คัมภีร์ฉันทศาสตร์ แพทยศาสตร์สงเคราะห์

ความนำา
คัมภีร์ฉันทศาสตร์ แพทยศาสตร์สงเคราะห์ เป็ นวรรณกรรม
เรื่องหนึ่ งที่บรรจุในหนั งสือเรียนสาระการเรียนรู้ข้ ันพื้ นฐาน
วรรณคดีวิจักษณ์ ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๕ เพื่อใหูผู้ศึกษาเขูาใจถึง
คุณค่าของวรรณคดี และวรรณกรรมดูานต่างๆ เช่น คุณค่าดูาน
อารมณ์ คุณค่าดูานสังคม คุณค่าดูานคุณธรรม คุณค่าดูานวรรณศิลป์
และคุณค่าที่สรูางสรรค์จากจินตนาการของกวี
คัมภีร์ฉันทศาสตร์ แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์น้ ี มีแนวคิดตาม
แนวพระราชดำาริของพระบาทสมเด็จพระเจูาอย่้หัวฯ เรื่อง "ความ
พอเพียง" และจุดประสงค์ของการศึกษา วรรณคดีและ วรรณกรรม
อีกอย่างคือ ส่งเสริมและกระตูุนใหูผู้ศึกษารู้จักใชูกระบวนการคิด
วิเคราะห์อย่างมีเหตุผลนำาไปส่้ความรู้ ความเขูาใจ ความรู้สึกนึ กคิด
และวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ ซาบซึ้ง ในวรรณคดี และวรรณกรรม
วัฒนธรรมทางภาษา และความเป็ นไทย

2

ผู้แต่ง

คัมภีร์ฉันทศาสตร์เรียบเรียงขึ้นจากคัมภีร์ฉันทศาสตร์
โบราณ โดยพระยาวิชยาธิบดี ผูว้ ่าราชการเมืองจันทบุร ี
หมายเหตุ ตำาแหน่ง ผู้ครองเมืองจันทบุรน
ี ้ ั นเรียกว่า “
พระยาจันทบุร ี ” ชื่อ ตำาแหน่งนี้ เป็ นชื่อที่เรียกกันมานาน จนถึง
์ ย่างอื่น แต่
รัชกาลที่ 5 แมูว่าผู้ว่าราชการเมือง จะมีบรรดาศักดิอ
พระองค์ท่านก็ยังทรงเรียก “พระยาจันทบุร”ี อย่้ (ตามพระราช

นิ พนธ์ พ.ศ. 2419)

1

ตามทำาเนี ยบในกฎหมายเก่า ตำาแหน่งผู้ว่าราชการเมือง
จันทบุร ี มีราชทินนามว่า “พระยาวิชชยาธิบดีศรีณรงค์ฤาชัยอภัย
พิรย
ิ ะพาหา” เพิ่งจะมายกเลิกเมื่อมีกฎหมายจัดการปกครองใหม่
เป็ นร้ปจังหวัด และมณฑล เมื่อ พ.ศ. 2449

1

นั นทนา กปิ ลกาญจน์. การวิเคราะห์ในเชิงประวัติศาสตร์ ร.5.

2541. หนูา 48

ศ.ศ.3 พ ร ะ ร า ช ป ร ะ วั ติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลูาเจู าอย่้หั ว เสด็จพระราช สมภพเมื่ อวั น ที่ 20 กั น ยายน พ. 2396 เป็ นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็ จ พระจอมเกลู า เจู า อย่้ หั ว ที่ ป ระส้ ติ แ ต่ ก รมสมเด็ จ พระเทพศิรน ิ ทรามาตย์ (ต่อมาภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 6 ไดูมีการ เปลี่ยนแปลงพระนามเจูานายฝ่ ายในใหูถ้กตูองชัดเจนตามโบราณ ราชประเพณี นิ ยมยุ ค ถั ด มาเป็ น สมเด็ จ พระเทพศิ ร ิน ทราบรม ราชินี) ไดูรบ ั พระราชทานนามว่า สมเด็จเจูาฟู าชายจุฬาลงกรณ์ บดิ นทรเทพมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตรสิรวิ ัฒน ร า ช กุ ม า ร พระองค์ ท รงมี พ ระขนิ ษฐาและพระอนุ ช ารวม 3 พระองค์ ไดูแก่ สมเด็จพระเจูาบรมวงศ์เธอ เจูาฟู าจันทรมณฑล กรมหลวงวิ สุ ท ธิ ก ระษั ต ริย์ สมเด็ จ พระเจู า บรมวงศ์ เ ธอ เจู า ฟู าจาตุ ร นต์ ร ศ ั มี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ และ สมเด็จพระราชปิ ตุลาบรมพงศาภิมุข เ จู า ฟู าภ าณุ รั ง ษี ส ว่ า ง ว ง ศ์ กร มพ ร ะ ย า ภ า ณุ พั น ธุ ว ง ศ์ ว ร เ ดช วั น ที่ 20 มี น า ค ม พ .ศ . 2409 พระองค์ ท รงผนวชตามราชประเพณี ณ วั ด บวร นิ เวศวิหาร ภายหลังจากการทรงผนวช พระองค์ไดูรบ ั การเฉลิมพระ นามาภิ ไ ธยขึ้ นเป็ น สมเด็ จ พระเจู า ล้ ก ยาเธอ เจู า ฟู าจุ ฬ าลงกรณ์ . 2404 ส ม เ ด็ จ เ จู า ฟู า ช า ย จุฬาลงกรณ์ ไดูรบ ั การสถาปนาใหูข้ ึนทรงกรมเป็ น สมเด็จพระเจูา ล้กยาเธอ เจู าฟู าจุ ฬาลงกรณ์ กรมหมื่น พิฆ เนศวรสุ รสัง กาศ และ เมื่ อ พ.

2410 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลูา เจู า อย่้ หั ว เสด็ จ สวรรคตภายหลั ง ทรงเสด็ จ ออกทอดพระ เนตร สุ ร ย ิ ุ ปราคา โดยก่ อ นที่ พ ระบาทสมเด็ จพระจอมเกลู าเจู าอย่้ หั ว จะ สวรรคตนั้ น ไดูมีพระราชหัตถเลขาไวูว่ า "พระราชดำา ริทรงเห็น ว่ า เจูานายซึ่งจะสืบพระราชวงศ์ต่อไปภายหนูา พระเจูานูองยาเธอก็ไดู พระเจูาล้กยาเธอก็ ไดู พระเจูาหลานเธอก็ ไดู ใหู ท่านผู้ หลักผู้ใหญ่ ปรึกษากั น จงพรู อม สุ ดแลูว แต่ จะเห็ นดี พรู อมกัน เถิ ด ท่านผู้ ใ ดมี ปรีชาควรจะรักษาแผ่นดิ นไดู ก็ใหูเลื อกด้ตามสมควร " ดังนั้ น เมื่อ พระบาทสมเด็ จ พระจอมเกลู า เสด็ จ สวรคต จึ ง ไดู มี ก ารประชุ ม ปรึกษาเรื่องการถวายสิรริ าชสมบัติแด่พระเจูาแผ่นดินพระองค์ใหม่ ซึ่งในที่ประชุมนั้ นประกอบดูวย 4 พระบรมวงศานุ วงศ์ ขูาราชการชั้นผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ โดยพระเจูา นูองยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ไดูเสนอสมเด็จพระเจูาล้กยา เธอ เจู า ฟู าจุ ฬ าลงกรณ์ กรมขุ น พิ นิ ตประชานาถ พระราชโอรส พระองค์ ใ หญ่ ใ นพระบาทสมเด็ จ พระจอมเกลู า เจู า อย่้ หั ว ขึ้ นเป็ น พระเจูาแผ่นดิน ซึ่งที่ประชุมนั้ นมีความเห็นพูองเป็ นเอกฉันท์ ดัง 2 รัชญา ไชยนา.พ.ป. ม.กรมขุนพินิตประชานาถ เมื่อปี พ.ศ.com/node/18552 .ศ. 2410 โดยทรงกำา กับราชการ กรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมทหารบกวังหนูา 2 วันที่ 1 ตุลาคม พ.thaigoodview. แหล่งที่มา http://www. ประวัติรัชกาลที5 ่ [Online].

2411 โดยไดูรบ ั การเฉลิมพระปรมาภิไธย ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์ เกลู า เจู า อย่้ หั ว โดยมี พ ระนามตามจารึ ก ในพระสุ บ รรณบั ฎ ว่ า " พระบาทสมเด็ จพระปรมิน ทรมหาจุ ฬาลงกรณ์ บดิ นทร เทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยรา ชนิ กโรดม จาตุรน ั บรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธ เคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังก้ร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงก ชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตาร ไพศาลเกี ย รติ คุ ณ อดุ ล ยวิ เ ศษ สรรพเทเวศรานุ ร ัก ษ์ วิ สิ ษ ฐศั ก ดิ์ สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประย้ร ม้ลมุขราชดิลก มหาปริวารนายกอนั นต มหันตวรฤทธิเดช สรรวิเศษสิรน ิ ทร อเนก ชนนิ กรสโมสรสมมติ ประสิทธิว์ รยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดล เศวตฉัตราดิฉัตร สิรริ ต ั โนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพ 3 กัมม์. แหล่งที่มา http://www.พ.com/viewblog. ม.ป.php? id=rattanakosin225&group=1&date=19-03-2007&gblog=9 .ศ.นั้ น พระองค์ จึ ง ไดู ร ับ การท้ ล เชิ ญ ใหู ข้ ึ นครองราชสมบั ติ ต่ อ จาก สมเด็ จ พระราชบิ ด า โดยในขณะนั้ น ทรงมี พ ระชนมายุ เ พี ย ง 15 พรรษา จึ ง ไดู แ ต่ ง ตั้ ง เจู า พระยาศรีสุ ร ย ิ วงศ์ เป็ นผู้ สำา เร็ จราชการ 3 แทนพระองค์ จนกว่ า พระองค์ จ ะทรงมี พ ระชนมพรรษครบ 20 พรรษา โดยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก เมื่อวัน ที่ 11 พฤศจิกายน พ. สมเด็จเจูาพระยาบรมมหาศรีสุรย ิ วงศ์ [Online].bloggang.

2416 โดยไดูรบ ั การเฉลิม พระปรมาภิไธยในครั้งนี้ ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬา ลงกรณ์ ฯ พระจุ ล จอมเกลู าเจู าอย่้ หั ว โดยมี พ ระนามตามจารึกใน พระสุบรรณบัฎว่า 5 " พระบาทสมเด็ จพระปรมิ น ทรมหาจุ ฬาลงกรณ์ บดิ น ทรเทพยม หามงกุฏ บุรุษรัตนราช รวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิ กโร ดม จาตุรน ั ตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเครา ะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังก้ร สุจริตม้ลสุสาธิต อรรคอุก ฤษฏไพบ้ลย์ บุรพาด้ลย์กฤษฎาภินิหาร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลัก ษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณต บาทบงกชยุคล ประสิ ท ธิ ส รรพศุ ภ ผลอุ ดมบรมสุ ขุ มมาลย์ ทิพ ยเทพาวตารไพศาล ์ มญาพินิต เกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุ รก ั ษ์ วิสิษฐศักดิส .ทศทิศวิชิตชัย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทร มหา รามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตยรัตนสรณา รักษ์ อดุ ล ยศั กดิ์อ รรคนเรศราธิ บ ดี เมตตากรุ ณ าสี ต ลหฤทั ย อโน ปมัย บุ ญ การสกลไพศาล มหารัษฎาธิ บ ดิ น ทร ปรมิ น ทรธรรมิ กหา ร าช าธิ ร า ชบ ร ม น า ถบ พิ ต ร พ ร ะ จุ ฬ าล ง ก ร ณ์ เ ก ลู า เ จู า อ ย่้ หั ว " เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุค รบ 20 พรรษา จึงทรงลา ผนวชเป็ นพระภิกษุ และไดูมีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้ง ที่ 2 ขึ้น เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.

หนูา 63-67 4 . 2528.5.2453 เ ว ล า 2.ศ . พยากรณ์สาร ดาวหางฮัลเล่ย์กับการสวรรคต ของ ร.45 น า ฬิ ก า ร ว ม พ ร ะ ช น ม า ยุ ไ ดู 58 พ ร ร ษ า 4 มานิ ตย์ ธีระเวชชกุล.ประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประย้ร ม้ลมุขมาตยาภิรมย์ อุดม เดชาธิ ก าร บริบ้ ร ณ์ คุ ณ สารสยามาทิ น ครวรุ ต เมกราชดิ ล ก มหา ปริวารนายกอนั นต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรวิเศษสิรน ิ ทร อเนกชน นิ กรสโมสรสมมติ ประสิ ท ธิ์ว รยศมโหดมบรมราชสมบั ติ นพปดล เศวตฉัตราดิฉัตร สิรริ ต ั โนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพ ทศทิศวิชิตชัย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรมหา รามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิ ไตรรัตนสรณา รักษ์ อดุ ล ยศั กดิ์อ รรคนเรศราธิ บ ดี เมตตากรุ ณ าสี ต ลหฤทั ย อโน ปมัย บุ ญ การ สกลไพศาลมหารัษฎาธิ บ ดิ น ทร ปรมิ น ทรธรรมิ กหา ร า ช า ธิ ร า ช บ ร ม น า ถ บ พิ ต ร พ ร ะ จุ ล จ อ ม เ ก ลู า เ จู า อ ย่้ หั ว " พระบาทสมเด็ จพระจุ ล จอมเกลู าเจู า อย่้ หั ว เสด็ จ สวรรคต ดู ว ย โ ร ค พ ร ะ วั ก ก ะ เ มื่ อ วั น ที่ 23 ตุ ล า ค ม พ .

000 บาท และพระราชทานนามโรงพยาบาลว่า "โรงพยาบาลศิรริ าช" ซึ่ง . 2429 พระองค์ไดูเสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์ไดู ทอดพระเนตร เห็นการจัดตั้งโรงพยาบาล จึงมีพระราชดำาริใหูมีโรง พยาบาลขึ้นในกรุงเทพมหานคร เพื่อบำาบัดทุกข์บำารุงสุขแก่ราษฎร โดยทรงโปรดเกลูาฯ ใหูต้ ังคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ ง เรียกว่า "คอมมิตตี จัดการโรงพยาบาล" เพื่อจัดสรูางโรงพยาบาลวังหลัง จังหวัดธนบุร ี ดูวยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ขณะดำาเนิ นการ ก่อสรูางบังเอิญสมเด็จเจูาฟู าศิรริ าชกกุธภัณฑ์ พระราชโอรส สิ้นพระชนม์ จึงไดูทรงพระกรุณาโปรดเกลูาฯ ใหูสรูางพระเมรุ ณ ทูองสนามหลวงเป็ นพิเศษ โดยใชูไมูทนทาน เช่น ไมูสัก ทำาเป็ น เรือนต่าง ๆ โดยมีพระราชประสงค์ว่า เมื่อเสร็จงานพระเมรุแลูว จะ พระราชทานดัดแปลงเป็ นอาคารสำาหรับโรงพยาบาลและยังไดูมอบ เงินของสมเด็จเจูาฟู าศิรริ าชกกุธภัณฑ์ อีกเป็ นจำานวน 56.ศ.ศ.6 พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวขูองกับ คัมภีร์ฉันทศาสตร์ แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ พ. 2413 มีการประกาศใชูกฎหมายเกี่ยวกับสุขาภิบาล เป็ นครั้งแรก พระราชบัญญัติฉบับนั้ น ชื่อว่า "พระราชบัญญัติ ธรรมเนี ยมคลอง" เพื่อใหูมีการรักษาความสะอาดของคลองใหูไดู มาตรฐาน และคนสมัยนั้ นเชื่อกันว่า การใชูน้ ำาสกปรก เป็ นม้ลเหตุ หนึ่ งที่ทำาใหูเกิดโรคภัยไขูเจ็บ ในปี พ.

ศ.พ.ac.มีการรักษาทั้งแบบตะวันตกและแบบแผนไทย เมื่อโรงพยาบาล สรูางเสร็จจึงไดูต้ ังกรมพยาบาลขึ้นแทน คณะกรรมการชุดเดิม เมื่อ วันที่ 25 ธันวาคม พ. ม. การแพทย์แผนไทยประยุกต์ [Online].mfu.th/school/health_sci/cirrent_topic09.ศ.ศ.ศ. 2432 เนื่ องจากการขาดแคลนแพทย์จึงทรงพระกรุณา โปรดเกลูาฯ ใหูสรูางโรงเรียนแพทยากรขึ้นที่ศิรริ าชพยาบาล มี หลักส้ตรการเรียนวิชาแพทย์แผนตะวันตก และแผนไทยร่วมดูวย โดยมีหลักส้ตร 3 ปี และไดูมีการพิมพ์ตำาราแพทย์สำาหรับใชูใน โรงเรียนเล่มแรก คือ แพทยศาสตร์ -สงเคราะห์ข้ ึน ในปี พ. 2431 เป็ นการเริม ่ ศักราช ใหม่ ของการแพทย์และสาธารณสุขแผนปั จจุบันในประเทศ พ.html . 2431 หนูาที่ของกรมพยาบาลนี้ นอกจาก มีหนูาที่ควบคุมกิจการของศิรริ าชพยาบาลแลูว ยังใหูการศึกษา วิชาการแพทย์ควบคุมโรงพยาบาลอื่น และจัดการปล้กฝี แก่ ประชาชน ฉะนั้ น อาจถือไดูว่าปี พ. 2447 ไดูพิมพ์ตำาราแพทย์เล่มใหม่ข้ ึน โดยใชูช่ ือเดิม คือ แพทยศาสตร์สงเคราะห์ แต่เนื้ อหากล่าวถึง การแพทย์แผน ตะวันตกเกือบทั้งสิ้น พิมพ์ออกมาไดูเพียง 4 เล่ม ก็ขาดงบ ประมาณ 7 5 ดารณี อ่อนชมจันทร์.ศ.ป. 2438 เนื้ อหามีท้ ังการแพทย์แผนไทยและแผนตะวันตก 5 พ. แหล่งที่มา http://www.

com/node/18552 .ศ.พ. ประวัติรัชกาลที5 ่ [Online]. แหล่งที่มา http://www. ม. ตำาราเวชศาสตร์วรรณา 2.thaigoodview. ตำาราแพทยศาสตร์สงเคราะห์ 2 เล่ม ซึ่งถือเป็ นตำารายา แห่งชาติฉบับแรก ต่อมาพระยาพิษณุ ประสาทเวช (หมอคง เวชถาวร) เห็น ว่าตำาราเหล่านี้ ยากแก่ผู้ศึกษาจึงพิมพ์ตำาราขึ้นใหม่ ไดูแก่ ตำารา แพทยศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวง 2 เล่ม และ ตำาราแพทยศาสตร์ สังเขป 3 เล่ม ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ไดูใชูมาจนทุกวันนี้ 6 6 รัชญา ไชยนา.ป. 2450 มีการพิมพ์ตำาราออกมา 2 เล่ม คือ 1.ศ.พ. 2448 ไดูทรงพระกรุณาโปรดเกลูาฯ ใหูจัดการ สุขาภิบาล เป็ นการทดลองขึ้นที่ ตำาบลท่าฉลอมจังหวัดสมุทรสาคร เป็ นแห่งแรก พ.

8 ภาพประกอบ ภาพนี้ แสดงความสำา คัญ ของจรรยาแพทย์ และการบ้ ช าคร้ หมายความว่า ผู้ท่ีเป็ นแพทย์น้ ั นพึงรักษาศีลและมีจรรยาบรรณใน อาชี พของตนเป็ นผู้ ท่ีมอบความรักและเป็ นผู้ ที่เ สีย สละแก่ เพื่ อน มนุ ษย์ โดยไม่เ ลือ กชั้ นวรรณะโดยไม่ ห วั ง สิ่ ง ตอบแทน แพทย์ ท่ี ทำา ไดู เ ช่ น นี้ เมื่ อ สิ้ นอายุ ขั ย ในโลกมนุ ษย์ แลู ว ก็ จะไดู ไ ปจุ ติบ นสรวง .

หนูา 98 .ศ. วรรณคดีวิจักษ์ ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5.2413 นำาคัมภีร์แพทย์ในที่ต่างๆ มา ตรวจสอบชำาระใหูตรงกันกับฉบับดั้งเดิม ในการนี้ ไดูทรงแต่งตั้ง คณะกรรมการแพทย์ หลวงขึ้นมาชุดหนึ่ ง ประกอบดูวย พระเจูา ราชวงศ์เธอกรมหมื่นภ้บดีราชหฤทัย จางวางกรมแพทย์ ร่วมกับ 7 สำานั กงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้ นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.สวรรค์ ส่วนแพทย์ท่ีขาดจรรยาบรรณตายไปแลูวก็จะไปเสวยทุกข์ ทรมานอย่้ในนรก 7 9 ความเป็ นมาและวัตถุประสงค์ แพทยศาสตร์สงเคราะห์ เป็ นตำาราแพทย์แผนโบราณ ฉบับ หลวง มีท่ีมาจากพระราชดำาริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลูา เจูาอย่้หัว ที่ทรงเห็นว่า บรรดาคัมภีร์แพทย์แผนโบราณและตำารายา พื้ นบูานของไทย มีคุณประโยชน์ยวดยิ่ง และไดูมีการศึกษาเล่า เรียนคัดลอกต่อกันมาดูวยความเพียรพยายามในหม่้แพทย์และผู้ที่ นิ ยมสนใจ แต่ตูนฉบับพระตำาราหลวงที่ไดูสรูางขึ้นและไดูใชู สืบสายกันมายาวนาน ก็ส้ญหายไปบูาง ทรงเห็นความจำาเป็ นที่จะ ตูองทำานุ บำารุง ใหูพระคัมภีร์แพทย์ปรากฏไวูเป็ นหลักฐานเผยแพร่ ต่อไปในกาลภายหนูา จึงไดูทรงพระกรุณาโปรดเกลูาฯ ใหูประชุม แพทย์หลวงเริม ่ แต่ปี พ. 2544.

วรรณกรรมทักษิณ วรรณกรรมคัดสรร เล่มที่ 2. 2548. หนูา 201 .์ ิลป์ หลวงกุมารเพชร หลวงกุมาร พระยาอมรศาสตร์ประสิทธิศ แพทย์ ขุนกุมารประเสริฐ ขุนกุมารประสิทธิ์ ขุนเทพกุมาร ใหูแพทย์หลวงคณะนี้ จัดการตรวจสอบชำาระพระคัมภีร์ แพทย์ท้ ังมวลใหูถ้กตูองมีหลักฐานจดบันทึกไวูในหอสมุดหลวง เพื่อใหูใชูบำาบัดโรคภัยไขูเจ็บแก่ มหาชน คณะกรรมการชุดนี้ ไดู ชำาระตรวจสอบกับคัมภีร์ตูนแบบ คือ "คัมภีร์ประถมจินดา" เห็นถ้ก ถูวนแลูว จึงส่งมอบใหูกรมพระอาลักษณ์ ในการนี้ พระเจูาราชวงศ์ เธอ กรมหมื่นอักษณสาสนโสภณ จางวางกรมพระอาลักษณ์ และ ขุนหมื่นกรมราชบัณฑิต เขียนอักษรขอบเสูนทอง กรมพระ อาลักษณ์ ชุบอักษรไทยลายเสูนหรดาลนำาขึ้นท้ลเกลูาฯถวาย เพื่อ เป็ นส่วนพระราชกุศลเป็ นที่เฉลิมพระเกียรติยศ และเป็ นสมบัติของ แผ่นดินสืบไป ความเป็ นมาดังกล่าว แสดงใหูเห็นว่า ภ้มิปัญญาไทยมี ที่มาหลากหลายเฉพาะทางดูานแพทยศาสตร์น้ ั น ไดูมีการสัง่ สม สืบทอดภ้มิปัญญาจากคัมภีร์ตูนแบบ คือ "คัมภีร์ประถมจินดา" 8 ของอินเดีย อันจัดเป็ นภ้มิปัญญาตะวันออกโดยแทูจริง แต่เดิมนั้ น ตำารายาและการแพทย์แผนโบราณ ไดูจารึกเป็ นอักขระขอมภาษา มคธ ใชูอ่านและจดจำากันมาเช่นเดียวกับคัมภีร์เทศน์ธรรมะต่างๆใน 8 มหาวิทยาลัยสุราษฎร์ธานิ .

หนูา ธรรมนิ ตย์. 2548. อนุสรณ์พระนคร’39. หนูา 15 . 2539.ใบลานสำาหรับในราชสำานั กสยามแต่โบราณนั้ น ขึ้นชื่อว่า "พระ คัมภีร์แพทย์" หรือ "พระตำาราหลวง" ก็ 10 คื อ ตำา ราแพทย์ นั่ น เอง ตำา ราแพทย์ ห ลวงเหล่ า นี้ ถื อ เป็ นของ ์ ิทธิ์ เจูานายก็เป็ นแพทย์กันแทบทุกพระองค์ พระมหากษัตริย์ ศักดิส ไทยจึ ง ทรงมี พ ระคลั ง ยาและคลั ง พระตำา รา ซึ่ ง เรีย กว่ า "คลั ง พระ ตำา ราขู า งพระที่ " เป็ นแหล่ ง ศึ ก ษาคู น หวู า ระดั บ ราชสำา นั ก แมู ใ น สมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็ นสมัยที่รบ ั เอาการแพทย์แผนตะวันตกมาใชู ในราชสำา นั กแลู ว ร่ อ งรอยของการที่ เ จู า นายระดั บ เจู า ฟู าเจู า แผ่นดิน ยังคงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณและ ไ ดู ใ ชู ใ หู เ ป็ น ประโยชน์แก่ราษฎร เช่นกรณี พระเจูาบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ "พระบิดาแห่งกองทัพเรือ " ซึ่งไดูรบ ั การศึกษาแบบ 9 ตะวั น ตกเป็ นอย่ า งดี ณ ประเทศอั ง กฤษ เมื่ อทรวงว่ า งจากพระ ภารกิจ ก็ยังทรงศึกษาการแพทย์แผนโบราณประสานกับแผนตะวัน ตก ทรงแต่งตำา ราแพทย์ช่ ือ "คัมภีร์อติสาระ" 10 เพื่อใชูปูองกันและ รั ก ษาอหิ ว าตกโรคและทรงออกไปรั ก ษาโรคภั ย ไขู เ จ็ บ ใหู แ ก่ 9 1 10 กรมหลวงชุมพร เขตรอุดมศักดิ์. คัมภีร์สมุนไพรไทย.

2438 ทรงมีพระราชปรารภในการจัดพิมพ์ ค รั้ ง แ ร ก ว่ า "มนุ ษย์สามัญชนทั้งหลายย่อมมีความรัก ใ น ชี วิ ต แ ล ะ สั ง ข า ร ร่ า ง ก า ย ยิ่ ง กว่ า สิ่ ง ทั้ ง ปวง.2432 ไดู ท รงพระกรุ ณ าโปรด เกลูาฯ ตั้ง โรงเรียนราชแพทยาลัยขึ้น ในโอกาสนี้ ก็ไดูมีการจัดพิมพ์ ตำา ราแพทย์ห ลวงสำา หรับ โรงเรีย นขึ้ นใชู เ ป็ นครั้ง แรก ตำา ราแพทย์ เล่มแรกนี้ ก็คือ แพทยศาสตร์สงเคราะห์ นั ่นเอง โดยจัดพิมพ์เป็ น ตอนๆ เริม ่ เมื่อ ปี พ. 2542. หนูา 1 .ประชาราษฎร โดยไม่คิดม้ลค่าใดๆ จนเป็ นที่รู้จักกันอย่างกวูางขวาง ใ น ห ม่้ ร า ษ ฎ ร แ ถ บ น า ง เ ลิ้ ง ว่ า "ห ม อ พ ร " เ ป็ น ตู น 11 การศึกษาวิชาแพทย์ในสมัยก่อนนั้ น สานุ ศิษย์ผู้ประสงค์จะ ไดู วิ ช าแพทย์ จ ะตู อ งใชู วิ ธี ต่ อ ปากต่ อ คำา จากท่ า นอาจารย์ โ ดยตรง แลูวก็นำามาท่องบ่นจนขึ้นใจ ทั้งยังตูองปรนนิ บัติรบ ั ใชูติดหนูาตาม หลัง คอยช่วยปฏิบัติหัดงานนวดเฟู นใหูอาจารย์ จึ ง จ ะ ไ ดู วิ ช า การชำา ระเรีย บเรีย งคั ม ภี ร์ แ พทย์ ศ าสตร์ ส งเคราะห์ จึ ง นั บเป็ น คุณ้ปการสำา คัญยิ่งต่อวงวิชาการแพทย์ไทย ในยุค ตูน แห่ งการปฎิ ร้ปการศึกษาใหูเป็ นแบบแผนใหม่ในรัชสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกลูา เจู า อย่้ หั ว ดั ง ปรากฎว่ า ในปี พ.ศ.ศ...ดวงดาว ทัศนะประเสริฐ . หมอพร อนุสรณ์สถาน เสด็จเตี่ย.ในการนี้ จำา เป็ นตู อ ง 11 อ.

ทั้งสองอย่างนี้ จะทำา 11 กั บ โ เรื้ อรังต่อไป" ประโยชน์แก่ผู้น้ ั นพรูอมทั้งครอบครัวในเมื่อประสบ ร ค ไ ขู ภั ย เ จ็ บ จะไดู ห ายารับ ประทานไดู ทั น ท่ ว งที มิ ใ หู โ รคกำา เริบ จะเห็นไดูว่า จุดมุ่งหมายของตำารา แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ เมื่อพิจารณาจากพระราชปรารภนั้ น มิไดูมีบทบาทเป็ น ตำาราแพทย์ เฉพาะใหูแพทย์ใชู และ ก็มิไดูเป็ น เพี ย งตำา ราแพทย์ ท่ี ใ ชู เรียนในราชแพทยาลัยเท่านั้ น หากยังเป็ นตำา ราแพทย์ประจำา บูาน สำา หรับสามัญ ชนทัว่ ไป ไวูใ ชูช่วยตนเองและครอบครัว ดู ว ย แต่ เนื่ องจากตำารานี้ รวบรวมไวูอย่างกวูางขวาง การจัดพิมพ์ครั้งแรกนี้ จึ ง พิ ม พ์ ไ ดู เ พี ย ง 3 เล่ ม เล็ ก ๆ แลู ว ก็ ห ยุ ด ชะงั ก ไป เมื่ อบรรดา แพทย์ประกาศนี ย บัตร ซึ่ง สอบสำา เร็ จวิ ช าแพทย์ จากโรงเรีย นราช แพทยาลัยไดูแลูว ไดูร่วมกันจัดตั้ง "เวชสโมสร" 12 12 ขึ้น สโมสรนี้ ศจ.html .อ า ศั ย ตำา ร า ที่ มี ห ลั ก ถ้ ก แ บ บ แ ผ น รวมกับความเขูาใจใคร่ครวญหาเหตุของ ผู้อ่าน. ม. เกร็ดประวัติแพทยสมาคมแห่ง ประเทศไทย [Online]. แหล่งที่มา http://www..th/about03.พ.mat.or.ป.นายแพทย์กำาธร สุวรรณกิจ..

2447 ใ หู ชื่ อ ว่ า แ พ ท ย ศ า ส ต ร์ สั ง เคราะห์ ต ามฉบั บ แรก แต่ ไ ดู ก ล่ า วถึ ง วิ ธี ก ารรัก ษาและตำา รา แพทย์แผนฝรัง่ เป็ นหลัก ผสานกับการใชูยาไทยในส่วนที่ยังหายา ฝรัง่ แทนไม่ ไ ดู ในครั้ง นี้ แพทยศาสตร์ ส งเคราะห์ ไดู ร บ ั การจั ด พิมพ์ในร้ปแบบวารสารรายเดือน ปี ละ 12 ฉบั บ แต่ อ อกไดู เ พี ย ง 4 เ ล่ ม ก็ ตู อ ง ลู ม เ ลิ ก ไ ป อี ก เ พ ร า ะ ห ม ด ทุ น กว่าแพทยศาสตร์สงเคราะห์ จะไดูรบ ั การจัดพิมพ์เป็ นฉบับ สมบ้รณ์ไดูก็เมื่อ เจูาคุณพิศณุ ประสาทเวช (ท่านอาจารย์คง) ผู้ทรง คุ ณ วุ ฒิ ดู า นการแพทย์ แ ผนไทยในคณาจารย์ ข องโรงเรี ย นราช แพทยาลั ย ต่ อ มาคื อ โรงเรีย นเวชสโมสรไดู เ ห็ น ความจำา เป็ นว่ า บรรดาราษฎรไทยที่ป่วยไขู ตูองรู้จักวิธีการรักษาตนเอง การจะเสาะ แสวงหาตำา ราแพทย์ซ่ึงมีอย่้นูอย มาคัดลอกเพื่อไปใชูเยียวยา ก็ เป็ นการล่าชูาไม่ทันการพระคัมภีร์ของหลวงที่ตรวจสอบถ้กตูองมีอย่้ แลูวก็จริงแต่ก็ใชูกันในหม่้แพทย์หลวงเท่านั้ น ประชาชนทัว่ ไปมี ์ ิทธิ์ โอกาสใชูนูอย อีกทั้งท่านมีความประสงค์จะเทิดท้นความศักดิส ของพระคั ม ภี ร์ แพทย์ ไ ทยไวู ใหู เ ป็ นสมบั ติ ส าธารณะแก่ ล้ ก หลาน เหลนไทยทั้งมวลจึงนำา ความคิดเห็นนี้ กราบท้ลขอประทานอนุ ญาต พิ มพ์ คั มภี ร์ แพทยศาสตร์ ส งเคราะห์ ฉ บั บ หลวง สองเล่ มจบ ใหู .ขึ้นอย่้กับกรมสัมปาทิกสภา กระทรวจศึกษาธิการ ไดูร่วมกันพิมพ์ ตำา ร า แ พ ท ย์ ขึ้ น อี ก ใ น ปี พ .ศ .

2450 นอกจากนี้ ยังไดู จั ดพิ มพ์ ฉบั บ ย่ อ ใหู เ ป็ นค่้ มือ ราษฎรสามั ญ ใชู ไ ดู ทั ่ว ไป ชื่ อว่ า "เวช ศีกษา" หรือ "แพทยศาสตร์สังเขป" ในปี ต่อมา หนั งสือทั้งสองชุดนี้ คื อ แพทยศาสตร์ ส งเคราะห์ ฉบั บ หลวง เล่ ม 1-2 และ เวชศึ กษา เล่ ม 1-2-3 ของพระยาพิ ษ ณุ ประศาสตร์ เ วชรวม 5 เล่ ม ทาง ราชการกระทรวงสาธารณสุ ข ไดู ป ระกาศระบุ ใ หู เ ป็ นตำา ราหลวง แทพย์เภสัชกรโบราณมีสิทธิ์ใชูปรุงยาโดยมิตูองใชู ตำา รายาในตำา รา เ ล่ ม นี้ ไ ป จ ด ท ะ เ บี ย น ตำา ร า ย า ไ ท ย นั บแต่น้ ั นมา แพทยศาสตร์สงเคราะห์ ไดูรบ ั การจัดพิมพ์อีก หลายครั้ง อาทิ ในปี พ. 2548.ศ.ศ.2504 โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ วัดพระเชตุพนวิมล มั ง คลารามราชวรมหาวิ ห าร กรุ ง เทพมหานครก็ ไดู จั ด พิ ม พ์ ฉ บั บ สมบ้ ร ณ์ ครบถู ว นทั้ ง เล่ ม 1 และเล่ ม 2 อี ก ครั้ง หนึ่ ง โดยนายวี ร ตั น ติ วี ร กุ ล เปรีย ญ (ทนายความ) ผู้ เ ป็ นเจู า ของผู้ จั ด การ และ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ โดยไดูรบ ั อนุ ญาตใหูจัดตั้ง 13 ส .พลายนูอย.เป็ นตำา ราแพทยแผนของไทยเราเอง สมเด็ จฯ กรมพระยาดำา รง ราชานุ ภาพ ฉันทานุ มัติใหูจัดพิมพ์เป็ นครั้ง 12 แรกอย่างสมบ้รณ์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.2466 โดยโรงพิมพ์พาณิ ชศุภ ผล 13 และ เมื่อปี พ. หนูา 101 .ศ. สำานักพิมพ์สมัยแรก.

โรงเรียนขึ้นจาก เจูาคุณพระวิเชียรธรรมคุณราชรองเจูาอาวาส เป็ น ผู้ อุ ปการะ โรงเรีย นนี้ ไดู ใ ชู ห นั ง สื อ ตำา รา แพทยศาสตร์ ส งเคราะห์ ฉบั บ พระยาพิ ษ ณุ ป ระศาสตร์ เ วชเป็ นหลั ก ส้ ต รการสอนสื บ มาจน กระทัง่ ทุกวันนี้ .

13 ลั ก ษ ณ ะ พิ เ ศ ษ แ ล ะ คำา ป ร ะ พั น ธ์ ฉันทศาสตร์แต่งเป็ นคำาประพันธ์ประกอบดูวยร่ายและกาพย์ ชนิ ดต่างๆ เริม ่ ตูนดูวยบทไหวูคร้ ซึ่งหลังจากไหวู "พระไตรรัตนนา ถา" คือ พระรัตนตรัย อันเป็ นที่พ่ีงของพุทธศาสนิ กชนทั้งหลายทั้ง ปวงแลู ว ก็ ไ หวู "พระฤษี ผู้ ท รงญาณ" ผู้ ร อบรู้ ใ นโรคาทั้ ง 8 องค์ ไหวูพระอิศวร พระพรหมทุกชั้นฟู า แลูวก็ไหวู "คร้กุมารภัจ" 14 หรือ หมอชี ว กโกมารภั จ (แพทย์ ห ลวงของพระเจู า พิ ม พสารแห่ ง แควู น มคธ) บิดาแห่งแพทย์แผนตะวันออก ผู้เจนจัดในเวชศาสตร์ ผู้ใหู ทานทัว่ แก่นรชน ต่อจากนั้ นจะกล่าวถึงความสำาคัญของแพทย์และ คุ ณ สมบั ต รที่ พึ ง มี แลู ว กล่ า วถึ ง วิ ธี สั ง เกตอาการไขู แ ละยารัก ษา กำาเนิ ดโรคภัย ลักษณะของหญิงที่มีน้ ำานมดี หรือนำ้านมชัว่ ลักษณะ ไขู 3 ขั้น วิธีสังเกตตำา แหน่งชีพจร ธาตุท้ ัง 5 คือ ดิน นำ้า ลม ไฟ และ อากาศ ซึ่ ง เป็ นสาเหตุ ข องโรค อาการไขู ป่ วงและยารัก ษา กำา หนดเวลาโมงยามสั ม พั น ธ์ กั บ สมุ ฎ ฐานโรค อาการโรคทู อ งร่ ว ง ลักษณะต่างๆ วิธีสังเกตนิ มิตของผู้ใกลูตาย อาการโรคลมทราง คำา เตื อ นแพทย์ ใ หู ศึ ก ษาคั ม ภี ร์ ฉั น ทศาสตร์ ลั ก ษณะของแพทย์ ท่ี ดี 14 แม่ชีอุ่นเรือน เนี ยมลิ้ม. ยูอนรอยพ่อป่ ้ ชีวก ฏกมารภัจจ์. หนูา 60 . 2552.

ล ง ทู า ย ดู ว ย คำา ข อ พ ร ข อ ง ผู้ ป ร ะ พั น ธ์ แพทยศาสตร์สงเคราะห์เป็ นหนั งสือที่จัดเป็ นตำา ราเพราะมี เนื้ อหาเฉพาะดู า นเกี่ ย วกั บ ความรู้ แ ละมี วิ ธี ก ารนำา เสนอดู ว ยคำา อธิบายเป็ นส่ว นใหญ่แต่เ มื่อ จะกล่ าวถึง เรื่องที่เ ป็ นนามธรรม เช่น ความสำาคัญของแพทย์ ผูเ้ ขียนก็เลือกที่จะใชูบทเปรียบเทียบเพื่อใหู ผู้อ่านเขูาใจความหมายไดูง่ายและชัดเจนมากขึ้น สิ่งที่ผู้เขียนเลือก มาเป็ นตั ว เปรีย บหรือ อุ ป มานั้ น คื อ สิ่ ง ที่ ผู้ อ่ า นน่ า จะคูุ น เคยและ เขู าใจความสำา คั ญ อย่้ แลู ว โดยเฉพาะเรื่อ งบู า นเมื อ งละการรัก ษา ปู องกั น บู า นเมื อ งใหู ร อดพู น จากศั ต ร้ เมื่ อนำา ประเด็ น ที่ ตู อ งการ กล่าวถึง ไดูแก่ ร่างกายและการรักษาร่างกายใหูพูนจากโรคภัยไป เปรียบ ก็ทำาใหูผู้อ่านเห็นภาพชัดเจนและเขูาใจถึงความสำาคัญของ แพทย์ผู้ทำาหนูาที่รก ั ษาโรคภัยไดูมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้อ่านส่วน ใหญ่ เ ป็ นแพทย์ ผู้ ทำา หนู าที่ น้ ั น ก็ ย่ิ ง ตระหนั ก ถึ ง บทบาทและความ สำาคัญของตนและน่าจะตั้งใจทำาหนูาที่ใหูดีท่ีสุด คั มภี ร์ ฉั น ทศาสตร์ เ ป็ นบทนำา ของตำา ราชุ ด แพทย์ ศ าสตร์ มี เ นื้ อหา ครอบคลุมหลายเรื่องแต่กล่าวถึงแต่ละเรื่องโดยสังเขปเพื่อใหูผู้อ่าน เขูาใจภาพกวูางๆ ของอาการโรคและการรักษา สิ่งที่เนูน 14 .

ตอนขึ้นตูน-ว่าดูวยจรรยาแพทย์ (กาพย์ยานี ) 2. ว่าดูวยสมมุติฐานกำาเนิ ดไขู (ร่าย) 5. ว่าดูวยลักษณะรัตนะธาตุท้ ังหูา (กาพย์ยานี ) 9. ว่าดูวยชีพจร ใหูระวังในการระบายยา (กาพย์ยานี ) 8. ว่าดูวยลักษณะป่ วง 8 ประการ 10. ว่าดูวยลักษณะสมุฏฐาน (ร่าย) 15 ขุนนิ ทเทศสุขกิจ. ว่าดูวยลักษณะประทับ 8 ประการ (ร่าย) 3. อายุรเวชศึกษา.มากเป็ นพิเศษก็คือคุณสมบัติของแพทย์ผู้มีบทบาทสำาคัญในการ รักษาโรค แพทย์ควรจะมีความรู้ความชำานาญในวิชาการ และพึง ระวังมิใหูเขูาลักษณะของแพทย์ท่ีไม่ดี ลักษณะการประพันธ์คัมภีร์ฉันทศาสตร์น้ ั น ผู้แต่งใชู ฉันทลักษณ์รวมทั้งสิ้น 4 ชนิ ด คือ ร่าย กาพย์ยานี กาพย์ฉบัง และ กาพย์สุรางคนางค์ เนื้ อหาอาจแยกแยะเป็ นตอนๆ ไดู 20 ตอนคือ 1. 2516. ว่าดูวยพระคัมภีร์ตักสิลา 15 (กาพย์สุรางคนางค์) 4. ว่าดูวยตำารายาแกูสันนิ บาตสองคลองและอหิวาตกโรค (ร่าย) 11. ว่าดูวยลักษณะนำ้านมดีและชัว่ (ร่าย) 7. ว่าดูวยลักษณะอาการไขูท่ีเขูาเพศเป็ นโทษ 4 อย่าง (กาพย์ยานี ) 6. หนูา 32327 .

ลักษณะซางตั้ง (กาพย์ฉบัง) 18.12. ลักษณะร้ปทารก (กาพย์ยานี ) 17. ลักษณะตานโจร (กาพย์ฉบัง) 15 19. ตอนลงทูาย (กาพย์ยานี ) ป ร ะ วั ติ ข อ ง ร่ า ย แ ล ะ ก า พ ย์ ช นิ ด ต่ า ง ๆ ร่าย คือ คำาประพันธ์ประเภทรูอยกรองแบบหนึ่ งที่แต่งง่าย ที่สุด และมีฉันทลักษณ์นูอยกว่ารูอยกรองประเภทอื่น ถูาพิจารณา ใหูดีจะพบว่าร่ายมีลักษณะใกลูเคียงกับคำาประพันธ์ประเภทรูอยแกูว มากเพี ย งแต่ กำา หนดที่ ค ลู อ งจองและบัง คั บ วรรณยุ กต์ ใ นบางแห่ ง กำาเนิ ดและวิวิฒนาการพระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป ) สั น นิ ษ ฐานว่ าร่ า ยเป็ นของไทยแทู มี ม าแต่ ส มั ย พ่ อ ขุ น รามคำา แหง . ว่าดูวยโรคภัยต่างๆ แห่งกุมาร-ลักษณะซางต่างๆ (ร่าย) 15. ลักษณะธาตุท้ ัง 4 (กาพย์ยานี และฉบัง) 20. ว่าดูวยลักษณะอติสาร (กาพย์ยานี ) 13. ว่าดูวยลักษณะมรณะญาณส้ตร (กาพย์ยานี ) 14. ลักษณะกำาหนดซาง (กาพย์ยานี ) 16.

สวัสดี.พระยา (นิ่ ม กาณจนาชีวะ เปรียญ).ดูวยปรากฏหลักฐานครั้งแรกในวรรณคดีสุโขทัยคือสุภาษิตพระร่วง และต่ อ มาจึ ง ปรากฏเป็ นร้ ป เป็ นร่ า งขึ้ นในวรรณคดี อ ยุ ธ ยาเรื่อ ง โ อ ง ก า ร แ ช่ ง นำ้ า ใ น ส มั ย ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ร า ม า ธิ บ ดี ที่ ๑ พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ ม กาญจนาชีวะ) สันนิ ษฐานว่า 16 ร่ายเป็ นของไทยแทู เพราะคนไทยนิ ยมพ้ดเป็ นสัมผัสคลูองจอง ดัง ปรากฏประโยคคลู อ งจองในสำา นวนศิ ล าจารึก พ่ อ ขุ น รามคำา แหง กาพย์พระมุนีเดินดงของภาคเหนื อ และคำา แอ่วของภาคตะวันออก เฉี ย งเหนื อ นอกจากนี้ ยั ง สั น นิ ษ ฐานว่ า คำา ว่ า "ร่ า ย" ตั ด มาจาก "ร่ ายมนต์ " สั ง เกตจากโองการแช่ ง นำ้ าที่ มีร่ ายดั้ น ปรากฏเป็ นเรื่อ ง แ ร ก แ ล ะ มี เ นื้ อ ห า เ ป็ น คำา ป ร ะ ก า ศ ใ น ก า ร ดื่ ม นำ้ า ส า บ า น วิ วั ฒ น า ก า ร ของร่ า ยน่ า จะเริม ่ จากสำา นวนคลู อ งจองในศิ ล าจารึก และ ความนิ ยมพ้ดคลูองจองของคนไทยแต่โบราณ ในบทที่พระภิกษุใชู เทศนาก็ปรากฏลักษณะการคลูองจองอย่้ เป็ นการรับส่งสัมผัสจาก วรรคหนู า ไปยั ง วรรคถั ด ไป โดยไม่ ไ ดู กำา หนดความสั้ นยาวของ พยางค์ อ ย่ า งตายตั ว ซึ่ ง ลั ก ษณะนี้ ใกลู เ คี ย งกั บ ร่ า ยประเภท "ร่ า ย ยาว" มากที่สุด จึงมีการสันนิ ษฐานว่า ร่ายยาวเป็ นร่ายที่เกิดขึ้นใน อันดับแรกสุด ต่อมาจึงเกิด "ร่ายโบราณ" ซึ่งกำาหนดจำานวนพยางค์ 16 อุปกิตติศิลปสาร . หนูา 54 . 2524.

ร่ายดั้น 4. ร่ายยาว 2. ร่ายโบราณ 3.ร่ายสุภาพ ฉันทลักษณ์ .และจุดสัมผัมคลูองจองตายตัว และตามมาดูวย "ร่ายดั้น" ซึ่งมีการ ประยุกต์กฎเกณฑ์ของโคลงดั้นเขูามา สุดทูายจึงเกิด "ร่ายสุภาพ" ซึ่งมีการประยุกต์กฎเกณฑ์ของโคลงสุภาพเขูามา 16 ร่ายมีส่ีประเภท เรียงลำาดับตามการกำาเนิ ดจากก่อนไปหลัง ไดู ดังนี้ 1.

หนูา 43 .พระบาทเสด็จ บ มิชูา พลหัวหนูาพะกัน แกว่ง ตาวฟั นฉฉาด แกว่งดาบฟาดฉฉัด ซูองหอกซัดยยุ่ง ซูองหอกพุ่งย 17 พระอุปกิตศิลปสาร. 2514.. ร่าย โบราณ ร่ายโบราณ 17 คือ ร่ายที่กำา หนดใหูวรรคหนึ่ งมีคำา หูาคำา เป็ น หลั ก บทหนึ่ ง ตู อ งแต่ ง ใหู ม ากกว่ า หู า วรรคขึ้ นไป การสั ม ผั ส คำา สุ ด ทู า ยของวรรคหนู า สั ม ผั ส กั ล คำา ที่ ห นึ่ ง สอง หรือ สาม คำา ใดคำา หนึ่ งของวรรคถัดไป และยังกำา หนดอีกว่า หากส่งดูวยคำา เอก ตูอง สัมผัสดูวยคำาเอก คำาโทก็ดูวยคำาโท คำาตายก็ดูวยคำา ตาย ในการจบ บทนั้ น หู า มไม่ ใ หู ใ ชู คำา ที่ มี ร้ ป วรรณยุ ก ต์ ป ระสมอย่้ เ ป็ นคำา จบบท อ า จ จ บ ดู ว ย ถู อ ย คำา แ ล ะ อ า จ แ ต่ ง ใ หู มี ส รู อ ย ส ลั บ ว ร ร ค ก็ ไ ดู ตัวอย่าง .. ชุมนุมนิ พนธ์.2.

ยูาย ขูางซูายรบ บ มิคลา ขูางขวารบ บ มิแคลูว แกลูวแลแกลูวชิง ขูา กลูา 17 แลกกลู า ชิ ง ขั น รุ ม กั น พุ่ ง กั น แทง เขู า ต่ อ แยู ง ต่ อ ยุ ท ธ์ โห่ อึ ง อุ ด เ อ า ชั ย เ สี ย ง ปื น ไ ฟ กึ ก กู อ ง ส ะ เ ทื อ น ทูอ งพสุธา หนู าไมูดาปื นดาษ ธน้ ส าดศรแผลง แข็ ง ต่ อ แข็ งง่ างู าง ชูางพะชูางชนกัน มูาผกผันคลุกเคลูา เขูารุกรวนทวนแทง รแรงเร่ง มาหนา ถึงพิมพิสารครราช พระบาทขาดคอชูาง ขุนพลควูางขวาง รบ กันพระศพกษัตริย์ หนี เมื้ อเมืองท่านไทู ครั้นพระศพเขูาไดู ลัน ่ เขื่อนใหูหับทวาร ท่านนา ตัวอย่างแบบมีสรูอยสลับวรรค เจูาเผือเหลือแผ่นดิน นะพี่ หลาก ระบิลในแหล่งหลูา นะพี่ บอกแลูวจะไวูหนูาแห่งใด นะพี่ ความอาย ใครช่ ว ยไดู นะพี่ อายแก่ ค นไสรู ท่ านหั ว นะพี่ แหนงตั ว ตายดี กว่ า นะพี่ สองพี่อย่าถามเผือ นะพี่ เจ็บเผื่อเหลือแห่งพรูอง โอเอ็นด้รก ั นูอง อย่าซำ้าจำาตาย หนึ่ งรา. 3. ร่ายดั้น .

ชุมนุมนิ พนธ์... 2514. หนูา 58 . ชุมนุมนิ พนธ์. ร่ายสุภาพ 18 ร่ า ยสุ ภ าพ 19 คื อ ร่ า ยที่ กำา หนดคำา ในวรรคและการสั ม ผั ส เหมื อ นร่ ายดั้ น ทุ ก ประการ ส่ ว นการจบบท ใชู โ คลงสองสุ ภ าพจบ 18 19 พระอุปกิตศิลปสาร. 2514.ร่ า ยดั้ น 18 คื อ ร่ า ยที่ กำา หนดคำา ในวรรคและการสั ม ผั ส เหมือนร่ายโบราณ แต่ไม่เคร่งเรื่องการรับสัมผัสระหว่างชนิ ดคำา คือ คำาเอกไม่จำาเป็ นตูองรับดูวยคำาเอก เป็ นตูน ส่วนการจบบท ใชูบาท ที่ส ามและสี่ข องโคลงดั้น มาปิ ดทู ายบท และอาจแต่ ง ใหู มีคำา สรู อ ย สลับวรรคก็ไดู ตัวอย่าง ศรีสุนทรประฌาม งามดูวยเบญจพิธ องค์ประดิษฐ์ อุตดม อัญขยมประจงถวาย พรูอมดูวยกายวาจาจิต. หนูา 53 พระอุปกิตศิลปสาร.มวลมารพ่าย แพูส้ญ สิ้นเสร็จ ทรงพระคุณลำ้าลูน เลิศคร้ 4.

ก า พ ย์ ย า น ๑ ๑ 4..ก า พ ย์ สุ ร า ง ค น า ง ค์ พิ เ ศ ษ (ก า ก ค ติ ) 6.ก า พ ย์ ฉ บั ง น า ค บ ริ พั น ธ์ ๑ ๖ 3.ก า พ ย์ สุ ร า ง ค น า ง ค์ ๓ ๖ (ก า พ ย์ ขั บ ไ มู ) ฉันท์ เป็ นลักษณ์หนึ่ งของรูอยกรองในภาษาไทย โดยแต่ง .ประเทศสยามชื่ นชู อย ทุกข์ขุ ก เ ข็ ญ ใ ห ญ่ นู อ ย น า ศ ไ รู แ ร ง เ ก ษ ม โ ส ต เ ท อ ญ กาพย์ หรือ คำากาพย์ หมายถึง คำาประพันธ์ หรือ บทรูอย กรองประเภทหนึ่ ง มีลั กษณะวรรคที่ค่อนขูางเคร่ งครัด คลู ายกับ ฉันท์ แต่ไม่บังคับ ครุ ลหุ วรรคหนึ่ งมีคำา ค่อนขูางนูอย (4-6 คำา ) นิ ยมใชู แ ต่ ง ร่ ว มกั บ กาพย์ ช นิ ดอื่ นๆหรือ แต่ ง ร่ ว มกั บ ฉั น ท์ ก็ ไ ดู กาพย์เป็ นคำาประพันธ์ท่ีปรากฏมาตั้งแต่ในสมัยอยุธยา มีท้ ัง ที่ แ ต่ ง เป็ นหนั ง สื อ อ่ า นเล่ น แต่ ง เป็ นหนั ง สื อ สวดหรือ เป็ นนิ ทาน ก ร ะ ทั ่ ง เ ป็ น ตำา ร า ส อ น ก็ มี กาพย์มีดูวยกันหลายชนิ ด แต่ละชนิ ดมีลักษณะเฉพาะแตก ต่ า งกั น โปรดด้ ร ายละเอี ย ดของแต่ ล ะชนิ ดตามหั ว ขู อ ต่ อ ไปนี้ 1..ก า พ ย์ ฉ บั ง ๑ ๖ 2.และนิ ยมมีคำาสรูอยปิ ดทูายดูวย และอาจแต่งใหูมีคำาสรูอยสลับวรรค ก็ ไ ดู ตัวอย่าง สรวมสวัส ดิวิ ชัย เกริกกรุ งไกรเกรีย งยศ เกีย รติ ปรากฏขจรขจาย สบายทัว่ แหล่งแหลูา ฝนฟู าฉำ่าชุ่มชล ไพศรพณ์ ผลพ้ นเพิ่ม เหิมใจราษฎร์บำา เทิ ง .ก า พ ย์ ธ นั ญ ช ย า ง ค์ ๓ ๒ 7.ก า พ ย์ สุ ร า ง ค น า ง ค์ ๒ ๘ 5.

คำาหรือพยางค์ที่ประสมดูวยสระเสียงยาวและอำาใอไอเอา น แ ม่ ก ก า ป้ น า ข า เ ก ตั ว ใ ห ญ่ เ สี ย ไ ม่ มี ฯ ล ฯ 2.กันเป็ นคณะ มี ครุ และลหุ และสัมผัส กำาหนดเอาไวูดูวย ฉันท์ใน ภาษาไทยไดูถ่ายแบบมาจากประเทศอินเดีย ตามตำาราที่เขียนถึงวิธี แต่งฉันท์ไวู เรียกว่า "คัมภีร์วุตโตทัย" ซึ่งแต่เดิมฉันท์จะแต่งเป็ น ภาษาบาลี แ ละสั น สกฤต ต่ อ มา เมื่ อเผยแพร่ ใ นประเทศไทย จึ ง เปลี่ ยนแบบมาแต่ง ในภาษาไทย โดยเพิ่ มเติ มสั มผั ส ต่ างๆ ขึ้ นมา แต่ ยั ง คงคณะ (จำา นวนคำา ) และเปลี่ ย นลั กษณะครุ ล หุ แ ตกต่ า งไป เ ล็ ก นู อ ย แ ล ะ เ พิ่ ม ค ว า ม ไ พ เ ร า ะ ข อ ง ภ า ษ า ไ ท ย ล ง ไ ป ครุ (คะ-รุ) หมายถึง คำาหรือพยางค์ในภาษาไทยที่มี "เสียง หนั ก" ซึ่งมีลักษณะขูอหนึ่ งขูอใด 19 ใ 1.คำาหรือพยางค์ที่มีตัวสะกดไม่ว่าสระเสียงสั้นหรือเสียงยาว เ ดื อ น เ พ็ ญ ส ว ย เ ย็ น เ ห็ น (อ )ร่ า ม ฯ ล ฯ ลหุ (ละ-หุ) หมายถึง คำาหรือพยางค์ในภาษาไทยที่มี "เสียง เบา" ซึ่งประสมดูวยสระเสียงสั้นในแม่กกาเช่นสุจิปุลิส (งบ)สะ(อาด) ส (ว่ า ง )ฯ ล ฯ ครุ และ ลหุ มั ก ใชู เ ป็ นตั ว กำา หนดฉั น ทลั ก ษณ์ ใ นบทรู อ ง ก ร อ ง เ ช่ น ฉั น ท์ ก า พ ย์ เ ป็ น ตู น .

กาพย์ฉบัง เป็ นคำาประพันธ์ประเภทหนึ่ ง จำาพวกกาพย์ มัก จะเขี ย นรวมอย่้ ใ นหนั งสื อ ประเภทคำา ฉั น ท์ หรื อ คำา กาพย์ มี 20 ลั ก ษณะสั้ น กระชั บ จึ ง มั ก จะใชู บ รรยายความที่ มี ก ารเคลื่ อนไหว กระชับ ฉับไวแต่ก็มีบูางที่ใชูกาพย์ฉบับบรรยายถึงความงดงามนุ่ม น ว ล ก็ มี กาพย์ฉบัง เรียกอีกอย่างหนึ่ งว่า กาพย์ฉบัง 16 เนื่ องจากมี จำา นวนคำา 16 คำา ในหนึ่ งบท บู า งก็ เ รีย กว่ า กาพย์ 16 เฉยๆก็ มี ค ณ ะ กาพย์ ฉ บั ง บทหนึ่ งมี บ าทเดี ย วบาทหนึ่ งมี3 วรรคคื อ 1.ว ร ร ค ต า ย (ส่ ง )มี 6 คำา บ ท ห นึ่ ง จึ ง มี ทั้ ง ห ม ด 16 สั ม ผั ส กาพย์ฉบังมีลักษณะสัมผัสคลูายกับกาพย์ยานี เพียงแต่มี 3 ว ร ร ค ก ก า ร รั บ ส่ ง สั ม ผั ส เ ป็ น ดั ง นี้ 1. 2456.ว ร ร ค ตู น จ า น (รั บ )มี 6 คำา 2. อิลราชคำาฉันท์. คำาทูายของวรรคกลาง อาจส่งสัมผัสไปยังคำาแรกหรือคำา ที่ ส อง ของวรรคทู า ยก็ ไ ดู แทนดู ว ยอั ก ษรกและขในแผนภาพ โ ค 20 หนูา 4 ร ง ส รู า ง ดู า น ล่ า พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ์). ง . คำาทูายวรรคตูน สัมผัสคำาทูายวรรคกลาง แทนดูวยอักษร ใ น แ ผ น ภ า พ โ ค ร ง ส รู า ง ดู า น ล่ า ง 2.ว ร ร ค ก ล า ง ต า ย (ร อ ง )มี 4 คำา 3.

คำาทูายวรรคทูาย ส่งสัมผัสไปยังทำาทูายวรรคตูน ของบท ต่อไป แทนดูวยอักษร ค ในแผนภาพโครงสรูางดูานล่าง กาพย์ฉบังอาจเขียนรูอยต่อไป ยาวเท่าใดก็ไดู ไม่จำากัด 20 ๐๐๐๐๐ก ๐๐๐ก ข๐๐๐๐ค ๐๐๐๐๐ค ๐๐๐ค ๐๐๐๐๐ง ก า พ ย์ ฉ บั ง น า ค บ ริ พั น ธ์ ๑ ๖ กาพย์ยานี ๑๑ หรือ กาพย์ยานี คือ กาพย์ ชนิ ดหนึ่ ง มีคำา ๑๑ คำา ในหนึ่ ง บาท จึ ง เรีย กว่ า กาพย์ ย านี ๑๑ นิ ย มใชู ใ นการเล่ า เรื่อง ในหนั งสือประเภทคำากาพย์ 21 ร่วมกับกาพย์ชนิ ดอื่นๆ หรือใน หนั ง สื อ ประเภทคำา ฉั น ท์ ร่ ว มกั บ กาพย์ แ ละฉั น ท์ ช นิ ด อื่ นๆ ในยุ ค ปั จจุ บั น นิ ยมแต่ ง กาพย์ ย านี เป็ นบทสั้ นๆ โดยไม่ ไ ดู รู อ ยกั บ ฉั ดั 21 น ท ลั ก ษ ณ์ ป ร ะ เ ภ ท อื่ น ๆ กาพย์ย านี มีลั กษณะบัง คับ หรือโครงสรูางของฉั น ทลั กษณ์ ง นี้ คื ค อ ณ ะ ประพนธ์ เรืองณรงค์ .3. นิ ทานโบราณสำานวนและภาษิตคำากาพย์ ภาค ใตู. 2545. หนูา 34 .

เ ใน๑บาทมี ๒ วรรควรรคหนู า มี ๕ คำา วรรคหลั ง มี ๖ คำา รวม ป็ น ๑ ๑ คำา ใ น ๑ บ ท มี ๒ บ า ท บ า ท ล ะ ๒ ว ร ร ค ร ว ม เ ป็ น ๔ ว ร ร ค สั ม ผั ส 1.สั ม ผั ส ร ะ ห ว่ า ง ว ร ร ค มี สั ม ผั ส ๒ ค่้ คื อ คำาสุดทูายของวรรคหนูา สัมผัสกับ คำาที่สามของวรรคหลัง แ ท น ดู ว ย อั ก ษ ร ก ใ น แ ผ น ภ า พ โ ค ร ง ส รู า ง ดู า น ล่ า ง คำาสุดทูายของวรรคที่สอง สัมผัสกับ คำาสุดทูายของวรรคที่ ส า ม แ ท น ดู ว ย อั ก ษ ร ข ใ น แ ผ น ภ า พ โ ค ร ง ส รู า ง ดู า น ล่ า ง 2.สั ม ผั ส ร ะ ห ว่ า ง บ ท มี ๑ ค่้ คื อ คำา สุดทูายของแต่ ล ะบท สัมผั ส กั บ คำา สุ ดทู ายของวรรคที่ สองของบทที่ตามมา แทนดูวยอักษร ง ในแผนภาพโครงสรูางดูาน ล่ า ลั ง ก ษ ณ ะ อื่ น ๆ กาพย์ ย านี อ าจมี ค วามยาวรู อ ยต่ อ กั น กี่ บ ทก็ ไ ดู ไ ม่ จำา กั ด บาทที่สองของแต่ละวรรค อาจไม่ตูองมีสัมผัส จากคำา ทูาย วรรคหนูา ไปยังคำาที่สามของวรรค 21 21 .

2545.3/3.3 ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ก ๐ก ๐๐ข ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ข ๐๐ง ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ค ๐ค ๐๐ง ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ง ๐๐๐ ตัวอย่างบทรูอยกรอง วิชาเหมือนสินคูา อันมีค่าอย่้เมืองไกล ตูองยากลำาบากไป 22 123 นริศร์ เลี่ยมทอง. หนูา .ห ลั ง ก็ ไ ดู ก า ร อ่ า น ก า พ ย์ ย า นี 22 การอ่านทำา นองเสนาะสำา หรับกาพย์ยานี อาจอ่านไดูหลาย แบบ เช่ น อ่ านเป็ นทำา นองสวด เป็ นตู นโดยนิ ย มอ่ านเวู น 2. สรุปหลักการใชูภาษาไทย ม.ปลาย.

จึงจะไดูสินคูามา เป็ นสำาเภาอันโสภา จงตั้งเอากายเจูา ความเพียรเป็ นโยธา แขนซูายขวาเป็ นเสใบ นิ้ วเป็ นสายระยาง สองเทูาต่างสมอใหญ่ ปากเป็ นนายงานไป อัชฌาสัยเป็ นเสบียง สติเป็ นหางเสือ ทูายเรือไวูใหูเทีย ่ ง ถือ ถือไวูอย่าใหูเอียง ตัดแล่นเลี่ยงขูางคงคา ปั ญญาเป็ นกลูองแกูว ส่องด้แถวแนวหินผา เป็ นลูาตูาฟั งด้ลม เจูาจงเอาห้ตา 22 ทำา ร า ขี้เกียจคือปลารูาย ย ใ หู เ รื เอาใจเป็ นปื นคม อ จ ม จ ะ .

ยิ ง ร คื อ ะ วิ ด ม ใ หู จึงจะไดูสินคูามา ช า อั น จ ม พิ จงหมั้นมัน ่ หมายใจ ศ ไ ป มั ย อย่าไดูครูานการวิชาฯ สาธุสะ จขไหวู พ ร ะ ศ รี ไ ต ร ส ร ณ า พ่อแม่แลคร้บา เทวดาในราศี แกูไขในเท่านี้ ดี มิ ดี อ ย่ า ตรีช า ขูาเจูาเอา ก ข ชื่ ภ ร อ ภ ใ า ม อ จ ร เ ย่้ บุ กุ ธานี มีราชา า ส ม เขูามาต่อกกามี จะรำ่าคำาต่อไป า า ชื่อพระไชยสุรย ิ า ห รี อั ช ฌ ใ น ภ ชื่อว่าสุมาลี ไ ม่ มี ขูาเจูาเหล่าเสนา วั สี ภั ร า ต ถี มี สุ ด า ย มี ก ริ ย า า สั ย า ร า พ่อคูามาแต่ไกล ไ ดู อ า ศั ย ก า พ ย์ สุ ร า ง ค น า ง ค์ .

เล่าเรื่องวรรณคดีไทย กาพย์เห่เรือ เจูาฟู าธรรมธิเบ ศร.กาพย์ สุ ร างคนางค์ จั ด เป็ นคำา ประพั น ธ์ ป ระเภท 23 กาพย์ มีลักษณะเฉพาะคือ หนึ่ งวรรคมี 4 พยางค์ หนึ่ งบทมี 7 วรรค รวมบทหนึ่ งจึงมี 28 พยางค์ (คลูายกับกลอนสี่ท่ีไม่มี ว ร ร ค ที่ ห นึ่ ง)ดู ว ย เ ห ตุ นี้ จึ ง เ รี ย ก อี ก อ ย่ า ง ห นึ่ ง ว่ า ก า พ ย์ สุ ร า ง ค น า ตั สุรางคนางค์ ง ค์ ว อ เจ็ดวรรคจัดวาง ย่ ๒ า ๘ ง ใ หู เ ห็ น วิ ธี สัมผัสมีหลัก คำา ว ร ร ค ล ะ สี่ ยี่สิบแปดมี สุรางคนางค์ ค ม ค ร บ บ ท จ ด จำา แต่งเป็ นตัวอย่าง ขำา เหมาะสม คิดนึ กตรึกตรา เ ลื อ ก ห า ถู อ ย คำา สอดเสียงส้งตำ่า ฟั งเพราะเสนาะแล 23 1. หนูา 28 24 ศรีธันว์ อย่้สุขขี . 2511. กาพย์ธนั ญชยางค์๓๒ 23 24 (กากคติ) นางฐะปะนี ย์ นาครทรรพ. หนูา 16 .สารานุกรมไทยฉบับเยาวชนฯ เล่มที่ 17. กาพย์สุรางคนางค์พิเศษ 2. 2548.

กาพย์สุรางคนางค์๓๖(กาพย์ขับไมู) .3.

ครรภประส้ติ และตำา รายาสำา หรับ กุ ม าร รวมไปถึงเรื่องว่าดูวยกุมารคลอด วิธีฝังรก กุมารอย่้ในเรือนเพลิง (มารดาอย่้ไฟ). ค่้มือเวชกรรมแผนไทย. ครรภทวารกำา เนิ ด. ว่าดูวยกิมิชาติ (พยาธิ) และตานต่างๆ พรูอมทั้งตำารา แกู โ รคต่ า งๆ ขู า งทู า ยลั ก ษณะอาการโรคทุ ก โรคที่ ร ะบุ ไ วู อ ย่ า ง ล ะ เ อี ย ด นอกจากนี้ ก็มีคัมภีร์ประกอบ เช่น คัมภีร์ธาตุวิภังค์ ว่าดูวย ธาตุพิการตามฤด้ ลักษณะธาตุท้ ังสี่ท่ีพิการ. ครรภรักษา. ชีวกโกมารภัจแพทย์. ครรภปริมณฑล. ครรภ วิ ปลาส. ลักษณะซางต่างๆ สำาหรับเด็กเกิดในแต่ละวัน และ ตำาราแกูซาง.24 ส า ร ะ สำา คั ญ ข อ ง เ รื่ อ ตำาราแพทยศาสตร์สงเคราะห์ มี คัมภีร์ประถมจินดา ง 25 เป็ น ตำา ราหลักว่าดูว ย พรหมปุ โ รหิ ต (ตู นเหตุ ท่ีมนุ ษย์ เ กิ ด). คัมภีร์สรรพคุณและมหา พิ กั ติ ว่ า ดู ว ยส่ ว นเครื่อ งยาและสมุ ฎ ฐานแห่ ง โรค ซึ่ ง รวมไปถึ ง ส ร ร พ คุ ณ ย า แ กู ไ ขู ท ร พิ ษ แพทยศาสตร์สงเคราะห์นอกจากจะอุดมสมบ้รณ์ดูวยองค์ คว ามรู้ อั น เ ป็ นภ้ มิ ปั ญ ญ า ต ะ วั น อ อ ก แล ะ ภ้ มิ ปั ญ ญ า ไ ท ย ดู า น เวชศาสตร์ แ ละสมุ น ไทรไทยแลู ว ยั ง เป็ นหนั ง สื อ ที่ แ ฝงฝั งไวู ดู ว ย ปรัชญาที่มีคุณค่ า โดยเฉพาะภาคนำา ว่าดูวย ฉันทศาสตร์ ซึ่ง เรีย บ เรีย งขึ้ นจากคั ม ภี ร์ ฉั น ทศาสตร์ โ บราณ โดย พระยาวิ ช ยาธิ บ ดี 25 เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ . โลหิ ตระด้ สตรี. หนูา 30 . 2549.

(กล่ อ ม) ผู้ ว่ าราชการเมื อ งจั น ทบุ ร น
ี ้ ั น ไดู ส ะทู อ นใหู เ ห็ น โลกทั ศ น์
วิถีชีวิตคนไทยและมรรคปฏิบัติอันควรของผู้ไดูช่ ือว่าแพทย์ อย่าง
น่าสนใจยิ่ง

25
ถูอยคำาและสำานวนสำาคัญของเรื่อง

ถูอยคำาที่สำาคัญของเรื่องนั้ น มีบริบทหนึ่ งที่จะชี้ทางเดินของ

แพทย์ ซึ่งเท่ากับเป็ นการ "ส่องสัตว์ใหูสว่าง กระจ่างแจูงในมรรคา"
ซึ่งปรากฏอย่้ในคัมภีร์ฉันทศาสตร์ กล่าวถึงขูอบกพร่องของแพทย์มี
ทั้ ง ในแง่ ข องความประมาท

26

ความอวดดี ความริษ ยา ความโลภ

ความเห็ น แก่ ตั ว ความหลงตนเอง ประโยชน์ ท่ี เ กิ ด ขึ้ นจากการที่

บรรดาแพทย์ เล็ งเห็ นขูอ บกพร่อ งต่ างๆ เหล่ านี้ ย่อ มมี ส่ว นช่ วยใหู
คนไขู ห ายไขู ไ ดู เ ร็ ว ขึ้ น ไม่ ส้ ิ นเปลื อ งค่ า ใชู จ่ า ย และที่ สำา คั ญ ก็ คื อ
คนจนก็ไดูรบ
ั ความสนใจใยดีจากแพทย์ ในส่วนแพทย์ดูวยกันเอง

นั้ น ผู้ แ ต่ ง ก็ เ ตื อ นสติ มิ ใ หู แ พทย์ ส้ ง อายุ ห ลงตนเอง จนลื ม ไปว่ า
แพทย์หนุ่มที่มีความสามารถก็มีอย่้ ควรรับฟั งแพทย์หนุ่มๆ บูาง มี
14 ขูอควรจำาดังนี้

คัมภีร์ไสยท่านบรรจง
ไม่เข็ดขาม
กระหนำ่าความ
26

เป็ นแพทย์ไม่รู้ใน

รู้แต่ยามาอ่าองค์
บางหมอก็กล่าวคำา

รักษาไขู
มุสาซำ้า

ขุนสมาหารหิตะคดี ( โป๊ โปคุปต์). พจนานุกรมกฏหมาย. 2549.

หนูา 202-204

ยกตนว่าตนงาม

ประเสริฐยิง่ ในการยา
แพทย์รก
ั ษา

บางหมอก็เกียดกัน

บางกล่าวเป็ นมายา

นูอยว่ามากครัน

คนไขูน้ ั นหลายพัน
อาตมา
จะเชิญหา
เชื่อฟั ง
เมเขูาปิ ดบัง
เจตนา
อนาถา
ลาภจะพึงมี

บางกล่าวอุบายใหู

หลังลาภจะเกิดพลัน
บางทีไปเยือนไขู
กล่าวยกคุณยาอัน
บางแพทย์ก็หลงเล่ห์
รักษาโรคดูวยกำาลัง
บางพวกก็ถือตน
ใหูยาจะเสียยา

ที่พวกอัน
เขาเจ็บ
แก่
ดูวยเชื่อถูอย
บ่มีใคร
ตนรู้ใหู
ดูวยกา
กิเลสโลภะ
ว่าคนไขู
บ่ห่อน

อ. 2535. หนูา 123 เร่ง . มงคลชีวิต ภาค 1.หมอเก่าชำานาญดี ก็ช่ ืนบาน ผู้อุดมญาณ ประมาทใชู บางถือว่าตนเฒ่า เป็ น รู้ยาไม่รู้ที รักษาไดู แก่กายไม่แก่รู้ ประมาท แมูเด็กเป็ นเด็กชาญ ไม่ควรหมิ่น 26 จังหวัดคัมภีร์ไสย เรียนรู้ใหูเจนจัด จบ ตั้งตนปฐมใน ฉันท ศาสตร์ดังพรรณา ในบทนี้ กล่าวถึงจรรยาแพทย์โดยตรงว่าควรมีอย่างไร ซึ่ง ส่วนใหญ่ ก็ยึดหลักคำาสอนในพระพุทธศาสนามาเป็ นแนวทางชี้นำา จรรยาแพทย์ เช่น รักษาสมาทาน 27 ศีลแปดและศีลหูา 27 พ. ปิ่ น มุทุกันต์.

รัตน์สรณา ทรงไวูเป็ นเปนนิ จกาล หาญหักดูวยมารยา เห็นสาภอย่าโลภนั ก ไขูนูอยว่าไขูหนา กล่าวใหูพงึ กลัว เมมิจฉาใน กล่าวกล ตน เร่าวางยา โรคา ราวี อย่า อุบาย โทโสจงอดใจ สุขุมไวูอย่้ในตัว ใหูอดใจ ทั้งไตร คนไขูย่ิงครูามกลัว โมโหอย่าหลงเล่ห์ พยาบาทแก่คนไขู วินิจกิจฉาเล่า อย่าเคลือบแคลงอาการกล อุทธัจจังอย่าอุทธัจ ใหูต้ ังตนดังพระยา อนึ่ งโสดอย่าซบเซา มิควรข่้ ดูวยกา ทั้งผูอ ้ ่ ืนอัน จงถือเอาซึ่งคร้ เห็นแม่นแลูว เห็นถนั ดใน ไกรสรราชเขูา อย่าง่วงเหงา .

นั้ นมิดี ละเมิน โรคเกิน ครรไล ยิ่งขึ้นไป เชี่ยวชาญ โวหาร ชอบที เห็นโรคนั้ นถอยหนี ทิฏฐิมาโนเล่า รู้นูอยอย่าด่วนเดิน อย่าถือว่าตนดี อย่าถือว่าตนใหญ่ กระหนำ่ายาอย่า อย่าถือเอาซึ่ง ทางใดรกอย่า ยังจะมี กว่าเด็กนูอยผู้ ผู้ใดรู้ในทางธรรม เรียนเอาเป็ นนิ จการ ใหูควรทำาอย่า เร่งนบนอบใหู 27 ตามมี คร้พักแลคร้เรียน จงถือว่าคร้ดี วิตักโกนั้ นบทหนึ่ ง พยาบาทวิหงิ สา อักษรเขียนไวู เพราะไดูเรียนจึ่งรู้มา ใหูตัดซึ่งวิตักกา กามราคใน .

9 ราชบัณฑิต.ธ. โลภะ(เห็นลาภอย่าโลภนั ก) 2. 2548. หนูา 1231 . โทสะ(โทโสจงอดใจ สุขุมไวูอย่้ในตัว) 28 พระธรรมกิตติวงศ์ ( ทองดี สุรเตโช ) ป.สันดาน วิจาโรใหูพินิจ กาล พลันหาย ทั้งหลาย เวูนวาง ในทาง ด้โรคกับยาญาณ ใหูตูองกันจะ หิรก ิ ังละอายบาป ประหารใหูเสื่อมคลาย อโนตัปปั งบทบังคับ พึงทำา จะทำาผิดฤๅชอบ อันยุ่งหยาบสิ้น คือตัดเสียซึ่งกองกรรม กลัวบาปแลูวจงจำา อย่าเกียจแก่คนไขู บาปที่ลับอย่า ทั้งที่แจูงอย่า คนเข็ญใจขาด นอกจากความรู้ทางวิชาการแลูว แพทย์ยงั ตูองมีความรู้ทาง ธรรมดูวย โดยรักษาศีลแปดศีลหูา และยึดไตรรัตน์ ทั้งควรเลี่ยงบาปต่างๆ ดังนี้ 28 เป็ นสรณะ อีก 1. พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำาวัด. มารยา(อย่าหาญหักดูวยมารยา) 3.

ความถือดี(ทิฏฐิ มาโนเล่า อย่าถือเอาซึ่งโรคเกิน ) 28 11. ความลังเลใจ(วิตกโกนั้ นบทหนึ่ งใหูตัดซึ่งวิตักกา) 12. ความประหม่า(อุทธัจจังอย่าอุทธัจ เห็นถนั ดในโรคา ใหู ตั้งตนดังพระยา ไกรสรราชเขูาราวี) ดี) 9. ความคลางแคลงใจ(วินิจกิจฉาเล่า จงถือเอาซึ่งคร้ตน อย่าเคลือบแคลงอาการกล เห็นแม่นแลูวเร่งวางยา) 8. ความไม่กลัวบาป(อโนตัปปั งบทบังคับ บาปที่ลับอย่า พึงทำา กลัวบาปแลูวจงจำา ทั้งที่แจูงจงเวูนวาง) ทาง) 14.4. ความใคร่(ดูวยกาเมมิจฉาใน) 6. โมหะ(โมโหอย่าหลงเล่ห์) 5. ความรังเกียจ(อย่าเกียจแก่คนไขู คนเข็ญใจขาดใน แง่ของการรักษาโดยตรงนั้ น มีบางส่วนน่าสนใจเป็ นอย่าง ยิ่ง เพราะแสดงใหู เห็นว่า ผู้แต่งมิไดูเชื่อเรื่อง "กรรม" อย่างงมงาย หากไดูพยายาม ชี้ใหูเห็นว่า ถูารักษาไม่ . ความง่วงเหงา(หนึ่ งโสดอย่าซบเซา อย่าง่วงเหงานั้ นมี 10. ความคิดเบียดเบียน(พยาบาทวิหิงสา กามราคใน สันดาน) 13. พยาบาท(พยาบาทแก่คนไขูท้ ังผู้อ่ ืนอันกล่าวกล) 7.

หาย อาจจะเป็ นความบกพร่องหรือผิดพลาดของแพทย์เองก็ไดู ไม่ ควรปั ดความผิดไปใหู คำาว่า "กรรม " เช่น 29 นั้ นใชูวิสัย ขืนกระทำา บางทีมิรู้ทัน ดูวยโรค คนบ่รู้ทิฏฐิใจ ถือว่ารู้ จบเรื่องที่ตนรู้ โรคนั้ นสู้ว่าแรงกรรม ไม่ส้ ินสงสัยทำา มูวยน่าเสียดาย ประมาทในโรคา รู้นูอยอย่าบังอาจ แรงโรคว่าแรงยา กรรม สุดมือ หมิ่น มิควรถือว่าแรง เฉพาะในตอนจรรยาแพทย์น้ ี มีบางบทที่ผู้แต่งพยายามใชู ความเปรียบ เทียบ ทำาใหูเนื้ อหาค่อนขูางหนั กเป็ นปรัชญาหรือวิขาการ มีคุณค่า ทางดูานวรรณศิลป์ 29 พระธรรมกิตติวงศ์ ( ทองดี สุรเตโช ) ป. 2548.ธ. 9 ราชบัณฑิต. พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำาวัด. หนูา 1301 .

ดูวย เช่น หลาย โลกา โอฬาร อนึ่ งจะกล่าวสอน ประเทียบเปรียบในกาย ยา อันตราย ขูาศึกคือโรคา ผ่านสมบัติอัน เกิดเข่นฆ่าใรกายเรา เปรียบแพทย์คือทหาร อัน 29 ขูาศึกมาอย่าใจเบา ใหูดำารงกษัตริย์ไวู อนึ่ งหูามอย่าโกรธา รักษาเขมูนหมาย โยธา ทุกชายหญิงใน ดวงจิตต์คือกษัตริย์ ชำานาญรู้ลำาเนา ทิศา กายนครมีมาก ปิ ตตังคือวังหนูา อาหารอย่้ในกาย หูอมลูอมทุก คือดวงใจใหูเร่ง ขูาศึกมาจะ เร่ง คือเสบียงเลี้ยง .

2549. หนูา .ปริชาด ทะนานแกูว .หาทางทั้งสามแห่ง รักษา หูามอย่าใหูขูาศึกมา เสียที ฯ เร่งจัดแจงอย่้ ปิ ดทางไดูจะ ใน " ฉันทศาสตร์" นี้ มีเนื้ อหาขูอม้ลที่น่าสนใจหลายอย่าง หลายประการที่ สำา คั ญ ที่ สุ ดซึ่ ง เราไม่ อ าจปฏิ เ สธไดู คื อ คุ ณ ค่ าทาง ดู านการแพทย์ แผนโบราณ โดยตรง เพราะเป็ นแหล่ ง ที่ แพทย์ จ ะ สามารถนำาไปวิเคราะห์ศึกษาว่า อาการเจ็บป่ วยต่างๆนั้ น คนโบราณ เห็นว่ามีสาเหตุมาจากอะไร และควรจะมีวิธีการรักษาอย่างไร ใชู สมุน ไพร ชนิ ดใดบู าง สำา หรับ คนรุ่น ใหม่ ยัง คงมีขูอ ม้ล แปลกที่น่ า 30 สนใจไม่นูอย เช่น "หญิงหนึ่ งนั้ นมีกาย อกไหล่ผายเนตร์นูอย พักตร์แช่มชูอย ชมชวน นิ่ ม เนื้ อนวลเอวรัด นาสาทั ด เล็ บ สิ ง ห์ หลั ง ราบยิ่ ง ถั น ตรง เตูากลมดัง ดอกบัว หัวนมเล็กขอบแดง กลูองแกลูงมือเทูาเรียว นำ้านม เขียวรสมันหวานฯ หญิ ง หนึ่ ง มี อ าการ ตาเหลื อ กลานไหล่ ล่้ หนู า แขู ง ท่้ ดู น แขนใหญ่ย่งิ แมูน 30 5 อุดมการ อินทุใส . สมุนไพรไทย.

.เลี้ยง ล้กยากห่อนคง ถึงเผ่าพงศ์สมบ้รณ์ ทั้วมวลว่า ตามตระก้ลเข็ญใจ ร้ปนมในกล่าวมา .แม่ มื อ ใหญ่ ใ จดื้ อใจรู า ย นมห่ า งปลายเบน เสี ย งเหมื อ น สำาเนี ยงกา ผมหยัก โสก นมมีรสเปรี้ยว ปรากฏสำาคัญฯ" ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ในโลกทัศน์วิธีคิดของแพทย์แผน โบราณ ผู้หญิงจะมีความเท่าเทียมกันหมด คุณ ค่าของหญิ งในเชิ ง ชีววิทยามีลักษณะเป็ นวิทยาศาสตร์ คือขึ้นอย่้กับร้ปลักษณ์ มิใช่เผ่า พั น ธ์ุ ห รือ ชั้ น วรรณะ เป็ นตู น ว่ า คุ ณ ค่ า ของนำ้ านม ก็ ข้ ึ นอย่้ กั บ ร้ ป ลักษณ์ ดังที่ผู้แต่งเนูนว่า อนึ่ ง ยศศั ก ดิ์ต ระก้ ล ในประย้ ร สุ ร วิ งศ์ กษั ต ริย์ พ งศ์ เ ศรษฐี ปุโรหิตมี เสนา เผ่ า พั น ธ์ุ คู า ซื้ อขาย ชาวนาหมายร้ ป ร่ า ง สรรพ สรรพางค์กล่าวมา หา กุมาร 30 โรคาบ่มิไดู เปนเอกในสัตรี คุณนมมีกล่าวมา มาดแมูนว่า เกิด บันดาลดวงแผน ซางรูายแมูนไดูกิน มลทินสิ้นเป็ นดี..

เ ห มื อ น กั น ฯ ตอนลงทูายของ "ฉันทศาสตร์ " เป็ นไปตามแนววรรณคดี แบบฉบั บ ทั้ ง หลาย คื อ มี ก ารอธิ ษ ฐานขอใหู ไ ดู บ รรลุ นิ พ พานและ ระหว่างที่ยังไม่บรรลุ ผู้แต่งก็ไดูอธิษฐานไวูอย่างน่าชื่นชมในอุดมคติ อั น ส้ ง ส่ ง ข อ ง ท่ า น ก ล่ า ว คื อ ท่ า น ข อ ว่ า ขอขูอกำาลังยิ่ง ไว ใหูมีเมตตาไป พรรค์ ผู้เทียมทัน มา แก่สัตว์ทัว่ ทุกสรรพ์ เกิดไหนใหูเป็ นแพทย์ โรคสิ้นทุกสิ่งสรรพ์ อย่ารู้มี โห่รอบรู้กำาเนิ ด นอกจากนี้ ก็ยงั ไดูใชูจินตนาการเชิงกวีของท่านคาดโทษ ทางใจแก่หมอผู้ไม่มีจรรยาว่า ทนกำาเนิ ดใน เชิญดูวยยินดี งวัล อายุ ยื น ปั ญญา หมอนั้ นครั้นสินชนม์ นรกอันยิ่งไฟ หม่้นายนิ รยบาล เครื่องโทษบรรดามี จะไป ทั้งหมูอนำ้าทองแดงมี ประชุม จะยกใหูเปนรา .

หนูา 31 . แพทย์แผนไทย. เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ . 2549.เนื้ อหาที่ น่ า สนใจและคุ ณ ค่ า บางประการที่ ไ ดู ย กมาแสดง เพียงคร่าวๆ นี้ คงพอจะทำาใหูเห็นว่า แทูท่ีจริงวรรณคดีเพื่อมวลชน นั้ น ไ ท ย เ ร า มี ม า แ ต่ โ บ ร า ณ แพทยศาสตร์ ส งเคราะห์ โดยองค์ ร วมจึ ง เป็ นทั้ ง หนั ง สื อ แสดงองค์ความรู้แห่งภ้มิปัญญาไทย อันมีค่าอเนกอนั นต์ และเป็ น ทั้งหลักปั กเขตประกาศภ้มิปัญญาไทยและภ้มิปัญญาตะวันออกดูาน การแพทย์แผนไทย ลบลูางและด้แคลน 31 31 และสมุนไพรไทยที่ภ้มิปัญญาตะวันตกมิอาจ พญ.

ใชูโวหารที่หลากหลาย โดยใชูโวหารดังนี้ .นามนั ย ยกตัวอย่าง เช่น เรียนรู้ใหูจัดเจน จบจังหวัด คัมภีร์ไสย์ ตั้งตูนปฐมใน ฉันทศาสตร์ดัง พรรณนา 32 .อุปลักษณ์ เช่น ดวงจิตต์คือกษัตริย์ ผ่านสมบัติอัน โอฬาร .อวพจน์ ยกตัวอย่าง เช่น บูางกล่าวอุบายใหู ห ล า หลังลาภจะเกิดพลัน อาตมา 32 ย แ ก่ ค น ไ ขู นั้ น พั ดู ว ย เ ชื่ อ ถู อ ย 33 สำานั กงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้ นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. 2544. หนูา 107 . วรรณคดีวิจักษ์ ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5. หนูา 106 33 น เรื่องเดียวกัน .31 คุณค่าที่ไดูรับ คุณค่าทางวรรณศิลป์ 1.

เ ช่ น เมื่ออ่อนรักษาไดู ย า ก นั ก แ ก่ แ ลู ว ไ ซ รู ห ไขูน้ ั นอุปมา ลุกลา น า เหมื อ นเพลิ ง ป่ าไหมู 34 สำา หรับ บทรู อ ยกรองในเรื่อ งแพทย์ ศ าสตร์ ส งเคราะห์ มี ค วาม งดงามในร้ปแบบของตน เนื่ องจากค่อนขูางเนูนไปในทางวิชาการ ตัวอย่างบทรูอยกรองที่มีความไพเราะโดดเด่น ไม่รู้ในคัมภีร์เวช ซึ่ ง โ ร ค ห่ อ น เห็ น เ ห ตุ ทำา แพทย์เอ๋ยอย่างมคลำา จักขุมืด บ เห็นหน 35 32 จากบทกลอนนี้ มีการใชูคำาสัมผัสในแบบสัมผัสอักษรและยังมีการใชู คำาซำ้าไดูอย่างไพเราะ 34 35 เรื่องเดียวกัน .ย ก ตั ว อ ย่ า ง .. หนูา 107 .-. หนูา 109 เรื่องเดียวกัน ..บุ ค ค ล า ธิ ษ ฐ า น .

หนูา 107 .แก่กายไม่แก่รู้ ประมาทผู้อุดมญาณ แมูเด็กเป็ นเด็กชาญ ไม่ควร หมิ่นประมาทใจ กลอนบทนี้ มีการใชูคำาซำ้าและคำาตรงขูามกันซึ่งเป็ นส่วนที่ต่อเนื่ อง คุณค่าทางสังคม 1. วรรณคดีวิจักษ์ ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5. ดูานวิชาการหรือดูานการแพทย์ -ใหูความรู้ดูานเวชศาสตร์และสมุนไพรไทย -คุณค่าทางดูานการแพทย์แผนโบราณ -เนูนความเป็ นวิทยาศาสตร์ -ใหูความรู้ถึงคุณสมบัติของแพทย์ -ทราบถึงความสำาคัญของแพทย์ -ทราบถึงคำาเตือนสำาหรับแพทย์บางประการ 2. 2544. ใหูคุณค่าทางดูานคุณธรรม -ขูอบกพร่องของแพทย์ -ดูานจรรยาบรรณแพทย์ -ความผิดพลาดจากการรักษา 36 36 สำานั กงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้ นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.

เ กิ ด จ า ก สิ่ ง เ ห นื อ ธ ร ร ม ช า ติ ไ ดู แ ก่ ผี บ ร ร พ บุ รุ ษ ผี ป่ า ผี บู า น 2.33 แ น ว คิ ด แ ล ะ ป รั ช ญ า ท า ง ก า ร แ พ ท ย์ ไ ท ย ความเจ็ บ ไขู ไ ดู ป่ วยเป็ นสิ่ ง ที่ ม นุ ษ ย์ ตู อ งเผชิ ญ อย่ า งหลี ก เลี่ยงไม่ไดูม้ลเหตุของ การเจ็บไขูไดูป่วยก็มีหลายสาเหตุดูวยกัน ใน ทางการแพทย์ แ ผนไทยเชื่ อว่ า เหตุ แห่ ง การเจ็ บ ป่ วยของมนุ ษ ย์ เ กิ ด จ า ก 3 ส า เ ห ตุ ใ ห ญ่ ๆ คื อ 1.เกิ ด จากพลั ง ของจั ก รวาลไดู แ ก่ อิ ท ธิ พ ลของดวงดาวต่ า งๆ ดูวยเหตุท่ีมีความเชื่อเกี่ยวกับที่มาของความเจ็บป่ วยมาจาก สิ่งต่างๆเหล่านี้ การบำา บัดรักษาตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยจึง เป็ นการประมวลเอาปรัชญา ความรู้ที่เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติเพื่อการด้แล สุ ข ภาพและการบำา บั ด โรค ใหู ส อด คลู อ งกั บ ขนบธรรมเนี ยม ประเพณี และวิถีชีวิตแบบไทย อันประกอบดูวยการ ใชูยาสมุนไพร หัตถบำา บัด การรักษากระด้กแบบดั้งเดิม นำา มาผนวกรวมกับ การ ประกอบพิธีกรรมและความเชื่อที่เกี่ยวเนื่ องกับพรัพุทธศาสนาเพื่อ เป็ น การบำาบัดทางจิตร่วมดูวย เพื่อใหูสำาเร็จผลส้งสุดใน การรักษา จึงมักจะใชูวิธีบำาบัด หลายวิธีร่วมกันเพื่อใหูเกิดประ โยชน์แก่คนไขู เช่ น จิ ต บำา บั ด ธรรมชาติ บำา บั ด กายภาพบำา บั ด และเภสั ช บำา บั ด .เกิดจากการกระทำาของธรรมชาติไดูแก่การเสียสมดุลของร่างการ 3.

หนูา 56 .ญ. พ.รู้ ส า เ ห ตุ ข อ ง ก า ร เ กิ ด โ ร ค ในทางการแพทย์ แ ผนไทยนอกจากเชื่ อว่ าสิ่ ง เหนื อ ธรรมชาติ จ ะมี อิทธิพลต่อ การเกิดโรคภัยไขูเจ็บของมนุ ษย์แลูวยังพบว่ามีสาเหตุ จ า ก ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ส มุ ฎ ฐ า น ต่ า ง ๆ ดั ง ต่ อ ไ ป นี้ 1.3. การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผน แบบองค์รวม. อิ ท ธิ พ ลของฤด้ ก าล (อุ ตุ ส มุ ฎ ฐาน) เกิ ด จากการ เปลี่ ยนแปลงของฤด้ กาล ต่ างๆในช่ วงรอยต่ อของฤด้ กาลจะมี ผล ทำา ใหู ร่ า งการเสี ย สมดุ ล ในการปรับ ตั ว จึ ง เกิ ด ความเจ็ บ ป่ วยไดู 1. ม้ลเหตุท้ ัง๔ (ธาตุสมุฎฐาน) สิ่งมีชีวิตที่เกิดมาประกอบ ดูวยธาตุดินนำ้า ลม ไฟ เรัยกว่า สมุฎฐาน 34 ธ า ตุ ซึ่ ง อ ย่้ ใ น ภ า ว ะ ที่ เ กี่ ย ว ขู อ ง กั น 1. อิทธิพลของอายุท่ีเปลี่ยนแปลงไปตามวัย (อายุสมุฎ 37 เพ็ญนภา ทรัยพ์เจริญ . 2539.1.เป็ นตู น การรัก ษาแบบนี้ จั ด ว่ า เป็ นการ แพทย์ แ บบองค์ ร วม 37 (Holistic Medicine) ดัง นั้ นผู้ท่ี จะปฏิ บั ติการรักษาโรคตามทฤษฎี ทางการแพทย์ แ ผนไทย จะตู อ งเป็ นผู้ ท่ี มี ค วามรู้ ค รอบคลุ ม การ บำา บั ด รั ก ษ า โ ร ค ต่ า ง ๆ อ ย่ า ง ค ร บ ถู ว น ซึ่ ง ป ร ะ ก อ บ ดู ว ย 1.2.

รู้ จั ก ชื่ อ ข อ ง โ ร ค ที่ เ กิ ด ขึ้ น ในทางการแพทย์แผนไทยในการเรียกชื่อโรค จะมีการเรียก ชื่อตามอาการของ โรคแต่ละอย่าง โดยสังเกตุจากอาการของผู้ป่วย ที่เป็ นโรคนั้ นๆ และการเรียก ชื่อตามธาตุท่ีไม่สมดุล ซึ่งทำา ใหูเกิด ความเจ็บป่ วย ธาตุพิการ 38 หรือธาตุแตก (คัมภีร์โรคนิ ทาน คัมภีร์ ธ า ตุ วิ ภั ง ค์ ) เ ช่ น เ ก ศ า พิ ก า ร เ ส ม ห ะ พิ ก า ร โ ล หิ ต พิ ก า ฯ ล ฯ นอกจากนี้ ยังมีการเรียกชื่อโรคอีกแบบหนึ่ ง คือเรียกตาม 38 สำานั กงานกระทรวงสาธารณะสุข. 2538. ถิ่นที่อย่้อาศัย (ประเทศสมุฎฐาน)ที่อย่้อาศัยหรือสิ่ง แ ว ด ลู อ ม ย่ อ ม มี ผ ล ต่ อ ชี วิ ต ค ว า ม เ ป็ น อ ย่้ แ ล ะ สุ ข ภ า พ 1.ฐ า น ) เ กิ ด จ า ก ม้ ล เ ห ตุ ข อ ง อ า ยุ ที่ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ไ ป ต า ม วั ย 1.5.4. หนูา 56 . อิ ท ธิ พ ลของกาลเวลา (กาบสมุ ฎ ฐาน)คื อ สาเหตุ ข อง การเกิ ดโรคที่เ กิ ดจาก การเปลี่ย นแปลงทุ ก๒๔ ชั ่ว โมง ในรอบ ๑ วัน ทำา ใหูธาตุต่างๆเปลี่ยนแปลงเมื่อพิจารณาสาเหตุของการ เกิด โรคตามทฤษฎี แ พทย์ แ ผน ไทย จะเห็ น ว่ า มี ส่ิ ง ที่ เ หมื อ นกั น คื อ ธรรมชาติเป็ นปั จจัยที่ สำา คัญ เพราะมนุ ษย์คือส่วน หนึ่ งของธรรม ขาติ หากละเมิด กฎธรรมชาติก็จะเป็ นตูนเหตุใหู เกิดโรคภัยไขูเจ็บ ต่ า ง ๆ น า น า 2. ตำาราแพทย์แผนโบราณทัว่ ไป สาขา เวชกรรม เล่ม 1.

3.รู้ จักเครื่อ งยาที่ มีช่ ื อต่ างกั น รวมเรีย กเป็ นชื่ อเดี ย วกั น ห รื อ ที่ เ รี ย ก พิ กั ด ย า 3. รู้จักสรรพคุณยา การรู้จักสรรพคุณยา 39 แต่ละชนิ ด ว่ามีคุณสมบัติพิเศษ ที่จะ ใชูแกูโรค หรืออาการไดูน้ ั นจะตูองรู้จัก รสของตั ว ยาก่ อ นเพราะยาแต่ ล ะรสมี ส รรพคุ ณ ไม่ เ หมื อ นกั น 3. ไมูเทศเมืองไทยสรรพคุณของยาเทศและยา ไทย. หนูา 325 . 2508.ส มุ ฎ ฐ า น ที่ ตั้ ง ข อ ง ก า ร เ กิ ด โ ร ค (เ บ ญ จ อิ น ท รี ย์ ) 3.รู้ จั ก วิ ธี รั ก ษ า โ ร ค วิธีรก ั ษาโรคประกอบดูวยกระบวนการวินิจฉั ย ไดู แก่ การ ซักประวัติ การ ตรวจร่างกาย ตรวจการเตูนของหัวใจ การตรวจไขู การตรวจด้อวัยวะที่ผู้ ป่ วยมีอาการ การตรวจเสูนและโครงสรูางของ 39 เสงี่ยม พงษ์บุญรอด.4.รู้ จั ก ย า รั ก ษ า โ ร ค การรู้จักยารักษาโรค หมายถึงการรู้จักนำาวัตถุต่างๆ สำาหรับ ป รุ ง เ ป็ น ย า แ กู โ ร ค โ ด ย ตู อ ง รู้ ห ลั ก ใ ห ญ่ 4 ป ร ะ ก า ร คื อ 35 3.2.รู้ จั ก วิ ธี ป รุ ง ย า แ บ บ ต่ า ง ๆ 4.1.รู้ จั ก ตั ว ย า (เ ภ สั ช วั ต ถุ ) 3.

1.2. เริง่ วางตั ว ยาตามลั ก ษณะที่ ตรวจพบ สุ ดแต่ จ ะเห็ น สมควรใชูยาบำาบัดโรค ใดก่อนหลัง . โรคนี้ เกิ ด จากสาเหตุ ใ ด มี อ ะไรขาดหรือ เกิ น หรือ ก ร ะ ท บ ก ร ะ เ ทื อ น อ ะ ไ ร จึ ง เ ป็ น เ ห ตุ ใ หู ป่ ว ย ไ ขู 4.โรคเช่นนี้ จะบำาบัดแกูไขอย่างไรแลูวจึงวิเคราะห์เลือกตัว ย า ที่ จ ะ ใ ชู บำา บั ด 4.ร่ า ง ก า ย เ พื่ อ นำา ไ ป ส่้ ก ร ะ บ ว น ก า ร ป ร ะ ม ว ล โ ร ค โ ด ย อ า ศั ย ห ลั ก 4ป ร ะ ก า ร คื อ 4.3.คนเจ็ บ ดู ว ยอาการนี้ มี อ ะไรพิ ก ารอย่้ ใ นสมุ ฎ ฐานและ พิ กั ด ใ ด 4.4.

36 ก า ร แ พ ท ย์ ช น ช า ติ การ แพ ทย์ ช น ชาติ เ ป็ น การ ด้ แล สุ ข ภ าพ ร่ าง กาย ที่ มี เอกลักษณ์เป็ นของตนเอง เพราะไม่มีการปนเปื้ อนจากการแพทย์ ภายนอก แต่ในสภาพปั จจุบัน เทรโนโล ยี่เจริญขึ้น ทำาใหูการติดต่อ สื่อสารทำาไดูง่าย การแพทย์แบบขนขาติก็เริม ่ รับ อิทธิพลการแพทย์ จากภายนอกมาใชูร่วมดูวย แต่ก็ยังคงปรากฎอย่้บูางโดย เฉพาะใน กลุ่มชาวเขาเผ่าต่างๆ เช่น กระเหรีย ่ ง ม้เซอร์ เยูา ลีซอ อีกูอ แมูว ซึ่งอาศัยอย่้บนภ้เขาส้งและทุรกันดาร ทำาใหูเทคโนโลยี่จากภายนอก ไม่ สามารถเขูาไปไดูมากนั ก ทำา ใหูสามารถคงเอกลักษณ์ต่างๆ ที่ เป็ นของตนเอง เอาไวูไดูพอสมควร รวมทั้งความรู้ดูานการแพทย์ ดู ว ย ชาวไทยภ้เขาจะมีร้ปแบบ ความเชื่อเกี่ยวกับโรคภัยไขูเจ็บ วิ ธี ก ารวิ นิ จฉั ย และรั ก ษาโรค ตามความเชื่ อของเผ่ า ตนดั ง นี้ ค ว า ม เ ชื่ อ เ กี่ ย ว กั บ โ ร ค ภั ย ไ ขู เ จ็ บ ชาวไทยภ้เขามีความเชื่อในสิ่งเหนื อธรรมชาติว่ า สามารถ บั น ดาลใหู ชี วิ ต มี อั น เป็ นไปไดู ท้ ั ง รู า ยและดี โ ดยเฉพาะความเชื่ อ เ กี่ ย ว กั บ เ รื่ อ ง ผี เ ชื่ อ ว่ า ผี มี 2 ป ร ะ เ ภ ท ใ ห ญ่ ๆ 1.ผี ที่ ใ หู คุ ณ ห รื อ ผี ดี เ ช่ น ผี บ ร ร พ บุ รุ ษ 2.ผีรูาย เป็ นผีท่ีคอยทำารูายผู้คน เช่นชาวกระเหรีย ่ งเชื่อว่า ผี ท่ี ประจำา อย่้ ตามหู ว ย หนอง คลอง บึ ง จะคอยดั กทำา รู า ยผู้ ค นที่ .

เกิดจากอำา นาจตามธรรมชาติ คือเชื่อว่าความเจ็บไขู ไดูป่วยเป็ นผลมาจาก การเปลี่ยนแปลง 37 ของสภาพธรรมชาติ และสิ่ งแวดลูอ ม สารพิษ 41 รวมทั้ง การ เปลี่ยนแปลงของภ้มิอากาศ โดยมีเชื้ อโรคเป็ นพาหะทำาใหูเกิด 40 วิเชียร เกตประทุม.ขนมบธรรมเนี ยม ประเพณี และวัฒนธรรม. เกิ ด จากการกระทำา ของสิ่ ง เหนื อธรรมชาติ เชื่ อว่ า สาเหตุของการเจ็บไขู ไดูป่วยเป็ นผลมาจากการกระทำาของเทพเจูา ผี ป่า ผี น้ ำ า ผี บ รรพบุ รุ ษ และ วิ ญ ญาณ อั น เนื่ องมาจากละเลยการ เคารพบ้ชาหรือลบหล่้ ละเมิดขนบธรรม เนี ยมประเพณี 40 หรืออาจ เกิดจากการกระทำาคุณไสย ดังนั้ นการบำาบัดรักษา จึงตูองหาทางยุติ อำา นาจที่ทำา ใหูเกิดความเจ็บป่ วย โดยทำา ใหูเจูาอำา นาจนั้ นๆ พอใจ ห า ย โ ก ร ธ ห รื อ อ อ ก ไ ป อ ย่ า ง นุ่ ม น ว ล 2. 2551.ผ่ า น ไ ป ม า เมื่อเกิดอาการเจ็บไขูไดูป่วยจากความเชื่อว่าเกิดจากการก ระทำาของสิ่งเหนื อ ธรรมชาติ จึงนำาไปส่้กระบวนการรักษาแบบการ แ 2 ลั พ ท ย์ ช น ช า ติ ต่ อ ไ ป ก า ร วิ นิ จ ฉั ย โ ร ค กลุ่มชาวไทยภ้เขามีแนวคิดเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคออกเป็ น ก ษ ณ ะ คื อ 1. หนูา 4 .

โ ร ค ที่ เ กิ ด จ า ก ค ว า ม เ จ็ บ ป่ ว ย ต า ม ธ ร ร ม ช า ติ ใ แ หู การรักษาโรคที่เกิดจากความเจ็บป่ วยตามธรรมชาติหมอที่ ก า ร รั ษ า ไ ดู แ ก่ 2.1.ก า ร เ สี ย ง ท า ย เ ป็ น ก า ร วิ นิ จ ฉั ย ที่ ม า ข อ ง โ ร ค 1.2.การเสียสมดุล ในร่างกาย รวมทั้งการเกิดอุบัติเหตุท่ีส่งผลกระทบ โ ด ย ต ร ง กั บ ร่ า ง ก า ย ทั้ ง ท า ง ชี ว ภ า พ แ ล ะ ก า ย ภ า พ วิ ธี ก า ร รั ก ษ า โ ร ค กลุ่ ม ชาวไทยภ้ เ ขาจะแบ่ ง โรคออกเป็ น 2 ประเภทคื อ 1.หมอยาสมุ น ไพรมั ก จะใชู กั บ อาการป่ วยที่ รู้ ส าเหตุ น่ น อ น 2.หมอกระด้ก จะรักษาโรคดูวยการใชูความรู้ในการจับ ก ร ะ ด้ ก ร่ ว ม กั บ ห ก ย า ส มุ น ไ พ ร แ ล ะ ค า ถ า อ า ค ม 2. หนูา 7 .3.1. วารสารสิ่งแวดลูอมไทย ปี ที่ 3 ฉบับที่ 3.หมอตำา แยจะเป็ นผู้ท่ี ทำา คลอดซึ่ ง เป็ นไดู ท้ ั ง ชายและ ญิ ง ก ร ร ม วิ ธี ใ น ก า ร ด้ แ ล สุ ข ภ า พ ชาวเขาแต่ ล ะเผ่ า มี ตำา ราสมุ น ไพรพื้ นบู า นที่ ใ ชู ร ก ั ษาโรค 41 กระทรวงสาธารณสุข. 2542.2.ก า ร ป ร ะ ก อ บ พิ ธี ก ร ร ม เ พื่ อ ข อ ข ม า 2.โรคที่ เ กิ ด จากการกระทำา ของสิ่ งเหนื อธรรมชาติ การรักษาโรคที่เกิดจากการกระทำา ของสิ่งเหนื อธรรมชาติ จ ะ มี ขั้ น ต อ น สำา คั ญ 2 ขั้ น ต อ น คื อ 1.

หมอรักษาอาการที่เกิดขึ้นจากสิ่งเหนื อธรรมชาติ เป็ นผู้ ใหูการรักษาที่เนูน ในเรื่องอำานาจเหนื อธรรมชาติ ศาสนาและคุณ . หมอวิเคราะห์และทำานายโรค เป็ นหมอที่ไม่ไดูมี บทบาทในการรักษาโรค แต่เป็ นบุคคลที่มีหนูาที่ติดต่อสื่อสารกับ อำานาจเหนื อธรรมชาติต่างๆ 2.เล็กๆนูอยๆ ที่เกิดขึ้น ภายในครอบครัวหรือภายในชุมชน บางเผ่า จะมี ตำา ราสมุ น ไพรเป็ นมรดกตก ทอดประจำา ครัว เรือ น สมุ น ไพร ส่วนมากมักจะเป็ นไดูท้ ังยาและอาหาร จึงมัก จะมรการปล้กเอกไวู ในบริเวณบู านเพื่อ ความสะดวก ซึ่ง ชาวเขาแต่ ล ะเผ่ าก็ จะ รู้ จักวิ ธี บำา บัดโรคดูวยสมุนไพรที่หลากหลาย เช่นเผ่าม้เซอร์ รักษาอาการ ทู อ ง เ สี ย ดู ว ย ก า ร ดื่ ม นำ้ า ช า ม า ก ๆ นอกจากด้ แลสุข ภาพดู ว ยการใชู ส มุ น ไพรทั้ ง ทางตรงคื อ เกิดจากความตั้งใจ ในการนำามารักษาโรคโดยตรง และทางอูอมจาก การประกอบอาหารในชีวิต ประจำาวันแลูว การตั้งครรภ์ก็จะเป็ นสิ่งที่ มีความสำาคัญมากสำาหรับชาวเขา เผ่าต่างๆ เพราะถือว่าเป็ นการใหู กำา เ นิ ด ชิ วิ ต ใ ห ม่ เ ป็ น เ รื่ อ ง น่ า ยิ น ดี ผู้ รั ก ษ า โ ร ค ผู้รก ั ษาโรคที่เกิดจากสาเหตุต่างๆ ที่ปรากฎในสังคมชาว เขาเผ่าต่างๆ สามารถจำาแนกเป็ น ๓ 38 38 กลุ่มดูวยกันคือ 1.

ไสย โดยกระบวนการจะผ่าน ทางพิธีกรรมต่างๆ เช่นการสวดคาถา การสะเดาะเคราะห์ 3. หมอยาสมุนไพร. 2550..หมอรักษาจะตูองไม่เรียกรูองค่าตอบแทนใดๆทั้งสิ้น แมูว่าจะเป็ นศัตร้ ก็ตาม แต่ถูาผู้ป่วยจะใหูเป็ นสินนำ้าใจก็ไม่ถือว่า เป็ นการผิด แต่ผู้ป่วยจะตูอง เป็ นฝ่ ายจัดเตรียมของสำาหรับยกคร้ เพื่อใหูหมอนำาไปบอกกล่าวแก่คร้และขอใหูการรักษาประสบผล สำาเร็จ กระเหรีย ่ ง หูามหมอเรียกรูองค่าตอบแทนใดๆ นอกจาก ค่าใชูจ่ายสำาหรับ ประกอบพิธีกรรม แต่ผู้ป่วยอาจจะตอบแทนเป็ น 42 อุดม ลดหวัน ่ . หนูา 100 . หมอรักษาตามอาการที่เกิดขึ้นจากอำานาจธรรมชาติ หมอประเภทนี้ ไดูแก่ หมอยาสมุนไพร หมอกระด้ก หมอตำาแย 42 โดยกระบวนการรักษาจะพิจารณา ตามอาการที่ป่วยแลูวจึงใชูยา สมุนไพรต่างๆที่มีอย่้ในชุมชนรักษาตามความเจ็บป่ วยที่เกิดขึ้น ผลประโยชน์ตอบแทน การรักษาโรคของกลุ่มชาวเขาเผ่าต่างๆ เกิดจาก กระบวนการเรียนรู้สืบต่อกัน มาเพื่อเช่วยเหลือเพื่อนมนุ ษย์ การ รักษาโรคทั้งหมอผีและหมอยาจึงมักจะไม่ ค่อยคำานึ งถึงค่า ตอบแทนมากนั ก นอกจากผู้ท่ีมารับการรักษาจะใหูสิ่งของ ตอบแทนเป็ นสินนำ้าใจตามแต่สมควร แต่บางเผ่าก็ตูองมีค่า ตอบแทนใหูหมอที่รก ั ษาซึ่งจัดเป็ นส่วนหนึ่ งของกระบวนการรักษา ดูวยเช่น แมูว.

.หลังจากรักษาหายแลูวผู้ป่วยจะตูองจ่ายค่าผียกคร้ ตามที่หมอยาบนบาน 39 อีกูอ หมอยาจะคิดค่ารักษาผู้ ป่ วยเท่ากันหมดโดยคิดค่า รักษา เท่ ากั บค่ ายกคร้ข องหมอ แต่ คน ไขู สามารถสมนาคุณ หมอ ม า ก ก ว่ า ค่ า รั ก ษ า ไ ดู ก า ร แ พ ท ย์ พื้ น บู า น (TraditionalMedicine) ก า ร แ พ ท ย์ พื้ น บู า น (Traditional Medicine) เ ป็ น ภ้มิปัญญาในการด้แล และบำาบัดรักษาโรค ที่เกิดจากประสบการณ์ ตรงของผู้ ค นในชุ ม ชน ที่ ผ่ า น การลองผิ ด ลองถ้ ก มรการคิ ด คู น พั ฒ นา สั ่ง สม และถ่ า ยทอดกั น มาหลายชั ่ว อายุ ค น จนกลายเป็ น เอกลั ก ษณ์ ท่ี แ ตกต่ า งกั น ไปตามแต่ สั ง คมวั ฒ นธรรม และกลุ่ ม .สินนำ้าใจไม่ถือว่าผิด ม้เซอร์ ชาวม้เซอร์จะไม่รก ั ษาใหูใครฟรีๆ เพราะเหตุผลว่า ถูาหากรักษาใหู ฟรีจะทำาใหูโรคหายชูาลงผู้ป่วยจะตูองเสียค่ารักษา ตามอาการ เยูา ถูาหากผู้ท่ีรก ั ษาโรคเป็ นหมอยา จะคิดค่าตอบแทน การรักษาเป็ น 2 ส่วน คือค่าตอบแทนผีคร้ไดูแก่เครื่องเซ่นไหวู และค่าตอบแทนของหมอยาโดย ตรงเป็ นค่าความรู้ของหมอยาและ ค่าเสียเวลาในการเก็บยาแต่จะคิดกับคนนอกตระก้ลเท่านั้ น ลีซอ.

เ สี ย ค่ า ใ ชู จ่ า ย นู อ ย 7. 2525.ชาติ พั น ธ์ุ ท้ ั ง วิ ธี ก ารวิ นั จ ฉั ย โรคการเรีย กชื่ อโรคและการรัก ษาโรค ลั ก ษ ณ ะ เ ด่ น ข อ ง ก า ร แ พ ท ย์ พื้ น บู า น มี ดั ง นี้ 1.วิ นิ จ ฉั ย และรัก ษาโรคโดยบริบ ททางสั ง คมวั ฒ นธรรม ท 3. หนูา 912 .รักษาไดูผลดีในกลุ่มอาการทางโรคที่ไม่ชัดเจนระหว่างโรค า ง ย แ ล ะ โ ร ค ท า ง จิ ต 4.โ ร ค ที่ เ กิ ด จ า ก ค น ทำา 3.เ ป็ น ร ะ บ บ ก า ร แ พ ท ย์ แ บ บ อ ง ค์ ร ว ม 2. พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน.มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพในการรัก ษาโรคบางโรคไดู แ น่ น อนเช่ น ง้ เ ก บ ป็ ซู อ น การแพทย์ พื้ นบู า นในภ้ มิ ภ าคต่ า งๆของไทยแบ่ ง ออก น ๔ ภ้ มิ ภ า ค 43 คื อ ก า ร แ พ ท ย์ พื้ น บู า น ภ า ค เ ห นื อ ช า ว ลู า น น า มีความเชื่อว่าสาเหตุความเจ็บป่ วยเกิดจากสาเหตุหลักๆดัง อ ไ ป นี้ 1.ส อ ด ค ลู อ ง กั บ วิ ถี ชุ ม ช น ส วั ด 6.โ ร ค ที่ เ กิ ด จ า ก ก า ร ก ร ะ ทำา ผิ ด จ า รี ต ป ร ะ เ พ ณี 43 นางสาวประภัสสร สรูอยแสง.ผู้ป่วยมีความพอใจในร้ปแบบการบริการเพราะไม่ยุ่งยาก ซั ต่ า 5.ค ว า ม เ จ็ บ ป่ ว ย เ พ ร า ะ ถ้ ก ผี ก ร ะ ทำา 2.

.โ ร ค ที่ เ กิ ด จ า ก ข วั ญ อ อ ก จ า ก ร่ า ง จากความหลากหลายของสาเหตุการเกิดโรคขูางตูน ทำาใหู ทางภาคเหนื อมี หมอพื้ นบูานหลาย 40 ประเภท เช่ น หมอผี หมอส่้ ข วั ญ หมอสะเดาะเคราะห์ หมอเมื อ ง หมอเมื่ อ หมอทรง หมอสมุ น ไพรและพระสง ฆ์ ก า ร แ พ ท ย์ พื้ น บู า น ภ า ค ก ล า ง เนื่ องจากภาคกลางเป็ นบริเวณที่ราบลุ่มกวูางใหญ่ และมี ทรัพยากรทางธรรม ชาติที่อุดมสมบ้รณ์ จึงทำาใหูมีโอกาสติดต่อกับ สังคมภายนอกเกิดการแพร่ กระจายทางวัฒนธรรมของภ้มิภาคอื่น มารวมเขู าไวูดูวยกัน จึ งก่ อ ใหู เ กิ ดความหลากหลายทางสั ง คมและ วั ฒ นธรรมในเรื่อ งการด้ แ รัก ษา สุ ข ภาพสามาระแบ่ ง ไดู ส องกลุ่ ม ใ ห ญ่ ๆ คื อ 1..โรคที่เกิดจากความแปรปรวนและไม่สมดุลของธาตุ๔ใน า ง ก า ย 7.โรคที่เป็ นไปตามเคราะห์หรือโชคชะตาในช่วงที่เคราะห์รูาย 5...ก ลุ่ ม ก า ร แ พ ท ย์ พื้ น บู า น อิ ท ธิ พ ลของการแพทย์ พื้ นบู า นในภ้ มิ ภ าคนี้ มี ลั ก ษณะ ความเชื่อมาจากสาเหตุ การเกิดโรคตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย .4.ก ลุ่ ม ก า ร แ พ ท ย์ แ ผ น ปั จ จุ บั น 2.โ ร ค ที่ เ ป็ น ไ ป ต า ม ก ฎ แ ห่ ง ก ร ร ม ร่ 6.

สมุนไพรสำาหรับงานสาธารณสุขม้ลฐาน. 2551.ซึ่งเป็ นเพราะไดูขูอม้ลพื้ นฐาน จากยาตำา ราไทยโบราณจากหลายๆ ตำารา เช่น ตำารายาวัดโพธิ์ ตำาราแพทย์ ศาสตร์สงเคราะห์ ตำาราเวช ศาสตร์วรรณา เป็ นตูน และไดูรบ ั อิทธิพลพื้ นฐาน ความรู้จากมอญ ทวารวดี และอิ น เดี ย ดู ว ย รวมทั้ งอิ ท ธิ พ ลทางดู า นภาษาบาลี สัน สกฤตที่ใ ชูบั นทึ กตำา รายา จึง ทำา ใหูการเรียกชื่อ โรคมี ความแตก ต่ างจาก ภ้ มิภ าคอื่ น ๆ เช่ น กษั ย มุ ต กิ ด ฉั น ทฆาต เป็ นตู น อาจ กล่าวไดูว่าการแพทย์ พื้ นบูานของภาคกลางมีระบบแบบแผนในการ รั ก ษ า ที่ ชั ด เ จ น ม า ก ก ว่ า ใ น ภ้ มิ ภ า ค อื่ น ๆ สำา หรับ หมอพื้ นบู า นในพื้ นที่ ก็ จ ะประกอบดู ว ยหมอยา สมุนไพร หมอกวาดยา หมอนวด ร้ปแบบ และลักษณะของตัวยาก็ จะเป็ น ไปตามตำา รายาต่ างๆ ที่ มีบั น ทึ ก ไวู เ ป็ นลายลั ก ษณ์ อั ก ษร เช่ น ยาตู ม ยาหมู อ ยานั ตถ์ุ ยาฝน ยาเป่ า ฯลฯ รวมถึ ง การนวด แ บ บ ร า ช สำา นั ก แ ล ะ ก า ร น ว ด แ บ บ เ ช ล ย ศั ก ดิ์ ก า ร แ พ ท ย์ พื้ น บู า น ภ า ค อี ส า น 44 โดยภาพรวมการแพทย์พื้นบูานภาคอีส าน เป็ นกระบวน การรักษาที่เกิดจาก การผสมผสานระหว่างปั จจัยต่างๆ เช่นสภาพ ภ้มิศาสตร์ กระบวนการทาง วัฒนธรรม ซึ่งนำาไปส่้การทดลอง การ เรีย นรู้ และการถ่ า ยทอดในกลุ่ ม ของตน ใชู ท้ ั ง วิ ธี ก ารรัก ษาแบบ ธ ร ร ม ช า ติ ไ ส ย ศ า ส ต ร์ แ ล ะ พุ ท ธ ศ า ส ต ร์ ร่ ว ม กั น 44 จุไรทิพย์ หวังสินทวีกุล. หนูา 112 .

ค ว า ม เ ชื่ อ เ รื่ อ ง ค ว า ม ส ม บ้ ร ณ์ ข อ ง ร่ า ง ก า ย ห ม อ พื้ น บู า น ข อ ง ภ า ค อี ส า น มี ๒ ป ร ะ เ ภ ท คื อ 1.ค ว า ม เ จ็ บ ป่ ว ย เ กิ ด จ า ก ข วั ญ 2. หนูา 224 ...ค ว า ม เ จ็ บ ป่ ว ย เ กิ ด จ า ก ผี 3..หมอรั ก ษาโ ร คที่ มี ส าเ ห ตุ เ กิ ดม าจ ากธร ร ม ชาติ ก า ร แ พ ท ย์ พื้ น บู า น ภ า ค ใ ตู 45 ชาวภาคใตู มี พื้ นฐานความรู้ เ รื่อ งการด้ แ ลรัก ษาสุ ข ภาพ คลูายคลึงกับภาคกลาง คื อเชื่อ ว่าสาเหตุ ของการเจ็บ ป่ วยเกิดจาก การเสียสมดุลของธาตุ ๔ จะต่างกัน ตรงตัวยาสมุนไพรที่นำา มาใชู เนื่ องจากลักษณะภ้มิประเทศที่ต่างกันทำาใหูวัตถุดิบต่างกันดูวย จาก หลักฐานทางดูานเอกสารพบว่า หมอพื้ นบูานภาคใตูมีความชำานาญ ใน เรื่องของโรคผิวหลัง รองลงมาคือการรักษายาเสพติดและมะเร็ง ตั วยาที่ ใชู รักษาโรคผิว หนั งจะมี ลักษณะเป็ นนำ้ ามั น หรือ ขี้ ผึ้ ง และ ดู ว ยปั จจั ย ทางดู า นภ้ มิ ศาสตร์ ท่ี มี ก ารปล้ ก มะพรู า วกั น มาก จึ ง มี การนำานำ้ามันมะพรูาวมาเป็ นส่วน หนึ่ งของตำารับยาดูวย ตัวยาอื่นๆ 45 จุไรทิพย์ หวังสินทวีกุล..... 2551...ห ม อ รั ก ษ า โ ร ค ที่ เ กิ ด จ า ก สิ่ ง ที่ เ ห นื อ ธ ร ร ม ช า ติ 2. สมุนไพรสำาหรับงานสาธารณสุขม้ลฐาน.สาเหตุ ก ารเจ็ บ ป่ วยในโลกทั ศ น์ ข องชาวอี ส านมี ค วาม คลูายคลึงกับทางภาคเหนื อคือ 41 1..

ที่ใชูรก ั ษาก็มีลักษณะเป็ นยาหมูอยาตูม ยาทาส่วนความเชื่อเรื่องการ เกิดโรคที่มีจากสิ่งเหนื อธรรมชาติจะพบนูอยมากเมื่อเทียบกับภาค เหนื อ และภาคอี ส าน สำา หระบการนวด ถื อ เป็ นเอกลั ก ษณ์ ข อง แพทย์ พื้ นบู า นในภาคใตู คื อ การรำา โนราห์ ซึ่ ง ผู้ แ สดงจะตู อ งมี โครงสรูางทางร่างกายที่แข็งแรงและผ่านการฝึ ก ฝนที่ยาวนาน นั บ เป็ นการบริหารร่างกายอีกวิธีหนึ่ ง และบางท่ายังมีความ คลูายคลึง กับท่าฤาษีดัดตนของภาคกลางอีกดูวย 42 ก า ร แ พ ท ย์ แ บ บ แ ผ น (TraditionalMedicine) การแพทย์ แ บบแผน เกิ ด จากการสั ่ง สมภ้ มิ ปั ญญาของ คนในสังคมที่มีพื้นฐาน มาจากความรู้ ความเชื่อ และการยอมรับ ร่ ว มกั น ของคนในสั ง คม มี ลั ก ษณะ เฉพาะที่ ส อดคลู อ งกั บ สภาพ .

หนูา 14 .ป ฐ ม วั ย คั ม ภี ร์ ที่ เ กี่ ย ว ขู อ ง กั บ ม นุ ษ ย์ ใ น วั ย นี้ คื อ คั ม ภี ร์ ป ร ะ ถ ม จิ น ด า คัมภีร์น้ ี กล่าวถึงสัตว์ประเภทชลามพุชะลงมาปฏิสนธิเป็ น มนุ ษย์ในครรภ์ มารดา จนกระทัง่ คลอดออกมาเป็ นชายหรือ หญิ ง 46 ประภาศรี สีหอำาไพ. วัฒนธรรมทางภาษา. 2550...แวดลู อ มและการดำา เนิ น ชี วิ ต ของคนกลุ่ ม นั้ นโดย ส่ ว นผสม การ แพทย์แผนไทยก็จัดอย่้ในการแพทย์แบบแผนดูวยเช่นกัน เกิด ขึ้น จากพื้ นฐานทางวัฒนธรรม 46 ประเพณี และความเชื่อ ของกลุ่มชน บนผืน แผ่นดินไทยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนกระทัง่ ปั จจุบัน โดยมีวิวัฒนา การที่เป็ นระบบแบบแผน และมีเอกลักษณ์เป็ นของ ต น เ อ ง การแพทย์ แ บบแผนนี้ เป็ นการรวมเอาองค์ ก รความรู้ เ ชิ ง วิทยาศาสตร์ท่ีเกิดจากการสังเกต ทดลอง ผนวกรวมเขูากับความรู้ เชิงวัฒนธรรมและองค์ความ รู้เชิงปรัชญาทางพุทธศาสนา ซึ่งเป็ น รากฐานที่สำา คัญของสังคมไทย ทำา ใหู เกิดแนวคิ ดเรื่องการแพทย์ แผนไทยปรากฎอย่้ ในคัมภี ร์ ท างพุ ท ธศาสนามาก มาย โดยคั มภี ร์ ทางการแพทย์เหล่านี้ จะเกี่ยวขูองกับชีวิตมนุ ษย์ต้ ังแต่เกิดจน ตาย ต า ม วั ฏ ส ง ส า ร คั มภี ร์ เ หล่ านี้ จะเกี่ ย วขู องกั บ ช่ ว งวั ย ต่ างๆของมนุ ษ ย์ คื อ 1.

2551. หนูา 26 .ซึ่ ง มี ขู อ แตกต่ า งกั น อย่้ ๒ ประการคื อ ต่ อ มเลื อ ดและต่ อ มนำ้ านม โดยการปฏิสนธิน้ ั นจะตูองเกิดจากบิ ดา มารดาที่มีสุขภาพสมบ้รณ์ พ รู อ ม ดู ว ย ธ า ตุ ดิ น นำ้ า ล ม ไ ฟ ทำา ก า ร ป ฏิ ส น ธิ กั น นอกจากนั้ น พระคั มภี ร์ ป ระถมจิ น ดายั ง กล่ าวถึ ง โรคภั ย ต่างๆที่จะเกิดแก่ทารก เช่น ปั กษี โรคซาง โรคตาน เป็ นตูน รวม ทั้งลักษณะของหญิงเบญจกัลยาณี 4 จำาพวกที่จะใหูน้ ำานมที่ดีมีผล ต่อสุขภาพของเด็ก และลักษณะของนำ้านมพิการ ที่ส่งผลใหูทารก เจ็บป่ วยดูวยโรคต่างๆ 43 คั ม ภี ร์ ม ห า โ ช ต รั ต กล่ าวถึง ปฐมสั ตว์ ท่ีเ กิดมาเป็ นสตรี ตั้ ง แต่ ค ลอดออกมา จากครรภ์มารดา จะมี ลักษณะแตกต่างกับบุรุษ 4 ประการคือ ถัน ประโยธร จริตกิ รย ิ า ที่ ประเวณี และต่ อมเลื อ ดระด้ นอกจากนี้ ยั ง กล่าวถึงที่มาของระด้ 47 สตรี ว่ามีกำา เนิ ดมาจาก หัวใจขั้วดี ผิวเนื้ อ เสูนเอ็น และกระด้ก ซึ่งระด้ท่ีกำาเนิ ดจากส่วนต่างๆของร่างกายก็จะ ส่ ง ผ ล ต่ อ ร่ า ง ก า ย ต่ า ง ๆ กั น คั ม ภี ร์ ส มุ ฎ ฐ า น วิ นิ จ ฉั ย 47 นิ ธิ เอียวศรีวงศ์. มติชารายสัปดาห์.

....กล่าวถึงสาเหตุของความเจ็บป่ วย ซึ่งมีสาเหตุมาจากความ แปรปรวนของธาตุ ทั้ ง ๔ คื อ ดิ น นำ้ า ลมไฟซึ่ ง มี พิ กั ด สมุ ฎ ฐ า น ๔ ป ร ะ ก า ร คื อ 1..ธ า ตุ ส มุ ฎ ฐ า น 2.อ า ยุ ส มุ ฎ ฐ า น 4...มั ช ฌิ ม วั ย ไ ดู แ ก่ คั ม ภี ร์ มุ จ ฉ า ปั ก ขั น ธิ ก า กล่ า วถึ ง โรคที่ เ กี่ ย วขู อ งกั บ ระบบปั สสาวะและระบบ สืบพันธ์ุ เกิดไดูท้ ังหญิง และชาย เช่น ความเจ็บป่ วยเนื่ องจากทุรา วะสา คื อ ปั สสาวะผิ ด ปกติ 4 ประการ คื อ สี ข าวดั ง นำ้ าขู า วเช็ ด สี เ ห ลื อ ง ดั ง นำ้ า ข มิ้ น ส ด สี แ ด ง ดั ง นำ้ า ฝ า ง ตู ม แ ล ะ สี ดำา นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงโรคที่เกิดเฉพาะสตรี เช่น สันฑฆาต เนื่ องจากโลหิ ตแหู ง ติ ดกระก้ กสั น หลั ง ทำา ใหู เ กิ ด โทษต่ า งๆ และ ลักษณะชำ้ารัว่ 4 ประการ ส่วนโรคที่เกิดกับบุรุษไดูแก่ อาสันทฆาต เนื่ องจากการเกิ ด การฟกชำ้ าภายในและอาการไสู ดู ว นไสู ล าม คั ม ภี ร์ ธ า ตุ บ ร ร จ บ 44 .ฤ ด้ ส มุ ฎ ฐ า น 3..ก า ล ส มุ ฎ ฐ า น 1.

กล่ าวถึง ลักษณะธาตุ ท้ ั ง 4 ประการ เมื่อ ธาตุ ดิน เกิ ดการ กำา เ ริ บ ห ย่ อ น พิ ก า ร เ นื่ อ ง จ า ก พิ กั ด ส มุ ฎ ฐานเป็ นเหตุ ทำา ใหู อุ จ จาระออกมามี สี ดำา แดง ขาว เขี ย ว มี สัณฐานคลูายม้ล ไก่ แมว เต่า ทำา ใหูเกิดโทษต่างๆไดู 6 หมวดคือ 1.โทษแห่งปั ตฆาตสัณทฆาตรัตฆาตทำา ใหูปวดทูองเสียด ช า ย โ ค ร ง 3.โทษแห่ ง สุ ม นาทำา ใหู รู อ นในกระหายนำ้ าพ้ ด เพู อ เจู อ 5.โทษแห่ ง กุ จฉิ ส ยาวาดและโกฐาสยาวาดทำา ใหู อุ จ จาระ ปั ส ส า ว ะ ไ ม่ ส ะ ด ว ก คั ม ภี ร์ โ ร ค นิ ท า น กล่ า วถึ ง มรณกรรมของมนุ ษ ย์ มี ๒ แบบคื อ ตายโดย ปรกติเรียกว่าโบราณโรค และจากสาเหตุถ้กทำา รูายเรียกว่าปั จจุบัน โรค นอกจากนี้ ยังว่าดูวยลักษณะ ความพิการของธาตุตามฤด้ กาล ลั ก ษณะของธาตุ แ ตกก่ อ ใหู เ กิ ด อาการต่ า งๆกั บ ร่ า งกายคั ม ภี ร์ ธ าตุ นิ ว ร ณ์ .โทษแห่ ง ปิ งคละทำา ใหู บ ริโ ภคอาหารไม่ ไ ดู อ าเจี ย น 4.อ า ก า ร ต่ า ง ๆ ร ะ ค น ดู ว ย อั ง ค ะ มั ง ค า นุ ส า รี ว า ด 2.โทษแห่งอัมพฤกษ์กระทำาตลอดถึงสุมนาใหูกำาเริบหย่อน พิ ก า ร น อ น ไ ม่ ห ลั บ 6.

2516.เป็ นอีกคัมภีร์ท่ีกล่าวถึงการเจ็บป่ วยดูวยความพิการของ ธาตุท้ ัง ๔ คือ ดิน นำ้า ลม ไฟ ที่ทำา ใหูเกิดความเจ็บป่ วย โดยเป็ น ผลมาจากการผลั ด เปลี่ ย นฤด้ มี ก าร แบ่ ง ลั ก ษณะการเจ็ บ ป่ วย เนื่ องจากธาตุ พิ ก ารเป็ นฤด้ ๓ ฤด้ ๔ และฤด้ ๖ พรู อ มทั้ ง บอกยารัก ษา ดู ว ย คั ม ภี ร์ ตั ก ก ศิ ล า ว่ าดู ว ยเรื่องการเจ็ บ ไขู ต่าง ๆ เช่ น ไขูพิ ษ ไขู กาล ไขู ปานดำาปานแดง ไขูดานหิน ไขูมหาเมฆมหานิ ล 48 ไขูรากสาดทั้ง ๙ ไขู ก าฬแทรกในพิ ษ ไขู ประดง ๘ ประการ ไดู แ ก่ ประดงชู า ง ประดงควาย ประดงวัว ประดงลิง ประดงแรด และประดงไฟ การ เจ็บไขูไดูป่วยเหล่านี้ จะทำาใหูเกิดอาการต่าง ๆ เช่นมือเทูา เย็น ตัว รู อ น รู อ นในกระหายนำ้ า เมื่ อยในกระด้ ก ปวดศี ร ษะ ปากขม เป็ นตูน โดยมีขูอ 45 หู ามปฏิ บั ติสำา หรับ ผู้ ป่วยเป็ นไขู ก าฬไขู เ หนื อ และไขู พิ ษ ดั ง นี้ 1. อายุรเวชศึกษา.หู า ม กิ น ย า ร ส รู อ น เ ผ็ ด เ ป รี้ ย ว 48 ขุนนิ ทเทศสุขกิจ... หนูา 329 .

หนูา 53 .2... 2547.... สัมผัสล้กนูอยดูวยการนวด...หู า ม ป ล่ อ ย ป ลิ ง ห รื อ ก อ ก เ อ า โ ล หิ ต อ อ ก 4..หู า ม อ า บ ห รื อ ดื่ ม นำ้ า รู อ น 6.หู า ม ป ร ะ ค บ น ว ด 49 3.หู า ม กิ น สู ม ข อ ง มี ค วั น ก ร ะ ทิ แ ล ะ นำ้ า มั น ๓ ..ปั จ ฉิ ม วั ย ไ ดู แ ก่ คั ม ภี ร์ ช ว ด า ร คัมภีร์ชวดาร เป็ นคัมภีร์ท่ีว่าดูวยเรื่องโรคลมต่างๆ ทั้งลม ที่พัดขึ้นเบื้ องบน และลมพัดลงเบื้ องตำ่า เช่น ลมอัมพฤกษ์อัมพาต ลมกาฬสิงคลี ลมชิวหาสดมภ์ ลมมหาสดมภ์ ลมทักขิณโรธ ลมอีงูุม อี แง่ น ลมอิ นทร์ ธ น้ ลมกุ ม ภั ณ ฑยั กษ์ ลมอั ศ มุ ขี ลมราธยั ก ษ์ ลม บ า ด ท ะ จิ ต ล ม พุ ท ธ ยั ก ษ์ นอกจากนี้ ยังว่าดูวยโรคบุรุษและสตรี เช่นสันฑฆาตทำาใหูเกิดอาการ ต่างๆเช่น ปวดเมื่อย เจ็บเอว ปั สสาวะเป็ นสีเลือด ปวดศีรษะ วิง เวียน เสียงแหูง จุกเสียด เบื่ออาหาร สะบัดรูอนสะบัดหนาว เพราะ โ ล หิ ต แ หู ง ติ ด ก ร ะ ด้ ก สั น ห ลั ง กล่าวถึงเสูนประธานทั้ง ๑๐ ไดูแก่ เสูนปิ งคลา เสูนสุมนา เสูนกาละทารี เสูนสหัสรังสี เสูนทวารี เสูนลาวุสัง หรือเสูนจันทะภ้ 49 ปี เตอร์ วอกเกอร์..หู า ม กิ น นำ้ า มั น ห รื อ สุ ร า 5.

สั ง เสู น อุ ลั ง กะ เสู น นั น ทะกระหวั ด และเสู น ทั ก ขิ ณี หรือ คิ ช ฌะ คั ม ภี ร์ ก ษั ย กษั ย หมายถึ ง การสิ้ นหมดไป การเสื่ อมไป ในทางการ แพทย์แผนไทยหมาย ถึงการเสื่อมโทรมของธาตุท้ ัง ๔ คัมภีร์กษัย จึงเป็ นคัมภีร์ท่ีว่าดูวยอาการอัน เกิดจากความไม่สมดุลของธาตุท้ ัง ๔ คือ ดิน นำ้า ลม ไฟ โดยแบ่งกษับเป็ น ๒๖ จำาพวก ซึ่งแบ่งตาม การเกิด ไดู ๒ ประการคือ เกิดจากกอง 46 ธาตุห รือ กองธาตุ สมุ ฎฐานละพวกที่จะเกิดเป็ นอุ ป ปาติ ก โรคที่เกิดจากกองธาตุมีดูวยกัน ๘ จำาพวก คือกษัยกล่อน ๕ ไดูแก่ กษัยกล่อนดิน กษัยกล่อนนำ้า กษัยกล่อนลม กษัยกล่อนเพลิง กษัย กล่ อ นเถา และยั ง มี อี ก ๓ จำา พวกคื อ กษั ย นำ้ า กษั ย ลม กษั ย ไฟ ส่วนกษัยที่เกิดในอุปปาติก โรคมีท้ ังสิ้น ๑๘ จำา พวก คือ กษัยเสูน กษัยราก กษัยเหล็ก กษัยป้ กษัยจุก กษัยปลาไหล กษัยปลาหมอ กษัยปลาดุก กษัยปลวก ปษัยลิ้นกระบือ กษัยเต่า กษัยดาน กษัย ทู น กษั ย เสี ย ดกษั ย เพลิ ง (ไฟ)กษั ย นำ้ ากษั บ เชื อ กและกษั ย ลม อาการของกษั ย ต่ า งๆ จะเกิ ด กั บ ระบบทางเดิ น อาหาร .

เกษม ศรีพงษ์ .กิตติศักดิ์ ศรีพงษ์ . หนูา 11 .4 เล่ม 2. นพ. ชีววิทยา ม.ระบบย่ อ ยอาหาร ร่ า 50 ระบบ เลื อ ด ตลอดจนถึ ง ระบบขั บ ถ่ า ยใน ง ก า ย คั ม ภี ร์ ห ฤ ษ โ ร ค เกิดจากการเจ็บป่ วยดูวยโรคตาน ซางในวัยเด็ก แลูวไม่ไดู รับการด้แลเอาใจใส่ ปรับธาตุใหูสมดุล เมื่ออายุมากขึ้น ตาน ซาง เหล่านี้ จะเจริญไปเป็ นริดสีดวง เกิดตามช่องเยื่อบุต่างๆของร่างกาย เ ช่ น ต า ห้ จ ม้ ก ก ร ะ เ พ า ะ ลำา ไ สู แ ล ะ ท ว า ร ห นั ก เ ป็ น ตู น ประโยชน์ ข องกระดาษที่ ใ ชู ใ นตำา ราการแพทย์ ไ ทย ตำาราสมัยโบราณนิ ยมทำาเป็ นร้ปสี่เหลี่ยมยาว ๆ ตามร้ปของ ใบลาน แลู ว เจาะรู อ ยร้ ดู ว ยเชื อ กมั ด รวมกั น เป็ นเล่ ม เรีย กว่ า ผ้ ก ภาษาที่ใชูส่วนมาก จะใชูภาษาตามพระไตรปิ ฎก หรือพระคัมภีร์ทาง ศาสนา เช่น ภาษาบาลีหรือสันสกฤต ภาษาขอม หรือภาษาลานนา ส่วนตัวอักษร จะใชู ภาษาบาลีหรือสันสกฤต ที่พื้นบูานเรียกว่า ตัว ธรรม หรือ ใชู อั ก ษรดั ง่ เดิ มของทู อ งถิ่ น นั้ น ๆ เช่ น ตั ว อั กษรขอม อักษรลานนา อักษรไทยสมัยสุโขทัย หรือสมัยอยุธยา เป็ นตูน ใน สมัยรัชกาลที่ 5 ไดูทรงพระราชดำาริว่า พระคัมภีร์แพทย์ต่าง ๆ นั้ น ใชูสำาหรับบำาบัดโรคภัยไขูเจ็บเป็ นประโยชน์แก่มหาชนเป็ นอันมาก 50 อ. 2544.

การถ่ายทอดความรู้ทางการแพทย์แผนไทย การศึกษา การแพทย์สมัยก่อน เป็ นการเรียนรู้ และการ ถ่ายทอด ภายในตระก้ล โดยการถ่ายทอด .

47 ขึ้นอย่้กับลักษณะ ความสัมพันธ์ ระหว่างผู้ถ่ายทอด กับผู้ท่ีไดูรบ ั เช่น ปู า นูา อา หรือ ผู้ใกลูชิดที่สุด ในสมัยรัตนโกสินทร์ ตอนตูน จะพบว่า การถ่ายทอด วิชาในลักษณะดังกล่าว ชัดเจนมาก เป็ นการ สืบทอดวิชา กรมหลวงวงษาธิราชสนิ ท เป็ นแพทย์หลวง และทรงกำากับ กรมหมอ ผู้สืบทอด กรมหลวงวงษาธิราชสนิ ท คือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจูาสายสนิ ทวงศ์ ต่อมาไดูรบ ั ตำาแหน่ง เป็ นผู้ บัญชาการ กรมหมอ และเป็ นแพทย์ ประจำาพระองค์ ของรัชกาลที่ 5 ดูวย ผู้ท่ีไดูรบ ั การถ่ายทอดโดยการบอกเล่า ถึง สรรพคุณ และ ตำานาน ของพืช สมุนไพร บางชนิ ด ในเวลาต่อมา คือ ท่านเจูาคุณ ์ นทวงศ์ ผู้เป็ นหลานตา นอกจากนี้ กรมขุนวรจักร ธรานุ สีหศักดิส ภาพ เป็ นพระราชโอรส ในรัชกาลที่ 2 ทรงเป็ นแพทย์หลวงในราช สำานั ก และทรง เป็ นตูนตระก้ลปราโมช ผู้ท่ีไดูรบ ั การสืบทอดวิชา แพทย์แผนไทยต่อมา คือ หม่อมเจูากำามสิทธิ์ แต่หม่อมเจูา กำามสิ ทธิ์ ไม่ไดูรบ ั ราชการเป็ นหมอหลวง จึงทรงเป็ นแพทย์เชลยศักดิ์ เท่านั้ น ส่วนพระยา อมรศาสตร์ประสิทธิ์ แพทย์หลวงใน สมัย รัชกาลที่ 5 ไดูสืบทอดวิชา ใหูแก่ หลวง กุมารประเสริฐ ต่อมาไดู .

เป็ นแพทย์หลวง ในสมัยรัชกาลที่ 6 51 การถ่ายทอดวิชาความรู้ ระหว่างคร้กับล้กศิษย์ โดยคร้จะช่วย แนะนำาสัง่ สอน และฝึ กฝน จนชำานาญ ซึ่งศิษย์ จะตูอง หมัน ่ สังเกต และจดจำา ตัวยา วิธีการรักษาไวู ใหูแม่นยำา กรมหลวง ชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ทรงศึกษา แพทย์ แผนไทย กับพระยา พิศนุ ประสาทเวช ต่อมาเป็ นหัวหนูาหมอหลวง รัชกาลที่ 6 พระองค์ และยังไดูศึกษาแพทย์แผนไทย กับพระสงฆ์ ที่มีช่ ือเสียงสมัยนั้ น นั ่นคือ หลวงป่ ้ศุข วัดมะขาม และ พระสงฆ์ อื่นๆอีกมากมาย เป็ นหมอที่ มีความ เชี่ยวชาญมาก ชาวบูานรู้จัก ในนามของ หมอพร พระองค์มีช่ ือเสียง เป็ นที่รู้จักดี ในวงการ แพทย์แผนไทย เพราะไม่เพียง แต่ พระองค์ จะ รักษาโรคใหูหาย ไดูอย่างชะงัดแลูว พระองค์ ยังเป็ นแพทย์แผนไทย ที่มีความคิรเิ ริม ่ และทันสมัย เช่น รู้จัก วิเคราะห์ ตัวยา ที่ปรากฏในตำารา จนมี ความเชี่ยวชาญ และสามารถ ใชูรก ั ษาผู้ป่วย ไดูผล เป็ นที่น่าพอใจ ยิ่งไปกว่านั้ น พระองค์ ยังมีความ ชำานาญ มาก จน ทรงชำาระคัมภีร์ อติสาระวรรค(ว่าดูวยโรคลำาไสู)ไดู 51 คณะกรรมการม้ลนิ ธิพระบรมราชานุ สรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏ เกลูาเจูาอย่้หัว รัชกาลที่ 6. 2529. หนังสือพระราชประวัติรัชกาลที่ 6. หนูา 1 .

การศึกษาวิชาแพทย์ จะถ่ายทอดภายในตระก้ล จะสอนแต่ เฉพาะ ล้กหลาน เป็ นส่วนใหญ่ มี49 48 ส่วนนูอยที่เป็ นคนอื่น เนื่ องจาก การรับใคร เป็ นศิษย์ ไม่ใช่เรื่อง ง่ายๆ เพราะคร้ตูองใชูความสังเกตุพิจารณา ในเรื่องของนิ สัยใจคอ และ ความ อดทน หากพบว่า ล้กหลาน หรือศิษย์คนใด สมควรจะ รับ สืบทอดวิชาความรู้ ไดูมากนูอย แต่ไหน จึงเป็ นที่รู้กันว่า ใน สมัยก่อนศิษย์ จะมี ความปรีชาสามารถ สืบเนื่ องมาจากคร้ วิธีการถ่ายทอดความรู้ ทางการแพทย์แผนไทย เป็ น ลักษณะ ปากต่อปาก แลูวท่องจำา และ ตูองอาศัย ประสบการณ์ ที่ ใชู การสังเกต จดจำาใหูข้ ึนใจ การศึกษา วิชาแพทย์จึงไม่ใช่ของง่าย ตูองอาศัยความมะนะ บากบัน ่ พากเพียร และอดทน เป็ น เวลา แรมปี เพื่อจะไดู จดจำา คำาสัง่ สอน ไดูแม่นยำา โดยคร้จะสอนวิธีการ ตรวจรักษาคนไขู สอนวิธีปรุงยา โดยเริม ่ จาก สอน ใหูรู้จักสิ่งต่างๆ ที่ใชูเป็ นส่วนประกอบของยา ทั้งที่เป็ นพืชวัตถุ และธาตุวัตถุ ศิษย์ จะต้องทำาตัว ใกล้ชิด คอยสนใจ ปรนนิ บัติ และ ติดตาม ถามไถ่ เวลาที่ครู ออกไปรักษาคนไข้ นอกสถานที่ ต้องคอยติดตาม เพื่อจะ ได้เรียนรู้ และหาความชำานาญ จากการ สังเกต อาการของคนไข้ โดย .

ครูจะอธิบาย ให้รู้ถึง ที่ต้ งั แรกเกิดของโรค ชื่อของโรค และยาสำาหรับ บำาบัดโรค ต้องให้ แม่นยำา จวบจนสมัยที่มีตัวอักษรใช้ จึงมีการจดจารึก ความรู้ไว้ในที่ต่างๆ เช่น แกะไว้ในแผ่นหิน ไม้ หรือโลหะ โดยหวัง ให้วิชาแพทย์ คงอยู่ไม่ เสื่อมสูญ สืบทอดมาจนมีการจารึก หรือเขียน ลงในใบลาน และสมุด ข่อย 52 เรียกว่า " พระคัมภีร์ หรือพระ ตำารา " ซึ่งมีการคัดลอก ต่อๆ กันมา ข้อความในพระคัมภีร์ หรือ ตำาราแพทย์ นั้ น จะกล่าว และจำาแนก ไวูตามความรู้ ความเชียว ชาญ ของคร้ ไดูแก่ อาการ ของโรค วิธีรก ั ษา อีกทั้งสรรพคุณยา สมุนไพร ไวูอย่างพรูอมม้ล การแพทย์แผนไทย ผู้เป็ นแพทย์สมัยก่อน จะตูอง มีความ รู้ ความสามารถ ในการปรุง ยาเอง เพราะฉะนั้ น จึง ตูอง เรียนรู้ เกี่ยวกับ พันธ์ุ สมุนไพร ตามแต่คร้ จะเห็นสมควร โดยในชั้นแรก จะตูอง เรียนรู้ ชนิ ดของสมุนไพร และคุณสมบัติ ตลอด จนถึงการ เก็บรักษา ส่วนพิกัดยา แต่ละชนิ ด นั้ นศิษย์ จะตูองอาศัยการสังเกตุ และจดจำาเอาเอง ชั้นที่สอง คือ การศึกษา จากตำารา แพทย์ จะตูอง ศึกษา จากคัมภีร์ ที่ บอก ลักษณะ อาการของโรค และตำารา คัมภีร์ สรรพคุณ ที่ บอกรสยาทั้งปวง 49 52 บุญเตือน ศรีวรพจน์ . สมุดข่อย. ประสิทธ์ แสงทับ. 2542. หนูา 3 .

เกร็ดจากล่วมยา ชุดผู้ส้งวัย.นพ.คัมภีร์ ที่ตูอง ศึกษา ในเบื้ องตูน คือ สมุฎฐานวินิจฉัย ธาตุวินิจฉัย โรคนิ ทาน ปฐมจินดา มหาโชตรัต ตักกศิลา สาโรช รัตนมาลา ชว ตาร ติจรณสังคหะ มุจฉาปั กขันธิกา เป็ นลำาดับ ขั้นสุดทูาย คือ การ ทำานายโรค ศึกษา โดยตามคร้ ไปเยี่ยมผู้ป่วย เรียกว่า ถือล่วมยา 53 ต่อมาจะมีความชำานาญ ขึ้นเป็ นลำาดับจนรักษาเองไดูจึงถือว่าเรียน จ บ ห ลั ก ส้ ต ร แ ล ะ เ ป็ น ห ม อ ที่ มี ค ร้ แ ลู ว หลั ก ส้ ต ร ของคร้ บ างคน จะสอนวิ ช าไสยศาสตร์ ใหู ดู ว ย เรียกว่า ไสยรักษ์ คือการรักษาโรคภัยไขูเจ็บดูวยคาถา อาคม และ นั บ ว่ า เป็ นวิ ช าแพทย์ แ ผนไทยแขนงหนึ่ ง ดั ง ความตอนหนึ่ ง ใน คัมภีร์ ฉันทศาสตร์ ว่า ผู้ใดจะเรียนรู้ พิเคราะห์ด้ผู้อาจารย์ เที่ยงแทูว่าพิสดาร ทั้งคุณไสยจึงควรเรียน สักแต่เป็ นแพทย์ไดู คัมภีร์ไสยไม่จำาเนี ยร คร้น้ ั นไม่ควรเรียน จำานำาตนใหูหลงทาง 53 สจ. 2549.เสนอ อินทรสุขศรี. หนูา 114 .

ศ .2429-พ .50 โรงพยาบาลวังหลัง ยุ ค โ ร ง ศิ ริ ร า ช พ ย า บ า ล (พ .ศ .ศ .2432-พ .2431) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลูาเจูาอย่้หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกลูาฯ ใหู ตั้งคณะคอมมิต้ ี เพื่อจัดสรูางโรงพยาบาล โดยใชู ที่ดินส่วนหนึ่ งของวังหลัง มาเป็ นที่สรูางโรงพยาบาลแห่งแรก ชาว บูานจึงนิ ยมเรียกว่า "โรงพยาบาลวังหลัง" ในระหว่างการสรูางโรง พยาบาลนั้ น สมเด็ จพระเจู าล้ กยาเธอเจู าฟู าศิ ร ริ าชกกุ ธ ภั ณ ฑ์ ไดู สิ้นพระชนม์ลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลูาเจูาอย่้หัว ทรงพระ กรุณาโปรดเกลูาฯ ใหูรอโรงเรื ื้ อนและเครื่องใชูต่าง ๆ ในงานพระ เมรุ นำา ไปสรู า งโรงพยาบาล และเสด็ จ พระราชดำา เนิ นเปิ ดโรง พยาบาล พรู อ มทั้ งพระราชทานนามโรงพยาบาลว่ า โรงศิ ร ิร าช พยาบาล ยุ ค โ ร ง เ รี ย น แ พ ท ย า ก ร (พ .2440) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลูาเจูาอย่้หัว มีพระบรมราชา นุ ญาตใหูจัดตั้งโรงเรียนแพทย์ข้ ึน ณ โรงศิรริ าชพยาบาล โดยมีช่ ือ ว่า โรงเรียนแพทยากร นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจูาเสาวภาผ่อง ศรี พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ใหู สรูางโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลขึ้น ในบริเวณโรง .ศ .

2443-พ . ราชกิจจานุเบกษา.ศ .2375) พระบาทสมเด็ จ พระจุ ล จอมเกลู า เจู า อย่้ หั ว และสมเด็ จ พ ร ะ น า ง เ จู า เ ส า ว ภ า ผ่ อ ง ศ รี พ ร ะ บ ร ม ร า ชิ นี น า ถ 54 เ ส ด็ จ พระราชดำา เนิ นเปิ ดตึ ก โรงเรีย นแพทย์ และพระราชทานนาม โรงเรีย นแพทยากรใหม่ ว่ า โรงเรีย นราชแพทยาลั ย ในโอกาสนั้ น โ ป ร ด เ ก ลู า ฯ พ ร ะ ร า ช ท า น ป ร ะ ก า ศ นี ย บั ต ร ใหู แ พทย์ รุ่ น ที่ 8 จำา นวน 9 คนและพยาบาลรุ่ น แรกจำา นวน 10 ในปี พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลูาเจูาอย่้หัว โปรดเกลู าฯ ใหูส ถาปนา โรงเรีย นขู าราชการพลเรือ นในพระบาท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ จุ ล จ อ ม เ ก ลู า เ จู า อ ย่้ หั ว ขึ้ น เ ป็ น จุ ฬ า ล ง ก ร ณ์ ม ห า วิ ท ย า ลั ย 51 51 โ ด ย ไ ดู ร ว ม โ ร ง เ รี ย น ร า ช แ พ ท ย า ลั ย เ ขู า เ ป็ น ค ณ ะ ห นึ่ ง ข อ ง ม ห า วิ ท ย า ลั ย มี ชื่ อ ว่ า ค ณ ะ แ พ ท ย ศ า ส ต ร์ แ ห่ ง จุ ฬ า ล ง ก ร ณ์ มหาวิทยาลัย ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็ น คณะแพทยศาสตร์และศิรริ าช 54 แสงเทียน ศรัทธาไทย. หนูา 10 . 1897.ศ .ศิรริ าชพยาบาล นั บเป็ นโรงเรียนพยาบาลแห่งแรกของประเทศไทย ใ น ปั จ จุ บั น คื อ ค ณ ะ พ ย า บ า ล ศ า ส ต ร์ ม ห า วิ ท ย า ลั ย ม หิ ด ล ยุ ค โ ร ง เ รี ย น ร า ช แ พ ท ย า ลั ย (พ .

พ ย า บ า ในช่ ว งนี้ เจู า พระยาธรรมศั ก ดิ์ม นตรี 55 ล เสนาบดี ก ระทรวง ธรรมการ รับ พระบรมราชโองการทำา จดหมายถึ ง ม้ ล นิ ธิ ร็ อ กกี้ เฟล เลอร์ ขอใหู เ ขู า มาช่ ว ยปรับ ปรุ ง การศึ ก ษาแพทย์ โดยมี สมเด็ จ พระเจูานูองยาเธอเจูาฟู ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ ทรงรับภาระเป็ นผู้แทนฝ่ ายไทย และไดูขยายหลักส้ตรเป็ นแพทย ศาสตรบั ณ ฑิ ต ต่ อ มา ม้ ล นิ ธิ ฯ ไดู ข ยายความช่ ว ยเหลื อ ไปถึ ง โรงเรีย นพยาบาล และคณะอั ก ษรศาสตร์ แ ละวิ ท ยาศาสตร์ ดู ว ย ยุ ค มหาวิ ท ยาลั ยแพ ท ยศ าสต ร์ (พ.ศ.2486-พ. 2546..2512) มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไดูรบ ั การสถาปนาขึ้น โดยแยก คณะแพทยศาสตร์ แ ละศิ ร ิร าชพยาบาล คณะทั น ตแพทยศาสตร์ คณะ เภสั ช ศาส ตร์ คณะสั ตว แพ ทย ศาสตร์ จากจุ ฬ าล ง กร ณ์ มหาวิ ท ยาลั ย มาตั้ ง เป็ นมหาวิ ท ยาลั ย แพทยศาสตร์ อย่้ ใ นสั ง กั ด กระทรวงสาธารณสุข ในช่วงนี้ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไดูจัดตั้ง แ ล ะ โ อ น ค ณ ะ ต่ า ง ๆ ม า ก ม า ย ไ ดู แ ก่ -. 2491 จั ด ตั้ งคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล จุ ฬ าลงกรณ์ ต ามพระราชกฤษฎี ก าจั ด วางระเบี ย บราชการกรม 55 49 จุลลดา ภักดีภ้มินทร์.พ.ศ. หนูา . ราชสกุล ราชตระก้ล ราชนิ กุล.ศ.

จั ด ตั้ ง คณ ะแพท ยศาส ตร์ เ ชี ย ง ใ ห ม่ ใ น มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เพื่อจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ข้ ึนใหม่อีก คณะหนึ่ งที่จังหวัดเชียงใหม่ มีหนูาที่จัดการศึกษาฝ่ ายแพทยศาสตร์ และฝ่ ายวิชาพยาบาลผดุง ครรภ์ และอนามัย ต่ อ มาเปลี่ ย นชื่ อเป็ น คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ 52 .พ . 2491 จั ด ตั้ ง คณะสาธารณสุ ข ศาสตร์ ต ามพระราช กฤษฏี ก าจั ด วางระเบี ย บราชการกรม มหาวิ ท ยาลั ย แพทยศาสตร์ ใ นกระทรวงสาธารณสุ ข (ฉบั บ ที่ 5)....ศ.พ.. 2490 -.ศ.พ. 2501 จัดตั้งโรงเรียนเตรียมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ต่ อ ม า เ ป็ น ค ณ ะ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ก า ร แ พ ท ย์ -..ศ .2502.ศ .พ .ศ.มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ในกระทรวงการสาธารณสุข (ฉบับที่ 4) -พ ...โ อ น ค ณ ะ สั ต ว แ พ ท ย ศ า ส ต ร์ ไ ป สั ง กั ด ม ห า วิ ท ย า ลั ย เ ก ษ ต ร ศ า ส ต ร์ -...พ .พ.ศ .2498.ศ ..2491 -...2500..จั ด ตั้ ง ค ณ ะ เ ท ค นิ ค ก า ร แ พ ท ย์ ขึ้ น ใ น ม ห า วิ ท ย า ลั ย แ พ ท ย ศ า ส ต ร์ .

.พ.ศ.ศ. 2508 จั ด ตั้ ง คณ ะ แพ ท ย ศาส ตร์ โ ร ง พย าบ าล รามาธิบดี ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ข้ ึนใหม่อีกคณะหนึ่ ง เพื่อ ผลิ ต แพทย์ อาจารย์ พยาบาล ผดุ ง ครรภ์ อ นามั ย และพนั ก งาน วิท ยาศาสตร์ ตลอดจนบริการประชาชน ผู้ป่วยไขู และ โอนคณะ แพทยศาสตร์ โรงพยาบาลนครเชี ย งใหม่ จาก มหาวิ ท ยาลั ย แ พ ท ย ศ า ส ต ร์ .พ. 2507 จั ด ตั้ ง บั ณ ฑิ ต วิ ท ย าลั ย ใ น มห าวิ ท ย าลั ย แพทยศาสตร์ เพื่ อ แกู ปัญหาการขาดแพทย์ ช่ ว ยเหลื อ ปรับ ปรุ ง คุณวุฒิ และสมรรถภาพของแพทย์ รวมทั้งเภสัชกร ทันตแพทย์ ใหู มี ค วามรู้ เ หมาะสมกั บ สมั ย และช่ ว ยวิ จั ย ปั ญหาการแพทย์ ก าร ส า ธ า ร ณ สุ ข -. 2510 โ อ น ค ณ ะ แ พ ท ย ศ า ส ต ร์ โ ร ง พ ย า บ า ล จุฬาลงกรณ์ ไปสังกัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติ โอนกิ จ การ ทรั พ ย์ สิ น หนี้ สิ น ขู า ราชการ ล้ ก จู า งและเงิ น งบ .ศ.. 2503 จัดตั้ง คณะอายุรศาสตร์เขตรูอน (ปั จจุบันเป็ น คณะเวชศาสตร์เขตรูอน) และคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ปั จจุบัน เป็ นคณะวิทยาศาสตร์ ) ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ โดยที่สมควร อบรมความรู้เรื่องอายุรศาสตร์เขตรูอนโดยละเอียดแก่บรรดาแพทย์ ทั้ งหลาย ตลอดจนทำา การศึ ก ษาวิ จั ย เพื่ อความกู า วหนู า ของ วิ ท ยาการทางการแพทย์ เ กี่ ย วกั บ โรคเขตรู อ นแห่ ง ประเทศไทย -..ศ .พ .ม ห า วิ ท ย า ลั ย เ ชี ย ง ใ ห ม่ -.ไ ป สั ง กั ด .-.พ..

ศ.ค ณ ะ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ยุ ค ม ห า วิ ท ย า ลั ย ม หิ ด ล (พ ..2510 -.2512-ปั จุ บั น ) พระบาทสมเด็จพระเจู าอย่้หั วภ้ มิพลอดุ ลยเดช มีพ ระบรม ราชโองการโปรดเกลู า ฯ ใหู ป ระกาศว่ า โดยที่ เ ป็ นการสมควร ปรับปรุงมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ใหูเป็ นมหาวิทยาลัยที่สมบ้รณ์ โดยจัดตั้งเป็ นมหาวิทยาลัยขึ้นใหม่ เรียกว่า "มหาวิทยาลัยมหิดล" มี ข อบเขตดำา เนิ นงาน กวู า งข วางยิ่ งขึ้ น ตร าพ ระ ราชบั ญญั ติ มหาวิ ท ยาลั ย มหิ ด ล พ .ประมาณของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เฉพาะที่เกี่ยวกับราชการ ของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ไปเป็ นของคณะ แ พ ท ย ศ า ส ต ร์ . 2511 จั ดตั้ ง คณะทั น ตแพทยศาสตร์ พญาไท และ คณะเภสัชศาสตร์ พญาไท ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ข้ ึนใหม่อีก 2 คณะ โดยคณะทันตแพทยศาสตร์ พญาไท มีหนูาที่จัดการศึกษา ดู าน ทั น ตแพทยศาสตร์ และคณะเภสั ช ศาสตร์ พญาไท มี ห นู า ที่ จั ด ก า ร ศึ ก ษ า ดู า น เ ภ สั ช ศ า ส ต ร์ -.พ.เปลี่ ยนชื่ อคณะวิ ทย าศาส ตร์ การ แพ ทย์ เ ป็ น .จุ ฬ า ล ง ก ร ณ ม ห า วิ ท ย า ลั ย .ศ . 2512 ทรงพระ กรุ ณาโปรดเกลู า ฯ พระราชทานนาม "มหิ ด ล" อั น เป็ นพระนามของสมเด็ จ พระมหิ ตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็ นชื่อมหาวิทยาลัย แทนชื่ อ มหาวิ ท ยาลั ย แพทยศาสตร์ เ ดิ ม ในช่ ว งนี้ มี ก ารจั ด ตั้ ง คณะ ...พ.ศ.ศ.2512..ศ .พ .

ศ..ต่าง ๆ อีกมากมายเพื่อใหูครอบคลุมทุกสาขาวิชาทั้งสังคมศาสตร์ มนุ ษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังนี้ -. 2515 โอน คณะเภสัชศาสตร์ ไปสังกัดจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย -.พ.ศ.ศ.พ..พ.ศ..พ.พ. 2515 จัดตั้ง คณะพยาบาลศาสตร์ -...พ. 2528 จัดตั้ง วิทยาลัยนานาชาติ -. 2524 จัดตั้ง สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อ พัฒนาชนบท -.ศ... 2512 จัดตั้ง คณะสังคมศาสตร์และมนุ ษยศาสตร์ -. 2524 จัดตั้ง สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี -.พ..พ.ศ.พ. 2536 จัดตั้ง วิทยาลัยราชสุดา -.พ.ศ. 2520 จัดตั้ง สถาบันวิจัยโภชนาการ -.ศ.ศ.พ. 2533 จัดตั้ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ -..พ.ศ.ศ. 2521 จัดตั้ง คณะสิ่งแวดลูอมและทรัพยากรศาสตร์ -. 2515 โอน คณะทันตแพทยศาสตร์ ไปสังกัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย -..ศ. 2514 จัดตั้ง สถาบันวิจัยประชากรและสังคม -....พ.ศ.พ.. 2532 จัดตั้ง ศ้นย์ศาลายา -.ศ. 2539 จัดตั้ง วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี .

ศ.การกีฬา -.ศ.. 2525 ยังไดูจัดการศึกษาขยาย วิทยาเขตไปยัง วิทยาเขตศาลายา จ.นครปฐม ดูวย -โรงเรียนราชแพทยาลัย ประวัติมหาวิทยาลัยมหิดล ยุคโรงศิรริ าชพยาบาล (พ.พ.ศ.ศ.ศ.พ.พ.. 2547 จัดตั้ง คณะศิลปศาสตร์ นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.ศ..พ.พ. 2542 จัดตั้ง คณะกายภาพบำาบัดและวิทยาศาสตร์ การเคลื่อนไหวประยุกต์ -. 2431) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลูาเจูาอย่้หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกลูาฯ ใหู ตั้งคณะคอมมิต้ ี เพื่อจัดสรูางโรงพยาบาล โดยใชู ที่ดินส่วนหนึ่ งของวังหลัง มาเป็ นที่สรูางโรงพยาบาลแห่งแรก ชาว บูานจึงนิ ยมเรียกว่า "โรงพยาบาลวังหลัง" ในระหว่างการสรูางโรง พยาบาลนั้ น สมเด็ จพระเจู าล้ กยาเธอเจู าฟู าศิ ร ริ าชกกุ ธ ภั ณ ฑ์ ไดู สิ้นพระชนม์ลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลูาเจูาอย่้หัว ทรงพระ กรุณาโปรดเกลูาฯ ใหูรอโรงเรื ื้ อนและเครื่องใชูต่าง ๆ ในงานพระ เมรุ นำา ไปสรู า งโรงพยาบาล และเสด็ จ พระราชดำา เนิ นเปิ ดโรง . 2429 .. 2540 จัดตั้ง สถาบันอณ้ ชีววิทยาและพันธุศาสตร์ -. 2540 จัดตั้ง คณะสัตวแพทยศาสตร์ -.

พยาบาล พรู อ มทั้ งพระราชทานนามโรงพยาบาลว่ า โรงศิ ร ิร าช
พยาบาล

ยุคโรงเรียนแพทยากร (พ.ศ. 2432-พ.ศ. 2440)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลูาเจูาอย่้หัว มีพระบรมราชา
นุ ญาตใหูจัดตั้งโรงเรียนแพทย์ข้ ึน ณ โรงศิรริ าชพยาบาล โดยมีช่ ือ
ว่า โรงเรียนแพทยากร นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจูาเสาวภาผ่อง
ศรี พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ใหู
สรูางโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลขึ้น ในบริเวณโรง
ศิรริ าชพยาบาล นั บเป็ นโรงเรียนพยาบาลแห่งแรกของประเทศไทย
ในปั จจุบัน คือ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ยุคโรงเรียนราชแพทยาลัย (พ.ศ. 2443 - พ.ศ. 2375)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลูาเจูาอย่้หัว และสมเด็จ
พระนางเจูาเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำาเนิ น
เปิ ดตึกโรงเรียนแพทย์ และพระราชทานนามโรงเรียนแพทยากร
ใหม่ว่า โรงเรียนราชแพทยาลัย ในโอกาสนั้ นโปรดเกลูาฯ
พระราชทานประกาศนี ยบัตร
ใหูแพทย์ รุ่นที่ 8 จำานวน 9 คน และพยาบาลรุ่นแรก จำานวน 10

ในปี พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลูาเจูาอย่้หัว
โปรดเกลู าฯ ใหูส ถาปนา โรงเรีย นขู าราชการพลเรือ นในพระบาท
ส ม เ ด็ จ พ ร ะ จุ ล จ อ ม เ ก ลู า เ จู า อ ย่้ หั ว ขึ้ น เ ป็ น จุ ฬ า ล ง ก ร ณ์
มหาวิทยาลัย โดยไดูรวมโรงเรียนราชแพทยาลัยเขูาเป็ นคณะหนึ่ ง
ของมหาวิ ท ยาลั ย มี ช่ ื อว่ า คณะแพทยศาสตร์ แ ห่ ง จุ ฬ าลงกรณ์
มหาวิทยาลัย ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็ น คณะแพทยศาสตร์และศิรริ าช
พยาบาล
ในช่ ว งนี้ เจู า พระยาธรรมศั ก ดิ์ม นตรี เสนาบดี ก ระทรวง
ธรรมการ รับ พระบรมราชโองการทำา จดหมายถึ ง ม้ ล นิ ธิ ร็ อ กกี้ เฟล
เลอร์ ขอใหู เ ขู า มาช่ ว ยปรับ ปรุ ง การศึ ก ษาแพทย์ โดยมี สมเด็ จ
พระเจูานูองยาเธอเจูาฟู ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์
ทรงรับภาระเป็ นผู้แทนฝ่ ายไทย และไดูขยายหลักส้ตรเป็ นแพทย
ศาสตรบั ณ ฑิ ต ต่ อ มา ม้ ล นิ ธิ ฯ ไดู ข ยายความช่ ว ยเหลื อ ไปถึ ง
โรงเรียนพยาบาล และคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ดูวย
ยุคมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (พ.ศ. 2486 - พ.ศ. 2512)
มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไดูรบ
ั การสถาปนาขึ้น โดยแยก
คณะแพทยศาสตร์ แ ละศิ ร ิร าชพยาบาล คณะทั น ตแพทยศาสตร์
คณะ เภสั ช ศาส ตร์ คณะสั ตว แพ ทย ศาสตร์ จากจุ ฬ าล ง กร ณ์
มหาวิ ท ยาลั ย มาตั้ ง เป็ นมหาวิ ท ยาลั ย แพทยศาสตร์ อย่้ ใ นสั ง กั ด

กระทรวงสาธารณสุข ในช่วงนี้ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไดูจัดตั้ง
แ ล ะ โ อ น ค ณ ะ ต่ า ง

ม า ก ม า ย

ไ ดู แ ก่

-..พ.ศ. 2491 จั ด ตั้ ง คณ ะ แพ ท ย ศาส ตร์ โ ร ง พย าบ าล
จุ ฬ าลงกรณ์ ต ามพระราชกฤษฎี ก าจั ด วางระเบี ย บราชการกรม
มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ในกระทรวงการสาธารณสุข (ฉบับที่ 4)

.ศ

.

2490

-..พ.ศ. 2491 จั ด ตั้ งคณะสาธารณสุ ข ศาสตร์ ต ามพระราช
กฤษฏีกาจัดวางระเบียบราชการกรมมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์.ใน
ก ร ะ ท ร ว ง ส า ธ า ร ณ สุ ข (ฉ บั บ ที่ 5).พ .ศ .2491
-..พ .ศ ...2498.โ อ น ค ณ ะ สั ต ว แ พ ท ย ศ า ส ต ร์ ไ ป สั ง กั ด
ม ห า วิ ท ย า ลั ย เ ก ษ ต ร ศ า ส ต ร์
-..พ .ศ ...2500.จั ด ตั้ ง ค ณ ะ เ ท ค นิ ค ก า ร แ พ ท ย์ ขึ้ น ใ น
ม ห า วิ ท ย า ลั ย แ พ ท ย ศ า ส ต ร์
-..พ.ศ. 2501 จัดตั้งโรงเรียนเตรียมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ต่ อ ม า เ ป็ น ค ณ ะ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ก า ร แ พ ท ย์
-..พ.ศ. 2502 จั ดตั้ งคณ ะ แพ ท ย ศาส ตร์ เ ชี ย ง ใ ห ม่ ใ น
มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เพื่อจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ข้ ึนใหม่อีก
คณะหนึ่ งที่จังหวัดเชียงใหม่ มีหนูาที่จัดการศึกษาฝ่ ายแพทยศาสตร์
และฝ่ ายวิชาพยาบาลผดุง ครรภ์ และอนามัย ต่ อ มาเปลี่ ย นชื่ อเป็ น
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลนครเชียงใหม่

.......-..พ.ศ. 2503

ศ .ศ. 2510 โอนคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ไปสังกัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติโอนกิจการ .ศ.จัดตั้ง คณะอายุรศาสตร์เขตรูอน (ปั จจุบันเป็ นคณะเวชศาสตร์เขต รู อ น ) แ ล ะ ค ณ ะ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ก า ร แ พ ท ย์ (ปั จ จุ บั น เ ป็ น ค ณ ะ วิท ยาศาสตร์ ) ในมหาวิท ยาลัยแพทยศาสตร์ โดยที่ส มควรอบรม ความรู้ เ รื่อ งอายุ ร ศาสตร์ เ ขตรู อ นโดยละเอี ย ดแก่ บ รรดาแพทย์ ท้ ั ง หลาย ตลอดจนทำา การศึกษาวิจัยเพื่อความกูาวหนูาของวิทยาการ ทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคเขตรูอนแห่งประเทศไทย • พ . 2507 จั ด ตั้ ง บั ณ ฑิ ต วิ ท ย า ลั ย ใ น ม ห า วิ ท ย า ลั ย แพทยศาสตร์ เพื่ อ แกู ปัญหาการขาดแพทย์ ช่ ว ยเหลื อ ปรับ ปรุ ง คุณวุฒิ และสมรรถภาพของแพทย์ รวมทั้งเภสัชกร ทันตแพทย์ ใหู มี ค วามรู้ เ หมาะสมกั บ สมั ย และช่ ว ยวิ จั ย ปั ญหาการแพทย์ ก าร สาธารณสุข • พ. 2508 จั ดตั้ ง คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิ บ ดี ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ข้ ึนใหม่อีกคณะหนึ่ ง เพื่อผลิตแพทย์ อาจารย์ พยาบาล ผดุ ง ครรภ์ อ นามั ย และพนั ก งานวิ ท ยาศาสตร์ ตลอดจนบริการประชาชน ผู้ ป่วยไขู และ โอนคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลนครเชี ย งใหม่ จาก มหาวิ ท ยาลั ย แพทยศาสตร์ ไป สังกัด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ • พ.

ทรัพ ย์ สิ น หนี้ สิ น ขู า ราชการ ล้ ก จู า งและเงิ น งบประมาณของ มหาวิ ท ยาลั ย แพทยศาสตร์ เฉพาะที่ เ กี่ ย วกั บ ราชการของคณะ แ พ ท ย ศ า ส ต ร์ โ ร ง พ ย า บ า ล จุ ฬ า ล ง ก ร ณ์ ไ ป เ ป็ น ข อ ง ค ณ ะ แพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พ. 2512 เปลี่ยนชื่อคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็ น คณะ วิทยาศาสตร์ ยุคมหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ. 2510 • พ.ศ. 2512-ปั จุบัน) พระบาทสมเด็จพระเจูาอย่้หัวภ้มิพลอดุลยเดช มีพระบรม ราชโองการโปรดเกลู า ฯ ใหู ป ระกาศว่ า โดยที่ เ ป็ นการสมควร ปรับปรุงมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ใหูเป็ นมหาวิทยาลัยที่สมบ้รณ์ โดยจัดตั้งเป็ นมหาวิทยาลัยขึ้นใหม่ เรียกว่า "มหาวิทยาลัยมหิดล" มี ข อบเขตดำา เนิ นงาน กวู า งข วางยิ่ งขึ้ น ตร าพ ระ ราชบั ญญั ติ มหาวิ ท ยาลั ย มหิ ด ล พ .ศ.ศ.ศ. 2511 จัดตั้งคณะทันตแพทยศาสตร์ พญาไท และ คณะ เภสัชศาสตร์ พญาไท ในมหาวิ ท ยาลั ย แพทยศาสตร์ ข้ ึ นใหม่ อี ก 2 คณะ โดยคณะทั น ตแพทยศาสตร์ พญาไท มี ห นู า ที่ จั ด การศึ ก ษา ดู าน ทั น ตแพทยศาสตร์ และคณะเภสั ช ศาสตร์ พญาไท มี ห นู า ที่ จัดการศึกษาดูานเภสัชศาสตร์ • พ. 2512 ทรงพระ กรุ ณาโปรดเกลู า ฯ พระราชทานนาม "มหิ ด ล" อั น เป็ นพระนามของสมเด็ จ พระมหิ .

2521 จัดตั้ง คณะสิ่งแวดลูอมและทรัพยากรศาสตร์ • พ.ศ. 2524 จัดตั้ง สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี .ศ.ศ.ศ.ตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็ นชื่อมหาวิทยาลัย แทนชื่ อ มหาวิ ท ยาลั ย แพทยศาสตร์ เ ดิ ม ในช่ ว งนี้ มี ก ารจั ด ตั้ ง คณะ ต่าง ๆ อีกมากมายเพื่อใหูครอบคลุมทุกสาขาวิชาทั้งสังคมศาสตร์ มนุ ษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดังนี้ • พ. 2515 โอน คณะเภสัชศาสตร์ ไปสังกัดจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย • พ. 2520 จัดตั้ง สถาบันวิจัยโภชนาการ • พ. 2515 โอน คณะทันตแพทยศาสตร์ ไปสังกัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย • พ.ศ. 2515 จัดตั้ง คณะพยาบาลศาสตร์ • พ. 2512 จัดตั้ง คณะสังคมศาสตร์และมนุ ษยศาสตร์ • พ.ศ.ศ.ศ. 2524 จัดตั้ง สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อ พัฒนาชนบท • พ. 2514 จัดตั้ง สถาบันวิจัยประชากรและสังคม • พ.ศ.

นครปฐม ดูวย การแพทย์แผนไทย การแพทย์ แ ผนไทย (Thai Traditional Medicine) หรือ การแพทย์ แผนโบราณ เป็ นความพยายามจะอธิ บ ายภาวะต่ างๆที่ เกี่ ย วกั บ สุ ข ภาพ ทั้ ง สภาวะปกติ และสภาวะที่ ผิ ดปกติ (เป็ นโรค) .ศ.• พ. 2525 ยังไดูจัดการศึกษาขยายวิทยาเขตไปยัง วิทยาเขตศาลายา จ.ศ.ศ.ศ. 2536 จัดตั้ง วิทยาลัยราชสุดา • พ.ศ. 2540 จัดตั้ง คณะสัตวแพทยศาสตร์ • พ.ศ. 2540 จัดตั้ง สถาบันอณ้ ชีววิทยาและพันธุศาสตร์ • พ. 2547 จัดตั้ง คณะศิลปศาสตร์ นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.ศ. 2532 จัดตั้ง ศ้นย์ศาลายา • พ. 2533 จัดตั้ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ • พ.ศ.ศ. 2539 จัดตั้ง วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการ กีฬา • พ. 2542 จัดตั้ง คณะกายภาพบำาบัดและวิทยาศาสตร์การ เคลื่อนไหวประยุกต์ • พ. 2528 จัดตั้ง วิทยาลัยนานาชาติ • พ.

โดยใชู ท ฤษฎี ค วามสมดุ ล ของธาตุ ต่ า งๆในร่ า งกายเขู า มาอธิ บ าย ผสมผสานองค์ความรู้จากอินเดีย พุทธศาสนา และองค์ความรู้ท่ีเรา พัฒนาขึ้นมาเอง โดยบรมคร้ การแพทย์แผนไทย คื อ ท่ านชี ว กโก มารภัจจ์ แพทย์ประจำาตัวของพระสัมมาสัมพุทธเจูานั ่นเอง การแพทย์ แ ผนไทยอาจหมายถึ ง กระบวนการทางการ แพทย์ท่ีเกี่ยวกับการตรวจ วินิจฉัย บำาบัด หรือปู องกันโรค หรือการ ส่งเสริมและฟื้ นฟ้สุขภาพของมนุ ษย์ห รือ สัตว์ การผดุ งครรภ์ การ นวดไทย และหมายความรวมถึ ง การเตรีย มการผลิ ต ยาแผนไทย ประดิษฐ์อุปกรณ์ และเครื่องมือทางการแพทย์ โดยอาศัยความรู้หรือ ตำาราที่ไดูถ่ายทอดและสืบต่อกันมา[1] การแพทย์แผนไทยอาจจะไม่มีองค์ความรู้ดูานกลไกการเกิด โรค และเทคนิ ค ทางศั ล ยกรรมมากนั ก แต่ ตู อ งมี อ งค์ ค วามรู้ ดู า น กลวิธีทางคลินิก เช่น การซักประวัติ และการรักษาดูวยยา เพียงแต่ ขาดหลั ก ฐานเชิ ง ประจั ก ษ์ ท างคลิ นิ ก (Evidence-based clinical knowledge) ซึ่ ง ก็ ม าจากกฎขู อ บั ง คั บ ตามใบอนุ ญ าตประกอบโรค ศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทย ที่ว่า "มิใหูแพทย์แผนไทยกระทำา การอั น เป็ นวิ ท ยาศาสตร์ ใ ด ๆ" นั ่ น เอง ทำา ใหู ไ ม่ ส ามารถมี ก ารตั้ ง สมมุติฐานและวิจัยไดูอย่างเต็มที่ การจัดการเรียนการสอนสาขาการแพทย์แผนไทย .

ในปั จจุบัน มีมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หันมาใหูความสำาคัญกับ การผลิตบัณฑิตในสาขาการแพทย์แผนไทยมากขึ้น ซึ่งการแพทย์ แผนไทย กับ การแพทย์แผนไทยประยุกต์ นั้ นมีความแตกต่างกัน ชั ดเจน คือ การแพทย์ แผนไทย เนู น การวิ นิ จฉั ย การรักษา และ การจ่ายยา ดูวยหลักการของการแพทย์แผนไทย และจ่ ายยาดูว ย สมุนไพร เพียงแต่มีขูอจำากัดในการใชูเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการ แพทย์แบบตะวันตก ซึ่งตูองสอบใบประกอบโรคศิลปะเช่นเดียวกัน แต่ ข้ ึ นทะเบี ย นกั น คนละประเภทกั น โดยมหาวิ ท ยาลั ย ที่ เ ปิ ดสอน การแพทย์แผนไทย มีดังนี้ • คณะการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต (หลักส้ตร วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการแพทย์แผนตะวันออก) • คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำาแหง (หลักส้ตรวิทยา ศาสตรบัณฑิต สาขาการแพทย์แผนไทย) • คณะการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (หลักส้ตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการแพทย์แผนไทย) [1] • วิทยาลัยการแพทย์พื้นบูานและการแพทย์ทางเลือก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (หลักส้ตรแพทย์แผนไทยบัณฑิต สาขาการแพทย์แผนไทย) [2] .

• สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช [3] วิธีการถ่ายทอดความรู้ทางการแพทย์แผนไทย วิ ธี การถ่ า ยทอดความรู้ ทางการแพทย์ แ ผนไทย เป็ น ลักษณะ ปากต่อปาก แลูวท่องจำา และ ตูองอาศัย ประสบการณ์ ที่ใชู การสังเกต จดจำาใหูข้ ึนใจ การศึกษา วิชาแพทย์จึงไม่ใช่ของ ง่ าย ตู อ งอาศั ย ความมะนะ บากบั ่น พากเพี ย ร และอดทน เป็ น เวลาแรมปี เพื่อจะไดู จดจำา คำาสัง่ สอน ไดูแม่นยำา โดยคร้จะสอน วิธีการตรวจรักษาคนไขู สอนวิธีปรุงยา โดยเริม ่ จาก สอน ใหู รู้ จั ก สิ่ ง ต่ า งๆ ที่ ใ ชู เ ป็ นส่ ว นประกอบของยา ทั้ ง ที่ เ ป็ นพื ช วั ต ถุ และธาตุวัตถุ ศิษย์จะตูองทำาตัว ใกลูชิด คอยสนใจ ปรนนิ บัติ และ ติดตาม ถามไถ่ เวลาที่คร้ ออกไปรักษาคนไขู นอกสถานที่ ตูอง คอยติ ด ตาม เพื่ อจะไดู เ รีย นรู้ และหาความชำา นาญ จากการ สัง เกต อาการของคนไขู โดยคร้ จะอธิ บ าย ใหู รู้ ถึง ที่ต้ ั ง แรกเกิ ด ของโรค ชื่อของโรค และยาสำาหรับ บำาบัดโรค ตูองใหู แม่นยำา .

จวบจนสมัยที่มีตัวอักษรใชู จึงมีการจดจารึก ความรู้ไวูใน ที่ต่างๆ เช่น แกะไวูในแผ่นหิน ไมู หรือโลหะ โดยหวัง ใหูวิชา แพทย์ คงอย่้ไม่เสื่อมส้ญ สืบทอดมาจนมีการจารึก หรือเขียน ลง ในใบลาน และสมุดข่อย เรียกว่า " พระคัมภีร์ หรือพระ ตำารา " ซึ่ ง มี ก ารคั ด ลอกต่ อ ๆ กั น มา ขู อ ความในพระคั ม ภี ร์ หรือ ตำา รา แพทย์ นั้ น จะกล่าว และจำา แนก ไวูตามความรู้ ความเชียว ชาญ ของคร้ ไดู แ ก่ อาการของโรค วิ ธี ร ัก ษา อี ก ทั้ งสรรพคุ ณ ยา สมุนไพร ไวูอย่างพรูอมม้ล การแพทย์ แ ผนไทย ผู้ เ ป็ นแพทย์ ส มั ย ก่ อ น จะตู อ ง มี ความรู้ ความสามารถ ในการปรุง ยาเอง เพราะฉะนั้ น จึง ตูอง เรียนรู้ เกี่ยวกับ พันธ์ุ สมุนไพร ตามแต่คร้ จะเห็นสมควร โดยใน ชั้นแรก จะตูอง เรียนรู้ ชนิ ดของสมุนไพร และคุณสมบัติ ตลอด จนถึ ง การเก็ บ รัก ษา ส่ ว นพิ กั ด ยา แต่ ล ะชนิ ด นั้ นศิ ษ ย์ จะตู อ ง อาศัยการสังเกตุ และจดจำาเอาเอง ชั้นที่สอง คือ การศึกษา จาก ตำา รา แพทย์ จะตูอ งศึ กษา จากคั มภี ร์ ที่ บอก ลักษณะ อาการ ของโรค และตำารา คัมภีร์สรรพคุณ ที่ บอกรสยาทั้งปวง คัมภีร์ ที่ ตูอง ศึกษา ในเบื้ องตูน คือ สมุฎฐานวินิจฉัย ธาตุวินิจฉัย โรค นิ ทาน ปฐมจินดา มหาโชตรัต ตักกศิลา สาโรช รัตนมาลา ชว .

ตาร ติจรณสังคหะ มุจฉาปั กขันธิกา เป็ นลำาดับ ขั้นสุดทูาย คือ การทำา นายโรค ศึ ก ษา โดยตามคร้ ไปเยี่ ย มผู้ ป่วย เรีย กว่ า ถื อ ล่วมยา ต่อมาจะมีความชำานาญ ขึ้นเป็ นลำาดับ จนรักษาเองไดู จึง ถือว่า เรียนจบหลักส้ตร และเป็ นหมอที่มีคร้แลูว หลักส้ตร ของคร้บางคน จะสอนวิชาไสยศาสตร์ ใหูดูวย เรียกว่า ไสยรักษ์ คือการรักษาโรคภัยไขูเจ็บดูวยคาถา อาคม และ นั บ ว่ า เป็ นวิ ช าแพทย์ แ ผนไทยแขนงหนึ่ ง ดั ง ความตอนหนึ่ ง ใน คัมภีร์ ฉันทศาสตร์ ว่า ผู้ใดจะเรียนรู้ เที่ยงแทูว่าพิสดาร พิเคราะห์ด้ผู้อาจารย์ ทั้งคุณไสยจึงควรเรียน สักแต่เป็ นแพทย์ไดู คัมภีร์ไสยไม่จำาเนี ยร คร้น้ ั นไม่ควรเรียน จำานำาตนใหูหลงทาง สมุนไพร คือ ผลไมู ผัก พืช เครื่องเทศ สัตว์ แร่ธาตุ ที่มี สรรพคุณทางยาในการรักษาโรคที่พบไดูตามธรรมชาติ โดยสามารถ .

ใชูส่วนต่าง ๆ เช่น ราก ผล ใบ ลำาตูน ดอก เปลือกหรืออื่น ๆ นำา ไปรับประทานไดูท้ ังในร้ปแบบสดและร้ปแบบแหูงหรือแปรร้ปเป็ น ยาไดู สมุนไพรไทย คนไทยเราเมื่อสมัยก่อนมีการเรียนรู้การใชูสมุนไพรรักษา โรคต่าง ๆ ในหม่้บูานกันสืบทอดต่อมาจนถึงปั จจุบัน และ ถือว่าเปู นภ้มิปัญญาที่บรรพบุรุษสัง่ สมเอาไวูใหูล้กหลานไดูศึกษาความรู้และ นำาไปใชูประโยชน์ กลู ว ยนำ้ าวู า กลู ว ยนำ้ าวู า ใชู ทำา ยาไดู ท้ ั งดิ บ และสุ ก มี ประโยชน์ ม ากมายมหาศาล อย่ า งเช่ น กลู ว ยดิ บ มี ส ารฝาดสมาน (Astringent) จึงช่วยในการสมานรักษาอาการทูองเสียที่ไม่รุนแรงไดู เป็ นการยั บ ยั้ ง การเจริญ เติ บ โตของแบคที เ รีย นอกจากนี้ ยั ง ชวย ปู องกั น ผนั ง กระเพาะลำา ไสู ไ ม่ ใ หู เ ชื้ อโรคและอาหารที่ มี ร สเผ็ ด จั ด เช่น พริก เขูาไปทำาลายผนั งกระเพาะ ลำาไสู โดยกินครั้งละครึง่ ผล หรื อ 1 ผล อาการทู อ งเสี ย จะทุ เ ลาลง และยั ง ช่ ว ยรั ก ษาโรค กระเพาะไดูอีกดูวย .

กระชาย ตามตำา ราถือว่ากระชายเป็ นยาอายุวัฒนะชั้นหนึ่ ง เป็ นยาเจริญ อาหารและบำา รุ ง ธาตุ ทำา ใหู โ ลหิ ต หมุ น เวี ย นดี ข้ ึ น ผิ ว พรรณผุ ด ผ่ อ ง สดใส ชะลอความแก่ แกู ใ จสั ่น แกู วิ ง เวี ย น แน่ น หนูาอก แกูแผลในปาก แกูฝีอักเสบ แกูกลากเกลื้ อน กระเทียม กระเทียมเป็ นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณ คือ ช่วย ลดปริม าณของคอเลสเตอรอลในกระแสเลื อ ด แกู อ าการทู อ งอื ด และแน่ น จุ ก เสี ย ด โดยใหู ร ั บ ประทานกระเที ย มดิ บ ๆ ครั้ ง ละ ประมาณ 5-7 กลีบหลังอาหาร ขมิ้ นชั น ขมิ้นชัน นอกจากจะเป็ นสมุน ไพรที่นิ ยมนำา มาใชู เป็ นเครื่องเทศกันมานานแลูว ยังมีสรรพคุณเป็ นยาไดูอีกดูวย เช่น เป็ นยาลดกรด แกูทูองอืด ทูองเฟู อ แน่นจุกเสียด ขับลม อาหารไม่ ย่อย แกูโรคกระเพาะ แกูปวดทูอง แกูอาการเกร็งกลูามเนื้ อ ทำาใหู การบีบตัวของลำาไสูลดลง ขิง ขิงเป็ นสมุนไพรอีกชนิ ดหนึ่ งที่มีสรรพคุณมากมายอย่าง ไม่ น่ าเชื่ อ ประโยชน์ ข องขิ ง คื อ ช่ ว ยย่ อ ยอาหาร ลดความดั น ช่ ว ย ใหูการไหลเวียนของโลหิตดีข้ ึน ลดระดับไขมันคอเลสเตอรอล โดย การด้ดซึมคอเลสเตอรอลจากอาหารในลำาไสู แลูวปล่อยใหูร่างกาย กำาจัดออกทางอุจจาระ ช่วยลดอาการอยากเสพยาของคนติดยาเสพ ติดไดู บรรเทาปวด ลดไขู ลดอาการเวียนศีระษะ .

ตำาลึง ตำาลึงเป็ นสมุนไพรพื้ นบูานที่มีประโยชน์และมีคุณค่า ทางอาหารส้ง ตำา ลึงถือเป็ นยาเย็น ใบช่วยขับพิษรูอน ถอนพิษไขู แกู อ าการแพู อั ก เสบ แมลงมี พิ ษ กั ด ต่ อ ย แกู แ สบคั น เจ็ บ ตา ตาแดงและตาแฉะ แกูโรคผิวหนั ง และลดนำ้าตาลในเลือด ตะไครู ตะไครูเป็ นสมุนไพรที่มีรสเผ็ดรูอน เฝื่ อน และขม เล็กนูอย นิ ยมนำามาใชูเป็ นเครื่องปรุงในการประกอบอาหารทุกส่วน ของตะไครู สามารถนำา มาใชูเป็ นยารักษาโรคหืด แกู ปวดทู อง ขับ ปั สสาวะ และแกูอหิวาตกโรค กระดุมทอง เป็ นไมูลูมลุกที่พบเห็นไดูทัว่ ไปตามทูองถนน หรือตามบูานเรือนที่ปล้กอาศัยอย่้ เป็ นพืชที่ข้ ึนไดูง่าย ใบจะสากมีสี เขียวเขูม ดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีสีเหลือง ตามแพทย์แผนปั จจุบัน ยังไม่ไดูใหูการยอมรับตูนกระดุมทองนี้ มากนั ก แต่ทางแพทย์แผน โบราณและแพทย์แผนจีนนั้ น ถือไดูว่าตูนกระดุมทองนี้ มีสรรพคุณ ทางยาที่สามารถช่วยรักษาโรคเบาหวาน โรคหัวใจและความดันไดู เป็ นอย่างดี มะระขี้นก มะระขี้นกเป็ นสมุนไพรพื้ นบูานของไทยอีกชนิ ด หนึ่ งที่มีรสขม มีสรรพคุณในการรักษาโรคเบาหวาน ลดนำ้าตาลใน เลือด แกูไขู แกูรูอนในกระหายนำ้า .

บัวบก บัวบกเป็ นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลากหลายทั้ง แกูอาการชำ้าใน ลดความดันโลหิต ฟู าทะลายโจร แกูไขูทัว่ ๆไปเช่นไขูหวัด ไขูหวัดใหญ่ ระงับอาการอักเสบ พวกไอ เจ็ บ คอ คออั ก เสบ ต่ อ มทอนซิ ล หลอดลมอั ก เสบ ขั บ เสมหะ รักษาโรคผิวหนั งฝี แกูติดเชื้ อ พวกทำาใหูปวดทูอง ทูองเสีย บิด และแกูกระเพาะลำาไสูอักเสบ เป็ นยาขมเจริญอาหาร เพชรสังฆาต เถา : รักษากระด้กแตก ซูน โรคริดสีดวงทวาร ยาระบายขับ พยาธิ แกูปวด ขับลมในลำาไสู ใบและยอดอ่อน : รักษาโรคลำาไสูที่เกี่ยวกับอาหารไม่ย่อย แน่นทูอง นำ้าคั้น จากลำา ตู น : รักษาโรคลักปิ ดลั กเปิ ด ความผิ ดปกติ ของประจำาเดือน ห้น้ ำาหนวก และ เลือดกำาเดาไหล .

โหระพา ใบสด มี น้ ำ ามั น หอมระเหย เช่ น methyl chavicol และ linalool ฯลฯ ขับลมแกูทูองอืดเฟู อ ใชูเป็ นอาหาร แต่งกลิ่นอาหาร แต่งกลิ่นสำาอางบางชนิ ด เมล็ดเมื่อแช่น้ ำาจะพองเป็ นเมือก เป็ นยา ระบาย เนื่ องจากไปเพิ่มจำานวนกากอาหาร (bulk laxative) กระเรา ใบ บำารุงธาตุไฟธาตุ ขับลมแกูปวดทูอง แกูลมตานซาง แกู จุกเสียด แกูคลื่นเหียนอาเจียน และขับลม เมล็ ด เมื่ อนำา ไปแช่ น้ ำ าเมล็ ด จะพองตั ว เป็ นเมื อ กขาว ใชู พอกบริเวณตา เมื่อตามีผง หรือฝ่ ุนละอองเขูา ผงหรือฝ่ ุนละออง นั้ นก็จะออกมา ซึ่งจะไม่ทำาใหูตาเรานั้ นชำ้าอีกดูวย ราก ใชูรากที่แหูงแลูว ชงหรือตูมกับนำ้ารูอนดื่ม แกูโรคธาตุ พิการ ์ ดการบีบตัวของลำา ไสู สามารถรักษา นำ้าสกัดทั้งตูนมีฤทธิล ์ ับนำ้าดี ช่วยย่อยไขมันและลด แผลในกระเพาะอาหาร ในใบมีฤทธิข อาการจุกเสียด .

เ ก ล็ ด ป ล า ห ม อ มีสรรพคุณทางสมุนไพร ใชูราก ตูมนำ้าดื่ม เพื่อแกูโรคตับพิการ .

GG  G GFG H  FGG  G GH G   FHI G   F G FG  GH G  GF G H   GH GH GF   GH G  G FG  G   GH GH GF FHI IH GH G  FGFGG  GH  GFI FH  F FHI I    FG  G   GG   G F H F  GH HF  F  G  GFH  FFG G G F GHG  I G  G F F  H  I  G F G  I G    qh ©qg  GGH  G G  GF F F  lqfh  q qhz gz } g F    G GH G FG G F  GF F F .

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful