สำำนักงำนคณะกรรมกำรวิจัยแห่งชำติ

แบบ ว-1 ด

(ฉบับปรับปรุงปี
พ.ศ. 2554)

แบบเสนอโครงการวิจัย (research project)

ประกอบการเสนอของบประมาณ ประจำาปีงบประมาณ
พ.ศ. 2556 ตามมติคณะรัฐมนตรี
-----------------------------------ชื่อโครงการวิจัย (ภาษาไทย) การผลิตแผ่นกรองเมมเบ
รนแทรคเอตช์ด้วยปฏิกิริยานิ วเคลียร์ฟิชชัน
(ภาษาอังกฤษ) Production of Track Etch
Membrane Filters by Nuclear
Fission Reaction
ชื่อแผนงานวิจัย (ภาษาไทย) (กรณีเป็ นโครงกำรวิจัยภำยใต้
แผนงำนวิจัย)
(ภาษาอังกฤษ)
ส่วน ก

:

ลักษณะโครงการวิจัย
โครงกำรวิจัยใหม่

โครงกำรวิจัยต่อเนื่ องระยะเวลำ…….ปี ปี นี้ เป็ น
ปี ที่..….. รหัสโครงกำรวิจัย..…....….....…..
I ระบุความสอดคล้องของโครงการวิจัยกับ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตามแผน
พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่

11 (พ.ศ. 2555-2559)
II ระบุความสอดคล้องของโครงการวิจย
ั กับ
นโยบายและยุทธศาสตร์การวิจย
ั ของชาติ
ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2555-2559) (กรุณำระบุ
ควำมสอดคล้องเพียง 1 ยุทธศำสตร์ 1 กลยุทธ์
และ 1 แผนงำนวิจัย ที่มีควำมสอดคล้องมำกที่สุด
โดยโปรดดูรำยละเอียดในผนวก 2)
รอรำยละเอียดจำกสำำนักงำนคณะกรรมกำรพัฒนำกำรเศรษฐกิจและ

สังคมแห่งชำติ

แผนงำนวิจัย 3..ยุทธศำสตร์กำรวิจัยที่ 2 กำรสร้ำงศักยภำพ และควำมสำมำรถเพื่อกำรพัฒนำทำงเศรษฐกิจ กลยุทธ์กำรวิจัยที่ 3 พัฒนำประสิทธิภำพ กำรผลิตทำงอุตสำหกรรมให้เอื้อต่อกำรดำำเนิ น ธุรกิจอย่ำงยั่งยืน .1 กำรวิจย ั เกี่ยวกับกำรเพิ่ม ประสิทธิภำพกำรผลิตทำงอุตสำหกรรมเป้ ำ หมำย III ระบุความสอดคล้องของโครงการวิจัยกับ กลุ่มเรื่องเร่งด่วน (โปรดดูรำยละเอียดในผนวก 3) IV ระบุความสอดคล้องของโครงการวิจย ั กับ นโยบายรัฐบาล ส่วน ข : องค์ประกอบในการจัดทำาโครงการวิจัย 1. ผู้รับผิดชอบ [คณะผู้วิจัย บทบำทของนักวิจัยแต่ละคนใน กำรทำำวิจัย และสัดส่วนที่ทำำกำรวิจัย (%)] และหน่ วยงำน ประกอบด้วย หน่ วยงำนหลักและหน่ วยงำนสนับสนุน (1) นำงสำวนิ ภำวรรณ ปรมำธิกุล หัวหน้ำโครงกำร สัดส่วนที่ทำำกำรวิจัย 10% (2) นำงสุชำดำ พงษ์พัฒน์ ผู้ร่วมวิจัย ” 10% (3) นำยพิพัฒน์ พิเชษฐ์พงษ์ ผู้ร่วมวิจัย ” 10% (4) นำยวิเชียร รตนธงชัย ผู้ร่วมวิจัย ” 10% (5) นำงสำวพิริยำธร สุวรรณมำลำ ผู้ร่วมวิจัย ” 10% (6) นำงสำวสุวิมล เจตะวัฒนะ ผู้ร่วมวิจัย ” 10% (7) นำงสำวเกศินี เหมวิเชียร ผู้ร่วมวิจัย ” 10% (8) นำยรพพน พิชำ ผู้ร่วมวิจัย ” 10% (9) นำงสำวศรินรัตน์ วงษ์ลี ผู้ร่วมวิจัย ” 10% .

วัตถุประสงค์ของโครงกำรวิจัย เพื่ อผลิ ต แผ่ น กรองเมมเบรนแทรคเอตช์ ด้ ว ยฟิ ล์ ม โพลิ เ มอร์ โ ดยใช้ ป ฏิ กิ ริ ย ำนิ ว เคลี ย ร์ ฟิ ชชั น จำกยู เ รเนี ย มกั บ นิ วตรอนจำกเครื่ องปฏิ ก รณ์ ป รมำณู วิ จั ย ที่ มี รู พ รุ น ขนำด จำำเพำะได้ในระดับนำโนเมตรถึงระดับไมโครเมตร 7. คำำสำำคัญ (keywords) ของโครงกำรวิจัย .สำขำวิทยำศำสตร์เคมีและเภสัช 4.กำรพัฒนำทดลอง (experimental development) 3.สำขำวิทยำศำสตร์กำยภำพและคณิตศำสตร์ . สำขำวิชำกำรและกลุ่มวิชำที่ทำำกำรวิจัย (ผนวก 4) . filters.2. ขอบเขตของโครงกำรวิจัย 7.1 ทดสอบกำรเกิ ด ปฏิ กิ ริ ย ำนิ วเคลี ย ร์ ฟิ ชชั น ของ ยูเรเนี ย มในท่ออำบนิ วตรอนแบบเทอร์ มัล นิ ว ตรอนและ ท่ อ อำบแบบอิ พิ เ ทอร์ มั ล นิ วตรอนของเครื่ องปฏิ ก รณ์ ปรมำณูวิจัย .track etch. nuclear fission ควำมสำำคัญและที่มำของปั ญหำที่ทำำกำรวิจัย 5. membrane. แผ่ น กรองเมมเบรน (membrane filters) เป็ นวั ส ดุ สำำ คั ญ ที่ ใ ช้ ใ นกำรกรอง ซึ่ ง ส่ ว นใหญ่ นำำ เข้ ำ จำกต่ ำ งประเทศ โดยเฉพำะแผ่ น กรองเมมเบรนแทรคเอตช์ (track etch membrane filters) ซึ่ ง เป็ นแผ่ น กรองคุ ณ ภำพสู ง มี ข นำด จำำ เพำะ สำมำรถนำำ ไปประยุ ก ต์ ใ ช้ ไ ด้ ท้ั ง กำรกรองแยกวั ส ดุ แขวนลอยออกจำกสำรละลำย หรื อ ใช้ เ ป็ นแม่ แ บบในกำรขึ้ น รูปเพื่อผลิตวัสดุนำโน (nanomaterials) กำรผลิตแผ่นกรอง เมมเบรนแทรคเอตช์ท่ีสำมำรถกำำหนดขนำดของรูพรุนได้ตำม ควำมต้องกำร ตั้งแต่ระดับนำโนเมตรถึงระดับไมโครเมตร จะ เป็ นส่วนสนั บสนุนกำรวิจัยด้ำนวัสดุนำโนและกำรนำำ ไปใช้ใน กำรกรองระดับไมโครและระดับนำโนที่มีประสิทธิภำพ 6. ประเภทกำรวิจัย (ผนวก 4) .

ทฤษฎี สมมุติฐำน (ถ้ำมี) และกรอบแนวควำมคิดของ โครงกำรวิจัย กำรกรองเป็ นเทคนิ คกำรแยกวัตถุท่ีเป็ นสำรแขวนลอย ออกจำกสำรละลำย ซึ่งอำจเป็ นกำรกรองเพื่อทำำ ควำมสะอำด สำรละลำย หรือกรองเพื่อแยกหรือเก็บวัตถุท่ีแขวนลอย ควำม สำมำรถในกำรแยกวัตถุแขวนลอยออกจำกสำรละลำยขึ้นกับ ขนำดของรู ผ่ ำ น หรื อ ควำมสำมำรถในกำรแพร่ ผ่ ำ นของ ตั ว กลำงกรอง (filter media) ซึ่ ง กระบวนกำรกรองแบ่ ง ประเภทตำมขนำดของอนุภำคที่ต้องกำรกรอง โดยมีสเปกตรัม ของกำรกรอง (filtration spectrum) ดังรูปที่ 1 รูปที่ 1 สเปกตรัมของกำรกรอง ( ที่มำ http://www.com ) .3 ศึ ก ษำกระบวนกำรล้ ำ งกั ด รอยกั บ ขนำดของรู บ น ฟิ ล์มโพลิเมอร์แต่ละชนิ ด เช่น ฟิ ล์มโพลิคำร์บอเนต (PC) ฟิ ล์มโพลิเอทธิลีนเทเรฟทำเรท (PET) 7.wacofilters.4 ทดสอบอัตรำกำรไหลผ่ำนของสำรละลำยผ่ำนแผ่น กรองเมมเบรนแต่ละชนิ ด 7.ศึ ก ษำอั ต รำกำรเกิ ด รอยบนฟิ ล์ ม โพลิ เ มอร์ เ มื่ อได้ รับฟิ ชชันแฟรกเมนต์ (fiision fragment) จำกปฏิกิริยำ นิ วเคลียร์ฟิชชัน 7.2 8.

เมมเบรนเป็ นตั ว กลำงกรองแบบใช้ เ ยื่ อบำงที่ ย อมให้ เกิ ด กำรถ่ ำ ยเทมวลตำมชนิ ดหรื อ ขนำดที่ ถู ก เลื อ ก (semipermeable membrane) ซึ่ ง มี โ ครงสร้ ำ งที่ แ ตกต่ ำ งกั น 2 แบบ ได้ แ ก่ เมมเบรนแบบทึ บ (nonporous membrane) และแบบรูพรุน (microporous membrane) เ ม ม เ บ ร น แ บ บ ทึ บ มี ลั ก ษ ณ ะ ที่ เ นื้ อ วั ส ดุ ไ ม่ มี รู พ รุ น กระบวนกำรกรองเกิดจำกแรงขับดันเนื่ องจำกควำมดัน ควำม เข้ ม ข้ น หรื อ ควำมต่ ำ งศั ก ย์ ไ ฟฟ้ ำ ทำำ ให้ เ กิ ด กำรแพร่ ซึ ม ของ ส ำร ผ่ ำ น เ ม ม เ บร น ไ ปอี ก ด้ ำน ห นึ่ ง เ ม ม เ บร น แ บบ ทึ บ มี คุณสมบัติในกำรเลือกผ่ำน (selectivity) ชนิ ดของวัสดุได้ดีแต่ มีอัตรำกำรไหลผ่ำนต่อหน่ วยพื้นที่ (flux) ตำ่ำ เมมเบรนแบบรู พ รุ น มี รู ข นำดเล็ ก อยู่ ท่ั วพื้ นผิ ว ของ เมมเบรน มี ข นำดของรู พ รุ น ในกำรกรองอนุ ภ ำค 0.com/catalogue ) ปฏิ กิ ริ ย ำนิ ว เคลี ย ร์ ฟิ ชชั น เป็ นปฏิ กิ ริ ย ำที่ เ กิ ด ขึ้ น เมื่ อ นิ วเคลียสของอะตอมของธำตุหนัก (heavy elememnt) เช่น .01-10 ไมโครเมตร ทำำ ให้อนุภำคที่มีขนำดเล็กกว่ำรูพรุนผ่ำนเมมเบ รนไปได้ โดยทั่วไปเมมเบรนแบบนี้ จะมีอัตรำกำรแพร่ผ่ำนได้ สู ง แต่ มี ก ำรเลื อ กผ่ ำ นตำ่ ำ แผ่ น กรองเมมเบรนแบบรู พ รุ น ที่ จำำหน่ ำยในท้องตลำด มีกำรผลิตจำกฟิ ล์มโพลิเมอร์หลำยชนิ ด และมีโครงสร้ำงของรูพรุนแตกต่ำงกัน ดังรูปที่ 2 Mixed Cellulose Esters Cellulose Acetate polyvinylidene fluoride polyethersulf Polytetrafluor Coated Cellulose one oethylene Acetate รูปที่ 2 ภำพขยำยของแผ่นกรองเมมเบรนโพลิเมอร์แบบรูพรุน ( ที่มำ http://www.carlroth.

gsu.ยูเรเนี ยม ทอเรียม หรือพลูโทเนี ยม ได้รับนิ วตรอนทำำให้กลำย เป็ นนิ วเคลี ยสประกอบ (compound nucleus) ก่ อ นจะแตก ออกเป็ นสองส่วน หรือฟิ ชชันแฟรกเมนต์ (fission fragment) พร้ อมกั บปลดปล่ อยพลั ง งำน นิ ว ตรอน และรั ง สี อ อกมำ โดย พลังงำนส่วนใหญ่ท่ีปลดปล่อยออกมำเป็ นพลังงำนจลน์ของฟิ ช ชันแฟรกเมนต์ ดังข้อมูลในตำรำงที่ 1 รูปที่ 3 ปฏิกิรย ิ ำนิ วเคลียร์ฟิชชันของนิ วตรอนกับยูเรเนี ยม-235 ตำรำงที่ 1 พลังงำนที่ปลดปล่อยออกมำจำกปฏิกิริยำนิ วเคลียร์ ฟิ ชชันของยูเรเนี ยม-235 Form of Energy Released Amount of Energy Released (MeV)  Kinetic energy of two fission fragments  Immediate gamma rays  Delayed gamma rays -  Fission neutrons  Energy of decay products of fission fragments  Gamma rays  Beta particles  Neutrons Average total energy released 215 MeV ( ที่มำ http://hyperphysics.html#c3 ) แผ่นกรองเมมเบรนแทรคเอตช์ เป็ นเมมเบรนที่ทำำ ด้วย ฟิ ล์ ม บำงโพลิ เ มอร์ เจำะด้ ว ยอนุ ภ ำคนิ วเคลี ย ร์ พ ลั ง งำนสู ง ทำำให้มีรอยแฝง (latent track) ขนำดเล็ก และทำำ ให้เกิดเป็ น รู โ ด ย ก ำ ร กั ด ข ย ำ ย ร อ ย (track etching) ใ น ส ำ ร เ ค มี ที่ สำมำรถละลำยโพลิ เ มอร์ แ ต่ ล ะชนิ ดได้ โดยทั่ ว ไปอนุ ภ ำค นิ ว เคลี ย ร์ พ ลั ง งำนสู ง เมื่ อเคลื่ อนที่ ผ่ ำ นวั ส ดุ ท่ี เ ป็ นฉนวน จะ ทำำ ให้ เ กิ ด รอยแฝง และสำมำรถขยำยขนำดรอยได้ โ ดยกำร .phyastr.edu/hbase/nucene/u235chn.

advantecmfs. 6.2 N. กำรทบทวนวรรณกรรม/สำรสนเทศ (information) ที่เกี่ยวข้อง 9. 3.2.ล้ ำ งกั ด รอยในสำรละลำยที่ เ ป็ นกรดหรื อ ด่ ำ ง โดยอั ต รำกำร ขยำยขนำดของรอยจะแปรผันตำมเวลำที่ใช้ในกำรล้ำงกัดรอย ควำมเข้มข้นและอุณหภูมิของสำรละลำยที่ใช้ล้ำงกัดรอย แผ่น กรองเมมเบรนแทรคเอตช์ มีรู พรุ น ขนำดเล็ กและมี ข นำดใกล้ เคียงกัน จึงมีคุณสมบัติในกำรเลือกผ่ำนและกำรแพร่ผ่ำนได้ สูง เมมเบรนเป็ นโพลิเมอร์ท่ีมีผิวหน้ำเรียบ จึงไม่ทำำ ปฏิกิริยำ และไม่ทำำให้สำรที่กรองตกค้ำงบนแผ่นเมมเบรน รูปที่ 4 แผ่นกรองเมมเบรนแทรคเอตช์ใช้ฟิล์มโพลิคำร์บอเนต ( ที่ ม ำ http://www. 84Kr. 129Xe แ ล ะ 208Pb ใ ห้ มี พ ลั ง ง ำ น 6.5 แ ล ะ 11. Sertova และคณะ ทำำ กำรทดสอบกระบวนกำร ล้ำงกัดรอย โดยใช้เครื่องเร่งอนุภำคของไอออน 48Ca ใ ห้ มี พ ลั ง ง ำ น 9.1 MeV/n ต ำ ม ลำำ ดั บ ลงบนฟิ ล์ ม poly(vinylidene fluoride) หรื อ PVDF ควำมหนำ 25 ไมโครเมตร และล้ ำ งกั ด รอย ด้วยสำรละลำยโปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ ควำมเข้มข้น 9 mol/dm อุ ณ หภู มิ 80 เซลเซี ย ส พบว่ ำ ฟิ ล์ ม ที่ ผ่ ำ น กำรให้ค วำมร้ อ นที่ อุณ หภู มิ 120 เซลเซีย ส ก่อ นกำร ล้ำงกัดรอย จะทำำ ให้อัตรำกำรกัดรอยอนุภำคบนฟิ ล์ม มีค่ำสูงขึ้น [1] 9.3 MeV/u มี ฟ ลู เ อ น ซ์ (fluence) 2x108 ion/cm2 และเร่งอนุภำคของไอออน 208Pb ให้ มีพลังงำน 29 MeV/u มีฟลูเอนซ์ 7x109 ion/cm2 ยิง ล ง บน ฟิ ล์ ม โ พ ลิ ค ำ ร์ บ อเ น ต ที่ มี ค ว ำ ม ห น ำ 20-30 .1 Rosiah Rohani และคณะ ได้ใช้เครื่องเร่งอนุภำคยิง ข อ ง ไ อ อ อ น 58Ni.7.shtml ) 9.com/filtration/membranes/ mb_pc.

ไ ม โ ค ร เ ม ต ร จ ำ ก นั้ น นำำ ไ ป ฉ ำ ย ด้ ว ย รั ง สี อัลตร้ำไวโอเลต เป็ นเวลำ 30 นำที ก่อนจะล้ำงกัดรอย ด้วยสำรละลำยโซเดียมไฮดรอกไซด์ ควำมเข้มเข้น 5 นอร์ ม อล อุ ณ หภู มิ 40-60 เซลเซี ย ส เป็ นเวลำ 1-30 นำที และวั ด อั ต รำกำรสู ญ เสี ย มวลของฟิ ล์ ม จำกนำ้ ำ ห นั ก ที่ ล ด ล ง ร่ ว ม กั บ ก ำ ร วิ เ ค ร ำ ะ ห์ ค ลื่ น ใ ต้ แ ด ง (Infrared spectroscopy) ที่มีค่ำกำรดูดกลืนแสง IR 2970 cm-1. Cornelius แ ล ะ ค ณ ะ ใ ช้ เ ค รื่ อ ง อ นุ ภ ำ ค ยิ ง ไอออนของซี น อน (Xe) และยู เ รเนี ย ม (U) พลั ง งำน 11.4 T. IR 1365 cm-1 และ IR 830 cm-1 พบว่ำ ให้ผลสอดคล้องกัน ขณะที่ฟิล์มที่ยิงด้วยไอออนที่มีฟลู เอนซ์ สู ง มี อั ต รำกำรกั ด รอยตำ่ ำกว่ ำ ฟิ ล์ ม ที่ ยิ ง ด้ ว ย ไอออนที่มีฟลูเอนซ์ต่ ำำ [2] 9.4 MeV/n มี ฟ ลู เ อนซ์ 1x108 ion/cm2 ยิ ง ลงบน ฟิ ล์มโพลิเอทธิลีนเทเรฟทำเรท (PET) ควำมหนำ 12 ไมโครเมตร และฉำยด้ ว ยรั ง สี อั ล ตร้ ำ ไวโอเลต เป็ น เวลำ 1 ชั่ว โมง ก่ อ นนำำ ไปศึ ก ษำกระบวนกำรล้ ำ งกั ด รอย โดยใช้ ส ำรละลำยโปแตสเซี ย มไฮดรอกไซด์ ค ว ำ ม เ ข้ ม ข้ น 5 โมลำร์ ในนำ้ ำผสมเอทธำนอล 0-50% พบว่ ำ กำร เติ ม เอทธำนอลทำำ ให้ เ วลำในกำรล้ ำ งกั ด รอยลดลง โดยอัตรำกำรล้ำงกัดรอยแปรผันโดยตรงกับปริมำณ เอทธำนอล นอกจำกนั้นปริมำณเอทธำนอลมีผลต่อรูป ร่ำงของรอยอนุภำคในฟิ ล์ม PET โดยทำำ ให้มีลักษณะ เป็ นรูปทรงกรวยมำกขึ้น [3] 9.42 โวลต์ พ บว่ ำ อั ต รำกำรล้ ำ งกั ด รอยแปรผั น โดยตรง กับควำมเข้มข้นของสำรละลำย อุณหภูมิ และค่ำควำม ต่ำงศักย์ของสำรละลำยที่ใช้ล้ำงกัดรอย [4] .W.4 MeV/u ลงบนฟิ ล์ ม โพลิ ค ำร์ บ อเนตควำมหนำ 30 ไมโครเมตร แล้วฉำยด้วยรังสี อัลต้ ำไวโอเลตเป้ น เวลำ 1 ชั่ ว โมง จำกนั้ น ล้ ำ งกั ด รอยในสำรละลำยโซ เดียมไฮดรอกไซด์ ควำมเข้มข้น 1-6 โมลำร์ อุณหภูมิ 40-60 เซลเซียส ที่มีกระแสไฟฟ้ ำควำมต่ำงศักย์ 0.3 Wei Guo และคณะ ใช้ เ ครื่ องเร่ ง อนุ ภ ำคของไอออน ท อ ง (197Au) ใ ห้ มี พ ลั ง ง ำ น 11.

Enhancement of etch rate for preparation of nano-sized ion-track membranes of poly(vinylidene fluoride): Effect of pretreatment and high-LET beam irradiation. Shuichi Takahashi. Kay-Obbe Voss. Christina Trautmann. Sertova. Investigation of initial stage of chemical etching of ion tracks in polycarbonate.C.1 Rosiah Rohani.2 N. E. Nuclear Instruments and Methods in Physics Research B. Apel และคณะ ทดลองยิงไอออนของยูเรเนี ยม แ ล ะ นิ เ กิ ล พ ลั ง ง ำ น 11. Balanzat. Clochard และคณะทดลองยิงไอออนของตะกั่ว พลั ง งำน 0. 267 (2009) 554-557.4 MeV/u ลงบนฟิ ล์มโพลิคำร์บอเนต ควำมหนำ 30 ไมโครเมตร ที่ อุ ณ ห ภู มิ ห้ อ ง แ ล ะ ที่ อุ ณ ห ภู มิ 15 เคลวิน ล้ำงกัดรอยในสำรละลำยโซเดียมไฮดรอก ไซด์ ควำมเข้ ม ข้ น 5 โมลำร์ อุ ณ หภู มิ 40 เซลเซี ย ส ทำำ ให้ เ กิ ด รอยอนุ ภ ำคที่ มี ข นำดแปรตำมเวลำในกำร ล้ำงกัดรอย และฟิ ล์มที่ผ่ำนกำรยิงด้วยไอออนที่อุณภูมิ 15 เคลวิน มี ขนำดของรอยอนุ ภ ำคเล็ก กว่ ำ ฟิ ล์ ม ที่ ยิ ง ด้วยไอออนที่อุณหภูมิห้อง [6] 10. Toulemonde. . Yasunari Maekawa. M.633 MeV/amu ฟลู เ อนซ์ 108 ion/cm2 ลงบนฟิ ล์มโพลิคำร์บอเนตควำมหนำ 10 ไมโครเมตร แล้วล้ำงกัดรอยบนฟิ ล์มจำกด้ำนหนึ่ งด้วยสำรละลำย โ ซ เ ดี ย ม ไ ฮ ด ร อ ก ไ ซ ด์ ค ว ำ ม เ ข้ ม ข้ น 2 น อ ร์ ม อ ล อุณหภูมิ 65-80 เซลเซียส พบว่ำรอยอนุภำคมีลก ั ษณะ เป็ นรูปกรวย โดยมีเส้นผ่ำศูนย์กลำงแปรตำมเวลำใน กำรล้ ำ งกั ด รอย และเมื่ อใช้ ร อยอนุ ภ ำคในฟิ ล์ ม เป็ น แบบในกำรขึ้ น รู ป เส้ น ลวดนิ เกิ ล ขนำดนำโน (nikel nanowires) ทำำ ใ ห้ ไ ด้ เ ส้ น ล ว ด ที่ ด้ ำน ห นึ่ ง มี ปล ำย แหลมเป็ นรูปเข็ม [5] 9.6 P. เอกสำรอ้ำงอิงของโครงกำรวิจัย 10.9. Tetsuya Yamaki. C. Masaharu Asano.Yu. 10.5 M. Reinhard Neumann. Trautmann. Hiroshi Koshikawa. Shin Hasegawa.

Balanzat. Neumann. 265 (2007) 325-329. Wade.C. 267 (2009) 1039-1044. Spohr.3 Wei Guo. E. 265 (2006) 284-287.4 T. R. Nuclear Instruments and Methods in Physics Research B. J. Yugang Wang. 10. 10.5 M. R. T. Neumann. Trautmann. Blonskaya. Apel. ประโยชน์ ท่ี คำดว่ ำ จะได้ รั บ เช่ น กำรเผยแพร่ ใ น วำรสำร จดสิทธิบัตร ฯลฯ และหน่ วยงำนที่นำำ ผลกำรวิจัยไป ใช้ประโยชน์ 11. Wegrowe. Jianming Xue. T.E. A. Yu Apel. R. Karim. S. Cornelius. P. 265 (2007) 553-557. C.L.6 P. Cornelius. Lin Wang. Investigation of nanopore evaluation in ion track-etched polycarbonate membranes.V. Trautmann. Nuclear Instruments and Methods in Physics Research B. M. 10. Akimenko. Nuclear Instruments and Methods in Physics Research B.P. Influence of asymmetric etching on ion track shapes in polycarbonate. แผ่ นกรองเมมเบรนแทรคเอตช์ เป็ นฟิ ล์ ม โพลิ เ มอร์ ท่ี มี ผิ ว เรี ย บ มี รู พ รุ น ขนำดเล็ ก ระดั บ นำโนเมตรถึ ง ไมโครเมตร โดยมีขนำดรูพรุนที่ใกล้เคียงกัน จึงสำมำรถนำำ มำใช้เป็ นวัสดุ ในกำรกรองสำรที่ต้องกำรขนำดจำำ เพำะ หำกผลิตได้จำำ นวน มำกจะสำมำรถลดกำรนำำ เข้ำแผ่นกรองเมมเบรนแทรคเอตช์ หรือผลิตให้มีขนำดรูพรุนได้ตำมที่กำำหนด รวมถึงกำรนำำไปใช้ สำำหรับกำรวิจัยเพื่อเป็ นแบบในกำรผลิตวัสดุนำโน 12.Nuclear Instruments and Methods in Physics Research B.Yu. Schwartz. 266 (2008) 3095-3099. Controllable etching of heavy ion tracks with organic solvent addition in etchant. Toimil-Molares. 10. C. I.W. แผนกำรถ่ำยทอดเทคโนโลยีหรือผลกำรวิจัยสู่กลุ่มเป้ ำ หมำย . Nuclear Instruments and Methods in Physics Research B. Clochard. K.E.

TA ดังรูปที่ 5 แต่ละตำำ แหน่ ง มีฟ ลัก ซ์ ของเทอร์ มั ล นิ ว ตรอน อิ พิ เ ทอร์ มั ลนิ ว ตรอน และ ฟำสต์นิวตรอนแตกต่ำงกัน ทำำให้เกิดปฏิกิริยำนิ วเคลียร์กับธำตุ แต่ละชนิ ดแตกต่ำงกัน ท่ออาบ CA2. CA3 Thermal column ท่ออาบ A1. CA2. A4 ท่ออาบTA รูปที่ 5 เครื่องปฏิกรณ์ปรมำณูวิจัย ปปว-1/1 และท่ออำบ นิ วตรอน กำรทำำ แผ่ น กรองเมมเบรนแทรคเอตช์ เป็ นกำรใช้ นิ วต รอนจำก เครื่ อง ปฏิ ก รณ์ ป ร ม ำณู วิ จั ย ทำำ ปฏิ กิ ริ ย ำกั บ ยูเรเนี ย ม-235 ในแผ่น ฟิ ชชัน (fission plate) ทำำ ให้ เกิด ฟิ ชชัน แฟรกเมนต์ ท่ี มี พ ลั ง งำนสู ง จำกปฏิ กิ ริ ย ำนิ วเคลี ย ร์ ฟิ ชชั น ซึ่ ง . A4. CA3. ท่ออำบ A1.กลุ่มเป้ ำหมำยเป็ นผู้ใช้งำนแผ่นกรองเมมเบรน ซึ่งมีกำร ใช้ ท้ั ง ด้ ำ นกำรวิ จั ย ด้ ำ นอุ ต สำหกรรม ด้ ำ นกำรแพทย์ ด้ ำ น อำหำร เครื่องดื่ม ด้ำนจุลชีววิทยำ และด้ำนสิ่งแวดล้อม 13.1 วิธีดำำเนิ นกำรวิจัย กำรดำำ เนิ นโครงกำรวิ จั ย เป็ นกำรทดลองโดยใช้ ต้ น กำำ เนิ ดนิ วตรอนจำกเครื่ องปฏิ ก รณ์ ป รมำณู วิ จั ย ปปว-1/1 สถำบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชำติ ซึ่งมีท่ออำบนิ วตรอนนอก แกนเครื่ องปฏิ ก รณ์ (reactor core) ประกอบด้ ว ย Thermal column. วิธีกำรดำำเนิ นกำรวิจัย และสถำนที่ทำำกำรทดลอง /เก็บ ข้อมูล 13.

Polytetrafluoroethylene (PVDF).องครักษ์ จ. Polyethersulfone (PES).นครนำยก .2 สถำนที่ทำำกำรทดลอง/เก็บข้อมูล - - - ห้องปฏิบัติกำร กลุ่มวิจัยและพัฒนำนิ วเคลียร์ สถำบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชำติ จตุจักร กรุงเทพฯ อำคำรเครื่องปฏิกรณ์ปรมำณูวิจัย กลุ่มปฏิบัติกำร เทคโนโลยีนิวเคลียร์ สถำบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชำติ จตุจักร กรุงเทพฯ ห้องปฏิบัติกำร กลุ่มวิจัยและพัฒนำนิ วเคลียร์ สถำบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชำติ อ. Polycarbonate (PC). Polyethylene terephthalate (PET) ซึ่ ง ฟิ ล์ ม โ พ ลิ เ ม อ ร์ แ ต่ ล ะ ช นิ ด จ ะ มี คุณสมบัติในกำรเกิดรอยของฟิ ชชันแฟรกเมนต์แตกต่ำงกัน ใช้ สำรละลำยและวิธีกำรในกำรล้ำงกัดรอยแตกต่ำงกัน ขั้นตอนกำรทดลองประกอบด้วย (1) กำรทดสอบเพื่ อหำฟลู เ อนซ์ (fluence) ของฟิ ชชั น แฟรกเมนต์ ที่ เกิ ด จำกปฏิ กิ ริ ย ำนิ วเคลี ย ร์ ฟิ ชชั น ระหว่ำงนิ วตรอนกับยูเรเนี ยมในแผ่นฟิ ชชัน ที่ท่ออำบ นิ วตรอนของเครื่องปฏิกรณ์ฯ แต่ละตำำแหน่ ง (2) กำรทดลองเพื่อหำควำมหนำแน่ นและวิธีกำรกำำหนด ทิ ศ ทำงของฟิ ชชั น แทรค (fission track) ในฟิ ล์ ม โพลิเมอร์แต่ละชนิ ด (3) กำรทดสอบเพื่อหำกระบวนกำรล้ำงกัดรอยฟิ ช ชันแทรคในฟิ ล์มโพลิเมอร์แต่ละชนิ ด (4) กำรทดสอบกำรแพร่ ผ่ ำ นของสำรแขวนลอยและ สำรละลำยของแผ่ น กรองเมมเบรนแทรคเอตช์ ท่ี ทำำ ขึ้น 13.สำมำรถเคลื่อนผ่ำนแผ่นเมมเบรนโพลิเมอร์ ทำำ ให้เกิดรอยแฝง ขนำดเล็ ก ที่ ส ำมำรถทำำ ให้ เ กิ ด เป็ นรู พ รุ น ได้ เ มื่ อนำำ ไปผ่ ำ น กระบวนกำรล้ำงกัดรอย (track etching) ฟิ ล์มโพลิเมอร์ท่ีใช้ในกำรทดลอง เป็ นฟิ ล์มบำงผลิตด้วย Cellulose Acetate (CA). Polyvinylidene fluoride (PVDF).

กำรทดลองเพื่อ หำควำมหนำแน่ นและ วิธีกำรกำำหนดทิศทำง ของฟิ ชชันแทรค 4. งบประมำณของโครงกำรวิจัย 16. กิจกรรม 1. .กำรทดสอบเพื่อหำฟลู เอนซ์ของฟิ ชชัน แฟรก เมนต์ 3.ระยะเวลำทำำ กำรวิจัย และแผนกำรดำำ เนิ นงำนตลอด โครงกำรวิจัย (ให้ระบุข้ันตอนอย่ำงละเอียด) 14. กำรทดสอบเพื่อหำก ระบวนกำรล้ำงกัดรอย ฟิ ชชันแทรคในฟิ ล์ม โพลิเมอร์แต่ละชนิ ด 5. จัดหำวัสดุอุปกรณ์ใน โครงกำรวิจัย 2. วิเครำะห์ สรุป และ ทำำรำยงำน เดือนที่ 2 4 6 8 1 1 1 1 1 2 2 2 0 2 4 6 8 0 2 4 ปั จจัยที่เอื้อต่อกำรวิจัย (อุปกรณ์กำรวิจัย.2 รำยละเอียดงบประมำณกำรวิจัย จำำแนกตำมงบ ประเภทต่ำง ๆ ที่เสนอขอในแต่ละปี [กรณีเป็ นโครงกำร 16. กำรทดสอบกำรแพร่ ผ่ำนของสำรแขวนลอย และสำรละลำยของแผ่น กรองเมมเบรนแทรค เอตช์ท่ีทำำขึ้น 6.1 รำยละเอี ย ดงบประมำณกำรวิ จั ย จำำ แนกตำมงบ ประเภทต่ำง ๆ [ปี งบประมำณที่เสนอขอ (ผนวก 5)] 16. โครงสร้ำง พื้นฐำน ฯลฯ) ระบุเฉพำะปั จจัยที่ต้องกำรเพิ่มเติม 15.

โครงกำรวิจัยต่อเนื่ องปี ที่ 2 ขึ้นไป คำำรับรองจำกหัวหน้ำโครงกำรวิจย ั ว่ำโครงกำรวิจัย ได้รับกำรจัดสรรงบประมำณจริงในปี งบประมำณที่ผ่ำ น มำ 18. รับ ผลสำำ เร็ จ และควำมคุ้ ม ค่ ำ ของกำรวิ จั ย ที่ ค ำดว่ ำ จะได้ 18.2 ระบุ ว่ ำ โค รงก ำร วิ จั ยนี้ อยู่ ระหว่ ำง เส นอของบ ประมำณจำกแหล่ ง เงิน ทุ น อื่ น หรื อ เป็ นกำรวิ จั ย ต่ อ ยอด จำกโครงกำรวิจัยอื่น (ถ้ำมี) 18.น ำ ม ส กุ ล (ภ ำ ษ ำ อั ง ก ฤ ษ ) Mr.3 งบประมำณกำรวิจัยที่ได้รับจัดสรรในแต่ละปี ที่ผ่ำน มำ (กรณีเป็ นโครงกำรวิจัยต่อเนื่ องที่ได้รับอนุมัติให้ ทำำกำรวิจัยแล้ว) 17.วิจัยที่มร ี ะยะเวลำดำำเนิ นกำรวิจัยมำกกว่ำ 1 ปี (ผนวก 8)] 16.ตำำแหน่ งปั จจุบัน .นำมสกุล (ภำษำไทย) นำย นำงสำว นำง ยศ ชื่ อ . ชื่อ . Rank 2.1 19. ลงลำยมือชื่อ หัวหน้ำโครงกำรวิจัย พร้อมวัน เดือน ปี ส่วน ค : ประวัติคณะผ้้วิจัย 1. Mrs. คำำชี้แจงอื่น ๆ (ถ้ำมี) 20. เลขหมำยบัตรประจำำตัวประชำชน 3.3 รำยงำนควำมก้ ำ วหน้ ำ ของโครงกำรวิ จั ย (แบบ ต-1 ช/ด) 18. Miss.

1 ผู้อำำนวยกำรแผนงำนวิจัย : ชื่อแผนงำนวิจัย 8.4.3 งำนวิ จั ย ที่ ทำำ เสร็ จ แล้ ว : ชื่ อผลงำนวิ จั ย ปี ที่ พิมพ์ กำรเผยแพร่ และแหล่งทุน (อำจมำกกว่ำ 1 เรื่อง) 8. กรณี ท่ี หน่ ว ยงำนมิได้ทำำ กำรวิจั ยเองแต่ใ ช้วิ ธีจั ด จ้ ำ ง โปรดใช้ แบบ ว – 1 ด โดยระบุรำยละเอียดตำมแบบ ฟอร์มที่กำำ หนดไว้ใ ห้ม ำกที่สุด พร้อมทั้ ง แนบแบบข้อกำำ หนด (terms of reference-TOR) กำรจัดจ้ำงทำำกำรวิจัยด้วย 2.4 งำนวิจัยที่กำำลังทำำ : ชื่อข้อเสนอกำรวิจัย แหล่ง ทุน และสถำนภำพในกำรทำำ วิ จั ย ว่ ำ ได้ ทำำ กำร วิจัยลุล่วงแล้วประมำณร้อยละเท่ำใด หมายเหตุ : 1. หน่ ว ยงำนและสถำนที่ อ ยู่ ท่ี ติ ด ต่ อ ได้ ส ะดวก พร้ อ ม ห ม ำ ย เ ล ข โ ท ร ศั พ ท์ โ ท ร ส ำ ร แ ล ะ ไ ป ร ษ ณี ย์ อิเล็กทรอนิ กส์ (e-mail) 5.กรณีเป็ นโครงกำรวิจัยต่อเนื่ องที่ได้รบ ั กำรจัดสรรงบประมำณ ในปี งบประมำณที่ผ่ำนมำ และนักวิจัยมีควำมประสงค์จะเสนอ ของบประมำณกำรวิจัยในปี งบประมำณต่อไป ต้องจัดทำำ โครงกำรวิจัยประกอบกำรเสนอของบประมำณด้วย 3.ระบุขอ ้ มูลโดยละเอียดในแต่ละหัวข้ออย่ำงถูกต้องและครบถ้วน สมบูรณ์ เพื่อประโยชน์ในกำรประเมินผล 4. สำขำวิ ช ำกำรที่ มี ค วำมชำำ นำญพิ เ ศษ (แตกต่ ำ งจำกวุ ฒิ ก ำร ศึกษำ) ระบุสำขำวิชำกำร 7.2 หัวหน้ำโครงกำรวิจัย : ชื่อโครงกำรวิจัย 8. ประสบกำรณ์ท่ี เ กี่ ย วข้ อ งกั บ กำรบริ ห ำรงำนวิ จั ย ทั้ ง ภำยในและภำยนอกประเทศ โดยระบุ ส ถำนภำพใน กำรทำำ กำรวิ จั ย ว่ ำ เป็ นผู้ อำำ นวยกำรแผนงำนวิ จั ย หั วหน้ำโครงกำรวิ จั ย หรื อ ผู้ ร่วมวิจัยในแต่ละผลงำน วิจัย 8.ประวัติกำรศึกษำ 6. กรณีโครงกำรวิจัยที่มก ี ำรใช้สัตว์ ให้ปฏิบัติตำมจรรยำบรรณ กำรใช้สต ั ว์เพื่องำนทำงวิทยำศำสตร์ สภำวิจย ั แห่งชำติ (ผนวก 10) และจัดทำำเอกสำรแนบตำมแบบฟอร์มใบรับรองในผนวก 11 จำำนวน 1 ชุด __________________________________ .

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful