พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

พืน้ ฐานรถยนต

ภาพแสดงโดยรวม

สวนประกอบของรถยนต
รถยนต มีสวนประกอบตางๆ ดังตอไปนี้:

1.เครื่องยนต
• เครื่องยนตแกสโซลีนหรือเครื่องยนต
ดีเซล

2. ระบบสงกําลัง

- 1 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

พืน้ ฐานรถยนต

3. ชวงลาง
• ระบบรองรับ

- 2 -

บังคับเลี้ยว

เบรก

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

พืน้ ฐานรถยนต

4. ไฟฟาเครือ่ งยนต

5. ไฟฟาตัวถัง

6. ตัวถัง

(1/1)

- 3 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

พืน้ ฐานรถยนต

การจําแนกประเภทรถยนต

การจําแนกตามกําลังขับเคลื่อน
สามารถแบงประเภทรถออกไดตามกําลัง
ขับเคลือ่ นดังตอไปนี้:
1
2
3
4
5

รถที่ใชเครื่องยนตแกสโซลีน
รถที่ใชเครื่องยนตดีเซล
รถไฮบริด (Hybrid vehicle)
รถพลังงานไฟฟา (EV)
รถฟูเอลเซลไฮบริด (Fuel cell hybrid
vehicle)

(1/6)

รถที่ใชเครื่องยนตแกสโซลีน
รถชนิดนี้วิ่งโดยเครื่องยนตที่ใชเชื้อเพลิง
เบนซิน เนื่องจากเครื่องยนตแกสโซลีนนั้น
ใหกาํ ลังงานสูง และมีขนาดกะทัดรัด จึงใช
งานกันอยางแพรหลายในรถยนตโดยสาร
ดวยเครื่องยนตที่มีลักษณะคลายคลึงกันนี้
ยังนิยมใชในเครื่องยนต CNG เครื่องยนต
LPG และเครื่องยนตแอลกอฮอล ซึง่ ลวน
แตใชเชื้อเพลิงตางชนิดกัน
CNG: กาซธรรมชาติ (Compressed
Natural Gas)
LPG: กาซปโตรเลียมเหลว (Liquefied
Petroleum Gas)
1
2

เครื่องยนต
ถังน้าํ มันเชื้อเพลิง (เบนซิน)
(2/6)

- 4 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

พืน้ ฐานรถยนต

รถที่ใชเครื่องยนตดีเซล
รถชนิดนี้วิ่งโดยเครื่องยนตที่ใชเชื้อเพลิง
ดีเซล เนื่องจากเครื่องยนตดีเซลนั้นให
แรงบิดมากและชวยประหยัดน้าํ มันไดดี
จึงใชกันอยางแพรหลายในรถบรรทุกและ
รถยนตเอนกประสงค (SUVs)
SUV: รถยนตเอนกประสงค
1
2

เครื่องยนต
ถังน้าํ มันเชื้อเพลิง (น้าํ มันดีเซล)
(3/6)

1
2
3
4
5

รถไฮบริด (Hybrid vehicle)
รถชนิดนี้ติดตัง้ ดวยระบบพลังงานขับ
เคลื่อนที่แตกตางออกไปในรถคันเดียวกัน
ไดแก เครื่องยนตแกสโซลีนและมอเตอร
ไฟฟา เนื่องจากเครื่องยนตแกสโซลีน
จะทําหนาที่ผลิตกระแสไฟฟา รถชนิดนี้จึง
ไมจาํ เปนตองใชแหลงพลังงานจาก
ภายนอกในการชารจประจุแบตเตอรี่
ระบบขับเคลื่อนรถจะใชกระแสไฟฟา
270V ดานหนึ่งขณะทีอ่ ีกดานหนึ่งใช
กระแสไฟฟา 12V ตัวอยาง เชน
ในระหวางการสตารทหรือดับเครื่อง จะใช
มอเตอรไฟฟาที่ผลิตกระแสไฟฟาสูงขณะ
ความเร็วต่าํ แตเมื่อรถตองการความเร็ว
ก็จะเปลี่ยนมาใชการทํางานของเครือ่ งยนต
แกสโซลีนที่มีประสิทธิภาพมากกวาขณะ
ความเร็วสูง ซึ่งวิธีการใชแรงขับเคลื่อนที่ดี
ที่สุดทั้งสองแบบในลักษณะนี้จะมี
ประสิทธิภาพในการลดมลพิษและประหยัด
น้าํ มันเชื้อเพลิงไดมากขึ้น
• แผนผังแสดงภาพระบบไฮบริดของ
รถโตโยตา
(เครื่องยนตแกสโซลีนและมอเตอร
ไฟฟา)

เครื่องยนต
อินเวอรเตอร
เกียร
คอนเวอรเตอร
แบตเตอรี่

(4/6)

- 5 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

พืน้ ฐานรถยนต

รถพลังงานไฟฟา (EV)
รถชนิดนี้ใชพลังงานจากแบตเตอรี่ทาํ ให
มอเตอรไฟฟาทํางาน แทนการใชเชื้อเพลิง
จึงตองมีการชารจประจุแบตเตอรี่
รถชนิดนี้ใหคุณประโยชนมากมาย
รวมทั้งปราศจากมลภาวะและมีเสียง
รบกวนขณะการทํางานต่าํ ระบบการ
ขับเคลือ่ นยวดยานจะใชกระแสไฟฟา
290V ขณะทีร่ ะบบไฟฟาอื่นใชกระแส
ไฟฟา 12V
• แผนผังแสดงภาพระบบ EV ของ
รถโตโยตา
1
2
3

ชุดควบคุมพลังงาน
มอเตอรไฟฟา
แบตเตอรี่
(5/6)

รถฟูเอลเซลไฮบริด (FCHV)
รถพลังงานไฟฟาชนิดนี้ใชกาํ ลังไฟฟาที่
สรางขึ้นเมือ่ ไฮโดรเจนทําปฏิกิริยากับ
ออกซิเจนในอากาศเกิดเปนน้าํ และเพราะ
ปลอยออกแตนา้ํ จึงถูกพิจารณาวาเปน
รูปแบบสุดทายของรถมลภาวะต่าํ และ
คาดการณไวลวงหนาวาจะกลายเปน
พลังงานขับเคลื่อนในรุนตอไป
• แผนผังแสดงภาพระบบฟูเอลเซลของ
รถโตโยตา
1
2
3
4
5

ชุดควบคุมพลังงาน
มอเตอรไฟฟา
กลองฟูเอลเซล
ระบบเก็บไฮโดรเจน
แบตเตอรี่ทตุ ิยภูมิ
(6/6)

- 6 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

พืน้ ฐานรถยนต
การจําแนกตามกําลังขับเคลื่อน

สามารถแบงประเภทรถไดจากตําแหนง
ของเครื่องยนตและการขับเคลื่อนลอ
รวมทั้งจํานวนของลอที่ขับเคลื่อนดวย
1

2

3

4

เครื่องยนตวางขวางดานหนา
ขับเคลื่อนลอหนา (FF)
เครื่องยนตวางตามยาวดานหนา
ขับเคลื่อนลอหลัง (FR)
เครื่องยนตกลางขับเคลื่อนลอหลัง
(MR)
ขับเคลือ่ น 4 ลอ (4WD)
(1/1)

- 7 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

รายละเอียดทั่วไป

รายละเอียดทั่วไป
ในเครื่องยนตแกสโซลีน สวนผสมน้าํ มัน
และอากาศถูกทําใหระเบิดในเครื่องยนต
และแรงที่เกิดขึ้นนี้จะถูกเปลี่ยนใหอยูใน
รูปของการหมุน ซึ่งจะทําใหรถยนต
เคลื่อนที่ได
ในการทํางานของเครื่องยนตมีระบบตางๆ
มากมายที่ถูกเพิ่มเติมใหเหมาะสมกับ
เครื่องยนต

1. การทํางานของเครื่องยนต

2. ระบบไอดี

- 1 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

3. ระบบเชื้อเพลิง

4. ระบบหลอลืน่

5. ระบบระบายความรอน

- 2 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

6. ระบบไอเสีย

(1/1)

การทํางาน
เพื่อจะสรางพลังงานที่ใชในการขับเคลื่อน
รถยนตเครื่องยนตแกสโซลีนตองทํางานซ้าํ
เปนวัฏจักร 4 จังหวะ:
• จังหวะดูด
• จังหวะอัด
• จังหวะระเบิด
• จังหวะคาย
เครื่องยนตจะทําการดูดสวนผสมระหวาง
อากาศ-เชื้อเพลิงเขาไปในกระบอกสูบ
จากนั้นทําการอัด, จุดระเบิดและเผาไหม
จนขั้นสุดทายคายไอเสียทิ้ง วัฏจักรทั้ง 4
จังหวะนี้จะทําใหเครือ่ งยนตแกสโซลีน
สามารถผลิตกําลังได เครื่องยนตชนิดนี้
เรียกวา เครื่องยนต 4 จังหวะ
1
2
3
4
5

- 3 -

วาลวไอดี
หัวเทียน
วาลวไอเสีย
หองเผาไหม
ลูกสูบ

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

จังหวะดูด
วาลวไอเสียจะปดและวาลวไอดีจะเปด
เปนจังหวะที่ลกู สูบเคลื่อนที่ลงจะทําให
สวนผสมของเชื้อเพลิงกับอากาศถูกดูดเขา
ไปในกระบอกสูบผานทางวาลวไอดี

จังหวะอัด
เปนจังหวะที่ลกู สูบเลื่อนลงสุดและวาลว
ไอดีและวาลวไอดีเสียจะปด สวนผสมของ
เชื้อเพลิงกับอากาศที่ถูกดูดเขาไปใน
กระบอกสูบจะถูกอัดอยางแรงจนทําให
อุณหภูมสิ ูง ในจังหวะที่ลูกสูบเลื่อนขึ้น

จังหวะระเบิด
เมื่อลูกสูบขึ้นจนสุดแลว จะมีกระแสไฟไหล
ไปที่หวั เทียน ซึ่งจะทําใหเกิดประกายไฟ
จากนั้น สวนผสมของเชื้อเพลิงกับอากาศ
จะเกิดการเผาไหมและระเบิด การระเบิดนี้
จะดันใหลูกสูบเลื่อนลงทําใหเพลาขอเหวี่ยง
หมุน

- 4 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

จังหวะคาย
วาลวไอเสียจะเปดในจังหวะที่ลกู สูบลงสุด
จากนั้น แกสไอเสียที่เกิดจากการเผาไหม
จะถูกปลอยออกจากกระบอกสูบทางวาลว
ไอเสีย

(1/2)

กลไกวาลว
วาลวไอดีและวาลวไอเสียจะเปดและ
ปดสอดคลองการหมุนของเพลาลูกเบี้ยว
เพลาลูกเบี้ยวหมุน 1 รอบ
(จะทําการเปดและปดวาลว 1 ครั้ง)
เพลาขอเหวี่ยงจะหมุน 2 รอบ
(ลูกสูบจะเคลื่อนที่ขึ้นลง 2 ครั้ง)

- 5 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

(2/2)

คุณสมบัติเครื่องยนต

สวนประกอบ
เครื่องยนตเปนสวนสําคัญที่สุดที่จะทําให
รถวิ่งได ดวยเหตุนี้ แตละสวนที่ประกอบขึ้น
เปนเครื่องยนตตองทํามาจากชิ้นสวนที่
พิถีพิถัน

- 6 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

1. ฝาสูบ

2. เสื้อสูบ

3. ลูกสูบ

- 7 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

4. เพลาขอเหวี่ยง

5. ลอชวยแรง

6. กลไกวาลว

- 8 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

7. สายพานขับ

8. อางน้าํ มันเครื่อง

(1/1)

ฝาสูบและเสื้อสูบ
ฝาสูบ
เปนสวนหนึ่งของหองเผาไหมโดยมีลักษณะ
เปนหลุมเวาของแตละสูบดานลางฝาสูบ
เสื้อสูบ
เปนสวนที่เปนโครงรางของเครื่องยนต
เพื่อใหเครื่องยนตทาํ งานอยางราบเรียบ
เครื่องยนตแบบหลายกระบอกสูบถูกนํามา
ใชในรถยนตปจจุบัน
1
2
3

ฝาสูบ
ปะเก็น
เสื้อสูบ
(1/1)

- 9 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ขอมูลอางอิง:
การจัดวางกระบอกสูบ
การจัดวางกระบอกสูบที่ใชกันโดยทั่วไป
ดังนี้:
1

แบบแถวเรียง
แบบนี้เปนแบบที่ใชกันมากที่สุด
ซึ่งกระบอกสูบจะถูกจัดใหเปนแนวเสนตรง
2 แบบรูปตัววี
กระบอกสูบจะถูกจัดวางเปนรูปตัววี
เครื่องยนตจะสั้นกวาแบบแถวเรียงดวย
จํานวนสูบที่เทากัน
3 แบบสูบนอนตรงขาม
กระบอกสูบจะถูกจัดวางในแนวนอนใน
ทิศทางตรงกันขาม มีเพลาขอเหวี่ยง
อยูตรงกลาง ถึงแมวาเครือ่ งยนตจะมี
ขนาดกวางกวา แตความสูงโดยรวม
จะลดลง
(1/1)

- 10 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

จํานวนกระบอกสูบ
เพื่อที่จะลดการสั่นสะเทือนจากการ
เคลื่อนที่ของลูกสูบในแนวตั้ง และใหการ
ขับขี่ที่นุมนวล เครื่องยนตจึงตองมีหลายสูบ
โดยทั่วไป จํานวนกระบอกสูบที่มีมากกวา
เครื่องยนตจะหมุนไดราบเรียบกวา และ
สั่นสะเทือนนอย
เครื่องยนตแบบแถวเรียงโดยทั่วไปจะมี 4
หรือ 6 สูบและแบบรูปตัววีจะมี 6 หรือ 8
สูบ
1
2
3
4

แถวเรียง 4 สูบ 1 - 2 - 4 - 3
แถวเรียง 6 สูบ 1 - 5 - 3 - 6 - 2 - 4
รูปตัววี 6 สูบ 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6
รูปตัววี 8 สูบ 1 - 8 - 4 - 3 - 6 - 5 - 7 - 2

เครื่องยนตแกสโซลีน 4 จังหวะ:
ในเครื่องยนต 4 สูบ การระเบิด 4
ครั้งจะเกิดขึ้นกับการหมุนของเพลา
ขอเหวี่ยง 2 รอบ
ในเครื่องยนต 8 สูบ การระเบิดจะเกิดขึ้น
8 ครั้ง
ทําใหเครื่องยนตสามารถเดินไดอยาง
ราบเรียบ
ลําดับขั้นการจุดระเบิดพื้นฐานไดถูก
กําหนดใหขึ้นอยูกับจํานวนกระบอกสูบ
(1/1)

- 11 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ลูกสูบ, เพลาขอเหวี่ยง, ลอชวยแรง
ลูกสูบ
ลูกสูบจะเคลื่อนที่เปนแนวตั้งในกระบอก
สูบ จากผลที่ไดจากแรงดันที่เกิดขึ้นโดย
การเผาไหมของสวนผสมอากาศกับ
เชื้อเพลิง
เพลาขอเหวี่ยง
เพลาขอเหวี่ยงจะเปลี่ยนการเคลื่อนที่ของ
ลูกสูบในแนวตัง้ ใหเปนการหมุนโดยผาน
ทางกานสูบ
ลอชวยแรง
ลอชวยแรงทํามาจากเหล็กกลาที่หนัก และ
เปลี่ยนแปลงการหมุนของเพลาขอเหวี่ยงให
เปนแรงเฉื่อย ดังนั้น มันสามารถใหแรง
ที่ไดจากการหมุนออกมาเปนแรงการหมุน
คงที่
1
2
3
4
5

ลูกสูบ
สลักลูกสูบ
กานสูบ
เพลาขอเหวี่ยง
ลอชวยแรง
(1/1)

- 12 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

สายพานขับ
สายพานขับจะสงผานกําลังงานที่ไดจาก
การหมุนของเพลาขอเหวี่ยงไปยัง
อัลเทอรเนเตอร, ปมพวงมาลัยเพาเวอร
และคอมเพรสเซอรแอรโดยผานพูลเลย
โดยทั่วไป รถยนตจะมีสายพาน 2-3 เสน
สายพานขับจะตองมีการตรวจสอบความตึง
และการใชงานอยางเหมาะสม และเปลี่ยน
ตามขอแนะนําในเวลาที่กาํ หนด
1
2
3
4
5

- 13 -

พูลเลยเพลาขอเหวี่ยง
พูลเลยปมพวงมาลัยเพาเวอร
พูลเลยอัลเทอรเนเตอร
พูลเลยปมน้าํ
พูลเลยคอมเพรสเซอรแอร

A

สายพานรูปตัววี
สายพานนี้มีรูปรางคลายตัววีเพื่อคง
ประสิทธิภาพการขับเคลื่อน

B

สายพานรองตัววี
สายพานนี้จะมีรองเปนรูปตัววีอยูตรง
พื้นผิวที่สัมผัสกับพูลเลย ซึ่งจะทําให
มีนา้ํ หนักเบาและสึกหรอนอย
(1/1)

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ขอมูลอางอิง:
ระบบสายพานขับเสนเดียว
ระบบขับดวยสายพานเสนเดียวจะใช
สายพานเดี่ยวรองตัววี เพื่อใชกับ
อัลเทอรเนเตอร, ปมน้าํ , ปมพวงมาลัย
เพาเวอรหรือคอมเพรสเซอรแอร
เปรียบเทียบกับสายพานธรรมดาจะมี
ลักษณะเดนดังตอไปนี้:
ความยาวโดยรวมของเครื่องยนตจะสั้นกวา
ลดจํานวนชิ้นสวนลง ลดน้าํ หนัก
1
2
3
4
5
6
7

สายพานเดี่ยวรองตัววี
พูลเลยเพลาขอเหวี่ยง
พูลเลยลูกรอก (ปรับอัตโนมัต)ิ
พูลเลยปมพวงมาลัยเพาเวอร
พูลเลยอัลเทอรเนเตอร
พูลเลยปมน้าํ
พูลเลยคอมเพรสเซอรแอร
(1/1)

อางน้ํามันเครื่อง
อางน้าํ มันเครื่องเปนภาชนะรองรับน้าํ มัน
เครื่องที่ทาํ จากเหล็กหรืออลูมิเนียม โดยจะ
ประกอบดวยสวนที่มีความลึกและแผนกั้น
เพื่อวาแมในขณะรถเอียง ก็จะยังมีปริมาณ
น้าํ มันเครื่องอยูเพียงพอที่กนอาง
1 อางน้า
ํ มันเครื่องหมายเลข 1
2 อางน้า
ํ มันเครื่องหมายเลข 2
A
B

- 14 -

อางน้าํ มันเครื่องที่ไมมีแผนกั้น
อางน้าํ มันเครื่องที่มแี ผนกั้น

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

(1/1)

กลไกวาลว
กลไกวาลวเปนสวนประกอบที่ทาํ หนาที่
เปดและปดวาลวไอดีและวาลวไอเสียใน
ฝาสูบตามเวลาที่เหมาะสม
1
2
3
4
5
6
7

เพลาขอเหวี่ยง
เฟองโซไทมมิ่ง
โซไทมมงิ่
เพลาลูกเบี้ยวไอดี
วาลวไอดี
เพลาลูกเบี้ยวไอเสีย
วาลวไอเสีย

* ภาพแสดงระบบกลไกวาลวแบบ VVT-i
(1/3)

- 15 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

กลไกวาลว
ประเภทของกลไกวาลว
กลไกวาลว มีดวยกันหลายประเภท
ขึ้นอยูกับตําแหนงการจัดวางและจํานวน
ของเพลาลูกเบี้ยว
A DOHC (เพลาลูกเบี้ยวคูเหนือฝาสูบ)
กลไกวาลวประเภทนี้จะประกอบไปดวย
เพลาลูกเบี้ยว 2 อัน และแตละอันจะ
ขับวาลวโดยตรง ทําใหการเคลื่อนตัวของ
วาลวเปนไปอยางแมนยํา
B

COMPACT DOHC
(เพลาลูกเบี้ยวคูเหนือฝาสูบ
แบบแคบ)
กลไลวาลวประเภทนี้จะประกอบไปดวย
เพลาลูกเบี้ยว 2 อัน ซึง่ อันหนึ่งจะถูกขับ
โดยชุดเฟองเกียร โครงสรางของฝาสูบ
ทําแบบเรียบงายและกะทัดรัดกวาแบบ
DOHC ธรรมดา
1
2
3

สายพานไทมมิ่ง
เฟองสะพาน
เพลาลูกเบี้ยว
(1/2)

C

OHC (Overhead Camshaft)
กลไกวาลวชนิดนี้ จะใชเพลาลูกเบี้ยวเพียง
เพลาเดียว เพื่อไปควบคุมการทํางานของ
วาลวทั้งหมดผานกระเดื่องวาลว
D

OHV (Overhead Valve)
กลไกวาลวชนิดนี้ จะใชเพลาลูกเบี้ยวอยู
ภายในเสื้อสูบ และตองใชกานกระทุงวาลว
และกระเดือ่ งวาลวในการเปดและปดวาลว
1
2
3
4

สายพานไทมมิ่ง
เพลาลูกเบี้ยว
กานกระทุงวาลว
กระเดื่องวาลว
(2/2)

- 16 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

โซไทมมิ่ง
โซนี้ทาํ หนาที่ผานการหมุนของเพลา
ขอเหวี่ยงไปยังเพลาลูกเบี้ยว
1
2
3

โซไทมมงิ่
เฟองขับเพลาลูกเบี้ยว
เฟองเพลาขอเหวี่ยง

(2/3)

ขอมูลอางอิง:
สายพานไทมมิ่ง
ลักษณะคลายกับเฟองเกียร สายพานชนิด
นี้จะมีฟนซึ่งขบกับฟนของพูลเลย
สําหรับการใชในเครือ่ งยนต สายพานชนิด
นี้ทาํ มาจากวัสดุที่มีพื้นฐานมาจากยาง
สายพานไทมมิ่งจะตองมีการตรวจสอบการ
ใชงานและความตึงอยางเหมาะสม และ
การเปลีย่ นตามขอแนะนําในเวลาที่กาํ หนด
1
2
3

สายพานไทมมิ่ง
เฟองขับเพลาลูกเบี้ยว
เฟองขับเพลาขอเหวี่ยง
(1/1)

- 17 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ระบบ VVT-i (Variable Valve Timingintelligent)
ระบบ VVT-i ใชคอมพิวเตอรในการควบคุม
จังหวะการเปดและปดวาลวไอดีให
เหมาะสมกับสภาพเครือ่ งยนต
ระบบนี้ใชแรงดันไฮดรอลิคผันแปรจังหวะ
เวลาในการเปดและปดของวาลวไอดี
เปนผลใหการประจุไอดีมีประสิทธิภาพ,
แรงบิด, กําลังงานที่ได, ประหยัดน้าํ มัน
เชื้อเพลิงและแกสไอเสียที่สะอาด
1
3
5

2 à«ç¹à«ÍÃìµÓá˹è§à¾ÅÒÅÙ¡àºÕéÂÇ
µÑǤǺ¤ØÁ VVT-i
4 วาลวควบคุมแรงดันน้า
เซ็นเซอรอณ
ุ หภูมินา้ํ
ํ มัน
เซ็นเซอรตาํ แหนงเพลาขอเหวี่ยง

นอกจากระบบ VVT- i แลวยังมีระบบ
VVTL- i (Variable Valve Timing and LiftIntelligent) อีกดวย ซึ่งระบบนี้จะเพิ่ม
ระยะยกของวาลวและปรับปรุง
ประสิทธิภาพการประจุอากาศในระหวาง
ความเร็วรอบสูง
(3/3)

ระบบไอดี

รายละเอียดทั่วไป
ระบบไอดีจัดเตรียมไวเพื่อประจุปริมาณ
อากาศที่สะอาดเขาเครื่องยนต
1
2
3

- 18 -

กรองอากาศ
เรือนลิน้ เรง
ทอรวมไอดี

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ขอมูลอางอิง:
เทอรโบชารจเจอร
เทอรโบชารจเจอรเปนอุปกรณที่ชวยในการ
อัดอากาศ โดยใชพลังงานจากแกสไอเสีย
เพื่อทําการสงอากาศที่มีความหนาแนนสูง
เขาไปในหองเผาไหมเพื่อเพิ่มกําลังงาน
เมื่อลอเทอรไบนหมุนเนื่องมาจากกําลัง
งานที่ไดมาจากแกสไอเสีย ลออัดอากาศจะ
หมุนดวยเนื่องจากเพลาที่ตอกับลอ
เทอรไบน โดยลออากาศจะทําหนาที่อัด
อากาศเขาไปในเครื่องยนต
A
1

เทอรโบชารจ
ลอเทอรไบน

B
2

ซุปเปอรชารจ
ลออัดอากาศ

อุปกรณอีกอยางเรียกวา "ซุปเปอรชารจ"
เปนอุปกรณที่ใชในการอัดอากาศเชนเดียว
กับเทอรโบชารจ แตชุดอัดอากาศจะรับ
กําลังงานจากเครื่องยนตโดยผานสายพาน
เพื่อทําการอัดอากาศเขาเครื่องยนต
(1/1)

กรองอากาศ
กรองอากาศประกอบไปดวยไสกรอง
อากาศเพื่อทีจ่ ะดักจับฝุนและเศษผงเล็กๆ
จากอากาศขณะที่เครื่องยนตนาํ อากาศจาก
ภายนอกเขามา
ไสกรองอากาศจะตองสะอาดหรือเปลี่ยน
ตามระยะเวลาที่กาํ หนด
1
2

ไสกรองอากาศ
กลองดักอากาศ
(1/1)

- 19 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ขอมูลอางอิง:
ชนิดของไสกรองอากาศ
1 แบบกระดาษ
แบบนี้ใชกันอยางกวางขวางทั่วไปใน
รถยนต
2 แบบใยสังเคราะห
แบบนี้จะมีสวนประกอบของใยสังเคราะห
ที่สามารถถอดลางได
3 แบบน้ํามัน
แบบเปยกนี้จะประกอบไปดวยอางน้าํ มัน
(1/1)

ชนิดของกรองอากาศ
1. กรองอากาศแบบมีตัวแยกฝุนละออง
ใชแรงเหวี่ยงหนีศูนยที่ไดมาจากการหมุน
ของใบพัดเพื่อแยกฝุน ละอองออกจาก
อากาศ ฝุนละอองนี้จะสงไปที่ถวยรับฝุน
และอากาศจะถูกสงไปทีก่ รองอากาศ

(1/3)

2. กรองอากาศแบบอางน้ํามัน
กรองอากาศแบบนี้จะกรองอากาศที่ผาน
เขามาทีก่ รองอากาศที่ทาํ มาจากใยโลหะ
ซึ่งชุมอยูในอางน้าํ มันดานลางของหมอ
กรองอากาศ

(2/3)

- 20 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

3. กรองอากาศแบบลมหมุนวน
จะใชกาํ จัดฝุนขนาดใหญ เชน กรวดทราย
โดยใชแรงเหวี่ยงหนีศูนยกลางของอากาศ
ซึ่งถูกสรางโดยครีบ และจะดักจับฝุน ขนาด
เล็กโดยไสกรองอากาศที่ทาํ มาจาก
กระดาษ

(3/3)

เรือนลิ้นเรง
ลิ้นเรงจะใชสายในการทํางานซึ่งจะ
สอดคลองกับแปนเหยียบ ลิ้นเรงที่ติดตั้ง
ภายในรถยนต เพื่อที่จะควบคุมปริมาณ
สวนผสมน้าํ มันกับอากาศซึ่งจะถูกดูดเขาไป
ในกระบอกสูบ
เมื่อแปนเหยียบคันเรงถูกกดลง ลิน้ เรงจะ
เปดใหปริมาณอากาศและน้าํ มันผานเขาไป
เผาไหมมากขึ้น ซึ่งเปนผลใหเพิ่มกําลังงาน
ของเครื่องยนต
ISCV (ลิ้นควบคุมรอบเดินเบา) จะถูกจัด
เตรียมไวเพื่อที่จะกําหนดปริมาณอากาศ
ขณะรอบเดินเบาหรือขณะเครื่องเย็น
1
2
3
4

แปนเหยียบคันเรง
สายลิ้นเรง
ลิ้นเรง
ISCV
(1/1)

- 21 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ขอมูลอางอิง:
ETCS-i (ระบบควบคุมลิ้นเรง
อิเล็กทรอนิกสอัจฉริยะ)
ETCS-i จะเปลี่ยนการทํางานของแปน
เหยียบคันเรงเปนสัญญาณทางไฟฟา
โดยใช ECU (Electronic Control Unit)
เปนตัวควบคุมการเปดปดของลิ้นเรงโดย
มอเตอร ซึ่งจะสอดคลองกับสภาพการขับขี่
ดังนั้น จะไมมีสายลิ้นเรงเชื่อมตอแปน
เหยียบคันเรงกับลิ้นเรง
1
2
3
4

มอเตอรควบคุมลิ้นเรง
ลิ้นเรง
ตัวตรวจจับตําแหนงแปนเหยียบคันเรง
ตัวตรวจจับตําแหนงลิ้นเรง
(1/1)

ISCV (วาลวควบคุมรอบเดินเบา)
ISCV จะกําหนดปริมาณของอากาศที่ไหล
ผานทอบายพาสที่อยูบริเวณลิ้นเรง เพื่อ
ควบคุมรอบเดินเบาใหคงที่และอยูในระดับ
ที่เหมาะสม
1
2
3
4

ISCV
เรือนลิน้ เรง
ลิ้นเรง
ทอบายพาส
(1/1)

- 22 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ขอมูลอางอิง:
ชนิดของวาลวควบคุมรอบเดินเบา
A ชนิดมอเตอรเปนจังหวะ (Step motor
type)
วาลวจะปรับปริมาณของอากาศที่ไหลผาน
ทอบายพาสไดโดยวาลวที่ติดอยูทปี่ ลาย
โรเตอร โดยการเคลื่อนทีถ่ อยหลังและ
ดันไปขางหนาของโรเตอร
B

ชนิดวาลวโซลินอยดโรตารี่ (Rotary
solenoid valve type)
วาลวปรับปริมาณของอากาศโดยการ
เปลี่ยนแปลงการเปดของวาลว โดยใชการ
ปรับแรงดันไฟฟาจายใหกับโซลินอยด 2
ตัว (ขดลวด)
1
2
3
4
5

วาลว
โรเตอร
ขดลวด
แมเหล็ก
ไบเมทอล
(1/1)

ทอรวมไอดี
ทอรวมไอดีประกอบไปดวยทอหลายทอ ซึ่ง
จะใหอากาศไหลผานไปแตละสูบ
1

ทอรวมไอดี

(1/1)

- 23 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ขอมูลอางอิง:
ACIS (ระบบประจุอากาศเขา)
ACIS จะใชกลอง ECU (Electronic Control
Unit) ในการควบคุมการปด - เปดของ
วาลว ซึ่งจะมีผลทําใหความยาวของทอ
รวมไอดีเปลี่ยนไป
ในการเปลี่ยนแปลงความยาวของทอรวมไอ
ดี ระบบนี้จะทําใหเพิ่มประสิทธิภาพของ
ไอดีทุกยานความเร็วรอบของเครื่องยนต
A
B

1
2

วาลวเปด
วาลวปด
วาลวควบคุม
หองไอดี
(1/1)

ระบบน้ํามันเชื้อเพลิง

ระบบน้ํามันเชื้อเพลิง
ระบบน้าํ มันเชื้อเพลิงทําหนาที่จายน้าํ มัน
เชื้อเพลิงใหกับเครื่องยนต นอกจากนี้ยัง
ทําหนาทีข่ จัดเศษผงหรือฝุน และควบคุม
ปริมาณของน้าํ มันทีใ่ ชดวย
1
2
3
4
5
6

ถังน้าํ มันเชื้อเพลิง
ปมน้าํ มันเชื้อเพลิง
กรองน้าํ มันเชื้อเพลิง
ตัวควบคุมแรงดันน้าํ มันเชื้อเพลิง
หัวฉีด
ฝาปดถังน้าํ มัน
(1/1)

- 24 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ปมน้ํามันเชื้อเพลิง
ทําหนาทีด่ ูดน้าํ มันเชื้อเพลิงจากถังน้าํ มัน
เชื้อเพลิงและสงไปยังเครื่องยนต ดังนั้น
ทําใหสามารถรักษาแรงดันใหคงที่ใน
ทอเชื้อเพลิงได
ปมน้าํ มันเชื้อเพลิงชนิดอยูในถังน้าํ มัน
ซึ่งติดตัง้ ภายในถังน้าํ มันเชื้อเพลิง และ
แบบอยูภายนอกถังน้าํ มันซึ่งจะติดตั้งอยู
ระหวางทางเดินของทอน้าํ มันเชื้อเพลิง
มีหลายวิธีในการขับปมน้าํ มัน
เชื้อเพลิงระบบ EFI
(ระบบฉีดเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส)
จะใชมอเตอรไฟฟาในการขับปม

แบบไฟฟา:
• แบบอยูในถังน้า
ํ มันเชื้อเพลิง
(แบบเทอรไบน)
• แบบอยูในทอน้า
ํ มันเชื้อเพลิง
(แบบโรเตอร)
1
2

มอเตอร
แบบเทอรไบนปมอิมพิลเลอร
(1/1)

หัวฉีดน้ํามันเชื้อเพลิง
จะตอบสนองสัญญาณจาก ECU
(หนวยควบคุมอิเล็กทรอนิกส)
ขดลวดจะดึงลูกสูบ ทําใหลิ้นเปดเพื่อ
ใหนา้ํ มันเชื้อเพลิงฉีดออกมา
1
2
3
4
5
6
7

หัวฉีด
ยางของหัวฉีด
รูหวั ฉีด
ยางโอริง
วาลว
ขดลวด
ลูกสูบ
(1/2)

- 25 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

น้าํ มันเชื้อเพลิงที่ถูกฉีดออกจากหัวฉีดจะ
ผสมกับอากาศ และสวนผสมจะถูกสง
ไปยังกระบอกสูบเพื่อใหไดอัตราสวนผสม
ของน้าํ มันกับอากาศเหมาะสมที่สุด
ECU จะปรับเวลาและปริมาณในการฉีด
เชื้อเพลิงปริมาณในการฉีดเชื้อเพลิง
จะถูกกําหนดโดยชวงระยะเวลาในการฉีด
1
2

หัวฉีด
ชองไอดี
(2/2)

ขอมูลอางอิง:
D-4 (เครื่องยนตแกสโซลีน 4 จังหวะ
แบบฉีดตรง)
ในเครื่องยนตแบบ D-4 น้าํ มันจะไมถูกฉีด
เขาไปในทอรวมเหมือนกับแบบฉีดเขาทอ
รวม น้าํ มันจะถูกฉีดโดยตรงไปยังหอง
เผาไหม ดังนั้นระบบนี้สามารถกําหนด
เวลาและปริมาณในการฉีดเชื้อเพลิงได
อยางถูกตองแมนยํา หัวลูกสูบจะถูก
ออกแบบเปนรูปทรงเฉพาะเพื่อชวยในการ
ผสมน้าํ มันกับอากาศในหองเผาไหม
A
B

1
2
3
4

แบบ D-4
แบบฉีดเขาทอรวม
หัวฉีด
ลูกสูบ
น้าํ มันเชื้อเพลิง
ชองทอรวมไอดี
(1/1)

- 26 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

กรองน้ํามันเชื้อเพลิง
ทําหนาทีก่ รองสิ่งสกปรกออกจากน้าํ มัน
เชื้อเพลิง เพื่อปองกันสิ่งสกปรกตั้งแต
ปมน้าํ มันเชื้อเพลิงไปที่หัวฉีด ไสกรอง
กระดาษจะถูกนํามาใชเปนตัวกรองสิ่ง
สกปรก
ไสกรองน้าํ มันเชื้อเพลิงที่ประกอบขึ้นนี้จะ
ตองเปลี่ยนตามระยะที่กาํ หนด
1

2

กรองน้าํ มันเชื้อเพลิง
(แบบประกอบเปนชิ้นเดียวกัน)
ชิ้นสวนประกอบชุดปมน้าํ มันเชื้อเพลิง
(1/1)

ตัวควบคุมแรงดัน
จะทําหนาที่ควบคุมและปรับแรงดันของ
น้าํ มันเชื้อเพลิง ดังนั้น จะจายน้าํ มันได
สม่าํ เสมอและแรงดันคงที่
1
2

ตัวควบคุมแรงดัน
ชุดปมน้าํ มันเชื้อเพลิง

(1/1)

- 27 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ระบบหลอลื่น

รายละเอียดทั่วไป
ระบบหลอลื่นจะใชปมน้าํ มันเครื่องจาย
น้าํ มันอยางตอเนื่องไปยังทั่วทุกแหงภายใน
เครื่องยนต ระบบนี้จะลดความฝดระหวาง
ชิ้นสวนดวยฟลมของน้าํ มัน ถาเครื่องยนต
ติดเครื่องโดยปราศจากน้าํ มัน จะเปน
เหตุใหเครื่องยนตเดินไมดีหรือเกิดความ
เสียหายกับชิ้นสวนภายใน นอกจาก
การหลอลืน่ แลว น้าํ มันเครือ่ งยังทําหนาที่
ระบายความรอนและทําความสะอาด
เครื่องยนตอีกดวย
1
2
3
4
5
6

อางน้าํ มันเครื่อง
กรองน้าํ มันเครื่อง
ปมน้าํ มันเครื่อง
กานวัดระดับน้าํ มันเครื่อง
สวิตชแรงดันน้าํ มันเครื่อง
กรองน้าํ มันเครื่อง
(1/1)

ปมน้ํามันเครื่อง
ปมโทรชอยด
ประกอบดวยโรเตอรขับและโรเตอรตาม
ซึ่งอยูคนละแกน การหมุนของโรเตอร
ทั้งสองนี้จะทําใหเกิดชองวางระหวาง
โรเตอรไมแนนอน ดังนั้น ผลที่ไดคือ
เกิดการทํางานของปม
โรเตอรขับจะถูกขับโดยเพลาขอเหวี่ยง
วาลวระบายจะเตรียมไวเพื่อปองกันแรงดัน
น้าํ มันสวนเกิน
1
2
3

โรเตอรขับ
โรเตอรตาม
วาลวระบาย
(1/1)

- 28 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ปมแบบเฟอง
ปมแบบเฟองเปนอุปกรณที่เชื่อมตอกับการ
หมุนของเพลาขอเหวี่ยง ปริมาตรของ
ชองวางที่เกิดขึ้นจากเฟองทั้งสองจะเปลี่ยน
แปลงไป และน้าํ มันที่อยูที่เปนเฟอง
ดานขางจะถูกดูดรูปและมีแผนกั้นรูปเสี้ยว
เพื่อจํากัดทิศทางการไหลของน้าํ มันออก
จากปม
1
2
3

เฟองขับ
เฟองตาม
รูปเสี้ยว
(1/1)

กรองน้ํามันเครื่อง
กรองน้าํ มันเครื่องทําหนาทีข่ จัดสิ่งสกปรก
ออกจากน้าํ มันเครือ่ ง เชน เศษผงโลหะ
ชิ้นเล็กๆ และดูแลรักษาน้าํ มันเครื่องให
สะอาด
กรองน้าํ มันเครื่องจะประกอบไปดวยวาลว
กันกลับ เพื่อเก็บรักษาน้าํ มันเครื่องที่อยู
ในไสกรองขณะที่เครื่องยนตหยุดทํางาน
ดังนั้นกรองน้าํ มันเครื่องจะมีนา้ํ มันเครือ่ ง
อยูตลอดเวลาเมื่อเครื่องยนตเริ่มทํางาน
นอกจากนี้ยังมีวาลวระบายน้าํ มันเพื่อสง
น้าํ มันไปยังเครื่องยนตเมื่อไสกรองเริ่ม
อุดตัน กรองน้าํ มันเครื่องเปนอะไหล
ที่จะตองเปลี่ยนตามระยะเวลาหรือตาม
ระยะทางที่กาํ หนดไว
1
2
3
4

วาลวกันกลับ
ไสกรอง
เสื้อไสกรอง
วาลวระบาย
(1/1)

- 29 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ไฟเตือนแรงดันน้ํามันเครื่อง
(เกจวัดแรงดันน้ํามันเครื่อง)
เปนอุปกรณเตือนใหผูขับขี่ทราบถึงแรงดัน
น้าํ มันเครื่อง ซึ่งเกิดจากปมน้าํ มันเครื่อง
และสงไปตามสวนตางๆ ของเครือ่ งยนต
เปนปรกติหรือไม
สวิตชวัดแรงดันน้าํ มันเครื่อง (ตัวตรวจจับ)
ที่อยูในทางเดินของน้าํ มันเครื่อง จะตรวจ
จับสภาพของแรงดันน้าํ มันเครื่องและเตือน
ใหผูขับทราบบนแผงหนาปดถาแรงดันของ
น้าํ มันไมเพิ่มขึ้นหลังจากที่เครื่องยนต
ทํางานแลว
1
2
3

สวิตชแรงดันน้าํ มันเครื่อง
แผงหนาปด
ä¿àµ×͹áç´Ñ¹¹éÓÁѹà¤Ã×èͧ·Õè¼Ô´»¡µÔ
(áç´Ñ¹¹éÓÁѹµèÓ) â´ÂáÊ´§ÃÙ»¶éÇÂ
¹éÓÁѹà¤Ã×èͧÊÇèÒ§¢Öé¹ÁÒ
(1/1)

ระบบระบายความรอน

รายละเอียดทั่วไป
ระบบระบายความรอนจะควบคุมอุณหภูมิ
ของเครื่องยนตใหอยูในระดับที่เหมาะสมที่
สุด (80 ถึง 90°C ทีอ่ ุณหภูมิหลอเย็น)
โดยการหมุนวนของน้าํ หลอเย็นทั่ว
เครื่องยนต
พัดลมระบายความรอนจะระบายความ
รอนในหมอน้าํ และปมน้าํ จะปมน้าํ
หลอเย็นใหหมุนวนผานฝาสูบและเสื้อสูบ
1
2
3
4
5
6

หมอน้าํ
ถังน้าํ สํารอง
ฝาหมอน้าํ
พัดลมหมอน้าํ
ปมน้าํ
เทอรโมสตัท
(1/2)

- 30 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

การไหลเวียนของน้ํา
แรงจากปมน้าํ จะทําใหนา้ํ หลอเย็นหมุนวน
ในวงจรระบายความรอน น้าํ หลอเย็นจะ
ดูดซับความรอนจากเครื่องยนตและจะ
กระจายไปสูบรรยากาศโดยผานทาง
หมอน้าํ ดังนั้น น้าํ หลอเย็นที่ถูกทําให
เย็นลงแลวจะไหลกลับไปที่เครื่องยนต

(2/2)

หมอน้ํา
หมอน้าํ จะระบายความรอนออกจาก
น้าํ หลอเย็น ที่มีอณ
ุ หภูมิสูง โดยน้าํ หลอเย็น
ที่ไหลผานทอและครีบระบายความรอนจะ
ถูกทําใหเย็นลงโดยพัดลมระบายความรอน
และลมทีพ่ ัดเขามาขณะรถยนตเคลือ่ นที่
ทําใหเกิดการระบายความรอนจากหมอน้าํ
สูบรรยากาศ
ขอแนะนํา:
ระดับความเขมขนที่เหมาะสมที่สุดของ
น้าํ ยาหลอเย็น (Super LLC) จะถูก
กําหนดไวตามแตละภูมภิ าค นอกจากนี้
น้าํ ยาหลอเย็น (Super LLC)ตองเปลี่ยน
ตามระยะที่กาํ หนด
(1/4)

- 31 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ฝาหมอน้ํา
ฝาหมอน้าํ ประกอบไปดวยวาลวแรงดัน
ซึ่งจะปรับความดันของน้าํ หลอเย็น
อุณหภูมขิ องน้าํ หลอเย็นภายใตแรงดันที่
เพิ่มขึ้นเกิน 100°C ซึ่งจะทําใหเกิดความ
แตกตางระหวางอุณหภูมิของน้าํ หลอเย็น
และอุณหภูมิของอากาศ เปนผลให
ประสิทธิภาพการระบายความรอนดีขึ้น
วาลวแรงดันจะเปดและสงน้าํ หลอเย็นไปที่
ถังพักน้าํ เมื่อแรงดันในหมอน้าํ สูงขึ้น
วาลวสุญญากาศจะเปดใหนา้ํ หลอเย็นจาก
ถังพักน้าํ ไหลกลับสูหมอน้าํ เมือ่ หมอน้าํ มี
แรงดันลดลง
A

B

1
2

แรงดันของน้าํ จะขึ้นสูดานบน
ในขณะที่แรงดันในหมอน้าํ เพิ่มขึ้น
(อุณหภูมิสูง)
แรงดันของน้าํ จะลงสูดานลาง
ในขณะที่แรงดันในหมอน้าํ ลดลง
(ทําใหเย็นลง)
วาลวแรงดัน
วาลวสูญญากาศ
(2/4)

- 32 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

พัดลมระบายความรอน
พัดลมระบายความรอนนี้จะผลิตปริมาณ
อากาศจํานวนมากที่พัดลมเปาผานหมอน้าํ
โดยตรงเพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการ
ระบายความรอน
A

ระบบระบายความรอนโดยใช
มอเตอรไฟฟา
เมื่ออุณหภูมิของน้าํ หลอเย็นสูงขึ้น สวิตซ
อุณหภูมขิ องน้าํ หลอเย็นจะสงสัญญาณให
พัดลมทํางานเทานั้น
1
2
3
4

สวิตชสตารท
รีเลย
พัดลมระบายความรอน
สวิตชวัดอุณหภูมินา้ํ
(3/4)

พัดลมระบายความรอน
B พัดลมระบายความรอนแบบใช
หัวฟรี
พูลเลยจะถูกขับดวยสายพานที่ตอกับ
พัดลมซึ่งจะหมุนไปพรอมกับชุดหัวฟรี
พัดลมซึ่งมีนา้ํ มันซิลิโคนบรรจุอยู โดย
ความเร็วในการหมุนจะต่าํ ที่อุณหภูมิ
น้าํ หลอเย็นต่าํ
C

ระบบพัดลมระบายความรอน
ไฮดรอลิคควบคุมดวยอิเล็กทรอนิกส
ใบพัดจะถูกขับดวยมอเตอรไฮดรอลิค
จะเปนตัวควบคุมไฮดรอลิคที่ไหลเขาไปใน
มอเตอรไฮดรอลิค ECU และจะควบคุม
ความเร็วรอบในการหมุนของพัดลม
เพื่อใหปริมาณของอากาศผานหมอน้าํ ได
อยางเหมาะสม
1
2
3
4
5
6
7

- 33 -

พัดลมระบายความรอน
หัวฟรีพัดลม
พูลเลย
ปมน้าํ
มอเตอรไฮดรอลิค
เซ็นเซอรอุณหภูมินา้ํ
ปมไฮดรอลิค

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน
(4/4)

ถังน้ําสํารอง
ถังน้าํ สํารองจะเชื่อมตอกับหมอน้าํ เพื่อที่จะ
เก็บน้าํ หลอเย็นที่ลนออกจากหมอน้าํ และ
ปองกันน้าํ ไมใหลนออกมาขางนอก
ขณะที่อุณหภูมิของน้าํ หลอเย็นในหมอน้าํ
สูงขึ้น น้าํ จะขยายและลนเขาไปในถังน้าํ
สํารอง ขณะที่หมอน้าํ เย็นจะดูดน้าํ หลอเย็น
จากถังน้าํ สํารองขึ้นมา
1
2
3

ถังน้าํ สํารอง
ทอยางถังน้าํ สํารอง
หมอน้าํ

(1/1)

- 34 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ขอมูลอางอิง:
ระบบระบายความรอนแบบปด
ระบบระบายความรอนแบบปดจะมีฝา
หมอน้าํ อยูบนถังน้าํ สํารอง ไมไดอยูบน
หมอน้าํ ดังนั้นจะชวยเพิ่มแรงดันขึ้นเพื่อ
ใชในวงจรระบายความรอน
ฝาหมอน้าํ จะปดวงจรระบายความรอนเพื่อ
ปองกันการสูญเสียของน้าํ หลอเย็นโดยการ
ระเหยและปองกันไมใหนา้ํ หลอเย็นเสื่อม
สภาพลงจากการที่สัมผัสกับอากาศโดยตรง
1
2
3
4

หมอน้าํ ถังน้าํ สํารอง
คอหาน
หมอน้าํ
ฝาหมอน้าํ
(1/1)

ปมน้ํา
ปมน้าํ จะสงน้าํ หลอเย็นเขาไปทีว่ งจร
ระบายความรอน
ปมน้าํ จะถูกขับดวยสายพานซึ่งไดรับแรง
ขับมาจากการหมุนของเพลาขอเหวี่ยง
1

ปมน้าํ

(1/1)

- 35 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

เทอรโมสตัท
เทอรโมสตัทเปนชิ้นสวนที่ควบคุมอุณหภูมิ
ของน้าํ หลอเย็น ซึ่งจะทําใหเครื่องยนต
ดึงอุณหภูมทิ าํ งานเร็วขึ้น เทอรโมสตัท
จะติดตัง้ อยูที่ทางเดินน้าํ ระหวางหมอน้าํ
และเครื่องยนต เมื่ออุณหภูมิของน้าํ หลอ
เย็นสูงขึ้น ลิ้นหมอน้าํ จะเปดทําใหนา้ํ หลอ
เย็นไหลเขาไประบายความรอนกับ
เครื่องยนต
เทอรโมสตัทมีดวยกัน 2 ชนิด:
คือแบบ 'มีวาลวระบาย'
สําหรับชนิดทีม่ ีการระบายดานลางและ
แบบ 'ไมมวี าลวระบาย'
สําหรับชนิดทีม่ ีการระบายที่ติดตั้งภายใน
ทอ
A
B

1
2
3
4
5

ชนิดมีวาลวระบาย
ชนิดไมมีวาลวระบาย
วาลว
กระบอกขี้ผึ้ง
วาลวระบาย
ขี้ผึ้ง
วาลวลดแรงดัน
(1/3)

- 36 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

การทํางานของแบบระบายดานลาง
เทอรโมสตัทจะติดอยูภายในทอกอนเขา
ปมน้าํ เทอรโมสตัทจะประกอบไปดวย
ลิ้นระบาย เมื่ออุณหภูมิของน้าํ หลอเย็น
สูงขึ้น เทอรโมสตัทจะเปดและทอระบาย
จะปด
เปรียบเทียบแบบระบายในทอกับแบบ
ระบายดานลางซึ่งจะมีลักษณะพิเศษดัง
ตอไปนี้:
1. มีชองทางระบายขนาดใหญซึ่งสามารถ
กระจายอุณหภูมิของเครือ่ งยนตขณะอุน
เครื่องไดอยางสม่าํ เสมอ
2. ทอระบายจะปดขณะเครื่องยนตมี
อุณหภูมิเพิ่มหรือขณะที่อุณหภูมสิ ูง
ซึ่งจะมีผลทําใหประสิทธิภาพของการ
ระบายความรอนดีขึ้น
3. เทอรโมสตัทจะตอบสนองการทํางาน
อยางรวดเร็วเพื่อใหอุณหภูมขิ อง
น้าํ หลอเย็นคงที่
1
2
3
4

เทอรโมสตัท
ทอระบาย
หมอน้าํ
ปมน้าํ

(2/3)

- 37 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

การทํางานมีแบบการระบายที่ติดตั้ง
ภายในทอ
ทอระบายจะเปดอยูตลอดเวลาและการสง
ผานน้าํ ไปยังหมอน้าํ จะถูกปดโดย
เทอรโมสตัทระหวางการอุนเครื่องยนต
ดังนั้น น้าํ หลอเย็นจะไหลผานไปยังทอ
ระบายได
ขณะที่อุณหภูมิของน้าํ หลอเย็นสูงขึ้น
เทอรโมสตัทจะเปดๆ ปลอยๆ ใหนา้ํ หลอ
เย็นไหลไปที่หมอน้าํ ในขณะที่นา้ํ จํานวน
หนึ่งจะไหลไปที่ทอระบาย
1
2
3
4

เทอรโมสตัท
ทอระบาย (By Pass)
หมอน้าํ
ปมน้าํ

(3/3)

- 38 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

ระบบไอเสีย

รายละเอียดทั่วไป
ระบบไอเสียจะปลอยแกสไอเสียที่ผลิตจาก
เครื่องยนตออกสูบรรยากาศ
ระบบไอเสียจะมีหนาที่ดงั นี้:
• เพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนตโดย
การปรับปรุงประสิทธิภาพการปลอย
แกสไอเสียออกจากเครื่องยนต
• ทําความสะอาดแกสไอเสียโดยกําจัด
สารที่เปนอันตราย
• ลดเสียงการระเบิดที่เกิดขึ้นจากการ
ทํางานของเครื่องยนตโดยแกสไอเสีย
1
2

3
4

ทอรวมไอเสีย
TWC (แคตตาไลทติกคอนเวิรท เตอร 3
ทาง)
ทอไอเสีย
หมอพักไอเสีย
(1/1)

- 39 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

แคตตาไลทติกคอนเวิรทเตอร
แคตตาไลทติกคอนเวิรทเตอรจะถูกติดตั้ง
อยูตรงกลางระบบไอเสียเพื่อกําจัดสารที่
เปนอันตรายออกจากแกสไอเสีย
สารที่เปนอันตรายในแกสไอเสียประกอบ
ไปดวยคารบอนมอนอกไซด (CO),
ไฮโดรคารบอน (HC) และไนตริกออกไซด
(NOx)
แคตตาไลทติกคอนเวิรทเตอรมีดวยกัน 2
ชนิด:
1. OC (เรงใหเกิดปฏิกิริยาการ
เปลีย่ นแปลงทางเคมี) ซึ่งจะทําความ
สะอาดคารบอนมอนอกไซดและ
ไฮโดรคารบอนในแกสไอเสีย โดยเรง
ปฏิกิริยาใหเกิดการเปลีย่ นแปลงทาง
เคมีดวยแพลทตินั่มและพาลาเดี่ยม
2. TWC (แคตตาไลทติก 3 ทาง)
ซึ่งจะทําความสะอาด
คารบอนมอนอกไซด, ไฮโดรคารบอน
และไนตริกออกไซดในแกสไอเสียโดย
เรงปฏิกิริยาใหเกิดการเปลี่ยนแปลง
ทางเคมีดวยแพลทตินั่มและโรเดี่ยม
A

แคตตาไลทติกแบบโมโนลิติค

1

เปลือกดานนอก
ขดลวด
ตัวเรงปฏิกิริยาโมโนลิติก

2
3

(1/1)

- 40 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

หมอพักไอเสีย
เนื่องจากแกสไอเสียที่ถูกระบายออกจาก
เครื่องยนตที่อุณหภูมิและแรงดันสูง
แกสเหลานี้จะทําใหเกิดเสียงระเบิด ถาถูก
ปลอยออกมาโดยตรง
ดังนั้น หมอพักไอเสียจะทําหนาที่เปนตัว
เก็บเสียงโดยการลดแรงดันและอุณหภูมิ
ของแกสไอเสียกอนปลอยสูอากาศ

(1/1)

- 41 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

คําถาม- 1
¢éÍ

¤Ó¶ÒÁ

1

ã¹à¤Ã×èͧ¹µìá¡êÊâ«ÅÕ¹¢Í§Ã¶Â¹µì à¾ÅÒÅÙ¡àºÕéÂÇËÁع 1 ¤ÃÑé§ã¹·Ø¡æ 2
Ãͺ¢Í§à¾ÅÒ¢éÍàËÇÕè§

¶Ù¡

¼Ô´

2

»ÃÔÁҳ㹡Òéմàª×éÍà¾ÅÔ§¢Í§à¤Ã×èͧ¹µì EFI
·Õèà»ÅÕè¹á»Å§¢Öé¹ÍÂÙè¡ÑºÃÐÂÐàÇÅÒ㹡Òéմàª×éÍà¾ÅÔ§¢Í§ËÑÇ©Õ´

¶Ù¡

¼Ô´

¡Ãͧ¹éÓÁѹà¤Ã×èͧ»ÃСͺ仴éÇÂÇÒÅìǡѹ¡ÅѺ «Ö觷Ó˹éÒ·ÕèÂѺÂÑé§
3 ¡ÒÃäËŢͧ¹éÓÁѹà¤Ã×èͧ¨Ò¡¡Ò÷Õèà¤Ã×èͧËÂØ´·Ó§Ò¹à¹×èͧÁÒ¨Ò¡
äÊé¡ÃͧÍØ´µÑ¹

¶Ù¡

¼Ô´

4 »ÑêÁ¹éÓ¶Ù¡¢Ñºâ´Â¡ÒÃËÁع¢Í§à¾ÅÒ¢éÍàËÇÕ觼èÒ¹·Ò§ÊÒ¾ҹ¢Ñº

¶Ù¡

¼Ô´

ÅÔé¹àÃ觷ӧҹÊÍ´¤Åéͧ¡Ñºá»é¹àËÂÕº¤Ñ¹àÃè§à¾×èͤǺ¤ØÁ»ÃÔÁÒ³
¹éÓÁѹàª×éÍà¾ÅÔ§·Õè¨Ð¶Ù¡´Ù´à¢éÒä»ã¹¡Ãк͡ÊÙº

¶Ù¡

¼Ô´

5

¶Ù¡ËÃ×ͼԴ

à©ÅÂ

คําถาม- 2
ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับระบบไอเสีย
1. แคตตาไลทตกิ คอนเวิรทเตอรจะปลอยใหแกสไอเสียกลับเขาไปยังทอรวม เพื่อที่จะกลับมาเผาไหมแกส
ที่เปนอันตรายซึ่งปะปนอยูในแกสไอเสีย
2. ทอรวมไอเสียชวยลดอุณหภูมิของแกสไอเสียอยางรวดเร็วโดยแคตตาไลทติกคอนเวิรทเตอร เพื่อใหการทํางาน
เปนไปอยางมีประสิทธิภาพ
3. หมอพักทําหนาที่ปลอยแกสที่เกิดจากการจุดระเบิดของเครื่องยนตโดยตรง เขาไปสูชั้นบรรยากาศ
4. แคตตาไลทตกิ 3 ทางจะทําความสะอาดคารบอนมอนอกไซด, ไฮโดรคารบอน และไนตริกออกไซด
ที่พบในแกสไอเสีย

คําถาม-3
ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับเทอรโมสตัท?
1. เทอรโมสตัทที่ถูกใชในระบบระบายดานลางเปนชนิดที่ไมมวี าลวระบาย
2. หนาที่ของเทอรโมสตัทคือการอุนเครื่องยนตภายหลังการสตารทและควบคุมอุณหภูมิของน้าํ หลอเย็น
3. เทอรโมสตัททําใหจุดเดือดของน้าํ หลอเย็นสูงขึ้นและทําใหเกิดแรงดันของน้าํ หลอเย็น
4. เทอรโมสตัทจะควบคุมอุณหภูมิของน้าํ หลอเย็นเครื่องยนตโดยการเปลี่ยนความเขมขนของน้าํ หลอเย็น

- 42 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตแกสโซลีน

คําถาม- 4
ภาพประกอบดานลางแสดงถึงจังหวะทั้ง 4 ของเครือ่ งยนตแกสโซลีน 4 จังหวะ
คําถาม 4-1. จากกลุม ก เลือกหัวขอที่เหมาะสมกับตัวเลขที่อยูในวงเล็บ
คําถาม 4-2. จากกลุม ข เลือกประโยคซึ่งอธิบายการทํางานในแตละจังหวะไดเหมาะสมมาเติมในวงเล็บ

(1) จังหวะ ( )

(2) จังหวะ ( )
ข) คาย

ค) ดูด

(3) จังหวะ ( )

(4) จังหวะ ( )

ก) อัด

ง) ระเบิด

¢

จ) วาลวไอเสียจะปดและวาลวไอดีจะเปด จังหวะของลูกสูบเคลื่อนที่ลงทําใหสวนผสมของเชื้อเพลิง
กับอากาศถูกดูดเขาไปในกระบอกสูบผานทางวาลวไอดี
ฉ) ทั้งวาลวไอดีและวาลวไอเสียจะปด การอัดสวนผสมของเชื้อเพลิงกับอากาศเผาไหมและระเบิดออกมา
แรงจากการระเบิดทําใหลูกสูบถูกผลักลง
ช) ทั้งวาลวไอดีและวาลวไอเสียจะปด สวนผสมของเชื้อเพลิงกับอากาศถูกดูดเขาไปในลูกสูบ ซึง่ จะ
ถูกอัดโดยจังหวะเคลือ่ นที่ขึ้นของลูกสูบ
ซ) วาลวไอดีจะปดและวาลวไอเสียจะเปด แกสไอเสียที่เกิดจากการเผาไหมจะถูกปลอยออกจากกระบอกสูบ
คําถาม 4-1: 1.

2.

3.

4.

คําถาม 4-2: 1.

2.

3.

4.

- 43 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตดีเซล

เครื่องยนตดีเซล

รายละเอียดทั่วไป
เครื่องยนตดีเซลใชนา้ํ มันดีเซลเปน
เชื้อเพลิง ซึ่งจะใหกาํ ลังงานสูงทีค่ วามเร็ว
รอบต่าํ และมีโครงสรางที่แข็งแรง
ประสิทธิภาพของน้าํ มันดีเซลจะดีกวา
น้าํ มันเบนซิน

(1/2)

ความแตกตางระหวางเครื่องยนตดีเซล
และเครื่องยนตแกสโซลีน
นอกจากความแตกตางของประเภทน้าํ มัน
ที่ใชแลว เครื่องยนตแกสโซลีนและ
เครื่องยนตดีเซลยังมีกลไกการทํางานที่
แตกตางกันดวย
1

หองเผาไหม
เครื่องยนตดีเซลจะไมติดตั้งระบบจุดระเบิด
โดยใชหัวเทียน ซึ่งจะแทนที่โดยความรอน
ที่เกิดจากแรงอัดซึ่งจะเปนเหตุใหนา้ํ มัน
เชื้อเพลิงลุกไหมดวยตนเอง
ดังนั้นอัตราสวนแรงอัดที่ไดจะสูงมาก
2 ระบบอุนอากาศ
เพื่อใหเครื่องยนตสตารทติดงาย
เครื่องยนตดีเซลจะมีระบบอุน อากาศซึ่งจะ
ใชหัวเผา ฯลฯ เพื่อใหความรอนกับไอดี
3 ระบบเชื้อเพลิง
เครื่องยนตดีเซลมีปมฉีดเชื้อเพลิงและ
หัวฉีด เพื่อทําการฉีดเชื้อเพลิงไปยังหอง
เผาไหมดวยแรงดันสูง
(2/2)

- 1 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตดีเซล

คุณสมบัติเครื่องยนต

การทํางาน
เพื่อผลิตพลังงานขับเคลื่อนใหกับรถ ซึ่งโดย
ปกติแลวเครือ่ งยนต 4 จังหวะจะทํางาน
ซ้าํ กันใน 4 จังหวะดังแสดงในแผนผัง
เครื่องยนตดีเซลไมมีระบบจุดระเบิด
เหมือนกับเครื่องยนตแกสโซลีน
น้าํ มันที่ถูกอัดใหมีแรงดันสูงจะถูกฉีดเขาไป
ในอากาศที่มีอณ
ุ หภูมิสูงและแรงดันสูงเพื่อ
ใหเชื้อเพลิงลุกไหมขึ้นเอง
1
2
3
4
5
6
7

ลิ้นไอดี
ลิ้นไอเสีย
หัวฉีดเชื้อเพลิง
หองเผาไหม
ลูกสูบ
กานสูบ
เพลาขอเหวี่ยง
แผนผังแสดงภาพเครื่องยนตแบบ
หองเผาไหมหมุนวน
(1/5)

จังหวะดูด
ลิ้นไอเสียจะปดและลิน้ ไอดีเปด จังหวะ
ที่ลกู สูบเลือ่ นลง ลิน้ ไอดีจะเปดเพื่อดูด
อากาศเขาไปในกระบอกสูบเพียง
อยางเดียว

(2/5)

- 2 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตดีเซล

จังหวะอัด
ในขณะที่ลกู สูบเลือ่ นลงสุด ลิ้นไอดีจะปดใน
จังหวะทีล่ ูกสูบเลื่อนขึ้น อากาศทีถ่ ูกดูด
เขาไปในกระบอกสูบจะถูกอัดอยางแรงจน
ทําใหอุณหภูมสิ ูง
อัตราสวนกําลังอัดของเครื่องยนตดีเซล
= 15 ถึง 23 (ประมาณ 2 ถึง 3 เทาของ
อัตราสวนกําลังอัดเครือ่ งยนตแกสโซลีน)
อุณหภูมภิ ายในหองเผาไหม = 500 ถึง
800°C (900 ถึง 1,500°F)

(3/5)

จังหวะระเบิด
ขณะที่ลูกสูบอยูในจังหวะเลื่อนขึ้น หัวฉีด
จะฉีดน้าํ มันดวยแรงดันสูงไปที่อากาศที่มี
แรงดันและอุณหภูมิสูง
อุณหภูมทิ ี่สูงของอากาศนี้จะทําใหนา้ํ มัน
เชื้อเพลิงลุกไหม จะมีผลทําใหเกิดการ
ระเบิดและการเผาไหม แรงของการ
เผาไหมนี้จะผลักดันใหลูกสูบเลื่อนลง
ซึ่งจะทําใหเพลาขอเหวี่ยงเกิดการหมุน

(4/5)

จังหวะคาย
ขณะที่จังหวะลูกสูบเลื่อนลง ลิ้นไอเสียจะ
เปด แลวลูกสูบจะเลื่อนขึ้นทําให
แกสไอเสียที่เกิดจากการเผาไหมจะถูก
ระบายออกขางนอกกระบอกสูบ

(5/5)

- 3 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตดีเซล

หองเผาไหม
หองเผาไหมประกอบไปดวยชองวางที่เกิดขึ้
นระหวางลูกสูบ, เสื้อสูบและฝาสูบ
A

B

1
2
3
4
5

หองเผาไหมแบบหมุนวน
โดยทั่วไปแลวจะมีหองเผาไหม
ทรงกลมอยูดานบนของหองเผาไหม
หลัก ซึ่งหองเผาไหมแบบหมุนวน
จะตอกับหองเผาไหมหลักทางชอง
สงผาน ในจังหวะอัด อากาศจะไหล
เขาไปในหองเผาไหมแบบหมุนวน
เพื่อเพิ่มแรงในการหมุน ซึ่งหัวฉีดจะ
ฉีดน้าํ มันเชื้อเพลิงเขาไปในหอง
เผาไหมแบบหมุนวน
หองเผาไหมแบบฉีดตรง
จะมีหองเผาไหมหลักที่อยูระหวาง
ฝาสูบและลูกสูบ และน้าํ มันเชื้อเพลิง
จะถูกฉีดโดยตรงจากหัวฉีดไปยัง
หัองเผาไหม
หองเผาไหมหลัก
หัวเผา
หัวฉีด
หองเผาไหมหมุนวน
ชองสงผาน
(1/1)

- 4 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตดีเซล

การควบคุมกําลังเครื่องยนตดีเซล
เครื่องยนตดีเซลอาศัยการจุดระเบิดของ
ไอดีที่ถูกอัดใหเกิดความรอนจนเกิดการ
เผาไหม ซึ่งตองการปริมาณของอากาศ
จํานวนมาก ดังนั้น เครื่องยนตดเี ซล
จะไมมีลิ้นปกผีเสื้อ
เครื่องยนตแกสโซลีนจะควบคุมกําลังงานที่
ไดโดยการใชลิ้นปกผีเสื้อควบคุมปริมาณ
สวนผสมของน้าํ มันกับอากาศที่ดูดเขาไป
ในเครื่องยนต
1
2
3
4

เครื่องยนตแกสโซลีน (มีลิ้นปกผีเสื้อ)
เครื่องยนตดีเซล (ไมมีลิ้นปกผีเสื้อ)
ปริมาณการฉีดเชื้อเพลิงนอย
ปริมาณการฉีดเชื้อเพลิงมาก

การเปรียบเทียบเพื่อใหเห็นความแตกตาง
เครื่องยนตดีเซลควบคุมกําลังงานทีไ่ ดโดย
การควบคุมปริมาณการฉีดน้าํ มันเชื้อเพลิง
เพราะเหตุนี้ เครื่องยนตดีเซลจึงไมมี
ลิ้นปกผีเสื้อและปริมาณของไอดีที่ไดจะคงที่
ตัวอยางเชน ความรุนแรงของเปลวไฟจะ
เปลี่ยนไปเมื่อเลื่อนปุมควบคุมเพราะจะขึ้น
อยูกับปริมาตรของแกสที่เปลีย่ นแปลงไป
ในทํานองเดียวกัน เมื่อผูขับรถเหยียบ
คันเรง ปริมาณของน้าํ มันเชื้อเพลิงที่ถูกฉีด
เขาไปในกระบอกสูบจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะ
ทําใหกาํ ลังงานของเครื่องยนตที่ไดออกมา
เพิ่มมากขึ้นดวย
(1/1)

ระบบน้ํามันเชื้อเพลิง

รายละเอียดทั่วไป
ระบบน้าํ มันเชื้อเพลิงของเครื่องยนตดีเซล
จะฉีดน้าํ มันเชื้อเพลิงดวยแรงดันสูงเขาไป
ในหองเผาไหม ในขณะที่อากาศถูกอัด
ตัวใหมีแรงดันสูง จึงตองใชอุปกรณพิเศษ
ซึ่งไมเหมือนในเครื่องยนตแกสโซลีน
1
2
3
4

- 5 -

ถังน้าํ มันเชื้อเพลิง
กรองน้าํ มันเชื้อเพลิงพรอมหมอดักน้าํ
ปมฉีดเชื้อเพลิง
หัวฉีด

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตดีเซล
(1/1)

รายละเอียดทั่วไป
เสนทางเชื้อเพลิง

(1/1)

กรองน้ํามันเชื้อเพลิง
อุปกรณนี้จะดักฝุนผงและน้าํ จากน้าํ มัน
เชื้อเพลิงเพื่อปองกันปม ฉีดเชื้อเพลิงและ
หัวฉีดที่เปนชิ้นสวนที่มีความแมนยําสูง
ฝุนและน้าํ จะถูกกําจัดออกจากน้าํ มัน
เชื้อเพลิงเพื่อปองกันปม น้าํ มันเชื้อเพลิงจาก
การจับตัวของสนิมเนื่องจากปมฉีด
เชื้อเพลิงถูกหลอลืน่ ดวยน้าํ มันเชื้อเพลิง
ดีเซล
1

2

3

ปมมือ
เปนปมแมนนวลที่ใชสาํ หรับไลลมออก
จากทอทางน้าํ มันเชื้อเพลิงเมื่อน้าํ มัน
เชื้อเพลิงหมด หรือระบายน้าํ ที่คาง
อยูในตัวดักน้าํ
ไสกรองเชื้อเพลิง
สวนนี้จะกรองสิ่งสกปรกออกจาก
น้าํ มันเชื้อเพลิง
หมอดักน้าํ
สวนนี้จะแยกน้าํ ออกจากน้าํ มัน
เชื้อเพลิง
(1/1)

- 6 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตดีเซล

ปมฉีดเชื้อเพลิง
ปมฉีดเชื้อเพลิงที่ใชในเครื่องยนตดีเซล
มีดวยกัน 2 ชนิด:
ปมฉีดเชื้อเพลิงแบบกลไกซึ่งจะควบคุม
ปริมาณและเวลาในการฉีดเชื้อเพลิงโดย
กลไก
ปมฉีดเชื้อเพลิงแบบอิเล็กทรอนิกสซึ่งใช
กลอง ECU (Electronic Control Unit)
ในระบบฉีดเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส
แบบ D (EFI-D)
A
B

1
2
3
4
5

ปมฉีดเชื้อเพลิงแบบกลไก
ปมฉีดเชื้อเพลิงแบบอิเล็กทรอนิกส
ปมฉีดเชื้อเพลิง
หัวฉีด
สายพานไทมมิ่ง
ECU
เซ็นเซอร
(1/4)

ปมฉีดเชื้อเพลิงจะฉีดน้าํ มันเชื้อเพลิง
และปมน้าํ มันเชื้อเพลิงไปที่หวั ฉีด
ปริมาณในการฉีดเชื้อเพลิงและเวลาในการ
ฉีดเชื้อเพลิงจะถูกควบคุมโดยกลไกเพื่อ
ใหสอดคลองกับอัตราการเรงและความเร็ว
ของเครื่องยนต

(2/4)

- 7 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตดีเซล

ปมฉีดเชื้อเพลิง
ปมฉีดน้ํามันเชื้อเพลิง
มี 2 แบบ:
ปมแบบจานจายมีลูกปมลูกเดียวเพื่อสราง
แรงดันน้าํ มันเชื้อเพลิง
และแบบปมแถวเรียงมีลูกสูบปมตามแตละ
สูบของเครื่องยนต
A

B

1
2
3
4
5

ปมฉีดเชื้อเพลิงแบบแจกจาย
อาจรูจักกันในชื่อ "VE*ปม"
ปมชนิดนี้มีขนาดกะทัดรัดและมี
น้าํ หนักเบา ใชกับเครื่องยนตประเภท
รถยนตโดยสารและรถบรรทุกขนาด
เล็ก
*VE: เปนคํายอมาจากภาษาเยอรมัน
"Verteiler Einspritz"
ปมฉีดเชื้อเพลิงแบบแถวเรียง
ปมฉีดเชื้อเพลิงแบบแถวเรียงจะมี
ลักษณะโครงสรางที่ซับซอนเพราะ
วามันมีลูกสูบปมหลายตัวในตอนแรก
มันถูกใชกับเครื่องยนตสาํ หรับ
รถบรรทุก
เชื้อเพลิง
เชื้อเพลิงแรงดันต่าํ
ลูกสูบปม
เชื้อเพลิงแรงดันสูง
หัวฉีด
(1/1)

- 8 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตดีเซล

EFI ดีเซล
ชนิดของระบบ EFI ดีเซลมี 2 ชนิดคือ:
เครื่องยนตดีเซลแบบ EFI ธรรมดา
เครื่องยนตดีเซลแบบ EFI คอมมอนเรล
1. เครื่องยนตดีเซลแบบ EFI ธรรมดา
ระบบนี้ใชเซ็นเซอรตรวจหาการเปดของ
ลิ้นเรงและความเร็วรอบของเครือ่ งยนต
และ ECU จะคํานวณปริมาณการฉีดน้าํ มัน
เชื้อเพลิงและเวลาในการฉีด
การควบคุมกลไกจะใชสาํ หรับการดูด
การจาย และขบวนการฉีดเชื้อเพลิง เปน
พื้นฐานของระบบกลไกเครือ่ งยนตดีเซล
1
2
3
4
5
6

ECU
เซ็นเซอร
ถังน้าํ มันเชื้อเพลิง
กรองน้าํ มันเชื้อเพลิง
ปมฉีดเชื้อเพลิง
หัวฉีด
(3/4)

- 9 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตดีเซล

EFI ดีเซล
2. เครื่องยนตดีเซลแบบ EFI
คอมมอนเรล
น้าํ มันเชื้อเพลิงจะถูกทําใหเกิดแรงดันโดย
ปมเชื้อเพลิง และถูกเก็บไวในรางหัวฉีด
กอนที่นา้ํ มันจะถูกจายไปที่หัวฉีด ECU
และ EDU จะควบคุมปริมาณการฉีด
น้าํ มันเชื้อเพลิง และเวลาในการฉีดที่
ระดับเหมาะสมโดยการทํางานและการปด
ของหัวฉีดจะสอดคลองกับสัญญาณจาก
เซ็นเซอร ขั้นตอนนี้คลายกับระบบ EFI
ที่ใชในเครื่องยนตแกสโซลีน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11

ปมจายเชื้อเพลิง
ทอคอมมอนเรล (รางหัวฉีด)
เซ็นเซอรแรงดันน้าํ มันเชื้อเพลิง
ตัวจํากัดความดัน
หัวฉีด
เซ็นเซอร
ECU
EDU (Electronic Driving Unit)
ถังน้าํ มันเชื้อเพลิง
กรองน้าํ มันเชื้อเพลิง
ลิ้นกันกลับ
(4/4)

- 10 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตดีเซล

หัวฉีด
สวนนี้ไดรบั น้าํ มันเชื้อเพลิงแรงดันสูงจาก
ปมฉีดเชื้อเพลิงและฉีดเชื้อเพลิงเขาไปใน
หองเผาไหม
เมื่อแรงดันของน้าํ มันเชื้อเพลิงที่สงมาจาก
ปมฉีดเชื้อเพลิงสูงเกินกวาคาแรงกดของ
สปริง แรงดันของน้าํ มันจะยกเข็มหัวฉีดขึ้น
ดวยเหตุนี้เองสปริงหัวฉีดจะเกิดแรงดันและ
น้าํ มันจะถูกฉีดเขาไปยังหองเผาไหม
แรงดันของการฉีดเชื้อเพลิงนี้สามารถปรับ
ไดโดยการเปลี่ยนแปลง คาความหนาของ
การปรับตั้งแผนชิม ซึ่งจะมีผลในการ
เปลี่ยนแปลงคาแรงกดของสปริง
1
2
3
4

สปริงแรงดัน
เข็มหัวฉีด
เรือนหัวฉีด
แผนชิมปรับตั้ง
(1/1)

ระบบอุนไอดี
ความรอนที่ไดจากการอัดอากาศอยาง
เพียงพอไมสามารถไดมาระหวางสตารท
ขณะเครือ่ งเย็นหรือทํางานที่อุณหภูมิตา่ํ
ระบบอุนไอดีจะใหความรอนกับไอดีเพื่อ
เพิ่มความสามารถในการลุกไหมของ
เชื้อเพลิง ระบบนี้ใชกระแสไฟจาก
แบตเตอรี่เพื่อใหความรอนกับไอดี
ระบบอุนไอดีมีดวยกัน 2 แบบ:
A แบบหัวเผา:
จะใหความรอนหองเผาไหม
B แบบอุนไอดี:
จะใหความรอนกับอากาศที่จะเขา
เครื่องยนต
1
2

หัวเผา
ขดลวดความรอน
(1/1)

- 11 -

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตดีเซล

คําถาม-1
ทําเครื่องหมายถูกหรือผิดที่ขอความดังตอไปนี้
¢éÍ

¤Ó¶ÒÁ

¶Ù¡ËÃ×ͼԴ

1

อัตราสวนกําลังอัดของเครื่องยนตดีเซลที่ใชในรถจะอยูในชวงตั้งแต 9 ถึง
12

ถูก

ผิด

ในเครื่องยนตดีเซลน้าํ มันเชื้อเพลิงที่มีแรงดันสูงจะถูกฉีดเขาไปในอากาศ
2 ที่มีอุณหภูมิสูงและแรงดันสูงที่ถูกอัดโดยลูกสูบ ความรอนของอากาศ
ที่มีอุณหภูมิสูง จะทําใหนา้ํ มันเชื้อเพลิงลุกไหมไดเอง

ถูก

ผิด

เครื่องยนตดีเซลแบบหองเผาไหมหมุนวนจะมีระบบอุนไอดี เพราะไม
3 อาจใหความรอนในการอัดทีเ่ หมาะสมไดระหวางการสตารทขณะเครือ่ ง
เย็นหรือการทํางานขณะอุณหภูมิเครื่องเย็น

ถูก

ผิด

4

กรองน้าํ มันเชื้อเพลิงของเครือ่ งยนตมหี นาที่เผาไหมนา้ํ ทีป่ นอยูในน้าํ มัน
เชื้อเพลิง

ถูก

ผิด

5

กลวัตรการทํางานของเครื่องยนตดีเซล 4 จังหวะ จะทํางานเชนเดียว
กับในเครื่องยนตแกสโซลีน 4 จังหวะ

ถูก

ผิด

คําถาม-2
ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับระบบฉีดเชื้อเพลิงแบบคอมมอนเรล?
1. ระบบนี้จะควบคุมระยะเวลาในการฉีดน้าํ มันเชื้อเพลิงใหสอดคลองกับการเปดของลิน้ เรงและ
ความเร็วรอบดวยระบบกลไก
2. คอมมอนเรลจะเก็บน้าํ มันเชื้อเพลิงซึ่งถูกอุนโดยปมจายเชื้อเพลิง เมือ่ น้าํ มันเชื้อเพลิง
มีอุณหภูมิสูงตามที่กาํ หนด หัวฉีดก็จะทําการฉีดน้าํ มันเชื้อเพลิง
3. คอมมอนเรลจะเก็บน้าํ มันเชื้อเพลิงซึ่งถูกทําใหเกิดแรงดันโดยปมเชื้อเพลิง ECU จะกําหนด
ปริมาณในการฉีดเชื้อเพลิงและระยะเวลาในการควบคุมการเปดและปดของหัวฉีด
4. คอมมอลเรลทําการผสมน้าํ มันเชื้อเพลิงกับอากาศ และ ECU ควบคุมปริมาณการฉีดเชื้อเพลิง
ใหสอดคลองกับการเปดของลิ้นเรงและความเร็วรอบ

- 12 -

à©ÅÂ

พืน้ ฐานรถยนต-พื้นฐานรถยนต

เครื่องยนตดีเซล

คําถาม-3
ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับเครื่องยนตดีเซลแบบ EFI ธรรมดา?
1. ระบบนี้ใชเซ็นเซอรตรวจหาการเปดลิ้นเรงและความเร็วรอบ และใชกลไกใน
การกําหนดปริมาณการฉีดเชื้อเพลิงและเวลาในการฉีด
2. ระบบนี้ใชเซ็นเซอรตรวจหาการเปดลิ้นเรงและความเร็วรอบ และใชคอมพิวเตอรคาํ นวณ
ปริมาณการฉีดเชื้อเพลิงและเวลาในการฉีด
3. ระบบนี้ กลไกจะตรวจหาการเปดลิ้นเรงและความเร็วรอบ
และใชคอมพิวเตอรคาํ นวณปริมาณการฉีดเชื้อเพลิงและเวลาในการฉีด
4. ระบบนี้ใชเซ็นเซอรตรวจหาการเปดลิ้นเรงและความเร็วรอบ
และใชคอมพิวเตอรควบคุมอุณหภูมิของอากาศที่ผานเขาไป

¤Ó¶ÒÁ-4
ÃÒÂÅÐàÍÕ´ã¹ÀÒ¾µèÍ仹Õé¡ÅèÒǶ֧Ëéͧà¼ÒäËÁéẺËÁعǹ¢Í§à¤Ã×èͧ¹µì´Õà«Å
àÅ×Í¡¤ÓãËéÊÍ´¤Åéͧ¡ÑºµÑÇàÅ¢ã¹ÀÒ¾¨Ò¡¡ÅØèÁ¤Ó·Õè¡Ó˹´ãËé

ก) หัวเผา

ข) หองเผาไหม ค) หองเผาไหมแบบหมุนวน
คําตอบ: 1.

2.

ง) หัวฉีด
3.

- 13 -

จ) หัวฉีดสตารทเย็น
4.

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

สงกําลัง

เกียรอัตโนมัติ

เกียรอัตโนมัติ
เกียรอัตโนมัติประกอบไปดวย
ทอรคคอนเวอรเตอร, ชุดแพลนเนตตารี่
เกียร และระบบควบคุมไฮดรอลิค
ซึ่งจะใชแรงดันไฮดรอลิคในการเปลี่ยน
เกียรใหสอดคลองกับความเร็วรถ,
มุมเปดคันเรง และตําแหนงคันเกียรโดย
อัตโนมัติ ดวยเหตุนี้ จึงไมจาํ เปนตอง
เปลี่ยนเกียรเหมือนในเกียรธรรมดา
อีกทั้งไมตองมีคลัตชและยังใชคอมพิวเตอร
กําหนดการเปลี่ยนเกียรใหสอดคลองกับ
สภาพการขับขี่โดยใชเซ็นเซอรตรวจจับ
อีกดวย เรียกระบบนี้วา"ระบบเกียรควบคุม
ดวยอิเล็กทรอนิกส (ECT)"
1
2
3
4
5
6
7
8

9
10
11

ทอรคคอนเวอรเตอร
ปมน้าํ มัน
ชุดแพลนเนตตารี่เกียร
เซ็นเซอรความเร็วรถ
เซ็นเซอรความเร็วเฟองรอง
เซ็นเซอรความเร็วเทอรไบนเขา
เซ็นเซอรตางๆ
Engine & ECT ECU
(ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส)
โซลินอยดวาลว
ชุดควบคุมไฮดรอลิค
คันเกียร
(1/1)

- 14 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

สงกําลัง

เกียรอัตโนมัติ
เกียรอัตโนมัติแบบควบคุมดวย
ไฮดรอลิค
โครงสรางของระบบนี้ จะคลายกับ ECT
แตอยางไรก็ตาม กลไกควบคุมการ
เปลี่ยนเกียรจะอางอิงกับความเร็วรถ
โดยจับสัญญาณจากกัฟเวอรเนอรวาลวและ
คันเรง โดยรับสัญญาณจากการเคลื่อนที่
ของสายคันเรง
1
2
3
4
5
6
7
8
9

ทอรคคอนเวอรเตอร
ปมน้าํ มัน
ชุดแพลนเนตตารี่เกียร
กัฟเวอรเนอรวาลว
แปนคันเรง
เครื่องยนต
สายคันเรง
ชุดควบคุมไฮดรอลิค
คันเกียร
(1/1)

- 15 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

สงกําลัง

ทอรคคอนเวอรเตอร
ทอรคคอนเวอรเตอรของเกียรอัตโนมัติจะ
ถายทอดกําลังของเครื่องยนตไปยังเกียร
โดยอาศัยแรงดันน้าํ มันเกียร หลักการ
ทํางานของทอรคคอนเวอรเตอร
เปรียบเทียบเหมือนพัดลม 2 ตัวที่หันหนา
เขาหากัน โดยตัวหนึ่งพัดลมเขาไปหมุน
อีกตัวหนึ่ง การหมุนของปมอิมเพลเลอร
จะใชกาํ ลังเหวี่ยงจากศูนยกลางที่นา้ํ มัน
เกียรซึ่งสงกําลังไปยังเทอรไบนรันเนอร
ขอแนะนํา:
นอกจากนี้ ยังมีทอรคคอนเวอรเตอร
ชนิดที่มีกลไกตอตรงเพื่อสงกําลังแบบ
กลไกไดโดยไมตองใชนา้ํ มัน อันเกิดขึ้น
จากการทํางานของคลัตชที่สับเปลีย่ น
เสนทางการสงกําลังและจากขอตอ
เทอรไบนรันเนอรกับฝาครอบดานหนา
โดยตรง
1
2
3
4
5

ปมอิมเพลเลอร (จากเครื่องยนต)
เทอรไบนรันเนอร (ไปที่ชุดเกียร)
สเตเตอร
ฝาครอบดานหนา
ล็อคอัพคลัตช
(1/1)

ปมน้ํามัน
ปมน้าํ มันจะขับตามทอรคคอนเวอรเตอร
เพื่อจายแรงดันไฮดรอลิคที่ใชในการทํางาน
ใหกับเกียรอตั โนมัติ
1
2
3

ตัวเรือนดานหนา
เฟองตาม
เฟองขับ

(1/1)

- 16 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

สงกําลัง

ชุดแพลนเนตตารี่เกียร
ชุดแพลนเนตตารีเกียรนี้จะหมุนรอบเฟอง
ในเกียรอัตโนมัติ โดยใชแรงดันไฮดรอลิค
ในการล็อคเฟองหนึ่งในสาม (เฟองพีเนียน
ซันเกียร หรือ ริงเกียร)ใหอยูกับที่เพื่อสราง
ใหเกิดสภาวะที่ตอ งการดังตอไปนี้:
การลดความเร็ว, ไดเร็กคัปปลิ้ง
และการเลื่อนถอยกลับ
1
2
3
4
5
6
7

เพลาสงกําลัง
แคริเออรแพลนเนตตารี
ซันเกียรหนา
ซันเกียรหลัง
ริงเกียร
เฟองพีเนียน (สั้น)
เฟองพีเนียน (ยาว)
(1/1)

ขอมูลอางอิง:
การเปลีย่ นการทํางานของเกียรอธิบายจาก
ภาพจําลองสวนประกอบของชุดเฟอง
แพลนเนตตารี่
การลดความเร็ว
สวนรับกําลัง: ริงเกียร
กําลังที่สงออกมา:
แพลนเนตตารีแคริเออร
สวนหยุดกับที่: ซันเกียร
เมื่อซันเกียรถูกทําใหอยูกับที่ จะมีเฉพาะ
พีเนียนเกียรเทานั้นที่หมุนและหมุนรอบซัน
เกียร ดังนั้นความเร็วทางดานเพลาสง
กําลังจะถูกลดลงโดยการเคลือ่ นที่ของ
พีเนียนเกียร
(1/1)

- 17 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

สงกําลัง

ไดเร็กคัปปลิ้ง
สวนรับกําลัง: ซันเกียร, ริงเกียร
กําลังที่สงออกมา:
แคริเออรแพลนเนตตารี่
ริงเกียรจะหมุนโดยล็อคกับแพลนเนตตารี่
แคริเออร กําลังที่เขาและออกจะหมุนดวย
ความเร็วเทากัน

(1/1)

การเลื่อนถอยกลับ
สวนรับกําลัง: ซันเกียร
กําลังที่สงออกมา: ริงเกียร
สวนที่อยูกบั ที่: แพลนเนตตารี่แคริเออร
เมื่อแพลนเนตตารีแ่ คริเออรถูกหยุดใหหยุด
อยูกับที่ และหมุนซันเกียร ริงเกียรจะถูก
ทําใหหมุนในทิศทางตรงขาม
ขอแนะนํา:
การอางอิงโดยใชภาพจําลองเพื่ออธิบาย
การทํางานที่ใชเพลารับและสงกําลังที่
แตกตางกัน สําหรับรถจริง โครงสรางจะมี
ความซับซอนมากกวา เพื่อที่จะใหหนวย
แพลนเนตตารีเกียรสามารถหมุนรอบเฟอง
ไดอยางเหมาะสม
ดังภาพในแผนผังดานซายมือ
(1/1)

- 18 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

สงกําลัง

ชุดควบคุมไฮดรอลิค
ในสวนนี้จะควบคุมเสนทางทอแรงดัน
ไฮดรอลิคที่ใชควบคุมใหชุด
แพลนเนตตารีเกียรทาํ งาน
หนาที่ของวาลวตางๆ
1 วาลวควบคุมแรงดันปฐมภูมิ
ควบคุมแรงดันไฮดรอลิคจากปมน้าํ มัน
เครื่องเพื่อสรางแรงดันทอ
2 ชิพวาลว
เลื่อนเปลี่ยนเกียร
3 แมนนวลวาลว
สับเปลี่ยนเสนทางแรงดันทอใหสอดคลอง
กับการเลื่อนคันเกียร
4 โซลินอยดวาลว
สับเปลี่ยนเสนทางแรงดันไฮดรอลิคเพื่อ
เลื่อนเปลี่ยนเกียรตามการรับสัญญาณจาก
ECU (ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส)
5 ปมน้ํามันเครื่อง
6 Engine & ECT ECU
(ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส)
7 คันเกียร
(1/1)

- 19 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

สงกําลัง

Engine & ECT ECU
(ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส)
หนวยควบคุมคอมพิวเตอรนี้ไดรับสัญญาณ
ไฟฟาจากเซ็นเซอรและสงผานไปยัง
โซลินอยดวาลวในชุดควบคุมแรงดัน
ไฮดรอลิคตลอดจนควบคุมการเปลีย่ นเกียร
ตางๆ
เซ็นเซอร
ตรวจจับความเร็วรถและการเปดคันเรง
ในขณะนั้น แลวสงผานสัญญาณไฟฟาไปที่
กลอง ECU
หนาที่ของเซ็นเซอรตางๆ
1 สวิตชสตารทเกียรวาง
ตรวจจับตําแหนงคันเกียร
2 เซ็นเซอรตําแหนงลิ้นเรง
ตรวจจับการเปดลิน้ เรง
3 เซ็นเซอรความเร็ว
ตรวจจับความเร็วรถ
4 เซ็นเซอรความเร็วเพลารับกําลัง
ตรวจจับความเร็วของเพลารับกําลัง
5 เครื่องยนต
6 เกียรอัตโนมัติ
7 โซลินอยดวาลว
8 คันเกียร
(1/1)

- 20 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

สงกําลัง

เฟองทาย

เฟองทาย
เฟองทายทําหนาที่ 3 ประการ ดังนี้:
1

ลดความเร็ว
ลดการหมุนรอบอันเนื่องมาจากการ
เปลี่ยนเกียรลงเพื่อเพิ่มแรงบิด
2

เฟองทาย
ทําหนาทีป่ รับความแตกตางในการหมุนลอ
ระหวางขางซายและขางขวาขณะที่รถกําลัง
เขาโคง เพราะหากไมมีเฟองทายแลว
จะทําใหยางลืน่ และรถไมสามารถเขาโคงได
อยางราบรื่น
3

เปลี่ยนทิศทางแรงขับเคลื่อน
(ในรถเครื่องยนตหนาขับเคลื่อน
ลอหลัง)
ทําหนาทีเ่ ปลี่ยนแปลงแรงหมุนจากเกียรใน
มุมฉากและสงตรงไปยังลอที่ขับขี่
(1/1)

การทํางาน
เฟองทายประกอบไปดวยเฟองขางและ
เฟองพีเนียน เฟองเหลานี้คอยควบคุม
การหมุนที่แตกตางกันระหวางลอขางซาย
และขวาในขณะที่รถเขาโคง
A

B

1
2
3
4
5
6

FF (รถเครื่องยนตวางหนา
ขับเคลื่อนลอหนา)
FR (รถเครือ่ งยนตวางหนา
ขับเคลื่อนลอหลัง)
เพลากลาง
เฟองขับ / พีเนียนขับ
ริงเกียร
เฟองพีเนียน
เฟองขาง
เพลาขับ
(1/1)

- 21 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

สงกําลัง

เฟองทายแบบลิมิเต็ดสลิป (LSD)
รถจะไมสามารถเคลื่อนที่ไดหากลอขางใด
ขางหนึ่งหมุนฟรีอยูในโคลน ฯลฯ
อันเนื่องจากการทํางานของเฟองทายแบบ
ธรรมดา สวนเฟองทายแบบลิมิเต็ดสลิป
(LSD) จะจํากัดการทํางานของเฟองทาย
เพื่อใหกาํ ลังแกลอทั้งสองขาง

(1/1)

เฟองทายแบบลิมิเต็ดสลิป (LSD)
แบบใชการหนวงคับปลิ้ง
เฟองทายแบบนี้จะใชนา้ํ มันซิลิโคนความ
หนืดสูงไวระหวางแผนคลัตช เพื่อใชใน
การสงกําลัง เมื่อเฟองทายเคลื่อนที่
การจํากัดแรงบิดจะเกิดขึ้นในคับปลิ้งเพื่อ
เปนการจํากัดแรงบิดที่สงออก

(1/3)

ชนิดรับสัญญาณแรงบิด
เฟองทายชนิดนี้จะใชแรงเสียดทานที่สราง
ระหวางฟนของเฟองตัวหนอนกับแหวนขาง
เพื่อหยุดการหมุนของลอหมุนฟรีและสง
ผานแรงการหมุนไปยังลออื่นแทน

(2/3)

- 22 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

สงกําลัง

ชนิดพรีโหลด
เฟองทายชนิดนี้จะใชสปริงไปดันวัสดุรบั
แรงเสียดทานระหวางเฟองดานในกับ
เสื้อเฟองทาย และใชผลของแรงเสียดทาน
ที่เกิดขึ้นในการสรางการจํากัดแรงที่
เฟองทาย

(3/3)

เพลากลาง

เพลากลาง
(สําหรับรถขับเคลื่อนลอหลัง)
เพลากลางถายทอดกําลังจากเกียรไปยัง
เฟองทายในรถเครื่องยนตวางหนา
ขับเคลือ่ นลอหลัง (FR)ขอตอออนจะถูก
นํามาใชในบริเวณที่เพลาตอกันเพื่อให
ถายกําลังไดอยางราบรื่นแมวามุมของ
เพลากลางจะเปลีย่ นแปลงไปอันเนื่องจาก
การเคลื่อนตัวในแนวตั้งของเฟองทาย
เพลากลางจะมี 2 หรือ 3 ขอตอและ
หนาแปลนเพลากลางแบบยืดหยุน
A
B

1
2
3
4

แบบ 3 ขอตอ
แบบ 2 ขอตอ
ขอตอออน
ลูกปนตัวกลาง
ขอตอปลอกเลื่อน
หนาแปลนเพลากลางแบบยืดหยุน
(1/1)

- 23 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

สงกําลัง

ขอตอออน
ขอตอนี้ถายทอดกําลังไดราบรื่นโดยเปลี่ยน
แปลงมุมเชือ่ มตอกันของเพลากลางอยาง
เหมาะสม
1
2
3

ขอตอออน
ลูกปนกากบาท
กากบาท

(1/1)

เพลาขับ

เพลาขับ
เพลาขับถายทอดการหมุนของเครื่องยนต
ไปยังลอผานทางเกียรและเฟองทาย
เพลาขับจะใชในรถที่ขับขี่โดยใชระบบ
รองรับแบบอิสระ
ขอแนะนํา:
เพลาดุมลอจะใชในรถที่มีระบบ
รองรับแบบเพลาหลังแข็ง
1
2
3
4

เฟองทาย
เพลาขับ
เพลาดุมลอ
เสื้อเพลา
(1/1)

- 24 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

สงกําลัง

เพลาขับ
ชนิดของขอตอเพลาขับ
A ขอตอแบบอารแซบปา (Rzeppa)
ใชลูกปนหลายๆ ลูกเพื่อชวยในการมี
ประสิทธิภาพในการหมุนดวยความเร็วคงที่
B ขอตอแบบไทรพอด (Tripod)
ใชลูกปนแบบสไลด 3 ตัว จะมี
ประสิทธิภาพในการทําใหความเร็วคงที่
นอยกวาแบบอารแซบปารเล็กนอย แตเปน
โครงสรางที่งายและสามารถสไลดได
ตามแกน
C ขอตอแบบครอสกรูฟ (Cross groove)
ใชลูกปนเหล็กหลายๆ ลูกในการทํางาน
และจะชวยในการลดการสั่นสะเทือน
รวมทั้งมีประสิทธิภาพในการทําให
ความเร็วคงที่
1
2

ลูกปนเหล็ก
ลูกปนแบบสไลด
(1/1)

ดุมลอ

ดุมลอ
ดุมลอและเพลาดุมลอยึดลอและเพลาขับไว

- 25 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

สงกําลัง

A. ลูกปนแบบเทเปอร
1 ดุมลอ
2 ลูกปนแบบเทเปอร

B.

B. ลูกปนดุมมือ
1 เพลาดุม (เพลาขับ)
2 ดุมลอ
3 ลูกปนแบบแองกูรา

C. ชนิดระบบรองรับแบบคานแข็ง
1 เสื้อดุม
2 เพลาดุม
3 ลูกปน
4 ดุมลอ
A
B
C

แบบลอยตัว
แบบลอยตัว 3/4
แบบกึ่งลอยตัว

(1/1)

- 26 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

สงกําลัง

คําถาม-1
ทําเครื่องหมายถูกหรือผิดที่ขอความดังตอไปนี้
ขอ

คําถาม

ถูกหรือผิด

1

คลัตชของรถเกียรธรรมดาจะถายกําลังหรือไมถายกําลังของเครือ่ งยนต
ตอเมือ่ คนขับเหยียบแปนคันเรง

ถูก

ผิด

2

เกียรอัตโนมัติใชแรงดันไฮดรอลิคเพื่อเปลีย่ นเกียรโดยอัตโนมัติให
สอดคลองกับความเร็วรถ มุมเปดแปนคันเรง และตําแหนงคันเกียร

ถูก

ผิด

3

เฟองทายแบบลิมิเต็ดสลิป จะถายกําลังไปที่ลอ ทั้งสองขาง
โดยจํากัดความเร็วของเครื่องยนต

ถูก

ผิด

4

การทํางานของเฟองทายจะควบคุมความแตกตางในการหมุน
ระหวางลอขางซายและขวาขณะเขาโคง

ถูก

ผิด

ถูก

ผิด

5 เพลาขับจะใชในรถที่มรี ะบบรองรับแบบคานแข็ง

คําถาม-2
คํากลาวขอใดดังตอไปนี้เปนจริงเกี่ยวกับทอรคคอนเวอรเตอร?
1. ในทอรคคอนเวอรเตอร เทอรไบนรันเนอรจะหมุนเวียนน้าํ มันเกียรเพื่อที่จะ
ถายทอดกําลังไปยังใบพัดปม (pump impeller)
2. ในทอรคคอนเวอรเตอร ใบพัดปม (pump impeller)
จะหมุนเวียนน้าํ มันเกียรเพื่อที่จะถายทอดกําลังไปยังเทอรไบนรันเนอร
3. ทอรคคอนเวอรเตอรจะตัดการถายกําลังแบบเดียวกับคลัตช
4. ทอรคคอนเวอรเตอรใชคอมพิวเตอรควบคุมการทํางานของคันเรงและคลัตชขณะเปลี่ยนเกียร

- 27 -

เฉลย

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

สงกําลัง

คําถาม-3
คํากลาวขอใดตอไปนี้เปนจริงเกี่ยวกับลําดับการสงกําลังของเกียรธรรมดาแบบเครื่องยนตหนา ขับเคลื่อนลอหนา (FF)?
1. เครื่องยนต --> คลัตช --> เกียรธรรมดา --> เฟองทาย --> เพลากลาง --> ดุมลอ --> ลอ
2. เครื่องยนต --> คลัตช --> เกียรธรรมดา --> เพลากลาง --> เฟองทาย --> ดุมลอ --> ลอ
3. เครื่องยนต --> คลัตช --> เกียรธรรมดา --> เพลาขับ --> ลอ
4. เครื่องยนต --> คลัตช --> เกียรธรรมดา --> เพลากลาง --> ลอ

คําถาม-4
เลือกคําที่สอดคลองกับหมายเลขในรูปตอไปนี้จากกลุม คําที่ใหไวดานลาง

ก) ปมคลัตชตัวลาง ข) แมปมคลัตช ค) ฝาครอบคลัตช
¤ÓµÍº:1.

2.

ง) แปนคลัตช จ) ทอไฮดรอลิค
3.

- 28 -

4.

¾×鹰ҹö¹µì-¾×鹰ҹö¹µì

Ê觡ÓÅѧ

à¡ÕÂÃìÍѵâ¹ÁѵÔ

à¡ÕÂÃìÍѵâ¹ÁѵÔ
à¡ÕÂÃìÍѵâ¹ÁѵԻÃСͺ仴éÇÂ
·ÍÃ줤͹àÇÍÃìàµÍÃì, ªØ´á¾Å¹à¹µµÒÃÕè
à¡ÕÂÃì áÅÐÃкº¤Çº¤ØÁäδÃÍÅÔ¤
«Ö觨Ðãªéáç´Ñ¹äδÃÍÅԤ㹡ÒÃà»ÅÕè¹
à¡ÕÂÃìãËéÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¤ÇÒÁàÃçÇö,
ÁØÁà»Ô´¤Ñ¹àÃè§ áÅеÓá˹觤ѹà¡ÕÂÃìâ´Â
Íѵâ¹ÁÑµÔ ´éÇÂà˵عÕé ¨Ö§äÁè¨Óà»ç¹µéͧ
à»ÅÕè¹à¡ÕÂÃìàËÁ×͹ã¹à¡ÕÂÃì¸ÃÃÁ´Ò
ÍÕ¡·Ñé§äÁèµéͧÁÕ¤ÅѵªìáÅÐÂѧãªé¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì
¡Ó˹´¡ÒÃà»ÅÕè¹à¡ÕÂÃìãËéÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº
ÊÀÒ¾¡ÒâѺ¢Õèâ´Âãªéà«ç¹à«ÍÃìµÃǨ¨Ñº
ÍÕ¡´éÇ àÃÕ¡Ãкº¹ÕéÇèÒ"Ãкºà¡ÕÂÃì¤Çº¤ØÁ
´éÇÂÍÔàÅç¡·Ã͹ԡÊì (ECT)"
1
2
3
4
5
6
7
8

9
10
11

·ÍÃ줤͹àÇÍÃìàµÍÃì
»ÑêÁ¹éÓÁѹ
ªØ´á¾Å¹à¹µµÒÃÕèà¡ÕÂÃì
à«ç¹à«ÍÃì¤ÇÒÁàÃçÇö
à«ç¹à«ÍÃì¤ÇÒÁàÃçÇà¿×ͧÃͧ
à«ç¹à«ÍÃì¤ÇÒÁàÃçÇà·ÍÃì亹ìà¢éÒ
à«ç¹à«ÍÃìµèÒ§æ
Engine & ECT ECU
(ªØ´¤Çº¤ØÁÍÔàÅç¡·Ã͹ԡÊì)
â«ÅԹʹìÇÒÅìÇ
ªØ´¤Çº¤ØÁäδÃÍÅÔ¤
¤Ñ¹à¡ÕÂÃì
(1/1)

- 14 -

¾×鹰ҹö¹µì-¾×鹰ҹö¹µì

Ê觡ÓÅѧ

à¡ÕÂÃìÍѵâ¹ÁѵÔ
à¡ÕÂÃìÍѵâ¹ÁѵÔẺ¤Çº¤ØÁ´éÇÂ
äδÃÍÅÔ¤
â¤Ã§ÊÃéÒ§¢Í§Ãкº¹Õé ¨Ð¤ÅéÒ¡Ѻ ECT
áµèÍÂèÒ§äáçµÒÁ ¡Å䡤Ǻ¤ØÁ¡ÒÃ
à»ÅÕè¹à¡ÕÂÃì¨ÐÍéÒ§ÍÔ§¡Ñº¤ÇÒÁàÃçÇö
â´Â¨ÑºÊÑ−−Ò³¨Ò¡¡Ñ¿àÇÍÃìà¹ÍÃìÇÒÅìÇáÅÐ
¤Ñ¹àÃè§ â´ÂÃѺÊÑ−−Ò³¨Ò¡¡ÒÃà¤Å×è͹·Õè
¢Í§ÊÒ¤ѹàÃè§
1
2
3
4
5
6
7
8
9

·ÍÃ줤͹àÇÍÃìàµÍÃì
»ÑêÁ¹éÓÁѹ
ªØ´á¾Å¹à¹µµÒÃÕèà¡ÕÂÃì
¡Ñ¿àÇÍÃìà¹ÍÃìÇÒÅìÇ
á»é¹¤Ñ¹àÃè§
à¤Ã×èͧ¹µì
ÊÒ¤ѹàÃè§
ªØ´¤Çº¤ØÁäδÃÍÅÔ¤
¤Ñ¹à¡ÕÂÃì
(1/1)

- 15 -

¾×鹰ҹö¹µì-¾×鹰ҹö¹µì

Ê觡ÓÅѧ

·ÍÃ줤͹àÇÍÃìàµÍÃì
·ÍÃ줤͹àÇÍÃìàµÍÃì¢Í§à¡ÕÂÃìÍѵâ¹ÁѵԨÐ
¶èÒ·ʹ¡ÓÅѧ¢Í§à¤Ã×èͧ¹µìä»Âѧà¡ÕÂÃì
â´ÂÍÒÈÑÂáç´Ñ¹¹éÓÁѹà¡ÕÂÃì ËÅÑ¡¡ÒÃ
·Ó§Ò¹¢Í§·ÍÃ줤͹àÇÍÃìàµÍÃì
à»ÃÕºà·ÕºàËÁ×͹¾Ñ´ÅÁ 2 µÑÇ·ÕèËѹ˹éÒ
à¢éÒËҡѹ â´ÂµÑÇ˹Ö觾ѴÅÁà¢éÒä»ËÁع
ÍÕ¡µÑÇ˹Öè§ ¡ÒÃËÁع¢Í§»ÑêÁÍÔÁà¾ÅàÅÍÃì
¨Ðãªé¡ÓÅѧàËÇÕ觨ҡÈÙ¹Âì¡ÅÒ§·Õè¹éÓÁѹ
à¡ÕÂÃì«Öè§Ê觡ÓÅѧä»Âѧà·ÍÃì亹ìÃѹà¹ÍÃì
¢éÍá¹Ð¹Ó:
¹Í¡¨Ò¡¹Õé ÂѧÁÕ·ÍÃ줤͹àÇÍÃìàµÍÃì
ª¹Ô´·ÕèÁÕ¡Å䡵è͵çà¾×èÍÊ觡ÓÅѧẺ
¡Åä¡ä´éâ´ÂäÁèµéͧãªé¹éÓÁѹ Íѹà¡Ô´¢Öé¹
¨Ò¡¡Ò÷ӧҹ¢Í§¤Åѵªì·ÕèÊѺà»ÅÕè¹
àÊé¹·Ò§¡ÒÃÊ觡ÓÅѧáÅШҡ¢é͵èÍ
à·ÍÃì亹ìÃѹà¹ÍÃì¡Ñº½Ò¤Ãͺ´éҹ˹éÒ
â´ÂµÃ§
1
2
3
4
5

»ÑêÁÍÔÁà¾ÅàÅÍÃì (¨Ò¡à¤Ã×èͧ¹µì)
à·ÍÃì亹ìÃѹà¹ÍÃì (ä»·ÕèªØ´à¡ÕÂÃì)
ÊàµàµÍÃì
½Ò¤Ãͺ´éҹ˹éÒ
ÅçͤÍѾ¤Åѵªì
(1/1)

»ÑêÁ¹éÓÁѹ
»ÑêÁ¹éÓÁѹ¨Ð¢ÑºµÒÁ·ÍÃ줤͹àÇÍÃìàµÍÃì
à¾×èͨèÒÂáç´Ñ¹äδÃÍÅÔ¤·Õèãªé㹡Ò÷ӧҹ
ãËé¡Ñºà¡ÕÂÃìÍѵâ¹ÁѵÔ
1
2
3

µÑÇàÃ×͹´éҹ˹éÒ
à¿×ͧµÒÁ
à¿×ͧ¢Ñº

(1/1)

- 16 -

¾×鹰ҹö¹µì-¾×鹰ҹö¹µì

Ê觡ÓÅѧ

ªØ´á¾Å¹à¹µµÒÃÕèà¡ÕÂÃì
ªØ´á¾Å¹à¹µµÒÃÕà¡ÕÂÃì¹Õé¨ÐËÁعÃͺà¿×ͧ
ã¹à¡ÕÂÃìÍѵâ¹ÁÑµÔ â´Âãªéáç´Ñ¹äδÃÍÅÔ¤
㹡ÒÃÅçͤà¿×ͧ˹Öè§ã¹ÊÒÁ (à¿×ͧ¾Õà¹Õ¹
«Ñ¹à¡ÕÂÃì ËÃ×Í ÃÔ§à¡ÕÂÃì)ãËéÍÂÙè¡Ñº·Õèà¾×èÍÊÃéÒ§
ãËéà¡Ô´ÊÀÒÇзÕèµéͧ¡ÒôѧµèÍ仹Õé:
¡ÒÃÅ´¤ÇÒÁàÃçÇ, ä´àÃ硤ѻ»ÅÔé§
áÅСÒÃàÅ×è͹¶Í¡ÅѺ
1
2
3
4
5
6
7

à¾ÅÒÊ觡ÓÅѧ
á¤ÃÔàÍÍÃìá¾Å¹à¹µµÒÃÕ
«Ñ¹à¡ÕÂÃì˹éÒ
«Ñ¹à¡ÕÂÃìËÅѧ
ÃÔ§à¡ÕÂÃì
à¿×ͧ¾Õà¹Õ¹ (ÊÑé¹)
à¿×ͧ¾Õà¹Õ¹ (ÂÒÇ)
(1/1)

¢éÍÁÙÅÍéÒ§ÍÔ§:
¡ÒÃà»ÅÕ蹡Ò÷ӧҹ¢Í§à¡ÕÂÃì͸ԺÒ¨ҡ
ÀÒ¾¨ÓÅͧÊèǹ»ÃСͺ¢Í§ªØ´à¿×ͧ
á¾Å¹à¹µµÒÃÕè
¡ÒÃÅ´¤ÇÒÁàÃçÇ
ÊèǹÃѺ¡ÓÅѧ: ÃÔ§à¡ÕÂÃì
¡ÓÅѧ·ÕèÊè§ÍÍ¡ÁÒ:
á¾Å¹à¹µµÒÃÕá¤ÃÔàÍÍÃì
ÊèǹËÂØ´¡Ñº·Õè: «Ñ¹à¡ÕÂÃì
àÁ×èͫѹà¡ÕÂÃì¶Ù¡·ÓãËéÍÂÙè¡Ñº·Õè ¨ÐÁÕ੾ÒÐ
¾Õà¹Õ¹à¡ÕÂÃìà·èÒ¹Ñé¹·ÕèËÁعáÅÐËÁعÃͺ«Ñ¹
à¡ÕÂÃì ´Ñ§¹Ñ鹤ÇÒÁàÃçÇ·Ò§´éÒ¹à¾ÅÒÊè§
¡ÓÅѧ¨Ð¶Ù¡Å´Å§â´Â¡ÒÃà¤Å×è͹·Õè¢Í§
¾Õà¹Õ¹à¡ÕÂÃì
(1/1)

- 17 -

¾×鹰ҹö¹µì-¾×鹰ҹö¹µì

Ê觡ÓÅѧ

ä´àÃ硤ѻ»ÅÔé§
ÊèǹÃѺ¡ÓÅѧ: «Ñ¹à¡ÕÂÃì, ÃÔ§à¡ÕÂÃì
¡ÓÅѧ·ÕèÊè§ÍÍ¡ÁÒ:
á¤ÃÔàÍÍÃìá¾Å¹à¹µµÒÃÕè
ÃÔ§à¡ÕÂÃì¨ÐËÁعâ´ÂÅçͤ¡Ñºá¾Å¹à¹µµÒÃÕè
á¤ÃÔàÍÍÃì ¡ÓÅѧ·Õèà¢éÒáÅÐÍÍ¡¨ÐËÁع´éÇÂ
¤ÇÒÁàÃçÇà·èҡѹ

(1/1)

¡ÒÃàÅ×è͹¶Í¡ÅѺ
ÊèǹÃѺ¡ÓÅѧ: «Ñ¹à¡ÕÂÃì
¡ÓÅѧ·ÕèÊè§ÍÍ¡ÁÒ: ÃÔ§à¡ÕÂÃì
Êèǹ·ÕèÍÂÙè¡Ñº·Õè: á¾Å¹à¹µµÒÃÕèá¤ÃÔàÍÍÃì
àÁ×èÍá¾Å¹à¹µµÒÃÕèá¤ÃÔàÍÍÃì¶Ù¡ËÂØ´ãËéËÂØ´
ÍÂÙè¡Ñº·Õè áÅÐËÁع«Ñ¹à¡ÕÂÃì ÃÔ§à¡ÕÂÃì¨Ð¶Ù¡
·ÓãËéËÁع㹷ÔÈ·Ò§µÃ§¢éÒÁ
¢éÍá¹Ð¹Ó:
¡ÒÃÍéÒ§ÍÔ§â´ÂãªéÀÒ¾¨ÓÅͧà¾×èÍ͸ԺÒÂ
¡Ò÷ӧҹ·Õèãªéà¾ÅÒÃѺáÅÐÊ觡ÓÅѧ·Õè
ᵡµèÒ§¡Ñ¹ ÊÓËÃѺö¨ÃÔ§ â¤Ã§ÊÃéÒ§¨ÐÁÕ
¤ÇÒÁ«Ñº«é͹ÁÒ¡¡ÇèÒ à¾×èÍ·Õè¨ÐãËé˹èÇÂ
á¾Å¹à¹µµÒÃÕà¡ÕÂÃìÊÒÁÒöËÁعÃͺà¿×ͧ
ä´éÍÂèÒ§àËÁÒÐÊÁ
´Ñ§ÀÒ¾ã¹á¼¹¼Ñ§´éÒ¹«éÒÂÁ×Í
(1/1)

- 18 -

¾×鹰ҹö¹µì-¾×鹰ҹö¹µì

Ê觡ÓÅѧ

ªØ´¤Çº¤ØÁäδÃÍÅÔ¤
ã¹Êèǹ¹Õé¨Ð¤Çº¤ØÁàÊé¹·Ò§·èÍáç´Ñ¹
äδÃÍÅÔ¤·Õèãªé¤Çº¤ØÁãËéªØ´
á¾Å¹à¹µµÒÃÕà¡ÕÂÃì·Ó§Ò¹
˹éÒ·Õè¢Í§ÇÒÅìǵèÒ§æ
1 ÇÒÅìǤǺ¤ØÁáç´Ñ¹»°ÁÀÙÁÔ
¤Çº¤ØÁáç´Ñ¹äδÃÍÅÔ¤¨Ò¡»ÑêÁ¹éÓÁѹ
à¤Ã×èͧà¾×èÍÊÃéÒ§áç´Ñ¹·èÍ
2 ªÔ¾ÇÒÅìÇ
àÅ×è͹à»ÅÕè¹à¡ÕÂÃì
3 áÁ¹¹ÇÅÇÒÅìÇ
ÊѺà»ÅÕè¹àÊé¹·Ò§áç´Ñ¹·èÍãËéÊÍ´¤Åéͧ
¡Ñº¡ÒÃàÅ×è͹¤Ñ¹à¡ÕÂÃì
4 â«ÅԹʹìÇÒÅìÇ
ÊѺà»ÅÕè¹àÊé¹·Ò§áç´Ñ¹äδÃÍÅÔ¤à¾×èÍ
àÅ×è͹à»ÅÕè¹à¡ÕÂÃìµÒÁ¡ÒÃÃѺÊÑ−−Ò³¨Ò¡
ECU (ªØ´¤Çº¤ØÁÍÔàÅç¡·Ã͹ԡÊì)
5 »ÑêÁ¹éÓÁѹà¤Ã×èͧ
6 Engine & ECT ECU
(ªØ´¤Çº¤ØÁÍÔàÅç¡·Ã͹ԡÊì)
7 ¤Ñ¹à¡ÕÂÃì
(1/1)

- 19 -

¾×鹰ҹö¹µì-¾×鹰ҹö¹µì

Ê觡ÓÅѧ

Engine & ECT ECU
(ªØ´¤Çº¤ØÁÍÔàÅç¡·Ã͹ԡÊì)
˹èǤǺ¤ØÁ¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì¹Õéä´éÃѺÊÑ−−Ò³
ä¿¿éÒ¨Ò¡à«ç¹à«ÍÃìáÅÐÊ觼èÒ¹ä»Âѧ
â«ÅԹʹìÇÒÅìÇ㹪ش¤Çº¤ØÁáç´Ñ¹
äδÃÍÅÔ¤µÅÍ´¨¹¤Çº¤ØÁ¡ÒÃà»ÅÕè¹à¡ÕÂÃì
µèÒ§æ
à«ç¹à«ÍÃì
µÃǨ¨Ñº¤ÇÒÁàÃçÇöáÅСÒÃà»Ô´¤Ñ¹àÃè§
ã¹¢³Ð¹Ñé¹ áÅéÇÊ觼èÒ¹ÊÑ−−ҳ俿éÒä»·Õè
¡Åèͧ ECU
˹éÒ·Õè¢Í§à«ç¹à«ÍÃìµèÒ§æ
1 ÊÇÔµªìʵÒÃì·à¡ÕÂÃìÇèÒ§
µÃǨ¨ÑºµÓá˹觤ѹà¡ÕÂÃì
2 à«ç¹à«ÍÃìµÓá˹è§ÅÔé¹àÃè§
µÃǨ¨Ñº¡ÒÃà»Ô´ÅÔé¹àÃè§
3 à«ç¹à«ÍÃì¤ÇÒÁàÃçÇ
µÃǨ¨Ñº¤ÇÒÁàÃçÇö
4 à«ç¹à«ÍÃì¤ÇÒÁàÃçÇà¾ÅÒÃѺ¡ÓÅѧ
µÃǨ¨Ñº¤ÇÒÁàÃçǢͧà¾ÅÒÃѺ¡ÓÅѧ
5 à¤Ã×èͧ¹µì
6 à¡ÕÂÃìÍѵâ¹ÁѵÔ
7 â«ÅԹʹìÇÒÅìÇ
8 ¤Ñ¹à¡ÕÂÃì
(1/1)

- 20 -

¾×鹰ҹö¹µì-¾×鹰ҹö¹µì

Ê觡ÓÅѧ

à¿×ͧ·éÒÂ

à¿×ͧ·éÒÂ
à¿×ͧ·éÒ·Ó˹éÒ·Õè 3 »ÃСÒà ´Ñ§¹Õé:
1

Å´¤ÇÒÁàÃçÇ
Å´¡ÒÃËÁعÃͺÍѹà¹×èͧÁÒ¨Ò¡¡ÒÃ
à»ÅÕè¹à¡ÕÂÃìŧà¾×èÍà¾ÔèÁáçºÔ´
2

à¿×ͧ·éÒÂ
·Ó˹éÒ·Õè»ÃѺ¤ÇÒÁᵡµèҧ㹡ÒÃËÁعÅéÍ
ÃÐËÇèÒ§¢éÒ§«éÒÂáÅТéÒ§¢ÇÒ¢³Ð·Õèö¡ÓÅѧ
à¢éÒâ¤é§ à¾ÃÒÐËÒ¡äÁèÁÕà¿×ͧ·éÒÂáÅéÇ
¨Ð·ÓãËéÂÒ§Å×è¹áÅÐöäÁèÊÒÁÒöà¢éÒâ¤é§ä´é
ÍÂèÒ§ÃÒºÃ×è¹
3

à»ÅÕè¹·ÔÈ·Ò§áç¢Ñºà¤Å×è͹
(ã¹Ã¶à¤Ã×èͧ¹µì˹éҢѺà¤Å×è͹
ÅéÍËÅѧ)
·Ó˹éÒ·Õèà»ÅÕè¹á»Å§áçËÁع¨Ò¡à¡ÕÂÃìã¹
ÁØÁ©Ò¡áÅÐÊ觵çä»ÂѧÅéÍ·Õè¢Ñº¢Õè
(1/1)

¡Ò÷ӧҹ
à¿×ͧ·éÒ»ÃСͺ仴éÇÂà¿×ͧ¢éÒ§áÅÐ
à¿×ͧ¾Õà¹Õ¹ à¿×ͧàËÅèÒ¹Õé¤Í¤Ǻ¤ØÁ
¡ÒÃËÁع·ÕèᵡµèÒ§¡Ñ¹ÃÐËÇèÒ§ÅéÍ¢éÒ§«éÒÂ
áÅТÇÒã¹¢³Ð·Õèöà¢éÒâ¤é§
A

B

1
2
3
4
5
6

FF (öà¤Ã×èͧ¹µìÇҧ˹éÒ
¢Ñºà¤Å×è͹ÅéÍ˹éÒ)
FR (öà¤Ã×èͧ¹µìÇҧ˹éÒ
¢Ñºà¤Å×è͹ÅéÍËÅѧ)
à¾ÅÒ¡ÅÒ§
à¿×ͧ¢Ñº / ¾Õà¹Õ¹¢Ñº
ÃÔ§à¡ÕÂÃì
à¿×ͧ¾Õà¹Õ¹
à¿×ͧ¢éÒ§
à¾ÅҢѺ
(1/1)

- 21 -

¾×鹰ҹö¹µì-¾×鹰ҹö¹µì

Ê觡ÓÅѧ

à¿×ͧ·éÒÂẺÅÔÁÔàµç´ÊÅÔ» (LSD)
ö¨ÐäÁèÊÒÁÒöà¤Å×è͹·Õèä´éËÒ¡ÅéÍ¢éÒ§ã´
¢éҧ˹Öè§ËÁع¿ÃÕÍÂÙèã¹â¤Å¹ ÏÅÏ
Íѹà¹×èͧ¨Ò¡¡Ò÷ӧҹ¢Í§à¿×ͧ·éÒÂẺ
¸ÃÃÁ´Ò Êèǹà¿×ͧ·éÒÂẺÅÔÁÔàµç´ÊÅÔ»
(LSD) ¨Ð¨Ó¡Ñ´¡Ò÷ӧҹ¢Í§à¿×ͧ·éÒÂ
à¾×èÍãËé¡ÓÅѧá¡èÅéÍ·Ñé§Êͧ¢éÒ§

(1/1)

à¿×ͧ·éÒÂẺÅÔÁÔàµç´ÊÅÔ» (LSD)
Ẻãªé¡ÒÃ˹èǧ¤Ñº»ÅÔé§
à¿×ͧ·éÒÂẺ¹Õé¨Ðãªé¹éÓÁѹ«ÔÅÔ⤹¤ÇÒÁ
˹״ÊÙ§äÇéÃÐËÇèÒ§á¼è¹¤Åѵªì à¾×èÍãªéã¹
¡ÒÃÊ觡ÓÅѧ àÁ×èÍà¿×ͧ·éÒÂà¤Å×è͹·Õè
¡ÒèӡѴáçºÔ´¨Ðà¡Ô´¢Öé¹ã¹¤Ñº»ÅÔé§à¾×èÍ
à»ç¹¡ÒèӡѴáçºÔ´·ÕèÊè§ÍÍ¡

(1/3)

ª¹Ô´ÃѺÊÑ−−Ò³áçºÔ´
à¿×ͧ·éÒª¹Ô´¹Õé¨ÐãªéáçàÊÕ´·Ò¹·ÕèÊÃéÒ§
ÃÐËÇèÒ§¿Ñ¹¢Í§à¿×ͧµÑÇ˹͹¡ÑºáËǹ¢éÒ§
à¾×èÍËÂØ´¡ÒÃËÁع¢Í§ÅéÍËÁع¿ÃÕáÅÐÊè§
¼èÒ¹áç¡ÒÃËÁعä»ÂѧÅéÍÍ×è¹á·¹

(2/3)

- 22 -

¾×鹰ҹö¹µì-¾×鹰ҹö¹µì

Ê觡ÓÅѧ

ª¹Ô´¾ÃÕâËÅ´
à¿×ͧ·éÒª¹Ô´¹Õé¨ÐãªéÊ»Ãԧ仴ѹÇÑÊ´ØÃѺ
áçàÊÕ´·Ò¹ÃÐËÇèÒ§à¿×ͧ´éҹ㹡Ѻ
àÊ×éÍà¿×ͧ·éÒ áÅÐãªé¼Å¢Í§áçàÊÕ´·Ò¹
·Õèà¡Ô´¢Öé¹ã¹¡ÒÃÊÃéÒ§¡ÒèӡѴáç·Õè
à¿×ͧ·éÒÂ

(3/3)

à¾ÅÒ¡ÅÒ§

à¾ÅÒ¡ÅÒ§
(ÊÓËÃѺö¢Ñºà¤Å×è͹ÅéÍËÅѧ)
à¾ÅÒ¡ÅÒ§¶èÒ·ʹ¡ÓÅѧ¨Ò¡à¡ÕÂÃìä»Âѧ
à¿×ͧ·éÒÂã¹Ã¶à¤Ã×èͧ¹µìÇҧ˹éÒ
¢Ñºà¤Å×è͹ÅéÍËÅѧ (FR)¢é͵èÍÍè͹¨Ð¶Ù¡
¹ÓÁÒãªé㹺ÃÔàdz·Õèà¾ÅÒµè͡ѹà¾×èÍãËé
¶èÒ¡ÓÅѧä´éÍÂèÒ§ÃÒºÃ×è¹áÁéÇèÒÁØÁ¢Í§
à¾ÅÒ¡ÅÒ§¨Ðà»ÅÕè¹á»Å§ä»Íѹà¹×èͧ¨Ò¡
¡ÒÃà¤Å×è͹µÑÇã¹á¹ÇµÑ駢ͧà¿×ͧ·éÒÂ
à¾ÅÒ¡ÅÒ§¨ÐÁÕ 2 ËÃ×Í 3 ¢é͵èÍáÅÐ
˹éÒá»Å¹à¾ÅÒ¡ÅҧẺÂ×´ËÂØè¹
A
B

1
2
3
4

Ẻ 3 ¢é͵èÍ
Ẻ 2 ¢é͵èÍ
¢é͵èÍÍè͹
ÅÙ¡»×¹µÑÇ¡ÅÒ§
¢é͵èÍ»ÅÍ¡àÅ×è͹
˹éÒá»Å¹à¾ÅÒ¡ÅҧẺÂ×´ËÂØè¹
(1/1)

- 23 -

¾×鹰ҹö¹µì-¾×鹰ҹö¹µì

Ê觡ÓÅѧ

¢é͵èÍÍè͹
¢é͵è͹Õé¶èÒ·ʹ¡ÓÅѧä´éÃÒºÃ×è¹â´Âà»ÅÕè¹
á»Å§ÁØÁàª×èÍÁµè͡ѹ¢Í§à¾ÅÒ¡ÅÒ§ÍÂèÒ§
àËÁÒÐÊÁ
1
2
3

¢é͵èÍÍè͹
ÅÙ¡»×¹¡Ò¡ºÒ·
¡Ò¡ºÒ·

(1/1)

à¾ÅҢѺ

à¾ÅҢѺ
à¾ÅҢѺ¶èÒ·ʹ¡ÒÃËÁع¢Í§à¤Ã×èͧ¹µì
ä»ÂѧÅéͼèÒ¹·Ò§à¡ÕÂÃìáÅÐà¿×ͧ·éÒÂ
à¾ÅҢѺ¨Ðãªéã¹Ã¶·Õè¢Ñº¢Õèâ´ÂãªéÃкº
ÃͧÃѺẺÍÔÊÃÐ
¢éÍá¹Ð¹Ó:
à¾ÅÒ´ØÁÅéͨÐãªéã¹Ã¶·ÕèÁÕÃкº
ÃͧÃѺẺà¾ÅÒËÅѧá¢ç§
1
2
3
4

à¿×ͧ·éÒÂ
à¾ÅҢѺ
à¾ÅÒ´ØÁÅéÍ
àÊ×éÍà¾ÅÒ
(1/1)

- 24 -

¾×鹰ҹö¹µì-¾×鹰ҹö¹µì

Ê觡ÓÅѧ

à¾ÅҢѺ
ª¹Ô´¢Í§¢é͵èÍà¾ÅҢѺ
A ¢é͵èÍẺÍÒÃì᫺»Ò (Rzeppa)
ãªéÅÙ¡»×¹ËÅÒÂæ ÅÙ¡à¾×èͪèÇÂ㹡ÒÃÁÕ
»ÃÐÊÔ·¸ÔÀҾ㹡ÒÃËÁع´éǤÇÒÁàÃçǤ§·Õè
B ¢é͵èÍẺä·Ãì¾Í´ (Tripod)
ãªéÅÙ¡»×¹áººÊäÅ´ì 3 µÑÇ ¨ÐÁÕ
»ÃÐÊÔ·¸ÔÀҾ㹡Ò÷ÓãËé¤ÇÒÁàÃçǤ§·Õè
¹éÍ¡ÇèÒẺÍÒÃì᫺»ÒÃìàÅ硹éÍ áµèà»ç¹
â¤Ã§ÊÃéÒ§·Õè§èÒÂáÅÐÊÒÁÒöÊäÅ´ìä´é
µÒÁ᡹
C ¢é͵èÍẺ¤ÃÍÊ¡ÃÙ¿ (Cross groove)
ãªéÅÙ¡»×¹àËÅç¡ËÅÒÂæ Å١㹡Ò÷ӧҹ
áÅШЪèÇÂ㹡ÒÃÅ´¡ÒÃÊÑè¹ÊÐà·×͹
ÃÇÁ·Ñé§ÁÕ»ÃÐÊÔ·¸ÔÀҾ㹡Ò÷ÓãËé
¤ÇÒÁàÃçǤ§·Õè
1
2

ÅÙ¡»×¹àËÅç¡
ÅÙ¡»×¹áººÊäÅ´ì
(1/1)

´ØÁÅéÍ

´ØÁÅéÍ
´ØÁÅéÍáÅÐà¾ÅÒ´ØÁÅéÍÂÖ´ÅéÍáÅÐà¾ÅҢѺäÇé

- 25 -

¾×鹰ҹö¹µì-¾×鹰ҹö¹µì

Ê觡ÓÅѧ

A. ÅÙ¡»×¹áººà·à»ÍÃì
1 ´ØÁÅéÍ
2 ÅÙ¡»×¹áººà·à»ÍÃì

B.

B. ÅÙ¡»×¹´ØÁÁ×Í
1 à¾ÅÒ´ØÁ (à¾ÅҢѺ)
2 ´ØÁÅéÍ
3 ÅÙ¡»×¹áººáͧ¡ÙÃèÒ

C. ª¹Ô´ÃкºÃͧÃѺẺ¤Ò¹á¢ç§
1 àÊ×éÍ´ØÁ
2 à¾ÅÒ´ØÁ
3 ÅÙ¡»×¹
4 ´ØÁÅéÍ
A
B
C

ẺÅ͵ÑÇ
ẺÅ͵ÑÇ 3/4
Ẻ¡Öè§Å͵ÑÇ

(1/1)

- 26 -

¾×鹰ҹö¹µì-¾×鹰ҹö¹µì

Ê觡ÓÅѧ

¤Ó¶ÒÁ-1
·Óà¤Ã×èͧËÁÒ¶١ËÃ×ͼԴ·Õè¢éͤÇÒÁ´Ñ§µèÍ仹Õé
¢éÍ

¤Ó¶ÒÁ

¶Ù¡ËÃ×ͼԴ

1

¤Åѵªì¢Í§Ã¶à¡ÕÂÃì¸ÃÃÁ´Ò¨Ð¶èÒ¡ÓÅѧËÃ×ÍäÁè¶èÒ¡ÓÅѧ¢Í§à¤Ã×èͧ¹µì
µèÍàÁ×èͤ¹¢ÑºàËÂÕºá»é¹¤Ñ¹àÃè§

¶Ù¡

¼Ô´

2

à¡ÕÂÃìÍѵâ¹ÁѵÔãªéáç´Ñ¹äδÃÍÅÔ¤à¾×èÍà»ÅÕè¹à¡ÕÂÃìâ´ÂÍѵâ¹ÁѵÔãËé
ÊÍ´¤Åéͧ¡Ñº¤ÇÒÁàÃçÇö ÁØÁà»Ô´á»é¹¤Ñ¹àÃè§ áÅеÓá˹觤ѹà¡ÕÂÃì

¶Ù¡

¼Ô´

3

à¿×ͧ·éÒÂẺÅÔÁÔàµç´ÊÅÔ» ¨Ð¶èÒ¡ÓÅѧ价ÕèÅéÍ·Ñé§Êͧ¢éÒ§
â´Â¨Ó¡Ñ´¤ÇÒÁàÃçǢͧà¤Ã×èͧ¹µì

¶Ù¡

¼Ô´

4

¡Ò÷ӧҹ¢Í§à¿×ͧ·éÒ¨ФǺ¤ØÁ¤ÇÒÁᵡµèҧ㹡ÒÃËÁع
ÃÐËÇèÒ§ÅéÍ¢éÒ§«éÒÂáÅТÇÒ¢³Ðà¢éÒâ¤é§

¶Ù¡

¼Ô´

¶Ù¡

¼Ô´

5 à¾ÅҢѺ¨Ðãªéã¹Ã¶·ÕèÁÕÃкºÃͧÃѺẺ¤Ò¹á¢ç§

¤Ó¶ÒÁ-2
¤Ó¡ÅèÒÇ¢éÍ㴴ѧµèÍ仹Õéà»ç¹¨ÃÔ§à¡ÕèÂǡѺ·ÍÃ줤͹àÇÍÃìàµÍÃì?
1. ã¹·ÍÃ줤͹àÇÍÃìàµÍÃì à·ÍÃì亹ìÃѹà¹ÍÃì¨ÐËÁعàÇÕ¹¹éÓÁѹà¡ÕÂÃìà¾×èÍ·Õè¨Ð
¶èÒ·ʹ¡ÓÅѧä»Âѧ㺾Ѵ»ÑêÁ (pump impeller)
2. ã¹·ÍÃ줤͹àÇÍÃìàµÍÃì 㺾Ѵ»ÑêÁ (pump impeller)
¨ÐËÁعàÇÕ¹¹éÓÁѹà¡ÕÂÃìà¾×èÍ·Õè¨Ð¶èÒ·ʹ¡ÓÅѧä»Âѧà·ÍÃì亹ìÃѹà¹ÍÃì
3. ·ÍÃ줤͹àÇÍÃìàµÍÃì¨ÐµÑ´¡ÒöèÒ¡ÓÅѧẺà´ÕÂǡѺ¤Åѵªì
4. ·ÍÃ줤͹àÇÍÃìàµÍÃìãªé¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃì¤Çº¤ØÁ¡Ò÷ӧҹ¢Í§¤Ñ¹àÃè§áÅФÅѵªì¢³Ðà»ÅÕè¹à¡ÕÂÃì

- 27 -

à©ÅÂ

¾×鹰ҹö¹µì-¾×鹰ҹö¹µì

Ê觡ÓÅѧ

¤Ó¶ÒÁ-3
¤Ó¡ÅèÒÇ¢éÍã´µèÍ仹Õéà»ç¹¨ÃÔ§à¡ÕèÂǡѺÅӴѺ¡ÒÃÊ觡ÓÅѧ¢Í§à¡ÕÂÃì¸ÃÃÁ´ÒẺà¤Ã×èͧ¹µì˹éÒ ¢Ñºà¤Å×è͹ÅéÍ˹éÒ (FF)?
1. à¤Ã×èͧ¹µì --> ¤Åѵªì --> à¡ÕÂÃì¸ÃÃÁ´Ò --> à¿×ͧ·éÒ --> à¾ÅÒ¡ÅÒ§ --> ´ØÁÅéÍ --> ÅéÍ
2. à¤Ã×èͧ¹µì --> ¤Åѵªì --> à¡ÕÂÃì¸ÃÃÁ´Ò --> à¾ÅÒ¡ÅÒ§ --> à¿×ͧ·éÒ --> ´ØÁÅéÍ --> ÅéÍ
3. à¤Ã×èͧ¹µì --> ¤Åѵªì --> à¡ÕÂÃì¸ÃÃÁ´Ò --> à¾ÅҢѺ --> ÅéÍ
4. à¤Ã×èͧ¹µì --> ¤Åѵªì --> à¡ÕÂÃì¸ÃÃÁ´Ò --> à¾ÅÒ¡ÅÒ§ --> ÅéÍ

¤Ó¶ÒÁ-4
àÅ×Í¡¤Ó·ÕèÊÍ´¤Åéͧ¡ÑºËÁÒÂàÅ¢ã¹ÃÙ»µèÍ仹Õé¨Ò¡¡ÅØèÁ¤Ó·ÕèãËéäÇé´éÒ¹ÅèÒ§

¡) »ÑêÁ¤ÅѵªìµÑÇÅèÒ§ ¢) áÁè»ÑêÁ¤Åѵªì ¤) ½Ò¤Ãͺ¤Åѵªì
¤ÓµÍº:1.

2.

§) á»é¹¤Åѵªì ¨) ·èÍäδÃÍÅÔ¤
3.

- 28 -

4.

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

ชวงลาง

ชวงลาง
นอกจากชิ้นสวนภายนอก ชิ้นสวนภายใน
และเครื่องยนต, ชวงลางก็เปน ชิ้นสวนถูก
ประกอบขึ้นเปนรถยนต ซึ่งมันจะควบคุม
การขับ การเลี้ยว การหยุด โดยใชอุปกรณ
เหลานี้

1. ระบบรองรับ
รองรับดุมลอเพื่อทําใหมีเสถียรภาพการ
ขับขี่ที่ดี
A
B

ระบบรองรับหนา
ระบบรองรับหลัง

2. ระบบบังคับเลี้ยว
เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของรถยนต

- 1 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

3. ระบบเบรก
ลดความเร็วหรือทําใหรถยนตหยุดการ
เคลื่อนที่
A
B

เบรกเทา
เบรกมือ

4. ยางและกระทะลอ
ทําใหรถยนตเคลื่อนที่ตามพื้นผิวถนนได

(1/1)

ระบบรองรับ

ระบบรองรับ
ระบบรองรับจะเชือ่ มตอลอกับตัวถังหรือ
โครงรถเพื่อที่จะรองรับตัวถังรถ

ปรับปรุงการขับขีใ หดขี นึ โดยลดทอนแรง
กระเทือนที่ยางรับมาจากพื้นผิวถนน
• เพื่อใหมน
ั่ ใจในการขับขี่อยางมี
เสถียรภาพ
A
B

- 2 -

ระบบรองรับหนา
ระบบรองรับหลัง

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

- 3 -

1

สปริง

2

โชคแอบซอพเบอร

3

เหล็กกันโคลง

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง
4

ลูกหมาก

(1/2)

ชนิดของสปริง
หนาที่ของสปริงจะดูดซับแรงกระแทกและ
ลดการสั่นสะเทือนของผิวถนนที่จะสงผล
กระทบตอตัวถังรถยนต

1

คอลยสปริง
จะดูดซับแรงกระแทกไดดีเยี่ยม,
มีนา้ํ หนักเบา และใหความรูส ึกในการขับขี่
ที่ดีเยี่ยม โดยปกติจะติดตั้งในรถยนตนั่ง

- 4 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง
2

สปริงแผน (แหนบ)
มีหูยึดติดกับเพลาซึ่งทําหนาที่เชนเดียวกับ
สปริง มีความทนทานสูง แตใหความรูสึก
แข็งกระดาง เพราะวามีนา้ํ หนักมาก โดย
ปกติจะติดตั้งในรถยนตบรรทุก

3

ทอรชั่นบาร
เปนสปริงชนิดแกนเพลาที่สามารถรับแรง
บิดและยืดหยุนไดดีซึ่งจะติดตั้งในรถ
บรรทุก เนื่องจากมีโครงสรางงายและ
ใหการขับขี่ที่ดี

(2/2)

โชคอัพซอบเบอร
โชคอัพจะหนวงการเคลื่อนที่ของสปริง โดย
ใชแรงตานของน้าํ มันที่ไหลผานชองทางลูก
สูบ โดยที่มันจะรองรับการสั่นสะเทือนของ
ตัวถังรถเพื่อใหรูสึกขับขี่ไดดียิ่งขึ้น
1
2
3
4
5

- 5 -

ลูกสูบ
วาลว
ชองทางน้าํ มัน
สปริง
โชคอัพซอบเบอร

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

(1/1)

ชนิดของโชคอัพซอบเบอร
โชคอัพจะแบงตามการทํางาน, โครงสราง
และสารที่อยูในตัวโชคอัพ

A

แบงตามการทํางาน
a โชคอัพทํางานจังหวะเดียว
ชนิดนี้จะดูดซับการสั่นสะเทือนของสปริง
เมื่อโชคอัพยืดตัว และจะไมดูดซับการสั่น
สะเทือนเมื่อยุบตัว
b โชคอัพทํางานสองจังหวะ
ชนิดนี้จะดูดซับการสั่นสะเทือนของสปริง
เมื่อโชคอัพยุบตัวและยืดตัว
1
2
3

- 6 -

ชองทางน้าํ มัน
วาลว
น้าํ มัน

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง
B

แบงตามโครงสราง
a โชคอัพกระบอกเดี่ยว
ชนิดนี้มีเพียงกระบอกน้าํ มันเดียว
(ไมมีถังพัก)
b โชคอัพกระบอกคู
ชนิดนี้จะประกอบดวยหองทํางาน
(กระบอกใน) และหองพัก (กระบอกนอก)
1
2
3
4
5

หองพักน้าํ มัน
หองน้าํ มัน
อากาศ
น้าํ มัน
วาลว

C

แบงตามสารที่อยูในตัวโชคอัพ
a โชคอัพไฮดรอลิค
โชคอัพชนิดนี้จะใชนา้ํ มันสําหรับโชคอัพ
ดูดซับการทํางานของโชคอัพ
b โชคอัพแกส
โชคอัพชนิดนี้จะบรรจุแกสไนโตรเจน
ภายในกระบอกโชค แรงดันของน้าํ มัน
จะปองกันการเกิดฟองอากาศ ซึ่งแกสจะ
รวมตัวกับน้าํ มันเพื่อแยกฟองอากาศออก
1
2
3
4
5

วาลว
แกสแรงดันต่าํ
น้าํ มัน
ลูกสูบอิสระ
แกสแรงดันสูง
(1/1)

- 7 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

TEMS (ระบบรองรับควบคุมดวย
อิเล็กทรอนิกสของโตโยตา)
ระบบ TEMS ใชกลอง ECU ในการควบคุม
การทํางานของโชคอัพ (แรงหนวง)
โดยขึ้นอยูกับสภาพของการขับขี่
ในขณะที่ระบบ TEMS ทํางาน จะทําใหมี
ความปลอดภัย หรือเสถียรภาพในการ
ขับขี่ที่ดี
โดย ECU ควบคุมการหนวงแรงกระแทก
ของโชคอัพ เพื่อรักษาระดับของรถยนต
1
2
3
4
5

A

B

C

D

E

ECU
สวิตชควบคุมโชคอัพ
เซ็นเซอร
แอคชิวเอเตอรโชคอัพ
โชคอัพ
จุดออกตัว
แรงหนวงอยางแรงเพื่อรักษาการ
ทรงตัวของร
การขับขี่ปกติ
แรงหนวงเล็กนอยเพื่อความ
สะดวกสบายในการขับขี่
การเลีย้ ว
แรงหนวงมากเพื่อรักษาการทรงตัว
ของรถ
การขับขี่ดวยความเร็วสูง
แรงหนวงปานกลาง เพื่อความสบาย
และการทรงตัวในการขับขี่
ขณะเบรก
แรงหนวงมากเพื่อรักษาการทรงตัว
ของรถ
(1/1)

- 8 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

ลูกหมาก
ลูกหมากปกนกรับแรงในแนวดิ่งและ
แนวระดับไดดี และทําหนาที่เปนจุดหมุน
ของคอมาเมื่อหมุนพวงมาลัย
1
2
3
4
5

สตัท
บูชหรือยางกันฝุน
บารอง
เสื้อลูกหมาก
ยางกันกระแทก
(1/1)

เหล็กกันโคลง
เมื่อรถยนตเลี้ยวเขาโคง รถจะเอียงไป
ดานขางจากแรงหนีศูนย ซึ่งเหล็กกันโคลง
จะควบคุมแรงกดบิดตัวของสปริงและรักษา
ยางใหสัมผัสกับพื้นถนน เชนเดียวกันกับ
ลอดานตรงขาม
เมื่อรถยนตเอียงและยางยุบตัวลงขางหนึ่ง
เหล็กกันโคลงจะบิดตัวและทําหนาที่เชน
สปริง ซึ่งจะยกยางขึ้น ในดานที่ตัวถัง
ถูกกดลง
ในกรณีที่ยางทั้งสองขางถูกกดลงเทาๆกัน
เหล็กกันโคลงจะไมทาํ งานเหมือนสปริง
เพราะมันจะไมบิดตัว
1

เหล็กกันโคลง
(1/1)

- 9 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

ชนิดของระบบรองรับ
ระบบรองรับแบงออกเปน 2 ชนิด
ขึ้นอยูกับการลักษณะการรองรับลอ

1

ระบบคานแข็ง

2

ระบบรองรับอิสระ

(1/3)

- 10 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

ระบบรองรับแบบคานแข็ง
ลอทั้ง 2 จะเชื่อมตอกับเพลาเดีย่ ว ซึ่งยึดตอ
กับตัวถังรถดวยสปริง
เพราะวาลอทั้ง 2 และเพลาเคลื่อนที่แนวดิ่ง
เปนชุดเดียวกัน ทําใหเกิดผลกระทบของ
แตละลอถึงกัน ระบบรองรับแบบนี้
โครงสรางไมซับซอนและมีความแข็งแรงสูง

A

แบบคานบิด
ืประกอบดวยแขนตอลากซายและขวา
ยึดติดกับคานขวางหลัง เหมือนกับระบบ
รองรับชนิดกานตอ สปริงจะดูดซับแรง
เฉพาะแรงในแนวดิ่ง ระบบนี้จะมี
โครงสรางไมซับซอน และใหความรูสึก
ในการขับขี่ที่ดี โดยปกติจะใชในระบบ
รองรับดานหลังของรถยนตนั่งขับเคลื่อน
ลอหนาขนาดเล็ก
1
2
3
4
5

- 11 -

โชคอัพ
คอลยสปริง
คานขวางหลัง
แขนตอลาก
เหล็กกันโคลง

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง
B

แบบกานตอ
กานตอลางและกานตอบนจะติดตั้งใน
แนวยาวของตัวถังรถยนต โดยปลายดาน
หนึ่งของกานตอจะยึดติดกับเพลาและแขน
อีกดานหนึ่งจะยึดติดตามแนวดิ่ง โดยดาน
หนึ่งติดกับเพลาและอีกดานหนึ่งยึดติดกับ
ตัวถังรถยนต กานตอเหลานี้จะรับแรงตาม
แนวนอนและแนวตั้ง ที่กระทํากับเพลา
สวนสปริงจะรับแรงเฉพาะแนวดิ่ง
โครงสรางชนิดนี้จะซับซอนเล็กนอย และ
จะใหความรูสึกในการขับขี่ที่ดีกวาชนิด
สปริงแผน (แหนบ) โดยปกติจะติดตั้ง
ระบบรองรับหลังของรถยนต 1-box,
รถเอนกประสงค (SUV), รถยนตขับ
เคลื่อนลอหลัง และรถยนตขับเคลื่อน 4 ลอ
1
2
3
4
5

คอลยสปริง
กานควบคุมดานขาง
กานควบคุมดานบน
โชคอัพ
กานควบคุมดานลาง

C

แบบแผนสปริง (แหนบ)
ปลายเพลาที่เชื่อมติดกับลอทั้ง 2 ดานจะมี
แผนสปริงยึดอยู โดยแผนสปริงทั้งสองจะ
ติดตัง้ ตามแนวยาวของตัวถังรถ
และขนานกัน แรงที่กระทํากับเพลาจะ
สงแรงไปทีต่ ัวถัง โดยผานสปริงแผน
ระบบนี้โดยปกติจะติดตั้งกับระบบรองรับ
หลังของรถตูและรถบรรทุก เนื่องจากมี
โครงสรางไมซับซอนและมีความแข็งแรง
ทนทานสูง
1
2
3

เสื้อเพลาหลัง
โชคอัพ
แผนสปริง (แหนบ)
(2/3)

- 12 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

ระบบรองรับอิสระ
ลอแตละลอจะเชื่อมตอกับปกนกอิสระ ซึ่ง
มันจะยึดติดกับตัวถังรถโดยผานสปริง
ระบบรองรับนี้จะดูดซับแรงสั่นสะเทือนไดดี
ในถนนขรุขระ และใหสมรรถนะในการ
ขับขี่ที่ดีเยี่ยม เพราะวาลอแตละขางจะขึ้นลงเปนอิสระ

A

แบบแมคเฟอรสันสตรัท
ระบบนี้จะไมมปี กนกบน ทําใหโครงสราง
ไมซับซอนเทากับแบบปกนกคู
และสามารถใหบริการไดสะดวกเพราะ
วามีชิ้นสวนที่นอยกวา
โดยปกติจะใชกับรถขับเคลื่อนลอหนา
1
2
3
4

เหล็กกันโคลง
ปกนกลาง
คอลยสปริง
โชคอัพ

B

แบบปกนกคู
ืประกอบดวยปกนกบนและปกนกลาง ซึ่ง
มันจะเชื่อมตอกับลอ ปกนกจะรับแรงใน
แนวราบและแนวตั้ง ทําใหสปริงรับแรง
เฉพาะแรงแนวดิ่ง
ถึงแมวาโครงสรางจะซับซอน เพราะวามี
ชิ้นสวนจํานวนมาก แตมันก็มีความแข็งแรง
เนื่องจากโครงสรางออกแบบใหเปนอิสระ
ใหความนิ่มนวล และเสถียรภาพในการ
ขับขี่ โดยนิยมใชในรถขับเคลือ่ นลอหลัง
1
2
3
4
5

- 13 -

ปกนกบน
โชคอัพ
คอลยสปริง
ปกนกลาง
เหล็กกันโคลง

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง
C

แบบกึ่งแขนตาม
ระบบรองรับหลังจะติดตัง้ ทํามุมกับชุด
รองรับดานหลัง เพื่อที่จะทําใหรับแรง
ดานขางไดมากกวา การออกแบบนี้ทาํ ให
มีความแข็งแรงและทนทานกวา โดยทั่วไป
จะใชกับรถขับเคลื่อนลอหลัง
1
2
3
4
5

โชคอัพ
เหล็กกันโคลง
คอลยสปริง
คานรองรับหลัง
ปกนกดานหลัง
(3/3)

ระบบรองรับดวยอากาศ
ใชสปริงอากาศที่มีความยืดหยุนแทนที่
สปริงชนิดโลหะ ดูดซับแรงสั่นสะเทือน
และใหความรูส ึกในการขับขี่ที่ดีเยี่ยมเนื่อง
จากใชสปริงอากาศ
คอมพิวเตอรจะเปลี่ยนแรงดันของอากาศ
โดยขึ้นอยูกับสภาวะการขับขี่, ความออน
และความยาวของสปริง (เชน ความสูง
ของตัวรถ) สามารถเปลี่ยนแปลงได
1 สปริงอากาศ
2 หองอากาศรอง
3 หองอากาศหลัก
4 ไดอะแฟรม
5 คอมเพรสเซอร
ขอแนะนํา:
มีระบบรองรับแบบอากาศอีกชนิด
เรียกวา "AHC" (Active Height
Control)
ซึ่งจะใชแรงดันไฮดรอลิคปรับความสูง
ต่าํ ของตัวรถ
(1/1)

- 14 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

มุมลอ
รถยนตจะตองมีสมรรถนะในการวิ่งทาง
ตรง เพื่อใหมีเสถียรภาพในการขับขี่ จะตอง
มีสมรรถนะในการเลีย้ วโคงเพื่อที่จะทําให
การขับขี่ในขณะเลี้ยวโคงไดดี
ดังนั้น ลอของรถยนตจึงตองมีมุมที่ทาํ กับ
พื้นผิวถนนและจุดประสงคของระบบ
รองรับนี้ เรียกวา ศูนยลอ

A

มุมแคมเบอร
มุมนี้คือมุมการเอียงของลอหนารถยนตซึ่ง
สามารถมองจากดานหนา
มุมนี้จะสงผลกระทบตอสมรรถนะการเลี้ยว
โคงของรถยนต
θ

a : มุมแคมเบอร
มุมนี้เกิดจากเสนกึ่งกลางของลอเอียงออก
จากแนวตัง้ ฉากจากพื้น

- 15 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง
B

มุมคิงพิน (มุมแกนบังคับเลี้ยว)
คือมุมการเอียงของแกนบังคับเลี้ยว
ซึ่งจะเอียงจากลอรถยนตตามรูปภาพ
b: มุมคิงพิน
มุมการเอียงของแกนบังคับเลี้ยว
θ

L: คิงพินออฟเซ็ท
คือระยะการวัดบนผิวถนน ระหวางจุด
ศูนยกลางของยางและจุดศูนยกลางแกน
บังคับเลี้ยวที่ลากลงมาตัดบนพื้นถนน
ขอแนะนํา:
มุมคิงพิน คือเสนซึ่งลากจากลูกหมาก
ตัวบนและลูกหมากตัวลาง และจุด
ศูนยกลางการหมุนของลอหนาเมื่อ
หมุนพวงมาลัย
1
2

ลูกหมากตัวบน
ลูกหมากตัวลาง

C

มุมแคสเตอร
เมื่อมองจากดานขางของตัวรถ ซึ่งแกนสลัก
ลอหนาจะเอียงไปดานหลัง
θ

c : ÁØÁá¤ÊàµÍÃì
คือมุมระหวางแกนบังคับเลี้ยวและ
เสนแนวดิ่ง มุมนี้จะเพิ่มแรงในการดึงกลับ
ของลอรถมายังตําแหนงลอตรง ทําให
รถยนตสามารถวิ่งในทางตรง
L : ระยะแคสเตอร
คือ ระยะระหวางจุดศูนยกลางของยาง
ลากตัดกับพื้นถนนและจุดศูนยกลางของ
แกนบังคับเลี้ยวตัดกับพื้นถนน
ระยะแคสเตอรทาํ ใหรถยนตมีสมรรถนะใน
การรักษาการวิ่งทางตรงไดดี

- 16 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง
D

รัศมีเลีย้ ว
คือ มุมการหมุนของลอหนา เมือ่ มีการหมุน
พวงมาลัย
ลอดานนอกและลอดานในจะมีมุมที่
แตกตางกันดังนั้นสามารถเขียนเปนวงกลม
ไดโดยใชจุดศูนยกลางเดียวกัน เพื่อที่จะ
ใหสมรรถนะในการเลี้ยวโคงของรถยนต
θo: มุมการเลี้ยวของลอดานนอก
θi : มุมการเลี้ยวของลอดานใน
O : จุดศูนยกลางการเลี้ยว

E

มุมโท (โท-อินและโท-เอาท)
เมื่อมองจากดานบนของตัวรถ โดยลอดาน
หนาและลอดานหลังหุบเขาดานใน เรียกวา
โท-อิน และมันจะชวยในการวิ่งทางตรง
ในทางตรงขาม โท-เอาท คือมุมที่ลอ
ถางออกดานนอก
1
2

โท-อิน
โท-เอาท

(1/1)

- 17 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

บังคับเลี้ยว

ฺบังคับเลี้ยว
ในระบบบังคับเลี้ยว ลอดานหนาของ
รถยนตถูกเลี้ยวโดยการหมุนของพวงมาลัย
มีดวยกัน 2 แบบ คือ
แบบเฟองขับและเฟองสะพาน
(แร็คแอนดพีเนียน)
และแบบลูกปนหมุนวน
แบบเฟองขับและเฟองสะพาน
จะเปลี่ยนการเคลื่อนที่ของการหมุน
พวงมาลัย เปนการเคลื่อนที่ทางซาย
หรือขวาของเฟองสะพาน โครงสรางนี้เปน
แบบงายๆ และมีนา้ํ หนักเบา ซึ่งระบบนี้จะ
ทําใหการเลีย้ วรถไดอยางแมนยําและมัน่ คง
1
2
3
4
5
6

พวงมาลัย
แกนพวงมาลัยและปลอกพวงมาลัย
เฟองพวงมาลัย
เสื้อเฟองสะพาน
พีเนียน (เฟองขับ)
แร็ค (เฟองสะพาน)
(1/1)

แบบลูกปนหมุนวน
แบบนี้จะมีลูกบอลจํานวนมากอยูระหวาง
เพลาตัวหนอนและเพลาขวาง
1
2
3
4
5
6
7
8

พวงมาลัย
แกนพวงมาลัยและปลอกพวงมาลัย
เฟองพวงมาลัย
กานตอบังคับเลี้ยว
ลูกปน
นัตลูกปน
เพลาขวาง
เพลาตัวหนอน
(1/1)

- 18 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

พวงมาลัย
พวงมาลัยเปนชิ้นสวนที่ใชเปลีย่ นทิศทาง
ของลอหนาตามความตองการของผูขับขี่
หัวขอในการบํารุงรักษาจะรวมถึงการ
ตรวจสอบระยะฟรีของพวงมาลัยดวย
1
2
3

พวงมาลัย
แกนพวงมาลัย
ปลอกพวงมาลัย

(1/1)

พวงมาลัย
การทํางานของระบบบังคับเลี้ยวตางๆ

A

- 19 -

กลไกปรับเอนพวงมาลัย
ทําใหคนขับสามารถปรับมุมเอน
พวงมาลัยตามความตองการ

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง
B

กลไกปรับระดับพวงมาลัย
ทําใหคนขับสามารถปรับพวงมาลัยขึ้นลง
ไดตามความตองการ

C

กลไกดูดซับแรงกระแทก
เมื่อมีแรงกระทําตอพวงมาลัยในลักษณะ
รถชน จะทําใหแกนและปลอกพวงมาลัย
ดูดซับแรงกระแทก และทําใหเกิดการ
ยุบตัวลง
1
2

สภาวะปกติ
หลังเกิดการชน

(1/1)

กลไกล็อคพวงมาลัย
เพื่อปองกันการขโมย กลไกนี้จะทําการ
ล็อคแกนพวงมาลัยและปลอกพวงมาลัย
เมื่อมีการดึงพวงกุญแจออก
A
B

1
2
3

ตําแหนงอิสระ
ตําแหนงล็อค
กุญแจสตารท
ล็อค
แกนพวงมาลัย
(1/1)

- 20 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

พวงมาลัยเพาเวอร
พวงมาลัยเพาเวอร
เปนอุปกรณพิเศษสําหรับการบังคับเลี้ยว
โดยติดตั้งอยูในระบบบังคับเลี้ยว ซึ่งกลไก
จะชวยลดแรงในการบังคับเลี้ยวของผูขับขี่
อุปกรณที่ชวยเพิ่มแรงในการบังคับเลี้ยวมี
อยู 2 แบบคือ:
แบบที่ใชระบบไฮโดรลิคและ
แบบที่ใชมอเตอร
ระบบพวงมาลัยเพาเวอรแบบไฮโดรลิค
ระบบพวงมาลัยเพาเวอรจะใชกาํ ลังจาก
เครื่องยนตไปขับเวนปมเพื่อสรางแรงดันน้าํ
มันไฮดรอลิค เมื่อหมุนพวงมาลัย วงจร
น้าํ มันจะเปดวาลวควบคุม ในขณะเดียวกัน
แรงดันน้าํ มันจะไปดันลูกสูบภายใน
กระบอกสูบเพาเวอรและแรงดันนี้จะไปชวย
ลดแรงในการบังคับเลี้ยว ดังนั้นจําเปน
อยางยิ่งที่ตองตรวจสอบการรั่วของน้าํ มัน
พวงมาลัยตามระยะ
1
2
3
4
5
6
7

ถังเติมน้าํ มันพวงมาลัยเพาเวอร
เวนปม
วาลวควบคุม
เสื้อเฟองสะพาน
ลูกสูบ
พวงมาลัย
เครื่องยนต

(1/1)

- 21 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

ขอมูลอางอิง
A ¾Ç§ÁÒÅÑÂà¾ÒàÇÍÃìäδÃÍÅԤ俿éÒ
(EHPS)
โดยปกติ พวงมาลัยเพาเวอรจะใชแรงขับ
จากเครื่องยนตเพื่อขับเวนปม
เพื่อสรางแรงดันไฮดรอลิค อยางไรก็ตาม
ระบบ EHPS ใชมอเตอรไฟฟา เพื่อลดแรง
ที่ใชหมุนพวงมาลัย
B

¾Ç§ÁÒÅÑÂà¾ÒàÇÍÃìÁÍàµÍÃìä¿¿éÒ
(EMPS)
EMPS จะชวยลดภาระการทํางาน
ของพวงมาลัย โดยไดรับแรงขับโดยตรง
จากมอเตอรไฟฟาไมใชจากแรงดัน
ไฮดรอลิค
1
2
3

4

ถังเติมน้าํ มันพวงมาลัยเพาเวอร
เวนปมพรอมมอเตอร
กลอง ECU EMPS
(ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส)
มอเตอรไฟฟา
(1/1)

เบรก

àºÃ¡
àºÃ¡¨ÐªèÇÂÅ´¤ÇÒÁàÃçÇËÃ×ÍËÂشöËÃ×Í
»éͧ¡Ñ¹Ã¶à¤Å×è͹·Õ袳Шʹ

- 22 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง
1

เบรกเทา

2

เบรกมือ

(1/1)

เบรก

เบรกเทา
เบรกเทาจะใชควบคุมความเร็วรถและ
การหยุดรถ
โดยทั่วไป ดิสกเบรกจะใชกับลอหนา
สวนลอหลังจะใชดิสกเบรกหรือดรัมเบรก
1
2
3
4
5
6

แปนเหยียบเบรก
หมอลมเบรก
แมปมเบรก
วาลวปรับแรงดันน้าํ มันเบรก(P วาลว)
ดิสกเบรก
ดรัมเบรก
(1/7)

- 23 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

จากการทํางานตามรูปภาพ
เมื่อเหยียบแปนเบรก แรงดันไฮดรอลิค
จะเพิ่มขึ้น
• ดิสกเบรก:
หยุดการหมุนของลอดวยแรงเสียดทาน
ที่เกิดขึ้นระหวางผาเบรกซึ่งกดเขากับ
จานเบรก
• ดรัมเบรก:
ฝกเบรกถางออก เพื่อหยุดการหมุนของ
ลอดวยแรงเสียดทาน ซึ่งเกิดขึ้นโดยการ
ดันผาเบรกใหแนบกับดรัมเบรก
1
2
3
4
5
6
7
8
9

แปนเบรก
หมอลมเบรก
แมปมเบรก
คาลิปเปอรเบรก
ผาดิสกเบรก
จานเบรก
ดรัมเบรก
ผาเบรก
ฝกเบรก
(2/7)

- 24 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง
A

1
2
3
4

แปนเบรก
เปนสวนที่ใชรับแรงจากเทาคนขับ ซึ่งแรงนี้
จะเปลี่ยนเปนแรงดันไฮดรอลิคใน
ระบบเบรก
ซึ่งแรงดันไฮดรอลิคนี้แปรผันตามแรง
เหยียบแปนเบรกของผูขับขี่
ดังนั้นในการบํารุงรักษาจึงจําเปนตองมีการ
ตรวจสอบความสูงของแปนเบรกและ
ระยะฟรีแปนเบรก
B หมอลมเบรก
คืออุปกรณที่เพิ่มแรงสําหรับไปดันแมปม
เบรก โดยแรงที่แปนเบรกขึ้นอยูกับการ
เหยียบแปนเบรกของคนขับ
สูญญากาศจากทอรวมไอดีจะเปนตัวผอน
แรงในการเหยียบเบรก
C แมปมเบรก
อุปกรณที่เปลีย่ นแรงดันจากการเหยียบ
เบรกไปเปนแรงดันไฮดรอลิค
ประกอบดวย ถวยน้าํ มันเบรกและ
กระบอกเบรก ซึ่งเปนตัวสรางแรงดัน
ไฮดรอลิค
แรงดันไฮดรอลิคนี้จะสงไปดันลูกสูบ
คาลิปเปอรเบรกของลอหนาและลอหลัง
แลวจึงไปดันผาเบรก
ในตารางบํารุงรักษาจึงตองมีการเปลี่ยนน้าํ
มันเบรก

ถวยน้าํ มันเบรก
กระบอกเบรก
ไปลอหนา (เบรก)
ไปลอหลัง (เบรก)

(3/7)

- 25 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

ผาดิสกเบรกจะถูกดันใหตา นการหมุนของ
จานดิสกเบรกกับลอรถ ซึ่งมันจะสราง
แรงเสียดทานขึ้น เพื่อควบคุมการหมุน
ของลอ
คาลิปเปอรดิสกเบรก
ลูกสูบเบรกจะดันผาดิสกเบรกใหตานการ
หมุนของจานดิสกเบรกโดยแรงดันน้าํ มัน
ไฮดรอลิคที่ไดจากแมปมเบรก
A
B

1
2
3
4
5

กอนทํางาน
ระหวางทํางาน
คาลิปเปอรดิสกเบรก
ผาดิสกเบรก
จานดิสกเบรก
ลูกสูบ
น้าํ มันเบรก
(4/7)

1
2
3
4

ขอมูลอางอิง :
ชนิดของคาลิปเปอรดิสกเบรก
A คาลิปเปอรดิสกเบรกแบบอยูกับที่
คาลิปเปอรชนิดนี้จะมีลูกสูบคู ดันผา
ดิสกเบรกอยูตรงขามกัน
B คาลิปเปอรดิสกเบรกอิสระ
คาลิปเปอรชนิดนี้ จะมีลูกสูบอยูดาน
เดียวของคาลิปเปอร ลูกสูบจะถูกดันดวย
แรงดันไฮดรอลิค มันจะทําใหลอรถหยุด
การเคลื่อนทีด่ วยความฝด คาลิปเปอรมี
หลายชนิด ขึ้นอยูกับการติดตัง้ แผน
ประกับเบรก
a แบบ FS (แบบ 2 สลัก)
b แบบ AD (แบบสลักเดียว, หนึ่งโบลท)
c แบบ PD (แบบ 2 โบลท)

สลัก
โบลท
คาลิปเปอร
แผนประกับ

(1/1)

- 26 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

ผาดิสกเบรก
เปนวัตถุทมี่ ีความฝดที่จะดันตานการหมุน
ของจานดิสกเบรก
หัวขอในการบํารุงรักษาจะรวมถึงการตรวจ
สอบความหนาของผาดิสกเบรก
แผนปองกันเสียงดังของผาเบรก
เพื่อปองกันเสียงดังผิดปกติขณะที่ผาเบรก
ทํางานเมื่อเหยียบเบรก
1
2

ผาดิสกเบรก
แผนปองกันเสียงดังของผาเบรก
(5/7)

จานดิสกเบรก
จานดิสกเบรคนี้เปนจานโลหะที่หมุนไป
พรอมกับลอมีทั้งหมด 3 ชนิด ไดแก
จานดิสกเบรกแบบแผนเดียวและจาน
ดิสกเบรกแบบมีชองระบายอากาศอยู
ขางใน
มีจานดิสกเบรกแบบมีดรัมเบรกอีกดวย
A
B
C

แบบแผนเดียว
แบบมีชองระบายอากาศ
แบบมีดรัมเบรก
(6/7)

- 27 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

ดรัมเบรกจะหมุนไปพรอมกับลอ ฝกเบรก
กดตานดรัมเบรกจากภายใน และแรง
เสียดทานจะควบคุมการหมุนของลอ
จึงจําเปนตองมีการตรวจสอบดรัมเบรก
และผาเบรก
ขอแนะนํา:
ฝกเบรกจะถูกกดเพื่อตานการหมุน
จานเบรกจากภายในทําใหเกิดแรงเบรก
เมือ่ กดในทิศทางเดียวกันกับการหมุน
ของดรัมเบรก ฝกเบรกเขาไปขัด
ทิศทางการหมุนดวยความฝดที่เกิดขึ้น
กับดรัมเบรก ผลที่ไดคือการเพิ่ม
ความฝด ซึ่งเรียกวาปฏิกิริยาเพิ่ม
พลังงานดวยตัวเอง
1

กระบอกเบรกที่ลอ
จะมีลกู สูบที่ติดถวยยางอยูในกระบอกสูบ ลูกสูบนี้จะสงผานแรงดันไฮดรอลิคจากแมปมเบรกไปยังฝกเบรก
และกดติดกับผาเบรก
2 ฝกเบรก
ผาเบรกคือวัตถุที่มีความฝดซึ่งกดตานการหมุนของดรัมเบรก โดยจะอยูบนผิวของฝกเบรก
ฝกเบรกของชุดกานนําจะทําปฏิกิริยาตานกลับดวยตัวเอง ซึ่งทําใหรถเคลื่อนที่
ฝกเบรกในจะติดอยูดานตรงขามกับฝกเบรกนอก
3 ผาเบรก
ผาเบรกคือวัตถุที่มีความฝดซึ่งกดตานการหมุนของดรัมเบรก โดยจะอยูบนผิวของฝกเบรก
ฝกเบรกของชุดกานนําจะทําปฏิกิริยาตานกลับดวยตัวเอง ซึ่งทําใหรถเคลื่อนที่
ฝกเบรกในจะติดอยูดานตรงขามกับฝกเบรกนอก
4 ดรัมเบรก
ดรัมจะหมุนไปพรอมกับลอ
5 ลูกสูบ
คือสวนที่รบั แรงดันไฮดรอลิคจากแมปมเบรกและกดฝกเบรกไปที่ดรัมเบรก
6 ลูกยางเบรก
คือสวนที่เปนยาง ซึ่งใชเก็บซีลน้าํ มันระหวางกระบอกสูบและลูกสูบ
(7/7)

- 28 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

ขอมูลอางอิง:
ชนิดของดรัมเบรก
ดรัมเบรกมีแตกตางกันหลายชนิด
ขึ้นอยูกับการรวมกันของฝกนําและฝกตาม
ของฝกเบรก การใชงานใหเหมาะสมขึ้น
อยูกับวัตถุประสงค ของการใหแรงดัน
ของฝกนําและฝกตาม
A
B
C
D

1
2
3

แบบฝกตามและฝกนํา
แบบฝกคู
แบบยูนิ-เซอรโว
แบบดูโอ-เซอรโว
กระบอกเบรกที่ลอ
ติดกับดุม
กระบอกเบรกปรับตั้ง

ลูกศรสีแดง:
ทิศทางการหมุนของลอ
ลูกศรสีชมพู:
ทิศทางการเคลือ่ นที่ของลูกสูบ
จากรูปภาพซายมือจะมีสีแสดงของ
ชุดฝกเบรก
ฝกเบรกของชุดฝกนํา: สีสม
ฝกเบรกของชุดฝกตาม: สีนา้ํ เงิน
(1/1)

- 29 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

วาลวปรับแรงดันน้ํามันเบรก (P วาลว)
วาลวนี้จะถูกติดตั้งระหวางแมปมเบรก
กับเบรกลอหลัง มันจะจายแรงดัน
ไฮดรอลิคที่เหมาะสมไปที่ลอหนาและ
ลอหลัง เพื่อใหแรงเบรกคงที่
แรงดันไฮดรอลิคที่เพิ่มขึ้นจะถูกจายไป
ที่ลอ หลัง (ซึ่งอาจจะเกิดการล็อคของ
เบรกขณะที่ชะลอความเร็ว)
ซึ่งจะตั้งแรงดันไฮดรอลิคใหตา่ํ กวาลอหนา
1
2
3
4
5

หมอลมเบรก
แมปมเบรก
วาลวปรับแรงดัน (P วาลว)
เบรกหนาซาย
เบรกหลังซาย
(1/1)

- 30 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

ขอมูลอางอิง:
P & BV, LSPV และ LSPV & BV
A P & BV (วาลวปรับแรงดันน้า
ํ มันเบรก
และวาลวระบาย)
เมื่อวงจรแรงดันเบรกลอหนาบกพรอง
วาลวระบายจะเปดออกใหนา้ํ มันเบรก
สงไปยังกระบอกสูบที่ลอ หลังไดมากขึ้น
B LSPV (วาลวจัดอัตราสวนน้า
ํ มัน
ตามน้าํ หนัก)
ทําหนาที่ควบคุมแรงดันน้าํ มันที่
กระทํากับลอหลังตามน้าํ หนักที่เปลี่ยน
แปลงไป ถารถบรรทุกมีนา้ํ หนักมาก
แรงดันน้าํ มันที่ลอหลังจะมากขึ้น
C LSPV & BV (วาลวจัดอัตราสวนน้า
ํ มัน
ตามน้าํ หนักและมีวาลวระบาย)
การทํางานเหมือนกับ LSPV และ BV
รวมกัน
1
2
3
4
5
6
7

วาลวปรับแรงดันน้าํ มันเบรก (P วาลว)
วาลวระบาย
จากแมปมเบรกหนา
ไปยังกระบอกสูบที่ลอหนา
จากแมปมเบรกหลัง
ไปยังกระบอกสูบที่ลอหลัง
สปริงตรวจจับน้าํ หนัก
(1/1)

เบรกมือ
เบรกมือโดยทั่วไปจะใชขณะจอดรถ
กลไกของเบรกจะล็อคที่ลอ หลัง
การบํารุงรักษาจะตองมีการปรับตั้ง
กานดึงเบรกมือ
1

กานดึงเบรกมือ
คันที่ใชสั่งการใหเบรกมือทํางาน
2 สายเบรกมือ
สายที่สงกําลังจากคันเบรกมือไปยัง
เบรกมือ
3 เบรกหลัง
กดฝกเบรก (ผาดิสกเบรก) ใหติดกับ
ดรัม (จานเบรก) เพื่อใหรถหยุดอยูกับที่

- 31 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง
(1/1)

ขอมูลอางอิง:
ชนิดคันดึงเบรกมือ
A

ชนิดคันดึงเบรกมืออยูต รงกลาง
สวนมากใชในรถเกงและรถกระบะธรรมดา
B

ชนิดใชมือดึงเขาหาคนขับ
ใชในรถกระบะบางรุน
C

ชนิดใชเทาเหยียบ
ใชในรถเกงที่มีราคาสูง
1
2

คันปลดล็อคเบรกมือ
แปนเหยียบ
(1/1)

ชนิดโครงสรางเบรกมือ
เบรกมือมีอยูหลายชนิด ขึ้นอยูกับชนิด
ของเบรกหลัง
เบรกมือชนิดใชรวมกับเบรกเทา
A แบบดรัมเบรก
ดึงกานเบรกพรอมสายใหฝกเบรกกดติด
กับดรัม เพื่อใหรถหยุดอยูกับที่
B แบบดิสกเบรก
ดึงคันพรอมสาย ใหผาดิสกเบรกกดติด
กับจานเบรกและลูกสูบ เพื่อใหรถหยุด
อยูกับที่
C เบรกมือแบบดรัมอยูในจานเบรก
ดึงกานเบรกพรอมสาย ใหฝก เบรกกดติด
กับดรัม เพื่อยึดจานเบรกใหอยูกับที่
D เบรกมือแบบล็อคที่เพลากลาง
ดึงกานเบรกพรอมสาย ใหฝก เบรกกดติด
กับดรัม เพื่อยึดเพลากลางใหอยูกับที่
1
2
3
4
5
6

ฝกเบรก
กานดันฝกเบรก
ลูกสูบ
แผนดิสกเบรก
จานดิสกเบรก
สายเบรกมือ
(1/1)

- 32 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

ABS (ระบบปองกันเบรกล็อค)
ถาเกิดเบรกล็อคขณะทําการเหยียบเบรก
ระบบ ABS จะใชคอมพิวเตอรควบคุม
แรงดันน้าํ มันไฮดรอลิคเพื่อที่จะสงแรงดัน
น้าํ มันไปยังกระบอกเบรกและลูกสูบเบรกที่
ลอใหลดลง โดยระบบนี้จะปองกัน
จากการลื่นหรือไมสามารถควบคุมทิศทาง
ของรถได
1
2
3

A
B

ECU (ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส)
แอ็คชิวเอเตอร ABS
เซ็นเซอร
มี ABS
ไมมี ABS

(1/2)

- 33 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต
(

ชวงลาง

ขอมูลอางอิง:
ABS พรอม EBD (ระบบกระจายแรง
เบรกดวยอิเล็กทรอนิกส)
ABS พรอม EBD จะทําหนาทีก่ ระจายแรง
เบรกใหเหมาะสม ทั้งลอหนา, หลัง ลอซาย
และขวา ซึ่งขึ้นอยูกับสภาวะการขับขี่
ระบบนี้จะควบคุมแรงเบรกที่ลอหนา, หลัง
ขึ้นอยูกับน้าํ หนักที่บรรทุกและภาระที่
เปลี่ยนแปลงจากการเรงและเบรก
อยางไรก็ตาม ระบบจะควบคุมแรงเบรก
ที่ลอ ซาย, ขวา ในสภาวะที่รถกําลังเลี้ยว
หรือเขาโคงดวย
A
B
C

สภาวะปกติ
สภาวะมีนา้ํ หนักบรรทุก
ขณะที่เบรกเขาโคง
(1/1)

BA (ระบบชวยเบรก)
ระบบนี้จะชวยเพิ่มแรงเบรกขณะที่ฉุกเฉิน
หรือเบรกกะทันหัน
แมวา ABS จะทําการเบรกไดอยางดีแลว
ก็ตาม แตแรงเบรกอาจไมเพียงพอ
ในบางสภาวะเชน เบรกกะทันหัน,
การขับลงเนินหรือบรรทุกผูโดยสารมากๆ
กรณีนี้ คอมพิวเตอรจะควบคุมแรงดัน
ไฮดรอลิค เพื่อเพิ่มแรงเบรกใหเพียงพอ

F : แรงเบรก H : เวลา A มี BA
1 ECU (ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส)
2 แอ็คชิวเอเตอร
3 เซ็นเซอร
4 แปนเบรก

B

โดยคอมพิวเตอรจะวัดจากความเร็วของ
ไมมี BA ↑: แรงเบรกที่เพิ่มขึ้น การเหยียบแปนเบรกหรือความดันที่
เพิ่มขึ้นของแมปมเบรก

(1/1)

- 34 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

TRC (ระบบปองกันลอหมุนฟรี)
เมื่อมีแรงขับเคลื่อนมาที่ลอ ในขณะที่
รถออกตัว ระบบ TRC จะรักษาการทรงตัว
ของรถจากการลื่นไถลของลอ
โดยการลดกําลังเครื่องยนตและเพิ่มแรง
เบรก เพื่อลดการลื่นไถลของลอ
ขอแนะนํา:
ยังมีระบบ TRC อีกแบบหนึ่งเรียกวา
"Active TRC" ซึ่งใชในรถ 4WD จะใชงาน
เมื่อถนนขรุขระ โดยระบบจะปองกันลอจาก
การยกตัวออกจากพื้นและการลื่นไถล
1

2

3

4

ทําใหรถออกตัวและเรงเความเร็วได
อยางนุมนวลบนถนนลื่น
เพื่อความคลองแคลวและการทรงตัว
แมในขณะเรงความเร็ว
เพื่อใหรถเลี้ยวอยางมีสเถียรภาพ
แมในขณะเขาโคง
เพื่อใหรถออกตัวและเรงความเร็วได
อยางมัน่ คงเมือ่ ลอซายและขวายึดถนน
ในลักษณะที่ตางกัน
(1/1)

VSC (ระบบควบคุมการทรงตัวของรถ)
ระบบ VSC เปนระบบที่จะควบคุมการ
ทรงตัวของรถขณะเขาโคง
โดยจะควบคุมแรงเบรกขณะที่รถเสียการ
ทรงตัว และลดกําลังเครื่องยนต เพื่อรักษา
การทรงตัวของรถ
ขอแนะนํา:
• ชื่อเรียกอื่นของ VSC
อเมริกาเหนือ:
ระบบควบคุมการลื่นไถล
อื่นๆ : ระบบควบคุมการทรงตัวของรถ
1
2
3
4
5
6
7

ECU (ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส)
VSC แอ็คชิวเอเตอร
ลิน้ เรง
G เซ็นเซอร
เซ็นเซอรความเร็วรถ
เซ็นเซอรการเบี่ยงเบน
เซ็นเซอรมุมพวงมาลัย

A

ขณะที่เกิด understeer:
จะสรางแรงเบรกเพิ่มที่ลอหลังดานใน
B ขณะที่เกิด oversteer:
จะสรางแรงเบรกที่ลอหนาดานนอก

- 35 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง
(1/1)

การทํางานของ ABS
1. เซ็นเซอรของระบบนี้จะตรวจสอบ
ความเร็วในการหมุนของลอทั้ง 4
เมือ่ ลอมีอาการล็อค ระบบนี้จะลด
แรงเบรกของลอทันทีเพื่อใหลอที่ถูก
ล็อคสามารถหมุนได
2. หลังจากที่ลอคืนสูสภาพการหมุนเดิม
อุปกรณเบรกจะกลับมาทําหนาที่
เหมือนเดิม
3. ถาลอมีการล็อคขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ระบบนี้
จะปลดปลอยแรงเบรกเฉพาะลอที่ลอ็ ค
4. ระบบนี้จะทําซ้าํ ๆ มากกวา 12 ครั้งตอ
วินาที เพื่อใหขีดความสามารถการ
ทํางานของเบรกไดสูงสุด เพื่อใหแนใจ
วารถอยูในการควบคุมและสามารถ
ควบคุมทิศทางไดอยางคลองแคลว
1
2
3

ECU (หนวยควบคุมอิเล็คทรอนิกส)
แอ็คชิวเอเตอร
เซ็นเซอร
(2/2)

- 36 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

ÂÒ§

ยาง
มีชิ้นสวนมากมายที่ใชในรถยนต ยางเปน
ชิ้นสวนเดียวทีส่ ัมผัสกับพื้นถนนและรองรับ
หนาที่ 3 อยาง: การขับขี่ การเลี้ยว
และการหยุดรถ
หัวขอในการบํารุงรักษารวมถึงการ
ตรวจสอบ (ความเสียหายภายนอก
ความลึกดอกยาง และลักษณะการสึกหรอ)
การเติมแรงดันลมยาง และการสลับยาง
1

ดอกยาง
คือชั้นนอกของยางที่ปกปองโครงลวดตาม
ขวางและปองกันการสึกหรอและขาด
2 โครงลวดตามขนาน
คือยางเสริมที่ติดรอบๆ ระหวางดอกยาง
กับโครงลวดตามขวาง
3 โครงลวดตามขวาง
จะหลอขึ้นเปนโครงรางของยางและตัวยาง
4 ผาใบชั้นใน
คือชั้นของยางที่เปนยางใน ซึ่งติดอยูที่ผนัง
ดานในของยาง
5 ลวดขอบยาง
ยึดยางเขากับขอบยาง
A

ยางเรเดียล
เปรียบเทียบกับยางไบแอส ยางเรเดียลจะ
มีการปดตัวของดอกยางนอยกวา ดังนั้น
จึงใหการเกาะถนนและสมรรถนะในการ
เขาโคงดีกวา เพราะวามีดอกยางที่แข็งกวา
แตมันจะมีผลตอกระเดงกระดอนบน
ผิวถนน ทําใหความรูสึกสบายในการขับขี่
ลดลงเล็กนอย
B ยางไบแอส
เปรียบเทียบกับยางเรเดียล ยางนี้จะใหการ
ขับขี่ที่นุมกวา แตสมรรถนะในการเขาโคง
จะดอยกวายางเรเดียล
(1/1)

- 37 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

1
2
3
4

ชวงลาง

ขอมูลอางอิง:
ประเภทและลักษณะของยาง
A ชนิดมียางใน
มียางในที่สามารถสูบลมใหพองได
B ชนิดไมมียางใน
ยางชนิดนี้จะมีซีลของยางพิเศษเรียกวา
'ลวดขอบยาง' อยูแทนที่ยางใน
C ชนิดแกมเตี้ย
ยางชนิดนี้จะมีพื้นทีห่ นาตัดของยางต่าํ
และมี aspect ratio หรือ ซีรีส60%*
เวลาเลี้ยวหรือเขาโคง ยางจะยุบตัวนอย
จึงสงผานแรงไดมาก
*: Aspect ratio = ความสูง/ความกวาง x
100%
D ชนิดไมมีลม
ที่ผนังของยางชนิดนี้จะมียางเสริมอยู
ทําใหเมื่อเกิดการรั่วหรือแบนจนแรงดันลม
ยางเปนศูนย รถจะสามารถวิ่งไดอีก
ประมาณ 100 กม. (62 ไมล) ที่ความเร็ว
สูงสุดไมเกิน 60 กม./ชม. (37 ไมล)
E ยางอะไหล (ชนิดที)
ใชเมื่อยางปกติไมสามาถใชงานได
โดยยางชนิดนี้จะมีแรงดันลมยางสูง และ
เสนทแยงมุมแคบ

ยางใน
วาลว
ลวดขอบยาง
ยางเสริมดานขาง

(1/1)

รหัสการตรวจสอบของยาง
ขนาด, ประสิทธิภาพและโครงสรางของยาง
ซึ่งแสดงไวที่แกมของยาง
ภาพทางดานซายมือจะบอกขนาดและ
ขอมูลตางๆ ของยาง
H
W
D1
D2

ความสูงยาง
ความกวางยาง
ขนาดเสนผาศูนยกลางของกระทะลอ
ขนาดเสนผาศูนยกลางภายนอก
(1/2)

- 38 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

ขอมูลอางอิง:
วิธีอานสัญลักษณของยาง

1. ยางเรเดียล

2. ระบบรหัสยางตามมาตรฐาน ISO
(International Standardization
Organization)

- 39 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

3. ยางไบแอส

4. ยางอะไหล (ยางแบบที)

(1/2)

- 40 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

อัตราสวนของยาง
อัตราสวนความสูงของแกมกับหนากวาง
ของยางจะบอกเปน %
อัตราสวน =
W
H

H

/

W

x 100(%)

ความกวาง
ความสูง

ยางที่อตั ราสวนสูง
ประสิทธิภาพในการเขาโคงลดลง
ใหการขับขี่ที่นุมนวล เหมาะสําหรับ
รถครอบครัว
• ยางที่มอ
ี ัตราสวนต่าํ
ความนุมนวลในการขับขี่นอยลง
เหมาะสําหรับรถสปอรตเพราะเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการเขาโคงมากขึ้น
(2/2)

กระทะลอ

กระทะลอ
กระทะลอเปนชิ้นสวนที่มีรูปรางทรงกลมซึง่
จะติดอยูกับยางรถยนต เพื่อทําหนาที่
พื้นฐาน 3 อยาง: การขับขี่, การเลี้ยวและ
การหยุด
A

กระทะลอเหล็กอัดขึ้นรูป(ลอเหล็ก)
กระทะลอเหล็กอัดขึ้นรูปจะมีนา้ํ หนักมาก
แตแข็งแรง
B กระทะลอหลออัลลอย(ลอแม็ก)
กระทะลอหลออัลลอย มันจะมีนา้ํ หนักเบา
เพื่อออกแบบใหใชไดอยางดีเยี่ยม เมื่อ
เปรียบเทียบกับกระทะลอเหล็กจะรับแรง
ไดนอยกวา
(1/2)

- 41 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

รหัสเฉพาะของกระทะลอ
ขนาดของกระทะจะถูกกําหนดไวบนขอบ
ของกระทะลอ
A
B

1
2
3
4
5
6
7

กระทะลอเหล็กอัดขึ้นรูป
กระทะลอหลออัลลอย
ความกวางของกระทะลอ
ขอบกระทะลอ
ออฟเซ็ท
เสนผาศูนยกลางขอบกระทะลอ
ศูนยกลางกระทะลอ
P.C.D.(เสนผานศูนยกลางระยะพืตช)
หนาแปลนกระทะลอ
(2/2)

ขอมูลอางอิง:
วิธีอานขนาดของกระทะลอ
*1 : รหัส "J" และ "JJ" ถูกใชบอยครั้ง
ขึ้นอยูกับรูปรางของหนาแปลนกระทะลอ
JJ จะบางกวา J ซึ่งทําใหยางรับแรง
กระเทือนนอยหรือไมมีเลย

(1/1)

- 42 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

คําถาม-1
ใหทาํ เครื่องหมายลงในชองถูกถาขอความนั้นอธิบายถูกตอง หรือชองผิดถาขอความนั้นอธิบายไมถูกตอง:
ขอ

คําถาม

ถูกหรือผิด

1

วาลวปรับแรงดัน (Pวาลว) จะกระจายแรงดันไฮดรอลิค
ที่กระทําตอเบรกหนาและหลัง เพื่อแรงเบรคที่สมดุล

ถูก

ผิด

2

ดรัมเบรกจะหยุดการหมุนของลอ โดยใชแรงเสียดทานที่ถูกสราง
เมือ่ ผาเบรกบีบชนกับดรัม

ถูก

ผิด

3

แมปมเบรกจะเปลี่ยนแรงเบรกที่แปนเบรกไปเปนแรงดันไฮดรอลิค

ถูก

ผิด

4

ยางคือ ชิ้นสวนเดียวของรถยนตที่สัมผัสกับผิวถนน

ถูก

ผิด

5

สปริงแผน (แหนบ) ใชประโยชนจากความยืดหยุนของการบิดตัว
และใชในรถบรรทุก

ถูก

ผิด

คําถาม-2
ขอความใดตอไปนี้ อธิบายเกี่ยวกับระบบคานแข็งไดอยางถูกตอง?
1. ระบบคานแข็ง จะใชแขนรองรับแยกลอซายขวา โดยติดตั้งกับโครงรถผานสปริง
2. ระบบคานแข็ง จะใชเพลาทอนเดียวยึดเขากับลอซายและขวา โดยติดตั้งกับโครงรถโดยผานสปริง
3. แมคเฟอรสันสตรัท คือ ระบบรองรับคานแข็งชนิดหนึ่ง
4. ระบบรองรับแบบกึ่งแขนตาม (semi-trailing arm type suspension) คือ ระบบคานแข็งชนิดหนึ่ง

- 43 -

เฉลย

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ชวงลาง

คําถาม-3
จากรูปภาพดานลาง ขอใดแสดงมุมแคสเตอรไดถูกตอง

A.

B.

C.

¡

¢

¤

§

D.

คําถาม-4
จากกลุมคําอยูดานลาง จงเลือกขอที่อธิบายประโยคตอไปนี้ไดเหมาะสมที่สุด:
ขอ

คําถาม

1

ระบบนี้ใชคอมพิวเตอรควบคุมแรงดันไฮดรอลิคที่แมปมเบรก เพื่อปองกันลอจากการล็อคตัว เมื่อเบรกกะทันหัน

2

ระบบนี้ ควบคุมแรงดันไฮดรอลิค เพื่อสรางแรงเบรก เมื่อคอมพิวเตอรพบวาอยูในสภาวะเบรกกะทันหัน

3

ระบบนี้จะชวยในการทรงตัว โดยการปองกันลอลื่นไถลเมื่อมีแรงมากระทําที่ลอ เชน เมื่อรถออกตัว

4

ระบบนี้จะชวยในการควบคุมการทรงตัวของรถในขณะเลี้ยวหรือเขาโคง
ก) TEMS
คําถาม: 1.

ข) VSC

ค) TRC

2.

3.

- 44 -

ง) ABS

จ) BA
4.

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

ไฟฟาเครื่องยนต
ชิ้นสวนอุปกรณตางๆมีความจําเปนสําหรับ
การสตารทเครื่องยนตและทําให
เครื่องยนตทาํ งานอยางราบรื่น
1

แบตเตอรี่
เปนตัวจายไฟใหกับชิ้นสวนไฟฟาตางๆ
ในรถ
2 มอเตอรสตารท (ระบบสตารท)
คือระบบที่ใชสตารทเครื่องยนต
3 อัลเทอรเนเตอร (ระบบไฟชารจ)
คือระบบที่จายไฟฟาสําหรับใชในรถยนต
และชารจแบตเตอรี่
4 คอลยจุดระเบิด (ระบบจุดระเบิด)
คือระบบที่จุดระเบิดสวนผสมเชื้อเพลิงกับ
อากาศ
5 สวิตชจุดระเบิด
คือสวิตชหลักของรถ
6 มาตรวัดรวม (ไฟเตือนไฟชารจ)
จะติดขึ้นหากไมสามารถชารจไฟได
7 เซ็นเซอรตางๆ
คือสวนที่ตรวจจับอุณหภูมนิ า้ํ หรือ
ความเร็วเครื่องยนต และสงตอไปยัง ECU
(1/1)

- 1 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่
แบตเตอรี่เปนอุปกรณที่สามารถประจุไฟได
ซึ่งจะใหพลังงานสําหรับอุปกรณไฟฟาใน
ขณะที่เครื่องยนตหยุดทํางานเมือ่
เครื่องยนตทาํ งาน แบตเตอรีจ่ ะประจุ
กระแสไฟไวใชสาํ หรับระบบไฟฟาใน
รถยนต
ขอแนะนํา:
การตรวจสอบแบตเตอรี่จะประกอบไป
ดวย การตรวจสอบระดับและคา
ความหนาแนนของน้าํ กลัน่ แบตเตอรี่
คําเตือน:
เมือ่ มีการปฎิบัติการเกี่ยวกับแบตเตอรี่
จะตองระมัดระวังดังตอไปนี้:
• เก็บแบตเตอรีใ่ หหางจากไฟระหวาง
การประจุไฟ เพราะแกสไฮโดรเจน
จะเกิดการแพรกระจาย
• ระวังน้า
ํ กรดแบตเตอรี่ ซึ่งจะมี
กรดซัลฟูริค, ใหหางจากรางกาย,
เสื้อผาหรือตัวถังรถยนต
1

ขั้วลบ
คือสวนของแบตเตอรี่ที่ตอกับสายขั้วลบ
2 รูระบาย
ระบายไอแกสขณะจายประจุ
ซึ่งจะเสียบเขากับน้าํ กลัน่
3 เครื่องหมายบอกระดับ
ใชในการตรวจเช็คสถานะการชารจหรือ
ระดับของน้าํ กลั่น
4 ขั้วบวก
คือสวนของแบตเตอรี่ที่ตอกับสายขั้วบวก
5 น้า
ํ กรดแบตเตอรี่
ปฎิกิริยาเคมีของแผนธาตุที่จายและ
คายประจุ
6 ซี่
แตละเซลลจะจายกระแสไฟฟาออกมา
ประมาณ 2.1 V
7 แผนธาตุ
ประกอบไปดวยแผนธาตุขั้วบวกและลบ
(1/2)

- 2 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

แบตเตอรี่
หลักการประจุไฟและการคายประจุ
แบตเตอรี่จะประจุและคายประจุพลังงาน
ไฟฟาโดยผานปฏิกิริยาทางเคมีของน้าํ กรด
1

H2SO4:ซัลฟูริค H2O:น้าํ

H2:ไฮโดรเจน O2:ออกซิเจน

การคายประจุ
พลังงานไฟฟาจะถูกสรางขึ้นเมื่อกรด
ซัลฟูริกของน้าํ กรดทําปฏิกริยากับตะกั่ว
เและกลับกลายเปนน้าํ ในขณะเดียวกันนี้
กรดซัลฟูรกิ จะรวมตัวกับแผนธาตุ เปนเหตุ
ใหแผนขั้วบวกและขั้วลบกลายเปนตะกั่ว
ซัลเฟต
2 การเก็บประจุ
เพราะกรดซัลฟูริกถูกคายประจุจาก
แผนธาตุ น้าํ ยาอิเล็กโทรไลทจะกลับกลาย
เปนกรดซัลฟูริก และคาความถวงจําเพาะ
ของน้าํ ยาอิเล็กโทรไลทจะเพิ่มขึ้น แผนธาตุ
ขั้วบวกจะกลายเปนตะกั่วออกไซด และ
แผนธาตุขั้วลบจะกลายเปนตะกั่วธรรมดา
A คายประจุกระแสไฟฟา
B เก็บไฟฟากระแสไฟฟา
ขอแนะนํา:
เมือ่ เกิดปฏิกริยาทางเคมี
(การแยกตัวของน้าํ ดวยไฟฟา)
จะเกิดขึ้นกับน้าํ ยาอิเล็กโทรไลท
ระหวางการประจุ แผนธาตุขั้วบวก
จะสรางกาซออกซิเจนและแผนธาตุ
ขั้วลบจะสรางกาซไฮโดรเจน
เนื่องจากการแยกตัวของน้าํ ดวยไฟฟา
ปริมาณน้าํ ยาอิเล็กโทรไลทจะลดลง
ดังนั้นจึงมีความจําเปนทีจ่ ะตองเติมน้าํ
กลั่นใหมทดแทน
(1/1)

- 3 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

รหัสขอมูลจําเพาะแบตเตอรี่ซึ่งจะทํา
เครื่องหมายไวบนตัวแบตเตอรี่ จะกําหนด
ขนาดและการทํางาน รวมทั้งความจุของ
กระแสไฟที่เก็บในแบตเตอรี่ ความจุของ
แบตเตอรี่

1

ความจุของแบตเตอรี่
แสดงถึงปริมาณของประจุไฟฟาใน
แบตเตอรี่ (ความจุของแบตเตอรี่)
ที่สามารถเก็บได ตัวเลขยิ่งมากจะบอกถึง
ประจุไฟฟาที่แบตเตอรี่สามารถเก็บไดมาก
ความจุของแบตเตอรี่ (AH) =
ปริมาณการคายประจุกระแสไฟฟา X
ระยะเวลาในการคายประจุ

2

ความกวางและความสูงของแบตเตอรี่
ขนาดความกวางและความสูงของแบตเตอรี่
จะแสดงเปนตัวอักษร 1 ใน 8 ตัว (A ถึง H)
อักษร H จะเปนขนาดความกวางและ
ความสูงของแบตเตอรีท่ ี่มากที่สุด
a ความกวาง
b ความสูง

- 4 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต
3

ความยาวของแบตเตอรี่
แสดงถึงความยาวของแบตเตอรี่ มีหนวย
เปนเซนติเมตร (ซม.)
a ความยาว
ตัวอยาง:
ถามีตัวเลข "19" แสดงวามี
ความยาว 19 ซม.

4

ตําแหนงของขั้วลบ
แสดงถึงตําแหนงของขั้วลบวาอยูทางซาย
(L) หรือทางขวา (R) ของแบตเตอรี่
เมื่อดูจากดานหนา (ทิศทางที่สามารถ
อานรหัสขอมูลจําเพาะไดถูกตอง)

(2/2)

แบตเตอรี่
เสนผาศูนยกลางขั้ว
ขั้วบวก (+) และขั้วลบ (-) ของ
แบตเตอรี่มขี นาดเสนผาศูนยกลางที่
แตกตางกัน เพื่อหลีกเลีย่ งการตอผิดขั้ว

(1/1)

- 5 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

ระบบสตารท

ระบบสตารท
ระบบสตารทเปนระบบที่ทาํ ใหเครือ่ งยนต
หมุนเพื่อเริ่มตนทํางานโดยใชมอเตอร
ไฟฟา
1
2
3

แบตเตอรี่
สวิตชจุดระเบิด
มอเตอรสตารท

(1/2)

1
2
3
4
5

ระบบสตารท
มอเตอรแบงออกไดเปน 4 ชนิด ตามรูปที่
แสดงทางดานซายมือ
A แบบทั่วไป
เปนมอเตอรสตารทชนิดหนึ่งซึง่ มี
ทุนอารเมเจอรและเฟองขับ
ซึ่งหมุนไปตามทิศทางเดียวกัน
B แบบเฟองทด
เปนมอเตอรสตารทชนิดที่มีเฟองทด
ระหวางเฟองขับกับเฟองตาม เพื่อลดการ
หมุนของทุนอารเมเจอรและสงกําลังไป
ขับเฟองขับ
C แบบแพลนเนตตารี่
เปนมอเตอรสตารทชนิดหนึ่งซึง่ มีเฟอง
แพลนเนตตารี่ ซึ่งลดการหมุนของ
ทุนอารเมเจอร มันมีขนาดกะทัดรัดกวา
และมีนา้ํ หนักเบากวาชนิดแบบเฟองทด
D แบบผสม
แมเหล็กแบบถาวรถูกใชในฟลดคอลย
ทุนอารเมเจอรถูกสรางใหมีขนาดเล็ก
ดังนั้นจึงทําใหความยาวของ
มอเตอรสตารทชนิดนี้สั้นลงกวาเดิม

เฟองขับ
ทุนอารเมเจอร
เฟองทด
เฟองแพลนเนตตารี่
แมเหล็กถาวร

(1/1)

- 6 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

การทํางานของมอเตอรสตารท
มอเตอรสตารทจะหมุนเครื่องยนต โดย
เฟองขับจะเลือ่ นออกไปขบกับเฟองลอ
ชวยแรง
1
2
3
4
5
6
7
8

สวิตชกุญแจ
ขดลวดดึง
ขดลวดยึด
ฟลดคอลย
ทุนอารเมเจอร
คลัตช
เฟองพีเนียน
ริงเกียร

A. ขณะสตารทเครื่องยนตหมุน
เมื่อหมุนสวิตชจุดระเบิดไปตําแหนง START
กระแสไฟจะไหลไปยังขดลวดดึงและ
ขดลวดยึด ดังนั้นเฟองขับจะเลื่อนไปขบกับ
เฟองของลอชวยแรง ในชวงเวลาเดียวกัน
กระแสจะไหลไปยังขดลวดสนามแมเหล็ก
ทําใหมอเตอรสตารทหมุน ในการเคลื่อนที่
นี้จะสงกําลังไปสูเฟองขับ เฟองลอชวยแรง
และเพลาขอเหวี่ยงเพื่อทําใหเครื่องยนต
หมุน
ขอแนะนํา:
เมือ่ เครื่องยนตสตารทติด เฟองลอ
ชวยแรงจะขับทุนอารเมเจอร เพื่อ
ปองกันมอเตอรจากการหมุนของ
เครื่องยนต คลัตชจะทําหนาที่นี้
เพื่อลดการเสียหายของทุนอารเมเจอร
จากการหมุนที่รอบความเร็วสูง

- 7 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

B. หลังสตารทเครื่องยนต
เมื่อปลอยสวิตชจุดระเบิดจากตําแหนง
START ทิศทางการไหลของกระแสไฟฟา
ที่ไหลไปยังขดลวดจึงจะเปลี่ยนแปลง และ
เฟองขับจะเลือ่ นกลับไปยังตําแหนงเดิม
และเมือ่ กระแสไฟฟาหยุดไหลไปยังขดลวด
สนามแมเหล็ก มอเตอรก็จะหยุดหมุน

(2/2)

ระบบไฟชารจ

ระบบไฟชารจ
ระบบไฟชารจจะผลิตกระแสไฟ เพื่อจายให
กับอุปกรณไฟฟาตามจํานวนกระแสไฟฟาที่
ตองการ และประจุไฟใหกับแบตเตอรี่
ขณะที่เครื่องยนตกาํ ลังทํางาน
ทันทีที่เครื่องยนตทาํ งานสายพานจะขับ
อัลเทอรเนเตอรใหทาํ งานดวย
1
2
3
4

อัลเทอรเนเตอร
แบตเตอรี่
ไฟเตือนไฟชารจ
สวิตชสตารท
(1/1)

อัลเทอรเนเตอร
ขณะเครือ่ งยนตเริ่มทํางาน สายพานขับ
จะทําใหพูลเลยของอัลเทอรเนเตอรหมุน
ซึ่งเปนผลใหโรเตอรหมุนดวยและกระแสไฟ
จะเกิดขึ้นที่ขดลวดของสเตเตอร
1
2
3
4
5
6

พูลเลย
โรเตอร (ขดลวด)
สเตเตอร(ขดลวด)
ชุดแปลงกระแส (ไดโอด)
IC เร็กกูเลเตอร
ขั้ว "B"
(1/2)

- 8 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

อัลเทอรเนเตอร
อัลเทอรเนเตอรแบบ SC
เปนระบบที่นาํ เอาตัวนําไฟฟามาตอเขา
ดวยกันเปนสวนๆ
(ขดลวดทองแดงที่ทาํ มุมสามเหลี่ยม)
ซึ่งขดลวดสเตเตอรจะถูกนํามาเชื่อมตอกัน
เปนสวนๆไป (SC, Segment Conductor)
แทนที่การตอกันของขดลวดในระบบเดิม
เมื่อเปรียบเทียบกับอัลเทอรเนเตอร
แบบเดิมแลว คาความตานทานของแบบ
SC จะลดลง และมีขนาดที่เล็กกวา
ใชขดลวดไฟฟาแบบ 3 เฟส 2 ชุด
ตอเขาดวยกัน ซึ่งสนามแมเหล็กที่
เกิดขึ้นจะหักลางกัน
(ทีเ่ กิดขึ้นในขดลวดสเตเตอร)
เปนการลดเสียงดังของอัลเทอรเนเตอร
(1/1)

อัลเทอรเนเตอร
อัลเทอรเนเตอรมีหนาที่ดวยกัน 3
ประการ:
1
2
3
4

พูลเลย
โรเตอร
ขดลวดโรเตอร
ขดลวดสเตเตอร

A. ผลิตกระแสไฟฟา
หนาที่ของอัลเทอรเนเตอร ผลิตไฟฟา
กระแสสลับ (Generation)
เมื่อเครื่องยนตทาํ งาน สายพานขับจะขับ
พูลเลยอัลเทอรเนเตอร ทําใหขดลวด
สเตเตอรผลิตไฟกระแสสลับ
1
2

- 9 -

ขดลวดโรเตอร
ขดลวดสเตเตอร

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

B. แปลงกระแสไฟฟา
ระบบไฟฟาของรถยนตจะใชไฟฟา
กระแสตรง ดังนั้น ชุดแปลงกระแส
จะเปลี่ยนไฟฟากระแสสลับที่เกิดขึ้นโดย
ขดลวดสเตเตอรใหเปนไฟฟากระแสตรง
1

ชุดแปลงกระแส (Rectifier)

C. ปรับแรงเคลื่อนไฟฟา
ระบบไฟฟาในรถยนตจะใชแรงดันขนาด
12 v. IC เร็กกูเลเตอรจะทําหนาที่ควบคุม
การผลิตกระแสไฟฟาใหมีคาแรงดันไฟฟา
คงที่ ถึงแมวารอบเครื่องยนตจะมีการ
เปลี่ยนแปลง
1

IC เร็กกูเลเตอร

(2/2)

ไฟเตือนไฟชารจ
ไฟเตือนไฟชารจจะสวางขึ้นเมื่อ
อัลเทอรเนเตอรไมสามารถผลิตกระแส
ไฟไดในบางกรณี ตัวอยางเชน
ถาไฟเตือนสวางขึ้น เมือ่ รถยนตเคลื่อนที่
อาจเกิดจากสายพานฉีกขาด

(1/1)

- 10 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

ระบบจุดระเบิด

ระบบจุดระเบิด
ระบบจุดระเบิดจะผลิตประกายไฟแรงสูง
และจะจุดระเบิดสวนผสมของน้าํ มันกับ
อากาศ ที่มีแรงอัดสูงภายในกระบอกสูบ
ในชวงเวลาที่เหมาะสมที่สุด
สัญญาณพื้นฐานที่ไดรับจากตัวตรวจจับ
ECU ของเครือ่ งยนตจะควบคุมชวงเวลา
ในการจุดระเบิดใหถูกตองและเหมาะสมที่
สุด
1
2
3
4
5
6
7

สวิตชจุดระเบิด
แบตเตอรี่
คอลยจุดระเบิดพรอมตัวชวยจุดระเบิด
หัวเทียน
ECU เครื่องยนต
ตัวตรวจจับตําแหนงเพลาลูกเบี้ยว
ตัวตรวจจับตําแหนงเพลาขอเหวี่ยง
(1/1)

ระบบจุดระเบิดโดยตรง
ระบบจุดระเบิดโดยตรงจะจายไฟแรงสูง
โดยตรงจากคอลยจุดระเบิดไปยังหัวเทียน
A แบบ A
จะมีคอลยจุดระเบิดและตัวชวยจุดระเบิด
ทุกๆ สูบ
B แบบ B
จะมีคอลยจุดระเบิดและตัวชวยจุดระเบิด
1 ตัว ตอ 2 สูบ คอลยจุดระเบิดจะใช
สายไฟแรงสูงในการจายกระแสไฟไปยัง
หัวเทียน
1

2
3

คอลยจุดระเบิด
(พรอมตัวชวยจุดระเบิด)
หัวเทียน
สายไฟแรงสูง
(1/1)

- 11 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

ระบบจุดระเบิด
A แบบธรรมดา
กระแสไฟจะจายดวยคอลยจุดระเบิดและ
ตัวชวยจุดระเบิด โดยผานสายไฟแรงสูง
จากจานจาย
B แบบ IIA (Integrated Ignition
Assembly)
แบบนี้จะประกอบไปดวยคอลยจุดระเบิด
และตัวชวยจุดระเบิดในจานจาย
1
2
3
4
5
6

7
8

จานจาย
ฝาครอบจานจาย
โรเตอร (หัวนกกระจอก)
คอลยจุดระเบิด
ตัวชวยจุดระเบิด
ECU เครื่องยนต
(ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส)
โรเตอรสัญญาณ
ขดลวดกําเนิดสัญญาณ
(1/1)

- 12 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

คอลยจุดระเบิด
สวนประกอบนี้จะเพิ่มแรงดันไฟฟา
(12 โวลท) เพื่อสรางกระแสไฟแรงสูง
ไดมากกวา 10 กิโลโวลท ซึ่งมีความ
จําเปนสําหรับการจุดระเบิด
ขดลวดปฐมภูมิและทุติยภูมิจะวางชิดติดกัน
เมื่อมีการใชกระแสหมุนเวียนที่ขดลวด
ปฐมภูมิจะทําใหเกิดการเหนี่ยวนํารวมของ
ไฟฟา ดวยกลไกนี้จะเกิดประโยชน
ในการสรางกระแสไฟแรงสูงที่ขดลวด
ทุติยภูมิ
คอลยจุดระเบิดสามารถผลิตกระแสไฟ
แรงสูง ซึ่งจะผันแปรตามจํานวนและ
ขนาดของขดลวดที่ใชพัน
A แบบธรรมดา
B แบบจุดระเบิดโดยตรง (DIS)
C แบบ IIA (Integrated Ignition
Assembly)
1
2
3
4
5
6
7
8

ขั้ว (+) ปฐมภูมิ
ขั้ว (-) ปฐมภูมิ
ขดลวดปฐมภูมิ
แกนเล็ก
ขดลวดทุติยภูมิ
ขั้วทุติยภูมิ
ตัวชวยจุดระเบิด
หัวเทียน
(1/1)

- 13 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

หัวเทียน

1
2
3
4
5

อุปกรณนี้จะรับไฟฟาแรงดันสูงที่เกิดขึ้น
จากคอลยจุดระเบิดเพื่อที่จะจุดสวนผสม
ระหวางอากาศกับน้าํ มันเชื้อเพลิงภายใน
กระบอกสูบ
ไฟฟาแรงดันสูงจะกระโดดขามระหวาง
ขั้วแกนกลางและขั้วกราวดของหัวเทียน
A หัวเทียนแบบหลายเขี้ยว
หัวเทียนชนิดนี้มีเขี้ยวหัวเทียนหลายเขี้ยว
และมีอายุการใชงานนานเปนพิเศษ
ซึ่งไดแก: 2 เขี้ยว, 3 เขี้ยว และ 4 เขี้ยว
B หัวเทียนแบบรอง
หัวเทียนชนิดนี้จะมีขั้วกราวดหรือขั้วแกน
กลางเปนรองตัว V หรือ ตัว U ซึ่งรองนี้จะ
ทําใหมีประกายไฟเกิดขึ้นบริเวณรอบๆ
แกนกลาง จึงเปนการเพิ่มประสิทธิภาพ
การจุดระเบิดขณะเดินเบา ความเร็วต่าํ
และภาระนอย
C หัวเทียนแบบเขี้ยวสั้น-ยาว
หัวเทียนชนิดนี้มีเขี้ยวยื่นเขาไปในหอง
เผาไหมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม
ซึ่งจะใชในเครื่องยนตที่ออกแบบมาเฉพาะ

¢ÑéÇ᡹¡ÅÒ§
ขั้วดิน
รองตัววี
รองตัวยู
ความแตกตางของขั้วแกนกลาง

(1/2)

หัวเทียน
ชนิดรหัสหัวเทียน
เด็นโซ
NGK

(1/1)

- 14 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต
A

หัวเทียนแบบมีตัวตานทาน
การจุดระเบิดจะทําใหเกิดสนามแมเหล็ก
รบกวนการทํางานของอุปกรณ
อิเล็กโทรนิกส หัวเทียนชนิดนี้จะมีตัว
ตานทานแบบเซรามิก ติดตั้งอยูภายในเพื่อ
ปองกันไมใหเกิดสนามแมเหล็กรบกวนขึ้น
B หัวเทียนแบบแพลทตินั่ม
หัวเทียนชนิดนี้ใชแพลทตินั่มตรงสวนปลาย
ของขั้วแกนกลางและสวนของขั้วกราวด
แบบนี้จะมีความทนทานและสามารถจุด
ระเบิดไดดีกวา
C หัวเทียนแบบอิริเดี่ยม
หัวเทียนชนิดนี้ใชสวนผสมของอิริเดี่ยมตรง
สวนปลายของขั้วแกนกลาง และสวนของ
ขั้วกราวดใชแพลทตินั่ม หัวเทียนแบบนี้จะ
ใหทั้งความทนทานและสมรรถนะสูง
1
2
3
4

ตัวตานทานกระแสไฟฟา
ขั้วแกนกลางปลายแพลทตินั่ม
ขั้วกราวดปลายแพลทตินั่ม
ขั้วแกนกลางปลายอิรเิ ดี่ยม
(1/1)

- 15 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

คําถาม-1
ใหทาํ เครื่องหมายลงในชองถูกถาขอความนั้นอธิบายถูกตอง หรือชองผิดถาขอความนั้นอธิบายไมถูกตอง:
ขอ

คําถาม

ถูกหรือผิด

1 ขั้วลบของแบตเตอรี่มีขนาดเสนผาศูนยกลางเทากันกับขั้วบวก

ถูก

ผิด

2

แบตเตอรี่ชนิดที่สามารถประจุไฟใหมไดจะจายไฟเมื่อเครื่องยนตหยุด
ทํางาน แบตเตอรี่จะเก็บกระแสไฟฟาขณะที่เครื่องยนตทาํ งานปรกติ

ถูก

ผิด

3

หัวเทียนจะจุดประกายไฟสวนผสมน้าํ มันกับอากาศโดยการเปลีย่ น
กระแสไฟแรงสูงที่ถูกสรางขึ้น โดยคอลยจุดระเบิดทําใหเปนประกายไฟ

ถูก

ผิด

ถูก

ผิด

ถูก

ผิด

4 ระบบจุดระเบิดโดยตรงจะไมมีคอลยจุดระเบิด
5

อัลเทอรเนเตอรมหี นาที่ 3 ประการ: ผลิตกระแสไฟฟา,
แปลงกระแสไฟฟา, และปรับกระแสไฟฟา

คําถาม-2
ในแบตเตอรี่เลขรหัส '34B19R', ขอความใดตอไปนี้อธิบายเกี่ยวกับ 'R' ไดถูกตอง?
1. ความยาวของแบตเตอรี่
2. ความกวางและความสูง
3. ตําแหนงของขั้วลบ
4. ความจุ

คําถาม-3
จากรูปภาพที่แสดงใหดูขางลางนี้ ใหเลือกวาขอใดเปนมอเตอรสตารทแบบแพลนเนตตารี่

1.

1.

2.

3.

4.

2.

3.

4.

- 16 -

เฉลย

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ไฟฟาเครื่องยนต

คําถาม-4
จากรูปภาพที่แสดงขางลางนี้ ใหเลือกคําตอบตามรูปภาพที่แสดงไวใหถูกตองตามประเภทของหัวเทียน:
(1) หัวเทียน ( )

(2) หัวเทียน ( )

(3) หัวเทียน ( )

(4) หัวเทียน ( )

ก) แบบรอง

ข) แบบมีตัวปองกันกระแส
คําตอบ: 1.

ค) หลายเขี้ยว
2.

ง) แบบขั้วแกนกลางยาว
3.

- 17 -

4.

จ) แบบแพลทตินั่ม

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

พื้นฐานรถยนต

ไฟฟาตัวถัง
สวนประกอบของไฟฟาตัวถัง
ไฟฟาตัวถังประกอบดวยชิ้นสวนซึ่งติดตั้ง
บรรจุอยูภายในตัวถังรถฐฃ

สวนประกอบพื้นฐาน
2. สวิตชและรีเลย

3. ระบบไฟสองสวาง

-1-

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

3. ระบบไฟสองสวาง

4. มาตรวัดรวมและเกจตางๆ

5. ที่ปด น้าํ ฝนและน้าํ ลางกระจก

-2-

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

6. ระบบปรับอากาศ

(1/1)

? ฏ

ชุดสายไฟ
ชุดของสายไฟจะถูกแบงออกเปนกลุม
เพื่องายในการตอกันระหวางชิ้นสวนอุปกร
ณไฟฟาของรถยนต
• สายไฟและสายเคเบิ้ล
• อุปกรณสา
ํ หรับเชื่อมตอกับชิ้นสวน
• ชิ้นสวนปองกันวงจร ฯลฯ ฐฃ

(1/1)

ขอมูลอางอิง:
กราวดตัวถัง (โบลทจดุ ลงดิน)
ในรถยนต ขั้วลบของอุปกรณไฟฟาทุกตัว
และขั้วลบของแบตเตอรี่จะถูกตอเขากับ
สวนที่เปนเหล็กของตัวถังเพื่อใหวงจรไฟฟา
สมบูรณ การตอขั้วลบลงตัวถังเรียก
อีกอยางหนึ่งวา "จุดลงดิน" การตอสายไฟ
ลงดินทําใหจาํ นวนของชุดสายไฟที่ถูกใช
ลดลงดวยฐฃ

(1/1)

-3-

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

สายไฟและสายเคเบิ้ล
สายไฟและสายเคเบิ้ลทีใ่ ชในรถยนตจะมี
อยูดวยกัน 3 ชนิดหลักๆ
และเพื่อเปนการปองกันความเสียหายของ
สายไฟ
จึงตองมีอุปกรณที่ทาํ หนาที่ปองกันสายไฟ
รวมอยูดว ยฃฝ
1 สายไฟแรงต่า

เปนสายไฟชนิดหนึ่งที่สวนมากถูกใช
ในรถยนต ซึง่ ประกอบไปดวย
ไสเสนลวดและฉนวนหุม
2 สายชีล
เปนสายเคเบิ้ลชนิดหนึ่งทีถ่ ูกออกแบบ
มาเพื่อปองกันการเหนี่ยวนํารบกวน
จากภายนอก ซึ่งจะถูกใชในพื้นที่
ตอไปนี้: สายอากาศวิทยุ,
สายสัญญาณจุดระเบิด,
สายสัญญาณตรวจจับออกซิเจน
ฯลฯฐฃ
3 สายไฟแรงสูง
สายไฟชนิดนี้ใชเปนสวนหนึ่งของระบบ
จุดระเบิดของเครื่องยนตแกสโซลีน
สายไฟนี้ประกอบไปดวยตัวนําดานใน
และมียางหุมเปนฉนวนเพื่อปองกัน
กระแสไฟฟาแรงสูงจากการลัดวงจรฐฃ
4 ชิ้นสวนปองกันสายไฟ
ชิ้นสวนปองกัน
หอหุมหรือพันสายไฟและสายเคเบิ้ล
หรือเพื่อความปลอดภัยในการปองกัน
ชิ้นสวนตางๆ
จากอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับชุดสายไฟฐ

(1/1)

-4-

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

ชิ้นสวนเชื่อมตอ
เพื่อใหเกิดความสะดวกในการเชื่อมตอชุด
สายไฟรวมในแตละสวนของรถยนตเขา
ดวยกัน
1. กลองรวมชุดสายไฟ (J/B)
กลองรวมชุดสายไฟเปนกลองซึ่งมีขั้วตอขอ
งวงจรไฟฟารวมอยูดวยกันเปนกลุม
โดยปกติ มักมีสวนประกอบดังนี้:
แผงวงจร, ฟวส, รีเลย,
เซอรกิตเบรกเกอรและอุปกรณอื่นๆ
2.กลองรีเลย (R/B)
จะมีความเหมือนกับกลองรวมชุด
สายไฟมากๆ แตกลองรีเลยจะไมมีแผง
วงจรหรือเปนจุดศูนยกลางของขั้วตอ
ฐฃ
1
2
3

(J/B หรือ R/B) หองเครื่องยนต
รีเลย
ฟวสและฟวสสายออน
(1/2)

-5-

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

3. ขั้วตอ
การทํางานของขั้วตอซึ่งใชตอ ระหวางชุดสา
ยไฟทั้ง 2 ชุด
หรือระหวางชุดสายไฟกับอุปกรณไฟฟา
ขั้วตอมี 2 ชนิดคือ:
ขั้วตอระหวางสายไฟกับสายไฟ,
ขั้วตอระหวางสายไฟกับอุปกรณไฟฟา
ขั้วตอสายไฟแบงออกเปนตัวผูและตัวเมี
ยเนื่องจากมีรูปรางของขั้วสายตางกัน
ซึ่งขั้วตอสายไฟมีหลายสฐฃ
4. จุดรวมสายไฟ
จุดรวมสายไฟมีหนาที่เชื่อมตอขั้วใหอยูในก
ลุมเดียวกัน
5. โบลทจุดลงกราวด
โบลทจุดลงกราวดมีไวเพื่อใชตอชุดสาย
ไฟใหลงกราวดและยึดอุปกรณไฟฟาเขา
ตัวถัง ไมเหมือนโบลททั่วๆไป
ซึ่งผิวของโบลทจุดลงกราวดจะถูกเคลือ
บไวดว ยสีเขียวเพื่อปองกันการเกิดสนิม
ฐฃ
(2/2)

-6-

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

อุปกรณปองกันวงจร
อุปกรณปองกันวงจรจะปองกันวงจรไฟ
หรืออุปกรณอิเล็กทรอนิกส/อุปกรณไฟฟา
จากกระแสไฟเกินหรือลัดวงจรฐฃ
1 ฟวส
ฟวสติดตั้งอยูระหวางฟวสสายออนกับอุปก
รณไฟฟา
เมื่อกระแสไฟฟาเกินผานเขาไปในวงจ
รไฟของอุปกรณไฟฟา
ฟวสจะละลายเพื่อปองกันวงจรไฟฟา
ฟวสที่ใชมีอยู 2 ชนิด
ฟวสแบบแผนและฟวสแบบหลอดฐฃ
2 ฟวสสายออน
ฟวสสายออนถูกติดตั้งเปนแถวระหวางแหล
งกําเนิดพลังงานและอุปกรณไฟฟา
ซึ่งใชกับกระแสไฟฟาที่สูงได
เมื่อมีกระแสไฟฟาเกินผานเขาไปก็จะเ
ปนเหตุใหฟวสขาด
ฟวสสายออนจะละลายเพื่อปองกันกระ
แสไฟเกิน
ฟวสสายออนที่ใชมีอยู 2 ชนิด
แบบหลอดแข็งและแบบกลอง
(1/2)

ขอมูลอางอิง:
ชนิดของฟวสและฟวสสายออน
มีรหัสสีไวบอกตามประจุไฟฟา
ขึ้นอยูกับความจุกระแสฐฃ

(1/1)

-7-

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

เซอรกิตเบรกเกอร
เซอรกิตเบรกเกอรใชเพื่อปองกันกระแส
ไฟที่เกินกระแสไฟมากๆซึ่งฟวสไมสามารถ
ปองกันได ตัวอยางเชน กระจกไฟฟา,
อุปกรณไลฝา, โบลวเวอรมอเตอร ฯลฯ
เมื่อมีกระแสไฟเกินไหลผาน
ไบเมทัลคูในเบรกเกอรจะรอนขึ้นและ
ตัดการไหลของกระแสไฟ
แมวากระแสไฟจะต่าํ กวาอัตราที่กาํ หนด
หากกระแสไฟยอนกลับไปมาดวยระยะ
เวลาที่สั้นหรือยาวนาน
อุณหภูมขิ องแผนไบเมทัลจะเพิ่มขึ้นเพื่อตัด
กระแสไฟ
เซอรกิตเบรกเกอรสามารถปรับใหมได
เมื่อแผนไบเมทัลทําการรีเซ็ท (ปรับคืน)
เซอรกิตเบรกเกอรมี 2
ชนิดดังที่เห็นในภาพดานซาย:
แบบปรับอัตโนมัติ
ซึ่งปรับคืนไดอยางอัตโนมัติ
และแบบปรับดวยมือซึ่งปรับคืนไดเหมือนป
กติ ฐฃ
(2/2)

๘ ผ ฝบรตม

รายละเอียดทั่วไป
สวิตชและรีเลยตอ และตัดวงจรไฟฟาเพื่อป
ดและเปดไฟแสงสวางรวมทั้งกระตุนการทํา
งานของระบบควบคุมอื่นๆฐฃ
1

2

3

สวิตช
สวิตชโดยทั่วไปบางตัวจะทํางานโดย
ใชมือควบคุมในขณะที่ยังมีแบบที่
ทํางานแบบอัตโนมัติอีก เชน
ทํางานโดยแรงดันน้าํ มัน,
ใชแรงดันหรืออุณหภูมฐิ ฃ
รีเลย
รีเลยสามารถที่จะทํางานดวย
กระแสไฟฟาเพียงเล็กนอย
เพื่อใชเปดปดวงจรไฟฟาที่มกี ระแส
ไฟฟาไหลในวงจรจํานวนมากฐฃ
แบตเตอรี่
(1/1)

-8-

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

ขอมูลอางอิง:
ชนิดของสวิตชและรีเลย
1 สวิตชซึ่งทํางานโดยตรงดวยมือ

-9-

a

สวิตชแบบบิด

b

สวิตชแบบกด

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง
c

สวิตชสองทาง

d

วิตชแบบกาน

2

สวิตชที่ทาํ งานโดยการเปลีย่ นแปลง
ของอุณหภูมิหรือกระแสไฟฟา
สวิตชตรวจจับอุณหภูม

e

- 10 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง
f

สวิตชตรวจจับกระแสไฟ ฯลฯ

3

สวิตชที่ทาํ งานโดยการเปลีย่ นแปลงใน
ระดับของเหลว

4

รีเลย
รีเลยแมเหล็กไฟฟา

g

- 11 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง
h

รีเลยแบบ2หนาคอนแทค

(1/1)

’’ะ

ตี

รายละเอียด
ระบบไฟสองสวางถูกติดตั้งไวเพื่อความ
ปลอดภัยในการขับขี่ฐฃ

(1/1)

- 12 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

ไฟหนา

คลิกที่ปุมในภาพ
ไฟหนาจะมีลาํ แสงมุงตรงไปขางหนาเพื่อให
ผูขับขี่มนั่ ใจขณะขับรถในเวลากลางคืน
ซึ่งสามารถปรับเปนไฟสูงและไฟต่าํ ได
ไฟหนาจะแจงใหรถคันอื่นหรือคนเดินเทาท
ราบการเคลื่อนที่ของรถยนต
ในรถบางรุนจะติดตั้งไฟบอกทาง
ซึ่งจะเปดตลอดเวลาเพื่อเตือนรถคันอื่น
ในบางรุนจะติดตั้งที่ทาํ ความสะอาดไฟหนา
เพื่อทําความสะอาดเลนสไฟหนา
ตอไปนี้เปนชนิดของหลอดไฟหนาที่ใชในร
ถยนต
แบบซีลบีมประกอบดวยหลอดไฟและเลน
สซึ่งประกอบเขาเปนชิ้นเดียวกัน
แบบกึ่งซีลบีมประกอบดวยหลอดไฟที่สาม
ารถถอดเปลี่ยนไดงาย

แบบซีลบีม
ไฟหนาชนิดนี้ หลอดไฟ,
รีเฟรคเตอรและเลนสจะรวมอยูในชุดเดียว
กัน

- 13 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

แบบธรรมดา
ไฟหนาแบบนี้สามารถเปลี่ยนหลอดไฟได
ซึ่งหลอดไฟจะมี 2 ชนิดคือ:
1 หลอดไฟธรรมดา
2 หลอดไฟแบบควอตช-ฮาโลเจน

ไฟหนาแบบ HID
หลอดไฟแบบนี้ใช discharge tube
เปนแหลงกําเนิดไฟ
เมื่อเทียบกับหลอดแบบฮาโลเจนธรรมดา
หลอดไฟแบบ HID จะสวางกวา 2-3 เทา
ในขณะที่กินไฟนอยกวา
โดยหลอดชนิดนี้ใชไป 20,000 V
ในการติด ดังนั้น ในขณะที่เปลี่ยนหลอดไฟ
ควรทําดวยความระมัดระวัง เพราะ
หลอดไฟจะรอนและขั้วหลอดไฟมีไฟแรงสูง

ไฟหนาแบบมัลติ-รีเฟลคเตอร
ไฟชนิดนี้จะใชเลนสใสและรีเฟลคเตอรที่มีรู
ปรางซับซอน
(ประกอบดวยรูปทรงพาราโบลิค)
1 ไฟหนาแบบมัลติ-รีเฟลคเตอร
2 ไฟหนาแบบธรรมดา
a
b
c

- 14 -

รีเฟลคเตอร
หลอดไฟหนา
เลนส

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

ไฟหนาแบบโปรเจคเตอร
ไฟหนาแบบนี้ใชแหลงกําเนิดไฟ
โดยการรวมแสงเขาหาจุดเล็กๆ
ไฟชนิดนี้มรี ีเฟลคเตอรรูปไข
เลนสที่นูนออกดานนอก

(1/1)

ขอมูลอางอิง
การเปลี่ยนไฟหนา
เนื่องจากหลอดไฟแบบควอตซ-ฮาโลเจน
จะรอนกวาหลอดไฟแบบธรรมดา
หากมีนา้ํ มันหรือจาระบีมาติดที่ผิว
อาจทําใหหลอดแตกได
นอกจากนี้
เกลือในตัวคนเราสามารถทําปฎิกิรยิ ากับ
ควอตซได ดังนั้น
จึงควรจับสวนของหนาแปลน
เมื่อทําการเปลี่ยนหลอดไฟ
เพื่อปองกันนิ้วมือสัมผัสกับควอตซ
1
2

หนาแปลน
ผิวหลอดไฟ
(1/1)

ระบบไฟอื่นๆ
ี ไฟแสงสวางภายนอก
1. ไฟหรีท่ าย
ในเวลากลางคืนหรือในอุโมงค
ไฟหรีท่ ายจะเปนสิ่งที่แสดงใหรถคัน
หลังเห็นรถของเรา

- 15 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

2. ไฟเบรก
สัญญาณไฟนี้จะเปนการบอกรถคันหลังให
ทราบวารถคันนี้กาํ ลังเบรก
โดยธรรมดาแลวไฟเบรกจะใชโคมไฟเดี
ยวกับไฟหรี่ทายและหลอดไฟเดียวกัน

3. ไฟเลี้ยว
สัญญาณไฟนี้จะทําใหรถคันอื่นๆ
ที่อยูบริเวณใกลเคียงกันทราบวารถคัน
นี้จะเลี้ยวซายหรือขวา
หรือจะทําการเปลี่ยนทิศทาง

4. ไฟฉุกเฉิน
สัญญาณไฟนี้จะทําใหรถคันอื่นบริเวณใกลเ
คียงทราบวา
รถคันนี้จอดฉุกเฉินหรือจอดอยูกับที่

- 16 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

5. ไฟถอยหลัง
สัญญาณไฟนี้จะทํางานเมือ่ รถมีการ
ถอยหลัง
และยังชวยสองสวางในตอนกลางคืนดว

6. ไฟหรีห่ นา
ในตอนกลางคืน
สัญญาณไฟนี้จะทําการแจงรถยนตคันอื่
นทราบถึงตําแหนงและความกวางของร
ถคันนี้

7. ไฟสองปาย
หลอดไฟนี้จะสองแสดงใหเห็นเลขทะเบี
ยนไดในเวลากลางคืน

- 17 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

8. ไฟตัดหมอกหนาและหลัง
ไฟนี้จะใชเมือ่ สภาวะการมองเห็นต่าํ
เชน หมอกลงหรือฝนตก

(1/2)

ขอมูลอางอิง:
ชนิดของหลอดไฟ
ขอแนะนํา:ฃฝ
ระมัดระวังเมื่อมีการเปลี่ยนหลอดไฟเพ
ราะวาหลอดไฟแตละชนิดจะมีวิธีการที่
แตกตางกัน ตรวจสอบจุดตางๆ
และไมเปลี่ยนหลอดไฟที่มวี ัตตไมถูกตอ

1

หลอดไฟขั้วเดียว
a หลอดไฟขั้วเดียวไสเดี่ยว
หลอดไฟชนิดนี้ใชสาํ หรับไฟเลี้ยวและไฟถอ
ยหลัง
b หลอดไฟขั้วเดียว 2 ไส
หลอดไฟชนิดนี้ใชสาํ หรับไฟทายหรือไฟ
เบรก
ไสทั้งสองของหลอดไฟชนิดนี้จะมีวัตต
ที่แตกตางกัน
การเปลี่ยน:
กดหลอดไฟลงเพื่อปลดล็อค
จากนั้นหมุนหลอดไฟ
และดึงหลอดไฟออกมา
สวนการติดตั้งหลอดไฟใหมใหทาํ ยอน
ขั้นตอนการถอด

- 18 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง
2

หลอดไฟแบบเสียบ
a หลอดไฟแบบเสียบไสเดี่ยว
หลอดไฟชนิดนี้ใชสาํ หรับไฟเลี้ยวหรือ
ไฟถอยหลัง ฯลฯ
b หลอดไฟแบบเสียบ 2 ไส
หลอดไฟชนิดนี้ใชสาํ หรับไฟทายหรือ
ไฟเบรกไสทั้งสองของหลอดไฟ
ชนิดนี้จะมีวัตตที่แตกตางกัน
การเปลี่ยน:
ดึงหลอดไฟออกดวยนิ้วมือและใสหลอดไฟ
ใหมเขาไป

3

หลอดไฟแบบขั้วสองดาน
ใชสาํ หรับไฟเกงหรือไฟสองสวางที่ประตู
การเปลี่ยน:
กดใหดานหนึ่งของขั้วเปดออกและดึงหลอด
ไฟออก สวนการติดตั้งหลอดไฟใหม
ใหนาํ ขั้วดานใดดานหนึ่งของหลอดไฟใสเข
าไปที่ขั้วหลอดไฟแลวคางไว
จากนั้นกดซ้าํ อีกดานหนึ่งลงไป
ขอแนะนํา:
ระมัดระวังเมื่อมีการเปลี่ยนหลอดไฟ
เพราะวาหลอดไฟแตละชนิดจะมีวิธีการที่แ
ตกตางกัน ตรวจสอบจุดตางๆ
และไมเปลี่ยนหลอดไฟทีม่ ีวัตตไมถูกตอง
(1/1)

- 19 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

ระบบไฟอื่นๆ
ไฟแสงสวางภายใน
1 ไฟสองแผงหนาปด
ใชเปนไฟสองสวางมาตรวัดและเกจใน
ตอนกลางคืน
หรือหรี่ติดสวางขึ้นเมือ่ เปดไฟหนา
2 ไฟแสงสวางภายใน (ไฟเกง)
ีตามปกติ
ไฟชนิดนี้จะถูกติดตั้งอยูตรงกึ่งกลางของหลั
งคา หรือดานบนของกระจกมองหลัง
การทํางานของสวิตชนี้มี 3 ตําแหนง:
"ON" หมายถึงติดตลอด
"OFF" หมายถึง ปด
"DOOR"
ใหแสงสวางเมือ่ ประตูใดประตูหนึ่งถูกเปดเ
ทานั้น
(2/2)

- 20 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

ระบบไฟอื่นๆ
ไฟแสงสวางภายใน
1 ไฟสองแผงหนาปด
ใชเปนไฟสองสวางมาตรวัดและเกจใน
ตอนกลางคืน
หรือหรี่ติดสวางขึ้นเมือ่ เปดไฟหนา
2 ไฟแสงสวางภายใน (ไฟเกง)
ีตามปกติ
ไฟชนิดนี้จะถูกติดตั้งอยูตรงกึ่งกลางของหลั
งคา หรือดานบนของกระจกมองหลัง
การทํางานของสวิตชนี้มี 3 ตําแหนง:
"ON" หมายถึงติดตลอด
"OFF" หมายถึง ปด
"DOOR"
ใหแสงสวางเมือ่ ประตูใดประตูหนึ่งถูกเปดเ
ทานั้น
(2/2)

- 20 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

มาตรวัดและเกจ

รายละเอียดทั่วไป
มาตรวัดรวมและเกจ
ประกอบไปดวยมาตรวัด, เกจ,
สัญญาณไฟเตือนและไฟบอกการทํางานเพื่
อบอกถึงขอมูลที่ตองการในขณะขับขี่เพื่อค
วามปลอดภัยในการขับขี่

(1/1)

มาตรวัดและเกจ
มาตรวัดและเกจตอไปนี้แสดงคาผานการ
เคลื่อนที่ของเข็มชี้บอก
ซึ่งใหขอมูลเปลี่ยนแปลงอยางสม่าํ เสมอ

1

- 21 -

มาตรวัดรอบ
บอกรอบการหมุนของเครื่องยนต
เปนรอบ / นาที

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง
2

- 22 -

มาตรวัดความเร็ว
บอกความเร็วของรถยนตขณะขับขี่เปน:
กม./ชม. หรือ ไมล/ชม.
มีมาตรวัดระยะทางและการเดินทาง
บอกใหผูขับขี่ไดทราบ

3

เกจวัดอุณหภูมิน้ําหลอเย็น
บอกถึงอุณหภูมินา้ํ หลอเย็น
ของเครื่องยนต

4

เกจน้าํ มันเชื้อเพลิง
(แบบมีไฟเตือนระดับน้าํ มันเชื้อเพลิง)
แสดงปริมาณน้าํ มันเชื้อเพลิงที่
เหลืออยู

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

บางรุนจะติดตั้งมาตรวัดดังตอไปนี้

- 23 -

5

เกจวัดแรงดันน้าํ มันเครื่อง
บอกถึงแรงดันของน้าํ มันเครื่องที่
ไหลเวียน
ในเครื่องยนต

6

โวลทมิเตอร
บอกถึงแรงดันไฟฟาที่สรางขึ้นโดย
อัลเทอรเนเตอร

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

ไฟเตือน
สัญญาณไฟเตือนสวางขึ้นตามสภาวะดังนี้:
เพื่อเตือนคนขับวามีความผิดปกติขึ้นภายใ
นระบบ หรือตองการเติมหรือเปลีย่ น
เพื่อความมัน่ ใจในการขับขี่อยางปลอดภัย
การใชไฟสีแดงหรือหรือสีสมขึ้นอยูกับควา
มจําเปนรีบดวนหรือเพื่อบอกถึงสิ่งที่จะตอง
ทํากอน
1

ไฟเตือน ABS
(มีเฉพาะในรถที่ติดตัง้ ABS เทานั้น)
2 ไฟเตือนระดับน้า
ํ มันเบรก
3 ไฟแสดงสถานะระบบเครื่องยนต
บกพรอง (MIL)
4 ไฟเตือนไฟชารจ
5 ไฟเตือนเข็มขัดนิรภัย
6 ไฟเตือนประตูเปด
7 ไฟเตือนถุงลมนิรภัย
(มีเฉพาะในรถที่ติดตั้งถุงลมนิรภัยเทา
นั้น)
8 ไฟเตือนระดับน้า
ํ มันเชื้อเพลิงต่าํ
9 ไฟเตือนแรงดันน้า
ํ มันเครือ่ งต่าํ
10 ไฟเตือนระดับน้า
ํ ในน้าํ มันเชื้อเพลิง
(มีในรถยนตดเี ซลเทานั้น)
11 ไฟเตือนหัวเผา
(มีในรถยนตดเี ซลเทานั้น)
(1/1)

ไฟแสดงการทํางาน
ไฟนี้ติดสวางขึ้น
เพื่อบอกใหคนขับรูถึงการทํางานของอุปกร
ณแตละอยางหลังจากที่คนขับไดกดสวิตช
หรือโยกกานบังคับ
หลอดไฟที่ใชเปนสีนา้ํ เงิน,
เขียวและสีสมนั้นขึ้นอยูกับจุดประสงคใน
การใชงาน

- 24 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง
1

2

3

- 25 -

ไฟเลี้ยวและแสดงไฟฉุกเฉิน

ไฟแสดงตําแหนงคันเกียร A/T
(เฉพาะรถเกียรอัตโนมัติเทานั้น)

ไฟสูง

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

- 26 -

4

ไฟแสดงสถานะ O/D OFF

5

อื่นๆ

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

ที่ปดน้ําฝนและน้ําลางกระจก

รายละเอียดทั่วไป
ใบปดน้าํ ฝนชวยเพิ่มความมั่นใจในทัศนวิสั
ยของคนขับโดยการปดน้าํ ฝนหรือสิ่งสกปร
กออกจากกระจกหนาหรือหลัง
น้าํ ยาลางกระจกที่ฉีดใสกระจก
เพื่อทําความสะอาดสิ่งสกปรกหรือคราบน้าํ
มันซึ่งไมสามารถทําไดโดยใบปดน้าํ ฝน
เพียงอยางเดียว

1
3
5
7

มอเตอรปดน้าํ ฝนและกานตอ
ถังน้าํ ฉีดกระจก
กานปดน้าํ ฝนหลังและยางปด
มอเตอรปดน้าํ ฝนดานหลัง

2
4
6

กานปดน้าํ ฝนและยางปด
หัวฉีดน้าํ ลางกระจกดานหนา
หัวฉีดน้าํ ลางกระจกดานหลัง

การทํางานของที่ปดน้ําฝน
• ตําแหนงความเร็ว
สวิตชความเร็วปรับน้าํ ฝนจะอยูระหวาง
สูงและต่าํ
• ตําแหนงปดเปนชวงๆ
ปดน้าํ ฝนจะทํางานเปนชวงๆ
ที่ความเร็วต่าํ
มีแบบที่ชวงเวลาปดสามารถปรับไดหล
ายระดับ
• ตําแหนงปดครั้งเดียว
ปดน้าํ ฝนจะทํางานครั้งเดียวเมือ่ สวิตช
ทํางาน
• ตําแหนงเก็บใบปดน้า
ํ ฝน
ไมตองคํานึงถึงตําแหนงของใบปดน้าํ ฝ
นขณะทํางาน บิดสวิตชไปที่ตาํ แหนงปด
ใบปดน้าํ ฝนจะกลับมาอยูที่ตาํ แหนงเก็บ
ใบปดน้าํ ฝนโดยอัตโนมัติ
• การทํางานรวมกับอุปกรณฉีด
น้าํ ลางกระจก
เพื่อกดสวิทชใหอุปกรณฉีดน้าํ ทํางานที่
ปดน้าํ ฝนจะทํางานโดยอัติโนมัติประมา
ณ 2-3 วินาที
(1/1)

- 27 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

ที่ปดน้ําฝน
ระบบปดน้าํ ฝนประกอบดวย
สวิตชที่ปดน้าํ ฝน, มอเตอรปดน้าํ ฝน,
กานปดน้าํ ฝน, ใบปดและยางปดน้าํ ฝน
1

2

3

4

5

สวิตชปดน้ําฝน
บิดสวิตชปดน้าํ ฝนไปที่ ON/OFF
และเปลี่ยนความเร็วในการปด
มอเตอรปดน้าํ ฝน
มอเตอรนี้จะควบคุมการทํางาน
ของใบปดน้าํ ฝน
กานปดน้าํ ฝน
จะเปลีย่ นจังหวะการหมุนของ
มอเตอรใหเปนแบบเดียวกันทัง้ ดานซา
ยและขวา
ใบปดน้าํ ฝน
นอกจากจะปดน้าํ ฝนเปนจังหวะแลว
ยังใหแรงกดบนผิวกระจกที่คงที่ดวย
ยางปดน้าํ ฝน
คือสวนที่สัมผัสกับกระจก
ซึ่งตองเปลี่ยนตามระยะ
(1/1)

- 28 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

น้ําลางกระจก
ระบบน้าํ ลางกระจกประกอบดวย
ถังน้าํ ลางกระจก, มอเตอร, ทอยาง,
หัวฉีดและน้าํ ยาลางกระจก
1

ถังน้าํ ลางกระจก
มีไวสาํ หรับเก็บน้าํ ลางกระจก
2 มอเตอรนา
้ํ ลางกระจก
คอมแพ็คมอเตอรที่ปมน้าํ ลางกระจกขึ้นมา
และพนออกทางหัวฉีด
มักจะยึดอยูใตถังน้าํ ลางกระจก
3 ทอยาง
จะสงผานน้าํ ลางกระจกจากถังเก็บไปยังหัว
ฉีด
4 หัวฉีดน้า
ํ ลางกระจก
เปนพวยที่พนน้าํ ลางกระจกออกมา
ซึ่งจะมีวาลวกันกลับคอยปองกันไมให
น้าํ ลางกระจกไหลกลับเขามาในถังเก็บ
โดยสามารถปรับมุมการพนของหัวฉีด
ได
5 น้า
ํ ยาลางกระจก
เปนชนิดที่สามารถชะลางคราบ
สกปรกออกจากกระจกบังลมได
เมื่อใชงานขณะที่ผิวกระจกแหงยังอยู
น้าํ ยาลางกระจกชนิดนี้จะชวยปองกันไ
มใหยางปดน้าํ ฝนและผิวกระจกเสียหา
ย ในฤดูหนาว
ใหใชนา้ํ ยาลางกระจกที่มีจุดเยือกแข็งต
ำเพื่อปองกันไมใหเปนน้าํ แข็ง
(1/1)

- 29 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

๘’ต

รายละเอียดทั่วไป
ระบบปรับอากาศจะมีหนาที่ควบคุมอุณหภู
มิภายในรถยนต
ซึ่งจะรวมถึงการควบคุมความชื้น
ในขณะที่สามารถปรับอุณหภูมไิ ดทั้งรอนแ
ละเย็น
นอกจากนั้น
ยังมีสวนขจัดสิ่งแปลกปลอมที่บดบัง เชน
ไอน้าํ , น้าํ แข็ง
และฝาออกจากกระจกหนาของรถยนต

(1/1)

ผง

1

- 30 -

‘ฆฟฬ

เครื่องทําความรอน
การทํางานของเครื่องทําความรอน
จะทํางานโดยลมที่ถูกเปาออกมาจาก
โบลเวอรจะไหลผานแผงทําความรอน
ซึ่งอาศัยความรอนจากน้าํ หลอเย็นของ
เครื่องยนตมาทําใหแผงเกิดความรอน

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง
2

เครื่องทําความเย็น
ใชอวี าโปเรเตอร (คอลยเย็น)
ซึ่งจะทําหนที่แลกเปลี่ยนความรอนกับ
อากาศเพื่อทําใหอากาศเย็น
เมื่อเปดสวิตชเครื่องปรับอากาศไปที่
ON
คอมเพรสเซอรจะทํางานและอัดสารทํา
ความเย็นเขาไปยังอีวาโปเรเตอร
(คอลยเย็น)
ในขณะที่สารทําความเย็นไหลผานอีวา
โปเรเตอร
มันจะดูดซับความรอนจากอากาศบริเว
ณรอบๆ ซึ่งจะทําใหอากาศเย็นลง

3

เครื่องลดความชื้น
เมื่อเปดสวิตชเครื่องปรับอากาศ
คอลยเย็นจะดึงเอาความชื้นในอากาศ
ออกมาโดยการควบแนนจนกลายเปน
น้าํ ดังนั้นอากาศจึงแหง
ซึ่งเปนผลมาจากการดูดความชื้น
ความชื้นที่ถูกดูดออก
จะถูกปลอยออกไปภายนอกรถยนต

(1/1)

- 31 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

ขอมูลอางอิง
สารทําความเย็น
ระบบปรับอากาศทําใหอากาศภายในห
องโดยสารเย็นขึ้นโดยการดูดซับเอาคว
ามรอนจากภายในหองโดยสารแลวปล
อยความรอนออกสูภายนอก
การทําความเย็นจะทําโดยการสงผานค
วามรอนภายในหองโดยสารใหออกไปสู
ภายนอก
ปจจุบันสารทําความเย็นชนิดที่ใชกันโด
ยทั่วไปคือ "HCF-134a" (หรือ
R134a)
การทํางานของระบบปรับอากาศโดยกา
รอัดน้าํ ยาดวยแรงดันที่สูง
อาจเปนสาเหตุทาํ ใหสารทําความเย็นรั่

ทําใหจาํ เปนตองมีการตรวจเช็คสภาพส
ารทําความเย็นเปนระยะๆ
ขอแนะนํา:
รถบางคันไมมีชองตรวจสอบ(ไซดกลา
ส)
(1/1)

- 32 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

การปรับตั้งอุณหภูมิที่เหมาะสม
เครื่องปรับอากาศในรถยนตจะใชทั้งฮีทเตอ
รและเครื่องทําความเย็น
ซึ่งการควบคุมอุณหภูมจิ ะทําไดโดยการปรั
บมุมของแผนผสมอากาศและการเปดของว
าลวน้าํ
แผนผสมอากาศและวาลวน้าํ จะทํางานพรอ
มกันกับการปรับปุมปรับอุณหภูมทิ ี่แผงคว
บคุม
1
2
3
4
5
6

- 33 -

พัดลม
คอลยเย็น
ฝาเปดชองสวนผสมอากาศ
แผงทําความรอน
ปุมปรับอุณหภูมิ
วาลวน้าํ

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

(1/1)

ขอมูลอางอิง
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติทาํ การปรับตั้ง
อุณหภูมภิ ายในหองโดยสารใหอยูในอุณห
ภูมทิ ี่กาํ หนดเอาไวโดยอัตโนมัติ
เมื่อระบบการทํางานถูกกําหนดเปนอัตโนมั
ติ และอุณหภูมิไดถูกตั้งเอาไวแลว
ตัวเซ็นเซอรจะตรวจจับอุณหภูมิของอากาศ
โดยรอบ, อุณหภูมใิ นหองโดยสาร
และกําหนดอุณหภูมิ ดังนั้น
คอมพิวเตอรจะทําการควบคุมอุณหภูมิทรี่ ะ
บายออกตามแรงลม
และสภาวะภายนอกเพื่อทําการปรับตั้ง
อุณหภูมิ
(1/1)

- 34 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

ฒขนุช ผรนฎ ตี

ระบบยับยั้งการทํางานของเครื่องยนต
ในระบบนี้ กลอง ECU
ในรถยนตจะทําการตรวจสอบ ID
ของแผนชิพ
ซึ่งถูกรวบรวมไวในกุญแจเพื่อปองกันเครื่อง
ยนตจากการสตารทดวยกุญแจที่ไมตรงกัน
1 กุญแจสตารท
2 แผนชิพ
3 คอลยกุญแจรหัส
(ตัวรับสัญญาณรหัส ID)
4 กระบอกกุญแจ
5 แอมปลิฟายเออรกุญแจรหัส
6 ECU เครื่องยนต
7 หัวเทียน
8
9

หัวฉีดน้าํ มันเชื้อเพลิง
ปมหัวฉีด

ขอแนะนํา:
เหลานี้เปนแบบรวมซึ่งมีแอมปลิฟายเอ
อรกุญแจรหัสและ ECU เครื่องยนต
A

เครื่องยนตแกสโซลีน
(หยุดการฉีดน้าํ มันเชื้อเพลิง/จุดระเบิด)
B เครื่องยนตดีเซล
(หยุดการฉีดน้าํ มันเชื้อเพลิง)
(1/1)

- 35 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

SRS๘’ ฏ “

ถุงลมนิรภัย SRS“
ถุงลมนิรภัย SRS (Supplemental
Restraint System)
จะทํางานรวมกับเข็มขัดนิรภัย
ซึ่งถุงลมนิรภัย SRS
จะลดแรงกระแทกทีจ่ ะเกิดขึ้นกับผูโดยสาร
บริเวณศีรษะและหนาอก
ขณะที่มีการชนเกิดขึ้น
เมื่อเซ็นเซอรตรวจพบวามีการชนดานหนา
หรือดานขางเกิดขึ้น
ชุดประกอบถุงลมนิรภัยกลางจะจุดชนวน
และทําใหเกิดแกสภายในขยายตัว
ทําใหถุงลมนิรภัยพองตัวออกมา
1 ถุงลมนิรภัย SRS สําหรับคนขับ
2 ถุงลมนิรภัย SRS สําหรับผูโดยสาร
3 ถุงลมนิรภัย SRS ดานขาง
4 มานนิรภัย SRS
(1/1)

ขอมูลอางอิง:
ภาพแสดงลักษณะการติดตั้ง
1 เซ็นเซอรดา
 นหนา
2 ชุดประกอบถุงลมนิรภัยกลาง
3 ถุงลมนิรภัย

(1/1)

- 36 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

คําถาม-1
ใหทาํ เครื่องหมายลงในชองถูกถาขอความนั้นอธิบายถูกตอง หรือชองผิดถาขอความนั้นอธิบายไมถูกตอง:
ขอ

คําถาม

ถูกหรือผิด

1

ผังวงจรไฟฟาจะใชตัวถังเปนกราวดประกอบดวยขั้วลบของอุปกรณไฟฟา
และขั้วลบของแบตเตอรี่จะถูกตอเขากับตัวถังรถยนต

น‘

ฅฬ

2

เนื่องจากหลอดฮาโลเจนจะมีอุณหภูมทิ ี่สูงเมื่อมันสวาง
จึงไมควรสัมผัสพื้นที่สวนใดๆของหลอดขณะทําการเปลี่ยน

น‘

ฅฬ

3

รีเลยที่ใชในรถยนตสามารถปด-เปดเพื่อเปลี่ยนวงจรกระแสไฟแรงสูง
โดยปด-เปดวงจรกระแสไฟแรงต่าํ

น‘

ฅฬ

4

เครื่องมือวัดรอบในมาตรวัดรวมแสดงใหเห็นจํานวนรอบของเครื่องยนต
ตอนาที

น‘

ฅฬ

5

แขนตอปดน้าํ ฝนของระบบปดน้าํ ฝนควรตองทําการเปลี่ยนตามระยะ

น‘

ฅฬ

เฉลย

คําถาม-2
ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศรถยนต?
1. หนาทีใ่ นการทําใหอุนของเครือ่ งปรับอากาศรถยนต โดยใชั้คอลยเย็นเปนตัวแลกเปลีย่ นความรอนกับอากาศ
2. หนาทีใ่ นการทําความเย็นของเครื่องปรับอากาศรถยนต
ใชแผงทําความรอนเปลีย่ นความรอนเพื่อทําใหอากาศเย็น
3. ภายหลังการใชงานเปนเวลานาน ความเย็นของเครือ่ งปรับอากาศจะลดลง
ดังนั้นจึงจําเปนตองตรวจสอบระดับของน้าํ ยาทําความเย็นเปนระยะๆ
4. ระบบปรับอากาศอัตโนมัตขิ องรถยนต มีหนาที่ในการควบคุมการทําความเย็นอยางอัตโนมัติ อยางไรก็ตาม
หนาทีข่ องการทําใหอุนจะตองถูกควบคุม โดยมือปรับ

- 37 -

พืน้ ฐานรถยนต -ไฟฟาตัวถัง

คําถาม-3
ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับสัญญาณไฟเตือนและสัญญาณไฟแสดงการทํางาน?
1. สัญญาณไฟสูงสวางขึ้นเมือ่ สวิตชไฟสองสวางถูกเปด 1 ระดับ
2. สัญญาณไฟเตือนเข็มขัดนิรภัยสวางขึ้นเมื่อประตูรถเปด
3. สัญญาณไฟเตือนระดับน้าํ มันเชื้อเพลิงสวางขึ้นเมื่อระดับของน้าํ มันเชื้อเพลิงในถังเหลืออยูนอย
4. สัญญาณไฟเตือน ABS สวางขึ้นเพื่อเตือนวามีรถยนตคันอื่นอยูขางหนารถ

คําถาม-4
เลือกคําที่ถูกตองใหสอดคลองกับชื่อของภาพที่แสดง จากกลุมคําที่แสดงดานลาง
1.

2.

ก) ไฟเตือนแรงดันน้าํ มันเครื่อง
ง) ไฟเตือนระดับน้าํ มันเบรก
คําตอบ: 1.

3.

4.

5.

ข) ไฟเตือนหัวเผา ค) ไฟแสดงสถานะระบบเครื่องยนตบกพรอง
จ) ไฟเตือนไฟชารจ
2.

3.

- 38 -

4.

5.

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ตัวถัง

รูปแบบตัวถัง

รูปแบบตัวถัง
ตัวถังรถยนตเปนสวนหนึ่งของรถยนตซึ่งใช
บรรทุกผูโดยสารหรือสัมภาระ
รูปแบบตัวถังมีหลายชนิดตางกันไป

1

รถซีดาน
รถชนิดนี้เปนรถยนตนั่งโดยสาร ซึ่งเนนใน
เรื่องของผูโดยสารและความสะดวกสบาย
ของคนขับ

2

รถคูเป
รถชนิดนี้เปนรถสปอรต ซึ่งเนนในเรื่อง
ของรูปลักษณและสมรรถณะของเครื่อง

- 1 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ตัวถัง
3

รถลิฟทแบ็ค
โดยพื้นฐาน รถชนิดนี้คลายคลึงกับรถคูเป
ซึ่งรวมพื้นที่โดยสารและพื้นที่วางสัมภาระ
เขาดวยกัน ตอนทายของประตูและ
หนาตางจะเปดออกพรอมๆ กัน

4

รถฮารดท็อป
รถชนิดนี้เปนรถซีดานที่ไมมีโครงหนาตาง
หรือเสากลาง

5

รถเปดประทุน
รถชนิดนี้เปนชนิดเดียวกับรถซีดานหรือ
คูเป ซึง่ สามารถเปดปดหลังคาขึ้นลง
ขณะขับขี่ได

- 2 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ตัวถัง
6

รถปคอัพ
เปนรถบรรทุกขนาดเล็ก ซึ่งเครื่องยนตได
ถูกติดตั้งไวทางตอนหนาของคนขับ

7

รถตู/ รถตรวจการณ
รถชนิดนี้จะรวมพื้นที่โดยสารและพื้นที่
สัมภาระเขาไวดว ยกัน รถชนิดนี้สามารถ
บรรทุกผูโดยสารหรือสัมภาระไดคราวละ
มากๆ Vans หมายถึงบรรทุกสัมภาระ,
Wagon หมายถึงบรรทุกผูโดยสาร

(1/1)

- 3 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ตัวถัง

การแยกประเภทโดยการแบงพื้นที่
พื้นที่เครื่องยนต, พื้นที่โดยสาร,
และพื้นที่สัมภาระของตัวถังรถยนต
มีลักษณะดังนี้
1 3 Box car
การแบงเครื่องยนต/ หองโดยสาร/
หองเก็บสัมภาระ
รถชนิดนี้ประกอบไปดวยสวนที่แยกกัน,
มีความอิสระของพื้นที่สาํ หรับเครื่องยนต,
หองผูโดยสารและหองเก็บสัมภาระ
2 2 Box car
หองโดยสารที่กวางขวาง/
หองเก็บสัมภาระตามแตการสรางสรรค
รถชนิดนี้มีพื้นที่เดียวกันกับโดยสารและสัม
ภาระ แยกสวนจากเครื่องยนต กรณีนี้
โดยทั่วไป มักประยุกตใหเปนรถคอมแพ็ค
3 1 Box car
หองโดยสารที่สมบูรณแบบ/ หองเก็บ
สัมภาระตามแตการสรางสรรคซงึ่ มี
เครื่องยนตอยูดา นลาง
รถรุน นี้พื้นที่โดยรวมถูกจัดไวสาํ หรับ
เครื่องยนต, หองโดยสาร, และหองเก็บ
สัมภาระ เปนการดีสาํ หรับการขนสง
ผูโดยสารจํานวนมากและบรรทุกสัมภาระ
ไดหลายชิ้น, คํานึงถึงประโยชนของพื้นที่
ใชสอยอยางมีประสิทธิภาพ
a พื้นที่เครื่องยนต
b พื้นที่โดยสาร
c พื้นที่เก็บสัมภาระ
(1/1)

- 4 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ตัวถัง

พื้นฐานโครงสรางตัวถังรถยนต

พื้นฐานโครงสรางตัวถังรถยนต
โครงสรางตัวถังรถยนตมี 2 ชนิด: the
frame body และ monocoque body
A Frame type body
โครงสรางชนิดนี้ประกอบไปดวยสวนของ
ตัวถัง และสวนของโครงสราง
(ซึง่ ใชติดตั้งเครื่องยนต, ระบบสงกําลัง
และบังคับเลี้ยว)
B Monocoque body
โครงสรางชนิดนี้ประกอบไปดวย ตัวถังและ
โครงสรางซึ่งรวมอยูในหนวยเดียว ตัวถังจะ
มีความทนทานเหมือนกลองใบเดียวเดี่ยวๆ
(1/1)

พื้นฐานโครงสรางตัวถังรถยนต
GOA (Global Outstanding Assessment)
GOA ไดผานเกณการทดสอบความ
ปลอดภัยสรางขึ้นโดย Toyota เพื่อแสดงถึง
โครงสรางของการชนแตละรูปแบบ มัน
ประกอบไปดวย การดูดซับแรงกระแทก
ของตัวถังและความแข็งแรงดานบนของ
หองโดยสารในระดับโลก
ความมีประสิทธิภาพในการดูดซับและ
กระจายแรงกระแทกดานหนาพื้นที่บริเวณ
ดานขางและพื้นที่ของหองโดยสารและ
ทําใหแรงในการชนลดลง ดวยเหตุนี้
ลักษณะของโครงสรางนิรภัยแบบนี้จึงทําให
มีการเสียรูปของหองโดยสารนอยที่สุด
(1/1)

- 5 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ตัวถัง

พื้นฐานโครงสรางตัวถังรถยนต
คานกันกระแทกดานขาง (ประตู)
คานกันกระแทกดานขางเปนวัตถุเสริม
ความแข็งแรงชนิดหนึ่งที่ถูกติดตั้งไวใน
ประตูเพื่อกันกระแทก
1 คานกันกระแทกขางประตู

(1/1)

ชื่อชิ้นสวนตัวถัง
สวนประกอบภายนอกรถ
1 กันชน
2 กระจังหนา
3 ฝากระโปรง
4 กระจกบังลมหนา
5 เสาหนา เสาเกงหนา
6 บานเลื่อนหลังคา
7 หลังคา
8 ขอบประตู
9 เสากลาง
10 กระจกประตู
11 มือเปดประตูดานนอก
12 กระจกมองขาง
13 แผงประตู
14 บังโคลนหนา
15 คิ้วดานขาง
16 กันโคลน
17 กระจกหลัง
18 สปอยเลอรหลัง
19 ฝากระโปรงทาย
20 ฝาปดถังน้า
ํ มันเชื้อเพลิง
21 บังโคลน
22 เสาหลัง, เสาเกงหลัง
(1/2)

- 6 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ตัวถัง

สวนประกอบภายในหองโดยสาร
1 ชองระบายอากาศ
2 แผงควบคุมกลาง
3 แผงคอนโซลหนาปด
4 กระจกมองหลัง
5 แผงบังแดด
6 แผงประตู
7 มือจับ
8 เบาะพักแขน
9 เข็มขัดนิรภัย
10 พนักพิงศีรษะ
11 เบาะพิง
12 ที่ปรับระดับเบาะ
13 เบาะนั่ง
14 ที่ปรับเลื่อนเบาะ
15 ที่ครอบพื้นประตู
16 ชองเก็บของ
17 มือเปดประตูดานใน
18 ที่พักแขน
19 ปุมล็อคประตู
20 ยางขอบประตู
21 ชองเก็บของ
22 มือจับหมุนกระจก
(2/2)

สี

รายละเอียดทั่วไป
สี เปนการเคลือบทับชนิดหนึ่งที่ใชกับ
พื้นผิวตัวถังรถ มีวัตถุประสงคหลักคือ
ทําใหตัวถังมีความโดดเดนขึ้น
จุดประสงคอื่นๆ คือ เพื่อปกปองตัวถัง
จากสนิม, แสงแดด, ฝุนละอองและน้าํ ฝน
1 แผนเหล็ก
2 สีชั้นแรก
ปกปองตัวถังจากการเกิดสนิม
3 สีชั้นกลาง
ทําใหผิวและสีชั้นแรกเรียบเนียน
4 สีชั้นบน
สีนี้เปนสีทาทับชั้นสุดทายที่ทาํ ใหดูเงางาม
และดึงดูดใจ
(1/1)

- 7 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ตัวถัง

ขอมูลอางอิง:
ชนิดของสีชั้นบน
A

สีโซลิด
สวนประกอบของสีเปนเพียงเลเยอรเดี่ยว
สีชนิดนี้ถูกพนทับเพียงสวนเดียวเทานั้น
ซึ่งไมมีสวนผสมของอลูมิเนียม
B สีเมทัลลิก
สีชั้นบนประกอบไปดวยสีเคลือบ 2 ชั้น:
สีเคลือบเมทัลลิกซึ่งมีอลูมเิ นียมผสมอยู
ดวยในขณะทาทับ และสีเคลือบเงาซึ่ง
ทํามาจากสีโปรงแสงนั่นเอง การระมัดระวัง
เปนสิ่งจําเปนขณะทําการบํารุงรักษาหรือ
ลางรถ เพราะหากมีรอยขีดขวนเพียง
เล็กนอยบนสีชั้นนอกก็จะเห็นไดชัดเจน
C สีเพริลไมกา
ประกอบไปดวยสีชั้นบน 3 ชั้น สีชั้นกลาง
มีสวนผสมของ tiny mica particles
ลักษณะพิเศษของสีชนิดนี้คือเกาะติดแนน,
เปลงประกายมันวาว และโปรงแสง
การดูแลจะตองปองกันสีเคลือบจากการ
ขูดขีด
1

การสะทอนแสง
(1/1)

- 8 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ตัวถัง

กระจกรถยนต

รายละเอียดทั่วไป
กระจกเปนองคประกอบที่สาํ คัญอีก
อยางหนึ่ง ซึ่งทําใหมนั่ ใจในความปลอดภัย
และสะดวกสบายแกรถ
นอกจากความโปรงใส กระจกรถยนตยัง
ชวยปองกันผูโดยสาร โดยที่มันจะไม
แตกงายๆ หากโดนวัตถุมากระทบ
กระแทกใส
1
2

แสงแดด
รังสี UV

A

กระจกลามิเนต
ฟลมใสจะอัดอยูระหวางกระจกแบบธรรมดา 2 แผน และกดเขาดวยกัน ซึ่งออกแบบมาเพื่อปองกันวัตถุตางๆ เชน
หินที่กระเด็นมาจากดานนอกหรือถูกกระจก และยังปองกันเศษกระจกไมใหแตกกระจาย ในปจจุบัน
เราใชกระจกชนิดนี้ในการทํากระจกบังลมหนา ฟลมที่ใชในกระจกลามิเนตจะชวยลดรังสีอลั ตราไวโอเลต
B

กระจกเทมเพิรด
เนื่องจากกระจกชนิดนี้จะรอนขึ้นและเย็นลงอยางรวดเร็ว ดังนั้นจึงตองใชกระจกที่มีความแข็งแรงเปน 4 เทา
ของกระจกแบบธรรมดาเพื่อใหทนตอแรงกระแทก กระจกที่แตกอันเนื่องมาจากการกระแทกอยางแรง
จะมีลกั ษณะเปนเม็ดๆ เพื่อลดการบาดเจ็บ
C

กระจกลดรังสี UV
"UV" เปนอักษรยอของ "รังสีอัลตราไวโอเลต" และกระจกลดรังสี UV พัฒนาขึ้นเพื่อลดปริมาณรังสีอัลตราไวโอเลต
ที่อาจทําใหผิวไหมเกรียม โดยสวนมากจะใชบริเวณประตูและหนาตางดานหลัง กระจกชนิดนี้สามารถลด
รังสีอัลตราไวโอเลตไดถึง 90 ถึง 95 %
D

กระจกสี
กระจกทั้งหมดเปนกระจกสีเขียวหรือสีบรอนซออนๆ สวนกระจกทีม่ ีบังแดดจะใชบริเวณกระจกบังลมหนา
ยกเวนสวนบนจะเปนสีออนๆ และตรงขอบที่เปนอีกสีหนึ่งเพื่อเพิ่มทัศนวิสัย
E

กระจกดูดซับพลังงาน(กระจกโซลาร)
กระจกชนิดนี้ประกอบไปดวยชิ้นสวนเล็กๆ เชน นิกเกิ้ล, เหล็ก, โคบอล ฯลฯ ซึ่งสามารถดูดซับคลื่นแสง
ที่อยูในชวงอินฟาเรตได โดยจะชวยรักษาอุณหภูมิภายในรถไมใหสูงเกินไปเมื่อถูกแดดสองโดยตรง
(1/1)

- 9 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ตัวถัง

ชิ้นสวนการทํางานภายในตัวรถ

เบาะนั่ง
อุปกรณเสริมที่รองรับผูโดยสาร เบาะนั่ง
ทําหนาทีด่ ูดซับแรงกระแทกขณะขับรถ
1
2
3
4

พนักพิงศีรษะ
เบาะพิง
เบาะรองแผนหลัง
เบาะนั่ง

(1/1)

หนาที่ในการปรับตั้งเบาะ
เบาะนั่งถูกติดตั้งไวใหปรับตั้งในตําแหนง
ตางๆ เพื่อเพิ่มความมั่นใจใหผูโดยสารได
สะดวกสะบายและลดความเหนื่อยลาใน
ขณะเดินทางไกล
1 ปุมเลื่อนเบาะ
ปรับตําแหนงเบาะ โดยการเลื่อนรางที่
อยูใตเบาะ
2 แกนปรับตั้งเบาะ
ปรับเอนเบาะไปดานหนาหรือดานหลัง
3 ปรับตั้งเบาะตรง
ปรับความสูงของเบาะนั่ง เบาะบางชนิด
สามารถเลื่อนขึ้นลงไปมาได แตบางชนิด
เลื่อนไดเฉพาะไปดานหนาหรือดานหลัง
4 ปรับเบาะรองแผนหลัง
รองรับสวนหลังเพื่อบรรเทาความเหนื่อย
ลาในระหวางการขับขี่ระยะไกล
5 ปรับตั้งเบาะดานขาง
ปรับความกวางของเบาะดานขางและ
น้าํ หนักที่รองรับคนขับในระหวางการเลี้ยว
6 ปรับตั้งพนักพิงศีรษะ
พนักพิงศีรษะมีไวเพื่อปองกันการกระแทก
เมื่อเกิดการชนดานทาย ตัวปรับตัง้ พนักพิง
ศีรษะใชในการปรับตําแหนงพนักพิงให
เหมาะกับรูปราง ซึ่งมีทั้งแบบที่ปรับขึ้นลง
และแบบที่ปรับขึ้นลงและเลื่อนไปมาได
(1/1)

- 10 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ตัวถัง

เข็มขัดนิรภัย
เมื่อเกิดการหยุดรถกระทันหัน หรือเมือ่
เกิดเหตุสุดวิสัย รางกายของคนขับจะ
เคลื่อนที่ไปดานหนาตามแรงเฉื่อย
เข็มขัดนิรภัยจะทําหนาที่ยึดรางกายของ
ผูโดยสารไวกับที่นั่งอยางปลอดภัย ดังนั้น
มันอาจจะปองกันผูโดยสารจากการ
กระแทกกับพวงมาลัยหรือกระจกบังลม
หนา หรือการถูกเหวี่ยงออกนอกตัวรถ
เข็มขัดนิรภัยมี 2 ชนิด: ชนิด 2 จุด จะยึด
บริเวณโคนขา และชนิด 3 จุดจะยึดบริเวณ
โคนขาทั้งสองขางและบริเวณหนาอก
1
2

แบบ 2 จุด
แบบ 3 จุด
(1/2)

ELR (Emergency Locking Retractor)
เมื่อเบรกรถทันทีทันใดหรือเกิดการชน
กะทันหัน อุปกรณนี้จะล็อคเข็มขัดนิรภัย
ในขณะถูกดึง โดยปกติ อุปกรณชิ้นนี้จะ
ยอมใหเข็มขัดถูกดึงตามการเคลื่อนที่
ของผูโดยสาร
1. แบบ Speed-sensing
เข็มขัดนิรภัยจะถูกล็อค ถาสายเข็มขัด
ถูกดึงอยางรวดเร็ว
2. แบบ G-sensing
เข็มขัดนิรภัยจะถูกล็อค เมื่อเซ็นเซอร
ตรวจจับแรงหนวงที่กระทํากับตัวรถ
3. แบบ Multiple-sensing
ทําหนาที่รวมกันทั้งแบบ
speed-sensing และ G-sensing
ในหนาที่อื่น จะทําหนาที่ลดแรงกระชาก
ซึ่งจะควบคุมแรงดึงกลับของเข็มขัดเพื่อลด
แรงกระแทก
(2/2)

- 11 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ตัวถัง

ขอมูลอางอิง:
เข็มขัดแบบดึงรั้งกลับ
ในการถูกชนดานหนาอยางรุนแรง ชุด
พรี-เทนชั่นเนอรจะดึงสายรัดกลับอยางมี
ประสิทธิภาพ หลังจากการทํางานของชุด
พรี-เทนชั่นเนอร ตัวจํากัดแรงจะทํางาน
มันจะเคลื่อนที่ตามผูโดยสารตามแรงเฉื่อย
ที่เพิ่มขึ้น มันจะปลอยสายรัดเข็มขัดไป
ตามการเคลือ่ นที่ของคนขับเพื่อที่จะลดแรง
กระชากที่หนาอกผูโดยสาร
เข็มขัดแบบดึงรั้งกลับจะทํางานพรอมกับ
ถุงลมนิรภัย SRS
(1/1)

ล็อคประตู
ล็อคประตูจะปองกันประตูไมใหถูกเปดจาก
การสั่นสะเทือน, การกระแทก และปองกัน
การขโมย มันมีหนาที่ปองกันล็อคประตู
จากการ unlocked ที่การทํางานของ
มือจับทั้งดานนอกและดานในตัวรถ
A
B
C

ประตูเปด
ประตูปดไมสนิท
ประตูปด
(1/1)

ขอมูลอางอิง:
ระบบควบคุมการล็อคประตูดวยรีโมท
สามารถทําการล็อคประตูหรือปลดล็อค
โดยการกดปุม LOCK หรือ UNLOCK
ที่ลกู กุญแจ รถบางคันจะมีการติดตั้ง
อุปกรณการทํางานแบบตอบกลับ ซึ่ง
สัญญาณไฟเลี้ยวจะกะพริบ 1 ครั้งเมือ่
ประตูล็อค หรือกะพริบ 2 ครัง้ เมื่อประตู
ปลดล็อค
1 ตัวสงสัญญาณ (กระจกมองหลัง)
2 ชุดล็อคประตู
3 รีโมท
(1/1)

- 12 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ตัวถัง

ระบบปดประตู
เมื่อ ECU ตรวจพบวาประตูลอ็ คไมสนิท
ชุดมอเตอรล็อคประตูจะดึงประตูปดให
สนิท
ฝากระโปรงหลังก็สามารถทําใหปดไดสนิท
เชนเดียวกัน ถา ECU ตรวจพบวาปด
ไมสนิท ชุดมอเตอรจะทํางานและปดฝา
กระโปรงหลัง
1
2
3
4

A
B

ECU ประตู
ชุดล็อคประตู
กลอนล็อคประตู
มอเตอรชุดปดฝากระโปรงทาย
กอนทํางาน
หลังทํางาน
(1/1)

ระบบสมารทคีย
ระบบสมารทคีย ผูขับขี่สามารถทําสิ่งตางๆ
ได โดยเพียงแคพกกุญแจไวเทานั้น
A
B

C

1
2
3

4
5

ปลดล็อค / ล็อคประตู
ปลดล็อคพวงมาลัยและ
สตารทเครื่องยนต
เปดฝากระโปรงทาย
เลื่อน
กุญแจเลื่อนออก
สวิตชล็อคประตู
(ภาพแสดงประตูดา นคนขับ)
สวิตชสตารทเครื่องยนต
ปุมเปดฝากระโปรงทาย

ขอแนะนํา:
สามารถนํามาใชเปดประตูและ
สตารทเครื่องยนตไดตามปกติ
(1/1)

- 13 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ตัวถัง

คําถาม-1
ใหทาํ เครื่องหมายลงในชองถูกถาขอความนั้นอธิบายถูกตอง หรือชองผิดถาขอความนั้นอธิบายไมถูกตอง:
ขอ

คําถาม

ถูกหรือผิด

1 การล็อคประตูปองกันประตูเปดงาย จากการชนหรือแรงกระแทก

ถูก

ผิด

2 A 3-box car รวมเนื้อที่เครื่องยนต, เนื้อที่โดยสาร, และเนื้อที่สัมภาระ

ถูก

ผิด

3

เบาะรองนั่งทําหนาที่รองรับรางกายผูโดยสารและดูดซับ
การกระแทกจากพื้นที่ผิวของถนน

ถูก

ผิด

4

ตัวถังแบบโมโนคอก (monocoque body)
เปนโครงสรางที่ตัวถังกับโครงรถรวมอยูดวยกัน

ถูก

ผิด

5

สีของรถยนตทาํ หนาที่ปองกันตัวถังรถยนตจากรังสีของแสงแดดและ
น้าํ ฝน รวมทั้งปองกันตัวถังจากสนิมดวย

ถูก

ผิด

คําถาม-2
ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับรูปแบบตัวถัง
1. ö«Õ´Ò¹ÃÇÁà¹×éÍ·Õèâ´ÂÊÒÃáÅÐà¹×éÍ·ÕèÊÑÁÀÒÃÐà»ç¹Êèǹà´ÕÂǡѹ
2. ö«Õ´Ò¹äÁèÁÕâ¤Ã§Ë¹éÒµèÒ§áÅÐàÊÒ¡ÅÒ§à¾×èÍà¹é¹ã¹ÃÙ»Êѡɳì
3. ö»Ô¤ÍѾÃÇÁà¹×éÍ·Õèâ´ÂÊÒÃáÅÐà¹×éÍ·ÕèÊÑÁÀÒÃÐà»ç¹Êèǹà´ÕÂǡѹ
4. à¤Ã×èͧ¹µì¢Í§Ã¶»Ô¤ÍѾºÃ÷ء¶Ù¡µÔ´µÑé§ÍÂÙè´éҹ˹éҢͧàºÒйÑ觤¹¢Ñº

คําถาม-3
ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับเข็มขัดนิรภัย?
1. ¤ÇÒÁÂÒǢͧà¢çÁ¢Ñ´¹ÔÃÀѨж١¤ÅÒÂÍÍ¡ (Â×´ÍÍ¡) àÊÁÍ à¾×èÍ·Õè¨Ð»éͧ¡Ñ¹
áç´Ñ¹¡´·Õè¨Ðà¡Ô´¡Ñº¼Ùéâ´ÂÊÒâ³ÐËÂشöËÃ×Íà¡Ô´¡Òê¹
2. ¡Åä¡ ELR ¢Í§à¢çÁ¢Ñ´¹ÔÃÀÑ ·Ó˹éÒ·ÕèÅçͤà¢çÁ¢Ñ´¹ÔÃÀÑÂà¾×èÍ»éͧ¡Ñ¹¡ÒäÅÒ (Â×´)
¨Ò¡µÓá˹觢³ÐàºÃ¡¡Ð·Ñ¹ËѹËÃ×Íà˵ØÊØ´ÇÔÊÑÂ
3. ¡Åä¡¡ÒûÃѺ¤ÇÒÁµÖ§Åèǧ˹éҢͧà¢çÁ¢Ñ´¹ÔÃÀÑ ¨ÐÅçͤà¢çÁ¢Ñ´à¾×èÍ»éͧ¡Ñ¹¡ÒäÅÒ (Â×´)
¢³ÐàºÃ¡¡Ð·Ñ¹ËѹËÃ×Íà˵ØÊØ´ÇÔÊÑÂ
4. ¡Åä¡¡ÒûÃѺ¤ÇÒÁµÖ§Åèǧ˹éҢͧà¢çÁ¢Ñ´¹ÔÃÀÑ ¨Ð·Ó¡ÒäÅÒ (Â×´)
à¢çÁ¢Ñ´àÁ×èÍà¡Ô´¡Ò깫Öè§ÁÕáçÁÒ¡¡ÇèÒ¤èÒ·ÕèµÑé§äÇé¡Ñºà¢çÁ¢Ñ´

- 14 -

เฉลย

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

ตัวถัง

คําถาม-4
ภาพดานลางกลาวเกี่ยวกับกระจกรถยนต จงเลือกคําที่เหมาะสมกับภาพจากกลุมคําดานลาง
(1) ª¹Ô´¡ÃШ¡·Õè»éͧ¡Ñ¹àÈÉËÔ¹ËÃ×ÍÊÔè§á»Å¡»ÅÍÁ
¡ÃÐà´ç¹ÁÒ·ÓãËé¡ÃШ¡áµ¡ä´é

(2) ª¹Ô´¡ÃШ¡·ÕèªèÇÂÅ´»ÃÔÁÒ³áʧÍÑŵÃéÒäÇâÍàŵ
¼èÒ¹à¢éÒÁÒã¹Ã¶

(3) ¡ÃШ¡·Õè´Ù´«ÑºáʧÍÔ¹¿ÃÒàôã¹áʧÍÒ·ÔµÂì

(4) ª¹Ô´¡ÃШ¡·ÕèàÇÅÒᵡáÅéǨÐÁÕÅѡɳÐà»ç¹ªÔé¹àÅç¡æ

ก) กระจกเทมเพิรด
ง) กระจกสี

ข) กระจกลามิเนต
จ) กระจกลดรังสี UV
คําตอบ: 1.

ค) กระจกดูดซับพลังงาน (กระจกโซลาร)

2.

3.

- 15 -

4.

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ

คูมือการบริการ

คูมือการบริการ
รถยนตไดมกี ารพัฒนารูปแบบและระบบ
ใหมๆ อยูอยางตอเนื่องและตลอดเวลา
ดังนั้นจึงมีความซับซอนและเปนเรือ่ งที่ยาก
สําหรับชางเทคนิคที่จะทําการซอมโดยใช
ประสบการณเพียงอยางเดียว
เพื่อเปนขอมูลใหกับบุคคลากรดานการ
บริการในสวนตางๆ
ทั่วโลกเกี่ยวกับการดําเนินการบริการและ
เทคโนโลยีใหมๆ บริษัท โตโยตา มอเตอร
คอรปอเรชั่น (TMC)
จึงไดจัดพิมพคูมือแบบตางๆ ขึ้นดังนี้

-1-

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»
¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ
1 คูมอ
ื การซอม
คูมอื การซอมจะใหขอมูลเกี่ยวกับการถอด, การประกอบกลับ, การตรวจสอบ, และวิธีการปรับตัง้ ชิ้นสวนตางๆ
ในอเมริกาและแคนาดานั้น จะพิมพคูมือการซอมของรถทุกรุนและเกียรอัตโนมัติ สวนในประเทศอืน่ ๆ จะจัดพิมพเปน
2 แบบ: ชวงลางและตัวถังของรถทุกรุน และกลุมชิ้นสวนทั้งหมด เชน เครื่องยนตของแตละเครื่อง
2

คูมอื วงจรไฟฟา (EWD)
คูมอื นี้จะรวบรวมแผนผังซึ่งสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับสายไฟในรถ โดยจะจัดพิมพทุกๆ รุน

3

รายการเครื่องมือพิเศษ (SST)
รายการนี้จะใหขอมูลเกี่ยวกับเครื่องมือพิเศษที่จาํ เปนในการซอมและตรวจสอบรถ โดยจะจัดพิมพทุกๆ ป

4

คูมอื รายละเอียดรถรุนใหม
คูมอื นี้จะใหขอมูลเกี่ยวกับรถและกลไกใหมๆ

5

แผนขอมูลการบริการ (SDS)
คาตางๆ (เชน ความตึงสายพานตัววีและระยะหางวาลว) ที่มักใชในการตรวจสอบและปรับตั้ง จะพิมพออกมาเปนใบๆ
ซึ่งจะจัดทําทุกปสาํ หรับรถทุกรุนตามแตละประเทศ ยกเวนอเมริกาและแคนาดา

6

คูมอื การใชรถ
คูมอื นี้จัดทําไวสาํ หรับเจาของรถโตโยตา เพื่อใหขอมูลที่สาํ คัญตางๆ เกี่ยวกับการใชรถ โดยจะจัดพิมพทุกๆ
รุนและมอบใหกับเจาของรถรุนนั้นๆ

7

อื่นๆ
เพื่อใหครบตามที่กลาวขางตน จึงมีการจัดพิมพคูมือตอไปนี้ดวย:
1. คูมือการซอมสําหรับตัวถังที่ผานการชนเสียหาย
2. ขั้นตอนการซอมตัวถังเบื้องตน
3. ขั้นตอนการทําสีเบื้องตน
4. พื้นฐานและการซอมระบบปรับอากาศ (HFC134a)
5. การซอมชุดสายไฟ
6. คูมือการบริการชิ้นสวนตางๆ ของเครื่องเสียง
7. คูมือชั่วโมงงานมาตรฐาน
8. คูมือการวิเคราะหปญหา
9. คูมือการอบรม
(1/1)

-2-

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ

อะไหลแทโตโยตา

อะไหลแทโตโยตา
โครงสรางของอะไหลแทโตโยตา
อะไหลแทโตโยตาเปนอะไหลชนิดเดียวกัน
กับอะไหลที่ติดมากับรถยนต
อะไหลทุกชิ้นจะตองผานการตรวจสอบ
คุณภาพอยางเขมงวดที่สุด
เพื่อใหแนใจในคุณภาพและประสิทธิภาพ
ตลอดจนอายุการใชงานที่ยาวนาน
¢éÍá¹Ð¹Ó:
อะไหลแทโตโยตาทุกชิ้นจะบรรจุอยูใน
หีบหอ ซึ่งจะมีเครื่องหมาย
"TOYOTA GENUINE PARTS"
(1/1)

หมายเลขอะไหลโตโยตา
เพื่อเปนการแสดงความถูกตองของชิ้นสวน
และสวนประกอบทุกชิ้นของรถยนต
หมายเลขอะไหลที่ประกอบไปดวยตัวอักษร
และตัวเลข 10 หรือ 12 หลัก
จะถูกกําหนดลงบนอะไหลทุกชิ้น
สําหรับรายละเอียดตางๆ
จะแสดงอยูในคูมือแคตตาล็อคอะไหล*
*จัดพิมพโดยฝายบริหารการบริการอะไหล
โตโยตา
1

2

3

หมายเลขหลักของอะไหล
หมายเลข 5ตัวแรกคือหมายเลขหลัก
ของอะไหลซึ่งแสดงกลุม ทั่วไปของ
ชิ้นสวนที่เกี่ยวของเชนหมายเลขอะไหล
ที่เริ่มดวย 81110 จะแทนชิ้นสวน
ของไฟหนา
หมายเลขการออกแบบ
หมายเลข 5ตัวถัดไปจะใชสาํ หรับ
จําแนกประเภทของรถหรือเครือ่ งยนต
หมายเลขรหัสขนาดของอะไหล
หมายเลข 2 ตัวถัดไป (ถามี)
จะใชสาํ หรับจําแนกสีและขนาด
(1/1)

-3-

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ

แคตตาล็อคอะไหล
ถึงแมวาอะไหลทุกๆ ชิ้นจะมีหมายเลข
อะไหลกาํ กับอยูแตวาหมายเลขเหลานั้น
ไมจาํ เปนทีจ่ ะตองอยูบนตัวของมันเสมอไป
ซึ่งคุณจะสามารถหาหมายเลขอะไหลได
จากแคตตาล็อคอะไหล
หมายเลขอะไหลทุกชิ้นสามารถที่จะคนหา
ไดจากแคตตาล็อคอะไหล
ซึ่งจะมีอยูดวยกัน 3 แบบ
การใชแคตตาล็อคอะไหล*
จะมีวิธีการใชงาน
ซึ่งขึ้นอยูกับวาเปนแคตตาล็อคแบบใด
*จัดพิมพโดยฝายบริหารการบริการอะไหล
โตโยตา
1

2

3

ไมโครฟชแคตตาล็อคอะไหล
แคตตาล็อคนี้จะมาในรูปของ
แผนพลาสติกที่เรียกวา "ฟช"
เราจําเปนจะตองใชเครือ่ งมือพิเศษ
ที่เรียกวาเครือ่ งอานไมโครฟชในการ
ชมแคตตาล็อคเหลานี้
หนังสือแคตตาล็อคอะไหล
แคตตาล็อคเหลานี้จะจัดพิมพใหกับ
ประเทศตางๆ
ยกเวนในแถบอเมริกาเหนือและยุโรป
แคตตาล็อคอะไหลแบบอิเล็กทรอนิกส (CD-ROM)
ขอมูลจากแคตตาล็อคอะไหล
จะเก็บอยูในแผนซีดี-รอม
(1/1)

-4-

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ

การคนหาหมายเลขอะไหล
ขอมูลที่ใชสําหรับการคนหาหมายเลข
อะไหล
การคนหมายเลขโทรศัพทในสมุดโทรศัพท
จําเปนตองทราบชื่อของบุคคลหรือที่อยู
สําหรับหมายเลขที่ตองการคนหาลวงหนา
เสียกอน
เชนเดียวกับการคนหาหมายเลขอะไหล
ในคูมอื อะไหล
ทานจะตองมีขอมูลบางอยางเกี่ยวกับรถ
ตัวอยาง:
• รหัสรุนรถยนต
• รหัสสีตัวถัง
• รหัสการตกแตงภายใน
• รหัสของสงกําลัง
• รหัสเพลา
ขอมูลเหลานี้จะบอกอยูในแผนปายชื่อ
หรือฉลากรับรองตามกฎหมายของรถ
1 แผนปายชื่อ

(1/4)

-5-

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ

แผนปายชื่อ
แผนปายชื่อ เปนที่รูจักกันดีในนามของ
"แผนปายผูผลิต"
ซึ่งมีรายละเอียดแตกตางกันไปตาม
ประเทศปลายทางที่จะสงรถยนตออกไป
แผนปายชื่อของรถยนตนั่งจะติดตัง้ บริเวณ
สวนของตัวถังใตกระจกบังลมหนา
คูมือการซอมจะแสดงตําแหนงทีต่ ั้งปายชื่อ
โดยละเอียด
A
B
C

-6-

สําหรับสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
สําหรับประเทศในแถบยุโรป
สําหรับประเทศอื่นๆ

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»
¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ
1 รหัสรุนรถยนต
รหัสรุนรถยนตจะบงบอกถึงความแตกตางของเครื่องยนต, รุน , ชนิดตัวถัง และขอมูลเฉพาะเบื้องตนของรถยนต
รหัสรุนรถยนตประกอบไปดวยตัวอักษรและตัวเลข
2

3

ชนิดเครื่องยนตและปริมาตรกระบอกสูบ
ชนิดเครือ่ งยนตและปริมาตรกระบอกสูบจะมีระบุที่แผนปายผูผลิต
รถยนตที่รุนเดียวกันไมจาํ เปนที่ชนิดของเครือ่ งยนตและปริมาตรกระบอกสูบตองเหมือนกัน
หมายเลขตัวถัง
หมายเลขตัวถัง ซึ่งระบุที่ตัวรถ จะตอกอยูที่ตัวถังหรือโครงรถ
หมายเลขตัวถังจะบรรจุไปดวยรหัสรุนรถยนตพื้นฐานและหมายเลขประจํารถ

4

หมายเลขที่ระบุเฉพาะรถยนต (VIN)
หมายเลขที่ระบุเฉพาะรถยนต ซึ่งแสดงทีร่ ถ โดยขึ้นอยูกับกฎหมายแตละประเทศ

5

รหัสสีตัวถัง
สีภายนอกของรถจะแสดงดวยรหัส
รหัสสีมีความจําเปนตอการพนสีตัวถังหรือสีชิ้นสวนภายนอก (เชน สีกันชนหรือกระจกมองขาง)

6

รหัสการตกแตงภายใน
รหัสการตกแตงภายในจะแสดงถึงสีภายในรถ รหัสนี้มคี วามจําเปนตอการสั่งทําสีของชิ้นสวนภายใน
(เชน พวงมาลัย, เบาะ, แผงประตู)

7

รหัสการสงกําลัง
รหัสการสงกําลังจะแสดงถึงชนิดของการสงกําลังวารถใชเกียรชนิดใด
รถที่รุนเดียวกันไมจาํ เปนตองมีชนิดเกียรแบบเดียวกัน

8

รหัสเพลา
รหัสเพลาจะประกอบไปดวยตัวอักษรและตัวเลขที่แสดงถึงขอมูลเล็กๆ นอยๆ :
-เสนผาศูนยกลางของริงเกียร
-อัตราทดเกียร
-หมายเลขของพีเนียนและเฟองทายแบบลิมิเต็ดสลิป (LSD)

9

รหัสชื่อโรงงาน
รหัสชื่อโรงงานจะแสดงถึงชื่อของโรงงานที่ผลิตรถ รหัสนี้ไมเกี่ยวกับอะไหลที่สั่ง
(2/4)

-7-

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ

หมายเลขที่ระบุเฉพาะรถยนต
หมายเลขโครงรถหรือหมายเลขที่ระบุ
เฉพาะรถยนต (VIN)
จะถูกประทับไวภายในหองเครื่องยนตหรือ
แชสซีส เปนตน นอกจากที่แผนปายชื่อ
ใหดูตาํ แหนงการติดตั้งไดจากคูมือการซอม
เนื่องจากจะถูกติดตั้งในตําแหนงที่แตกตาง
กันไป ขึ้นอยูกับชนิดของรถยนต
1
2

หมายเลขที่ระบุเฉพาะรถยนต (VIN)
แผนปายชื่อ
(3/4)

-8-

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ
หมายเลขที่ระบุเฉพาะรถยนต (VIN)
หมายเลขที่ระบุเฉพาะรถยนต (VIN)
จะขึ้นอยูกับกฎหมายของแตละประเทศ
ที่จะทําการสงรถยนตไปจําหนายวา
ตําแหนงการติดตัง้ จะอยูที่แผนปายชื่อหรือ
ตัวถังของรถยนต
หมายเลขที่ระบุเฉพาะรถยนต (VIN)
ประกอบไปดวยตัวอักษรและตัวเลข 17
หลัก ซึ่งจะประกอบดวย WMI
(ตัวยอของผูผลิตในโลก), VDS
(หมวดรายละเอียดรถยนต) และ VIS
(หมวดแสดงรายการของรถยนต)

WMI á¼è¹»éÒÂáÊ´§âç§Ò¹·Õè¼ÅÔµ
VDS Êèǹ¢Í§ÃÒÂÅÐàÍÕ´à¡ÕèÂǡѺö
VIS Êèǹ¢Í§ËÁÒÂàÅ¢»ÃШӵÑÇö

หมายเลขที่ระบุเฉพาะรถยนต (VIN)
จะเหมือนกับหมายเลขรุนของหมายเลข
โครงรถซึ่งรวมถึงระยะเวลาในการผลิต
หมายเลขที่ระบุเฉพาะรถยนต (VIN)
จะถูกใชในประเทศตางๆ ดังนี้:
• ÊËÃÑ°ÍàÁÃÔ¡ÒáÅÐ᤹ҴÒ
(ÃÇÁ·Ñ駴ԹᴹÀÒÂãµé¡Òû¡¤Ãͧ
¢Í§ÊËÃÑ°ÍàÁÃÔ¡Ò)
• ÂØâû
(ÃÇÁ·Ñ駴ԹᴹÀÒÂãµé¡Òû¡¤Ãͧ
¢Í§½ÃÑè§àÈÊ)
• ÍÍÊàµÃàÅÕÂ, ¹ÔÇ«ÕᏴì, ºÃÒ«ÔÅ,
Îèͧ¡§, ÍԹⴹÕà«ÕÂ, áÍ¿ÃÔ¡Òãµé, Í×è¹æ
สําหรับไดอะแกรมที่แสดงอยูทางซายมือจะ
แสดงหมายเลขที่ระบุเฉพาะรถยนต (VIN)
สําหรับสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
1
2
3
4

5
6
7
8
9

-9-

ชนิดของตัวถัง, ระบบสงกําลัง ฯลฯ
ชนิดเครื่องยนต
ซีรี่ส
ชนิดของระบบเสริมความปลอดภัย,
เกรด
ชื่อรุน
หมายเลขตรวจเช็ค, รหัสหรือปทผี่ ลิต
ปที่ผลิต
โรงงานผลิตหรือโรงประกอบ
VISจะเหมือนกับหมายเลขรุนของ
หมายเลขโครงรถซึ่งรวมถึงระยะเวลา
ในการผลิต

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ
(4/4)

ขอมูลเฉพาะของรถยนต

ขอมูลเฉพาะของรถยนต
ขอมูลเฉพาะของรถยนต จะบอกขนาด
สมรรถนะและรายละเอียดที่สาํ คัญๆ
ทั่วไปของรถยนต
ซึ่งสามารถคนหาไดในคูมือการผลิต
และคูมอื รายละเอียดรถรุนใหม (NCF)
เปนตน
ซึ่งชางเทคนิคจําเปนตองเขาใจทุกขออยาง
ถองแท เกี่ยวกับขอมูลเฉพาะของรถยนต

(1/1)

- 10 -

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ
น้ําหนักและมิติของรถยนต

มิติของรถยนตจะประกอบไปดวย
รายละเอียดตางๆดังรูปภาพที่แสดง
ดานซายมือ
¹éÓ˹ѡµÑÇö
น้ําหนักตัวรถ
น้าํ หนักตัวรถจะประกอบไปดวยรายการที่
เปนมาตรฐาน
ซึ่งจําเปนในการทํางานของรถยนต เชน
น้าํ มันเชื้อเพลิง, น้าํ หลอเย็น, น้าํ มันเครื่อง,
ยางอะไหลและเครื่องมือประจํารถ
ไมรวมคนขับและอุปกรณที่เก็บในหองเก็บ
ของดานหลัง

ÁԵԢͧö
1 ความกวางโดยรวม
คือความกวางสูงสุดของรถ รวมกระจกมองขาง
2 ความกวางภายใน
คือระยะหางสูงสุดของกลางหองโดยสารระหวางประตูขวากับประตูซาย
น้ําหนักรวมตัวรถ
3 ความสูงโดยรวม
น้าํ หนักรวมตัวรถก็คือน้าํ หนักที่มีการ
คือความสูงของรถสูงสุดในสภาพรถเปลา รวมเสาอากาศ
บรรทุกขณะทําการขับขี่และถูกออกแบบมา
4 ระยะหางระหวางลอซายและขวา
ใหมีความสามารถในการรับน้าํ หนักได
คือระยะหางระหวางศูนยกลางลอขวากับลอซาย
สูงสุดและการบรรทุกจะตองไมเกินคา
5 ความยาวของหองโดยสาร
กําหนดที่ออกแบบไว
คือระยะหางระหวางศูนยกลางของแผงหนาปดของหองโดยสาร
กับพนักพิงหลัง
น้ําหนักเพลาหนา
6 มุมเงยหนา
คือน้าํ หนักของตัวรถซึ่งกระทําหรือกดลงที่
คือมุมที่สรางจากเสนสมมติกับเสนพื้นผิวถนน
เพลาหนา
(โดยลากเสนจากสวนลางของดานหนาสุดของรถกับผิวสัมผัสพืน้ ทาง
ดานหนายาง)
น้ําหนักรวมเพลาหนา
7 ความสูงจากพื้นถึงตัวรถต่ําสุด
คือน้าํ หนักแตละสวนของตัวรถที่กระทํากับ
คือระยะหางจากพื้นถึงสวนที่ตา่ํ ที่สุดของรถในขณะที่ไมมีนา้ํ หนักบรรทุก
เพลาหนา
8 ความสูงหองโดยสาร
คือระยะหางแนวตั้งสูงสุดของกลางหองโดยสารระหวางหลังคากับ
น้ําหนักเพลาทาย
พื้นหองโดยสาร
คือน้าํ หนักของตัวรถซึ่งกระทํากับเพลาทาย
9 ระยะยื่น-หนา คือระยะหางจากศูนยกลางดุมลอหนาถึงดานหนาสุดของรถ
10 ฐานลอ
น้ําหนักรวมเพลาทาย
ระยะหางระหวางศูนยกลางของดุมลอหนากับดุมลอหลัง
คือน้าํ หนักแตละสวนของตัวรถที่กระทํากับ
11 ความยาวรวมของรถ คือระยะหางจากดานหนาสุดถึงดานหลังสุดของรถ
เพลาทาย
12 ระยะยื่น-หลัง
คือระยะหางจากศูนยกลางดุมลอหลังถึงดานหลังสุดของรถ
13 มุมเงยหลัง
คือมุมที่สรางจากเสนสมมติกับเสนพื้นผิวถนน
(โดยลากเสนจากสวนลางของดานหลังสุดของรถกับผิวสัมผัสพื้นทางดานหลัง
ยาง)
(1/1)

- 11 -

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ

สมรรถนะ
1. ความเร็วสูงสุด
ก็คือตัวเลขที่ใชแสดงถึงสมรรถนะในการ
ขับขี่ของรถยนตความเร็วสูงสุดจะถูกวัดใน
ขณะที่ไมมีนา้ํ หนักบรรทุกและขับขี่บนทาง
เรียบ และจะแสดงหนวยเปน กม./ชม.
(ไมล/ชม.)

(1/4)

2. อัตราการสิ้นเปลืองน้ํามันเชื้อเพลิง
หมายถึงคาที่แสดงถึงปริมาณการ
สิ้นเปลืองน้าํ มันเชื้อเพลิงของเครื่องยนต
เมื่อรถยนตเคลื่อนที่ตอ ระยะทาง
การคํานวณหาอัตราการสิ้นเปลืองน้าํ มัน
เชื้อเพลิง มี 2 วิธีการ คือ:
1

2

การวัดปริมาณการสิ้นเปลืองน้ํามัน
เชื้อเพลิง โดยขับรถที่ระยะทางคงที่
หนวยที่ใชคือ จํานวนลิตร ตอ 100
กิโลเมตร (L/100 km)
การวัดปริมาณการสิ้นเปลืองน้ํามัน
เชื้อเพลิงโดยการวัดระยะทางที่รถ
วิ่งตอปริมาณเชื้อเพลิงที่กําหนดให
หนวยที่ใชวัดคือ กิโลเมตรตอลิตร
(km/L)

¢éÍá¹Ð¹Ó:
อัตราการสิ้นเปลืองน้าํ มันเชื้อเพลิงที่ได
จากการวัด จะเปลี่ยนแปลงไมคงที่
ทั้งนี้ขึ้นอยูกับสภาพของการขับขี่ชวง
ระยะเวลาในขณะทําการวัด (เชน
สภาวะอากาศ สภาพเครื่องยนต ภาระ
สภาพถนน ฯลฯ)
(2/4)

- 12 -

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ
3. ความสามารถในการขับขึ้นทาง
ลาดชัน
คือความสามารถของรถในการขับขึ้นทาง
ลาดชัน ในสภาวะที่มีนา้ํ หนักรวมของรถ
A ระยะทางตามแนวราบ
B ความสูงแนวตั้ง
C มุมลาดชัน

=

B

/

A

ตัวอยาง:
ความสูงแนวตั้ง (B = 20 เมตร)
และระยะทางตามแนวราบ (A = 100
เมตร)
20/100 = 0.2 (มุมลาดชัน)
¢éÍá¹Ð¹Ó:
รถยนตจะไมสามารถขับขึ้นทางลาดชัน
สูงสุดได
ถาหากวายางและพื้นผิวถนนมีความ
ตานทานแรงเสียดทานนอยเกินไป
(3/4)

4. รัศมีวงเลี้ยวต่ําสุด
เปนรัศมีที่ลากจากจุดกึ่งกลางการเคลื่อนที่
ของรถและจุดกึ่งกลางของยางลอดานนอก
สุด (หรือดานนอกสุดของตัวถัง)
เมื่อเลีย้ วรถอยางชาๆบนพื้นถนนโดยหมุน
พวงมาลัยไปทางซายหรือขวาจนสุด
1
2

รัศมีวงเลี้ยวต่าํ สุด (ยาง)
รัศมีวงเลี้ยวต่าํ สุด (ตัวถัง)
(4/4)

- 13 -

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ

เครื่องยนต
กระบอกสูบและระยะชัก
เครื่องยนตสามารถจําแนกออกไดเปน
3 ประเภทดวยกัน
ขึ้นอยูกับอัตราสวนของขนาดเสนผาศูนย
กลางของกระบอกสูบและระยะชัก
ดังตอไปนี้:
1. เครื่องยนตระยะชักยาว
คือเครื่องยนตที่มีระยะชักของลูกสูบ
มากกวาขนาดเสนผาศูนยกลางของ
กระบอกสูบ
2. เครื่องยนตแบบสมดุลย
คือเครื่องยนตที่มีขนาดเสนผาศูนยกลาง
ของกระบอกสูบเทากับระยะชักของ
ลูกสูบ
3. เครื่องยนตระยะชักสั้น
คือเครื่องยนตที่มีระยะชักของลูกสูบ
สั้นกวาขนาดเสนผาศูนยกลางของ
กระบอกสูบ
1
2
3

4

กระบอกสูบ
ระยะชัก
TDC (ศูนยตายบน)
ตําแหนงที่ลกู สูบเคลื่อนตัวขึ้นสูงสุด
ในกระบอกสูบ
BDC (ศูนยตายลาง)
ตําแหนงที่ลกู สูบเคลื่อนตัวลงต่าํ สุด
ในกระบอกสูบ
(1/5)

- 14 -

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ
ปริมาตรการบรรจุไอดีในกระบอกสูบ
ทั้งหมด
ปริมาตรการบรรจุไอดี
(หรือปริมาตรการบรรจุ)ถูกกําหนดโดย
ความกวางของกระบอกสูบและระยะชัก
ปริมาตรทั้งหมดของเครื่องยนต คือ
การแทนที่ปริมาตรของกระบอกสูบคูณ
จํานวนกระบอกสูบทั้งหมด
โดยทั่วไป เครื่องยนตที่มีปริมาตรมาก
จะใหกาํ ลังงานของเครื่องยนตที่สูงกวา
1
2
3
4

เสนผาศูนยกลางกระบอกสูบ
ระยะชัก
TDC (ศูนยตายบน)
BDC (ศูนยตายลาง)
(2/5)

อัตราสวนการอัด
คืออัตราสวนผสมน้าํ มันกับอากาศที่ถูกอัด
โดยลูกสูบ โดยทั่วไป
อัตราสวนผสมของเครื่องยนตแกสโซลีนอยู
ระหวาง 8 ถึง 11
และเครื่องยนตดีเซลอยูระหวาง 16 ถึง 24
อัตราสวนกําลังอัด = (V1+V2)/V1
V1
V2

1
2

ปริมาตรหองเผาไหม
ปริมาตรกระบอกสูบ
(ปริมาตรการบรรจุไอดี)
TDC (ศูนยตายบน)
BDC (ศูนยตายลาง)
(3/5)

- 15 -

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ

แรงบิดของเครื่องยนต
แรงบิดของเครื่องยนตเปนคาที่แสดงกําลัง
หรือแรงในการหมุนของเพลาขอเหวี่ยง
ซึ่งคาที่แสดงมีหนวยเปนนิวตัน-เมตร
(N·m) และคํานวณไดดังตอไปนี้:
T=Nxm
T = แรงบิด
N = แรงกระทํา
m =ระยะทาง
¢éÍá¹Ð¹Ó:
นิวตัน (N) เปนหนวยของการวัดแรง
ซึ่งมีความสัมพันธกับหนวยวัดแรงบิด
เดิม คือ กิโลกรัมแรง (kgf) ดังนี้คือ:
1 N = 0.11355 kgf
1 kgf = 9.80665 N
(4/5)

- 16 -

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ

กําลังของเครื่องยนต
กําลังของเครื่องยนตก็คือปริมาณของกําลัง
งานที่ผลิตไดในชวงระยะเวลาที่กาํ หนด
ถึงแมวาหนวยสากลที่ใชคือ กิโลวัตต (kW)
แตยังมีหนวยอื่นๆ ที่ใชกันอยางกวางขวาง
อีก เชน หนวยแรงมาของอังกฤษ (HP)
และหนวยแรงมาของเยอรมัน (PS)
กําลังงานที่ได คือผลลัพธของความเร็วรอบ
ของเครื่องยนตคูณดวยแรงบิด
เพราะวาแรงบิดของเพลาจะลดลงเนื่องจาก
ประสิทธิภาพของไอดีลดลง
ซึ่งเกิดขึ้นขณะที่รอบเครือ่ งยนตสูง
กําลังงานที่ไดสูงสุดอยูในระดับคงที่
ระดับกําลังงานสูงสุดนี้เราเรียกวา
กําลังงานสูงสุด
¢éÍá¹Ð¹Ó:
คาแสดงความเกี่ยวพันธระหวางหนวย
kW, HP, PS
1 kW = 1.3596 PS
(1 PS = 0.7355 kW)
1 kW = 1.3410 HP
(1 HP = 0.74571 kW)
(5/5)

เสนโคงแสดงสมรรถนะของเครื่องยนต
เสนโคงที่แสดงสมรรถนะของเครื่องยนต
จะนําเสนอในรูปแบบของกราฟ
ซึ่งจะแสดงถึงความสัมพันธที่เปนแรงบิด
และกําลังของเครื่องยนตเปนแนวตั้งและ
ความเร็วรอบของเครื่องยนตเปนแนวนอน

- 17 -

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ

คาแสดงกําลังของเครื่องยนต
คาที่ไดจากเสนโคงที่แสดงจะไดคา
ประมาณการจากมาตรฐาน
คากําลังของเครื่องยนต
คานี้จะไดมาจากกําลังของเครื่องยนต
โดยตรง
คากําลังของเครื่องยนตที่ใชงานจริง
ไดจากกําลังของเครื่องยนตที่ไดมีการติดตั้ง
แลวในรถ
คาที่ไดจะนอยกวาคากําลังของเครื่องยนต
ที่วัดไดจากเครื่องยนตโดยตรงอยูประมาณ
10-15 %
(1/1)

อางอิง:
เสนโคงที่แสดงถึงสมรรถนะในการ
ขับเคลื่อน
เสนโคงนี้จะแสดงถึงสมรรถนะของ
เครื่องยนตที่ติดตั้งกับรถยนต
ซึ่งจะแสดงออกมาในรูปของกราฟ
และจะมีปจจัยที่เกี่ยวของ 3 ประการคือ:
1

ความเร็วของเครื่องยนตและรถยนต
เปนความสัมพันธกันระหวางความเร็ว
รอบเครื่องยนตและการเปลี่ยนเกียรใน
แตละตําแหนงเพื่อความเร็วของรถที่
เหมาะสม

2

แรงขับเคลื่อนและความเร็วของ
รถยนต
เปนความสัมพันธระหวางแรงขับ
เคลื่อนของแตละเกียรและความเร็ว
ของรถยนตเมือ่ เรงความเร็วเต็มที่

3

แรงตานทานขณะขับเคลื่อนและ
ความเร็วของรถยนต
เปนความสัมพันธระหวางความเร็ว
ของรถยนตขณะขับบนทางลาดชันและ
แรงตานทานขณะขับเคลื่อนบนพื้นที่
ลาดเอียง 0 ถึง 60 %
(1/1)

- 18 -

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ

¤Ó¶ÒÁ-1
ใหทาํ เครื่องหมายลงในชองถูกถาขอความนั้นอธิบายถูกตอง หรือชองผิดถาขอความนั้นอธิบายไมถูกตอง:
¢éÍ

¤Ó¶ÒÁ

¶Ù¡ËÃ×ͼԴ

1

คูมือการใชรถประกอบไปดวยขอมูลรถใหมและรายละเอียดของกลไก
ตัวใหม

¶Ù¡

¼Ô´

2

ความจุของกระบอกสูบทั้งหมดเทากับความจุของหองเผาไหมคูณดวย
จํานวนกระบอกสูบ

¶Ù¡

¼Ô´

3

แรงบิดเครือ่ งยนตคือคาของแรงที่ตองใชในการหมุนเพลาขอเหวี่ยง

¶Ù¡

¼Ô´

4

ความจุกระบอกสูบทั้งหมดของเครือ่ งยนตเทากับความจุของกระบอกสูบ
คูณดวยจํานวนกระบอกสูบ

¶Ù¡

¼Ô´

5

ตัวเลข 5 ตัวแรกของหมายเลขอะไหลโตโยตาบอกถึงวันที่ผลิต

¶Ù¡

¼Ô´

¤Ó¶ÒÁ-2
ขอความใดตอไปนี้อธิบายไดอยางถูกตองเกี่ยวกับแผนปายชื่อ?
1. แผนปายชื่อบอกถึงสมรรถนะในการขับขี่
2. แผนปายชื่อบอกถึงคูมือการซอมและคูมือผังวงจรไฟฟา
3. แผนปายชื่อบอกถึงหมายเลขรุนและหมายเลขตัวถัง
4. แผนปายชื่อบอกถึงชื่อของผูใช

¤Ó¶ÒÁ-3
ขอความใดตอไปนี้อธิบายไดอยางถูกตองเกี่ยวกับระยะหางฐานลอ?
1. ระยะหางฐานลอคือความกวางระหวางจุดศูนยกลางของลอขางซายกับลอขางขวา
2. ระยะหางฐานลอคือความยาวระหวางดานหนาสุดกับดานหลังสุดของรถ
3. ระยะหางฐานลอคือระยะหางระหวางพื้นกับสวนที่ตา่ํ ทีส่ ุดของรถ
4. ระยะหางฐานลอคือระยะหางระหวางจุดศูนยกลางของลอหนากับจุดศูนยกลางของลอหลัง

- 19 -

à©ÅÂ

¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä» -¢ˆÍÁÙÅ·ÑèÇä»

¤Ù‡Á×Í¡ÒúÃÔ¡ÒÃ

¤Ó¶ÒÁ-4
จากกลุมคําดานลาง จงเลือกคําที่สัมพันธกับหมายเลข 1 ถึง 5

ก) ระยะหางระหวางลอซายและขวา
ข) ความสูงโดยรวม
ค) ระยะหางจากพื้นถึงจุดต่าํ สุดของรถยนต
ง) ความยาวโดยรวม
จ) ความกวางโดยรวม
ฉ) มุมเงยหนา
คําตอบ: 1.

2.

3.

- 20 -

4.

5.

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

เชื้อเพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด
เชื้อเพลิงและสารหลอลื่นที่ใชอยูในรถยนต
มีอยูมากมายหลายชนิด ซึ่งบางชนิดจะมี
สารพิษ และสารที่มีความไวไฟเจือปนอยู
ดังนั้นจึงตองระมัดระวังในการใชงาน
และถาหากวามีการใชเชื้อเพลิงหรือสาร
หลอลื่นผิดประเภท
จะทําใหเกิดผลเสียกับชิ้นสวนนั้นอยางมาก
ดังนั้นจึงจําเปนอยางมากที่จะตองรูจักเชื้อ
เพลิงและสารหลอลื่นตางๆ วิธีการใช
การเก็บรักษาอยางถูกตอง
(1/1)

น้ํามันเชื้อเพลิง

น้ํามันเชื้อเพลิง
น้าํ มันเชื้อเพลิงชนิดตางๆ ที่มีใชกับรถยนต
ในปจจุบันนี้มีดังนี้ คือ น้าํ มันเบนซิน
และน้าํ มันดีเซล เมทานอล แกสแอลพีจี
และเชื้อเพลิงอืน่ ๆ
ตอไปนี้เราจะอธิบายถึงเชื้อเพลิงที่มคี วาม
นิยมในการใชสูงสุดสองแบบคือ:
น้าํ มันเบนซินและดีเซล

ขอแนะนํา:
น้าํ มันเบนซินจะเสื่อมสภาพตามเวลาที่
ผานไป
(1/1)

-1-

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

น้ํามันเบนซิน
น้าํ มันเบนซินเปนสวนประกอบของสาร
ไฮโดรคารบอนผลิตไดจากการกลั่น
น้าํ มันดิบ
น้าํ มันเบนซินสามารถระเหยกลายเปนไอ
ไดงาย, ลุกติดไฟไดงายและใหความรอนสูง
ดังนั้นมันจึงถูกใชเปนเชื้อเพลิงของเครื่องยนต ซึง่ จะตองมีคุณสมบัติดังตอไปนี้:
ตองไมมีสารตกคางเจือปนอยู
มีคุณสมบัติในการปองกันการเขก (นอค)
ราคาตองไมแพง
เหตุผลตางๆ เหลานี้เปนสาเหตุในการนํา
น้าํ มันเชื้อเพลิงเบนซินมาใชในเครื่องยนต
แกสโซลีน
ขอควรระวัง:
น้าํ มันเบนซินเปนน้าํ มันที่ระเหยกลาย
เปนไองาย และกลายเปนแกส
เมือ่ สัมผัสกับอากาศ
เพราะฉะนั้น มันจะจุดติดไดงาย
เมือ่ มีประกายไฟ
ดังนั้น อาจเกิดอันตรายได
จึงตองมีการดูแลและการจัดเก็บที่ดี
(1/2)

-2-

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

เลขออกเทน
คาออกเทนนัมเบอรเปนวิธีการวัดคุณ
ลักษณะของเชื้อเพลิงเบนซินวิธีหนึ่งที่จะให
ทราบการปองกันการนอค
น้าํ มันเบนซินที่มีคาออคเทนสูงจะมีผลทํา
ใหเครือ่ งยนตเกิดการเขก (นอค)
ไดนอยกวาน้าํ มันซึ่งมีคาออคเทนต่าํ กวา
เพื่อเพิ่มคาออกเทนในน้าํ มันเบนซิน
น้าํ มันเบนซินบางชนิดจึงมีสารตะกั่ว
ประกอบอยูในขณะที่นา้ํ มันชนิดอื่นจะไมมี
สารตะกั่วประกอบอยู
ทั้งนี้เนื่องจากเครื่องยนตบางรุนถูกออก
แบบมาใหใชสารตะกั่วแตบางรุนไมใชสาร
ตะกั่วประกอบ
ดังนั้นการใชนา้ํ มันเบนซินควรเลือกใช
ใหเหมาะสมกับเครื่องยนตนั้นๆ
ขอแนะนํา:
เมือ่ มีการนอคหรือการเขกของเครื่อง
ยนตจะมีเสียงผิดปกติที่หองเผาไหมใน
กระบอกสูบจะมีเสียงกระแทกดังที่ผนัง
กระบอกสูบซึ่งเปนสาเหตุใหกาํ ลังของ
เครื่องยนตลดลง
(2/2)

-3-

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

น้ํามันดีเซล
น้าํ มันดีเซล
เปนสวนประกอบของสารไฮโดรคารบอน
ซึ่งกลั่นไดภายหลังการกลัน่ น้าํ มันเบนซิน
และน้าํ มันกาดจากการกลั่นน้าํ มันดิบที่
อุณหภูมติ ั้งแต 150 ถึง 370°C (302 ถึง
698°F)
น้าํ มันดีเซลสวนใหญใชกับเครื่องยนตดีเซล

คําเตือน:
• น้า
ํ มันดีเซลจะไมเหมือนกับน้าํ มัน
เบนซินน้าํ มันดีเซลจะคลายกับสาร
หลอลื่นหามใชแทนกันเพราะวาถา
เติมน้าํ มันเบนซินใหกับเครื่องยนต
ดีเซลมันจะทําความเสียหายใหกับ
หัวฉีดและปมแรงดันสูง
• น้า
ํ มันดีเซลจําแนกไดหลายชนิด
สวนใหญขึ้นอยูกับความหนืด
ถาอุณหภูมิตา่ํ ความหนืดก็จะสูง
ดังนั้นควรเลือกใชนา้ํ มันดีเซลให
เหมาะสมกับสภาพอากาศ
หรืออุณหภูมิที่จะใชงานนั่นเอง
(1/2)

-4-

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

เลขซีเทน
เลขซีเทนแสดงถึงความสามารถในการจุด
ระเบิดของน้าํ มันดีเซล
ซึ่งถามีคาซีเทนสูงขึ้นก็จะทําใหความสามา
รถในการปองกันการเขก (น็อค) ดีขึ้นดวย
ขอสังเกต คาซีเทนต่าํ สุดของเชื้อเพลิงที่ใช
กับเครื่องยนตดเี ซลรอบสูงของรถยนตทวั่ ๆ
ไป จะมีคาอยูระหวาง 40 ถึง 50
ขอแนะนํา:
การน็อคของเครื่องยนตดีเซลจะเกิด
กอนการจุดระเบิด
ซึ่งจะหนวงการจุดระเบิดใหชาลง เชน
เมือ่ มีการใชนา้ํ มันที่มีคาซีเทนต่าํ ที่
อุณหภูมิตา่ํ หรือความเร็วรอบตอนาที
ต่าํ เมื่อมีระยะเวลาในการจุดระเบิดลวง
หนาชาลงน้าํ มันที่มอี ยูในกระบอกสูบ
จะเผาไหมและระเบิดทันทีทันใด
ทําใหความดันเพิ่มขึ้นทันที
ซึ่งทําใหเกิดเสียงรัวหรือการเขกของ
เครื่องนั่นเอง
(2/2)

-5-

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

สารหลอลื่น

ประเภทของสารหลอลื่น
สารหลอลื่นของรถยนตสวนใหญจะมี
พื้นฐานทํามาจากน้าํ มันปโตเลีย่ ม
และสารเติมเต็มเพิ่มคุณภาพตางๆ
แตจะมีบางประเภททําจากสารสังเคราะห
ดวยเชนกัน
ประเภทของสารหลอลื่น มีดังนี้:
• น้า
ํ มันเครื่อง
• น้า
ํ มันเกียร
• จาระบี
• น้า
ํ มันประเภทตางๆ
• น้า
ํ ยาหลอเย็นยืดอายุเครื่องยนต
(S-LLC)
• สารปองกันการรั่ว
ขอแนะนํา:
น้าํ มันประเภทตางๆแบงตามจุดประสงค
การใชงาน
น้าํ มันเครือ่ ง:
จุดประสงคหลักคือใชในการหลอลื่น
น้าํ มันประเภทตางๆ :
จุดประสงคหลักคือใหสวนตางๆ ของ
โครงสรางระบบทํางานตามแรงดันน้าํ มัน
(1/1)

-6-

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

-7-

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

น้ํามันเครื่อง
น้าํ มันเครื่องจะแยกประเภทตามคุณสมบัติ
ในการใชงานดังตอไปนี้:
SAE
สมาคมวิศวกรยานยนต (Society of Automotive Engineers)
จะแยกตามคาความหนืดของน้าํ มันเครือ่ ง
API / ILSAC
สถาบันปโตรเลียมของสหรัฐอเมริกา(Amer
ican Petroleum Institute / International
Lubricant Standardization and Approval
Committee)
จะแยกตามคุณภาพของน้าํ มันเครื่อง

น้าํ มันเครื่องจะหลอลื่นชิ้นสวนตางๆ ภายในเครื่องยนต
น้าํ มันเครื่องมีหนาที่หลักๆ ดวยกัน 4 อยางคือ:
1 การหลอลื่น:
ACEA
น้าํ มันเครือ่ งจะหลอลื่นผิวสัมผัสที่เปนโลหะกับโลหะอีกดานหนึ่งใน
(Association des Constructeurs Europเครื่องยนตโดยทําการเคลือบเปนฟลมน้าํ มันเหนือสิ่งเหลานั้น
ens de l'Automobile)
เพื่อใหเกิดการเสียดสีกันนอยที่สุดระหวางผิวโลหะ
มาตรฐานของน้าํ มันเครื่องจะถูกกําหนด
2 การระบายความรอน:
น้าํ มันเครือ่ งจะระบายความรอนใหกับเครื่องยนตบริเวณทีร่ ะบบหลอเย็น โดยสมาคมน้าํ มันเครื่องแหงยุโรป
(European Oil Association.)
เขาไมถึง เชน ลูกสูบและพื้นผิวอื่นๆ ที่สัมผัสกัน
3 การชะลางทําความสะอาด:
น้าํ มันเครือ่ งจะมีตะกอนที่เกิดจากการเผาไหมและเศษโลหะอยูใน
ขอสังเกต:
น้าํ มันเครื่องหากปราศจากการทําสะอาดแลวจะทําใหเกิดตะกอนอยู
• น้า
ํ มันเครื่องสําหรับเครื่องยนตดีเซล
ภายในชิ้นสวน
และเครื่องยนตแกสโซลีนจะแตกตาง
4 การผนึกปองกันรั่ว:
กัน เครื่องยนตดีเซลมีกาํ ลังอัดที่สูงมาก
น้าํ มันเครือ่ งจะเคลือบฟลมน้าํ มันระหวางลูกสูบกับกระบอกสูบ
ทําใหกาํ ลังดันทีเ่ กิดจากการเผาไหม
ซึ่งจะชวยผนึกปองกันรัว่ จากสวนผสมของแกสที่ไมถูกเผาไหมไมใหเล็ดลอด ภายในและแรงกดที่รุนแรงกระทําตอ
ออกมาได
ชิ้นสวนที่หมุน ดังนั้น
น้าํ มันเครื่องทีใ่ ชสาํ หรับเครื่องยนต
ดีเซลจึงตองมีฟลมน้าํ มันที่แข็งแรง
อยางไรก็ตาม
ประเภทของน้าํ มันสําหรับประเภทของ
เครื่องยนตดีเซลและเครื่องยนตแกส
โซลีนขึ้นอยูกับการผลิต

-8-

น้าํ มันเครื่องจะเกิดอ็อกซิเดชั่น
(การรวมตัวเขากับอากาศ)
หรือความรอนตามกําหนดเวลาของมัน
ทําใหเสื่อมสภาพดังนั้น
ตองเปลี่ยนน้าํ มันเครื่องตามระยะเวลา
ที่กาํ หนด

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด
(1/3)

ความหนืดของน้ํามันเครื่องตามมาตรฐา
น SAE:
คาดัชนีเหลานี้ระบุถึงอุณหภูมิโดยรวมที่ใช
กับน้าํ มันเครื่องแตละชนิด
(เชน: "10W-30")
ตัวเลขยิ่งมาก
แสดงวาความหนืดของน้าํ มันยิ่งมาก
ดัชนีที่ชี้บอกถึงความหนืดของน้าํ มันจะมี
เปนขอบเขตกําหนด เชน SAE 10W-30
คือน้าํ มันชนิดที่เปนแบบน้าํ มันเครื่องเกรด
รวม ตัวเลขแรกที่ตา่ํ กวาเชน เลข 10
แสดงถึงอุณหภูมิทตี่ า่ํ ที่สุดที่ทาํ ใหนา้ํ มันจับ
ตัวกัน สําหรับตัวเลขที่ 2 ไดแก เลข 30
จะแสดงถึงอุณหภูมิที่สูงสุดที่จะทําใหนา้ํ มัน
จางลง
W หมายถึงความเย็นที่ระบุวาความหนืด
ของน้าํ มันนี้จะไปใชที่อุณหภูมิตา่ํ สุดเทาใด
(2/3)

-9-

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

จัดแบงประเภทตามคุณภาพ
คุณสมบัติของน้ํามันตามมาตรฐาน API
จําแนกไดดังนี้:
ระบุถึงขอบเขตของน้าํ มันที่สามารถตาน
ทานได สําหรับเครื่องยนตแกสโซลีน
น้าํ มันจะถูกจําแนกเปนหลายระดับ
ตั้งแตระดับของ SA จนถึง SL
ถึงแมวาน้าํ มันเบนซินเกรด SE
เปนน้าํ มันเกรดสูงทีใ่ ชในรถยนต
แตนา้ํ มันเบนซินเกรด SL
ก็เปนน้าํ มันที่มีคุณสมบัติสูงสุด
สําหรับเครื่องยนตดีเซล
แบงเกรดของน้าํ มันจาก CA จนถึง CF-4
และน้าํ มันดีเซลเกรด CF-4
เปนน้าํ มันที่มีคุณสมบัติสูงสุด *
*ตามหลักเกณฑของ มี.ค.2545
คุณสมบัติของน้ํามัน ILSAC
สามารถจําแนกไดดังนี้:
น้าํ มันเหลานี้จะผานการทดสอบ ILSAC
ของการเผาไหมของน้าํ มันเชื้อเพลิงเพื่อให
ผานมาตรฐานของ API
มันสามารถจําแนกเปนเกรด GF-1 และ
GF-2 ตามรูปแบบการทํางานของน้าํ มัน
GF-2 เปนเกรดที่สูงที่สุด
(3/3)

น้ํามันเกียร
น้าํ มันเกียรจะมีคาดัชนีความหนืดสูงและ
คุณสมบัติในการรับแรงดันที่สูง
ซึ่งเกิดจากการทํางานของเฟองในชุดเกียร
น้าํ มันเกียรถูกแบงตามประเภทการใช
อาทิเชน สําหรับระบบสงกําลัง,
เฟองทายและกระปุกพวงมาลัย
น้าํ มันเครื่อง,
น้าํ มันเกียรก็มีการแบงลักษณะเดียวกันกับ
ประเภทตามความหนืด ตามมาตรฐาน
SAE และ API

(1/1)

- 10 -

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

จาระบี
จาระบีเปนสารหลอลื่นกึ่งแข็งกึ่งเหลว
สามารถแบงแยกประเภทตามการใชงาน
ดังนี้
ขอสังเกต:
เมือ่ ใชจาระบีบางประเภทกับชิ้นสวนที่
เปนยางจะมีประสิทธิภาพทีไ่ มดี เชน
เมือ่ นํามาใชกับลูกยางกระบอกเบรกจะ
ทําใหยางแข็ง ดังนั้น
ใหใชจาระบีชนิดทีเ่ ปนจาระบีฐานสบู
ลิเธียมแทนกับสวนที่เปนยางนั้น
จาระบีเอนกประสงค
สีจาระบี
สีนา้ํ ตาลเหลือง
ขอบเขตของการใช
• ลูกปนลอ
• ขอตอออน
• เฟองพวงมาลัย

จาระบีลูกปนลอ
สีจาระบี
• สีนา
้ํ ตาลเหลือง
ขอบเขตของการใช
• ลูกปนลอ

- 11 -

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด
จาระบีฐานสบูโมลิบดินั่มไดซัลไฟดลิเธียม

สีจาระบี
• สีดา

ขอบเขตของการใช
• แร็คและพีเนียน
• เพลาขับ

จาระบีฐานสบูลิเธียม (glycol)
สีจาระบี
• สีชมพู
ขอบเขตของการใช
• แมปมเบรก/แมปมคลัตช
• ปมคลัตชตัวลาง
• กระบอกลูกสูบเบรกที่ลอ

• กามปูดิสกเบรก

จาระบีทนอุณหภูมิสูง
สีจาระบี
• สีนา
้ํ ตาลออน
ขอบเขตของการใช
• แผนรอง (Backing plate)

- 12 -

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

จาระบีดิสกเบรก
สีจาระบี
• สีเทา
ขอบเขตของการใช
• แผนกันเสียงดิสกเบรก

จาระบีดุมลอ
สีจาระบี
• สีดา

ขอบเขตของการใช
• ขากดลูกปนคลัตช
(Clutch release hub)

(1/1)

น้ํามันประเภทตางๆ
น้าํ มันที่ใชในรถยนตมีดวยกันหลายชนิด
เชน: น้าํ มันเกียรอัตโนมัต,ิ
น้าํ มันพวงมาลัยเพาเวอร, น้าํ มันเบรก ฯลฯ
น้าํ มันตางๆ เหลานี้มใี ชอยางกวางขวาง
รวมทั้งการสงผานกําลัง,
การควบคุมไฮดรอลิคและการหลอลืน่

(1/5)

- 13 -

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

น้ํามันเกียรอัตโนมัติ (ATF)
น้าํ มันเกียรอัตโนมัติเปนน้าํ มันที่มี
คุณภาพสูง ถูกกลั่นและเติมสารตางๆ
อยางดี ถูกใชอยูในระบบเกียรอัตโนมัติ
(A/T) ในทองตลาด มีอยู 5 ประเภทคือ:
DEXRON II (D-II), แบบ T, T-II, T-III และ
T-IV.
ขอแนะนํา:
น้าํ มันเกียรอัตโนมัติ แบบ "T" , "T- II"
และ "T- III"
ไดมีการเลิกใชภายหลังจากไดแนะนํา
น้าํ มันเกียรอัตโนมัติแบบ "T- IV"
ขอสังเกต:
น้าํ มันมีหลากหลายชนิดขึ้นอยูกับรุน
ของเกียรอัตโนมัติ ดังนั้น
กอนที่จะทําการเปลี่ยนตองแนใจวาใช
น้าํ มันในเกรดที่ถูกตองโดยศึกษาจาก
คูมอื การซอม
(2/5)

น้ํามันพวงมาลัยเพาเวอร
ทําหนาทีเ่ ปนน้าํ มันไฮดรอลิคและเปน
สารหลอลื่นสําหรับกระบอกสูบและปม
ขอแนะนํา:
ควรเลือกใชใหถูกตองตามขอกําหนด
ของคูมือซอมวาเปน DEXRON® II
หรือ DEXRON® III

(3/5)

- 14 -

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

น้ํามันเบรก
ระบบเบรกใชชิ้นสวนที่เปนยางจํานวนมาก
เชน ลูกยาง, บูชและขอออน ฯลฯ
ดังนั้นน้าํ มันเบรกซึ่งปกติทาํ มาจากสาร
สังเคราะหมีสวนผสมของethers และ
esters ซึ่งไมทาํ ปฏิกิริยากับยางและโลหะ
น้าํ มันเบรกสามารถที่จะนําไปใชกับ
ระบบคลัตชได

ขอควรระวังในการใช

(4/5)

- 15 -

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

น้ํามันประเภทตางๆ
สารหลอลื่น
ประเภทของน้ํามันเบรก
น้าํ มันเบรกมีการจัดแบงมาตรฐานตาม
FMVSS(มาตรฐานความปลอดภัยของ
ยานยนตสหรัฐ) อยูสี่มาตรฐาน
ซึ่งถึงแมวาการจัดมาตรฐานจะยึดถือ
พื้นฐานจากจุดเดือดของน้าํ มันเบรกเปน
หลักก็ตามแตสภาวะอื่นก็มีสวนในการ
พิจารณาดวย

ขอแนะนํา:
จุดเดือด
จุดเดือดสามารถเรียกวาจุดแหงไดดวย
เพราะเมื่อถึงจุดเดือดแลวจะมีนา้ํ ประกอบ
อยูที่ 0%
จุดเดือดเปยก
จุดเดือดแบบนี้เรียกไดวาจุดเดือดที่มีความ
ชื้นและจะมีนา้ํ เปนสวนประกอบอยู 3.5%
เมื่อถึงจุดเดือดแลว
(1/1)

น้ํามันประเภทตางๆ
น้ํามันโชคอัพ
น้าํ มันโชคอัพเปนน้าํ มันที่ใชหลอลืน่
เพื่อหนวงโชคอัพ
เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนของสปริง
น้าํ มันโชคอัพไมสามารถเปลี่ยนไดเอง
ถามีการรัว่ ไหลของน้าํ มันใหเปลี่ยนโชคอัพ
ใหม
น้ํามันระบบรองรับ
น้าํ มันระบบรองรับเปนน้าํ มันที่ใชสาํ หรับ
ระบบควบคุมการเคลื่อนที่แบบรวดเร็ว
(5/5)

- 16 -

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด
น้ํายาหลอเย็นยืดอายุเครื่องยนต
(S-LLC)

S-LLC
คือน้าํ ยาหลอเย็นที่มีสวนประกอบของ
Ethylene glycol ผสมกับน้าํ
ซึ่งเหมาะกับทุกฤดูกาล อุณหภูมิของ
S-LLC จะอยูตา่ํ กวาจุดเยือกแข็ง
ซึ่งจะชวยปองกันระบบหลอเย็นจากฝุนหรือ
การกัดกรอน
S-LLC
จะผสมกับน้าํ และปรับสภาพตัวมันใหเขา
กับอุณหภูมิภายนอกเพื่อปองกันการเปน
น้าํ แข็ง น้าํ ยาหลอเย็นที่มีความเขมขนมาก
จะกลายเปนน้าํ แข็งไดยาก อยางไรก็ตาม
น้าํ ยาหลอเย็นที่มีความเขมขนมากเกินไป
จะทํางานไดไมดี ควรจะใชใหอยูในระดับ
30% - 50 % รวมกับน้าํ
• S-LLCตองหมั่นเปลี่ยนตามระยะเวลา
เพราะถาใชนานไปจะทําใหประสิทธิ
ภาพลดลง
ขอแนะนํา:
มาตรฐานการผสมน้าํ ยาหลอเย็นและ
อยูในคากําหนดของจุดเยือกแข็ง คือ:
30% จะไดอุณหภูมิ
- ประมาณ -16?
50% จะไดอุณหภูมิ
- ประมาณ -35?
(1/1)

สารปองกันการรั่ว
สารปองกันการรั่ว คือปะเก็นเหลว
เปนสารปองกันการรั่ว ใชทาเพื่อยึดติด
พื้นผิวของปะเก็นอางน้าํ มันเครื่องและ
ชิ้นสวนอื่นที่มีลักษณะคลายๆ กัน

(1/1)

- 17 -

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด
ประเภทของสารปองกันการรั่ว
ปะเก็นเหลวสีดาํ (ทรีบอนด 1280)

สีปะเก็นเหลว
• สีดา

ขอบเขตของการใช
• อางน้า
ํ มันเครือ่ ง

ปะเก็นเหลว 1281 (ทรีบอนด 1281)
สีปะเก็นเหลว
• สีแดงเขม
ขอบเขตของการใช
• เสื้อเกียร

ปะเก็นเหลว 1282B (ทรีบอนด 1282B)
สีปะเก็นเหลว
• สีดา

ขอบเขตของการใช
• ปลั๊กถายน้า
ํ หมอน้าํ

- 18 -

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด
สารกันรัว่ 1131 (ล็อคไทท518)
(ทรีบอนด 1131)

สีสารกันรั่ว
• สีขาว
ขอบเขตของการใช
• สําหรับรุน A24 ซีรี่ส,
เสื้อเกียรอัตโนมัติ

สารกันรัว่ 1324 (ทรีบอนด 1324)
สีสารกันรั่ว
• สีแดง
ขอบเขตของการใช
• สกรูเกลียวปลอย

สารกันรัว่ 1324 (ทรีบอนด 1324)
สีสารกันรั่ว
• สีแดง
ขอบเขตของการใช
• สกรูเกลียวปลอย

- 19 -

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

ขอควรระวังในการใช

(1/1)

- 20 -

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น
คําถาม-1
ใหทาํ เครื่องหมายลงในชองถูกถาขอความนั้นอธิบายถูกตอง หรือชองผิดถาขอความนั้นอธิบายไมถูกตอง:

ขอ

คําถาม

ถูกหรือผิด

1

คาออกเทนจะแสดงคุณลักษณะของน้าํ มันเบนซิน
โดยจะเปนตัวบอกถึงคาการผสมของน้าํ มันเบนซิน

ถูก

ผิด

2

ถึงแมวาใชนา้ํ มันเบนซินกับเครื่องยนตดีเซลจะไมทาํ ความเสียหายใหกับ
ปมฉีดเชื้อเพลิงแรงดันสูง

ถูก

ผิด

3

สามารถใชนา้ํ มันเกียรกับเครื่องยนตเหมือนกับน้าํ มันเครื่องอื่นๆ
ไดโดยไมมปี ญหา

ถูก

ผิด

4

น้าํ มันที่ใชในรถยนตมหี นาที่ในการขับเคลื่อนควบคุมแรงอัดไฮดรอลิค
และหลอลื่น

ถูก

ผิด

5

หลังจากที่มีการซีลอางน้าํ มันเครื่องใหแนนแลวน้าํ มันเครือ่ งก็จะสามารถ
ไหลออกจากอางน้าํ มันเครือ่ งไดทันที

ถูก

ผิด

คําถาม-2
ขอความใดตอไปนี้ อธิบายไดอยางถูกตองเกี่ยวกับน้าํ มันเบรก?
1. ไมมีปญหาถาน้าํ มันเบรกหกลงบนสีของตัวรถ เพราะน้าํ มันเบรกไมมีผลกับยางหรือเหล็ก
2. ถึงแมจะผสมน้าํ มันเบรกกับน้าํ มันเบรกชนิดอื่นที่มีจุดเดือดที่ตางกันก็ตามจุดเดือดเดิม
ก็จะยังคงไมเปลี่ยนแปลง
3. โดยทั่วไป น้าํ มันเบรกใชเหมือนกับน้าํ มันคลัทช
4. ถึงแมวาจะผสมน้าํ ลงไปในน้าํ มันเบรกเปนจํานวนมาก จุดเดือดก็ยังคงไมเปลี่ยนแปลง

- 21 -

รายละเอียด

เฉลย

ขอมูลทั่วไป - เชือ้ เพลิงและสารหลอลื่น

รายละเอียด

คําถาม-3
ภาพใดแสดงการใชจาระบีไดอยางถูกตอง

1.

1. เกลียวของปลั๊กถายน้าํ หมอน้าํ

2. ผิวหนาของเพลาดุมลอ ‘

3. ลูกปนลอ

4. หนาสัมผัสของจานเบรก

2.

3.

4.

5.

คําถาม-4
จงเลือกหมวดคําขางลางนี้วาใชนา้ํ มันชนิดใด และเลือกขอ "ก" ถาเปนน้าํ มันเครื่อง หรือขอ "ข" ถาเปนน้าํ มันชนิดตางๆ
ขอ

ก หรือ ข

1

เครื่องยนต

2

เกียรอัตโนมัติ

3

เกียรธรรมดา

4

เบรก

5

พวงมาลัยเพาเวอร

6

เฟองทาย

- 22 -

เฉลย

ขอมูลทั่วไป -การตรวจสอบกอนสงมอบ

PDS

การใหบริการกอนสงมอบรถ

วัตถุประสงคของการบริการกอน
สงมอบรถ
การบริการกอนสงมอบ (PDS)
เปนวิธีการตรวจสอบโดยผูขายกอนการสง
มอบรถใหมใหกับลูกคา
เพื่อใหแนใจวารถยนตอยูในสภาพสมบูรณ
ที่สุดและพรอมที่จะใชงานเมื่อสงถึงมือ
ลูกคา
การบริการกอนสงมอบ (PDS)
สามารถกระทําได 3 วิธีดังตอไปนี้:
1. ตรวจสอบสภาพของรถยนต
2. การทําใหรถอยูในสภาพพรอมใชงาน
3. ตรวจสอบการทํางานของชิ้นสวนตางๆ
ของรถ
ขอแนะนํา:
PDS: ตัวแทนจําหนายเปนผูตรวจสอบ
คุณภาพรถกอนสงมอบ
PDI (Pre- Delivery Inspection):
ผูจัดจําหนายเปนผูตรวจสอบคุณภาพ
รถใหม
(1/1)

ตรวจสอบสภาพของรถยนต

รายละเอียดทั่วไป
กอนออกจากโรงงาน รถยนตแตละคัน
ไดผานการตรวจสอบขั้นสุดทาย
เพื่อยืนยันคุณภาพกอนรถยนตใหมถูก
ขนสงถึงมือลูกคา ในระหวางการขนสงนี้
ปญหาที่ไมคาดคิดอาจเกิดขึ้นได เชน
ความเสียหายจากการขนสง, ภัยธรรมชาติ
ดวยเหตุนี้จึงจําเปนจะตองพิสูจนและแกไข
ปญหาที่เกิดขึ้นกอนสงมอบรถยนตถึงมือ
ลูกคา

(1/1)

-1-

ขอมูลทั่วไป -การตรวจสอบกอนสงมอบ

PDS

การทําใหรถอยูในสภาพพรอมใชงาน

การทําใหรถอยูในสภาพพรอมใชงาน
เพื่อปองกันปญหาทีจ่ ะเกิดขึ้นระหวางการ
ขนสง จะตองมีมาตรการในการปองกัน
ปญหาตางๆ หลายอยางกอนทีร่ ถยนต
จะถูกสงออกจากโรงงาน เพราะฉะนั้น
จึงมีความจําเปนที่จะตองดูแลรักษาสภาพ
ของรถยนตใหอยูในสภาพดีดังเดิมระหวาง
ขบวนการ PDS ถาไมมีการปฏิบัติดงั นี้
อาจจะนําไปสูผลกระทบตางๆ หรือเกิด
อุบัตเิ หตุซึ่งไมสามารถคาดการณลวงหนา
ได
1

2
3

4
5
6
7
8

9

การติดตั้งฟวสและชอตพิน
(Short Pins)
การติดตั้งชิ้นสวนที่มาจากโรงงาน
การถอดแผนหุมกันสนิมจากจาน
ดิสกเบรก
การติดตั้งปลั๊กยางตัวถัง
การถอดตัวรองสปริงดานหนา
การถอดหูลากจูงฉุกเฉิน
การปรับแรงดันลมยาง
การถอดแผนฉลากที่ไมจาํ เปน,
ปายตางๆ, สติ๊กเกอร ฯลฯ
การลอกฟลมปองกันสี
(1/10)

-2-

ขอมูลทั่วไป -การตรวจสอบกอนสงมอบ

PDS

การทําใหรถอยูในสภาพพรอมใชงาน
การติดตั้งฟวสและชอตพิน
กอนเริ่มตนในการตรวจสอบ
ทําการติดตั้งฟวสโดม,
ฟวสวิทยุหรือชอตพิน ใหเรียบรอยกอน
ชิ้นสวนเหลานี้จะถูกถอดออกในขั้นตอน
ของโรงงานเพื่อปองกันกระแสไฟฟาไหลใน
ขณะทําการขนสงและการจัดเก็บ
ขอแนะนํา:
• สลากที่บอกถึงตําแหนงของฟวสจะติด
อยูที่ดานในของฝาครอบกลองฟวสที่
ติดตั้งอยูภายในหองเครื่องยนต
• ตําแหนงของฟวสจะแตกตางกันไปขึ้น
อยูกับรถแตละรุน
1 กลองรีเลย
2 ฟวสหรือชอตพิน (Short Pin)
(2/10)

การติดตั้งอะไหลที่มาจากโรงงาน
อะไหลที่มาจากโรงงานจะถูกบรรจุหีบหอไว
โดยเฉพาะเพื่อปองกันความเสียหายระหวา
งการขนสง
ขอแนะนํา:
ติดตั้งฝาครอบลอหลังจากขันนัตยึดดุม
ลอเรียบรอยแลว
ตัวอยาง :
1 กระจกมองขาง
2 ตัวยึดลออะไหล
3 ทออากาศภายนอก
4 สปอยเลอรหนา
5 ฝาครอบลอและฝาครอบดุมลอ
(3/10)

-3-

ขอมูลทั่วไป -การตรวจสอบกอนสงมอบ

PDS

การถอดแผนหุมกันสนิมจากจานดิสก
เบรก
ถอดแผนหุม จานดิสกเบรกที่ตดิ กับจาน
ดิสกเบรกออก
ขอแนะนํา:
• ถามีแผนหุมจานดิสกเบรกติดอยูกับ
ชุดเบรกจะมีแผนคําเตือนติดอยูที่
กระจกบังลมหนา
• สําหรับรถยนตที่ติดตัง้ อุปกรณดิสก
เบรกทั้ง 4 ลอ จะมีแผนหุมจานทุกลอ
คําเตือน:
• ขณะทําการขนสงรถใหมซงึ่ แผนหุม
จานดิสกเบรกติดตัง้ อยูดังนั้นจึงไม
ควรใชเบรกเกินความจําเปน
• ใหใชมือถอดฝาครอบลอออก
เพราะถาคุณใชไขควงหรือเครื่องมือ
อื่นในการถอดจะทําใหเกิดความ
เสียหายกับลอหรือกับจานดิสกเบรก
1

2

แผนหุมจานดิสกเบรกสําหรับปองกัน
สนิม
ปายคําเตือน
(4/10)

การติดตั้งปลั๊กยางตัวถัง
ติดตัง้ ปลั๊กยางตัวถังเขากับรูที่อยูบริเวณ
ดานลางของรถ
ขอแนะนํา:
ปลั๊กยางตัวถังจะถูกเก็บอยูในชอง
เก็บของ (ผูโดยสารหนา)
1

ปลั๊กยางตัวถัง

(5/10)

-4-

ขอมูลทั่วไป -การตรวจสอบกอนสงมอบ

PDS

การถอดตัวรองสปริงดานหนา
ถอดตัวรองสปริงออกจากจากคอลยสปริง
หนา
ขอแนะนํา:
• ใหปฏิบัติกับรถที่มต
ี ัวรองสปริงเทานั้น
• ยกรถขึ้นดวยแมแรงหรือยกดวยลิฟท
เมื่อตองการถอดตัวรองสปริง

(6/10)

การถอดหูลากจูงฉุกเฉิน

ถอดหูลากจูงฉุกเฉินออกจากกันชนหนา

ติดตั้งฝาปดบนชองหูลากจูงฉุกเฉิน

ขอแนะนํา:
• ฝาปดตัวจับหูลากจูงฉุกเฉินจะอยูที่
ชองเก็บของ
• ตัวถอดหูลากจูงฉุกเฉินอยูในกระเปา
เครื่องมือ
• ใชกับรถทีมีการติดตังอุปกรณหูลากจูง
เทานั้น
1
2
3

หูลากจูงฉุกเฉิน
ฝาครอบตัวจับหูลากจูงฉุกเฉิน
ถุงเครื่องมือ
(7/10)

-5-

ขอมูลทั่วไป -การตรวจสอบกอนสงมอบ

PDS

การปรับแรงดันลมยาง
ปรับตั้งแรงดันลมยางใหเหมาะสม
ลมยางที่ไดทาํ การเติมมาจากโรงงานจะมี
แรงดันสูงกวาปกติ
เพื่อเปนการปองกันการเสียรูปของยางใน
ระหวางขนสง
ซึ่งแรงดันลมยางที่สูงเกินอาจทําใหการขับ
ขี่ไมนุมนวล หรือยางอาจจะสึกหรอผิดปกติ
ขอแนะนํา:
จะตองปรับแรงดันลมยางของลออะไหล
ดวย
(8/10)

ลอกแผนปาย, ปายชื่อ,สติ๊กเกอร
และอุปกรณปองกันออก
ขอแนะนํา:
ถอดอุปกรณปองกันกอนการสงมอบรถ
ใหกับลูกคา
คําเตือน:
หามใชของมีคมเชน มีด
ถอดอุปกรณปองกันเพราะจะทําใหเกิด
ความเสียหายกับเบาะนั่งและอุปกรณ
ตกแตงภายใน
1
2

ฉลาก, ปาย
อุปกรณปองกัน
(9/10)

-6-

ขอมูลทั่วไป -การตรวจสอบกอนสงมอบ

PDS

การลอกฟลมปองกันสี
ขั้นตอนการลอก
1. กอนที่จะลอกฟลมออก ควรจะลางรถ
เพื่อปองกันการเปนรอยขีดขวนบน
พื้นผิวสีจากเม็ดทรายและฝุนซึง่ สะสม
ระหวางการขนสง
2. เริม่ ลอกฟลมจากมุมกอน
(จากวงกลมสีแดงที่แสดงดังรูปดาน
ซายมือ)
(1) ดึงกลับ1801°และลอกฟลม
อยางรวดเร็ว
(2)ลอกฟลมในทิศทางแนวราบอยาง
รวดเร็ว
คําเตือน:
• หามวางมือหรือขอศอกบนรถ
เพื่อปองกันรอยขีดขวนหรือความ
เสียหายกับตัวถัง ฃ
• ใหใชมือในการลอกฟลมออกเทานั้น
3. หลังลอกฟลมออกแลวใหเช็คตัวรถวา
มีเทปหรือรอยกาวนูนติดอยูบนตัวรถ
หรือไม
1
2

ฟลมปองกันสี
สวนขอบตัวถังรถ
(10/10)

-7-

ขอมูลทั่วไป -การตรวจสอบกอนสงมอบ

PDS

ตรวจสอบการทํางานของชิ้นสวนตางๆ ของรถ

รายละเอียด
การตรวจสอบในขั้นตอนนี้
ก็เพื่อใหแนใจวา ชิ้นสวนและกลไกตางๆ
ของรถยนตสามารถที่จะทํางานไดอยาง
สมบูรณ กอนที่จะสงมอบใหลูกคา
ซึ่งการทําในลักษณะนี้ เปนสิ่งที่จาํ เปน
อยางยิ่งเพื่อใหเกิดความปลอดภัยในการ
สงมอบรถและทําใหลูกคาเกิดความพึงพอ
ใจมากที่สุด
การบริการกอนสงมอบ (PDS)
ประกอบดวยการตรวจสอบดังตอไปนี้:
1 กอนทําการตรวจสอบ
จัดเตรียมเกจวัดลมยาง,
ผาคลุมกันเปอน และอื่นๆ
2 การตรวจสอบโดยการเดินดูรอบๆ
ตัวรถ
ตรวจสอบการทํางานของรถยนต
โดยการตรวจเช็คการทํางานของไฟ
สองสวางตางๆ
3 หองเครื่องยนต
ตรวจสอบหองเครื่องยนต
โดยตรวจเช็คระดับน้าํ มันเครื่องหรือ
น้าํ มันเกียรอัตโนมัติ อื่นๆ
4 ใตทองรถ
ตรวจสอบโดยการตรวจเช็คการรั่ว
ของน้าํ มันเครื่องหรืออื่นๆ
5 ทดสอบบนถนน
ตรวจสอบสมรรถนะในการขับขี่
และความนุมนวลในการขับขี่
6 การตรวจสอบขั้นสุดทาย
ตรวจสอบโดยการถอดเอาฉลาก
ที่ไมจาํ เปนออกและลางทําความ
สะอาดรถยนต
(1/1)

-8-

ขอมูลทั่วไป -การตรวจสอบกอนสงมอบ

PDS

ตรวจสอบการทํางานของชิ้นสวนตางๆ ของรถ

รายละเอียด
ใบตรวจสอบ (PDF)

(1/1)

-9-

ขอมูลทั่วไป -การตรวจสอบกอนสงมอบ

PDS

คําถาม-1
ใหทาํ เครื่องหมายลงในชองถูกถาขอความนั้นอธิบายถูกตอง หรือชองผิดถาขอความนั้นอธิบายไมถูกตอง:
ขอ

คําถาม

ถูกหรือผิด

ถารถไมผานตามเงื่อนไขในระหวางขั้นตอน PDSรถอาจจะไมพรอม
สําหรับการใชงาน หรืออาจทําใหประสบอุบตั ิเหตุที่ไมคาดคิดได

ถูก

ผิด

2

การตรวจสอบของ PDS เปนการตรวจสอบเพื่อใหแนใจวา สวนประกอบ
และกลไกไดทาํ หนาที่ตามระบบของมันกอนที่จะมีการสงมอบรถใหกับ
ลูกคา

ถูก

ผิด

3

อะไหลจากโรงงานจะถูกถอดออกสําหรับการขนสงเพราะอะไหลสามารถ
ติดตั้งหรือไมติดตั้งก็ได

ถูก

ผิด

4

จะมีปายเตือนติดอยูที่กระจกบังลมหนาของรถยนตถามีแผนหุม
จานดิสกเบรกติดอยูกับเบรก

ถูก

ผิด

5

หลังจากถอดหูลากจูงฉุกเฉินเราสามารถทิ้งไดเพราะมันไมจาํ เปนที่จะใช
ตอไป

ถูก

ผิด

1

เฉลย

คําถาม-2
ขอความใดตอไปนี้อธิบายไดอยางถูกตองเกี่ยวกับการทํา PDS?
1. สภาพของรถจะถูกตรวจสอบยืนยันระหวางการทํา PDS กอนที่จะถูกสงออกไปโดยผูผลิต
2. เพื่อปองกันปญหาที่จะเกิดขึ้นระหวางการขนสง การตรวจสอบระบบปองกันตางๆ
จะถูกตรวจกอนที่รถจะออกจากโรงงาน การดูแลรักษารถตามขั้นตอน PDS จะทําใหรถอยูในสภาพใชงานได
3. ใหทาํ PDS หลังจากไดสงมอบรถใหกับลูกคาแลว
4. การทํา PDS คือการประกอบชิ้นสวนอะไหลตางๆ ที่แยกการขนสงมาเพื่อทําใหรถคืนสูสภาพ
การใชงานเปนปกติ

- 10 -

ขอมูลทั่วไป -การตรวจสอบกอนสงมอบ

PDS

คําถาม-3
ขอความใดตอไปนี้อธิบายไดอยางถูกตองเกี่ยวกับการดูแลรักษารถ?
1. ใชไขควงในการถอดแผนหุมจานดิสกเบรกออกจากดิสกเบรก
2. ในขั้นแรกของการลอกฟลมปองกันสีรถออก ควรใชมีดขูดปะเก็นลอกออก
3. เติมลมยางใหสูงกวาปกติ
4. หามใชใบมีด, มีดในการลอกฟลมปองกันสีออก

- 11 -

ขอมูลทั่วไป -การตรวจสอบกอนสงมอบ

PDS

คําถาม-4
จากกลุมคําที่อยูดานลาง จงเลือกกลุมคําที่มกี ารปฏิบัติตรงกับภาพที่แสดงอยูดานลางนี้

1.

2.

3.

4.

ก) การติดตั้งฟวสและชอตพิน (short pin) ข) การติดตั้งยางอุดตัวถัง ค) การถอดหูลากจูงฉุกเฉิน
ง) การถอดตัวรองคอลยสปริงหนา
จ) การติดตั้งชิ้นสวนที่มาจากโรงงาน
คําตอบ: 1.

2.

3.

- 12 -

4.

ขอมูลทั่วไป

นัตและโบลท

นัตและโบลท

นัตและโบลท
นัตและโบลทใชยึดชิ้นสวนเขาดวยกันให
แนนในสวนตางๆ ของรถ
ประเภทของนัตและโบลทมีอยูมากมาย
หลายชนิดขึ้นอยูกับการใชงาน
และเปนสิ่งจําเปนที่จะตองรูรายละเอียด
ของนัตและโบลทเพื่อที่จะไดรูวิธีการบํารุง
รักษาไดอยางถูกตอง
1
2

นัต
โบลท
(1/1)

ขอมูลจําเพาะของนัตและโบลท

ชื่อของตําแหนงตางๆ
โบลทมีชื่อเรียกแตกตางกันไปตามขนาด
และความแข็ง
โบลทที่ใชในรถยนตถูกเลือกตามความแข็ง
และขนาดที่ตรงตามความตองการของ
แตละพื้นที่นั้นๆ
ดังนั้นการรูชื่อของโบลทเปนพื้นฐานอยาง
หนึ่งในการซอมบํารุงรักษา

1
2
3
4
5
6
7
8

ชื่อของโบลท
ตัวอยางเชน: M 8 x 1.25 - 4T
M: ประเภทของเกลียว
"M" คือ เกลียวมาตรฐานของหนวยเมตริก
ประเภทของเกลียวอื่นๆ เชน: "S" คือ
เกลียวเล็ก และ"UNC" คือ เกลียวหยาบ

ความกวางดานราบ
ความกวางดานมุม
ความสูงของหัวโบลท
ความยาวของเกลียว
ความยาวของโบลท
8: เสนผาศูนยกลางภายนอกของโบลท
ความสูงของนัต
ในแผนภาพ คือตําแหนงที่ 7
เสนผาศูนยกลางหลักของเกลียว
ระยะพิทของเกลียวสกรู วัดไดจากยอดเกลียวหนึ่งไปยังอีกยอดเกลียวหนึ่ง 1.25: ระยะพิทของเกลียว (มม.)
ในแผนภาพ คือตําแหนงที่ 8
4T: คาแรงขันหมายเลขที่แสดงถึง 1/10
ของคาต่าํ สุดในการขัน มีหนวยเปน กก/
มม2, และเรียกวา "คาแรงขัน"
คาแรงขันนี้จะประทับอยูดานบนของโบลท

-1-

ขอมูลทั่วไป

นัตและโบลท

วิธีการขันโบลท
การขันโบลท
การขันโบลทควรขันดวยประแจปอนดใหได
คาแรงขันที่เหมาะสมที่แสดงอยูในคูมือการ
ซอม

ความจําเปนของการขันตามคากําหนด

(1/2)

เรียนรูการใช "ความรูสึก" ในการขัน
1.ใชประแจวัดแรงบิด
ขันโบลทหรือนัตดวยแรง 15 N-m
(150 kgf -cm).
2. ใชประแจแหวน ขันซ้าํ ดวยวิธีเดียวกัน
3. ทําซ้าํ หลายๆ ครั้งจนกระทั่งเรียนรูการ
ใช "ความรูสึก" ในการใชประแจแหวน
ไดสาํ เร็จเชนเดียวกับประแจวัดแรงบิด
ขอแนะนํา:
เพื่อใหมปี ระสบการณในการทําเกลียว
เสียใหทาํ การขันโบลทแรงที่สุดเทาที่
จะขันไดเพื่อสรางความเสียหายใหกับ
เกลียว
(2/2)

-2-

ขอมูลทั่วไป

นัตและโบลท

ชนิดของโบลท
A

โบลทหัวหกเหลี่ยม (Hexagonal
head bolt)
โบลทแบบนี้เปนแบบธรรมดาทั่วไป
บางแบบมีหนาแปลนหรือแหวนสปริงรอง
ใตหัวโบลท
แบบหนาแปลน:
สวนหัวของโบลทจะสัมผัสกับชิ้นสวนได
พื้นผิวมากเพื่อที่จะใหแรงกดสัมผัสของ
หัวโบลทกดชิ้นสวน
ดังนั้นมันทําใหเกิดความเสียหายกับ
ชิ้นสวนไดนอย
แบบแหวนรอง:
แบบนี้ประสิทธิภาพคลายคลึงกับประเภท
หนาแปลนมันจะใชไดผลเมื่อนําไปใชกับ
ชิ้นสวนที่มเี สนผาศูนยกลางกวางกวา
หัวโบลท
โบลทประเภทนี้จะใชแหวนสปริงรอง
ระหวางหัวโบลทกับแหวนรองในการลด
การคลายของโบลทใหนอยลง
B โบลทรูปตัวยู (สาแหรก)
โบลทเหลานี้ใชในการยึดแผนแหนบเขากับ
เสื้อเพลาทาย มีชื่อเรียกวา "โบลทรปู ตัวยู"
เพราะวามีรูปรางลักษณะเหมือนกับตัว "U"
C โบลทสตัด
โบลทแบบนี้ใชยึดชิ้นสวนติดกันหรือเพื่อ
สะดวกในการประกอบชิ้นสวน

-3-

ขอมูลทั่วไป

นัตและโบลท

วิธีการถอดและเปลี่ยนโบลทสตัด
(Stud Bolt)
การขันโบลทสตัด
ใหขันนัตสองตัวเขาพรอมๆ กันบนตัวสตัด
จากนั้นขันนัตตัวบนในตําแหนงเขา
เพื่อยึดตัวโบลทสตัด
จากนั้นคลายนัตตัวลางออกเพื่อคลาย
โบลทสตัด
ดังนั้นจึงสามารถถอดโบลทสตัดออกไป
ดวยเทคนิคนี้เรียกวา "ดับเบิ้ลนัต"
ดวยเทคนิคนี้ การขันนัตใหแนนเขาดวยกัน
นัตจะสามารถทําหนาที่เปนหัวโบลทเชน
เดียวกับโบลทธรรมดา

การติดตั้งโบลทสตัด
ใหขันนัตตัวบนในทิศทางการขัน
• การถอดโบลทสตัด
ใหคลายนัตตัวลางในทิศทางการคลาย
ขอแนะนํา:
เครื่องมือที่ใชถอดและติดตั้งโบลทสตัด
จะถูกออกแบบโดยเฉพาะ
(1/1)

โบลทแบบพลาสติกรีเจน
โบลทแบบพลาสติกรีเจน
จะมีแกนที่แข็งแรง และมีความทนทานสูง,
ใชเปนโบลทฝาสูบและโบลทประกับแบริ่ง
ของเครื่องยนตบางรุน
หัวโบลทชนิดนี้จะมีลักษณะเปน 12
เหลี่ยม และมีทั้งดานในและดานนอก
1
2
3

โบลทแบบพลาสติกรีเจน
ฝาสูบ
สวนประกอบของประกับแบริ่ง
(1/1)

-4-

ขอมูลทั่วไป

นัตและโบลท

วิธีการใชโบลทแบบพลาสติกรีเจียน
วิธีการขันโบลทแบบพลาสติกรีเจียน
วิธีการขันโบลทแบบพลาสติกรีเจียนจะ
แตกตางจากการขันโบลททั่วๆ ไป
1 ขันโบลทแบบพลาสติกรีเจียนดวย
คาแรงขันที่กาํ หนด
2 ใชสีแตมทําเครื่องหมายที่หัวโบลท
3 ขันตามวิธีการในคูมือซอม
ในการขันโบลทแบบพลาสติกนั้น
จําเปนอยางยิ่งที่จะปฎิบัติตามที่คูมือซอม
แนะนํา
เพราะวาวิธีการขันโบลทแบบพลาสติกนั้น
จะมีการขันดวยกัน 2 วิธี
• การขันโบลทในครัง้ แรกนั้น
ใหขันดวยประแจปอนดตามคาแรงขันที่
กําหนดกอน จากนั้นใหขันเปนมุม 90°
เพิ่มอีก 1 ครัง้
• การขันโบลทครั้งแรกนั้น
ใหขันดวยประแจปอนดตามคาแรงขันที่
กําหนดกอน จากนั้นใหขันเปนมุม
90°เพิ่มอีก 2 ครั้ง รวมแลวเปน 180°
(1/3)

-5-

ขอมูลทั่วไป

นัตและโบลท

วิธีการตัดสินใจในการนําโบลทแบบ
พลาสติกรีเจียนกลับมาใชใหม
โบลทแบบพลาสติกรีเจียนจะมีการเปลี่ยน
รูปตามแรงที่ขัน
วิธีการตัดสินใจในการนําโบลทแบบ
พลาสติกรีเจียนที่ถอดแลวกลับมาใชใหม
มี 2 วิธีคือ:
A วัดการหดตัวของโบลท
วิธีวัดคือใชเวอรเนียคาลิปเปอรวัด
ที่ตาํ แหนงหดตัวมากที่สุดจากภาย
นอกและตรวจเช็คกับคาทีย่ อมรับได
ตัวอยางของคาที่ยอมรับได
เสนผาศูนยกลางมาตรฐาน:
7.3 - 7.5 มม.
(0.287 - 0.295 นิ้ว.)
เสนผาศูนยกลางต่าํ สุด
7.3 มม. (0.287 นิ้ว.)
หากผลที่วัดไดนอยกวา 7.3 มม.
(0.287 นิ้ว.), ใหทาํ การเปลี่ยนโบลท
B วัดการยืดตัวของโบลท
วิธีวัดคือ วัดความยาวของโบลท.
ตัวอยางของคาที่ยอมรับได
ความยาวโบลทมาตรฐาน :
142.8-144.2 มม.
(5.622 - 5.677 นิ้ว.)
ความยาวโบลทสูงสุด :
147.1 มม.(5.791 นิ้ว)
ในกรณีนี้ การเปลี่ยนโบลทนั้น
จะเปลี่ยนเมื่อผลการวัดที่ไดเกินกวา
147.1 มม. (5.791 นิ้ว) ขึ้นไป
(2/3)

-6-

ขอมูลทั่วไป

นัตและโบลท

วิธีการขันโบลทแบบพลาสติกรีเจียน
โบลทธรรมดาจะถูกขันจนถึงยานการยืดตัว
ซึ่งแรงดึงเพิ่มขึ้นเปนอัตราสวนกับมุมการ
ขันของโบลท (แสดงดังรูป
B )เมือ
่ ถึงชวงพลาสติก
มุมการขันโบลทเทานั้นที่เปลี่ยนแปลงไป
แตคาแรงขันยังคงเหมือนเดิม
การขันโดยวิธีนี้
เมื่อโลหะยืดตัวไปแลวจะไมคืนสูสภาพเดิม
และจะเพิ่มแรงยึดของโบลทใหแนนมากขึ้น
แสดงดังรูป A
พลาสติกซิตี้
(การเปลี่ยนรูปแบบพลาสติก)
คุณสมบัติของวัตถุนั้นจะเปลีย่ นรูป
อันเนื่องมาจากแรงกระทําภายนอก
โดยไมมีการคืนรูปเมื่อแรงที่มากระทําหาย
ไปซึ่งตางกับการเปลี่ยนรูปแบบอีลาสติกที่
มีคุณสมบัติยอมใหวัตถุสามารถเปลีย่ น
สภาพกลับไปเหมือนเดิม
การที่เพิ่มแรงกระทําใหมากกวาขีดจํากัด
ของการเปลี่ยนรูปแบบอีลาสติก
ผลที่ไดทาํ ใหเกิดการเปลี่ยนรูปแบบ
พลาสติกขึ้นมา
อีลาสติกซิตี้
(การเปลี่ยนรูปแบบอีลาสติก)
คุณสมบัติของวัสดุในชวงอีลาสติกนี้
จะสามารถคืนรูปเดิมได
เมื่อผอนแรงกระทําออก
แตหากผอนแรงกระทําแลว วัสดุนั้นๆ
ไมคืนรูปเดิม แสดงวามีแรงกระทําตอวัสดุ
นั้นเกินคากําหนดในชวงอีลาสติก
(Elasticity limit) ดังนั้น เพื่อเปนการ
ปองกันวัสดุเสียรูปหรือเสียคุณสมบัติใน
ชวงนี้ไปจึงควรใชแรงกระทําตอวัสดุใหนอย
กวาคากําหนดในชวงอีลาสติกนี้
(3/3)

-7-

ขอมูลทั่วไป

นัตและโบลท

ชนิดของนัต
A

นัตหัวหกเหลี่ยม
นัตประเภทนี้เปนแบบที่มใี ชทั่วไป
หนาแปลนอยูดานลางดวย
B

นัตลอ
แบบใชกับนัตลอของกระทะลออลูมเิ นียม
ซึ่งจะปดเกลียวในดานบนของนัต
เพื่อปองกันเกลียวที่อยูภายในไมใหโดนฝุน
หรือเปนสนิม
โดยมีวัตถุประสงคเพื่อความสวยงาม
C

นัตหัวผา
นัตหัวผามีรอยผาเปนแนวหรือเปนรองบน
ปลอกบนตัวนัต
เพื่อที่จะใชสลักพินสอดเขาไปในแนวรอง
เพื่อปองกันการคลายตัวของนัต
นัตเหลานี้จะใชในการเชื่อมตอในหลายๆ
จุด เชน นําไปใชในระบบบังคับเลี้ยว
(1/1)

ภฏนฎฒพฒฎ
A

นัตล็อค
นัตล็อคจะมีเกลียวเปนแบบสกรู
เมื่อทําการขันแลว สวนบนของมันจะ
ถูกตอกใหยุบตัว เพื่อปองกันการคลาย
หรือบางชนิดจะเสียรูปเมือ่ ขันแนนแลว
การเสียรูปของนัตนี้จะปองกันการหลวม
หรือคลายตัวของนัต ซึ่งมีใชทั่วไปกับ
ชิ้นสวนของระบบสงกําลังของรถยนต
B

แหวนรอง
โดยทั่วไปแบงแยกออกตามชนิดของ
การล็อคมี 2 แบบคือ
1 แหวนรองสปริงและแหวนรูปคลื่น
แรงอัดของสปริงจะทําใหโบลทและนัตมี
การคลายตัวนอยลง
2 แหวนรองแบบฟน
แหวนรองชนิดนี้จะมีฟน เปนซี่ซึ่งใชขบ
กับซี่ฟนทีค่ ลายกันของชิ้นสวนอีกชิ้นหนึ่ง
เพื่อใหเกิดแรงเสียดทานนอยที่สุด
ซึ่งจะมีผลตอการคลายของนัตหรือโบลท
-8-

ขอมูลทั่วไป

นัตและโบลท
(1/2)
C

สลักหัวผา
สลักหัวผามิใชอุปกรณที่ทาํ หนาที่โดยตรง
หากแตวาจะตองใชควบคูกับนัตหัวผา
มีใชกับสวนประกอบของระบบบังคับเลี้ยว
ของรถยนต
1 นัตหัวผา
D

แผนล็อค
แผนล็อคใชเพื่อปองกันการคลายตัวของ
โบลทหรือนัตซึ่งมีใชในจุดตางๆของรถยนต
แผนล็อคนี้จะไมสามารถนํากลับมาใชใหม
ไดอกี
ขอควรระวังของการใชสลักหัวผา

(2/2)

-9-

ขอมูลทั่วไป

นัตและโบลท

คําถาม-1
ใหทาํ เครื่องหมายลงในชองถูกถาขอความนั้นอธิบายถูกตอง หรือชองผิดถาขอความนั้นอธิบายไมถูกตอง:
ขอ

คําถาม

ถูกหรือผิด

1 โบลทรูปตัวยูใชสาํ หรับยึดแหนบสปริงกับเสื้อเพลา

ถูก

ผิด

2

ในการล็อคชิ้นสวนจะใชนัตลอหัวปดกับสลักหัวผา

ถูก

ผิด

3

นัตหัวผาจะล็อคดวยกลไกดวยตัวเอง

ถูก

ผิด

4 สลักหัวผาถูกใชไปแลว มันจะไมสามารถนํากลับมาใชไดอีก

ถูก

ผิด

5 โบลทที่ใชการขันแบบพลาสติกรีเจียนจะไมสามารถนํากลับมาใชไดอีก

ถูก

ผิด

คําถาม-2
ขอความใดตอไปนี้ที่กลาวถึงโบลทไดอยางถูกตอง?
1.โบลทชนิดตางๆ จะมีความแข็งที่เหมือนกัน
2.ความแข็งของโบลทกาํ หนดไดดวยสี
3.ความแข็งของโบลทกาํ หนดไดดวยตัวเลขหรือสัญลักษณที่ประทับที่ตัวโบลท
4.โบลทจะไมเสียหายเวนแตวาจะใชเครื่องมือที่ใชลม

คําถาม-3
จงเลือกหัวขอวาขอใดใชโบลทที่มกี ารขันแบบพลาสติกรีเจียนในเครื่องยนตรุน 1NZ-FE

1.

1. ยางแทนเครื่อง

2. ประกับแบริ่งเพลาลูกเบี้ยว

3. ทอรวมไอดี

4. ฝาสูบ

2.

3.

4.

- 10 -

เฉลย

ขอมูลทั่วไป

นัตและโบลท

คําถาม-4
จากหัวขอที่กาํ หนดขางลางนี้ตรงกับคําตอบในขอใด ในเรือ่ งของชื่อโบลท
M10 x 1.25 - 11T
M: หมายถึงขอ [1]
10: หมายถึงขอ [2]
1.25: หมายถึงขอ [3]
11T: หมายถึงขอ [4]
ก) เสนผาศูนยกลางของโบลท
ง) ความยาวของโบลท
คําตอบ:

ข) ความสูงของโบลท
จ) ระยะพิทช
1.

ค) ประเภทของเกลียว
ฉ) ความแข็ง

2.

3.

- 11 -

4.

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

เครื่องมือและเครื่องมือวัด

พื้นฐาน
การซอมรถยนตตองใชเครื่องมือและ
อุปกรณในการวัดหลายชนิด
เครื่องมือเหลานี้ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใชโดย
เฉพาะทางโดยจะมีความแมนยําและ
ปลอดภัย เมื่อใชในวิธีการที่ถูกตอง

หลักการพื้นฐานการใชเครื่องมือและเครื่องมือวัด
• ศึกษาวิธใชและหนาที่ใหถูกตอง
ศึกษาวิธีใชและคุณสมบัติหนาที่การใชงานของเครื่องมือแตละชิ้น ถาใชเครื่องมือผิดวัตถุประสงคนอกเหนือจากที่ระบุไว
ก็จะกอใหเกิดความเสียหายทั้งเครื่องมือและชิ้นสวนตลอดจนคุณภาพของงานอาจจะทําใหเกิดความเสียหายได
• ศึกษาการใชเครื่องมือใหถูกกับงาน
เครื่องมือและเครื่องมือวัดแตละชิ้นมีการอธิบายการใชงานทุกขั้นตอน
จะตองแนใจวานําไปใชอยางถูกตองและนําไปใชใหเหมาะสมกับงาน
• เลือกใชใหถูกตอง
มีเครื่องมือหลายชิ้นสําหรับการคลายโบลท ซึง่ จะขึ้นอยูกับขนาด, ตําแหนงและพื้นที่ตางๆ
เครื่องมือของคุณจะตองมีขนาดที่เหมาะสมกับชิ้นสวนและตําแหนงของชิ้นงานที่จะนําออกมา
• จัดเก็บใหเปนระเบียบ
พยายามจัดเก็บใหเปนระเบียบ เครื่องมือและเครื่องมือวัด
ควรจัดวางใหอยูในตําแหนงที่สามารถหยิบใชไดงายเมื่อตองการและจัดวางในที่ที่เหมาะสมเมือ่ ใชเสร็จแลว
• ดูแลเก็บรักษาเครื่องมืออยางเครงครัด
เครื่องมือควรจะทําความสะอาดและทาน้าํ มันในสวนที่จาํ เปนหลังจากทีน่ าํ ไปใช ซอมแซมทันทีที่เสีย
เพื่อที่วาเครือ่ งมือจะไดอยูในสภาพที่ดีอยูเสมอ
(1/1)

-1-

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

เครื่องมือ

การเลือกเครื่องมือ
เลือกใชเครื่องมือตามชนิดของงาน
• การขัน/คลายโบลทหรือนัตหรือปรับ
เปลีย่ นชิ้นสวน
โดยปกติจะใชชุดประแจบล็อกในการ
ซอมแซมเปลี่ยนแปลงถาประแจบล็อก
ไมสามารถนําไปใชในสวนชิน้ งานนั้นได
ก็ใหใชประแจแหวนหรือประแจปาก
ตาย
1
2
3

ชุดประแจบล็อก
ประแจแหวน
ประแจปากตาย
(1/4)

เลือกเครื่องมือตามความเหมาะสม
กับงาน
• ประแจบล็อกใชในการขันโบลท/นัต
โดยไมตอ งปรับเปลี่ยนตําแหนงอีก
สามารถใชขันโบลทและนัตไดอยาง
รวดเร็ว
• ประแจบล็อกสามารถนําไปใชไดหลายๆ
วิธี ขึ้นอยูกับชนิดของดามจับวา
เหมาะสมหรือไม
คําเตือน:
1.ประแจกรอกแกร็ก
เหมาะกับการใชในพื้นที่จาํ กัด
อยางไรก็ตามลักษณะของดามจับ
ไมเหมาะที่จะนําไปใชขันแรงบิด
ที่สูง
2. ประแจดามตัวที
ใชสาํ หรับงานที่มพี ื้นที่กวางและ
เหมาะกับการใชความเร็วในการขัน
3. ดามขัน
เหมาะกับงานที่ตองขันอยางเร็วและ
งานที่ตองเปลี่ยนหรือปรับตําแหนง
ดามขัน อยางไรก็ตามดามจับ
แบบนี้จะมีลักษณะยาวและยาก
ตอการใชในพื้นที่ที่แคบๆ
(2/4)

-2-

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

การเลือกเครื่องมือดวยการพิจารณา
แรงบิดในการหมุน
• ถาตองการขันดวยแรงบิดที่สูงในการขัน
ครัง้ สุดทาย หรือคลายโบลท/นัต
ที่แนนมากๆ ในครั้งแรก
ควรใชประแจดามที่สามารถใชแรง
มากๆได
คําเตือน:
การที่จะใชแรงมาก/นอยแคไหน
ขึ้นอยูกับความยาวของดามประแจ
ดามที่ยาวจะมีแรงบิดมาก
ก็จะใชแรงบังคับที่นอย
ถาดามยาวมากเกินความจําเปนใน
การใชก็มอี ันตรายจากแรงบิดทีม่ าก
เกินไปเหมือนกันและโบลทอาจจะ
ขาดหรือเสียหายหรือรูดได
(3/4)

ขอควรระวังในการใช
1. ขนาดและการนําไปใช
• ตองแนใจวาขนาดความกวางของ
ปากประแจไดขนาดกับโบลท/นัต
• จะตองใหขนาดพอดีกับโบลท/นัต

-3-

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

2. หลักการใช 1
• การขันตองดึงเครือ่ งมือเขาหาตัวเรา
ทุกครั้ง
• ถาเครื่องมือไมสามารถดึงเขาหาตัว
ไดเพราะวาพื้นที่จาํ กัดใหผลักดาม
ประแจดวยฝามือ

3. หลักการใช 2
โบลท/นัตที่ขันจนแนนมากแลว
สามารถคลายใหหลวมลงอยางงาย
โดยการใชแรง อยางไรก็ตาม
ไมควรใชคอนและสวมทอเพื่อทําให
ดามยาวขึ้นในการเพิ่มแรงบิด

4. การใชประแจแรงบิด
• ในการขันใหแนนครั้งสุดทาย
ควรจะใชประแจวัดแรงบิดเพื่อขัน
ใหแนนตามคามาตรฐาน

(4/4)

-4-

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

ลูกบล็อก (ชุดประแจบล็อก)
ชุดประแจบล็อก
เครื่องมือนี้ใชสาํ หรับขันโบลท/นัตเขา
หรือคลายออก โดยมีขนาดของลูกบล็อก
และดามจับที่แตกตางกันไป
ทั้งนี้ขึ้นอยูกับการนําไปใชงาน
การใช
เครื่องมือนี้จะนําไปจับยึดบนโบลท/นัต
เพื่อที่จะขันหรือคลายออกดวยชุดประแจ
บล็อก
1. ขนาดของลูกบล็อก
• มี 2 ขนาด: ใหญและเล็ก
ชิ้นที่ใหญสามารถใหแรงบิดไดมาก
กวาชิ้นเล็ก
2. ความลึกของลูกบล็อก
• มี 2 ชนิด: มาตรฐานและลึกพิเศษ
ซึ่งจะลึกกวามาตรฐาน 2 หรือ 3 เทา
ชนิดที่ลึกสามารถนําไปใชกับโบลท/
นัตที่เปนชนิดที่ใชกับงานเฉพาะที่ไม
เหมาะกับขนาดลูกบล็อกที่เปนขนาด
มาตรฐาน
3. ปากลูกบล็อก
• มี 2 ชนิด: 6 เหลี่ยมและ 12 เหลีย
่ม
สําหรับแบบ 6 เหลีย่ ม
จะมีพื้นที่ผิวที่ใหญพอทีจ่ ะสัมผัสกับ
โบลท/นัต
ทําใหยากทีจ่ ะทําความเสียหายใหกับ
โบลท/นัตได
(1/1)

-5-

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

ตัวตอลูกบล็อก (ชุดประแจบล็อก)
การใช
ใชตัวเชื่อมตอเพื่อเปลีย่ นขนาดของตัวตอ
ลูกบล็อก
คําเตือน:
เมือ่ ตองใชแรงขันสูงๆ ในการขัน
ไมควรที่จะใชลกู บล็อกขนาดเล็กขัน
เพราะมันจะมีขอจํากัดของแรงที่จะใช
ในการขันและอาจทําใหลูกบล็อกเกิด
ความเสียหาย
1
2
3
4

ตัวตอลูกบล็อก (ใหญไปเล็ก)
ตัวตอลูกบล็อก (เล็กไปใหญ)
ลูกบล็อกขนาดเล็ก
ลูกบล็อกขนาดใหญ
(1/1)

ขอตอออน (ชุดประแจบล็อก)
การใช
ขอตอลูกบล็อกแบบนี้
สามารถเคลื่อนไหวไปขางหนา-ขางหลัง
ซายหรือขวาไดและชวงขอของดามจับ
สามารถปรับเปลีย่ นมุมไดอยางอิสระ
ทําใหเปนประโยชนตอการใชงานในพื้นที่
ที่จาํ กัด
คําเตือน:
1. อยาใชในลักษณะที่ดามจับเอียง
มากๆ
2. อยาใชกับเครื่องมือลม
เพราะขอตออาจแยกออกจากกัน
ในขณะเดียวกันมันก็ไมสามารถ
รองรับแรงหมุนไดและจะทําใหเกิด
ความเสียหายกับเครื่องมือชิ้นสวน
อะไหลหรือรถได
(1/1)

-6-

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

ดามตอยาว (ชุดประแจบล็อก)
การใช
1. สามารถใชถอดและเปลี่ยนโบลท/นัต
ในตําแหนงที่ลึกสุด ไมสามารถเอื้อมถึง
2. ดามตอยาว สามารถนําไปใชเพื่อ
เพิ่มระยะใหกับเครื่องมือ เมื่อพื้นที่อยู
ติดหรือแบนราบมากๆ

(1/1)

ดามขัน (ชุดประแจบล็อก)
การใช
ดามจับชนิดนี้ใชสาํ หรับขันและคลาย
โบลท/นัตที่ตองการใชแรงขันมากๆ
• ปากบล็อกปรับมุมได
เพื่อใหขอมุมของดามจับสามารถปรับ
เปลีย่ นใหเหมาะสมกับประแจบล็อก
• ดามจับแบบสไลดยอมใหปรับเปลีย
่น
ความยาวของดามจับได
ขอควรระวัง:
ขยับดามจับจนเขาล็อคกอนที่จะใช
ถามันไมเขาล็อค ดามจับอาจจะเลื่อน
เขาออกไดในระหวางที่ใช ซึ่งจะทําให
ชางไดรับบาดเจ็บจากการเลื่อนไปมา
ได
(1/1)

-7-

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

ดามขันแบบเลื่อน (ชุดประแจบล็อก)
การใช
ดามจับชนิดนี้สามารถใชได 2
อยางโดยเลื่อนตําแหนงของดามจับ
1. แบบ L: เพื่อเพิ่มแรงบิด
2. แบบ T: เพื่อเรงความเร็วในการหมุน

(1/1)

ดามขันกรอกแกร็ก (ชุดประแจบล็อก)
การใช
1. ปรับตําแหนงไปทางขวาเพื่อขัน
โบลท/นัตใหแนนและไปทางซาย
เพื่อคลายโบลท/นัตออก
2. โบลท/นัตสามารถหมุนไปในทิศทาง
เดียว
3. ประแจบล็อกสามารถขันล็อคไดโดย
การหมุนขันในที่ที่จาํ กัดไดเพราะหมุน
ในองศาที่นอย
คําเตือน:
อยาใชขันกับงานที่ตองใชแรงบิดขัน
มากๆ
เพราะอาจทําใหโครงสรางภายในของ
กรอกแกร็กเสียหายได
1
2

การคลาย
การขันแนน
(1/1)

-8-

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

ประแจแหวน
การใช
ใชในการเพิ่มแรงขันใหมากขึ้นเนื่องจากมัน
สามารถใชแรงบิดไดมากกับโบลท/นัต
1.
เนื่องจากปากของประแจแหวนเปนแบ
บ 12 เหลี่ยม ทําใหเขากับโบลท/
นัตไดงาย
มันสามารถปรับใหแนนในพื้นที่ที่จาํ กัด
ได
2. เนื่องจากพื้นผิวขอบของโบลท/นัต
เปนแบบหกเหลี่ยม (Hexagonal)
จึงไมทาํ ความเสียหายใหกับมุมของ
โบลท และสามารถใชแรงบิดมากๆ ได
3. เนื่องจากดามมีขอที่เปนมุม
มันสามารถนําไปใชขันโบลท/นัต
ในพื้นที่ที่เปนรองหรือพื้นที่ที่แบน
ราบได
(1/1)

-9-

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

ประแจปากตาย
การใช
ใชสาํ หรับขันในที่ที่ซึ่งประแจแหวน
ไมสามารถเขาไปขันหรือคลายโบลท/
นัตได
1. ดามจับจะทํามุมกับปาก
หมายความวาใหหมุนประแจปากตาย
ไปดานบน
มันจะสามารถหมุนไดดีเมื่ออยูในพื้นที่
ที่จาํ กัด
2. เพื่อปองกันชิ้นสวนที่อยูตรงขามไมให
หมุนตาม เชน
เมือ่ ตองการคลายทอน้าํ มันใหใชประแจ
ปากตาย 2 อันเพื่อชวยในการคลายนัต
3.ประแจไมสามารถใหแรงบิดไดมาก
ดังนั้นไมควรใชในการขันแนนในครัง้
สุดทาย *
คําเตือน:
ไมควรสวมทอเขากับดามจับเพื่อเพิ่ม
แรงบิดใหมากขึ้น เพราะอาจจะ
ทําความเสียหายใหกับโบลทหรือ
ประแจปากตาย
* การขันครัง้ สุดทาย:
ขันครั้งสุดทายที่ตัวโบลท/นัต
(1/1)

- 10 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

ประแจเลื่อน
การใช
ประแจชนิดนี้สามารถปรับใหพอดีกับขนาด
ของนัตและโบลทที่จะทําการขันหรือคลาย
ได
• หมุนตัวปรับเพือปรับเปลียนปากประแจ
เลือ่ นสามารถนําไปใชแทนประแจปาก
ตายได
• ไมเหมาะที่จะใชแรงบิด/ขันมาก
วิธีใช
หมุนตัวปรับใหปากพอดีกับหัวของ
โบลท/นัต
คําเตือน:
หันประแจที่มีปากที่ปรับไดอยูใน
ตําแหนงที่สามารถขันขึ้นลงได
ถาประแจไมสามารถหมุนตามนี้ได
ก็จะทําใหเกิดแรงกดดันที่ตัวปรับ
เปลีย่ นกอใหเกิดความเสียหายตามมา
(1/1)

ประแจถอดหัวเทียน
การใช
เครื่องมือใชเฉพาะถอดหรือเปลีย่ น
หัวเทียน
• มี 2 ขนาด ใหญและเล็ก
ควรเลือกขนาดใหเหมาะสมกับหัวเทียน
• ขางในประแจจะมีแมเหล็กเพื่อใชยึดกับ
ตัวหัวเทียนใหอยูคงที่เพื่อสะดวกตอ
การใชงาน
คําเตือน:
1. แมเหล็กจะปองกันหัวเทียนหลุด
ออกมาแตก็ตองระวังไมใหหัวเทียน
หลนออกมาเหมือนกัน
2. เพื่อใหแนใจวาหัวเทียนไดใสเขาไป
อยางถูกตองแลว ใหหมุน 1 รอบ
ดวยมืออยางระมัดระวัง (อางอิง:
ใชคาแรงขัน 180~200 kg~cm)
(1/1)

- 11 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

ไขควง
การใช
ใชคลายและขันสกรู
• ปลายของไขควงมีรูปรางตางๆ กัน เชน
ปากแบนหรือหัวแฉก เพื่อใหเหมาะสม
กับหัวของสกรู
วิธีใช
1. ใชไขควงที่มีขนาดและลักษณะที่
เหมาะสมพอดีกับสกรูที่จะขัน
2. ขณะที่ขันจะตองใหดามของไขควงอยูใน
แนวตรงและตั้งฉากกับหัวสกรูและ
พรอมกับออกแรงกดดวยในขณะที่ออก
แรงขัน
คําเตือน:
อยาใชคีมหรือเครื่องมืออื่นเพื่อชวยใน
การขันเพราะจะทําใหปลายของไขควง
เสียหายได
(1/1)

ไขควง
ื การเลือกไขควงเพื่อใชงาน
• นอกจากไขควงที่ใชกันอยูโดยทั่วไปแลว
ยังมีไขควงชนิดอื่นๆ
ที่แตกตางกันตามการใชงาน ดังนี้
A

B

C

D

1
2

- 12 -

ไขควงชนิดใชคอนตอก
สามารถใชตอกเพื่อยึดสกรูได
ไขควงชนิดกานสั้น
สามารถใชคลายและขันสกรู
ในพื้นที่จาํ กัดได
ไขควงชนิดกานสี่เหลี่ยม
สามารถใชในงานที่ตองการ
ใชแรงขันมากๆ
ไขควงจิ๋ว
สามารถใชถอดและเปลี่ยน
ชิ้นสวนเล็กๆ ได
กานไขควงอยูจนสุดภายในดามจับ
กานไขควงเปนสี่เหลี่ยม

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด
(1/1)

คีมปากแหลม (คีมปากจิ้งจก)
การใช
ใชจับและดึงพินล็อคหรือวัสดุชิ้นเล็กๆ
ในที่แคบๆ
• ปากคีมยาวและบาง
เหมาะสําหรับใชงานในที่แคบ
• รวมทั้งใบมีดที่อยูตอจากคอคีม
สามารถนํามาตัดสายไฟหรือใชปอก
สายไฟได
คําเตือน:
หามออกแรงกดปากคีมมากๆ
เพราะจะทําใหปากโคงงอเชิดขึ้นได
การกระทําอยางนี้จะทําใหนาํ มาใชงาน
อีกไมได
1
2

เปลี่ยนรูปราง
กอนเปลี่ยนรูปราง ื
(1/1)

คีมปากขยาย
การใช
ใชจับชิ้นงาน
คีมปากขยายสามารถปรับความกวางของ
ปากไดสองตําแหนง ขึ้นอยูกับชิ้นงานที่
จะจับ
• ปรับจุดรองรับใหอยูตรงชองเพราะ
ปากคีมสามารถขยับเปดปดได
• ปากคีมสามารถใชหนีบจับและดึงได
• บริเวณคอคีมสามารถใชตัดสายไฟที่มี
ขนาดเล็กๆ ได
คําเตือน:
ในชิ้นงานที่มีความเสียหายงาย
ควรจะมีผารองรับหรืออะไรก็ตาม
หอหุมกอนที่จะใชปากคีบจับยึดชิ้น
งานนั้นๆ
(1/1)

- 13 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

คีมตัด
การใช
ใชในการตัดหรือปลอกสายไฟ
• เนืองจากปากเปนใบมีดตัง แตปลายปาก
ลงมา
ทําใหสามารถนําไปตัดสายไฟไดหรือ
เลือกตัดสายไฟที่ตองการ
คําเตือน:
ไมสามารถนําไปใชตัดสายไฟที่แข็งและ
หนาได เพราะทําใหใบมีดตัดเสียหาย
(1/1)

คอน
การใช
ใชตอกชิ้นสวนอะไหลและใชทดสอบความ
แนนของโบลทโดยสังเกตจากเสียง
ลักษณะของคอนมีหลายชนิดขึ้นอยูกับการ
นําไปใชและวัตถุที่เราจะนําไปใชดวย
1 คอนหัวกลม
มีลักษณะเปนหัวเหล็ก
2 คอนพลาสติก
หัวเปนพลาสติกและสามารถหลีกเลี่ยง
การเปนรอยบนพื้นผิววัตถุ
3 คอนทดสอบ
เปนคอนเล็กที่มีดามยางและบาง
ใชทดสอบความแนนของโบลท/นัต
โดยฟงจากเสียงและแรงสั่นสะเทือน
เมื่อทุบลงไป
วิธีใช
1 ตอกแบบตรงๆ
ตัวอยาง ) ใชตอกและเปลีย่ นสลักออก
2 ใชถอดโดยตอกออกตรงๆ
ตัวอยาง) ใชสาํ หรับถอดแยกฝาครอบ
และตัวเรือนของชิ้นสวน
ใชถอดโดยการตอกออกตรงๆ
3 ใชตอกโบลทเบาๆ
ตัวอยาง) ใชเช็คการคลายของโบลท
(ระมัดระวังขณะตอกและฟงเสียง
การตอกไมใหผิดเพี้ยนไปจากปกติ)
- 14 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด
(1/1)

แทงทองเหลือง
การใช
อุปกรณที่ชวยปองกันความเสียหาย
ของคอน
• ทําจากทองเหลือง
ดังนั้นจะไมทาํ ความเสียหายใหกับ
ชิ้นสวน
(จะตองมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกอนที่
จะไปใช)
คําเตือน:
ถาจะเปลีย่ นแปลงรูปแบบของปลาย
แทงทองเหลืองจะตองทําโดยการเจียร
ปลายแทงทองเหลือง
(1/1)

มีดขูดปะเก็น
การใช
ใชขูดปะเก็นฝาสูบ, ปะเก็นเหลว, สติกเกอร
ฯลฯ จากพื้นผิววัสดุที่แบนเรียบ
วิธีใช
1.ผลของการขูดจะขึ้นอยูกับทิศทางของ
ใบมีด:
(1)การใชปลายมีดกดลงที่ปะเก็นแลวขูด
ออกจะทําใหขูดไดดี
(2) การขูดปะเก็นดวยปลายมีดอาจจะไม
คอยเกลีย้ งเกลา แตอยางไรก็ตาม
ผิวหนาวัตถุที่โดนขูดก็จะไมเสียหาย
2. เมือ่ ตองการใชบนวัตถุที่มีพื้นผิวที่อาจ
จะเสียหายงายควรจะพันดวยเทป
พลาสติกกอน (ยกเวนบริเวณปลายมีด)
ขอควรระวัง:
• อยาวางมือไวหนาใบมีดคุณอาจ
จะไดรับบาดเจ็บจากใบมีดได
• อยาใชเครื่องเจียรกับใบมีด
ใหใชหนิ ลับน้าํ มันแทน
(1/1)

- 15 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

เหล็กนําศูนย
การใช
ใชทาํ เครื่องหมายบนชิ้นสวน
• สวนปลายผานการชุบแข็งและอบชุบมา
แลว
คําเตือน:
1. อยาตอกแรงเกินไปเมื่อตองการ
ทําเครื่องหมาย
2. บริเวณปลายของเหล็กนําศูนย
ควรหมั่นทาน้าํ มันรักษาไวเสมอ

เหล็กตอกสลัก
การใช
ใชสาํ หรับตอกเพื่อเปลีย่ นหรือปรับแตง
สลัก

ปลายเหล็กผานการชุบแข็งและอบชุบมา
แลว
• ปลายที่ตอกจะมี 2
ขนาดที่สามารถใชไดกับสลักทุกขนาด
• จะมียางเปนตัวรองสลักกับดามตอกเพือ
ปองกันชิ้นสวนเสียหายเมือ่ ตอกสลัก
ลงไปแลว
วิธีใช
• ใชตอกตามแนวตั้ง
• ยางรองจะตองรองรับไดพอดีกับดาม
ตอกและจับใหมนั่ ขณะใชแรงตอก
(1/1)

- 16 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

เครื่องมือลม

เครื่องมือลม
เครื่องมือลมจะใชแรงดันอากาศ
และนํามาใชขันและคลายโบลท/นัต
เครื่องมือชนิดนี้จะชวยใหทาํ งานไดเร็วขึ้น
ขอควรระวังในการใช
1. (คาที่ถูกตอง : 686 kPa
( 7 kg / cm2))
2. ตรวจสอบเครื่องมือลมเปนประจํา
ใชนา้ํ มันหลอลื่นเพื่อรักษาเครื่องมือ
เปนประจําและควรรักษาใหสะอาด
ปราศจากฝุนจับ
3. ถาใชเครื่องมือลมคลายนัตออกจาก
สกรูความแรงของการหมุนอาจจะทําให
นัตกระเด็นออกมา
4. ใหใชมือขันนัตไปบนสกรูกอน
แลวจึงใชเครื่องมือลม
เพราะถาใชเครื่องมือลมเริ่มขันกอน
มันจะทําใหรอยเกลียวของสกรูเสียหาย
ได ระวังอยาขันใหแนนเกินไป
ควรคอยๆ ใชกาํ ลังลมระดับต่าํ ๆ
ไวในการขันแนน
5. ควรใชประแจขันในการเช็คความแนน
ในขั้นตอนสุดทาย
(1/1)

- 17 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

ปนลม
การใช
ใชกับโบลท/นัตที่ตองการใชแรงขันมากๆ
1. แรงขันสามารถปรับเปลี่ยนได 4-6
ระดับ
2. ทิศทางการหมุนสามารถปรับเปลี่ยนได
3. ใชรว มกับประแจบล็อกเพราะประแจ
บล็อกจะมีความแข็งแรงทนทานเปน
พิเศษและสามารถปองกันไมใหชิ้นสวน
กระเด็นออกมา ประแจบล็อกจะใชได
ดีกวาใชเครื่องมืออื่น
1
2
3

บล็อก
สลัก
โอ-ริง

ขอควรระวัง:
จะตองจับประแจลมดวยมือทั้งสอง
อยางมัน่ คงขณะใชงาน เนื่องจาก
ขณะคลายออกจะเกิดแรงสะทาน
ขอแนะนํา:
จะมีปุมปรับแรงขันและทิศทาง
การหมุนหลายปุมซึ่งแลวแตผูผลิต
จะผลิตออกมา
(1/1)

กรอกแกร็กลม
การใช
ใชขันโบลท/นัตที่ไมตองใชแรงขันมาก
1. สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางการ
หมุนได
2. สามารถใชรวมกับบล็อคและดามตอ
ได
3. สามารถนําไปใชเชนเดียวกับกรอก
แกร็กธรรมดาไดโดยไมตอ งใชแรง
ดันลม
ขอควรระวัง:
•ตองแนใจวาแรงลมที่ออกมานั้น
จะตองไมไปโดนโบลท/นัต
หรือชิ้นสวนเล็กๆ, น้าํ มันหรือของเสีย
ขอแนะนํา:
•ไมสามารถปรับเปลีย่ นแรงขันได

- 18 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด
(1/1)

เครื่องมือวัด

คาการวัดที่ถูกตอง
เครื่องมือวัดที่ใชกับรถยนตเพื่อใชในการ
วัดขนาดของชิ้นสวนเพื่อปรับเปลี่ยนใหตรง
กับคามาตรฐานใชในการตรวจสอบหนาที่
ของการทํางานของเครื่องยนตและตรวจ
สอบชิ้นสวน
จุดที่จะตองตรวจสอบกอนการวัด:
1.ทําความสะอาดชิ้นงานและเครื่องมือ
วัด
เพราะสิ่งสกปรกที่จับบนตัวชิ้นงานอาจทํา
ใหคาคลาดเคลื่อนได
เพราะฉะนั้นควรทําความสะอาดกอนการ
วัดเสมอ
2.เลือกใชเครื่องมือวัดใหถูกตองและ
เหมาะสม
โดยเลือกตามระดับการใชงาน
ตัวอยางที่ไมถูกตอง:
ใชเวอรเนียคาลิปเปอรวัดความกวางของ
ลูกสูบ
1 ความละเอียดของการวัด:
0.05 มม.
2 ความละเอียดที่ตองการ:
0.01 มม.
1.สอบเทียบเครื่องมือวัดตําแหนง"0"
เช็คตําแหนงศูนยใหอยูในตําแหนงที่
ถูกตอง ตําแหนง"0"
คือตําแหนงของการวัดที่ถูกตอง
2.ดูแลรักษาเครื่องมือวัด
ดูแลรักษาและควรจะมีการสอบเทียบคา
"0" อยูเสมอ
อยาใชถาเครื่องมือวัดที่แตกหัก
(1/3)

- 19 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

คาการวัดที่ถูกตอง
จุดที่ตองสังเกตขณะทําการวัด:
1. ยึดเครื่องมือไมใหเคลื่อนไหวและ
วัดตั้งฉากกับชิ้นงาน
โดยกดเลื่อนเครือ่ งมือวัดใหเคลื่อนที่
เฉไปยังชิ้นงานที่วัด(รายละเอียดอางอิง
เครื่องมือวัดแตละอยาง)
2. ใชยานการวัดที่เหมาะสม
เมือ่ นําไปใชวัดคาแรงดันหรือ
กระแสไฟฟาควรเลือกใชยานสูงกอน
แลวคอยๆ ปรับลงมายังคาที่เหมาะสม
จะสามารถอานไดจากหนาปด
3. การอานคาที่ได
ควรอานตรงกับระดับสายตา
(2/3)

คาการวัดที่ถูกตอง
1. หามทําเครื่องมือวัดตกหลนหรือ
กระทบแรงๆเพราะมันจะทําความ
เสียหายใหกับชิ้นสวนขางในได
2. หลีกเลีย่ งในการใชหรือจัดเก็บในที่
ที่มีอุณหภูมิหรือความชื้นสูง
คาวัดที่ผิดพลาดอาจจะเกิดจากการ
ใชในที่ที่มีอุณหภูมิหรือความชื้นสูง
และเกิดจากตัวเครื่องมือวัดเองที่มี
อุณหภูมิสูง
3. ทําความสะอาดหลังจากใชเสร็จแลว
และจัดเก็บใหเขาที่
เครื่องมือวัดทุกชนิดควรปรับตั้งให
กลับไปอยูที่สภาพเดิมและควรเก็บ
ใสกลองกอนที่จะไปวางในชั้นวางที่
เหมาะสม
ถาตองการเก็บเครือ่ งมือวัดใหยาว
นานควรจะใชนา้ํ มันปองกันฝุนทา
ลงไปดวยและควรถอดแบตเตอรี่
ออกกอนทีจ่ ะเก็บ
(3/3)

- 20 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

ประแจวัดแรงบิด
การใช
ใชในการขันโบลท/นัตใหแนน
ตามคากําหนดแรงขัน
1. ชนิดปรับคาได
ควรปรับตั้งแกนขันใหตรงกับแรงขันที่ตอง
การ
เมือ่ โบลทขันแนนจนถึงแกนที่เราปรับ
ตั้งไว มันจะมีเสียงดังคลิก
เพื่อแสดงวาขันเสร็จแลวโดยตรงกับแรง
ขันที่เราปรับตั้งไว
2.ชนิดกานชี้สปริง
(1) ชนิดมาตรฐาน
ประแจวัดแรงบิดจะใชเชื่อมตอกับกาน
ที่ทาํ มาจากแผนสปริงโดยแรงผาน
จากดามจับซึ่งแรงนี้สามารถอานคา
ไดจากสเกลบนประแจวัดแรงบิด
ที่แสดงไว
(2) ประแจวัดแรงบิดขนาดเล็ก
คาที่ใชวัดสูงสุดประมาณ 0.98 N·m
ใชสาํ หรับวัดพรีโหลด
วิธีใช
เพื่อใหการขันแนนมีประสิทธิภาพที่ดี
ควรใชประแจอื่นขันกอนในเบื้องตน
แลวจึงใชประแจวัดแรงบิดขัน
ถาใชประแจวัดแรงบิดขันกอน
จะทําใหประแจชํารุดได
* การขันกอนที่จะขันแนน:
เปนการขันใหแนนพอประมาณกอนที่จะ
ขันแนนในครั้งสุดทาย
(1/2)

- 21 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

คําเตือน:
1. ถาขันโบลทจาํ นวนมาก
ใหใชแรงขันที่เทา ๆ
กันในแตละโบลทและขันซ้าํ อีก 2-3
รอบ เพื่อกันลืม
2. ถาใชเครือ่ งมือพิเศษตอกับประแจ
วัดแรงบิดใหคาํ นวณคาแรงบิดตาม
คําแนะนําในคูมือซอม
3. ขอสําคัญสําหรับการใชประแจวัด
แรงบิดแบบกานชี้สปริง:
(1)ใชคาแรงขันบนสเกลระหวาง 50
ถึง 70%
เพื่อใหงายตอการขันที่ไดคาของแรง
บิดที่แนนอน
(2)จับดามจับใหไดศูนยกลาง
มิฉะนั้นคาแรงบิดที่วัดไดจะมีคา
คลาดเคลื่อน
(2/2)

- 22 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

ประแจวัดแรงบิด
ใชประแจวัดแรงบิดพรอมดามตอ
ในการขัน:
1. การตอดามตอเพื่อยืดความยาว (L2)
ของประแจวัดแรงบิด
ถารวมทั้งสองสิ่งนี้แลวใชขันโบลท/
นัตจนกระทัง่ อานคาที่ขันไดจากประแจ
วัดแรงบิดแลว
คาแรงขันที่ไดจริงจะเกินกวาคาแรงขัน
ที่กาํ หนด

T' = คาที่อานไดจากประแจวัดแรงบิดพรอมดามตอ [N·m {kgf·cm}]
T = คาแรงขันที่กาํ หนด [N·m {kgf·cm}]
L1 = ความยาวของดามตอ [ซม.]
L2 = ความยาวของประแจวัดแรงบิด [ซม.]

2. นอกจากคาแรงขันที่กาํ หนดในคูมอื
ซอมแลว ยังมีคา T'
ของประแจวัดแรงบิดอีกชนิดหนึ่ง
หากชนิดของประแจวัดแรงบิดไมมีมา
ให สามารถหาไดจากสูตรคํานวณ
3. ตัวอยางคาทีม่ ีในคูมือซอม
คามาตรฐาน:
T= 80 N·m [816 kgf·cm]
(คาแรงขันที่กาํ หนด)
T'= 65 N·m [663 kgf·cm]
(คาที่ไดจากประแจวัดแรงบิด 1300 F
พรอมดามตอ )
4. สูตร: T'= Tx L2 / (L1+L2)
(1/1)

- 23 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

เวอรเนียรคาลิปเปอร
การใช
เวอรเนียรคาลิปเปอรสามารถใชวัด
เสนผาศูนยกลางดานนอก
เสนผาศูนยกลางดานใน
และความลึกของชิ้นงาน
ชวงการวัด:
0~150, 200, 300 มม.
ความละเอียดของการวัด:
0.05 มม.
1
2
3
4
5
6
7

เสนผาศูนยกลางภายในของปากวัด
เสนผาศูนยกลางภายนอกของปากวัด
สกรูลอ็ ค
สเกลเวอรเนียร
สเกลหลัก
วัดความลึก
กานวัดลึก
(1/3)

วีธีใช
1. ปดปากของเวอรเนียรใหสนิทกอนทํา
การวัดและตรวจเช็ความีชองวางเพียง
พอที่แสงจะลอดผานชองมาอยางสม่าํ
เสมอ
2. เมือ่ ทําการวัด ใหคอยๆเลื่อน
คาลิปเปอรใหปากพอดีกับชิ้นสวนที่
ทําการวัดโดยถูกตองแมนยํา
3.ทันทีที่ชิ้นสวนไดพอดีกับปากคาลิปเปอร
ใหหมุนสกรูล็อคและอานคาที่วัดได
ซึ่งจะทําใหอานคาที่ทาํ การวัดไดงาย
1
2

สกรูลอ็ ค
เวอรเนียร
(2/3)

- 24 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

ขอมูลอางอิง:
ตัวอยางการใชงาน
1. การวัดความยาว
2. การวัดเสนผาศูนยกลางดานใน
3. การวัดเสนผาศูนยกลางดานนอก
4. การวัดความลึก

(1/1)

การอานคา
1. ชองสเกลมีคาเปน 1.0 มม.
อานคาบนสเกลหลัก
ตรงตําแหนงที่ดา นซายของจุด
"0"ของสเกลเวอรเนียร A ตัวอยาง)
45 มม.
2. ชองสเกลมีคาเปน 0.05 มม. ซึ่งต่าํ กวา
1.0 มม.ใหดูจุดที่ขีดบนสเกลหลักตรง
กับขีดของสเกลเวอรเนีย. B ตัวอยาง)
0.25 มม.
3. การคํานวณคาการวัด
A + B
ตัวอยาง) 45+0.25=45.25 มม.
(3/3)

- 25 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

ไมโครมิเตอร
การใช
ใชวัดเสนผาศูนยกลางดานนอก/
ความหนาของชิ้นสวนโดยคํานวณตาม
อัตราสวนของการหมุนของแกนวัด
ชวงการวัด:
0~25 มม.
25~50 มม.
50~75 มม.
75~100 มม.
ความละเอียดของการวัด: 0.01 มม.
1
2
3
4
5
6

แกนรับ
แกนวัด
แคลมปล็อค (ปุมล็อค)
เกลียว
ปลอกหมุนปรับหยาบ
หัวหมุนปรับละเอียด
(1/4)

- 26 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

วิธีใช
1. ปรับเทียบคา "0"
กอนที่จะใชไมโครมิเตอรวัดชิ้นงาน
ตองตรวจสอบใหแนใจวาจุด "0"
ของไมโครมิเตอรอยูในตําแหนงที่
ถูกตอง

1
4
7

เกจวัดมาตรฐาน 50 มม.
แกนวัด
ปลอกหมุน

2
5
8

การตรวจสอบ
ในกรณีไมโครมิเตอรขนาด 50~75 มม.
ดังที่แสดงในภาพ ใหตงั้ คามาตรฐานของ
เกจวัดอยูในคา 50มม.และหมุนหัวหมุน
ปรับละเอียดประมาณ 2-3 รอบ
แลวตรวจสอบตําแหนง "0" ของปลอกนอก
3 หัวหมุนปรับละเอียด ใหตรงและเปนแนวเดียวกันกับปลอกหมุน
ขาตั้ง
แคลมปล็อค (ปุม ล็อค) 6 ปลอกนอก
การปรับตั้ง
ประแจปรับตั้ง
• ถาคาคลาดเคลื่อนนอยกวา
0.02 มม.
จับแกนวัดใหอยูกับทีด่ วยตัวล็อค
จากนั้นสอดปุมปลายประแจปรับตั้ง
(มีมาพรอมกับไมโครมิเตอร)
เขาที่รูเล็กๆ บนปลอกนอก แลวปรับให
"0" บนปลอกเลื่อนตรงกับเสนแบงบน
ปลอกนอก แสดงในรูป B
• ถาคาคลาดเคลื่อนมากกวา 0.02
มม.
จับแกนวัดใหอยูกับทีด่ วยตัวล็อค
และคลายหัวหมุนปรับละเอียดดวย
ประแจปรับตั้งเพื่อใหปลอกเลื่อนหมุน
เปนอิสระปรับใหจุด"0"ของปลอกเลื่อน
ตรงกับเสนแบงบนปลอกนอก
และขันหัวหมุนปรับละเอียดดวยประแจ
ปรับตั้งอีกครั้ง แสดงในรูป C
(2/4)

- 27 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

2. การวัด
(1) สวมตัวเครือ่ งมือแนบกับสวนที่จะวัด
และหมุนปลอกหมุนจนแกนวัดแตะกับ
สวนที่จะวัดเล็กนอย
(2) เมื่อแกนวัดแตะกับสวนที่จะวัดแลว
ใหบิดหัวหมุนปรับละเอียด 2-3 ครั้ง
แลวอานคาการวัด
(3)หัวหมุนปรับละเอียดจะทําใหแกนวัดมี
แรงดันเชนเดียวกัน ดังนั้นเมื่อแรงดันนี้
เกินกวาระดับที่กาํ หนด มันก็ไมทาํ งาน
คําเตือน:
1. ควรใหไมโครมิเตอรอยูในแนวตั้ง
เมื่อวัดชิ้นสวนที่มีขนาดเล็ก
2. คนหาตําแหนงทีส่ ามารถวัดเสน
ผาศูนยกลางอยางถูกตองไดจาก
การเคลือ่ นที่ของไมโครมิเตอร
(3/4)

3. การอานคาที่วัดได
(1) การอานคา 0.5 มม.
อานคาที่มากที่สุดที่วัดไดดวย
สายตาบนสเกลของปลอกนอก
ตัวอยาง) 55.5 มม.

A

(2)การอานคา 0.01 มม. แตนอยกวา
0.5 มม.อานที่จุดซึ่งเปนเสนวัด
ที่ตรงกันของสเกลบนปลอกหมุนและ
สเกลบนปลอกนอก
B ตัวอยาง) 0.45 มม.
(3) การคํานวณคาการวัด
A + B
ตัวอยาง) 55.5+0.45=55.95 มม.
1
2
3
4
5

ปลอกนอก
ปลอกหมุน
เสนแบงขนาด 1 มม.
เสนฐานบนปลอกนอก
เสนแบงขนาด 0.5 มม.
(4/4)

- 28 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

ไดอัลเกจ
การใช
การเลือ่ นขึ้น-ลงของแกนวัด
จะเปลี่ยนเปนการหมุนของเข็มวัดทัง้ เข็ม
ยาวและเข็มสั้น
ใชสาํ หรับวัดคาความคลาดเคลื่อนหรือ
ความโคงงอของเพลาและพื้นผิวที่แกวงไป
มาของหนาแปลน
ชนิดของตัวเลื่อนปลายของเครื่องมือวัด
ชนิดนี้
A แบบยาว:
ใชวัดชิ้นสวนในพื้นที่ที่จาํ กัด
B แบบลอเลื่อน:
ใชวัดผิวโคง/เวาของหนายาง
C แบบโยกขึ้นลง:
ใชวัดชิ้นสวนที่แกวงไปมา
ไมสามารถสัมผัสไดโดยตรง
D แบบแผนแบน:
ใชวัดผิวนูนของลูกสูบ เปนตน
คาความละเอียดในการวัด: 0.01 มม.
1

2
3

เข็มวัดยาว (0.01 มม./1
รอบการหมุน)
เข็มวัดสั้น (1 มม./1 รอบการหมุน)
หนาปด (ควรหมุนปรับตั้งไปที่ "0"
กอนทําการวัด)
(1/2)

- 29 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

วิธีใช
1. การวัด
(1) โดยทั่วไปใชยึดกับฐานแมเหล็ก
ปรับตําแหนงไดอัลเกจใหอยูใน
ตําแหนงที่วัดและปรับจุดสัมผัสกานวัด
ใหไดระยะศูนยกลางของการเคลื่อนที่
(2) หมุนชิ้นสวนที่ถูกวัดและอานคาที่
เปลี่ยนไปของเข็ม
2. การอานคาที่ไดจากการวัด
คาบนหนาปดที่ขยับไป 7 ตําแหนง
คาที่ไดคือ: 0.07 มม.
1
2
3
4

ตัวล็อคคานมาตรวัด
คานวัด
ฐานแมเหล็ก
จุดสมดุลศูนยกลางของระยะการ
เคลื่อนที่
(2/2)

คาลิปเปอรเกจ
การใช
คาลิปเปอรเกจเปนเครื่องมือวัดชนิดหนึ่ง
ซึ่งประกอบไปดวยไดอัลเกจใชวัด
เสนผาศูนยกลางภายในของชิ้นงาน
ดังที่แสดงในรูปดานซายมือเข็มชี้ตัวยาว
หมุนไปหนึ่งรอบ จะไดคาเทากับ 2 มม.
คาความละเอียดในการวัด: 0.01 มม.
(คาวัดที่อา นได: 20 = 0.2 มม.)
1
2
3

4
5

ขาวัด (ที่สามารถเคลื่อนที่ได)
ปุมสัมผัส
ปุมปรับ
(เปดและปดไดโดยขาวัดที่เลื่อนได)
สเกลวัด (เข็มชี้เริ่มจากศูนย)
เสนผาศูนยกลางภายใน
(1/3)

- 30 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

วิธีใช
1. ปรับตั้งไปที่ "0"
(1)ปรับไมโครมิเตอรไปที่คามาตรฐาน
การวัดและจับตัวหมุนของแคลมปใหอยู
นิ่งๆ
(2)ใชขาวัด (ขาตายตัว)
เปนจุดรับน้าํ หนัก และทําการหมุนเกจ
(3)ใชขาวัด (ที่สามารถเคลือ่ นที่ได)
ของเกจไปชี้ในจุดที่จะวัดซึ่งสามารถเขา
ไปวัดได แลวปรับใหเกจเปน "0"
2. วิธีการวัด
1
2
3
4
5
6
7

ไมโครมิเตอร
แกนวัด
แคลมปล็อค (ปุมล็อค)
ขาตั้ง
จุดหมุน
ทิศทางการปด
ทิศทางการเปด

(1) เลื่อนปุมสําหรับปรับขาวัด
(ขาวัดที่สามารถเคลือ่ นที่ได)
สอดเขาไปในตําแหนงที่จะวัด
(2)เลื่อนขาวัดแบบเคลือ่ นที่ไดไป
ทางซาย-ขวาหรือขึ้น-ลง
และอานคาที่วัดไดที่หนาปด
การเลื่อนตําแหนงของขาวัดไปทางซาย
และขวา: ใหเลื่อนไปในระยะทีห่ างที่สุด
การเลื่อนตําแหนงขึ้นลงของขาวัด:
ใหเลื่อนไปในระยะที่สั้นที่สุด
3. การคํานวณคาการวัด
คาการวัด = คาวัดมาตรฐาน
คาที่อานไดที่เกจ
ตัวอยาง) คาวัดมาตรฐาน,
คาที่อานไดที่เกจและคาการวัด:
12.00 มม. + 0.2 มม. = 12.20 มม.
12.00: คาวัดมาตรฐาน
0.2: คาที่อา นไดที่เกจ (ทิศทางการเปด)
12.20: คาการวัด
(2/3)

- 31 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

คําเตือน:
1.ใชขาวัด (แบบตายตัว) ทีจ่ ุดหมุน
แลวปรับเกจการวัดไปทางซายและ
ขวาเพื่อหาจุดทีก่ วางที่สุด
2. เลื่อนเกจขึ้นหรือลงไปทีจ่ ุดนั้นๆ
เพื่อวัดหาคาที่จุดที่ใกลที่สุด

(3/3)

เกจวัดกระบอกสูบ
การใช
เกจวัดกระบอกสูบเปนเครื่องมือวัดประเภท
หนึ่ง มักใชเพื่อวัดความโตของกระบอกสูบ
คาความละเอียดในการวัด: 0.01 มม.
คุณลักษณะ:
• สวนที่ยืดหรือหดของโพรบตองอานคา
ดวยไดอัลเกจ
• ตองใชเกจวัดกระบอกสูบรวมกับไมโคร
มิเตอร
1
2
3
4

กานเสริม
ตัวล็อคกานเสริม
จุดวัด
ไมโครมิเตอร
(1/5)

- 32 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

เกจวัดกระบอกสูบ
วิธีใช
1. ชุดเกจวัดกระบอกสูบ
(1)ใชเวอรเนียรคาลิปเปอรวัดความกวาง
ของกระบอกสูบ
เพื่อหาคาขนาดมาตรฐาน

1
4
7

เวอรเนียรคาลิปเปอร
กานเสริม
แกนวัด

2

กระบอกสูบ
5 ขนาดกานเสริม
8 สกรูปรับตั้ง

3

ตัวล็อคกานเสริม
6 แหวนปรับตั้ง

(2)ทําการเลือกกานเสริมและใชแหวนรอง
เพื่อใหมขี นาดความยาวมากกวา
กระบอกสูบ 0.5 - 1.0 มม.
(กานเสริมจะมีขนาดการวัดตายตัว
(และขนาดจะเพิ่มขึ้นทีละ 5 มม.)
เลือกความยาวของกานเสริมใหเหมาะ
สมและใชแหวนรองเพื่อปรับตั้งอีกครั้ง)
(3)ทําการปรับแกนวัดไปประมาณ 1 มม.
เมือ่ ไดอัลเกจสัมผัสกับตัวเกจวัด
กระบอกสูบ
(2/5)

2. การสอบเทียบศูนยของเกจวัด
กระบอกสูบ
(1)ปรับตั้งไมโครมิเตอรใหอยูในคามาตร
ฐานที่จะนําไปใชประกอบกับเวอรเนียร
คาลิปเปอรยึดแกนวัดกับไมโครมิเตอร
ดวยแคลมป
(2)เลื่อนเกจวัดโดยใชกานเสริมที่จุดรับ
น้าํ หนัก
(3)ปรับคาของเกจวัดกระบอกสูบใหเปน
"0"(ตําแหนงที่เข็มไดอัลเกจหมุนกลับ
ไปยังดานที่สัมผัสกับขั้ว)
1
2
3
4

ไมโครมิเตอร
แกนวัด
แคลมป
ขาตั้ง
(3/5)

- 33 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

3. การวัดความโตกระบอกสูบ
(1)ทําการกดเบาๆที่แผนรองจุดวัด
และคอยๆ สอดเกจวัดเขาไปใน
กระบอกสูบ
(2)ขยับเกจเพื่อหาตําแหนงที่แคบทีส่ ุด
(3)อานคาบนหนาปดตรงตําแหนงที่สั้น
ที่สุด
1
2
3
4

แผนรองจุดวัด
จุดวัด
สวนขยาย
ดานหด
(4/5)

- 34 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

4. การอานคาที่วัดได
(1)การอานคาดานขยาย x + y
(2) การอานคาดานหด x - z
x : ขนาดมาตรฐานของ
ไมโครมิเตอร
y : เกจวัดคาแบบทวนเข็ม (ดาน 1 )
z : เกจวัดคาแบบตามเข็ม (ดาน 2 )
ตัวอยาง:
87.00(x) – 0.05(z)=86.95 มม.

1
3

ดานที่ขยาย
ทิศทางรุน

2
4

ขอแนะนํา:
(1)ปฏิบัติตามคําแนะนําในคูมือการ
ซอมสําหรับตําแหนงในการวัด
(2)หาคาแบบวงรีและแบบเทเปอรจาก
ขนาดของความโตกระบอกสูบ
5 ี แบบวงรี: A' – B' (A'>B')
:a' – b' (a'>b')
6 แบบเทเปอร: A' – a' (A'>a')
:B' – b' (B'>b')
*รูปทรงภายในของกระบอกสูบตองเปน
วงกลมพอดี อยางไรก็ตามดานรุนของ
ลูกสูบจะมีแรงกดดันจากสวนบนของ
กระบอกสูบและลูกสูบจะไมมนั่ คง
เนื่องจากไดรบั แรงกดดันและอุณหภูมิที่สูง
ดวยเหตุนี้กระบอกสูบจะเริ่มเปนวงรีหรือ
เทเปอรในบางสวนของกระบอกสูบได

ดานที่หด
ทิศทางของเพลาขอเหวี่ยง

(5/5)

- 35 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

พลาสติกเกจ
การใช
พลาสติกเกจใชในการวัดระยะชองวาง
น้าํ มันบริเวณที่ประกับถูกขัน อาทิเชน
ขอกานและสลักเพลาขอเหวี่ยง
พลาสติกเกจทําจากพลาสติกออนและ
มีทั้งหมด 3 สีโดยแตละสีจะแสดง
ความหนาที่แตกตางกัน

1
3
4
7

พลาสติกเกจ 2 ประแจวัดแรงบิด
สวนที่กวางที่สุดของพลาสติกเกจ
เพลาขอเหวี่ยง 5 แบริ่งกานสูบ 6 ฝาประกับกานสูบ
8 ระยะชองวางน้า
กานสูบ
ํ มัน

ระยะชองวางการวัด:
สีเขียว: 0.025 ~ 0.076 มม.
สีแดง: 0.051 ~ 0.152 มม.
สีนา้ํ เงิน: 0.102 ~ 0.229 มม.
วิธีใช
(1)ทําความสะอาดสลักเพลาขอเหวี่ยงและ
แบริง่
(2)ตัดพลาสติกเกจใหพอดีกับความกวาง
ของแบริ่ง
(3)ใสพลาสติกเกจบนสลักเพลาขอเหวี่ยง
(4)ใสประกับแบริ่งบนสลักเพลาขอเหวี่ยง
และขันใหไดแรงบิดตามคากําหนด
แรงบิด โดยหามหมุนเพลาขอเหวี่ยง
(5)ถอดประกับแบริ่งและใชสเกลวัดคาจาก
ปลอกพลาสติกเกจเพื่อดูความหนาของ
พลาสติกเกจ
การวัดความหนาใหวัดที่จุดกวางที่สุด
ของพลาสติกเกจ
(1/1)

- 36 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

เกจวัดระยะหางเขี้ยวหัวเทียน
การใช
ใชวัดและปรับแตงระยะหางเขี้ยวหัวเทียน
ระยะการวัด:
0.8 ~ 1.1 มม.

ลวดแตละเสนมีความหนาที่แตกตางกัน
เพื่อใชวัดระยะหางของหัวเทียน
• เมือ
่ เขี้ยวหัวเทียนโคงงอ
ใหใชแผนปรับตั้งเขาไปทําการปรับและ
ตั้งคาระยะหางของหัวเทียน
วิธีใช
(1)ทําความสะอาดหัวเทียน
(2)วัดระยะหางในสวนที่แคบที่สุด
(3)ขณะใชเกจวัดใหทดสอบเลื่อนเขาเลื่อน
ออกใหฝดเล็กนอยและอานคาระยะ
ความหางของเขี้ยวหัวเทียน
1
2
3

เกจ
แผนปรับตั้ง
ระยะชองวางของหัวเทียน
(1/3)

การปรับตั้ง
ทําการใสแผนปรับตั้งเหนือขั้วของหัวเทียน
และสอดรองของแผนเขาไปในชองของ
หัวเทียนเพื่อทําการปรับตัง้
อยาทําใหฉนวนหรือขั้วหัวเทียนเกิดการ
ชํารุดหรือเสียหายไดจากการปรับตั้ง

1
2
3
4

เขี้ยวหัวเทียน
ขั้วหัวเทียน
ฉนวนขั้วหัวเทียน
แผนปรับตั้ง
(2/3)

- 37 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

คําเตือน:
หัวเทียนแบบเขี้ยวทองคําขาวและ
หัวเทียนแบบอีริเดียม (Iridium) นั้น
ไมมกี ารปรับตั้งชองวางของหัวเทียน
ระหวางทําการตรวจเช็คระยะ
ในสภาวะการณทั่วๆ ไป
หัวเทียนแบบธรรมดาจะตองมีการ
ตรวจสอบ
ยกเวนหัวเทียนแบบทองคําขาวและ
แบบอีรเิ ดียมไมจาํ เปนตองตรวจสอบ
ถาเครื่องยนตยังทํางานเปนปกติ
A

B

1
2
3
4
5

หัวเทียนแบบเขี้ยวทองคําขาว
(Platinum)
หัวเทียนแบบอีริเดียม (Iridium)
เสนสีนา้ํ เงินเขม
แพลตตินั่ม
เสนสีเขียวอมเหลือง
อีริเดียม
แผนปรับตั้ง
(3/3)

ฟลเลอรเกจ
การใช
ใชในการวัดระยะหางวาลวหรือรองแหวน
ลูกสูบ ฯลฯ

(1/3)

- 38 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

วิธีใช
(1)ใชในการวัดระยะหางวาลวหรือรอง
แหวนลูกสูบ ฯลฯ
(2)ถาระยะหางไมสามารถวัดไดในเกจ
แผนเดียว ใหใชเกจรวมกัน 2-3 แผน
เพื่อใหไดจาํ นวนแผนเกจที่วัดนอยทีส่ ุด

(2/3)

คําเตือน:
(1)หลีกเลีย่ งไมใหแผนฟลเลอรเกจคดงอ
หรือเสียหายที่ปลายเกจ
อยาใชแรงเมื่อสอดฟลเลอรเกจเขาไป
ในบริเวณทีว่ ัด
(2)กอนที่จะเก็บฟลเลอรเกจทุกครั้งตอง
ชะโลมน้าํ มันเพื่อปองกันการเกิดสนิม

(3/3)

เครื่องมือวัดทางไฟฟาของโตโยตา
การใช
ใชวัดแรงเคลื่อนไฟฟา, กระแสไฟฟา,
ความตานทานและความถี่และใชทดสอบ
ความตอเนื่องทางไฟฟาของอุปกรณไฟฟา
และตรวจสอบไดโอด
1.สวิตชเลือกการทํางาน
สวิตชนี้จะใชในการเลือกรูปแบบการวัด
ใหเหมาะสมกับงานที่จะทําการวัด
เมือ่ ปรับสวิตชไปในตําแหนงที่
เหมาะสมแลว รูปแบบการวัดจะปรับ
ไปโดยอัตโนมัติตามสัญญาณทีเ่ ขาไป

- 39 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

2. สวิตชเลือกยานวัด
ยานออโต (Auto range)
สามารถวัดคาเปนจุดทศนิยมไดและจะ
เปลีย่ นแปลงโดยอัตโนมัติตามคาที่วัด
ได ถาคาของสัญญาณเปนคาทีแ่ นนอน
สามารถปรับตั้งเปนระบบ Manual ได
คาที่ไดนี้จะดูงายกวาระบบ AUTO
เพราะจุดทศนิยมและหนวยทีไ่ ดไม
เปลีย่ นแปลง

3. หนาจอแสดงผล
จะแสดงผลเปนกราฟและมีตวั เลข
ประกอบ รูปแบบนี้จะเปนประโยชนใน
การอานสัญญาณที่มีการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งยากที่จะอานออกมาเปนคาตัวเลขได

4. ขั้วเสียบทดสอบ
เสียบสายทดสอบไปทีจ่ ุดเชื่อมตอของ
เครื่องวัด

- 40 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

5. สายทดสอบ
อุปกรณสาํ หรับการทดสอบกระแส
400A (การวัดกระแสที่มาก)
และตัวตอตางๆ มีใหเลือกใชงาน
หลายแบบ
1 คลิปวัดกระแสขนาด 400A
คลองกับสายไฟเพื่ออานคาของ
กระแสไฟฟา
2 IC คลิป
คลิปที่ขั้วสายขนาดเล็กๆ
3 คลิปหนีบ
หนีบขั้วปลายสายไฟโดยไม
กําหนดจุดวัด
4 เข็มวัด
ใชสาํ หรับวัดขั้วที่มีขนาดเล็กๆ เชน
กลอง ECU.
5 สายวัดหลัก
สายวัดที่ใชเชื่อมตอกับตัวตอตางๆ
(1/4)

วิธีใช
1.การวัดแรงดันไฟฟากระแสตรง
(1)เสียบสายสีดาํ (-) เขาที่ขั้ว COM
ของมิเตอร, และสายสีแดง (+) เขาที่
ขั้ว V ของมิเตอร
(2)ปรับยานวัดใหไปที่วัดไฟฟา
กระแสตรง
(3)ปรับตั้งระยะของการวัดกระแสไฟ
ใหอยูในขอบเขตของการวัดที่เหมาะสม
1
2
3

- 41 -

แรงดันไฟฟา (V)
สวิตชเลือกยานวัด
สวิตชเลือกการทํางาน

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

2. การวัดกระแสไฟฟากระแสตรง
• การวัดต่า
ํ กวา 20A
(1) เสียบสายสีดาํ (-) เขาที่ขั้ว COM
ของมิเตอร, และสายสีแดง (+)
เขาที่ขั้ว 20A หรือ mA
(2)สวิตชเลือกยานวัดใหไปที่ 20A
หรือ 400 mA
ใหเลือกการวัดเปนกระแสตรงจาก
ปุม DC/AC
1
2
3
4

- 42 -

DC ( )
กระแส (A)
สวิตช DC/AC
สวิตชเลือกการทํางาน

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

การวัดสูงกวา 20A
(1) ตอขั้ว - สีดาํ ของตัวจับวัดขนาด
400A เขากับชอง COM, และขั้ว +
สีแดงเสียบเขากับชอง EXT
(2) ปรับสวิตชใหไปที่ขั้ว EXT และ
DC/AC โดยปรับไปที่ DC ( ),
แลววัดคา
(3) เปดสวิตชของตัวจับวัด 400A
และปรับตั้งหนาปดเครื่องวัดใหไป
อยูที่ 0.000
แลวหนีบตัวจับวัดเขากับตัวที่จะ
ควบคุมแลววัดกระแสไฟฟา

คําเตือน:
เมือ่ วัดคากระแสไฟในชวง 20A หรือ
400mA
ควรจะระมัดระวังไมใหเกินกวาคาไฟ
ที่กาํ หนดไว
1
2
3
4
5
6
7
8

ตัวจับวัด 400A
ปุมปรับตั้งคาศูนย
ทิศทางของกระแส
สวิตชเลือกยานวัด/เพาเวอร
DC( )
กระแส (A)
สวิตช DC/AC
สวิตชเลือกการทํางาน
(2/4)

- 43 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

3. การวัดคาความตานทาน
(1) เสียบสายสีดาํ (-) เขากับขั้ว
COMและสายสีแดง (+) เขากับขั้ว (Ω)
ของมิเตอร
(2)ปรับสวิตชไปที่ (Ω / )
และปรับสวิตช DC/AC ไปที่(Ω)
(3)เลือกยานวัดใหเหมาะสมกับคาความ
ตานทานที่จะทําการวัด
4. การวัดความตอเนื่องทางไฟฟา
(1) เสียบสายสีดาํ (-) เขากับขั้ว COM
และสายสีแดง (+) เขากับขั้ว
ของมิเตอร
(2) ปรับสวิตชไปที่ (Ω / ) และ DC/AC
ไปที่ แลวทําการวัด
(3)จะมีเสียงดังเตือนถาคาความตานทาน
ของชิ้นสวนที่วัดความตอเนื่องทาง
ไฟฟามีคาต่าํ กวา 40 Ω
1
2
3
4
5

สวิตชเลือกฟงกชั่นการทํางาน
ความตานทาน (Ω)
สวิตช DC/AC
สวิตชเลือกยานการทํางาน
ความตอเนื่องทางไฟฟา
(3/4)

- 44 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

คําเตือน:
1. การเปลี่ยนแบตเตอรี่
เปลีย่ นแบตเตอรีเ่ มื่อไมมีขอความ
ปรากฎที่หนาจอ หรือเมื่อหนาจอขึ้นวา
"BAT" และเมือ่ ไฟบนตัวจับวัด 400A
ไมสวาง
2. หลีกเลี่ยงที่จะเก็บเครื่องมือนี้ไวในที่ที่มี
อุณหภูมิสูง
3. หามปอนสัญญาณที่มีความตานทาน
มากเกินกวายานสูงสุดที่กาํ หนด

4. เมื่อเปลี่ยนยานการวัดตองเอาขั้ววัด
ออกจากวงจร
5. หลังจากการใชเครื่องวัดทุกครั้ง
สวิตชเลือกตองอยูในตําแหนง OFF
(4/4)

อื่นๆ

ลิฟทสําหรับยกรถ

ยกรถใหสูงขึ้นเพื่อใหชางสามารถตรวจ
ดูสภาพใตทองรถได
ลักษณะการยกนั้นมีอยู 3 ชนิด
ซึ่งจะแตกตางกันออกไปตามแนว
ลักษณะการยกสูง

1

ลิฟทแทน
ลิฟท 2 เสา
ลิฟท 4 เสา

2
3

(1/4)

- 45 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

วิธีใช
1. การนํารถเขาลิฟท
(1)จัดศูนยกลางน้าํ หนักรถใหอยูตรงศูนย
กลางของลิฟท
(2)จัดแผนรองและแขนลิฟทตามคูมือ
การซอม
1
2

ศูนยกลางลิฟท
จุดศูนยกลางน้าํ หนัก
(2/4)

ขอสังเกต:
A ลิฟท 2 เสา
• ปรับตั้งลักษณะการยกใหอยูใน
แนวขนาน
• ล็อคแขนทุกครัง้
B ลิฟท 4 เสา
• ใชที่กั้นลอและอุปกรณความปลอดภัย
C ลิฟทแทน
• ใชยางรองยกโดยรองรับตรงจุดที่
กําหนดในคูมอื การซอม
ขอควรระวัง:
• จัดวางตําแหนงยางรองใหเหมาะสม
เพื่อที่จะสามารถรองรับรถยนตได
• อยาใหยางรองหลุดออกจากฐาน
รองรับ
1
2
3
4
5

แทนรองรับ
แขนล็อค
ล็อค
ที่กั้นลอ
ยางรอง
(3/4)

- 46 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

2. ยกขึ้น / ปรับลง
• ตองตรวจสอบใหปลอดภัยทั้งกอน
ยกขึ้นและปรับลงและใหสัญญาณ
ตางๆ ในการปรับยก
• เมื่อยกลอรถขึ้นเหนือพื้นแลว
ทําใหสามารถตรวจเช็ครถไดงายขึ้น
ขอควรระวัง:
•ใหนาํ สัมภาระตางๆ ออกจากรถ
•ตรวจสอบวาไมมีอะไรขวางกั้นใน
ทิศทางการทํางานของลิฟท
•อยายกน้าํ หนักเกินพิกัดที่กาํ หนด
•รถที่ใชระบบรองรับแบบถุงลม
(Air suspension)ตองตรวจสอบ
และปฏิบัติตามคูมือการซอมในการยก
•อยาเคลื่อนรถในขณะที่ยกรถขึ้น ฃ
•ขณะที่ถอดหรือใสชิ้นสวนที่มีนา้ํ หนัก
มาก ควรระมัดระวังไมใหรถเคลื่อน
ออกจากจุดรองรับรถ
•อยายกรถขณะเปดประตู
•ถาทําการซอมรถยังไมเสร็จและใช
เวลานานเกิน ใหนาํ รถลงมากอน
(4/4)

แมแรง
A

1
4
7
10

ตัวปลดล็อค
แทนยก
ปุมยก (แบบลม)
รูปรับตั้งความสูง

2
5
8

ดามโยก
ลอ
ทอลม (แบบลม)

3
6
9

แขน
ลอแคสเตอร
สลัก

แมแรง
ใชแรงดันไฮดรอลิคในการยกรถขึ้น
ดานหนึ่ง
• การโยกที่ดามจับจะทําใหเปนการเพิ่ม
แรงดันขึ้นและทําใหสามารถยกรถขึ้น
ได
• ºÒ§Ã؇¹ãªˆÃкºáç´Ñ¹ÅÁ㹡ÒÃà¾ÔèÁ
áç´Ñ¹¹éÓÁѹÀÒÂã¹Ãкº
• หลายรุนก็จะมีกา
ํ ลังความสามารถใน
การรับน้าํ หนักที่แตกตางกันออกไป
(วัดเปนหนวยตัน)
B ขาตั้ง
ใชคา้ํ ยันรถเมื่อใชแมแรงยกขึ้นแลว
• ความสูงในการยกสามารถปรับเปลีย
่น
ไดตามการใสสลัก
(1/5)

- 47 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

วิธีใช
1. การเตรียมอุปกรณ
(1)ตรวจสอบจุดที่จะใชแมแรงในการยก
และขนาดความสูงของโครงแมแรงแบบ
ตายตัววามีการปรับตั้งแกนไวใน
ตําแหนงที่เหมาะสมตามคูมือหรือไม
(2)ตองปรับตั้งแมแรงใหมีความสูงที่
เหมาะสม และใกลรถยนต
(3)วางที่กั้นลอหนาทัง้ ซายและขวา
(ถามีการยกทางดานหลังของรถ)
(2/5)

- 48 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

2. การใชแมแรงยกขึ้น
(1)ปดวาลวตัวปลดล็อคที่ดามจับใหแนน
(2)สอดแมแรงในตําแหนงจุดยก
และยกรถขึ้นตามทิศทางที่กาํ หนด
คําเตือน:
•ปกติแลวจะยกแมแรงขึ้นจากทางดาน
ทายรถกอน แตอยางไรก็ตาม
สามารถเปลี่ยนแปลงไดทั้งนี้ขึ้นอยูกับ
รุนของรถ
•ใหใชตัวปรับแมแรงมาชวยในการยก
รถ 4WD
ใหไปอยูในระยะที่หางจากเกียร
เฟองทาย
•อยาใชเพลาขวางชนิดแข็งงัดแมแรง
ขึ้น
ขอควรระวัง:
•ใหทาํ การยกรถบนพื้นราบและตอง
เอาสัมภาระในรถออกกอน
•ขณะขึ้นแมแรงยกรถใหเอาขาตั้ง
รองรับจุดรับน้าํ หนักไวเสมอ
อยาเขาไปใตทองรถจนกวาจะติดตั้ง
ขาตั้งเสร็จ
•อยาใชแมแรงหลายตัวพรอมกัน
•อยายกเกินน้าํ หนักที่ระบุไวที่แมแรง
•รถยนตที่ใชระบบรองรับลม
ตองเอาใจใสในการตรวจเช็ครถนั้นให
เปนไปตามคูมือตรวจสอบและปฏิบัติ
ตามคูมือการซอมในการยก
(3/5)

- 49 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

3. การใชขาตั้งรองรับ
(1)ตําแหนงของขาตั้งไดแสดงในรูป
ตองจัดแนวของยางรองใหตรงจุด
รองรับของตัวถังรถ
(2)ตรวจเช็คความสูงของแกนรองรับ
อีกครั้งเมือ่ รถอยูในแนวขนานกับพื้น
(3)คอยๆ คลายตัวปลดล็อคที่ดามจับ
โดยใหนา้ํ หนักของรถวางบนขาตั้ง
จากนั้นใชคอนเคาะที่ขาตั้งเบาๆ
เพื่อตรวจสอบวาขาตั้งทั้งหมดสัมผัสกับ
พื้นสนิทแลว
(4)เลื่อนแมแรงออกจากตัวรถเมื่อรถวาง
บนขาตั้งเรียบรอยแลว
ขอควรระวัง:
อยาเขาไปใตทองรถขณะขึ้นแมแรงหรือ
เอาขาตั้งออก
(4/5)

- 50 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

4. การลดแมแรงลง
(1)สอดแมแรงในตําแหนงจุดยก
และยกรถขึ้นตามทิศทางที่กาํ หนด
(2) นําขาตั้งออก
(3)คอยๆ
ปลดหัวปลดล็อคที่ดามจับและลดแมแร
งลงอยางนิ่มนวล
(4) ใชที่กั้นลอทันทีที่ยางสัมผัสกับพื้น

1
2
3

คําเตือน:
•ปกติแลวจะลดแมแรงทางดานหนารถ
ลงกอน แตอยางไรก็ตาม
สามารถเปลี่ยนแปลงไดทั้งนี้ขึ้นอยูกับ
รุนของรถ ฃ

ตัวปลดล็อค
แขนยก
ดามโยก

ขอควรระวัง:
•เพื่อความปลอดภัยกอนที่จะยกขึ้น
หรือลดระดับของรถลงควรใหผูอื่น
ชวยตรวจสอบใตทองรถกอนวามีสิ่งใด
กีดขวางอยูหรือไม
•คอยๆ คลายตัวปลดล็อคที่ดามจับ
และลดแมแรงลงอยางนิ่มนวล
•เมื่อไมใชงานใหวางดามจับตัง้ ขึ้นและ
จัดใหแขนยกอยูในตําแหนงระดับปกติ
(5/5)

- 51 -

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

คําถาม-1
ใหทาํ เครือ่ งหมายลงในชองถูกถาขอความนั้นอธิบายถูก และชองผิดถาขอความนั้นอธิบายไมถูกตอง:
ขอ

คําถาม

ถูกหรือผิด

การคลายโบลทและนัตออกใหเลือกใชเครื่องมือตางๆ
1 ตามลําดับดังตอไปนี้
(1)ชุดประแจบล็อก --> (2)ประแจแหวน --> (3)ประแจปากตาย

ถูก

ผิด

2 ใชขาตั้งรองปลายสุดดานหนาและหลังของชายบันไดรถ

ถูก

ผิด

ถูก

ผิด

ถูก

ผิด

ถูก

ผิด

3

สําหรับการขันโบลท/นัตในขั้นตอนสุดทายใหใชประแจวัดแรงบิด
ขันตามคากําหนดที่อยูในคูมือ

4 มีวิธีการยกรถขึ้นโดยการใชแมแรงสองตัวยกขึ้นพรอมๆ กัน
5

เมือ่ ตองการวัดขนาดของชิ้นสวนใหใชเครื่องมือในการวัดของชิ้นสวน
นั้นๆ เพื่อใหไดคาที่ถูกตองและเหมาะสมของชิ้นสวนนั้นๆ

คําถาม-2
เข็มวัดยาวของคาลิปเปอรเกจในการวัด เมือ่ หมุนไป 1 รอบ จะอานคาได 2 มม. จากรูปที่แสดงขางลางนี้
ขอใดถูกตองตามคาการวัดของคาลิปเปอรเกจ เมื่อเข็มวัดยาวชี้ไปตําแหนงที่ "20"?

0.02mm

0.2mm

2mm

20mm

- 52 -

เฉลย

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

คําถาม-3
เครื่องมือวัดในขอใดทีใ่ ชวัดเสนผาศูนยกลางดานนอกของลูกสูบไดดีที่สุด?
ความตองการในความละเอียด: 0.01 1. เวอรเนียคาลิปเปอร
มม.
ความละเอียดในการวัด: 0.05 มม.

2. ไมโครมิเตอร
ความละเอียดในการวัด: 0.01 มม.

3. เกจวัดกระบอกสูบ
ความละเอียดในการวัด: 0.01 มม.

4. คาลิปเปอรเกจ
ความละเอียดในการวัด: 0.01 มม.

1

2

3

4

คําถาม-4
ืจงจับคูเครือ่ งมือที่แสดงขางลางนี้ ใหตรงกับชื่อเครื่องมือที่กาํ หนดให
(1) ประแจ ( )

(2) ประแจ ( )

(3) ประแจ ( )

(4) ประแจ ( )

ก) ปากตาย ข) เลื่อน ค) ปนลม ง) กรอกแกรกลม จ) วัดแรงบิด ฉ) ถอดหัวเทียน ช) บล็อก
ซ) แหวน
คําตอบ: 1.

2.

3.

- 53 -

4.

ขอมูลทั่วไป -เครื่องมือและเครื่องมือวัด

- 54 -

ขอมูลทั่วไป -แบบทดสอบ

แบบทดสอบ
• กรุณาทําแบบทดสอบนี้หลังศึกษาคูมือจบทุกหมวด
• คลิกที่ปุม "เริ่มทําแบบทดสอบ"
• พิมพคําตอบของทานลงในกระดาษคําตอบบนหนาจอ
• หลังตอบครบทุกคําถาม ใหคลิกปุม "แสดงผล" ที่ดานลางของหนาจอ
• จะมีหนาตางใหมปรากฎขึ้น หลังจากปอนขอมูลที่ตองการทั้งหมดลงในกระดาษคําตอบ
ใหพิมพออกมาแลวสงใหครูฝก

-1-

ขอมูลทั่วไป -แบบทดสอบ

คําถาม-1 เลือกขอที่ถูกตองที่สุดเพียงขอเดียว เกี่ยวกับความหมายของ 'A' ที่แสดงอยูในแผนภาพ?
ก.ความยาวของหองโดยสาร
ข.ดอกยาง
ค.ฐานลอ
ง.ความยาวรวมของรถ

คําถาม-2 ขอความขางลางกลาวเกี่ยวกับการถอดฝาครอบกันสนิมดิสกเบรกในระหวาง PDS
ขอความใดตอไปนี้ถูกตอง?
ก. ใชเครื่องมือ เชน ไขควง ในการถอดฝาครอบออก
ข. ตองแนใจวา ใชมอื ในการถอดฝาครอบออก
ค. ไมวาฝาครอบจะถอดออกหรือไมก็ตาม ก็ไมมีผลอะไร
ง. ถารถมีดิสกเบรก 4 ลอ ใหถอดฝาครอบจากดานหนากอนเทานั้น

คําถาม-3 เลือกขอที่ถูกตองที่สุดเพียงขอเดียว เกี่ยวกับน้าํ มันที่ใชแลวในยานพาหนะ?
ก. น้าํ มันเครื่องที่แบงตามคุณสมบัติของ API แสดงถึงความหนืดของน้าํ มัน
ข. น้าํ มันเครือ่ งมีหนาที่หลายอยาง เชน ชวยในการหลอลื่น, ระบายความรอน, ทําความสะอาดเครื่องยนต
และชวยปองกันการรั่วซึม
ค. น้าํ มันเกียรไมมกี ารแบงคุณสมบัติตามมาตรฐาน SAE หรือ API ซึ่งน้าํ มันเครื่องมี
ง. น้าํ มันเกียรใชคาความหนืดที่ตา่ํ เพื่อใหทนตอความดันสูง ซึ่งมันจะเกิดขึ้นระหวางที่เกียรขบกัน

คําถาม-4 เลือกขอที่ถูกตองที่สุดเพียงขอเดียวเกี่ยวกับน้าํ มันตางๆ ?
ก. น้าํ มันเกียรอตั โนมัติ สามารถใชแทนกันกับน้าํ มันเบรกได เพราะมันมีคุณภาพและความบริสุทธิ์สูง
ข. น้าํ มันโชคอัพตองทําการเปลีย่ นตามระยะเวลาที่กาํ หนด
ค. เมื่อมีนา้ํ ผสมอยูในน้าํ มันเบรก จะทําใหจุดเดือดของน้าํ มันเบรกสูงขึ้น ซึ่งมันจะทําใหประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
ง. น้าํ มันตางๆ มีไวใชสาํ หรับระบบสงกําลัง, ควบคุมแรงดันไฮดรอลิค, และหลอลื่น

-2-

ขอมูลทั่วไป -แบบทดสอบ

คําถาม-5 เลือกขอที่ถูกตองที่สุดเพียงขอเดียวเกี่ยวกับคาการวัดของเวอรเนียรคาลิปเปอรที่แสดงตามรูปขางลาง?
ก. 50.00 มม.
ข. 45.25 มม.
ค. 45.15 มม.
ง. 45.75 มม.

คําถาม-6 เลือกขอที่ถูกตองที่สุดเพียงขอเดียวเกี่ยวกับคาการวัดของไมโครมิเตอรที่แสดงตามรูปขางลาง?
ก. 55.45 มม.
ข. 55.95 มม.
ค. 55.545 มม.
ง. 56.45 มม.

คําถาม-7 ในการขันโบลทและนัตใหแนนเปนครั้งสุดทาย ตองใชแรงขันใหไดตามคาทีก่ าํ หนด
เลือกขอที่ถูกตองที่สุดเกี่ยวกับเครื่องมือที่ใชตามขอความนี้?
ก..

ข.

ค.

ง.

-3-

ขอมูลทั่วไป -แบบทดสอบ

คําถาม-8 เลือกขอที่ถูกตองที่สุดเกี่ยวกับเครื่องมือที่แสดงอยูดานขวา ที่ใชสาํ หรับคลายโบลท
ซึ่งอยูในตําแหนงพื้นที่ที่แสดงอยูตามรูปดานซาย?
ก.

ข.

ค.

ง.

คําถาม-9 เลือกขอที่ถูกตองทีส่ ุดเกี่ยวกับเครื่องมือวัดที่แสดงอยูดานขวาที่ใชสาํ หรับวัดกระบอกสูบ?
ก.

ข.

ค.

ง.

-4-

ขอมูลทั่วไป -แบบทดสอบ

คําถาม-10 ขอความใดตอไปนี้ที่กลาวถึงโบลทไดอยางถูกตอง?
ก. เพราะวาโบลทแบงตามโครงสรางความแข็งแรง ดังนั้นจึงไมจาํ เปนตองใชโบลทที่มีขนาดที่ถูกตอง
ข. โบลทที่มคี วามยาวเทากัน สามารถใชแทนกันได
ค. การขันโบลทแบบพลาสติกรีเจียนขันใหสุดดวยมือ จากนั้นขันเพิ่มอีก 90°
ง. ขนาดเสนผาศูนยกลางของโบลท M10x1.25-11T คือ 11 มม.

-5-

ชางเทคนิคระดับสูง- พื้นฐานการซอมใหญ

ขัน้ ตอนการซอมใหญ

รายละเอียดทั่วไป

รายละเอียดทั่วไป
อะไรคือคําที่ กลาววา "การซอมใหญ" ?
การซอมใหญเปนงานที่พบสิ่งผิดปกติและมี
การซอมแซมตามตําแหนงของปญหาตลอด
จนมีการถอดแยกชิ้นสวนของเครือ่ งยนต,
ชุดสงกําลัง, เฟองทาย, อืน่ ๆและมีการปรับ
แตง, ซอมแซมหรือมีการเปลี่ยนชิ้นสวน
ถามีความจําเปน

(1/2)

ขั้นตอนการซอมใหญ
ในสวนของหมวดนี้เปนขั้นตอนการซอม
ใหญ มีอยู 4
ขั้นตอนและจะอธิบายจุดสําคัญของแตละ
ขั้นตอน
1. ยืนยันสภาพของปญหา/ลักษณะอาการ
2. การถอด/การแยกชิ้นสวน
3. การทําความสะอาด/การตรวจสอบ
4. การประกอบชิ้นสวน/การติดตัง้
(2/2)

ขั้นตอนการซอมใหญ

ยืนยันสภาพของปญหา/ลักษณะอาการ
สรุปประเด็นในการซอมใหญ ประเภทของ
ปญหาขอบกพรองที่เกิดขึ้นและสวนใดของ
รถยนตที่ตองการการซอมใหญ
1. ยืนยันสภาพของปญหา/ลักษะอาการ
2. สรางสมมติฐานเกี่ยวกับสาเหตุที่เกิด
ความผิดปกติ
3. ตัดสินใจอยางใดอยางหนึ่งในการซอม
ใหญวาควรจะดําเนินการหรือไม

(1/1)

- 1 -

ชางเทคนิคระดับสูง- พื้นฐานการซอมใหญ

ขัน้ ตอนการซอมใหญ

การถอด/การแยกชิ้นสวน
1. การถอด
การถอดสวนที่ตองการซอมใหญออกจาก
รถยนตนั้นชางเทคนิคตองมีความสามารถ
และทักษะในการแยกชิ้นสวนออกมา
(1)ถอดเครื่องยนตหรือระบบสงกําลังออก
จากดานบนหรือดานลางของรถยนต
โดยการใชลฟิ ท, แมแรง, และอืน่ ๆ
(2)เมื่อถอดชิ้นสวนที่มนี า้ํ หนักมากๆ
จําพวกเครื่องยนตหรือชุดสงกําลัง,
ในการทํางานตองคํานึงถึงความปลอด
ภัยอยางมาก เพื่อไมใหมันตก
หรือกลิ้งลงมา
(3)เมื่อมีการถอดชิ้นสวนออกจากรถยนต,
ขณะปฏิบัติงานตองระมัดระวังอยาใหมี
รอยขูดขีดหรือเกิดความเสียหายกับ
รถยนตได
(1/3)

2. การแยกชิ้นสวน
การแยกชิ้นสวนตามใบสั่งซอมเพื่อ
ตรวจสอบคามาตรฐาน, ปรับตั้งหรือ
ทําการซอม
(1)เครื่องยนต:
การถอดแยกชิ้นสวนแตละชิ้นของ
เครื่องยนต เชน: เพลาลูกเบี้ยว,
ฝาสูบหรือเสื้อสูบ, ลูกสูบ,
เพลาลูกเบี้ยว และอื่นๆ
(2)เกียร:
การถอดแยกชิ้นสวนแตละชิ้นของระบบ
สงกําลัง เชน: ชุดล็อคเฟองเกียร,
กามปูเลือ่ นเกียร, ชุดเฟองทาย
และอื่นๆ
ขอแนะนํา:
เมื่อมีการถอดแยกชิ้นสวน, ใหนาํ ชิ้นสวน
อะไหลแตละชิ้นมาตรวจสอบคามาตรฐาน
(2/3)

- 2 -

ชางเทคนิคระดับสูง- พื้นฐานการซอมใหญ

ขัน้ ตอนการซอมใหญ

3.การจัดเรียง
เมื่อมีการแยกชิ้นสวน, ใหจัดวางชิ้นสวน
แตละตัวใหเรียงตามลําดับอยางเปน
ระเบียบในพื้นที่ตาํ แหนงติดตั้ง เพื่อให
สะดวกในการประกอบ/ติดตั้งอุปกรณกลับ
ตามตําแหนงเดิมไดอยางถูกตอง
หลังจากประกอบและใสในตําแหนง
เดิมแลว แมวาชิ้นสวนอะไหลภายนอกจะ
เหมือนกัน แตความสึกหรอของแตละ
ชิ้นสวนไมเทากันจึงตองทําตําแหนงบอกไว
เพื่อไมใหเกิดการสลับตําแหนงกันเพื่อ
ปองกันความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น
ขอแนะนําการบริการ:
ตําแหนงที่ติดตั้ง/ทิศทางการติดตัง้
(ดู “ทักษะพื้นฐาน” ของ
“พื้นฐานการซอมใหญ” ใน PDF หนา
41-45)
(3/3)

- 3 -

ชางเทคนิคระดับสูง- พื้นฐานการซอมใหญ

ขัน้ ตอนการซอมใหญ

การทําความสะอาด/การตรวจสอบ
1.การทําความสะอาด
เมื่อทําความสะอาดชิ้นสวนที่มกี ารถอด
แยกเรียบรอยแลวจะทําใหเกิดผลลัพธ
ดังหัวขอตอไปนี้
(1)จะทําใหมีการวัดคามาตรฐานไดอยาง
ถูกตองและแมนยํา
(2)จะทําใหงายตอการคนพบความผิด
ปกติ
(3)ความเปนไปไดที่จะมีการปองกัน
เศษผงหรือสิ่งแปลกปลอมเขาไปแทรก
อยูในชิ้นสวนขณะทําการประกอบติดตั้ง
(4)จะทําการนําเอาคราบสกปรกจําพวก
เขมาคารบอนหรือตะกอนออกจาก
ชิ้นสวนเพื่อใหกลับสูสภาพเดิมเหมือน
ขณะทีย่ ังไมมีการใชงาน
ขอแนะนําการบริการ:
การทําความสะอาด / การลาง
(ดู “ทักษะพื้นฐาน” ของ
“พื้นฐานการซอมใหญ” ใน PDF หนา
86-89)
(1/2)

- 4 -

ชางเทคนิคระดับสูง- พื้นฐานการซอมใหญ

ขัน้ ตอนการซอมใหญ

2. การตรวจสอบ
มีการตรวจวัดและตรวจสอบคามาตรฐาน
ของชิ้นสวนแตละอันโดยวิธีการที่เหมาะสม
ตามวัตถุประสงคที่เปนจริง และเห็นคาที่
วัดไดชัดเจนโดยมีการตรวจสอบหรือ
การวัดดวยเครื่องมือวัด
ขอแนะนําการบริการ:
• ระยะหางชองวางน้าํ มัน
(ดู “ทักษะพื้นฐาน” ของ
“พื้นฐานการซอมใหญ” ใน PDF หนา
67-70)
• การวัดคา
(ดู “ทักษะพื้นฐาน” ของ
“พื้นฐานการซอมใหญ” ใน PDF หนา
71-74)
• การตรวจสอบดวยสายตา
(ดู “ทักษะพื้นฐาน” ของ
“พื้นฐานการซอมใหญ” ใน PDF หนา
91)
3. เช็คความเที่ยงตรง
ตรวจเช็คหาความผิดปกติ โดยจาก
การวัดคาหรือตรวจสอบคามาตรฐาน
ในสาเหตุของปญหาที่เกิดความผิดปกติขึ้น
ถาสิ่งเหลานี้ไมมีการเปลี่ยนแปลง,
คนหาตรวจสอบเกี่ยวกับขอมูลของสาเหตุ
อีกครั้ง
(2/2)

- 5 -

ชางเทคนิคระดับสูง- พื้นฐานการซอมใหญ

ขัน้ ตอนการซอมใหญ

การประกอบชิ้นสวน/การติดตั้ง
1. การประกอบชิ้นสวน/การติดตัง้
การประกอบชิ้นสวนตองทําตามขั้นตอน
และวิธีการที่ถูกตองทําใหถูกตองสมบูรณ
ตามคูมือการซอมของโตโยตา

1
3

ประแจตั้งคาแรงขัน
น้าํ มันหลอลื่น

2
4

ขอแนะนํา:
• ดูตามคาแรงขันมาตรฐานที่กา
ํ หนดไว
• ตองทําการเปลีย
่ นชิ้นสวน ซึ่งไม
สามารถนํากลับมาใชไดอีก
ดังเชนน้าํ ยาซีลกันรั่ว/ปะเก็น
• กอนทําการประกอบ, นําน้า
ํ มันหลอ
ลื่น/จาระบีที่ระบุในคูมอื การซอม
หลอลื่นตามตําแหนงที่คูมือการซอม
กําหนดไว
• การประกอบชิ้นสวนอะไหลตองใหเขา
ที่ตามสภาพเดิมและตําแหนง/ทิศทาง
เดิม

ปะเก็นใหม
ตําแหนงดานหนา

ขอแนะนําการบริการ:
ตําแหนงที่ติดตั้ง/ทิศทางการติดตัง้
(ดู “ทักษะพื้นฐาน” ของ
“พื้นฐานการซอมใหญ” ใน PDF หนา
41-45)

(1/2)

- 6 -

ชางเทคนิคระดับสูง- พื้นฐานการซอมใหญ

ขัน้ ตอนการซอมใหญ

2. การปรับตัง้ /การตรวจเช็คการทํางาน
เมื่อใดก็ตามที่มกี ารประกอบชิ้นสวน
ตองมีการปรับตั้งและตรวจสอบขั้นตอน
การทํางานและตรวจเช็คตามมาตรฐาน
การบํารุงรักษา
3.การตรวจสอบตามคามาตรฐานหลังจาก
การประกอบติดตัง้ เรียบรอยแลว
หลังจากมีการซอมเสร็จเรียบรอยแลว
ทําการตรวจสอบอาการของปญหาเดิม
อีกครั้งทําการวิเคราะหอกี ครั้งวายังพบ
ความผิดปกติเดิมอยูหรือไม
ในเวลาเดียวกันก็ทาํ การตรวจเช็คความ
เรียบรอยในการประกอบและการทํางาน
ของแตละชิ้นสวนไดอยางถูกตองควบคู
ไปดวย
(2/2)

- 7 -

ชางเทคนิคระดับสูง- พื้นฐานการซอมใหญ

ขัน้ ตอนการซอมใหญ

คําถาม-1
คํากลาวของหัวขอใดตอไปนี้กลาวถึงวิธีการปองกันเกี่ยวกับการนําชิ้นสวนมาถอดแยก/ประกอบติดตั้งภายในรถยนต
เมื่อมีการซอมใหญไดอยางถูกตอง ?
1. เมือ่ มีการถอดแยก/การประกอบติดตัง้ เครื่องยนตหรือ เกียรภายในรถยนต ตองเตรียมชิ้นสวนอะไหล
เพื่อทําการเปลี่ยนลวงหนาเพราะวาทอทางน้าํ มันเชื้อเพลิงหรือทอทางระบบเบรกในหองเครือ่ งยนตอาจจะเกิด
การเสียหายได
2. สําหรับชุดชิ้นสวนน้าํ หนักมากๆ เชนเครื่องยนตหรือเกียร,ตองแนใจและใหความสําคัญเปนอยางมาก
เรื่องความปลอดภัยที่จะไมทาํ ใหตกลงมา
3. เมือ่ ใชแมแรงรองรับเครื่องยนตหรือ เกียร,ตองแนใจในการใชมอื ชวยจับเพื่อปองกันจากการตกหลน
4. เมือ่ ใชแมแรงรองรับเครื่องยนตหรือ เกียร,ตองแนใจในการใชมอื ชวยจับเพื่อปองกันจากการตกหลน
เมื่อมีการถอดแยก/ประกอบติดตั้ง,เครื่องยนตหรือเกียรจากตัวถังรถยนตไมมีความจําเปนตองใสใจเกี่ยวกับ
ความเสียหายของรถยนต,เพราะวาไดทาํ การติดตั้งผาคลุมบังโคลนเพื่อปองกันรถเสียหายอยูแลว ถาเครือ่ งยนต
หรือเกียรกระทบกับรถยนต

คําถาม-2
ขอความขางลางขอใดอธิบายเกี่ยวกับขอควรระวังเบื้องตนในการติดตั้งชิ้นสวนไดอยางถูกตอง?
1. กรณีที่ชิ้นสวนชนิดไมนาํ กลับมาใชใหม เชน ปะเก็นถายังอยูในสภาพที่ดีอยูก็สามารถนํากลับมาใชใหมได
2. คากําหนดแรงขันโบลทจะกําหนดไวในคูมือซอมอยางไรก็ตามเมื่อมีการถอดชิ้นสวนออกมา
และประกอบเขาใหมใหขันโบลทดวยคาแรงขันมากกวาคากําหนดเล็กนอย
3. ตองแนใจวาไดทาจาระบี หรือน้าํ มันเครื่องในตําแหนงที่ถูกตองตามคูมือซอม
4. ถึงแมวาชิ้นสวนเปนชนิดเดียวกันแตมนั ก็ไมสามารถสลับตําแหนงกันได

- 8 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

รายละเอียดทั่วไป

รายละเอียดทั่วไป
ในบทนี้เปนรายละเอียดของทักษะพื้นฐาน
ที่ควรรูในการทําการซอมใหญ
ถาคุณเรียนรูทักษะการซอมใหญแลวคุณจะ
สามารถปฎิบัติทุกขั้นตอนการทํางานได
โดยอางอิงจากคูมือการซอม

(1/3)

1.การตรวจสอบจุดสําคัญสําหรับการ
ถอดและการประกอบติดตั้งชิ้นสวน

- 1 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ
ทักษะพืน้ ฐาน
(1) โบลท
การคลายหรือการขันโบลทใหทาํ ตามขอกําหนดการขันเพื่อปองกันการบิดงอในขณะทําการประกอบชิ้นสวนซึ่งอาจจะตอง
ทาน้าํ ยากันคลาย
(2) โบลททาน้ํายากันคลาย
เพื่อปองกันโบลทเกิดการคลายตัว โบลทบางตัวอาจจะตองทาน้าํ ยากันคลาย
(3) พูลเลย
เมือ่ มีการถอดและใสโบลทและนัตในชิ้นสวนที่หมุนไดตองใชเครื่องมือจับใหชิ้นสวนอยูกับที่กอนที่จะเริ่มตามขั้นตอน
การขัน
(4) โบลทพลาสติกรีเจน
การใชโบลทที่ทาํ มาในลักษณะพิเศษ ซึ่งทํามาใหขันคาแรงบิดตามคาที่กาํ หนดไดตามความตองการ
โบลทชนิดนี้เราเรียกวาโบลทพลาสติกรีเจน
(5) ปะเก็นเหลว/ปะเก็นแผน
เพื่อปองกันการรั่วของน้าํ มัน ปะเก็นเหลวหรือปะเก็นแผนจะใชกับชิ้นสวนบางตัว
(6)เพลาลูกเบี้ยว
เมือ่ มีการถอดเพลาลูกเบี้ยวและประกอบเพลาลูกเบี้ยว
จะตองทําใหแรงกดของสปริงวาลวทุกตัวอยูระดับเดียวกันและใหเพลาลูกเบีย้ วอยูในระดับเดียวกันดวย
(7) ชิ้นสวนที่ประกอบโดยการอัดเขา
ชิ้นสวน เชน เฟองเกียรหรือปลอกเลือ่ นตองทําการอัดเขาและมีความแนนกระชับกับเพลาตองใชการอัด
และเครื่องมือพิเศษในการถอดและการประกอบชิ้นสวนเหลานี้
(8) ซีลน้ํามัน
เพื่อปองกันการรั่วของน้าํ มัน ซีลน้าํ มันใชกับชิ้นสวนบางตัว
(9) แหวนล็อค
แหวนล็อคมีรปู รางชิ้นสวนเปนแหวนกลมๆ และอยูในตําแหนงตางๆ ทีเ่ หมาะสมเพื่อปองกันการคลายตัวออกของชิ้นสวน
(10) สลัก
การอัดสลักเขาในแกนเพลาเพื่อล็อคชิ้นสวนบางอัน
(11) นัตล็อค/แผนล็อคนัต
นัตล็อคและแผนล็อคจะปองกันชิ้นสวนหลวมตัวอยางงายจากการคลายตัว
(12) นัตหัวผา
ปองกันการคลายตัว สลักและนัตใชกับชิ้นสวนบางชิ้น
(13) ตําแหนงที่ติดตั้ง/ทิศทางการติดตั้ง
ตําแหนงที่ติดตั้งและทิศทางของชิ้นสวนจะมีการระบุไวชัดเจน
(14) ทอยาง/แคลมปรัด
ทอทางและทอยางจะถูกรัดดวยแคลมปรัด
เมือ่ ทําการถอดและใสทอยาง เลือกใชเครือ่ งมือที่เหมาะสมและกระทําอยางถูกตองตามวิธีการ
(15) แบตเตอรี่
เมือ่ มีการปลดขั้วแบตเตอรี่ ใหทาํ ตามคําสั่งที่ระบุไวเพื่อปองกันการลัดวงจร
(16) ปลั๊กตอ
เมือ่ มีการปลดขั้วตอ อยางแรกใหปลดกลไกล็อคกอน และตอจากนั้นใหปลดขั้วตอออก
(17) คลิป / ขายึด
ชิ้นสวนภายในจะมีการติดตั้งดวยคลิป/ขายึด
(18) การบัดกรี ”
เมื่อมีการเปลี่ยนชิ้นสวน เชน แปรงถานของมอเตอรสตารทตองมีการบัดกรีชิ้นสวนใหม
(19) ถุงลมนิรภัย “
ตองมีความมั่นใจในการปฏิบัตงิ านสําหรับเรื่องของถุงลมนิรภัยอยางถูกตองถาไมเชนนั้นอาจจะมีการระเบิด
และเกิดสาเหตุอุบัติเหตุรายแรงขึ้น
(2/3)

- 2 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

2.การตรวจสอบจุดสําคัญสําหรับการวัด
และตรวจสอบคามาตราฐาน

(1) ระยะหางชองวางน้ํามัน
ใชไดอัลเกจ พลาสติกเกจ และเกจวัดความหนา (ฟลเลอรเกจ) ทําการวัดและตรวจสอบความแตกตางของชองไฟ
เรียกวาระยะชองวางระหวางชิ้นสวน
(2)การวัดคา
ใชเวอรเนียรคาลิปเปอรและไมโครมิเตอร ตรวจสอบและวัดชิ้นสวน
(3) การตรวจสอบความคดงอของเพลา
ใชแทนตัววี และไดอัลเกจ ตรวจสอบและวัดความคดงอของเพลา
(4) การตรวจความโกงงอ
ตรวจสอบ และวัดการโกงของหนาสัมผัสโดยใชไมบรรทัดเหล็ก และฟลเลอรเกจ
(5) แบ็คแลช
เฟองเกียรจะมีชองวางระหวางฟนเฟอง
เพื่อที่จะใหเฟองหมุนไดอยางคลองตัวการวัดและปรับแตงชองวางระหวางเฟองจะใชไดอัลเกจเปนตัววัดคา
(6) พรีโหลด
เพื่อปองกันลูกปนเฟองทายเกิดการขัดตัว ลูกปนจะตองมีคาพรีโหลด
และจะตองมีการตรวจสอบและปรับแตงคาพรีโหลดนี้ดวย
(7) การตรวจสอบความเสียหาย/แตกราว
ตรวจสอบชิ้นสวนในการแตกราวและเสียหายโดยใชสีพนตรวจเช็ครอยราว
(8) ทําความสะอาด/การลาง
เปนการรักษาที่ถูกตองและทําใหการทําหนาที่ไดอยางสมบูรณแบบของชิ้นสวน จึงตองทําความสะอาดและลางชิ้นสวน
(9) การตรวจสอบดวยสายตา
นําการตรวจสอบดวยสายตามาใชเพื่อสรางความมั่นใจวาไมมีสิ่งที่ผิดปกติหรือชํารุดเสียหาย
(3/3)

- 3 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

โบลท
เมื่อทําการยึดชิ้นสวนดวยโบลทหลายตัว
ตองปฎิบัติตามรายละเอียดขางลางเพื่อ
ปองกันชิ้นสวนแตกหักเกิดความเสียหาย
และยังชวยใหปฎิบัติงานไดอยางสะดวก
1
2
3
4

ลําดับขั้นการถอดและขันนอต
การปองกันชิ้นสวนตกหลน
ความสะดวกในการทํางาน
การระมัดระวังในการประกอบโบลท
(1/5)

ขอควรระวัง:
• การถอดโบลทออกเพียงขางเดียวจะ
เปนสาเหตุใหชิ้นสวนเกิดการโกง,
บิดงอ และเกลียวของโบลทจะ
เสียหายได
• การขันและคลายโบลทสา
ํ หรับยึด
ชิ้นสวนตางๆ ใหอางอิงที่คูมือซอม
1
2

โบลท
ฝาสูบ
(2/5)

2. การปองกันชิ้นสวนตกหลน
ชิ้นสวนที่มนี า้ํ หนักมากๆ เชน เครื่องยนต
และชุดเกียรจะถูกยึดดวยโบลทหลายตัว
เมื่อทําการถอดและประกอบชิ้นสวนเหลานี้
จะตองมีการปองกันชิ้นสวนตกหลนดวย
(1)เมื่อทําการถอดชุดเกียรอยาถอดโบลท
ออกทั้งหมดทีเดียวแตใหขันโบลทตัวใด
ตัวหนึ่งใหพอหลวมๆไวชั่วคราว
(2)เมื่อปฎิบัติตามขอ(1)จะสามารถ
ปองกันไมใหชุดเกียรหลนไดเมื่อมี
การถอดโบลทตัวสุดทาย
1
2
3

โบลท
ถอดโบลทตัวสุดทาย
เกียร
(3/5)

- 4 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน
3. ความสะดวกในการทํางาน

(1)เมื่อทําการคลายโบลทถาน้าํ หนัก
ของชิ้นสวนกดไปที่โบลทมันจะทําให
คลายโบลทไดอยางลําบากใหรองรับชิ้น
สวนดวยลิฟทเพื่อกําจัดแรงที่จะไปกดที่
โบลทโบลทที่ไมมนี า้ํ หนักกดทับจะ
สามารถคลายใหหลวมไดอยางงาย
(2) เมือ่ ทําการติดตั้งโบลทหลายๆ ตัว เชน
บนซัฟเฟรม ถามีการขันโบลทใหแนน
เพียงดานเดียวจะเปนเหตุใหโบลทเอียง
ไมตรงกับแนวของรูเพื่อปองกันปญหานี้
เราควรขันโบลทยึดไวชั่วคราวและ
จัดรูใหตรงกับโบลทแลวจึงคอยทําการ
ขันแนน
1
2

การขันโบลท
ซัฟเฟรม
(4/5)

4. การระมัดระวังในการประกอบโบลท
เมื่อทําการขันโบลทจาํ เปนอยางมาก
ที่จะตองตรวจเช็ควาในรูโบลทไมมี
ของเหลวอยู เชน น้าํ มันหลอลืน่ หรือน้าํ
ถาโบลทถูกขันในสภาวะที่มีของเหลวอยูใน
รูโบลท แรงดันของของเหลวจะสูงขึ้น
ซึ่งเปนเหตุใหชิ้นสวนเกิดความเสียหายได
1
2
3

ลมแรงดันสูง
โบลท
น้าํ มันเครื่องหรือน้าํ
(5/5)

- 5 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

โบลททาน้ํายากันคลาย

1
2
3
4

เพื่อปองกันไมใหโบลทหลวม โบลทบางตัว
จะทาน้าํ ยากันคลายดวย เมื่อจะนําโบลท
กลับมาใชอีก มีความจําเปนตองทํา
ความสะอาดโบลทและทาน้าํ ยากันคลาย
ใหม
โบลทบางตัวทาดวยน้าํ ยากันคลายมากอน
แลวกอนที่จะประกอบ เรียกวา
การทาการคลายเบือ้ งตน
เมื่อมีการคลายโบลทที่ทาน้าํ ยาครั้งแรกจะ
ทําไดลาํ บาก แตเมื่อคลายครั้งหนึ่งแลว
ครั้งตอไปจะทําไดงาย

แปรงถาน
ลมแรงดันสูง
โบลทเกา
รูโบลท

1. การทําความสะอาด
(1)การทําความสะอาดโบลทดวยแปรง
ลวดและจากนั้นเปาดวยลม
(2)ทําความสะอาดน้าํ ยากันคลายที่
ติดแนนในรูโบลทพรอมทั้งทําความ
สะอาดน้าํ มันเครื่องหลังจากนั้นใช
ลมเปาเศษน้าํ ยากันคลายออกจาก
รูโบลท 

คําเตือน:
เมือ่ จะทําการขันโบลทใหทาํ ความ
สะอาดเอาสิ่งแปลกปลอมออกจาก
โบลทและชิ้นสวนที่จะขันกอน เพราะ
อาจจะทําใหชิ้นสวนเกิดการเสียหายได
ขอแนะนํา:
ใหทาํ ความสะอาดน้าํ ยากันคลายเกา
ออกกอนจะทาน้าํ ยากันคลายใหม
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะ
(1/2)

- 6 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน
2. การขัน (การทาน้ํายากันคลายใหม)
หลังจากทําความสะอาดโบลท ใหทาน้าํ ยา
กันคลายประมาณฟนที่ 2 ถึง 3 ของโบลท

คําเตือน:
• น้า
ํ ยากันคลายบางชนิดจะแข็งตัว
โดยทันทีทันใดหลังจากทาลงไปที่
โบลทดงั นั้นเมื่อใชนา้ํ ยาชนิดนี้
หลังจากทาใหขันโบลทอยางรวดเร็ว
• ถาตองการขันโบลทอยางรวดเร็ว
หลังจากทาน้าํ ยากันคลาย ตองแนใจ
วาไดเตรียมชิ้นสวนทีจ่ ะติดตั้งไวเรียบ
รอยแลวกอนทําการประกอบ
• มีนา
้ํ ยากันคลายอยูหลายชนิดดวยกัน
การใชใหปฎิบัติตามคูมือซอม
1
2

โบลท
น้าํ ยากันคลาย
(2/2)

ขอมูลอางอิง:
ชนิดของน้ํายากันคลาย
1. น้ํายากันคลาย 1324
(น้ํายาทรีบอนด 1324)
คุณสมบัติ:น้าํ ยากันคลายจะแข็งตัวเมื่ออยู
ในบริเวณระหวางผิวสัมผัสของโลหะที่ไมมี
อากาศอยู
บริเวณที่ใช: กันรั่วที่สกรู
สีของน้าํ ยา: แดง
2. น้ํายากันคลาย 1344
(น้ํายาล็อคไททเบอร 242)
(น้ํายาทรีบอนด 1344)
ุคุณสมบัติ:น้าํ ยากันคลายจะแข็งตัวเมื่ออยู
ในบริเวณระหวางผิวสัมผัสของโลหะที่ไมมี
อากาศอยู
บริเวณที่ใช: กันรั่วที่สกรู
สีของน้าํ ยา: เขียว
(1/1)

- 7 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

พูลเลย
เมื่อจะทําการถอดชิ้นสวนทีม่ ีการหมุน
เชน พูลเลยจะตองจับยึดชิ้นสวนไวไมให
หมุนตามขณะทําการถอดหรือประกอบ
ถาการจับยึดชิ้นสวนไวไมดีจะเปนเหตุให
โบลทเกิดความเสียหายหรือทําใหการ
ขันโบลทใหไดแรงขันตามคากําหนด
จะทําไดยาก
ในชิ้นสวนแตละชนิดจะมีตาํ แหนงและ
วิธีการจับยึดแตกตางกันไป
ใหอางอิงวิธีการจากคูมอื ซอม
วิธีการจับยึดชิ้นสวน:
• การจับยึดชินสวนดวยเครือ
 งมือพิเศษ

การจับยึดชิ้นสวนดวยเครื่องมือหรือ
ปากกาจับชิ้นงาน

1

พูลเลยปมน้าํ
เครื่องมือพิเศษ
(ชุดประแจล็อคพูลเลย)
ปากกาจับชิ้นงาน
เพลาลูกเบี้ยว
ชุดเฟองไทมมิ่ง (ไมมี VVT-i)

2

3
4
5

(1/3)

- 8 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน
1.การจับยึดชิ้นสวนดวยเครื่องมือพิเศษ

โบลทยดึ เพลาขอเหวี่ยง

(1) ติดตั้งเครื่องมือพิเศษ A เขากับพูลเลย
(2) ประกอบเครื่องมือพิเศษ B
เขากับเครื่องมือพิเศษ A
(3) ยึดเครื่องมือพิเศษ B ไว
(4) ถอดและติดตั้งโบลทยึดพูลเลย
ขอแนะนํา:
ชิ้นสวนไมสามารถยึดใหแนนดวย
เครื่องมือพิเศษ B อยางเดียว
จะตองประกอบเครื่องมือพิเศษ A
เขาไปดวย
1

2

เครือ่ งมือพิเศษA:เครื่องมือที่ยึดกับ
พูลเลยเพลาขอเหวี่ยง
เครื่องมือพิเศษB:เครื่องมือที่ยึด
เครื่องมือพิเศษ A
พูลเลยป มน้ํา

(1) ปรับเขี้ยวของเครื่องมือพิเศษใหตรง
กับรูบริการแลวประกอบเครื่องมือ
พิเศษเขากับพูลเลย
(2) ยึดเครื่องมือพิเศษไวแลวขันและ
คลายโบลทยึดพูลเลย
1

2

เครือ่ งมือพิเศษ
(ชุดประแจล็อคพูลเลย)
ปรับเครื่องมือพิเศษใหไดระยะ
ที่จะใชงาน
(2/3)

- 9 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน
2. การจับยึดชิ้นสวนดวยเครื่องมือหรือ
ปากกาจับชิ้นงาน
ชิ้นสวนบางชิ้นถูกออกแบบมาเพื่อใชจับ
ดวยปากกาจับชิ้นงานและเครื่องมือ
โดยตรง
• เพลาลูกเบี้ย

ใชปากกาจับชิ้นงานจับสวนที่เปน 6
เหลี่ยมของเพลาลูกเบี้ยว โดยมีแผน
อลูมิเนียมรองอยู
ขอแนะนํา:
การใชปากกาจับชิ้นงานบีบแนนเกินไป
อาจจะทําใหชิ้นสวนเสียหายได
1 ประแจเลื่อน
2 ประแจแหวน
3 เพลาลูกเบี้ยว
4 ชิ้นสวนที่เปน 6 เหลี่ยม
5 ปากกาจับชิ้นงาน
6 แผนอลูมเิ นียม
(3/3)

โบลทพลาสติกรีเจน
โบลทพลาสติกรีเจน
ซึ่งสามารถเพิ่มแรงดึงในแนวแกนไดและ
ทําใหคาคงที่ไมเปลี่ยนแปลงดังนั้นใน
เครื่องยนตบวงแบบโบลททยี่ ึดฝาสูบและ
โบลทยึดฝาประกับแบริ่งจะขันโบลทโดยวิธี
พลาสติกรีเจน
หัวโบลทแบบ 12 เหลี่ยม
(ภายในและภายนอก)
1
2
3
4

โบลทพลาสติกรีเจน
ฝาสูบ
เสื้อสูบ
ประกับเพลาขอเหวี่ยง
(1/3)

- 10 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ขอมูลอางอิง:
ลักษณะพิเศษของโบลทพลาสติกรีเจน
การขันโบลทใหแนนเลยยานอีลาสติก
ซึ่งจะมีแรงดึงในแนวแกนและการหมุนของ
เกลียวโบลทเปนสัดสวนกัน (ตามรูป A )
ดังนั้นถาขันโบลทชนิดนี้ใหอยูในยาน
พลาสติกรีเจน ซึ่งจะทําใหมุมการหมุน
ของโบลทเปลี่ยนไป แตแรงดึงในแนวแกน
จะไมเปลี่ยนตาม วิธีการขันแบบนี้จะทําให
แกนของโบลทบิดตัวตานการขันของโบลท
เพื่อเพิ่มความมัน่ คงของแรงยึดในแนวแกน
เกลียวโบลท ดังที่แสดงใหเห็นในรูปกราฟ
การเปนพลาสติก
คุณสมบัติของวัตถุก็คือจะมีการเปลี่ยน
แปลงรูปรางตามแรงภายนอกที่มากระทํา
จะคืนกลับสภาพเดิมเมือ่ เอาแรงออก
นี่คือลักษณะการเปนอีลาสติก ซึ่ง
คุณสมบัติของมันจะทําใหคืนรูปได และถา
ออกแรงกระทํามากกวาชวงการยืดตัว
แบบอีลาสติกจะทําใหเกิดการเสียรูปแบบ
พลาสติก
การเปนอีลาสติก
คุณสมบัติของวัตถุที่มสี ภาพอีลาสติกก็คือ
จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปรางตามแรง
ภายนอกที่มากระทําและจะคืนกลับ
สภาพเดิมเมื่อเอาแรงออกถาหากวัตถุ
ไมคืนกลับสภาพเดิมเมื่อเอาแรงออก
นั่นแสดงวาออกแรงกระทํามากเกินไป
จะทําใหวัตถุพนสภาพการเปนอีลาสติก
และตรงจุดนี้เพียงแตออกแรงกระทําเพียง
นิดเดียวก็จะทําใหวัตถุเสียรูปได ซึ่งจะ
เรียกวาเปนการเสียรูปแบบอีลาสติก
(1/1)

- 11 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน
1. วิธีการขันโบลทพลาสติกรีเจน
วิธีการขันโบลทชนิดนี้จะแตกตางจากการ
ขันโบลททั่วๆไป

(1)ชโลมน้าํ มันเครื่องที่เกลียวและใตหัว
โบลท
(2)ประกอบและขันโบลทแบงเปนชวงๆ
และขันใหไดตามกําหนด
(3)ทําเครื่องหมายที่สวนหนาของหัวโบลท
แตละตัวดวยสี
1

(4)ขันโบลทอีกครั้งใหไดคามุมตาม
กําหนด

เครื่องหมายสี

ตัวอยางของคากําหนดของมุมขัน
• 90 องศา +90 องศา
• 90 องศา
• 45 องศา +45 องศา
ขอแนะนํา:
คากําหนดของมุมขันขึ้นอยูกับ
ใหอา งอิงจากคูมือการซอม
(5)ตรวจเช็คตําแหนงเครื่องหมายของ
โบลท
(2/3)

- 12 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน
2. การเลือกโบลทชนิดพลาสติกรีเจน
กลับมาใชใหม
รูปทรงของโบลทชนิดนี้จะเปลี่ยนแปลงตาม
แรงในแนวแกน
ดังนั้นการตัดสินใจวาจะนําโบลทกลับมาใช
ใหมจะตองทําการตรวจวัดตามรูปภาพ
เพื่อนํามาพิจารณาวาจะสามารถนํากลับมา
ใชใหมไดหรือไม

(1)ตรวจวัดตําแหนงการยืดตัวของเสน
ผาศูนยกลางโบลท
A ที่เกลียวของโบลท
B ที่ใตหัวโบลท
(2)ตรวจวัดความยาวของโบลท
C ความยาวทั้งหมด
1
2
3
4

โบลทพลาสติกรีเจน
เวอรเนียรคาลิปเปอร
ตรวจวัดระหวางยอดเกลียวโบลท
พื้นที่การยุบตัวของเกลียวสูงสุด
(3/3)

- 13 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ปะเก็นเหลว/ปะเก็นแผน
ชิ้นสวนที่ประกอบโดยใชหนาสัมผัสกัน
เชน เสื้อเกียรและอางน้าํ มันเครือ่ งจะตอง
ทาดวยปะเก็นเหลวหรือปะเก็นแผนเพื่อ
ปองกันน้าํ มันและน้าํ รั่วบริเวณที่จะทาดวย
ปะเก็นเหลวและปะเก็นแผนจะถูกทํา
ใหเปนสวนที่แข็งแรง
ชิ้นสวนในจุดตางๆ ที่ทาํ การถอดและ
ประกอบซึง่ ตองใชปะเก็นเหลวหรือปะเก็น
แผน:
• ถอดชิ้นสวนที่ถูกปะเก็นยึดออก
• ทําความสะอาดปะเก็นเหลวและปะเก็น
• การทาปะเก็นเหลว
1
2
3

4
5
6

ปะเก็น
อางน้าํ มันเครื่อง
เครื่องมือพิเศษ
(มีดตัดปะเก็นน้าํ มันเครือ่ ง)
เครื่องมือขูดปะเก็น
ผา
ปะเก็นเหลว
(1/5)

- 14 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน
1. ถอดชิ้นสวนที่ถูกปะเก็นยึดออก

เมื่อทําการใชมีดตัดปะเก็นอาง
น้ํามันเครื่อง

(1)ตอกเครื่องมือพิเศษ (มีดตัดปะเก็น)
ตรงเขาไปทีหนาสัมผัสระหวางอาง
น้าํ มันเครื่องกับเสื้อสูบหรือ อื่นๆ

1
2
3

ขอแนะนํา:
อางน้าํ มันเครือ่ งจะบิดงอหรือเสีย
รูปทรงไดงายเมือ่ ตอกมีดตัดปะเก็น
เขาไปครัง้ แรกดังนั้นใหตอกมีดตัด
ปะเก็นเขาไปสม่าํ เสมอและเต็มหนา
สัมผัสของชิ้นสวนที่ถูกยึดอยู

เครื่องมือพิเศษ (มีดตัดปะเก็นน้าํ มันเครื่อง)
อางน้าํ มันเครื่อง
ปะเก็นเหลว

(2)ใหขยับมีดตัดปะเก็นไปในแนวนอน
และงัดตามรองทีเ่ ซาะไว
(3)การใชมดี ตัดปะเก็นถอดแยกชิ้นสวนที่
ยึดติดกันดวยดวยน้าํ ยากันรั่วจะตอง
แนใจวาไมทาํ ใหอางน้าํ มันเครื่องไมเกิด
การบิดงอ
ขอควรระวัง:
• ตองตรวจเช็คตําแหนงของโบลทกอน
ที่จะทําการตอกมีดตัดปะเก็นเขาไป
• ใหทา
ํ การตอกมีดตัดปะเก็นเขาไปที่
หนาสัมผัสของอางน้าํ มันเครื่องอยาง
ระมัดระวังอยาทําใหหนาสัมผัสบิดงอ
ถาหนาสัมผัสเกิดการเสียหายจะเปน
สาเหตุใหเกิดน้าํ มันรั่ว ดังนั้นจะตอง
ทํางานอยางระมัดระวังและทําการ
ถอดชิ้นสวนออกทีละนอย
(2/5)

เมื่อใชไขควงปากแบนและคอน
พลาสติก
ใชไขควงปากแบนสอดเขาไปและใชคอน
พลาสติกตอกเพื่อถอดแยกชิ้นสวนที่ถูกยึด
อยู
ตัวอยางการทํางาน
• เมือ
่ ใชคอนพลาสติก
1
2
3

- 15 -

คอนพลาสติก
ฝาครอบเสื้อเกียร
สวนที่เปนสันของชิ้นสวน

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

การใชไขควงปากแบน

ขอควรระวัง:
• ถาใชไขควงปากแบนจะตองพันดวย
เทปเพื่อปองกันความเสียหายที่อาจจะ
เกิดขึ้นกับหนาสัมผัสใหใชไขควงใหงัด
จุดที่อยูตรงขามกันเปนเสนทะแยง
เพื่อใหสามารถถอดไดราบรื่น
• ถาชิ้นสวนเกิดการบิดงอหรือหนา
สัมผัสเสียหายจะเปนสาเหตุทาํ ให
น้าํ มันรั่วได
1
2
3

คอนพลาสติก
ฝาครอบเสื้อเกียร
สวนที่เปนสันของชิ้นสวน
(3/5)

2. วิธีทําความสะอาดปะเก็นและ
ปะเก็นเหลว
เพื่อใหไดประสิทธิภาพสูงสุดตามที่ตองการ
จะตองทําความสะอาดปะเก็นและปะเก็น
เหลวเกาออกจากชิ้นสวนใหหมด
(1) ขัดสิ่งสกปรกและปะเก็นเกาออกดวย
หินขัด มีดขูดปะเก็น และแปรงลวด
(2) ใชนา้ํ มันทําความสะอาดเช็ด
ปะเก็นเหลวออก
(3) ลางคราบน้าํ มันออกดวย
ขอควรระวัง:
• ตองระมัดระวังไมใหหนาสัมผัสที่จะ
เคลือบดวยน้าํ ยากันรั่วเกิดการบิดงอ
หรือเสียหาย
• ถามีนา
้ํ มันหรือสิ่งแปลกปลอมอยูที่
หนาสัมผัสที่จะทาดวยน้าํ ยากันรั่วจะ
ทําใหนา้ํ ยาไมติดแนนและเปนเหตุให
น้าํ มันรั่วได
1
2
3
4

ผา
เครื่องมือขูดปะเก็น
หินน้าํ มัน
แปรงถาน
(4/5)

- 16 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

3. การทาปะเก็นเหลว
ตองแนใจวามีการทาปะเก็นเหลวบริเวณ
หนาสัมผัสที่ถูกตองและมีจาํ นวนตามที่
กําหนด
ใหอางอิงที่คูมือซอมกอนที่จะปฏิบัติและ
จะตองตรวจเช็คสิ่งแปลกปลอมบนหนา
สัมผัสกอนจะทาปะเก็นเหลวโดยดูจากคูมือ
การซอม

1
2
3
4

ขอควรระวัง:
• น้า
ํ ยาปะเก็นเหลวบางชนิดจะแข็งตัว
อยางเร็วดังนั้นหลังจากทาปะเก็น
เหลวจะตองประกอบชิ้นสวนอยาง
รวดเร็ว
• หลังจากประกอบชิ้นสวนใหมหามเติม
น้าํ มันหลอลืน่ กอน 2 ชั่วโมง
• เมื่อทาปะเก็นเหลวและเมือ
่ ประกอบ
ชิ้นสวนปรากฎวาชิ้นสวนเกิดการขยับ
ตัวจะตองเช็ดปะเก็นเหลวออกและ
ทาปะเก็นเหลวใหม
• ถาทาปะเก็นในตําแหนงที่ผิดหรือนอย
เกินไปอาจจะเปนเหตุใหนา้ํ มันรั่วได
• ถาทาปะเก็นเหลวมากเกินไปอาจไป
อุดตันทอทางน้าํ มันเครื่องและกรอง
ได

ปะเก็นเหลว
ฝาครอบเสื้อเกียร
อางน้าํ มันเครื่องตัวที่ 1
การทาปะเก็นเหลว

ขอแนะนํา:
ถามีการอุนน้าํ ยาปะเก็นเหลวเล็กนอย
จะทําใหทาไดงายขึ้น
(5/5)

- 17 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ขอมูลอางอิง:
ชนิดของน้ํายากันรั่ว
1. ปะเก็นเหลวสีดํา
(ทรีบอนด 1280)
คุณสมบัติ: ใชกันน้าํ มันเครือ่ งรั่วไดดี
บริเวณที่ใช: น้าํ มันเครื่อง กันอากาศรั่ว
สีของน้าํ ยา: สีดาํ
2. ปะเก็นเหลว 1281
(ทรีบอนด 1281)
คุณสมบัติ: ใชกันน้าํ มันเกียรรั่วไดดี
บริเวณที่ใช: เกียร เฟองทายและปองกัน
น้าํ มันเกียรอัตโนมัติ
สีของน้าํ ยา: สีแดง
3. ปะเก็นเหลว 1282B
(ทรีบอนด 1282B)
คุณสมบัติ:ใชกันน้าํ รัว่ เปนปะเก็นบริเวณ
ปมน้าํ
บริเวณที่ใช: ปองกันน้าํ หลอเย็นรั่ว
สีของน้าํ ยา: สีดาํ
4. น้ํายากันคลาย 1131
(ล็อคไทท No.518)
(ทรีบอนด 1131)
คุณสมบัติ:ใชสาํ หรับกันรั่วบริเวณที่อากาศ
จะตองไมมีการรั่ว
บริเวณที่ใช:ใชสาํ หรับกันรั่วในเกียร
อัตโนมัติในเฉพาะรุน
สีของน้าํ ยา: สีขาว

(1/1)

- 18 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

เพลาลูกเบี้ยว
ในขณะทําการติดตั้งหรือถอดชิ้นสวนเพลา
ลูกเบี้ยวซึ่งทําหนาที่กดลูกถวยสปริงวาลว
ดังนั้นตองเช็คดูวาลูกเบีย้ วจะตองไมอยูใน
ตําแหนงกดลูกถวยสปริงวาลว
1. จัดตําแหนงเพลาลูกเบี้ยวใหสามารถ
ถอดออกมาในแนวและตองแนใจวา
ลูกถวยสปริงวาลวไมถูกกด
2. คลายโบลทยึดประกับแบริ่งแตละตัว
ออกทีละนิดและทําซ้าํ แบบเดิมจนคลาย
โบลททุกตัวออกหมด
ขอแนะนํา:
การจัดตําแหนงของเพลาลูกเบี้ยวการ
ถอดหรือประกอบโบลทยึดฝาประกับ
ขึ้นอยูกับเครือ่ งยนตของแตละรุน
ใหอา งอิงจากคูมือการซอม
1
2
3

ประแจเลื่อน
เพลาลูกเบี้ยว
ประกับแบริ่งเพลาลูกเบี้ยว
(1/1)

ขอมูลอางอิง:
แบบเฟอง2ชั้น
เฟองสองชั้นจะแยกออกจากเฟองตาม
มันจะอยูระหวางแหวนสปริงและเฟองตาม
ซึ่งสปริงที่อยูคั่นกลางจะลดระยะแบคแลช
ของเฟองขับและเฟองตามทําใหมีเสียงดัง
ของเฟองลดลง
จุดสําคัญของการถอดและประกอบเพลา
ลูกเบี้ยว
• เฟองตามรองดวยโบลท
• ถาระยะขับตัวนอยๆ จัดวางใหเพลา
ลูกเบี้ยวใหอยูในระดับเสมอกัน
1
2
3
4
5

- 19 -

แหวนล็อค
แหวนสปริง
เฟองรอง
แหวนสปริง
เฟองตาม

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

การเปลีย่ นเพลาลูกเบี้ยว
(1)ใชโบลทบริการยึดเฟองรองเขากับเฟอง
หลักและถอดแหวนสปริงที่ดันเฟองรอง
ออก
(2)จัดใหโบลทยึดเฟองรองตัง้ ขึ้นดานเพื่อ
ไมใหสปริงวาลวดันเพลาลูกเบี้ยวและ
จัดวางเพลาลูกเบี้ยวใหอยูในตําแหนงที่
สามารถถอดออกในแนวระดับเดียวกัน
ขอแนะนํา:
การจัดวางตําแหนงของเพลาลูกเบี้ยวจะ
แตกตางกันตามรุน ของเครื่องยนต
ใหอา งอิงคูมือการซอม
1

โบลทบริการ
2 ี เพลาลูกเบี้ยว
3 ประกับแบริ่งเพลาลูกเบี้ยว
(1/2)

(3)ลําดับการถอดประกับแบริง่ เพลา
ลูกเบี้ยวที่ถูกตอง
ถาระยะขยับตัวของเฟองรองนอย
และเพลาลูกเบี้ยวเอียงทําใหเกิดแรงกดตอ
เพลาอาจทําใหเกิดความเสียหายตอเพลา
ลูกเบี้ยวได
ขอแนะนํา:
ลําดับการถอดประกับแบริ่งจะแตกตาง
กันตามรุน ของเครื่องยนต
โดยอางอิงคูมือการซอม
1
2
3
4
5

- 20 -

เพลาลูกเบี้ยว
เฟองรอง
เฟองตาม
โบลทบริการ
ฝาสูบ

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน
(4)สําหรับการปฏิบัตงิ านใหทาํ การ
ประกอบชิ้นสวนจะยอนขั้นตอน
การประกอบโดยอางอิงคูมือการซอม
1
2
3
4
5

โบลทบริการ
เพลาลูกเบี้ยวดานเฟองตาม
เพลาลูกเบี้ยวดานเฟองขับ
มารคไทมมิ่ง - A
มารคไทมมิ่ง - B

(2/2)

ชิ้นสวนที่มีการอัดประกอบ
ชิ้นสวนที่อัดเขาดวยกันเชนเฟองเกียร
และดุมคลัตชของเกียรจะยึดเกาะกันแนน
เพื่อปองกันไมใหหลุดออกไดโดยงาย
สําหรับเหตุผลนี้มกี ารเลือกใชเครื่องมือที่
ไมเหมาะสมหรือปฏิบัติตามขั้นตอนที่
ไมถูกตอง ในกรณีนี้สามารถทําใหชิ้นสวน
เกิดความเสียหายได
รายการขางลางเปนวิธีการถอดและ
ประกอบชิ้นสวนทีใ่ ชวิธีการอัดประกอบ:
1
2
3

4
5

การใชคอนกระแทก
การใชเหล็กดูดพูลเลย
การใชเครือ่ งมือพิเศษและเครื่องอัด
ไฮดรอลิค
การใชเครื่องมือพิเศษและคอน
การถอดชิ้นสวนโดยใชความรอน
(1/7)

- 21 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

1. ”การใชคอนกระแทก
ติดตัง้ ตะขอจับเขากับชิ้นสวนแลวใชคอน
กระแทกเพื่อเพิ่มแรงดึงเพื่อใหชิ้นสวนหลุด
ออกมาดวยแรงกระแทกของน้าํ หนักคอน
ถูกใชเพื่อถอดชิ้นสวนที่มีลกั ษณะเปนรอง
สไปน
ขอแนะนํา:
• เมื่อดึงคอนกระแทกการกระแทกอาจ
ทําใหขอเกี่ยวหลุดจึงเกี่ยวขอใหมนั่ คง
• คอนกระแทกถูกใชเพื่ออัดชิ้นสวนดวย
เหมือนกัน
1
2
3
4
5

ขอเกี่ยวดึงซีลน้าํ มัน
ขอเกี่ยวสําหรับดึงเพลาขับ
น้าํ หนักกระแทก
เพลา
ดามจับ

ตัวอยางการทํางาน ”
• เมือ
่ ทําการถอดเพลาขับ
1

4

เครื่องมือพิเศษ (คอนกระแทก)
ขอเกี่ยวสําหรับถอดเพลาขับ
เพลาขับ
รองเพลาขับ

เมือ่ ทําการถอดลูกเบี้ยวของเกียร

1

เครื่องมือพิเศษ (คอนกระแทก)
ลูกปน
ขอเกี่ยวสําหรับถอดซีลน้าํ มัน

2
3

2
3

(2/7)

- 22 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

2. ”การใชเหล็กดูดพูลเลย
(1)วิธีประกอบขอเกี่ยวสําหรับถอดชิ้นสวน
<1>การติดตั้งเหล็กดูดขอเกี่ยวและโบลทจะ
ตองไมเอียงจะตองอยูระดับเดียวกัน
ระหวางขึ้นและลง
<2>ดังนั้นหมุนโบลท 4 ยึดขอเกี่ยว
จนกระทั่งไมใหขอเกี่ยวเปดออก
ขอควรระวัง:
ถาไมทาํ การยึดขอเกี่ยวใหแนน
อาจทําใหชิ้นสวนเกิดความเสียหายได
<3>เหล็กดึงจะมีที่ยึดสามารถปรับตั้งได
โดยใชขันโบลทตัวกลางของเหล็กดึง
ขอควรระวัง:
• ตองแนใจวาไดทาจาระบีที่บริเวณ
โบลทตวั กลางของเหล็กดึง
• ขณะทําการถอดถาโบลทของตัวกลาง
ของเหล็กดึงรูสึกฝดมาก ใหหยุดแลว
ตรวจสอบเพราะถายังมีการขันโบลท
ตออาจจะทําใหตวั ดึงและชิ้นสวนเกิด
การเสียหายได
1
2
3
4
5
6

เครื่องมือพิเศษ (ตัวดึง)
ขอเกี่ยว
โบลทตัวกลาง
โบลทยึด
ประแจเลื่อน
จาระบี

(3/7)

- 23 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

(2) ตัวอยางขั้นตอนการใช
• เมื่อใชสําหรับอัดชิ้นสวนออก
(ถอดลูกหมากปลายแร็ค)
ใหขันโบลทตัวกลางเขาอัดที่นัตลูกหมาก
ปลายเพลาแร็คแลวถอดลูกหมากปลาย
เพลาออก
1
2
3
4
5
6

เครื่องมือพิเศษ(เครื่องมือดูดลูกหมาก)
โบลทตัวกลาง
คอมา
ยางกันฝุน
ลูกหมาก
ลูกหมากปลายคันสง

เมื่อทําการถอดชิ้นสวนออก
(ทําการถอดเฟองเกียร 5ของชุดเกียร)
ขันโบลทตัวกลางของเครื่องมือสําหรับดึง
คันที่เพลาสงกําลังเพื่อดึงพูลเลยออก
1
2
3
4
5
6

7

เครื่องมือพิเศษ (เซ็ท B)
โบลทตัวกลาง
ดุมเกียร
เฟองขับเกียร 5
ประแจเลื่อน
เครือ่ งมือพิเศษ
(เครื่องมือสําหรับรองปองกันปลาย
เพลาเสียหาย)
เพลาสงกําลังของเกียร

”เมื่อใชเครื่องมือสําหรับดึงประกอบ
กับโบลท(ถอดพูลเลยเพลาขอเหวี่ยง)
ขันโบลทตัวกลางของเครื่องมือสําหรับดึง
คันที่เพลาสงกําลังเพื่อดึงพูลเลยออก
1
2
3
4

เครื่องมือพิเศษ (เซ็ท B)
โบลทตัวกลาง
พูลเลยเพลาขอเหวี่ยง
ประแจเลื่อน

(4/7)

- 24 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน
3. การใชเครื่องมือพิเศษและเครื่องอัด
ไฮดรอลิค
ติดตัง้ ชิ้นสวนเขากับเครื่องมือพิเศษแลวใช
เครื่องอัด อัดชิ้นสวนออก

วิธีใชเครื่องอัด
• ติดตั้งชิ้นสวนเขาที่เครื่องอัด แลวใหแรง
กดลงบนชิ้นสวนในลักษณะแนวดิ่ง
• ใหใชแรงดันในการอัดชิ้นสวนเขาออก
อยางชาๆ ในการใชเครื่องอัดจะตอง
เลือกเครื่องมือพิเศษใหเหมาะพอดีกับ
แตละชิ้นสวน
• ถาอัดดวยแรงเกิน 100 กิโลกรัมแรง
ใหหยุดตรวจพบวาเกิดขอขัดของ
อยางไร
ถามีการกดดวยแรงเกิน100กิโลกรัม
แรงอาจทําใหเครื่องอัดและชิ้นสวน
เกิดการเสียหายได
• เมือ
 ทําการถอดโดยการอัดดวยเครือ งอัด
ไฮดรอลิคชิ้นสวนขยับลงดานลาง
ฉะนั้นใหใชมือจับชิ้นสวนไวดวย
1
2
3
4

เครื่องอัดไฮดรอลิค
เครื่องมือพิเศษ
เกินกวา 100 กิโลกรัมแรง
ปองกันอยาใหชิ้นสวนรวงหลน

ตัวอยางการทํางาน
• สลักลูกสูบ
1
2

3
4
5
6

- 25 -

เครื่องอัดไฮดรอลิค
เครื่องมือพิเศษ
(เครื่องมือถอดและเปลี่ยนสลักลูกสูบ)
สลักลูกสูบ
ประกับเพลาลูกเบี้ยว
ลูกสูบ
กานสูบ

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน
• เฟองเกียรบนเพลาสงกําลัง
1
2
3
4

เครื่องอัดไฮดรอลิค
เครื่องมือพิเศษสําหรับถอดตลับลูกปน
ลูกปนเพลาสงกําลัง
เฟองตามเกียร 4

(5/7)

4. ”การใชเครื่องมือพิเศษและคอน
การใชเครื่องมือพิเศษจะตองเลือกใชให
เหมาะสมกับวิธีการสวมอัดหรือเลือกให
เหมาะสมกับชนิดของลูกปนหรือซีลน้าํ มัน
ที่จะประกอบ ดังนั้นอางอิงคูมือการซอม
ในการเลือกเครื่องมือพิเศษและวิธีการ
ทําใหเหมาะสมที่สุด
วิธีใชเครื่องมือพิเศษ
(การถอดเปลี่ยนตลับลูกปน)
(1)เลือกเครื่องมือพิเศษโดยดูจากลักษณะ
ของชิ้นสวน
เมือ่ รูปรางของชิ้นสวนเปนลักษณะ
พิเศษเลือกชองวางซึ่งปกปองชิ้นสวน
จากการกระแทกแลวเลือกใชเครื่องมือ
พิเศษ
(2)ระยะอัดเขา
เลือกใชเครื่องมือพิเศษใหเหมาะสมกับ
ระยะอัดเขา
1
2
3
4

- 26 -

กดสวมดานนอก
กดสวมดานใน
กดชิ้นงานใหเสมอกัน
เมื่อมีคาความลึกที่กาํ หนด

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ตัวอยางการทํางาน
• ซีลน้า
ํ มันเสื้อเกียร
1
2

3

คอน
เครื่องมือพิเศษ
(ดามตอกและหัวสําหรับถอดเปลี่ยน)
ซีลน้าํ มันเสื้อเกียร

(6/7)

5. การใหความรอนกับชิ้นสวน
(ปลอกกานวาลว)
เมื่อฝาสูบไดรบั ความรอนจะขยายตัว
ดังนั้นจะทําใหปลอกกานวาลวหลวมและ
สามารถถอดไดงาย
1
2
3

4
5

ฝาสูบ
ปลอกกานวาลว
เครือ่ งมือพิเศษ
(เครื่องมือถอดเปลี่ยนปลอกกานวาล)
คอน
เวอรเนียรคาลิปเปอร

การถอด

(1)ใหความรอนที่ฝาสูบจนมีอุณหภูมิสูง
80 ถึง 100 องศาเซลเซียส
(2)ใชเครือ่ งมือพิเศษประกอบเขากับ
ปลอกกานวาลวแลวตอกดวยคอนเพื่อ
ถอดปลอกกานวาลวออกจากฝาสูบ

- 27 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

การอัดปลอกกานวาลวเขา

(1)ใหความรอนที่ฝาสูบจนมีอุณหภูมิสูง
80 ถึง 100 องศาเซลเซียส
(2)ใชเครือ่ งมือพิเศษประกอบเขากับ
ปลอกกานวาลวและตอกดวยคอน
(3)วัดระยะที่ตอกเขาดวยเวอรเนียรคาลิป
เปอร
ขอแนะนํา:
ถาอุนฝาสูบดวยความรอนมากเกินไป
จะทําใหฝาสูบยืดขยายออก
ขอควรระวัง:
สําหรับระยะที่ตอกปลอกกานวาลวเขา
ใหอา งอิงคาที่ถูกตองจากคูมือ
(7/7)

ซีลน้ํามัน
ซีลน้าํ มันใชในการปองกันน้าํ มันรั่ว
ถาเลือกใชเครื่องมือประกอบไมถูกตองกับ
รูปรางของซีลน้าํ มันหรือตําแหนงการติดตั้ง
สามารถเปนสาเหตุทาํ ใหชิ้นสวนเกิดความ
เสียหายได
เครื่องมือพิเศษอื่นๆ ถูกนํามาใชสาํ หรับ
การถอดและติดตั้งของซีลน้าํ มัน
1
2
3

- 28 -

ซีลน้าํ มัน
เครื่องยนต
เกียร

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

การเลือกใชเครื่องมือพิเศษในการ
ประกอบซีลน้ํามันมีจุดสังเกตในการ
เลือกใชดังรายละเอียดขางลาง
(1)การเลือกโดยดูจากตําแหนงที่จะอัด
ซีลน้าํ มันเขา
เมื่อทําการประกอบซีลเขาไปในชิ้นสวนทีม่ ี
รูปรางเปนทรงกระบอกหรือเพลาเลือก
ตําแหนงการอัดทีจ่ ะไมใหซีลหรือชิ้นสวน
เกิดความเสียหาย
(2)ระยะอัดเขา
เลือกใชเครือ่ งมือพิเศษใหเหมาะสมกับ
ระยะอัดเขา
(3)โดยใชตัวนําศูนย
ชุดตัวนําศูนยเมื่ออัดซีลเขาไปในชิ้นสวน
ที่อยูในลักษณะเอียง
1
2

3
4

ไมทาํ ใหขอบเกิดการเสียหาย
ประกอบซีลโดยใหซีลและชิ้นสวนอยู
ในระดับเดียวกัน
เมื่อมีคาความลึกที่กาํ หนด
ประกอบโดยมีตัวนําปองกันซีลบิดเบี้ยว
(1/2)

วิธีการถอดและประกอบซีลน้าํ มันจะมีวิธี
ดังแสดงขางลาง:
1. การถอด
• การใชเครื่องมือถอดซีลน้ํามัน
ในกรณีถอดซีลน้ํามันของชุดเกียร
ใชขายึดทีซ่ ีลน้าํ มันแลวใชตุมน้าํ หนัก
กระแทกดึงซีลน้าํ มันออก
1
2
3
4

- 29 -

ตุมน้าํ หนัก
ขายึด
ซีลน้าํ มันเสื้อเกียร
เกียร

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

การใชเหล็กดูดพูลเลย
เมื่อซีลน้ํามันหนาเกียร
การขันโบลทตรงกลางเครื่องมือดูดใหดัน
เพลาออกตรงๆ จะทําให
ซีลน้าํ มันถูกดึงออกมาดวยพรอมกัน
1

2
3

เครื่องมือพิเศษ
(เครื่องมือสําหรับดูดลูกปน)
ขายึด
ซีลน้าํ มันหนาเกียร

การใชไขควงปากแบน
เมื่อซีลหนาเครื่องยนต
สอดปลายไขควงปากแบนเขากับขอบ
ซีลน้าํ มันแลวงัดออก
เมื่อซีลทายเครื่องยนต
ใชมีดคัตเตอรตัดขอบของซีลน้าํ มันเพื่อที่
จะใหมีชองวางสําหรับสอดไขควงได
1
2
3
4

- 30 -

ไขควงปากแบน
ผา
ซีลหนาเครือ่ งยนต
ซีลทายเครือ่ งยนต

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

2. การติดตั้ง
• การใชเครื่องมือพิเศษและคอน
ในกรณีถอดซีลน้ํามันของชุดเกียร
เครื่องมือพิเศษจําเปนตองเลือกใหเหมาะ
สมกับวิธีการประกอบซีลหรือเครือ่ งมือ
พิเศษอื่นๆ
การเลือกขึ้นอยูกับชนิดของซีลน้าํ มัน
ดังนั้น อางอิงคูมือการซอมในการเลือก
เครื่องมือพิเศษและวิธีการทําใหเหมาะสม
ที่สุด
1

2
3

เครื่องมือพิเศษ
(สําหรับถอดและเปลี่ยน)
คอน
ซีลน้าํ มันหนาเกียร

(2/2)

แหวนล็อค
สําหรับการถอดจะมีแหวนล็อคอยู 2
ประเภทดวยกัน คือ
ชนิดถางออก และชนิดหุบเขา
การใชเครื่องมือที่เหมาะสมขึ้นอยูกับ
ลักษณะรูปรางหรือตําแหนงการถอดและ
การใสของแหวนล็อค
การเลือกใชเครื่องมือที่ไมเหมาะสมหรือ
การใชแรงที่มากเกินไปอาจทําใหชิ้นสวน
หรือแหวนล็อคเสียหาย
1 การถอดในลักษณะถางออก
2 การถอดในลักษณะหุบเขา
3 คีมถางแหวน
4 คีมหุบแหวน

- 31 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ชนิดของคีม
ีเครื่องมืออยูหลายชนิดดวยกันสําหรับใช
ในการถอดและประกอบแหวนล็อก
ดังนั้นปากจับของเครื่องมือบางชิ้นสามารถ
เปลี่ยนสลับกันได
การเลือกใชเครื่องมือหรือคีมที่มีความ
เหมาะสมที่สุดขึ้นอยูกับชนิดของแหวนล็อค

ขอแนะนํา:
• รองแหวนบางสวนถูกปรับตั้งโดย
แหวนล็อค
• ตองแนใจในการที่แหวนล็อคตองหมุน
รอบๆอยางคลองตัวหลังจากที่
ประกอบเขาไป
ยืนยันชิ้นสวนนั้นถูกแหวนล็อคติดตั้ง
อยูในรองแหวนอยางสนิทพอดี
(แหวนล็อคอาจจะไมหมุนในบางกรณี
ขึ้นอยูกับตําแหนงในการใชงาน)
• เมื่อแหวนล็อคเกิดการเสียรูปให
เปลี่ยนแหวนล็อคตัวใหม
1
2
3
A
B

เฟองเกียรเพลาสงกําลัง
แหวนล็อค
ไขควงปากแบน
รองใสแหวนล็อค
ความหนาแหวนล็อค
(1/3)

- 32 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

1. ประเภทถาง
(1)”การใชคีมถางแหวนล็อค
ใชคีมถางจับบริเวณปากของแหวนล็อค
และดานตรงขามของแหวนล็อคใชมือ
ประคองไว ใชคีมถาง ถางแหวนล็อคออก
เพื่อใชในการถอดหรือใสแหวนล็อคใน
บริเวณที่กาํ หนด
1
2
3

คีมถางแหวน
แหวนล็อค
เสื้อเกียร

(2)การใชไขควงปากแบน
ใชไขควงปากแบน 2 อันจับที่ปาก
แหวนล็อคตัวละขางและเคาะดวยคอน
ที่ดามไขควงพรอมกันทั้ง 2 อันเพื่อถอด
แหวนล็อคออก ใชแทงทองเหลืองอัดเบาๆ
ดานตรงขามกับปากแหวนล็อค
และทําการตอกแทงทองเหลืองดวยคอน
ขอควรระวัง:
• ใชผากั้นเพื่อปองกันแหวนล็อค
กระเด็นออกมาอาจหายได
• ตองแนใจวาไมมีวัสดุอยางอื่นติดอยู
กับแทงทองเหลือง
1
2
3
4
5

ไขควงปากแบน
ผา
แหวนล็อค
เสื้อเกียร
คอน
(2/3)

- 33 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

2. ประเภทหุบเขา
(1) การใชคีมหุบแหวนล็อค
ใชปากคีมหุบแหวนสอดเขาไปในรูปาก
แหวนล็อคและบีบคีมใหปากแหวนล็อค
หุบเขาเพื่อทําการถอดหรือใสแหวนล็อค
ในที่กาํ หนด
1
2
3

คีมถางแหวน
แหวนล็อค
กระบอกแมปมเบรก

(2) การใชไขควงปากแบน
ใชไขควงปากแบนคอยๆสอดเขาไปทีป่ ลาย
ของแหวนล็อค เพื่อทําการถอดแหวนล็อค
การประกอบแหวนในตําแหนงติดตั้ง
งัดแหวนล็อคดวยไขควงแบนจนกระทั่งเขา
ไปในรองของแหวนล็อคอยางสนิทพอดี
1
2
3

แหวนล็อค
ไขควงปากแบน
ชุดคลัตชอันเดอรไดรของเกียรอัตโนมัติ

(3) การใชปากกาจับชิ้นงาน
การประกอบแหวนล็อคเขากับเพลา
จับยึดแหวนล็อคกับเพลาดวยปากกาและ
ทําการบีบเพื่อใหแหวนล็อคเขาพอดีกับรอง
แหวนที่เพลา
1
2
3

ปากกาจับชิ้นงาน
แหวนล็อค
ชุดอาเมเจอรมอเตอรสตารท

(3/3)

- 34 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

สลัก
สลักล็อคจะถูกใชเมือ่ ทําการยึดเพลา
ขณะทําการถอดและติดตั้งสลักกระทําโดย
การตอกเขาไปในรูสลัก
1. ดันสลักล็อคเขาไปจนถึงตําแหนงที่
สามารถใชมือดันได
2. ใชเหล็กสงและคอนตอกสลักลงไปโดย
สลักจะตองไมเอียง
ขอควรระวัง:
• ถาตอกสลักเอียงจะเปนเหตุใหสลัก
และชิ้นสวนเกิดการเสียหาย
• เลือกขนาดของเหล็กสงในการตอก
สลักเขาใหเหมาะสม
• การประกอบสลักบางชนิดอาจจะมี
คําแนะนําอยางอื่นใหอางอิง
จากคูมือซอม
1
2
3
4
5

สลักล็อค
เหล็กสง
คอน
สลักปองกันการเขาเกียรถอย
เสื้อเกียร
(1/1)

นัตล็อค/แผนล็อคนัต
นัตล็อคหรือแผนล็อคจะใชกับชิ้นสวนที่
เคลื่อนที่ได โดยชวยปองกันไมใหโบลท
คลายออกจากการยึดดวยการย้าํ สวนของ
นัตหรือพับแผนล็อค
เชนเดียวกันกับการประกอบสลักล็อคของ
ชุดเฟองทาย ชิ้นสวนบางอยางในการ
ประกอบตองตอกใหยุบตัวเพื่อปองกันไมให
เลื่อนตัวออกได
1
2

นัตล็อค
แผนล็อคนัต
(1/4)

- 35 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

1. นัตล็อค
ตอกสวนที่ยุบตัวของนัตใหเสียรูปเพื่อ
ปองกันนัตคลายตัว
• การตอกสวนที่ยุบตัวของนัตออก
(1)ใชเครือ่ งมือพิเศษตอกจุดที่ยุบตัว
บริเวณรองของเพลาขับ
(2)สอดเครื่องมือเขาไปที่ชองแลวงัดขึ้นลง
เพื่อใหจุดที่ยุบตัวคลายออก
ขอควรระวัง:
• ถาตอกเครื่องมือพิเศษเขามากเกินไป
อาจจะทําใหเกลียวของสกรูเสียหายได
• ถาตอกสวนที่ยุบตัวออกมาไมพอเมื่อ
ทําการถอดนัตล็อคออกอาจจะทําให
สกรูเกิดการเสียหายได
1
2

3
4

นัตล็อค
เครื่องมือพิเศษ
(เหล็กตอกนัตยึดเพลาขับ)
คอน
บริเวณที่จะตอก

ตอก

(1)ขันนัตล็อคใหไดคาแรงขันที่กาํ หนด
(2)ตอกปลายของนัตล็อคใหยุบลงไปใน
รองของสกรู
ขอควรระวัง:
ใชนัตล็อคตัวใหม
1
2
3
4

- 36 -

นัตล็อค
สกัด
คอน
บริเวณที่จะตอก

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ชนิดของนัตล็อค
นัตที่ปองกันการคลายตัวออกดวยตัวของ
มันเองเรียกวานัตล็อค
1
2

สวนที่เปนยาง
สวนที่ถูกตีใหยุบตัว

(2/4)

2. แผนล็อคนัต
• การถอดแผนล็อค
(1)ใชสกัดและคอนถอดแผนล็อคออก
(2)ใชสกัดและคอนตอกแผนล็อคบริเวณ
สวนที่ตีพับไวอาออกใหสุด
ขอควรระวัง:
ถาตีแผนล็อคใหอาออกไมสุดอาจจะทํา
ใหโบลทและชิ้นสวนเสียหายได
1
2
3
4
5
6

- 37 -

แผนล็อคนัต
สกัด
คอน
แผนอลูมิเนียม
ปากกาจับชิ้นงาน
เสื้อเฟองทาย

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ตอก

(1)ใชสกัดสอดเขาที่แผนล็อคเล็กนอย
(2)ตอกสกัดแผนล็อคดวยคอนและตอก
แผนล็อคยึดโบลททุกตัว
ขอควรระวัง:
• เมื่อตอกแผนล็อคนัต เมื่อทําการตอก
โบลททางดานขางอาจทําใหนัตหลวม
ได
• ใชแผนล็อคตัวใหมประกอบเขาทุกครัง

1
2
3
4
5
6

แผนล็อคนัต
สกัด
คอน
แผนอลูมิเนียม
ปากกาจับชิ้นงาน
เสื้อเฟองทาย
(3/4)

- 38 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

3. สลักของเสื้อเฟองทาย
สลักเสื้อเฟองทายจะปองกันไมใหสลักล็อค
เพลาเฟองดอกจอกเลื่อนออก
• การถอด
(1)ใชสกัดตอกลงไปที่แผนล็อคสลักของ
ชุดเฟองทาย
(2)ใชคอนตอกที่หัวสกัดจนกระทั่งแผน
ล็อคถูกตีอาออกจนสุด
• การติดตั้ง
(1)ใชสกัดตอกยึดแผนล็อคสลักของชุด
เฟองทาย
(2)ใชคอนตอกที่หัวสกัดเพื่อยึดแผนล็อค
เขากับสลัก
ขอควรระวัง:
ถามีการถอดสลักล็อคเพลา กอนที่จะ
ตอกแผนล็อคออกจนอาสุดอาจจะเปน
สาเหตุใหเสื้อเฟองทายเกิดการเสียหาย
ได
1
2
3
4
5
6

เสื้อเฟองทาย
สลัก
สกัด
คอน
แผนอลูมิเนียม
ปากกาจับชิ้นงาน
(4/4)

นัตหัวผา
นัตหัวผาเปนนัตที่ติดตั้งบนชิ้นสวนที่มีการ
หมุน เชน ปองกันขอตอพวงมาลัยหลวม
นัตแบบนี้จะมีลักษณะพิเศษ คือ จะมีรอง
ที่ผาไวเพื่อใหสลักสอดผานนัตล็อค

1
2
3

- 39 -

นัตหัวผา
สลักล็อค
ลูกหมากปลายคันสง

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน
(1/2)

1. การถอด
(1)ดัดสลักยึดใหเหยียดตรงและดึงออก
จากนัตหัวผา
(2)ถอดนัตหัวผา
1
2

นัตหัวผา
สลักล็อค

2. การติดตั้ง
(1)ขันนัตหัวผาตามคาแรงขันที่กาํ หนด
(2)ขันนัตจนรองผาของหัวนัตตรงกับรูของ
โบลท
(3)เสียบสลักเขาที่รโู บลทแลวพับสลักให
เรียบรอย
ขอแนะนํา:
• ประกอบสลักใหขาดานที่ยาวอยู
ดานบน
• เลือกสลักที่จะประกอบเขาไปใหได
ขนาดพอเหมาะกับรูโบลท
1
2

นัตหัวผา
สลักล็อค
(2/2)

- 40 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ตําแหนงที่ติดตั้ง/ทิศทางการติดตั้ง
ชิ้นสวนมีการกําหนดตําแหนงและทิศทาง
ของการประกอบอยางชัดเจน ถาสิ่งที่
กําหนดไวเหลานี้มกี ารติดตั้งอยางไม
ถูกตองขณะทําการประกอบชิ้นสวนจะ
เกิดความเสียหายและอาจจะไมอยูใน
สภาพที่จะนํามาประกอบได
ชิ้นสวนแบบนี้จะมีลักษณะทีบ่ งบอกเปน
เครื่องหมาย รูปราง การชี้บงเปนตัวเลข
และอื่นๆ เมื่อมีการถอดชิ้นสวนเหลานี้
ตองทําการบันทึกลักษณะการชี้บงอยาง
ละเอียดกอนทําตามขั้นตอนของการ
ประกอบตองแนใจเสมอวาชิ้นสวนที่จะ
ทําการเปลี่ยนจะตองเหมือนกับตัวเดิมเปน
อะไหลของแทและประกอบตามตําแหนง
ทิศทางอยางถูกตอง
เครื่องหมายของชิ้นสวนที่มกี ารกําหนด
ตําแหนงและทิศทาง
• การทําเครื่องหมาย / ติดปาย
• การประกอบชิ้นสวนไวชั่วคราว
• การจัดเรียงชิ้นสวนตางๆ
ตามลําดับที่ถอดแยก/
ทําเครื่องหมายเปนตัวเลขกํากับไว
• ตรวจสอบตําแหนงทิศทางของชิน
 สวน

1
2
3

ลักษณะเครื่องหมาย
การบงชี้เปนตัวเลข
ประกับเพลาขอเหวี่ยง
(1/5)

- 41 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

1. การทําเครื่องหมาย / ติดปาย
ถอดชิ้นสวนตางๆ ที่มีความคลายคลึงกัน
เชน ทอยางและขั้วตอตางๆ ซึ่งจําเปนตอง
ใสกลับตําแหนงเดิม จากนั้นใหทาํ
เครื่องหมายหรือติดปายบอก
• สายพานไทมมิ่ง
ดานหลังของสายพานไทมมิ่ง
ทําเครื่องหมายลูกศรดวยชอลก ชี้บงตาม
ทิศทางการหมุนกอนทําการถอด
เชนเดียวกันทําเครือ่ งหมายที่สายพานให
ตรงกับเครื่องหมายที่เฟองเพลาลูกเบี้ยว
และเฟองเพลาขอเหวี่ยง
เมื่อทําการประกอบสายพานไทมมงิ่
ใหเครือ่ งหมายลูกศรและเครื่องหมาย
ตําแหนงของสายพานถูกตองตามตําแหนง
และทิศทางการหมุน
• ขั้วตอ/ทอยาง
เมื่อทําการถอดอุปกรณทางไฟฟาและ
ชิ้นสวนขอตอทอทางทําปายบงชี้บนขั้วตอ/
ทอยางเพื่อจะไดทาํ การประกอบไดอยางถูก
ตอง
1 เครื่องหมายลูกศร
2 สายพานไทมมิ่ง
3 ปาย
4 ขั้วตอ
(2/5)

- 42 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ขอมูลอางอิง:
ชิ้นสวนหมุน
ในการประกอบชิ้นสวนหมุนในทิศทางที่ผิด
จะมีการเปลี่ยนแปลงความสมดุลยและ
ตําแหนงการติดตัง้ ซึง่ จะเกิดสาเหตุผิดปกติ
มีเสียงดัง และการสั่นสะเทือน
การประกอบชิ้นสวนหมุนที่ถูกตองใหทาํ
เครื่องหมาย เมื่อมีการถอดและทําการ
ประกอบกลับใหตรงตามตําแหนงเดิม
• เพลากลาง
เพลากลาง X หนาแปลนเฟองทาย
• ดรัมเบรก
ดรัมเบรก X หนาแปลนดุมลอหลัง
1
2
3
4
5

ทําเครื่องหมาย
เพลากลาง
หนาแปลนเฟองทาย
ดรัมเบรก
หนาแปลนดุมลอหลัง
(1/1)

- 43 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

2. การประกอบชิ้นสวนไวชั่วคราว
สําหรับชิ้นสวนที่ประกอบหรือติดตั้งดวย
โบลทหลากหลายขนาดความยาวหรือ
ความหนาแตกตางกัน จนยากที่จะระบุ
ตําแหนงติดตั้งได
เพื่อปองกันปญหานี้ใหทดลองประกอบ
หรือติดตั้งดวยโบลทหรือนัตชั่วคราวเพื่อ
คนหาใหไดตาํ แหนงของโบลทและนัตที่
ถูกตอง
• การประกอบชั่วคราว
(ฝาครอบโซไทมมิ่ง)
ฝาครอบประกอบดวยโบลทหลายตัว
ดังนั้น ทดลองใสโบลทเขาไปในรูของ
ฝาครอบกอน
1
2
3
4

ฝาครอบโซไทมมิ่ง
นัต
โบลทชนิด A
โบลทชนิด B

การประกอบชั่วคราว (ปลอกเลื่อน)
ตรวจเช็คทิศทางและตําแหนงการใสของ
ชุดปลอกเลื่อน
1
2
3
4

ดุมเกียร
ตัวหนอน
สปริงตัวหนอน
ปลอกเลื่อน

(3/5)

- 44 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

3. การจัดเรียงชิ้นสวนตางๆ
ตามลําดับที่ถอดแยก/
ทําเครื่องหมายเปนตัวเลขกํากับไว
ในถาดรองเปนการวางชิ้นสวนที่มลี ักษณะ
คลายคลึงกันจัดไวเปนหมวดหมูในถาดใส
และจัดเรียงชิ้นสวนตามลําดับหมายเลข
เพื่อจะไมใหมีการผิดพลาดในขณะทําการ
ประกอบ
(1)ทําหมายเลขติดไวเปนหมวดหมูในถาด
ใสและตําแหนงของชิ้นสวนในการถอด
ตามลําดับ
(2)ประกับแบริ่งและอืน่ ๆมีการบงชี้
หมายเลขทุกตัว ดังนั้นการระบุ
หมายเลขตองทําลวงหนาและกําหนด
ตําแหนงชิ้นสวนกอนที่จะมีการถอด
ตามลําดับแลวใสเปนหมวดหมูใน
ถาดใส
1
2
3
4

กานสูบ
วาลว
สปริงวาลว
ประกับแบริ่งเพลาลูกเบี้ยว
(4/5)

4.ตรวจสอบตําแหนงทิศทางของชิ้นสวน
สําหรับชิ้นสวนที่มีทิศทางประกอบเขาดวย
กัน ตองแนใจวาติดตั้งที่ถูกตองในทิศทาง
• ลูกสูบ/กานสูบ
เครื่องหมายดานหนาบนหัวลูกสูบจะตอง
จัดใหตรงกับเครื่องหมายดานหนาของกาน
สูบในแนวเดียวกัน
• ประกับแบริ่งเพลาลูกเบี้ยว
เครื่องหมายดานหนาและลําดับหมายเลข
หันไปดานหนาเครื่องและเรียงตามลําดับ
1
2
3
4

ลูกสูบ
กานสูบ
เครื่องหมายดานหนา
ประกับแบริ่งเพลาลูกเบี้ยว
(5/5)

- 45 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ทอยาง/แคลมปรัด
ทอยางที่รัดดวยแคลมปเพื่อจะไดไมเลื่อน
หลุดเมื่อถอดแคลมปรัดจะตองใชเครื่องมือ
จับใหถูกตองเพราะวาถาจับผิดวิธีอาจทําให
เกิดความเสียหายไดเมื่อทําการประกอบ
แคลมปรดั ทอ จะตองรัดในตําแหนงเดิม
1. การถอดแคลมปรัดแบบสปริง
(1)ใชคีมจับปากของแคลมปใหตรงกับ
ตําแหนงและบีบใหแคลมปขยายตัวออก
(2)ถอดแคลมปโดยการดึงเลื่อนสปริงให
หลุดออกจากขอตอทอ
ขอควรระวัง:
• ถาปลายแคลมปรด
ั บิดงอเสียรูปไม
ควรนํากลับมาใชใหมจะตองเปลี่ยน
แคลมปรัด
1
2

แคลมปรัดทอ
ทอยาง

ขอแนะนํา:
ชนิดของแคลมปรัดและ
ขอตอแบบสวมเร็ว

ชนิดของแคลมปรัด
ในรถยนตจะใชแคลมปรัดหลายชนิด

- 46 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ชนิดของขอตอแบบสวมเร็ว

1. การถอด
สําหรับระบบเชื้อเพลิงในรถยนต
จะใชแคลมปแบบสวมเร็ว
1
2
3
4
5

ทอยาง
ทอเหล็ก
ตัวล็อค
โอ-ริง
เครื่องมือพิเศษ (ถอดทอยาง)

ขอตอชนิดคลิปล็อค
การถอดขั้วตอใหกดปลายของคลิปล็อค
ขอตอและดึงออก
1
2
3
4

ทอยาง
ทอเหล็ก
คลิปขอตอ
โอ-ริง

ขอตอชนิดล็อค 2 ชั้น
การถอดขั้วตอใหกดตรงปุมล็อคของขอตอ
ตามรูปภาพ ตรงลูกศรใหญ
1
2
3
4

- 47 -

ทอยาง
ทอเหล็ก
ปุมล็อค
โอ-ริง

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ขอตอแบบรีเทนเนอร
หมุนตัวรีเทนเนอรออกจากขอล็อคและ
ดึงออก
1
2
3
4

ทอยาง
ทอเหล็ก
ตัวล็อค
โอ-ริง

(1/1)

2. การติดตั้ง
สําหรับระบบเชื้อเพลิงในรถยนตจะใช
ขอตอแบบสวมเร็ว
(1)ชะโลมน้าํ มันเชื้อเพลิงที่โอ -ริง
เพื่อปองกันการรั่วของน้าํ มัน
(2)ตอขอตอใหเขาที่จนกระทั่งไดยินเสียง
"คลิก๊ "
(3)ดึงขอตอเบาๆในทิศทางการถอด
เพื่อทําการตรวจเช็ควาขอตอเขาล็อค
ขอควรระวัง:
• ตรวจเช็ควาไมมส
ี ิ่งสกปรกอยูรอบๆ
ขอตอกอนลงมือทํางานจะตองทํา
ความสะอาดเสียกอน
• โอ-ริงถูกใชในขอตอแบบเร็ว
ถาขอตอสกปรกจะทําใหโอริงเสียหายและเปนสาเหตุใหนา้ํ มันรั่ว
• อยาใชเครื่องมือชนิดอื่น
(ยกเวนเครือ่ งมือพิเศษ)
• ถาขอตอถอดยากใหดันทอน้า
ํ มันเขา
ดานในและปลดสลักล็อค
การทําอยางนี้จะทําใหขอตอถอดออก
งาย (ไมมีเครื่องมือพิเศษ)
• หามโคงงอหรือบิดทอน้า
ํ มัน
• หลังจากถอดทอน้า
ํ มัน
ใหใชถุงพลาสติกคลุมทอน้าํ มัน
(1/1)

- 48 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

2.การปลดทอน้ํา
(1)ทําเครื่องหมายบนทอน้าํ และดาน
ขอตอ
(2)ดึงเลื่อนแคลมปรดั ตรงกลางทอโดยใช
เครื่องมือใหถูกประเภทและวิธีการ
(3)เพื่อปองกันทอยางไมใหเกิดความ
เสียหายใชผาพันรอบๆทอยางแลว
ใชคีมดึงเลื่อนทอยางในขณะเดียวกัน
ใหหมุนทอไปพรอมกันดวย

1
2
3
4
5
6

- 49 -

แคลมปรัดทอ
ทอยางหมอน้าํ
หมอน้าํ
มารคแสดง
ผา
คีม

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ขอควรระวัง:
• การบิดทอยางอยางแรง
อาจทําใหทอยางเสียรูปได
• การใชคีมจับทอยางแนนเกินไป
อาจทําใหทอยางและชิ้นสวนที่ตอกัน
เสียหายได
• เมื่อถอดทอยางออกใชผาอุดทอเพื่อ
ปองกันไมใหนา้ํ รั่วออก หรือปองกัน
สิ่งแปลกปลอมจากดานนอกเขาไป
ในทอ
(2/3)

3. การตอทอยาง
(1)ทําความสะอาดทอยางและสวนที่จะตอ
เขาดวยกัน
(2)จัดทําเครื่องหมายใหตรงกันและวาง
แคลมปรัดตรงตําแหนงเดิม
ขอควรระวัง:
• ถาเครือ
่ งหมายไมตรงกันและตําแหนง
ไมอยูในตําแหนงเดิมอาจทําใหนา้ํ รั่ว
ได
• ถาแคลมปเสียรูป ใหเปลี่ยนอันใหม
1
2
3
4

แคลมปรัดทอ
ทอยาง
ตําแหนงเดิมแคลมปรัด
มารคแสดง
(3/3)

- 50 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

แบตเตอรี่
เมื่อทําการถอดชิ้นสวนทางไฟฟาและ
แบตเตอรี่ ใหปลดขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่
ออกกอนที่จะลงปฏิบัติงาน เพื่อปองกัน
การลัดวงจร
คําแนะนําในการปลดขั้วลบ (-)
ของแบตเตอรี่
• บันทึกขอมูลแสดงผลเก็บไว
• การปลดและตอกลับตามลําดับ
• การคืนขอมูลหนวยความจํา
(1/4)

1. บันทึกขอมูลรถเก็บไว
การปลดขั้วลบ (-)
แบตเตอรี่จะลบขอมูลที่บนั ทึกไวในหนวย
ความจํา เชน ECU ออก เพื่อเก็บรักษา
ขอมูลไว ใหทาํ การจดบันทึกกอน ขอมูล
ตางๆเหลานี้ขึ้นอยูกับรุนและเกรดของ
รถยนต
บางชนิดจะมีการบันทึกขอมูลไวในหนวย
ความจํา
1 DTC (รหัสวิเคราะหปญหา)
2 สถานีวิทยุ
3 ตําแหนงเบาะ
(มีระบบหนวยความจํา)
4 ตําแหนงพวงมาลัย
(มีระบบหนวยความจํา)
อื่นๆ
(2/4)

- 51 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

2.การปลดและตอกลับตามลําดับ
(1)ดึงกุญแจออกจากสวิทชกุญแจที่คอพวง
มาลัยออก
ขอควรระวัง:
ในการปลดสายขั้วแบตเตอรี่ในขณะที่
สวิตชจุดระเบิดอยูในตําแหนง ON
จะเปนดอันตรายเปนอยางมาก
เพราะวาจะเกิดการไหลของกระแสไฟ
จะทําใหเกิดประกายไฟระหวางสายขั้ว
แบตเตอรี่กับขั้วของแบตเตอรี่
(2)ทําการคลายนัตขั้วลบ (-)
ของแบตเตอรีใ่ หหลวมและปลดขั้วสาย
แบตเตอรี่ออก
ขอควรระวัง:
• การถอดขั้วสายของแบตเตอรี่โดยการ
หมุนสามารถทําใหขั้วแบตเตอรีถ่ ูกขูด
ขีดได
• การถอดขั้วสายของแบตเตอรี่ที่ผิดขั้น
ตอนสามารถทําใหเกิดสาเหตุลัดวงจร
ซึ่งสามารถทําใหฟวสขาดหรือชุด
สายไฟไหมได
(3)ใสขั้วสายแบตเตอรี่
ขอควรระวัง:
ใหสวิตชจุดระเบิดอยูในตําแหนง OFF
ใสขั้วสายบวก (+)
แบตเตอรี่กอนแลวจึงใสขั้วสายลบ (-)
ของแบตเตอรี่
1
2
3
4

- 52 -

สวิตชจุดระเบิด
ขั้วลบ (-) แบตเตอรี่
ขั้วบวก (+) แบตเตอรี่
แบตเตอรี่

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน
• ลัดวงจร

โดยทั่วไปชิ้นสวนทางไฟฟาในรถยนต
จากวงจรไฟฟาจะไปลงกราวดที่ตัวถัง
รถยนตการปลดขั้วบวก (+)
แบตเตอรี่โดยไมปลดขั้วลบ (-)
ออกกอน อาจเปนสาเหตุใหเกิดการ
ลัดวงจรไดเมือ่ ขั้วบวก (+) ไปสัมผัส
ถูกเครื่องมือหรือสายไฟอื่น
1
2
3
4
5

ขั้วลบ (-) แบตเตอรี่
ขั้วบวก (+) แบตเตอรี่
เครื่องมือ
แบตเตอรี่
จุดตอกราวด
(3/4)

3. การคืนขอมูลหนวยความจํา
คืนขอมูลที่จดบันทึกไวใหกับรถ
การคืนขอมูลที่บันทึกไวใหแกอุปกรณดังนี้
1 ตั้งสถานีวิทยุ
2 การตั้งนาฬิกา
3 ตําแหนงพวงมาลัย
(มีระบบหนวยความจํา)
4 ตําแหนงเบาะ
(มีระบบหนวยความจํา)
อื่นๆ
(4/4)

- 53 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ปลั๊กตอ
ระบบไฟฟาเปนสวนประกอบของรถยนต
ซึ่งมีการตอกันดวย ปลัก๊ ตอ
ดังนั้นเมือ่ มีการถอดและประกอบสวน
ประกอบของระบบไฟฟา มีความจําเปน
ที่จะตองมีการปลดปลั๊กของ ปลั๊กตอ
ปลั๊กตอมีอยูดวยกันหลายประเภท
เมื่อมีการปลดปลัก๊ แตละชนิดตองมีวิธีการ
ซึ่งเหมาะสมและถูกตองติดปายบนปลั๊กตอ
เพื่อระบุตาํ แหนงของปลั๊กตอเมื่อมีการตอ
ปลั๊กเขาดวยกัน
1
2
3

ชุดสายไฟและขั้วตอ
ปลั๊กตอ
ปาย

1. การปลดปลั๊กตอ
หลังจากปลดขอเกี่ยวออกแลวจึงปลดปลั๊ก
ตอออก

ขอควรระวัง:
• ปลดขั้วตอโดยการดึงชุดสายไฟ
สามารถทําใหสายไฟขาดไดเพื่อ
ปองกันปญหานี้ปลดขั้วตอโดยจับที่ชุด
ขั้วตอ
• เมื่อปลดขั้วตอไดยาก ดันขั้วตอเขาไป
ดานในของขั้วตออีกดานหนึ่งจะทําให
ปลดล็อคขั้วตอไดงาย

(1/2)

- 54 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

2. การตอปลั๊กตอ
ตอปลั๊กตอใหสนิทจนไดยินเสียง "คลิก"
(ปลัก๊ ตอล็อค)

ขอแนะนํา:
• ปายที่ติดไวใชอางอิงขณะทําการปลด
หรือใสปลั๊กตอใหอยูในสภาพเดิม
• ตรวจดูเครื่องหมายทิศทางของขั้วตอ
เมื่อทําการประกอบชิ้นสวน และ
ระมัดระวังไมใหชุดสายไฟมีความตึง
มากเกินไป

(2/2)

ขอมูลอางอิง:
จะมีการถอดและประกอบขั้วตอแบบ
พิเศษไดอยางไร

ปลั๊กตอแบบสวมเขาและกานล็อค

1. ปลดปลัก๊ ตอ
(1)กดตําแหนงหมายเลข 2 ในภาพเพื่อ
ปลดล็อคและดึงกานล็อคขึ้น
จากนั้นดึงกานล็อคออกใหสุด
(2)ปลดปลั๊กตอออก
1
2

- 55 -

กานล็อค
ล็อค

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

2. การใสปลั๊กตอ
(1)สวมขั้วตอเขาไปโดยใหกานล็อคยกตัว
ขึ้น
(2)กดกานล็อคลงจนกระทัง่ ไดยินเสียง
ล็อคดัง “คลิก”
1
2

กานล็อค
ล็อค

(1/3)

ปลั๊กตอล็อคแบบ 2 ชั้น

1. การปลดปลั๊กตอ
(1) ปลดล็อคชั้นที่ 2 ออก
(2) ปลดล็อคชั้นแรกออกแลวปลดปลั๊กตอ
1
2

กานล็อค
ล็อค

2. การใสปลั๊กตอ
(1)ใสปลั๊กตอชั้นแรกใหล็อคแนนกอน
(2)กดล็อคชั้นที่ 2 ใหกานล็อคสนิท
1
2

กานล็อค
ล็อค

(2/3)

- 56 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ล็อคปลั๊กตอดวยโบลท

1. การปลดปลั๊กตอ
คลายโบลทดวยไขควง และอื่นๆเพื่อปลด
ปลั๊กตอออก
ขอแนะนํา:
ถาโบลทตามไมคลายออกใหคลาย
โบลทขณะเดียวกับดึงขั้วตอขึ้นใหตึง

1

โบลท

2. การใสปลั๊กตอ
ขันโบลทดวยไขควงและอื่นๆเพื่อใสปลั๊กตอ
ใหแนน
ขอแนะนํา:
ขันโบลทจนกระทั่งรูส ึกตึงมือพอดีและ
แนนสนิท
1

โบลท

(3/3)

- 57 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

คลิป / ขายึด
อุปกรณภายในเชนแผงคอนโซลแผงประตู
จะถูกยึดดวยคลิป เนื่องจากคลิป
มีหลายชนิด
ดังนั้น การถอดคลิปแตละชนิดจะตองใช
วิธีการที่เหมาะสม
1. การถอดคลิป/ขายึด
(1) อางอิงคูมือการซอม
เพื่อดูตาํ แหนงและรูปทรงของคลิป
(2) ใชเทปพันปลายไขควง
กอนที่จะถอดคลิปเพื่อปองกันการเกิด
ความเสียหายกับชิ้นสวน
(3) เลือกใชเครื่องมือหรือไขควง
เพื่อถอดคลิปใหเหมาะสมกับชนิดของ
คลิปล็อคหรือดึงออกดวยมือ
การดึงคลิปผิดทิศทางอาจเปนสาเหตุ
ทําใหชิ้นสวนเสียหายได
ขอแนะนํา:
คลิปล็อคมีหลายชนิด
ดังนั้นตองตรวจเช็คตําแหนงของคลิป
และอยาทําคลิปหาย
• คลิป
1
2
3
4

- 58 -

แผงขางประตู
ฝาครอบหองเก็บสัมภาระ
แผงบังลมใตกระจก
ฝาครอบมาตรวัดรวม

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

1
2
3
4
5
6
7
8

ขายึด
สวิตชควบคุมไฟหนา
กระจังหนา
ฝาครอบชุดสายไฟดานลาง
แผงบันได
แผงครอบเครื่องเลนวิทยุ/เทป
ฝาครอบมาตรวัดรวม
สวิตชกระจกไฟฟา
แผงครอบเสาเกงหนา
(1/3)

2. การติดตั้งคลิป/ขายึด
(1) เมื่อใชคลิป/ขายึด
การจะนํากลับมาใชใหมไดหรือไม
จะตองพิจารณาจากหัวขอขางลาง:

ขายึดแตกหักหรือไม
• คลิปบิดเบี้ยวหรืองอหรือไม
• ชิ้นสวนที่จะใสคลิปบิดเบี้ยวหรือไม

(2/3)

- 59 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

(2) ใสคลิปใหตรงตําแหนง
และตรวจเช็ควาคลิปเขาไดพอดีเบา
วิธีการใสคลิปขึ้นอยูกับชนิดของคลิป

สําหรับการติดตั้ง
จะตองตรวจเช็คตําแหนงของคลิปกอน
• การติดตัง้ ผิดวิธีอาจทําใหคลิปเสียหาย
ได ดังนั้นจะตองเช็คตําแหนงกอนการ
ติดตั้ง

1
2
3
4

1
2
3
4
5
6
7
8

คลิป
แผงขางประตู
ฝาครอบหองเก็บสัมภาระ
แผงบังลมใตกระจก
แผงครอบมาตรวัดรวม

ขายึด
สวิตชควบคุมไฟหนา
กระจังหนา
ฝาครอบชุดสายไฟดานลาง
แผงบันได
แผงครอบเครื่องเลนวิทยุ/เทป
ฝาครอบมาตรวัดรวม
สวิตชกระจกไฟฟา
แผงครอบเสาเกงหนา
(3/3)

- 60 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

การบัดกรี ”
การบัดกรีจะใชสาํ หรับงานบัดกรีชิ้นสวน
ทางไฟฟาหรือสายไฟ เนื่องจากหัวแรง
จะรอนในขณะจับจะตองมีความระมัดระวัง
ในขณะปฏิบัติงานนิยมใชตะกั่วใน
การบัดกรีถาใสตะกั่วมากไปอาจทําใหเกิด
การลัดวงจร
การบัดกรีจะตองปฏิบัติตามขั้นตอน
ดังตอไปนี้
1. การทําความสะอาด
(1) ขจัดคราบจาระบีนา้ํ มันสนิมหรือ
สิ่งสกปรกออกจากบริเวณทีบ่ ัดกรี
(2) ทําความสะอาดปลายหัวแรง
ขอแนะนํา:
อยาใชกระดาษทราย ขัดปลายหัวแรง
เพื่อปองกันหัวแรงชํารุดใหใชผาเปยก
หรือฟองน้าํ ในการทําความสะอาด
1
2
3

หัวบัดกรี
ฟองน้าํ
ผา
(1/2)

- 61 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

2. การบัดกรี
(1)อุนใหปลายหัวแรงใหมีอุณหภูมิในการ
ทํางาน
(2)กดปลายหัวแรงลงบนพื้นที่ชิ้นสวนที่
ตองการบัดกรีใหรอนเปนเวลาสัก 2-3
วินาที หลังจากนั้นใหทาํ การบัดกรี
ขอแนะนํา:
การใสตะกั่วบัดกรีมากไปอาจทําใหเกิด
การลัดวงจร
(3)หลังจากบัดกรีใหดึงปลายหัวแรงออก
เมือ่ ตะกั่วบัดกรีติดผิวงานแลว
ขอควรระวัง:
• จุดบัดกรีจะตองรอนระวังอยาใหมี
ความรอนสูงอาจทําใหเกิดการไหมได
• อยาสูดดมควันของตะกั่วบัดกรี
เพราะอาจทําใหเกิดอันตรายตอชีวิต
1
2
3

หัวบัดกรี
ตัวเรือนมอเตอรสตารท
แปรงถาน

3.ขอควรระวังกอนการบัดกรีดวยความ
รอนสูง
(1)อยาใชหัวแรงที่มีคาเกิน 30 วัตต
ลงบนชิ้นสวนอิเล็คทรอนิคส เชน ECU
เพราะอาจทําใหชิ้นสวนเกิดความ
เสียหายได
(2) อยากดหัวแรงแชนานเกินความจําเปน
เพราะอาจทําใหชิ้นสวนเกิดความ
เสียหาย
1
2

หัวบัดกรี
ECU
(2/2)

- 62 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ถุงลมนิรภัย
การปฏิบัติเกี่ยวกับถุงลมนิรภัยทํางานไม
ถูกตองหรือใชวิธีที่ผิด ซึ่งอาจทําให
เกิดอุบัตเิ หตุที่รุนแรงในขณะที่ถุงลมนิรภัย
ทํางานการซอมทีผ่ ิดวิธีอาจเปนสาเหตุ
ใหถุงลมนิรภัยทํางานบกพรอง
ดังนั้นเพื่อปองกันขัอผิดพลาดในการปฏิบัติ
งานจะตองอางอิงจากคูมอื ซอม

(1/6)

1. การปองกันการทํางานที่ไมถูกตอง
ECU
ระบบถุงลมนิรภัยจะมีแหลงจายไฟสํารอง
หลังจากที่ทาํ การถอดขั้วลบจะตองรอ
ประมาณ 90 วินาทีกอนที่จะทําการ
ปฏิบัติงาน
การปฏิบัติงานไมถูกวิธีอาจทําใหระบบ
ถุงลมนิรภัยและเข็มขัดนิรภัยชนิดดึงรั้ง
กลับทํางานไมสมบูรณซึ่งจะทําใหเกิด
อันตรายมาก
(1) ยืนยันรหัสวิเคราะหปญหา
(2) บิดสวิตชกุญแจไปตําแหนง "LOCK"
(3) ปลดขั้วลบ (-) แบตเตอรี่
(4) รอประมาณ 90วินาทีเริ่มทําการ
ถอดประกอบชุดถุงลมนิรภัย
1
2
3

เครื่องมือวิเคราะหปญหา
ขั้วลบ (-) แบตเตอรี่
ขั้วตอถุงลมนิรภัย
(2/6)

- 63 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

2. การปลดและตอขั้วตอถุงลมนิรภัย
ขั้วตอและชุดสายไฟของถุงลมนิรภัย
จะมีสีเหลืองและใชขั้วตอชนิดพิเศษดวย
ชนิดของขั้วตอระบบถุงลมนริภัยมีดังนี้
(ชุดเซ็นเซอรถุงลมนิรภัยตัวกลาง/
แปนพวงมาลัย และอื่นๆ ) เปนตน
• แบบเลื่อน
(1) ปลดขั้วตอ
ใหดึงตัวเลือ่ นเพื่อปลดล็อคของขั้วตอ
จากนั้นใหดึงขั้วตอออก
(2) การใสขั้วตอ
ขั้วตอจะล็อคเองโดยอัตโนมัติขณะสวมเขา
ดวยกัน
• แบบล็อค 2 ชั้น
(1)ปลดขั้วตอ
ถอดตัวล็อคชั้นที่ 2 ออกกอนโดยทําการ
ดึงขึ้น จากนั้นถอดตัวล็อคชั้นที่ 1ออก
โดยการจับที่ขั้วตอแลวดึงออก
(2)การใสขั้วตอ
สวมขั้วตอเขาดวยกันจนกระทั่งล็อคชั้นที่ 1
ล็อคเขาที่ จากนั้นใหกดล็อคชั้นที่ 2 เขา
1
2

แบบเลื่อน
แบบล็อค 2 ชั้น
(3/6)

- 64 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

3. ขอควรระวังเบื้องตนในการถอด/
ติดตั้งถุงลมนิรภัย SRS
(1) การปฏิบัติเกี่ยวกับชุดสายไฟขด
เมื่อถอดและติดตั้งพวงมาลัยตองแนใจวา
ประกอบชุดสายไฟขดไดตาํ แหนงกึ่งกลาง
<1>หมุนสายไฟขดทวนเข็มนาฬิกาจน
กระทั่งล็อค
ขอแนะนํา:
สายไฟขดจะหมุนไดมากที่สุด 5 รอบ
<2>หมุนสายไฟขดตามเข็มนาฬิกาจาก
ตําแหนงล็อคไป 2.5 รอบและตรงกับ
เครื่องหมายกึ่งกลางตําแหนงดังแสดง
ในรูป
คําเตือน:
ถาเครื่องหมายและจํานวนรอบของ
สายไฟขดไมตรงอาจทําใหสายไฟขด
เสียหาย
1
2

สายไฟขด
เครือ่ งหมายกึ่งกลาง
(4/6)

(2) การวางแปนพวงมาลัย
• หลังจากถอดแปนพวงมาลัยออกมา
จะตองใหวางใหแปนพวงมาลัยอยูดาน
บน
• ในขณะที่ทา
ํ การวางแปนพวงมาลัย
หามนําสิ่งของหรือวัตถุ อื่นๆ
วางไวดานบนถุงลมนิรภัย
และหามวางใหดานถุงลมนิรภัยคว่าํ ลง
ขอควรระวัง:
ในขณะถอดแปนพวงมาลัยออกมา
และวางคว่าํ ลง ถาถุงลมนิรภัยทํางาน
ในขณะนั้นจะทําใหเกิดอุบัติเหตุที่ราย
แรงได
1

แปนแตร
(5/6)

- 65 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

(3)การตรวจเช็คโดยใชมลั ติมิเตอร
หามทําการวัดคาความตานทานของชุด
เซ็นเซอรกลางถุงลมนิรภัย
ขอควรระวัง:
ถาใชมลั ติเตอรวัดคาความตานทาน
อาจทําใหถุงลมนิรภัย และเข็มขัด
นิรภัยแบบดึงกลับลวงหนา ทํางาน
เพราะวามัลติมิเตอรจะจายไฟ
ไปยังชนวนของชุดถุงลมนิรภัยและ
เข็มขัดซึ่งจะเปนอันตรายมาก
1
2
3
4

ขั้วตอถุงลมนิรภัย
มัลติมเิ ตอร
ชุดเซ็นเซอรกลางถุงลมนิรภัย
แปนแตรพวงมาลัย
(มีระบบถุงลมนิรภัย)

(4) อื่นๆ
• จะมีฉลากเตือนติดไว
และตองปฏิบัติตามอยางเครงครัด
• หามทําการถอดแยกชิ้นสวน
• หามนําถุงลมนิรภัยจากรถคันอื่นมาใช
• หามเขาใกลกับความรอนสูงหรือสัมผัส
กับเปลวไฟโดยตรง
• หามทาจารบี น้า
ํ ยาทําความสะอาด
น้าํ มันหลอลื่น หรือความชื้นอื่นๆ ที่
ชุดถุงลม ถามีความชืน้ เกิดขึ้น
ใหรบี เช็ดออก
• ใหกา
ํ จัดถุงลมนิรภัยทิ้ง หลังจาก
ถุงลมนิรภัยทํางานแลว
คําเตือน:
คําเตือนตางๆ นอกจากดานบน
ใหอา งอิงจากคูมือการซอม
(6/6)

- 66 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

คําแนะนําสําหรับการวัดและการตรวจสอบ

ระยะหางชองวางน้ํามัน
ระยะหางที่กลาวถึงเปนการเวนระยะที่
เหมาะสมของชิ้นสวน 2 ชิ้น
เพื่อใหนา้ํ มันเครื่องเขาไปอยูระหวางระยะ
หาง เพื่อเปนการหลอลื่นระหวางชิ้นสวนดี
ดังนั้นตองตรวจสอบใหระยะหางอยูในคา
ตามกําหนด เพื่อปองกันการติดขัด
และมีเสียงดัง
การทําใหระยะหางอยูในคาที่เหมาะสม
ทําการปรับตั้งระยะหางใหอยูในคากําหนด
หรือเปลี่ยนชิ้นสวนที่สึกหรอ
1
2
3
4
5

ระยะหางปกติ
ระยะหางระหวางชิ้นสวนมาก
ระยะหางระหวางชิ้นสวนนอย
น้าํ มันหลอลื่น ี
ลูกสูบ

แนวรัศมีและแนวรุน

วิธีการวัดระยะหางระหวางชิ้นสวน
• การวัดดวยการคํานวณ
• ”การวัดโดยใชพลาสติกเกจ
• การวัดโดยใชไดอัลเกจ
• ”การวัดโดยใชฟลเลอรเกจ

1
A

ไดอัลเกจ
ระยะหางในแนวรุน

2
B

เฟองเกียร 5 บนเพลาสงกําลัง
ระยะหางในแนวรัศมี

ขอแนะนํา:
• ระยะหางมากกวาคาอางอิงที่กา
ํ หนด
จะกอใหเกิดเสียงดังผิดปกติและการ
สั่นสะเทือน
• ระยะหางนอยกวาคาอางอิงที่กา
ํ หนด
กอใหเกิดการติดขัดหรือชิ้นสวนเกิด
ความเสียหาย
• ระยะหางมากขึ้นในสภาพปกติ
เพราะวามันสึกหรอเนื่องจากการ
ใชงาน ดังนั้นเมื่อมีการวัดระยะหาง
นองกวาคาอางอิง ใหสงสัยไววา
เกินการผิดพลาดในการวัด
(1/5)

- 67 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

1. การวัดดวยการคํานวณ
คํานวณระยะหางระหวางชิ้นสวนโดยใช
ขนาดของชิน้ สวน 2 สวนที่วัดได

1
3
5
7
9
A
C

ไซลินเดอรเกจ
ไมโครมิเตอร
ระยะหางระหวางชิ้นสวน
ลูกสูบ
ระยะหางระหวางชิ้นสวน
เสนผาศูนยกลางดานใน
ความกวางของรอง

2
4
6
8

(1)วัดเสนผาศูนยกลางดานในและเสน
ผาศูนยกลางดานนอก
ระยะหางระหวางชิ้นสวน=เสนผาศูนย
กลางภายใน -เสนผาศูนยกลางภายนอก
ในชิ้นสวนที่เปนรูปทรงกระบอก
มีวิธีการวัดอยางอืน่ ๆ อีก
• มีลักษณะเปนเทเปอร
• มีลักษณะเปนวงรี
อางอิงหนวยของ "การวัด"

เสื้อสูบ
ลูกสูบ
เวอรเนียรคาลิปเปอร
กามปู

(2)การวัดความหนา
และรองบากของชิ้นสวน
ระยะหางระหวางชิ้นสวน=ความกวาง
ของรอง - ความหนา

B

ี เสนผาศูนยกลางดานนอก
D ความหนา
(2/5)

- 68 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

2. การวัดโดยใชพลาสติกเกจ
การวัดพลาสติกเกจที่มกี ารยุบตัวตาม
จํานวนตารางคากําหนดของชองวางของ
แบริ่งเพลาขอเหวี่ยง และแบริ่งกานสูบ
ถาระยะชองวางน้าํ มันหลอลื่นนอยไปจะทํา
ใหเกจแบนมากและชองของตารางความ
แบนจะเพิ่มขึ้น
ถาระยะชองวางน้าํ มันหลอลื่นมากไปจะ
ทําใหเกจแบนนอยและชองของตารางความ
แบนจะนอยลง

1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12

(1)ทําความสะอาดคราบน้าํ มันหรือฝุน
บริเวณที่จะทําการวัดและประกับแบริ่ง

พลาสติกเกจ
ประแจวัดแรงบิด
สวนที่กวางที่สุดของพลาสติกเกจ
เพลาขอเหวี่ยง
แบริ่งกานสูบ
ฝาประกับกานสูบ
กานสูบ
ชองวางน้าํ มัน
เพิ่ม
ชองวางที่นอย
ลด
ชองวางที่มาก

(2)นําเกจมาทาบเทากับความกวางของ
ปะกับแบริ่งและหักออกทีละอันจากซอง
(3)นําเกจที่หักออกจากซองและจัดวาง
ใหขนานตามขอของเพลาที่จะทํา
การวัด
(4)ขันประกับแบริ่งตามคาแรงขันที่
กําหนด
คําเตือน:
หามหมุนเพลาขณะทําการขันประกับ
แบริง่
การวัดคาจะไมสมบรูณถาเพลามีการ
หมุน
(5)ถอดประกับแบริ่ง
(6)อานคาความแตกตางของแรงกดบน
พลาสติกเกจจากแถบวัดบนซองของเกจ
ขอแนะนํา:
ถาแรงกดเกิดความแตกตางบนเกจที่
ถูกอัดทําใหขนาดความแบนของเกจไม
เทากันใหทาํ การวัดและอานคากําหนด
ตามขนาดที่ติดตั้งบนซองเกจ

(3/5)

- 69 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

3. การวัดโดยใชไดอัลเกจ
มีการเคลื่อนตัวของชิ้นสวนในแนวรุนหรือ
ในแนวรัศมีในชิ้นสวนที่มกี ารประกอบแลว
ดังนั้นจึงตองมีการวัดระยะหางตามการ
เคลื่อนตัวของชิ้นสวน
(1)ปรับปลายเข็มวัดไดอัลเกจในตําแหนง
การวัดชิ้นสวนที่เหมาะสม
(2)ขยับชิ้นสวนและทําการวัดระยะชองวาง

1
3
5
7

ไดอัลเกจ
ระยะหางในแนวรัศมี น
เกียร
แผนโลหะ

2
4
6
8

ขอแนะนํา:
• ติดตั้งฐานแมเหล็กในตําแหนงที่มั่นคง
• เมื่อทําการวัดชิ้นสวนที่เปนอลูมเิ นียม
เชนเครื่องยนตและเกียรใหยึดฐาน
แมเหล็กบนแทนงานซอมใหญจึงจะ
สามารถใหแมเหล็กยึดติดแนนในที่ตงั้
ไดหรือใชแผนเหล็กยึดชิ้นสวนดวย
โบลทและจึงทําการติดตั้งฐาน
แมเหล็กและทําการปรับเกจที่ชิ้นสวน
การวัดใหเหมาะสม

ฐานแมเหล็ก
ระยะหางในแนวรุน
เพลาสงกําลังของเกียร
ฝาสูบ

(4/5)

4. การวัดโดยใชฟลเลอรเกจ
สอดฟลเลอรเกจในชองวางของแหวนลูกสูบ
และทําการวัดคาสูงสุดที่วัดเขาไปใน
แนวนอน
ขอแนะนํา:
• ฟลเลอรเกจอานไดจากคาความหนา
บนเกจ ดวยความฝดเล็กนอย
แตไมฝดจนติด
1
2
3

ฟลเลอรเกจ
แหวนลูกสูบ
ลูกสูบ
(5/5)

- 70 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

การวัดคา
ถาชิ้นสวนแตละสวนที่ติดตั้งในรถยนตไมมี
การทําใหอยูในคากําหนดมาตรฐาน
อาจเกิดเสียงดังผิดปกติ
และเกิดการสึกหรอผิดปกติได
ตามภาพเปนการวัดเกี่ยวกับเรื่องขนาดของ
ชิ้นสวน ขึ้นอยูกับตําแหนงการวัด
โดยการเลือกเครื่องมือวัดใหเหมาะสม
กับชิ้นงาน
• การวัดความเอียงของชิ้นสวน
• การวัดความยาวและความหนา
• การวัดเสนผาศูนยกลางดานในและ
ดานนอก
1
2
3
4
5
6
7
8
9

คาความเอียง
ความยาว
เสนผาศูนยกลางดานนอก
เหล็กฉาก
สปริงวาลว
วาลว
เวอรเนียรคาลิปเปอร
ไมโครมิเตอร
เพลาสงกําลัง

ขอแนะนํา:
แทนวัดระดับ
แทนวัดระดับจะแบนเรียบทําขึ้นจาก
จําพวกทองเหลืองและโดยสวนใหญ
ใชรว มกับไดอัลเกจแทนวัดระดับ
จะวางอยูอยางมั่นคง ดังนั้นมันถูกใช
สําหรับการวัดคามาตรฐาน
1
2
3

ตรวจสอบความคดงอ (รันเอาท)
ตรวจสอบมุมเอียง
แทนวัดระดับ
(1/5)

- 71 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

1. วัดความเอียงของสปริงวาลว
ในการวัดความเอียง วัดมุมของชิ้นสวน
(1)วางสปริงวาลวบนแทนวัดระดับ
(2)นําเหล็กฉากวางทาบกับสปริง
(3)เลือกความหนาของฟลเลอรเกจตาม
คาที่กาํ หนดที่สามารถวัดในตําแหนงที่
มีระยะหางที่เหมาะสมในขณะที่ทาํ การ
หมุนสปริง
ขอแนะนํา:
เมือ่ ทําการวัดดวยฟลเลอรเกจปรากฎ
วาความเอียงมากกวาคาที่กาํ หนดให
เปลีย่ นสปริงใหม
1
2
3
4

แทนวัดระดับ
เหล็กฉาก
ฟลเลอรเกจ
สปริงวาลว
(2/5)

2. การวัดคาความยาวและความหนา
ใชเวอรเนียรคาลิปเปอร หรือ ไมโครมิเตอร
เพื่อวัดความยาวและความหนา
วัดตําแหนงหนาสัมผัสที่มีการเคลื่อนตัว
จุดที่มีการสึกหรอมากที่สุด ถาคาที่วัดได
มีมากกวา 1 คา ใหอานคาที่นอยที่สุด

1
2
3
4
5
6
A
B

เวอรเนียรคาลิปเปอร
แปรงถาน
ตําแหนงการวัด (สึกหรอมากที่สุด)
สเตเตอร
ไมโครมิเตอร
ลูกถวยกดวาลว
ความยาว
ความหนา
(3/5)

- 72 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

3. การวัดคาเสนผาศูนยกลางภายใน
และภายนอก
โดยทั่วไปแลว ชิ้นสวนจะสึกหรอไมเทากัน
ดังนั้นตองเช็คสวนทีม่ ีการสึกหรอและวัด
คาที่ผิดปกติ ในที่นี้กลาวถึงมุมเรียว
และมุมรี สําหรับในสวนนี้ชิ้นสวนบางชิ้น
ระบุตาํ แหนงของการวัด
(1) เสนผาศูนยกลางภายใน
ใชเวอรเนียรคาลิปเปอร
ไซลินเดอรเกจหรือคาลิปเปอรเกจ
วัดเสนผาศูนยกลางภายในของชิ้นสวน
พิจารณาวามีการสึกหรอผิดปกติหรือไม
วัดชิ้นสวนหลายๆ ตําแหนง
และอานคาที่มากที่สุด
(2)เสนผาศูนยกลางภายนอก
ใชเวอรเนียรคาลิปเปอรหรือไมโครมิเตอร
วัดเสนผาศูนยกลางดานนอกของชิ้นสวน
พิจารณามีการสึกหรอผิดปกติหรือไม
วัดชิ้นสวนหลายๆ
ตําแหนงและอานคาที่นอยที่สุด
1
2
A
B

ไซลินเดอรเกจ
ไมโครมิเตอร
เสนผาศูนยกลางภายใน
เสนผาศูนยกลางภายนอก
(4/5)

- 73 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

(3)มีลักษณะเปนมุมเทเปอร
การวัดคาเพื่อตรวจเช็คชิ้นสวนใดสวนหนึ่ง
มีการสึกหรอเปนเทเปอรหรือไม
ใหทาํ การวัดคาเสนผาศูนยกลางภายใน 3
ตําแหนงดวยกัน คือ ดานบน สวนกลาง
และดานลาง ตามรูป A,B,C
(4)มีลักษณะเปนวงรี
การวัดคาเพื่อตรวจเช็คชิ้นสวนวาสวนใด
สวนหนึ่งมีการสึกหรอเปนรูปวงรี หรือไม
ใหทาํ การวัดเสนผาศูนยกลางภายใน 2
ตําแหนงดวยกันตามแนวเสนทแยงมุมตาม
รูป a และ b

1
2

มีลักษณะเปนมุมเทเปอร
มีลักษณะเปนวงรี
(5/5)

- 74 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

การตรวจสอบความคดงอของเพลา
ถาเพลามีการบิดเบี้ยว
ถูกกระแทกเปนรอยขรุขระจนไมอาจหมุน
เลื่อนไดคลอง
การตรวจสอบ
(1)วางบล็อกรูปตัววี (V)บนแทนระดับ
เพื่อรองรับขอเพลา 2 ขาง
(2)วางชุดไดอัลเกจบนแทนระดับใชปลาย
เข็มจับที่มุมตรงขอตอสวนกลางของ
เพลาใหเหมาะสม
ทําการวัดคาการแกวงตัวของเพลาขณะ
ทําการหมุน a
ขอแนะนํา:
วิธีขั้นตอนการวัดใหดูจากรูปภาพ
• การอานคาการวัดอยางถูกตอง
ใหทาํ การหมุนเพลาอยางชาๆ
• ¶éÒ¤èҢͧ¡ÒÃÇÑ´à»ÅÕÂ
è ¹ä»ÁÒËÃ×Í¢Öé¹æ
ŧæãËéËÅÕ¡àÅÕ觨ҡÃÙ¹éÓÁѹ¢Í§
¢éÍà¾ÅÒ·Õè·Ó¡ÒÃÇÑ´
1
2
3
4
5

แทนวัดระดับ
ไดอัลเกจ
บล็อกรูปตัววี
ฐานแมเหล็ก
เพลาสงกําลังของเกียร
(1/1)

- 75 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

การตรวจสอบความโกงงอ
การโกงตัวของผิวหนาสัมผัสระหวาง
ชิ้นสวนจะทําใหเกิดการรั่วของกาซ
หรือของเหลว
การตรวจสอบ
(1) ใชไมบรรทัดเหล็ก และฟลเลอรเกจ
ตรวจสอบเสื้อสูบตามแนวตั้ง แนวนอน
และตามแนวทะแยงมุมใน 6
ตําแหนงตามรูปที่แสดง
(2) ตรวจเช็ควาความหนาของฟลเลอรเกจ
ไมเกินคากําหนดเมื่อสอดเขาวัดชอง
วางระหวางไมบรรทัดเหล็กกับเสื้อสูบ
คําเตือน:
ถามีความโกงตัวเกินคากําหนด
ใหเปลี่ยนชิ้นสวนที่เกี่ยวของ
1
2
3

ไมบรรทัดเหล็ก
ฟลเลอรเกจ
เสื้อสูบ
(1/1)

แบ็คแลช
แบ็คแล็ช คือ ระยะฟรีในทิศทางการหมุน
เฟองระหวางฟนเฟองแบ็คแลช จะยอมให
เฟองเกียรสามารถหมุนในทิศทางที่
ตองการ ซึ่งจะปองกันจากการติดขัดของ
เฟองเกียรหรือเสียงดังของเฟอง
1
2
3

ปกติ
มาก
นอย
(1/4)

- 76 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

1. การวัดระยะแบ็คแลช
เมื่อทําการวัดระยะแบ็คแลชจะตองให
ชิ้นสวนหนึ่งอยูกับที่และใหอีกชิ้นสวน
ขยับตัว วัดระยะแบ็คแลชประมาณ 3
ตําแหนงขึ้นไป

เฟองขางของชุดเฟองทาย

(1)ติดตั้งไดอัลเกจเขากับเสื้อเฟองทาย
และจัดตําแหนงเข็มไดอัลเกจเพื่อทํา
การวัดเขาที่ฟนเฟองขาง
(2)กดเฟองดอกจอกที่เสื้อเฟองทาย
ขยับหมุนเฟองขางในทิศทางเปน
วงกลมเพื่อจัดระยะแบ็คแลชของ
เฟองขาง และเฟองดอกจอก

1
2
3
4

ไดอัลเกจ
ฐานแมเหล็ก
เฟองขาง
เฟองพิเนียน

เฟองบายศรีเฟองทายหลัง

(1)ติดตั้งไดอัลเกจเขากับเสื้อเฟองทาย
และปรับปลายเข็มไดอัลเกจใหสัมผัส
กับเฟองบายศรี
(2)จับเฟองเดือยหมูและขยับหมุนเฟอง
บายศรีในทิศทางวงกลมเพื่อวัดระยะ
แบ็คแลชเฟองบายศรีและเฟองเดือยหมู
1
2
3
4
5

ไดอัลเกจ
ฐานแมเหล็ก
เฟองเดือยหมู
เฟองบายศรี
เฟองทายหลัง
(2/4)

- 77 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

2. ปรับตั้งระยะแบ็คแล็ช
การปรับระยะแบ็คแลชมี 2 วิธี
• ปรับตั้งดวยแผนชิม
(ในเสื้อดานเฟองขาง)
ความหนาของแผนชิมของเฟองขางมีหลาย
ชนิด ถามีการเปลี่ยนจะทําใหระยะ
แบ็คแลชเปลี่ยนแปลง
(1)ใชไดอัลเกจวัดระยะแบ็คแลชของ
เฟองขาง

1
3
5
A

ไดอัลเกจ
เสื้อเฟองทาย
เฟองพิเนียน
คาแบ็คแลชนอย

2
4
6
B

(2)เมื่อปรับตั้งระยะแบ็คแลชไดคาที่
ตองการถอดเฟองขางเฟองทายเพื่อ
เลือกแผนชิมใหม

ฐานแมเหล็ก
เฟองขาง
แผนชิม จ
คาแบ็คแลชมาก

(3)เลือกแผนชิมตามขนาดที่ตองการ
(4)ประกอบเสื้อเฟองทาย
(5)วัดคาระยะแบ็คแลชและปรับหา
คาความหนาของแผนชิมหลายๆ
ครัง้ จนกระทั่งไดคาแผนชิมตามที่
ตองการ
ขอแนะนํา:
• การวัดระยะแบ็คแลชเฟองขางจะมี
แผนชิมหลายขนาด ดังนั้นในการหา
คาแผนชิมจะตองทําการปรับโดยการ
ถอด ประกอบหลายๆครั้งตามที่
ตองการ
• ถาแผนชิมหนาระยะแบ็คแลชจะนอย
และถาแผนชิมบางระยะแบ็คแลชจะ
เพิ่มขึ้น
(3/4)

- 78 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ปรับตั้งโดยใชนัตปรับตั้ง
(เฟองบายศรีและเฟองเดือยหมู
เฟองทายหลัง)
เลื่อนเสื้อเฟองทายโดยการหมุนเฟอง
บายศรีซาย-ขวาและขันนัตปรับตั้ง
ระยะแบ็คแลช
ขอแนะนํา:
• ปรับพรีโหลดลูกปนของลูกปนดานขาง
ลวงหนา ซึ่งจะมีการเปลี่ยนคา
พรีโหลดลูกปนดานขาง
• หมุนนัตปรับตั้งเขาซาย-ขวาใหเทาๆ
กันในระหวางทําขั้นตอนนี้จะตองหมุน
ดานหนึ่งแลวคลายดานหนึ่ง
1
2
3
4
5

นัตปรับตั้ง
เฟองบายศรี
เฟองเดือยหมู
เสื้อเฟองทาย
ไดอัลเกจ
(4/4)

พรีโหลด
พรีโหลดคือการปรับตั้งความตึงของลูกปน
ในสภาวะที่รับภาระหรือในขณะที่ไมมีภาระ
จุดประสงคของการปรับพรีโหลด
คือการปองกันการติดขัดของลูกปน
ซึ่งจะชวยผอนแรงกระชากของลูกปนที่จะ
กระทําตอเพลา
โดยทั่วไปในตําแหนงที่เกิดแรงกระทํามาก
จะใชลกู ปนชนิดเทเปอร
ซึ่งแรงทีก่ ระทําตอลูกปนจะไปดันแผนประ
กับลูกปนดานนอก
1
2
3

แบริ่งแบบเทเปอร
แผนประกับลูกปนดานนอก
แผนประกับลูกปนดานใน
(1/7)

- 79 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

1. วิธีการวัด
มีวิธีการอยู 2 แบบสําหรับการวัดพรีโหลด
• วัดเมื่อเริ่มมีแรงบิด
วัดแรงบิดเมื่อชิ้นสวนเริ่มหมุนแรงบิด
เริ่มตนจะมากกวาการเลือ่ นของแรงบิด
ปกติ
1
2
3

ประแจวัดแรงบิด
หนาแปลนเฟองทาย
เพลาเฟองเดือยหมู

วัดโดยการใชตาชั่งสปริง
วัดแรงบิดของชิ้นสวนทีม่ ีการหมุน
(1)กอนปรับพรีโหลดหมุนหรือดึงตาชั่ง
สปริงหลายๆ ครั้งเพื่อทําการวัด
(2)วัดคาพรีโหลดดวยประแจวัดแรงบิด
หรือตาชั่งสปริง
1
2

ตาชั่งสปริง
ดุมลอ

(2/7)

2. วิธีการปรับตั้ง
วิธีการปรับตั้งพรีโหลดมี 3 วิธี
A
B
C

1
2
3

ปรับตั้งดวยแผนชิม
ปรับตั้งดวยนัตปรับตัง้
ปรับตั้งดวยสเปเซอร
แผนชิม
นัตปรับตั้ง
สเปเซอร
(3/7)

- 80 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ปรับตั้งดวยแผนชิม
(ลูกปนขางเฟองทายของรถขับ
เคลื่อนลอหนา)
ปรับความตึงของลูกปนโดยเปลีย่ นขนาด
แผนชิมของลูกปนขาง
(1)ประกอบเสื้อเฟองทาย
(2)หมุนชุดเฟองทายตามเข็มหรือทวนเข็ม
นาฬิกาจนลูกปนมีคาความตึงพอดี
(3)วัดพรีโหลด

1
2
3
4
5

(4)ถาพรีโหลดไมอยูในคากําหนดปรับ
คาพรีโหลดโดยการเปลีย่ นขนาดความ
หนาของแผนชิม

เสื้อเฟองทาย
เสื้อเกียร
เสื้อเกียร
แผนชิม
ประแจวัดคาแรงบิด

ขอแนะนํา:
• การปรับพรีโหลดโดยการเปลีย
่ นแผน
ชิมดานหลังของลูกปนขางการเปลีย่ น
แผนชิมจะตองทดลองปรับหลายๆ
ครั้งถอดประกอบชุดเฟองทายหลายๆ
ครั้งจะไดคาตามที่ตองการ
• เมื่อทําการเปลี่ยนแผนชิมใชแผนชิม
ใหไดคาความหนาตามที่ตองการ
• ถาใชแผนชิมหนาคาพรีโหลดจะเพิ่ม
ขึ้นในทางกลับกันถาใชแผนชิมบางคา
พรีโหลดจะลดลง
(4/7)

- 81 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ปรับตั้งโดยใชนัตปรับตั้ง
(ลูกปนขางเฟองทายของรถขับ
เคลื่อนลอหลัง)
ปรับตั้งโดยการใชนัตปรับตั้ง
(1)วางไดอัลเกจใสดานหลังของนัตปรับตั้ง
ที่ดานขวาของเฟองบายศรี
(2)ขันนัตปรับตั้งเขาหาเฟองบายศรี
จนกระทั่งเข็มไดอัลเกจเริ่มกระดิก
(ตําแหนงพรีโหลดเปนศูนย)

1
2
3
4
5
6
7
8

(3)จากพรีโหลดเปนศูนยขันนัตปรับตั้ง
ดานเฟองเดือยหมูเขาไปอีก 1 ถึง 1.5
เกลียว และเพิ่มพรีโหลดลูกปนขาง

ฐานแมเหล็ก
ไดอัลเกจ
นัตปรับตั้ง
ริงเกียร
1 ถึง 1.5 นัต (ขันนัตปรับตัง้ )
ประแจวัดแรงบิด
หนาแปลนเฟองทาย
แบริ่งแบบเทเปอร

(4)วัดคาพรีโหลด
(5)ปรับพรีโหลดโดยหมุนนัตปรับตั้ง
เพื่อที่จะวัด จนไดคาทีก่ าํ หนด
ขอแนะนํา:
• ถาขันนัตปรับตั้งมากเกินไป
คาพรีโหลดจะเพิ่มขึ้นถาขันนัต
ปรับตั้งนอยไป คาพรีโหลดลดลง
• ในการปรับตั้งพรีโหลดชนิดนี้
การวัดพรีโหลดดานใดดานหนึ่งเปน
เรื่องยากดังนั้นการวัดตองวัดพรีโหลด
รวมที่กระทําตอเฟองเดือยหมูและ
ลูกปนขาง
(5/7)

- 82 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

การปรับตั้งโดยใชนัตปรับตั้ง
(ลูกปนดุมลอ)
การปรับตั้งประเภทนี้ลูกปนจะเปนชนิด
เทเปอรของดุมลอ
การปรับพรีโหลดโดยใชการขันนัตในการ
ปรับตั้ง
(1)ขันนัตปรับตั้งใหไดแรงบิดตามคาที่
กําหนด
(2)หมุนดุมเพลาลอหนาหลายๆ ครั้ง
จนกระทั่งลูกปนรูสึกตึงมือ
(3)คลายนัตปรับตั้งจนสามารถหมุนดวย
มือได
(4)ปรับพรีโหลดในขณะที่ขันนัตปรับตั้ง
ขอแนะนํา:
ถาขันนัตปรับตั้งมากเกินไปคาพรีโหลด
จะเพิ่มขึ้น ถาขันนัตปรับตั้งนอยไป
คาพรีโหลดลดลง
1
2
3

ดุมลอ
ประแจวัดคาแรงบิด
ตาชั่งสปริง
(6/7)

- 83 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ปรับตั้งดวยปลอกรอง
(พิเนียนเกียรของเฟองทายหลัง
ของรถขับเคลื่อนลอหลัง)
ปรับตั้งโหลดทีพ่ ยายามกระทํากับแบริ่งโดย
การขันนัตปลอกยุบ
ในกรณีของไฮลักซ LN 19#
(1)ขันนัตยึดหนาแปลนใหไดคาแรงขันที่
กําหนด
คาแรงขันที่กาํ หนด: 108 นิวตัน-เมตร
(1,100 กก.-ซม., 80 ฟุต-ปอนด)
1
2
3
4
5

(2)วัดคาพรีโหลด

ประแจวัดคาแรงบิด
หนาแปลนเฟองทาย
ชองวางใหยุบตัว
นัต
ปลอกแบริ่ง

(3)ถาคาพรีโหลดไมเพียงพอใหขันนัต
เขาไปดวยแรงขันเพิ่มขึ้นครั้งละ 13
นิวตัน-เมตร (130 กก.-ซม, 9 ฟุตปอนด) แลวทําการวัดคาพรีโหลด
ทําการปรับไปเรื่อยๆจนกระทัง่ คา
พรีโหลดไดคาตามกําหนด
(4)เมื่อทําการขันนัตจนไดคาแรงขันมาก
กวาคากําหนดแตถาคาพรีโหลดยังไม
ไดตามคาที่กาํ หนดใหเปลี่ยนปลอกยุบ
แลวทําการปรับตัง้ ใหม
คาแรงขันสูงสุด: 343 นิวตัน-เมตร
(3,500 กก.-ซม., 253 ฟุต-ปอนด)
ขอแนะนํา:
ปลอกยุบไมสามารถนํากลับมาใชไดอีก
(7/7)

- 84 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

การตรวจสอบความเสียหาย/แตกราว
ตรวจสอบรอยแตกราวและความเสียหายที่
เสื้อสูบกับฝาสูบ และสวนอื่นๆ
โดยการตรวจสอบดวยสายตา
หรือใชสเปรยตรวจสอบรอยแตกราว
และรอยรั่วที่มีขนาดเล็กทีไ่ มสามารถตรวจ
ดวยสายตาได
การตรวจสอบโดยใชสเปรย
การตรวจสอบนี้ใชตรวจสอบการรั่ว
และการแตกราวของหนาสัมผัส
โดยมีสเปรยที่ใชอยู 3 ชนิด:
สเปรยฉีดเขาตามรอยแตกราวมีสีแดง
สเปรยทาํ ความสะอาดมีสีนา้ํ เงิน
และสเปรยเรงปฎิกิริยามีสีขาว
1.ทําความสะอาดบริเวณที่จะตรวจสอบ
2.ฉีดสเปรยและปลอยใหผิวสัมผัสแหง
(สีแดง)
3.ทําความสะอาดโดยฉีดสเปรย
(สีน้ําเงิน)
4.ฉีดสเปรยเรงปฎิกิริยา (สีขาว)
5.รอยแตกราวตางๆจะปรากฎขึ้นเปน
สีแดง
1

ฝาสูบ
(1/1)

- 85 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

การทําความสะอาด/การลาง
1.วัตถุประสงคของการทําความสะอาด/
การลาง
(1)นําเอาเขมาคารบอนและอื่นๆที่สะสม
อยูออกจากชิ้นสวน เพื่อการทําหนาที่
ไดอยางสมบูรณ และมีประสิทธิภาพ
(2)การนําเอาสิ่งสกปรกออกเพื่อความ
แมนยําในการวัด และการตรวจสอบ
(3)การนําเอาสิ่งแปลกปลอมออกเพื่อ
ประกอบชิ้นสวนไดอยางแมนยําและ
ถูกตอง
1
2
3
4
5
6

วาลว
ไดอัลเกจ
หนาแปลนเฟองทาย
เพลาขอเหวี่ยง
แบริ่งประกับเพลาขอเหวี่ยงตัวลาง
ประกับแบริ่งเพลาขอเหวี่ยง
(1/6)

2. การใชมีดขูดประเก็น, แปรงลวด
และหินขัด
ถามีเขมาคารบอนติดแนนที่ชิ้นสวน
ใหขูดดวยมีดขูดประเก็น และทําความ
สะอาดดวยแปรงลวด และหินขัด
คําเตือน:
• การใชแปรงลวดจะทําใหชิ้นสวนทีเ่ ปน
พลาสติกเกิดความเสียหายเลือกแปรง
ใหเหมาะสมตามวัสดุที่ใชทาํ ชิ้นสวน
• ระมัดระวังไมใหหนาสัมผัสที่มีการติด
แนนของสิ่งสกปรกเกิดเสียรูปและ
เสียหายได
1
2
3
4
5

มีดขูดปะเก็น
หินขัด
แปรงลวด
ฝาสูบ
กานสูบ
(2/6)

- 86 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

ขอมูลอางอิง:
วาลวของเครื่องยนต
ในวาลวไอดี และวาลวไอเสีย
มีคราบเขมาคารบอนสะสมอยูมากบริเวณ
หลังวาลวนําออกโดยใชแทนสวานเจาะ
และอื่นๆ
1. ประยุกตใชอุปกรณที่จะชวยนําเขมา
ออกจากวาลว
2. ยึดจับวาลวเขากับแทนสวานเจาะใชมีด
ขูดปะเก็นหรือกระดาษทราย เพื่อนํา
เขมาคารบอนที่สะสมออกขณะสวาน
ทํางานหมุน
1
2
3

วาลว
กระดาษทราย
แทนสวานเจาะ
(1/1)

3. การใชน้ํามันลาง
ใชแปรง และอื่นๆทําความสะอาด
ดวยน้าํ มันลาง
คําเตือน:
• น้า
ํ มันกาดหรือน้าํ มันเบนซินจะเปน
สาเหตุใหชิ้นสวนที่เปนยางหรือ
พลาสติกเสื่อมสภาพ ดังนั้นไมควรใช
กับชิ้นสวนเหลานี้
• หลังจากทําความสะอาดดวยน้า
ํ มัน
กาดหรือน้าํ มันเบนซินใหลางดวยน้าํ
เสมอ เมือ่ ชิ้นสวนมีความชื้นและเกิด
สนิมจะปองกันดวยน้าํ มันหลอลืน่
ซึ่งจะใชนา้ํ มันหลอลื่นของเครื่องยนต
ชโลมที่ชิ้นสวน
1
2
3

น้าํ มันกาด
แปรงลวด
ฝาสูบ
(3/6)

- 87 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

4. การใชลมแรงดันสูง
ใชปนลมเปาสิ่งสกปรก, ความชื้นและ
น้าํ มันออกดวยแรงดันลมสูง
คําเตือน:
ขณะใชปนลมใหกดหัวเปาลมใหตา่ํ ลง
เพราะวาฝุนที่กระจายออกไปสามารถ
ทําใหเกิดความสกปรกหรือเปน
อันตรายตอสุขภาพได
1
2
3

ปนลม
ดุมเกียร
ความชื้น
(4/6)

5. ลางจาระบีหรือกาวที่หนาสัมผัส
หลังจากการลางมีคราบมันที่หนาสัมผัส
ใหทาํ ความสะอาดดวยน้าํ มันเบนซินและ
อื่นๆ
คําเตือน:
ถามีนา้ํ มันหรือจาระบีอยูบนบริเวณใส
ปะเก็นเหลว ซีลเลอร ปะเก็น และอื่นๆ
จะทําใหนา้ํ ยาเหลานี้ไมสามารถยึด
เกาะติดไดซึ่งเปนสาเหตุการรั่วของ
น้าํ มันได
1
2
3

ผา
อางน้าํ มันเครื่องตัวที่ 1
น้าํ มันเบนซิน
(5/6)

- 88 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

6. การใชสเปรยทําความสะอาดผาเบรก
ฝุนจากผาเบรกจะเปนอันตรายตอสุขภาพ
ดังนั้นการใชสเปรยทาํ ความสะอาดผาเบรก
โดยเฉพาะจะไมทาํ ใหฝุนเบรกกระจายไป
รอบๆ
1
2

ฝกเบรก
สเปรยทาํ ความสะอาดผาเบรก

คําเตือน:
การทําความสะอาดชิ้นสวนเบรก
(ยกเวนสําหรับผาเบรก ฝกเบรก)
หามใชนา้ํ มันเบรกและน้าํ มันอื่นๆ
ลางเชนน้าํ มันกาด หรือน้าํ มันเบนซิน
ควรใชแตนา้ํ มันเบรกเทานั้น
เมือ่ ใชนา้ํ มันลางจะทําใหชิ้นสวนที่เปน
ยางเกิดความเสียหายเชน ยางลูกถวย
น้าํ มันเบรก และมีผลทําให
ประสิทธิภาพในการเบรกลดลง
1
2

การลางดวยเบนซินหรือน้าํ มันกาด
แมปมเบรก
(6/6)

- 89 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

การตรวจสอบดวยสายตา
ตรวจเช็คความผิดปกติหรือความเสียหาย
ของชิ้นสวนดวยสายตา, ถาตรวจเช็คดวย
สายตาพบวามีความเสียหายเกิดขึ้น
ใหตรวจเช็คความผิดปกติของชิ้นสวนที่
เกี่ยวของของชิ้นสวนที่เสียหายดวยและทํา
การเปลีย่ นถาจําเปน การตรวจเช็คดวย
สายตาจะมีการตรวจสอบตามขั้นตอน
ขางลาง
1. การทําความสะอาด/การลาง
เมื่อสิ่งสกปรกหรือเขมาคารบอนถูกสะสม
อยูบนชิ้นสวน ใหทาํ ความสะอาดเพื่อที่จะ
ทําใหตรวจเช็คชิ้นสวนไดอยางถูกตอง
2. ตรวจเช็ค
(1)ตรวจเช็คบริเวณที่เกิดความผิดปกติ
ของการเกิดเขมาหรือตําแหนงอื่นๆ
ทั่วไป
(2)ตรวจเช็คการเปลีย่ นรูปรางแตกราว
หรือเสียหาย
(3)ตรวจเช็คความสึกหรอโดยการสังเกต
(4)ตรวจสอบการเปลี่ยนสีของบริเวณ
ที่เปนโลหะเนื่องจากการเผาไหม
(1/1)

- 90 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

คําถาม-1
ขอความใดตอไปนี้อธิบายเกี่ยวกับปะเก็นหรือปะเก็นเหลวไดถูกตอง?
1. ปะเก็นเหลวจะทําหนาที่ปองกันการรั่วของน้าํ มันถาผิวหนาสัมผัสมีรอยขูดขีดทําใหเกิดขอบกพรองจะทําให
น้าํ มันเกิดการรั่วได ดังนั้นเมื่อมีการถอดชิ้นสวน จะตองระวังอยางมากไมใหผิวหนาสัมผัสเปนรอย
2. สลักกันเลื่อนหนาสัมผัสระหวาง เสื้อสูบกับอางน้าํ มันเครื่องติดกันอยูดวยประเก็นเหลว ใชเครือ่ งมือตัดซีล
ตัดจากหนาสัมผัสดานขางเพื่อถอดอางน้าํ มันเครื่อง ในลักษณะนี้หนาสัมผัสอางน้าํ มันเครื่องจะเสียรูป
ดังนั้นตองทําใหหนาสัมผัสเรียบเสมอกอนโดยการซอมดวยมือ
3. เมือ่ ทําการทาปะเก็นเหลว แมวามีเศษวัตถุในตําแหนงที่ทาซีลแตจะไมมีผลตอประสิทธิภาพการเกาะติด
ของประเก็นเหลวและจะไมเกิดปญหาน้าํ มันเครื่องรั่วซึม
4. สําหรับชิ้นสวนเชน ฝาครอบเกียรจงตีใหหนักดวยคอนเพื่อที่จะกระแทกใหการยึดติดของประเก็นเหลว
ตอชิ้นงานคลายออกจากนั้นจึงถอดออก

คําถาม-2
ตามรายการขางลางอธิบายเกี่ยวกับชิ้นสวนที่มกี ารอัดประกอบใหเลือกหัวขอที่อธิบายไดถูกตองที่สุด
1.ชิ้นสวนที่ประกอบโดยใชเครื่องมือพิเศษ เชน พูลเลยเพลาขอเหวี่ยง
ถาเกิดการติดขัดในระหวางใชเครื่องมือพิเศษ หามใชแรงขันตอ และตรวจสอบหาสาเหตุการติดขัด
2.ชิ้นสวนที่ประกอบโดยใชเครื่องมือพิเศษเชนพูลเลยเพลาขอเหวี่ยงถาแรงในการอัดเขาสูงเกินไปในระหวางติดตั้ง
ใหใชคอนพลาสติกชวยเคาะบนชิ้นสวนหลายๆจุด
3.สําหรับชิ้นสวนทีป่ ระกอบโดยใชเครื่องอัดถาแรงในการอัดมากกวา 10 กิโลกรัมใหหยุด และตรวจสอบหาสาเหตุ
4. เมื่อทําการถอดชิ้นสวนโดยใชตัวดูด ถาขอเกี่ยวติดตั้งในลักษณะเอียง จะไมสามารถดูดชิ้นงานออกมาได

คําถาม-3
ตามรายการขางลางเปนรายละเอียดเกี่ยวกับแบตเตอรี่ ใหเลือกขอที่อธิบายไดเหมาะสมที่สุด
1. เมือ่ ทําการถอดอุปกรณไฟฟาใหปลดขั้วบวก (+) แบตเตอรี่ กอนจะเริม่ ตนถอดอุปกรณ
2. การถอดขั้วแบตเตอรี่จะทําใหขอมูลตางๆ ในหนวยความจําถูกลบออก เชนสถานีวิทยุที่เลือกไว
หรือรหัสวิเคราะหปญหาซึ่งมันเปนสิ่งจําเปนที่จะตองทําการบันทึกขอมูลตางๆ กอนปลดขั้วแบตเตอรี่
3. กอนจะถอดแบตเตอรี่ออกจากรถยนตใหคายประจุไฟฟาออกจากแบตเตอรี่ใหหมดกอน
4. เมื่อทําการถอดขั้วแบตเตอรี่ แหลงจายไฟจะถูกตัด ดังนั้นจะทําใหสตารทเครื่องยาวนานและเครือ่ งยนตไมติด
อาการดังกลาวจะไมเกิดขึ้น ถาสวิตชจุดระเบิดอยูตาํ แหนง ON ขณะทําการถอดขั้วแบตเตอรี่

- 91 -

ชางเทคนิคระดับสูง - พื้นฐานการซอมใหญ

ทักษะพืน้ ฐาน

คําถาม-4
ขอใดตามหัวขอดานลางที่กลาวถึงการตรวจสอบความโกงงอของเสื้อสูบไดถูกตอง?
1. เมือ่ พบความโกงงอบนหนาสัมผัสระหวางเสื้อสูบและฝาสูบ เพื่อปองกันน้าํ มันเครือ่ งและกําลังอัดรัว่
ตองใชซีลกันรัว่ อยางถูกตอง
2. ใชไมบรรทัดเหล็กและฟลเลอรเกจ ตรวจสอบ 2 ตําแหนงดวยกัน ในแนวตั้งหรือแนวนอน
3. การตรวจสอบความโกงงอโดยยืนยันจากคากําหนดที่ไมสามารถสอดฟลเลอรเกจเขาไประหวางเสื้อสูบและ
ไมบรรทัดเหล็กได
4. เมื่อคาความโกงงอเกินคาที่กาํ หนดทําการเจียรปาดเสื้อสูบเพื่อทําใหอยูในคาที่ถูกตอง

คําถาม-5
ขอความใดตอไปนี้กลาวเกี่ยวกับการทําความสะอาดและการลาง เลือกคํากลาวทีเ่ หมาะสมที่สุด
1. เมือ่ นํา น้าํ มันกาดหรือน้าํ มันเบนซินมาทําการลางคราบน้าํ มันตางๆมันเปนสิ่งที่เหมาะสมสําหรับ
ทําความสะอาดชิ้นสวนที่เปนยางหรือพลาสติก และอื่นๆ
2. เมื่อมีการลางโดยใชแปรง การเปลีย่ นชนิดของแปรงขึ้นอยูกับวัสดุที่นาํ มาทําชิ้นสวน
3. จุดประสงคหลักของการลางและทําความสะอาดชิ้นสวนคือ เพื่อลดเวลาในการถอดแยกชิ้นสวน
4. แมวาถามีนา้ํ มันหรือจาระบีติดอยูบนหนาสัมผัสชิ้นสวน ไมจาํ เปนตองเช็ดออกเพราะวา
น้าํ ยาทาปะเก็น,น้าํ ยากันรั่ว, ปะเก็น และอื่นๆ จะมีการดูดซับที่ดี

- 92 -

ชางเทคนิคระดับสูง- พื้นฐานการซอมใหญ

แบบทดสอบ

แบบทดสอบ
• ทําแบบทดสอบนี้หลังจากศึกษาแตละบทเรียนในหลักสูตรนี้จบแลว
• คลิกปุม "เริ่มทําแบบทดสอบ"
• พิมพคําตอบทั้งหมดของทานในแบบทดสอบบนหนาจอ
• หลังจากตอบคําถามทั้งหมดเสร็จแลว ใหคลิกที่ "ผลการทดสอบ" ที่ดานลางของจอ
• หนาตางใหมจะปรากฎบนจอคอมพิวเตอร จงพิมพใบคําตอบหลังจากกรอกรายละเอียดครบถวนแลว
จากนั้นนําเอกสารที่พิมพออกมานําสงครูฝก

- 1 -

ชางเทคนิคระดับสูง- พื้นฐานการซอมใหญ

คําถาม-1

แบบทดสอบ

ขอความขางลางขอใดอธิบายเกี่ยวกับขอควรระวังเบื้องตนในการถอดแยกชิ้นสวนอยางถูกตอง ?

ก. ในการทําตามขั้นตอนอยางมีประสิทธิภาพการถอดแยกชิ้นสวนทุกชิ้นจะตองทําแคครั้งเดียวและตรวจสอบ
ชิ้นสวนทั้งหมดพรอมๆ กัน
ข. ชิ้นสวนทุกชิ้นจะมีเครื่องหมายทีแ่ สดงทิศทาง และตําแหนงในการประกอบ
ดังนั้นการประกอบก็สามารถที่จะทําไดงาย
ค. เมื่อมีการจัดประเภทชิ้นสวนทั้งหมดเปนประเภทตางๆ และเก็บอยางเปนระเบียบเมือ่ มีการถอดแยก
จะทําใหสามารถประกอบไดอยางถูกตอง
ในเวลาที่มีการประกอบ จะไมเกิดปญหาแมวามีการรวมกันของชิ้นสวนที่เปลี่ยนแปลง
(ตัวอยาง เชน เมื่อมีการถอดวาลว จัดประเภทลูกถวยวาลวใหอยูในชุดวางเปนกลุมเดียวกัน
และสปริงวาลวอยูในชุดวางกลุมเดียวกันจัดเก็บไวเปนกลุม ๆ ไป)
ง. ในทุกๆ ครั้งที่มีการถอดชิ้นสวนแตละชิ้น ตรวจสอบสภาพในการประกอบ สิ่งสกปรก การสึกหรอ
ความบกพรอง และการแตกเสียหาย และอื่นๆ
คําถาม-2

ขอใดตอไปนี้กลาวถึงเกี่ยวกับการทําความสะอาดชิ้นสวนอะไหลที่ถอดแยกออกไดอยางถูกตอง?

ก. เพราะวาการทําความสะอาดชิ้นสวนอะไหลที่มีการถอดแยกชิ้นสวนอะไหลจะไดรับความเสียหาย,
เพราะฉะนั้นไมตองทําความสะอาดชิ้นสวนอื่นๆ มากกวาที่มีการระบุไว
ข. เมื่อทําความสะอาดชิ้นสวนที่มีการถอดแยก เมื่อปฎิบัติพิจารณาดูวาชิ้นสวนเหลานั้นอยูในสภาพดีหรือไม
มันไมมีความจําเปนที่จะตองทําความสะอาดถามีสิ่งแปลกปลอมติดอยูเล็กนอยเทานั้น
ค. ถาเราไมสนใจการทําความสะอาดชิ้นสวนที่มีการถอดแยกทําใหยากตอการพิจารณาวาชิ้นสวนอยูในสภาพดี
หรือไมเปนสาเหตุใหทานไมพบปญหาและพิสูจนทราบไมได
ดังนั้นสิ่งแปลกปลอมสามารถหลุดเขาไปในขณะที่ทาํ การประกอบกลับ ซึ่งมีผลกับสมรรถนะ
สําหรับเหตุผลเหลานี้ ตองแนใจทําความสะอาดชิ้นสวนไดอยางสะอาดเรียบรอย
ง. สําหรับการทําความสะอาดชิ้นสวนที่มีการถอดแยกใหทาํ ความสะอาดชิ้นสวน สวนที่ตองการวัดเทานั้น
คือตําแหนงซึ่งนําเครื่องมือมาสัมผัสตรงที่ทาํ ความสะอาดไวมนั ไมมคี วามจําเปนที่จะตองทําความสะอาด
ชิ้นสวนใหสมบูรณทั้งหมดเพราะวามันสามารถที่จะมีการพิจารณาวามีสภาพดีอยูหรือไม
คําถาม-3

ขอความใดตอไปนี้อธิบายเกี่ยวกับการถอดและการติดตั้งโบลทไดถูกตอง?

ก. เมือ่ ทําการขันหรือคลายโบลทจาํ นวนมาก ถาไมปฎิบัติตามขั้นตอนที่กาํ หนดอาจเปนสาเหตุทาํ ใหโบลทคดงอ
หรือบิดตัวได
ข. เมื่อถอดชิ้นสวนของเพลา คลายโบลทจากจุดศูนยกลางไปยังปลายของชิ้นสวน และถอดชิ้นสวนออก
ซึ่งจะไมทาํ ใหชิ้นสวนหรือแบริ่งเกิดความเสียหาย
ค. เมื่อชิ้นสวนถูกติดตั้งบนเพลาที่มีการหมุนดวยโบลท ในการคลายหรือขันโบลท
จะทําใหเพลาหมุนตามไปดวยกัน ดังนั้นตองมีคนหนึ่งจับเพลาไวดว ยมือ และอีกคนทําการคลายหรือขันโบลท
ง. เมื่อมีการขันหรือคลายโบลทไปรอบๆ เสนรอบวง เชน บนลอชวยแรง คลายหรือขันใหเทาๆ
กันตามเข็มนาฬิกาในแตละครั้ง

- 2 -

ชางเทคนิคระดับสูง- พื้นฐานการซอมใหญ

คําถาม-4

แบบทดสอบ

ขอความใดตอไปนี้กลาวถึงโบลท ซึ่งมีการทาน้าํ ยากันคลาย ขอความใดตอไปนี้กลาวไดถูกตอง ?

ก. เมือ่ ทําการถอดโบลทที่มีนา้ํ ยากันคลายออกจะไมสามารถนํากลับมาใชไดอีกจะตองใชโบลทตัวใหม
ข. น้าํ ยากันคลายที่ทาไวที่โบลทจะเปนตัวปองกันไมใหโบลทคลายตัวออก
ดังนั้นใหขันโบลทดวยแรงขันที่นอยกวาคากําหนด
ค. เมื่อทําการขันโบลททที่ าน้าํ ยากันคลาย ใหทาน้าํ ยากันคลายใหมทับของเกาไดเลยเพื่อใหการยึดแนนยิ่งขึ้น
ง. น้าํ ยากันคลายจะมีอยูดวยกันหลายประเภทใหเลือกใชใหเหมาะสมกับตําแหนงที่จะทาน้าํ ยา และอืน่ ๆ
คําถาม-5

ขอใดตอไปนี้กลาวเกี่ยวกับการถอดโบลทพูลเลยเพลาขอเหวี่ยง (ชิ้นสวนที่มีการหมุน)
เลือกขอความที่เหมาะสมทีส่ ุด?

ก. การทําการคลายโบลทซึ่งหมุนตามไปกับพูลเลย
ซึ่งคนหนึ่งจะตองจับยึดพูลเลยไวดวยมือและอีกคนหนึ่งทําการคลายโบลทออก
ข. การทําการคลายโบลทซึ่งหมุนตามไปกับพูลเลยซึ่งจะตองสอดไมแข็งที่เปนงามหรืออุปกรณที่มีลักษณะ
เหมือนกันเขาไประหวางพูลเลยกับเครื่องยนตเพื่อจับยึดพูลเลย
ค. การทําการคลายโบลท ซึ่งหมุนตามไปกับพูลเลย ซึ่งจะตองจับยึดพูลเลยดวยเครื่องมือพิเศษ (SST)
เพื่อทําการคลายโบลท
ง. การทําการคลายโบลท ซึ่งหมุนตามไปกับพูลเลยซึ่งจะตองจับยึดพูลเลยดวยปากกาจับชิ้นงาน
และทําการคลายโบลทออก

- 3 -

ชางเทคนิคระดับสูง- พื้นฐานการซอมใหญ

คําถาม-6

แบบทดสอบ

ขอใดตอไปนี้กลาวเกี่ยวกับปลอกกานวาลว เลือกขอความที่เหมาะสมที่สุด?

ก. เมือ่ ปลอกกานวาลวถอดยาก ทําฝาสูบใหเย็นลงจนถึงอุณหภูมิระหวาง -20 ถึง 0 องศาเซลเซียส
ถึงจะทําการถอดไดงาย
ข. เมื่อทําการถอดปลอกกานวาลว ใหทาํ การถอดที่อุณหภูมิหองในพื้นที่ปฏิบัติงาน ระหวาง 20 ถึง 30
องศาเซลเซียส
ค. เมื่อทําการถอดปลอกกานวาลว ทําใหฝาสูบรอนขึ้นที่อุณหภูมิ ระหวาง 80 ถึง 100
องศาเซลเซียสจะทําใหถอดไดงาย
ง. เมือ่ ปลอกกานวาลวทําการถอดยาก ทําฝาสูบรอนขึ้นที่อุณหภูมิ ระหวาง 140 ถึง 160 องศาเซลเซียส
ถึงจะทําการถอดไดงาย
คําถาม-7

ขอความใดตอไปนี้กลาวเกี่ยวกับเรื่องนัตล็อคและแผนล็อคนัต เลือกขอความที่เหมาะสมที่สุด?

ก. เมือ่ มีการติดตั้งนัตล็อคของเพลาขับ ตอกรอบๆของนัตล็อคเพื่อที่จะกันไมใหมันถูกถอดออกได
ข. เมื่อถอดนัตล็อคและแผนล็อคนัตตองแนใจในการทําใหรูปรางกลับคืนไดอยางสมบูรณและสามารถนําชิ้นสวน
ซึ่งเสียรูปเล็กนอยกลับมาใช
ค. นัตล็อคและแผนล็อคนัต ใชในการปองกันโบลทและนัตจากการคลายตัว
ง. สําหรับแผนล็อคนัต การพับบางสวนของแผนเพื่อปองกันการคลายตัว มันไมมีความจําเปนที่จะตองพับทั้งแผน
คําถาม-8

ขอความใดตอไปนี้กลาวเกี่ยวกับเรื่องทอยางและแคลมปรัด เลือกคํากลาวที่เหมาะสมที่สุด?

ก. ทอยางถูกยึดติดดวยน้าํ ยากันรัว่ และถูกรัดดวยแคลมปรัด ดังนั้นมันไมสามารถหลุดออกได
ข. เมื่อทําการถอดทอยาง หักแคลมปโดยการขยายใหอาออก
ค. เมื่อมีการติดตั้งทอยาง ติดตั้งมันในตําแหนง ซึ่งเปนรอยเดิมและเปนทิศทางเดียวกัน
กอนที่จะมีการถอดออกมา
ง. ทอยางมีการติดตั้งดวยแคลมปรัด ใหตัดในตําแหนงรอยเดิมออกและจากนั้นทําการติดตั้งแคลมปรัดเขาไป
คําถาม-9

ขอความใดตอไปนี้กลาวเกี่ยวกับขั้วตอ เลือกขอความที่เหมาะสมทีส่ ุด?

ก. ขั้วตอมีอยูดว ยกันหลายชนิด และวิธีการสําหรับปลดขั้วตอจะทําในลักษณะเดียวกัน
ข. กอนที่จะทําการปลดขั้วตอ ติดปายแสดงตําแหนงการตอจะทําใหงายขณะทําการประกอบ
ค. ถาขั้วตอมีการปลดยาก ใหดึงชุดสายไฟเพื่อปลดขณะกดตําแหนงล็อคออก
ง. เมื่ออุปกรณทางไฟฟาทํางานอยางถูกตองตลอดเวลาในการไหลของกระแส
มันไมจาํ เปนตองใสขั้วตอของอุปกรณทางไฟฟาจนกระทั่งล็อคตลอดการไหลของกระแส

- 4 -

ชางเทคนิคระดับสูง- พื้นฐานการซอมใหญ

แบบทดสอบ

คําถาม-10 ขอความใดตอไปนี้กลาวเกี่ยวกับการบัดกรี เลือกขอความที่เหมาะสมที่สุด?
ก. เมือ่ ทําการบัดกรี ทาจาระบีในตําแหนงทีม่ ีการบัดกรี
ข. หลังการใชหัวแรงบัดกรี ทําความสะอาดดวยน้าํ และทําใหแหงโดยเก็บไวในที่รม
ค. ในขณะที่ใชหัวแรงบัดกรี เมือ่ ทําความสะอาดปลายหัวแรงที่มีตะกั่วเกาะมากเกินไป
ใหใชฟองน้าํ ดูดซับทําความสะอาด
ง. ในการทําความสะอาดปลายหัวแรงบัดกรีที่มตี ะกั่วเกาะติดมากเกินไป ใหใชกระดาษทรายขัดจนกระทั่งมันวาว
คําถาม-11 ใหเลือกหัวขอที่กลาวเกี่ยวกับระยะหางระหวางชิ้นสวนไดถูกตอง
ก. เมือ่ ทําการวัดระยะรุนของเกียรโดยใชไดอัลเกจ
จะตองจัดใหปลายเข็มวัดของไดอัลเกจสัมผัสกับเฟองที่จะทําการวัดเปนมุม 45 องศา
ข. เมื่อทําการวัดชองวางน้าํ มันของเพลาขอเหวี่ยงและกานสูบ โดยใชเกจอัด
ถาระยะชองวางน้าํ มันนอยจะทําใหพลาสติกเกจมีความแบนนอย
ค. ระยะชองวางที่วัดไดจะไมนอยกวาคามาตรฐาน ดังนั้นถาวัดไดคานอยกวาคากําหนดแสดงวามีการวัดผิดพลาด
ง. เมื่อระยะชองวางเกินคามาตรฐานสูงสุด ใหวัดชิ้นสวนทั้งสองแลวนําคาเปรียบเทียบกัน
และใหเปลีย่ นชิ้นที่มีคาใกลกับคามาตรฐานสูงสุด
คําถาม-12 ใหเลือกหัวขอที่กลาวเกี่ยวกับการวัดขนาดไดถูกตอง
ก. เมือ่ ทําการวัดขนาดเสนผาศูนยกลางภายในของชิ้นสวน ใหวัดหลายๆ ตําแหนงและคํานวณคาเฉลีย่
เพื่อหาคาการสึกหรอของชิ้นสวน
ข. เมื่อทําการตรวจเช็ควาสปริงมีความเอียงถูกตองหรือไมบนแทนระดับ ซึ่งจะทําการวัดโดยใชเหล็กฉาก,
ไมโครมิเตอรและแทนระดับ
ค. เมื่อทําการวัดขนาดเสนผาศูนยกลางภายนอกของลูกสูบโดยใชไมโครมิเตอร ใหวัดหลายๆ
ตําแหนงและอานคาที่นอยที่สุด
ง. เมื่อทําการวัดเพื่อตรวจสอบการสึกหรอลักษณะวงรีใหวัดเสนผาศูนยกลางสูงสุดและต่าํ สุดเพียงอยางใด
อยางหนึ่ง
คําถาม-13 ใหเลือกขอความที่กลาวเกี่ยวกับความคดงอของเพลาในชุดเกียรไดถูกตอง ?
ก. เมือ่ เพลาสงกําลังเกิดความคดงอของเพลา จะเกิดสาเหตุการสั่นสะเทือนและการหมุน
และการเลื่อนตัวที่ไมราบเรียบ
ข. เมื่อทําการตรวจสอบความคดงอของเพลาสงกําลัง จะใชวี-บล็อกและไดอัลเกจ และนอกจากนี้
ยังสามารถตรวจสอบบนโตะทํางานที่พื้นไมเรียบไดเชนกัน
ค. ในการวัดจัดใหปลายเข็มวัดของไดอัลเกจสัมผัสกับเพลาสงกําลังเปนมุม 45องศา
ง. ถาทานปดรูนา้ํ มันของเพลาสงกําลังดวยเทป และอืน่ ๆ เพื่อปองกันคาของการวัดเกิดการเปลี่ยนแปลงโดย
รูของน้าํ มัน มันไมจาํ เปนตองหลบหลีกรูเมื่อพิจารณาการวัดดวยปลายของไดอัลเกจ

- 5 -

ชางเทคนิคระดับสูง- พื้นฐานการซอมใหญ

แบบทดสอบ

คําถาม-14 ขอความใดตอไปนี้อธิบายเกี่ยวกับระยะแบ็คแล็ชของเฟองขางเฟองทายไดถูกตอง?
ก. เฟองดอกจอกสามารถหมุนไดแมวาจะไมมีระยะแบ็คแล็ช
ข. ระยะแบ็คแล็ชมีไวเพื่อปองกันเฟองดอกจอกติดขัดหรือมีเสียงดังขณะทํางาน
ค. สําหรับการวัดระยะแบ็คแล็ช วัดเฉพาะตําแหนงที่ใชไดอัลเกจ
ง. เมื่อเฟองดอกจอกมีระยะแบ็คแล็ชมาก ใหเปลี่ยนชิมหนาขึ้นหนึ่งขนาดเพื่อทําการปรับตั้ง
คําถาม-15 ขอความขางลางขอใดกลาวเกี่ยวกับพรีโหลดไดถูกตอง?
ก. พรีโหลดคือแรงที่กระทําอยางตอเนื่องตอความแข็งและทิศทางของกําลังที่จะดูดซับแรงดวยลูกปน
ข. การวัดพรีโหลดมี 2 วิธี: วิธีที่ 1 คือการวัดแรงบิดเริ่มตนเมื่อชิ้นสวนเริ่มหมุน
และอีกวิธีหนึ่งคือการวัดแรงบิดเมือ่ ชิ้นสวนหมุน
ค. ชิ้นสวนทั้งหมดซึ่งมีพรีโหลด จะมีวิธีการปรับพรีโหลดวิธีเดียว คือ: เปลี่ยนความหนาของแผนชิม
ง. เมื่อพรีโหลดมาก ในกรณีของการใชนัตปรับตั้ง แรงที่ใชในการขันนัตจะตองออกแรงมากกวาปกติ

- 6 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

แบบทดสอบ

แบบทดสอบ
• กรุณาทําแบบทดสอบนี้หลังศึกษาคูมือจบทุกหมวด
• คลิกที่ปุม "เริ่มทําแบบทดสอบ"
• พิมพคา
ํ ตอบของทานลงในกระดาษคําตอบบนหนาจอ
• หลังตอบครบทุกคําถาม ใหคลิกปุม "แสดงผล" ที่ดานลางของหนาจอ
• จะมีหนาตางใหมปรากฎขึ้น หลังจากปอนขอมูลทีต
่ องการทั้งหมดลงในกระดาษคําตอบ ใหพิมพออกมาแลวสงใหครูฝก

- 1 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

แบบทดสอบ

คําถาม-1 ขอความใดตอไปนี้กลาวถูกตองเกี่ยวกับการทํางานสี่จังหวะของเครือ่ งยนตแกสโซลีน?
ก. ระหวางจังหวะดูด วาลวไอดีจะปดและวาลวไอเสียจะเปด
ข. ระหวางจังหวะอัด วาลวไอดีจะปดและวาลวไอเสียจะปด
ค. ระหวางจังหวะระเบิด วาลวไอดีจะเปดและวาลวไอเสียจะปด
ง. ระหวางจังหวะคาย วาลวไอดีจะเปดและวาลวไอเสียจะเปด

คําถาม-2 ขอความใดตอไปนี้กลาวถูกตองเกี่ยวกับสวนประกอบของเครือ่ งยนตแกสโซลีน?
ก. การเคลื่อนทีใ่ นแนวเสนตรงของลูกสูบถูกสงผานกานสูบและถูกเปลีย่ นเปนการเคลื่อนที่เชิงมุมของ
เพลาขอเหวี่ยง
ข. สายพานขับจะถายทอดการเคลื่อนที่เชิงมุมของเพลาลูกเบี้ยวผานพูลเลยเพื่อขับอัลเทอรเนเตอร
ค. โซขับจะถายทอดการเคลือ่ นที่ของเพลาลูกเบี้ยวสูเพลาขอเหวี่ยงโดยผานพูลเลย
ง. ปมน้าํ มันเครื่องถูกขับโดยการหมุนของเพลาขอเหวี่ยงผานทางสายพานขับ

คําถาม-3 ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับระบบหลอลืน่ ของเครื่องยนตแกสโซลีน?
ก. ปมน้าํ มันเครื่องถูกขับโดยสายพานเพื่อสงน้าํ มันเครื่องไปยังสวนตางๆ ของเครือ่ งยนต
ข. สวิตชควบคุมแรงดันน้าํ มันจะวัดความเร็วของน้าํ มันเครื่องที่ถูกปม มายังเครื่องยนต
ค. กรองน้าํ มันเครื่องจะมีวาลวระบายเพื่อปองกันการหยุดไหลของน้าํ มันเครื่อง เชน
เนื่องจากกรองน้าํ มันเครื่องอุดตัน เปนตน
ง. กรองหยาบจะติดตั้งที่สวนทายของการไหลเวียนในระบบหลอลื่นเพื่อเปนตัวกรองสิ่งเจือปนที่มี
ขนาดใหญในน้าํ มันเครื่อง

คําถาม-4 ขอความใดตอไปนี้กลาวถูกตองเกี่ยวกับลักษณะของเครื่องยนตดีเซล?
ก. อัตราสวนการอัดของเครือ่ งยนตดเี ซลโดยทั่วไปจะต่าํ กวาเครื่องยนตแกสโซลีน
ข. ที่ความจุกระบอกสูบเทากัน เครื่องยนตดีเซลจะเบากวาเครื่องยนตแกสโซลีน
ค. ระบบหัวฉีดของเครื่องยนตดีเซลจะทํางานโดยใชกลไกเทานั้น ซึง่ ตางจากเครื่องยนตแกสโซลีน
ง. ในเครื่องยนตดีเซลจะไมมีระบบจุดระเบิดซึ่งตางจากเครื่องยนตแกสโซลีน

- 2 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

คําถาม-5

แบบทดสอบ

ขอความใดตอไปนี้กลาวถูกตองเกี่ยวกับการควบคุมกําลังเครื่องยนตดีเซล?

ก. กําลังของเครื่องยนตดีเซลถูกควบคุมโดยการแปรผันของความดันของน้าํ มันเชื้อเพลิง
ข. กําลังของเครื่องยนตดีเซลถูกควบคุมโดยการควบคุมปริมาตรน้าํ มันที่ฉีดออกมา
ค. กําลังของเครื่องยนตดีเซลถูกควบคุมโดยการควบคุมปริมาตรไอดีที่ดูดเขามา
ง. กําลังของเครื่องยนตดีเซลถูกควบคุมโดยการเพิ่มความหนาแนนของไอดี

คําถาม-6

ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับเกียรธรรมดา?

ก. เกียรธรรมดาจะสงกําลังโดยการตัดตอกําลังและการขบของเกียร
ข. เกียรธรรมดาจะถายทอดกําลังของเครื่องยนตผานทอรคคอนเวอรเตอร
ค. เพลารับและเพลาสงกําลังของเกียรธรรมดาจะหมุนดวยความเร็วที่เทากัน โดยไมคาํ นึงถึงตําแหนงของเกียร
ง. เพลารับและเพลาสงกําลังของเกียรธรรมดาจะหมุนในทิศเดียวกันเสมอ

คําถาม-7 ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับเฟองทาย?
ก. เปนสวนที่ทาํ หนาที่ลดความเร็วของเฟองทาย เพื่อใหรถยนตสามารถเขาโคงอยางนุมนวล
ข. หนาที่ของเฟองทาย ชวยปรับความเร็วการหมุนระหวางลอซาย-ขวาขณะเขาโคง
ค. เฟองทายสําหรับการขับเคลื่อนลอหนา จะถูกขับโดยใชเพลาขับ
ง. เฟองทายเพิ่มความเร็วการหมุนจากเฟองสงกําลังและสงตอกําลังไปที่ลอ

- 3 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

แบบทดสอบ

คําถาม-8 จากรูปดานลางจงเลือกวารูปใดเปนระบบรองรับแบบแมคเฟอสัน-สตรัท?
¡.

¢.

¤.

§.

คําถาม-9 ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับเบรก?
ก. ดิสกเบรกจะหยุดการหมุนของลอ โดยแรงเสียดทานที่ถูกสรางขึ้นเมื่อผาดิสกเบรกจับกับจานเบรก
ข. ดรัมเบรกจะหยุดการหมุนของลอ โดยแรงเสียดทานที่ถูกสรางขึ้นเมื่อผาดิสกเบรกจับกับจานเบรก
ค. เบรกมือจะล็อกเพียงลอหนาเทานั้น
ง. แมปมเบรกจะเพิ่มแรงเบรกขึ้น โดยไมขึ้นอยูกับแรงที่กระทําตอแปนเบรก
คําถาม-10 ขอความใดตอไปนี้ถูกตอง?
ก. ระบบ ABS จะสงแรงเบรกโดยการควบคุมแรงดันไฮดรอลิคใหเพียงพอตอความตองการ
หากคอมพิวเตอรจับไดวาเปนการเบรกกะทันหันหรือฉุกเฉิน
ข. ระบบ TRC ใชคอมพิวเตอรเพื่อควบคุมแรงดันไฮดรอลิคทีส่ งไปยังแมปมเพื่อปองกันลอล็อคขณะเบรกกะทันหัน
ค. ระบบ BA จะปองกันลอจากการลืน่ ไถลและรักษาเสถียรภาพของการขับขี่ เมื่อมีแรงมากระทําตอลอ เชน
ในขณะที่รถออกตัว
ง. ระบบ VSC จะควบคุมเสถียรภาพในการเลี้ยวและเขาโคงของรถยนต

- 4 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

แบบทดสอบ

คําถาม-11 ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับแบตเตอรี?่
ก. ขั้วบวกและลบของแบตเตอรี่ จะมีขนาดเสนผาศูนยกลางเทากัน
ข. ถาแบตเตอรี่มรี หัส '34B19L' ดังรูป ขั้วบวกจะอยูในตําแหนง 'A'
ค. แบตเตอรี่ชนิดที่สามารถประจุไฟใหมไดจะจายไฟเมื่อเครือ่ งยนตหยุดทํางาน
และจะเก็บไฟในขณะที่เครื่องยนตทาํ งาน
ง. รูระบายจะอยูบนแบตเตอรี่เพื่อปองกันอากาศเขาสูแบตเตอรี่

คําถาม-12 ¢éͤÇÒÁã´µèÍ仹Õé¶Ù¡µéͧà¡ÕèÂǡѺ¤ÍÅì¨شÃÐàºÔ´?
ก. คอลยจุดระเบิดจะจายไฟแรงสูงไปยังกระบอกสูบ
ข. คอลยจุดระเบิดจะเพิ่มแรงเคลื่อนไฟฟาของแบตเตอรี่ เพื่อใชสาํ หรับการจุดระเบิด
ค. เครื่องยนต 4 สูบ (สําหรับการจุดระเบิดโดยตรง) จะมีคอลยจุดระเบิดเพียงคอลยเดียว
ง. คอลยจุดระเบิดจะสงไฟไปยังขดลวดปฐมภูมิ เพื่อทีจ่ ะสรางแรงเคลื่อนไฟฟาสูงๆ ที่ขดลวดทุติยภูมิ

- 5 -

พืน้ ฐานรถยนต - พืน้ ฐานรถยนต

แบบทดสอบ

คําถาม-13 ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับฟวส?
ก. วงจรเบรกเกอรไมสามารถนํากลับมาใชได
ข. ฟวสสาย ใชแทงโลหะไบเมทอลที่มีคุณสมบัติไดรับความรอนแลวจะขยายตัวเมื่อมีกระแสไฟเกิน
ซึ่งจะทําการตัดวงจรไฟฟา
ค. ฟวสขนาด 10 A ไมสามารถใหไฟไหลผาน หากมีไฟ 20 Aไหลผาน
ง. ฟวสแผนจะมีรหัสสีเพื่อบอกขนาดของมัน

คําถาม-14 ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับไฟสองสวาง?
ก. หลอดไฟของไฟหนาแบบมัลติ-รีเฟลคเตอรไมสามารถเปลี่ยนได
ข. ในเวลากลางคืน ไฟเกงจะติดเมื่อปรับสวิตชไฟสองสวางไป 1 จังหวะ
ค. ไฟเบรกกับไฟถอยหลังจะทํางานรวมกันเพื่อใหไฟสวางมากขึ้นในกรณีที่เบรก
ง. ไฟทายจะเปนตัวบอกรถคันหลังถึงตําแหนงและขนาดของรถได

คําถาม-15 ขอความใดตอไปนี้ถูกตองเกี่ยวกับตัวถัง?
ก. รถยนตแบบคูเปจัดเปนรถแบบ 1 box car โดยมีพื้นที่สวนเดียว แบงเปน หองโดยสารและหองเก็บสัมภาระ
ข. ตัวถังแบบโมโนคอก (monocoque body) เปนโครงสรางที่ตัวถังกับโครงรถรวมอยูดวยกัน
โครงสรางของรถจะเปนแบบ 1 บล็อก
ค. วัตถุประสงคของสีรถ เพื่อแสดงสีลักษณะภายนอกเทานั้น โดยจะไมสามารถปองกันสนิมได
ง. กระจกแบบลามิเนตจะปองกันบุคคลโดยสาร โดยกระจกจะแตกเปนชิ้นเล็กๆ ขึ้นอยูกับแรงกระแทก

- 6 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครื่องยนต

รายละเอียดทั่วไป

รายละเอียดทั่วไป

รายละเอียดทั่วไป
ในสวนนี้จะอธิบายเกี่ยวกับการกําหนด
ขั้นตอนการทํางานสําหรับการซอมใหญ
เครื่องยนตตามทีเ่ ปนจริงการซอมใหญจะ
ไลตามลําดับการปฏิบัตใิ หสอดคลองกับ
ขั้นตอนตามหัวขอดานลาง
1. การถอดเครื่องยนตออกจากตัว
รถยนต
ถอดเครื่องยนตและชุดสงกําลังเปนชุดเดียว
กันออกทางดานลางของตัวรถยนต
2. การถอดแยกชิ้นสวนของเครื่องยนต
ถอดแยกชิ้นสวนของเครือ่ งยนตในชุดฝาสูบ
และเสื้อสูบ
3. การทําความสะอาดและการตรวจ
สอบชิ้นสวน
ตรวจสอบชิ้นสวนหลังจากลางทําความ
สะอาดชิ้นสวนทั้งหมด
4. การประกอบเครื่องยนตกลับ
ประกอบชุดฝาสูบและเสื้อสูบเขาดวยกัน
5. นําเครื่องยนตกลับเขาไปติดตั้งใน
รถยนต
นําเครื่องยนตและชุดสงกําลังประกอบเปน
ชุดเดียวกันเขัาไปติดตั้งในรถยนตทาง
ดานลาง
6. ตรวจสอบความเรียบรอยครั้ง
สุดทาย
ทําการตรวจสอบครั้งสุดทายเพื่อตรวจเช็ค
ความเรียบรอยในการประกอบ
(1/1)

- 1 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

รายละเอียดทั่วไป

รายละเอียดทั่วไป
ในบทนี้จะอธิบายถึงการยกเครื่องยนตออก
จากตัวรถเพื่อติดตั้งเครื่องยนตเขากับแทน
โอเวอรฮอลเครื่องยนต
ถอดเครื่องออกจากตัวรถยนต
ทําการถอดเครื่องยนต เกียร
สวนประกอบของชวงลางและอื่นๆ
ซึ่งติดเปนชุดเดียวกันออกจากดานลางตัว
รถยนต
1
2
3
4
5
6

เครื่องยนต
เกียร
ซัฟเฟรม
เพลาขับ
ลิฟทยกเครื่องยนต
แร็คพวงมาลัย

ขอมูลอางอิง:
เมื่อทําการถอดเครื่องยนตออกทางดาน
บน (รถยนตขับเคลื่อนลอหลัง)
เมื่อทําการถอดเครื่องยนตออกทางดานบน
ถอดเครื่องยนตและเกียรใหติดเปนชุดเดียว
กัน
สวนประกอบที่ตองการถอดออกตาม
หัวขอดานลาง
(1) ฝากระโปรงหนา
(2) หมอน้าํ
(3) เพลากลาง
(4) คันเกียร
เมื่อทําการถอดเครื่องยนตออก ตองมีการ
เอียงและหมุนตัวเครื่องยนตขณะใชชุดรอก
ดึงออกมาเพื่อใหพนสิ่งกีดขวางของตัวถัง
ของรถยนต
(1/1)

- 1 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

การถอด

สวนประกอบ
1. ปลดขั้วตอปมน้าํ มันเชื้อเพลิงเพื่อ
ปองกันน้าํ มันเบนซินหกออกมา
(1) ปลั๊กตอปมน้าํ มันเชื้อเพลิง

2. การถอดแบตเตอรี่
(1) แบตเตอรี่

3. ถายน้าํ หลอเย็น
(1) ฝาหมอน้าํ
(2) ปลั๊กถายน้าํ ที่เครือ่ งยนต
(3) ปลั๊กถายน้าํ หมอน้าํ

- 2 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

4. ปลดขั้วตอและชุดสายไฟ
(1) กลอง ECU เครื่องยนต
(2) กลองรวมชุดสายไฟที่คอนโซล
(3) กลองรวมชุดสายไฟในหองเครื่องยนต

5. ถอดชิ้นสวนภายในหองโดยสาร
(1) ขอตอแกนพวงมาลัย

6. ปลดแคลมปและทอยาง
(1) ทอสูญญากาศหมอลมเบรค
(2) ทอยางน้าํ หลอเย็น
(3) ทอฮีทเตอร
(4) ทอยางหมอกรองอากาศ
(5) หมอกรองอากาศ

- 3 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

7. ปลดทอทางน้าํ มันเชื้อเพลิง
(1) ทอทางน้าํ มันเชื้อเพลิง

8. ถอดสวนประกอบในหองเครื่องยนต
(1) สายเลือกเกียรและสายเปลี่ยนเกียร
(2) ปมคลัตชตัวลาง
(3) คอมเพรสเซอร
(4) สายพานขับ
(5) ยางแทนเครือ่ งยนต
(6) สายคันเรง

9. ถอดสวนประกอบจากใตทองรถยนต
(1) เพลาขับ
(2) ลูกหมากปลายคันสง
(3) ทอไอเสีย
(4) เหล็กกันโคลง

- 4 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

10. ชุดแมแรงยกเครื่อง
(1) ลิฟทยกเครื่องยนต

11. ถอดเครื่องยนตพรอมเกียร
(1) เครือ่ งยนต
(2) เกียร
(3) คานลาง
(4) เพลาขับ
(5) ลิฟทยกเครื่องยนต

12. ถอดเกียรออกจากรถยนต
(1) ตะขอลูกรอก
(2) ลูกรอกยกเครื่อง
(3) เครือ่ งยนต
(4) หูยึดเครื่องยนต

- 5 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

13. ถอดชุดคลัตชและลอชวยแรง
(1) ลอชวยแรง
(2) แผนคลัตช
(3) ฝาครอบคลัตช

14. ติดตัง้ เครื่องยนตบนแทนโอเวอรฮอล
(1) เครือ่ งยนต
(2) แทนโอเวอรฮอลเครื่องยนต

15. ถอดทอรวมไอดีและทอรวมไอเสีย
อัลเทอรเนเตอร ชุดสายไฟเครื่องยนต
(1) แผงปองกันความรอนทอรวมไอเสีย
(2) ทอรวมไอเสีย
(3) ปะเก็นทอรวมไอเสีย
(4) แขนยึดทอรวม
(5) ปะเก็นทอรวมไอดี
(6) ทอรวมไอดี
(7) อัลเทอรเนเตอร
(8) ชุดสายไฟเครื่องยนต
(1/1)

- 6 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

ปลดขั้วตอปมน้ํามันเชื้อเพลิงเพื่อ
ปองกันน้ํามันเบนซินหกออกมา
ถอดทอแรงดันน้ํามันเชื้อเพลิง
หลังจากเครื่องยนตดับแลว แรงดันน้าํ มัน
เชื้อเพลิงยังคงมีอยูในทอแรงดัน เพื่อให
การสตารทเครื่องครั้งตอไปไดงาย
คําเตือน:
ขณะทําการถอดทอทางน้าํ มันเชื้อเพลิงที่มี
แรงดันสูงมาก อาจทําใหเกิดอันตรายได
เนื่องจากน้าํ มันเชื้อเพลิงจะถูกฉีดออกมา
เปนละอองสเปรยและอาจทําใหเกิดไฟไหม
ได
(1/3)

1. ปลดขั้วตอปมน้ํามันเชื้อเพลิง
(1) ถอดเบาะนั่งดานหลังออก
(2) ถอดฝาครอบรูบริการดานหลังออก
(3) ถอดขอตอปมน้าํ มันเชื้อเพลิง
ขอแนะนําการบริการ:
ปลั๊กตอ
(ดู “ทักษะพื้นฐาน” ของ
“พื้นฐานการซอมใหญ” ใน PDF หนา
54-57)
ขอแนะนํา:
• เราสามารถหยุดการทํางานของปมน้า

มันเชื้อเพลิงดวยการถอดรีเลยเปด
วงจรออก
• ตําแหนงของขั้วตอปมน้า
ํ มันเชื้อเพลิง
ใหดูอางอิงจากคูมือการซอมของ
รถยนตรนุ ๆ
1

ปลั๊กตอปมน้าํ มันเชื้อเพลิง
(2/3)

- 7 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

2.ปลดขัว้ ตอปมน้ํามันเชื้อเพลิงเพื่อ
ปองกันน้ํามันเบนซินหกออกมา
(1) ติดเครื่องยนต
หมายเหตุ:
เมือ่ ถอดขอตอของปมน้าํ มันเชื้อเพลิง
ออกเครือ่ งยนตยังสามารถสตารทติด
ได อยางไรก็ตาม เมื่อปมหยุดทํางาน
แลวแรงดันของน้าํ มันเชื้อเพลิงภายใน
ทอน้าํ มันเชื้อเพลิงและหัวฉีดจะคอยๆ
ลดลงทําใหเครื่องยนตดับเอง
(2) หลังจากที่เครื่องยนตดับลงแลว
สตารทเครื่องยนตอีกครั้งหนึ่งเพื่อให
แนใจวาเครื่องยนตไมสามารถสตารท
ติดไดอกี
ขอแนะนํา:
การกระทํานี้เพื่อยืนยันวาแรงดันของน้าํ
มันเชื้อเพลิงภายในทอน้าํ มันเชื้อเพลิง
ลดลง
(3) บิดสวิตชกุญแจไปตําแหนง "LOCK"
(3/3)

- 8 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

ถอดแบตเตอรี่

1
2
3
4

1. ถอดขั้วสายแบตเตอรี่ออก
กอนที่จะทําการถอดขั้วแบตเตอรีอ่ อก
ใหทาํ การบันทึกขอมูลตางๆ
ที่ถูกบันทึกในกลอง ECU กอน,เชน
• DTC (รหัสวิเคราะหปญหา)
• ตําแหนงคลื่นสถานีวิทยุ
• ตําแหนงเบาะนั่ง
(มีระบบหนวยความจํา)
• ตําแหนงพวงมาลัย
(มีระบบหนวยความจํา)
อื่นๆ

สายขั้วลบ (-) แบตเตอรี่
สายขั้วลบ (+) แบตเตอรี่
ขายึดแบตเตอรี่
แบตเตอรี่

ขอแนะนําการบริการ:
แบตเตอรี่
(ดู “ทักษะพื้นฐาน” ของ
“พื้นฐานการซอมใหญ” ใน PDF หนา
51-53)
2. ถอดแบตเตอรี่
ถอดแคลมปรดั แบตเตอรี่และแบตเตอรี่
ออก
(1) ถอดสายขั้วลบ (-) แบตเตอรี่
(2) ถอดสายขั้วบวก (+) แบตเตอรี่
(3) ถอดขายึดแบตเตอรี่
(4) ถอดแบตเตอรี่
ขอควรระวัง:
แบตเตอรี่มีนา้ํ ยาอิเล็คโทไลท
(กรดซัลฟูรคิ ) ดังนั้นใหยกแบตเตอรี่
ในแนวระดับเพื่อปองกันไมใหนา้ํ ยาหก
ออกมา
(1/1)

- 9 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

ถายน้ํายาหลอเย็น
การยกเครื่องยนต มันเปนสิ่งจําเปนที่จะ
ตองถอดทอทางน้าํ ยาหลอเย็นซึ่งเปนสวน
หนึ่งของระบบหลอเย็น เชนทอทางน้าํ เขา
และทอทางน้าํ ออก ดวยเหตุผลนี้ จึงตอง
ถายน้าํ ยาหลอเย็นไวกอน
คําเตือน:
หากถอดฝาหมอน้าํ ขณะเครื่องยนต
รอนอาจทําใหเกิดอันตรายไดเพราะวา
น้าํ ยาหลอเย็นจะพุงออกมา
กอนทําการถอดฝาหมอน้าํ ควรรอจน
กระทั่งเครื่องยนตเย็นลง
ขอควรระวัง:
ตัวถังอาจเปนรอยดางถาน้าํ ยาหลอเย็น
มาสัมผัสมัน
ดังนั้นหากน้าํ ยาหลอเย็นหกใหทาํ การ
ลางออกโดยทันที
1 ฝาหมอน้า

2 ปลั๊กถายน้า
ํ ที่เครื่องยนต
3 ปลั๊กถายน้า
ํ หมอน้าํ
(1/2)

- 10 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

1. ถายน้ํายาหลอเย็น
(1) ใชผาคลุมฝาหมอน้าํ ไวเพื่อไมใหนา้ํ
กระเด็นออกมา
(2) คลายฝาหมอน้าํ ออกโดยการบิดให
หมุนประมาณ 45 องศา เพื่อปลอย
แรงดันภายในหมอน้าํ ออก
(3) หมุนฝาหมอน้าํ อีก 45 องศา
เพื่อถอดออกมา
(4) จัดวางถาดรองน้าํ ยาหมอน้าํ ไวดาน
ลางปลั๊กถายของหมอน้าํ และเสื้อสูบ
ขอแนะนํา:
ตําแหนงปลั๊กถายน้าํ ยาหลอเย็นใน
รถยนตแตละรุนไมเหมือนกันใหอางอิง
จากคูมือการซอม
(5) ถายน้าํ ยาหลอเย็นออกโดยทําการ
คลายปลั๊กถายน้าํ ยาหลอเย็นของ
หมอน้าํ ออกกอน แลวหลังจากนั้น
คลายปลั๊กถายน้าํ ยาหลอเย็นที่เสื้อสูบ
ออก
(2/2)

- 11 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

ปลดขั้วตอและชุดสายไฟ
เครื่องยนตมีขั้วตอจํานวนมาก เชน ขั้วตอ
ของเซ็นเซอร สวิตช และแอ็คชิวเอเตอร
ขั้วตอเหลานี้ถูกตอเขากับชุดสายไฟ
เครื่องยนต ปลดขั้วตอสายไฟเครื่องยนต
ออกจากกลอง ECU เครื่องยนต
และกลองรวมสายไฟที่หองเครื่องยนตไม
ใหปลดที่เครื่องยนตเนื่องจากจํานวนขั้วตอ
ที่ถอดออกนอยกวา
1. ปลดขั้วตอสายไฟเครื่องยนตตาม
ลําดับของชิ้นสวนตอไปนี้
(1) กลอง ECU เครื่องยนต
(2) กลองรวมชุดสายไฟที่คอนโซล
(3) กลองรวมชุดสายไฟในหองเครื่องยนต
(4) อื่นๆ
• สายกราวด
• สายไฟมอเตอรสตารท
• ขั้วตอออกซิเจนเซ็นเซอร
ขอแนะนํา:
สําหรับขั้วตอออกซิเจนเซ็นเซอรจะอยู
ดานลางพื้นรถ
ขอแนะนําการบริการ:
ปลั๊กตอ
(ดู “ทักษะพื้นฐาน” ของ
“พื้นฐานการซอมใหญ” ใน PDF หนา
54-57)
(1/2)

- 12 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

2. ดึงสายไฟเครื่องยนตออก
กอนดึงชุดสายไฟเครื่องยนตออกใหผูก
เชือกชุดสายไฟไว และปลดเชือกออก
เมื่อดึงชุดสายไฟเครื่องยนตออกมาแลว
ขอแนะนํา:
การผูกเชือกดังแสดงในภาพจะทําให
การดึงสายไฟพรอมกับเครื่องยนตออก
งายขึ้น
1
2

เชือกผูก
ชุดสายไฟ
(2/2)

ถอดชิ้นสวนภายในหองโดยสาร
ถอดแยกขอตอแกนพวงมาลัย
ถอดแยกแร็คพวงมาลัยและขอตอแกนพวง
มาลัย
1. ผูกวงพวงมาลัยใหแนน
ผูกวงพวงมาลัยไวใหแนนโดยเข็มขัดนิรภัย
เพื่อปองกันไมใหสายไฟขดของระบบถุงลม
นิรภัยขาด

2. ถอดขอตอแกนพวงมาลัย
ใหทาํ เครื่องหมายลงบนขอตอแกนพวง
มาลัยและเฟองพิเนียนกอนทําการถอด
ขอมูลอางอิง:
• ถอดคันเกียร
(รถยนตขับเคลื่อนลอหลัง)
1
2

- 13 -

แกนพวงมาลัย
แร็คพวงมาลัย

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

การถอดคันเกียร
(รถยนตขับเคลื่อนลอหลัง)
1. ถอดคอนโซลกลาง
2. ถอดคันเกียร
ลักษณะของการยึดคันเกียรเขากับเกียร
มี 3 วิธีการดังนี้
(1) ยึดดวยโบลท นัต และแผนกั้น
(2) ยึดดวยโบลท และแผนกั้น
(3) ยึดดวยคลิปล็อก
1
3
5

โบลท
นัต
คลิป

2
4

ขอควรระวัง:
• คันเกียรจะมีจารบีเคลือบไวเพื่อการ
หลอลื่น ดังนั้นควรคลุมไวดวยผา
ขณะที่ทาํ การถอดและเมื่อวางไวเพื่อ
ปองกันไมใหฝุนเกาะคันเกียร
• เพื่อไมใหสิ่งแปลกปลอมตางๆเขาไป
ในเกียรควรใชผาคลุมบริเวณจุดทีถ่ อด
คันเกียร

ซีลคันเกียร
หัวเหล็กกลม

ขอแนะนํา:
เนื่องจากคันเกียรประกอบผิดทิศทางไม
ได ควรตรวจเช็คใหแนใจกอนทําการ
ถอดออกมา
(1/1)

ปลดแคลมปและทอยาง
ทอยางน้าํ ยาหลอเย็น ทอสูญญากาศ
และทออื่นๆ ที่ถูกตอเขากับเครื่องยนต
กอนยกเครื่องยนตออกมาทุกๆ ทอควรถูก
ปลดออกกอน
1. ปลดทอตามลําดับดังนี้
(1) ทอสูญญากาศหมอลมเบรค
(2) ทอยางน้าํ ยาหลอเย็น
(3) ทอฮีทเตอร
(4) ทอยางหมอกรองอากาศ
(5) หมอกรองอากาศ

- 14 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

ขอควรระวัง:
• เนื่องจากน้า
ํ ยาหลอเย็นที่อยูภายใน
เครื่องยนตไมสามารถถายออกได
หมด เมื่อถอดทอยางน้าํ ยาหลอเย็น
และทอฮีทเตอรออกจากเครื่องยนต
แลวควรใชผาอุดปลายทอน้าํ แตละ
ดานไวเพื่อปองกันไมใหนา้ํ ยาหลอเย็น
รั่วออกมา
• หลังจากถอดชุดกรองอากาศออกแลว
ใหใชผาหรือผาเทปปดทอยางอากาศ
ไวเพื่อปองกันสิ่งแปลกปลอมตางๆ
เขาไปในตัวเรือนลิ้นเรง ถามีสิ่งแปลก
ปลอมเขาไปในเรือนลิ้นเรงมันอาจทํา
ใหวาลวหรือหองเผาไหมเสียได
ขอแนะนําการบริการ:
ทอยาง/แคลมปรดั
(ดู “ทักษะพื้นฐาน” ของ
“พื้นฐานการซอมใหญ” ใน PDF หนา
46-50)
(1/1)

- 15 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

ถอดทอทางน้ํามันเชื้อเพลิง
1. ถอดทอทางน้ํามันเชื้อเพลิง
ขอตอทอทางน้าํ มันเชื้อเพลิงมีหลายแบบ
ซึ่งจะถือเอาตามลักษณะของขอตอนั้น
(1) ขอตอแบบสวมเร็ว
• ชนิดการใชเครือ
่ งมือพิเศษ (SST)
• ชนิดขอตอ
(2) ขอตอแบบใชโบลทยึด
ขอแนะนําการบริการ:
ทอยาง/แคลมปรดั
(ดู “ทักษะพื้นฐาน” ของ
“พื้นฐานการซอมใหญ” ใน PDF หนา
46-50)
คําเตือน:
ภายในทอทางน้าํ มันเชื้อเพลิงยังคงมี
แรงดันอยู ดังนั้นควรใชผาปดขอตอ
เมือ่ ถอดขอตอออกแลว
2. ปองกันน้ํามันเชื้อเพลิงรั่ว
ปดทอทางน้าํ มันเชื้อเพลิงดวยถุงพลาสติก
เพื่อปองกันไมใหนา้ํ มันเชื้อเพลิงรั่วและ
สิ่งแปลกปลอมเขาไปภายใน
คําเตือน:
มันจะเปนอันตรายมาก ถาไมมีการ
ปดสวนปลายของทอทางเดินน้าํ มัน
ขณะทําการถอด ซึ่งอาจทําใหเกิด
การรั่วและไฟไหมได
(1/2)

- 16 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

ขอตอแบบใชโบลทยึด
เพื่อปองกันไมใหทอทางน้าํ มันเชื้อเพลิง
หรือชิ้นสวนของระบบเชื้อเพลิงบิดตัว หรือ
เสียหายใหยึดดานหนึ่งไวใหแนน และหลัง
จากนั้นจึงคลายโบลทยึดขอตอออก

(2/2)

ถอดชิ้นสวนภายในหองเครื่องยนตออก
1. ถอดชิ้นสวนออกจากเครื่องยนต
ตามลําดับดังนี้
1 สายพานขับ
2 คอมเพรสเซอรแอร
3 ยางแทนเครื่องดานหนาเครื่อง
(คลายใหหลวมเทานั้น)
4 สายคันเรง
2. ถอดชิ้นสวนออกจากเกียรตาม
ลําดับดังนี้
5 ปมคลัตชตัวลาง
6 สายควบคุมเลือกตําแหนงเกียรและ
สายเปลี่ยนเกียร
7 ยางแทนเครื่องดานเกียร
(คลายใหหลวมเทานั้น)
ขอแนะนํา:
• ทอน้า
ํ มันของพวงมาลัยเพาเวอรไม
จําเปนตองถอด เครื่องยนตถูกยกออก
มาพรอมกับแร็คพวงมาลัยซึ่งยึดติด
กับคานกลาง และปมพวงมาลัย
เพาเวอรยึดติดกับเครือ่ งยนต ดังนั้น
จึงไมจาํ เปนตองถอดทอน้าํ มัน
พวงมาลัยเพาเวอรออก
• ถาถอดทอน้า
ํ มันพวงมาลัยเพาเวอร
อาจทําใหนา้ํ มันรั่วและอากาศเขาใน
ระบบได

- 17 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต
(1/3)

3. การถอดสายพานขับ
คลายนัตยึดอัลเทอรเนเตอรออกใหหลวม
และถอดสายพานออก
ขอควรระวัง:
ในการถอดอัลเทอรเนเตอรอยาใชวิธี
การดึงสายพานเพื่อใหสายพานขับ
อัลเทอรเนเตอรหยอน
1
2

สายพานขับ
อัลเทอรเนเตอร

4. ถอดคอมเพรสเซอรแอร
และปมคลัตชตัวลาง
ผูกคอมเพรสเซอรแอรและปมคลัตชตัวลาง
ดวยเชือกในตําแหนงที่ไมขวางทางการยก
เครื่องและเกียรออกจากรถยนต
ขอควรระวัง:
ระวังอยาทําใหทอของคอมเพรสเซอร
แอรและปมคลัตชตัวลางเสียรูป
1
2

คอมเพรสเซอร
ปมคลัตชตัวลาง
(2/3)

- 18 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

5. ปลดสายควบคุมเลือกตําแหนง
เกียรและสายเปลี่ยนเกียร
ถอดคลิปและแหวนรองและปลดแยกสาย
ควบคุมเลือกตําแหนงเกียรและสายเปลี่ยน
เกียรออกจากชุดเกียร
ขอควรระวัง:
อยาดัดหรือบิดสายควบคุมเลือก
ตําแหนงเกียรแรงเกินไป
ขอแนะนํา:
• อยาใหคลิปกระเด็นออก
• ใชเชือกผูกสายควบคุมการเลือก
ตําแหนงเกียรไวเพื่อไมใหขวางทาง
การยกเกียรออกจากรถยนต
• ใหติดปายชื่อบนสายควบคุมเลือก
ตําแหนงเกียรแตละคูไวเพื่อการ
ประกอบไดงายขึ้น
1
2
3
4

คลิป
แหวนรอง
สายควบคุมเลือกตําแหนงเกียร
สายเปลี่ยนเกียร
(3/3)

ถอดชิ้นสวนตางๆที่อยูดานลาง
รถยนต
1. ถอดชิ้นสวนดังตอไปนี้
(1) ทอไอเสีย
(2) ลูกหมากปลายคันสง
(3) เพลาขับ
(4) เหล็กกันโคลง

(1/5)

- 19 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

เพลากลาง (รถยนตขับเคลื่อนลอหลัง)
การถอดเพลากลาง
(1) ทําเครื่องหมายจับคูบนหนาแปลน
เพลากลางกับหนาแปลนเฟองทาย
ขอแนะนําการบริการ:
ตําแหนงและทิศทางการประกอบ
(ดู “ทักษะพื้นฐาน” ของ
“พื้นฐานการซอมใหญ” ใน PDF หนา
41-45)
(2) ถอดโบลทและนัตออกจากหนา
แปลนเฟองทายและลูกปนเพลากลาง
(3) ใชคอนพลาสติกเคาะที่ขอตอเพื่อให
แยกออกจากกันแลวถอดเพลากลาง
ออก
ขอควรระวัง:
ถาเพลากลางติดตั้งไมไดตาํ แหนงเดิม
มันอาจเปนสาเหตุทาํ ใหเกิดเสียงดัง
และมีการสั่นสะเทือนได

ขอแนะนํา:
• การถอดเพลากลางควรปฏิบัติ 2 คน
• เมือ
่ ถอดเพลากลางพรอมลูกปน
เพลากลาง ใหทาํ เครือ่ งหมายจับคู
กอนทําการถอดในระหวางทําการ
ติดตั้งเพลากลาง ถาใชแหวนรอง
ผิดตําแหนง อาจเปนสาเหตุใหเกิด
การสั่นสะเทือน
1
2
3
4
5

เฟองทาย
หนาแปลนเฟองทาย
เพลากลาง
แหวนรอง
ลูกปนตัวกลาง
(1/2)

- 20 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

(4) เพื่อปองกันน้าํ มันรั่ว ใหสอดเครื่องมือ
พิเศษเขาไปที่เสื้อเพลาสงกําลังเสื้อทาย
เกียรและใชผาเทปพันเครื่องมือพิเศษ
ไว
ขอควรระวัง:
ขณะทําการติดตั้งเครื่องมือพิเศษ
ระมัดระวังอยาทําใหซีลน้าํ มันเกิด
การเสียหาย
1
2
3

เกียร
เครื่องมือพิเศษ (ปลัก๊ อุดน้าํ มันเกียร)
เทป
(2/2)

2. ถอดทอไอเสีย
ใชนา้ํ ยาลางสนิมที่เกลียวโบลทหรือนัต
กอนทําการถอดทอไอเสีย
ขอแนะนํา:
• การถอดทอไอเสียตองชวยกันทํา
ดวยกัน 2 คน
• หามนําโบลท และปะเก็นทอไอเสีย
กลับมาใชใหมตองมั่นใจวาใชชิ้นสวน
ใหมเมื่อทําการประกอบกลับทอ
ไอเสีย
1
2
3
4
5

- 21 -

ทอไอเสีย
ทอรวมไอเสีย
ปะเก็น
สปริงอัด
โบลท

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

(2/5)

3. ถอดแยกลูกหมากปลายคันสง
(1)ถอดสลักและนัตหัวผาออก
ขอแนะนําการบริการ:
นัตหัวผา
(ดู “ทักษะพื้นฐาน” ของ
“พื้นฐานการซอมใหญ” ใน PDF หนา
39-40)
(2)ใชเครือ่ งมือพิเศษ ถอดแยกลูกหมาก
ปลายคันสงออกจากแขนบังขับเลี้ยว
ขอแนะนําการบริการ:
ชิ้นสวนที่มกี ารอัดประกอบ
(ดู “ทักษะพื้นฐาน” ของ
“พื้นฐานการซอมใหญ” ใน PDF หนา
21-28)
ขอควรระวัง:
การกระแทกเครื่องมือพิเศษอาจทําให
เกิดความเสียหายกับยางกันฝุน
1

2
3
4

เครื่องมือพิเศษ
(เครื่องมือดูดลูกหมาก)
ยางกันฝุน
ลูกหมากปลายคันสง
แขนบังคับเลีย้ ว
(3/5)

- 22 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

4. ถอดนัตล็อคและเพลาขับ
(1) หมุนใหดานที่มรี องล็อคขึ้นดานบน
(2) ใชเครื่องมือพิเศษและคอนตอก
รองพับของนัตล็อคขึ้นใหตรง
ขอแนะนําการบริการ:
นัตล็อค/แผนล็อคนัต
(ดู “ทักษะพื้นฐาน” ของ
“พื้นฐานการซอมใหญ” ใน PDF หนา
35-39)
(3) การคลายนัตล็อคใหปฏิบัติ 2 คน
ขอแนะนํา:
ใหคนหนึ่งเหยียบเบรกไวเพื่อไมให
เพลาขับหมุนและอีกคนคลายนัตล็อค
ออก
1
2
3

นัตล็อค
เครื่องมือพิเศษ (สกัดนัตยึดเพลาขับ)
คอน
(4/5)

- 23 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใหญเครือ่ งยนต

ถอดเครื่องยนต

5. ถอดเพลาขับ
(1) ถอดปกนกตัวลางออกจากดุมลอ
(2) ถอดเหล็กกันโคลงออกจากโชคอัพ
(3) คอยๆ ดันดุมลอออกทางดานนอก
ตัวรถ ใชคอนพลาสติกเคาะลงบน
ปลายเพลาขับและถอดเพลาขับออก
จากดุมลอ
ขอควรระวัง:
• กอนถอดเพลาขับจะตองทําการถอด
เซ็นเซอร ABS กอน
• ระมัดระวังอยาใหโรเตอรของเซ็นเซอร
จับความเร็วและบูชเพลาขับเสียหาย
• หามทําใหเกลียวของเพลาขับเสียหาย
ขอแนะนํา:
ตองแนใจวาไดถอดเพลาขับเฉพาะดาน
ดุมลอเทานั้น และดานเกียรยังคง
ประกอบอยู
(4) แขวนเพลาขับกับเครื่องยนต เกียร
หรือคานไวดวยเชือก
(5/5)

การจัดลิฟทยกเครื่อง
จัดลิฟทยกเครื่องรองรับเครื่องยนตไวแลว
ถอดนัตยึดคานลางและยางแทนเครื่อง
และหลังจากนั้นยกเครื่องยนต เกียร
และคานลางออกมาเปนชุดเดียวกัน
1. การยกรถ
ยกรถขึ้นจนกระทั่งลิฟทยกเครื่องเขาไป
ดานลางเครื่องยนตได
1

ลิฟทยกเครื่องยนต
(1/2)

- 24 -

ชางเทคนิคระดับสูง - การซอมใ