บทที่ 2

การแยกตัวประกอบของพหุนาม (15 ชั่วโมง)
2.1
2.2
2.3
2.4

การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองที่เปนผลตางของกําลังสอง
การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองโดยวิธีทําเปนกําลังสองสมบูรณ
การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสูงกวาสองที่มีสัมประสิทธิ์เปนจํานวนเต็ม
การแยกตัวประกอบของพหุนามที่มีสัมประสิทธิ์เปนจํานวนเต็มโดยใช
ทฤษฎีบทเศษเหลือ

(2 ชั่วโมง)
(4 ชั่วโมง)
(6 ชั่วโมง)
(3 ชั่วโมง)

สาระของบทนี้เปนเรื่องตอเนื่องจากที่นักเรียนเคยเรียนมาแลวในหนังสือเรียนสาระการเรียนรู
เพิ่มเติม คณิตศาสตร เลม 2 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ที่ไดกลาวถึงการแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง
ในรูป ax2 + bx + c เมื่อ a, b, c เปนจํานวนเต็ม a ≠ 0 และสัมประสิทธิ์ของแตละพจนของตัวประกอบ
เปนจํานวนเต็ม ในบทนี้จึงขยายความรูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองที่เปนผล
ตางของกําลังสองและของพหุนามทีท่ าํ เปนกําลังสองสมบูรณและสัมประสิทธิข์ องแตละพจนของตัวประกอบเปน
จํานวนจริง อีกทัง้ ยังมีสาระใหมทกี่ ลาวถึงการแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสงู กวาสองทีส่ มั ประสิทธิข์ อง
แตละพจนเปนจํานวนเต็ม โดยใชสมบัติการเปลี่ยนหมู สมบัติการสลับที่ สมบัติการแจกแจง หรือใช
ทฤษฎีบทเศษเหลือ ในสาระใหมนี้จะเนนการแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสงู กวาสองทีม่ สี มั ประสิทธิ์
ของแตละพจนเปนจํานวนเต็มและสัมประสิทธิข์ องแตละพจนของตัวประกอบเปนจํานวนเต็มเทานัน้ สําหรับ
หัวขอ 2.4 การแยกตัวประกอบของพหุนามที่มีสัมประสิทธิ์เปนจํานวนเต็มโดยใชทฤษฎีบทเศษเหลือนั้น จะ
มีการกลาวถึงอีกครั้งในชวงชั้นที่ 4
ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของบทนี้ ครูควรใหนักเรียนไดฝกทักษะมาก ๆ จนสามารถ
จัดพหุนามใหอยูในรูปที่จะนําสูตรการแยกตัวประกอบตาง ๆ มาชวยแยกตัวประกอบไดอยางคลองแคลว
โดยเฉพาะเรื่องการทําเปนกําลังสองสมบูรณ เพราะเรื่องนี้เปนพื้นฐานสําคัญของการเรียนพีชคณิตและ
การคํานวณอื่น ๆ ในชั้นที่สูงขึ้น

ผลการเรียนรูที่คาดหวังรายป
1. แยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองโดยวิธีทําเปนกําลังสองสมบูรณได
2. แยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสูงกวาสองที่มีสัมประสิทธิ์ของแตละพจนเปนจํานวนเต็มและ
ไดตัวประกอบที่มีสัมประสิทธิ์ของแตละพจนเปนจํานวนเต็ม โดยอาศัยวิธีทําเปนกําลังสอง
สมบูรณหรือใชทฤษฎีเศษเหลือได

12

แนวทางในการจัดการเรียนรู
2.1 การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองที่เปนผลตางของกําลังสอง (2 ชั่วโมง)
จุดประสงค นักเรียนสามารถแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองที่เปนผลตางของกําลังสองได
เอกสารแนะนําการจัดกิจกรรม

แบบฝกหัดเพิ่มเติม 2.1

ขอเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
1. ครูควรทบทวนความรูเกี่ยวกับการแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองที่เคยเรียนมาแลว เชน
การแยกตัวประกอบของพหุนามที่อยูในรูปผลตางของกําลังสองและในรูปที่สามารถทําเปนกําลังสอง
สมบูรณได ทั้งนี้อาจเสริมดวยแบบฝกหัดเพิ่มเติม 2.1
2. กอนใหความรูเรื่องการแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองที่เปนผลตางของกําลังสองและมี
สัมประสิทธิ์ของแตละพจนของตัวประกอบเปนจํานวนจริง ครูควรทบทวนเกี่ยวกับสมบัติบางประการของ
จํานวนจริงคือ
( a )2 = a
เมื่อ a > 0
a b = ab เมื่อ a > 0 และ b > 0
a
= ab เมื่อ a > 0 และ b > 0
b
3. การแยกตัวประกอบของพหุนาม เชน 14 x 2 − 5 ในตัวอยางที่ 2 ครูอาจแนะนําวิธีทําอีก
แบบหนึ่งดังนี้
1 x 2 − 5 = 1 (x2 – 20)
4
4
= 14 (x – 20 )(x + 20 )
= 14 (x – 2 5 )(x + 2 5 )
4. การแยกตัวประกอบของพหุนาม 8 – (x – 3)2 ในตัวอยางที่ 3 ซึ่งมีการถอดวงเล็บ ครูควรย้ํา
และทบทวนถึงวิธีการเขาวงเล็บและถอดวงเล็บดวย เพราะถาทําไมถูกตอง การคํานวณจะผิดพลาด
ทําใหแยกตัวประกอบไมไดหรือแยกตัวประกอบไดไมถูกตอง

13

2.2 การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองโดยวิธีทําเปนกําลังสองสมบูรณ
(4 ชั่วโมง)
จุดประสงค นักเรียนสามารถแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองโดยวิธีทําเปนกําลังสองสมบูรณ ได
เอกสารแนะนําการจัดกิจกรรม

แบบฝกหัดเพิ่มเติม 2.2

ขอเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
1. ครูอาจทบทวนความรูเกี่ยวกับการแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง และย้ําถึงรูปแบบของ
พหุนามที่อยูในรูปกําลังสองสมบูรณ อาจใชแบบฝกหัดเพิ่มเติม 2.2 ประกอบดวยก็ได
2. ในการแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองโดยวิธีทําเปนกําลังสองสมบูรณ ในชวงตน ๆ
ครูอาจใหนักเรียนฝกทําเฉพาะการแยกตัวประกอบที่ไดสัมประสิทธิ์ของแตละพจนของตัวประกอบเปน
จํานวนเต็มกอน ทั้งนี้เพื่อใหนักเรียนคุนเคยและมีทักษะในการทําตามวิธีการที่ใชพจนบวกเขาและลบออก
ถาครูเห็นวานักเรียนสามารถทําความเขาใจรูปแบบของการทําพหุนามดีกรีสองใหเปน
กําลังสองสมบูรณไดดีแลว ก็อาจใหนักเรียนเห็นขั้นตอนการแยกตัวประกอบของ ax2 + bx + c เมื่อ a = 1
เปนกรณีทั่วไปดังนี้
1) จัดพหุนามที่กําหนดใหอยูในรูป x2 + 2px + c หรือ x2 – 2px + c เมื่อ p เปน
จํานวนจริงบวก
2) ทํา x2 + 2px หรือ x2 – 2px ที่จัดไวในขอ 1) ใหมีบางสวนเปนกําลังสองสมบูรณ
โดยนําพจน p2 บวกเขาและลบออกดังนี้
x2 + 2px + c = (x2 + 2px + p2) – p2 + c
= (x + p) 2 – (p2 – c)
หรือ x2 – 2px + c = (x2 – 2px + p2) – p2 + c
= (x – p) 2 – (p2 – c)
3) จากขอ 2) ถาให p2 – c = d2 เมื่อ d แทนจํานวนจริงบวก
จะได x2 + 2px + c = (x + p)2 – d2
หรือ x2 – 2px + c = (x – p)2 – d2
4) แยกตัวประกอบของ (x + p)2 – d2 หรือ (x – p)2 – d2 โดยใชสูตรการแยก
ตัวประกอบของผลตางของกําลังสองคือ A2 – B2 = (A + B)(A – B) เมื่อ A และ
B เปนพหุนาม
ถาครูสอนการแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสองในกรณีทั่วไปตามขั้นตอนขางตน ก็ให
คํานึงวาสอนเพื่อใหนักเรียนเกิดความคิดรวบยอดในเชิงคณิตศาสตร ไมตองนําไปวัดผลหรือประเมินผล

14
3. การเขียนคําตอบของการแยกตัวประกอบในตัวอยางที่ 5 ไดนําตัวประกอบรวม 3 คูณเขาไป
ในวงเล็บเพื่อใหคําตอบอยูในรูปอยางงาย มีคาคงตัวเปนจํานวนเต็มและอยูในรูปการคูณของพหุนามดีกรี
หนึ่งสองพหุนาม สําหรับตัวอยางที่ 6 ถึงตัวอยางที่ 8 ยังเขียนตัวประกอบรวมอยูนอกวงเล็บ เพราะแม
จะนําตัวประกอบรวมคูณเขาไปในวงเล็บใดวงเล็บหนึ่ง ก็ไมทําใหไดคําตอบอยูในรูปอยางงาย อยางไรก็
ตามการเขียนคําตอบดังตัวอยางที่ 5 ถึงตัวอยางที่ 8 จะเขียนตัวประกอบรวมอยูนอกวงเล็บหรือนํากลับเขา
ไปคูณในวงเล็บก็ได ครูไมควรนําประเด็นนี้มาเปนเกณฑตัดสินคะแนน
สําหรับตัวอยางที่ 8 ครูควรทําความเขาใจกับนักเรียนเปนพิเศษเกีย่ วกับการเปลีย่ นเครือ่ งหมาย
ในวงเล็บเมื่อเขียนผลบวกหรือผลลบในรูปของเศษสวน ครูควรย้ําและชี้ใหเห็นวาระหวางพหุนามแตละคู
ในแตละวงเล็บมีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
⎛ 5 53 ⎞
⎛ 5 − 53 ⎞
53
⎜ x − 2 + 2 ⎟ = ⎛⎜ x − ⎛⎜ 25 − 2 ⎞⎟ ⎞⎟ = ⎜ x − 2 ⎟
⎠⎠
⎝ ⎝




⎛ 5 53 ⎞
⎛ 5 + 53 ⎞
53
และ
⎜ x − 2 − 2 ⎟ = ⎛⎜ x − ⎛⎜ 25 + 2 ⎞⎟ ⎞⎟ = ⎜ x − 2 ⎟
⎠⎠
⎝ ⎝




4. สําหรับกิจกรรม “ทําไดเหมือนกัน” มีเจตนาเสริมความรูใหนักเรียนไดเห็นพหุนามดีกรีสอง
ที่เปนกําลังสองสมบูรณและสัมประสิทธิ์ของบางพจนไมเปนจํานวนเต็ม ครูไมควรนําโจทยในลักษณะนี้
ไปใชในการวัดผลและประเมินผล

2.3 การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสูงกวาสองที่มีสัมประสิทธิ์เปนจํานวนเต็ม
(6 ชั่วโมง)
จุดประสงค นักเรียนสามารถแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสูงกวาสองที่มีสัมประสิทธิ์ของแตละ
พจนเปนจํานวนเต็มได

เอกสารแนะนําการจัดกิจกรรม

กิจกรรมเสนอแนะ 2.3 ก และ 2.3 ข

ขอเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
1. ในหัวขอนี้จะกลาวถึงเฉพาะการแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสูงกวาสองที่มีสัมประสิทธิ์
เปนจํานวนเต็ม และเมื่อแยกตัวประกอบแลวสัมประสิทธิ์ของแตละพจนของตัวประกอบเปนจํานวนเต็ม
ดวย ดังนั้นคําตอบของแบบฝกหัดแตละขอจึงอาจมีตัวประกอบเปนพหุนามดีกรีสอง โดยเฉพาะคําตอบ
ของพหุนามที่อยูในรูปผลบวกของกําลังสามและผลตางของกําลังสาม
2. ครูอาจใชกิจกรรมเสนอแนะ 2.3 ก และ 2.3 ข ประกอบการเรียนการสอนใหนักเรียนเห็น
ความสัมพันธระหวางการแยกตัวประกอบของพหุนามที่อยูในรูปผลบวกของกําลังสามและผลตางของ
กําลังสามกับปริมาตรของรูปเรขาคณิตสามมิติก็ได

15
3. เมื่อครูใหตัวอยางการแยกตัวประกอบของพหุนามในรูปผลบวกของกําลังสามและผลตางของ
กําลังสาม ครูควรย้ําใหนักเรียนระวังในการใชสูตร A3 + B3 = (A + B)(A2 – AB + B2) และ
A3 – B3 = (A – B)(A2 + AB + B2)
นักเรียนมักจะสับสนจําพหุนาม A2 – AB + B2 หรือ A2 + AB + B2 เปน A2 – 2AB + B2
หรือ A2 + 2AB + B2 ซึ่งเปนพหุนามดีกรีสองที่เปนกําลังสองสมบูรณ ซึ่งไมถูกตอง
4. การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสามและพหุนามดีกรีสี่ที่อาศัยสมบัติการเปลี่ยนหมู
สมบัติการสลับที่และสมบัติการแจกแจง ดังตัวอยางที่ 13 และตัวอยางที่ 14 ซึ่งใชวงเล็บเปนเครื่องมือใน
การใชสมบัติตาง ๆ ดังกลาว ครูไมจําเปนตองอธิบายใหนักเรียนเห็นวาใชสมบัติเหลานั้นอยางไร แตครู
ควรใหขอสังเกตวิธีพิจารณาการเขาวงเล็บวาทําไดอยางไร อาจใหขอสังเกตกับนักเรียนในการทําโจทย
แบบฝกหัด 2.3 ค ดังนี้
กรณีที่เปนพหุนามดีกรีสามและมี 4 พจน นักเรียนควรจัดเปนสองวงเล็บใหมีวงเล็บหนึ่งอยู
ในรูปผลบวกของกําลังสามหรือผลตางของกําลังสาม พจนที่เหลือจัดเขาไวในอีกวงเล็บหนึ่งและใชสมบัติ
การแจกแจงในการแยกตัวประกอบ เชน
จัด x3 – 5x2 – 15x + 27 เปน (x3 + 27) – (5x2 + 15x) จะเห็นวา x3 + 27 อยูในรูปผลบวกของ
กําลังสามและ 5x2 – 15x มี 5x เปนตัวประกอบรวม เมื่อใชสมบัติของการแจกแจงจะไดดังนี้
จาก x3 – 5x2 – 15x + 27 = (x3 + 27) – (5x2 + 15x)
ใชสมบัติการแจกแจง
= (x3 + 33) – 5x(x + 3)
= (x + 3)(x2 – 3x + 9) – 5x(x + 3)
= (x + 3)[(x2 – 3x + 9) – 5x]
2

ใชสมบัติการแจกแจง

= (x + 3)(x – 8x + 9)
สําหรับกรณีที่เปนพหุนามดีกรีสี่และมี 4 พจน จัดใหพหุนามในวงเล็บหนึ่งมี 3 พจนและ
จัดเปนกําลังสองสมบูรณได อีกพจนหนึ่งเขียนอยูในรูปกําลังสองไดและใชสูตรผลตางของกําลังสองในการ
แยกตัวประกอบ เชน
จัดเปนกําลังสองสมบูรณได
จัด 9x4 – y2 – 6y – 9 เปน (9x4) – (y2 + 6y + 9)
เขียนเปนกําลังสองได

จาก 9x4 – y2 – 6y – 9 =
=
=
=

(9x4) – (y2 + 6y + 9)
(3x2)2 – (y + 3)2
[3x2 + (y + 3)][3x2 – (y + 3)]
(3x2 + y + 3)(3x2 – y – 3)

อยูในรูปผลตางของกําลังสอง

16

2.4 การแยกตัวประกอบของพหุนามที่มีสัมประสิทธิ์เปนจํานวนเต็มโดยใช
ทฤษฎีบทเศษเหลือ (3 ชั่วโมง)
จุดประสงค นักเรียนสามารถแยกตัวประกอบของพหุนามที่มีสัมประสิทธิ์ของแตละพจนเปนจํานวนเต็ม
โดยใชทฤษฎีบทเศษเหลือได

ขอเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
1. เนื่องจากในการแยกตัวประกอบของพหุนามโดยใชทฤษฎีบทเศษเหลือ บางครั้งอาจตองใช
การหารพหุนามประกอบดวย ครูจึงควรทบทวนการหารพหุนามตัวแปรเดียวที่ตัวตั้งมีดีกรีสูงกวาสองและ
ตัวหารเปนพหุนามดีกรีหนึ่งกอน โดยทบทวนถึงความรูที่เกี่ยวของกับความสัมพันธของตัวตั้ง ตัวหาร ผล
หาร และเศษ ซึ่งสัมพันธกันดังนี้
ตัวตั้ง = (ตัวหาร × ผลหาร) + เศษ
เมื่อตัวหารเปนพหุนามดีกรีหนึ่งที่อยูในรูป x – a ที่ a เปนคาคงตัว จะไดเศษจากการหาร
เปนคาคงตัว ใหครูแนะนําคําวา เศษ ที่นักเรียนเคยรูจักนั้น ตอไปนี้จะเรียกวาเศษเหลือ
กอนใหทฤษฎีบทเศษเหลือ ครูอาจหาโจทยการหารที่มีเศษเหลือใหนักเรียนทําเพิ่มเติมเพื่อ
เปรียบเทียบเศษเหลือที่ไดจากวิธีตั้งหารและวิธีแทนคา x ในพหุนาม P(x) ที่เปนตัวตั้งวาไดเศษเหลือเทากัน
หรือไม
2. ในตัวอยางที่ 6 การแยกตัวประกอบของ x3 – x2 – 8x + 12 ครูอาจใหขอสังเกตกับนักเรียน
วา เนื่องจากจํานวนเต็มที่หาร 12 ไดลงตัวมีหลายจํานวนคือ 1, -1, 2, -2, 3, -3, 4, -4, 6, -6, 12 และ
-12 การพิจารณาแทน x ใน P(x) ดวยจํานวนเต็มใดจึงจะทําใหไดเศษเหลือเทากับ 0 นั้น ครูควรแนะนํา
ใหนักเรียนลองแทนคาโดยเริ่มจากจํานวนที่มีคาสัมบูรณนอย ๆ เชน ลองแทนดวย 1, -1, 2, -2, ... ไป
ตามลําดับ
การหาพหุนามที่เปนตัวประกอบอาจใชวิธีหาเศษเหลือที่ไดเศษเหลือเปน 0 มากกวาหนึ่งครั้ง
และอาจคิดอยางเปนระบบดังนี้
ตัวอยาง
จงแยกตัวประกอบของ x3 – x2 – 8x + 12
ให P(x) =
x3 – x2 – 8x + 12
ตัวประกอบของ 12 ไดแก 1, -1, 2, -2, 3, -3, 4, -4, 6, -6, 12 และ -12
P(1)
=
13 – 12 – 8(1) + 12
= 1 – 1 – 8 + 12
≠ 0
P(-1)
=
(-1)3 – (-1)2 – 8(-1) + 12 = (-1) – 1 + 8 + 12 ≠ 0
P(2)
=
23 – 22 – 8(2) + 12
= 8 – 4 – 16 + 12 = 0
3
2
P(-2)
=
(-2) – (-2) – 8(-2) + 12 = (-8) – 4 + 16 + 12 ≠ 0
P(3)
=
33 – 32 – 8(3) + 12
= 27 – 9 – 24 + 12 ≠ 0

17
P(-3)
=
(-3)3 – (-3)2 – 8(-3) + 12 = (-27) – 9 + 24 + 12 = 0
จะได x – 2 และ x + 3 เปนตัวประกอบของ x3 – x2 – 8x + 12
เนื่องจาก (x – 2)(x + 3) = x2 + x – 6
เมื่อหาร x3 – x2 – 8x + 12 ดวย x2 + x – 6
จะไดผลหารเปน x – 2
ดังนั้น x3 – x2 – 8x + 12 = (x – 2)(x + 3)(x – 2)
= (x – 2)2(x + 3)
ครูอาจชี้ใหนักเรียนสังเกตวาในกรณีที่แทน x ใน P(x) = x3 – x2 – 8x + 12 ดวย
จํานวนเต็มบางจํานวนนั้น นักเรียนควรใชการพิจารณาผลลัพธวาเทากับศูนยหรือไม กรณีที่ไมเทากับศูนย
ก็ไมจําเปนตองระบุวามีผลลัพธเปนเทาไร
3. สําหรับการเขียนวิธีทําในแบบฝกหัด 2.4 ครูอาจใหนักเรียนแสดงวิธีแยกตัวประกอบโดยใช
ทฤษฎีบทเศษเหลือสั้น ๆ เชน ตัวอยางที่ 9 อาจทําไดดังนี้
จงแยกตัวประกอบของ x4 + 3x3 – 27x – 81
ให P(x) = x4 + 3x3 – 27x – 81
แทน x ดวย 3 ใน P(x)
จะได P(3) = 34 + 3(3)3 – 27(3) – 81
= 81 + 81 – 81 – 81
= 0
จะได x – 3 เปนตัวประกอบของ x4 + 3x3 – 27x – 81
ดังนั้น x4 + 3x3 – 27x – 81 = (x – 3)(x3 + 6x2 + 18x + 27)
ให Q(x) = x3 + 6x2 + 18x + 27
แทน x ดวย -3 ใน Q(x)
จะได Q(-3) = (-3)3 + 6(-3)2 + 18(-3) + 27
= -27 + 54 – 54 + 27
= 0
จะได x + 3 เปนตัวประกอบของ x3 + 6x2 + 18x + 27
ดังนั้น x3 + 6x2 + 18x + 27 = (x + 3)(x2 + 3x + 9)
นั่นคือ x4 + 3x3 – 27x – 81 = (x – 3)(x + 3)(x2 + 3x + 9)
4. สําหรับกิจกรรม “คา k เปนเทาใด” มีเจตนาเสนอไวเพื่อใหนักเรียนใชความรูเกี่ยวกับการ
หารและการแยกตัวประกอบโดยใชทฤษฎีบทเศษเหลือมาประยุกตหาคําตอบ โจทยในลักษณะนี้ไมเหมาะ
สําหรับนําไปวัดผลและประเมินผล อาจนําไปใชเพื่อฝกการคิดวิเคราะหกับนักเรียนที่มีความสามารถ
คอนขางสูง

18
5. สําหรับกิจกรรม “ตัวปญหา” มีเจตนาสรางเจตคติที่ดีในการเรียนคณิตศาสตร ใหนักเรียน
ไดฝก ทักษะในการแยกตัวประกอบและไดตรวจสอบความถูกตองของคําตอบดวยการเชือ่ มโยงกับสํานวนไทย

คําตอบแบบฝกหัดและคําตอบกิจกรรม
คําตอบแบบฝกหัด 2.1
1. (x + 3 )(x – 3 )
3. ( 2 5 + x)( 2 5 – x)
3⎞⎛
3⎞

5. ⎜ x + 2 ⎟ ⎜ x − 2 ⎟

⎠⎝

1
1
7. ⎛⎜ 3 x + 15 ⎞⎟ ⎛⎜ 3 x − 15 ⎞⎟

⎠⎝

9. ( 7 x + 2 6 )( 7 x – 2 6 )
11. (x + 3 + 10 )(x + 3 – 10 )
13. ( 5 2 + x – 4)( 5 2 – x + 4)
15. (2x + 3 + 2 6 )(2x + 3 – 2 6 )
17. (5x – 1 + 4 3 )(5x – 1 – 4 3 )

2. (x + 7 )(x – 7 )
4. ( 3 2 + x)( 3 2 – x)
5⎞⎛
5⎞

6. ⎜ x + 6 ⎟ ⎜ x − 6 ⎟

⎠⎝

5
5
8. ⎛⎜ 4 x + 2 6 ⎞⎟ ⎛⎜ 4 x − 2 6 ⎞⎟

⎠⎝

10. (x – 1 + 6 )(x – 1 – 6 )
12. (x – 2 + 3 3 )(x – 2 – 3 3 )
14. ( 4 2 + x + 5)( 4 2 – x – 5)
16. (3x – 2 + 2 13 )(3x – 2 – 2 13 )
18. ( 6 2 + 4x + 3)( 6 2 – 4x – 3)

คําตอบแบบฝกหัด 2.2 ก
1.
3.
5.
7.

(x + 14)(x + 10)
(x – 13)(x – 15)
(x + 4 + 6 )(x + 4 – 6 )
(x – 3 + 7 )(x – 3 – 7 )

9. (x + 5 + 2 6 )(x + 5 – 2 6 )
⎛ 9+ 5 ⎞ ⎛ 9− 5 ⎞
11. ⎜ x + 2 ⎟ ⎜ x + 2 ⎟

⎠⎝

⎛ 11 + 5 ⎞ ⎛ 11 − 5 ⎞
13. ⎜ x + 2 ⎟ ⎜ x + 2 ⎟

⎠⎝

⎛ 9 − 33 ⎞ ⎛ 9 + 33 ⎞
15. ⎜ x − 2 ⎟ ⎜ x − 2 ⎟

⎠⎝

2.
4.
6.
8.

(x + 33)(x – 17)
(x + 5)(x – 31)
(x + 1 + 6 )(x + 1 – 6 )
(x – 1 + 11 )(x – 1 – 11 )
⎛ 7− 5 ⎞ ⎛ 7+ 5 ⎞
10. ⎜ x − 2 ⎟ ⎜ x − 2 ⎟

⎠⎝

⎛ 5 + 33 ⎞ ⎛ 5 − 33 ⎞
12. ⎜ x + 2 ⎟ ⎜ x + 2 ⎟

⎠⎝

⎛ 7 + 13 ⎞ ⎛ 7 − 33 ⎞
14. ⎜ x + 2 ⎟ ⎜ x + 2 ⎟

⎠⎝

⎛ 15 − 65 ⎞ ⎛ 15 + 65 ⎞
16. ⎜ x − 2 ⎟ ⎜ x − 2 ⎟

⎠⎝

19

คําตอบแบบฝกหัด 2.2 ข
1. (x + 7)(3x – 2)
3. (x – 5)(15x – 2)
5. -3(x – 4 + 21 )(x – 4 – 21 )
⎛ 9 + 93 ⎞ ⎛ 9 − 93 ⎞
7. 6 ⎜ x + 3 ⎟ ⎜ x + 3 ⎟

⎠⎝

⎛ 1 − 57 ⎞ ⎛ 1 + 57 ⎞
9. - 2 ⎜ x − 4 ⎟ ⎜ x − 4 ⎟

⎠⎝

⎛ 17 + 129 ⎞ ⎛ 17 − 129 ⎞
11. 10 ⎜ x + 20 ⎟ ⎜ x + 20 ⎟

⎠⎝

2. (11x + 1)(x – 13)
4. -2(x + 3 + 11 )(x + 3 – 11 )
⎛ 5 + 37 ⎞ ⎛ 5 − 37 ⎞
6. 3 ⎜ x + 6 ⎟ ⎜ x + 6 ⎟

⎠⎝

⎛ 9 + 41 ⎞ ⎛ 9 − 41 ⎞
8. 4 ⎜ x + 4 ⎟ ⎜ x + 4 ⎟

⎠⎝

⎛ 5 − 13 ⎞ ⎛ 5 + 13 ⎞
10. - ⎜ x − 2 ⎟ ⎜ x − 2 ⎟

⎠⎝

⎛ 13 + 3 17 ⎞ ⎛ 13 − 3 17 ⎞
12. - 4 ⎜ x +
⎟ ⎜x + 4 ⎟
4

⎠⎝

คําตอบกิจกรรม “ทําไดเหมือนกัน”
1. (x – 5 )

2

3. (x + 2 3 )2

1 ⎞2

2. ⎜ x + 2 ⎟


1 ⎞2

4. ⎜ x − 3 ⎟

คําตอบแบบฝกหัด 2.3 ก
1.
3.
5.
7.
9.
11.
13.
15.

(x + 3)(x2 – 3x + 9)
(2x + 1)(4x2 – 2x + 1)
(3x + 8y)(9x2 – 24xy + 64y2)
(4x – 5)(7x2 – x + 13)
(x – 1)(x2 + x + 1)
(5y – 4)(25y2 + 20y + 16)
(11y – 7z)(121y2 + 77yz + 49z2)
(x – 11)(127x2 + 131x + 67)

2.
4.
6.
8.
10.
12.
14.
16.

(y + 4)(y2 – 4y + 16)
(4z + 5)(16z2 – 20z + 25)
(x + 7)(x2 – 13x + 103)
(7x – 4)(19x2 – 77x + 151)
(z – 6)(z2 + 6z + 36)
(10 – 6x)(100 + 60x + 36x2)
(4x – 2)(16x2 + 44x + 49)
(5x – 8)(97x2 – 383x + 379)

20

คําตอบแบบฝกหัด 2.3 ข
1.
3.
5.
7.
9.
11.
13.

(x2 + 25)(x + 5)(x – 5)
(9x2 + 16y2)(3x + 4y)(3x – 4y)
(y2 + 2y + 5)(y2 – 2y + 5)
(y2 + 6y + 18)(y2 – 6y + 18)
(2x + 3)(2x – 3)(4x2 – 6x + 9)(4x2 + 6x + 9)
(x2 + 6)(x4 – 6x2 + 36)
(8 – y2)(64 + 8y2 + y4)

2.
4.
6.
8.
10.
12.
14.

(9y2 + 25)(3y + 5)(3y – 5)
(x2 + x + 2)(x2 – x + 2)
(x2 + 4x + 8)(x2 – 4x + 8)
(y + 1)(y – 1)(y2 – y + 1)(y2 + y + 1)
(x + y)(x – y)(x2 – xy + y2)(x2 + xy + y2)
(7x2 + 10z2)(49x4 – 70x2z2 + 100z4)
(6x2 – 3y2)(36x4 + 18x2y2 – 9y4)

คําตอบแบบฝกหัด 2.3 ค
1.
3.
5.
7.
9.
11.
13.

(x + 1)(x – 1)2
(z – 4)(z2 + 5z + 16)
(x + 3)(x2 – 8x + 9)
x(x – 3)(x + 2)(x – 2)
(2x2 – y + 11)(2x2 – y – 11)
(1 + x + y2)(1 – x – y2)
(x2 – a + z)(x2 – a – z)

2.
4.
6.
8.
10.
12.
14.

(y + 2)(y – 1)(y2 + y +1)
(y – 6)(y2 + 15y + 36)
(x + 2y)(6x2 + 4y2)
(3x2 + y + 3)(3x2 – y – 3)
(3x2 – y + 3)(3x2 – y – 3)
(x2 + 2y2 + 5)(x2 – 2y2 – 5)
(2x2 – a + y – b)(2x2 – a – y + b)

คําตอบแบบฝกหัด 2.4
1.
1) 40
3) 1
5) -60

2) 3
4) 38
6) 0

2.
1) 121
2) -60
3) 85
4) 0
5) 14
6) 0
3
3. ใชทฤษฎีบทเศษเหลือหาเศษเหลือที่ไดจากการหาร x – 2x2 – 2x + 121 ดวย x + 2 ถาไดเศษเหลือ
เปน 0 แสดงวา x + 2 หาร x3 – 2x2 – 2x + 12 ไดลงตัว

21
ให P(x) = x3 – 2x2 – 2x + 12
จากทฤษฎีบทเศษเหลือ P(-2) เปนเศษเหลือที่ไดจากการหาร P(x) ดวย x + 2
P(-2) = (-2)3 – 2(-2)2 – 2(-2) + 12
= -8 – 8 + 4 + 12
= -16 + 16
= 0
ดังนั้น เศษเหลือเทากับ 0
นั่นคือ x + 2 หาร x3 – 2x2 – 2x + 12 ไดลงตัว
4. ใชทฤษฎีบทเศษเหลือหาเศษเหลือที่ไดจากการหาร x4 – 23x2 + 18x + 40 ดวย x – 4 ถาไดเศษเหลือ
เปน 0 แสดงวา x – 4 เปนตัวประกอบของ x4 – 23x2 + 18x + 40
วิธีทํา
ให P(x) = x4 – 23x2 + 18x + 40
จากทฤษฎีบทเศษเหลือ P(4) เปนเศษเหลือที่ไดจากการหาร P(x) ดวย x – 4
P(4) = 44 – 23(4)2 + 18(4) + 40
= 256 – 368 + 72 + 40
= 368 – 368
= 0
ดังนั้น เศษเหลือเทากับ 0
นั่นคือ x – 4 เปนตัวประกอบของ x4 – 23x2 + 18x + 40
5.
1) (x – 1)(x – 3)(x – 4)
2) (x + 2)(x2 – 4x + 6)
3) (x – 5)(x + 2)(x + 3)
4) (x – 1)2(x + 6)
5) (x + 2)(x + 4)(x – 4)
6) (x – 4)(x2 + 3x + 1)
7) (x – 2)2(x + 3)2
8) (x – 4)(x + 5)(x – 3)2
9) (x – 5)(x + 5)(x + 3)(x – 3)
10) (x + 2)(x + 1)(x – 3)(x + 4)(x – 4)
วิธีทํา

คําตอบกิจกรรม “คา k เปนเทาใด”
1. -6
3. -27

2. 59
4. -6

22

คําตอบกิจกรรม “ตัวปญหา”
1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.

x2 + 2x – 3
= (x – 1)(x + 3)
x2 + 4x + 1
= (x + 2 – 3 )(x + 2 + 3 )
= (9x + 13)(9x – 13)
81x2 – 169
3
27x – 1
= (3x – 1)(9x2 + 3x + 1)
x4 + 64
= (x2 + 4x + 8)(x2 – 4x + 8)
x2 – 28x + 196 = (x – 14)2
x3 + x2 – x – 1 = (x + 1)2(x – 1)
สํานวนนั้นคือ อยาเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ

23

กิจกรรมเสนอแนะ แบบฝกหัดเพิ่มเติมและคําตอบ

24

แบบฝกหัดเพิ่มเติม 2.1

1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.
10.
11.
12.
13.
14.
15.
16.
17.
18.

จงแยกตัวประกอบของพหุนามตอไปนี้
3x2 + x
x – 2x2
2x(x – 3) + 3(x – 3)
3(2x – 1)2 + 4(2x – 1)
x2 + 4x – 5
2x2 – 5x + 3
a2 – a – 2
a2 + 6a + 9
4x2 – 4x + 1
4y2 – 20y + 25
14y2 + y – 3
p2 – 1
4x2 – 32
12a2 – 27
81 – 49x2
9x2 – 121
(2x – 1)2 – 4
(x – 3)2 – y2

[ x(3x + 1) ]
[ x(1 – 2x) ]
[ (x – 3)(2x + 3) ]
[ (2x – 1)(6x + 1) ]
[ (x + 5)(x – 1) ]
[ (2x – 3)(x – 1) ]
[ (a – 2)(a + 1) ]
[ (a + 3)2 ]
[ (2x – 1)2 ]
[ (2y – 5)2 ]
[ (7y – 3)(2y + 1) ]
[ (p – 1)(p + 1) ]
[ (2x + 3)(2x – 3) ]
[ 3(2a – 3)(2a + 3) ]
[ (9 – 7x)(9 + 7x) ]
[ (3x – 11)(3x + 11) ]
[ (2x – 3)(2x + 1) ]
[ (x – y – 3)(x + y – 3) ]

25

แบบฝกหัดเพิ่มเติม 2.2
1. จงเขียนพหุนามตอไปนี้ใหอยูในรูปกําลังสองสมบูรณ
ตัวอยาง x2 – 8x – 16 = x2 – 2(x)(4) + 42
16x2 + 24x + 9 = (4x)2 + 2(4x)(3) + 32
3 ⎞ ⎛ 3 ⎞2

2
2
9
a + 3a + 4 = a + 2(a) ⎜ 2 ⎟ + ⎜ 2 ⎟
⎝ ⎠ ⎝ ⎠
1 ⎞ ⎛ 1 ⎞2
1

2 4
2
4a – 3 a + 9 = (2a) – 2(2a) ⎜ 3 ⎟ + ⎜ 3 ⎟
⎝ ⎠ ⎝ ⎠
1)
2)
3)
4)
5)
6)

a2 + 6a + 9
y2 – 10y + 25
x2 – 18x + 81
4x2 + 8x + 4
4x2 – 20x + 25
100x2 – 20x + 1

=
=
=
=
=
=

……………………..
……………………..
……………………..
……………………..
……………………..
……………………..

7)

y2 + 5y + 25
4

=

……………………..

8)

a2 – 7a + 49
4

=

……………………..

9)

1 a2 – 3a + 9
4

=

……………………..

16 y2 + 8y + 25 =
25

……………………..

10)

[ a2 + 2(a)(3) + 32 ]
[ y2 – 2(y)(5) + 52 ]
[ x2 – 2(x)(9) + 92 ]
[ (2x)2 + 2(2x)(2) + 22 ]
[ (2x)2 – 2(2x)(5) + 52 ]
[ (10x)2 – 2(10x) + 12 ]
5 ⎞ ⎛ 5 ⎞2

2
[ y + 2(y) ⎜ 2 ⎟ + ⎜ 2 ⎟ ]
⎝ ⎠ ⎝ ⎠
7 ⎞ ⎛ 7 ⎞2

2
[ a – 2(a) ⎜ 2 ⎟ + ⎜ 2 ⎟ ]
⎝ ⎠ ⎝ ⎠
1 ⎞2 ⎛ 1 ⎞

[ ⎜ 2 a ⎟ – 2 ⎜ 2 a ⎟ (3) + 32]
⎝ ⎠ ⎝ ⎠
4 ⎞2 ⎛ 4 ⎞

[ ⎜ 5 y ⎟ + 2 ⎜ 5 y ⎟ (5) + 52 ]
⎝ ⎠ ⎝ ⎠

26
2. จงเติมพจนในชองวางเพื่อทําใหพหุนามตอไปนี้เปนพหุนามดีกรีสองที่เปนกําลังสองสมบูรณ
แลวแยกตัวประกอบ
= (x + 3)2
ตัวอยาง x2 + 6x + 9
x2 – 14x + 49 = (x – 7)2
5 ⎞2

2
25
a + 5a + 4 = ⎜ a + 2 ⎟


1)
2)
3)
4)
5)
6)

x2 + ……….. + 25
4x2 – ……….. + 1
9x2 – 24x + ………..
9x2 + ……….. + 25
……….. + 6a + 1
64y2 – 80y + ………..

=
=
=
=
=
=

……………………
……………………
……………………
……………………
……………………
……………………

7) x2 + ……….. + 14

=

……………………

8) y2 – 3x + ………..

=

……………………

9) 64y2 ……….. + 161

=

……………………

10) 25x2 + 15x + ……….. =

……………………

[ 10x, (x + 5)2 ]
[ 4x, (2x – 1)2 ]
[ 16, (3x – 4)2 ]
[ 30x, (3x + 5)2 ]
[ 9a2, (3a + 1)2 ]
[ 25, (8y – 5)2 ]
1 ⎞2

[ x, ⎜ x + 2 ⎟ ]


9 ⎛ 3 ⎞2
[ 4, ⎜y−2⎟ ]


1 ⎞2

[ 4y, ⎜ 8y + 4 ⎟ ]


3 ⎛
3 ⎞2
[ 2 , ⎜ 5x + 2 ⎟ ]

27

กิจกรรมเสนอแนะ 2.3 ก
กิจกรรมนี้ตองการใหนักเรียนเห็นวา a3 + b3 = (a + b)(a2 – ab + b3) โดยใช
ปริมาตร
ใหนักเรียนทํากิจกรรมและตอบคําถามตอไปนี้
1. สรางกลองกระดาษทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก 5 กลอง ขนาดตาง ๆ กันดังนี้
กลองที่ 1 ขนาดกวาง ยาวและสูง ดานละ a หนวย
กลองที่ 2 ขนาดกวาง ยาวและสูง ดานละ b หนวย (ให b ∠ a)
กลองที่ 3 ขนาดกวาง b หนวย ยาว b หนวย และ สูง a หนวย
กลองที่ 4 ขนาดกวาง b หนวย ยาว a – b หนวย และ สูง a หนวย
กลองที่ 5 ขนาดกวาง a – b หนวย ยาว a หนวย และ สูง a หนวย
ตัวอยาง

a
1

b b

a

4

a–b

b

2

a

a

3

b

5

a

a

b b

a
a–b

28
2. ใหนักเรียนหาปริมาตรของกลองแตละใบแลวเขียนคําตอบเติมในชองวางตอไปนี้
ปริมาตรของกลองที่ 1 เทากับ ....................................
[ a3 ]
ปริมาตรของกลองที่ 2 เทากับ ....................................
[ b3 ]
ปริมาตรของกลองที่ 3 เทากับ ....................................
[ ab2 ]
ปริมาตรของกลองที่ 4 เทากับ ....................................
[ ab(a – b) ]
ปริมาตรของกลองที่ 5 เทากับ ....................................
[ a2(a – b) ]
3. นํากลองที่ 3 กลองที่ 4 และกลองที่ 5 มาประกอบเปนทรงสี่เหลี่ยมมุมฉากที่มีความสูง a หนวย
ดังรูป ก แลวใหนักเรียนสังเกตวา ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉากรูป ก นี้มีปริมาตรเทากับปริมาตรของ
กลองที่ 1 หรือไม
[เทากัน]
5

รูป ก

a 3
b

4

a–b

a

a

a
1

b

a–b

a

a

4. ผลบวกของปริมาตรของกลองที่ 1 และกลองที่ 2 เทากับเทาใด
[ a3 + b3 ]
5. นํากลองที่ 2 วางซอนบนกลองทรงสี่เหลี่ยมมุมฉากรูป ก ในขอ 3 จะไดรูปเรขาคณิตสามมิติ
ดังรูป ข
5

b 2
รูป ข

a 3

4

b

a–b

a

b

a–b

29
6. จากรูปเรขาคณิตสามมิติรูป ข ใหนักเรียนดึงกลองที่ 4 ออก แลวนําไปวางซอนดานบนของ
กลองที่ 5 ใหไดดังรูป ค
5

b

a
a 3

4 a

b b a–b

a–b

a–b
4

a

b 2
รูป ค

a

5

a 3

a–b

b b a–b

[a3 + b3]

7. ปริซึมรูป ค มีปริมาตรเทาใด
4

a

b 2
รูป ค

a 3

5

b b a–b

a
a–b

b

30
8. จากกิจกรรมในขอ 4 ขอ 6 และขอ 7 นักเรียนสามารถหาความสัมพันธของปริมาตรของรูปเรขาคณิต
สามมิติในขอ 4 และขอ 7 เปน a3 + b3 = (a + b)(a2 – ab + b2) ไดหรือไม ถาได จงแสดงวิธีทํา
ได ดังแนวคิดตอไปนี้
4

a
b

b 2
a
1

a

a

2

b b

b

=

a 3

5

b b a–b

a
a–b

ผลบวกของปริมาตรของกลองที่ 2 และปริมาตรของกลองที่ 3 = b2(a + b)
ลูกบาศกหนวย
ผลบวกของปริมาตรของกลองที่ 4 และปริมาตรของกลองที่ 5 = a(a – b)(a + b) ลูกบาศกหนวย
เนื่องจาก ในขอ 3 ผลบวกของปริมาตรของกลองที่ 3 กลองที่ 4 และกลองที่ 5 เทากับปริมาตร
ของกลองที่ 1
จะได
ผลบวกของปริมาตรของกลองที่ 2 กลองที่ 3 กลองที่ 4 และกลองที่ 5 เทากับ
ผลบวกปริมาตรของกลองที่ 2 และปริมาตรของกลองที่ 1
ดังนั้น
b2(a + b) + a(a – b)(a + b) = b3 + a3
นั่นคือ a3 + b3 = (a + b)[b2 + a(a – b)]
= (a + b)(a2 – ab + b2)

31

กิจกรรมเสนอแนะ 2.3 ข
กิจกรรมนี้ตองการใหนักเรียนเห็นวา a3 – b3 = (a – b)(a2+ ab + b2) โดยใช
ปริมาตร
ใหนักเรียนทํากิจกรรมและตอบคําถามตอไปนี้
1. สรางกลองกระดาษทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก 5 กลอง ขนาดตาง ๆ กันดังนี้
กลองที่ 1 ขนาดกวาง ยาวและสูง ดานละ a หนวย
กลองที่ 2 ขนาดกวาง ยาวและสูง ดานละ b หนวย ให b < a
กลองที่ 3 ฐานยาวดานละ a หนวย สูง a – b หนวย
กลองที่ 4 ฐานกวาง a – b หนวย ยาว a หนวย สูง b หนวย
กลองที่ 5 ฐานกวาง
b หนวย ยาว a – b หนวย สูง b หนวย

a

a–b

1

a

2

a

b

b

3

b

a

b
4

a–b

a

a

b
5

a–b

b

2. ใหนักเรียนหาปริมาตรของกลองแตละใบแลวเขียนคําตอบเติมในชองวางตอไปนี้
ปริมาตรของกลองที่ 1 เทากับ ....................................
[ a3 ]
ปริมาตรของกลองที่ 2 เทากับ ....................................
[ b3 ]
ปริมาตรของกลองที่ 3 เทากับ ....................................
[ a2(a – b) ]
ปริมาตรของกลองที่ 4 เทากับ ....................................
[ ab(a – b) ]
ปริมาตรของกลองที่ 5 เทากับ ....................................
[ b2(a – b) ]

32
3. นํากลองที่ 2 กลองที่ 3 กลองที่ 4 และกลองที่ 5 มาประกอบกันเปนกลองทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก
ดังรูป ก นักเรียนคิดวา ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉากรูป ก มีปริมาตรเทากับปริมาตรของกลองที่ 1 หรือไม
[เทากัน]
5

4

b

รูป ก

2

a–b

3

a

a
4. จากทรงสี่เหลี่ยมมุมฉากรูป ก ใหนักเรียนยกกลองที่ 2 ออกดังรูป จะไดรูปเรขาคณิตสามมิติ
ที่มีปริมาตรเทากับ a3 – b3 ใชหรือไม
[ใช]
a–b
4

b
5

b
a–b

3

a

a

2

b

b
b

5. ใหนักเรียนหาผลบวกของปริมาตรของกลองที่ 3 กลองที่ 4 และกลองที่ 5
[ a2(a – b) + ab(a – b) + b2(a – b) ]
6. ผลบวกของปริมาตรที่ไดในขอ 5 นักเรียนสามารถเขียนใหอยูในรูปการคูณของพหุนามสองพหุนาม
ไดหรือไม ถาได เขียนไดเปนอยางไร
[ได และเขียนไดเปน (a – b)(a2 + ab + b2) ]
7. จากผลที่ไดในขอ 4 และขอ 6 มีความสัมพันธกันอยางไร [ a3 – b3 = (a – b)(a2 + ab + b2) ]

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful