1

เน็ตเวิร์ค
เครือข่ ายคอมพิวเตอร์ หรือ คอมพิวเตอร์ เน็ตเวิร์ก
• คือ ระบบการสื่ อสารระหว่างคอมพิวเตอร์จานวนตั้งแต่สองเครื่ องขึ้นไป
• การที่ระบบเครื อข่ายมีบทบาทสาคัญมากขึ้นในปัจจุบนั
เพราะมีการใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างแพร่ หลาย
จึงเกิดความต้องการที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหล่านั้นถึงกัน
เพื่อเพิ่มความสามารถของระบบให้สูงขึ้น และลดต้นทุนของระบบโดยรวมลง
• การโอนย้ายข้อมูลระหว่างกันในเครื อข่าย ทาให้ระบบมีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้น
การแบ่งการใช้ทรัพยากร เช่น หน่วยประมวลผล, หน่วยความจา, หน่วยจัดเก็บข้อมูล,
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ
ที่มีราคาแพงและไม่สามารถจัดหามาให้ทุกคนได้ เช่น เครื่ องพิมพ์ เครื่ องกราดภาพ
(scanner) ทาให้ลดต้นทุนของระบบลง

ชนิดของเครือข่ าย
• เครื อข่าย เป็ นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ต้ งั แต่ 2 เครื่ องขึ้นไปเข้าด้วยกัน
เพื่อสะดวกต่อการร่ วมใช้ขอ้ มูล, โปรแกรม หรื อเครื่ องพิมพ์
และยังสามารถอานวยความสะดวกในการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่ องได้ตลอ
ดเวลา ระบบเครื อข่ายจะถูกแบ่งออกตามขนาดของเครื อข่าย
ซึ่งปัจจุบนั เครื อข่ายที่รู้จกั กันดีมีอยู่ 3 แบบ ได้แก่
• เครื อข่ายภายใน หรื อ แลน (Local Area Network: LAN) เป็ นเครื อข่ายที่ใช้ในการ
เชื่อมโยงกันในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เช่นอยูใ่ นห้อง หรื อภายในอาคารเดียวกัน

2

• เครื อข่ายวงกว้าง หรื อ แวน (Wide Area Network: WAN) เป็ นเครื อข่ายที่ใช้ในการ
เชื่อมโยงกัน ในระยะทางที่ห่างไกล อาจจะเป็ น กิโลเมตร หรื อ หลาย ๆ กิโลเมตร
• เครื อข่ายวงกว้าง หรื อ แวน (Wide Area Network: WAN) เป็ นเครื อข่ายที่ใช้ในการ
เชื่อมโยงกัน ในระยะทางที่ห่างไกล อาจจะเป็ น กิโลเมตร หรื อ หลาย ๆ กิโลเมตร
• เครื อข่ายงานบริ เวณนครหลวง หรื อ แมน (Metropolitan area network : MAN)
• และยังมีอีกสองเครื อข่ายที่ยงั มีเพิ่มเติมอีกคือ
• เครื อข่ายของการติดต่อระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์ หรื อ แคน (Controller area
network) : CAN) เป็ นเครื อข่ายที่ใช้ติดต่อกันระหว่างไมโครคอนโทรลเลอร์ (Micro
Controller unit: MCU)
• เครื อข่ายส่ วนบุคคล หรื อ แพน (Personal area network) : PAN) เป็ นเครื อข่ายไร้สาย
อุปกรณ์เครื อข่าย
• เซิร์ฟเวอร์ (Server) หรื อเรี ยกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื องแม่ข่าย
เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์หลักในเครื อข่าย
ที่ทาหน้าที่จดั เก็บและให้บริ การไฟล์ขอ้ มูลและทรัพยากรอื่นๆ กับคอมพิวเตอร์เครื่ องอื่น
ๆ ใน เครื อข่าย
โดยปกติคอมพิวเตอร์ที่นามาใช้เป็ นเซิร์ฟเวอร์มกั จะเป็ นเครื่ องที่มีสมรรถนะสู ง และ
• มีฮาร์ดดิกส์ความจาสู งกว่าคอมพิวเตอร์เครื่ องอื่น ๆ ในเครื อข่าย .
• ไคลเอนต์ (Client) หรื อเรี ยกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่ องลูกข่าย
เป็ นคอมพิวเตอร์ในเครื อข่ายที่ร้องขอ บริ การและเข้าถึงไฟล์ขอ้ มูลที่จดั เก็บในเซิร์ฟเวอร์
หรื อพูดง่าย ๆ ก็คือ ไคลเอนต์ เป็ นคอมพิวเตอร์ ของผูใ้ ช้แต่ละคนในระบบเครื อข่าย

3

• ฮับ (HUB) หรื อ เรี ยก รี พีทเตอร์ (Repeater) คืออุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกลุ่มคอมพิวเตอร์
ฮับ มีหน้าที่รับส่ งเฟรมข้อมูลทุกเฟรมที่ได้รับจากพอร์ตใดพอร์ตหนึ่ง
ไปยังพอร์ตที่เหลือ
คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับฮับจะแชร์แบนด์วธิ หรื ออัตราข้อมูลของเครื อข่าย
เพราะฉะนั้นถ้ามีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อมากจะทาให้อตั ราการส่ งข้อมูลลดลง
• สวิตซ์ (Switch) คืออุปกรณ์เครื อข่ายที่ทาหน้าที่ในเรเยอร์ที่ 2
และทาหน้าที่ส่งข้อมูลที่ได้รับมาจากพอร์ตหนึ่งไปยังพอร์ตเฉพาะที่เป็ นปลายทางเท่านั้
น และทาให้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับพอร์ตที่เหลือส่ งข้อมูลถึงกันในเวลาเดียวกัน
ดังนั้น อัตราการรับส่ งข้อมูลหรื อแบนด์วธิ จึงไม่ข้ ึนอยูก่ บั คอมพิวเตอร์
ปัจจุบนั นิยมเชื่อมต่อแบบนี้มากกว่าฮับเพราะลดปัญหาการชนการของข้อมูล
• เราเตอร์ (Router)เป็ นอุปรณ์ที่ทาหน้าที่ในเลเยอร์ที่ 3 เราท์เตอร์จะอ่านที่อยู่ (Address)
ของสถานีปลายทางที่ส่วนหัว (Header) ข้อแพ็กเก็ตข้อมูล
เพื่อที่จะกาหนดและส่ งแพ็กเก็ตต่อไป เราท์เตอร์จะมีตวั จัดเส้นทางในแพ็กเก็ต เรี ยกว่า
เราติ้งเทเบิ์ล (Routing Table)
หรื อตารางจัดเส้นทางนอกจากนี้ยงั ส่ งข้อมูลไปยังเครื อาข่ายที่ให้โพรโทคอลต่างกันได้
เช่น IP (Internet Protocol) , IPX (Internet Package Exchange) และ AppleTalk
นอกจากนี้ยงั เชื่อมต่อกับเครื อข่ายอื่นได้ เช่น เครื อข่ายอินเทอร์เน็ต
• บริ ดจ์ (Bridge) เป็ นอุปกรณ์ที่มกั จะใช้ในการเชื่อมต่อวงแลน (LAN Segments)
เข้าด้วยกัน ทาให้สามารถขยายขอบเขตของ LAN ออกไปได้เรื่ อยๆ
โดยที่ประสิ ทธิภาพรวมของระบบ ไม่ลดลงมากนัก
เนื่องจากการติดต่อของเครื่ องที่อยูใ่ นเซกเมนต์เดียวกันจะไม่ถูกส่ งผ่าน
ไปรบกวนการจราจรของเซกเมนต์อื่น
และเนื่องจากบริ ดจ์เป็ นอุปกรณ์ที่ทางานอยูใ่ นระดับ Data Link Layer

4

จึงทาให้สามารถใช้ในการเชื่อมต่อเครื อข่ายที่แตกต่างกันในระดับ Physical และ Data
Link ได้ เช่น ระหว่าง Eternet กับ Token Ring เป็ นต้น
• บริ ดจ์ มักจะถูกใช้ในการเชื่อมเครื อข่ายย่อย ๆ ในองค์กรเข้าด้วยกันเป็ นเครื อข่ายใหญ่
เพียงเครื อข่ายเดียว เพื่อให้เครื อข่ายย่อยๆ เหล่านั้นสามารถติดต่อกับเครื อข่ายย่อยอื่นๆ
ได้
• เกตเวย์ (Gateway) เกตเวย์
เป็ นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อเครื อข่ายต่างประเภทเข้าด้วยกัน เช่น
การใช้เกตเวย์ในการเชื่อมต่อเครื อข่าย ที่เป็ นคอมพิวเตอร์ประเภทพีซี (PC)
เข้ากับคอมพิวเตอร์ประเภทแมคอินทอช (MAC) เป็ นต้น

ประเภทของฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์ แวร์
ฮาร์ ดแวร์ หมายถึง ส่ วนที่ประกอบเป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ รวมอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ที่เราสามารถมองเห็นและสัมผัสได้ เช่น ตัวเครื่ อง จอภาพ คียบ์ อร์ด
และเมาส์ เป็ นต้น
เครื่ องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลโดยทัว่ ไปจะมีฮาร์ดแวร์หลักๆ ประกอบด้วย
ตัวเครื่ อง (Case)
ทาหน้าที่ในส่ วนของการประมวลผลข้อมูลที่ได้รับมาจากอุปกรณ์นาเข้าต่างๆ
ซึ่งภายในตัวเครื่ องจะมีอุปกรณ์หลัก ได้แก่ แผงวงจรหลัก หม้อแปลงไฟฟ้ า ซีพียู ฮาร์ดดิสก์
หน่วยความจา การ์ดแสดงผล การ์ดเสี ยง เป็ นต้น
จอภาพ (Monitor) ทาหน้าที่แสดงผลข้อความ รู ปภาพ

ส่ วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์
จาแนกหน้าที่ของฮาร์ดแวร์ต่างๆ สามารถแบ่งเป็ นส่ วนสาคัญ 5 ส่ วน คือ
1) หน่ วยรับข้ อมูล (Input Unit) ทาหน้าที่รับโปรแกรมคาสั่ง
และข้อมูลเข้าสู่ เครื่ องคอมพิวเตอร์

5

2) หน่ วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit CPU) ทาหน้าที่เกี่ยวกับการคานวณทั้งทางตรรกะและคณิ ตศาสตร์
รวมทั้งการประมวลข้อมูลตามคาสั่งที่ได้รับ
3) หน่ วยความจา (Memory
Unit) ทาหน้าที่เก็บข้อมูลหรื อคาสั่งที่ส่งมาจากหน่วยรับข้อมูล
เพื่อเตรี ยมส่ งไปประมวลผลยังหน่วยประมวลผลกลาง
และเก็บผลลัพธ์ที่ได้มาจากการประมวลผลแล้วเพื่อเตรี ยมส่ งไปยังหน่วยแสดงผล
4) หน่ วยแสดงผล (Output
Unit) ทาหน้าที่แสดงผลข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ทาการประมวลผลหรื อผ่านการคานวณแล้ว
5) อุปกรณ์ ต่อพ่วงอืน่ ๆ (Peripheral
Equipment) เป็ นอุปกรณ์ที่นามาต่อพ่วงเข้ากับคอมพิวเตอร์
เพื่อช่วยเพิ่มประสิ ทธิภาพในการทางานให้มากยิง่ ขึ้น เช่น โมเด็ม แผงวงจรเชื่อมต่อเครื อข่าย
เป็ นต้น

หน่ วยรับข้ อมูล (Input Unit)
ฮาร์ดแวร์ที่ทาหน้าที่เป็ นหน่วยรับข้อมูลมีหลากหลายอุปกรณ์ ได้แก่
1) คีย์บอร์ ด (Keyboard) อุปกรณ์รับข้อมูลจากการกดแป้ นแล้วทาการเปลี่ยนเป็ นรหัส
เพื่อบอกให้คอมพิวเตอร์รู้วา่ มีการกดตัวอักษรอะไร
แผงแป้ นอักขระส่ วนใหญ่เป็ นไปตามมาตรฐานของเครื่ องพิมพ์ดีด
ซึ่งระบบรับรหัสตัวอักขระที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์เป็ นรหัส 7 หรื อ 8 บิต (Operator)
2) เมาส์
(Mouse) อุปกรณ์นาเข้าข้อมูลโดยการเลื่อนเมาส์เพื่อบังคับตัวชี้ไปยังตาแหน่งต่างๆ บนหน้าจอ
เมาส์ที่นิยมใช้มีดว้ ยกัน 3 ประเภท ได้แก่
-แบบทางกล (Mechanical) ใช้ลูกกลิ้งกลม
-แบบใช้แสง (Optical mouse)
-แบบไร้สาย (Wireless Mouse)
3) OCR (Optical Character Reader) อุปกรณ์นาเข้าข้อมูล
โดยใช้วธิ ีการอ่านข้อมูลด้วยลาแสงในลักษณะพาดขวางบนเอกสารที่มีขอ้ มูลอยู่

6

แล้วแปลงรหัสเป็ นสัญญาณไฟฟ้ าเข้าไปเก็บในเครื่ องคอมพิวเตอร์
อุปกรณ์โอซีอาร์ที่เราสามารถพบเห็นได้ในชีวติ ประจาวัน ได้แก่ เครื่ องอ่านรหัสแท่ง (Barcode
reader)
4) OMR (Optical Mark
Reader) อุปกรณ์นาเข้าที่ทางานโดยการอ่านข้อมูลจากการทาเครื่ องหมายด้วยดินสอและปากกา
ลงบนกระดาษคาตอบ (Answer sheet) ซึ่งถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ
5) เครื่องอ่านพิกดั (Digitizer) เป็ นอุปกรณ์รับข้อมูล
มีลกั ษณะเป็ นแผ่นกระดานสี่ เหลี่ยม
มีสายไฟฟ้ าและอุปกรณ์คล้ายแว่นขยายที่มีเครื่ องหมายกากบาทตรงกลาง
พร้อมกับปุ่ มสาหรับกด โดยปกติมกั ใช้ในการอ่านจุดพิกดั ของแผนที่
หรื อตาแหน่งของภาพกราฟิ กต่างๆ
6) สแกนเนอร์ (Scanner) เป็ นอุปกรณ์นาเข้าข้อมูลที่เป็ นเอกสาร รู ปภาพ หรื อ รู ปถ่าย
สแกนเนอร์สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ
แบบเลื่อนกระดาษ (Sheet-Fed Scanner)
สแกนเนอร์แบบนี้จะรับกระดาษแล้วค่อย ๆ เลื่อนหน้ากระดาษให้ผา่ นหัวสแกนซึ่งอยูก่ บั ที่
แบบแท่นนอน (Flatbed scanner)
สแกนเนอร์แบบนี้จะมีกลไกคล้ายกับเครื่ องถ่ายเอกสาร
เหมาะสาหรับใช้กบั เอกสารทั้งที่เป็ นแผ่นเดียวและเอกสารที่เป็ นเล่ม
แบบมือถือ (Hand-held Scanner)
สแกนเนอร์แบบมือถือได้รวมเอาข้อดีของสแกนเนอร์ ทั้งสองแบบเข้าไว้ดว้ ยกัน
7) ปากกาแสง (Light
Pen) เป็ นอุปกรณ์ทางานคล้ายกับเมาส์ในการติดต่อกับคอมพิวเตอร์
เป็ นอุปกรณ์ที่เหมาะสาหรับงานวาดภาพ
8) จอยสติก (Joy
Sticks) เป็ นอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมทิศทางของวัตถุบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
ส่ วนใหญ่จะใช้ในการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ มีท้ งั ที่เป็ นแบบแบน แบบคันโยก หรื อ
แบบพวงมาลัย
9) จอสั มผัส (Touch

7

Screen) เป็ นจอภาพชนิดพิเศษที่ใช้ระบบสัมผัสแทนการใช้คียบ์ อร์ดและเมาส์
นิยมนามาใช้กบั งาน
10) เครื่องเทอร์ มนิ ัล (Point of Sale
Terminal) เป็ นอุปกรณ์รับข้อมูลอีกอย่างหนึ่งที่นิยมใช้ในร้านค้า
เครื่ องเทอร์มินลั นี้จะมีแป้ นพิมพ์สาหรับกรอกข้อมูล มีจอภาพเล็กๆ เพื่อใช้แสดงผลต่างๆ
และมีเครื่ องพิมพ์สาหรับพิมพ์รายการ
ทั้งนี้สามารถนาเครื่ องอ่านรหัสบาร์โค๊ดเข้ามาช่วยในการรับข้อมูลได้
ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดอันอาจเกิดจากการกรอกข้อมูลที่มีจานวนมาก
11) แผ่ นสั มผัส (Touch
Pads) เป็ นอุปกรณ์รับข้อมูลโดยการใช้นิ้วสัมผัสลงบนแผ่นสัมผัส
น้ าหนักที่กดสงไปจะถูกเปลี่ยนเป็ นสัญญาณไฟฟ้ า มักเห็นอยูใ่ นเครื่ องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก
12) กล้องดิจิทลั (Digital Camera) เป็ นอุปกรณ์รับข้อมูลเข้าสู่ เครื่ องคอมพิวเตอร์
ที่สามารถแปลงข้อมูลภาพเป็ นสัญญาณดิจิทลั มีลกั ษณะการใช้งานเหมือนกล้องถ่ายภาพทัว่ ไป
แต่ต่างกันตรงที่ไม่ตอ้ งใช้ฟิล์มในการบันทึกข้อมูล
ข้อมูลภาพที่ได้สามารถถ่ายลงสู่ เครื่ องคอมพิวเตอร์และสามารถเรี ยกดูได้ทนั ที
หรื อจะใช้โปรแกรมช่วยตกแต่งภาพให้ดูสวยงามขึ้นก็ได้

หน่ วยความจา (Memory Unit)
เป็ นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ทางานได้รวดเร็วที่สุด
ซึ่งสามารถจาแนกตามลักษณะการใช้งานได้ 2 ประเภท คือ
1) หน่ วยความจาหลัก (Main Memory) หรื อเรี ยกว่า หน่วยความจาภายใน (Internal
Memory) สามารถแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท ได้แก่
รอม (Read Only Memory - ROM)
เป็ นหน่วยความจาที่มีโปรแกรมหรื อข้อมูลอยูแ่ ล้ว
สามารถเรี ยกออกมาใช้งานได้แต่จะไม่สามารถเขียนเพิ่มเติมได้
และแม้วา่ จะไม่มีกระแสไฟฟ้ าไปเลี้ยงให้แก่ระบบข้อมูลก็ไม่สูญหายไป
แรม (Random Access Memory)
เป็ นหน่วยความจาที่สามารถเก็บข้อมูลได้เมื่อมีกระแสไฟฟ้ าหล่อเลี้ยงเท่านั้น

8

เมื่อใดไม่มีกระแสไฟฟ้ ามาเลี้ยงข้อมูลที่อยูใ่ นหน่วยความจาชนิดนี้จะหายไปทันที
2) หน่ วยความจารอง (Second Memory) หรื อหน่วยความจาภายนอก (External
Memory) เป็ นหน่วยความจาที่ตอ้ งอาศัยสื่ อบันทึกข้อมูลและอุปกรณ์รับ-ส่ งข้อมูลชนิดต่างๆ
ได้แก่
- ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk)
เป็ นฮาร์ดแวร์ที่ทาหน้าที่เก็บข้อมูลในเครื่ องคอมพิวเตอร์ ทั้งโปรแกรมใช้งานต่างๆ ไฟล์เอกสาร
รวมทั้งเป็ นที่เก็บระบบปฏิบตั ิการที่เป็ นโปรแกรมควบคุมการทางานของเครื่ องคอมพิวเตอร์ดว้ ย
- ฟล็อบปี้ ดิสก์ (Floppy Disk) เป็ นอุปกรณ์บนั ทึกข้อมูลที่มีขนาด 3.5 นิ้ว
มีลกั ษณะเป็ นแผ่นกลมบางทาจากไมลาร์ (Mylar) สามารถบรรจุขอ้ มูลได้เพียง 1.44 เมกะไบต์
เท่านั้น ีี
- ซีดี (Compact Disk - CD) เป็ นอุปกรณ์บนั ทึกข้อมูลแบบดิจิทลั
เป็ นสื่ อที่มีขนาดความจุสูง เหมาะสาหรับบันทึกข้อมูลแบบมัลติมีเดีย
ซีดีรอมทามาจากแผ่นพลาสติกกลมบางที่เคลือบด้วยสารโพลีคาร์บอเนต (Poly Carbonate)
ทาให้ผวิ หน้าเป็ นมันสะท้อนแสง โดยมีการบันทึกข้อมูลเป็ นสายเดียว (Single Track)
มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 120 มิลลิเมตร

ซอฟต์ แวร์ (Software) หมายถึง รายละเอียดของชุดคาสั่ง (Instructions)
ที่เขียนขึ้นอย่างมีลาดับขั้นตอนเพื่อควบคุมการทางานของเครื่ องคอมพิวเตอร์

หน้ าที่ของซอฟต์ แวร์ ต่อการบริหารองค์กร มีดงั นี้
- จัดการเกี่ยวกับทรัพยากรภายในองค์กร
- เป็ นเครื่ องมือในการสร้างความได้เปรี ยบของทรัพยากรที่มีต่อคู่แข่งขัน
- เป็ นสื่ อกลางระหว่างองค์กรและการเก็บสารสนเทศภายในหน่วยงาน

ประเภทของซอฟต์ แวร์ สามารถแบ่ งได้ 2 ประเภทคือ
ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)

9

1 ซอฟต์ แวร์ ระบบ (System
Software) เป็ นโปรแกรมหรื อชุดคาสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อควบคุมการทางานของเครื่ องคอมพิวเตอร์ใ
ห้ประสานกัน และควบคุมลาดับขั้นตอนการทางานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบคอมพิวเตอร์
ซอฟต์แวร์ระบบที่นิยมแพร่ หลาย ได้แก่ DOS, UNIX, WINDOWS, SUN, OS/2, NET WARE
เป็ นต้น
ประเภทของซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
โปรแกรมระบบปฏิบตั ิการ (Operating Systems : OS) หรื อ Supervisory
Programs หรื อ Monitors
Programs เป็ นโปรแกรมที่สาคัญที่สุดอีกประการหนึ่งและมีความสลับซับซ้อนมาก
ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถควบคุม (Control) การปฏิบตั ิงานของเครื่ องได้เองโดยอัตโนมัติ
และดูแลตรวจตราทุก ๆ การทางานของฮาร์ดแวร์ในระบบคอมพิวเตอร์
นับตั้งแต่เปิ ดเครื่ องจนกระทัง่ ปิ ดเครื่ อง
ทาหน้าที่เป็ นตัวกลางเชื่อมระหว่างซอฟต์แวร์กบั ฮาร์ดแวร์
หน้าที่หลัก ๆ ของโปรแกรมระบบปฏิบตั ิการ มีดงั นี้
1) การจองและการกาหนดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์
2) การจัดตารางงาน (Scheduling)
3) การติดตามผลของระบบ (Monitoring)
4) การทางานหลายโปรแกรมพร้อมกัน (Multiprogramming)
5) การจัดแบ่งเวลา (Time Sharing)
6) การประมวลผลหลายชุดพร้อมกัน (Multiprocessing)
ประเภทของโปรแกรมระบบปฏิบตั ิการ
1) โปรแกรมที่ทางานทางด้านควบคุม (Control Programs) หมายถึง โปรแกรมที่ใช้
ควบคุมการทางานของเครื่ องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องที่สาคัญ ได้แก่
a. Supervisor การจัดการทัว่ ไปเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ จะอยูภ่ ายใต้
ความควบคุมของ Supervisor
ซึ่งอยูใ่ นหน่วยความจาหลักในซีพียแู ละทาหน้าที่ประสานงานกับส่ วนอื่น ๆ
ของโปรแกรมควบคุมระบบ เมื่อใดที่โปรแกรมภายใต้ระบบปฏิบตั ิการถูกเรี ยกมาใช้งาน Supervisor

10

จะส่ งการควบคุมไปยังโปรแกรมนั้น เมื่อการทางานสิ้ นสุ ดลง
โปรแกรมดังกล่าวจะส่ งการควบคุมกลับมายัง Supervisor อีกครั้ง
b. โปรแกรมควบคุมงานด้านอื่น ๆ (Other Job/Resource Control
Programs) ได้แก่ โปรแกรมที่ควบคุมเกี่ยวกับลาดับงาน
ความผิดพลาดที่ทาให้การหยุดชะงักของโปรแกรม (Interrupt)
หรื อพิมพ์ขอ้ ความหรื อข่าวสารให้แก่ผคู ้ วบคุมเครื่ องทราบเมื่อมีขอ้ ผิดพลาด
หรื อต้องการแจ้งให้ทราบถึงสถานภาพของอุปกรณ์รับส่ ง เป็ นต้น
2) ระบบปฏิบตั ิการของไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer Operating
System) จะมี ลักษณะเฉพาะโดยขึ้นอยูก่ บั ระบบปฏิบตั ิการและฮาร์ดแวร์
โปรแกรมสาเร็จรู ปไม่สามารถใช้ขา้ มระบบปฏิบตั ิการได้ เช่น
โปรแกรมสาเร็จรู ปที่ใช้บนระบบปฏิบตั ิการ MS - DOS จะไม่สามารถนาไปใช้บน Windows ได้
ระบบปฏิบตั ิการที่ใช้กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ ได้แก่
a. MS - DOS (Microsoft Disk Operating System) เป็ นโปรแกรมควบคุม
ระบบปฏิบตั ิการ พัฒนาในช่วงปี ค.ศ. 1980 จากบริ ษทั Microsoft
พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กบั งานเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Microprocessor รุ่ น 8086, 8088, 80286, 80386,
80486 สาหรับผลิตภัณฑ์เครื่ องคอมพิวเตอร์ IBM Compatible ทัว่ ไป มี 2 เวอร์ชนั (Version) ได้แก่
PC-DOS และ MS-DOS ดอสเป็ นระบบปฏิบตั ิการที่มีส่วนประสานกับผูใ้ ช้ (User Interface)
เป็ นแบบป้ อนคาสั่ง (Command - line User Interface) MS - DOS นั้นจะมีส่วนประกอบโปรแกรม 3
ส่ วน คือ IO.SYS MS - DOS.SYS และ COMMAND.COM ทั้ง 3
โปรแกรมจะทาหน้าที่ในการจัดการทางานทุกอย่างในระบบ สาหรับ MS - DOS.SYS และ IO.SYS
นั้นเป็ นไฟล์ระบบและถูกซ่อนไว้ในขณะที่เราสั่งงาน
IO.SYS เป็ นส่ วนที่ทาหน้าที่ควบคุมการทางานของอุปกรณ์ป้อนเข้า (Input
Device) และอุปกรณ์แสดงผล (Output Device) เช่น แป้ นพิมพ์ จอภาพ และเครื่ องพิมพ์ เป็ นต้น
MS - DOS.SYS เป็ นส่ วนที่ใช้ในการเข้าถึง (Access) โปรแกรมย่อย (Routine)
ต่าง ๆ ของดอส เมื่อโปรแกรมมีการเรี ยกใช้รูทีนเหล่านั้น ตัว MS - DOS.SYS จะรับข้อมูลต่าง ๆ
จากโปรแกรมต่าง ๆ ผ่านจากรี จิสเตอร์ทาการควบคุมการทางาน (Control Block)
และจัดพารามิเตอร์ในการเรี ยกใช้ IO.SYS ให้ทางานตามที่ตอ้ งการ
COMMAND.COM ทาหน้าที่เป็ นตัวประสาน
คอยรับคาสั่งจากผูใ้ ช้ผา่ นทางแป้ นพิมพ์ เพื่อส่ งผ่านคาสั่งไปยังคอมพิวเตอร์

11

เปรี ยบเสมือนตัวเชื่อมผูใ้ ช้กบั โปรแกรมจัดระบบ
คาสั่งในระบบ MS - DOS จะแบ่งเป็ น 2 ประเภท คือ
- คาสั่งภายใน (Internal Command) เป็ นคาสั่งที่มีอยูแ่ ล้วภายในระบบ เช่น
คาสั่ง DIR (Directory) เป็ นการเรี ยกข้อมูลจากหน่วยเก็บข้อมูลสารอง ขึ้นมาดูเพื่อค้นหาแฟ้ มข้อมูล
คาสั่ง COPY เป็ นการสารองข้อมูลไว้ REN (Rename)
เป็ นการเปลี่ยนชื่อแฟ้ มข้อมูลโดยที่ขอ้ มูลภายในยังคงเหมือนเดิม คาสั่ง TYPE
เป็ นการเรี ยกดูรายละเอียดของข้อมูลแต่ละแฟ้ มขึ้นมาดู แต่แฟ้ มนั้นจะต้องอยูใ่ นรู ปของข้อความ (Text
File) และคาสั่ง CLS (Clear) เป็ นคาสั่งลบข้อความบนจอภาพ โดยที่ขอ้ มูลที่อยูภ่ ายในแฟ้ มจะไม่หาย
เป็ นต้น
- คาสัง่ ภายนอก (External Command)
คาสั่งประเภทนี้ตอ้ งเรี ยกใช้จากแผ่นโปรแกรมหรื อจากหน่วยความจาสารองที่ได้สร้างเก็บคาสั่งต่าง ๆ
เหล่านี้ไว้หากไม่มีกจ็ ะไม่สามารถเรี ยกคาสั่งขึ้นมาใช้ได้ เช่น คาสั่ง CHKDSK (Check Disk)
เป็ นคาสั่งที่ใช้ในการตรวจสอบหน่วยเก็บข้อมูลสารองว่ามีพ้นื ที่ในการเก็บเท่าใด ใช้ไปเท่าใด
คงเหลือเท่าใด และมีส่วนหนึ่งส่ วนใดของหน่วยเก็บข้อมูลสารองเสี ยหรื อไม่
คาสั่ง FORMAT เป็ นการจัดเตรี ยมโครงสร้างภายในแผ่นหรื อจานแผ่นเหล็ก
เป็ นการวิเคราะห์แผ่นจานแม่เหล็กสาหรับตาแหน่ง (Track) ที่เสี ย
b. Windows 3.X ประมาณต้นปี ค.ศ. 1990 บริ ษทั ไมโครซอฟต์ได้ผลิต
Windows 3.0 ซึ่งนามาใช้การทางานระบบกราฟิ กเพื่อให้ผใู ้ ช้ใช้งานง่ายและสะดวกเรี ยกว่า GUI
(Graphic User Interface) โดยใช้ภาพเล็ก ๆ เรี ยกว่า ไอคอน (Icon) และใช้เมาส์ (Mouse)
แทนคียบ์ อร์ด (Key Board) นอกจากนี้ Windows 3.0 ขึ้นไป
ยังสามารถทาให้เครื่ องคอมพิวเตอร์ใช้งานโปรแกรมได้มากกว่าหนึ่งโปรแกรมในขณะเดียวกันเรี ยกว่า
Multitasking ได้พฒั นาระบบปฏิบตั ิการ Windows ขึ้นมามี 3 เวอร์ชนั (Version) ได้แก่ Windows 3.0,
Windows 3.1 และ Windows 3.11
c. Windows 95 ต่อมาในปี ค.ศ. 1995 บริ ษทั ไมโครซอฟต์ได้ผลิต Windows
95 ซึ่งเป็ นระบบปฏิบตั ิการที่ทางานแบบหลายงาน (Multitasking) การทางานในลักษณะเครื อข่าย
(Network) Windows 95 มีคุณลักษณะเด่น ดังนี้
- มีระบบติดต่อกับผูใ้ ช้โดยแสดงเป็ นกราฟิ ก (Graphical User Interface :GUI)
- มีความสามารถในการเปิ ดเอกสารได้ครั้งละหลายไฟล์
และสามารถใช้โปรแกรมหลาย โปรแกรมในเวลาเดียวกัน

12

- มีโปรแกรมเวิร์ดโปรเซสซิ่ง เรี ยกว่า Word Pad โปรแกรมวาดรู ป และเกม
- เริ่ มมีเทคโนโลยี Plug and Play
และสนับสนุนการติดต่อสื่ อสารผ่านเครื อข่าย อินเทอร์เน็ต โดยติดตั้ง Windows 95
ไม่จาเป็ นต้องติดตั้งที่ MS-DOS ก่อน แต่สามารถใช้งานร่ วมกับ MS-DOS ได้
- สามารถใช้แอปพลิเคชันที่รันบน Windows 3.1 ได้เลยโดยไม่ตอ้ งแก้ไข
และซอฟต์แวร์ที่รันบน Windows 95 มีความสามารถส่ ง Fax และ E - mail ได้
d. Windows 98 เป็ นการเพิ่มประสิ ทธิภาพของ Windows 95 ระบบปฏิบตั ิการ
Windows 98 เป็ นระบบที่สนับสนุนการทางานของโปรแกรมต่าง ๆ บน Windows
โดยเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตอย่างมีประสิ ทธิภาพ
e. Windows Millennium Edition หรื อเรี ยกสั้น ๆ ว่า "Windows ME" ใน
เวอร์ชนั นี้พฒั นามาจาก Windows 98 เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากเวอร์ชนั เก่า
มีการสนับสนุนการทางานแบบมัลติมีเดียมากขึ้น
f. Windows NT เป็ นระบบปฏิบตั ิการในส่ วนของเครื อข่าย (Network) คล้าย
กับ Windows 95 พัฒนามาจาก LAN Manager และ Windows for Workgroup โดย Windows NT มี 2
เวอร์ชนั ได้แก่ Windows NT Server และ Windows NT Workstation โดยที่ Server
จะทาหน้าที่ระบบปฏิบตั ิการเครื อข่ายที่คอยให้บริ การแก่เครื่ องที่เป็ น Workstation
คุณสมบัติของระบบปฏิบตั ิการ Windows NT มีดงั นี้
- สามารถใช้กบั ตัวประมวลผล (Processor) ได้หลายแบบ ทั้ง Pentium, DEC
และ Alpha โดยย้ายรู ปแบบโปรแกรมข้ามระบบได้
- สามารถเพิ่มขยายหน่วยความจาได้ถึง 4 จิกกะไบต์ (4 GB)
ทางานได้ในลักษณะหลายงานพร้อมกันและสามารถเปลี่ยนแปลงรายการแบบพหุคูณ
หรื อหลายรายการพร้อมกัน (Multithreading)
- สามารถใช้กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ที่มีตวั ประมวลผล (CPU) มากกว่า 2
โปรเซสเซอร์
- สามารถสร้างระบบแฟ้ มของตนเองเป็ นแบบ NTFS ซึ่งแต่เดิมจะเป็ นแบบ
FAT (File Allocation Table) เพียงอย่างเดียว
- สามารถสนับสนุนเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่มีจานแม่เหล็กหลายตัวต่อเป็ นชุด
ซึ่งเรี ยกว่า RAID (Redundant Aray of Inerpenside Disks)

13

มีระบบป้ องกันความปลอดภัยของข้อมูลโดยสร้างรหัสผ่านให้กบั ผูใ้ ช้แต่ละคน และ
สามารถกาหนดวันเวลาในการใช้งาน
- โปรแกรมที่ใช้ระบบ DOS ก็สามารถจะนามาใช้งานบน Windows NT ได้
g. Windows 2000 Professional / Standard เป็ นระบบปฏิบตั ิการที่ได้รับการ
พัฒนาให้อานวยความสะดวกให้กบั ผูใ้ ช้ที่ใช้งานลักษณะเป็ นกราฟิ ก เช่น มีโปรแกรม Windows
Installation Service ที่ช่วยให้ผใู ้ ช้สามารถทาการติดตั้งหรื ออัพเกรด (Upgrade)
โปรแกรมได้ง่ายและมีการจัดการระบบตลอดจนมีการบริ หารแม่ขายแบบรวมศูนย์
เหมาะสาหรับใช้ในงานสานักงานมากกว่าที่จะใช้ที่บา้ น จุดเด่นของ Windows 2000 คือ
การต่อเชื่อมระบบเครื อข่ายและระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิ ทธิ ภาพสู งและสนับสนุน Multi
Language
h. Windows XP เป็ นระบบปฏิบตั ิการที่มีความสมบูรณ์แบบทั้งในด้านการ
ทางานร่ วมกับ Internet Explorer 6 และ Microsoft Web Browser Windows XP มี 2 รู ปแบบด้วยกัน
คือ Windows XP Home Edition และ Windows XP Professional Edition
i. Mac OS X ระบบปฏิบตั ิการ Macintosh Operating System เป็ นระบบ
ปฏิบตั ิการของเครื่ องแมคอินทอช เป็ นผลิตภัณฑ์แรกที่ประสบความสาเร็จเกี่ยวกับการทางานแบบ
GUI ในปี ค.ศ. 1984 ของบริ ษทั Apple ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็ นระบบปฏิบตั ิการ Mac OS
โดยเวอร์ชนั ล่าสุ ดมีชื่อเรี ยกว่า Mac OS X เหมาะสมกับคอมพิวเตอร์ที่ผลิตโดยบริ ษทั Apple
และมีความสามารถในการทางานหลายโปรแกรมพร้อมกัน (Multitasking)
เหมาะกับงานในด้านเดสก์ทอปพับลิชชิ่ง (Desktop Publishing)
j. OS/2 Warp Client พัฒนาขึ้นมาโดยบริ ษทั IBM ได้นาเครื่ องคอมพิวเตอร์
PS/2 ข้าสู่ ตลาดก็ได้ติดต่อบริ ษทั ไมโครซอฟต์ พัฒนาระบบปฏิบตั ิการตัวใหม่เป็ น
ระบบปฏิบตั ิการสาหรับเครื่ องลูกข่าย สามารถทางานแบบการทางานหลายงาน (Multitasking) ได้
มีลกั ษณะการทางานแบบดอสมากกว่า Windows สนับสนุนการทางานแบบเครื อข่าย
มีขีดความสามารถติดต่อกับผูใ้ ช้แบบกราฟิ กแต่ OS/2 ที่ผลิตออกมาในขณะนั้นไม่เป็ นที่นิยม
เพราะต้องใช้หน่วยความจาขนาดใหญ่ และโปรแกรมที่พฒั นาขึ้นเพื่อใช้กบั OS/2 ก็มีนอ้ ย
k. UNIX เป็ นระบบปฏิบตั ิการที่ใหญ่

14

สามารถใช้งานในลักษณะการทางาน หลาย ๆ โปรแกรมพร้อมกัน (Multitasking)
และเป็ นแบบมัลติยสู เซอร์ (Multi-User) คือ มีผใู ้ ช้หลาย ๆ คนพร้อมกัน
เป็ นระบบที่พฒั นามาใช้กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น เครื่ องเมนเฟรม
มินิคอมพิวเตอร์และเวิร์กสเตชัน่ (Workstation) เครื่ องไมโครคอมพิวเตอร์ธรรมดา ๆ
ที่ติดตั้งระบบปฏิบตั ิการ UNIX สามารถทางานรองรับเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่มี User
ต่อเชื่อมเข้ามาได้มากถึง 120 ตัว ไปพร้อม ๆ กันและเหมาะสมสาหรับระบบเน็ตเวิร์ก (Network)
นอกจากนั้นยังสามารถเคลื่อนย้ายงานและแอพพลิเคชัน่ ไปมาระหว่างแพลทฟอร์มได้
และสามารถย้ายงานที่รันอยูบ่ นDOS หรื อ Windows มาใช้บนระบบปฏิบตั ิการ UNIX ได้
นอกจากนี้ยงั มียทู ิลิต้ ีที่ช่วยเพิม่ ประสิ ทธิภาพให้กบั UNIX อีกด้วย
l. LINUX เป็ นระบบปฏิบตั ิการที่มีลกั ษณะคล้ายกับ UNIX
พัฒนาขึ้นมาเพื่อ แจกจ่ายให้ใช้โดยไม่เสี ยค่าใช้จ่ายบนเครื อข่ายอินเทอร์เน็ต
และพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ PC ระบบปฏิบตั ิการลินุกซ์ทะเล (Linux TLE)
เกิดขึ้น
เนื่องจากระบบปฏิบตั ิการลินุกซ์หลายค่ายจากต่างประเทศยังใช้งานภาษาไทยได้ไม่ดีเท่าที่ควร
และการติดตั้งภาษาไทยก็ยงุ่ ยากพอสมควร จึงเป็ นอุปสรรคสาคัญในการนาลินุกซ์มาใช้งาน
จากปัญหาเกี่ยวกับลิขสิ ทธิ์ซอฟต์แวร์ซ่ ึงมีราคาสู ง
ทาให้ศนู ย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
ได้ต้ งั ทีมออกแบบพัฒนาให้ใช้งานภาษาไทยและสามารถนามาใช้งานแทน Windows ได้
ให้ชื่อว่า Linux TLE (Thai Language Extension) หรื อ ลินุกซ์ทะเล
และเป็ นการพัฒนาโดยคนไทยซึ่งต้องการพัฒนาซอฟต์แวร์กลางที่มีภาษาไทยเสริ ม
ภายใต้มาตรฐานสากล TLE จึงเป็ นตัวแทนของจุดประสงค์ของการพัฒนา
และแสดงเอกลักษณ์ของความเป็ นไทย ให้สอดคล้องกับที่มาและสามารถเข้าใจได้ในเวทีสากล
ลินุกซ์ทะเลได้พฒั นาระบบภาษาไทยให้ใช้งานได้ดีถึง 100%
มีระบบการตัดคาที่อา้ งอิงจากดิกชันนารี เพิ่มฟอนต์ภาษาไทยประเภทบิตแมปอีก 20 ฟอนต์
รวมทั้งฟอนต์แบบ True - Type สนับสนุนมาตรฐาน TIS620 เป็ นฟอนต์ไทยซึ่งทาง NECTEC
ได้จดลิขสิ ทธิ์เป็ นที่เรี ยบร้อยแล้ว

15

m. Solaris Solaris เป็ นเวอร์ชนั หนึ่งของ UNIX พัฒนาโดยบริ ษทั Sun
Microsystems เป็ นระบบปฏิบตั ิการเครื อข่ายที่ออกแบบสาหรับงานด้านโปรแกรม E –
commerce
3) ระบบปฏิบตั ิการสามารถแบ่งออกตามลักษณะการทางานได้ดงั นี้
a. ระบบปฏิบตั ิการสาหรับเครื่ องคอมพิวเตอร์แบบ Stand aloneเป็ นระบบปฏิบตั ิการสาหรับเครื่ องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรื อโน๊ตบุ๊ค ที่ทางานโดยไม่มี
การเชื่อมต่อกับเครื่ องคอมพิวเตอร์เครื่ องอื่น หรื อหากมีการเชื่อมต่อเป็ นระบบเครื อข่าย เช่น
LAN หรื อ Internet ก็จะเรี ยกระบบปฏิบตั ิการนี้วา่ "Client Operating System" ได้แก่ MS - DOS,
MS - Windows ME, Windows server 2000, Windows XP, Windows NT, Windows server
2003, UNIX, LINUX, Mac OS, OS/2 Warp Client
b. ระบบปฏิบตั ิการแบบฝัง (Embedded Operating
System)เป็ นระบบปฏิบตั ิการที่มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ จัดเก็บไว้บนชิพ ROM ของเครื่ องมี
คุณสมบัติพิเศษ คือ ใช้หน่วยความจาน้อยและสามารถป้ อนข้อมูลโดยใช้ สไตล์ลสั (Stylus)
ซึ่งเป็ นแท่งพลาสติกใช้เขียนตัวอักษรลงบนจอภาพได้
ตัวระบบปฏิบตั ิการจะมีคุณสมบัติวเิ คราะห์ลายมือเขียน (Hand Writing Recognition)
และทาการแปลงเป็ นตัวอักษรเข้าสู่ ระบบได้อย่างถูกต้องพบได้ในคอมพิวเตอร์แบบ Hand Held
เช่น Palm Top, Pocket PC เป็ นต้น ระบบปฏิบตั ิการชนิดนี้ได้รับความนิยม คือ Windows CE,
Pocket PC 2002 และ Palm OS เป็ นต้น
c. ระบบปฏิบตั ิการเครื อข่าย (Network Operating System :
NOS) เป็ นระบบปฏิบตั ิการที่ออกแบบเพื่อจัดการงานด้านการสื่ อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ให้
สามารถใช้ทรัพยากรร่ วมกันได้ เช่น เครื่ องพิมพ์ ฮาร์ดดิสก์ เป็ นต้น
ระบบปฏิบตั ิการเครื อข่ายจะมีลกั ษณะการทางานคล้ายกับระบบปฏิบตั ิการดอส
จะแตกต่างในส่ วนของการเพิ่มการจัดการเกี่ยวกับเครื อข่ายและการใช้อุปกรณ์ร่วมกัน
รวมทั้งมีระบบป้ องกันการสู ญหายของข้อมูล
ปัจจุบนั ระบบปฏิบตั ิการเครื อข่ายจะใช้หลักการประมวลผลแบบไคลแอนด์เซิร์ฟเวอร์ (Client /
Server) คือ การจัดการเรี ยกใช้ขอ้ มูลและโปรแกรมจะทางานอยูบ่ นเครื่ องเซิร์ฟเวอร์
ในขณะที่ส่วนประกอบอื่น ๆ ของระบบปฏิบตั ิการเครื อข่ายจะทางานอยูบ่ นเครื่ องไคลแอนด์
เช่น การประมวลผล และการติดต่อกับผูใ้ ช้

16

d. ระบบปฏิบตั ิการบนเครื่ องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
ใช้กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ระดับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์
โดยนามาใช้ในด้านธุรกิจและการศึกษา ซึ่งจะมีผใู ้ ช้งานพร้อมกันจานวนมาก
โดยต้องทาการดูแลสั่งงานโปรแกรมพร้อม กันจานวนหลาย ๆ โปรแกรม (Multitasking)
การเข้าใช้งานเครื่ องของผูใ้ ช้จานวนหลาย ๆ คน (Multi - User)
การจัดลาดับและแบ่งปันทรัพยากรให้กบั ผูใ้ ช้
ตลอดจนการรักษาความเป็ นส่ วนตัวและความลับของผูใ้ ช้แต่ละคน
e. ระบบปฏิบตั ิการแบบเปิ ด (Open Operating
System) สามารถนาไปใช้งานบนเครื่ องต่าง ๆ กันได้ เช่น ระบบปฏิบตั ิการยูนิกซ์ (UNIX)
เป็ นต้น
การเลือกใช้ระบบปฏิบตั ิการกับเครื่ องไมโครคอมพิวเตอร์ (Selecting a
Microcomputer Operating System) เช่น งานพิมพ์เอกสาร งานคานวณ งานออกแบบ
หรื องานทางด้านบัญชี และมีจานวนผูใ้ ช้กี่คน จาเป็ นต้องใช้ขอ้ มูลและโปรแกรมต่าง ๆ
ร่ วมกันหรื อไม่ ผูใ้ ช้แต่ละคนอยูท่ ี่เดียวกันหรื ออยูค่ นละแห่ง
ประสิ ทธิภาพของเครื่ องคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะตัวประมวลผล ขนาดความจุของหน่วยความจา
โปรแกรมประยุกต์ที่มีใช้อยูเ่ ดิมใช้กบั ระบบปฏิบตั ิการชนิดไหน
ต้นทุนในการจัดหาระบบปฏิบตั ิวา่ มีมากน้อยเท่าไร
และความสามารถในการให้บริ การหลังการขายของผูจ้ ดั จาหน่าย
ซึ่งแต่ละปัจจัยก็มีผลต่อการตัดสิ นใจจัดหาระบบปฏิบตั ิการเพื่อให้เหมาะสมกับองค์การและงบ
ประมาณที่มี
โปรแกรมภาษา (Language
Software) โปรแกรมหรื อซอฟต์แวร์ที่จะสัง่ ให้เครื่ องคอมพิวเตอร์ทางานนั้นถูกเขียนขึ้นด้วยภาษ
าที่เรี ยกว่า "ภาษาคอมพิวเตอร์" ผูเ้ ขียนโปรแกรม (Programmer)
จะต้องเข้าใจถึงกฎเกณฑ์ไวยากรณ์ของคาสั่ง
และวิธีการเขียนโปรแกรมของภาษาคอมพิวเตอร์ที่เลือกใช้เขียนโปรแกรม
ปัจจุบนั ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้สาหรับเขียนโปรแกรมมีอยูม่ ากมายหลายภาษา เช่น Basic, C,
C++, Java เป็ นต้น
โปรแกรมภาษาสามารถแบ่งออกได้ 3 แบบ คือ
1.ภาษาเครื่ อง (Machine

17

Language) เป็ นภาษาของเครื่ องคอมพิวเตอร์โดยมีโครงสร้างและพื้นฐานเป็ นเลขฐาน 2
และตัวสตริ ง (Strings) ซึ่งเครื่ องสามารถเข้าใจและพร้อมที่จะทางานตามคาสั่งได้ในทันที
ไม่จาเป็ นต้องมีโปรแกรมแปลภาษา คาสั่งของภาษาเครื่ องนั้นจะประกอบด้วยส่ วนสาคัญ 2 ส่ วน
คือ
a. ส่ วนที่บอกประเภทของคาสั่ง (Operation Code หรื อ Op-Code)
เป็ นส่ วนที่ จะบอกให้เครื่ องประมวลผล เช่น ให้ทาการบวก ลบ คูณ หาร หรื อเปรี ยบเทียบ
เป็ นต้น
b. ส่ วนที่บอกตาแหน่งของข้อมูล (Operand)
เป็ นส่ วนที่บอกให้ทราบถึง ตาแหน่งหน่วยของข้อมูลที่จะนามาคานวณว่าอยูใ่ นตาแหน่ง
(Address) ใดของหน่วยความจา
2) ภาษาที่ใช้สัญลักษณ์ (Symbolic
Language) ได้ปรับปรุ งให้ง่ายขึ้นโดยสร้างรหัส (Mnemonic Code) และสัญลักษณ์ (Symbol)
แทนตัวเลขซึ่งเรี ยกชื่อภาษาว่า ภาษาที่ใช้สัญลักษณ์
ลักษณะโครงสร้างของภาษาสัญลักษณ์จะใกล้เคียงกับภาษาเครื่ องมากคือ ประกอบด้วย 2
ส่ วนที่เรี ยกว่า Op - Code และ Operands โดยใช้อกั ษรที่มีความหมายและเข้าใจง่ายแทนตัวเลข
3) ภาษาระดับสู ง (High - Level
Language) เนื่องจากภาษาที่ใช้สัญลักษณ์ยงั คงยากต่อการเข้าใจของมนุษย์
ประกอบกับความเจริ ญทางด้านซอฟต์แวร์มีมากขึ้น
จึงได้มีการพัฒนาให้เป็ นคาสั่งที่มีความหมายเหมือนกับภาษาที่มนุษย์ใช้กนั
เพื่อให้สะดวกกับผูเ้ ขียนโปรแกรม เช่น ใช้คาว่า PRINT หรื อ WRITE แทนการสั่งพิมพ์
หรื อแสดงคาว่าใช้คาว่า READ แทนการรับค่าข้อมูลเข้าสู่ เครื่ องคอมพิวเตอร์ เป็ นต้น
ภาษาระดับสู ง ตัวอย่างเช่น Visual Basic, C, C++, Java เป็ นต้น
- คอมไพเลอร์
(Compiler) เป็ นโปรแกรมภาษาซึ่งทาหน้าที่แปลคาสั่งในโปรแกรมต้นฉบับที่เขียนด้วยภาษาโป
รแกรมระดับสู งตามลาดับของชุดคาสั่งและข้อมูลที่คอมพิวเตอร์สามารถปฏิบตั ิการได้
- อินเทอร์พรี เตอร์
(Interpreter) เป็ นโปรแกรมภาษาซึ่งทาหน้าที่แปลคาสั่งในโปรแกรมต้นฉบับที่เขียนด้วยภาษาโ
ปรแกรมระดับสู ง และปฏิบตั ิการตามคาสั่งโดยตรงจากโปรแกรมต้นฉบับทันที
จะแปลคาสั่งครั้งละหนึ่งคาสั่ง แล้วประมวลผลในทันที หลังจากนั้น

18

จะรับคาสั่งถัดไปเพื่อแปลเป็ นภาษาเครื่ อง แล้วประมวลผลทันที
เช่นนี้เรื่ อยไปจนกว่าจะจบโปรแกรม หรื อพบที่ผดิ พลาดทางไวยากรณ์ในคาสั่งที่รับมาแปล

- ยุคของภาษาคอมพิวเตอร์
- ยุคที่ 1 (First Generation Language : 1GL) เป็ นภาษาระดับต่า
(Low - Level Language) ประกอบด้วยเลขฐานสอง ได้แก่ 0 และ 1 หรื อเรี ยกว่า "ภาษาเครื่ อง
(Machine Language)"
- ยุคที่ 2 (Second Generation Language :
2GL) ได้มีผพู ้ ฒั นาให้มีการใช้สัญลักษณ์แทนตัวเลขฐานสอง เรี ยกว่า "ภาษาสัญลักษณ์ (Symbol
Language)" คือ ภาษาอังกฤษ จะเป็ นคาสั่งสั้น ๆ ที่จาได้ง่าย เรี ยกว่า "นิวมอนิกโค้ด (Nemonic
Code)" ทาให้นกั เขียนโปรแกรมสามารถเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างภาษาสัญลักษณ์
ได้แก่ ภาษา Assembly และเนื่องจากเป็ นภาษาสัญลักษณ์ จึงต้องใช้ตวั แปลภาษา
เพื่อทาให้เป็ นภาษาเครื่ องก่อน ด้วยตัวแปลภาษาที่เรี ยกว่า "Assembler"
- ยุคที่ 3 (Third Generation Language :
3GL) ภาษาสัญลักษณ์ได้มีการพัฒนาเพิม่ มากขึ้น ทาให้สามารถแทนตัวเลขฐานสองได้เป็ นคา
ทาให้กลายเป็ นภาษาที่มีไวยากรณ์ที่เข้าใจและเขียนได้ง่ายขึ้น คาสัง่ สั้นและกระชับมากขึ้น เช่น
ภาษา BASIC, COBOL, Pascal
- ยุคที่ 4 (Fourth Generation Language :
4GL) ได้มีการพัฒนารู ปแบบการเขียนโปรแกรมจากยุคที่ 3 ที่จดั ว่าเป็ นการเขียนแบบ
Procedural ให้กลายเป็ นการเขียนแบบ Non - Procedural
ที่สามารถกระโดดไปทาคาสั่งใดก่อนก็ได้ตามที่โปรแกรมเขียนไว้ นอกจากนี้
จุดเด่นของภาษาในยุคนี้เริ่ มจากการเขียนคาสั่งให้ผใู ้ ช้สามารถจัดการกับข้อมูลในฐานข้อมูลได้แ
ละพัฒนาต่อมากลายเป็ นการเขียนคาสั่งให้ได้โปรแกรมที่มีส่วนติดต่อกับผูใ้ ช้แบบกราฟิ กมากขึ้
น และพัฒนาจนมาถึงการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object - Oriented Programming) เช่น ภาษา
C++, Visual C++, Delphi, Visual Basic เป็ นต้น
ปัจจุบนั มีภาษาที่ใช้หลักการของโปรแกรมเชิงวัตถุที่นิยมใช้ เช่น ภาษา Java
- ยุคที่ 5 (Fifth Generation Language :
5GL) เป็ นภาษาที่ใช้สาหรับพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อระบบผูเ้ ชี่ยวชาญ (Expert System : ES)

19

และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ภาษาในยุคที่ 5 เรี ยกว่า "ภาษาธรรมชาติ
(Natural Language)" คือ ไม่ตอ้ งสนใจถึงคาสั่งหรื อลาดับของข้อมูลที่ถูกต้อง
ผูใ้ ช้เพียงแต่พิมพ์สิ่งที่ตอ้ งการลงในเครื่ องคอมพิวเตอร์เป็ นคาหรื อประโยคตามที่ผใู ้ ช้เข้าใจ
คอมพิวเตอร์จะพยายามแปลคาหรื อประโยคเหล่านั้นเพื่อทาตามคาสั่ง
แต่ถา้ ไม่สามารถแปลให้เข้าใจได้ ก็จะมีคาถามกลับมาถามผูใ้ ช้เพื่อยืนยันความถูกต้อง
โปรแกรมยูทิลิต้ ี (Utility Software) เป็ นโปรแกรมที่ให้บริ การต่าง ๆ เช่น
การจัดเรี ยงข้อมูลตามหลักใดหลักหนึ่ง (Sort) รวมแฟ้ มข้อมูลที่เรี ยงลาดับแล้วเข้าด้วยกัน
(Merge) หรื อย้ายข้อมูลจากอุปกรณ์รับส่ งอย่างหนึ่งไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่ง
ประกอบด้วยโปรแกรมต่าง ๆ ได้แก่ Editor, Debugging, Copy
2 ซอฟต์ แวร์ ประยุกต์ (Application
Software) เป็ นโปรแกรมหรื อชุดคาสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อให้เครื่ องคอมพิวเตอร์ทางานเฉพาะอย่างหรื
อเฉพาะด้าน
ประเภทของซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) มี 2 ประเภท คือ
ซอฟต์แวร์สาหรับงานทัว่ ไปหรื อซอฟต์แวร์สาเร็จรู ป
- ซอฟต์แวร์เกี่ยวกับระบบจัดการ
- ซอฟต์แวร์ประมวลผลคา
- ซอฟต์แวร์กระดานคานวณ
- ซอฟต์แวร์จดั การข้อมูลด้านงานธุรกิจ
- ซอฟต์แวร์นาเสนอ (Presentation Software)
- ซอฟต์แวร์เพื่อการติดต่อสื่ อสารและเข้าถึงข้อมูล
ซอฟต์แวร์สาหรับงานเฉพาะด้าน
เป็ นโปรแกรมที่ผลิตขึ้นมาเพื่อทางานอย่างใดอย่างหนึ่ง
และไม่สามารถทางานอื่นได้ เช่น โปรแกรมระบบบัญชี โปรแกรมช่วยงานอุตสาหกรรม เป็ นต้น

20

ระบบเครือข่ ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information
Technology: IT) หรือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร
(Information and Communication Technologies: ICTs) ก็คือ
เทคโนโลยีสองด้านหลัก ๆ ที่ประกอบด้วยเทคโนโลยีระบบคอมพิวเตอร์ และ
เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมที่ผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ในกระบวนการจัดหา จัดเก็บ สร้าง
และเผยแพร่ สารสนเทศในรู ปต่าง ๆ ไม่วา่ จะเป็ นเสี ยง ภาพ ภาพเคลื่อนไหว
ข้อความหรื อตัวอักษร และตัวเลข เพื่อเพิม่ ประสิ ทธิ ภาพ ความถูกต้อง ความแม่นยา
และความรวดเร็วให้ทนั ต่อการนาไปใช้ประโยชน์

ความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมี 5 ประการ ได้ แก่
ประการแรก การสื่ อสารถือเป็ นสิ่ งจาเป็ นในการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์
สิ่ งสาคัญที่มีส่วนในการพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ประกอบด้วย Communications media,
การสื่ อสารโทรคมนาคม (Telecoms), และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
ประการที่สอง
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารประกอบด้วยผลิตภัณฑ์หลักที่มากไปกว่าโทรศัพท์และคอ
มพิวเตอร์ เช่น แฟกซ์, อินเทอร์เน็ต, อีเมล์ ทาให้สารสนเทศเผยแพร่ หรื อกระจายออกไปในที่ต่าง
ๆ ได้สะดวก
ประการที่สาม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารมีผลให้การใช้งานด้านต่าง ๆ
มีราคาถูกลง
ประการที่สี่ เครื อข่ายสื่ อสาร (Communication networks)
ได้รับประโยชน์จากเครื อข่ายภายนอก เนื่องจากจานวนการใช้เครื อข่าย จานวนผูเ้ ชื่อมต่อ
และจานวนผูท้ ี่มีศกั ยภาพในการเข้าเชื่อมต่อกับเครื อข่ายนับวันจะเพิ่มสู งขึ้น

21

ประการที่หา้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารทาให้ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์
และต้นทุนการใช้ ICT มีราคาถูกลงมาก

องค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนั้นอาจกล่าวได้วา่ ประกอบขึ้นจากเทคโนโลยีสองสาขาหลักคือ
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
สาหรับรายละเอียดพอสังเขปของแต่ละเทคโนโลยีมีดงั ต่อไปนี้คือ

1. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์เป็ นเครื่ องอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถจดจาข้อมูลต่าง ๆ
และปฏิบตั ิตามคาสั่งที่บอก เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทางานอย่างใดอย่างหนึ่งให้
คอมพิวเตอร์น้ นั ประกอบด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ต่อเชื่อมกันเรี ยกว่า ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์น้ ีจะต้องทางานร่ วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรื อที่เรี ยกกันว่า
ซอฟต์แวร์ (Software) (มหาวิทยาลัยสุ โขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2546: 4)
ฮาร์ดแวร์ ประกอบด้วย 5 ส่ วน คือ
อุปกรณ์ รับข้ อมูล (Input) เช่น แผงแป้ นอักขระ (Keyboard), เมาส์,
เครื่ องตรวจกวาดภาพ (Scanner), จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen),
เครื่ องอ่านบัตรแถบแม่เหล็ก (Magnetic Strip Reader), และเครื่ องอ่านรหัสแท่ง (Bar Code
Reader)
อุปกรณ์ ส่งข้ อมูล (Output) เช่น จอภาพ (Monitor), เครื่ องพิมพ์ (Printer),
และเทอร์มินลั
หน่วยประมวลผลกลาง จะทางานร่ วมกับหน่วยความจาหลักในขณะคานวณหรื อประมวลผล
โดยปฏิบตั ิหน้าที่ตามคาสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์
โดยการดึงข้อมูลและคาสัง่ ที่เก็บไว้ไว้ในหน่วยความจาหลักมาประมวลผล
หน่วยความจาหลัก มีหน้าที่เก็บข้อมูลที่มาจากอุปกรณ์รับข้อมูลเพื่อใช้ในการคานวณ

22

และผลลัพธ์ของการคานวณก่อนที่จะส่ งไปยังอุปกรณ์ส่งข้อมูล
รวมทั้งการเก็บคาสั่งขณะกาลังประมวลผล
หน่วยความจาสารอง ทาหน้าที่จดั เก็บข้อมูลและโปรแกรมขณะยังไม่ได้ใช้งาน
เพื่อการใช้ในอนาคต
ซอฟต์แวร์
เป็ นองค์ประกอบที่สาคัญและจาเป็ นมากในการควบคุมการทางานของเครื่ องคอมพิวเตอร์
ซอฟต์แวร์สามารถแบ่งออกได้เป็ น 2 ประเภท คือ
ซอฟต์แวร์ระบบ มีหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในระบบคอมพิวเตอร์
และเป็ นตัวกลางระหว่างผูใ้ ช้กบั คอมพิวเตอร์หรื อฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ระบบสามารถแบ่งเป็ น 3
ชนิดใหญ่ คือ
1. โปรแกรมระบบปฏิบตั ิการ ใช้ควบคุมการทางานของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พ่วงต่
อกับเครื่ องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้กนั ในปัจจุบนั เช่น UNIX, DOS, Microsoft
Windows
2. โปรแกรมอรรถประโยชน์ ใช้ช่วยอานวยความสะดวกแก่ผใู ้ ช้เครื่ องคอมพิวเตอร์ในร
ะหว่างการประมวลผลข้อมูลหรื อในระหว่างที่ใช้ เครื่ องคอมพิวเตอร์
ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้กนั ในปัจจุบนั เช่น โปรแกรมเอดิเตอร์ (Editor)
3. โปรแกรมแปลภาษา ใช้ในการแปลความหมายของคาสั่งที่เป็ นภาษาคอมพิวเตอร์ให้
อยูใ่ นรู ปแบบที่เครื่ องคอมพิวเตอร์เข้าใจ และทางานตามที่ ผูใ้ ช้ตอ้ งการ
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็ นโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อทางานเฉพาะด้านตามความต้องการ
ซึ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์น้ ีสามารถแบ่งเป็ น 3 ชนิด คือ
1. ซอฟต์แวร์ประยุกต์เพื่องานทัว่ ไป
เป็ นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานทัว่ ไปไม่เจาะจงประเภทของธุรกิจ ตัวอย่าง เช่น Word
Processing, Spreadsheet, Database Management เป็ นต้น
2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน
เป็ นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในธุรกิจเฉพาะ ตามแต่วตั ถุประสงค์ของการนาไปใช้
3. ซอฟต์แวร์ประยุกต์อื่น ๆ เป็ นซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง และอื่น
ๆ นอกเหนือจากซอฟต์แวร์ประยุกต์สองชนิดข้างต้น ตัวอย่าง เช่น Hypertext, Personal

23

Information Management และซอฟต์แวร์เกมต่าง ๆ เป็ นต้น

2. เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ใช้ในการติดต่อสื่ อสารรับ/ส่ งข้อมูลจากที่ไกล ๆ
เป็ นการส่ งของข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์หรื อเครื่ องมือที่อยูห่ ่างไกลกัน
ซึ่งจะช่วยให้การเผยแพร่ ขอ้ มูลหรื อสารสนเทศไปยังผูใ้ ช้ในแหล่งต่าง ๆ เป็ นไปอย่างสะดวก
รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน และทันการณ์ ซึ่งรู ปแบบของข้อมูลที่รับ/ส่ งอาจเป็ นตัวเลข (Numeric
Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ (Image) และเสี ยง (Voice)
เทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่ อสารหรื อเผยแพร่ สารสนเทศ ได้แก่
เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบโทรคมนาคมทั้งชนิดมีสายและไร้สาย เช่น ระบบโทรศัพท์, โมเด็ม,
แฟกซ์, โทรเลข, วิทยุกระจายเสี ยง, วิทยุโทรทัศน์ เคเบิ้ลใยแก้วนาแสง คลื่นไมโครเวฟ
และดาวเทียม เป็ นต้น สาหรับกลไกหลักของการสื่ อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพื้นฐาน 3
ส่ วน ได้แก่ ต้นแหล่งของข้อความ (Source/Sender), สื่ อกลางสาหรับการรับ/ส่ งข้อความ
(Medium), และส่ วนรับข้อความ (Sink/Decoder) ดังแผนภาพต่อไปนี้ คือ
สาหรับกลไกหลักของการสื่ อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่ วน ได้แก่
ต้นแหล่งของข้อความ (Source/Sender), สื่ อกลางสาหรับการรับ/ส่ งข้อความ (Medium),
และส่ วนรับข้อความ (Sink/Decoder)
นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจาแนกตามลักษณะการใช้งานได้เป็ น 6
รู ปแบบ ดังนี้ต่อไปนี้ คือ
1. เทคโนโลยีที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เช่น ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศ, กล้องดิจิทลั ,
กล้องถ่ายวีดีทศั น์, เครื่ องเอกซเรย์ ฯลฯ
2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล จะเป็ นสื่ อบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เช่น เทปแม่เหล็ก,
จานแม่เหล็ก, จานแสงหรื อจานเลเซอร์ , บัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ
3. เทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ท้ งั ฮาร์ดแวร์
และซอฟต์แวร์
4. เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผลข้อมูล เช่น เครื่ องพิมพ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ
5. เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดทาสาเนาเอกสาร เช่น เครื่ องถ่ายเอกสาร,
เครื่ องถ่ายไมโครฟิ ล์ม

24

6. เทคโนโลยีสาหรับถ่ายทอดหรื อสื่ อสารข้อมูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น
โทรทัศน์, วิทยุกระจายเสี ยง, โทรเลข, เทเล็กซ์
และระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ท้ งั ระยะใกล้และไกล
ลักษณะของข้อมูลหรื อสารสนเทศที่ส่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์และการสื่ อสาร ดังนี้
ข้อมูลหรื อสารสนเทศที่ใช้กนั อยูท่ วั่ ไปในระบบสื่ อสาร เช่น ระบบโทรศัพท์
จะมีลกั ษณะของสัญญาณเป็ นคลื่นแบบต่อเนื่องที่เราเรี ยกว่า "สัญญาณอนาลอก"
แต่ในระบบคอมพิวเตอร์จะแตกต่างไป
เพราะระบบคอมพิวเตอร์ใช้ระบบสัญญาณไฟฟ้ าสู งต่าสลับกัน เป็ นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง
เรี ยกว่า "สัญญาณดิจิตอล" ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะส่ งผ่านสายโทรศัพท์
เมื่อเราต้องการส่ งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่ องหนึ่งไปยังเครื่ องอื่น ๆ ผ่านระบบโทรศัพท์
ก็ตอ้ งอาศัยอุปกรณ์ช่วยแปลงสัญญาณเสมอ ซึ่งมีชื่อเรี ยกว่า "โมเด็ม" (Modem)

ความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
สามารถอธิบายความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมด้านต่าง ๆ ของผูค้ นไว้หลายประการดังต่อไปนี้ (จอห์น ไนซ์บิตต์ อ้างถึงใน ยืน
ภู่วรวรรณ)
ประการที่หนึ่ง เทคโนโลยีสารสนเทศ
ทาให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็ นสังคมสารสนเทศ
ประการที่สอง
เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็ นเศรษฐกิจโลก
ที่ทาให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ
ความเชื่อมโยงของเครื อข่ายสารสนเทศทาให้เกิดสังคมโลกาภิวฒั น์
ประการที่สาม เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้องค์กรมีลกั ษณะผูกพัน
มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง
และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็ นเครื อข่าย
การดาเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์
และการสื่ อสารโทรคมนาคมเป็ นตัวสนับสนุน

25

เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว
ประการที่สี่ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นเทคโนโลยีแบบสุ นทรี ยสัมผัส
และสามารถตอบสนองตามความต้องการการใช้เทคโนโลยีในรู ปแบบใหม่ที่เลือกได้เอง
ประการที่หา้
เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้เกิดสภาพทางการทางานแบบทุกสถานที่และทุกเวลา
ประการที่หก เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดาเนินการระยะยาวขึ้น
อีกทั้งยังทาให้วิถีการตัดสิ นใจ หรื อเลือกทางเลือกได้ละเอียดขึ้น
กล่าวโดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาททีส่ าคัญในทุกวงการ
มีผลต่ อการเปลีย่ นแปลงโลกด้ านความเป็ นอยู่ สั งคม เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์
เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมือง ตลอดจนการวิจัยและการพัฒนาต่ าง ๆ

ปัจจัยที่ทาให้ เกิดความล้มเหลวในการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
จากงานวิจยั ของ Whittaker (1999: 23) พบว่า
ปัจจัยของความล้มเหลวหรื อความผิดพลาดที่เกิดจากการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์ก
าร มีสาเหตุหลัก 3 ประการ ได้แก่
1. การขาดการวางแผนที่ดีพอ โดยเฉพาะอย่างยิง่ การวางแผนจัดการความเสี่ ยงไม่ดีพอ
ยิง่ องค์การมีขนาดใหญ่มากขึ้นเท่าใด
การจัดการความเสี่ ยงย่อมจะมีความสาคัญมากขึ้นเป็ นเงาตามตัว ทาให้ค่าใช้จ่ายด้านนี้เพิ่มสู งขึ้น
2. การนาเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้งาน
การนาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในองค์การจาเป็ นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะข
องธุรกิจหรื องานที่องค์การดาเนินอยู่
หากเลือกใช้เทคโนโลยีที่ไม่สอดรับกับความต้องการขององค์การแล้วจะทาให้เกิดปัญหาต่าง ๆ
ตามมา และเป็ นการสิ้ นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ
3. การขาดการจัดการหรื อสนับสนุนจากผูบ้ ริ หารระดับสู ง
การที่จะนาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้งานในองค์กร

26

หากขาดซึ่งความสนับสนุนจากผูบ้ ริ หารระดับสู งแล้วก็ถือว่าล้มเหลวตั้งแต่ยงั ไม่ได้เริ่ มต้น
การได้รับความมัน่ ใจจากผูบ้ ริ หารระดับสู งเป็ นก้าวย่างที่สาคัญและจาเป็ นที่จะทาให้การนาเทคโ
นโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การประสบความสาเร็จ
สาหรับสาเหตุของความล้มเหลวอื่น ๆ
ที่พบจากการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เช่น ใช้เวลาในการดาเนินการมากเกินไป (Schedule
overruns), นาเทคโนโลยีที่ล้ าสมัยหรื อยังไม่ผา่ นการพิสูจน์มาใช้งาน (New or unproven
technology), ประเมินแผนความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไม่ถูกต้อง,
ผูจ้ ดั จาหน่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Vendor)
ที่องค์การซื้อมาใช้งานไม่มีประสิ ทธิภาพและขาดความรับผิดชอบ
และระยะเวลาของการพัฒนาหรื อนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้จนเสร็ จสมบูรณ์ใช้เวลาน้อยกว่
าหนึ่งปี
นอกจากนี้ ปัจจัยอื่น ๆ
ที่ทาให้การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ไม่ประสบความสาเร็จในด้านผูใ้ ช้งานนั้น
อาจสรุ ปได้ดงั นี้ คือ
1. ความกลัวการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ
ผูค้ นกลัวที่จะเรี ยนรู ้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
รวมทั้งกลัวว่าเทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามาลดบทบาทและความสาคัญในหน้าที่การงานที่รับผิ
ดชอบของตนให้ลดน้อยลง จนทาให้ต่อต้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
2. การไม่ติดตามข่าวสารความรู ้ดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสม่าเสมอ
เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก
หากไม่มนั่ ติดตามอย่างสม่าเสมอแล้วจะทาให้กลายเป็ นคนล้าหลังและตกขอบ
จนเกิดสภาวะชะงักงันในการเรี ยนรู ้และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
3. โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศกระจายไม่ทวั่ ถึง
ทาให้ขาดความเสมอภาคในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
หรื อเกิดการใช้กระจุกตัวเพียงบางพื้นที่ ทาให้เป็ นอุปสรรคในการใช้งานด้านต่าง ๆ ตามมา เช่น
ระบบโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสู ง ฯลฯ

27

การประยุกต์ ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศในสาขาการศึกษา
การเรียนรู้แบบออนไลน์ (E-learning)
การเรี ยนรู ้แบบออนไลน์ หรื อ E-learning การเรี ยนรู ้แบบออนไลน์เป็ นการศึกษา
เรี ยนรู ้ผา่ นเครื อข่ายคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต (Internet) หรื ออินทราเน็ต (Intranet)
เป็ นการเรี ยนรู ้ดว้ ยตัวเอง ผูเ้ รี ยนจะได้เรี ยนตามความสามารถและความสนใจของตน
โดยเนื้อหาของบทเรี ยนซึ่ งประกอบด้วย ข้อความ รู ปภาพ เสี ยง วิดีโอและมัลติมีเดียอื่นๆ
จะถูกส่ งไปยังผูเ้ รี ยนผ่านเว็บเบราว์เซอร์(Web Browser) โดยผูเ้ รี ยน ผูส้ อน
และเพื่อนร่ วมชั้นเรี ยนทุกคน สามารถติดต่อ ปรึ กษา
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้เช่นเดียวกับการเรี ยนในชั้นเรี ยนปกติ
โดยอาศัยเครื่ องมือการติดต่อสื่ อสารที่ทนั สมัย สาหรับทุกคนที่สามารถเรี ยนรู ้ได้ทุกเวลา
และทุกสถานที่ (Learn for all : anyone, anywhere and anytime)
ซึ่งการให้บริ การการเรี ยนแบบออนไลน์ มีองค์ประกอบที่สาคัญ 4 ส่ วน
โดยแต่ละส่ วนจะต้องได้รับการออกแบบเป็ นอย่างดี
เพราะเมื่อนามาประกอบเข้าด้วยกันแล้วระบบทั้งหมดจะต้องทางานประสานกันได้อย่างลงตัวดั
งนี้
1) เนื้อหาของบทเรี ยน
2) ระบบบริ หารการเรี ยน ทาหน้าที่เป็ นศูนย์กลาง กาหนดลาดับของเนื้อหาในบทเรี ยน
เราเรี ยกระบบนี้วา่ ระบบบริ หารการเรี ยน (E-Learning Management System : LMS)
ดังนั้นระบบบริ หารการเรี ยนจึงเป็ นส่ วนที่เอื้ออานวยให้ผเู ้ รี ยนได้ศึกษาเรี ยนรู ้ได้ดว้ ยตนเองจนจ
บหลักสู ตร
3) การติดต่อสื่ อสาร การเรี ยนแบบ E-learning นารู ปแบบการติดต่อสื่ อสารแบบ 2 ทาง
มาใช้ประกอบในการเรี ยน โดยเครื่ องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่ อสารอาจแบ่งได้เป็ น 2 ประเภทคือ
ประเภทReal-time ได้แก่ Chat (message, voice), White board/Text slide, Real-time
Annotations, Interactive poll, Conferencing และอื่นๆ ส่ วนอีกแบบคือ ประเภท Non real-time
ได้แก่ Web-board, E-mail

28

บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction - CAI)
บทเรี ยนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะเสนอสารสนเทศที่ได้ผา่ นกระบวนการสร้างและพิจารณามาเป็
นอย่างดี โดยมีเนื้อหาวิชาหรื อสารสนเทศ แบบฝึ กหัด
การทดสอบและการให้ขอ้ มูลป้ อนกลับให้ผเู ้ รี ยนได้ตอบสนองต่อบทเรี ยนได้ตามระดับความสา
มารถของตนเอง เนื้อหาวิชาที่นาเสนอจะอยูใ่ นรู ปมัลติมีเดีย ซึ่งประกอบด้วย อักษร รู ปภาพ
เสี ยง และ/หรื อ ทั้งภาพและเสี ยง
ซึ่งมีพ้นื ฐานมาจากการนาหลักการเบื้องต้นทางจิตวิทยาการเรี ยนรู ้มาใช้ในการออกแบบ
โดยอาศัยพฤติกรรมการเรี ยนรู ้ (Learning Behavior) ทฤษฎีการเสริ มแรง (Reinforcement
Theory) ทฤษฎีการวางเงื่อนไขปฏิบตั ิ (Operant Conditioning Theory)
ซึ่งถือว่าความสัมพันธ์ระหว่างสิ่ งเร้ากับการตอบสนองและการเสริ มแรงเป็ นสิ่ งสาคัญ
โดยมีจุดมุ่งหมายนาผูเ้ รี ยนไปสู่ การเรี ยนรู ้อย่างมีประสิ ทธิภาพซึ่งอาศัยการสอนที่มีการวางโปรแ
กรมไว้ล่วงหน้า
เป็ นการให้ผเู ้ รี ยนมีโอกาสเรี ยนรู ้ได้ดว้ ยตนเองและมีผลย้อนกลับทันทีและเรี ยนรู ้ไปทีละขั้นตอ
นอย่างเหมาะสมตามความต้องการและความสามารถของตน
วีดิทศั น์ ตามอัธยาศัย (Video on Demand - VOD)
การจัดการฐานข้อมูลต้องอาศัยโปรแกรมที่ทาหน้าที่ในการกาหนดลักษณะข้อมูลที่จะเก็บไว้ใน
ฐานข้อมูล อานวยความสะดวกในการบันทึกข้อมูลลงในฐานข้อมูล
กาหนดผูท้ ี่ได้รับอนุญาตให้ใช้ฐานข้อมูลได้ พร้อมกับกาหนดด้วยว่าให้ใช้ได้แบบใด เช่น
ให้อ่านข้อมูลได้อย่างเดียวหรื อให้แก้ไขข้อมูลได้ดว้ ย
นอกจากนั้นยังอานวยความสะดวกในการค้นหาข้อมูล การแก้ไขปรับปรุ งข้อมูล
ตลอดจนการจัดทาข้อมูลสารองด้วย
โดยอาศัยโปรแกรมที่เรี ยกว่า ระบบการจัดการฐานข้ อมูล(Database Management System:
DBMS) ซึ่งโปรแกรมที่ได้รับความนิยมในการจัดการฐานข้อมูล ได้แก่ Microsoft Access,
Oracle, Informix, dBase, FoxPro, และ Paradox เป็ นต้น
หนังสื ออิเล็กทรอนิกส์ (E-books )
หนังสื ออิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถอ่านได้ทางอินเทอร์เน็ต
สาหรับเครื่ องมือที่จาเป็ นต้องมีในการอ่านหนังสื อประเภทนี้กค็ ือฮาร์ดแวร์ประเภทเครื่ องคอมพิ
วเตอร์หรื ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอื่นๆ

29

พร้อมทั้งติดตั้งระบบปฏิบตั ิการหรื อซอฟต์แวร์ที่ใช้อ่านข้อความต่างๆ ตัวอย่างเช่น
ออแกไนเซอร์แบบพกพา พีดีเอ เป็ นต้น ส่ วนการดึงข้อมูล E-books
ซึ่งจะอยูบ่ นเว็บไซต์ที่ให้บริ การทางด้านนี้มาอ่านก็จะใช้วธิ ีการดาวน์โหลดผ่านทางอินเทอร์เน็ต
เป็ นส่ วนใหญ่
ลักษณะไฟล์ของ E-books หากนักเขียนหรื อสานักพิมพ์ตอ้ งการสร้าง E-books
จะสามารถเลือกได้สี่รูปแบบ คือ Hyper Text Markup Language (HTML), Portable Document
Format (PDF), Peanut Markup Language (PML) และ Extensive Markup Language (XML)
ห้ องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (E-library)
ในปัจจุบนั สังคมไทยเราอยูใ่ นยุคข่าวสาร ทาให้มีการกระจายข้อมูลข่าวสารได้อย่าง
ดังนั้นห้องสมุดจึงต้องเปลี่ยนแปลงระบบการทางานด้านต่างๆ
โดยเฉพาะงานด้านบริ การจะมีบทบาทที่เด่นชัด
ความต้องการของผูใ้ ช้บริ การจึงเป็ นแรงผลักดันให้ห้องสมุดเปลี่ยนการให้บริ การงานห้องสมุดม
าเป็ นระบบอัตโนมัติ เช่น
1) ระบบที่สามารถให้บริ การและตรวจสอบได้
2) ระบบบริ การยืม - คืน ทรัพยากรด้วยแถบรหัสบาร์โค้ด
3) ระบบบริ การสื บค้นข้อมูลทรัพยากร
4) ระบบตรวจเช็คสถิติการใช้บริ การห้องสมุด
5) ระบบตรวจเช็คสถิติการยืม - คืนทรัพยากร
6) การสารวจทรัพยากรประจาปี

30

เอกสารอ้ างอิง
http://community.blogtika.com/?title=socialnetwork&more=1&c=1&tb=1&pb=1
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=226b26f6b652e89c
http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/network/it/index.html
http://evyshare.com/PD103699-Product-.html