บทที่ 1

ความรู้พนฐานเกี
ื้
่ยวกับทรัพยากรสัตว์ป่า
“ทรั พ ยากรสั ต ว์ ป่ า” เป็ นทรั พ ยากรธรรมชาติ ช นิ ด

หนึ่งที่มนุษย์สามารถนำามาใช้ประโยชน์เพื่อตอบสนองความต้องการ

ในรู ป แบบต่ า งๆ ได้ โดยทรั พ ยากรสั ต ว์ ป่ าเป็ นองค์ ป ระกอบส่ ว น

หนึ่ ง ของสิ่ ง แวดล้ อ มธรรมชาติ (Natural Environment) ที่ มี ชี วิ ต
และมีคุณสมบัติเฉพาะอันเป็ นเอกลักษณ์ของสิ่งแวดล้อมธรรมชาติท่ี

มีชีวิตประการหนึ่งคือ ภายใต้สภาวะแวดล้อมและองค์ประกอบทาง
นิเวศที่เหมาะสม สัตว์ป่าสามารถเพิ่มปริมาณเพื่อทดแทนส่วนที่ลด

ลงเนื่อ งจากสาเหตุ ต่ างๆ ได้ ดี ซึ่ง มนุษย์ ได้ เ รี ย นรู้ และรั บทราบใน
คุ ณ สมบั ติ ดั ง กล่ า ว จึ ง มี ก ารนำา ทรั พ ยากรสั ต ว์ ป่ ามาใช้ ป ระโยชน์

ตั้งแต่โบราณกาล จนกลายเป็ นความสัมพันธ์ท่ีไม่สามารถแยกจาก
กันได้ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ป่า สัตว์ป่าบางชนิดจึงกลายสภาพเป็ น
สั ต ว์ เ ลี้ ยงในภาคเกษตรกรรมและสั ตว์ เ ลี้ ยงภายในบ้ านในลั ก ษณะ
ของสั ต ว์ เ ลี้ ยงเพื่ อประโยชน์ ท างเศรษฐกิ จ ในรู ป ของแหล่ ง อาหาร

โปรตีน และแหล่งแรงงานที่สำา คัญของมนุษย์ และสัตว์เลี้ยงภายใน
บ้านเพื่อความสวยงามประเภทอื่นๆ อย่างไรก็ตาม สัตว์ป่าส่วนใหญ่

ที่ ยั ง คงดำา รงชี วิ ต อยู่ ใ นสภาพป่ าตามธรรมชาติ น้ ั น ยั ง คงรั ก ษา
สถานภาพการเป็ นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของระบบนิเวศป่ าไม้ และ
เป็ นองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ จึงมีคุณสมบัติท่ีสำา คัญ
ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า

2
ประการหนึ่งขององค์ประกอบสิ่งแวดล้อม คือ จะมีความสัมพันธ์กับ
สิ่งแวดล้อมอื่นๆ ในลักษณะความสัมพันธ์ลูกโซ่ เมื่อสัตว์ป่าเกิดการ

เปลี่ ย นแปลงในลั ก ษณะต่ า งๆ แล้ ว ย่ อ มก่ อ ให้ เ กิ ด ผลกระทบ
กระเทื อ นต่ อ คุ ณ ภาพสิ่ ง แวดล้ อ ม และในขณะเดี ย วกั น หากสิ่ ง
แวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อ

ทรัพยากรสัตว์ป่าเช่นเดียวกัน ดังนั้น จากความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้
หากมนุษย์มีการดำา เนินการต่ า งๆ ในลั กษณะของการจั ด การอย่ าง

เหมาะสมต่อทรัพยากรสัตว์ป่าแล้ว ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบในทาง
ที่ดีและเป็ นการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โดยส่ ว นรวม โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง ทำา ให้ ท รั พ ยากรสั ต ว์ ป่ าอยู่ ใ น
สถานภาพที่ ดี แ ละสามารถตอบสนองความต้ อ งการของมนุ ษ ย์ ไ ด้

1.
1.1

ย่

ต่

นื่

ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง สั ต ว์ ป่ า แ ล ะ ก า ร จั ด ก า ร สั ต ว์ ป่ า
ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง สั ต ว์ ป่ า
คำา ว่ า “สั ต ว์ ป่ า” ในภาษาไทยเป็ นคำา ที่ แ ปลมาจากภาษา

อั ง กฤ ษ ว่ า “ Wildlife” โด ย เ มื่ อ พิ จ า ร ณ า จุ ด กำา เ นิ ด ข อ ง คำา ว่ า

Wildlife จากเอกสารหนัง สื อ และตำา ราต่ า งๆ แล้ ว Hunter (1990)
เชื่ อว่ า คำา ว่ า Wild Life ถื อ กำา เนิ ด ขึ้ นเป็ นครั้ งแรกในประเทศ

สหรั ฐ อเมริ ก าใน ค.ศ. 1913 ในหนั ง สื อ “Our Vanishing Wild
Life” โ ด ย William Hornaday ผู้ อำา น ว ย ก า ร ข อ ง New York
Zoological Park เป็ นผู้ ร ิ เ ริ่ ม ใช้ ข้ ึ น แต่ ใ นระยะแรกนั้น ได้ ใ ห้ ค วาม
ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า

3
สำาคัญเฉพาะกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนำ้านม นก และปลาเพื่อการกีฬาที่
ถู ก ล่ า โดยปราศจากการควบคุ ม แต่ ใ นภายหลั ง ได้ ข ยายขอบเขต

ความหมายให้ ค รอบคลุ ม ถึ ง นกที่ ไ ม่ ใ ช่ น กเพื่ อการกี ฬ าด้ ว ย จน
กระทั่ง ใน ค.ศ.1937 คำา ว่ า Wildlife จึ ง ปรากฏขึ้ นอี ก ครั้ ง ใน The
Journal of Wildlife Management ทั้ ง นี้ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง คำา ว่ า

“Wildlife” นั้ น ในพจนานุ ก รมฉบั บ ภาษาอั ง กฤษก่ อ นปี ค.ศ.

1961 ยั ง ไม่ มี ก ารบั ญ ญั ติ คำา แปลไว้ จนกระทั ่ ง Webster's third
New International Dictionary (Gove, 1971) ได้ กำา หนดคว าม
หมายไว้ว่า “Wildlife หมายถึง สิ่งมีชีวิตทุกชนิดยกเว้นมนุษย์และ

สั ต ว์ เ ลี้ ยงของมนุ ษ ย์ โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง สั ต ว์ เ ลี้ ยงลู ก ด้ ว ยนำ้ านม

สั ต ว์ จำา พวกนก และปลา ซึ่ ง ถู ก ล่ า โดยมนุ ษ ย์ ” ส่ ว น Oxford
English Dictionary ค.ศ. 1986 นิยามไว้ว่า “Wildlife หมายถึง สิ่ง

มี ชี วิ ต ทั้ งพื ช และสั ต ว์ ท่ี เ ป็ นสิ่ ง มี ชี วิ ต ประจำา ถิ่ น ในพื้ นที่ ห นึ่ ง ๆ ”
(Hunter, 1990) ซึ่ ง มี ค วามสอดคล้ อ งกั บ แนวความคิ ด ของนั ก
ชี ว วิ ท ยาชาวอั ง กฤษที่ ไ ด้ ข ยายขอบเขตของความหมายของคำา ว่ า

“ Wildlife” ให้ ค รอบคลุ ม ถึ ง พื ช ด้ ว ย อ ย่ า ง ไร ก็ ต า ม Brokaw

(1978) กล่ า วอ้ า งโดย Dasmann (1981) ให้ ค วามหมายของคำา ว่ า

“Wildlife” ว่า ครอบคลุมถึงเฉพาะสัตว์ป่าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัตว์
ป่ าจำา พวกนก และสั ต ว์ เ ลี้ ยงลู ก ด้ ว ยนำ้ านม และในบางกรณี จ ะ

ครอบคลุมถึงสัตว์มีกระดูกสันหลังจำาพวกปลา สัตว์สะเทินนำ้าสะเทิน

บก และสั ต ว์ เ ลื้ อยคลานด้ ว ย ส่ ว น Dasmann et al. (1983) ได้
กำาหนดความหมายที่ช้ ีเฉพาะลงไปว่า สัตว์ป่า หมายถึงสัตว์เลี้ยงลูก
ด้ ว ยนำ้ านม นก ปลา สั ต ว์ เ ลื้ อยคลาน สั ต ว์ ส ะเทิ น นำ้ าสะเทิ น บก
ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า

4
และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิด ที่มีความสำา คัญต่อเศรษฐกิจ
นิเวศวิทยา และวัฒนธรรม รวมทั้งสัตว์ เลี้ ยงบางชนิดที่ หลบซ่อน
แ ล ะ อ า ศั ย อ ยู่ ใ น ป่ า ส า ม า ร ถ ป รั บ ตั ว เ ข้ า กั บ ป่ า ไ ด้

นอกจากนี้ Robinson and Bolen (1984) กำา หนดความหมาย

ของคำาว่า “Wildlife” ไว้ว่าหมายถึงสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ดำา รงชีวิตอยู่

ได้โดยปราศจากการควบคุมโดยตรงของมนุษย์ซ่ึงรวมถึง พืชพรรณ
ต่างๆ ที่มนุษย์ไม่ได้ปลูก และสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ที่มนุษย์ไม่ได้เลี้ยง

และได้กล่าวอ้างถึง Journal of Wildlife Management ซึ่งให้ความ
สำา คั ญ ของคำา ว่ า “Wildlife” ว่ า เกี่ ย วข้ อ งกั บ สั ต ว์ จำา พวกนกและ

สั ต ว์ เ ลี้ ยง ลู ก ด้ ว ยนำ้ า น ม ในข ณะ ที่ ว า ร ส า ร National Wildlife

และ International Wildlife ได้ให้ความหมายครอบคลุมถึงพืช สัตว์
ไม่ มี ก ระดู ก สั น หลั ง ปลา สั ต ว์ เ ลื้ อยคลาน และสั ต ว์ ส ะเทิ น นำ้ า

สะเทินบก โดยไม่ได้ให้ความสำา คั ญ กับสั ตว์ ป่าจำา พวกนก และสัตว์
เ ลี้ ย ง ลู ก ด้ ว ย นำ้ า น ม เ ท่ า ที่ ค ว ร
Owen and Chiras (1990) ได้ ใ ห้ความหมายของ “Wildlife”
ใ น ลั ก ษ ณ ะ ที่ ค ล้ า ย ค ลึ ง กั บ Robinson and Bolen (1984) โ ด ย
กำาหนดว่า “Wildlife หมายถึง พืชและสัตว์ทุกชนิดที่อยู่บนโลกที่ไม่

ได้ร ับการเลี้ยงดูจากมนุษย์ ดังนั้น Wildlife จึงไม่หมายความถึงพืช
และสั ต ว์ ใ นส่ ว นของกสิ ก รรมและสั ต วบาล” ทั้ ง นี้ ในเอกสารทาง
วิ ช าการบางฉบั บ ใช้คำา ว่ า Wild Fauna ในความหมายของสั ต ว์ ป่ า
แ ล ะ คำา ว่ า Wild Flora แ ท น ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง พื ช ป่ า

ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า

5
ในประเทศสหรัฐอเมริกา สัตว์ป่าไม่รวมความถึงปลา โดยเห็น
ได้ จ ากการเสนอให้ เ ปลี่ ยนชื่ อหน่ ว ยงานจาก U.S. Biological
Survey ไปเป็ น U.S. Wildlife Service เพื่ อให้ มี ความชั ด เจนและ
เหมาะสมกับภารกิจที่ดำาเนินการ แต่ในที่สุดหน่วยงานดังกล่าวได้ร ับ

การเปลี่ ย นชื่ อไปเป็ น U.S. Fish and Wildlife Service เพื่ อให้
สามารถจำา แนกภารกิจทางด้านการประมงออกอย่างชัดเจน (Giles,
1978) รวมทั้งในบางกรณีจะใช้คำา ว่า Game ในความหมายของสัตว์
ป่ าที่ ใ ช้ประโยชน์เ พื่อการล่ าในเกมกี ฬา เช่น นกที่ล่าเพื่ อเกมกี ฬา

(game bird) หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนำ้านมที่ใช้ล่าเพื่อเกมกีฬา (game
animal)

ป็

ต้

(น

ริ

,

2543)

ชุ ม พล (2525) อ้ า งแนวความคิ ด ของ Gysel (1975) ที่ ไ ด้
กำาหนดความหมายของ Wildlife ไว้ว่าหมายถึงสัตว์ท่ีอาศัยอยู่ในป่ า

ตามธรรมชาติ แต่ ไ ม่ ร วมถึ ง สั ต ว์ ป่ าที่ นำา มาเลี้ ยงไว้ ใ นบ้ า นหรื อ ใน
สวนสัตว์ หรือในที่ใดๆ ที่ไม่เป็ นธรรมชาติของสัตว์ นอกจากนี้สัตว์

ป่ ายังรวมไปถึงสัตว์บ้านที่นำาไปปล่อยในป่ า และสัตว์เหล่านั้นได้คืน
สภาพความเป็ นสั ต ว์ ป่ าไปแล้ ว แต่ ถ้ า สั ต ว์ ดั ง กล่ า วมี คุ ณ สมบั ติ
เหมือนสัตว์บ้าน คือยังมีความเชื่องต่อมนุษย์ ก็ไม่ถือว่าเป็ นสัตว์ป่า
ทั้งนี้ นริศ (2543) กล่าวถึง ชุมชนท้องถิ่นมีการนำา ช้างเข้าไปเลี้ยง
บนเกาะบอร์เนียวและในภายหลังช้างดังกล่าวกลายสภาพเป็ นช้างป่ า

ไป ชาว Arboregin ในออสเตรเลียนำาสุนัขเข้าไปเลี้ยงเป็ นสัตว์เลี้ยง
และต่อมาในภายหลังสุนข
ั ดังกล่าวสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพป่ าได้
แ ล ะ ไ ด้ พั ฒ น า ก ล า ย ไ ป เ ป็ น สุ นั ข

Dingo ใ น ที่ สุ ด

ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า

1985) ซึ่ง สั ต ว์ ป่ าทั้ ง 2 กลุ่ มนี้ ยั ง คงอยู่ บ นพื้ น ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า . 1984 และ Shaw.6 ก ล่ า ว โ ด ย ส รุ ป เ มื่ อ พิ จ า ร ณ า ถึ ง ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง คำา ว่ า “Wildlife” นั้น Hunter (1990) กล่าวว่าขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละ ท้องถิ่นเป็ นสำาคัญ แต่ในภาพรวมนั้นพบว่า การกำาหนดความหมาย มี ความแตกต่ า งใน 2 ลัก ษณะ คือ ขอบเขตความหมายของคำา ว่ า สัตว์ป่า ซึ่งมีการกำาหนดความหมายให้ครอบคลุมเฉพาะกลุ่มของสิ่ง มีชีวิตจำา พวกสัตว์เท่านั้น และการกำา หนดความหมายให้ครอบคลุม ถึงกลุ่มของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ ทั้งนี้ การกำาหนดความหมายใน ลักษณะดังกล่าวข้างต้น มีความคล้ายคลึงกันในการให้ความสำา คั ญ กั บ สิ่ ง มี ชี วิ ต ที่ อ ยู่ ใ นป่ าตามธรรมชาติ เ ท่ า นั้ น โดยไม่ ค รอบคลุ ม ถึ ง พื ช หรื อ สั ต ว์ ที่ ม นุ ษ ย์ ป ลู ก หรื อ เลี้ ยงไว้ เ พื่ อวั ต ถุ ป ระสงค์ ต่ า งๆ นอกจากนี้ ความแตกต่างอีกประการหนึ่งคือ การกำาหนดความหมาย โดยให้ความสำาคัญกับลักษณะเฉพาะของสัตว์เท่านั้น เช่น ประโยชน์ ทางเศรษฐกิจ พฤติกรรมบางประการ สถานที่อยู่อาศัย เป็ นต้น ซึ่ง Giles and Nielsen (1990) ได้ ใ ห้ ค วามสำา คั ญ กั บ ประโยชน์ ข อง สัตว์ป่า โดยเห็นว่า สัตว์ท่ีอาศัยอยู่ในป่ า ถึงแม้จะมีความสำา คัญต่อ การเป็ นประโยชน์ต่อมนุษย์มากก็ตาม หากสัตว์ท่ีอาศัยอยู่ในป่ านั้น ไม่ ส ามารถแสดงประโยชน์ ดั ง กล่ า วได้ จ ะไม่ ถื อ ว่ า เป็ นสั ต ว์ ป่ า อย่างไรก็ตาม ในปั จจุบัน ความหมายของสัตว์ป่า (Wildlife) ไดูใหู ความสำา คั ญ กั บ กลุ่ ม ของสิ่ ง มี ชี วิ ต จำา พวกสั ต ว์ เ ท่ า นั้ น โดยจำา แนก สัตว์ป่าตามถิ่นที่อย่้อาศัยเป็ น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือสัตว์ป่าที่มีชีวิตอย่้ โดยอิสระในเขตเมือง (Urban Wildlife) และสัตว์ป่าที่ มีชีวิตอย่้ใน พื้ น ที่ ธ ร ร ม ช า ติ (Wilderness Wildlife) (Robinson and Bolen.

ศ.7 ฐานการกำาหนดความหมายว่า เป็ นสัตว์ป่าที่มนุษย์ไม่ได้เลี้ยงไว้เพื่อ วั ต ถุ ป ระสงค์ ต่ า งๆ โดยเป็ นสั ต ว์ ป่ าที่ มี ชี วิ ต อิ ส ระภายในถิ่ น ที่ อ ยู่ อ า ศั ย นั้ น ๆ แ ล ะ ม นุ ษ ย์ ส า ม า ร ถ นำา ม า ใ ช้ ป ร ะ โ ย ช น์ ไ ด้ ในส่ ว นของประเทศไทยนั้ น พระราชบั ญ ญั ติ ส งวนและ คุ้มครองสัตว์ป่า พ. 2503 กำาหนดไว้ว่า “สัตว์ป่าหมายถึงสัตว์ทุก ชนิด ยกเว้นแมลงและไข่ของแมลง” แต่ เ มื่ อมีการแก้ ไขพระราช บั ญ ญั ติ ดั ง กล่ า วให้ มี ค วามเหมาะสมยิ่ ง ขึ้ น โดยมี ก ารตราพระราช บั ญ ญั ติ ส งวนและคุ้ ม ครองสั ต ว์ ป่ าขึ้ นใหม่ ใ นปี พ.ศ. 2535 จึ ง ได้ กำา หนดความหมายของสัตว์ ป่าไว้ ว่า “สัตว์ป่าหมายถึงสัตว์ ทุกชนิด ไม่ ว่ า สั ต ว์ บ ก สั ต ว์ น้ ำ า สั ต ว์ ปี ก แมลง หรื อ แมง ซึ่ ง โดยสภาพ ธรรมชาติ ย่ อ มเกิ ด และ ดำา ร งชี วิ ต อย่้ ใ นป่ าหรื อ ในนำ้ า และใ หู หมายความรวมถึ ง ไข่ ข องสั ต ว์ ป่ าเหล่ า นั้ นทุ ก ชนิ ด ดู ว ย แต่ ไ ม่ หมายความรวมถึ ง สั ต ว์ พ าหนะที่ ไ ดู จ ดทะเบี ย นทำา ตั ๋ว ร้ ป พรรณตา มกฏหมายว่ า ดู ว ยสั ต ว์ พ าหนะแลู ว และสั ต ว์ พ าหนะที่ ไ ดู จ ากการ สืบพันธ์ุของสัตว์พาหนะดังกล่าว” ซึ่ง นริศ (2543) ตั้งข้อสังเกตไว้ ว่า การจำา แนกชนิดของสัตว์ป่าตามพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ ไม่ได้ ใช้หลักการจัดจำาแนกสัตว์ป่าตามกลุ่มของสิ่งมีชีวิตทางอนุกรมวิธาน รวมทั้ ง การกำา หนดถิ่ น ที่ อ ยู่ อ าศั ย ของสั ต ว์ ป่ าเหล่ า นั้ น กำา หนดขึ้ น เพี ยงในป่ าหรื อ ในนำ้าเท่านั้น โดยไม่ ครอบคลุมถึง ถิ่น ที่อ ยู่ อ าศั ย ใน ลั ก ษณะอื่ นๆ ที่ อ าจพบเห็ น สั ต ว์ ป่ าอยู่ อ าศั ย ได้ เช่ น ในพื้ นที่ เกษตรกรรม หรื อ กึ่ ง เกษตรกรรม พื้ นที่ เ มื อ ง และชานเมื อ ง เ ป็ น ต้ น ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .

ควบคุมประชากรสัตว์บางประเภทให้อยู่ใน ร ะ ดั บ พ อ เ ห ม า ะ ใ น ข ณ ะ เ ดี ย ว กันก็จำากัดประชากรของสัตว์บางประเภทที่ ไ ม่ ต้ อ ง ก า ร ใ ห้ น้ อ ย ล ง .2 ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ก า ร จั ด ก า ร สั ต ว์ ป่ า ชุมพล (2525) ได้รวบรวมรายละเอียดการกำาหนดความหมาย ข อ ง ก า ร จั ด ก า ร สั ต ว์ ป่ า (Wildlife Management) ไ ว้ ดั ง นี้ Leopold (1933) การจัดการสัตว์ป่าเป็ นศิลปของการจั ดพื้ นที่ ใด เพื่อหวังผลของสัตว์ป่า (Sustained Crops of Wild Game) เพื่อ ก า ร สั น ท น า ก า ร (Recreation) อั น ยั ่ ง ยื น แ ล ะ ต ล อ ด ไ ป Trippennsee (1948) การจัดการสัตว์ป่าเป็ นวิธีการจัดพื้ นที่ดิน แ ล ะ แ ห ล่ ง นำ้ า เ พื่ อ ผ ลิ ต ผ ล ข อ ง สั ต ว์ โ ด ย ยั ่ ง ยื น Gabrielson (1951) การจั ด การสั ต ว์ ป่ า คื อ การกระทำา เพื่ อ .ส ง ว น พั น ธ์ุ สั ต ว์ ป่ า .8 1.บำา รุ ง รั ก ษาประชากรของสั ต ว์ ช นิ ด ที่ มี ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ ม นุ ษ ย์ .ควบคุมการใช้ประโยชน์ทรัพยากรจากสัตว์ ป่ า ใ ห้ พ อ ดี กั บ กำา ลั ง ผ ลิ ต Trefethen (1964) โดยหลักการทั ่วๆ ไปแล้ ว การจัดการสั ตว์ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .

(1983) ได้ให้ความสำาคัญกับการจัดการในส่วนของ การป้ องกันชนิดพันธ์ุสัตว์ป่าและความเป็ นเอกลักษณ์ของพื้ นที่ รวม ทั้งการปรับปรุงระบบนิเวศที่ถูกทำาลายให้มีสภาพดีข้ ึน และเป็ นการ เ พิ่ ม ผ ล ผ ลิ ต ข อ ง ถิ่ น ที่ อ ยู่ อ า ศั ย ข อ ง สั ต ว์ ป่ า ด้ ว ย Giles (1978) ให้ความหมายไว้ ว่ า การจั ดการสั ตว์ ป่ าเป็ นทั้ ง ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .9 ป่ าพยายามที่จะกำาจัดและควบคุมประชากรของสัตว์ เพื่อประโยชน์ อั น สำา คั ญ ข อ ง สั ง ค ม Gysel (1974) ก า ร จั ด ก า ร สั ต ว์ ป่ า ห ม า ย ถึ ง ก า ร ผ ลิ ต (Production) การบำา รุง รักษา (Maintenance) และการเก็ บ เกี่ ย วผล (Harvest) การพยายามจัดหาหรือการคุ้มครองประชากรของสัตว์ใน พื้ นที่ใดๆ โดยการส่งเสริมและปรับปรุงที่อยู่อาศัยของสัตว์ ควบคุม หรือจำา กัดประชากรของสั ตว์ และมนุษย์ เท่ าที่ จำา เป็ น ทั้งนี้เพื่อหวัง ผลในเรื่องผลิตผลของสัตว์ป่ า การสันทนาการ ประเพณี และการ ศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการป้ องกันอันตรายอันอาจจะเกิด ขึ้ น กั บ สุ ข ภ า พ แ ล ะ ท รั พ ย์ สิ น ข อ ง ม นุ ษ ย์ เ อ ง นอกจากนี้ Lavieren (1982) กล่ า วว่ า การจั ด การสั ต ว์ ป่ า เป็ นการดำาเนินงานเกี่ยวกับประชากรของสัตว์ป่า ถิ่นที่อยู่อาศัยของ สัตว์ป่า ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์ป่าและถิ่นที่อยู่อาศัยให้ สามารถตอบสนองวัต ถุป ระสงค์ เ กี่ ย วกั บ การสั น ทนาการ การท่ อ ง เที่ยว การดำารงเผ่าพันธ์ุของสัตว์ป่า การศึกษาวิจัย การใช้ประโยชน์ สั ต ว์ ป่ าอย่ า งยั่ ง ยื น และการรั ก ษาสมดุ ล ของระบบนิ เ วศ ส่ ว น Dasmann et al.

(1937) กล่าวอ้ างโดย Hunter (1990) ว่า การ จั ดการสัตว์ ป่ า (Wildlife Management) ไม่ ได้ ถูกจำา กั ดขอบเขตไว้ เพียงการจัดการสัตว์ป่าที่ใช้ประโยชน์เพียงเพื่อการกีฬาเท่านั้น แต่ การจัดการสัตว์ป่าเพื่อการกีฬาเป็ นสาขาที่ สำา คัญสาขาหนึ่งของการ จัดการสัตว์ป่า ทั้งนี้ การจัดการสัตว์ป่าครอบคลุมถึงการปฏิบัติทาง นิ เ วศวิ ท ยาต่ อ สั ต ว์ มี ก ระดู ก สั น หลั ง โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง สั ต ว์ ท่ี มี ประโยชน์ ท างเศรษฐกิ จ รวมทั้ ง พื ช และสิ่ ง มี ชี วิ ต อื่ นๆ ที่ มี ค วาม สั มพันธ์กับ สั ตว์ ป่ านั้น อาจกล่ า วได้ ว่ า การจั ด การสั ตว์ ป่ าเป็ นการ ดำา เนินการที่ ป ระยุ กต์ ห ลั กการทางชี ว วิ ท ยาที่ สำา คั ญ ต่ อ การอนุ ร ัก ษ์ พันธ์ุพืชและสัตว์ประจำา ถิ่น อย่างไรก็ตาม การจัดการสั ตว์ ป่า ยังมี ความหมายครอบคลุ ม ถึ ง การประยุ ก ต์ ค วามรู้ ท างนิ เ วศวิ ท ยา ประชากรของสัตว์มีกระดู กสันหลัง และความสั มพันธ์ร ะหว่างสั ตว์ ป่ าและพั น ธ์ุ พื ช ในพื้ นที่ เพื่ อให้ เ กิ ด ความสมดุ ล ระหว่ า งความ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .10 วิ ท ยาศาสตร์ แ ละศิ ล ปศาสตร์ ท่ี ใ ช้ ใ นการตั ด สิ น ใจเพื่ อดำา เนิ น การ ต่างๆ เพื่อจัดการกับโครงสร้าง พลวัตรประชากร และความสัมพันธ์ ระหว่างประชากรสัตว์ป่า ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และสาธารณชน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่มนุษย์และสังคมของมนุษย์ต้องการ ได้ ร ั บ จากทรัพ ยากรสั ต ว์ ป่ า ทั้งนี้ ได้ ใ ห้ ความสำา คั ญ กั บ การดำา เนิ น การที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ ปั จจั ย พื้ นฐาน 3 ประการ คื อ โครงสร้ า งของ ประชากรสัตว์ป่า การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับถิ่นที่อยู่อาศัย ของสัตว์ป่า และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่าในลักษณะ ข อ ง ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร ข อ ง ส า ธ า ร ณ ช น Bennitt et al.

11 ต้ อ งการของสั ต ว์ ป่ า และความต้ อ งการของมนุ ษ ย์ เ ป็ นสำา คั ญ (Robinson and Bolen. 1990) เมื่อพิจารณาการกำา หนดขอบเขต นิยามและความหมายของ การจัดการสัตว์ป่าโดยนักวิชาการสัตว์ป่าดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะพบ ว่า ส่วนใหญ่แล้วการจัดการสัตว์ป่าจะมีลักษณะที่คล้ายคลึงและใกล้ เคี ย งกั น มาก โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง การให้ ค วามสำา คั ญ กั บ การใช้ ประโยชน์สัตว์ป่า โดยมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่ างกัน แต่ยังคง ลักษณะสำาคัญเกี่ยวกับการจัดการถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าไว้ ดังนั้น จึงสามารถกำาหนดความหมายของการจัดการสัตว์ป่าที่เหมาะสมกับ ประเทศไทยได้ว่า “การจัดการสัตว์ป่าเป็ นการบ้รณาการ (Integrate) วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ บ ริ สุ ท ธิ ์ (Pure Science) วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ป ร ะ ยุ ก ต์ (Applied Science) และวิ ท ยาศาสตร์ สั ง คม (Social Science) ที่ ครอบคลุมถึงการกำา หนดนโยบายและแผนการดำา เนินงาน รวมทั้ ง การปฏิ บั ติ ต่ า งๆ ที่ เ กี่ ย วขู อ งทั้ ง โดยทางตรงและทางอู อ มกั บ การ พั ฒ นาปั จจั ย แวดลู อ มต่ า งๆ เพื่ อดำา รงไวู ซึ่ ง เผ่ า พั น ธ์ุ ข องสั ต ว์ ป่ า ความอุดมสมบ้รณ์ของทรัพยากรสัตว์ป่าและถิ่นที่อย่้อาศัยของสัตว์ ป่ า การส่งเสริมสาธารณชนใหูตระหนักถึงความสำาคัญของทรัพยากร สั ต ว์ ป่ า โดยมี เ ปู าหมายและวั ต ถุ ป ระสงค์ เ พื่ อ ใหู ท รั พ ยากรสั ต ว์ ป่ า สามารถตอบสนองการใชู ป ระโยชน์ เ พื่ อการพั ฒ นาทางเศรษฐกิ จ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า . 1984) ทั้ งนี้ ต้ อ ง มี ก า ร ว า ง แผ นก าร ใ ช้ ประโยชน์สัตว์ป่า การป้ องกัน และการควบคุมประชากรสัตว์ป่า โดย การประยุกต์ความรู้ทางนิเ วศวิ ท ยาและให้ความสำา คั ญ กั บ สั ตว์ ป่ าที่ ใ ก ล้ จ ะ สู ญ พั น ธ์ุ (Owen and Chiras.

12 สังคมและสิ่งแวดลูอมต่อสาธารณชนไดูอย่างยัง่ ยืนตลอดไป” ทั้งนี้ จากนิยามดังกล่าวอาจให้ คำา อธิ บ ายเพิ่ มเติมได้ ว่ า รู ปแบบของการ จั ด การสั ต ว์ ป่ าทั้ ง ในส่ ว นของหลั ก การ ทฤษฎี และการปฏิ บั ติ ต้ อ ง อาศัยความรู้ในลักษณะผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์บริสุทธิ ์ และ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ในสาขาวิชาชีววิทยา พันธุศาสตร์ นิเวศวิทยา ประชากรศาสตร์ ภูมิสถาปั ตยกรรมศาสตร์ สถิติศาสตร์ ฯลฯ รวมทั้งวิทยาศาสตร์สังคมในสาขาวิชาสังคมศาสตร์ จิตวิทยา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ ทั้งนี้ เนื่องจาก ทรัพยากรสัตว์ป่ าเป็ นทรัพยากรธรรมชาติ ท่ี สามารถทดแทนขึ้นได้ ภายใต้การจัดการที่ดี และถูกใช้ประโยชน์ไปในปริมาณที่พอเหมาะ ซึ่งการดำา เนินการเพื่อให้เ ป็ นไปตามวั ตถุประสงค์ดังกล่าวย่อมต้ อง อาศัยความรู้พื้นฐานมากมายหลายด้านจากหลากหลายสาขาวิชาดัง กล่ า วข้ า งต้ น และในสถานการณ์ ปั จจุ บั น ของประเทศไทย การ จัดการสัตว์ป่า โดยให้ความสำา คัญเฉพาะกับทรัพยากรสัตว์ป่า และ พื้ นที่ซ่ึงเป็ นถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์ป่าย่อมไม่สามารถ บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดการสัตว์ป่าได้ จำาเป็ นต้องมีการจัดการ เกี่ยวกับคน ชุมชนและสังคมโดยส่วนรวมไปพร้อมๆ กันด้วย แนว ความคิดทางสังคมศาสตร์ จิตวิทยา และรัฐศาสตร์จึงมีความจำา เป็ น มากขึ้ นตามลำา ดั บ และเพื่ อให้ ท รั พ ยากรสั ต ว์ ป่ าสามารถดำา รงเผ่ า พันธ์ุในธรรมชาติได้โดยอิสระ การดำาเนินการในหลายลักษณะที่ต้อง อาศัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจึงมีความจำา เป็ นมากยิ่งขึ้น เช่น การเพาะเลี้ ยงและขยายพัน ธ์ุสั ตว์ ป่า การจัดตั้งพื้ นที่คุ้มครอง การ ร่วมลงนามในสนธิสัญญา อนุสัญ ญา และข้อตกลงต่ างๆ การออก ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .

13 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็ นต้น ดังนั้น ภารกิจในการจัดการสัตว์ป่าจึง ครอบคลุมถึงการวางแผนการจั ดการพื้ นที่ รวมทั้งงานในส่ ว นของ ค ว า ม ร่ ว ม มื อ ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ แ ล ะ อื่ น ๆ ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง ด้ ว ย การจัดการสัตว์ป่า เป็ นการดำา เนินงานที่มีองค์ประกอบต่ างๆ เข้ามาเกี่ ยวข้องและมีส่วนในการกำา หนดความสำา เร็ จในการจั ดการ ซึ่ง องค์ประกอบต่างๆ เหล่ านี้มี ความผัน แปรและแตกต่ างกั นตาม วัตถุประสงค์ของการจัดการสัตว์ป่า ทั้งนี้ องค์ประกอบที่สำาคัญของ การจั ด การสั ต ว์ ป่ า ประกอบด้ ว ย สั ต ว์ ป่ าและผลผลิ ต ของสั ต ว์ ป่ า ความต้ อ งการของมนุ ษ ย์ ความสมดุ ล ของระบบนิ เ วศและการใช้ ประโยชน์ท่ียัง่ ยืน โดยการจัดการสัตว์ป่าต้องอยู่บนพื้ นฐานของการ ใช้ ป ระโยชน์ สั ต ว์ ป่ าอย่ า งชาญฉลาด มี ก ารป้ องกั น ปรั บ ปรุ ง และ ควบคุมประชากรของสัตว์ป่าและถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าให้มีความ เหมาะสมต่อการดำา รงชีวิ ตของสั ตว์ ป่ าและการใช้ ประโยชน์ สั ตว์ ป่ า ด้วยการจัดการเพื่อให้สามารถสงวนรักษาพื้ นที่ธรรมชาติที่คงความ อุดมสมบูรณ์ให้สามารถตอบสนองความต้องการของสัตว์ป่าได้อย่าง ต่อเนื่อง ควบคุมปริมาณสัตว์ป่าให้มีความสมดุลภายในระบบนิเวศ และนำา ผลผลิตส่ว นเกินของสั ตว์ ป่ าออกมาใช้ ประโยชน์ โ ดยวิ ธี การ ต่างๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า เช่น การวางกับดัก การยิง และการวางยา เป็ นต้น ทั้งนี้ การจัดการสัตว์ ป่ า เป็ นการดำาเนินงานในลักษณะผสมผสานระหว่างการอนุร ก ั ษ์สัตว์ ป่ าและการพัฒนาสัตว์ป่า กล่าวคือ เป็ นการป้ องกันมิให้สัตว์ ป่าลด จำา นวนลง และการป้ องกันมิให้ถ่ินที่อยู่อาศัยของสัตว์ ป่าถูกทำา ลาย ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .

1 วัตถุประสงค์และเป้ าหมาย การวางแผน การ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .14 อั น จะเป็ นการนำา มาซึ่ ง การพั ฒ นาหรื อ ปรั บ ปรุ ง ระบบนิ เ วศที่ ถู ก ทำา ลายจนเสื่ อมสภาพให้มีความอุ ดมสมบูร ณ์ ข้ ึน และเป็ นการเพิ่ ม ผลผลิตของสัตว์ป่ าในพื้ นที่น้ ัน ๆ ทั้งนี้ อาจกล่ าวได้ ว่ า การจั ดการ สั ตว์ ป่ าเป็ นทั้ง ศาสตร์ และศิ ล ป์ ในการตั ดสิ น ใจและดำา เนิน การเพื่อ การปรั บ ปรุ ง และพัฒนาโครงสร้ า งและการเปลี่ ย นแปลงประชากร สัตว์ป่า ความสัมพันธ์ระหว่างประชากรสัตว์ป่าชนิดต่างๆกับถิ่นที่อยู่ อาศัย และประโยชน์ท่ีสาธารณชนจะได้ร ับจากทรัพยากรสัตว์ป่าโดย ขอบเขตการดำา เนิ น งานจั ด การสั ต ว์ ป่ าจะครอบคลุ ม ถึ ง การเพิ่ ม ปริมาณสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธ์ุให้มีปริมาณมากขึ้นจนอยู่ในระดับที่ ปลอดภั ย จากการสู ญ พั น ธ์ุ และในบางกรณี การจั ด การสั ต ว์ ป่ าจะ ข้อมูลและความรู้พนฐานทางนิ ื้ เวศวิทยาสัตว์ป่า ปั จจัยและข้อจำากัดทาง ครอบคลุมถึงการควบคุมปริมาณประชากรสัตว์ป่าที่มีปริมาณมากใน รูปของการใช้ประโยชน์เพื่อการล่าเพื่ อการกี ฬา การพักผ่อนหย่อน ใจ หรืออาจจะเป็ นการควบคุมปริมาณประชากรสั ตว์ ป่ าที่ เ ป็ นสั ตว์ ศั ต รู พื ช ห รื อ สั ต ว์ ที่ เ ป็ น อั น ต ร า ย ต่ อ ม นุ ษ ย์ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ การดำา เนินงานหรื อ การปฏิ บั ติ ง านที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ การจั ด การ สัตว์ป่า สามารถจำาแนกเป็ นขั้นตอนและความสัมพันธ์ของกิจกรรม ต่ า ง ๆ ดั ง ป ร า ก ฏ ร า ย ล ะ เ อี ย ด ใ น ภ า พ ที่ 1.

1 องค์ ป ระกอบสำา คั ญ ของกระบวนการจั ด การสั ต ว์ ป่ า ก่อนที่จะดำาเนินการจัดการสัตว์ป่าในพื้ นที่ใดพื้ นที่หนึ่งนั้น มีค วาามจำาเป็ นอย่างยิ่งที่จะต้องกำาหนดวัตถุประสงค์และเป้ าหมายของ การจั ด การสั ต ว์ ป่ าไว้ อ ย่ า งชั ด เจน โดยในแต่ ล ะพื้ นที่ อ าจมี ก าร จำา แนกเป็ นวัตถุประสงค์และเป้ าหมายในลักษณะและระดับ ที่ แตก ต่ า ง กั น ขึ้ น อ ยู่ กั บ ปั จ จั ย ห ล า ย ป ร ะ ก า ร ซึ่ ง โ ด ย ทั ่ ว ไ ป แ ล้ ว วัตถุประสงค์และเป้ าหมายหลักของการรจัดการสัตว์ป่ามักให้ความ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .15 ทรั พ ยากร ถิ่ น ที่ ใช้ ป ระโยชน์ สั ต ว์ ป่ าและ ควบคุ ม จำา นวน ป รั บ ป รุ ง ใ ช้ ป ร ะ โ ย ช น์ เ พื่ อ ติ ด ต า ม ภาพที่ 1.

16 สำา คั ญกับการสงวนและคุ้ มครอง การฟื้ นฟู ประชากรชนิดสั ตว์ ป่ าที่ ใกล้ จะสูญพันธ์ุ การคุ้มครอง รักษาพื้ นที่ อยู่ อ าศั ยของสั ตว์ ป่า การ ตอบสนองความต้องการของสังคม การป้ องกันผลกระทบต่อสัตว์ป่า อันเนื่องมาจากกิจกรรมการพัฒนาต่างๆ ฯลฯ ทั้งนี้ รายละเอียดใน การวางแผนการจั ด การสั ต ว์ ป่ าย่ อ มมี ค วามแตกต่ า งกั น ไปตาม วัตถุประสงค์และเป้ าหมายดังกล่าว แต่โดยภาพรวมแล้ว แผนการ จัดการสัตว์ป่าจะให้ความสำาคัญโดยตรงและครอบคลุมถึงการดำาเนิน การใดๆ เกี่ยวกับทรัพยากรสัตว์ป่า และพื้ นที่ถ่น ิ ที่อยู่อาศัยของสัตว์ ป่ า โดยมีรายละเอีย ดแตกต่ างกั น ไป โดยการจั ดการกั บทรั พ ยากร สัตว์ป่า และพื้ นที่ถ่ินที่อยู่อาศั ยของสัตว์ ป่าในแต่ละพื้ นที่ย่อมแตก ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ สถานภาพ ฯลฯ ของสัตว์ป่าและ ถิ่นที่อยู่อาศัย แต่การจัดการสัตว์ป่าย่อมให้ความสำา คัญกับการเพิ่ม ปริ ม าณสั ต ว์ ป่ า และการพั ฒ นาถิ่ น ที่ อ ยู่ อ าศั ย ของสั ต ว์ ป่ า รวมทั้ ง แนวทางการใช้ ป ระโยชน์ ท้ ั ง ทางตรง และทางอ้ อ ม อย่ า งไรก็ ต าม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำา เนินงาน การจัดทำา แผนการจั ดการ สัตว์ป่า จึงกำาหนดให้มีมาตรการป้ องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งมาตรการติดตามตรวจสอบ โดยมุ่งหวังให้มี การนำา ผลการประเมินไปสู่ การปรับปรุงแผนการจัดการสัตว์ป่าให้ดี ขึ้น ทั้งนี้ การดำา เนินงานในทุกขั้นตอนต้องประสานสอดคล้ องและ อยู่ บ นพื้ นฐานของข้ อ มู ล และความรู้ เ กี่ ย วกั บ ศาสตร์ ต่ า งๆ ที่ เกี่ยวข้อง โดยในส่วนของข้อมูลและความรู้ พื้นฐานทางนิเวศวิ ทยา สั ต ว์ ป่ าที่ จำา เป็ นต่ อ การจั ด การสั ต ว์ ป่ า สามารถจำา แนกเป็ น 4 ป ร ะ เ ภ ท คื อ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .

ปฏิกิรย ิ าตอบสนองของสัตว์ป่า (Reaction of Animal) เป็ น ข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบปฏิกิร ิยาตอบสนองของสัตว์ป่าต่อการ เปลี่ยนแปลงปั จจัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็ นข้อมูลพื้ นฐานที่สำาคัญในการ ประเมิ น โครงสร้ า งประชากรในปั จจุ บั น และการเปลี่ ย นแปลง โครงสร้างประชากรสั ตว์ ป่าในอนาคต อัตราการเกิ ด อัตราการตาย อั ต ราการเจริ ญ เติ บ โตของสั ต ว์ ป่ า ตลอดจนการเปลี่ ย นแปลง ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .สถานภาพปั จจุบันของสัตว์ป่า (Presence of Wildlife) เป็ น ข้ อ มู ล พื้ นฐานของการจั ด การสั ต ว์ ป่ า เพื่ อให้ ท ราบ สถานภาพ ปั จจุบันของสัตว์ ป่าเกี่ ย วกับ ชนิด จำา นวน อายุ เพศ ลักษณะทาง ประชากร พฤติกรรม ชีววิ ทยาของสั ตว์ ป่ า ฯลฯ ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ ย ว กับสถานภาพปั จจุบันของสั ตว์ ป่ ามี ความจำา เป็ นอย่ างยิ่ ง ต้ อ งตรวจ สอบสถานภาพตั้ งแต่ อ ดี ต จนถึ ง ปั จจุ บั น รวมทั้ งรู ป แบบความ สัมพันธ์ระหว่างสัตว์ป่าแต่ละชนิด และความสัมพันธระหว่างสัตว์ป่า กับถิ่นที่อยู่อาศัยเพื่อให้ทราบแนวโน้ม และทิศทางการเปลี่ยนแปลง ส ถ - า น ภ า พ ข อ ง สั ต ว์ ป่ า ส ถ า น ภ า พ ปั จ จุ บั น ข อ ง ถิ่ น ที่ อ ย่้ อ า ศั ย ข อ ง สั ต ว์ ป่ า (Presence of Habitats) เป็ นข้ อมู ล พื้ นฐานของการจั ดการถิ่ น ที่ อ ยู่ อาศั ย ของสั ต ว์ ป่ าเพื่ อให้ ส ามารถตอบสนองความต้ อ งการใช้ ประโยชน์ของสัตว์ป่าได้อย่ างต่ อเนื่อง โดยให้ความสำา คัญกั บ ชนิด และลักษณะของถิ่นที่อยู่อาศัย ปริมาณการใช้ประโยชน์ของสัตว์ป่า คุ ณ ภาพของถิ่ น ที่ อ ยู่ อ าศั ย สถานภาพปั จจุ บั น และแนวโน้ ม ใน อ น า ค ต ป ริ ม า ณ ผ ล ผ ลิ ต แ ล ะ ศั ก ย ภ า พ ใ น ก า ร ผ ลิ ต ฯ ล ฯ .17 .

18 พฤติกรรม และการปรับตัวของสัตว์ป่า ซึ่งเป็ นผลสืบเนื่องจากการ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ปั จ จั ย สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม .ขูอ ม้ ล อื่น ๆ ที่ จำา เป็ นต่ อ การจั ด การสั ต ว์ ป่ าเป็ นข้ อ มู ล อื่ นๆ นอกเหนือจากข้อมูลที่กล่าวมาแล้วซึ่งเป็ นข้อมูลพื้ นฐานของสัตว์ป่า และถิ่นที่ อ ยู่อ าศัย ของสัตว์ ป่ า ทั้งนี้ข้อ มูล อื่ น ๆ ที่เกี่ ย วข้อ งต่ อ การ จัดการสัตว์ป่าในแต่ละพื้ นที่จะแตกต่างกันไป แต่จะเป็ นข้อมูลเกี่ยว กับมนุษย์ เช่นความต้องการและวัตถุประสงค์ของการจัดการสัตว์ป่า รูปแบบการใช้ประโยชน์สัตว์ป่า วัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณี หรื อ ความเชื่ อทางศาสนาที่ มีผ ลต่ อ การดำา เนิ น งานเพื่ อการจั ด การ สั ต ว์ ป่ า รวมทั้ งข้ อ จำา กั ด ต่ า งๆ ในการจั ด การสั ต ว์ ป่ า เป็ นต้ น อย่างไรก็ต าม ข้อ มูล พื้ นฐานดั ง กล่ าวข้ า งต้ น นี้เป็ นเพี ย งองค์ ประกอบที่ สำา คั ญ ประการหนึ่ ง ในกระบวนการจั ด การสั ต ว์ ป่ าซึ่ ง สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์และเป้ าหมายของการจัดการสัตว์ป่า เป็ นการเฉพาะได้ ดังนั้น จึงต้องมีการจำา แนกวัตถุประสงค์และเป้ า หมายการจัดการสัตว์ป่าให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถนำาข้อมูลต่างๆ ดัง กล่าวไปใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้องตรงตามวัตถุ ประสงค์ ทั้งนี้การ กำา หนดวัตถุประสงค์และเป้ าหมายต้องคำา นึงถึงปั จจัยและข้อจำา กัด ต่ า งๆ ทางสั ง คม เศรษฐกิ จ การเมื อ ง กฎหมาย กฏระเบี ย บทาง สั ง คม ศาสนา และวั ฒ นธรรมของแต่ ล ะประเทศและท้ อ งถิ่ น เป็ น สำา คั ญ เป้ าหมายการจั ด การสั ต ว์ ป่ าที่ กำา หนดขึ้ นตามความต้ อ งการ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .

2543) และด้วยเหตุท่ีการจัดการสัตว์ ป่ าจำาแนกตามวัตถุประสงค์และเป้ าหมายได้หลายลักษณะนี้เอง การ จัดทำา แผนการจัดการสัตว์ ป่าจึ งมีรายละเอีย ดที่ แตกต่ างกั นไป แต่ ยังคงอยู่ในกรอบการดำาเนินงานที่มุ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งโดยทาง ตรงและทางอ้ อ มกั บ การส่ ง เสริ ม และพั ฒ นา ตลอดจนการใช้ ประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์ป่า และถิ่นที่อยู่ อ า ศั ย ข อ ง สั ต ว์ ป่ า เ ป็ น สำา คั ญ แ ต่ ใ น บ า ง ก ร ณี โ ด ย เ ฉ พ า ะ ใ น ประเทศไทยและประเทศกำา ลั ง พั ฒ นาอื่ นๆ อาจจะมี ค วามจำา เป็ น ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .19 ของสาธารณชน ภายใต้ปั จจั ย และข้ อ จำา กั ด ต่ า งๆ ดั งกล่ า วข้ างต้ น อาจจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่ละท้องถิ่น ขึ้นอยู่ กับลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเป็ นสำาคัญ แต่ในภาพ รวมนั้น อาจจำาแนกวัตถุประสงค์และเป้ าหมายการจัดการสัตว์ป่าได้ เป็ น 3 ลั ก ษณะ คื อ การจั ด การเพื่ อเพิ่ ม ปริ ม าณและคุ ณ ภาพ ทรั พยากรสั ต ว์ ป่ า การจั ดการเพื่ อ พัฒนาถิ่ นที่ อ ย่้ อ าศั ยของสั ต ว์ ป่ า และการจั ด การเพื่อ การใชู ป ระโยชน์ ท รั พ ยากรสั ต ว์ ป่ าและถิ่ น ที่ อ ย่้ อาศั ย ของสั ต ว์ ป่ า โดยอาจจำา แนกรายละเอี ย ดปลี ก ย่ อ ยเป็ นการ จัดการเพื่อ สงวนพันธ์ุสัตว์ ป่ าและคุ้ มครองสั ตว์ ป่ า การจั ดการเพื่อ ฟื้ นฟูประชากรสัตว์ป่าชนิดที่ใกล้จะสูญพันธ์ุ การจัดการสัตว์ป่าเพื่อ คุ้มครองและสงวนถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า การส่งสัตว์ป่าบางชนิด ที่สูญหายไปกลับคืนสู่ธรรมชาติ การเพาะเลี้ยงและขยายพัน ธ์ุสั ตว์ ป่ าเพื่ อผลทางเศรษฐกิ จ การจั ด การสั ต ว์ ป่ าเพื่ อตอบสนองการใช้ ประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่น การจัดการเพื่อการนันทนาการและการ ล่ า เพื่ อเกมกี ฬ า การจั ด การเพื่ อป้ องกั น ผลกระทบต่ อ ทรั พ ย์ สิ น สุขภาพและชีวิตมนุษย์ (นริศ.

า ก ยิ่ ง ขึ้ น นั ่ น เ อ ป ร ะ โ ย ช น์ ข อ ง สั ต ว์ ป่ ง า วัตถุประสงค์ท่ี สำา คั ญ ประการหนึ่ งของการจั ด การสั ต ว์ ป่ า คือ การใช้ประโยชน์สัตว์ป่าในลักษณะยัง่ ยืน โดยมุ่งหวังการใช้ประโยชน์ ในปริ ม าณที่ เ หมาะสม ไม่ ก่ อ ให้ เ กิ ด ผลกระทบหรื อ เสี ย หายต่ อ ปริ ม าณสั ต ว์ ป่ าในพื้ นที่ หรื อ ถิ่ น ที่ อ ยู่ อ าศั ย ของสั ต ว์ ป่ า การใช้ ประโยชน์สัตว์ป่าดังกล่าวนี้ เป็ นปั จจัยหนึ่งในการกำาหนดสถานภาพ การจัดการสัตว์ป่าในปั จจุบันและอนาคต ทั้งนี้ ประโยชน์ของสัตว์ป่า ที่ ม นุ ษ ย์ ไ ด้ รั บ ส า ม า ร ถ จำา แ น ก ไ ด้ ดั ง นี้ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .20 เกี่ ย วกั บ การพั ฒ นาเศรษฐกิ จ และสั ง คมของชาติ ทำา ให้ มี ก ารนำา ทรัพยากรธรรมชาติชนิดต่างๆ รวมทั้ง สัตว์ป่าและพื้ นที่อันเป็ นถิ่น ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าไปใช้ประโยชน์เพื่อวัตถุประสงค์อ่ ืนเป็ นสำาคัญ ดังนั้นจึง จำา เป็ นต้ อ งมีการจั ด ทำา แผนการจั ดการสั ต ว์ ป่ าในลั กษณะ กรณีพิเศษขึ้น โดยเฉพะอย่างยิ่ง การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการกำา หนดมาตรการป้ องกันแก้ไขผลกระทบดังกล่าวนั้น ทั้งนี้ ในการจัดทำา แผนการจัดการสัตว์ป่าในทุกลักษณะต้องมีการกำา หนด มาตรการติ ด ตามตรวจสอบและการกำา หนดกรอบเวลาไว้ อ ย่ า ง ชัดเจน เพื่อให้มีการประเมินความสำา เร็จหรือล้มเหลวของแผนการ ดังกล่าว และนำาไปสู่การปรับปรุงแผนการให้ดีและมีความเหมาะสม ม 2.

1 ป ร ะ โ ย ช น์ ท า ง ต ร ง 2.1 ประโยชน์ ต่ อ การดำา รงชี วิ ต ประจำา วั น (Daily Used Values) นับแต่อดีตกาล มนุษย์อาศัยและดำารงชีวิตตามธรรมชาติอยู่ใน พื้ นที่ป่าไม้ในส่วนต่างๆ ของโลก และโดยเหตุท่ีมนุษย์เป็ นสัตว์กิน ทั้งพืชและสัตว์ ดังนั้น สัตว์ป่าจึงเป็ นแหล่งอาหารโปรตีนที่มีความ สำา คัญที่ สุดของมนุษย์ จนกระทัง่ ในสมัย หลั งที่มนุษย์มีวิ วัฒนาการ และความก้ าวหน้าในด้านต่ างๆ สังคมมี ความสลั บซับซ้อ นมากยิ่ง ขึ้นและแบ่งเป็ นสังคมเมือง และสังคมชนบทอย่างชัดเจน ในสังคม เมือ งนั้น อาจจะไม่มีการใช้ ประโยชน์ สั ตว์ ป่ าเพื่ อ เป็ นแหล่ ง อาหาร เนื่ องจากมี ก ารพั ฒ นาทางด้ า นการปศุ สั ต ว์ แ ละการกสิ ก รรมและ สัตวบาล ช่วยให้เป็ นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำาคัญเลี้ยงสังคมเมืองได้ อย่างดี ในขณะเดียวกัน สังคมชนบทที่ประชาชนยังยากจนและอยู่ ใกล้ชิดกับพื้ นที่ป่าไม้ ยังไม่สามารถประกอบธุรกิจทางด้ านปศุสั ตว์ ได้ อ ย่างพอเพียงและกว้ า งขวาง สั ตว์ ป่ าจึ ง ยั ง คงเป็ นแหล่ ง อาหาร โปรตีนราคาถูกและสะดวกง่ายดายในการแสวงหา ซึ่งในบางโอกาส สั ต ว์ ป่ ายั ง ตอบสนองความต้ อ งการในรู ป แบบอื่ นๆ แก่ ค รอบครั ว สังคมชนบทได้อีกด้วย นอกจากนี้ในอดีตกาล การต่อสู้ในสงคราม ต่างๆ จะใช้สัตว์ป่าบางชนิดเป็ นพาหนะที่สำาคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช้ า ง และม้ า ซึ่ ง เป็ นสั ต ว์ ท่ี มี จุ ด เริ่ ม ต้ น จากการดั ก จั บ สั ต ว์ ป่ าใน ธ ร ร ม ช า ติ แ ล ะ ฝึ ก ฝ น เ พื่ อ ก า ร ใ ช้ ง า น ดั ง ก ล่ า ว ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .1.21 2.

ศ.1978-1988 จำานวนทั้งสิ้น 290.22 2.74 ล้ า น บ า ท แ ล ะ Martin (1986) ร า ย ง า น ไ ว้ ใ น World Wildlife Fund Monthly Report (July 1986) ว่า ราคาของนอแรด ในกรุ ง เทพฯ มี ก ารเปลี่ ย นแปลงจาก 3.19851986 นอกจากนี้ Abdul (1989) รายงานการส่งออกหนังสัตว์เลื้ อย คลานในสกุ ล Varanus ของรั ฐ ต่ า งๆ 5 รั ฐ ในประเทศมาเลเซี ย ระหว่าง ค.37 ล้ านบาท และหนัง สั ต ว์ เ ลื้ อยคลาน มู ล ค่ า 229.362 ชิ้น โดยมีราคาอยู่ ระหว่ า ง 1-3 มาเลเซี ย ดอลลาร์ (ริ ง กิ ต ) ซึ่ ง คิ ด เป็ นมู ล ค่ า ทาง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ จำา น ว น ม ห า ศ า ล น ก เ ข า เ ล็ ก ห รื อ น ก เ ข า ช ว า จ า ก ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .1979-1981 เพิ่มขึ้นเป็ น 11.ศ.2 ประโยชน์ ท างเศรษฐกิ จ (Commercial Values) มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์สัตว์ป่าเพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ในรูปของการค้าสัตว์ป่าและผลิตภัณฑ์ของสัตว์ป่า ในแต่ละพื้ นที่ทัว่ โลกจะมี ก ารใช้ ป ระโยชน์ ใ นลั ก ษณะที่ ต่ า งกั น ขึ้นอยู่ กั บ สั ต ว์ ป่ าใน แต่ละพื้ นที่และความต้องการของตลาดเป็ นสำา คัญ การใช้ประโยชน์ สัตว์ป่าบางชนิดเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดเป็ นผลทำาให้ สั ตว์ ป่ าชนิดนั้นๆ ต้อ งลดจำา นวนลงอย่ างรวดเร็ ว เช่น งาช้ าง นอ แรด เขากวาง เป็ นต้น ซึ่งเป็ นผลิตภัณฑ์ของสัตว์ป่าที่มีราคาสูงใน ตลาดการค้ าสัต ว์ ป่ า สำา นักงานคณะกรรมการสิ่ ง แวดล้ อมแห่ ง ชาติ (2533) รายงานมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ป่าของประเทศไทย ในปี พ.2530 จำาแนกเป็ น ขนสัตว์ปีกมิได้ตกแต่ง มูลค่า 210.ศ.1.629 เหรียญสหรัฐในปี ค.ศ.654 เหรี ย ญสหรั ฐ ในปี ค.67 ล้านบาท ขน หนัง และส่วนอื่นๆ มูลค่า 188.079 ล้านบาท รังนก นางแอ่ น มูล ค่ า 18.

7 ล้ า น บ า ท (น ริ ศ .23 ประเทศไทยมี ร าคาแปรผั น ตามความพึ ง พอใจของผู้ ซื้ อและเคยมี ร า ค า ข า ย สู ง ถึ ง ตั ว ล ะ 1.3 (Aesthetic ประโยชน์ ท างดู า นความสวยงามและความเชื่ อถื อ Values and Ethical Values) เนื่องจาก สัตว์ป่ าหลายชนิดมีความสวยงามโดยธรรมชาติ ใน ส่ ว นของรู ป ร่ า ง สี ส รร เสี ย งร้ อ ง ทำา ให้ เ กิ ด ความประทั บ ใจและมี ความปรารถนาจะมี ไ ว้ ใ นครอบครอง เช่ น ความต้ อ งการเลี้ ยงนก สวยงามชนิดต่างๆ นกที่มีความสามารถในการเลียนเสียงธรรมชาติ ได้ จำาพวกนกขุนทอง นกแก้ว หรือสัตว์ที่มีความสวยงามจากรูปร่าง และขนาดของสั ต ว์ ป่ านั้ น โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง สั ต ว์ ป่ าจำา พวก กระรอก กระต่าย เป็ นต้น การใช้ประโยชน์ในลักษณะนี้เป็ นการใช้ ประโยชน์ สั ต ว์ ป่ าที่ มี ผ ลต่ อ คุ ณ ค่ า ทางด้ า นจิ ต ใจ ในรู ป ของความ สวยงามตามธรรมชาติ นอกจากนี้ พฤติกรรมบางประการของสัตว์ ป่ าก่ อให้เกิดความเชื่ อทางจิ ตใจ และความเชื่ อถื อ ทางศาสนา เช่น ความเชื่ อในเรื่ องคุ ณ ค่ า ทางยาของอวั ย วะของสั ต ว์ บ างชนิ ด โดย เฉพาะอย่างยิ่ง เขากวางอ่อน ดีหมี เลือดงู สมองลิง หรือความเชื่อ ทางไสยศาสตร์เกี่ ยวกับเสือสมิง งูเจ้า เป็ นต้น ซึ่งการวัดคุณค่ าดั ง กล่ า วสามารถกระทำา ได้ ค่ อ นข้ า งยากลำา บาก แต่ เ ป็ นที่ ย อมรั บ โดย ทัว่ ไปว่ า คุณค่าทางด้านความสวยงามตามธรรมชาติ และความเชื่ อ ทางศาสนาเป็ นประโยชน์ ข องสั ต ว์ ป่ า ที่ ทำา ให้ ธ รรมชาติ มี ค วาม สมบูรณ์ข้ ึน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็ นธรรมชาติในพื้ นที่อนุร ักษ์ ต่ า งๆ เช่ น อุ ท ยานแห่ ง ชาติ เขตรั ก ษาพั น ธ์ุ สั ต ว์ ป่ า และพื้ นที่ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า . 2543) 2.1.

1985) เ ป็ น ต้ น 2.5 ประโยชน์เพื่อการใชูสอยต่างๆ (Utilitarian Values) อาจกล่ า วได้ ว่ า ประโยชน์ ข องสั ต ว์ ป่ าที่ ม นุ ษ ย์ ไ ด้ ร ั บ โดยตรง และมีความสำา คัญต่อความเป็ นอยู่ท่ีสะดวกสบายของมนุษย์มีหลาย ลักษณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงบำารุงพันธ์ุสัตว์เลี้ยงเพื่อใช้ งาน หรื อ ปศุ สั ต ว์ ใ ห้ มี ค วามทนทานต่ อ การเปลี่ ย นแปลงของสิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม ไ ด้ ดี เ ช่ น ลู ก ผ ส ม ที่ เ กิ ด ขึ้ น ร ะ ห ว่ า ง Wild Sheep และ Domestic Sheep จะมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่ง แวดล้อมได้ดีข้ ึน ลูกผสมระหว่าง Cattle และ American Bison จะ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า . 1981 แ ล ะ Shaw.24 อ นุ รั ก ษ์ ท า ง ท ะ เ ล 2.1.1.4 เ ป็ น ต้ น (Dasmann. 1981) ป ร ะ โ ย ช น์ ท า ง ดู า น ก า ร ศึ ก ษ า แ ล ะ ก า ร วิ จั ย ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ (Educational and Scientific Values) สั ตว์ ป่ าเป็ นแหล่ ง ข้ อ มู ล ทางการศึ กษาเพื่ อให้ มนุ ษ ย์ ท ราบถึ ง การวิวัฒนาการ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ โครงสร้ า งและลั ก ษณะของประชากร ความต้ อ งการถิ่ น ที่ อ ยู่ อ าศั ย การกำาหนดบทบาทหน้าที่ทางสังคมของสิ่งมีชีวิต นอกจากนี้ มนุษย์ ยั ง สามารถนำา สั ต ว์ ป่ าบางชนิ ด มาใช้ ป ระโยชน์ เ พื่ อการทดลองวิ จั ย ทางวิ ท ยาศาสตร์ ทำา ให้ ค วามรู้ ท างการแพทย์ ท่ี เ กี่ ย วข้ อ งกั บ มนุ ษ ย์ ดำา เนินไปอย่ า งรวดเร็ ว เช่ น การใช้ Sea Urchin ในการศึ ก ษาวิ ช า คัพภะวิทยา การใช้ Desert Toad ในการตรวจสอบการตั้งครรภ์ การ ใช้ Rhesus Monkey เพื่ อศึ ก ษากลุ่ ม เลื อ ดในมนุ ษ ย์ (Dasmann.

2 ป ร 2.1 (Recreational ะ โ ย ช น์ ท า ง อู อ ม ประโยชน์ ท างการพั ก ผ่ อ นหย่ อ นใจและการกี ฬ า Values and Games) เป็ นการใช้ประโยชน์ ของสั ตว์ ป่ าเพื่ อการสั น ทนาการและการ กีฬา ซึ่งมีความแตกต่างกันใน 2 ลักษณะ คือ การพักผ่อนหย่อนใจ เป็ นการใช้ประโยชน์สัตว์ป่าที่ไม่ทำาให้สัตว์ป่าตาย (Nonconsumptive) ในรู ป ของการส่ อ งสั ต ว์ การถ่ า ยภาพสั ต ว์ สวนสั ต ว์ เ ปิ ด โดยในปี ค. 1960 ในประเทศสหรั ฐ อเมริ ก า มี ผู้ ใ ช้ ป ระโยชน์ สั ต ว์ ป่ าเพื่ อ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .25 ให้ ผ ลผลิ ต เนื้ อสั ต ว์ ไ ด้ ม ากและปริ ม าณไขมั น น้ อ ย วั ว Madura ใน ประเทศอิ น โดนีเ ซี ย ป็ นวั ว พั น ธ์ุ ผ สมระหว่ า งวั ว แดง และวั ว Zebu เป็ นต้น นอกจากนี้ สัตว์ป่าบางชนิดยังสามารถให้ ประโยชน์ในการ รั ก ษาพยาบาลมนุ ษ ย์ ไ ด้ Myers (1983) และ Rorabacher (1970) รายงานว่า American Bison มีความทนทานต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ สู ง ดั ง นั้ น หากมนุ ษ ย์ ส ามารถศึ ก ษาชี ว เคมี ข อง American Bison อย่ า งละเอี ย ดอาจจะสามารถค้ น พบวิ ธี ก ารสร้ า งภู มิ ต้ า นทานโรค ม ะ เ ร็ ง ไ ด้ ใ น อ น า ค ต อนึ่ง ในประวัติศาสตร์ชาติ ไทย มีการนำา สัตว์ ป่ามาฝึ กฝนเพื่อ ใช้ประโยชน์ในการสงครามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช้างศึก และม้าศึก รวมทั้งสัตว์จำาพวกวัว และควายที่ใช้ในการจัดเตรียมและ ขนส่งเสบียงเพื่อการรบ แสดงให้เห็นว่า สัตว์ป่ามีประโยชน์ต่อการ ส ร้ า ง ช า ต ิจ น เ ป็ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย จ น ถึ ง ปั จ จุ บั น 2.2.ศ.

Fish and Wildlife Service (1977) พบว่ า ในปี ค.1975 ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ใช้ประโยชน์สัตว์ป่าในการล่าเพื่อการกีฬา ไม่ ตำ่ า กว่ า 20 ล้ า นคน (Shaw.25 ล้ า นตั ว คิ ด เป็ นนำ้ าหนั ก รวม 225. 1975 มีนักถ่ายภาพสัตว์ ป่าไม่ต่ำากว่ า 160 ล้านคน ส่วน ในประเทศเคนยา สามารถสร้างรายได้จำานวน 300 ล้านเหรียญจาก นักท่องเที่ยวต่างประเทศจำานวน 300. 2543) นอกจากนี้ การใช้ประโยชน์สัตว์ ป่าในอีก ลักษณะหนึ่ง คือ การล่าสัตว์ป่าเพื่อการกีฬา ซึ่งเป็ นการใช้ประโยชน์ สั ต ว์ ป่ าที่ ทำา ให้ สั ต ว์ ป่ าตาย (Consumptive) ทั้ง นี้ จากรายงานของ U.000 ล้านเหรียญ และได้สัตว์ป่าขนาดใหญ่รวมกันประมาณ 2. 1985) โดยในแต่ ล ะปี มี ก ารใช้ จ่ า ย เพื่ อการล่ า สั ต ว์ ป่ าเพื่ อการกี ฬ า (Big Game Animal) ประมาณ 1.26 การพักผ่อนหย่อนใจในลักษณะดังกล่าวไม่ตำ่ากว่า 50 ล้านคน และ ในปี ค.000 คนที่เดินทางเข้าไปเที่ยว ชมสัตว์ป่า (นริศ.ศ.ศ.000 เมตริ ก ตั น (McNeely and Miller.S. 1984) อย่างไรก็ตาม ในกรณีของประเทศไทยนั้น ไม่มีการ ใช้ประโยชน์สัตว์ป่าเพื่อการกีฬา โดยการใช้ประโยชน์สัตว์ป่าเพื่อการ พักผ่อนหย่อ นใจในประเทศไทยมี ห ลากหลายรู ป แบบ โดยเฉพาะ อย่ า งยิ่ ง การดู น กและสั ต ว์ ป่ าในบริ เ วณอุ ท ยานแห่ ง ชาติ แ ละเขต รักษาพันธ์ุสัตว์ป่าต่างๆ เช่น อุทยานแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ แก่ง กระจาน เขาใหญ่ เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร เป็ นต้น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องถึงการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของสังคม ชนบท เนื่องจากการใช้ประโยชน์ดังกล่ าวต้องสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ การบริการต่ างๆ เช่น การเช่ า บ้ า นพั กในอุ ท ยานแห่ ง ชาติ การซื้ อ อุ ป กรณ์ เ ครื่ องมื อ ในการล่ า และการตั้ ง ค่ า ยพั ก แรม การใช้ บ ริ ก าร ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .

27 ค ม น า ค ม ข น ส่ ง ก า ร ว่ า จ้ า ง ค น นำา ท า ง เ ป็ น ต้ น 2.2 ป ร ะ โ ย ช น์ ท า ง ดู า น นิ เ ว ศ (Ecological Values) ภายในบริ เ วณหนึ่ ง ๆ ที่ กำา หนดขึ้ น ประกอบด้ ว ยสิ่ ง มี ชี วิ ต ทั้งหมดที่มีความสัมพันธ์และการกระทบกระทัง่ ซึ่งกันและกัน มีการ เคลื่อนย้ายของพลังงานที่สามารถจัดแบ่งได้เป็ นลำาดับชั้น (Trophic Structure) มีการแลกเปลี่ยนของสารอาหารในระหว่างสิ่งมีชีวิตและ สิ่ ง ไม่ มี ชี วิ ต ที่ อ ยู่ ร่ ว มกั น นี้ ในวั ฏ จั ก ร รวมเรี ย กระบบนี้ ว่ า "ระบบ นิเวศ" (สมสุข.2. 2524) ซึ่งในระบบนิเวศธรรมชาติน้ ัน การดำารงชีวิต ของสั ต ว์ ป่ าจะเป็ นองค์ ป ระกอบที่ สำา คั ญ ในการก่ อ ให้ เ กิ ด ความ สัมพันธ์ การเคลื่อนย้ายพลังงานและการแลกเปลี่ ยนสารอาหารใน ระบบนิเวศในรูปแบบต่างๆ กัน เช่น สัตว์ป่าจำา พวก Beaver สร้าง เขื่อนภายในแหล่งนำ้าทำาให้ความเร็วของการไหลของนำ้าลดลงและอยู่ ในระดับคงที่ นกเหยี่ย วและนกเค้าทำา หน้ าที่ ในการควบคุ มจำา นวน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนำ้านมขนาดเล็กในช่วงเวลาที่แตกต่างกันคือในช่วง กลางวั น และช่ ว งคำ่ า ตามลำา ดั บ ซึ่ ง เป็ นการส่ ง เสริ ม ให้ เ กิ ด ความ สมดุลและคงความหลากหลายทางพันธุกรรมไว้ เป็ นต้น ทั้งนี้ หาก ระบบนิ เ วศมี ค วามสมดุ ล ภายในตั ว เอง มนุ ษ ย์ ย่ อ มสามารถใช้ ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิด ที่เป็ นองค์ประกอบของระบบ นิ เ วศในระดั บ ที่ เ หมาะสมได้ อ ย่ า งต่ อ เนื่ อง ดั ง นั้ น สั ต ว์ ป่ าจึ ง มี ประโยชน์ ใ นการรั ก ษาส มดุ ล ข อง ร ะ บ บ นิ เ ว ศท าง ธร ร มช า ติ อย่ า งไรก็ ต าม การใช้ ป ระโยชน์ สั ต ว์ ป่ าในแต่ ล ะพื้ นที่ ห รื อ ใน ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .

ป็ โ น ท ษ ข ต้ อ ง น สั ต ว์ ป่ า ถึงแม้สัตว์ป่าจะเป็ นทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์สามารถนำามา ใช้ประโยชน์เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ในด้านต่างๆ ได้ อย่างอเนกอนันต์ก็ตาม แต่ในบางกรณี มนุษย์และสัตว์ ป่า มีความ สัมพันธ์ซ่ึงกันและกันในด้านที่ก่อให้เ กิดความเสี ยหายต่ อ ชี วิ ตและ ทรัพย์สินของมนุษย์หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำาคาญในรูปแบบ แ ล ะ ร ะ ดั บ ค ว า ม รุ น แ ร ง ที่ แ ต ก ต่ า ง กั น โ ด ย จำา แ น ก ไ ด้ ดั ง นี้ 3.28 แต่ละประเทศย่อมมีความแตกต่างกัน ดังนั้น ประโยชน์ของสัตว์ป่า จึงมีการเปลี่ยนแปลงและแปรผันตามความจำา เป็ นและรูปแบบของ การใช้ประโยชน์ เช่น การใช้ประโยชน์สัตว์ป่า ด้วยการแลกเปลี่ยน สัตว์ป่ าเพื่อกระชับความสั มพัน ธ์ร ะหว่ างประเทศ การใช้ประโยชน์ สั ต ว์ ป่ าเพื่ อเป็ นดั ช นี ชี ว ภาพ (Biological Index)ในการกำา หนด คุ ณ ภาพสิ่ ง แวดล้ อ ม การใช้ ป ระโยชน์ สั ต ว์ ป่ าเพื่ อการควบคุ ม การ แพ ร่ ก ระ จา ยข อง ศั ตรู พื ช ต า มธ ร ร ม ช า ติ (Biological Control) เ 3.1 สั ต ว์ ป่ า ก่ อ ใ หู เ กิ ด อุ บั ติ เ ห ตุ (Accidents) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุบัติเหตุในการบิน ซึ่งสุนีย์ (2528) ได้อ้าง Report on Third Workshop on Reducing Bird Hazards to Aviation (9-13 กันยายน 2528) ว่า อุบัติเหตุทางการบินส่วนใหญ่ เกิดขึ้นโดยเหยี่ยวเป็ นสาเหตุสำาคัญที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเครื่ องบิ น ชนกั บ นกบริ เ วณสนามบิ น และมากกว่ า ร้ อ ยละ 80 ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .

1985) น อ ก จ า ก นี้ Brock (1983) กล่าวถึง ผลกระทบจากนกนำ้า เช่น นกกระทุง อาจกินปลา ที่ ช าวประมงเพาะเลี้ ยงไว้ ไ ด้ ถึ ง ปี ละ 1-3 ตั น นกกระสาต่ า งๆ กิ น ลูกปลาที่ ได้จากการเพาะเลี้ยงประมาณร้อยละ 30-40 ของปริมาณ ลูกปลาที่ผลิตได้ ซึ่งเป็ นการทำา ลายผลิตภัณฑ์การประมงโดยตรง ในส่ว นของประเทศไทยนั้น เดื อ นตุ ล าคม 2542 ค้างคาวกิ น ผลไม้ได้เ ข้ ากินผลลำา ใยในพื้ นที่ อำา เภอโป่ งนำ้าร้ อ น จัง หวั ดจั น ทบุ ร ี ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า . 1975 อ้ า ง โ ด ย Shaw.2 สั ต ว์ ป่ าทำา ลายผลิ ต ผลการเกษตร การประมง และปศุ สั ต ว์ (Crop and Livestock Damage) ในประเทศสหรัฐอเมริกา สัตว์ป่าทำา ลายผลิตผลการเกษตรใน แต่ละปี เป็ นปริมาณมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Coyotes ทำาลายสัตว์ท่ี เกษตรกรเลี้ ยงไว้ ใ นแต่ ล ะปี ไม่ ตำ่ า กว่ า 25 ล้ า นเหรี ย ญสหรั ฐ โดย เป็ นการฆ่ า แกะ เป็ ด ห่ า น Sandhill Cranes และ Weaver Birds (Schwilling.266 ครั้ ง (สุ นีย์ .887 ครั้งใน 89 ประเทศ โดยเกิดขึ้นในประเทศ ต่ า งๆ ในเอเซี ย และแปซิ ฟิ ค จำา นวน 1.29 ของอุบัติเ หตุ ท างการบิน เกิ ด ขึ้นในระดั บ ความสู ง 180 เมตร จาก พื้ นดินในขณะที่เครื่องบินกำาลังจะขึ้นหรือลงสนามบิน ทั้งนี้ส่วนของ เครื่ อ งบินที่ไ ด้ ร ับ อัน ตรายมากที่ สุ ด คื อ ลำา ตั ว เครื่ องบิ น ในแต่ ล ะ เดื อ นจะมีอัตราการเกิ ดอุ บั ติ เ หตุ แ ตกต่ างกั น ขึ้นอยู่ กับ จำา นวนและ พฤติกรรม การเคลื่อนย้ายของนก และนกอพยพก่อให้เกิดอุบัติเหตุ มากกว่านกประจำาถิ่น ในปี 1983 ทัว่ โลกเกิดอุบัติเหตุจากเครื่องบิน ชนนก จำา นวน 3. 2528) 3.

4 สั ต ว์ ป่ า ก่ อ ใ หู เ กิ ด ค ว า ม เ ดื อ ด รู อ น รำา ค า ญ น ต้ น (Annoyance) มั ก เกิ ด ขึ้ นในบริ เ วณที่ สั ต ว์ ป่ ามารวมตั ว กั น ในปริ ม าณมาก ได้แก่ บริเวณวัด หรือบริเวณพื้ นที่รกร้างว่างเปล่าที่มักจะมีนกมาอ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .3 สั ต ว์ ป่ า เ ป็ น แ ห ล่ ง ส ะ ส ม เ ชื้ อ โ ร ค (Disease Reservoirs) เชื้ อโรคบางชนิดสามารถใช้ สั ต ว์ ป่ าเป็ นพาหะมาสู่ มนุ ษ ย์ ห รือ สัตว์เลี้ยงได้ เช่น โรคกลัวนำ้าอาจเกิดการแพร่ระบาดมาจากสัตว์ป่า หลายชนิด รวมทั้งค้างคาว กระต่ าย เสือโคร่ง พังพอน นาก ส่วน โรค Melioidosis ที่ เ กิ ด จากเชื้ อ Pseudomonas pseudomallei พบ ในสัตว์ป่าจำา พวกนกแก้ ว จิงโจ้ ลิง อูฐ และเนื้ อทราย ซึ่งสามารถ ระบาดไปสู่สัตว์เลี้ยงจำาพวก แพะ แกะ สุกร รวมทั้งมนุษย์ด้วย โดย แสดงอาการเกิ ด ฝี ขึ้ นตามต่ อ มนำ้ าเหลื อ งม้ า มและปอดมี อ าการไอ นำ้ ามูก มากและอาจมี ไ ข้ สู ง โรค Gnathostomiasis ซึ่ ง เกิ ด จากพยาธิ Gnathostoma spinigerum และมี ผ ลต่ อ การเกิ ด โรคในมนุ ษ ย์ ต าม ส่วนต่างๆ ของร่างกายคือ กล้ามเนื้ อใต้ผิวหนังเกิดอาการบวมแดง อาการเจ็ บ ปวดจากการเคลื่ อนที่ ข องพยาธิ บ ริ เ วณทางเดิ น หายใจ ช่ อ งท้ อ ง และลู ก ตา โดยพบว่ า สั ต ว์ ป่ าที่ เ ป็ นพาหะนำา เชื้ อโรคดั ง กล่าวมาสู่มนุษย์ คือ เสือดาว เสือปลา แมวป่ า และนาก (บุญเยี่ยม แ ล ะ ค ณ ะ 2527) เ ป็ 3.30 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ลำาใยปริมาณ 2 ตัน ในช่วงเวลา 2-3 วัน ทำาให้เกษตรกรต้องสูญเสียรายได้ไปจำา นวนหนึ่ง รวมทั้งต้องเสียค่า ใช้ จ่ า ยในการซื้ ออุ ป กรณ์ เ พื่ อป้ องกั น การรบกวนของค้ า งคาว 3.

า น งู พิ ษ กั ด ค น เ ป็ น ต้ น ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง ม นุ ษ ย์ กั บ สั ต ว์ ป่ า จากหลั ก ฐานทางโบราณคดี แ ละความรู้ ท างด้ า นมนุ ษ ยวิ ท ยา สั น นิษ ฐานว่ า บรรพบุ รุ ษของมนุ ษ ย์ น้ ัน เริ่ม มี วิ วั ฒนาการตั้ ง แต่ ยุ ค Pleistocene (ประมาณ 1.5-3 ล้ านปี มาแล้ ว ) เมื่ อเปรี ย บเที ย บกั บ การวิวัฒนาการของสัตว์มีกระดูกสันหลังกลุ่มแรก คือ ปลาที่ไม่มีขา กรรไกร ซึ่งเริ่มต้นการวิวั ฒนาการตั้ งแต่ ยุ ค Cambrian ตอนปลาย (ประมาณ 500 ล้ า นปี มาแล้ ว ) พบว่ า มนุ ษ ย์ มี ช่ ว งเวลาในการ วิวัฒนาการค่อนข้างสั้นและรวดเร็ ว ทั้งนี้ เป็ นผลสืบเนื่องจากการ พัฒนาและการขยายตัวของกล่องสมองทำา ให้มนุษย์มีความสามารถ ในการจดจำา คิดค้นและพัฒนาตนเองให้สามารถมีชีวิตได้ดี โดยพบ ว่า Australopithecus africanus ซึ่งเชื่อว่าเป็ นบรรพบุรุษของมนุษย์ นั้นมีความจุของกล่องสมองประมาณ 600 ลูกบาศก์เซนติเมตร เมื่อ เปรี ยบเทียบกับ ลิง Gorilla ซึ่งมีขนาดลำา ตั ว ใหญ่ กว่ า แต่ มีความจุ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .31 ยูาอาศัยรวมตัวกันเป็ นจำา นวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นกยาง นก แขวก นกปากห่าง มักก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำาคาญจากการถ่าย มูล ของนก Inkapatanakul (1986) รายงานว่ า มูล ของนกปากห่ า ง ในบริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าวัดไผ่ล้อม และวัดอัมพุวราราม จังหวัด ปทุมธานีในปริมาณมาก ทำา ให้พรรณไม้ต่างๆ ในพื้ นที่ตายลงอย่าง รวดเร็ว รวมทั้งส่งกลิ่นเหม็น เป็ นบริเ วณกว้ าง นอกจากนี้ สัตว์ป่ า บางชนิด ยั ง เป็ นสาเหตุ สำา คั ญ ในการทำา ลายทรั พ ย์ สิ น หรื อ ทำา ร้ า ย ร่ างกายมนุษ ย์ โ ดยตรง เช่ น หนูบ้ า นกั ด แทะทำา ลายของใช้ ภ ายใน บ้ 4.

32 ของกล่ อ งสมองเพี ย ง 500 ลู ก บาศก์ เ ซนติ เ มตร (Colbert.000 ปี มาแล้ ว มนุษ ย์ เ ริ่ ม ต้นการใช้หินที่มีความแหลมคม รวมทั้งการทำาเครื่องมือจากหินชนิด ต่ างๆ ส่ว นยุคโลหะ (Steel Age) เริ่ มต้ นขึ้นประมาณ 5.000 ปี มา แล้ว โดยจำาแนกเป็ น ยุคสัมฤทธิ ์ (Bronze Age) และยุคเหล็ก (Iron Age) ซึ่ ง ในยุ ค ต่ า งๆเหล่ า นี้ มนุ ษ ย์ มี ค วามสั ม พั น ธ์ กั บ สั ต ว์ ป่ าใน ลักษณะของการล่าสัตว์ป่า เพื่อการใช้ประโยชน์ในรูปของปั จจัยที่ จำา เป็ นต่ อ การดำา รงชี วิ ต เมื่ อ มนุษย์ เ ข้ าไปมี บ ทบาทแทรกแซงการ วิวัฒนาการของสัตว์ ป่าในช่วงเวลาต่ างๆ โดยเฉพาะอย่ างยิ่ งในยุค Pleistocene ซึ่ ง ม นุ ษ ย์ แ พ ร่ ก ร ะ จ า ย อ ยู่ ใ น ท วี ป เ อ เ ซี ย ยุ โ ร ป ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .1980) นอกจากนี้ การพั ฒ นาร่ า งกายของมนุ ษ ย์ ใ ห้ มี ก ารเจริ ญ เติ บ โตใน ลักษณะตั้งฉากกับพื้ นดิน ซึ่งเป็ นการวิวัฒนาการที่แตกต่างจากสัตว์ กลุ่มอื่นๆ โดยชัดเจน ทำาให้มนุษย์สามารถเคลื่อนที่ได้โดยใช้ระยางค์ ขาเท่ า นั้ น ส่ ว นระยางค์ แ ขนเป็ นอิ ส ระสามารถใช้ ใ นการหยิ บ จั บ สิ่ง ของ ต่อ สู้ หรือ ป้ องกั น ตนเอง และใช้ ในการสร้ างเครื่ อ งมื อ ทุ่ น แรงต่างๆ ได้ และโดยเหตุท่ีมนุษย์มีอัตราการโตเต็มวัยค่อนข้างช้า เด็ ก ต้ อ งได้ ร ั บ การดู แ ลจากพ่ อ แม่ เ ป็ นเวลานานก่ อ ให้ เ กิ ด ความ สั ม พัน ธ์ ลั ก ษณะครอบครั ว และสั ง คมขึ้ น ทำา ให้ โ อกาสเสี่ ย งของ มนุษย์ท่ีจะตายด้วยสาเหตุต่างๆ ลดลง จำานวนประชากรจึงเพิ่มขึ้น อย่ า งรวดเร็ ว สามารถแพร่ ก ระจายและครอบครองพื้ นที่ ไ ด้ ดี แ ละ กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยในยุค Pleistocene มนุษย์รู้จักใช้ก้อนหินเป็ น เครื่ องทุ่ น แรงในการล่ า สั ต ว์ แ บบง่ า ยๆ (ยุ ค หิ น เก่ า .Old Stone Age หรื อ Paleolithic Age) จนกระทั ่ง ถึ ง ยุ คหิ น ใหม่ (New Stone age หรื อ Neolithic Age) ประมาณ 15.

33 อเมริ ก าเหนือ และทวี ป อเมริ ก าใต้ เป็ นสาเหตุ สำา คั ญ ของการสู ญ พั น ธ์ุ ข อ ง Mammoth(Martin แ ล ะ Wright.000 ปี มาแล้ ว ) เป็ นการเกษตรกรรมที่ ข าดความเจริ ญ ทาง วิ ท ยาการ จำา เป็ นต้ อ งถากถางพื้ นที่ ป่ าไม้ ท่ี อุ ด มสมบู ร ณ์ จ นหมด สภาพ ระบบระบายนำ้ าและระบบชลประทานเป็ นแบบธรรมชาติ สังคมของพืชป่ าไม้ตามธรรมชาติท่ีเป็ นปั จจัยสำาคัญในการดำารงชีวิต และการแพร่กระจายของสัตว์ ป่ ามี การเปลี่ ย นแปลงและถู กทำา ลาย จนมีปริมาณน้อยลง ดังนั้น การแพร่กระจายของสัตว์ป่าจึงถูกจำากัด ขอบเขตจากกิ จ กรรมการเปลี่ ย นแปลงถิ่ น ที่ อ ยู่ อ าศั ย โดยมนุ ษ ย์ นอกจากนี้ มนุษย์ในช่วงก่อน Neolithic รู้จักการใช้ไฟในการขับไล่ สัตว์ป่าเพื่อให้เกิดความสะดวกในการล่า ในบางครั้งจึงเกิดอุบัติเหตุ ไฟป่ าขึ้น ทำาให้ความรุนแรงของการทำาลายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า เ พิ่ ม ขึ้ น ความสั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งมนุ ษ ย์ แ ละสั ต ว์ ป่ าในปั จจุ บั น ยั ง คงมี ลั ก ษณะเช่ น เดี ย วกั บ ความสั ม พั น ธ์ ใ นยุ ค โบราณดั ง ที่ ก ล่ า วมาแล้ ว มนุษย์ยังคงใช้ประโยชน์สัตว์ป่าอย่างต่อเนื่อง และเป็ นสาเหตุสำาคัญ ที่ ทำา ใ ห้ สั ต ว์ ป่ า สู ญ พั น ธ์ุ World Resources Institute แ ล ะ International Institutefor Environment and Development (1989) ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า . 1967) อ ย่ า ง ไ ร ก็ ต า ม น อ ก จ า ก ก า ร ล่ า สั ต ว์ ป่ า ใ น ป ริ ม า ณ ม า ก (overhunting) แล้ว Krantz (1970) พบว่า การสูญพันธ์ุของสัตว์ป่า ยังเป็ นผลมาจากสาเหตุอ่ ืนๆ อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกษตร กรรมในยุคแรก คือ ช่วง Neolithic ของยุค Pleistocene (ประมาณ 10.

ศ.1979-1987 ทำาให้คาด การณ์ได้ว่าภายในปี ค. 2000 ประมาณ 5.ศ.000 ชนิ ด ต่ อ ปี โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง สั ต ว์ ป่ าที่ ใ ช้ ประโยชน์ในการล่าเพื่อการกีฬา (Game Species) ซึ่งในปั จจุบันสัตว์ ป่ าประเภทนี้ยังมีปริมาณมาก แต่ภายในอีก 100 ปี สัตว์ป่าเหล่านี้ จะเป็ นสัตว์ ป่ าที่ อ ยู่ ในสภาพสั ตว์ ป่ าที่ ใ กล้ จะสู ญ พั นธ์ุ (Endangered Species) นอกจากนี้ในส่ว นของการสู ญ เสี ย ถิ่ น ที่ อ ยู่ อ าศั ย ของสิ่ ง มี ชี วิ ต นั้ น Mackinnon และ Mackinnon (1986)รายงานการสู ญ เสี ย ถิ่ น ที่ อ ยู่ อ าศั ย ของสั ต ว์ ป่ าในประเทศต่ า งๆ 19 ประเทศในทวี ป เอเซีย เพื่อเปลี่ยนแปลงพื้ นที่เป็ นพื้ นที่เกษตรกรรมประมาณร้อยละ 68 ของเนื้ อที่ท่ีสัตว์ป่าแพร่กระจายอยู่ ซึ่งเป็ นผลทำาให้แนวโน้มการ สู ญ พั น ธ์ุ ข องสั ต ว์ ป่ าในอนาคตเป็ นไปอย่ า งรุ น แรงและต่ อ เนื่ อง ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .34 กล่าวว่า ในปั จจุบัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตบนโลก เกิดจาก กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ โดยจำา แนกเป็ น 2 ลักษณะ คือ การสูญ เ สี ย ชนิ ด พั น ธ์ุ (Species Loss) แ ล ะ ก า ร สู ญ เ สี ย ถิ่ นที่ อ ยู่ อ า ศั ย (Habitat Loss) โดยในส่ว นของการสู ญ เสี ย ชนิ ดพั น ธ์ุ น้ ัน สิ่ ง มี ชี วิ ต ชนิดต่างๆ มิได้สูญพันธ์ุไปในทันที แต่เป็ นการลดจำา นวนของสิ่งมี ชี วิ ต ในแต่ ล ะชนิ ด ลงอย่ า งรวดเร็ ว ทั้ งในระดั บ ท้ อ งถิ่ น และระดั บ ภู มิ ภ าคจนกระทั่ง สิ่ ง มี ชี วิ ต นั้ น ๆสู ญ พั น ธ์ุ ไ ปในที่ สุ ด ทั้ ง นี้จากแนว โน้มการสูญพันธ์ุของสิ่งมีชีวิตระหว่างปี ค.ศ.2000 สิ่งมีชีวิตจะมี การสู ญพั นธ์ุประมาณ ร้ อ ยละ 15-33 ของจำา นวนชนิด พั น ธ์ุ ท้ ั ง หมดในปั จจุ บั น ซึ่ง Scott (1990) คาดการณ์แนวโน้มอัตราการสูญพันธ์ุของสิ่งมีชีวิตในปี ค.

วิ วั ฒ น า ก า ร ข อ ง ก า ร จั ด ก า ร สั ต ว์ ป่ า แนวความคิดและการดำา เนินงานจัดการสัตว์ป่า ได้เริ่มต้นการ วิ วั ฒ นาการขึ้ นเมื่ อใดนั้ นยั ง ไม่ มี ห ลั ก ฐานที่ ชั ด เจนแน่ น อนแต่ Dasmann (1981) สันนิษฐานว่า การจัดการสัตว์ป่าเกิดขึ้นจากความ สัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ท่ี ต้ ั ง ถิ่น ฐานแน่ นอน ไม่มีการอพยพเคลื่ อ น ย้าย กับทรัพยากรสัตว์ป่าในบริเวณโดยรอบพื้ นที่การตั้งถิ่นฐานของ มนุษย์น้ น ั ซึ่งมนุษย์กลุ่มนี้จำาเป็ นต้องใช้ประโยชน์สัตว์ป่าเพื่อใช้เป็ น อาหาร จนกระทั่ง ปริ มาณสั ต ว์ ป่ าลดน้ อ ยลงและไม่ ส ามารถตอบ สนองความต้ อ งการของมนุ ษ ย์ ไ ด้ อี ก ต่ อ ไป จึ ง เป็ นแรงผลั ก ดั น ให้ มนุษย์มีวิวัฒนาการทางด้านการเลี้ยงสัตว์ และการปลูกพืชเพื่อเป็ น อาหาร รวมทั้ งทำา ให้ ม นุ ษ ย์ เ ริ่ ม รู้ จั ก การใช้ ป ระโยชน์ สั ต ว์ ป่ าใน ปริมาณ ที่ไม่มากเกินไปอย่างไรก็ตาม มนุษย์อีกกลุ่มที่ไม่ต้ ังถิ่นฐาน แน่ น อน แต่ อ พยพเคลื่ อนย้ า ยตลอดเวลานั้ น เป็ นกลุ่ ม บุ ค คลที่ ใ ช้ ประโยชน์ สั ต ว์ ป่ าในพื้ นที่ ต่ า งๆ อย่ า งมากมาย ซึ่ง ในบางครั้ ง เกิ ด ความขัดแย้งกับกลุ่มมนุษย์ท่ีต้ ังถิ่นฐานแน่นอน ทำาให้มีการต่อสู้เพื่อ แย่งชิงความเป็ นใหญ่ข้ ึน ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่าจึง เปลี่ยนแปลงไปเป็ น การใช้ประโยชน์สัตว์ป่าเพื่อใช้เป็ นอาหาร การ ล่ า สั ตว์ ป่ าที่ ทำา ลายผลิ ตผลทางการเกษตร และการล่ าสั ต ว์ ป่ าเพื่ อ ฝึ ก ฝ น ค ว า ม ชำา น า ญ ใ น ก า ร ต่ อ สู้ จากหลั กฐานภาพเขี ย นในช่ ว งอี ยิ ป ต์ โ บราณ แสดงให้ เ ห็ น ว่ า มนุ ษ ย์ มี ก ารเลี้ ยงเสื อ Cheetah และนกบางชนิ ด ไว้ เ ป็ นสั ต ว์ เ ลี้ ยง น อ ก จ า ก นี้ ยั ง มี ก า ร ก ล่ า ว ถึ ง ก า ร ส ง ว น รั ก ษ า สั ต ว์ ป่ า ไ ว้ ใ น ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .35 5.

36 Deuteronomy 22 : 6 ในคั ม ภี ร์ ไ บเบิ ล จึ ง สั น นิ ษ ฐานว่ า การจั ด ตั้ ง พื้ นที่เพื่อการคุ้มครองและสงวนรักษาสัตว์ป่าได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงยุค กลางในรูปของพื้ นที่ส่วนบุ คคล จนกระทัง่ ศตวรรษที่ 13 จากหลั ก ฐานของ Marco Polo ทำาให้สันนิษฐานได้ว่าในช่วงศตวรรษที่ 13 นี้ เป็ นจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริงของการจั ดการสัตว์ ป่าเพื่ อการกี ฬา ใน รูปของการออกกฏ ข้อบังคับ และคำาสัง่ ห้ามบุคคลทัว่ ไปที่อยู่ภายใต้ การปกครองของ Great Khan แห่ง Mongol ทำา การล่ าสั ตว์ ป่ าบาง ชนิ ด ในช่ ว งระหว่ า งเดื อ นมี น าคมถึ ง ตุ ล าคม ทุ ก ปี เพื่ อให้ สั ต ว์ ป่ า เหล่ า นั้ นเพิ่ ม จำา นวนขึ้ น ส่ ว นในประเทศอั ง กฤษนั้ นมี ก ารตรา กฎหมายว่ า ด้ ว ยฤดู ก ารห้ า มล่ า สั ต ว์ ป่ าในสมั ย Henry ที่ 8 โดยมี วั ต ถุ ป ระสงค์ เ พื่ อสงวนรั ก ษาสั ต ว์ ป่ าให้ เ ป็ นสมบั ติ ข องแผ่ น ดิ น (Botkin แ ล ะ Keller.1600- 1849) หลั ง จากที่ มี ก ารค้ น พบประเทศสหรั ฐ อเมริ ก าแล้ ว การตั้ ง ถิ่นฐานและปศุสัตว์ เริ่มต้นขึ้นทางภาคตะวันออกของประเทศ สัตว์ ป่ าในพื้ นที่ธรรมชาติได้ร ับผลกระทบโดยตรง สัตว์ป่าบางชนิดได้ร ับ ประโยชน์มากขึ้ น แต่ สัตว์ ป่ าหลายชนิดลดจำา นวนลงอย่ างรวดเร็ ว อย่างไรก็ต าม การเปลี่ ยนแปลงดั ง กล่ าวนี้ไม่ได้ ร ั บความสนใจจาก ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .ศ. 1990) วิวัฒนาการของการจัดการสัตว์ป่าในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น Shaw(1985) จำา แ น ก วิ วั ฒ น า ก า ร อ อ ก เ ป็ น 5 ยุ ค คื อ 5.1 ยุค แห่ ง ความหลากหลาย (Era of Abundance ค.

1708 บางพื้ นที่ ใ น New York มีการกำา หนดฤดู กาลห้ ามล่ าสั ตว์ ป่าจำา พวกสั ตว์ ปีกบาง ช นิ ด ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .37 บุ ค คลต่ า งๆ นอกจากการล่ า ทำา ลายสั ต ว์ ป่ าที่ เ ป็ นศั ต รู ต่ อ การทำา ปศุสัตว์เท่านั้นซึ่งการกระทำาดังกล่าวนี้ ทำาให้พื้นที่ธรรมชาติทางภาค ตะวันออกลดน้อ ยลง สัตว์ป่าจึ งอพยพไปอยู่ ทางภาคตะวั น ตกของ ประเทศ ซึ่งมีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์น้อยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัตว์ป่าขนาดใหญ่เช่น Bison.ศ.1718 ส่ ว นในปี ค.ศ.ศ.1630 มีการให้ค่าตอบแทนสำาหรับผู้ล่าสุนข ั ป่ าในอัตราตัวละ 1 เพนนีอย่างไรก็ตาม มีการกำา หนดมาตรการควบคุมการล่าสัตว์ป่าที่ ใช้เพื่อการกีฬ า (Game Species)ในรู ปของการกำา หนดฤดู กาลห้ าม ล่ า สั ต ว์ ป่ า จำา พ ว ก White-tailed Deer ที่ อ า ศั ย อ ยู่ บ ริ เ ว ณ Portsmouth ใน Rhode Island ในปี ค. Elk และ Pronghorn เป็ นต้น รวมทั้งสัตว์ป่าขนาดเล็กชนิดต่างๆ เช่น เป็ ด ห่าน นกกะ เรี ย น และนกเหยี่ ย ว เป็ นต้ น ส่ ว น White-tailed Deer และ Bobwhite Quail ซึ่งเป็ นสั ตว์ ป่ าที่ เ คยมี ปริ มาณมากทางภาคตะวั น ออก ในปั จจุ บั น ลดจำา นวนลงอย่ า งมาก ภายหลั ง จากที่ มี ก ารตั้ ง ถิ่ น ฐ า น ม า ก ขึ้ น สัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนำ้านมที่เป็ นสัตว์ผู้ล่าและรบกวนการเลี้ยง ปศุ สั ต ว์ ใ นประเทศสหรั ฐ อเมริ ก าถู ก ควบคุ ม และใช้ ห ลั ก การให้ ผ ล ตอบแทน (Bounty System) โดยเริ่ ม ขึ้ นในรั ฐ Massachusetts ใน ปี ค.1646 และได้ ข ยายพื้ นที่ ก า ร กำา ห น ด ฤ ดู ก า ล ห้ า ม ล่ า สั ต ว์ ป่ า ดั ง ก ล่ า ว อ อ ก ไ ป ใ น รั ฐ Massachusetts ในปี ค.Grizzly Bear.ศ.

ศ.1852 รั ฐ Maine จึ ง เป็ นรั ฐ แรกที่ มี ก าร จั ดการสัตว์ ป่ าในลักษณะการจ้ างเจ้ า หน้ าที่ ประจำา เพื่ อดู แลสั ตว์ ป่ า จำา พวก Bison หลังจากนั้นในปี ค.1850-1899) ประชากรของ Bison ซึ่งอาศัยรวมกันอยู่เป็ นฝูงจำา นวนมากใน บริเวณท้องทุ่งและทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่น้ ัน ต้องลดจำา นวนลงอย่าง รวดเร็วอันเนื่องมาจากการล่าจนเกินกำาลังผลิตของ Bison มาตั้งแต่ ตอนต้ น ศตวรรษที่ 18 เพื่ อตอบสนองวั ต ถุ ป ระสงค์ เ พื่ อการค้ า ประกอบกับการก่อสร้างทางรถไฟภายในประเทศสำา เร็จลุล่ วงทำา ให้ ประชาชนชาวอเมริ กั น สามารถล่ า Bison โดยการยิ ง จากหน้ า ต่ า ง รถไฟได้มากขึ้น ประชากรของ Bison จึงลดจำานวนลงจนถึงจุดที่ใกล้ จะสู ญ พั น ธ์ุ ดั ง นั้น ในปี ค. 1872 โดยกำา หนดให้ พื้ นที่ อุทยานแห่งชาติเ ป็ นของรัฐบาลกลางซึ่ง ต้องให้การดู แลรักษาและ คุ้มครองทรัพ ยากรธรรมชาติ ท้ ั ง หมด ซึ่งครอบคลุ มถึ ง การอนุ ร ั ก ษ์ สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในพื้ นที่อุทยานแห่งชาติดังกล่าวด้วย ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .1864 รัฐ New York จึงกำา หนด ระเบียบว่าด้วยการออกใบอนุญาตให้ ล่ าสัตว์ ป่า ในปี ค.38 5. 1878 รัฐ Iowa ออกระเบียบควบคุมการล่านกจำาพวก Prairie Chicken สำาหรับ นักล่าแต่ละคนไม่เกิน 25 ตัวต่อวัน อย่างไรก็ตามมาตรการทางด้าน การอนุ ร ั ก ษ์ สั ต ว์ ป่ าในสหรั ฐ อเมริ ก าอย่ า งแท้ จ ริ ง จากการจั ด ตั้ ง อุท ยานแห่ ง ชาติ Yellowstone ในปี ค.ศ.ศ.ศ.2 ยุ ค แ ห่ ง ก า ร ใ ชู ป ร ะ โ ย ช น์ เ กิ น กำา ลั ง ผ ลิ ต Overexploitation ค .ศ (Era of .

McLean Act ซึ่ ง เป็ นกฎหมาย ระหว่างรัฐต่างๆ ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งประกาศใช้ใน ค. 1900 - 1929) มูลเหตุท่ีสำา คัญที่ สุดประการหนึ่งของการลดลงของสัตว์ ป่าใน ช่วงตอนปลายศตวรรษที่ 19 คือ การใช้ประโยชน์สัตว์ป่าเกินกำา ลัง ผลิตโดยตรงอันเนื่องมาจากการล่าสั ตว์ ป่าอย่ างผิดกฎหมาย ซึ่งใน ช่ ว งสามทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 20 นั้ น มาตรการทาง กฎหมายจึงเป็ นมาตรการหลักในการป้ องกันและอนุร ักษ์ทรัพยากร สั ต ว์ ป่ า โดยเริ่ ม ต้ น ตั้ งแต่ มี ก ารใช้ ก ฎหมาย Lacey Act จำา กั ด ขอบเขตตลาดการค้าสัตว์ป่า ด้วยการควบคุมการขนส่งสัตว์ป่าที่ถูก ล่าอย่างผิดกฎหมายระหว่ างรั ฐต่ างๆ ซึ่งการดำา เนินงานครอบคลุม ถึงการควบคุมสัตว์ป่าที่นำาเข้ามาจากต่างประเทศ และสัตว์ป่าต่างถิ่น ด้ ว ย อย่ า งไรก็ ต าม Weeks . 1913 เป็ นกฎหมายหลักในการให้ การคุ้มครองสั ตว์ ป่าจำา พวกนกที่ อพยพระหว่างรั ฐต่างๆ ภายในประเทศ ซึ่งต่ อมาอี ก 5 ปี คือในปี ค. 1918 กฎหมาย Migratory Bird Treaty Act ซึ่งเป็ นกฎหมาย ที่ มี ลั ก ษณะเดี ย วกั น กั บ กฎหมาย Weeks .ศ.3 ยุ ค แห่ ง การปู องกั น (Era of Protection ค.39 5.ศ.McLean Act ได้ มี ผ ล บั ง คั บ ใช้ ใ ห้ ค ว ามคุ้ ม คร อ ง กั บ นก ที่ อพ ยพ ร ะ ห ว่ า ง ปร ะ เ ท ศ ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า แ ล ะ ป ร ะ เ ท ศ ค า น า ด า ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้เอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ ประโยชน์สัตว์ป่าเพื่อการกีฬาและการประมงในรัฐต่างๆ ได้ต่ ืนตัวใน การควบคุมป้ องกันทรัพยากรสัตว์ป่าภายในรัฐของตนเองมากขึ้น มี ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .ศ.

4 ยุ ค แห่ งกา ร จั ด ก าร สั ต ว์ ป่ า (Era of Game Management ค . 1930 จากรายงานการวิจัยทางชีววิทยาเกี่ยวกับลักษณะอุปนิสัย และความ ต้ องการถิ่ นที่ อ ยู่อ าศั ยของสั ตว์ ป่ า ทำา ให้ ท ราบว่ าสั ตว์ ป่ ายั ง มี ความ ต้องการปั จจัยต่างๆ อีกมาก ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ของรัฐมีความเห็น ร่วมกันในการปรับปรุงปั จจัยเพื่อการดำารงชีวิตของสัตว์ป่า จึงมีการ แต่ ง ตั้ งคณะกรรมการกำา หนดนโยบายการจั ด การสั ต ว์ ป่ าของ อเมริ ก าเหนื อ (Committee on North American Game Policy) หลังจากนั้นอีก 3 ปี Aldo Leopold ประธานคณะกรรมการฯ ได้ ตี พิ ม พ์ ห นั ง สื อ Game Management ถื อ เ ป็ น จุ ด กำา เ นิ ด ข อ ง ก า ร อนุร ักษ์สั ตว์ ป่ าอย่ างจริ ง จั ง ซึ่งการอนุร ั กษ์ สั ตว์ ป่ าในยุ คนี้ให้ ความ สำาคัญกับสัตว์ป่าที่ใช้ล่าเพื่อการกีฬาเท่านั้น จนกระทัง่ ในภายหลังจึง ครอบคลุมถึง การอนุร ักษ์ สั ตว์ ป่ าเพื่ อวั ต ถุ ประสงค์ อ่ ื นอย่ างแท้ จ ริ ง ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .40 การควบคุมการจำาหน่ายใบอนุญาตการล่าสัตว์ป่า และนำารายได้ไปใช้ ในการปรับ ปรุง มาตรการการดำา เนินงานควบคุมการล่ าสั ตว์ ป่ าตาม กฎหมายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ค.ศ.ศ.1930-1965) ถึงแม้ว่าการควบคุมและป้ องกันการลดลงของทรัพยากรสัตว์ ป่ า สามารถกระทำาได้โดยการดำา เนินการทางกฎหมายก็ตาม แต่การ ดำา เนินงานยัง ไม่มีประสิ ท ธิ ภ าพเพี ยงพอ ดังนั้น ในปี ค. 1915 รัฐบาลกลางได้จั ดสรรงบประมาณเพื่ อสนับสนุนการดำา เนิน งานดั ง กล่าวเป็ นครั้งแรกเพื่อควบคุมประชากรสัตว์ป่าที่เข้าทำา ลายปศุสัตว์ แ ล ะ พื ช ผ ล ท า ง ก า ร เ ก ษ ต ร ข อ ง เ ก ษ ต ร ก ร 5.ศ .

ศ.1934 กฎหมาย Duck Stamp Act จำากัดการล่าสัตว์ป่าจำาพวกนกนำ้า เป็ นรายปี เพื่อเปิ ดโอกาสให้พื้นที่ แหล่งนำ้าต่างๆ สามารถตอบสนองความต้องการของนกนำ้าเกี่ยวกับ การผสมพั น ธ์ุ การอพยพ และการฟั กไข่ แ ละเลี้ ยงดู ลู ก อ่ อ น อนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า กฎหมาย Pittman .41 ทั้งนี้รายได้จากค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาตให้ล่าสัตว์ป่าเป็ นค่า ใช้จ่ายหลักในการอนุร ักษ์สั ตว์ ป่าในส่วนอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการ ควบคุ ม การล่ า โดยเป็ นค่ า ใช้ จ่ า ยเพื่ อการปรั บ ปรุ ง ปั จจั ย ที่ สั ต ว์ ป่ า ต้องการเพื่อการดำารงชีวิต คือ อาหาร พื้ นที่หลบภัย และปั จจัยอื่นที่ มี ผ ลต่ อ การเปลี่ ย นแปลงจำา นวนประชากรสั ต ว์ ป่ าที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ ปั จ จั ย สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม อย่ า งไรก็ ต าม ในยุ ค แห่ ง การจั ด การสั ต ว์ ป่ านี้ สิ่ ง ที่ มี ค วาม สำา คั ญ มากที่ สุ ด ที่ เ กิ ด ขึ้ นในช่ ว งเวลาดั ง กล่ า ว คื อ การได้ ร ั บ ความ สนับสนุนเพิ่มขึ้นจากสาธารณชน และการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพ การอนุร ักษ์สัตว์ป่า โดยในปี ค. ประกอบด้วยนโยบายป่ าไม้แห่งชาติท่ี จำา แนกรู ป แบบการใช้ ป ระโยชน์ ท่ี ดิ น ออกเป็ นรู ป แบบอื่ นๆ นอก ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .Robertson Act ซึ่งมีผลบังคับ ใช้ ใ นปี ค. 1960 รัฐบาลกลางของ สหรัฐอเมริกากำา หนดนโยบายการจั ดการสัตว์ ป่ าโดยตรงในรู ปของ กฎหมาย Multiple UseAct.ศ. 1937 เป็ นกฎหมายที่ มี ค วามสำา คั ญ ที่ สุ ด กล่ า วคื อ กฎหมายดั ง กล่ าวกำา หนดให้ มีก ารเรี ย กเก็ บ ภาษี อ ากรในอั ต ราร้ อ ย ละ 10 ของรายได้ จ ากการผลิ ต อุ ป กรณ์ ก ารล่ า สั ต ว์ ป่ าจากบริ ษั ท ผู้ ผลิต ภาษีอากรนี้ถูกนำา ไปจั ดสรรเพื่อการวิ จัยและการส่ งเสริ มและ ดำารงชีวิตของสัตว์ป่าในรัฐต่างๆ ในปี ค.ศ.

1973 กฎหมาย Endangered Species Act ได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมถึงการควบคุมป้ องกันชนิดพันธ์ุของ สั ต ว์ ป่ า แ ล ะ พื ช ป่ า ป ร ะ จำา ถิ่ น ด้ ว ย ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .ศ.1966 โดย ให้ความสำา คัญกับการกำา หนดชนิดพันธ์ุของสิ่งมีชีวิตจำา พวกพืชและ สั ต ว์ ท่ี ห ายากและใกล้ จ ะสู ญ พั น ธ์ุ โดยไม่ มี ก ารออกกฎหมายเพื่ อ ป้ องกันหรือควบคุมอย่างเป็ นทางการมาก่อน ซึ่งกฎหมายดังกล่าวนี้ มีประสิทธิภาพอย่างจริงจังในปี ค.1966 ค . มี การจั ด ตั้ ง องค์ กรควบคุ มคุ ณ ภาพสิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม ขึ้ น คื อ Council on Environmental Quality ร ว ม ทั้ ง กำา หนดให้มีการจั ด ทำา รายงานการวิ เ คราะห์ ผ ลกระทบสิ่ ง แวดล้ อ ม จากกิจกรรมต่างๆ ด้วย ต่อมาในปี ค.42 เหนือจากการใช้ประโยชน์เพื่อการทำา ไม้เท่านั้น และมีการจัดระบบ เกี่ ย วกั บ พื้ นที่ ป่ าเปลี่ ย ว(Wilderness Preservation System) ในรู ป ข อ ง ก ฎ ห ม า ย Wilderness Act.ศ . ในปี ค.ศ .5 ยุ ค แห่ ง การจั ด การสิ่ ง แวดลู อ ม Management ค .ศ.ศ. 1969 โดยห้ามการนำา เข้าสั ตว์ ป่ าและพืชป่ าที่ใกล้จะสูญพันธ์ุ และในปี เดียวกันนั้นเอง รัฐสภาแห่ง สหรั ฐ อเมริ ก าได้ ผ่ า นกฎหมายเกี่ ย วกั บ สิ่ ง แวดล้ อ ม คื อ National Environmental Policy Act. 1970 รัฐสภาจัดตั้งองค์กร Environmental ProtectionAgency เพื่ อควบคุ ม ดู แ ลกิ จ กรรมอื่ นๆ นอกเหนือ จากการควบคุมกิ จกรรมเกี่ ยวกับคุณภาพอากาศและนำ้ า อย่างไรก็ตามในปี ค.ใ น ปี 5.ศ. 1964 ด้ ว ย (Era of Environmental - 1984) ยุคแห่งการจัดการสิ่งแวดล้อม ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังเมื่อมี การออกกฎหมาย Endangered Species Act.

ศ. 1976 มี ก ารจั ด ตั้ ง Bureau of Land Management เพื่อการอนุร ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบนเนื้ อที่ 182 ล้านเฮกแตร์ของ ประเทศ และในปี ค.43 ในปี ค.ศ. 1978 มี การลงนามในความร่ ว มมื อ ระหว่ า ง ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศเม็กซิโกเกี่ยวกับการฝึ กอบรมการ จั ด การสั ต ว์ ป่ า และมี ก ารจั ด ตั้ งคณะกรรมการพิ จ ารณาโครงการ พัฒนาต่ างๆ ที่ จะมีผ ลกระทบต่ อ สั ตว์ ป่ าที่ ใ กล้ จ ะสู ญ พั น ธ์ุ อี ก ด้ ว ย ในส่ว นของวิวัฒ นาการการจั ด การสั ต ว์ ป่ าในประเทศไทยนั้ น อาจกล่าวได้ว่าเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังในรูปของการสงวนรักษาพื้ นที่ เพื่อให้สัตว์ป่าสามารถดำารงชีวิตและแพร่ขยายพันธ์ุตามธรรมชาติได้ โดยในสมั ย กรุ ง สุ โ ขทั ย เป็ นราชธานี (พ. 1782-1981) พระมหา กษัตริย์หลายพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อขุนรามคำาแหงมหาราช ได้ทรงปรับปรุงพระราชฐานชั้นนอกให้มีลักษณะเป็ นอุทยาน เรียก ว่า “ดงตาล” เพื่อใช้เป็ นที่พักผ่อนส่วนพระองค์ ซึ่งสัตว์ป่าสามารถ มีชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระภายในพื้ นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ พระองค์ทรง ส่งเสริมให้ราษฎรร่วมแรงร่ วมใจสร้ างอุ ท ยานบริเ วณพื้ นที่ ท่ี ติ ดต่ อ กับ วัดต่ า งๆ สัตว์ ป่ าจึ ง ได้ ร ั บ ประโยชน์ ใ นการใช้ ประโยชน์ พื้ นที่ ดั ง กล่าวในรูปของที่อยู่อาศัยที่ปราศจากการรบกวนของราษฎรชาวไทย ที่เป็ นพุทธศาสนิกชนเป็ นส่วนใหญ่ ในสมัยกรุงสุโขทัยเป็ นราชธานีน้ ี สัตว์ป่าที่ได้ร ับการคุ้มครอง คือ ช้างป่ า เนื่องจากช้างป่ าที่ได้ร ับการ ฝึ กฝนเป็ นอย่างดีสามารถใช้ประโยชน์ในการเป็ นพาหนะในการเดิน ทางบรรทุกสิ่งของประกอบพระราชพิธี และใช้ประโยชน์ในการต่อสู้ ทำา ศึ ก สงครามได้ ดัง นั้น จึ ง มี ก ารควบคุ ม จำา นวนการจั บ ช้ า งป่ ามา ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .ศ.

ศ .ศ.2443) เพื่อมุ่งหวังการอนุร ักษ์ช้างป่ าโดยเฉพาะ โดยมิได้คำานึง ถึ ง การป้ องกั น รั ก ษาถิ่ น ที่ อ ยู่ อ าศั ย ของช้ า งป่ า จนกระทั ่ง รั ช สมั ย ของพระบาทสมเด็ จ พระปกเกล้ า เจ้ า อยู่ หั ว มี ก ารปรั บ ปรุ ง แก้ ไ ข พระราชบัญญัติดังกล่าว และตราพระราชบัญญัติสำาหรับรักษาช้างป่ า พ.2443 มี ก า ร ต ร า พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ว่ า ด้ ว ย ก า ร รั ก ษ า ช้ า ง ป่ า ร .44 ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ทำาให้ปริมาณช้างป่ าสำารองในธรรมชาติยังคง หลงเหลื อ อยู่ จ นถึ ง สมั ย กรุ ง ศรี อ ยุ ธ ยา กรุ ง ธนบุ ร ี และสมั ย กรุ ง รั ต นโกสินทร์ต อนต้น แต่ การดำา เนิน งานในลั ก ษณะของการจั ด ตั้ ง พื้ นที่อุทยานหรือพื้ นที่คุ้มครองอื่นๆ นั้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา และ กรุ ง ธนบุ ร ี ไม่ มี ห ลั ก ฐ าน อ้ าง อิ ง ถึ ง ก า ร ดำา เ นิ น ง า น ดั ง กล่ า ว ในสมั ย กรุ ง รั ต นโกสิ น ทร์ แนวความคิ ด ด้ า นการอนุ ร ั ก ษ์ ทรั พ ยากรธรรมชาติ ไ ด้ ร ั บ การนำา ไปปฏิ บั ติ พระบาทสมเด็ จ พระ จุ ล จอมเกล้ า เจ้ า อยู่ หั ว ได้ ท รงกำา หนดนโยบาย และตราพระราช บั ญ ญั ติ จั ด ตั้ งหน่ ว ยงานที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ การอนุ ร ั ก ษ์ เ พื่ อการใช้ ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมป่ าไม้ เพื่อรับ ผิดชอบกิจการด้ านการป่ าไม้ ท้ ัง หมด จนกระทัง่ ในปี พ.ศ. 2503 ในรัชสมั ยพระบาทสมเด็ จพระเจ้ าอยู่ หั ว ภู มิพ ล อดุ ล ยเดช จึง มีก ารตราพระราชบั ญ ญั ติ ส งวนและคุ้ มครองสั ต ว์ ป่ า พ. 2503 ซึ่งเป็ นพระราชบั ญ ญั ติท่ี ใ ห้ความสำา คั ญกั บการอนุร ั กษ์ สั ต ว์ ป่ า และถิ่ น ที่ อ ยู่ อ าศั ย ของสั ต ว์ ป่ าอย่ า งแท้ จ ริ ง โดยมี ก าร ป รั บ ป รุ ง ใ ห้ เ ห ม า ะ ส ม ยิ่ ง ขึ้ น ใ น พ .ศ.ศ. 2464 ซึ่ ง ใช้ เ ป็ นพระราชบั ญ ญั ติ ห ลั ก ในการอนุ ร ั ก ษ์ ช้ า งป่ า จนถึง พ.2535 ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .ศ .ศ.119 (พ.

2471 . 2440 Flower ได้รวบรวมรายชื่อ สัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนำ้านมในประเทศไทยและมาเลเซีย จำานวน 160 ชนิด ส่วน Count NilsGyldenstope เดินทางเข้ามายั งประเทศไทย ในปี พ. 2462 จำา นวน 304 ชนิด นอกจากนี้นักธรรมชาติวิทยา และนักวิทยาศาสตร์ชาวไทยที่มี ส่ ว นสำา คั ญ ในการศึ ก ษาสั ต ว์ เ ลี้ ยงลู ก ด้ ว ยนำ้ านม คื อ นายแพทย์ บุญส่ง เลขะกุล ซึ่งรวบรวมตัวอย่างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนำ้านม ตั้งแต่ปี พ. Sir Walter Williamson เป็ นต้ น ใน ช่ ว ง ปี พ . 2487 และจั ดทำา เอกสารสำา คั ญ ไว้ มากมายรวมทั้ ง Mammals of Thailand ด้ ว ย วิวัฒนาการของการศึกษาวิ จัย เกี่ ยวกับนกในประเทศไทยเริ่ ม ต้น ขึ้ นอย่า งจริ ง จั ง ในปี พ. Deignan ได้ ร วบรวมตั ว อย่ า งนกในภาคเหนื อ และจั ด ทำา เอกสาร ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า . Dr.J. H.L.2457-2458 เพื่ อรวบรวม ตั ว อย่ า งสั ต ว์ เ ลี้ ยงลู ก ด้ ว ยนำ้ านม และตี พิ ม พ์ เ อกสารเกี่ ย วกั บ สั ต ว์ เลี้ ยงลู ก ด้ ว ยนำ้ านมในประเทศไทยในปี พ.ศ .Abbort.45 ในส่ว นของการศึ ก ษาวิ จั ย เกี่ ย วกั บ สั ต ว์ ป่ า สมศั ก ดิ์แ ละคณะ (2532) ได้ก ล่ า วถึ ง การศึ ก ษาสั ต ว์ เ ลี้ ยงลู ก ด้ ว ยนำ้ านมว่ า เริ่ ม ต้ น ขึ้ น ตั้ ง แต่ ปี พ.ศ. Count Nils Gyldenstope. W.2454 และระหว่ า ง ปี พ.ศ. 2478 . Aagaard. Smith.ศ.2480 Herbert G.ศ.ศ.ศ.ศ.M.ศ.2475 แ ล ะ พ . 2232 โดยชาวต่ า งประเทศที่ เ ข้ า มาศึ ก ษาและเก็ บ ตัวอย่างสัตว์ป่า จนกระทัง่ ปี พ. 2402 โดย Sir Robert Schomburgk กงสุลอังกฤษประจำาประเทศไทยในสมัยนั้นได้รวบรวมตัวอย่างนกใน ภาคเหนื อ นอกจากนี้ ยั ง มี บุ ค คลอื่ นๆ ที่ ร วบรวมตั ว อย่ า งนกใน ภู มิ ภ าคต่ า งๆ เช่ น C.

2404 โดย Henry Mouhot ชาวฝรั ง่ เศสได้ รวบรวมตั ว อย่ า งสั ต ว์ ส ะเทิ น นำ้ าสะเทิ น บก และสั ตว์ เ ลื้ อยคลานใน ประเทศไทย จนกระทั่ง พ. 2508 . 1991) การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสัตว์สะเทินนำ้าสะเทินบก และสัตว์เลื้ อย ์ ละคณะ (2532) กล่าวว่า เริ่มต้นขึ้น คลานในประเทศไทย สมศักดิแ ในช่ วงปี พ. 2401 .ศ.46 Birds of Northern Thai ในปี พ. Malcolm Smith และ Dr.ศ. Edward Taylor จึง ได้ เ ข้ามามี ส่ ว นร่ วมในการศึ กษาวิ จั ย สั ตว์ ป่ าทั้ ง ส อ ง ก ลุ่ ม ดั ง ก ล่ า ว (จ า รุ จิ น ต์ .2456 Dr. ผ ล ก ร ะ ท บ สิ่ ง แ ว ด ลู อ ม ต่ อ สั ต ว์ ป่ า ใ น ปั จ จุ บั น กิ จ ก ร ร ม ต่ า ง ๆ ข อ ง ม นุ ษ ย์ ใ น ก า ร ใ ช้ ป ร ะ โ ย ช น์ ทรัพยากรธรรมชาติ สามารถก่อให้เกิดผลกระทบทั้งในแนวทางการ พั ฒ นาคุ ณ ภาพสิ่ ง แวดล้ อ ม และแนวทางการทำา ลายคุ ณ ภาพสิ่ ง แวดล้ อ ม ขึ้ นอยู่ กั บ รู ป แบบและวั ต ถุ ป ระสงค์ ใ นการดำา เนิ น งาน ความเปราะบางของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระยะเวลา ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของทรัพยากรสัตว์ป่านั้น การดำาเนิน กิจกรรมของมนุษย์ส่วนใหญ่มีแนวโน้มเป็ นการทำา ลายคุณภาพและ ปริมาณของสัตว์ป่าทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม วศิน (2526) สรุป ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .ศ. 2488 ในระหว่างปี พ.ศ.2518 นัก ปั กษี วิ ท ยาของไทยและต่ า งประเทศได้ ศึ ก ษาการเป็ น พาหะนำาโรคของสัตว์จำาพวกนก ทำาให้มีการสำารวจชนิดพันธ์ุนกอย่าง จริ ง จั ง และเป็ นจุ ด เริ่ ม ต้ น ของการจั ด ทำา เอกสาร Bird Guide of Thailand (Lekagul แ ล ะ Round. 2532) 6.

47 กิจกรรมของมนุษย์ท่ี ส่งผลกระทบและก่ อให้ เกิ ด ปั ญหากั บ สั ตว์ ป่ า และคุณภาพสิ่ง แวดล้ อ ม โดยประกอบด้ ว ย การทำา ลายพื้ นที่ ป่ าไม้ การใช้ประโยชน์สัตว์ป่ามากเกินกว่ากำาลังผลิต การลักลอบล่าสัตว์ป่า การใช้ปุุยและสารปราบศัตรูพืช การทำาลายปั จจัยจำาเป็ นต่อการดำารง ชีวิตของสัตว์ป่า การนำาพืชและสัตว์ต่างถิ่นที่มีความสามารถใในการ ปรั บตัวได้ดีเ ข้าไปในพื้ นที่ และความเชื่ อ ถื อและค่านิยมทางสัง คม ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อสัตว์ ป่าในปั จจุบันเกิดขึ้นทั้งในระดับชาติ ภู มิ ภ า ค แ ล ะ ร ะ ดั บ โ ล ก ก ล่ า ว คื อ กิ จก ร ร ม ก า ร ใ ช้ ป ร ะ โ ย ช น์ ทรั พ ยากรธรรมชาติ และกิ จ กรรมเพื่ ออำา นวยความสะดวกในการ ดำา รงชี วิ ต ของมนุษ ย์ ใ นพื้ นที่ ต่ า งๆ จะส่ ง ผลกระทบในการทำา ลาย คุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับต่างๆ กัน แต่ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ เกิดขึ้นและมีผลต่อสัตว์ป่าในปั จจุบัน จำาแนกได้ดังนี้ 6.1 การ ทำา ล ายถิ่ น ที่ อ ย่้ อ าศั ย ขอ ง สั ต ว์ ป่ า โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้ นที่ป่าไม้ท่ีอุดมสมบูรณ์และสามารถตอบ สนองปั จจั ย เพื่ อการดำา รงชี วิ ต ของสั ต ว์ ป่ าได้ อ ย่ า งเหมาะสม ทั้ง นี้ วศิ น (2527) และ Vivajsirin (1990) กล่ าวถึ ง สาเหตุ ข องการลด ลงของพื้ นที่ป่าไม้ในประเทศไทยว่า ประกอบด้วยการแผ้วถางป่ าพื่อ ทำาไร่เลื่อนลอยโดยชาวเขา การบุกรุกเพื่อครอบครองที่ดินป่ าไม้เพื่อ เปลี่ยนแปลงการใช้ท่ีดินเป็ นพื้ นที่เพื่อการเกษตร การลักลอบตัดไม้ ทำา ลายป่ าเพื่ อตอบสนองความต้ อ งการไม้ แ ละของป่ า การเพิ่ มขี ด ความสามารถในการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม การสูญเสียพื้ นที่ ป่ าไม้ เ พื่ อกิจ กรรมการพั ฒ นาประเทศ การสู ญ เสี ย พื้ นที่ ป่ าไม้ เ พื่ อ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .

48 การเพาะเลี้ ยงชายฝั่ ง การอนุญาตเข้ าทำา ประโยชน์ใ นเขตป่ าสงวน แห่ ง ชาติ การทำา เหมื อ งแร่ แ ละการเกิ ด ไฟป่ า ซึ่ ง Freidenburg (1998) กล่าวถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมกายภาพที่เกิดขึ้นกับสัตว์ ป่ าเมื่อพื้ นที่ป่าไม้ถูกแผ้วถางจนไม่ต่อเนื่องกันเป็ นพื้ นที่ใหญ่ โดย ให้ ค วามสำา คั ญ กั บ กิ จ กรรมการพั ฒ นาสิ่ ง อำา นวยความสะดวกของ มนุษย์ การตัดไม้ทำาลายป่ า และการเปลี่ยนแปลงพื้ นที่ไปเป็ นพื้ นที่ เกษตรกรรม โดยพบว่ า กิ จ กรรมดั ง กล่ า วมี ผ ลกระทบต่ อ สิ่ ง แวดล้ อ มในพื้ นที่ ป่ าไม้ ท่ี ค งเหลื อ อยู่ ใ นรู ป ของการหมุ น เวี ย นของ อากาศ แสง อุณหภูมิ ความชื้ นในอากาศ และความชื้ นในดิน ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าวขางต้นมีความสัมพันธ์ต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงของแสงและการหมุนเวียนของอากาศมีผลกระทบ โดยตรงกับอุณหภูมิของอากาศและปริมาณความชื้ นในดินในพื้ นที่ป่า ไม้ โดยพบว่าการหมุนเวียนของอากาศจะได้ร ับผลกระทบเป็ นระยะ ทางมากกว่ า 240 เมตรจากบริ เ วณชายขอบพื้ นที่ ส่ ว นปริ ม าณ ความชื้ นในอากาศน้อยลงประมาณร้อยละ 37 ในขณะที่อุณหภูมิใน บรรยากาศสูงกว่าร้ อ ยละ 14 และปริ มาณแสงมีมากกว่ าถึ งร้ อ ยละ 1.221 ในระยะทางประมาณ 50 เมตรจากบริเวณชายขอบพื้ นที่ ระดับ ความรุนแรงของผลกระทบสิ่ ง แวดล้ อ มจากการทำา ลาย ถิ่นที่อ ยู่อ าศัยของสัตว์ป่ ามี ความแปรผัน ตามชนิดพันธ์ุของสั ตว์ ป่า ทั้ ง นี้ Freidenburg (1998) กล่ า วอ้ า งการศึ ก ษาของ Klein (1989) และ Pajunen et al (1995) พบว่าการเปลี่ยนแปลงพื้ นที่ป่าไม้ทำาให้ Species richess ของแมลงหลายชนิ ด ลดลงเนื่ องจากเ กิ ด การ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .

49 เปลี่ ย นแปลงของสิ่ ง แวดล้ อ มในบริ เ วณชายขอบพื้ นที่ ส่ ว นการ ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับสัตว์ป่าจำาพวกแมงมุม พบ ว่ าการเปลี่ ย นแปลงปริ ม าณแสงและชนิ ดพั น ธ์ุ ไ ม้ บ ริ เ วณชายขอบ พื้ นที่ อันเป็ นผลสืบ เนื่อ งมาจากการเปลี่ ย นแปลงพื้ นที่ ป่ าไม้ ไม่ มี ผลกระทบต่อโครงสร้างของชนิดพันธ์ุ (Species Composition) ของ แมงมุม แต่ มีผ ลกระทบต่ อการแพร่กระจายของชนิดพั นธ์ุ แมงมุ ม โดยพบว่าแมงมุมขนาดเล็ กจะแพร่กระจายอยู่ บ ริ เ วณด้ านในพื้ นที่ มากกว่าแมงมุมที่มีขนาดใหญ่และหากินในเวลากลางคืน กิจกรรมในการพัฒนาสิ่ งอำา นวยความสะดวกที่ สำา คัญประการ หนึ่งคือ การสร้างเขื่อนเก็บกักนำ้าขนาดใหญ่ ผลของการดำา เนินการ ดั ง กล่ า วได้ แ บ่ ง พื้ นที่ อ อกเป็ น 3 ส่ ว น คื อ ลำา นำ้ าธรรมชาติ เ หนื อ เขื่อน ตัวอ่างเก็บนำ้า และลำา นำ้าใต้เขื่อน ซึ่งภายหลังการสร้างเขื่อน แ ล้ ว นั้ น ผ ล ก ร ะ ท บ สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม ที่ เ กิ ด ขึ้ น ต่ อ สั ต ว์ ป่ า คื อ ก า ร เปลี่ยนแปลงคุณภาพทางเคมีของนำ้า อุณหภูมิ รูปแบบการไหลของ นำ้ า และลั ก ษณะการตกตะกอน ซึ่ ง สามารถกล่ า วโดยสรุ ป ได้ ว่ า อุณหภูมิของนำ้าในอ่างเก็บนำ้าโดยทั ่วไปสู งขึ้น ปริมาณและลักษณะ ข อ ง ต ะ ก อ น ลำา นำ้ า เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ลั ก ษ ณ ะ ก า ร ไ ห ล ข อ ง นำ้ า เปลี่ ยนแปลง โดยเป็ นผลเนื่องมาจากนำ้าถูกเก็บกักไว้ไม่ให้ไหลไป ตามธรรมชาติ ผลกระทบดังกล่าวข้างต้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อ สิ่งมีชีวิตในนำ้าโดยตรง และส่งผลเสียหายต่อสัตว์ป่าทั้งโดยทางตรง และทางอ้ อ ม ทั้ งนี้ จากการศึ ก ษาของ The Nature Conservancy (1996) กล่าวอ้างโดย Freidenburg (1998) พบว่า ประมาณร้อยละ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .

4 พันธ์ุ 13 ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .50 16 และ 14 ของสัตว์เ ลี้ ยงลูกด้ ว ยนำ้านม และนก มีความเสี่ ย งต่ อ การสูญพันธ์ุมากขึ้นจากการสร้างเขื่อนในสหรัฐอเมริกา อย่ า งไรก็ ต าม ในประเทศไทยได้ มี ก ารศึ ก ษาผลกระทบสิ่ ง แวดล้ อ มต่ อ สั ตว์ ป่ าเนื่อ งจากการทำา ลายถิ่ น ที่ อ ยู่ อ าศั ย ของสั ต ว์ ป่ า โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง การก่ อ สร้ า งเขื่ อนและอ่ า งเก็ บ นำ้ า ทั้ งนี้ จาก รายงานของ สืบ (2530) เกี่ ย วกั บ การเคลื่ อ นย้ า ยสั ต ว์ ป่ าออกจาก บริเวณเขื่อนและอ่างเก็บนำ้าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้ าพลังนำ้าเขื่อน เชี่ยวหลาน (เขื่อนรัชชประภา) จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่ากิจกรรม ดั ง กล่ า วทำา ให้ เ กิ ด นำ้ าท่ ว มครอบคลุ ม เนื้ อที่ 165 ตารางกิ โ ลเมตร ทำาให้เกิดผลกระทบต่อสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ลุ่มตำ่า (Lowland Forest) ต้องสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย ซึ่งสัตว์ป่าบางชนิดเป็ นสัตว์ป่าที่ ใกล้ สู ญพั น ธ์ุ แ ละได้ ร ั บ ผลกระทบโดยตรงจากการดำา เนิ น โครงการ (ตารางที่ 1-1) ตารางที่ 1-1 สัต ว์ป่ าที่ ไ ด้ ร ั บ ผลกระทบจากการก่ อ สร้ า งเขื่ อนและ อ่างเก็บนำ้า ชนิดของสัตว์ป่า จำานวนชนิด จำานวนชนิด ที่สำารวจพบ สัตว์เลี้ยงลูกด้วย นำ้านม 61 ที่ได้ร ับ ผลกระทบ 57 ร้อย สถานภาพ ละ ใกล้สูญ 93.

Nitrous Oxide. Ozone และ Chlorofluorocarbons ทำา ให้ อุ ณ ภู มิ ของบรรยากาศโลกเพิ่มสูงขึ้น ระดับนำ้าในมหาสมุ ทรเพิ่มขึ้น พื้ นที่ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .4 - 22 21 90.8 2 62 61 98. Methane. Carbon Monoxide.9 - สัตว์เลื้ อยคลาน สัตว์สะเทินนำ้า สะเทินบก รวม 71.2 ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง อุ ณ ห ภ้ มิ บ ร ร ย า ก า ศ ภายหลั ง จากการปฏิ วั ติ อุ ต สาหกรรม นัก วิ ท ยาศาสตร์ พ บว่ า ปริมาณ Carbon Dioxide ในบรรยากาศโลกมีปริมาณสะสมมากขึ้น ถึงร้อยละ 25 นอกจากนี้ ยังพบว่ามีแก๊สอื่นๆ อีกหลายชนิดที่ร่วม กัน ทำา หน้าที่ เ สมือ นเรือ นกระจกเก็ บ กั กความร้ อ นไว้ ใ นบรรยากาศ โลก โดยการเปลี่ ย นแปลงอุ ณ ภู มิ น้ ี เกิ ด จากกิ จ กรรมต่ า งๆ ของ มนุ ษ ย์ ท่ี ส่ ง ผลทำา ให้ Greenhouse Effect Gases เพิ่ ม ขึ้ น ได้ แ ก่ Carbon Dioxide. 2530.51 นก 193 102 52. Nitrogen Oxides. รายงานการประเมินผล งานช่วย เหลือสัตว์ป่าตกค้างในพื้ นที่อ่างเก็บนำ้าเขื่อนเชี่ยวหลาน (เขื่อนรัชช ประภา) จังหวัดสุราษฎร์ธานี 6.3 338 241 15 ที่มา : ดัดแปลงจาก สืบ.

000-3.5-4.000 ล้านตันต่ อ ปี และเกิดจากการทำา ลายป่ าไม้ ในเขตร้ อ นอีกประมาณ 1.000 ล้ า นตั น ต่ อ ปี เมื่ อพิ จ ารณาในภาพรวมแล้ ว พบว่ า อุ ณ หภู มิ ข องโลกมี แ นวโน้ ม จะ สู ง ขึ้ นปร ะ มา ณ 0. 1991 กล่าวอ้างโดย Gryj .0 องศา เซลเซียสในช่วงศตวรรษที่ 20 และเพิ่มเป็ นระหว่าง 2. Davis. 1989. และ Wetherald. 1991) แหล่ง สำา คัญ ที่ ป ลดปล่ อ ย Carbon Dioxide สู่ บ รรยากาศโลก นั้นเกิดจากการใช้พลังงานในรูปแบบต่างๆ ประมาณ 5.52 ป่ าไม้และพื้ นที่การเกษตรลดลง ฯลฯ (Bruenig.5-2. 1990.000-6.1998) ทั้งนี้ อาจกล่าว ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงอุณภูมิของบรรยากาศจะมีผลกระทบต่อสิ่งมี ชีวิ ตในลักษณะและระดั บ ความรุ น แรงที่ แตกต่ า งกั น สิ่ง มี ชีวิ ตบาง ชนิดอาจจะอพยพหรือแพร่กระจายขึ้นสู่ทางเหนือ หรือลงสู่ทางใต้ เพื่ อหลบหนีอุณหภูมิท างตอนกลางของโลกที่ มีแนวโน้ มจะสู ง มาก ขึ้น ในขณะที่ บ างชนิดจะปรั บ ตั ว ให้ เ หมาะสมกั บ การเปลี่ ย นแปลง ของอุณหภูมิใ นพื้ นที่น้ ัน Gryj (1998) จำา แนกผลกระทบที่ เ กิ ด ขึ้ น กั บ พืช จากการเปลี่ ย นแปลงของบรรยากาศโลก โดยพบว่ า ถึ ง แม้ พันธ์พ ุ ืชจะมีความสามารถในการแพร่กระจายได้ดี แต่ในสถานการณ์ การตั ด ไม้ ทำา ลายป่ าในปั จจุ บั น การแพร่ ก ระจายดั ง กล่ า วอยู่ ใ นวง จำา กั ด ของพื้ นที่ แ ต่ ล ะบริ เ วณของโลกเท่ า นั้ น นอกจากนี้ อาจเกิ ด ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ข อ ง ช นิ ด พั น ธ์ุ พื ช (Species Composition) พืชพันธ์ุบางชนิดอาจสู ญพันธ์ุไปจากพื้ นที่ธรรมชาติ เนื่องจากพืชพันธ์ุอ่ ืนสามารถปรับตัวได้ดีกว่าและขยายขอบเขตการ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .5 องศา เซลเซีย สในกลางศตวรรษที่ 21 (Schneider.

61 และ 0.59 ของเนื้ อที่ป่าไม้ ซึ่งเป็ นผลจากการเพิ่มขึ้น ของอุณภู มิโ ลก การลดลงของพื้ นที่ ป่ าไม้ น้ ี ส่ งผลโดยตรงต่ อ ชี วิ ต ความเป็ นอยู่ของสัตว์ป่า ทำาให้เกิดการสูญพันธ์ุของสัตว์ป่าเป็ นบาง บริเวณ (Brockelman.2) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่ง ผลกระทบต่อสัตว์ป่าทั้งในลักษณะผลกระทบทางตรงและผลกระทบ ทางอ้อม ในส่วนของผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับสัตว์ป่า นั้น Ogino (1991) คาดประมาณการลดลงของเนื้ อที่ ป่ าไม้ ใ น Latin America ซึ่งมีเนื้ อที่ 675 ล้านเฮกแตร์ จะลดลงในอัตราร้อย ละ 0.53 ครอบครองได้มากกว่า รวมทั้งก่อให้เ กิดการเปลี่ ยนแปลงในอั ตรา การเจริ ญ เติ บ โต องค์ป ระกอบทางเคมี ใ นพื ช การผลิ ด อกออกผล ของพืชอีกด้วย (ตารางที่ 1.54 ของเนื้ อที่ ป่ าไม้ ส่ ว นใน Asia และ Pacific และทวี ป Africa ซึ่งมีเนื้ อที่ 306 และ 217 ล้านเฮกแตร์ จะมีอัตราการลดลง ร้อยละ 0.3 ก า ร ป น เ ปื้ อ น ข อ ง ส า ร ม ล พิ ษ ใ น สิ่ ง แ ว ด ลู อ ม สารมลพิ ษที่ ใ ช้ใ นการเกษตรเพื่ อเพิ่ ม ผลผลิ ต ด้ ว ยการใช้ ส าร เคมีกำา จัดแมลงและสัตว์ศัตรูพืช เป็ นแหล่งมลสารสำา คัญในการปน เปื้ อนในสิ่ ง แวดล้ อ มโดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง สารปราบศั ต รู พื ชในกลุ่ ม ของ Chlorinated Hydrocarbon ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อม จากการสะสมสารเคมีในอาหารและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทำาให้ส่ิงมีชีวิตมี โอกาสได้ ร ับ สารพิษ ตกค้ า งในปริ มาณมาก โดยการสะสมนี้จะเพิ่ ม ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า . 1991) 6.

2) ตารางที่ 1.54 มากขึ้ นๆ ตามลำา ดั บ ของการบริ โ ภค (Trophic Level) ที่ เ รี ย กว่ า Biological Concentration (อรุณี.00005 0.00 13. 2526) (ตารางที่ 1.91 6.2 การสะสมสาร Chlorinated Hydrocarbon ในระบบ นิเวศสัตว์ป่าตามลำาดับชั้นของการบริโภค แหล่งสะสมสารพิษ นำ้า Plankton Pickerel (ปลากินเนื้ อ) Tern (กินสัตว์ขนาดเล็ก) Herring Gull (Scavenger) Osprey สะสม (ppm.8 ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .04 1.33 3.) ปริมาณการ 0.

4 ที่มา: อรุณี สมมณี.4 ppm.04 ppm. 2526. จนถึงนกกานำ้า (Cormorant) ซึ่งเป็ น Top Carnivores ในระบบนิเวศ จะมี ก ารสะสมสู ง สุ ด ถึ ง 26. สารพิษกับสิ่งมีชีวิต จากตารางที่ 1-2 การสะสมของสาร Chlorinated ในลำาดับการ บริโภคจะเพิ่มขึ้นจาก Plankton ซึ่งมีปริมาณสะสมเพียง 0.55 Cormorant (กินปลาขนาด ใหญ่) 26. ทั้ งนี้ เป็ นผลมาจากคว าม ต้ านทานในการสะสมสารพิ ษของสั ตว์ ป่ านัน ่ เอง โดยสั ตว์ ป่ าจะขั บ ถ่ า ยสารพิ ษ ออกบางส่ ว น และส่ ว นที่ เ หลื อ จะสะสมอยู่ ใ นไขมั น กล้ามเนื้ อ และอวัยวะต่างๆ ผลกระทบจากการสะสมสารพิษคือ สัตว์ป่าจะถ่ายทอดสารพิษ ไปสะสมในไข่ แ ละลู ก อ่ อ นโดย Dobson และ May (1986) พบว่ า Bald Eagle และ European Sparrowhawk จะมี ก ารสะสมสารพิ ษ และทำาให้เปลือกไข่บางลง การผสมพันธ์ุและการแพร่ขยายพันธ์ุของ นกดัง กล่ าวจึ ง ลดลง และในปั จจุ บั น นก African Fish Eagle และ นกชนิดต่างๆ ในเขตร้อนชื้ นมีแนวโน้มการได้ร ับผลกระทบดังกล่าว เพิ่ ม มากขึ้ น ทั้ ง นี้เป็ นที่ น่ า สั ง เกตว่ า การสะสมสารพิ ษ ในสั ต ว์ ป่ า จำาพวกนก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกที่กินเนื้ อเป็ นอาหาร (Carnivorous Bird) จะมี ก ารสะสมสารพิ ษ มากกว่ า สั ต ว์ ป่ าเลี้ ยงลู ก ด้ ว ยนำ้ านม เนื่ องจาก ขนาดลำา ตั ว นกเล็ ก กว่ า สั ต ว์ เ ลี้ ยงลู ก ด้ ว ยนำ้ านม แต่ มี อุณหภูมิในร่างกายสูงกว่า ทำาให้มีความรุนแรงของการสะสมสารพิษ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .

Competition. Herbivory. Parasitism และ Mutualism โดยมี ผ ลกระทบต่ อ สั ต ว์ ป่ า ดังนี้ (ทวี. 2525) ซึ่ ง Diamond and Case (1986) กล่าวถึง ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ เกิด ขึ้นจากการนำาสัตว์ป่าต่างถิ่นเข้าไปในระบบนิเวศสัตว์ป่า โดยสัตว์ป่า ประจำา ถิ่ น (Endemic Animal) และสั ต ว์ ป่ าต่ าง ถิ่ น จะมี ค วาม สั ม พั น ธ์ กั น 6 แ บ บ คื อ Predation. Disease.4 การ นำา สั ต ว์ ป่ าต่ า งถิ่ น เขู า ไป ในระ บบนิ เ วศสั ต ว์ ป่ า สั ต ว์ ต่ า งถิ่ น (Exotic Animal) หมายถึ ง ชนิ ด ของสั ต ว์ ป่ าที่ ไม่ใช่สัตว์พื้นเมืองที่เคยอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมหรือพื้ นที่น้ น ั เป็ น สั ต ว์ ท่ี ไ ด้ อ าศั ย อยู่ ใ นพื้ นที่ ใ หม่ โ ดยการนำา เข้ า ไป (ทวี . 2525) 1) ทำาให้เกิดการแก่งแย่งพื้ นที่ ซึ่งเป็ นที่อยู่อาศัยระหว่างสัตว์ ป่ าประจำาถิ่น และสัตว์เลี้ยง 2) สั ต ว์ ต่ า งถิ่ น เข้ า ไปทดแทนในพื้ นที่ ท่ี อ ยู่ อ าศั ย ของสั ต ว์ ป่ า ประจำาถิ่น อาจจะทำาให้สัตว์ป่าประจำาถิ่นสูญพันธ์ุไปจากพื้ นที่ 3) สัตว์ต่างถิ่นที่ นำา เข้ าไปจะเป็ นสาเหตุ ให้ มีการทำา ลายความ สมดุ ล ตามธรรมชาติ ทำา ลายความอุ ด มสมบู ร ณ์ ข องพื้ นที่ ถ่ิ น ที่ อ ยู่ อาศัยของสัตว์ป่าประจำาถิ่น 4) สัตว์ป่าต่างถิ่น อาจจะมีความสามารถในการขยายพันธ์ุได้ อย่างรวดเร็วและขับไล่สัตว์ป่าประจำาถิ่นออกไป ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .56 มากขึ้น 6.

57 5) ในกรณี ท่ี สั ต ว์ ป่ าต่ า งถิ่ น เป็ นสั ต ว์ ศั ต รู พื ช ทำา ลายพื ช ผล การเกษตร การป้ องกันกำาจัดต้องใช้เวลาและงบประมาณมาก อย่างไรก็ตาม Diamond and Case (1986) สรุป ความเป็ นไป ได้ของผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับสัตว์ป่าประจำาถิ่น และสัตว์ ป่ าต่างถิ่น ดังรายละเอียดในภาพที่ 1-2 ซึ่งสัตว์ป่าประจำาถิ่นมีความ เป็ นไปได้ในการสูญพันธ์ุและการเปลี่ยนแปลงการปรับตัวให้เข้ากับ สภาพแวดล้อมใหม่ท่ีมีสัตว์ป่าต่างถิ่นเป็ นองค์ประกอบ เพิ่มเติมใน ระบบนิเวศสัตว์ป่า การสูญพันธ์ุและการเปลี่ยนแปลงการปรับตัวดัง กล่ า วนี้ เอง ที่ เ ป็ นผลกระทบสิ่ ง แวดล้ อ มต่ อ ความสมดุ ล และการ วิวั ฒนาการของระบบนิเ วศ ทำา ให้ ระบบนิเ วศไม่ มีการทดแทนตาม ธรรมชาติท่ีควรเป็ นไป 7. ส รุ ป สัตว์ป่าจัดได้ว่าเป็ นทรัพยากรธรรมชาติชนิดหนึ่งที่สามารถเกิด และเพิ่มพูนได้เองตามธรรมชาติ ทั้งนี้ หากมนุษย์เข้าใจในธรรมชาติ และหลักการอนุร ักษ์เพื่อการจัดการและการใช้ประโยชน์สัตว์ป่าแล้ว สั ต ว์ ป่ าจะสามารถตอบสนองความต้ อ งการของมนุ ษ ย์ ไ ด้ อ ย่ า งต่ อ เนื่ องตลอดไปอย่ า งไรก็ ต าม การกำา หนดขอบเขตของนิ ย ามและ ความหมายของสัตว์ป่าตามแนวความคิดของนักชีววิ ทยา นักปั กษี วิทยา นักธรรมชาติวิทยา และนักจัดการสัตว์ป่า ย่อมแตกต่างกันไป แต่ลักษณะประการหนึ่งที่มีความ ภาพที่ 1-2 ความเป็ นไปได้ ของผลกระทบสิ่งแวดล้ อมที่ เ กิดขึ้นกับ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .

58 สัตว์ป่าประจำาถิ่นและสัตว์ป่าต่างถิ่น สัตว์ป่าต่าง ไ ม่ ส สามารถชีวิตและ เพิ่มจำานวนได้มาก า ม า เ ร ถ มี พิ่ ม จำา ชี วิ ต แ ล ะ น ว น ไ ด้ สัต ว์ ป่ าประจำา ถิ่ น มี ชี วิ ต ประจำาถิ่นสูญพันธ์ุ และเพิ่มจำานวนได้ การเปลี่ ยนแปลงรูปแบบ สัมพันธ์ อยู่ได้ สั ตว์ ป่ า สัตว์ป่าที่ มีความ สัตว์ป่าที่มีความสัมพันธ์ การปรับตัวของสัตว์ป่า กันมีชีวิต กันต้องสูญพันธ์ุตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงรูปแบบ การ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า .

J. Case.59 ปรับตัวของสัตว์ป่า ที่ ม า : ดั ด แ ป ล ง จ า ก Diamond J. 1986. คล้ายคลึงกัน คือ ต้องเป็ นสัตว์ป่าที่มนุษย์ไม่ได้เลี้ยงไว้ โดยสัตว์ป่า นั้ นต้ อ งมี ชี วิ ต อิ ส ระ หากิ น เอง สามารถแสดงพฤติ ก รรมตาม ธรรมชาติได้อย่างอิสระ โดยอาจจะเป็ นสัตว์ป่าที่ อาศัยอยู่โดยอิ สระ ในเขตเมื อ ง (Urban Wildlife) หรื อ สั ต ว์ ป่ าที่ มี ชี วิ ต อยู่ ใ นพื้ นที่ ธรรมชาติ (Wilderness Wildlife) ซึ่ง สั ตว์ ป่ าทั้ ง 2 กลุ่ มนี้ย่อ มมี พื้ น ฐานต่างๆ แตกต่างกัน แนวความคิดหรือข้อจำากัด ตลอดจนวิธีการ และมาตรการการจัดการสัตว์ป่าจึงแตกต่างกันไป ทั้งนี้ การจัดการ ย่อมมุ่งหวังผลประโยชน์จากสั ตว์ ป่ าที่ เ กิ ดขึ้นต่ อมนุษย์ ท้ ังทางตรง และทางอ้อม โดยต้องไม่ส่งผลกระทบกระเทือนหรือก่อให้เกิดความ เสี ย หายต่ อ คุ ณ ภาพชี วิ ต มนุ ษ ย์ แ ละสั ต ว์ ป่ าและคุ ณ ภาพของสิ่ ง แวดล้อม และระบบนิเวศ ซึ่งการจัดการสัตว์ป่าของประเทศไทยนั้น เป็ นการจัดการสัตว์ป่าที่ประยุกต์วิธีการดำาเนินงานจากประเทศต่างๆ ในทวีปยุ โ รปและอเมริ ก า เพื่อ ให้ มีความเหมาะสมกั บ สถานการณ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสังคม ประเพณี วัฒนธรรมของประเทศเป็ น สำาคัญ _______________________________________ ค ว า ม รู้ พื้ น ฐ า น เ กี่ ย ว กั บ ท รั พ ย า ก ร สั ต ว์ ป่ า . Community Ecology. and T.

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful