หลวงพ่อเทียนผู้ที่ผมไม่เคยพบ แต่ได้รู้จัก

น.พ.คงศักดิ์ ตันไพจิตร *
พวกเราคงได้เล่าเรียนพุท ธศาสนากัน มาตัง้แต่เล็ก ในระดับการศึก ษาขัน

ประถมและมัธยมว่าหัวใจของพุทธศาสนาอยู่ท่ึ 1 ละเว้นจากการทำาชัว่ 2 พึงทำา
แต่ความดี 3 ทำาใจให้ผ่องแผ้ว
ดังปรากฏในโอวาทปาฏิโมกข์ ผมสันนิษฐานมา
แต่เล็กว่า คำาสอนข้อท่ี 3 นี ส
้ ำา คัญท่ีสุดซ่ึงทำาให้พุทธศาสนาต่างไปจากศาสนา
อ่ ืนและโดดเด่นสามารถช่วยให้คนพ้นทุกข์ได้ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าความหมายท่ีแท้จริง
ของการทำาใจให้ผ่องแผ้วนีค
้ ืออะไร หลายปี ผ่านไป ผมจึงได้เรียนรู้ว่า นัน
่ คือการ
ปฏิบัติวิปัสสนาให้เกิดญาณปั ญญา ให้เห็นความจริงตามท่ีเป็ นจริง ก้าวล่วงพ้นจาก
ความทุกข์และความขัดแย้งภายในจิตใจ มีจิตท่ีเป็ นอิสระและสุขสงบโดยสมบูรณ์
ครัน
้ อายุได้ 21 ปี ผมจึงได้รู้จักคำาว่ากรรมฐาน เม่ ือผู้สูงวัย 2 ท่านปรารภแก่
กัน ว่า "ถ้า ฉัน ไม่ไ ด้ `พุท โธ' ฉันคงขึ้น มาไม่ถึงยอดภูกระดึงแน่" ทำา ให้ผมสงสัย
มากว่า ท่ีว่า `พุทโธ' นีค
้ ืออะไร ในเดือนถัดมาผมก็ได้คำา ตอบเม่ ือเข้าอุปสมบท ณ
วัดบวรนิเวศน์วิหาร โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชองค์ปั จจุบัน
เป็ นพระอุปัชฌาย์ ได้มีโอกาสฝึ กอานาปานสติกรรมฐานท่ีวัดบวรนิเวศน์วิหาร และ
ณ วัดป่ าบ้านตาด อุดรธานี ภายใต้การสอนของท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัม
ปั นโน(หลวงตาบัว) โดยการกำาหนดลมหายใจว่า `พุท-โธ' เป็ นหลัก เกิดความมัน
่ ใจ
ว่า วิปัสสนากรรมฐานนีแ
้ หละเป็ นหัวใจและเป็ นทางเดียวท่ีจะนำาให้ล่วงพ้นทุกข์ได้
และจะเป็ นทางให้พิสจู น์ความจริงได้ด้วยตนเอง
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ความจริงแล้วก็คือการอบรมจิตให้เห็นจิตหรือ
ตัวมันเองอย่า งแจ่มแจ้ง ตามความเป็ น จริง ให้เห็น สภาพท่ีแท้จริงของมัน ให้มีสติ
แจ่ ม แจ้ ง เห็ น การเกิ ด -ดั บ ของรู ป -นาม (ได้ แ ก่ ร่ า งกาย-จิ ต ใจ หรื อ กาย-จิ ต ) โดย
เฉพาะอย่ า งย่ิง ทางใจ คื อ นามรู ป หรื อ ความคิ ด ท่ีเ กิ ด -ดั บ สืบ เน่ ือ งจากข้ อ มู ลท่ี
ปรากฏขึ้นผ่านทางอายตนะทัง้ 6 คือตา หู จมูก ลิน
้ กาย ใจ รูป-นาม เป็ นต้นตอ
รากฐานกำา เนิดของสมมติบัญญัติท่ีชักนำา ให้เราเข้าไปยึดมัน
่ ถือมัน
่ ให้เกิดทุกข์ คน
ทุก คนล้ว นประกอบด้ ว ยกายและจิ ต แต่เ ต็ ม ไปด้ ว ยอั ต ตาหรื อ โมหะครอบงำา อยู่
บดบังไม่ให้จิตเห็นสภาวะจิต สภาวธรรมท่ีแท้จริงตามความเป็ นจริง ดังนัน
้ การก
ระทำา การพูด การคิด จึงเป็ นไปในลักษณะเข้าข้างตอบสนองความต้องการหรือ
ความไม่ต้องการของตนเองอยู่ตลอดเวลา มุ่งแต่ไขว่คว้า กอบโกยแสวงหาในส่ิงท่ี
เป็ นสมมติบัญญัติซ่ึงสบอารมณ์ของตน หรือ ผลักไส ขับไล่ เข่นฆ่า ต่อส่ิงท่ีไม่สบ
อารมณ์แห่งอัตตาของตนอยู่เช่นนีต
้ ลอดเวลา สร้างปั ญหาความเดือดร้อนและความ
ทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ตนโดยไม่รู้จักจบสิน
้ ดังนัน
้ ท่านจึงสอนให้กำา หนดลงท่ีกายและ
จิตของตนเอง ให้เห็นต้นตอของความคิดท่ีเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา อันเป็ นเช้อ
ื และ
รากเง่าให้ถูกครอบงำา ด้วยโลภ โกรธ หลง เป็ นทุกข์อยู่ร่ำา ไป จุดประสงค์ของการ
ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จึงเป็ นไปเพ่ ือให้จับความคิด เห็นความคิดขณะท่ีเกิดขึ้น
ให้ ไ ด้ ต ลอดเวลาไม่ ป ล่อ ยให้ลุ่ม หลงโง่เ ง่ า ไปกับ อารมณ์ ข องจิ ต อี ก ต่ อ ไป ให้เ ห็น

1

สภาวะจิ ตท่ีแท้จ ริ ง โดยปรมั ต ถสั จ จะ ว่ า มั น มี ค วามบริ สุท ธิ ผ


สภาพแห่งพุทธะอยู่แล้วตลอดเวลา หากแต่ถูกครอบงำา บดบังด้วยโลภ โกรธ หลง
พุทธะอยู่ท่ีจิต จิตคือพุทธะ จิตคือหลักธรรม สัจธรรม และหลักธรรม สัจธรรม ก็
คือจิต อยูท
่ ่ีจิตนีเ้อง
ท่านอาจารย์พุทธทาสได้อธิบายถึงอานาปานสติโดยสมบูรณ์แบบ (แยกเป็ น
รายละเอียด 16 ขัน
้ ตอน) ว่าได้รวมมหาสติปัฏฐาน 4 ไว้ในตัว กล่าวคือ มีการผูกสติ
สังเกตดูตนเองท่ี กาย เวทนา จิต ธรรม ทัง้ 4 หมวด ซ่ึงเป็ น หัวใจของวิปั สสนา
กรรมฐานอยู่อย่างพร้อมบริบูรณ์ โดยมีหลักว่าให้กำาหนดท่ส
ี ่ิงใดส่ิงหน่ึงอยู่ทุกลม
หายใจเข้าออก และในมหาสติปัฏฐานสูตรนีเ้องสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายังได้ตรัส
ว่า บุคคลใดสามารถดำารงสติให้ต่อเน่ ืองดัง่ลูกโซ่ อย่างนาน 7 ปี อย่างกลาง 7 เดือน
และอย่างเร็ว 7 วัน จะมีอานิสงส์ให้ผู้ปฏิบัติสามารถบรรลุธรรม เป็ นพระอรหันต์
หรืออย่างน้อยท่ีสด
ุ เป็ นพระอนาคามีได้ในปั จจุบน

ผมเกิ ด ความมั น
่ ใจว่ า ได้ พ บอุ ป กรณ์เ คร่ ือ งมื อ ในการปฏิบั ติท ่ีถู ก ทางแล้ ว
แม้พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณด้วยอานาปานสตินีเ้อง
จึงเป็ นกำาลังใจให้ผมปฏิบัตใิ นแนวนีต
้ ่อเน่ ืองมาโดยลำาดับ และได้ประสพผลก้าวหน้า
มากตามสมควร แต่เน่ ืองด้วยวิชาชีพและภารกิจรัดตัว การปฏิบัติธรรมของผมมัก
จะเป็ น ตอนดึกหรือเช้า ตรู่ ตามแต่เ วลาจะอำา นวย จิตสามารถรวมตัวเป็ น สมาธิ ไ ด้
อย่างดีและรวดเร็ว มีสติสัมปชัญญะในช่วงขณะของการปฏิบัติเป็ นอย่างดี ส่วนใน
ชีวิตการงานประจำา วัน แม้จะสามารถผูกสติ กับลมหายใจระหว่างปฏิบัติหน้าท่ก
ี าร
งานได้ แต่ด้วยลักษณะของลมหายใจนัน
้ ละเอียดอ่อนมาก การผูกสติกับลมหายใจ
นอกเหนือจากเวลานัง่กรรมฐานแล้ว มักจะผูกสติได้ไม่แนบสนิท หรือดีเท่าท่ี
ควร และมักขาดช่วงไม่ต่อเน่ ือง เม่ อ
ื ถูกรุมล้อมด้วยภารกิจประจำาวัน
อาจารย์ผู้สอนอานาปานสติท่านหน่ึง ได้ให้ข้อคิดว่า เร่ ืองอานาปานสติโดย
สมบูรณ์แบบ 16 ขัน
้ นัน
้ เป็ นเร่ ืองละเอียดอ่อนและต้องมีเวลาในการปฏิบัติ เหมาะ
สำาหรับพระสงฆ์ซ่ึงมีเวลาในการบำาเพ็ญเพียรทางจิตได้มาก ผมเองอดรู้สึกสะท้อน
ใจไม่ได้ว่า คงจะเป็ นเร่ ืองยากมากสำาหรับผม เพราะชีวิตการครองเรือนอย่างฆราวาส
เต็มไปด้วยภารกิจทัง้ท่ีทำางานและทางบ้าน แม้จะได้รับผลก้าวหน้าในการปฏิบัติอา
นาปานสติเป็ นอย่างมากแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับตามคำา วิจารณ์นัน
้ ว่า ผมไม่มี
เวลาให้เพียงพอสำาหรับการนัง่ปฏิบัติต่อเน่ ืองในอานาปานสติ โดยสมบูรณ์แบบทัง้
16 ขัน
้ นัน
้ ได้เสมอไป กระนัน
้ ก็ตาม ผมก็พยายามปฏิบัติ โ ดยอาศัยเคล็ดจากท่า น
อาจารย์พุทธทาสว่า หากไม่มีเวลาเพียงพอ แต่ชำานาญในการปฏิบัติแล้ว ก็สามารถ
ข้ามขึ้นสูจ่ ิตตานุปัสสนากรรมฐานได้เลย คือดูจิตเลยทุกครัง้ท่ีมีการหายใจออกเข้า
ซ่ึงตรงกับแนวการสอนการปฏิบัติของหลวงป่ ูดูลย์ อตุโล (พระราชวุฒาจารย์) ท
สอนให้เอาจิตดูจิต (คือใช้สติดูจิต) ให้เห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง ไม่ส่งจิตออกนอกไปกับ
ความคิด
ส่ิงท่ีเป็ นปริศนาธรรมสำาหรับผมอย่างมากนัน
้ คือ ในสมัยพุทธกาล กล่าวกัน
ว่าใน เมืองสาวั ตถีท่ีพระพุท ธองค์ท รงประทับ อยู่น านถึ ง 25 พรรษา มี พลเมือ ง 2
โกฏิ (เข้าใจว่า 2 แสนคน) เป็ นชาวพุทธ 80 % และในกลุ่มชาวบ้านท่ีเป็ นชาวพุทธ
นัน
้ เป็ นพระอริยเจ้า 60 % คือ เป็ นพระโสดา พระสกทาคามี พระอนาคามี และ
2

องใสปภัส ส

่ี

ชาวพุทธทุกท่านรู้จักการเจริญมหาสติปัฏฐาน 4 โดยทัว่กัน แม้แต่นกแขกเต้าก็รู้จัก
วิธีเจริญมหาสติปัฏฐาน ซ่ึงทำาให้ผมสะท้อนใจมากว่า หัวใจของมหาสติปัฏฐาน 4
โดยแท้จริงนัน
้ จะต้องเป็ นเร่ ืองท่ีง่ายมาก แต่เคล็ดลับนีไ้ด้ ถูกลืมไป มิฉ ะนัน

ท่า นคงไม่ทิง้ปริ ศนาธรรมไว้ ว่า แม้แ ต่น กก็ยังทำา ได้ ผมสัน นิ ษฐานว่ า คงเปรี ยบ
เทียบได้กบ
ั การท่ท
ี ก
ุ คนในปั จจุบน
ั รู้จก
ั วิธีขบ
ั รถ หากได้รับการฝึ กหัดสอนเทคนิคให้
รูเ้ คล็ดลับนัน

เม่ ือปี พ.ศ.2533 ผมบังเอิญได้อ่านคอลัมน์ในวารสารธรรมะฉบับหน่ึงกล่าว
ถึงอาจารย์วิปัสสนาท่ีเด่นของเมืองไทยนัน
้ ว่า มีท่านอาจารย์พุทธทาส และหลวงพ่อ
เทียน ซ่ึงเป็ นครัง้แรกท่ผ
ี มได้ยินช่ ือของหลวงพ่อเทียน และแปลกใจท่ีว่าทำาไมไม่
เคยได้ทราบนามของท่านมาก่อน ทัง้ท่ีผมก็อยู่ในวงการพุท ธศาสนาและวงการ
ปฏิบัติ ธรรมมานานพอสมควร จึงเพียงแต่คิดว่าสักวันคงจะต้องพยายามหาคำาสอน
ของท่านมาศึกษาดูให้ได้
ในปี นัน
้ นัน
่ เอง ผมกลับมาเย่ียมบ้านท่ีเมืองไทย อันเป็ นช่วงเวลาสำา หรับ
กว้านซ้ือหนังสือธรรมะของผมด้วย บังเอิญไปเจอหนังสือ `ปกติ' ของหลวงพ่อ
เทียน จิตตสุโภ วางขายอยู่ท่ีร้านแพร่พิทยา เลยซ้ือมาลองอ่านจึงได้ทราบแน่ชัดว่า
นีค
้ ือหลวงพ่อเทียนท่ผ
ี มตามหาและต้องการรู้จัก แต่ได้ทราบว่าท่านมรณภาพไป
แล้ว เพราะหนังสือเล่มนีพ
้ ิมพ์เป็ นท่ีระลึกในงานประชุมเพลิงศพของท่าน กระนัน

ก็ ดี ธรรมะของท่ า นมิ ไ ด้ ต ายตามท่ า นไปด้ ว ย วิ ธี ก ารปฏิ บั ติ ข องท่ า นก็ แ ปลก
ประหลาด แต่มีเหตุผลน่าจูงใจให้ลองปฏิบัติดู พิจารณาดูแล้วเป็ นการปลุกสติให้
ต่ ืนผ่านการเคล่ อ
ื นไหวทางกาย และไม่ขัดกับหลักมหาสติปัฏฐาน 4 มิหนำา ซ้ำา ยัง
สามารถนำา ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำา วันได้ด้วย อาทิ เช่นเวลาขับรถบนท้อง
ถนนในกรุงเทพฯ ซ่ึงจะต้องมีสติสมาธิพร้อมเผชิญภัยอยู่ตลอดเวลา ผมจึงกว้าน
ซ้ือหนังสือของหลวงพ่อเทียนบางเล่มท่ีมีวางตลาดอยู่ขณะนัน

เพ่ ือนำาไปฝากสห
ธรรมิกท่ีเมืองเซ็นต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา
นับว่าผมได้รับความเมตตากรุณา จากเหล่าสานุศิษย์ของหลวงพ่อเทียนเป็ น
อย่างมาก นับตัง้แต่คณ
ุ วิรจุ รอดโพธิท
์ อง ผูพ
้ ิมพ์หนังสือ `ปกติ' ซ่ึงต่อมาได้สง่ วีดีโอ
เทป และเทปธรรมะของหลวงพ่อมาให้ ช่วยให้การปฏิบัติของผมเป็ นไปได้อย่างถูก
ต้ อ ง และ จะเรี ย กว่ า โชคดี เ ป็ น อย่ า งมากท่ีใ นปี ถั ด มา (พ.ศ.2534) ท่า นอาจารย์
โกวิท เขมานันทะ ได้รับเชิญจากเมืองไทยโดยพระอาจารย์ ดร.สุนทร พลามินทร์ ให้
ไปสอนกรรมฐาน ณ วัดพุทธธรรม เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา เป็ นโอกาสให้วัดพระ
ศรีรัตนารามซ่ึงเป็ นวัดไทยในเซ็นต์หลุยส์ ได้ร่วมเชิญท่านอาจารย์โกวิทมาสอนด้วย
ผมจึงได้รู้จก
ั หลวงพ่อเทียนอย่างใกล้ชด
ิ โดยผ่านความเมตตาของท่านอาจารย์โกวิทนี้
เอง ในปี ต่อๆ มา วัดพระศรีรัตนาราม ได้มีโอกาสนิมนต์ท่านอธิการทอง อาภาก
โร เจ้าอาวาสวัดสนามใน นนทบุรี ท่านอธิการดา สมฺมาคโต เจ้าอาวาสวัดธาตุโข่ง
อุดรธานี และ ท่านอธิการคำา เขียน สุวณฺโณ เจ้าอาวาสวัดภูเขาทอง ชัยภูมิ และได้
เชิญอาจารย์ ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริก วิวัฒน์ มหาวิท ยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ มาสอน
กรรมฐานในแนวของหลวงพ่อเทียน ท่ีวัดเซ็นต์หลุยส์ นับเป็ นโอกาสทองให้ได้รับ
การถ่ายทอดธรรมะของหลวงพ่อเทียนผ่านเหล่าสานุศิษย์ และได้รู้จักหลวงพ่อมาก
ขึ้นด้วย
3

ท่ีน่ า ประหลาดใจท่ีสุ ด คื อ ทุก ท่า นไม่ ว่ า พระหรื อ ฆราวาสหากปฏิบั ติ อ ย่ า ง
จริงใจในแนวสร้างจังหวะของหลวงพ่อเทียนแล้ว สามารถรู้ สามารถเห็น สามารถ
สัมผัสซ่ึงความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในธรรมได้ด้วยตนเองทัง้สิน
้ โดยเฉพาะ
พระผู้ทรงคุณวุฒิเป็ นเปรียญธรรม 9 ประโยค 2 รูป คือ ท่านอาจารย์พระมหาไหล
โฆสโก (ป.ธ.9) เจ้ า อาวาสวั ด พระศรี รั ต นาราม เมื อ งเซ็ น ต์ ห ลุ ย ส์ มิ ส ซู ร ่ี
สหรัฐอเมริกา และ ท่านเจ้าคุณพระศรีธีรวงศ์ (พระมหาพรหมา สปฺปญฺโญ - ป.ธ.9)
พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปั สสนากรรมฐาน ประธานกรรมการบริหารโรงเรีย นพุท ธ
ศาสนาวั น อาทิ ต ย์ และรองเจ้ า อาวาส วั ด ธั ม มาราม เมื อ งชิ ค าโก อิ ลิ น อยส์
สหรัฐอเมริกา ซ่ึงท่านทัง้สององค์นี แ
้ ม้จะรู้จักคุ้นเคยก
ต่ า งฝ่ ายก็ไ ม่ท ราบกัน มาก่อนว่า ต่า งได้ป ฏิบัติใ นแนวหลวงพ่ อ เที ย นมานานแล้ว
พอควร และต่างก็ได้ประสพผลเจริญก้าวหน้าในธรรมอย่างมาก เกินกว่าท่ีจะอ้าง
เอ่ยจากตำาราท่ีร่ำาเรียนจนจบเปรียญธรรมสูงสุดได้ ซ่ึงรวมถึงพระภิกษุอีกรูปหน่ึงคือ
ท่านอาจารย์พระมหาสมชัย เบ้ามัน
่ (ป.ธ.6, M.A.) วัดพุทธานุสรณ์ เมืองฟรีม้อนต์
คาลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็ นผู้มีน้ำาใจกว้างขวางและชอบศึกษาค้นคว้า ท่านเกิด
สนใจในวิธีปฏิบัติของหลวงพ่อเทียนทันทีท่ีท่านประสพพบเห็น จึงได้นำา ไปทดลอง
ปฏิบัติจนเกิดผลประจักษ์ต่อตัวท่านเองในเวลาอันสัน
้ ซ่ึงกลับเป็ นชนวนให้เพ่ ือน
ภิกษุรป
ู อ่ ืนเกิดความสนใจ ถึงกับลงมือทดลองปฏิบัติแนวนีด
้ ูบา้ งจนสิน
้ สงสัย แต่ท่ี
น่า อั ศ จรรย์ใ จท่ีสุ ดคื อ ท่า นทัง้ สามรู ป ต่า งไม่เ คยเจอหลวงพ่ อเที ย นมาก่ อ นเลยก็
ปฏิบัติได้ผลดีเย่ียม และ ยอมรับหลวงพ่อเทียนเป็ นอาจารย์ของท่านอย่างเต็มพาก
พูม แม้หลวงพ่อเทียนจะอ่านหนังสือไทยไม่ออกด้วยซ้ำา ไป ชีใ้ห้เห็นว่า การรู้ธรรม
เห็ น ธรรมท่ีแ ท้ จ ริ ง ไม่ ขึ้ น กั บ ว่ า จะรู้ ห นั ง สื อ หรื อ จบปริ ญ ญาวิ ช าชี พ ใดๆ ทั ง้ สิ น

เพราะมันเป็ นภาษาใจ ร ู้ได้ด้วยใจ ไม่ขึ้นกับอรรถบัญญัติ สมมติบญ
ั ญัตท
ิ างภาษาแต่
อย่างใด
สำาหรับนักวิชาการแล้ว หากจะเปรียบเทียบการเจริญสติโดยการสร้างจังหวะ
ของหลวงพ่อเทียนกับมหาสติปัฏฐานสูตรแล้ว วิธีสร้างจังหวะของหลวงพ่อนัน
้ จัด
อยู่ใ น กายานุปัสสนาสติ ปัฏฐาน ในลัก ษณะของ อิ ร ิ ยาปถบรรพ คือ มีส ติใ น
อิริยาบทใหญ่ ในการยืน เดิน นัง่ นอน และ สัมปชัญญบรรพ คือมีสติในอิริยาบท
ย่ อ ย เช่น คู้ขา เหยี ยดแขน กลืนน้ำา ลาย กระพริบ ตา รวมไปถึ งกลวิ ธี ข องการ
เคล่ ือนไหวมือสร้า งจั งหวะ (หรือ จงกรมด้ ว ยมื อ นัน
่ เอง) นอกจากนี ย
้ ั ง ตกเข้า ใน
ลักษณะของ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในแง่ท่ีว่า เม่ ือเกิดความรู้สึกตัวขึ้นใน
การเคล่ อ
ื นไหว นัน
่ คือรู้ในความรู้สึกท่ีเป็ นกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ แต่เป็ นการรู้ซ่ึง
ความปกติตามธรรมชาติท่ีแท้ของจิต เป็ นความรู้สก
ึ ด้วยสภาพจิตท่ีแท้จริงจิตท่เี ป็ นก
ลางซ่ึงเป็ นต้นตอของชีวิตจิตใจ เม่ ือสร้างความรู้สึกตัวให้มีมากขึ้น สติจะทำาหน้าท่ี
ของมั น เอง คื อ คอยจั บ การเคล่ อ
ื นไหวของจิ ต หรื อ คื อ ความคิ ด นั น
่ เอง เข้ า
ลั ก ษณะของ จิ ต ตานุ ปั สสนาสติ ปั ฏฐาน ให้ รู้ ใ ห้ เ ห็ น ความเปล่ีย นแปลงในพระ
ไตรลั ก ษณ์ แ ละประจั ก ษ์ แ จ้ ง ในโพธิ ปั กขิ ย ธรรม สั ม ผั ส ซ่ึง ประสพการณ์ ก าร
เปล่ียนแปลงทางกาย และประสพการณ์การเปล่ียนแปลงทางจิต เข้าสู่ ธัมมานุปัส
สนาสติปัฏฐาน เป็ นท่ีสุด หลวงพ่อเทียนท่านเน้นให้เห็นความคิด ซ่ึงก็คือจิตและ
การเคล่ อ
ื นไหวของจิตนัน
่ เอง สุขทุก ข์ล้วนเกิดจากจิ ต แต่จิ ต นัน
้ ปราศจากรูป ร่า ง
4

หน้าตา กระนัน
้ ก็ตามจิตก็ยังทิง้ร่องรอยไว้ให้ทวนกระแสไปถึงตัวจิตได้ โดยผ่าน
ทางความรูส
้ ก
ึ (เวทนา) และความหมายรูจ้ ำาได้ (สัญญา) และความคิดปรุงแต่ง (
สังขาร) นัน
่ คืออาการของจิต (เจตสิก) ซ่ึงเปรียบเสมือนแขนขาของจิต ในด้าน
วิท ยายุท ธและการสงคราม ท่า นกล่า วว่า อาวุธท่ีจ ะสู้ร ะเบิดปรมาณูไ ด้ ดีท่ีสุ ด คือ
ระเบิ ด ปรมาณู ด้ ว ยกั น ความคิ ด ก็เ ช่ น กั น จิ ต ท่ อ งเท่ีย วไปไกลได้ อ ย่ า งเร็ ว กว่ า
สายฟ้ า ส่ิงท่ีจะประชิดได้เท่าทัน ก็คือ อาการของจิตอีกตัว นัน
่ คือสติซ่ึงเป็ นสัญญา
ชนิดหน่ึง คือหมายรู้ระลึกได้ซ่ึงความรู้สึกตัวท่ป
ี รากฏอยู่ภายในตนเอง (แต่ถูกลืม
ไป หรือ มองข้ามไป)
เน่ อ
ื งจากวิ ธี ก ารสร้ า งจั ง หวะของหลวงพ่ อ เที ย น ปฏิ บั ติ โ ดยการลื ม ตา
ประกอบกับการเคล่ อ
ื นไหว ดังนัน
้ จิตจะมีความต่ ืนตัวอยู่อย่างมาก
และจะไม่
ปรากฏภาพนิมิตหลอกหลอนจิตต่างๆ ให้หลงทาง หากจะเกิดนิมิตเคร่ ืองหมายก็จะ
เป็ นในลักษณะของการรู้สึกตัว ซ่ึงเป็ นลักษณะของความเป็ นปกติของจิตใจ ทรง
อยูใ่ นอุเบกขาจิตซ่ึงเป็ นต้นตอของชีวิตจิตใจ ปลุกประสาทวิญญาณในกายให้ต่ืนตัว
ขึ้น ไม่ถูกบดบังด้วยส่ิงหลอกล่อจากภายนอกให้จิตกวัดแกว่งไปตามอำา นาจโลภ
โกรธ หลง การลืมตาปฏิบัตินัน
้ ก็สอดคล้องกับความเป็ นไปในชีวิตประจำา วัน จาก
ต่ ืนจนหลับ ซ่ึงมีการเคล่ อ
ื นไหวอยู่ตลอดเวลา นับแต่ การหายใจ การกิน เคีย
้ ว ด่ ืม
พูด ทำา ล้วนสามารถผูกสติความรู้สึกตัวได้ในทุกอิริยาบทใหญ่น้อย และ เลย ลึก
ลงไปถึงความคิด ดังนัน
้ เม่ ือสร้างความรู้สึกตัวได้มากขึ้น ผู้ปฏิบัติสามารถผูก
สติเจริญสติปัฏฐาน 4 ตลอดวันเวลาได้โดยปกติตามธรรมชาติ สามารถเช่ ือมโยงผูก
สติให้ต่อเน่ ืองเป็ นลูกโซ่ได้โดยอัตโนมัติ
ส่ิงท่ส
ี ำาคัญท่ีสุด และเป็ นประโยชน์มากท่ีสุด คือวิธีสร้างจังหวะของหลวงพ่อ
เทียน มีความคล่องตัวสูงมากสำาหรับชีวิตฆราวาส สามารถนำาไปประยุกต์ใช้ผูกสติ
ไปกับชีวิตประจำาวันได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีภารกิจมากน้อยเพียงไร ไม่วา่ จะกระพริบ
ตา หายใจ เคล่ ือนไหวร่างกายส่วนหน่ึงใด สติสัมปชัญญะก็สามารถจับได้ทัน ผูก
สติ ล งได้ อ ย่ า งง่ า ยดายตามธรรมชาติ มี จิ ต ท่ีต่ ืน ตลอดเวลา เวลาทำา งานก็ ไ ม่
เหน็ ด เหน่ ือ ย เพราะไม่ เ ครี ย ดด้ ว ยจิ ต ทรงอยู่ ใ นความเป็ นปกติ ใ นวิ ปั สสนา
กรรมฐาน ปฏิบัติ ธ รรมอบรมจิ ตอยู่ ไ ด้ตลอดเวลา สตินทรี ย์ (ลูกแมว) เม่ ือ ได้รับ
อาหาร (ด้วยการฝึ กฝนสร้างจังหวะ) จะเกิดความรู้สึกตัวมากขึ้น เติบโตเป็ น สติ
พละ (แมวใหญ่) สามารถตะปบจับความคิด (หนู) ให้หยุดขาดสบัน
้ ซ่ึง ชวนะจิต วิถี
จิต (หนูช๊อคตาย) โลภ โกรธ หลง ไม่อาจแทรกเข้ามากับความคิดได้อก
ี ทุกข์หรือ
ความขัดแย้งภายในจิตใจของตนเองจะหมดไปหรือน้อยลง รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมได้
โดยไม่ต้องสงสัยอีกต่อไป ความสงสัยว่าจะต้องทำาอย่างไรสติจึงจะต่อเน่ ืองประดุจ
ลูกโซ่ จะหมดไป เพราะเม่ ือมีสติอยู่กับการเคล่ ือนไหว ไม่ว่าส่วนใดส่วนหน่ึงใน
ตัวเรา ประสาทวิญญาณจะต่ ืนจะรูส
้ ก
ึ ตัว ต่ ืนตัว และด้วยสติตัวเดียวกันนีจ้ะรู้สก
ึ ใจ
ต่ ืนใจ รู้เห็นซ่ึงความคิดปรุงแต่ง (สังขาร-ต้นสายแห่งปฏิจจสมุปบาท อันสืบ ต่อ
เน่ อ
ื งจาก อวิชชา) ขณะท่ีกระแสจิตหรือความคิดกำาลังเกิดขึน
้ (หนูกำาลัง ออกจาก
รู) จับความคิดท่ีเต็มไปด้วยอุปาทาน ความหลง (ซ่ึงเป็ นต้นเหตุแห่งความโกรธ และ
ความโลภ) ได้ทัน มีแ ต่ส ติปัญญาล้วนๆในการดำา รงชี วิ ตประจำา วัน แม้จ ะเผชิญ
ปั ญหา ก็รู้จักกัน รู้จักแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ กล่าวโดยย่อคือ เม่ ือมี
5

ความรู้สึกตัว (สติ) ความไม่รู้สึกตัว (ความประมาท) จะหายไป เพราะโดยลักษณะ
คุณสมบัติของจิตจะทรงอารมณ์อยู่ได้ในอารมณ์เดียวในชัว่ขณะใดขณะหน่งึ และ
เม่ ือมีความรู้สึกตัวมากขึ้นๆ จะมีแต่ความรู้ล้วนๆ (ญาณปั ญญา) ทรงตัวอยู่อย่า ง
เดียว ความไม่รู้ (อวิชชา) จะหายไป ดังนัน
้ ท่านจึงกล่าวไว้ว่า เม่ ือถึงท่ส
ี ุดแล้ว
ญาณย่อมมี และ บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ด้วยปั ญญา ดังท่ีพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้
หลวงพ่ อ เทีย นนับ ได้ ว่ า เป็ น ปรมาจารย์ ท างวิ ปั สสนากรรมฐานแห่ ง ยุ ค ท่ี
สามารถนำา เคล็ดลับแห่งชีวิต หรือความลับของธรรมชาติมาตีแผ่ให้เราได้เข้าใจใน
พุทธธรรม ท่านชีแ
้ นะแนวทางและทำาของซ่ึงเราเห็นว่ายากให้เป็ นของง่าย ท่านได้
วางรากฐานแนวปฏิบัติโดยการสร้างจังหวะไว้เป็ นสูตรสำาเร็จ ซ่ึงเป็ นวิธีตรงและลัด
สัน
้ ให้ทก
ุ คนเข้าถึงธรรมะได้ในเวลาอันสัน
้ ท่านชีใ้ห้เห็นว่า นิพพานสามารถและ
ต้ อ งบรรลุใ นปั จจุ บั น ท่น
ี ่ี และเด๋ีย วนี ไ

ม่ใ ช่ นิ พ พานในชาติ ห
ตายไปแล้ว ซ่ึงไม่ใช่จุดประสงค์ของพระพุทธองค์ทท
่ี รงพร่ำาสอนให้ทุกคนรู้ธรรมะ
ในปั จจุ บัน นี แ
้ ละหลายต่ อ หลายท่า นในครั ง้ พุ ท ธกาลได้ บ รรลุ ธ รรมต่ อ หน้ า พระ
พักตร์เม่ ือได้ฟังธรรมจากพระองค์ หรือ ด้วยการปฏิบัติในแนวมหาสติปัฏฐาน 4
ซ่ึงปั จจุบันกลายเป็ นเร่ ืองเหลวไหลเหลือเช่ อ
ื ไป หลวงพ่อเทียนกล้ายืนยันและกล้า
ท้าทายให้ทก
ุ คนไม่จำากัดเพศ วัย เช้อ
ื ชัน
้ วรรณะ ภาษา รู้-ไม่รู้หนังสือ อาชีพ ทรัพย์
สมบัติ หรือ ความเช่ ือในศาสนาต่างๆ ให้ทดลองปฏิบัติพส
ิ ูจน์ด้วยตนเองว่า ส่ิงเหล่า
นีย
้ ังเป็ นไปได้ และ ยังสอนวิธีประยุกต์ท่ีลัดสัน
้ ไว้ให้อย่างถ่ีถ้วนครบครันด้วยวิธี
สร้างจังหวะ ซ่ึงหลายๆท่านท่ีได้นำาไปปฏิบัติอย่างจริงจังกล้ายืนยันผลท่ีได้รับว่าเป็ น
ความจริงและเป็ นเร่ ืองง่ายจนเหลือเช่ ือ ตรงกับท่ีหลวงพ่อกล่าวสอนไว้ว่า พระพุทธ
องค์ไม่ได้สอนเร่ ืองยาก แต่เราทำาให้มันยากไปเอง
หลวงพ่อเทียนมีความเมตตากรุณาสูงมาก ต้องการช่วยเพ่ ือนมนุษย์ใ ห้
เห็นซ่ึงสัจธรรมความจริงในชีวิต ให้ล่วงพ้นความทุกข์แต่ใ นปั จจุบัน แม้ในช่วง
ท้ายของชีวิตของท่าน เหล่าสานุศิษย์ต่างยืนยันว่า หลวงพ่อไม่หวัน
่ ไหวต่อสุขภาพ
ท่ท
ี รุดโทรมเจ็บป่ วยอย่างหนัก ท่านจะรีบลุกขึ้นมาแนะนำาสัง่สอนเม่ ือศิษย์มีปัญหา
ธรรมะติดขัดขึ้น โดยไม่ห่วงถึงความเจ็บป่ วยของท่า น พร้อมทัง้สาธิตการปฏิบัติ
ธรรมสร้างจังหวะเจริญสติอย่างพร้อมบริบรู ณ์ให้ปรากฏแก่สานุศิษย์โดยทัว่กัน
แม้ผมจะไม่ได้มีโอกาสได้พบหลวงพ่อเทียน แต่ก็เสมือนรู้จักท่านเป็ นอย่างดี
และซาบซึ้ง ในพระคุณของท่า นเป็ น อย่า งย่ิงท่ีไ ด้ก รุณาหงายของท่ีค ว่ำา ให้ป รากฏ
ผมขอกราบนมัสการสักการบูชาหลวงพ่อด้วยจิตด้วยใจไว้ ณ ท่น
ี ี้

* น.พ. คงศัก ดิ ต


นไพจิ ตรเป็ น รองศาส
เซ็นต์หลุยส์ รัฐมิสซูร่ี
เป็ นแพทย์ผช
ู้ ำานาญทางโรคภูมิแพ้และภูมิคม
ุ้ กัน ทางโรคข้อ และทางอายุรศาสตร์
เป็ น Diplomate, American Board of Allergy & Immunology, American Board
of Rheumatology, และ American Board of Internal Medicine
ประธานสมัชชากลุ่ม ชาวพุท ธแห่ ง มหานครเซ็น ต์ ห ลุ ย ส์ (Chairman, Buddhist Coucil of
Greater St. Louis)

เลขานุการวัดพระศรีรัตนาราม เมืองเซ็นต์หลุยส์ รัฐมิสซูร่ี สหรัฐอเมริกา และ
6

นายกสมาคมไทยแห่งมหานครเซ็นต์หลุยส์
เหรัญญิกมูลนิธิแพทย์ไทย-อเมริกัน (Thai-American Physicians Foundation)
สมรส กับ ดร. สิร ิรัตน์ ตันไพจิตร และ มีบต
ุ รชาย ๑ คน และบุตรสาว ๑ คน
ได้ รับเลือกลงหนั งสือ รายช่ ือ บุค คลดีเ ด่น Marquis Who’s Who in America และ
Marquis Who’s Who in the World.

7

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful