พุทธจริยธรรมกับการศึกษา : ศึกษาวิเคราะหปรัชญาการศึกษาของ

พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)

พระมหานิคม วงษสุวรรณ

วิทยานิพนธนี้เปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร
ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจริยศาสตรศึกษา
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล
พ.ศ. 2546
ISBN 974-04-3024-4

ลิกขสิทธของมหาวิทยาลัยมหิดล

กิตติกรรมประกาศ
วิทยานิพนธเลมนี้คงจะไมสําเร็จดังใจปรารถนาหากขาพเจาไมไดรบั การชวยเหลือดวยดีจาก
บุคคลตาง ๆ หลายทานในเรื่องการใหคําแนะนํา ขอคิดเกี่ยวกับงานวิจัยและชี้แนะขอบกพรองที่มอง
ไมเห็น และใหการสนับสนุนทั้งดานกําลังใจและทุนการศึกษา ดังนัน้ เพือ่ เปนการแสดงออกซึง่
กตัญูกตเวทิตาธรรม ผูวิจัยจึงขอแสดงความขอบคุณทานเหลานั้นไว ดังนี้ คือ
1. ผูชวยศาสตราจารย ดร.ทวีวฒ
ั น ปุณฑริกวิวฒ
ั น ประธานควบคุมวิทยานิพนธที่กรุณา
ใหคําแนะนําเริม่ ตัง้ แตการหาหัวขอ วิธรี วบรวมขอมูล ตลอดถึงการชีแ้ นะเพือ่ นําไปสูการแกไข
ขอบกพรองตาง ๆ จนทําใหงานวิจัยครั้งนี้สาเร็
ํ จได
2. ผูชวยศาสตราจารย ดร.ปกรณ สิงหสุริยา และ รองศาสตราจารย ดร.เนาวรัตน พลายนอย
ซึ่งทําหนาที่เปนอาจารยผูชวยควบคุมวิทยานิพนธ ที่ใหคําแนะนําและชวยแกไขขอบกพรอง
3. อาจารย ดร. พระมหาตวน สิริธมฺโม กรรมการสอบวิทยานิพนธที่ไดกรุณาชี้แนะขอ
บกพรองของงานวิจยั ซึ่งนอกจากผูวิจัยจะไดทราบขอบกพรองแลวยังไดพบประเด็นนาสนใจใหม ๆ
ที่ไมควรมองขามและนําไปสูการแกไขเพื่อใหงานวิจัยครั้งนี้สมบูรณที่สุดเทาที่จะเปนไปได
4. พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต) ปราชญแหงพระสงฆไทยในอุดมคติของขาพเจาทีเ่ ปนแรง
บันดาลใจใหติดตามผลงานของทานและนํามาสูงานวิจัยครั้งนี้
5. พระราชมงคลมุนี(เงิน สุทนฺโต) เจาอาวาสวัดภคินนี าถวรวิหาร บางพลัด กรุงเทพ ฯ ที่ได
เมตตารับเขาสังกัดวัดใหที่พักพิงตั้งแตเริ่มศึกษาจนจบการศึกษา พระครูปลัดแกว อตฺตสาโร พระผู
ปกครองที่ชวยเมตตารับรองฝากใหเขาอยูท ว่ี ดั นีพ้ รอมทัง้ อนุเคราะหปจ จัยสีอ่ น่ื ๆ พระมหาทรงวุฒิ
สุทนฺโต อาจารยใหญฝายปริยัติธรรมเมตตาใหยืมพระไตรปฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 45 เลม
เพื่อการคนควาวิจัย ตลอดถึงคณะสงฆภายในวัดภคินีนาถ ทุก ๆ รูป
4. ผูวิจัยขอกราบขอบพระคุณ พระครูสุวรรณวิสุทธิ(์ หลวงพอเจริญ), พระอุปชฌาย พระครู
สิริรัตนวิบูลย(รัตน) พระครูโสภณสุวรรณาภรณ(พยนต) พระกรรมวาจาจารย,พระครูปริยตั วิ ราภรณ
(เฉลี่ย สิรธิ โร) อาจารยที่ประสิทธิ์ประสาทความรูพระปริยัติธรรม, และพระราชปริยตั สิ ธุ ี (สะอิ้ง )
รองเจาคณะจังหวัดสุพรรณบุรี เจาอาวาสวัดดอนเจดีย ทุกทานที่กลาวนี้ลวนปลูกฝงผูวิจัยรักการ
ศึกษาพรอมใหการสนับสนุนทั้งดานกําลังใจและเงินทุนในการศึกษาครั้งนี้ นอกจากนี้ รวมไปถึง
โยมบิดา(สวัสดิ)์ - มารดา(ลําพึง)ผูใหกาเนิ
ํ ด,แมประยงค ศูนยสิทธ,แมทัศนา จาดชาง, แมเลง, พี่ ๆ,
ญาติโยมที่ถวายทานอาหารบิณฑบาต, คณาจารยคณะมนุษยศาสตร, เพือ่ นรวมรุน จริยศาสตรศกึ ษา
ป 41 ทุก ๆ ทานที่ไดใหกาลั
ํ งใจตั้งแตเขาเรียนจนถึงวันที่จบการศึกษา ดวยมิตรภาพ ไมตรีอนั ดี
สุดทาย หากจะมีความดีอันเกิดจากงานวิจัยครั้งนี้ ขอนอมนํามาเปนอามิสบูชาแดคุณพระ
พุทธศาสนา และทานผูประสิทธิประสาทวิชาความรูแกผูวิจัยดวย เทอญ ฯ
พระมหานิคม วงษสวุ รรณ

วิทยานิพนธ/ ง

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

พุทธจริยธรรมกับการศึกษา ศึกษาวิเคราะห ปรัชญาการศึกษาของ พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตุโต)
พระมหานิคม วงษสุวรรณ 4137741 SHES / M
อ.ม. (จริยศาสตรศึกษา)
คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ : ทวีวัฒน ปุณฑริกวิวัฒน Ph.d., ปกรณ สิงหสุริยา อ.ด.
(ปรัชญา), เนาวรัตน พลายนอย Ed.D.
บทคัดยอ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษา
ความสัมพันธระหวางความดีและความรูตามทัศนะ
ของพระพุทธศาสนา และเพื่อศึกษาทัศนะของพระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) เกี่ยวกับปรัชญาการศึกษา
ของไทยตามแนวพุทธจริยธรรมกับการศึกษา
ผลการวิจัยตามวัตถุประสงคขอแรก ไดความวาตามทัศนะของพระพุทธศาสนา ความรูและ
ความดีทางศีลธรรมมีความสัมพันธตอกัน
เพราะวาในการพัฒนาความรูในระดับตาง ๆ
ปจจัยที่ขาดเสียมิ
ได คือสัมมาทิฏฐิ การเขาถึงสัจธรรมสูงสุดจะนําสูอุดมคติทางศีลธรรมในที่สุด นอกจากนี้ เมื่อคนดําเนิน
ชีวิตตามหลักคุณธรรมตาง ๆ เชน การมุงมั่นทําความดี การมีความกระตือรือรน ความบากบั่น ความอดทน
ความรอบคอบ และมีเหตุมีผลในการเรียนรู ในที่สุดก็จะเขาถึงสัจธรรม
ยิ่งคนบมเพาะความมีศีลธรรม
มากเพียงไร เขาก็จะเขาใกลสัจธรรมมากเทานั้น อยางไรก็ตาม ในทัศนะของพระพุทธศาสนา การแสวงหา
ความรูหรือสัจธรรม มีความสําคัญในอันดับตน การแสวงหาดังกลาวตองอาศัยหลักไตรสิกขา ซึ่งนอกจาก
จะประกอบดวยสมาธิและปญญาแลว
ยังมีศีลเปนสวนสําคัญดวย ดังนั้น การฝกตนตามหลักดังกลาวจึง
แสดงใหเห็นวาการปฏิบัติเพื่อสรางความดีและการปฏิบัติเพื่อแสวงหาปญญา
มีความสัมพันธซึ่งกันและกัน
จะแยกออกจากกันไมได
ผลการศึกษาตามวัตถุประสงคที่สอง พบวาพระธรรมปฏก (ป.อ. ปยุตฺโต) เห็นวา ในระดับ
ภววิทยา
มนุษยมีศักยภาพที่จะเขาถึงความเปนจริงและคนพบสัจธรรม ในระดับญาณวิทยา การเขาถึง
ดังกลาวตองอาศัยการศึกษาที่ถูกตอง
อันมีฐานอยูบนสัมมาทิฏฐิ
หลักไตรสิกขาเปนวิถีแหงการอบรมตน
ดวยการฝกฝนตามมรรคมีองค 8 ในระดับวิธีการวิทยาทางการศึกษา มีสองปจจัยที่จําเปนตองพิจารณา
ปจจัยภายนอกไดแกปรโตโฆสะ ปจจัยภายในไดแกโยนิโสมนัสสิการ
การศึกษาที่ถูกตองจะตองดําเนินตาม
หลักไตรสิกขาและมรรคมีองค 8 วิธีการนี้ตอบสนองเปาหมายสูงสุดในการสรางประโยชนใหแกชีวิตผูเรียน ดังนั้น
จึงควรใชเปนพื้นฐานใหแกหลักสูตร การเรียนการสอน บทบาทผูสอนและผูเรียนตามลําดับ

คําสําคัญ : จริยธรรม / พุทธศาสนา /ปรัชญาการศึกษา/พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)
252 หนา ISBN 974-04-3024-4

Payutto) concerning the Thai philosophy of education from the perspective of Buddhist ethics and education. On the other hand. KEY WORDS : ETHICS / BUDDHISM / PHILOSOPHY OF EDUCATION / PHRA DHAMMAPITAKA (P. in developing different levels of knowledge. The outer factor is Paratoghosa.A. The methods fit in with the highest aim of benefiting students’ lives. D. knowledge and moral goodness are interconnected. The research results relating to the second objective were as follows. when people live up to virtues such as being diligent in the right actions. According to Phra Dhammapitaka (P. ( ETHICAL STUDIES) THESIS ADVISORS : TAWIVAT PUNTARIGVIVAT Ph. the priority is on the quest for the knowledge of the Truth whose prescribed path.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยานิพนธ / จ BUDDHIST ETHICS AND EDUCATION : AN ANALYTICAL STUDY OF PHRA DHAMMAPITAKA (P. they eventually discover the Truth. ISBN 974-04-3024-4 . according to Buddhism.. two factors need to be considered. PAGORN SINGSURIYA Ph. the inner factor is Yonisomanasikara. the closer to the Truth one approaches. the access is possible through the right education based on the Right View.A. On the one hand. ABSTRACT The objectives of this research were to study the relationship between moral goodness and knowledge according to Buddhism. analytical reflection. Sikkhatayya is the way of self-education by practicing the Noble Eightfold Path. According to Buddhism. and logical in learning. PAYUTTO)’S PHILOSOPHY OF EDUCATION PHRAMAHA NIKHOM WONGSUWAN 4137741 SHES / M M. In terms of educational method. PAYUTTO) 252 P. However. an indispensable element is the Right View. Therefore.A. comprises morality as one of the first aims along with the other elements of concentration and contemplation. Payutto).D. persistent.. Sikkhatayya. in metaphysical terms human beings have the potential to access Reality and attain the Truth. The research results relating to the first objective were as follows. the words of others. and to study the ideas of Phra Dhammapitaka (P. and teachers and students’ roles. The right education must be in accordance with Sikkhatayya and the Noble Eightfold Path.A. This is the basis for designing the curriculum. The final discovery of the Truth leads to the moral ideal. D. NAWARAT PHLAINAI Ed.A. prudent. The path is by selftraining which dictates an inseparable practice of learning and moral cultivation. patient. The more moral purity one cultivates. it can be seen that Buddhist ethics are a part of the process of enlightenment. In epistemological terms. enthusiastic. instructional methods.

.18 2.....1..........4 วิธีดําเนินการวิจัย....ฉ สารบัญ กิตติกรรมประกาศ.................................................................7 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของ...............................................................1......1 ทฤษฎีการศึกษา (Theory of Education) ......................................................3 ขอบเขตของการวิจัย....... 8 1.......... 9 1.........................................19 2.............................1 ความหมายของทฤษฎีการศึกษา...............................................3 ทฤษฎีการศึกษากับปรัชญาการศึกษา.................................... ...........................................................................................................................................2 ลักษณะทั่วไปของทฤษฎีการศึกษา.8 กรอบแนวคิดที่จะวิจัย................26 ........... ง บทคัดยอภาษาอังกฤษ...............................1 ความเปนมาและความสําคัญของปญหา......... 8 1.2 ปรัชญาการศึกษา(Philosophy of Education) ............2 บทบาทและหนาที่ของปรัชญาการศึกษา............23 แนวคิดที่เปนพื้นฐานในการกําหนดทฤษฎีการศึกษา.............................................................................................................................18 2...…...................................................2......... ฏ บทที่ 1 บทนํา 1................1 ความหมายของปรัชญาการศึกษา..............................................................................................................17 บทที่ 2 สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา 2.......... ค บทคัดยอภาษาไทย.........................................................................................25 (2) แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย(assumption about the nature of man)................2 วัตถุประสงคของการวิจัย.............................................................................18 2..................................24 (1) แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับจุดหมาย (assumption about ends)........................................19 2.........................................2.......................................................................................................21 2..................................................................... 1 1.............................................. 9 1............................................................................ จ คําอธิบายอักษรยอชื่อคัมภีร............................................................................................................6 นิยามศัพท......................................................................................................... 10 1.......26 (3) แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของความรู(assumption about the nature of knowledge)............................ 8 1..........5 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ...................................

....... วิธีการเรียนการสอน...................3 ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progressivism)........... จุดมุงหมายของการศึกษา............................... ผูสอน................ วิธีการเรียนการสอน........42 ...............................................................................................37 ..... วิธีการเรียนการสอน.......................................................................................... ผูสอน......37 ..... หลักสูตร......................................................2 ปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม (Essentialism)....32 ............. หลักสูตร.............................................31 .................................................................................................................4 สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา.... ผูสอน................................5 ปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยม (Existentialism).. ผูเรียน....43 2...................... หลักสูตร..... ผูเรียน................................................ หลักสูตร........ จุดมุงหมายของการศึกษา................................ วิธีการเรียนการสอน.....................................35 .......................................................44 ....................4..................... วิธีการเรียนการสอน.43 ............................................................... หลักสูตร...........................................................35 ...........................34 ........................................................................................................................................................................36 .................1 ปรัชญาการศึกษานิรันดรนิยม (Perennialism)..........33 ................................................................ จุดมุงหมายของการศึกษา................4...........................36 2...4 ปรัชญาการศึกษาบูรณาการนิยม (Reconstructionism)....................39 ................38 ...........................................32 ..................44 .............41 .................................................................................................................................... จุดมุงหมายของการศึกษา................................................................................................................44 ................................................................................................................4......... จุดมุงหมายของการศึกษา...................4........ ผูเรียน............... ผูเรียน..........4.. ผูสอน.....34 ...............................33 2..................................40 ....................29 2..ช สารบัญ (ตอ) 2..................................................................39 2...42 ...........................................................................38 .........................................................41 ..31 .

...............................................................1...1 พุทธจริยธรรม.55 3.... ผูสอน........46 ตารางสรุปการเปรียบเทียบสาระสําคัญของสํานักความคิด ทางปรัชญาการศึกษาตาง ๆ..................................การดํารงชีวิตอยูดวยปญญา........................................................................................1) ญาณวิทยาในพุทธศาสนา..........................การประพฤติจริยธรรม......................74 .............................................................................................68 3...................... ที่มาของความรู..........................................................................2 การศึกษาแนวพุทธ............77 ...................................................................................................................................................................91 ปญญา : ความรู.................................................57 1) กฎไตรลักษณ.....84 3...............101 .............55 ชีวิตมนุษยตกอยูภายใตกฎธรรมชาติ........................................1........1................93 ประโยชนของปญญา และญาณ..............................92 ........ความหมายแหงปญญา...............93 ญาณ : ความรู ความหยั่งรู..............................................................73 .......................................................................................2....................................96 ..57 2) กฎปฏิจจสมุปบาท.......... ผูเรียน..........45 .........79 .......75 ..........................................92 ........ เปาหมายของการดําเนินชีวิต 3 ระดับ..........การมีชีวิตอยูดวยความไมประมาท.....47 บทที่ 3 ปรัชญาการศึกษาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา 3.................................................................... .............................................101 ความรูระดับวิญญาณ (Consciousness)................91 3......วิธีทําใหเกิดปญญา.......63 3) อริยสัจ 4 ..............................................................1) ธรรมชาติของมนุษย.....................................................................................................................................94 ที่มาของความรูจากหลักฐานพุทธประวัติ............................................... ประเภทของความรู.......................................75 3..........2) คุณคาของชีวิตมนุษย....................................................ซ สารบัญ (ตอ) ......................................................94 .................................................... มรรควิธีสูเปาหมายของชีวิต.........................................................3) เปาหมายของชีวิต....................

.................................................................................107 การตรัสรู (Enlightenment)..................................130 3..................112 ............................................. ความดีขั้นกลาง...........................................................................................................................129 1............149 .121 .............119 ความสัมพันธที่ความรูมีตอความดี.........147 ในทางพระวินัย.........3 ปรัชญาการศึกษาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา .....133 ไตรสิกขา : ศีล สมาธิ ปญญา....ความรูเกี่ยวกับกฎปฏิจจสมุปบาท...................133 การเขาถึงความรู : มรรค 8 .................146 ในทางธรรม..105 ความรูระดับญาณ (Intuitive insight)..............................ฌ สารบัญ (ตอ) ความรูระดับสัญญา (Perception)...............................................................................ความรูเกี่ยวกับกฎไตรลักษณ............ความรูเกี่ยวกับอริยสัจ 4 ......122 ................................................102 ความรูระดับทิฏฐิหรือมโนภาพ (Conception).........................129 2.........................144 หลักพุทธศาสนาสงเสริมใหมีการจัดการศึกษา ..............121 .................................................................................................................................................109 ปริญญา 3 ประการ............. ความดีขั้นสูง.............................................................137 2) ทัศนะพุทธศาสนามหายาน......................................... ความดีขั้นพื้นฐาน.........................................141 3....................................... ความสัมพันธระหวางความดี และความรู.......2) การศึกษาในพุทธศาสนา.......120 ความรูชวยใหการดําเนินชีวิตเปนไปดวยดี......................3............114 จริยธรรมไมแยกจากสัจธรรม : ความรูไมแยกจากความดี......103 ความรูระดับอภิญญา (Extrasensory perception).......................................................130 3........124 ความสัมพันธที่ความดีมีตอความรู............114 กระบวนการความเปนไปของนามขันธ 4...................................................................137 1) ทัศนะพุทธศาสนาเถรวาท....

.173 ................................................................... จินตามยปญญา (ปญญาเกิดจากการคิด)........................ญ สารบัญ (ตอ) บทที่ 4 วิเคราะห ปรัชญาการศึกษาของพระธรรมปฎก (ป......................167 ......................173 ปจจัยแหงการศึกษาที่ถูกตอง.......... ปจจัยภายนอก : ปรโตโฆสะ..............................................151 4........................................................................172 4........................................... จิตภาวนา (การพัฒนาจิต)...............................................อ...............153 ................................1.......157 4....173 ..........1 ปรัชญาการศึกษาของพระธรรมปฎก.....................3 วิธีวิทยาทางการศึกษา (Methodology of Education).........................168 ความสัมพันธระหวางความรูกับความดี.............................................................................................155 การศึกษาที่ถูกตอง : สัมมาทิฏฐิ........................................166 ...............................173 . ภาวนามยปญญา (ปญญาเกิดจากการฝกฝนอบรม)............ ปยุตฺโต) 4...............................................................152 ความจริงมีความหมาย 2 ลักษณะ....................................1 ภววิทยาทางการศึกษา (Ontology of Education)............................................................................................165 ภาวนา : การพัฒนา 4 ดาน...............................152 ........................................167 ........... กฎธรรมชาติ....................160 ความรูที่เกิดกับจิต..............163 ปญญา......2 ญาณวิทยาทางการศึกษา (Epistemology of Education)...... สุตมยปญญา (ปญญาเกิดจากการฟง)............... กฎที่สัมพันธกับกฎธรรมชาติ................ ศีลภาวนา (การพัฒนาศีล).....161 สัญญา.....................................................................................................................166 ........... ปญญาภาวนา (การพัฒนาปญญา)...................................................................................166 บอเกิดของปญญา : การแสวงหาความรู.................................................................................................... กายภาวนา (การพัฒนากาย)...............................151 ความจริงทางการศึกษา..167 .........158 ธรรมชาติของความรู............... ปจจัยภายใน : โยนิโสมนสิการ.........167 การเขาถึงปญญา (ความรู)และความจริง.1.........................166 ..161 วิญญาณ....166 ..1.......

.......2 จุดมุงหมายของการศึกษา........... .............1 ความหมายของการศึกษา............................................................... 227 ภาคผนวก................................215 ....3............................................................................................................................................................................................................3....................182 4........................... จุดมุงหมายของการศึกษา................................3..............................................................175 4......................................................................................................2 พุทธจริยธรรมกับการศึกษาในปรัชญาการศึกษาของพระธรรมปฎก...........................................................................................................................................207 .................................................................. ผูสอน...6 ผูสอน.................... วิธีการเรียนการสอน...................191 4........................................180 4..................243 EXECUTIVE SUMMARY………………………………………………………………244 ...........212 ...................174 การเขาถึงการศึกษาที่ถูกตอง : มรรค 8..................214 ......................3........4 เปรียบเทียบแนวทางการศึกษาของพระธรรมปฎก กับสํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษาอื่น ๆ..................................197 4........................................................... 224 บรรณานุกรม......................................................................................................................... ผูเรียน....................................................................................................218 5..................................................1 สรุป.......................................176 ตารางสรุปสาระสําคัญพุทธจริยธรรมกับการศึกษาในทัศนะ ของพระธรรมปฎก............................... หลักสูตร....................................................ฎ สารบัญ (ตอ) กระบวนการของการศึกษา : ไตรสิกขา....180 4..201 4.............4 วิธีการเรียนการสอน...................................5 ผูเรียน.......................233 ประวัติผูวิจัย....................................3 แนวทางการศึกษาของพระธรรมปฎก...................203 4.............................216 บทที่ 5 สรุปและขอเสนอแนะ 5........2 ขอเสนอแนะ...................................178 4..........................207 ................................................................................3 หลักสูตร..................................................................................3....3..................................................

ทีฆนิกาย มหาวคฺค. (ทุติยภาค) วินย. สํยตุ ตฺ นิกาย ขนฺธวารวคฺค. 4 วินยปฏก มหาวคฺค.นิ.ข. มชฺฌิมนิกาย มชฺฌิมปณฺณาสก. ม. สํยตุ ตฺ นิกาย สฬายตนวคฺค.ม. อ.ม. สํยตุ ตฺ นิกาย นิทานวคฺค. สํ. ม. .สฬ. สุตฺตนฺตปฏก ที. (ปฐมภาค).คําอธิบายอักษรยอชือ่ คัมภีร อักษรยอที่ใชในวิทยานิพนธนี้ ใชอางอิงจากพระไตรปฎกภาษาบาลี ฉบับสยามรัฐ ของ มหามกุฎราชวิทยาลัย พ.ส. ทีฆนิกาย ปาฏิกวคฺค. 1 วินยปฏก มหาวิภงฺค. ปฺจก. วินย. 2. สํยตุ ตฺ นิกาย มหาวคฺค. สํ. 22 / 177 / 295 หมายความวา ระบุถึง องฺคตุ ตฺ รนิกาย ปฺจกนิบาต เลมที่ 22 ขอ 117 หนา 125 เปนตน สวนหนังสืออรรถกถา การอางอิงใชระบุ เลม / หนา เชน จริยา. ม. ที. 8 วินยปฏก ปริวาร.ศ. วินย. มชฺฌิมนิกาย อุปริปณฺณาสก. 33 / 352 หมายความวา ระบุถึง จริยาปฎก อรรถกถา เลมที่ 33 หนา 352 เปนตน คํายอ ชื่อคัมภีร 1. สํ. วินย. สํ.ม.ปา.อุ. สํ. 7 วินยปฏก จุลฺลวคฺค.สี. (ทุติยภาค). ทีฆนิกาย สีลกฺขนฺธวคฺค. มชฺฌมิ นิกาย มูลปณฺณาสก. วินยปฎก วินย. 5 วินยปฏก มหาวคฺค. 2523 เปนหลัก การอางอิงพระไตรปฎกใชระบบระบุ เลม / ขอ / หนา เชน องฺ.มู. ที. สํยตุ ตฺ นิกาย สคาถวคฺค. (ปฐมภาค).

อภิธมฺมปฏก อภิ. องฺ. ก. ขุทฺทกนิกาย จูฬนิทฺเทส. สงฺคห. อ. องฺคุตฺตรนิกาย ติกนิปาต. ขุทฺทกนิกาย อิตวิ ตุ ตฺ ก. วิสุทฺธ. สํ. องฺ. ขุทฺทกนิกาย สุตตฺ นิปาต. องฺ. . ขุทฺทกนิกาย อุทาน. วิสุทฺธิมคฺค ปกรณวิเสส ปรมตฺถมฺชุสา มหาฎีกา. ฎีกา. อฏฐก. 4. องฺคุตฺตรนิกาย ปฺจกนิปาต.ุ อภิธมฺมปฏก ปฏฐาน (ปฐมภาค). องฺ. วิ. ขุ. อภิธมฺมตฺถวิภาวินี อภิธมฺมตฺถสงฺคหฎีกา. ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปท. ปฺจก. ป. อรรถกถา – ฎีกา สงฺคห. ขุ. ขุ.จตุกกฺ . สมฺโมหวิโนทนี วิภงฺควณฺณนา. ฉกฺก. อภิธมฺมปฏก ธมฺมสงฺคณิ. 3. ม. ปปฺจสูทนี มชฺฌิมนิกายฏฐกถา. อุ. องฺคุตฺตรนิกาย สตฺตกนิปาต. ธ. ขุทฺทกนิกาย ปฏิสมฺภิทามคฺค.ิ ฎีกา.จู. ขุ. อภิ.อภิธมฺมฏฐกถา. องฺ.ิ วิสุทฺธ. องฺคุตฺตรนิกาย ฉกฺกนิปาต. อ.ฐ คําอธิบายอักษรยอชื่อคัมภีร (ตอ) องฺ. อิติ. สตฺตก. องฺคุตฺตรนิกาย อฏฐกนิปาต. ขุ. อภิ. วิภงฺค. องฺ. องฺ. ติก. อภิธมฺมปฏก กถาวตฺถ. ส. ปฏิ. องฺคุตตฺ รนิกาย เอกนิปาต. องฺคุตฺตรนิกาย ทสกนิปาต. ขุ. องฺคตุ ตฺ รนิกาย จตุกฺกนิปาต. อภิ. ทสก. อภิธมฺมปฏก วิภงฺค. เอก. อภิธมฺมตฺถสงฺคห.

ประเวศ วะสี. . สุนทร พลามินทรและชุติมา ธนะปุระ.อางถึงใน ดร.นพ.ม.1 ความเปนมาและความสําคัญของปญหา พระธรรมปฎก(ป.อางถึงใน ดร.2538 : 34) “หนังสือพุทธธรรมนั้น เปนการรวบรวม คําสอนของพระพุทธศาสนาใหเปนระบบ อยางที่คนในปจจุบันเขาใจไดงาย เพราะในพระไตรปฎก ก็เปนระบบอยางหนึง่ เปนระบบของคนโบราณ ทีต่ อ งอาศัยการทอง การจัดหมวดหมู เขาก็เปนอีก แบบ แตทานเจาคุณไปคนความาแลวมาทําใหเปนระบบแบบสมัยใหม ทีม่ กี ารอางอิงมีอะไรพรอม ผมคิดวาเปนหนังสือที่สําคัญที่สุดในประวัติศาสตรของชาติไทยทีเดียว ในพระพุทธศาสนาดวยทั้ง หมด และทั้งโลกดวย” (ศ.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. (จริยศาสตรศกึ ษา) / 1 บทที่ 1 บทนํา 1. สุนทร พลามินทร และ ชุติมา ธนะปุระ.อ. ปยุตโฺ ต) ทานไดอุทิศตนในการศึกษาและประมวลเนื้อหาสาระ แหงคําสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจาออกมาจากพระไตรปฎกโดยตรง แลวเรียบเรียง เนื้อหาขึ้นใหมอยางเปนระบบในหนังสือชื่อ “พุทธธรรม” หนังสืออันทรงคุณคายิ่งแหงวงการศึกษา พระพุทธศาสนา ทานไดใชเวลาในการศึกษาและเรียบเรียงนานกวาสิบป เมือ่ ไดรบั การตีพมิ พออกสู สายตาโลก ก็ไดรบั การกลาวขานสดุดจี ากบรรดานักปราชญราชบัณฑิตนอยใหญวา เปนหนังสือทาง พระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญที่สุดเลมหนึ่งของโลก ถึงกับมีผูกลาวไวดังนี้วา “…นับวาเปนโชคดีทว่ี ง การศึกษาพระพุทธศาสนาที่ทานเขียนหนังสือพุทธธรรมออกมา เราคงตองอานหนังสือนีก้ นั ใหมาก ขึ้น อานแลวจะรูคุณคาวาหนังสือเลมนี้อธิบายคําสอนในพระไตรปฎกอยางเปนระบบ และชวยให เขาใจพระไตรปฎกไดงายขึ้น ผูต อ งการศึกษาพระไตรปฎกควรอานพุทธธรรมกอน หลังจากนั้นจึง คอยศึกษาพระไตรปฎก แตมีนักศึกษาหลายคนอานพุทธธรรมแทนพระไตรปฎก และเวลาอาง พระไตรปฎกก็ยกคําแปลพระไตรปฎกในพุทธธรรมไปใชอางอิง โดยที่ตนเองไมเคยอานพระไตรปฎกโดยตรง หนังสือพุทธธรรม ไดจุดประกายชีวิตใหกับการศึกษาพระพุทธศาสนา ใหกลับคืนมา ในสังคมไทย เรียกไดวาในยุคนี้ หนังสือพุทธธรรมมีอิทธิพลอยางยิ่ง ถาไมมีหนังสือเลมนี้ในวงการ ศึกษาพระพุทธศาสนาในเมืองไทย นักศึกษาคฤหัสถจะไมมีโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนาดวยความ มั่นใจอยางที่เปนอยูในปจจุบัน…”(พระเมธีธรรมาภรณ(ประยูร ธมฺมจิตโฺ ต). อางถึงใน ดร.2538 : 16) “หนังสือพุทธธรรม อธิบายคําสอนของพระพุทธเจาอยาง ละเอียด ถี่ถว นและชัดเจนทุกเรือ่ ง …ไมวา จะเปนเรือ่ งเบญจขันธ ไตรลักษณ กิเลสอาสวะ เรือ่ ง คุณธรรมตาง ๆ เรื่องศีล สมาธิ ปญญา สมบูรณบริบรู ณทเี ดียว” (พระชยสาโรภิกขุ. สุนทร พลามินทร และ ชุติมา ธนะปุระ.

สุนทร พลามินทร และ ชุติมา ธนะปุระ.2538 : 11) พระธรรมปฎก (ป. ดร.อ. 2538 : 99 -102) “ผลงานทางวิชาการอันเดนทีส่ ดุ ของทานเจาคุณพระธรรมปฎกนัน้ ยอมไดแกพุทธธรรม อยางไมตอ งสงสัย ถาเปรียบงานนิพนธชิ้นนี้กับมณีรัตนะก็เทากับวา เปนหัวเพชร งานเขียนอืน่ ๆ ของพระคุณทานเทากับวาเปน พลอย ทับ ทิม นิล ฯลฯ ซึ่งประดับ เพชรนํ้าดีเม็ดนี้อยางไมตองสงสัย ดังถึงกับมีผูกลาวกันวา“วิสุทธิมรรค”เปนงานนิพนธ(ของพระ พุทธโฆสาจารย)อันเลิศแหงลังกาทวีปในครั้งกระโนนฉันใด “พุทธธรรม”(ของพระธรรมปฎก)ก็มี คุณคาปาน ๆ กันกับบุคคลรวมสมัยฉันนั้น” (สุลักษณ ศิวรักษ.พระมหานิคม วงษสวุ รรณ บทนํา / 2 2538 : 73) “พุทธธรรมที่เราอานกันในตอนนั้นเปนเลมเล็ก ทําใหเราเขาใจอะไรตาง ๆ ที่ไมเคยรู ถือไดวาเลมนี้เปนหลักสูตรที่สาคั ํ ญทางพระพุทธศาสนา… ในหนังสือพุทธธรรมนอกจากทีเ่ ปนของ ทานแลว ทานยังแปลพระสูตรสวนที่ทานอางอิง ทานแปลเอง สํานวนของทาน ซึ่งมีความชัดเจน อยางยิ่ง ไมมีความบกพรอง มีผูวิจารณวาพระไตรปฎกแปลที่กรมการศาสนาจัดพิมพนั้น มีความ บกพรองอยูมาก สวนของทานเจาคุณนีเ้ ราเชือ่ ไดเต็มที่ …ถือวาทานเปนผูที่นาเอาคํ ํ าสอนในพระ พุทธศาสนาเถรวาทอันบริสทุ ธิม์ าเสนอไว ทานแสดงไวเปนหลักในยุคนี้ และทานตั้งใจที่จะซื่อตรง ตอพระไตรปฎกของเถรวาทอยางเต็มที… ่ ทานเจาคุณจะเสนอพระพุทธศาสนาเถรวาทที่ปรากฏใน พระไตรปฎกอยางตรงไปตรงมา ไมเอนเอียง” (ศ. 2538 : 128) จากคํากลาวของทานเหลานี้เปนตัวอยางสวนนอยที่ยกมา แสดงใหเห็นถึงการยอมรับ แนวความคิดในผลงานอันลุมลึกของทานเปนอยางมาก นอกจากนัน้ พระธรรมปฎกยังไดรบั นิมนต เปนที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล ในการสรางพระไตรปฎกฉบับคอมพิวเตอรสําเร็จสมบูรณเปน ฉบับแรกของโลก ทําใหการศึกษาคนควาหลักคําสอนของพระพุทธศาสนาเปนไปไดอยางสะดวก รวดเร็วและถูกตองแมนยํา (สํานักงานสภาสถาบันราชภัฏ กระทรวงศึกษาธิการ. ปยุตโฺ ต หรือ พระมหาประยุทธ อารยางกูร) นับจากวันที่ อุปสมบทจนถึงปจจุบัน มากกวา 30 ป ชีวิตของทานเต็มไปดวยการอุทิศใหกับงานเผยแผคาสอน ํ พุทธศาสนา ชวยชี้นาสั ํ ่งสอนบุคคลในสังคมใหปฏิบัติตนเพื่อนําไปสูชีวิตที่ดีงาม มีความสุข สงบ โดยการใชปญ  ญาไตรตรองเรือ่ งตาง ๆ บนพืน้ ฐานของเหตุผล ขอเท็จจริงอันจะนําไปสูความมี สันติภาพในโลกมนุษย เปนการทํางานเผยแผทุกรูปแบบทั้งภายในประเทศและตางประเทศตั้งแต การสอน การบรรยาย การปาฐกถา การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการแสดงพระธรรมเทศนา เปนที่ปรึกษาของหนวยงานตาง ๆ และงานนิพนธหนังสือวิชาการและตําราตาง ๆ มากมาย ทุกเรื่องลวนเปนที่รูจักกันอยางแพรหลายวาเปนงานที่ดีเยี่ยมตามมาตฐานของงานวิชาการ ตลอดจน ความสมบูรณของการอางอิง ประการสําคัญทีส่ ดุ คือเนือ้ หาสาระใหประโยชนแกการดํารงชีวิตใน สังคมของมวลมนุษยทั้งในปจจุบันและอนาคตเปนอยางมาก (มูลนิธิพุทธธรรม. สุนทร พลามินทร และชุติมา ธนะปุระ.อางถึงใน ดร. อางถึงใน ดร. ระวี ภาวิไล. 2539 : (37) ) .

ศ.ศ. 2537 10) ตรีปฎกาจารยกิตติมศักดิ์ จากนวนาลันทามหาวิหาร รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย พ. 2529 3) ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ(์ สาขาหลักสูตรและการสอน)จากหาวิทยาลัยศิลปากร พ. 2536 9) ศึกษาศาตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร พ.อ. ปยุตโฺ ต) เปนปราชญทางพระพุทธศาสนาที่ สามารถเสนอแนวทางปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาไทยจากทัศนะของพระพุทธศาสนา ได อยางเปนระบบซึ่งจะเห็นไดจากในเรื่อง ความหมายของการศึกษา จุดมุงหมายหรือเปาหมายของการ ศึกษา ตลอดจนเนือ้ หาสาระและกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพือ่ ประยุกตใชในการแก ปญหาการจัดการศึกษาของไทย ทานสามารถวิเคราะหปญหาการศึกษาไดอยางลุมลึก เสนอแนวทาง การพัฒนาการศึกษาที่กอใหเกิดความสมดุลเหมาะสมกับบริบทแหงสังคมไทย โดยการนําเอาหลัก พุทธธรรมมาเปนรากฐานของการศึกษาไทย และการรับเอาวิทยาการสมัยใหมมาปรับใชอยางรู เทาทันเพื่อใหชีวิตมนุษยบังเกิดคุณคาสมบูรณสูงสุด ดวยเหตุนี้เองสถาบันอุดมศึกษาตาง ๆ ไดเล็งเห็นถึงความเปนเลิศทางดานวิชาการของ ทาน ไดถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันการศึกษาตาง ๆ 14 สถาบัน รวม 15 ปริญญา ทั้งในประเทศและตางประเทศ ดังนี้ (สํานักงานสภาสถาบันราชภัฏ กระทรวงศึกษาธิการ. 2532 7) การศึกษาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ(์ สาขาปรัชญาการศึกษา)จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ. (จริยศาสตรศกึ ษา) / 3 ปจจุบันนี้ ดวยแนวความคิดของทานทีแ่ สดงออกมานัน้ นักการศึกษาชั้นนําของไทย ลวนใหการยอมรับทัว่ กันวา พระธรรมปฎก (ป. 2531 6) ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาภาษาศาสตร) จากมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2533 8) ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาศึกษาศาสตร) จากมหาวิทยาลัยรามคําแหง พ.ศ.ศ. 2538:7-8) 1) พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ.ศ. 2530 5) อักษรศาสตรดุษฎีบณ ั ฑิตกิตติมศักดิ์ จากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พ.ศ.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. 2529 4) ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ(์ สาขาศึกษาศาตรการสอน) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร พ.ม. 2525 2) ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาปรัชญา) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร พ.ศ. 2538 .ศ.

2537 และในการเดินทางไปรับการ ถวายรางวัล ณ กรุงปารีสนั้น ทานไดกลาวยํ้าตอชาวโลกถึงแนวทางการจัดการศึกษาที่กอใหเกิด ปญหาไวดงั นีว้ า “การใหการศึกษาของเราสวนใหญ (ปจจุบนั นี)้ มักเปนไปในทางที่จะสนับสนุนให เกิดความรูสึกอยากไดอยากเอา เด็ก ๆ รําเรี ่ ยนกันไปในแนวทางที่จะมองหาวัตถุมาบํารุงบําเรอเปน จุดหมาย” (พระธรรมปฎก(ป. 2540 :136) . 2542 14) ครุศาสตรดุษฎีบณ ั ฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพระพุทธศาสนา จากสถาบันราชภัฏบานสมเด็จเจาพระยา พ.2539 : 47-50) คํากลาวของทานดังกลาว ไดชี้ใหเห็นถึงปญหาการศึกษาในปจจุบันของสถาบันการ ศึกษาสวนใหญ มีเปาหมายหลักอยูที่การสรางบัณฑิตใหมีความเกงเปนเลิศทางวิชาการโดยมุงเนน หนักในดานเพือ่ ตอบสนองความตองการของการพัฒนายุคอุตสาหกรรม บุคคลในสังคมใฝใจตอการ ศึกษาหาความรูโดยเฉพาะอยางยิ่งวิชาชีพหรือวิชาที่เนนความชํานาญพิเศษเฉพาะดาน ที่จะนําไปสู การประกอบอาชีพที่มีรายไดเปนปกแผน แนวทางการศึกษามีความโนมเอียงไปในทางการพัฒนา ความสามารถที่จะหาสิ่งเสพบําเรอความสุขโดยแทบไมรตู วั ความหมายของการศึกษาที่สัมพันธกับ ความสุขแทบจะกลายเปนวา “การศึกษาคือการพัฒนาความสามารถที่จะหาสิ่งเสพบําเรอความสุข แตละคนมีการศึกษากันจนเกง…เกงในการที่จะหาสิ่งตาง ๆ มาเสพบําเรอความสุข”(พระธรรมปฎก (ป.ศ.อ.พระมหานิคม วงษสวุ รรณ บทนํา / 4 11) อักษรศาสตรดุษฎีบณ ั ฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาจริยศาสตรศึกษา) จากมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. ปยุตโฺ ต).2539 : 55) “การศึกษาที่ผานมา เราเนนเรือ่ งความเกงกันมาก โดยมุงจะใหเด็กเกง ก็ เลยทําใหการศึกษาขาดความสมบูรณเพราะเด็กเกงแตอาจจะไมดี และเกงแลวไมมีความสุข การ ศึกษาตอไปนี้จะตองพัฒนาเด็กและเยาวชนใหเปนคนที่ทั้งเกงทั้งดี และมีความสุข” (พระธรรมปฎก (ป.ศ.ศ.ศ. 2538 12) วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม พ. 2544 15) ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารองคการ จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม พ.ศ.ปยุตโฺ ต).อ. 2541 13) ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาพุทธศาสตร) จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พ. 2545 แนวความคิดของทานเปนที่ประจักษแกสายตาชาวโลก ไมเฉพาะแตวงการศึกษาไทย เทานั้น หากไดแผไกลไปเพื่อมนุษยชาติทั่วโลกวาทานเปนบุคคลที่มีคุณคาตอวงการศึกษาของโลก เปนอยางมาก ดังเชนองคการยูเนสโก(UNESCO) ไดนอมถวายรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ (Peace Education) แดทา นเมือ่ วันที่ 20 ธันวาคม พ. ปยุตโฺ ต).อ.

2530 : 116) “การศึกษา ในประเทศไทยเราปจจุบันนี้ จึงถือวาเปนตัวการอันสําคัญเหลือเกินทีท่ าให ํ เกิดปญหาสังคมไทยใน ปจจุบัน เพราะแรงจูงใจที่เกิดขึ้นในการศึกษามันไมใชแรงจูงใจเพื่อการหนาที่ แตเปนแรงจูงใจเพือ่ หาผลประโยชน ซึง่ อันนีเ้ ราเรียกวาเปนคุณคาทีส่ นองความตองการในดานตัณหา…”(พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยุตฺโต).ม.69) สิ่งที่เห็นไดเกี่ยวกับการศึกษาที่ผิดพลาดปจจุบัน เมื่อความรูแยกกับความดี คือ เยาวชน คนรุนใหม นักเรียน นักศึกษา หรือนิสิตที่อยูในวัยศึกษา ตลอดจนถึงบัณฑิตที่จบการศึกษามีความ ประพฤติเบี่ยงเบนไป เปนคนออนแอ สํารวย ไมสูงาน ไมสูการศึกษาเลาเรียน มีการติดยาเสพติด ใช ความรูท่ีไดจากการศึกษาเปนเครือ่ งมือไปแสวงหาฐานะ ฉกฉวย ชวงชิง เอารัดเอาเปรียบในสังคม ไมเอาใจใสตอสภาพความเปนไปของสังคม ไมรูจักรับผิดชอบสังคม ดําเนินชีวติ แบบเอาตัวรอดหา โอกาสที่จะแสวงหาความสุขบําเรอตน เปนคนแข็งกระดางขาดความสุภาพออนโยน ขาดความ เห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษยดวยกัน ในเรื่องนี้ทานไดกลาววา “การศึกษาเชนนี้เปนการศึกษาที่ผิด เรียกวา มิจฉาศึกษา มิจฉาศึกษาก็คอื วาเราอาจจะมีความรูจ ริง แตไมเปนไปเพื่อแกปญหาของมนุษย เลย เปนเพียงความรูเ พือ่ สนองความตองการของตัวตน หรือสนองตัณหาเทานัน้ ” (พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยุตโฺ ต). ปยุตโฺ ต) ไดกลาวถึงการศึกษาในปจจุบันที่มีการสอนจริยธรรม ในสถาบันการศึกษา ที่ไมประสบความสําเร็จในแงจริยธรรม เปนไปในลักษณะการเรียนแบบ .อ.อ.2530 : 123) พระธรรมปฎก (ป. ปยุตโฺ ต). 2540 : 68 . (จริยศาสตรศกึ ษา) / 5 การศึกษาที่ผานมาทานไดวิเคราะหใหเห็นวาเปนการศึกษาที่ผิดพลาด สาเหตุมาจากมี ความเขาใจความหมาย เปาหมายของการศึกษาผิด ทําใหหลักปรัชญาที่จะนําไปใชกับการศึกษานั้น ผิดไปดวย กําหนดวิธกี ารเรียนการสอนก็จะผิดพลาดไปหมด ผลออกมาจึงกลายเปนความลมเหลว หรือไมไดผลเทาที่ควร อีกทั้งกอใหเกิดปญหาแกสังคมเปนอันมาก ซึ่งทานไดกลาววา “การศึกษา ปจจุบนั นีแ้ หละเปนตัวเหตุสาคั ํ ญ ทําใหเกิดปญหาสังคมเปนอันมาก เปนปญหาที่พันและตอเนื่อง กันไป ตั้งแตการเลือกเรียนวิชา จนถึงการเลือกงานอาชีพ และพฤติกรรมในการทํางาน พอเริม่ ตน ความหมายของการศึกษาก็ถูกบิดเบือน” (พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยุตโฺ ต).บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. 2530 : 118) การศึกษาที่ผิดพลาดนั่นก็คือเริ่มมาจากการมีทัศนคติ มีแรงจูงใจที่ ผิดในการศึกษา การศึกษาที่เปนอยูไมศึกษาไปเพื่อพัฒนาชีวิต และพัฒนาสังคม แตศึกษาไปเพื่อ สนองความเห็นแกตวั แสวงหาวัตถุมาเพื่อเสพบํารุงบําเรอตน ศึกษาโดยขาดความใฝรู ศึกษาโดย ไมรูวิธีคิด ศึกษาโดยคิดไมเปน เรียนไมเปน โดยไมรจู กั คนควาหาความแจงจริง กลายเปนการศึกษา ที่ผิดพลาดไปและไมไดผลเทาที่ควร ไมนําไปสูการที่จะรูจักดําเนินชีวติ อยางถูกตอง นําวิชาความรู นั้นไปใชในทางที่ผิดเปนโทษแกชีวิตและสังคม ดังนัน้ ความรูที่ไดนี้จึงแยกไปคนละทางไมสัมพันธ กับความดี มีความรูไวเพื่อการพัฒนาวัตถุและไวเพื่อแสวงหาวัตถุ ความรูในลักษณะเชนนี้จึงกอให เกิดปญหาตามมามากมาย(พระธรรมปฎก(ป.

ปยุตโฺ ต) ไดแสดงใหเห็นถึงการแกไขปญหาการศึกษาคือ การที่ จะศึกษาเลาเรียนอยางถูกตอง จะตองมีทศั นคติมแี รงจูงใจทีถ่ กู ตอง โดยเขาใจถึงความหมายและ เปาหมายของการศึกษาที่ตรงไปตรงมาตามธรรมชาติ มุงไปยังผลโดยตรงของสิ่งที่จะทําใหเราเขา ถึงสัจธรรมการนําความรูในสัจธรรมมาใชจะทําใหดําเนินชีวิตและปฏิบัติตอสิ่งทั้งหลายอยางถูกตอง การปฏิบัติอยางถูกตองนี้ทานเรียกวาจริยธรรม ทานไดกลาววา “มนุษยมจี ติ ใจทีป่ ระณีตละเอียดออน ซึ่งสามารถที่จะซึมซาบในคุณคาความดี ความงาม ความรูสึกนึกคิดของมนุษยและสิ่งทั้งหลาย และที่ สําคัญยิ่งคือมนุษยสามารถเขาใจเหตุผลรูจักแยกแยะระหวาง ความดี ความชั่ว คุณ โทษ สวนตน สวนสังคม เปนตน สามารถวินิจฉัยตัดสินใจเลือกกระทํา หรืองดเวนการกระทําตาง ๆ ดวยความ สํานึกในความรับผิดชอบตอตนเองและผูอ น่ื หรือตอสังคมได ความสามารถและความประณีต ละเอียดออนอันเปนสัญลักษณพิเศษเชนนี้ เปนสิ่งที่มนุษยเลาเรียนถายทอดกันได ฝกฝนใหถนัด ชัดเจนได อบรมใหเกิดความนิยมชมชอบ โนมเอียงเคยชินและแกกลายิ่ง ๆ ขึ้นไปได” (พระราชวร- .อ. 2527:191) พระธรรมปฎก(ป.2530 : 85 .92) ทานไดสรุปความตอนนีว้ า “ในแงการศึกษาของพระพุทธศาสนาแลว ถือวา พุทธิศึกษา(ความรู) และจริยศึกษา(คุณธรรมความดี)คืออันเดียวกัน ไมแยกจากกัน เปนตัวการศึกษาที่แทจริง” (พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยุตโฺ ต).2530 : 86) นัน่ ก็คอื ความรูก บั ความดี มีความสัมพันธเกี่ยวของกัน จะไมแยกออกไปจากกัน ทานไดอธิบายเรื่องการศึกษาไวนาสนใจวา ตามความหมายการศึกษาทางพระพุทธศาสนาแลวพุทธิศึกษา(ความรู) จะไมแยกจากจริยศึกษา(คุณธรรมความดี) นั่นคือความรูจะสัมพันธ กับความดี ไมแยกจากความดี ความรูท ไ่ี ดเรียนรูม านัน้ ก็มไี วเพือ่ พัฒนาความดี ทานไดยกตัวอยางใน พุทธประวัติตอนหนึ่งมีหลักฐานปรากฏวา เมื่อเจาชายสิทธัตถะตรัสรูเปนพุทธะแลว พระองคก็ มีจริยะ(คุณธรรมความดี)มาพรอมเสร็จ ทรงสมบูรณดวยพุทธคุณทั้งสอง คือ พระปญญา(ความรู) และพระกรุณา(ความดี) คือ ปญญา(ความรู) ที่แทนั้นจะมาคูกับคุณธรรมความดี เปนความรูเ พือ่ การ ดําเนินชีวิตทีด่ งี าม คือ รูว า อะไรดี อะไรชัว่ อะไรถูก อะไรผิด ความตอนนีจ้ ะเห็นไดในบทสวด สรรเสริญพระพุทธคุณ 9 ขอ 3 ที่วา วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน แปลวา พระพุทธเจาทรงถึงพรอมดวย วิชชา(ความรู) และจรณะ(ความดี) และพระคุณทั้ง 9 นีโ้ ดยยอมี 2 คือ 1) พระปญญาคุณ พระคุณคือ ปญญา 2) พระกรุณาคุณ พระคุณคือพระมหากรุณา หรือตามที่นิยมกลาวกันในประเทศไทย ยอลง เปน 3 คือ 1)พระปญญาคุณ พระคุณคือพระปญญา 2) พระวิสุทธิคุณ พระคุณคือความบริสุทธิ์ 3) พระมหากรุณาคุณ พระคุณคือพระมหากรุณา (พระราชวรมุนี(ประยุทธ ปยุตโฺ ต).พระมหานิคม วงษสวุ รรณ บทนํา / 6 ทองจําอยางนกแกวนกขุนทองใหเรียนศีลธรรมจริยธรรมตามที่บอกมา จดไปแลวทองจําใหขึ้นใจ จริยธรรมจึงเปนเพียงการเรียนรูข อ มูลผาน ๆ ไป เรียนเพียงเพื่อจะใหสอบได ไมใชเปนการเรียนที่ เขาถึงตัวการศึกษาภายในจิตใจที่แทจริง ดังนัน้ จึงไมไดผลในทางความประพฤติปฏิบัติ(พระราชวรมุนี(ประยุทธ ปยุตโฺ ต).

ม.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.อ.อ. ปยุตโฺ ต) ยังไดเสนอหลักการตรวจสอบวาการศึกษาที่ เปนอยูใ นปจจุบนั นี้ ถูก หรือ ผิด ไวดงั นี้ “ถาหากวาการศึกษาทําใหคนมีความรูมากขึ้น แตมีความสุขนอยลง มีความทุกข มาก ก็แสดงวาการศึกษานั้นก็คงจะผิด” “ถาหากวาการศึกษาทําใหคนมีความรูมากขึ้น แตมีความดีงามนอยลง มีความชั่ว มากขึ้น การศึกษานั้นก็คงจะผิด” “ถาหากคนมีความดีงาม โดยไมมีความรู ก็ผดิ เหมือนกัน เพราะเปนความดีงาม โดยความหลงงมงาย ไมไดเปนไปดวยความรู ไมไดเปนไปดวยปญญา” “ถามีความสุขโดยไมมีปญญา ไมมีความดีงามก็ผิดอีก” “การศึกษาตองใหครบทั้ง 3 อยาง ในการพัฒนานี้จะตองดูวาผูที่ไดรับการศึกษา คือ คนที่เราสอนหรือใหการศึกษานี้ มีปญ  ญาเพิม่ ขึน้ ไหม มีความดีงามและความสุขหรือ ภาวะไรทุกขหรือไม”(พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตโฺ ต).2530 :3) “การศึกษา มีจดุ หมายเพือ่ นําไปสูสิ่งที่เรียกวา ปญญา(ความรู) เมือ่ มี การเรียนรู ฝกฝน พัฒนา ก็งอกงามดีประณีตขึน้ ทัง้ ดานพฤติกรรม จิตใจ และปญญา พอไดปญ  ญา แลวเกิดความรู ความเขาใจ มาพัฒนาพฤติกรรมและจิตใจใหทาได ํ ทําเปน วางทาทีและปฏิบัติตอสิ่ง ที่ตนเขาไปเกี่ยวของทุกอยางไดถูกตองเกิดผลดี” (พระธรรมปฏก(ป.2540 :142 -146) นอกจากนีพ้ ระธรรมปฎก(ป. (จริยศาสตรศกึ ษา) / 7 มุนี(ประยุทธ ปยุตโฺ ต). ปยุตโฺ ต). ปยุตโฺ ต).อ.2531 : 64) ทานไดสรุปวา ในพัฒนาการระดับสูงสุดของการศึกษานี้ทั้ง 3 อยางตองบูรณาการไป ดวยกัน คือ ปญญา(ความรู) คุณธรรม(ความดี) และความสุข(สันติสุข) จะตองบูรณการเขาดวยกัน .อ. ปยุตโฺ ต)อธิบาย วา การมองดวยความเขาใจเชนนี้เปนการมองที่ไมครอบคลุม ไมสมบูรณ ไมครบ ในสวนประกอบ ของชีวิตมนุษยที่ประกอบดวย 2 สวน คือ สวนดานนอกคือกาย กับสวนภายในคือจิตใจ จะกอใหเกิด ความขัดแยงในตน เชน จะพัฒนาพฤติกรรมไปก็มีความฝนใจเพราะจิตใจไมพรอม ทําใหคนมีความ ฝนใจ และมีความทุกขในการที่จะปฏิบัติตามพฤติกรรมที่สังคมกําหนด การพัฒนานัน้ ตองพัฒนา ชีวิตทั้ง 3 ดาน คือ ดานพฤติกรรม(ศีล) ดานจิตใจ(สมาธิ) และดานความรู(ปญญา) ไปพรอม ๆ กัน เพราะเปน 3 ดานของชีวิตที่ไมอาจแยกขาดจากกันได การพัฒนาในลักษณะนี้จะเปนการพัฒนาอยาง ประสานกลมกลืนสงผลเกื้อกูลกันไปดวยดีทั้งระบบตามแนวพุทธจริยธรรม ที่เปนเรือ่ งทีค่ รอบคลุม ทัง้ พฤติกรรม จิตใจ และปญญา เปนการพัฒนาชีวิตทั้งหมด ไมใชเปนเพียงการพัฒนาดานใด ดานหนึ่งโดยเฉพาะเปนพิเศษ (พระธรรมปฎก (ป.2542 :13) ในการพัฒนาจริยธรรมนัน้ มนุษยสวนมากจะมองจริยธรรมในความหมายแคบเฉพาะ ดานพฤติกรรมอยางเดียว เพราะเปนสิ่งที่มองเห็นไดงาย เรือ่ งนีพ้ ระธรรมปฎก(ป.

อ. เพื่อศึกษาวิเคราะหความสัมพันธระหวางความดีกับความรูในทัศนะของ พระพุทธศาสนา 2.4 วิธีดาเนิ ํ นการวิจยั การวิจัยครั้งนี้ เปนการวิจยั เชิงคุณภาพ(Qualitative research) โดยการนําเสนอเปน แบบพรรณนาวิเคราะห(Analytical research) ซึ่งขอมูลที่ใชในการศึกษาจะใชขอมูลที่เปนเอกสาร โดยใชวิธีการวิจัยเอกสาร (Documentary research) แบงการเก็บขอมูลเปน 2 ระดับ คือ 1. ระดับปฐมภูมิ (primary source) ศึกษาคนควาขอมูลจากพระไตรปฎกและงาน นิพนธที่เปนผลงานของพระธรรมปฎก(ป.3 ขอบเขตของการวิจยั การวิจัยครั้งนี้ มุงศึกษาวิเคราะหความสัมพันธระหวางความรูกับความดี ในทัศนะ พระพุทธศาสนาจากงานขอมูลในพระไตรปฎก และทัศนะทางปรัชญาการศึกษาไทยตามแนวพุทธจริยธรรมกับการศึกษาของพระธรรมปฎก(ป. เพื่อศึกษาทัศนะของพระธรรมปฎก(ป.2 วัตถุประสงคของการวิจัย 1.พระมหานิคม วงษสวุ รรณ บทนํา / 8 เปนหลักการที่จะตองทําใหไดในการศึกษา การศึกษานั้นจึงชื่อไดวาเปนการศึกษาที่สมบูรณ(พระเทพเวที(ประยุทธ ปยุตโฺ ต). ปยุตโฺ ต) .อ. ปยุตโฺ ต) เกี่ยวกับปรัชญาการศึกษาของ ไทยตามแนวพุทธจริยธรรมกับการศึกษา 1.2531 : 66) ดังนั้น ผูศึกษาวิจัยจึงเห็นสมควรที่จะศึกษาวิเคราะห แนวความคิดอันลุมลึกของทาน เกี่ยวกับปรัชญาการศึกษาตามแนวพุทธจริยธรรม ที่ทานไดเสนอแนวปรัชญาในการแกปญ  หาทาง การศึกษา และไดเสนอแนวทางในการจัดการศึกษาที่มีคุณคาในยุคที่โลกตองการสรางสันติภาพ สันติสุขและอิสรภาพเพื่อมนุษยชาติ ซึ่งชวยเปนประทีปในการสองทางใหแกนักการศึกษาไทยได เห็นแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่ตั้งอยูบนฐานแหงปรีชาญาณของไทยไดอยางเหมาะสมแทจริง 1. ปยุตโฺ ต) ที่เปนผลงานนิพนธของทานซึ่งไดมีการ จัดพิมพไว 1.อ.

ม. ทํ าใหทราบถึงความสัมพันธระหวางความรูกับความดีในทัศนะพระพุทธศาสนา นั้นมีความสัมพันธกันอยางไร 2.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. ปยุตฺโต)ที่เกี่ยวกับปรัชญาการศึกษา ในบริบทของพุทธจริยธรรมกับการศึกษา 1.อ. ทําใหทราบถึงทัศนะของพระธรรมปฎก (ป. (จริยศาสตรศกึ ษา) / 9 2. ระดับทุติยภูมิ (secondary source) ศึกษาคนควาขอมูลจาก คัมภีรอ รรถกถา งานนิพนธที่เปนผลงานของนักปราชญทางศาสนาอื่น ๆ หนังสือบทความ วารสารหนังสือพิมพ วิทยานิพนธ และเอกสารตาง ๆ ประกอบการศึกษาวิจัย รวมทั้งตําราและเอกสารทางวิชาการดาน อืน่ ๆ ที่เกี่ยวของ แหลงคนควาที่สาคั ํ ญ ไดแก หองสมุดวัดญาณเวศกวัน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย สภาวิจัยแหงชาติ หอสมุดแหงชาติ และหองสมุดมหาวิทยาลัยตาง ๆ 1.6 นิยามศัพท พุทธจริยธรรม หมายถึง หลักการดําเนินชีวติ ของมนุษย หรือระบบการดําเนินชีวติ ทีด่ ี งาม ซึ่งพระพุทธศาสนาไมมองจริยธรรมแบบแยกสวนดานใดดานหนึ่งเฉพาะ ในพุทธจริยธรรมจะ มีหลักความประพฤติปฏิบัติที่สัมพันธกัน 3 ดาน คือ ดานพฤติกรรมทางกาย วาจา และสัมมาชีพที่ เรียกวา ศีล ดานจิตใจที่เปนแกนกลางในการฝกฝนอบรมคือสมาธิ และดานปญญา คือ การพัฒนา ความรูต า ง ๆ ที่มาสัมพันธเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน กอใหเกิดประโยชนสุขแกชีวิต สังคม ธรรมชาติ การศึกษา หมายถึง การเรียนรูข อ มูลจากความรูต า งๆ เพือ่ นําความรูที่ไดนั้นไปพัฒนา ฝกฝนชีวติ ใหเปนอยูด ว ยดี ปรัชญาการศึกษา หมายถึง การนําหลักคิดทางดานการศึกษาของสํานักความคิดตาง ๆ ที่เกี่ยวกับความหมายของการศึกษา เปาหมายของการศึกษา และมรรควิธีที่จะนําไปสูเปาหมายของ การศึกษา เพื่อนําไปประยุกตใชในการจัดการศึกษาอยางเปนระบบและสมเหตุผล .5 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 1.

อ.Schumacher)(1974) !"#$$%&'%()#*+&.F. เอฟ.พระมหานิคม วงษสวุ รรณ บทนํา / 10 พระธรรมปฎก (ป.7 เอกสารงานวิจยั ทีเ่ กีย่ วของ ผูวิจัยไดศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของกับแนวความคิด ในเรื่องพุทธจริยธรรมกับ การศึกษา โดยเปนการศึกษาที่มุงพัฒนาชีวิตมนุษยใหมีความรูความดี และเขาถึงความสุขบรรลุ อิสรภาพซึ่งมีผูสนใจศึกษาไว ดังตอไปนี้ อี.*$. :นักเศรษฐศาสตร นักพัฒนาผูม ชี อ่ื เสียงทานหนึง่ ของของตะวันตก ไดแนวความคิดจากหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ไดเสนองานเขียนชิ้นสําคัญ คือ Small is Beautiful. ปยุตโฺ ต) หมายถึง พระมหาประยุทธ ปยุตโฺ ต (อารยางกูร) เจาอาวาสวัดญาณเวกศวัน ตําบลบางกระทึก อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตัง้ แตทา นดํารง สมณศักดิ์ที่พระศรีวิสุทธิโมลี พระราชวรมุนี พระเทพเวที จนถึงพระธรรมปฎก ในปจจุบัน 1. ชูเมกเกอร(E. ไววา ปญหาทางการพัฒนาดานเศรษฐกิจของ มนุษยเกิดขึน้ จากแนวความเชือ่ ทีว่ า ปญหาการผลิตไดรับการแกไขใหลุลวงไปแลวดวยเทคโนโลยี ทางอุตสาหกรรม รวมถึงทาทีของมนุษยที่มีตอธรรมชาตินั้น ก็มิไดมองวาตนเปนหนึ่งเดียวกับ ธรรมชาติ หากแตมีความพยายามที่จะเขาครอบครองสรางความเหนือกวา เพือ่ ทีจ่ ะนําเอาธรรมชาติ มารับใชมนุษยใหได ดังนั้น การนําเอาทรัพยากรสิง่ แวดลอมธรรมชาติมาเปนฐานในการพัฒนาทาง เศรษฐกิจของมนุษย จึงเปนไปอยางรุนแรงโดยไมมีการสนใจถึงความสูญเสียที่จะตามมา ไมวาสิ่งที่ นํามาใชนั้น จะเปนทรัพยากรธรรมชาติประเภททุนทีไ่ มอาจทดแทนดวยสิง่ ใดได เชน นํ้ามัน ขอบเขตแหงความทนทานของธรรมชาติหรือแกนสารของมนุษยกต็ าม ชูเมกเกอรไดกลาววา การเพิม่ ขึน้ ของความตองการขัน้ พืน้ ฐานทุกอยางยอมโนมเอียงที่ จะทําใหคนตองพึ่งพาพลังจากภายนอก ซึ่งไมมีผูใดสามารถควบคุมได ดวยมายาแหงอํานาจอันไร ขอบเขตซึ่งงอกงามโดยความสําเร็จทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีอนั นาพิศวง กอใหเกิดการเจริญ เติบโตอยางมหาศาลทางดานเศรษฐกิจ แตชเู มกเกอรบอกวาการเจริญเติบโตนัน้ มีได “แตตอ งมีขดี จํากัด” เราไมสามารถจะมีความเจริญเติบโตทีไ่ รขดี จํากัดและครอบคลุมทุกอยางได เพราะสิ่งที่เคย เปนของฟุมเฟอยในสมัยบรรพบุรุษไดกลายเปนสิ่งที่จาเป ํ นขึ้นมาไดในปจจุบัน วนิดา ธนศุภานุเวช (2522) มนุษยตามทรรศนะพุทธปรัชญา : เปนการวิเคราะหองค ประกอบของมนุษยตามทรรศนะพุทธปรัชญา พบวามนุษยประกอบดวยธรรมชาติที่แตกตางกัน 2 สวน คือ นามรูปหรือจิต และกาย ซึ่งตางก็อิงอาศัยซึ่งกันและกัน แมวา พุทธปรัชญามีแนวโนมให .

ม.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. (จริยศาสตรศกึ ษา) / 11 ความสําคัญแกจิตมากกวากาย แตจติ ก็ตอ งมีกายเปนทีอ่ าศัยและทีแ่ สดงออก ในขณะเดียวกันก็จะไม มีความหมายอะไรเลยถาปราศจากจิต เพราะจิตเปนสมุฏฐานที่ยังกายใหเกิดและใหคุณคาแกกาย ทั้ง กายและจิตเมือ่ วิเคราะหใหถงึ ทีส่ ดุ ลวนมีธรรมชาติเปนสังขตะ คือ เปนสิง่ ทีม่ เี หตุปจ จัยปรุงแตงมา จากองคประกอบตาง ๆ โดยสภาพความจริงสูงสุดหรือโดยสภาพปรมัตถแลว มนุษยมีสภาพเปน อนัตตา คือไมมีตัวตนอยูอยางแทจริง คําวามนุษยที่เรียกขานกันจึงเปนคําสมมติทบ่ี ญ ั ญัตขิ น้ึ เพือ่ ใช เรียกสภาวะธรรมอยางหนึ่งซึ่งมีธรรมชาติเกิดดับอยูทุกขณะกลาวโดยสรุปตามทรรศนะพุทธปรัชญา มนุษยเปนสิ่งที่เกิดขึ้นเปนไปในธรรมชาติเชนเดียวกับสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมด ไมวา จะเปนสิง่ มีชวี ติ หรือไร ชีวิต มนุษยจึงตกอยูภายใตกฎธรรมชาติ อันไดแกกฎแหงเหตุและผลเชนเดียวกับสิ่งทั้งปวงในสากล จักรวาล แตมนุษยมีลักษณะพิเศษที่แตกตางไปจากสิ่งอื่น ๆ ตรงที่มนุษยเปนสิ่งที่มีสติปญญาสูง สามารถใชสติปญ  ญาเปนเครือ่ งนําทางในการดํารงชีวติ ในโลกไดดกี วาสัตวชนิดอืน่ ๆ ทุกประเภท พุทธปรัชญาถือวามนุษยเปนผูกาหนดวิ ํ ถีและสภาพแหงชีวติ ของตนเองดวยกรรรม หรือการกระทํา ของตนเองทั้งสิ้น ยิ่งวานั้นพุทธปรัชญายังถือวามนุษยจะตกอยูภายใตกฎธรรมชาติ แตมนุษยก็ สามารถพัฒนาตนเองใหเปนอิสระหลุดพนไปจากวัฏฏะแหงกฎธรรมชาติได โดยการทําลายอวิชชา คือความหลงเขาใจผิดใหหมดไป เมื่อสามารถขจัดอวิชชานั้นไดหมดสิ้นแลว บุคคลจะเขาถึง เปาหมายสูงสุดในพุทธปรัชญาคือ “นิพพาน” คนึงนิตย จันทบุตร (2530) สถานะและบทบาทของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย : ผลการวิจยั เรือ่ งนีพ้ บวา สถานะและบทบาทของพระพุทธศาสนาเริ่มตกตําลงในช ่ วงการพัฒนา ประเทศเปนสมัยใหม ความนิยมในเทคโนโลยีตะวันตกวาเปนเครือ่ งพัฒนาประเทศ ทําใหพระพุทธศาสนาถูกละเลยความสําคัญ วัดไดลดบทบาทดานการศึกษา โดยผูน าเล็ ํ งเห็นวาการศึกษาแบบเดิม ขัดแยงตอหลักการพัฒนาประเทศไปสูความเปนสมัยใหม สถาบันสงฆยังเปนที่เคารพนับถือ แตการ ศึกษาโดยมีพระสงฆเปนผูสอนกลายเปนเรื่องลาสมัยไมทันโลก บทบาทที่เหลือของพระสงฆจึงเปน เพียงบทบาทดานพิธีกรรมและการสงเคราะหทางจิต ประชาชนเสือ่ มคลายตอการบวชเรียนเพราะ เห็นเปนเรื่องสิ้นเปลืองเวลาและไรประโยชน การบวชเหลืออยูเ พียงการรักษาประเพณีและอาศัย ประโยชนจากศาสนา มีเพียงจํานวนนอยที่บวชโดยมุงหวังจะขัดเกลากิเลส รัชนีกร เศรษฐโฐ (2532) โครงสรางสังคมและวัฒนธรรมไทย : ไดสรุปผลกระทบจาก ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มีตอสังคมไทยและวัฒนธรรมไทย จนทําใหคุณภาพชีวิตที่ดีของคน ไทย ตลอดจนคานิยม รูปแบบการดําเนินชีวิตไดเปลี่ยนไปจากเดิมในอดีตหลายประการ คือ 1. คนในสังคมเกิดความแตกตางกันในฐานะทางสังคม มีคนรวยและคนจน มีนายทุน .

พระมหานิคม วงษสวุ รรณ บทนํา / 12 และลูกจาง ซึ่งทําใหมคี วามแตกตางกันทางดานวัตถุทค่ี รอบครองแตกตางกันไปดวย รวมทัง้ รูปแบบ การดํารงชีวิตก็แตกตางกันไปมากมาย นับตัง้ แตการกินอยู การผักผอน 2. ครอบครัวมีสภาพการแตกแยก และมีการหยารางกันมากยิ่งขึ้น โดยคูส ามีภรรยา เห็นความสําคัญของเศรษฐกิจมากกวาความสําคัญของครอบครัว 7. คนไทยหันไปพึ่งพลังภายนอก เชน ไสยศาสตร และพิธีกรรมตาง ๆ มากยิ่งขึ้น กวาคิดพึง่ พาตนเอง . คนในสังคมกลายเปนผูมีนิสัยเปนนักวัตถุนิยม และบริโภคนิยมชั้นเยี่ยม คือ จับจายกินเที่ยวอยางสนุกสนานเพลิดเพลินอยางฟุมเฟอย รายจายที่สําคัญของคนไทยรองลงไปจาก คาอาหารแลวคือ การกิน เที่ยวเตร คาเสือ้ ผา และยานพาหนะ 3.4 มีความรูเรือ่ งเศรษฐกิจดีกวาเดิม คือ รูเ รือ่ งการลงทุน การไดผลกําไร การขาด ทุน และมีการเรียนรูเ ทคโนโลยี การใชเครือ่ งมือใหม โดยคํานึงในแงของผลประโยชนที่จะไดจาก การใชมากขึ้น แตไมไดมองถึงผลกระทบที่จะตามมา 5. เกิดความขัดแยงในรูปแบบการดํารงชีวติ โดยแตเดิมแทบทุกชีวิตในชนบทมี ความเสมอภาคกัน มีความสัมพันธอันดีตอกัน เกื้อหนุนจุนเจือ พบปะสังสรรคกัน ไมมีความ แตกตางกันมากมายในเรื่องสถานภาพหรือชนชั้น 4.1 มีความเปนปจเจกชนมากยิ่งขึ้น เห็นวาเรื่องของสวนบุคคลสําคัญกวาเรือ่ งของ สวนรวม 4.3 เริ่มมีความมุงหมายในการดํารงชีวิตที่เปลี่ยนเปนไปในดานความมั่งคั่งทางดาน เศรษฐกิจเฉพาะตัว ครอบครัว และพวกพองมากยิ่งขึ้น 4. วัยรุนทั้งในชนบทและในเมืองตางเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปจากเดิมมากยิ่งขึ้น เชน การแสวงหาความสนุกสนานเพลิดเพลิน ใชจายอยางสุรุยสุรายฟุมเฟอย แขงขันกันแสดงออก ถึงความโดดเดน ความโกหรู ความทันสมัย ความเกงของตนเอง ซึง่ งายตอการประพฤติผดิ จริยธรรม และกฎหมาย 6. มีการเปลี่ยนแปลงสภาพชีวิตจากแผนการพัฒนาประเทศจากชนบทไปเปนเมือง มากขึ้น นั่นคือคนไทยในชนบทไดรับอิทธิพลจากสังคมเมืองโดยผานทางดานเศรษฐกิจและการ คมนาคมที่ดี การผสมผสานกันระหวางขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกี่ยวกับสิ่งแปลกใหมที่ไปจาก เมืองทําใหเกิดรูปแบบของวัฒนธรรมใหมขน้ึ เชน 4. ผูหญิงในปจจุบันสามารถเลี้ยงตนเองไดโดยไมตองพึ่งพาผูชาย 8.2 ตองการความสะดวกสบายในชีวิต ดวยการใชวตั ถุเทคโนโลยีมาเปนเครือ่ ง ทุนแรงมากยิ่งขึ้น 4.

ศ. สาโรช บัวศรี : โดยมีวัตถุประสงคเพื่อวิเคราะหแนวคิดเกี่ยวกับปรัชญาการศึกษา ไทย ผลการวิจัยพบวา ปรัชญาการศึกษาไทยตามแนวคิดของ ศาสตราจารย ดร. 2507 – ปจจุบนั คือ พุทธปรัชญาการศึกษา และปจจัยที่มีอิทธิพลตอแนวคิด คือ การศึกษาทางดานศาสนาที่ใชเปนพื้นฐานแนวคิดและความสัมพันธระหวางแนวคิดปรัชญาการ ศึกษาตะวันตกและพุทธปรัชญา พุทธปรัชญาการศึกษาตามแนวคิดของทานในดานอภิปรัชญา คือ ความจริงแทสูงสุด ของโลกมนุษย คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในดานญาณวิทยานั้นมนุษยเกิดความรูดวย สัญญา ทิฐิ ญาณ สวนดานคุณวิทยา ความดี หมายถึง ภาวะทีป่ ราศจากโลภะ โทสะ โมหะ องคประกอบพุทธปรัชญาการศึกษาในดานความหมายของการศึกษา คือ การพัฒนาขันธ 5 เพื่อใหอกุศลมูลลดนอยลง เกี่ยวกับสังคมใหรูจักปฏิบัติตนไดถูกตองอยูรวมในสังคมได สวนที่เกี่ยวกับการเรียนรู ใหรูจักวิธี คิดและใชเหตุผลในการแกปญหา และมุงบูรณาการชีวิตใหมีความสุข ในดานนโยบายทางการ ศึกษา คือการศึกษาใหรูจักตนเองและความรูความถนัด ศึกษาสภาพแวดลอมและสังคม ตลอดจน ถึงศึกษา คุณธรรม จริยธรรม ในดานวิธสี อน คือ วิธีสอนตามขั้นทั้ง 4 ของอริยสัจ หมายถึง ขั้น ทุกข ขั้นสมุทัย ขัน้ นิโรธ และขัน้ มรรค ปยวรรณ ไหวพริบ (2533) การวิเคราะหแนวคิดเกี่ยวกับปรัชญาการศึกษาจากเอกสาร สัมมนาทางวิชาการระดับชาติ ระหวางพุทธศักราช 2520 -2530 : วิทยานิพนธนไ้ี ดวเิ คราะหแนวคิด เรื่องปรัชญาการศึกษา จากเอกสารสัมมนาวิชาการระดับชาติ ชวงป พ. 2520-2530 พบวา เนือ้ หา สาระในเอกสารการสัมมนาเหลานั้น มีแนวโนมไปในทางปรัชญาการศึกษาตามแนวพุทธศาสน สูงสุดเมื่อเทียบกับปรัชญาหลักอื่น ๆ สําหรับในระดับจุลภาคทีร่ ะดับชัน้ เรียนหรือกระบวนการเรียน การสอนจะพบงานศึกษาวิจัยและผลงานทางวิชาการตาง ๆ ที่นําหลักการทางพุทธศาสนามาเสนอ หรือประยุกตปฏิบัติดวยแนวโนมที่มากขึ้น แตเมื่อเทียบกับผลงานแนวการจัดการศึกษาของไทยโดย ทั่วไปแลว การจัดการศึกษาไทยยังตามกระแสของตะวันตกอยู โดยพิจารณาถึงการเนนใหศึกษา ปรัชญาตะวันตกเปนหลักมากกวาปรัชญาการศึกษาไทยตามแนวพุทธศาสน .ศ.ศ. 2494 -2507 คือ ปรัชญาการศึกษา Progressivism และปจจัยที่มีอิทธิพลตอแนวคิด คือ สภาพบานเมืองที่ตองพัฒนาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการไดรับการศึกษาจากอเมริกา ตลอดจนสภาพของนักศึกษาไทยที่ตองมีการปรับปรุงใหดีขึ้น ปรัชญาการศึกษาไทยตามแนวคิดของ ทานในระยะ พ. สาโรช บัวศรี ใน ระยะ พ.ม. (จริยศาสตรศกึ ษา) / 13 เกรียงศักดิ์ รอดเย็น (2533 : บทคัดยอ) ปรัชญาการศึกษาไทย ตามแนวคิดของ ศาสตราจารย ดร.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.

ความสัมพันธทางสังคม 3. ความสัมพันธภายในตัวมนุษย คือ เรือ่ ง ของจิต วิญญาณ ซึ่งสองระบบแรกจะเปนผลผลิตของระบบหลัง ซึ่งทําหนาที่ชี้นาของกิ ํ จกรรมตาง ๆ ในสังคม หมายความวา กิเลส ตัณหา ความโลภ โกรธ หลง ของมนุษยซึ่งเปนโครงสรางสวนที่ลึกที่ สุดในตัวมนุษย มนุษยจะผลักดันระบบอื่น ๆ ใหเปนไปตาม นอกจากลักษณะโครงสรางภายในสังคมดังกลาว สังคมยังถูกกําหนดจากกระแสของ ระบบทุนนิยมและบริโภคนิยมจากสังคมภายนอกซึ่งเขามามีผลตอจิตวิญญาณของผูคน ชีวติ ของ ประชาชนสวนใหญจึงถูกกําหนดโดยสินคาและบริการ หรือทุกสิ่งที่สรางความพอใจใหได จนพวก เขาไมอาจมีความสุขไดดวยตนเองหากตองปราศจากสิ่งเหลานี้ แตคณ ุ คาของพุทธปรัชญาสามารถ แกไขปญหาขางตนได เพราะพุทธปรัชญามุงใหมนุษยไปหานิรามิสสุข(สุขที่ไมตองอิงอาศัยอยูกับ วัตถุหรือเปนอิสระพนจากการครอบงําของวัตถุ)เปนเปาหมาย ดวยการชี้ใหมนุษยไดเห็นความจริง เห็นทุกขและโทษภัยของการใหอารมณและกิเลสตัณหาอยูเหนือเหตุผล มนุษยควรวินิจฉัยใหถูก ตอง เพราะมนุษยมักดําเนินในทางที่ไมถูกตองและไปไมถึงเปาหมาย เนือ่ งจากยังติดอยูก บั วัตถุธรรม วาเปนเปาหมายของชีวิต พิสมัย สอนบุญมี (2537) การศึกษาเปรียบเทียบปรัชญาเศรษฐศาสตร กับ ปรัชญา พุทธศาสนา : เปนการศึกษาเปรียบเทียบปรัชญาเศรษฐศาสตรตะวันตกกับพุทธปรัชญา โดยมองวา มนุษยมคี วามตองการทีไ่ มจํากัดและมีความสุขเปนเปาหมาย แตวาความหมายของความสุขและ .พระมหานิคม วงษสวุ รรณ บทนํา / 14 สุมน อมรวิวฒ ั น(2533 :19) สมบัติทิพยการศึกษาไทย :ไดกลาววาพระพุทธศาสนามี อิทธิพลตอการดํารงชีวิตของไทยอยางมาก เนื่องดวยพุทธศาสนิกชนตางก็ยึดถือหลักพุทธธรรมเปน หลักการและแนวปฏิบัติผูที่ไดรับการศึกษาพระไตรปฎก หรือผูที่ไดอานหนังสือ “พุทธธรรม” คงตองยอมรับวาปรัชญา ทฤษฎี และสาระความรูซึ่งเปน “ศาสตร” ของพุทธศาสนานั้น เปนสิ่งที่ เพียบพรอมดวยเหตุผลแสดงกระบวนการอยางเปนระบบ สามารถนํามาปฏิบัติไดอยางรับรองผล ของการปฏิบัติ หลักพุทธศาสตรไดแสดงใหเห็นทฤษฎี และการอุบตั แิ หงเหตุและปจจัยทีเ่ ชือ่ มโยง อาศัยซึ่งกันและกัน ทฤษฎีของการฝกฝนอบรมตน ทั้งกาย วาจา และจิตใจ หลักของสัจจะอันเปน ความจริงของชีวติ และกระบวนการที่บุคคลตองปฏิบัติเพื่อความเปนมนุษยที่สมบูรณ สุนทราภรณ เตชะพะโลกุล(2534) เศรษฐศาสตรแนวพุทธกับวิถีทางพัฒนาสังคมไทย : เปนการศึกษากระบวนทัศนทางดานเศรษฐศาสตร 3 กระบวนทัศน คือ เศรษฐศาสตรกระแสหลัก เศรษฐศาสตรในทัศนะของมารกซ และเศรษฐศาสตรในทัศนะของพุทธปรัชญา โดยนํากระบวน ทัศนมาเชื่อมโยงกันและพบวา ทุกขหรือปญหาของมนุษยในสังคมนั้น ถูกกําหนดโดยเรือ่ งของ 1.ความสัมพันธของการผลิต 2.

(จริยศาสตรศกึ ษา) / 15 มรรควิธีที่จะนําไปสูเปาหมายนั้นแตกตางกันในระหวางปรัชญาสองแนวนี้ งานวิจัยนี้วิเคราะหใน ดานการผลิต การบริโภคและการแจกจายโดยพุทธปรัชญาเห็นวาความตองการทีไ่ มจากั ํ ด(โลภะ)นัน้ ควรจะถูกควบคุมหรือถูกกําจัดใหหมดไป การบริโภคนั้นเปนมรรควิธีไมใชผลสุดทาย มนุษยจึงควร ที่จะแสวงหาเพียงปจจัย 4 ซึ่งผลก็คือจะไมมีการผลิตที่มากเกินไป แตกลับจะมีการบริโภคแตนอ ย เทาที่จาเป ํ นแกชีวิต การทําลายลางทรัพยากรธรรมชาติจะไมเกิดขึ้นอยางที่เปนอยู ยิ่งไปกวานั้น พุทธปรัชญาเชือ่ ในเรือ่ งของเหตุและผล จึงแสวงหาความสุขพอประมาณตามเหตุปจจัยที่เกิดขึ้น ผานทางอายตนะตาง ๆ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มนุษยกับธรรมชาติจึงอยูอยางผสาน กลมกลืนไปตลอด ในภาวะเชนนี้มนุษยจึงสามารถพัฒนาไปไดและเปนอิสระอยางเต็มที่แทจริง แต หลักเศรษฐศาสตรแนวตะวันตก กลับใหความสนใจในเรื่องของวัตถุและพยายามผลิตวัตถุมากขึ้น โดยคิดวาวัตถุนั้นจะสามารถแกปญหาใหมนุษยชวยใหมนุษยมีความสุขสะดวกสบาย จึงกลายเปน ความยึดมั่นถือมั่นในวัตถุนั้น เปนวัตถุนยิ ม บริโภคนิยม ความแตกตางในปรัชญาเศรษฐศาสตรจงึ มี ผลกระทบตอชีวิตมนุษย สัตว และธรรมชาติทั้งหลายอยางหาประมาณมิได ประเวศ วสี (2538) ธรรมิกสังคม : ไดอธิบายหลักการของธรรมิกสังคมนิยม เสนอ แนวทางในการที่จะสงผลใหสังคมมีอิสรภาพและมีความสงบสุขไว 3 ประการ คือ 1. ตองเปนไปเพื่อประโยชนของสวนรวม 2.ม. ความบีบคั้นทางสังคม. ความบีบ คั้นทางจิตใจ และ ความบีบคัน้ ทางปญญา นัน่ คือ 1) ความหลุดพนจากความบีบคั้นทางกาย อันหมายถึงการหลุดพนจากความยากจน ความหิวโหย มีสุขภาพดี สิ่งแวดลอมดี เพราะในสังคมมีอิสรภาพทางวัตถุ มนุษยทุกคนตองมีวัตถุ ปจจัยที่จําเปนเพียงพอตอการเลี้ยงชีพและครอบครัว รวมถึงการมีชวี ติ ทีแ่ ข็งแรง มีสิ่งแวดลอมที่ไม เปนพิษกับรางกาย 2) การหลุดพนจากความบีบคั้นทางสังคม คือ การมีอสิ รภาพในการจัดการภายใน สังคมและวัฒนธรรมของตนเอง ดวยวิธีการสันติวิธี รวมถึงตองไมมกี ารปกครองดวยการรวมศูนย อํานาจเขาไปสูสวนกลาง คนในชุมชนทองถิ่นตาง ๆ จึงหมดทางเลือกออกไป 3) การหลุดพนจากความบีบคั้นทางจิตใจ คือ มนุษยจะตองหลุดพนจากความเห็น .บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. ตองมีความเคารพตอทุกสรรพชีวิตและมีเมตตากรุณาตอกัน จากหลัก 3 ประการนี้ ทานวาจะสงผลใหสังคมมีอิสรภาพและมีความสุข สงบสุขจาก การถูกบีบคั้น 4 ประการ คือ ความบีบคั้นทางกายหรือทางวัตถุ. ตองมีการควบคุมตนเองไมใหเกิดการละเมิดประโยชนของสวนรวมและเอื้อเฟอ เผื่อแผกัน นัน่ คือ “ใหกนิ อยูแ ตพอดี” มิใช “เพือ่ กินดี อยูด ”ี ตามปรัชญาของลัทธิบริโภคนิยม 3.

ข) พุทธจริยธรรมกับการพัฒนาที่ยั่งยืน : ศึกษา วิเคราะหการพัฒนาทรัพยากรมนุษย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาหลักคําสอนของพระพุทธศาสนาเถรวาทที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน และเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนา ผลการวิจัยพบวา ปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เชน ปญหาอาชญากรรม สภาพการแตกสลายของครอบครัว ปญหา ยาเสพติด ปญหาโสเภณี ฯลฯ ลวนเกิดจากการพัฒนาที่ผานมา ซึ่งเปนการพัฒนาที่ไมถูกตอง เพราะ มุงเนนการพัฒนาเศรษฐกิจเพียงดานเดียว ดังนัน้ จึงมีแนวทางเปนการพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งมีหลักสําคัญตรงทีจ่ ะทําอยางไร ใหคนในปจจุบนั ดําเนินชีวติ อยูโ ดยไมทาให ํ ตนเองและคนรุน หลังเดือดรอน ซึ่งตรงกับแนวความคิด ในพระพุทธศาสนา คือ การไมเบียดเบียนตนเองและผูอ น่ื และหลักคําสอนในพระพุทธศาสนานั้น เปนคําสอนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนหลายประการ เชน หลักคําสอนทีเ่ กีย่ วกับเรือ่ ง บุคคล สังคม การปกครอง การคบมิตร หลักธรรมที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสิ่งแวดลอม นอกจากนัน้ ยังมีหลักธรรม ที่ใชในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย คือ หลักสัมปรายิกตั ถธรรม โดยมีแนวทางการพัฒนาตามหลัก ไตรสิกขา หรือภาวนา 4 คือ กายภาวนา ศีลภาวนา จิตภาวนา และปญญาภาวนา เพื่อใหเกิดดุลยาภาพ แหงการพัฒนาอยางแทจริง โดยไมกอ ใหเกิดความเดือดรอนแกตนเองและผูอ น่ื ตามแนวทางการ พัฒนาที่ยั่งยืน .พระมหานิคม วงษสวุ รรณ บทนํา / 16 แกตวั ของตนกอน จึงจะเกิดความเขาใจในธรรมชาติ เกิดความรักในผูค นอืน่ ๆ ได โดยชีวติ ทีจ่ ะ หลุดพนจากความบีบคั้นทางจิตใจ คือ จิตที่ลดความโลภ ความโกรธ ความหลงนัน้ เอง 4) การหลุดพนจากความบีบคัน้ ทางปญญา คือ ความทุกขที่เกิดจากความไมรู เปน ความบีบคั้นประการหนึ่งแตจะหลุดพนไดโดยการเขาใจสิ่งตาง ๆ ตามความเปนจริงของสิ่งทั้งหลาย เชน ธรรมชาติคือความหลากหลาย ความหลากหลายคือความงาม ถาเขาใจและเรียนรู เพราะมนุษยมี ความสามารถในการศึกษาแบบตอเนื่องได ก็จะทําใหมีความสุข หลุดพนจากความบีบคั้นทางปญญา บุญวดี มนตรีกลุ ณ อยุธยา(2540 : ก.

7 กรอบแนวคิดที่จะวิจัย ปรัชญาการศึกษาของ พระธรรมปฎก (ป.1.อ. ปยุตโฺ ต) ระบบความคิด พุทธจริยธรรม และการศึกษา ฐานคติ จากพุทธศาสนา ภววิทยา ทางการศึกษา การประยุกตใช * * * * * จุดหมายการศึกษา หลักสูตร การเรียนการสอน ผูเ รียน ผูส อน ญาณวิทยา ทางการศึกษา วิธีวิทยา ทางการศึกษา อธิบาย : ปรัชญาการศึกษาของพระธรรมปฎก (ป. ปยุตโฺ ต) เกี่ยวกับพุทธจริยธรรมและ การศึกษานั้น ในระบบความคิดของทานจะเห็นไดวาทานไดรับอิทธิพลมาจากฐานคติพุทธศาสนา โดยแบงความเชื่อของทานออกเปน 3 ในลักษณะที่สัมพันธกัน คือ ความเปนจริงทางการศึกษา (Ontology of Education) : วาดวยการมองความจริงทางการศึกษา (ดู 4.1) ญาณวิทยาทางการ ศึกษา (Epistemology of Education) : วาดวยเรือ่ งการแสวงหา และการเขาถึงความรูและความจริง (ดู 4.ม.1. (จริยศาสตรศกึ ษา) / 17 1.อ.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.3) ซึ่งในระบบความคิดของทานนี้สามารถนําไปสูก ารประยุกตใชทเ่ี ห็นเปนรูปธรรม ในกรอบ 5 อยาง ดังนี้ คือ จุดหมายการศึกษา หลักสูตร การเรียนการสอน ผูเ รียน และผูสอน .1.2) วิธีวิทยาทางการศึกษา (Methodology of Education) : วาดวยเรือ่ งวิธกี ารหาความรูต ามที่ ตนเชื่อ(ดู 4.

2535 : 394) 2.1 ทฤษฎีการศึกษา (Theory of Education) 2.1. 2535 : 395 396) .พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 18 บทที่ 2 สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา 2. 2535 : 395) ทฤษฎีการศึกษา เปนทฤษฎีเพื่อการปฏิบัติ หนาที่ประการแรกของทฤษฎีการศึกษา คือ การชี้นําหรือใหขอเสนอแนะ วาควรจะทําอะไร และควรจะทําอยางไรในเรื่องนั้น ๆ อาจกลาวโดย สรุปไดวา ทฤษฎีการศึกษานั้นเปนทฤษฎีเชิงนิเทศ (prescriptive) และเปนทฤษฎีเชิงปฏิบัติ (practice) (บรรจง จันทรสา.1 ความหมายของทฤษฎีการศึกษา ทฤษฎีการศึกษา หมายถึง แนวคิดทางการศึกษา หรือความเชื่อที่ยึดถือเปนหลัก โดย อาศัยหลักความเชื่อที่เปนไปไดมาสนับสนุน การอธิบายปรากฏการณที่เกิดขึ้น หรือที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต ลักษณะเชนนี้จะชวยใหเราเขาใจลักษณะที่เปนหัวใจของ “ทฤษฎี” นั่นก็คือทฤษฎีเปน เครื่องมือสําหรับนําไปอธิบายปญหา หรือทํานายปรากฏการณในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยางมีเหตุผล (บรรจง จันทรสา.2 ลักษณะทั่วไปของทฤษฎีการศึกษา ทฤษฎีการศึกษาแตละทฤษฎี จะอาศัยหลักฐานอางอิงจากการสังเกต หรือจากการ ทดลองอยางมีระบบนอยมาก เชน ทฤษฎีวาดวย ธรรมชาติของเด็ก การเจริญเติบโตของเด็ก ทฤษฎี เกี่ยวกับการสอน เปนตน สิ่งที่เราจะพบเห็นเสมอในทฤษฎีการศึกษาของแตละทานก็คือ การเริ่มตน ดวยการกําหนดหลักการเบื้องตนเกี่ยวกับความหมายของการศึกษา วาการศึกษาคืออะไร การจัดการ ศึกษาควรทําอยางไร ธรรมชาติของผูเรียนเปนอยางไร ธรรมชาติของความรูเปนอยางไร ขอเสนอ แนะวาครูควรจะทําอยางไร นักเรียนควรจะเรียนอะไร ตลอดจนเสนอแนะวาคนอื่น ๆ ที่มีสวน เกี่ยวของควรจะทําอะไร(บรรจง จันทรสา. อางถึงใน สารานุกรมศึกษาศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ.อางถึงใน สารานุกรมศึกษาศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ.1. อางถึงใน สารานุกรมศึกษาศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ.

(จริยศาสตรศึกษา) / 19 2.1 ความหมายของปรัชญาการศึกษา เรื่องความหมายของปรัชญาการศึกษานั้น นักปราชญ และนักการศึกษา ไดใหคํานิยาม ความหมายของปรัชญาการศึกษาไวตาง ๆ กัน ดังนี้ บรรจง จันทรสา (2522 : 24) ไดอธิบายความหมายของปรัชญาการศึกษาวา ปรัชญาการศึกษานั้น เปนความพยายามคิดอยางถี่ถวน อยางพินิจพิเคราะหและอยาง เปนระบบที่จะมองหรือพิจารณาองคประกอบทุก ๆ สวนของการศึกษาโดยสวนรวมในฐานะที่เปน สวนสําคัญและจําเปนตอสังคมและวัฒนธรรมของมวลมนุษย แนวคิดหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับการ ศึกษานี้จะใชเปนเครื่องนําทางหรือเปนหลักยึดในการดําเนินการศึกษา หรือเปนหลักในการพิจารณา ปญหาตาง ๆ ทางการศึกษาโดยรวม .ม.นับตั้งแตการกําหนดจุดมุงหมาย การปฏิบัติ ผลผลิตทางการ ศึกษา ปญหาเกี่ยวกับธรรมชาติของเด็ก ตลอดจนความตองการทางสังคมและอื่น ๆ ที่เขามามีสวน เกี่ยวของกับการศึกษาในการที่จะไดแนวคิดอันเปนภาพรวม (Totality) ของการศึกษา ศักดา ปรางคประทานพร (2523 : 45) ใหนิยามความหมายของปรัชญาการศึกษาไววา ปรัชญาการศึกษา คือ ความคิดเห็นอยางวิพากษ วิเคราะหเกี่ยวกับกระบวนการที่กอให เกิดการเรียนรูของมนุษย ความคิดเห็นนี้ตั้งอยูบนฐานของอภิปรัชญา(ความจริง) ญาณวิทยา(ความรู) และคุณวิทยา(ความดี) หรือ ปรัชญาการศึกษาหมายถึง การพิจารณาองคประกอบทุก ๆ สวนของการ ศึกษาอยางถี่ถวนและความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษานี้จะใชเปนเครื่องนําทางในการจัดการศึกษา ทองปลิว ชมชื่น (2529 : 23) ไดกําหนดความหมายของ ปรัชญาการศึกษา ไววา ปรัชญาการศึกษานั้น คือ เทคนิคการคิดที่จะแสวงหาคําตอบและกําหนดแนวทางใน การดําเนินงานทางการศึกษา ไมวาการศึกษาในระบบโรงเรียน หรือ การศึกษานอกโรงเรียน เริ่ม ตั้งแตการกําหนดจุดมุงหมายของการศึกษา ยุทธศาสตรทางการศึกษา และการบริหารการศึกษา เพื่อ ใหเกิดประสิทธิภาพในการพัฒนามนุษยและสังคมมนุษยอยางแทจริง .2 ปรัชญาการศึกษา (Philosophy of Education) 2.2...บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.

1982 : 15) กลาววา “ปรัชญาการศึกษา คือแผนงานสําคัญสําหรับใชพิจารณาเพื่อใหไดมาซึ่งการศึกษาที่ สมบูรณแบบที่สุด” จากการพิจารณาความหมายของปรัชญาการศึกษา ตามทัศนะนักการศึกษาดังกลาว ขางตน จะเห็นไดวาความหมายของปรัชญาการศึกษามีความเหมือนและแตกตางกันไปตามทัศนะ .การศึกษาคือความเจริญงอกงามที่จะเกิดขึ้นแกผู เรียน เนื่องจากไดรับประสบการณที่เลือกเฟนแลวอยางดี .. Power.8) ไดใหคํานิยามของปรัชญาการศึกษาวา ปรัชญาการศึกษา คือ การนําเอาหลักการบางประการของปรัชญาอันเปนแมบท มาดัด แปลงใหเปนระบบเพื่อประโยชนในการศึกษา .พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 20 จิตรกร ตั้งเกษมสุข (2526 : 22) ไดกลาวถึงปรัชญาการศึกษา วา ปรัชญาการศึกษา ก็คือการนําเอาเนื้อหาและวิธีการของปรัชญามาประยุกตใชในการจัด การศึกษา โดยที่คําวานํามาประยุกตใชในที่นี้หมายถึงการที่นักการศึกษาอาศัยประโยชนจากเนื้อหา และวิธีการของปรัชญาในการกําหนดแผนที่หรือภาพรวมของการศึกษา ตลอดจนการวิพากษ หรือ วิเคราะหแผนที่หรือภาพรวมนั้น จนมองเห็นขั้นตอนในการจัดการศึกษาอยางมีระบบและสมเหตุผล สาโรช บัวศรี (2518 : 4 .1969 : 163) กลาวถึงปรัชญาการศึกษาวา “ปรัชญาการศึกษาคือการนําเอาหลักบางประการของปรัชญาอันเปนแมบทมาดัดแปลง ใหเปนระบบเพื่อประโยชนในการศึกษา” เอดเวิรด เจ เพาเวอร (Adward J. ศิวลักษณ (2517 : 8) ไดใหความหมายของปรัชญาการศึกษาไววา ปรัชญาการศึกษา คือ ความพยายามที่จะพิจารณาการศึกษาโดยตลอดและพยายามที่จะ ใหความคิดที่ลงรอยเกี่ยวกับการศึกษาทั้งหมดนั้น ใหสมเหตุผล และใหไดผลมากที่สุดเทาที่จะทําได สุรินทร รักชาติ (2529 : 39) ไดสรุปความหมายของปรัชญาการศึกษาไววา ปรัชญาการศึกษา เปนเรื่องของความเชื่อ ความคิดเห็น หรือลักษณะเกี่ยวกับการจัดการ ศึกษา ความหมายในแนวนี้เปนเรื่องการนําปรัชญาการศึกษาไปใชโดยมีวัตถุประสงคเพื่องานทาง ดานการศึกษา เชน การกําหนดทิศทาง รูปแบบ และวิธีการทางการศึกษา เปนตน จอรจ แอล นิวสัน (George L Newsone..

ม.2.2 บทบาทและหนาที่ของปรัชญาการศึกษา ลักษณะของภาพรวมที่จะมองใหเห็นวา ปรัชญาการศึกษาไดมีบทบาทชวยเหลือการ ศึกษา หรือมีความสัมพันธเกี่ยวของกับการศึกษาอยางไรนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ไดมีผูสรุปบทบาทและ หนาที่ของปรัชญาการศึกษาไว ดังนี้ ทองปลิว ชมชื่น (2529 : 31 -32) ไดสรุปบทบาทและหนาที่ของปรัชญาการศึกษาไว 3 ลักษณะ คือ 1. (จริยศาสตรศึกษา) / 21 ของผูใหคํานิยาม แตอยางไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอยางลึกซึ้งแลว พอสรุปไดวา ปรัชญาการศึกษา หมายถึง การนําเอาหลักการทางปรัชญาแมบทบางประการมาประยุกตใชเกี่ยวกับการศึกษา โดยผาน การวิเคราะห วิพากษในหลักการนั้น ๆ จนเปนระบบ เปนขั้นตอน สามารถนําไปเปนแนวทางในการ จัดการศึกษา นับตั้งแตการกําหนด จุดมุงหมาย วิธีการ และการปฏิบัติทางการศึกษา เพื่อใหเกิด การเรียนรูเปนประโยชนแกนักเรียนมากที่สุด ดังนั้น การศึกษาจึงเปนกระบวนการถายทอด”ความรู” และ “ความดี” จากคนรุนหนึ่ง ไปสูคนอีกรุนหนึ่ง และทําใหเกิดความเจริญงอกงามขึ้นในตัวบุคคล ชวยใหบุคคลนั้นมีการพัฒนา ชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น รูจักใชปญญาที่เกิดจากการเรียนรูนั้นมาแกปญหา สามารถอยูในสังคมไดอยาง ดีและมีความสุข นอกจากนี้ การศึกษายังเปนกระบวนการพัฒนากาย จิต และปญญา ทําใหมนุษย เปนอิสระอยูเหนือสัญชาตญาณฝายต่ํา และมีความสมบูรณในตัวเองมากยิ่งขึ้น ในการจัดการศึกษานั้น นักการศึกษาจักตองรูวา สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษยควรจะไดรับ คืออะไร อะไรเปนสัจจะความจริงสูงสุดของชีวิต ชีวิตที่ดีที่สุดหรือนาพึงปรารถนาที่สุดควรเปน อยางไร และกอนที่จะตอบวาควรจะจัดการศึกษาอยางไร นักการศึกษาจักตองรูวาความรูคืออะไร และมนุษยจะมีวิธีรับความรูนั้นไดอยางไร ซึ่งปญหาพื้นฐานเหลานี้ก็คือปญหาทางปรัชญานั่นเอง 2. การอนุมาน (Speculative) หมายถึง การคาดคะเน หรือการคาดหมายในเรื่องใด เรื่องหนึ่งที่จะเกิดขึ้น คาดคะเนวาจะเปนอยางนั้นอยางนี้ เปนความพยายามที่จะสรางกรอบ หรือ โครงรางแนวความคิดโดยใหองคประกอบที่อยูในกรอบมีความกลมกลืน มีเหตุผลตอกัน และมีอยู อยางเปนระบบ หรือพยายามสรุปขอเท็จจริงที่รวมมาจากศาสตรตาง ๆ ตลอดจนประสบการณ เพื่อ หาแนวคิดที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ซึ่งจะชวยใหเห็นแนวทางที่จะกําหนดแบบแผนของการศึกษา 2. กําหนดรูปแบบ (Normative) ทําหนาที่ในการกําหนดรูปแบบ คือ ปรัชญาได กําหนดรูปแบบหรือมาตรฐานเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาเพื่อเปนขอกําหนดในการปฏิบัติ เชน กําหนดเปาหมาย กําหนดกฎเกณฑมาตรฐานขึ้นมา เพื่อที่จะนําไปเปนแบบแผนในการจัดการศึกษา ทําหนาที่ในลักษณะการนิเทศ .บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.

การวิเคราะห (Critical) ปรัชญาการศึกษาทําหนาที่วิเคราะหขอความ หรือถอยคํา ทุกคําตลอดจนขอเสนอตาง ๆ ที่จะนํามาสนับสนุนแนวคิดและแนวปฏิบัติทางการศึกษา เพื่อใหเกิด ความมั่นใจในสาระสําคัญของโปรแกรมการศึกษา และมั่นใจในความถูกตองตามแบบแผนดวย เชน การวิเคราะหหลักการทั้งมวลที่ระบบการศึกษานั้น ๆ นํามาใชวาเปนไปตามหลักการแหงเหตุผล เพียงใด และวิเคราะหหลักการขอมูลตาง ๆ วาสามารถยืนยัน หรือพิสูจนหลักการและขอเท็จจริงได หรือไม วัชรี ตระกูลงาม (2526: 19) ไดกําหนดบทบาทสําคัญของปรัชญาการศึกษาในการจัด การศึกษาไวดังนี้ 1. ในแงเนื้อหาของปรัชญาการศึกษา ปรัชญาการศึกษามีสวนชวยใหนักการศึกษา กําหนดเปาหมายหรือกําหนดสิ่งอันมีคาสูงสุดในการดําเนินกิจการการศึกษา เชน ถาการศึกษามีไว เพื่อชีวิตที่ดี ปรัชญาการศึกษาก็จะชวยใหคําตอบวาชีวิตที่ดีที่สุดเปนอยางไร และหากชีวิตมนุษยตอง อยูในสังคมรวมกับผูอื่น ปญหาก็จะโยงไปถึงลักษณะของสังคมที่ดีคืออยางไร ความกระจางใน ปญหาเหลานี้จะชวยใหนักการศึกษาสามารถกําหนดจุดมุงหมายของการศึกษาได แลวจากนั้นก็จะ สามารถกําหนดหลักสูตร วิธีการเรียนการสอน ไดตอไปเปนลําดับ 2. ปรัชญาการศึกษาจะแสดงใหเห็นถึงลักษณะและคุณสมบัติของผลิตผลของการ ศึกษาวาจะมีลักษณะความรู ความคิด ความอานอยางไร 5. ปรัชญาการศึกษาจะชวยสรางคานิยมขึ้น อันจะเปนแนวทางในการวางจุดมุงหมาย ของการศึกษาไดถูกตอง 3. ปรัชญาการศึกษาชวยใหบุคคลที่มีสวนเกี่ยวของกับการจัดการศึกษา หรือนักการ ศึกษามีความเขาใจตรงกัน ปรัชญาการศึกษาจะบงบอกถึงเปาประสงคในการจัดการศึกษาวาจะให การศึกษาเปนไปเพื่ออะไร 2.พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 22 3. ปรัชญาการศึกษาจะชวยในการวางเกณฑ (Criteria) หรือเปนแนวทางในการ กําหนดองคประกอบและปจจัยตาง ๆ ในการจัดการศึกษา นอกจากนี้ วิทย วิศทเวทย (อางถึงใน ไพฑูรย สินลารัตน. ปรัชญาการศึกษาจะตองใหแนวทาง หรือบงบอกถึงลักษณะขององคประกอบของ การศึกษา 4. ในแงวิธีการของปรัชญา คือ การวิเคราะห สังเคราะหและตีความ โดยใชเหตุผล ตามครรลองของตรรกวิทยา ปรัชญามีสวนชวยนักการศึกษา โดยวิเคราะหมูลบทของการศึกษา .2523 : 33 -34) ยังไดเสนอ แนวคิดและวิธีการของปรัชญาการศึกษาที่มีบทบาทตอการศึกษา ดังนี้ 1.

อางถึงใน สารานุกรมศึกษาศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ .3 ทฤษฎีการศึกษากับปรัชญาการศึกษา เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธระหวางทฤษฎีการศึกษากับปรัชญาการศึกษานี้ ผูวิจัยขอ อนุญาตหยิบยกบทความของนักการศึกษาทานหนึ่งมาอธิบายประกอบ (บรรจง จันทรสา. (จริยศาสตรศึกษา) / 23 ตีความหมายคําที่ใชในวงการศึกษาแลวสังเคราะห หรือรวบรวมขอมูลใหเขามาอยูในระบบเดียวกัน กลาวคือปรัชญาชวยใหนักการศึกษามองเห็นปญหากระจางชัดขึ้น รูจักตนเองมากขึ้นวาความเขาใจ ของตนนั้นเปนอยางไร และแนใจในจุดยืนของตนมากขึ้น จากทัศนะนักการศึกษา พอสรุปไดวา ปรัชญาการศึกษามีบทบาทและหนาที่ที่สําคัญ ตอการศึกษาเปนอยางยิ่ง การจัดการศึกษาจําเปนตองอาศัยปรัชญาการศึกษาเปนแกนนํา หรือเปน แนวทางในการกําหนดองคประกอบ และปจจัยตาง ๆ ในการจัดการศึกษา 2. 2535 : 396 – 399) ดังนี้ ทฤษฎีการศึกษาเปนทฤษฎีเชิงปฏิบัติ และกิจกรรมสวนใหญ ในดานการศึกษาก็จะเปน การปฏิบัติ เพื่อใหบังเกิดผลตามจุดมุงหมายที่กําหนด ในลักษณะเชนนี้ ทฤษฎีการศึกษากับการ ปฏิบัติจึงมีความสอดคลองสัมพันธกันอยางใกลชิด ยิ่งไปกวานั้นยังจะตองสอดคลองกับ “ปรัชญา การศึกษา” ที่จะนํามาใชเปนแมบทอีกดวย ในที่นี้ควรจะไดทําความเขาใจวา กิจกรรมหลักทั้ง 3 ดาน ของการศึกษา คือ ปรัชญา ทฤษฎีและการปฏิบัติ มีความสัมพันธสอดคลองกันอยางไร ซึ่งจะนํามา อธิบายในลักษณะที่แสดงเปน“รูปแบบ” (model) ใหมองเห็นภาพงายเขาโดยการสมมติเปรียบเทียบ ดังนี้ ปรัชญาการศึกษา(3) ทฤษฎีการศึกษา(2) ทฤษฎีหลักสูตร ทฤษฎีการเรียนการสอน ทฤษฎีการบริหาร ทฤษฎีการประเมินผล ฯลฯ การปฏิบัติทางการศึกษา(1) การจัดหลักสูตร การเรียน การสอน การวัดผล การจัดกิจกรรม การฝกอบรม ฯลฯ .ม.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.

พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 24 ถาเราเปรียบเทียบความสัมพันธของกิจกรรม ทั้ง 3 ระดับของการศึกษา คือ ปรัชญา ทฤษฎี และการปฏิบัติ ก็จะเหมือนกับบานที่มี 3 ชั้น คือ .ชั้นที่สองของบานจะเปนฝายที่กําหนดหนาที่เกี่ยวกับ “ทฤษฎีการศึกษา” ซึ่งทํา หนาที่กําหนดหลักการ (principles) ใหคําปรึกษา (counseling) ใหขอเสนอแนะ (recommendations) แลวนําหลักการขอเสนอแนะคําปรึกษาเหลานี้ ลงไปสูชั้นที่หนึ่ง เพื่อใหดําเนินการปฏิบัติ .ชั้นที่สามของบาน ก็จะเปนฝายที่ทําหนาที่ดาน “ปรัชญาการศึกษา” ภารกิจหลักของ ฝายนี้ก็คือ การวิเคราะหตีความ การอธิบายแนวคิดตาง ๆ ใหเกิดความกระจางชัดเจน (clarification of concepts) ซึ่งแนวคิดเหลานี้ก็จะเปนแนวคิด เกี่ยวกับเรื่องที่ดําเนินการอยูในชั้นที่สอง และชั้นที่ หนึ่ง เชน การวิเคราะห การตีความ เกี่ยวกับความหมาย ความมุงหมายของการศึกษา การสอน หลักสูตร ผูเรียน ผูสอน ฯลฯ เปนตน ขณะเดียวกันฝายปรัชญานี้ ก็จะพิจารณาสอบฝายที่ทําหนาที่ เกี่ยวกับทฤษฎีในระดับที่สองวาดําเนินการไปสม่ําเสมอ มีความนาเชื่อถือเที่ยงตรงถูกตองหรือไม การทําหนาที่ของทั้งสามฝายนี้จะกระทําอยางเปนเหตุเปนผลตอกัน หมายความวาระดับสูงแตละ ระดับนั้น ยอมนําปญหาขึ้นมาจากระดับลาง และวิเคราะหตีความเสนอแนะใหสอดคลองกับการ ปฏิบัติในระดับลาง ทํานองเดียวกัน ระดับลางก็ตองปฏิบัติใหสอดคลองกับแนวคิด หลักการและ ขอเสนอแนะที่เบื้องบนเปนผูกําหนด เชน กิจกรรมเพื่อนําไปปฏิบัติ วิธีสอน การวัดผลประเมินผล และการลงโทษนักเรียน เปนตน ปรัชญาการศึกษาก็จะทําการวิเคราะห ตีความ อธิบาย แนวความคิด ในเรื่องเดียวกันนี้ทั้งระดับปฏิบัติ และระดับการกําหนดทฤษฎี ในลักษณะเชนนี้ จึงนับไดวาทฤษฎีการศึกษา และปรัชญาการศึกษานั้นเปนกิจกรรม ที่ อยูในระดับที่สูงกวาระดับการปฏิบัติ และเปนกิจกรรมที่ทําหนาที่ในการนําทางใหแกการปฏิบัติ จึง อาจกลาวไดวา ทฤษฎีการศึกษานั้นเปนทฤษฎีเพื่อการปฏิบัติ หรือเปนการกําหนดแนวทาง กําหนด ขั้นตอนในการปฏิบัติ เพื่อใหการปฏิบัตินั้น ๆ ดําเนินไปในทิศทางที่จะบรรลุถึงปรัชญาการศึกษา จึง ถือวา ปรัชญาการศึกษานั้นเปนอุดมคติทางการศึกษา การจัดการศึกษาจะตองดําเนินไปใหบรรลุถึง อุดมคตินั้น แนวคิดที่เปนพื้นฐานในการกําหนดทฤษฎีการศึกษา หากจะพิจารณาตามคําจํากัดความแลว ทฤษฎีการศึกษา ก็หมายถึง ประมวลแนวคิด พื้นฐาน (assumptions) ในเรื่องตาง ๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษานั่นเอง หมายความวา ทฤษฎีการศึกษา .ในชั้นลางสุดของบาน คือชั้นที่หนึ่งนั้น เปนชั้นที่มีการปฏิบัติภารกิจตาง ๆ ของการ ศึกษา(educational practices) เชน การเรียน การสอน การฝกอบรม การสาธิต การลงโทษนักเรียน ฯลฯ หรืออีกนัยหนึ่งก็ไดแกกิจกรรมตาง ๆ ที่กระทํากันอยูในโรงเรียนทั่ว ๆ ไปนั่นเอง .

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. social.ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 25 ทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง เชน ทฤษฎีการเรียนการสอน ยอมจะถูกกําหนดขึ้นมา โดยอาศัยแนวคิด พื้นฐานจากหลาย ๆ ดาน นับตั้งแตแนวคิดพื้นฐาน เกี่ยวกับธรรมชาติของความรู แนวคิดพื้นฐาน เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย และพัฒนาการของเด็ก แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับจุดมุงหมายไปจนถึง แนวคิดพื้นฐานทางดานสังคม วัฒนธรรม เมื่อนําแนวคิดพื้นฐาน จากหลาย ๆ ดานเหลานี้มาประมวล เขาดวยกันก็จะสามารถกําหนดเปนหลักการไดวา การเรียน การสอนที่ดีจะนําไปสูเปาหมายอันพึง ประสงคนั้นควรจะมี หลักการ และวิธีการอยางไร หลักการและวิธีการที่ไดกําหนดขึ้นนี้ก็คือ ทฤษฎี การสอน ซึ่งยังเปนทฤษฎีหนึ่งในทฤษฎีการศึกษานั่นเอง ทฤษฎีนี้จึงไดชื่อวาเปนที่รวมของแนวคิด พื้นฐานหลาย ๆ ดานที่กําหนดขึ้นเพื่อนําไปปฏิบัติ ทฤษฎีการศึกษาโดยทั่วไปประกอบไปดวยแนวคิดพื้นฐานในดานตาง ๆ ดังตอไปนี้ (1) แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับจุดหมาย (assumptions about ends) การศึกษานั้นถือวาเปนเครื่องมืออันหนึ่งที่จะนําไปสูการสรางสรรคสังคม จึงตองคํานึง ถึงจุดหมาย (ends) นั้น ๆ อันเปนจุดหมายที่พึงประสงคสําหรับสังคม เมื่อทราบจุดหมายที่แนชัด แลวจะนํามากําหนดเปนจุดหมายทางการศึกษา (aims of education)ขึ้น ดังนั้น ทฤษฎีการศึกษา จึง ตองมีแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับคุณคา (assumptions of value) อันเปนที่ยอมรับกันไดวา การศึกษา นั้นจะกอใหเกิดคุณคาสูงสุดตอสังคมและตอบุคคล หากพิจารณาทฤษฎีการศึกษาของนักปรัชญาใน อดีต เชน เพลโต จอหน ลอค และจอหน ดิวอี้ เปนตน ก็จะพบวาทฤษฎีการศึกษาเหลานี้จะเริ่มตน ดวยการกําหนดแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับจุดหมาย (ends) ที่จะกอใหเกิดคุณคาตอสังคม เชน พิจารณา วาการศึกษาควรจะดําเนินไปเพื่อสรางสรรคสังคมแบบใด บุคคลควรจะไดรับการศึกษาในแนวใด นั่นคือกําหนดแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับ “คนในอุดมคติ” และ “สังคมในอุดมคติ” แลวจึงไปกําหนด จุดหมายทางการศึกษา และสรางทฤษฎีการศึกษาขึ้นมา ตัวอยางเชน จอหน ลอค ในคริสตศตวรรษ ที่ 17 เห็นวา การศึกษาควรมุงสรางเอกัตบุคคลใหเปนคริสเตียนที่ดี มีความรับผิดชอบและมี วัฒนธรรมเพื่อสามารถดํารงชีวิตอยูในสังคมตามสภาพของสังคมในขณะนั้น เพลโต มีแนวคิดเกี่ยว กับสังคมในอุดมคติวาเปนสังคมที่เที่ยงธรรม (just society) และเห็นวาการศึกษาควรจะสรางคนให เปนผูพิทักษความเที่ยงธรรม (just man) เพื่อใหคนเหลานั้นทําหนาที่ของตนไดอยางเหมาะสมใน สังคมในลักษณะที่เที่ยงธรรมเชนนี้ การศึกษาจึงมีจุดมุงหมายที่จะสรางสังคมที่ดีและสรางคนดี สวน จอหน ดิวอี้ ก็สรางทฤษฎีการศึกษาบนพื้นฐานของความเชื่อในคุณคาของสังคมที่เปนประชาธิปไตย และเปนสังคมของคนที่เปนนักประชาธิปไตย (democratic man) ทั้งนี้เพราะ จอหน ดิวอี้ เชื่อวา มนุษยเปนสัตวสังคมที่ไมอยูนิ่ง และรูจักแกปญหา (Man is an active. problem-solving animal)การรูจักแกปญหาจึงเปนหนทางที่มนุษยจะควบคุมและเอาชนะสิ่งแวดลอมที่ไมพึงประสงค .

พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 26 ได และนําไปสูการสรางสรรคชีวิตและสังคมใหพัฒนาอยางไมหยุดยั้ง จากแนวคิดพื้นฐานเชนนี้ การศึกษาจึงไมใชเปนไปเพื่อสรางขุนนางชั้นปกครอง หรือเพื่อสรางนักปราชญ (scholars) หรือ แมกระทั่งสรางชนชั้นกลาง(middle-class-man)แตเปนจุดมุงหมายเพื่อสรางคนสมัยใหม(modern man) คือคนเมืองที่เปนประชาธิปไตย (2) แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย (assumptions about the nature of man) ซึ่งหมายถึง ธรรมชาติของผูที่จะรับการศึกษาหรือผูเรียนนั่นเอง แนวคิดพื้นฐานประการหนึ่ง เกี่ยวกับธรรมชาติมนุษย ก็คือ พฤติกรรมของมนุษยยอมเปนสิ่งที่สามารถปรับได หลอหลอมได หรือปนได ถาคนเกิดมามีพฤติกรรมที่คงที่ตายตัวไมสามารถจะเปลี่ยนแปลงไดแลวไซร การศึกษาก็ คงจะไมมีความหมายและหมดความจําเปน แตแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษยนี้ยังมีผูเห็นใน แนวทางที่แตกตางกันออกไปอีกมายมาย บางฝายก็เห็นวาโดยธรรมชาตินั้น เด็กมีลักษณะดื้อดึงไป ในทางที่เลว หากปลอยตามลักษณะธรรมชาติเชนนั้นแลว ก็จะนําไปสูทางชั่วรายได ดังนั้น ผูใหญ จึงจะตองเปนฝายนํา และควบคุม บางฝายก็ลงความเห็นวาลักษณะที่ดื้อดึงเชนนี้มิใชเหตุบังเอิญ หากแตเปนลักษณะที่ติดตัวมากับเด็กโดยธรรมชาติ เปนลักษณะที่เปนบาปติดตัวตัวมาโดยกําเนิด นักปรัชญาบางฝายมีความเห็นตรงกันขาม เชน รุซโซ และสานุศิษยที่เห็นวาเด็กนั้นโดยธรรมชาติ แลวจะเปนคนดี คือ ดีมาโดยกําเนิด หากเด็กกลับกลายไปในทางที่ชั่วแลวก็เปนเพราะเขาถูกทอดทิ้ง ไมไดรับการดูแลที่ดี นอกจากนั้น รุซโซ ยังตอตานแนวคิดของคนทั่วไปในสมัยคริสตศตวรรษที่ 18 อยางแข็งขันที่คนยุคนั้นกระทําตอเด็กเสมือนเขาเปนผูใหญ รุซโซ เห็นวา เด็กก็คือเด็ก เด็กไมใช ผูใหญตัวเล็ก เขามีธรรมชาติของความตองการ ความรูสึกนึกคิดเปนไปตามวัยของเขา ฉะนั้น การให การอบรมเลี้ยงดูเด็ก ผูใหญจะตองคํานึงถึงธรรมชาติดานพัฒนาการของเด็ก เฟรอเบล ก็มีความเห็น ในทํานองนี้เชนเดียวกัน เขาเห็นวา เด็กนั้นเปนสวนหนึ่งของพระเจา ซึ่งจุดหมายที่เขาเกิดมานั้น ก็ เพื่อธํารงไวซึ่งความดีเพื่อเขาสูสภาวะที่สมบูรณ เยี่ยงพระผูเปนเจา ความคิดพื้นฐานเชนนี้ ยอมไมใช ใครคนใดคนหนึ่งจะกลาวไดโดยถูกตอง แตก็เปนเรื่องที่มีอิทธิพลอยางยิ่งในการนํามากําหนดเปน แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีการศึกษา ประเด็นสําคัญคือ ทฤษฎีการศึกษาโดยทั่วไปนั้นจะตองมี หลักการเบื้องตนเกี่ยวกับผูเรียน เพื่อจะนํามาเปนหลักในการที่จะเสนอแนะวาควรจะสอนอยางไร สอนใหบรรลุวัตถุประสงคใด (3) แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับ ธรรมชาติของความรู (assumption about the nature of knowledge) ปญหาเกี่ยวกับธรรมชาติของความรูประการหนึ่ง ที่เปนประเด็นถกเถียงกันระหวาง นักปรัชญา ก็คือ ความรูที่แทจริงนั้นมีอยูจริงหรือไม หรือเปนเพียงความเห็นในเรื่องนั้น ๆ เทานั้น .

ม.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.แนวการจัดการศึกษาแบบดั้งเดิม หรืออนุรักษนิยม (traditional approach) . (จริยศาสตรศึกษา) / 27 แนวคิดพื้นฐานในเรื่องนี้มีวา ความรูนั้นเปนสิ่งเปนไปได และมีอยูจริง มีคนจํานวนนอยเทานั้น ที่ ชอบคิดอยางเอาจริงเอาจังและเกิดความสงสัยในความเปนไปไดของความรูที่แทจริง บางทัศนะก็ เห็นแตกตางกันในเรื่องคุณคา และความเปนไปไดของความรู เพลโต เองก็มีความเห็นวา ความรูที่ ควรจะไดชื่อวาเปนความรูที่แทจริงนั้น ไดแก ความรูที่มีความใกลเคียงกับความรูทางคณิตศาสตร เพราะความรูประเภทนี้เทานั้นที่มีความแนนอน สวนความรูประเภทอื่น ๆ นั้นเปนเพียงความเห็น หรือไมก็เชื่อถือไมได นักปรัชญาคนอื่น ๆ เชน จอหน ดิวอี้ เห็นวาความรูประเภทวิทยาศาสตรเทา นั้นที่ควรแกการเชื่อถือไดที่สุด เพราะความรูประเภทนี้ชวยใหมนุษยสามารถควบคุมสิ่งแวดลอม และควบคุมคุณภาพชีวิตของมนุษยได แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของความรูนี้ยอมมีอิทธิพลตอทัศนะเกี่ยวกับวิธีสอน และตอการที่จะกําหนดทฤษฎีวาดวยการเรียนการสอน ดังเชน ถาเชื่อวาความรูเชิงคณิตศาสตรเปน พื้นฐานของความรูที่ถูกตอง ก็จะเสนอแนะวิธีสอน ที่มีลักษณะสอนใหคิด เนนความสําคัญของ การคิด โดยวิธีการแบบอนุมาน (deductive inference) หรือหากยึดหลักเบื้องตนวา วิทยาศาสตร กายภาพเปนวิชาที่มีความสําคัญขั้นพื้นฐาน การเรียนและวิธีสอนก็จะเนนวิธีการสังเกต คนควา ทดลอง แนนอนยอมจะไมมีใครใหขอเสนอแนะวา วิธีสอนทั้งหมดควรจะดําเนินตามแบบอยางวิธี คณิตศาสตร หรือวิทยาศาสตร แลวปฏิเสธวิธีคิดแบบอื่น ๆ แตหมายความวา หากทฤษฎีการศึกษา นั้นยึดแนวเบื้องตนเกี่ยวกับธรรมชาติของความรูในลักษณะใด ก็จะเนน หรือใหความสําคัญแกวิธี สอนแบบนั้น ๆ แนวคิดพื้นฐานอีกลักษณะหนึ่งเกี่ยวกับธรรมชาติของความรูก็คือ การที่ถือวาความรู และทักษะนั้นมีคุณคาทั้งในแงที่เปนเครื่องนําไปสูจุดหมายปลายทาง คือคุณคานอกตัว และคุณคา ในตัว ตัวอยางเชน คณิตศาสตร อาจจะใหประโยชนทางดานเปนเครื่องมือที่จะชวยใหเราสามารถคิด คํานวณอันสลับซับซอนในดานวิศวกรรมศาสตร (นี่คือคานอกตัว) แตในแงหนึ่งก็เปนวิชาที่เรียน เพื่อรูหรือเพื่อพัฒนาปญญา (นี่คือ คุณคาในตัว) ความเห็นที่แตกตางกันในลักษณะเชนนี้ ก็จะนําไปสู การสรางทฤษฎีการศึกษาที่มีหลักการและวิธีการที่แตกตาง แตประเด็นที่สําคัญก็คือ ไมวาทฤษฎีการ ศึกษาใด ยอมจะตองเกี่ยวของและอาศัยแนวคิดพื้นฐานในดานที่วาการศึกษานั้นควรจะจัดอะไรให แกผูเรียน และวิธีใดที่จะเปนวิธีที่เหมาะสมที่สุด ที่จะนํามาใชในการเรียนการสอน ผลจากการที่ไดอาศัยแนวคิดพื้นฐาน ทั้ง 3 ดานมาเปนองคประกอบในการกําหนด ทฤษฎีทั่ว ๆ ไป ทางการศึกษา จึงทําใหมีทฤษฎีการศึกษาที่สําคัญ และเปนที่รูจักกันอยางแพรหลาย อยู 2 ลักษณะ คือ .แนวการจัดการศึกษาแผนใหม หรือแบบพิพัฒนาการ (progressive approach) .

พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 28 การศึกษาแบบอนุรักษนิยม นั้น ถือวาเด็กหรือผูเรียนมักจะไมชอบการศึกษาเลาเรียน ดวยเหตุนี้ การสอนเด็กใหเกิดการเรียนรูหรือใหการศึกษา จึงตองเปนการชี้นํา การบังคับและการ เขมงวด ฝายนี้มีความคิดวา เด็กนั้นจะตองถูกนํามาใหรับการศึกษาในโรงเรียน ครูจะตองเปนผู กระทําใหเด็กเกิดการเรียนรู การศึกษาฝายที่เห็นดวยกับหลักและวิธีการศึกษาแบบนี้ จะเนนความ สําคัญของ “เนื้อหาวิชาการ” ที่เด็กจําเปนจะตองเรียนรู ถือวาการศึกษานั้นเปนการสะสมความรู และ ทักษะที่สําคัญ ๆ และมีคุณคา ยิ่งไปกวานั้น ลักษณะของตัวความรูหรือเนื้อหาวิชาจะตองเปนวิชาที่ เดน ๆ และมีความสําคัญ เชน วิชาคณิตศาสตร วิชาประวัติศาสตร วรรณคดีและอื่น ๆ การศึกษา ใน ลักษณะเชนนี้ จึงเปรียบไดกับการจัดใหมีอันตรกิริยาระหวางภาชนะที่เต็มเปยมกับภาชนะที่วางเปลา ที่จะนํามาบรรจุความรู ภาชนะที่เต็มเปยมนั้นก็คือครู ซึ่งถือวาจะตองเต็มเปยมดวยความรู เปนที่รวม ของความรูที่สําคัญ ๆ เปนที่รวมของทักษะความชํานิชํานาญรอบดาน และเปนที่รวมของทัศนคติ และคุณคาที่ดีทั้งหลาย ในขณะเดียวกันผูเรียนนั้นเปนเสมือนภาชนะที่วางเปลา และจําเปนจะตอง เติมความรูลงไปใหเต็ม นอกจากนั้นยังเห็นวาเด็กหรือผูเรียน โดยปกติจะมีความซุกซน และวางเปลา การเรียนการสอนจึงตองดําเนินไปอยางเขมงวดกวดขัน และการใชอํานาจบังคับบัญชา วิธีสอนที่ เปนแบบฉบับนั้น จะเปนการบอกความรูและการสาธิตโดยครู นักเรียนเปนผูรับ และเลียนแบบ ครู จึงเปนแหลงความรูและแบบอยางที่ดีทั้งมวลของนักเรียน ลักษณะการสอนแบบนี้เปนที่นิยมใชกัน อยางกวางขวางในโรงเรียนระดับประถมศึกษามาตั้งแตปลายคริสตศตวรรษที่ 19 และบางแหงก็ยังมี ปรากฏอยูในปจจุบัน สวนการศึกษาแผนใหมหรือการศึกษาแบบพิพัฒนาการ หรือแบบยึดเด็กเปนศูนยกลาง (child centered)นั้น เปนวิธีการศึกษาที่ใชกันอยางแพรหลายในปจจุบัน โดยเฉพาะในระดับ ประถมและมัธยมศึกษาตอนตน ทฤษฎีการศึกษาของฝายนี้อาศัยแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติ ของเด็ก และธรรมชาติของความรูในลักษณะที่แตกตางไปจากฝายแรก คือ เห็นวาเด็กนั้นโดย ธรรมชาติมีแรงกระตุนใหเกิดความสนใจ และอยากรูอยากเห็นอยางตอเนื่อง นอกจากนี้ยังเห็นวา ความรู และทักษะนั้นเปนสิ่งสําคัญ เพราะเปนสิ่งที่จะชวยพัฒนาศักยภาพของเด็ก และเปนสิ่งที่จะ ชวยใหเด็กมี “ความงอกงาม” ขึ้นมาจากภายใน การศึกษานั้นไมเปนเพียงการหยิบยื่นบางสิ่งใหแก ผูเรียนโดยครู แตจะเปนกิจกรรมที่จะตองรวมมือกันระหวางครูและนักเรียน หรือระหวางผูเรียนกับ สิ่งแวดลอม ซึ่งกิจกรรมเชนนี้จะสงเสริมใหเด็กเกิดการริเริ่มสํารวจสิ่งทั้งหลายที่อยูรอบตัว และ คนหาสิ่งตาง ๆ ดวยตัวเองครูนั้นจะคอยใหความชวยเหลือที่จําเปน เพื่อเปนหลักประกันวานักเรียน จะไดรับการกระตุนทางปญญา และใหโอกาสที่จะไดรับการพัฒนา การเรียนการสอนก็จะเปลี่ยน ไปจากสภาพเดิมที่ใช การเรียนที่มีความเปนระเบียบเรียบรอยก็เปลี่ยนมาเปนการเรียน โดยใหเด็กมี .

(จริยศาสตรศึกษา) / 29 โอกาสไดคนควาอยางเสรี คนหาวิธี และสํารวจกิจกรรมโดยนักเรียนเอง หลักสําคัญก็คือ จะไมแยก ประสบการณของเด็กออกเปนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เชน คณิตศาสตร วิทยาศาสตร หรือ วิชาอื่น ๆ เพราะ ความรูนั้นไมใชรายวิชาที่จะแยกออกจากกันไดอยางเด็ดขาด นักการศึกษาแผนใหมจะหลีกเลี่ยงการ แบงเนื้อหา ที่จะเรียนออกเปนรายวิชา และไมจัดหลักสูตรประเภทแบงรายวิชา แตจะจัดในลักษณะ เปนกิจกรรมแบบบูรณาการ (integrated activities) ทฤษฎีการศึกษาเชนนี้จะเห็นตัวอยางไดชัดเจน ในทฤษฎีการศึกษาของ จอหน ดิวอี้ และนักการศึกษาแผนใหมคนอื่น ๆ 2. นิรันดรนิยม (The Doctrine of Perennialism) 6. สารัตถนิยม (Essentialism) 2.ม. พิพัฒนาการนิยม (Progressivism) 4.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. สังคมประเพณีนิยม (The Doctrine of Social Traditionalism) 2. พวกผสมผสาน (Electicism) . สารนิยม (The Doctrine of Essentialism) 5. สังคมประสบการณนิยม (The Doctrine of Social Experimentalism) 3. แบบกาวหนาตามธรรมชาติ (The Doctrine of Naturalistic Progressivism) 4. ปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) 6. นิรันดรนิยม (Perennialism) 3. ภววาทนิยม (Existentialism) 5.4 สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา เกี่ยวกับสํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษานี้ นักการศึกษาหลายทานไดแบงปรัชญา การศึกษาออกเปนลักษณะตาง ๆ กัน ดังนี้ ภิญโญ สาทร (2526 : 100 -132) ไดแบงปรัชญาการศึกษาออกเปน 6 ลัทธิ คือ 1. สรางสังคมใหม (The Doctrine of Reconstructionism) กิติมา ปรีดีดิลก (2523 : 83) แบงปรัชญาการศึกษาออกเปน 6 ลัทธิ คือ 1.

1961 : 327) ไดแบงปรัชญาการศึกษาออก เปน 5 ลัทธิ คือ 1. 2. 3.George F. พิพัฒนาการนิยม (Progessivism) นิรันดรนิยม (Perennialism) สารัตถนิยม (Essentialism) ปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) มอรริส แวน คลีฟ (Morris.พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 30 จอรจ เอฟ เคลเลอร (Kneller. 4. Van Cleve. 1964 : 94) กลาววา ปรัชญาการศึกษามีอยู 4 ลัทธิ คือ 1. ปยุตฺโต) มาทําการศึกษาวิเคราะหดวย ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับสํานักความคิดทาง ปรัชญาการศึกษาตาง ๆ ดังตอไปนี้ . พิพัฒนาการนิยม (Progressivism) 4. อัตถิภาวนิยม (Existentialism) ถึงแมวาจะมีการแบงปรัชญาการศึกษาออกเปนลัทธิตาง ๆ กันดังกลาว แตสํานัก ความคิดทางปรัชญาการศึกษาที่เปนนิยมกันในบรรดานักการศึกษาทั้งหลายนั้น สุลักษณ ศิวรักษ (2524 : 64-72) และ จิตรกร ตั้งเกษมสุข (2525 : 25) ใหความเห็นวามีอยูดวยกัน 5 ลัทธิ คือ 1) นิรันดรนิยม (Perennialism) 2) สารัตถนิยม (Essentialism) 3) พิพัฒนาการนิยม (Progressivism) 4) บูรณาการนิยม(Reconstructionism) และ 5) อัตถิภาวนิยม(Existentialism) และเนื่องจากในวงการศึกษาไทยปจจุบัน มีผูสนใจการนําพุทธปรัชญามาประยุกตใช ในการจัดการศึกษาของไทย ในงานวิจัยนี้ ผูวิจัยจึงไดนําเอาปรัชญาการศึกษาในทัศนะของพระ ธรรมปฎก (ป. ปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) 5. สารัตถนิยม (Essentialism) 2. นิรันดรนิยม (Perennialism) 3.อ.

2529 : 71) ก. 2526:95) จึงไดมองเห็นวาควรนําแนวทาง การดําเนินชีวิตที่ดีงามตามแบบอยางอารยธรรมในสมัยกลาง (ศตวรรษที่ 13-15) มาพัฒนามนุษยใน ยุคปจจุบัน ดังนั้น นักการศึกษาฝายนี้จึงมีแนวความคิดที่จะกลับไปยึดถือความเชื่อเกี่ยวกับสัจธรรม ความรู คานิยม และวัฒนธรรมตามแบบสมัยกลาง (บรรจง จันทรสา.1974:249) ดังนั้น ความมุงหมายของการศึกษาก็คือเพื่อตองการปลูกฝงความเชื่อและคานิยมที่ดีแกผูเรียน มุงพัฒนาผู เรียนใหเปนผูมีเหตุผลยิ่งขึ้น ใหเปนคนโดยสมบูรณอยางแทจริง เนนการพัฒนาผูเรียนเปนรายบุคคล ไมมุงที่การเปลี่ยนแปลงสังคม สรุปความมุงหมายของการศึกษาตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษานิรันดรนิยม คือ ความรู : มุงใหผูเรียนรูจักและทําความเขาใจกับตัวเองใหมากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่อง ของเหตุผลและสติปญญา การศึกษาจะชวยปลดปลอยมนุษยจากความไมรูใหเปนผูรูเขาใจมีเหตุผล ทางสติปญญา .2522 : 240) ดังที่ บราเมลด (Brameld) ไดใหทัศนะเอาไวเกี่ยวกับลัทธินี้นี้วา เปรียบเสมือนมรรคาที่ยอนกลับไปสูวัฒนธรรม อันดีงามในอดีต( A regressive road to culture) (Theodore. Max Wingo. จุดมุงหมายของการศึกษา เนื่องจากมีความเชื่อที่วามนุษยเปนผูมีเหตุผลและสติปญญา มีความดีอยูในตัวเองอยู แลว การศึกษาจึงมุงเพื่อพัฒนาธรรมชาติของมนุษยใหดียิ่งขึ้น ไมมุงการเปลี่ยนแปลงสังคมแตมุงไป ที่ความดีที่ไมเปลี่ยนแปลง และเชื่อในความเปนสากลของมนุษยวา “เปาหมายสูงสุดของการศึกษา จะตองเปนเปาหมายเดียวกัน ซึ่งเปนเปาหมายสําหรับทุกคน ทุกเวลา ทุกสถานที่ ตลอดจนมรรควิธี ที่จะบรรลุเปาหมายนี้ก็ยอมจะตองมีลักษณะเปนสากลดวย” (G.4.ม. 1955 : 287 .1 ปรัชญาการศึกษานิรันดรนิยม (Perennialism) ปรัชญาสาขานี้ เนนหนักในเรื่องเหตุผลและสติปญญา รวมทั้งการแสวงหาสัจธรรม ซึ่ง เปนความจริงหรือความถูกตองสูงสุดไมมีการเปลี่ยนแปลงและเปนที่ยอมรับของสังคมโดยทั่วไป นักการศึกษาฝายนิรันดรนิยมนี้เห็นวา ความกาวหนาทางวิทยาศาสตร ความสบสน วุนวายในสังคมปจจุบัน โดยเฉพาะอยางยิ่งในสังคมอุตสาหกรรมและการสื่อสารที่ไรขอบเขตเปน เหตุใหสิ่งที่ดีงามทางอารยธรรมและทางวัฒนธรรมเสื่อมทรามลงไป ทําใหเกิดความวุนวายในสังคม ทําใหคุณคาทางจิตใจลดลง และที่สําคัญคือ “มนุษยเริ่มเสียความเปนมนุษยลงไปทีละนอย ๆ ใหกับ วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี”(ศักดา ปรางคประทานพร. (จริยศาสตรศึกษา) / 31 2.291) จึงอาจกลาวไดวา ปรัชญาสาขานี้มีจุดมุงหมายก็เพื่อที่จะสรางคนใหเปนคนที่สมบูรณอยางแทจริง (ไพฑูรย สินลารัตน.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. Bramels.

การอานออกเขียนไดคิดเลขเปน เปนพื้นฐานของการฝกปรือเพื่อวิชาศิลปศาสตรดังกลาว. Kneler. 2524 : 67) สรุปหลักสูตรตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษานิรันดรนิยม คือ ความรู : เปนหลักสูตรวิชาความรูมาตรฐานที่จัดไวเปนระบบ สําเร็จรูปซึ่งจะนําไปใช กับใคร ที่ไหน เมื่อใดก็ไดในศิลปศาสตรทั้ง 7 ความดี : หลักสูตรที่จัดใหเรียนนั้นจะชวยพัฒนาฝกฝนการใชเหตุผลและสรางความ เจริญทางสิตปญญา ศีลธรรมแกบุคคล ค. หลักสูตร เนื่องจากความเชื่อที่วาการศึกษามุงพัฒนาเหตุผลและสติปญญา ดังนั้น หลักสูตรนี้ จึงจัดขึ้นเพื่อสนองความเชื่อพื้นฐานดังกลาว คือ เปนหลักสูตรแบบเนื้อหาที่เกี่ยวกับความคิดและ เหตุผล และควรประกอบดวยเนื้อหาวิชาที่กําหนดไวตายตัว ไมจําเปนตองคํานึงถึงความยืดหยุนหรือ การเปลี่ยนแปลง วิชาที่ควรเนน ไดแก วิชาศิลปศาสตรทั้ง 7 (Seven Liberal art) ประกอบไปดวย วิชา ไวยากรณ ศิลปการพูด ตรรกวิทยา คณิตศาสตร เราขาคณิต ดาราศาสตร และดนตรี วิชาเหลานี้ รวบรวมไวใน The Great Book(บุญเลิศ นาคแกว และ นงเยาว สุขาพันธ.. 2526 :170) สรุปวิธีการการสอนตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษานิรันดรนิยม คือ ความรู : เปนการฝกใหผูเรียนไดใชความรู ความคิด และสติปญญาของตนใหมากที่สุด ความดี : เนนการใชเหตุผล เคารพกฎกติกา มีระเบียบวินัย . วิธีการเรียนการสอน การจัดการเรียนการสอนมีจุดมุงหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพของผูเรียนในดานเหตุผลและ สติปญญาเปนสําคัญ จึงควรเนนใหผูเรียนใชความรู ความคิด และสติปญญาของตนใหมากที่สุด วิธี การสอนที่สําคัญจึงใชการการอภิปรายถกเถียง โดยการใชเหตุผลประกอบ ผูสอนจะตองแสดง บทบาทในการนําการอภิปราย หรือตั้งปญหาเพื่อยั่วยุกระตุนใหผูเรียนไดใชความคิดและสติปญญา ของตนใหมากที่สุดเทาที่จะมากได โดยมีครูเปนผูควบคุมระเบียบวินัย (George F.” (อางถึงใน ส.2522 : 140) หรือที่เรียก กันวาหลักสูตร 3 R’S ฟง พูด อาน เขียน และคิดเลขเปนนั่นเอง (ศุภร ศรีแสน.พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 32 ความดี : มุงพัฒนาสติปญญาและจิตใจเพื่อจะทําใหเปนคนดีที่สมบูรณ ข. ศิวลักษณ.2526:170 -171) เพราะเปนวิชาที่ชวยใหผูเรียนฝกฝนการใชเหตุผลและสติปญญา ดังคํากลาวของ เอ็ดเลอร(Adler) วา “.. 1964 : 43) ครูเปนศูนยกลางของการเรียนรู เปนบุคคลที่ตัดสินใจ เลือกเนื้อหา และวิธีการสอน (ศุภร ศรีแสน...

(จริยศาสตรศึกษา) / 33 ง. ผูสอน ผูสอนตามปรัชญานี้ จะตองเปนผูรูและเปนผูนําทางสติปญญาแกผูเรียน ตองถือวา ผูเรียนเปนผูมีเหตุผลและความดีอยูในตัวเอง “การศึกษาเปนการพัฒนาความมีเหตุผลของผูเรียน มุง พัฒนาผูเรียนเปนรายบุคคล ความรูไมวาที่ไหนยอมเหมือนกันหมด อะไรที่สอนแลวยังทําไมได ตอง ทําซ้ําบอย ๆ ผูเรียนทุกคนมีโอกาสเทากัน ใชหลักสูตรเดียวกันทั้งเด็กออนและเด็กเกง ผูเรียนทุกคน ตองบรรลุมาตรฐานเดียวกัน”(George F.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.1964 : 43) ดังนั้น ผูสอนจึงตองสรางบรรยากาศ เพื่อใหผูเรียนไดคิดหาเหตุผล และพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นกวาเดิม โดยการเสนอความรู ขอคิด ให ผูเรียนถกเถียง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ผูสอนยังมีหนาที่ดูแลรักษาความ เปนระเบียบวินัย ควบคุมความประพฤติของผูเรียนไมใหออกนอกลูนอกทาง ใหผูเรียนไดใชสติ ปญญาไปในทางที่ถูกที่ควร สรุปผูสอนตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษานิรันดรนิยม คือ ความรู : ผูสอนตองเปนผูมีความรูอยางกวางขวาง เปนผูนําทางปญญา มีวิสัยทัศน และ โลกทัศนที่กวางไกล ความดี : ทําใหผูสอนเปนผูมีเหตุผลทางสติปญญา รักความเปนระเบียบวินัย คอยดูแล ควบคุมความประพฤติของผูเรียนใหใชสติปญญาอยางถูกตอง . Kneller.ม. ผูเรียน ลัทธินี้ถือวาผูเรียนเปนผูมีเหตุผล มีสติปญญาและมีศักยภาพในตัวเองอยูแลว และการ จะพัฒนาใหเกิดการเรียนรูนั้น ผูเรียนตองขยันหมั่นเพียร ฝกฝน พัฒนา คุณสมบัติที่มีอยูโดยไดรับ การสั่งสอนและแนะนําจากผูสอน หรือโดยแลกเปลี่ยนความคิดและเหตุผลกับผูเรียนดวยกันเอง บทบาทของผูเรียน ควรเปนผูรับความรูจากครูมากกวาจะมีหนาที่ในการแสวงหาดวยตนเอง เพราะ ผูเรียนอาจไมมีความรูและประสบการณที่เพียงพอ ซึ่งอาจเสี่ยงตอการไดรับความรูที่ผิดพลาดได ดังนั้น หนาที่ของผูเรียนนี้จะตองเปนผูฝกฝนตนเองในการใชเหตุผลและสติปญญา ทั้งนี้อยูในความ ควบคุมแนะนําของครู สรุปผูเรียนตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษานิรันดรนิยม คือ ความรู : ผูเรียนจะตองศึกษา ใหเกิดความรูความเขาใจในวิชาความรูที่ครูนํามาสอน ความดี : การตระหนักถึงหนาที่ทําใหผูเรียนมีความรับผิดชอบ ขยันหมั่นเพียร เคารพ กฎกติกา ระเบียบวินัย รักความเปนเหตุผล จ.

จุดมุงหมายของการศึกษา จุดมุงหมายของการศึกษาตามปรัชญาสารัตถนิยมนี้แบงเปน 2 ระดับ คือ 1) ระดับ มหภาค (Macro Level) หรือระดับกวาง ๆ มุงถายทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันเปนสารัตถะของ สังคมและความรูที่จําเปนสําหรับปจจุบันแกผูเรียน 2) ระดับจุลภาค (Micro Level) หรือระดับ เฉพาะมุงพัฒนาสติปญญาและความเฉลียวฉลาด รวมทั้งสงเสริมใหผูเรียนมีระเบียบวินัย มีความ ขยันหมั่นเพียร มีความประพฤติที่ดีงามในการศึกษาเลาเรียนและการทํางาน (ศักดา ปรางคประทานพร.2 ปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม (Essentialism) หลักการสําคัญของปรัชญาสาขานี้มีจุดเนนที่สาระหรือแกนสารที่สังคมตองการ ซึ่งได แก การอนุรักษวัฒนธรรมและความเชื่อของสังคมที่ทดสอบแลววาเปนของดี เหมาะสม ที่แตละ สังคมจะขาดไมได เชน ความรู ทักษะ เจตคติ คานิยม วัฒนธรรม และอื่น ๆ เพื่อถายทอดใหอนุชน รักษาไวและปฏิบัติคลอยตาม(Theodore Brameld.1958 :203)แตไมเครงครัดเทากลุมนิรันดรนิยม ที่ถือหลักความจริงหรือสัจธรรมสูงสุด เพียงมุงการปฏิบัติคลอยตามสังคมที่เปนอยูขณะนั้นเปน สําคัญ จึงนับไดวาปรัชญาสารัตถนิยมนี้เปนปรัชญากลุมอนุรักษนิยม( A Conservative road to culture) ความแตกตางระหวางฝายสารัตถนิยมและนิรันดรนิยมมีอยู 2 ประการ คือ สารัตถนิยม เนนสติปญญาหรือพุทธิศึกษา(Intellectual education) นอยกวานิรันดรนิยมที่เนนความจริงที่เปน นิรันดร แตสารัตถนิยมเนนที่จะใหแตละบุคคลปรับตัวใหเขากับสังคมเชนเดียวกันกับพิพัฒนาการนิยม นิรันดรนิยมนั้นเคารพและยึดถือความสําคัญยิ่งใหญในอดีตที่ถือวาเปนความรูและสิ่งที่ดีงามที่ เปนนิรันดรคลายกับสารัตถนิยมที่มุงเนนอนุรักษวัฒนธรรม ก.4. 2526 : 84) สรุปความมุงหมายของการศึกษาตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม คือ ดานความรู : มุงพัฒนาบุคคลในดานสติปญญา ใหเกิดการเรียนรูในเรื่องความเชื่อ ทัศนคติ และคานิยมทางวัฒนธรรมในอดีต เพื่อการธํารงรักษาอนุรักษไว และถายทอดมรดกทาง วัฒนธรรมนี้ไปสูอนุชนรุนหลัง ดานความดี : มุงพัฒนาบุคคลใหมีระเบียบวินัย มีความขยันหมั่นเพียร และเกิดความ สํานึกรักและหวงแหนในคุณคามรดกวัฒนธรรมของสังคม .พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 34 2.

61) นอกจากนี้ ครูยังตองเนนถึงความมีระเบียบวินัยในการ เรียนการสอนอีกดวย สรุปวิธีการเรียนการสอนตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม คือ ดานความรู : สงเสริมทักษะความรู และความจําของครูผูสอนและนักเรียนเปนหลัก . Kneller.Kneller.1964 : 59) ทั้งผูเรียนและผูสอนจะรูลวงหนาวาจะเรียนจะสอน อะไร การเรียนการสอนก็จะเปนแบบแผนเดียวกันทั่วประเทศ สรุปหลักสูตรตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม คือ ดานความรู : มุงใหผูเรียนไดเกิดการเรียนรูในวิชาการตาง ๆ ที่ไดมีการรวบรวม กลั่นกรองคัดเลือกรายวิชาไวอยางเปนระบบ ดานความดี : มุงใหคนในสังคมมีเจตคติ มีความคิด ความเชื่อ ที่เหมือน ๆ กันกอใหเกิด เปนระเบียบวินัย ความสมัครสมานสามัคคีเปนน้ําหนึ่งใจเดียวกัน เพื่ออนุรักษมรดกทางวัฒนธรรม ของสังคมนั้นไว ค.ม.1964:58)ดังนั้น วิธีการเรียนการสอนตามแนวปรัชญาการศึกษานี้ เนนครูผูสอนเปนศูนยกลางที่สําคัญ (Teacher Centered Approach) ผูสอนเปนผูอธิบายชี้แจงไป ผูเรียนเขาใจ จดจําความรูจากผูสอนและเก็บ รักษาไว การเรียนการสอนจึงเนนการบรรยายเปนหลัก ความสามารถของผูสอนและเนื้อหาวิชาเปน สิ่งสําคัญมากกวาความสนใจของผูเรียน(ไพฑูรย สินลารัตน. 1964 : 56 . วิธีการเรียนการสอน เนื่องจากปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยมเชื่อวา “ความรู” นั้น เปนสิ่งที่อยูภายนอกผูเรียน และผูเรียนจะเกิดความรูไดก็ตอเมื่อมีผูนําความรูมาถายทอดให(George F. (จริยศาสตรศึกษา) / 35 ข.2522 : 68) ครูผูสอนควรเนนใหผูเรียน ไดศึกษาคนควาในหลักเกณฑและทฤษฎีตาง ๆ ที่ไดรับการยอมรับวาถูกตองและเลือกสรรแลววาดี ทั้งนี้เพื่อใหการถายทอดความรูบังเกิดผลสูงสุด จึงเนนภาคทฤษฎีมากกวาภาคปฏิบัติ สงเสริมความรู และความจําเปนหลัก ในการสอนคําถึงถึงมาตรฐานของวิชาการมากกวาความแตกตางระหวาง บุคคล (George F. Kneller. หลักสูตร เปนหลักสูตรที่เนนเนื้อหาวิชาเปนศูนยกลาง(Subject Curriculum) เนนทฤษฎีมาก กวาปฏิบัติ และหลักสูตรแบบสหสัมพันธ(Broad Fields Curriculum) (ศุภร ศรีแสน.2526:164) เนื้อหาวิชาดังกลาว ควรกําหนดไวอยางแนนอนตายตัว และจัดเตรียมไวลวงหนาอยางเปนระบบ ตอเนื่องตามขั้นตอนความยากงาย วิชาพื้นฐานที่จัดไวในหลักสูตร ไดแก วิชาคณิตศาสตร ประวัติศาสตร วิทยาศาสตร สังคมศาสตร ตรรกวิทยา ศิลปะ ดนตรี ภาษา วัฒนธรรมทางสังคม และวรรณคดี (George F.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.

พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 36 ดานความดี : เนนความเปนระเบียบวินัยในการสอนการเรียนของครูและนักเรียนเปน หัวใจสําคัญ ง.1964 : 58) ผูเรียนจึงเปรียบ เสมือนดัง “ภาชนะรองรับความรูที่ครูถายทอดให” (บรรจง จันทรสา.2522 : 255) ลัทธินี้เนนให ผูเรียนมีความขยันหมั่นเพียรพยายามฝกฝนตนเองในการศึกษาเลาเรียน เชื่อฟงคําสั่งสอนของครู และยึดมั่นในกฎระเบียบวินัยอยางเครงครัด มากกวาที่จะใหเรียนตามความสนใจ หรือใหแสดงออก แตฝายเดียว มีความเปนตัวของตัวเองนอย ขาดความเปนผูนําและความคิดริเริ่ม สรุปผูเรียนตามแนวทัศนะปรัชญาสารัตถนิยม คือ ความรู : ทําใหผูเรียนเกิดความรูและเขาใจในเนื้อหาสาระวิชาที่ตนไดศึกษาเลาเรียน ความดี : ทําใหผูเรียนเกิดคุณธรรมในตนเอง เชน ความอดทน ความขยันหมั่นเพียร ความเปนผูมีระเบียบวินัย และความรับผิดชอบในตนเอง จ.2522 : 66) สรุปผูสอนตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม คือ ความรู : ผูสอนตองเปนผูที่ไดรับการฝกฝนและคัดเลือกมาเปนอยางดี มีความรูในวิชา ที่ตนสอนอยางลึกซึ้ง มีความสามารถในการถายทอด และการกําหนดกระบวนการเรียนการสอนเอง ทั้งหมด ความดี : ผูสอนตองเปนผูมีบุคลิกภาพที่ดี มีความประพฤติดี เปนแบบอยางที่ดีแกผู เรียนทั้งในดานวิชาการและพฤติกรรม . ผูสอน ปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยมเชื่อวา ครูผูสอนเปนบุคคลที่มีความสําคัญเพราะเปนผูมี ประสบการณไดรับการถายทอดความรูเนื้อหาวิชาที่ถูกตองเหมาะสม เปนผูรูวิชาที่จะสอนเปนอยาง ดี พรอมที่จะถายทอดใหแกผูเรียน ดังนั้น ผูสอนจึงเปนผูกําหนดสิ่งตาง ๆ เองทั้งหมด ทั้งดานเนื้อหา กระบวนการเรียนการสอน กิจกรรม และการประเมินผล พรอมทั้งเปนแบบอยางที่ดีแกผูเรียน (ไพฑูรย สินลารัตน. Kneller. ผูเรียน เนื่องจากครูเปนผูถายทอดความรู ผูเรียนมีหนาที่ทําตามคําสั่งสอนของผูสอน เปนผูรับ ฟงและทําความเขาใจในเนื้อหาสาระตาง ๆ ที่ผูสอนกําหนดให จดจําเพื่อนําไปเปนประโยชนตอชีวิต ในอนาคต ตองพากเพียรและอดทนในการเรียน(George F.

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.”(Allon.. . (จริยศาสตรศึกษา) / 37 2.ม.3 ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม(Progressivism) ลัทธินี้เชื่อวาสภาวะที่แทจริงทั้งหลายมิไดอยูนิ่งหากแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และ สถานที่ ดังนั้น การศึกษาจึงแปรสภาพไปตามความเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ นักการศึกษาควรพรอม ที่จะปรับปรุงวิธีการและนโยบายของการศึกษา เมื่อไดรับความรูใหม ๆ และเมื่อสภาพแวดลอม เปลี่ยนแปลงไป การศึกษามิใชจะสอนใหยึดมั่นในความจริง ความรูและคานิยมที่คงที่หรือถูก กําหนดไวตายตัว หากจะตองปรับปรุงใหเขากับผลการคนพบความรูใหม ๆ อยูเสมอ เนนการ ทดลองหาประสบการณจากโลกแหงความเปนจริง ปรัชญาสาขานี้จึงไดชื่อวาเปน “หนทางแหง ความมีอิสระเสรีที่จะนําไปสูการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงวัฒนธรรมและสังคม (The liberal road to culture)” (Theodore.. จุดมุงหมายของการศึกษา การศึกษาในทัศนะของลัทธินี้ ไมมีจุดมุงหมายที่กําหนดแนนอนตายตัว เพราะโลก เปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการอยูตลอดเวลา ดังนั้นจุดมุงหมายของการศึกษาจึงอยูที่การสอนใหผูเรียน รูจักพัฒนาทั้ง 4 ดาน คือ รางกาย อารมณ สังคม และสติปญญา รูจักคิดและแกปญหาเปน ใหผูเรียน ไดคนควาหาคําตอบดวยตนเอง โดยถือวาสิ่งที่ผูเรียนไดสัมผัสดวยประสบการณของตนเองยอมชวย ใหเขามองเห็นคุณคามากกวา สิ่งที่เรียนจะตองสอดคลองกับชีวิตประจําวันและสังคมของผูเรียน มากที่สุด สงเสริมใหผูเรียนมีประชาธิปไตยทั้งในและนอกหองเรียนใหรูจักตนและสังคม เพื่อที่จะ ไดปรับตัวใหอยูในสังคมไดอยางเปนสุข (ประทุม อังกูรโรหิต.4. 1981 : 153) การทดลองในปรัชญาสาขานี้ถือไดวาเปนเรื่องสําคัญยิ่ง “ประสบการณมีไดโดยการ สังเกตปฏิบัติการและก็จะกลายมาเปนการทดลอง” (John.C. 2528 : 92) สรุปความมุงหมายของการศึกษาตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม คือ ความรู : มุงใหเกิดความรูความเขาใจลักษณะวิวัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของ โลก ใหรูจักคิดเปน แกปญหาเปน รูจักคนควาแสวงหาความรูและความจริง ความดี : ทําใหรูจักปรับปรุงตนเอง สามารถปรับตัวเขากับสังคม และดําเนินชีวิตอยาง มีความสุข .. 1958 : 90) พิพัฒนาการนิยมจึงเนนความรูที่เปนจริงทางวิทยาศาสตร เพราะสนับสนุนการทดลอง หาประสบการณใหม ๆ ใหเกิดขึ้นในลักษณะลองผิดลองถูก เพื่อจะสามารถนํามาแกไขปญหาตาง ๆ ของสังคมได “ความเจริญจะเกิดขึ้นโดยการสรางประสบการณแกผูเรียนเพื่อใหเกิดความรูความ สามารถโดยตรงอันจะสามารถนํามาแกปญหาตางๆ โดยวิธีทางวิทยาศาสตร. 1916 : 276) ก.. Dewey. Orstien. Brameld.

เปนหลักสูตรแบบกลุมประสบการณ (experience – centered curriculum) ที่ เนนทั้งการพัฒนาประสบการณและบุคลิกภาพ โดยคํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคล ใหมีความ เจริญงอกงามทุกดาน ทั้งดานอารมณ สังคม และสติปญญา (Theodore Brameld. เนนการสอนที่มีกิจกรรมที่สนองความสนใจ และความกระตือรือรนของผูเรียน โดยยึดผูเรียนเปนศูนยกลาง (Child Centered Approach) พิจารณาความสนใจ ความถนัด และ .2522 : 85) 3. วิธีการเรียนการสอน การเรียนการสอนตามแนวปรัชญาการศึกษาสาขานี้ถือวา ประสบการณและผูเรียนเปน หัวใจสําคัญของการศึกษา จึงทําใหรูปแบบการเรียนการสอนมีลักษณะเดน ดังนี้ 1. หลักสูตร ปรัชญาการศึกษาสาขานี้ ใหความสําคัญกับประสบการณ ดังนั้น หลักสูตรจึงมีความ สอดคลองกับจุดมุงหมายของการศึกษาดังกลาวขางตน จึงอาจสรุปหลักสูตรของปรัชญาการศึกษานี้ ดังนี้ 1. การลงมือปฏิบัติทดลองเปนหัวใจของการศึกษา (learning by doing) เพื่อ เสริมสรางประสบการณ และการเรียนเปนเรื่องของการกระทํา (doing) มากกวาความรู(knowing) เพราะความรูเปนเพียงเครื่องมือที่จะชวยใหผูเรียนมีประสบการณเทานั้น (บุญเลิศ นาคแกว และ นงเยาว สุขาพันธ. การสอนใชวิธีสอนแบบแกปญหา (Problem solving) และแบบการทดลอง (Experiment) โดยการนําหลักการทางวิทยาศาสตรมาประยุกตใช (ไพฑูรย สินลารัตน. เปนหลักสูตรที่เนนการเสริมสรางประสบการณ อันจะกอใหเกิดการเรียนรูแก ผูเรียน และเปนประสบการณที่สัมพันธกับชีวิตประจําวันในสังคม เนื้อหาของหลักสูตรจะตอง เกี่ยวพันกับชีวิตและความเปนอยูเพื่อใหผูเรียนสามารถนําไปใชแกปญหาตาง ๆ ได 2. 2522 : 125) 2. หลักสูตรจะตองมีความยืดหยุนแบบบูรณาการ มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธกันทุก หนวยวิชาและมีการทดสอบอยูเสมอ เนนวิชาที่สรางเสริมประสบการณสังคม เชน สังคมศึกษา มนุษยศาสตร 3.พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 38 ข.1958 : 143) สรุปหลักสูตรตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม คือ ความรู : มุงเสริมสรางประสบการณที่ดีใหแกผูเรียนเกิดการเรียนรู เพื่อนําไปใชแก ปญหาในชีวิตประจําวัน ความดี : มุงพัฒนาใหเกิดความเจริญงอกงามแกผูเรียนทั้งดานอารมณ สังคม และสติ ปญญา ค.

ผูสอน ผูสอนในปรัชญาการศึกษาสาขานี้มีความสําคัญมาก และเปนผูมีประสบการณความรู อยางกวางขวาง ใฝแสวงหาความรูอยูเสมอ เปนที่ปรึกษาของผูเรียนไดทุก ๆ ดาน นักการศึกษาใน . Kneller. ผูเรียนจะไดรับการสงเสริมใหทํากิจกรรมรวมกัน ตามความสนใจและความถนัด ของผูเรียน รวมไปถึงฝกใหผูเรียนเห็นและตระหนักในคุณคาของประชาธิปไตยอีกดวย สรุปผูเรียนตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม คือ ความรู : มุงใหผูเรียนเกิดการเรียนรูดวยการลงมือกระทําที่เปนประสบการณตรงของ ตนเองตามความสนใจ ความดี : มุงใหผูเรียนมีความกระตือรือรนตอการศึกษา และสามารถปรับบุคลิกภาพตัว ใหเปนผูที่มีใจกวาง เคารพสิทธิ ยอมรับในความคิดเห็นของผูอื่น จ. ผูเรียน ลัทธินี้ใหความสําคัญตอผูเรียนมาก โดยถือวาผูเรียนเปนศูนยกลางของการเรียนการ สอนจึงทําใหผูเรียนมีบทบาทและหนาที่ ดังนี้ 1.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.2522 : 125) 2. 1964:53) สรุปการเรียนการสอนตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม คือ ความรู : มีความเชื่อพื้นฐานวาความจริงสูงสุดนั้น ไมมีความรูที่แนนอนตายตัว เพราะ ความรูนั้นวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ ความรูจะเกิดขึ้นไดนั้นเปนผลมาจากประสบการณและการคนควา ทดลองของผูเรียนเปนสําคัญ ความดี : กิจกรรมการเรียนการสอนมุงใหผูเรียนเปนผูสามารถใชความรูที่ไดนั้นแก ปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นแกชีวิต ง. (จริยศาสตรศึกษา) / 39 ความแตกตางระหวางบุคคลเปนหลัก ผูสอนเปนผูจัดกิจกรรมและประสบการณการเรียนรูตาง ๆ ใหผูเรียนไดลงมือคนควาหาความรูหรือฝกปฏิบัติดวยตนเองมากกวาการถายทอดจากครูโดยตรง 4. ผูเรียนจะตองมีประสบการณตรงตอสิ่งตาง ๆ โดยใหลงมือกระทํา (learning by doing )สามารถตั ด สิ น ใจด ว ยตนเองในการเลื อ กเรื่ อ งที่ จ ะเรี ย นตามความสนใจของตนมี ค วาม กระตือรือรนในการรวมกิจกรรมการเรียนการสอน โดยมีครูเปนผูแนะนําชวยเหลือ (บุญเลิศ นาคแกว และ นงเยาว สุขาพันธ. บรรยากาศของการเรียนการสอน ควรเปนแบบประชาธิปไตยสงเสริมใหมีการ อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอยางเสรี และมีความรวมมือกันในการเรียนการสอน(George F.ม.

พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 40 ลัทธินี้จึงสนับสนุนใหมีการอบรมครูตอเนื่องกันโดยตลอด ทั้งการอภิปรายและจัดสัมมนาตลอดป (ภิญโญ สาธร.2522 : 125) สรุปผูสอนตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม คือ ความรู : ผูสอนจะตองมีความใฝรู สนใจศึกษาคนควาหาความรูใหม ๆ ตลอดเวลา ความดี : เอาใจใส ดูแล ใหคําแนะนํา เปนที่ปรึกษาที่ดี รวมทั้งชวยแกปญหาบางอยางที่ เกิดขึ้นแกผูเรียน 2. 2520 : 89) 3.4 ปรัชญาการศึกษาบูรณาการนิยม (Reconstructionism) ความเชื่อของนักปรัชญากลุมนี้ เนนในดานการบูรณาการหรือการปฏิรูปสังคม เพื่อให เกิดความกาวหนาและความเจริญรุงเรือง มุงสรางสังคมขึ้นใหมใหเปนสังคมประชาธิปไตยอยาง แทจริง จุดเนนของการศึกษาตามลัทธินี้มีลักษณะคลายคลึงและแตกตางกับกลุมพิพัฒนาการนิยม คลายคลึงกันในแงที่เนนใหผูเรียนไดรับประสบการณตรง มากกวาการเรียนรูจากการบอกเลาของ ผูอื่น ที่แตกตางกันคือกลุมบูรณาการนิยมสนับสนุนใหผูเรียนไดรับความรูและประสบการณอยาง แทจริง อีกทั้งความรูที่ไดรับสามารถใชประโยชนและมีคุณคาตอสังคมโดยสวนรวมดวย กลาวคือ ผูเรียนมิไดเรียนเพื่อมุงพัฒนาตนเองอยางเดียว แตจะตองเรียนเพื่อนําความรูไปใชสําหรับพัฒนา สังคมใหดีขึ้น แนวความคิดของสํานักนี้ถือวา โลกหรือสังคมของมนุษยควรเปนสังคมแบบนานาชาติ สังคมของโลกในอนาคตควรรวมความเชื่อตามหลักศาสนาเขากับประชาธิปไตย แลวรวมความคิด ทั้งสองนี้ใหประสานสอดคลองกันเขากับเทคโนโลยีและศิลปะสมัยใหม กอใหเกิดการสรางรูปแบบ . ผูสอนจะตองเปนผูแนะนําผูเรียนในการแกปญหา แนะนําแหลงความรูใหผูเรียน คนควาเนนใหมีการลงมือปฏิบัติมากที่สุด ผูสอนจะตองเปลี่ยนจากผูกํากับการมาเปนผูแนะแนว (บุญเลิศ นาคแกว และ นงเยาว สุขาพันธ. 2521 : 108) ดังนั้น ผูสอนในลัทธินี้จึงตองเปนผูมีความรูและประสบการณที่ ทันสมัยอยูตลอดเวลา บทบาทและหนาที่ของผูสอนพอสรุปไดดังนี้ 1. ผูสอนจะตองสนใจและเขาใจผูเรียนทุกคนวาแตละคนมีความถนัดหรือสนใจใน สิ่งใด เพื่อจะไดสงเสริมไดอยางถูกตองและเหมาะสม (กิติมา ปรีดีดิลก. 1964 : 51) 2. ผูสอนมีหนาที่ชวยเหลือแนะนําผูเรียน มิใชสอนโดยตรงและไมบังคับใหผูเรียน ทําตามอยาง แตจะคอยกระตุนใหผูเรียนสนใจใฝรู รวมทั้งคอยใหกําลังใจใหคําปรึกษาและดูแลให ผูเรียนไดลงมือกระทําดวยตนเอง (George F. Kneller.4.

การศึกษาตองเปนไปเพื่อสงเสริมพัฒนาสังคมโดยตรง 3. 1958 : 75 -78) ก.Brameld. จุดมุงหมายของการศึกษา การศึกษาจะตองเปนไปเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาสรางสรรคสังคมใหมที่ดีและ เหมาะสมกวาขึ้นมา ซึ่ง ไพฑูรย สินลารัตน (2522 : 89) ไดใหรายละเอียดไวดังนี้ 1. 2526 : 195) หลักสูตรในปรัชญานี้ ใหความสําคัญแกวิชาที่ .ม. การศึกษาจะตองมุงสรางระเบียบของสังคมใหม ซึ่งอยูบนรากฐานของ ประชาธิปไตย 4. (จริยศาสตรศึกษา) / 41 วัฒนธรรมใหมขึ้นมา ในดานคุณคาทางดานศีลธรรมและวัฒนธรรมนั้น ลัทธินี้เห็นดวยกับนิรันดรนิยมที่วา อารยธรรมในปจจุบันมีแตความวิกฤตสับสนวุนวาย แตไมเห็นดวยที่จะนําเอาวัฒนธรรม สมัยกลางมาเปนทางดําเนินชีวิต ไมเห็นดวยกับสารัตถนิยมที่มุงอนุรักษวัฒนธรรม ไมเห็นดวยกับ พิพัฒนาการนิยมที่มุงเปลี่ยนแปลงเพื่อแกปญหาเฉพาะปจจุบัน แตวาแนวทางไปสูวัฒนธรรมของ บูรณาการนิยมนั้นจะตองทําโดยรีบดวน และเอาจริงเอาจังเพื่อสรางรูปแบบวัฒนธรรมใหมขึ้นมาจึง เรียกลัทธินี้วา “เปนหนทางแหงการปฏิรูปเพื่อสรางวัฒนธรรมใหมขึ้นมา (A radical change toward a new cultural design)” (Theodore. การศึกษาจะตองชวยแกปญหาของสังคมที่เปนอยู 2.. การศึกษาจะตองใหผูเรียนเห็นความสําคัญของสังคมควบคูไปกับตนเอง จะเห็นไดวาแนวความคิดของปรัชญาการศึกษาสาขานี้ มีจุดมุงหมายหลัก คือ การมุง พัฒนาคนเพื่อไปพัฒนาสังคม เพื่อใหไดมาซึ่งสังคมที่พึงปรารถนา อันเปนวิถีทางแหงประชาธิปไตย อยางแทจริง สรุปจุดมุงหมายของการศึกษาตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาบูรณาการนิยม คือ ความรู : การศึกษาที่ดีจะตองทําใหผูเรียนไดรูเขาใจปญหาของสังคม เพื่อที่จะไดพัฒนา สังคมใหมใหเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในอนาคตตอไป ความดี : การศึกษาที่ดีจะตองทําใหผูเรียนไดพัฒนาตน รูจักแกปญหา มีความคิด สรางสรรค รวมทั้งมีระเบียบวินัยในตนเอง มีความสํานึกรวมรับผิดชอบสังคม ข. หลักสูตร เนื้อหาวิชาในหลักสูตรนั้นจะเกี่ยวกับสภาพและปญหาสังคมเปนหลัก เนนหลักสูตร แบบกระบวนการสังคมและการดํารงชีวิต (Social Process and life function Curriculum) ผูเรียนจะตองเขาใจสภาพของสังคมดีพอ และมองเห็นแนวทางในการแกไขปญหาของสังคมปจจุบัน รวมไปถึงอนาคตดวย (ศุภร ศรีแสน.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.

พระมหานิคม วงษสุวรรณ

สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 42

ชวยทําใหผูเรียนเขาใจสังคมเปนอยางดี เชน วิชาที่เกี่ยวกับเรื่องของ เศรษฐกิจ การเมือง
ศาสนาการอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร การศึกษา สื่อสารมวลชน การขนสง การอนามัย สาธารณสุข
และนิเวศวิทยา (Theodore Brameld,1958 : 15) เพื่อเตรียมความพรอมในการวิเคราะหปญหา
อยางชาญฉลาดแกผูเรียน เพื่อเปนพลังสําคัญในการปฏิรูปสังคมในทิศทางที่ปรารถนา นอกจากนี้
เนื้อหาวิชาในหลักสูตรควรคํานึงถึงความยืดหยุนและความแตกตางกันระหวางสภาพปญหาสังคมที่
เกิดขึ้นในแตละทองที่
สรุปหลักสูตรตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาบูรณาการนิยม คือ
ความรู : มุงใหผูเรียนไดรูและเขาใจในสภาพความเปนไปของสังคม เพื่อเปนสวนหนึ่ง
ที่จะไปแกปญหาและพัฒนาสังคมใหดีขึ้น
ความดี : มุงใหผูเรียนไดตระหนัก และมีจิตสํานึกรวมรับผิดชอบสังคมที่เปนอยู ดวย
การเปนสมาชิกที่ดีของสังคม
ค. วิธีการเรียนการสอน
ควรเนนใหผูเรียนไดเล็งเห็นแนวทางสําหรับการประยุกตความรูและประสบการณที่
ไดรับไปใชประโยชนในชีวิตประจําวัน และเปนประโยชนตอสังคมโดยสวนรวม ใหผูเรียนเรียนรู
ดวยตนเอง มองเห็นปญหาตาง ๆ ดวยตนเอง และอาศัยวิธีการแกปญหาตามวิธีทางวิทยาศาสตร
นอกจากนี้ ควรใหผูเรียนไดรูจักการวิพากษวิจารณ อภิปรายเพื่อแสวงหาแนวทางในการแกปญหาที่
เหมาะสม(ไพฑูรย สินลารัตน,2522 : 92-93) วิธีการศึกษาจะตองสรางใหผูเรียนตระหนักถึงความ
สําคัญของสังคมโดยการมีสวนรวมในการวางแผนเพื่อพัฒนาสังคม และฝกใหผูเรียนเปนนักปฏิรูป
สังคม โดยใหโอกาสผูเรียนไดแสดงความคิดเห็น และลงมือในการแกไขปญหาของสังคม ตาม
กระบวนการประชาธิปไตย (George F. Kneller,1964 : 62)
สรุปวิธีการเรียนการสอนตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาบูรณาการนิยม คือ
ความรู : วิธีจัดการเรียนการสอนมีวัตถุประสงคเพื่อทําใหผูเรียนไดรับความรู และ
ประสบการณแลวนําความรูที่ไดจากการศึกษานั้นไปแกปญหาและพัฒนาสังคมใหดียิ่งขึ้นตอไป
ความดี : กระบวนการเรียนการสอนเนนใหผูเรียนมีจิตสํานึกในการรวมรับผิดชอบ
สังคม มีความพยายาม มีความตั้งใจเพื่อจะแกไข และพัฒนาสังคมใหดีขึ้น
ง. ผูเรียน
ผูเรียนจะไดรับการปลูกฝงใหตระหนักถึงภาระหนาที่ที่มีตอสังคม เห็นแกประโยชน
ของสังคมเปนสําคัญ และไดรับการฝกฝนใหรูจักเทคนิคและวิธีการตาง ๆ ที่จะทําความเขาใจและแก

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

อ.ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 43

ปญหาสังคมในแนวทางของประชาธิปไตย สิ่งสําคัญคือผูเรียนจะตองเรียนรูการทํางานรวมกันเพื่อ
จะวางแผนปฏิรูปสังคมในอนาคต (ไพฑูรย สินลารัตน, 2522 : 92)
สรุปผูเรียนตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาบูรณาการนิยม คือ
ความรู : ผูเรียนจะตองเรียนรูสภาพความเปนไปของสังคม ทั้งสภาพปญหา แนวทาง
แกไข และการวางแผนจัดการเพื่อพัฒนาสังคม
ความดี : มีจิตสํานึกรวมรับผิดชอบความเปนไปของสังคม มีใจกวาง มีความคิด
สรางสรรค เสียสละความสุขสวนนอยของตนเพื่อประโยชนสุขสวนมากของสังคม
จ. ผูสอน
ผูสอนตองเชื่อมั่นในหลักการประชาธิปไตยและพรอมที่จะนําไปสอนแกผูเรียน ผูสอน
จะตองเปนนักบุกเบิก นักแกปญหา และสนใจเรื่องของสังคมและปญหาสังคมอยางกวางขวาง เปด
โอกาสใหผูเรียนแสดงความคิดเห็น และมุงใหเขาเหลานั้นมีลักษณะเปนที่ยอมรับของคนสวนใหญ
ในสังคมใหมากที่สุดเทาที่จะมากได (เมธี ปลันธนานนท,2523 : 97) ผูสอนมิใชผูรูและผูชี้แนะเพียง
อยางเดียว แตตองเปนผูคอยกระตุนเรงเราใหผูเรียนไดมีสวนรวมในการแสดงความคิดเห็น วิเคราะห
เพื่อหาแนวทางแกไข วางแผน เพื่อเปลี่ยนแปลงขอบกพรองตาง ๆ ของสังคมอีกดวย (ไพฑูรย
สินลารัตน ,2522 : 91-92)
สรุปผูสอนตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาบูรณาการนิยม คือ
ความรู : ผูสอนจะตองมีความรูในหลักประชาธิปไตย ลักษณะความเปนไปของสังคม
ความดี : ผูสอนมีลักษณะบุคลิกภาพ เปนนักบุกเบิก นักแกปญหา มีใจกวาง มีความคิด
สรางสรรค เคารพในสิทธิผูอื่น เปดโอกาสใหผูเรียนไดมีสวนรวมในการแสดงความคิดเห็น

2.4.5 ปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยม (Existentialism)
นักการศึกษาฝายอัตถิภาวนิยมเชื่อวา สิ่งซึ่งเปนจริง คือ สิ่งที่เรามีชีวิตอยูอยางจริง ๆ
นั่นเอง (ส. ศิวรักษ,2524 : 72) การมีอยูของมนุษยมีมากอนลักษณะที่เปนแกนหรือสารัตถะของ
มนุษย (existence precedes essence) มนุษยเกิดมาพรอมกับความวางเปลา ดังนั้น การที่มนุษยจะ
เปนอะไรก็ตามขึ้นอยูกับความรับผิดชอบของตัวเขาเอง (บรรจง จันทรสา,2522 : 146) มนุษยมีสิทธิ์
ที่จะเลือกสรางลักษณะของตัวเองตามแบบอยางที่ตนปรารถนา เพราะมนุษยมีเสรีภาพในการเลือก
และการตัดสินใจ และรับผิดชอบในการเลือกนั้น ๆ

พระมหานิคม วงษสุวรรณ

สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 44

ก. จุดมุงหมายของการศึกษา
การศึกษาตามลัทธินี้ มุงใหผูเรียนไดพัฒนาความเปนมนุษยของตนเองอยางเต็มที่ รูจัก
ใชเสรีภาพในการเลือกทําสิ่งตาง ๆ โดยมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเลือกนั้น ซึ่งหมายถึงวาการ
ศึกษาตองสรางความเปนผูมีวินัยในตนเองใหมนุษยเขาใจตนเอง เขาใจโลก เพื่อชวยใหสามารถ
เผชิญปญหาตาง ๆ ไดอยางชาญฉลาด (ศักดา ปรางคประทานพร,2526 : 143)
สรุปจุดมุงหมายของการศึกษาปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยม คือ
ความรู : มุงใหผูเรียนมีความรูเขาใจในชีวิตตนเองและโลก เพื่อชวยใหสามารถเผชิญ
ปญหาตาง ๆ ไดอยางชาญฉลาด
ความดี : มุงใหผูเรียน มีความรับผิดชอบตอการกระทําของตน และมีวินัยในตนเอง
ข. หลักสูตร
เนนวิชาดานมนุษยศาสตรเปนสวนใหญ วิชาที่สําคัญคือ วรรณคดี ประวัติศาสตร
ปรัชญา ศิลปะ เชน การดนตรี การประพันธ และศิลปประดิษฐตาง ๆ เพราะวิชาเหลานี้ชวยฝกฝนใน
ดานความสุนทรีย อารมณ และศีลธรรมจรรยา (พรชุลี อาชวอํารุง,2517 : 66) อยางไรก็ตามลัทธินี้ไม
ถือวาวิชาใดสําคัญเหนือวิชาอื่น ถาผูเรียนเห็นวาวิชาใดจะชวยใหรูจักตัวเองมากขึ้นไดรับความพึง
พอใจมาก และชวยใหเขาใจโลกไดมาก วิชานั้นยอมเหมาะสมสําหรับเขา
สรุปหลักสูตรตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยม คือ
ความรู : หลักสูตรวิชาที่จัดใหเรียน มุงใหผูเรียนเกิดความรูเขาใจลักษณะความเปนตัว
ของตัวเองและโลกตามความเปนจริง
ความดี : สงเสริมคุณคาของมนุษยทางดานอารมณ ความสุนทรีย และคุณธรรมตาง ๆ
ค. วิธีการเรียนการสอน
ควรใชวิธีเสนอแนะมากกวาวิธีถายทอด
ผูเรียนและผูสอนควรสนทนาแลกเปลี่ยน
ทัศนะและประสบการณซึ่งกันและกัน เพราะความรูที่ผูสอนเสนอแนะขึ้นนั้น ไมใชสิ่งสูงสงหาก
เปนประสบการณของผูสอนเอง ซึ่งผูเรียนไมจําเปนตองรับไวโดยงาย แตควร ซักถาม ตรวจสอบ
และทบทวนดูจนเปนที่พอใจเสียกอน ฉะนั้นวิธีการเรียนการสอนจึงเปนการชวยกันอภิปราย เสนอ
แนะทัศนะของผูสอนใหผูเรียนรับรูโดยผูเรียนจะรับความรูนั้นไวหรือไมก็ได ผลสําเร็จของการเรียน
การสอนอยูที่ความจริงใจของผูสอนเปนสําคัญ การเรียนการสอนตามแนวนี้ไมมีแบบแผนตายตัว
การเรียนการสอนจะเกิดขึ้นเมื่อผูเรียนตองการเรียนเทานั้น โดยผูสอนเปนผูสงเสริมใหผูเรียนเขาใจ
สิ่งที่เรียนอยางแทจริงจนเกิดความรูขึ้นภายในผูเรียน ความรับรูนี้เองจะแสดงออกมาภายนอกให

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

อ.ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 45

ประจักษวาผูเรียนรูสึกอยางไรตอสิ่งนั้น ซึ่งถือวาเปนการเรียนรูที่แทจริง เปนลักษณะการเรียนรูจาก
ภายในไปภายนอก (Learn from the Inside – out) (Van Cleve Morris,1961 : 392)
สรุปวิธีการเรียนการสอนตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยม คือ
ความรู : ผูสอนควรสงเสริมเอกัตภาพเปดโอกาสใหผูเรียนไดมีโอกาสเรียนรูตามความ
พึงพอใจ และความสนใจในวิชาความรูตาง ๆ
ความดี : ทําใหผูเรียนรูจักตนเอง เขาใจตนเองวามีความรู ความสามารถ ความถนัด
ดานใด และแสดงลักษณะเดนนั้น ๆ ออกมา
ง. ผูเรียน
ผูเรียนเปนผูที่มีเสรีภาพอยางแทจริง เปนผูเลือกสิ่งที่จะเรียนดวยตนเอง เลือกแนวทาง
ที่จะพัฒนาตัวเอง ผูเรียนมีอิสระและเสรีภาพที่จะเลือกใชวิถีทางของตนในการเรียนรู และการ
ประพฤติปฏิบัติตาง ๆ เพื่อใหเขารูจักตนเองและเขาใจในตนเองมากที่สุด แตตองรับผิดชอบในการ
เลือกนั้น ๆ ของตนดวย และตองไมทําใหผูอื่นเดือดรอน เพราะลัทธินี้มีความเชื่อวา สิ่งที่ดีที่สุดที่ตน
เลือกนั้นจะตองเปนสิ่งที่ดีที่สุดสําหรับบุคคลอื่น ๆ ดวย สิ่งที่ตนเลือกนั้นยอมหมายถึงการเลือก
สําหรับบุคคลอื่นดวย (Jean – Paul Sartre, 1976 : 22)
สรุปผูเรียนตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยม คือ
ความรู : ผูเรียนไดรูจักตนเอง ศึกษาคนควาหาความรูเกี่ยวกับตนเอง วาตนเองคือใคร
เกิดมาเพื่ออะไร ตนเองมีดีอะไร ทั้งนี้เพื่อจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดที่ตนมีใหแกโลก
ความดี : ผูเรียนมีความรับผิดชอบในการตัดสินใจและการกระทําของตน ไมกอปญหา
ความเดือนรอนแกผูอื่นและสังคม
จ. ผูสอน
ผูสอนถือวาผูเรียนมีความสําคัญที่สุดในกระบวนการเรียนการสอน ผูสอนมีบทบาท
เปนเพียงผูคอยกระตุนยั่วยุใหกําลังใจแกผูเรียน ใหเขาตื่นตัวที่จะเลือกแนวทางที่ถูกตองตามความ
พอใจของเขาเอง และมีความรับผิดชอบในการกระทําตาง ๆ ของตน... อยางไรก็ตามผูสอนไมควร
ปลอยใหผูเรียนเลือกความรูหนึ่งใดที่เขาพอใจในเมื่อเขายังไมจัดเจนในวิชาการพอควร แตผูสอนก็
ไมควรเลือกหรือยัดเยียดความรูใดใหแกเขา เพราะการกระทําเชนนั้นจะลดคุณคาความเปนมนุษย
ของผูเรียนลงไปทันที...(ส. ศิวรักษ,2524 : 80) และสิ่งที่สําคัญที่สุด คือ ผูสอนตองมีความจริงใจที่จะ
เสนอทัศนะหรือความรูแกผูเรียนอยางละเอียดทุกแงทุกมุม

พระมหานิคม วงษสุวรรณ

สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 46

สรุปผูสอนตามแนวทัศนะปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยม คือ
ความรู : ผูสอนมีความรูอยางกวางขวางในวิชาที่สอน สามารถถายทอดความรูใหแก
ผูเรียนอยางละเอียดทุกแงทุกมุม
ความดี : ผูสอนเปดใจกวางยอมรับในการตัดสินใจของผูเรียน มีความรับผิดชอบ รูจัก
สังเกตในความสนใจ ความถนัด ความสามารถ ของผูเรียน และสงเสริมใหผูเรียนไดเรียนรูตามความ
สนใจและความถนัดนั้น
เพื่อใหเห็นสาระสําคัญของสํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษาตาง ๆ ชัดเจนขึ้น ผูวิจัย
ไดทําการเปรียบเทียบโดยทําเปนตาราง ตามลักษณะแนวความคิด รูปแบบวิธีการตาง ๆ ตั้งแตเรื่อง
จุดมุงหมายของการศึกษา หลักสูตร วิธีการเรียนการสอน บทบาทผูเรียน และบทบาทผูสอน ดังนี้

บทบาทผูเรียน ผูเรียนควรเปนผูรับการฝกตามแนวทางของผูสอน ยึดถือ ผูสอนเปนแบบอยางในการประพฤติปฏิบัติ ไมควรที่จะ แสวงหาความรูดวยตนเอง เพราะอาจผิดพลาดไดความรู ความเขาใจที่ไมถูกตองได 5. วิธีการเรียนการสอน ควรใชวิธีการ บรรยาย และ อภิปราย โดยการใชเหตุผล ครูเปนศูนยกลางในการเรียนรู เปนบุคคลที่ตัดสินใจใน การเลือกเนื้อหา และวิธีการสอน 4. หลักสูตร เนื้อหาสาระของหลักสูตร ควรประกอบดวยวิชาที่เนน การฝกฝนการใชเหตุผลพัฒนาสติปญญาและความดีงาม ดานจิตใจ เชน ปรัชญา คณิตศาสตร ประวัติศาสตร และ วรรณคดี เปนตน 3. จุดมุงหมายของการศึกษา มุงปลูกฝงความมีเหตุผล และฝกฝนสติปญญาแกผูเรียน ใหตระหนักวาความรูความดีงามในอดีตเปนสิ่งที่มีคุณคา แนนอน ไมเปลี่ยนแปลง ซึ่งผูเรียนจะตองเรียนรูไมวาจะ อยูในสภาพแวดลอมใด 2. (จริยศาสตรศึกษา) / 47 ตารางสรุปการเปรียบเทียบสาระสําคัญของสํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษาตาง ๆ 1. ปรัชญาการศึกษานิรันดรนิยม (Perennialism) 1.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. บทบาทผูสอน ผูสอนเปนผูถายทอดความรู และผูฝกการใชเหตุผล ควบคุมดูแลความประพฤติของผูเรียนและเปนแบบอยาง ที่ดีแกผูเรียน .ม.

จุดมุงหมายของการศึกษา มุงถายทอดความรูทางวัฒนธรรมและคานิยมที่สังคม ยอมรับวาดีแกผูเรียน โดยผูเชี่ยวชาญจะเปนผูเลือกสรร สิ่งที่มีสาระจําเปนแกการเรียนรู ผูเรียนจะเรียนเฉพาะ สิ่งที่ตนสนใจเทานั้น ไมได 2. ปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม (Essentialism) 1.พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 48 2. บทบาทของผูเรียน ผูเรียนควรเปนผูรับการถายทอดความรูจากผูสอน และปฏิบัติตามคําสั่งสอนของผูสอนเทานั้น ยึดมั่น ในกฎระเบียบวินัยอยางเครงครัด 5. วิธีการเรียนการสอน ควรใชวิธีบรรยายใหผูเรียนจดจําเนื้อหาวิชาใหมาก ที่สุด เนนภาคทฤษฎีมากกวาภาคปฏิบัติ สงเสริม ความรูและความจําเปนหลัก 4. หลักสูตร เนื้อหาสาระของหลักสูตร ควรประกอบดวยวิชาที่เนน เนื้อหาวิชาการเปนหลัก ซึ่งถือวาไดรับการยอมรับจาก สังคมปจจุบันเชน วรรณคดี ประวัติศาสตร วิทยาศาสตร คณิตศาสตร เปนตน 3. บทบาทของผูสอน ผูสอนเปนผูถายทอดความรูใหผูเรียนเรียนรูเนื้อหาใน วิชาการตาง ๆ ใหมากที่สุด เนนครูผูสอนเปนศูนยกลาง ของการเรียนรูเปนหลัก .

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. (จริยศาสตรศึกษา) / 49 3. หลักสูตร เนื้อหาสาระของหลักสูตรควรประกอบดวยกิจกรรม การเรียนรู ที่ใหผูเรียนไดฝกการแกปญหาตามวิธีทาง วิทยาศาสตร เนื้อหาตาง ๆ สัมพันธกับชีวิตประจําวัน และสอดคลองกับความสนใจของผูเรียน 3. จุดมุงหมายของการศึกษา มุงใหผูเรียนรูจักคิดแกปญหาดวยตนเอง พรอมที่จะ เผชิญสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยูเสมอ ใหตระหนัก วาความรูและคุณคาตาง ๆ มิไดมีสิ่งใดแนนอนตายตัว แตเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และสภาพแวดลอม 2.ม. วิธีการเรียนการสอน ควรเรียนโดยวิธีการแกปญหา และฝกปฏิบัติทดลอง กระทําจริงตามวิธีทางวิทยาศาสตร ยึดผูเรียนเปน ศูนยกลาง บรรยากาศการเรียนการสอนควรเปนแบบ ประชาธิปไตยสงเสริมความคิดเห็นอยางเสรี-รวมมือกัน 4. ปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (Progressivism) 1. บทบาทของผูสอน ผูสอนเปนที่ปรึกษากระตุนใหผูเรียนคนควาหาความรู ดวยตนเอง จัดหาประสบการณใหผูเรียน ไดฝกทดลอง เพื่อแกปญหาเปนตามแนววิธีการทางวิทยาศาสตร . บทบาทของผูเรียน ผูเรียนเปนศูนยกลางของกระบวนการเรียนการสอน มีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนรูและคนควาหาความรู ดวยตนเองภายใตการแนะนําของครู 5.

วิธีการเรียนการสอน ควรเรียนโดยวิธีการแกปญหา เนนการวิเคราะหปญหา สังคม เพื่อหาทางแกปญหาสังคมและสรางระเบียบของ สังคมขึ้นมาใหม ฝกใหผูเรียนเปนนักปฏิรูปสังคมเพื่อ เปนผูนําการเปลี่ยนแปลงสังคม 4.พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 50 4. ปรัชญาการศึกษาบูรณาการนิยม (Reconstructionism) 1. หลักสูตร เนื้อหาสาระของหลักสูตร ควรประกอบดวยวิชาที่ชวย ใหผูเรียนเขาใจเรื่องราวของสังคม โดยเนนในประเด็น ปญหาสังคมเปนหลัก เชน ปญหายาเสพติด การจราจร โสเภณี การวางงาน ปญหาชุมชนแออัด เปนตน 3. จุดมุงหมายของการศึกษา มุงใหผูเรียน เรียนรูสภาพความเปนไปของสังคม และ ปญหาสังคม เพื่อการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงสังคม สราง ระเบียบสังคมขึ้นใหม ใหเปนสังคมประชาธิปไตย อยางแทจริง 2. บทบาทของผูเรียน ผูเรียนเปนศูนยกลางของกระบวนการเรียนการสอน และตระหนักในบทบาทการเตรียมเปนผูนําการเปลี่ยน แปลงสังคม และอุทิศตนเพื่อไปแกไขปญหาสังคมใน อนาคต 5. บทบาทของผูสอน ผูสอนเปนผูกระตุนใหผูเรียนตระหนักถึงบทบาทหนาที่ ที่มีตอสังคม ใหเห็นวาการเปลี่ยนแปลงไปสูสังคมที่ดี นั้นสามารถกระทําไดดวยการรวมมือกันในวิถีทางของ ประชาธิปไตย .

(จริยศาสตรศึกษา) / 51 5. หลักสูตร เนื้อหาสาระของหลักสูตร ควรประกอบดวยรายวิชา ใหผูเรียนเลือกเรียนตามความพอใจเนนวิชาที่สงเสริม ความเปนตัวของตัวเอง ความคิดริเริ่ม จินตนาการ เชน ศิลปะ ดนตรี ปรัชญา เปนตน 3.ม. บทบาทของผูเรียน ผูเรียนมีอิสระเสรีภาพในการแสวงหาความรูดวย ตนเองและมีความรับผิดชอบตอการกระทําของตน 5. ปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) 1. วิธีการเรียนการสอน ควรเรียนโดยการคนควาหาความรูอยางอิสระตาม วิถีทางที่ผูเรียนตัดสินใจเลือกและรับผิดชอบดวย ตนเอง 4.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. จุดมุงหมายของการศึกษา มุงใหผูเรียนไดพัฒนาความเปนตัวของตัวเอง และมี อิสระเสรีในการเลือกการดําเนินชีวิตดวยตนเอง 2. บทบาทของผูสอน ผูสอนเปนผูจัดสถานการณใหผูเรียนไดคนพบตัวเอง กระตุนใหผูเรียนตัดสินใจเลือกและรับผิดชอบตอผล การกระทําของตน ไมควรตัดสินเลือกและยัดเยียดความรู ใหแกผูเรียน โดยเชื่อวาจะลดคุณคาความเปนมนุษยลง .

พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 52 6. ปยุตฺโต) 1. จุดมุงหมายของการศึกษา บทบาทหนาที่ของการศึกษา มีจุดหมาย 2 ประการ คือ 1) มุงถายทอดศิลปวิทยา(ความรู)วิชาการและวิชาชีพ 2) มุงชี้แนะ ใหรูจักการดําเนินชีวิตที่ดีงามถูกตองเพื่อ พัฒนาใหเปนบุคคลที่สมบูรณ การศึกษาเปนปจจัยสรางสรรคประโยชนตาง ๆ ดังนี้ 1) ประโยชนที่ชีวิตพึงไดรับหรือพึงทําใหบังเกิดมี คือ จุดหมายของชีวิตตามแนวตั้ง 1) ทิฏฐธัมมิกัตถะ = ประโยชนปจจุบัน 2) สัมปรายิกัตถะ = ประโยชนภายหนา 3) ปรมัตถะ = ประโยชนสูงสุด(นิพพาน) จุดหมายของชีวิตตามแนวราบ 1) อัตตัตถะ = ประโยชนเพื่อตน 2) ปรัตถะ = ประโยชนเพื่อผูอื่น 3) อุภยัตถะ = ประโยชนเพื่อตนและผูอื่น 2) ภาวะที่เปนจุดหมายของประโยชน คือ 1) อิสรภาพทางกาย 2) อิสรภาพทางสังคม 3) อิสรภาพทางจิตใจ 4) อิสรภาพทางปญญา 3) โดยคุณสมบัติของผูไดรับการศึกษา คือ มองในแงผลสัมฤทธิ์ของการพัฒนา 1) ภาวิตกาย = มีกายที่เจริญหรือพัฒนาแลว 2) ภาวิตศีล = มีพฤติกรรมทางสังคมที่พัฒนาแลว 3) ภาวิตจิต = มีจิตใจที่เจริญหรือพัฒนาแลว 4) ภาวิตปญญา = มีปญญาที่เจริญหรือพัฒนาแลว . ปรัชญาการศึกษาของพระธรรมปฎก (ป.อ.

ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 53 มองในแงลักษณะการดําเนินชีวิต คือ 1) อัตตัตถสมบัติ = ความถึงพรอมสมบูรณดวย ประโยชนตน 2) ปรัตถปฏิบัติ = การปฏิบัติกิจตาง ๆ เพื่อเปน ประโยชนแกผูอื่น มองในแงคุณธรรมหลักของผูมีการศึกษา คือ 1) ปญญา = ความสมบูรณแหงปญญา (ความรู) 2) กรุณา = ความปรารถนาที่จะบําเพ็ญกิจชวยเหลือ ผูอื่นใหเปนสุข (ความดี) 2. หลักสูตร ยอมรับความรูสมัยใหมที่มีการนําเทคโนโลยีเขาสนับสนุนการศึกษาเพื่อความเปนเลิศทางวิชาการและวิชาชีพ เนนจริยศึกษาในลักษณะบูรณาการเขากับสาขาวิชาการ อื่น ๆ โดยนําหลักพุทธธรรมมาประยุกตใช ดังนี้ 1) หลักอริยสัจ 4 2) หลักขันธ 5 หรือ เบญจขันธ 3) หลักปฏิจจสมุปบาท 4) หลักไตรลักษณ 5) หลักมัชฌิมปฏิปทา หรือ มรรค 8 3.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล จุดมุงหมายของการศึกษา (ตอ) อ. วิธีการเรียนการสอน กระบวนการเรียนการสอน แบงเปน 2 แบบ คือ 1) การสอนแบบสะสมขอมูล มุงถายทอดความรูทาง ดานวิชาการ และวิชาชีพ เนนความจํา ความรูความ ชํานาญของผูเรียนเปนหลัก 2) การสอนแบบกระตุนใหเกิดความรูภายในแกผูเรียน เพื่อจะพัฒนาจิตใจใหเปนมนุษยที่สมบูรณ เนนการ ใชความคิดตามหลักอริยสัจ 4 และโยนิโสมนสิการ .

บทบาทของผูเรียน ผูเรียนมีหนาที่หลัก 2 ประการ คือ 1) หนาที่ในการรับการศึกษา คือ รับการถายทอดความรู จากครูผูสอน ตลอดถึงสื่อความรูจากที่ตาง ๆ มีสัมพันธ อันดีกับครูผูสอนใหการเคารพเชื่อฟง ปฏิบัติตาม 2) หนาที่ในการสรางการศึกษา (ปญญาและคุณธรรม) ใหบังเกิดมีแกตน โดยการนําเอาความรูนั้นมาพัฒนาตน ใหรูจักคิดพิจารณาไตรตรองดวยปญญาและการสรางสม คุณธรรมความดีภายในตัวเอง 5.พระมหานิคม วงษสุวรรณ สํานักความคิดทางปรัชญาการศึกษา / 54 4. บทบาทของผูสอน ผูสอนมีหนาที่หลัก 2 ประการ คือ 1) หนาที่ในการถายทอดความรู เปนปจจัยภายนอก คือ “ปรโตโฆสะ” (เสียงจากผูอื่น) หรือ สิปปทายก คือ ผูให ความรูหรือถายทอดศิลปวิทยาการตาง ๆ 2) หนาที่การถายทอดคุณธรรม เปนปจจัยภายในของ ผูสอนในสวนของการทําหนาที่เปนกัลยาณมิตรของ ผูเรียน วางตนเปนแบบอยางที่ดีฝกฝนอบรมทั้งในดาน ความรูและคุณธรรมตามหลักพุทธจริยธรรมที่ผูสอน พึงมีเพียบพรอมดวย “วิชชา และ จรณะ” .

1 ธรรมชาติของมนุษย ตามทัศนะของพระพุทธศาสนา ธรรมชาติของมนุษยประกอบดวยองคประกอบหลัก สองสวน คือ องคประกอบภายนอกไดแก รางกาย กับองคประกอบภายในไดแก จิต ที่สัมพันธอิง อาศัยซึ่งกันและกัน จิตไมสามารถอยูไดถาปราศจากรางกาย รางกายก็ไมสามารถอยูไดโดยปราศจาก จิต สองสวนประกอบนี้รวมเรียกวา “ชีวิต” หมายถึง ความเปนอยู การดํารงอยูของความเปนมนุษย ไวได (พระธรรมปฎก (ป.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. ข.1 พุทธจริยธรรม พุทธจริยธรรม หมายถึง หลักการดําเนินชีวิตของมนุษย หรือระบบการดําเนินชีวิตที่ดี งาม ซึ่งพระพุทธศาสนาไมมองจริยธรรมแบบแยกสวนดานใดดานหนึ่งโดยเฉพาะ ในพุทธจริยธรรม จะมีความสัมพันธกัน 3 ดาน คือ ดานพฤติกรรมที่เรียกวา ศีล ดานจิตใจที่เปนแกนกลางในการ ฝกฝนอบรม คือ สมาธิ และดานปญญา คือ ความรูตาง ๆ ที่มาสัมพันธเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน กอ ใหเกิดประโยชนสุขแกชีวิต ดังนั้น พุทธจริยธรรม จึงเปนเรื่องที่ครอบคลุมทั้ง พฤติกรรม จิตใจ และ ปญญา เทากับวาหลักพุทธจริยธรรมเปนเรื่องที่ศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษยที่เปนชีวิตทั้งหมด 3.อ.1. ปยุตฺโต).ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 55 บทที่ 3 ปรัชญาการศึกษาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา 3. รูป (Corporeality) ไดแก สวนประกอบฝายวัตถุหรือรูปธรรมทั้งหมดที่เปนสวน รางกายและพฤติกรรมทั้งปวง เปนสสารหรือพลังงานฝายวัตถุ พรอมทั้งคุณสมบัติและพฤติกรรม ของสสารหรือพลังงานเหลานั้น . 2527 : 58) เทากับวาชีวิตความเปนมนุษยหากขาดอยางใด อยางหนึ่งไปก็ไมสามารถดํารงอยูได ดังนั้น ในตอนนี้จะพิจารณาธรรมชาติมนุษยในสองลักษณะ คือ พิจารณาในแงของ องคประกอบของชีวิตมนุษย และพิจารณาธรรมชาติมนุษยภายใตกฎธรรมชาติ ในพระสุตตันตปฎกไดกลาวถึงหนวยรวมของขันธ 5 (The Five Aggregates) หรือ ทางธรรมเรียกวา เบญจขันธ (สํ. 17/95/58) ที่ทานเรียกวา “สัตว บุคคล ตัวตน เรา เขา ฯลฯ” และ ไดแยกแยะชีวิตออกเปนสวนประกอบตางๆ ตามหนาที่ที่แตกตางกันเปน 5 ประเภท ซึ่งมีความ สัมพันธกันดังตอไปนี้ 1.

22/ 33/ 464.อภิ.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 56 2. เวทนา (Feeling) ไดแก สวนประกอบสวนที่มีความรูสึก สุข ทุกข หรือเฉย ๆ ซึ่งเกิดจากผัสสะทางประสาททั้ง 5 คือ ประสาทสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และอารมณทางใจ 3. ก. สํ. 17/116/74) 5. วิญญาณ (Consciousness) ไดแก ความรูแจงในอารมณทางประสาททั้ง 5 และ ทางใจ คือ การเห็น การไดยิน การไดกลิ่น การรูรส การรูสัมผัสทางกาย และอารมณทางใจ ขันธทั้ง 5 นี้ ตองอาศัยซึ่งกันและกัน รูปขันธเปนสวนกาย นามขันธทั้ง 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เปนสวนจิต ธรรมชาติมนุษยมีทั้งกายและจิต จึงจะมีชีวิต กายกับจิตทํา หนาที่ประสานสอดคลองกันอยางมีระบบชีวิตจึงจะดํารงอยูไดดี ตามทัศนะพระพุทธศาสนา ชีวิตเกิดจากสวนประกอบทั้ง 5 นี้ ประชุมกันเขาดวยกัน เมื่อแยกสวนประกอบทั้งหมดนี้ออกจากกันก็จะไมพบตัวตนของชีวิตเหลืออยู ทานเปรียบอุปมา เหมือน “รถ” เมื่อนําสวนประกอบตาง ๆ เชน ลอ เครื่องยนต พวงมาลัย ไฟหนา ไฟทาย เปนตน ประกอบเขาดวยกันตามแบบที่กําหนดก็บัญญัติเรียกสิ่งนี้ขึ้นวา “รถ” (สํ. สังขาร (Mental Formation)ไดแก สวนประกอบหรือคุณสมบัติตาง ๆ ของจิตที่ ปรุงแตงจิตใหคิดดีหรือชั่วหรือเปนกลาง ๆโดยมีเจตนาเปนตัวนํานับเปนจุดเริ่มตนของปรากฏการณ ของจิตโดยเฉพาะที่เรียกวา มโนกรรม ซึ่งจะผลักดันใหเกิดการกระทําของจิตที่สงผลมายังพฤติกรรม ภายนอก คือ กายกรรม วจีกรรรม ซึ่งจะเริ่มมีปญหาเรื่องความดี ความชั่ว ทัศนะทางพระพุทธศาสนา จึงใช “เจตนา” เปนหลักสําคัญในการวัดมาตรฐานของการกระทําตาง ๆ ดังพุทธพจนวา “เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ แปลวา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากลาวเจตนาวาเปนกรรม(การกระทํา)” (องฺ. สัญญา (Perception) ไดแก ความกําหนดไดหมายรูอารมณ หรืออาการจําไดหมาย รูในเครื่องหมายและลักษณะตาง ๆ อันเปนเหตุใหจําอารมณ 6 คือ ความจําไดหมายรูใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณได 4.ฉกฺก.ปา.11/310/255 . 15/554/198) แตถาแยก สวนประกอบทั้งหมดออกจากกันเปนชิ้น ๆ ก็จะหาตัวรถไมได มีแตสวนประกอบทั้งหลายซึ่งมีชื่อ บัญญัติเรียกตาง ๆ กันเฉพาะอยางอยูแลววา ลอ เครื่องยนต พวงมาลัย ไฟหนา ไฟทาย เปนตน เชน เดียวกับคําวา “ชีวิต” คือ กายกับจิตที่เปนธรรมชาติของมนุษย ก็เปนเพียงคําเรียกสมมติบัญญัติที่เกิด จากการประชุมกันเขาของเบญจขันธดังกลาวแลวขางตน ตอไปจะไดพิจารณาธรรมชาติมนุษยภายใตกฎธรรมชาติ ซึ่งจะทําใหรูเขาใจโลกและ ชีวิตตามความเปนจริง ชวยใหมนุษยปฏิบัติตอสิ่งเหลานั้นอยางถูกตองตามเหตุผล ดวยความรูเทาทัน ตอเหตุปจจัย ไมเขาไปเกี่ยวของดวยอํานาจความเขลาไมรูจริง(อวิชชา) เกิดเปนความทะยานอยาก . ส. ข.37/1281/422) สังขารขันธยังแบงออกเปนเจตนา 6 คือ เจตนาคือความจํานงใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อารมณ เรียกวารูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา และธัมมสัญเจตนา (ที.

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.อ. 2538 : 67) กฎธรรมชาติที่เปนหลักสําคัญในการมองชีวิตทําใหเห็นสภาพที่เปนจริงคือ ไตรลักษณ และ ปฏิจจสมุปบาท โดยถือวาทั้งสองกฎนี้เปนกฎเดียวกัน เพียงแตเรียกแปลกกันตามมุมมองที่ แสดงออกมาคนละแงคนละแนวเทานั้น โดยที่ไตรลักษณมุงแสดงลักษณะของสิ่งทั้งหลายที่ปรากฏ ใหเห็นวา เปนอยางนี้ มีลักษณะอยางนี้ สิ่งทั้งหลายเปนไปตามกระบวนการของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สวนปฏิจจสมุปบาทมุงแสดงถึงอาการที่สิ่งทั้งหลายมีความสัมพันธตอเนื่องกัน อาศัยสืบตอ กันเปนกระแส จนมองเห็นลักษณะของสิ่งทั้งหลายที่ดําเนินไปโดยอาการสัมพันธหนุนเนื่องอาศัย กัน เปนเหตุปจจัยเนื่องตอกันและกัน และสามารถมองเห็นลักษณะนี้ไดวาเปนไตรลักษณ นอกจากนั้น จะไดกลาวถึง อริยสัจ ซึ่งเปนหลักธรรมที่เชื่อมโยงกับกฎปฏิจจสมุปบาท โดยที่กฎปฏิจจสมุปบาทนั้นเปนเนื้อหาสําคัญของอริยสัจ และอริยสัจก็มีความหมายที่ครอบคลุมถึง กฎปฏิจจสมุปบาทที่เปนหลักความจริงในรูปแบบที่เสนอตัวตอปญญามนุษย ในการที่จะนําไปสู การสืบสวนคนควาใหเกิดผลในทางปฏิบัติของพุทธจริยธรรมดวย 1) กฎไตรลักษณ ในกฎธรรมชาติขอนี้ เปนธรรมธาตุ คือ สภาวะที่ทรงตัวอยูโดยธรรมดา เปนธรรมฐิติ คือ สภาวะทีตั้งอยูเปนหลักแนนอน โดยธรรมดา เปนธรรมนิยาม คือ กฎธรรมดา ไมเกี่ยวกับผูสราง ผูบันดาลมีเฉพาะแตอาการเกิดขึ้นตั้งอยูแลวดับสลายไป กฎไตรลักษณนี้บางทีเรียกวา สามัญลักษณะ เพราะเปนลักษณะเสมอเหมือนกันแกสิ่งทั้งปวง ดังที่พระพุทธองคแสดงกฎธรรมชาติคือไตรลักษณ นี้ไวในอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต วา “ตถาคต(พระพุทธเจา)ทั้งหลายจะอุบัติหรือไมก็ตาม ธาตุหลักนั้นก็ยังมีอยูเปนธรรมฐิติ และธรรมนิยาม คือดังนี้วา .ม. ปยุตฺโต). (จริยศาสตรศึกษา) / 57 ปรารถนาจะใหสิ่งทั้งหลายเปนไปตามใจตน(ตัณหา) จนทําใหจิตยึดมั่นถือมั่นอยางผิด ๆ (อุปาทาน) และเกิดเปนปญหา(ทุกข)แกชีวิตมากมาย แตเปนการเขาไปสัมพันธเกี่ยวของกับสิ่งทั้งหลายดวย ปญญาที่ทําใหดําเนินชีวิตไปในวิถีทางที่ถูกตองที่จะนําไปสูเปาหมายของชีวิตที่ดีมีคุณคาตอไป ชีวิตมนุษยตกอยูภายใตกฎธรรมชาติ พระพุทธศาสนาแสดงความหมายของชีวิตและกระบวนการของชีวิตไวในรูปของการ รวมกันเขาขององคประกอบแหงขันธ 5 ในลักษณะของกระแสที่เกิดดับไหลเวียนเปลี่ยนแปรไปมา ตลอดเวลา ชีวิตดําเนินตอเนื่องไปตามธรรมชาติ โดยอาศัยความสัมพันธแหงเหตุปจจัยทั้งหลาย และ เรียกความสัมพันธแหงเหตุปจจัยที่หนุนเนื่องกันนี้วา “กฎธรรมชาติ” (พระธรรมปฎก(ป.

ติก.8/826/224)แปลวา “สังขารทั้งปวงที่ปจจัยปรุงแตง ไมเที่ยง เปนทุกข เปนอนัตตา พระนิพพานและบัญญัติ ทานวินิจฉัยวา เปนอนัตตา ฯ” สังขตธรรม เปนสภาวะที่มีปจจัยปรุงแตง ทุกสรรพสิ่งที่เปนวัตถุและจิตหรือนามรูปมี สังขตลักษณะหรือเครื่องหมายใหกําหนดรูวาเปนสังขตธรรม 3 ประการ คือ 1. ไมปรากฏความเกิด 2. เมื่อดํารงอยู ไมปรากฏความผันแปร ความหมายของไตรลักษณ มีดังตอไปนี้ อนิจจตา คือ ความไมเที่ยง ไมยั่งยืนอยูตลอดไป เมื่อเกิดขึ้นแลวตองเสื่อมสลายไป ในที่สุดเปนกฎธรรมชาติที่ครอบคลุมสังขตธรรมทั้งหมด จิตและวัตถุตั้งอยูเพียงชั่วขณะ ไมมีอัตตา . ความเกิดขึ้นปรากฏ (อุปปาทะ) 2.ติก.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 58 สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งปวง ไมเที่ยง สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารทั้งปวง เปนทุกข สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งปวง เปนอนัตตา ตถาคตตรัสรูธรรมนั้นแลว จึงบอก แสดง วางเปนหลัก ตั้งเปนแบบ เปดเผย แจกแจงทํา ใหเขาใจงาย สังขารทั้งปวงไมเที่ยง สังขารทั้งปวงเปนทุกข ธรรมทั้งปวงเปนอนัตตา” (องฺ. เมื่อดํารงอยูความผันแปรปรากฏ (อัญญถัตตะ)(องฺ. ความแตกดับปรากฏ (วยะ) 3.20/ 576/ 368) พระดํารัสที่ตรัสนั้น แสดงใหเห็นวา “สังขาร” ทั้งปวง ไมเที่ยง เปนทุกข นั้น จัดเปน สังขตธรรม อันไดแกสภาวะที่ปจจัยปรุงแตงขึ้น สวน “ธรรม” ทั้งปวงเปนอนัตตานั้นทานอธิบายวา หมายเอารวมทั้งสอง คือ ทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรมอันไดแกสภาวะที่ไมถูกปรุงแตง ไมมี สามัญลักษณะสองขอแรก คือ ความไมเที่ยง เปนทุกข อสังขตธรรมที่วานี้คือ พระนิพพาน ดังนั้น ในพระดํารัสที่สามที่ตรัสวา ธรรมทั้งปวงเปนอนัตตา พระองคจึงทรงใชคําวา “ธรรม” ก็เพื่อแสดง ครอบคลุมทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรม โดยชี้ใหเห็นวา พระนิพพาน(อสังขตธรรม)แมจะพนจาก ภาวะที่ไมเที่ยงและเปนทุกข แตก็เปนอนัตตาเชนเดียวกับสังขตธรรมเหมือนกัน บาลีพระวินัยปฎก สรุปความขอนี้ไววา “อนิจฺจา สพฺพสงฺขารา ทุกฺขานตฺตา จ สงฺขตา นิพฺพานฺเจว ปณฺณตฺติ อนตฺตา อิติ นิจฺฉยาฯ”(วินย. ไมปรากฏความแตกดับ 3.20/486/192) อสังขตธรรม เปนสภาวะที่ไมเกิดจากปจจัยปรุงแตงหมายถึงนิพพาน มีอสังขตลักษณะ หรือเครื่องหมายใหกําหนดรูวาเปนอสังขตธรรม 3 ประการ คือ 1.

ม.2/151) ทุกขตา คือ ความทุกข ทนอยูในสภาพเดิมไมได เปนภาวะที่ถูกบีบคั้นใหตองเปลี่ยน แปลงอยูตลอดเวลาและเสื่อมสลายไปในที่สุด กฎธรรมชาติคือหลักทุกขตา(ความทุกข)นี้มีความ สัมพันธกับหลักอนิจจตา อนัตตตา ดังพุทธพจนที่ตรัสวา “ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไมเที่ยง สิ่งใด ไมเที่ยง สิ่งนั้นเปนทุกข สิ่งใดเปนทุกข สิ่งนั้นเปนอนัตตา” (สํ.อ. 3/246) .17/42/28) ซึ่งหมายความวา สรรพสิ่งที่ไมเที่ยง(อนิจจัง) เพราะถูกบีบคั้นใหตองเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา(ทุกขัง) และที่เปน อนิจจัง ทุกขัง เพราะเปนอนัตตา(ไมใชตัวตน ไมอยูในอํานาจแหงตน) ในทุกขลักษณะหรือที่ทาน เรียกวา สังขารทุกข ในไตรลักษณนี้มีความหมายครอบคลุมไปถึงทุกขเวทนาดวย ดังที่พระอรรถกถาจารย ไดประมวลความหมายของทุกขตาไว 4 ประการ ดังนี้ อภิณฺหสมฺปติปฬนโต เพราะถูกบีบคั้นอยูตลอดเวลา เหมือนกับมีอํานาจในภายนอก บังคับใหตองเกิด ตองดํารงอยูชั่วขณะแลวตองดับไป ทุกฺขมโต เพราะเปนสภาพที่ทนไดยาก เพราะคงอยูสภาพเดิมไมไดอีกตอไป จะตอง เปลี่ยนแปลงแนนอน ทุกฺขวตฺถุโต เพราะเปนที่ตั้งแหงความทุกข คือ ทําใหเกิดทุกขเวทนาตาง ๆ เชน ความ ผิดหวังจากความเจ็บปวด เนื่องจากสิ่งตาง ๆ มีความบกพรองในตัวไมอาจสนองความอยากดวย ตัณหาไดสมใจจึงกอใหเกิดความทุกขแกผูเขาไปยึดติดดวยตัณหาอุปาทาน สุขปฏิกฺเขปโต เพราะขัดแยงตอความสุข นั่นคือ สุขเวทนา ไมอาจตั้งอยูไดในสังขาร เพราะสังขารมีธรรมชาติเปนทุกข เหมือนตนไมที่กําลังจะโคน คนเอาอะไรไปแขวนไวก็เทากับถวง ใหหนักเรงเวลาใหลมเร็วขึ้น เนื่องจากสังขารทั้งหลายมีทุกขเปนเจาเรือน ทานจึงบอกวา สุขไมมี มี แตทุกขนอย เชนเดียวกับที่บางคนกลาววา ความเย็นไมมี มีแตความรอนนอย(วิสุทฺธิ.ข. 3/246 .17/42/28) และพระอรรถกถาจารยไดแสดงความหมายของอนิจจตาไว 4 ประการ คือ อุปฺปาทวยปฺปวตฺติโต เพราะเปนไปโดยอาการแตกดับ วิปริณามโต เพราะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตาวกาลิกโต เพราะตั้งอยูชั่วขณะ นิจฺจปฏิกฺเขปโต เพราะขัดแยงตอความเที่ยง นั่นคือ ไมยอมรับรูปแบบของความเที่ยง (วิสุทฺธิ.ข. (จริยศาสตรศึกษา) / 59 ถาวรแทรกสถิตอยูทามกลางกระแสของความเปลี่ยนแปลงนั้น ขอนี้แสดงวา หลักอนิจจตา(ความ ไมเที่ยง)มีความสัมพันธกับหลัก ทุกขตา อนัตตตา ดังพุทธพจนวา “ ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไมเที่ยง สิ่งใดไมเที่ยง สิ่งนั้นเปนทุกข สิ่งใดเปนทุกข สิ่งนั้นเปนอนัตตา” (สํ. ม.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.

พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 60 อนัตตตา คือ ความไมมีตัวตน วางเปลาจากตัวตน เปนสภาวะที่ไมอยูในอํานาจ การบังคับบัญชาของใคร เปนองคประกอบของสวนตาง ๆ ประชุมกันเขาทําใหเกิดความเปนตัวตน ขึ้น เชน คน สัตว เปนตน เมื่อแยกสวนประกอบออกเปนธาตุตาง ๆ แลว ความเปนตัวตนก็หามีอยูไม กฎธรรมชาติคืออนัตตตานี้มีความสัมพันธกับหลักอนิจจตาและทุกขตาเชนเดียวกัน พระอรรถกถาจารยไดประมวลความหมายของอนัตตตาไว 4 ประการ ดังนี้ สุญ ฺ โต เพราะเปนสภาพวางเปลา คือ ปราศจากบุคคล ตัวตน เรา เขา ที่เปนสาระ อสฺสามิกโต เพราะเปนสภาพไรเจาของ ไมมีใครเปนเจาของ ไมเปนของใครจริง ไม เปนตัวตนของใคร อวสวตฺตนโต เพราะไมเปนไปในอํานาจ คือ ไมอยูในอํานาจของใคร ไมขึ้นตอผูใด ไมมีใครมีอํานาจบังคับใหมันเปนอยางใด ๆ ได อตฺตปฏิกฺเขปโต เพราะแยงตออัตตา คือ โดยสภาวะของมันเองก็ปฏิเสธอัตตาในตัว โดยที่ตนไมมีอํานาจสั่งการและไมมีอะไรที่จะไปแทรกแซงในกระบวนธรรมที่เปนไปตามเหตุปจจัย ตามความเปนจริงตามกฎธรรมชาติ(วิสุทธิมรรคฉบับบาลี 3 / 247) ในสภาวะเชนนี้ มีสิ่งที่ควรกําหนดเปนขอเดนอยู 4 ประการ คือ ประการที่ 1 ไมมีตัวตนที่แทจริงของสิ่งนั้นยืนตัวเปนแกนเปนแกนอยู ประการที่ 2 สภาพที่ปรากฏนั้นเกิดจากองคประกอบตาง ๆ มาประชุมกันปรุงแตงขึ้น ประการที่ 3 องคประกอบเหลานั้นเกิดขึ้นแลวเสื่อมสลายอยูตลอดเวลา และสัมพันธ เปนปจจัยแกกันประมวลขึ้นเปนกระบวนธรรม ประการที่ 4 ถากําหนดแยกออกเปนกระบวนยอย ๆ มากหลาย ก็มีความสัมพันธเปน ปจจัยตอกันระหวางกระบวนธรรมดวย (พระธรรมปฎก(ป.1/174)วา อนัตตาลักษณะไมปรากฏ มืดมน ไมแจมแจง แทงตลอด ไดยาก ทําใหเขาใจไดยาก แตอนิจจลักษณะและทุกขลักษณะ พระตถาคตทั้งหลายจะทรงอุบัติหรือไมก็ตาม ยอมปรากฏ อนัตตลักษณะ ยอมไมปรากฏ นอกจากพระพุทธเจาจะทรง อุบัติขึ้น จะปรากฏก็แตในอุบัติการของพระพุทธเจาเทานั้น .อ. ปยุตฺโต).อ.2538 : 70 / 18 -19) พระพุทธศาสนา ถือไดวาเปนศาสนาเดียวที่สอนเรื่องอนัตตา ดังที่พระอรรถกถาจารย กลาวไวในอรรถกถา สัมโมหวิโนทนี (วิภงฺค.

ถาอัตตาไมใชขันธ 5 หรือนามรูปแลวอัตตาเปนอะไรอยูที่ไหน เพราะเหตุใดเรา จึงไมอาจหยั่งเห็นอัตตา การที่อัตตาไมเปนที่หยั่งเห็นนั้นแสดงวา อัตตา ไมมีอยูจริง เมื่ออัตตาและ ของที่เนื่องดวยอัตตาเปนสิ่งที่บุคคลหยั่งเห็นไมไดตามความเปนจริง การตั้งทัศนะวา นั้นคือโลก นั้น คืออัตตา เรานั้นพอจากโลกนี้ไปแลว จักเปนผูเที่ยงแทถาวร มีความไมเปลี่ยนแปลงเปนธรรมดา จัก ดํารงคงที่ถาวรอยูอยางนั้น สิ่งที่เห็นเขาใจเชนนั้น เปนธรรมของคนเขลา(ไมรูจริง) ดังพุทธพจนที่ ตรัสรับรองวา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนในโลกนี้ ผูไมไดสดับ ไมเห็นพระอริยะทั้งหลาย ไมฉลาด ในธรรมของพระอริยะ ไมไดรับแนะนําในธรรมของพระอริยะ ไมเห็นสัตบุรุษ ไมฉลาดในธรรม ของสัตบุรุษ ไมไดรับแนะนําแลวในธรรมของสัตบุรุษ ยอมพิจารณาเห็นรูป…เวทนา…สัญญา… สังขาร… วิญญาณวา นั่นของเรา เราเปนนั่น นั่นเปนอัตตาของเรา ยอมพิจารณาเห็นรูปที่เห็นแลว เสียงที่ฟงแลว กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่ทราบแลว อารมณที่รูแจงแลว ถึงแลว แสวงหาแลว ใครครวญ แลวดวยใจวา นั่นของเรา เราเปนนั่น นั้นเปนอัตตาของเรา ยอมพิจารณาเห็นเหตุแหงทิฏฐิวา นั้นโลก นั้นอัตตาในปรโลก เรานั่นจักเปนผูเที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไมมีความแปรปรวนเปนธรรมดา จักตั้งอยู เสมอดวยความเที่ยงอยางนั้นวา นั่นของเรา เราเปนนั่น นั่นเปนอัตตาของเรา. ในเมื่ออัตตาไมมีอยูจริง แลวเหตุใดมนุษยเราจึงใชภาษาในชีวิตประจําวันเรียกวา ตัวเรา ของเรา กอใหเกิดอหังการมมังการ และเมื่อความรูสึกเรื่องตัวตนหยั่งรากลึกมากเขาก็เกิด อัตตวาทุปาทาน(การยึดมั่นตัวตน) ยึดติดลัทธิที่สอนเรื่องอัตตา ความเห็นผิดเหลานี้ มีตนกําเนิดมา .17/42/28) 2.” (ม.ม.มู. (จริยศาสตรศึกษา) / 61 พระพุทธเจาทรงปฏิเสธอัตตา ทรงใชคําวา อนัตตา(น=ไมมี + อตฺตา=ตัวตน) ซึ่งแปลวา ไมมีตัวตน ดวยเหตุผลตาง ๆ ซึ่งพอประมวลไดดังนี้ 1. โลกและชีวิตประกอบดวยขันธ 5 เทานั้น ไมมีองคประกอบอื่นนอกเหนือจากขันธ 5 ถาจะมีอัตตาก็ขันธ 5 นี้เองที่ขันธใดขันธหนึ่งเปนอัตตา แตเมื่อพิจารณาโดยถองแทแลว ปรากฏวา ขันธ 5 ไมเที่ยงและเปนทุกข ดวยเหตุนี้ขันธ 5 จึงเปนอนัตตา ดังพุทธพจนที่ตรัสรับรองวา “ดูกร ภิกษุทั้งหลาย รูป… เวทนา… สัญญา… สังขาร… วิญญาณ…ไมเที่ยง สิ่งใดไมเที่ยง สิ่งนั้นเปนทุกข สิ่งใดเปนทุกข สิ่งนั้นเปนอนัตตา สิ่งใดเปนอนัตตา สิ่งนั้นไมใชของเรา ไมเปนเรา ไมใชตัวตน ของเรา ขอนี้อริยสาวก พึงเห็นดวยปญญาอันชอบ ตามความเปนจริงอยางนี้ อริยสาวกผูไดสดับ แลว เห็นอยูอยางนี้” (สํ.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สวน อริยสาวกผูสดับแลว ผูเห็นพระอริยะทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไดรับแนะนําดีแลวใน ธรรมของพระอริยะ เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษไดรับแนะนําดีแลวในธรรมของสัตบุรุษ ยอมพิจารณาเห็น รูป ฯลฯ วา นั่นไมใชของเรา เราไมเปนนั่น นั่นไมใชอัตตาของเรา สังขารทั้งหลาย วา นั่นไมใชของเรา เราไมเปนนั่น นั่นไมใชอัตตาของเรา พระอริยสาวกนั้นพิจารณาอยูอยางนี้ ยอมไมสะดุง ในเพราะสิ่งที่ไม มีอยู.12/281/271-272) 3.ข.

สันตติ คือความสืบตอเกิดดับอยางรวดเร็วหรือความเปนไปอยางตอเนื่องของขันธ 5 ปกปดอนิจจลักษณะไมใหปรากฏอุปมาเหมือนกับใบพัดลมที่กําลังหมุนเคลื่อนที่อยางรวดเร็ว ทํา ใหผูมองเห็นเปนแผนเดียว เมื่อทําใหหมุนชาลงจะเห็นแยกเปนใบ ๆ แตเมื่อทําใหหยุดหมุนจะเห็น วามีหลายใบ เชนเดียวกันขันธ 5 เมื่อพิจารณาเห็นดวยปญญาตามความเปนจริงจะเห็นอนิจจัง 2.จตุกฺก...17/ 94/57-58) ความสําคัญผิด เห็นผิด เขาใจผิดเชนนี้ ทานจัดเปนวิปลาส ดังพระดํารัสนี้วา “ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส 4 … คือ สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส ใน สิ่งที่ไมเที่ยงวาเที่ยง ในสิ่งที่เปนทุกขวาเปนสุข ในสิ่งที่ไมใชตน(อนัตตา)วาเปนตน (อัตตา) ในสิ่ง ที่ไมงามวางาม” (องฺ. ยอมตามเห็นวิญญาณโดยความเปนตน 1 ยอม ตามเห็นตนมีวิญญาณ 1 ยอมตามเห็นวิญญาณในตน 1 ยอมตามเห็นตนในวิญญาณ 1 การตามเห็น ดวยประการดังนี้แล เปนอันผูนั้นยึดมั่นถือมั่นวา เราเปน เมื่อผูนั้น ยึดมั่นถือมั่นวา เราเปน ในกาล นั้นอินทรีย 5 คือ จักขุนทรีย โสตินทรีย ฆานินทรีย ชิวหินทรีย กายินทรีย ยอมหยั่งลง ดูกร ภิกษุทั้งหลาย มนะมีอยู ธรรมทั้งหลายมีอยู อวิชชาธาตุมีอยู..พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 62 จากไหน ถาไมใชเกิดจากความสําคัญผิดอันเกิดจากความไมรูเทาทันธรรมชาติของขันธ 5 ทําใหเกิด ความรูสึกนึกคิดเรื่องอัตตาคลาดเคลื่อนไมถูกตองตามความเปนจริง ดังที่พระพุทธเจาตรัสวา “ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณเหลาใดเหลาหนึ่ง เมื่อพิจารณาเห็น ยอมพิจารณาเห็นตนเปน หลายวิธี สมณะหรือพราหมณเหลานั้นทั้งหมด ยอมพิจารณาเห็นอุปาทานขันธ 5 หรือแตอยางใด อยางหนึ่ง…ยอมตามเห็นรูปโดยความเปนตน 1 ยอมตามเห็นตนมีรูป 1 ยอมตามเห็นรูปในตน 1 ยอมตามเห็นตนในรูป 1 ยอมตามเห็นเวทนาโดยความเปนตน .21/49/66-67) สิ่งที่เปนอุปสรรคคอยปกปดหรือขัดขวางไมใหมนุษยเรานั้นมองเห็นขันธ 5 ตาม ความเปนจริงตามกฎไตรลักษณนั้น ไดแก 1.ข. ยอมตามเห็นสัญญาโดยความ เปนตน ... อิริยาบถ คือ ความเคลื่อนไหว ยักยาย เปลี่ยนทาที ปดบังไวไมใหทุกขลักษณะ ปรากฏ เชน เวลาที่เรายืน หรือนั่งนาน ๆ เราจะเกิดทุกขเวทนาบีบคั้น คือ อาการปวดเมื่อยจนทนไม ไหว จําเปนตองเปลี่ยนอริยาบถไปตามอริยาบถ 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน จึงจะทําใหทุกขเวทนานั้น เบาบางหรือหายไปได ทําใหเราไมสามารถเห็นลักษณะทุกขลักษณะตามความเปนจริงได . ยอมตามเห็นสังขารโดยความเปนตน .. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อปุถุชนผูไมได สดับแลว อันความเสวยอารมณ ซึ่งเกิดจากอวิชชาสัมผัสถูกตองแลว เขายอมมีความยึดมั่นถือมั่นวา เราเปนดังนี้บาง นี้เปนเราดังนี้บาง เราจักเปนดังนี้บาง จักไมเปนดังนี้บาง จักมีรูปดังนี้บาง จักไมมี รูปดังนี้บาง จักมีสัญญาดังนี้บาง จักไมมีสัญญาดังนี้บาง จักมีสัญญาก็หามิได ไมมีสัญญาก็หามิได ดังนี้บาง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อินทรีย 5 ยอมตั้งอยู ในเพราะการตามเห็นตามนั้นทีเดียว…” (สํ.

นิ.2538 ข : 76) 2) กฎปฏิจจสมุปบาท พระพุทธศาสนามีทัศนะวา โลกและชีวิตเกิดขึ้นเพราะอาศัยการประชุมแหงเหตุปจจัย การประชุมแหงเหตุปจจัยไมใชเกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือใครดลบันดาลใหเปนไป แตดําเนินไปตาม หลักอิทัปปจจตา ซึ่งหมายถึง สภาพที่อาศัยกันเกิดขึ้นเพราะความมีสิ่งนี้เปนปจจัย คือ กฎธรรมชาติที่ สรางระเบียบแบบแผนใหกับโลกและชีวิต กฎนี้มีอยูเอง ไมมีใครสรางหรือบัญญัติ พระพุทธเจาเพียง แตทรงคนพบกฎและประกาศเปดเผยแกชาวโลกเทานั้นดังที่พระพุทธองคตรัสวา“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาทเปนไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชาติเปนปจจัย จึงมีชราและมรณะ พระตถาคต ทั้งหลายจะเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไมเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้น คือ ธัมมฐิติ ธัมมนิยาม อิทัปปจจัย ก็ยังดํารงอยู พระตถาคตยอมตรัสรู ยอมตรัสรูทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น ครั้นแลว ยอมตรัส บอก ทรงแสดง บัญญัติ แตงตั้ง เปดเผย จําแนก กระทําใหตื้น(งาย) ทานทั้งหลายจงดู” (สํ. ปยุตฺโต). ฆนะ คือ ความเปนแทง เปนกอน เปนชิ้น หรือเปนหนวยรวมของมูลธาตุตาง ๆ ปดบังอนัตตลักษณะ ไมใหปรากฏสิ่งทั้งหลายที่เราเรียกชื่ออยางนั้นอยางนี้ เชน สัตว บุคคล หรือ วัตถุสิ่งของ มี รถ เปนตน ลวนเกิดจากสวนประกอบทั้งหลายปรุงแตงขึ้น เมื่อแยกสวนประกอบออก แลวหาความเปน สัตว บุคคล หรือ รถ นั้นไมมีอยูเลย ดังนั้น จะตองมีโยนิโสมนสิการ คือ การทําไว ในใจใหแยกยอยออกเปนธาตุตาง ๆ ตามความเปนจริง แลวจะพบเห็นความเปนสัตว บุคคล หรือรถ นั้น ไมมีอยูเลย(พระธรรมปฎก (ป.12/ 346/359 ) กฏปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธเจาทรงแสดงไวมี 2 หลักดวยกัน คือ หลักสากลที่ให ตัวบทและหลักประยุกตที่แจกแจงหัวขอธรรม แตละหลักแบงออกเปน 2 สวน คือ สวนแรกแสดง กระบวนการเกิดเรียกวา สมุทัยวาร สวนหลังแสดงกระบวนการดับเรียกวา นิโรธวาร หลักสากล อธิบายตามกระบวนการเกิดดับของสรรพสิ่งในโลกทั้งที่มีชีวิต และไมมี ชีวิต โดยไมระบุหัวขอธรรม มีตัวบท(Formula) ดังนี้ ก.มู.16/64/32.ม.นิ. อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ เมื่อสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปชฺชติ เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด ข.อ. อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ เมื่อสิ่งนี้ไมมี สิ่งนี้จึงไมมี อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ (สํ.16/61/ 30) กฏปฏิจจสมุปบาทนี้เปนหลักธรรมที่สําคัญมาก ซึ่งมีพุทธพจนรับรองขอนี้วา “ผูใด เห็นปฏิจจสมุปบาท ผูนั้นชื่อวาเห็นธรรม ผูใดเห็นธรรม ผูนั้นชื่อวาเห็นปฏิจจสมุปบาท” ( ม.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.154/84) . (จริยศาสตรศึกษา) / 63 3.

ดับ. เกิดขึ้น.. เมื่อมี ก. จึงเกิดขึ้น ข.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 64 หลักสากลนี้เพียงแตบอกกวางๆวา ถาสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นตองมีเหตุปจจัยสนับสนุน ใหเกิด โดยไมมีการระบุลงไปวา สิ่งนั้น ๆ คืออะไร และเหตุนั้น ๆ ประกอบดวยปจจัยอะไรบาง ตัว บทนี้เขียนเปนสัญลักษณไดดังนี้ ก. ข. . เพราะ ก. ก็ไมมี ข. ก็มี ข. เพราะ ก. เมื่อไมมี ก. เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ความเกิดขึ้นแหงกองทุกขทั้งมวลนั่น ยอมมีได ดวยประการฉะนี้. จึงดับ หลักประยุกต เปนการนําเอาหลักสากลมาอธิบายถึงกระบวนการเกิดของสิ่งมีชีวิตโดย เฉพาะอยางยิ่งชีวิตมนุษย หลักประยุกตนี้ไมอาจอธิบายกระบวนการเกิดของสิ่งไรชีวิต เพราะสิ่งไร ชีวิตไมมีวิญญาณ ขอใหพิจารณาหัวขอปจจัยตอไปนี้ ก. อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เพราะอวิชชาเปนปจจัย จึงมีสังขาร สงฺขารปจฺจยา วิญ ฺ าณํ เพราะสังขารเปนปจจัย จึงมีวิญญาณ วิญ ฺ าณปจฺจยา นามรูป เพราะวิญญาณเปนปจจัย จึงมีนามรูป นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ เพราะนามรูปเปนปจจัย จึงมีสฬายตนะ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส เพราะสฬายตนะเปนปจจัย จึงมีผัสสะ ผสฺสปจฺจยา เวทนา เพราะผัสสะเปนปจจัย จึงมีเวทนา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เพราะเวทนาเปนปจจัย จึงมีตัณหา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ เพราะตัณหาเปนปจจัย จึงมีอุปาทาน อุปาทานปจฺจยา ภโว เพราะอุปาทานเปนปจจัย จึงมีภพ ภวปจฺจยา ชาติ เพราะภพเปนปจจัย จึงมีชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เพราะชาติเปนปจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ ความโศก ความคร่ําครวญ ทุกข โทมนัส และความคับแคนใจ จึงมีพรอม ……………………………………. ข.

เวทนา ความรูสึกสุข ทุกข สบาย ไมสบาย หรือเฉย ๆ 8. อวิชชา ความไมรู ไมรูตามเปนจริง การไมใชปญญา 2.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. สังขาร ความคิดปรุงแตง เจตนจํานง จิตนิสัย และทุกสิ่งที่จิตไดสั่งสมอบรมไว 3. วิญญาณ ความรูตอโลกภายนอก ตอเรื่องราวในจิตใจ สภาพพื้นจิต 4.วิภวตัณหา) 9. สฬายตนะ สื่อแหงการรับรู คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6.ม. ผัสสะ การรับรู การติดตอกับโลกภายนอก การประสบอารมณ 7.4/1-3/1-4) ความหมายยอขององคธรรมในปฏิจจสมุปบาท มีดังนี้ 1. นามรูป องคาพยพ สวนประกอบของชีวิต ทั้งกายและใจ 5. ตัณหา ความอยาก คือ อยากได อยากเปน อยากคงอยูตลอดไป อยากเลี่ยงหรือ ทําลาย(กามตัณหา.ภวตัณหา. อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา เพราะอวิชชาดับโดยไมเหลือดวยมรรค 8 สงฺขารนิโรโธ สังขาร จึงดับ สงฺขารนิโรธา วิญ ฺ าณนิโรโธ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ วิญ ฺ าณนิโรธา นามรูปนิโรโธ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ตณฺหานิโรธา อุปาทานนิโรโธ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ อุปาทานนิโรธา ภวนิโรโธ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ภวนิโรธา ชาตินิโรโธ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ชาตินิโรธา ชรามรณํ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ(จึงดับ) ……………………………………….(วินย. อุปาทาน ความยึดติดถือมั่น ความผูกพันถือคางไวในใจ ใฝนิยม เทิดคา การถือ รวมเขากับตัว . โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา นิรุชฺฌนฺติ ความโศก ความคร่ําครวญ ทุกข โทมนัส ความคับแคนใจ จึงดับ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหตีติ ฯ ความดับแหงกองทุกขทั้งมวลนั่น ยอมดับ ดวยประการฉะนี้. (จริยศาสตรศึกษา) / 65 ข.

อ. ปยุตฺโต). ชรามรณะ การประสบความเสื่อม ความไมมั่นคง ความสูญเสียจบสิ้น แหงการที่ ตัวไดอยูครอบครองภาวะชีวิตนั้น ๆ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาส = ความเศราเสียใจ เหี่ยวแหงใจ คร่ําครวญ หวนให เจ็บปวด รวดราว นอยใจ สิ้นหวัง คับแคนใจ คือ อาการหรือรูปตาง ๆ ของ ความทุกขอันเปนของเสียมีพิษที่คั่งคาง หมักหมม กดดันอั้นอยูภายใน ซึ่งจะคอยระบายออกมาตลอดเวลา เปนทั้งปญหาและปมกอปญหา ตอ ๆ ไป(พระธรรมปฎก (ป.2538 : 150) หลักปฏิจจสมุปบาทสากลแสดงใหเห็นวา การที่สิ่งตาง ๆ จะเกิดขึ้น ดํารงอยูและดับ ไปนั้นตองมีปจจัยตาง ๆ สนับสนุนอุปถัมภเสมอ ไมมีสิ่งใดตั้งอยูไดตามลําพังตนเอง แมเพียงชั่ว ขณะเดียว เชน ในฝายรูป ธาตุ 4 อาศัยกันและกันเกิดขึ้นดังไดอธิบายมาแลว แมแตจิตหรือวิญญาณ แตละขณะก็ตองอาศัยเหตุปจจัยจึงเกิดขึ้นได อาการที่สิ่งตางๆ อิงอาศัยกันเกิดขึ้นนั้นตองเปนแบบใด แบบหนึ่งในบรรดาแบบความสัมพันธที่เรียกวา ปจจัย 24 อยาง ตามคําอธิบายในคัมภีรมหาปฏฐาน แหงพระอภิธรรมปฎก สวนหลักปฏิจจสมุปบาทประยุกตนั้น อธิบายกระบวนการเกิดดับของชีวิตมนุษยที่ อาศัยเหตุปจจัยกันและกันเกิดขึ้น พระอรรถกถาจารยอธิบายไว 2 แบบ คือ แบบที่ 1 กระบวนการเกิดดับของชีวิตแบบขามภพขามชาติ ทานอธิบายไวชัดเจนใน คัมภีรอรรถกถาวิภังคแหงพระอภิธรรมปฎก(สัมโมหวิโนทนี) และในคัมภีรวิสุทธิมรรค แบบที่ 2 กระบวนการเกิดดับของชีวิตประจําวันภายในชาติเดียว ทานอธิบายไวใน คัมภีรอรรถกถาวิภังคชื่อวา สัมโมหวิโนทนี เชนเดียวกัน (วิภงฺค. ชาติ การเกิดมีตัวที่คอยออกรูออกรับเปนผูอยูในภาวะชีวิตนั้น เปนเจาของ บทบาทความเปนอยูเปนไปนั้น ๆ 12. ภพ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 66 ภาวะชีวิตที่เปนอยู เปนไป บุคลิกภาพ กระบวนพฤติกรรมทั้งหมดของ บุคคล 11.1/260 -278) โดยแสดงกระบวน การแหงปฏิจจสมุปบาทที่เกิดครบในขณะจิตเดียวไวดวย กระบวนการเกิดดับของชีวิตแบบขามภพขามชาตินั้น พระอรรถกถาจารยไดอธิบาย ดวยการแบงปจจยาการ 12 เปน 3 กลุมชาติดวยกัน คือ 1) ชาติอดีต กอนที่เราจะมาเกิดในชาตินี้ 2) ชาติปจจุบันที่เรากําลังมีชีวิตอยูนี้ และ 3) ชาติอนาคตที่เราจะไปเกิดตอไปภายหลังชีวิตดับในชาติ นี้แลว ในกลุมปจจยาการ 3 กลุมนั้นเปนดังนี้ ชาติอดีต : ไดแก อวิชชา สังขาร อธิบายวา บุคคลมี อวิชชา กระทํากรรม กรรม นั้นคือสังขาร 3 ไดแก ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร กรรมนั้นสงผลใหเกิด .พระมหานิคม วงษสุวรรณ 10. อ.

25/193/236) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลหนึ่งแลนไปทองเที่ยวไปตลอดกัปป รางกระดูก หมูกระดูก กองกระดูก พึงเปนกองใหญ เหมือนภูเขาเวปุลลบรรพตนี้ ถาวาใครๆ จะพึงรวบรวม ไปกองไว และถาวาสวนแหงกระดูกอันใครๆ นําไปแลวจะไมพึงฉิบหายไปฯ”(ขุ.อิติ.25/202/242243) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษผูมีตัณหาเปนเพื่อนสอง ทองเที่ยวไปอยูสิ้นกาลนาน ยอมไมกาวลวง สงสารอันมีความเปนอยางนี้ และความเปนอยางอื่นไปได ภิกษุรูโทษนี้แลววา ตัณหาเปนเหตุ ใหเกิด”(ขุ.25/398/477-478) กระบวนการเวียนวายตายเกิดที่อุบัติขึ้นนี้จะยุติลงไดเมื่อบรรลุนิพพาน ดังพุทธพจนที่ วา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปญญาอันรูเห็นตามเปนจริงของเรา ในอริยสัจ 4 นี้ มีรอบ 3 มี อาการ12 อยางนี้ หมดจดดีแลว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้นเราจึงยืนยันไดวาเปนผูตรัสรูสัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พรอมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมูสัตวพรอมทั้งสมณะ . (จริยศาสตรศึกษา) / 67 ในปฏิสนธิวิญญาณในชาติปจจุบัน ชาติปจจุบัน : ไดแก วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ อธิบายวา บุคคลเริ่มตนดวยปฏิสนธิวิญญาณ อันเกิดจากผลกรรม (สังขาร 3 นั้น) แตอดีตชาติ วิญญาณนั้นเปนปจจัยใหเกิดนามรูป คือ รูปขันธ เวทนาขันธ สัญญาขันธ และสังขารขันธ จากนั้น อายตนะทั้ง 6 ก็เกิดตามมา และผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ก็เกิดขึ้นเปนกระบวนการ กิเลสตัณหา เหลานั้นเปนเหตุใหทํากรรมนั้นจัดเปนกรรมภพ เมื่อชีวิตในชาติปจจุบันดับลง กรรมภพยอมสงผล ใหไปเกิดปฏิสนธิวิญญาณในชาติอนาคต ชาติอนาคต : ไดแก ชาติ ชรา มรณะ (โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาส ฯลฯ) อธิบายวาการกอกําเนิดแหงปฏิสนวิญญาณในชาติใหมจัดเปนชาติ เมื่อชีวิตเริ่มขึ้นแลวยอมหลีกเลี่ยง ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาส ฯลฯ ไมพน การอธิบายโดยยกกฏปฏิจจสมุปบาทแบบขามภพขามชาตินี้ ชวยสนับสนุนทฤษฎีการ เวียนวายตายเกิด (Rebirth) ในทัศนะพระพุทธศาสนา ชีวิตมนุษยมิไดเกิดหนเดียว ตายหนเดียว (อุจเฉททิฎฐิ) หากแตตองทองเที่ยวถือกําเนิดในชาติตาง ๆ ดวย อวิชชา ตัณหา สังโยชนเปนปจจัย ดังพุทธพจนนี้วา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไมพิจารณาเห็นแมนิวรณอันหนึ่งอยางอื่น ซึ่งเปนเหตุให หมูสัตวถูกนิวรณหุมหอแลวแลนไป ทองเที่ยวไปสิ้นกาลนาน เหมือนนิวรณคืออวิชชานี้เลย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย หมูสัตวผูถูกนิวรณคืออวิชชาหุมหอแลว ยอมแลนไป ทองเที่ยวไปสิ้นกาลนานฯ” (ขุ.อิติ.25/285/313 .สุ.ม.อิติ.25/192/235) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไมพิจารณาเห็นแมสังโยชนอันหนึ่งอยางอื่น ซึ่งเปนเหตุ ใหสัตวผูประกอบแลวแลนไป ทองเที่ยวไปสิ้นกาลนาน เหมือนสังโยชน คือตัณหานี้เลย ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย สัตวทั้งหลายผูประกอบดวยสังโยชนคือตัณหา ยอมแลนไป ทองเที่ยวไปสิ้นกาลนานฯ” (ขุ.อิติ. ขุ.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เราและพวกเธอจึงเรรอนทองเที่ยวไปสิ้นกาลนานอยางนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได รูแจงแทงตลอดทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทัยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ แลว ตัณหาในภพ เราถอนเสียแลว ตัณหาอันจะนําไปสูภพสิ้นแลว บัดนี้ ภพใหมไมมีฯ” (ที.ม.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 68 พราหมณ เทวดาและมนุษย.10/87/107 ..10/ 86/106-7) “เพราะไมเห็นอริยสัจ 4 ตามเปนจริง เราและเธอทั้งหลาย ไดทองเที่ยวไปในชาตินั้น ๆ ตลอดกาลนาน อริยสัจ 4 เหลานี้ เราและเธอทั้งหลายเห็นแลว ตัณหาที่จะนําไปสูภพ ถอนขึ้นไดแลว มูลแหงทุกขตัดขาดแลวบัดนี้ภพใหมไมมี” (วินย. ที. ทุกขนิโรธอริยสัจ .. 4/16/21) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะ ไมรูแจงแทงตลอดอริยสัจ 4 เราและพวกเธอจึงเรรอนทองเที่ยวไปสิ้นกาลนานอยางนี้ เพราะไมรูแจง แทงตลอดอริยสัจ 4(คือ)ทุกขอริยสัจ…ทุกขสมุทัยอริยสัจ . อนึ่ง ปญญาอันรูเห็นไดเกิดขึ้นแลวแกเราวา ความพนวิเศษ(นิพพาน) ของเราไมกลับกําเริบ ชาตินี้เปนที่สุด ภพใหมไมมีตอไป” (วินย.ม.สํ...5/75-6/93-94 .19/1698-1699/ 541) 3) อริยสัจ 4 กฎปฏิจจสมุปบาท กับ อริยสัจ 4 มีความสัมพันธกันและตางก็เปนหลักธรรมที่สําคัญ ในทัศนะพระพุทธศาสนา กลาวคือ กฎปฏิจจสมุปบาทเปนเนื้อหาสําคัญของอริยสัจ และอริยสัจก็มี ความหมายครอบคลุมกฎปฏิจจสมุปบาท ความสัมพันธระหวางหลักธรรมทั้งสองนั้นมีหลักฐาน ปรากฎในพุทธพจนตอไปนี้ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราบัญญัติวา นี้ทุกข นี้เหตุใหเกิดทุกข(สมุทัย) นี้ความดับทุกข (นิโรธ) นี้ขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข(มรรค) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจเปนไฉน คือ แมชาติก็เปนทุกข แมชราก็เปนทุกข แม มรณะก็เปนทุกข แมโสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส และอุปายาสเปนทุกข ความประสบกับสิ่งที่ไม เปนที่รักเปนทุกข ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเปนทุกข แมความปรารถนาสิ่งใดไมไดสมหวังก็เปน ทุกข โดยยออุปาทานขันธ 5 เปนทุกข ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เรียกวา ทุกขอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขสมุทัยอริยสัจเปนไฉน คือ เพราะอวิชชาเปนปจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเปนปจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเปนปจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเปนปจจัยจึง มีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเปนปจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเปนปจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนา เปนปจจัยจึงมีตัณหา เพราะตัณหาเปนปจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเปนปจจัยจึงมีภพ เพราะ ภพเปนปจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเปนปจจัยจึงมี ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาส กองทุกขทั้งมวลนี้ ยอมเกิดขึ้นดวยประการอยางนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เรียกวา ทุกขสมุทัยอริยสัจ .ม.

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.สํ.ติก. (จริยศาสตรศึกษา) / 69 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธอริยสัจเปนไฉน เพราะอวิชชาดับโดยสํารอกไมเหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสจึงดับ กองทุกขทั้งมวลนี้ยอมดับ ดวยอาการอยางนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เรียกวา ทุกขนิโรธอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเปนไฉน อริยมรรคมีองค 8 คือ ความเห็นชอบ ความดําริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ ความเพียรชอบ ความระลึก ชอบ ความตั้งใจชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เรียกวา ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ” (องฺ.25/ 202/242-243) .19/ 1665/528) และทรงตรัสสรุปความสําคัญของหลักธรรมนี้วา “เมื่อใด บุคคลยอมพิจารณาเห็น อริยสัจ คือ ทุกข 1 ธรรมเปนเหตุเกิดแหงทุกข 1 ธรรมเปนที่กาวลวงแหงทุกข 1 อริยมรรคมีองค 8 อันใหถึงความสงบแหงทุกข 1 ดวยปญญาอันชอบ เมื่อนั้นบุคคลนั้นทองเที่ยวไปแลว 7 ครั้งเปน อยางยิ่ง เปนผูกระทําซึ่งที่สุดแหงทุกขได(นิพพาน) เพราะสังโยชนทั้งปวงสิ้นไป” (ขุ.ม.20/ 501/27-28) สําหรับความหมายของอริยสัจ 4 แตละขอ พึงทราบตามพระบาลีที่ทรงตรัส ดังนี้ ทุกขอริยสัจ “ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขอนี้แล เปนทุกขอริยสัจ คือ ชาติ(ความเกิด) ก็เปน ทุกข ชรา(ความแก)ก็เปนทุกข พยาธิ(ความเจ็บไข)ก็เปนทุกข มรณะ(ความตาย)ก็เปนทุกข การตอง ประจวบกับสิ่งอันไมเปนที่รักก็เปนทุกข การพลัดพรากจากสิ่งเปนที่รักก็เปนทุกข ปรารถนาสิ่งใด ไมไดสิ่งนั้นก็เปนทุกข โดยยออุปานขันธ 5 (ความยึดมั่นในขันธ 5)เปนทุกข” ทุกขสมุทัยอริยสัจ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขอนี้แล เปนทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหาที่ทํา ใหมีภพใหม ประกอบดวยความเพลินและความติดใจ คอยเพลิดเพลินอยูในอารมณนั้น ๆ ไดแก กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา” ทุกขนิโรธอริยสัจ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขอนี้แล เปนทุกขนิโรธอริยสัจ คือ การที่ ตัณหานั้นแลดับไปได ดวยการสํารอกออกหมดไมมีเหลือ การสละเสียได สลัดออก พนไปได ไม หนวงเหนี่ยวพัวพัน” ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขอนี้แล เปนทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค 8 นี้แหละ ไดแก สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ”(วินย.4/14/18.อิติ.ม.

ในประสบการณของพระพุทธองคนั้น พระองคทรงเริ่มตนการดับทุกขดวยการที่ เห็นทุกขกอน เมื่อเห็นทุกขแลวจะเกิดความเบื่อหนายในทุกข ทําใหเกิดการคนหาวิธีปฏิบัติเพื่อนํา ไปสูการดับเหตุของทุกข แลวในที่สุดก็จะบรรลุถึงความดับทุกข แมพระอรหันตสาวกทั้งหลายก็ ดําเนินมาตามสายนี้ ถายังไมเห็นรูจักทุกขกอนก็ยากที่จะดับทุกขได ความหมายของความทุกข พระพุทธเจาเมื่อจะทรงแสดงเรื่องทุกข ทรงชี้ไปที่ปรากฏการณงาย ๆ แหงชีวิตที่เห็น กันอยูทั่วไป คือ ความเกิด ความแก ความตาย การพลัดพรากจากคนรักสิ่งของที่รัก การประสบกับ สิ่งอันไมเปนที่รัก และการไมไดในสิ่งที่ปรารถนา สภาพตาง ๆ เหลานี้กอใหเกิดทุกขทางใจตามมา คือ ความโศกเศรา(โสกะ) ความคร่ําครวญ(ปริเทวะ) ความปวดราวใจ(ทุกข) ความระทมใจ(โทมนัส) และความแหงใจ(อุปายาส) ดังนั้น ความทุกขในชีวิตมนุษยจึงมีความหมาย เปน 3 ลักษณะ ดังนี้ 1.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 70 พระพุทธพจนที่ยกมาอางนี้แสดงใหเห็นวา กฏปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ 4 วาดวย เรื่องเดียวกัน คือ กระบวนการเกิดดับของสรรพสิ่งตาง ๆ ตามเหตุปจจัย แตหลักธรรมทั้งสองนี้มีจุด เนนตางกัน ปฏิจจสมุปบาทมุงแสดงกระบวนการเกิดดับของสรรพสิ่งตามที่เปนไปตามสภาวะของ มันเอง สวนอริยสัจ 4 มุงแสดงกระบวนการเกิดดับเฉพาะที่เปนปญหาเกี่ยวกับชีวิตมนุษยเทานั้น ทั้งนี้เพื่อกําหนดรูความเปนทุกขของชีวิต สาเหตุที่ทําใหเกิดทุกข การดับการขจัดสาเหตุนั้น และการ ใชมรรควิธีปฏิบัติเพื่อความหลุดพนจากปญหาคือความเปนทุกขของชีวิตนั้น ความเปนทุกขของชีวิต หลักคําสอนเรื่องอริยสัจ 4 นั้นจะเห็นไดวาเริ่มตนดวยความเปนทุกขของชีวิตกอน เหตุ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจาทรงเริ่มตนดวยทุกขกอน เพราะมีเหตุผลดังตอไปนี้ 1. ทุกขเปนปรากฏการณแหงชีวิตที่เปนสวนผล เปนสิ่งประจักษ เดนชัด สามารถ พิจารณามองเห็นไดดวยสติปญญาในชีวิตประจําวัน 2. ความไมสมบูรณแหงชีวิต เนื่องจากธรรมชาติชีวิตมนุษยนั้นเกิดจากองคประกอบ ตาง ๆ มารวมกันซึ่งองคประกอบเหลานั้นตกอยูภายใตกฎไตรลักษณ คือ อนิจจตา ความไมเที่ยง ไม คงที่ โดยการเกิดขึ้นและสลายไป คือ เกิดดับ ๆ อยูตลอดเวลา เปนของแปรปรวน คือ เปลี่ยนสภาพ ไปเรื่อย ๆ ไมหยุดนิ่ง หากจะคงสภาพเดิมก็เปนอยูไดชั่วขณะ ทุกขตา ความเปนทุกข ทนอยูไดยาก เพราะถูกบีบคั้นดวยความเกิดขึ้นและความดับสลาย เนื่องจากตองเปนไปตามเหตุปจจัยไมขึ้นตอตัว มันเอง คงอยูในสภาพเดิมไมได เปนที่ตั้งแหงความทุกขทั้งปวง อนัตตตา ความไมใชตัวตน วาง เปลาจากความเปนสัตว บุคคล ตัวตน เรา เขา ไมเปนของใครจริง ไมอยูในอํานาจ ไมเปนไปตาม .

ปยุตฺโต) อธิบายคําวาทุกขไวในหนังสือพุทธธรรม โดยพิจารณา ตามความหมายกวาง ๆ ของพุทธพจนที่แบงทุกขตาเปน 3 อยาง ดังนี้ 1.ม.อ. การตอสูดิ้นรน สภาพธรรมชาติชีวิตมนุษยนั้น ตองตอสูดิ้นรนเพื่อแกไขบรรเทา ความไมสมบูรณ ความบกพรองนั้น เริ่มตั้งแตการแสวงหาปจจัยสี่คือ อาหาร ที่อยูอาศัย เครื่องนุงหม ยารักษาโรค ที่ตองตอสู แขงขัน แยงชิง ใหไดมาซึ่งสิ่งตาง ๆ และการระมัดระวังรักษาปองกันภัย อันตรายรอบดานเพื่อความดํารงอยูไดของชีวิต เปนภาระความรับผิดชอบของชีวิตที่หนักมาก 3. ทุกขทุกขตา หรือ ทุกขทุกข ทุกขที่เปนความรูสึกทุกข ไดแก ความทุกขกายและ ความทุกขใจ อยางที่เขาใจกันโดยสามัญ ตรงตามชื่อตามสภาพ เชน ความเจ็บปวด ไมสบาย เมื่อยขบ เปนตน ซึ่งหมายถึง ทุกขเวทนา นั่นเอง 2.2530 : 84 .บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.89) พระธรรมปฎก(ป. ความไมสบายกายไมสบายใจ ที่เกิดจากความไมสมบูรณของธรรมชาติชีวิตมนุษย และการเปนอยูที่ตองตอสูดิ้นรนเพื่อแกไขความไมสมบูรณนั้น เชน การแสวงหาอาหารเพื่อแกความ อดอยากหิวโหยใหรางกายดํารงอยูได หรือการตองเผชิญโรคภัยไขเจ็บ กอใหเกิดเปนความทุกขกาย และใจเปนอยางมาก(แสง จันทรงาม. วิปริณามทุกขตา หรือ วิปริณามทุกข ทุกขเนื่องดวยความผันแปร หรือทุกขที่แฝง อยูในความแปรปรวนของความสุข ไดแก ความรูสึกสุขหรือสุขเวทนาซึ่งมีทุกขตามแฝงอยูตลอด เวลา เมื่อสุขเวทนานั้นแปรปรวน ผันแปร ไประดับหนึ่ง กอใหเกิดความไมจริง ไมคงที่ของความสุข ที่ตอมากลายเปนความทุกข เพราะความแปรปรวนกลับกลายนั่นเอง 3. (จริยศาสตรศึกษา) / 71 ความปรารถนา ไมขึ้นตอการบังคับบัญชาของใคร ๆ กระแสชีวิตมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู ดับไปอยูตลอด เวลา ไมมีความสมบูรณ เต็มไปดวยความผันแปร เต็มไปดวยความบกพรอง และเต็มไปดวยปญหาที่ จะตองแกไข 2.อ. ปยุตฺโต).2538 : 70/13) . สังขารทุกขตา หรือ สังขารทุกข ทุกขตามสภาพสังขาร หรือสภาวะของสังขาร ทุกสิ่งทุกอยาง หรือสิ่งทั้งหลายที่เกิดจากเหตุปจจัย ไดแกขันธ 5 ทั้งหมด เปนทุกข เปนสภาพที่ถูก บีบคั้น กดดันดวยการเกิดขึ้น และการเสื่อมสลายของปจจัยตาง ๆ ที่ขัดแยง ทําใหคงสภาพเดิมมิได ไมคงตัว ทุกขขอนี้คลุมความหมายของทุกขในไตรลักษณ ความไมสมบูรณในตัว อยูในกระแสแหง เหตุปจจัย จึงเปนสภาพที่พรอมที่จะกอใหเกิดทุกขขึ้นมาแกผูที่ไมรูเทาทัน ซึ่งเขาไปเกี่ยวของแบบ ฝนกระแสอยางยึดมั่นถือมั่นดวยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน(พระธรรมปฎก(ป.

สหคตทุกข ไดแก ความทุกขที่เกิดจากความไมสบายกาย ไมสบายใจ อันเกิดมา จากการไดลาภแลวตองทุกขเพราะการระมัดระวังรักษาเปนตน หรือเกิดจากการเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ประสบทุกข ถูกนินทาวารายจากผูคนรอบขาง 7. สภาวทุกข หรือ ทุกขประจําสังขาร ไดแก ความเกิด ความแก และความตาย เปน ความทุกขทางกายตามธรรมชาติของชีวิตที่อยูภายใตการครอบงําของกฏธรรมชาติ คือภายใตการ ครอบงําของลักษณะ อนิจจตา ทุกขตา และอนัตตตา ดังกลาว 5. วิปากทุกข ไดแก ความไมสบายกาย ไมสบายใจที่เกิดจากผลการกระทําของตนที่ ไมดี เชน ไปลักขโมยของผูอื่นถูกจับได ถูกดําเนินคดี ไดรับโทษถูกเฆี่ยนตีถูกจองจํา หรือผลที่เกิด จากความประมาทมัวเมา เชน ขับรถโดยความประมาทประสบอุบัติเหตุเปนเหตุใหตองเสียทรัพย บาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตเพราะดื่มสุราจนขาดสติ 8. อาหารปริเยฏฐิทุกข หรือ อาชีวทุกข หมายถึงความทุกขที่เกิดจากความไมสบาย กายไมสบายใจอันเกิดจากความยากลําบากในการแสวงหาปจจัยตาง ๆ มาบํารุงเลี้ยงชีพทั้งชีพตนเอง รวมทั้ง บิดา มารดา สามี ภรรยา บุตร ธิดา หรือคนรอบขาง ซึ่งเปนภาระความรับผิดชอบที่หนักมาก บางคนถึงกับเสียชีวิตเพราะการพยายามหาเลี้ยงชีวิตก็มี 4. นิพัทธทุกข คือ ทุกขเนืองนิตย หรือทุกขเปนนิตย ทุกขที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ไดแก ความไมสบายกายที่เกิดจากอากาศหนาว รอน ความหิว ความกระหาย อาการปวดอุจจาระ ปสสาวะ ความทุกขชนิดนี้เปนความทุกขทางกาย(กายิกทุกข) เกิดจากเหตุคือภาวะความไมสมบูรณหรือความ บกพรองของสังขารรางกาย 2. วิวาทมูลกทุกข ไดแก ความทุกขที่เกิดจากการทะเลาะวิวาท ขัดแยง แขงขัน แยงชิง กับผูอื่น เปนทุกขทางสังคมอันเกิดจากการแสวงหาผลประโยชนใหกับตนหรือกลุมพวกพองของตน เอง ทําใหเกิดการกระทบกระทั่งหรือการทะเลาะวิวาทกันจนเสียทรัพยบาดเจ็บ หรือบางทีรุนแรงมี การตอสูฆาฟนทําลายลางผลาญกันลมตายไปเปนจํานวนมาก 6.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 72 นอกจากนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ไดทรงรวบรวมความ ทุกขชนิดตางๆที่ปรากฏในพระไตรปฎกไวในหนังสือธรรมวิจารณจําแนกความทุกขไว 10 ประการ ดังนี้ 1. ปกิณณกทุกข ไดแก ความทุกขใจที่เกิดจากการพลัดพรากจากคนรักของรัก เชน . พยาธิทุกข ไดแก ความทุกขอันเกิดจากโรคภัยไขเจ็บชนิดตาง ๆ เปนทุกขทางกาย ที่สาเหตุเกิดจากความไมสมบูรณ บกพรองของรางกาย และอาการเจ็บปวดเมื่อยตามสวนตาง ๆ ของ รางกายที่เกิดขึ้นในกลามเนื้อหรือในกระดูกเมื่อตองอยูในอริยาบทใดอริยาบทหนึ่งนาน ๆ เชน การ นั่ง ยืน เดิน นอน นาน ๆ 3.

2501:13 -17) 3.ธ.2542 : 25) และการฝกตน นั้นสามารถพัฒนาจากมนุษยปุถุชนคนที่เต็มไปดวยกิเลส 3 ประการขางตนนั้น ใหเปนมนุษย กัลยาณชน คือ คนดีมีจริยธรรม เปนมนุษยที่เปนอยูดวยปญญา มีความรูความเขาใจ รูจักเหตุรูจักผล รูดี รูชั่ว รูคุณและโทษ ประโยชนหรือมิใชประโยชน ตลอดจนเขาใจธรรมชาติทั้งหลายมองเห็นตาม ความเปนจริง เปนมนุษยที่พัฒนาตนจนมีจิตระงับบรรเทาเบาบางหางออกไปจากการที่จะตกอยูภาย ใตอิทธิพลครอบงําของตัณหา มานะ ทิฐิ การพัฒนาฝกตนนั้นสามารถพัฒนาไปจนถึงอริยชน คือ .25/ 24/39) การที่ไดเกิดมาเปนมนุษยจึงเปนโชคดีของผูที่เกิดมา ดวยมนุษยนั้นเปนผูมีศักยภาพสูงยิ่งใน อันที่จะพัฒนาชีวิตของตนเองใหอยูในกรอบแหงคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม และที่สําคัญที่สุด คือ มนุษยเปนผูมีความสามารถที่จะฝกฝนตนเอง และยกระดับจิตใจของตนเองใหอยูในภาวะที่สูงสุดได ดังพุทธพจนวา “ ทนฺโต เสฏโฐ มนุสฺเสสุ แปลวา ในหมูมนุษยคนที่มีตนอันฝกแลว เปนผูประเสริฐ สุด”(ขุ.สมเด็จพระมหาสมณเจา.2 คุณคาของชีวิตมนุษย พระพุทธศาสนาถือวา การไดอัตภาพเกิดมาเปนมนุษยเปนลาภอันประเสริฐเปนสิ่งที่ได ยากดังพุทธพจนรับรองนี้วา“กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ แปลวา การเกิดเปนมนุษยเปนของยาก” (ขุ.25/33/57) โดยพระดํารัสนี้ชี้ใหเห็นวามนุษยเปนสัตวที่ฝกได ดวยการศึกษาฝกฝนอบรมทํา ใหมนุษยเปนสัตวประเสริฐ มนุษยจะประเสริฐก็ดวยการฝก คือจะตองมีเงื่อนไข ไมใชอยูเฉย ๆ แลวจะประเสริฐ การที่มนุษยจะประเสริฐขึ้นมาดวยขึ้นอยูกับเงื่อนไข คือดวยการฝก ดวยการศึกษา พัฒนาฝกฝนปรับปรุงใหดีใหงามยิ่งขึ้น(พระธรรมปฎก (ป. สันตาปทุกข ไดแก ความทุกขใจที่เกิดจากกิเลสภายในใจ เชน ความโลภ ความ โกรธ ความหลง ความอิจฉาริษยา ความทะยานอยาก เปนตน กิเลสเหลานี้เมื่อเกิดขึ้นในใจแลวทําให เดือดรอนวุนวายใจเหมือนถูกไฟเผาลน ใจจะรุมรอนหาความสงบสุขทางใจมิได เปนสาเหตุของ ปญหาโรคจิต โรคประสาท 10.ธ. ทุกขขันธ ไดแก ความทุกขรวบยอดทั้งหมดนั้น เนื่องจากธรรมชาติของมนุษยเรา ประกอบดวยองคประกอบแหงชีวิตคือขันธ 5 ที่มนุษยเขาไปยึดมั่นถือมั่นดวยอวิชชาคือความไมรู ในกระบวนการเปนไปของชีวิตวาเปนตัวเรา ของเรา จนปฏิบัติผิดขัดแยงฝนกับกฎธรรมชาติของ ชีวิตกอใหเกิดเปนความทุกขตาง ๆ ตามมา(กรมพระยาวชิรญารวโรรส.1.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. (จริยศาสตรศึกษา) / 73 การพลัดพรากการสูญเสีย พอ แม ญาติพี่นอง เพื่อน ๆ การตองอยูกับสถานที่หรือคนที่ไมชอบใจดวย ภาวะจํายอมที่เลือกไมได หรือการไมสมปรารถนากับสิ่งที่คาดหวังไวในลาภ ยศ สุข สรรเสริญ เปนตน 9.ม. ปยุตฺโต).อ.

ส.25/311/360) .15/841/315 .พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 74 คนที่ประเสริฐไมมีทุกข ไมมีกิเลส มีจิตใจที่เปนอิสระและมีความสุข เปนอยูดวยปญญา ดังนั้น คุณคาของชีวิตมนุษยในทัศนะของพระพุทธศาสนา จึงพอสรุปไดดังนี้ คุณคาของชีวิตมนุษยคือการดํารงชีวิตดวยปญญา พระพุทธศาสนามีทัศนะวา มนุษยจะเปนผูประเสริฐ จะตองมีชีวิตเปนอยูดวยปญญา หมายถึง การเปนอยูอยางรูเทาทันสภาวะธรรมชาติของชีวิตซึ่งเปนไปตามกฎไตรลักษณ คือ ใหรู เทาทันคติธรรมดาตามความเปนจริงในสภาวะแหงอนิจจตา ความไมเที่ยง ไมคงที่ กดดัน เสื่อมสลาย อยูตลอดเวลา ทุกขตา ความถูกบีบคั้นใหเกิดขึ้นและสลายตัวอยูทุกขณะ และพรอมที่จะใหเกิดทุกข ไดเสมอในกรณีที่เขาไปเกี่ยวของดวยความไมรูตัวและยึดมั่นถือมั่น และอนัตตตา ความไมมีสวนใด ที่เปนตัวตนที่แทจริง และไมอาจยึดครองเอาเปนตัวตนได หรือจะยึดครองเอาเปนเจาของที่จะบังคับ ใหเปนไปตามความปรารถนาของตนอยางจริงจังไมได พระพุทธองคทรงสอนใหมนุษยถือเอาประโยชนจากธรรมชาติ การถือประโยชนจาก ธรรมชาตินั้น ก็คือการอยูอยางมีปญญาที่รูเทาทันกฎธรรมชาติตามความเปนจริง อยูอยางประสาน กลมกลืนกับธรรมชาติ การอยูอยางประสานกลมกลืนกับธรรมชาติเปนการอยูอยางอิสระ ดวยการ ไมตกอยูในอํานาจของตัณหา อุปาทาน เปนการอยูอยางไมยึดติดถือมั่น มีปญญา ความรูความเขาใจ ในการที่จะเกี่ยวของจัดการกับสิ่งทั้งหลายตามวิถีทางแหงเหตุปจจัยเทานั้น ดังนั้น การมีชีวิตที่ประกอบดวยปญญา จึงเปนสิ่งสําคัญยิ่งทั้งฝายรูปธรรม และ นามธรรม ที่จะชวยใหมนุษยถือเอาประโยชนไดทั้งจากกระบวนการฝายจิตและฝายวัตถุ ลักษณะ ของชีวิตที่ประกอบดวยปญญานี้ มองไดทั้งดานภายในและภายนอก กลาวคือ ดานภายใน มีลักษณะ เยือกเย็น ปลอดโปรง โลงเปนอิสระ ผองใส ดวยความรูเทาทันสภาวะธรรมชาติ เมื่อตองเสวยสุขก็ ไมมัวเมาหลงละเลิงลืมตัว เมื่อขาด พลาด หรือพรากจากเหยื่อลอ(กามคุณ)สิ่งปรนเปรอตาง ๆ ก็มีจิต ใจมั่นคง ปลอดโปรง ไมหวั่นไหว ซึมเศรา สิ้นหวัง หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไมปลอยใจดวยการ ฝากความสุขความทุกขของตนไวกับอามิสวัตถุภายนอกที่จะตัดสินใหเปนไป ดานภายนอก มี ลักษณะคลองตัว วองไว พรอมอยูเสมอที่จะเกี่ยวของและจัดการกับสิ่งทั้งหลาย ตามที่มันควรจะเปน โดยเหตุบริสุทธิ์ ไมยึดติดกับอุปกิเลสภายในที่จะมาเปนนิวรณคือ เครื่องกั้น ขัดขวาง ถวง ทําให หวั่นไหว หรือทําใหพรามัว การปฏิบัติตนเชนนี้ เรียกวาการดํารงชีวิตที่เปนอยูดวยปญญา ซึ่งถือวาเปนการมีชีวิตอยู อยางมีคุณคา เปนชีวิตที่ประเสริฐที่สุด ดังพุทธพจนตรัสไวใน สังยุตตนิกาย สคาถวรรค และ ขุ ททกนิกาย สุตตนิบาติวา “ปฺญาชีวึ ชีวิตมาหุ เสฏฐํ แปลวา การเปนอยูดวยปญญาเปนสิ่งประเสริฐ ที่สุด” (สํ. ขุ.ส.

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 75 คุณคาชีวิตมนุษยขึ้นอยูกับการประพฤติจริยธรรม พระพุทธศาสนาใหคุณคาแกชีวิตไวดวยการประพฤติปฏิบัติ ชีวิตที่จะมีคุณคาและมี ประโยชนนั้น จะตองเปนชีวิตที่ปฏิบัติเพื่อเอาชนะกิเลสที่เกิดขึ้นภายในจิตตนเอง เพราะกิเลส เปนตนเหตุหรือเปนแหลงของปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้น กิเลสมี ตัณหา มานะ ทิฐิ เปนศูนยกลาง หรือมี โลภะ โทสะ โมหะ เปนรากเหงา เปนเครื่องชี้นําการดําเนินชีวิต เพื่อสนองความตองการ ตลอดจน เพื่อใหตัวตนยิ่งใหญสามารถสนองความตองการไมมีที่สิ้นสุด ซึ่งแสดงออกเปนแรงจูงใจใฝเสพ ใฝ บริโภค แรงจูงใจของกิเลสนั้นจะไมคํานึง ไมใสใจ และไมพิจารณาวา สิ่งที่พบเห็นเกี่ยวของตองการ นั้น จะเปนคุณคาประโยชนแกชีวิตหรือไม เกิดโทษแกชีวิตหรือไม จะสงเสริมคุณภาพชีวิตหรือไม หรือวาจะชวยใหเกิดการพัฒนานําไปสูจุดหมายที่ดีงามหรือไม กิเลสจะมีกําลังแรงมาก และเปนพลัง ขับเคลื่อนใหมนุษยกระทําการตาง ๆ ตามอํานาจครอบงําของกิเลสนั้น ๆ เมื่อกิเลสซึ่งเปนพลังของ ปุถุชนเขามาครอบงําพฤติกรรม ในกรณีที่ขาดการศึกษาหรือฝกฝนอบรมพัฒนาอยางถูกตอง ความรู ความเขาใจที่มีขึ้นมาบางแลว ก็จะถูกใชเปนเครื่องมือรับใชเสริมกําลังของกิเลสไป เชน เอาความรู ไปแสวงหาผลประโยชน หรือใชไปในทางที่เบียดเบียนรังแกผูอื่น เปนตน มากกวาจะถูกใชอยาง บริสุทธิ์ในแนวทางของการตัดสินใจเลือกทางที่ถูกตองดวยปญญาที่รูดี รูชั่ว คุณ โทษ ถูก ผิด เนื่อง ดวยกิเลสมีกําลังแรงมากจนสามารถครอบงําปญญาได พระพุทธศาสนาเนนใหมนุษยดําเนินชีวิต อยางถูกตองคือใหมนุษยมีจริยธรรม และทรงวางหลักจริยศึกษา คือ การฝกฝนอบรมพัฒนาตนใหรู จักดําเนินชีวิตที่ดีหรือเปนอยูอยางถูกตอง เมื่อดําเนินชีวิตถูกตองดีงาม ผลที่ตามมาก็คือเปน ประโยชนและความสุขทั้งแกตนเองและผูอื่น ดังนั้น ประโยชนและความสุขที่เกิดขึ้นจึงเปนผลพวง มาของการประพฤติจริยธรรมของมนุษยนั่นเอง คุณคาชีวิตมนุษยคือความมีชีวิตอยูดวยความไมประมาท พระพุทธศาสนา ชี้ใหเห็นถึงคุณคาในดานการวางใจตอโลกและชีวิต ใหรูเทาทันวา สิ่งทั้งหลายซึ่งเปนสภาพปรุงแตง ลวนไมเที่ยงแทยั่งยืน ตองเปลี่ยนแปลงแปรปรวนไป ไมอาจคง สภาพเดิมอยูได มิใชตัวตนที่จะบังคับบัญชาใหเปนไปไดตามปรารถนา ทุกสิ่งเปนไปตามเหตุปจจัย และเปนธรรมดาเปนธรรมชาติอยางนั้นเอง เมื่อรูเชนนี้แลว ก็จะมีทาทีของจิตใจที่ถูกตอง ไมยึดติด ถือมั่นในสิ่งทั้งหลายจนลุมหลงมัวเมา แมสิ่งทั้งหลายที่พบเห็นเกี่ยวของจะแปรปรวนเสื่อมสลาย พรัดพรากสูญหายไป จิตใจก็ไมถูกครอบงําย่ํายีบีบคั้น ยังคงปลอดโปรงผองใส เบิกบานอยูไดดวย ปญญาที่รูเทาทันธรรมดา พระพุทธศาสนาชี้ใหเห็นถึงคุณคาในดานการปฏิบัติกิจหนาที่ เพื่อความมีชีวิตที่ดําเนิน ไปอยางถูกตองดีงามในโลก อันเปนประโยชนสุขทั้งแกตนเองและผูอื่น และเพื่อใหมนุษยบรรลุถึง .

พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 76 จุดหมายสูงสุดของชีวิต โดยใหรูตามความเปนจริงของกฎธรรมชาติของชีวิต ซึ่งดํารงไดอยูชั่วคราว ไมเที่ยง ไมยั่งยืน มีความบีบคั้น จะตองทรุดโทรม แตกสลายเปลี่ยนแปลงกลายรูปไป ไมอยูใน อํานาจของความปรารถนา กระบวนการเปลี่ยนแปลงดําเนินไปตลอดทุกขณะ ไมรอเวลา ไมคอย ความปรารถนา ไมฟงเสียงเรียกรองวิงวอนของใคร เฉพาะอยางยิ่ง ชีวิตนี้สั้นนักและไมแนนอน จะ วางใจมิไดเลย เมื่อมนุษยรูความเปนไปอยางนี้ จะไดมีความกระตือรือรน กระตุนเตือนตนเองให เรงรีบขวนขวายกระทําสิ่งที่ควรทํา ละเวนสิ่งที่ควรละเวน ไมละเลย ไมรอชา ไมปลอยเวลาและ โอกาสใหสูญเสียไปเปลา เอาใจใสแกไขสิ่งเสียหายที่ไดเกิดขึ้น ระมัดระวังปองกันหนทางที่จะเกิด ความเสื่อมเสียหายตอไป และสรางสรรคสิ่งดีงาม ความเจริญกาวหนาโดยไตรตรองพิจารณาและ ดําเนินการดวยปญญาอันรูที่จะจัดการตามเหตุปจจัย ทําใหเกิดผลสําเร็จดวยดีทั้งในแงกิจกรรมตาง ๆ ที่จะทํา และการฝกหัดอบรมจิตของตน คุณคาชีวิตขอนี้เนนความไมประมาทซึ่งเปนหลักธรรม สําคัญที่พระพุทธเจาตรัสย้ําเตือนเสมอ ๆ เชน “ความไมประมาท เปนทางเครื่องถึงซึ่งอมตนิพพาน ความประมาทเปนทางแหงความตาย ชนผูไมประมาทยอมไมตาย ชนเหลาใดประมาทแลวยอมเปน เหมือนคนตายแลว บัณฑิตทั้งหลายตั้งอยูในความไมประมาท ทราบเหตุนั่นโดยความแปลกกันแลว ยอมบันเทิงในความไมประมาท ยินดีแลวในธรรมอันเปนโคจรของพระอริยเจาทั้งหลาย ทานเหลา นั้นเปนนักปราชญ เพงพินิจ มีความเพียรเปนไปติดตอ มีความบากบั่นมั่นเปนนิตย ยอมถูกตอง นิพพานอันเกษมจากโยคะ หาธรรมอื่นยิ่งกวามิไดฯ ยศยอมเจริญแกบุคคลผูมีความหมั่น มีสติ มี การงานอันสะอาด ผูใครครวญแลวจึงทํา ผูสํารวมระวัง ผูเปนอยูโดยธรรม และผูไมประมาทฯ ผู มีปญญาพึงทําที่พึ่งที่หวงน้ําทวมทับไมได ดวยความหมั่น ความไมประมาท ความสํารวมระวัง และความฝกตนฯ ชนทั้งหลายผูเปนพาลมีปญญาทราม ยอมประกอบตามความประมาท สวนนัก ปราชญยอมรักษาความไมประมาทเหมือนทรัพยอันประเสริฐสุดฯ ทานทั้งหลายอยาประกอบตาม ซึ่งความประมาท อยาประกอบการชมเชยดวยสามารถความยินดีในกาม เพราะวาคนผูไมประมาท แลว เพงอยู ยอมถึงสุขอันไพบูลยฯ เมื่อใด บัณฑิตยอมบรรเทาความประมาทดวยความไม ประมาท เมื่อนั้น บัณฑิตผูมีความประมาทอันบรรเทาแลวนั้น ขึ้นสูปญญาดุจปราสาท ไมมีความ โศก ยอมพิจารณาเห็นหมูสัตวผูมีความโศก นักปราชญยอมพิจารณาเห็นคนพาล เหมือนบุคคลอยู บนภูเขามองเห็นคนผูอยูที่ภาคพื้น ฉะนั้นฯ ผูมีปญญาดี เมื่อสัตวทั้งหลายประมาทแลว ยอมไม ประมาท เมื่อสัตวทั้งหลายหลับ ยอมตื่นอยูโดยมาก ยอมละบุคคลเห็นปานนั้นไป ประดุจมามี กําลังเร็วละมาไมมีกําลังไป ฉะนั้นฯ ทาวมัฆวาฬถึงความเปนผูประเสริฐที่สุดกวาเทวดาทั้งหลาย ดวยความไมประมาท บัณฑิตทั้งหลายยอมสรรเสริญความไมประมาท ความประมาทบัณฑิตติเตียน ทุกเมื่อฯ ภิกษุยินดีแลวในความไมประมาท หรือเห็นภัยในความประมาท เผาสังโยชนนอยใหญไป .

4/13/18) “พระพุทธเจาทั้งหลายตรัสวา พระนิพพานเปนธรรมอยางยิ่ง(สูงสุด)” (ที.10/107/141.143/180 .ธ.1.ม.ม. 19/620/ 231) ดังนั้น ในหลักพุทธจริยธรรมทั้งหมด ที่พระพุทธองคทรงแสดงไววางเปนหลักของ การประพฤติปฏิบัติ เมื่อสรุปใหสั้นแลวไดแก “ความไมประมาท” ดังพุทธดํารัสที่ตรัสรับรองไว ในปทสูตร สังยุตตนิกาย มหาวรรควา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย รอยเทาของสัตวทั้งหลาย ผูสัญจรไปบน แผนดิน ชนิดใดชนิดหนึ่ง ทั้งหมดนั้นยอมถึงความประชุมลงในรอยเทาชาง รอยเทาชางบัณฑิต กลาววาเลิศกวารอยเทาเหลานั้น เพราะเปนรอยใหญ แมฉันใด กุศลธรรมเหลาใดเหลาหนึ่งทั้งหมด (ที่เราแสดง)นั้น มีความไมประมาทเปนมูลรวมลงในความไมประมาท ความไมประมาทบัณฑิต กลาววาเลิศกวากุศลธรรมเหลานั้น ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผูไมประมาท พึง หวังขอนี้ไดวาจักเจริญอริยมรรคอันประกอบดวยองค 8 จักกระทําใหมากซึ่งอริยมรรคอันประกอบ ดวยองค 8 ” (สํ. (จริยศาสตรศึกษา) / 77 ดังไฟไหมเชื้อนอยใหญไป ฉะนั้นฯ ภิกษุผูยินดีแลวในความไมประมาทหรือเห็นภัยในความ ประมาทเปนผูไมควรเพื่อจะเสื่อมรอบ ยอมมีในที่ใกลนิพพานทีเดียวฯ” (ขุ.10/54/57) เปนธรรมดาวาในการสอนธรรมของพระพุทธองคนั้น ทรงเนนคําสอนและเรงเราให มนุษยปฏิบัติธรรมเพื่อการบรรลุเปาหมายสูงสุดของชีวิต ซึ่งเปนภาวะที่มนุษยมีศักยภาพสามารถ กระทําใหประจักษแจงไดในชีวิตปจจุบันนี้ เมื่อไดเพียรพยายามทําตนใหพรอมพอ ดังพุทธพจนที่ ตรัสรับรองผลของการปฏิบัตินี้วา “เรากลาวอยางนี้วา บุรุษผูรู ไมโออวด ไมมีมารยา มีชาติตรง จงมาเถิด เราจะสั่งสอน เราจะแสดงธรรม เขาปฏิบัติอยูตามคําสั่งสอน จักทําใหแจงซึ่งประโยชน .ม.สํ.ม.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.3 เปาหมายของชีวิต ธรรมชาติของมนุษย ยอมพยายามแสวงหาคําตอบเรื่องความหมายและเปาหมายของ ชีวิตวา ตนจะมีเปาหมายของชีวิตที่ดีมีคุณคาไดอยางไร อะไรเปนเปาหมายของชีวิตตน และตนจะ ดําเนินชีวิตเพื่อไปสูเปาหมายนั้นดวยวิธีใด ในหลักของพุทธจริยธรรมก็ไดมีคําตอบแกปญหาเหลานี้ พุทธจริยธรรมกลาวถึงประโยชนที่เปนจุดหมายหรือเปาหมายของชีวิตที่ดีวา หมายถึง ระบบการดําเนินชีวิตและการประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ซึ่งมีเปาหมายสูง สุดของการดําเนินชีวิต คือการบรรลุนิพพานดังพุทธพจนนี้วา“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไมเขาไปใกลที่สุดสองอยางนั้น นั่นตถาคตไดตรัสรูแลวดวยปญญาอันยิ่ง ทําดวงตาใหเกิด ทําญาณ ใหเกิด ยอมเปนไปเพื่อความสงบ เพื่อความรูยิ่ง เพื่อความตรัสรู เพื่อนิพพาน” (วินย.ม.19/253/65) 3.25/12/18)แมกอนการ ปรินิพพานพระพุทธองคก็ทรงตรัสปจฉิมวาจาวา “วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ แปลวา สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเปนธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไมประมาทใหถึงพรอมเถิด (หรือเธอทั้งหลายจงตั้งอยูในความไมประมาทเถิด)” (ที.

. หาเดือน.ปา..ม...13/710/650) “ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราสรรเสริญสัมมาปฏิปทาของคฤหัสถหรือบรรพชิต คฤหัสถหรือบรรพชิตปฏิบัติชอบ แลว ยอมยังญายธรรมอันเปนกุศลใหสําเร็จ เพราะความปฏิบัติชอบเปนตัวเหตุ ก็สัมมาปฏิปทาเปน ไฉน? ความเห็นชอบ ฯลฯ ความตั้งใจชอบ นี้เรียกวา สัมมาปฏิปทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา สรรเสริญสัมมาปฏิปทาของคฤหัสถหรือบรรพชิต คฤหัสถหรือบรรพชิตปฏิบัติชอบแลว ยอมยัง ญายธรรมอันเปนกุศลใหสําเร็จ เพราะความปฏิบัติชอบเปนตัวเหตุ” (สํ.. สามเดือน . สามป ..ส..21/133/183) .15/144/45) “เราพรรณนาการปฏิบัติชอบของ คฤหัสถ หรือของบรรพชิต จริงอยูคฤหัสถ หรือบรรพชิตปฏิบัติชอบแลว ชื่อวาเปนผูยินดีกุศลธรรม เครื่องนําออกไปจากทุกขเพราะเหตุแหงอธิกรณคือการปฏิบัติชอบ” (ม...ม. สี่ป ..จตุกฺก. สี่เดือน.........พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 78 อันยอดเยี่ยม(นิพพาน)ที่กุลบุตรทั้งหลายผูออกจากเรือนบวชเปนบรรพชิตโดยชอบตองการอันเปนที่ สุดแหงพรหมจรรย ดวยปญญาอันยิ่งดวยตนเองในปจจุบันเขาถึงอยู ตลอด เจ็ดป… หกป.. เดือนหนึ่ง .. ปหนึ่ง …เจ็ดเดือน… หกเดือน.4/9/11) และทรงเปรียบบุคคลที่ปรากฏอยูในโลกเปน 4 จําพวก คือ อุคฆฏิตัญู ผูอาจรูธรรมแตพอทานยก หัวขอขึ้นแสดง วิปจิตัญู ผูอาจรูธรรมตอเมื่อทานอธิบายความแหงหัวขอนั้น เนยยะ ผูพอแนะนําได ปทปรมะ ผูมีบทเปนอยางยิ่งคือผูดอยปญญาเลาเรียนไดอยางมากก็เพียงถอยคํา ไมอาจเขาใจความ หมาย ไมอาจเขาใจธรรมที่ทรงอธิบาย (องฺ.. กึ่งเดือน…เจ็ดวัน” (ที..11/31/58-59) พุทธดํารัสนี้ยืนยันวา เมื่อมนุษยมี ฉันทะ คือมีความเพียรพยายาม และมีความพรอมดีแลว ก็สามารถบรรลุนิพพานซึ่งเปนเปาหมายสูง สุดของชีวิตไดในปจจุบันนี้โดยไมมีขอจํากัด ไมวาจะเปนเรื่องของชาติชั้นวรรณะ ฐานะความเปนอยู ภาวะความเปนหญิงหรือชาย เปนคฤหัสถ หรือบรรพชิต สิ่งเหลานี้ไมไดเปนอุปสรรคขวางกั้นการ บรรลุธรรมแตอยางใดดังพุทธพจนนี้วา “ทางนั้นชื่อวาเปนทางตรง ทิศนั้นชื่อวาไมมีภัย รถชื่อวาไมมี เสียงดัง ประกอบดวยลอคือธรรม หิริเปนฝาของรถนั้น สติเปนเกราะกั้นของรถนั้นเรากลาวธรรมมี สัมมาทิฏฐินําหนาวาเปนสารถี ยานชนิดนี้มีอยูแกผูใด จะเปนหญิงหรือชายก็ตาม เขา(ยอม ไป)ในสํานักพระนิพพานดวยยานนี้แหละฯ”(สํ. สองป .. หาป.19/69/23) อยางไรก็ตาม เนื่องจากธรรมชาติของมนุษยมีพื้นฐานขอจํากัดในเรื่องความพรอมของ เหตุปจจัยสนับสนุนบางประการ ที่จะมาสนับสนุนใหมนุษยบรรลุเปาหมายสูงสุดของชีวิตคือการ บรรลุนิพพานในชาติปจจุบันนี้ได ดังมีหลักฐานปรากฎที่แสดงใหเห็นถึงความแตกตางของมนุษย วาภายหลังที่พระพุทธองคตรัสรูแลว ไดทรงตรวจดูมนุษยโลกดวยพุทธจักษุไดทรงเห็นมนุษย ทั้งหลาย คือ บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุนอย บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุมาก บางพวกมีอินทรีย แกกลา บางพวกมีอินทรียออน บางพวกมีอาการดี บางพวกมีอาการทราม บางพวกสอนใหรูไดงาย บางพวกสอนใหรูไดยาก บางพวกมีปกติเห็นซึ่งปรโลก และโทษโดยความเปนภัยอยู (วินย. สองเดือน.

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

อ.ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 79

ถึงแมมนุษยจะมีความแตกตางมีขอจํากัดบางประการดังกลาว แตพระพุทธองคก็มิได
มองขามละเลยประโยชนหรือเปาหมายขั้นรอง ๆ ลดหลั่นลงมาที่มนุษยควรจะพึงไดพึงถึงตามระดับ
ความพรอมของตนที่สามารถปฏิบัติและเขาถึงได พระองคจึงตรัสหลักธรรมโดยเนนถึงประโยชนที่
เปนเปาหมายของการดําเนินชีวิตที่มนุษยควรยึดถือเปนหลักไว 3 ระดับ ดังนี้

ก. เปาหมายของการดําเนินชีวิต 3 ระดับ
มีพุทธพจนที่ตรัสถึงประโยชนที่เปนเปาหมายของชีวิตที่มนุษยควรยึดถือเปนเปาหมาย
ของการดําเนินชีวิตวา “ชนผูปรารถนาอายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สวรรค ความเกิดในตระกูลสูง และ
ความเพลินใจ ฯลฯ พึงทําความไมประมาทใหมากยิ่งขึ้น บัณฑิตทั้งหลายยอมสรรเสริญความไม
ประมาทในบุญกิริยาทั้งหลาย บัณฑิตผูไมประมาทแลว ยอมยึดถือประโยชนทั้งสองไวได คือ
ประโยชนในปจจุบัน(นี้) และประโยชนในสัมปรายภพ(หนา) ผูมีปญญาทานเรียกวาบัณฑิต เพราะ
บรรลุถึงประโยชนทั้งสองนั้นฯ” (องฺ.ปฺจก.22/43/51-53) ประโยชนแหงชีวิตที่มนุษยควรพยายาม
สรางกระทําใหเกิดใหมีแบงออกเปน 3 ระดับ คือ ทิฏฐธัมมิกัตถะ สัมปรายิกัตถะ และปรมัตถะ
(ขุ.จู.30/673/333;755/389) ประโยชนทั้ง 3 นั้นมีความหมายดังนี้
ทิฏฐธัมมิกัตถะ ประโยชนในปจจุบันนี้ เปนจุดหมายขั้นตนหรือจุดหมายเฉพาะหนา
ของชีวิต หมายถึงประโยชนที่สามารถมองเห็นได เขาใจกันงายเกี่ยวกับชีวิตประจําวัน เปนเรื่อง
ชั้นนอกหรือเรื่องธรรมดาสามัญที่มุงหมายปรารถนากันในโลกนี้ ไดแก ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ หรือ
ทรัพยสิน ฐานะ เกียรติยศ ไมตรี ชีวิตคูครองที่เปนสุข เปนตน รวมถึงการแสวงหาสิ่งเหลานี้โดยทาง
ชอบธรรม การปฏิบัติตอสิ่งเหลานี้โดยทางที่ถูกตอง การใชสิ่งเหลานี้ทําตนและคนที่เกี่ยวของใหมี
ความสุข การอยูรวมกันกับผูอื่นดวยดี ปฏิบัติหนาที่ตอกันอยางถูกตองในระหวางมนุษยตอมนุษย
เพื่อความสุขรวมกันในสังคม
สัมปรายิกัตถะ ประโยชนเบื้องหนาสูงขึ้นไป หรือประโยชนที่ไมสามารถจะมอง
เห็นเฉพาะหนาหรือผิวเผินในภายนอกได เปนเรื่องนามธรรมที่เกี่ยวกับชีวิตดานในหรือประโยชน
ดานคุณคาของชีวิต เปนจุดหมายขั้นสูงขึ้นไปที่ชีวิตควรจะได เปนหลักประกันชีวิตเมื่อละโลกนี้ไป
หรือเปนเครื่องประกันการไดคุณคาที่สูงล้ําเลิศยิ่งกวาสิ่งที่จะพึงไดกันตามปกติในโลกนี้ ไดแก ความ
เจริญงอกงามแหงชีวิตจิตใจที่กาวหนาเติบใหญดวยคุณธรรม ความใฝใจในทางศีลธรรม ในเรื่องของ
บุญกุศล ในการสรางสรรคสิ่งดีงาม กิจกรรมที่อาศัยศรัทธาและความเสียสละ การมีความมั่นใจใน
คุณธรรมความดีที่ตนไดกระทํามา มีความสงบสุขทางจิตใจ การรูจักปติสุขที่ประณีตดานใน ตลอด
จนคุณวิเศษที่เปนผลสําเร็จทางจิต คือฌานสมาบัติ เปนขั้นที่ผอนคลายความยึดติดผูกพันในวัตถุ ทํา
ใหไมยอมตีคาผลประโยชนดานอามิสสูงเกินไปกวาดานจิตใจจนจะตองมุงไขวควายอมสยบใหหรือ

พระมหานิคม วงษสุวรรณ

ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 80

เปนเหตุตองกระทํากรรมชั่วรายเพื่อจะใหไดสิ่งตาง ๆ เหลานั้นมา
เปนการหันมาใหคุณคาแก
คุณธรรมความดีงาม รูจักทําการดวยความใฝธรรม รักความดีงาม รักคุณภาพของชีวิตและความเจริญ
งอกงามของจิตใจ
ปรมัตถะ ประโยชนอยางยิ่งสูงสุด(นิพพาน) หรือประโยชนที่เปนสาระสําคัญแทจริง
ของชีวิต เปนเปาหมายสูงสุดของชีวิตหรือที่หมายสุดทาย ไดแก การรูแจงสภาวะของสิ่งทั้งหลาย
ตามความเปนจริง รูเทาทันคติธรรมดาของสังขารธรรม ไมตกเปนทาสของโลกและชีวิต มีจิตใจหลุด
พนเปนอิสระโปรงโลงผองใส ไมถูกบีบคั้นคับของจํากัดดวยความยึดติดถือมั่นหวั่นหวาดของตน
เอง ปราศจากกิเลสเผาลนที่ทําใหเศราหมองขุนมัว อยูอยางไรทุกข ประจักษแจงความสุขประณีต
ภายในที่สะอาดบริสุทธิ์สิ้นเชิง อันประกอบพรอมดวยความสงบเยือกเย็นสวางไสวเบิกบานโดย
สมบูรณ เรียกวา วิมุตติ หรือนิพพาน
เนื่องจากนิพพานเปนสภาวะแหงปรมัตถธรรมสูงสุด บรรดาธรรมอื่น ๆ ยอมโนมเอียง
สูนิพพาน เพราะนิพพานคือเปาหมายสูงสุดของชีวิต เพื่อความเขาใจเรื่องนิพพานอันเปนเปาหมาย
สูงสุดของชีวิต จําเปนตองแสดงความหมายของนิพพาน และสภาวะของนิพพาน ดังนี้
คําวา “นิพพาน” เปนภาษาบาลีมาจาก นิ อุปสรรคแปลวา ออกไป,หมดไป,ไม,เลิก +
วาน ธาตุแปลวา พัดไป,เปนไป,เครื่องรึงรัด ถาใชเปนกิริยาของไฟหรืออาการของไฟ แปลวา ดับไฟ,
ดับรอน,เย็นลง ถาใชเปนกิริยาของจิต หมายถึง ดับความรอนใจ,ความเย็นใจ,ชุมชื่นใจ,ไมมีความ
กระวนกระวาย,ไรเครื่องเสียดเแทง (องฺ.ติก.20/497/207;506/253; องฺ.จตุกฺก.21/198/288)
ภาษาสันสกฤตเปน “นิรวาน” มาจากคําสองคํา คือ “นิร” กับ “วาน” คําแรกมีความ
หมายทาง ปฏิเสธ สวนคําหลังเปนชื่อของกิเลส คําวา “นิรวาน” จึงหมายถึง การดับกิเลส การสิ้นไป
ของกิเลส (Duan Kamdee, 1981: 236)
พระพุทธองคตรัสไวในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรควา นิพพาน คือ ความสิ้นราคะ สิ้น
โทสะ และสิ้นโมหะ เปนที่สุดแหงพรหมจรรย (สํ.สฬ.18/497/310;513/321) ตามพุทธพจนนี้แสดง
ใหเห็นวากิเลสคือ ราคะ โทสะ โมหะ เปนกิเลสรากเหงาของอกุศลมูลที่กอใหเกิดการทํากรรมตาง ๆ
ทั้งดีและไมดี เมื่อมีการกระทํากรรมลงไป วิบากคือผลของกรรมยอมปรากฏตามมากลายเปนภพใน
สังสารวัฏ ซึ่งหมายถึงการเวียนวายตายเกิดในภพตาง ๆ เปนวงจรของโลกและชีวิตที่ตองตกอยู
ภายใตกฎธรรมชาติ ไดแก ความไมเที่ยง ความเปนทุกข และความเปนสภาพหาตัวตนไมได ไมเปน
ไปในอํานาจ การตกอยูในสภาวะเชนนี้เปนผลมาจากพลังของอวิชชา ตัณหา อุปาทาน แตการบรรลุ
นิพพาน ดวยการทําลายอวิชชา ตัณหา อุปาทาน กิเลส กรรม วิบาก เปนการทําลายสังสารวัฏคือการ
เวียนวายตายเกิด ดับกิเลสโดยสิ้นเชิงไมกลับมาเกิดอีกตอไป นอกจากนี้พระพุทธองคไดตรัสสภาวะ
ของนิพพานหรือลักษณะของนิพพานไวดังนี้

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

อ.ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 81

“พระธรรม(นิพพาน)อันพระผูมีพระภาคตรัสดีแลว อันผูบรรลุพึงเห็นเอง ไมประกอบ
ดวยกาล ควรเรียกใหมาดู ควรนอมนําเขามาไวในตน อันวิญูชนพึงรูไดเฉพาะ(ผลการปฏิบัติ
ของ)ตน” (องฺ.จตุกฺก.21/52/73)
“…เมื่อบุคคลปฏิบัติตามคําสั่งสอนจักทําใหแจงซึ่งประโยชนอันยอดเยี่ยม(คือนิพพาน)
ที่กุลบุตรทั้งหลายผูออกจากเรือนบวชเปนบรรพชิตโดยชอบตองการ อันเปนที่สุดของพรหมจรรย
ดวยปญญาอันยิ่งดวยตนเอง ในปจจุบันเขาถึงอยู…” (ที.ปา.11/31/58 -59)
“ความหวั่นไหวยอมมีแกบุคคลผูอันตัณหาและทิฏฐิอาศัย ยอมไมมีแกผูอันตัณหาและ
ทิฏฐิไมอาศัย เมื่อความหวั่นไหวไมมี ก็ยอมมีความสงบ(ปสสัทธิ) เมื่อมีความสงบ ก็ยอมไมมีความ
ยินดี เมื่อไมมีความยินดี ก็ยอมไมมีการมาและการไป เมื่อไมมีการมาและการไป ก็ไมมีการตาย(จุติ)
และการเกิด(อุปตติ) เมื่อไมมีการตาย และการเกิดก็ไมมีโลกนี้และโลกหนา ไมมีระหวางโลกทั้งสอง
นี้เองเปนที่สุดแหงทุกข” (ขุ.อุ.25/161/208)
“ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติไมเกิดแลว ไมเปนแลว อันปจจัยกระทําไมไดแลว
ปรุงแตงไมไดแลว มีอยู ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ถาธรรมชาติอันไมเกิดแลว ไมเปนแลว อันปจจัยกระทํา
ไมไดแลว ปรุงแตงไมไดแลว จักไมไดมีแลวไซร การสลัดออกซึ่งธรรมชาติที่เกิดแลว เปนแลว
อันปจจัยกระทําแลว อันปรุงแตงแลว จักไมพึงปรากฏในโลกนี้เลย ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะ
ธรรมชาติอันไมเกิดแลว ไมเปนแลว อันปจจัยทําไมไดแลว ปรุงแตงไมไดแลว มีอยู ฉะนั้นการสลัด
ออกซึ่งธรรมชาติที่เกิดแลว เปนแลว อันปจจัยกระทําแลว ปรุงแตงแลว จึงปรากฏ ” (ขุ.อุ.25/ 160/
207-208)
“ภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยูที่ ดิน น้ํา ไฟ ลม ไมมีเลย อากาสานัญจายตนะ
วิณณาณัญจายตนะ อากิจจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะก็มิใช โลกนี้ก็มิใชโลกอื่นก็มิใช
ดวงจันทร ดวงอาทิตยทั้งสองก็มิใช เราไมกลาวอายตนะนั้นวา เปนการมา เปนการไป เปนการตั้งอยู
เปนการจุติ เปนการอุปตติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได มิไดเปนไป หาอารมณมิได นี้แลเปนที่สุด
แหงทุกข” (ขุ.อุ.25/158/206 -207)
“ภิกษุทั้งหลาย ในการใดแล ภิกษุละอวิชชาไดแลว วิชชาเกิดขึ้นแลวในกาลนั้นภิกษุ
นั้น ไมทํากรรมเปนบุญ(ปุญญาภิสังขาร) ไมทํากรรมเปนบาป(อปุญญาภิสังขาร)
ไมทํากรรม
เปน อเนญชา(อเนญชาภิสังขาร) เพราะสํารอกอวิชชาเสียได เพราะมีวิชชาเกิดขึ้น เมื่อไมทํา เมื่อไม
คิดปรุงแตง ก็ยอมไมถือมั่นอะไรในโลก เมื่อไมถือมั่น ก็ไมสะดุงกลัว เมื่อไมสะดุงกลัวกระวน
กระวาย ยอมปรินิพพาน ประจักษดวยตนเอง เธอยอมรูชัดวา ชาตินี้สิ้นแลว พรหมจรรยไดอยูจบ
แลว กรณียะไดทําแลว กิจอื่นเพื่อความเปนอยางนี้ไมมีอีก” (สํ.นิ.16/192/99)

พระมหานิคม วงษสุวรรณ

ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 82

“ถึงมีชีวิตอยูก็ไมเดือดรอน ถึงจะตายก็ไมเศราโศก ถาเปนปราชญก็มองเห็นที่หมาย
แลว ถึงอยูทามกลางความเศราโศก ก็หาเศราโศกไม ผูมีภวตัณหาขาดแลวมีจิตสงบ มีธรรมชาติ
สงสารสิ้นแลว ยอมไมมีภพใหม” (ขุ.อุ.25/108/142-143)
“ผูดับกิเลสไดแลว อยูสบายทุกเมื่อ ผูใดไมติดอยูในกาม ผูนั้นเปนผูเยือกเย็น หมดอุปธิ
ตัดธรรมชาติเครื่องมาของเสียทุกอยาง ปราศจากความกระวนกระวายในหทัย เขาไปสงบแลวถึง
ความสงบใจ อยูสบาย” (องฺ.ติก.20/474/175)
“บุคคลนั้น ไมมีความขวนขวาย ไมกําหนดยินดี ไมมีความหวั่นไหว เปนผูเสมอใน
อารมณทั้งปวง ธรรมชาติเครื่องปรุงแตงไร ๆ ยอมไมมีแกผูไมหวั่นไหว ผูรูแจง ผูนั้นเวนจากความ
ปรารถนามีปุญญาภิสังขาร เปนตน ยอมเห็นความปลอดโปรงในที่ทุกสถาน…” (ขุ.สุ.25/422/519)
สรุปไดวา สภาวธรรมแหงนิพพานอันเปนเปาหมายสูงสุดของชีวิตนั้น โดยสภาวะที่
เปนจริง ถึงแมนิพพานจะเปนปรมัตถธรรมที่สุขุม ละเอียด ลึกซึ้ง ไมเกี่ยวของกับโลกียธรรม อันคน
ที่จิตยังมีอวิชชา ตัณหา อุปาทานหอหุมอยู ยอมยากที่จะเขาใจ เห็นตามไดยากก็ตาม แตถึงกระนั้นก็
เปนธรรมที่รูเห็นได เขาถึงไดดังที่พระพุทธองคตรัสรับรองไวขางตนวาสภาวะของนิพพานนั้น เปน
ธรรมที่ไมเกิด ไมตาย ไมมีการแตกดับ เปนธรรมที่กาวลวงพนจากขันธ 5 (ขันธวิมุตติ) และกาวลวง
กาลทั้ง 3 คือ อดีต ปจจุบัน อนาคต (กาลวิมุตติ) เปนธรรมที่ไมถูกปรุงแตงดวยปจจัยใด ๆ คือ
นิพพานไมมีจิต เจตสิกและรูปที่เกิดขึ้นดวยเหตุปจจัย คือ กรรม จิต อุตุ และอาหาร นิพพานเปน
สภาวธรรมที่ปราศจากการปรุงแตงใด ๆ เปนอิสระ เปนธรรมอันประเสริฐยอดเยี่ยมคือหลุดพนจาก
โลก หลุดพนจากความทุกขทั้งปวง ไดแก โลกุตตรจิต 8 และเจตสิก 36
พระพุทธเจาทรงยอมรับความสําคัญของประโยชน หรือเปาหมายของชีวิตนี้ทุกระดับ
โดยสัมพันธกับระดับความเปนอยู การครองชีพ สภาพแวดลอม และความพรอมหรือความแกกลา
สุกงอมแหงอินทรียของบุคคลนั้น ๆ อยางไรก็ดี พึงสังเกตวาในพุทธพจนที่ยกมาอางขางตนนั้น มีขอ
ที่ทรงเนนไวซึ่งควรจะกลาวสําทับวา ตามคติของพระพุทธศาสนา บุคคลทุกคนควรดําเนินชีวิตให
บรรลุเปาหมายถึงขั้นที่ 2 กลาวคือ เมื่อไดบรรลุทิฏฐธัมมิกัตถะแลว ก็ดีอยู แตยังไมเพียงพอ ยังมีขอ
บกพรอง ยังไมลึกซึ้ง ไมปลอดโปรงโลงใจ ยังมีความหวงกังวล หวาดระแวง และความกลัวแฝงอยู
ดังนั้น จึงไมควรหยุดอยูแคนั้น ควรกาวตอไปใหไดอยางนอยบางสวนของสัมปรายิกัตถะดวยซึ่งเปน
เรื่องของจิตใจที่เกี่ยวกับคุณธรรมทําใหมีความสุขใจ สบายใจ ชื่นใจ เกิดปติสุขวาไดดําเนินชีวิตอยาง
มีคุณคามีประโยชนไดชวยเหลือเกื้อกูลแกเพื่อนมนุษยแกสังคม ผูไดประสบเปาหมายหรือประโยชน
ถึงสองขั้นนี้แลว ทานยกยองใหวาเปนบัณฑิต แปลวาผูดําเนินชีวิตดวยปญญา เปนผูมีชีวิตไมวาง
เปลาไรคาในโลกนี้

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

อ.ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 83

อนึ่ง เนื่องจากธรรมชาติชีวิตมนุษยจะอยูโดยลําพังผูเดียวไมได จําตองเกี่ยวของ
สัมพันธกับเพื่อนมนุษยอื่น ๆ ในสังคม พระพุทธเจาจึงตรัสถึงประโยชนที่เปนเปาหมายของชีวิตใน
แงของความรับผิดชอบที่มนุษยจะพึงกระทําตอตนเองและผูอื่น 3 อยาง คือ อัตตัตถะ ปรัตถะ และ
อุภยัตถะ (ขุ.จู.30/673/333;755/389) มีอธิบายดังนี้
อัตตัตถะ ประโยชนตน หรือการบรรลุเปาหมายแหงชีวิตตน ซึ่งไดแกการบรรลุ
ประโยชน 3 อยางขางตนนั่นเอง เทาที่เกี่ยวของกับตนเอง ซึ่งเปนผลที่เกิดขึ้นแกตนเองโดยเฉพาะ
เนนการพึ่งตนไดในทุกระดับ ดังพุทธภาษิตวา “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา แปลวา
ตนแล เปนที่พึ่งของตน บุคคลอื่นไรเลาเปนที่พึ่งได” (ขุ.ธ.25/22/36) ประโยชนของการพึ่งพาตนเอง
ไดก็เพื่อความไมตองเปนภาระแกผูอื่นหรือถวงหมูคณะและเพื่อความเปนผูพรอมที่จะชวยเหลือผูอื่น
บําเพ็ญกิจตาง ๆ อยางไดผลดี เต็มที่ คุณธรรมที่เปนแกนนําเพื่อการบรรลุประโยชนตนนี้ คือปญญา
สวนหลักธรรมทั่ว ๆ ไปที่สอนไวเพื่อความมุงหมายนี้มีหลายอยาง เชน นาถกรณธรรม 10 ประการ
คือ 1) ศีล ความประพฤติดีงาม สุจริต รักษาระเบียบวินัย มีอาชีวะบริสุทธิ์ 2) พาหุสัจจะ ความเปนผู
ไดศึกษาเลาเรียนมาก มีความรูความเขาใจลึกซึ้ง 3) กัลยาณมิตตตา ความมีกัลยาณมิตร การคบคนดี
ไดที่ปรึกษาและผูแนะนําสั่งสอนที่ดี 4)โสวจัสสตา ความเปนผูวางายสอนงาย รับฟงเหตุผลผูอื่น
5)กิงกรณีเยสุ ทักขตา ความเอาใจใสขวนขวายในกิจใหญนอยทุกอยางของเพื่อนรวมหมูคณะ รูจัก
พิจารณาไตรตรองจัดทําใหสําเร็จเรียบรอย 6) ธัมมกามตา ความเปนผูใครธรรมคือ รักธรรม ใฝความ
รูใฝความจริง รูจักพูดรูจักรับฟง ทําใหเกิดความพอใจ นารวมปรึกษาสนทนา ชอบศึกษา ยินดี
ปรีดาในหลักธรรมหลักวินัยที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป 7) วิริยารัมภะ ความขยันหมั่นเพียร คือ
เพียรละความชั่วราย ประกอบความดี มีใจแกลวกลา บากบั่นกาวหนา ไมยอทอ ไมทอดทิ้งธุระกิจ
หนาที่ 8) สันตุฏฐี ความสันโดษ คือ ยินดี มีความสุขความพอใจดวยปจจัยสี่ที่หามาไดดวยความ
เพียรอันชอบธรรมของตน 9) สติ ความมีสติ รูจักกําหนดจดจํา ระลึกการที่ทําคําที่พูดไวได ไมมี
ความประมาท 10) ปญญา ความมีปญญาหยั่งรูเหตุผล รูจักคิดพิจารณา เขาใจภาวะของสิ่งทั้งหลาย
ตามความเปนจริง (ที.ปา.11/357/281;466/334;องฺ.ทสก.24/17/25.) พูดอยางกวาง ๆ วาเปนการ
บําเพ็ญไตรสิกขาในแงที่เปนความรับผิดชอบตอตนเองใหบริบูรณ
ปรัตถะ ประโยชนผูอื่น หรือประโยชนทาน คือการชวยเหลือเกื้อกูลสนับสนุนใหผูอื่น
บรรลุประโยชนหรือเขาถึงเปาหมายแหงชีวิตของเขาในระดับตาง ๆ ประคับประคองชวยเหลือให
เขาสามารถพึ่งพาตนเองได หมายถึงประโยชน 3 อยางในหมวดกอนนั้นเองเทาที่เกี่ยวของกับคนอื่น
เปนผลเกิดขึ้นแกคนอื่น นอกจากตัวเรา คุณธรรมที่เปนแกนนําที่จะใหบรรลุผลขอนี้คือ กรุณา หลัก
ธรรมทั่วไปที่ใชสอนมีสังคหวัตถุ 4 ประการ คือ 1) ทาน การให เอื้อเฟอเผื่อแผ แบงปน ชวยเหลือ
กันดวยสิ่งของตลอดถึงใหความรูแนะนําสั่งสอน 2) ปยวาจา วาจาอันเปนที่รัก วาจาดูดดื่มน้ําใจ

ฉกฺก.ปา. มรรควิธีสูเปาหมายของชีวิต มรรควิธีหมายถึง วิถีทางหรือแนวประพฤติปฏิบัติที่จะนําไปสูเปาหมายของการดําเนิน ชีวิตที่ดีมีความสุข ซึ่งมนุษยจะตองสรางตองกระทําขึ้นมา พระพุทธองคไดแสดงหลักธรรมอันเปน ขอปฏิบัติใหบรรลุประโยชนประสบความสําเร็จในการดําเนินชีวิตไว ดังนี้ ทิฏฐธัมมิกัตถะ ประโยชนในปจจุบัน เปนเรื่องเฉพาะหนาเกี่ยวกับการดําเนินชีวิตใน ชาติปจจุบันนี้ หรือในโลกนี้อยางมีหลัก โดยเนนที่หลักเศรษฐกิจและศีลธรรม ทุกคนควรทําใหเกิด มีขึ้น ถาใครขาดประโยชนระดับนี้แลวจะมีชีวิตที่ลําบาก มีชีวิตอยูในโลกไดยาก และถาขาด ประโยชนระดับนี้แลวจะไมสามารถกาวไปสูประโยชนสุขในระดับสูงขึ้นตอไปได หลักพุทธจริยธรรมที่พระพุทธองคทรงสอนกุลบุตร เพื่อเปนมรรควิธีนําไปสูความสําเร็จในการดําเนินชีวิตใน สังคม คือ .11/317/257.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 84 ซาบซึ้งใจ คือ กลาวคําสุภาพไพเราะออนหวานสมานสามัคคี ใหเกิดไมตรีและความรักใครนับถือ ตลอดถึงคําแสดงประโยชนประกอบดวยเหตุผลเปนหลักฐานจูงใจใหนิยมยอมตาม 3) อัตถจริยา การประพฤติประโยชน ขวนขวายชวยเหลือกิจการ บําเพ็ญสาธารณประโยชน ตลอดถึงชวยแกไข ปรับปรุงสงเสริมในทางจริยธรรม 4) สมานัตตตา ทําตนเสมอตนเสมอปลาย ปฏิบัติสม่ําเสมอกันใน ชนทั้งหลาย วางตนเหมาะสมแกฐานะ ภาวะ บุคคล เหตุการณ สิ่งแวดลอมถูกตองตามธรรมในแตละ กรณี การทําหนาที่และบําเพ็ญคุณธรรมตาง ๆ ของกัลยาณมิตร เปนตน อุภยัตถะ ประโยชนทั้งสองฝาย หรือ ประโยชนรวมกัน ไดแกประโยชนทั้ง 3 อยาง ในหมวดกอนนั้น ที่เปนผลเกิดขึ้นทั้งแกตนเองและคนอื่น ๆ หรือแกสังคม แกชุมชนอันเปน สวนรวม เชน ประโยชนที่เกิดจากหมูบาน ชุมชน สถาบัน องคการ ประเทศ และกิจกรรมสวนรวม เปนตน โดยเฉพาะสภาพแวดลอมและความเปนอยูอันเอื้ออํานวยแกการปฏิบัติเพื่อบรรลุอัตตัตถะ (ประโยชนตน) และการบําเพ็ญปรัตถะ(ประโยชนของผูอื่น)ของทุก ๆ คน คุณธรรมที่เปนแกนนําที่ จะใหบรรลุเปาหมายนี้คือ วินัย และสามัคคี หลักธรรมทั่วไปที่อาจใชสอนได มีสาราณียธรรม 6 คือ 1) เมตตากายกรรม แสดงอาการสุภาพ เคารพนับถือกันทั้งตอหนาและลับหลัง 2) เมตตาวจีกรรม กลาววาจาสุภาพตอกัน 3) เมตตามโนกรรม คิดตั้งจิตปรารถนาดี มองกันในแงดีตอกัน 4) สาธารณโภคี ไดสิ่งของใดมาแบงปนกันใชสอยบริโภคทั่วกัน 5) สีลสามัญญตา มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกตองตามระเบียบวินัยของหมูคณะ 6) ทิฏฐิสามัญญตา มีความเห็นชอบรวมกันที่จะนําไปสูความ สิ้นปญหา (ที.22/282-283/321-323) และ อปริหานิยธรรม 7 ประการ เปนตน ตลอดจนพฤติกรรมที่เกื้อกูล ที่พึงประสงคที่สังคมพึงตองการโดยทั่วไป ข.

23/ 144/290) 3) กัลยาณมิตตา คือ การมีเพื่อนเปนคนดี การรูจักสัมพันธเกี่ยวของกับ ผูอื่นเปน ไมคบคนชั่วเปนมิตรซึ่งจะชักนําพาใหไปสูสิ่งชั่วรายทางเสื่อมตาง ๆ ดังพุทธดํารัสนี้วา “ดูกรพยัคฆปชชะ ก็กัลยาณมิตตตาเปนไฉน กุลบุตรในโลกนี้ อยูอาศัยในบานหรือนิคมใด ยอมดํารง ตน เจรจา สั่งสนทนากับบุคคลในบานหรือนิคมนั้น ซึ่งเปนคฤหบดี หรือบุตรคฤหบดี เปนคนหนุม หรือคนแก ผูมีสมาจารบริสุทธิ์ ผูถึงพรอมดวยศรัทธา ศีล จาคะ ปญญา ศึกษาศรัทธาสัมปทาตาม ผูถึงพรอมดวยศรัทธา ศึกษาศีลสัมปทาตาม ผูถึงพรอมดวยศีล ศึกษาจาคสัมปทาตาม ผูถึงพรอมดวย จาคะ ศึกษาปญญาสัมปทา ตามผูถึงพรอมดวยปญญา ดูกรพยัคฆปชชะนี้เรียกวากัลยาณมิตตตาฯ” (องฺ.ม. อฏฐก.อฏฐก. อฏฐก.23/144/290) 4) สมชีวิตา คือ การเลี้ยงชีพตามสมควรพอเหมาะพอดีแกกําลังทรัพยที่หา มาได คือ ไมใหฝดเคืองนัก หรือไมใหฟุมเฟอยนัก ใชจายทรัพยแตสิ่งจําเปน ดังพุทธดํารัสนี้วา“ดูกร พยัคฆปชชะ ก็สมชีวิตาเปนไฉน กุลบุตรในโลกนี้ รูทางเจริญทรัพยและทางเสื่อมแหงโภคทรัพย แลวเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไมใหฟุมเฟอยนักไมใหฝดเคืองนัก ดวยคิดวารายไดของเราจักตองเหนือ รายจาย และรายจายของเราจักตองไมเหนือรายได ดูกรพยัคฆปชชะ เปรียบเหมือนคนชั่งตราชั่งหรือ ลูกมือคนชั่งตราชั่ง ยกตราชั่งขึ้นแลว ยอมลดออกเทานี้ หรือตองเพิ่มเขาเทานี้ ฉันใด กุลบุตรก็ฉันนั้น เหมือนกัน รูทางเจริญและทางเสื่อมแหงโภคทรัพย แลวเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไมใหฟูมฟายนัก ไมให .23/ 144/290) 2) อารักขสัมปทา คือ การถึงพรอมดวยการรักษาทรัพยที่หามาไดไมให เสื่อมสูญโดยการรูจักจัดการทรัพย และการใชจายทรัพยอยางมีคุณคาเกิดประโยชน ตลอดถึงการ รักษาความดีความรูที่ตนมีอยู ดังพุทธดํารัสนี้วา “ดูกรพยัคฆปชชะ ก็อารักขสัมปทาเปนไฉน กุลบุตรในโลกนี้ มีโภคทรัพยที่หามาไดดวยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมดวยกําลังแขน มีเหงื่อ โทรมตัวชอบธรรม ไดมาโดยธรรม เขารักษาคุมครองโภคทรัพยเหลานั้นไวไดพรอมมูลดวยทําไว ในใจวาไฉนหนอ พระราชาไมพึงบริโภคทรัพยเหลานี้ของเรา โจรไมพึงลัก ไฟไมพึงไหม น้ําไมพึง พัดไป ทายาทผูไมเปนที่รักจะไมพึงลักไป ดูกรพยัคฆปชชะ นี้เรียกวาอารักขสัมปทา ฯ”(องฺ. (จริยศาสตรศึกษา) / 85 1) อุฏฐานสัมปทา คือการถึงพรอมดวยความขยันหมั่นเพียรในการงาน อาชีพ การศึกษาศิลปวิทยา และการประกอบในหนาที่ที่ตนรับผิดชอบ ดังพุทธดํารัสนี้วา “ดูกร พยัคฆปชชะ ก็อุฏฐานสัมปทาเปนไฉน กุลบุตรในโลกนี้ เลี้ยงชีพดวยการหมั่นประกอบการงาน คือ กสิกรรม พาณิชยกรรม โครักขกรรม รับราชการฝายทหาร รับราชการฝายพลเรือน หรือศิลปอยางใด อยางหนึ่ง เปนผูขยัน ไมเกียจครานในการงานนั้น ประกอบดวยปญญาเครื่องสอดสองอันเปนอุบาย ในการงานนั้น สามารถจัดทําได ดูกรพยัคฆปชชะ นี้เรียกวาอุฏฐานสัมปทาฯ” (องฺ.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.

เปนนักเลงหญิง 2.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 86 ฝดเคืองนัก ดวยคิดวา รายไดของเราจักตองเหนือรายจาย และรายจายของเราจักตองไมเหนือรายได ดูกรพยัคฆปชชะ ถากุลบุตรผูนี้มีรายไดนอย แตเลี้ยงชีวิตอยางโอโถง จะมีผูวาเขาวา กุลบุตรผูนี้ใช โภคทรัพยเหมือนคนเคี้ยวกินผลมะเดื่อ ฉะนั้น ก็ถากุลบุตรผูที่มีรายไดมาก แตเลี้ยงชีพอยางฝดเคือง จะมีผูวาเขาวา กุลบุตรผูนี้จักตายอยางอนาถา แตเพราะกุลบุตรผูนี้ รูทางเจริญและทางเสื่อมแหง โภคทรัพย แลวเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไมใหฟุมเฟอยนัก ไมใหฝดเคืองนัก ดวยคิดวา รายไดของเราจัก ตองเหนือรายจาย และรายจายของเราจักตองไมเหนือรายได ดูกรพยัคฆปชชะ นี้เรียกวาสมชีวิตา ฯ” (องฺ. มีมิตรชั่ว สหายชั่ว เพื่อนชั่ว ฯ” ทางเจริญแหงโภคสมบัติ “ดูกรพยัคฆปชชะ โภคทรัพยที่เกิดโดยชอบอยางนี้แลว ยอม มีทางเจริญ 4 ประการ คือ 1. ไมเปนนักเลงสุรา 3.23/144/291-292) .อฏฐก. ไมเปนนัก เลงสุรา 3. เปนนักเลงสุรา 3.อฏฐก. นักเลงหญิง 2. ไมเปนนักเลงการพนัน 4. มีมิตรดี สหายดี เพื่อนดี ดูกรพยัคฆปชชะ เปรียบเหมือนสระน้ําใหญ มีทางไหลเขา 4 ทาง ไหล ออก 4 ทาง บุรุษพึงเปดทางไหลเขา ปดทางไหลออกของสระนั้น ทั้งฝนก็ตกตองตามฤดูกาล ดวย ประการฉะนี้ สระน้ําใหญนั้นพึงหวังความเจริญอยางเดียว ไมมีเสื่อม ฉันใด โภคทรัพยที่เกิดโดย ชอบอยางนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยอมมีทางเจริญ 4 ประการ คือ 1. เปนนักเลงการพนัน 4. มีมิตรดี สหายดี เพื่อนดี ดูกรพยัคฆปชชะ ธรรม 4 ประการนี้ แล ยอมเปนไป เพื่อประโยชนเพื่อความสุขในปจจุบันแกกุลบุตร ฯ” (องฺ. มีมิตรชั่ว สหายชั่ว เพื่อนชั่ว ดูกรพยัคฆปชชะ เปรียบเหมือนสระน้ําใหญมีทางไหลเขา 4 ทาง ทางไหลออก 4 ทาง บุรุษพึงปดทางไหลเขา เปดทางไหลออกของสระนั้น ฝนก็มิตกตองตามฤดูกาล ดวยประการ ฉะนี้ สระน้ําใหญนั้นพึงหวังความเสื่อมอยางเดียว ไมมีความเจริญเลย ฉันใด โภคทรัพยที่เกิดโดย ชอบอยางนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยอมมีทางเสื่อม 4 ประการ คือ เปน 1.23/144/291) พุทธดํารัสที่ทรงตรัสถึงมรรควิธีของการดําเนินชีวิต เพื่อการบรรลุประโยชนใน ปจจุบันนี้ใหเปนผลสําเร็จดวยดีนั้น นอกจากปฏิบัติตามมรรควิธี 4 ประการนี้แลว พระองคยังตรัสถึง สาเหตุที่จะนําไปสูความเสื่อมวิบัติที่ควรละเวนและความเจริญยิ่ง ๆ ของโภคสมบัติที่ควรปฏิบัติไว ดังนี้วา ทางเสื่อมแหงโภคสมบัติ “ดูกรพยัคฆปชชะ โภคทรัพยที่เกิดโดยชอบอยางนี้แลว ยอม มีทางเสื่อม 4 ประการ คือ 1. ไมเปนนักเลงหญิง 2. ไมเปนนักเลงการพนัน 4. เปนนักเลงสุรา 3. เปนนักเลงการพนัน 4. ไมเปนนักเลงหญิง 2.

อฏฐก.23/144/293) 2) สีลสัมปทา ถึงพรอมดวยการรักษาศีล คือ รักษา กาย วาจา ใหเรียบรอย ไมมีโทษ มีความประพฤติถูกตอง ตั้งอยูในความดีงามสุจริต เมื่อไดระลึกถึงทําใหเกิดความสุขใจ มั่นใจในชีวิตวาดําเนินชีวิตเปนอยูมาดวยดี ไมไดทําผิดทําโทษอะไรเสียหาย ดังพุทธดํารัสนี้วา“ดูกร พยัคฆปชชะ สีลสัมปทาเปนไฉน กุลบุตรในโลกนี้เปนผูงดเวน จากการฆาเบียดเบียนผูอื่น จากการ ลักทรัพยผูอื่น จากการประพฤติผิดในกาม จากการพูดเท็จ และ เปนผูงดเวนจากการดื่มน้ําเมา คือ สุราและเมรัยอันเปนที่ตั้งแหงความประมาท ดูกรพยัคฆปชชะ นี้เรียกวาสีลสัมปทาฯ”(องฺ.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 87 สัมปรายิกัตถะ ประโยชนในชีวิตแหงภพตอไปในอนาคต พระพุทธองคสอนวา ยอมตั้งอยูบนฐานะของประโยชนปจจุบันนั่นเอง เพราะถาฐานะความเปนอยูในปจจุบันนี้ดีและมี ความมั่นคง ชีวิตในอนาคตก็ยอมจะดีมีความสุขไปดวย สามารถกาวไปสูประโยชนสุขในระดับที่ สองนี้ไดงาย คือ เมื่อมีจิตใจที่พัฒนามีคุณธรรมความเอื้อเฟอเผื่อแผอยากจะชวยเหลือเพื่อนมนุษย อยากจะบําเพ็ญประโยชนในสังคมขึ้นมา ก็ไดอาศัยสิ่งที่เปนประโยชนในระดับแรกมาชวย เชน นําเอาทรัพยสินเงินทองที่เปนวัตถุมาใชชวยเหลือเพื่อนมนุษย ยิ่งมีมากก็จะชวยไดมาก หลักพุทธจริยธรรมที่พระพุทธองคทรงสอนกุลบุตรเพื่อเปนมรรควิธีนําไปสูความสําเร็จในการดําเนินชีวิตใน สังคม คือ 1) สัทธาสัมปทา ถึงพรอมดวยศรัทธา คือ เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เชน เชื่อใน พระปญญาการตรัสรูของพระพุทธเจา และเชื่อในหลักศีลธรรมวา ทําดีไดดี ทําชั่วได และเชื่อวาผล แหงกรรมดีกรรมชั่วยอมมี เปนตน ความเชื่อเชนนี้กอใหเกิดการกระทําที่มั่นคงในคุณธรรมความดี ตาง ๆ ดังพุทธดํารัสนี้วา “ ดูกรพยัคฆปชชะ ก็สัทธาสัมปทาเปนไฉน กุลบุตรในโลกนี้มีศรัทธา คือ เชื่อพระปญญาตรัสรูของพระตถาคตวา แมเพราะเหตุนี้ ๆ พระผูมีพระภาคพระองคนั้น เปนผูตรัสรูดี แลวฯลฯ เปนผูเบิกบานแลว เปนผูจําแนกธรรม เชื่อในหลักกรรมและผลของกรรม ดูกรพยัคฆปชชะ นี้เรียกวาสัทธาสัมปทาฯ” (องฺ.23/144/293) .อฏฐก.อฏฐก.23/ 144/293) 3) จาคสัมปทา ถึงพรอมดวยการบริจาคทาน เปนการนําเอาประโยชนสุขที่ ตนมีมาแบงปนใหคนอื่นดวยน้ําใจเกื้อกูล และเปนการขจัดกิเลสขอมัจฉริยะ ความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแกตัว เปนตน ทําใหมีความสัมพันธกับเพื่อนมนุษยดวยความดีงาม เปนการเฉลี่ยความสุข ใหแกกันและกัน และผูใหก็ยอมไดเปนที่รัก ที่เคารพนับถือยกยองแกบุคคลทั่วไป ดังพุทธดํารัสนี้วา “ ดูกรพยัคฆปชชะ ก็จาคสัมปทาเปนไฉน กุลบุตรในโลกนี้ มีจิตปราศจากมลทินคือความตระหนี่ อยูครองเรือน มีจาคะอันปลอยแลว มีฝามือชุม ยินดีในการสละ ควรแกการขอ ยินดีในการจําแนก ทาน ดูกรพยัคฆปชชะ นี้เรียกวาจาคสัมปทาฯ” (องฺ.

อฏฐก.อฏฐก.23/144/293 -294) ปรมัตถะ ประโยชนอันสูงสุดคือนิพพาน เปนเปาหมายระดับสุดทายสูงสุดที่เปนสาระ แทจริงของชีวิตที่ชีวิตควรเขาถึง คือถึงแมชีวิตจะไดบรรลุประโยชน 2 ระดับนั้นแลว แตพระ พุทธองคทรงตรัสเตือนวายังไมสมบูรณ ยังตองอิงอาศัยในวัตถุ บุคคล เปนความสุขที่ยังตองขึ้นตอ สิ่งตาง ๆ ไมเปนอิสระ มีความผันแปรเปนไปตามเหตุปจจัย และเจือปนดวยความทุกขแฝงอยู พระองคจึงตรัสถึงปรมัตถประโยชนคือการรูแจงสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเปนจริง รูเทาทัน คติธรรมดาของสังขารธรรม ไมตกเปนทาสของโลกและชีวิต ไมถูกบีบคั้นดวยอํานาจความยึดมั่น ถือมั่น สามารถทําจิตใจใหเปนอิสระ ปลอดโปรงผองใส สะอาด สวาง สงบเย็น มีความสุขปราณีต ภายในเปนวิมุตติสุข หลักพุทธจริยธรรมที่พระพุทธองคทรงสอนกุลบุตรเพื่อเปนมรรควิธีนําไปสู การบรรลุประโยชนในระดับสูงนี้ คือ มรรค มีองค 8 ประการซึ่งเปนหลักแหงความประพฤติปฏิบัติ หรือระบบพุทธจริยธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา เปนคําสอนภาคปฏิบัติที่จะชวยใหการดําเนิน ชีวิตของมนุษยไปสูเปาหมายสูงสุด .พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 88 4) ปญญาสัมปทา ถึงพรอมดวยปญญา รูจักทางสวรรค บาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน มิใชประโยชน สิ่งใดควร ไมควร มีความรูความเขาใจในความจริงของสิ่งทั้งหลาย พอจะ ปฏิบัติตอสิ่งทั้งหลายที่ชีวิตเกี่ยวของสัมพันธ เชน เริ่มตั้งแตการบริหารใชจายจัดการทรัพยสิน เงินทองนั้นในทางที่จะเปนคุณประโยชนสมคุณคา และไมเกิดเปนปญหา เกิดทุกข ไมลุมหลงมัวเมา ประมาท เปนตน ดังพุทธดํารัสนี้วา “ดูกรพยัคฆปชชะ ก็ปญญาสัมปทาเปนไฉน กุลบุตรในโลกนี้ เปนผูมีปญญา คือ ประกอบดวยปญญาที่เห็นความเกิดและความดับ เปนอริยะ ชําแรกกิเลส ใหถึง ความสิ้นทุกขโดยชอบ ดูกรพยัคฆปชชะ นี้เรียกวาปญญาสัมปทา ดูกอนพยัคฆปชชะ ธรรม 4 ประการนี้แล ยอมเปนไปเพื่อประโยชนเพื่อความสุขในภายหนาแกกุลบุตรฯ” (องฺ.23/144/ 293) พุทธดํารัสที่ตรัสถึงมรรควิธีของการดําเนินชีวิต เพื่อการบรรลุประโยชนที่เปนดาน รูปธรรมหรือวัตถุธรรมในปจจุบันนี้ และดานนามธรรม เปนเรื่องของจิตใจที่ลึกซึ้ง เปนประโยชนที่ เลยจากตามองเห็น หรือเลยไปขางหนา หรือในสัมปรายภพตอไปในอนาคต เมื่อบุคคลปฏิบัติตาม มรรควิธีทั้ง 8 ประการแลว จะนําความสุขมาใหแกชีวิต ดังพุทธดํารัสนี้วา “คนหมั่นในการทํางาน ไมประมาท จัดการงานเหมาะสม เลี้ยงชีพพอเหมาะ รักษาทรัพยที่หามาได มีศรัทธา ถึงพรอมดวย ศีล รูถอยคํา ปราศจากความตระหนี่ ชําระทางแหงสัมปรายิกประโยชน เปนนิตย ธรรม 8 ประการดัง กลาวนี้ของผูครองเรือน ผูมีศรัทธา อันพระพุทธเจาผูมีพระนามอันแทจริงตรัสวา นําสุขมาใหในโลก ทั้งสอง คือ ประโยชนในปจจุบันนี้และความสุขในภายหนา บุญ คือ จาคะนี้ยอมเจริญแกคฤหัสถดวย ประการฉะนี้ฯ” (องฺ.

การประกอบ ตนใหพัวพันดวยกามสุขในกามทั้งหลาย เปนธรรมอันเลว เปนของชาวบานเปนของปุถุชน ไมใช ของพระอริยะ ไมประกอบดวยประโยชน 2.สํ. อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบตนไวดวยความลําบาก หรือการ ทรมานตนดวยวิธีการตาง ๆ ดังนี้วา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอยางนี้อันบรรพชิตไมควรเสพ คือ 1. การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแกตน เปนความ ลําบาก ไมใชของพระอริยะ ไมประกอบ ดวยประโยชน” (วินย.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.ม.19/1664/528) พระพุทธองคทรงแสดงมรรควิธี 8 อยาง หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวามัชฌิมปฏิปทา อันเปนทางสายกลางซึ่งเปนทางแหงปญญา ที่ทําการดวยความรูความเขาใจตรงตามเปาหมายของ เรื่องนั้น ๆ กิจนั้น ๆ จะสามารถแกปญหาขจัดทุกขไดสําเร็จ ทางสายกลางบางทีก็เรียกวา ความ พอเหมาะ พอดี ความสม่ําเสมอแหงความเพียร (วิริยสมตา) ไมตึงเกินไป และไมหยอนเกินไป เปน ความเพียรที่นําไปสูเปาหมาย เมื่อเห็นวายังไมบรรลุก็ไมลมเลิกกลางคัน ดังนี้วา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไมเขาไปใกลที่สุดสองอยางนั้น ตถาคต ไดตรัสรูแลวดวยปญญาอันยิ่ง ทําดวงตาใหเกิด ทําญาณใหเกิด ยอมเปนไปเพื่อความสงบเพื่อความรู ยิ่ง เพื่อความตรัสรู เพื่อนิพพาน” “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตไดตรัสรูแลวดวยปญญาอันยิ่ง ทําดวงตาใหเกิด ทําญาณใหเกิด ยอมเปนไปเพื่อความสงบเพื่อความรูยิ่ง เพื่อความตรัสรู เพื่อนิพพาน นั้น เปนไฉน?” “ปฏิปทาสายกลางนั้น ไดแกอริยมรรค มีองค 8 นี้แหละ คือ 1. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ) 7.19/1664/528) “มรรควิธี” มีชื่อเต็ม ๆ วา อริยอัฏฐังคิกมัคค (อริย+อัฏฐังคิก+มัคค) เรียกเปนภาษาไทย วา อริยอัฏฐังคิกมรรค บาง อริยอัษฎางคิกมรรค บาง อารยอัษฎางคิกมรรค บาง แปลวา ทางมีองค . สัมมาทิฏฐิ (ปญญา อันเห็นชอบ) 2.สัมมากัมมันตะ(การงาน ชอบ) 5.ม.4/13/18.สํ.ม. สัมมาสติ (ระลึกชอบ) 8. กามสุขัลลิกานุโยค คือ การประกอบตนหมกหมุนอยูในกามสุข 2.สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) 4.4/13/18. (จริยศาสตรศึกษา) / 89 1) มรรควิธี 8 ประการ มีพุทธดํารัสที่ตรัสถึงมรรควิธีเพื่อการดําเนินชีวิตใหบรรลุเปาหมายสูงสุดนั้น ใน เบื้องตนตองงดเวนจากการเขาไปของแวะกับที่สุด 2 อยาง คือ 1.สัมมาสังกัปปะ (ความดําริชอบ)3.สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตชอบ)” “ดูกอนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตไดตรัสรูแลวดวย ปญญาอันยิ่ง ทําดวงตาใหเกิด ทําญาณใหเกิด ยอมเปนไปเพื่อความสงบ เพื่อความรูยิ่ง เพื่อความ ตรัสรู เพื่อนิพพาน”(วินย.สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีวิตชอบ) 6.

พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 90 แปดประการอันประเสริฐ ทางมีองคแปดของพระอริยะ ทางมีองคแปดที่ทําใหคนเปนพระอริยะ ทางมีองคแปดที่พระพุทธเจาคนพบ หรือมรรควิธีอันประเสริฐ 8 อยาง ดังนี้ 1. สัมมาวายามะ เพียรพยายามชอบ “สัมมาวายามะ เปนไฉน ภิกษุในธรรม วินัยนี้ เกิดฉันทะพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว ตั้งจิตไว เพื่อมิใหอกุศลธรรมอันลามกที่ ยังไมเกิดบังเกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแลว เพื่อใหกุศลธรรมที่ยังไมเกิดบังเกิด ขึ้น เพื่อความตั้งอยูไมเลือนหาย เจริญยิ่ง ไพบูลย มีขึ้น เต็มเปยมแหงกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแลว อันนี้ เรียกวา สัมมาวายามะฯ” 7. สัมมากัมมันตะ การกระทําชอบ “สัมมากัมมันตะเปนไฉน การงดเวนจาก การฆาสัตว งดเวนจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิไดให งดเวนจากการประพฤติผิดในกาม อันนี้เรียกวา สัมมากัมมันตะฯ” 5. สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ “สัมมาสมาธิ เปนไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัด จากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปติ และสุขเกิดแตวิเวกอยูเธอ บรรลุทุติยฌาน มีความผองใสแหงจิตในภายใน เปนธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบไป ไมมี วิตก ไมมีวิจาร มีปติและสุขอันเกิดแตสมาธิอยู เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขดวยกาย . สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ “สัมมาอาชีวะ เปนไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิด(มิจฉาชีพ)เสีย(เชน การคาขายชีวิตมนุษย อาวุธสงคราม ยาพิษ ยาเสพติด เปนตน) สําเร็จการเลี้ยงชีพดวยการเลี้ยงชีพที่ชอบ(สัมมาชีพ) อันนี้เรียกวา สัมมาอาชีวะฯ” 6. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ “ก็สัมมาทิฏฐิเปนไฉน ความรูในทุกข ความรูใน ทุกขสมุทัย ความรูในทุกขนิโรธ ความรูในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อันนี้เรียกวา สัมมาทิฏฐิฯ” ไดแก เห็นในอริยสัจ 4 2. สัมมาสังกัปปะ ความดําริชอบ “สัมมาสังกัปปะเปนไฉน ความดําริในการ ออกจากกาม ความดําริในความไมพยาบาท ความดําริในอันไมเบียดเบียน อันนี้เรียกวาสัมมาสังกัปปะ ฯ” 3. สัมมาสติ ระลึกชอบ “สัมมาสติ เปนไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็น กายในกายอยู มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กําจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียไดพิจารณาเห็น เวทนาในเวทนาอยู ฯลฯ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู ฯลฯ พิจารณเห็นธรรมในธรรมอยู มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได อันนี้เรียกวา สัมมาสติฯ” 8. สัมมาวาจา เจรจาชอบ“สัมมาวาจาเปนไฉน การงดเวนจากการพูดเท็จ งดเวน จากการพูดสอเสียด งดเวนจากการพูดคําหยาบ งดเวนจากการพูดเพอเจอ(คําพูดไมมีประโยชนไร สาระ) อันนี้เรียกวา สัมมาวาจา ฯ” 4.

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.2 3. 10/299/248 -250) 2) ไตรสิกขา 3 ประการ หลักไตรสิกขาในพระพุทธศาสนา จัดเปนระบบการปฏิบัติที่สมบูรณ มีขอบเขต ครอบคลุมมรรควิธี 8 ประการทั้งหมด และเปนการนําเอาเนื้อหาของมรรควิธีไปใชอยางหมดสิ้น บริบูรณ เปนมาตรฐานสําหรับแสดงหลักการปฏิบัติธรรม และใชเปนแมบทในการบรรยายวิธีปฏิบัติ เพื่อการบรรลุเปาหมายสูงสุดของชีวิต ไตรสิกขา ไดแก อธิศีลสิกขา การฝกความประพฤติสุจริต ทางกาย วาจา และอาชีวะ อธิจิตตสิกขา การฝกสมรรถภาพจิต คุณภาพจิต และสุขภาพจิต ใหเปนจิต ที่เขมแข็ง มั่นคง ควบคุมได มีคุณธรรมในใจที่ดี และมีสุข อธิปญญาสิกขา การฝกปญญาใหเกิด ความรูความเขาใจในสิ่งทั้งหลายตามความเปนจริง ดูอธิบายรายละเอียดเรื่องไตรสิกขานี้ ใน3.2.ม.ม.1 ญาณวิทยาในพุทธศาสนา ในการพิจารณาถึงพุทธญาณวิทยานั้น ควรทําความเขาใจเบื้องตนในปญหาตาง ๆ ซึ่ง เกี่ยวของกับญาณวิทยาและทฤษฎีความรูพื้นฐานทั่วไปกอนวา “ญาณวิทยา” ทําหนาที่ศึกษาปญหา เรื่องความรู โดยศึกษาวามนุษยสามารถรูความจริงสูงสุดไดอยางไร มนุษยไดรับความรูมาทางใดบาง ความรูที่มนุษยไดรับมานั้นมี่กี่ประเภท และมีความสัมพันธตอการดําเนินชีวิตอยางไร ในเบื้องตนนี้ จะไดแสดงคําที่เกี่ยวกับความรูของพระพุทธศาสนา คือ คําวา “ปญญา” และ “ญาณ” กอน เพื่อจักไดทําความเขาใจเรื่อง “ความรู” ในพุทธญาณวิทยาไดดียิ่งขึ้นตอไป ปญญา : ความรู แกนกลางแหงการพัฒนาศักยภาพของมนุษย ซึ่งเปนสิ่งที่มนุษย ตองการแทจริง คือ “ปญญา” ปญญาเปนองคธรรมที่ทําใหมนุษยเกิด “ความรู” ในความจริงของ ธรรมชาติ เมื่อมนุษยรูความจริงของสิ่งทั้งหลายแลวก็จะไดนําเอาความรูในความจริงนั้นมาใช . (จริยศาสตรศึกษา) / 91 เพราะปติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญวา ผูไดฌานนี้ เปนผูมีอุเบกขา มีสติอยู เปนสุข เธอบรรลุจตุตถฌาน ไมมีทุกขไมมีสุข เพราะละสุขละทุกข และดับโสมนัส โทมนัสกอนๆ ได มีอุเบกขาเปนเหตุใหสติบริสุทธิ์อยู อันนี้เรียกวา สัมมาสมาธิ ฯ (ที.2.2 การศึกษาแนวพุทธ พุทธศาสนาเปนศาสนาแหงการศึกษาที่นําเอาการศึกษาเขามาเปนสาระสําคัญ เปนเนื้อ แทของการดําเนินชีวิต และทําใหการดําเนินชีวิตของมนุษยเปนไปดวยความดีงามถูกตอง โดยการ ปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา เทากับวาหลักการศึกษาแนวพุทธจึงเปนการศึกษาที่ใหเกิดความรูในเรื่อง ของธรรมชาติชีวิตมนุษย และระบบการดําเนินชีวิตทั้งหมดตลอดเวลา 3.

2537:72) สรุปแลวความหมายของปญญาในพุทธญาณวิทยา คือ มีการบรรลุสัจจะ(ความจริง) เปนลักษณะ มีการศึกษาคนควาเปนกิจ มีความไมหลง(โมหะ อวิชชา)เปนปจจุปฏฐาน มีสัจจะ 4 เปน ปทัฏฐาน และมีอริยสัจ 4 เปนปทัฏฐาน . 34/79/25) ปญญา ในคัมภีรพระวิสุทธิมรรค อธิบายวา ปญญา มีประการเปนอันมากในโลกนี้ ความฉลาดในศิลปวิทยาการตาง ๆ ในการทําไร ทํานา การคาขายขวนขวายใหเกิดทรัพยสมบัตินั้น และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้น ปญญาจึงเปนการรอบรูในวิทยาการตาง ๆ ในโลก แตปญญาในความ หมายของพระพุทธศาสนา หมายเอาปญญาที่เกิดจากวิปสสนาญาณที่สัมปยุตตประกอบดวยกุศลจิต รูดี รูชอบ รูพิเศษ โดยอาการตาง ๆ พิจารณาเห็นไตรลักษณ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และอริยสัจ 4 เปนวิถีทางที่จะนําไปสูการหลุดพนจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน ในขั้นสุดทาย(วิสุทฺธิ.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 92 ประโยชนตาง ๆ เชน เมื่อมนุษยรูเหตุปจจัย รูองคประกอบของสิ่งตาง ๆ ถูกตองแลว จึงนําความรูนั้น มาใชปฏิบัติตอสิ่งทั้งหลายไดถูกตอง แกปญหาความติดขัด คับของ บีบคั้นหรือความเปนทุกขของ ชีวิตที่เกิดขึ้นไดจนเปนผลสําเร็จสามารถผานลุลวงปรุโปรงปลอดพนไปเปนอิสระ ดวยเหตุนี้มนุษย จึงตองพัฒนาปญญาขึ้นมาเพื่อใหเกิดความรูเขาใจสิ่งทั้งหลายไดถูกตอง ดังนั้น องคธรรม คือ “ปญญา” หรือ ความรูนี้เปนสิ่งสําคัญที่จะทําใหเกิดประโยชนแกชีวิตที่แทจริง ความหมายแหงปญญา ปญญา คือ ความรอบรู ความรูทั่ว ความฉลาดอันเกิดแตการเรียนและการคิด(ราชบัณฑิตยสถาน.อ. 2538 : 528) ปญญา คือ ความรอบรู ญาณ การวินิจฉัยธรรม การจําแนก การกําหนดหมาย การวิจัยที่ เปนการศึกษาอันชํานาญและชาญฉลาด ในการพิจารณาก็เปนการเห็นชัดเจนและไดความรู ปญญา คือความฉลาด ปญญินทรีย ปญญาพละ ปญญาเหมือนศาสตรา ปญญาเหมือนประสาท ปญญาคือ ประทีป ปญญาคือรัตนะ ความไมหลง ธรรมวิจัย สัมมาทิฏฐิเหลานี้เรียกวา ปญญา (อภิ. 2538:22-23)ความรูนั้นหมายเอาการรูเรื่อง โลกและชีวิต รูความเปนไปของโลกและความสัมพันธของชีวิตอันมีตอโลกและสังคมมนุษยดวยกัน เปนการรูเขาใจมองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเปนจริงหรือตามที่มันเปน (พระธรรมปฎก (ป. 3/1-10) ปญญา แปลกันมาวา ความรอบรู รูทั่ว รูชัด คือ รูทั่วถึงความจริงหรือรูตรงตามความ เปนจริง เชนวา รูเหตุรูผล รูดีรูชั่ว รูถูกรูผิด รูควรไมควร รูคุณรูโทษ รูประโยชนมิใชประโยชน รูเทาทันสังขาร รูองคประกอบ รูเหตุปจจัย รูที่ไปที่มา รูความสัมพันธระหวางสิ่งทั้งหลาย รูตาม ความเปนจริง รูถองแท เขาใจทองแท รูเขาใจสภาวะ รูพินิจพิจารณา รูวินิจฉัย รูที่จะจัดแจงจัดการ หรือดําเนินการอยางไร ๆ(พระธรรมปฎก(ป. ปยุตฺโต).ปยุตฺโต).อ.สํ.

จินตามยปญญา ปญญาเกิดจากการคิด การใครครวญ การพิจารณาไตรตรอง การ คาดคะเน ดวยเหลักของเหตุผลดวยตนเอง ที่เรียกวา “โยนิโสมนสิการ” 3. วิ. อภิ.ม.ศ.2534 : 186 ) เปนไวพจน คําหนึ่งของปญญา แตมักใชไปในความหมายที่จําเพาะกวา คือ เปนปญญาที่ทํางานออกผลมา เปนเฉพาะเรื่อง ๆ เชน กัมมัสสกตาญาณ ความหยั่งรูที่สัตวมีกรรมเปนของตน อตีตังสญาณ ปรีชาหยั่งรูสวนอดีต สัจจานุโลมิกญาณ ความหยั่งรูสอดคลองกับสัจจะ ฐานาฐานญาณ ปรีชา หยั่งรูการณที่เปนไปไดและเปนไปไมได นานาธิมุตติกญาณ ปรีชาหยั่งรูอัธยาศัยแนวโนม ความเชื่อ ความสนใจของสัตวทั้งหลายที่ตาง ๆ กัน เปนตน(พระธรรมปฎก (ป.อ. สุตมยปญญา ปญญาที่เกิดจากการฟงโดยตรง จากบุคคลที่นาเชื่อถือได เชน ครู อาจารยที่รูจริงในสาขาวิชานั้น โดยออมจากการศึกษาจากตําราที่ผูรูไดนิพนธไว หรือขาวสารความรู จากสื่อมวลชนตาง ๆ 2.50) ญาณจะเกิดขึ้นโดยอาศัยการพัฒนา ฝกฝน อบรมจิตเปนสําคัญ ญาณ เปนความรูอิสระที่ไมไดเกิดจากการคิดตามหลักเหตุผล แตเกิดจากการทําจิตให สงบอยางสมบูรณตามหลักสมาธิอันถูกตองแลวนําจิตนั้นไปเพงดูสวนตาง ๆ เปนความรูที่บริสุทธิ์ เกิดขึ้นเองโดยปจจุบันทันดวนแบบฉับพลัน เปรียบไดกับการเปดสวิตชแลวไฟสวางจาขึ้นในที่มืด เปนความรูที่ออกไปสัมผัสกับตัวสภาวะความจริง(สัจจะ)ที่เปนอยูขางนอกโดยตรงที่แจมแจงชัดเจน (แสง จันทรงาม. (จริยศาสตรศึกษา) / 93 อีกอยางหนึ่ง ความเขาใจแจมแจงเปนลักษณะของปญญา การรูสภาวะธรรมดาตาม ความเปนจริงเปนกิจ การกําจัดความมืดคืออวิชชาเปนปจจุปฏฐาน ปฏิสัมภิทา 4 ตามหลักเหตุผล คือ อัตถปฏิสัมภิทา ปญญาแตกฉานในอรรถ ธัมมปฏิสัมภิทา ปญญาแตกฉานในธรรม นิรุตติปฏิสัมภิทา ปญญาแตกฉานในนิรุกติ คือ ภาษา และปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปญญาแตกฉานในไหวพริบปฏิภาณเปน ปทัฏฐานของปญญา วิธีทําใหเกิดปญญา 3 อยาง พระพุทธเจาตรัสไวในเรื่องปญญาวา ปญญาความรูจะเกิดได 3 วิธี คือ 1.ปา. ปยุตฺโต). 11/228/231. ภาวนามยปญญา ปญญาที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติฝกหัดอบรม เปนความรูที่เกิด จากประสบการณของการปฏิบัติจริงของผูลงมือทํา ลงมือปฏิบัติจริง ๆ (ที. 2538 : 49 .35/804/438) ญาณ : ความรู ความหยั่งรู คําวา “ญาณ” นี้ หมายถึง ปรีชาหยั่งรู หรือปรีชากําหนดรู ดวยอํานาจสมาธิเปนพิเศษ(พจนานุกรม ฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. 2530.2534 : 79) .

ดานอารมณ เปลี่ยนจากความเครียด เดือนรอนวุนวาย เปนความสงบเย็น เปลี่ยน จากความโกรธเปนการใหอภัย 4. ดานพฤติกรรม เปลี่ยนจากความชั่วเปนความดี จากการทําลายเปนสรางสรรค จาก การเห็นแกตัวการแยงชิงเบียนเบียนทําลายผูอื่น เปนการชวยเหลือเห็นใจผูอื่น(แสง จันทรงาม. จมูก ไดดมกลิ่น เกิดความรูวา หอม เหม็น. ดานคุณภาพจิต เปลี่ยนจากความสกปรกหมักหมมดวยอํานาจของกิเลส ตัณหา ไป สูความสะอาดบริสุทธิ์ของจิต กลายเปนจิตที่สะอาด สวาง สงบ 3. ดานชีวิตที่มีปญหา เปลี่ยนจากความไมรู(อวิชชา) เปนความรู(วิชา) จากความทุกข (ทุกข)ไปสูภาวะไรทุกข(สุข) เปลี่ยนจากความมืด(โมหะ) เปนความสวาง 2. ดานทัศนคติ เปลี่ยนจากความยึดมั่นถือมั่นเปนการปลอยวาง (ละอุปาทาน) จาก ความเห็นผิด(มิจฉาทิฏฐิ) เปนความเห็นถูก(สัมมาทิฏฐิ) จากการทําเพื่อมุงแตประโยชนตนฝายเดียว ดวยความโลภ ความตระหนี่ เปนการสละให จุนเจือเอื้อเฟอเผื่อแผประโยชนที่ตนไดนั้นไปสูผูอื่น 5. หู ไดยิน เสียง เกิดความรูวานี่เปนเสียงทุม แหลม คอย. ใจ รับรู ธรรมารมณตาง ๆ เกิดความรูวา ทุกข สุข สบาย ๆ ความรูระดับนี้เปน ความรูพื้นฐานที่ทุกคนพึงไดพึงมี กลาวคือ ความรูจะเกิดขึ้นไดเพราะอาศัยประสบการณหรือมี ประสบการณเปนจุดตั้งตน ซึ่งหมายถึงการรับรูดวยประสาทสัมผัสตามปกติสามัญที่มนุษยทุกคน . 2526 : 20 -21) ก.กาย ถูกตอง โผฏฐัพพะ เกิดความรูวา นุม แข็ง รอน เย็น. ลิ้น ไดลิ้ม รส เกิดความรูวา หวาน เปรี้ยว เผ็ด ขม .พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 94 ประโยชนของปญญา และ ญาณ ความรูที่เกิดจาก ปญญา และ ญาณ นั้นชวยใหบุคคลสามารถนําเอาความรูมาใชจัดแจง จัดทํา สืบคนเหตุปจจัย แยกแยะ วิเคราะห ดําเนินการตาง ๆ ใหสําเร็จผล รูเทาทันธรรมดาของโลก และชีวิตตามความเปนจริงชวยทําใหมนุษยบรรลุประโยชนในเปาหมายของการดําเนินชีวิต 3 ระดับ ขางตนนั้น การพัฒนาทางปญญาในพระพุทธศาสนานําไปสูการเปลี่ยนแปลงชีวิตดานตาง ๆ ดังนี้ 1. ที่มาของความรู ความรูทุกชนิดไมวาจะเปนความรูทางศาสนาหรือทางอื่นใด ยอมมีแหลงกําเนิดหรือที่ มาของความรู ดังนั้น การศึกษาใหรูที่มาของความรูจะกอใหเกิดประโยชนคือทําใหเกิดความรูความ เขาใจไดกวางขวางขึ้นวาความรูเกิดขึ้นมาไดอยางไร ตามปกติความรูทุกแขนงที่มีอยูในโลกนี้ยอม เกิดมาจากแหลงสําคัญ 6 ประการ คือ 1) ประสาทสัมผัส ความรูเกิดจากการสัมผัสกันระหวาง ตา เห็น รูป เกิดความรูวา เปนรูปอะไร.

2534 : 117-118) 5) เกิดจากการคิดอนุมาน (Inference) คือ การคิดหาบทสรุปซึ่งเราไมรูมากอนโดย อาศัยสิ่งที่เรารูอยูแลวเปนฐาน เชน นักเรียนทุกคนที่เกียจครานไมตั้งใจเรียนยอมสอบตก ซึ่งเปน พื้นฐานที่เรารูอยูกอนแลว ตอมาเราเห็นเพื่อนของเราเกียจครานและไมตั้งใจเรียน เราก็อนุมานเอาวา เขาจะสอบตก ถึงแมวาขณะนี้เขายังไมไดสอบก็ตาม หรือเราเห็นคนที่เกิดมาแลวทุกคนตองตายเราก็ อนุมานเอาวาแมตัวเรานี้วันหนึ่งก็ตองตาย ความรูที่ไดจากการคิดอนุมานบางทีก็เรียกวาความรู ทางออม(mediate)หรือความรูทางตรรกวิทยา(logic) เปนความรูทางปรัชญา ทางวิทยาศาสตรอาศัย ความรูอนุมานเปนอันดับแรก เรียกความรูในระดับนี้วาสมมติฐาน โดยการนําเอาสมมติฐานที่ไดนั้น .ม.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. (จริยศาสตรศึกษา) / 95 ประสบอยูในชีวิตประจําวัน เปนการรับรูดวยอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับ อายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ เกิดเปนความรูตาง ๆ ขึ้นมา ความรูแบบนี้บางทีก็เรียกวา ความรูประจักษ(immediate) ความรูประสบการณ (experiential) และความรูภววิสัย (empiric) หรือ(objective) 2) เกิดจากคิดเหตุผล ความรูชนิดนี้มีจุดตั้งตนที่จิต โดยอธิบายวายังมีความจริงแท อยูนอกขอบเขตของประสาทสัมผัสและสามารถรูไดดวยอาศัยเหตุผลซึ่งอาศัยวิธีการนิรนัย(Deduction)เปนหัวใจของการแสวงหาความรู ความรูเปนสิ่งที่มีอยูในจิตแลวกอนเกิด (Innateideas) ไม ตองอาศัยสัมผัสก็อาจพบความรูจริงได ความรูเชนนี้ เชน ความรูทางคณิตศาสตร เรขาคณิต เปนตน 3) อัชฌัตติกญาณ ความรูเกิดจากการคิดไตรตรอง เปนการพิจารณาสภาวะทั่วไปทั้ง ภายในและภายนอก ซึ่งเปนกิจกรรมของจิตโดยตรงมีอยู 2 ระดับ ระดับสามัญเรียกวา สามัญสํานึก (Common sense) และความรูอยางพิเศษที่เกิดขึ้นโดยปจจุบันทันดวนแบบฉับพลัน จากการปฏิบัติ ธรรมโดยตรง เรียกวา บรรลุ หรือตรัสรู(Transcendentalintuition)อุปมาคลายกับเปดสวิตชแลว ไฟสวางจาขึ้นในที่มืดทําใหเห็นความจริงแทของสิ่งตาง ๆ อยางแจมแจงชัดเจน ความรูแบบนี้เกิดขึ้น เองในเมื่อจิตสงบเปนสมาธิอยางเต็มที่แลวเพงดูปรากฏการณแหงชีวิต วิธีที่จะไดความรูระดับพิเศษ นี้จะตองไดโดยการปฏิบัติตามมรรคมีองค 8 เทานั้น เปนความรูในพุทธศาสนา 4) ความรูวิวรณ(Revelation) คือ การเปดเผยตัวของสิ่งเหนือธรรมชาติ (Super natural manifestation) เปนความรูที่ไมผานกระบวนการความรูอยางธรรมดาเปนเรื่องนอกเหนือ ธรรมชาติ ศาสนาประเภทเทวนิยม เชน ศาสนาคริสต อิสลาม เปนตน ยอมรับความรูประเภทนี้และมี ความเชื่อวาความรูบางอยางมนุษยไมสามารถที่จะรูไดเอง เพราะมนุษยมีความสามารถทางสติปญญา จํากัด ตองอาศัยการชี้แนะหรือการบอกผานจากเทพเจาซึ่งเปนสัพพัญู(Omniscient) รูในทุกสิ่ง ทุกอยาง พระองคมีความสงสารในมนุษยจึงเปดเผยความรูใหมนุษยไดทราบโดยวิธีการตาง ๆ และ ตองอาศัยศรัทธาเทานั้นจึงไดความรูนี้มา เพราะศาสนาประเภทเทวนิยมมีมูลบทของตนตั้งอยูบน ความเชื่อ(Dogmatic) (ดร.เดือน คําดี.

3) ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่เชื่อถือปฏิบัติถายทอดสืบตอ ๆ กันมา (แสง จันทรงาม. 2533 : 23) ความรู จากหลักฐานตาง ๆ ที่เจาชายตองศึกษา มี 18 ประการ ดังนี้ 1.2) คัมภีรหรือตํารา ที่ทานผูรูเขียนบันทึกไว 6.70) ที่มาของความรูจากหลักฐานพุทธประวัติ ในพุทธประวัติมีหลักฐานแสดงใหทราบวา พระพุทธองคทรงไดความรูตาง ๆ มาจาก การศึกษาทั้งในสํานักอาจารยที่มีอยูในสมัยนั้น และจากการศึกษาคนควาดวยพระองคเอง ดังนั้น ความรูของพระพุทธองคจึงมีที่มา 2 วาระ ดังนี้ วาระที่ 1 : กอนผนวช ที่มาของความรูเริ่มตั้งแตเกิดจากประสบการณดานประสาท สัมผัส คือ แรกประสูติมานั้นประสาทสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ตา สามารถจดจําแยกแยะรูไดวา ผูนี้เปนบิดา มารดา หูจําเสียงที่คุนเคย กายรูสัมผัสที่ใหความรักที่อบอุนและความปลอดภัย เปนตน เปนความรูที่เกิดจากสัญชาตญาณของการดํารงอยูของสิ่งมีชีวิตเริ่มแรก ความรูที่ไดตอมาเกิดจาก หลักฐานความรูสําเร็จรูปจากครูอาจารย คัมภีร ตํารา ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีอยูแลวในสมัยนั้น โดยเมื่อพระสิทธัตถกุมารเจริญพระชมมพรรษาได 7 ขวบ พระราชบิดาเห็นสมควรที่จะศึกษา ศิลปวิทยาไดแลว จึงทรงพาไปมอบไวในสํานักครูวิศวามิตรเพื่อศึกษาศิลปศาสตรตาง ๆ เพื่อให เจาชายไดมีความรูไวใชในการปกครองบานเมือง(พระพิมลธรรม(ชอบ อนุจารี). วิเสสิกา ความรูการอันทําใหเกิดมงคล 7. คณิกา วิชาบริหารรางกาย .1) ทานผูรู เชน ครู อาจารย นักปราชญ ศาสดา 6.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 96 ไปพิสูจนใหเห็นเปนประจักษเสียกอน ความรูที่ไดนั้นจึงกลายเปนทฤษฎี(theory) หรือกฏ(low) ตอไป 6) เกิดจากหลักฐานตาง ๆ(Authority) คือ ในที่นี้หมายถึงแหลงที่มีความรูสําเร็จรูป อยูกอนแลว สามารถถายทอดไปยังคนอื่น ๆ ไดทันที หลักฐานสําคัญ ๆ มีดังนี้ 6. สังขยา วิชาการคํานวณ 4. สูติ วิชาความรูพื้นฐานทั่ว ๆ ไป 2. คันธัพพา วิชานาฏศิลป 8. โยคยันตร วิชาการชางยนต 5. สัมมติ วิชาความรูกฎขนบธรรมเนียมประเพณีตาง ๆ 3. 2534 : 69 . นีติ นิติศาสตรวิชากฏหมาย 6.

เกตุ วาทศิลป 17.ม. อิติหาสา วิชาตํานานหรือประวัติศาสตร 13. โชติ วิชาดาราศาสตร 14. ปุราณา วิชาโบราณคดี 11. ธนุพเพทา วิชายิงธนู 10.2540 : 14 -17) ความรูที่ไดมาในระยะนี้เปนผลจากการ ศึกษาอบรม ควบคูไปกับความรูจากการพิจารณาไตรตรองดวยเหตุผล ความรูในระดับตาง ๆ ที่กลาว มานี้เปนความรูระดับโลกียะ คือ ความรูที่เจือปนดวยกิเลสหรือความรูที่ยังเกี่ยวของอยูกับโลก ความรูที่สําคัญที่เปนผลมาจากการคิดอนุมานตามหลักของเหตุและผลในปรากฏการณ ที่ประสบเห็น อันนํามาซึ่งการแสวงหาเพื่อความหลุดพนจากกิเลสเริ่มขึ้นเมื่อวันหนึ่ง ขณะเจาชาย สิทธัตถะประพาสพระราชอุทยาน โดยรถพระที่นั่ง ไดทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง 4 คือ คนแก คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ในระหวางทาง ทรงเบื่อหนายในกามสุข ตั้งตนแตไดทรงเห็นคนแก เปนลําดับไป ทรงหยั่งเห็น ความแก ความเจ็บ ความตาย ครอบงํามหาชนอยูทุกคน ไมลวงพนไปได ทุกคนตองเปนอยางนั้น เพราะโทษที่ไมไดฟงคําสอนของนักปราชญ เห็นผูอื่นแก เจ็บ ตาย ยอม เบื่อหนายเกลียดชัง ไมคิดถึงตัววาจะตองเปนเหมือนอยางนั้นบาง เมาอยูในวัย ในความไมมีโรค และ ในชีวิต เหมือนหนึ่งเปนคนจะไมตองแก เจ็บ ตาย มีแตขวนขวายหาของอันมีสภาวะเชนนั้น ไมคิด อุบายเครื่องพนบางเลย ถึงพระองคก็มีอยางนั้นเปนธรรม แตจะเกลียดเบื่อหนายเหมือนอยางเขา ไมควรแกพระองคเลย เมื่อทรงดําริอยางนี้แลว ก็ทรงบรรเทาความเมา 3 ประการ คือ เมาในวัย เมาในความไมมีโรค และเมาในชีวิต กับทั้งความเพลิดเพลินในกามสมบัติเสียได จึงทรงดําริตอไปวา “ธรรมดาสภาวะทั้งปวง ยอมมีของที่เปนขาศึกตอกัน เชน มีรอนก็มีเย็นแก มีมืดก็มีสวางแก บางทีจะ มีอุบายแกทุกข 3 อยางนั้นไดบางกระมัง ก็แตวา การที่จะแสวงหาอุบายแกทุกข 3 อยางนั้น เปนการ ยากอยางยิ่งสําหรับผูที่ยังของอยูในฆราวาสวิสัย จะแสวงหาไมได เพราะฆราวาสนี้เปนที่คับแคบนัก และเปนที่ตั้งแหงอารมณอันทําใจใหเศราหมอง เหตุความรัก ความชัง ความหลง ดุจเปนทางมาแหง ธุลี บรรพชาเปนชองวาง พอเปนที่แสวงหาอุบายนั้นได” ทรงดําริอยางนี้แลวก็มีพระอัธยาศัยนอมไป . มันตา วิชามนต 18. ฉันทสา วิชาการประพันธ 16. ติกิจฉา วิชาแพทย 12. (จริยศาสตรศึกษา) / 97 9.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. มายา วิชาพิชัยสงคราม 15. สัททา วิชาไวยากรณ เจาชายทรงเรียนไดวองไว จบสิ้นความรูของอาจารยจนหาผูใดเปรียบไมมีปรากฏเปน อัศจรรย (พระเทพเวที(ประยุทธ ปยุตฺโต).

มู.12/317-319/317-323) ครั้งนั้น อุปมา 3 ขอ จากการวิเคราะหพิจารณาผานประสบการณที่พบเห็นมา ปรากฏ แจมแจงแกพระองควา สมณพราหมณเหลาใดเหลาหนึ่ง ซึ่งมีกายไมไดหลีกออกจากกาม และมีความพอใจ รักใครในกาม ยังละใหสงบระงับไมไดดี สมณพราหมณเหลานั้นแมไดเสวยทุกขเวทนาอันกลา เผ็ดรอน ที่เกิดเพราะความเพียรก็ดี ไมไดเสวยก็ดี ก็ไมควรจะตรัสรู เหมือนไมสดที่ชุมดวยยาง บุคคลแชไวในน้ํา บุรุษมีความตองการดวยไฟ ถือเอาไมสีไฟมาสีเขา ดวยหวังจะใหเกิดไฟ บุรุษนั้นก็ ไมอาจใหไฟเกิดขึ้นได ตองเหน็ดเหนื่อยลําบากเปลา เพราะไมนั้นยังสด มียาง ทั้งยังแชอยูในน้ํา สมณพราหมณเหลาใดเหลาหนึ่ง แมมีกายหลีกออกจากกามแลว แตยังมีความรักใคร พอใจในกาม ยังละใหสงบไมไดดี สมณพราหมณเหลานั้น แมไดเสวยทุกขเวทนาเชนนั้น อันเกิด เพราะความเพียรก็ดี ไมไดเสวยก็ดี ไมควรตรัสรู เหมือนไมสดที่ชุมดวยยาง แมหางไกลจากน้ํา .พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 98 ในบรรพชา ไมยินดีในฆราวาสสมบัติ ครั้นทรงแนพระทัยวาเปนอุบายใหแสวงหาธรรมเปนเครื่อง พนไดเชนนั้นก็ทรงโสมนัส เสด็จกลับพระราชวังในเวลาเย็นดวยพระเกียรติยศอันสูง เมื่อเจาชาย เสด็จกลับมาถึงพระราชวังไดทรงสดับคาถาที่นางกีสาโคตมี ราชกัญญาแหงศากยราช ตรัสสรรเสริญ พระคุณสมบัติของพระองควา “หญิงใดเปนมารดาของพระกุมารนี้ หญิงนั้นดับทุกขได ชายใดเปน บิดาของพระกุมารนี้ ชายนั้นดับทุกขได พระกุมารนี้เปนสามีของนางใด นางนั้นดับทุกขได” พระ องคเมื่อสดับแลวทรงพอพระทัยในคําวา“ความดับทุกข” ซึ่งมีความหมายไกลออกไปถึงพระนิพพาน ธรรมเครื่องดับทุกขทั้งมวล(พระพิมลธรรม(ชอบ อนุจารี).2533 : 26 -27) วาระที่ 2 : หลังผนวช ความรูที่พระองคไดลําดับแรกคือจากการไปศึกษายังสํานัก ดาบส 2 ทาน เนื้อความตอนนี้มีวาพระมหาบุรุษเสด็จจาริกไปสูสํานักอาฬารดาบสกาลามโครต ซึ่ง สรางอาศรมอยูในพนาสณฑตําบลหนึ่ง ขอพํานักศึกษาวิชาและขอปฏิบัติอยูทรงศึกษาอยูไมนานก็ ไดสําเร็จสมาบัติ 7 คือ รูปฌาน 4 อรูปฌาน 3 สิ้นความรูของอาฬารดาบส ทรงเห็นวาธรรมเหลา นี้มิใชทางตรัสรู จึงไดอําลาไปสูสํานักของอุททกดาบสรามบุตร ขอพํานักศึกษาอยูดวย ทรงศึกษา ไดอรูปฌาน 4 ครบสมาบัติ 8 สิ้นความรูของอุททกดาบส ครั้นทรงไตถามถึงธรรมวิเศษขึ้นไป อุททกดาบสก็ไมสามารถบอกได และไดยกยองตั้งพระมหาบุรุษไวในฐานะที่เปนอาจารยเสมอดวย ตน แตพระมหาบุรุษทรงพิจารณาไตรตรองแลวเห็นวา ธรรมเหลานี้มิใชทางตรัสรู จึงไดอําลา อาจารยออกแสวงหาธรรมวิเศษสืบไป ทั้งมุงพระทัยจะทําความเพียรโดยลําพังพระองคดวย ไดเสด็จ ไปยังมคธชนบท บรรลุถึงตําบลอุฬุเวลาเสนานิคม ไดทอดพระเนตรเห็นพื้นที่ราบรื่น แนวปาเขียว สด เปนที่เบิกบานใจ แมน้ําไหลมีน้ําใสสะอาด ทีทานารื่นรมย โคจรคาม คือหมูบานที่อาศัยเที่ยว ภิกขาจารก็ตั้งอยูไมไกล ทรงเห็นวาประเทศนั้น ควรเปนที่อาศัยของกุลบุตรผูมีความตองการดวย ความเพียร จึงไดเสด็จประทับอยู ณ ที่นั้น(ม.

12/417-424/451-457) พระมหาบุรุษเมื่อไดซึ่งสัญญาฟนพระกาย ทรงควบคุมพระสติใหตั้งมั่น พิจารณาดู ปฏิปทาในทุกรกิริยาที่ทําอยู ทรงดําริวา “ถึงบุคคลทั้งหลายใด ๆ ในโลกนี้ จะทําทุกกรกิริยาอยาง อุกฤษฎนี้ บุคคลนั้น ๆ ก็ทําทุกรกิริยาเสมออาตมาเทานั้น จะทําใหยิ่งกวาอาตมามิได แมอาตมา .ม.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.มู. (จริยศาสตรศึกษา) / 99 บุคคลตั้งไวบนบก บุรุษก็ไมอาจสีใหเกิดไฟได ถาสีเขาตองเหน็ดเหนื่อย ลําบากเปลา เพราะไมนั้น แมตั้งอยูบนบกแลว แตยังเปนของสดชุมดวยยาง สมณพราหมณเหลาใดเหลาหนึ่ง มีกายหลีกออกจากกามแลว และละความใครในกาม ใหสงบระงับดีแลว สมณพราหมณเหลานั้น ไดเสวยทุกขเวทนาเชนนั้น อันเกิดเพราะความเพียรก็ดี แมไมไดเสวยเลยก็ดี ก็ควรจะตรัสรูได เหมือนไมแหงที่ไกลจากน้ํา บุคคลวางไวบนบก บุรุษอาจสี ใหเกิดไฟขึ้นได เพราะเปนของแหงทั้งตั้งอยูบนบก(ม.มู.12/414-416/447-450) ลําดับนั้น พระมหาบุรุษดําริที่จะทรงทําทุกรกิริยา ซึ่งถือวาเปนปฏิปทาที่นิยมวาเปน ทางใหตรัสรูไดในสมัยนั้น โดยทรมานพระวรกายใหลําบาก ซึ่งเปนกิจยากที่บุคคลจะกระทําได ดวย การทรมานเปน 3 วาระ ดังนี้ วาระแรก ทรงกดพระทนต(ฟน)ดวยพระทนต กดพระตาลุ(เพดาน)ดวยพระชิวหา(ลิ้น) ไวใหแนน จนพระเสโท(เหงื่อ)ไหลออกจากพระกัจฉะ(รักแร)ในเวลานั้นไดเสวยทุกขเวทนาอันกลา เปรียบเหมือนบุรุษมีกําลังจับบุรุษมีกําลังนอยไวที่ศีรษะหรือที่คอบีบใหแนน ฉะนั้น แมพระกายจะ กระวนกระวายไมสงบระงับอยางนี้ ทุกขเวทนานั้นก็ไมอาจครอบงําพระหฤทัยใหกระสับกระสาย พระองคมีสติมั่น ไมฟนเฟอน ปรารภความเพียรไมทอถอย ครั้งทรงเห็นวาการกระทําอยางนั้น ไมใช ทางตรัสรู จึงทรงเปลี่ยนวิธีอื่นตอไป วาระที่ 2 ทรงผอนกลั้นลมอัสสาสะปสสาสะ(ลมหายใจเขาออก) เมื่อลมไมไดทางเดิน สะดวกโดยชองพระนาสิก(จมูก) และชองพระโอษฐ(ปาก) ก็เกิดเสียงดังอูทางชองพระกรรณ(หู) ทั้งสองใหปวดพระเศียร(ศีรษะ) เสียดพระอุทร(ทอง) รอนในพระกายเปนกําลัง แมจะไดเสวย ทุกขเวทนากลาถึงเพียงนี้ ทุกขเวทนานั้น ก็ไมอาจครอบงําพระหฤทัยใหกระสับกระสาย มีพระสติ ตั้งมั่นไมฟนเฟอน ปรารภความเพียรไมยอหยอน ครั้นทรงเห็นวาการกระทําอยางนี้ ไมใชทางตรัสรู ก็ทรงเปลี่ยนวิธีอื่นตอไป วาระที่ 3 ทรงอดกระยาหาร ผอนเสวยแตวันละนอย ๆ บาง เสวยอาหารละเอียดบาง จน พระกายเหี่ยวแหง พระฉวี(ผิวพรรณ)เศราหมอง พระอัฐิ(กระดูก)ปรากฏทั่วพระวรกาย เมื่อทรงลูบ พระกายเสนพระโลมา(ขน)มีรากเนารวงจากขุมพระโลมา พระกําลังถอยลงเสด็จไปขางไหนก็ซวน เซจะลม วันหนึ่งทรงออนพระกําลังอิดโรยหิวโหยที่สุด จนไมสามารถจะทรงพระกายไวได ก็ทรง วิสัญญีภาพ(สลบ)ลมลงในที่นั้น(ม.

12/426/458) ทรงตรัสรูโพธิญาณ ตอจากนั้น พระมหาบุรุษทรงเจริญญาณ อันเปนองคปญญาชั้นสูง ทั้ง 3 ประการ ยังองคพระโพธิญาณใหเกิดขึ้นเปนลําดับ ตามระยะกาลแหงสามอันเปนสวนราตรีนั้น ในปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณสามารถระลึกอดีตชาติที่พระองคทรงบังเกิดมาแลว ทั้งสิ้นได ในมัชฌิมยามทรงบรรลุจุตูปปาตญาณสามารถหยั่งรูการเกิดการตายตลอดจนการเวียนวาย ของสัตวทั้งหลายอื่นไดหมด ในปจฉิมยามทรงบรรลุอาสวักขยญาณทรงปรีชาสามารถทําอาสวกิเลส ทั้งหลายใหหมดสิ้นไปดวยพระปญญา พิจารณาในปจจยาการแหงปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและ ปฏิโลม ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเปนพระสัมมาสัมพุทธเจา ในเวลาปจจุสมัยรุงอรุโณทัย ทรงเบิกบานพระหฤทัยอยางสูงในการตรัสรู อยางที่ไมเคยมีมาแตกาลกอนทรงเปลงอุทานถึงตัณหา สิ่งที่กอใหเกิดสังสารวัฏฏทุกขแกพระองคตั้งแตอเนกชาติไววา “นับแตตถาคตทองเที่ยวสืบเสาะหา ตัวนายชางผูกระทําเรือน คือ ตัวตัณหา ตลอดชาติสงสารจะนับประมาณมิได ก็ไดพานพบ ดูกร ตัณหา นายชางเรือน บัดนี้ ตถาคตพบทานแลว แตนี้สืบไป ทานจะทําเรือนใหตถาคตอีกไมไดแลว กลอนเรือน เราก็รื้อออกเสียแลว ชอฟาเราก็ทําลายเสียแลว จิตของเราเขาถึงพระนิพพานอันเปน ธรรมที่ปราศจากสังขารเสียแลว ไดถึงความดับสูญสิ้นไปแหงตัณหา อันหาสวนเหลือมิไดโดยแท” (ขุ.มู.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 100 ปฏิบัติอยางอุกฤษฎอยางนี้แลว ไฉนหนอจึงยังไมไดบรรลุพระโพธิญาณ ชะรอยทางตรัสรูจะมีเปน อยางอื่น ไมใชอยางนี้เปนแน” เกิดพระสติหวนระลึกถึงความเพียรทางใจวา คราวหนึ่งในพระราชพิธีวัปปมงคล งานแรกนาขวัญ ของทาวสักกาธิบดีซึ่งเปนพระบิดา พระองคประทับนั่งขัดสมาธิ เจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานอยูใตรมตนหวาอันเย็น ไดสงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรม ทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปติและสุขอันเกิดแตวิเวกอยู ทรงมีวิญญาณตามระลึกดวย สติวาทางนั้นจะเปนทางแหงความตรัสรูไดบาง (ม.ธ.12/ 425/457-458) พระมหาบุรุษไดสดับเสียงพิณ 3 สาย สายหนึ่งตึงนักพอดีดไปหนอยก็ขาด สายหนึ่ง หยอนนักดีดไปก็ไมบันลือเสียง อีกสายหนึ่งไมตึงไมหยอนพอปานกลาง ดีดเขาไปก็บันลือเสียง ไพเราะเจริญใจ ทรงพิจารณาเทียบเคียงเห็นแจงวา ทุกรกิริยามิใชทางตรัสรูแน ทางแหงพระ โพธิญาณที่ควรแกการตรัสรู ตองเปนมัชฌิมาปฏิปทาบําเพ็ญเพียรทางจิต ทรงเห็นวาความเพียรทาง จิตเชนนั้น คนซูบผอมหากําลังมิไดเชนพระองคยอมไมสามารถจะทําได จําจะหยุดพักกินอาหาร แขน คือ ขาวสุก ขนมสด ใหมีกําลังดีกอน ครั้นตกลงพระทัยเชนนั้นแลว ก็กลับเสวยพระยาหารตาม เดิม(ม.มู.25/21/35 -36) ความรูที่ไดมาในขณะนี้เปนความรูฉับพลันที่บังเกิดขึ้นแกจิตของพระองค และตอมาไดตรัสแสดงแกภิกษุถึงธรรมที่พระองคทรงบรรลุวา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา โดยตนเอง เปนผูมีชาติเปนธรรมดาทราบชัดโทษในสิ่งมีชาติเปนธรรมดา แสวงหาจนไดบรรลุ นิพพาน ที่ไมเกิด หาธรรมอื่นยิ่งกวามิได เกษมจากโยคะ เปนผูมีชราเปนธรรมดา ทราบชัดโทษใน .

ปา. (จริยศาสตรศึกษา) / 101 สิ่งมีชราเปนธรรมดา แสวงหาจนไดบรรลุนิพพาน ที่ไมแก หาธรรมอื่นยิ่งกวามิได เกษมจากโยคะ เปนผูมีพยาธิเปนธรรมดา ทราบชัดโทษในสิ่งมีพยาธิเปนธรรมดา แสวงหาจนไดบรรลุนิพพานที่หา พยาธิมิได หาธรรมอื่นยิ่งกวามิไดเกษมจากโยคะ เปนผูมีมรณะเปนธรรมดา ทราบชัดโทษในสิ่งมี มรณะเปนธรรมดา แสวงหาจนไดบรรลุนิพพาน ที่ไมตาย หาธรรมอื่นยิ่งกวามิได เกษมจากโยคะ เปนผูมีโศกเปนธรรมดา ทราบชัดโทษในสิ่งมีโศกเปนธรรมดา แสวงหาจนไดบรรลุนิพพานที่หา โศกมิได หาธรรมอื่นยิ่งกวามิได เกษมจากโยคะ เปนผูมีสังกิเลสเปนธรรมดา ทราบชัดโทษในสิ่งมี สังกิเลสเปนธรรมดา แสวงหาจนไดบรรลุนิพพาน ที่ไมเศราหมองหาธรรมอื่นยิ่งกวามิได เกษมจาก โยคะ และญาณทัสสนะไดเกิดแกเราวา วิมุติของเราไมกําเริบ ชาตินี้มีในที่สุด ไมมีภพใหมตอไป” (ม. ประเภทของความรู กระบวนการความรูในพุทธญาณวิทยา อาจจําแนกออกเปน 2 ประเภท คือ ความรูอยาง ต่ํา เรียกวา โลกิยปญญา และความรูอยางสูง เรียกวา โลกุตตรปญญา อยางแรกเปนความรูที่อยูใน วิสัยของปุถุชนอยางหลังเปนความรูของพระอรหันต ซึ่งพนจากอํานาจของกิเลสหรือสังสารวัฏ และ การจัดความรูตั้งแตอยางต่ําไปหาความรูอยางสูงนั้น อาจแบงออกไดเปน 6 ประเภท (พระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ).11/304 -306/225) ความรูสัมผัสนี้ เปนการรูอยางจําเพาะ รูความหมายเฉพาะ เกิดขึ้นแบบงาย ๆ ผิวเผิน และชั่วระยะอันสั้น กลาวคือ เกิดขึ้นแลวก็ดับไปหรือผานไปสูความรูระดับอื่น แตการปรากฏตัวของ ความรูนี้เปนไปอยูตราบเทาที่ทวารยังสัมผัสอยูกับอารมณนั้น ๆ อยู ความรูวิญญาณนี้ก็จะเกิดเปน .12/ 320/323) ข.ม.2532 : 62-63) คือ ความรูระดับวิญญาณ คือ การรับรู(consciousness) คือความรูแจงอารมณ เปน ความรูเริ่มแรก เมื่อเห็น ไดยิน ไดกลิ่น เปนตน ซึ่งจะกลายเปนเวทนาตอไปจึงจะกําหนดไดวา เปน นั่นเปนนี่หรือสัญญาตอไป ความรูระดับวิญญาณนี้เกิดจากการสัมผัสกันระหวางทวารทั้ง 6 ดังนี้ 1) ตา สัมผัสกับ รูป เกิดความรูขึ้น เรียกวา จักขุวิญญาณ – ไดเห็น 2) หู สัมผัสกับ เสียง เกิดความรูขึ้น เรียกวา โสตวิญญาณ – ไดยิน 3) จมูก สัมผัสกับ กลิ่น เกิดความรูขึ้น เรียกวา ฆานวิญญาณ – ไดกลิ่น 4) ลิ้น สัมผัสกับ รส เกิดความรูขึ้น เรียกวา ชิวหาวิญญาณ – รูรส 5) กาย สัมผัสกับ โผฏฐัพพะ เกิดความรูขึ้น เรียกวา กายวิญญาณ-รูสิ่งสัมผัสตองกาย 6) ใจ สัมผัสกับ ธรรมารมณ เกิดความรู เรียกวา มโนวิญญาณ – รูเรื่องในใจ(ที.มู.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.

พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 102 หนวย ๆ ดังที่พระพุทธองคตรัสไวในอัสสุตวตาสูตรวา “ ดูกรภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในปา ใหญจับกิ่งไม ปลอยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปลอยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหมตอไปแมฉันใด รางกาย อันเปนที่ประชุมแหงมหาภูตทั้ง 4 นี้ ที่ตถาคตเรียกวา จิตบาง มโนบาง วิญญาณบาง จิตเปนตน นั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไปในกลางคืนและกลางวัน ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล” (สํ. 2518 : 25) นี้ แสดงใหเห็นวา ในเมื่อมีอายตนะและอารมณเขามาถึงกันแลว แตความรูระดับวิญญาณก็ยังไมเกิดขึ้น เพราะขาดจิตทําหนาที่ใฝใจ ดังนั้น การรับรูจะเกิดขึ้น ตอเมื่อมีองคประกอบเกิดขึ้นครบทั้งสามอยาง คือ อายตนะ อารมณ และ จิต ทําหนาที่จดจอและเนื่องจากความรูระดับวิญญาณนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วครู ขณะหรือแวบเดียวก็ดับไป หรือเปลี่ยนสภาพไปสูความรูระดับอื่น จึงรับรูแตเพียงอารมณนั้น ๆ โดย ตรง เชน เห็นรูปก็รูแตวาเปนรูปเทานั้น เพราะจิตทําหนาที่จดจอเฉพาะรูปหรือหนวยของอารมณเปน หนวย ๆ เทานั้น ไมอยูในขั้นที่จะตัดสินวา เปนขอบขายของความรูระดับวิญญาณนี้ ความรูระดับสัญญา(Perception) ไดแก ความกําหนดไดหมายรู คือความรูระดับ กําหนดรูอาการเครื่องหมายลักษณะตาง ๆ อันเปนเหตุใหจําอารมณนั้น ๆ ได เชน รูลักษณะ อาการ ทรวดทรง สี สัณฐาน ฯลฯ ตลอดจนชื่อเรียก และสมมติบัญญัติตาง ๆ วา เขียว ขาว ดํา แดง ดัง เบา ทุม แหลม อวน ผอม โตะ ปากกา นาฬิกา นก หมา ปลา ไก เรา เขา ทาน เธอ เปนตน ความรูขั้น สัญญานี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยการเทียบเคียงระหวางประสบการณ หรือความรูเกากับประสบการณ หรือความรูใหม ในฐานะที่ความรูขั้นสัญญานี้เปนความรูลําดับตอจากความรูขั้นวิญญาณ จึงแบง ออกเปน 6 อยาง ตามทางแหงการรับรู ดังนี้ 1) รูปสัญญา ความหมายรู รูป เชนรูวา สูง ต่ํา ดํา แดง เขียว เหลือง เปนตน 2) สัททสัญญา ความหมายรู เสียง เชนรูวา ดัง เบา ทุม แหลม เปนตน .16 / 232 / 115) อยางไรก็ตาม แมวาความรูระดับวิญญาณจะตองอาศัยอายตนะ และอารมณกระทบกัน จึงเกิดขึ้นไดก็จริง แตการที่อารมณเขามาปรากฏแกอายตนะ ก็ไมอาจจะทําใหความรูวิญญาณนี้เกิด ขึ้นไดเสมอไป จําตองมีความใสใจหรือความกําหนดใจ ประกอบอยูดวยความรูนี้จึงจะเกิดขึ้นได เชน ในเวลาหลับสนิท เวลาฟุงซาน ใจเหมอลอย หรือเวลาที่จิตจดจอกับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง รูปและเสียง เปนตน หลาย ๆ อยางผานเขามาอยูในวิสัยที่จะไดเห็น หรือไดยิน แตก็ไมไดเห็น หรือ ไมไดยิน ทั้งนี้เพราะไมใสใจ ไมมีจิตจดจอในอารมณนั้น ๆ จึงทําใหขาดการรับรู ดังที่กลาวไวใน อภิธรรมวา เมื่อมีอารมณมากระทบทวารใด ทวารหนึ่งจิตจะขึ้นสูวิถีรับรูอารมณนั้นแวบหนึ่ง แตใน เวลาเดียวกัน ยังมีวิญญาณยอย ๆ อีกถึง 17 ขณะทํางานตาง ๆ กันติดตอกันไปจนครบกระบวนการจึง จะตกลงสูภวังคจิต หมดความรูสึกชั่วขณะหนึ่งและจักขึ้นสูวิถีอีก(แสง จันทรงาม.นิ.

ม.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.3 / 434) เพราะความรูขั้นวิญญาณกับความรูขั้นสัญญานี้ ยอมเกิดขึ้นดวยกันอยางใกลชิดและมี ความสัมพันธกันอยูเสมอ ดังนั้นองคธรรมคือสติ จึงเปนองคประกอบที่จําเปนและเปนคุณประโยชน แกจิตในการกํากับการรับรูอารมณใด ๆ อยูตลอดเวลา เมื่อใดปราศจากสติ เมื่อนั้นความรูขั้นสัญญานี้ ก็ไมเดินไปตามระบบหรือกระบวนการเราเรียกวา เกิดอาการหลงลืม เลอะเลือน สติฟนเฟอ เปนตน เพราะไมสามารถจะจดจําอะไรได นั้นก็คือ ไมสามารถจะทําการเทียบเคียงความรูเกาหรือ ประสบการณเกากับความรูใหมหรือประสบการณใหมวาลงรอยกันไดหรือขัดแยงกันอยางไร ดังนั้น จึงอาจกลาวไดวา ความรูระดับสัญญานี้ก็คือ กระบวนการเรียกเก็บและสะสมขอมูลของการเรียนรู และวัตถุดิบสําหรับความคิดนั้นเอง ความรูระดับทิฏฐิหรือมโนภาพ (Conception) ความรูขั้นนี้หมายถึงความเห็นซึ่งรวม ถึงความเชื่อถือ ความเขาใจตามนัยเหตุผล แนวทัศนะในการมองโลกและชีวิต และทัศนคติพื้นฐาน ที่สืบเนื่องจากความเห็นความเขาใจและความใฝนิยม เปนตน แบงออกเปน 2 ระดับ คือ ความ เห็นความเขาใจเกี่ยวกับคุณคาวา ดี ไมดี ควรจะเปน ไมควรจะเปน เปนตนอยางหนึ่ง และความเห็น ความเขาใจเกี่ยวกับความจริงวาคือ อะไร เปนอยางไร เพราะเหตุไร เปนตน ความรูระดับทิฏฐินี้ เปนทฤษฎี เพราะเปนความรูที่เกิดจากการไตรตรอง ตรึกตรองเห็นความจริงที่อยูเบื้องหลังแหง ปรากฏการณ ตามหลักเหตุผลเปนกฎเกณฑคอนขางจะลึกซึ้งและซับซอนกวาความรู 2 ระดับที่กลาว มาแลว กลาวคือ ความรูขั้นวิญญาณกับสัญญา เกี่ยวของกับอายตนะ อารมณ และจิตหรือวิญญาณ โดยตรงมีลักษณะเปนรูปธรรมเชิงเดียวงาย ๆ เพราะรูปธรรมยังไมจางหายเลือนลางและเกิดขึ้นใน เวลาชั่วขณะ แตความรูระดับทิฏฐินี้เปนการเห็นความจริงรวบยอดที่อยูเบื้องหลังปรากฏการณตาง ๆ ซึ่งเปนความรูที่ไดจากการคิดแบบวิเคราะหเปรียบเทียบแลวทําการสังเคราะหสรุปรวบยอดลงอีกที หนึ่ง กลายเปนทัศนะ มโนภาพ หรือการเขาใจ เชน การเห็นพฤติกรรมรวมของสิ่งตาง ๆ เชน เห็น “ความเปนคน” ที่อยูเบื้องหลังของคนทุกคน เห็น “ความเปลี่ยนแปลง(อนิจจัง)” ที่อยูเบื้องหลัง สังขตธรรมทั้งปวง และเห็น “ความทุกข(ทุกขัง)” ที่อยูเบื้องหลังชีวิตทั้งหลาย เปนตน ความรูระดับ . (จริยศาสตรศึกษา) / 103 3) คันธสัญญา ความหมายรู กลิ่น เชนรูวา หอม เหม็น เปนตน 4) รสสัญญา ความหมายรู รส เชนรูวา หวาน เปรี้ยว มัน เค็ม ขม เปนตน 5) โผฏฐัพพสัญญา ความหมายรู สัมผัสทางกาย เชนรูวา ออน แข็ง หยาบ ละเอียด รอน เย็น เปนตน 6) ธัมมสัญญา ความหมายรูทาง ใจ เชนรูวา งาม นาเกลียด เที่ยง ไมเที่ยง เปนตน (วิสุทฺธิ.

2) โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบระดับโลกุตตระคือสภาวะที่หลุดพน เปนอิสระไมขึ้นตอโลกิยวิสัย ไดแก ความรูเกี่ยวกับโลกและชีวิตถูกตองตามความเปนจริง หรือรู เขาใจถูกตองตามสภาวะเงื่อนไขของธรรมชาติที่เปนอยู ความรูขั้นนี้เกิดขึ้นดวยปจจัยภายในเปน สวนสําคัญ คือ โยนิโสมนสิการ สวนปจจัยภายนอกหรือ ปรโตโฆสะเปนเพียงเครื่องชวยกระตุนให ใชโยนิโสมนสิการเทานั้น สัมมาทิฏฐิระดับโลกุตตระนี้ไมอาจเกิดขึ้นเพียงจากการฟง(สุตมยปญญา) และจากการคิด(จินตมยปญญา) หรือการเชื่อตามคนอื่นดวยศรัทธาเทานั้น แตจะตองเกิดจากความ เพียรพยายามที่จะรูความจริงตามสภาวะ ตองเอาธรรมชาติเปนขอพิจารณาโดยตรง ความรูระดับนี้ไม เปนหลักการมาตรฐานหรือขอบัญญัติที่ใคร ๆ จะปรุงแตงได เปนอิสระจากสิ่งหลอหลอมแวดลอม ไมวาทางสังคมหรือวัฒนธรรม แตเปนอิทธิพลของขอปฏิบัติที่เรียกวา อริยมรรคมีองค 8 เทานั้น ความรูระดับนี้ไมขึ้นหรือติดอยูกับกาลเทศะ พนจากอิทธิพลของสังสารวัฏอยางเด็ดขาด .10/299/348) และเมื่อใดทิฏฐิกลายเปนสัมมาทิฏฐิเมื่อนั้นก็จัดเปนปญญา แมวาขั้นเริ่ม แรกของสัมมาทิฏฐิจะยังเปนความเห็นหรือความเชื่ออยูก็ตาม แตเพราะความเห็นหรือความเชื่อนั้น สอดคลองกับความเปนจริง(สัจจานุโลมิกญาณ) และสัมมาทิฏฐินั้นแบงออกเปน 2 ระดับ คือ 2.1) โลกิยสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบระดับโลกีย คือ ความเห็นที่เนื่องใน โลก เชน ความเห็นความเชื่อความเขาใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตที่ถูกตองตามหลักความดี เชน สังคมที่ เปนธรรมและมีกัลยาณมิตรเปนเพื่อนรวมงานรวมชีวิต และมีองคประกอบภายในคือ โยนิโสนสิการ ประกอบดวยกุศลธรรม โลกียสัมมาทิฏฐินี้เปนความรูที่สัมพันธกับคุณคาทางจริยะ เชน ความรูวา อะไรเปน บุญ กุศล หรือรูวาอะไร บาป อกุศล เปนตน ซึ่งมีลักษณะเปนหลักการกฎเกณฑมาตรฐาน ความเชื่อถือที่มนุษยปรุงแตงสรางสรรคขึ้นมา และขึ้นอยูกับกาลเทศะ เปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิพล ของสภาพสิ่งแวดลอมและความเปนไปของสังคม ความรูขั้นนี้เรียกอีกนัยหนึ่งวากัมมัสสกตาญาณ 2.ม.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 104 ทิฏฐินี้เกิดขึ้นจากการฟง(สุตมยปญญา) และการคิด(จินตมยปญญา) ซึ่งเดินตามกระบวนการแหง เหตุผลหรือการอนุมานทั้งแบบนิรนัย และอุปนัย ในพุทธศาสนาแยกความรูระดับทิฏฐินี้ออกเปน 2 ประเภท คือ 1) มิจฉาทิฏฐิ ทิฏฐิอยางแรกนี้คือความเห็นผิด สืบเนื่องจากปจจัยสองประการ คือ ประการแรกเกิดจากสภาพแวดลอมไมดีงาม เชน สภาพแวดลอมทางสังคมที่ชั่วราย มีบาปมิตร เปนตน ประการที่สองคือ อโยนิโสมนสิการ หมายถึง การกระทําในใจโดยไมแยบคาย เชน ไมรูจัก คิด คิดไมเปน คิดไมถูกวิธี ทําใหมีความเห็นตรงกันขามกับอริยสัจ 4 2) สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นถูก ไดแก ความเห็นถูกตองตามอริยสัจ 4 ดังที่พระ พุทธองคตรัสไวในทีฆนิกายมหาวรรควา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย… ก็สัมมาทิฏฐิเปนไฉน ความรูในทุกข ความรูในทุกขสมุทัย ความรูในทุกขนิโรธ ความรูในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อันนี้เรียกวา สัมมาทิฏฐิฯ”(ที.

9 / 131-138 / 101 -112) ความรูระดับอภิญญานี้ มีชื่อเรียกอีก อยางหนึ่งวา “วิชชา 8 ประการ” คือ 1) วิปสสนาญาณ คือ ความรูเห็นสภาพชั้นในแหงกายและจิต โดยการเขาสมาธิขั้น ฌาน ขณะอยูในฌานนั้น จะเห็นกายอีกกายหนึ่ง ซอนอยูในกายเนื้อหรือกายหยาบ โปรงใสเหมือน แกว วิญญาณที่อยูในกายโปรงนี้ เหมือนกับดายสีที่รอยกันอยูในแกว สีนั้นคือจริตของจิต มองเห็น ไดถนัดชัดเจน การทําสมาธิใหสงบแนวแน จะชวยใหเห็นอะไร ๆ ไดชัดเจนถูกตองตามความเปน จริง ยิ่งมีสมาธิสูงเทาใด ยิ่งมีปญญารูเห็นไดมากขึ้น ดังนั้น วิปสสนาญาณ จึงหมายถึงความรูสภาพ ธรรมชาติของโลกและชีวิตที่ปรากฏตามความเปนจริง ไมใชหลับตาเห็นนรก สวรรค หรือกระทํา ปาฏิหาริย ใด ๆ 2) มโนมยิทธิญาณ คือ อภินิหาริยแหงจิตที่เปนสมาธิแนวแนบริสุทธิ์ ที่จะนอมจิต เพื่อเนรมิต “มโนมัย” คือ กายที่สําเร็จดวยใจ คือ การตั้งจิตคิดเนรมิตสรางกายอื่นจากกายเนื้อขึ้น ไดมีรูปรางที่เปนมโนมัยสําเร็จดวยใจ มีอวัยวะนอยใหญครบบริบูรณ มีความรูสึก มีอารมณ เชน เดียวกับกายเนื้อ แตมองไมเห็นเชนกายเนื้อ จึงเรียกกายนี้วา “กายทิพย” เพราะเปนกายที่สําคัญดวย พลังแหง “มโนมยิทธิ” ผูไดสมาธิสูง ๆ ยอมสามารถถอดกายทิพยออกจากกายเนื้อได และทองเที่ยว ออกไปสูที่ตาง ๆ ตามความปรารถนาอันควรแกอภิญญา เมื่อเสร็จธุระก็กลับเขาสูกายเนื้อตามปกติ มโนมยิทธินี้เปนทางนําไปสูความรูสิ้นสงสัยในเรื่องตายแลวเกิด ตายแลวสูญ 3) อิทธิวิธญาณ คือ อภินิหารของจิตที่เกิดจากสมาธิอันแนวแน บริสุทธิ์ มีการ แสดงฤทธิ์ไดตาง ๆ อยางคลองแคลววองไว สามารถทําคนเดียวใหเปนหลายคน หรือทําหลายคนให .บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. (จริยศาสตรศึกษา) / 105 ความรูระดับอภิญญา (Extrasensory Perception) ความรูในระดับนี้จัดเปนความ สามารถพิเศษของจิต คือ การรับรูอารมณตาง ๆ และคุณลักษณะตาง ๆ ของจิต โดยอาศัยพลังจิต โดยตรงไมตองอาศัย ตา หู จมูก ลิ้น และกาย หรือสัมผัสใด ๆ และสามารถรับรูไดโดยไมตองขึ้น กับกาละและเทศะ(Time and Space) เชน สามารถที่จะรูเห็นเหตุการณที่จะเกิดในอนาคตอันยาว นาน หรือรูเห็นวัตถุตาง ๆ ในที่ไกล หรือหลับตาแลวแตสามารถมองเห็นรูปไดในที่ไกลเกินวิสัยของ ตาสามัญชน เนื่องจากความสามารถพิเศษลวงวิสัยของกาละและเทศะนี้ ผูไดอภิญญาจึงอาจสามารถ รูเห็นอารมณทั้ง 6 ที่ละเอียด เชน รูปทิพย เสียงทิพย กลิ่นทิพย ของพวกเทพในชั้นภูมิตาง ๆ ที่มนุษย ธรรมดาไมสามารถรูเห็นได ความรูชนิดนี้เกิดจากการพัฒนาจิตตามหลักสมาธิ เพราะอภิญญาเปนผลของการฝกจิต ตามหลักสมาธิจนถึงขั้นฌาน ในจูฬหัตถิปโทปมสูตร(ม.สี.12 /332-384/340-348) พระพุทธองค ทรงแสดงขั้นตอนของการเกิดอภิญญาแกพระเจาอชาตศัตรูไววา “ภิกษุนั้น เมื่อจิตเปนสมาธิบริสุทธิ์ ผองแผว ไมมีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส ออน ควรแกการงาน ตั้งมั่น ไมหวั่นไหวอยางนี้ ยอมโนม นอมจิตไปเพื่อวิชชา(ความรู) 8” (ที.มู.ม.

พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 106 เปนคนเดียว หรือทําเปนอยางนั้นอยางนี้ ทําใหมืดใหสวาง ทําสิ่งลึกลับใหเปดเผยออกมามีฤทธิ์เดช อํานาจตาง ๆ เปนเรื่องอานุภาพแหงจิตที่ไดผานการอบรมมาดีแลว แตอิทธิวิธีนี้ไมใชเปนแบบ วิทยากลหรือมายากลที่แสดงกันตามสถานที่ตาง ๆ เพราะอิทธิวิธีนี้เกิดจากพลังอํานาจจิตที่เปน สมาธิแนวแน สวนมายากลนั้นเกิดจากการกระทําพลิกแพลงอยางรวดเร็วจนเราไมสามารถจะสังเกต เห็นไดเทานั้น 4) ทิพยโสตญาณ คือ ฟงเสียงตาง ๆ ไดโดยสมาธิจิตอันแนวแน บริสุทธิ์ ทิพโสตมี ความหมาย 2 ประการ คือ ไดยินเสียงทิพยหนึ่ง และไดยินเสียงมนุษยหนึ่ง ทั้งที่ใกลและไกลออกไป เสียงทิพย คือ เสียงของเทวดาหรือวิญญาณตาง ๆ ตลอดจนเสียงของผี เปรต อสุรกาย ซึ่งเปนพวก โอปปาติกะโดยกําเนิด เสียงทิพยเปนเสียงละเอียดประณีต เกินวิสัยที่มนุษยสามัญจะพึงไดยิน สวน เสียงมนุษย เสียงสัตว เสียงธรรมชาติ เปนเสียงหยาบที่หูสามัญพึงไดยิน เวนแตคนประสาทหูพิการ เสียงตาง ๆ ยอมมีคอย มีแรง หรือแผวเบาที่สุด สวนเสียงคิดของคนเปนเสียงแผวเบาคลายเสียงทิพย ตองฟงดวยหูทิพยจึงจะไดยิน 5) เจโตปริยญาณ คือ การกําหนดรูใจของผูอื่น สัตวอื่นดวยใจได เมื่อคิดจะรูใจของผู อื่นเขาเปนอยางไรก็จะรูไดทันที เชน จิตที่มีกิเลส ไมมีกิเลส มีตัณหา จะแสดงออกมาทางภายนอก หรือไมก็ตาม จิตที่แสดงออกมาทางรางกายภายนอกรูไดงาย แตถาแสดงอยูภายในจะรูไดตองอาศัย เจโตปริยญาณ ดังนั้น ผูมีเจโตปริยญาณ ยอมรับทราบกระแสจิตและความคิดอานของผูอื่นหรือสัตว อื่นไดงายดาย 6) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ความรูความสามารถระลึกชาติได การระลึกชาติที่ ผานมาได กรณีนี้หมายถึง การระลึกถึงหนหลัง อาจเปนชาติเดียวหรือหลาย ๆ ชาติ ทั้งนี้อาศัยสมาธิ จิตอันแนวแนและอนุสติความระลึกถึงหนหลัง มีการระลึกถึงและจําไดซึ่งชื่อเสียงของตัวเอง ชาติ ตระกูล ญาติพี่นอง บุตร สามีภรรยา มิตรสหาย ความเปนอยู สถานที่เกิด ที่อาศัย ตลอดจนอุปนิสัย ใจคอในครั้งอดีตชาติ ทุกคนมีบันทึกนี้อยูแลว แตขาดอนุสติที่จะระลึกขึ้นมาไดเทานั้น 7) จุตูปปาตญาณ หรือ ทิพจักษุ คือ ความรูความสามารถในการเห็นสรรพสัตว ซึ่งกําลัง เกิด ตาย เสวยผลกรรมไดดีตกยากเพราะกรรมที่ทําไวนั้นเอง ความสามารถเชนนี้ประกอบ ดวยญาณ 2 ประการ คือ ทิพจักษุญาณ(ตาทิพย) ความสามารถมองเห็นดวยจิตภายในถึงภาพของเหตุ การณตาง ๆ ของมนุษยและสัตวที่กําลังเกิดและกําลังตาย และยถากัมมยตาญาณ รูวาสรรพสัตวเปน ไปตามกรรมที่เขาทําไวเอง มิใชเปนดวยอํานาจสิ่งอื่น ญาณทั้ง 2 ประการนี้ติดตอกันโดยตลอด เชน เมื่อมีการเห็นดวยจักษุญาณก็ตองรูดวยยถากัมมยตาญาณควบคูกันไป จึงไดชื่อวา “จุตูปปาตญาณ” ดังนั้น ผูที่มีจุตูปปาตญาณจึงเปนผูที่มองเห็นดวยตาทิพยและรูดวยใจวา สัตวทั้งหลายเปนไปดวย อํานาจกรรมอะไร อยางใด ที่บันดาลผลักดันวิถีชีวิตของสัตวใหเปนไปตาง ๆ นานา .

3 / 262 / 319) มี 9 ขั้น ดังนี้ 1) อุทยัพพยญาณ คือ ญาณความรูเล็งเห็นรูปนาม มีลักษณะเกิดขึ้น และเสื่อมไป เสมอ ๆ เหมือนฟองน้ําและพยับแดด ที่เกิดขึ้นจากเหตุปจจัยแลวแตกดับไป ฉะนั้น 3) ภังคญาณ คือ ญาณความรูเล็งเห็นรูปนามมีลักษณะเคลื่อนสลายไป เหมือนกระแส น้ําไหลตอกันไปเรื่อยๆเห็นความเกิดดับมีลักษณะอยางเดียวกัน สืบเนื่องกันไปโดยตลอด และ เปลี่ยนสภาพจากสภาพหนึ่งไปสูอีกสภาพหนึ่ง คือเกิดดับนั่นเอง 4) ภยตูปฏฐานญาณ คือ ญาณความรูเล็งเห็นรูปนามเปนสิ่งที่ทําใหนาสะพรึงกลัว ปรากฏประหนึ่งวาเปนทุกขโทษมีภัยนานาชนิด เมื่อเกิดมีรูปนามขึ้นมาแลว จะไมใหเกิดโทษทุกข ภัยนั้นยอมเปนไปไมได ดังนั้น ในญาณนี้จึงเห็นวารูปนามเปนภัยนากลัวที่สุด 5) อาทีนวญาณ คือ ญาณความรูเล็งเห็นรูปนามเต็มไปดวยทุกขโทษที่นาเบื่อหนาย ที่สุด เปนที่ประชุมของโรคภัยไขเจ็บทุกชนิด กอใหเกิดความไมสบาย เต็มไปดวยสิ่งปฏิกูล เนาเปอย ผุพัง ไมนาอภิรมยยินดีแตประการใด 6) นิพพิทาญาณ คือ ญาณความรูเล็งเห็นรูปนามเปนสิ่งที่นาเบื่อหนายยิ่งขึ้น จนถึง ถอนออกจากกามราคะออกจากรูปนามได รูสึกเบื่อหนายตอรูปนามนั้นเปนอยางมาก 7) มุญจิตุกัมยตาญาณ คือ ญาณความรูเล็งเห็นเหตุผลวา เมื่อไมมีภาวะแหงรูปนาม แลว ภัยอันตราย สิ่งนาเบื่อหนาย นากลัว เปนทุกขโทษทั้งหลายยอมไมมี จึงเกิดความพอใจใครจะ หนีใหพนไปจากรูปนามนั้นเสีย 8) ปฏิสังขาญาณ คือ ญาณความรูเล็งเห็นเหตุผล เปนเครื่องปลดปลอยตนจากรูปนาม คือ เห็นเหตุปจจัยปรุงแตงนามแจมแจงตามความเปนจริง เมื่อเห็นเหตุปจจัยของรูปนามยังมีอยู จะ . (จริยศาสตรศึกษา) / 107 8) อาสวักขยญาณ คือ ปญญารูจักทําอาสวะใหสิ้นไป อาสวะคือเครื่องหมักดองจิตใจ ใหเกิดความเศราหมอง เกิดความทุกขเดือดรอนนานาประการ และยอมรูตามหลักของอริยสัจธรรม วานี้คือทุกข นี้คือเหตุใหเกิดทุกข(สมุทัย) นี้คือหนทางดับทุกข(นิโรธ) นี้คือทางแหงความดับทุกข (มรรค) เมื่อจิตรูเห็นอยูดังนี้ก็ยอมพนจาก กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ จิตเมื่อไดหลุดพนแลว ก็มี ปญญาหยั่งรูวาพนจากกิเลสอาสวะทั้งปวงแลว มีภาวะเปนความสะอาด สวาง สงบ ความรูระดับญาณ (Intuitive insight) ความรูระดับนี้เปนความหยั่งรูสภาวะแหง ความจริงรวบยอดที่อยูเบื้องหลังแหงปรากฏการณทั้งหลายทั้งปวง ตามความเปนจริง ที่สัมพันธกับ ภาคปฏิบัติโดยตรง กลาวคือ ความรูระดับนี้เปนผลของการปฏิบัติตามมรรคมีองค 8 โดยตรง หรือ กลาวอีกนัยหนึ่งก็คือ เปนผลแหงการปฏิบัติตามไตรสิกขา 3 ไดแก ศีล สมาธิ และปญญา ตามลําดับ นั้นก็คือ สมาธิเปนฐานแหงการเกิดขึ้นของความรูระดับนี้ ขั้นตอนแหงการเจริญกาวหนาของความรู นี้เรียกวา วิปสสนาญาณ(ขุ.ม. วิสุทฺธิ.ปฏิ.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.31 / 1 / 1 .

การเกิดมัคคญาณครั้งแรก(ปฐมมัคค) เรียกวา โสดาปตติมัคคญาณ ผูไดญาณนี้ เรียกวา พระโสดาบัน 2.วิ.35 / 837 / 453) เมื่อมัคคญาณเกิดขึ้น กิเลสที่เปนเหตุใหบุคคลติดของ ไมหลุดพน ไมบริสุทธิ์ จะถูก ทําลายไปดวยกําลังแหงมัคคญาณนั้น ๆ รวมเรียกวา อาสวักขยญาณ ดังกลาวแลว อนึ่ง ผูบรรลุอรหันต เพราะการปฏิบัติตามคําสั่งสอนของผูอื่น คือ พระพุทธเจา เรียกวา อรหันตสาวก ถาบรรลุอรหันตโดยความพากเพียรและปญญาของตนเอง แตไมสามารถจะสั่งสอน คนอื่นใหรูตามได และไมอาจจะตั้งศาสนาของตนเองขึ้นได เรียกวา พระปจเจกพุทธเจา สวนทานผู บรรลุความเปนอรหันต ดวยความพากเพียรและปญญาของตนเองและสามารถสั่งสอนผูอื่นใหรูตาม . การเกิดมัคคญาณครั้งที่สาม(ตติยมัคค) เรียกวา อนาคามิมัคคญาณ ผูไดญาณนี้ เรียกวา พระอนาคามี 4.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 108 ปรารถนาใหรูปนามนั้นดับไป ก็ยอมทําไมได เมื่อใดกําจัดเหตุปจจัยของรูปนามไดแลว เมื่อนั้น นามรูปยอมดับไป อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม เปนเหตุปรุงแตงสรางรูปนามขึ้น อาหารเปนปจจัย สืบตอรูปกายใหเจริญ อายตนะและผัสสะเปนปจจัยสืบตอนามกายใหเปนไป เมื่อพิจารณาเห็น เหตุผลดังนี้ จิตใจยอมมีกําลังมั่นคง ดําเนินไปในแนวทางเพื่อกําจัดเหตุปจจัยของรูปนามยิ่งขึ้น 9) สังขารุเปกขาญาณ คือ ญาณความรูเล็งเห็นเหตุผลวา รูปนามยอมเปนไปตามเหตุ ปจจัยของมันและเปนธรรมดาที่ตองมีการเปลี่ยนแปลง เปนสิ่งบีบคั้นไมอยูในอาณัติของใคร จะไป ฝนธรรมดาของมันยอมไมเปนการสมควร แลววางใจเปนกลางในรูปนาม ไมดีใจเสียใจในความ เปลี่ยนแปลงของสังขาร 10) สัจจานุโลมิกญาณ คือ ญาณความรูเล็งเห็นอริยสัจ 4 ประการ แจงชัดตามกําลัง ของญาณทัศนะนั้น แลวกําจัดกิเลสใหขาดไปตามกําลังของอริยมรรคญาณที่เกิดขึ้นถึง 4 ขั้นตาม ลําดับขั้นสุดทายสามารถทําลายอาสวะ ใหเด็ดขาดไปจากตัวเองโดยสิ้นเชิง ผูบรรลุถึงขั้นนี้ เรียกวา พระอรหันต ผูปฏิบัติวิปสสนากรรมฐานที่ผานญาณชั้น 9 ไปแลวได 1 ครั้ง ก็จะบรรลุมรรคญาณ ของพระโสดาบัน ผานชั้น 9 ไปได 2 ครั้ง จะไดมรรคญาณพระสกิทาคามี ผานชั้น 9 ได 3 ครั้งจะได มรรคญาณผลของพระอนาคามี ผานชั้น 9 ถึง 4 ครั้งจะไดมรรคญาณของพระอรหันต กลาวคือ 1. การเกิดมัคคญาณครั้งที่สอง(ทุติยมัคค)เรียกวา สกทาคามิมัคคญาณ ผูไดญาณนี้ เรียกวา พระสกทาคามี 3. การเกิดมัคคญาณครั้งที่สี่(จตุตถมัคค) เรียกวา อรหัตตมัคคญาณ ผูไดญาณนี้ เรียกวา พระอรหันต (อภิ.

2 สมุทัย คือ รูสิ่งที่เปนสาเหตุทําใหเกิดทุกขวาควรละ ควรกําจัดเสีย .3 นิโรธ คือ หยั่งรูวานี้คือการหลุดพนจากทุกขเปนอิสระ 1.สํ.2 สมุทัย คือ หยั่งรูวานี้เปนสาเหตุที่ทําใหเกิดทุกขขึ้นมา 1. กิจญาณ การหยั่งรูกิจหนาที่ที่จะตองกระทําตออริยสัจ 4 แตละอยาง ดังนี้ 2.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.1 ทุกข คือ หยั่งรูวานี้คือทุกข มีธรรมชาติเปนอยางนี้ 1.1 ทุกข คือ รูสภาวะสิ่งที่เปนทุกข ซึ่งจะตองกําหนดรูตามสภาพที่เปนจริง 2.4 มรรค คือ หยั่งรูวานี้มรรควิธีขอปฏิบัติที่จะนําไปสูความพนทุกข 2. (จริยศาสตรศึกษา) / 109 ไดและสามารถตั้งศาสนาของตนขึ้นได เรียกวา พระสัมมาสัมพุทธเจา อาการที่ทานบรรลุอาสวักขยญาณเชนนี้เรียกวา การตรัสรู (Enlightenment) การตรัสรู (Enlightenment) ปรากฏการณทางจิตที่เรียกวา ตรัสรู หรือการบรรลุ อรหัตผลนั้นจัดวาเปนความรูระดับญาณอันสูงสุดในพุทธศาสนา ความรูขั้นสูงสุดนี้คือ การรูวาตน หลุดพนจากสภาวธรรมฝายสังขตะแลวเรียกวา “วิมุตติญาณทัสสนะ” และเมื่อบรรลุโลกุตตรธรรม แลวรูวาตนไดอยูพรหมจรรยจบรอบแลว กิจอื่นที่พึงกระทําทุกอยางไดกระทําเสร็จแลว ไดบรรลุ ความเปนอิสรภาพจากโลกียธรรมโดยสมบูรณ กิจอื่นจะพึงกระทําไมมีอีกตอไปแลว ในตถาคตสูตร พระพุทธเจาตรัสถึงญาณทัสสนะที่ทําใหพระองคปฏิญญาวาพระองค ทรงตรัสรูอริยสัจ 4 วา “ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ญาณทัสสนะ(ความรูความเห็น) ตามความเปนจริงมีวน รอบ 3 อยางนี้ มีอาการ 12 ในอริยสัจ 4 เหลานี้ของเรา ยังไมบริสุทธิ์เพียงใด เราก็ยังไมปฏิญาณ ตนวาเปนผูตรัสรูอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พรอมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู สัตว พรอมทั้งสมณะ พราหมณ เทวดาและมนุษยเพียงนั้น ก็เมื่อใด ญาณทัสสนะ(ความรูความ เห็น) ตามความเปนจริงมีวนรอบ 3 อยางนี้ มีอาการ 12 ในอริยสัจ 4 เหลานี้ของเราบริสุทธิ์ดี แลว เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณตนวาเปนผูตรัสรูอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พรอมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมูสัตว พรอมทั้งสมณะ พราหมณ เทวดา และมนุษย ก็ญาณทัส สนะไดบังเกิดขึ้นแกเราวา วิมุติของเราไมกําเริบ ชาตินี้เปนชาติที่สุดบัดนี้ ภพใหมไมมี” (วินย.19 / 167 / 530) ญาณทัสสนะในพระพุทธศาสนา ความรูความเห็นตามความเปนจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจาทรงตรัสรับรองการตรัสรู ของพระองคดังกลาวขางตนนั้น มีรายละเอียดดังนี้ 1.ม. สัจญาณ การหยั่งรูสัจจะหรือสภาวธรรมที่เปนจริง หมายถึง ความหยั่งรูในอริยสัจ 4 แตละอยาง ดังนี้ 1.ม. 4 / 16 / 21.

สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ ปรีชาหยั่งรูขอปฏิบัติที่จะนําไปสูคติทั้งปวง คือสุคติ หรือ ทุคติ หรือพนจากคติ หรือปรีชาหยั่งรูขอปฏิบัติที่จะนําไปสูอรรถประโยชนทั้งปวง กลาวคือ ทิฏฐธัมมิกัตถะ สัมปรายิกัตถะ หรือปรมัตถะ คือรูวาเมื่อปรารถนาจะเขาถึงคติหรือประโยชนใด จะ . ฐานาฐานญาณ ปรีชาหยั่งรูฐานะและมิใชฐานะ คือรูกฎของธรรมชาติที่เกี่ยวกับ ขอบเขตและขีดขั้นของสิ่งทั้งหลายวา อะไรเปนอะไร อะไรเปนไปได และแคไหน เพียงไร โดย เฉพาะในแงความสัมพันธระหวางเหตุกับผล และกฎเกณฑทางจริยธรรมเกี่ยวกับสมรรถวิสัยของ บุคคล ซึ่งจะไดรับผลกรรมที่ดีและชั่วตาง ๆ กัน 2.ม.4/16/22.สํ.4 มรรค คือ รูวามรรควิธีขอปฏิบัติที่จะดําเนินไปสูความพนทุกขก็ไดปฏิบัติแลว ความรูความเห็นของพระพุทธองคในที่นี้ ก็คือทรงรูในอริยสัจ 4 ครบปริวัฏ 3 มีอาการ 12 คือไดความรูแจงครบ 12 รายการนั่นเอง กลาวคือ ทุกข เปนสิ่งควรกําหนดรูก็ไดรูเจนจบแลว สมุทัย เปนสิ่งควรละก็ไดทรงละไดอยางเด็ดขาดแลว นิโรธเปนสิ่งควรทําใหแจงก็ไดทรงทําให ประจักษแจงดวยพระองคเองแลว มรรค เปนปฏิปทาที่จะดําเนินไปสูเปาหมายก็ไดทรงดําเนินไปดี แลว(วินย.3 นิโรธ คือ รูวาภาวะการดับทุกขเปนสิ่งที่ควรทําใหประจักษแจง ก็ไดทําให ประจักษแจงแลว 3.1 ทุกข คือ รูวาทุกขเปนสิ่งที่ควรกําหนดรูก็ไดกําหนดรูแลว 3.3 นิโรธ คือ รูภาวะการดับทุกข ซึ่งจะตองทําใหประจักษแจง 2.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 110 2.2 สมุทัย คือ รูวาสาเหตุที่ทําใหเกิดทุกขเปนสิ่งที่ควรละ กําจัด ก็ไดละ กําจัดแลว 3. กรรมวิปากญาณ ปรีชาหยั่งรูผลของกรรม คือ สามารถกําหนดแยกการใหผล อยางสลับซับซอนระหวางกรรมดีและชั่ว ที่สัมพันธกับปจจัยแวดลอมตาง ๆ มองเห็นรายละเอียด และความสัมพันธภายในกระบวนการกอผลของกรรมอยางชัดเจน 3.4 มรรค คือ รูมรรควิธีขอปฏิบัติที่จะดําเนินไปสูความพนทุกข 3.19/1670/530) ดังนั้น สัมมาสัมโพธิญาณ จึงเปนญาณ(ความรู)ขั้นสูงสุดใน พระพุทธศาสนา พระพุทธองคทรงใชเปนหลักเกณฑตรวจสอบความสําเร็จในการปฏิบัติเพื่อบรรลุ ธรรมการตรัสรูอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และตองตระหนักอยูเสมอวาความรูหรือพุทธญาณวิทยา จะตองมีสัมมาทิฏฐิเปนมูลฐาน และมีสัมโพธิญาณเปนปริโยสาน ทสพลญาณ 10 ประการ อนึ่ง พระญาณความรูอันเปนกําลังสําคัญของพระตถาคต ที่ทําใหพระองคสามารถ ประกาศพระศาสนาไดมั่นคง มี 10 ประการ คือ 1. กตญาณ การหยั่งรูวากิจตาง ๆ ในอริยสัจ 4 แตละอยางนั้น ไดทําสําเร็จแลว ดังนี้ 3.

นานาธิมุตติกญาณ ปรีชาหยั่งรูอธิมุติ คือ รูอัธยาศัย ความโนมเอียง ความเชื่อถือ แนวความสนใจ จริต เปนตน ของสัตวทั้งหลายที่เปนไปตาง ๆ กัน 6. อินทริยปโรปริยัติญาณ ปรีชาหยั่งรูความยิ่งและหยอนแหงอินทรียของปวงสัตว ทั้งหลาย คือ รูวาสัตวนั้น ๆ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปญญา แคไหน เพียงใด มีกิเลสมาก มีกิเลส นอย มีอินทรียออน หรือแกกลา สอนงายหรือสอนยาก มีความพรอมที่จะตรัสรูหรือไม 7.ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 111 ตองทําอะไรบาง มีรายละเอียดวิธีปฏิบัติอยางไร 4. ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ ปรีชาหยั่งรูความเศราหมอง ความผองแผว การออกแหง ฌาน วิโมกข สมาธิและสมาบัติทั้งหลาย 8. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ปรีชาหยั่งรูอันทําใหระลึกภพที่เคยอยูในหนหลังได 9. นานาธาตุญาณ ปรีชาหยั่งรูสภาวะของโลกอันประกอบดวยธาตุตาง ๆ เปนเอนก คือ รูสภาวะของธรรมชาติ ทั้งฝายอุปาทินนกสังขารและฝายอนุปาทินนกสังขาร เชน รูจักสวน ประกอบตาง ๆ ของชีวิต สภาวะของสวนประกอบเหลานั้น พรอมทั้งหนาที่ของมันแตละอยาง เชน การปฏิบัติหนาที่ของขันธ อายตนะ และธาตุตาง ๆ ในกระบวนการรับรู เปนตน และรูเหตุแหงความ แตกตางกันของสิ่งเหลานั้น 5. อาสวขยญาณ ปรีชาหยั่งรูความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย ญาณทั้ง 10 ประการนี้ เรียกอีกอยางหนึ่งวา ทสพลญาณ เปนที่อาศัยเปนกําลังของ พระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจา ดังที่พระองคตรัสแกพระสารีบุตรวา “ดูกรสารีบุตร ตถาคตประกอบ ดวยกําลังเหลาใด ยอมปฏิญาณฐานะแหงผูองอาจ ยอมบันลือสีหนาทในบริษัท ยังพรหมจักรใหเปน ไป กําลังเหลานั้นของตถาคต 10 ประการ เหลานี้แล คือ…ตถาคตยอมรูตามความเปนจริงซึ่งฐานะ ในโลกนี้โดยเปนฐานะ และรูเหตุมิใชฐานะโดยเปนเหตุมิใชฐานะ…รูวิบากของกรรมสมาทานที่เปน อดีต อนาคตและปจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ…รูชัดซึ่งปฏิปทาอันจะยังสัตวใหไปสูภูมิทั้งปวง…รูชัด ซึ่งโลกมีธาตุมิใชอยางเดียวและมีธาตุตางๆ…รูชัดซึ่งความที่สัตวมีอธิมุตติตางๆกัน…รูชัดซึ่งความที่ สัตวและบุคคลทั้งหลายอื่นมีอินทรียหยอนและยิ่ง…รูชัดซึ่งความเศราหมอง ความผองแผวและความ ออกแหงฌาน วิโมกข สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย… รูระลึกถึงชาติกอนไดเปนอันมาก คือ ระลึกได ชาติหนึ่ง…สองชาติ… สามชาติ…ฯลฯ รอยชาติ… พันชาติ…แสนชาติ…ตลอด สังวัฏกัป…วิวัฏกัป… สังวัฏวิวัฏกัปเปนอันมากบางวา ในภพโนน เรามีชื่ออยางนั้น มีโคตรอยางนั้น มีผิวพรรณอยางนั้น มี อาหารอยางนั้น เสวยสุข เสวยทุกขอยางนั้นๆ มีกําหนดอายุเพียงเทานั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแลว ได ไปเกิดในภพโนน แมในภพนั้น เราก็ไดมีชื่ออยางนั้น มีโคตรอยางนั้น มีผิวพรรณอยางนั้น มีอาหาร อยางนั้น เสวยสุขเสวยทุกขอยางนั้นๆ มีกําหนดอายุเพียงเทานั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแลว ไดมาเกิดใน . จุตูปปาตญาณ ปรีชาหยั่งรูจุติและอุบัติของสัตวทั้งหลายอันเปนไปตามกรรม 10.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.

2534 : 138) .มู.เดือน คําดี . ญาตปริญญา คือ ความรูที่เกิดจากการรูจักปรากฏการณเรื่องราว หรือลักษณะของสิ่ง ใดสิ่งหนึ่งเปนแบบเฉพาะอยาง เฉพาะที่ แมจะรูจักสิ่งนั้น ๆ อยางครบกระบวนการ เชน รูวา สิ่งนี้คือ อะไร เกิดขึ้นไดอยางไร มีอะไรเปนเหตุเปนปจจัย ตั้งอยูไดอยางไร สัมพันธเกี่ยวของกับสิ่งอื่นได อยางไร เสื่อมสลายแตกดับลงไปเพราะอะไร และในเวลาใด ดังนี้เปนตน การรูอยางนี้เรียกวาเปน ความรูพื้นฐาน ไดแก ความรูขั้นวิญญาณและสัญญานั่นเอง 2) ตีรณปริญญา คือ ความรูที่เกิดจากการคิดพิจารณาไตรตรองตามอาการของโลก และชีวิตที่ปรากฏอยู โดยการใชหลักเหตุผลหรือตรรกศาสตรเปนเครื่องมือตรึกตรองแลวไดความรู ออกมาเปนกฏเกณฑ ทฤษฎี หรือมติที่เกี่ยวกับปรากฏการณนั้นอยางรวบยอด เชน รูเห็นในความ เปลี่ยนแปลง(อนิจจัง) ความเปนทุกขทนไดยาก(ทุกขัง) และความเปนสภาพหาตัวตนไมไดไมอยูใน อํานาจใคร ๆ(อนัตตา) วาเปนลักษณะธรรมชาติทั่ว ๆ ไปที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่งในโลก ไดแก ความรูขั้นทิฏฐิ และอภิญญาบางระดับ 3) ปหานปริญญา คือ ความรูที่เปนการหยั่งรูและกําจัดละกิเลส เปนความรูที่ตั้งอยู บนฐานแหงวิปสสนา สามารถใชแกปญหาชีวิตคือความทุกขไดอยางสิ้นเชิง ความรูขั้นนี้ใชเปน เครื่องมือปฏิบัติการทําลายกิเลสตัณหาโดยตรง อาจเทียบไดกับความรูขั้นอภิญญาและขั้นญาณใน ฐานะเปนอุปกรณในความเปนพระอรหันตและเปนความรูที่เกิดจากการปฏิบัติตามพุทธจริยธรรมใน ระดับสูงเทานั้น(ดร.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 112 ภพนี้ ตถาคตยอมระลึกชาติกอนไดเปนอันมาก พรอมทั้งอาการ พรอมทั้งอุเทศ ดวยประการฉะนี้… ยอมเห็นหมูสัตวที่กําลังจุติ กําลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ไดดี ตกยาก ดวยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ลวงจักษุของมนุษย ยอมรูชัดซึ่งหมูสัตวผูเปนไปตามกรรมวา สัตวเหลานี้ ประกอบดวยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจาเปนมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทําดวย อํานาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหนา แตตายไป เขายอมเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก สวนสัตวเหลานี้ ประกอบดวยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไมติเตียนพระอริยเจา เปนสัมมาทิฎฐิ ยึดถือการกระทํา ดวยอํานาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหนาแตตายไป เขายอมเขาถึงสุคติโลกสวรรค…ตถาคตกระทําใหแจงซึ่ง เจโตวิมุติ ปญญาวิมุติอันหาอาสวะมิไดเพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ดวยปญญาอันยิ่งเองในปจจุบัน เขาถึงอยู… ดูกรสารีบุตร กําลังของตถาคต 10 ประการเหลานี้แล ที่ตถาคตประกอบแลปฏิญาณฐานะ ของผูองอาจ บันลือสีหนาทในบริษัท ยังพรหมจักรใหเปนไป” (ม.12 / 166 / 140) ปริญญา 3 ประการ ความรูในพระพุทธศาสนา เมื่อกลาวโดยยอแลว สรุปลงในปริญญา 3 ประการ ดังนี้ 1.

ติก.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.20/576/368) เมื่อ ไดศึกษาที่มาของความรูในพระพุทธศาสนาตามหลักฐานพุทธประวัติแลว จะเห็นไดวาความรูใน พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นโดยลําดับตั้งแตระดับวิญญาณจนถึงสัมโพธิญาณ(การตรัสรู)กลาวคือขณะที่ เจาชายสิทธัตถะเสด็จประพาสพระอุทยานไดทอดพระเนตรเห็น คนแก คนเจ็บ คนตาย และการเกิด ของราหุลกุมารนั้น ความรูระดับวิญญาณและสัญญาก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ตอมาพระองคไดทรง ครุนคิดถึงเหตุการณในสิ่งเหลานั้น ความรูระดับทิฏฐิก็เกิดขึ้น คือ การที่พระองคทรงเห็นปญหาหรือ ความทุกขที่อยูเบื้องหลังเหตุการณเหลานั้น เมื่อพระองคประทับนั่งที่ใตตนโพธิ์บําเพ็ญสมาธิจนถึง ฌานที่ 4 แลวทรงนอมไปเพื่อหูทิพย ตาทิพย พระองคก็ไดความรูระดับอภิญญา สามารถรูเห็นการ เวียนวายตายเกิดของพระองคเองและของสัตวอื่น ๆ ได เมื่อทรงพิจารณาไปก็ทรงเห็นกฎธรรมชาติ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาของสภาวธรรมสังขตะดวยวิชชุญาณไดแจมแจงชัดเจน ตอจากนั้น สภาวจิตตาง ๆ คือ นิพพิทา ความเบื่อหนาย วิราคะ ความคลายกําหนัด วิมุตติญาณทัสสนะก็เกิดขึ้น เองโดยอัตโนมัติ และในวาระสุดทายพระองคก็ทรงทราบชัดวาพระองคหลุดพนแลวจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ในความทุกขทั้งปวง ความรูระดับนี้เรียกวา สัมโพธิญาณ(การตรัสรู) ทัศนะของพระพุทธศาสนาจําแนกความรูออกเปน 2 ระดับ คือ ระดับโลกียะ(การมีชีวิต ที่เกี่ยวของเนื่องอยูกับโลก) และระดับโลกุตตระ(การมีชีวิตที่หลุดพนเปนอิสระ) โดยยอมรับวา ที่มา ของความรูเรื่องความจริงของโลกและชีวิตนั้น เบื้องตนจะตองผานมาทางประสาทสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งมีมนุษยเปนศูนยกลางของการรับรูสิ่งตาง ๆ ดังนั้นที่มาของความรูระดับโลกียะ นี้จึงเปนเรื่องทางผัสสะ และความรูในระดับโลกุตตระ เปนความรูที่มาจากจิตใครครวญไตรตรอง พิจารณาหรือการทําวิปสสนาโดยตรง เปนกิจกรรมทางปญญาที่รูเขาใจโลกและชีวิตตามความเปน จริงนําไปสูการหลุดพนจาก อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ปญญาความรอบรูยอมไดจากการแสวงหาดวย การศึก ษา และการทําสมาธิจนจิ ต หลุด พน ดังนั้นการศึกษาทางพระพุทธศาสนาจึงเปนการดับ (ทําลาย)อวิชชา และสรางวิชาขึ้นในจิตของเรา เปนการกระทําเพื่อใหจิตใจเคลื่อนจากอวิชชา(ความ ไมรู)ไปสูวิชา(ความรู) สําหรับทัศนะของพระพุทธศาสนานั้น ยอมรับที่มาของความรูในบางระดับ และ ปฏิเสธในบางระดับ พระพุทธศาสนาอธิบายวา ระหวางความเปนจริง กับความรู และภาคปฏิบัตินั้น ความรูกับสิ่งที่ถูกรู คือ ความจริงสูงสุดนั้นไดกลายเปนสิ่งเดียวกันระหวางผูรูกับสิ่งที่ถูกรูในขั้นสุด ทาย และมีการปฏิบัติเปนทางนําไปสูความเปนเอกภาพของทั้ง 3 สภาวะนั้น กลาวคือ เมื่อรูแจง แทงตลอดซึ่งอริยสัจ 4 ก็คือเปนสิ่งเดียวกันกับสภาวะความจริง คือ นิพพาน ดังนั้น พระพุทธศาสนา . (จริยศาสตรศึกษา) / 113 ความรูทั้ง 6 ระดับนี้เปนสิ่งมีอยูและเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เมื่อมนุษยไดประกอบเหตุที่ เหมาะสมครบถวนแลว ก็จะไดความรูนี้ขึ้นมาโดยตัวมนุษยเอง ดังที่พระพุทธองคตรัสวา “…ตถาคต จะอุบัติหรือไมอุบัติขึ้นมาก็ตาม สิ่ง(ความรู)นี้ ก็คงมีอยู เปนอยูธรรมดา…” (องฺ.ม.

เดือน คําดี.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 114 ในฐานะปฏิบัตินิยม(เนนการปฏิบัติ) จึงอธิบายวา ทฤษฎีเปนเครื่องชี้นําการปฏิบัติ และการปฏิบัติ ชวยใหพัฒนาทฤษฎี หรือเปนการกลั่นกรองความรูจากขั้นโลกิยะขึ้นไปเพื่อใหตรงตอความจริงใน ขั้นสูงสุด(โลกุตตระ)(ดร. 2534 : 119) ค. ความสัมพันธระหวางความดีและความรู จากการศึกษาธรรมชาติของมนุษยในทัศนะของพระพุทธศาสนา ทําใหทราบวาชีวิต มนุษยเกิดขึ้นจากองคประกอบตาง ๆ มารวมกัน โดยแยกออกเปน 2 สวน คือ รูปขันธ กับ นามขันธ หรือ กาย กับ จิตใจ หรือแยกออกไปตามลักษณะขันธ 5 คือ ธรรมชาติของชีวิตที่ประกอบดวย รูปขันธเปนฝายกาย และนามขันธ 4 คือ เวทนาขันธ สัญญาขันธ สังขารขันธ และวิญญาณขันธ เปนฝายจิตใจ เปนสวนที่มีความสัมพันธสืบเนื่องตอกันและสงอิทธิพลเปนเหตุปจจัยซึ่งกันและกัน สวนกายเปนสวนที่มีขึ้นไวเพื่อมารับใชกิจกรรมของจิตใจ โดยถือวา จิตเปนศูนยกลางแหงกิจกรรม ทุกอยางของชีวิต เปนสิ่งที่ซับซอน กวางขวาง และลึกซึ้งมาก อีกทั้งเปนสวนที่ทําใหเกิดคุณคา ความหมายแกชีวิต ในพุทธจริยธรรมจึงพูดเนนทางดานจิตใจเปนสําคัญ ถึงกระนั้นก็ตาม ก็ไมได หมายความวาจะละเลยหรือไมใหความสําคัญสวนกายแตอยางใด ชีวิตมนุษยตามทัศนะของพระพุทธศาสนาถือวาชีวิตที่ดีมีคุณคานั้น ยอมขึ้นอยูกับการ ดําเนินชีวิตอยางมีหลักหรือมีเปาหมายที่ชัดเจน การศึกษาใหทราบถึงเปาหมายและวิธีการเพื่อบรรลุ เปาหมายนั้นจึงเปนสิ่งสําคัญ ซึ่งจะทําใหเราสามารถมีบรรทัดฐานเพื่อการดําเนินชีวิตไดถูกตอง เปน การบรรลุประโยชนของชีวิตที่ไดเกิดมา ดังนั้น ในตอนนี้จะไดพิจารณาถึงความสัมพันธระหวาง ลักษณะ ความดี และ ความรู อันถือวาเปนคุณคาที่สําคัญยิ่งของชีวิต กระบวนการความเปนไปของนามขันธ 4 ในการพิจารณาถึงความสัมพันธระหวางความดี และ ความรู ในทัศนะของพุทธศาสนา จําเปนตองเขาใจถึงกระบวนการความเปนไปหรือการทําหนาที่ของนามขันธทั้ง 4 อันเปนฝายจิตใจ ซึ่งมีความสัมพันธอิงอาศัยมีอิทธิพลสงผลสืบเนื่องเปนเหตุปจจัยแกกันและกัน ดังนี้ 1) เวทนา ไดแก สวนของความรูสึกสุข(สุขเวทนา) หรือทุกข(ทุกขเวทนา) หรือเฉย ๆ (อทุกขมสุขเวทนา หรือ อุเบกขาเวทนา) ซึ่งเกิดจากการกระทบกันของประสาทสัมผัสทั้ง 5 และทาง ใจ เปนสวนของความรูสึกที่เกิดจากประสาทสัมผัสตาง ๆ เมื่อมีการรับรูเกิดขึ้นในแตละครั้ง เวทนา จะมีความสําคัญมาก จะสงผลตอตัณหา(ความทะยานอยาก) และอุปาทาน(ความยึดมั่นถือมั่น)เพราะ เปนสิ่งมุงประสงคเสาะแสวง เปนขั้วตอและเปนตนทางแยกที่ชี้แนะหรือสงแรงผลักดันแกองคธรรม อื่น ๆ วาจะดําเนินไปในทางใด อยางไร เชน ถารับรูอารมณใดแลวสุขสบาย ก็จะกําหนดไปใน .

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.ข.17/116/74) กระบวนการความเปนไปของนามขันธทั้ง 4 นี้ มีความสัมพันธสืบเนื่องสงอิทธิพลตอ กันและกัน โดยเริ่มตนจากการรับรูทางวิญญาณขันธกอน ตาไดเห็นรูป หูไดยินเสียง จมูกไดดมกลิ่น ลิ้นไดลิ้มรส กายไดถูกตองสัมผัส ใจไดสัมผัสอารมณตางๆในขณะรับรูนี้เองจะมีสวนของความรูสึก หรือเวทนาเขามาแสดงออกวาเปนสุข ทุกข หรือเฉย ๆ ถาสุขก็ทําใหใจยินดี ถาทุกขก็ทําใหใจ ตองการหลีกเลี่ยงหนีไปใหพน เปนตน เกิดเปนสัญญา การจํา การกําหนดหมาย ทําใหรูจักและจําได คือเมื่อตาไดเคยพบเห็นอะไรมากอนตอมาภายหลังมาพบสิ่งนั้นอีกก็จําได รวมไปถึงการจดจําเรื่อง เวทนาความรูสึกที่เกิดขึ้นในลักษณอาการตาง ๆ และในกระบวนการรับรู(วิญญาณ) รูสึก(เวทนา) จดจํา กําหนดหมาย รูจัก จําได(สัญญา)นี้ ก็จะมีการปรุงแตงจิต(สังขาร) ใหคิดดี(ปุญญาภิสังขาร) หรือคิดชั่ว(อปุญญาภิสังขาร) แลวแสดงการกระทําออกมาทางกายและวาจา โดยมีเจตนาเปนตัวนํา และทานจัดปญญาตัวความรูนี้อยูในสังขารขันธ เปนสิ่งที่จะตองพัฒนาฝกฝน ทําใหเกิดใหมี ให เจริญเพิ่มพูนขึ้น ดังที่ปรากฏในพระอภิธรรมปฎกวา “สังขารขันธ มีในสมัยนั้น เปนไฉน? ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปติ เอกัคคตา สันธินทรีย วิริยินทรีย สตินทรีย สมาธินทรีย ปญญินทรีย .ปา.สํ.ม.11/310/255. (จริยศาสตรศึกษา) / 115 อารมณนั้นมาก จะทําอยางไรถึงจะมีแนวทางที่สนองเวทนานั้น และจิตคิดปรุงแตงเพื่อใหไดอารมณ นั้นมาเสพเสวยตอไปอีก หรือถารับรูอารมณใดแลวเกิดเปนทุกขบีบคั้นก็จะไมกําหนดหมายอารมณ นั้นอีก และหาวิธีที่จะพยายามหลีกเลี่ยง หลบไป เปนตน 2) สัญญา ไดแก สวนของความกําหนดได การหมายรู หรือกําหนดรูลักษณะอาการ ของอารมณ เชน ลักษณะ อาการ ทรวดทรง สี สัณฐาน ฯลฯ ตลอดจนชื่อเรียก และสมมติบัญญัติ ตาง ๆ วา เขียว ขาว ดํา เบา ทุม แหลม อวน ผอม โตะ ปากกา …. คน เขา เรา ทาน เปนตน 3) สังขาร ไดแก สวนองคประกอบหรือคุณสมบัติตาง ๆ ของจิตมีเจตนาเปนตัวนํา ซึ่งจะปรุงแตงจิตใหดีหรือชั่วหรือเปนกลาง ๆ ปรุงแปรการตริตรึกนึกคิดในใจ และการแสดงออก ทางกาย ทางวาจาใหเปนไปตาง ๆ เปนที่มาของกรรม รวมเรียกงาย ๆ วาเครื่องปรุงแตงของจิต เครื่องปรุงแตงของความคิด หรือเครื่องปรุงแตงของกรรม สังขาร จึงหมายถึง เครื่องปรุงแตงจิต หรือคุณภาพของจิต ซึ่งมีเจตนาเปนตัวนํา และ กระบวนการแหงเจตนจํานงที่ชักจูง เลือกรวบรวมเอาเครื่องแตงคุณภาพเหลานั้นมาประสมปรุงแตง ใหดี หรือชั่ว หรือเปนกลาง ๆ ปรุงแปรการตริตรึกนึกคิด การพูด การทํา ใหเกิดกรรมทางกาย (กายสังขาร) ทางวาจา(วจีสังขาร) และทางใจ(มโนสังขาร) ดังนั้น คําวา สังขาร นี้ เมื่อจํากัดความ แลวจึงประกอบดวย เจตนา และกรรม เปนคํารวมกันหรือเรียกแทนกันได 4) วิญญาณ ไดแก สวนของความรูแจงอารมณทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 และทางใจ คือ การไดเห็น การไดยิน การไดกลิ่น การรูรส การรูสัมผัสทางกาย และการรูอารมณทางใจ (ที.

34 / 75 / 22) ดังนั้น จะเห็นไดวา กระบวนการความเปนไปของการรับรูและการแสดงออกในแตละครั้ง ในสวน ประกอบของนามขันธทั้ง 4 นี้ จะมีความสัมพันธเกี่ยวของสืบเนื่องและสงอิทธิพลตอกันตลอดเวลา จากการศึกษาวิเคราะหในระดับความรูตาง ๆ นั้น ทําใหทราบวาในความรูระดับตน ๆ ตั้งแต วิญญาณ สัญญา ทิฏฐิ และอภิญญา (ยกเวนขอสุดทายคืออาสวักขยญาณ) ยังไมใชเปน ความรูที่สมบูรณที่จะนําไปสูความดีที่สมบูรณตามหลักของพระพุทธศาสนา เพราะเปนระดับความรู ที่ยังเจือปนดวยกิเลส เมื่อใดที่กิเลสมีอิทธิพลครอบงําเหนือจิตใจ บุคคลอาจถูกชักจูงใหนําความรูที่มี นั้นไปใชในทางที่ผิดทําความชั่วรายตาง ๆ ได ความรูระดับวิญญาณ และสัญญา จัดเปนความรูธรรมดาสามัญ บุคคลที่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยอมจะรับรูสิ่งตาง ๆ ที่เขามากระทบกับประสาทสัมผัสนี้โดยไมตองผานการฝกฝนก็ สามารถมีความรูได ความรูระดับนี้ถือเปนสัญชาตญาณของการดํารงอยูของสิ่งมีชีวิต และมิใชจะมี เฉพาะแตในมนุษยเทานั้น แมแตในสัตวเดรัจฉานก็มีความรูระดับที่วานี้ เชน การมองเห็น การฟง เสียง เปนตน สามารถจดจํา แยกแยะไดวาอะไรเปนอะไร แตระดับความรูที่เริ่มสัมพันธกับความดี สามารถมองเห็น รูเขาใจในความเปนเหตุและผล แยกแยะสิ่งตาง ๆ ได นาจะไดแกความรูระดับทิฏฐิ โดยสภาวะธรรมชาติของมนุษยเกี่ยวกับจิตมีทั้งจิตฝายดีและจิตฝายไมดี ดังนั้น ทิฏฐิของมนุษยจึง ขึ้นอยูกับจิต ถาจิตตั้งอยูฝายดีก็จัดเปนสัมมาทิฏฐิ แตถาจิตตั้งอยูฝายไมดีก็จัดเปนมิจฉาทิฏฐิ พระ พุทธศาสนาจึงสอนใหมนุษยพัฒนาจิตใหเปนสัมมาทิฏฐิ เมื่อมองเห็นรูเขาใจสิ่งทั้งหลายถูกตองตาม ความเปนจริงทําใหสามารถปฏิบัติไดถูกตอง ทั้งในสวนโลกียสัมมาทิฏฐิคือมีความเชื่อความเห็น มี ความรูความเขาใจที่ถูกตองดีงามมีเหตุมีผล จัดความรูที่เกิดในระดับนี้เปนความดีในขั้นตนและขั้น กลาง สามารถนําใหผูปฏิบัติบรรลุเปาหมายในประโยชนในปจจุบันนี้และประโยชนในภายหนา และในสวนความรูระดับโลกุตรสัมมาทิฏฐิ เปนความรูที่เกิดขึ้นในระดับญาณ และการตรัสรู เปน ความมุงหมายหลักของการพัฒนาความรูเพื่อใหรูเห็นตามความเปนจริง รูดี รูชอบ ตลอดถึงรูใน อริยสัจ 4 ความเปนเหตุเปนผลจนสามารถนําไปสูการดับทุกขไดสิ้นเชิงบรรลุความดีสูงสุดหรือ ประโยชนสูงสุด(ปรมัตถะ) ดังไดอธิบายมาแลวขางตน .พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 116 ชีวิตินทรีย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปญญา หิริ โอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา อัพยาปาทะ สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ กายปสสัทธิ จิตตปสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปสสนา ปคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแมอื่นใด มีอยูในสมัยนั้น เวนเวทนา ขันธ (และ)สัญญาขันธ วิญญาณขันธ นี้ก็ชื่อวา สังขารขันธ มีในสมัยนั้น” (อภิ.สํ.

(จริยศาสตรศึกษา) / 117 ในกระบวนการพัฒนาความรูตามลําดับนั้นอาจไดความรูพิเศษ คือ อภิญญา การแสดง ฤทธิ์ไดขึ้นมา ความรูระดับนี้เปนเพียงผลพลอยได ไมใชเปาหมายที่แทของพระพุทธศาสนา ไมได รับความยกยองในพระพุทธศาสนา ความรูระดับอภิญญานี้จะถูกนําไปใชในทางที่ถูกหรือผิด จึงขึ้น อยูกับสภาพจิตวามีทิฏฐิเชนไร คือ ถาความรูในระดับนี้บังเกิดแกบุคคลที่มีสภาพจิตเปนมิจฉาทิฏฐิ อาจเกิดการเมาฤทธิ์(อภิ.44) ความรูทางพระพุทธศาสนามีความเชื่อมโยงเกี่ยวของสัมพันธกับความดี ในความรูแต ละระดับนั้น พระพุทธศาสนาจะเนนความสําคัญของการพัฒนาความรูโดยมีเรื่องสัมมาทิฏฐิกํากับอยู ตลอดเวลา และเมื่อพัฒนาความรูสมบูรณแลวทายที่สุดความรูที่คนพบนั้นก็กลายเปนสิ่งเดียวกันกับ ความดี ดังที่พระธรรมปฏกไดแสดงทัศนะไวในหนังสือเรื่อง สัจธรรมกับจริยธรรมวา “สัจธรรม หรือ ความจริงนั้น ปรากฏแกมนุษยไดอยางไร มันปรากฏแกมนุษยได ดวยความรู ความรูนี้เรียกวา ปญญา ปญญาเปนตัวที่ทําใหมนุษยสัมพันธกับสัจธรรม และเขาถึงสัจธรรม ในเวลาที่เขาถึงสัจธรรม เราอาจใชคําวา ปฏิเวธ ซึ่งแปลวา การแทงตลอด การแทงตลอดก็คือมีปญญารูแจงนั่นเอง ลักษณะ ของการเขาถึงสัจธรรม ก็คือการเขาถึงดวยปญญาหรือความรู ดังนั้น ตัวเชื่อมโยงมนุษยกับสัจธรรม ก็คือตัวความรูหรือปญญา”(พระเทพเวที(ประยุทธ ปยุตฺโต).บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.พรทิพย โรจนสุนันท .2532 : 5-6) จากคํากลาวนี้แสดงใหทราบ .7 / 349 / 163 -165) แตถึงกระนั้น การไดความรูพิเศษ คือ อิทธิปาฏิหาริย สวนโลกียอภิญญาที่ประกอบดวยสภาพจิตที่เปนสัมมาทิฏฐินี้ จะถูกนําไปใชในทางที่ถูกตองและมี สวนชวยเสริมคุณสมบัติของผูไดโลกุตรอภิญญาใหพรอมบริบูรณยิ่งขึ้นสําหรับการบําเพ็ญกิจเกื้อกูล แกชาวโลก ความรูจะนําไปสูสิ่งที่ดีและไมดี ขึ้นอยูกับวิธีการนําความรูไปใช ความรูที่ประกอบ ดวยสภาพจิตเปนสัมมาทิฏฐิฝายดีจะเปนสิ่งกําหนดวิธีใชความรูเพื่อกอใหเกิดเปนประโยชนเกื้อกูล ทั้งแกชีวิตตนและผูอื่น สวนผูมีสภาพจิตเปนมิจฉาทิฏฐิฝายไมดีตกอยูภายใตการครอบงําของความ โลภ โกรธ หลง ดวยอํานาจของกิเลสตัณหาก็จะกําหนดวิธีใชความรูไปในทางที่ผิด คือนอกจากไม เปนประโยชนเกื้อกูลแกชีวิตตนเองแลวยังสงผลรายเปนทุกขโทษแกผูอื่นดวย เชน บุคคลผูมีความรู ความชํานาญเรื่องคอมพิวเตอร(Computer) แตนําความรูไปใชในทางที่ผิด ดังกรณีการนําภาพ อนาจารมาตัดตอโดยใสรูปหนาบุคคลอื่นเขาไปแทนอีกคนหนึ่ง หรือการลักลอกเขาไปโจรกรรม ขอมูลของพวกแฮกเกอร(Hacker) หรืออยางกรณีอื่น เชน เสริม สาครราษฎ นักศึกษาแพทยที่สราง ความตกตะลึงแกวงการนักศึกษาแพทยเปนอยางมาก เมื่อนําความรูเรื่องการผาตัดมาใชผาศพแฟน สาวเพื่อแยกชิ้นสวนอําพรางคดี เปนตน(พ.35/849/468)ในลักษณะตาง ๆ เชน เกิดมานะวาเราทําไดในสิ่งที่คนอื่น ๆ ทําไมได เราเกงกวาคนอื่น ๆ เกิดการยกตนขมทานอาจนําเอาฤทธิ์นี้ไปใชในทางชั่วราย หลอกลวง มุงแสวงหาลาภสักการะ เบียดเบียน ขมเหง รังแกผูอื่นใหไดรับความทุกขเดือดรอน ดังเชนกรณีของ พระเทวทัตเปนตน(วินย. 2543 :38 .ญ.ม.วิ.

2532 : 7 .พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 118 วาสัจธรรมคือความจริงและความดีนั้น มีความสัมพันธเชื่อมโยงกับความรู(ปญญา) มนุษยไดอาศัย ความรูจึงทําใหเขาใจเรื่องราวตาง ๆ ของโลกและชีวิต เมื่อพระพุทธองคทรงรูสัจธรรม หรือรูความจริงคือรูตัวสภาวธรรม พรอมทั้งความเปน ไปของมัน อันไดแกกฏเกณฑธรรมชาติของโลกและชีวิตที่วาทุกสิ่งทุกอยางดําเนินไปโดยอาศัยเหตุ ปจจัย กฎเกณฑธรรมชาตินั้นมีความสัมพันธอาศัยเหตุปจจัยซึ่งกันและกัน พระองคจึงใชความรูใน กฎเกณฑที่ทรงคนพบนั้นใหเปนประโยชนแกพระองคเอง ทรงพิจารณาวาธรรมชาติของชีวิตนั้น ลวนตกอยูใตกฎไตรลักษณ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา การดําเนินชีวิตที่ถูกตอง ก็คือ พระองค จะตองปฏิบัติใหสอดคลองกับกฎของธรรมชาติ หรือทําโดยประการที่วานําเอาความรูในกฎเกณฑ ของธรรมชาตินั้นมาดําเนินไปในทางที่เกื้อกูลเปนประโยชนแกชีวิตของพระองค และนอกจากนี้ แลวพระองคยังคนพบกฎแหงเหตุปจจัยการอาศัยกันและกัน คือ เพราะเกิดเหตุนี้ จึงมีเหตุนี้เกิดตาม มา และเพราะดับเหตุนี้ เหตุอื่น ๆ นั้นก็ดับตามไปดวยที่เรียกวากฏปฏิจจสมุปบาท ทายที่สุดพระองค สรุปความเปนเหตุเปนผลสิ่งที่คนพบดวยหลักอริยสัจ 4 วา ธรรมชาติมนุษยมีปญหาคือทุกข ความ ทุกขมีสาเหตุมาจากตัณหา 3 ประการ การจะดับทุกขไดก็คือตองดับตัณหาไมใหครอบงําจิต และ ทรงคนพบวิธีการแหงการดับทุกขที่เรียกวามรรค เพราะฉะนั้น การดําเนินชีวิตแบบนี้หรือการปฏิบัติ แบบนี้ของพระองค จึงมีชื่อเรียกวา จริยธรรม โดยเริ่มตนจากการคนพบความรูในความจริงของ ความเปนไปของโลกและชีวิตที่เรียกวา “สัจธรรม” แลวนําเอาความรูที่ทรงคนพบนั้นมาประพฤติ ปฏิบัติใหเกิดความสัมพันธสอดคลองเชื่อมโยงกับสัจธรรม ผลดีที่ตามมาก็คือความสําเร็จในสิ่งที่ พระองคทรงคนหามาตลอด 6 ป ดังนั้น จะเห็นไดวาสัจธรรมและจริยธรรมมีความเชื่อมโยงตอกัน การคนพบความจริงในสัจธรรม(ความรู) และนําเอาสัจธรรม(ความรู)ที่คนพบนั้นกลับ มาเกื้อกูลเปนประโยชนแกชีวิตมนุษย โดยเมื่อรูกฎเกณฑของสิ่งนั้นแลวก็ปฏิบัติจริยธรรม(ความดี) โดยใชความรูนั้นปฏิบัติใหเปนไปตามกฎเกณฑตามความเปนจริงของสิ่งนั้น ในทางที่จะเกิดผลเปน ประโยชนเปนความดีแกชีวิตของเรา จริยธรรมจึงเปนสิ่งที่อิงอาศัยสัจธรรม คือ ประการที่1 : เราจะตองทําหรือปฏิบัติใหสอดคลองกับกฎเกณฑหรือหลักการตามความ เปนจริงของสัจธรรมนั้น ประการที่2 : การที่เราจะทํา หรือปฏิบัติใหเกิดผลคือ “ความดี” แกชีวิตของเราไดนั้น เราจะตองมี “ความรู” เขาใจในสัจธรรมคือในกฎเกณฑและในเหตุปจจัยที่จะทําใหเปนไปอยางนั้น แลวเราจึงจะสามารถทําใหมันเกิดผลดีที่เราตองการ และ ประการที่3 : การปฏิบัติของมนุษยที่จะไดผลตามความตองการนั้น ก็เพราะวา เปนการ ปฏิบัติไปตามกระบวนการของสัจธรรมนั่นเอง เปนไปตามเหตุปจจัยที่เปนกฎของธรรมชาติ และเรา ทําถูกตองตามกฎเกณฑเหตุปจจัยนั้น (พระเทพเวที(ประยุทธ ปยุตฺโต) .8) .

ม. 2532 :10 -11) เพราะฉะนั้น จะเห็นไดวา หลักพุทธจริยธรรมในการดําเนินชีวิตที่ถูกตองนั้น มนุษยจะ ตองปฏิบัติใหสอดคลองถูกตองเกิดเปนผลดีตอชีวิตของมนุษย สังคม และธรรมชาติแวดลอม ซึ่ง รวมถึงสิ่งที่มนุษยไดสรางสรรคขึ้น บัญญัติขึ้น เชน ระเบียบวินัย กฏเกณฑ กฎหมาย และเทคโนโลยี ตาง ๆ เปนตน ความสัมพันธระหวางความรูและความดี ที่อิงอาศัยสอดคลองเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ของหลักพุทธจริยธรรมในขอที่วา ความรูนําไปสูความดี หรือ ความดีนําไปสูความรู และทายที่สุด แลว ความดีและความรูทั้งสองประการนี้ก็บรรจบเปนอันเดียวกัน ซึ่งจะนํามากลาวดังตอไปนี้ . (จริยศาสตรศึกษา) / 119 จริยธรรม ไมแยกจาก สัจธรรม: ความรู ไมแยกจาก ความดี รวมความวา จริยธรรมไมแยกจากสัจธรรม เพราะเหตุวา จริยธรรมเนื่องกับสัจธรรม โดยอาศัยสัจธรรมเปนฐาน ในทางพระพุทธศาสนาถือวาจริยธรรมก็เปนสัจธรรมดวยสวนหนึ่ง เพราะเปนการปฏิบัติที่กลายเปนความจริงตามธรรมชาติได โดยที่วามนุษยนําตัวเขาไปเปนปจจัย หรือเปนตัวแปรอยางหนึ่งในกระบวนการแหงเหตุปจจัยในธรรมชาติ และผลักดันใหปจจัยทั้งหลาย เปนไปตามกฎของธรรมชาติ แตเกิดผลตามที่เราตองการ เพราะทําดวย “ความรู” วาเมื่อทําอยางนั้น แลวก็จะเปนเหตุใหเกิดผลคือ “ความดี” ขึ้นอยางนั้น และกระบวนการปฏิบัตินั้นก็กลายเปน กระบวนการแหงเหตุปจจัยที่เปนความจริงตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้น จริยธรรมเองจึงกลายเปน สวนหนึ่งของสัจธรรม จริยธรรม เปนขอปฏิบัติของมนุษยโดยอาศัยความรูในกฎธรรมชาติแลวปฏิบัติใหสอด คลองกับกฎธรรมดานั้นในทางที่จะเกิดผลดีงามแกตนเอง จริยธรรมตองเปนไปตามสัจธรรม ถาจริยธรรมไมเปนไปตามสัจธรรม จริยธรรมนั้นก็ไมถูกตอง เพราะจะไมมีผลดีงามที่เปนจริง ใน ความหมายที่แท จริยธรรม ก็คือการดําเนินชีวิต และจริยธรรมก็แปลไดวา หลักการดําเนินชีวิตที่ดี งามที่ถูกตอง(พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต) . เปนผลดีตอสังคม และ 3.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. เปนผลดีตอชีวิตของมนุษยเอง 2. 2532 :9 -11) จริยธรรมเปนการปฏิบัติที่ถูกตองสอดคลองกับความจริงของธรรมชาติหรือสัจธรรม การปฏิบัติในกรณีนี้ก็คือการดําเนินชีวิต การปฏิบัติที่ถือวาสอดคลองกับสัจธรรมหรือกฎเกณฑ ความจริงของธรรมชาตินั้น คือ การปฏบัติใหสอดคลองกับสิ่งที่เขามาเกี่ยวของกับการดํารงอยูของ ชีวิตที่เกิดเปนผลดี 3 ประการ คือ 1. เปนผลดีตอธรรมชาติแวดลอม (พระเทพเวที(ประยุทธ ปยุตฺโต) .

2532 :28 -29) ความรูชวยใหการดําเนินชีวิตเปนไปดวยดี ความรูมีไวเพื่อชวยพัฒนาชีวิตทําใหชีวิตดําเนินไปในวิถีทางที่ถูกตอง การทําใหชีวิต ดําเนินไปในวิถีทางที่ถูกตองเปนผลมาจากการศึกษา เพราะการศึกษาจะทําใหมนุษยรูสิ่งตาง ๆ ไดไว ชวยใหมนุษยบรรลุเปาหมายไดอยางรวดเร็วถูกตอง ความรูที่ไดจากการศึกษาจึงเปนอุปการะสําคัญ ของการดําเนินชีวิต ดังนั้น การดําเนินชีวิตที่ดีไดนั้นมนุษยจะตองศึกษาใหรูในสิ่งตาง ๆ ที่เกี่ยวกับ ธรรมชาติของชีวิต ดังนี้ .พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 120 ความสัมพันธที่ความรูมีตอความดี สัจธรรมคือความจริงนั้นปรากฎแกมนุษยดวย “ความรู” ซึ่งเรียกวา “ปญญา” เปนสวน สําคัญที่จะทําใหมนุษยเขาถึงสัจธรรม หรือ ความจริง ถามนุษยไมมีปญญาหรือขาดความรู ก็ไม สามารถเขาถึงความจริงได ฉะนั้น ความสัมพันธของมนุษยที่จะเชื่อมโยงเขากับสัจธรรม ไดแก ความรูที่ประกอบดวยสัมมาทิฏฐิ การปฏิบัติตามกฎเกณฑของสัจธรรมในทางที่จะเกิดผลดีแกชีวิตมนุษย มนุษยจะ ปฏิบัติไดถูกตองก็คือจะตองมี “สัมมาทิฏฐิ” รูเห็นเสียกอนวา สัจธรรมเปนอยางไร กฎเณฑของ ธรรมชาติเปนอยางไร ฉะนั้น มนุษยจึงตองอาศัยความรูหรือปญญา เปนตัวเชื่อมโยงใหมนุษยบรรลุ เปาหมายที่ดีแกชีวิต ยิ่งมนุษยมีสัมมาทิฏฐิรูเห็นถูกตองในสัจธรรมมากเทาใด การปฏิบัติธรรมก็ยิ่ง ถูกตองขึ้นมากเทานั้นและไดผลดียิ่งขึ้น และเมื่อมนุษยยิ่งปฏิบัติธรรมไดผลมากขึ้นเทาใด มนุษยก็จะ รูเห็นสัจธรรมที่ละเอียด ลึกซึ้ง (ที่มนุษยซึ่งยังไมผานความรูระดับนี้ยากที่จะรูเห็นและเขาใจ) ไดมาก ยิ่งขึ้นเทานั้น ในทางกลับกันถามนุษยขาดสัมมาทิฏฐิ คือมีความรูในสัจธรรมผิดพลาด คลาดเคลื่อน ไมทั่วถึง ไมสมบูรณ ไมกระจางชัดเจนพอ การนํามาใชประโยชนก็จะไมเกิดผลดี ไมสมบูรณ บางที ก็กลับกลายเปนผลรายเพราะการรูไมทั่วถึง เชน เรารูจักวิธีทําไฟ เชน เอาหินมาตีกัน ตลอดจนพัฒนา มาเปนไมขีดไฟ รูวิธีจุดไฟแลว และรูประโยชนวา ไฟเกิดขึ้นมาแลวจะใหแสงสวางและความอบอุน แตเรารูแคนี้ รูไมทั่วถึงวา อะไรเปนเชื้อแกมันบาง และจะเกิดโทษอยางไร ถาลุกลามไป เราก็จุดไฟ ขึ้นมาโดยมุงหวังวาจะใหความอบอุนและแสงสวาง โดยมีความรูจํากัดแคขอบเขตหนึ่ง ไมรูวาน้ํามัน เบนซินและแกสเปนตน เปนเชื้อเพลิงรายแรง ก็ไปอยูใกลมัน เสร็จแลวพอจุดไฟขึ้นมา เกิดระเบิด ตูมตาม ไฟนั้นลุกลามไปไหมบานเรือน ก็เกิดโทษแกเรา นี้เปนเพราะเรารูสัจธรรมไมทั่วถึง การ ปฏิบัติจริยธรรมจึงไดผลไมสมบูรณ หรือพลาดไปเกิดผลรายอยางอื่นแทน เปนอันวาการที่จะให สัจธรรมเกิดผลประโยชนที่ดี เปนจริยธรรมที่สมบูรณ จะตองมี“ความรู”ในสัจธรรมอยางสมบูรณ ดวย เปนเรื่องที่อิงอาศัยซึ่งกันและกัน (พระเทพเวที(ประยุทธ ปยุตฺโต) .

ม. เราไดคติชีวิตวา สิ่งทั้งหลาย ไมเที่ยง ไมคงทน ไมยั่งยืน สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นแลว ยอมดับไป โดยเฉพาะชีวิตมนุษยนี้ไมเที่ยงแท ไมแนนอน อาจจะแตกสลายไปเมื่อใดก็ได เมื่อรูเชน นี้แลว เราจะไดดําเนินชีวิตดวยความไมประมาท สิ่งทั้งหลายที่ควรทํา ความดีที่ควรทํา กิจที่ควรทํา เราจะตองเรงทํา เพราะไมรูวาชีวิตของเราจะเปนอยางไรตอไปเมื่อใด ความเสื่อมอาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ ได เพราะฉะนั้น จะตองไมประมาทในเหตุแหงความเสื่อม โดยระวังปองกันไมใหเกิดความเสื่อม และไมประมาทในเหตุของความเจริญ โดยเรงสรางสรรค ปรับปรุง แกไข พัฒนา เพื่อใหเกิดความ เจริญนั้นขึ้น เมื่อปฏิบัติอยางนี้ ความรูในสัจธรรมนั้นก็ทําใหเกิดจริยธรรมคือ “ความไมประมาท” ตามมา 2. (จริยศาสตรศึกษา) / 121 ความรูเกี่ยวกับเรื่องไตรลักษณ การศึกษาใหรูเรื่องกฏไตรลักษณ เปนเรื่องสําคัญสําหรับชีวิต เพราะเมื่อเรารูความจริง ของกฎธรรมชาติแลว ทําใหเราสามารถปฏิบัติตอสิ่งทั้งหลายไดถูกตอง ดังนี้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ลักษณะความไมเที่ยงของสิ่งทั้งหลาย ความเปนทุกข และ สภาพที่มิใชตัวตน เราสามารถนําเอาความรูนั้นมาประยุกตใชประโยชนในชีวิตของเราได ดังนี้ 1. ภาวะที่ไมเที่ยง ไมคงที่ ไมสมบูรณ นี้ กอใหเกิดความบีบคั้น โดยเฉพาะเกี่ยวกับ สังขารรางกาย ดังนั้น ความทุกขที่ตามมาจึงเกิดทั้งที่กายและในจิตใจมนุษย ความทุกขทางกายเปน สิ่งที่เราตองประสบและเปนไปอยูตามปกติธรรมดา แตการกระทําคือไมทําใหทุกขทางใจเกิดขึ้น สามารถรับรูและเผชิญอยางรูเทาทันวาสิ่งตาง ๆ ลวนตกอยูในอนัตตา ธรรมชาติชีวิตเกิดขึ้นจากการ มาประชุมรวมกันของสิ่งตาง ๆ ไมใชตัวใชตน ไมอยูในอํานาจบังคับบัญชาของผูใด ทําใหสามารถ วางใจเปนอิสระ ไมเกิดความยึดมั่นถือมั่น ไมหลงผิดคิดยึดติดเปนตัวตน ไมสรางหรือเพิ่มทุกข ทั้งแกตนและกระทบไปถึงผูอื่น และสังคม 4. หลักอนิจจัง หรือความไมเที่ยงนั้น สอนตอไปทําใหเรารูวา การที่สิ่งทั้งหลาย ไมเที่ยง เปลี่ยนแปลงไปนั้น มันไมไดเปลี่ยนแปลงไปอยางเลื่อนลอย แตเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุ ปจจัย เมื่อเรารูวาสิ่งทั้งหลายเปนไปตามเหตุปจจัยแลว เราก็นําความรูนั้นมาประยุกตใชในการ ดําเนินชีวิต ตลอดจนการปฏิบัติตอสังคมและธรรมชาติแวดลอม คือ ทํางาน ปฏิบัติหนาที่ และทํา ทุกสิ่งทุกอยางดวยความรูเหตุปจจัย ทําตามเหตุปจจัย เมื่อตองการผลอยางไรก็ตองศึกษาวาเหตุปจจัย ของมันเปนอยางไร เหตุปจจัยอะไรจะทําใหเกิดผลอยางนั้น แลวทําเหตุปจจัยนั้น ๆ 3. เมื่อเรารูวาสิ่งทั้งหลายไมเที่ยง เปนไปตามเหตุปจจัย มีความแตกสลาย และเกิด ขึ้นใหมตามเหตุปจจัยนั้น ไมขึ้นกับความปรารถนาของเรา เราจะเอาความปรารถนาที่เรียกวา ตัณหา และความยึดมั่นถือมั่นที่เรียกวา อุปาทาน ของเราไปใชเปนตัวสัมพันธกับสิ่งเหลานั้นยอมไมเปน ประโยชน เพราะเราเอาความอยากและความยึดติดถือมั่นของเราไปบังคับสิ่งเหลานั้นไมได การ .บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.

3532 : 13 -14) คุณคาของการศึกษานี้ ก็คือการเกี่ยวของหรือปฏิบัติตอสิ่งใด ๆ ไดอยางถูกตอง ก็เพราะ รูจักสิ่งทั้งหลายตามเปนจริง การเกี่ยวของหรือปฏิบัติอยางถูกตอง ก็คือ การเกี่ยวของปฏิบัติตอสิ่งนั้น ดวยทาทีที่ไมทําใหเกิดโทษพิษภัยแกตนเองและผูอื่น แตทําใหเกิดประโยชนซึ่งไดแกการเกี่ยวของ ดวย“ปญญา” ทําดวยความรูความเขาใจตามความเปนจริง เมื่อเรารูจักสิ่งทั้งหลายตามความเปนจริง แลวเราก็เกี่ยวของดวยปญญา มีทาทีแหงปญญา แกปญหาดวยปญญา และการรูเทาทันสิ่งทั้งหลาย ตามความเปนจริงทําใหจิตใจของเราเปนอิสระไมมีความทุกข แตถาเราไมรูเทาทันสิ่งนั้นตามความ เปนจริง ก็คือตกอยูในอวิชชา เราก็ตองเกี่ยวของและปฏิบัติตอสิ่งนั้นดวยตัณหา คือเอาความอยาก ของตัวเขาวา ทําไปอยางไมรู มืดบอด ไมรูชัดวาถูกทางหรือผิดทาง ก็เลยยิ่งทําใหเกิดปญหาซ้ําซอน มีความทุกขเพิ่มมากยิ่งขึ้น การที่ไมรูสิ่งทั้งหลายตามความเปนจริงก็ดี หรือการเขาไปเกี่ยวของดวยตัณหาดวย ความรูสึกอยากใหมี อยากใหเปนก็ดี จึงเปนสาเหตุใหเกิดปญหาหรือความทุกขตาง ๆ ตามมาตั้งแต อาจจะมีความหวาดกลัว หวั่นใจ อาลัย เสียดาย ฝนความปรารถนา ตัวตนถูกบีบคั้นจากความ เปลี่ยนแปลงดวยภาวะที่ไมคงที่ ไมสมบูรณ เปนตน ความรูเกี่ยวกับกฎปฏิจจสมุปบาท การศึกษาใหรูเรื่องกฎปฏิจจสมุปบาทนี้ ทําใหเราทราบวา ทุกสิ่งทุกอยางมีลักษณะ เปนเหตุ เปนผล หรือ ความเปนเหตุปจจัยซึ่งกันและกัน สิ่งใด ๆ มิใชจะเกิดขึ้นลอย ๆ แตจะเปนไป เพราะวามีสิ่งอื่น ๆ มาประกอบทําใหเกิดขึ้นมีขึ้น ประโยชนของการศึกษาในเรื่องนี้ ดังนี้ การรูในสัจธรรมนี้วาสิ่งทั้งหลายเปนไปตามเหตุปจจัยในหลักปฏิจจสมุปบาท ทําให เราพัฒนาวิธีคิดที่เรียกวา โยนิโสมนสิการ ขึ้นมาใชปฏิบัติตอโลกและชีวิต เปนวิธีคิดโดยแยบคาย เชนเมื่อมองสิ่งตาง ๆ ก็ใหมองดวยวิธีพิจารณาแยกแยะดูวา สิ่งนั้น ๆ เรื่องนั้น ๆ เกิดจากองค ประกอบอะไรมารวมกัน หรือมาประชุมกันบาง มองหาความเปนไปขององคประกอบเหตุปจจัยแลว สืบสาวใหไดวาสิ่งนั้นสัมพันธเชื่อมโยง ตกทอด สืบเนื่องกันมาไดอยางไร .พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 122 สัมพันธที่ถูกตองของเรากับสิ่งเหลานั้นคือ การรูเขาใจและทําตามเหตุปจจัย พอเราเกิดความรูตาม ความเปนจริงทําใหจิตของเราที่เคยยึดมั่นถือมั่นวาสิ่งทั้งหลายจะตองเปนอยางนั้นอยางนี้ ก็ถอนออก มาได ก็แยกจิตเปนอิสระ จิตใจของเราก็เปนอิสระออกมา มีความปลอดโปรงโลงเบา ตอจากนั้นก็ ปฏิบัติตอสิ่งทั้งหลายโดยใชความรูในเหตุปจจัยนั้นมากระทํา ก็เกิดการพนทุกขขึ้น จิตใจเปนอิสระ ไมทุกขเพราะความปรวนแปรไมเที่ยงแทของสิ่งทั้งหลาย พรอมทั้งปฏิบัติอยางไดผลดีคือทําผล สําเร็จใหเกิดขึ้นมาตามเหตุปจจัยดวย นี้คือการนําเอาความรูในสัจธรรมมาใชใหเปนประโยชนเปน จริยธรรม(พระเทพเวที(ประยุทธ ปยุตฺโต) .

(จริยศาสตรศึกษา) / 123 ในดานชีวิตจิตใจของมนุษย เมื่อเรารูกฎเกณฑของธรรมชาติขอนี้ แลวนํามาใชปฏิบัติ และพัฒนาวิธีการขึ้นมา กลายเปนแนวทางการดําเนินชีวิต เรียกวาเปนการขยายขอบเขตวิธีปฏิบัติ ของจริยธรรมออกไป เชน กระบวนการธรรมชาติในการดับทุกข หรือแกปญหาชีวิตมนุษย ปรากฏ อยูในหลักพระพุทธศาสนา คือหลักที่เรียกวา ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งตอนแรกก็แสดงกระบวนการของ เหตุปจจัยที่ทําใหทุกขเกิดขึ้น คือบอกวา อวิชชาเปนปจจัยใหเกิดสังขาร ….ม.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.ตอจากนั้นก็แสดง กระบวนการของการดับเหตุของทุกข ใหเห็นวาจะแกปญหาก็ตองดับที่เหตุของมัน วาเมื่อขจัด อวิชชาได ทําใหอวิชชาดับไป สังขาร….ก็ดับ เมื่ออวิชชาไมเกิดขึ้น สังขารก็ไมเกิดขึ้น ฯลฯ ตาม ลําดับเปนกระบวนการของธรรมชาติ ตอมาก็พัฒนา วิธีปฏิบัติ หรือ เทคนิค ขึ้นทําใหไดผลและมี ประสิทธิภาพที่จะปฏิบัติหรือกระทําจัดการตรงตามเหตุปจจัย ดังนั้น จริยธรรมในแงหนึ่งก็คือวิธี ปฏิบัติที่มนุษยไดพัฒนาขึ้นมาใช ในการที่จะทําใหเปนไปตามกระบวนการของธรรมชาติ เพื่อให เกิดผลขึ้นตามความตองการของตนเอง(พระเทพเวที(ประยุทธ ปยุตฺโต) . 2532 :14 -17) ในแงของการนําไปใชแกปญหาหรือการดับทุกขของมนุษยนี้ เมื่อเรารูกระบวนการ ของกฎปฏิจจสมุปบาทดังกลาวขางตน ซึ่งแสดงการเกิดขึ้นของชีวิตแหงความทุกข หรือการเกิดขึ้น แหงการมีชีวิตอยูอยางมีตัวตน ซึ่งจะตองมีทุกขเปนผลลัพภแนนอน เมื่อทําลายวงจรความเปนไป ในกฏปฏิจจสมุปบาทลง ก็เทากับทําลายชีวิตแหงความทุกข หรือทําลายความทุกขทั้งหมดที่จะเกิด ขึ้นจากการมีชีวิตอยูอยางมีตัวตน นี่ก็คือภาวะที่ตรงกันขาม อันไดแก ชีวิตที่เปนอยูดวยปญญา อยู อยางไมมีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน อยูอยางอิสระ อยูอยางประสานกลมกลืนกับธรรมชาติ หรืออยู อยางไมมีทุกข และเมื่อรูวิธีปฏิบัตินี้แลวตองการชวยใหคนอื่นๆ ใหเปนผูสามารถดับทุกขหรือแก ปญหาไดตามกระบวนการนั้น จะทําใหเกิดการรูจัก คิดคน พัฒนา ขั้นตอน วิธีการ วิธีปฏิบัติ และ เทคนิครายละเอียดตาง ๆ โดยปรับเปลี่ยนใหเหมาะสมแกบุคคลกับสภาพแวดลอม เปนตน ทําใหมี การพัฒนาระบบจริยธรรมวิธีปฏิบัติขึ้นมา เพื่อจะทําใหไดผลตามนั้น คุณคาของการศึกษาขอนี้ ก็คือ การรูจักวิธีคิด คิดเปน รูจักแยกแยะ พินิจพิเคราะห ความเปนเหตุและผล ความเชื่อมโยง ตลอดถึงวิธีการแกปญหาใหถูกตองเหมาะสม ทั้งการแกปญหา ของตนเองและผูอื่น ความรูเกี่ยวกับเรื่องอริยสัจ 4 การศึกษาเรื่องอริยสัจ 4 ทําใหทราบขั้นตอนในการปฏิบัติของมนุษย ซึ่งเปนหลักของ เหตุและผล เมื่อพบเจอปญหาหรือทุกขใด ๆ จะไดทราบวิธีปฏิบัติ พระพุทธเจาทรงตรัสแสดงเรื่อง อริยสัจ 4 วา มี ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค การรูอริยสัจวามีอะไรบางเพียงอยางเดียวไมพอ เราจะตอง รูกิจหรือหนาที่หรือวิธีปฏิบัติหนาที่ตออริยสัจใหเขาใจอีกดวย .

พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 124 พระพุทธเจาตรัสกิจหรือหนาที่ ที่มีตออริยสัจ 4 ดังนี้ 1.วิธีปฏิบัติตอความทุกข วิธีที่จะตองปฏิบัติตอทุกข ตามหลักกิจในอริยสัจ ไดแก “ปริญญา” คือ การกําหนดรู หรือทําความเขาใจ ดังพุทธพจนที่วา “ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริฺเญยฺยนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิฯ”(วินย.4/15/19 -20) แปลวา “ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปญญา วิทยา แสง สวาง ไดเกิดขึ้นแลวแกเราในธรรมทั้งหลายที่เราไมเคยฟงมากอนวา ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควร กําหนดรู” หมายความวาเรื่องทุกขนี้ มนุษยมีหนาที่เกี่ยวของเพียงแคกําหนดรู หรือทําความเขาใจ เทานั้น การปฏิบัติตอทุกขโดยถูกตองเปนเรื่องสําคัญ พุทธธรรมสอนใหปฏิบัติตอทุกขดวยการศึกษา ใหรูวาอะไรเปนอะไร ใหรูจักทุกข คือ ใหรูจักปญหาของตนเอง รูเทาทันสภาพปญหาที่เปนไป มิใช เพื่อเปนทุกข แตเพื่อเขาใจถึงสาเหตุของความทุกข เพื่อปฏิบัติตอมันไดถูกตองแลวจะไดไมมีทุกข หรือเพื่อจะไดมีความสุขที่แทจริงนั้นเอง หลักในกิจอริยสัจสอนวา สิ่งใดก็ตามที่เปนปญหาแกตน มนุษยจะตองศึกษาสิ่งนั้นใหรู ใหเขาใจอยางชัดเจนที่สุด กอนที่จะลงมือจัดการแกไขปญหานั้น การศึกษาปญหามิไดหมายความวา เปนการสรางปญหาหรือหาปญหามาใสตน แตเปนวิธีการที่จะทําใหปญหาหมดไป และมิใชเปนการ มองโลกในแงราย แตเปนการย้ําความจําเปนของปญญา สําหรับรูเทาทันสาเหตุแหงทุกข แลวจะได จัดการ แกไข ปรับปรุง ทุกสิ่งทุกอยางใหตรงตัวเหตุปจจัยเพื่อการดํารงสภาพชีวิตที่ดีไว สมุทัยสาเหตุที่ทําใหเกิดทุกข พระพุทธศาสนาสอนวา สิ่งใด ๆ จะเกิดขึ้นยอมมีสาเหตุทําใหเกิด มิใชเกิดขึ้นลอยๆ (วินย.4/65/74) เชนเดียวกับความทุกข พระพุทธองคทรงศึกษาคนควาพิสูจนทดลองดวยพระองคเอง จนเห็นแจงชัดวา สาเหตุความเปนทุกขของชีวิตมาจาก อวิชชา คือ ความไมรูตามเปนจริง หลงผิดวา มีตัวตน เมื่อไมรูจักชีวิตตามความเปนจริง หลงผิดวามีตัวตน ก็ยอมมีความอยาก(ตัณหา)เพื่อตัวตน และความยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน) เพื่อตัวตนตาง ๆ เพราะหลงผิด(อวิชชา)วาเปนตัวตน จึงอยากและยึดถือเพื่อตัวตนนั้น เพราะไมรูในสิ่ง ทั้งหลายตามที่มันเปน จึงเขาไปอยาก(ตัณหา)และยึดถือ(อุปาทาน)ในสิ่งเหลานั้นวาเปนเราเปนของ เรา หรืออยากไดเพื่อเราเปนเรื่องของความเห็นแกตัวทั้งสิ้น และในเวลาที่อยากและยึดถือเชนนั้น ยิ่ง อยากและยึดแรงเทาใดก็ยิ่งมองขามเหตุผล มองไมเห็นสิ่งทั้งหลายตามสภาพของความเปนจริง และ ละเลยการปฏิบัติตอสิ่งเหลานั้นดวยสติปญญาตามเหตุตามผลมากขึ้นเพียงนั้น ในกรณีของชีวิตมนุษยปุถุชน ความฝนกระแสจะเกิดขึ้น โดยที่จะมีความหลงผิดดวย อํานาจแหงอวิชชา เขาไปยึดถือเอารูปปรากฏของกระแสหรือสวนใดสวนหนึ่งของกระแสวาเปนตัว .

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 125 ตน และปรารถนาใหตัวตนนั้นมีอยู หรือเปนไปในรูปใดรูปหนึ่ง ในเวลาเดียวกันความเปลี่ยนแปลง หมุนเวียนที่เกิดขึ้นในกระแสก็ขัดแยงตอความปรารถนา เปนการบีบคั้นและเรงเราใหเกิดความยึด อยากรุนแรงยิ่งขึ้น ความดิ้นรนหวังใหมีตัวตนในรูปใดรูปหนึ่ง และใหตัวตนนั้นเปนไปอยางใด อยางหนึ่งก็ดี ใหคงที่เที่ยงแทถาวรอยูในรูปที่ตองการก็ดี ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อไมเปนไปตามที่ยึดอยากใหเปนไป ความบีบคั้นก็ยิ่งแสดงผลเปนความผิดหวัง ความทุกขความคับแคนรุนแรงขึ้นตามกัน พรอมกันนั้นความตระหนักรูในความจริงอยางมัว ๆ วา ความเปลี่ยนแปลงจะตองเกิดขึ้นอยางใดอยางหนึ่งแนนอน และตัวตนที่ตนยึดอยูอาจไมมีหรือสูญ สลายไปเสีย ก็ยิ่งฝงความยึดอยากใหเหนียวแนนยิ่งขึ้น พรอมกับความกลัว ความประหวั่นพรั่นพรึง ก็เขาแฝงตัวรวมอยูดวยอยางลึกซึ้งและสลับซับซอน ตัณหาความอยากใหตัวตนที่หลงวามีนั้นไดเปนหรือไมเปนตางๆ และอุปาทานความ ยึดถือผูกตัวตนในความหลงผิดเพราะอวิชชานั้นไวกับสิ่งตางๆ กิเลสเหลานี้แฝงลึกซับซอนอยูในจิต ใจ และเปนตัวคอยบังคับบัญชาพฤติกรรมทั้งหลายของบุคคลใหเปนไปตาง ๆ ตามอํานาจของมัน ทั้งโดยรูตัวและไมรูตัว ตลอดจนเปนตัวหลอหลอมบุคลิกภาพ และมีบทบาทสําคัญในการชี้ชะตา กรรมของบุคคลนั้น ๆ อันเปนที่มาของความทุกขของมนุษยปุถุชน นั่นคือในกระบวนการความเปน ไปแหงชีวิตมนุษยที่ตกอยูภายใตการครอบงําที่แนนอนของกฎธรรมชาติคือไตรลักษณ อนิจจตา ความเปลี่ยนแปลง ไมคงที่ ทุกขตา ความเปนทุกข ภาวะที่บีบคั้น อนัตตตา ความไมใชตัวตน ไมขึ้น อยูกับอํานาจบังคับบัญชา ซึ่งสภาพความเปนไปของกฎธรรมชาติเหลานี้แสดงออกมาเปน ชาติ ชรา มรณะ เปนความทุกขที่มนุษยไมสามารถหลีกเลี่ยงได นอกจากนี้อวิชชาความไมรูจักกระบวนการ แหงชีวิตตามความเปนจริง หลงผิดวาเปนตัวตนและเขาไปยึดมั่นถือมั่นเอาไว ไดแฝงความทุกขเอา ไวโดยไมรูตัวคือความกลัวและความกระวนกระวาย แลวแสดงออกมาดวยวิธีที่ผิด ก็คือการกระทํา ตามความยึดอยากดวยตัณหาอุปาทานในกามสุข โดยนําเอาตัวเขาไปผูกมัดใหสิ่งเหลานั้นบีบคั้น ซึ่ง นอกจากจะทําใหเกิดความทุกขแกตนเองแลวก็ไมชวยใหเกิดผลดีอยางใด ๆ ขึ้นมา ผูที่ฝากความหวังในกามสุขคือความสุขที่อาศัยกามเหลานี้อยางขาดสติ ไดแก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เนื่องจากความสุขนี้ไมสมบูรณ มีความแปรปรวนกอใหเกิดความผิดหวัง ความทุกข ก็รุนแรงมากขึ้นตามอัตรา กอโทษใหเกิดพิษภัยแกชีวิต จาก อวิชชา หรือ โมหะ คือความไมรูสิ่งทั้งหลายตามที่มันเปน จึงอยากไดอยางเห็นแก ตัวดวยโลภะ เมื่อใดขัดของหรือถูกขัดขวาง และไมมีปญญารูเทาทัน ก็เกิดโทสะความขัดใจ และ ความคิดทําลาย กิเลสที่เปนรากเหงา 3 อยางนี้ครอบงําจิตใจ ทําใหกิเลสรูปตาง ๆ ปรากฏขึ้น มากมาย เชน ความตระหนี่ ความริษยา ความหวาดระแวง ความฟุงซาน ความวิตกกังวล ความกลัว ความพยาบาท ความเกียจคราน ฯลฯ เปนการระดมสรางปจจัยแหงความขัดแยงใหเกิดขึ้นในตัวมาก .

2538 : 223) 2.4/15/20)แปลวา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปญญา วิทยา แสงสวาง ไดเกิดขึ้น แลวแกเราในธรรมทั้งหลายที่เราไมเคยฟงมากอนวา ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย” หมาย ความวา สาเหตุที่ทําใหเกิดทุกขนี้ มนุษยมีหนาที่รูเพื่อจะตองกําจัดเสีย เปนขั้นของการสืบคน วิเคราะห และวินิจฉัยมูลเหตุของปญหาเพื่อที่จะตองแกไขกําจัดใหหมดไป ตัณหา ความทะยานอยาก ทําใหมนุษยวางใจปฏิบัติตนแสดงออก สัมพันธ และกระทํา ตอชีวิตและโลกอยางไมถูกตองดวยความรูตามความเปนจริง แตเปนไปดวยความยินดียินรายชอบชัง เปนตน ตลอดจนกิเลส เชน ความกลัว ความริษยา ความหวาดระแวง ฯลฯ ที่มีสภาพปกปองตนเอง อันสืบเนื่องมาจากตัณหานั้นคือที่มาแหงปญหาความทุกขของมนุษย ตัณหามี 3 คือ กามตัณหา ความอยากในกาม ไดแก อยากไดอยากเอาอยากเสพในกามคุณ 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ภวตัณหา ความอยากในภพ ไดแก อยากมีอยากเปนอยากคงอยูตลอดไป อยากมีชีวิตนิรันดร วิภวตัณหา ความอยากสิ้นภพ ไดแก ความปรารถนาภาวะสูญสิ้นอยางหนึ่งในกระบวนการแหง . วิธีปฏิบัติตอสมุทัยสาเหตุที่ทําใหเกิดทุกข วิธีปฏิบัติตอสาเหตุที่ทําใหเกิดทุกข ตามหลักในกิจอริยสัจ ไดแก “ปหานะ” คือ การ กําจัดเหตุแหงทุกข หรือการทําสิ่งที่เปนสาเหตุแหงทุกขใหหมดสิ้นไป เปนการแกไขกําจัดตนตอ ของปญหา ดังพุทธพจนวา “ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิฯ” (วินย.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 126 ขึ้น ๆ และกิเลสอันเปนเครื่องหมายแหงความขัดแยงเหลานี้ ยอมกลายเปนสิ่งสําหรับกีดกั้นจํากัด และแยกตนเองออกจากความประสานกลมกลืนของกระบวนการแหงธรรมชาติ ความขัดแยงตอธรรมชาตินี้ ยอมสงผลรายสะทอนกลับมาบีบคั้นกดดันบุคคลนั้นเอง เปนการลงโทษโดยธรรมชาติ ทุกขในธรรมชาติหรือสังขารทุกข จึงแสดงออกมาเปนความทุกขที่ รูสึกไดในตัวคน เชน เกิดความรูสึกคับแคบ มืด ขุนมัว อึดอัด เรารอน กระวนกระวาย กลัดกลุม สง ผลรายตอบุคลิกภาพ และเกิดอาการทางรางกาย เชน โรคเครียด โรคประสาท โรคนอนไมหลับ โรค หัวใจ เปนตน ความทุกขที่เปนอาการปกติทางรางกายอันเปนธรรมดาของสังขาร เชน ความเจ็บปวด ในยามปวยไขจะทวีความรุนแรงเกินกวาที่ควรจะเปนตามปกติ เพราะความเขาไปยึดมั่นถือมั่นดวย ตัณหาอุปาทาน เปนการซ้ําเติมความทุกขแกตนเองใหหนักยิ่งขึ้น ความทุกขที่อยูภายในกิเลสของ ตนเมื่อกระจายออกไปขางนอก กอความทุกข ความขัดแยง ความคับแคบ อึดอัด ขุนมัว ฯลฯ ใหเกิด แกคนอื่น ๆ ขยายวงกวางออกไป เมื่อคนสวนใหญในสังคมแตละคนตกอยูในอาการเชนนี้ ความ ทุกข ความขัดแยงก็เกิดเพิ่มพูนมากขึ้น สังคมโดยรวมก็เสื่อมโทรมเดือดรอน เพราะผลการกระทํา รวมกันของคนในสังคม (พระธรรมปฎก(ป.อ. ปยุตฺโต).

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. วิธีปฏิบัติตอนิโรธการดับทุกข วิธีปฏิบัติตอนิโรธ ตามหลักในกิจอริยสัจ ไดแก “สัจฉิกิริยา” แปลวา การทําใหแจง หรือ การทําใหบรรลุเปาหมายตามที่ตองการ ดังพุทธพจนวา “ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ฯ เป ฯ สจฺฉิกตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ” (วินย.4/15/20) แปลวา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปญญา วิทยา แสงสวาง ไดเกิดขึ้นแลวแกเรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไมเคยฟงมากอนวา ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทําใหแจง” หมายความวา ขั้นตอนนี้ คือ การทราบเปาหมาย พระพุทธศาสนามีเปาหมายหลักหรือเปาหมายสูงสุด คือ นิพพาน แตถึงกระนั้น ก็มีเปาหมายรอง ๆ ลงไป ซึ่งเปนประโยชนแกคุณภาพชีวิตมนุษย เมื่อเรา จะกระทําอะไร สิ่งสําคัญเบื้องตน คือ เราจะตองมีเปาหมาย อะไรเปนเปาหมายที่เราตองการ ตอง กําหนดใหได นิโรธ จึงเปนการรูวาเราตองการอะไร และรูความเปนไปไดในสิ่งที่ตองการ คนที่ไมมี ความชัดเจนในเรื่องนี้วาตนเองตองการอะไร มีความเปนไปไดแคไหนอยางไร ก็จะทําอะไรไม ประสบความสําเร็จ การทราบเปาหมายขั้นตอนอยางชัดเจน แลวทําไปเพื่อใหบรรลุเปาหมาย คือ การดับทุกขหรือปญหาตาง ๆที่เกิด ดังนั้น การทําใหบรรลุเปาหมายนี้ เรียกวา “สัจฉิกิริยา” คือ การ ทําใหประจักษแจง ทําใหเปนจริงขึ้นมา คือ ทําใหสําเร็จ ทําใหบรรลุผล 4) วิธีปฏิบัติตอมรรค วิธีปฏิบัติตอมรรคคือขอปฏิบัติใหพนจากทุกข อันเปนปญหาของชีวิต ตามหลักในกิจ อริยสัจ ไดแก “ภาวนา” แปลวา บําเพ็ญ หมายถึง การลงมือปฏิบัติ ลงมือทํา ทําใหเกิด ใหมี ใหเปน ผลสําเร็จขึ้นมา ดังพุทธพจนวา “ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ภาวิตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิฯ” (วินย. (จริยศาสตรศึกษา) / 127 หลักปฏิจจสมุปบาทนั้นทานแสดงวา อวิชชา ความไมรูไมเขาใจตามความเปนจริงเปนรากเหงาของ ตัณหาเปนที่ไหลมาแหงปญหาความทุกขตาง ๆ ทั้งมวล (พระธรรมปฎก(ป.2538 : 907) 3.อ. ปยุตฺโต).4/15/20)แปลวา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปญญา วิทยา แสงสวาง ไดเกิดขึ้นแลวแกเราในธรรมทั้งหลายที่เราไมเคยฟงมากอนวา ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรใหเจริญ” เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติตอมรรคนี้มีขั้นตอนวิธี ปฏิบัติไดกลาวมาแลว (ดู มรรควิธีสูเปาหมาย 8 ประการ หนา 89 – 91) หมายความวาหากเพียง แตรูจักเปาหมาย แตไมลงมือปฏิบัติ ลงมือทํา ประโยชนหรือผลดีก็ไมบังเกิดขึ้น ฉะนั้น ขั้นตอนนี้ จึงเปนขั้นตอนสําคัญ เมื่อไดศึกษาวิธีปฏิบัติตาง ๆ แลวจะตองมาสูกระบวนการสําคัญคือการลงมือ ปฏิบัติจริง คือ การรูจักสิ่งทั้งหลายตามที่มันเปนแลวเขาไปเกี่ยวของดวยปญญารูจักที่จะปฏิบัติ การ อยูอยางรูเทาทันสภาวะ และรูจักถือเอาประโยชนจากธรรมชาติ ดวยการอยูอยางประสานกลมกลืน .ม.

อุเบกขา-ความวางใจเปนกลางตัดสินเหตุการณตามเปนจริงตามเหตุปจจัย และราบเรียบไม หวั่นไหวเพราะกระแสโลก ความสามัคคี ความรวมมือ การชวยเหลือ บําเพ็ญประโยชนแกกัน ความ เสียสละ ความสํารวมตน ความอดทน ความเคารพออนนอม ความมีวิจารณญาณไมหลงไหลใน เหตุการณ เปนตน อันเปนการตรงขามกับกิเลสที่สรางความขัดแยงและความคับแคบ เชน ความ เกลียดชัง ความพยาบาท ความริษยา ความกลัดกลุมวุนวายใจ ความแตกแยก ความแกงแยงแขงดี ความเห็นแกได การตามใจตนเอง ความหุนหัน ความดื้อรั้น ความเหยอหยิ่ง ความกลัว ความหวาด ระแวง ความเกียจคราน ความเฉื่อยชา ความหดหู ความมัวเมา ความลืมตัว ความลุมหลงงมงาย เปนตน(พระธรรมปฎก(ป.78) ดังนั้น จะเห็นไดวาการจะดํารงชีวิตใหมีคุณคา ประเสริฐและเปนไปดวยดี ตองเปนชีวิตที่เปนอยูดวยปญญาดังพระพุทธพจนที่วา“ปฺญาชีวี ชีวิตมาหุ เสฏฐํ แปลวา การมีชีวิตอยูดวยปญญาประเสริฐสุด” (ขุ.กรุณา-ความคิดชวยเหลือ.อ.2538 :77 .พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 128 กับธรรมชาติ การอยูประสานกลมกลืนกับธรรมชาติเปนการอยูอยางอิสระโดยการไมตองตกอยูใน อํานาจของตัณหา อุปาทาน หรือการอยูอยางไมยึดมั่นถือมั่น การอยูอยางไมยึดมั่นถือมั่น ก็คือการมี ชีวิตอยูดวยปญญา หรือการรูและเขาไปเกี่ยวของจัดการกับสิ่งทั้งหลายตามวิถีทางแหงเหตุปจจัยโดย ประการที่วาทุกขในธรรมชาติที่เปนไปตามสภาวะของมันเองตามธรรมดาสังขาร จะคงเปนแตเพียง สังขารทุกขอยูตามเดิมของมันเทานั้น ไมกอใหเกิดความขัดแยงเปนพิษเปนภัยมากขึ้น ทั้งยังสามารถ ถือเอาประโยชนจากสังขารทุกขเหลานั้นดวย โดยเมื่อรูวาสิ่งเหลานี้เปนทุกข เพราะเขาไปยึดถือดวยตัณหาอุปาทาน ก็ไมเขาไปยึดถือ มัน ไมเปนอยูอยางฝนขัดแยง ไมสรางกิเลสสําหรับมาขีดวงจํากัดตนเองใหกลายเปนตัวการสราง ความขัดแยงขึ้นมาบีบคั้นตนเองมากขึ้น รูจักที่จะอยูอยางกลมกลืนประสานกับธรรมชาติ ดวยการ ประพฤติคุณธรรมตาง ๆ ซึ่งทําใจใหเปดกวาง และทําใหเกิดความประสานกลมกลืน เชน เมตตาความรักความปรารถนาดีตอกัน .25/311/360) ปญญาจึงเปนคุณธรรม สําคัญที่จําเปนแกมนุษย และปญญาจะเกิดมีขึ้นเปนไปไดตองอาศัยการศึกษาเรียนรูเพื่อเขาใจใน กระบวนการธรรมชาติชีวิตมนุษยนั้นอยางถูกตอง ในการจะตองเกี่ยวของและจัดการกับสิ่งทั้งหลาย ดวยปญญา คุณคาของการศึกษาขอนี้ คือ การรูวิธีปฏิบัติในเรื่อง อริยสัจ 4 นี้ เปนประโยชนตอการ นําไปประยุกตใชในวิธีการสําคัญมากมาย เชน ทางวิทยาศาสตร วงการแพทย การวิจัย อื่น ๆ ตลอด ถึงการแกปญหาสังคมในเรื่องตาง ๆ . มุทิตา-ความบันเทิงใจในความสุขสําเร็จ ของผูอื่น. ปยุตฺโต) .สุ.

ธรรมะ 5 คือขอปฏิบัติในการฝกฝนตน เมื่อปฏิบัติไดตามนี้ ก็ชื่อวาเปนผูมีศีล มีชีวิตที่ประกอบดวยคุณธรรมที่ดีงาม บางทีก็เรียกวา นิจศีล คือศีลสําหรับคฤหัสถที่ควรรักษาปฏิบัติเปนประจํา บางทีก็เรียกวา มนุษยธรรม ซึ่งหมายถึงคุณธรรม ของมนุษยหรือธรรมที่ทําใหเปนมนุษย 5 ประการคือ ปาณาติปาตา เวรมณี งดเวนจากการปลงทําลายชีวิต อทินฺนาทานา เวรมณี งดเวนจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิไดให(ลักขโมย) กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี งดเวนจากการประพฤติผิดในกาม มุสาวาทา เวรมณี งดเวนจากการพูดเท็จ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฐานา เวรมณี งดเวนจากของมึนเมา คือ สุราและเมรัย(สิ่ง เสพติดทุกชนิด) อันเปนที่ตั้งแหงความประมาทขาดสติสัมปชัญญะ เบญจธรรม 5 หรือบางครั้งเรียกวา เบญจกัลยาณธรรม คือ ธรรมอันดีงาม 5 อยาง หรือ คุณธรรม 5 ประการ อันเปนธรรมที่มาคูหรือเปนธรรมที่เกื้อหนุนแกปฏิบัติที่ไดผลกับเบญจศีล ผูที่ รักษาเบญจศีล 5 ควรมีธรรมนี้ไวประจําใจเปนนิจมี 5 ประการ คือ .บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. (จริยศาสตรศึกษา) / 129 ความสัมพันธที่ความดีมีตอความรู มนุษยยิ่งรูสัจธรรมมากเทาใดก็ยิ่งปฏิบัติจริยธรรมไดถูกตอง และในทางตรงขาม ยิ่ง ปฏิบัติจริยธรรมถูกตองดีมากเทาใดก็ยิ่งรูเห็นสัจธรรมไดมากขึ้นเทานั้น ทั้งนี้เพราะวา ตัว “ความรู” พัฒนาขึ้นตามการปฏิบัติ “ความดี” ตามจริยธรรมดวย เชน มีการปฏิบัติดี มีศีลธรรม มีความใฝรู ชอบคนควาทดลอง มองอะไร ๆ ดวยทาทีของการเรียนรู มีความเพียรพยายาม มีความขยันอดทน มี ความรอบคอบในการเก็บรวบรวมขอมูลตาง ๆ และมีระเบียบในการคิด เปนตน นี้เปนตัวจริยธรรม ยิ่งปฏิบัติจริยธรรมไดดีเทาไร มนุษยก็ยิ่งรูเห็นเขาใจสัจธรรมยิ่งขึ้นเทานั้น และในขั้นสุดทาย เมื่อ จริยธรรมสมบูรณ ก็เขาถึงสัจธรรม เขาถึงความหมดทุกข แกปญหาไดสําเร็จ และเมื่อเขาถึงสัจธรรม สมบูรณ ก็มีจริยธรรมที่สมบูรณ ซึ่งเปนจริยธรรมที่เปนเองตามธรรมดา โดยไมตองฝกไมตองฝน เปนความประสานกลมกลืน และความบรรจบเปนอันหนึ่งอันเดียวกันระหวางสัจธรรมกับจริยธรรม (หรือระหวางความดีกับความรู)(พระเทพเวที(ประยุทธ ปยุตฺโต) . ความดีขั้นพื้นฐาน เปนหลักศีลธรรมอันเปนแมแบบของจริยธรรมระดับตน ซึ่ง ไดแก หลักเบญจศีล เบญจธรรม ที่ตองปฏิบัติคูกัน เบญจศีล 5 นั้นบางทีก็เรียกวา สิกขาบท 5 . 2532 : 29) ในหลักพุทธจริยธรรม พระพุทธองคทรงสอนหลักปฏิบัติ “ความดี”เปนระดับตาง ๆ กัน ทั้งนี้ โดยมีพุทธประสงคเพื่อความดีงามที่เกื้อกูลเปนประโยชนแกชีวิตสวนตน และเปน ประโยชนเกื้อกูลแกบุคคลอื่น หรือแกสังคมสวนรวม โดยพิจารณาจากระดับการกระทําขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงระดับขั้นที่สูงไดดังนี้ 1.ม.

ปฺจก.ปา.22/172/227) 2.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 130 มีเมตตากรุณา ความรักใคร ปรารถนาดี สงสารคิดชวยเหลือใหผูอื่นมีความ สุข ความเจริญ ชวยใหผูอื่นพนทุกข คูกับศีลขอที่ 1 มีสัมมาอาชีวะ การประกอบหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต คูกับศีลขอที่ 2 มีกามสังวร ความสํารวมระวังรูจักยับยั้งใจ ควบคุมตนในกาม ไมหลงในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส คูกับศีลขอที่ 3 มีสัจจะ ความจริงใจ ความสัตยซื่อตรง คูกับศีลขอที่ 4 มีสติสัมปชัญญะ ระลึกไดและรูตัวอยูเสมอ คือฝกฝนใหเปนผูรูจักยั้งคิด รูสึกตัว เสมอวาสิ่งใดควรทําไมควรทํา ระวังมิใหเปนผูประมาทมัวเมาทําลายสติสัมปชัญญะตัวเอง และสง ผลรายไปทําลายผูอื่นจากผลของความประมาทพลั้งเผลอของตนเองนั้น คูกับศีลขอที่ 5 (ที. ความดีขั้นกลาง เปนหลักศีลธรรมที่สูงขึ้นมาอีก ไดแก หลักกุศลกรรมบถ 10 หรือ ทางแหงการกระทําที่ดีซึ่งมี 10 ประการ แบงออกตามวิธีที่แสดงการกระทําเปน 3 ทาง ดังนี้ ทางกายกรรม การกระทําทางกาย ไดแก ศีลที่เปนของดเวนขอที่ 1-3 คือ งดเวนจากการทําลายชีวิต งดเวนจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิไดใหดวยการลักขโมย งดเวนจากการประพฤติผิดในกาม ทางวจีกรรม การกระทําทางวาจา ไดแก ศีลขอที่ 4 ซึ่งไดขยายเพิ่มเติมอีก คือ งดเวนจากการพูดเท็จ งดเวนจากการพูดสอเสียดยุยงใหแตกความสามัคคี งดเวนจากการพูดหยาบคาย งดเวนจากการพูดเพอเจอหาสาระประโยชนมิได ทางมโนกรรม การกระทําทางใจ ไดแก ไมโลภคิดอยากไดในของผูอื่น ไมคิดรายอาฆาตพยาบาทเบียดเบียนผูอื่น มีความเห็นชอบตามทํานองคลองธรรม(สัมมาทิฏฐิ) (ม. องฺ.มู.11 / 286 /247.12/483/365) 3. ความดีขั้นสูง เปนหลักศีลธรรมอันเปนแมแบบแหงพุทธจริยธรรมระดับสูงไดแก สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบในอริยสัจ 4 สัมมาสังกัปปะ ความดําริชอบ สัมมาวาจา เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ ทําการงานชอบ .

ม.10/299/348 -350) ความดีขั้นตนเปนพื้นฐานกอใหเกิดความรูระดับวิญญาณ สัญญา และทิฏฐิ ความดีขั้น กลางเปนพื้นฐานใหเกิดความรูระดับวิญญาณ สัญญา ทิฏฐิที่ดีขึ้น และอาจพัฒนามาเปนความรูระดับ อภิญญา และญาณได สวนความดีขั้นสูงเปนพื้นฐานใหเกิดความรูระดับสูงขึ้นไป เชน อภิญญา ญาณ และการตรัสรู ความดี เปนสิ่งที่เกื้อหนุนแกชีวิต ทําใหชีวิตมีความสุข เปนอิสระ ปราศจากความเปน ทุกข โทษ มีแตความสรางสรรคประโยชน ความดีชวยพัฒนาชีวิตจากมนุษยปุถุชนคนที่หยาบหนา ดวยกิเลสตัณหา ใหกลายมาเปนกัลยาณชนคนดี และพัฒนาจนถึงอริยชนคนที่บรรลุประโยชนแหง ชีวิตสูงสุด ความดีชวยใหมนุษยอยูรวมกันอยางมีสันติสุขทั้งในสังคมและในโลกมนุษย มนุษยเกิด มาจะมีชีวิตเปนอยูมาดวยดีก็ดวยการหัด ดวยการฝก ดวยการเรียนรู จากพอแม ญาติ คนรอบขาง ตลอดจนครูอาจารย เปนตน ชีวิตจึงจะดีอยูรอดปลอดภัย ดังนั้น การดําเนินชีวิตจะดีได จึงมีความ สัมพันธกับการเรียนรู คือ ตองเกิดจากการศึกษาหาความรูในเรื่องความดี ความรู หรือ ปญญาเปนตัวนําในฝายจริยธรรม ในการเขาถึงสัจธรรม ปญญาจะเกิดขึ้น ไดอยางไร คําตอบก็คือจะตองมีกระบวนการพัฒนาปญญา และเพื่อการดําเนินใหเปนไปตาม กระบวนการพัฒนา พระพุทธศาสนาจึงวางหลักเกณฑโดยจัดเปนระบบการฝกฝนพัฒนาที่เรียกวา ไตรสิกขา ซึ่งมี ศีล และ สมาธิ เปนฐานเบื้องตนที่จะนําไปสู ปญญา เปนตัวหนุนปญญาใหแกกลา แจมชัดจนเขาถึงสัจธรรม สรุปเมื่อวาโดยสาระที่แทแลว สัจธรรมกับจริยธรรมนั้นเนื่องเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ออกมาจากแหลงเดียวกัน จริยธรรมอิงอาศัยสัจธรรม เปนการนําเอา(ความรู)ในสัจธรรมมาใชในทาง ที่จะเกิดคุณคาเปนประโยชนที่ดีแกชีวิตมนุษย ในขั้นสุดทาย จริยธรรม(การประพฤติปฏิบัติที่ดี)นั้นก็ จะไปบรรจบกับสัจธรรมอีกครั้งหนึ่ง คือ ถาจริยธรรม(ความดี + ความรู) มาบรรจบเชื่อมโยงเปน หนึ่งเดียวกับสัจธรรมเมื่อไร ก็จะเกิดความสมบูรณขึ้นเปนจริยธรรมที่สมบูรณ ในขณะแหงการการรู แจงสัจธรรมอยางสมบูรณ และเปนความสมบูรณแหงชีวิตของมนุษยเองดวย ซึ่งเราเรียกวา เปนการ บรรลุเปาหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา เพราะเมื่อมนุษยเขาถึงสัจธรรมนั้น มนุษยก็รูสัจธรรม คือ มีปญญาที่รูความจริง รูกฎเกณฑของธรรมชาติตามความเปนจริง เมื่อรูสัจธรรมไดถูกตองสมบูรณก็ ปฏิบัติไดถูกตองสมบูรณ คือปฏิบัติไดถูกตองสมบูรณตามกฎเกณฑของธรรมชาตินั้น ซึ่งเรียกวา เปนจริยธรรมไดดังกลาวมาแลว สัจธรรมกับจริยธรรมนั้นมาบรรจบกันครั้งสุดทาย ตรงที่ทําให .ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 131 สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ สัมมาวายามะ เพียรพยายามชอบ สัมมาสติ ระลึกชอบ สัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่นชอบ (ที.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.

ฎีกา1/1) ปญญาที่รูเขาใจสัจธรรม แลวจริยธรรมที่เปนการปฏิบัติตามสัจธรรมนั้นโดยถูกตอง สมบูรณ แลวเกิดเปนความสุข หรือภาวะไรทุกขที่แกปญหาได เนื่องจากการดําเนินชีวิตที่ถูกตอง เพราะฉะนั้น เมื่อมนุษยปฏิบัติไดถูกตองสมบูรณทั้งในความรูและความดีแลว ก็แกปญหาของมนุษย ได ดับทุกขได มนุษยก็เขาถึงเปาหมายที่เรียกวา ภาวะไรทุกข หรือ มีความสุขสมบูรณ ความสุขที่แท จริงก็เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ตอนนี้จริยธรรมกับสัจธรรมก็มาบรรจบกัน ณ จุดหมายที่มนุษยตองการ คือ ถาเราจะเรียกวาความสุข มันก็เปนความสุข ถาจะเรียกวาอิสรภาพ มันก็เปนอิสรภาพหรือวิมุตติ .พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 132 มนุษยเขาถึงจุดหมายสูงสุดของชีวิต ดังนั้น ชีวิตที่สมบูรณจึงเปนที่บรรจบรวมกันขององคประกอบ 3 อยางนี้ คือ 1. วิสุทธิคุณ ซึ่งทานมักเรียกวา วิมุตติ ไดแก ความเปนอิสระของจิตใจ ความหลุดพน ความบริสุทธิ์ ปลอดพนสิ่งขุนมัวเศราหมอง เปนความสุขสมบูรณหรือภาวะไรทุกข (วิสุทฺธิ. สัจธรรมที่สมบูรณ หมายถึง สัจธรรมซึ่งสมบูรณอยูในตัวของมันเองแลว มา ปรากฏแกปญญาของมนุษยที่รูแจงธรรมชาติอยางสมบูรณ 2. ปญญาคุณ ปญญาที่รูสัจธรรม รูความจริงที่เปนธรรมดา เมื่อรูความจริงสมบูรณ แลวก็มี 2. จริยธรรมที่สมบูรณ คือ ความดีงามในการดําเนินชีวิตตนเอง การปฏิบัติตอสังคม และธรรมชาติอยางถูกตอง ซึ่งมนุษยพัฒนาขึ้นมาในการพยายามเขาถึงสัจธรรมและเกิดมีพรั่งพรอม กลายเปนการดําเนิน และปฏิบัติไดถูกตองสมบูรณขึ้นมา เมื่อมนุษยเขาถึงสัจธรรมนั้น และ 3. กรุณาคุณ มีความดีงาม ทั้งคุณธรรมและจริยธรรมสมบูรณ จนกระทั้งตนเองไมมี ปญหา คุณธรรมและจริยธรรมนั้นจึงแสดงออกไปภายนอก มีแตไปชวยแกปญหาใหแกคนอื่น เรียก วา กรุณา 3.2532 :49 -50) ถามันยังไมบรรจบสมบูรณครบทั้งสามอยางนี้ ตราบนั้น ถือวาปญญาการรูสัจธรรม ยังไมสมบูรณ การปฏิบัติตามจริยธรรมยังไมสมบูรณ และชีวิตของมนุษยก็ยังไมสมบูรณ แตเมื่อไร สัจธรรมมาปรากฏแกปญญาโดยสมบูรณ จริยธรรมประพฤติถูกตองตามกฎธรรมชาติ หรือตาม สัจธรรมโดยสมบูรณก็เกิดชีวิตที่สมบูรณ ความสมบูรณทั้งใน ความรูและความดี ดังจะเห็นไดใน พุทธคุณของพระพุทธเจาขอวา “วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน คือ ทรงถึงพรอมดวย วิชชา(ความรู)และจรณะ (ความดี ความบริสุทธ ความกรุณา)” 3 ประการ คือ 1. (มี)ชีวิตที่สมบูรณ ไดแก การที่มนุษยผูมีปญญารูแจงความจริงโดยสมบูรณ และมี ความดีงามในการดําเนินชีวิตและปฏิบัติไดถูกตองสอดคลองกับสัจธรรมแลวนั้น เขาถึงภาวะไร ปญหาปลอดพนจากความทุกข เปนอิสระโดยสมบูรณ รวมสามอยางเปน ปญญาที่สมบูรณ ความดี งามที่สมบูรณ และอิสรภาพที่สมบูรณ (พระเทพเวที(ประยุทธ ปยุตฺโต).

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. ศีล เปนองคประกอบที่เปนการจัดสรรสภาพแวดลอมทั้งทางวัตถุและทางสังคมที่ ปดกั้นโอกาสในการทําความชั่ว และสงเสริมโอกาสในการทําความดี ทําใหชีวิตมีระเบียบและ สัมพันธกับสภาพแวดลอม ในแนวทางที่เกื้อกูลแกการใชปญญา และพรอมกันนั้นก็ชวยในการเสริม สรางสภาพจิตที่ดี เชน ความแนวแนมั่นคงของจิตใจ ความสงบ ความปลอดโปรงผองใสของใจที่ เรียกวาสมาธิ ซึ่งทําใหการใชปญญาไดผล เรื่องการปฏิบัติในศีลนี้พุทธองคตรัสไววาเปนเหตุใหได สมาธิ และปญญา(ความรู) ดังนี้ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เปนผูมีศีล สํารวมระวังในพระปาติโมกข ถึงพรอมดวยมรรยาทและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กนอย สมาทาน ศึกษาอยูใน สิกขาบททั้งหลาย…ฯ” (ที.ม.2532 :47-48) 3.11/241/239) .2.ปา.11/50/ 85 -86) “ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย พระอริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ ประกอบดวย ศีล ที่พระ อริยเจาใครแลว อันไมขาด ไมทะลุ ไมดาง ไมพรอย เปนไทย อันวิญูชนสรรเสริญ อันตัณหา และทิฐิ ไมลูบคลําแลว เปนไปเพื่อสมาธิ ฯ” (ที.2 การศึกษาในพุทธศาสนา หลักการศึกษาในพุทธศาสนา มีจุดประสงค คือ เพื่อใหมนุษยรูจักการดําเนินชีวิตอยาง ถูกตองดีงาม บรรลุภาวะที่ปราศจากความทุกขในที่สุด เปนกระบวนศึกษาเพื่อแกปญหา ทําลาย อวิชชาและตัณหา พรอมกับการเสริมสรางปญญา ดังนั้น หลักการศึกษาที่สมบูรณในพุทธศาสนา ทั้งหมดจึงอยูในไตรสิกขา ดังนี้ ไตรสิกขา : ศีล สมาธิ ปญญา ไตรสิกขา เปนกระบวนการศึกษาที่มีองคประกอบ 3 ขั้น คือ ศีล สมาธิ และปญญา องคประกอบทั้ง 3 นี้ มิไดแบงเปนขั้นตอนแยกจากกัน แตเปนขั้นตอนที่เกี่ยวโยงสัมพันธอิงอาศัยกัน และกันไปโดยตลอด ที่แสดงเปนขั้น ๆ นั้นเพราะใหเห็นกระบวนการที่เปนปจจัยสงทอดตอกันไป เรียงลําดับตามหนาที่ที่ทําใหเขาถึงจุดหมาย คือ การแกปญหา แกทุกข ซึ่งไดแกปญญาอันเปนตัว การศึกษาที่แท คือ ทําใหบรรลุเปาหมายสําเร็จกิจของการศึกษา โดยเมื่อมนุษยมีปญญาขึ้นมาก็ สามารถรูเห็น เขาใจปญหา และสามารถแกปญหาได และเมื่อปญหาหมดไป ทุกขตาง ๆ ก็หมดไป ดวย ในกระบวนการทั้ง 3 นี้จึงเปนองคประกอบที่เปนปจจัยสนับสนุนกันและเชื่อมโยงถึงซึ่งกันและ กัน ดังนี้ 1.ปา. (จริยศาสตรศึกษา) / 133 ถาจะเรียกวาเปนความสงบ มันก็เปนสันติ ถาจะเรียกวาเปนความบริสุทธิ์ มันก็เปนความวิสุทธิ์ เปนตน คือจะเรียกวาอะไรก็ไดหลายอยาง แตมันเปนจุดบรรจบสูงสุดของชีวิตมนุษยหรือคุณคาที่ มนุษยจะพึงเขาถึงได(พระเทพเวที(ประยุทธ ปยุตฺโต).

11/233/233 -235) . สมาธิ คือ การกําหนดใจไวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เปนความตั้งมั่นแนวแนมั่นคงแหงจิต ภาวะจิตที่เปนสมาธิ คือ จะเกิดความสุข สงบ ผองใส ไมมีความเศราหมอง ขุนมัว ไมวุนวาย ฟุงซาน ไมมีสิ่งใดมารบกวนจิต ผลของจิตที่เปนสมาธิในระดับสูง คือ การไดบรรลุ ฌาน (รูปฌาน 4.11/444/316) จากพุทธดํารัสนี้ จะเห็นไดวาในกระบวนการฝกฝนอบรมตนนั้น การจะทําใหจิตเปน สมาธิ เพื่อไปสูปญญา(ความรู)ที่ละเอียด ประณีต ลึกซึ้ง จะตองเริ่มตนดวยความดีขั้นศีล คือ การ กําจัดความชั่วเปนจุดเริ่มตนกอน เมื่อกายสะอาดบริสุทธิ์ไมมีความคิดวุนวาย ขุนมัว ระแวง หรือ ความกังวลใจใด ๆ มารบกวน ไมมีความคิดที่จะทําความชั่วใด ๆ อยูในใจ ก็จะทําใหใจบริสุทธิ์ สงบ เปนผลใหเจริญสมาธิไดงาย และเมื่อจิตเปนสมาธิเกิดเปนความแจมใส คลองตัวในการใชปญญาที่ บริสุทธิ์ ทําใหเกิดความรูพิเศษ(ระดับ อภิญญา ญาณ การตรัสรูหรือสัมโพธิญาณ)เห็นสิ่งทั้งหลาย ตามความเปนจริงไมถูกเคลือบแฝง ปดบัง เปนเหตุใหนําไปสูความหลุดพน อิสรภาพที่สมบูรณ 2.วิปสสนาญาณ) และความสงบแหงจิตจะเกิดขึ้นไดทาน วาเปนผลมาจากการรักษาความดีขั้นศีลใหบริสุทธิ์เปนฐาน คือ การสํารวมระมัดระวัง กาย วาจาให เรียบรอย ไมคิดราย ไมเบียดเบียดผูใด เปนตนซึ่งจะสงผลทําใหจิตใจไมตองสะดุง ระแวง หวาดกลัว มั่นใจในการกระทําดีที่ผานมาของตน เปนผลทําใหจิตใจสุขสงบเปนสมาธิไดงายขึ้น เมื่อพัฒนาขึ้น จนจิต สะอาด บริสุทธิ์ ผองใส เปนอิสระ ปราศจากอํานาจครอบงําของกิเลส ไมถูกชักจูง ปดบัง บิดเบือนไปตามอํานาจของกิเลส จนมองเห็นสิ่งตาง ๆ ไมตรงตามความเปนจริง สมาธิก็จะทําใหเกิด ปญญาบริสุทธิ์ตามมา (ญาณทัสสนะ) พระบาลีกลาวถึงอานิสงสของสมาธินี้วา “ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย สมาธิภาวนาที่ภิกษุอบรมแลว ทําใหมากแลว ยอมเปนไปเพื่อ ความอยูเปนสุขในทิฏฐธรรม…ยอมเปนไปเพื่อความไดเฉพาะซึ่งญาณทัสสนะ…ยอมเปนไปเพื่อสติ และสัมปชัญญะ…ยอมเปนไปเพื่อความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย” (ที.ปา.ปา.ปา. อรูปฌาน 4 อภิญญา) และ ญาณ (อาสวักขยญาณ.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 134 อานิสงสแหงศีลสมบัติของคนมีศีล 5 อยาง “ดูกรผูมีอายุทั้งหลาย คนมีศีลถึงพรอม แลวดวยศีลในโลกนี้ ยอมประสบกองแหงโภคะใหญ ซึ่งมีความไมประมาทเปนเหตุ… เกียรติศัพท ที่ดีงามของคนมีศีล ถึงพรอมแลวดวยศีล ยอมระบือไป…เมื่อเขาไปหาบริษัทใด ๆ คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท หรือ สมณบริษัท เปนผูแกลวกลา(ไมสะดุงกลัว)ไมเกอเขินเขาไป หา…ยอมเปนผูไมหลงทํากาละ(ขณะตาย)…ยอมเขาถึงสุคติโลกสวรรค เบื้องหนาแตตายเพราะกาย แตก นี้อานิสงสแหงศีล สมบัติของคนมีศีลฯ” (ที.11/291/248 -249) “ภิกษุเปนผูมีศีล สํารวมในปาติโมกข ถึงพรอมดวยมรรยาท และโคจรอยู เห็นภัย ในโทษแมมีประมาณนอย สมาทานศึกษาอยูในสิกขาบท ทั้งหลาย นี้เปนเหตุ…เปนปจจัย… เปน ไปเพื่อความไดปญญา อันเปนเบื้องตนแหงพรหมจรรยที่ยังไมได เพื่อความมียิ่ง ๆขึ้นไป เพื่อความ ไพบูลย เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณแหงปญญาที่ไดแลว ฯ” (ที.

ทสก.วิสุทฺธิ. 704/609.ม.มู.ปฏิ.11/302/255) “สมาธินิมิตอยางใดอยางหนึ่งที่ภิกษุนั้นเรียนดีแลว กระทําไวในใจดีแลว ทรงไวดี แลว แทงตลอดดีแลวดวยปญญา เธอยอมรูอรรถทั่วถึงรูธรรมทั่วถึงในธรรมนั้น โดยประการที่ สมาธินิมิตอยางใดอยางหนึ่งที่เธอเรียนดีแลว กระทําไวในใจดีแลว ทรงไวดีแลว แทงตลอดดีแลว ดวยปญญา เมื่อเธอรูอรรถทั่วถึง รูธรรมทั่วถึง ปราโมทยยอมเกิด เมื่อปราโมทยเกิด ปติยอมเกิด เมื่อมีใจกอปรดวยปติ กายยอมสงบ กายสงบยอมไดเสวยสุข เมื่อมีสุข จิตยอมตั้งมั่น…” (ที.ปา.1/3/7-9) สมาธิตามหลักในพระพุทธศาสนา เมื่อใชถูกทาง ยอมเปนไปเพื่อปญญาที่รูเขาใจสิ่ง ทั้งหลายตามความเปนจริง(ยถาภูตญาณทัสสนะซึ่งจะนําไปสูวิชชาและวิมุตติ)บาง(องฺ.ปา.12/298/295) เปนไปเพื่อการบรรลุเจโตวิมุตติ(การหลุดพนกิเลสไดชั่ว คราวดวยพลังอํานาจสมาธิระดับฌานหรือเรียกอีกอยางหนึ่งวาวิกขัมภนวิมุตติ)บาง(ขุ.2/249) เปนไปเพื่อความรูพิเศษเหนือวิสัยมนุษยสามัญ เชน การบรรลุ อภิญญา ขั้น .24/1/2) เปนไปเพื่อการบรรลุเปาหมายสูงสุดของชีวิต คือ ความหลุดพนจากความทุกขทั้งปวง (จิตตวิสุทธิ ความบริสุทธิ์แหงจิต)บาง(ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 135 “เธอ(ภิกษุ) เรียนสมาธินิมิตอยางใดอยางหนึ่งดวยดี ทําไวในใจดวยดี ใครครวญดวยดี แทงตลอดดวยดี ดวยปญญา ภิกษุนั้นยอมรูแจงอรรถ รูแจงธรรมในธรรมนั้น โดยอาการที่ไดเรียน สมาธินิมิตอยางใดอยางหนึ่งดวยดี ทําไวในใจดวยดี ใครครวญดวยดี แทงตลอดดวยดีดวยปญญา แลวนั้น ความปราโมทยยอมเกิดแกเธอผูรูแจงอรรถ รูแจงธรรม ความอิ่มใจยอมเกิดแกเธอผู ปราโมทยแลว กายของเธอผูมีใจประกอบดวยปติ ยอมสงบระงับ เธอผูมีกายสงบระงับแลวยอม เสวยความสุข จิตของเธอผูมีความสุข ยอมตั้งมั่น นี้แดนวิมุตติ” (ที.11/ 419/299 -301) และ พุทธดํารัส ที่ทรงตรัสผลจากการปฏิบัติสมาธิของพระองควา “เรานั้น เมื่อจิตเปนสมาธิ บริสุทธิ์ ผุดผอง ไมมีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสออน ควรแก การงาน ตั้งมั่น ไมหวั่นไหวอยางนี้แลว ไดนอมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ…ไดนอมจิตไป เพื่อญาณเครื่องรูจุติและอุปบัติของสัตวทั้งหลาย…เลว ประณีต… ไดนอมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ เรานั้นไดรูชัดตามเปนจริงวา นี้ทุกข … นี้เหตุใหเกิดทุกข …นี้ความดับทุกข …นี้ขอปฏิบัติใหถึง ความดับทุกข ไดรูชัดตามเปนจริงวา เหลานี้อาสวะ… นี้เหตุใหเกิดอาสวะ …นี้ความดับอาสวะ… วานี้ขอปฏิบัติใหถึงความดับอาสวะ เมื่อเรานั้นรูอยูอยางนี้ เห็นอยูอยางนี้ จิตไดหลุดพนแลวแมจาก กามาสวะ …แมจากภวาสวะ…มจากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพนแลว ไดมีญาณหยั่งรูวาหลุดพนแลว ไดรูดวยปญญาอันยิ่งวา ชาติสิ้นแลวพรหมจรรยอยูจบแลว กิจที่ควรทําไดทําเสร็จแลว กิจอื่นอีก เพื่อความเปนอยางนี้มิไดมี…วิชชา เราไดบรรลุแลว อวิชชาเรากําจัดไดแลว วิชชาเกิดแกเราแลว ความมืดเรากําจัดไดแลว แสงสวางเกิดแกเราแลว เหมือนที่เกิดแกบุคคลผูไมประมาท มีความเพียร เผากิเลสสงจิตไปแลวอยู ฉะนั้น” (วินย.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.31/65/ 39.

ปญญา คือ การมองดู รู เขาใจสิ่งทั้งหลายตามความเปนจริง หรือรูเทาทันธรรมดา ของโลกและชีวิตที่ทําใหดําเนินชีวิตเปนอยูดวยปญญา คือ การรูจักวางใจ วางทาทีและปฏิบัติตอโลก และชีวิตไดอยางดีถูกตองเหมาะสม ในทางที่จะเปนไปเพื่อประโยชนตนและผูอื่น จนมีจิตใจ สงบ สุข ผองใส ไรทุกข เปนอิสระ ในกระบวนการตามหลักไตรสิกขาแลว ปญญา(ความรู) จะเกิดขึ้นได เปนผลมาจาก การปฏิบัติตามหลักแหง ศีล และสมาธิ ดังที่กลาวมาแลว ซึ่งกระบวนการความ สัมพันธของระบบการศึกษา 3 ประการนี้จะสงผลถึงกัน เชื่อมโยง อิงอาศัยซึ่งกันและกันตลอด ดัง พุทธพจนที่ตรัสความเนื่องกันและกันกอใหเกิดปญญาวา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิ อันองค 5 อนุเคราะหแลว ยอมเปนธรรมมีเจโตวิมุตติ เปนผล มีเจโตวิมุตติเปนผลานิสงส และเปนธรรมมีปญญาวิมุตติเปนผล มีปญญาวิมุตติเปน ผลานิสงส องค 5 เปนไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ สัมมาทิฐิอันศีลอนุเคราะหแลว (ความประพฤติดีงามทางกาย วาจา) อันสุตะอนุเคราะหแลว(ความรูจากการสดับ เลาเรียน อานตํารา การแนะนําสั่งสอน) อันการสนทนาธรรม(สากัจฉา)อนุเคราะหแลว(การสนทนา ถกเถียง อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สอบคนความรู)อันสมถะอนุเคราะหแลว(การทําใจใหสงบดวยสมาธิ การ ไมมีความฟุงซานวุนวายใจ) อันวิปสสนาอนุเคราะหแลว(การใชปญญา ความรูพิจารณาเห็นสิ่งทั้ง หลายตามความเปนจริง เขาใจในกฎธรรมชาติหรือสัจธรรม)” (องฺ.ม.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 136 โลกียและโลกุตตระบาง(ที.22/225/22) เพราะฉะนั้น ศีล และสมาธิ จึงเปนองคประกอบหลักในการพัฒนาปญญา คือ เมื่อ ประพฤติมีศีล จิตใจก็เปนสมาธิไดงาย เมื่อจิตใจเปนสมาธิ การคิดการมองการเขาใจก็ไดปญญา มนุษยจึงรักษาศีลและเจริญสมาธิเพื่อชวยใหปญญาแกกลาสมบูรณ เพื่อใหรูสัจธรรมสมบูรณ เมื่อรู สัจธรรมสมบูรณแลว จริยธรรมก็สมบูรณตาม เรียกวามรรคพรั่งพรอมถึงที่ ก็ทําลายอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ดับทุกข แกปญหาหมดไป ปญญา(ความรู)ที่เจริญกาวหนาจนพาจริยธรรมไปบรรจบเขาถึง สัจธรรมนี้ มีชื่อเฉพาะใหหลายอยาง เชนเรียกวา ญาณ หรือ โพธิ หรือ โพธิญาณ ซึ่งเมื่อเกิดเปน ปฏิเวธ คือแทงตลอดทะลุโลงเขาถึงสัจธรรมนั้น ทั้งหมดนี้เปนกระบวนการของจริยธรรมในการ พัฒนาใหเกิดโพธิญาณที่บรรจบเขาถึงสัจธรรม ดังพุทธพจนนี้วา “อยางนี้ศีล อยางนี้สมาธิ อยางนี้ปญญา สมาธิอันศีลอบรมแลว ยอมมีผลใหญ มี อานิสงสใหญ ปญญาอันสมาธิอบรมแลว ยอมมีผลใหญ มีอานิสงสใหญ จิตอันปญญาอบรมแลว ยอมหลุดพนจากอาสวะโดยชอบ คือกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะฯ” (ที.ปฺจก.สี.10/77/99) .9/131-138/101-112) นอกจากนั้นประโยชนของสมาธิยังกอใหเกิด ความเขมแข็ง หนักแนน มั่นคง สงบสุข เยือกเย็น ไมฟุงซาน ไมเครียด ไมกระวนกระวาย ควรแก การงาน เปนไปโดยรอบคอบ ไมผิดพลาด ประกอบดวยสติสัมปชัญญะ เปนตน 3.

(จริยศาสตรศึกษา) / 137 การเขาถึงความรู : มรรค 8 กอนที่จะกลาวถึงกระบวนการเขาถึงความรูนั้น ผูวิจัยจะไดนํากรอบแนวความคิดเกี่ยว กับธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษยในทัศนะพุทธศาสนาฝาย “เถรวาท” และ”มหายาน” ซึ่งทัศนะของ ทั้งสองนี้มีแนวความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติมนุษยที่ไมเหมือนกัน ดังนั้น กระบวนการเขาถึงความรู จึงมีวิธีปฏิบัติที่แตกตางกันไปดวย ดังนี้ 1) ทัศนะพุทธศาสนาเถรวาท ตอนที่วาดวยธรรมชาติของมนุษย เรื่องกฎปฏิจจสมุปบาท แสดงใหเห็นวาชีวิตมนุษย เกิดมาพรอมกับอวิชชา (ความไมรู) “อวิชชา” เปนองคประกอบสําคัญ เพราะวามนุษยไมรูไมเขาใจ ชีวิตของตัวเองอยางแทจริง จึงมีความหลงผิดวามีตัวตนอันหนึ่ง และจากตัวตนอันหนึ่งที่เราหลงผิด วาเรามี เราเปน จะทําใหเรายึดมั่นในตัวตนอันนั้น ความหลงผิดนี้จะเปนตนตอของความดีและความ ชั่วตอ ๆ ไป อวิชชา ความไมรู เปนตนตอของสังขารและทําใหเกิดตัณหา อุปาทาน พรอมทั้ง องคประกอบอื่น ๆ ตามมา อวิชชา ดวยความไมรูไมเขาใจเกี่ยวกับชีวิต และสภาวะของสิ่งทั้งหลาย เมื่อตนไดเขา ไปเกี่ยวของกับสิ่งใด อวิชชาความหลงผิดที่มีอยูในตัวนั้น ก็ทําใหเกิดเจตจํานงความคิดปรุงแตง ตาง ๆ คิดวินิจฉัย และคิดแสดงออกไปตามความหลงผิด ตามความเชื่อนั้น ๆ ความคิดปรุงแตงนี้ เรียกวาสังขาร สังขารการปรุงแตงกอใหเกิดการผสมผสานไปกับตัณหา คือ คิดปรุงแตงไปในแนว ทางสนองตัณหา ตัณหาเปนผลทําใหเกิดอุปาทานเกิดปญหาทุกขตาง ๆ ตามมา ตามหลักพุทธศาสนเถรวาท เมื่อมีทัศนะวามนุษยเกิดมาพรอมกับอวิชชา เหตุปจจัยเริ่ม ตนของชีวิตที่เกิดจากอวิชชา จะกอใหเกิดปญหาทุกขตาง ๆ ตามมา เพราะฉะนั้น การแกปญหาจะ ตองแกที่อวิชชาเปนหลัก โดยการสรางปญญาขึ้น ปญญาที่สรางขึ้นมานี้ จะตองเปนปญญาที่เปน แบบเฉพาะที่มีความมุงหมาย เนื่องจากอวิชชาหมายถึงภาวะที่เราไมรูแทจริงเกี่ยวกับโลกและชีวิต ทําใหมีทัศนคติตอโลกและชีวิตไมถูกตอง ดังนั้น ปญญาที่จะสรางใหเกิดนี้จะมีลักษณะที่เขาใจโลก และชีวิตตามความเปนจริงและจะนําไปสูการทําลายอวิชชา ซึ่งเปนความหลงผิดเกี่ยวกับเรื่องตัวตน ที่ยึดมั่นไวอยางคลุมเครือ ดังนั้น ในการพัฒนาปญญาเพื่อจะทําลายอวิชชา จะตองมีการทําลายการ เห็นแกตนนี้ออกไปเรื่อย ๆ ดวย การแกปญหาทุกขที่ไดผล จะตองแกที่อวิชชา เพราะถามนุษยไมรูเทาทัน การเกิดทุกข หรือปญหาก็จะหมุนเวียนอยูอยางนี้ องคประกอบที่จะมาตัดวงจรนี้ไดคือ สติกับปญญา สติเกิดขึ้น เมื่อไร ก็จะทําใหผูนั้นคิดระงับยับยั้งพฤติกรรมที่ไมดีได และเปลี่ยนกระแสวงจรจากรายมาดีได ปญญาก็จะมาชวยใหผูนั้นทําลายแรงกดดันจากกิเลสตัณหาที่สะสมภายในวงจร และจริยธรรมที่จะ .ม.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.

13/463/511.ม. อางใน พุทธทาส อินฺทปฺโญ . ทวีวัฒน ปุณฑริกวิวัฒน .2530 : 152-153) พุทธศาสนาเถรวาท ไมยอมรับทัศนะของมหายานวาในจิตของมนุษยมีธาตุพุทธะหรือ ”ธาตุรู” ติดตัวมาซึ่งสามารถทําใหคนทุกคนตรัสรูเปนพระพุทธเจาได (ม.2500 : 257) โดยมีทัศนะวา จิตใจของคนเรามีสภาพตางกัน ความแตกตางที่ วานี้วัดจากจํานวนเจตสิกอันเปนสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในใจของแตละคน จิตของปุถุชนก็อยางหนึ่ง และจิตของพระอริยบุคคลก็จะมีลักษณะอีกอยางหนึ่ง ธรรมชาติของจิตโดยเนื้อแทแลวบริสุทธิ์ หรือไม พุทธศาสนาเถรวาทมีทัศนะวา คนที่เกิดมานั้นสาเหตุเนื่องมาจากอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ดังนั้น แสดงวาธรรมชาติจิตเดิมยังมีอาสวะกิเลสหอหุมอยู จิตแรกเริ่มของมนุษยที่เกิดมาจึงยังไม บริสุทธิ์ แตเมื่อไดปฏิบัติในอริยมรรคมีองค 8 จนบรรลุอรหัตผลแลว จึงจะถือไดวาเปนจิตที่บริสุทธิ์ ฝายพุทธศาสนาเถรวาทถือวา ชีวิตที่เกิดมาพรอมกับอวิชชาเปนชีวิตที่เปนทุกข เปน สภาวะที่ไมดีของชีวิต ดังนั้น คติของเถรวาทจึงมุงใหมนุษยพัฒนาตนจนเกิดปญญาที่รูเทาทันความ เปนจริงของโลกและชีวิตตามความเปนจริง วิถีทางในการพัฒนาตนเพื่อใหเกิดปญญา คือการดําเนิน ชีวิตไปตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปญญา ซึ่งเปนกระบวนการศึกษาในระบบความ สัมพันธ 3 ประการ แลวนําเอาหลักการศึกษาทั้ง 3 นี้ มาสูการปฏิบัติเพื่อการเขาถึงความรูที่เปนจริง ตอไปในหลักปฏิบัติของมรรค 8 ประการ การเขาถึงความรูของพุทธศาสนาเถรวาท เมื่อไดกรอบแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติชีวิตมนุษยวาเกิดมาพรอมกับอวิชชา ความไมรู และจากอวิชชาทําใหเกิดความอยาก (Craving) และความยึดติด(Cleaving)ตอชีวิต ซึ่งเปนสาเหตุ ทําใหสัตวโลกตองเวียนอยูในวงลอมของความเกิดและความตายไมสิ้นสุด(วัฏจักรทุกข) การจะพน ไปจากวัฏจักร(ทุกข)นี้ไดจะตองใชการตรัสรู (Enligtenment) เขาไปทําลายอวิชชา คําสอนและการ ปฏิบัติทั้งหมดของพุทธศาสนาในทุกนิกายลวนมุงที่ “โพธิ” ทั้งสิ้น การปฏิบัติเพื่อโพธิจะกอใหเกิด กรรมที่ไมเปนความอยากและความยึดติดอีกตอไป และจะสงผลเปนความหลุดพน(Emancipation) จากวัฏจักร(ทุกข)ของความเกิดและความตาย ความหลุดพนนี้เรียกวา “นิพพาน” (Nirvana) (ดร.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 138 ไดผลดีนั้น จะตองสรางปญญา ถาปญญามากขึ้นอวิชชาจะนอยลง และตัณหาก็จะนอยลงตามไปดวย แตถาความรูที่สรางนั้นไมทําลายการเห็นแกตัวใหนอยลงไป ก็ไมใชปญญาที่ถูกตอง (พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). 2545 : 158 -159) การศึกษาในพุทธศาสนาเริ่มตนจากปริยัติอันเปนหลักวิชาความรูเสียกอน จุดประสงค เพื่อใหเราเขาใจในเบื้องตนกอนวา สิ่งที่พระพุทธองคทรงสอนนั้น มีเนื้อหาและสาระสําคัญอยางไร กระบวนการศึกษาตามหลักไตรสิกขา ศีล สมาธิ และปญญา เปนอยางไร การศึกษาในหลักความรูจึง .

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เปนการเขาถึงความรูเริ่มตน โดยเริ่มจากมีความคิดเห็น ความเชื่อ ทัศนคติ คานิยมตาง ๆ ที่ดีงามถูกตอง สอดคลองตรงกับสภาวะความเปนจริง 2. (จริยศาสตรศึกษา) / 139 เปนสิ่งจําเปนเพื่อเปนแนวทางของการปฏิบัติตอไป พิจารณาในหลักการนี้เสมือนกับวาพุทธศานา เถรวาทมองการเขาถึงความรูโดยเริ่มจากภายนอกกอนแลวจึงเขามาสูภายในตัว คือจะตองศึกษาหลัก ความรูใหเขาใจเสียกอนเปนพื้นฐานแลวจึงลงมือปฏิบัติในภายหลัง หลักปฏิบัติเพื่อใหเกิดการเขาถึง ความรูนี้ เรียกวามรรค มีเนื้อหาอันเปนรายละเอียดของการปฏิบัติ 8 ประการ คือ 1.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. สัมมาสังกัปปะ ความดําริชอบ เมื่อเริ่มดวยความเห็นถูกตอง เปนผลทําใหคิด ดําริ ตริตรอง หรือคิดการตาง ๆ ถูกตอง คิดในทางหวังดี เสียสละ มีไมตรี ชวยเหลือ ไมคิดเบียดเบียนตน เองและผูอื่น เปนความคิดที่บริสุทธิ์ อิงสัจจะ อิงธรรมะ ทําใหไดรับความรูที่บริสุทธิ์ตามมา 3. สัมมาสติ ระลึกชอบ การมีสติกํากับตัว ควบคุมใจไว ใหอยูกับสิ่งที่เกี่ยวของ ที่ตอง ดําเนิน ตองทําในเวลานั้น ระลึกรูตัวตลอดเวลา ไมเผลอเรอ มัวเมาประมาท เลินเลอ 8. สัมมากัมมันตะ การกระทําชอบ เมื่อทําชอบ ทําถูกตอง ทําใหการเขาถึงความรูใน ระดับตาง ๆ พัฒนาขึ้นไปกอใหเกิดความรูที่ละเอียด ปราณีตยิ่งขึ้น 5. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ การดําเนินชีวิตไมกอใหเกิดความเดือดรอน ไมตองคอย สะดุงหวาดกลัว ระแวง วาจะมีใครมาคิดรายหรือทําราย เพราะมั่นใจในการเปนอยูของตน ทําใหการ เขาถึงความรูไมมีอุปสรรค หรือปญหาใด ๆ มาขวางกั้น 6.ม. สัมมาวาจา วาจาชอบ การแสดงออกทางวาจาที่สุจริต เปนถอยคําที่มีเหตุผลเปนไป ในทางสรางสรรคกอประโยชน ตรงตามเปนจริง สุภาพ ไพเราะ นิ่มนวล ไมโกหก ไมใหรายปายสี ไมเพอเจอ ไมหลอกลวง 4. สัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่นชอบ เปนจิตที่แนวแน มั่นคง ไมหวั่นไหว ไมฟุงซาน เปน จิตที่บริสุทธิ์ ผองใส ไมขุนมัว นุมนวลควรแกการงานทั้งปวง กระบวนการศึกษาในไตรสิกขาแบงเปนขั้นตอน 3 อยาง ที่นํามาสูการปฏิบัติในมรรค 8 นี้ จะเปนเหตุปจจัยใหเขาถึงความรู ซึ่งเมื่อความรูเกิดมากขึ้น ๆ จนถึงโพธิหรือตรัสรูแลวอวิชชา ความไมรูก็จะนอยลงไปและถูกทําลายลงในที่สุด มีพุทธพจนที่แสดงวามรรควิธี 8 ประการขางตนนั้น สงเคราะหเขาในหลักไตรสิกขา คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปญญาสิกขา ดังนี้วา . สัมมาวายามะ พยายามชอบ เปนการเพียรพยายามในทางที่ชอบ คือ เพียรละสิ่งที่ ไมดีทั้งหลายที่จะเปนอุปสรรคตอการเขาถึงความรู เพียรสรางสรรสิ่งดีงามที่ยังไมเกิดใหเกิด และ เพียรสงเสริมพัฒนาสิ่งดีงามใหเกิดใหเพิ่มพูนไพบูลยยิ่งขึ้น 7.

สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ 1. อธิศีลสิกขา . สัมมาวาจา เจรจาชอบ 4. สมาธิ 3. สัมมาสังกัปปะ ดําริชอบ 3.สัมมาทิฏฐิ . สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ 6.สัมมากัมมันตะ . สัมมาทิฏฐิ ปญญาอันเห็นชอบ 2.มู.สัมมาอาชีวะ 2.สัมมาวายามะ . อธิจิตตสิกขา . ปญญา 1.สัมมาวาจา . สัมมาวายามะ พยายามชอบ 7. อธิปญญาสิกขา . สัมมาสติ ระลึกชอบ 8.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 140 “ดูกอนวิสาขะผูมีอายุ กองธรรม 3 หมวด พระผูมีพระภาคไมทรงสงเคราะหดวย อริยมรรคมีองค 8 สวนอริยมรรคมีองค 8 พระผูมีพระภาคทรงสงเคราะหดวยกองธรรม 3 หมวด คือ สัมมาวาจา(วาจาชอบ) สัมมากัมมันตะ(ทําการงานชอบ) สัมมาอาชีวะ(เลี้ยงชีวิตชอบ) ทรง สงเคราะหดวยศีลขันธ สัมมาวายามะ(ความเพียรชอบ) สัมมาสติ(ความระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตั้งจิตไวชอบ) ทรงสงเคราะหดวยสมาธิขันธ สัมมาทิฏฐิ(ปญญาอันเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ความดําริชอบ) ทรงสงเคราะหดวยปญญาขันธ” (ม.สัมมาสติ .สัมมาสังกัปปะ หลักไตรสิกขา เปนระบบการฝกอบรมจากภายนอก(กาย วาจา) เขาไปหาภายใน (จิต ปญญา) จากสวนที่หยาบเขาไปหาสวนที่ละเอียด และจากพื้นฐานที่งาย ๆ เขาไปหาสวนที่ยาก และลึกซึ้งภายใน เมื่อแรกของการฝกอบรมจะเห็นวาตองอาศัยความเห็นชอบหรือความรูความเขาใจ ที่ถูกตองที่เรียกวา สัมมาทิฏฐิเปนเชื้อหรือใหเปนเคาใหเพียงเล็กนอย พอใหรูวาตนจะตั้งตนที่ใดและ จะไปสูเปาหมายตาง ๆ ไดอยางไรเทานั้น การเขาใจปญหาคือความทุกขและการมองโลกและชีวิต ตามความเปนจริง คือจุดเริ่มตนที่ถูกตองและเปนความหมายขั้นพื้นฐานของสัมมาทิฏฐิ สวนใน ระหวางการฝกฝนอบรม การฝกโดยเริ่มตนจากศีลกอนเปนขั้นหยาบของจิตที่ตองควบคุมกาย วาจา ใหอยูในทิศทางที่ถูกตองเสียกอน ซึ่งเปนขั้นที่จะชวยเปนฐานใหแกการฝกสมาธิ และปญญา ซึ่งเปน . ศีล 2.สัมมาสมาธิ 3.12/508/549) มรรควิธี และ ไตรสิกขา มีความสัมพันธกันดังนี้ 1. สัมมากัมมันตะ การกระทําชอบ 5.

ทวีวัฒน ปุณฑริกวิวัฒน. .บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ..tr.ม.tr. 1969 :25) ทัศนะของมหายานนิกายฌานหรือเซนนี้ อาจารยมักจะสอนศิษยอยูเสมอวา ธรรมชาติ จิตเดิมแทของคนเรามีธรรมชาติที่สะอาดบริสุทธิ์อยูแลว หากแตวาคนเรารับเอาสิ่งตาง ๆ เขามา สะสมพอกพูนในใจ เลยทําใหดูเหมือนวาจิตของเขาไมบริสุทธิ์ ทานฮุย-เนน(Hui-neng)ไดเทศนา ธรรมกับศิษยไวตอนหนึ่งวา “ทานผูใฝศึกษาทั้งหลาย ! ถาไมพูดถึงการรูแจงแลว ยอมไมมีความแตกตางระหวาง พุทธะกับสิ่งมีชีวิตอื่น แสงสวางแหงการรูแจงเพียงอยางเดียว ยอมเพียงพอที่จะทําใหสิ่งมีชีวิตอะไร . 1969 : 11) “ทานผูใฝศึกษาทั้งหลาย! ปญญาสําหรับรูแจงมีอยูแลวภายในตัวเราทุกคน หากแต เพราะมายาที่หุมหอจิตของเราเปนเหตุ เราจึงไมรูวาภายในตัวเรามีปญญาดังกลาวนี้อยู เมื่อไมรูเราจึง ตองเที่ยวเสาะหาทานผูรู เพื่อใหทานเหลานั้นชี้แนะทางใหแกเรา กอนที่เราจะสามารถรูจักเนื้อแท แหงจิตของเราดวยตัวเราเอง พึงทราบวาเมื่อมองจากแงของธรรมชาติแหงความเปนพุทธะแลว ยอม ไมมีความแตกตางระหวางผูรูแจงแลวกับผูที่ยังมืดมนอยู ความแตกตางนั้น อยูตรงที่คนแรกรูวา ภายในตัวของเขามีธรรมชาติแหงความเปนพุทธะอยู สวนคนหลังนั้นไมรู” (Wong Mou-Lam.2545 : 165) มีแนวความคิดวา มนุษยทุกคนมีธรรมชาติอยางหนึ่งใน ตัวเสมอเหมือนกันหมด ธรรมชาติที่วานี้เรียกวา “พุทธภาวะ” (Buddhahood) หรือธรรมชาติแหง ความเปนพุทธะ(Buddha-Nature) พุทธภาวะที่วานี้หมายถึงสิ่งสิ่งหนึ่งที่มีอยูในตัวคน และสิ่งนี้เอง ที่ทําใหคนสามารถเขาใจธรรมแลวกาวสูความหลุดพนได หรืออีกนัยหนึ่ง พุทธภาวะ คือปญญา ความรูความสามารถที่จะเขาใจธรรมแลวกาวสูความหลุดพนได ลักษณะเนื้อแทที่มนุษยทุกคนมีเหมือนกันหมดคือพุทธภาวะ มนุษยมีธาตุของความรู ติดตัวมาแตเกิด ในคําสอนของ ฮุย-เนง (Hui-neng) กลาววา “ทานผูใฝศึกษาทั้งหลาย ! เนื้อแทแหงจิตของเราซึ่งเปนเมล็ดพันธุหรือแกนการรูแจง นั้นบริสุทธิ์อยูแลวตามธรรมชาติ เราจะสามารถบรรลุถึงความเปนพุทธะไดโดยตรงก็ดวยการใชจิตนี้ ใหเปนประโยชนอยางเดียวเทานั้น” (Wong Mou-Lam. (จริยศาสตรศึกษา) / 141 ของละเอียดลึกซึ้ง โดยที่เมื่อสามารถควบคุมกาย วาจาสงบระงับจากบาปอกุศลธรรมตาง ๆ แลวก็ สงผลใหจิตสงบ บริสุทธิ์ สวางตามไปดวย จนมองเห็นสิ่งตาง ๆ ดวยปญญาตามความเปนจริง วาง ตนวางทาที ในการที่จะเขาสัมพันธเกี่ยวของกับสิ่งตาง ๆ อยางถูกตอง จนจิตหลุดพนเปนอิสระ 2) ทัศนะพุทธศาสนามหายาน พุทธศาสนามหายานนิกายฌาน (Ch’an) ในประเทศจีน หรือที่รูจักกันแพรหลายตอมา ในประเทศญี่ปุนวา นิกายเซน (Zen) เปนพุทธศาสนาที่มีความสําคัญยิ่งทั้งในประเทศจีนและญี่ปุน (ดร.

.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 142 ก็ไดมีฐานะเทาเทียมกับพุทธะ เพราะธรรมทั้งปวงยอมมีอยูแลวภายในจิตของเรา ดังนั้น จึงไมมี เหตุผลที่เราจะไมเขาใจธรรมชาติแทจริงของตถตา โพธิสัตวศีลสูตรกลาวเอาไววา เนื้อแทแหงจิต ของเราบริสุทธิ์อยูแลวตามธรรมชาติ เมื่อใดที่เรารูจักจิตของเราและเขาใจวาอะไรคือธรรมชาติแท จริงของเรา เมื่อนั้นเรายอมบรรลุถึงพุทธภาวะ วิมลกีรติเทศสูตรก็กลาวเอาไววา พลันพวกเขาก็รูแจง และเขาถึงจิตเดิมแทของพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง” (Wong Mou-Lam. 1969 : 31) พุทธศาสนามหายานมีทัศนะวา แรกเริ่มเดิมทีจิตของมนุษยบริสุทธิ์สะอาดอยูแลวโดย ธรรมชาติ แตเมื่อตองประสบกับสิ่งตาง ๆ ดีบาง ไมดีบาง จิตก็อาจรับเอาสิ่งเหลานั้นเขามาสะสมไว ในจิต แตสิ่งที่จิตสะสมไวในภายหลังนี้ ไมใชเนื้อแทเดิมของจิต เปนสิ่งภายนอก เปรียบเชนจิตเปน เสมือนทองคําบริสุทธิ์ เมื่อมีฝุนละอองมาจับหุมหอก็ทําใหสกปรก แตเนื้อทองคํานั้นก็ยังบริสุทธิ์ เชนเดียวกับจิตแมจะมีอาสวะกิเลสมาหุมหอทําใหสกปรก แตเนื้อแทดั่งเดิมของจิตนั้นเปนของ บริสุทธิ์สะอาด เมื่อไดขัดฟอกชําระจิตแลวก็สามารถทําใหจิตกลับบริสุทธิ์สะอาดมาเหมือนเดิมได ประเด็นทัศนะในเรื่องธรรมชาติของมนุษยนี้ นําไปสูปญหาโตแยงกัน คือ พุทธศาสนา เถรวาทใหทัศนะวา ที่วา จิตของคนเราบริสุทธิ์สะอาดแลวโดยธรรมชาติ เมื่อจิตเราสะอาดอยูแลว พุทธองคและพระสาวกจะเพียรพยายามชําระจิตใหสะอาดบริสุทธิ์ไปทําไม การนิ่งอยูเฉย ๆ กับการ ตองเพียรพยายามก็มีคาเทากัน ผลของการปฏิบัติตามมรรควิธีเพื่อการบรรลุมรรค ผล นิพพาน ยอม จะไมมีความหมาย จิตของพระอริยบุคคลกับจิตของปุถุชนก็ไมแตกตางกัน คนดีกับคนชั่วก็มีคา เทากัน เพราะตางก็มีจิตที่บริสุทธิ์สะอาดอยูแลวโดยธรรมชาติเหมือนกัน พุทธศาสนามหายานแสดงทัศนะสนับสนุนแนวความคิดนี้วา มหายานยอมรับวา จิต เดิมแทของคนเรานั้นบริสุทธิ์โดยธรรมชาติ แตนั่นมิใชหมายความจะไมจําเปนตองขวนขวายเพื่อ ชําระจิต ตรงกันขาม การที่รูทราบชัดเชนนี้จะยิ่งทําใหเปนแรงกระตุนใหเกิดความเพียรพยายามอยาง “มีความมั่นใจยิ่งขึ้น” การยอมรับธรรมชาติของจิตบริสุทธิ์มิใชเปนการปฏิเสธมรรค ผล นิพพาน เพราะมรรคผลก็คือชื่อเรียกอาการที่จิตหลุดพนออกมาจากอาสวกิเลส ทําใหจิตบริสุทธิ์สามารถ เปดเผยออกมา ที่มองวาธรรมชาติจิตของพระอริยบุคคลกับจิตของปุถุชนตางกัน เพราะเนื่องมาจาก วาธรรมชาติอันบริสุทธิ์สะอาดของพระอริยบุคคลไดรับการเปดเผยออกมา ในขณะที่ธรรมชาติจิต บริสุทธิ์สะอาดของปุถุชนยังถูกปดบังหุมหออยู แตเมื่อใดจิตที่ถูกปกปดนี้เปดเผย จิตที่บริสุทธิ์ สะอาดก็จะกลับมาเหมือนเดิม การเขาถึงความรูของพุทธศาสนามหายาน เนื่องจากพุทธศาสนามหายาน มีทัศนะเกี่ยวกับธรรมชาติมนุษยวา ในตัวของมนุษย ทุกคนมีธรรมชาติ คือ “พุทธภาวะ” เสมอเหมือนกันหมด มนุษยเกิดมาพรอมกับปญญาความรูแจง .tr.

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

อ.ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 143

ในสวนของจิต มหายานวาจิตเดิมแทของมนุษยสะอาดบริสุทธิ์มาแตเกิด เพราะฉะนั้น มนุษยจะตอง
ทําความเขาใจและตระหนักในความจริงทั้งสองนี้กอน การเขาถึงความรูที่ถูกตองจึงจะบังเกิดขึ้น
ดังนั้น ลักษณะการเขาถึงความรูของพุทธศาสนามหายานจึงแตกตางไปจากเถรวาทเพื่อ
จะศึกษาใหเขาใจวา พุทธศาสนามหายานนิกายฌานหรือเซนนี้ มีวิธีเขาถึงความรูอยางไร จึงอาจ
พิจารณาสรุปไดในโศลกบทหนึ่งที่วา
การสงมอบพิเศษนอกคัมภีร
ไมตองอาศัยตัวหนังสือ
ชี้ตรงไปยังจิตของมนุษย
เห็นแจงในภาวะที่แทจริงและบรรลุความเปนพุทธะ
(ดร. ทวีวัฒน ปุณฑริกวิวัฒน,2545 : 166)
การถายทอดธรรมของนิกายฌาน ไมอาศัยคัมภีรหรือตําราใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งไมอาศัย
คําพูดหรือตัวอักษรใด ๆ ดวย แตเปนการถายทอดจากจิตสูจิตโดยตรง โดยอาศัยประสบการณของ
การปฏิบัติ และจะเห็นแจง “ธรรมชาติของความเปนพุทธะ” ซึ่งมีอยูแลวในตัวเองอยาง “ฉับพลัน”
บางครั้งจึงเรียกนิกายนี้วา “นิกายฉับพลัน” (Sudden School)
พื้นฐานที่สําคัญของพุทธศาสนานิกายฌานหรือ(เซน)มี 5 ประการ ดังนี้
1. “ความจริงสูงสุด หรือหลักการแรก เปนสิ่งที่ไมสามารถแสดงไดดวยคําพูด”
เพราะคําพูดนั้นเปนเพียงแนวความคิด ไมใชจากประสบการณ ความจริงที่สูงสุดจะตองไดจาก
ประสบการณโดยตรงเทานั้น
2. “การฝกฝนในทางธรรม เปนสิ่งที่ไมอาจฝกฝนกันได (ดวยความพยายามที่เกิดจาก
การปรุงแตง)” เพราะพระธรรมนั้นเปนสิ่งที่เปนอยูเอง ผูปฏิบัติจะตองเขาถึงความเปนเองนี้ การ
ปฏิบัติธรรมที่แทจริงจึงจะเกิดขึ้นได หากยังมีความพยายามที่จะฝกฝนอยูดวยการปรุงแตงก็ไมอาจ
เขาถึงพระธรรมที่แทจริงได
3. “ผลบั้นปลายสุดทายแลวไมมีอะไรที่ไดมาใหม” เพราะธรรมชาติของความเปน
พุทธะนั้น มีอยูแลวในตัวเรา เราเพียงแตคนพบสิ่งที่มีอยูแลวเทานั้น มิใชการไดอะไรมาใหม
4. “ไมมีอะไรมากในคําสอนทางพุทธศาสนา” เพราะสิ่งที่เรียกวาแนวความคิด ลัทธิ
และคําพูดนั้น ไมมีความหมายที่แทจริงแตอยางใด สิ่งสําคัญที่สุดเพียงประการเดียว ก็คือ
ประสบการณของความตื่น เทานั้น
5. “ในขณะที่กําลังหาบน้ํา ผาฟน นั่นแหละเปนขณะแหงการสัมผัสชีวิตทางธรรม”
เพราะการตรัสรูนั้นไมจํากัดอยูในรูปแบบใด ๆ ในขณะแหงการทํางานในชีวิตประจําวันก็อาจเปน
ขณะแหงการตรัสรูไดในทุกหนทุกแหง(ดร. ทวีวัฒน ปุณฑริกวิวัฒน , 2545 : 167)

พระมหานิคม วงษสุวรรณ

ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 144

ในทัศนะมหายาน บอกมนุษยมีพุทธภาวะที่รูในตัวเองแลว ใหคนหาภายในตัวเอง
แลวจะพบจิตเดิมแทที่สะอาดบริสุทธิ์ ที่เปนธรรมชาติดังเดิมของมนุษย การเขาถึงความรูของ
มหายานนี้เมื่อพิจารณาจะเห็นวา มีลักษณะศึกษาจากภายในตนกอนแลวจึงแสดงผลปรากฎออกมา
ภายนอก เพราะทัศนะของมหายานกลาววา การศึกษาภายนอกจากตํารา คําสอนครูอาจารย หรือ
รูปแบบกระบวนการศึกษาวิธีใด ๆ ไมใชความจริงสูงสุดที่จะนํามาแสดงและถายทอดใหรูกันได

3.3 ปรัชญาการศึกษาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา
พุทธจริยธรรม กลาวถึงสาระในทางความเขาใจขั้นพื้นฐานโดยตั้งตนที่ความเขาใจเกี่ยว
กับธรรมชาติของมนุษยกอน แลวจึงโยงไปถึงความเขาใจเกี่ยวกับกระบวนการศึกษาดวย เพราะ
กระบวนการของการศึกษาที่แทจริงนั้น จะตองเปนกระบวนการที่สอดคลองกับลักษณะธรรมชาติ
ของมนุษย นั่นหมายถึงวา ถากระบวนการศึกษานั้น ๆ เปนกระบวนการที่ไมสอดคลองกับธรรมชาติ
ของมนุษยแลว ก็จะเกิดความติดขัดไมไดผลจริงในการดําเนินการทางการศึกษา ดวยเหตุนี้เองใน
ตอนพุทธจริยธรรมจึงตองกลาวยอนกลับไปหาความเขาใจเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษยกอน
พุทธศาสนามองความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิตมนุษยวา คือความเปนไปตาม
ธรรมดาของธรรมชาติ ซึ่งจะเปนไปตามกระบวนการแหงเหตุปจจัย เปนไปอยางมีกฎเกณฑ เปนไป
โดยความเชื่อมโยงสัมพันธแหงเหตุและผล เรียกความเปนไปตามธรรมดานี้วา “กฎแหงธรรมชาติ”
ลักษณะความเปนจริงของธรรมชาติชีวิตมนุษยนี้ เปนสิ่งที่มีปรากฏอยูแลวกอนที่พุทธศาสนาจะอุบัติขึ้น ดังที่พระพุทธองคตรัสไวในกฎไตรลักษณวา “ตถาคตจะอุบัติขึ้นหรือไมก็ตาม
กฏธรรมดานี้ ก็มีอยูกอนแลว...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา... ตถาคตเพียงแตนํามาแสดง เปดเผยเทานั้น”
(องฺ.ติก.20/576/368)และกฏปฏิจจสมุปบาทพระองคก็ตรัสไวในลักษณะเดียวกันวา “ตถาคตจะอุบัติ
ขึ้นหรือไมก็ตาม ก็เปนกฎธรรมดาวา เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี เมื่อสิ่งนี้เกิด สิ่งนั้นจึงเกิด เมื่อสิ่งนี้ดับ
สิ่งนี้จึงดับ (เชน เพราะอวิชชาเปนปจจัย จึงมีเกิดมีสังขาร.... และเพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ...)”
(สํ.นิ.16/64/32 ; วินย. 4 / 1-3 / 1-4) จากพุทธดํารัสที่ตรัสถึงกฎทั้งสองนี้ จึงเปนลักษณะการมอง
ความเปนจริงของธรรมชาติมนุษยตามปรัชญาการศึกษาแนวพุทธ
พระพุทธเจาตรัสแสดงลักษณะธรรมชาติของมนุษยเชนนี้ ทรงมีวัตถุประสงคก็เพื่อให
เกิดความรูความเขาใจความเปนจริงที่เปนกฎเกณฑของธรรมชาตินั้น เมื่อรูความจริงที่เปนไปนั้น
แลวก็เอาความรูนั้น ๆ มาใชประโยชน โดยการทําเหตุปจจัยใหเกิดขึ้นตามกฎเกณฑนั้น คือ เมื่อเรา
ตองการสิ่งใด ก็เรียนรูเหตุปจจัยนั้นกอนแลวจึงทําไปตามเหตุปจจัยนั้น กระบวนการของกฎ
ธรรมชาติก็ดําเนินไปใหเกิดผลตามที่เราตองการ แตถาในทางตรงกันขาม เราไมเขาใจเหตุปจจัย และ

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

อ.ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 145

ทําไมตรงกับเหตุปจจัย ไมปฏิบัติตามกฎเกณฑนั้น สิ่งที่ตามมาก็คือไมเกิดผลที่เราตองการ บางทีก็
เกิดปญหาอื่น ๆ ที่ไมพึงประสงคตามมา
ในวงจรของกฎปฏิจจสมุปบาท แสดงวาธรรมชาติชีวิตมนุษยเบื้องตนเกิดมาพรอมกับ
ความไมรู ความไรเดียงสา ความไมเขาใจตอสิ่งทั้งหลาย ไมรูจักโลก ไมรูจักชีวิต ความไมรูไมเขาใจ
นี้ เรียกวา อวิชชา โทษของความไมรูเปนสาเหตุใหปฏิบัติตอสิ่งทั้งหลายไมถูกตอง เมื่อปฏิบัติไมถูก
ไมตรง ผลที่ตามมาก็เกิดความติดขัด บีบคั้น คับของ เพราะสิ่งเหลานั้นไมเปนไปตามที่ตองการ เกิด
เปนปญหาตาง ๆ ซึ่งเรียกปญหาตาง ๆ นี้วาเปนความทุกขของมนุษย
ปญหาของชีวิตมนุษยที่เกิดเปนทุกขขึ้นมา สาเหตุใหญก็คืออวิชชาทําใหมนุษยไมรูวิธี
แกปญหา ไมรูวาจะดําเนินชีวิตใหดีถูกตองไดอยางไร และเนื่องจากธรรมชาติมนุษยอีกอยางหนึ่ง คือ
การเกิดมาพรอมกับตัณหาซึ่งโยงใยกับอวิชชา มนุษยจึงทะยานอยากดิ้นรนเพื่อใหมีชีวิตอยูรอด การ
ทะยานอยากดิ้นรนถาไปตรงกับเหตุ บางครั้งก็ไดผลตรงกับความตองการทําใหเกิดอุปาทานยึดติด
ถือมั่น แตสวนมากจะไมเกิดผลตามที่ตองการ เพราะมีอวิชชาทําใหปฏิบัติไมถูกตองตามกฏเกณฑ
ของความเปนจริง การแกปญหาจึงไมสําเร็จ แตกลับไปทําใหเกิดปญหาใหม ๆ อยางอื่นเพิ่มเขามาอีก
กลายเปนปญหาที่ซับซอนมากขึ้น ๆ ชีวิตที่เต็มไปดวยปญหาก็จะมีความทุกขมากขึ้นตามไปดวย
เมื่อพิจารณา ธรรมชาติชีวิตโดยนัยนี้ จะเห็นวา เพราะสาเหตุจากอวิชชาคือความไมรู
นําไปสูการทะยานอยากดิ้นรนตามความอยากคือตัณหา
พรอมกับความอยากนี้ทําใหมนุษยเกิด
อุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นจะใหสิ่งตาง ๆ เกิดเปนไปตามที่ตนตองการ ซึ่งเปนการแกไขปญหาที่ไมตรง
สาเหตุ กลับยิ่งทําใหติดขัดคับของบีบคั้นเปนปญหามากขึ้น ซับซอนมากขึ้น ชีวิตมนุษยจึงตกอยูใน
วังวนแหงความทุกขไมจบสิ้น
หลักพุทธจริยธรรม เพื่อการดําเนินชีวิตที่ดีงามถูกตอง จึงตองเริ่มดวยความรูความเขา
ใจใน ธรรมชาติของมนุษย ดังนั้น หลักพุทธจริยธรรมจึงมาสัมพันธกับการศึกษา เพราะการศึกษาจะ
ทําใหมนุษยเกิดความรู เพราะฉะนั้น วิธีเริ่มตนเพื่อการปฏิบัติที่ถูกตองตอชีวิต จะตองสรางความรู
ขึ้น จึงตองมีกระบวนการเพื่อเสริมสรางพัฒนา “ปญญา” ขึ้นมา และปญญาที่เสริมสรางขึ้นมานั้น
ตองเปนปญญาที่ประกอบดวยสัมมาทิฏฐิ คือเปนปญญาที่รูเห็นเขาใจสิ่งตาง ๆ อยางถูกตอง จึงจะ
เปนปญญาที่สามารถนําไปสูการแกปญหาทุกขตาง ๆ ไดผลดี
แตเนื่องจากประเภทของปญญาหรือความรูนั้นมีหลายระดับ การที่มนุษยจะมีความรู
ความเขาใจสิ่งตาง ๆ ไดมากขึ้นจะตองมีการพัฒนาตนเอง กระบวนการพัฒนาตนเพื่อจะใหไดปญญา
นี้จึงมีคุณธรรมอื่น ๆ เขามาประกอบเขาดวยกัน เชน ความอดทน ความขยันหมั่นเพียร การมีสมาธิ
จิตใจมั่นคง การรูจักแสวงหาแหลงขอมูล รูจักคิด การมีความคิดที่เปนระบบระเบียบ ฯลฯ ซึ่งใน

พระมหานิคม วงษสุวรรณ

ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 146

คุณธรรมที่กลาวมานี้ จะเห็นวาเกิดขึ้นมาลอย ๆ ไมได จะตองเกิดขึ้นมาจากการพัฒนาฝกฝนอบรม
ตนเองทั้งสิ้น และทางพุทธศาสนาเรียกกระบวนการเชนนี้วา การศึกษา (ไตรสิกขา)
พุทธจริยธรรมกับการศึกษา จึงไดแก เรื่องของการทําความรูความเขาใจในธรรมชาติ
ของมนุษย ที่มาสัมพันธกับกระบวนการของการศึกษา โดยพุทธศาสนามีแนวคิดวา มนุษยเปนผูมี
ความสามารถพัฒนาฝกฝนอบรมตนใหประเสริฐได การพัฒนามนุษยโดยแนวทางของพุทธศาสนา
จะเนนไปที่ปญญาเปนสําคัญ คือเมื่อมนุษยมีปญญาแลว รูเขาใจสิ่งทั้งหลายถูกตองตามความเปน
จริง รูกฎเกณฑความเปนไปของธรรมชาติดีแลว ทําใหการดําเนินชีวิตถูกตอง ปฏิบัติตอชีวิตตนเอง
และตอสังคมรวมไปถึงธรรมชาติสิ่งทั้งหลายที่แวดลอมตัวอยางถูกตองทําใหแกปญหาไดดับทุกขได
การศึกษาแนวพุทธ สอนใหมนุษยมั่นใจในศักยภาพของตนเอง ที่สามารถพัฒนาฝกฝน
ไดในทางปญญา ตรงนี้เองจึงเปนการสรางแรงจูงใจ(ธรรมฉันทะ)ที่สําคัญที่เอื้อตอการศึกษา คือเมื่อ
มนุษยมีแรงจูงใจที่ใฝรูความจริงเพื่อตองการพัฒนาชีวิตใหไปสูความดีงาม สามารถเปนผูปฏิบัติและ
ดําเนินชีวิตตนไดถูกตอง ก็จะนําไปสูการใฝทํา ใฝสรางสรรคตอ ๆ ไป เปนทาทีการมีเจตคติหรือมี
จิตสํานึกเริ่มตนที่ถูกตอง(สัมมาทิฏฐิ) ตอการพัฒนาศักยภาพตนเองในปรัชญาการศึกษาแนวพุทธ
หลักพระพุทธศาสนาสงเสริมใหมีการจัดการศึกษา
คําสอนและบทบัญญัติตาง ๆ ในพระพุทธศาสนา มีสาระสําคัญอยูที่สงเสริมการศึกษา
อบรม สําหรับหลักฐานที่จะยืนยันหรือสนับสนุนความขอนี้ จะเห็นไดทั้งในทางธรรม และทางวินัย
(พระราชวรมุนี(ประยุทธ ปยุตฺโต),2530 : 214 -223)
ในทางธรรม พึงเห็นไดดังนี้
1. เปาหมายสูงสุดของชีวิตในทัศนะพระพุทธศาสนา คือ นิพพาน และแมคุณพิเศษ
อื่น ๆ ที่มนุษยตองการ จะสําเร็จเพียงดวยความปรารถนา หรือดวยการรองขอออนวอนใหอํานาจ
วิเศษใด ๆ บันดาลใหไมได บุคคลจะตองเขาถึงโดยประจักษแกตนเอง ดวยความเพียรพยายาม ดวย
ความสนใจ ใสใจ และการลงมือปฏิบัติ กระทําดวยตนเอง พระศาสดา ครู อาจารย ผูแนะนําสั่งสอน
ชวยเหลือ และวัสดุอุปกรณตาง ๆ เปนตน เปนเพียงสิ่งแวดลอมที่ชวยสงสเริมสนับสนุนการกระทํา
นั้นเทานั้น ดวยเหตุนี้ จึงจําเปนตองมีระบบการฝกอบรม เพื่อใหบุคคลไดพัฒนาคุณสมบัติและความ
สามารถตาง ๆ ตลอดจนลงมือกระทําการตาง ๆ ดวยวิธีการอันถูกตองเพื่อเขาถึงเปาหมายของชีวิต
นั้นคือ ตองมีการศึกษานั่นเอง
2. ตามหลักพระพุทธศาสนา อวิชชา คือความไมรู (หมายถึงไมรูสิ่งทั้งหลายตามที่
เปนจริง) เปนรากเงา เปนตนตอ ของความชั่วและความทุกขทั้งปวง การกําจัดความชั่วและความทุกข
กระทําไดโดยการศึกษาฝกฝนอบรมใหปญญาเพิ่มพูนขึ้น ใหวิชชาเกิดขึ้นมา คือเมื่อรูสภาพของสิ่ง

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

อ.ม. (จริยศาสตรศึกษา) / 147

ทั้งหลายตามเปนจริงแลวก็กําจัดความชั่วไดหมดสิ้น หลุดพนจากความทุกขเปนอิสระโดยสมบูรณ
การสรางความรู ปญญา หรือวิชชานี้ จึงเปนสิ่งจําเปน
3. คําสอนเรื่องการประพฤติพรหมจรรย หรือหลักความประพฤติปฏิบัติทั้งหมดที่
ปรากฏในพระพุทธศาสนา เรียกสั้น ๆ วา สิกขา หรือการศึกษา สิกขาคือระบบการฝกหัดอบรม
บุคคล ซึ่งมีองคประกอบ 3 ประการ คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปญญาสิกขา เรียกงาย ๆ
วา ศีล สมาธิ ปญญา ศีลเปนพื้น สมาธิเปนตัวยึด ปญญาเปนตัวกระทําการใหสําเร็จตามวัตถุประสงค
ระบบการฝกอบรมจึงเพงเล็งไปที่ตัวปญญา มุงสรางเพิ่มพูนความรูความเขาใจใหมากขึ้นไปโดย
ลําดับ ดวยอาศัยศีลและสมาธิเปนเครื่องสนับสนุน จนกวาจะบรรลุถึงวัตถุประสงค โดยนัยนี้ พระ
พุทธศาสนาในทางปฏิบัติก็คือการศึกษา และปญญาเปนองคประกอบสําคัญของระบบการศึกษานี้
4. คําสอนของพระพุทธศาสนา เนนความสําคัญของปญญาเปนอยางมาก กําหนด
ปญญาไวในคําสอนทั่วทุกแหง เชน ในที่ทุกแหงที่สอนใหศรัทธาจะตองสอนใหมีปญญากํากับไว
ดวยเสมอ ปญญาเปนทั้งเบื้องตนและที่สุดของการปฏิบัติธรรม และกลาวถึงปญญาที่ไดรับการอบรม
เพิ่มพูนขึ้นตามลําดับการปฏิบัตินั้นในชื่อตาง ๆ กัน ปญญามีไวพจน(คําเรียกแทนกัน)เปนอันมาก
เชน ญาณ วิชชา วิปสสนา ปริญญา อภิญญา อัญญา ปฏิสัมภิทา สัมปชัญญะ ทัสสนะ อโมหะ
สัมมาทิฏฐิ เปนตน แสดงถึงความหมายในแงตาง ๆ และขั้นตาง ๆ ของปญญา โดยเฉพาะในการ
ปฏิบัติขั้นสูง ปญญาที่กลาวถึงบอยก็คือความหยั่งรูที่เรียกวา ญาณ อันเปนความรูที่อาศัยความรูทาง
ประสาทสัมผัส แตเกิดขึ้นเมื่อระงับการรับรูทางประสาทสัมผัสแลว และมีชื่อแยกยอยออกไปอีก
ตามระดับตาง ๆ เปนอันมาก พระพุทธศาสนาถือวา ความรูที่แทจริงนั้นเปนความรูประจักษ เขาไม
ถึงดวยวิธีตรรก หรือการเก็งความจริงทางปรัชญา วิธีการคิดที่พระพุทธเจาทรงสอนเนนหนัก คือ
โยนิโสมนสิการ แปลกันวา การใสใจโดยแยบคาย หมายถึง การใชความคิดสืบสาวตลอดสาย การ
คิดอยางเปนระเบียบ การพิจารณาดวยอุบาย ถือวาการใชความคิดแบบนี้เปนวิธีสรางความรูความ
เขาใจที่ถูกตอง มีพุทธพจนแสดงความสําคัญของโยนิโสมนสิการวา “สําหรับภิกษุผูเสขะ... เรามอง
ไมเห็นองคประกอบภายในอื่นใด มีประโยชนมากเทาโยนิโสมนสิการเลย” (ขุ.อิติ. 25/194/236) นี้
แสดงถึงความสําคัญของการศึกษาในแงการฝกการใชความคิด
5. มีพุทธพจนวา “สําหรับภิกษุผูเสขะ... เรามองไมเห็นองคประกอบภายนอกอื่นใดมี
ประโยชนมากเทาความมีกัลยาณมิตรเลย” (ขุ.อิติ.25/195/237) “ความมีกัลยาณมิต เปนเบื้องตน เปน
บุพนิมิตของอริยมรรคมีองค 8 เหมือนแสงเงินแสงทอง เปนเบื้องตน เปนบุพนิมิตเมื่อดวงอาทิตย
จะอุทัย ฉะนั้น” (สํ.ม. 19/129/36) “อานนท ความมีกัลยาณมิตรนี้ เทากับเปนพรหมจรรยทั้งหมดที
เดียว” (สํ.ม. 19/5-11/2-5) คําวา “กัลยามิตร” ที่พุทธองคตรัสถึงนั้น มิไดหมายถึงเพื่อนสามัญ
ในความหมายที่เขาใจกันทั่วไป ในทางธรรม กัลยาณมิตร หมายถึงบุคคลที่มีคุณธรรมผูจะสั่งสอน

จตุกฺก.พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 148 แนะนํา ชักจูง ชวยเหลือ ชี้ชองทาง ใหดําเนินไปในมรรคาแหงการฝกอบรมอยางถูกตองตาม คัมภีรแสดงวาไดแก พระพุทธเจา พระอรหันตสาวก ครู อาจารย และทานผูเปนพหูสูตร ทรงภูมิ ปญญาที่จะสั่งสอนแนะนําได ถึงแมจะเปนผูออนวัยกวาก็ตาม ถึงแมพระพุทธศาสนาจะถือวาเปาหมายของความสําเร็จ เปนหนาที่ที่บุคคลจะตอง ลงมือกระทําดวยตนเองก็ตาม แตพระพุทธศาสนาก็มองเห็นความสําคัญของครูผูสอน และความ แตกตางระหวางบุคคลของผูเรียน เปนตน มองในฐานะเปนสิ่งแวดลอมและเปนองคประกอบอื่น ๆ ที่จะชวยสงเสริมสนับสนุนใหการฝกฝนอบรมตนของบุคคลนั้นเปนผลสําเร็จอยางดี หลักการขอนี้ แสดงถึงความสําคัญของการศึกษา ในแงของการมีหลักการสอนและวิธีสอนที่ดี เริ่มตั้งแตคุณสมบัติ ของผูสอน สิ่งแวดลอมที่เหมาะสม กลวิธีสอน ตลอดจนอุปกรณตาง ๆ ที่จะนอมนําความสนใจ สอดคลองกับอุปนิสัย สงเสริมความถนัดและความสามารถ ชวยใหการศึกษาสัมฤทธิ์ผลดวยดี 6. บุคคลในอุดมคติของพระพุทธศาสนา ก็คือผูที่ปฏิบัติกิจหนาที่ของตนครบถวน สมบูรณ มีจิตใจบริสุทธิ์เปนอิสระ มองเห็นสิ่งทั้งหลายดวยความเขาใจตามที่เปนจริง มีความ ปลอดโปรงปราศจากเงื่อนปมภายในที่จะเปนเหตุสรางปญหาชีวิตใหแกตนและผูอื่น มีชีวิตอยูดวย ความสุข เปนผูสมบูรณดวยวิชชาและจรณะ ดําเนินชีวิตที่สงเสริมความราบรื่น กลมกลืน ความสงบ สุขของสังคม และพรอมที่จะชวยเหลือเกื้อกูล บําเพ็ญประโยชนแกผูอื่น ลักษณะบุคคลเชนนี้ไมอาจ สรางขึ้นมาดวยวิธีอื่นได นอกจากเปนผลแหงการศึกษาอบรมที่ถูกตอง ซึ่งมีองคประกอบพรอมทั้ง ฝาย วิชชา และฝายจรณะ คือมีทั้ง ศีล สมาธิ และปญญา . 21 / 22 / 28 . คุณสมบัติของ “ความเปนพหูสูตร” คือ ความเปนผูคงแกเรียน หรือไดเรียนรูมาก เปนคุณธรรมสําคัญมากอยางหนึ่งที่พระพุทธเจาตรัสสอนอยูเสมอ ๆ โดยเฉพาะในฐานะสําคัญที่ เปนคุณสมบัติ(เอตทัคคะ)สําหรับพระภิกษุ ผูจะปฏิบัติหนาที่เกี่ยวดวยประโยชนผูอื่น เปนที่พึ่งอาศัย หรือเปนผูควรเคารพนับถือในทางธรรม (องฺ.6/675/353) หลักคําสอนของพระพุทธศาสนา จึง นับวาเปนเหตุกระตุน หรือแรงจูงใจสําคัญอยางหนึ่ง ที่จะใหใฝนิยมการศึกษาและการใหการศึกษา ในระบบการศึกษาอบรมของพระพุทธศาสนา การศึกษามิไดหมายความเพียงการ สั่งสมความรู การประมวลความรู หรือรวบรวมสิ่งอันจะพึงรู ทําตนใหเปนคลังเก็บความรูเทานั้น แต หมายถึงการฝกฝนความคิด อบรมปญญา ใหเกิดความเขาใจสภาวะ ความรูวินิจฉัย และความรูที่จะ จัดการโดยถูกตองถึงที่สุดดวย 7. 160 / 198) เปนผูสมควรไดรับ การแตงตั้งหรือมอบหมายหนาที่ในทางวินัย (วินย.

14 / 292 / 203.4 / 32 / 39) จะเห็นไดวาจากพุทธดํารัสนี้ แสดงใหเห็นวาพระพุทธศาสนามีวัตถุประสงคในการที่ จะเผยแพรศาสนธรรมอยางกวางขวาง วงการของพระพุทธศาสนานั้น ครอบคลุมทั้งบรรพชิตและ คฤหัสถ คือ เปดโอกาสใหประชาชนมีสวนรวมอยูในพระพุทธศาสนาดวยทั้งหมด โดยแยกประเภท พุทธศาสนิกชนออกเปนบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา รวมเปนประเภทใหญได 2 พวก . (จริยศาสตรศึกษา) / 149 ในทางพระวินัย มีบทบัญญัติที่สงเสริมใหมีการจัดการศึกษา ดังนี้ 1.ม.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. อุ. คณะสงฆมีสภาพเปนหลักฐานมั่นคงขึ้น เพราะมีวัดเปนเครื่องกําหนด วัดถือเปน หนวยสังคมตัวอยาง พระพุทธเจาทรงบัญญัติกฎขอบังคับตาง ๆ ไวโดยละเอียด เพื่อใหพระภิกษุ สงฆอยูรวมกันอยางเปนระเบียบเรียบรอยในหนวยสังคมคือวัดนั้น ชีวิตสังคมของพระภิกษุสงฆ นอกจากผูกพันอยูกับอุปชฌายอาจารย และนิสิตรวมอุปชฌายอาจารยอันเปนหนวยยอยแลว ยังตอง เกียวของกับบุคคลในหนวยยอยอื่น ๆ ในวัดเดียวกันนั้นอีกอยางนอยก็ในสังฆกรรมตาง ๆ ที่จะตอง ไปประชุมรวมกันในโรงอุโบสถเดียวกัน และโดยที่ชีวิตของพระภิกษุสงฆ เปนชีวิตที่มุงตอการฝก อบรมและใหการศึกษาอบรม ดังนั้น ชีวิตสังคมของพระภิกษุสงฆเหลานั้น จึงมากไปดวยกิจกรรม ทางดานการศึกษา ในวัดตามพุทธานุญาตเดิมนั้น สถานที่พระสงฆพบพรอมเพรียงกัน หรือเปน จํานวนมาก ๆ นอกจากโรงอุโบสถแลว ก็คือ อุปฏฐานศาลา ซึ่งเปนทั้งโรงฉัน และหอประชุม เมื่อ พระภิกษุสงฆวางจากการศึกษาปฏิบัติสวนตนแลว เวลาบายก็อาจมานั่งประชุม แสดงธรรม สนทนา สากัจฉา อภิปราย ตอบปญหาธรรมกัน มีเรื่องปรากฏบันทึกไวในพระสูตรหลายแหง (ม. 25/6/4) พระพุทธศาสนามิไดมีความมุงหมายที่จะใหการศึกษาอบรมและการปฏิบัติธรรม จํากัด อยูในวงสมาชิกของสถาบันคือในวัดเทานั้น พระพุทธเจาไดทรงประกาศหลักการของพระองคไว ตั้งแตเริ่มประดิษฐานพระพุทธศาสนา เมื่อคราวสงพระสาวกออกไปประกาศพระศาสนาวา “ภิกษุ ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชน และความสุขของชนจํานวนมาก เพื่ออนุเคราะห ชาวโลก เพื่อประโยชนเกื้อกูลและความสุขแกทวยเทพและมนุษยทั้งหลาย”(วินย. ในพระวินัย มีบทบัญญัติกําหนดไว ใหผูอุปสมบทใหม ตองถือ นิสัย คือกําหนดให ตองอยูรับการฝกฝนอบรมจากอุปชฌายหรืออาจารยกอน จนกวาจะมีความรูความสามารถปกครอง ตนเองได เปนเวลาอยางนอยที่สุด 5 ป บทบัญญัตินี้เปนเหตุใหสมาชิกทุกทานของคณะสงฆ ไดรับ การศึกษาอบรมอยางที่เรียกไดวา เปนหลักสูตรเดียวกัน เปนการศึกษาที่มีลักษณะนอมไปในทางเปน แบบแผน และมีชีวิตแบบนักศึกษาสมบูรณยิ่งขึ้น ในเมื่อมีนิสิตรวมอุปชฌาย หรืออาจารยเดียวกัน หลายรูป นิสิตไดรับการถายทอดทั้งความรูในธรรมวินัย การฝกอบรมความประพฤติและมีสวนรวม ในชีวิตสังคม 2.ขุ. 535 / 352) และการแสดงธรรม การฟงธรรม การสนทนาธรรม การสากัจฉา อภิปราย เชนนี้ เปนกิจกรรมที่พระพุทธเจาทรงยกยองสนับสนุนมากดวย (ขุ.

พระมหานิคม วงษสุวรรณ ปรัชญาแนวพุทธ : พุทธจริยธรรมกับการศึกษา / 150 คือ บรรพชิตกับคฤหัสถ และผูกพันชีวิตบุคคลทั้งสองประเภทนี้เขาไวดวยกัน โดยใหบรรพชิตตอง อาศัยการดํารงชีวิตอยูดวยปจจัย 4 ที่คฤหัสถถวาย และตอบสนองดวยการสั่งสอนธรรม โดยเหตุนี้ พระสงฆนอกจากมีชีวิตผูกพันอยูในสังคมพระสงฆเองแลว ยังตองมีสวนเกี่ยวของกับสังคมชาวโลก อีกดวย ทั้งโดยบัญญัติในการเลี้งชีพทางวินัย และหนาที่ในทางธรรม จะอยูตัดขาดจากสังคมเด็ดขาด อยางฤาษีชีไพรไมได ดังนั้น จึงสรุปไดวา หลักคําสอนและบทบัญญัติทั้งในสวนของพระธรรม และวินัยนั้น สงเสริมในเรื่องการศึกษาโดยตลอดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ปรัชญาแนวพุทธ สวนพุทธจริยธรรม จึงมี ความสัมพันธเชื่อมโยงกับการศึกษา เทากับแสดงใหเห็นวา พุทธจริยธรรมเปนเรื่องของความดี และ การศึกษาเปนเรื่องของความรู(ในสัจธรรม)ดวยเหตุนี้เอง ในทัศนะของพระพุทธศาสนาแลว ระหวาง ความดี และ ความรู นั้น มีความสัมพันธเชื่อมโยงบรรจบเปนอันเดียวกันในที่สุด .

อ. ปยุตฺโต) เปนพระภิกษุที่ถึงพรอมดวยความเปนเลิศทางวิชาการ ทั้งดานพระพุทธศาสนาและดานปรัชญาการศึกษาอยางลึกซึ้ง โดยเฉพาะอยางยิ่งในดานปรัชญาการ ศึกษาไทยอันมีพุทธธรรมเปนรากฐาน ดังจะเห็นไดจากผลงานนิพนธทุกเรื่องที่ลวนแลวแตมีคุณคา ทางปญญาและวิชาการอยางแทจริง หนังสือและบทความของทานจํานวนมากเปนที่ยอมรับและได ใชเปนเอกสารอางอิงในวงวิชาการทั้งในประเทศและมหาวิทยาลัยชั้นนําของตางประเทศ พระธรรมปฎก(ป.1 ภววิทยาทางการศึกษา (Ontology of Education) ภววิทยาทางการศึกษาของพระธรรมปฎก ที่กลาวถึงความจริงทางการศึกษานั้น ทานมี แนวความคิดอันตั้งอยูบนฐานคติของพระพุทธศาสนาเปนหลักที่เปนผลมาจากการศึกษาคนควาใน พระไตรปฎก ดังนั้น จึงสามารถกลาวไดวาการนําเสนอเรื่องความเปนจริงในทัศนะของทานนั้นยอม ตั้งอยูบนพื้นฐานของพระพุทธศาสนา ลักษณะหรือวิธีการในการนําเสนอปญหาในเรื่องของความเปนจริง พระธรรมปฎกยึด หลักฐานที่ปรากฏในหลักคําสอนของพระพุทธศาสนา ถึงแมวาเรื่องราวอภิปรัชญานั้นจะไมเปนที่ นิยมนํามาใชในพระพุทธศาสนา เนื่องจากพระพุทธองคจะสอนหลักธรรมที่สามารถนําไปปฏิบัติ และประยุกตใชในชีวิตจริงเทานั้น แตเพราะหลักปรัชญาตะวันตกมีการกลาวถึงเรื่องอภิปรัชญาซึ่ง เปนฐานเริ่มตนที่ทําใหบุคคลมีแนวคิดที่จะคนหาความจริง และตองการที่จะรูความจริงวาคืออะไร . (จริยศาสตรศึกษา) / 151 บทที่ 4 การวิเคราะหปรัชญาการศึกษาของพระธรรมปฎก 4.1 ปรัชญาการศึกษาของพระธรรมปฎก พระธรรมปฎก(ป. ปยุตฺโต) เปนปราชญทางพระพุทธศาสนา ที่สามารถเสนอแนว ความคิดเกี่ยวกับการศึกษา และแนวทางการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาไทยจากทัศนะ ของพระพุทธศาสนาไดอยางเปนระบบดังจะเห็นชัดทั้งในเรื่อง ภววิทยาทางการศึกษา (Ontology of Education) ญาณวิทยาทางการศึกษา (Epistemology of Education) และ วิธีวิทยาทางการ ศึกษา (Methodology of Education) ซึ่งเปนเรื่องที่กลาวถึง ความจริงทางการศึกษา การศึกษาที่ ถูกตอง ปจจัยแหงการศึกษาที่ถูกตอง กระบวนวิธีการของการศึกษา การเขาถึงการศึกษาที่ถูกตอง ตลอดถึงเรื่องความหมายของการศึกษา และแนวทางของการศึกษา ดังนี้ 4.1.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ.ม .อ.

ปยุตฺโต).อ.พระมหานิคม วงษสุวรรณ การวิเคราะหปรัชญาการศึกษาของพระธรรมปฎก / 152 ดวยเหตุนี้เอง พระพุทธศาสนาจึงอยูในฐานะที่ไมอาจหลีกเลี่ยงตอคําถามตาง ๆ ที่ถามเขามาวา ในทัศนะของพระพุทธศาสนาจะใหคําตอบเกี่ยวกับเรื่องความจริงนี้อยางไร ตอประเด็นปญหาที่ กลาวถึงนี้ พระธรรมปฎกซึ่งทานเปนพระสงฆที่ไดรับการยอมรับในแนวความคิด โดยสวนตัวของ ทานนั้น ทานมีความคิดเห็นอยางไรบางเกี่ยวกับเรื่องความเปนจริงนี้ ความจริงทางการศึกษา คําตอบที่จะทําใหเราทราบได เกี่ยวกับเรื่องความเปนจริงในทัศนะของพระธรรมปฎก นาจะอยูในคํากลาวของทานที่วา “สัจธรรม ก็คือ ความจริง ความแท ภาวะที่เปนอยางนั้น หรือภาวะ ที่เปนของมันอยางนั้น นี้เรียกวาสัจธรรม”(พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต).2538 : 54 -55) ความจริง (สัจธรรม) มีความหมาย 2 ลักษณะ ดังนี้ พระธรรมปฎกไดกลาวถึง ความจริง (สัจจธรรม)ไวเปน 2 ลักษณะดวยกัน คือ ลักษณะที่เปนกฎของธรรมชาติ และลักษณะกฎเกณฑที่สัมพันธกับกฎของธรรมชาติ ซึ่งในลักษณะ ทั้งสองนี้มีความสัมพันธกันดังนี้ .2532 : 285) จากคํากลาว ขางตนนี้แสดงใหเห็นวา ความจริงในทัศนะของทานจึงไดแก “สัจธรรม” ความจริงก็คือสัจธรรม ดังนั้น คําวา “สัจธรรม” ที่ทานกลาวถึงนี้ จึงถือวาเปนคําสากลที่ครอบคลุมสิ่งตาง ๆ ที่มีอยู เปนอยู ในโลก นอกจากนี้ พระธรรมปฎกไดยกหลักฐานในคัมภีรฝายอภิธรรม ที่กลาวถึงความจริง เปน 2 ระดับ กลาวคือ สมมติสัจจะ (Conventional Truth) ความจริงโดยสมมติ (เรียกอีกอยาง หนึ่งวา โวหารสัจจะ ความจริงโดยโวหาร หรือโดยสํานวนพูด) คือ จริงตามมติรวมกัน ตามที่ได ตกลงกันไว หรือหมายรูรวมกัน เปนเครื่องมือสื่อสาร พอใหสําเร็จประโยชนในชีวิตประจําวัน เชน คน สัตว คนดี คนชั่ว โตะ เกาอี้ หนังสือ เปนตน และปรมัตถสัจจะ (Ultimate Truth) ความจริงโดย ปรมัตถ คือ จริงตามความหมายสูงสุด ตามความหมายแทอยางยิ่ง หรือตามความหมายแทที่ตรงตาม สภาวะและเทาที่จะกลาวถึงได หรือยังพอจะพูดใหเขาใจกันได เพื่อสําหรับใหเกิดความรูความเขาใจ เทาทันความเปนจริงของสิ่งทั้งหลาย คือรูจักสิ่งเหลานั้นตามที่มันเปน และเพื่อใหเกิดประโยชนอยาง สูงสุด คือการหยั่งรูสัจธรรมที่จะทําใหความยึดติดถือมั่นหลงผิดทั้งหลายสลายหมดไป ทําใหวางใจ วางทาทีตอสิ่งทั้งหลายอยางถูกตอง หลุดพนจากกิเลสและความทุกข มีจิตใจเปนอิสระ ปลอดโปรง เบิกบาน มีความสุขที่แทจริง สิ่งที่เปนจริงโดยปรมัตถ เชน นามรูป รูปธรรม เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เปนตน (พระธรรมปฎก(ป.

.เปนทุกข” หมายเอา สังขตธรรม คือ ธรรมที่มีปจจัย ปรุงแตง คือ จิต เจตสิก รูป สวน “ธรรมทั้งปวงเปนอนัตตา” นั้นหมายเอาทั้งสังขตธรรม คือธรรมที่มี ปจจัยปรุงแตง คือ จิต เจตสิก รูป และอสังขตธรรม คือธรรมที่ไมมีปจจัยปรุงแตง คือ วิสังขาร หรือ นิพพาน ดังนั้น ไตรลักษณจึงแสดงลักษณะของสิ่งทั้งหลายตามภาวะที่เปนอยูเอง หลักปฏิจจสมุปบาท หมายถึงการเกิดขึ้นพรอมแหงธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกันและ กัน หรือการที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้น ในสวนนี้มุงเนนแสดงถึงอาการที่สิ่งทั้งหลายมี .อ. ปยุตฺโต). 16/61/30) กฎของธรรมชาตินี้เรียกอีกอยางหนึ่งวา ธรรมธาตุ คือ ภาวะที่ ทรงตัวอยูโดยธรรมดา เปนธรรมฐิติ คือ ภาวะที่ตั้งอยูโดยธรรมดา เปนธรรมนิยาม คือ กฎธรรมชาติ ไมมีผูสราง ผูบันดาล(พระธรรมปฎก(ป.. 20/576/368) คําวา “สังขารทั้งปวงไมเที่ยง.ศ. กฎของธรรมชาติ พจนานุกรมศัพทปรัชญาไทย .ม .บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. 2532 : 79) สวนกฎของธรรมชาติใน ความหมายของพุทธปรัชญา ระบุวาหมายถึง กฎไตรลักษณ และกฎปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเปนหลัก ความจริงที่มีอยูเองตามธรรมดา ในกฎของธรรมชาตินี้แสดงใหเห็นวา สิ่งตาง ๆ เกิดขึ้นโดยอาศัยกัน และกันในลักษณะความสัมพันธของเหตุและผล มิไดเกิดขึ้นมาโดยอํานาจเหนือธรรมชาติของการ ดลบันดาลของผูใด กฎของธรรมชาตินี้เปนกฎที่ตายตัว มีอยู เปนอยูตามธรรมดา ไมมีผูใดสราง ปรุงแตง หรือดลบันดาลใหเปนไป เปนความจริงที่มีภาวะปรากฏอยูของมันเอง ซึ่งพระพุทธองคตรัสรับรอง ความเปนจริงขอนี้วา “พระตถาคตทั้งหลายจะเสด็จอุบัติขึ้นหรือไมก็ตาม ธาตุอันนั้น คือ ธัมมฐิติ ธัมมนิยาม อิทัปปจจัย ก็ยังดํารงอยู พระตถาคตยอมตรัสรู ยอมตรัสรูทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น ครั้นแลว ยอมตรัสบอก ทรงแสดง บัญญัติ แตงตั้ง เปดเผย จําแนก กระทําใหตื้น และตรัสวา ทานทั้งหลายจงดู (ความจริง) ดังนี้. (จริยศาสตรศึกษา) / 153 ก...นิ.ติก. 2532.” (สํ.2538 : 67) ธรรมชาติความเปนจริงของชีวิตมนุษย ที่พระพุทธเจาทรงแสดงในรูปกฎธรรมชาติก็ คือ ไตรลักษณ และปฏิจจสมุปบาท ตามความหมายแลว 2 หมวดนี้พระธรรมปฎกวาเปนกฎเดียวกัน เพียงแตนํามาแสดงกันคนละแงหรือคนละแนวเทานั้น ไตรลักษณ หรือ สามัญลักษณะ คือลักษณะที่เสมอกันแกสังขารธรรมทั้งปวง ในสวนนี้ มุงเนนลักษณะของสิ่งทั้งหลายซึ่งปรากฏใหเห็นวาเปนอยางนั้น เพราะอาศัยเหตุปจจัยตามกฎของ ปฏิจจสมุปบาท สําหรับไตรลักษณนั้นมีพุทธพจนแสดงเอาไวพอสรุปใจความไดวา “พระพุทธเจาจะ อุบัติหรือไมก็ตาม ธาตุ(หลักความจริง)นั้น ยังคงมีอยู เปนธรรมฐิติ เปนธรรมนิยาม สังขารทั้งปวง ไมเที่ยง สังขารทั้งปวงเปนทุกข และธรรมทั้งปวงเปนอนัตตา” (องฺ.อังกฤษไดใหความหมายวา “ คือ กฎที่ครอบคลุมจักรวาล ซึ่งมนุษยไมไดสรางขึ้น แตมีอยูเองตามธรรมชาติ” (พจนานุกรมศัพท ปรัชญาอังกฤษ – ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.

.พระมหานิคม วงษสุวรรณ การวิเคราะหปรัชญาการศึกษาของพระธรรมปฎก / 154 ความสัมพันธกัน เปนเหตุเปนปจจัยสืบตอเปนกระแส จนสามารถมองเห็นลักษณะความเปนไปของ สิ่งทั้งหลายไดวา เปนไตรลักษณ ดังนั้น ความหมายของปฏิจจสมุปบาทก็คือ การที่สิ่งทั้งหลายอาศัย กันและกันจึงเกิดมีขึ้นได ดังพุทธพจนที่แสดงไววา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาทเปนไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะชาติเปนปจจัย จึงมีชราและมรณะ พระตถาคตทั้งหลายอุบัติขึ้นก็ตาม ไม อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้นก็ยังคงมีอยู คือ เปนธรรมฐิติ ธรรมนิยาม อิทัปปจจัย ก็ดํารงอยู.. 16/61/30) กฎปฏิจจสมุปบาทจึงมุงเนนแสดงถึงอาการของสิ่งทั้งหลาย เพื่อใหสอดคลองกับกฎ ไตรลักษณ ดังพุทธพจนที่วา “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น เมื่ออวิชชามี สังขาร จึงมี...” (วินย.”(สํ. นิ... 4/1/1) กฎไตรลักษณเปนตัวสภาวะ ที่เปนพื้นฐานสําคัญของสรรพสิ่ง ในขณะที่กฎปฏิจจสมุปบาทนั้นเปนสภาวะที่ถูกปรุงแตง มีปจจัยอาศัยกันและกันจึงกอใหเกิดสิ่งตาง ๆ ขึ้นมาทั้งที่เปน รูปธรรมและนามธรรม สิ่งที่พึงสังเกตอยางหนึ่งก็คือ สภาวธรรมนี้สามารถอยูไดดวยตัวของมันเองไดหรือไม พระธรรมปฎกไดเสนอวา “ความมีอยูของสภาวธรรมนั้น ไมใชมีในฐานะที่เปนตัวเปนตน แตมีอยู โดยภาวะ.. 16/61/30) .” (สํ.” หรือ “เพราะสิ่งนี้ไมมี สิ่งนี้จึงไมมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ เมื่ออวิชชาไมมี สังขารจึงไม มี.มีอยูโดยความสัมพันธและเปนเหตุเปนปจจัยกับสิ่งอื่น ไมไดดํารงอยูดวยตัวของมัน เอง...2532 : 286 -287) กลาวไดวา สรรพสิ่งเปนเหตุเปนปจจัยแกกันและกันจึงเกิดมีสิ่งตาง ๆ ขึ้นมา แตแทจริง สิ่งตาง ๆ เหลานั้น แมมีอยูก็มีอยูในรูปของการเคลื่อนไหว หรือในรูปของกระแสที่ประกอบไปดวย ปจจัยตาง ๆ สัมพันธเนื่องอาศัยกัน จึงมีอาการเกิดดับอยูอยางไมขาดสาย สภาวะเชนนี้จึงตกอยู ภายใตกฎของธรรมชาติที่วา “ทุกอยางไมเที่ยงแท เปนทุกข ไมมีตัวตนที่ถาวร” สัจธรรม ความจริงทั้ง 2 ระดับ คือ ความจริงโดยสมมติ (สมมติสัจจะ) ที่ใชตกลงกัน รูรวมกันเพื่อประโยชนในการสื่อสารกัน พอใหสําเร็จประโยชนในชีวิตประจําวัน เชน คน สัตว โตะ เกาอี้ เปนตน และความจริงอันสูงสุด (ปรมัตถสัจจะ) ถือวาเปนความหมายที่แทจริงตามกฎของ ธรรมชาติ เปนการมองสรรพสิ่งตามความเปนจริง เมื่อไดพิจารณาความจริงในสวนที่เปนกฎของ ธรรมชาตินี้แลวจึงไดคําตอบวา ความจริงในทัศนะพระพุทธศาสนานั้น สามารถนํามาอธิบาย ชี้แจง สั่งสอน ประกาศ เปดเผยได ดังพุทธพจนที่วา “พระตถาคตยอมตรัสรู ยอมตรัสรูทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น ครั้นแลวยอมตรัสบอก ทรงแสดง ทรงบัญญัติ แตงตั้ง เปดเผย จําแนก กระทําใหตื้น และตรัสวา ทาน ทั้งหลาย จงดู ดังนี้ เพราะอวิชชาเปนปจจัย จึงมีสังขาร. นิ...” (พระเทพเวที(ประยุทธ ปยุตฺโต)...

.” (สํ.” (ม. ผูใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผูนั้นชื่อวาเห็นธรรม ผูใดเห็นธรรม ผูนั้นชื่อวาเห็นปฏิจจสมุปบาท ดังนี้.นิ...ม .2532 : 309) ความสําคัญและความสัมพันธกันระหวางสัจธรรม(กฎของธรรมชาติ) กับจริยธรรม และบัญญัติธรรมนั้น พระธรรมปฎกไดอธิบายเอาไววา จริยธรรม เปนสวนหนึ่งของความจริงใน กฎของธรรมชาติที่มนุษยจะตองนํามาปฏิบัติใหเกิดประโยชน เกื้อกูลแกการดําเนินชีวิต การนําเอา กฎเกณฑของธรรมชาติมาปฏิบัตินั้น หมายความวา จะตองศึกษาใหรูกฎของธรรมชาติอยางแจมแจง แลวปฏิบัติใหสอดคลองกับกฎเกณฑนั้น ๆ ดังนั้น กฎของจริยธรรม จึงเปนหลักปฏิบัติเพื่อใหเกิดความสอดคลองสัมพันธกับกฎ ของธรรมชาติ ทั้งนี้ก็เนื่องจากวา กฎจริยธรรมเปนสวนหนึ่งของสัจธรรม และอิงอาศัยสัจธรรมอยู นั่นเอง หลักจริยธรรมที่สัมพันธกับสัจธรรมนั้นแบงเปน 3 ประเด็น คือ ..16/186/95)นี้เปนการมองความจริงในทางพระพุทธศาสนาวา ความจริงเปน สิ่งที่สามารถนํามาสอนใหรูกันได บุคคลสามารถปฏิบัติตามได และเขาถึงความจริงได ข.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ....มู.. (จริยศาสตรศึกษา) / 155 สวนการเขาถึงความจริง(สัจธรรม)นั้น เนนใหผูปฏิบัติพึงเขาถึงดวยตนเองเทานั้น ดัง พุทธพจนที่ยืนยันหลักการนี้วา “อนึ่ง. 12/346/359) หรือ “ภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท อริยสาวก ผูไดสดับ ยอมมีญาณหยั่งรูในเรื่องนี้ โดยไมตองเชื่อผูอื่นวา เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.. กฎเกณฑที่สัมพันธกับกฎธรรมชาติ กฎของธรรมชาติเปนกฎธรรมดา มีความจริง อยูอยางนั้น ไมขึ้นตอผูใด ไมอยูในอํานาจของใคร หมุนเวียนเปลี่ยนไปเปนกระแส ที่มีการเกี่ยวเนื่อง กันอยูตลอดเวลา ดวยอาศัยเหตุปจจัยการสรางกฎเกณฑเพื่อปฏิบัติตอธรรมชาตินั้น พระธรรมปฎก กลาววา “ในเมื่อกฎของธรรมชาติอาศัยเหตุปจจัยสัมพันธอยูตลอดเวลา เราอาศัยเหตุปจจัยอัน สัมพันธกับกฎธรรมชาติ นํามาปรับปรุงใชใหเปนประโยชนตอตนเอง โดยอาศัยหลักการปฏิบัติตาม เพื่อใหสอดคลองกับกฎของธรรมชาติ การที่เราพยายามปฏิบัติใหสัมพันธและสอดคลองกับกฎของ ธรรมชาตินี้ เรียกวา จริยธรรม” (พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). คําวาบัญญัติธรรม ถาเราเอาธรรมไปเติมทาย ก็จะเปนบัญญัติธรรม จึงมีธรรมประการที่ 3 ขึ้นมาเรียก วา บัญญัติธรรม” (พระเทพเวที(ประยุทธ ปยุตฺโต)..มีสิ่งที่นอกเหนือออกไปจากจริยธรรม ซึ่งไมปรากฏในธรรมชาติ แตเปนสิ่งที่มนุษยปรุงแตงขึ้นมา เปนสิ่งที่มนุษยกําหนดวางเอาเอง สิ่งนี้ก็คือ กฎเกณฑทางสังคม. 2532 : 288) กฎที่มนุษยพยายามจะบัญญัติเปนกฎเกณฑตาง ๆ ขึ้นมาเพื่อเปนแบบแผนใหมนุษยได อยูรวมกันในสังคมอยางเปนปกติสุข ซึ่งกฎนี้ไมปรากฏในกฎของธรรมชาติเรียกวา “บัญญัติธรรม” พระธรรมปฎกไดอธิบายเรื่องนี้เอาไววา “ มนุษยเรามีหลักเกณฑเกี่ยวกับความประพฤติที่จะตองทํา มากมายหลายอยาง หลักเกณฑหรือขอปฏิบัติในการดําเนินชีวิตของมนุษย ทุกอยางนั้นเปนจริยธรรม ทั้งหมดหรือไม ขอนี้ตอบวาไมใช.

2532 : 310) การศึกษาเพื่อใหเกิดความรูความจริงเปนฐานเชื่อมระหวางบัญญัติธรรมกับจริยธรรม และสัจธรรมเขาดวยกัน โดยมีเจตนาเปนองคประกอบในการปฏิบัติ ถามนุษยไมปฏิบัติตามบัญญัติก็ ถือวาไมประพฤติตามหลักจริยธรรมและโยงไปถึงสัจธรรมดวย ผลที่ตามมาก็คือไมเกิดผลดีตอ มนุษยนั่นเอง ดังนั้น จริยธรรมและบัญญัติธรรมจึงถือวา เปนความจริงดวยเชนกัน ในการที่จะตอง ปฏิบัติใหสอดคลองกับสัจธรรม ความจริงในสวนนี้เปนความจริงโดยสมมติบัญญัติอันสังคมกําหนด ขึ้นมาเทานั้น สัจธรรมหรือกฎของธรรมชาตินี้ เราสามารถที่จะเขาถึงไดหรือไม พระธรรมปฎกกลาว วา “สัจธรรมคือตัวความจริงนั้น ปรากฏแกมนุษยดวยอะไร สัจธรรมปรากฏแกมนุษยดวยความรูซึ่ง เรียกวา “ปญญา” ปญญาเปนตัวการใหมนุษยเขาถึงสัจธรรมหรือความจริง” (พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต).พระมหานิคม วงษสุวรรณ การวิเคราะหปรัชญาการศึกษาของพระธรรมปฎก / 156 (1) เราจะตองปฏิบัติใหสอดคลองกับกฎเกณฑหรือหลักการของสัจธรรมนั้น (2) การปฏิบัติเพื่อใหสอดคลองกับกฎนั้น เราเองจะตองรูในสัจธรรม คือ กฎเกณฑ และเหตุปจจัยที่ทําใหเปนเชนนั้น (3) ผลที่เกิดขึ้นแกเราก็เพราะปฏิบัติไปตามเหตุปจจัยที่เปนกฎเกณฑของธรรมชาติ และทําถูกตองตามเกณฑของเหตุปจจัยนั้น..(พระเทพเวที(ประยุทธ ปยุตฺโต)..2332 : 228) ดังนั้น จริยธรรมจึงไมแยกออกไปจากสัจธรรม อาศัยสัจธรรมนั้นเปนฐาน นั่นก็แสดง ใหเห็นวา “สัจธรรมนั่นเอง เปนแหลงที่มาของจริยธรรม” บัญญัติธรรม เปนกฎเกณฑทางสังคมที่มนุษยกําหนดบัญญัติขึ้นมาเพื่อนํามาใชใหเกิด ความสงบสุข เพื่อชีวิตที่ดีงาม อันจะอํานวยประโยชนแกมนุษย บัญญัติธรรมนี้ในชวงที่ไมบัญญัติ ไมปรากฏความดีหรือความชั่วในตัวเอง บัญญัติธรรมอาศัยกฎทางจริยธรรมเปนฐาน ตัวเจตนาที่จะ วางกฎเกณฑขึ้นมานั้นเปนกฎจริยะ ตอมาเจตนาก็จะมาเปนกฎจริยธรรมแกผูปฏิบัติตาม เพราะรูวา นี้คือกฎของสังคม การ ละเมิดถือวา เปนเจตนาที่รูอยูแกใจตัวเอง ก็มีผลตอการปฏิบัติทางจริยธรรม ทั้งที่กฎบัญญัตินั้นเปน กฎที่สมมติกันขึ้นมา ไมใชของจริง แตมีความเปนจริงเกิดขึ้นในการปฏิบัติ เมื่อสังคมมนุษยยอมรับ และบุคคลนั้นยอมรับและรูอยู เมื่อละเมิดก็เกิดผลทางจริยธรรมขึ้นมา และจริยธรรมก็เกี่ยวเนื่องดวย สัจธรรม ดังนั้น การละเมิดกฎบัญญัติทางสังคมก็ถือวา ผิดตอกฎของสัจธรรมดวยเชนกัน”(พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). 2532 : 305) ปญญา คือความรูเปนสิ่งสําคัญที่จะใหมนุษยเขาถึงสัจธรรมสูงสุด (พระนิพพาน) ได และตองอาศัยการปฏิบัติจริยธรรมเทานั้น “ปญญาเปนตัวนําในฝายจริยธรรมในการเขาถึงสัจธรรม” ปญญาจะเกิดขึ้นไดอยางไร คําตอบก็คือจะตองอาศัยการพัฒนาตามกระบวนการพัฒนาปญญา .

2530 : 164) เมื่อผูศึกษามีสัมมาทิฏฐิ รูเขาใจ คิดเห็นดีงาม ถูกตอง สอดคลองกับความเปนจริงแลว การคิด การพูด การกระทํา และการแสดงออกตลอดถึงการปฏิบัติการตาง ๆ ก็ถูกตองดีงามตามไป ดวย ทําใหเกื้อกูลนําไปสูการดับทุกข แกไขปญหาตาง ๆ ได และในทางตรงกันขาม เมื่อผูศึกษามี มิจฉาทิฏฐิ คือรูผิด คิดเห็นผิด มีคานิยม ทัศนคติและแนวความคิดที่ผิดแลว การคิด การพูด การระทํา การแสดงออก และปฏิบัติการตาง ๆ ก็จะดําเนินไปในทางที่ผิดพลาดตามไปดวย แทนที่การศึกษาจะ .ม . ปยุตฺโต) กลาวเรื่องสัมมาทิฏฐิกับการศึกษาไววา “คนเริ่มมีการ ศึกษา เมื่อเขามีสัมมาทิฏฐิ” (พระธรรมปฎก (ป.บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล อ. ปยุตฺโต). (จริยศาสตรศึกษา) / 157 กลาวคือ ไตรสิกขา หรือมรรค 8 (ไตรสิกขา มีศีลและสมาธิเปนพื้นฐานเบื้องตน ที่จะนําไปสูปญญา และเปนตัวหนุนใหปญญาแกกลาเขาถึงสัจธรรม กลาวคือ ศีล ทําใหชีวิตมีระเบียบและสัมพันธกับ สิ่งแวดลอมและพรอมกันนั้นก็สรางเสริมจิตที่ดี ทําใหจิตใจมั่นคง สงบ ผองใส ที่เรียกวา สมาธิ ซึ่ง เปนผลทําใหการใชปญญาไดผล ดังนั้น ศีล และสมาธิ จึงเปนองคประกอบหลักในการพัฒนา ปญญา) การจะเขาถึงความจริงไดนั้น มนุษยจะตองมีการศึกษาที่ถูกตอง ดวยการสรางปญญาที่ ประกอบดวยสัมมาทิฏฐิใหเกิดมีขึ้นในตนเองใหได โดยการนําเอาปญญาหรือความรูนั้นมาพิจารณา ศึกษาในดานตาง ๆ ของชีวิตมนุษย ที่พระธรรมปฎกเสนอใหทําความเขาใจอันจะนําไปสูการพัฒนา ชีวิต เพื่อนําไปสูเปาหมายของชีวิต ตั้งแตเปาหมายพื้นฐาน จนถึงเปาหมายสูงสุด สรุปทัศนะของพระธรรมปฎกในเรื่องของความจริงที่เรียกวา สัจธรรม หรือกฎของ ธรรมชาติ หรือที่เรียกวา ไตรลักษณ และปฏิจจสมุปบาทนั้น เปนเพียงกฎธรรมชาติที่มีอยู เปนอยู อยางนั้น การจะเขาถึงเปาหมายสูงสุดกลาวคือ พระนิพพานไดนั้น บุคคลจะตองเขาถึงดวยตนเอง หรือประสบการณตรงจากการศึกษาและการปฏิบัติดวยตนเองเทานั้น ตามหลักแหงความประพฤติที่ เรียกวา จริยธรรม และบัญญัติธรรมเปนสิ่งชี้แนวทางปฏิบัติและเปนสิ่งกระตุนที่สําคัญในฐานะที่อิง อาศัยสัมพันธกับสัจธรรมอยูเสมอ เพราะฉะนั้น จุดเริ่มตนที่จะใหเกิดความรูความเขาใจในความจริง ไดก็คือการศึกษาที่ถูกตอง : สัมมาทิฏฐิ นั่นเอง การศึกษาที่ถูกตอง : สัมมาทิฏฐิ พระธรรมปฎก (ป.อ.2538 : 740) ซึ่งนับเปนตัวการศึกษาหรือ เปนแกนแทของการศึกษา ทานเนนย้ําใหเห็นวาจุดเริ่มตนของการศึกษาที่ถูกตอง ผูศึกษาจะตองทํา ความเขาใจตัวแทของการศึกษา ซึ่งเปนกระบวนการที่ดําเนินไปภายในตัวบุคคล ในกระบวนการ แหงการศึกษาสิ่งที่เปนแกนนําสําคัญ ไดแก “สัมมาทิฏฐิ” อันเปนความรูความเขาใจ ความคิดเห็น แนวความคิด ทัศนคติ คานิยมที่ถูกตองดีงาม เกื้อกูลแกชีวิตและสังคม สอดคลองกับความเปนจริง (พระเทพเวที(ประยุทธ ปยุตฺโต).อ.

2538 : 737-739) 4.1.อ. ปยุตฺโต). โลกียสัมมาทิฏฐิ เปนความเห็นชอบระดับโลกีย คือ ยังเนื่องหรือยังขึ้นตอโลก ไดแก ความเห็น ความเชื่อ ความเขาใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตที่ถูกตองตามหลักแหงความดี เปนไป ตามทํานองคลองธรรม หรือสอดคลองกับหลักศีลธรรม และหลักกรรม เปนสัมมาทิฏฐิที่เกื้อกูล เปน ไปเพื่อประโยชนสุขของสังคม .2 ญาณวิทยาทางการศึกษา (Epistemology of Education) พระธรรมปฎก มีความเชื่อในเรื่องความรู ความจริง วิธีการแสวงหาความรู และการเขา ถึงความรูและความจริง อยางไร ความจริงเปนสิ่งที่มนุษยจะรับรูไดหรือไม ถาได มนุษยจะรับรูไดอยางไร โดยวิธีใด จิตหรือความคิดคืออะไร มีลักษณะบทบาทอยางไรในการที่จะทําใหมนุษยรับรูความจริงได ปญหา เหลานี้เปนทฤษฎีที่เกี่ยวกับความรู หรือญาณวิทยาที่ถือวาเปนจุดสําคัญในงานของพระธรรมปฎกซึ่ง จะเปนตัวนําทําใหเราทราบถึงบทบาทตาง ๆ ของมนุษย และการนําไปแกปญหาชีวิตและสังคม ตลอดถึงการแสดงทัศนะเกี่ยวกับการศึกษาดวย ความจริงหรือสภาวธรรมนั้นเปนกฎเกณฑที่ตายตัว ของธรรมชาติอันเปนไปตามเหตุปจจัยที่กอตัวขึ้น ความจริงนี้สามารถนํามาแสดง อธิบายใหรูได และการเขาถึงความจริงนั้นมีลักษณะพิเศษออกไป กลาวคือ เปนลักษณะเฉพาะตัว อันบุคคลรู เขาใจ ไดดวยตนเอง หรืออาศัยประสบการณตรงจากการศึกษาและการปฏิบัติดวยตนเองเทานั้น บุคคล อื่น ๆ ไมสามารถทําแทนกันได ดังพุทธดํารัสที่วา . ปยุตฺโต) แสดงใหเห็นวา ในบรรดาองคมรรค 8 ประการนั้น องคมรรคแรก คือ สัมมาทิฏฐิ จัดไดวาเปนองคประกอบสําคัญหรือเปนตัวนํา เปนหัวหนาองคมรรค อื่น ๆ ที่วา “สัมมาทิฏฐิ” คือการรูการเห็นที่ถูกตอง ไดแกการรูการเห็นเชนไร ทานไดยกหลักฐานใน พระไตรปฎกมาแสดงพอสรุปไดวา ไดแก การรูการเห็นในอริยสัจ 4 รูวาอะไรเปนกุศล หรืออกุศล รูเห็นในกฎธรรมชาติของชีวิต คือกฎไตรลักษณ และกฎปฏิจจสมุปบาท เปนตน (พระธรรมปฎก(ป. ปยุตฺโต). โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบระดับโลกุตระ คือเหนือโลก ไมขึ้นตอโลก ไดแก ความรู ความเขาใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตถูกตองตามความเปนจริง หรือรูเขาใจตามสภาวะของ ธรรมชาติ หมายเอาเฉพาะที่เปนความรูความเขาใจชัดเจนแจมแจง ถึงขั้นเปนมรรคเปนผลทําใหเปน พระอริยบุคคล (พระธรรมปฎก(ป.พระมหานิคม วงษสุวรรณ การวิเคราะหปรัชญาการศึกษาของพระธรรมปฎก / 158 ชวยแกไขปญหา ดับทุกขได ก็จะกลายเปนวาเปนสิ่งกอทุกขสั่งสมปญหาใหเพิ่มพูนรายแรงยิ่งขึ้น (พระธรรมปฎก (ป. อ. ปยุตฺโต).อ.อ.2538 : 734 -735) พระธรรมปฎก แยกสัมมาทิฏฐิออกเปน 2 ระดับ คือ .2530 : 164) พระธรรมปฎก(ป.

.นิ... (จริยศาสตรศึกษา) / 159 “ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท อริยสาวกผูไดสดับยอมมีญาณ หยั่งรูในเรื่องนี้โดยไมตอง เชื่อผูอื่นวา เมื่อสิ่งนี้ไมมี สิ่งนี้จึงไมมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ เมื่ออวิชชาไมมี สังขารจึงไมมี เมื่อ สังขารไมมี วิญญาณจึงไมมี.10/89/111) ดังไดกลาวแลววา ความจริงนั้นเปนสิ่งที่สามารถนํามาอธิบาย เปดเผย แจกแจง ทําให เขาใจไดงายก็ตาม ก็ไมไดหมายความวา เพียงแตการเปดเผยหรือทําใหเขาใจไดงายดังกลาวจะทําให เราเขาถึงความจริงได พระธรรมปฎกกลาววา ความจริงเปนสิ่งที่สามารถจะรูไดดวยประสบการณ ตรงของผูปฏิบัติที่จะดําเนินไป การเขาถึงความจริงนั้น ไมเกินความพยายามของมนุษยที่จะเขาถึง ถา มนุษยไดมีการฝกฝนพัฒนาตนเองใหเกิดความรูแจง เห็นจริง ในสรรพสิ่ง เมื่อมนุษยมีการพัฒนาตน เองเชนนี้ จึงกลาวไดวา มนุษยจะเปนสัตวประเสริฐสูงสุดเหนือสัตวอื่น ดังมีพุทธพจนรับรองความ ขอนี้เอาไววา “ชนทั้งหลายยอมนําสัตวพาหนะที่ฝกหัดแลวไปสูที่ชุมนุม พระราชายอมทรงพาหนะ ที่ฝกหัดแลว ในหมูมนุษยคนที่ฝกแลว อดทนตอคําลวงเกินได เปนผูประเสริฐสุด” (ขุ...ม. 16