Qualitative Research

การวิจัยเชิงคุณภาพ
โดย
พิชญ์สินี ชมภูคา 520252008
พิมพ์ทอง สังสุทธิพงศ์ 520252009

นาเสนอ
รองศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ภู่วิภาดาวรรธน์

รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษากระบวนวิชา
090800 การวิจัยขั้นสูงเพื่อพัฒนาการศึกษา
หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัยและพัฒนาการศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สิงหาคม 2552

คานา
รายงานการ ศึกษาค้นคว้านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษากระบวน วิชา 090800 การวิจัย
ขั้นสูงเพื่อพัฒนาการศึกษา ของนักศึกษาระดับปริญาเอก สาขา วิชาการวิจัยและพั ฒนาการศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552
คณะผู้จัดทาได้รับมอบหมายจากอาจารย์ผู้สอนให้ทาการศึกษา ค้นคว้า และนาเสนอ
เกี่ยวกับการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ในประเด็นความหมาย ภูมิหลังความสาคัญ
ขั้นตอนกระบวนการวิจัย ข้อดี ข้อจากัด และคุณธรรมจริยธรรมทางการวิจัยเชิงคุณภาพ พร้อม
ทั้งตัวอย่างงานวิจัยเชิงคุณภาพตามรูปแบบที่ปรากฏ ทั้งปริญญานิพนธ์ วิทยานิพนธ์ และรายงาน
วิจัยทั่วไป
คณะผู้จัดทา ขอขอบพระคุณผู้เป็นเจ้าของแหล่งศึกษาค้นคว้าทุกแหล่งที่ได้ให้ แก่นความรู้
แนวคิด ที่ทุกท่านได้ตรากตรา เพียรศึกษา ค้นคว้าเพื่อถ่ายทอดเป็นวิทยาทานทางปัญญาแก่ผู้คน
ที่สนใจ
นอกเหนืออื่นใด คณะผู้จัดทาได้รั บโอกาสให้ศึกษา ค้นคว้า นาเสนอ ผน วกกับข้อแนะนา
ที่จะเกิดขึ้นในชั้นเรียน จาก รองศาสตราจารย์ ดร .สมศักดิ์ ภู่วิภาดาวรรธน์ อ าจารย์ผู้สอน จึง
ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง
ในการศึกษาค้นคว้า นาเสนอครั้งนี้ อาจมีข้อบกพร่องอันเกิดจากความไม่เข้าใจอย่าง
ลึกซึ้ง หรือความไม่รอบคอบของคณะผู้จัดทา สิ่งที่เกิดขึ้นและมีอยู่นั้นคณะผู้จัดทาจึงขอ
น้อม
รับผิดชอบทุกสิ่งด้วยจิตสานึก

พิชญ์สินี ชมภูคา 520252008
พิมพ์ทอง สังสุทธิพงศ์ 520252009

สารบัญ
หน้า
1. ความหมาย

1

2. ลักษณะสาคัญของการวิจัยเชิงคุณภาพ (สุภางค์ จันทวานิช , 2548 : 13 - 14) ดังนี้

3

3. กระบวนทัศน์(PARADIGM) ในการวิจัยเชิงคุณภาพ

5

4. การออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ

6

5. การพิจารณาการวิจัยเชิงคุณภาพ

17

6. รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ

19

6.1 การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (ETHNOGRAPHIC STUDY)
6.2 การวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยา (PHENOMENOLOGY STUDY)

19
24

6.3 วิธีการศึกษาเฉพาะกรณี (CASE STUDY APPROACH)

25

6.4 การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล (GROUNDED THEORY STUDY)
6.5 การวิจัยแบบสนทนากลุ่ม (FOCUS GROUP STUDY)

29
32

7. เปรียบเทียบความแตกต่างของการวิจัยเชิงคุณภาพกับการวิจัยเชิงปริมาณ

34

8. จริยธรรมและจรรยาบรรณ ในการวิจัยเชิงคุณภาพ

35

บรรณานุกรม

38

การวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative Research)
1. ความหมาย
สุภางค์ จันทวานิช (2548) คือ การแสวงหาความรู้โดยการพิจารณาปรากฏการณ์สังคมจาก
สภาพแวดล้อมตามความเป็นจริงในทุกมิติ เพื่อหาความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์กับสภาพแวดล้อม
วิธีการนี้จะสนใจข้อมูลด้านความรู้สึกนึกคิด ความหมาย ค่านิยมหรืออุดมการณ์ของบุคคล
นอกเหนือไปจากข้อมูลเชิงปริมาณมักใช้เวลานานในการศึกษาติดตามระยะยาว ใช้การสังเกตแบบมี
ส่วนร่วมและการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการเป็นวิธีการหลักในการเก็บข้อมู ล และเน้นการวิเคราะห์
ข้อมูลโดยการตีความสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย
ชาย โพธิสิตา (2549) เป็นการศึกษาโลกแห่งความเป็นจริง ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นไปตาม
ธรรมชาติ เปิดกว้างด้วยแนวการวิเคราะห์แบบอุปนัยให้ความสาคัญแก่การทาความเข้าใจอย่างเป็นองค์
รวม ภายในบริบทของสิ่งที่ศึกษาโดยนักวิจัยมีการติดต่อแบบมีส่วนร่วมโดยตรงกับประชากร
กลุ่มเป้าหมาย เพื่อมุ่งทาความเข้าใจพลวัตของปรากฏการณ์ ให้ความสาคัญแก่การศึกษาเฉพาะกรณี
ทั้งหมดที่เป็นไปได้ เพราะมีการออกแบบการวิจัยที่ยึดหยุ่นได้ และมีตัวนักวิจัยเป็นเครื่องมือสาคัญใน
กระบวนการวิจัย
ศุภกิจ วงศ์วิวัฒนนุกิจ (2550) กล่าวว่า การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) หมายถึง
การวิจัยที่มุ่งทาความเข้าใจ ตีความ แ ละให้ความหมายแก่ปรากฏการณ์ทางสั งคมที่เกี่ยวข้องกับ
ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ เจตคติ พฤติกรรม และวัฒนธรรมของมนุษย์ โดยมีวิธีการเก็บ ข้อมูลหลาย ๆ
วิธีในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต นักวิจัยอาจแฝงตัวเองเข้าไปคลุกคลีอยู่กับ
ประชากรในชุมชนหรือท้องถิ่นที่ต้องการศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูล ไม่ เน้นการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่
เป็นตัวเลข แต่ให้ความสาคัญกับการตีความและสังเคราะห์ข้อค้นพบบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่เก็บได้
แล้วนาเสนอข้อค้นพบในรูปแบบ การบรรยาย หรืออาจสร้างออกมาเป็นทฤษฎีที่ใช้อธิบายพฤติกรรม
ทางวัฒนธรรมของมนุษย์ หรือปรากฏการณ์ทางสังคมได้ หรือช่วยสร้างสมมติฐานเพื่อใช้ประโยชน์ใน
การวิจัยต่อไป ตัวอย่างการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ ก

ารวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณา การวิจัยเชิ

ประวัติศาสตร์
เกียรติสุดา ศรีสุข (2552) กล่าวว่า การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการวิจัยที่
มีการรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นหลัก ซึ่งอาจได้แก่ คุณลักษณะ พฤติกรรม สภาพการณ์ หรือ

การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research ปรากฏการณ์ต่าง ๆ เป็นต้น การวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ต้องอาศัยประสบการณ์ หรือความเชี่ยวชาญของ ผู้วิจัยในเรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างมากในการที่จะวิเคราะห์ ให้ความหมาย วิพากษ์วิจารณ์ข้อมูลที่รวบรวม ได้ ได้อย่างถูกต้อง ละเอียดลึกซึ้ง สุมิตร สุวรรณ (2552) เป็นการแสวงหาความรู้โดยการพิจารณาปรากฏการณ์สังคมจาก สภาพแวดล้อมตามความจริงในทุกมิติ สนใจข้อมูลด้านความรู้สึกนึกคิด การให้ความหมายหรือคุณค่า กับสิ่งต่าง ๆ ตลอดจนค่านิยมหรืออุดมการณ์ของบุคคล เน้นการเข้าไปสัมผัสกับข้อมูลหรือ ปรากฏการณ์โดยตรง มักใช้เวลานานในการศึกษาติดตามระยะยาว ไม่เ น้นการใช้สถิติตัวเลขในการ วิเคราะห์ข้อมูล ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์เป็นวิธีหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ ข้อมูลโดยการตีความสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (inductive) อารีย์วรรณ อ่วมตานี (2552) เป็นการวิจัยที่แสวงหาความจริงในสภาพที่เป็นอยู่โดย ธรรมชาติ (Naturalistic inquiry) ซึ่งเป็นการสอบสวน มองภาพรวมทุกมิติ (Holistic perspective) ด้วย ตัวผู้วิจัยเอง เพื่อหาความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ที่สนใจกับสภาพแวดล้อมนั้น โดยให้ความสาคัญ กับข้อมูลที่เป็นความรู้สึกนึกคิด คุณค่าของมนุษย์ และความหมายที่มนุษย์ให้ต่อสิ่ งแวดล้อมต่างๆ รอบตัว เน้นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความสร้างข้อสรุปแบบอุบนัย (Inductive analysis) John W.Merriam (1988 : 6) เป็นการวิจัยที่สนใน ให้เกิดความเข้าใจ ในความหมายของ โครงสร้างของมนุษย์ ในด้านความรู้สึกนึกคิด และประสบการณ์ต่างๆ การวิจัยมุ่งอธิบายให้ความ สนใจโดยตรงกับประสบการณ์ ในด้านชีวิตความเป็นอยู่ ความรู้สึก และประสบการณ์ที่ประสบความ เปลี่ยนแปลง สรุปได้ว่า วิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการศึกษาสถานการณ์ที่เป็นไปตามธรรมชาติ โลกแห่งความ เป็นจริง ในทุกมิติ มุ่งการค้นหาประเด็นปัญหาทางสังคม หรือปัญหาของมนุษย์ เพื่อหาความสัมพันธ์ ของปรากฏการณ์กับสภาพแวดล้อม มีการออกแบบการวิจัยที่ยึดหยุ่นได้ และมีตัวนักวิจัยเป็นเครื่องมือ สาคัญในกระบวนการวิจัย ใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการเป็น วิธีการหลักในการเก็บข้อมูล และเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความสร้ างข้อสรุปแบบอุปนัย 2 .Merriam :6) เป็นการวิจัยที่มุ่งทาความเข้าใจกับสถานการณ์ที่ เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของบริบทต่างๆ ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน Sharan B.Creswell (1998 :15 อ้างใน ชาย โพธิสิตา. 2549: 25) เป็นกระบวนการค้นคว้าวิจัยเพื่อ หาความเข้าใจบนพื้นฐานของระเบียบวิธีอันมีลักษณะเฉพาะที่มุ่งการค้นหาประเด็นปัญหาทางสังคม หรือปัญหาของมนุษย์ในกระบวนการนี้ นักวิจัยสร้างภาพหรือข้อมูลที่ซับซ้อน เป็นองค์รวม วิเคราะห์ ข้อความ รายงานทัศนะของผู้ให้ข้อมูลอย่างละเอียด และดาเนินการศึกษาในสถานการณ์ที่เป็น ธรรมชาติ Patton (1985 อ้างใน Sharan B.

เป็นการศึกษาที่อิงตรรกะ นักวิจัย “ดาดิ่ง” ลงสู่ข้อมูล ทั้งในทางลึกและทางกว้างทั้งในรายละเอียด 3 . 2548 : 13 . 2549 : 46-47) ลักษณะ กลยุทธ์ในการดาเนินการวิจัย 1.14) ดังนี้ 1) เน้นการมองปรากฏการณ์ให้เห็นภาพรวม โดยการมองจากหลายแง่มุมการศึกษา ปรากฏการณ์สังคมจะต้องกระทาโดยศึกษาปรากฏการณ์นั้นจากแง่มุม หรือแนวคิดทฤษฎีที่มีความ หลากหลายมากกว่ายึดแนวคิดอันใดอันหนึ่งเป็นหลัก นอกจากนั้น ไม่พิจาณาปรากฎการณ์อย่างเป็น เสี่ยงเสี้ยว ด้านในด้านหนึ่ง 2) เป็นการศึกษาติดตามระยะยาวและเจาะลึก เพื่อให้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของ ปรากฏการณ์สังคมซึ่งมีความเป็นพลวัต 3) ศึกษาปรากฏการณ์ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เพื่อให้เข้าใจความหมายของ ปรากฏการณ์ มักมีการวิจัยสนาม (Field research) ไม่มีการควบคุมและทดลองในห้องปฏิบัติการ เพราะ ทาให้ผู้วิจัยไม่เห็นปรากฎการณ์ในบริบททางสังคมและวัฒนธรรม 4) คานึงถึงความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกวิจัย ด้วยเหตุที่การศึกษาปรากฏการณ์สังคมเป็น การศึกษามนุษย์ จึงให้ความสาคัญและเคารพผู้ถูกวิจัยในฐานะเพื่อนมนุษย์ จะเข้าไปสัมผัส สร้างความ สนิทสนมและความไว้เนื้อเชื่อใจ เข้าใจ ไม่มีแบ่งเขาแบ่งเรา ไม่นาข้อมูลของผู้ถูกวิจัยไปในทางที่เสื่อม เสีย ไม่ฝืนใจเมื่อผู้ถูกวิจัยไม่เต็มใจตอบ นักวิจัยจะเข้าไปสัมผัสมากว่าจะใช้เครื่องมือวิจัยอื่นใดเป็น สื่อกลาง 5) ใช้การพรรณนาและการวิเคราะห์แบบอุปนัย เป็นการนาข้อมูลรูปธรรมย่อยๆ หลายๆ กรณี มาสรุปเป็นข้อสรุปเชิงนามธรรม โดยพิจารณาร่วมที่พบ จะเน้นการวิเคราะห์แบบอุปนัยมากกว่าใช้ สถิติตัวเลข 6) เน้นปัจจัยหรือตัวแปรด้านความรู้สึกนึกคิด จิตใจ ความหมาย ในปรากฏการณ์สังคม นักวิจัยเชิงคุณภาพเชื่อว่า องค์ประกอบด้านจิตใจ ความคิดและความหมาย คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง พฤติการณ์มนุษย์และเป็นตัวกาหนดพฤติกรรมมนุษย์ที่แสดงออกมา ลักษณะเชิงกลยุทธ์ของการวิจัยเชิงคุณภาพ (ปรับปรุงจาก Patt. ลักษณะสาคัญของการวิจัยเชิงคุณภาพ (สุภางค์ จันทวานิช . เป็นการศึกษาที่ทาใน ศึกษาปรากฏการณ์ในขณะที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติ ไม่มีการ สถานการณ์ที่เป็นธรรมชาติ เปลีย่ นแปลง หรือควบคุมจากนักวิจัย เปิดกว้างสาหรับทุกอย่างที่อาจ เกิดขึ้นในระหว่างการเก็บข้อมูล ไม่มีการกาหนดผลที่คาดไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นในรูปของสมมติฐานหรือตัวแปรตาม 2.การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research 2. 1990:40 -41 อ้างในชาย โพธิสิตา.

มุ่งทาความเข้าใจอย่างเป็น มองปรากฏการณ์ที่ศึกษาทั้งหมดอย่างเป็นองค์รวม เป็นระบบที่ องค์รวม ซับซ้อน และเป็นอะไรที่มากกว่าผลบวกของส่วนย่อยแต่ละส่วน มอง ว่าส่วนย่อยต่างๆ อิงอาศัยซึ่งกันและกันไม่ลดระดับการทาความเข้าใจ ปรากฏการณ์ที่ศึกษาลงมา เพียงแค่ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของตัว แปรที่แยกกันเป็นส่วนๆ เท่านั้น ด้วยหลักการ การรวบรวมข้อมูลหลาย มิติของปรากฏการณ์ที่ศึกษา เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์และเกิดความ เข้าใจรอบด้าน ซึ่งหมายความว่าในเชิงการปฏิบัติผู้วิจัยต้องถือว่าแต่ละ ส่วน แต่ละกรณีแต่ละเหตุการณ์ มีความสัมพันธ์อย่างมีความหมายกับ ส่วนอื่นๆ ชนิดที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ แต่ วิธีการดังกล่าวต่างกับ การวิจัยเชิงปริมาณที่แยกทาความเข้าใจเป็นส่วนๆ ในนามของตัวแปร และตัวแปรสามารถกาหนดเป็นปริมาณได้ แล้วสร้างความสัมพันธ์ของ ตัวแปรที่สามารถแสดงได้ทางสถิติ 4. ให้ความสาคัญแก่บริบท ตีความข้อค้นพบบนพื้นฐานของบริบททางสังคม ประวัติศาสตร์ และ ของสิ่งที่ศึกษา เงื่อนไขของเวลาและสถานที่ มองว่าการนาข้อค้นพบไปปรับใช้ใน 4 . ติดต่อแบบมีส่วนร่วม นักวิจัยเข้าไปสัมผัสแบบมีส่วนร่วมโดยตรงกับประชากรหรือ โดยตรงกับประชากร ปรากฏการณ์ศึกษา นักวิจัยเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลที่สาคัญ กลุ่มเป้าหมาย ประสบการณ์ ทักษะ และวิจารณญาณส่วนตัวของนักวิจัยเป็นปัจจัย สาคัญในการทาความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ศึกษา 6. มุ่งทาความเข้าใจพลวัต ทาความเข้าใจกระบวนการของสิ่งที่ศึกษา มองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็น ของปรากฏการณ์ที่ศึกษา สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นในระดับบุคคล กลุ่ม องค์กร หรือ ในระดับวัฒนธรรม 7. ใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพเป็น เก็บข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์และแนวคิดส่วนบุคคลที่เป็น หลัก รายละเอียดเชิงพรรณนา เจาะลึก และตรงประเด็น 5. ให้ความสาคัญแก่กรณีที่มี ถือว่าแต่ละกรณี (คน เหตุการณ์ ฯลฯ) มีความสาคัญในการทาการศึกษา ลักษณะเฉพาะ เฉพาะกรณีอย่างดีในเบื้องต้น แล้ววิเคราะห์เปรียบเทียบกรณีเหล่านั้น เพื่อทาความเข้าใจปรากฏการณ์ทั้งหมด คุณภาพของการศึกษาเฉพาะ กรณีมีความสาคัญอย่างมาก 8.การวิจัยเชิงคุณภาพ ลักษณะ แบบอุปนัย Qualitative Research กลยุทธ์ในการดาเนินการวิจัย และเฉพาะเจาะจง เพื่อค้นหาประเภทรูปแบบ มิติ และความสัมพันธ์ต่อ กันของส่วนต่างๆ ที่ประกอบกันในปรากฏการณ์ที่ศึกษา เริ่มต้นด้วย คาถามเพื่อการค้นหาแบบเปิดกว้าง มากกว่ามุ่งจะทดสอบสมมติฐาน หรือทฤษฏี 3.

ความจริงเป็นเรื่องปราศจากค่านิยม -มุ่งประเด็นในสิ่งที่มีหลักฐานความจริง ปรากฏการณ์นิยม(เชิงคุณภาพ) .ผู้วิจัยเป็นอิสระแยกออกจากสิ่งที่ถูกวิจัย .การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research ลักษณะ กลยุทธ์ในการดาเนินการวิจัย บริบทอื่นที่แตกต่างกันเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เจาะลึก เพราะอาจมีความ เป็นไปได้น้อย ออกแบบการวิจัยแบบเปิดกว้างไว้สาหรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะ เกิดขึ้น เพื่อให้สามารถลงลึกให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการออกแบบที่มี โครงสร้างอย่างเข้มงวด ซึ่งจะไม่ให้โอกาสติดตาม เจาะลึก และค้นหา สิ่งใหม่ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในขณะเก็บข้อมูล ธรรมชาติของเครื่องมือสาหรับรวบรวมข้อมู ลเชิงคุณภาพ ไม่มี โครงสร้างที่เคร่งครัด สามารถปรับได้ตามความเหมาะสมกับ แหล่งข้อมูลและสถานการณ์ จึงขึ้นอยู่กับนักวิจัยผู้ใช้วิธีการอย่างมาก นักวิจัยต้องแม่นในหลักการของเครื่องมือที่ใช้และมีทักษะในการใช้ วิธีการนั้นๆ อย่างเพียงพอ 9. มีการออกแบบการวิจัยที่ ยึดหยุ่น 10. ใช้เครื่องมือในการวิจัย หลากหลาย แต่นักวิจัยเป็น เครื่องมือสาคัญที่สุดใน กระบวนการวิจัย 5 3.มุ่งประเด็นของความหมาย (Meaning) .ความจริงทางสังคมสร้างขึ้นในความนึกคิด ของมนุษย์และเป็นอัตตวิสัย (subjective) . กระบวนทัศน์(paradigm) ในการวิจัยเชิงคุณภาพ กระบวนทัศน์ หมายถึง โลกทัศน์ คือแนวความคิดทั่วๆ ไป วิธีการที่คนใช้ในการทาความ เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงอันซับซ้อน เป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในกระบวนการศึกษาอบรมของหมู่คนที่ ยึดถือและปฏิบัติตามโลกทัศน์นั้น กระบวนทัศน์จะบอกคนที่ยึดถือและปฏิบัติ ว่าอะไรสาคัญ อะไร ถูกต้องและมีเหตุผล เป็นบรรทัดฐานที่ช่วยชี้ให้รู้ว่า ควรจะทาอะไร อย่างไร โดยไม่ต้องเสียเวลาไปถาม หรือค้นหาคาตอบ ช่วยให้ทาอะไรไม่ต้องลังเล การวิจัยเชิงคุณภาพใช้กระบวนทัศน์ แบบปรากฏการณ์นิยม (Phenomenology) มีความเชื่อว่า มนุษย์มีทั้งส่วนที่นาเสนอต่อสาธารณะอย่างเปิดเผย(Front Region)และมีทั้งส่วนที่ปกปิด (Back Region) ซึ่งการวิจัยเชิงปริมาณใช้ กระบวนทัศน์ แบบปฏิฐานนิยม (Postivism) ซึ่งความแตกต่าง ตามมิติดังนี้ มิติ ความเชื่อพื้นฐาน บทบาทนักวิจัย ปฏิฐานนิยม(เชิงปริมาณ) .ความจริงเป็นโลกภายนอก และวัดได้ด้วย วัตถุวิสัย (objective) .

จับแยกสภาพความจริงให้เล็กพอเหมาะกับ การศึกษา .ใช้วิธีการหลายๆวิธีเพื่อสร้างแนวคิด นานาประการเกี่ยวกับปรากฏการณ์ .มองในพื้นฐานของเชิงเหตุและผล .ใช้กลุ่มตัวอย่างมาก .ใช้เครื่องมือในการเก็บช้อมูล .มองภาพรวมทั้งสถานการณ์ .ความตรง(Validity) เครื่องมือที่ใช้วัด วัดในสิ่งที่ต้องการวัด หรือไม่ .ความเชื่อถือได้ (Credibility) ผู้วิจัยสามารถเข้าถึงและมีความรู้ความเข้าใจ ในความหมายต่างๆและข้อมูล .สร้างนิยามปฏิบัติการเพื่อวัดได้ .ใช้วิธีการเชิงคุณภาพ .สถานที่ทาวิจัยใช้ห้องทดลอง .ไม่ใช้ทฤษฎีนา ศึกษาจากปรากฎการณ์ ธรรมชาติ .การถ่ายโอนผลการวิจัย (Transferability) ความคิดและทฤษฎีที่สร้างขึ้นจาก สถานการณ์หนึ่งๆ สามารถจะนาไปใช้กับ สถานการณ์อื่นเพียงใด 4.การพึ่งพากับเกณฑ์อื่นๆ (Dependability) การสังเกตสิ่งเดียวกัน โดยนักวิจัยหลายคน หลายโอกาส -ว่าสอดคล้องกันเพียงใด .ใช้วิธีการเชิงปริมาณ .พยายามเข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้น .การวิจัยเชิงคุณภาพ มิติ ระเบียบวิธีวิจัย ความน่าเชื่อถือ Qualitative Research ปฏิฐานนิยม(เชิงปริมาณ) (Fact) .ใช้กรอบทฤษฎีก่อนๆนา .ความเที่ยง (Reliability) การวัดให้ผลตรงกันทุกครั้งหรือไม่ (โดยที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่ถูกวัด) .การสรุปผลอ้างอิง (Generaliability) โอกาสของรูปแบบที่ถูกสังเกตในกลุ่ม ตัวอย่างสามารถนาไปใช้ อ้างกับประชากร ทั้งหมดได้มากน้อยเท่าใด 6 ปรากฏการณ์นิยม(เชิงคุณภาพ) .ค่อยๆพัฒนาความคิดข้อสรุปจากข้อมูล รูปธรรม .สร้างสมมุติฐานและทดสอบ . การออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ แผนที่ทางความคิดของนักวิจัยที่จะบอกว่าในการทา วิจัยเพื่อบรรลุถึงคาตอบที่เขาสนใจนั้น เขาต้องทาอะไรบ้าง จะทาอย่างไร จะทาอะไรก่อนหลัง และจะ เกี่ยวข้องกับใครบ้าง แผนที่ทางความคิดนี้เหมือนกับแผนที่ของนักเดินทางตรงที่มันทาหน้าที่ให้ แนวทางในการทาวิจัยเพื่อไปให้ถึงคาตอบที่ต้องการเท่านั้น นักวิจัย (ซึ่งเปรียบเหมือนนักเดินทาง) อาจจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการทางานให้ต่างออกไปจากที่ออกแบบไว้แต่แรกก็ได้ ถ้าเห็นว่ามีเหตุผล อันสมควร คุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งของแผนที่ทางความคิดสาหรับการทาวิจัยคือ แต่ละขั้นตอนแต่ละ องค์ประกอบใน”แผนที่การวิจัย” (การออกแบบ) นี้ต่างก็มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ชนิดที่เมื่อมีการ .

2549 : 108) ดังต่อไปนี้  ประเด็นสาคัญ (focus) ในการศึกษา ประเด็นสาคัญอาจได้แก่ ปัญหาเรื่องใดเรื่อง หนึ่ง หรือเป็นประเด็นที่จะต้องประเมิน (ถ้าเป็นการวิจัยเพื่อประเมินผล) หรือ ประเด็นเชิงนโยบายก็ได้  กระบวนทัศน์ที่เหมาะสมกับประเด็นสาคัญในการศึกษา หมายถึงการเลือกจุดยืน ทางกระบวนทัศน์ว่าจะดาเนินการวิจัยด้วยกระบวนทัศน์แบบไหน จะเลือก แบบปฏิฐานนิยมหรือแบบกระบวนทัศน์ทางเลือก  รูปแบบการทาวิจัยที่เหมาะสมกับทฤษฏีที่เลือกมาเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย  ประชากรเป้าหมายและสถานที่ที่จะเก็บข้อมูล  ขั้นตอนต่างๆ ในการเก็บข้อมูล  เครื่องมือในการเก็บข้อมูล  แผนการเก็บข้อมูลและวิธีการบันทึกข้อมูล  แผนการวิเคราะห์ข้อมูล  การจัดการทั่วไป เช่น ติดต่อกลุ่มเป้าหมายสาหรับการเก็บข้อมูล หาสถานที่พักใน ภาคสนาม และวางแผนงานที่จะทาระหว่างเก็บข้อมูลในสนาม เป็นต้น องค์ประกอบที่สาคัญของการออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ Maxwell (ชาย โพธิสิตา) 7 .การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research ปรับเปลี่ยนในองค์ประกอบอันหนึ่งก็จะมีผลกระทบต่อองค์ประกอบที่เหลืออื่นๆ ไม่โดยตรงก็โดย อ้อม ความแตกต่างระหว่างการออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพต่างกับการวิจัยเชิงปริมาณ ตรงที่ ระดับความเข้มงวดในโครงสร้าง กล่าวคือ การวิจัยเชิงปริมาณแผนดาเนินการที่วางไว้จะมีความ ยืดหยุ่นน้อยหรือไม่ยึดหยุ่นเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวความคิด การเลือกประชากรในการศึกษา วิธีที่ใช้ ในการเก็บข้อมูล หรือวิธีวิเคราะห์ข้อมูลก็ตาม เมื่อได้วางแผนในตอนเริ่มต้นดีแล้วจะดาเนินการ ตามนั้นการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์แทนที่จะเป็นสิ่งดี อาจจะให้ผลในทางลบแก่การวิจัย โดยรวม ดังนั้นลักษณะสาคัญของการออกแบบการวิจัยเชิงปริมาณ คือ การมีโครงสร้างที่เข้มงวด แต่ การวิจัยเชิงคุณภาพจะออกแบบยึดหยุ่นได้ตามความจาเป็นในแทบทุกขั้นตอน แต่ต้องเกิ ดจากความ จาเป็นจากหลักการหรือแนวคิดทฤษฏี ไม่ใช่ความจาเป็นตามความสะดวกของผู้ทาการวิจัย องค์ประกอบของการออกแบบการวิจัย Lincoln and Guba (1985 อ้างใน อ้างในชาย โพธิ สิตา.

การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research จุดมุ่งหมายและ วัตถุประสงค์ กรอบแนวคิด ทฤษฎี คาถาม ในการวิจัย วิธีการวิจัย ความถูกต้อง ตรงประเด็น 1) คาถามในการวิจัย (research questions) หมายถึง สิ่งที่นักวิจัยต้องการรู้ หรือต้องการคาตอบ อัน เป็นที่มาของการวิจัยเรื่องนั้น คาถามวิจัย เสมือนเป็นหัวใจของการออกแบบ ทาหน้าที่เป็นตัวกลางที่ เชื่อมโยงองค์ประกอบอื่น การตั้งคาถามสาหรับการวิจัย ไม่ว่าเป็นวิจัยเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ อาจทาได้ 3 แบบตามลักษณะของคาตอบที่ต้องการ  คาถามที่ยึดกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยเป็นหลัก รูปแบบคาถามมุ่งหาคาตอบเกี่ยวกับ กลุ่มเป้าหมายทั่วไป ซึ่งเหมาะกับการศึกษาตัวอย่างจานวนมากๆ หรือ กลุ่มเป้าหมายเจาะจง เหมาะกับการศึกษาตัวอย่างจานวนเล็ก เช่น การศึกษาเฉพาะกรณี (Case study)  คาถามที่บ่งนัยถึงข้อมูลที่ต้องการ รูปแบบของคาถามอาจบอกใบ้ถึงประเภทของข้อมูลว่า เป็นอะไร เจาะจงสาหรับข้อมูลเรื่องใด เรื่องหนึ่ง หรือ กว้างสาหรับข้อมูลทั่วๆ ไป ตัวอย่าง คาถามแบบเจาะจงข้อมูล เช่น “การประกอบอาชีพเป็นผู้ให้คาปรึกษาแก่หญิงที่ถูกกระทาความ รุนแรงทางเพศมาเป็นเวลานาน มีผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมทางเพศของนัก สังคมสงเคราะห์ที่ทางานนี้อย่างไร” คาถามนี้บ่งนัยว่า ข้อมูลที่ต้องการเป็นเรื่อง ผลกระทบต่อ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมทางเพศของนักสังคมสงเคราะห์ คาถามที่ไม่เจาะจง เช่น “การ คาปรึกษาแก่หญิงที่ถูกกระทาความรุนแรงทางเพศมาเป็นเวลานาน มีผลต่อนักสังคมสงเคราะห์ ที่ทางานในด้านนี้หรือไม่ อย่างไร”  คาถามแบบมุ่งเข้าใจสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร หรือ ผลกระทบของปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง ใน การในการวิจัยเชิงคุณภาพจะใช้คาถามประเภท “อย่างไร” และ “ทาไม” เช่น “ครอบครัวที่ แตกแยกก่อให้เกิดผลทางลบต่อผมสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กอย่างไร” 2) จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษา (purpose) หมายถึง เป้าหมายที่นักวิจัยต้องการจะ บรรลุถึงในการวิจัยเรื่องนั้น สิ่งที่ต้องการจะทาในกระบวนการวิจัย อันจะช่วยให้บรรลุถึงเป้าหมายที่ ต้องการนั้นได้ และทาหน้าที่กาหนดขอบเขต หรือ พื้นที่ ที่นักวิจัยจะต้องทางานว่าจะอยู่ในเรื่องและ ประเด็นอะไร แบ่งเป็น 3 ประเภทตามลักษณะมูลเหตุที่มาของจุดมุ่งหมายนั้นๆ คือ 8 .

3 การศึกษาเฉพาะกรณี ( Case study method) 4.5 การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล (Grounded theory study) 4.1 การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnographic study) 4.2 การวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology study) 4.4 การวิจัยชีวประวัติบุคคล (Biographical study) 4.การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research  จุดม่งหมายส่วนตัวของนักวิจัย (personal purposes) หมายถึง แรงบันดาลใจส่วนตัวที่ทา ให้นักวิจัยอยากทาเรื่องนั้น  จุดมุ่งหมายเชิงปฏิบัติ (practical purposes) หมายถึง จุดมุ่งหมายที่ต้องการจะบรรลุถึง อะไรสักอย่างเพื่อผลในทางปฏิบัติ เป็นความต้องการที่จะบรรลุถึงสิ่งที่จะมีผลต่อวงการใดวงการหนึ่ง หรือต่อส่วนรวม ส่วนใหญ่เป็นนโยบายสาธารณะ เช่น มุ่งเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาบางอย่าง (ซึ่งอาจจะเป็นทัศนะไม่ถูกต้องต่อผู้ติดเชื้อ HIV)  จุดมุ่งหมายเพื่อการค้นคว้าวิจัย (research purposes) เป็นจุดมุ่งหมายทางวิชาการ เพื่อทา ความเข้าใจหรือหาความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งว่า ปรากฏการณ์นั้นมีธรรมชาติเป็น อย่างไร ทาไมสิ่งต่างๆ ในปรากฎการณ์นั้นจึงเป็นอย่างที่มันเป็นมีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลัง 3) แนวคิดทฤษฎีในการวิจัย บางทีเรียกว่า “กรอบแนวคิด” (conceptual framework) คือความเชื่อ หรือ ข้อสรุปเบื้องต้นของนักวิจัยว่าสิ่งที่จะศึกษานั้นน่าจะเป็นอย่างไร ที่ มาของแนวคิดทฤษฏีมี 4 ทาง คือ  ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวของนักวิจัย (experiential knowledge  แนวคิดทฤษฎีที่มีอยู่แล้ว (existing theories) ได้จากการทบทวนวรรณกรรม  การศึกษานาร่อง (pilot study)  ความคิดสร้างสรรค์ (creative thoughts) แนวคิดดีๆ สาหรับการวิจัยบางครั้งเกิดจากความคิดที่ มีลักษณะสร้างสรรค์ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยฉับพลัน แต่เกิดจากการ “ลองคิดแปลกไปจากที่เคยคิด” 4) วิธีการวิจัย (method) คือ สิ่งที่เราจะลงมือทาจริงๆ ในการวิจัย วิธีการหลัก ๆ ของการวิจัยเชิง คุณภาพ มี 6 รูปแบบ คือ 4.1 การเลือกตัวอย่าง ในการวิจัยทางสังคมศาสตร์มีวิธีการได้มาของกลุ่มตัวอย่างหลักๆ อยู่ 2 แบบ คือ 1) แบบสุ่มโดยอาศัยหลักความน่าจะเป็น (Probability sampling) ซึ่งได้ศึกษามาแล้ว 9 .6 การวิจัยแบบสนทนากลุ่ม (Focus group study) รายละเอียดของแต่ละรูปแบบ ศึกษาในหัวข้อต่อไป สาหรับประเด็นสาคัญที่กล่าวในที่นี้คือ สาหรับวิธีการ เลือกตัวอย่าง วิธีเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล สรุปพอสังเขปดังนี้ 4.

การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research 2) การเลือกตัวอย่างแบบยึดจุดมุ่งหมายของการศึกษาเป็นหลัก ซึ่งเป็นการเลือกแบบไม่มี โครงสร้างที่เคร่งครัด มีขั้นตอนและวิธีดาเนินการที่ไม่ซับซ้อน จุดมุ่งหมายหลักของการเลือกตัวอย่าง แบบนีไ้ ม่ใช่เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทน แต่เพื่อให้ได้ตัวอย่างที่เหมาะสมกับแนวคิด จุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ของการศึกษา ซึ่ง การเลือกใครก็ตามเป็นผู้ให้ข้อมูลก็เพราะเขาเหล่านั้นมี ข้อมูลจะบอกเราได้มากกมาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการวิจัยของเรา เราเรียกคน เหล่านั้นว่า Key informants เราเลือกสถานที่แห่งหนึ่งหรือหลายแห่งมาทาวิจัยเพราะเรามั่นใจสถานที่นั้นๆ มีอะไรที่เรา จะได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับเรื่องที่เราอยากรู่ เราเลือกเหตุการณ์หรือกระบวนการอัน ใดอันหนึ่งมา ศึกษา เพราะมีหลักฐานมีหลักฐานให้เชื่อว่าเหตุการณ์หรือกระบวนการนั้นๆ มีอะไรหลายอย่างที่จะ ทดสอบแนวความคิดในการวิจัยของเรา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราสามารถอธิบายสิ่งที่เราเลือกได้ ทั้ง ในทางแนวคิด ทฤษฎีและระเบียบวิธีวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่สนองจุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ของการวิจัยเชิงคุณภาพ มี 15 ประเภท ได้แก่ (1) ตัวอย่างที่แสดงลักษณะสุดขั้ว ตัวอย่างประเภทนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคน หรือกรณีที่ ไม่ธรรมดา หรือมีอะไรที่พิเศษกว่ารายอื่น เช่น รายที่ประสบผลสาเร็จ หรือ ล้มเหลวมากเป็นพิเศษ หรือ เช่น เด็กอัจฉริยะ (2) ตัวอย่างที่มีประสบการณ์มาก คล้ายกับตัวอย่างประเภทแรก แต่ตัวอย่างนี้ไม่ใช่ พวกสุดขั้ว เป็นพวกที่มีความรู้หรือมีประสบการณ์มากกว่าคนทั่วไป การวิจัยเชิงคุณภาพแบบมุ่ง ตีความหมาย มักเลือกใช้ตัวอย่างประเภทนี้ เช่น ศึกษาการปรับตัวของคนที่ผ่านสงความมาอย่างโชก โชน คนป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่ทรมานมาเป็นเวลานาน เป็นต้น (3) ตัวอย่างที่ครอบคลุมความหลากหลายในประชากรได้มากที่สุด จุดมุ่งหมายของ การเลือกตัวอย่างประเภทนี้อยู่ที่ต้องการแสดงให้เห็นว่า เรื่องที่เป็นประเด็นของการวิจัย (เช่น พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ เป็นต้น) มีความแตกต่างอย่างไรในกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะต่างกัน (4) ตัวอย่างที่มีลักษณะเหมือนกัน ในการเลือกตัวอย่างประเภทนี้ นักวิจัยจะมอง เฉพาะรายที่มีลักษณะสาคัญบางประการร่วมกัน จุดมุ่งหมายก็เพื่อทาการศึกษาประชากรกลุ่มนั้นอย่าง ลึกลง เช่น ในการศึกษาครอบครัว นักวิจัยอาจกาหนดเอาเฉพาะครอบครัวที่หัวหน้าเป็นหญิง เพื่อ การศึกษาลงลึกลงไปในปัญหาและสถานการณ์ของครอบครัวที่มีหญิงเป็นหัวหน้าครัวเรือน เป็นต้น (5) ตัวอย่างที่แสดงลักษณะสาคัญของประชากรทั้งหมด ลักษณะสาคัญในที่นี้ หมายถึง คุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างที่ประชากรในกลุ่มนั้นๆ มีเหมือนๆ กัน เช่น กร รักษาทรวดทรงให้บอบบางอยู่เสมอเป็นลักษณะเด่นของนางแบบ เป็นต้น (6) ตัวอย่างที่เป็นเกณฑ์สาหรับตัดสินกรณีอื่นๆ ตัวอย่างประเภทนี้มักมีลักษณะ สาคัญบางอย่างที่ช่วยให้เราอนุมานเกี่ยวกับกรณีอื่นๆ ได้ ทานองว่า “ถ้าเรื่องนี้เป็นจริงสาหรับกลุ่ม ประชากรนี้ กลุ่มอื่นๆ ก็ไม่ต้องพูดถึง” หรือ “ถ้ากลุ่มนี้มีปัญหาในเรื่องนี้กลุ่มอื่นๆ ก็น่าจะมีด้วย” เช่น 10 .

. ดี บ้าง?” เมื่อได้ชื่อมาสักหนึ่งคน ก็ตามไปถามคนนั้นแบบเดียวกัน ต่อไปเรื่อยๆ ในจานวนนี้คนที่คนอื่น เอ่ยชื่อมากที่สุดมักจะมีจานวนมาก ซึ่งจะเป็นคนที่เป็นแหล่งข้อมูลที่น่าจะดีที่สุด (8) ตัวอย่างที่ไม่เข้าเกณฑ์กาหนด เหตุผลของการเลือกตัวอย่างประเภทนี้ คือ ต้องการที่จะศึกษาว่า เพราะเหตุใดหน่วยงานหรือองค์กรบางแห่งจึงไม่สามารถทางานได้ตามเกณฑ์ที่ กาหนดในเรื่องที่สาคัญเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เกณฑ์ที่ว่านั้น อาจเกี่ยวกั บการประกันคุณภาพ คือ เป็นตัวชี้วัด ประสิทธิภาพของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตัวอย่างแบบนี้มีประโยชน์ในการวิจัยเพื่อการติดตามและประเมินผล (9) ตัวอย่างที่สนับสนุนและที่แย้งข้อค้นพบในการศึกษา หลังจากเก็บข้อมูลใน ภาคสนามไประยะหนึ่งของการวิจัยเชิงคุณภาพ นักวิจัยอาจเริ่ มได้คาตอบของสิ่งที่ต้องการค้นหา บางอย่าง แต่คาตอบนั้นจะยังไม่เป็นที่มั่นใจจนกว่าจะได้ผ่านการยืนยัน หรือทดสอบ โดยข้อมูลจาก กลุ่มตัวอย่างอื่นที่ต่างออกไป (10) ตัวอย่างที่มีความสาคัญทางการเมือง ตัวอย่างประเภทนี้อาจเป็นสถานที่ หรือ บุคคล ที่มีความสาคัญทางการเมือง (11) ตัวอย่างเพื่อพิสูจน์ทฤษฎี คุณสมบัติของตัวอย่างแบบนี้จะถูกกาหนดโดยทฤษฎี ที่ต้องการพิสูจน์ นักวิจัยจะมองหาบุคคลหรือเหตุการณ์ที่เหมาะที่จะพิสูจน์ทฤษฎีเท่านั้น ที่ว่าเหมาะ หมายความว่าอาจเป็นตัวอย่างที่มายืนยันหรือท้าทายแนวความคิดในทฤษฎีนั้นหรือทั้ งสองอย่าง (12) ตัวอย่างที่เจาะจงเลือกมาจากประชากรที่แบ่งเป็นช่วงชั้น (stratified) ใช้หลักการ เดียวกับการสุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณ แต่ไม่ได้มุ่งความหมายเป็นตัวแทน เนื่องจากกลุ่ม ตัวอย่างมีขนาดเล็ก และเลือกตัวอย่างเอาตามความเหมาะสมกับจุดมุ่งหมายและคาถามในการวิจัย (13) ตัวอย่างที่สุ่มมาจากประชากรที่เลือกมาอย่างเจาะจง กลุ่มที่เจาะจงเลือกมานั้น ต้องเป็นกลุ่มที่แน่ใจว่ามีอะไรที่น่าสนใจมากสาหรับประเด็นที่ศึกษา และเป็นกลุ่มมี่แตกต่างกันใน ลักษณะสาคัญ เช่น ในการศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ นักวิจัยอาจเจาะจงคนขับรถบรรทุกทางไกล (14) ตัวอย่างที่เลือกแบบเฉพาะหน้า ในการเก็บข้อมูลภาคสนาม มีอยู่บ่อยๆ ที่ สถานการณ์เฉพาะหน้าทาให้นักวิจัยต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกตัวอย่างในระหว่างที่ทาการเก็บ ข้อมูลอยู่นั้นเอง นักวิจัยจาเป็นต้องทาเช่นนั้นเพื่อประโยชน์จากโอกาสที่เกิ ดขึ้นขณะนั้นพอดี จึงกล่าว ได้ว่าการเลือกตัวอย่างแบบนี้เป็นการเลือกตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า เป็นเรื่องปกติของการทาวิจัยเชิง 11 .การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research ในการศึกษาความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวและการใช้วิธีการคุมกาเนิดในกลุ่ม ตัวอย่างที่ยังเป็นโสด (7) ตัวอย่างที่เลือกจากการแนะนาต่อๆ กันไป กลุ่มตัวอย่างประเภทนี้ถูกเลือกมาโดย ทางอ้อม คือ นักวิจัยไม่ได้ติดต่อกับประชากรเป้าหมายโดยตรงในเบื้องต้น ใช้กรณีที่นักวิจัยมีความรู้ จากัดเกี่ยวกับประชากรที่ศึกษา รู้แต่เพียงว่าตนต้องการข้อมูลในเรื่องอะไรบ้างเท่านั้น อาจใช้วิ ธีถาม ใครก็ได้ที่คิดว่าน่าจะมีความรู้เกี่ยวกับแหล่งข้อมูล เช่น ถามว่า “ใครในตาบลนี้ที่มีความรู้เรื่อง..

การกระทา คือ การใช้ชีวิตประจาวัน การรับประทานอาหาร การปฏิบัติภารกิจอื่น ๆ ในชีวิตประจาวัน 12 .การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research คุณภาพ โอกาสเช่นนั้นอาจเป็นจังหวะที่บังเอิญเหตุการณ์ที่ข่ายสาหรับการทาวิจัยเกิดขึ้น นักวิจัยเลยถือ โอกาสสังเกตเหตุการณ์ หรือสัมภาษณ์ผู้มีค วามรู้ที่ปรากฏตัวขึ้นพอดี ซึ่งจะได้ข้อมูลที่ดีขึ้น (15) ตัวอย่างที่เลือกตามความสะดวก เป็นการเลือกตัวอย่างชนิดที่ไม่ได้วางแผนไว้ ล่วงหน้าแต่อาศัยความสะดวกเป็นเกณฑ์ เป็นวิธีที่ง่ายแต่ไม่ใช่วิธีที่ดี วิธีนี้ควรเป็นวิธีสุดท้ายที่จะเลือก และควรหลีกเลี่ยง เพราะการเลือกตัวอย่างวิธีนี้ไม่อาจจัดว่าเป็นการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจงที่ยึด จุดมุ่งหมายของการวิจัยเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นหลักการสาคัญสาหรับการเลือกตัวอย่างในการวิจัยเชิง คุณภาพ 4.1) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (participation observation) คือ การสังเกตที่ผู้สังเกต เข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับกลุ่มคนที่ศึกษา มีการกระทากิจกรรมด้วยกันจนกระทั่งเข้าใจความรู้สึกนึกคิดและ ความหมายที่คนเหล่านั้นให้ต่อปรากฎการณ์ทางสังคมที่ผู้วิจัยศึกษา ซึ่งเมื่อสังเกตแล้วจะต้องมีการ ซักถามและการจดบันทึกข้อมูล (notetaking) ด้วย (2.2 วิธีการเก็บข้อมูล ในการวิจัยเชิงคุณภาพมีวิธีการเก็บข้อมูลหลายแบบให้เลือกตามความเหมาะสมของข้อมูล ที่ต้องการและตามลักษณะของประชากรเป้าหมายในการเก็บข้อมูล จะใช้วิธีเดียวหรือหลายวิธีได้ ที่ใช้ กันเช่น การรวมรวมเอกสาร การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึก(แบบไม่มีโครงสร้าง เคร่งครัด) การสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม และการสนทนากลุ่ม ซึ่งรายละเอียดจะกล่าวการสนทนากลุ่ม ใน รูปแบบการวิจัย โดยรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้ (1) การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร เป็นการรวบรวมขั้นแรกเมื่อเริ่มทาการวิจัย โดย นักวิจัยจะต้องศึกษาผลงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อนามาประกอบการวิจัย การศึกษาเอกสารจะช่วย ในการกาหนดประเด็นและตัวแปรที่จะศึกษา กาหนดแนวคิดนา รวมทั้งนามาใช้ในการวิเคราะห์ ถ้าไม่ ทาการศึกษาจากเอกสาร (2) การสังเกต (Observation) การสังเกตในวิจัยเชิงคุณภาพมี 2 แบบ คือ (2.2) การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (non-participation observation) คือ การสังเกตที่ผู้ สังเกตไม่ได้เข้าไปใช้ชีวิตร่วมหรือกิจกรรมกับกลุ่มคนที่ศึกษา โดยไม่ต้องการให้ผู้ถูกสังเกตรู้สึก รบกวนเพราะอาจทาให้พฤติกรรมผิดไปจากปกติได้ ซึ่งอาจใช้ในระยะแรกของการวิจัยแล้วใช้การ สังเกตแบบมีส่วนร่วมในระยะหลัง การสังเกตโดยปกติมีสิ่งที่ต้องสังเกตอยู่ 6 ประการ ได้แก่ 1.

12 คน ที่มีคุณลักษณะบางประการคล้ายคลึงกัน ในการสัมภาษณ์มีขั้นตอนที่สาคัญ คือ การแนะนาตัว การสร้างความสัมพันธ์ การบันทึก คาตอบ การใช้ภาษา ตลอดจนเวลาและสถานที่ที่ใช้สัมภาษณ์ การเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามในการวิจัยเชิงคุณภาพ นอกจากจะใช้วิธีการสังเกตและ สัมภาษณ์แล้ว ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่ประยุกต์มาจากวิธีสังเกตและสัมภาษณ์ เช่น เทคนิค Life History Collection และเทคนิค Focus Group Discussions (1) Life History Collection เป็นเทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพที่ พัฒนามาจากการสัมภาษณ์ การทา Life History Collection แตกต่างจากการทาอัตชีวประวัติที่จะเล่าไป 13 . ความสัมพันธ์ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในชุมชนหรือสังคมนั้น 5.การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research 2. สภาพสังคม คือ ภาพรวมทุกแง่ทุกมุมที่สามารถประเมินได้ (3) การสัมภาษณ์ (Interview) การสัมภาษณ์เป็นการเจาะลึกประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้วิจัยสนใจ อาจใช้ สัมภาษณ์เป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้ มีหลายประเภท อาจแบ่งได้ดังนี้ (3.2) การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ (informal interview) มักจะใช้ควบคู่ไปกับการ สังเกตแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม โดยเตรียมคาถามกว้าง ๆ มาล่วงหน้า การสัมภาษณ์แบบนี้อาจแบ่งออกได้อีก คือ การสัมภาษณ์โดยเปิดกว้า งไม่จากัดคาตอบ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (indepth interview) การตะล่อมกล่อมเกลา (probe) เป็นการซักถามที่ล้วง เอาส่วนลึกของความคิดออกมา และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสาคัญ (key informant interview) โดย กาหนดตัวผู้ตอบบางคนแบบเจาะจงเพราะมีข้อมูลที่ดี ลึกซึ้ง กว้างขว างเป็นพิเศษ รวมถึงการเงี่ยหูฟัง (eavesdropping) จากคาสนทนาของผู้อื่นโดยผู้วิจัยไม่ต้องตั้งคาถามเองก็เป็นเทคนิคของการวิจัยเชิง คุณภาพอีกอย่างหนึ่ง ตลอดจนการสนทนากลุ่ม (focus group discussion) โดยการจัดกลุ่มสนทนา ประมาณ 8 . ความหมาย คือ การให้ความหมายของการกระทาหรือแบบแผนพฤติกรรมนั้น 4.1) การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ (formal interview) หรือการสัมภาษณ์แบบมี โครงสร้าง เป็นการสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยได้เตรียมคาถามและข้อกาหนดไว้แน่นอนตายตัว โดยปกติ นักวิจัยเชิงคุณภาพมักจะไม่ใช้วิธีการนี้เป็นหลัก เพราะไม่ได้ช่วยให้ได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งและครอบคลุม เพียงพอโดยเฉพาะในแง่ของวัฒนธรรม ความหมายและความรู้สึกนึกคิด (3. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสมาชิก คือ การที่บุคคลยอมร่วมมือในกิจกกรมนั้น ๆ 6. แบบแผนการกระทา คือ การกระทาหรือพฤติกรรมที่เป็นกระบวนการ มีขั้นตอนจนเป็นแบบแผน ชี้ให้เห็นสถานภาพ บทบาทและหน้าที่ของสมาชิก 3.

การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research อย่างอิสระตามเวลา ตามลาดับเหตุการณ์ แต่จะมีประเด็นที่น่าสนใจในแต่ละกรณีศึกษา ที่ศึกษาแล้วเรา ก็เข้าไปสัมภาษณ์พูดคุยในเรื่องต่าง ๆ เข้าไปศึกษาหลาย ๆ กรณีศึกษา ยิ่งมากยิ่งดี ถ้าเวลาน้อยจะศึกษา โดยเลือกจาก key informant ซึ่งจะมีกี่คนก็ได้ การให้เขาเล่านั้นในรอบแรกจะให้เขาเล่าให้ฟัง นักวิจัยจะ ฟังอย่างเดียว เมื่อผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมงจึงค่อยตะล่อมเข้าเรื่อง และประเด็นที่ต้องการ ( โดย สัมภาษณ์และใช้วิธีบันทึกเทปไว้ ) แล้วเอาสิ่งที่บันทึกไว้ทั้งหมด มาสรุปเป็นประเด็นที่สาคัญ บรรยากาศของการใช้เทคนิคนี้ต้องไม่เป็นทางการมากที่สุด เป็นธรรมชาติมากที่สุด (2) Focus Group Discussions เป็นเทคนิคซึ่งประยุกต์มาจากการสัมภาษณ์ ที่นิยมนามาใช้ใน การวิจัยเชิงคุณภาพ มักเป็นการสัมภาษณ์ในประเด็นเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงหรือเรื่องทั่ว ๆ ไป จุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายขนาดของกลุ่มมักจะมีประมาณ 5-6 คน เพราะถ้ากลุ่มเล็ก เกินไป จะไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการอภิปราย แต่ถ้ากลุ่มใหญ่เกินไปก็อาจจะกระทาได้ไม่ทั่วถึง ประเด็นที่อภิปรายจึงมักมีจานวนไม่มากเกินไป ผู้ดาเนินการ ( moderator) จะมีบทบาทสาคัญในการ กระตุ้นให้คนในกลุ่มพูดในประเด็นที่กาหนด ข้อสาคัญคือ กลุ่มที่เราเลือกทา Focus Group Discussions ควรทราบเรื่องนั้นจริง ๆ สถานภาพของสมาชิกในกลุ่มน่าจะใกล้เคียงกัน ผู้ดาเนินการควรปล่อยให้กลุ่ม สรุปประเด็นของการสัมภาษณ์ หรือยืนยันในข้อมูลที่ให้ก่อนการจบการสนทนา 4.3 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการ นาข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาเก็บให้เป็นระบบระเบียบ ให้ ความหมายกับข้อมูล จัดหมวดหมู ความหมายของข้อมูล วิเคราะห์และสรุปรวบรวมความหมาย ซึ่ง ก่อนวิเคราะห์ ควรมี การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ เรียกว่ า “การ ตรวจสอบข้อมูลสามเส้า (Triangulation)”ุ(Denzinุ1970)ุโดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ (1) การตรวจสอบสามเส้าด้านข้อมูล (data triangulation) จะเน้นการตรวจสอบข้อมูลที่ได้มาจาก แหล่งต่างๆ นั้นมีความเหมือนกันหรือไม่ ซึ่งถ้าทุกแหล่งข้อมูลพบว่าได้ข้ อค้นพบมาเหมือนกัน แสดง ว่าข้อมูลที่ผู้วิจัยได้มามีความถูกต้อง (2) การตรวจสอบสามเส้าด้านผู้วิจัย (investigator triangulation) จะเน้นการตรวจสอบจากผู้วิจัย หรือผู้เก็บข้อมูลต่างคนกันว่าได้ค้นพบที่เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งถ้าผู้วิจัยหรือผู้เ ก็บข้อมูล ทุกคนพบว่าข้อค้นพบที่ได้มามีความเหมือนกัน แสดงว่าข้อมูลที่ผู้วิจัยได้มามีความถูกต้อง (3) การตรวจสอบสามเส้าด้านทฤษฎี (theory triangulation) จะเน้นการตรวจสอบว่าถ้ามีการใช้ ทฤษฎีที่หลากหลายแล้ว ข้อมูลที่ได้มาเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ถ้าผู้วิจั ยพบว่าไม่ว่าจะนา ทฤษฎีใดมาใช้ ได้ข้อค้นพบที่เหมือนกัน แสดงว่าข้อมูลที่ผู้วิจัยได้มามีความถูกต้อง 14 .

การวิเคราะห์ข้อมูลไม่ใช่ขั้นสุดท้ายของกระบวนการวิจัย และไม่ได้เป็นขั้ นตอนหนึ่งที่แยก ออกมาจากขั้นตอนอื่นๆ ในกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพนักวิจัยจึงต้องวิเคราะห์ข้อมูลตลอดทุก ขั้นตอนของการวิจัย และต้องวิเคราะห์ย้อนกลับไปกลับมาหลายครั้งจนกว่า จะได้สิ่งที่ต้องการศึกษา ครบถ้วนจนสามารถนาเสนอผลการวิจัยได้ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นการนาข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ เช่น แบบสอบถามปลายเปิด การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ มาทาการวิเคราะห์โดยการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงคุณภาพ มีเทคนิคที่สาคัญ ดังนี้ 1) การจาแนกและจัดระบบข้อมูล (Typology and Taxonomy)เป็นการนาข้อมูลที ได้นามาจาแนก และจัดหมวดหมู่ออกให้เป็นระบบ เช่น ข้อมูลหมวดบุคลากร ข้อมูลหมวดงบประมาณ ข้อมูลหมวด วัสดุอุปกรณ์ ข้อมูลหมวดงบประมาณ เป็นต้น 2) การวิเคราะห์สรุปอุปนัย (Analytic Induction) เป็นการนาข้อมูลทีได้จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น มาวิเคราะห์เพื่อหาบทสรุปร่วมกันของเรื่องนั้น 3) การเปรียบเทียบเหตุการณ์ (Constant Comparison) เป็นการนาข้อมูลที่ได้มาไปเทียบเคียงหรือ เปรียบเทียบกับเหตุการณ์อื่น เพื่อหาความเหมือนและความแตกต่างกันที่เกิดขึ้น เช่น เปรียบเทียบ หน่วยงานหนึ่งกับอีกหน่วยงานหนึ่งที่ประสบผลสาเร็จทางการบริหาร เป็นต้น 4) การวิเคราะห์ส่วนประกอบ (Componential Analysis) เป็นการนาข้อมูลทีได้มาทาการวิเคราะห์ ออกให้เห็นเป็นส่วนๆ เช่น วิเคราะห์การบริหารงานขององค์การออกเป็น 7 หมวด ตามกรอบของ PMQA เป็นต้น 5) การวิเคราะห์ข้อมูลเอกสาร (Content Analysis) เป็นการนาเอกสารหรือหลักฐานต่างๆ มา วิเคราะห์ให้เห็นว่า มุ่งพรรณนาและอธิบายปรากฏการณ์ทีเกิดขึ้น เช่น วิเคราะห์การปกครองสมัย พ .ศ.การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ดาเนินการ . 2475 จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เป็นต้น 6) การวิเคราะห์สาเหตุและผล (Cause and Effect Analysis) เป็นการนาข้อมูลทีได้มาวิเ คราะห์ให้ เห็นว่าจากผลมาจากเหตุ คือ วิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้น ย้อนกลับมาให้เห็นว่าเกิดมาจากเหตุปัจจัย ใดบ้าง หรือวิเคราะห์เหตุไปหาผล คือ วิเคราะห์จากเหตุไปหาผล คือ วิเคราะห์ให้เห็นว่าเมื่อเหตุนี้ เกิดขึ้น ได้นาไปสู่ผลที่เกิดขึ้นอะไรบ้าง 15 .จัดระบบสิ่งที่ผู้วิจัยได้เห็นได้ยินและได้อ่าน เพื่อให้เข้าใจความหมายในสิ่งที่ได้เรียนรู้ ใน การจัดการกับข้อมูล นักวิ จัยใช้วิธีบรรยาย อธิบายตั้งสมมติฐาน สร้างทฤษฎี และเชื่อมโยงสิ่งที่ศึกษา ไปยังเรื่องอื่นๆ ในการที่จะทาเช่นนั้น ได้นักวิจัยจะต้องจัดประเภท สังเคราะห์ ค้นหาแบบแผน และ ตีความข้อมูลที่รวบรวมมา .

การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research 7) การสร้างจินตนากา รเชิงสังคมวิทยา (Sociology Imaginary) เป็นการนาข้อมูลทีได้มาวิเคราะห์ โดยเปลี่ยนมุมมองการวิเคราะห์ไปยังมุมมองอื่นๆ เพื่อดูผลการวิเคราะห์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเช่นใด เช่น เปลี่ยนมุมมองการวิเคราะห์จากมุมมองค่านิยม มาเป็นการวิเคราะห์มุมมองด้านวัฒนธรรม เป็นต้น ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคนิคใด ก่อนที่จะมีการนาเทคนิคทั้ง 7 เทคนิคมาใช้นั้น จาเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการการตรวจสอบข้อมูล เพื่อให้ผู้วิจัยเกิดความมั่นใจว่า ข้อมูลที่ได้เก็บรวบรวมมานั้นมีความถูกต้องก่อน ทั้งนี้เพราะการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพเน้นการใช้ อัตวิสัย (subjectivity) ไม่เหมือนกับการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณที่เน้นการใช้วัตถุวิสัย (objectivity) แนวทางปฏิบัติในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพดังนี้  อย่าปล่อยข้อมูลทิ้งไว้ โดยมิได้วิเคราะห์ก่อนคร่าวๆ เป็นอันขาด  จัดทาดัชนีข้อมูลที่เก็บได้ อย่าปล่อยให้ข้อมูลกองไว้โดยไม่จัดระบบ และตรวจสอบดูรู้ว่า ได้ข้อมูลอะไรมาแล้วบ้าง  สร้าง “แก่นเรื่อง” (Theme) และหัวข้อเรื่อง “(Categories) ไปเรื่อยพร้อมกับการตรวจสอบ บ่อยๆ การมีหัวข้อเรื่องย่อยมากๆ ดีกว่ามีน้อย เพราะเราจะรวมกันนั้นง่ายกว่า  ทา “ดรรชนี ” (Indexs) และ “รหัส” (Code) ข้อมูลให้ละเอียดครอบคลุมทุกแง่มุม ให้มาก ที่สุดที่จะมากได้ ตามจินตนาการที่สัมผัสนานมา ช่วงนี้อย่าย่อข้อมูลหรือสรุปไว้เพียง 2-3 แก่นของเรื่องเท่านั้น เพราะจะทาให้ผลการวิเคราะห์ขาดความสมบูรณ์และลุ่มลึก  จัดแยกข้อมูลที่ประมวล เป็นหมวดหมู่และทาแฟ้มข้อมูล ทาสาเนาเก็บแยกไว้ในแต่ละชุด หรือพิมพ์แยกไฟล์ เป็นเรื่องๆ  เวลาวิเคราะห์ข้อมูล อย่าทางานแบบเครื่องจักร ต้องหยุดและฉุก “คิด” บ้างเป็นครั้งคราว สะท้อนความรู้สึกนึกคิดว่าเรากาลังจะวิเคราะห์ไปทางไหนและไปอย่างไร  ทุกครั้งที่ตัดสินใจวิเคราะห์ “อย่างไร” ให้จดลงบันทึกไว้ในข้อมูล หมวด “วิธีการ”  จงสนุกกับการวิเคราะห์ เพราะเป็นเรื่องการใช้สติปัญญา เป็นงานสร้างสรรค์มิใช่งาน จิปาถะ  อ่านวานของนักวิจัยคนอื่นๆ เพื่อเห็นตัวอย่างหรือใช้ความคิด รูปแบบเปรียบ เทียบ คล้ายคลึง ตรงกันข้าม อุปมาอุปไมย ฯลฯ  อ่านวรรณกรรมทางวิธรวิทยา และ “คิด” ว่าจะนาไปใช้ปรับปรุงงานของเราได้อย่างไร มิใช่อ่านเพื่อรองรับว่าเราทาถูกแล้ว 5) ความถูกต้องตรงประเด็น(Validity) หมายถึง คุณสมบัติของผลผลิตจากการวิจัย ซึ่งอาจจะอยู่ใน รูปของข้อค้นพบ คาอธิบาย ข้อสรุป การตีความหรือแนวทฤษฎี ว่าถูกต้องตรงตามสภาพที่เป็นอยู่ของ 16 .

1) ความถูกต้องตรงประเด็นภายใน คือ ถูกต้องตามความจริงของปรากฏการณ์หรือประเด็นที่ ศึกษานั่นคือการวิจัยเสนอภาพของสิ่งนั้นได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ผิดไปจากความจริงของสิ่งนั้น 5. การพิจารณาการวิจัยเชิงคุณภาพ การพิจารณาว่าหัวข้อเรื่องที่กาหนดเหมาะสมกับการวิจัยเชิงคุณภาพหรือไม่ พิจารณา 3 ประการ 1. ข้อสรุป.การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research กลุ่มตัวอย่างที่เราศึกษามีเหตุมีผลและใช้ได้เพียงใด ความถูกต้องตรงประเด็นของการวิจัยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 5. ข้อเสนอจาก ผลการศึกษา ฯลฯ) สามารถนาไปใช้กับที่อื่นได้ ความถูกต้องตรงประเด็น อาจจาแนกเป็น 4 ชนิด คือ ความถูกต้องตรงประเด็น ในเรื่องของการ .ตีความข้อมูล .เป็นไปตามทฤษฎี .นาผลไปใช้กับที่อื่น เวลาอื่น 5.2) ความถูกต้องตรงประเด็นภายนอก คือ ผลของการศึกษา (ข้อค้นพบ. วิธีการเชิงคุณภาพมีข้อได้เปรียบและข้อจากัดในการดาเนินการอย่างไรบ้ าง เหมาะที่จะเก็บรวบรวม ด้วยวิธีการเชิงคุณภาพ หรือ เชิงปริมาณ การพิจารณาว่า การวิจัยเชิงคุณภาพ ควรใช้เมื่อไร ควรใช้ ไม่ควรใช้  เมื่อต้องการค้นหาประเด็นใหม่ๆ ของเรื่อง  เมื่อสิ่งที่ต้องการทราบคือ แนวโน้มของเรื่องใด ใดเรื่องหนึ่ง เรื่องหนึ่ง เช่น พฤติกรรม เหตุการณ์ ปรากฏการณ์  เมื่อต้องการเข้าใจความหมาย หรือ  เมื่อต้องการพิสูจน์สมมติฐานหรือทฤษฏี กระบวนการของการกระทาหรือปรากฏการณ์  เมื่อต้องการหาความรู้เบื้องต้น เพื่อสร้าง  เมื่อสถานการณ์ไม่เอื้ออานวยที่จะให้นักวิจัย สมมติฐาน หรือสร้างแบบสอบถามสาหรับ ติดต่อหรือมีส่วนร่วมกับประชากรเป้าหมายอย่าง การวิจัยเชิงปริมาณที่จะตามมาในภายหลัง ใกล้ชิด 17 . นักวิจัยต้องเข้าใจอย่างดีว่า วิธีการเชิงคุณภาพใช้ได้ดีกับเรื่องประเภทไหน คาถามการวิจัยประเภทใด นักวิจัยต้องตอบคาถามทานองว่า วิจัยเรื่องนี้ ข้อมูลประเภทไหนเหมาะที่สุด เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพหรือ เชิงปริมาณ 3.พรรณนา (นักวิจัยบอกเล่าเกี่ยวกับปรากฏการณ์ได้ถูกต้องมากน้อยเพียงใด) . เนื้อหาของเรื่องที่จะทาการวิจัย นักวิจัยต้องตอบคาถาม ให้ได้ว่า เนื้อหาของสาระที่จะศึกษา เกี่ยวกับเรื่องอะไร 2.

การวิจัยเชิงคุณภาพ ควรใช้  เมื่อต้องการตรวจสอบหรื อหาคาอธิบาย สาหรับข้อค้นพบจากการวิจัยเชิงปริมาณ  เมื่อสถานการณ์หรือประชากรเป้าหมายใน การศึกษา ไม่เหมาะที่จะให้ทาการวิจัยด้วย วิธีการเชิงปริมาณ Qualitative Research ไม่ควรใช้  เมื่อเห็นว่าการวิจัยเชิงปริมาณน่าจะให้คาตอบที่ ต้องการได้ดีกว่า  เพียงเพราะคิดไม่ออกว่าจะใช้วิธีใดดีหรือเพราะ คิดว่าวิธีการเชิงคุณภาพน่าจะง่ายกว่า หรือเมื่อยัง ไม่แน่ใจว่าตนเองมีความเข้าใจในวิธีการนี้ดีพอ วิธีการเชิงคุณภาพอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด ข้อได้เปรียบและข้อจากัดของการวิจัยเชิงคุณภาพ ข้อได้เปรียบ  เป็นการศึกษากลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก นักวิจัย สามารถลงลึกได้มากตามที่ต้องการ  มีความยึดหยุ่นในการออกแบบ การใช้ เครื่องมือสาหรับเก็บข้อมูล และการดาเนินการ วิจัย  สามารถใช้ข้อมูลได้หลากหลายชนิดในการ วิจัยเรื่องเดียวกัน ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ  ใช้วิธีเก็บข้อมูลได้หลายวิธีในงานวิจัยเรื่อง เดียวกัน  เป็นการวิจัยที่ให้ความสาคัญแก่ความเป็น มนุษย์ของผู้ถูกศึกษา ในการดาเนินการวิจัยเชิง คุณภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัยกับกลุ่ม ตัวอย่างมีความสาคัญ กลุ่มตัวอย่างไม่ใช่เป็น เพียงผู้ถูกกระทา (research subjects) แต่เป็นผู้มี ส่วนร่วม (participants) ในกิจกรรมการวิจัย ข้อจากัด  ไม่เหมาะสาหรับการศึกษากลุ่มตัวอย่างขนาด ใหญ่  เพราะมีความยึดหยุ่นในการดาเนินการวิจัย หากนักวิจัยไม่มีประสบการณ์เพียงพอ อาจมี ปัญหาในเรื่องความน่าเชื่อถือ (reliability) ของ การใช้เครื่องมือ และความถูกต้องตรงประเด็น ของผลการศึกษา (Validity)  การเลือกตัวอย่างในการศึกษาแบบเจาะจง ทา ให้มีข้อจากัดในการนาผลการศึกษาไปใช้ในวง กว้าง  เป็นการวิจัยที่มีกระบวนการดาเนินการที่ ค่อนข้างจะเป็นอัตวิสัย  ไม่เหมาะสาหรับใช้ทดสอบสมมติฐานหรือ ทดสอบแนวความคิดทฤษฏี 18 .

1 การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnographic study) ตามพจนานุกรมศัพท์การวิจัยและสถิติ ศุภกิจ วงศ์วิวัฒนนุกิจ กล่าวว่า Ethnography หมายถึง การศึกษาทางชนชาติวิทยา การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา เป็นแนวทางหนึ่งในการวิจัยเชิงคุณภาพที่มุ่ง อธิบาย และตีความข้อมูลทางสังคม เจตคติ ความเชื่อ ความรู้สึก วัฒนธรรม และพฤ ติกรรมของมนุษย์ โดยมีวิธีการเก็บข้อมูลหลาย ๆ วิธีในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นักวิจัยต้องแฝงตัวเองเข้าไปคลุกคลีอยู่กับ ประชากรในชุมชนหรือท้องถิ่นที่ต้องการศึกษา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม และวิถีการ ดาเนินชีวิตที่เป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดการแสดงออกของความรู้สึกและพฤติกรรมต่าง ๆ ของประชากร จนได้ข้อมูลเพียงพอที่จะนาไปวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล หรือสร้างเป็นทฤษฎีเพื่อใช้อธิบายพฤติกรรม ทางวัฒนธรรมของประชากรได้ โดยทั่วไปการศึกษาทางชนชาติวิทยาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) ระดับมหัพภาค (macroethnography) ที่เน้น ถึงวัฒนธรรมในภาพกว้าง 2) ระดับจุลภาค (microethnography) ที่เน้นวัฒนธรรมที่แคบลงมาในขนาดประชากรที่น้อยลง หรืออาจเป็นการศึกษา เฉพาะกรณีในหน่วยงานก็ได้ ชาย โพธิสิตา ได้รวบรวบคานิยามของ ชาติพันธุ์วรรณนา ไว้หลายประเด็นดังนี้ สาหรับ Creswell (1998) เป็นวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพที่มุ่งการพรรณาและตีความพฤติกรรม ของกลุ่มคน รวมถึงระบบทางสังคมหรือทางวัฒนธรรม ในการศึกษานั้นนักวิจัยมุ่งทาความเข้าใจแบบ แผนพฤติกรรมทางสังคมวัฒนธรรม ขนบประเพณี และวิถีชีวิตของกลุ่มคนในสังคมหรือวัฒนธรรม นั้น นักวิจัยอาจใช้เท คนิคสาหรับเก็บข้อมูลห ลายแบบ แต่วีธีหลักคือการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (participatory observation) โดยนักวิจัยเองเป็นเครื่องมือสาคัญในการเก็บข้อมูล LeCompte and Schensul (1999a) เห็นว่า ชาติพันธุ์วรรณนา เป็น “วิธีการศึกษาชีวิตทางสังคม และวัฒนธรรมของชุมชน สถาบัน รวมถึงกลุ่มหรือองค์กร ในรูปแบบอื่น ๆ วิธีการนี้มีลักษณะเป็น วิทยาศาสตร์ เป็นการค้นคว้าหาข้อเท็จจริง ใช้ตัวนักวิจัยเป็นเครื่องมือหลักในการรวบรวมข้อมูล ใช้วิธี เก็บข้อมูลที่เคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงอคติและเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ให้ความสาคัญกับความคิด ความเห็นของประชาชนผู้ให้ข้อมูล ใช้วิธีดาเนินการวิจัยแบบอุปนัย สร้างทฤษฎีขึ้นจากท้องถิ่นที่ ศึกษา เพื่อทาการทดสอบและปรับใช้ภายในท้องถิ่นและกับที่อื่น Stewart (1998) กล่าวถึงลักษณะสาคัญที่ประกอบด้วย การใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วมเป็น วิธีการเก็บข้อมูล เป็นการวิจัยที่เน้นความเป็นองค์รวม เป็นการวิจัยที่ให้ความสาคัญแก่บริบท รวมทั้งมี การพรรณนาและการวิเคราะห์ที่เน้นปัจจัยทางวัฒนธรรมและสังคมเป็นตัวแปรสาคัญ ความเป็นมา 19 .การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research 6. รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ 6.

การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research วิธีการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา เกิดขึ้นในวิชามนุษยวิทยา และพัฒนามาในสายสังคมศาสตร์ โดยนักสังคมศาสตร์ได้นาวิธีการเชิงชาติพันธุ์วรรณนาไปประยุกต์ใช้ ซึ่งแต่เดิมในยุคแรก ๆ นัก มานุษยวิทยาสนใจวัฒนธรรมสังคมของกลุ่มชนต่าง ๆ ในวงจากัดเฉพาะกลุ่มในสังคมบรรพกาล เช่น กลุ่มชนที่ล้าหลัง ชนกลุ่มน้อย กลุ่มด้อยโอกาส เป็นต้น ในระยะหลังได้ขยายความสนใจศึกษาไปยัง กลุ่มทางสังคมวัฒนธรรม สถาบัน และในองค์กร เกือบทุกสาขา ซึ่งวิธีการศึกษาก่อน คศ . 2000 นัก มานุษยวิทยาทาการศึกษาโดยอาศัยข้อมูลจากเอกสารที่คนอื่นทาไว้โดยไม่ได้เก็บข้อมูลจาก ภาคสนาม ต่อมาต้น คศ . 2000 จึงเริ่มมีการศึกษาชุมขนด้วยการเข้าไปสังเกตการณ์และเก็บข้อมูลจากภาคสนาม จริง ๆ เช่น งานของ Franz Boas (1858-1942) ที่ศึกษาชนเผ่าอินเดียแดงแถบฝั่งทะเลบริติชโคลัมเบีย ของทวีปอเมริกาเหนือ เป็นต้น ซึ่งการทางานภาคสนามที่นักวิจัยเฝ้าสัง เกตอยู่ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลานาน ได้กลายเป็นแบบแผนวิธีการที่เรียกว่า “วิธีการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา” ในระยะแรกชาติพันธุ์วรรณนา อยู่ภายใต้อิทธิพลของกระแสนิยมวิทยาศาสตร์ โดยนักวิจัยเข้า ไปใช้ชีวิตความเป็นอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งที่ตนศึกษา เฝ้าสังเกต จดบั นทึกพฤติกรรมของคนในชุมชน จน แน่ใจว่าได้เรียนรู้สิ่งที่สนใจอย่างดี ซึ่งเป็นไปในทานองเดียวกันกับนักวิทยาศาสตร์ที่เฝ้าสังเกตและจด บันทึกผลการศึกษาในห้องทดลอง ดังนั้น กระแสนิยมในวิธีแบบวิทยาศาสตร์เริ่มถูกท้าทายจากกระแส ความเชื่อที่อิงแนวปรัชญาจิตนิยม ที่มีความเชื่ อในกระบวนทัศน์ที่ว่าเรื่องเดียวกัน สิ่งเดียวกัน อาจ แตกต่างกันไปตามบริบทที่แตกต่างกันของสิ่งเหล่านั้น Robert Park เป็นบุคคลที่มีแนวคิดที่แตกต่างไปจากแนวปฏิฐานนิยม หรือแนววิทยาศาสตร์ นิยม เมื่อรวมกับกลุ่มนักคิดของสานักชิคาโก ที่มีแนวคิดเดียวกัน คือ ค่อนข้ างประนีประนอมระหว่าง ความเป็นวิทยาศาสตร์กับแนวคิดแบบสัมพัทธนิยม ในสังคมศาสตร์วิวัฒนาการของชาติพันธุ์วรรณนา หลังทศวรรษที่ 1930 เป็นต้นมาสะท้อนความแตกต่างระหว่างกลุ่มนิยมการมีกฎสากลในพฤติกรรม มนุษย์ กับกลุ่มที่ถือว่าสากลนิยมสาหรับพฤติกรรมมนุษย์นั้นไม่มี กลุ่มห ลังนี้เชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์ ย่อมแตกต่างกันไปตามบริบทและกาลเวลา (idiographic orientation) ซึงความแตกต่างในกระบวนทัศน์ นี้นับว่าเป็นความแตกต่างในวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยเช่นกัน วิวัฒนาการของชาติพันธุ์วรรณนา เริ่มหลากหลายในวิธีการทาวิจัย โดยใช้เพื่อวัตถุประส งค์ที่ มากกว่าการวิจัย กล่าวคือ กลุ่มนักคิดสตรีนิยม และกลุ่มนักคิดลัทธิมาร์กซแนวใหม่ ได้ใช้เป็นเครื่องมือ ในการวิจัยและโอกาสในการเข้าไปมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงและสนับสนุนกลุ่มชนที่ด้อนโอกาส หรือถูกกดขี่ในสังคมไปพร้อม ๆ กัน นอกจากนี้ อิทธิพลของคตินิยมแนวการสร้ าง (constructivism) และคตินิยมหลังแนวสมัยใหม่ (postmodernism) ได้ทาการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา ต่างออกไปจากเดิมเฉพาะในส่วนของการ นาเสนอ คือ แต่เดิมนาเสนอด้วยการพรรณาเหมือนกับเรื่องราวที่เสนอในรายงานนั้นคือ “ความจริง ” ของผู้ที่ถูกศึกษา แต่สาหรับนักคตินิยมแ นวการสร้าง “ความจริง ” หรือเรื่องราวที่พรรณานั้นเป็นสิ่งที่ 20 .

การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research “ถูกสร้างขึ้น ” โดยมาจากผู้วิจัยกับผู้ถูกศึกษาวิจัย มีบทบาทร่วมกัน ในชั้นรายงาน นักวิจัย สร้าง ข้อความของตนขึ้นมา การพรรณาจึงเป็นของนักวิจัย ไม่ใช่ของ ผู้ถูกวิจัย พัฒนาการของชาติพันธุ์วรรณนา มีแนวโน้ มที่จะถูกใช้ทาวิจัย เพื่อทาความเข้าใจปัญหาเฉพาะ อย่างใดอย่างหนึ่งมากขึ้น ซึ่งแต่เดิมเป็นการศึกษาเพื่อพรรณาหรือทาความเข้าใจชีวิตทางสังคมและ วัฒนธรรมของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยรวม พัฒนาการนี้ทาให้ชาติพันธุ์วรรณนา เป็นการวิจัยประยุกต์ หรือทาวิจัยเพื่อหาทางแก้ไขปั ญหาอย่างใดอย่างหนึ่งมากขึ้น โดยมุ่งการวิเคราะห์และใช้กรอบแนวคิด ทฤษฎีมากขึ้น แต่ลักษณะสาคัญของชาติพันธุ์วรรณนายังเป็นเรื่องราวการมุ่งทาความเข้าใจพฤติกรรม ของกลุ่มชนไม่ใช่บุคคล และการวิเคราะห์เชิงชาติพันธุ์วรรณนา ให้ความสาคัญแก่ปัจจัยทางสังคม วัฒนธรรมเป็นพิเศ ษ เพราะมโนทัศน์ทางวัฒนธรรมและสังคมยังคงเป็นหัวใจสาคัญของการวิจัยเชิง ชาติพันธุ์วรรณนา ดังนั้น ชาติพันธุ์วรรณนา จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ จากภายในการวิจัยเชิงคุณภาพและจากภายนอก ในประเด็นที่ว่าไม่ค่อยเข้มงวดในระเบียบวิธีทั้งการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ก็มีก ระแสตอบ โต้ต่อการวิพากษ์วิจารณ์บ้างในการปรังปรุงวิธีการ แต่โดยรวมแล้วในแนวคิดของ ชาย โพธิสิตา เห็น ว่า วิธีการเชิงชาติพันธุ์วรรณนา ก็ยังดารงเอกลักษณ์ของความเป็น “เชิงคุณภาพ” ที่เต็มรูปแบบไว้อย่าง มั่นคง และมีความเชื่อว่ายังจะดารงอยู่ได้ต่อเนื่องไปในอนาคตอย่ างแน่นอน เพราะวิธีการนี้มีพื้นฐาน กระบวนทัศน์และทฤษฎีที่เป็นหลักยึด จึงทนต่อการถูกท้าทายพอสมควร ลักษณะสาคัญของวิธีการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา ลักษณะสาคัญของวิธีการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา ที่ต่างจากวิธีการเชิงคุณภาพแบบอื่น หรือ อาจเรียกว่าลักษณะพิเศษของชาติพันธุ์วรรณนา คือ 1. ใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วมเป็นวิธีการหลักในการเก็บข้อมูล โดยผู้วิจัยอยู่ใกล้ชิดกับกลุ่ม ชนที่ตนศึกษาเป็นเวลานาน ๆ เพื่อซึมซับทาความเข้าใจในวิถีชีวิต คว ามคิดเห็นของกลุ่มชนนั้น ๆ เสมือนว่าตนเป็นสมาชิกของกลุ่มชนที่ตนศึกษา เรียกว่าเป็น “คนใน” มากกว่า “คนนอก” 3. เน้นความเป็นองค์รวม มี 2 นัย คือ นัยแรก การถือว่าบุคคล สังคม วัฒนธรรม อันใดอันหนึ่งเป็นหน่วยบูรณาการประกอบด้วย หลายส่วน มีหลายมิติ และแต่ละส่วนแต่ละมิติมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน นัยที่สอง คือ การทาความเข้าใจสิ่งที่ตนศึกษา ต้องเข้าใจอย่างเป็นองค์รวม ไม่ศึกษาเฉพาะ มิติใดมิติหนึ่ง และการอธิบายใช้ทั้งความก ว้างและความลึกของประเด็น โดยนัยแล้ว คือ นักวิจัยต้อง เก็บข้อมูลหลากหลายชนิด และอธิบายประเด็นที่ศึกษาจากมุมมองของแนวคิดหลายแบบ 21 . ใช้ประโยชน์จากมโนทัศน์ทางวัฒ นธรรมเป็นแนวคิดหลักในการอธิบายและการตีความผล การศึกษา 2.

กรอบแนวคิดทฤษฎีในการวิจัย จะเป็นสิ่งที่กาหนดให้หาผู้ให้ข้อมูลที่มีคุณสมบัติอย่างไร จึงจะได้ข้อมูลตามที่ต้องการ เมื่อนักวิจัยกาหนดกลุ่มตัวอย่างได้แล้ว จาเป็นต้องทาความรู้จักประชากร สถานที่ ปรากฏการณ์ที่อยู่ในขอบเขตของสิ่งที่ศึกษา โดยการศึกษาจากเอกสาร สนทนากับผู้รู้ ติดต่อหาข้อมูล เบื้องต้น การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง สนับสนุนการวิจัยเชิงคุณภาพที่ต้องศึกษา อย่างเจาะลึกกับกลุ่ม ตัวอย่างขนาดเล็ก ซึ่งจาเป็นต้องเกี่ยวกับความเป็นไปได้ ความสะดวก เวลา และทรัพยากรของนักวิจัน โดยนักวิจัยต้องใช้ความรู้ และวิจารณญาณของตนเองในการตัดสินใจ เมื่อเลือกตั วอย่างแล้วจะเริ่ม กระบวนการเก็บข้อมูล นักวิจัยอาจเลือกผู้ให้ข้อมูลเป็นกรณีพิเศษที่เหมาะสมกับแต่ละเรื่องอีกก็ได้ ผู้ให้ข้อมูลเรียกว่า key informants คือผู้ทรงความรู้ ประสบการณ์ ผู้วิจัยอาจเลือกตัวอย่างบางรายมา ทาการศึกษาเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งควรเลือกที่มีลักษณะเ ด่นชัดทั้งในเชิงสันบสนุนและเชิงแย้งกับข้อสรุป ของผู้วิจัย และสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ได้ชัดเจนกว่ารายอื่น ๆ การเลือกตัวอย่างกรณีพิเศษ ควรเลือกให้กระจายและครอบคลุมความหลากหลายของประชากรเป้าหมาย โดยมุ่งหวังความเป็นตัว แทนที่ดีและเพื่อความหลากหลายของตัวอย่างด้วย 22 .การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research 4. คาถามในการวิจัยที่นักวิจัยต้องการหาคาตอบ โดยพิจารณาว่าผู้ให้ข้อมูลจะต้องมีลักษณะ อย่างไรจึงจะเหมาะสม 2. ใช้วิธีการเก็บข้อมูลหลายแบบและใช้ข้อมูลหลายด้าน ซึ่งเป็นผลมาจากข้อ 3 และ 4 เหตุ เพราะต้องเฝ้าสังเกตพฤติกรรมและเก็บข้อมูลในชุมชนเป็นเวลานาน ๆ จึงเป็นโอกาสที่จะได้รวบรวม ข้อมูลทุกประเภทที่เข้าข่ายจากทุกแหล่งที่เป็นไปได้ และใช้ทุกวิธีที่จา เป็น ดังนั้น นักวิจัยเชิงชาติพันธุ์ วรรณนา ต้องมีทักษะในวิธีการเก็บข้อมูลหลาย ๆ แบบ และสามารถจัดการข้อมูลได้หลาย ๆ ประเภท การเลือกตัวอย่าง โดยทั่วไปการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง คือ สรรหา ตัวอย่างที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับเรื่ องที่ศึกษา นั่นคือ ตัวอย่างที่สามารถให้ข้อมูลได้หลากหลาย เพียงพอ และเอื้อต่อการวิเคราะห์และนาไปสู่ความเข้าใจประเด็นที่ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิง สนับสนุน หรือ เชิงโต้แย้ง สิ่งที่จะเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกตัวอย่างในการวิจัยเชิงชาติพันธุ์ วรรณนา มีดังนี้ 1. จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของการวิจัย ทบทวนถึ งกลุ่มตัวอย่างว่าควรมีลักษณะอย่างไร จึงจะให้ข้อมูลที่ต้องการได้ดีที่สุด 3. ให้ความสาคัญอย่างมากแก่บริบท ปัจจัยที่เป็นสภาพแวดล้อมหรือภูมิหลัง ทั้ง สภาพแวดล้อมกายภาพ สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง ฯลฯ เพื่อใช้ในการทาความเข้าใจ ประเด็นที่ศึกษาเพราะพฤติกรรมของบุคคล กลุ่มคน จะมีความหมายภายใต้บริบทเฉพาะแห่งเท่านั้น 5.

ใช้เมื่อต้องการค้นหาหรือแสวงหาประเด็นใหม่ ๆ ของเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีการเปิดเผย มาก่อน เช่น ผลกระทบทางเทคโนโยลีที่มีต่อสถาบันครอบครัว 3. การเก็บข้อมูลภาคสนามต้องใช้เวลานาน อาจใช้เวลา 6 เดือน 1 ปี หรือมากกว่า ในการทา วิจัยภาคสนาม และผู้วิจัยมักจะทาคนเดียวโดยต้องทางานแบบโดดเดี่ยว และมีโอกาสที่จะถูกกลืนเข้า กับชุมชนที่ศึกษาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง จนทาให้การวิจัยไม่สาเร็จ หรือต้องลดความเข้มงวดของ การวิจัยลง จึงส่งผลต่อคุณภาพงานวิจัยที่หย่อนกว่าที่ควรจะเป็น 3. ใช้ร่วมกับวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งสามารถใช้ร่วมกันได้ใน 3 ลักษณะคือ แบบที่ 1 ใช้ก่อนที่จะเริ่มการสารวจ เพื่อหาประเด็นที่จะตั้งคาถามการวิจัย ตั้งสมมติฐาน หรือเพื่อหาความรู้เบื้องต้นสาหรับสร้างแบบสอบถามการวิจัย แบบที่ 2 ใช้หลังจากการสารวจเมื่อพบว่าข้อค้นพบบางอย่า งจากการสารวจเชิงปริมาณไม่ สามารถอธิบายรายละเอียดสิ่งที่เป็นอยู่ได้ แบบที่ 3 ใช้ร่วมกับวิธีการเชิงปริมาณในประเด็นที่ไม่เหมาะจะใช้วิธีการเชิงปริมาณเพื่อทา ความเข้าใจในระดับลึก ข้อจากัด ข้อจากัดของวิธีการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา มีดังนี้ 1.การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research เมื่อไหร่ควรใช้วิธีการเชิงชาติพันธุ์วรรณนา วิธีการเชิงชาติพันธุ์วรรณนา เหมาะที่จะใช้กับสถานการณ์และวัตถุประสงค์ต่อไปนี้ 1. ใช้เมื่อต้องการหาคาตอบสาหรับพฤติกรรม เหตุการณ์หรือปรา กฏการณ์ที่ยังไม่เข้าใจ หรือ เมื่อคาอธิบายที่มีอยู่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ใช้เจาะจงปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 4. ใช้เมื่อต้องการหาความรู้ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน เกี่ยวกับชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือองค์กรใด องค์กรหนึ่ง โดยเฉพาะในด้านวิถีชีวิต สังคมและวัฒนธรรม เช่น กลุ่มคนเลี้ยงช้าง เป็นต้น 2. การใช้มโนทั ศน์ทางวัฒนธรรม สังคม เป็นหลักในการวิเคราะห์ ตีความ ผู้วิจัยต้องมีพื้น ฐานความรู้ทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรมเป็นอย่างดี ซึ่งสามารถค้นคว้าหาอ่านได้เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และทาความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมนั้น ๆ 2. ใช้เพื่อประเมินโครงการ ในลักษณะที่ต้องการทราบผลเชิงคุณภาพและผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการดาเนินโครงการ เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค 5. ข้อมูลที่มีหลากหลาย ทั้งด้านจานวนและชนิดของข้อมูล ทาให้ยากแก่การวิเคราะห์ หาก นักวิจัยมีประสบการณ์น้อยหรือไม่มีเครื่องมือช่วย การจัดระเบียบข้อมูลจึงเป็นเรื่องน่าเบื่อ และใช้ เวลานาน ปัจจุบันถึงแม้จะมีเครื่องมือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย ก็ยังไม่ใช่ งานง่าย เพราะผู้วิจัย จะต้องอ่าน แล้วทาการวิเคราะห์ สรุปผลด้วยตนเองทั้งสิ้น 23 .

2 การวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology study) ภูมิหลังและลักษณะสาคัญ (ชาย โพธิสิตา.2549 : 194) ได้กล่าวถึงการดาเนินการวิจัยดังนี้ (1) กาหนดหัวข้อ และคาถามในการวิจัยที่เหมาะสมกับวิธีการศึกษาแนวปรากฏการณ์วิทยา (2) ทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา (3) กาหนดเกณฑ์สาหรับเลือกบุคคลและปรากฏการณ์สาหรับศึกษา ใช้มิติของเวลาและ สถานที่ 24 .การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research 6.2549 : 189-191) การวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพรูปแบบหนึ่งที่อาศัยแนวความคิดและ โลกทัศน์จากปรัชญาปรากฎการณ์วิทยาเป็นเครื่องมือในการศึกษาปรากฏการณ์และประสบการณ์ของ มนุษย์ ปรากฏการณ์วิทยาเป็นปรัชญาหรือทัศนะต่อภาวการณ์มีอยู่ ดารงอยู่ของมนุษย์ ไม่ใช่วิธีการ วิจัย แต่ถูกนักวิจัยนามาใช้เสมือนว่าเป็น “วิธีการ” เพื่อศึกษาปรากกฎการณ์ที่ชีวิตที่บุคคลได้ประสบ มา (lived experience) การวิจัยแบบนี้มุ่งทาความเข้าใจความหมายประสบการณ์ชีวิตที่บุคคลได้ประสบ มาเป็นหลัก ปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ในชีวิตที่นักวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยาศึกษาเป็นอะไรก็ได้ที่ นักวิจัยเห็นว่ามีแง่มุมที่น่าสนใจหรือมีประโยชน์ในเชิงปฏิบัติการต่างๆ เช่น การได้เป็นแม่ (มีครรภ์ มี บุตร) การใช้ชีวิตของนักบวช การใช้ชีวิตเป็นทหารเกณฑ์ การเจ็บป่วย การถูกกระทาทางเพศ ฯลฯ ฯลฯ โดยสรุปคือ เป็นเรื่องธรรมดา หรือไม่ธรรมดาในชีวิตของคน อาจสะเทือนอารมณ์ (เศร้า เหงา โกรธ เสียใจ) หรือประสบการณ์ที่ทาให้ผิดหวัง สูญเสีย หรือสมหวัง หรือเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ (แต่งงาน หย่า พลัดพราก ฯลฯ) การวิจัยนี้ให้ความสนใจคือ ความหมายในทัศนะของผู้ที่ได้ประสบการณ์นั้น เป้าหมายสาคัญ ของการวิจัยแบบนี้ คือการหาคาตอบ สาหรับคาถามว่า “การได้ประสบกับเหตุการณ์นั้น มีความหมาย อย่างไรสาหรับผู้ที่ได้ประสบมัน หรือประสบการณ์ในเรื่องนั้นมีความหมายอย่างไรสาหรับผู้ที่ได้ ประสบมันมาแล้วหรือกาลังประสบมันอยู่” การวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยา อาศัยแนวคิดและทัศนะจากปรัชญาปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) โดย ปรากฏการณ์วิทยา หมายถึง การศึกษาว่าคนเราบอกหรือบรรยายเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ตนประสบได้ด้วยการวิเคราะห์ การรับรู้ และความหมายของสิ่งที่เราประสบ ซึ่ง เป็นตัวกระตุ้นความตระหนักรู้ของเรา ประสบที่เราได้สัมผัสนั้นต้องถูกบรรยาย(คือบอกรายละเอียด) อธิบาย และตีความ เราจึงจะเกิดความเข้าใจ ประสบการณ์ชนิดเดียวกันย่อมมีแก่นแท้ อันเดียวกัน แก่น แท้เหล่านี้ก็คือ ความหมายที่คนเข้าใจร่วมกันหรือเข้าใจตรงกัน ในการวิเคราะห์ นักวิจัยจะเปรียบเทียบ ประสบการณ์ของคนหลายๆ คน เพื่อหาลักษณะร่วมกันของประสบการณ์ วิธีการดาเนินการวิจัย Moustakas (1994 อ้างใน ชาย โพธิสิตา.

3 วิธีการศึกษาเฉพาะกรณี (Case Study Approach) ความหมาย ตามพจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2551) ให้ความหมายดังนี้ Case study กรณีศึกษา : 1) การศึกษารายกรณี ซึ่งอาจเป็นบุคคล ชุมชน หน่วยงาน เรื่อง เหตุการณ์ หรือปัญหา โดย เก็บรวบรวมข้อมูล หลักฐาน ในเรื่องนั้นอย่างละเอียดและมีการวิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุ ที่แท้จริงของปัญหาที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและสามารถให้การ ปรึกษาในเรื่องนั้นได้ 2) ในทางการวิจัย หมายถึง การนาข้อมูล รายละเอียดของกรณีศึกษามาใช้เป็นหลักฐานใน การสรุปหลักการต่าง ๆ เกียรติสุดา ศรีสุข (2552) ให้ความหมายของการศึกษารายกรณี (Case Studies) เป็นการวิจัยที่ มุ่งศึกษาถึงรายละเอียดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของบุคคล กลุ่มคน หน่วยทางสังคม หรือสถาบันใดสถาบัน หนึง่ เป็นราย ๆ ไป เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับภูมิหลัง สถานภาพ และปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น พฤติกรรมความรุแรงของเด็กชายในสถานพินิจบ้านเมตตา : กรณีศึกษาเด็กไร้ บ้าน ฯลฯ ในทัศนะของ ชาย โพธิสิตตา (2550) เห็นว่า เป็นการยากที่จะนิยามการศึกษาเฉพาะกรณีให้ ชัดเจน เนื่องจาก ไม่สามารถกาหนดได้ว่าอะไรเป็นกรณี (case) สาหรับการศึกษาแบบนี้ อะไรไม่ใช่ และจุดมุ่งหมายและระดับของการวิเคราะห์ในการศึกษาแบบนี้ค่อนข้างจะหลากหลาย ดังนั้น นิยาม ของการศึกษาเฉพาะกรณี จึงมีตั้งแต่ง่ายที่สุด คือ การศึกษาเสี้ยวหนึ่งของชีวิต หรือคื อการศึกษา ปรากฏการณ์อันใดอันหนึ่งอย่างเจาะลึก ไปจนถึงนิยามที่เข้าใจค่อนข้างยาก ตามแนวคิดของ Denny ที่ ให้ไว้ว่า “คือการศึกษาแง่หนึ่ง หรือประดึ่ง หรือเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่ใดแห่ง หนึ่ง เป็นการศึกษาอย่างเข้มข้นและสมบูรณ์ตลอดระยะเวลาที่กาหนด” 25 .การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research (4) ให้ข้อมูลที่จาเป็นแก่ผู้ที่ถูกเลือกมาศึกษา รวมทั้งจัดการกับประเด็นที่เกี่ยวกับจริยธรรมใน การวิจัย (5) กาหนดประเด็นหรือแนวคาถามสาหรับการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก นักวิจัยบางท่านใช้การ สังเกตร่วมด้วย (6) ทาการสัมภาษณ์และบันทึกการสัมภาษณ์อย่างละเอียด อาจจาเป็นต้องการสัมภาษณ์ซ้า หลายครั้ง (7) เตรียมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ และดาเนินการวิเคราะห์ 6.

การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research Creswell มองวิธีการศึกษาเฉพาะกรณี เป็นวิธีการวิจัยที่ออกแบบมาเพื่อศึกษา “กรณีที่มี ขอบเขตชัดเจน” โดยกรณีที่นามาศึกษานั้นเป็นหน่วยที่มีความสมบูรณ์ในตัวของมันเอง ทั้งในแง่ของ เนื้อหา เวลา และสถานที่หรือบริบท ส่วน Stake ได้เสนอความหมายง่าย ๆ ของวิธีการศึกษาเฉพาะกรณี ว่า คือวิธีการวิจัยที่เน้นการศึกษากรณีที่เฉพาะเจาะจง จุดเน้นอยู่ที่สิ่งที่ถูกศึกษา (case) ซึ่งต้องมีลักษณะ เจาะจง มีขอบเขตที่กาหนดได้ชัดเจน มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ได้เน้นวิธีการศึกษา (method) วิธี การศึกษาไม่ได้ต่างจากวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์ที่เป็นมาตรฐานทั่วไป กล่าวคือ เทคนิคมาตรฐาน ใด ๆ ที่ใช้ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณได้ ก็สามารถนามาใช้กับการ วิจัยแบบกรณีศึกษาได้ทั้งสิ้น กรณีศึกษามีลักษณ์เป็นทั้งการศึกษาเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ขึ้นอยู่กับนักวิจัยเลือกอะไรมา เป็นกรณีศึกษา และเลือกวิธีอะไรมาเป็นแนวทางในการศึกษา ถ้าเลือกวิธีการเชิงปริมาณ กรณีศึกษานั้น ก็เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ ถ้าเลือกใช้วิธีการเชิงคุณภาพ กรณีศึกษานั้นก็เป็นเชิงคุณภาพ ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม หัวใจสาคัญของการศึกษาเฉพาะกรณีอยู่ที่การศึกษาให้ได้ทั้งแนวกว้ าง และแนวลึกของกรณีที่เลือกมาศึกษานั้น ๆ วิธีที่จะให้ได้ทั้งแนวกว้างและแนวลึกของกรณีที่ เฉพาะเจาะจงเช่นนี้ ในทางปฏิบัติก็คือการใช้ข้อมูลหลายชนิดจากหลายแหล่ง ด้วยวิธีการหลายแบบใน งานวิจัยเรื่องเดียวกัน ความเป็นมาและลักษณะสาคัญ วิธีการศึกษาเฉพาะกรณีมีกาเนิดจากศาสตร์หลายสาขา และใช้กันทั่วไปในการวิจัยทาง สังคมศาสตร์แทบทุกแขนง เมื่อย้อนเวลาไปในช่วงทศวรรษที่ 1920 และ 1930 พบว่านักมานุษยวิทยา ได้มีผลงานเกี่ยวกับการศึกษาเฉพาะกรณี อย่างหลากหลาย และในปัจจุบัน การศึกษาเฉพาะกรณีเป็น วิธีการที่ใช้ทั้งโดยนักวิจัยเชิงคุณภาพและนักวิจัยเชิงปริมาณ การเลือกกรณีตัวอย่าง การกาหนดว่าสิ่งไหนเป็นกรณีสาหรับศึกษาได้ หรือ ไม่ได้ ควรพิจารณาคุณสมบัติของสิ่งที่ สนใจศึกษานั้นเป็นสาคัญ โดยสิ่งที่จะเลือกมาเป็นกรณีศึกษาต้องเป็นสิ่งที่สามารถกาหนดขอบเขต ชัดเจนได้ นั่นคือ มีความสมบูรณ์ในตัวเอง มี เวลา สถานที่แน่นอน แต่คุณสมบัติที่กล่าวอาจไม่ชัดเจน พอ เพราะแทบทุกสิ่งจะมีขอบเขตที่ชัดเจนอยู่ไม่มากก็น้อย ดังนั้น สิ่งที่อาจเป็นกรณีสาหรับศึกษา สามารถมีได้หลากหลาย ดังนั้น Stake ได้จาแนกกรณีที่นักวิจัยเลือกมาศึกษาออกเป็น 3 ประเด็น คือ 26 .

การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research 1) intrinsic cases เป็นกรณีที่เลือกมาศึกษาเพื่อสนองความอยากรู้ ในสิ่งนั้นเป็นหลัก เป็น กรณีที่น่ารู้และสมบูรณ์ในตัวเอง นักวิจัยเลือกศึกษากรณีนั้น เพราะความสนใจอยากรู้ อยากทาความ เข้าใจ อยากเปิดเผยรายละเอียดของกรณีนั้น ไม่มีจุดประสงค์อย่างอื่น 2) instrumental cases เป็นกรณีที่ใช้เพื่อแสดงหรือสนับสนุนข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่งของ นักวิจัย นักวิจัยเลือกกรณีนี้เพราะเห็นว่ากรณีนั้นเป็นตัวอย่างหรือเป็นตัวแทนของกรณีอื่น ๆ และ นักวิจัยต้องการใช้กรณีนั้นเพื่อแสดงเป็นตัวอย่างของเรื่องที่กาลังนาเสนอ หรือเป็นตัวอย่างเพื่อ สนับสนุนข้อสรุปหรือข้อโต้แย้ งอย่างใดอย่างหนึ่งของตน 3) collective cases นักวิจัยเลือกศึกษาหลาย ๆ กรณีเพื่อใช้สนับสนุนเรื่องเดียวกัน กรณีที่ศึกษา สามารถทาได้ 2 แบบ คือ แบบที่หนึ่ง การทากรณีศึกษาในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเรื่องอื่น ทาเพื่อเสริมหรือ แสดงเป็นตัวอย่างของสิ่งที่นักวิจัยนาเสนอในงานวิจัยนั้น แบบที่สอง การทากรณีศึกษาในฐานะเป็นการวิจัยเอกเทศเรื่องหนึ่งโดยตัวของมันเอง ไม่ได้ เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเรื่องอื่น กรณีศึกษาในลักษณะนี้มีลักษณะเหมือนการศึกษาเชิงชาติพันธุ์ วรรณนาทุกประการ โดยการศึกษาเชิงชาติพันธุ์วรรณนา เป็นการศึกษาเฉพาะกรณีที่มีขนาดใหญ่ การเลือกกรณีศึกษา จาเป็นต้องดูจุดมุ่งหมายของการศึกษา ถ้าอยากรู้แบบเจาะลึกในสิ่งใด เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็เลือกหรือศึกษาเพียงสิ่งเดียว และทาการศึกษากรณีนั้นอย่างรอบด้านและอย่างลงลึก เป็นเอกเทศ สมบูรณ์ในตัวเอง (แบบที่สอง) แต่ถ้าต้องการใช้ตัวอย่างเพื่อแสดงหรือสนับสนุนประเด็น หลักที่นักวิจัยต้องการเน้นหรือชี้ชัด อาจเลือกเป็นกรณีตัวอย่างสักจานวนหนึ่ง (แบบที่สอง) ดังนั้น การเลือกกรณีศึกษา ขึ้นอยู่กับแนวทางที่นักวิจัยเลือกว่าจะเป็นเชิงปริมาณ หรือ เชิง คุณภาพ คือ  แนวเชิงปริมาณ นักวิจัยต้องมีความรู้เกี่ยวกับกรณีที่จะศึกษา มีความรู้เกี่ยวกับ ประชากรที่จะเลือกเป็นกลุ่มตัวอย่าง ก่อนที่จะทาการสุ่มตัวอย่างจากประชากร โดย การศึกษาความรู้เบื้องต้นถึงสิ่งที่จะศึกษาให้เพียงพอก่อนทาการเลือกกลุ่มตัวอย่าง จะ ทาให้การตัดสินใจเลือกหรือไม่เลือกเป็นกรณีศึกษาง่ายขึ้น  แนวเชิงคุณภาพ การเลือกแบบเจาะจง เพื่อให้ได้กรณีที่เหมาะสมกับความต้องการ และจุดมุ่งหมายของการศึกษาเป็นวิธีที่ใช้ได้ทั่วไป ในทางปฏิบัติการเลือกแบบ เจาะจงหากรณีที่มีความเหมาะสมเปรียบเสมือนการ “ร่อนหา” กรณีที่เหมาะสมที่สุด เหมาะสมทั้งในแง่ที่เป็นกรณีที่สามารถให้ได้ข้อมูลอย่างหลากหลายและครอบคลุม หรือเหมาะสมทั้งแง่แนวคิดในการวิจัยและในแง่ของระเบียบวิธีวิจัย 27 .

พรรณนารายละเอียดของสิ่งที่ศึกษา 4.การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research รูปแบบของการวิจัยแบบการศึกษาเฉพาะกรณี การวิจัยแบบกรณีศึกษา อาจทาได้ 3 รูปแบบและในแต่ละรูปแบบนักวิจัยสามารถเลือกกรณีมา ศึกษาเพียงกรณีเดียวหรือหลายกรณีก็ได้ วิธีการศึกษา 3 รูปแบบ คือ 1) การศึกษาเชิงพรรณนา (descriptive) มุ่งแสดงรายละเอียดพร้อมทั้งบริบทอย่างสมบูรณ์ ของปรากฏการณ์ที่เลือกมาศึกษา นักวิจัยนาเสนอเนื้อหาด้วยเทคนิคการบรรยาย สิ้งสาคัญของแบบนี้ อยู่ที่การให้รายละเอียด พร้อมด้วยบริบทของกรณีศึกษา ไม่เน้นการวิเคราะห์ 2) ศึกษาแบบมุ่งการค้นหา (exploratory) เป็นกรณีศึกษาที่รู้จักและใช้กันอย่างแพร่หลาย มี ลักษณะเป็นการวิจัยนาร่อง เพื่อหานิยามสาหรับมโนทัศน์ที่ยังไม่ชัดเจน เพื่อสร้างสมมติฐานสาหรับ การวิจัยแบบสารวจที่จะตามมาภายหลัง นอกจากนี้ นักวิจัยอาจทากรณีศึกษาเพื่อค้นหาประเด็นปัญหา ที่แท้จริงของปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือค้นหาประเด็นอะไรที่ควรได้รับการศึกษาให้ลึกลงไป จากนั้นจึงออกแบบการวิจัยที่มุ่งทาความเข้าใจหรือหาแนวทางแก้ไขปัญหานั้น ๆ 3) ศึกษาแบบมุ่งหาคาอธิบาย (explanatory) กรณีศึกษาแบบนี้ ปรากฏการณ์หรือสิ่งที่เลือกมา ศึกษาอาจเป็นที่รู้จักคุ้นเคยบ้างแล้ว มุ่งศึกษาเพื่อหาคาอธิบายที่ยังไม่เคยมีมาก่อน หรือมีคาอธิบายอยู้ บ้างแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่พอใจ กรณีศึกษาเชิงคุณภาพแบบนี้มีประโยชน์มากสาหรับการค้นหาคาอธิบาย แก่การศึกษาเชิงปริมาณ ที่ข้อมูลเชิงปริมาณไม่สามารถให้คาอธิบายที่ น่าพอใจได้ รูปแบบการทากรณีศึกษาทั้งสามนี้ ไม่จาเป็นต้องเป็นอิสระจากกันเสมอไป กรณีศึกษาเรื่อง หนึ่งอาจใช้ทั้งรูปแบบเชิงพรรณนาและเชิงวิเคราะห์เพื่อหาคาอธิบาย วิธีดาเนินการวิจัย วิธีดาเนินการวิจัยของการศึกษาเฉพาะกรณี คล้ายกับการวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา ซึ่งตาม แนวคิดของ Stake มีขั้นตอนสาคัญดังนี้ 1. เลือกกรณีสาหรับศึกษา 2. วิเคราะห์และตีความข้อมูล ปัญหาและข้อจากัด ข้อจากัดและปัญหาของวิธีการวิจัยแบบกรณีศึกษา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ 1) การตัดสินใจเลือกตัวอย่าง ซึ่งต้องขึ้นกับขอบเขตที่แท้จริง ทั้งเนื้อหา เวลา สถานที่ของสิ่ง นั้น ๆ 28 . รวบรวมข้อมูลที่หลากหลายเกี่ยวกับกรณีที่ศึกษา 3.

การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research 2) จานวนกรณีที่จะศึกษา หากเป็นกรณีเดียวก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าจาเป็นต้องมีหลายกรณี จานวน cases เท่าไรจึงจะพอ นักวิจัยต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการศึกษา ความเป็นไป ได้ในเรื่องเวลา ทรัพยากร และปัจจัยอานวยความสะดวกอื่น ๆ แต่นักวิจัยไม่ควรเลือกเกิน 4 ราย เพื่อเป็นกรณีสนับสนุนแนวความคิดในการศึกษาเรื่องนั้ น ๆ 3) ข้อจากัดในการนาผลไปใช้ในวงกว้าง เพราะกรณีศึกษาใช้ตัวอย่างจานวนน้อย แต่ กรณีศึกษาเพื่อการอธิบาย การออดแบบตัวอย่างและการดาเนินการศึกษา อาจคานึงถึง ความเป็นไปได้ว่าผลการศึกษาจะสามารถนาไปใช้ที่อื่นได้มากน้อยเพียงใด 6.4 การวิจัยแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูล (Grounded theory study) ทฤษฎีฐานราก grounded theory คือ ทฤษฎีที่ได้จากการศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคม เป็น ทฤษฎีที่มีคุณลักษณะเฉพาะที่ถูกสร้างขึ้นมาจากข้อมูลที่เป็นไปตามปรากฏการณ์จริงมากที่สุด โดย ทฤษฎีนี้ถูกค้นพบ พัฒนา และได้รับการตรวจสอบ (verify) จากการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลที่ เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นั้นๆอย่างเป็นระบบ คาว่า “ทฤษฎี” ในความหมายของวิธีการวิจัยนี้ค่อนข้างจะกินความกว้าง คือ หมายรวมถึง มโนทัศน์ หรือกรอบแนวคิดสาหรับการอธิบายปรากฏการณ์ที่นักวิจัยทาการศึกษา ซึ่งทฤษฎี ประกอบด้วย ความสัมพันธ์ที่น่าจะมีหรือน่าตะเป็น ระหว่างมโนทัศน์หรือชุดของมโนทัศน์ ทฤษฎีที่ สร้างขึ้นมา เช่นนี้จัดเป็นทฤษฎีระดับกลาง ใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง หรือใน ขอบเขตจากัด คุณสมบัติด้านสามัญการ (Generalizability) สถานการณ์หรือบุคคลที่เรานาเอา ผลการวิจัยไปใช้นั้น มีความเหมือนหรือใกล้เคียงกับสถานการณ์หรือบุคคลที่ถูกศึกษามากน้อยเพียงใด grounded theory method เป็นวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพที่ถูกพัฒนาขึ้นในสาขาสังคมวิทยา โดย Barney Glaser กับ Anselm Strauss (1967) เพื่อสร้างคาอธิบายเชิงทฤษฎีจากข้อมูลโดยตรง วิธีวิทยา ของการสร้างทฤษฎีฐานรากพัฒนาขึ้นมาจากความเชื่อพื้นฐานที่ว่า การจะทาความเข้าใจเกี่ยวกับ พฤติกรรมมนุษย์และการอยู่รวมกันของมนุษย์ จาเป็นต้องเข้าใจถึงกระบวนการที่บุคคลได้สร้าง ความหมายให้กับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว เพราะความคิดและการกระทาของมนุษย์มีพื้นฐานที่สาคัญอยู่ที่ ความหมายที่ตนมีต่อสิ่งต่างๆ วิธีวิทยาแบบนี้จึงเน้นที่การศึกษาปรากฏการทางสังคม โดยยึดหลักของ การทาความเข้าใจสิ่งต่างๆ จากนั้นจึงนาข้อมูลที่ได้มาสร้างมโนทัศน์ หาความเชื่อมโยงระหว่างมโน ทัศน์ ต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปเชิงทฤษฎีของปรากฏการณ์ทางสังคมที่ต้องการหาคาอธิบาย หลักการสร้างทฤษฎีฐานราก คือ (1) ผู้วิจัยต้องมีความไวเชิงทฤษฎี (theoretical sensitivity) ต่อการที่จะคิดและศึกษาข้อมูลใน ลักษณะที่จะนาไปสู่การสร้างมโนทัศน์และทฤษฎี ในทุกขั้นตอนของการวิจัย (2) ผู้วิจัยต้องทางานใกล้ชิดกับกระบวนการวิจัยทุกขั้นตอน 29 .

การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research (3) กระบวนการสร้างทฤษฎีฐานราก เน้นการเข้าถึงข้อมูล การเก็บข้อมูล การตีความข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลที่จะนาไปสู่การสร้างทฤษฎีที่เหมาะสม (4) การวิจัยเพื่อสร้างทฤษฎีฐานรากถือว่า มโนทัศน์ สมมติฐาน และกรอบแนวคิดสาหรับการ อธิบายปรากฏการณ์ที่ศึกษาจะต้องมาจากข้อมูลโดยตรง และ (5) ทฤษฎีที่ได้มาด้วยวิธีวิจัยแบบทฤษฎีฐานราก ถือเป็นทฤษฎีที่นักวิจัยสร้างขึ้นมาจากข้อมูล โดยตรง และเป็นทฤษฎีที่มุ่งหาคาอธิบายให้แก่ปรากฏการณ์ที่นักวิจัยเลือกมาศึกษาเป็นหลัก ขั้นตอนสาคัญของการวิจัยเพื่อสร้างทฤษฎีฐานราก มีขั้นตอนสาคัญ สรุปได้ดังนี้ (1) นักวิจัยต้องมีคาถามสาหรับการวิจัยที่ชัดเจนก่อนว่าอยากรู้อะไร เพราะคาถามการวิจัยจะ เป็นแนวทางในการออกแบบกลุ่มตัวอย่างที่จะศึกษาได้อย่างเหมาะสม (2) นักวิจัยอาจใช้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ และอาจใช้เทคนิคทุกอย่างที่เหมาะสมและ เข้าข่าย เพื่อการรวบรวมข้อมูล (3) กระบวนการเก็บข้อมูล เมื่อได้ข้อมูลชุดแรก ผู้วิจัยจะต้องเริ่มศึกษาข้อมูลที่ได้มา สร้างมโน ทัศน์จากข้อมูลและเชื่อมโยงมโนทัศน์ต่างๆตามที่ปรากฏในข้อมูล แล้วสร้างสมมติฐานชั่วคราวแล้วจึง ตัดสินใจว่าจะนาสมมติฐานนี้ไปใช้กับข้อมูลใด การเลือกเก็บข้อมูลต่อไปจะเกิดจากข้อคาถามที่ผู้วิจัยมี ต่อข้อสรุปเชิงทฤษฎีชั่วคราวที่ได้มาในตอนแรก (4) การสร้างสมมติฐานชั่วคราวเป็นขั้นตอนสาคัญของการวิจัยเพื่อสร้างทฤษฎีฐานราก เป็น ความพยายามที่จะตรวจสอบกรอบของทฤษฎีที่ได้มาว่ามีความสมบูรณ์เพียงพอหรือไม่ สมมติฐานหรือ กรอบแนวคิดที่ได้ในขั้นตอนนี้จะต้องถูกตรวจสอบกับข้อมูลชุดใหม่ซึ่งนักวิจัยจะรวบรวมมาจากกลุ่ม ตัวอย่าง ที่จะเลือกมาเพื่อการตรวจสอบและปรับปรุงสมมติฐานที่ได้ในเบื้องต้นโดยเฉพาะ ข้อมูลที่ รวบรวมใหม่อาจให้มโนทัศน์ใหม่ ส่งผลให้ต้องปรับสมมติฐานและกรอบแนวคิดตามไปด้วย มโน ทัศน์ สมมติฐาน และกรอบแนวคิดที่ปรับใหม่นี้จะต้องถูกนาไปตรวจสอบกับข้อมูลซึ่งจะต้องรวบรวม มาใหม่อีก ทาอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนไม่มีความจาเป็นที่จะปรับปรุงสมมติฐานและกรอบแนวคิดอีกต่อไป เรียกว่า จุดอิ่มตัว (salutation) และ (5) เมื่อถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สมมติฐานไม่ได้ถูกท้าทายจากข้อมูลใหม่ และไม่มีความจาเป็นจะต้องปรับอีกต่อไป นักวิจัยจึงจะหยุดการเก็บข้อมูลและเริ่มขั้นตอนต่อไปใน กระบวนการวิจัย คือ การหาข้อสรุปหรือคาอธิบายเชิงทฤษฎีของสิ่งที่ศึกษา ซึ่งอาจเป็นคาอธิบายหรือ กรอบแนวคิดทางทฤษฎี ซึ่งถือเป็นขั้นสุดท้ายของการวิจัยเพื่อสร้างทฤษฎีฐานราก ซึ่งจะเห็นได้ว่า ลักษณะสาคัญของวิธีดาเนินการวิจัยแบบนี้ เรียกได้ว่า วิธีอุ ปนัย (inductive approach) คือ เริ่มจาก ข้อมูลจากตัวอย่างที่เจาะจงเลือกมาจานวนหนึ่ง แล้วจึงวิเคราะห์หาข้อสรุป หรือคาอธิบายเชิงทฤษฎีที่ มีลักษณะทั่วไปของข้อมูลนั้น 30 .

การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research การวิจัยเชิงคุณภาพ ข้อมูล ข้อเท็จจริง หลักฐานเชิงประจักษ์ (ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง อุปนัย เชิงคุณภาพ สมมติฐาน คาอธิบาย ข้อสรุปเชิงทฤษฎี (สิ่งที่เป็นกฎทั่วไป) แต่การวิจัยเชิงปริมาณ กรอบแนวคิด ทฤษฎี สมมติฐาน (สิ่งที่เป็นกฎทั่วไป) นิรนัย เชิงปริมาณ ข้อมูล ข้อเท็จจริง หลักฐานเชิงประจักษ์ (ข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งสรุปได้กระบวนการวิจัยแบบสร้างทฤษฏีจากข้อมูล เก็บ ข้อมูล สร้าง สมมุติฐาน เก็บข้อมูล/ ทดสอบ สมมติฐาน ปรับ สมมติฐาน เก็บข้อมูล/ ทดสอบ สมมติฐาน สรุปความรู้ที่ ได้/ จบการ วิจัย สมมติฐาน นิ่ง/ ไม่ปรับ เก็บข้อมูล/ ทดสอบ สมมติฐาน ปรับ สมมติฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัยเพื่อสร้างทฤษฎีฐานราก นักวิจัยใช้การกาหนดรหัส (coding) เป็นเครื่องมือในการจาแนกข้อมูล การกาหนดรหัสคือการ”แตก”ข้อมูล(เชิงคุณภาพ) ออกเป็น”หน่วย ย่อย”ุ หลายๆหน่วย เพื่อที่นักวิจัยสามารถจัดการกับข้อมูลได้สะดวก หน่วยย่อยแต่ละหน่วยนั้นจะถูก ให้สัญลักษณ์เป็นรหัส(ชื่อ) มักจะต้องมีโครงสร้างที่ทาหน้าที่เสมือนกรอบกว้างๆ และในกระบวนการ กาหนดรหัสนั้น นักวิจัยจะต้องทาสองอย่างไปพร้อมๆกัน คือ 1) อ่านข้อมูลอย่างพินิจพิเคราะห์ เพื่อ มองหามโนทัศน์ (concept) หรือแนวความคิดที่บ่งนัยอยู่ในข้อความนั้น และ 2) เปรียบเทียบ มโนทัศน์ ที่ปรากฏอยู่ในข้อความหนึ่ง กับมโนทัศน์ในข้อความอื่นที่เหลือ เพื่อให้สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่บ่งบอก อยู่ในข้อความเหล่านั้นหมายถึงสิ่งเดียวกัน เรื่องเดียวกัน หรือ หมายถึงคนละเรื่องกัน ข้อความที่มี ความหมายเดียวกันจะถูกกาหนดรหัสเป็นตัวเดียวกัน และที่มีความหมายต่างกันก็จะให้รหัสต่างกัน การนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล โปรแกรม Atlas/ti เป็นโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ที่ถูกคิดค้นเพื่อให้สามารถนามาใช้ช่วยในการตีความข้อความอักษร เป็นโปรแกรมที่มี ประโยชน์และเหมาะสมอย่างยิ่งสาหรับการวิจัยเพื่อสร้างทฤษฎีฐานราก เพราะช่วยในการวิเคราะห์เชิง 31 .

การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research คุณภาพที่ได้รับความนิยามสูง อย่างไรก็ตาม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่นามาใช้ไม่ใช่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล แต่นามาใช้เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยยังคงเป็นผู้มีบทบาทสาคัญที่สุดในการวิเคราะห์และ ตีความหมายข้อมูล ในการทาวิจัยเพื่อสร้างทฤษฎีฐานราก มีสิ่งที่ผู้วิจัยพึงทาความเข้าใจไว้ล่วงหน้า อาทิเช่น เมื่อไรควรใช้วิธีการวิจัยเพื่อสร้างทฤษฎีฐานราก การวิจัยเพื่อสร้างทฤษฎีฐานราก เริ่มต้นจากข้อมูล แล้วไปสู่สมมติฐาน และจบลงด้วยทฤษฎีที่เป็นคาอธิบายสาหรับปรากฏการณ์ที่ศึกษา นักวิจัยจะสร้าง มโนทัศน์และกรอบแนวคิดทฤษฎีขึ้นมาจากข้อมูลได้อย่างไร นักวิจัยจะต้องตรวจสอบมโนทัศน์และ ทฤษฎีที่สร้างขึ้นกับข้อมูลใหม่ซ้าแล้วซ้าอีกจนกระทั่งถึงจุดอิ่มตัว นักวิจัยต้องวินิจฉัยว่าแค่ไหนถือว่า ถึงจุดอิ่มตัว และการเลือกตัวอย่างเพื่อหาข้อมูลมาตรวจสอบทฤษฎีที่นักวิจัยสร้างขึ้น เป็นสิ่งที่ยากและ ท้าทาย สรุป การวิจัยเพื่อสร้างทฤษฎีฐานราก เป็นวิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพที่เริ่มต้นจากข้อมูลแล้ว ไปสู่สมมติฐานและจบลงด้วยทฤษฎีที่เป็นคาอธิบายสาหรับปรากฏการณ์ที่ศึกษา นักวิจัยจะต้องสร้าง มโนทัศน์ สมมติฐาน และกรอบแนวคิดสาหรับอธิบายปรากฏการณ์ที่ศึกษา กระบวนการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลจะดาเนินไปพร้อมๆกัน ข้อมูลที่นามาวิเคราะห์เป็นข้อมูลที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ทางสังคมในเรื่องที่ศึกษาอย่างรอบด้าน ทฤษฎีที่สร้างขึ้นสามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์ ที่เฉพาะเจาะจง ด้วยเหตุดังกล่าว การวิจัยเพื่อสร้างทฤษฎีฐานรากจึงเป็นกระบวนการศึกษาที่มีความท้า ท้ายและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ 6.5 การวิจัยแบบสนทนากลุ่ม (Focus group study) ความหมาย ความเป็นมา และลักษณะสาคัญ Focus Groups คาสาคัญในภาษาอังกฤษ หรือ กลุ่มเจาะจง นิยามได้ว่า คือกลุ่มคนที่ถูกจัดขึ้นมา เพื่อการสนทนาหรืออภิปรายกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเจาะจง เพื่อจะหาข้อมูลที่ถูกต้องตรงประเด็น สาหรับตอบคาถามการวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ กลุ่มนี้จะถูกเจาะจงเลือกมา โดยถือคุณสมบัติ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการวิจัย กิจกรรมที่กลุ่มทานั้นโดยหลักๆ คือ การอภิปรายกันเกี่ยวกับ ประเด็นคาถามที่เจาะจงชุดหนึ่ง ซึ่งนักวิจัยยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนา การอภิปรายถกเถียงกันนั้น อาจจะเกี่ยวกับเนื้อหาหรือประเด็นของสิ่งที่นักวิจัยแสดงให้ผู้ร่วมสนทนาได้ดูฟังก่อนการสนทนา แต่ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมอะไรก็ตาม วัตถุประสงค์ของการจัดสนทนากลุ่มที่เจาะจงเช่นนั้นเพื่อให้ได้ข้อมูล ที่ดีที่สุด ตรงตามจุดมุ่งหมายของการศึกษา โดยผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันของสมาชิกในวงสนทนา ซึ่งเน้นความสาคัญของพลวัตกลุ่ม (group dynamics) ข้อมูลที่ดีจากการสนทนากลุ่มควรจะมาจากการอภิปรายที่สมาชิกมีการโต้ตอบกัน ในหัวข้อที่ ผู้ดาเนินการยกมาเป็นประเด็นในการสนทนา ไม่ใช่ การให้สมาชิกกลุ่มตอบคาถามของนักวิจัยเป็นราย 32 .

การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research คน คุณสมบัติข้อนี้จึงเรียกว่า “การอภิปรายกลุ่มแบบเจาะจง” (Focus group discussion :FGD) เพราะ การดาเนินไปของการสนทนากลุ่มที่ถูกต้องตามหลักการนั้น ไม่ใช้เป็นแบบเดียวกับการดาเนินการ สัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว หรือสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม การสนทนากลุ่มต่างจากเทคนิคการเก็บข้อมูลกลุ่มที่เรียกว่า “กลุ่มแต่เพียงในนาม” (Norminal group technique) และ “กลุ่มเดลฟาย” (Delphi technique)  “กลุ่มแต่เพียงในนาม” ความจริงไม่ใช่กลุ่ม เพียงแต่เป็นผู้รู้จานวนหนึ่งซึ่งนักวิจัย กาหนดให้เป็นผู้ที่จะให้เป็นข้อมูล โดยดาเนินการสัมภาษณ์คนใดคนหนึ่งก่อน แล้ว นาประเด็นสาคัญไปสัมภาษณ์คนที่สอง สรุปประเด็นสาคัญไปถามคนที่ สาม คนซ้า เช่นนี้จนมั่นใจว่าจะไม่ทาให้เกิดความแตกต่าง ส่วนดี ทาให้แต่ละคนแสดงความ คิดเห็นได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีอิทธิพลของสมาชิกกลุ่มคนอื่นมาเกี่ยวข้อง  “กลุ่มเดลฟาย”(Delphi) ก็ไม่ใช่กลุ่มในความหมายที่ทุกคนมารวมกันทากิจอย่างใด อย่างหนึ่งพร้อมกัน แต่เป็นกลุ่มที่ผู้เชี่ยวชาญที่ถูกเชิญให้แสดงความคิดเห็นต่อข้อมูล เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ขั้นตอนสาคัญของการดาเนินการวิจัยแบบสนทนากลุ่ม 1) กาหนดปัญหาการวิจัย 2) กาหนดกรอบการเลือกตัวอย่าง 3) กาหนดผู้ดาเนินการสนทนากลุ่ม 4) สร้าง/ทดสอบแนวคาถาม 5) เลือกกลุ่มตัวอย่าง 6) จัดสนทนากลุ่ม 7) จัดระเบียบข้อมูล 8) วิเคราะห์ข้อมูล 9) เขียนรายงาน บุคคลที่สาคัญที่สุดในการทาการสนทนากลุ่ม คือ ผู้ดาเนินการ (Moderator) ซึ่งเป็นผู้ที่จะดึง ให้ผู้เข้าร่วมยอมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สถานก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการ สนทนากลุ่ม โดยสถานที่ต้องเป็นอิสระจากความวุ่นวายและมีความเป็นกลางให้มากที่สุดเท่าที่จะมาก ได้ การสนทนากลุ่มเป็นกระบวนการหาข้อเท็จจริงทางสังคมที่ลึกซึ้ง ผู้ดาเนินการสนทนาซักไซ้ไล่ เรียงผู้เข้าร่วมได้อย่างเต็มที่ และมีค่าใช้จ่ายน้อย สามารถทาได้อย่างรวดเร็ว 33 .

รายงานผลโดยอ้างอิงคาพูดหรือเรื่องราวจริง จากกลุ่มตัวอย่าง (Report rich narrative) .ต้องการเข้าใจความหมาย กระบวนการ ความรู้สึกนึกคิดโดยเชื่อมโยงกับบริบทของ สังคม .วิเคราะห์เชิงตรรกะเป็นหลักอาจมีการ วิเคราะห์เชิงปริมาณช่วยเล็กน้อย (content analysis) . จานวนตัวอย่าง 6. การสรุปผล 12. บทบาทของผู้วิจัย 8. การกาหนดสมมุติฐาน . จริยธรรมและจรรยาบรรณ ในการวิจัยเชิงคุณภาพ 8.1 จริยธรรมในขั้นตอนต่างๆ ของการวิจัย 1) ขั้นกาหนดหัวข้อเรื่องที่จะทาการวิจัย ควรเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นสาคัญของมนุษย์ ซึ่งถ้าได้ ความรู้มาแล้วจะยังประโยชน์แก่สังคมโดยส่วนรวม ไม่ควรเป็นเรื่องที่มุ่งหาความรู้เพื่อสนอง .สุ่มโดยอาศัยการสุ่มชนิดที่ทราบโอกาส หรือความน่าจะเป็นที่ถูกเลือก (Probability) 5. วัตถุประสงค์ การวิจัยเชิงปริมาณ . การวิเคราะห์ข้อมูล .แบบสัมภาษณ์ 7.ศึกษาในวงกว้าง โดยเลือกเฉพาะกลุ่ม ตัวอย่างที่สุ่มมา .การสัมภาษณ์เจาะลึก . แนวคิดพื้นฐาน 2. การรายงานผล . การคัดเลือกตัวอย่าง .สุ่มโดยอาศัยการสุ่มชนิดที่ไม่ทราบโอกาส หรือความน่าจะเป็นที่จะถูกเลือกเป็นตัวอย่าง (Non-probability sampling) . เปรียบเทียบความแตกต่างของการวิจัยเชิงคุณภาพกับการวิจัยเชิงปริมาณ ข้อแตกต่าง 1.ศึกษาแนวลึกเฉพาะกลุ่มที่สนใจ .แบบสอบถาม .กาหนดล่วงหน้าก่อนทาการวิจัย 4.การสังเกต .จานวนน้อย . วิธีการเก็บข้อมูล 9.มีความสามารถทางสถิติ 11.ใช้อ้างอิงได้เฉพาะกลุ่ม .รายงานผลโดยอ้างอิงสถิติ (Report statistical analysis) -นาไปใช้อ้างอิงแทนประชาการทั้งหมดได้ .การจัดสนทนากลุ่ม .จานวนมาก .การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research 34 7.ปฏิฐานนิยม (Postivism) .มุ่งวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างตัว แปรอิสระกับตัวแปรตาม 3.กาหนดคร่าวๆพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตาม สถานการณ์ . ขอบเขตการวิจัย .แยกผู้วิจัยออกจากเรื่องที่ศึกษา . ทักษะของนักวิจัย การวิจัยเชิงคุณภาพ .ผู้วิจัยเป็นเครื่องมือในการทาวิจัย .มีความละเอียดอ่อนในการสังเกต เก็บ รวบรวมข้อมูล และการตีความ 8.วิเคราะห์เชิงปริมาณโดยใช้สถิติช่วย (Statistical analysis) 10.ปรากฎการณ์นิยม(Phenomenology) .การบันทึกประวัติชีวบุคคล .

การวิจัยเชิงคุณภาพ 2) 3) 4) 5) 6) 7) Qualitative Research ความอยากรู้ของนักวิจัย หรือเพื่อความก้าวหน้าของศาสตร์เพียงอย่างเดียว นั่นคือ ต้องสามารถ บอกได้ว่าเรื่องที่จะศึกษาจะเป็นประโยชน์แก่มนุษย์และสังคมอย่างไร ขั้นการออกแบบการวิจัย ในการวางแผนกลุ่มตัวอย่างที่จะเก็บข้อมูล ควรคานึงว่าสาหรับกลุ่ม ตัวอย่างที่จะเลือกมาศึกษานั้น จะทาการขอความยินยอมเพื่อให้เขาร่วมมือในการศึกษาอย่างไร จะรักษาความลับของเขาอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบที่อาจจะมีอันเนื่องมาจาก การที่เขาให้ความร่วมมือในการศึกษาอย่างไร ขั้นการเก็บข้อมูล ระหว่างเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ หรือการสังเกต เป็นต้น นักวิ จัยมีแผน ที่จะไม่ให้เป็นการรบกวนชีวิตและการงานตามปกติของแหล่งข้อมูล หรือรบกวนน้อยที่สุดได้ อย่างไร ควรหลีกเลี่ยงวิธีการที่จะก่อให้เกิดความเครียดหรือ ความวิตกกังวลแก่ผู้ให้ข้อมูล ควรคานึงถึงระดับความสัมพันธ์ที่เหมาะสมระหว่างนักวิจัยกับผู้ให้ข้อมูล ขั้นการจดบันทึกและการถอดเทปการสัมภาษณ์ การจดบันทึกและการถอดเทปสัมภาษณ์ ต้อง คานึงถึงการรักษาความลับ ต้องเคารพในผู้ให้ข้อมูล โดยไม่ใส่อะไรที่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ให้ข้อมูล กล่าวในบทบันทึกหรือบทสัมภาษณ์ในระหว่างการถอดเทป ขั้นการวิเคราะห์ ประเด็นทางจริยธรรมในขั้นการวิเคราะห์ข้ อมูล เป็นเรื่องเกี่ยวกับคาถามที่ว่า นักวิจัยจาเป็นจะต้องทาการวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง “ละเอียดลึกซึ้ง” เพียงใด และเพื่อไม่ให้การตี ห่างไกลจากความเป็นจริงเกินไป ควรจะให้ผู้ให้ข้อมูลมีส่วนร่วมในการตีความข้อมูลด้วย หรือไม่ มากน้อยเพียงใด ขั้นการตรวจสอบความถูกต้องของการวิเคราะห์ เป็นความรับผิดชอบของนักวิจัยที่จะเผยแพร่ เฉพาะความรู้ที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือเท่านั้น ผลการศึกษาใดที่ยัง คลุมเครือหรือยังไม่ได้ตรวจสอบอย่างรอบคอบ ไม่ควรเปิดเผยเพราะอาจก่อให้เกิดผลเสียหาย แก่แหล่งข้อมูลได้ ขั้นรายงานผล ในขั้นนี้ควรพิจารณาว่า รายงานผลการวิจัยควรเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับ เป็นเรื่องส่วนตัว หรือเป็นเรื่องที่ทาให้ผู้อ่านรู้ว่าผู้ให้ความร่ วมมือในการวิจัยนั้นเป็นใครหรือมี การตัดสินใจในเรื่องนี้ ควรยึดผลประโยชน์ของประชาชนผู้ให้ความร่วมมือเป็นสาคั ญ ประเด็นปัญหาทางคุณธรรมจริยธรรมในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ การวิจัยทางสังคมศาสตร์ เป็นการวิจัยเกี่ยวกับมนุษย์และสังคม วัฒนธรรม ดังนั้นย่อมมีความ ซับซ้อนในแง่มุมต่าง ๆ มากมาย ทั้งด้านคน องค์กร และสังคมเฉพาะที่ ปัญหาทางคุณธรรมจริยธรรม ในการวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการวิจัยเป็นการพิจารณาในเรื่องของ การควรปฏิบัติ หรือ ไม่ควร ปฏิบัติ มากกว่าการชี้ถูกชี้ผิด หากคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในสังคมนั้นมิได้สนใจในปัญหาที่เกิดขึ้น หรือ 35 .

ต้องแจ้งกระบวนการวิจัยในขั้นตอนต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับผู้ถูกศึกษา รวมทั้งความเสี่ยง และ/ หรือผลประโยชน์ที่อาจจะเกิดขึ้น 3.การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research มิได้ปกป้องสิทธิส่วนบุคคลก็ย่อมเป็นสิ่งสะท้อนถึงปัญหาทางคุณธรรมจริยธรรมที่ถูกละเลยในการทา วิจัย หากปล่อยไว้ก็อาจเกิดความเสียหายเกินแก้ไขได้ ประเภทปัญหาทางจริยธรรมในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ แบ่งเป็น ประเภท คือ ปัญหาระดับบุคคล ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ส่วนใหญ่ปัญหาจริยธรรมเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีส่วนร่วมในการวิจัยในความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ศึกษาวิจัย (investigation) กับบุคคลผู้ถูกศึกษา (subject)หรือผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย ความสัมพันธ์ ระหว่างคนสองกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ผู้ศึกษาวิจัยเป็นเป็นเสมือนผู้มีอานาจมากกว่าผู้ถูกศึกษา เพราะเป็นผู้ กาหนดวิธีการวิจัย โดยส่วนใหญ่มักมาจากกลุ่มคนที่มีการศึกษา มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมดีกว่ าผู้ ถูกศึกษา ซึ่งมักเป็นกลุ่มชนที่มีเศรษฐกิจสังคม หรือวัยวุฒิที่ด้อยกว่า เมื่อบุคคลสองกลุ่มเข้ามามี ปฏิสัมพันธ์กันในการวิจัย จึงเปรียบเสมือนเป็นหุ้นส่วนซึ่งกันและกัน ต่างก็คาดหวังในคุณค่าและ ความคิดการประพฤติปฏิบัติในการกระทา ทั้งความรู้สึก ความผูกพัน การพึ่ งพิงทางใจ ความรู้สึกถึง บุญคุณต่าง ๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ผู้ที่ตกอยู่ในฐานะผู้ถูกศึกษาวิจัย มักจะเสี่ยงต่อเรื่องดังนี้ 1.ความรู้สึกอับอายอันเกิดจากการซักถามข้อมูลส่วนตัว ทั้งความสัมพันธืส่วนตัว การกระทา ผิดกฎหมาย 4.ความเสียหายและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นทางด้านร่างกาย จิตใจ บุคลิกภาพและ ความรู้สึกเกี่ยวกับตนเอง 2.ต้องแจ้งวัตถุประสงค์การวิจัย และขอความสมัครใจในการเข้าร่ว มโครงการ และขอคา ยินยอมจากผู้ถูกศึกษาด้วย หากเป็นเด็กหรือผู้เยาว์ต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองเสียก่อน 2. ผู้วิจัยต้องสัญญาว่าจะปกปิดความลับ และปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ให้ข้อมูล เนื่องจาก การเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับ อาจก่อให้เกิดความอับอายหรือเสี่ยงต่อการเสียหายทั้งจิตใจ สังคม เศรษฐกิจ จึงควรใช้รหัสแทนข้อมูล 36 .อาจรู้สึกขมขื่นถ้าจะต้องเล่าเรื่องที่ตนเองอยากลืม หรือเรื่องที่ไม่พึงประสงค์จะเปิดเผย ดังนั้น ผู้ศึกษาวิจัย ซึ่งอยู่ในฐานะหรือสภาพที่เหนือกว่า จะต้องมีความรั บผิดชอบต่อผู้ถูก ศึกษา โดยยึดหลักจรรยาบรรณ ดังนี้ 1. ความตึงเตรียด กังวลในฐานะผู้ถูกวิจัย 3.ให้โอกาสถอนตัวจากกระบวนการวิจัย รวมทั้งแจ้งเหตุผลการได้รับเลือกเป็นตัวแทนในการ ให้ข้อมูล ผู้ทาวิจัยและหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัย 4.

การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research ปัญหาในระดับองค์กร นักวิจัยสังคมส่วนใหญ่นอกจากจะมีอคติส่วนตัวทางด้านความเชื่อ อุดมการณ์ส่วนตัว ยังมี มาตรฐานทางจริยธรรมทางความประพฤติหรือจรรยาบรรณต่าง ๆ กันไปในแต่ละสาขา เมื่อเข้าร่วม เป็นสมาชิกในองค์กร ๆ ก็ควรจะมีมาตรฐานในการทาวิจัย เพื่อให้นักวิจัยในสังกัดยึดถือ ดังนั้น ก่อน ตกลงทาวิจัย นักวิจัยต้องแสดงจุดยืนและกรอบมาตรฐานในการทางานวิจัยให้ ชัดเจนในช่วงการเจรจา ต่อรองก่อนทาวิจัยและลงนามสัญญาวิจัย และองค์กรก็ควรมีบุคคลที่เป็นผู้อาวุโสและพื่อนร่วมวิชาชีพ ที่ให้คาปรึกษา แนะนา และจัดการได้ ปัญหาเกี่ยวกับองค์ความรู้กับการวิจัยทางสังคม หน้าที่สาคัญของผู้วิจัย คือ เป็นผู้ศึกษา สังเกต และรายงานผลการศึ กษาสังเกตอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ปัญหาด้านจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยสังคม คือ การเสนอผลการวิจัยอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่คานึงถึงผลตอบแทนที่จะได้รับทางสังคม เพราะทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับผลการวิจัยอาจเกิด ปัญหาขึ้นได้เสมอ ดังนั้น การรายงานการวิจัยพึงระลึกถึง การนาผลวิจัยไปใช้นอกเหนือการควบคุม ของนักวิจัย ดังนั้น การเก็บข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล จะต้องทาอย่างถูกต้อง มีหลักฐาน และระมัดระวังในเรื่องของนัยและข้อจากัดต่าง ๆ นอกจากนี้ ต้องตระหนักถึงปัญหาเรื่องความเสียหาย อันอาจเกิดแก่บุคคลบางคนโดยเฉพาะใน เรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์และอิสรภาพส่วนตัว การตีความ ที่กระทบกระเทือนบุคคลหรือกลุ่มคน ในทางตรงกันข้าม เรื่องที่รายงานอาจก่อให้เกิดประโยชน์ ความตระหนักในปัญหาสังคมเพื่อเป็นการ ป้องกัน หรือเป็นมาตรการเฝ้าระวังมิให้ เกิดปัญหาร้อยแรงต่อไป ปัญหาทางสังคมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน รายงานการวิจัยจึงต้องมีมุมมองให้ครบถ้วน ถูกต้องทุก แง่ทุกมุมในบริบทรอบด้าน สิ่งสาคัญที่ต้องมีคือ ความสมดุล มิใช่มีแต่ผลบวกหรือลบเพียงอย่างเดียว หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้าแล้วซ้าเล่า หลายครั้งหลายหน ที่มีการนาผลการวิจัยไปใช้ผิด ๆ ดังนั้น เวลา พิมพ์รายงานวิจัย นักวิจัยควรบอกเล่าแนวคิดเกี่ยวกับการนาผลไปประยุกต์ใช้ ซึ่งต้องพิจารณาว่าใช้ได้ หรือไม่ได้อย่างไร ขนาดไหน ไม่ว่าผลนั้นจะเป็นทางบวกหรือทางลบก็ตามโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการ นาผลไปใช้ตัดสินใจระดับนโยบาย หรือนาไปใช้รูปแบบการวิเคราะห์ผลตอบแทนด้วยค่า ของเงิน โดย ละเลยค่าของความเป็นคน โดยสรุป จริยธรรมและคุณธรรมทางการวิจัยทางสังคม เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและยังหา ข้อสรุปให้ชัดเจนไม่ได้ จรรยาบรรณเป็นเรื่องของความเห็นพ้องต้องกันของนักวิชาการ เป็นเรื่องที่ สังคมส่วนรวมต้องให้ความสาคัญ และเพิ่มความกดดันให้มีมาตรฐานเกิดขึ้น โดยการหันหน้าปรึกษา กันระหว่างนักวิชาการ ในการหามาตรฐานร่วมกันให้ได้ มิฉะนั้นมาตรการทางกฎหมายจะเข้ามามี บทบาทเป็นผู้ชี้ขาดแทนจรรยาบรรณในวิชาชีพ วิชาชีพใดสังคมใดที่ขาดจริยธรรม คุณธรรม คงไว้แต่ การเอารัดเอาเปรียบ และเข้าสุภาษิตที่ว่า “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ 37 .

กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้งแอนพับลิชชิ่ง จากัด. ราชบัณฑิตยสถาน. วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพ: การวิจัยปัญหาปัจจุบัน และการวิจัยอนาคตกาล.krupai. อารีย์วรรณ อ่วมตานี .com (12 กรกฏาคม 2552). พิมพ์ครั้งที่ 13. (2548) . ศุภกิจ วงศ์วิวัฒนนุกิจ.mutiply. California: Jossey-Bass Inc. 304 หน้า .(2552) .(2552). ชาย โพธิสิตา. การเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ. (1988). อุทุมพร จามรมาน . ( 2550).src. (2552). (2548).net (12 กรกฏาคม 2552). 2552 . (2547). สุมิตร สุวรรณ. Merriam. มหาวิทยาลัยมหามงกุฎราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิท ยาลัย . การวิจัยเชิงคุณภาพ . [ระบบออนไลน์] แหล่งที่มา www.(2550).ac. [ระบบออนไลน์] แหล่งที่มา http://onzonde. ลักษณะเด่นของการวิจัยเชิงคุณภาพ. นิศา ชูโต . พจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ อักษร A – L ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (2551). Sharan B. กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ . การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ.mutiply. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์. ณรงค์ศักดิ์ บุณยมาลิก . วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ . [ระบบออนไลน์] แหล่งที่มา http://onzonde. กรุงเทพฯ : เฟื่องฟ้า พริ้นติ้ง จากัด. ความหมายของการวิจัยเชิงคุณภาพ [ระบบออนไลน์] แหล่งที่มา www.net (12 กรกฏาคม 2552).slideshare. แบบและเครื่องมือการวิ จัยทางการศึกษา : กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.th (12 กรกฏาคม 2552). การวิจัยรายกรณี .com (12 กรกฏาคม 2552). ระเบียบวิธีวิจัย. การตรวจสอบคุณภาพของข้อมูลเชิงคุณภาพ. [ระบบออนไลน์] แหล่งที่มา www.การวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research 38 บรรณานุกรม เกียรติสุดา ศรีสุข. เชียงใหม่ : โรงพิมพ์ครองช่าง.(2550). . พจนานุกรมศัพท์การวิจัยและสถิติ . กรุงเทพฯ : พริ้นต์โพร . สุชาติ ประสิทธิรัฐสินธุ์ และ กรรณิการ์ สุขเกษม. Qualitative research and case study application in education. สุภางค์ จันทรวานิช . (2552) . กรุงเทพกรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย..