พูดได้ฟังกันในสิ่งที่ควร
จะพูดจะฟัง ผมรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนสหธรรมิกเป็นห่วงมากๆ เพราะ
ว่ า เวลาผมไม่ พ อเดี๋ ย วนี้ ง านนิ ม นต์ เ ยอะ ต้ อ งเที่ ย วไปไกลๆ
เหนื่อยๆ เมื่อวานก็แสดงธรรมอยู่ที่โรงแรมสองสามชั่วโมงตั้งแต่
บ่ายโมงถึงบ่ายสี่โมง พวกท่านอยู่ที่นี่เป็นเวลานานมาแล้วตั้งแต่
เข้าพรรษา อะไรๆ มันจะเข้าร่องเข้ารอยเข้ารูปเข้าร่างบ้างแล้ว
ถ้ า ผู้ ที่ มี ค วามพอใจมี ฉั น ทะขึ้ น มา แต่ ก็ เ ป็ น สิ่ ง ที่ น่ า เป็ น ห่ ว งอยู่
ผมจึงไม่อาจจะไปที่ ไหนไกลๆ เมื่อวานมีงานนิมนต์ทางโทรศัพท์
ทางไกล ให้ท่านเจ้าคณะอำเภอเมืองมาคอยดักผมที่โรงแรมดุสิต
ไปแสดงธรรมที่ทางจังหวัดภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา ให้ตั๋วที่นั่ง
เครื่องบินสองที่ ผมไม่กล้ารับทั้งไม่อยากไป เพราะเป็นห่วงพวก
เราก็เลยบอกเลิกไปสองสามแห่งแล้ว

58 L ชีวิตที่มีคุณค่า

ที่เป็นห่วงก็คือว่าเวลาเรามันน้อยที่จะได้อยู่ด้วยกัน ได้พูด
ได้จาได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรม เวลาของท่านทั้งหลายก็
น้อย ท่านที่มาบวชชั่วคราวนี่ สามเดือนนิดเดียว แต่ก็จะมีคุณมีค่า
มากตลอดเวลาเราไม่ ได้อยู่กับตนเอง อยู่กับงานกับการ อยู่กับ
สภาพแวดล้อม อยู่กับอารมณ์ที่มาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น
ทางกาย ทางใจ ปรุงแต่งหมุนติ้ววัฏฏสงสารอยู่ตรงนั้น พอเรามา
บวชสามเดื อ นนี่ ก็ เ หมื อ นมาอยู่ กั บ ตนเองมาศึ ก ษาตนเอง มา
ทำความเข้าใจกับชีวิตกับจิตใจตนเอง

เรื่องที่เราสวดมาเมื่อกี้ เป็นเรื่องที่เราจะต้องทำความ
เข้าใจให้ ได้ เรือ่ ง ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสูตร เป็นธรรมะบทแรก
ที่พระพุทธเจ้าของเราท่านแสดง เรียกว่าเป็นหัวน้ำ หัวกะทิแห่ง
หลักธรรมทั้งหมด และเป็นธรรมะที่ท่านได้ตรัสรู้ เมื่อกี้เราก็สวด
ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา เป็นข้อปฏิบัติอันตถาคตได้ตรัสรู้
พร้อมเฉพาะแล้ว ท่านยืนยันว่าท่านตรัสรู้ด้วยธรรมอันนี้ ที่เราเอา
มาสวดกันธัมมะจักรนั้นมีหัวใจอยู่ที่อริยมรรคมีองค์แปดประการ

ทีนี้อริยมรรคมีองค์แปดยังชื่อว่าทางสายกลาง ทำความ
เข้าใจกับทางสายกลางให้มากๆ ผู้ที่เรียนในนักธรรมนี่ สอบมาจน
จบนักธรรมตรี โท เอก ก็ยังจะไม่เข้าใจอยู่ดี ขอให้เข้าใจนะ ยังไม่
เข้าใจดี ที่แจกไปเป็นแปดแฟคเทอร์ แปดองค์ประกอบรวมกันมา
เป็นอันเดียว เหมือนเชือกที่มีเกลียวแปดเกลียว แล้วเอามารวม
เป็นอันเดียวกัน ปฏิบัติเพื่อจะนำไปสู่ความดับทุกข์

ทางสายกลาง คำว่าทางสายกลางนี้จะต้องทำความเข้าใจ
ถ้าไม่มีสัมมาทิฎฐิ ปลูกขึ้นมาก่อนทีนี้เมื่อไม่มีทางสายกลางไม่มี
มัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ก็มีขึ้นมาไม่ ได้ ตัว
พรหมจรรย์อยู่ตรงนี้ ตัวศาสนาอยู่ตรงนี้

ทางสายกลาง : 59

เรื่องทางสายกลางถ้าหากไม่เริ่มต้นด้วยสัมมาทิฏฐิ ความ
เข้าใจอย่างถูกต้องจะมีไม่ ได้ ขอให้เข้าใจว่าทางสายกลางนี้ ไม่
ต้องรอให้มันมีทั้งสองมาขนาบข้างจึงจะรู้จักกลาง ไม่ต้องรอให้มี
การไปลองให้เต็มที่ในเรื่องกาม แล้วก็ ไม่ต้องรอไปจนกว่าเป็นการ
ทรมานตัวเอง จนสุดเหวี่ยงไม่ต้องมีสุดโต่งทั้งสอง เรียกว่า เอเต
ภิกขะเว อุโภ อันเต บอกชัดได้ว่า อุโภ อันเต เอเต เต ภิกขะเว
อุโภ อันเต มัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางนี้ ไม่
เข้าไปหาที่สุดทั้งสองอย่าง ในการปฏิบัติที่สุดทั้งสองอย่าง เป็นสิ่ง
ที่บรรพชิตไม่ควรข้องแวะเลย ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องในสิ่งเหล่านั้น

ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา, โย จายัง กาเมสุ กามะ
สุขัลลิกานุโยโค, หีโน, คัมโม, โปถุชชะนิโก, อะนะริโย, อะนัตถะ
สัญหิโต

นี้ คือ การประกอบตนพั ว พัน อยู่ ด้ ว ยความใคร่ ใ นกามทั้ ง
หลาย, เป็นของต่ำทราม, เป็นของชาวบ้าน, เป็นของชนชั้นปุถุชน,
ไม่ใช่ขอ้ ปฏิบตั ขิ องพระอริยเจ้า, ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เลย

ฟังให้ดี กาม แปลว่า ใคร่ สุขัลลิกะ ตามประกอบความ
ใคร่ในความสุขทางกาม ความสุขที่พอใจทุกอย่างที่พอใจ จนติดยึด
ที่กำหนัดเข้าไปนั้นแหละเป็นกาม นั่งสมาธิหลับนานๆ พระพุทธเจ้า
ท่านก็บอกว่านี่กำลังเป็นการสั่งสมกามราคะ ฟังให้ดีๆ นะ เพราะ
ว่ามันพอใจจะตื่นทำไม มันพอใจมันหลับมันดีอยู่แล้ว บอกให้ลุกยัง
ไม่ลุกนี่แหละท่านบอกว่าสั่งสมราคานุสัย ราคะก็คือการกำหนัด
อนุสะยะความกำหนัดตามเข้าไปนอนอยู่ในใจแล้ว พอตื่นขึ้นมาจาก
หลับมันจะฟุ้งให้ดูคิดไปหากามก็มีกำลังแรง ประเภทนั่งหลับนานๆ
นี้กามมีกำลัง

อะนัตถะสัญหิโต เอเตเต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา. ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลายข้อปฏิบัติเป็น ทางสายกลาง ไม่เข้าไปหาที่สุดแห่งการกระทำ ๒ อย่างนั้น มีอยู ่ .60 L ชีวิตที่มีคุณค่า อีกอย่างหนึ่ง คือ การประกอบการทรมานตนให้ลำบาก ในประเทศอินเดียหิมะลงหน้าหนาว ไปตากหิมะให้มันหนาวให้มัน หมดความรู้สึก ทรมาน เรื่องเพศให้มันตายไปเลย บางคนนั่งกำ มือไม่แบไม่ยอมแบกี่ปีกี่ชาติก็ ไม่แบ เล็บมันก็งอกออกทะลุหลังมือ อย่างนี้จึงเรียกว่า อัตตะกิละมะถานุโยค บางคนนอนย่างไฟ เขาว่าย่างกิเลสให้มันเหือดแห้ง บาง คนเอาเท้าเกีย่ วต้นไม้ เอาหัวห้อยลงดิน มันยากมากกิเลสนี่ ทรมาน มันให้มันหมดประสิทธิภาพ บางคนแทงเอาหนามจิ้มแทงแล้วก็ติด ไว้เลย ไปเห็นแล้วยิ่งทรมานใจเรียกว่าหุ่นทรมานใจคน แทงลง หมดเลือดแล้วก็น้ำเหลืองน้ำหนองไหลอาบหนามที่คาบวมเปื่อย ทรมานอย่างนั้นจึงเรียกว่า อัตตะกิละมะถานุโยค ตื่นมาตั้งแต่ตี สองอย่างพวกเรามานั่งสมาธินี้มันไม่ใช่อัตตะกิละมะถานุโยค โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค. ไม่ ใ ช่ ข้ อ ปฏิ บั ติ ข องพระอริ ย เจ้ า . อะนะริโย. เป็ น สิ่ ง นำมาซึ่ ง ทุ ก ข์ . ทุกโข.

ทางสายกลาง : 61 การทรมานตนให้ลำบาก พูดถึงตัวนี้กิเลสมันอาจจะเข้า ข้างตัวเอง พวกเราตื่นมาตั้งแต่ตีสองนี่มานั่งสมาธิมันไม่ทรมานตน หรือไม่ มันทรมานกิเลสอันนีม้ นั ไม่ทรมานตน คำว่า อัตตะกิละมะ ถานุโยค การทรมานตน อัตตะ แปลว่า ตน กิละมะถานุโยค ตาม ประกอบตนให้ลำบาก อีกอันหนึ่งตามประกอบตนทางกาม แต่ใน อิ น เดี ย เขาไม่ ไ ด้ ถื อ ว่ า ทรมานอย่ า งเรานะ เขาทรมานจนเสี ย สมรรถภาพของกาย อย่างบางคนนี้เขาว่ากามมันเกิดขึ้นเพราะ อวัยวะไปเดี๋ยวนี้ท่านก็จะเห็น ขออภัยพูดภาษาชัดๆ อย่างบางคน ยืนเอาเชือกผูกอวัยวะเพศถ่วงใส่ก้อนหินลงไป ยืนทรมานมัน ไม่ จำเป็นที่จะมีทั้งสองอันนั้นเราก็สามารถเข้าถึงทางสายกลาง ถ้าหากเรามีสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐินั้นก็คือ ความเข้าใจต่อ ธรรมชาติ ก ฎของธรรมชาติ แ ละตั ว ชี วิ ต ทั้ ง หมดที่ มั น เป็ น ตั ว ธรรมชาติ กฎของธรรมชาติเข้าใจธรรมชาติของชีวิตและจุดหมาย ที่สูงสุดของจิตใจ ที่จะนำไปให้ถึงนั่นคือเป้าหมายของมัน เมื่อเรา เข้ า ใจธรรมชาติ แ ห่ ง ชี วิ ต และเป้ า หมายสู ง สุ ด แห่ ง จิ ต ใจที่ จ ะนำ เข้ า ถึ ง เราพร้ อ มที่ จ ะเผชิ ญ หน้ า ทุ ก อย่ า งเผชิ ญ กั บ ความจริ ง ทุกอย่าง ความทุกข์นั่นแหละคือความจริงที่สุด ที่เราจะต้องพบกับ มันและเราจะต้องเผชิญหน้ากับมันอย่างรับผิดชอบเต็มที่ ระบบ ของอริยมรรคมีองค์แปด นั่นคือระบบแห่งการจัดการกับชีวิตของ เราเอง ด้วยมือสองข้างของเราถ้าเข้าใจเรื่องเจริญมรรคมีองค์ แปด เข้าใจเรื่องสัมมาทิฏฐิขึ้นมา ก็จะก้าวล่วง ก้าวล่วงการหวัง พึ่งสิ่งภายนอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปฏิหาริย์แม้แต่เทวดาฟ้าดิน เทพเจ้ า เครื่ อ งรางของขลั ง ทั้ ง หลายก็ ห มดความหมาย เป็ น เครื่องวัดสัมมาทิฏฐิ เป็นเครื่องวัดพุทธศาสนิกชนอีกด้วย .

62 L ชีวิตที่มีคุณค่า ถ้าหากเครือ่ งรางของขลังไสยศาสตร์ การหวังพึง่ อ้อนวอน เซ่ น สรวงบวงบนสิ่ ง ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ อิ ท ธิ ฤ ทธิ์ ป าฏิ ห าริ ย์ ทั้ ง หลายยั ง มี เกลื่อนกล่นในหมู่พุทธบริษัท ก็พึงรู้เถิดว่ายังไม่มีสัมมาทิฏฐิ ยังไม่ รู้จักทางสายกลางยังไม่เข้าถึงมรรค พวกคุณฟังดีๆ นะ ล้วนแต่ ปัญญาชนทัง้ นัน้ ทีผ่ มเป็นห่วงทีส่ ดุ ก็กลัวไม่เข้าใจในเรือ่ งเหล่านีแ้ หละ ผมตื่นมาตั้งแต่ตีสอง แม้จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากที่ อื่นไกลๆ งานเยอะ ผมก็มานั่งกับพวกท่าน มานั่งทำไม นั่งปรก มี นะมีคนเชิญผมนิมนต์ผม ถวายตั๋วเครื่องบินอย่างดี ให้นั่งเครื่อง บินไปนั่งปลุกเสกในกรุงเทพฯ ในที่อันใหญ่โต แต่ผมไม่ ไป ผมไม่ ไป ใครอยากจะขี่เครื่องบินก็เอาไปเถอะตั๋วเครื่องบินไปแทนผมมั่ง ก็ ได้ อันนั้นมันเป็นการนั่งปรกอิฐหินปูนทรายปรกไปแล้วก็ทำท่า ปลุกเสกด้วยภาษาบาลีแล้วก็เอาไปขายได้เงิน แต่มันไม่เป็นไป เพื่อสติปัญญาไม่เป็นไปเพื่อความเจริญรุ่งเรืองมั่นคงแห่งศาสนา แต่มันเป็นไปเพื่อความเสื่อม ผมก็ ไม่ ไปถ้าใครบอกว่าไม่ ไปไม่ ได้ ผมก็จะได้ คือไม่ ไป หัวเด็ดตีนขาดผมก็ ไม่เอา ที่นี่มันคนอยากขี่ เครื่องบินเขาก็ ไปแทนผม พอใจที่จะมานั่งปรกนั่งปรกพวกท่าน ทั้งหลาย นั่งปรกคนนี่ปรกพระเณรที่เดินไปเดินมาได้ แต่ขายไม่ ได้ พวกนี้ทั้งปรกแล้วก็ปลุกเสก ผมนั่งปรกมาตั้งแต่ตีสองกับพวกท่านเดี๋ยวนี้ก็จะปลุก ยัง ไม่ตื่นด้วยซ้ำหลับไปก็มี ไม่รู้จะปลุกยังไง สงสัยต้องเคาะหัวให้ตื่น ถึงว่าน่าสงสารคนพูด สงสารตนเองมากๆ นี่ความจริงผมนั่งอยู่ ข้ า งบน ผมตื่ น ตั้ ง แต่ ตี ห นึ่ ง อยู่ กั บ พวกท่ า น เป็ น พี่ เ ลี้ ย ง เป็ น ที่ ปรึกษา นั่งปรกให้กำลังใจนั่งทนดู .

ทางสายกลาง : 63 พวกท่านนั่งหลับงอกแงก นั่งนอนก็มี นั่งปรกเสียจนหลับ เลย นอนก็มี นอนก็ไม่นอนเฉยๆ นั่งก็ ไม่นั่งเฉยๆ บางคนยังปล่อย แก๊สพิษออกมาอีกใส่อาวุธเคมีออกมาอีก ตัวเองไม่รู้อะไรเลยนั่ง เฉย ปึ๋งออกมา ไม่รู้เหม็นหรือหอมเจ้าของนั่งหลับเฉย เราอยู่ใต้ ลมตรงนี้ก็รับไปเต็มเปาก็ไม่ว่าอะไร เพราะมันเป็นความไม่รู้ ไม่ ใช่ ความจงใจของพวกเราและมันก็เป็นธรรมชาติ แต่ถ้าผู้นั้นรู้ ผู้นั้น ตื่นด้วยสติก็คงไม่ทำอย่างนี้ ก็คงจะลุกออกไปโดยธรรมชาติ แต่นี่ เปล่าเลย นั่งฟังเสียงไปบ้างใส่เคมีออกมากลิ่นตลบเลยแต่ตัวเอง เฉย เวลาผมไม่มีมาก จะไปไกลๆ ผมก็เป็นห่วงพวกท่านทั้งหลายนี้ แหละกลัวไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นดังที่กล่าวแล้วว่า ถ้าสังคมชาวพุทธเรายัง เต็มไปด้วยการปรกการปลุกเสก เครื่องรางของขลังนั่งทางใน ไสยศาสตร์เสกเป่าเหล่านี้ก็พึงรู้เถิดว่า พุทธศาสนาของเราไม่ ได้ เจริญอะไร มีแต่เสื่อมถ้าเราหลงผิดอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เมื่อกี้เราพูด อริยมรรคมีองค์แปด อริยมีองค์แปดนั้นก็คือ ความเข้าใจในระบบ ธรรมชาติของชีวิตจิตใจของตนเอง และธรรมชาติภายนอกจาก ขบวนการของธรรมชาติ นี่เราทำความเข้าใจมาสู่ขบวนการปฏิบัติ ของมนุษย์ ต่อธรรมชาติคือชีวิต ชีวิตก็คือตัวธรรมชาติ จนไปถึงที่ สุดแห่งจิตใจส่งไปถึงที่สุด หลุดพ้นจากวัฏฏสงสารพ้นไปจากทุกข์ พรหมจรรย์นี้ก็คืออริยมรรคมีองค์แปด มี วิมุตติ เป็น เป้าหมาย อย่าลืมว่าพรหมจรรย์นี้ ไม่มีอย่างอื่นมีความหลุดพ้นวิชา วิมุตติเป็นอานิสงส์เป็นเป้าหมาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพรหมจรรย์นี้ มี มหาสาโรปมสูตร ท่านบอกว่าเหมือนคนถือขวาน ถือขวานไป ปรารถนาแก่นไม้ ไปเห็นต้นไม้ใหญ่ๆ เนื้อความโดยย่อเพิ่มเติมดังนี้ .

64 L ชีวิตที่มีคุณค่า ในสมัยหนึง่ พระผูม้ พี ระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตเมืองราชคฤห์ทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรบางคนในโลกนี้ มีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า เราเป็นผู้ถูกความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ความไม่สบายกาย และความคับแค้นใจ ท่วมท้น แล้ว ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นไปในเบื้องหน้าแล้ว ไฉนหนอ จึงจะกำจัดที่สุดแห่งทุกข์นี้ ได้ เขาผู้นั้นออกบวชแล้วยังลาภสักการะและชื่อเสียงให้เกิด ขึ้น ก็อิ่มใจเต็มความปรารถนาด้วย ลาภสักการะและชื่อเสียงนั้น ยกตนข่มผู้อื่น และมีความประมาทมัวเมาแล้ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์ อุปมาเหมือนบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เที่ยวแสวงหาแก่นไม้ เมื่อ ต้นไม้ ใหญ่มีแก่นยืนต้นอยู่เขาละเลยแก่น กระพี้ เปลือก และ สะเก็ดไม้เสีย ตัดเอาแต่กิ่งและใบไป ด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นไม้คนที่ รู้เรื่องดีเห็นเข้า ก็จะพึงกล่าวว่า บุรุษนี้ ไม่รู้จักแก่นไม้ ฯลฯ เมื่อ ต้องการแก่นแต่กลับตัดเอากิ่งและใบไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นไม้ กิจที่จะพึงกระทำด้วยแก่นไม้จึงไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขาเลย .

ทางสายกลาง : 65 อนึ่ ง กุ ล บุ ต รบางคนในโลกนี้ มี ศ รั ท ธา ออกจากเรื อ น บวชเป็นบรรพชิต ฯลฯ เขายังสมบูรณ์แห่งศีลให้เกิดขึ้นก็อิ่มใจเต็ม ความปรารถนาด้วยความสมบูรณ์แห่งศีลนั้น ยกตนเอง ข่มผู้อื่น และมีความประมาทมัวเมา ย่อมอยู่เป็นทุกข์ อุปมาเหมือนบุรุษผู้ ต้องการแก่นไม้ เที่ยวแสวงหาแก่นไม้ เมื่อต้นไม้ ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ เขาละเลยแก่นกระพี้ เปลือกและใบไม้ แต่ ได้ถากเอาแต่สะเก็ดไป ด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นไม้กพ็ งึ ถูกกล่าวหาว่าบุรษุ นี้ ไม่รจู้ กั แก่นไม้ ฯลฯ ถากเอาแต่สะเก็ดไม้ ไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นไม้ กิจที่จะกระทำ ด้วยแก่นไม้จึงไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขาเลย อนึ่ ง กุ ล บุ ต รบางคนในโลกนี้ มี ศ รั ท ธา ออกจากเรื อ น บวชเป็นบรรพชิต ฯลฯ เขายังสมบูรณ์แห่งสมาธิ ให้เกิดขึ้น ก็อิ่มใจ เต็มความปรารถนาด้วยความสมบูรณ์แห่งสมาธินั้น ยกตนเองข่มผู้ อื่น และมีความประมาทมัวเมา ย่อมอยู่เป็นทุกข์ อุปมาเหมือน บุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เที่ยวแสวงหาแก่นไม้เมื่อต้นไม้ ใหญ่มีแก่น ตั้งอยู่เขาละเลยแก่น สะเก็ด เปลือก กิ่งและใบไม้ แต่ ได้ถากเอา กระพี้ ไม้ ไป ด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นไม้ ก็จะพึงถูกกล่าวหาว่า บุรุษนี้ ไม่รู้จักแก่นไม้ ฯลฯ ถากเอากะพี้ ไม้ ไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นไม้ กิจที่จะพึงกระทำด้วยแก่นไม้จึงไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขาเลย อนึ่ง กุ ล บุ ต รบางคนในโลกนี้ มี ศ รั ท ธา ออกจากเรื อ น บวชเป็นบรรพชิต มีลาภสักการะและชื่อเสียงเกิดขึ้น เขาไม่อิ่มใจ ไม่เต็มความปรารถนาด้วยลาภสักการะและชื่อเสียงนั้น ได้ความ สมบู ร ณ์ ด้ ว ยศี ล เขาไม่ อิ่ ม ใจไม่ เ ต็ ม ความปรารถนาด้ ว ยความ สมบูรณ์แห่งศีลนั้น ได้ความสมบูรณ์แห่งสมาธิ เขาไม่อิ่มใจ ไม่เต็ม ความปรารถนาด้วยความสมบูรณ์แห่งสมาธินั้น .

66 L ชีวิตที่มีคุณค่า ได้ความสมบูรณ์แห่งญาณทัสสนะหรือปัญญา เขาไม่อิ่มใจ ไม่เต็มความปรารถนาด้วยญาณทัสสนะ หรือปัญญานั้น ไม่ยกตน ข่มผู้อื่น ไม่ประมาทมัวเมา ย่อมยังความสมบูรณ์ ให้สำเร็จ คือ ภาวะจิตหลุดพ้นจากกิเลส เพราะเห็นแจ้งด้วยปัญญา ดังนั้น พรหมจรรย์นี้ จึงมิใช่ลาภสักการะ ชื่อเสียง มิใช่ ความสมบูรณ์ด้วยศีล มิใช่ความสมบูรณ์ด้วยสมาธิ และมิใช่ความ สมบูรณ์ด้วยญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ แต่พรหมจรรย์นี้มีความ หลุดพ้นจากกิเลสของใจอันไม่กลับกำเริบ นั่นแหละจึงได้ชื่อว่า เป็นประโยชน์ เป็นแก่นสารในพระพุทธศาสนา ๑. ความสมบูรณ์ด้วยศีล เปรียบเหมือน สะเก็ดไม้ ๓. ความสมบูรณ์ด้วยญาณทัสสนะ เปรียบเหมือนกระพี้ ไม้ ๕. ความสมบูรณ์ด้วยสมาธิ เปรียบเหมือน เปลือกไม้ ๔. ความหลุดพ้น (จากกิเลส) เปรียบเหมือน แก่นไม้ บางคนก็ ไปถือเอายอดอ่อนๆ มัน บางคนก็ ไปเอาเปลือก แห้งๆ มัน บางคนก็ไปถากเอาเปลือกมันเข้าใจว่าเป็นแก่น บางคน ก็ ไปเอากระพี้ “บ้านเราเรียกว่าเอามอกมัน คนหนึ่งไปเห็นยอด อ่อนๆ ก็เข้าใจว่าแก่นมันก็เด็ดเอา” คนหนึ่งฉลาดกว่านั่นหน่อย หนึ่ง เห็นยอดอ่อนๆ โอ้... ลาภสักการะและชื่อเสียง เปรียบเหมือนกิ่งไม้ และใบไม้ ๒.ไม่ใช่แก่นตัวนี้ ก็ ไปเอาสะเก็ดมันแห้งๆ นี้ อีกคนหนึ่งฉลาดกว่านี้นิดหนึ่งบอกว่าไม่ ใช่แก่น แก่นมันคือตรงนี้ ใต้สะเก็ดแห้งๆ นี้ ที่แท้ก็คือเปลือก .

ทางสายกลาง : 67 คนหนึ่งฉลาดขึ้นมาอีกว่า นี้ก็ยังไม่ ใช่ ต้องใต้เปลือกนี้ เข้าไปอีก คือกระพี้ ภาษาภาคอีสานว่า “มอก” ส่วนคนผู้ฉลาดก็ เข้าถึงแก่น ฟันเอาแก่น ไม่เอายอดอ่อนๆ ไม่เอาสะเก็ดแห้งๆ ไม่ เอาเปลื อ ก ไม่ เ อากระพี้ หลั ง จากนั้ น ท่ า นก็ เ ปรี ย บเที ย บ ลาภ สักการะที่เขานำมาถวายมากๆ เสียงสรรเสริญเยินยอไปไหนแห่ หน้าแห่หลังเหมือนพระเจ้าแผ่นดิน อั น นั้ น พระพุ ท ธเจ้ า ว่ า ยอดอ่ อ นๆ นั้ น ยอดอ่ อ นๆ ของ พรหมจรรย์ยังไม่ ใช่แก่น ต่อมาก็สะเก็ดแห้งๆ ไม่สนใจเรื่องลาภ สักการะเสียงสรรเสริญเยินยอ พูดง่ายๆ ว่าไม่ปรารถนาความเด่น ดั ง ร่ ำ รวย ไม่ ถื อ ว่ า อั น นี้ เ ป็ น ผลของพรหมจรรย์ สู ง ขึ้ น มาอี ก ต้องการรักษาศีลอย่างเคร่งครัด ศีลบริสุทธิ์ แต่ความเข้าใจศีล มั น ก็ ยั ง น้ อ ย ก็ เ ลยมาหยุ ด อยู่ เ พี ย งแค่ ศี ล ศี ล นั้ น ท่ า นเรี ย กว่ า สะเก็ดแห้งๆ “ดูกอ่ นภิกษุทงั้ หลาย ภิกษุในธรรมวินยั นีเ้ ป็นผูม้ ศี ลี แต่จะ สำเร็จโดยศีลหามิได้” นัน่ ยังมีตอ่ อีก เหนือเกินกว่านัน้ อีกเมือ่ รักษา ศีลดีงามเท่านี้ก็พอใจ ไม่ก้าวล่วงต่อไปเกินกว่านั้น ก็พอแล้ว นี้คือ ตัวพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าว่าเป็นสะเก็ดแห้งๆ ต่อมาอีกไม่สนใจ เรื่องลาภสักการะ รักษาศีลดีก้าวล่วงมาถึงสมาธิดังนี้ พวกเราทำ อยู่นี้อย่าไปหลงอีกนะ “โฮ้..นั่งสมาธิตั้งแต่ตีสองทุกวันๆ” นี่ยอด พรหมจรรย์ก็ยังไม่ใช่อีก อันนี้ท่านว่าเปลือกมัน “เปลือกนะนี่ อยู่ ใต้เก็ดแห้งๆ” แต่เมื่อเจริญสมาธิแล้วก้าวล้ำลึกลงไปอีกถึงญาณ ทัศนะมีฤทธิ์มีเดช (magi cal power) มีหูทิพย์มีตาทิพย์ (extra sensory perception) มีอภินิหารขึ้นมา มีความพิเศษทางประสาท ของจิต เห็นอะไรไกลๆ รู้อะไรแปลกๆ ที่คนอื่นเขาไม่เห็น เห็น เทวดาฟ้าดินเห็นนิมิตเห็นอะไรอันนี้แหละ สุดยอดแล้วว่างั้น ..

68 L ชีวิตที่มีคุณค่า แท้ที่จริงยังไม่ ใช่ อันนั้นยังเป็นเพียงกระพี้ แต่ถ้าเรา ก้าวล่วงสิ่งเหล่านี้ ไป ไปถึงความหลุดพ้น เป็นแก่น ไม่หมกมุ่นสยบ ไม่ติดข้องขัดคาแม้แต่สิ่งเหล่านี้แหละ “ไม่ ได้ออนซอนสิ่งเหล่านี้” มีฤทธิ์มีเดชอะไรก็เฉย พยายามที่จะทำลาย อาสวะปลดปล่อยจิต ให้หลุดพ้นออกไป หลุดพ้นออกไป อันนี้ท่านเรียกว่า วิมุตติสารา สาราก็ตรงกับคำว่า สาระ แปลว่า แก่น ท่านสะกดด้วยอักษรรอเรือ วิมุตติสารา อย่างเราเริ่มต้นว่า ฉันทะมูละกา มีความพอใจเป็น รากแล้ว มะนะสิการะสัมภะวา การกระทำไว้ ในใจ ถ้าเกิดขึ้นมา พร้อมกันถึงพร้อมอย่างนี้ มันส่งมาเป็นทอดๆ เมื่อมีความพอใจ แล้วก็มีการกระทำไว้ในใจ หลังจากนั้นมันก็จะส่งกันต่อไป จากการกระทำไว้ ในใจนั้นก็จะเกิดทุกข์อย่างที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะเป็นต้นเหตุให้เกิดธรรมะ เขาด่ามาก็ ได้ ธรรมะถ้ามันถึงจุดนี้ เลยบอกว่า ฉันทัง ภิกขะเว ชาเนติ อาระ ภะติ จิตตัง นะมะติ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ประคองจิตใจ ให้เกิด ความพอใจในการประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์ อย่างเราไม่พอใจมัน หงุดหงิดมันอะไรต่ออะไร ประคองมันให้เกิดความพอใจ หาอะไร มาประมวลถึงความพอใจในการบวช ความพอใจในการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อเกิดความพอใจแล้ว มันจะไปไหนไม่ว่าจะทำอะไรไป นั่งถ่ายอยู่ในห้องน้ำ มันก็ มะนะสิการะสัมภะวา มะนะ แปลว่า ใจ สิการะสัมพะวา มันกระทำอยู่ในใจตลอด อะไรๆ ทำอะไรอยู่ ทำงานทำการส่วนรวม มองดูใจนี่มันก็ครุ่นพิจารณาอยู่ ในธรรม ได้ยินเสียงเพื่อนพูดกระทบกระทั่ง แทนที่มันจะไปโกรธไปโมโหใน สิ่งที่มันไม่ดีได้ธรรมะ เขายกย่องมาก็ ได้ธรรมะ เขาด่ามาก็ ได้ ธรรมะ .

ทางสายกลาง : 69 ผัสสะทุกอย่าง ผัสสะสมุททะยา ตาไปเห็นรูปอะไรที่ ไม่ สวยไม่งามก็เอาไปเป็นธรรมะได้ นั่งอยู่นี่เพื่อนปล่อยแก๊สพิษออก มาก็ ยั ง ได้ ธ รรมะอี ก ด้ ว ย ปึ๋ ง ออกมาเรานั่ ง อยู่ ใ ต้ ล มเต็ ม เปาได้ ธรรมะ ผัสสะสมุททะยา พิจารณาไปอย่างใดก็ ได้ นึกเห็นหน้า ขาวๆ ผมยาวๆ ปากแดงๆ คิ้วโก่งๆ มันปึ๋งออกมาแก๊สพิษของมันนี่ หอมไหม “มันก็คงเหม็นเหมือนกัน อย่างนั้นก็ยังเป็นธรรมะได้อีก” คิดเข้าไปสิ หรือไม่ก็แยกธาตุตั้งแต่ธาตุสี่ ขันธ์ห้าออกมา โอ้ย...ลม พัดมาในท้องลมในไส้ลมเดี๋ยวนี้มันพัดอุจจาระออกมา มันก็มีแต่ ของสกปรกโสมมนี่คิดดูสิ ถ้าหากมีฉันทะเป็นราก มนสิการะ ถึง พร้อมกระทำไว้ในใจ ผัสสะทุกอย่างไม่ว่ารูป ไม่ว่าเสียง ไม่ว่ากลิ่น ไม่ว่ารส ไม่ว่าผัสสะ ไม่ว่าอารมณ์ ใดเกิดขึ้นในใจมีแต่เหตุให้เกิด กุศลธรรม “ไม่ ใช่หนาว่ามันจะเกิดอกุศล” แต่ถ้ามันไม่มีรากคือ เหมือนกับปลูกต้นไม้ ถ้ามีรากมีงอกเกิดขึ้นแล้ว ใส่น้ำลงไปใส่ปุ๋ย ลงไปมันได้รับเต็มที่ก็เจริญ .

70 L ชีวิตที่มีคุณค่า เวทะนาสะโมสาระนา เวทนาคืออารมณ์ทุกอย่าง feeling ทุกอย่างเป็นที่ประชุมลงแห่งธรรม สะโมสร สะโมสาระนา ดีใจ เราก็ ได้ธรรมะ เสียใจเราก็ได้ธรรมะ เฉยๆ เราก็ ได้ธรรมะ เวทนา เหล่านี้ทำให้เราฉลาด หลังจากนั้นก็ ปัญญุตะรา ปัญญาเป็นยอด แทงขึ้นไป แทงขึ้นไป สตาทิปัตเตยยา สติก็ทำงานอยู่ตลอดมี อะไรก็ ส ติ ท ำงานเป็ น ใหญ่ สมาธิ ป มุ ข ขา สมาธิ เ ป็ น หลั ก เป็ น ประธานอย่างนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น สติปมุขา หลังจากนั้นก็หยั่งลง อมโตปทา หยั่งลงสู่อมตะ วิมุตติสาราก็เข้าถึงแก่นสาระคือวิมุตติ วิมุตตินี่เป็นแก่นของ พรหมจรรย์เหมือนต้นไม้ที่มีแก่น เพราะนั่น เราจะต้องเข้าใจว่า หลักอริยมรรคมีองค์แปด สัมมาทิฏฐิเข้าใจ เบื้องต้นเลยให้ ได้ ว่าการปฏิบัติ การมาบวชของเรานั้นมันจะต้องครบในอริยมรรคมีองค์ แปดที่เราพูดนั้น มั น มี ศี ล มี ส มาธิ มี ปั ญ ญา สองข้อแรกเปิด หนังสือของท่านทบทวนดูก็ ได้ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมา สังกัปปะความดำริชอบ สองอันเป็นปัญญา เวลาเราพูดเราบอกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา แต่เวลาในมรรค ปัญญาขึ้นมาก่อน ปัญญาขึ้น มาก่อนนะ สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะความดำริชอบ การดำริคืออะไร? คือความเห็น ถ้าความเห็นของพระเจ้า แผ่นดินเรียกว่า พระราชดำริ ความดำริชอบนั้นก็หมายความว่า ความครุ่นคิดความหวังความปรารถนา ต่อไปเป็นความชอบในนี้ถ้า หากเราเข้าใจ มีสัมมาทิฏฐิมีความเข้าใจชอบ ความดำริมันก็ชอบ ขึ้นมา ความคิดปรารถนาตั้งใจก็เดินไปสู่ทางที่มันชอบ สองอันนี้ เป็นปัญญาแต่ปัญญารุ่นแรกๆ นะ ยังไม่ใช่ปัญญาที่พูดถึงว่า ศีล สมาธิ ปัญญา พูดแบบนี้พูดถึงผลมาพูดแบบเรียง แบบมรรคเลย เป็นเหตุนำไปสู่ผล ที่พูดว่า .

ทางสายกลาง : 71 ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างนี้ ความจริงนั้นปัญญาจะต้องนำ หน้าแล้วไม่มากก็น้อย ปัญญาในช่วงนี้ช่วงลงทุนประพฤติปฏิบัติ เป็นเพียงข้าวปลูกเป็นเพียงเมล็ดเผ่าพันธุ์แห่งปัญญา เหมือนกับ ชาวบ้านเขาทำนานั่นนะข้าวปลูกไม่มากเท่าไหร่หรอก ข้าวพืชมีสัก กระสอบหนึ่ง เอาไปหว่านเป็นเชื้อแล้วมันเจริญงอกงามก็ถอนเอา ไปดำ ตัวนี้ขยาย ๆ พอมันเป็นลูกเป็นหมากเก็บเกี่ยวเข้ายุ้งเข้าฉาง ก็ข้าวเหมือนกันกับข้าวปลูกแต่คนละข้าว ข้าวปลูกน้อยถ้ากินก็กิน ได้ ไม่นานถึงปี เพราะฉะนั้นมันไม่จบอยู่เพียงสัมมาทิฏฐินะ ที่เราพูดนี้ มันเป็นข้อปฏิบัติ พอถึงสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ หลังจากนั้นก็ สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สามอันนี้ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตา สัมมาอาชีโว การพูดจาชอบ การ กระทำการงานชอบ การเลี้ยงชีพชอบ เป็นศีล เลี้ยงชีวิตนิเรียกว่า ศีลนะ เลี้ยงชีวิตนี่ถ้าผิด เลี้ยงชีวิตในทางผิดก็เป็นการทำลายศีล ในทางพระนี้ท่านบีบไว้เลย .

คนมาดูหมอส่วนมากเป็นผู้หญิง “ยิ่ง พวกที่ ใส่รองเท้าส้นสูง ใส่เสื้อคอลึกยิ่งสำคัญ” ไปกุฏิเต็มไปด้วย รองเท้ายองๆ จะไปหาก็ ไม่ ได้ท่านรับแขก แขกท่านก็คือพวกเขามี ทุกข์ เรียนจบดอกเตอร์ขา้ มฟ้าข้ามทะเลมา เป็นพระอย่างดีเพือ่ นผม ไม่ทำอะไรนั่งดูหมอ” คุณต้องแก้อย่างนั้นอย่างนี้นะ ผูกดวงเท่า ไหร่ แปดร้อย เขาถามท่านทำเป็นไหม ท่านบอกว่า ก็ทำให้คนนั้น คนนี้อยู่ นั่นเลียบเคียงอีกด้วย ก็มันผิดลักษณะของศีล พูดถึงพระ ของโยมก็ยิ่งหนักเข้าไปหลายอัน ..72 L ชีวิตที่มีคุณค่า พระจะไปทำอะไรที่ ไม่ถูกต้องอย่างที่เราเห็นเกลื่อนกล่น อยู่อย่างนี้ ผมไม่แน่ ใจละทีนี้ ไม่ว่าไม่แน่ ใจ ผมไม่เชื่อเลยว่าท่าน รักษาศีลชนิดนีส้ มบูรณ์ เพราะสัมมาอาชีโวของพระนี่ หนึง่ กุหะนา เว้ น จากการหลอกลวงเขานั่ น ลั ป ปะนา เว้ น จากการพู ด จา เลียบเคียงหลอกลวงเขาไหม เมื่อเราทำเหรียญทำอะไรต่ออะไร ของมันดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ไปโฆษณากัน รุ่นขี่แรด ขี่เสือ ขี่สิงห์ มี หมดก็ซอื้ ไป ลัปปะนา เลียบเคียงไม่ตรงๆ ก็เลียบเคียง โน้มน้าวให้ เขาหลงเชื่ออันนี้นำมาซึ่งลาภสักการะ อันนั้นก็ ไม่ ได้ นิพเปสิกะตา ขู่เข็ญอย่างเป็นหมอดู มีโอกาสขู่เข็ญ ดวงคุณตกต่ำมากปีนี้ ถ้า เป็นภาษาภาคอีสานว่า “ชะตาขาด ธาตุหัก หลักโค่น” ตายแน่ๆ เจ้าปีนี่ที่พึ่งก็ไม่มีตัวเสวยก็แรง พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก ต้อง ดาบสี่เขื่อน แก้พรหมชาติ แก้ชะตาหลวง เขาถามว่าท่านทำเป็น ไหม แก้ดวงชะตา พระบางรูปอาจจะบอกว่า ก็มีแต่อาตมานี่ละทำ เป็น ว่าไปโน่น “ต้องเสียค่าครูค่าคายเท่านั้นเท่านี้” พวกหมอดูก็เหมือนกันพระหมอดูเยอะเลย จบดอกเตอร์ มาไม่ ได้เอาความเก่ง เอาความรู้ มาสอนศาสนาพุทธมาปฏิบัติ ธรรม เอาดอกเตอร์มาเป็นดอกเตอร์หมอดู ดอกเตอร์ดูนั่งทั้งวัน ไม่ทำอะไรดูหมอ มาแล้ว..

ทางสายกลาง : 73 ทีนี้สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สามอันนี้เป็นสมาธิ พอเรามาเรียงดูว่า ปัญญา ศีล สมาธิ แต่มัน ไม่จบเพียงแค่นี้เราเรียนกันเพียงแค่นี้ แต่เมื่อมันมี ปัญญา ศีล สมาธิ จากสมาธินี้จะส่งให้เกิดปัญญา แต่มันไม่ ใช่ปัญญาแบบ ปั ญ ญาแรกๆ เข้ า มาสู่ ร ะดั บ ญาณเมื่ อ กี้ เ ราจึ ง พู ด เรื่ อ งมรรคที่ พระพุทธเจ้าของเราว่า ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา เป็นสิ่งที่ ตถาคตได้ ต รั ส รู้ พ ร้ อ มเฉพาะแล้ ว จั ก ขุ ก รณี ที่ นี้ จั บ จุ ด ตรงนี้ เรียกว่า จักขุกะระณี เป็นเครื่องทำให้เกิดจักษุ มรรคแปด จักษุถ้า เราแปลธรรมดาก็แปลว่า ตา ไม่มีตาหรือพระพุทธเจ้าแต่ก่อน ตาบอดอย่างนั้นหรือ มาบวชแล้วหรือถึงมีตา จักขุกรณี ถึงมอง เห็นขึ้นมาได้ อันนี้คนละตากันแล้ว ตานี้เป็นเพียงจักษุเพียงให้มองเห็น เมื่อยิ่งกว่าจักษุต่อไป นั้ น ก็ ม าถึ ง ญาณกรณี คุ ณ ก็ ดู ต ามหนั ง สื อ สิ ว่ า จั ก ขุ ก รณี เป็ น เครื่องกระทำให้เกิดจักษุ ญาณกะระณี เป็นเครื่องกระทำให้เกิด ญาณ นี่ๆ คืออะไรเราเห็นได้ชัดว่าจักษุนี้ก็เพียงให้มองเห็นธรรมดา ญาณลึกลงไปกว่านั้นอีก ความรู้ธรรมดาครั้งแรกเหมือนข้าวพืช เหมือนข้าวปลูก เหมือนเมล็ดพันธุ์บัดนี้เมล็ดพันธุ์ ได้ออกลูกออก หมากแล้ว แล้วเอามาเก็บเกี่ยวเป็นญาณ เหมือนญาณ ญาณเกิด มาจากความรู้ต่ำๆ ธรรมดาพัฒนามาถึงขั้นสูงโดยอาศัยศีล อาศัย สมาธิ หลังจากนั้นญาณเหล่านี้ก็ทำให้จิตใจรู้สึกปล่อยวางมากขึ้น ความสงบก็เกิดมา หลังๆ ปัญญาก็มี ครั้ ง แรกสมาธิ อ บรมปั ญ ญา ปั ญ ญาก็ ไ ปอบรมสมาธิ สมายะ เข้าไปสงบระงับหลังจากนั้น อุปะสมายะ แล้วไปไหนทีนี้ ตรงนี้มีปัญญายิ่งขึ้นไปอีก อะภิญญายะ เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่งเพิ่มขึ้น .

74 L ชีวิตที่มีคุณค่า อภิ แปลว่า ยิ่ง แปลว่า เพิ่ม ครั้งแรกมีจักษุให้มาเห็น ต่อมาก็มีญาณ เมื่อเริ่มมีจักษุแล้ว ก็มีการปฏิบัติตามอริยมรรคมี องค์แปด เริ่มมีจักษุครั้งแรกเป็นความรู้น้อยๆ ว่าอันนี้เป็นบาปอัน นี้เป็นบุญ อันนี้เป็นคุณอันนี้เป็นโทษ พอนี้ปฏิบัติรักษาศีลดีเข้าไป อีก สมาธิเพิ่มเข้าไปอีกก็เกิดญาณ ญาณนี้ก็เกิดส่งผลต่อไปให้ สมาธิลึกลงไปอีก อุปะสมายะ เข้าไปสงบ เป็นไปเพื่อความสงบ อุปะสมายะ หลั ง จากนั้ น ความสงบได้ ถึ ง ระดั บ หนึ่ ง ก็ ส่ ง ให้ เ กิ ด อภิญญายะ รู้ยิ่ง เพิ่มความรู้ขึ้นมากกว่าจักขุกรณี มากกว่าญาณ กรณี ตรงนี้มาสู่คำว่า อภิญญายะ รู้ยิ่ง รู้ยิ่งขึ้นมา มาถึงความรู้ อิ่มตัว ไม่มากไม่น้อย อิ่มตัวคือไปถึงการทำลายทุกข์ ได้ ความทุกข์ ไม่สามารถขยายอยู่ในจิตในใจแล้วตั้งอยู่ ไม่ ได้ ความรู้ก็พอดี ไปถึงที่สุดดับทุกข์อันนี้ จึงเกิดคำหนึ่งว่า สัมโพธายะ เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม รู้ยิ่งมาถึงรู้พร้อม รู้พร้อมก็ คือรู้อัตโนมัติเลย พอดีเป๊ะๆ ของมันหลังจากนั้นก็ นิพพานายะ สังวัตตะติ เป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะนั้นระบบของมรรคจะต้อง เริ่มต้นด้วยความรู้ จักขุกะระณี ญาณกะระณี รู้เรื่องราวของ ธรรมชาติแห่งชีวติ จิตใจและเป้าหมาย ในการปฏิบตั จิ ะต้องมีเป้าหมาย เป้าหมายอันนั้นมันอาจไม่เกี่ยวกับไอ้สองอันข้างๆ นี้เพราะมันไม่ ต้องไปลองผิดไม่ต้องลองถูก พระพุทธเจ้าวาง step ไว้คืออยู่ที่เป้าหมาย เข้าใจว่าเป้า หมาย อยู่ตรงนู้น เข้าใจธรรมชาติชีวิตจิตใจของตนเองให้ดี แล้วก็ นำไปสู่ เ ป้ า หมายนั้ น ก่ อ นที่ จ ะไปสู่ เ ป้ า หมายนั้ น จะต้ อ งเข้ า ใจ ธรรมชาติ ชีวิตของตนเองจิตใจของตนเอง ชีวิตนี้จะต้องประสบ พบพานกับความทุกข์ จึงบอกว่า ความทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ความ ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ความทุกข์เท่านั้นดับไป นอกจากความทุกข์หามี อะไรไม่ .

ทางสายกลาง : 75 ก็คือความบีบคั้นเปลี่ยนแปลงกันอยู่ตลอดนั่นแหละ เรา เผชิญหน้ากับความทุกข์ ไม่ ได้หลบทุกข์หนีทุกข์ ไปไหน เรียกว่าเป็น ระบบเผชิ ญ หน้ า กั บ ความจริ ง รั บ ผิ ด ชอบต่ อ การกระทำคำพู ด ความคิดของตนเอง จัดการชีวิตของตนเองก้าวล่วงการเซ่นสรวง บวงบนอ้อนวอน เทวดาอารักษ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์อภินิหาร ต่างๆ หมดความหมาย เมื่อเข้าใจเรื่องสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นมา เรา จะต้องเข้าใจอย่างนี้ ไม่ต้องอ้อนวอนแล้ว ไม่ต้องพูดว่า อุกาสะ อุกาสะ ณ โอกาสนี้ ข้าพเจ้าจะสมาทานเอาซึ่ง พระกรรมฐานเสร็จแล้วสุดท้ายก็ขอ ขณิกะสมาธิ อุปะจาระสมาธิ อัปปะนาสมาธิ และวิปัสสนาญาณ จงบังเกิดมีในขันธะสันดาน ของข้าพเจ้า แล้วก็นั่น ครั้งแรกก็อุกาสะ ต่อมาก็ ข้าพเจ้าจะ สมาทานเอาซึ่งพระกรรมฐานมีสติไว้ ในลมหายใจเข้าออก สิบหน ร้อยหนพันหน ขอขณิกะสมาธิ อุปปะจาระสมาธิ อัปปะนาสมาธิ หลังจากนั้นบางแห่งมากไปกว่านั้น ขอบารมีหลวงพ่อนั้นหลวงพ่อ นี้อาจารย์นั้นอาจารย์นี้ขอบารมีหลวงพ่อนู้น หลวงพ่อนี้ อาจารย์ นู้นอาจารย์นี้ “โฮ คือสิง่ายแท้ขอเอาได้ปานนั้น” อะไรจะง่าย ขนาดนั้น .

76 L ชีวิตที่มีคุณค่า พระพุทธเจ้าว่า อักขาตาโร ตะถาคะตา ภิกขะเว เรา ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกชี้ทางให้เท่านั้นนะ ตุมเหหิ กิจจัง กาตัพพัง ความพากเพียรพยายาม ให้เข้าถึงจุดหมายปลายทาง เป็นเรื่อง ของพวกเธอนะ เราช่วยอะไรเธอไม่ ได้นะ เดี๋ยวนี้มันผูกกันไปหา อาจารย์หนึ่งก็มอบตัว มอบชีวิตจิตใจกับท่านอาจารย์ ปริจะชามิ สละแล้วชีวิตบูชาท่าน สละบูชาพระพุทธเจ้าแล้วก็อธิษฐานกรรม ฐาน บูชาอย่างดีขอบารมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หลัง จากนั้นก็ขอบารมีอาจารย์ที่ตัวเองเข้าไปถึงนั่นนะ นั่งก้นยังไม่ทัน อุ่นเลย สมควรแก่เวลาแล้วแค่นั้น ลุกไปกินข้าวต้มแล้วสว่างแล้ว มีหรือยังข้าวต้ม ลองดูเถอะคุณพ่อใหญ่แม่ใหญ่ ถ้าง่ายขนาดนั้น พระพุทธเจ้า ช่วยเราไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องอริยมรรคมีองค์แปดนั้น คือการเข้าไป จัดการกับชีวิตของตนเอง ด้วยการรับผิดชอบดูสติปัญญาที่เข้าไป รู้ธรรมชาติ ชีวิตจิตใจและเป้าหมายแห่งพรหมจรรย์ เมื่อเราเข้าใจ เป้าหมายแล้วก็ลงมือเลยจัดการ ทีนี้ก่อนที่จะเข้ามาถึงตรงนี้มันมี ปัญหามาก ก่อนที่จะเข้ามาสู่มรรค อันนี้ผมไปเที่ยวเทศน์ตรงโน้น ตรงนี้ก็เหมือนกับไปเที่ยวเรียกคนเข้ามาสู่มรรคหนทางอันนี้ วัฏฏสงสารท่านเต็มไปด้วยความวุน่ วาย เต็มไปด้วยความ มืดมน เต็มไปด้วยความเร่าร้อน เต็มไปด้วยความลุ่มหลงนี่ ยังมี เส้นทางที่ทอดตัวยาวเหยียดเส้นทางความบริสุทธิ์ ไปสู่เป้าหมาย อันจะออกจากความเร่าร้อน มืดมน กระวนกระวาย แต่เส้นทาง สายนี้มันก็ทอดอยู่อย่างนี้ บุคคลทั้งหลายก็หลงไป หลงทิศ หลง ทางไปเหมือนเดินในป่าในดง ทีนี้ครูบาอาจารย์พระสงฆ์องค์เจ้า บางท่าน หรือศาสนาแต่ละศาสนาก็เหมือนกัน ก็เดินตามทางคือ มรรคเหมือนกัน แต่จะไปสู่จุดจบคือความดับทุกข์เหมือนกันไหม .

ทางสายกลาง : 77 พระพุทธเจ้าบอกว่าก่อนที่ท่านจะตายนะ ท่านเทศน์กัณฑ์ หนึ่ง ก่อนที่จะตายคืนนั้นแหละ ไม่ถึงสองชั่วโมงก่อนที่จะตายท่าน ได้เทศน์เรื่องนี้ ขนาดนั้นนะพระพุทธเจ้าเทศน์ก่อนจะตายทำงาน ตายคาที่เลย จะมาพูดอะไรพวกเราแค่นี่เอง มีคนหนึ่งแกกระหืด กระหอบจะไปหาพระพุทธเจ้า ชื่อว่าสุภัททะ สาวกองค์สุดท้าย ภิกษุทั้งหลายกีดกัน พระอานนท์และพระอื่นๆ กันทั้งนั้น อย่า เข้าไปพระศาสดากำลังอาพาธหนัก ทุกขเวทนาอยู่คุณอย่าเข้าไป รบกวน คนนั้นก็ขอให้ผมเข้าไปหานิดเดียวก็ ได้ ครั้งเดียวครั้งแรก ที่ผมมานี้ เป็นครั้งสุดท้ายขอเถอะ ก็ต่อรองกันถึงสามครั้ง พวกนี้ ห้ามลูกเดียวพระพุทธเจ้ากำลังไข้หนักเลย กำลังเข้าขั้นโคม่า พระพุทธเจ้าท่านได้ยิน เพราะสติสัมปชัญญะ จิตใจท่าน ไม่ ได้ป่วยไข้นี่ ร่างกายป่วยไข้ ไป จิตใจไม่ ได้เป็นอะไร อะโรคะยา ไม่มีโรคแล้วไม่มีอะไรจะเข้าไปเสียดแทงแล้วเรื่องจิต ท่านก็บอกว่า พวกเธอว่าอะไร พวกเธอห้ามอะไร โต้อะไรกัน อานนท์ก็มาบอก เรื่องราวให้ฟังพระพุทธเจ้าบอกให้เขาเข้ามาสิ เวลาจะพบกันมันยิ่ง น้ อ ยให้ เ ขามาเถอะอนุ เ คราะห์ เ ขา คนนี้ ถื อ ศาสนาอื่ น โดยเป็ น นักบวช เป็น ปริพาชก ปริพาชกเป็นนักบวชชนิดหนึ่ง มันมีปริพา ชก อเจลก มีชฎิล มีอะไรต่ออะไรเยอะแยะสมัยนั้น สุภัททะปริพาชกเข้าไปก็เข้าไปถามเลย แทนที่จะถาม ธรรมะนะ ถามว่า “นอกศาสนาของท่านไปแล้วมีไหม ศาสนาที่มี สมณะหนึ่ง สอง สาม สี่ คือ พระโสดาบั น สกิ ท า อนาคา อรหันต์ สี่ระดับนี้มีไหม” พระพุทธเจ้าของเราก็บอกว่า เวลาของ เราก็มีน้อย ทำไมเธอไม่ถามอย่างอื่นที่มีประโยชน์กว่านั้น ทำไมไม่ ถามว่าทำยังไงจะเข้าไปถึงความเป็นสมณะ ที่หนึ่ง สอง สาม สี่ ไป ถามหาทำไมเรื่องนั้น .

78 L ชีวิตที่มีคุณค่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เวลาของเราเหลือน้อย เราขอ บอกให้เธอทราบว่า นอกจากอริยมรรคอันประกอบไปด้วยองค์แปด ประการนี้ จักไม่มีเลย ท่านบอกว่า จักไม่มีเลยนอกจากอริยมรรค มีองค์แปด อันเป็นตัวพรหมจรรย์นี้จะไม่มี สมณะหนึ่ง สอง สาม พูดง่ายๆ ว่าทางมีเยอะแยะ ทางคือศาสนานะเป็นตัวทาง ทอดนำ ศาสนิกให้เดินไปทางจิตใจ แต่ ไปแล้วมันไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ มัน ออกไปไม่ ได้จากทุกข์ คนโบราณอีสานเลยพูดไว้คำหนึ่งว่า ทางหลายเส้น ตามใจไห่เลือกไต่ คั่นเจ้ามักเส้นเวิ้ง ทางเลี้ยวกะหากมี มัวแต่เทียวทางเวิ่ง เขิงหลายมันสิค่ำ มัวแต่กินหมากหว่า มันสิซ่าคำทาง ลูกหลานเอ้ย อาจจะพูดเหมือนคนไม่เต็ม แต่มีความหมาย ปรัชญาที่ รุ่งเรือง ผมพอใจมากตั้งแต่เด็กๆ ผมจำตั้งแต่น้อยๆ นกอีเอี้ยงกินหมากโพธิ์ ไฮ แซวๆ เสียงบ่มี โตฮ้อง แซวๆ ฮ้องโตเดียวเมิดหมู่ เมิดหมูน่ ั่นหากแม่นเอี้ยงคู่ โต ครั้งแรกว่า “แซวๆ เสียงไม่มีตัวร้อง แซวๆ ร้องตัวเดียว ทั้งฝูง ทั้งฝูงนั้นเป็นนกเอี้ยงเหมือนกัน” พูดสนุกๆ หรือก็มาคิดว่า พู ด เหมื อ นคนไม่ เ ต็ ม แต่ ค วามหมายมั น มี เหมื อ นเส้ น ทาง ทางหลายเส้นตามใจให้เลือกเดิน ชอบเส้นโค้งทางเลี้ยวก็หากมี ไม่ถูกทางก็มี หลงไปหลงมา มัวแต่เทียวทางอ้อมทางเวิ้งอยู่เรื่อยก็ ไม่ ไหว หลังจากนั้นมันก็ช้า ตายทิ้งไม่รู้กี่แสนชาติแล้วเกิดมาใน วัฏฏสงสารนี้ .

ทางสายกลาง : 79 ทางเดิ น ของชี วิ ต บางที เ ราอาจจะนั บ ถื อ ศาสนาหนึ่ ง บางทีก็ ไม่มีศาสนา เดินไปเหมือนตาบอด บางทีก็เดินไป เดินไป ทางเส้นนัน้ ก็ไปสุดลง พบกับความมืดหรือพบทางตัน พระพุทธเจ้า ของเราท่านก็เลยตรัสบอกสุภทั ทะ ท่านบอกว่า “อากาเส วัปปะทัง นัตถิ พาหิโร นัตถิ สะมะโณ นัตถิ พะหิโร เหมือนในอากาศที่ ท้องฟ้าเนี่ย จะไม่มีรอยเท้าของผู้ ใด” หลังจากนั้นบอก สะมะโณ นัตถิ พาหิโร สมณะภายนอก พหิ พหิระ พหิโร ภายนอก สมณะ หิโร ภายนอก สมณะภายนอกจากอริยมรรคจากธรรมวินัยนี้ ไม่มี สมณะหนึ่ง สอง สาม เหมือนกับบนอากาศนี่ ไม่มีรอยเท้า เพราะเหตุนั้นถ้าไปตามทางนี้จะมีสมณะที่หนึ่ง สอง สาม ในอริยมรรคมีองค์แปด แล้วสุภัททะปริพาชกก็ถามว่า “ทำอย่างไร จึงจะสามารถเข้าถึงทีส่ นิ้ สุดแห่งทุกข์ ออกจากทุกข์ ได้” พระพุทธเจ้า ท่านก็บอกว่าง่ายๆ “เยเต ภิกขะเว สัมมาวิหะเรยยุง อะสุญโญ โลโก อะระหันเตหิ อัสสะ ถ้าเธอทัง้ หลาย ภิกษุทงั้ หลาย ทั้งหมดนี่ เป็นอยู่โดยชอบในอริยมรรคแปด เป็นอยู่โดยชอบ สัมมาวิหะเรย ยุง เป็นอยู่โดยชอบ โลกก็ ไม่ว่างจากพระอรหันต์” จักไม่ว่างจาก พระอรหันต์เลยถ้าเป็นอยู่โดยชอบในแปดประการนี้ .

80 L ชีวิตที่มีคุณค่า ตอนที่ผมยังเป็นเด็กน้อยๆ ผมอ่านเจออยู่ในหนังสือ ผม ก็ ไปถามท่านญาครูดี แกยังไม่ ได้ตายยังอยู่ แกเป็นจารย์เฒ่า อายุ เจ็ ด สิ บ ปี เป็ น เจ้ า อาวาส บวชมายี่ สิ บ ปี สามสิ บ ปี อ ยู่ ไ ม่ ไ ด้ สึ ก ลาสิกขา ผมไปอ่านพบในหนังสือ เยเต ภิกขะเว สัมมาวิหะเรยยุง อะสุญโญ โลโก อะระหันเตหิ อัสสะ ถ้าภิกษุเป็นอยู่โดยชอบ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ ผมถามท่านว่า อาจารย์เราไม่อยู่โดย ชอบหรือ ทำไมไม่ ได้เป็นพระอรหันต์เหมือนท่าน แล้วเราอยูอ่ ย่างไร ผมเป็นเณรน้อยผมถาม เจ้าจะมาถามหาพระอรหันต์อะไรตอนนี้ มันหมดแล้ว ท่านบอกอริยมรรคมีองค์แปดท่านก็ ไม่ตอบไม่อธิบาย อะไรเป็นอยู่โดยชอบ ก็ไม่ตอบ ถ้าภิกษุเป็นอยู่ โดยชอบ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ สุภัททะขอบวชทันทีเลย มั่นใจแล้วทางสายนี้ ทีนี้พระพุทธเจ้าว่า “เธอเป็นปริพาชก นักบวชนอกศาสนา เธอต้องอยู่ติตถิยะปริวาส เป็นนาคเสียก่อนสี่เดือน” ติตถิ แปลว่า ท่า ติตถิยะปริวาส แปล ว่า เข้ามาอยู่เฉพาะในท่านี้ก่อนสักสี่เดือน ดูว่าเธอจะแน่นอนไหม พอจะบวชได้ ไหม สุภัททะบอกว่า อย่าว่าแต่สี่เดือนเลย สี่ปีผมก็ เอาขอให้ ได้บวช ได้บวชในวันนั้นเลย เพราะศรัทธามันกล้ามาก ฉันทะมันกล้ามาก ไม่ว่าแต่สี่เดือน สี่ปีผมก็เอาท่านว่า เพราะฉะนั้น อริยมรรคมีองค์แปดท่านสอนจนตาย ท่าน สอนจนตายว่า ให้เป็นอยู่โดยชอบแปดประการนี้โลกจักไม่ว่างจาก พระอรหันต์ ทีนี้ทางเส้นนี้ก็เลยทอดตัวอยู่ในโลกนี้ ผู้ที่จะนำคนมา หาทางเรียกว่า มรรควิทู ภาษาบาลีว่า มัคคะวิทู ผู้รู้ทางอย่างแจ่ม แจ้ง ก็อาศัยพระสงฆ์เป็น มรรควิทู อย่างน้อยบุคคลนั้นต้องเข้า ถึ ง ธรรมมั่ น อยู่ ใ นอริ ย มรรคนี้ เดิ น ตามองค์ ม รรคนี้ มี ค รบแปด ประการนี้อย่างธรรมดา อย่างกลางๆ หรือสูงสุดจึงจะพามหาชน เข้ามาได้เข้าถึงได้ในมรรค ในผล ในพระนิพพาน .

ทางสายกลาง : 81 เพราะฉะนัน้ เมือ่ จะจูงมาก็ ไม่มา เขาเกาะอะไรอยู่ ติดอะไร อยู่ ท่านก็เอาสิ่งที่เขาติดนั่นแหละไปยื่นให้ ไปล่อให้เขาจับ แล้วก็ ดึงมาทั้งพวง มาถึงก็มาแกะออกจากสิ่งที่เขาติด และก็ให้เขาเดิน ไปอย่างถูกต้อง เหมือนเขาติดเครื่องรางของขลัง เขาติดของดี ภายนอก เขาเป็นทุกข์ ใจ เขามาเพราะอยากรดน้ำมนต์ เขาทุกข์ เขายากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตอนนี้เขายังไม่ ได้อยากมาวัด เขาไม่ ได้อยากมาวัด เขาไม่รู้จักทางเขามืดอยู่ แต่เขากำลังหาทาง บางที เขาถามท่านมีของดีไหม นอนไม่หลับฝันไม่ดีเคราะห์ ไม่ดีอย่างนั้น อย่างนี้ นั่นเขาอยากมาหาทางออกจากทุกข์ เขามีทุกข์ตรงนี้ บางท่านก็เลยเอาสิ่งที่เขาติดนั่นแหละล่อ เขาเลยเข้าใจ ว่ามรรคนี้ก็คือรดน้ำมนต์ทำแล้วก็สบายใจ มรรคไม่พอขอของไป แขวนคอบ้าง ท่านก็เอาสิ่งที่เขาติดนี่ยื่นให้ เขาก็ติดเขาก็มาบ่อยๆ แต่เมื่อติดแล้วไม่แกะเขาออกบอกทางที่ดีที่ถูกให้เขา ไปมาได้เงิน ได้ ท อง เกิดเอกลาภตัวเองก็เลยติ ด ไปกั บ เขา ทำไปเรื่ อ ยอั น นี้ อันตราย พระพุทธเจ้าว่าลิงติดตัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ลิงติดตัง ครั้ง แรกก็ ไปติดตังแค่มือ มือก็ ไปจับเสียก่อน ติดมือหนึ่งมือสองก็ ไป แกะ ที่นี่ติดสองมือเลย เท้ายันเข่าช่วยไปอีก ติดกันอีลุงตุงนัง เขา ว่าเหมือนพระภิกษุติดลาภครั้งแรกๆ ก็ ได้น้อยๆ เอ้ มันทำอย่างนี้ มันได้ดี รดน้ำมนต์บ้างให้เหรียญไปบ้าง ให้ผ้าประเจียดไปบ้าง ตะกรุดโทนไปบ้าง มาเรื่อยๆ ทีนี้สร้างรูปแบบ โอ้ ต้องมาวัน อังคารนะจึงขลัง ว่ากันไปโน้น พอถึงวันอังคาร มาขนาดเต็มวัด เต็มวาเลยก็มี ปลุกเสกแล้วก็ว่า เอาตู้บริจาคไปตั้งไว้ เขามาก็ต้อง หยอดตู้แน่จะได้เยอะๆ เขาอยากได้พิเศษก็ต้องเป่าหัวกระหม่อม ให้อีก หลังจากนั้นก็รดน้ำมนต์ พ่นน้ำมันเข้าไปอีก สักกระหม่อม เสกกระบาลเข้าไปได้เงินได้ทองหลงกันไปใหญ่ .

82 L ชีวิตที่มีคุณค่า พระพุทธเจ้าว่า ลิงติดตังเหมือนภิกษุติดลาภสักการะ ใน ที่สุดเธอก็ ไม่มีอะไรทีจะวิเศษไปกว่าเขา หลงเหมือนกัน พาเขามืด หลงทางไปด้วยกัน เรียกว่าตาบอดจูงตาบอด ไม่รู้จะไปไหนบอด กับบอดจูงกันทั้งวัน จะไปไหนบอด ไม่รู้เหมือนกันไปเรื่อยๆ เพราะ ไม่รู้ ไม่เห็นทาง เพราะเหตุนั้นอันนี้สำคัญมาก เป็นเครื่องประกาศ เป็นคะแนนให้แก่ศาสนา อริยมรรคมีองค์แปด ยังไม่ถึงรุ่งอรุณ ถ้าหากคนยังติดอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ทีนี้ทำอย่างไรคนจะเข้าถึงมรรค มันจะมีอยู่ลักษณะที่ เรียกว่าปัจจัย ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ เมื่อมีสัมมาทิฏฐิอย่างเดียว อีกเจ็ดสัมมานี่ตามมาเป็นแถว เหมือนรถไฟ อาศัยหัวจักรอันเดียว เท่านั้น ตู้จะมีกี่ตู้ก็ตาม หัวจักรแล่น ทุกตู้ก็จะตามกันไปเป็นแถว เลย ตั้งแต่เมืองอุดรถึงกรุงเทพฯ ลงไปจนถึงสงขลาหาดใหญ่ ตั้ง แต่เมืองอุบลเข้าไป ถ้าหัวจักรมันตกรางตกด้วยกันทั้งหมด พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สัมมาทิฏฐิ สมาทานัง สัพพะ ทุกขัง อุปัจจะคุง เมื่อถือเอาความเข้าใจอย่างถูกต้องแล้วก็พ้น จากทุกข์ทั้งปวง ไม่ต้องพูดถึงอีกเจ็ดอันมันจะถูกต้อง ถ้าหัวหน้า มันถูกต้อง ทีนี้เราจะทำอย่างไรเราจะสร้างสัมมาทิฏฐิ อันเป็น หัวหน้าแห่งมรรคขึ้นมาได้ พระพุทธเจ้าว่ามีปัจจัยอยู่สามอัน อ้าว เขียนลงไปเลย ปัจจัยภายนอกของมัน .

กัลยาณมิตตา ตรงนี้ลงสู่การปฏิบัติแล้วนะ คือบางที ได้ยินหรือไม่ ได้ยินก็ตาม กัลยาณมิตรนั้นคือบุคคลสภาพแวดล้อม ของเราดีงาม กัลยา แปลว่า งาม แปลว่า ดี มีมติ รทีด่ อี ย่างพวกเรา อยู่ด้วยกันนี่ เราทำให้เกิดปัจจัย สัมมาทิฏฐิ ทำไมเราต้องมานั่ง สมาธิด้วยกัน เวลาตีฆ้องตีระฆังทำไมไม่ปล่อย ให้ต่างคนต่างทำใน กุฏิ ห้าสิบหกสิบองค์ ผมว่าถ้าลองปล่อยให้ทำ มันจะนั่งได้พอ สามสิบนาทีไหม มันไม่มีกัลยาณมิตร นั่งได้สักหน่อยก็สมควรแก่ เวลาแล้ว มันก็จะเป็นไปนั้น ตีระฆัง ก็ตีปลุกไปเฉยๆ เท่านั้น รู้สึก ตัวแล้วก็นอนต่อ กัลยาณมิตรกับปรโตโฆสะ สองอันนี้ อันหนึ่งได้ยินได้ฟัง จากผู้รู้เสียงจากผู้อื่น จากท่านผู้รู้ สื่อสารเครื่องพิมพ์อย่างทุกวันนี้ ได้อ่าน ทุกวันนี้ อย่างเทปนี่ ช่วยได้ดีมากเลย ผมไปตามบ้านนอก ไปไกลๆ ตามวัดตามวารู้สึกว่าพระเณรเปิด เทปอาจารย์ ส มภพ เทศน์จ้อยๆ เจ้าของไปไม่มีคนรู้จัก ผมไปที่นครสวรรค์วันนั้นรู้สึก จะเป็นอำเภอตาคลี เขานั่งสมาธิกันขาวเต็มไปหมด คนหลายร้อย นั่ง ไม่มีใครเทศน์มีแต่ผมเทศน์แต่เป็นเทปเขาเปิดจ้อยๆ ตัวคน เทศน์จริงๆ นีเ่ ดินผ่านไปเขาก็เงียบ เขานัง่ อยูเ่ ป็นชัว่ โมงสองชัว่ โมง ฟังเทศน์ในแนวปฏิบัติ ฟังเรื่องอานาปานสติ แต่เขาไม่รู้เลยว่าผู้เทศน์เดินย่องๆ ผ่านเข้าไปเขาไม่รู้เลย ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่รู้ ผมไม่เคยแสดงธรรม ตรงนั้นเลยแต่ผมไปเยี่ยม ผมไปจากสระบุรีไปดูว่าเขาทำอย่างไร กัน มีคนเอารถมารับไปดูเขานั่งสมาธิ คนหลายร้อยคน . ปะระโตโฆสะ ภาษาบาลี ห น่ อ ยนะ ปะระโตโฆสะ แปลว่า เสียงโฆษณาบอกกล่าว จากผู้อื่น จากผู้รู้ คือตรงนี้เราจะ ต้องฟังเสียงเสียก่อนข้อหนึ่ง ๒.ทางสายกลาง : 83 ๑.

มิจฉาปะระโตโฆสะ เสียงจากแหล่งอื่นที่ ไม่ดี จากผู้ อื่น จากผู้รู้ที่ ไม่ดี ที่ผิดๆ หลังจากนั้นก็ ๒. ปาปะมิตตะตา ไม่ใช่กัลยาณมิตร เป็นมิตรบาป มิตร ชั่ว ไปพบเพื่อนไม่ดีก็ไปด้วยกันทั้งหมด เพราะเหตุนั้นสองอันนี้สำคัญ เรามานี้เราเป็นกัลยาณมิตร ให้กัน ผมก็เป็นกัลยาณมิตรให้กบั ท่านทัง้ หลาย ท่านทัง้ หลายก็เป็น กัลยาณมิตรให้แก่กนั และกัน ขี้เกียจก็มองดูเพื่อน เมื่อเช้าก็กินข้าว เหมื อ นกั น กิ น ในบาตรเหมื อ นกั น ไม่ ต่ า งกั น แต่ ท ำไมเราไม่ สู้ ขี้เกียจ แค่นี้ก็เหมือนจะตาย มันเริ่มคิด เพื่อนทำไมเขาทำได้ เขา ไม่ขี้เกียจหรือ ทำไมเราทำไม่ ได้ นั่งไปบางคนมันอาศัยมานะ มาอยู่กับเพื่อน เพื่อนไม่พลิก ขาเราก็อย่าพลิกเลย มันจะตายไหมลองดู เขาทำไมทนได้ ไม่พลิก นานๆ มันก็เริ่มเคยชินทนได้ ท่านเรียกว่า ธัมมานัง ปะฏิเสวะติ เสพจนคุ้น บางคนคิดว่าทำไมคนอื่นนั่งหลับได้ เราจะนั่งไม่ ได้หรือ เรามีแต่คดิ มีแต่ปวดแข้งปวดขา คิดไปคิดมาปวดไปปวดมาหลับทีน่ ี่ .84 L ชีวิตที่มีคุณค่า เทศน์ก็เป็นเสียงผมนั่นแหละเทศน์ ผมเดินผ่านไปแล้วมี อีกคนหนึ่งว่า ท่านอาจารย์บอกให้เขารู้จักไหม ผมบอกไม่ๆ เขาฟัง เทศน์มนั ก็ดอี ยูแ่ ล้ว จะไปบอกเขาทำไมอันนีเ้ ราเรียกว่า ปรโตโฆสะ ปะระ แปลว่า อื่น ปรโตโฆสะ เสียงจากแหล่งอื่นจากผู้อื่นจากผู้รู้ หรือจะเป็นหนังสือให้เราอ่านก็ดี สิ่งพิมพ์ต่างๆ เหล่านี้สามารถ ทำให้เราเกิด สัมมาทิฏฐิได้ แต่ในขณะเดียวกัน ปรโตโฆสะ ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็หลง ปัจจัย มิจฉาทิฏฐิก็เหมือนกัน เหตุที่ทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิก็คือ ๑.

ทางสายกลาง : 85 บางคนเอาไปเอามาก็ชำนาญเก่งในการนั่งหลับอีก พวก นั่งหลับไม่ปวดขา หรือมันปวดไม่ทัน จะปวดทันอย่างไรนั่งยังไม่ถึง สิบนาทีมันหลับก่อนปวดไม่ทันสิทันปวดหยังนั่งปั๊บบ่ทันพอสิบนาที ถ้าจะปวดก็ปวดตามหลังตอนตื่นขึ้นมาก็ช่างเถอะปวดทีหลัง ก่อน ที่มันจะปวดหลับซะก่อนแล้วสงบก่อน ทีนี้ถ้าเราทำจิตให้สงบเร็วๆ มันก็ก้าวล่วงทับเวทนา แต่ก็ ยังเป็นหินทับหญ้าอยู่ แต่เวลาตื่นขึ้นมาปั๊บนี่ มีประโยชน์อย่าพึ่งลุก อย่าพึ่งไปมะเล่งเข่งข่าง ถ้านอนนั่งหลับตื่นขึ้นมา มันอิ่มนะ มันจะ ไปอย่าพึ่งไปอย่าพึ่งลุกไปดูมันจะคิดอะไร ถ้ามันปวดก็ดูมันปวด ตอนนี้ดูย้อนหลัง เรียกว่าเวทนาในเวทนา ลุกขึ้นบิดขี้เกียจไม่มีสติ ไม่รู้อะไรเป็นอะไร ลุกขึ้นได้มะเล่งเข่งข่าง ไปละหาอยู่หากินละที่นี่ ไม่มีสติจับยัดใส่ปาก อย่างนั้นนั่นก็กิเลสอ้วนไปมาก็เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นตื่นขึ้นมา อย่าพึ่งทำอะไร ตั้งสติดีๆ ก่อน .

86 L ชีวิตที่มีคุณค่า เพราะฉะนั้นเวลาตื่นขึ้นมาทำวัตรสังเกตได้ ถ้าผู้ ใดนั่ง สมาธินานๆ อาจจะง่วง แต่ถ้าทำวัตรเร็วไป นั่นแสดงว่าไม่ ได้หล่อ เลี้ยงสมาธิไม่ ได้หล่อเลี้ยงสติ ทำวัตรก็ให้มันนิ่มนวล พูดจาถ้อยคำ ที่ ไพเราะนิ่มนวล ผสานเสียงไพเราะ พิจารณาไป กราบก็กราบลง อย่างนิ่มนวล ลุกขึ้นมาอย่างนิ่มนวล เป็น มุทุวัง อ่อนโยนนิ่มนวล เหมื อ นกราบต่ อ หน้ า พระพุ ท ธเจ้ า กราบพระไม่ ใ ช่ ต ะคลุ บ กบ เหมือนจับกบสามครั้ง บางทีครั้งหนึ่ง สองครั้ง ไม่มีสติสี่ครั้งก็มี บางครั้งตั้งนะโมผิด นะโมสอง นะโมสาม บางครั้งนะโมสี่ก็มี เพราะเราไม่ ได้เลี้ยงสมาธิ ถ้าหากมานั่งหลับตื่นมาปั๊บมันอิ่มแล้ว มันมีของให้ดู ดูลม หายใจ ดูความเจ็บปวด ตามคอตามหลังตามเอว เอาปวดนั้นมาดู เวทนา เวทนานุปัสสนา กระทำวิปัสสนาให้เกิดขึ้นในการดูเวทนาให้ เห็นความรู้สึกในความรู้สึก ในความรู้สึกมันมีอะไร นี่ๆ มันฉลาด นะ พระพุทธเจ้าท่านสอนเราดีๆ ให้เราเข้าใจ ให้เราเป็นมวย ในครั้ ง สมั ย พุ ท ธกาลก็ มี พ ระนั่ ง หลั บ เก่ ง ๆ เยอะแยะ พระอรหันต์ยิ่งหลับเก่ง แต่ว่านั่งหลับมีประโยชน์หนา ตื่นขึ้นมา พิจารณาใคร่ควรธรรมข้อไหน จะไปทำประโยชน์อะไรวันนี้ พระ อรหันต์นี่มีแต่ประโยชน์ ในหัวใจ ท่านเดินย่องๆ ไป เห็นเข็มหล่น อันเดียวท่านก็เก็บ ถ้าไม่เก็บปรับอาบัติทุกกฎ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ท่านไม่มองข้าม มีแต่ระเบียบ ความมีระเบียบเป็นการฝึกจิตใจให้ ละเอียดให้รู้จักรับผิดชอบ แม้แต่เข็มเล่มเดียว แต่พวกเราช้อน สเตนเลส เห็นอะไรทิ้งก็ ไม่สนใจ บาตรกองก้นจูดกูด บาตรตก บาตรทิ้ง ไม่รู้เป็นของใครไม่สนใจ พระพุทธเจ้ามาเห็นอาจจะด่า ไม่รู้จะด่ายังไง ด่าก็เป็นหนาพระพุทธเจ้า ด่าให้มีประโยชน์ .

ทางสายกลาง : 87 ทีนี้พอตื่นขึ้นมาปั๊บ เราก็ดูเวทนา หรือถ้ายังหลับอยู่อย่าง นี้ ผมสังเกตนะผู้ที่ ไม่มีสมาธิถ้าเวลาเขาหลับเขาก็ ไม่โยก แต่ถ้าตื่น ขึ้นมายังโยกอยู่แสดงว่าไม่หลับหรอก ยังไม่หลับครึ่งหลับครึ่งตื่น ถ้าหลับจริงจะโยกเลย ในสมัยพุทธกาลมีเยอะแยะ พระนั่งหลับ จนเทวดาไม่อยากเชื่อ เทวดาสงสัยพระนั่งหลับ เอ้ พวกนี้ทุกข์ อะไรทุกข์ มานั่งเหมือนกับมีความทุกข์ทรมาน เอ้ ถ้าว่าทุกข์ก็นั่ง ตั้งแต่หัวค่ำจนว่าจะสว่าง ก็ยังนั่งอยู่ถ้าว่าเป็นคนทุกข์ ทำไมนั่งได้ นานขนาดนี้ คนทุกข์มันนั่งไม่ ได้นานมันนอนไม่ ได้หรอก มันกลิ้งไป กลิ้งมา มันทุกข์มันยาก .

88 L ชีวิตที่มีคุณค่า พวกเทวดาก็ ส งสั ย สมณะนี้ มี ทุ ก ข์ ห รื อ มี สุ ข กั น แน่ ห นอ สงสัย ถ้าจะว่ามีสุข มีสุขอะไรไม่เห็นมีอะไรน่าเพลิดเพลิน นั่งอยู่ คนเดียวในป่า แถมมานั่งหลับ ตื่นขึ้นมาก็ยังนั่งอยู่ ไม่มีอะไรน่าจะ สนุกสนานเพลิดเพลิน คงจะทุกข์มากกว่า แต่เมื่อมาคิดดูถ้าทุกข์ ทำไมมานั่งอยู่ ได้นานๆ “เอ้ คนทุกข์มันไม่นั่งได้นานขนาดนี้” มัน ต้องกลัดกลุ้มมันต้องกระดุกกระดิกพลิกแพลง ถ้ามีทุกข์แม้แต่ นอนก็ ไม่หลับ อันนี้น่าจะมีความสุข เอะ! มันอย่างไรกันแน่ เทวดา ก็แปลกใจ จึงไปถามสมณะว่า ท่านนัง่ อยูอ่ ย่างนี้ ลมหนาว ลมเหนือ ล่ อ งพั ด ผ่ า นใบไม้ ก็ ห ลุ ด ล่ ว ง หน้ า นี้ เ ป็ น หน้ า หนาว ท่ า นนั่ ง อยู่ อย่างนี้ท่านมีความทุกข์อะไร บ้านของท่าน ญาติของท่านไม่มีหรือ ท่านหนีทุกข์อะไร? ท่านบอกว่า “ญาติไม่มี (ญาติคือกิเลส) แต่ที่อยู่เรามี บ้านเรามีคือวิหารธรรม” ท่านอยู่อย่างนี้ท่านมีความสุขหรือมี ความทุกข์ ท่านบอกว่า “แล้วท่านเข้าใจว่าเราเป็นอย่างไร” เทวดา บอกว่า “ไม่เข้าใจ จะว่าทุกข์ก็เหมือนมีความสุข จะว่ามีความสุขก็ ไม่เห็นเพลิดเพลินอะไรนั่งอยู่เฉยๆ” ท่านก็เลยบอกว่า “นันทิโต อทุกขิโต โหมิ ทุกเข เยวะ โหติ นันทิโต คนมีความทุกข์นั่นแหละ จึงไปเพลิดเพลิน” คนมันทุกข์จึงอยากไปกินเหล้า พวกไปหาทางออกจาก ทุ ก ข์ แ ต่ ร้ อ งเพลง สดชื่ น เบิ ก บาน เหมื อ นดอกไม้ บ านยามเช้ า เหมือนดอกคัดเค้าบานเย็น กะลึบกึบกึบ ทุกข์เกือบตายแล้วก็มแี ต่ จะตาย กินเหล้าหนีทุกข์มีแต่จะเพิ่มทุกข์ พระพุทธเจ้าว่าปุถุชนผู้ ไม่ ได้เรียนรู้ เมื่อถูกทุกขเวทนาเข้าบีบคั้น ก็ ไม่มีทางออก ไม่มี นิสสะระณะ ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีปัญญาที่จะออกจากทุกขเวทนานั้น .

ทางสายกลาง : 89 เพราะฉะนั้น พระโสดาบันทำความทุกข์สิ้นไปได้ ๒๕ เปอร์ เ ซ็ น ต์ ดั บ ทุ ก ข์ ไปได้ มรรคของท่ า นชั ด เจนขึ้ น มา ๒๕ เปอร์เซ็นต์ มันจึงเป็นระดับๆ โสดาบันจึงทำลายอาสวะสังโยชน์ข้อ ที่เรียกว่า สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา ความสงสัย สีลัพพตปรามาส การประพฤติปฏิบัติที่ยังลูบคลำ ยังไม่เข้าใจ บัดนี้เข้าใจข้อวัตร ปฏิบัติที่ถือ เข้าใจแน่นอนเข้าใจเป้าหมายรู้จุดยืน เพราะฉะนั้นจึงมีคำว่า สักกายะทิฏฐิ ความเข้าไปยึดมั่น ถือมั่นในตัวตนที่แท้จริง เกิดความจางคายละได้ ถึงแม้ยังไม่ขาด หมดแต่ก็รู้ว่าไม่ ใช่เราแน่ๆ ยึดมั่นนี้เต็มที่ ไม่ ได้ เพราะมันคายไป แล้ว ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ต่อมาก็ วิจกิ จิ ฉา เรือ่ งสงสัยในการปฏิบตั วิ า่ อย่างนี้ถูกไหม อย่างนี้เ ป็ น คำสอนพระพุ ท ธเจ้ า หรื อ ไม่ ไม่ ต้ อ ง สงสัยมันแน่ใจที่สุดเลยว่าต้องถูก ถ้าเราทำมาขนาดนี้เห็นแค่นี้ ทำ มันต่อไปมากๆ จะเป็นอย่างไรมันเห็นหลักชัยอยู่ข้างหน้าไปเลย เพราะฉะนั้นถ้าก้าวล่วงความสงสัย วิจิกิจฉาเสียแล้ว โสเทนติ มัจจัง วิติณณะ กังขัง ชำระกิจก้าวล่วงความสงสัยเสียได้ ทีนี้มัน ก็ นิยะโต เที่ยงแท้ สัมโพธิ ปะรายาโน จะบรรลุธรรมในเบื้อง หน้าที่สูงๆ ขึ้นไป เพราะฉะนั้นการกล่าวธรรมิกถา ขอหยุดลงเพียงเท่านี้ ขอท่านทัง้ หลายจงประสพแต่ความสุขความเจริญ ด้วยอริยธรรม มี ใจสะอาด สว่าง สงบ พบเส้นทางแห่งชีวิตอันบริสุทธิ์สดใส นำชี วิ ต ของท่ า นให้ เ จริ ญ รุ่ ง เรื อ ง เฟื่ อ งฟู โชติ ช่ ว งดั ง ดวงไฟ ส่องชีวิตดิถีไปจนถึงซึ่งดับลง แห่งปัญหาความทุกข์ ปัญหาชีวิต ปัญหาหัวใจ หมดไปสิ้นไปทุกท่านทุกคนเทอญฯ /\ .

เว้นจากการฆ่า. คือความเข้าใจอย่างถูกต้องว่า อันนี้มันเป็นทุกข์ อันนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อันนี้เป็นเหตุที่ตั้งอยู่ ไม่ ได้ของความทุกข์ อันนี้เป็นหนทางเพื่อที่จะทำให้ความทุกข์ตั้งอยู่ ไม่ ได้ เป็นการในอริยสัจ ๔ เป็นอย่างนั้นนี้เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ ความดำริในการออกจาก กาม. เว้น จากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ ได้ ให้แล้ว.90 L ชีวิตที่มีคุณค่า บทสรุป พระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่าทางสายกลางนี้เป็นทางที่ถูก ต้องมีแปดประการ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ. เว้นจากการพูดไม่จริง. เว้นจากการพูดคำหยาบ. ความดำริในการไม่มุ่งร้าย. เว้นจากการพูด เพ้อเจ้อ. พูดจาเบียดเบียนคนอื่นพูดกระแทกแดกดัน พูดหาผล ประโยชน์ใส่ตนเอง ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง สัมมากัมมันโต การทำการงานชอบ. ความดำริในการไม่เบียดเบียน. เว้นจากการประพฤติ ผิดในกามทั้งหลาย ไม่มีการเข่นฆ่าไม่มีการล่วงเกินสามีภรรยาคน อื่น ที่ว่า กาเมสุมิฉาจารา ไม่มีการลักขโมยสามอันนี้. การงานชอบ . เว้น จากการพูดส่อเสียด. คิดถูกตั้งใจถูก คิดยังไงก็คิดเพื่อที่จะออกจากกาม ไม่ตามใจมัน มาก มันพาเราทุกข์ สัมมาวาจา การพูดจาชอบ.

ทางสายกลาง : 91 สัมมาอาชีโว การเลี้ยงชีวิตชอบ ละการเลี้ยงชีวิตที่ผิด เสีย เป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตที่ชอบ เลี้ยงชีวิตชอบหาใส่ปาก อยากใส่ ท้ อ ง เลี้ ย งครอบครั ว ผั ว เมี ย อย่ า งถู ก ต้ อ ง ไม่ มี ก าร เบียดเบียนไม่ค้าขายในทางที่มันผิด ถ้าจะค้าจะขายอย่าผิดศีลผิด ธรรม มิจฉาอาชีพ เราเว้นจากสิ่งเหล่านี้ การค้าขายที่ผิด เลี้ยง ชีวิตที่ผิดกฎหมาย สัมมาวายาโม ความพากเพียรชอบ.เพียรไม่ให้อกุศลธรรม เกิด เพียรละอกุศลธรรมที่เกิด เพียรสร้างกุศลธรรมที่ ไม่เกิดให้ เกิดขึ้นเพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดแล้วให้เจริญ คือเพียรป้องกัน ความชั่วไม่ให้มันเกิดขึ้น เพียรละความชั่วให้มันหมดไป สร้างสิ่งที่ดี ให้มันเกิดขึ้นเพียรรักษาสี่งที่ดี สัมมาสติ ความระลึกชอบ ระลึกเห็นกายในกาย ระลึก เห็นเวทนาในเวทนา ระลึกเห็นจิตในจิต ระลึกเห็นธรรมในธรรม เห็นในสติปฏั ฐานทัง้ ๔ มีความเพียรเครือ่ งเผากิเลส มีสมั ปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ สั ม มาสมาธิ ความตั้ ง ใจมั่ น ชอบ สงั ด แล้ ว จากกามทั้ ง หลาย สงัดแล้วจากธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวกแล้วแลอยู่ เข้าถึงทุติฌานไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เข้าถึงตติยฌาน เพราะความจาง คลายไปแห่งปีติ เข้าถึงจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข .

ผู้ ไม่ โลเล ∏ “ภิกษุทั้งหลาย มูลเหตุแปดอย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อ ความไม่เสื่อมเสียสำหรับภิกษุ ผู้ยังไม่จบกิจแห่งการปฏิบัติเพื่อลุ ถึงนิพพาน มูลเหตุแปดอย่างอะไรกันเล่า? แปดอย่างคือ ความเป็นผู้ ไม่พอใจในการทำงานก่อสร้าง ความเป็นผู้ ไม่พอใจในการคุย ความเป็นผู้ ไม่พอใจในการนอน ความเป็นผู้ ไมพอใจในการจับกลุ่มคลุกคลีกัน ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค ความเป็นผู้ ไม่พอใจในการทำ เพือ่ เกิดสัมผัสสะสบายทางกาย ความเป็นผู้ ไม่พอใจในการขยายกิจ ให้โยกโย้โอ้เอ้เนิน่ ช้า.” ภิกษุทั้งหลาย มูลเหตุแปดอย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อ ความไม่เสื่อมเสีย สำหรับภิกษุผู้ยังไม่จบกิจแห่งการปฏิบัติเพื่อ ลุถึงนิพพาน (พระไตรปิฏกบาลีสยามรัฐ ๒๓/๓๔๓/๑๘๔) ● ● ● ● ● ● ● ● ปฏิบัติ การทำตาม การทำงาน ไม่เสียหาย ที่ ไหนดี หน้าที่ดี ในหน้าที่ เพราะมีธรรม มีคำถาม มีความหมาย ไม่วุ่นวาย นำสุขจริง .

ธรรมบรรยาย เรื่อง แนวทางสู่ความว่าง โดย พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ .

† การปล่อยวาง ¢ ปล่อยเสียบ้าง วางเสียบ้าง การเป็นอยู่ ที่เราทุกข์ ใช้ปัญญา มีสติ สิ่งสำคัญ ฝึกบ่อยๆ การปล่อยวาง ปล่อยที่ ใจ ชอบพูดมาก ปล่อยวางแล้ว แต่จิตใจ แสดงออก เหตุและผล ดูปล่อยวาง การปล่อยวาง ปล่อยที่ ใจ ด้วยใจดี มีเมตตา ทำหน้าที่ ไม่ปล่อยทิ้ง สำเร็จผล ใจสบาย อย่างผู้รู้ เพราะยึดมั่น รู้เท่าทัน ปล่อยและวาง ใช่ที่ปาก เหมือนไม่สน แสนทุกข์ทน ว่างไม่จริง ใช่หน้าที่ หาเหตุผล รักษาตน ใช่เสียงาน อนงฺคโณ ภิกขุ อุทยานธรรมดงยาง †’¢ .

.มหาสุญญตสูตร ดูกรอานนท์.ก็วิหารธรรมอันตถาคตตรัสรู้ ในที่นั้นๆ นี้แล คือตถาคตบรรลุสุญญตสมาบัติภายใน เพราะไม่ใส่ใจนิมิตทั้งปวง อยู่ ดูกรอานนท์ถ้าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหา อำมาตย์ของพระราชาเดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์เข้าไปหาตถาคต ผู้มีโชค อยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ ในที่นั้นๆ ตถาคตย่อมมีจิตน้อมไปใน วิเวก โน้มไปในวิเวก โอนไปในวิเวก หลีกออกแล้วยินดียิ่งแล้วใน เนกขัมมะ มีภายในปราศจากธรรมเป็นทีต่ งั้ แห่งอาสวะโดยประการ ทั้งปวง จะเป็นผู้ทำการเจรจาแต่ที่ชักชวนให้ออกเท่านั้น ในบริษัท นั้นๆ โดยแท้ ดูกรอานนท์ เพราะฉะนั้นแล ภิกษุถ้าแม้หวังว่าจะบรรลุสุญ ญตสมาบัติภายในอยู่เธอพึงดำรงจิตภายใน ให้จิตภายในสงบ ทำ จิตภายในให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นตั้งจิตภายในให้มั่นเถิด ฯ มหาสุญญตสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ [๓๔๖] สุญญตา ว่างจากเขา พุทธองค์ ไม่ยึดถือ ว่าความว่าง ว่างจากเรา ทรงบอกไว้ จิตปล่อยวาง อย่างไรเล่า อย่างนั้นหรือ อย่างนั้นคือ ว่างด้วยธรรม ..

กุศลศีลทั้งหลาย มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ¥rµ “ดูก่อนอานนท์ กุศลศีลทั้งหลาย มีอวิปปฏิสาร (ความไม่ เดือดร้อนใจ) เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ อวิ ป ปฏิ ส าร มีความปราโมทย์ เ ป็ น ประโยชน์ ที่ มุ่ ง หมาย เป็นอานิสงส์ ปราโมทย์ มีปีติเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย เป็นอานิสงส์ ปีตี ปัสสัทธิ (ความสงบรำงับ) เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย เป็นอานิสงส์ สุข มีสมาธิเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย เป็นอานิสงส์ สมาธิ มียถาภูตญาณทัสสนะ (ญาณเครื่องรู้เห็นตามที่เป็น จริง) เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย เป็นอานิสงส์ ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทา (ความเบื่อหน่าย) วิราคา (ความคลายกำหนั ด ) เป็ น ประโยชน์ ที่ มุ่ ง หมาย เป็ น อานิ ส งส์ นิ พ พิ ท า วิ ร าคา มี วิ มุ ต ติ ญ าณทั ส สนะ เป็ น ประโยชน์ที่ มุ่งหมาย มีวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ ดังนี้ ดูก่อนอานนท์ กุศลศีลทั้งหลายย่อมยังความเป็นอรหันต์ให้ เต็มได้ โดยลำดับด้วยอาการอย่างนี้แล (พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐ ๒๔/๑/๑) .

ธรรมบรรยายเรื่อง แนวทางสู่ความว่าง โดยพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นบรมครูของ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แม้ปรินิพพานนานแล้วพระองค์นั้น ด้วยเศียรเกล้า จากนี้ต่อไปก็ขอเชิญท่านทั้งหลายตั้งใจฟังเทศน์ เพื่อเป็น แนวทางและเป็นกำลังใจในการประพฤติปฏิบัติ พวกเรามาบวช แล้วก็มีโอกาสได้ประพฤติปฏิบัติธรรม ควรจะภาคภูมิใจนะ คิดๆ อยู่ทุกๆ วันว่า แม้เรามีเวลาน้อย แม้เราจะเกิดท้ายพุทธันดรค่อน พุทธกาล เราก็ ไม่ ได้ประมาทในธรรม เราได้ประพฤติปฏิบัติ บวช น้อยอาจจะมีประโยชน์มาก ผู้ที่ลาบวช หากแต่ ได้ประโยชน์กว่าผู้ที่ บวชนานๆ เพราะมัวแต่ประมาทเสียคิดอย่างนี้ ถ้าคิดอย่างนี้มันจะ เป็นกระบวนการในการปฏิบัติ เพื่อจะกระทำความดับทุกข์ ให้ ได้ ตามลำดับๆ แห่งการปฏิบัติ กระบวนการแห่งคุณธรรมพัฒนา การเพื่อไปสู่ความดับทุกข์ มันมีอยู่หลายกระบวนการ แต่จะไป บรรจบ จุดเดียวกันที่ความดับทุกข์ .

98 L ชีวิตที่มีคุณค่า บางกระบวนการจะเริ่มต้นด้วยศีล เรียกว่า กุศลศีล นี่ พวกเราประพฤติปฏิบัติอยู่นี้เราอาจจะไม่รู้จักชื่อมันก็ ได้ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย นี่พระพุทธเจ้าสอน ดูก่อนอานนท์ กุศลศีล พวกเรา อาจจะคิดว่าศีลๆ นี้ก็จบกันไป มันมีศีลที่เป็นกุศล ศีลที่ฉลาด ศีลที่ ประกอบไปด้วยปัญญา ศีลที่ ไม่ถูกลูบคลำด้วยกิเลส ไม่ ได้ถูก บังคับให้ปฏิบัติ ให้นับถือด้วยกิเลส แต่ศีลบางชนิดถือด้วยกิเลส ท่านก็ ไม่ ได้เรียกว่า กุศลศีล กุศลศีลอย่างที่ท่านว่า มาเส มาเส กุสนัคเค แม้ผู้ ใดจะ ประพฤติปฏิบัติเอากุสะเอาหญ้าจิ้มเกลือ นี่ปฏิบัติเคร่งอย่างนี้นะ ศีลพรตอย่างนี้ เอาหญ้าคาจิ้มเกลือกินตลอดกาลเป็นปี เดือนละ ครั้ง ไม่กินข้าวกินปลาอะไรเลย อย่าว่าแต่มังสวิรัตินะเหนือกว่านั้น อีก เอาหญ้าคาจิ้มเกลือกิน ท่านว่ากินจนตาย ไม่ ได้เสี้ยวหนึ่งของ ผู้ ที่ มี กุ ศ ลศี ลปฏิบัติถึงกระแสแห่งธรรม ท่ า นพู ด กั บ ชั ม พุ ก ะนะ ท่านทั้งหลายอาจจะไม่เคยได้ยินบางคนเคยได้ยิน ชัมพุกะไปปฏิบัติ ธรรมโด่งดังมาก ปฏิบัติอย่างไร ยืน กลางวันยืนอ้าปากเอาตีนขึ้น ข้างหนึ่งยืนขาเดียว จะขนาดไหนนั่นพวกเราจะไดัเสี้ยวแกไหม อ้าปากซาบงาบ ขาก็ยืนขาเดียว ถ้าไม่ ไหวจริงๆ ก็เอาขาหนึ่งลง เหยียบ เอาอีกขาหนึ่งขึ้น เปลี่ยนกันเหยียบดินทีละขา บิณฑบาต ก็ ไม่บิณ ข้าวก็ไม่กิน คนทั้งหลายอัศจรรย์ถามท่านทำอย่างไร ท่านบอกว่ากิน ลม ไม่ ได้กินข้าวปลาอาหาร วาตภกฺโข กินลมเป็นอาหาร ชาวบ้าน อัศจรรย์ ทำไมท่านจึงยืนขาเดียว ยืนสองขาไม่ ได้ โลกลุกเป็นไฟ เพราะตบะกล้ า ต้ อ งยื น ที ล ะขา สงสารโลกสงสารสั ต ว์ ความ สงสารก็เลยต้องทรมานว่าต้องยืนทีละขา ถ้าลงสองขาไฟจะลุกพรึบ ตบะกล้าสัตว์โลกตายหมด โอ้ คนทั้งหลายหลั่งไหลมามากมายที่นี่ เข้าใจว่าเป็นพระอรหันต์ใหญ่ดังขนาดหนักเลย .

....เรานี่บุญน้อยเกิดมาทีหลังท่าน ท้ายพุทธันดร ค่อนพุทธกาล ไม่ ได้บวชมาแต่เล็ก ได้มาบวชครัง้ เดียวก็ได้ประพฤติ ปฏิบัติธรรม เป็นบุญแท้ๆ ตื่นมาตั้งแต่ตีหนึ่ง ตีสอง ถึงจะขี้เกียจ ขนาดไหนก็ต้องลุก ได้อดได้ทน เอ้.ความว่าง : 99 พระพุทธเจ้ามาโปรดได้มาเทศน์ ให้ฟัง แกกินอะไรถึงไม่ ตาย แกบอกว่า วาตภักขา กินลมเป็นอาหาร แต่ที่จริงไม่ ได้กินลม หรอก เวลาไม่มีคนอยู่ ก็ไปลงที่ฐานที่ส้วมโน้น ตักกินของเก่าที่เขา ถ่ายออกนั่น คนมันอยากดังมันทำได้ทุกอย่าง แต่ก่อนมันไม่มีส้วม ซึมแบบนี้ ลงไปถ่ายใส่หลุม ไม่ก็นอกบ้านโน้น นอกบ้านที่ ไหนเป็น โขดหินเป็นขอนไม้นั่นล่ะเป็นส้วม แกก็ ไปหากิน แกกินแล้วก็เลาะ อยู่แถวใกล้ๆ บ้าน ไม่ให้คนเห็น กินอิ่มแล้วมายืนเฉย อ้าปากกิน ลม เหตุใดถึงทำได้ขนาดนั้น เสื้อผ้าไม่ใส่อีก ผมก็ ไม่โกน ถอนเอา พวกเราจะได้เสี้ยวแกไหม ถึงวันโกน ๑๕ ค่ำ พระจันทร์เต็มดวง แกก็ เ ป็ น วั น ถอน เพื่ อ นโกนแกถอนแค่ ถ อนหนวดเฉยๆ ก็ ยั ง เกือบตายแล้ว แต่แกถอนเอาทำด้วยบาปอันนั้นถือว่าถือศีลแบบ อกุศลศีล พระพุทธเจ้าว่า กุศลศีลจะส่งให้เกิด อวิปปฏิสาร ความไม่ เดื อ ดร้ อ นใจ พวกเราก็ ม าคิ ด ดู สิ อ ย่ า ให้ มั น เดื อ ดร้ อ นใจ นั่ ง ไป พิจารณาไป เฮ้ย.เราก็คงจะได้บุญอยู่ ไม่มากก็ น้อย ถ้าคิดไปอย่างนี้แล้วก็นึกถึงการกระทำมันจะเกิดอวิปปฏิสาร อวิปปฏิสาร คือ ไม่ทำให้จิตใจนี้เดือดร้อน นอกจากนั้นมันก็จะมีผล พ่วงออกมาจาก อวิปปฏิสาร ก็คือปราโมทย์ แน่ะ! คิดเห็นคุณงาม ความดี ที่ เ จ้ า ของได้ ท ำแล้ ว เกิ ด ชื่ น ใจ ภาษาบาลี ว่ า ปราโมทย์ แช่มชื่นเบิกบานใจ คิดดูตนเองแล้วไม่มีอะไรที่จะทำให้กินแหนง แคลงใจ เน่าในเปียกแฉะ .

ถ้าเป็นโยมก็มาระลึกถึง โอ้ย เรานี้ทำบุญทำทานอะไร มาก็มาก ทำบาปมาก็มากทำอะไรก็มาก บัดนี้หนอเราจะได้ชำระ ชะล้างได้อดได้ทน พรหมจรรย์ชั้นสูงอย่างนี้เรายังไม่เคยทำ ...100 L ชีวิตที่มีคุณค่า คิดเห็นบางท่านบวชมามีชื่อเสียงโด่งดังคับฟ้า นั่งเครื่อง บินไปเที่ยวทั่วโลก มีบริวารล้อมหน้าล้อมหลัง เป็นหมื่นเป็นแสน ก็ ยังเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ดีไม่งามหนังสือพิมพ์ลง เราไม่เป็นอย่าง นั้น บวชสิบวัน ยี่สิบวัน เดือนหนึ่ง สามเดือน ไม่เป็นอย่างนั้น เรา นี้จะไม่ ได้บุญบ้างหรือ ถ้าคิดอย่างนี้มันจะเกิดปราโมทย์ หลังจาก ไม่ เ ดื อ ดร้ อ นก็ เ กิ ด ปราโมทย์ เมื่ อ มี ป ราโมทย์ ก็ เ กิ ด ปี ติ เอิ บ อิ่ ม ภาคภูมิ เมือ่ เกิดปีตเิ กิดปัสสะทิตวั นีอ้ ธิบายยาก ถ้าผู้ใดพอมีพนื้ ฐาน ความรู้ทางภาษาอังกฤษรู้สึกเขาจะอธิบายง่ายใช้คำว่าแทรงควิลิตี้ (tran quil li ty) แทรงควิลติ ี้ คือ สงบ ระงับ นอกจากมีความสงบ ระงับแล้วยังเย็นนะ ใช้คำว่า แทรงควิลิตี้ สม่ำเสมอกายใจเย็น คือ ตัว ปัสสะทิ นี้ จนลืมปวดแข้งปวดขา อารมณ์ปีติขึ้นมาท่วม แล้วก็ เกิดปัสสะทินี้ ปวดแข้งปวดขาแต่ก่อนเคยเจ็บเคยปวดอะไรต่างๆ ไม่มีเหลือ.

ความว่าง : 101 พระพุ ท ธเจ้ า ว่ า หี เ นนะพรหมจริ เ ยนะ ขั ต ติ เ ย อุ ป ะ ปัสสะติ หีเนนะ พรหมจริเยนะ ขัตติเย อุปะปัสสะติ ผูค้ นทัง้ หลาย ได้เกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เกิดเป็นกษัตริย์ด้วยพรหมจรรย์อย่าง ต่ำ คือการให้ทาน มัชเฌนะ เทวัตโต ได้เกิดเป็นเทวดาในเทวโลก เพราะ พรหมจรรย์อย่างกลาง ๆ ทีนบี้ คุ คลจะบริสทุ ธิส์ งู สุด เพราะพรหมจรรย์อย่างสูง คือ การอบรมจิตสมาธิภาวนา สมถะวิปัสสนา เราได้เจริญพรหมจรรย์ ทั้ง ๓ ระดับ บุญจะไม่มีบ้างหรือ ถ้าคิดอย่างนี้มันก็จะเกิดปีติ ปราโมทย์อีกเหมือนกัน เมื่อเกิดปราโมทย์ปีติก็จะพ่วงออกปัสสะทิ ปัสสะทิมาก็มีความสุข นั่งอยู่อย่างไรก็มีความสุขแล้วสมาธิเกิด สุขิโน วา จิตตัง สมาธิยะติ เมื่อจิตมีความสุขแล้ว สมาธิก็เกิดขึ้น สมาธิจะเกิดขึ้นมากับความสุขนะ ผู้ที่นั่งสมาธิถ้ายังทุกข์ ยังวุ่น ยังวายอยู่นี้ ยังไม่มีสมาธิ แต่ถ้าเราอดเราทนเพียรเพ่งต่อไป จน ความทุกข์วนุ่ วายเจ็บปวดรวดร้าว ทีเ่ กิดความรูส้ กึ ว่าอึดอัด กระอัก กระอ่ ว น วุ่ น วาย หงุ ด หงิ ด ตรงนั้ น แหละ มั น กำลั ง จะเข้ า ไป หาความสงบ แต่มันต้องผ่านอันนี้ พอผ่านอันนี้ ไปปั๊บก็จะไปพบกับ ความสบายๆ มีความสุขใจ สมาธิก็เริ่มเกิดขึ้น และเมื่อสมาธิเกิดขึ้นก็ ยะถาภูตัง ปะชานาติ รู้เห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงสิ่งที่เคย รักสิ่งที่เคยชัง สิ่งที่เคยหลงไหลก็จะเห็นเองก็จะเกิด นิ พ พิ ท า วิราคา เกิดความเบื่อหน่ายเกิดความจางคลาย หลังจากนั้นมันก็ จะเกิดวิมุตติความหลุดพ้น จากอารมณ์ที่เคยติดเคยขัดหลังจาก นั้นก็เกิด ขยญาณ คือความรู้ชนิดที่ทำให้กิเลสตัณหานี้สิ้นไป มัน ส่งกันมานี้เพียงเริ่มต้นด้วยศีลอย่างถูกต้อง .

102 L ชีวิตที่มีคุณค่า ทีนี้อีกกระบวนการหนึ่งไม่พูดถึงศีล เริ่มต้นด้วยศรัทธา เริ่มต้นด้วยศรัทธาฟังให้ดีนะ แต่ก่อนที่จะมาถึงศรัทธานี้จะต้อง เริ่มต้นด้วยทุกข์ ทุกข์อย่างไร ท่านก็อธิบายเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ถ้าไม่อธิบายก็คงไม่รเู้ พราะว่าเรือ่ งปฏิจจสมุปบาทนัน้ เป็นสภาวธรรม ล้วนๆ ไม่ใช่หลักปฏิบัติ ขอให้เข้าใจว่าปฏิจจสมุปบาทนั้นไม่ใช่หลัก ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ เป็นการอธิบายสภาวะธรรมชาติที่ทำให้เกิด ทุกข์ แล้วมันมีธรรมชาติที่ตีกลับที่ทำให้ทุกข์ดับ เพราะนั้นว่า อวิชชา คือความไม่รู้จักสัจธรรม เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร คือการปรุงแต่งทางจิต สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ การปรุง แต่งทางจิตนี้ ก็เกิดอาการรับรู้ ในอาการปรุงแต่งมันจะรอรับรู้ วิญญาณที่เป็นปัจจัยให้เกิด สฬายตนะ ไม่ว่าจะเป็นนามรูป คือ ความรู้ สึ ก ทั้ ง หมดที่ เ ป็ น นาม ที่ เ ป็ น ตั ว ขั น ธ์ ทั้ ง ห้ า ที่ เ ป็ น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และรูปของนามหรือนามของรูปนั่นนะที่ มันเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาจากสังขารวิญญาณ มันก็พร้อมที่จะรับ อารมณ์ที่มันปรุงแต่งขึ้นมาจากสังขาร ที่มันหลงมาจากอวิชชา เกิดสฬายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งหกนี่จะรอคอยรอรับรูป ที่มันพอใจ หรือไม่พอใจมันก็จะผลักออกไปตรงนี้ เพราะฉะนั้นคำนี้ที่พูดนี้ ไม่ใช่ว่าตายแล้วจึงไปเกิดอย่างนั้น ความหมายมันชั่วขณะจิตเดียว สฬายตนะตัวนี้ ตาจะคอยพบกับ รูปที่ตนเองพอใจ หูจะคอยแต่เสียงชนิดนั้น จมูกกลิ่นลิ้มรสอะไร ต่างๆ นี่ รอคอยให้สงิ่ ทีม่ นั ปรุงมันพอใจมาจากอวิชชา ทีนสี้ ฬายตนะ เกิดผัสสะ คือการกระทบ ตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับ รส ผัสสะตัวนี้กระทบเข้าก็เกิดเวทนาเสพเสวยอารมณ์ พอใจไม่ พอใจก็เกิดเป็นตัณหา พอใจก็อยากไม่พอใจก็ ไม่อยาก ก็มีอาการ ทั้งบวกทั้งลบขึ้นมา ตัณหาก็เป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน .

ความว่าง : 103 อุปะ แปลว่า เข้า อาทานา ถือเอา จิตใจเข้าไปยึดเข้าไป แบกไปถือเอาตามลักษณะที่มันกระทบนั้น หลังจากนั้นก็เป็นภพ มีภาวะ becoming (บิคมั มิง่ ) ซึง่ แปลว่า น่าพอใจ ขึน้ มา ว่าเราได้ เราเป็น เรามี เราไม่เป็นไม่มีไม่ ได้ ชรา มะระณะ โสกะ ปริเทวะ ความทุกข์ทั้งปวงเกิดขึ้นพูดยาวเฉยๆ หรอก ที่จริงมันพรืดเดียว ความทุกข์เกิดขึน้ นี่ ไปถึงกระบวนการสุดของกระบวนการธรรมชาติ ทีม่ นั ก่อให้เกิดทุกข์ เมือ่ กีเ้ ราพูดว่า ทำไฉนการทำทีส่ ดุ แห่ง กองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏชัดแก่เราได้ เออ..เราพูดกันอย่างนีเ้ ราสวดกัน อย่างนีเ้ มือ่ กีน่ ี่ ทุกขัง ขันธัสสะ อันตะ กิรยิ ายะ ปัญญาเย ทาติ ทำไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จักพึงปรากฏชัดแก่เราได้ ช่วงนี้เป็นช่วงหัวต่อ ขบวนการหนึ่ง คือ เมื่อเกิดทุกข์เต็มที่ ทุกข์เพราะลูกตาย เสียเมียตายจาก พลัดพรากจากของรักของเจริญใจ ทุกข์เพราะไม่ พอใจคนอืน่ มาเบียดเบียน อิจฉาตาร้อนเขา ลักเขาขโมยเขา ข่มเหง อะไรต่างๆ ก็ตามใจเถอะความทุกข์เหล่านี้เกิดขึ้น ทีนี้กระบวนการ หัวต่อมันเริม่ ทีศ่ รัทธา เมือ่ กีเ้ ราเริม่ ด้วยศีล กุศลศีล แล้วส่งต่อไปสู่ อวิปปฏิสาร ไม่เดือดร้อนใจแล้วส่งต่อไปสูป่ ราโมทย์ สูป่ ตี ิ สูป่ สั สะทิ สู่สุข สู่สมาธิ สู่ยถาภูตญาณทัสสะนะ แล้วก็ ไปสู่วิราคา สู่วิมุตติ ขยญาณนั้นเริ่มด้วยศีล ตัวนี้จะเริ่มด้วยทุกข์ เริ่มต้นตั้งแต่อวิชชา มาจบลงทุกข์ .

104 L ชีวิตที่มีคุณค่า แล้วจะมาเปลี่ยนหัวขั้วมันด้วยศรัทธา เกิดศรัทธาขึ้นมา เมื่อเกิดศรัทธาก็เกิดปราโมทย์ นั่นมาพบกันอยู่ที่ตรงปราโมทย์ ศรัทธาชนิดไหน เอ้า...ขอยกตัวอย่างพูดให้เห็นภาพหน่อยก็คือว่า เมื่อมีทุกข์แล้ว ต้องหาทางออกจากทุกข์ ก็เลยได้ยินได้ฟังบุคคล ผูเ้ ป็นแบบอย่างเกิดศรัทธาในคำสอนของท่านผูน้ นั้ เมือ่ ศรัทธาแล้ว อวิชาที่เคยเป็นสังขาร เป็นวิญญาณแล้ว อวิชชาตัวนี้แปลว่า รู้ ไม่ จริง ไม่มีสัจจธรรม แต่พอเกิดศรัทธาขึ้นมาเนี่ย ศรัทธาตัวนี้มัน พ่วงปัญญา เพราะมันไปเอาปัญญามาจากพระพุทธเจ้า จากครูบา อาจารย์ จากใครก็ตาม ศรัทธาตัวนี้เกิดขึ้นมากับปัญญาชนิดนั้น แล้วจะมาแทรกแซงอวิชชา พูดง่ายๆ ว่า อวิชชาถูกแทรกแซง กระบวนการอวิชชาถูกบัน่ ทอนด้วยศรัทธา เพราะศรัทธานี้เชื่อมา ด้ ว ยปั ญ ญา ปั ญ ญาของผู้ ส อนเรา เราเชื่ อ เลยสรุ ป สรุ ป เชื่ อ ประหยัด ทั้งหัวสมองเรานี้ ไม่ลึกซึ้งขนาดนั้น ฟังชื่อท่านผู้นี้ก็ลงมือ ทำ ยกตัวอย่าง นางปฏาจารา ลูกเธอตายตรงนี้ทุกข์ขนาดหนัก ครั้งแรก สามีตายเพราะถูกงูเห่ากัด พอออกจากบ้านจะกลับไปบ้าน ท้อง ใหญ่ๆ จะไปคลอดลูก อุ้มเอาลูกคนโตไปด้วย พอวิ่งๆ ไปได้ ไปถึง กลางทางก็คลอดลูก สามีก็ตามมา ฝนกำลังตก สามีก็ ไปหาฟืน หา ไม้มา เอาใบไม้มามุงให้ภรรยาคลอดลูก งูเห่ากัดตาย ช่วงนี้ทุกข์ ขนาดหนัก สามีตายแล้วนี่ ทำอย่างไรจะเผาศพสามีก็ ไม่ ได้ฝนก็ตก คลอดลูกแล้วก็อุ้มลูกเสียใจรู้สึกผิดหวัง สามีก็ช่วยอะไรเราไม่ ได้ ทุกข์ระทมขมขื่น อุ้มลูกกลับบ้านมาหาพ่อแม่ที่เป็นเศรษฐี ไปถึงน้ำ น้ำหลากเพราะฝนตกมากๆ เอาลูกคนเล็กที่แดงๆ ออกใหม่นอน แบเบาะไว้ อุ้มลูกคนโตลงไปถึงน้ำ นึกขึ้นมาได้ว่าจะต้องเอาคน เล็กไปก่อน .

..ความว่าง : 105 ย้อนคืนมาเอาคนโตวางไว้แล้ว ก็เอาคนเล็กไป บอกว่าคอย แม่อยู่ตรงนี้นะ แม่จะเอาน้องข้ามไป พอข้ามไปถึงฝั่งนู้นน้ำมันก็ หลาก แต่ก็ไม่ลึกถึงกับท่วมหัวไปถึงก็เอาลูกคนเล็กๆ แดงๆ นี้ วาง ไว้ นอนแบเบาะไว้ก็กลับคืนมารับลูก มาถึงกลางน้ำฝนมันหยุดแล้ว นกเหยี่ยวตัวใหญ่ๆ ก็ออกหากินมองเห็นเด็กตัวเล็กๆ แดงๆ ออก ใหม่ นอนอยู่ก็เป็นอาหารเหยี่ยวโฉบลงไปเลย ขยุ้มหิ้วไปเลย แม่ก็ ตกใจกวักมือเรียก ฮ้อ.ทุกข์ซมซาน มาถึงบ้าน พ่อก็ตาย แม่ก็ตาย พี่ชายตาย ฟ้าผ่า ลมพายุหนัก บ้านก็ถูกไฟไหม้ ความ ทุกข์ขนาดนี้ระดมทุ่มเทกันมา ทั่วโลกมารวมอยู่ที่เธอ ตรงนี้นะหัว เลี้ยวหัวต่อกองทุกข์ ทุกขัสขันทัสสะ กองทุกข์ เธอก็ซมซานไป ไป ถึงผ้าผ่อนหลุดลุย่ พระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมอยูน่ นั่ นะ คนทัง้ หลาย เขาไล่เธอหนี พระพุทธเจ้าบอกว่าให้เอาผ้าไปให้เธอนุ่ง ...ให้เหยี่ยวนี้มันปล่อยลูก ลูกคนโตอยู่ทาง โน้นเข้าใจว่าแม่เรียกก็วิ่งมาเลย วิ่งลงในน้ำมา ก็ถูกกระแสน้ำ พัดไป ทุกข์ขนาดไหนสามีตายมาหยกๆ ลูกถูกเหยี่ยวเอาไปกินต่อ หน้า เหินฟ้าไปเลย ลูกตัวเล็กๆ ออกมา ลูกคนโตกำลังน่ารักอยู่ ก็ หายไปกับกระแสน้ำ ช่วงนี้เธอ.

106 L ชีวิตที่มีคุณค่า มาถึงพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ตั้งสติใหม่ ตั้งใจเสียใหม่ นางตั้ ง ใจได้ นิ ด หนึ่ ง ก็ แ สดงธรรมให้ ฟั ง ว่ า น้ ำ ตาเธอที่ ห ลั่ ง ไหล ร้ อ งไห้ อ อกมาเพราะเสี ย ใจ มั น ไม่ ใ ช่ เ พี ย งชาติ นี้ ช าติ เ ดี ย ว ที่ ร้องไห้กับลูกกับผัว กับพ่อกับแม่ ในวัฏฏสงสารอันยาวนานที่เธอ เกิดขึ้นมานี้ เธอร้องไห้มาก ไม่วา่ เธอหรือใคร เพราะไม่ประจักษ์แจ้ง อริยสัจธรรม น้ำตาของเราแต่ละคนเอามารวมกัน มากกว่าน้ำใน มหาสมุทร กระดูกของเราตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ถ้าเอามาก องรวมกันไว้ก็มากกว่าภูเขา น้ำเลือดโลหิตที่ออกจากสรีระร่างกาย เมื่อเราเกิดเป็นปศุสัตว์เขาฆ่ากิน ถ้าเอามารวมกันเฉพาะเลือดเรา ก็มากกว่าน้ำในมหาสมุทร ไม่มีผู้ ใดหรอก ที่จะไม่เคยเป็นผัวเป็น เมียเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นลูกเป็นเต้ากัน มันก็ร้องไห้วนเวียนอยู่ด้วย กันอย่างนี้แหละ เธอจะต้องร้องไห้ต่อไปในวัฏฏสงสารนี้ มันเพียง พอแล้วหนาที่เธอจะพิจารณาหาทางหลุดพ้นจากความทุกข์ สมควร แล้ว ตรงนี้เกิดศรัทธา เห็นไหมละ! ศรัทธาเลยเปลี่ยนปั๊บเลยจากความทุกข์ ศรัทธานี่เกิดมี ปัญญาควบมา นี่ขบวนการ ขบวนการของการพัฒนาการทางจิต พอเกิ ด ศรั ท ธาปั๊ บ เกิ ด ปี ติ ซาบซ่ า นใจ คำพู ด อย่ า งนี้ ไม่ เ คย ได้ยิน ได้ยินขึ้นมาแล้วมันเกิดปัญญาเองด้วย เอ้อ...แต่หลายๆ แสนชาติ หลายๆ โกฏิกัปป์ เราหรือใครก็ตามก็จะต้องเป็นอย่างนี้ นี่ เ ธอเกิ ด ปี ติ ขึ้ น มา เกิ ด สติ ขึ้ น มาอี ก ยั ง มี ป ราโมทย์ ขึ้ น มา มี ปราโมทย์ มีปีติ มีปัสสะทิ ลืมหมดเลย เจ็บปวดรวดร้าวนั่งฟังพระ ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ในที่สุดก็มีปัญญา เป็นระดับ มีสมาธิระดับหนึ่ง ยถาภูตะ ยถา แปลว่า ตาม ภูตะ แปลว่าเป็น ยถาภูตญาณทัสสะนะ ญาณะ แปลว่า รู้ ทัสสะนะ แปลว่า เห็น รู้เห็นตามที่สิ่งทั้งหลายมันเป็น รู้เห็นว่าโลกเป็นอย่างนี้ ชีวิตเป็น อย่างนี้ ตามที่มันเป็น เธอก็เกิดนิพพิทา เบื่อหน่ายชีวิต เบื่อหน่าย .

ความว่าง : 107 ที่เคยเป็นมาอย่างนี้ สภาวะอันนี้ วิราคา จิตก็จางคลาย บวชเป็น ภิกษุนี ปฏิบัติธรรมเป็นพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์เพราะสามี ตาย เพราะลูกตาย พ่อแม่ตาย ถ้าหากไม่ชิงผูกคอตายซะก่อน ความทุ ก ข์ นี้ ก ลายเป็ น ครู บ าอาจารย์ ตรงนี้ ท่ า นสอน ปฏิ จ จสมุ ป บาทเหมื อ นกั น เพราะศรั ท ธาเป็ น ปั จ จั ย จึ ง ให้ เ กิ ด ปราโมทย์ เพราะปราโมทย์เป็นปัจจัยให้เกิดปีติ เพราะปีติเป็น ปัจจัยก็ให้เกิดปัสสะทิ ก็ปัสสะทิเป็นปัจจัยให้เกิดความสุข เพราะ ความสุขเป็นปัจจัยให้เกิดสมาธิเพราะสมาธิเป็นปัจจัยให้เกิด ยถา ภูตญาณทัสสะนะ ยถาภูตญาณทัสสะนะเป็นปัจจัยให้เกิดนิพพิทา เกิดวิราคา เกิดวิมุตติ เกิดขยญาณ นี่ปฏิจจสมุปบาทนี้เราก็ ไม่ ได้ เรียนไปเรียนนักธรรมสายไหนเขาก็ ไม่สอน ก็ ไปท่อง ก็ ไปหาสวด กิ น เงิ น เขา เมื่ อ มี ค นตาย อวิ ช ชา ปั จ จยา สั ง ขารา สั ง ขารา ปัจจยา วิญญานัง อยู่นั่น สวดกินเงินเขาก็ ไม่รู้ เพราะฉะนั้น นี่ก็ คือกระบวนการหนึ่ง ยังมีอีกกระบวนการหนึ่ง ที่นี่ขบวนธรรมเพื่อ พัฒนาปัญญาตัวนี้สำคัญมากๆ นะ เรียกว่าอนุปุบผสิกขา เราเคย ได้ยินแต่อนุบุปผิกถานะ สิกขานั้นก็แปลว่า การศึกษา การอบรม การฝึกฝน อนุบุปผสิกขา ก็แปลว่า การฝึกฝนอบรมไปเป็นตาม ลำดับ อนุบุปผนั้นแปลว่า ลำดับ ลำดับจากหยาบลงไปหาละเอียด จากตื้นลงไปหาลึก จากต่ำขึ้นไปหาสูงมันจะเริ่มเป็นลำดับๆ ไป .

ศรัทธาเข้าไปหานั่งใกล้คอยตั้งใจฟังท่านจะพูดอะไร ให้ฟังจะจำได้ ไหมจะทำได้ ไหม ถ้าจะให้ดีจะต้องมีปากกามีกระดาษคอยจดบันทึกไว้กันลืม พวกฝรั่งเวลาเข้าฟัง เลคเชอร์ (lecture) การสอน การปาฐกถา เขาเตรียมจดเลย take note.108 L ชีวิตที่มีคุณค่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ย่อมมีการศึกษาไปโดย ลำดับ พรหมจรรย์นี้ย่อมมีการฝึกฝนกันไปโดยลำดับ เหมือนฝั่ง แห่งมหาสมุทรไม่โตรกชันฉันใด พรหมจรรย์นี้ก็ฉันนั้น มีการศึกษา มีการเรียนรู้ มีการสดับ มีฝึกฝนไปเป็นลำดับ ผู้ ใดไปทะเลก็จะเห็น ว่าทะเลไม่เหมือนลำห้วยบ้านเรา ทะเลจะลาดลำห้วยส่วนมากจะ ชัน ท่านเปรียบดีมาก ดูแล้วมันก็ค่อยลงๆ ไป ถึงหาดคลื่นตีมา อ้าๆ ไม่ ได้เป็นริมฝั่งชันๆ ไม่เหมือนลำห้วยบ้านเรา เป็นลำดับ อย่างไร อ้าว...ฟังให้ดีเผื่อจะได้ฉลาดเดี๋ยวนี้ ไม่ฉลาด ไม่ใช่ฟังก็ฟัง ไปเฉยๆ หลักธรรมแต่ละอันแต่ละอันนี่ ผมก็ ไม่มีเวลาที่จะมาพูด กันบ่อยๆ นัก ท่านบอกว่าเริ่มต้นด้วยศรัทธา ศรัทธานี้สำคัญมากนะ เมื่อมีศรัทธาแล้วก็เข้าไปหา เรา ศรัทธาผู้ ใดก็เข้าไปหาผู้นั้น สัทธา อุปะสังขะมานา อุปสงฺขะมาน แปลว่า อุปะ แปลว่า เข้าไป เข้าไปใกล้ เข้าไปหา เมื่อมีศรัทธา แล้วก็เข้าไปหาจากการเข้าไปหาแล้วก็มีการเข้าไปนั่งใกล้ๆ ปะยิรู ปะสานา ปะยิรู ปะสานา แปลว่า เข้าไปหาแล้วก็เข้าไปนั่งใกล้ๆ หลังจากนั้น โสตาวะทานา เคยได้ยินบ้างไหมคำว่า โสตาวะทานา คอยตั้ ง ใจ ท่ า นจะพู ด อะไรให้ ฟั ง น้ อ ไม่ ใ ช่ มี แ ต่ นั่ ง หลั บ อั น นี่ จ ะ พัฒนาได้อย่างไร ฟังแต่นี่ ไปหาตายอีกร้อยปีก็คงเหมือนเดิม โสตา วะทานาเนี่ย..ขอได้ โปรด เถิดท่าน พูดอีกสักครั้งได้ ไหมผมฟังไม่ชัด นี่นิสัยที่สำหรับจะเรียน รู้สำหรับฝรั่ง มันมีฉันทะขนาดนี่ .. please sir’ โอ้.. ‘Again.

.ความว่าง : 109 เขาเรี ย กว่ า “a loving interest in the right understanding of the truth” ทั้ง loving “บ่แม่นธรรมดา คือฮัก พร้อม” interest สนใจด้วยความรัก เพื่อจะเข้าถึงความจริงอันนั้น the right understanding of the truth ถ้าเราพูดเร็วเกินไป พวก ฝรั่งยกมือ ‘Again.เหมือนตักน้ำรดหัวตอ สีซอให้ควายฟัง พูดไปก็เหนีอ่ ย สงสัยตายเปล่า เราต้อง โสตาวะ ทานา คอยตั้งใจที่จะฟัง ท่านจะพูดอะไรเราก็ตั้งใจฟัง ธัมมัสสะ วะนา สดับธรรมนั้น หลังจากนั้น ทาระนา ทรงไว้ คือฟังแล้ว อาจจะยังไม่เข้าใจแต่ทรงไว้ ในใจ จำไว้ ทำอย่างไรต่อ เอาไปคิด จาก ทาระนา แล้วก็ อุปริขาร จับเค้าเข้าใจได้ พอจับเค้าเข้าใจได้ ทีนี้ก็จะเกิดอีกอันหนึ่งขึ้นมา ฉันทะ รู้สึกจะพอใจ ฉันทะ มีความพอใจขึ้นมา พิจารณาจนจับเค้าพอที่จะเข้าใจลาง ๆ ตอกย้ำ ลงไปอีก ธัมมา นิชา นะ ขันติยา เพ่งจนจับใจความได้ชัด ขึ้นมา แล้ว ก็เกิดความพอใจ ฉันทะๆ เอ้อใช่แล้ว พอใจ เมื่อมีฉันทะก็มี อุตสาหะ อุตสาหะ เพิ่มๆ ความเพียรขึ้น ปะทานา ปะทานา แปล ว่า เมื่อเห็นชัดแล้วก็ปฏิบัติอย่างจริงจัง คือพยายามสิ่งใดไม่ดีก็ พยายามละตามที่เราเข้าใจมา สิ่งใดที่มันดีก็พยายามปฏิบัติ ทีนี้ เมื่อมันดีอยู่แล้วพยายามรักษาเดี๋ยวมันจะหาย อย่างเวลาเราปฏิบัติสมาธิ พออารมณ์สมาธิกำลังเกิดขึ้น สมาธิเริ่มตั้งมั่น สมาธิเริ่มเห็นชัดตรงนี้เราจะต้องพยายามรักษาไม่ พอคุยก็ ไม่ ไปคุย ไม่พอเสียเวลา ไม่เอาอะไรทั้งนั้นตั้งใจเพราะกลัว มันจะหาย มันได้ใหม่ เพียรรักษาประคับประคองมันไว้ . please sir’ ได้โปรดเถิดท่าน อีกครั้งหนึ่งจด ไม่ทัน พวกเราพูดไปก็ยังหลับลูกเดียว โอ้ย..

ในสิ่งที่ ไม่ดีเลิกได้แล้ว ก็พยายามป้องกัน อย่าให้มันเกิดขึ้นมาอีก ถ้าสิ่งที่ดีเกิดขึ้นแล้วประคองรักษาไว้มันจะ หาย อันนี้ดีแล้วนะ ได้ใส่กระเป๋าไว้รักษาไว้ ความดีชนิดนี้เราทำให้ เกิดมี เป็นคุณสมบัติแห่งจิตใจเราเกิดขึ้นมาแล้ว ความชั่วชนิดนี้ เรา ปหานะ เราทำลายมันแล้ว เราละได้แล้ว แล้วก็ป้องกันไม่ให้ มันเกิดขึ้นมาอีก ส่วนความดีชนิดนี้สร้างให้มันเกิดขึ้นแล้วก็รักษาไว้อย่างนี้ เรี ย กว่ า ปะทานา เมื่ อ เข้ า ใจอย่ า งแจ่ ม แจ่ ม ชั ด ก็ ป ฏิ บั ติ อ ย่ า ง จริ ง จั ง เมื่ อ ปฏิ บั ติ อ ย่ า งจริ ง จั ง ก็ ห ยั่ ง เข้ า สู่ สั จ ธรรม ที่ เ รี ย กว่ า ทุรา นุโพโธ สัจจานุโพธา แม้จะเห็นยากแค่ ไหนตอนนี้ก็เข้าถึง สัจจานุ โพธา จากปะทานาก็ส่งต่อไปสู่สัจจานุโพธา สัจจานุโพธา ก็คือเข้าถึงสัจธรรมหยั่งลงสู่สัจธรรม ทุกข์เป็นอย่างนี้เหตุให้เกิด ทุกข์เป็นอย่างนี้ เวลาทุกข์มันไม่มีมันเป็นอย่างนี้ การดับลงแห่ง ทุกข์ต้องกระทำอย่างนี้ดังที่เคยมา ...110 L ชีวิตที่มีคุณค่า ทีนี้ความชั่วที่มันเกิดขึ้น ปะหานา เราเพียรละได้แล้ว เมื่อ ละได้แล้วระวังมันจะเกิดมาใหม่ บางสิ่งบางอย่าง “อย่างเราเลิก ยาเสพติดอย่างบุหรี่นี่ เดี๋ยวนี่เลิก อยู่ในหมู่คณะนี่เลิกเพราะว่าค่า นิยมของสังคม สังคมนี้บริษัทนี้ชุมชนนี้ ไม่นิยมสูบบุหรี่ยาเสพติด ทั้งสิ้น เพราะเราจะเป็นตัวอย่างของคน โอเค! เลิกเพราะมันมี กัลยาณมิตรแวดล้อมเอาไว้ เป็นสัมมาทิฏฐิถูกต้องแต่นั้นยังไม่พอ พอหลบจากเพือ่ นมันไปลักสูบ ตอนมันไปลักสูบนี่ คือมันไม่มีกัลยาณมิตรอยู่แถบๆ นี้มัน พ้นจากค่านิยมของสังคมก็ ไปถูกตัณหาสดๆ ตัณหาสดปรุงขึ้นมาก็ เอาอี ก ถ้ า เกิ ด มี ห มู่ บ าปมิ ต รพวกเดี ย วกั น ก็ ใ ส่ เ ข้ า ไปอี ก ตรงนี้ ปะทานา เราไม่มี อือ.

ความว่าง : 111 เพราะฉะนั้นมันต้องละเอียด เราเป็นนักศึกษาเต็มตัวเลย เดี๋ยวนี้ ไม่ ได้ศึกษาแบบธรรมดา ไปศึกษาแบบเรียนปริญญาอยู่ ทางนอกมันยังไม่ ได้เสี้ยวของการศึกษาอย่างนี้ อย่างนี้มันละเอียด มากเลย ทั้งพยายามฟัง พยายามทำความเข้าใจ พยายามปฏิบัติ เมื่อฟังไม่เข้าใจชัด ยังไม่เข้าใจก็ทรงมันไว้ ทรงมันไว้ ธารานา ทรง ไว้ ในใจต่อมาก็มาใคร่ครวญ อุปะริกขะตา เข้าไปพิจารณาถ้อยคำ ที่เราทรงไว้นานๆ ธัมมานิชานะขันติยา เพ่งจนเจนใจจนชัดเจน หลังจากนั้น ก็เกิดความพอใจเกิดความอุตสาหะพยายาม ยังมีอีกคำหนึ่งที่มีคำสั้นๆ ว่า อะตุลา ตุลานา ใครที่เคย เป็นนักกฎหมาย ตุลาการ.. ตุลาการ มันเป็นภาษาบาลี ตุลา แปล ว่า ชั่ง คือตาชั่งวัดน้ำหนัก เขาเรียกว่า ตุละ ตุลา แปลว่า การ ชั่งตวง ตุลาการก็คือผู้ที่ชั่งตวงความผิดถูก มันเป็นภาษาบาลีนะ ตุลาการนัน่ ในนีเ้ มือ่ ฟังดีๆ เข้าใจมีความพอใจอุสาหะ พยายามแล้ว ก็มีตุลานา ชั่งตวงตรวจสอบในจิตในใจ ธรรมอย่างนี้ยังไม่เกิดมีใน ใจเรายังไม่ชัดเจน ชั่งต่อไปจนเห็นความแจ่มชัด แล้วก็ ปะทานา ลงสู่การปฏิบัติ หลังจากนั้นก็ สัจจานุโพธา อันนี้เป็นกระบวนการ พัฒนาปัญญา จากตื้นๆ ธรรมดา เมื่อมีศรัทธา เข้าไปหานั่งใกล้ ตั้งใจฟังธรรมสดับธรรมทรงธรรมเอาไว้ ใคร่ครวญธรรมนั้น เมื่อ ใคร่ครวญธรรมนั้นแล้ว ต่อมาก็เกิดความเห็น จับเค้าได้เกิดความ พอใจ อุตสาหะพยายาม หลังจากนั้นก็ ตุลานา ชั่งตวงจนเห็น ชัดเจนแจ่มชัด หลังจากนั้นก็สู่ ปะทานา สู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง หยั่งลงสู่สัจธรรม สัจจานุโพธา มันจะเป็นลำดับๆ ไป ส่งไปเป็น ทอดๆ ไป เดี๋ยวนี้ถ้าเราปลูกศรัทธาไม่เกิด พวกนั้นก็เตรียมตัวตาย หมดเกิดมาไม่ ได้ ..

112 L ชีวิตที่มีคุณค่า ศรั ท ธานี่ เ หมื อ นข้ า วปลู ก สั ท ธา พิ ชั ง ตะโป วุ ฑ ฒิ ปัญญา เม ยุคคะนัง คะลัง พุทธเจ้าสอน ศรัทธาเหมือนข้าวพืช เมล็ดพืช เหมือนพันธุ์พืช ตะโป วุฑทฒิ ความเพียรเหมือนฟ้า เหมือนฝน ปัญญา เม ยุคคะนัง คะลัง ปัญญา คือแอกคือไถ สติ อิสา ปัญญายอดตรา สติเป็นงอนไถ สัมปชัญญะ เป็นปฏักคอย แทงมัน เพราะนั่นเรามาทำนานิ เดี๋ยวนี้เรามาทำนา นาบุญ ถ้าข้าว ปลูกไม่มีจะทำยังไง ศรัทธานั่นเป็นข้าวปลูก มานั่งเฝ้านาเฉยๆ นา จะดีขนาดไหนไม่มีข้าวปลูกจะได้ประโยชน์อย่างไร ไม่มีศรัทธาท่าน จะเทศน์ยังไงก็ ไม่สนใจไม่พิจารณาเอาแต่นั่งหลับ ขอให้มันแล้วไป หลับอย่างเดียว เมื่อไม่มีข้าวพืชไม่มีข้าวปลูกจะเอาอะไรมาเป็น เชื้อเผ่าพันธุ์ .

.ความว่าง : 113 เพราะฉะนั้นศรัทธานี่สำคัญ ศรัทธาระดับน้อยๆ ก็จะส่ง ต่อไประดับหนึ่ง เมื่อมีศรัทธาก็จะมีปราโมทย์ ระดับหนึ่ง แม้แต่ ความง่วงเหงาหาวนอนนี่ ผมท้าได้เลยว่า ถ้ามีศรัทธานี่มันจะง่วง ไหม เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คนหนุ่มคนสาวที่เขารักกัน เขาศรัทธากัน “ข่อยศรัทธาเจ้าหลายๆ เด้” ศรัทธาก็คือความรัก ศรัทธาจน กลายเป็นความรัก จะนอนหลับไหมไปนั่งจีบสาวอยู่กับคนที่เรารัก จะนั่งง่วงนอน งอกแงกๆ ให้เขาเห็นเขาดูหรือ จะมีแต่ตาสว่างนั่ง ได้ทั้งคืน ตัวศรัทธาเป็นพลัง ผู้ที่ทำสมาธิด้วยศรัทธา ศรัทธาจริงๆ โอ้..มันขนลุกขนพองไม่ ใช่ธรรมดาหนา อันนี่มันฝืนมันทนทำไป อย่ า งนั้ น เณรน้ อ ยใครอยู่ ใ กล้ เ คาะหั ว ให้ ที เ ปลี่ ย นกั น เคาะก็ ไ ด้ เพราะง่วงเหมือนกัน ไปหนี! ไปล้างหน้าโน้น มันไม่เหมือนคนอื่น เขา ไปล้างหน้าดีๆ นั่งหลับนั่งโงกอยู่นี่ ทั้งวันทั้งคืนก็หลับอยู่นี่ ขาดทุนจริงๆ สงสัยจะไม่ ได้อะไร ไม่ ได้ข้าวปลูกลูกแนวอะไรกับ เขาเลย เณรน้อยนี่อีกคนหนึ่งหัวแวๆ นี่ เตรียมตัวพัฒนาบ้าง สี่ห้า ปีแล้วยิ่งแย่เหมือนเดือนแรม ค่ำหนึ่งลดลง สองค่ำก็ลดลง สาม ค่ำสี่ค่ำถึงสิบห้าค่ำมืดมิดเลย เราบวชนานให้ มั น เหมื อ นเดื อ นเพ็ ญ สว่ า งขึ้ น เจริ ญ ขึ้ น อย่ า เป็นเหมือนเดือนแรม มันไม่พัฒนาตนเองก็มีแต่จะแย่เสีย ประโยชน์ บอกให้ ไปล้างหน้าก็กลัวน้ำหมดไม่ ได้ซื้อสักบาทล้างหน้า ก็ ไม่อยากล้าง ไม่พัฒนาอะไรเลยพูดแล้วก็แล้ว เหมือนเป่าปี่ ใส่ หัววัว ชาวนาเป่าปี่ให้ควายฟัง เขาว่า ควายโง่หรือจะฟังเสนาะหู เป่าให้ฟังจนแสบแก้วหู มันก็ไม่สนุกแน่ สัตว์นี้เดรัจฉาน คนนี้เดียรัจฉาน พูดอย่างนี้ดีไหม เดียรัจฉาน แปลว่า ขวาง คนขวาง คนเดียรัจฉานภาษาบาลี เดียรัจฉาน แปลว่า ขวาง เพราะว่ามันไม่ ได้เดินเอาหัวตั้งอย่างเรา ไปทางไหนขวางทิศ .

114 L ชีวิตที่มีคุณค่า ถ้าไปทิศใต้ก็ขวางทิศตะวันออกทิศตะวันตก ถ้าไปทางทิศ ตะวันออกตะวันตกก็ขวางทิศเหนือทิศใต้ ตัวมันขวาง เขาจึงเรียก ว่า สัตว์เดรัจฉาน สัตว์ขวางที่เดินเอาตัวขวาง พวกเราหัวตั้งอย่าง นี้ ตั้งตรงจึงไม่เรียกว่าเดียรัจฉาน แต่ว่าจิตใจไม่เจริญถ่วงความ เจริญ ก็ขวางอีก เรียกว่า มนุสสะเดียระฉาโน คนขวาง คนขวาง ไม่พัฒนานั่งหลับ ง่วงงอกแงกๆ อยู่นี่ ไม่พัฒนาเสียที เพราะฉะนั้น มันไม่มีโสตาวะทานา ไม่คอยตั้งใจสดับ แล้วมันจะได้อะไร เมื่อ สดับฟังให้ดีๆ แล้วก็ ทาระนา ตรงที่ ตุลานา ชั่งตวงตรวจสอบว่า มันมีไหมธรรมอย่างนี้ ในตัวเรา นั่ง..สมาธิอยู่นี่นั่งตรวจสอบ นั่ง ตุลานา ชั่งใจ ใจมันไม่เสมอกันมันก็ไม่เป็นสมาธิ บางครั้งมันก็หนักไปทางรัก บางครั้งมันก็หนักไปทางโง่ ตาชั่งมันไม่พอดีกัน ตุลานาชั่งตวงให้มันคงให้พอดี นั่งอยู่นี่แต่ ไป รักคนนั้นนี่อยู่ในบ้านในเรือน เขานอนหลับตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่รู้ เขา จะมารักอะไรกับเรา โน้นไปนั่งคิดถึงเขา นี่มันไม่พอดีแล้วนั่น ลูก ตาชั่งอันนั้นมันใหญ่เกิน ความเกลียดชังที่นี่เกลียดคนนั้นชังคนนั้น ไม่มีคนเกลียดก็เกลียดตนเอง ดูมันไม่พอดี ทำไมเราถึงโง่ถึงชั่ว อย่างนี้ ไปเกลียดมันทำไมตัวเอง อยากให้มันดีก็อย่าไปเกลียดมัน อะไรที่ดูมันเกินก็พยายามให้มันพอดี หลังจากนั่นความโง่เกิดที่นี่ นั่งไปสงสัยหมด สงสัยไปเรื่อย มันจะเป็นอย่างนั้นไหมหนออย่างนี้ ไหมหนอ มีไหมชาติหน้า ตายแล้วจะได้เกิด ชาติก่อนมีไหม บุญมี ไหม บาปมีไหม สวรรค์มีไหม นรกมีไหม สงสัยไปหมด เลยไม่ ได้ วางใจ ไม่วางใจเชื่อสักที ลังเลไม่ตกลงเสียได้ เรียกว่าวิจิกิจฉา มันเป็นนิวรณ์อันตรายของสมาธิ นั่งสมาธิไปนี่จะได้บุญไหมหนอ มานั่งหลับหูหลับตาไปเฉยๆ แน่ะ! ..

.พอคิดปั๊บก็ส่ง ไปหาความว่าง ..ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ เพื่อนง่วงเขาหลับแต่ตนเอง ไม่หลับ เราดีเราเก่ง นักปราชญ์ ใหญ่ ฉลาดเกิน เขาเรียกว่า ฟุ้งซ่าน แต่ ไปๆ มาๆ มีนกยูงร้องอยู่ยอดไม้คิดรำคาญ อยากฆ่า บิดคอให้มันตาย ! มาร้องรบกวนอยู่ ได้ เรากำลังคิดดี ไปโน้นเลย ที่นี่มันไม่พอดี ต้องตุลานาชั่งตวงมันถึงจะถูก ที่นี้มันก็เกิด ถินนะมิททะ นี่ก็ ไม่พอดีเหมือนกัน นอนยังไง ถึงนอนมากมายอะไรขนาดนั้นไม่อิ่มไม่พอเสียที พอนั่งลงปั๊บหลับ แล้ว โอ้ย.ตั้งแต่ยังน้อยทำไมไม่หลับง่ายอย่างนี้ เวลานอนแม่ต้อง กล่ อ มต้ องเอาใจ ร้องไห้อยากกินนั้ น กิ น นี้ เปิ ด เพลงร้ อ งเพลง กล่อมจะให้หลับก็ยังไม่หลับ เวลามานั่งสมาธิ โตแล้วทำไมชอบ หลั บ คื อ สั ป หงกหลั บ เร็ ว แท้ หลั บ หั ว ตกลงไปโน่ น เหมื อ นไก่ ตายห่า เหมือนไก่งวงจิกอาหารไม่ถูก มีทุกอย่างชะโงกขึ้นข้างบน โน้นก็มี ใครบอกใครสอนถึงทำได้ขนาดนี้ อย่างนั้นอาจารย์ ไม่ ได้ สอนเลย วิชาง่วง วิชาสัปหงก ทีนี้มันต้องตุลานา จากตุลานาก็มา สู่ปะทานา สัจจานุโพธา หยั่งลงสู่สัจจธรรมฟังดีๆ ท่านว่าอย่างไร สมาธินี่ ถ้าเราทำเป็นมีแต่จะได้ ทำอย่างไรจะรู้จักความว่าง ยอดธรรมหนาความว่างนั้น น่ะ ว่าง พูดคำเดียวนี่พอเลย แต่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะรู้จักว่าง คำว่า ว่าง ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรนะ ว่างที่เต็มเปี่ยมเลย ไม่ใช่ว่างโปร่ง โหรงเหรง ไม่ใช่เต็มอยู่ด้วยความว่าง แนะ! มันละเอียดสักหน่อย ถ้าอยู่กับความว่างจริงแล้ว พระพุทธเจ้าเรียกว่า สุญญตา วิหาร อยู่กับความว่าง อารมณ์ใดมันเกิดขึ้นส่งไปให้ความว่าง ส่ง เข้าไปหาตัวรู้ผู้เดียวนั่น ไปรู้อยู่นั้นทำให้มันถูก นั่ง....ความว่าง : 115 อีกอย่างหนึ่งฉลาดเกิน นั่งปรุงแต่งคิดไปเทศน์ ไปอยู่ข้าง ใน พออยากเอากระดาษมานั่งเขียน โอ้..

..มันจะผอมลง กิ เ ลสว่ า งน้ อ ยก็ ผ อมน้ อ ย ว่ า งได้ ม ากก็ ผ อมมาก ถ้ า ผู้ ใ ดมี ก าร กำหนัดทางราคะทางกาม ถ้ารู้จักค้นให้พบความว่าง ดูลมหายใจ เอาไปเอามาการรู้ลมหายใจมันสู้กัน ไม่ให้มันรู้อยู่ในลม ให้มันรู้ผู้รู้ ว่ามีลมหายใจเข้าหายใจออก ให้มันรู้อยู่เฉยๆ นั่นนะมันจะเบา เบาไปหมดเลยว่างโล่ง มันจะเอาอะไรมาง่วงมาอยากนอน มันจะ เอาอะไรมาคิดถึงอย่างอื่น คิดอะไรก็โยนไปใส่ความว่างให้หมด อารมณ์ใดมันเกิดขึ้นส่งไปให้ความว่าง ส่งเข้าไปหาตัวรู้ผู้เดียวนั่น ไปรู้อยู่นั้นทำให้มันถูก นั่ง..116 L ชีวิตที่มีคุณค่า เราคื น กลั บ ขึ้ น ไปหาตั ว ผู้ รู้ ที่ มั น รู้ เ ฉยๆ ว่ า งๆ อยู่ นั่ น อธิบายยากสักหน่อยแต่ว่าท่านผู้ ใดเข้าถึง อันนี่โอ้ย.พอคิดปั๊บก็ส่งไปหาความว่าง เอาความ ว่างเป็นที่พึ่ง อันนี้เราจะต้องให้ความสำคัญ ศึกษาให้ละเอียด ให้ เข้าใจ เพราะทีส่ ดุ แล้วชีวติ ของเราก็ตอ้ งเดินทางไปสูค่ วามพลัดพราก ความตาย ซึ่งเราจะต้องทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้ จะได้ ไม่ต้อง ทุกข์มากเสียใจมาก ปล่อยวางทำใจได้ ความว่างจึงเป็น เป้าหมาย ที่สำคัญในการปฏิบัติ ..

ความว่าง : 117 พระพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้วา่ เมือ่ กุลบุตรเข้ามาบวช อุปชั ฌาย์ ทั้งหลายก็ดี อาจารย์ผู้ ให้นิสัยทั้งหลายก็ดี ไม่ ได้อบรมศีลอบรม กาย อบรมศีลอบรมปัญญา กุลบุตรทั้งหลายเข้ามาบวชก็ ไม่ ได้ อบรมกายอบรมศีล อบรมจิตอบรมปัญญา ต่อมาเมื่อพระสูตรอัน ใดอันเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา เป็นหลักธรรมอันลึกซึ้ง เยเต สุตันตา สูตรเหล่าใด ตถาคตะ ภาสิตา เป็นภาษิตเป็นคำสอนของ เราตถาคต คัมภีร์ลึกซึ้งมาก คัมภีระถา มีอรรถมีความหมายลึก ซึ้งละเอียดอ่อน โลกุตตะรา เป็นเรื่องเหนือโลกเป็นเรื่องเหนือ กิเลส สุญญะตะปะฏิสันยุตตา ประกอบไปด้วยความว่าง แต่ใน พระไตรปิฎกฉบับหลวงประกอบไปด้วย สุญญะตาว่าอย่างนั้นหนัก เข้าไปอีก ไม่รู้ว่าอะไรสุญญะตาได้ยินแต่ชื่อ ไม่ ได้แปลให้เลยแต่ พวกที่ ไม่ ได้เรียนบาลีมา เลยไปอ่านแล้วก็ซื่อบื้ออยู่เหมือนเดิม อะไรหนอประกอบไปด้วยสุญญะตา สุญญะ นั้นแปลว่า ว่าง ตา แปลว่า ความ สุญญะตะปฏิ สันยุตตา ประกอบไปด้วยความว่างคำสอนชั้นสูงที่ละเอียด ถ้ามี บุคคลใดเอามาแสดงมาชี้แจงอยู่เขาจะไม่สนใจฟัง ไม่อยากฟัง ไม่มีความรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียด เป็นเรื่องที่น่าฟังน่าทำ ความเข้าใจ เมือ่ นัน้ ก็เป็นไปแห่งความเลอะเลือนแห่งธรรม เลอะเลือน แห่งวินัยเป็นไปเพื่อความไม่ตั้งมั่น เป็นไปเพื่อความอันตรธานของ ศาสนา ผมเกิ ด มานี้ ไ ม่ มี ใ ครสอนในลุ่ ม แม่ น้ ำ โขงไม่ พู ด ถึ ง เรื่ อ ง สุ ญ ญะตานี้ แ หละ แต่ ส วดทุ ก วั น เวลาทำวั ต ร ยะถาปั จ จะยั ง ปะวัตตะมานัง ธาตุมตั ตะเมเวตัง สวดแล้วเพราะมาก ทำนองสนุก จนอยากจะเต้นใส่เป็นเณรน้อยมันสนุก นิสสัตโต นิสชี โว สุญโญ นั่น สุญโญ นั้น ว่างๆ พูดทุกวันแต่ ไม่มีใครเอามาพูดสอนกันเลย คำสอนคำว่าว่างนี้ .

หนึ่งพันกว่าๆ นี้ เรือ่ งความว่างนี้โชติชว่ งมากทางโน้น เดีย๋ วนีก้ ห็ ายไปแล้ว มหายาน ส่วนมากมีแต่บูชาลาภสวดมนต์สักการะ นะโมไต่ซือ ไต่ปุย ขึ้นแล้ว ทีนี้ มีกวนอิมอธิษฐานเอาลาภเอารวยว่ากันไปโน่นทีนี้ เรื่องความว่างท่านอาจารย์ฮาโกอิ เป็นตัวอย่างให้เห็นดี มาก ท่านฮาโกอินั้นเป็นบุคคลเข้าถึงความว่าง สุญญะตาแท้ ไม่ใช่ สุญญะตาเฉยๆ แบบที่เราได้ยิน สุญญะตานั้นท่านอาจารย์ฮาโกอิ นีท้ า่ นปฏิบตั ธิ รรมมา เพ่งเห็นความว่าง เข้าถึงความว่าง .118 L ชีวิตที่มีคุณค่า สุญญะตานี้หายไป แต่เขาไปเจริญตอบกันศึกษากันอยู่ โน้น รู้สึกจะไปตีกันหนักหน่วงสอนกันมากอยู่ทางตอนเหนือนิกาย มหายาน นิกายเซน จะว่าไปแล้วนิกายเซนไม่ ใช่มหายาน เป็น หีนยานเป็นเถรวาทอย่างเรา แต่เข้าไปอยู่ในพวกมหายานในเมือง จีนในญี่ปุ่น ฝึกกันให้เข้าถึงความว่าง จนถึงขนาดว่ายี่สิบสามสิบปี บวชมานีเ้ พ่งหาแต่ความว่าง ให้เห็นความว่างเมือ่ เห็นความว่างแล้ว ก็ให้เข้าถึงความว่าง ต้องเห็นเสียก่อน เหมือนเรามองเห็นอยู่โน้น แต่ยังไปไม่ถึง เรียกว่า สุญญะตา สะมะนะ สะมะนุ ปัสสะติ เห็นซึ่งความว่างละเอียดนะละเอียดมากๆ เลย ถ้าเห็นอันนี้การ ปฏิบัติธรรมรู้สึกจะง่าย ไม่หนักหน่วงไม่ลำบากใจเห็นทุกอย่างให้ มันว่าง แต่ความว่างไม่ใช่ ไปเห็นอยู่ภายนอกมันต้องเห็นอยู่ภายใน เพราะของภายนอกมั น จะเข้ า มาภายใน เรื่ อ งนี้ ล ะเอี ย ดต้ อ ง อธิบายกันหนักๆ หน่อย ทีนี้เมื่อเห็นความว่างนี้ก็ก้าวให้ถึงความว่าง สุญญะตา ภะวะกันติ ภะวะติ ก้าวลงสู่ความว่างหยั่งสู่ความว่าง ครั้งแรกนี้ ให้เห็นเสียก่อน ในเมืองจีนเขาสอนกันอย่างนั้น ในญี่ปุ่นเขาสอน กันอย่างนั้น แต่ก่อนนะ ในยุคประมาณสัก พ.ศ.

ความว่าง : 119 สุญญะตา สะมะนุ ปัสสะติ สุญญะตา ภะวะกันติ โหติ ก้าวลงสูค่ วามว่างเห็นความว่าง หลังจากนัน้ ก็ สุญญะตา วิหารัง เป็น อยู่ด้วยความว่างความยึดมั่นถือมั่นในสัญญาทั้งหลายหมด คำว่า ว่างไม่ใช่ ไม่มีนะ มีทุกอย่างแต่ว่างจากสัญญาว่าเป็น อัตตะนียา วันหนึ่งเขามาด่าท่านทั้งบ้านทั้งเมืองเลย ท่านอาจารย์ ฮาโกอิ เขามาด่ากันหมดทั้งบ้านเลย เรื่องของเรื่องก็คือว่ามีหญิง สาวคนหนึ่งตั้งท้องขึ้นมา ตั้งท้องขึ้นมาพ่อแม่ก็ด่า ซักถามว่าไป ท้องกับใครมา ทีนี้หญิงสาวนี่ตั้งท้องกับชายหนุ่มหน้าบ้าน เป็นลูก พ่อค้าปลาเหมือนกัน แย่งกันขายปลา พ่อกับแม่ทะเลาะกันเป็นไม้ เบื่อไม้เมา แต่ลูกสาวกับลูกชายแอบรักกัน ก็เลยได้เสียกันตั้งท้อง ตั้งครรภ์ขึ้นมา พ่อแม่ก็ซักถามในที่สุดถ้าจะบอกว่าท้องกับชายคน นี้พ่อแม่จะช้ำหนักเข้าไปอีก เพราะว่าเป็นศัตรูกันครอบครัวนี้เป็น ศัตรูกัน แต่พ่อแม่เคารพอาจารย์ฮาโกอิมาก ก็เลยบอกเป็นท่าน เพื่อให้พ่อแม่ลดความโกรธลง ว่าหนูท้องกับท่านอาจารย์ฮาโกอิ .

.120 L ชีวิตที่มีคุณค่า โกรธก็สุดโกรธแต่เป็นอาจารย์สุดที่รักเคารพบูชา เรื่องก็ ดังกระฉ่อนไปทั้งหมู่บ้านทั้งคามนิคม ชาวบ้านพากันมาชี้หน้าด่า ท่านเลย ว่า..แหมหลอกลวงโลกให้กราบให้ ไหว้ ดูสิเป็นพระทำไม ทำอย่างนี้ ได้ ด่าท่านจนไม่มีที่จะด่า ท่านก็นั่งเฉย พอด่าจบแล้ว ท่านก็พูดได้คำเดียวว่า อย่างนั้นหรือ สามคำว่า อย่างนั้นหรือ ภาษาอังกฤษเขาแปลว่า “Is that so?” แปลว่า อย่างนั้นหรือ เขา ด่าเหนื่อยเขาก็กลับไป วันหลังใครโกรธขึ้นมาก็มาด่า ด่าจบท่านก็ “Is that so?” อย่างนั้นหรือ ต่อมาผู้หญิงคนนี้ท้องใหญ่จนคลอด ทีนี้พอคลอดแล้วก็เลี้ยงมาหน่อยสองสามเดือนพอรอดตาย พ่อกับแม่และชาวบ้านพากันไปด่าท่าน แล้วเอาลูกนัน้ ไปให้ ท่านเลีย้ ง บอกท่านว่ากินกับปากอยากกับท้องต้องรับผิดชอบ ต้อง เลี้ยงดู ท่านอาจารย์ฮาโกอิท่านเห็นแต่ความว่าง ท่านไม่ ได้ยึดมั่น ถือมั่นเพราะท่านก็ ไม่ ได้ทำ ไม่ ได้เกี่ยวกันเลยท่านก็บอกว่า อย่าง นั้นหรือ พอเอาลูกมาไว้แล้วก็หนี ท่านก็เลี้ยงของท่าน ต้นไม้ ในป่า ก็ยังเอามาปลูก สัตว์ในป่าก็ยังเอามาเลี้ยง ลูกคนแท้ๆ จะปล่อยให้ ตายได้อย่างไร เอามาทิ้งให้ท่าน ท่านก็เลี้ยง ชาวบ้านบางคนเขาก็ ว่า เป็นยังไงพ่อลูกอ่อนลำบากไหมเลี้ยงลูก เออเหมือนกันเลยนะ พ่อกับลูก ท่านก็บอกว่า “Is that so?” อย่างนั้นหรือ ไม่ ได้ ไปฟ้อง ไปว่าอะไรเขา ถ้าเป็นพระทุกวันนี้จะเป็นอย่างไร แต่ท่านก็เลี้ยง เด็กนี้มาจนอายุได้หกเจ็ดปี .

ความว่าง : 121 ทีนี้มีคนเข้าถึงธรรมระดับโสดาบัน ที่มีศรัทธาไม่หวั่นไหว พระโสดาบันไม่หวั่นไหวนะ ถึงจะให้ทานเป็นแสนเป็นล้าน ถ้าหาก ยังเข้าไม่ถึงศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญาอย่างมั่นคง พระพุทธเจ้าว่า เป็นศรัทธาที่เหมือนกับนุ่น วางไว้ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น แต่ถ้าลมพัด มาจากทิศตะวันออกก็ปลิวไปทิศตะวันตก ลมมาจากทิศตะวันตกก็ ปลิวไปทิศตะวันออก ศรัทธาปุถุชนไม่แน่นอน แม้เขาจะให้ทานให้ อะไรมากๆ ก็ตาม แต่ถ้าเขายังเข้าไม่ถึงศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา เขาก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทีนี้บุคคลสองสามคนนี่ ใส่บาตรให้ท่านฉัน เวลาท่านไป บิณฑบาต ชาวบ้านทั่วไปเขาไม่ใส่ มีแต่เขาด่า คำตอบของท่านก็ คือ “Is that so?” อย่างนั้นหรือ สองสามคนที่ยังศรัทธานี้ก็มาใส่ บาตร แล้วพูดกับท่านว่า ท่านอาจารย์แม้ท่านอาจารย์จะไปตก นรกหลุมไหนก็ตาม จะผิดจะพลาดอย่างไรพวกผมก็ยังเคารพ นับถือท่าน อย่างน้อยพวกผมก็ ได้ฟังธรรมจากท่านอาจารย์ ได้ เห็นธรรมเพราะท่านอาจารย์ ถ้าท่านอาจารย์เป็นคนตาบอด ก็ เป็นตาบอดที่ถือตะเกียงส่องให้คนตาดีอย่างพวกผมเห็น คือผู้ที่ สอนคนอื่นให้คนอื่นเข้าใจแม้ผู้สอนยังไม่รู้ อะไรเลย แต่คำสอนนั้น ถูกต้องพระพุทธเจ้าท่านว่า อันโท ทีปะทาโร ตาบอดถือตะเกียง อย่างในความมืด คนตาบอดถือตะเกียงมาเขามองไม่เห็นทาง แต่ เราตาดีมองเห็นทาง เราก็ ไปอาศัยไฟจากคนตาบอด ถ้าสมมุติว่า ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยแต่ผมสอนหลักธรรมให้แก่ท่านทั้งหลาย แต่ ท่ า นทั้ ง หลาย ท่ า นทั้ ง หลายประพฤติ ป ฏิ บั ติ ไ ปได้ เกิ ด ธรรมะ เบื่อหน่าย กิเลสจางคลาย นิโรทา ปะตินิสักคา ขึ้นมาก็แสดงว่า ท่ า นทั้ ง หลายตาดี ม องเห็ น อะไรต่ อ อะไร ผมก็ คื อ ตาบอดถื อ ตะเกียงให้คนตาดีมองเห็นทาง คือให้ท่านได้ประโยชน์ในธรรม .

122 L ชีวิตที่มีคุณค่า สามคนบอกว่า ท่านอาจารย์สั่งสอนพวกผมให้เข้าใจ ถ้า ท่านอาจารย์เสมือนคนตาบอด แต่ก็คือตาบอดถือตะเกียงให้พวก ผมได้แสงสว่างจากตะเกียงของคนตาบอด จากท่านอาจารย์ แต่ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าทั้งโลกนี้เขาจะลืม พวกผมก็ยังศรัทธายัง มั่นคง ไม่ลืมพระคุณท่านอาจารย์ จะใส่บาตรให้ท่านอย่างนี้ ท่าน อย่าได้ลำบากใจเลยพวกผมจะเลี้ยงดู ท่านว่าอย่างไร ท่านก็ธรรมดาไม่ ได้ประจบประแจงอีก ท่านก็บอกว่า “Is that so?” คำตอบก็คือ อย่างนั้นหรือ นี้คือ ลักษณะของผู้ที่เข้าถึงความว่าง การประจบประแจง ลัปปะนา ท่านก็ ไม่ทำไม่ว่าอะไร ไม่มีคำยกย่อง มีแต่พูดว่า “Is that so?” อย่างนั้นหรือ เขาด่ามาก็ยัง “Is that so?” เหมือนเดิม ทีนี้เด็กคนนี้ท่านเลี้ยงมาได้เจ็ดปี วิ่งได้แล้ว เรียกว่าพ่อ ๆ ไปไหนมาไหนสบาย ทีนี้นางคนนั้นสำนึกผิดมานาน ชายหนุ่มก็ ไป แต่งงานใหม่แล้ว ได้เวลาวันดีคืนดีก็ ไปกราบพ่อแม่ ร้องไห้สะอึก สะอื้น บอกกับพ่อแม่ว่า พ่อค่ะแม่ค่ะหลวงพ่อนั้นท่านไม่ ได้ผิด ท่านไม่ ได้ทำอะไรเลย ที่จริงแล้วโน้นพ่อของเด็กมันแต่งงานใหม่ แล้ว ถ้าหนูบอกตอนนั้นพ่อแม่คงจะโกรธมาก ไปเอาลูกเรามา เถอะพ่อ บาปหนักเลย ท่านไม่ ได้เกี่ยวอะไรเลย โอ้ย...ตรงนี้ทั้งพ่อ ทั้งแม่นี่ร้องไห้ระงมไปหมดเลย บาปตายแล้วเราจะไปตกนรก หลุมไหน ไปประกาศบอกชาวบ้านชาวบ้านให้ทราบความจริง ชาว บ้ า นก็ พ ากั น ไปขอขมาท่ า น ท่ า นก็ พู ด คำเดิ ม ว่ า อย่ า งนั้ น หรื อ “Is that so?” อย่างนั้นหรือ “จังสั้นบ้อ จังสั้นตี้ ภาษาอีสานเฮา” ทีนี้ ก็ขอเอาลูกคืนขอเอาไปเลี้ยงท่านเลี้ยงให้ตั้งเจ็ดปี จะเอาไป เลี้ยงเองท่านก็บอกว่า “Is that so?” อย่างนั้นหรือ เอ้าเอาไปไม่มี เวรไม่มีภัยกันนะ ว่าง .

ความว่าง : 123 ความว่างนี้อยู่ ใกล้ๆ มีอยู่ตลอดทำความเพียรแล้วถ้าให้ เห็นความว่างแล้วมันสบาย ไม่ ได้ต่อสู้เลยพอเข้าไปถึงความว่าง กิเลสกองเอาะเยาะโลด มันไมีสู้ ถ้าเป็นนักมวยมันชกลม เหนือ่ ย เฉยๆ ซึง่ ละเอียดหน่อย เราคงจะต้องพูดกันต่อ ท่านบอกว่า เยเต สุตตันตา ตะถาคะตะ ภาสิตา คัมภีรา คัมภีระถา โลกุตตะรา สูญญะตะ ปะฏิสังยุตตา พระสูตรเหล่าใดเป็นคำสั่งสอนของเราตถาคต เป็นเรื่อง ลึกซึ้งมีความหมายอันละเอียดอ่อน เป็นเรื่องที่อยู่เหนือโลกเหนือ โลกธรรม นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ รัก ชัง เหนือโลกก็คือเหนือ โลกธรรมจนถึง “Is that so?” โน้นเลย ท่านบอกว่าถ้ามีผู้ใดมาสอน ก็จะไม่มีผู้ใดสนใจใฝ่ฟังในอนาคต แต่พระสูตรอันใด เยเต สุตตัน ตา สาวะกะ ภาสิตา สูตรอันใดคำสั่งสอนใหม่ของสาวก พะหิลา เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำสอนที่วิจิตรเป็นคำพูดที่ ไพเราะ ถ้าเป็น บ้านเราก็เป็นเสียงเทศน์แหล่ หูตั้งฟัง ชอบมาก บางครั้งไม่มี ประโยชน์อะไรเลย อาจจะมีแต่โทษก็ ได้ คำสั่งสอนอันเป็นภาษิต ของสาวกรุ่นใหม่เป็นเรื่องนอกแนวแต่งขึ้นมา ถ้อยคำไพเราะสละ สลวยเป็นกาพย์เป็นกลอนเขาจะสนใจฟัง นั่นจะเป็นไปเพื่อความ เสื่อม เป็นไปเพื่อความไม่ตั้งมั่น เป็นไปเพื่อความอันตรธานแห่ง พระศาสนา แห่งความเลอะเลือนแห่งธรรมแห่งวินัย .

124 L ชีวิตที่มีคุณค่า เพราะเหตุนั้นเธอจงสังวรระวัง จงละเสีย จงสนใจใน เรื่องความว่าง เราต้องสนใจแล้วทีนี้ สมมุติว่า ความว่างนี้ ไม่ ได้ อยู่ ไกลนะ เราว่ามันอยู่ ไกล พอเรานั่งสมาธิดูลมหายใจเข้าดูลม หายใจออก ดูอย่างนี้มันจะสงบก็ชั่งหัวมัน ไม่สงบก็ชั่งหัวมัน มัน คิดก็ดูความคิดไป ครั้งแรกเราอบรมกายถ้าไม่อบรมกายอบรมศีล ไม่อบรมปัญญา ก็ ไม่สามารถรู้จักความว่างอย่างพวกเรานี้ แต่ถ้าเราอบรมกายกันมาแล้วอบรมศีลกันมาแล้ว การ อบรมของเราก็คือสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย เรื่องอาหารเราก็ ไม่ ได้กิน มาก กินพออยู่ ได้ วันละครั้งเดียวในภาชนะอันเดียว เครื่องนุ่งห่ม เราก็ ไม่ ได้หวังความสวยสดงดงามอย่างนี้ หลังจากนั้นที่อยู่อาศัย เราก็อยู่กันง่ายๆ กายของเราก็ ไม่ซูบผอม มีแต่จะแจ่มใสเบิกบาน ด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่าฝึกกายให้กล้ามเป็นมัดๆ ฝึกอย่างนั้นเป็นการฝึกให้ กิเลสอ้วน ตื่นขึ้นมาแล้ววิ่งให้กล้ามเป็นมัดๆ ฝึกการอบรมกาย ภาวิตตะกาย พัฒนากายให้กายพอ เหมาะที่จะฝึกจิตตั้งอยู่ ได้ ฝึกท่านั่งฝึกอิริยาบถ นี้เราฝึกกายฝึก ศีลอบรมศีล การเป็นอยู่กับหมู่คณะเคารพพระธรรมวินัย การเป็น อยูด่ ว้ ยกันเสมอกัน สามัญญะตาสม่ำเสมอ อยูก่ นั สีส่ บิ ห้าสิบหกสิบ อยู่กันเป็นร้อยมันก็ไม่ทะเลาะกัน ถ้าเรามีศีลเป็นเครื่องร้อยรัด ถ้า ไม่มีอยู่กันสององค์สามองค์ทะเลาะกันแต่พวกเราอยู่กันมากๆ ศีล นี้ห่อหุ้มเหมือนลูกพ่อแม่เดียวกันไม่ทะเลาะกัน .

ความว่าง : 125 ทีนี้ก็มาถึงขั้นอบรมจิต อบรมกายอบรมศีลภายนอกได้ แล้วก็มาอบรมจิต ท่านที่มาบวชใหม่ๆ มองเห็นพระเก่านั่งหลับท่าน ก็คิดว่าทำอย่างเราจะหลับเป็น พวกบวชใหม่นั่งไม่หลับ แต่เดี๋ยวนี้ ทำไมนั่งหลับเป็น นั่นคืออบรมกายอบรมศีล พอมาสู่อบรมกาย อบรมศีล กายกับศีลนี้สามัคคีกันอบรมภายนอกได้ดี เราก็มาอบรม จิตพอจิตเริ่มสงบไม่รู้จักกังวลอะไรมันก็หลับ พอมันหลับแล้วทีนี้ มันหยุดเราไม่อบรมต่อไปไม่มีทางที่จะแก้ ไข อั น นี้ ไ ม่ อ บรมปั ญ ญาจิ ต ก็ สุ ด อยู่ เ พี ย งแค่ นี้ ไม่ ก้ า วหน้ า ปัญหาใหญ่ของจิตคือง่วงเหงาหาวนอนลังเลสงสัยฟุ้งซ่านรำคาญ เกิดกำหนัดราคะใคร่อยู่กับกามไม่พอใจในความเป็นอยู่ ไม่พอใจ หมู่คณะไม่พอใจอะไรทั้งหมด ทั้งหมดนี้เป็นโรคของจิตเรียกว่า เจตสิโก โรโค โรคของจิต ทำอย่างไรจะแก้ง่วงนี้ ได้ มันไม่ใช่ว่าจะ แก้ ไม่ ได้พระพุทธเจ้าว่า เทวานะ อิจฉันติ ปุริสสะ ปะรักกะมัสสะ เทวดาก็กั้นไม่ ได้พระเจ้าก็กั้นไม่ ได้ ถ้ามนุษย์จะพยายาม เดี๋ยวนี้ ให้เทวดามาสิงให้หลับมาขวาง ก็ยังกั้นไม่ ได้ถ้าจะพัฒนา บางคนไม่พัฒนาเลยพูดให้ฟังก็มีแต่เสียดายนอน ถ้าอย่างนี้จ้างก็ ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ว่าง ความว่างไม่รู้หรอกไม่ยอมพัฒนาเลยยอม แพ้ ไม่ ได้พัฒนาจิตเลยสักนิดหนึ่ง เรียกว่า ภาวิตะจิต อบรมจิต แล้วมาอบรมปัญญา การอบรมปัญญา จิตนี้มันเป็นขั้นเป็นตอนพออบรมให้มัน สงบแล้วอบรมให้มันแจ่มใส ปะโมทะยัง จิตตัง แน่ะ มาขั้นที่จิต จาก จิตตะสังขารัง ปะฏิสังเวที ปะสัมภะยัง จิตตะสังขารัง หลังจากนั้นแล้วก็ขึ้น จิตตะสังขารัง รู้พร้อมเฉพาะจิต เดี๋ยวนี้จิตเป็นอย่างไร เป็นเครื่องมือฝึกอย่างดีมันง่วงได้การ เอา ความง่วงมาเป็นเครื่องมือฝึกตนเอง จะได้ต่อสู้กับความง่วง .

126 L ชีวิตที่มีคุณค่า ฝรั่งเขามาอยู่เมืองไทยมาบวชวัดป่านานาชาติเมืองอุบลฯ ฝรั่งมาเห็นก็นั่งหลับเหมือนกัน ฝรั่งนั่งหลับเป็นแล้ว ต่อมาฝรั่งก็ เก่งกว่านั้นอีก ฉลาดได้เครื่องมือฝึกอย่างละเอียดอีกแล้วแต่ก่อน ฝึกให้นงั่ ได้นาน เห็นคนไทยนัง่ ได้เก่งๆ เราจะตาย ฝึกเอาไปเอามา เราก็นั่งได้ แต่ก่อนฝรั่งมาบวชปั๊บนั่งก็ปวดแข้งปวดขา คนไทยนั่ง หลับเฉย เสร็จแล้วพอถึงช่วงนี้ฝรั่งนั่งหลับเป็นแข้งขาไม่ปวดแล้ว ทีนี้ฝรั่งเขาไม่หยุดเพียงแค่นั้น บอกว่าได้การท่านอาจารย์ โรเบิร์ต สุเมโธ ท่านบอกว่าได้การ เอาความหลับนี้แหละมาเป็น เครื่องฝึกฝนตนเองต่อไป เราก็อบรมจิตขั้นตอนต่อไป ที่บอกว่ารู้ แจ้งเฉพาะจิต จิตเป็นอย่างไรจิตหดหู่เศร้าหมองแจ่มใสเบิกบาน จิตง่วงเหงาหาวนอนอ่อนแอ รู้จักมันรู้จักเข้าไปในตัวมันนั่น หลัง จากนั้นย้อนคืนมาสู่ตัวผู้รู้ พอมาเห็นตัวผู้รู้นี้พวกนั้นหลุด ตัวผู้รู้นี้ ว่าง เดีย๋ วนีพ้ วกคุณได้ยนิ เสียงนกกาเหว่าร้องพวกคุณไม่ ได้ตงั้ ใจฟัง ผู้รู้เขารู้เขาเอง วิญญาณธาตุออกมาทางหูเรียกว่า โสตวิญญาณ พระพุทธเจ้าเปรียบวิญญาณเหมือนไฟ ไฟไหม้หญ้า เขา เรียกว่าไฟเกิดจากหญ้า ถ้าไฟไหม้ขี้วัวเขาเรียกว่า ไฟเกิดจากโค ไหม้ คือขี้วัว เหมือนวิญญาณเกิดทางหูเรียกว่าโสตวิญญาณได้ยิน เกิดทางตาตาเห็นรูปรู้ทางตา วิญญาณตัวรู้จริงๆ มันอยู่ที่ ไหนราก ลึกของมัน วิญญาณธาตุตัวนี้เป็นตัวผู้รู้ ไม่ ได้ตั้งใจฟังนะเสียงนก กาเหว่านี้ เขารู้เขาเองเราลองย้อนสิ ย้อนจิตย้อนสติลงมาดูตัวผู้รู้ ตัวผู้รู้นี้เขาว่างๆ ยังไม่มีอะไรเข้าไปเขารู้แล้วก็เสร็จไป อย่างเราดู ลมหายใจทีนี้ คุณดูลมหายใจไปถ้าเกิดว่าคุณไม่ ได้ยินเสียงอะไร คุณหลับตาดูอยู่อย่างนี้หรือลืมตาดู นานๆ เข้ามันติดกันแล้วจิตกับ ลมหายใจติดกัน ทำอะไรมันก็ติด .

ความว่าง : 127 เวลาผมสวดมนต์ ไม่ทันพวกท่าน เพราะว่าเวลาผมพูดลม หายใจเข้าจิตมันคอยรู้ลมหายใจอีกทีหนึ่ง นี้ผมก็เหนื่อยแล้ววิ่ง ตามพวกท่านอันนี้ท่านเรียกว่าสัญญาอีกอันหนึ่ง อานาปนสัญญา ซึ่งพระพุทธเจ้าสอนมาในสัญญา ๑๐ อานาปานสัญญานี้ ไม่ต้อง กลัวเวลาเจ็บไข้ ได้ป่วยแม้แต่ตาย สามารถจะรู้วาระที่ตายได้ ขอให้ สัญญาความมั่นหมายรู้อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ทีนี้พอเราดูอย่างนี้มันรู้กันอยู่แล้วอย่างนี้เราก็รู้ข้ามลม หายใจเข้าไปอีกว่า ผู้รู้ลมหายใจเข้าหายใจออกนี้มันอยู่ที่ ไหน เดี๋ยว นี้เรากำหนดรู้พอมันรู้มันติดกันแล้วข้ามไปรู้ตัวผู้รู้ว่าลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เราก็ จ ะรู้ ว่ า โอ้ ..ธรรมชาติ อั น นี้ สั น ตาปะนี ต า ธรรมชาติ อั น นี้ ป ระณี ต ระงั บ สงบละเอี ย ด ว่ า ง เขาไม่ มี ตั ว ตน เข้าไปตั้งใจรู้แต่ก็รู้เอง ตรงนี้เรียกว่า สุญญะตาสะมะนุสปัสสะติ เห็นความว่างแล้วมองเห็นความว่างแล้วมันอยู่ตรงนี้ หลังจากนั้น จึง สุญญะตาภะวักกะติ โหติ ก้าวลงสู่ความว่าง ทีนี้เราไม่ ได้ดูลม เราไม่ ได้ดูความคิดเลย เราดูแต่ผู้รู้ว่างๆ ว่างอยู่กับความรู้ รู้อยู่ กับความว่าง กามมารมณ์ ไม่มีเวลาที่จะโผล่ขึ้นมากับท่านถ้าท่านรู้ อย่างนี้นะ . .

128 L ชีวิตที่มีคุณค่า พอมันเกิดอะไรมามันก็คืนมารู้ผู้รู้ รู้อยู่กับอาการว่างๆ พวกนั้นหมดกำลังไปเอง ไม่ ได้เป็นพระอริยเจ้า ไม่ ได้เป็นอะไร ก็ตาม ตรงนี้ละเอียดมากเลย ที่พวกเราสวดกัน ยถา วิมุตตัง จิต ตัง ปัจจะเวขะติ พิจารณาตามจิตที่หลุดพ้น มันมีอยู่หนาเวลามัน ว่าง ยามมันหลุดจิตนั่น ไม่ใช่ว่ามันจะมีกิเลสอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืน มันก็เมื่อยเป็นตัวกิเลสนี่ เราก็ดูมันหน่อยสิเวลามันไม่มี คือเวลา เราไม่ป่วยไม่ ไข้ปีหนึ่งมีกี่ครั้ง มันมีเวลามากกว่าเราเป็นไข้ ใช่ ไหม เวลาไม่เจ็บไม่ป่วยเราไม่ดูมันลืมมัน แต่เวลาป่วยรู้ดีรู้เร็ว แต่เวลา ไม่เจ็บป่วยไม่ค่อยพิจารณา ยามจิตใจว่างเหมือนไม่มีกิเลสนี่ดูมัน เข้าไป ดูมันว่างๆ นั่นนะ แล้วก็ขยายความว่าง แล้วฉลาดในการ เข้าไปสูค่ วามว่าง นัง่ คิดอะไรปับ๊ ย้อนคืนย้อนศร คืนไปหาตัวรู้เฉยๆ มันคิดเราก็รู้เฉยๆ ความคิดก็สลายว่าง ถ้าเป็นอย่างนี่ lacking จริงๆ นะ ผอมกิเลสผอม ผอมลงๆ เรื่องกามเรื่องอะไรนี่ ถ้าผู้ ใดรู้จักจัดการ เข้าให้ถึงความ ว่างได้ง่ายๆ นี่ มันหนี ไปหมดเลย มันจะคิดอะไรนี่โยนตูมลงไป โน้นเลยที่มันว่างๆ โน้นจบเลย ฟังไว้เฉยๆ ทาระนา ทรงไว้ ท่านว่า ธัมมัสสะวะนา ได้ฟังแล้วก็ ธัมมะทาระนา เอาไปทรงเอาไปนั่ง คิด อะไรหนอว่างไหมหนอที่ ไปดู ฟังให้ถูก เพราะฉะนั้นจิตใจของ เรานะ เวลามันเป็นทุกข์อย่าไปกระวนกระวายกับมัน ทุกข์นี้ต้องรู้ มันให้ชัดๆ จึงบอกว่า ทุกขัง อริยะ สัจจัง ปริยายัง เห็นทุกข์ใน ลมหายใจ หนักๆ เข้า หายใจเข้าก็ทุกข์ หายใจออกก็ทุกข์ ดูผู้รู้ว่ารู้ ในทุกข์นั้น ผู้ที่เข้าไปยึดมั่นในตัวทุกข์ มันจะทุกข์เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นๆ หนึ่งวัน สองวัน สามวัน สี่วัน หนักๆ เข้าทุกข์ในโลกนี้มารวมอยู่ที่ เราคนเดียว ไม่มีที่จะอยู่จะกินแม้แต่กะพริบตาก็ทุกข์ หายใจเข้า ก็ทุกข์ .

ความว่าง : 129 ทีนี้จะถึงจุดหนึ่งในขณะที่จิตเราดูทุกข์นั่นนะ อาจจะยืน อยู่หรืออาจจะเดินอยู่ นั่งอยู่หรืออาจจะนอนอยู่ แต่เราไม่ละใน การดูว่ามันทุกข์นั่น ขณะที่เรากำลังเคลื่อนไหว หรือกำลังหรืออาจ จะพลิกกาย ในท่านอนที่เป็นทุกข์ มันจะมีคำถามขึ้นมาว่าใครทุกข์ ตรงนี้คือสมุทัยที่มันเห็นชัดเข้าไป คำตอบเปรี้ยงลงมาเลยเหมือน ฟ้าผ่าว่า ไม่มี ใครทุกข์โว้ย หลงเข้าไปเป็นเจ้าของ ทุกข์นี้เบาวาบ เลย ความทุกข์นี้หายไปสลายหมดเลย ความหนักหน่วงเหล่านั้น หมด ทุกข์เหล่านั้นหมดไปเบาจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย บางวัน ตื่ น ขึ้ น มานี่ หนั ก เหมื อ นแบกกระสอบข้ า วสารลุ ก ก็ ไ ม่ ขึ้ น หนั ก เหมือนจะเดินไปไหนไม่ ได้ปวดทั้งหัวอะไรต่ออะไร แต่เรามาดูตัวผู้ ทุกข์นี่ดูเข้าไป เวลามันหายนี่พรึบเดียวเหมือนหน้ามือเป็นหลังมือ คือจิตมันดูไปถึงทุกข์ที่สุด อันนั้นคำถามมันจะซ้อนขึ้นมา แบบสายฟ้าแลบ แล้วคำตอบแบบฟ้าผ่าก็เปรี้ยงลงมา พร้อมกัน ระหว่างคำถามคำตอบ ใครทุกข์ ไม่มี ใครทุกข์มันสวนลงมาเลย มันหลงเข้าไปเฉยๆ อันนี้สติปัญญาที่มันรู้เข้าไป รู้เข้าไปๆ จนไปถึง สัมโพธายะ แล้วก็ นิพพานายะ รู้อัตโนมัติรู้ว่าทุกข์ ก็ดูทุกข์นะ รู้เข้าไปจนในที่สุดก็เลยเป็นเอง ถึงสิง่ ทีเ่ รียกว่า สัมโพธายะ รูพ้ ร้อม ในทีส่ ดุ ก็ นิพพานายะ เท่านั้นเอง คือความทุกข์นี้ดับพรึบลงไป ความมั่นใจก็เกิดขึ้น คือ นิโรธ เกิดขึ้นก็ปรากฏชัดว่าทางที่ทำมานี้ถูกต้อง ถูกต้องไม่สงสัย ถ้ า หากพระพุ ท ธเจ้ า มานั่ ง อยู่ ต่ อ หน้ า จะไม่ ก ราบเรี ย นถามพระ ศาสดาเลย จะไม่ทูลถามพระองค์เลย นี่แหละคือมรรค ที่ปรากฏ อยู่เฉพาะหน้า เราได้ทำให้เห็นชัดเจนแล้วซึ่งความทุกข์ สมุทัยเราก็ ละมันไปแล้ว นิโรธก็แจ้งแล้วความทุกข์นี้ดับไป .

วันคืนผ่านไป เดี๋ยวเดียว กาลเวลาเมื่อเช้ามาหาเย็น มัน เหมือนกับสิบปี จิตไม่ย้อนไปหาอดีตไม่วิ่งไปหาอนาคต มันอยู่เป็น การปัจจุบันเช่นนั้น มันเสวยเวทนาที่เป็นสุขที่ละเอียดอย่างนี่ ถ้า อย่างนี้เอาสุขมาดู เพราะสุขเปลี่ยนไปแล้วจะทุกข์ สุขัสสะ นันตะรัง ทุกขัง ทุกขัสสะ นันตะรัง สุขัง ความสุขเกิดขึ้นตามลำดับแห่งความทุกข์ ความทุกข์เกิดขึ้นตามลำดับแห่งความสุข เมื่อใดสุขมากๆ เราหลงติด อีกหน่อย สุขลดลง ทุกข์จะ โผล่ขึ้นมาแทน เปลี่ยนกัน ถ้าทุกข์มากๆ เราดูไป ดูไป จนทัน ทุกข์ ลดลง แล้วความสุขเกิดขึ้น จึงบอกว่า สุขัสสะ นันตะรัง ทุกขัง ความสุขเกิดขึ้นตามความทุกข์ที่มันลดลง เหมือนความเย็นเกิดขึ้น เมื่อความร้อนลดลง ความทุกข์เกิดขึ้นหลังจากความสุขลดลง เพราะเหตุนั้นมีแต่สิ่งที่เราจะต้องศึกษา .130 L ชีวิตที่มีคุณค่า ในที่สุดความสงสัยก็หมดไป สิ่งที่เราทำมานี้ ไม่ผิด นี่คือ เส้นทางที่เราเดินมาถูก ถ้ามันทุกข์อีกเราจะทำอีกอย่างนี้ นี่ๆ ดู ทุกข์อย่างนี้มันจะเห็นได้ง่าย แต่บางคนไม่ ได้เพราะว่าปัญญาไม่พอ ปัญญาไม่พอ ถ้าเห็นความทุกข์ในลมอย่างนี้ ทีนบี้ างคนไม่ทกุ ข์นะ พอดูลมหายใจไปแล้วมันสุขเหลือเกิน ดูไปแล้ว มันเบาๆ เดี๋ยวเดียวก็สงบ เดี๋ยวเดียวหลับ ยถา สุขัง วิหะระถะ เป็นอยูต่ ามสบายให้ตวั ตรงก็ไม่ตรงมันสบายแล้ว “หลังขด หลังงอ” อย่างนี้เรียกว่า ยถา สุขัง วิหะระถะ ไม่พัฒนาต่อไป ถ้า มันสุขอย่างนีเ้ อาความสุขมาดู จึงมีคำว่า สุขะ ปฏิสงั เวที อัสสะสะ ปัสสะสิส สามีติ สิกขะติ สวดดีมาก พร้อมเพรียงกัน แต่เวลาสุข มาไม่ศึกษาสิกขะติ เพราะฉะนั้นเราต้องดู ดูให้ดีๆ บางทีลมหายใจ เบา เบาลงๆ สบาย สบายแล้วยังไม่พอนะ ร้อนวูบวาบ แล้วก็เย็น เย็นตามแขนตามขา ต่อมาก็เย็นขึ้นดั้งจมูกขึ้นหัว เย็นแสนจะเย็นที่ นี่ โห้...

ความว่าง : 131 สุขก็เอาสุขนั่นแหละมาดู สุขนี้ก็พอจะดูได้ ผู้ที่มีปัญญามี สติคมกล้านะพอดูได้ มันดูยากยิ่งกว่าทุกข์อีก ทีนี้ตัวที่มันเฉยๆ ซื่อ บื้อก็มีนะ ไปถึงตอนซื่อบื้อนักปฏิบัติธรรมซื่อบื้อเลย ไม่คิดอะไร เอะ! มันเป็นพระอรหันต์น้อยแล้วเราทีนี่ หมดเลยคิดก็ ไม่คิด ท่าน ว่าจิตว่าง เขาว่าจิตว่าง ระวังมันจะวุ่นขึ้นมาทีหลัง ซื่อบื้อเป็นอีก อย่างหนึ่ง สบายๆ เข้าใจว่าตัวเองนี้เป็นพระอรหันต์น้อยแล้ว มีนะ บางทีมันว่างไปเลยเป็น ๕ วัน ๑๐ วัน เป็นครึ่งเดือนที่นี้คอยดูมัน จะมาใหม่ ตบขมับเราเสร็จชี้หน้าเลยทีนี้ ไปกับมันเลยความคิด หรือกิเลสตัณหา เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้ายังว่า ให้เราเห็นความสุขเป็น ความทุกข์ นิ โย สุขัง ทุกขะโต อะทัคขิ ทุกขัง อะทัคขิ สังขะโต อะทุกขะ มะทุกขะ สันตัง อะทักขินัง อะนิจจะโต อภิญญาโว สิโต สันโต สะเวโยคาติ โค มุนี จงเห็นความสุขเป็นความทุกข์ จงเห็นความทุกข์นั้นเปรียบเสมือนลูกศร จำเป็นจะต้องถอนทิ้ง จงเห็นความไม่สุขไม่ทุกข์ ความเฉยๆ นั่นนะ ละเอียดนั่นไม่เที่ยง ตรงนี้ดูยากกว่าสุข จะว่าสุขมันก็ไม่สุข จะว่าทุกข์ มันก็ ไม่ทุกข์ จะ คิดอะไรมันก็ ไม่คิด นั่งอยู่มันก็ ไม่ปวดแข้งปวดขา แต่เฉยซื่อบื้อ ตรงนี้เรียกว่า อะทุกขะมะทุกขะ เหมือนจิตว่าง อันนี้มันว่างด้วย อำนาจสมาธิ แต่ ไม่ ใช่มันว่างด้วยอำนาจสติปัญญา มันมีอยู่ ๒ ว่าง ว่างของสมถะ ว่างของวิปัสสนา ถ้าว่างของสมถะก็มาถึงตรง นี้แหละ เห็นลมระงับลง ระงับลง ความคิดก็น้อยลง น้อยลง เอา ไปก็หมด ต่อมาวันคืนก็มีแต่ความสุข .

ทุกข์มากจนหนักๆ เข้า เอ้....!ไม่น่าจะมี ชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกเลยเรา ..132 L ชีวิตที่มีคุณค่า ต่อมาก็บางทีไม่สุขเลยเฉย จะคิดไปไหนก็ไม่เห็นมันจะคิด อะไร จะไปอ่านหนังสือก็จะเสียเวลา อยู่เฉยๆ ไม่ ส นใจกั บ ใคร ลักษณะเช่นนี้ค่อยดู ท่านเรียกมันว่า อะทุกขะมะทุกขะ สันตัน ปณีตัง มันละเอียดประณีตมากเลย สงบ ระงับประณีต ความไม่ สุขไม่ทุกข์ อะทักขินัง อะนิจจะโต ให้เห็นความไม่เที่ยงในความ เฉยๆ นี่ เดี๋ยวมันจะเปลี่ยนแปลงจ้องดูให้ละเอียดๆ ดูเข้าไปใน ความว่างๆ เฉยๆ นั่น อันนี้เรียกว่าดู อะทุกขะมะ ทุกขะเวทนา อะทุกขะมะ ทุกขัน เจ เวทะนัง เวทะยะ มีติ ปะชานาติ เสวย เวทนาไม่สุขไม่ทุกข์เฉยๆ ว่างๆ อยู่นั่นก็ทราบชัดว่ามันเป็นเช่นนั้น ไม่น่าเพลิดเพลินไม่น่ายินดี ไม่น่าหมกมุ่นสยบมันไม่เที่ยง ให้เห็นมัน เข้าไว้ก่อน เดี๋ยวมันจะไม่เที่ยงให้เห็น ถ้ามันเปลี่ยนมาแล้วเราจะ หลงตาม เพราะฉะนั้น ทุกข์นี่รู้สึกจะดูง่ายกว่า แต่เราไม่อยากตาม ดู เราก็เปลี่ยนไปเวลาใดทุกข์มากๆ ในการเจริญสมาธิไม่ ใช่ทุกข์ เพราะเจ็บปวดอะไร ไม่ ได้ทุกข์เพราะอยากได้อยากมี แต่ทุกข์ ไม่รู้ ทุกข์อะไร มันจะมีอยู่ ทุกข์.

ความว่าง : 133 วันหนึ่งเมื่อออกไปบิณฑบาต เมื่ออยู่ที่นี่ ใหม่ๆ มันไม่ ได้ กว้างอย่างนี้หรอก วัดมันแคบๆ ตรงนี้ก็ ไม่มีสระน้ำ เราเดินออก ไปนี้ก็ลงทุ่งออกไปบิณฑบาต หลวงปู่เฒ่านี่ ท่านอยู่นี่ ท่านดูลม หายใจของท่าน ดูมา ดูมาๆ วันหนึ่งท่านทุกข์ ท่านก็ ไปปรึกษา อาตมาว่า ไม่อยากจะอยู่อยากจะตายให้มันแล้วมันรอด มันทุกข์ เหลือเกิน แม้แต่กินข้าวนี่มันก็ทุกข์ ทำอะไรมันก็ทุกข์ อาตมา บอกว่า ดูทุกข์ ให้ดีๆ อย่าไปอยากตาย อย่าไปอยากอยู่ เราไม่ ต้องอยากอยู่เราไม่ต้องอยากตาย แต่รอคอยเวลานั้นมาถึงทำ อย่างนั้นดีกว่านะ ถ้าเรายังมีอาการไม่อยากอยู่ มันก็เป็นวิภะวะ ตัณหา ขอให้หลวงปู่ดูมันไป วันหนึ่งมันทุกข์มากจริงๆ บิณฑบาต ไปถึงกลางทุ่ง ยังไม่ถึงหมู่บ้านวันนี้มันทุกข์ที่สุดเลย มันทุกข์ ทำ อะไรมันก็ทุกข์ หายใจก็ทุกข์ มันทุกข์มาก อาตมาก็เลยบอกว่า ไม่ต้องไปบิณฑบาตหลวงปู่ กลับ กลับไปดูทุกข์อันนี้แหละ เดี๋ยวมันจะหายนะ มันเปลี่ยนไปแล้วเรา จะไม่เห็นอีก เมื่อจิตเห็นทุกข์ ได้ละเอียดขนาดนี้ เป็นจิตที่จะต้อง ประคับประคอง ต้องตามดูมันให้ชัด กี่วันกี่เดือนกี่ปี ก็ดูมันไปเถิด เดี๋ยวมันหายไปมันไม่ ได้เห็นอีกนะ มันจะเป็นทุกข์ของอริยสัจ ดูให้ ดีๆ หลวงปู่ท่านก็เดินกั๊บๆ มา กลับมาท่านก็ดูของท่าน เวลาฉัน ข้าว ก็เอาข้าวไปให้ท่านฉัน ท่านบอกทุกข์ ในขณะกินขณะเคี้ยว อะไรมันทุกข์ ไปหมด ดูอยู่สองวัน วันหนึ่ง แต่ก่อนมันไม่มีศาลา มี กุฏิเล็กๆ อยู่ทางนี้ ตีสองกว่าๆ ท่านก็เดินเหยียบใบตองแห้งมา ก๊อกแก๊กๆ มา อาตมานั่งสมาธิอยู่ข้างๆ กอไผ่ มาถึงนั่นท่านไม่ ได้ ว่าอะไร ท่านบอกว่าสิ้นสงสัย แล้วท่านก็เดินไป .

134 L ชีวิตที่มีคุณค่า คือมันสิ้นสงสัยทุกข์ ในขณะนี้ แต่ ไม่ใช่ว่าเป็นพระอรหันต์ นะ หมายความว่า ความทุกข์อันนี้ พอเราดูไป ดูไป จนถึงที่สุดจุด หนึ่ง เราจะยืนอยู่ก็ตาม เดินอยู่ก็ตาม นอนอยู่ก็ตาม อยู่ในห้องน้ำ ก็ตาม พอมันทันกันนี่ มันเหมือนกับฟ้าผ่าแหละ ใครทุกข์คำตอบ มันก็เปรี้ยงลงมาเลย ไม่มี ใครทุกข์เราโง่ ไปเป็ น เจ้ า ของเฉยๆ พลิกเลย อย่างนี้เห็นด้วยปัญญา เห็นด้วยปัญญาอย่างนี้ก็มั่นใจว่า ไม่มีปัญหาสิ้นสงสัยในเรื่องทุกข์ เมื่อกี้ ถ้ามันทุกข์อีกจะทำมัน อย่างนี้ คือสิ้นสงสัยว่า ถ้ามันทุกข์อีกเราก็จะจัดการอย่างนี้อีก ก็เหมือนกับว่าเรารูจ้ กั ทาง เหมือนท่านเดินทางมาวัดนิพเพ จากนครปฐมก็ ดี นครนายกก็ ดี ปทุ ม ธานี สมุ ท รสงคราม สมุทรสาคร นครสวรรค์ มาเถิด ท่านไม่เคยมาท่านก็สงสัย สงสัย มาตลอดความจริงท่านก็เดินมาตามมรรคนั่นแหละ มรรคก็แปลว่า ทาง ท่ า นนั่งรถกรุงเทพ-บ้านแพงมา มั น จะใช่ ห รื อ เปล่ า ท่ า นก็ สงสัยอยู่ดี เขาบอกถูกอยู่หรอกไปทางนี้เดี๋ยวก็ถึง แต่เราก็สงสัย อยู่ดี เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง พอมาลงตรงนั้นตรงปากทางตรงนี้ ยังไม่ ถึงวัดมันก็สงสัยอยู่แต่ก็มา เรามาตามเส้นทางอันนี้แหละ ทางที่จะไปถึงมรรค พอ มาถึงนิเพธพลารามปั๊บ ท่านก็สิ้นสงสัยเลย โอ้..มันถูกทางที่เรา มานี่ ไม่ถูกเราจะมาถึงที่นี่หรือ นั่นแหละจึงใช้คำว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มรรคอยู่ตามหลังนิโรธ แต่ความจริงมรรคจะต้อง ออกมาก่อนเราดำเนินไปตามมรรคซะก่อน แต่ในช่วงที่เราดำเนิน ไปตามมรรคคือ ทางนั้ น เรายัง ไม่แ น่ ใจ จนกว่ า จะปรากฏผลถึ ง ที่หมาย ..

ความว่าง : 135 เพราะเหตุนนั้ ระบบมรรค มรรคมีองค์แปดนัน้ ก็คอื ระบบ แห่ ง ความคิ ด ที่ มี เ หตุ ผ ลมี ปั ญ ญามี ค วามเข้ า ใจ ฝั น ใฝ่ ที่ ถู ก ต้ อ ง อย่ า งมี จุ ด หมายปลายทางและมี จุ ด ยื น อย่ า งเด่ น ชั ด นำสู่ ก าร กระทำ มรรคจึงไม่ ใช่เรื่องเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ จะต้องจัดการกับ ชีวิตด้วยมือของเราเอง จึงมีคำว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาทิฏฐิ ก็คือมีความเข้าใจถูกว่าอันนี้จะเป็นไปเพื่อความดับ ทุกข์ ถึงแม้มันยังไม่ดับทุกข์ แล้วก็มีสังกัปปะคือความดำริ ความ พอใจ จึงมีคำว่า ฉันทะมูลกา ถ้ามีความพอใจ มันกลายมาเป็น สัมมาสังกัปปะเลย ก็ลงมือเดินทางเดินทางด้วยการกระทำ การ พูดการคิดเป็นการเดินทางของจิต ต่อเมื่อทำความทุกข์ระดับหนึ่ง มันดับไป ความมั่นใจในการปฏิบัติ ก็แน่นอนว่า นี่คือมรรค อริยมรรคที่เราเดินมา ขอให้เข้าใจว่าทั้งสุขทั้งทุกข์ก็ดี ทั้งเฉยๆ ก็ดี ก็คือเวทนา เราจะต้องดูมันสามแบบ ดูเวทนาถ้ามัน ทุกข์เราก็เอาทุกข์มาดู ดูซ้อนเข้าไปในตัวผู้รู้ จึงเรียกว่าเวทนาใน เวทนา มันมีสองชั้น เวทนาโดยสัญชาตญาณ ยังไงมันก็รู้อะไรกัด มันก็รู้ ทีนี่มันก็มีอีกอันหนึ่งอยากจะบอกท่านทั้งหลายเอาไปใช้ ให้ ดีๆ เวลาท่านเจ็บไข้ ได้ป่วยเวลาเราจะตายก็ ได้ โดยเฉพาะการดู เวทนาในลมหายใจนี่ ละเอียดมาก ท่านจะรู้แม้วาระสุดท้ายแห่ง ลมหายใจท่านจะจบจะสิ้นลง ท่านจะรู้เวลาที่ท่านจะตายด้วย เริ่ม ดูตั้งแต่ตื่นไปหามันหลับ ดูให้ดีๆ ทีนี้เวลาท่านหัดดูเวทนานั้น ท่านอย่าไปดูลึกเกินไป มันอยู่ ใกล้ๆ กันอย่างสมมติว่า ท่านไปกินพริกมา สักเม็ดหนึ่งเผ็ดๆ ท่าน อย่าไปเผ็ดกับมันอย่างเดียว ท่านจะย้อนคืนกลับมาดูตัวผู้รู้ ว่ารู้ว่า เผ็ด มันสองอันนะข้างนอกกับข้างใน ข้างนอกมันก็เข้าไปรู้ว่าเผ็ดๆ เผ็ด แต่ข้างในมันก็หลงเข้าไปด้วยกัน .

...136 L ชีวิตที่มีคุณค่า ทีนี้เราไม่เอาเราเห็นข้างนอกแล้ว ก็คืนมาดูข้างใน มีตัวผู้ รู้ว่าเผ็ดแล้ว มีตัวอีกตัวหนึ่งคือ รู้ว่าเผ็ดดูให้ดีๆ ดูกลับคืนมาดูตัว ผู้รู้ มันจะหลุดออกจากกัน มันเผ็ด ถ้าท่านไปถูกแมงป่องต่อยเข้า ตรงนี้แหละยิ่งจะสนุกกับการดูเวทนาถ้าเราเก่งสมาธิ เก่งสมาธิ ระดับวสีเลย เจโตวสี เข้าสมาธิได้ทันที ปึ๊ก เอ้า.โหยกระวนกระวาย เพราะสมาธิ ถ้าหากเวทนาไม่กล้านัก สมาธินี้มีกำลังกว่ามันจะเพ่ง เข้าไปตรงนั้นแล้ว ล็อกเปะเพ่งเข้าไปแน่นเปะ หยุดเลย แต่พอโพล่ ออกมาจากสมาธิยังเจ็บอีก ก็เข้าไปอีกนี่ พอออกเข้า ออกเข้า นานๆ เข้า ลอยไปกับเวทนาเลย เอ๊ะ ! เวทนาในเวทนามันอยู่ อย่างไร นี่พระพุทธเจ้าท่านสอนทำไมไม่ ใช้ มันเป็นอย่างไร มัน ต้องมีสองอันซ้อนอยู่อีกด้วยกันนี่ ตรงนี้แหละเราก็ต้องหาวิธีการ อุบายที่สอดคล้องย้อนมาดูตัวผู้รู้ ว่ารู้ว่าเจ็บ มันหลุดไปออกจาก กัน ป๊อกๆ ดูมันหลุดออกจากกัน .เวลาท่านถูก แมงป่องกัด หรือเวลาท่านเกิดทุกขเวทนาอย่างกล้า ขณะที่ท่าน ป่วยไข้จวนจะตายนี่นะ ถ้าท่านเก่งแต่เพียงสมาธิ บางทีท่านเอา ไม่ อ ยู่ กั บ เวทนา นั ก เลงสมาธิ ร้ อ งไห้ โ อ้ ย ..

ความว่าง : 137 เพราะฉะนั้นจงเพ่งเข้ามาดูจิตใจของเรานี่แหละ ให้รู้ทัน กำหนดทุกการเคลื่อนไหวของจิตใจ ถ้าเรารู้ทันเราก็จะรู้ว่าเป็นสุข หรือเป็นทุกข์เกลียดชังมันก็เป็นทุกข์ รักใครมันก็เป็นทุกข์เหมือน กัน นอนไม่หลับ คิดถึงเธออยู่ทุกลมหายใจ เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ทันพฤติกรรมของจิต พอเรารู้แล้ว มัน ก็จะมีปริญญาใหม่เกิดขึ้นมา ปริญญาที่สองคือการรู้ละเอียด ขึ้นไปอีกขั้น รู้เบื้องหลังของเหตุการณ์ รู้เข้าไปละเอียดจนดับลง เรียกว่านิพพานเล็กๆ ชั่วขณะดับลงแค่นิดหนึ่ง ภิกษุใดยืนอยู่นั่งอยู่ นอนอยู่เดินอยู่ เกิดความคิดขึ้นมาเข้าไปทำความคิดนั้นดับลง ให้ ถึงซึ่งความตั้งอยู่ ไม่ ได้ ถ้าเรารู้แล้วสามารถสลัดความรู้สึกนั้นได้ เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี นั่นคือการเข้าสู่นิพพาน ภิกษุทั้งหลายเหมือนผู้ที่ มีพลัง ถ้าสามารถสลัดทิ้งเหมือนถ่มน้ำลายง่ายๆ พระพุทธเจ้าท่าน ว่านั่นคือยอดของความเพียร ไม่มีอะไรที่จะยิ่งกว่านี้ การเจริญสมาธิภาวนา แม้จะนั่งสมาธิอยู่ดูฌานเพ่งเป็น เดื อ นแล้ ว จึ ง ออกมาไม่ ไ ด้ เ สี้ ย วของการรู้ แ ล้ ว ปล่ อ ยออกไป พระพุ ท ธเจ้ า ว่ า ออกมาแล้ ว มาเผชิ ญ กั บ โลกกั บ ความจริ ง กั บ อารมณ์จิตของผู้ออกมาจากฌานก็ค่อยๆ ไหลไปสมาธิไม่สามารถ ชำระล้ า งรากเหง้ า ของกิ เ ลสของตั ณ หาได้ ได้ แ ต่ ข่ ม ทั บ เอาไว้ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่านั่งอยู่ทั้งคืน แต่ความคิดเกิดขึ้นกลับไม่รู้ เรากล่าวว่าเป็นผู้มีความเพียรที่ยังไม่ ได้ผลที่แท้จริง ไม่ต้องกลัว ให้มันคิดไปเลยรู้แล้วดับไป รู้แล้วดับไปเลยนี่จะดีมากเลย เป็น นักเลงวิปัสสนาที่จะรบลากับกิเลสตัณหาให้มันกระจายไปเลย รบกับตนเองนัน่ แหละมาเป็นยอดขุนพล การชนะข้าศึกในสงคราม เป็นพันครั้ง การชนะตนเองครั้งเดียวประเสริฐกว่า .

138 L ชีวิตที่มีคุณค่า การที่มาเจริญสมาธิภาวนา เพราะเราต้องการเอาอานา ปานสติเป็นหลัก มันเป็นเรื่องง่ายเพราะทุกคนหายใจเป็น ลม หายใจนั้นมัน ไม่ขี้เกียจมันไม่ขยัน ลมหายใจเป็นที่ตั้งแห่งความ ปล่อยวาง เราจัดการลมหายใจให้ดีๆ เราจะถือเอาสาระแก่นสาร ประพฤติปฏิบัติธรรม เจริญทั้งศีล สมาธิและปัญญา อาตมาได้ แสดงธรรมิกถามาสมควรแก่เวลา ก็ขอยุติลงด้วยเวลาเท่านี้ ขอความเจริญงอกงามในอริยญาณธรรม สัมมาทิฐิอัน ถูกต้อง จงประดิษฐานมั่นในจิตใจของท่านทั้งหลาย มีศรัทธามั่น มีศีล มีจาคะ ปลดปล่อยใจ มีปัญญารู้เท่าทันใจ ให้มี ใจสะอาด สว่างสงบ พบแต่ความบริสุทธิ์และสดใส นำชีวิตในวัฏฎสงสารนี้ ไปสู่ความรุ่งโรจน์โชติช่วงดุจดั่งดวงไฟนำทางไปจนถึงซึ่งความสิ้น ลงแห่งความทุกข์ ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ทุกท่าน ทุกคน เทอญฯ /\ .

ความว่าง : 139 บทสรุป ∑ แนวทางการศึกษาต้องอาศัยการฝึกฝนไปเป็นลำดับ ทักษะใน การฟังก็คือ ฉลาดในการฟัง ๑. สัจจานุโพธา หยั่งเข้าสู่ธรรมนั้น เพราะฉะนั้น การฟังต้องมีทักษะในการฟัง ผมนี้เป็นคนชอบ ฟังมาก ถ้าใครพูดนี้ผมจะฟัง ถ้าใครคุยกันในขณะที่ฟัง ผมจะไม่ คุยด้วยถ้ามาคุยกับผม เณรก็ ได้มาเทศน์ให้ฟังนี่ผมจะฟังให้ดู ผม ชอบฟังอย่างนัน้ นิสยั ชอบฟังก็จะมีความรูค้ วามเข้าใจ ถ้าไม่มที กั ษะ แล้ว จะเอาความรู้มาอย่างไร จะฉลาดจะชำนาญได้อย่างไร . ปะยิรูปะสานะ นั่งลงใกล้ๆ ท่าน ๔. โสตาวะทานา คอยตั้งใจฟังว่าท่านจะพูดอะไร ๕. ตุละนา ตรวจสอบจนเข้าใจชัด ๑๒. สัทธา มีความเชื่อในตัวท่าน ในสิ่งที่ ได้ยินได้ฟังได้เห็น ๒. ธัมมะทารานา ทรงธรรมจดจำหัวข้อต่างๆ ไว้ ในใจ ๗. อัตถุปะริกขา เอาจิตเข้าไปไตร่ตรองพิจารณาเนื้อความ ๘. ฉันทะ เกิดความพอใจในธรรม ๑๐. ธัมมัสสะวะนา ฟังธรรมเมื่อท่านแสดง ๖. อุสาหา พยายามขึ้นหลังจากนั้นก็จะเกิด ๑๑. ธั ม มะนิ ช านะขั น ติ เพ่ ง พอเข้ า ใจได้ ล างๆ จั บ เนื้ อ หา ใจความได้ ๙. ปะทานา สู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ๑๓. อุปปะสังขะมะนะ เข้าไปหาท่านไปอยู่กับท่าน ๓.

อานนท์ ! เราจะขนาบแล้วขนาบอีกไม่มีหยุด. โย สาโร โส ฐัสสะติ. ยะถา กุมภะกาโร อามะเกอามะกะมัตเต. ผู้ ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจะทนอยู่ ได้. นิคคัยหะ นิคคัยหาหัง อานันทะ วักขามิ. (มหาสุญญตสูตร ๑๔/๒๑๒) .140 L ชีวิตที่มีคุณค่า ผู้ชี้ขุมทรัพย์อันประเสริฐ ∑ นะ เต อะหัง อานันทะ ตะถา ปะรักกะมิสสามิ. อานนท์ ! เราจะไม่พยายามทำกะพวกเธออย่างทะนุถนอม. ปะวัยหะ ปะวัยหาหัง อานันทะวักขามิ. เหมือนพวกช่างหม้อทำแก่หม้อที่ยังเปียกยังดิบอยู่. อานนท์ ! เราจะชี้โทษแล้วชี้โทษอีกไม่มีหยุด.

แต่ว่าเขายัง พูดจากซิกซี้ เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคาม เขา ปลาบปลื้มยินดีด้วยการทำเช่นนั้นจากมาตุคาม ๓. แต่ว่าเขายัง ยินดีการลูบทา การขัดสี การอาบ การนวด ฟั้นที่ทำให้โดยมาตุคาม. แต่ว่าเขายังชอบสบตากับด้วยมาตุคาม. เขาปลาบปลื้ม ยินดีด้วยการทำเช่นนั้นจากมาตุคาม .ความว่าง : 141 อะไรชื่อว่า ความขาด ทะลุ ด่างพร้อย แห่งพรหมจรรย์ (เมถุนสังโยค ๗ พระไตรปิฎกบาลี สยามรัฐ ๒๓/๔๗/๕๖) ∑ ดูก่อนพราหมณ์ ! มีสมณะหรือพราหมณ์บางคน ในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ เขาไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วย มาตุคามก็จริงแล ๑. เขาปลาบปลื้มยินดีด้วยการทำเช่นนั้นจาก มาตุคาม พราหมณ์ ! นี่แล คือความขาด ความทะลุ ความด่างพร้อย ของพรหมจรรย์ พราหมณ์ ! เรากล่าวว่า ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบด้วยการเกี่ยวพันด้วยเมถุน ย่อมไม่พันจากการเกิด ความแก่ และความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ ชื่อว่ายังไม่พ้นจากความทุกข์ ได้ พราหมณ์ ! มีสมณะหรือพราหมณ์บางคน ในโลกนี ้ ปฏิญาณ ตัวว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ เขาไม่เสพเมถุนธรรมกับมาตุคาม และไม่ยินดีการลูบทา การขัดสี การอาบ การนวดฟั้น ที่ ได้รับจาก มาตุคามก็จริงแล ๒.

แต่วา่ เขาชอบตามระลึกถึงเรือ่ งเก่า ทีเ่ คยหัวเราะ เล้าโลม ลันหัวกับด้วยมาตุคาม เขาปลาบปลื้มยินดีด้วยการทำเช่นนั้นจาก มาตุคาม ๖.142 L ชีวิตที่มีคุณค่า ๔. แต่ ว่ า เขาเพี ย งเห็ น คฤหบดี ห รื อ บุ ต รคฤหบดี ผู้ อิ่ ม เอิ บ เพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้งห้า ได้รับการบำเรออยู่ด้วยกามคุณ เขาก็ปลาบปลื้มยินดีด้วยการได้เห็นการกระทำเช่นนั้น ๗. แต่เขายังชอบฟังเสียงของมาตุคาม ที่หัวเราะอยู่ก็ดี พูด อยู่ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดี ร้องไห้อยู่ก็ดี ข้างนอกฝาก็ตาม นอกกำแพง ก็ตาม เขาปลาบปลื้มยินดีด้วยการทำเช่นนั้นจากมาตุคาม ๕. แต่ ว่ า เขาประพฤติ พ รหมจรรย์ โ ดยตั้ ง ความปรารถนา เพี่อไปเป็นเทพยดาพวกใดพวกหนึ่ง พราหมณ์! นี่แล คือความขาด ความทะลุ ความด่างพร้อย ของพรหมจรรย์ พราหมณ์! เรากล่าว่า ผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบด้วยการเกี่ยวพันด้วยเมถุน ย่อมไม่พ้นจากความเกิด ความแก่ และความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ ชื่อว่ายังไม่พ้นจากความทุกข์ ได้ .

ที่ตรงนั้นก็ จะมีเครื่องสักการบูชาอยู่ เป็นประโยชน์แก่เขา เขาจะเกิดศรัทธา กราบไหว้ บู ช าประพฤติ ป ฏิ บั ติ ต าม จะนำเขาไปสู่ สุ ค ติ เ พี ย งแค่ ได้ ก ราบได้ ไ หว้ พ ระสารี ริ ก ธาตุ ท่ า นอธิ ษ ฐานอย่ า งนี้ เ วลาท่ า น ปรินิพพาน .ความว่าง : 143 เล่าเรื่องพระสารีริกธาตุ ∑ พระสารีริกธาตุมีจริงไหม? ทำไมไม่หมด? ทำความเข้าใจ ใหม่ ไม่หมด แล้วก็มีจริง ทำไมจึงเรียกว่ามีจริง ธาตุนิพพานนี้ แหละจะพูดถึงคือพระพุทธเจ้าในภัทรกัปนีท้ ปี่ รากฏมาตัง้ แต่ กุกสุ นั ทะ โกนาคะมะนะ กัสสะปะ มาถึงพระพุทธเจ้าของเราผู้โคตะมะ แต่ละองค์นี้อายุเป็นหมื่นๆ ผู้คนอายุยืนยาวเป็นหมื่นๆ อย่างพระ กุกสุ นั ทะ สีห่ มืน่ ปี โกนาคะมะนะ สามหมืน่ ปี กัสสะปะ สองหมืน่ ปี แต่พุทธเจ้าของเราแปดสิบปี มันแตกต่างกันตรงนี้เวลาท่านดับขัน ปรินิพพาน ท่านจะอธิษฐานให้พระสารีริกธาตุของท่านหรืออัฐิ ของท่านอย่าได้กระจายให้เป็นแก้วผลึกเป็นอันเดียวกัน เพราะว่า ท่านมีอายุยืนยาวมานานแล้ว ผู้คนทั้งหลายทั้งเทวดาได้กราบได้ ไหว้ท่านจึงไม่มีพระสารีริกธาตุมาก มีเป็นแก้วผลึกมีก้อนเดียว แล้วก็สร้างเจดีย์บรรจุไว้แห่งเดียว แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของ เรามีอายุน้อย เมื่อเทียบแปดสิบปีกับหมื่นปีแต่เมื่อเราปรินิพพาน ไปแล้วสรีระธาตุของเราก็จะมีเพียงน้อยนิด เขาเหล่านั้นไม่มีบุญได้ เห็นหน้าเราได้ฟังธรรมเราต่อหน้า ถ้าไฉนเสียก็อธิษฐานด้วยความ เมตตาปราณี ขอให้สารีริกธาตุของอาตมานี้ อย่ามีหมดมีสิ้นให้ กระจัดกระจายไปตามท้องถิ่น ที่มีผู้คนศรัทธาอยู่ ณ.

144 L ชีวิตที่มีคุณค่า ทีแรกอาตมาไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่หรอก วันหนึ่งไม่รู้ คนประหลาดมาจากไหนไม่เคยรู้จักกัน อาตมาเดินอยู่คนเดียวไม่รู้ จักเท่าทุกวันนี้คนคนนั้น ชายหนุ่มหน้าตาดีๆ โผล่มาเอาถุงเล็กๆ ขนาดนี้ยกมือไหว้มากราบขอถวายท่านอาจารย์ว่าอย่างนั้น อาตมา ก็จับดูอะไรหรือโยม พระธาตุพระสารีริกธาตุขอถวายท่าน ซึ่ง อาตมาไม่ค่อยจะเชื่อหรอกก็รับไหว้เพื่อไม่ ให้เสียน้ำใจ แล้วชาย หนุ่มคนนั้นก็หายไปเข้าป่าไป ไม่รู้จักเท่าทุกวันนี้ ไม่รู้ ใครเป็นใคร แล้วก็มาดูมันนิดเดียวจริงเท็จประการใดเราก็ ไม่รู้ก็ถือไว้เฉยๆ ไป ไหนก็เอาไปด้วย เดี๋ยวนี้มีเยอะแยะมาจากไหน ธาตุนิพพานเมื่อ คนทั้งหลายก็จะมีความมืดบอดมีความ โลภมาก จะมีความโลภไม่พอดีจะมีความกำหนัดยินดีเกินประมาณ อายุก็จะน้อยลงๆ น้อยไปจนถึงสิบปีมีลูกมีผัวมีเมีย ห้าปีมีลูกมีผัว มีเมีย สิบปีตาย อายุคนสมัยนั้นจะต่ำไปจนถึงสิบปีตาย ก่อนที่จะ ถึงนั้นเพศพระก็ ได้หมดไปแล้ว นั้นคือลิงคะอันตรธาน ทีนี้ก็จะถึง ธาตุนิพพาน พระสารีริกธาตุกระดูกพระพุทธเจ้าอยู่ตรงไหนจะไหล ไปรวมกันพวกเทวดาที่รักษาอยู่จะเอาไปรวมกัน เมื่อมารวมกันแล้ว วันสุดท้ายก็จะส่องแสงสว่างไปทั้งโลกส่งไปถึงพรหมโลก ตลอด เจ็ ด วั น เจ็ ด คื น ไปรวมกั น ที่ ต้ น ศรี ม หาโพธิ์ ที่ พ ระพุ ท ธเจ้ า ตรั ส รู้ นั้นแหละ แล้วก็จะเกิดไฟลุกพรึบขึ้นไฟธรรมชาติ เตโชธาตุไหม้อยู่ ตรงนั้ น จนหมดไม่ มี เ ถ้ า มี ถ่ า นจะเหลื อ แม้ เ พี ย งเท่ า เม็ ด ผั ก กาด เป็นการสิ้นสูญไม่มีเหลือซึ่งศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชื่อว่า โคตะมะ พระโคดมของเราเรียกว่า ธาตุนิพพาน นิพพานแปลว่า ดับ อาการธาตุนิพพานนี้ในพระอรหันต์ ไม่มี ในพระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่มี จะมีเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. บางส่วนจากพระธรรมเทศนาเรื่อง วันสำคัญของโลก .

คตินิมิต ทีนี้ถ้าไม่เกิดอันนี้ กัมมารมณ์ หรือ กรรมนิมิต ตารมณ์ นี่ มั น ก็ จ ะมาเกิ ด อี ก อั น หนึ่ ง คติ นิ มิ ต นิ มิ ต แปลว่ า เครื่องหมาย คติ แปลว่าทางไป เครื่องหมายทางไป ถ้าเราจะเกิด ไปตกนรก ก่อนจะสิ้นใจก็จะเห็นเปลวไฟลุกโชติช่วง หรือได้ยิน . หรือมิฉะนัน้ ก็จะเห็นอีกอันหนึง่ กรรมนิมติ เครือ่ งหมาย ในการทำกรรมถ้าเราเคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเคยทำบุญทำทาน พอจะ ตายเข้าก็ เห็นข้อง เห็นมีด เห็นพร้า เห็นปืน เห็นผา เห็นพวกสัตว์ ร้ายที่เราฆ่า ทะยานมา จะกัดจะขวิดจะชน ถ้าหากเราทำบุญก็เห็น ผ้าไตร เห็นพานเห็นวัดวาอาราม ๓. ก็จะเห็นกรรมอารมณ์เรียกว่า กัมมารมณ์ พวกเราเคย ฆ่ า สั ต ว์ ตั ด ชี วิ ต เคยนอกอกนอกใจสามี ภ รรยา เคยกระทำบาป หยาบช้าเคยกระทำบุญสุนทรทาน เวลาจะตายจะมีกัมมารมณ์ ให้ เห็น เห็น ภาพอันนั้น เห็น ภาพแห่งการเข่นฆ่าเห็น ภาพแห่งการ กระทำบาป เห็นภาพแห่งการกระทำบุญนี่อันหนึ่ง ๒.ความว่าง : 145 เตรียมตัวตาย ∑ ถ้าคิดอยากไปอยู่สวรรค์นี้อยู่ ในกำมือนี่ ไม่มียมบาลตนใด กล้าเอาไปโยนลงนรกหรอก พวกที่มาจำศีลเยอะๆ นั่งสมาธินานๆ นี่ เดี๋ยวนี้ ไปไกลกว่านั้นเตรียมไว้รอวันตายอย่าลืมนะถึงวันที่จะ ตาย พวกเราเกิดมานี้มันเป็นนักโทษประหารอยู่ ในตัว เกิดมานี่ก็ เหมือนมีเพชฌฆาตถือมีดพร้าตามก้นตามหลัง เป็นอย่างนั้นทีนี้ เมื่อเวลาจะตายนี้สำคัญที่สุดในช่วงที่กำลังเป็นๆ ยังไม่ตาย สมมุติ นะเรากระทำคุ ณ งามความดี เ อาไว้ ฝึ ก จิ ต ฝึ ก ใจเอาไว้ ดี ๆ เพื่ อ ต้อนรับความตายอย่างมีศิลปะตายอย่างไม่ตกต่ำ เพราะเวลาคน เราจะตายนั้นมันจะมีที่ให้เราตั้งหลักอยู่จิต ๑.

146 L ชีวิตที่มีคุณค่า เสียงร้องไห้ปริเทวนาการ เสียงแห่งความทุกข์ มันเห็นในมโนทวาร ถ้าจะไปเกิดสวรรค์ก็จะเห็นเวียงวังเห็นวิมาน เห็นนางฟ้าอัปสร หรือจะเห็นสวนดอกไม้อันงดงาม เหมือนนายณรงค์ ตาณรงค์ที่ปีก่อนมาเป็นเจ้าภาพเลี้ยง เมื่อวันนัดพบคุณโยมณรงค์นี้แต่ก่อนไม่เชื่อเลย บาปมีบุญมีมีแต่ โกงซักไซ้ ถ้าพอได้เอาทุกอย่าง มีรถไถสามคันเอาไปไถวันนั้นเกิด อุบัติเหตุ วิ่งมาดีๆ รถเสียไฟช๊อต แล้วก็ดับเครื่องยกหางไว้ คา เกียร์ ไว้ดับเครื่องแล้วลงไปต่อสายไฟ ต่อไปท่าไหนไม่รู้รถสตาร์ท เอาเอง ไถเจ้าของเลยทีนี้รถไถ ไถไปจนถึงป่ากล้วยพอดีตกลงไป ในหลุม ชาวบ้านเขาไปเห็นวิง่ มาช่วยแล้วมันก็ไปชนต้นกล้วยแล้วก็ดบั ตนเองก็ตกลงไปในหลุมตายสลบ ลูกเต้ามาช่วยหามไปโรงพยาบาล ตายไปแปดชั่ ว โมง มั น ไม่ ใ ช่ ต ายจริ ง ๆ เรี ย กว่ า สลบ เหมื อ น พันเอกเสนาะ ไปเห็นแผ่นดินราบไม่มีห้วยมีหนอง อากาศอะไรทำไมเย็น จังเลย ไม่ใช่เย็นแบบหนาวไม่ใช่เหมือนร้อน หายใจโล่งแผ่นดินราบ เย็นสบายเห็นต้นไม้เขียวไม่มีต้นสูง ต้นต่ำ มีดอกเกิดขึ้นตรงที่ใบ ไปแล้วก็ ไปพบคนทั้งหลาย มีแต่คนดีๆ งามๆ เขาบอกว่านี้คือ สวรรค์ แล้วก็มีคนมารับ แล้วเขาก็ชี้ ให้ดู โน้นไปไหม ชี้ ไปดูนรก แกก็ร้อง กูไม่อยากไปกูไม่อยากไป ตื่นขึ้นพอดีพวกหมอเขาว่าร้อง ส่งเสียงเป็นอะไร ดิ้นกูไม่ ไปๆ ดิ้นจนตื่น คือไม่อยากที่จะไปนรก พอตื่นมาแกก็บอกว่าเจ็บ พอเจ็บพอสลบปั๊บก็ ไปเห็นอีก อันนี้เรียก ว่า คตินิมิต ไม่ใช่ตายนะ สลบแล้วก็ไปเห็น คตินิมิตทางไปอันนั้น เหตุนั้นเตรียมตัวไว้ก่อนตาย เตรียมไว้ดีๆ ถึงวันนั้นเราจะ ไม่ ไปสู่ทุคติ จะได้ ไปสู่สุคติที่มันดี เหตุดีก็ทำให้เกิดผลดี ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาเรื่อง ทางชีวิตหลังจากตาย .

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful