พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับ KJV

(Thai Bible King James Version)

18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ii

คำนำ
เห็น ว่า ไม่ มี ebook ที่ รวมเป็น เล่ม พร้อมพิมพ์ จึง นำต้นฉบับ มาจาก http://thaipope.org/webbible/
index.htm จัดเรียบเรียงเป็นรูปเล่ม และเก็บไว้ที่ http://code.google.com/p/thaibible/
พงศธร เอกกมลกุล
( http://dsin.blogspot.com )

iii

iv

สารบัญ
1

ปฐมกาล / Genesis

1

2

อพยพ / Exodus

45

3

เลวีนิติ / Leviticus

81

4

กันดารวิถี / Numbers

107

5

พระราชบัญญัติ / Deuteronomy

143

6

โยชูวา / Joshua

177

7

ผู้วินิจฉัย / Judges

199

8

นางรูธ / Ruth

219

9

1 ซามูเอล / 1 Samuel

223

10 2 ซามูเอล / 2 Samuel

253

11 1 พงศ์กษัตริย์ / 1 Kings

277

12 2 พงศ์กษัตริย์ / 2 Kings

307

13 1 พงศาวดาร / 1 Chronicles

335

14 2 พงศาวดาร / 2 Chronicles

361

15 เอสรา / Ezra

393

16 เนหะมีย์ / Nehemiah

403

17 เอสเธอร์ / Esther

415

18 โยบ / Job

423
v

vi

สารบัญ

19 เพลงสดุดี / Psalms

445

20 สุภาษิต / Proverbs

509

21 ปัญญาจารย์ / Ecclesiastes

527

22 เพลงซาโลมอน / Song of Solomon

535

23 อิสยาห์ / Isaiah

539

24 เยเรมีย์ / Jeremiah

583

25 เพลงคร่ำครวญ / Lamentations

633

26 เอเสเคียล / Ezekiel

639

27 ดาเนียล / Daniel

683

28 โฮเชยา / Hosea

697

29 โยเอล / Joel

705

30 อาโมส / Amos

709

31 โอบาดีย์ / Obadiah

715

32 โยนาห์ / Jonah

717

33 มีคาห์ / Micah

719

34 นาฮูม / Nahum

723

35 ฮาบากุก / Habakkuk

725

36 เศฟันยาห์ / Zephaniah

727

37 ฮักกัย / Haggai

729

38 เศคาริยาห์ / Zechariah

731

39 มาลาคี / Malachi

739

40 มัทธิว / Matthew

743

41 มาระโก / Mark

773

42 ลูกา / Luke

793

43 ยอห์น / John

825

สารบัญ

vii

44 กิจการ / Acts

849

45 โรม / Romans

879

46 1 โครินธ์ / 1 Corinthians

893

47 2 โครินธ์ / 2 Corinthians

907

48 กาลาเทีย / Galatians

917

49 เอเฟซัส / Ephesians

923

50 ฟีลิปปี / Philippians

927

51 โคโลสี / Colossians

931

52 1 เธสะโลนิกา / 1 Thessalonians

935

53 2 เธสะโลนิกา / 2 Thessalonians

939

54 1 ทิโมธี / 1 Timothy

941

55 2 ทิโมธี / 2 Timoth

945

56 ทิตัส / Titus

949

57 ฟีเลโมน / Philemon

951

58 ฮีบรู / Hebrews

953

59 ยากอบ / James

963

60 1 เปโตร / 1 Peter

967

61 2 เปโตร / 2 Peter

971

62 1 ยอห์น / 1 John

973

63 2 ยอห์น / 2 John

977

64 3 ยอห์น / 3 John

979

65 ยูดาส / Jude

981

66 วิวรณ์ / Revelation

983

viii

สารบัญ

บทที่ 1

ปฐมกาล / Genesis
{1:1} ใน เริ่มแรก นั้น พระเจ้า ทรง เนรมิต สร้าง ฟ้า และ
แผ่นดิน โลก {1:2} แผ่นดิน โลกนั้น ก็ ปราศจากรูปร่างและ
ว่างเปล่า อยู่ ความมืด อยู่ เหนือ ผิวน้ำ และพระวิญญาณของ
พระเจ้าปกอยู่เหนือผิวน้ำนั้น

ดวง ให้ดวงสว่างที่ใหญ่กว่านั้นครองกลางวัน และให้ดวงที่
เล็ก กว่า ครองกลางคืน พระองค์ ทรงสร้างดวงดาวต่างๆด้วย
เช่นกัน {1:17} พระเจ้า ทรงตั้ง ดวงสว่างเหล่านี้ ไว้ บนพื้น
ฟ้า อากาศเพื่อ ส่องสว่างบนแผ่นดิน โลก {1:18} เพื่อ ครอง
{1:3} พระเจ้า ตรัส ว่า "จงให้ มี ความสว่าง" แล้ว ความ กลางวัน และ ครอง กลางคืน และ เพื่อ แยก ความ สว่าง ออก
สว่างก็ เกิด ขึ้น {1:4} พระเจ้า ทรงเห็น ว่าความสว่างนั้น ดี จากความมืด พระเจ้า ทรงเห็น ว่า ดี {1:19} มี เวลาเย็น และ
และพระเจ้าทรงแยกความสว่างนั้นออกจากความมืด {1:5} เวลาเช้าเป็นวันที่สี่
พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่าวัน และพระองค์ทรงเรียก
{1:20} พระเจ้า ตรัส ว่า "จง ให้ น้ำ อุดม บริบูรณ์ ไป ด้วย
ความมืดนั้นว่าคืน มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่หนึ่ง
สัตว์ ที่ มี ชีวิต แหวกว่ายไปมา และให้ มี นกบิน ไปมาบนพื้น
{1:6} พระเจ้า ตรัส ว่า "จงให้ มี พื้น อากาศในระหว่างน้ำ ฟ้า อากาศเหนือ แผ่นดิน โลก" {1:21} พระเจ้า ได้ ทรงสร้าง
และจงให้พื้นอากาศนั้นแยกน้ำออกจากน้ำ" {1:7} พระเจ้า ปลาวาฬใหญ่ บรรดาสัตว์ ที่ มี ชีวิต แหวกว่ายไปมาตามชนิด
ทรงสร้างพื้นอากาศ และทรงแยกน้ำซึ่งอยู่ใต้พื้นอากาศจาก ของมันเกิดขึ้นบริบูรณ์ในน้ำนั้น และบรรดาสัตว์ที่มีปีกตาม
น้ำ ซึ่ง อยู่ เหนือ พื้น อากาศ ก็ เป็น ดังนั้น {1:8} พระเจ้า ทรง ชนิด ของมัน พระเจ้า ทรงเห็น ว่า ดี {1:22} พระเจ้า ได้ ทรง
อวยพรสัตว์ เหล่านั้น ว่า "จงมี ลูก ดกและทวี มากขึ้น ให้ น้ำ
เรียกพื้นอากาศว่าฟ้า มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่สอง
{1:9} พระเจ้า ตรัส ว่า "จงให้ น้ำ ที่อยู่ ใต้ ฟ้า รวบรวมเข้า ใน ทะเล บริบูรณ์ ไป ด้วย สัตว์ และ จง ให้ นก ทวี มาก ขึ้น บน
อยู่ แห่ง เดียวกัน และจงให้ ที่ แห้ง ปรากฏขึ้น" ก็ เป็น ดังนั้น แผ่นดิน" {1:23} มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่ห้า
{1:24} พระเจ้า ตรัส ว่า "จงให้ แผ่นดิน โลกเกิด สัตว์ ที่ มี
ชีวิต ตาม ชนิด ของ มัน สัตว์ ใช้ งาน สัตว์เลื้อยคลาน และ
สัตว์ป่า บน แผ่นดิน โลก ตาม ชนิด ของ มัน" ก็ เป็น ดังนั้น
{1:25} พระเจ้าได้ทรงสร้างสัตว์ป่าบนแผ่นดินโลกตามชนิด
ของ มัน สัตว์ ใช้ งาน ตาม ชนิด ของ มัน และ บรรดา สัตว์ ที่
เลื้อยคลาน บน แผ่นดิน โลก ตาม ชนิด ของ มัน แล้ว พระเจ้า
ทรงเห็นว่าดี

{1:10} พระเจ้าทรงเรียกที่แห้งว่าแผ่นดิน และที่น้ำรวบรวม
เข้า อยู่ แห่ง เดียวกัน ว่า ทะเล พระเจ้า ทรงเห็น ว่า ดี {1:11}
พระเจ้า ตรัส ว่า "จงให้ แผ่นดิน เกิด ต้น หญ้า ต้น ผัก ที่ มี เมล็ด
และ ต้นไม้ ที่ ออก ผล ที่ มี เมล็ด ใน ผล ตาม ชนิด ของ มัน บน
แผ่นดิน" ก็เป็นดังนั้น {1:12} แผ่นดินก็เกิดต้นหญ้า ต้น
ผัก ที่ มี เมล็ด ตามชนิด ของมัน และต้นไม้ ที่ ออกผลที่ มี เมล็ด
ในผลตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี {1:13} มีเวลา
เย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่สาม

{1:26} และพระเจ้า ตรัส ว่า "จงให้ พวกเราสร้างมนุษย์
{1:14} พระเจ้าตรัสว่า "จงให้มีดวงสว่างบนพื้นฟ้าอากาศ ตาม แบบ ฉายา ของ พวกเรา ตาม อย่าง พวกเรา และ ให้
เพื่อ แยกวัน ออกจากคืน และเพื่อ ใช้ เป็น หมายสำคัญ และ พวกเขาครอบครองฝูง ปลาในทะเล ฝูง นกในอากาศ และ
ที่ กำหนดฤดู วัน และปี ต่างๆ {1:15} และจงให้ เป็น ดวง สัตว์ ใช้ งาน ให้ ครอบครองทั่ว ทั้ง แผ่นดิน โลก และบรรดา
สว่าง บน พื้น ฟ้า อากาศ เพื่อ ส่อง สว่าง บน แผ่นดิน โลก" ก็ สัตว์เลื้อยคลาน ที่ คลาน ไป มา บน แผ่นดิน โลก" {1:27}
เป็น ดังนั้น {1:16} พระเจ้า ได้ ทรงสร้างดวงสว่างใหญ่ สอง ดังนั้น พระเจ้า ได้ ทรง สร้าง มนุษย์ ตาม แบบ พระ ฉายา ของ
1

2
พระองค์ พระองค์ ได้ ทรงสร้างมนุษย์ ขึ้น ตามแบบพระฉายา
ของ พระเจ้า พระองค์ ได้ ทรง สร้าง พวกเขา ให้ เป็น ชาย และ
หญิง {1:28} พระเจ้า ได้ ทรงอวยพรพวกเขา และพระเจ้า
ตรัส แก่ พวกเขา ว่า "จง มี ลูก ดก และ ทวี มาก ขึ้น จน เต็ม
แผ่นดิน จงมี อำนาจเหนือ แผ่นดิน นั้น และครอบครองฝูง
ปลา ใน ทะเล ฝูง นก ใน อากาศ และ บรรดา สัตว์ ที่ มี ชีวิต ที่
เคลื่อนไหวบนแผ่นดินโลก" {1:29} พระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิด
เราให้ บรรดาต้น ผัก ที่ มี เมล็ด ซึ่ง อยู่ ทั่ว พื้น แผ่นดิน โลก และ
บรรดา ต้นไม้ ซึ่ง มี เมล็ด ใน ผล แก่ เจ้า ให้ เป็น อาหาร แก่ เจ้า
{1:30} สำหรับ บรรดาสัตว์ป่า บนแผ่นดิน โลก บรรดานก
ในอากาศ และบรรดาสัตว์ ที่ เลื้อยคลานที่ มี ชีวิต บนแผ่นดิน
โลก เราให้ บรรดาพืชผัก เขียวสดเป็น อาหาร" ก็ เป็น ดังนั้น
{1:31} พระเจ้า ทอด พระเนตร บรรดา สิ่ง ที่ พระองค์ ได้ ทรง
สร้าง และดู เถิด เป็น สิ่ง ที่ ดี ยิ่ง นัก มี เวลาเย็น และเวลาเช้า
เป็นวันที่หก

บทที่ 1. ปฐมกาล / GENESIS
รอบ แผ่นดิน ฮา วิลาห์ ที่นั่น มี แร่ ทองคำ {2:12} ทองคำ
ที่ แผ่นดิน นั้น เป็น ทองคำเนื้อ ดี มี ยางไม้ หอม และพลอย
สีน้ำ ข้าว {2:13} ชื่อ แม่น้ำ สายที่ สองคือ กี โฮน แม่น้ำ สาย
นี้ ได้ ไหลรอบแผ่นดิน เอธิ โอเปีย {2:14} ชื่อ แม่น้ำ สายที่
สามคือ ไทกริ ส ซึ่ง ได้ ไหลไปทางทิศตะวันออกของแผ่นดิน
อัส ซี เรีย และแม่น้ำ สายที่ สี่ คือ ยูเฟรติ ส {2:15} พระเย
โฮวาห์ พระเจ้า จึง ทรงนำมนุษย์ ไปอยู่ ในสวนเอเดนให้ ดูแล
และรักษาสวน {2:16} พระเยโฮวาห์ พระเจ้า จึง ทรงมี พระ
ดำรัส สั่ง มนุษย์ นั้น ว่า "บรรดาต้นไม้ ทุกอย่างในสวนเจ้า กิน
ได้ ทั้งหมด {2:17} แต่ ต้นไม้ แห่ง ความรู้ดี และรู้ ชั่ว เจ้า อย่า
กิน ผลจากต้น นั้น เป็นอันขาด เพราะว่า เจ้า กินในวัน ใด เจ้า
จะตายแน่ในวันนั้น"

{2:18} พระเยโฮวาห์พระเจ้าตรัสว่า "ซึ่งมนุษย์นั้นอยู่คน
เดียวก็ ไม่ เหมาะ เราจะสร้างผู้อุปถัมภ์ ให้ เขา" {2:19} พระ
เยโฮวาห์ พระเจ้า ทรงปั้น บรรดาสัตว์ ในท้องทุ่ง และบรรดา
{2:1} ดังนี้ ฟ้า และ แผ่นดิน โลก และ บรรดา บริวาร ก็ ถูก นกในอากาศจากดิน แล้ว จึง พามายัง อาดัม เพื่อ ดู ว่า เขาจะ
สร้างขึ้น ให้ สำเร็จ {2:2} ในวันที่ เจ็ด พระเจ้า ก็ เสร็จ งานของ เรียกชื่อ พวก มัน ว่า อะไร อา ดัม ได้ เรียกชื่อ บรรดา สัตว์ ที่ มี
พระองค์ ซึ่งพระองค์ ได้ ทรงสร้างมาแล้วนั้น และในวันที่ เจ็ด ชีวิต อย่างไร สัตว์ ก็ มี ชื่อ อย่างนั้น {2:20} อาดัม ได้ ตั้ง ชื่อ
พระองค์ ทรง พัก การงาน ทั้งสิ้น ของ พระองค์ ซึ่ง พระองค์ ได้ บรรดาสัตว์ ใช้ งาน บรรดานกในอากาศ และบรรดาสัตว์ ใน
ทรงสร้างมาแล้วนั้น {2:3} พระเจ้าทรงอวยพระพรวันที่เจ็ด ท้องทุ่ง แต่ว่าสำหรับอาดัมยังไม่พบผู้อุปถัมภ์ {2:21} แล้ว
และทรงตั้ง วันนี้ ไว้ เป็น วัน บริสุทธิ์ เพราะในวัน นั้น พระองค์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้า ทรงกระทำให้ อาดัม หลับ สนิท และเขา
ได้ ทรงหยุดพัก จากการงานทั้งสิ้น ของพระองค์ ซึ่ง พระเจ้า ได้ ได้ หลับ สนิท พระองค์ จึง ทรงชัก กระดูกซี่โครงอัน หนึ่ง ของ
เขาออกมา และทรงกระทำให้ เนื้อที่ ซี่โครงติด กัน {2:22}
ทรงเนรมิตสร้างไว้แล้วนั้น
กระดูกซี่โครงซึ่ง พระเยโฮวาห์ พระเจ้า ได้ ทรงชัก จากชายนั้น
{2:4} เรื่องราว ของ ฟ้า และ แผ่นดิน โลก เมื่อ ถูก เนรมิต
พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิงคนหนึ่ง และทรงนำเธอมาให้
สร้างนั้น เป็น ดังนี้ ในวันที่ พระเยโฮวาห์ พระเจ้า ได้ ทรงสร้าง
ชายนั้น {2:23} อาดัมจึงว่า "บัดนี้ นี่เป็นกระดูกจากกระดูก
แผ่นดิน โลกและฟ้า {2:5} บรรดาต้นไม้ ตามท้องทุ่ง ยัง ไม่
ของเรา และเนื้อ จากเนื้อ ของเรา จะต้องเรียกเธอว่า หญิง
เกิด ขึ้น บน แผ่นดิน โลก และ บรรดา ผัก ตาม ท้อง ทุ่ง ยัง ไม่
เพราะว่าหญิงนี้ออกมาจากชาย {2:24} เหตุฉะนั้นผู้ชายจะ
งอกขึ้น เลย เพราะพระเยโฮวาห์ พระเจ้า ยัง ไม่ ให้ ฝนตกบน
จากบิดามารดาของเขา และจะไปผูกพัน อยู่ กับ ภรรยา และ
แผ่นดินโลก และยังไม่มีมนุษย์ที่จะทำไร่ไถนา {2:6} แต่มี
เขาทั้ง สองจะเป็น เนื้อ อัน เดียวกัน" {2:25} เขาทั้ง สองยัง
หมอกขึ้น มาจากแผ่นดิน โลก ทำให้ พื้น แผ่นดิน เปียกทั่วไป
เปลือยกายอยู่ ผู้ชายและภรรยาของเขายังไม่มีความอาย
{2:7} พระ เย โฮ วาห์ พระเจ้า ทรง ปั้น มนุษย์ ด้วย ผงคลี ดิน
ทรงระบายลมปราณแห่งชีวิตเข้าทางจมูกของเขา และมนุษย์
{3:1} งูนั้นเป็นสัตว์ที่ฉลาดกว่าบรรดาสัตว์ในท้องทุ่งซึ่ง
จึงเกิดเป็นจิตวิญญาณมีชีวิตอยู่ {2:8} พระเยโฮวาห์พระเจ้า พระเยโฮวาห์พระเจ้าได้ทรงสร้างไว้ มันกล่าวแก่หญิงนั้นว่า
ทรงปลูก สวนแห่ง หนึ่ง ไว้ ในเอเดนทางทิศตะวันออก และ "จริงหรือที่พระเจ้าตรัสว่า ‘เจ้าอย่ากินผลจากต้นไม้ทุกชนิด
พระองค์ ได้ ทรงให้ มนุษย์ ซึ่ง พระองค์ ได้ ทรงปั้น มานั้น อาศัย ในสวนนี้’" {3:2} หญิง นั้น จึง กล่าวแก่ งู ว่า "ผลของต้นไม้
อยู่ ที่นั่น {2:9} แล้ว พระ เย โฮ วาห์ พระเจ้า ทรง ให้ บรรดา ชนิด ต่างๆในสวนนี้ เรากิน ได้ {3:3} แต่ ผลของต้นไม้ ต้น
ต้นไม้ ที่ งามน่าดู และที่ เหมาะสำหรับ เป็น อาหารงอกขึ้น บน หนึ่ง ซึ่ง อยู่ ท่ามกลางสวน พระเจ้า ตรัส ว่า ‘เจ้า อย่า กิน หรือ
แผ่นดิน โลก มี ต้นไม้ แห่ง ชีวิต อยู่ ท่ามกลางสวนด้วย และมี แตะต้องมัน มิฉะนั้นเจ้าจะตาย’" {3:4} งูจึงกล่าวแก่หญิง
ต้นไม้ แห่ง ความรู้ดี และรู้ ชั่ว {2:10} มี แม่น้ำ สายหนึ่ง ไหล นั้นว่า "เจ้าจะไม่ตายแน่ {3:5} เพราะว่าพระเจ้าทรงทราบว่า
ออกจากเอเดนรดสวนนั้น จากที่นั่น ได้ แยกออกเป็น แม่น้ำ เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นวันนั้น และเจ้า
สี่ สาย {2:11} ชื่อ ของแม่น้ำ สายที่ หนึ่ง คือ ปิ โชน ซึ่ง ไหล จะเป็นเหมือนพระที่รู้ดีรู้ชั่ว"

3
{3:6} เมื่อ หญิง นั้น เห็น ว่า ต้นไม้ นั้น เหมาะสำหรับ เป็น
อาหารและมันงามน่าดู และต้นไม้ต้นนั้นเป็นที่น่าปรารถนา
เพื่อให้ เกิดปัญญา หญิง จึงเก็บ ผลไม้ นั้นแล้ว กินเข้า ไป แล้ว
ส่ง ให้ สามี ของนางด้วย และเขาได้ กิน {3:7} ตาของเขาทั้ง
สองก็สว่างขึ้น เขาจึงรู้ว่าเขาเปลือยกายอยู่ และเขาทั้งสองก็
เอาใบมะเดื่อ มาเย็บ เป็น เครื่องปกปิด อวัยวะส่วนล่างของเขา
ไว้
{3:8} ในเวลาเย็น วัน นั้น เขาทั้ง สองได้ยิน พระสุรเสียง
ของ พระ เย โฮ วาห์ พระเจ้า เสด็จ ดำเนิน อยู่ ใน สวน อา ดัม
และภรรยาของเขาซ่อนตัว จากพระพักตร์ ของพระเยโฮวาห์
พระเจ้า ท่ามกลางต้นไม้ ต่างๆในสวนนั้น {3:9} พระเยโฮ
วาห์พระเจ้าทรงเรียกอาดัมและตรัสแก่เขาว่า "เจ้าอยู่ที่ไหน"
{3:10} เขา ทูล ว่า "ข้า พระองค์ ได้ยิน พระ สุรเสียง ของ
พระองค์ในสวน และข้าพระองค์ก็กลัว เพราะว่าข้าพระองค์
เปลือย กาย อยู่ ข้า พระองค์ จึง ได้ ซ่อน ตัว เสีย" {3:11}
พระองค์ ตรัส ว่า "ใครได้ บอกเจ้า ว่า เจ้า เปลือยกายอยู่ เจ้า ได้
กิน ผลจากต้นไม้ นั้น ซึ่ง เราสั่ง เจ้า ไว้ ว่า เจ้า อย่า กิน แล้ว หรือ"
{3:12} ชายนั้นทูลว่า "หญิงซึ่งพระองค์ทรงประทานให้อยู่
กับ ข้า พระองค์ นั้น นางได้ ส่ง ผลจากต้นไม้ ข้า พระองค์ จึง
รับประทาน" {3:13} พระเยโฮวาห์พระเจ้าตรัสแก่หญิงนั้น
ว่า "เจ้าทำอะไรลงไป" หญิงนั้นทูลว่า "งูล่อลวงข้าพระองค์
ข้าพระองค์จึงรับประทาน"

เรียกชื่อ ภรรยาของเขาว่า เอวา เพราะว่า นางเป็น มารดาของ
บรรดาประชาชาติที่มีชีวิต {3:21} พระเยโฮวาห์พระเจ้าทรง
ทำเสื้อคลุม ด้วยหนัง สัตว์ แก่ อาดัม และภรรยาและสวมใส่ ให้
เขาทั้งสอง
{3:22} พระ เย โฮ วาห์ พระเจ้า ตรัส ว่า "ดู เถิด มนุษย์
กลายมาเป็นเหมือนผู้หนึ่งในพวกเราที่รู้จักความดีและความ
ชั่ว บัดนี้ เกรงว่า เขาจะยื่น มือ ไปหยิบ ผลจากต้นไม้ แห่ง ชีวิต
มากิน ด้วยกัน และมี ชีวิต นิรันดร์ ตลอดไป" {3:23} เหตุ
ฉะนั้น พระเยโฮวาห์ พระเจ้า จึง ทรงให้ เขาออกไปจากสวนเอ
เดน เพื่อ ทำไร่ไถนา จาก ที่ดิน ที่ เขา กำเนิด มา นั้น {3:24}
ดังนั้นพระองค์ทรงไล่มนุษย์ออกไป ทรงตั้งพวกเครูบไว้ทาง
ทิศตะวันออกของสวนเอเดน และตั้ง ดาบเพลิง ซึ่ง หมุน ได้
รอบทิศทาง เพื่อป้องกันทางเข้าไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิต

{4:1} อาดัม ได้ ร่วมรู้ กับ เอวาภรรยาของเขา นางได้ ตั้ง
ครรภ์ และคลอดบุตรชื่อ คาอิน จึง กล่าวว่า "ข้าพเจ้า ได้ รับ
ชายคนหนึ่งจากพระเยโฮวาห์" {4:2} นางได้คลอดบุตรอีก
ครั้ง หนึ่ง ซึ่ง เป็น น้องชายของเขาชื่อ อาแบล อาแบลเป็น คน
เลี้ยงแกะ แต่คาอินเป็นคนทำไร่ไถนา {4:3} อยู่มาวันหนึ่ง
ปรากฏว่า คาอินได้นำผลไม้จากไร่นามาเป็นเครื่องบูชาถวาย
พระเยโฮวาห์ {4:4} เช่นกัน อาแบลได้ นำผลแรกจากฝูง
แกะของเขาและไขมันของแกะ พระเยโฮวาห์ทรงพอพระทัย
ต่ออาแบลและเครื่องบูชาของเขา {4:5} แต่พระองค์ไม่ทรง
พอ พระทัย ต่อ คา อิน และ เครื่องบูชา ของ เขา และ คา อิน ได้
{3:14} พระเยโฮวาห์พระเจ้าตรัสแก่งูนั้นว่า "เพราะเหตุที่
โกรธแค้น ยิ่ง นัก สีหน้า หม่นหมองไป {4:6} พระเยโฮวาห์
เจ้าได้กระทำเช่นนี้ เจ้าถูกสาปแช่งมากกว่าบรรดาสัตว์ใช้งาน
ได้ตรัสแก่คาอินว่า "ทำไมเจ้าถึงโกรธแค้น และทำไมสีหน้า
และบรรดาสัตว์ ในท้องทุ่ง เจ้า จะเลื้อยไปด้วยท้องของเจ้า
เจ้า หม่นหมองไป {4:7} ถ้า เจ้า ทำดี เจ้า จะไม่ เป็น ที่ ยอมรับ
และเจ้าจะกินผงคลีดินตลอดวันเวลาในชีวิตของเจ้า {3:15}
หรอกหรือ ถ้าเจ้าทำไม่ดี บาปก็ซุ่มอยู่ที่ประตู มันปรารถนา
เราจะให้ เจ้า กับ หญิง นี้ เป็น ปฏิปักษ์ กัน ทั้ง เชื้อสายของเจ้า
ในตัวเจ้า และเจ้าจะครอบครองมัน"
กับเชื้อสายของนาง เชื้อสายของนางจะกระทำให้หัวของเจ้า
{4:8} คาอินพูดกับอาแบลน้องชายของเขา ต่อมาเมื่อเขา
ฟกช้ำ และเจ้า จะกระทำให้ ส้นเท้า ของท่านฟกช้ำ" {3:16}
พระองค์ ตรัส แก่ หญิง นั้น ว่า "เรา จะ เพิ่ม ความ ทุกข์ยาก ให้ ทั้ง สองอยู่ ในที่นาด้วยกัน คาอิน ได้ ลุก ขึ้น ต่อสู้ อาแบลน้อง
มาก ขึ้น แก่ เจ้า และ การ ตั้ง ครรภ์ ของ เจ้า เจ้า จะ คลอด บุตร ชายของเขาและฆ่าเขา {4:9} พระเยโฮวาห์ตรัสแก่คาอินว่า
ด้วย ความ เจ็บปวด เจ้า ยัง ต้องการ สามี ของ เจ้า และ เขา จะ "อาแบลน้องชายของเจ้าอยู่ที่ไหน" เขาทูลว่า "ข้าพระองค์ไม่
ปกครองเจ้า" {3:17} พระองค์ตรัสแก่อาดัมว่า "เพราะเหตุ ทราบ ข้าพระองค์เป็นผู้ดูแลน้องชายหรือ"
เจ้าได้ฟังเสียงของภรรยาเจ้า และได้กินผลจากต้นไม้ ซึ่งเรา
ได้ สั่ง เจ้า ว่า เจ้า อย่า กิน ผลจากต้น นั้น แผ่นดิน จึง ต้องถูก
สาปแช่ง เพราะตัว เจ้า เจ้า จะต้องหากิน บนแผ่นดิน นั้น ด้วย
ความทุกข์ยากตลอดวันเวลาในชีวิตของเจ้า {3:18} แผ่นดิน
จะงอกต้นไม้ที่มีหนามและผักที่มีหนามแก่เจ้า และเจ้าจะกิน
ผัก ในท้องทุ่ง {3:19} เจ้า จะต้องหากิน ด้วยเหงื่อ ไหลโซม
หน้า จนกว่า เจ้า กลับ ไปเป็น ดิน เพราะเจ้า มาจากดิน เจ้า เป็น
ผงคลี ดิน และเจ้า จะกลับ ไปเป็น ผงคลี ดิน" {3:20} อาดัม

{4:10} พระองค์ ตรัส ว่า "เจ้า ทำอะไรไป เสียงร้องของ
โลหิต น้องชายของเจ้า ร้องจากดิน ถึง เรา {4:11} บัดนี้ เจ้า
ถูก สาปแช่ง จากแผ่นดิน แล้ว ซึ่ง ได้ อ้า ปากรับ โลหิต น้องชาย
ของ เจ้า จาก มือ เจ้า {4:12} เมื่อ เจ้า ทำไร่ไถนา มัน จะ ไม่
เกิด ผลแก่ เจ้า เหมือนเดิม เจ้า จะต้องพเนจรร่อนเร่ ไปมาใน
โลก" {4:13} คาอิน ทูล แด่ พระเยโฮวาห์ ว่า "โทษของข้า
พระองค์หนักเหลือที่ข้าพระองค์จะแบกรับได้ {4:14} ดูเถิด
วันนี้พระองค์ได้ทรงขับไล่ข้าพระองค์จากพื้นแผ่นดินโลก ข้า

4
พระองค์ จะ ถูก ซ่อน ไว้ จาก พระ พักตร์ ของ พระองค์ และ ข้า
พระองค์จะพเนจรร่อนเร่ไปมาในโลก จากนั้นทุกคนที่พบข้า
พระองค์ จะฆ่า ข้า พระองค์ เสีย" {4:15} พระเยโฮวาห์ ตรัส
แก่เขาว่า "เหตุฉะนั้นใครก็ตามที่ฆ่าคาอิน จะรับโทษถึงเจ็ด
เท่า" แล้วเกรงว่าใครที่พบเขาจะฆ่าเขา พระเยโฮวาห์จึงทรง
ประทับตราที่ตัวคาอิน
{4:16} คา อิน ได้ ออก ไป จาก พระ พักตร์ ของ พระ เย โฮ
วาห์ และ อาศัย อยู่ เมือง โน ด ทาง ด้าน ทิศตะวันออก ของ เอ
เดน {4:17} คาอิน ได้ ร่วมรู้ กับ ภรรยาของเขา นางได้ ตั้ง
ครรภ์ และคลอดบุตรชื่อ เอโนค เขาสร้างเมืองขึ้น มาเมือง
หนึ่ง และเรียกชื่อ เมืองนั้น ตามชื่อ บุตรชายของเขาว่า เอโนค
{4:18} เอโนคให้ กำเนิด บุตรชื่อ อิ ราด อิราดให้ กำเนิด บุตร
ชื่อเมหุยาเอล เมหุยาเอลให้กำเนิดบุตรชื่อเมธูซาเอล เมธูซา
เอลให้กำเนิดบุตรชื่อลาเมค {4:19} ลาเมคได้ภรรยาสองคน
คนหนึ่ง มี ชื่อ ว่า อาดาห์ อีก คนหนึ่ง มี ชื่อ ว่า ศิลลาห์ {4:20}
นางอาดาห์ คลอดบุตรชื่อ ว่า ยาบาล เขาเป็นต้น ตระกูล ของ
คน ที่ อาศัย อยู่ ใน เต็นท์ และ คน ที่ เลี้ยง สัตว์ {4:21} น้อง
ชาย ของ เขา มี ชื่อ ว่า ยูบาล เขา เป็นต้น ตระกูล ของ บรรดา
คนที่ ดีด พิณ เขาคู่ และเป่าขลุ่ย {4:22} นางศิลลาห์ คลอด
บุตรด้วยชื่อ ว่า ทูบัล คาอิน ซึ่ง เป็น ผู้สอนบรรดาช่างฝีมือ ทำ
เครื่องทองเหลืองและเหล็ก ทูบัลคาอิน มี น้องสาวชื่อ ว่า นา
อามาห์ {4:23} ลาเมคพูด กับ ภรรยาทั้ง สองของเขาว่า "อา
ดาห์และศิลลาห์ จงฟังเสียงของเรา ภรรยาทั้งสองของลาเมค
จงเชื่อฟังถ้อยคำของเรา เพราะเราได้ฆ่าคนๆหนึ่งที่ทำให้เรา
บาดเจ็บ ชายหนุ่ม ที่ ทำอันตรายแก่ เรา {4:24} ถ้า ผู้ ที่ ฆ่า คา
อิน จะได้ รับโทษเป็น เจ็ด เท่า แล้ว ผู้ ที่ ฆ่า ลาเมคจะได้ รับโทษ
เจ็ดสิบเจ็ดเท่าเป็นแน่"
{4:25} อาดัมได้ร่วมรู้กับภรรยาของเขาอีกครั้งหนึ่ง นาง
ได้ คลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเรียกชื่อ ของเขาว่า เสท นาง
พูดว่า "เพราะว่าพระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพเจ้ามีเชื้อสายอีกคน
หนึ่ง แทนอาแบล ผู้ ซึ่ง ถูก คาอิน ฆ่า ตาย" {4:26} ฝ่ายเส
ทกำเนิด บุตรชายคนหนึ่ง ด้วย เขาเรียกชื่อ ของเขาว่า เอโนช
ตั้งแต่นั้นมามนุษย์ เริ่มต้น ที่ จะร้องเรียกพระนามของพระเย
โฮวาห์
{5:1} นี้ เป็น หนังสือ ลำดับ พงศ์พันธุ์ ของอาดัม ในวันที่
พระเจ้า ได้ ทรงสร้างมนุษย์ นั้น พระองค์ ทรงสร้างตามแบบ
พระฉายาของพระเจ้า {5:2} พระองค์ทรงสร้างให้เป็นผู้ชาย
และผู้หญิง และทรงอวยพระพรแก่เขา และทรงเรียกชื่อเขา
ทั้งสองว่าอาดัม ในวันที่เขาถูกสร้างขึ้นนั้น {5:3} และอาดัม
อยู่มาได้หนึ่งร้อยสามสิบปี และให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งมี
รูปร่างหน้าตาคล้ายคลึง กันกับ เขา และเรียกชื่อของเขาว่า เส

บทที่ 1. ปฐมกาล / GENESIS
ท {5:4} ตั้งแต่ อาดัม ให้ กำเนิด เสทแล้ว ก็ มี อายุ ต่อไปอีก
แปดร้อยปี และเขาให้ กำเนิด บุตรชายและบุตรสาวหลายคน
{5:5} รวมอายุที่อาดัมมีชีวิตอยู่ได้เก้าร้อยสามสิบปีและเขา
ได้สิ้นชีวิต {5:6} เสทอยู่มาได้ร้อยห้าปี และให้กำเนิดบุตร
ชื่อ เอโนช {5:7} ตั้งแต่ เสทให้ กำเนิด เอโนชแล้ว ก็ มี อายุ
ต่อไปอีกแปดร้อยเจ็ดปี และให้กำเนิด บุตรชายและบุตรสาว
หลายคน {5:8} รวมอายุ ของเสทได้ เก้า ร้อยสิบ สองปี และ
เขาได้สิ้นชีวิต {5:9} เอโนชอยู่มาได้เก้าสิบปี และให้กำเนิด
บุตรชื่อ เคนัน {5:10} ตั้งแต่ เอโนชให้ กำเนิด เคนัน แล้ว ก็
มี อายุ ต่อไปอีก แปดร้อยสิบ ห้า ปี และให้ กำเนิด บุตรชายและ
บุตรสาวหลายคน {5:11} รวมอายุของเอโนชได้เก้าร้อยห้า
ปีและเขาได้สิ้นชีวิต {5:12} เคนันอยู่มาได้เจ็ดสิบปี และให้
กำเนิด บุตรชื่อ มาหะลาเลล {5:13} ตั้งแต่ เคนัน ให้ กำเนิด
มาหะลาเลลแล้ว ก็ มี อายุ ต่อไปอีก แปดร้อยสี่ สิบ ปี และให้
กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน {5:14} รวมอายุของ
เคนัน ได้ เก้า ร้อยสิบ ปี และเขาได้ สิ้นชีวิต {5:15} มาหะลา
เลลอยู่มาได้หกสิบห้าปี และให้กำเนิดบุตรชื่อยาเรด {5:16}
ตั้งแต่มาหะลาเลลให้กำเนิดยาเรดแล้ว ก็มีอายุต่อไปอีกแปด
ร้อยสามสิบ ปี และให้ กำเนิด บุตรชายและบุตรสาวหลายคน
{5:17} รวมอายุของมาหะลาเลลได้แปดร้อยเก้าสิบห้าปีและ
เขาได้สิ้นชีวิต {5:18} ยาเรดอยู่มาได้ร้อยหกสิบสองปี และ
ให้กำเนิดบุตรชื่อเอโนค {5:19} ตั้งแต่ยาเรดให้กำเนิดเอโน
คแล้ว ก็ มี อายุ ต่อไปอีก แปดร้อยปี และให้ กำเนิด บุตรชาย
และบุตรสาวหลายคน {5:20} รวมอายุของยาเรดได้เก้าร้อย
หกสิบ สองปี และเขาได้ สิ้นชีวิต {5:21} เอโนคอยู่ มาได้ หก
สิบ ห้า ปี และให้ กำเนิด บุตรชื่อ เมธู เสลาห์ {5:22} ตั้งแต่ เอ
โนคให้กำเนิดเมธูเสลาห์แล้ว ก็ดำเนินกับพระเจ้าสามร้อยปี
และให้ กำเนิด บุตรชายและบุตรสาวหลายคน {5:23} รวม
อายุ ของเอโนคได้ สามร้อยหกสิบ ห้า ปี {5:24} เอโนคได้
ดำเนิน กับ พระเจ้า และหายไป เพราะพระเจ้า ทรงรับ เขาไป
{5:25} เมธูเสลาห์อยู่มาได้ร้อยแปดสิบเจ็ดปี และให้กำเนิด
บุตรชื่อ ลาเมค {5:26} ตั้งแต่ เมธู เสลาห์ ให้ กำเนิด ลาเมค
แล้ว ก็ มี อายุ ต่อไปอีก เจ็ด ร้อยแปดสิบ สองปี และให้ กำเนิด
บุตรชายและบุตรสาวหลายคน {5:27} รวมอายุ ของเมธู เส
ลาห์ได้เก้า ร้อยหกสิบเก้าปี และเขาได้สิ้นชีวิต {5:28} ลาเม
คอยู่มาได้ร้อยแปดสิบสองปี และให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง
{5:29} เขาเรียกชื่อ บุตรชายว่า โนอาห์ กล่าวว่า "คนนี้ จะ
เป็นที่ปลอบประโลมใจเราเกี่ยวกับการงานของเรา และความ
เหนื่อยยากของมือ เรา เพราะเหตุ แผ่นดิน ที่ พระเยโฮวาห์ ได้
ทรงสาปแช่งนั้น" {5:30} ตั้งแต่ลาเมคให้กำเนิดโนอาห์แล้ว
ก็ มี อายุ ต่อไปอีก ห้า ร้อยเก้า สิบ ห้า ปี และให้ กำเนิด บุตรชาย

5
และบุตรสาวหลายคน {5:31} รวมอายุ ของลาเมคได้ เจ็ด เจ้าจงทำเป็นชั้นล่าง ชั้นที่สองและชั้นที่สาม {6:17} ดูเถิด
ร้อยเจ็ดสิบเจ็ดปีและเขาได้สิ้นชีวิต {5:32} โนอาห์มีอายุได้ เราเองเป็น ผู้ กระทำให้ น้ำท่วมบนแผ่นดิน โลก เพื่อ ทำลาย
ห้าร้อยปี และโนอาห์ให้กำเนิดบุตรชื่อเชม ฮาม และยาเฟท บรรดาเนื้อหนัง ใต้ ฟ้า ที่ มี ลมปราณแห่ง ชีวิต และทุกสิ่ง บน
{6:1} ต่อมาเมื่อมนุษย์เริ่มทวีมากขึ้นบนพื้นแผ่นดินโลก แผ่นดิน โลก จะ ตาย สิ้น {6:18} แต่ เรา จะ ตั้ง พัน ธ สัญญา
และ พวกเขา ให้ กำเนิด บุตรสาว หลาย คน {6:2} บุตรชาย ของเราไว้ กับ เจ้า และเจ้า จงเข้า อยู่ ในนาวา ทั้ง เจ้า บุตรชาย
ทั้งหลาย ของ พระเจ้า เห็น ว่า บุตรสาว ทั้งหลาย ของ มนุษย์ ภรรยาและบุตรสะใภ้ของเจ้าพร้อมกับเจ้า {6:19} เจ้าจงนำ
สวยงาม และ พวกเขา รับ เธอ ทั้งหลาย ไว้ เป็น ภรรยา ตาม สัตว์ ทั้งปวงที่ มี ชีวิต ทั้ง ตัวผู้ และตัวเมีย ทุก ชนิด อย่างละคู่ เข้า
ไปในนาวาเพื่อรักษาชีวิต {6:20} นกตามชนิดของมัน และ
ชอบใจของพวกเขา
สัตว์ ใช้ งานตามชนิด ของมัน สัตว์เลื้อยคลานตามชนิด ของ
{6:3} พระเยโฮวาห์ตรัสว่า "วิญญาณของเราจะไม่วิงวอน
มัน อย่างละคู่ จะมาหาเจ้า เพื่อ รักษาชีวิต ไว้ {6:21} เจ้า จง
กับ มนุษย์ ตลอดไป เพราะเขาเป็น แต่ เนื้อหนัง อายุ ของเขา
หาอาหารทุกอย่างที่ กิน ได้ และสะสมไว้ สำหรับ เจ้า และมัน
จะ เพียงแค่ ร้อย ยี่ สิบ ปี" {6:4} ใน คราว นั้น มี พวก มนุษย์
จะเป็นอาหารสำหรับเจ้าและสัตว์ทั้งปวง" {6:22} โนอาห์ได้
ยักษ์บนแผ่นดินโลก แล้วภายหลังเมื่อบุตรชายทั้งหลายของ
กระทำตามทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาแก่ท่าน ดังนั้นท่านจึง
พระเจ้าเข้าหาบุตรสาวทั้งหลายของมนุษย์ และเธอทั้งหลาย
กระทำ
คลอดบุตรให้แก่ พวกเขา บุตรเหล่านั้น เป็น คนมี อำนาจมาก
ตั้งแต่ สมัยโบราณ เป็น คน มี ชื่อเสียง {6:5} และ พระเจ้า
{7:1} และ พระ เย โฮ วาห์ ตรัส แก่ โน อาห์ ว่า "เจ้า และ
ทรงเห็น ว่าความชั่ว ของมนุษย์ มี มากบนแผ่นดิน โลก และ ครอบครัว ทั้งหมดจงเข้า ไปในนาวา เพราะว่า เราเห็น ว่า เจ้า
เจตนา ทุกอย่าง แห่ง ความคิด ทั้งหลาย ใน ใจ ของ เขา ล้วนแต่ ชอบธรรม ต่อหน้า เรา ใน ชั่ว อายุ นี้ {7:2} เจ้า จง เอา สัตว์
ชั่วร้ายอย่างเดียวเสมอไป {6:6} พระเยโฮวาห์ ทรงโทมนัส ทั้งปวงที่ สะอาดทั้ง ตัวผู้ และตัวเมีย อย่างละเจ็ด ตัว และสัตว์
ที่ พระองค์ ได้ ทรงสร้างมนุษย์ บนแผ่นดิน โลก และกระทำ ทั้งปวงที่ ไม่ สะอาดทั้ง ตัวผู้ และตัวเมีย อย่างละคู่ {7:3} นก
ให้ พระองค์ ทรงเศร้าโศกภายในพระทัย ของพระองค์ {6:7} ในอากาศทั้ง ตัวผู้ และตัวเมีย อย่างละเจ็ด ตัว ด้วย เพื่อ รักษา
พระเยโฮวาห์ ตรัส ว่า "เราจะทำลายมนุษย์ ที่ เราได้ สร้างมา ชีวิต ไว้ ให้ สืบ เชื้อสายบนพื้น แผ่นดิน โลก {7:4} เพราะว่า
จากพื้นแผ่นดินโลก ทั้งมนุษย์และสัตว์และสัตว์เลื้อยคลาน อีก เจ็ด วัน เราจะบันดาลให้ ฝนตกบนแผ่นดิน โลกสี่ สิบ วัน สี่
และนกในอากาศ เพราะว่า เราเสียใจที่ เราได้ สร้างพวกเขา สิบ คืน และสิ่ง ที่ มี ชีวิต ทั้งปวงที่ เราสร้างมานั้น เราจะทำลาย
มา"
เสียจากพื้นแผ่นดินโลก" {7:5} โนอาห์ได้กระทำตามทุกสิ่ง
{6:8} แต่ โนอาห์ เป็น ที่ โปรดปรานในสายพระเนตรของ
พระเยโฮวาห์ {6:9} ต่อไปนี้ คือ พงศ์พันธุ์ ของโนอาห์ โน
อาห์ เป็น คนชอบธรรมและดี รอบคอบในสมัย ของท่าน และ
โนอาห์ดำเนินกับพระเจ้า {6:10} โนอาห์ให้กำเนิดบุตรชาย
สามคน ชื่อเชม ฮาม และยาเฟท {6:11} ดังนั้นมนุษย์โลก
จึง ชั่วช้า ต่อ พระพักตร์ พระเจ้า และแผ่นดิน โลกก็ เต็มไปด้วย
ความอำมหิต {6:12} พระเจ้าทอดพระเนตรบนแผ่นดินโลก
และดู เถิด แผ่นดิน โลกก็ ชั่วช้า เพราะว่า บรรดาเนื้อหนัง ได้
กระทำ การ ชั่วช้า บน แผ่นดิน โลก {6:13} พระเจ้า ตรัส แก่
โนอาห์ ว่า "ต่อหน้า เราบรรดาเนื้อหนัง ก็ มาถึง วาระสุดท้าย
แล้ว เพราะว่า แผ่นดิน โลก เต็มไปด้วย ความ อำมหิต เพราะ
พวกเขา และดู เถิด เราจะทำลายพวกเขาพร้อมกับ แผ่นดิน
โลก {6:14} เจ้าจงต่อนาวาด้วยไม้สนโกเฟอร์ เจ้าจงทำเป็น
ห้องๆในนาวา และยาทั้งข้างในข้างนอกด้วยชัน {6:15} เจ้า
จงต่อ นาวาตามนี้ นาวายาวสามร้อยศอก กว้างห้า สิบ ศอก
และสูง สามสิบ ศอก {6:16} เจ้า จงทำช่องในนาวา และให้
อยู่ข้างบนขนาดศอกหนึ่ง และเจ้าจงตั้งประตูที่ด้านข้างนาวา

ที่ พระเยโฮวาห์ ทรงบัญชาแก่ ท่าน {7:6} เมื่อ น้ำท่วมบน
แผ่นดิน โลก โน อาห์ มี อายุ ได้ หก ร้อย ปี {7:7} โน อาห์ ทั้ง
บุตรชาย ภรรยา และ บุตร สะใภ้ ทั้งหลาย จึง เข้า ไป ใน นาวา
เพราะ เหตุ น้ำท่วม {7:8} สัตว์ ทั้งปวง ที่ สะอาด และ สัตว์
ทั้งปวงที่ ไม่ สะอาดและฝูง นกและบรรดาสัตว์ ที่ เลื้อยคลาน
บนแผ่นดิน โลก {7:9} ได้ เข้า ไปหาโนอาห์ ในนาวาเป็น คู่ๆ
ทั้ง ตัวผู้ และตัวเมีย ตามที่ พระเจ้า ได้ ทรงบัญชาไว้ แก่ โนอาห์
{7:10} ต่อมาอีก เจ็ด วัน น้ำ ก็ ท่วมบนแผ่นดิน โลก {7:11}
เมื่อโนอาห์มีชีวิตอยู่ได้หกร้อยปี ในเดือนที่สอง วันที่สิบเจ็ด
ของเดือนนั้น ในวันเดียวกันนั้นเอง น้ำพุทั้งหลายที่อยู่ที่ลึก
ใต้ บาดาลก็ พลุ่ง ขึ้น มา และช่องฟ้า ก็ เปิด ออก {7:12} ฝน
ตกบนแผ่นดินโลกสี่สิบวันสี่สิบคืน {7:13} ในวันเดียวกัน
นั้น เองโนอาห์ และบุตรชายของโนอาห์ คือ เชม ฮาม และ
ยาเฟท ภรรยาของโนอาห์ และบุตรสะใภ้ ทั้ง สามได้ เข้า ไป
ในนาวา {7:14} เขาเหล่านั้น และสัตว์ป่า ทั้งปวงตามชนิด
ของมัน และสัตว์ใช้งานทั้งปวงตามชนิดของมัน และบรรดา
สัตว์เลื้อยคลานที่ คลานไปมาบนแผ่นดิน โลกตามชนิด ของ

6

บทที่ 1. ปฐมกาล / GENESIS

ออกไป แล้ว มัน ไม่ กลับ มาหาท่านอีก เลย {8:13} ต่อมา
ปี ที่ หกร้อยเอ็ด เดือนที่ หนึ่ง วันที่ หนึ่ง ของเดือนนั้น น้ำ ก็ แห้ง
จากแผ่นดินโลก โนอาห์ก็เปิดหลังคาของนาวาและมองดู ดู
เถิด พื้นแผ่นดินแห้งแล้ว {8:14} ในเดือนที่สองวันที่ยี่สิบ
เจ็ด ของเดือนนั้น แผ่นดิน โลกก็ แห้ง สนิท {8:15} พระเจ้า
ตรัส แก่ โน อาห์ ว่า {8:16} "จง ออก ไป จาก นาวา ทั้ง เจ้า
{7:17} น้ำ ได้ ท่วม แผ่นดิน โลก สี่ สิบ วัน และ น้ำ ก็ ทวี
ภรรยา บุตรชาย และ บุตร สะใภ้ ทั้งหลาย ของ เจ้า {8:17}
มากขึ้น และหนุน นาวาให้ สูง เหนือ แผ่นดิน โลก {7:18} น้ำ
จง พา สัตว์ ที่ มี ชีวิต ทั้งปวง ที่อยู่ ด้วย กัน กับ เจ้า คือ บรรดา
ไหลเชี่ยวและทวี มากยิ่ง ขึ้น บนแผ่นดิน โลก และนาวาลอย
เนื้อหนัง ทั้ง นก สัตว์ ใช้ งาน และสัตว์เลื้อยคลานทั้งปวง
บนผิวน้ำ {7:19} น้ำ ไหลเชี่ยวทวี มากยิ่ง ขึ้น บนแผ่นดิน
ที่ คลานไปมาบนแผ่นดิน โลกให้ ออกมา เพื่อ พวกมัน จะทวี
โลก และน้ำก็ท่วมภูเขาสูงทุกแห่งทั่วใต้ฟ้า {7:20} น้ำไหล
มากขึ้น บนแผ่นดิน โลก และมี ลูก ดกทวี มากขึ้น บนแผ่นดิน
เชี่ยวท่วมเหนือ ภูเขาสิบ ห้า ศอก {7:21} บรรดาเนื้อหนัง ที่
โลก" {8:18} โนอาห์ จึง ออกไป พร้อมทั้ง บุตรชาย ภรรยา
เคลื่อนไหวบนแผ่นดินโลก ทั้งนก สัตว์ใช้งาน สัตว์ป่า และ
และบุตรสะใภ้ทั้งหลายที่อยู่กับท่าน {8:19} สัตว์ป่าทั้งปวง
สัตว์เลื้อยคลาน ที่ คลาน ไป มา บน แผ่นดิน โลก และ มนุษย์
บรรดาสัตว์เลื้อยคลาน นกทั้งปวง และทุกสิ่ง ที่ คลานไปมา
ทั้งปวงก็ตายสิ้น {7:22} มนุษย์ทั้งปวงผู้ซึ่งมีลมปราณแห่ง
บนแผ่นดินโลกตามชนิดของพวกมันออกไปจากนาวา
ชีวิตเข้าออกทางจมูก สิ่งสารพัดที่อยู่บนบกตายสิ้น {7:23}
{8:20} โน อาห์ ก็ สร้าง แท่น บูชา แด่ พระ เย โฮ วาห์ และ
สิ่ง ที่ มี ชีวิต ทั้งปวง ที่อยู่ บน พื้น แผ่นดิน โลก ถูก ทำลาย ทั้ง
มนุษย์ สัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลาน และนกในอากาศ และ เอา บรรดา สัตว์ ที่ สะอาด และ บรรดา นก ที่ สะอาด ถวาย เป็น
ทุกสิ่ง ถูก ทำลาย จาก แผ่นดิน โลก เหลือ อยู่ แต่ โน อาห์ และ เครื่องเผาบูชาที่ แท่น นั้น {8:21} พระเยโฮวาห์ ได้ ดมกลิ่น
ทุกสิ่งที่อยู่กับท่านในนาวา {7:24} น้ำไหลเชี่ยวบนแผ่นดิน หอม หวาน และ พระ เย โฮ วาห์ ทรง ดำริ ใน พระทัย ว่า "เรา
จะ ไม่ สาปแช่ง แผ่นดิน อีก เพราะ เหตุ มนุษย์ ด้วยว่า เจตนา
โลกเป็นเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบวัน
ในใจของเขาล้วนแต่ ชั่วร้ายตั้งแต่ เด็ก มา เราจะไม่ ประหาร
{8:1} พระเจ้า ทรงระลึก ถึง โนอาห์ บรรดาสัตว์ ที่ มี ชีวิต
สิ่ง ทั้งปวง ที่ มี ชีวิต อีก เหมือน อย่าง ที่ เรา ได้ กระทำ แล้ว นั้น
และ สัตว์ ใช้ งาน ทั้งปวง ที่อยู่ กับ ท่าน ใน นาวา และ พระเจ้า
{8:22} ใน ขณะที่ โลก ยัง ดำรง อยู่ นั้น จะ มี ฤดู หว่าน ฤดู
ทรงทำให้ ลมพัด มาเหนือ แผ่นดิน โลก และน้ำ ทั้งปวงก็ ลด
เก็บเกี่ยว เวลา เย็น เวลา ร้อน ฤดู ร้อน ฤดู หนาว กลางวัน
ลง {8:2} น้ำพุ ทั้งหลายที่อยู่ ใต้ บาดาลและช่องฟ้า ทั้งปวง
กลางคืนต่อไป"
ก็ ปิด และฝนที่ ตกจากฟ้า ก็ หยุด {8:3} น้ำ ก็ ค่อยๆลดลง
{9:1} พระเจ้า ทรง อวย พระ พร แก่ โน อาห์ และ บุตรชาย
จากแผ่นดิน โลก และล่วงไปร้อยห้า สิบ วัน แล้ว น้ำ ก็ ลดลง
{8:4} ณ เดือนที่เจ็ดวันที่สิบเจ็ดนาวาก็ค้างอยู่บนเทือกเขา ทั้งหลาย ของ ท่าน และ ตรัส แก่ พวกเขา ว่า "จง มี ลูก ดก
อารารัต {8:5} น้ำ ก็ ค่อยๆลดลงจนถึง เดือนที่ สิบ ในเดือน และ ทวี มาก ขึ้น จน เต็ม แผ่นดิน {9:2} สัตว์ป่า ทั้งปวง บน
ที่ สิบ ณ วันที่ หนึ่ง ของเดือนนั้น ยอดภูเขาต่างๆโผล่ ขึ้น มา แผ่นดินโลก บรรดานกในอากาศ สิ่งทั้งปวงที่คลานไปมาบน
{8:6} ต่อจากนั้น อีก สี่ สิบ วัน โนอาห์ ก็ เปิด ช่องในนาวาที่ แผ่นดิน โลก และบรรดาปลาในทะเล จะเกรงกลัว พวกเจ้า
ท่านได้ ทำไว้ นั้น {8:7} ท่านปล่อยนกกาตัว หนึ่ง ซึ่ง มัน และหวาดกลัว ต่อ พวกเจ้า พวกมัน จะถูก มอบอยู่ ในมือ พวก
บิน ไปมาจนกระทั่ง น้ำลดแห้ง จากแผ่นดิน โลก {8:8} ท่าน เจ้า {9:3} สิ่งทั้งปวงที่มีชีวิตเคลื่อนไหวไปมาจะเป็นอาหาร
จึง ปล่อยนกเขาตัว หนึ่ง ด้วยเพื่อ จะรู้ ว่า น้ำ ได้ ลดลงจากพื้น ของพวกเจ้า เช่นเดียวกับพืชผักเขียวสด เรายกทุกสิ่งให้แก่
แผ่นดิน โลกหรือยัง {8:9} แต่ นกเขาไม่ พบที่ ที่ จะจับ อาศัย พวกเจ้า {9:4} แต่เนื้อกับชีวิตของมัน คือเลือดของมัน พวก
อยู่ ได้ เพราะน้ำ ยัง ท่วมทั่ว พื้น แผ่นดิน โลกอยู่ มัน จึง ได้ กลับ เจ้าอย่ากินเลย
มัน และนกทั้งปวงตามชนิดของมัน คือบรรดานกทุกชนิดที่
มีลักษณะแตกต่างกัน {7:15} สัตว์ทั้งปวงที่มีลมปราณแห่ง
ชีวิตได้เข้าไปหาโนอาห์ในนาวาเป็นคู่ๆ {7:16} สัตว์ทั้งปวง
ที่ เข้า ไปนั้น ได้ เข้า ไปทั้ง ตัวผู้ และตัวเมีย ตามที่ พระเจ้า ได้ ทรง
บัญชาแก่ท่าน และพระเยโฮวาห์ทรงปิดประตูให้ท่าน

มาหาท่านในนาวา ดังนั้นท่านจึงยื่นมือออกไปจับนกเขาเข้า
มาไว้ ด้วยกัน ในนาวา {8:10} ท่านคอยอยู่ อีก เจ็ด วัน ท่าน
จึง ปล่อยนกเขาไปจากนาวาอีก ครั้ง หนึ่ง {8:11} ในเวลา
เย็น นกเขาก็ กลับ มายัง ท่าน ดู เถิด มัน คาบใบมะกอกเทศ
เขียวสดมา ดังนั้น โนอาห์ จึง รู้ ว่า น้ำ ได้ ลดลงจากแผ่นดิน
โลกแล้ว {8:12} ท่านคอยอยู่ อีก เจ็ด วัน และปล่อยนกเขา

{9:5} โลหิต เจ้าที่ เป็น ชีวิต ของเจ้า เราจะเรียกเอาแน่นอน
เราจะเรียกเอาจากชีวิต ของสัตว์ป่า ทั้งปวงและจากมือ มนุษย์
เราจะเรียกเอาชีวิตมนุษย์จากมือพี่น้องของตนทุกคน {9:6}
ผู้ใด ทำ ให้ โลหิต ของ มนุษย์ ไหล ผู้อื่น จะ ทำ ให้ ผู้ นั้น โลหิต
ไหล เพราะว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามแบบพระฉายาของ
พระองค์ {9:7} เจ้า จงมี ลูก ดกทวี มากขึ้น อุดมบริบูรณ์ ใน

7
แผ่นดินโลกและทวีมากขึ้นในนั้น" {9:8} พระเจ้าจึงตรัสแก่
โนอาห์และบุตรชายทั้งหลายที่อยู่กับท่านว่า
{9:9} "ดู เถิด เรา ตั้ง พัน ธ สัญญา ของ เรา กับ พวก เจ้า
และกับ เชื้อสายของเจ้า สืบไป {9:10} และกับ สัตว์ ที่ มี ชีวิต
ทั้งปวงที่อยู่ กับ เจ้า ทั้ง นก สัตว์ ใช้ งาน และบรรดาสัตว์ป่า
บนแผ่นดินโลกที่อยู่กับเจ้า สัตว์ทั้งปวงที่ออกจากนาวา รวม
ทั้ง บรรดา สัตว์ป่า บน แผ่นดิน โลก {9:11} เรา จะ ตั้ง พัน ธ
สัญญา ของ เรา ไว้ กับ พวก เจ้า ว่า จะ ไม่ มี การ ทำลาย บรรดา
เนื้อหนัง โดย น้ำท่วม อีก จะ ไม่ มี น้ำ มา ท่วม ทำลาย โลก อีก
ต่อไป" {9:12} พระเจ้าตรัสว่า "นี่เป็นหมายสำคัญแห่งพัน
ธสัญญาซึ่งเราตั้งไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า และสัตว์ที่มีชีวิต
ทั้งปวงที่อยู่ กับ เจ้า ในทุก ชั่ว อายุ ตลอดไปเป็นนิตย์ {9:13}
เราได้ ตั้ง รุ้ง ของเราไว้ ที่ เมฆและมัน จะเป็น หมายสำคัญ แห่ง
พัน ธสัญญาระหว่างเรากับ แผ่นดิน โลก {9:14} และต่อมา
เมื่อ เรา ให้ มี เมฆ เหนือ แผ่นดิน โลก จะ เห็น รุ้ง ที่ เมฆ นั้น
{9:15} และเราจะระลึก ถึง พัน ธสัญญาของเราซึ่ง มี ระหว่าง
เรา กับ พวก เจ้า และ สิ่ง ที่ มี ชีวิต ทั้งปวง แห่ง บรรดา เนื้อหนัง
และน้ำจะไม่มาท่วมทำลายบรรดาเนื้อหนังอีกต่อไป {9:16}
จะ มี รุ้ง ที่ เมฆ และ เรา จะ มองดู มัน เพื่อ เรา จะ ระลึก ถึง พัน ธ
สัญญา นิรันดร์ ระหว่าง พระเจ้า กับ สิ่ง ทั้งปวง ที่ มี ชีวิต แห่ง
บรรดาเนื้อหนัง ที่อยู่ บนแผ่นดิน โลก" {9:17} และพระเจ้า
ตรัส แก่ โนอาห์ ว่า "นี่ เป็น หมายสำคัญ แห่ง พัน ธสัญญาซึ่ง
เราได้ ตั้ง ไว้ ระหว่างเรากับ บรรดาเนื้อหนัง บนแผ่นดิน โลก"
{9:18} บุตรชายของโนอาห์ที่ได้ออกจากนาวา คือเชม ฮาม
และ ยา เฟท และ ฮาม เป็น บิดา ของ คา นา อัน {9:19} นี่
เป็นบุตรชายสามคนของโนอาห์ และมนุษย์ที่กระจัดกระจาย
ออกไปทั่วโลกมาจากคนเหล่านี้

ทาสของเขา" {9:28} หลังจากน้ำท่วมโนอาห์มีชีวิตต่อไปอีก
สามร้อยห้า สิบ ปี {9:29} รวมอายุ ของโนอาห์ ได้ เก้า ร้อยห้า
สิบปีและท่านได้สิ้นชีวิต {10:1} ต่อไปนี้เป็นพงศ์พันธุ์ของ
บุตรชายทั้งหลายของโนอาห์ คือเชม ฮาม และยาเฟท และ
พวกเขากำเนิดบุตรชายหลายคนหลังน้ำท่วม
{10:2} บุตรชายทั้งหลายของยาเฟทชื่อ โกเมอร์ มาโก
ก มี เดีย ยา วาน ทูบัล เมเชค และ ทิ รา ส {10:3}
บุตรชาย ทั้งหลาย ของ โก เมอร์ ชื่อ อัชเคนัส รี ฟาท และ โท
การมาห์ {10:4} บุตรชายทั้งหลายของยาวานชื่อ เอลีชาห์
ทารชิ ช คิทธิม และโดดานิม {10:5} จากเชื้อสายเหล่านี้
อาณาเขตของชนชาติ ทั้งหลายได้ แบ่งแยกตามดินแดนต่างๆ
ของพวกเขา แต่ละคนตามภาษาของเขา ตามครอบครัวของ
พวกเขา ตามชาติของพวกเขา

{10:6} บุตรชายทั้งหลายของฮามชื่อ คู ช มิ ส รายิม พู ต
และคานาอัน {10:7} บุตรชายทั้งหลายของคูชชื่อเส-บา ฮา
วิลาห์ สับทาห์ ราอามาห์ และสับเทคา และบุตรชายทั้งหลาย
ของราอามาห์ ชื่อ เชบา และเดดาน {10:8} คู ช ให้ กำเนิด
บุตรชื่อ นิม โรด เขาเริ่ม เป็น คนมี อำนาจมากบนแผ่นดิน โลก
{10:9} เขาเป็น พรานที่ มี กำลัง มากต่อ พระพักตร์ พระเยโฮ
วาห์ ดังนั้น จึง ว่า "เหมือนกับ นิม โรดพรานที่ มี กำลัง มากต่อ
พระพักตร์ พระเยโฮวาห์" {10:10} การเริ่มต้น อาณาจักร
ของเขาคือ เมืองบาเบล เมืองเอเรก เมืองอัค คัด และเมือง
คาลเนห์ ในแผ่นดิน ของชิ นาร์ {10:11} ฝ่ายอัส ชู ร จึง ออก
ไปจากแผ่นดิน ของชิ นาร์ นั้น และสร้างเมืองนี นะเวห์ เมือง
เรโหโบทและเมืองคาลาห์ {10:12} และเมืองเรเสนซึ่ง อยู่
ระหว่างเมืองนีนะเวห์กับเมืองคาลาห์ เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่
{10:13} มิ ส รายิม ให้ กำเนิด บุตรชื่อ ลูดิม อานามิ ม เลหะ
{9:20} โน อาห์ เริ่ม เป็น ชาวสวน และ เขา ทำ สวน องุ่น บิ ม นัฟทูฮิม {10:14} ปัทรุ สิ ม คัสลูฮิม (ผู้ ซึ่ง ออกมา
{9:21} ท่านได้ ดื่ม เหล้าองุ่น จนเมา และท่านก็ เปลือยกาย จากเขาคือ คนฟีลิสเตีย) และคัฟ โทริม {10:15} คานาอัน
อยู่ ในเต็นท์ ของท่าน {9:22} ฮาม บิดาของคานาอัน เห็น ให้ กำเนิด บุตรหัวปี ชื่อ ไซดอนและเฮท {10:16} และคนเย
บิดาของตนเปลือยกายอยู่ จึง บอกพี่น้องทั้ง สองคนของเขา บุ ส คนอาโมไรต์ คนเกอร์ กาชี {10:17} คนฮีไวต์ คน
ที่อยู่ ภายนอก {9:23} เชมกับ ยาเฟทเอาผ้า ผืน หนึ่ง พาดบ่า อารกี คนสิ นี {10:18} คนอารวัด คนเศเมอร์ และคน
ของ เขา ทั้ง สอง คน เดิน หัน หลัง เข้า ไป ปกปิด กาย บิดา ของ ฮามัท และภายหลัง นั้น ครอบครัว ต่างๆของคนคานาอัน ก็
พวกเขาที่เปลือยอยู่ และมิได้หันหน้าดูกายบิดาของพวกเขา กระจัดกระจายออกไป {10:19} เขตแดนของคนคานาอัน
ที่เปลือยอยู่นั้น {9:24} โนอาห์สร่างเมาแล้วจึงรู้ว่าบุตรชาย จากเมืองไซดอน ไปทางเมืองเก-ราร์ จนถึง เมืองกาซา ไป
สุดท้องของเขาได้ทำอะไรแก่ท่าน
ทางเมืองโสโดม เมืองโกโมราห์ เมืองอัด มาห์ และเมืองเศ
{9:25} ท่านพูด ว่า "คานาอัน จงถูก สาปแช่ง และเขาจะ โบยิมจนถึงเมืองลาชา {10:20} นี่เป็นบุตรชายทั้งหลายของ
เป็นทาสแห่งทาสทั้งหลายของพี่น้องของเขา" {9:26} ท่าน ฮาม ตามครอบครัวของพวกเขา ตามภาษาของพวกเขา ตาม
พูด ว่า "สรรเสริญ พระเยโฮวาห์ พระเจ้า ของเชม และคานา แผ่นดินของพวกเขาและตามชาติของพวกเขา
อันจะเป็นทาสของเขา {9:27} พระเจ้าจะทรงเพิ่มพูนยาเฟท
{10:21} เช่นเดียวกันเชมผู้เป็นบรรพบุรุษของบรรดาชน
และเขาจะอาศัย อยู่ ในเต็นท์ ของเชม และคานาอัน จะเป็น เอเบอร์ ผู้ เป็น พี่ชายคนโตของยาเฟท เขาก็ ให้ กำเนิด บุตร

8
หลายคนด้วย {10:22} บุตรของเชมชื่อ เอลาม อัส ชู ร อา
รฟัค ชาด ลูด และอารัม {10:23} บุตรอารัม ชื่อ อู ส ฮุล เก
เธอร์ และมัช {10:24} อารฟัคชาดให้กำเนิดบุตรชื่อเชลาห์
และเชลาห์ ให้ กำเนิด บุตรชื่อ เอเบอร์ {10:25} เอเบอร์ ให้
กำเนิดบุตรชายสองคน คนหนึ่งชื่อเปเลก เพราะในสมัยของ
เขา แผ่นดิน ถูก แบ่งแยก และ น้อง ชาย ของ เขา ชื่อ โยก ทาน
{10:26} โยกทานให้ กำเนิด บุตรชื่อ อัล โมดัด เชเลฟ ฮาซา
ร-มาเวท และเยราห์ {10:27} ฮาโดรัม อุ ซาล ดิคลาห์
{10:28} โอบาล อาบี มาเอล เชบา {10:29} โอฟีร์ ฮา
วิลาห์ และโยบับ คนเหล่านี้ เป็น บุตรชายทั้งหลายของโยก
ทาน {10:30} ที่อยู่อาศัย ของ พวกเขา เริ่ม จาก เมือง เม ชา
ไปทางเสฟาร์ เทือกเขาทางทิศตะวันออก {10:31} นี่ เป็น
บุตรชายทั้งหลายของเชม ตามครอบครัว ของพวกเขา ตาม
ภาษา ของ พวกเขา ตาม แผ่นดิน ของ พวกเขา และ ตาม ชาติ
ของพวกเขา {10:32} นี่ เป็น ครอบครัว ต่างๆของบุตรชาย
ทั้งหลายของโนอาห์ ตามพงศ์พันธุ์ของพวกเขา ตามชาติของ
พวกเขา และจากคนเหล่านี้ ประชาชาติ ทั้งหลายถูก แบ่งแยก
ในแผ่นดินโลกภายหลังน้ำท่วม

บทที่ 1. ปฐมกาล / GENESIS

{11:10} ต่อไปนี้ เป็น พงศ์พันธุ์ ของ เชม เชมมี อายุ ได้
ร้อย ปี และ ให้ กำเนิด บุตร ชื่อ อา รฟัค ชาด หลัง น้ำท่วม สอง
ปี {11:11} หลังจากเชมให้ กำเนิด อารฟัค ชาดแล้ว ก็ มี อายุ
ต่อไปอีกห้าร้อยปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลาย
คน {11:12} อารฟัคชาดมีอายุได้สามสิบห้าปีและให้กำเนิด
บุตรชื่อเชลาห์ {11:13} หลังจากอารฟัคชาดให้กำเนิดเชลาห์
แล้ว ก็ มี อายุ ต่อไป อีก สี่ ร้อย สาม ปี และ ให้ กำเนิด บุตรชาย
และบุตรสาวหลายคน {11:14} เชลาห์มี อายุ ได้ สามสิบ ปี
และให้ กำเนิด บุตรชื่อ เอเบอร์ {11:15} หลังจากเชลาห์ ให้
กำเนิด เอ เบอร์ แล้ว ก็ มี อายุ ต่อไป อีก สี่ ร้อย สาม ปี และ ให้
กำเนิด บุตรชายและบุตรสาวหลายคน {11:16} เอเบอร์ มี
อายุ ได้ สาม สิบ สี่ ปี และ ให้ กำเนิด บุตร ชื่อ เปเลก {11:17}
หลังจากเอเบอร์ ให้ กำเนิด เปเลกแล้ว ก็ มี อายุ ต่อไปอีก สี่ ร้อย
สาม สิบ ปี และ ให้ กำเนิด บุตรชาย และ บุตรสาว หลาย คน
{11:18} เปเลกมี อายุ ได้ สามสิบ ปี และให้ กำเนิด บุตรชื่อ เรอู
{11:19} หลังจากเปเลกให้ กำเนิด เรอู แล้ว ก็ มี อายุ ต่อไปอีก
สองร้อยเก้า ปี และให้ กำเนิด บุตรชายและบุตรสาวหลายคน
{11:20} เรอูมีอายุได้สามสิบสองปีและให้กำเนิดบุตรชื่อเส
รุก {11:21} หลังจากเรอู ให้ กำเนิด เสรุก แล้ว ก็ มี อายุ ต่อไป
{11:1} ทั่ว แผ่นดิน โลก มี ภาษา เดียว และ มี สำเนียง
อีก สองร้อยเจ็ด ปี และให้ กำเนิด บุตรชายและบุตรสาวหลาย
เดียวกัน {11:2} และ ต่อมา เมื่อ พวกเขา เดินทาง จาก
คน {11:22} เส รุก มี อายุ ได้ สาม สิบ ปี และ ให้ กำเนิด บุตร
ทิศตะวันออกก็ พบที่ราบในแผ่นดิน ชิ นาร์ และพวกเขาอาศัย
ชื่อ นาโฮร์ {11:23} หลังจากเสรุก ให้ กำเนิด นาโฮร์ แล้ว ก็ มี
อยู่ ที่นั่น {11:3} แล้ว พวกเขาต่างคนต่างก็ พูด กัน ว่า "มา
อายุต่อไปอีกสองร้อยปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาว
เถิด ให้พวกเราทำอิฐและเผามันให้แข็ง" พวกเขาจึงมีอิฐใช้
หลายคน {11:24} นาโฮร์ มี อายุ ได้ ยี่ สิบ เก้า ปี และให้ กำเนิด
ต่างหิน และมี ยางมะตอยใช้ ต่างปูนสอ {11:4} เขาทั้งหลาย
บุตรชื่อเทราห์ {11:25} หลังจากนาโฮร์ให้กำเนิดเทราห์แล้ว
พูดว่า "มาเถิด ให้พวกเราสร้างเมืองขึ้นเมืองหนึ่งและก่อหอ
ก็ มี อายุ ต่อไปอีก ร้อยสิบ เก้า ปี และให้ กำเนิด บุตรชายและ
ให้ยอดของมันไปถึงฟ้าสวรรค์ และให้พวกเราสร้างชื่อเสียง
บุตรสาวหลายคน {11:26} เทราห์มีอายุได้เจ็ดสิบปีและให้
ของพวกเราไว้ เพื่อ ว่า พวกเราจะไม่ กระจัดกระจายไปทั่ว พื้น
กำเนิดบุตรชื่ออับราม นาโฮร์ และฮาราน {11:27} ต่อไปนี้
แผ่นดินโลก"
เป็น พงศ์พันธุ์ ของเทราห์ เทราห์ ให้ กำเนิด อับ ราม นาโฮร์
{11:5} และ พระ เย โฮ วาห์ เสด็จ ลง มา ทอด พระเนตร และฮาราน และฮารานให้ กำเนิด บุตรชื่อ โลท {11:28} ฮา
เมืองและหอนั้น ซึ่ง บุตรทั้งหลายของมนุษย์ ได้ ก่อสร้างขึ้น รานได้สิ้นชีวิตก่อนเทราห์ผู้เป็นบิดาของเขาในแผ่นดินที่เขา
{11:6} แล้ว พระ เย โฮ วาห์ ตรัส ว่า "ดู เถิด คน เหล่านี้ บังเกิด ในเมืองเออร์ ของชาวเคลเดีย {11:29} อับ รามและ
เป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน และ พวกเขา ทั้งปวง มี ภาษา เดียว นาโฮร์ต่างก็ได้ภรรยา ภรรยาของอับรามมีชื่อว่าซาราย และ
พวกเขา เริ่ม ทำ เช่นนี้ แล้ว ประเดี๋ยว จะ ไม่ มี อะไร หยุดยั้ง ภรรยาของนาโฮร์มีชื่อว่ามิลคาห์ผู้เป็นบุตรีของฮาราน ผู้เป็น
พวกเขา ได้ ใน สิ่ง ที่ พวกเขา คิด จะ ทำ {11:7} มา เถิด ให้ บิดาของมิ ลคาห์ และบิดาของอิสคาห์ {11:30} แต่ นางซา
พวกเราลงไปและทำให้ภาษาของเขาวุ่นวายที่นั่น เพื่อไม่ให้ รายได้เป็นหมัน นางหามีบุตรไม่
พวกเขาพูดเข้าใจกันได้" {11:8} ดังนั้นพระเยโฮวาห์จึงทรง
ทำให้เขากระจัดกระจายจากที่นั่นไปทั่วพื้นแผ่นดิน พวกเขา
{11:31} เท ราห์ ก็ พา อับ ราม บุตรชาย ของ เขา กับ โลท
ก็เลิกสร้างเมืองนั้น {11:9} เหตุฉะนั้นจึงเรียกชื่อเมืองนั้น บุตรชายของฮารานผู้ เป็น หลานชายของเขาและนางซาราย
ว่า บาเบล เพราะว่า ที่นั่น พระเยโฮวาห์ ทรงทำให้ ภาษาของ บุตรสะใภ้ ของเขาผู้ เป็น ภรรยาของอับ รามบุตรชายของเขา
ทั่วโลกวุ่นวาย และ ณ จากที่นั่น พระเยโฮวาห์ ได้ ทรงทำให้ เขาทั้งหลายออกจากเมืองเออร์ ของชาวเคลเดีย จะเข้า ไปยัง
พวกเขากระจัดกระจายออกไปทั่วพื้นแผ่นดินโลก
แผ่นดิน คานาอัน พวกเขามาถึง เมืองฮารานแล้ว ก็ อาศัย อยู่

9
ที่นั่น {11:32} รวมอายุ เทราห์ ได้ สองร้อยห้า ปี และเทราห์ อับรามมากเพราะเห็นแก่นาง ท่านได้แกะ วัว ลาตัวผู้ ทาส
ทา สี ลา ตัวเมีย และ อูฐ จำนวน มาก {12:17} และ พระ
ก็ได้สิ้นชีวิตในเมืองฮาราน
{12:1} พระเยโฮวาห์ ได้ ตรัส แก่ อับ รามแล้ว ว่า "เจ้า จง เย โฮ วาห์ ทรง ทำ ให้ เกิด ภัยพิบัติ แก่ ฟาโรห์ และ ราชวงศ์ ของ
ออกไปจากประเทศของเจ้า จากญาติพี่น้องของเจ้า และจาก ท่านด้วยภัยพิบัติ ร้ายแรงต่างๆ เพราะเหตุ นางซารายภรรยา
บ้านบิดาของเจ้า ไปยัง แผ่นดิน ที่ เราจะชี้ ให้ เจ้า เห็น {12:2} ของอับ ราม {12:18} ฟาโรห์จึง เรียกอับ รามมาและตรัส ว่า
เราจะทำให้ เจ้า เป็น ชนชาติ ใหญ่ ชนชาติ หนึ่ง เราจะอวยพร "ทำไมเจ้า จึง ทำเช่นนี้ แก่ เรา ทำไมเจ้า ไม่ บอกเราว่า นางเป็น
เจ้า ทำ ให้ เจ้า มี ชื่อเสียง ใหญ่โต และ เจ้า จะ เป็น แหล่ง พระ ภรรยาของเจ้า {12:19} ทำไมเจ้า ว่า ‘เธอเป็น น้องสาวของ
พร {12:3} เราจะอวยพรผู้ ที่ อวยพรเจ้า และสาปแช่ง ผู้ ที่ ข้า พระองค์’ ดังนั้น เราเกือบจะรับ นางมาเป็น ภรรยาของเรา
สาปแช่งเจ้า บรรดาครอบครัวทั่วแผ่นดินโลกจะได้รับพระพร ฉะนั้น บัดนี้ จงดู ภรรยาของเจ้า จงรับ นางไปและออกไปตาม
ทางของเจ้า" {12:20} ฟาโรห์จึง รับสั่ง พวกคนใช้ เรื่องท่าน
เพราะเจ้า"
และพวกเขาจึงนำท่าน ภรรยาและสิ่งสารพัดที่ท่านมีอยู่ออก
{12:4} ดังนั้น อับ รามจึง ออกไปตามที่ พระเยโฮวาห์ ได้
ไปเสีย
ตรัส แก่ ท่านและโลทก็ ไปกับ ท่าน อับ รามมี อายุ ได้ เจ็ดสิบ ห้า
{13:1} อับ รามจึง ขึ้น ไปจากอียิปต์ ท่านและภรรยาของ
ปีขณะเมื่อท่านออกจากเมืองฮาราน {12:5} อับรามพานาง
ท่

น และ สิ่ง สารพัด ที่ ท่าน มี อยู่ พร้อมกับ โลท เข้า ไป ทาง
ซารายภรรยาของท่าน โลทบุตรของน้องชายท่าน บรรดา
ทรัพย์ สิ่งของของพวกเขาที่ ได้ สะสมไว้ และผู้คนทั้งหลายที่ ทิศใต้ {13:2} อับ ราม ก็ มั่งคั่ง สมบูรณ์ ด้วย ฝูง สัตว์ เงิน
ได้ ไว้ ที่ เมืองฮาราน พวกเขาออกไปเพื่อ เข้า ไปยัง แผ่นดิน คา และทองเป็นอันมาก {13:3} ท่านเดินทางต่อไปจากทิศใต้
นาอัน และพวกเขาไปถึงแผ่นดินคานาอัน {12:6} อับราม จนถึง เมือง เบธเอล ถึง สถานที่ ที่ เต็นท์ ของ ท่าน เคย ตั้งอยู่
เดิน ผ่านแผ่นดิน นั้น จนถึง สถานที่ เมืองเชเคม คือ ที่ราบโม คราวก่อน ระหว่างเมืองเบธเอลกับ เมืองอัย {13:4} จนถึง
เรห์ คราวนั้นชาวคานาอันยังอยู่ในแผ่นดินนั้น {12:7} พระ สถานที่ตั้ง แท่น บูชาซึ่ง เมื่อก่อนท่านเคยสร้างไว้ ที่นั่น และ
เยโฮวาห์ทรงปรากฏแก่อับรามและตรัสว่า "เราจะให้แผ่นดิน อับรามร้องออกพระนามของพระเยโฮวาห์ที่นั่น
{13:5} โลทซึ่ง ไป กับ อับ ราม มี ฝูง แพะ แกะ ฝูง วัว และ
นี้แก่เชื้อสายของเจ้า" อับรามจึงสร้างแท่นบูชาที่นั่นถวายแด่
พระเยโฮวาห์ ผู้ทรงปรากฏแก่ท่าน {12:8} ท่านย้ายไปจาก เต็นท์ เช่นกัน {13:6} แผ่นดิน ไม่ กว้างขวางพอที่ พวกเขา
ที่นั่น มาถึง ภูเขาลูก หนึ่ง ทางทิศตะวันออกของเมืองเบธเอล จะอาศัย อยู่ ด้วยกัน ได้ เพราะทรัพย์ สิ่งของของพวกเขามี อยู่
แล้ว ตั้ง เต็นท์ ของท่าน โดยเมืองเบธเอลอยู่ ทางทิศตะวันตก มาก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ {13:7} เกิด
และเมืองอัย อยู่ ทางทิศตะวันออก ณ ที่นั่น ท่านสร้างแท่น มี การวิวาทกัน ระหว่างคนเลี้ยงสัตว์ ของอับ รามกับ คนเลี้ยง
บูชาแด่พระเยโฮวาห์ และร้องออกพระนามของพระเยโฮวาห์ สัตว์ ของโลท ขณะนั้น คนคานาอัน และคนเปริ ส ซี ยัง อาศัย
อยู่ ที่ แผ่นดิน นั้น {13:8} อับ รามจึง พูด กับ โลทว่า "กรุณา
{12:9} และอับรามก็ยังคงเดินทางเรื่อยไป ไปทางทิศใต้
อย่
า ให้ มี การวิวาทกัน เลยระหว่างเรากับ เจ้า และระหว่างคน
{12:10} เกิด การกันดารอาหารที่ แผ่นดิน อับ รามได้ ลง
ไปยัง อียิปต์ เพื่อ อาศัย อยู่ ที่นั่น เพราะว่า การกันดารอาหาร เลี้ยงสัตว์ ของเรากับ คนเลี้ยงสัตว์ ของเจ้า เพราะเราทั้ง สอง
ในแผ่นดิน นั้น มากยิ่ง นัก {12:11} ต่อมาเมื่อ ท่านใกล้ จะ เป็น ญาติ กัน {13:9} แผ่นดิน ทั้งหมดอยู่ ตรงหน้า เจ้า มิใช่
เข้า อียิปต์ ท่านจึง พูด กับ นางซารายภรรยาของท่านว่า "ดู หรือ โปรดจงแยกไปจากเราเถิด ถ้า เจ้า ไปทางซ้ายมือ เราจะ
เถิด บัดนี้ ข้าพเจ้า รู้ ว่า เจ้า เป็น หญิง รูป งาม น่าดู {12:12} ไปทางขวามือ หรือถ้าเจ้าไปทางขวามือเราจะไปทางซ้ายมือ"
เพราะฉะนั้น ต่อมาเมื่อ คนอียิปต์ จะเห็น เจ้า พวกเขาจะพูด
ว่า ‘นี่เป็นภรรยาของเขา’ และพวกเขาจะฆ่าข้าพเจ้าเสีย แต่
พวกเขาจะไว้ชีวิตเจ้า {12:13} กรุณาพูดว่าเจ้าเป็นน้องสาว
ของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะอยู่อย่างสุขสบายเพราะเห็นแก่เจ้า
และข้าพเจ้า จะมี ชีวิต เพราะเหตุ เจ้า" {12:14} ต่อมาเมื่อ อับ
รามเข้า ไปในอียิปต์ แล้ว คนอียิปต์ เห็น ว่า หญิง คนนี้ รูป งาม
ยิ่งนัก {12:15} พวกเจ้านายของฟาโรห์เห็นนางด้วยเช่นกัน
และทูล ยกย่องนางต่อ พระพักตร์ ฟาโรห์ และหญิง นั้น จึง ถูก
นำเข้าไปอยู่ในวังของฟาโรห์ {12:16} ฟาโรห์ได้โปรดปราน

{13:10} โลทเงยหน้า ขึ้น แลดู และเห็น ว่า บรรดาที่ราบลุ่ม
ของ แม่น้ำ จอร์แดน มี น้ำ บริบูรณ์ อยู่ ทุกแห่ง เหมือน พระ
อุทยานของพระเยโฮวาห์ เหมือนกับ แผ่นดิน อียิปต์ ไปทาง
เมืองโศอาร์ ก่อนที่พระเยโฮวาห์ทรงทำลายเมืองโสโดมและ
เมืองโกโมราห์ {13:11} ดังนั้นโลทจึงเลือกบรรดาที่ราบลุ่ม
ของแม่น้ำจอร์แดน โลทเดินทางไปทิศตะวันออกและเขาทั้ง
สองจึงแยกจากกันไป {13:12} อับรามอาศัยอยู่ในแผ่นดิน
คานาอัน โลทอาศัย อยู่ ในเมืองต่างๆที่ราบลุ่ม และตั้ง เต็นท์
ใกล้ เมืองโสโดม {13:13} แต่ ชาวเมืองโสโดมเป็น คนชั่วช้า

10
และเป็นคนบาปต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์เป็นอันมาก
{13:14} ภายหลัง ที่ โลท แยก จาก ท่าน ไป แล้ว พระ เย โฮ
วาห์ ตรัส แก่ อับ ราม ว่า "จง เงย หน้า ขึ้น แลดู และ มองดู จาก
สถานที่ ที่ เจ้า อยู่ นี้ ไป ทาง ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก
และทิศตะวันตก {13:15} เพราะว่า แผ่นดิน ทั้งหมดซึ่ง เจ้า
เห็น นี้ เราจะยกให้ เจ้า และเชื้อสายของเจ้า ตลอดไปเป็นนิตย์
{13:16} เราจะกระทำให้ เชื้อสายของเจ้า เหมือนอย่างผงคลี
ดิน ดังนั้น ถ้า ผู้ใดสามารถนับ ผงคลี ดิน ได้ ก็ จะนับ เชื้อสาย
ของเจ้าได้เช่นกัน {13:17} จงลุกขึ้นเดินไปทั่วแผ่นดินทาง
ด้านยาวด้านกว้าง เพราะเราจะยกให้ เจ้า" {13:18} ดังนั้น
อับรามจึงยกเต็นท์มาและอาศัยอยู่ที่ราบของมัมเร ซึ่งอยู่ใน
เฮโบรนและสร้างแท่นบูชาต่อพระเยโฮวาห์ที่นั่น

บทที่ 1. ปฐมกาล / GENESIS
แล้ว ก็ ไป {14:12} และได้ จับ โลทบุตรชายของน้องชายอับ
ราม ผู้ ซึ่ง อาศัย อยู่ ใน เมือง โส โดม และ ทรัพย์ สิ่งของ ของ เขา
แล้วจากไป

{14:13} แล้ว มี คน หนึ่ง ที่ หนี มา นั้น ได้ บอก ให้ อับ ราม
ชาวฮีบ รู เพราะว่า ท่านอาศัย อยู่ ที่ราบของมัมเรคนอาโมไรต์
พี่น้อง ของ เอชโคล์ และ พี่น้อง ของ อา เนอร์ คน เหล่านี้ เป็น
พันธมิตรกับ อับ ราม {14:14} เมื่อ อับ รามได้ยิน ว่า หลาน
ชายของท่านถูก จับ ไปเป็น เชลย ท่านจึง นำคนชำนาญศึก ที่
เกิด ในบ้านท่าน จำนวนสามร้อยสิบ แปดคน และตามไป
ทัน ที่ เมืองดาน {14:15} ท่านจึง แยกคนของท่าน ทั้ง ท่าน
และคนใช้ ของท่านออกเป็น กองๆในกลางคืน ก็ เข้า ตี และ
ไล่ ตามจนถึง เมืองโฮบาห์ ซึ่ง อยู่ ทางด้านซ้ายเมืองดามัสกัส
{14:16} และท่านนำบรรดาทรัพย์ สิ่งของกลับคืน มาหมด
{14:1} และ ต่อมา ใน สมัย ของ อัม รา เฟล กษัตริย์ เมือง
ทั้ง นำโลทหลานชายของท่าน ทรัพย์ สิ่งของของเขา ผู้หญิง
ชิ นาร์ อารี โอ ค กษัตริย์ เมือง เอล ลา สาร์ เคโดร์ลา โอ เมอร์
และประชาชนกลับมาด้วย
กษัตริย์ เมือง เอ ลาม และ ทิ ดาล กษัตริย์ แห่ง ประชาชาติ
{14:17} หลังจากท่านกลับจากการฆ่ากษัตริย์เคโดร์ลาโอ
{14:2} กษัตริย์ เหล่านี้ ได้ ทำสงครามสู้รบกับ เบรากษัตริย์
เมอร์ และกษัตริย์ ทั้งหลายที่ ร่วมกำลัง กัน นั้น แล้ว กษัตริย์
เมือง โส โดม บิ ร ชา กษัตริย์ เมือง โก โม ราห์ ชิ นาบ กษัตริย์
เมืองโสโดมก็ออกมารับท่าน ณ ที่หุบเขาชาเวห์ ซึ่งคือหุบเขา
เมืองอัด มาห์ เชเมเบอร์ กษัตริย์ เมืองเศโบยิม และกษัตริย์
ของกษัตริย์ {14:18} เมลคีเซเดคกษัตริย์เมืองซาเล็มได้นำ
เมือง เบ ลา คือ เมือง โศอาร์ {14:3} บรรดา กษัตริย์ เหล่านี้
ขนมปังและน้ำองุ่นมาให้ และท่านก็เป็นปุโรหิตของพระเจ้า
รวมทัพ กัน ณ ที่ หุบเขาสิ ดดิม ซึ่ง คือ ทะเลเกลือ {14:4}
ผู้สูงสุด {14:19} ท่านก็อวยพรแก่อับรามว่า "ขอให้พระเจ้า
กษัตริย์ เหล่านี้ ยอมขึ้น แก่ กษัตริย์ เคโดร์ ลาโอเมอร์ สิบ สอง
ผู้สูงสุดผู้ทรงเป็นเจ้าของฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกโปรดให้
ปี และในปี ที่ สิบ สามกษัตริย์ เหล่านี้ ก็ กบฏ {14:5} และ
อับ รามได้ รับ พรเถิด {14:20} และจงสรรเสริญ แด่ พระเจ้า
ในปี ที่ สิบ สี่ กษัตริย์ เคโดร์ ลาโอเมอร์ และบรรดากษัตริย์ ที่อยู่
ผู้ สูงสุด ผู้ ได้ ทรงมอบศัตรู ทั้งหลายของเจ้า ไว้ ในมือ ของเจ้า"
กับ ท่าน ยก มา ตี คน เรฟาอิม ที่ เมือง อัช ทา โร ท คา ร นา อิม
และอับรามก็ยกหนึ่งในสิบจากข้าวของทั้งหมดถวายแก่ท่าน
คน ศู ซิ ม ที่ เมือง ฮาม และ คน เอ มิ ม ที่ เมือง ชา เวห์ คีริ ยา
{14:21} กษัตริย์ เมืองโสโดมตรัส แก่ อับ รามว่า "ขอคืน
ธาอิม {14:6} ชาวโฮรีที่ภูเขาเสอีร์ซึ่งเป็นของพวกเขา จนถึง
เมืองเอลปารานซึ่ง อยู่ ใกล้ ถิ่นทุรกันดาร {14:7} กษัตริย์ คนให้แก่เราและทรัพย์สิ่งของนั้นเจ้าจงเอาไปเถิด" {14:22}
เหล่านี้ กลับ มา ถึง เมือง เอน มิ สปัท ซึ่ง คือ เมือง คา เดช และ อับรามกล่าวแก่กษัตริย์เมืองโสโดมว่า "ข้าพเจ้าได้ยกมือของ
ยกมาตี แผ่นดิน ทั้งสิ้น ของคนอามาเลข และคนอาโมไรต์ ข้าพเจ้า ต่อ พระเยโฮวาห์ พระเจ้า ผู้ สูงสุด ผู้ ทรงเป็น เจ้าของ
ที่ อาศัย อยู่ ณ เมือง ฮา ซา โซน ทา มาร์ ด้วย {14:8} และ ฟ้า สวรรค์ และแผ่นดิน โลก {14:23} ว่า ข้าพเจ้า จะไม่ รับ เอา
กษัตริย์ เมืองโสโดม กษัตริย์ เมืองโกโมราห์ กษัตริย์ เมือง เส้นด้ายหรือ สายรัด รองเท้า และข้าพเจ้า จะไม่ รับ เอาสิ่งใดๆที่
อัด มาห์ กษัตริย์ เมืองเศโบยิม และกษัตริย์ เมืองเบลา (คือ เป็นของท่าน เกรงว่าท่านจะกล่าวว่า ‘เราได้กระทำให้อับราม
เมืองโศอาร์) ก็ ออกไปทำสงครามสู้รบกับ กษัตริย์ เหล่านั้น มั่งมี’ {14:24} เว้นแต่สิ่งที่คนหนุ่มได้กินและส่วนของคน
ณ ที่ หุบเขา สิ ดดิม {14:9} กับ เคโดร์ ลา โอ เมอร์ กษัตริย์ ทั้งหลายซึ่งไปกับข้าพเจ้าคืออาเนอร์ เอชโคล์ และมัมเร ให้
เมืองเอลาม ทิดาลกษัตริย์แห่งประชาชาติ อัมราเฟลกษัตริย์ พวกเขารับส่วนของพวกเขาเถิด"
เมืองชิ นาร์ และอารี โอคกษัตริย์ เมืองเอลลาสาร์ กษัตริย์
สี่ องค์ ต่อ ห้า องค์ {14:10} ที่ หุบเขาสิ ดดิม มี บ่อ ยางมะตอย
เต็มไปหมด เหล่า กษัตริย์ เมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ ได้
หนี มาและตกลงไปที่นั่น และส่วนผู้ ที่ เหลือ อยู่ ก็ หนี ไปยัง
ภูเขา {14:11} กษัตริย์ เหล่านั้น จึง เก็บ บรรดาทรัพย์ สิ่งของ
และเสบียงอาหารทั้งสิ้น ของเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์

{15:1} ภายหลัง เหตุการณ์ เหล่านี้ พระดำรัส ของพระเย
โฮวาห์ มาถึง อับ รามด้วยนิมิต ว่า "อับ ราม อย่า กลัว เลย เรา
เป็นโล่ของเจ้าและเป็นบำเหน็จยิ่งใหญ่ของเจ้า" {15:2} อับ
รามทูล ว่า "ข้า แต่ องค์ พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้า พระองค์ จะทรง
โปรดประทานอะไรแก่ ข้า พระองค์ ด้วยว่า ข้า พระองค์ ยัง ไม่
มี บุตร และ คน ต้น เรือน แห่ง ครัวเรือน ของ ข้า พระองค์ คน

11
นี้แหละคือ เอลีเยเซอร์ ชาวเมืองดามัสกัส" {15:3} อับ ราม
ทูล ว่า "ดู เถิด พระองค์ มิได้ ทรง ประทาน เชื้อสาย ให้แก่ ข้า
พระองค์ และดู เถิด คนหนึ่ง ที่ เกิด ในบ้านข้า พระองค์ เป็น
ผู้ รับมรดกของข้า พระองค์" {15:4} ดู เถิด พระดำรัส ของ
พระเยโฮวาห์มาถึงท่านว่า "คนนี้จะไม่ได้เป็นผู้รับมรดกของ
เจ้า แต่ผู้ที่จะออกมาจากบั้นเอวของเจ้าจะเป็นผู้รับมรดกของ
เจ้า" {15:5} พระองค์ จึง นำท่านออกมากลางแจ้ง และตรัส
ว่า "จงมองดู ฟ้า และนับ ดวงดาวทั้งหลาย ถ้า เจ้า สามารถนับ
มันได้" และพระองค์ตรัสแก่ท่านว่า "เชื้อสายของเจ้าจะเป็น
เช่นนั้น" {15:6} ท่านเชื่อในพระเยโฮวาห์ และพระองค์ทรง
นับว่าเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน {15:7} พระองค์ตรัสแก่
ท่านว่า "เราคือ เยโฮวาห์ ที่ ได้ พาเจ้า ออกจากเมืองเออร์ ของ
ชาวเคลเดีย เพื่อ ยกดินแดนนี้ ให้ เป็น มรดกแก่ เจ้า" {15:8}
ท่านทูล ว่า "ข้า แต่ องค์ พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้า ข้า พระองค์ จะรู้
ได้ อย่างไรว่า ข้า พระองค์ จะได้ ดินแดนนี้ เป็น มรดก" {15:9}
พระองค์ ตรัส แก่ ท่านว่า "จงเอาวัว ตัวเมีย อายุ สามปี แพะ
ตัวเมีย อายุ สามปี แกะตัวผู้ อายุ สามปี นกเขาตัว หนึ่ง และ
นกพิราบหนุ่มตัวหนึ่งมาให้เรา" {15:10} ท่านจึงนำบรรดา
สัตว์ เหล่านี้ มาและผ่า กลางตัว มัน วางข้างละซีก ตรงกัน แต่
นกทั้งหลายนั้น ท่านหาได้ ผ่า ไม่ {15:11} เมื่อ ฝูง เหยี่ยวลง
มาที่ซากสัตว์เหล่านั้น อับรามก็ไล่มันไปเสีย {15:12} เมื่อ
ดวงอาทิตย์ ใกล้ จะตก อับ รามก็ นอนหลับ สนิท และดู เถิด
ความหวาดกลัวความหดหู่ใจอย่างยิ่งก็ทับถมท่าน

และ นาง มี หญิงสาว ใช้ ชาว อียิปต์ คน หนึ่ง ซึ่ง มี ชื่อ ว่า ฮา การ์
{16:2} นางซารายจึง พูด กับ อับ รามว่า "ดู เถิด บัดนี้ พระ
เยโฮวาห์ ไม่ ให้ ข้าพเจ้า มี บุตร ขอท่านกรุณาเข้า ไปหาสาวใช้
ของข้าพเจ้า บางที ข้าพเจ้า อาจจะได้ บุตรโดยนาง" และอับ
รามก็ ฟัง เสียงนางซาราย {16:3} ภายหลัง อับ รามอาศัย อยู่
ในแผ่นดิน คานาอัน ได้ สิบ ปี แล้ว นางซารายภรรยาของอับ
รามก็ยกฮาการ์คนอียิปต์สาวใช้ของตนให้เป็นภรรยาของอับ
รามสามี ของนาง {16:4} ท่านเข้า ไปหานางฮาการ์ นางก็
ตั้ง ครรภ์ เมื่อ นางรู้ ว่า นางตั้ง ครรภ์ แล้ว นางก็ ดูหมิ่น นาย
ผู้หญิง ของนางในใจ {16:5} นางซารายจึง พูด กับ อับ ราม
ว่า "ให้ ความผิด ของข้าพเจ้า ตกอยู่ กับ ท่านเถิด ข้าพเจ้า ให้
สาวใช้ ของข้าพเจ้า ไว้ ในอ้อมอกของท่าน เมื่อ นางรู้ ว่า นาง
ตั้ง ครรภ์ แล้ว นางก็ ดูหมิ่น ข้าพเจ้า ในใจของนาง ขอพระเย
โฮวาห์ ทรงพิพากษาระหว่างข้าพเจ้า กับ ท่าน" {16:6} แต่
อับ ราม พูด กับ นาง ซา ราย ว่า "ดู เถิด สาวใช้ ของ เจ้า อยู่ ใน
มือ ของ เจ้า จง กระทำ แก่ เขา ตาม ที่ เจ้า เห็นควร" เมื่อ นาง
ซารายเคี่ยวเข็ญ หญิง นั้น หญิง นั้น จึง หนี ไปให้ พ้น หน้า ของ
นาง {16:7} ทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์พบหญิงนั้นที่น้ำพุ
ในถิ่นทุรกันดาร คือ ที่ น้ำพุ ในทางที่ จะไปเมืองชูร์ {16:8}
ทูต นั้น จึง พูด ว่า "ฮาการ์ สาวใช้ ของนางซาราย เจ้า มาจาก
ไหนและเจ้า จะไปไหน" นางจึง ทูล ว่า "ข้า พระองค์ หนี มาให้
พ้น หน้า จากนางซารายนายผู้หญิง ของข้า พระองค์" {16:9}
ทูต สวรรค์ ของพระเยโฮวาห์ กล่าวแก่ นางว่า "จงกลับ ไปหา
{15:13} พระองค์ ตรัส แก่ อับ ราม ว่า "จง รู้ แน่ เถิด ว่า นายผู้หญิงของเจ้า และยอมอยู่ใต้อำนาจของเขา" {16:10}
เชื้อสาย ของ เจ้า จะ เป็น คนต่างด้าว ใน แผ่นดิน ที่ ไม่ ใช่ ของ แล้ว ทูต สวรรค์ ของพระเยโฮวาห์ กล่าวแก่ หญิง นั้น ว่า "เรา
พวกเขาและจะรับใช้พวกนั้น พวกนั้นจะกดขี่ข่มเหงพวกเขา จะ ให้ เชื้อสาย ของ เจ้า ทวี มาก ขึ้น เพราะว่า จะ มี คน จำนวน
สี่ ร้อย ปี {15:14} เช่นกัน เรา จะ พิพากษา ประเทศ นั้น ซึ่ง มากมายจนนับไม่ถ้วน" {16:11} ทูต สวรรค์ ของพระเยโฮ
พวกเขาจะรับใช้ และต่อมาพวกเขาจะออกมาพร้อมกับทรัพย์ วาห์ กล่าวแก่ นางว่า "ดู เถิด เจ้า มี ครรภ์ แล้ว และจะคลอด
สิ่งของเป็นอันมาก {15:15} เจ้า จะไปตามบรรพบุรุษ ของ บุตรชายคนหนึ่ง จะเรียกชื่อ ของเขาว่า อิช มาเอล เพราะว่า
เจ้า โดยผาสุก ในเวลาชรามากเจ้า จะถูก ฝัง ไว้ {15:16} แต่ พระเยโฮวาห์ ทรงรับฟัง ความทุกข์ ของเจ้า {16:12} เขาจะ
ในชั่ว อายุ ที่ สี่ พวกเขาจะกลับ มาที่นี่ อีก ครั้ง เพราะว่า ความ เป็นคนป่า มือของเขาจะต่อสู้คนทั้งปวงและมือคนทั้งปวงจะ
ชั่วช้า ของคนอาโมไรต์ ยัง ไม่ ครบถ้วน" {15:17} ต่อมาเมื่อ ต่อสู้ เขา และเขาจะอาศัย อยู่ ตรงหน้า บรรดาพี่น้องของเขา"
ดวงอาทิตย์ ตก และ ค่ำมืด ดู เถิด เตา ที่ ควัน พลุ่ง อยู่ และ {16:13} นางจึง เรียกพระนามของพระเยโฮวาห์ ผู้ ตรัส แก่
นาง ว่า "พระองค์ พระเจ้า ผู้ ทรง ทอด พระเนตร ข้า พระองค์"
คบเพลิงได้เลื่อนลอยมาที่ระหว่างกลางซีกสัตว์เหล่านั้น
เพราะ นาง พูด ว่า "ข้า พระองค์ ได้ เห็น พระองค์ ที่นี่ ผู้ ทรง
{15:18} ในวันเดียวกันนั้นพระเยโฮวาห์ทรงกระทำพันธ
ทอดพระเนตรข้าพระองค์ด้วยหรือ" {16:14} เหตุฉะนั้นจึง
สัญญากับอับรามว่า "เราได้ยกแผ่นดินนี้แก่เชื้อสายของเจ้า
เรียกชื่อบ่อน้ำว่า เบเออลาไฮรอย ดูเถิด อยู่ระหว่างเมืองคา
แล้ว ตั้งแต่แม่น้ำอียิปต์ไปจนถึงแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำยูเฟรติ
เดชกับเมืองเบเรด
ส {15:19} ทั้ง แผ่นดิน ของคนเคไนต์ คนเคนัส คนขัด โม
ไนต์ {15:20} คนฮิตไทต์ คนเปริสซี คนเรฟาอิม {15:21}
{16:15} นางฮาการ์ คลอดบุตรชายคนหนึ่ง ให้แก่ อับ ราม
คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเกอร์กาชี และคนเยบุส"
อับ รามจึง เรียกชื่อ บุตรชายของท่านซึ่งนางฮาการ์คลอดออก
{16:1} นาง ซา ราย ภรรยา ของ อับ ราม ไม่ มี บุตร ให้ ท่าน มาว่า อิช มาเอล {16:16} เมื่อ นางฮาการ์ คลอดอิช มาเอล

12

บทที่ 1. ปฐมกาล / GENESIS

นาง" {17:17} ดังนั้นอับราฮัมจึงซบหน้าลงหัวเราะคิดในใจ
{17:1} เมื่ออายุอับรามได้เก้าสิบเก้าปี พระเยโฮวาห์ทรง ของท่านว่า "ชายผู้มีอายุหนึ่งร้อยปีจะให้กำเนิดบุตรได้หรือ
ปรากฏแก่ อับ รามและตรัส แก่ ท่านว่า "เราเป็น พระเจ้า ผู้ ซาราห์ ผู้ มี อายุ ได้ เก้า สิบ ปี แล้ว จะคลอดบุตรหรือ" {17:18}
ทรงมหิทธิ ฤทธิ์ จงดำเนิน อยู่ ต่อหน้า เราและเจ้า จงเป็น คน อับ รา ฮัม ทูล พระเจ้า ว่า "โอ ขอ ให้ อิช มา เอล มี ชีวิต อยู่ ต่อ
ดี รอบคอบ {17:2} เรา จะ ทำ พัน ธ สัญญา ของ เรา ระหว่าง พระพักตร์ ของพระองค์" {17:19} พระเจ้า ตรัส ว่า "ซาราห์
เรากับ เจ้า และจะให้ เจ้า ทวี มากขึ้น" {17:3} อับ รามก็ ซบ ภรรยาของเจ้าจะคลอดบุตรชายคนหนึ่งแก่เจ้าเป็นแน่ เจ้าจะ
หน้า ลงถึง ดิน และพระเจ้า ทรงมี พระราชปฏิสันถารกับ ท่าน เรียกชื่อ ของเขาว่า อิสอัค และเราจะตั้ง พัน ธสัญญาของเรา
ว่า {17:4} "สำหรับ เรา ดู เถิด นี่ เป็น พัน ธสัญญาของเรา กับ เขาและกับ เชื้อสายของเขาที่มาภายหลัง เขาให้ เป็น พัน ธ
กับ เจ้า และเจ้า จะเป็น บิดาของประชาชาติ มากมาย {17:5} สัญญานิรันดร์
ชื่อ ของเจ้า จะไม่ เรียกว่า อับ ราม อีก ต่อไป แต่ เจ้า จะมี ชื่อ ว่า
{17:20} สำหรับ อิช มา เอลนั้น เรา ได้ ฟัง เจ้า แล้ว ดู เถิด
อับ ราฮัม เพราะเราจะกระทำให้ เจ้า เป็น บิดาของประชาชาติ เราได้อวยพรเขาและจะกระทำให้เขามีลูกดกทวีมากขึ้นอุดม
มากมาย {17:6} เราจะกระทำให้เจ้ามีลูกดกทวีมากขึ้น เรา บริบูรณ์อย่างยิ่ง เขาจะให้กำเนิดเจ้านายสิบสององค์และเรา
จะกระทำให้ เจ้า เป็น ชนหลายชาติ กษัตริย์ หลายองค์ จะเกิด จะกระทำให้ เขาเป็น ชนชาติ ใหญ่ ชนชาติ หนึ่ง {17:21} แต่
มา จาก เจ้า {17:7} เรา จะ ตั้ง พัน ธ สัญญา ของ เรา ระหว่าง พัน ธสัญญาของเรา เราจะตั้ง ไว้ กับ อิสอัค ซึ่ง ซาราห์ จะคลอด
เรากับ เจ้า และเชื้อสายของเจ้าที่ มาภายหลัง เจ้า ตลอดชั่ว อายุ ให้แก่ เจ้า ปี หน้า ใน เวลา นี้" {17:22} พระองค์ มี พระราช
ของเขาให้เป็นพันธสัญญานิรันดร์ เป็นพระเจ้าองค์เดียวแก่ ปฏิสันถาร กับ ท่าน เสร็จ แล้ว พระเจ้า ก็ เสด็จ ขึ้น ไป จาก อับ
เจ้า และเชื้อสายของเจ้าที่ มาภายหลัง เจ้า {17:8} เราจะให้ รา ฮัม {17:23} อับ รา ฮัม จึง เอา อิช มา เอล บุตรชาย ของ
แผ่นดิน ที่ เจ้า อาศัย อยู่ เป็น คนต่างด้าวนี้ คือ บรรดาแผ่นดิน ท่าน บรรดาคนทั้งปวงที่ เกิด ในบ้านของท่านและบรรดาคน
คานาอัน แก่ เจ้า และเชื้อสายของเจ้าที่ มาภายหลัง เจ้า ให้ เป็น ทั้งปวงที่ได้ซื้อมาด้วยเงินของท่าน คือผู้ชายทุกคนท่ามกลาง
กรรมสิทธิ์นิรันดร์ และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา"
คนที่อยู่ในบ้านของอับราฮัม ให้เข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลาย
ให้แก่อับรามนั้น อับรามอายุได้แปดสิบหกปี

{17:9} พระเจ้า ตรัส แก่ อับ ราฮัม ว่า "เหตุ ฉะนั้น เจ้า และ
เชื้อสายของเจ้าที่ มาภายหลัง เจ้า ตลอดชั่ว อายุ ของพวกเขาจะ
รักษาพัน ธสัญญาของเรา {17:10} นี่ เป็น พัน ธสัญญาของ
เราซึ่ง เจ้า จะรักษาระหว่างเรากับ เจ้า และเชื้อสายของเจ้าที่ มา
ภายหลัง เจ้า คือ เด็ก ผู้ชายทุกคนในท่ามกลางพวกเจ้า จะเข้า
สุหนัต {17:11} เจ้า จะเข้า สุหนัต ตัด หนัง หุ้ม ปลายองคชาต
ของเจ้า และมันจะเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาระหว่าง
เรากับ เจ้า {17:12} ผู้ชายที่ มี อายุ แปดวัน จะเข้า สุหนัต ใน
ท่ามกลางพวกเจ้า เด็กผู้ชายทุกคนตลอดชั่วอายุของพวกเจ้า
ผู้ชายที่ เกิด ในบ้านหรือ เอาเงิน ซื้อ มาจากคนต่างด้าวใดๆซึ่ง
มิใช่ เชื้อสายของเจ้า {17:13} ผู้ชายที่ เกิด ในบ้านของเจ้า
และ ผู้ชาย ที่ เอา เงิน ซื้อ มา จำเป็น ต้อง เข้า สุหนัต และ พัน ธ
สัญญาของเราจะอยู่ ที่ เนื้อ ของเจ้า เป็น พัน ธสัญญานิรันดร์
{17:14} เด็ก ผู้ชายที่ มิได้ เข้า สุหนัต คือ ผู้ ที่ มิได้ เข้า สุหนัต
ตัด หนัง หุ้ม ปลายองคชาตของเขา ชีวิต นั้น จะถูก ตัดขาดจาก
ชนชาติของเขา เขาได้ละเมิดพันธสัญญาของเรา"

องคชาตของพวกเขาในวัน นั้น ตามที่ พระเจ้า ตรัส ไว้ แก่ ท่าน
{17:24} เมื่อ ท่านเข้า สุหนัต ตัด หนัง หุ้ม ปลายองคชาตของ
ท่าน อับ ราฮัม มี อายุ เก้า สิบ เก้า ปี {17:25} และอิช มาเอล
บุตรชายของท่านมี อายุ สิบ สามปี เมื่อ เขาเข้า สุหนัต ตัด หนัง
หุ้ม ปลาย องคชาต ของ เขา {17:26} อับ รา ฮัม และ อิช มา
เอลบุตรชายของท่านเข้า สุหนัต ในวัน เดียวกัน นั้น {17:27}
บรรดาผู้ชายในบ้านของท่าน ทั้งที่ เกิด ในบ้านของท่านและ
ซื้อมาด้วยเงินจากคนต่างด้าวก็เข้าสุหนัตพร้อมกับท่าน

{18:1} พระเยโฮวาห์ ทรงปรากฏแก่ เขาที่ราบของมัมเร
และเขานั่ง อยู่ ที่ ประตู เต็นท์ ในเวลาแดดร้อน {18:2} เขา
จึง เงย หน้า ขึ้น มองดู และ ดู เถิด มี ชาย สาม คน ยืน อยู่ ข้าง
เขา เมื่อเขาเห็นท่านเหล่านั้นจึงวิ่งจากประตูเต็นท์ไปต้อนรับ
ท่านเหล่านั้น และก้มหน้าของเขาลงถึงดิน {18:3} และพูด
ว่า "เจ้านายของข้าพเจ้า ถ้า บัดนี้ ข้าพเจ้า เป็น ที่ โปรดปราน
ในสายตาของท่าน ขอท่านโปรดอย่า ผ่านไปจากผู้ รับใช้ ของ
ท่านเลย {18:4} ข้าพเจ้าขอความกรุณาจากท่านยอมให้เอา
{17:15} และพระเจ้า ตรัส แก่ อับ ราฮัม ว่า "สำหรับ ซาราย น้ำ นิดหน่อยมาล้างเท้า ของท่าน และให้ ท่านทั้งหลายพัก ใต้
ภรรยาของเจ้า เจ้าจะไม่เรียกชื่อนางว่า ซาราย แต่จะเรียกชื่อ ต้นไม้เถิด {18:5} ข้าพเจ้าจะไปเอาอาหารหน่อยหนึ่งมาให้
นางว่า ซาราห์ {17:16} เราจะอวยพรแก่นางและให้บุตรชาย และขอให้ ท่านชื่นใจเถิด หลังจากนั้น จึง ค่อยออกเดินทาง
คนหนึ่งแก่เจ้ากับนางด้วย ใช่ เราจะอวยพรนาง นางจะเป็น เพราะว่า ท่านมายัง ผู้ รับใช้ ของท่านแล้ว" ท่านเหล่านั้น จึง ว่า
มารดาของชนหลายชาติ กษัตริย์ของชนหลายชาติจะมาจาก "จงทำตามที่ เจ้า กล่าวเถิด" {18:6} อับ ราฮัม รีบ เข้า ไปใน

13 เต็นท์ หานางซาราห์ และพูด ว่า "จงรีบ เอาแป้ง ละเอียดสาม ถัง มานวดแล้ว ทำขนมบนเตา" {18:7} อับ ราฮัม จึง วิ่ง ไป ที่ ฝูง สัตว์ เอาลูก วัว อ่อนและดี ตัว หนึ่ง มอบให้ ชายหนุ่ม คน หนึ่ง และ เขา ก็ รีบ ปรุง เป็น อาหาร {18:8} เขา เอา เนย ข้น น้ำนมและลูก วัว ซึ่ง เขาได้ ปรุง แล้ว นั้น มาวางไว้ ต่อหน้า ท่าน เหล่านั้น และเขายืน อยู่ ข้างท่านเหล่านั้น ใต้ ต้นไม้ แล้ว ท่าน เหล่านั้นได้รับประทาน {18:9} ท่านเหล่านั้นจึงกล่าวแก่เขา ว่า "ซาราห์ ภรรยาของเจ้า อยู่ ที่ไหน" และเขาพูด ว่า "ดู เถิด อยู่ในเต็นท์" {18:10} ท่านจึง กล่าวว่า "เราจะกลับ มาหาเจ้า แน่นอน ตาม เวลา แห่ง ชีวิต และ ดู เถิด ซา ราห์ ภรรยา ของ เจ้า จะ มี บุตรชาย คน หนึ่ง" ซา ราห์ ได้ ฟัง อยู่ ที่ ประตู เต็นท์ ซึ่ง อยู่ ข้างหลัง ท่าน {18:11} อับ ราฮัม และซาราห์ ก็ มี อายุ แก่ ชรา มาก แล้ว และ นาง ซา ราห์ ตาม ปกติ ของ ผู้หญิง ก็ หมด แล้ว {18:12} ฉะนั้น นางซาราห์ จึง หัวเราะในใจพูด ว่า "ข้าพเจ้า แก่แล้ว นายของข้าพเจ้าก็แก่ด้วย ข้าพเจ้าจะมีความยินดีอีก หรือ" {18:13} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ อับ ราฮัม ว่า "ทำไม นางซาราห์ หัวเราะพูด ว่า ‘ข้าพเจ้า จะคลอดบุตรคนหนึ่ง ซึ่ง ข้าพเจ้า แก่ แล้ว จริงๆหรือ’ {18:14} มี สิ่งใดที่ ยากเกิน ไป สำหรับ พระ เย โฮ วาห์ หรือ เมื่อ ถึง เวลา กำหนด เรา จะ กลับ มา หา เจ้า ตาม เวลา แห่ง ชีวิต และ ซา ราห์ จะ มี บุตรชาย คน หนึ่ง" {18:15} ดังนั้น นางซาราห์ ปฏิเสธว่า "ข้า พระองค์ มิได้หัวเราะ" เพราะนางกลัว และพระองค์ตรัสว่า "ไม่ใช่ แต่ เจ้าหัวเราะ" {18:16} บุรุษ เหล่านั้น ก็ ลุก ขึ้น จาก ที่นั่น และ มอง ไป ทาง เมือง โส โดม อับ รา ฮัม ไป กับ ท่าน เหล่านั้น เพื่อ ตาม ไป ส่ง {18:17} พระเยโฮวาห์ ตรัส ว่า "เราจะซ่อนสิ่ง ซึ่ง เรา กระทำจากอับ ราฮัม หรือ {18:18} ด้วยว่า อับ ราฮัม จะเป็น ประชาชาติใหญ่โตและมีกำลังมากอย่างแน่นอน และบรรดา ประชาชาติ ทั้งหลาย ใน แผ่นดิน โลก จะ ได้ รับ พระ พร เพราะ เขา {18:19} เพราะว่า เรารู้จัก เขา เขาจะสั่ง ลูกหลานและ ครอบครัว ของเขาที่ สืบมา พวกเขาจะรักษาพระมรรคาของ พระ เย โฮ วาห์ เพื่อ ทำ ความ เที่ยงธรรม และ ความ ยุติธรรม เพื่อ พระเยโฮวาห์ จะประทานแก่ อับ ราฮัม ตามสิ่ง ซึ่ง พระองค์ ได้ ตรัส ไว้ เกี่ยวกับ เขา" {18:20} พระ เย โฮ วาห์ ตรัส ว่า "เพราะเสียงร้องของเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ ดัง มาก และเพราะบาปของพวกเขาก็หนักเหลือเกิน {18:21} เราจะ ลงไปเดี๋ยวนี้ ดู ว่า พวกเขากระทำตามเสียงร้องทั้งสิ้น ซึ่ง มาถึง เราหรือ ไม่ ถ้า ไม่ เราจะรู้" {18:22} บุรุษ เหล่านั้น หัน หน้า จากที่นั่น ไปทางเมืองโสโดม แต่ อับ ราฮัม ยัง ยืน อยู่ ต่อ พระ พักตร์พระเยโฮวาห์ {18:23} อับ รา ฮัม เข้า มา ใกล้ ทูล ว่า "พระองค์ จะ ทรง ทำลาย คน ชอบธรรม พร้อมกับ คน ชั่ว ด้วย หรือ {18:24} บางที มี คนชอบธรรมห้า สิบ คนในเมืองนั้น พระองค์ จะทรง ทำลายและไม่ ละเว้น เมืองนั้น เพราะคนชอบธรรมห้า สิบ คน ที่อยู่ ใน นั้น ด้วย หรือ {18:25} ขอ พระองค์ อย่า กระทำ เช่นนี้ เลย ที่ จะ ฆ่า คน ชอบธรรม พร้อมกับ คน ชั่ว และ ให้ คนชอบธรรมเหมือนอย่างคนชั่ว ให้การนั้น อยู่ ห่างไกลจาก พระองค์ ผู้พิพากษา ของ ทั่ว แผ่นดิน โลก จะ ไม่ กระทำ การ ยุติธรรม หรือ" {18:26} พระ เย โฮ วาห์ ตรัส ว่า "ถ้า เรา พบ คน ชอบธรรม ใน ท่ามกลาง เมือง โส โดม ห้า สิบ คน เรา จะ ละเว้น ทั้ง เมือง เพราะ เห็นแก่ พวกเขา" {18:27} อับ รา ฮัม ทูล ตอบว่า "ดู เถิด กรุณาเถิด ข้า พระองค์ มี เจตนาทูล ต่อ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ซึ่ง ข้า พระองค์ เป็น เพียงผงคลี ดิน และ ขี้เถ้า {18:28} บางที คนชอบธรรมห้า สิบ คนจะขาดไปห้า คน พระองค์จะทรงทำลายเมืองนั้นทั้งเมืองเพราะขาดห้าคน หรือ" พระองค์ตรัสว่า "ถ้าเราพบสี่สิบห้าคนที่นั่น เราจะไม่ ทำลายเมืองนั้น" {18:29} เขายัง ทูล ต่อ พระองค์ อีก ครั้ง ว่า "บางที จะพบสี่ สิบ คนที่นั่น" และพระองค์ ตรัส ว่า "เราจะไม่ กระทำเพราะเห็นแก่ สี่ สิบ คน" {18:30} เขาทูล ต่อ พระองค์ ว่า "โอ ขอทรงโปรดอย่า ให้ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรงพระพิ โร ธเลย และข้า พระองค์ จะกราบทูล บางที จะพบสามสิบ คน ที่นั่น" และพระองค์ ตรัส ว่า "เราจะไม่ กระทำถ้า เราพบสาม สิบ คนที่นั่น" {18:31} เขาทูล ว่า "ดู เถิด กรุณาเถิด ข้า พระองค์ มี เจตนาทูล ต่อ องค์ พระผู้เป็นเจ้า บางที จะพบยี่ สิบ คนที่นั่น" และพระองค์ ตรัส ว่า "เราจะไม่ ทำลายเมืองนั้น เพราะเห็นแก่ยี่สิบคน" {18:32} เขาทูลว่า "โอ ขอทรงโปรด อย่า ให้ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรงพระพิ โรธเลย และข้า พระองค์ จะยังกราบทูลครั้งนี้ครั้งเดียว บางทีจะพบสิบคนที่นั่น" และ พระองค์ ตรัส ว่า "เราจะไม่ ทำลายเมืองนั้น เพราะเห็นแก่ สิบ คน" {18:33} เมื่อ พระองค์ ทรงมี พระราชปฏิสันถารกับ อับ ราฮัมจบลงแล้ว พระเยโฮวาห์ได้เสด็จไปและอับราฮัมก็กลับ ไปที่อยู่ของตน {19:1} ทูต สวรรค์ สององค์ มาถึง เมืองโสโดมในเวลาเย็น โลทได้นั่งอยู่ที่ประตูเมืองโสโดม เมื่อโลทเห็นแล้วก็ลุกขึ้นไป พบทูตเหล่านั้นและได้ก้มหน้าของเขาลงถึงดิน {19:2} แล้ว เขากล่าวว่า "ดู เถิด เจ้านายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้า ขอวิงวอน ท่านโปรดกรุณาแวะไปบ้านผู้ รับใช้ ของท่าน ค้างแรมคืน นี้ ล้างเท้าของท่าน แล้วท่านจะได้ตื่นแต่เช้าเดินทางต่อไป" ทูต เหล่านั้น กล่าวว่า "อย่า เลย แต่ พวกเราจะค้างแรมที่ ถนน ในคืน นี้" {19:3} เขาได้ รบเร้า ทูต เหล่านั้น อย่างมาก ทูต เหล่านั้น จึง แวะเข้า ไปในบ้านของเขา และเขาจึง จัดการเลี้ยง .

ปฐมกาล / GENESIS {19:18} โลทจึงกล่าวแก่ทูตเหล่านั้นว่า "โอ เจ้านายของ ข้าพเจ้า อย่า ให้ เป็น อย่างนั้น เลย {19:19} ดู เถิด ผู้ รับใช้ {19:4} แต่ก่อนที่ ทูต เหล่านั้น เข้า นอน พวกผู้ชายเมือง ของท่านได้รับพระกรุณาในสายตาของท่านและท่านมีความ นั้น คือ พวกผู้ชายชาวเมืองโสโดม ทั้ง แก่ และหนุ่ม ทุกคน เมตตาอย่างยิ่ง ซึ่ง ท่านได้ สำแดงต่อ ข้าพเจ้า ในการช่วยชีวิต จากทุก สารทิศ มาล้อมเรือนนั้น ไว้ {19:5} พวกเขาเรียก ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า ไม่ สามารถหนี ไปยัง ภูเขาได้ เกรงว่า สิ่งชั่ว โลทและพูด กับ เขาว่า "ผู้ชายเหล่านั้น ซึ่ง มาหาท่านคืน นี้ อยู่ ร้ายจะมาถึง ตัว ข้าพเจ้า และข้าพเจ้า จะตายเสีย {19:20} ดู ที่ไหน จงนำเขาเหล่านั้นออกมาให้พวกเราเพื่อพวกเราจะได้ เถิด กรุณาเถิด เมืองนี้อยู่ใกล้ที่จะหนีไปถึงได้และเป็นเมือง ร่วมรู้ กับ เขา" {19:6} โลทก็ ออกทางประตู ไปหาพวกนั้น เล็ก โอ โปรดให้ ข้าพเจ้า หนี ไปที่นั่น (เป็น เมืองเล็กๆมิใช่ และปิด ประตู หลังจากที่ เขาออกไปแล้ว {19:7} และกล่าว หรือ) และชีวิต ของข้าพเจ้า จะรอด" {19:21} ทูต กล่าวแก่ ว่า "พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน อย่ากระทำชั่วช้า เขาว่า "ดู เถิด เรายอมรับ เจ้า เกี่ยวกับ เรื่องนี้ ด้วยว่า เราจะไม่ เช่นนี้ เลย {19:8} ดู เถิด ข้าพเจ้า มี บุตรสาวสองคนซึ่ง ไม่ ทำลายล้างเมืองนี้ ซึ่ง เจ้า ได้ กล่าวถึง {19:22} เจ้า จงรีบ หนี เคยร่วมรู้ กับ ชายเลย ข้าพเจ้า ขอวิงวอนท่าน ขอให้ ข้าพเจ้า ไป ที่นั่น เพราะ เราไม่ สามารถ กระทำอะไร ได้ จนกว่า เจ้า ไป นำพวกเธอออกมาให้ ท่าน ให้ ท่านกระทำแก่ พวกเธอตาม ถึงที่นั่น" เหตุฉะนั้นจึงเรียกชื่อเมืองนั้นว่าโศอาร์ {19:23} ที่ เห็นชอบในสายตาของท่านเถิด เพียงแต่ อย่า กระทำอะไร เมื่อ โลทเข้า ไปยัง เมืองโศอาร์ ตะวัน ก็ ขึ้น มาเหนือ แผ่นดิน แก่ ชายเหล่านี้ เลย เพราะเหตุ ว่า พวกเขาเหล่านี้ เข้า มาอยู่ ใต้ โลกแล้ว ร่ม ชายคา ของข้าพเจ้า" {19:9} พวกเขา พูด ว่า "ถอย ไป" {19:24} ดังนั้น พระ เย โฮ วาห์ ทรง ให้ กำมะถัน และ ไฟ และพวกเขาพูด อีก ว่า "คนนี้ เข้า มาอาศัย อยู่ และเขาจะมาตั้ง จากพระเยโฮวาห์ ตกมาจากฟ้า สวรรค์ ลงมาบนเมืองโสโดม ตัว เป็น ผู้พิพากษา บัดนี้ เราจะทำการชั่วร้ายกับ ท่านยิ่ง กว่า คนเหล่านั้น" พวกเขาจึง ผลัก คนนั้น โดยแรงคือ โลทนั่นเอง และเมืองโกโมราห์ {19:25} พระองค์ ทรงทำลายล้างเมือง และเข้ามาใกล้เพื่อพังประตู {19:10} แต่ทูตเหล่านั้นจึงยื่น ทั้งหลายเหล่านั้น บรรดาที่ราบลุ่ม ชาวเมืองทั้งปวงและสิ่งที่ มือ ออกไปดึง โลทเข้า มาในบ้านและปิด ประตู {19:11} ทูต งอกขึ้นมาบนแผ่นดิน ทูตเหล่านั้น ทำขนมปังไร้เชื้อและทูตเหล่านั้นจึงรับประทาน เหล่านั้นทำให้พวกผู้ชายที่อยู่ประตูบ้านนั้นตาบอดทั้งผู้ใหญ่ และผู้น้อย ดังนั้นพวกเขาจึงหาประตูจนเหนื่อย {19:26} แต่ ภรรยาของเขาผู้ ตามข้างหลัง เขาเหลียวกลับ ไป มองดู และ นาง จึง กลาย เป็น เสา เกลือ {19:27} อับ รา ฮั ม ลุก ขึ้น ตั้งแต่ เช้าตรู่ ไป ยัง สถานที่ ที่ ท่าน เคย ยืน ต่อ พระ {19:12} ทูต เหล่านั้น จึง พูด กับ โลทว่า "ที่นี่ มี ใครอีก ไหม จงพาบุตรเขย บุตรชาย บุตรสาว และสิ่งใดๆของเจ้าที่ อยู่ พักตร์ พระเยโฮวาห์ {19:28} ท่านมองไปทางเมืองโสโดม ใน เมืองนี้ ออกจาก ที่นี่ {19:13} เพราะ พวกเราจะ ทำลาย เมือง โก โม ราห์ และ ดินแดน ที่ราบลุ่ม ทั้งหลาย และ ดู เถิด สถานที่แห่งนี้เพราะว่าเสียงร้องของพวกเขาดังมากยิ่งขึ้นต่อ ก็ เห็น ควัน จาก แผ่นดิน นั้น พลุ่ง ขึ้น เหมือน ควัน จาก เตาไฟ พระพักตร์พระเยโฮวาห์ และพระเยโฮวาห์ทรงส่งพวกเรามา ใหญ่ {19:29} ต่อมาเมื่อ พระเจ้า ทรงทำลายเมืองทั้งหลาย ทำลายมันเสีย" {19:14} โลทจึงออกไปพูดกับบุตรเขยของ ในที่ราบลุ่ม แล้ว นั้น พระเจ้า ทรงระลึก ถึง อับ ราฮัม และส่ง เขาซึ่ง ได้ แต่งงานกับ บุตรสาวของเขาว่า "ลุก ขึ้น เจ้า จงออก โลทออกไปจากท่ามกลางการทำลายล้าง เมื่อ พระองค์ ทรง ไปจากสถานที่ นี้ เพราะพระเยโฮวาห์ จะทรงทำลายเมืองนี้" ทำลายล้างเมืองทั้งหลายซึ่งโลทอาศัยอยู่ แต่ บุตรเขยของเขากลับ ดูเหมือนว่า เขาพูด ล้อ เล่น {19:15} {19:30} โลทขึ้น ไปจากเมืองโศอาร์ ไปอาศัย อยู่ บนภูเขา เมื่อ รุ่งเช้า ทูต สวรรค์ เหล่านั้น จึง เร่งเร้า โลทว่า "จงลุก ขึ้น พา พร้อมกับ บุตรสาว สอง คน ของ เขา เพราะ เขา กลัว ที่ อาศัย ภรรยาของเจ้า และบุตรสาวทั้งสองของเจ้า ซึ่งอยู่ที่นี่ไปเสีย ใน เมือง โศอาร์ เขา จึง ไป อาศัย อยู่ ใน ถ้ำ ทั้ง เขา กับ บุตรสาว เกรงว่าพวกเจ้าจะถูกทำลายพร้อมกับความชั่วช้าของเมืองนี้" สองคนของเขา {19:31} บุตรสาวหัวปี พูด กับ น้องสาวว่า {19:16} ขณะที่ เขายัง รีรออยู่ ทูต เหล่านั้น จึง คว้า จับมือ เขา "บิดา ของ เรา แก่ แล้ว และ ไม่ มี ชาย ใด ใน แผ่นดิน โลก เข้า มา มือ ภรรยาของเขาและมือ บุตรสาวทั้ง สองของเขา พระเยโฮ หา พวกเรา ตาม ธรรมเนียม ของ ทั่วโลก {19:32} มา เถิด วาห์ ทรงมี ความเมตตาต่อ เขา ทูต เหล่านั้น จึง นำเขาออกมา พวกเราจงให้ บิดาของพวกเราดื่ม เหล้าองุ่น และพวกเราจะ และให้เขาอยู่ที่นอกเมือง {19:17} ต่อมาเมื่อทูตเหล่านั้นนำ นอนกับท่าน เพื่อพวกเราจะสงวนเชื้อสายของบิดาพวกเรา" พวกเขาออกมาภายนอกแล้ว ทูตพูดว่า "จงหนีเอาชีวิตรอด {19:33} ในคืน วัน นั้น พวกเธอจึง ให้ บิดาของพวกเธอดื่ม อย่าได้เหลียวหลังมาดูหรือพักอยู่ที่ราบลุ่มทั้งหลาย จงหนีไป เหล้าองุ่น บุตรสาวหัวปี เข้า ไปนอนกับ บิดาของเธอ และเขา ที่ภูเขาเกรงว่าเจ้าจะถูกทำลาย" ไม่ สังเกตว่า เธอมานอนด้วยเมื่อไรและเธอลุก ขึ้น ไปเมื่อไร .14 บทที่ 1.

15 {19:34} ต่อมาวันรุ่งขึ้น บุตรสาวหัวปี พูด กับ น้องสาวว่า "ดู เถิด เมื่อคืน นี้ เราได้ นอนกับ บิดาของเรา พวกเราจงให้ ท่าน ดื่ม เหล้าองุ่น ในคืน นี้ อีก และเจ้า จงเข้า ไปนอนกับ ท่านเพื่อ พวกเราจะสงวนเชื้อสายของบิดาพวกเรา" {19:35} พวก เธอ จึง ให้ บิดา ของ พวก เธอ ดื่ม เหล้าองุ่น ใน คืน วัน นั้น ด้วย น้องสาวก็ ลุก ขึ้น ไปนอนกับ เขา และเขาไม่ สังเกตว่า เธอมา นอนด้วยเมื่อไรและเธอลุก ขึ้น ไปเมื่อไร {19:36} ดังนั้น บุตรสาว ทั้ง สอง ของ โลท ก็ ตั้ง ครรภ์ กับ บิดา ของ พวก เธอ {19:37} บุตรสาวหัวปี คลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเรียกชื่อ ของเขาว่า โมอับ เขาเป็น บรรพบุรุษ ของคนโมอับ มาจนถึง ทุกวันนี้ {19:38} ส่วนน้องสาว เธอคลอดบุตรชายคนหนึ่ง ด้วยและเรียกชื่อ ของเขาว่า เบน-อัมมี เขาเป็น บรรพบุรุษ ของคนอัมโมนมาจนถึงทุกวันนี้ สิ่ง นี้" {20:11} อับ ราฮัม ทูล ว่า "เพราะข้า พระองค์ คิด ว่า ไม่ มี ความเกรงกลัว พระเจ้า ในสถานที่ นี่ เป็นแน่ พวกเขาจะ ฆ่าข้าพระองค์เพราะเห็นแก่ภรรยาของข้าพระองค์ {20:12} ยิ่งกว่านั้น นางเป็น น้องสาวของข้า พระองค์ จ ริงๆ นางเป็น บุตรสาวของบิดาข้า พระองค์ แต่ ไม่ ใช่ บุตรสาวของมารดาข้า พระองค์ และนางได้มาเป็นภรรยาของข้าพระองค์ {20:13} ต่อมาเมื่อพระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพระองค์ต้องเร่ร่อนจากบ้าน บิดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงพูดกับนางว่า ‘นี่เป็นความ กรุณาซึ่ง เจ้า จะสำแดงต่อ ข้าพเจ้า ในสถานที่ ทุกๆแห่ง ที่ เรา จะไปนั้น ขอให้ กล่าวถึง ข้าพเจ้า ว่า เขาเป็น พี่ชายของดิฉัน’" {20:14} อา บีเมเลค จึง ทรง นำ แกะ วัว และ ทาส ชาย หญิง และประทานให้แก่ อับ ราฮัม แล้ว ทรงคืน ซาราห์ ภรรยาของ อับ รา ฮัม ให้ ท่าน ไป {20:15} แล้ว อา บีเมเลค ตรัส ว่า "ดู เถิด แผ่นดิน ของเราก็ อยู่ ต่อหน้า เจ้า เจ้า จะอาศัย อยู่ ที่ไหน {20:1} อับ ราฮัม เดินทางจากที่นั่น ไปยัง ดินแดนทางใต้ ก็ได้ ตามใจชอบ" {20:16} พระองค์ ตรัส กับ ซาราห์ ว่า "ดู อาศัย อยู่ ระหว่างเมืองคาเดชและเมืองชูร์ และอาศัย อยู่ ใน เถิด เราให้เงินหนึ่งพันแผ่นแก่พี่ชายของเจ้า ดูเถิด พี่ชายจะ เมืองเก-ราร์ {20:2} อับราฮัมบอกถึงนางซาราห์ภรรยาของ คลุม ตาเจ้า ต่อหน้า ทุกคนที่อยู่ กับ เจ้า และคนทั้งปวง" นางก็ ตนว่า "นางเป็น น้องสาวของข้าพเจ้า" อาบีเมเลคกษัตริย์ ถูกติเตียนด้วยถ้อยคำเหล่านี้ {20:17} เพราะฉะนั้น อับรา แห่ง เมืองเก-ราร์จึง ใช้ คนมานำนางซาราห์ ไป {20:3} แต่ ฮัม ก็ อธิษฐานต่อ พระเจ้า พระเจ้า ทรงรักษาอาบีเมเลค และ พระเจ้า เสด็จ มาหาอาบีเมเลคทางพระสุบิน ในเวลากลางคืน มเหสีของพระองค์และทาสหญิงให้หาย และเขาเหล่านั้นก็มี และตรัส กับ ท่านว่า "ดู เถิด เจ้า เป็น เหมือนคนตาย เพราะ บุตร {20:18} เพราะว่าพระเยโฮวาห์ได้ทรงปิดครรภ์สตรีใน หญิง นั้น ซึ่ง เจ้า นำมา ด้วยว่า นางเป็น ภรรยาของผู้อื่น แล้ว" ราชสำนักของอาบีเมเลคทุกคน เพราะเรื่องซาราห์ภรรยาอับ {20:4} แต่อาบีเมเลคยังไม่ได้เข้าใกล้นาง ท่านจึงทูลว่า "ข้า ราฮัม แต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะประหารชนชาติที่ชอบธรรม ด้วยหรือ {20:5} เขาบอกแก่ ข้า พระองค์ มิใช่ หรือว่า ‘นาง {21:1} พระเยโฮวาห์ ทรงเยี่ยมซาราห์ เหมือนที่ พระองค์ เป็น น้องสาว ของ ข้าพเจ้า’ และ แม้แต่ นาง เอง ก็ ว่า ‘เขา ตรัสไว้ และพระเยโฮวาห์ทรงกระทำแก่ซาราห์ดังที่พระองค์ เป็น พี่ชายของข้าพเจ้า’ ข้า พระองค์ กระทำดังนี้ ด้วยจิตใจอัน ทรง ตรัส ไว้ {21:2} เพราะ ซา ราห์ ตั้ง ครรภ์ และ คลอด ซื่อตรงและด้วยมือ ที่ บริสุทธิ์" {20:6} พระเจ้า ตรัส กับ ท่าน บุตรชาย คน หนึ่ง ให้ อับ รา ฮัม เมื่อ ท่าน ชรา ตาม เวลา ซึ่ง ในพระสุบิน ว่า "แท้จริง เรารู้ แล้ว ว่า เจ้า กระทำดังนี้ ด้วยจิตใจ พระเจ้าได้ตรัสกับท่าน {21:3} อับราฮัมตั้งชื่อบุตรชายที่เกิด อัน ซื่อตรง เราจึง ยับยั้ง เจ้า ไม่ ให้ ทำบาปต่อ เรา เหตุ ฉะนั้น แก่ท่าน ผู้ซึ่งซาราห์คลอดให้ท่านนั้นว่า อิสอัค {21:4} แล้ว เรา ไม่ ยอม ให้ เจ้า ถูกต้อง นาง นั้น {20:7} ฉะนั้น บัดนี้ จง อับ รา ฮัม ได้ ให้ อิสอัค บุตรชาย ของ ตน เข้า สุหนัต เมื่อ มี อายุ คืน ภรรยาให้แก่ ชายนั้น เพราะเขาเป็น ผู้ พยากรณ์ เขาจะ แปดวัน ดังที่พระเจ้าทรงบัญชาแก่ท่าน {21:5} อับราฮัมมี อธิษฐานเพื่อ เจ้า แล้ว เจ้า จะมี ชีวิต อยู่ ถ้า เจ้า ไม่ คืน นางนั้น อายุ หนึ่ง ร้อยปี เมื่อ อิสอัค บุตรชายเกิด แก่ ท่าน {21:6} นาง เจ้าจงรู้ว่าเจ้าจะตายเป็นแน่ ทั้งเจ้าและทุกคนที่เป็นของเจ้า" ซาราห์กล่าวว่า "พระเจ้าทรงกระทำให้ข้าพเจ้าหัวเราะ ดังนั้น {20:8} เหตุ ฉะนั้น อาบีเมเลคตื่น บรรทมตั้งแต่ เช้าตรู่ ทรง ทุกคน ที่ ได้ ฟัง จะ พลอย หัวเราะ กับ ข้าพเจ้า" {21:7} นาง เรียกบรรดาข้าราชการของท่าน และทรงรับสั่ง เรื่องทั้งหมด กล่าวอีกว่า "ใครจะพูดกับอับราฮัมได้ว่าซาราห์จะให้ลูกอ่อน นี้ให้พวกเขาฟัง และคนเหล่านั้นก็กลัวยิ่งนัก กินนม เพราะข้าพเจ้าก็ได้คลอดบุตรชายคนหนึ่งให้ท่านเมื่อ ท่านชราแล้ว" {21:8} เด็ก นั้น ก็ เติบโตขึ้น และหย่านมและ {20:9} ดังนั้น อาบีเมเลคทรงเรียกอับ ราฮัม มาและตรัส อับราฮัมจัดการเลี้ยงใหญ่ในวันนั้นเมื่ออิสอัคหย่านม กับ ท่านว่า "เจ้า ได้ กระทำอะไรแก่ พวกเรา เราได้ กระทำผิด อะไรต่อ เจ้า ที่ เจ้า นำบาปใหญ่โตมายัง เราและราชอาณาจักร {21:9} แต่ ซาราห์ เห็น บุตรชายของฮาการ์ คนอียิปต์ ซึ่ง ของเรา เจ้า ได้ กระทำสิ่ง ซึ่ง ไม่ ควรกระทำแก่ เรา" {20:10} นางคลอดให้ อับ ราฮัม กำลัง หัวเราะเล่น อยู่ {21:10} นาง อาบีเมเลคตรัส กับ อับ ราฮัม ว่า "เจ้า คิด อะไรเจ้า จึง ได้ กระทำ จึง พูด กับ อับ รา ฮัม ว่า "ไล่ ทาส หญิง คน นี้ กับ บุตรชาย ของ .

ปฐมกาล / GENESIS ลูกแกะตัวเมียจากฝูงไว้ต่างหากเจ็ดตัว {21:29} อาบีเมเลค ตรัส ถามอับ ราฮัม ว่า "ลูก แกะตัวเมีย เจ็ด ตัว ที่ ท่านแยกไว้ ต่างหากนั้น หมายความว่า อะไร" {21:30} ท่านทูล ว่า "ขอ พระองค์ รับ ลูก แกะตัวเมีย เจ็ด ตัว นี้ จากมือ ข้า พระองค์ เพื่อ จะ ได้ เป็น พยาน แก่ ข้า พระองค์ ว่า ข้า พระองค์ ได้ ขุด บ่อน้ำ นี้" {21:31} เหตุ ฉะนี้ ท่านจึง เรียกที่ นั้น ว่า เบเออร์เชบา เพราะว่า ทั้ง สองได้ ปฏิญาณกัน ไว้ {21:32} ทั้ง สองกระทำ พัน ธ สัญญา กัน ที่ เบเออร์เชบา ดังนี้ แหละ แล้ว อา บีเมเลค และฟีโคล์ผู้บัญชาการทหารของพระองค์ได้ลุกขึ้นแล้วก็กลับ ไปยัง แผ่นดิน ของชาวฟีลิสเตีย {21:33} อับ ราฮัม ปลูก ต้น แทมริสก์ไว้ที่เบเออร์เชบา และนมัสการออกพระนามพระเย โฮวาห์ พระเจ้า นิรันดร์ ที่นั่น {21:34} อับ ราฮัม อาศัย อยู่ ใน แผ่นดินชาวฟีลิสเตียหลายวัน {22:1} และต่อมาภายหลังเหตุการณ์เหล่านี้ พระเจ้าทรง ลองใจอับ ราฮัม และตรัส กับ ท่านว่า "อับ ราฮัม" ท่านทูล ว่า "ดูเถิด ข้าพระองค์อยู่ที่นี่ พระเจ้าข้า" {22:2} พระองค์ตรัส ว่า "จงพาบุตรชายของเจ้า คือ อิสอัค บุตรชายคนเดียวของ เจ้า ผู้ ที่ เจ้า รัก ไปยัง แผ่นดิน โมริ ยาห์ และถวายเขาที่นั่น เป็น เครื่องเผาบูชา บนภูเขาลูกหนึ่งซึ่งเราจะบอกแก่เจ้า" {22:3} อับ รา ฮัม จึง ลุก ขึ้น แต่เช้า มืด ผูก อาน ลา ของ ท่าน พา คนใช้ หนุ่มไปกับท่านด้วยสองคนกับอิสอัคบุตรชายของท่าน ท่าน ตัด ฟืน สำหรับ เครื่องเผาบูชา แล้ว ลุก ขึ้น เดินทางไปยัง ที่ ซึ่ง พระเจ้า ทรงตรัส แก่ ท่าน {22:4} พอถึง วันที่ สามอับ ราฮัม เงยหน้า ขึ้น แลเห็น ที่ นั้น แต่ไกล {22:5} อับ ราฮัม จึง พูด กับ คนใช้ หนุ่ม ของท่านว่า "อยู่ กับ ลาที่นี่ เถิด เรากับ เด็กชายจะ เดินไปนมัสการที่โน้น แล้วจะกลับมาพบเจ้า" {22:6} อับรา ฮัม เอาฟืน สำหรับ เครื่องเผาบูชาใส่ บ่า อิสอัค บุตรชายของตน ถือไฟและมีดแล้วพ่อลูกไปด้วยกัน {22:7} อิสอัคพูดกับอับ {21:22} และ ต่อมา ใน คราว นั้น อา บีเมเลค และ ราฮัมบิดาว่า "บิดาเจ้าข้า" และท่านตอบว่า "ลูกเอ๋ย พ่ออยู่ ฟีโคล์ ผู้บัญชาการ ทหาร ของ พระองค์ พูด กับ อับ รา ฮัม ว่า ที่นี่" ลูก จึง ว่า "นี่ ไฟและฟืน แต่ ลูก แกะสำหรับ เครื่องเผา "พระเจ้า ทรงสถิต กับ ท่านในทุกสิ่ง ที่ ท่านกระทำ {21:23} บูชาอยู่ ที่ไหน" {22:8} อับ ราฮัม ตอบว่า "ลูก เอ๋ย พระเจ้า เพราะฉะนั้น บัดนี้ จง ปฏิญาณ ใน พระ นาม พระเจ้า ให้แก่ เรา จะทรงจัดเตรียมลูก แกะสำหรับ พระองค์ เองไว้ ให้ เป็น เครื่อง ที่นี่ ว่า ท่านจะไม่ ประพฤติ การคดโกงต่อ เรา หรือ โอรสของ เผาบูชา" พ่อ ลูก ทั้ง สองก็ เดิน ต่อไปด้วยกัน {22:9} เขาทั้ง เรา หรือ ต่อ หลานของเรา แต่ ดังที่ เราภักดี ต่อ ท่าน ท่านจง สองมาถึงที่ซึ่งพระเจ้าตรัสบอกท่านไว้ อับราฮัมก็สร้างแท่น ภักดีต่อเราและต่อแผ่นดินซึ่งท่านอาศัยอยู่นี้" {21:24} อับ บูชาที่นั่น เรียงฟืนเป็นระเบียบ แล้วมัดอิสอัคบุตรชายวางไว้ ราฮัม ก็ ทูล ว่า "ข้าพเจ้า ยอมปฏิญาณ" {21:25} อับ ราฮัม บนแท่น บูชาบนฟืน {22:10} แล้ว อับ ราฮัม ก็ ยื่น มือ จับ มีด ก็ ร้องทุกข์ ต่อ อาบีเมเลค เรื่องบ่อน้ำ ที่ ข้าราชการอาบีเมเลค จะฆ่าบุตรชาย {22:11} แต่ทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์เรียก ยึด เอาไป {21:26} อาบีเมเลคตรัส ว่า "เราไม่ รู้ ว่า ใครทำ ท่านจากฟ้าสวรรค์ว่า "อับราฮัม อับราฮัม" และท่านตอบว่า อย่างนี้ ทั้งท่านก็มิได้บอกเรา เราก็ยังไม่ได้ยินเรื่องจนวันนี้" "ข้าพระองค์ อยู่ที่นี่ พระเจ้า ข้า" {22:12} และพระองค์ตรัส {21:27} อับ ราฮัม จึง นำแกะและวัว มาถวายแก่ อาบีเมเลค ว่า "อย่า แตะต้องเด็ก นั้น หรือ กระทำอะไรแก่ เขาเลย เพราะ ทั้ง สองฝ่ายก็ ทำพัน ธสัญญากัน {21:28} อับ ราฮัม ได้ แยก บัดนี้ เรารู้ แล้ว ว่า เจ้า ยำเกรงพระเจ้า ด้วยเห็น ว่า เจ้า มิได้ หวง .16 นางไปเสียเถิด เพราะว่าบุตรชายของทาสหญิงคนนี้จะเป็นผู้ รับมรดกร่วมกับ อิสอัค บุตรชายของข้าพเจ้า ไม่ ได้" {21:11} อับราฮัมกลุ้มใจมาก เพราะเรื่องบุตรชายของท่าน {21:12} แต่ พระเจ้า ตรัส กับ อับ ราฮัม ว่า "เจ้า อย่า โศกเศร้า ในสายตา ของเจ้า เพราะเรื่องเด็ก นั้น และเพราะทาสหญิง ของเจ้า เลย ทุกสิ่ง ที่ ซา ราห์ กล่าว กับ เจ้า เจ้า ก็ จง ฟัง เสียง ของ นาง เถิด เพราะ เขา จะ เรียก เชื้อสาย ของ เจ้า ทาง สาย อิสอัค {21:13} ส่วนบุตรชายของทาสหญิง นั้น เราจะกระทำให้ เป็น ชนชาติ หนึ่ง ด้วย เพราะเขาเป็น เชื้อสายของเจ้า" {21:14} อับ รา ฮัม จึง ลุก ขึ้น แต่เช้า มืด ให้ ขนมปัง และ น้ำหนึ่ง ถุง หนัง แก่ ฮา การ์ ใส่ บ่า ให้ นาง พร้อมกับ เด็ก นั้น แล้ว ส่ง นาง ออก ไป นางก็จากไปและพเนจรไปในถิ่นทุรกันดารแห่งเบเออร์เชบา {21:15} และน้ำในถุงหนังนั้นก็หมดไป นางก็วางเด็กนั้นไว้ ใต้ พุ่มไม้ แห่ง หนึ่ง {21:16} แล้ว นางก็ ไปนั่งลงห่างออกไป ตรงหน้าเด็กนั้น ประมาณเท่ากับระยะลูกธนูตก เพราะนาง พูด ว่า "อย่า ให้ ข้า เห็น ความตายของเด็ก นั้น เลย" นางก็ นั่ง อยู่ตรงหน้าเด็กนั้นแล้วตะเบ็งเสียงร้องไห้ {21:17} พระเจ้า ทรงสดับเสียงร้องของเด็กนั้น และทูตสวรรค์ของพระเจ้าจึง เรียกฮาการ์ จากฟ้า สวรรค์ กล่าวกับ นางว่า "ฮาการ์ เจ้า เป็น อะไร ไป อย่า กลัว เลย เพราะว่า พระเจ้า ทรง สดับ เสียง ของ เด็ก ณ ที่ที่เขาอยู่นั้นแล้ว {21:18} ลุกขึ้นอุ้มเด็กนั้น เอา มือ จับ เขาไว้ ให้ แน่น เพราะเราจะทำให้ เขาเป็น ชาติ ใหญ่ ชาติ หนึ่ง" {21:19} แล้ว พระเจ้า ทรงเบิกตาของนาง นางก็ เห็น บ่อน้ำ แห่ง หนึ่ง จึง ไปเติม น้ำ เต็ม ถุง หนัง และให้ เด็ก นั้น ดื่ม {21:20} พระเจ้า ทรงสถิต กับ เด็ก นั้น เขาเติบโตขึ้น อาศัย อยู่ ในถิ่นทุรกันดาร และเป็น นัก ธนู {21:21} เขาอาศัย อยู่ ในถิ่นทุรกันดารแห่ง ปาราน มารดาก็ หาภรรยาคนหนึ่ง จาก ประเทศอียิปต์ให้เขา บทที่ 1.

17 บุตรชายของเจ้า คือบุตรชายคนเดียวของเจ้าจากเรา" {22:13} อับ ราฮัม เงยหน้า ขึ้น มองดู และดู เถิด ข้างหลัง ท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัม ก็ไปจับแกะผู้ตัวนั้นมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแทนบุตรชาย ของท่าน {22:14} อับ ราฮัม จึง เรียกสถานที่ นั้น ว่า เยโฮ วาห์ยิเรห์ อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า "ที่ภูเขาของพระเยโฮ วาห์นั้น พระองค์ทรงทอดพระเนตร" ท่านยินยอมให้ ข้าพเจ้า ฝัง ผู้ตายของข้าพเจ้า ให้ พ้น สายตาไป แล้ว ขอฟัง ข้าพเจ้า เถิด และวิงวอนเอโฟรนบุตรชายโศหาร์ เพื่อ ข้าพเจ้า {23:9} ขอให้ เขาให้ ถ้ำ มัคเป-ลาห์ ซึ่ง เขาถือ กรรมสิทธิ์นั้นแก่ข้าพเจ้า มันอยู่ที่ปลายนาของเขา ขอให้เขา ขายให้ ข้าพเจ้า เต็ม ตามราคาให้ เป็น กรรมสิทธิ์ สำหรับ ใช้ เป็น สุสานท่ามกลางหมู่ พวกท่าน" {23:10} ฝ่ายเอโฟรนอาศัย อยู่ ท่ามกลางลูกหลานของเฮท เอโฟรนคนฮิต ไทต์ จึง ตอบ {22:15} ทูตสวรรค์ของพระเยโฮวาห์เรียกอับราฮัมครั้งที่ อับ ราฮัม ให้ บรรดาลูกหลานของเฮทผู้ ที่ เข้า ไปที่ ประตูเมือง สองมาจากฟ้า สวรรค์ {22:16} และตรัส ว่า "พระเยโฮวาห์ ของ เขา ฟัง ว่า {23:11} "อย่า เลย นาย เจ้าข้า โปรด ฟัง ตรัส ว่า เราปฏิญาณโดยตัว เราเองว่า เพราะเจ้า กระทำอย่าง ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าให้นานั้นแก่ท่านและให้ถ้ำที่อยู่ในนานั้นแก่ นี้ และมิได้ หวงบุตรชายของเจ้า คือ บุตรชายคนเดียวของเจ้า ท่าน ด้วยข้าพเจ้า ให้แก่ ท่านต่อหน้า ลูกหลานประชาชนของ {22:17} เราจะอวยพรเจ้า แน่ เราจะทวี เชื้อสายของเจ้า ให้ ข้าพเจ้า ขอเชิญฝังผู้ตายของท่านเถิด" {23:12} อับราฮัมก็ มากขึ้น ดัง ดวงดาวในท้องฟ้า และดัง เม็ด ทรายบนฝั่ง ทะเล กราบลงต่อหน้า ชาวแผ่นดิน นั้น {23:13} และท่านพูด กับ เชื้อสายของเจ้า จะได้ ประตูเมืองศัตรู ของเจ้า เป็น กรรมสิทธิ์ เอโฟรนให้ชาวแผ่นดินนั้นฟังว่า "แต่ถ้าท่านยินยอมให้แล้ว {22:18} ประชาชาติ ทั้งหลายทั่วโลกจะได้ พรเพราะเชื้อสาย ขอฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะจ่ายค่านานั้น ขอรับเงินจากข้าพเจ้า ของเจ้า เพราะว่า เจ้า ได้ เชื่อฟัง เสียงของเรา" {22:19} อับ เถิด และข้าพเจ้า จะได้ ฝัง ผู้ตายของข้าพเจ้า ที่นั่น" {23:14} รา ฮัม จึง กลับ ไป หา คนใช้ หนุ่ม ของ ท่าน เขา ก็ ลุก ขึ้น แล้ว เอโฟรนตอบอับราฮัมว่า {23:15} "นายเจ้าข้า ขอฟังข้าพเจ้า พา กัน กลับ ไป ยัง เมือง เบเออร์เชบา อับ รา ฮัม ก็ อาศัย อยู่ ที่ เถิด ที่ดินแปลงนี้มีราคาเป็นเงินสี่ร้อยเชเขล สำหรับท่านกับ เบเออร์เชบา {22:20} และต่อมาภายหลังเหตุการณ์เหล่านี้ ข้าพเจ้า ก็ ไม่ เท่าไร ฝัง ผู้ตายของท่านเถิด" {23:16} อับ รา มี คนมาบอกอับ ราฮัม ว่า "ดู เถิด มิ ลคาห์ บังเกิด บุตรให้แก่ ฮัมก็ฟังคำของเอโฟรน แล้วอับราฮัมก็ชั่งเงินให้เอโฟรนตาม นาโฮร์น้องชายของท่านด้วยแล้ว {22:21} คือฮูสบุตรหัวปี จำนวนที่ เขาบอกให้ ลูกหลานของเฮทฟัง แล้ว คือ เงิน สี่ ร้อย บูสน้องชายของเขา เคมูเอลบิดาของอารัม {22:22} เคเสด เชเขลตามน้ำหนัก ที่ พวกพ่อค้า ใช้ กัน ในเวลานั้น {23:17} ฮาโซ ปิลดาช ยิด ลาฟ และเบธูเอล" {22:23} เบธูเอลให้ นาของเอโฟรนในมัคเป-ลาห์ ซึ่งอยู่หน้ามัมเร มีนากับถ้ำซึ่ง กำเนิด บุตรสาวชื่อ เรเบคาห์ ทั้ง แปดนี้ มิ ลคาห์ บังเกิด ให้ นา อยู่ ในนั้น และต้นไม้ ทั้งสิ้น ซึ่ง อยู่ ในนาตลอดทั่ว บริเวณนั้น โฮร์ น้องชายของอับราฮัม {22:24} และภรรยาน้อยของเขา จึง ได้ ขาย {23:18} ให้แก่ อับ ราฮัม เป็น กรรมสิทธิ์ ต่อหน้า ที่ ชื่อ เรอู มาห์ ก็ได้ บังเกิด เตบาห์ กาฮัม ทาหาช และมาอา ลูกหลานของเฮท คือ ต่อหน้า บรรดาผู้ ที่ เข้า ไปที่ ประตูเมือง ของเขา {23:19} ต่อมาอับ ราฮัม ก็ ฝังศพนางซาราห์ ภรรยา คาห์ ของตน ในถ้ำที่นามัคเป-ลาห์หน้ามัมเร คือเมืองเฮโบรน ใน {23:1} ซาราห์มีอายุหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดปี ซาราห์มีชีวิตถึง แผ่นดินคานาอัน {23:20} นาและถ้ำซึ่งอยู่ในนั้นลูกหลาน อายุนี้ {23:2} แล้วซาราห์ก็สิ้นชีวิตที่เมืองคีริยาทอารบา คือ ของเฮทยอมขายให้แก่ อับ ราฮัม เป็น กรรมสิทธิ์ เพื่อ ใช้ เป็น เมืองเฮโบรน ในแผ่นดินคานาอัน อับราฮัมไว้ทุกข์ให้ซาราห์ สุสาน และร้องไห้คิดถึงนาง {23:3} อับราฮัมยืนขึ้นหน้าศพพูดกับ {24:1} ฝ่ายอับ ราฮัม ก็ ชราแล้ว มี อายุ มากทีเดียว และ ลูกหลานของเฮทว่า {23:4} "ข้าพเจ้า เป็น คนต่างด้าวและ เป็นคนมาอาศัยอยู่ท่ามกลางท่าน ขอท่านให้ที่ดินท่ามกลาง พระเยโฮวาห์ ทรงอวยพระพรอับ ราฮัม ทุก ประการ {24:2} ท่าน เป็น สุสาน เพื่อ ข้าพเจ้า จะ ได้ ฝัง ผู้ตาย ของ ข้าพเจ้า ให้ อับราฮัมพูดกับคนใช้ของท่านที่มีอาวุโสที่สุดในบ้าน ผู้ดูแล พ้น สายตา ไป" {23:5} ลูกหลาน ของ เฮ ท ตอบ อับ รา ฮัม ทรัพย์สมบัติทุกอย่างของท่านว่า "เอามือเจ้าวางไว้ใต้ขาอ่อน ว่า {23:6} "นายเจ้าข้า โปรดฟัง พวกเรา ท่านเป็น เจ้านาย ของเรา {24:3} แล้ว เราจะให้ เจ้า ปฏิญาณในพระนามพระ จากพระเจ้า ท่ามกลางเรา ขอให้ ฝัง ผู้ตายของท่านในอุโมงค์ เยโฮวาห์ พระเจ้า แห่ง ฟ้า สวรรค์ และพระเจ้า แห่ง แผ่นดิน โลก ฝังศพที่ดีที่สุดของเราเถิด ไม่มีผู้ใดในพวกเราที่จะหวงสุสาน ว่า เจ้า จะไม่ หาภรรยาให้ บุตรชายของเราจากบุตรสาวของคน ของ เขา ไว้ ไม่ ให้ ท่าน หรือ ขัดขวาง ท่าน มิ ให้ ฝัง ผู้ตาย ของ คา นา อัน ที่ เรา อาศัย อยู่ ท่ามกลาง เขา นี้ {24:4} แต่ เจ้า ท่าน" {23:7} อับ ราฮัม ก็ ลุก ขึ้น กราบลงต่อหน้า ลูกหลาน จะไปยัง ประเทศและหมู่ ญาติ ของเราเพื่อ หาภรรยาคนหนึ่ง ของเฮทชาวแผ่นดินนั้น {23:8} และพูดกับพวกเขาว่า "ถ้า ให้แก่ อิสอัค บุตรชาย ของ เรา" {24:5} คนใช้ ก็ เรียน ท่าน .

ปฐมกาล / GENESIS อีก นาง ตัก น้ำ ให้ อูฐ ทั้งหมด ของ เขา {24:21} ชาย นั้น เพ่งดู นางเงียบๆเพื่อ ตรึกตรองดู ว่า พระเยโฮวาห์ ทรงให้การ เดินทางของตนบังเกิด ผลหรือ ไม่ {24:22} และต่อมาเมื่อ อูฐ กิน น้ำ เสร็จ แล้ว ชาย นั้น ก็ ให้ ตุ้มหู ทองคำ หนัก ครึ่ง เช เขล และกำไลสำหรับ ข้อมือ นางคู่ หนึ่ง ทองหนัก สิบ เชเขล {24:23} และพูด ว่า "ขอบอกข้าพเจ้า ว่า นางเป็น บุตรสาว ของใคร ในบ้านบิดาของนางนั้นมีที่ให้พวกเราพักอาศัยบ้าง ไหม" {24:24} นางตอบเขาว่า "ข้าพเจ้า เป็น บุตรสาวของ เบธูเอลบุตรชายของนางมิลคาห์ซึ่งนางบังเกิดให้กับนาโฮร์" {24:25} นางพูดเสริมว่า "เรามีทั้งฟางและเสบียงพอ และมี ที่ ให้ พัก ด้วย" {24:26} ชายนั้น ก็ ก้ม ศีรษะลงนมัสการพระ เยโฮวาห์ {24:27} และอธิษฐานว่า "สรรเสริญ แด่ พระเย โฮวาห์ พระเจ้า ของอับ ราฮัม นายของข้า พระองค์ ผู้ มิได้ ทรง ทอดทิ้งความกรุณา และความจริงของพระองค์ต่อนาย ส่วน ข้าพระองค์นั้นพระเยโฮวาห์ทรงนำมาตามทางจนถึงบ้านหมู่ ญาติ ของนายข้า พระองค์" {24:28} แล้ว หญิงสาวนั้น ก็ วิ่ง ไปบอกคนในครอบครัว ของมารดาถึง เรื่องเหล่านี้ {24:29} เรเบคาห์มีพี่ชายคนหนึ่งชื่อ ลาบัน ลาบันวิ่งไปหาชายคนนั้น ที่ บ่อน้ำ {24:30} และต่อมาเมื่อ ท่านเห็น ตุ้มหู และกำไลที่ ข้อมือ น้องสาว และเมื่อ ท่านได้ยิน คำของเรเบคาห์ น้องสาว ว่า "ชายนั้นพูดกับข้าพเจ้าอย่างนี้" ท่านก็ไปหาชายนั้น และ ดู เถิด เขากำลัง ยืน อยู่ กับ อูฐ ที่ บ่อน้ำ {24:31} ท่านพูด ว่า "ท่านผู้ รับ พระพรของพระเยโฮวาห์ เชิญ เข้า มาเถิด ท่าน ยืน อยู่ ข้างนอกทำไม เพราะข้าพเจ้า เตรียมบ้านและเตรียมที่ สำหรับอูฐแล้ว" {24:32} ชายนั้นจึงเข้าไปในบ้าน ลาบันก็ แก้อูฐของเขา ให้ฟางและอาหารสำหรับอูฐ ให้น้ำล้างเท้าเขา และคนที่มากับ เขา {24:33} แล้ว จัด อาหารมาเลี้ยงเขา แต่ เขาว่า "ข้าพเจ้าจะไม่รับประทาน จนกว่าข้าพเจ้าจะพูดถึงธุระ ที่ ข้าพเจ้า ได้ รับ มอบหมายมานั้น ให้ ท่านฟัง เสียก่อน" ลาบัน ก็ว่า "เชิญพูดเถิด" {24:34} เขาจึง พูด ว่า "ข้าพเจ้า เป็น คนใช้ ของอับ ราฮัม {24:35} พระเยโฮวาห์ ทรงอวยพระพรแก่ นายข้าพเจ้าอย่าง มากมาย ท่าน ก็ เจริญ ขึ้น และ พระองค์ ทรง ประทาน ฝูง แพะ แกะ และ ฝูง วัว เงิน และ ทอง คนใช้ ชาย หญิง อูฐ และ ลา {24:36} และ นาง ซา ราห์ ภรรยา นาย ข้าพเจ้า ได้ บังเกิด บุตรชายคนหนึ่ง ให้แก่ นายเมื่อ นางแก่ แล้ว และนาย ก็ ยกทรัพย์สมบัติ ทั้งหมดให้ บุตร {24:37} นายให้ ข้าพเจ้า ปฏิญาณ ว่า ‘เจ้า อย่า หา ภรรยา ให้แก่ บุตรชาย ของ เรา จาก บุตรสาวของคนคานาอัน ซึ่งเราอาศัยอยู่ในแผ่นดินของเขา นี้ {24:38} แต่ เจ้า จงไปยัง บ้านบิดาของเราและไปยัง หมู่ ญาติ ของเรา และหาภรรยาคนหนึ่ง ให้แก่ บุตรชายของเรา’ .18 ว่า "หากว่า หญิง นั้น จะ ไม่ เต็มใจ มา กับ ข้าพเจ้า ยัง แผ่นดิน นี้ ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้า มิ ต้องนำบุตรชายของท่านกลับ ไปยัง แผ่นดิน ซึ่ง ท่านจากมานั้น หรือ" {24:6} อับ ราฮัม พูด กับ เขาว่า "ระวังอย่าพาบุตรชายของเรากลับไปที่นั่นอีก {24:7} พระเยโฮวาห์ พระเจ้า แห่ง ฟ้า สวรรค์ ผู้ ทรงนำเรามาจากบ้าน บิดาเรา และจากแผ่นดิน แห่ง ญาติ ของเรา พระองค์ ตรัส กับ เราและทรงปฏิญาณกับ เราว่า ‘เราจะมอบแผ่นดิน นี้ ให้แก่ เชื้อสายของเจ้า’ พระองค์ จะทรงใช้ ทูต สวรรค์ ของพระองค์ ไปข้างหน้า เจ้า เจ้า จงหาภรรยาคนหนึ่ง ให้ บุตรชายของเรา จากที่นั่น {24:8} ถ้า หญิง นั้น ไม่ เต็มใจมากับ เจ้า เจ้า ก็ จะ พ้น จากคำปฏิญาณของเรานี้ แต่ เจ้า อย่า พาบุตรชายของเรา กลับ ไป ที่นั่น ก็ แล้ว กัน" {24:9} คนใช้ จึง เอา มือ ของ เขา วาง ใต้ ขาอ่อน ของ อับ รา ฮัม นาย ของ ตน และ ปฏิญาณ ต่อ ท่าน ตาม เรื่อง นี้ {24:10} คนใช้ นำ อูฐ สิบ ตัว ของ นาย มา แล้วออกเดินทางไป ด้วยว่าข้าวของทั้งสิ้นของนายเขาอยู่ใน อำนาจของเขา เขาลุก ขึ้น ไปยัง เมโสโปเตเมีย ถึง เมืองของ นาโฮร์ {24:11} เขาให้อูฐคุกเข่าลงที่ริมบ่อน้ำข้างนอกเมือง เวลาเย็น ซึ่ง เป็น เวลาที่ ผู้หญิง ออกมาตัก น้ำ {24:12} เขา อธิษฐานว่า "โอ ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมนาย ของข้า พระองค์ ขอทรงประทานความสำเร็จ แก่ ข้า พระองค์ ในวันนี้ และขอทรงสำแดงความเมตตาแก่อับราฮัมนายของ ข้า พระองค์ {24:13} ดู เถิด ข้า พระองค์ กำลัง ยืน อยู่ ที่ ริม บ่อน้ำ และบรรดาบุตรสาวของชาวเมืองนี้ กำลัง ออกมาตัก น้ำ {24:14} ขอให้หญิงสาวคนที่ข้าพระองค์จะพูดกับนางว่า ‘โปรดลดเหยือกของนางลงให้ ข้าพเจ้า ดื่ม น้ำ’ และนางนั้น จะว่า ‘เชิญ ดื่ม เถิด และข้าพเจ้า จะให้ น้ำ อูฐ ของท่านกิน ด้วย’ ให้คนนั้นเป็นคนที่พระองค์ทรงกำหนดสำหรับอิสอัคผู้รับใช้ ของพระองค์ อย่างนี้ ข้า พระองค์ จะทราบได้ ว่า พระองค์ ทรง สำแดงความเมตตาแก่นายของข้าพระองค์" {24:15} และ ต่อมา เมื่อ เขา อธิษฐาน ยัง ไม่ ทัน เสร็จ ดู เถิด เรเบคาห์ ผู้ ที่ เกิด แก่ เบธูเอลบุตรชายของนางมิ ลคาห์ ภรรยาของนาโฮร์ น้องชายของอับ ราฮัม ก็ แบกเหยือกน้ำ ของนางเดิน ออกมา {24:16} หญิงสาวนั้น งามมาก เป็น หญิง พรหมจารี ยัง ไม่ มี ชาย ใด ร่วม รู้ กับ นาง นาง ก็ ลง ไป ที่ บ่อน้ำ เติม น้ำ เต็ม เหยือกแล้ว ก็ ขึ้น มา {24:17} คนใช้ นั้น ก็ วิ่ง ไปต้อนรับ นาง แล้ว พูด ว่า "ขอน้ำ จากเหยือกของนาง ให้ ข้าพเจ้า ดื่ม สัก หน่อย" {24:18} นางตอบว่า "นายเจ้าข้า เชิญ ดื่ม เถิด" แล้ว นางก็ รีบ ลดเหยือกน้ำ ของนางลงมาถือ ไว้ แล้ว ให้ เขาดื่ม {24:19} เมื่อ ให้ เขาดื่ม เสร็จ แล้ว นางจึง ว่า "ข้าพเจ้าจะตักน้ำให้อูฐของท่านกินจนอิ่มด้วย" {24:20} นางรีบ เทน้ำ ในเหยือกของนางใส่ รางแล้ว วิ่ง ไปตัก น้ำ ที่ บ่อ บทที่ 1.

19 {24:39} ข้าพเจ้า พูด กับ นายว่า ‘หญิง นั้น อาจจะไม่ ยอมมา กับ ข้าพเจ้า’ {24:40} แต่ ท่านพูด กับ ข้าพเจ้า ว่า ‘พระเยโฮ วาห์ ผู้ ซึ่ง เราดำเนิน อยู่ ต่อ พระองค์ จะทรงใช้ ทูต สวรรค์ ของ พระองค์ ไป กับ เจ้า และ ให้ ทาง ของ เจ้า บังเกิด ผล และ เจ้า จะหาภรรยาคนหนึ่ง ให้ บุตรชายของเราจากหมู่ ญาติ ของเรา และ จาก บ้าน บิดา ของ เรา {24:41} แล้ว เจ้า จะ พ้น จาก คำ ปฏิญาณของเรา เมื่อเจ้ามาถึงหมู่ญาติของเราแล้ว ถ้าเขาไม่ ยอมให้หญิงนั้น เจ้าก็พ้นจากคำปฏิญาณของเรา’ {24:42} วันนี้ ข้าพเจ้า มาถึง บ่อน้ำ และทูล ว่า ‘โอ ข้า แต่ พระเยโฮวาห์ พระเจ้า ของอับ ราฮัม นายของข้า พระองค์ ถ้า บัดนี้ พระองค์ ทรงโปรดให้ ทางที่ ข้า พระองค์ ไปนั้น เกิด ผล {24:43} ดู เถิด ข้าพระองค์กำลังยืนอยู่ที่บ่อน้ำ และต่อมาเมื่อสาวพรหมจารี ออก มา ตัก น้ำ และ ข้า พระองค์ พูด กับ นาง ด้วยว่า "ขอ น้ำ ให้ ข้าพเจ้า ดื่ม จาก เหยือก น้ำ ของ นาง สัก หน่อย" {24:44} และนางจะตอบข้า พระองค์ ว่า "เชิญ ดื่ม เถิด และข้าพเจ้า จะ ตัก น้ำ ให้ อูฐ ของ ท่าน ด้วย" ให้ ผู้ นั้น เป็น หญิง ที่ พระ เย โฮ วาห์ ทรงกำหนดตัว ไว้ สำหรับ บุตรชายของนายข้า พระองค์’ {24:45} เมื่อ ข้าพเจ้า อธิษฐาน ใน ใจ ไม่ ทัน ขาดคำ ดู เถิด นางเรเบคาห์ แบกเหยือกน้ำ ของนางเดิน ออกมา นางลงไป ตัก น้ำ ที่ บ่อน้ำ ข้าพเจ้า พูด กับ นางว่า ‘ขอน้ำ ให้ ข้าพเจ้า ดื่ม หน่อย’ {24:46} นางก็รีบลดเหยือกน้ำจากบ่าของนางและ ว่า ‘เชิญ ดื่ม เถิด แล้ว ข้าพเจ้า จะให้ น้ำ แก่ อูฐ ของท่านด้วย’ ข้าพเจ้าจึงดื่ม และนางก็ตักน้ำให้อูฐกินด้วย {24:47} แล้ว ข้าพเจ้า ถาม นาง ว่า ‘นาง เป็น บุตรสาว ของ ใคร’ นาง ตอบ ว่า ‘เป็น บุตรสาวของเบธูเอลบุตรชายของนาโฮร์ ซึ่ง นางมิ ลคาห์กำเนิดให้แก่เขา’ ข้าพเจ้าจึงใส่ตุ้มหูที่หน้าของนางแล้ว สวมกำไลที่ ข้อมือ นาง {24:48} แล้ว ข้าพเจ้า ก็ ก้ม ศีรษะลง นมัสการพระเยโฮวาห์ และถวายสรรเสริญ แด่ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของอับราฮัมนายข้าพเจ้า ผู้ทรงนำข้าพเจ้ามาตามทาง ที่ ถูก เพื่อ หาบุตรสาวของน้องชายนายให้ บุตรชายของนาย {24:49} บัดนี้ ถ้า ท่านยอมแสดงความเมตตาและจริงใจต่อ นายข้าพเจ้าแล้ว ขอกรุณาบอกข้าพเจ้า ถ้ามิฉะนั้นก็ขอบอก ข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะหันไปทางขวาหรือซ้าย" ให้แก่ พี่ชายและมารดาของนางด้วย {24:54} แล้ว พวกเขา ก็ รับประทานและดื่ม คือ เขากับ คนที่มากับ เขา และค้างคืน ที่นั่น และพวกเขาลุกขึ้นในเวลาเช้า คนใช้นั้นก็กล่าวว่า "ขอ ให้ ข้าพเจ้า กลับ ไปหานายข้าพเจ้า เถิด" {24:55} พี่ชายและ มารดาของนางว่า "ขอให้ หญิงสาวอยู่ กับ เราสัก หน่อยก่อน อย่างน้อยสัก สิบ วัน แล้ว นางจะไปก็ได้" {24:56} แต่ ชาย นั้นพูดกับพวกเขาว่า "อย่าหน่วงข้าพเจ้าไว้เลย เพราะพระเย โฮวาห์ทรงให้ทางของข้าพเจ้าเกิดผลแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าออก เดินทางเพื่อ ข้าพเจ้า จะได้ กลับ ไปหานายข้าพเจ้า" {24:57} พวกเขาว่า "เราจะเรียกหญิงสาวมาถามดู" {24:58} พวกเขา ก็เรียกเรเบคาห์มาหา และพูดกับนางว่า "เจ้าจะไปกับชายคน นี้ หรือ ไม่" นางตอบว่า "ข้าพเจ้า จะไป" {24:59} พวกเขา จึง ส่ง เรเบคาห์ น้องสาวกับ พี่เลี้ยงของนางไปพร้อมกับ คนใช้ ของ อับ รา ฮัม และ คน ของ เขา {24:60} พวกเขา อวยพร เรเบคาห์ และกล่าวแก่ นางว่า "น้องสาวเอ๋ย ขอให้ เจ้า เป็น มารดา คน นับ แสน นับ ล้าน และ ขอ ให้ เชื้อสาย ของ เจ้า ได้ ประตูเมืองของคนที่เกลียดชังเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์" {24:61} แล้วเรเบคาห์และเหล่าสาวใช้ของนางก็ขึ้นอูฐไป กับ ชายนั้น คนใช้ ก็ พาเรเบคาห์ ไป {24:62} ฝ่ายอิสอัค มา จากบ่อน้ำลาไฮรอย เพราะท่านไปอาศัยอยู่ทางใต้ {24:63} เวลาเย็น อิสอัค ออกไปตรึกตรองที่ ทุ่งนาและท่านก็ เงยหน้า ขึ้นมองไป และดูเถิด มีอูฐเดินมา {24:64} เรเบคาห์เงยหน้า ขึ้น เมื่อแลเห็นอิสอัคนางก็ลงจากอูฐ {24:65} เพราะนางได้ พูดกับคนใช้นั้นว่า "ชายคนโน้นที่กำลังเดินผ่านทุ่งนามาหา เรานั้นคือใคร" คนใช้นั้นตอบว่า "นายของข้าพเจ้าเอง" นาง จึง หยิบ ผ้า คลุม หน้า มาคลุม {24:66} คนใช้ บอกให้ อิสอัค ทราบทุกอย่างที่เขาได้กระทำไป {24:67} อิสอัคก็พานางเข้า มาในเต็นท์ของนางซาราห์มารดาของท่านและรับเรเบคาห์ไว้ นางก็ เป็น ภรรยาของท่าน และท่านก็ รัก นาง อิสอัคก็ได้ รับ ความปลอบประโลมภายหลังที่มารดาของท่านสิ้นชีวิตแล้ว {25:1} อับราฮัมได้ภรรยาอีกคนหนึ่งชื่อเคทูราห์ {25:2} นางก็ คลอดบุตรให้แก่ ท่านชื่อ ศิม ราน โยกชาน เมดาน มี เดียน อิชบากและชูอาห์ {25:3} โยกชานให้กำเนิดบุตรชื่อ {24:50} ลาบัน และเบธูเอลจึง ตอบว่า "สิ่ง นี้ มาจากพระ เชบาและเดดาน บุตรชายของเดดาน คืออัสชูริม เลทูชิมและ เย โฮ วาห์ เรา จะ พูด ดี หรือ ร้าย กับ ท่าน ก็ ไม่ ได้ {24:51} เลอุมมิม {25:4} บุตรชายของมีเดียนคือ เอฟาห์ เอเฟอร์ ฮา ดู เถิด เรเบคาห์ก็ อยู่ ต่อหน้า ท่าน พา นาง ไป เถิด และ ให้ โนค อาบีดาและเอลดาอาห์ ทั้งหมดนี้เป็นลูกหลานของนาง นางเป็น ภรรยาบุตรชายนายของท่านดังที่ พระเยโฮวาห์ ตรัส เคทูราห์ {25:5} อับ ราฮัม ได้ มอบทรัพย์สมบัติ ทั้งหมดแก่ แล้ว" {24:52} และ ต่อมา เมื่อ คนใช้ ของ อับ รา ฮัม ได้ยิน อิสอัค {25:6} แต่อับราฮัมให้ของขวัญแก่บุตรชายทั้งหลาย ถ้อยคำของท่านทั้ง สอง ก็ กราบลงถึง ดิน นมัสการพระเยโฮ ของ พวก ภรรยา น้อย ของ ท่าน และ ให้ พวกเขา แยก ไป จาก วาห์ {24:53} แล้ว คนใช้ ก็ นำเอาเครื่องเงิน และเครื่องทอง อิสอัค บุตรชาย ของ ท่าน ไป ทาง ทิศตะวันออก ยัง ประเทศ พร้อมกับ เสื้อผ้า มอบให้แก่ เรเบคาห์ เขายัง มอบของอัน มี ค่า ตะวันออก เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ .

ปฐมกาล / GENESIS นางคลอดลูกแฝดนั้น อิสอัคมีอายุได้หกสิบปี {25:27} เด็กชาย ทั้ง สอง นั้น โต ขึ้น เอซาว ก็ เป็น พราน ที่ ชำนาญ เป็น ชาวทุ่ง ฝ่ายยาโคบเป็น คนเงียบๆอาศัย อยู่ ในเต็นท์ {25:28} อิสอัค รัก เอซาว เพราะท่านรับประทาน เนื้อที่เขาล่ามา แต่นางเรเบคาห์รักยาโคบ {25:29} และยา โคบต้ม ผัก อยู่ เอซาวกลับ มาจากท้องทุ่ง แล้ว รู้สึก อ่อนกำลัง {25:30} เอซาวพูด กับ ยาโคบว่า "ขอผัก แดงนั้น ให้ ข้า กิน เถิด เพราะเราอ่อนกำลัง" เพราะฉะนั้นเขาจึงได้ชื่อว่า เอโดม {25:31} ยาโคบว่า "ขายสิทธิบุตรหัวปีของพี่ให้ข้าพเจ้าก่อน ในวันนี้" {25:32} เอซาวว่า "ดูเถิด ข้ากำลังจะตายอยู่แล้ว สิทธิบุตรหัวปีจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ข้าเล่า" {25:33} ยา โคบว่า "ปฏิญาณให้ข้าพเจ้าก่อนในวันนี้" เอซาวจึงปฏิญาณ ให้กับเขา และขายสิทธิบุตรหัวปีของตนแก่ยาโคบ {25:34} ยาโคบจึงให้ขนมปังและถั่วแดงต้มแก่เอซาว เขาก็กินและดื่ม แล้วลุกไป ดังนี้เอซาวก็ดูหมิ่นสิทธิบุตรหัวปีของตน {26:1} เกิดกันดารอาหารในแผ่นดินนั้น นอกเหนือจาก การกันดารอาหารครั้งก่อนในสมัยอับราฮัม และอิสอัคไปหา อาบีเมเลคกษัตริย์ แห่ง ชาวฟีลิสเตีย ที่ เมืองเก-ราร์ {26:2} พระ เย โฮ วาห์ ทรง ปรากฏ แก่ ท่าน และ ตรัส ว่า "อย่า ลง ไป อียิปต์เลย จงอาศัยในแผ่นดินซึ่งเราจะบอกเจ้าเถิด {26:3} จงอาศัย อยู่ ในแผ่นดิน นี้ แล้ว เราจะอยู่ กับ เจ้า และอวยพร เจ้า เพราะว่า เราจะให้ แผ่นดิน เหล่านี้ ทั้งหมดแก่ เจ้า และแก่ เชื้อสายของเจ้า เราจะทำให้ คำปฏิญาณซึ่ง เราได้ ปฏิญาณไว้ กับอับราฮัมบิดาของเจ้านั้นสำเร็จ {26:4} เราจะทวีเชื้อสาย ของ เจ้า ให้ มาก ขึ้น ดัง ดาว บน ฟ้า และ จะ ให้ แผ่นดิน เหล่านี้ ทั้งหมดแก่ เชื้อสายของเจ้า ประชาชาติ ทั้งหลายในโลกจะได้ รับ พรก็ เพราะเชื้อสายของเจ้า {26:5} เพราะว่า อับ ราฮัม ได้ เชื่อฟังเสียงของเราและได้รักษาคำกำชับของเรา บัญญัติของ เรา กฎเกณฑ์ของเรา และราชบัญญัติของเรา" {26:6} อิสอัคจึง อาศัย อยู่ ใน เมือง เก-ราร์ {26:7} คนเมืองนั้นจึงถามท่านเรื่องภรรยาของท่าน ท่านจึงว่า "เธอ เป็น น้องสาวของข้าพเจ้า" เพราะท่านกลัว ที่ จะพูด ว่า "เธอ เป็น ภรรยาของข้าพเจ้า" คิด ไปว่า "มิฉะนั้น แล้ว คนเมืองนี้ จะ ฆ่า ข้าพเจ้า เพื่อ แย่ง เอา เรเบคาห์" เพราะว่า นาง มี รูป งาม {26:8} และ ต่อมา เมื่อ ท่าน อยู่ ที่นั่น นาน แล้ว อา บีเมเลค กษัตริย์ ชาวฟีลิสเตีย ทอดพระเนตรตามช่องพระแกล และดู เถิด เห็น อิสอัค กำลัง หยอกเล่น กับ เรเบคาห์ ภรรยาของตน {26:9} อาบีเมเลคจึงเรียกอิสอัคมาเฝ้า และตรัสว่า "ดูเถิด นางเป็น ภรรยาของเจ้า แน่ แล้ว ทำไมเจ้า จึง พูด ว่า ‘เธอเป็น น้องสาวของข้า พระองค์’" อิสอัคทูล พระองค์ ว่า "เพราะข้า พระองค์คิดว่า ‘มิฉะนั้นข้าจะตายเพราะนาง’" {26:10} อา .20 {25:7} อายุ แห่ง ชีวิต ของอับ ราฮัม คือ หนึ่ง ร้อยเจ็ดสิบ ห้า ปี {25:8} อับ ราฮัม สิ้นลมหายใจเมื่อ แก่ หง่อมแล้ว และ เป็น คนชรามี อายุ มาก และถูก รวบรวมไว้ กับ บรรพบุรุษ ของ ท่าน {25:9} อิสอัคและอิชมาเอลบุตรชายของท่านก็ฝังท่าน ไว้ในถ้ำมัคเป-ลาห์ ในนาของเอโฟรนบุตรชายของโศหาร์คน ฮิต ไทต์ ซึ่ง อยู่ หน้า มัมเร {25:10} เป็น นาที่ อับ ราฮัม ซื้อ มา จากลูกหลานของเฮท เขาก็ ฝัง อับ ราฮัม ไว้ ที่นั่น อยู่ กับ ซา ราห์ภรรยาของท่าน {25:11} และต่อมาหลังจากที่อับราฮัม สิ้นชีวิต แล้ว พระเจ้า ทรงอวยพระพรแก่ อิสอัค บุตรชายของ ท่าน อิสอัคอาศัยอยู่ริมบ่อน้ำลาไฮรอย {25:12} ต่อไปนี้ เป็น พงศ์พันธุ์ ของอิช มาเอล บุตรชาย ของ อับ รา ฮัม ซึ่ง นาง ฮา การ์ คน อียิปต์ สาวใช้ ของ นาง ซา ราห์ กำเนิด ให้แก่ อับ ราฮัม {25:13} ต่อไปนี้ เป็น ชื่อ บรรดา บุตรชายของอิช มาเอล ตามชื่อ ตามพงศ์พันธุ์ คือ เนบาโยท เป็นบุตรหัวปีของอิชมาเอล เคดาร์ อัดบีเอล มิบสัม {25:14} มิ ช มา ดู มาห์ มัส สา {25:15} ฮาดาร์ เทมา เยทูร์ นา ฟิช และเคเดมาห์ {25:16} คนเหล่านี้ เป็น บุตรชายของอิช มาเอล ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อของพวกเขาตามเมือง และตามค่าย ของเขา เจ้านายสิบสองคนตามตระกูลของเขา {25:17} อายุ แห่งชีวิตของอิชมาเอล คือหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดปี ท่านสิ้นลม หายใจและถูก รวบรวมไว้ กับ บรรพบุรุษ ของท่าน {25:18} พวกเขา อาศัย อยู่ ตั้งแต่ เมือง ฮา วิลาห์ จนถึง เมือง ชูร์ ซึ่ง อยู่ หน้า อียิปต์ ไปทางทิศ แผ่นดิน อัส ซี เรีย และเขาสิ้นชีวิต อยู่ ตรงหน้าบรรดาพี่น้องของเขา {25:19} ต่อไปนี้ เป็น พงศ์พันธุ์ ของ อิสอัค บุตรชาย ของ อับ รา ฮัม คือ อับ รา ฮัม ให้ กำเนิด บุตร ชื่อ อิสอัค {25:20} อิสอัคมี อายุ สี่ สิบ ปี เมื่อ ท่านได้ ภรรยาคือ เรเบคาห์บุตรสาว ของเบธูเอลคนซี เรีย ชาวเมืองปัด ดานอารัม น้องสาวของลา บัน คนซี เรีย {25:21} อิสอัคอธิษฐานต่อ พระเยโฮวาห์ เพื่อ ภรรยาของท่าน เพราะนางเป็นหมัน พระเยโฮวาห์ประทาน ตามคำอธิษฐานของท่าน เรเบคาห์ภรรยาของท่านก็ตั้งครรภ์ {25:22} เด็กก็เบียดเสียดกันอยู่ในครรภ์ของนาง นางจึงพูด ว่า "ถ้าเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าจะทำอะไรดี" นางจึงไปทูลถามพระ เยโฮวาห์ {25:23} พระเยโฮวาห์ตรัสกับนางว่า "ชนสองชาติ อยู่ในครรภ์ของเจ้า และประชาชนสองพวกที่เกิดจากบั้นเอว ของเจ้า จะต้องแยกกัน พวกหนึ่ง จะมี กำลัง มากกว่า อีก พวก หนึ่ง พี่ จะปรนนิบัติ น้อง" {25:24} เมื่อ กำหนดคลอดของ นางมาถึงแล้ว ดูเถิด มีลูกแฝดอยู่ในครรภ์ของนาง {25:25} คนแรกคลอดออกมาตัวแดงมีขนอยู่ทั่วตัวหมด เขาจึงตั้งชื่อ ว่า เอซาว {25:26} ภายหลังน้องชายของเขาก็คลอดออกมา มือของเขาจับส้นเท้าของเอซาวไว้ เขาจึงตั้งชื่อว่า ยาโคบ เมื่อ บทที่ 1.

21 ข้าพเจ้า และ ขับไล่ ข้าพเจ้า ไป จาก ท่าน" {26:28} พวกเขา ตอบ ว่า "เรา เห็นชัด เจน แล้ว ว่า พระ เย โฮ วาห์ ทรง สถิต กับ ท่าน เรา จึง ว่า ขอ ให้ กระทำ ปฏิญาณ ระหว่าง ท่าน และ เรา ทั้งหลาย และขอให้เรากระทำพันธสัญญากับท่าน {26:29} เพื่อว่าท่านจะไม่ทำอันตรายแก่เรา ดังที่เรามิได้แตะต้องท่าน และไม่ ได้ กระทำสิ่งใดแก่ ท่านเว้นแต่ การดี และได้ ส่ง ท่าน ไปอย่างสันติ บัดนี้ ท่านเป็น ผู้ ที่ พระเยโฮวาห์ ทรงอวยพระ พร" {26:30} ท่านจึง จัดการเลี้ยงให้แก่ พวกเขา และเขา ด้วยว่า ท่าน มี ฝูง แพะ แกะ และ ฝูง วัว เป็น กรรมสิทธิ์ และ มี ก็ได้กินและดื่ม {26:31} ครั้นรุ่งเช้าทั้งสองฝ่ายก็ตื่นแต่เช้า บริวารมากมาย ชาวฟีลิสเตีย จึง อิจฉาท่าน {26:15} ฝ่าย มืด กระทำปฏิญาณต่อกัน และอิสอัคไปส่งพวกเขา พวกเขา ชาวฟีลิสเตียได้อุดและเอาดินถมบ่อทุกบ่อ ซึ่งคนใช้ของบิดา ก็ จากท่านไปอย่างสันติ {26:32} และต่อมาในวัน นั้น เอง ท่านขุดไว้ในสมัยอับราฮัมบิดาของท่าน {26:16} อาบีเมเลค คนใช้ ของอิสอัค มาบอกท่านถึง เรื่องบ่อน้ำ ซึ่ง เขาได้ ขุด และ ตรัสกับอิสอัคว่า "ไปเสียจากเราเถิด เพราะท่านมีกำลังมาก กล่าวแก่ ท่านว่า "เราพบน้ำ แล้ว" {26:33} ท่านเรียกบ่อ นั้น ว่า เชบา เมืองนั้น จึง มี ชื่อ ว่า เบเออร์เชบา จนทุกวันนี้ กว่าพวกเรา" {26:34} เอซาวมีอายุสี่สิบปีเมื่อท่านรับยูดิธบุตรสาวของเบ {26:17} อิสอัคจึงออกจากที่นั่น ไปตั้งเต็นท์อยู่ที่หุบเขา เออรี คนฮิต ไทต์ และบาเสมัท บุตรสาวของเอโลนคนฮิต ไทต์ เก-ราร์และอาศัยอยู่ที่นั่น {26:18} อิสอัคขุดบ่อน้ำซึ่งขุดไว้ เป็นภรรยา {26:35} หญิงเหล่านั้นทำให้อิสอัคและเรเบคาห์ ในสมัย ของอับ ราฮัม บิดาของท่านอีก เพราะหลังจากที่ อับ มีใจโศกเศร้า ราฮัม ได้ สิ้นชีพ แล้ว ชาวฟีลิสเตีย ได้ อุด เสีย แล้ว ท่านก็ ตั้ง ชื่อ ตามชื่อ ที่ บิดาของท่านตั้ง ไว้ {26:19} และคนใช้ ของอิสอัค {27:1} และต่อมาเมื่ออิสอัคชราแล้ว ตามัวจนมองไม่เห็น ขุด ในหุบเขาและพบบ่อน้ำพุ พลุ่ง ขึ้น มา {26:20} คนเลี้ยง ท่านก็เรียกเอซาวบุตรชายคนโตของท่านมาและกล่าวแก่เขา สัตว์ ของเมืองเก-ราร์ก็ มาทะเลาะกับ คนเลี้ยงสัตว์ ของอิสอัค ว่า "ลูก เอ๋ย" เขาตอบว่า "ดู เถิด ข้าพเจ้า อยู่ ที่นี่" {27:2} อ้างว่า "น้ำนั้นเป็นของเรา" ท่านจึงเรียกชื่อบ่อนั้นว่า เอเสก ท่าน ว่า "ดู เถิด บัดนี้ พ่อ แก่ แล้ว จะ ถึง วัน ตาย เมื่อไร ก็ เพราะเขาทั้งหลายมาทะเลาะกับท่าน {26:21} แล้วพวกเขา ไม่ รู้ {27:3} ฉะนั้น บัดนี้ เจ้า จงเอาอาวุธ ของเจ้า คือ แล่ง ก็ขุดบ่อน้ำอีกบ่อหนึ่ง และทะเลาะกันเรื่องบ่อนั้นด้วย ท่าน ธนู และคันธนู ออกไปที่ ท้องทุ่ง หาเนื้อ มาให้ พ่อ {27:4} จึง เรียกชื่อ บ่อ นั้น ว่า สิ ตนาห์ {26:22} ท่านย้ายจากที่นั่น และ จัด อาหาร อร่อย อย่าง ที่ พ่อ ชอบ นั้น และ นำมา ให้ พ่อ ไปขุดอีกบ่อหนึ่ง แล้วเขาก็มิได้ทะเลาะกันเรื่องบ่อนั้น ท่าน กิน เพื่อจิตวิญญาณของพ่อจะได้อวยพรแก่เจ้าก่อนพ่อตาย" จึง เรียกชื่อ บ่อ นั้น ว่า เรโหโบท ท่านกล่าวว่า "เพราะบัดนี้ {27:5} เมื่อ อิสอัค พูด กับ เอซาวบุตรชายนั้น นางเรเบคาห์ พระเยโฮวาห์ ทรงประทานที่อยู่ แก่ เรา และเราจะทวี มากขึ้น ได้ยิน เอซาวก็ ออกไปท้องทุ่ง เพื่อ ล่า เนื้อ มา {27:6} นาง ในแผ่นดินนี้" {26:23} และท่านก็ออกจากที่นั่นไปยังเมือง เรเบคาห์ จึง พูด กับ ยา โค บ บุตรชาย ของ นาง ว่า "ดู เถิด แม่ เบเออร์เชบา ได้ยิน บิดาของเจ้า พูด กับ เอซาวพี่ชายของเจ้า ว่า {27:7} ‘จง {26:24} พระเยโฮวาห์ทรงปรากฏแก่ท่านในคืนเดียวกัน นำ เนื้อ มา ให้ พ่อ และ จัด อาหาร อร่อย ให้ พ่อ กิน และ เรา จะ นั้น ตรัส ว่า "เรา เป็น พระเจ้า ของ อับ รา ฮัม บิดา ของ เจ้า อวยพรเจ้าต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ก่อนพ่อ ตาย’ {27:8} อย่า กลัว เลย ด้วยว่า เราอยู่ กับ เจ้า และจะอวยพรเจ้า และทวี เพราะฉะนั้น ลูก เอ๋ย บัดนี้ จงฟัง เสียงของแม่ ตามที่ แม่ สั่ง เชื้อสายของเจ้า ให้ มากขึ้น เพราะเห็นแก่ อับ ราฮัม ผู้ รับใช้ ของ เจ้า {27:9} บัดนี้ ไปที่ ฝูง แพะแกะ นำลูก แพะดีๆ สองตัว มา เรา" {26:25} ท่านจึง สร้างแท่น บูชาที่นั่น และนมัสการ ให้ แม่ แม่ จะเอามัน ปรุง อาหารอร่อยให้ บิดาเจ้า อย่างที่ ท่าน ออกพระนามพระเยโฮวาห์ และตั้งเต็นท์ของท่านที่นั่น แล้ว ชอบ {27:10} และเจ้า จะต้องนำไปให้ บิดาเจ้า รับประทาน คนใช้ของอิสอัคขุดบ่อน้ำที่นั่น เพื่อ ว่า ท่านจะอวยพรเจ้า ก่อนท่านสิ้นชีวิต" {27:11} ยาโค {26:26} ฝ่ายอาบีเมเลคออกจากเมืองเก-ราร์พร้อมกับ บพูด กับ นางเรเบคาห์ มารดาของตนว่า "ดู เถิด เอซาวพี่ชาย อาฮุสซัท สหายคนหนึ่ง ของพระองค์ กับ ฟีโคล์ ผู้บัญชาการ ของข้าพเจ้า เป็น คนมี ขนดก และข้าพเจ้า เป็น คนเกลี้ยงเกลา ทหาร ของ พระองค์ ไป หา ท่าน {26:27} อิสอัคทูลถาม เขา {27:12} บิดาของข้าพเจ้า คงจะคลำตัว ข้าพเจ้า และข้าพเจ้า ทั้งหลาย ว่า "ไฉน ท่าน จึง มา หา ข้าพเจ้า เมื่อ ท่าน เกลียดชัง จะดูเหมือนว่า เป็น ผู้ หลอกลวงท่าน แล้ว ข้าพเจ้า จะนำการ บีเมเลคตรัสว่า "ท่านทำอะไรแก่พวกเรา ดังนี้ประชาชนคน หนึ่ง อาจ จะ เข้า ไป นอน กับ ภรรยา ของ เจ้า ง่ายๆ แล้ว เจ้า จะ นำความผิด มาสู่ พวกเรา" {26:11} อาบีเมเลคจึง ทรงรับสั่ง ประชาชนทั้งปวงว่า "ผู้ใดแตะต้องชายคนนี้ หรือ ภรรยาของ เขาจะต้องถูกประหารชีวิตเป็นแน่" {26:12} อิสอัคได้หว่าน พืช ใน แผ่นดิน นั้น ใน ปี เดียวกัน นั้น ก็ เก็บ ผล ได้ หนึ่ง ร้อย เท่า พระเยโฮวาห์ทรงอวยพระพรแก่ท่าน {26:13} อิสอัคก็ จำเริญ มี กำไร ทวี ยิ่ง ขึ้น จน ท่าน เป็น คน มั่งมี มาก {26:14} .

22 สาปแช่ง มาเหนือ ข้าพเจ้า เอง หาใช่ นำพรมาไม่" {27:13} มารดาของเขาพูด กับ เขาว่า "ลูก เอ๋ย ขอให้การสาปแช่ง ของ เจ้า ตกอยู่ กับ แม่ เถิด ฟัง เสียงของแม่ เท่านั้น ไปเอาลูก แพะ มาให้ แม่ เถิด" {27:14} เขาจึง ไปจับ เอามาให้ มารดาของ ตน มารดาของเขาได้จัดอาหารอร่อยอย่างที่บิดาของเขาชอบ นั้น {27:15} แล้ว นางเรเบคาห์ นำเสื้อ อย่างดี ที่สุด ของเอ ซาว บุตรชายคนโตของนาง ซึ่ง อยู่ กับ นางในเรือนมาสวม ให้ยาโคบบุตรชายคนเล็กของนาง {27:16} นางเอาหนังลูก แพะหุ้มมือและคอที่เกลี้ยงเกลาของเขา {27:17} แล้วนางก็ มอบอาหารอร่อยและขนมปัง ซึ่ง นางจัดทำนั้น ไว้ ในมือ ของ ยาโคบบุตรชายของนาง {27:18} เขาจึงเข้าไปหาบิดาของตน และพูดว่า "บิดาเจ้าข้า" และท่านว่า "พ่ออยู่นี่ ลูกเอ๋ย เจ้าคือ ใคร" {27:19} ยาโคบตอบบิดาของตนว่า "ลูก เป็น เอซาว บุตรหัวปีของท่าน ลูกทำตามที่ท่านสั่งลูกแล้ว เชิญลุกขึ้นนั่ง รับประทานเนื้อที่ ลูก หามาเถิด เพื่อ จิตวิญญาณของท่านจะ ได้อวยพรแก่ลูก" {27:20} แต่อิสอัคพูดกับบุตรชายของตน ว่า "ลูก เอ๋ย เจ้า ทำอย่างไรจึง พบมัน เร็ว นัก" บุตรจึง ตอบว่า "เพราะว่า พระเยโฮวาห์ พระเจ้า ของท่านนำมัน มาให้แก่ ลูก" {27:21} แล้วอิสอัคจึงพูดกับยาโคบว่า "ลูกเอ๋ย มาใกล้ๆ พ่อ จะได้ คลำดู เจ้า เพื่อ จะได้ รู้ ว่า เจ้า เป็น เอซาวบุตรชายของพ่อ แน่หรือไม่" {27:22} ยาโคบจึงเข้าไปใกล้อิสอัคบิดาของตน อิสอัคคลำตัวเขาแล้วพูดว่า "เสียงก็เป็นเสียงของยาโคบ แต่ มือ เป็น มือ ของเอซาว" {27:23} ท่านก็ ไม่ ได้ สังเกต เพราะ มือ ของเขามี ขนดกเหมือนมือ เอซาวพี่ชายของเขา ท่านจึง อวยพรแก่เขา {27:24} ท่านถามว่า "เจ้าเป็นเอซาวบุตรชาย ของพ่อ จริง หรือ" เขาตอบว่า "ใช่ ครับ" {27:25} ท่านจึง ว่า "นำแกงมาให้ พ่อ พ่อ จะได้ กิน เนื้อที่ บุตรชายของพ่อ หา มา เพื่อจิตวิญญาณของพ่อจะอวยพรเจ้า" ยาโคบจึงนำมันมา ให้ ท่าน ท่านก็ รับประทาน ยาโคบนำน้ำ องุ่น มาให้ ท่านและ ท่านก็ดื่ม {27:26} แล้ว อิสอัค บิดาของเขาจึง พูด กับ เขาว่า "ลูก เอ๋ย เข้า มาใกล้ และจุบ พ่อ" {27:27} เขาจึง เข้า มาใกล้ และจุบ ท่าน และท่านก็ดมกลิ่นที่เสื้อของเขา และอวยพรเขาว่า "ดู ซิ กลิ่น ลูกชายข้า เหมือนกลิ่น ท้องทุ่ง ซึ่ง พระเยโฮวาห์ ทรง อวยพระพร {27:28} ดังนั้น ขอพระเจ้า ทรงประทานน้ำค้าง จากฟ้า แก่ เจ้า และประทานความอุดมสมบูรณ์ ของแผ่นดิน ทั้ง ข้าวและน้ำ องุ่น มากมายแก่ เจ้า {27:29} ขอให้ ชนชาติ ทั้งหลายรับใช้เจ้า และให้ประชาชาติกราบไหว้เจ้า ขอให้เป็น เจ้านายเหนือพี่น้อง และบุตรชายมารดาของเจ้ากราบไหว้เจ้า ผู้ใดสาปแช่งเจ้าก็ขอให้ผู้นั้นถูกสาปและผู้ใดอวยพรเจ้าก็ขอ ให้ผู้นั้นได้รับพร" {27:30} และต่อมาพออิสอัคอวยพรยาโค บทที่ 1. ปฐมกาล / GENESIS บเสร็จแล้ว เมื่อยาโคบพึ่งออกไปจากหน้าอิสอัคบิดา เอซาว พี่ชายก็ กลับ จากการล่า เนื้อ {27:31} และเขาเตรียมอาหาร อร่อยนำมาให้ บิดาด้วย และพูด กับ บิดาว่า "ขอท่านลุก ขึ้น รับประทานเนื้อที่ ลูกชายหามา เพื่อ จิตวิญญาณของท่านจะ ได้ อวยพรลูก" {27:32} อิสอัคบิดาพูด กับ เขาว่า "เจ้า คือ ใคร" เขาตอบว่า "ข้าพเจ้า คือ เอซาวบุตรชายของท่าน เป็น บุตรหัวปีของท่าน" {27:33} อิสอัคก็ตัวสั่นมากพูดว่า "ใคร เล่า คือผู้นั้นอยู่ที่ไหน ที่ไปล่าเนื้อ แล้วนำมาให้พ่อ พ่อกิน หมดแล้วก่อนเจ้ามาถึงและพ่ออวยพรเขาแล้ว เป็นที่แน่ว่าผู้ นั้นจะได้รับพร" {27:34} เมื่อ เอซาวได้ยิน คำกล่าวของบิดาก็ ร้องออกมา เสียงดัง ด้วยความขมขื่น และพูด กับ บิดาว่า "โอ บิดาเจ้าข้า ขออวยพรข้าพเจ้า ขออวยพรข้าพเจ้าด้วยเถิด" {27:35} แต่ ท่านพูด ว่า "น้องชายเจ้าเข้า มาหลอกพ่อ และเอาพรของเจ้า ไปเสียแล้ว" {27:36} เอซาวพูด ว่า "เขามี ชื่อ ว่า ยาโคบก็ ถูกต้องแล้วมิใช่หรือ เพราะว่าเขาแกล้งให้ข้าพเจ้าเสียเปรียบ สอง ครั้ง แล้ว เขา เอา สิทธิ บุตร หัวปี ของ ข้าพเจ้า ไป และ ดู เถิด คราวนี้ เขาเอาพรของข้าพเจ้า ไปอีก ด้วย" แล้ว เขาพูด ว่า "ท่านมิได้ สงวนพรไว้ ให้ ข้าพเจ้า บ้างหรือ" {27:37} อิสอัค ตอบเอซาวว่า "ดู เถิด พ่อ ตั้ง ให้ เขาเป็น นายเหนือ เจ้า และ มอบบรรดาพี่น้องของเขาให้ เป็น คนใช้ ของเขา ทั้ง ข้าวและ น้ำ องุ่น พ่อ ก็ จัด ให้ เขา ลูก เอ๋ย พ่อ จะทำอะไรให้ เจ้า ได้ อีก เล่า" {27:38} เอซาว พูด กับ บิดา ว่า "บิดา เจ้าข้า ท่าน มี พรแต่เพียงพรเดียวเท่านั้น หรือ โอ บิดาเจ้าข้า ขออวยพร ลูก ขออวยพรลูก ด้วยเถิด" แล้ว เอซาวก็ ตะเบ็ง เสียงร้องไห้ {27:39} อิสอัคบิดาของเขาจึง ตอบเขาว่า "ดู เถิด เจ้า จะได้ อาศัย อยู่ ในแผ่นดิน อัน อุดมบริบูรณ์ มี น้ำค้างลงมาจากฟ้า {27:40} แต่เจ้าจะมีชีวิตอยู่ด้วยดาบและเจ้าจะรับใช้น้องชาย ของเจ้า แต่ ต่อมาเมื่อ เจ้า มี กำลัง ขึ้น เจ้า จะหัก แอกของน้อง เสียจากคอของตน" {27:41} ฝ่าย เอ ซาว ก็ เกลียดชัง ยา โค บ เพราะ เหตุ พร ที่ บิดา ได้ ให้แก่ เขา นั้น เอซาว รำพึง ใน ใจ ว่า "วัน ไว้ทุกข์ พ่อ ใกล้ เข้า มาแล้ว หลังจากนั้น ข้า จะฆ่า ยาโคบน้องชายของข้า เสีย" {27:42} แต่ คำของเอซาวบุตรชายคนโตไปถึง หู ของ นางเรเบคาห์ นางให้ คนไปเรียกยาโคบบุตรชายคนเล็ก ของ นางมา และพูดกับเขาว่า "ดูเถิด เอซาวพี่ชายของเจ้าปลอบใจ ตนเองด้วยแผนการจะฆ่าเจ้า {27:43} เพราะฉะนั้น ลูกเอ๋ย บัดนี้ฟังเสียงของแม่เถิด จงลุกขึ้นหนีไปหาลาบันพี่ชายของ แม่ ที่ เมืองฮาราน {27:44} และอยู่ กับ เขาชั่ว คราวจนกว่า ความเกรี้ยวกราดของพี่ชายเจ้าจะคลายลง {27:45} จนกว่า ความโกรธของพี่ชายเจ้าจะคลายลง และเขาลืมสิ่งที่เจ้าได้ทำ .

23 แก่ เขา แล้ว แม่ จะส่ง คนให้ ไปพาเจ้า กลับ มาจากที่นั่น แม่ ต้องสูญเสียลูกทั้งสองคนในวันเดียวกันทำไมเล่า" {27:46} นางเรเบคาห์ พูด กับ อิสอัค ว่า "ข้าพเจ้า เบื่อชีวิต ของข้าพเจ้า เหลือเกิน เพราะบุตรสาวของคนเฮท ถ้ายาโคบแต่งงานกับ บุตรสาวคนเฮท ซึ่ง เป็น หญิง แผ่นดิน นี้ ชีวิต ข้าพเจ้า จะเป็น ประโยชน์อะไรแก่ข้าพเจ้าเล่า" จะพิทักษ์ รักษาเจ้า ทุกแห่ง หนที่ เจ้า ไป และจะนำเจ้า กลับ มา ยังแผ่นดินนี้ เพราะเราจะไม่ทอดทิ้งเจ้าจนกว่าเราจะได้ทำสิ่ง ซึ่งเราพูดกับเจ้าไว้นั้นแล้ว" {28:16} ยาโคบตื่นขึ้นและพูด ว่า "พระเยโฮวาห์ทรงสถิต ณ ที่นี้แน่ทีเดียว แต่ข้าหารู้ไม่" {28:17} เขากลัว และพูด ว่า "สถานที่ นี้ น่า นับถือ สถานที่ นี้ มิใช่ อย่างอื่น แต่ เป็น พระนิเวศของพระเจ้า และประตู ฟ้า {28:1} แล้วอิสอัคก็เรียกยาโคบมาอวยพรให้ และกำชับ สวรรค์" เขาว่า "เจ้า อย่า แต่งงานกับ หญิง คานาอัน {28:2} แต่ ลุก {28:18} ยา โค บ จึง ลุก ขึ้น แต่เช้า มืด เอา ก้อน หิน ที่ ทำ ขึ้น ไปเมืองปัด ดานอารัม ไปยัง บ้านเบธูเอลบิดาของแม่เจ้า หมอนหนุน ศีรษะ ตั้ง ขึ้น เป็น เสาสำคัญ และเทน้ำมัน บน ที่นั่น เจ้า จงแต่งงานกับ บุตรสาวคนหนึ่ง ของลาบัน พี่ชายแม่ ยอด เสา นั้น {28:19} เขา เรียก สถานที่ นั้น ว่า เบธเอล ของเจ้า {28:3} ขอพระเจ้า ผู้ ทรงมหิทธิ ฤทธิ์ ทรงอวยพระ พร แก่ เจ้า และ โปรด ให้ เจ้า มี ลูก ดก ทวี ยิ่ง ขึ้น จน ได้ เป็น มวลชนชาติ ทั้งหลาย {28:4} ขอพระองค์ ทรงประทานพร ของอับ ราฮัม แก่ เจ้า และแก่ เชื้อสายของเจ้า ด้วย เพื่อ เจ้า จะ ได้รับแผ่นดินนี้เป็นมรดกซึ่งเจ้าอาศัยอยู่เป็นคนต่างด้าว ซึ่ง พระเจ้า ได้ ประทานแก่ อับ ราฮัม แล้ว" {28:5} อิสอัคก็ ส่ง ยา โคบไป ยาโคบก็ ไปปัด ดานอารัม ไปหาลาบัน บุตรชายของ เบธูเอลคนซี เรีย พี่ชายของนางเรเบคาห์ มารดาของยาโคบ และเอซาว {28:6} ฝ่ายเอซาวเมื่อ เห็น ว่า อิสอัค อวยพรยา โคบ และส่ง เขาไปยัง ปัด ดานอารัม เพื่อ หาภรรยาจากที่นั่น และเห็น ว่า เมื่อ อิสอัค อวยพรเขานั้น ท่านกำชับ เขาว่า "เจ้า อย่า แต่งงานกับ หญิง คานาอัน เลย" {28:7} และเห็น ว่า ยา โคบเชื่อฟังบิดามารดา และไปยังปัดดานอารัม {28:8} เมื่อ เอซาวเห็นว่าหญิงคานาอันไม่เป็นที่พอใจอิสอัคบิดาของตน {28:9} เอซาวจึง ไปหาอิช มาเอลและรับ มาหะลัท บุตรสาว ของอิชมาเอลบุตรชายของอับราฮัมน้องสาวของเนบาโยทมา เป็นภรรยา นอกเหนือภรรยาซึ่งเขามีอยู่แล้ว {28:10} ยาโคบออกจากเมืองเบเออร์เชบาเดินไปยังเมือง ฮาราน {28:11} เขามาถึง ที่ แห่ง หนึ่ง และพัก อยู่ ที่นั่น ใน คืนนั้น เพราะดวงอาทิตย์ตกแล้ว เขาเอาหินจากที่นั่นมาเป็น หมอนหนุนศีรษะ แล้วนอนลงที่นั่น {28:12} เขาฝัน และดู เถิด มีบันไดอันหนึ่งตั้งขึ้นบนแผ่นดินโลก ยอดถึงฟ้าสวรรค์ ดู เถิด ทูต สวรรค์ ทั้งหลายของพระเจ้า กำลัง ขึ้นลงอยู่ บนนั้น {28:13} และดูเถิด พระเยโฮวาห์ประทับยืนอยู่เหนือบันได และตรัสว่า "เราคือเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัม บรรพบุรุษ ของเจ้า และพระเจ้า ของอิสอัค แผ่นดิน ซึ่ง เจ้า นอนอยู่ นั้น เราจะให้แก่เจ้าและเชื้อสายของเจ้า {28:14} เชื้อสายของเจ้า จะเป็น เหมือนผงคลี บนแผ่นดิน และเจ้า จะแผ่ กว้างออกไป ทางทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ทางทิศเหนือ และทิศใต้ บรรดา ครอบครัว ทั่ว แผ่นดิน โลก จะ ได้ รับ พร เพราะ เจ้า และ เพราะเชื้อสายของเจ้า {28:15} ดู เถิด เราอยู่ กับ เจ้า และ แต่ก่อนเมืองนั้น ชื่อ ลูส {28:20} แล้ว ยาโคบปฏิญาณว่า "ถ้าพระเจ้าจะทรงอยู่กับข้าพระองค์ และจะทรงพิทักษ์รักษา ในทางที่ข้าพระองค์ไป และจะประทานอาหารให้ข้าพระองค์ รับประทาน และเสื้อผ้า ให้ ข้า พระองค์ สวม {28:21} จนข้า พระองค์ กลับ มาบ้านบิดาของข้า พระองค์ โดยสันติภาพแล้ว พระ เย โฮ วาห์ จะ ทรง เป็น พระเจ้า ของ ข้า พระองค์ {28:22} และก้อนหิน ซึ่ง ข้า พระองค์ ตั้ง ไว้ เป็น เสาสำคัญ จะเป็น พระ นิเวศของพระเจ้า และทุกสิ่ง ที่ พระองค์ ทรงประทานแก่ ข้า พระองค์ ข้าพระองค์จะถวายหนึ่งในสิบแด่พระองค์" {29:1} ยาโคบเดินทางมาถึง แผ่นดิน ของประชาชนชาว ตะวันออก {29:2} เขาก็ มองไป และเห็น บ่อน้ำ บ่อ หนึ่ง ใน ทุ่งนา ดู เถิด มี ฝูง แกะสามฝูง นอนอยู่ ข้างบ่อนั้น เพราะคน เลี้ยงแกะเคยตัก น้ำ จากบ่อ นั้น ให้ ฝูง แกะกิน และหิน ใหญ่ ก็ ปิดปากบ่อ นั้น {29:3} และฝูง แกะมาพร้อมกัน ที่นั่น แล้ว คนเลี้ยงแกะก็ กลิ้ง หิน ออกจากปากบ่อ ตัก น้ำ ให้ ฝูง แกะกิน แล้วเอาหินปิดปากบ่อนั้นเสียดังเดิม {29:4} ยาโคบถามเขา ทั้งหลายว่า "พี่น้องเอ๋ย ท่านมาจากไหน" เขาตอบว่า "เรา มาจากเมืองฮาราน" {29:5} ยาโคบจึง ถามเขาทั้งหลายว่า "ท่านรู้จัก ลาบัน บุตรชายนาโฮร์ หรือ ไม่" เขาตอบว่า "รู้จัก" {29:6} ยาโคบถามเขาทั้งหลายว่า "ลาบันสบายดีหรือ" เขา ตอบว่า "สบายดี ดู เถิด บุตรสาวของเขาชื่อ ราเชลกำลัง มา พร้อมกับ ฝูง แกะ" {29:7} ยาโคบจึง ว่า "ดู เถิด เวลานี้ ยัง วัน อยู่ มาก ยัง ไม่ ถึง เวลาที่ จะให้ ฝูง แพะแกะมารวมกัน จง เอาน้ำ ให้ แกะเหล่านี้กิน แล้ว ให้ ไปกิน หญ้า อีก" {29:8} แต่ เขาทั้งหลายตอบว่า "เราทำไม่ ได้ จนกว่า แกะทุกๆฝูง จะมา พร้อมกัน และเขากลิ้ง หิน ออกจากปากบ่อน้ำ ก่อน แล้ว เรา จึง จะ เอา น้ำ ให้ ฝูง แกะ กิน" {29:9} เมื่อ ยา โค บ กำลัง พูด กับ เขาทั้งหลายอยู่ ราเชลก็ มาถึง พร้อมกับ ฝูง แกะของบิดา เพราะนางเป็น ผู้ เลี้ยงมัน {29:10} และต่อมาครั้น ยาโคบ แลเห็นราเชลบุตรสาวของลาบันพี่ชายมารดาของตน และฝูง แกะของลาบัน พี่ชายมารดาของตน ยาโคบก็ เข้า ไปกลิ้ง หิน .

24 บทที่ 1. ปฐมกาล / GENESIS ด้วยนางว่า "เพราะพระเยโฮวาห์ทอดพระเนตรความทุกข์ใจ ของข้าพเจ้า แน่ๆ บัดนี้ สามี จึง จะรัก ข้าพเจ้า" {29:33} นาง เลอาห์ ตั้ง ครรภ์ คลอดบุตรเป็น ชายอีก คนหนึ่ง และว่า "เหตุ พระเยโฮวาห์ ทรงได้ยิน ว่า ข้าพเจ้า เป็น ที่ ชัง พระองค์ จึง ทรง ประทานบุตรชายคนนี้ให้แก่ข้าพเจ้าด้วย" นางตั้งชื่อเขาว่า สิ เมโอน {29:34} นางตั้งครรภ์และคลอดบุตรเป็นชายอีกคน หนึ่ง และกล่าวว่า "ครั้งนี้สามีจะสนิทสนมกับข้าพเจ้า เพราะ ข้าพเจ้าได้คลอดบุตรเป็นชายสามคนให้เขาแล้ว" เหตุนี้จึงตั้ง ชื่อเขาว่า เลวี {29:35} นางตั้งครรภ์และคลอดบุตรเป็นชาย {29:15} แล้วลาบันพูดกับยาโคบว่า "เพราะเจ้าเป็นหลาน อีก คนหนึ่ง นางกล่าวว่า "ครั้งนี้ ข้าพเจ้า จะสรรเสริญ พระเย ของเรา จึง ไม่ ควรที่ เจ้า จะทำงานให้ เราเปล่าๆ เจ้า จะเรียก โฮวาห์" เหตุ นี้ นางจึง ตั้ง ชื่อ เขาว่า ยูดาห์ ต่อไปนางก็ หยุด มี ค่าจ้างเท่าไร จงบอกมาเถิด" {29:16} ลาบันมีบุตรสาวสอง บุตร คน พี่สาวชื่อ เลอาห์ น้องสาวชื่อ ราเชล {29:17} นางสาว {30:1} เมื่อ นางราเชลเห็น ว่า ตนไม่ มี บุตรกับ ยาโคบ รา เลอาห์นั้นตายิบหยี แต่นางสาวราเชลนั้นสละสลวยและงาม เชลก็อิจฉาพี่สาว และพูดกับยาโคบว่า "ขอให้ข้าพเจ้ามีบุตร น่าดู {29:18} ยาโคบก็รักนางสาวราเชล และพูดว่า "ข้าพเจ้า ด้วย หาไม่ ข้าพเจ้า จะตาย" {30:2} ยาโคบโกรธนางราเชล จะรับใช้ การงานให้ ท่านเจ็ด ปี เพื่อ ได้ ราเชลบุตรสาวคนเล็ก เขาจึง ว่า "เราเป็น เหมือนพระเจ้า ผู้ ไม่ ให้ เจ้า มี ผู้ บังเกิด จาก ของท่าน" {29:19} ลาบัน จึง ว่า "ให้ เรายกบุตรสาวให้ เจ้า ครรภ์ หรือ" {30:3} นางจึง บอกว่า "ดู เถิด บิล ฮาห์ สาวใช้ นั้นดีกว่าจะยกให้คนอื่น จงอยู่กับเราเถิด" {29:20} ยาโคบ ของข้าพเจ้า จงเข้า ไปหานางเถิด นางจะได้ มี บุตรเลี้ยงไว้ ที่ ก็ รับใช้ อยู่ เจ็ด ปี เพื่อ ได้ นางสาวราเชล เห็น เป็น เหมือนน้อย ตัก ของข้าพเจ้า เพื่อ ข้าพเจ้า จะได้ มี บุตรด้วยอาศัย หญิง คน วัน เพราะความรัก ที่ เขามี ต่อ นาง {29:21} ยาโคบบอกลา นี้" {30:4} นางจึง ยกบิล ฮาห์ สาวใช้ ของตนให้ เป็น ภรรยา บันว่า "เวลาที่กำหนดไว้ก็ครบแล้ว ขอให้ภรรยาข้าพเจ้าเถิด ของยาโคบ ยาโคบก็ เข้า ไปหานาง {30:5} บิล ฮาห์ ก็ ตั้ง เพื่อข้าพเจ้าจะได้เข้าไปหาเธอ" {29:22} ลาบันจึงเชิญบรรดา ครรภ์และคลอดบุตรชายให้แก่ยาโคบ {30:6} นางราเชลว่า ชาวบ้านมาพร้อมกัน แล้วจัดการเลี้ยง "พระเจ้า ได้ ทรงตัดสิน เรื่องข้าพเจ้า และได้ ทรงสดับ ฟัง เสียง {29:23} และ ต่อมา ครั้น เวลา ค่ำ ลา บัน ก็ พา เลอาห์ ทูลของข้าพเจ้าจึงประทานบุตรชายแก่ข้าพเจ้า" เหตุฉะนี้นาง บุตรสาวของตนมามอบให้แก่ ยาโคบ และยาโคบก็ เข้า ไปหา จึง ตั้ง ชื่อ บุตรนั้น ว่า ดาน {30:7} บิล ฮาห์ สาวใช้ ของนางรา นาง {29:24} ลาบันยกศิลปาห์สาวใช้ของตนให้เป็นสาวใช้ เชลตั้ง ครรภ์ อีก และคลอดบุตรชายคนที่ สองให้แก่ ยาโคบ ของนางเลอาห์ {29:25} และต่อมาพอรุ่งขึ้น ดูเถิด เป็นนาง {30:8} นางราเชลจึงว่า "ข้าพเจ้าปล้ำสู้กับพี่สาวของข้าพเจ้า เลอาห์ ยาโคบจึง กล่าวแก่ ลาบัน ว่า "ลุง ทำอะไรกับ ข้าพเจ้า เสียใหญ่โต และข้าพเจ้าได้ชัยชนะแล้ว" นางจึงให้ชื่อบุตรนั้น เล่า ข้าพเจ้ารับใช้ลุงเพื่อได้ราเชลมิใช่หรือ ทำไมลุงจึงล่อลวง ว่า นัฟ ทาลี {30:9} เมื่อ นางเลอาห์ เห็น ว่า ตนหยุด คลอด ข้าพเจ้าเล่า" {29:26} ลาบันจึงตอบว่า "ในแผ่นดินเราไม่มี บุตร นางจึงยกศิลปาห์สาวใช้ของตนให้เป็นภรรยาของยาโค ธรรมเนียมที่ จะยกน้องสาวให้ ก่อนพี่ หัวปี {29:27} ขอให้ บ {30:10} ศิลปาห์สาวใช้ของเลอาห์ก็คลอดบุตรชายให้แก่ ครบเจ็ดวันของหญิงนี้ก่อน แล้วเราจะยกคนนั้นให้ด้วย เพื่อ ยาโคบ {30:11} นางเลอาห์ ว่า "กองทหารกำลัง มา" จึง ตั้ง ตอบแทนที่เจ้าจะได้รับใช้ลุงอีกเจ็ดปี" ชื่อบุตรนั้นว่า กาด {30:12} แล้วศิลปาห์ สาวใช้ของเลอาห์ {29:28} ยาโคบก็ ยอม และรอจนครบเจ็ด วัน ของนาง ก็คลอดบุตรชายคนที่สองให้แก่ยาโคบ {30:13} นางเลอาห์ แล้ว ลาบัน ก็ ยกราเชลบุตรสาวให้ เป็น ภรรยาด้วย {29:29} ก็ ว่า "ข้าพเจ้า มี ความสุข เพราะพวกบุตรสาวจะเรียกข้าพเจ้า ลาบัน ยกบิล ฮาห์ สาวใช้ ของตนให้ เป็นสาวใช้ ของนางราเชล ว่าเป็นสุข" นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า อาเชอร์ {30:14} ในฤดู {29:30} ฝ่ายยาโคบก็เข้าไปหาราเชลด้วย และเขารักราเชล เกี่ยวข้าวสาลี รูเบนออกไปที่นาพบมะเขือดูดาอิม จึงเก็บผล มากกว่า เลอาห์ เขาจึง รับใช้ ลาบัน ต่อไปอีก เจ็ด ปี {29:31} มาให้นางเลอาห์มารดา ราเชลจึงพูดกับเลอาห์ว่า "ขอมะเขือ เมื่อ พระเยโฮวาห์ ทรงเห็น ว่า ยาโคบชัง เลอาห์ พระองค์ จึง ดูดาอิมของบุตรชายของพี่ให้ฉันบ้าง" {30:15} นางเลอาห์ ทรง เปิด ครรภ์ ของ นาง แต่ รา เชล นั้น เป็น หมัน {29:32} ตอบนางว่า "ที่ น้องแย่ง สามี ของฉัน ไปแล้ว นั้น ยัง น้อยไป นางเลอาห์ ตั้ง ครรภ์ คลอดบุตรเป็น ชาย และตั้ง ชื่อ ว่า รู เบน หรือ จึง จะมาเอามะเขือ ดู ดาอิม ของบุตรชายฉัน ด้วย" ราเชล ออกจากปากบ่อน้ำ เอาน้ำ ให้ ฝูง แกะของลาบัน พี่ชายมารดา ของตนกิน {29:11} ยาโคบจุบ ราเชลแล้ว ร้องไห้ ด้วยเสียง ดัง {29:12} ยาโคบบอกราเชลว่าเขาเป็นหลานบิดาของนาง และเป็นบุตรชายของนางเรเบคาห์ นางก็วิ่งไปบอกบิดาของ นาง {29:13} ต่อมาครั้นลาบันได้ยินข่าวถึงยาโคบบุตรชาย น้องสาวของตน เขาก็ วิ่ง ไปพบและกอดจุบ ยาโคบและพา มาบ้านของเขา ยาโคบก็ เล่าเรื่องเหล่านี้ ทั้งหมดให้ ลาบัน ฟัง {29:14} ลาบันจึงพูดกับเขาว่า "เจ้าเป็นกระดูกและเนื้อของ เราแท้ๆ" ยาโคบก็พักอยู่กับเขาเดือนหนึ่ง .

25 ตอบว่า "ฉะนั้นถ้าให้มะเขือดูดาอิมของบุตรชายแก่ฉัน คืน วันนี้ เขาจะไปนอนกับ พี่" {30:16} และยาโคบกลับ มาจาก นาเวลาเย็น นางเลอาห์ ก็ ออกไปต้อนรับ เขาบอกว่า "จงเข้า มาหาฉัน เถิด เพราะฉัน ให้ มะเขือ ดู ดาอิม ของบุตรชายเป็น สินจ้างท่านแล้ว" คืนวันนั้นยาโคบก็นอนกับนาง {30:17} พระเจ้า ทรงสดับ ฟัง นางเลอาห์ นางก็ ตั้ง ครรภ์ และคลอด บุตรชายคนที่ห้าให้แก่ยาโคบ {30:18} ฝ่ายนางเลอาห์พูดว่า "พระเจ้าทรงประทานสินจ้างนั้นให้แก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้า ยกหญิง คนใช้ ให้ สามี" นางจึง ตั้ง ชื่อ บุตรนั้น ว่า อิส สาคาร์ {30:19} นางเลอาห์ ก็ ตั้ง ครรภ์ อีก และคลอดบุตรชายคนที่ หกให้แก่ยาโคบ {30:20} แล้วนางเลอาห์จึงว่า "พระเจ้าทรง ประทาน ของดี ให้ ข้าพเจ้า บัดนี้ สามี จะ อาศัย อยู่ กับ ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้ให้บุตรชายแก่เขาหกคนแล้ว" นางจึงตั้งชื่อ บุตรนั้น ว่า เศบู ลุ น {30:21} ต่อมาภายหลัง นางก็ คลอด บุตรสาวคนหนึ่งตั้งชื่อว่า ดีนาห์ {30:22} พระเจ้าทรงระลึก ถึง นางราเชล และพระเจ้า ทรงสดับ ฟัง นาง ทรงเปิด ครรภ์ ของนาง {30:23} นางก็ ตั้ง ครรภ์ คลอดบุตรเป็น ชาย จึง กล่าวว่า "พระเจ้าทรงโปรดยกความอดสูของข้าพเจ้าไปเสีย" {30:24} นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า โยเซฟ กล่าวว่า "พระเยโฮ วาห์จะทรงโปรดเพิ่มบุตรชายอีกคนหนึ่งให้ข้าพเจ้า" ดังนั้น ความชอบธรรมของข้าพเจ้า จะเป็น คำตอบของข้าพเจ้า ในเวลาภายหน้า คือ เมื่อ ลุง มาตรวจดู ค่าจ้างของข้าพเจ้า ถ้า พบตัวไม่มีจุดและที่ไม่ด่างอยู่ในฝูงแพะและตัวที่ไม่ดำในฝูง แกะ ก็ให้ถือเสียว่าข้าพเจ้ายักยอกสัตว์เหล่านี้มา" {30:34} ลาบันจึงตอบว่า "ดูเถิด ลุงตกลงตามที่เจ้าพูดนั้น" {30:35} วัน นั้น เขาก็ คัด แพะตัวผู้ ที่ ลายและที่ ด่าง และแพะตัวเมีย ที่ มี จุด และที่ ด่าง แพะที่ ขาวบ้างทั้งหมดและแกะดำทั้งหมด มามอบให้ บุตรชายของเขา {30:36} เขาแยกสัตว์ ออกไป ทั้งหมดห่างจากยาโคบเป็น ระยะทางสามวัน ฝูง สัตว์ ของลา บันที่เหลืออยู่นั้นยาโคบก็เลี้ยงไว้ {30:37} ยาโคบเอากิ่งไม้ สดจากต้น ไค้ ต้น เสลา และ ต้นเกาลัด มาปอกเปลือกออกเป็นรอยขาวๆให้เห็นไม้สีขาว {30:38} เขาวางไม้ ที่ ปอกเปลือกไว้ ในร่องตรงหน้า ฝูง สัตว์ คือ ในรางน้ำ ที่ ฝูง สัตว์ มากิน น้ำ เพื่อ เมื่อ มัน มากิน น้ำ มัน จะตั้งท้อง {30:39} ฝูงสัตว์ก็ตั้งท้องตรงหน้าไม้นั้น ดังนั้น ฝูง สัตว์ จึง มี ลูก ที่ มี ลายมี จุด และด่าง {30:40} ยาโคบก็ แยก ลูก แกะและให้ ฝูง แพะแกะนั้น อยู่ ตรงหน้า แกะที่ มี ลาย และ แกะดำทุกตัวในฝูงของลาบัน แต่ฝูงแพะแกะของตนนั้นอยู่ ต่างหาก ไม่ ให้ ปะปนกับ ฝูง สัตว์ ของลาบัน {30:41} อยู่ มา เมื่อ สัตว์ ที่ แข็งแรงในฝูง จะตั้ง ท้อง ยาโคบก็ จัด ไม้ วางไว้ ที่ รางน้ำให้ฝูงสัตว์เห็นเพื่อให้มันตั้งท้องกลางไม้นั้น {30:42} {30:25} และต่อมาเมื่อ นางราเชลคลอดโยเซฟแล้ว ยา และเมื่อสัตว์อ่อนแอ ยาโคบก็ไม่ใส่ไม้นั้นไว้ เหตุฉะนั้นสัตว์ โคบก็ พูด กับ ลาบัน ว่า "ขอให้ ข้าพเจ้า กลับ ไปบ้านเกิด และ ที่อ่อนแอจึงตกเป็นของลาบัน แต่สัตว์ที่แข็งแรงเป็นของยา แผ่นดิน ของ ข้าพเจ้า {30:26} ขอม อบ ภรรยา กับ บุตร ให้ โคบ {30:43} ยาโคบก็ มั่งมี มากขึ้น มี ฝูง แพะแกะฝูง ใหญ่ ข้าพเจ้า ซึ่ง ข้าพเจ้า ได้ ทำงาน รับใช้ ท่าน เพื่อ เขา แล้ว และ คนใช้ชายหญิง และฝูงอูฐฝูงลา ให้ ข้าพเจ้า ไปเถิด เพราะท่านรู้ ว่า ข้าพเจ้า ได้ รับใช้ ท่านแล้ว" {30:27} แต่ลาบันตอบเขาว่า "ถ้าลุงเป็นที่พอใจเจ้าแล้ว จง {31:1} ยาโคบได้ยินบุตรชายของลาบันพูดว่า "ยาโคบได้ อยู่ต่อเถิด เพราะลุงเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าพระเยโฮวาห์ แย่ง ทรัพย์ ของบิดาเราไปหมด เขาได้ ทรัพย์สมบัติ ทั้งหมดนี้ ได้ทรงอวยพรเราเพราะเจ้า" {30:28} และเขาพูดว่า "เจ้าจะ มาจากบิดาเรา" {31:2} ยาโคบได้สังเกตดู สีหน้าของลาบัน เรียกค่าจ้างเท่าไรก็ บอกมาเถิด ลุง จะให้" {30:29} ยาโคบ และดู เถิด เห็น ว่า ไม่ เหมือนแต่ก่อน {31:3} พระเยโฮวาห์ ตอบเขาว่า "ข้าพเจ้า รับใช้ ลุง อย่างไร และสัตว์ ของลุง อยู่ กับ ตรัสสั่งยาโคบว่า "จงกลับไปยังแผ่นดินบิดาและญาติพี่น้อง ข้าพเจ้า อย่างไร ลุง ก็ ทราบอยู่ แล้ว {30:30} เพราะว่า ก่อน ของเจ้า เถิด และเราจะอยู่ กับ เจ้า" {31:4} ยาโคบก็ ให้ คน ข้าพเจ้า มานั้น ลุง มีแต่ น้อย แต่ บัดนี้ ก็ มี ทวี ขึ้น เป็นอันมาก ไปเรียกนางราเชลและนางเลอาห์ให้มาที่ทุ่งนาที่เลี้ยงฝูงสัตว์ ตั้งแต่ ข้าพเจ้า มาถึง พระเยโฮวาห์ ได้ ทรงอวยพระพรแก่ ลุง {31:5} แล้ว บอกนางทั้ง สองว่า "ข้าพเจ้า เห็น ว่า สีหน้า บิดา และบัดนี้ เมื่อไรข้าพเจ้า จะบำรุง ครอบครัว ของตนเองได้ บ้าง เจ้า ไม่ เหมือนแต่ก่อน แต่ พระเจ้า ของบิดาข้าพเจ้า ทรงสถิต เล่า" {30:31} ลาบัน จึง ถามว่า "ลุง ควรจะให้ อะไรเจ้า" ยา อยู่ กับ ข้าพเจ้า {31:6} เจ้า ทั้ง สองรู้ แล้ว ว่า ข้าพเจ้า รับใช้ บิดา โคบตอบว่า "ลุง ไม่ ต้องให้ อะไรข้าพเจ้า ดอก แต่ หากว่า ลุง ของ เจ้า ด้วย เต็มกำลัง {31:7} บิดา ของ เจ้า ยัง โกง ข้าพเจ้า จะทำสิ่ง นี้ แก่ ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า จะเลี้ยงระวัง สัตว์ ของลุง ต่อไป และเปลี่ยนค่าจ้างของข้าพเจ้าเสียสิบครั้งแล้ว แต่พระเจ้ามิได้ {30:32} คือ วันนี้ ข้าพเจ้า จะไปตรวจดู ฝูง สัตว์ ของลุง ทั้ง ฝูง ทรงอนุญาตให้ เขาทำความเสียหายแก่ ข้าพเจ้า {31:8} ถ้า ข้าพเจ้า จะคัด แกะที่ มี จุด และด่างทุก ตัว ออกจากฝูง และคัด บิดาบอกว่า ‘สัตว์ ที่ มี จุด จะเป็น ค่าจ้างของเจ้า’ สัตว์ ทุก ตัว ก็ แกะดำทุก ตัว ออกจากฝูง แกะ และแพะด่างกับ ที่ มี จุด ออก มี ลูก มี จุด และถ้า บิดาบอกว่า ‘สัตว์ ตัว ที่ ลายเป็น ค่าจ้างของ จากฝูง แพะ ให้ สัตว์ เหล่านี้ เป็น ค่าจ้างของข้าพเจ้า {30:33} เจ้า’ สัตว์ ทุก ตัว ก็ มี ลูก ลายหมด {31:9} ดังนี้ แหละพระเจ้า .

ปฐมกาล / GENESIS บุตรสาวของเราเล่า นี่เจ้าทำอย่างโง่เขลาแท้ๆ {31:29} เรามี กำลังพอที่จะทำอันตรายแก่เจ้าได้ แต่ในเวลากลางคืนวานนี้ พระเจ้าแห่งบิดาเจ้ามาตรัสห้ามเราไว้ว่า ‘จงระวังตัว อย่าพูด ดีหรือร้ายแก่ยาโคบเลย’ {31:30} บัดนี้ แม้ว่า เจ้า จะไปเพราะคิดถึง บ้านบิดามาก ทำไมจึงลักพระของเรามาด้วยเล่า" {31:31} ยาโคบจึงตอบ ลาบันว่า "เพราะว่าข้าพเจ้ากลัว ข้าพเจ้าจึงว่า ‘บางทีท่านจะ ริบบุตรสาวของท่านคืนจากข้าพเจ้าเสีย’ {31:32} ส่วนพระ ของท่านนั้น ถ้า พบที่ คนไหน ก็ อย่า ไว้ ชีวิต ผู้ นั้น เลย ค้น ดู ต่อหน้า ญาติพี่น้องของเรา ท่านพบสิ่งใดที่ เป็น ของท่านกับ ข้าพเจ้า ก็ เอาไปเถิด" เพราะยาโคบไม่ รู้ ว่า นางราเชลได้ ลัก รูป เหล่านั้น มา {31:33} ลาบัน จึง เข้า ไปในเต็นท์ ของยาโค บ เต็นท์ ของนางเลอาห์ และเต็นท์ สาวใช้ ทั้ง สองคนนั้น แต่ หาไม่ พบ จึง ออกจากเต็นท์ ของนางเลอาห์ แล้ว เข้า ไปใน เต็นท์ ของนางราเชล {31:34} ส่วนนางราเชลเอารูป เคารพ เหล่านั้น ซ่อนไว้ ในกูบ อูฐ และนั่ง ทับ ไว้ ลาบัน ได้ ค้น ดู ทั่ว เต็นท์ก็หาไม่พบ {31:35} นางราเชลก็พูดกับบิดาของตนว่า "ขอนายอย่า โกรธเลยที่ ข้าพเจ้า ลุก ขึ้น ต้อนรับ ไม่ ได้ ด้วยว่า ธรรมดาที่ ผู้หญิง เคยมี กำลัง เป็น อยู่ กับ ข้าพเจ้า" ลาบัน ก็ ค้น ดู แล้ว แต่ ไม่ พบรูป เคารพนั้น เลย {31:36} ส่วนยาโคบก็ โกรธและต่อว่า ลาบัน ยาโคบกล่า วกับ ลาบัน ว่า "ข้าพเจ้า ทำ การละเมิดต่อท่านประการใด ข้าพเจ้าทำบาปอะไรท่านจึงรีบ ติดตามข้าพเจ้า มาดังนี้ {31:37} ท่านค้น ดู ของของข้าพเจ้า ทั้งหมดแล้ว ท่านพบอะไรที่เป็นของมาจากบ้านของท่าน ก็ เอามาตั้งไว้ที่นี่ตรงหน้าญาติพี่น้องทั้งสองฝ่าย ให้เขาตัดสิน ความระหว่างเราทั้งสอง {31:38} ข้าพเจ้าอยู่กับท่านมายี่สิบ ปีแล้ว แกะตัวเมียและแพะตัวเมียมิได้แท้งลูก และแกะตัวผู้ ในฝูง ของท่าน ข้าพเจ้า ก็ มิได้ กิน เลย {31:39} ที่ สัตว์ร้าย กัด ฉีก กิน เสีย ข้าพเจ้า ก็ มิได้ นำมาให้ ท่าน ข้าพเจ้า เองสู้ ใช้ ให้ ที่ ถูก ขโมยไปในเวลากลางวัน หรือ กลางคืน ท่านก็ หัก จาก ข้าพเจ้า ทั้งนั้น {31:40} ข้าพเจ้า เคย เป็น เช่นนี้ เวลา กลางวัน แดดก็เผาข้าพเจ้า เวลากลางคืนน้ำค้างแข็งก็ผลาญ ข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้านอนไม่หลับ {31:41} ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ ในเรือนของท่านเช่นนี้ยี่สิบปีแล้ว ข้าพเจ้าได้รับใช้ท่านสิบสี่ ปี เพื่อ ได้ บุตรสาวสองคนของท่าน และรับใช้ ท่านหกปี เพื่อ ได้ ฝูง สัตว์ ของท่าน ท่านยัง ได้ เปลี่ยนค่าจ้างของข้าพเจ้า สิบ ครั้ง {31:42} ถ้า แม้น พระเจ้า ของบิดาข้าพเจ้า พระเจ้า ของ อับราฮัมและซึ่งอิสอัคยำเกรง ไม่ทรงสถิตอยู่กับข้าพเจ้าแล้ว ครั้งนี้ ท่านจะให้ ข้าพเจ้า ไปตัวเปล่า เป็นแน่ พระเจ้า ทรงเห็น ความทุกข์ใจของข้าพเจ้า และการงานตรากตรำที่ มือ ข้าพเจ้า ทำ จึงทรงห้ามท่านเมื่อคืนวานนี้" .26 จึง ทรงยกสัตว์ ของบิดาเจ้า ประทานให้แก่ ข้าพเจ้า {31:10} ครั้นมาในฤดูที่สัตว์เหล่านั้นตั้งท้อง ข้าพเจ้าแหงนหน้าขึ้นดู ก็ เห็น ในความฝัน ว่า ดู เถิด แพะตัวผู้ ที่ สมจรกับ ฝูง สัตว์ นั้น เป็นแพะลาย แพะจุด และแพะลายเป็นแถบๆ {31:11} ใน ความ ฝัน นั้น ทูต สวรรค์ ของ พระเจ้า เรียก ข้าพเจ้า ว่า ‘ยา โค บเอ๋ย’ ข้าพเจ้า ตอบ ว่า ‘ข้าพเจ้า อยู่ ที่นี่ พระเจ้า ข้า’ {31:12} พระองค์ ตรัส ว่า ‘เงยหน้า ขึ้น ดู แพะ ตัวผู้ ทุก ตัว ที่ สม จร กับ ฝูง สัตว์ นั้น เป็น สัตว์ ลาย และ มี จุด และลายเป็น แถบๆ เพราะเราเห็น ทุกสิ่ง ที่ ลาบัน ทำกับ เจ้า {31:13} เราเป็น พระเจ้า แห่ง เบธเอลที่ เจ้า เจิม เสาสำคัญ ไว้ และปฏิญาณต่อ เรา บัดนี้ จงลุก ขึ้น ออกจากแผ่นดิน นี้ และ กลับไปยังแผ่นดินพี่น้องของเจ้า’" {31:14} นางราเชลกับ นางเลอาห์ จึง ตอบเขาว่า "เรายัง มีส่วนทรัพย์มรดกในบ้านบิดาเราอีกหรือไม่ {31:15} บิดา นับ เราเหมือนคนต่างด้าวมิใช่หรือ เพราะบิดาขายเรา ทั้ง ยัง กิน เงิน ของเราเกือบหมด {31:16} ทรัพย์สมบัติ ทั้งปวงที่ พระเจ้าทรงเอามาจากบิดาของเรา นั่นแหละเป็นของของเรา กับ ลูกหลานของเรา บัดนี้ พระเจ้า ตรัส สั่ง ท่านอย่างไร ก็ ขอ ให้ ทำอย่างนั้น เถิด" {31:17} ดังนั้น ยาโคบจึง ลุก ขึ้น ให้ บุตรภรรยาขึ้นขี่อูฐ {31:18} แล้วเขาต้อนสัตว์เลี้ยงทั้งหมด ของเขาไป ขนข้าวของทั้งสิ้น ที่ เขาได้ กำไรมา สัตว์เลี้ยงที่ เป็น กรรมสิทธิ์ ของเขา ที่ เขาหามาได้ ในเมืองปัด ดานอารัม เพื่อ เดินทางกลับ ไปหาอิสอัค บิดาของเขาในแผ่นดิน คานา อัน {31:19} และลาบันออกไปตัดขนแกะ ฝ่ายนางราเชลก็ ลักรูปเคารพของบิดาไปด้วย {31:20} ฝ่ายยาโคบก็หลบหนี ไปมิได้บอกลาบันชาวซีเรียให้รู้ว่าตนจะหนีไป {31:21} ยา โคบเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดลุกขึ้นหนีข้ามแม่น้ำบ่ายหน้าไป ยังถิ่นเทือกเขากิเลอาด {31:22} ครั้น ถึง วันที่ สาม มี คนไปบอกลาบัน ว่า ยาโคบ หนี ไปแล้ว {31:23} ลาบัน ก็ พาญาติพี่น้องออกติดตามไป เจ็ด วัน ก็ ทัน ยาโคบในถิ่น เทือกเขากิเลอาด {31:24} แต่ ใน กลางคืนพระเจ้าทรงมาปรากฏแก่ลาบันคนซีเรียในความฝัน ตรัสแก่เขาว่า "จงระวังตัว อย่าพูดดีหรือร้ายแก่ยาโคบเลย" {31:25} แล้ว ลาบัน ตามมาทัน ยาโคบ ยาโคบตั้ง เต็นท์ อยู่ ที่ ถิ่น เทือกเขา ส่วนลาบัน กับ ญาติพี่น้องตั้งอยู่ ถิ่น เทือกเขา กิเลอาด {31:26} ลาบันกล่าวกับยาโคบว่า "เจ้าทำอะไรเล่า หนี พาบุตรสาวของเรามา ไม่ บอกให้ เรารู้ ทำเหมือนเชลย ที่ จับ ได้ ด้วยดาบ {31:27} เหตุ ไฉนเจ้า ได้ หลบหนี มาอย่าง ลับๆและแอบมาโดยไม่บอกให้เรารู้ ถ้าเรารู้เราก็จะจัดส่งเจ้า ไปด้วยความร่าเริงยินดี โดยให้มีการขับร้องด้วยรำมะนาและ พิณเขาคู่ {31:28} ทำไมเจ้าไม่ยอมให้เราจุบลาบุตรชายและ บทที่ 1.

27 {31:43} แล้ว ลา บัน ตอบ ยา โค บ ว่า "บุตรสาว เหล่านี้ ก็ เป็น บุตรสาวของเรา เด็ก เหล่านี้ ก็ เป็น เด็ก ของเรา ฝูง สัตว์ ทั้ง ฝูง นี้ ก็ เป็น ฝูง สัตว์ ของ เรา ของ ทั้งสิ้น ที่ เจ้า เห็น ก็ เป็น ของเรา วันนี้ เราจะกระทำอะไรแก่ บุตรสาวของเราหรือ แก่ เด็กๆที่ เกิด มาจากเขา {31:44} ฉะนั้น มาเถิด บัดนี้ ให้ เรา ทำพัน ธสัญญา ทั้ง เรากับ เจ้า ให้ เป็น พยานระหว่างเรากับ เจ้า" {31:45} ฝ่ายยาโคบก็ เอาศิลาก้อนหนึ่ง ตั้ง ไว้ เป็น เสา สำคัญ {31:46} แล้ว ยาโคบจึง พูด กับ ญาติพี่น้องว่า "เก็บ ก้อนหิน มา" เขาเก็บ ก้อนหิน มากองสุม ไว้ แล้ว ก็ กินเลี้ยง กัน ที่ กองหิน นั้น {31:47} ลาบัน จึง ตั้ง ชื่อ กองหิน นั้น ว่า เยการ์สหดู ธา แต่ ยาโคบตั้ง ชื่อ ว่า กาเลเอด {31:48} ลา บันกล่าวว่า "วันนี้กองหินนี้จะเป็นพยานระหว่างเรากับเจ้า" เหตุ ฉะนี้ เขาจึง ตั้ง ชื่อ ว่า กาเลเอด {31:49} และมิ สปาห์ เพราะเขากล่าวว่า "พระเยโฮวาห์ ทรงเฝ้า อยู่ ระหว่างเรากับ เจ้า เมื่อ เราจากกัน ไป {31:50} ถ้า เจ้า ข่มเหงบุตรสาวของ เรา หรือถ้าเจ้าได้ภรรยาอื่นนอกจากบุตรสาวของเรา ถึงไม่มี ใครอยู่กับเราด้วย จงรู้เถิดว่า พระเจ้าทรงเป็นพยานระหว่าง เรากับ เจ้า" {31:51} ลาบัน บอกยาโคบว่า "จงดู กองหิน และเสาหิน นี้ ที่ เราได้ ตั้ง ไว้ ระหว่างเรากับ เจ้า {31:52} หิน กองนี้ เป็น พยาน และเสานั้น ก็ เป็น พยานว่า เราจะไม่ ข้าม กองหิน นี้ ไปหาเจ้า และเจ้า จะไม่ ข้ามกองหิน นี้ และเสานี้ มา หาเรา เพื่อ ทำอันตรายกัน {31:53} ให้ พระเจ้า ของอับ รา ฮัม และพระเจ้า ของนาโฮร์ ซึ่ง เป็น พระเจ้า ของบิดาของท่าน ทรงตัดสิน ความระหว่างเรา" ยาโคบก็ ปฏิญาณโดยอ้างถึง ผู้ ที่ อิสอัค บิดาของตนยำเกรง {31:54} แล้ว ยาโคบถวาย เครื่องบูชาบนถิ่น เทือกเขา และเรียกญาติพี่น้องของตนมา รับประทานขนมปัง พวกเขารับประทานขนมปัง และอยู่ บน ถิ่น เทือกเขาตลอดคืน วัน นั้น {31:55} ลาบัน ตื่น ขึ้น แต่เช้า มืด จุบ หลานและบุตรสาว อวยพรแก่ พวกเขา แล้ว ลาบัน ก็ ออกเดินทางกลับไปบ้าน ท่านแล้ว เขากำลังจะมาพบท่านด้วย มี พวกผู้ชายมากับ เขา สี่ ร้อยคน" {32:7} ยาโคบมี ความกลัว และเป็นทุกข์ ยิ่ง นัก เขาจึง แบ่ง คนทั้งหลายที่มาด้วยเขา และฝูง แพะแกะ ฝูง วัว ฝูงอูฐ ออกเป็นสองพวก {32:8} คิดว่า "ถ้าเอซาวมาตีพวก หนึ่ง อีกพวกหนึ่งที่เหลือจะหนีไปได้" {32:9} ยาโคบอธิษฐานว่า "โอ พระเจ้า ของอับ ราฮัม ปู่ ของข้า พระองค์ และพระเจ้า ของอิสอัค บิดาของข้า พระองค์ ข้า แต่ พระ เย โฮ วาห์ ผู้ ตรัส สั่ง ข้า พระองค์ ไว้ ว่า ‘กลับ ไป ยัง แผ่นดิน และยัง ญาติพี่น้องของเจ้า และเราจะกระทำการดี แก่เจ้านั้น’ {32:10} ข้าพระองค์ไม่สมควรจะรับบรรดาพระ กรุณาและความจริงแม้เล็กน้อยที่สุด ที่พระองค์ได้ทรงโปรด สำแดงแก่ ผู้ รับใช้ ของพระองค์ ด้วยว่า ข้า พระองค์ ข้ามแม่น้ำ จอร์แดนนี้ เมื่อ มีแต่ ไม้เท้า และบัดนี้ ข้า พระองค์ มี ผู้คนเป็น สองพวก {32:11} ขอพระองค์ ทรงโปรดช่วยข้า พระองค์ ให้ พ้นจากเงื้อมมือพี่ชายข้าพระองค์ คือจากเงื้อมมือของเอซาว เพราะข้า พระองค์ กลัว เขา เกรงว่า เขาจะมาตี ข้า พระองค์ ทั้ง มารดากับ ลูก ด้วย {32:12} แต่ พระองค์ ตรัส ไว้ แล้ว ว่า ‘เรา จะกระทำการดีแก่เจ้าและทำให้เชื้อสายของเจ้าดุจเม็ดทรายที่ ทะเล ซึ่งจะมากมายจนนับไม่ถ้วน’" {32:13} คืน วัน นั้น ยาโคบพัก อยู่ ที่นั่น และคัด เอาของที่ มี อยู่ นั้น ให้ เป็น ของกำนัล แก่ เอซาวพี่ชายของตน {32:14} คือ แพะตัวเมีย สองร้อย แพะตัวผู้ ยี่ สิบ แกะตัวเมีย สองร้อย และแกะตัวผู้ ยี่ สิบ {32:15} อูฐ แม่ลูกอ่อนสามสิบ กับ ลูก วัว ตัวเมีย สี่ สิบ วัว ตัวผู้ สิบ ลาตัวเมีย ยี่ สิบ และลูก ลาสิบ {32:16} ยาโคบมอบสิ่ง เหล่านี้ ไว้ ในความดูแลของคนใช้ แต่ละฝูงอยู่ต่างหาก และสั่งพวกคนใช้ว่า "ล่วงหน้าไปก่อน เรา และให้ หมู่ สัตว์ นี้ เว้น ระยะห่างกัน หน่อย" {32:17} ยา โคบสั่ง หมู่ ที่ ขึ้น หน้า ว่า "เมื่อ เอซาวพี่ชายของเรามาพบเจ้า และถามเจ้าว่า ‘เจ้าเป็นคนของใคร เจ้าไปไหน และของที่อยู่ ข้างหน้า เจ้า นี้ เป็น ของใคร’ {32:18} เจ้า จงตอบว่า ‘ของ {32:1} ยา โค บ ก็ เดินทาง ไป แล้ว เหล่า ทูต สวรรค์ ของ เหล่านี้ เป็น ของยาโคบผู้ รับใช้ ของท่าน เป็น ของกำนัล ส่ง มา พระเจ้า พบเขา {32:2} เมื่อ ยาโคบเห็น ทูต สวรรค์ เหล่านั้น ให้เอซาวนายของข้าพเจ้า และดูเถิด ยาโคบตามมาข้างหลัง’" เขาจึงว่า "นี่เป็นกองทัพของพระเจ้า" เขาจึงเรียกสถานที่นั้น {32:19} ยาโคบสั่ง หมู่ ที่ สองและหมู่ ที่ สาม และบรรดาผู้ ที่ ว่า มาหะนาอิม {32:3} ยาโคบส่งผู้สื่อสารหลายคนล่วงหน้า ติดตามหมู่เหล่านั้นทำนองเดียวกันว่า "เมื่อเจ้าพบเอซาว จง ไปหาเอซาวพี่ชายของตนที่แผ่นดินเสอีร์ที่เมืองเอโดมตั้งอยู่ กล่าวแก่ เขาเช่นเดียวกัน {32:20} และเสริม ว่า ‘ดู เถิด ยา {32:4} และสั่ง เขาว่า "จงไปบอกเอซาวนายของเราว่า ยา โคบผู้รับใช้ของท่านกำลังตามมาข้างหลังพวกเรา’" เพราะยา โคบผู้รับใช้ของท่านกล่าวดังนี้ ‘ข้าพเจ้าไปอาศัยอยู่กับลาบัน โคบคิดว่า "ข้าจะระงับความโกรธของเอซาวได้ด้วยของกำนัล จนบัดนี้ {32:5} ข้าพเจ้ามีฝูงวัว ฝูงลา ฝูงแพะแกะ มีคนใช้ ที่ส่งล่วงหน้าไป และภายหลังข้าจะเห็นหน้าเขา บางทีเขาจะ ชายหญิง ข้าพเจ้า ใช้ คนมาเรียนนายของข้าพเจ้า เพื่อ ข้าพเจ้า ยอมรับ ข้า" {32:21} ดังนั้น ของกำนัล ต่างๆจึง ล่วงหน้า ไป จะได้ รับ ความกรุณาในสายตาของท่าน’" {32:6} ผู้ สื่อสาร ก่อนเขา ส่วนตัวเขาคืนนั้นยังค้างอยู่ในค่าย นั้น กลับ มาบอกยาโคบว่า "ข้าพเจ้า ไปพบเอซาวพี่ชายของ {32:22} กลางคืน นั้น เอง ยาโคบก็ ลุก ขึ้น พาภรรยาทั้ง .

ปฐมกาล / GENESIS ขอร้องท่านเถิด ถ้า ข้าพเจ้า ได้ รับ ความกรุณาในสายตาของ ท่านแล้ว ขอรับ ของกำนัล นั้น จากมือ ข้าพเจ้า เพราะเหตุ ว่า ข้าพเจ้า ได้ เห็น หน้า ท่านก็ เหมือนเห็น พระพักตร์ ของพระเจ้า และ ท่าน ได้ โปรด ข้าพเจ้า แล้ว {33:11} ข้าพเจ้า อ้อนวอน ขอท่านรับ ของขวัญ ที่ นำมาให้ ท่าน เพราะพระเจ้า ทรงโปรด กรุณา ข้าพเจ้า และ ข้าพเจ้า ก็ มี พอเพียง แล้ว" เขา อ้อนวอน และเอซาวจึง รับ ไว้ {33:12} เอซาวพูด ว่า "ให้ เราเดินทาง ไปกัน เถิด ให้ เราไปกัน และข้า จะนำหน้า เจ้า" {33:13} แต่ ยาโคบตอบเขาว่า "นายท่านย่อมทราบอยู่ แล้ว ว่า เด็กๆนั้น อ่อนแอ และข้าพเจ้า ยัง มี ฝูง แพะแกะและโคที่ มี ลูกอ่อนยัง กิน นมอยู่ ถ้า จะต้อนให้ เดิน เกิน ไปสัก วันหนึ่ง ฝูง สัตว์ ก็ จะ ตายหมด {33:14} ขอนายท่านล่วงหน้า ผู้ รับใช้ ของท่าน {32:28} บุรุษ นั้น จึง ว่า "เขา จะ ไม่ เรียก เจ้า ว่า ยา โค บ ไปก่อนเถิด ข้าพเจ้า จะตามไปช้าๆตามกำลัง ของสัตว์ ซึ่ง อยู่ ต่อไป แต่ จะ เรียก ว่า อิสราเอล เพราะ เจ้า เหมือน เจ้าชาย ข้างหน้า ข้าพเจ้า และตามที่ เด็กๆทนได้ จนกว่า ข้าพเจ้า จะไป ได้ สู้ กับ พระเจ้า และมนุษย์ และได้ ชัยชนะ" {32:29} ยา พบนายท่านที่ เสอีร์" {33:15} เอซาวจึง กล่าวว่า "บัดนี้ ขอ โค บ จึง ถาม บุรุษ ผู้ นั้น ว่า "ขอ ท่าน บอก ข้าพเจ้า ว่า ท่าน ชื่อ ให้ คนที่มากับ เราไปกับ เจ้า บ้าง" ยาโคบตอบว่า "มี ความจำ อะไร" แต่ บุรุษ นั้น กล่าว ว่า "เหตุ ไฉน เจ้า จึง ถาม ชื่อ เรา" เป็น อะไรหรือ ขอให้ ข้าพเจ้า ได้ รับ ความกรุณาในสายตาของ แล้ว ก็ อวยพรยาโคบที่นั่น {32:30} ยาโคบจึง เรียกสถานที่ นายท่า นเถิด" {33:16} ในวัน นั้น เอซาวก็ กลับ ไปทางเส นั้น ว่า เปนีเอล กล่าวว่า "เพราะข้าพเจ้า ได้ เห็น พระพักตร์ อีร์ {33:17} ส่วนยาโคบเดินทางไปถึงสุคคท เขาสร้างบ้าน พระเจ้า แล้วยังมีชีวิตอยู่" {32:31} เมื่อยาโคบผ่านเปนูเอล อยู่ที่นั่น และสร้างเพิงให้สัตว์ของเขา ฉะนั้นจึงเรียกที่นั้นว่า ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วเขาเดินโขยกเขยกไป {32:32} เหตุฉะนี้ สุคคท คนอิสราเอลจึงไม่กินเส้นเอ็นที่ตะโพก ซึ่งอยู่ที่ข้อต่อตะโพก {33:18} เมื่อ ยา โค บ เดินทาง จาก ปัด ดาน อา รัม ก็ มา ถึง นั้นจนทุกวันนี้ เพราะพระองค์ทรงถูกต้องข้อต่อตะโพกของ เมืองเชเลมซึ่ง เป็น เมืองของเชเคมในแผ่นดิน คานาอัน เขา ยาโคบตรงเส้นเอ็นที่ตะโพก ตั้ง เต็นท์ อยู่ หน้า เมืองนั้น {33:19} ยาโคบซื้อ ที่ดิน แปลง {33:1} ยา โค บ เงย หน้า ขึ้น ดู และ ดู เถิด เอซาว กำลัง หนึ่งที่ตั้งเต็นท์อยู่นั้น จากบุตรชายของฮาโมร์บิดาของเชเคม มาพร้อมกับ พวกผู้ชายสี่ ร้อยคน ยาโคบจึง แบ่ง ลูกๆให้ นาง เป็น เงิน หนึ่ง ร้อยเหรียญ {33:20} ยาโคบสร้างแท่น บูชา เลอาห์ นางราเชลและสาวใช้ ทั้ง สอง {33:2} เขาให้ สาวใช้ ที่นั่น เรียกแท่นนั้นว่า เอลเอโลเฮอิสราเอล ทั้งสองกับลูกอยู่ข้างหน้า ถัดมานางเลอาห์กับลูก ส่วนนาง ราเชลกับโยเซฟอยู่ท้ายสุด {33:3} ตัวเขาเองเดินออกหน้า {34:1} ฝ่ายดี นาห์ บุตรสาวของนางเลอาห์ ซึ่ง นางบังเกิด ไปก่อน กราบลงถึง ดิน เจ็ด หน จนเข้า มาใกล้ พี่ชายของเขา ให้กับยาโคบนั้นออกไปเยี่ยมผู้หญิงในแผ่นดินนั้น {34:2} {33:4} แต่เอซาววิ่งออกไปต้อนรับเขา กอดและซบหน้าลง เมื่อ เชเคม บุตรชาย ฮา โมร์ คน ฮีไวต์ ผู้ เป็น เจ้าเมือง เห็น ที่คอจุบเขา ต่างก็ร้องไห้ {33:5} เอซาวก็เงยหน้าขึ้นแลเห็น นางสาว ดี นาห์ เขา ก็ เอา นาง ไป หลับนอน และ ทำ อนาจาร พวกผู้หญิง กับ ลูกๆจึง ถามว่า "คนที่อยู่ กับ เจ้า นี้ คือ ใคร" ยา ต่อ นาง {34:3} จิตใจ ของ เชเคม ก็ ผูกพัน อยู่ กับ นางสาว โคบตอบว่า "คือ ลูกๆที่ พระเจ้า โปรดประทานให้แก่ ข้าพเจ้า ดี นาห์ บุตรสาว ยา โค บ และ เขา รัก นาง พูดจา เล้าโลม เอาใจ ผู้ รับใช้ ของท่าน" {33:6} แล้ว สาวใช้ ทั้ง สองคนกับ ลูกๆก็ นาง {34:4} เชเคมจึง พูด กับ ฮาโมร์ บิดาของตนว่า "จงขอ เข้า มาใกล้ และกราบลง {33:7} นางเลอาห์ กับ ลูก ของเขาก็ หญิงสาวนี้ให้เป็นภรรยาข้าพเจ้าเถิด" {34:5} ยาโคบได้ยิน เข้ามาใกล้และกราบลงด้วย ภายหลังโยเซฟและนางราเชลก็ ข่าวว่าผู้นั้นทำการอนาจารกับนางสาวดีนาห์บุตรสาวของตน เข้า มาใกล้ และกราบลง {33:8} เอซาวถามว่า "ขบวนผู้คน เวลานั้นพวกบุตรชายของท่านอยู่กับฝูงสัตว์ที่ในนา ยาโคบ และฝูง สัตว์ ทั้งหมดที่ เราพบนี้ มี ความหมายอย่างไร" ยาโคบ จึง นิ่ง คอยจนพวกบุตรชายกลับ มาบ้าน {34:6} ฮาโมร์ บิดา ตอบว่า "เพื่อ ข้าพเจ้า จะได้ รับ ความกรุณาในสายตาของนาย ของเชเคมก็ ไปหายาโคบเพื่อ ปรึกษากับ ท่าน {34:7} เมื่อ ข้าพเจ้า" {33:9} เอซาวพูดว่า "น้องเอ๋ย ข้ามีพออยู่แล้ว เก็บ พวกบุตรชายของยาโคบได้ยินข่าวนั้นก็กลับมาจากนา ต่างก็ ของๆเจ้าไว้เองเถิด" {33:10} ยาโคบตอบว่า "มิได้ ข้าพเจ้า โศกเศร้า และโกรธยิ่ง นัก เพราะเชเคมได้ กระทำความโง่เขลา สอง สาวใช้ ทั้ง สองและบุตรชายสิบ เอ็ด คนข้ามลำธารชื่อ ยับ บอกไป {32:23} ยาโคบส่งครอบครัวข้ามลำธารไป และส่ง ของทั้งหมดของตนข้ามไปด้วย {32:24} ยาโคบอยู่ที่นั่นแต่ ผู้ เดียว มี บุรุษ ผู้ หนึ่ง มาปล้ำ กับ เขาจนเวลารุ่งสาง {32:25} เมื่อ บุรุษ ผู้ นั้น เห็น ว่า จะ เอาชนะ ยา โค บ ไม่ ได้ ก็ ถูกต้อง ที่ ข้อต่อตะโพกของยาโคบ ข้อต่อตะโพกของยาโคบก็เคล็ด เมื่อ ปล้ำสู้กันอยู่นั้น {32:26} บุรุษนั้นจึงว่า "ปล่อยให้เราไปเถิด เพราะใกล้ สว่างแล้ว" แต่ ยาโคบตอบว่า "ข้าพเจ้า ไม่ ยอมให้ ท่านไป นอกจากท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า" {32:27} บุรุษ ผู้นั้นจึงถามยาโคบว่า "เจ้าชื่ออะไร" ยาโคบตอบว่า "ข้าพเจ้า ชื่อยาโคบ" .28 บทที่ 1.

29 ในพวกอิสราเอล โดยข่มขืนบุตรสาวของยาโคบ ซึ่งเป็นการ ไม่ สมควร {34:8} ฮาโมร์ ก็ ปรึกษากับ พวกเขาว่า "จิตใจ เชเคมบุตรชายของเรานี้ ผูกพัน รักใคร่ บุตรสาวของท่านมาก ขอหญิงนั้นเป็นภรรยาบุตรชายของเราเถิด {34:9} และเชิญ พวกท่านจงทำการสมรสกับ พวกเรา ยกบุตรสาวของท่าน ให้ พวกเรา และรับ บุตรสาวของเราให้ พวกท่าน {34:10} ท่านทั้งหลายจะได้ อยู่ กับ พวกเรา แผ่นดิน นี้ จะอยู่ ตรงหน้า ท่าน จงอาศัย เป็น ที่ ค้าขายและจงได้ สมบัติ มากในแผ่นดิน นี้" {34:11} เชเคมบอกบิดาและพวกพี่ชายของหญิงนั้นว่า "จงเห็นแก่ ข้าพเจ้า เถิด และท่านจะเรียกเท่าไร ข้าพเจ้า ก็ จะ ให้ {34:12} ท่านจะเอาเงิน สินสอดและของขวัญ สัก เท่าไร ก็ตามใจ ท่านจะเรียกเท่าไร ข้าพเจ้าจะให้ แต่ขอยกหญิงนั้น เป็นภรรยาข้าพเจ้า" {34:13} ฝ่ายบุตรชายของยาโคบก็ ตอบแก่ เชเคมและฮา โมร์บิดาของเชเคมเป็นกลอุบาย เพราะเหตุเขาทำอนาจารแก่ นางสาวดี นาห์ น้องสาวนั้น จึง กล่าวว่า {34:14} โดยบอก เขาว่า "เราทำสิ่ง นี้ ไม่ ได้ คือ ยกน้องสาวของเราให้แก่ คน ที่ ยัง ไม่ ได้ เข้า สุหนัต นั้น เพราะจะเป็น ที่ อับอายขายหน้า แก่ เรา {34:15} แต่เราจะยอมดังนี้ ถ้าท่านจะยอมเป็นเหมือน พวกเรา โดย ให้ ผู้ชาย ทุกคน ของ ท่าน เข้า สุหนัต {34:16} เราจึง จะยอมยกบุตรสาวของเราให้แก่ พวกท่าน และเราจะ รับ บุตรสาว ของ พวก ท่าน เป็น ภรรยา ของ พวกเรา และ เรา จะอยู่ กับ ท่านและจะเป็น ชนชาติ เดียวกัน {34:17} แต่ ถ้า ท่านทั้งหลายไม่ ฟัง คำเรา ไม่ เข้า สุหนัต เราจะเอาบุตรสาว ของเราไปเสีย" {34:18} ถ้อยคำของเขาเป็น ที่ พอใจฮาโมร์ และ เชเคม บุตรชาย ของ ฮา โมร์ {34:19} หนุ่ม คน นั้น ไม่ รีรอที่ จะทำตาม เพราะเขามี ความรักใคร่ ในบุตรสาวของยา โคบ เขาเป็น คนน่า เคารพนับถือ มากกว่า ใครๆในครอบครัว ของ บิดา {34:20} ฮา โมร์ กับ เชเคม บุตรชาย จึง ออก ไป ที่ ประตูเมือง และปรึกษากับ ชาวเมืองนั้น ว่า {34:21} "คน เหล่านี้ เป็นมิตร กับ พวกเรา เพราะฉะนั้น จง ให้ เขา อาศัย ค้าขายในแผ่นดิน นี้ เพราะดู เถิด แผ่นดิน นี้ กว้างขวางพอ ให้ เขา อยู่ ได้ ให้ เรา รับ บุตรสาว ของ เขา เป็น ภรรยา พวกเรา และยกบุตรสาวของเราให้ เขา {34:22} เพียงแต่ เราที่ เป็น ชายทุกคนจะยอมเข้าสุหนัตเหมือนเขา ถ้ายอมกระทำดังนั้น พวกนั้น จะอาศัย อยู่ เป็น ชนชาติ เดียวกับ เรา {34:23} ฝูง สัตว์เลี้ยง และ ทรัพย์สมบัติ ของ เขา กับ ฝูง สัตว์ ทั้งสิ้น ของ เขาก็ จะเป็น ของเราด้วยมิใช่ หรือ ขอแต่ ให้ เรายอมกระทำ ดังนั้น เขา จะ ยอม อยู่ กับ เรา" {34:24} บรรดา ชาวเมือง ที่ ออก ไป จาก ประตูเมือง ก็ เห็นชอบ ด้วย ฮา โมร์ และ เชเคม บุตรชาย และ ผู้ชาย ทั้งปวง ที่ ออก ไป จาก ประตูเมือง ก็ เข้า สุหนัต {34:25} ครั้น อยู่ มาถึง วันที่ สาม เมื่อ คนเหล่านั้น กำลัง เจ็บ อยู่ บุตรชาย สอง คน ของ ยา โค บ ชื่อ สิ เม โอน และ เลวี เป็นพี่ชายนางสาวดีนาห์ ก็ถือดาบเข้าไปในเมืองด้วยใจ กล้าหาญฆ่าผู้ชายในเมืองนั้นเสียสิ้น {34:26} เขาฆ่าฮาโมร์ และเชเคมบุตรชายเสีย ด้วยคมดาบ และพานางสาวดี นาห์ ออกจากบ้านเชเคมไปเสีย {34:27} พวกบุตรชายของยา โคบเข้า ไปตามบ้านคนตาย และปล้น เมืองนั้น เพราะคน เหล่านั้น ได้ ทำอนาจารต่อ น้องสาวของเขา {34:28} เขาริบ เอาฝูงแกะ ฝูงวัว ฝูงลา และข้าวของทั้งปวงในเมืองและใน นาไป {34:29} เอาทรัพย์สมบัติ ทั้งหมดของเขาไป และจับ บุตรภรรยาของคนเหล่านั้นไปเป็นเชลย และริบของในบ้าน ไปเสียทั้งสิ้น {34:30} ฝ่ายยาโคบจึงพูดกับสิเมโอนและเลวีว่า "เจ้าทำ ให้ เราลำบากใจ โดยทำให้ เราเป็น ที่ เกลียดชัง แก่ คนแผ่นดิน นี้ คือ คนคานาอัน กับ คนเปริ ส ซี เรามี ผู้คนน้อยนัก เขา ทั้งหลายจะรุม กัน มาฆ่า เราเสีย จะทำให้ เราและครอบครัว พินาศสิ้น" {34:31} แต่ เขาตอบว่า "มัน จะทำกับ น้องสาว เราเหมือนหญิงแพศยาได้หรือ" {35:1} พระเจ้า ตรัส แก่ ยาโคบว่า "จงลุก ขึ้น แล้ว ขึ้น ไป ยัง เบธเอล และอาศัย อยู่ ที่นั่น ทำแท่น ที่นั่น บูชาพระเจ้า ผู้ สำแดงพระองค์แก่เจ้าเมื่อเจ้าหนีไปจากหน้าเอซาวพี่ชายของ เจ้า" {35:2} ดังนั้นยาโคบจึงบอกครอบครัวของตน และคน ทั้งปวงที่อยู่ด้วยกันว่า "จงทิ้งพระต่างด้าวที่อยู่ท่ามกลางเจ้า เสียให้หมด ชำระตัว และเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่ม {35:3} และ ให้ พวกเราลุก ขึ้น แล้ว ขึ้น ไปยัง เบธเอล ที่นั่น ข้า จะทำแท่น บูชาแด่ พระเจ้า ผู้ ทรงตอบข้า ในวันที่ ข้า มี ความทุกข์ใจ และ ทรงอยู่ กับ ข้า ในทางที่ ข้า ไปนั้น" {35:4} คนทั้งหลายเอา พระต่างด้าวทั้งหมดที่ มี อยู่ กับ ตุ้มหู ที่ หู ของเขามาให้ ยาโค บ ยาโคบก็ ซ่อนไว้ ใต้ ต้น โอ๊ก ที่อยู่ ใกล้ เมืองเชเคม {35:5} พวกเขา ก็ ยก เดิน ไป เมือง ต่างๆ ที่อยู่ รอบ ข้าง ต่าง มี ความ เกรงกลัวพระเจ้า ชาวเมืองจึงมิได้ไล่ตามบรรดาบุตรชายของ ยาโคบ {35:6} ดังนั้น ยาโคบมาถึง ตำบลลูส คือ เบธเอล ซึ่ง อยู่ ในแผ่นดิน คานาอัน ทั้ง ตัว เขาและทุกคนที่อยู่ กับ เขา {35:7} ที่นั่นยาโคบสร้างแท่นบูชาไว้ และเรียกตำบลนั้นว่า เอลเบธเอล เหตุว่าที่นั่นพระเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่ยาโค บ เมื่อครั้ง ยาโคบหนี ไปจากหน้า พี่ชาย {35:8} ฝ่ายพี่เลี้ยง ของนางเรเบคาห์ ชื่อเดโบราห์ก็ถึงแก่ความตาย เขาฝังศพไว้ ใต้ต้นโอ๊กใต้เบธเอล เขาเรียกต้นไม้นั้นว่า อัลโลนบาคูท {35:9} เมื่อ ยาโคบออกจากปัด ดานอารัม พระเจ้า ก็ ทรง สำแดงพระองค์ แก่ ยาโคบอีก และทรงอวยพรเขา {35:10} พระเจ้า ตรัส แก่ เขา ว่า "เจ้า มี ชื่อ ว่า ยา โค บ เขา จะ ไม่ เรียก .

ปฐมกาล / GENESIS เจ้า ว่า ยาโคบต่อไปแต่ จะมี ชื่อ ว่า อิสราเอล" ดังนั้น พระองค์ อานาห์ ผู้ เป็น บุตรสาวศิเบโอนคนฮีไวต์ {36:3} กับ บาเส จึง เรียก เขา ว่า อิสราเอล {35:11} พระเจ้า ตรัส แก่ เขา ว่า มัท บุตรสาวอิช มาเอลเป็น น้องสาวของเนบาโยท {36:4} "เรา เป็น พระเจ้า ผู้ ทรง มหิทธิ ฤทธิ์ เจ้า จง เกิด ผู้คน ทวี มาก ฝ่ายนางอาดาห์ คลอดบุตรให้ เอซาวชื่อ เอลีฟัส นางบาเสมัท ขึ้น ประชาชาติ หนึ่ง และ หลาย ประชาชาติ จะ เกิด มา จาก เจ้า คลอดบุตรชื่อ เรอู เอล {36:5} และนางโอโฮลีบามาห์ คลอด กษัตริย์ หลาย องค์ จะ ออก มา จาก บั้นเอว ของ เจ้า {35:12} บุตรชื่อ เยอู ช ยาลาม และโคราห์ คนเหล่านี้ เป็น บุตรชาย แผ่นดิน ที่ เราให้แก่ อับ ราฮัม และอิสอัค แล้ว เราจะให้แก่ เจ้า ของ เอ ซาว ที่ เกิด ใน แผ่นดิน คา นา อัน {36:6} เอซาว พา และเราจะให้ แผ่นดิน นี้ แก่ เชื้อสายของเจ้าที่ มาภายหลัง เจ้า" ภรรยาบุตรชายหญิงและคนทั้งปวงในครอบครัวของตน กับ {35:13} พระเจ้าเสด็จขึ้นไปจากยาโคบ ณ ที่ที่พระองค์ตรัส ฝูง สัตว์ บรรดาสัตว์ ใช้ งาน และทรัพย์ สิ่งของทั้งหมดที่ ได้ แก่ เขา {35:14} ยาโคบก็ ปัก เสาสำคัญ ไว้ ที่นั่น ที่ พระองค์ มา ใน แผ่นดิน คา นา อัน หัน จาก หน้า ยา โค บ น้อง ชาย ไป ที่ ตรัส แก่ ตน เป็น เสาหิน เขาก็ เอาเครื่องดื่ม บูชาเทลงบนเสา เมืองอื่น {36:7} เพราะทรัพย์สมบัติ ของทั้ง สองมี มาก จะ และเทน้ำมัน บนนั้น {35:15} ยาโคบเรียกตำบลที่ พระเจ้า อยู่ ด้วยกัน มิได้ ดินแดนที่ เขาอาศัย นั้น ไม่ พอให้ เขาเลี้ยงฝูง สัตว์ {36:8} เอซาวจึง ไปอยู่ ในถิ่น เทือกเขาเสอีร์ เอซาว ตรัสแก่ตนว่า เบธเอล {35:16} เขาทั้งหลายไปจากเบธเอลใกล้ จะถึง เอฟราธาห์ คือ เอโดม {36:9} ต่อไปนี้ เป็น พงศ์พันธุ์ ของเอซาว บิดา นาง รา เชล จะ คลอด บุตร ก็ เจ็บ ครรภ์ นัก {35:17} ต่อมา คนเอโดม ชาวเมืองเทือกเขาเสอีร์ {36:10} ชื่อ บุตรชาย ขณะที่ นางเจ็บ ครรภ์ นัก หญิง ผดุงครรภ์ บอกนางว่า "อย่า ของเอซาว คือ เอลีฟัส บุตรชายนางอาดาห์ ภรรยาเอซาว เร กลัว ท่านจะได้บุตรชายคนนี้ด้วย" {35:18} อยู่มาเมื่อชีวิต อู เอลบุตรชายนางบาเสมัท ภรรยาเอซาว {36:11} ฝ่าย ใกล้ ดับ (เพราะนางถึงแก่ ความตาย) นางเรียกบุตรนั้น ว่า บุตรชายของเอลีฟัส ชื่อ เทมาน โอมาร์ เศโฟ กาทาม และ เบนโอนี แต่ บิดาเรียกเขาว่า เบนยามิ น {35:19} นางรา เคนัส {36:12} ทิมนาเป็น ภรรยาน้อยของเอลีฟัส บุตรชาย เชลก็ สิ้นชีวิต เขาฝังศพไว้ ริม ทางที่ จะไปบ้านเอฟราธาห์ ซึ่ง เอ ซาว นาง คลอด บุตร ให้ เอลีฟัส ชื่อ อา มา เลข คน เหล่านี้ คือเบธเลเฮม {35:20} ยาโคบเอาเสาหินปักไว้ ณ ที่ฝังศพ เป็นบุตรชายของอาดาห์ภรรยาเอซาว {36:13} ต่อไปนี้เป็น ซึ่ง เป็น เสาหิน ณ ที่ ฝังศพนางราเชลจนทุกวันนี้ {35:21} บุตรชาย ของ เร อู เอล คือ นา หา ท เศ-ราห์ ชัมมาห์ และ อิสราเอลก็ ยกเดิน ต่อไปอีก ไปตั้ง เต็นท์ อยู่ เลยหอคอยแห่ง มิ สซาห์ คนเหล่านี้ เป็น บุตรชายของบาเสมัท ภรรยาของเอ เอเดอร์ {35:22} อยู่มาเมื่ออิสราเอลอาศัยอยู่ที่แผ่นดินนั้น ซาว {36:14} ต่อไปนี้ เป็น บุตรชายภรรยาของเอซาว คือ รูเบนไปนอนกับนางบิลฮาห์ ภรรยาน้อยของบิดา อิสราเอล นางโอโฮลีบามาห์ บุตรสาวของอานาห์ ผู้ เป็น บุตรสาวศิเบ โอน นาง คลอด บุตร ให้ เอ ซาว ชื่อ เย อู ช ยา ลาม และ โค ก็ได้ยินเรื่องนี้ ฝ่ายบุตรชายของยาโคบมีสิบสองคน ราห์ {36:15} ต่อไปนี้ เป็น เจ้านาย ใน บรรดา บุตรชาย ของ {35:23} บุตรชายของนางเลอาห์ชื่อ รูเบน เป็นบุตรหัวปี เอซาว บรรดาบุตรชายของเอลีฟัส บุตรชายหัวปี ของเอซาว ของยาโคบ สิ เมโอน เลวี ยูดาห์ อิส สาคาร์ และเศบู ลุ น คือ เจ้านาย เท มาน เจ้านาย โอ มาร์ เจ้านาย เศโฟ เจ้านาย {35:24} บุตรชายของนางราเชลชื่อ โยเซฟ และเบนยามิน เคนัส {36:16} เจ้านายโคราห์ เจ้านายกาทาม เจ้านายอา {35:25} บุตรชายของนางบิล ฮาห์ สาวใช้ ของนางราเชลชื่อ มาเลข คนเหล่านี้ เป็น เจ้านายของเอลีฟัส ในแผ่นดิน เอโดม ดาน และนัฟทาลี {35:26} บุตรชายของนางศิลปาห์ สาวใช้ พวกเขาเป็นลูกหลานของนางอาดาห์ {36:17} ต่อไปนี้เป็น ของนางเลอาห์ชื่อ กาด และอาเชอร์ คนเหล่านี้เป็นบุตรชาย บุตรชายของเรอูเอลผู้เป็นบุตรชายของเอซาว คือเจ้านายนา ของยาโคบ ซึ่งเกิดที่ปัดดานอารัม หาท เจ้านายเศ-ราห์ เจ้านายชัมมาห์และเจ้านายมิสซาห์ คน {35:27} ฝ่ายยาโคบกลับ มาหาอิสอัค บิดาของตนที่ มัมเร เหล่านี้ เป็น เจ้านายของเรอู เอลในแผ่นดิน เอโดม พวกเขา คือที่เมืองอารบา คือเฮโบรน ที่อับราฮัมและอิสอัคเคยอาศัย เป็น ลูกหลานของนางบาเสมัท ภรรยาของเอซาว {36:18} ก่อน {35:28} อิสอัคมี อายุ หนึ่ง ร้อยแปดสิบ ปี {35:29} ต่อไปนี้ เป็น บุตรชายของนางโอโฮลีบามาห์ ภรรยาของเอซาว อิสอัคก็สิ้นลมหายใจ ท่านชราและแก่หง่อมมากเมื่อสิ้นชีวิต คือ เจ้านาย เย อู ช เจ้านาย ยา ลาม และ เจ้านาย โค ราห์ คน และไปอยู่ร่วมบรรพบุรุษของท่าน เอซาวและยาโคบบุตรชาย เหล่านี้เป็นเจ้านายเกิดจากนางโอโฮลีบามาห์บุตรสาวของอา ของตนก็นำท่านไปฝังเสีย นาห์ ภรรยาเอซาว {36:19} คนเหล่านี้เป็นบุตรชายของเอ {36:1} ต่อไปนี้ เป็น พงศ์พันธุ์ ของ เอ ซาว คือ เอ โดม ซาวคือเอโดมและคนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเขา {36:2} เอซาว ได้ หญิง คน คา นา อัน มา เป็น ภรรยา คือ อา ดาห์ บุตรสาวเอโลนคนฮิต ไทต์ และโอโฮลีบามาห์ บุตรสาว {36:20} ต่อไปนี้ เป็น บุตรชาย ของ เส อีร์ คน โฮ รี ชาว .30 บทที่ 1.

31 แผ่นดิน นั้น คือ โลทาน โชบาล ศิเบโอน อานาห์ {36:21} ดี โชน เอเซอร์และดี ชาน คนเหล่านี้ เป็น เจ้านายของคนโฮ รี ผู้เป็นบุตรของเสอีร์ในแผ่นดินเอโดม {36:22} บุตรชาย โลทานชื่อโฮรีและเฮมาม และน้องสาวของโลทานชื่อทิมนา {36:23} ต่อไปนี้ เป็น บุตรของโชบาล คือ อัล วาน มานาฮา ท เอบาล เซโฟ และโอนัม {36:24} ต่อไปนี้ เป็น บุตรของ ศิเบโอนคือ อัยยาห์ และอานาห์ อานาห์ นั้น เป็น ผู้ ที่ ได้ พบ ฝูง ล่อ ในถิ่นทุรกันดาร เมื่อ เลี้ยงฝูง ลาของศิเบโอนบิดาของ เขา {36:25} ต่อไปนี้ เป็น บุตรของอานาห์ คือ ดี โชน และ โอโฮลีบามาห์ ผู้ เป็น บุตรสาวของอานาห์ {36:26} ต่อไปนี้ เป็น บุตรของดี โชน คือ เฮมดาน เอชบาน อิธราน และเครา น {36:27} ต่อไปนี้ เป็น บุตรของเอเซอร์ คือ บิล ฮาน ศา วาน และอาขาน {36:28} ต่อไปนี้ เป็น บุตรของดี ชาน คือ อูสและอารัน {36:29} ต่อไปนี้เป็นเจ้านายของคนโฮรี คือ เจ้านายโลทาน เจ้านายโชบาล เจ้านายศิเบโอน เจ้านายอา นาห์ {36:30} เจ้านายดีโชน เจ้านายเอเซอร์ เจ้านายดีชาน คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของคนโฮรีตามพวกเจ้านายของเขาใน แผ่นดินเสอีร์ เอโดม ตามที่อยู่ ของท่าน ในแผ่นดิน ที่ เป็น กรรมสิทธิ์ ของ ท่าน {37:1} ฝ่ายยาโคบมาอยู่ ในดินแดนที่ บิดาของท่านเคย อาศัย เป็น คนต่างด้าว นั้น คือ แผ่นดิน คา นา อัน {37:2} ต่อไปนี้ เป็น ประวัติ พงศ์พันธุ์ ของ ยา โค บ เมื่อ โย เซฟ อายุ ได้ สิบ เจ็ด ปี ไปเลี้ยงสัตว์ อยู่ กับ พวกพี่ชาย เด็กหนุ่ม นั้น อยู่ กับบุตรชายของนางบิลฮาห์และกับบุตรชายของนางศิลปาห์ ภรรยาบิดาของตน โยเซฟเอาความผิด ของพี่ชายมาเล่า ให้ บิดาฟัง {37:3} ฝ่ายอิสราเอลรักโยเซฟมากกว่าบุตรทั้งหมด ของท่าน เพราะโยเซฟเป็นบุตรชายที่เกิดมาเมื่อบิดาแก่แล้ว บิดาทำเสื้อ ยาวหลากสี ให้แก่ โยเซฟ {37:4} เมื่อ พวกพี่ชาย เห็น ว่า บิดารัก โยเซฟมากกว่า บรรดาพี่ชาย ก็ ชัง โยเซฟ และ พูด ดี กับ เขา ไม่ ได้ {37:5} คราว หนึ่ง โย เซฟ ฝัน แล้ว เล่า ให้ พวก พี่ชาย ฟัง พวก พี่ชาย ยิ่ง ชัง โย เซฟ มาก ขึ้น {37:6} โยเซฟเล่า ว่า "ฟัง ความฝัน ซึ่ง ข้าพเจ้า ฝัน เห็น ซิ {37:7} ดู เถิด พวกเรากำลัง มัด ฟ่อนข้าวอยู่ ในนา ทันใดนั้น ฟ่อน ข้าวของข้าพเจ้า ตั้ง ขึ้น ยืน ตรง และดู เถิด ฟ่อนข้าวของพวก พี่ๆมาแวดล้อมกราบไหว้ฟ่อนข้าวของข้าพเจ้า" {37:8} พวก {36:31} ต่อไปนี้ เป็น กษัตริย์ ที่ ครอบครอง ใน แผ่นดิน พี่ชายจึงถามโยเซฟว่า "เจ้าจะปกครองเรากระนั้นหรือ เจ้าจะ เอโดม ก่อนที่ คนอิสราเอลมี กษัตริย์ ครอบครอง {36:32} มี อำนาจครอบครองเราหรือ" พวกพี่ชายก็ ยิ่ง ชัง โยเซฟมาก เบลา บุตรชาย เบโอร์ ครอบครอง ใน เอ โดม เมืองหลวง ของ ขึ้น อีก เพราะความฝัน และเพราะคำของเขา {37:9} ต่อมา ท่าน ชื่อ ดิน ฮา บาห์ {36:33} เมื่อ เบ ลา สิ้นพระชนม์ แล้ว โยเซฟก็ฝันอีก จึงเล่าให้พวกพี่ชายฟังว่า "ดูเถิด ข้าพเจ้าฝัน โยบับ บุตรชายเศ-ราห์ชาวเมืองโบสราห์ ขึ้น ครอบครองแทน อีกครั้งหนึ่ง เห็นดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ และดาวสิบเอ็ดดวง {36:34} เมื่อ โยบับ สิ้นพระชนม์ แล้ว หุชาม ชาว แผ่นดิน กำลัง กราบไหว้ ข้าพเจ้า" {37:10} เมื่อ เล่า ให้ บิดาและพวก ของ คน เท มาน ขึ้น ครอบครอง แทน {36:35} เมื่อ หุ ชาม พี่ชายฟัง บิดาก็ ว่ากล่าวโยเซฟว่า "ความฝัน ที่ เจ้า ได้ ฝัน เห็น สิ้นพระชนม์ แล้ว ฮา ดัด บุตรชาย ของ เบ ดัด ผู้ รบ ชนะ คน มี นั้น หมายความว่า อะไร เรากับ มารดาและพวกพี่ชายของเจ้า เดียนในทุ่ง แห่ง โมอับ ขึ้น ครอบครองแทน เมืองหลวงของ จะมาซบหน้า ลงถึง ดิน กราบไหว้ เจ้า กระนั้น หรือ" {37:11} ท่านชื่ออาวีท {36:36} เมื่อฮาดัดสิ้นพระชนม์แล้ว สัมลาห์ พวกพี่ชายอิจฉาโยเซฟ บิดาก็นิ่งตรองเรื่องนี้อยู่แต่ในใจ ชาวเมือง มัสเรคาห์ ขึ้น ครอบครอง แทน {36:37} เมื่อ {37:12} ฝ่ายพวกพี่ชายพากัน ไปเลี้ยงแพะแกะของบิดา สัมลาห์สิ้นพระชนม์แล้ว ซาอูลชาวเมืองเรโหโบทอยู่ที่แม่น้ำ ที่เมืองเชเคม {37:13} อิสราเอลจึงพูดกับโยเซฟว่า "พี่ชาย ขึ้น ครอบครองแทน {36:38} เมื่อ ซาอู ล สิ้นพระชนม์ แล้ว ของ เจ้า เลี้ยง แพะ แกะ อยู่ ที่ เมือง เชเคม มิใช่ หรือ มา พ่อ จะ บาอัล ฮา นัน บุตรชาย อัคโบร์ ขึ้น ครอบครอง แทน {36:39} ใช้ เจ้า ไป หา พี่ชาย" โยเซฟ ตอบ ว่า "ข้าพเจ้า พร้อม แล้ว" เมื่อ บาอัล ฮานัน บุตรชายอัคโบร์ สิ้นพระชนม์ แล้ว ฮาดาร์ ขึ้น {37:14} บิดาจึง พูด กับ เขาว่า "เราขอร้องเจ้า ให้ ไปดู พี่ชาย ครอบครองแทน เมืองหลวงของท่านชื่อปาอู และมเหสีของ ของเจ้า และฝูง สัตว์ ซิ ว่า สบายดี หรือ ไม่ แล้ว กลับ มาบอก ท่านมี พระนามว่า เมเหทาเบล ธิดาของมัทเรด ธิดาของ พ่อ" บิดาใช้ เขาไปจากที่ราบเฮโบรน เขาก็ มายัง เมืองเชเคม เมซาหับ {36:40} ต่อไปนี้ เป็น ชื่อ เจ้านายของเอซาว ตาม {37:15} ดูเถิด ชายคนหนึ่งพบโยเซฟเดินไปเดินมาในท้อง ครอบครัว ตามที่ ตามชื่อ คือเจ้านายทิมนา เจ้านายอัลวาห์ นาจึงถามว่า "เจ้าหาอะไร" {37:16} โยเซฟตอบว่า "ข้าพเจ้า เจ้านายเยเธท {36:41} เจ้านายโอโฮลีบามาห์ เจ้านายเอลาห์ หาพี่ชายของข้าพเจ้า โปรดบอกข้าพเจ้าทีว่า เขาเลี้ยงสัตว์อยู่ เจ้านาย ปิ โน น {36:42} เจ้านาย เคนัส เจ้านาย เท มาน ที่ไหน" {37:17} คนนั้นตอบว่า "เขาไปแล้วเพราะเราได้ยิน เจ้านายมิ บซาร์ {36:43} เจ้านายมัก ดี เอล และเจ้านายอิ เขาพูด กัน ว่า ‘ให้ เราไปเมืองโดธานกัน เถิด’" โยเซฟตามไป ราม คนเหล่านี้เป็นเจ้านายของเอโดม คือเอซาวบิดาของคน พบพวกพี่ชายที่ เมืองโดธาน {37:18} เมื่อ พวกพี่ชายเห็น .

ปฐมกาล / GENESIS ชู อาห์ จึง แต่งงาน กับ หญิง นั้น และ เข้า ไป หา นาง {38:3} หญิง นั้น ก็ ตั้ง ครรภ์ คลอด บุตรชาย บิดา จึง ตั้ง ชื่อ ว่า เอร์ {38:4} หญิง นั้น ก็ ตั้ง ครรภ์ อีก คลอดบุตรชาย ตั้ง ชื่อ ว่า โอ นัน {38:5} นางตั้ง ครรภ์ อีก คลอดบุตรชาย ตั้ง ชื่อ ว่า เชลาห์ นางอยู่ที่เคซิบเมื่อนางให้กำเนิดเขา {38:6} ยูดาห์ก็ได้ หาหญิงคนหนึ่งชื่อทามาร์ให้เป็นภรรยาเอร์บุตรหัวปีของตน {38:7} เอร์บุตรหัวปี ของยูดาห์ เป็น คนชั่ว ในสายพระเนตร ของ พระ เย โฮ วาห์ พระ เย โฮ วาห์ จึง ทรง ประหาร เขา เสีย {38:8} ยูดาห์ จึง บอกโอนัน ว่า "เข้า ไปหาภรรยาพี่ชายของ เจ้า เถิด และแต่งงานกับ นาง เพื่อ จะได้ สืบ เชื้อสายพี่ชายไว้" {38:9} โอนัน รู้ ว่า เชื้อสายจะไม่ ได้ นับ เป็น ของตน ต่อมา เมื่อเขาเข้าไปหาภรรยาของพี่ชาย จึงทำให้น้ำกามตกดินเสีย ด้วยเกรงว่า จะสืบ เชื้อสายให้แก่ พี่ชาย {38:10} สิ่ง ที่ โอนัน กระทำนั้นไม่เป็นที่พอพระทัยพระเยโฮวาห์ พระองค์จึงทรง ประหารชีวิตเขาเสีย {38:11} ยูดาห์จึงบอกทามาร์บุตรสะใภ้ ว่า "กลับ ไปเป็น หญิง ม่ายที่ บ้านบิดาจนกว่า เช-ลาห์บุตรชาย ของเราจะโต" ยูดาห์กลัวว่าเขาจะตายเสียเหมือนพี่ชาย นาง ทามาร์ จึง ไปอาศัย อยู่ ในบ้านบิดา {38:12} อยู่ มาภรรยา ของยูดาห์ ผู้เป็นบุตรสาวชูอาห์ก็ตาย เมื่อยูดาห์ค่อยบรรเทา ความโศก จึง ขึ้น ไปหาคนตัด ขนแกะของตนที่ บ้านทิม นา ท กับ เพื่อนชื่อ ฮีราห์ เป็น คนอดุล ลัม {38:13} มี คนมาบ อกนางทามาร์ ว่า "ดู เถิด พ่อ สามี ของเจ้า ไปบ้านทิม นาทจะ ตัดขนแกะ" {38:14} นางจึงผลัดเสื้อสำหรับหญิงม่ายออก เสีย เอาผ้า คลุม หน้า ห่ม ตัว ไว้ ไปนั่ง อยู่ ที่ สถานที่ กลางแจ้ง ริม ทาง ที่ จะ ไป บ้าน ทิม นา ท ด้วย นาง เห็น ว่า เช-ลาห์โต ขึ้น แล้ว แต่ นางยัง มิได้ เป็น ภรรยาของเขา {38:15} เมื่อ ยูดาห์ เห็น นางก็ คิด ว่า เป็น หญิง โสเภณี เพราะนางได้ เอาผ้า คลุม หน้า ไว้ {38:16} ยูดาห์จึง ได้ เข้า ไปพูด กับ หญิง ริม ทางนั้น ว่า "มาเถิด ให้เราเข้านอนด้วย" (เพราะไม่ทราบว่านางเป็น สะใภ้ ของตน) นางจึง ว่า "ท่านจะให้ อะไรสำหรับ การที่ เข้า หาข้าพเจ้า" {38:17} ยูดาห์ตอบว่า "เราจะส่ง ลูก แพะจาก ฝูง มาให้ เจ้าตัว หนึ่ง" นางก็ ถามว่า "ท่านจะให้ ของมัดจำไว้ ก่อนจนกว่าจะส่งลูกแพะนั้นมาได้ไหม" {38:18} ยูดาห์ถาม ว่า "เจ้า จะเอาอะไรเป็น ของมัดจำ" นางจึง ตอบว่า "จะขอ แหวนตรากับ เชือก ทั้ง ไม้ พลองที่ มือ ท่านด้วย" ยูดาห์ก็ ให้ และ เข้า ไป หา นาง นาง ก็ ตั้ง ครรภ์ กับ เขา {38:19} นาง จึง ลุก ขึ้น ไปเสีย และเอาผ้า คลุม หน้า นั้น ออก นุ่งห่ม เสื้อผ้า สำหรับ หญิง ม่ายอีก {38:20} ฝ่ายยูดาห์ ฝากลูก แพะมากับ เพื่อนคนอดุล ลัม ให้ ไถ่ ของมัดจำจากมือ หญิง นั้น แต่ เขาหา นางไม่ พบ {38:21} เขาจึง ถามคนที่อยู่ ตำบลนั้น ว่า "หญิง โสเภณี อยู่ ที่ สถานที่ กลางแจ้ง ริม ทางนี้ ไปไหน" เขาตอบว่า .32 โยเซฟแต่ไกลยัง มาไม่ ถึง เขาก็ พากัน คิด ปองร้ายจะฆ่า เสีย {37:19} เขาพูดกันว่า "ดูเถิด เจ้าช่างฝันมานี่แล้ว {37:20} ฉะนั้น มาเถิด บัดนี้ ให้ พวกเราฆ่า มัน เสีย แล้ว ทิ้ง ลงไว้ ใน บ่อ บ่อ หนึ่ง เราจะว่า ‘สัตว์ร้ายกัด กิน มัน เสีย’ แล้ว เราจะดู ว่าความฝันนั้นจะเป็นจริงได้อย่างไร" {37:21} ฝ่ายรูเบนพอ ได้ยินดังนั้น ก็อยากช่วยโยเซฟให้พ้นมือพวกพี่ชายจึงพูดว่า "เราอย่าฆ่ามันเลย" {37:22} รูเบนเตือนเขาว่า "อย่าทำให้ โลหิต ไหล จงทิ้ง มัน ในบ่อ นี้ ในถิ่นทุรกันดาร อย่า แตะต้อง น้องเลย" ทั้งนี้ เพื่อ จะช่วยน้องให้ พ้น มือ เขา แล้ว จะได้ ส่ง กลับไปยังบิดา {37:23} ต่อมา ครั้นโยเซฟมาถึงพวกพี่ชาย เขาก็จับโยเซฟถอดเสื้อออกเสีย คือเสื้อยาวหลากสีที่สวมอยู่ {37:24} แล้วเอาโยเซฟไปทิ้งลงในบ่อ บ่อนั้นว่างเปล่าไม่มี น้ำ {37:25} ขณะที่นั่งรับประทานอยู่เขาเงยหน้าขึ้น ดูเถิด เห็น หมู่ คนอิช มาเอลมาจากเมืองกิเลอาด มี ฝูง อูฐ บรรทุก ยางไม้ พิมเสนและมดยอบ เดินทางลงไปยังอียิปต์ {37:26} ยูดาห์จึง พูด กับ พี่น้องว่า "หากเราฆ่า น้องและซ่อนโลหิต ไว้ จะมีประโยชน์อันใดเล่า {37:27} มาเถิด ให้เราขายน้องแก่ พวกอิช มาเอลโดยไม่ แตะต้องเขา เพราะเขาก็ เป็น น้องและ เป็นเลือดเนื้อของเราเหมือนกัน" พี่น้องทั้งปวงก็พอใจ {37:28} ขณะนั้น พวก พ่อค้า ชาว มี เดียน กำลัง ผ่าน มา พวกพี่ชายก็ ฉุด โยเซฟขึ้น จากบ่อ ขายโยเซฟให้แก่ คนอิช มาเอลเป็น เงิน ยี่ สิบ เหรียญ คนอิช มาเอลก็ พาโยเซฟไปยัง อียิปต์ {37:29} ฝ่ายรูเบนเมื่อกลับ มาถึงบ่อ นั้น และดู เถิด โยเซฟมิได้อยู่ในบ่อนั้น จึงฉีกเสื้อผ้าของตน {37:30} แล้ว กลับ ไปหาพวกน้องบอกว่า "เด็ก นั้น หายไปเสียแล้ว แล้ว ข้าพเจ้า จะไปที่ไหนเล่า" {37:31} พวกเขาก็ เอาเสื้อ ของโย เซฟมา และฆ่า ลูก แพะผู้ ตัว หนึ่ง จุ่ม เสื้อ ของโยเซฟลงใน เลือด {37:32} แล้วก็ส่งเสื้อยาวหลากสีนั้นไปยังบิดา บอก ว่า "พวกเราได้พบเสื้อตัวนี้ ขอพ่อจงพิจารณาดูว่าใช่เสื้อลูก ของพ่อ หรือ ไม่" {37:33} บิดารู้จัก แล้ว ร้องว่า "นี่ เป็น เสื้อ ลูก เรา สัตว์ร้ายกัด กิน เขาเสียแล้ว โยเซฟย่อยยับ เสียแล้ว เป็นแน่" {37:34} ยาโคบก็ ฉีก เสื้อผ้า เอาผ้า กระสอบคาด เอว ไว้ทุกข์ให้บุตรชายหลายวัน {37:35} ฝ่ายบุตรชายหญิง ทั้งหมด ก็ พา กัน มา ปลอบโยน บิดา แต่ ท่าน ไม่ ยอมรับ การ ปลอบโยนกล่าวว่า "เราจะโศกเศร้า ถึง ลูก เราจนกว่า เราจะ ตามลงไปยัง หลุม ฝังศพ" บิดาของเขาร้องไห้ คิดถึง เขาดังนี้ {37:36} แล้วคนมีเดียนก็ขายโยเซฟในอียิปต์ไว้กับโปทิฟาร์ ข้าราชสำนักของฟาโรห์ ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ {38:1} ต่อมา ครั้งนั้น ยูดาห์ ลง ไป จาก พวก พี่น้อง ไป อาศัยอยู่กับคนอดุลลัมคนหนึ่งชื่อฮีราห์ {38:2} ยูดาห์เห็น บุตรสาว ของ คน คา นา อัน คน หนึ่ง ที่นั่น บิดา หญิง นั้น ชื่อ บทที่ 1.

33 "หญิง โสเภณี ที่นี่ ไม่ มี" {38:22} เพื่อนก็ กลับ ไปบอกยูดาห์ ว่า "ข้าพเจ้า หาไม่ พบ ทั้ง ชาวตำบลนั้น ก็ ว่า ‘หญิง โสเภณี ที่นี่ไม่มี’" {38:23} ยูดาห์จึงว่า "ให้หญิงนั้นเก็บของนั้นไว้ เถิด มิฉะนั้น เราจะละอายใจ ดู เถิด เราฝากลูก แพะตัว นี้ ไป ให้ แต่ท่านก็หาหญิงนั้นไม่พบ" {38:24} อยู่มาอีกประมาณ สามเดือน มีคนมาบอกยูดาห์ว่า "ทามาร์บุตรสะใภ้ของท่าน เป็นหญิงแพศยา ยิ่งกว่านั้นอีก ดูเถิด นางมีครรภ์เพราะการ แพศยาแล้ว" ยูดาห์จึง สั่ง ว่า "พานางออกมานี่ จับ คลอกไฟ เสีย" {38:25} เมื่อ เขากำลัง พานางออกมา นางก็ ส่ง คนไป หาพ่อ สามี บอกว่า "ข้าพเจ้า มี ครรภ์ กับ คนที่ เป็น เจ้าของสิ่ง นี้" และนางว่า "ขอท่านพิจารณาดูแหวนตรา เชือก และไม้ พลองเหล่านี้ว่าเป็นของผู้ใด" {38:26} ยูดาห์รับไปพิจารณา ดู รู้ แล้ว ก็ ว่า "หญิง คนนี้ ชอบธรรมยิ่ง กว่า เรา เหตุ ว่า เรามิได้ ยกเขาให้แก่ เช-ลาห์บุตรชายของเรา" ฝ่ายยูดาห์ ก็ มิได้ ร่วมรู้ กับ นางอีก ต่อไป {38:27} อยู่ มาเมื่อ ถึง เวลากำหนดคลอด บุตร ดู เถิด ก็ มี ลูก แฝดอยู่ ในครรภ์ {38:28} ต่อมาเมื่อ จะ คลอดนั้น บุตรคนหนึ่ง ยื่น มือ ออกมาก่อน หญิง ผดุงครรภ์ จึงเอาด้ายแดงผูกไว้ที่ข้อมือและกล่าวว่า "คนนี้คลอดก่อน" {38:29} ต่อมาเมื่อ บุตรนั้น หดมือ เข้า ไป ดู เถิด บุตรอีก คนหนึ่ง ก็ คลอดออกมาก่อน หญิง ผดุงครรภ์ จึง ร้องว่า "เจ้า แหวกออกมาได้ อย่างไร เจ้า ได้ แหวกออกมา" เหตุ ฉะนี้ จึง เรียกบุตรนั้นว่า เปเรศ {38:30} ภายหลังน้องชายเปเรศที่มี ด้ายแดงผูกข้อมือนั้นก็คลอด จึงให้ชื่อว่า เศ-ราห์ {39:1} โยเซฟ ถูก พา ลง ไป ยัง อียิปต์ แล้ว โป ทิฟาร์ ข้า ราชสำนัก ของฟาโรห์ ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ เป็น คนอียิปต์ ซื้อ โยเซฟไว้ จากมือ คนอิช มาเอลผู้ พาเขาลงมา ที่นั่น {39:2} พระเยโฮวาห์ ทรงสถิต อยู่ กับ โยเซฟ โยเซฟ จึงเจริญรวดเร็ว เขาอยู่ในบ้านคนอียิปต์นายของเขา {39:3} นายก็ เห็น ว่า พระเยโฮวาห์ ทรงสถิต อยู่ กับ โยเซฟ และพระ เยโฮวาห์ทรงโปรดให้การงานทุกอย่างที่กระทำเจริญขึ้นมาก ในมือของโยเซฟ {39:4} โยเซฟได้รับความกรุณาในสายตา ของนายและรับใช้ท่าน นายก็ตั้งให้ดูแลการงานในบ้านของ ท่าน และทุกสิ่งที่ท่านครอบครองอยู่ท่านก็มอบไว้ในมือของ โยเซฟทั้งสิ้น {39:5} ต่อมาตั้งแต่ โปทิฟาร์ ตั้ง โยเซฟให้ เป็น ผู้ดูแลการงานในบ้าน และทรัพย์สิ่งของทั้งปวงของท่านแล้ว พระเยโฮวาห์ก็ได้ทรงอำนวยพระพรให้แก่ครอบครัวของคน อียิปต์ นั้น เพราะเห็นแก่ โยเซฟ ทั้ง พระเยโฮวาห์ ทรงอวยพร ให้ สิ่งของ ทั้งปวง ซึ่ง เขา มี อยู่ ใน บ้าน และ ใน นา ให้ เจริญ ขึ้น {39:6} นายได้มอบของสารพัดไว้ในมือโยเซฟ มิได้เอาใจใส่ สิ่งของอะไรเลย เว้นแต่อาหารการกิน โยเซฟนั้นเป็นคนรูป งามและเป็นที่โปรดปราน {39:7} อยู่ มาภายหลัง เหตุการณ์ เหล่านี้ ภรรยาของนาย มองดู โยเซฟด้วยความเสน่หาและชวนว่า "มานอนกับ เรา เถิด" {39:8} แต่โยเซฟไม่ยอม จึงตอบแก่ภรรยาของนายว่า "คิด ดู เถิด นายก็ มิได้ ห่วงสิ่งใดซึ่ง อยู่ ในบ้านเรือน ได้ มอบ ของทุกอย่างที่ มี อยู่ ไว้ ในมือ ข้าพเจ้า {39:9} ในบ้านนี้ ไม่ มี ใครใหญ่ กว่า ข้าพเจ้า นายมิได้ หวงสิ่งใดจากข้าพเจ้า ยกเสีย แต่ ตัว ท่านเพราะเป็น ภรรยาของนาย ข้าพเจ้า จะทำความผิด ใหญ่หลวง นี้ อัน เป็น บาป ต่อ พระเจ้า อย่างไร ได้" {39:10} ต่อมาแม้ นางชวนโยเซฟวันแล้ววันเล่า โยเซฟก็ ไม่ ยอมฟัง นาง ไม่ว่า จะนอนกับ นางหรือ อยู่ ด้วยกัน {39:11} อยู่ มา คราวนั้น โยเซฟเข้า ไปในบ้านเพื่อ ทำธุระการงานของเขา ไม่ มี ชายประจำบ้านคนใดอยู่ นั้น {39:12} นางก็ คว้า เสื้อผ้า โย เซฟ เหนี่ยวรั้ง ไว้ แล้ว พูด ว่า "มา นอน อยู่ กับ เรา เถิด" แต่ โย เซฟทิ้ง เสื้อผ้า ไว้ ในมือ นางหนี ไปข้างนอก {39:13} ต่อมาเมื่อ นางเห็น ว่า โยเซฟทิ้ง เสื้อผ้า ไว้ ในมือ ของนาง หนี ไป ข้างนอก แล้ว {39:14} นาง ก็ ร้องเรียก ชาย ประจำ บ้าน ของตนมาบอกว่า "ดู ซิ นายเอาคนชาติ ฮีบ รู มาไว้ ทำความ หยาบคายแก่ เรา มัน เข้า มาหาจะนอนกับ ข้า แต่ ข้า ร้องเสียง ดัง {39:15} อยู่ มาเมื่อ มัน ได้ยิน ข้า ร้องขึ้น มัน ก็ ทิ้ง เสื้อผ้า ไว้ กับ ข้า หนี ไปข้างนอก" {39:16} แล้ว นางก็ เก็บ เสื้อผ้า ไว้ ใกล้ตัวจนนายกลับมาบ้าน {39:17} แล้วนางก็บอกกับนาย ดังนี้ ว่า "อ้ายบ่าวชาติ ฮีบ รู ที่ ท่านนำมาไว้ นั้น เข้า มาหาจะทำ หยาบคายแก่ข้าพเจ้า {39:18} ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าร้องขึ้นมัน ก็ ทิ้ง เสื้อผ้า ไว้ กับ ข้าพเจ้า หนี ไปข้างนอก" {39:19} ต่อมา ครั้นนายได้ฟังคำภรรยาบอกว่า "บ่าวของท่านทำกับข้าพเจ้า ดังนั้น" ก็โกรธนัก {39:20} จึงเอาโยเซฟไปจำไว้ในคุกที่ที่ ขังนักโทษหลวง โยเซฟก็ต้องจำอยู่ที่นั่น {39:21} แต่ว่า พระเยโฮวาห์ ทรงสถิต อยู่ กับ โยเซฟ และ ทรงสำแดงพระเมตตาแก่ เขา ทรงให้ เขาเป็น ที่ โปรดปราน ใน สายตา ของ ผู้ คุม เรือนจำ {39:22} ผู้ คุม เรือนจำ ก็ มอบนักโทษทั้งปวงที่ ในเรือนจำไว้ ในความดูแลของโยเซฟ การงานที่ ทำในที่ นั้น ทุกอย่างโยเซฟเป็น ผู้ กระทำ {39:23} ผู้ คุม เรือนจำไม่ ได้ เอาใจใส่ การงานใดๆที่ โยเซฟดูแล เพราะ เหตุ พระเยโฮวาห์ ทรงสถิต อยู่ กับ ท่าน และการงานใดๆที่ ท่านกระทำพระเยโฮวาห์ก็ทรงโปรดให้เจริญ {40:1} ต่อมาภายหลังเหตุการณ์เหล่านี้พนักงานน้ำองุ่น ของกษัตริย์ แห่ง อียิปต์ และพนักงานขนมของพระองค์ ทำ ผิด ต่อ เจ้านาย คือ กษัตริย์ แห่ง อียิปต์ {40:2} ฟาโรห์ ทรง กริ้วข้าราชการทั้งสองนั้น คือหัวหน้าพนักงานน้ำองุ่น และ หัวหน้า พนักงาน ขนม {40:3} จึง ให้ จำคุก ไว้ ใน บ้าน ของ ผู้บัญชาการ ทหาร รักษา พระองค์ ใน คุก ที่ โย เซฟ ติด อยู่ นั้น .

34 {40:4} ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ สั่ง โยเซฟให้ รับใช้ สองคนนั้น โยเซฟก็ ปรนนิบัติ เขา พนักงานทั้ง สองติด คุก อยู่ พัก หนึ่ง {40:5} คืน หนึ่ง ข้าราชการทั้ง สองนั้น ฝัน ไป คือ พนักงานน้ำ องุ่น และพนักงานขนมของกษัตริย์ อียิปต์ ที่ ต้องจำอยู่ ในคุก นั้น ต่างคนต่างฝัน คนละเรื่อง ความฝัน ของ ต่าง คน ก็ มี ความหมาย ต่าง กัน {40:6} ครั้น เวลา เช้า โยเซฟเข้ามาหา เห็นข้าราชการทั้งสองนั้น ดูเถิด เขามีหน้า โศกเศร้า {40:7} จึง ถามข้าราชการของฟาโรห์ ที่ ถูก จำอยู่ ในคุก ที่ บ้านนายของตนว่า "ทำไมวันนี้ ท่านจึง หน้าเศร้า" {40:8} เขาตอบว่า "เราทั้ง สองฝัน ไปและไม่ มี ผู้ใดจะแก้ ฝันได้" โยเซฟบอกเขาว่า "พระเจ้าเท่านั้นแก้ฝันได้มิใช่หรือ ขอท่านเล่า ให้ ข้าพเจ้า ฟัง เถิด" {40:9} หัวหน้า พนักงานน้ำ องุ่นก็เล่าความฝันของตนให้โยเซฟฟังว่า "ดูเถิด เราฝันเห็น เถาองุ่น อยู่ ตรงหน้า {40:10} เถาองุ่น นั้น มี สามกิ่ง พอง อกใบอ่อนดอกตูม ก็ มีด อกบานออกมา และช่อ องุ่น ก็ สุก {40:11} ถ้วยของฟาโรห์ อยู่ ในมือ เรา แล้ว เราเก็บ ลูก องุ่น นั้น บีบ ให้ น้ำลงในถ้วยของฟาโรห์ และวางถ้วยนั้น ในพระ หัตถ์ของฟาโรห์" {40:12} โยเซฟบอกข้าราชการนั้นว่า "ขอ แก้ฝันดังนี้ คือกิ่งสามกิ่งนั้นได้แก่สามวัน {40:13} ภายใน สามวัน ฟาโรห์ จะทรงยกศีรษะของท่านขึ้น และจะทรงตั้ง ท่านไว้ ในตำแหน่ง เหมือนแต่ก่อน ท่านจะได้ ถวายถ้วยนั้น แก่ ฟาโรห์ อีก ดังที่ ได้ กระทำมาแต่ก่อนเมื่อ เป็น พนักงานน้ำ องุ่น {40:14} เมื่อท่านมีความสุขแล้วขอให้ระลึกถึงข้าพเจ้า และ แสดง ความ เมตตา ปรานี แก่ ข้าพเจ้า ช่วย ทูล ฟาโรห์ ให้ ข้าพเจ้า ได้ ออกจากบ้านนี้ {40:15} เพราะอันที่จริง เขาลัก ข้าพเจ้า มาจากแคว้น ฮีบ รู และที่นี่ ก็ เหมือนกัน ข้าพเจ้า ไม่ ได้ ทำผิด อะไรที่ ควรต้องติด คุก ใต้ดิน นี้" {40:16} เมื่อ หัวหน้า พนักงานขนมเห็น ว่า คำแก้ ความฝัน นั้น ดี จึง เล่า ให้ โยเซฟ ฟัง ว่า "เราฝัน ด้วย ดู เถิด เห็น มี กระจาดขนมขาวสามใบ ตั้งอยู่ บนศีรษะเรา {40:17} ในกระจาดใบบนนั้น มี ขนม สารพัดสำหรับฟาโรห์ แล้วมีนกมากินของในกระจาดที่ตั้งอยู่ บนศีรษะเรา" {40:18} โยเซฟตอบว่า "ขอแก้ ฝัน ดังนี้ คือ กระจาดสามใบนั้น ได้แก่ สามวัน {40:19} ภายในสามวัน ฟาโรห์จะทรงยกศีรษะของท่านขึ้นให้พ้นตัว และแขวนท่าน ไว้ที่ต้นไม้ ฝูงนกจะมากินเนื้อท่าน" {40:20} ครั้นถึงวันที่ สาม เป็น วัน เฉลิมพระชนมพรรษา ของ ฟาโรห์ พระองค์ จึง ทรงจัดการเลี้ยงข้าราชการทั้งปวงของพระองค์ แล้ว ทรงยก ศีรษะหัวหน้า พนักงานน้ำ องุ่น และหัวหน้า พนักงานขนม เข้า มา อยู่ ท่ามกลาง พวก ข้าราชการ {40:21} ฝ่าย หัวหน้า พนักงานน้ำ องุ่น นั้น ได้ รับ การแต่งตั้ง ในตำแหน่ง เดิม เขาก็ วางถ้วยในพระหัตถ์ ของฟาโรห์ เช่น แต่ก่อน {40:22} ส่วน บทที่ 1. ปฐมกาล / GENESIS หัวหน้าพนักงานขนมนั้นให้แขวนคอเสีย สมจริงดังที่โยเซฟ แก้ ฝัน ไว้ {40:23} แต่ หัวหน้า พนักงาน น้ำ องุ่น นั้น มิได้ ระลึกถึงโยเซฟ กลับลืมเขาเสีย {41:1} ครั้น อยู่ มาอีก สองปี เต็ม ฟาโรห์ก็ สุบิน และดู เถิด พระองค์ ทรงยืน อยู่ ที่ ริม ฝั่ง แม่น้ำ {41:2} ดู เถิด มี วัว เจ็ด ตัว อ้วนพี งามน่าดู ขึ้น มาจากแม่น้ำ นั้น กิน หญ้าอยู่ ใน ทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง {41:3} แล้วดูเถิด มีวัวอีกเจ็ดตัวซูบผอม น่าเกลียดตามขึ้น มาจากแม่น้ำ มายืน อยู่ กับ วัว อื่นๆที่ ริม ฝั่ง แม่น้ำ {41:4} วัวที่ซูบผอมน่าเกลียดก็กินวัวอ้วนพีงามน่าดู เจ็ด ตัว นั้น เสีย แล้ว ฟาโรห์ ก็ ตื่น บรรทม {41:5} พระองค์ ก็ บรรทมหลับ ไปและสุบิน ครั้ง ที่ สอง และดู เถิด ต้น ข้าวต้น เดียวมีรวงเจ็ดรวงเป็นข้าวเมล็ดเต่งงามดี {41:6} แล้วดูเถิด มี รวงข้าวเจ็ด รวงงอกขึ้น มาภายหลัง เป็น ข้าวลีบ และเกรียม เพราะลมตะวันออก {41:7} รวงข้าวลีบ เจ็ด รวงนั้น ได้ กลืน กิน รวงข้าวเมล็ด เต่ง งามดี เจ็ด รวงนั้น เสีย แล้ว ฟาโรห์ ก็ ตื่น บรรทม และดู เถิด รู้ ว่า เป็น พระสุบิน {41:8} ครั้น ต่อมา เวลารุ่งเช้าพระองค์มีพระทัยวุ่นวาย จึงรับสั่งให้เรียกโหรและ ปราชญ์ทั้งปวงของอียิปต์มาเฝ้า แล้วฟาโรห์ทรงเล่าพระสุบิน ให้ เขาฟัง แต่ ไม่ มี ผู้ใดทูล แก้ พระสุบิน นั้น ถวายแก่ ฟาโรห์ ได้ {41:9} ครั้งนั้น หัวหน้า พนักงานน้ำ องุ่น จึง ทูล ฟาโรห์ ว่า "วันนี้ข้าพระองค์ระลึกถึงความผิดพลั้งของข้าพระองค์ได้ {41:10} คือฟาโรห์ทรงพระพิโรธแก่ข้าราชการของพระองค์ และทรงจำข้าพระองค์ไว้ในคุกที่บ้านผู้บัญชาการทหารรักษา พระองค์ ทั้ง ข้า พระองค์ กับ หัวหน้า พนักงานขนม {41:11} ข้า พระองค์ ทั้ง สอง ฝัน ใน คืน เดียวกัน ทั้ง ข้า พระองค์ และ เขา ความ ฝัน ของ ต่าง คน มี ความหมาย ต่าง กัน {41:12} มี ชายหนุ่ม ชาติ ฮีบ รู คนหนึ่ง เป็น บ่าวของผู้บัญชาการทหาร รักษาพระองค์ อยู่ ที่นั่น ด้วยกัน กับ ข้า พระองค์ ทั้ง สอง และ ข้าพระองค์ทั้งสองเล่าความฝันให้เขาฟัง ชายนั้นก็แก้ฝันให้ ข้า พระองค์ ทั้ง สอง เขาแก้ ฝัน ให้ แต่ละคนตามความฝัน ของ ตน {41:13} และต่อมาที่ เขาแก้ ฝัน ให้ ข้า พระองค์ ทั้ง สอง อย่างไรก็เป็นไปอย่างนั้น คือฟาโรห์ทรงตั้งข้าพระองค์ไว้ใน ตำแหน่งเดิม แต่ฝ่ายเขานั้นถูกแขวนคอเสีย" {41:14} ฟาโรห์จึง รับสั่ง ให้ เรียกโยเซฟมา เขาก็ รีบ ไป เบิก ตัว โยเซฟออกมาจากคุก ใต้ดิน โยเซฟโกนหนวดผลัด เสื้อผ้าแล้วก็เข้าเฝ้าฟาโรห์ {41:15} ฟาโรห์ตรัสแก่โยเซฟว่า "เราฝัน ไป และหามี ผู้ใดแก้ ฝัน ได้ ไม่ เราได้ยิน ถึง เจ้า ว่า เจ้า สามารถเข้าใจความฝันเพื่อแก้ฝันนั้นได้" {41:16} โยเซฟจึง ทูล ตอบฟาโรห์ ว่า "การแก้ ฝัน มิได้ อยู่ ที่ ข้า พระองค์ พระเจ้า ต่างหากจะประทานคำตอบอัน เป็นสุข แก่ ฟาโรห์" {41:17} ฟาโรห์จึง ตรัส แก่ โยเซฟว่า "ในความฝัน ของเรานั้น ดู เถิด .

35 เรายืน อยู่ ที่ ฝั่ง แม่น้ำ {41:18} และดู เถิด มี วัว เจ็ด ตัว อ้วน พี งามน่าดู ขึ้น มาจากแม่น้ำ กิน หญ้า อยู่ ในทุ่งหญ้า แห่ง หนึ่ง {41:19} แล้วดูเถิด วัวอีกเจ็ดตัวตามขึ้นมาไม่งาม น่าเกลียด มากและซูบ ผอม เราไม่ เคยเห็น มี วัว เลวอย่างนี้ ทั่ว แผ่นดิน อียิปต์เลย {41:20} วัวที่ซูบผอมไม่งามนั้นกินวัวอ้วนพีเจ็ด ตัวแรกนั้นเสียหมด {41:21} เมื่อกินหมดแล้วหามีใครรู้ว่า มัน กิน เข้า ไปไม่ เพราะยัง ผอมอยู่ เหมือนแต่ก่อน แล้ว เราก็ ตื่นขึ้น {41:22} เราเห็นในความฝันของเรา ดูเถิด ต้นข้าว ต้นหนึ่ง มีรวงเจ็ดรวงงอกขึ้นมา เป็นข้าวเมล็ดเต่งและงามดี {41:23} และดู เถิด ข้าวอีก เจ็ด รวงงอกขึ้น มาภายหลัง เป็น ข้าวเหี่ยวลีบ และเกรียมเพราะลมตะวันออก {41:24} รวง ข้าวลีบนั้นกลืนกินรวงข้าวดีเจ็ดรวงนั้นเสีย เราเล่าความฝัน นี้ ให้ โหรฟัง แต่ ไม่ มี ใครสามารถอธิบายให้ เราได้" {41:25} โยเซฟจึงทูลฟาโรห์ว่า "พระสุบินของฟาโรห์มีความหมายอัน เดียวกัน พระเจ้า ทรงสำแดงให้ ฟาโรห์ ทราบถึง สิ่ง ที่ พระองค์ จะทรงกระทำ {41:26} วัว อ้วนพี เจ็ด ตัว นั้น คือ เจ็ด ปี และ รวงข้าวดี เจ็ด รวงนั้น ก็ คือ เจ็ด ปี เป็น ความฝัน อัน เดียวกัน {41:27} วัวเจ็ดตัวซูบผอมน่าเกลียดที่ขึ้นมาภายหลังคือเจ็ด ปี กับ รวงข้าวเจ็ด รวงลีบ และเกรียมเพราะลมตะวันออกนั้น คือ เจ็ด ปี ที่ กันดารอาหาร {41:28} นี่ คือ สิ่ง ที่ ข้า พระองค์ ทูล ฟาโรห์ คือพระเจ้าทรงสำแดงให้ฟาโรห์รู้สิ่งที่พระองค์จะทรง กระทำ {41:29} ดูเถิด จะมีอาหารบริบูรณ์ทั่วประเทศอียิปต์ ถึง เจ็ด ปี {41:30} หลังจากนั้น จะบังเกิด การกันดารอาหาร อีก เจ็ด ปี จนจะลืม ความอุดมสมบูรณ์ ในประเทศอียิปต์ เสีย การกันดารอาหารจะล้างผลาญแผ่นดิน {41:31} ทำให้ จำ ความอุดมสมบูรณ์ ในแผ่นดิน ไม่ ได้ เพราะเหตุ การกันดาร อาหารที่ เกิด ขึ้น ตามหลัง นี้ ด้วยว่า การกันดารอาหารนั้น จะ รุนแรงนัก {41:32} ที่ฟาโรห์สุบินสองครั้งนั้น ก็หมายว่าสิ่ง นั้น พระเจ้า ทรงกำหนดไว้ แล้ว และพระเจ้า จะทรงให้ บังเกิด ในเร็วๆนี้ ฟาโรห์ และ ใน สายตา ของ ข้าราชการ ทั้งปวง ของ พระองค์ {41:38} ฟาโรห์ตรัส กับ บรรดา ข้าราชการ ว่า "เรา จะ หา คน ที่ มี พระ วิญญาณ ของ พระเจ้า อยู่ ใน ตัว เหมือน คน นี้ ได้ หรือ" {41:39} ฟาโรห์จึง ตรัส กับ โยเซฟว่า "เพราะพระเจ้า ได้ ทรงสำแดงเรื่องนี้ ทั้งสิ้น แก่ ท่าน จะหาผู้ใดที่ มี ความคิด ดี และมี ปัญญาเหมือนท่านก็ ไม่ ได้ {41:40} ท่านจะดูแล ราชสำนัก ของเรา และประชาชนทั้งหลายของเราจะปฏิบัติ ตามคำของท่าน เว้นแต่ ฝ่ายพระที่นั่ง เท่านั้น เราจะเป็นใหญ่ กว่า ท่าน" {41:41} ฟาโรห์ตรัส กับ โยเซฟว่า "ดู เถิด เราตั้ง ท่าน ให้ ดูแล ทั่ว ประเทศ อียิปต์ แล้ว" {41:42} ฟาโรห์ทรง ถอดธำมรงค์ ตราออกจากพระหัตถ์ ของพระองค์ สวมที่ มือ โยเซฟ กับ ให้ สวมเสื้อผ้า ป่านเนื้อ ละเอียด และสวมสร้อย ทองคำให้ ที่ คอ {41:43} ให้ โยเซฟใช้ รถหลวงคัน ที่ สองซึ่ง ฟาโรห์ มี อยู่ และมี คนร้องประกาศข้างหน้า ท่านว่า "คุกเข่า ลงเถิด" ดังนี้แหละ พระองค์ทรงตั้งท่านให้ดูแลทั่วประเทศ อียิปต์ {41:44} ฟาโรห์จึง ตรัส กับ โยเซฟว่า "เราคือ ฟาโรห์ ไม่ มี คน ทั่ว แผ่นดิน อียิปต์ จะ ยก มือ ยก เท้า ได้ เว้นแต่ ท่าน จะ อนุญาต" {41:45} ฟาโรห์เรียก นาม โย เซฟ ว่า ศาเฟ นา ท ปา เนอาห์ และ ประทาน อา เส นัท บุตรสาว โป ทิเฟ รา ปุโรหิต เมือง โอน ให้ เป็น ภรรยา โยเซฟ ก็ ออก ไป สำรวจ ทั่ว ประเทศอียิปต์ {41:46} เมื่อ โยเซฟเข้าเฝ้า ฟาโรห์ กษัตริย์ แห่ง อียิปต์ นั้น ท่านอายุ ได้ สามสิบ ปี แล้ว โยเซฟก็ ออกจาก ที่ เข้าเฝ้า ฟาโรห์ เที่ยวไปทั่ว ประเทศอียิปต์ {41:47} ในเจ็ด ปี ที่ อุดมสมบูรณ์ นั้น แผ่นดิน ก็ ออกผลมากมาย {41:48} โยเซฟ รวบรวม อาหาร ทั้ง เจ็ด ปี ซึ่ง มี อยู่ ใน ประเทศ อียิปต์ ไว้ หมด สะสมอาหารไว้ ในเมืองต่างๆ ผลที่ เกิด ขึ้น ในนารอบ เมืองใดๆก็ เก็บ ไว้ ในเมืองนั้นๆ {41:49} โยเซฟสะสมข้าว ไว้ ดุจ เม็ด ทรายในทะเลมากมายจนต้องหยุดคิด บัญชี เพราะ นับไม่ถ้วน {41:50} ก่อนถึงปีกันดารอาหาร มีบุตรชายสอง คนเกิด แก่ โยเซฟ ซึ่ง นางอาเสนัท บุตรสาวโปทิเฟราปุโรหิต เมืองโอนบังเกิด ให้ ท่าน {41:51} โยเซฟเรียกบุตรหัวปี ว่า {41:33} เพราะฉะนั้น บัดนี้ ขอ ฟาโรห์ เลือก คน ที่ มี มนัส เสห์ กล่าวว่า "เพราะว่า พระเจ้า ทรงโปรดให้ ข้าพเจ้า ลืม ความคิด ดี มี ปัญญา ตั้ง ให้ ดูแล ประเทศ อียิปต์ {41:34} ความยากลำบากทั้งปวง และวงศ์ วานทั้งสิ้น ของบิดาเสีย" ขอ ฟาโรห์ ทำ ดังนี้ และ ให้ คน นั้น จัด พนักงาน ไว้ ทั่ว แผ่นดิน {41:52} บุตรที่ สองท่านเรียกชื่อ ว่า เอฟราอิม "เพราะว่า และเก็บ ผลหนึ่ง ในห้า ส่วนแห่ง ประเทศอียิปต์ ไว้ ตลอดเจ็ด พระเจ้า ทรง โปรด ให้ ข้าพเจ้า มี เชื้อสาย ทวี ขึ้น ใน แผ่นดิน ที่ ปี ที่ อุดมสมบูรณ์ นั้น {41:35} ให้ คน เหล่านั้น รวบรวม ข้าพเจ้า ได้ รับ ความทุกข์ใจ" {41:53} เจ็ด ปี ที่ อุดมสมบูรณ์ อาหาร ใน ปี ที่ อุดม เหล่านั้น ซึ่ง จะ มา ถึง นั้น ไว้ และ สะสม ในประเทศอียิปต์ก็ล่วงไป ข้าว ด้วย อำนาจ ของ ฟาโรห์ ไว้ และ ให้ เก็บ อาหาร ไว้ ใน เมือง {41:54} จึง เกิด กันดาร อาหาร เจ็ด ปี ดั่ง ที่ โย เซฟ กล่าว ต่างๆ {41:36} อาหารนี้ จะได้ เป็น เสบียงสำรองในแผ่นดิน สำหรับ เจ็ด ปี ที่ กันดาร อาหาร ซึ่ง จะ เกิด ขึ้น ใน ประเทศ ไว้ การ กันดาร อาหาร นั้น เกิด ทั่ว แผ่นดิน ทั้งหลาย แต่ ทั่ว อียิปต์ เพื่อ แผ่นดิน จะไม่ พินาศเสีย ไปเพราะกันดารอาหาร" ประเทศ อียิปต์ ยัง มี อาหาร อยู่ {41:55} เมื่อ ชาว อียิปต์ {41:37} ข้อเสนอ นี้ เป็น ที่ เห็นชอบ ใน สาย พระเนตร ของ อดอยาก อาหาร ประชาชน ก็ ร้อง ทูล ขอ อาหาร ต่อ ฟาโรห์ .

36 บทที่ 1. ปฐมกาล / GENESIS พวกพี่ชายไว้ ด้วยกัน ในคุก สามวัน {42:18} ในวันที่ สาม โยเซฟบอกเขาว่า "ทำดังนี้แล้วจะรอดชีวิต เพราะเรายำเกรง พระเจ้า {42:19} ถ้าพวกเจ้าเป็นคนสัตย์จริง จงให้คนหนึ่ง ในพวกเจ้า ถูก จำอยู่ ที่ ห้องเล็ก ในคุก คนอื่น นำข้าวไปเพื่อ บรรเทาการกันดารอาหารที่ บ้านของเจ้า {42:20} แล้ว พา น้องชายสุดท้องมาหาเรา ดังนั้น จึง จะเห็นได้ว่า พวกเจ้า พูด จริง แล้วพวกเจ้าจะไม่ตาย" พวกพี่ชายก็ทำดังนั้น {42:21} {42:1} เมื่อ ยา โค บ รู้ ว่า มี ข้าว ใน อียิปต์ ยา โค บ จึง พูด พวกพี่ชายจึง พูด กัน ว่า "ที่ จริง เรามี ความผิด เรื่องน้องชาย กับ พวกบุตรชายของตนว่า "มานั่ง มองดู กัน อยู่ ทำไมเล่า" เรา เพราะเราได้ เห็น ความทุกข์ใจของน้องเมื่อ เขาอ้อนวอน {42:2} ท่านพูด ว่า "ดู เถิด เราได้ยิน ว่า มี ข้าวในอียิปต์ ลง เราแต่ แล้ว มิได้ ฟัง เพราะฉะนั้น ความทุกข์ใจทั้งนี้ จึง บังเกิด ไปซื้อข้าวจากที่นั่นมาให้พวกเรา เพื่อพวกเราจะได้มีชีวิตและ แก่เรา" {42:22} ฝ่ายรูเบนพูดกับน้องทั้งหลายว่า "ข้าห้าม ไม่ อดตาย" {42:3} พี่ชายของโยเซฟสิบ คนก็ ลงไปซื้อ ข้าว เจ้า แล้ว มิใช่ หรือว่า ‘อย่า ทำบาปผิด ต่อ เด็ก นั้น’ แต่ พวกเจ้า ที่ อียิปต์ {42:4} แต่ เบนยามิน น้องชายของโยเซฟนั้น ยาโค ไม่ฟัง เหตุฉะนั้น ดูเถิด การพิพากษาเรื่องโลหิตของน้องจึง บไม่ ให้ ไปกับ พวกพี่ชาย ด้วยท่านกล่าวว่า "เกรงว่า อาจจะ มาถึง" {42:23} พวกพี่ชายไม่ รู้ ว่า โยเซฟฟัง ออก เพราะว่า เกิด อันตรายแก่ เขา" {42:5} บรรดาบุตรชายของอิสราเอล ท่านพูด กับ เขาโดยใช้ ล่าม {42:24} โยเซฟก็ หัน ไปจากเขา ก็ ไป ซื้อ ข้าว พร้อมกับ คน ทั้งหลาย ที่ ไป เพราะ การ กันดาร และร้องไห้ แล้ว กลับ มาพูด กับ เขาอีก และเอาสิ เมโอนออก อาหารก็ เกิด ในแผ่นดิน คานาอัน {42:6} ฝ่ายโยเซฟเป็น มามัด ไว้ ต่อหน้าต่อตาพวกเขา {42:25} แล้ว โยเซฟบัญชา ผู้ สำเร็จ ราชการแผ่นดิน ท่านเป็น ผู้ ที่ ขายข้าวให้แก่ บรรดา ให้ ใส่ ข้าวในถุง ของพี่ชายให้ เต็ม และใส่ เงิน ของแต่ละคนไว้ ประชาชนแห่ง แผ่นดิน พวกพี่ชายของโยเซฟก็ มากราบไหว้ ในกระสอบของทุกคน และให้เสบียงไปกินกลางทาง ท่านก็ ท่าน ก้มหน้าลงถึงดิน {42:7} โยเซฟเห็นพวกพี่ชายของตน ทำต่อเขาดังนี้ {42:26} พวกเขาบรรทุกข้าวใส่หลังลาแล้วก็ และรู้จักเขาแต่ทำเป็นไม่รู้จักเขา และพูดจาดุดันกับเขา ท่าน ออกเดินทางไป {42:27} ครั้นคนหนึ่งเปิดกระสอบออกจะ ถามเขาว่า "พวกเจ้ามาจากไหน" เขาตอบว่า "มาจากแผ่นดิน เอาข้าวให้ลากิน ณ ที่หยุดพัก ดูเถิด เขาก็เห็นเงินของเขาอยู่ คานาอัน เพื่อ ซื้อ อาหาร" {42:8} โยเซฟรู้จัก พวกพี่ชาย แต่ ที่ปากกระสอบนั้น {42:28} ผู้นั้นจึงบอกแก่พี่น้องว่า "เงิน พวกพี่หารู้จักท่านไม่ ของข้าพเจ้ากลับคืนมา ดูเถิด เงินนั้นอยู่ที่ปากกระสอบของ {42:9} โยเซฟระลึกถึงความฝันที่ท่านเคยฝันถึงพวกพี่ๆ ข้าพเจ้า" พี่น้องตกใจกลัวจนตัวสั่น พูดกันว่า "ที่พระเจ้าทรง และกล่าวแก่ พวกเขาว่า "พวกเจ้า เป็น คนสอดแนม แอบ กระทำดังนี้แก่เราจะเป็นอย่างไรหนอ" มาดู จุดอ่อนของบ้านเมือง" {42:10} พวกเขาจึง ตอบท่าน ว่า "นาย เจ้าข้า มิใช่ เช่นนั้น แต่ ข้าพเจ้า ผู้ รับใช้ ของ ท่าน {42:29} เขาก็ กลับ ไปหายาโคบบิดาของเขาในแผ่นดิน มา ซื้อ อาหาร {42:11} ข้าพเจ้า ทั้งหลาย เป็น บุตรชาย ร่วม คา นา อัน แล้ว เล่าเรื่อง ทั้งหมด ที่ เกิด ขึ้น แก่ ตน ให้ บิดา บิดาเดียวกัน เป็น คนสัตย์จริง ผู้ รับใช้ ของท่านมิใช่ คนสอด ฟัง ว่า {42:30} "ท่าน ผู้ นั้น ที่ เป็น เจ้านาย ของ ประเทศ แนม" {42:12} โยเซฟบอกเขาอีก ว่า "มิใช่ แต่ พวกเจ้า พูดจา ดุดัน กับ พวก ข้าพเจ้า เหมา เอา ว่า พวก ข้าพเจ้า เป็น ผู้ มา เพื่อ ดู จุดอ่อน ของ บ้านเมือง" {42:13} พวก พี่ จึง ตอบ สอด แนม ดู บ้านเมือง {42:31} พวก ข้าพเจ้า เรียน ท่าน ว่า ว่า "ข้าพเจ้า ทั้งหลายผู้ รับใช้ ของท่านเป็น พี่น้องสิบ สองคน ‘ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นคนสัตย์จริง หาได้เป็นคนสอดแนมไม่ เป็นบุตรชายร่วมบิดาเดียวกันอยู่ในแผ่นดินคานาอัน ดูเถิด {42:32} ข้าพเจ้า ทั้งหลายเป็น บุตรชายร่วมบิดาเดียวกัน มี วันนี้ น้องสุดท้องยัง อยู่ กับ บิดา แต่ น้องอีก คนหนึ่ง เสีย ไป พี่น้องสิบ สองคน น้องคนหนึ่ง เสีย ไปแล้ว น้องสุดท้องยัง แล้ว" {42:14} โยเซฟตอบเขาว่า "ที่ เราว่า ‘พวกเจ้า เป็น อยู่ กับ บิดาในแผ่นดิน คานาอัน’ {42:33} แล้ว ท่านผู้ เป็น คนสอดแนม’ นั้นจริงแน่ๆ {42:15} พวกเจ้าจะถูกทดลอง เจ้านายของประเทศนั้น ตอบแก่ เราว่า ‘เพื่อ เราจะรู้ ว่า พวก ดังนี้ โดยพระชนม์ฟาโรห์พวกเจ้าจะไปจากที่นี่ไม่ได้ เว้นแต่ เจ้า เป็น คนสัตย์จริง คือ ให้ คนหนึ่ง ในพวกพี่น้องอยู่ กับ เรา น้องชายสุดท้องมาที่นี่ {42:16} พวกเจ้าต้องอยู่ในคุกก่อน พวกเจ้า เอาข้าวไปเพื่อ บรรเทาการกันดารอาหารที่ บ้านของ ให้ คนหนึ่ง ในพวกเจ้า ไปพาน้องชายมา เพื่อ พิสูจน์ ถ้อยคำ เจ้า แล้ว ออกเดินทางไปเถิด {42:34} แล้ว จงพาน้องชาย ของ เจ้า ว่า เจ้า พูด จริง หรือ ไม่ มิฉะนั้น โดย พระชนม์ ฟาโรห์ สุดท้องมาหาเรา เราจึง จะรู้ แน่ ว่า พวกเจ้า มิได้ เป็น คนสอด พวก เจ้า เป็น คน สอด แนม แน่" {42:17} แล้ว โย เซฟ ก็ ขัง แนม แต่ เป็น คนสัตย์จริง แล้ว เราจะปล่อยพี่ชายไป พวก ฟาโรห์ก็ รับสั่ง แก่ ชาวอียิปต์ ทั้งหลายว่า "ไปหาโยเซฟ ท่าน บอก อะไร ก็ จง ทำ ตาม" {41:56} การ กันดาร อาหาร แผ่ ไปทั่ว พื้น แผ่นดิน โลก โยเซฟก็ เปิด ฉางออกขายข้าวแก่ ชาว อียิปต์ และการกันดารอาหารในแผ่นดิน อียิปต์ รุนแรงมาก {41:57} และประเทศทั้งปวงก็มายังประเทศอียิปต์หาโยเซฟ เพื่อซื้อข้าว เพราะการกันดารอาหารร้ายแรงในทุกประเทศ .

37 เจ้า ยัง จะได้ ค้าขายในประเทศนี้’" {42:35} และต่อมาครั้น พวกเขาแก้กระสอบข้าวออก ดูเถิด เห็นห่อเงินของแต่ละคน อยู่ ในกระสอบของตน เมื่อ เวลาพวกเขากับ บิดาเห็น ห่อ เงิน ดังนั้น ก็ กลัว {42:36} ฝ่ายยาโคบบิดาของเขาจึง ว่า "พวก เจ้าทำให้เราพลัดพรากจากลูกของเรา โยเซฟก็เสียไปแล้ว สิ เมโอนก็ เสีย ไปแล้ว แล้ว พวกเจ้า ยัง จะเอาเบนยามิ น ไปอีก คน สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดทำให้เรามีความทุกข์" {42:37} รูเบน จึงบอกบิดาของตนว่า "ถ้าลูกไม่พาเบนยามินกลับมาให้พ่อ พ่อ จงเอาบุตรชายทั้ง สองคนของลูก ฆ่า เสีย จงมอบเบนยา มิ น ไว้ ในความดูแลของลูก เถิด แล้ว ลูก จะนำเขากลับ มาหา พ่ออีก" {42:38} ยาโคบบอกว่า "ลูกของเราจะไม่ลงไปกับ เจ้า เพราะพี่ชายของเขาก็ตายเสียแล้ว เหลือแต่เบนยามินคน เดียว ถ้าเกิดอันตรายแก่เขาในเวลาเดินทางไปกับเจ้า เจ้าจะ พาผมหงอกของเราลงสู่หลุมฝังศพด้วยความทุกข์" {43:1} การกันดารอาหารในแผ่นดินร้ายแรงยิ่ง {43:2} และต่อมาเมื่อ ครอบครัว ยาโคบกิน ข้าวที่ ได้ มาจากประเทศ อียิปต์หมดแล้ว บิดาเขาจึงบอกแก่บุตรชายว่า "ไปซื้ออาหาร มาอีกหน่อย" {43:3} แต่ยูดาห์ตอบบิดาว่า "ท่านกำชับพวก ลูก อย่างเด็ดขาดว่า ‘ถ้า ไม่ ได้ พาน้องชายมาด้วย พวกเจ้า จะ ไม่ เห็น หน้า เราอีก’ {43:4} ถ้า พ่อ ใช้ ให้ น้องชายไปกับ พวก ลูก ลูก จะลงไปซื้อ อาหารให้ พ่อ {43:5} แต่ ถ้าแม้ พ่อ ไม่ ให้ น้องไป พวกลูก จะไม่ ลงไป เพราะเจ้านายท่านบัญชาแก่ พวกลูก ว่า ‘ถ้า ไม่ ได้ พาน้องชายมาด้วย พวกเจ้า จะไม่ เห็น หน้า เราอีก’" {43:6} อิสราเอลจึง ว่า "เหตุ ไฉนเจ้า จึง ไป บอกท่านว่า มี น้องชายอีก คนหนึ่ง ทำให้ เราได้ รับ ความช้ำใจ เช่นนี้" {43:7} เขาจึง ตอบว่า "เจ้านายท่านซักไซ้ ไต่ถาม ถึง พวกลูก และญาติพี่น้องของพวกลูก ว่า ‘บิดายัง อยู่ หรือ เจ้า มี น้องชายอีก หรือเปล่า’ พวกลูก ก็ ตอบตามคำถามนั้น จะล่วงรู้ ได้ อย่างไรว่า ท่านจะสั่ง ว่า ‘พาน้องชายของเจ้า มา’" {43:8} ยูดาห์จึง พูด กับ อิสราเอลบิดาของเขาว่า "ขอพ่อ ให้ เด็ก นั้น ไปกับ ข้าพเจ้า เราจะได้ ลุก ขึ้น ออกเดินทางไปเพื่อ จะ ได้ มี ชีวิต และไม่ ตาย ทั้ง พวกลูก และพ่อ กับ ลูกอ่อนทั้งหลาย ของเราด้วย {43:9} ลูกรับประกันน้องคนนี้ พ่อจะเรียกร้อง ให้ ลูก รับผิดชอบก็ได้ ถ้า ลูก ไม่ นำเขากลับ มาหาพ่อ และส่ง เขา ต่อหน้า พ่อ ก็ ขอ ให้ ลูก รับผิด ต่อ พ่อ ตลอดไป เป็นนิตย์ {43:10} ด้วยว่า ถ้า พวกลูก ไม่ ช้า อยู่ เช่นนี้ ก็ จะได้ กลับ มา เป็นครั้งที่สองแล้วเป็นแน่" {43:11} ฝ่ายอิสราเอลบิดาของ พวกเขาจึง บอกบุตรชายทั้งหลายว่า "ถ้า อย่างนั้น ให้ ทำดังนี้ คือ เอาผลิตผลอย่างดี ที่สุด ที่ มี ในแผ่นดิน นี้ คือ พิมเสนบ้าง น้ำผึ้ง บ้าง ยางไม้ และมดยอบ ลูก นัท และลูก อัลมันด์ ใส่ ภาชนะไปเป็น ของกำนัล แก่ ท่าน {43:12} เอาเงิน ติด มือ เจ้า ไปสองเท่า คือ เงิน ที่ ติด มาในปากกระสอบของเจ้า นั้น ก็ ให้ ติด มือ กลับ ไปด้วย เพราะบางที เขาเผลอไป {43:13} จง พา น้อง ชาย ของ เจ้า ด้วย แล้ว ลุก ขึ้น กลับ ไป หา ท่าน นั้น อีก {43:14} ขอพระเจ้า ผู้ ทรงมหิทธิ ฤทธิ์ โปรดกรุณาพวก เจ้า ต่อหน้า ท่านนั้น เพื่อ ท่านจะปล่อยพี่ชายกับ เบนยามิ นก ลับ มา หากว่า เรา จะ ต้อง พลัดพราก จาก บุตร ไป ก็ตาม เถิด" {43:15} คนเหล่านั้นก็เอาของกำนัลและเงินสองเท่าติดมือ ไปพร้อมกับ เบนยามิ น แล้ว ลุก ขึ้น พากัน เดินทางลงไปยัง ประเทศอียิปต์ และเข้าเฝ้าโยเซฟ {43:16} เมื่อ โยเซฟเห็น เบนยามิ น มากับ พี่ชาย ท่านจึง สั่ง คน ต้น เรือน ว่า "จง พา คน เหล่านี้ เข้า ไป ใน บ้าน ให้ ฆ่า สัตว์และจัดโต๊ะไว้ เพราะคนเหล่านี้จะมารับประทานด้วยกัน กับ เราในเวลาเที่ยง" {43:17} คนต้น เรือนก็ ทำตามคำโย เซฟสั่ง และพาคนเหล่านั้น เข้า ไปในบ้านโยเซฟ {43:18} คนเหล่านั้น ก็ กลัว เพราะเขาพาเข้า ไปในบ้านโยเซฟ จึง พูด กัน ว่า "เพราะเหตุ เงิน ที่ ติด มาในกระสอบของเราครั้ง ก่อน นั้น เขาจึง พาพวกเรามาที่นี่ เพื่อ ท่านจะหาเหตุ ใส่ เราจับกุม เรา จับ เราเป็น ทาส ทั้ง จะริบ เอาลาด้วย" {43:19} พวกเขา เข้า ไปหาคนต้น เรือนของโยเซฟ และพูด กับ เขาที่ ประตู บ้าน {43:20} และกล่าวว่า "โอ นายเจ้าข้า ข้าพเจ้า ทั้งหลายลง มาครั้ง ก่อนเพื่อ ซื้อ อาหาร {43:21} และต่อมาครั้น ข้าพเจ้า ทั้งหลายไปถึงที่พัก เราเปิดกระสอบของเราออก และดูเถิด เงินของแต่ละคนก็อยู่ในปากกระสอบของตน เงินนั้นยังอยู่ ครบน้ำหนัก ข้าพเจ้าจึงได้นำเงินนั้นติดมือกลับมา {43:22} ข้าพเจ้า เอา เงิน อีก ส่วนหนึ่ง ติด มือ มา เพื่อ จะ ซื้อ อาหาร อีก เงิน ที่อยู่ ใน กระสอบ ของ เรา นั้น ผู้ใด ใส่ ไว้ ข้าพเจ้า ไม่ ทราบ เลย" {43:23} คนต้น เรือนจึง ตอบว่า "จงเป็นสุข เถิด อย่า กลัว เลย พระเจ้า ของท่านและพระเจ้า ของบิดาท่านบันดาล ให้มีทรัพย์อยู่ในกระสอบเพื่อท่าน เงินของท่านนั้นเราได้รับ แล้ว" คนต้นเรือนก็พาสิเมโอนออกมาหาเขา {43:24} คน ต้นเรือนพาคนเหล่านั้นเข้าไปในบ้านของโยเซฟ แล้วเอาน้ำ ให้เขา เขาก็ล้างเท้าและคนต้นเรือนจัดหญ้าฟางให้ลาเขากิน {43:25} พวกพี่ชายก็ จัดเตรียมของกำนัล ไว้ คอยท่า โยเซฟ ซึ่ง จะมาในเวลาเที่ยง เพราะเขาได้ยิน ว่า เขาจะรับประทาน อาหารกัน ที่นั่น {43:26} เมื่อ โยเซฟกลับ มาบ้าน เขาก็ ยก ของกำนัลที่ติดมือนั้นมาให้โยเซฟในบ้านแล้วกราบลงถึงดิน ต่อ ท่าน {43:27} โยเซฟถามถึง ทุกข์สุข ของเขาและกล่าว ว่า "บิดาของเจ้าผู้ชราที่พวกเจ้ากล่าวถึงครั้งก่อนนั้นสบายดี หรือ บิดายังมีชีวิตอยู่หรือ" {43:28} เขาตอบว่า "บิดาของ ข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านอยู่สบายดี ท่านยังมีชีวิตอยู่" แล้วเขา ก็ น้อมลงกราบไหว้ อีก {43:29} โยเซฟเงยหน้า ดู เห็น เบน .

38 ยามิ น น้องชายมารดาเดียวกัน แล้ว ถามว่า "คนนี้ เป็น น้อง ชายสุดท้องที่พวกเจ้าบอกแก่เราครั้งก่อนหรือ" โยเซฟกล่าว ว่า "ลูกเอ๋ย ขอให้พระเจ้าทรงเมตตาแก่เจ้า" {43:30} แล้ว โยเซฟรีบ ไป เพราะรัก น้องจนกลั้น น้ำตาไว้ ไม่ ได้ ท่านก็ หา ที่ที่จะร้องไห้ ท่านจึงเข้าไปในห้องร้องไห้อยู่ที่นั่น {43:31} โยเซฟล้างหน้า แล้ว กลับ ออกมาแข็งใจกลั้น น้ำตาสั่ง ว่า "ยก อาหารมาเถิด" {43:32} พวกคนใช้ ก็ ยกส่วนของโยเซฟมา ตั้ง ไว้ เฉพาะท่าน ส่วนของพี่น้องก็ เฉพาะพี่น้อง ส่วนของ คนอียิปต์ ที่ จะมารับประทานด้วยนั้น ก็ เฉพาะเขา เพราะคน อียิปต์จะไม่รับประทานอาหารร่วมกับคนฮีบรู ด้วยว่าสิ่งนั้น เป็น สิ่ง ที่ พึง รังเกียจสำหรับ คนอียิปต์ {43:33} พวกพี่น้อง ก็นั่งตรงหน้าโยเซฟ เรียงตั้งแต่พี่ใหญ่ผู้มีสิทธิบุตรหัวปี ลง มาจนถึงน้องสุดท้องตามวัย พี่น้องทั้งหลายมองดูตากันด้วย ความประหลาดใจ {43:34} แล้วโยเซฟก็ส่งของรับประทาน ให้พี่น้องเหล่านั้นต่อหน้าท่าน แต่ของที่ส่งให้เบนยามินนั้น มากกว่า ของพี่ชายถึง ห้า เท่า พวกเขาก็ กิน ดื่ม กับ โยเซฟจน สำราญใจ {44:1} โยเซฟสั่ง คนต้น เรือนของท่านว่า "จัด อาหารใส่ กระสอบของคนเหล่านี้ให้เต็มตามที่จะขนไปได้ และเอาเงิน ของ เขา ใส่ ไว้ ใน ปาก กระสอบ ของ ทุกคน {44:2} ใส่ ถ้วย ของเรา คือ ถ้วยเงิน นั้น ไว้ ในปากกระสอบของคนสุดท้อง กับเงินค่าข้าวของเขาด้วย" คนต้นเรือนก็ทำตามคำที่โยเซฟ สั่ง {44:3} ครั้น เวลารุ่งเช้า คนต้น เรือนก็ ให้ คนเหล่านั้น ออกเดิน ไปพร้อมกับ ลาของเขา {44:4} เมื่อ พี่น้องออกไป จากเมืองยัง ไม่สู้ ไกลนัก โยเซฟสั่ง คนต้น เรือนว่า "ลุก ขึ้น ไป ตามคนเหล่านั้น เมื่อ ไปทัน แล้ว ให้ ถามพวกเขาว่า ‘ทำไม พวกเจ้า จึง ทำความชั่ว ตอบความดี เล่า {44:5} ถ้วยนี้ เป็น ถ้วย เฉพาะที่ เจ้านาย ของ ข้า ใช้ ดื่ม และ ใช้ ทำนาย มิใช่ หรือ เจ้า ทำ เช่นนี้ ผิด มาก’" {44:6} คน ต้น เรือน ตาม พวกเขา ไปทัน แล้ว ว่า แก่ พี่น้องตามคำที่ โยเซฟบอก {44:7} คน เหล่านั้น จึง ตอบ เขา ว่า "เหตุ ไฉน เจ้านาย ของ ข้าพเจ้า จึง ว่า อย่างนี้ พระเจ้า ไม่ ทรงโปรดให้ ผู้ รับใช้ ของท่านกระทำเรื่อง เช่นนี้ เลย {44:8} ดู เถิด เงิน ที่ ข้าพเจ้า พบในปากกระสอบ ของข้าพเจ้า นั้น ข้าพเจ้า ยัง ได้ นำมาจากแผ่นดิน คานาอัน คืน แก่ ท่าน ข้าพเจ้า ทั้งหลายจะลัก เงินทองไปจากบ้านนายของ ท่านได้ อย่างไรเล่า {44:9} หากท่านพบของนั้น ที่ ใครใน พวกข้าพเจ้า ผู้ รับใช้ ของท่านก็ ให้ ผู้ นั้น ตายเถิด และข้าพเจ้า ทั้งหลายจะเป็น ทาสเจ้านายของข้าพเจ้า ด้วย" {44:10} คน ต้น เรือนจึง ว่า "บัดนี้ ให้ เป็น ไปตามคำที่ ท่านว่า ถ้า เราพบ ของนั้นที่ผู้ใด ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสของเรา แต่ท่านทั้งหลาย หามีความผิดไม่" {44:11} พวกเขาทุกคนจึงรีบยกกระสอบ บทที่ 1. ปฐมกาล / GENESIS ของตนวางลงบนดินและเปิดกระสอบของตนออก {44:12} คนต้นเรือนก็ค้นดูตั้งแต่คนหัวปีจนถึงคนสุดท้อง ก็พบถ้วย นั้นในกระสอบของเบนยามิน {44:13} พวกเขาก็ฉีกเสื้อผ้า ของ ตน และ บรรทุก ขึ้น หลัง ลากลับ มา ยัง เมือง {44:14} ฝ่ายยูดาห์ กับ พวกพี่น้องก็ มาบ้านโยเซฟ โยเซฟยัง อยู่ ที่นั่น พวกเขากราบลงถึง ดิน ต่อหน้า ท่าน {44:15} โยเซฟจึงถาม เขาว่า "พวกเจ้า ทำอะไรนี่ พวกเจ้า ไม่ รู้ หรือว่า คนอย่างเรา ทำนาย ได้" {44:16} ยูดาห์ตอบ ว่า "ข้าพเจ้า ทั้งหลาย จะ ตอบอย่างไรกับ นายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้า จะพูด อย่างไร หรือ ข้าพเจ้าจะแก้ตัวอย่างไรได้ พระเจ้าทรงทราบความชั่วช้าของ พวกข้าพเจ้า ผู้ รับใช้ ของท่านแล้ว ข้า แต่ ท่าน ดู เถิด พวก ข้าพเจ้าเป็นทาสของท่าน ทั้งข้าพเจ้าทั้งหลายกับคนที่เขาพบ ถ้วยอยู่ นั้น ด้วย" {44:17} แต่ โยเซฟตอบว่า "พระเจ้า ไม่ ทรงโปรดให้เรากระทำเช่นนั้น เฉพาะคนที่เขาพบถ้วยในมือ นั้น จะเป็น ทาสของเรา ส่วนพวกเจ้า จงกลับ ไปหาบิดาโดย สันติสุขเถิด" {44:18} ยูดาห์จึง เข้า ไปใกล้ โยเซฟ เรียนว่า "โอ นาย เจ้าข้า ข้าพเจ้า ผู้ รับใช้ ของท่านขอกราบเรียนท่านสัก คำหนึ่ง ขอ ท่าน อย่า ได้ ถือโกรธ ข้าพเจ้า ผู้ รับใช้ ของ ท่าน เลย เพราะ ท่าน ก็ เป็น เหมือน ฟาโรห์ {44:19} นาย ของ ข้าพเจ้า ถาม ข้าพเจ้า ทั้งหลายผู้ รับใช้ ของท่านว่า ‘เจ้า ยัง มี บิดาหรือ น้อง ชาย อยู่ หรือ’ {44:20} พวก ข้าพเจ้า ตอบ นาย ของ ข้าพเจ้า ว่า ‘ข้าพเจ้าทั้งหลายมีบิดาที่ชราแล้ว มีบุตรคนหนึ่งเกิดเมื่อ บิดาชรา เป็น น้องเล็ก พี่ชายของเด็ก นั้น ตายเสียแล้ว บุตร ของมารดานั้น ยัง อยู่ แต่ คนนี้ คนเดียวและบิดารัก เด็ก คนนี้ มาก’ {44:21} แล้วท่านสั่งข้าพเจ้าทั้งหลายผู้รับใช้ของท่าน ว่า ‘พาน้องคนนั้นมาที่นี่ให้เราดู’ {44:22} ข้าพเจ้าทั้งหลาย เรียนนายของข้าพเจ้า ว่า ‘เด็กหนุ่ม คนนี้ จะพรากจากบิดาไม่ ได้ เพราะถ้า จากบิดาไป บิดาจะตาย’ {44:23} ท่านบอก ข้าพเจ้า ทั้งหลาย ผู้ รับใช้ ของ ท่าน ว่า ‘ถ้า เจ้า ทั้งหลาย ไม่ พา น้อง ชาย สุดท้อง มา ด้วย กัน เจ้า จะ ไม่ เห็น หน้า เรา อีก เลย’ {44:24} และต่อมาครั้น ข้าพเจ้า ไปหาบิดาผู้ รับใช้ ของท่าน แล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายก็นำถ้อยคำของนายของข้าพเจ้าไปเล่า ให้บิดาฟัง {44:25} และบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลายสั่งว่า ‘จง กลับไปอีกซื้ออาหารมาให้พวกเราหน่อย’ {44:26} ข้าพเจ้า ทั้งหลายว่า ‘เราลงไปไม่ ได้ ถ้า น้องชายสุดท้องไปด้วยเรา จึง จะลงไป เพราะเราจะเห็น หน้า ท่านนั้น ไม่ ได้ เว้นแต่ น้อง ชายสุดท้องอยู่กับเรา’ {44:27} บิดาผู้รับใช้ของท่านจึงบอก ข้าพเจ้า ทั้งหลายว่า ‘เจ้า รู้ ว่า ภรรยาของเราคลอดบุตรชายให้ เราสองคน {44:28} บุตรคนหนึ่ง ก็ จากเราไปแล้ว เราจึง ว่า "สัตว์ร้ายกัด กิน เขาเสีย เป็นแน่" เราไม่ ได้ เห็น บุตรนั้น .

39 จนบัดนี้ {44:29} ถ้า พวกเจ้า เอาเด็ก คนนี้ ไปจากเราด้วย และเขาเป็นอันตรายขึ้น พวกเจ้าก็จะทำให้เราซึ่งมีผมหงอก ลงสู่ หลุม ฝังศพด้วยความทุกข์’ {44:30} เหตุ ฉะนั้น บัดนี้ เมื่อข้าพเจ้ากลับไปหาบิดาผู้รับใช้ของท่าน และเด็กหนุ่มนั้น มิได้กลับไปกับข้าพเจ้า เพราะชีวิตของท่านติดอยู่กับชีวิตของ เด็ก {44:31} และต่อมาเมื่อ บิดาเห็น ว่า เด็ก นั้น ไม่ อยู่ กับ พวกข้าพเจ้า บิดาก็ จะตาย ผู้ รับใช้ ของท่านจะเป็น เหตุ ให้ บิดาผู้ รับใช้ ของท่านผู้ มี ผมหงอกลงสู่ หลุม ฝังศพด้วยความ ทุกข์ {44:32} เพราะข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านรับประกันน้อง ไว้ต่อบิดาของข้าพเจ้าว่า ‘ถ้าข้าพเจ้าไม่พาน้องกลับมาหาบิดา ข้าพเจ้า จะ รับผิด ต่อ บิดา ตลอดไป’ {44:33} เพราะฉะนั้น บัดนี้ขอโปรดให้ข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่านอยู่แทนน้องโดยเป็น ทาสของนายของข้าพเจ้า ขอให้ น้องกลับ ไปกับ พวกพี่ ของ ตนเถิด {44:34} ด้วยว่า ถ้า น้องมิได้ อยู่ กับ ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า จะ กลับ ไป หา บิดา ของ ข้าพเจ้า อย่างไร ได้ น่ากลัว ว่า จะ เห็น เหตุร้ายอุบัติขึ้นแก่บิดาข้าพเจ้า" จะกันดารอาหารอีก ห้า ปี มิฉะนั้น พ่อ และครอบครัว ของพ่อ และผู้คนที่พ่อมีอยู่จะยากจนไป"’ {45:12} ดูเถิด นัยน์ตาพี่ และนัยน์ตาของเบนยามินน้องชายของข้าพเจ้าได้เห็นว่าเป็น ปากของข้าพเจ้า เองที่ ได้ พูด กับ พี่ {45:13} พี่ จงเล่า ให้ บิดา ของเราฟัง ถึง ยศศักดิ์ ที่ ข้าพเจ้า มี อยู่ ในอียิปต์ และที่ พี่ ได้ เห็น นั้น ทุก ประการ พี่ จงรีบ พาบิดาเราลงมาที่นี่ เถิด" {45:14} โยเซฟกอดคอเบนยามินผู้น้องแล้วร้องไห้ เบนยามินก็กอด คอโยเซฟร้องไห้ เหมือนกัน {45:15} ยิ่งกว่านั้น โยเซฟจึง จุบ พี่ชาย ทั้งปวง และ ร้องไห้ หลังจาก นั้น พี่น้อง ของ ท่าน ก็ สนทนากับโยเซฟ {45:16} ข่าว ว่า "พี่น้อง ของ โย เซฟ มา" ไป ถึง ราชวัง ฟาโรห์ ฟาโรห์กับ ข้าราชการ ของ พระองค์ ก็ พา กัน ยินดี {45:17} ฟาโรห์รับสั่ง กับ โยเซฟว่า "พูด กับ พี่น้องของท่าน ว่า ‘ทำดังนี้ คือ เอาของบรรทุก สัตว์ กลับ ไปแผ่นดิน คานา อัน {45:18} พาบิดาและครอบครัว ของเจ้า มาหาเรา เราจะ ประทานของดี ที่สุด ในแผ่นดิน อียิปต์ ให้ พวกเจ้า พวกเจ้า จะ {45:1} โยเซฟอดกลั้น ต่อหน้า บรรดาผู้ ที่ ยืน อยู่ ต่อไปอีก ได้ รับประทานผลอัน อุดมบริบูรณ์ ของประเทศนี้’ {45:19} มิได้ ท่านก็ ร้องสั่ง ว่า "ให้ ทุกคนออกไปเสีย เถิด" จึง ไม่ มี เราสั่ง เจ้า แล้ว จงทำดังนี้ เอารถบรรทุก จากประเทศอียิปต์ ผู้ใดยืน อยู่ กับ ท่านด้วย ขณะที่ โยเซฟแจ้ง ให้ พี่น้องรู้จัก ตัว ไป รับ เด็กเล็กๆ และ ภรรยา ของ เจ้า กับ นำ บิดา ของ เจ้า มา ท่าน {45:2} แล้วโยเซฟร้องไห้เสียงดัง คนอียิปต์ทั้งหลาย {45:20} อย่า เสียดายทรัพย์สมบัติ เลย เพราะของดี ที่สุด ทั่ว และคนในสำนักพระราชวัง ฟาโรห์ ก็ ได้ยิน {45:3} โยเซฟ ประเทศอียิปต์ เป็น ของเจ้า แล้ว" {45:21} บรรดาบุตรของ บอกพวกพี่น้องของตนว่า "เราคือ โยเซฟ บิดาเรายัง มี ชีวิต อิสราเอลก็ ทำตาม โยเซฟจัด รถบรรทุก ให้ เขาตามรับสั่ง ของ อยู่หรือ" ฝ่ายพวกพี่น้องไม่รู้ที่จะตอบประการใดเพราะตกใจ ฟาโรห์ กับให้เสบียงรับประทานตามทาง {45:22} โยเซฟให้ กลัวที่เผชิญหน้ากับโยเซฟ {45:4} โยเซฟจึงบอกพี่น้องของ เสื้อผ้า คนละสำรับ แต่ ให้ เงิน แก่ เบนยามิ น สามร้อยเหรียญ ตนว่า "เชิญเข้ามาใกล้เราเถิด" เขาก็เข้ามาใกล้แล้วโยเซฟว่า กับเสื้อห้าสำรับ {45:23} โยเซฟฝากของต่อไปนี้ให้บิดา คือ "เราคือ โยเซฟน้องที่ พี่ ขายมายัง อียิปต์ {45:5} ฉะนั้น บัดนี้ ลาสิบ ตัว บรรทุก ของดี ที่สุด ในประเทศอียิปต์ และลาตัวเมีย อย่า เสียใจไปเลย อย่า โกรธตัวเองที่ ขายเรามาที่นี่ เพราะว่า อีก สิบ ตัว บรรทุก ข้าว ขนมปัง และเสบียงอาหารสำหรับ ให้ พระเจ้าทรงใช้เราให้มาก่อนหน้าพี่เพื่อจะได้ช่วยชีวิต {45:6} บิดารับประทานตามทาง {45:24} ดังนั้น โยเซฟส่ง พี่น้อง เพราะมี การกันดารอาหารในแผ่นดิน สองปี แล้ว ยัง อีก ห้า ปี ไป แล้ว เขาก็ ออกไป แล้ว ท่านสั่ง เขาว่า "จงระวัง ให้ ดี อย่า จะทำนาหรือ เกี่ยวข้าวไม่ ได้ เลย {45:7} พระเจ้า ทรงใช้ เรา ได้ วิวาทกัน ตามทาง" {45:25} พวกพี่น้องก็ พากัน ขึ้น ไป มาก่อนพี่ เพื่อ สงวนหมู่ คนจากพวกพี่ ไว้ บนแผ่นดิน และ จากอียิปต์ เข้า ไปในแผ่นดิน คานาอัน ไปหายาโคบบิดาของ ช่วยชีวิต ของพี่ ไว้ ด้วยการช่วยให้ พ้น อัน ใหญ่หลวง {45:8} ตน {45:26} บอกบิดาว่า "โยเซฟยัง มี ชีวิต อยู่ ท่านเป็น ฉะนั้น บัดนี้ มิใช่ พี่ เป็น ผู้ ให้ เรามาที่นี่ แต่ พระเจ้า ทรงให้ มา ผู้ ครอบครองประเทศอียิปต์ ทั้งหมด" แต่ จิตใจยาโคบงงงัน พระองค์ ทรงโปรดให้ เราเป็น เหมือนบิดาแก่ ฟาโรห์ เป็น เจ้า เพราะยังไม่เชื่อเขา {45:27} เขาจึงเล่าคำของโยเซฟให้บิดา ในราชวังทั้งสิ้น และเป็นผู้ครอบครองประเทศอียิปต์ทั้งหมด ฟัง ทุก ประการ คือ คำที่ โยเซฟสั่ง พวกเขาไว้ เมื่อ ยาโคบเห็น {45:9} เจ้า จงรีบ ขึ้น ไปหาบิดาเราบอกท่านว่า ‘โยเซฟ รถบรรทุก ที่ โยเซฟส่ง มารับ ตน จิตใจของท่านก็ ฟื้น แช่มชื่น บุตรชายของท่านพูด ดังนี้ ว่า "พระเจ้า ทรงโปรดให้ ลูก เป็น ขึ้น {45:28} อิสราเอลจึงว่า "เราอิ่มใจแล้ว โยเซฟลูกเรายัง เจ้า เหนือ อียิปต์ ทั้งสิ้น ขอลงมาหาลูก อย่า ได้ ช้า {45:10} มีชีวิตอยู่ เราจะไปเห็นลูกก่อนเราตาย" พ่อ จะได้ อาศัย อยู่ ในแผ่นดิน โกเชน และพ่อ จะได้ อยู่ ใกล้ ลูก {46:1} อิสราเอลเดินทางไปพร้อมกับ ทรัพย์ ทั้งหมด มา ทั้ง ตัว พ่อ กับ ลูกหลาน และ ฝูง แพะ แกะ ฝูง วัว และ ทรัพย์ ถึง เมือง เบเออร์เชบา และ ถวาย เครื่องบูชา แด่ พระเจ้า ของ ทั้งหมดของพ่อ {45:11} ลูกจะบำรุงรักษาพ่อที่นั่น ด้วยยัง อิสอัค บิดา ของ ตน {46:2} พระเจ้า ตรัส แก่ อิสราเอล โดย .

ปฐมกาล / GENESIS พวกเหล่านี้เป็นบุตรชายของนางบิลฮาห์ ผู้ที่ลาบันยกให้แก่ นางราเชลบุตรสาวของตน และบุตรเจ็ด คนนี้ นางคลอดให้ ยาโคบ {46:26} บรรดาคนของยาโคบซึ่งออกมาจากบั้นเอว ของท่านที่ เข้า มาในอียิปต์ นั้น ไม่ นับ ภรรยาของบุตรชายยา โคบ มีหกสิบหกคนด้วยกัน {46:27} บุตรชายของโยเซฟซึ่ง เกิด แก่ ท่านในอียิปต์ มี สองคน นับ คนทั้งปวงในครอบครัว ของยาโคบที่เข้ามาในอียิปต์ได้เจ็ดสิบคน {46:28} ยา โค บ ให้ ยูดาห์ ล่วงหน้า ไป หา โย เซฟ เพื่อ จะ นำหน้า ไป ยัง เมือง โก เชน แล้ว พวกเขา ก็ มา ถึง แผ่นดิน โก เชน {46:29} โยเซฟ ก็ จัด รถม้า ของ ตน ขึ้น ไป ยัง เมือง โก เชนรับอิสราเอลบิดาของตน พอเห็นบิดาท่านก็กอดคอบิดา ไว้ ร้องไห้ เป็น เวลานาน {46:30} อิสราเอลพูด กับ โยเซฟว่า "เดี๋ยวนี้ พ่อ จะตายก็ตามเถิด เพราะพ่อ ได้ เห็น หน้า เจ้า แล้ว และรู้ว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่" {46:31} โยเซฟจึงบอกพี่น้องและ ครอบครัว ของบิดาว่า "เราจะขึ้น ไปแสดงแก่ ฟาโรห์ และทูล แก่ พระองค์ ว่า ‘พี่น้อง และ ครอบครัว ของ บิดา ผู้ เคย อยู่ ใน แผ่นดิน คานาอัน นั้น มาหาข้า พระองค์ แล้ว {46:32} คน เหล่านั้นเป็นผู้เลี้ยงแกะมีอาชีพเลี้ยงสัตว์ เขาพาฝูงแพะแกะ ฝูง วัว กับ ทรัพย์สมบัติ ของเขาทั้งสิ้น มาด้วย’ {46:33} และ ต่อมาเมื่อ ฟาโรห์ จะรับสั่ง ให้ ท่านเข้าเฝ้า และจะถามว่า ‘พวก เจ้า เคย ทำ มา หาเลี้ยงชีพ อย่างไร’ {46:34} ท่าน ทั้งหลาย จงทูล ว่า ‘การทำมาหาเลี้ยงชีพ ของผู้ รับใช้ ของพระองค์ นั้น เกี่ยวข้องกับพวกสัตว์ใช้งานตั้งแต่เป็นเด็กมาจนทุกวันนี้ ทั้ง ข้าพระองค์ทั้งหลายและบรรพบุรุษของข้าพระองค์ด้วย’ เพื่อ ท่าน ทั้งหลาย จะ ได้ อาศัย อยู่ ใน แผ่นดิน โก เชน เหตุ ว่า คน เลี้ยงแพะแกะทุกคนนั้นเป็นที่พึงรังเกียจสำหรับชาวอียิปต์" {47:1} โยเซฟเข้าไปทูลฟาโรห์ว่า "บิดาและพี่น้องของข้า พระองค์กับฝูงแพะแกะฝูงวัวและทรัพย์สมบัติของเขาทั้งสิ้น มาจากแผ่นดินคานาอันแล้ว ดูเถิด พวกเขาอยู่ในแผ่นดินโก เชน" {47:2} โยเซฟเลือกคนจากหมู่พี่น้อง คือผู้ชายห้าคน พาไปเฝ้า ฟาโรห์ {47:3} ฟาโรห์ตรัส ถามพี่น้องของโยเซฟ ว่า "พวกเจ้า เคยทำมาหาเลี้ยงชีพ อย่างไร" เขาทูล ฟาโรห์ ว่า "ผู้รับใช้ของพระองค์เป็นผู้เลี้ยงแพะแกะ ทั้งพวกข้าพระองค์ และบรรพบุรุษ ของพวกข้า พระองค์" {47:4} เขาทูล ฟาโรห์ อีก ว่า "พวกข้า พระองค์ มาอาศัย อยู่ ในแผ่นดิน นี้ เพราะไม่ มี ทุ่งหญ้า จะ เลี้ยง สัตว์ ของ ข้า พระองค์ ผู้ รับใช้ ของ พระองค์ เพราะเหตุ ว่า ในแผ่นดิน คานาอัน นั้น กันดารอาหารนัก เหตุ ฉะนี้ บัดนี้ ขอโปรดให้ ข้า พระองค์ ผู้ รับใช้ ของพระองค์ อาศัย อยู่ ในแผ่นดิน โกเชนเถิด" {47:5} ฟาโรห์จึง ตรัส แก่ โยเซฟ ว่า "บิดาและพี่น้องของท่านมาหาท่านแล้ว {47:6} ท่านมี ประเทศอียิปต์อยู่ต่อหน้า ให้บิดาและพี่น้องของท่านตั้งหลัก .40 นิมิต ในเวลากลางคืน ว่า "ยาโคบ ยาโคบเอ๋ย" ยาโคบทูล ว่า "ข้า พระองค์ อยู่ ที่นี่ พระเจ้า ข้า" {46:3} พระองค์ จึง ตรัส ว่า "เรา คือ พระเจ้า คือ พระเจ้า ของ บิดา เจ้า อย่า กลัว ที่ จะ ลงไปยัง อียิปต์ เพราะเราจะให้ เจ้า เป็น ประชาชาติ ใหญ่ ที่นั่น {46:4} เราจะลงไปกับ เจ้า ถึง อียิปต์ และเราจะพาเจ้า ขึ้น มา อีก ด้วยแน่ และโยเซฟจะวางมือ บนตาเจ้า" {46:5} ยาโค บก็ ยกไปจากเบเออร์เชบา บรรดาบุตรชายอิสราเอลก็ พายา โคบบิดาขึ้นรถบรรทุกที่ฟาโรห์ส่งมารับไปกับลูกหลานเล็กๆ และภรรยาของเขา {46:6} เขาพาฝูงสัตว์ของตนและทรัพย์ ที่ เขาได้ มาในแผ่นดิน คานาอัน นั้น ไปอียิปต์ ทั้ง ยาโคบกับ บรรดาเชื้อสายของท่าน {46:7} คือ ลูกหลานชายหญิง และ เชื้อสายทั้งหมดของท่านเข้า ไปในอียิปต์ {46:8} ต่อไปนี้ เป็น ชื่อ ลูกหลานของอิสราเอลที่ เข้า ไปในอียิปต์ ทั้ง ยาโคบ และบุตรชายของท่านคือ รูเบน บุตรหัวปีของยาโคบ {46:9} และบุตรชายของรู เบน คือ ฮาโนค ปัลลู เฮสโรน และคา รมี {46:10} บุตรชายของสิ เมโอน คือ เยมูเอล ยามี น โอ หาด ยาคีน และโศหาร์ กับ ชาอู ล บุตรชายของหญิง คนคา นาอัน {46:11} บุตรชายของเลวี คือ เกอร์ โชน โคฮาท และเมรารี {46:12} บุตรชายของยูดาห์คือ เอร์ โอนัน เชลาห์ เปเรศ เศ-ราห์ แต่เอร์และโอนันได้ถึงแก่ความตายใน แผ่นดินคานาอัน บุตรชายของเปเรศคือ เฮสโรน และฮามูล {46:13} บุตรชายของอิสสาคาร์ คือ โทลา ปูวาห์ โยบ และ ชิมโรน {46:14} บุตรชายของเศบูลุน คือ เสเรด เอโลน และ ยาเลเอล {46:15} พวกเหล่านี้ เป็น บุตรชายของนางเลอาห์ ซึ่ง นางคลอดให้ ยาโคบในปัด ดานอารัม กับ บุตรสาวชื่อ ดี นาห์ บุตรชายหญิง หมดด้วยกัน มี สามสิบ สามคน {46:16} บุตรชายของกาด คือ ศิฟีโอน ฮัก กี ชู นี เอสโบน เอรี อา โรดี และอาเรลี {46:17} บุตรชายของอาเชอร์ คือ ยิมนาห์ อิชอูอาห์ อิชวี และเบรียาห์ กับเสราห์น้องสาวของเขา และ บุตรชายของเบรียาห์คือ เฮเบอร์และมัลคีเอล {46:18} พวก เหล่านี้ เป็น บุตรชายของนางศิลปาห์ ผู้ ที่ ลาบัน ยกให้แก่ นาง เลอาห์ บุตรสาวของตน และบุตรสิบ หกคนนี้ นางคลอดให้ ยาโคบ {46:19} บุตรชายของนางราเชลภรรยายาโคบคือ โยเซฟและเบนยามิน {46:20} มนัสเสห์กับเอฟราอิม เกิด แก่ โยเซฟในแผ่นดิน อียิปต์ ซึ่ง นางอาเสนัท บุตรสาวของโป ทิเฟรา ปุโรหิต เมืองโอนคลอดให้ ท่าน {46:21} บุตรชาย ของเบนยามิ น คือ เบลา เบเคอร์ อัชเบล เก-รา นาอามาน เอไฮ โรช มุ ปปิม หุปปิม และอาร์ด {46:22} พวกเหล่านี้ เป็น บุตรชายของนางราเชลที่ เกิด แก่ ยาโคบ มี สิบ สี่ คนด้วย กัน {46:23} บุตรชายของดานคือ หุชิม {46:24} บุตรชาย ของนัฟทาลีคือ ยาเซเอล กูนี เยเซอร์ และชิลเลม {46:25} บทที่ 1.

41 เพราะฉะนั้น แผ่นดิน จึง ตกเป็น ของฟาโรห์ {47:21} ส่วน ประชาชน เหล่านั้น โย เซฟ ให้ เขา ย้าย ไป อยู่ ที่ เมือง ต่างๆ ทั่ว ประเทศอียิปต์ {47:22} เว้นแต่ที่ดินของพวกปุโรหิตเท่านั้น โยเซฟไม่ ได้ ซื้อ เพราะปุโรหิต ได้ รับ ปันส่วนจากฟาโรห์ และ ดำรงชีวิต อาศัย ตามส่วนที่ ฟาโรห์ พระราชทาน เหตุ ฉะนี้ เขา จึงไม่ได้ขายที่ดินของเขา {47:23} โยเซฟชี้แจงแก่ประชาชน ทั้งปวงว่า "ดู เถิด วันนี้ เราซื้อ ตัว พวกเจ้า กับ ที่ดิน ของเจ้า ให้ เป็นของฟาโรห์แล้ว นี่เราจะให้เมล็ดข้าวแก่พวกเจ้าและพวก เจ้าจงเอาไปหว่านเถิด {47:24} และต่อมาเมื่อได้ผลแล้วจง ถวายส่วนหนึ่ง ในห้า ส่วนแก่ ฟาโรห์ เก็บ สี่ ส่วนไว้ เป็น ของ ให้ บิดาและพวกพี่น้องของตนอยู่ และถือ กรรมสิทธิ์ ที่ดิน ใน ตน สำหรับ ใช้ เป็น เมล็ดข้าวบ้าง เป็น อาหารสำหรับ เจ้า และ ประเทศอียิปต์ ในแผ่นดิน ที่ ดี ที่สุด คือ ในแผ่นดิน ราเมเสส ครอบครัว กับ เด็กเล็ก บ้าง" {47:25} คนทั้งหลายก็ กล่าวว่า ตามรับสั่ง ของฟาโรห์ {47:12} โยเซฟเลี้ยงดู บิดาและพวก "ท่านช่วยชีวิต ข้าพเจ้า ไว้ ขอให้ ข้าพเจ้า ทั้งหลายได้ รับ ความ พี่น้องรวมทั้งครอบครัวของบิดา ให้มีอาหารรับประทานตาม กรุณาในสายตาของนายข้าพเจ้า เถิด ข้าพเจ้า ทั้งหลายยอม เป็น ทาสของฟาโรห์" {47:26} โยเซฟตั้ง เป็น กฎหมายใน จำนวนคนในครอบครัว ประเทศอียิปต์ตราบเท่าทุกวันนี้ว่า ให้ฟาโรห์ได้ส่วนหนึ่งใน {47:13} และ ทั่ว แผ่นดิน ขาด อาหาร เพราะ การ กันดาร ห้าส่วน เว้นแต่ที่ดินของปุโรหิตเท่านั้นไม่ตกเป็นของฟาโรห์ อาหาร ร้ายแรง จน แผ่นดิน อียิปต์ และ แผ่นดิน คา นา อัน {47:27} พวก อิสราเอล อาศัย อยู่ ใน ประเทศ อียิปต์ ณ ทั้งสิ้น หิวโหย เพราะ การ กันดาร อาหาร {47:14} โยเซฟ แผ่นดิน โกเชน เขามี ทรัพย์สมบัติ ที่นั่น และมี ลูกหลานทวี รวบรวมเงิน ทั้งหมดที่ ได้ จากการขายข้าวในประเทศอียิปต์ ขึ้น มากมาย {47:28} ยา โค บ มี ชีวิต อยู่ ใน แผ่นดิน อียิปต์ และแผ่นดิน คานาอัน และโยเซฟนำเงิน นั้น ไปไว้ ในราชวัง สิบ เจ็ด ปี รวมอายุ ยาโคบได้ ร้อยสี่ สิบ เจ็ด ปี {47:29} เวลา ฟาโรห์ {47:15} เมื่อ เงิน ในประเทศอียิปต์ และแผ่นดิน คา ที่ อิสราเอล จะ สิ้นชีพ ก็ ใกล้ เข้า มา แล้ว ท่าน จึง เรียก โย เซฟ นา อัน หมด แล้ว ชาว อียิปต์ ทั้งปวง มา กราบเรียน โย เซฟ ว่า บุตรชาย ท่าน มา สั่ง ว่า "ถ้า เดี๋ยวนี้ เรา ได้ รับ ความ กรุณา ใน "ขออาหารให้ พวกข้าพเจ้า เถิด เหตุใดพวกข้าพเจ้า จะต้องอด สายตา ของ เจ้า เรา ขอร้อง ให้ เจ้า เอา มือ ของ เจ้า วาง ไว้ ใต้ ตายต่อหน้าท่านเพราะเงินหมดเล่า" {47:16} โยเซฟจึงบอก ขาอ่อนของเรา และปฏิบัติต่อเราด้วยความเมตตากรุณาและ ว่า "ถ้าเงินหมดแล้วจงเอาฝูงสัตว์ของเจ้ามาและเราจะให้ข้าว จริงใจ ขอเจ้าโปรดอย่าฝังศพเราไว้ในอียิปต์เลย {47:30} แต่ แลกกับสัตว์" {47:17} เขาก็นำฝูงสัตว์มาให้โยเซฟ โยเซฟ เราจะถูก ฝัง ไว้ กับ บรรพบุรุษ ของเรา แล้ว เจ้า จงนำเราออก ก็ ให้ อาหารแก่ เขาแลกกับ ม้า แพะแกะ ฝูง วัว และลา ในปี จากอียิปต์ไปฝังไว้ ณ ที่ฝังศพบิดาเราเถิด" โยเซฟก็สัญญา นั้นท่านจ่ายอาหารแลกกับสัตว์ต่างๆของเขา {47:18} เมื่อปี ว่า "ข้าพเจ้า จะกระทำตามที่ ท่านสั่ง" {47:31} อิสราเอลจึง นั้นสิ้นสุดลงแล้ว เขาก็มาหาท่านในปีที่สองกราบเรียนท่าน บอกว่า "จงปฏิญาณตัวให้เราด้วย" โยเซฟก็ปฏิญาณให้บิดา ว่า "พวกข้าพเจ้า จะไม่ ปิดบัง เรื่องนี้ ไว้ จากนายของข้าพเจ้า แล้วอิสราเอลก็กราบลงที่บนหัวนอน ว่า เงิน ของข้าพเจ้า หมดแล้ว และฝูง สัตว์ ของข้าพเจ้า ก็ เป็น {48:1} และต่อมาภายหลัง เหตุการณ์ เหล่านี้ มี คนเรียน ของนายแล้วด้วย ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งใดเหลือในสายตาของท่าน เลย เว้นแต่ ตัว ข้าพเจ้า กับ ที่ดิน เท่านั้น {47:19} เหตุใด โยเซฟว่า "ดู เถิด บิดาของท่านป่วย" โยเซฟก็ พามนัสเสห์ ข้าพเจ้า ทั้งหลาย จะ ต้อง อด ตาย ต่อหน้าต่อตา ท่าน เล่า ทั้ง และเอฟราอิมบุตรชายทั้งสองของตนไป {48:2} มีคนบอก ตัว ข้าพเจ้า กับ ที่ดิน ของข้าพเจ้า ทั้งหลายด้วย ขอท่านโปรด ยาโคบว่า "ดู เถิด โยเซฟบุตรชายมาหาท่าน" อิสราเอลก็ ซื้อ พวกข้าพเจ้า กับ ที่ดิน แลกกับ อาหาร ข้าพเจ้า ทั้งหลายกับ รวบรวมกำลัง ลุก ขึ้น นั่ง บนที่ นอน {48:3} ยาโคบจึง พูด แหล่ง อยู่ ในแผ่นดิน ดี ที่สุด คือ ให้ เขาอยู่ แผ่นดิน โกเชน แล้ว ในพวกพี่น้องนั้น ถ้า ท่านรู้ ว่า ผู้ใดเป็น คนมี ความสามารถ จง ตั้ง ผู้ นั้น ให้ เป็น หัวหน้า กอง เลี้ยง สัตว์ ของ เรา" {47:7} โยเซฟก็ พายาโคบบิดาของท่านเข้าเฝ้า ฟาโรห์ ยาโคบก็ ถวาย พระพรแก่ฟาโรห์ {47:8} ฟาโรห์จึงตรัสถามยาโคบว่า "อายุ ท่านได้เท่าไร" {47:9} ยาโคบทูลตอบฟาโรห์ว่า "ข้าพระองค์ ดำรงชีวิต สัญจรอยู่ นับ ได้ ร้อยสามสิบ ปี ชีวิต ของข้า พระองค์ สั้นและมีความลำบาก ไม่เท่าอายุบรรพบุรุษของข้าพระองค์ ในวันที่ ดำรงชีวิต สัญจรอยู่ นั้น" {47:10} ยาโคบถวายพระ พรแก่ฟาโรห์ แล้วทูลลาไปจากฟาโรห์ {47:11} ฝ่ายโยเซฟ ที่ดิน จะ เป็น ทาส ของ ฟาโรห์ ขอ ท่าน โปรด ให้ เมล็ดข้าว แก่ พวกข้าพเจ้า เพื่อ ข้าพเจ้า ทั้งหลายจะมี ชีวิต อยู่ ได้ และไม่ ตาย เพื่อ ที่ดิน นั้น จะ ไม่ รกร้าง ไป" {47:20} โยเซฟ ก็ ซื้อ ที่ดิน ทั้งหมด ใน อียิปต์ ให้แก่ ฟาโรห์ เพราะ คน อียิปต์ ทุกคน ขาย ไร่นาของตนเนื่องจากการกันดารอาหารรุนแรงต่อเขายิ่งนัก กับ โยเซฟว่า "พระเจ้า ผู้ ทรงมหิทธิ ฤทธิ์ ได้ สำแดงพระองค์ แก่ พ่อ ที่ ตำบลลูส ในแผ่นดิน คานาอัน และทรงอวยพระพร แก่ พ่อ {48:4} และตรัส แก่ พ่อ ว่า ‘ดู เถิด เราจะให้ เจ้า มี ลูก ดก ทวี ยิ่ง ขึ้น และ เรา จะ ทำ ให้ เจ้า เป็น ชนชาติ ใหญ่ และ จะยกแผ่นดิน นี้ ให้แก่ เชื้อสายของเจ้าที่ มาภายหลัง เจ้า เป็น .

ปฐมกาล / GENESIS ใช้ ชื่อ เจ้า ให้ พรว่า ‘ขอพระเจ้า ทรงโปรดให้ ท่านเป็น เหมือน เอฟราอิม และเหมือนมนัส เสห์เถิด’" อิสราเอลจึง ให้ เอฟรา อิม เป็นใหญ่ กว่า มนัส เสห์ {48:21} อิสราเอลบอกโยเซฟ ว่า "ดูเถิด พ่อจะตายแล้ว แต่พระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับพวก เจ้าและจะพาพวกเจ้ากลับไปสู่แผ่นดินของบรรพบุรุษของเจ้า {48:22} ยิ่งกว่านั้นอีก พ่อจะยกส่วนหนึ่งที่พ่อตีได้จากมือ คนอาโมไรต์ ด้วยดาบและธนู ของพ่อ นั้น ให้แก่ เจ้า แทนที่ จะ ให้พี่น้องของเจ้า" {49:1} ยา โค บ เรียก บรรดา บุตรชาย ของ ตน มา สั่ง ว่า "พวกเจ้า มาชุมนุม กัน แล้ว เราจะบอกเหตุ ที่ จะบังเกิด แก่ เจ้า ในยุคสุดท้าย {49:2} บุตรชายของยาโคบเอ๋ย จงมาประชุม กัน ฟัง จงฟัง คำอิสราเอลบิดาของเจ้า {49:3} รู เบนเอ๋ย เจ้า เป็น บุตร หัวปี ของ เรา เป็นกำลัง และ เป็น ผล แรก แห่ง เรี่ยวแรงของเรา เป็นยอดแห่ง ความมี เกียรติ และยอดของ ความรุนแรง {49:4} เจ้าไม่มั่นคงเหมือนดั่งน้ำ จึงเป็นยอด ไม่ ได้ ด้วยเจ้า ล่วงเข้า ไปถึง ที่ นอนบิดาของเจ้า เจ้า ทำให้ ที่ นอนนั้นเป็นมลทิน เขาล่วงเข้าไปถึงที่นอนของเรา {49:5} สิ เมโอนกับ เลวี เป็น พี่น้องกัน เครื่องอาวุธ ร้ายกาจอยู่ ในที่ อาศัย ของเขา {49:6} โอ จิตวิญญาณของเราเอ๋ย อย่า เข้า ไปในที่ ลึกลับ ของเขา ยศบรรดาศักดิ์ ของเราเอ๋ย อย่า เข้า ร่วมในที่ประชุมของเขาเลย เหตุว่าเขาฆ่าคนด้วยความโกรธ เขาทำลายกำแพงเมืองตามอำเภอใจเขา {49:7} ให้ ความ โกรธอัน รุนแรงของเขาเป็น ที่ แช่ง ให้ ความโทโสดุร้ายของ เขาเป็น ที่ สาปเถิด เราจะให้ เขาแตกแยกกัน ในพวกยาโคบ จะให้ เขาพลัดพรากไปในพวกอิสราเอล {49:8} ยูดาห์เอ๋ย พวกพี่น้องจะสรรเสริญเจ้า มือของเจ้าจะจับคอของศัตรูของ เจ้า บุตรทั้งหลายของบิดาจะกราบเจ้า {49:9} ยูดาห์เป็น ลูก สิงโต ลูก เอ๋ย เจ้า ก็ได้ ลุก ขึ้น จาก การ จับ สัตว์ เขา ก้ม ลง เขา หมอบ ลง เหมือน สิงโต ตัวผู้ และ เหมือน สิงโต แก่ ใคร จะ แหย่ เขา ให้ ลุก ขึ้น {49:10} ธาร พระ กร จะ ไม่ ขาด ไปจากยูดาห์ หรือ ผู้ ทรงตั้ง พระราชบัญญัติ จะไม่ ขาดไปจาก หว่างเท้า ของเขา จนกว่า ชี โลห์ จะมา และชนชาติ ทั้งหลาย จะ รวบรวม เข้า กับ ผู้ นั้น {49:11} เขา ผูก ลา ของ เขา ไว้ ที่ เถาองุ่น และผูก ลูก ลาของเขาไว้ ที่ เถาองุ่น ดี ที่สุด เขาซัก ผ้า ของเขาด้วยน้ำ องุ่น เขาซัก เสื้อผ้า ของเขาด้วยเลือดแห่ง ผลองุ่น {49:12} ตาเขาจะแดงด้วยน้ำ องุ่น และฟัน เขา ขาว ด้วย น้ำนม {49:13} เศบู ลุ น จะ อาศัย อยู่ ที่ ท่าเรือ ริม ทะเล เขาจะเป็น ท่า จอดเรือ เขตแดนของเขาจะต่อ กัน ไปถึง เมืองไซดอน {49:14} ฝ่ายอิส สาคาร์ เป็น ตัว ลามี กำลัง มาก หมอบลงกลางสัมภาระของมัน {49:15} เขาเห็น ว่า ที่พัก ดี และแผ่นดิน สบาย จึง ย่อ บ่า ของตนลงรับ ไว้ ยอมเป็น ทาส .42 กรรมสิทธิ์เป็นนิตย์’ {48:5} ส่วนบุตรชายทั้งสองของเจ้าที่ เกิดแก่เจ้าในประเทศอียิปต์ก่อนพ่อมาหาเจ้าในอียิปต์ก็เป็น บุตร ของ พ่อ เอฟ รา อิม และ มนัส เสห์ จะ ต้อง เป็น ของ พ่อ เหมือนรูเบนและสิเมโอน {48:6} ส่วนบุตรของเจ้า ที่เกิดมา ภายหลังเขาจะนับเป็นบุตรของเจ้า เขาจะได้ชื่อตามพี่ชายใน การรับมรดกของเขา {48:7} และสำหรับพ่อเมื่อพ่อจากปัด ดานมา นางราเชลซึ่งอยู่กับพ่อก็ได้สิ้นชีวิตในแผ่นดินคานา อัน ขณะอยู่ ตามทางยัง ห่างจากเอฟราธาห์ แล้ว พ่อ ได้ ฝังศพ เธอไว้ริมทางไปเอฟราธาห์คือเบธเลเฮม" {48:8} อิสราเอล เห็น บุตรชายทั้ง สองของโยเซฟจึง ถามว่า "นี่ ใคร" {48:9} โยเซฟตอบบิดาของตนว่า "นี่ เป็น บุตรชายของลูก ที่ พระเจ้า ประทานแก่ลูกในแผ่นดินนี้" อิสราเอลจึงว่า "ขอเจ้าพาบุตร ทั้ง สอง เข้า มา เพื่อ พ่อ จะ ได้ ให้ พร แก่ เขา" {48:10} คราว นั้น ตา ของ อิสราเอล มืดมัว ไป เพราะ ชรา มอง อะไร ไม่ เห็น โยเซฟพาบุตรเข้า มาใกล้ บิดา บิดาก็ จุบ กอดเขา {48:11} อิสราเอลบอกโยเซฟว่า "แต่ก่อนพ่อ คิด ว่า จะไม่ ได้ เห็น หน้า เจ้า แต่ดูเถิด พระเจ้าทรงโปรดให้พ่อเห็นทั้งเชื้อสายของเจ้า ด้วย" {48:12} โยเซฟเอาบุตรออกมาจากระหว่างเข่า ของ ท่าน แล้วกราบลงถึงดิน {48:13} โยเซฟจูง บุตรทั้ง สองเข้า ไปใกล้ บิดา มือขวาจับ เอฟราอิมให้อยู่ข้างซ้ายอิสราเอล และมือซ้ายจับมนัสเสห์ให้ อยู่ข้างขวาอิสราเอล {48:14} ฝ่ายอิสราเอลก็เหยียดมือขวา ออกวางบนศีรษะเอฟราอิมผู้เป็นน้อง และมือซ้ายวางไว้บน ศีรษะมนัสเสห์ โดยตั้งใจเหยียดมือออกเช่นนั้น เพราะมนัส เสห์ เป็น บุตรหัวปี {48:15} แล้ว อิสราเอลกล่าวคำอวยพร แก่ โยเซฟว่า "ขอพระเจ้า ที่ อับ ราฮัม และอิสอัค บิดาข้าพเจ้า ดำเนิน อยู่ เฉพาะพระพักตร์ นั้น ขอพระเจ้า ผู้ ทรงบำรุงเลี้ยง ชีวิต ข้าพเจ้า ตั้งแต่ เกิด มาจนวันนี้ {48:16} ขอทูต สวรรค์ ที่ ได้ ช่วยข้าพเจ้า ให้ พ้น จากความชั่วร้ายทั้งสิ้น โปรดอวยพร แก่ เด็กหนุ่ม ทั้ง สองนี้ ให้ เขาสืบ ชื่อ ของข้าพเจ้า และชื่อ ของ อับ ราฮัม และชื่อ ของอิสอัค บิดาของข้าพเจ้า ไว้ และขอให้ เขา เจริญ ขึ้น เป็น มวลชนบนแผ่นดิน เถิด" {48:17} ฝ่ายโยเซฟ เมื่อเห็นบิดาวางมือข้างขวาบนศีรษะของเอฟราอิมก็ไม่พอใจ จึง จับมือ บิดา จะ ยก จาก ศีรษะ เอฟ รา อิม วาง บน ศีรษะ มนัส เสห์ {48:18} โยเซฟพูดกับบิดาของตนว่า "ไม่ถูก บิดาของ ข้าพเจ้า เพราะคนนี้ เป็น หัวปี ขอท่านวางมือ ขวาบนศีรษะ คนนี้เถิด" {48:19} บิดาก็ไม่ยอมจึงตอบว่า "พ่อรู้แล้ว ลูก เอ๋ย พ่อ รู้ แล้ว เขาจะเป็น คนตระกูล หนึ่ง ด้วย และเขาจะ ใหญ่โตด้วย แต่แท้จริงน้องชายจะใหญ่โตกว่าพี่ และเชื้อสาย ของน้องนั้น จะเป็น คนหลายประชาชาติ ด้วยกัน" {48:20} วัน นั้น อิสราเอลก็ ให้ พรแก่ ทั้ง สองคนว่า "พวกอิสราเอลจะ บทที่ 1.

43 รับใช้การงาน {49:16} ส่วนดานจะปกครองพลไพร่ของตน เหมือนเป็นตระกูลหนึ่งในอิสราเอล {49:17} ดานจะเป็นงู อยู่ ตามทาง เป็น งูพิษ ที่อยู่ ในหนทางที่ กัด ส้นเท้า ม้า ให้ คน ขี่ ตกหงายลง {49:18} โอ ข้า แต่ พระเยโฮวาห์ ข้า พระองค์ รอคอยความรอดจากพระองค์ {49:19} ฝ่ายกาดนั้น จะมี กองทัพ มาย่ำยี เขา แต่ ในที่สุด เขาจะกลับ ตามไล่ ตี กองทัพ นั้น {49:20} อาหารบริบูรณ์ จะเกิด จากอาเชอร์ และเขาจะ ผลิตเครื่องเสวยสำหรับกษัตริย์ {49:21} นัฟทาลีเป็นกวาง ตัวเมียที่ปลดปล่อย เขากล่าวคำอันไพเราะ {49:22} โยเซฟ เป็น กิ่ง ที่ เกิด ผลดก เป็น กิ่ง ที่ เกิด ผลดกอยู่ ริม บ่อน้ำ มี กิ่ง พาดข้ามกำแพง {49:23} พวกพรานธนูได้ทำให้เขาทุกข์โศก ทั้ง ยิง และเกลียดชัง เขา {49:24} แต่ ธนู ของเขาเองยืนหยัด ต่อสู้ ลำแขนของเขามี กำลัง ขึ้น โดยพระหัตถ์ ของพระเจ้า ผู้ ทรงเดชานุภาพของยาโคบ (ผู้เลี้ยงแกะคือศิลาแห่งอิสราเอล มาจากพระองค์ นั้น) {49:25} โดยพระเจ้า ของบิดาเจ้า ผู้ จะ ทรงช่วยเจ้า โดยพระองค์ ทรงศักดานุ ภาพใหญ่ ยิ่ง ผู้ จะทรง อวยพระพรแก่ เจ้า ด้วยพรที่มาจากฟ้า เบื้องบน พรที่มาจาก ใต้ ทะเลเบื้องล่าง พรที่มาจากนมและครรภ์ {49:26} ส่วน พรที่มาจากบิดาของเจ้า มีมากกว่าพรที่มาจากบรรพบุรุษของ เรา จนถึงที่สุดแห่งเนินเขาเนืองนิตย์ ขอพรเหล่านั้นอยู่บน ศีรษะของโยเซฟ และอยู่ เบื้องบนกระหม่อมศีรษะแห่ง ผู้ ที่ ต้องพรากจากพี่น้อง {49:27} ฝ่ายเบนยามิ น จะล่า เหยื่อ เหมือนสุนัข ป่า เวลาเช้า เขาจะกิน เหยื่อ เสีย เวลาเย็น เขาจะ แบ่งปัน ของที่ แย่งชิง ไว้" {49:28} ทั้งหมดนี้ เป็น ตระกูล ทั้ง สิบสองของอิสราเอล นี่เป็นถ้อยคำที่บิดากล่าวไว้แก่เขาและ อวยพรเขา ยาโคบให้ พรแก่ ทุกคนอย่างเหมาะสมกับ แต่ละ คน {49:29} ยาโคบกำชับเขาและกล่าวแก่เขาว่า "เราจะไปอยู่ ร่วมกับ บรรพบุรุษ ของเรา จงฝัง เราไว้ กับ บรรพบุรุษ ของเรา ในถ้ำที่นาของเอโฟรนคนฮิตไทต์ {49:30} ในถ้ำที่อยู่ในนา ชื่อมัคเป-ลาห์ หน้ามัมเรในแผ่นดินคานาอัน ซึ่งอับราฮัมได้ ซื้อกับนาของเอโฟรนคนฮิตไทต์ไว้เป็นกรรมสิทธิ์เพื่อใช้เป็น สุสาน {49:31} ณ ที่นั่น เขาฝังศพอับ ราฮัม และซาราห์ ภรรยาของเขา ที่นั่น เขาได้ ฝังศพอิสอัค และเรเบคาห์ ภรรยา ของเขา และที่นั่น เราฝังศพเลอาห์ {49:32} นากับ ถ้ำ ที่อยู่ ในนานั้นเราซื้อจากลูกหลานของเฮท" {49:33} เมื่อยาโคบ สั่ง บุตรชายของตนเสร็จ แล้ว ก็ ยกเท้า ขึ้น บนที่ นอน แล้ว ก็ สิ้นลมหายใจ และถูกรวบรวมไปอยู่กับบรรพบุรุษของท่าน .

44 บทที่ 1. ปฐมกาล / GENESIS .

บทที่ 2 อพยพ / Exodus {1:1} นี่แหละ เป็น ชื่อ บุตร ของ อิสราเอล ที่ เข้า มา ใน ประเทศอียิปต์ ท่านเหล่านี้กับทั้งครอบครัวของตนได้มากับ ยาโคบ {1:2} คือ รู เบน สิ เมโอน เลวี และ ยูดาห์ {1:3} อิสสาคาร์ เศบูลุน และ เบนยามิน {1:4} ดาน และนัฟทาลี กาดและอาเชอร์ {1:5} คนทั้งปวงที่ออกมาจากบั้นเอวของ ยาโคบรวมเจ็ดสิบ คนด้วยกัน ส่วนโยเซฟนั้น อยู่ ที่ ประเทศ อียิปต์แล้ว {1:6} แล้วโยเซฟกับพี่น้องทุกคน ทั้งบรรดาคน ยุคนั้น ถึงแก่ความตายเสียหมด ตรัสว่า "เมื่อเจ้าไปทำคลอดให้แก่หญิงฮีบรู และเห็นเขาอยู่ บนแผ่นศิลา ถ้าเป็นเด็กชายก็ให้ฆ่าเสีย แต่ถ้าเป็นเด็กหญิง ก็ ให้ ไว้ ชีวิต" {1:17} แต่ นางผดุงครรภ์ ยำเกรงพระเจ้า จึง มิได้ ทำตามที่ กษัตริย์ อียิปต์ สั่ง เขานั้น แต่ ปล่อยให้ บุตรชาย รอดชีวิต {1:18} กษัตริย์ อียิปต์ จึง รับสั่ง ให้ นางผดุงครรภ์ เข้าเฝ้า และตรัส แก่ เขาว่า "เหตุ ไฉนเจ้า จึง ทำอย่างนี้ คือ ปล่อยให้ เด็กชายรอดชีวิต" {1:19} นางผดุงครรภ์ จึง กราบ ทูล ฟาโรห์ ว่า "เพราะหญิง ฮีบ รู ไม่ เหมือนหญิง อียิปต์ เพราะ เขามี กำลัง มากจึง คลอดบุตรโดยเร็ว และนางผดุงครรภ์ มา {1:7} และ บุตร ของ อิสราเอล มี ลูกหลาน มาก และ เพิ่ม หาเขาไม่ทัน" {1:20} เพราะฉะนั้น พระเจ้าทรงโปรดปราน จำนวนขึ้น มาก พวกเขาทวี มากขึ้น และมี กำลัง มากทีเดียว นางผดุงครรภ์ นั้น พล ไพร่ ยิ่ง ทวี มาก ขึ้น และ มี กำลัง และแพร่หลายไปจนเต็ม แผ่นดิน นั้น {1:8} บัดนี้ มี กษัตริย์ เข้มแข็ง มาก {1:21} และต่อมา เพราะนางผดุงครรภ์ นั้น องค์ ใหม่ ขึ้น ครองราชสมบัติ ใน ประเทศ อียิปต์ ซึ่ง มิได้ รู้จัก ยำเกรงพระเจ้า พระองค์ จึง ได้ ทรงให้ เขาทั้ง สองมี ครอบครัว กับ โยเซฟ {1:9} และพระองค์ ทรงประกาศแก่ ชนชาติ ของ {1:22} ฝ่ายฟาโรห์ จึง รับสั่ง แก่ บ่าวไพร่ ทั้งปวงของพระองค์ พระองค์ว่า "ดูเถิด ประชาชนชนชาติอิสราเอลมีมากกว่าและ ว่า "บุตรชายทุกคนที่ เกิด มาให้ เอาไปทิ้ง เสีย ในแม่น้ำ แต่ มี กำลัง ยิ่ง กว่า เราอีก {1:10} มาเถิด ให้ เราใช้ สติปัญญาใน บุตรสาวทุกคนให้รอดชีวิตอยู่ได้" เรื่องพวกนี้ กับ เขา เกรงว่า เขาจะทวี มากขึ้น แล้ว ต่อมาเมื่อ เกิด สงครามขึ้น เขาจะสมทบกับ พวกข้าศึก ของเราสู้รบกับ {2:1} ยัง มี ชายวงศ์ วานเลวี คนหนึ่ง ได้ หญิงสาวคนเลวี เรา แล้วจะยกออกไปจากอาณาจักร" {1:11} เหตุฉะนั้น เขา มาเป็น ภรรยา {2:2} หญิง นั้น ตั้ง ครรภ์ และคลอดบุตรชาย จึง ตั้ง นายงานให้ เบียดเบียนคนอิสราเอลด้วยงานตรากตรำ และ เมื่อ นาง เห็น ว่า ทารก เป็น เด็ก ที่ มี รูป งาม นาง จึง ซ่อน และ เขา ทั้งหลาย สร้าง เมือง เก็บ ราชสมบัติ ของ ฟาโรห์ คือ ทารกไว้ ถึง สามเดือน {2:3} ครั้น นางจะซ่อนทารกต่อไป เมืองปิธม และเมืองราอัม เสส {1:12} แต่ ยิ่ง เบียดเบียน อีกไม่ได้แล้วก็เอาตะกร้าสานด้วยต้นกก ยาด้วยยางมะตอย ชนชาติ อิสราเอล ชนชาติ อิสราเอล ก็ ยิ่ง ทวี มาก ขึ้น และ และชัน เอาทารก ใส่ ลงใน ตะกร้า แล้ว นางนำ ไปวาง ไว้ ที่ ยิ่ง แพร่หลาย ออก ไป ชาว อียิปต์ ก็ ทุกข์ใจ เนื่องด้วย ชนชาติ กอปรือ ริมแม่น้ำ {2:4} ส่วนพี่สาวยืน อยู่ แต่ไกล คอยดู อิสราเอล {1:13} ชาวอียิปต์ จึง บังคับ ชนชาติ อิสราเอลให้ ว่า จะมี เหตุการณ์ อะไรเกิด ขึ้น แก่ น้อง {2:5} และพระราช ทำงานหนัก {1:14} และทำให้ชีวิตของเขาขมขื่นเพราะงาน ธิดาของฟาโรห์ลงไปสรงที่แม่น้ำ และพวกสาวใช้เดินไปตาม หนัก ที่ เขากระทำนั้น เช่น ทำปูนสอ ทำอิฐ และทำงานต่างๆ ริม ฝั่ง แม่น้ำ นั้น และเมื่อ พระนางเห็น ตะกร้า อยู่ ระหว่างกอ ที่ ทุ่งนา เขาถูก บังคับ ให้ ทำงานหนัก ทุก ชนิด {1:15} และ ปรือ จึง สั่ง ให้ สาวใช้ ไปนำมา {2:6} และเมื่อ เปิด ตะกร้า กษัตริย์อียิปต์ทรงตรัสกับนางผดุงครรภ์ชาวฮีบรู ซึ่งคนหนึ่ง นั้น ออก ก็ เห็น ทารก และ ดู เถิด ทารก นั้น กำลัง ร้องไห้ ชื่อ ชิ ฟราห์ และอีก คนหนึ่ง ชื่อ ปู อาห์ {1:16} และพระองค์ พระนางจึง ทรงกรุณาทารกนั้น และตรัส ว่า "นี่ เป็น ลูก ชาว 45 .

อพยพ / EXODUS มา ช้านาน กษัตริย์ อียิปต์ ก็ สิ้นพระชนม์ ชนชาติ อิสราเอล ก็ เศร้าใจมากเพราะเหตุ ที่ เขาเป็น ทาส เขาจึง ร้องคร่ำครวญ และเสียงร่ำร้องของเขาดัง ขึ้น ไปถึง พระเจ้า ด้วยเหตุที่ เป็น ทาสนี้ {2:24} และพระเจ้า ทรงสดับ ฟัง เสียงคร่ำครวญของ เขา พระเจ้า จึง ทรงระลึก ถึง พัน ธสัญญาของพระองค์ กับ อับ ราฮัม อิสอัค และยาโคบ {2:25} พระเจ้าจึงทอดพระเนตร ชนชาติอิสราเอล แล้วพระเจ้าทรงเอาใจใส่พวกเขา {3:1} ฝ่ายโมเสสเลี้ยงฝูง แพะแกะของเยโธรพ่อตาของ เขา ผู้เป็นปุโรหิตของคนมีเดียน และท่านได้พาฝูงแพะแกะ ไป ด้านหลัง ของ ถิ่นทุรกันดาร และ มา ถึง ภูเขา ของ พระเจ้า {2:11} และต่อมาในวัน เหล่านั้น ครั้น โมเสสเติบโตขึ้น คือ โฮ เรบ {3:2} ทูต สวรรค์ ของ พระ เย โฮ วาห์ ก็ ปรากฏ แล้ว ท่าน ก็ ออก ไป หา พวก พี่น้อง และ เห็น พวกเขา ต้อง แก่ โมเสสในเปลวไฟซึ่ง อยู่ ท่ามกลางพุ่มไม้ โมเสสจึง มองดู ทำงาน ตรากตรำ โมเสส เห็น คน อียิปต์ คน หนึ่ง กำลัง ตี คน และดู เถิด พุ่มไม้ นั้น มี ไฟลุกโชนอยู่ แต่ พุ่มไม้ นั้น มิได้ ไหม้ ฮีบ รู ซึ่ง เป็น ชนชาติ เดียวกัน กับ ตน {2:12} ท่านก็ มองดู โทรม ไป {3:3} โมเสส จึง กล่าว ว่า "ข้า จะ แวะ เข้า ไป ดู สิ่ง ซ้ายขวาและเมื่อ ท่านเห็น ว่า ไม่ มี ผู้ใดอยู่ ที่นั่น ท่านจึง ฆ่า คน แปลกประหลาดนี้ ว่าเหตุไฉนพุ่มไม้จึงไม่ไหม้" {3:4} และ อียิปต์ นั้น เสีย แล้ว ซ่อนศพไว้ ในทราย {2:13} และเมื่อ เมื่อพระเยโฮวาห์ทอดพระเนตรเห็นเขาเดินเข้ามาดู พระเจ้า โมเสสออกไปอีก ในวันรุ่งขึ้น ดู เถิด มี ชาวฮีบ รู สองคนต่อสู้ จึง ตรัส แก่ เขา ออก มา จาก ท่ามกลาง พุ่มไม้ นั้น ว่า "โมเสส กัน อยู่ ท่าน จึง กล่าว แก่ คน ที่ ทำ ผิด นั้น ว่า "ท่าน ตี พี่น้อง โมเสส" และโมเสสทูล ตอบว่า "ข้า พระองค์ อยู่ ที่นี่" {3:5} ของท่านเองทำไม" {2:14} และเขาตอบว่า "ใครแต่งตั้ง พระองค์ จึง ตรัส ว่า "อย่า เข้า มาใกล้ ที่นี่ จงถอดรองเท้า ของ ท่านให้ เป็น เจ้านาย และเป็น ตุลาการปกครองพวกข้าพเจ้า เจ้าออกเสีย เพราะว่าที่ซึ่งเจ้ายืนอยู่นี้เป็นที่บริสุทธิ์" {3:6} ท่านตั้งใจจะฆ่า ข้าพเจ้า เหมือนกับ ที่ ได้ ฆ่า คนอียิปต์ คนนั้น แล้ว พระองค์ ตรัส อีก ว่า "เราเป็น พระเจ้า ของบิดาเจ้า เป็น หรือ" โมเสสจึง กลัว และนึก ว่า "เรื่องนั้น ได้ ลือ กัน ไปทั่ว พระเจ้าของอับราฮัม เป็นพระเจ้าของอิสอัค และเป็นพระเจ้า แล้ว เป็นแน่" {2:15} เมื่อ ฟาโรห์ ทรงได้ยิน ถึง เรื่องนี้ ก็ หา ของยาโคบ" และโมเสสปิดหน้าเสีย เพราะกลัวไม่กล้ามองดู ช่องที่จะประหารชีวิตโมเสสเสีย แต่โมเสสหนีจากพระพักตร์ พระเจ้า {3:7} และพระเยโฮวาห์ตรัสว่า "เราเห็นความทุกข์ ของฟาโรห์ไปอาศัยอยู่ในแผ่นดินมีเดียน ท่านจึงนั่งลงที่ริม ของ พล ไพร่ ของ เรา ที่อยู่ ใน ประเทศ อียิปต์ แล้ว และ ได้ยิน บ่อน้ำแห่งหนึ่ง เสียงร้องของเขา เพราะเหตุ พวกนายงานของเขา ด้วยเรารู้ {2:16} ฝ่ายปุโรหิตของคนมีเดียนมีบุตรสาวเจ็ดคน หญิง ถึง ความทุกข์ร้อนต่างๆของเขา {3:8} และเราลงมาเพื่อ จะ เหล่านั้นก็มาตักน้ำใส่รางให้ฝูงแพะแกะของบิดากิน {2:17} ช่วยเขาให้รอดพ้นจากมือของชาวอียิปต์ และนำเขาออกจาก และพวกเลี้ยงแกะมาไล่ หญิง เหล่านั้น แต่ โมเสสลุก ขึ้น ช่วย ประเทศนั้น ไปยัง แผ่นดิน ที่ อุดมกว้างขวาง เป็น แผ่นดิน ที่ หญิง เหล่านั้น และให้ ฝูง แพะแกะของเธอกิน น้ำ {2:18} มี น้ำนมและน้ำผึ้ง ไหลบริบูรณ์ คือ ไปยัง ที่อยู่ ของชาวคานา และเมื่อ หญิง เหล่านั้น กลับ ไปหาเรอู เอลบิดาของเธอ บิดา อัน คนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคน ถาม ว่า "วันนี้ ทำไม พวก เจ้า จึง กลับ มา เร็ว" {2:19} และ เยบุส {3:9} เพราะฉะนั้น ดูเถิด บัดนี้คำร่ำร้องของชนชาติ เธอตอบว่า "มีคนอียิปต์ คนหนึ่ง ช่วยพวกข้าพเจ้า ให้พ้น จาก อิสราเอลมาถึงเราแล้ว ทั้งเราได้เห็นการข่มเหงซึ่งชาวอียิปต์ มือ ของพวกเลี้ยงแกะ ทั้ง ยัง ตัก น้ำ ให้ พวกข้าพเจ้า และให้ ฝูง กระทำต่อ เขาแล้ว {3:10} เพราะฉะนั้น จงมาเถิด บัดนี้ แพะแกะกิน ด้วย" {2:20} บิดาจึง ถามบุตรสาวของท่านว่า เราจะใช้เจ้าไปเฝ้าฟาโรห์ เพื่อเจ้าจะได้พาพลไพร่ของเรา คือ "แล้ว ชายผู้ นั้น อยู่ ที่ไหน ทำไมจึง ทิ้ง เขาไว้ ล่ะ ไปเชิญ เขามา ชนชาติอิสราเอล ออกจากอียิปต์" {3:11} ฝ่ายโมเสสจึงทูล เพื่อ จะรับประทานอาหารซิ" {2:21} โมเสสก็ เต็มใจอาศัย พระเจ้า ว่า "ข้า พระองค์ เป็น ผู้ใดเล่า ซึ่ง ข้า พระองค์ จะไปเฝ้า อยู่ กับ เร อู เอล แล้ว เร อู เอล ก็ ยก ศิป โป ราห์ บุตรสาว ให้แก่ ฟาโรห์ และจะนำชนชาติ อิสราเอลออกจากอียิปต์" {3:12} โมเสส {2:22} นางก็ คลอดบุตรชายคนหนึ่ง โมเสสจึง ตั้ง พระองค์ จึง ตรัส ว่า "เราจะอยู่ กับ เจ้า แน่ และนี่ จะเป็น หมาย ชื่อว่า เกอร์โชม เพราะท่านกล่าวว่า "ข้าพเจ้าเป็นคนต่างด้าว สำคัญ ให้ เจ้า รู้ ว่า เราใช้ ให้ เจ้า ไป คือ เมื่อ เจ้า นำพลไพร่ ออก อาศัย อยู่ ต่างประเทศ" {2:23} และต่อมา ครั้น เวลาล่วง จากอียิปต์ แล้ว เจ้า ทั้งหลายจะมาปรนนิบัติ พระเจ้า บนภูเขา .46 ฮีบ รู" {2:7} พี่สาวทารกจึง ทูลถามพระราชธิดาของฟาโรห์ ว่า "จะให้หม่อมฉันไปหานางนมชาวฮีบรูมาเลี้ยงทารกนี้ให้ พระนางไหม" {2:8} พระราชธิดาของฟาโรห์ จึง มี รับสั่ง แก่ เธอว่า "ไปหาเถิด" หญิงสาวนั้นจึงไปเรียกมารดาของทารก นั้น มา {2:9} ฝ่ายพระราชธิดาของฟาโรห์ จึง ตรัส สั่ง นางว่า "รับเด็กนี้ไปเลี้ยงไว้ให้เรา แล้วเราจะให้ค่าจ้างแก่เจ้า" นางจึง รับทารกไปเลี้ยงไว้ {2:10} แล้วทารกนั้นก็โตขึ้น และนางก็ พาเขามาถวายพระราชธิดาของฟาโรห์ และเขากลายเป็นบุตร เลี้ยงของพระนาง และพระนางประทานชื่อ ว่า โมเสส และ ตรัสว่า "เพราะเราได้ฉุดเขาขึ้นมาจากน้ำ" บทที่ 2.

47 พระองค์ หรือ ฟัง เสียงของข้า พระองค์ เพราะเขาจะว่า ‘พระ เยโฮวาห์มิได้ทรงปรากฏแก่ท่านเลย’" {4:2} พระเยโฮวาห์ จึง ตรัส กับ โมเสสว่า "อะไรอยู่ ในมือ ของเจ้า" และท่านทูล ว่า "ไม้เท้า" {4:3} และพระองค์ ตรัส ว่า "โยนลงที่ พื้นดิน เถิด" ท่านจึงโยนไม้เท้าลงบนพื้นดิน ไม้เท้านั้นก็กลายเป็น งู โมเสสก็ หลบหนี จากงู ไป {4:4} และพระเยโฮวาห์ ตรัส กับโมเสสว่า "เอื้อมมือของเจ้าและจับหางงูไว้" ท่านก็เอื้อม มือของท่านและจับหางงู มันก็กลายเป็นไม้เท้าอยู่ในมือของ ท่าน {4:5} "เพื่อ เขาทั้งหลายจะได้ เชื่อ ว่า พระเยโฮวาห์ {3:15} พระเจ้า จึง ตรัส กับ โมเสส อีก ว่า "เจ้า จง กล่าว พระเจ้าของบรรพบุรุษของเขา พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้า แก่ ชนชาติ อิสราเอล ว่า ดังนี้ ‘พระ เย โฮ วาห์ พระเจ้า แห่ง ของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ ได้ทรงปรากฏแก่เจ้าแล้ว" บรรพบุรุษ ของท่าน คือ พระเจ้า ของอับ ราฮัม พระเจ้า ของ {4:6} และพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสอีกว่า "เอามือของเจ้า อิสอัค และพระเจ้า ของยาโคบ ทรงใช้ ให้ ข้าพเจ้า มาหาท่าน’ สอดไว้ที่อกของเจ้า" ท่านก็สอดมือของท่านไว้ที่อกของท่าน นี่ เป็น นามของเราตลอดไปเป็นนิตย์ และนี่ เป็น ที่ ระลึก ของ และเมื่อ ชัก มือ ออก ดู เถิด มือ ของท่านก็ เป็น โรคเรื้อน ขาว เราตลอดทุก ชั่ว อายุ {3:16} จงไปรวบรวมพวกผู้ใหญ่ ของ เหมือนหิมะ {4:7} พระองค์จึงตรัสว่า "เอามือของเจ้าสอด อิสราเอลให้ มาประชุม พร้อมกัน แล้ว กล่าวแก่ เขาว่า ‘พระ ไว้ที่อกของเจ้าอีกครั้งหนึ่ง" โมเสสก็สอดมือของท่านเข้าอก เยโฮวาห์ พระเจ้า แห่ง บรรพบุรุษ ของท่าน คือ พระเจ้า ของอับ ของท่านอีก แล้ว ท่านชัก มือ ออกมาจากอก และดู เถิด มือ ราฮัม ของอิสอัค และของยาโคบ ปรากฏแก่ ข้าพเจ้า ตรัส นั้น กลับกลายเป็น เหมือนเนื้อหนัง ส่วนอื่น ของท่าน {4:8} ว่า "แท้จริง เราลงมาเยี่ยมเจ้า ทั้งหลายแล้ว และได้ เห็น สิ่ง "และต่อมา ถ้า เขาจะไม่ เชื่อ เจ้า และไม่ ฟัง เสียงแห่ง หมาย ซึ่ง เขาได้ กระทำแก่ เจ้า ในอียิปต์ {3:17} และเราได้ กล่าว สำคัญ แรก เขาก็ จะเชื่อ เสียงแห่ง หมายสำคัญ ที่ สอง {4:9} ไว้ แล้ว ว่า เราจะพาเจ้า ทั้งหลายไปให้ พ้น จากความทุกข์ ใน และต่อมา ถ้า เขาไม่ เชื่อ หมายสำคัญ ทั้ง สองครั้งนี้ ทั้ง ไม่ ฟัง ประเทศอียิปต์ ไปยัง แผ่นดิน ของชาวคานาอัน คนฮิต ไทต์ เสียงของเจ้า เจ้า จงตัก น้ำ ในแม่น้ำ และเทลงที่ดิน แห้ง แล้ว คน อา โม ไรต์ คน เป ริ ส ซี คน ฮีไวต์ และ คน เย บุ ส ไป ยัง น้ำ ที่ เจ้า ตัก มา จาก แม่น้ำ นั้น จะ กลาย เป็น เลือด บน ดิน แห้ง แผ่นดิน ซึ่ง มี น้ำนมและน้ำผึ้ง ไหลบริบูรณ์"’ {3:18} และ นั้น" เขาก็ จะเชื่อฟัง คำของเจ้า แล้ว พวกเจ้า ทั้ง เจ้ากับ พวกผู้ใหญ่ ของคนอิสราเอล จงพากัน ไปเฝ้า กษัตริย์ ของอียิปต์ และ {4:10} แต่ โมเสส ทูล พระ เย โฮ วาห์ ว่า "โอ ข้า แต่ องค์ เจ้า จง ทูล พระองค์ ว่า ‘พระ เย โฮ วาห์ พระเจ้า ของ คน ฮีบ รู พระผู้เป็นเจ้า ของ ข้า พระองค์ ข้า พระองค์ มิใช่ คน พูด คล่อง ทรงปรากฏแก่ ข้า พระองค์ ทั้งหลาย บัดนี้ ขอได้ โปรดให้ ข้า ทั้งในกาลก่อน และตั้งแต่เวลาที่พระองค์ตรัสกับผู้รับใช้ของ พระองค์ เดินทางไปในถิ่นทุรกันดารสัก สามวัน เพื่อ จะถวาย พระองค์ แต่ ข้า พระองค์ เป็น คน พูด ไม่ คล่อง และ พูด ช้า" เครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา’ {3:19} เรารู้แน่ {4:11} พระเยโฮวาห์จึงตรัสกับท่านว่า "ผู้ใดเล่าที่สร้างปาก แล้วว่า กษัตริย์แห่งอียิปต์จะไม่ยอมให้พวกเจ้าไป แม้กระทั่ง มนุษย์ หรือทำให้เป็นใบ้ หูหนวก ตาดี หรือตาบอด เราพระ โดย หัตถ์ อัน ทรง ฤทธิ์ {3:20} และ เรา จะ เหยียด มือ ของ เยโฮวาห์เป็นผู้ทำไม่ใช่หรือ {4:12} เพราะฉะนั้น จงไปเถิด เรา ออก ประหาร อียิปต์ ด้วย มหัศจรรย์ ต่างๆ ของ เรา ที่ เรา จะ บัดนี้เราจะอยู่ที่ปากของเจ้า และจะสอนคำซึ่งเจ้าควรจะพูด" กระทำในท่ามกลางประเทศนั้น แล้ว หลังจากนั้น กษัตริย์ {4:13} แต่ ท่านทูล ว่า "โอ ข้า แต่ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ของข้า ก็ จะยอมปล่อยพวกเจ้า ไป {3:21} และเราจะให้ พลไพร่ นี้ พระองค์ ขอทรงโปรดใช้ ผู้อื่น ไปเถิด" {4:14} ฝ่ายพระเย เป็นที่โปรดปรานในสายตาของชาวอียิปต์ และต่อมา เมื่อเจ้า โฮวาห์ทรงกริ้วต่อโมเสส พระองค์จึงตรัสว่า "เจ้ามีพี่ชายคือ ทั้งหลายออกไปก็ จะไม่ ต้องไปมือ เปล่า {3:22} แต่ ผู้หญิง อาโรนคนเลวี ไม่ ใช่ หรือ เรารู้ แล้ว ว่า เขาเป็น คนพูด เก่ง และ ทุกคนจะขอเครื่องเงิน เครื่องทองและเสื้อผ้า จากเพื่อนบ้าน ดูเถิด เขากำลังเดินทางมาพบเจ้าด้วย เมื่อเขาเห็นเจ้าเขาก็จะ ของเขา และจากหญิงที่อาศัย อยู่ในเรือนของเขา และเจ้าจง ดีใจ {4:15} เจ้า จะพูด กับ เขา และบอกสิ่ง ซึ่ง เขาควรจะพูด เอาของเหล่านั้นไปแต่งให้บุตรชายหญิงของเจ้า และเจ้าจะได้ แล้วเราจะอยู่ที่ปากของเจ้า และปากของเขา และเราจะสอน ริบเอาสิ่งของของชาวอียิปต์" เจ้า ว่า ควรจะทำประการใด {4:16} และเขาจะเป็น ผู้พูด แก่ {4:1} โมเสสจึง ทูล ตอบว่า "แต่ ดู เถิด เขาจะไม่ เชื่อ ข้า พลไพร่แทนเจ้า และเขา คือเขาเองจะเป็นปากแทนเจ้า และ นี้" {3:13} และโมเสสทูลพระเจ้าว่า "ดูเถิด เมื่อข้าพระองค์ ไป หา ชนชาติ อิสราเอล และ บอก พวกเขา ว่า ‘พระเจ้า แห่ง บรรพบุรุษ ของท่านทั้งหลายทรงใช้ ข้าพเจ้า มาหาท่าน’ และ เขาจะพูด กับ ข้าพเจ้า ว่า ‘พระองค์ ทรงพระนามว่า กระไร’ ข้า พระองค์ จะกล่าวแก่ เขาอย่างไร" {3:14} พระเจ้า จึง ตรัส กับ โมเสสว่า "เราเป็น ผู้ ซึ่ง เราเป็น" แล้ว พระองค์ ตรัส ว่า "เจ้า จงไปบอกชนชาติอิสราเอลว่า ‘เราเป็นได้ทรงใช้ข้าพเจ้ามาหา ท่านทั้งหลาย’" .

48 เจ้าจะเป็นผู้แทนพระเจ้าแก่เขา {4:17} เจ้าจงถือไม้เท้านี้ไว้ ในมือของเจ้า สำหรับทำหมายสำคัญ" {4:18} โมเสสจึง กลับ ไปหาเยโธร พ่อตาของตน และ บอกกับ เขาว่า "ข้าพเจ้า ขอลากลับ ไปหาพี่น้องของข้าพเจ้า ซึ่ง อยู่ ในอียิปต์ เพื่อ จะได้ ดู ว่า เขายัง มี ชีวิต อยู่ หรือ ไม่" ฝ่าย เยโธรตอบโมเสสว่า "ไปโดยสันติภาพเถิด" {4:19} พระ เย โฮ วาห์ จึง ตรัส กับ โมเสส ใน แผ่นดิน มี เดียน ว่า "กลับ ไป อียิปต์ เพราะคนทั้งหมดที่ หาช่องประหารชีวิต เจ้า นั้น ตาย แล้ว" {4:20} โมเสส จึง ให้ ภรรยา และ บุตรชาย ของ ตน ขี่ ลากลับ ไป ยัง แผ่นดิน อียิปต์ ส่วน โมเสส ก็ ถือ ไม้เท้า ของ พระเจ้า ในมือ ของท่านไปด้วย {4:21} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "เมื่อ เจ้า กลับ ไปถึง อียิปต์ จงกระทำมหัศจรรย์ ต่างๆซึ่ง เรามอบไว้ ในมือ ของเจ้า แล้ว นั้น ต่อหน้า ฟาโรห์ แต่ เราจะทำให้ ใจของฟาโรห์ แข็งกระด้าง เพื่อ เขาจะไม่ ยอมให้ พลไพร่ ไป {4:22} และเจ้า จะทูล ฟาโรห์ ว่า ‘พระเยโฮวาห์ ตรัส ดังนี้ ว่า คนอิสราเอลเป็น บุตรชายของเรา คือ เป็น บุตร หัวปีของเรา {4:23} เราจึงบอกแก่เจ้าว่า "จงปล่อยบุตรของ เราไป เพื่อ เขาจะได้ ปรนนิบัติ เรา" และถ้า เจ้า ไม่ ยอมให้ เขา ไป ดู เถิด เราจะประหารชีวิต บุตรชายของเจ้า คือ บุตรหัวปี ของเจ้าเสีย’" {4:24} และต่อมา ณ ที่พักระหว่างทาง พระ เยโฮวาห์เสด็จมาพบโมเสส และจะประหารชีวิตของท่านเสีย {4:25} ครั้งนั้น นางศิป โปราห์ จึง เอาหิน คมตัด หนัง ที่ ปลาย องคชาตบุตรชายของตนออกแล้วทิ้งไว้ที่เท้าของโมเสสกล่าว ว่า "จริงนะ ท่านเป็นสามีผู้ทำให้โลหิตตก" {4:26} พระองค์ จึงทรงละท่านไว้ นางจึงกล่าวว่า "ท่านเป็นสามีผู้ทำให้โลหิต ตก" เนื่องจากการเข้าสุหนัต {4:27} และพระเยโฮวาห์ ตรัส กับ อาโรนว่า "จงไปพบ กับ โมเสสในถิ่นทุรกันดาร" เขาก็ ไปพบกับ ท่านที่ ภูเขาของ พระเจ้า และจุบ ท่าน {4:28} โมเสสจึง เล่า ให้ อาโรนฟัง ถึง พระดำรัส ของพระเยโฮวาห์ ทั้งหมด ผู้ ซึ่ง ทรงใช้ ตน และถึง หมายสำคัญทั้งปวงซึ่งพระองค์ได้ทรงบัญชาแก่ท่าน {4:29} โมเสส กับ อา โร น ไป เรียกประชุม บรรดา ผู้ใหญ่ ของ ชนชาติ อิสราเอลพร้อมกัน {4:30} แล้วอาโรนจึงกล่าวถึงพระดำรัส ทั้งหมดซึ่ง พระเยโฮวาห์ ตรัส แก่ โมเสส และทำหมายสำคัญ ต่างๆนั้น ท่ามกลางสายตาของพลไพร่ {4:31} ฝ่ายพลไพร่ ก็ เชื่อ และเมื่อ เขาได้ยิน ว่า พระเยโฮวาห์ เสด็จ มาเยี่ยมเยียน ชนชาติ อิสราเอล และทอดพระเนตรเห็น ความทุกข์ยากของ เขาแล้ว เขาก็ก้มศีรษะลงและนมัสการ {5:1} ต่อมา ภายหลัง โมเสส กับ อา โร น เข้าเฝ้า และ ทูล ฟาโรห์ ว่า "พระ เย โฮ วาห์ พระเจ้า ของ อิสราเอล ตรัส ดังนี้ ว่า ‘จงปล่อยพลไพร่ ของเราไป เพื่อ เขาจะได้ ทำการเลี้ยง บทที่ 2. อพยพ / EXODUS นมัสการ เรา ใน ถิ่นทุรกันดาร’" {5:2} ฟาโรห์จึง ตรัส ว่า "พระเยโฮวาห์ นั้น เป็น ผู้ใดเล่า เราจึง จะต้องเชื่อฟัง เสียงของ พระองค์ และปล่อยคนอิสราเอลไป เราไม่ รู้จัก พระเยโฮวาห์ ทั้ง เราจะไม่ ยอมปล่อยคนอิสราเอลไป" {5:3} เขาทั้ง สอง จึง ทูล ว่า "พระเจ้า ของคนฮีบ รู ได้ ทรงปรากฏกับ ข้า พระองค์ ขอโปรดให้ ข้า พระองค์ ทั้งหลายเดินทางไปในถิ่นทุรกันดาร สามวัน และถวายเครื่องบูชาแด่ พระเยโฮวาห์ พระเจ้า ของข้า พระองค์ เกรงว่าพระองค์จะทรงลงโทษพวกข้าพระองค์ด้วย โรคภัยหรือด้วยดาบ" {5:4} แล้วกษัตริย์แห่งอียิปต์ตรัสกับ เขาว่า "เจ้า โมเสสกับ อาโรน เจ้า จะให้ พลไพร่ ละทิ้ง การงาน ของเขาเสีย ทำไม เจ้า จงกลับ ไปรับภาระงานของเจ้า" {5:5} และฟาโรห์ตรัสว่า "ดูเถิด พวกไพร่ในประเทศนี้มีมาก และ เจ้าทั้งสองทำให้เขาหยุดภาระงานของเขาเสีย" {5:6} ในวัน นั้น เองฟาโรห์ มี พระบัญชาสั่ง นายงานและนายกองของพล ไพร่ว่า {5:7} "ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่าให้ฟางแก่พวกไพร่สำหรับ ใช้ ทำ อิฐ เหมือน แต่ก่อน แต่ ให้ เขา ไป เที่ยวหา ฟาง เอา เอง {5:8} ส่วนจำนวนอิฐ ซึ่ง แต่ก่อนเกณฑ์ ให้ เขาทำเท่าไร เจ้า ก็จงเกณฑ์ให้เขาทำเท่านั้น เจ้าอย่าได้หย่อนลง เพราะว่าเขา เกียจคร้าน เหตุ ฉะนั้น เขาจึง ร้องว่า ‘ขอให้ พวกข้า พระองค์ ไปถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าของพวกข้าพระองค์’ {5:9} จง จัดหางานให้ เขาทำหนัก กว่า แต่ก่อน เพื่อ เขาจะทำงาน และ ไม่ ฟัง คำพูด เหลวไหล" {5:10} ฝ่ายนายงานและนายกอง ของพลไพร่ ก็ ออกไปและกล่าวแก่ พลไพร่ ว่า "ฟาโรห์รับสั่ง ดังนี้ ว่า ‘เราจะไม่ ยอมให้ ฟางแก่ พวกเจ้า เลย {5:11} เจ้า จงไปหาฟางมาเอง ตามแต่ จะหามาได้ เถิด แต่ งานของเจ้าที่ เกณฑ์นั้นก็ไม่ลดหย่อนให้เลย’" {5:12} พลไพร่เหล่านั้นจึง แยกย้ายกันไปทั่วแผ่นดินอียิปต์เพื่อเก็บตอฟางมาแทนฟาง {5:13} นายงานก็ เร่งรัด ว่า "จงทำงาน คือ งานประจำวัน ของเจ้า ให้ เสร็จ ครบเหมือนเมื่อ ยัง มี ฟางอยู่" {5:14} นาย กองของชนชาติ อิสราเอล ซึ่ง นายงานของฟาโรห์ ตั้ง ให้ เป็น ผู้ บังคับ เขานั้น ก็ ถูก โบยตี และถูก ถามว่า "ทำไมหมู่นี้ จึง ไม่ ได้ อิฐ ที่ เกณฑ์ ไว้ เต็ม จำนวน ทั้ง วานนี้ และวันนี้ เหมือน แต่ก่อน" {5:15} นายกองของชนชาติ อิสราเอลจึง มาร้อง ทูล ต่อ ฟาโรห์ ว่า "เหตุ ไฉน พระองค์ จึง ทรง กระทำ ดังนี้ แก่ พวกทาสของพระองค์ {5:16} พวกเขากล่าวกับ พวกเราว่า ‘ทำอิฐ ซิ’ แต่ มิได้ ให้ ฟางแก่ พวกทาสของพระองค์ เลย และ ดู เถิด พวก ทาส ของ พระองค์ ถูก โบย ตี แต่ ข้าราชการ ของ พระองค์ เองเป็น ฝ่ายผิด" {5:17} แต่ ฟาโรห์ ตรัส ว่า "พวก เจ้าเกียจคร้าน พวกเจ้าเกียจคร้าน พวกเจ้าจึงมาร้องว่า ‘ขอ ให้ ข้า พระองค์ ไปถวายเครื่องบูชาแด่ พระเยโฮวาห์’ {5:18} เหตุ ฉะนั้น เจ้า จงไปทำงานเดี๋ยวนี้ ฟางนั้น จะไม่ ให้ พวกเจ้า .

49 เลย แต่ จำนวนอิฐ ที่ เกณฑ์ ไว้ นั้น พวกเจ้า จะต้องทำมาให้ ครบ จำนวน" {5:19} นาย กอง ชนชาติ อิสราเอล ก็ เห็น ว่า ตนมี ปัญหาแล้ว หลังจากถูก สั่ง ว่า "ไม่ ให้ ลดหย่อนจำนวน อิฐ ที่ ถูก เกณฑ์ ให้ ทำทุกๆวัน ลง" {5:20} ครั้น ออกมาจาก เฝ้า ฟาโรห์ เขาพบโมเสสกับ อาโรนยืน อยู่ กลางทาง {5:21} เขา จึง กล่าว แก่ เขา ทั้ง สอง ว่า "ขอ พระ เย โฮ วาห์ ทรง มองดู พวกท่านและพิพากษาเถิด เพราะท่านกระทำให้ชื่อของพวก ข้าพเจ้า เป็น ที่ เกลียดชัง ในสายพระเนตรของฟาโรห์ และใน สายตาของข้าราชการของพระองค์ เหมือนหนึ่ง เอาดาบใส่ มือ เขาให้ สังหารพวกข้าพเจ้า เสีย" {5:22} โมเสสจึง กลับ ไปทูล พระเยโฮวาห์ ว่า "ข้า แต่ องค์ พระผู้เป็นเจ้า เหตุ ไฉน พระองค์ ทรง ทำ การ ร้าย แก่ ชนชาติ นี้ เหตุ ไฉน พระองค์ จึง ทรงใช้ ข้า พระองค์ มา {5:23} เพราะว่า ตั้งแต่ ข้า พระองค์ ไป เฝ้า ฟาโรห์ เพื่อ ทูล ในพระนามของพระองค์ แล้ว ฟาโรห์ก็ ทำ ทารุณ แก่ ชนชาติ นี้ ส่วนพระองค์ ก็ มิได้ ทรงช่วยพลไพร่ ของ พระองค์ให้พ้นเลย" {6:1} พระเยโฮวาห์ จึง ตรัส กับ โมเสสว่า "บัดนี้ เจ้า จะได้ เห็น เหตุการณ์ ซึ่ง เราจะกระทำแก่ ฟาโรห์ คือ ด้วยมือ อัน ทรง ฤทธิ์ เขาจะปล่อยพลไพร่ ไป และด้วยมือ อัน เข้มแข็ง เขาจะ ไล่ พลไพร่ ออกจากแผ่นดิน ของเขา" {6:2} พระเจ้า ตรัส กับ โมเสสว่า "เราคือ พระเยโฮวาห์ {6:3} เราปรากฏแก่ อับ รา ฮัม แก่อิสอัค และแก่ยาโคบด้วยนามว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ ฤทธิ์ แต่ เรามิได้ สำแดงให้ เขารู้จัก เราในนามพระเยโฮวาห์ {6:4} และเราได้ ตั้ง พัน ธสัญญาของเราไว้ กับ เขาทั้งหลาย ด้วยว่า จะยกแผ่นดิน คานาอัน ให้แก่ เขา เป็น แผ่นดิน ที่ เขา เคยอาศัย อยู่ ในฐานะคนต่างด้าว {6:5} และเราได้ยิน เสียง คร่ำครวญของชนชาติ อิสราเอลด้วย ซึ่ง ชาวอียิปต์ กัก ไว้ ให้ เป็น ทาส และ เรา ได้ ระลึก ถึง พัน ธ สัญญา ของ เรา {6:6} เหตุ ฉะนี้ จง กล่าว แก่ ชนชาติ อิสราเอล ว่า ‘เรา คือ พระ เย โฮ วาห์ เราจะนำพวกเจ้าไปให้พ้นจากงานตรากตรำที่ชาวอียิปต์ เกณฑ์ ให้ ทำ และจะให้ พ้น จากการเป็น ทาสเขา เราจะช่วย เจ้า ให้ พ้น ด้วยแขนที่ เหยียดออก และด้วยการพิพากษาอัน ใหญ่หลวง {6:7} เราจะรับพวกเจ้าเป็นพลไพร่ของเรา และ เราจะเป็น พระเจ้า ของพวกเจ้า พวกเจ้า จะรู้ ว่า เราคือ พระ เยโฮวาห์ พระเจ้า ของเจ้า ผู้นำเจ้า ไปให้ พ้น จากงานตรากตรำ ที่ ชาวอียิปต์ เกณฑ์ ให้ ทำ {6:8} เราจะนำพวกเจ้าเข้า ไปใน แผ่นดิน ซึ่งเราได้ปฏิญาณไว้ว่าจะให้แก่อับราฮัม แก่อิสอัค และแก่ยาโคบ เราจะยกแผ่นดินนั้นให้แก่เจ้าเป็นมรดก เรา คือ พระเยโฮวาห์’" {6:9} โมเสสจึง นำความนั้น ไปเล่า ให้ ชนชาติ อิสราเอลฟัง แต่ เขามิได้ เชื่อฟัง โมเสสเพราะระอาใจ และถูก เกณฑ์ ให้ ทำการหนัก อย่างสาหัส {6:10} พระเยโฮ วาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า {6:11} "จงเข้า ไปเฝ้า ฟาโรห์ กษัตริย์ แห่ง อียิปต์ บอก ให้ ปล่อย ชนชาติ อิสราเอล ไป จาก แผ่นดิน ของเขา" {6:12} และโมเสสกราบทูล ต่อ พระพักตร์ พระเย โฮ วาห์ ว่า "ดู เถิด แม้แต่ ชนชาติ อิสราเอล ก็ มิได้ เชื่อฟัง ข้า พระองค์ ฟาโรห์จะฟังข้าพระองค์อย่างไร ข้าพระองค์เป็นคน พูดไม่คล่อง" {6:13} พระเยโฮวาห์จึงตรัสแก่โมเสสและอา โรน ให้ แจ้ง แก่ ชนชาติ อิสราเอลและฟาโรห์ กษัตริย์ อียิปต์ ว่า ให้พาชนชาติอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์ {6:14} คนเหล่านี้เป็นหัวหน้าในวงศ์วานบรรพบุรุษของ เขา บุตรชายของรูเบนผู้เป็นบุตรหัวปีของอิสราเอล ชื่อฮาโน ค ปัลลู เฮสโรน และคารมี คนเหล่านี้ เป็น ครอบครัว ต่างๆ ของรูเบน {6:15} บุตรชายของสิเมโอนชื่อเยมูเอล ยามีน โอ หาด ยาคีน โศหาร์ และชาอูลผู้เป็นบุตรชายของหญิงชาวคา นาอัน คนเหล่านี้ เป็น ครอบครัว ต่างๆของสิ เมโอน {6:16} และคนเหล่านี้เป็นชื่อบุตรชายของเลวีตามพงศ์พันธุ์ของเขา คือ เกอร์ โชน โคฮาทและเมรารี เลวีนั้น มี อายุ ได้ ร้อยสาม สิบ เจ็ด ปี {6:17} บุตรชายของเกอร์ โชนชื่อ ลิบ นี และซิ มอี ตามครอบครัว ของเขา {6:18} บุตรชายของโคฮาทชื่อ อัม ราม อิสฮาร์ เฮโบรน และอุ ส ซี เอล โคฮาทมี อายุ ได้ ร้อยสามสิบ สามปี {6:19} บุตรชายของเมรารี ชื่อ มาฮาลี และมูชี คนเหล่านี้เป็นครอบครัวต่างๆของเลวีตามพงศ์พันธุ์ ของเขา {6:20} ฝ่ายอัมรามได้นางโยเคเบดน้องสาวบิดาของ ตนเป็น ภรรยา แล้ว นางให้ กำเนิด บุตรแก่ เขาชื่อ อาโรนและ โมเสส อัมรามมี อายุ ได้ ร้อยสามสิบ เจ็ด ปี {6:21} บุตรชาย ของอิสฮาร์ ชื่อ โคราห์ เนเฟก และศิค รี {6:22} บุตรชาย ของอุ ส ซี เอลชื่อ มิ ชาเอล เอลซาฟาน และสิ ธ รี {6:23} ฝ่ายอาโรนได้นางเอลีเชบาบุตรสาวของอัมมีนาดับ น้องสาว ของนาโชนเป็น ภรรยา นางคลอดบุตรให้ เขาชื่อ นาดับ อา บีฮู เอเลอาซาร์และอิธามาร์ {6:24} บุตรชายของโคราห์ชื่อ อัสสีร์ เอลคานาห์ และอาบียาสาฟ คนเหล่านี้เป็นครอบครัว ต่างๆของคนโคราห์ {6:25} ฝ่ายเอเลอาซาร์ บุตรชายอาโร น ได้ รับ บุตรสาวคนหนึ่ง ของปู ทิเอลเป็น ภรรยา นางคลอด บุตรให้เขาชื่อ ฟีเนหัส คนเหล่านี้เป็นหัวหน้าบรรพบุรุษของ คนเลวีตามครอบครัวของเขา {6:26} อาโรนและโมเสสสอง คนนี้แหละ คือ ผู้ ที่ พระเยโฮวาห์ ได้ ตรัส ว่า "จงพาชนชาติ อิสราเอล ออก จาก แผ่นดิน อียิปต์ ตาม หมู่ ตาม กอง ของ เขา" {6:27} สองคนนี้แหละเป็นผู้ที่กราบทูลฟาโรห์กษัตริย์ของ อียิปต์เพื่อพาชนชาติอิสราเอลออกจากอียิปต์ คือโมเสสและ อาโรนนี้แหละ {6:28} และต่อมาในวันที่พระเยโฮวาห์ตรัส กับ โมเสสในแผ่นดิน อียิปต์ นั้น {6:29} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับโมเสสว่า "เราคือพระเยโฮวาห์ เจ้าจงบอกฟาโรห์กษัตริย์ .

อพยพ / EXODUS ของเราเพื่อเขาจะไปปรนนิบัติเราในถิ่นทุรกันดาร ดูเถิด จน บัดนี้ เจ้า ก็ ยัง หา ได้ เชื่อฟัง ไม่" {7:17} พระ เย โฮ วาห์ ตรัส ดังนี้ ว่า "ท่าน จะ ทราบ ว่า เรา คือ พระ เย โฮ วาห์ ด้วย อาศัย การกระทำดังนี้ ดู เถิด เราจะเอาไม้เท้า ที่ ถือ ไว้ นั้น ฟาดน้ำ ในแม่น้ำ น้ำ นั้น จะกลายเป็น เลือด {7:18} ปลาซึ่ง อยู่ ใน แม่น้ำ จะ ตาย และ แม่น้ำ จะ เหม็น ชาว อียิปต์ จะ ดื่ม น้ำ ใน แม่น้ำ ไม่ ได้"’" {7:19} พระเยโฮวาห์ ตรัส สั่ง โมเสสว่า "จง บอก อา โร น ว่า ‘เอา ไม้เท้า ของ ท่าน ชี้ ไป เหนือ น้ำ ทั้งหลาย แห่ง อียิปต์ คือ เหนือ ลำคลอง แม่น้ำ บึง และสระทั้งหมด ของเขา เพื่อ น้ำ จะกลายเป็น เลือดและจะมี เลือดทั่ว แผ่นดิน อียิปต์ ทั้งที่อยู่ในภาชนะไม้และภาชนะหิน’" {7:20} โมเสส กับ อา โร น ก็ กระทำ ตาม ที่ พระ เย โฮ วาห์ บัญชา คือ ท่าน ได้ ยกไม้เท้า ขึ้น ตี น้ำ ในแม่น้ำ ต่อ สายพระเนตรของฟาโรห์ และ ท่ามกลางสายตาของพวกข้าราชการของฟาโรห์ แล้ว น้ำ ใน แม่น้ำ ก็ กลายเป็น เลือดทั้งสิ้น {7:21} ปลาที่อยู่ ในแม่น้ำ ก็ ตาย แม่น้ำ ก็ เหม็น และชาวอียิปต์ ก็ ดื่ม น้ำ ในแม่น้ำ นั้น ไม่ ได้ มี เลือดทั่ว แผ่นดิน อียิปต์ {7:22} แต่ พวกนักแสดงกล แห่ง อียิปต์ ก็ กระทำได้ เหมือนกัน อาศัย เล่ห์กลของเขา และ พระทัย ของ ฟาโรห์ ก็ แข็งกระด้าง ฟาโรห์หา เชื่อฟัง ท่าน ทั้ง สองไม่ เหมือนที่ พระเยโฮวาห์ ได้ ตรัส ไว้ {7:23} ฟาโรห์ เสด็จ กลับ เข้า ใน วัง มิได้ เอา พระทัย ใส่ ใน เหตุการณ์ ครั้งนี้ เหมือนกัน {7:24} ชาวอียิปต์ ทั้งปวงก็ พากัน ขุด หลุม ตาม ริมแม่น้ำ หาน้ำดื่ม เพราะเขาดื่ม น้ำ ในแม่น้ำ ไม่ ได้ {7:25} ครบ กำหนด เจ็ด วัน นับ ตั้งแต่ พระ เย โฮ วาห์ ทรง บันดาล ให้ แม่น้ำเป็นเลือด {8:1} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "ไปหาฟาโรห์ บอก เขา ว่า ‘พระ เย โฮ วาห์ ตรัส ดังนี้ ว่า "จง ปล่อย พล ไพร่ ของ เราเพื่อ เขาจะได้ ไปปรนนิบัติ เรา {8:2} ถ้า ท่านไม่ ยอมให้ เขา ไป ดู เถิด เรา จะ ให้ ฝูง กบ ขึ้น มา รังควาน ทั่ว เขตแดน ของท่าน {8:3} ฝูง กบจะเต็ม ไปทั้ง แม่น้ำ จะขึ้น มาอยู่ ใน วัง ในห้องบรรทม และบนแท่น บรรทมของท่าน ในเรือน ข้าราชการ ตามตัว พลเมือง ในเตาปิ้ง ขนมและในอ่างขยำ แป้ง ของ ท่าน ด้วย {8:4} ฝูง กบ นั้น จะ ขึ้น มา ที่ ตัว ฟาโรห์ ที่ ตัว พลเมืองและที่ ตัว ข้าราชการทั้งปวงของท่าน"’" {8:5} แล้ว พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "จงบอกอาโรนว่า ‘ให้ {7:14} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "ใจของฟาโรห์ เหยียดมือ ที่ ถือ ไม้เท้า ออกเหนือ ลำคลอง เหนือ แม่น้ำ และ แข็งกระด้าง ไม่ ยอมปล่อยให้ พลไพร่ ไป {7:15} เจ้า จงถือ เหนือ บึง ให้ ฝูง กบขึ้น มาบนแผ่นดิน อียิปต์’" {8:6} อาโร ไม้เท้า ที่ กลายเป็น งู ไปเฝ้า ฟาโรห์ ในเวลาเช้า ดู เถิด เขาไป นก็ เหยียดมือ ออกเหนือ พื้นน้ำ ทั้งหลายในอียิปต์ ฝูง กบก็ ที่ แม่น้ำ เจ้า จงยืน คอยเขาอยู่ ที่ ริม ฝั่ง แม่น้ำ {7:16} และ ขึ้น มา เต็ม แผ่นดิน อียิปต์ {8:7} ฝ่าย พวก นักแสดง กล ก็ เจ้าจงกล่าวแก่เขาว่า ‘พระเยโฮวาห์พระเจ้าของชาวฮีบรูตรัส ทำตามเล่ห์กลของเขา ให้ มี ฝูง กบขึ้น มาบนแผ่นดิน อียิปต์ สั่ง ให้ ข้า พระองค์ มาเฝ้า โดยมี พระดำรัส ว่า "จงปล่อยพลไพร่ เหมือนกัน {8:8} ฟาโรห์จึง ตรัส เรียกโมเสสกับ อาโรนมา .50 ของอียิปต์ ตามข้อความทั้งสิ้น ซึ่ง เราได้ บอกแก่ เจ้า" {6:30} ฝ่ายโมเสสกราบทูล ต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ ว่า "ดู เถิด ข้า พระองค์ เป็น คน พูด ไม่ คล่อง ที่ไหน ฟาโรห์ จะ เชื่อฟัง ข้า พระองค์" {7:1} พระเยโฮวาห์จึงตรัสกับโมเสสว่า "ดูซี เราได้ตั้งเจ้า ไว้ เป็น ดัง พระเจ้า ต่อ ฟาโรห์ และอาโรนพี่ชายของเจ้า จะเป็น ผู้พยากรณ์แทนเจ้า {7:2} เจ้าจงบอกข้อความทั้งหมดที่เรา สั่ง เจ้า แล้ว อาโรนพี่ชายของเจ้า จะบอกแก่ ฟาโรห์ ให้ ปล่อย ชนชาติ อิสราเอลออกไปจากแผ่นดิน ของเขา {7:3} เราจะ ทำให้ ใจของฟาโรห์ แข็งกระด้างไป และเราจะกระทำหมาย สำคัญ และมหัศจรรย์ ของเราให้ ทวี มากขึ้น ในประเทศอียิปต์ {7:4} แต่ฟาโรห์จะไม่เชื่อฟังเจ้า เพื่อเราจะยกมือของเราขึ้น เหนือประเทศอียิปต์ และจะพาพลโยธาของเรา และชนชาติ อิสราเอล พล ไพร่ ของ เรา ให้ พ้น จาก แผ่นดิน อียิปต์ ด้วย การ พิพากษา อัน ใหญ่หลวง {7:5} และ ชาว อียิปต์ จะ รู้ ว่า เรา คือ พระเยโฮวาห์ เมื่อ เราได้ ยกมือขึ้น เหนือ อียิปต์ และพา ชนชาติ อิสราเอลออกจากพวกเขา" {7:6} โมเสสและอาโร นก็ กระทำตามนั้น คือ กระทำตามที่ พระเยโฮวาห์ ทรงบัญชา เขา {7:7} เมื่อ เขาทั้ง สองไปทูล ฟาโรห์ นั้น โมเสสมี อายุ แปดสิบ ปี และอาโรนมี อายุ แปดสิบ สามปี {7:8} พระเยโฮ วาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า {7:9} "เมื่อฟาโรห์สั่งเจ้าว่า ‘จงแสดงอัศจรรย์ พิสูจน์ งานของเจ้า’ เจ้า จงพูด กับ อาโรนว่า ‘เอาไม้เท้าของท่านโยนลงต่อหน้าฟาโรห์’ และไม้เท้านั้นจะ กลายเป็นงู" {7:10} โมเสสกับ อาโรนจึง เข้า ไปเฝ้า ฟาโรห์ เขากระทำ ตามที่ พระเยโฮวาห์ ทรงบัญชา อาโรนโยนไม้เท้า ของท่าน ลงต่อหน้า ฟาโรห์ และต่อหน้า ข้าราชการทั้งปวง ไม้เท้า นั้น ก็ กลายเป็นงู {7:11} ฝ่ายฟาโรห์ก็เรียกพวกนักปราชญ์ และ พวกนัก วิทยากลมาด้วย พวกนักแสดงกลแห่ง อียิปต์ จึง ทำ ได้เหมือนกันด้วยเล่ห์กลของเขา {7:12} ด้วยว่าเขาต่างคน ต่างโยนไม้เท้า ลง ไม้เท้า เหล่านั้น ก็ กลายเป็น งู แต่ ไม้เท้า ของอาโรนกลืนไม้เท้าของพวกเขาเสียทั้งหมด {7:13} และ พระองค์ทรงทำให้พระทัยของฟาโรห์แข็งกระด้างเพื่อฟาโรห์ หายอมเชื่อฟังเขาทั้งสองไม่ เหมือนที่พระเยโฮวาห์ได้ตรัสไว้ แล้ว บทที่ 2.

51 ว่า "จงกราบทูล วิงวอนขอพระเยโฮวาห์ ทรงบันดาลให้ ฝูง กบไปเสีย จากเรา และจากพลเมืองของเรา แล้ว เราจะยอม ปล่อย ให้ บ่าวไพร่ เหล่านั้น ไป เพื่อ เขา จะ ถวาย เครื่องบูชา แด่ พระเยโฮวาห์" {8:9} โมเสสจึง ทูล ฟาโรห์ ว่า "ข้า พระองค์ ได้ รับ เกียรติ มาก เวลา ใด ที่ ข้า พระองค์ ควร วิงวอน เพื่อ พระองค์ ข้าราชบริพาร และพลเมืองของพระองค์ เพื่อให้ ทรงทำลายฝูง กบไปเสีย จากพระองค์ และราชสำนัก ให้ อยู่ ใน แม่น้ำเท่านั้น" {8:10} ฟาโรห์ตรัสตอบว่า "พรุ่งนี้" โมเสส จึง ทูล ว่า "ให้ เป็น ไปตามคำตรัส ของพระองค์ เพื่อ พระองค์ จะ ได้ ทราบ ว่า ไม่ มี ผู้ใด เหมือน พระ เย โฮ วาห์ พระเจ้า ของ ข้า พระองค์ ทั้งหลาย {8:11} ฝูง กบ จะ ไป จาก พระองค์ จาก ราชสำนัก จากข้าราชการและพลเมืองของพระองค์ เหลืออยู่ เฉพาะแต่ในแม่น้ำเท่านั้น" {8:12} โมเสสกับ อาโรนทูล ลาไปจากฟาโรห์ แล้ว โมเสส ร้อง ทูล พระ เย โฮ วาห์ เรื่อง ฝูง กบ ที่ พระองค์ ได้ ทรง ให้ มา ทรมาน ฟาโรห์ {8:13} พระ เย โฮ วาห์ ทรง กระทำ ตาม คำ ทูล ขอ ของ โมเสส ฝูง กบ เหล่านั้น ก็ ตาย เกลื่อน บ้านเรือน เกลื่อนหมู่บ้านและทุ่งนา {8:14} เขาก็ เก็บ ซากกบไว้ เป็น กองๆ แผ่นดิน ก็ เหม็น ตลบ ไป {8:15} แต่ เมื่อ ฟาโรห์ ทรงเห็น ว่าความเดือดร้อนลดน้อยลงแล้ว ก็ กลับ มี พระทัย แข็งกระด้าง ไม่ ยอมเชื่อฟัง โมเสสและอาโรน เหมือนที่ พระ เยโฮวาห์ ได้ ตรัส ไว้ แล้ว {8:16} พระเยโฮวาห์ จึง ตรัส กับ โมเสสว่า "บอกอาโรนว่า ‘จงเหยียดไม้เท้าออกและตีฝุ่นดิน ให้ กลายเป็น เหาทั่ว ประเทศอียิปต์’" {8:17} เขาทั้ง สองก็ กระทำตาม ด้วยว่า อาโรนเหยียดมือ ออกยกไม้เท้า และตี ฝุ่น ดิน ก็กลายเป็นเหามาอยู่ในมนุษย์และสัตว์ ฝุ่นดินทั้งหมด กลายเป็น เหาทั่ว ประเทศอียิปต์ {8:18} ฝ่ายพวกนักแสดง กลก็พยายามใช้เล่ห์กลของเขา เพื่อทำให้เกิดเหา แต่ก็ทำไม่ ได้ เหาพากันมาอยู่ในมนุษย์และสัตว์ทั้งปวง {8:19} พวก นักแสดง กล จึง ทูล ฟาโรห์ ว่า "นี่ เป็น นิ้ว พระ หัตถ์ พระเจ้า" ฝ่ายฟาโรห์ มี พระทัย แข็งกระด้าง หาเชื่อฟัง เขาไม่ เหมือนที่ พระเยโฮวาห์ได้ตรัสไว้แล้ว {8:20} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "ลุก ขึ้น แต่เช้า ไป คอยเฝ้าฟาโรห์ ดูเถิด ฟาโรห์จะมายังแม่น้ำ แล้วบอกฟาโรห์ ว่า ‘พระเยโฮวาห์ ตรัส ดังนี้ ว่า "จงปล่อยพลไพร่ ของเราเพื่อ เขาจะไปปรนนิบัติ เรา {8:21} ถ้าแม้ ไม่ ปล่อยพลไพร่ ของ เราไป ดูเถิด เราจะใช้ให้ฝูงเหลือบมาตอมกายของเจ้า ตอม ข้าราชการและพลเมืองของเจ้า ด้วย ในราชสำนัก บ้านเรือน ของ ชาว อียิปต์ และ พื้นดิน ที่ เขา อยู่ นั้น จะ เต็มไปด้วย ฝูง เหลือบ {8:22} ใน วัน นั้น เรา จะ แยก แผ่นดิน โก เชน ที่ พล ไพร่ ของ เรา อาศัย อยู่ นั้น ออก มิ ให้ มี ฝูง เหลือบ ที่นั่น เพื่อ เจ้า จะ ได้ รู้ ว่า เรา คือ พระ เย โฮ วาห์ สถิต อยู่ ท่ามกลาง แผ่นดิน โลก {8:23} เราจะแบ่ง เขตแดนในระหว่างชนชาติ ของ เรา กับ ชนชาติ ของ เจ้า หมาย สำคัญ นี้ จะ บังเกิด ขึ้น ใน วันพรุ่งนี้"’" {8:24} แล้ว พระเยโฮวาห์ ก็ ทรงกระทำดังนั้น เหลือบ ฝูง ใหญ่ ยิ่ง นัก เข้า ไป ใน พระราช วัง ของ ฟาโรห์ ใน เรือนข้าราชการ และทั่ว แผ่นดิน อียิปต์ แผ่นดิน ได้ รับ ความ เสียหาย เพราะ เหตุ ฝูง เหลือบ นั้น {8:25} ฟาโรห์จึง ตรัส เรียกโมเสสกับ อาโรนมา รับสั่ง ว่า "จงไปถวายเครื่องบูชา แด่ พระเจ้า ของเจ้า ในเขตแผ่นดิน นี้" {8:26} โมเสสทูล ว่า "การกระทำเช่นนั้น หาควรไม่ เพราะข้า พระองค์ ทั้งหลายจะ ต้องถวายเครื่องบูชาซึ่ง เป็น สิ่ง ที่ น่าเกลียดสำหรับ ชาวอียิปต์ แด่ พระเยโฮวาห์ พระเจ้า ของข้า พระองค์ ดู เถิด ข้า พระองค์ ทั้งหลายจะถวายเครื่องบูชาซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเกลียดสำหรับชาว อียิปต์ ต่อหน้าต่อตา เขา แล้ว เขา จะ ไม่ เอา ก้อน หิน ขว้าง ข้า พระองค์ ทั้งหลายหรอกหรือ {8:27} ข้า พระองค์ ทั้งหลาย จะเดินทางไปในถิ่นทุรกันดารสักสามวันถวายเครื่องบูชาแด่ พระเยโฮวาห์ พระเจ้า ของพวกข้า พระองค์ ตามที่ พระองค์ จะ ทรงบัญชาพวกข้าพระองค์" {8:28} ฟาโรห์จึง รับสั่ง ว่า "เราจะปล่อยพวกเจ้า ไป เพื่อ พวก เจ้า จะ ได้ ถวาย เครื่องบูชา แด่ พระ เย โฮ วาห์ พระเจ้า ของ เจ้า ใน ถิ่นทุรกันดาร แต่ว่า พวก เจ้า อย่า ไป ให้ ไกล นัก จง วิงวอนเพื่อ เราด้วย" {8:29} โมเสสจึง ทูล ว่า "ดู เถิด พอ ข้า พระองค์ ทูล ลา พระองค์ ไป และ ข้า พระองค์ จะ อธิษฐาน ทูล พระ เย โฮ วาห์ ขอ ให้ ฝูง เหลือบ ไป เสีย จาก ฟาโรห์ จาก ข้าราชการและจากพลเมืองในเวลาพรุ่งนี้ แต่ ขอฟาโรห์ อย่า ทรงทำกลับกลอกอีก โดยไม่ ยอมปล่อยบ่าวไพร่ ให้ ไปถวาย เครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์" {8:30} โมเสสทูลลาฟาโรห์ไป แล้ว ก็ อธิษฐานต่อ พระเยโฮวาห์ {8:31} พระเยโฮวาห์ ทรง กระทำตามคำทูลขอของโมเสส พระองค์ทรงให้ฝูงเหลือบไป เสีย จากฟาโรห์ จากข้าราชการและจากพลเมืองของพระองค์ มิได้เหลืออยู่สักตัวเดียว {8:32} ฝ่ายฟาโรห์ก็กลับมีพระทัย แข็งกระด้างในคราวนี้อีก มิได้ทรงปล่อยบ่าวไพร่นั้นไป {9:1} ขณะนั้น พระ เย โฮ วาห์ จึง ตรัส กับ โมเสส ว่า "ไป เข้าเฝ้า ฟาโรห์ บอกฟาโรห์ ว่า ‘พระเยโฮวาห์ พระเจ้า ของคน ฮีบ รู ตรัส ดังนี้ ว่า "จง ปล่อย ให้ พล ไพร่ ของ เรา ไป เพื่อ เขา จะได้ ปรนนิบัติ เรา {9:2} ด้วยว่า ถ้า เจ้า ไม่ ยอมปล่อยให้ ไป และยัง หน่วงเหนี่ยวเขาไว้ {9:3} ดู เถิด หัตถ์ ของพระเย โฮวาห์ จะอยู่ บนฝูง สัตว์ ของเจ้า ซึ่ง อยู่ ในทุ่งนา ฝูง ม้า ฝูง ลา ฝูง อูฐ ฝูง วัว และฝูง แกะ จะทำให้ เป็น โรคระบาดร้ายแรง ขึ้น {9:4} และพระเยโฮวาห์ จะทรงกระทำต่อ ฝูง สัตว์ ของ ชนชาติ อิสราเอลต่างกับ ฝูง สัตว์ ของชาวอียิปต์ สัตว์ ของคน .

อพยพ / EXODUS และ สัตว์ ของ ตน อยู่ ใน ทุ่งนา {9:22} พระ เย โฮ วาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "จงชูมือ ขึ้น ยัง ท้องฟ้า เพื่อ ลูกเห็บ จะได้ ตกลง มาทั่ว แผ่นดิน อียิปต์ บนมนุษย์ บนสัตว์ และบนผัก หญ้า ทุกอย่างซึ่ง อยู่ ในทุ่งนาทั่ว แผ่นดิน อียิปต์" {9:23} โมเสส ก็ชูไม้เท้าของตนขึ้นยังท้องฟ้าแล้วพระเยโฮวาห์ทรงบันดาล ให้มีเสียงฟ้าร้อง มีลูกเห็บ และไฟตกลงมาบนแผ่นดิน และ พระ เย โฮ วาห์ ทรง บันดาล ให้ ลูกเห็บ ตก บน แผ่นดิน อียิปต์ {9:24} มี ลูกเห็บ และ ลูกเห็บ ปน ไฟตก หนัก ยิ่ง นัก อย่าง {9:8} พระเยโฮวาห์จึงตรัสแก่โมเสสและอาโรนว่า "เจ้าจง ที่ ไม่ เคย มี ทั่ว แผ่นดิน อียิปต์ ตั้งแต่ เริ่ม ตั้ง เป็น ประเทศ มา กำขี้เถ้าจากเตาให้เต็มกำมือแล้วให้โมเสสซัดขึ้นไปในอากาศ {9:25} สิ่ง ทั้งปวง ที่อยู่ ใน ทุ่งนา ทั่ว แผ่นดิน อียิปต์ ก็ ถูก ในสายตาของฟาโรห์ {9:9} และมัน จะกลายเป็น ฝุ่น ปลิว ลูกเห็บ ทำลายเสีย สิ้น ทั้งคนและสัตว์ ลูกเห็บ ยัง ทำลายผัก ไปทั่ว แผ่นดิน อียิปต์ ทำให้ เกิด เป็น ฝี แตกลามทั้ง ตัว คนและ และต้นไม้ทุกอย่างที่อยู่ในทุ่งนาหักโค่นลง {9:26} เว้นแต่ สัตว์ ทั่ว แผ่นดิน อียิปต์" {9:10} เขาทั้ง สองจึง นำขี้เถ้า จาก ที่ แผ่นดิน โกเชน ที่ ชนชาติ อิสราเอลอยู่ นั้น หามี ลูกเห็บ ตก เตาไปยืน อยู่ ต่อ พระพักตร์ ฟาโรห์ และโมเสสก็ ซัด ขี้เถ้า ขึ้น ไม่ ไปในท้องฟ้า ขี้เถ้า นั้น ก็ กลายเป็น ฝี แตกลามไปทั้ง ตัว คน และสัตว์ {9:11} ฝ่ายพวกนักแสดงกลก็ ไม่ สามารถยืน อยู่ {9:27} ฟาโรห์จึง ทรงใช้ คนไปเรียกโมเสสและอาโรนมา ต่อหน้า โมเสสเพราะเหตุ ฝี นั้น เพราะนักแสดงกลและชาว เฝ้า แล้วตรัสว่า "ครั้งนี้เราทำบาปแน่แล้ว พระเยโฮวาห์ทรง อียิปต์ ทั้งปวง ก็ เป็น ฝี ด้วยเหมือนกัน {9:12} แต่ พระเยโฮ ชอบธรรม เราและชนชาติ ของเรานั้น ก็ ชั่ว {9:28} ขอทูล วาห์ ทรงทำให้ พระทัย ของฟาโรห์ แข็งกระด้าง ฟาโรห์ไม่ ยอม วิงวอนพระเยโฮวาห์ (เพราะภัยพิบัติเสียที) ให้เลิกมีฟ้าร้อง เชื่อฟัง โมเสสและอาโรน เหมือนที่ พระเยโฮวาห์ ได้ ตรัส กับ และลูกเห็บ และเราจะปล่อยพวกท่านไป และพวกท่านจะ โมเสสไว้แล้ว ไม่ ถูก กัก ต่อไป อีก" {9:29} โมเสส ทูล ฟาโรห์ ว่า "ทันที ที่ ข้า พระองค์ ออกไปจากกรุง นี้ แล้ว ข้า พระองค์ จะยกมือ ทูล {9:13} พระ เย โฮ วาห์ ตรัส กับ โมเสส ว่า "จง ตื่น แต่เช้า พระเยโฮวาห์ เสียงฟ้าร้องก็ จะเงียบ และจะไม่ มี ลูกเห็บ ตก ไปยืน ต่อหน้า ฟาโรห์ บอกเขาว่า ‘พระเยโฮวาห์ พระเจ้า ของ อีก เพื่อ พระองค์ จะได้ ทราบว่า โลกนี้ เป็น ของพระเยโฮวาห์ คน ฮีบ รู ตรัส ดังนี้ ว่า "จง ปล่อย พล ไพร่ ของ เรา เพื่อ เขา จะ {9:30} แต่ฝ่ายพระองค์และข้าราชการนั้น ข้าพระองค์ทราบ ไป ปรนนิบัติ เรา {9:14} ด้วยว่า คราวนี้ เรา จะ บันดาล ให้ ว่า พระองค์ จะยัง ไม่ ยำเกรงพระเยโฮวาห์ พระเจ้า" {9:31} เกิด ภัยพิบัติ ทั้งหมด แก่ จิตใจ เจ้า และ แก่ ข้าราชการ และ ต้น ป่าน และ ต้น ข้าว บาร์เลย์ ถูก ทำลาย เสีย เพราะ ต้น ข้าว แก่ พลเมืองของเจ้า เพื่อ เจ้า จะได้ รู้ แน่ ว่า ทั่วโลกไม่ มี ผู้ใด บาร์เลย์ก็กำลังออกรวง และต้นป่านก็ออกดอกแล้ว {9:32} จะเปรียบกับ เราได้ {9:15} เพราะเดี๋ยวนี้ เราจะเหยียดมือ ส่วนข้าวสาลี และข้าวไรนั้น มิได้ ถูก ทำลาย เพราะยัง ไม่ งอก ของเราออกเพื่อจะฟาดเจ้าและประชาชนของเจ้าด้วยภัยพิบัติ ขึ้น {9:33} โมเสสทูลลาฟาโรห์ไปจากกรุง และก็ยกมือขึ้น และ เจ้า จะ ถูก ตัด ออก ไป จาก แผ่นดิน โลก {9:16} และ ทูล พระเยโฮวาห์ เสียงฟ้าร้องกับ ลูกเห็บ นั้น ก็ หยุด ฝนก็ เพราะเหตุนี้ เราให้ เจ้า มี ตำแหน่ง สูง ก็ เพื่อ จะแสดงฤทธานุ มิได้ตกบนแผ่นดิน {9:34} เมื่อฟาโรห์เห็นว่า ฝน ลูกเห็บ ภาพของเราโดยเจ้า และเพื่อให้ นามของเราถูก ประกาศออก และฟ้าร้องนั้น หยุด แล้ว พระองค์ ก็ กลับ ทรงกระทำผิด บาป ไปทั่วโลก {9:17} เจ้า ยัง ถือ ทิฐิ ต่อสู้ พลไพร่ ของเรา เจ้า จึง ต่อไป อีก พระทัย แข็งกระด้าง ทั้ง พระองค์ และ ข้าราชการ ไม่ยอมปล่อยเขาไปหรือ {9:18} ดูเถิด พรุ่งนี้ประมาณเวลา {9:35} พระทัย ของ ฟาโรห์ แข็งกระด้าง และ ไม่ ยอม ปล่อย นี้ เราจะทำให้ ลูกเห็บ ตกลงมาอย่างหนัก อย่างที่ ไม่ เคยมี ชนชาติ อิสราเอลไปจริง เหมือนที่ พระเยโฮวาห์ ได้ ตรัส ไว้ กับ ในอียิปต์ ตั้งแต่เริ่มสร้างบ้านเมืองมาจนบัดนี้ {9:19} เหตุ โมเสส ฉะนั้น บัดนี้ จงต้อนฝูง สัตว์ และทุกสิ่ง ที่ เจ้า มี อยู่ ในทุ่งนา ให้ เข้าที่ กำบัง เพราะคนทุกคนและสัตว์ ทุก ตัว ที่อยู่ ในทุ่งนา {10:1} พระเยโฮวาห์ จึง ตรัส กับ โมเสสว่า "จงเข้า ไปหา ที่ มิได้ เข้า มา อยู่ ใน บ้าน จะ ถูก ลูกเห็บ ตาย หมด"’" {9:20} ฟาโรห์ เพราะเราได้ทำให้ใจของฟาโรห์ และใจของข้าราชการ บรรดาข้าราชการของฟาโรห์ ที่ เกรงกลัว พระดำรัส ของพระเย แข็งกระด้าง เพื่อ เราจะได้ แสดงหมายสำคัญ เหล่านี้ ของเรา โฮวาห์ ก็ ให้ ทาสและสัตว์ ของตนกลับ เข้า บ้าน {9:21} แต่ ผู้ ต่อหน้า พวกเขา {10:2} เพื่อ เจ้า จะได้ เล่า เหตุการณ์ ที่ เราได้ ที่ ไม่ นับถือ พระดำรัส ของพระเยโฮวาห์ ก็ ยังคงปล่อยให้ ทาส กระทำแก่ ชาวอียิปต์ ให้ ลูกหลานฟัง รวมทั้ง หมายสำคัญ ซึ่ง .52 อิสราเอล จะ ไม่ ต้อง ตาย เลย"’" {9:5} พระ เย โฮ วาห์ ทรง กำหนดเวลาไว้ ว่า "พรุ่งนี้ พระเยโฮวาห์ จะทรงกระทำสิ่ง นี้ ในแผ่นดิน" {9:6} รุ่งขึ้น พระเยโฮวาห์ ก็ ทรงกระทำสิ่ง นั้น ฝูงสัตว์ของชาวอียิปต์ตายหมด แต่สัตว์ของชาติอิสราเอลไม่ ตายสักตัวเดียว {9:7} ฟาโรห์ทรงใช้คนไปดู และดูเถิด สัตว์ ของคนอิสราเอลไม่ ตายสัก ตัว เดียว แต่ พระทัย ของฟาโรห์ ก็ แข็งกระด้าง พระองค์ไม่ยอมปล่อยให้บ่าวไพร่ไป บทที่ 2.

53 เราได้ กระทำท่ามกลางพวกเขา เพื่อ พวกเจ้า จะได้ รู้ ว่า เราคือ พระเยโฮวาห์" {10:3} โมเสสและอาโรนจึงเข้าไปเฝ้าฟาโรห์ ทูล ฟาโรห์ ว่า "พระเยโฮวาห์ พระเจ้า ของคนฮีบ รู ตรัส ดังนี้ ว่า ‘เจ้าจะขัดขืนไม่ยอมอ่อนน้อมต่อเรานานสักเท่าใด จงปล่อย พลไพร่ ของเราเพื่อ เขาจะไปปรนนิบัติ เรา {10:4} มิฉะนั้น ถ้า เจ้า ไม่ ยอมปล่อยพลไพร่ ของเราไป ดู เถิด พรุ่งนี้ เราจะให้ ตั๊กแตนเข้ามาในเขตแดนของเจ้า {10:5} ฝูงตั๊กแตนนั้นจะ ปกคลุมพื้นแผ่นดินจนแลไม่เห็นพื้นดิน และสิ่งที่เหลือจาก ลูกเห็บทำลาย มันจะกิน และต้นไม้ทุกต้นซึ่งงอกขึ้นให้เจ้า ในทุ่งนานั้น มัน จะกิน เสีย หมด {10:6} มัน จะเข้า ไปใน ราชสำนัก ในบ้านเรือนของข้าราชการ และในบ้านเรือนของ บรรดาชาวอียิปต์ จนเต็ม หมด อย่างที่ บิดาและปู่ทวด ตั้งแต่ เกิดมาจนทุกวันนี้ ไม่เคยเห็นเช่นนี้เลย’" แล้วโมเสสก็กลับ ออกไปจากฟาโรห์ {10:7} บรรดาข้าราชการของฟาโรห์ ทูล ฟาโรห์ ว่า "คนนี้ จะเป็น บ่วงแร้ว ดัก เราไปนานสัก เท่าใด ขอ ทรงพระกรุณาปลดปล่อยคนเหล่านั้นให้ไปปรนนิบัติพระเย โฮวาห์ พระเจ้า ของเขาเถิด พระองค์ ยัง ไม่ ทรงทราบหรือว่า อียิปต์กำลังพินาศแล้ว" กิน ผัก ในแผ่นดิน ทุกอย่าง และผลไม้ ทุกอย่างซึ่ง เหลือ จาก ลูกเห็บ ทำลาย ไม่ มี พืช ใบเขียวเหลือ เลย ไม่ว่า ต้นไม้ หรือ ผัก ในทุ่ง ทั่ว แผ่นดิน อียิปต์ {10:16} ฟาโรห์จึง รีบ ให้ คน ไปตามโมเสสและอาโรนเข้าเฝ้า แล้ว ฟาโรห์ ตรัส ว่า "เราได้ ทำบาปต่อ พระเยโฮวาห์ พระเจ้า ของเจ้า และต่อ เจ้า ทั้ง สอง ด้วย {10:17} เหตุ ฉะนั้น บัดนี้ ขอ เจ้า ยกโทษ บาป ให้ เรา ครั้งนี้ สัก ครั้ง เถิด และวิงวอนขอพระเยโฮวาห์ พระเจ้า ของ เจ้า เพื่อพระองค์จะได้ทรงโปรดให้ความตายนี้พ้นไปจากเรา" {10:18} โมเสสก็ไปจากฟาโรห์ และทูลวิงวอนพระเยโฮวาห์ {10:19} พระเยโฮวาห์ จึง ทรงบันดาลให้ ลมพายุ พัด กลับ มา จากทิศตะวันตกหอบฝูง ตั๊กแตนไปตกในทะเลแดง จนไม่ มี ตั๊กแตนเหลือเลยสักตัวเดียวตลอดเขตแดนอียิปต์ {10:20} แต่ พระ เย โฮ วาห์ ทรง ทำ ให้ พระทัย ของ ฟาโรห์ แข็งกระด้าง เพื่อพระองค์จะไม่ยอมปล่อยชนชาติอิสราเอลไป {10:21} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "จงชูมือ ของเจ้า ขึ้น สู่ ท้องฟ้า เพื่อ จะ ให้ มี ความมืด ทั่ว แผ่นดิน อียิปต์ เป็น ความมืดจนจับคลำได้" {10:22} โมเสสจึงชูมือขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้ว ก็ เกิด มี ความมืด ทึบ ทั่วไปในแผ่นดิน อียิปต์ ตลอดสาม {10:8} โมเสสและอาโรนถูก นำตัว เข้า มาเฝ้า ฟาโรห์ อีก วัน {10:23} เขามองกัน ไม่ เห็น ไม่ มี ใครลุก ไปจากที่ ของ พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า "ไปปรนนิบัติพระเยโฮวาห์พระเจ้า เขาสามวัน แต่ บรรดาชนชาติ อิสราเอลนั้น มี แสงสว่างอยู่ ใน ของเจ้า แต่ใครจะไปบ้าง" {10:9} โมเสสทูลว่า "ข้าพระองค์ ที่ อาศัย ของเขา {10:24} ฟาโรห์จึง ให้ ตามตัว โมเสสเข้าเฝ้า จะต้องพากันไปทั้งคนหนุ่มและคนแก่ บุตรชายและบุตรสาว ตรัส ว่า "พวกเจ้า จงไปปรนนิบัติ พระเยโฮวาห์เถิด เพียงแต่ และฝูงแพะแกะ และฝูงวัว เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายต้องมี ให้ฝูงแกะและฝูงวัวอยู่ ส่วนเด็กไปกับเจ้าได้ด้วย" {10:25} เทศกาลเลี้ยงถวายพระเยโฮวาห์" {10:10} ฟาโรห์ตรัส กับ ฝ่าย โมเสส จึง ทูล ว่า "พระองค์ ต้อง ให้ เรา มี เครื่องบูชา และ เขาทั้งสองว่า "ถ้าเรายอมให้เจ้าไปกับบุตรด้วย ก็ให้พระเยโฮ เครื่องเผาบูชาไปด้วย เพื่อ พวกข้า พระองค์ จะได้ บูชาต่อ พระ วาห์ทรงสถิตอยู่กับพวกเจ้าเถิด ระวังตัวให้ดีเถิด เจ้ากำลังมุ่ง เยโฮวาห์ พระเจ้า ของข้า พระองค์ {10:26} ข้า พระองค์ ต้อง ไปในทางทุจริตเสียแล้ว {10:11} อนุญาตไม่ได้ จงพาเฉพาะ นำฝูง สัตว์ ไป ด้วย ขาด ไม่ ได้ สัก กีบ เดียว เพราะว่า จะต้อง แต่ผู้ชายไปปรนนิบัติพระเยโฮวาห์ เพราะเจ้าปรารถนาเช่นนี้ เอาสัตว์ จากฝูง เหล่านั้น ไปถวายพระเยโฮวาห์ พระเจ้า ของข้า เท่านั้น" แล้วโมเสสกับอาโรนก็ถูกขับไล่ออกไปเสียจากพระ พระองค์ และข้า พระองค์ยังไม่ ทราบว่า จะต้องการสัตว์ ตัวใด ถวายพระเยโฮวาห์ จนกว่าเราจะถึงที่นั่น" {10:27} แต่พระ พักตร์ของฟาโรห์ เยโฮวาห์ทรงทำให้พระทัยฟาโรห์แข็งกระด้าง พระองค์จึงไม่ {10:12} พระเยโฮวาห์ จึง ตรัส กับ โมเสสว่า "จงเหยียด ยอมปล่อยเขาไป มือ ออกเหนือ ประเทศอียิปต์ ให้ ฝูง ตั๊กแตนมาเหนือ แผ่นดิน {10:28} ฟาโรห์รับสั่ง แก่ โมเสส ว่า "ไป ให้ พ้น จาก เรา อียิปต์ ให้ กิน ผัก ทั่วไป ของ แผ่นดิน ซึ่ง เหลือ จาก ลูกเห็บ ทำลาย" {10:13} โมเสส จึง ยื่น ไม้เท้า ออก เหนือ แผ่นดิน ระวังตัวให้ดีเถอะ อย่ามาเห็นหน้าเราอีกเลยเพราะถ้าเจ้าเห็น อียิปต์ พระ เย โฮ วาห์ ก็ ทรง บันดาล ให้ ลม ตะวันออก พัด หน้าเราวันใด เจ้าจะต้องตายวันนั้น" {10:29} โมเสสจึงทูล มาเหนือ พื้น แผ่นดิน ทั้ง กลางวัน และกลางคืน ตลอดวัน นั้น ว่า "พระองค์ตรัสถูกแล้ว ข้าพระองค์จะไม่มาเห็นพระพักตร์ ครั้น เวลา รุ่งเช้า ลม ตะวันออก ก็ พัด หอบ ฝูง ตั๊กแตน มา ของพระองค์อีกเลย" {10:14} ฝูง ตั๊กแตน ลง ทั่ว แผ่นดิน อียิปต์ และ จับ อยู่ ทั่ว {11:1} พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า "เราจะนำภัยพิบัติ เขตแดน อียิปต์ ทั้งหมด มัน รุนแรง มาก แต่ก่อน ไม่ เคย มี มา สู่ ฟาโรห์ และ อียิปต์ อีก อย่างเดียว หลังจาก นั้น เขา จะ ตั๊กแตนอย่างนี้ เลย และต่อไปข้างหน้า จะหามี อย่างนั้น อีก ปล่อยพวกเจ้า ไปจากที่นี่ เมื่อ เขาให้ พวกเจ้า ไปคราวนี้ เขา ไม่ {10:15} เพราะมันปกคลุมพื้นแผ่นดินจนแลมืดไป มัน จะ ขับไล่ พวก เจ้า ออก ไป ทีเดียว {11:2} บัดนี้ เจ้า จง สั่ง .

54 ให้ ประชาชน ทั้งปวง ให้ ผู้ชาย ผู้หญิง ทุกคน ขอ เครื่องเงิน เครื่องทอง จากเพื่อนบ้าน ของ ตน" {11:3} พระ เยโฮ วาห์ ทรงบันดาลให้ ประชาชนเป็น ที่ โปรดปรานในสายตาของชาว อียิปต์ นอกจากนี้ บุรุษ ผู้ นั้น คือ โมเสส ก็ ยิ่งใหญ่ มาก ใน แผ่นดิน อียิปต์ ทั้ง ใน สายตา ข้าราชการ ของ ฟาโรห์ และ ใน สายตา พลเมือง ทั้งปวง {11:4} โมเสส ประกาศ ว่า "พระ เย โฮ วาห์ ตรัส ดังนี้ ว่า ‘เวลา ประมาณ เที่ยงคืน เรา จะ ออก ไป ท่ามกลาง อียิปต์ {11:5} และ พวก ลูก หัวปี ทั้งหมด ใน แผ่นดิน อียิปต์ ตั้งแต่ ราชบุตรหัวปี ของฟาโรห์ ผู้ ประทับ บน พระที่นั่ง จนถึง บุตรหัวปี ของทาสหญิง ซึ่ง อยู่ หลัง หิน โม่ แป้ง ทั้งลูกหัวปีของสัตว์เดียรัจฉานด้วยจะต้องตาย {11:6} แล้ว จะ มี การ พิลาป ร้องไห้ ทั่ว แผ่นดิน อียิปต์ อย่าง ที่ ไม่ เคย มี มา ก่อน และ ต่อไป ภายหน้า ก็ จะ ไม่ มี อีก เลย {11:7} ฝ่ายคนหรือ สัตว์ ของชนชาติ อิสราเอลทั้งปวงจะไม่ มี แม้แต่ เสียง สุนัข ขู่ เพื่อให้ ทราบ ว่า พระ เย โฮ วาห์ ทรง กระทำ ต่อ ชาวอียิปต์ ต่างกับ ชนชาติ อิสราเอล {11:8} ข้าราชการของ พระองค์ จะ ลง มา หา เรา กราบ ลง ต่อหน้า เรา กล่าว ว่า "ขอ ท่าน กับ พรรคพวก ไป เสีย จาก ที่นี่ เถิด" หลังจาก นั้น เรา ก็ จะ ออก ไป’" โมเสส ทูล ลา ฟาโรห์ ไป ด้วย ความ โกรธ ยิ่ง นัก {11:9} แล้ว พระ เย โฮ วาห์ ตรัส ตอบ โมเสส ว่า "ฟาโรห์จะ ไม่ เชื่อฟัง เจ้า เพื่อ มหัศจรรย์ ของ เรา จะ ได้ เพิ่ม ขึ้น อีก ใน แผ่นดินอียิปต์" {11:10} โมเสสกับอาโรนก็ได้กระทำบรรดา มหัศจรรย์ เหล่านั้น ต่อ พระพักตร์ ฟาโรห์ และพระเยโฮวาห์ ทรงกระทำให้ พระทัย ของฟาโรห์ แข็งกระด้างไป ท่านจึง ไม่ ยอมปล่อยชนชาติอิสราเอลให้ออกไปจากแผ่นดินของท่าน บทที่ 2. อพยพ / EXODUS ยัง ดิบ หรือ เนื้อ ต้ม อย่า กิน เลย แต่ จงปิ้ง ทั้ง หัว และขา และ เครื่องในด้วย {12:10} จงกิน ให้ หมดอย่า ให้ มี เศษเหลือ จนถึง เวลาเช้า เศษเหลือ ถึง เวลาเช้า ก็ ให้ เผาเสีย {12:11} เจ้าทั้งหลายจงเลี้ยงกันดังนี้ คือให้คาดเอว สวมรองเท้า และ ถือ ไม้เท้า ไว้ และรีบ กิน โดยเร็ว การเลี้ยงนี้ เป็น ปัส กาของ พระเยโฮวาห์ {12:12} เพราะในคืน วัน นั้น เราจะผ่านไปในประเทศ อียิปต์ และเราจะประหารลูก หัวปี ทั้งหมดในประเทศอียิปต์ ทั้ง ของมนุษย์ และของสัตว์ และเราจะพิพากษาลงโทษพระ ทั้งปวงของอียิปต์ เราคือ พระเยโฮวาห์ {12:13} แต่ เลือด ที่ บ้านที่ เจ้า ทั้งหลายอยู่ นั้น จะเป็น หมายสำคัญ สำหรับ เจ้า เมื่อ เราเห็น เลือดนั้น เราจะผ่านเว้น เจ้า ทั้งหลายไป จะไม่ มี ภัยพิบัติทำลายเจ้า ขณะที่เราประหารประเทศอียิปต์ {12:14} วัน นั้น จะ เป็น วันที่ ระลึก สำหรับ เจ้า ให้ เจ้า ทั้งหลายถือไว้เป็นเทศกาลแด่พระเยโฮวาห์ตลอดชั่วอายุของ เจ้า เจ้าจงฉลองเทศกาลนี้และถือเป็นกฎถาวร {12:15} เจ้า ทั้งหลายจงกิน ขนมปัง ไร้ เชื้อ ให้ ครบเจ็ด วัน วัน แรกจงชำระ บ้านเจ้า ให้ ปราศจากเชื้อ ถ้า ผู้ใดขืน กิน ขนมปัง ที่ มี เชื้อ ตั้งแต่ วัน แรกจนถึง วันที่ เจ็ด ผู้ นั้น จะต้องถูก ตัดขาดจากอิสราเอล {12:16} ในวันแรกนั้นให้มีการประชุมบริสุทธิ์ และในวันที่ เจ็ด นั้น จะเป็น วัน ประชุม อัน บริสุทธิ์ แก่ ท่าน ในวัน เหล่านั้น อย่าให้ผู้ใดทำงานเลย เว้นไว้แต่การจัดเตรียมอาหารสำหรับ รับประทาน {12:17} เจ้าทั้งหลายจงถือเทศกาลกินขนมปัง ไร้เชื้อ เพราะในวันนั้นเราได้นำพลโยธาของเจ้าทั้งหลายออก ไปจากแผ่นดิน อียิปต์ เหตุ ฉะนี้ เจ้า จงฉลองวัน นั้น และถือ {12:1} พระ เย โฮ วาห์ ตรัส กับ โมเสส และ อา โร น ใน เป็น กฎ ถาวร ตลอด ชั่ว อายุ ของ เจ้า {12:18} ใน ตอน เย็น ประเทศ อียิปต์ ว่า {12:2} "ให้ เดือน นี้ เป็น เดือน เริ่มต้น วันที่ สิบ สี่ เดือนแรก เจ้า ทั้งหลายจงกิน ขนมปัง ไร้ เชื้อ จนถึง สำหรับ เจ้า ทั้งหลาย ให้ เป็น เดือนแรกในปีใหม่ สำหรับ พวก เวลาเย็น วันที่ ยี่ สิบ เอ็ด ของเดือนนั้น {12:19} ในเจ็ด วัน เจ้า {12:3} จงสั่ง ชุมนุม คนอิสราเอลทั้งหมดว่า ในวันที่ นั้น อย่า ให้ พบเชื้อ ในบ้านของเจ้า เลย เพราะว่า ถ้า ผู้ใดที่ เป็น สิบ เดือนนี้ ให้ ผู้ชายทุกคนเตรียมลูก แกะ ครอบครัว ละตัว คนต่างด้าวก็ดี หรือ คนเกิด ในเมืองก็ดี ขืน กิน สิ่งใดๆที่ มี เชื้อ ตามเรือนบรรพบุรุษ ของตน {12:4} ถ้า ครอบครัว ใดมี คน ผู้ นั้น จะต้องถูก ตัดขาดจากที่ ชุมนุม ของอิสราเอล {12:20} น้อยกิน ลูก แกะตัว หนึ่ง ไม่ หมด ก็ ให้ รวมกับ เพื่อนบ้านที่อยู่ อย่ากินสิ่งใดที่มีเชื้อ ในที่อาศัยของเจ้า เจ้าจงกินแต่ขนมปัง ใกล้เคียงกัน เตรียมลูก แกะตัว หนึ่ง ตามจำนวนคนตามที่ เขา ไร้เชื้อเท่านั้น" {12:21} แล้วโมเสสเรียกบรรดาพวกผู้ใหญ่ จะ กิน ได้ กี่มากน้อย ให้ นับ จำนวน คน ที่ จะ กิน ลูก แกะ นั้น ของ คน อิสราเอล มา พร้อมกัน สั่ง ว่า "ท่าน ทั้งหลาย จง ไป {12:5} ลูก แกะของเจ้า ต้องปราศจากตำหนิ เป็น ตัวผู้ อายุ ไม่ เอาลูก แกะตามครอบครัว ของท่านมาฆ่า เป็น ลูก แกะปัส กา เกินหนึ่งขวบ เจ้าจงเอามาจากฝูงแกะ หรือฝูงแพะ {12:6} {12:22} เอาต้นหุสบกำหนึ่งจุ่มลงในเลือดที่อยู่ในอ่าง แล้ว จง เก็บ ไว้ ให้ ดี ถึง วันที่ สิบ สี่ เดือน นี้ แล้ว ใน เย็น วัน นั้น ให้ ป้ายเลือดนั้น ไว้ ที่ ไม้ ข้างบน และไม้ วงกบประตู ทั้ง สองข้าง ที่ประชุมของคนอิสราเอลทั้งหมดฆ่าลูกแกะของเขา {12:7} ด้วยเลือดที่อยู่ ในอ่าง อย่า ให้ ผู้ใดออกไปพ้น ประตู บ้านของ แล้ว เอาเลือดทาที่ ไม้ วงกบประตู ทั้ง สองข้าง และไม้ ข้างบน ตนจนถึง รุ่งเช้า {12:23} เพราะพระเยโฮวาห์ จะเสด็จ ผ่าน ณ เรือนที่เขาเลี้ยงกันนั้นด้วย {12:8} ในคืนวันนั้นให้เขา ไปเพื่อ จะได้ ประหารคนอียิปต์ เมื่อ พระองค์ ทรงเห็น เลือดที่ กิน เนื้อ ปิ้ง กับ ขนมปัง ไร้ เชื้อ และผัก รสขม {12:9} เนื้อที่ ไม้ ประตู ข้างบนและที่ ไม้ วงกบประตู ทั้ง สองข้าง พระเยโฮ .

55 วาห์ จะทรงผ่านเว้น ประตู นั้น ไม่ ทรงยอมให้ ผู้ สังหารเข้า ไป ในบ้านท่าน เพื่อ จะประหารท่าน {12:24} ท่านทั้งหลาย จงถือ พิธี นี้ ให้ เป็น กฎถาวรของท่านและของลูกหลานท่าน {12:25} ต่อมาครั้น ท่านไปถึง แผ่นดิน ซึ่ง พระเยโฮวาห์ จะ ทรงประทานแก่ ท่านตามที่ ได้ ทรงสัญญาไว้ แล้ว นั้น ท่านจง ถือพิธีนี้ไว้ปฏิบัติ {12:26} ครั้นสืบไปภายหน้าเมื่อลูกหลาน ของท่านถามว่า ‘พิธีนี้หมายความว่ากระไร’ {12:27} ท่าน ทั้งหลายจงตอบว่า ‘เป็น การถวายสัตวบูชาปัส กาแด่ พระเย โฮ วาห์ ผู้ ทรง ผ่าน เว้น บ้าน ของ ชนชาติ อิสราเอล ใน อียิปต์ เมื่อพระองค์ทรงประหารคนอียิปต์ แต่ไว้ชีวิตครอบครัวของ เราทั้งหลาย’" พลไพร่ ทั้งปวงก็ กราบลงนมัสการ {12:28} แล้วคนชาติอิสราเอลก็ไปทำตามคำสั่งทุกประการ พระเยโฮ วาห์ ทรงรับสั่ง กับ โมเสสและอาโรนอย่างไร เขาทั้งหลายก็ กระทำตามทุกประการ ไม่ทันเตรียมเสบียง {12:40} ชนชาติอิสราเอลอยู่ในอียิปต์ เป็น เวลาสี่ ร้อยสามสิบ ปี {12:41} ครั้น สิ้น สี่ ร้อยสามสิบ ปี แล้ว ในวัน นั้น เองพลโยธาทั้งหมดของพระเยโฮวาห์ ก็ ยก ออกจากประเทศอียิปต์ {12:42} คืน วัน นั้น เป็น คืน ที่ ควร จดจำไว้ เป็น ที่ ระลึก อย่างยิ่ง ถึง พระเยโฮวาห์ ด้วยทรงนำเขา ออกจากประเทศอียิปต์ คืน วัน นั้น จึง เป็น คืน ของพระเยโฮ วาห์ ที่ ชนชาติ อิสราเอลทั้งปวงถือ เป็น ที่ ระลึก ตลอดชั่ว อายุ ของเขา {12:43} พระ เย โฮ วาห์ ตรัส กับ โมเสส และ อา โร น ว่า "ระเบียบพิธี ปัส กาเป็น ดังนี้ คือ อย่า ให้ คนต่างชาติ กิน เลย {12:44} ส่วน ทาส ซึ่ง นาย เอา เงิน ซื้อ มา เมื่อ ให้ ทาส นั้น เข้า สุหนัต แล้ว จึง ให้ เขา กิน ได้ {12:45} ส่วน แขก หรือ ลูกจ้าง อย่า ให้ กิน เลย {12:46} ให้ กิน ปัส กา แต่ ใน บ้าน อย่า เอา เนื้อ ไป นอก บ้าน และ อย่า หัก กระดูก ของ มัน เลย {12:29} ต่อมา ใน เวลา เที่ยงคืน พระ เย โฮ วาห์ ทรง {12:47} ให้ ชุมนุม คนอิสราเอลทั้งปวงถือ และปฏิบัติ ตาม ประหาร บุตร หัวปี ทุกคน ใน ประเทศ อียิปต์ ตั้งแต่ พระราช พิธี นี้ {12:48} เมื่อ มี คนต่างด้าวมาอาศัย อยู่ กับ เจ้า และ บุตรหัวปี ของฟาโรห์ ผู้ ประทับ บนพระที่นั่ง จนถึง บุตรหัวปี ใคร่ จะ ถือ ปัส กา ถวาย พระ เย โฮ วาห์ ก็ ให้ ชาย พวก นั้น เข้า ของ เชลย ที่อยู่ ใน คุก ใต้ดิน ทั้ง ลูก หัวปี ของ สัตว์เลี้ยง ทุก สุหนัต เสียก่อนทุกคนแล้ว จึง ให้ เขามาใกล้ และถือ พิธี นั้น ตัว {12:30} ฟาโรห์กับ ข้าราชการ และ ชาว อียิปต์ ทั้งปวง ได้ เขาจึง จะเป็น เหมือนคนเกิด ในแผ่นดิน นั้น แต่ ผู้ใดที่ ตื่น ขึ้น ใน ตอน กลางคืน มี เสียงร้อง ไห้ คร่ำครวญ ดัง ทั่ว ทั้ง ยัง มิได้ เข้า สุหนัต อย่า ให้ เข้า ร่วมกินเลี้ยงในพิธี ปัส กานั้น อียิปต์ เนื่องด้วย ไม่ มี บ้าน ใด เลย ที่ ไม่ มี คนตาย {12:31} เลย {12:49} พระราชบัญญัติ สำหรับ คนเกิด ในเมืองและ ฟาโรห์จึง ตรัส เรียกโมเสสกับ อาโรนให้ มาเฝ้า ในคืน วัน นั้น คนต่างด้าวซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันกับเจ้าทั้งหลายจะต้องเป็นอัน ตรัสว่า "เจ้าทั้งสองกับทั้งชนชาติอิสราเอลจงยกออกไปจาก เดียวกัน" {12:50} คน อิสราเอล ทั้งปวง ก็ ปฏิบัติ ตาม ทุก ประชาชนของเราเถิด ไปปรนนิบัติพระเยโฮวาห์ตามที่ได้พูด ประการ พระ เย โฮ วาห์ รับสั่ง แก่ โมเสส และ อา โร นอ ย่าง ไร ไว้นั้น {12:32} เอาฝูงแพะแกะและฝูงวัวของเจ้าไปด้วยตาม พวกเขาก็ กระทำอย่างนั้น {12:51} วัน นั้นแหละพระเยโฮ ที่เจ้าได้พูดไว้แล้ว ไปและอวยพรให้เราด้วย" {12:33} ฝ่าย วาห์ ทรง นำ ชนชาติ อิสราเอล ออก จาก ประเทศ อียิปต์ แยก ชาวอียิปต์ ก็ เร่งรัด ให้ พลไพร่ นั้น ออกไปจากประเทศโดยเร็ว เป็นกระบวนพลโยธา เพราะเขาพูด ว่า "พวกเราตายกัน หมดแล้ว" {12:34} พล {13:1} พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า {13:2} "จงถวาย ไพร่ นั้น เอาก้อนแป้ง ดิบ ที่ ยัง มิได้ ใส่ เชื้อ กับ อ่างขยำแป้ง ห่อ ลูก หัวปี ทั้งปวงแก่ เรา คือ ทุกสิ่ง ของชนชาติ อิสราเอลที่ ออก ผ้าใส่บ่าแบกไป {12:35} ชนชาติอิสราเอลกระทำตามคำสั่ง จากครรภ์ ครั้ง แรก จะเป็น มนุษย์ หรือ สัตว์ สิ่ง นั้น เป็น ของ ของโมเสสคือ ขอเครื่องเงิน เครื่องทองและเครื่องนุ่งห่มจาก ของเรา" {13:3} โมเสสจึงกล่าวแก่ประชาชนว่า "จงระลึกถึง ชาวอียิปต์ {12:36} และพระเยโฮวาห์ ทรงบันดาลให้ พล วันนี้ที่ท่านทั้งหลายออกมาจากอียิปต์ จากเรือนทาส เพราะ ไพร่ นั้น เป็น ที่ โปรดปรานในสายตาของชาวอียิปต์ เขาจึง ให้ พระ เย โฮ วาห์ ทรง นำ ท่าน ทั้งหลาย ออก จาก ที่นั่น ด้วย ฤทธิ์ สิ่งของทั้งปวงตามที่ เขาขอ เขาจึง ได้ ริบ เอาสิ่งของต่างๆของ พระหัตถ์ อย่ากินขนมปังที่มีเชื้อเลย {13:4} ท่านทั้งหลาย ชาวอียิปต์เสีย ยกออกไปในวันนี้ในเดือนอาบีบ {13:5} ครั้นพระเยโฮวาห์ {12:37} ชนชาติ อิสราเอลยกเดิน ออกจากเมืองราเมเสส ทรงนำพวกท่านมาถึง แผ่นดิน ของคนคานาอัน คนฮิต ไทต์ ไปถึง เมืองสุคคท นับแต่ ผู้ชายได้ ประมาณหกแสนคน เด็ก คนอาโมไรต์ คนฮีไวต์ และคนเยบุส ที่พระองค์ทรงปฏิญาณ ต่างหาก {12:38} มีฝูงชนชาติอื่นเป็นจำนวนมากติดตามไป ไว้ กับ บรรพบุรุษ ของท่าน ว่า จะ ยก แผ่นดิน นี้ ให้ พวก ท่าน ด้วยพร้อมทั้งฝูงสัตว์ คือฝูงแพะแกะ และวัวจำนวนมากมาย เป็น แผ่นดิน ที่ มี น้ำนมและน้ำผึ้ง ไหลบริบูรณ์ ท่านทั้งหลาย {12:39} เขาเอาก้อนแป้ง ไร้ เชื้อ ซึ่ง นำมาจากอียิปต์ นั้น ปิ้ง จงถือ พิธี นี้ ในเดือนนั้น {13:6} จงกิน ขนมปัง ไร้ เชื้อ เป็น เป็น ขนมไร้ เชื้อ เพราะเขาถูก เร่งรัด ให้ ออกจากอียิปต์ จึง เวลาเจ็ด วัน และวันที่ เจ็ด จงมี เทศกาลเลี้ยงถวายพระเยโฮ .

56 วาห์ {13:7} จงกินขนมปังไร้เชื้อให้ครบกำหนดเจ็ดวัน อย่า ให้ เห็น ขนมปัง ซึ่ง มี เชื้อ หรือ ให้ เห็น เชื้อ ขนมปัง ในเขตของ พวก ท่าน {13:8} ใน วัน นั้น จง บอก บุตร ของ ท่าน ว่า ‘ที่ ได้ ทำดังนี้ ก็ เพราะเหตุการณ์ ซึ่ง พระเยโฮวาห์ ได้ ทรงกระทำ สำหรับ เรา ขณะเมื่อ เราออกจากอียิปต์’ {13:9} สำหรับ ท่านพิธี นี้ จะเป็น ดัง รอยสำคัญ ที่ มือ ของท่าน และดัง เครื่อง ระลึก ระหว่างนัยน์ตาของท่าน เพื่อ พระราชบัญญัติ ของพระ เยโฮวาห์ จะได้ อยู่ ในปากของท่าน เพราะพระเยโฮวาห์ ได้ ทรงนำพวกท่านออกมาจากอียิปต์ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ {13:10} เพราะฉะนั้น พวกท่านจงปฏิบัติตามกฎพิธีนี้ตาม กำหนดทุกๆปี ไป {13:11} เมื่อ พระเยโฮวาห์ ทรงนำท่าน ไปยังแผ่นดินของคนคานาอัน ดังที่พระองค์ได้ทรงปฏิญาณ ไว้กับท่านและบรรพบุรุษของท่านว่า จะทรงยกแผ่นดินนั้น ให้แก่ท่าน {13:12} ทุกอย่างที่เบิกครรภ์ครั้งแรกนั้น ท่าน จงแยกถวายแด่พระเยโฮวาห์ และลูกสัตว์หัวปีตัวผู้ที่เกิดจาก สัตว์ ใช้ งานของท่าน จงเป็น ของพระเยโฮวาห์ {13:13} จง เอาลูกแกะไถ่ลูกลาหัวปี ถ้าไม่ไถ่จงหักคอมันเสีย จงไถ่บุตร หัวปีทั้งหลายของมนุษย์ไว้ทั้งหมด {13:14} ต่อไปภายหน้า เมื่อ บุตรของท่านจะถามว่า ‘ทำไมจึง ทำอย่างนี้’ จงเล่า ให้ เขาฟัง ว่า ‘พระเยโฮวาห์ ทรงนำพวกเราออกจากอียิปต์ จาก เรือนทาสด้วยฤทธิ์ พระหัตถ์ {13:15} ต่อมาครั้น พระทัย ของฟาโรห์ ดื้อ ไม่ ยอมปล่อยให้ พวกเราไป พระเยโฮวาห์ จึง ทรงประหารลูก หัวปี ทั้งหลายในประเทศอียิปต์ ทั้ง ลูก หัวปี ของมนุษย์ และลูก หัวปี ของสัตว์ ด้วย เหตุ ฉะนี้ เราจึง ถวาย บรรดา สัตว์ หัวปี ตัวผู้ ที่ เบิก ครรภ์ ครั้ง แรก แด่ พระ เย โฮ วาห์ แต่ บุตรหัวปี ทั้งหลายของเรา เราก็ ไถ่ ไว้’ {13:16} พิธี นี้ จะ เป็นดังรอยสำคัญที่มือของท่าน และดังเครื่องหมายระหว่าง นัยน์ตาของท่าน เพราะพระเยโฮวาห์ ได้ ทรงนำพวกเราออก จากอียิปต์ด้วยฤทธิ์พระหัตถ์" {13:17} ต่อมาเมื่อ ฟาโรห์ ปล่อยพลไพร่ ไปแล้ว พระเจ้า มิได้ ทรง นำ เขา ไป ทาง แผ่นดิน ของ ชาว ฟีลิสเตีย แม้ว่า จะ เป็น ทางใกล้ เพราะพระเจ้า ตรัส ว่า "เกรงว่า เมื่อ พลไพร่ ไป เผชิญสงครามเข้า เขาจะเปลี่ยนใจและกลับไปยังอียิปต์เสีย" {13:18} พระเจ้า จึง ทรงนำเขาอ้อมไปทางถิ่นทุรกันดารยัง ทะเลแดง ชนชาติ อิสราเอล ก็ ออก ไป จาก แผ่นดิน อียิปต์ มี อาวุธพร้อมที่จะทำสงคราม {13:19} โมเสสเอากระดูกของ โยเซฟไปด้วย เพราะโยเซฟให้ ชนชาติ อิสราเอลปฏิญาณไว้ ว่า "พระเจ้า จะเสด็จ มาเยี่ยมท่านทั้งหลายเป็นแน่ แล้ว ท่าน จงเอากระดูกของเราไปจากที่นี่ด้วย" {13:20} คนอิสราเอล ยกออกจากเมืองสุคคท ไปตั้งค่ายที่ตำบลเอธามบริเวณชาย ถิ่นทุรกันดาร บทที่ 2. อพยพ / EXODUS {13:21} พระ เย โฮ วาห์ เสด็จ นำทาง พวกเขา ใน เวลา กลางวัน ด้วยเสาเมฆ และตอนกลางคืน ด้วยเสาเพลิง ให้ เขามี แสงสว่างเพื่อ จะได้ เดินทางได้ ทั้ง กลางวัน และกลางคืน {13:22} เสา เมฆ ใน เวลา กลางวัน และ เสา เพลิง ใน เวลา กลางคืน พระองค์มิได้ให้คลาดจากเบื้องหน้าพลไพร่เลย {14:1} พระเยโฮวาห์ รับสั่ง แก่ โมเสสว่า {14:2} "จงสั่ง ชนชาติ อิสราเอลให้ ย้อนกลับ ไปยัง ค่ายหน้า ตำบลปี หะหิ โร ท ระหว่างมิ กดลและทะเล หน้า ตำบลบาอัล เซโฟน แล้ว ตั้ง ค่ายตรงนั้น ใกล้ ทะเล {14:3} ฟาโรห์จะกล่าวถึง ชนชาติ อิสราเอลว่า ‘พวกเขาติดอยู่บนบก ถิ่นทุรกันดารนั้นกั้นเขา ไว้ แล้ว’ {14:4} เราจะบันดาลให้ ใจฟาโรห์ แข็งกระด้างไป ฟาโรห์จะไล่ ตามมา แล้ว เราจะได้ รับ เกียรติยศเพราะฟาโรห์ และบรรดาพลโยธาของเขา แล้ว ชาวอียิปต์ จะรู้ ว่า เราคือ พระ เยโฮวาห์" เขาทั้งหลายก็ กระทำตามรับสั่ง นั้น {14:5} เมื่อ กษัตริย์อียิปต์ทราบความว่าบ่าวไพร่เหล่านั้นหนีไปแล้ว พระ ดำริ ของ ฟาโรห์ และความคิด ของ ข้าราชการก็ เปลี่ยน ไปจาก ที่ มี ต่อ บ่าวไพร่ นั้น เขา จึง ว่า "ทำไม เรา จึง ทำ เช่นนี้ ไฉน เราจึง ได้ ปล่อยพวกอิสราเอลไปให้ พ้น จากการรับใช้ เราเล่า" {14:6} ฝ่าย ฟาโรห์ ก็ จัด ราชรถ และ นำ พล โยธา ไป ด้วย {14:7} ท่านเอารถรบอย่างดี หกร้อยคัน กับ รถรบทั้งหมด ในอียิปต์ มีทหารประจำอยู่ทุกคัน {14:8} พระเยโฮวาห์ทรง ให้พระทัยของฟาโรห์กษัตริย์แห่งอียิปต์แข็งกระด้างไป ท่าน จึงไล่ตามชนชาติอิสราเอล และชนชาติอิสราเอลนั้นเดินทาง ไปโดยมีพระหัตถ์ของพระเจ้าคุ้มครองอยู่ {14:9} ชาวอียิปต์ ไล่ ตามไปมี ทั้ง ม้า และรถรบทั้งหมดของฟาโรห์ และทหารม้า กองทัพ ของท่านมาทัน ชนชาติ อิสราเอลที่ ตั้ง ค่ายอยู่ริมทะเล ใกล้ตำบลปีหะหิโรท หน้าตำบลบาอัลเซโฟน {14:10} เมื่อ ฟาโรห์ เข้า มาใกล้ ชนชาติ อิสราเอลก็ เงยหน้า ขึ้น ดู และดู เถิด ชาวอียิปต์ ยกติดตามมา เขาก็ มี ความกลัว ยิ่ง นัก คน อิสราเอลจึงร้องทูลพระเยโฮวาห์ {14:11} เขาบอกโมเสสว่า "หลุม ฝังศพในอียิปต์ ไม่ มี หรือ ท่านจึง พาเราออกมาให้ ตาย ในถิ่นทุรกันดาร ทำไมหนอท่านจึง ทำเช่นนี้ คือ พาเราออก มาจากอียิปต์ {14:12} พวกเราบอกท่านในอียิปต์ แล้ว มิใช่ หรือว่า ‘ปล่อยพวกเราแต่ ลำพัง ให้ พวกเรารับใช้ ชาวอียิปต์ เถิด’ เพราะการรับใช้ ชาวอียิปต์ นั้น ก็ ยัง ดี กว่า ที่ จะมาตาย ในถิ่นทุรกันดาร" {14:13} โมเสสจึงเตือนพลไพร่ว่า "อย่า กลัวเลย มั่นคงไว้ คอยดูความรอดที่จะมาจากพระเยโฮวาห์ ซึ่ง พระองค์ จะประทานให้แก่ ท่านทั้งหลายในวันนี้ ด้วยคน อียิปต์ ซึ่ง ท่านทั้งหลายเห็น ในวันนี้ แต่ นี้ ไปจะไม่ ได้ เห็น อีก เลย {14:14} พระ เย โฮ วาห์ จะ ทรง รบ แทน ท่าน ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงสงบอยู่เถิด" .

57 {14:15} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "เหตุ ไฉนเจ้า จึง มา ร้องทุกข์ ต่อ เรา จง สั่ง ชนชาติ อิสราเอล ให้ เดิน ต่อไป ข้างหน้า เถิด {14:16} ฝ่าย เจ้า จง ยก ไม้เท้า ของ เจ้า แล้ว ยื่น มือ ของเจ้า ออกไปเหนือ ทะเล ทำให้ ทะเลนั้น แยกออก เพื่อ คนอิสราเอลจะได้ เดิน บนดิน แห้ง กลางทะเลแล้ว ข้ามไป ได้ {14:17} ดู เถิด ส่วน เรา ก็ จะ บันดาล ให้ ใจ ชาว อียิปต์ แข็งกระด้างไล่ ตามมา แล้ว เราจะได้ รับ เกียรติ เพราะฟาโรห์ พลโยธา รถรบ และพลม้าทั้งหมดของเขา {14:18} เมื่อเรา ได้ รับ เกียรติ เพราะฟาโรห์ รถรบและพลม้า ของเขาแล้ว ชาว อียิปต์ ก็ จะรู้ ว่า เรานี่แหละคือ พระเยโฮวาห์" {14:19} ฝ่าย ทูต สวรรค์ ของพระเจ้า ซึ่ง นำพลโยธาอิสราเอลนั้น กลับ ไปอยู่ ข้างหลัง และเสาเมฆซึ่งอยู่ข้างหน้า ก็กลับมาตั้งอยู่ข้างหลัง เขา {14:20} คือ เสานั้น มาอยู่ ระหว่างค่ายของชาติ อียิปต์ และค่ายของชนชาติอิสราเอล และเป็นเมฆมืดแก่ชาวอียิปต์ แต่ มี แสงส่องสว่างในเวลากลางคืน แก่ ชนชาติ อิสราเอล ทั้ง สองฝ่ายมิได้ เข้า ใกล้ กัน ตลอดคืน {14:21} โมเสสยื่น มือ ของท่านออกไปเหนือ ทะเล และพระเยโฮวาห์ ก็ ทรงบันดาล ให้ลมทิศตะวันออกพัดโหมไล่น้ำทะเลตลอดคืน ทำให้ทะเล กลายเป็น ดิน แห้ง น้ำ แยกออกจากกัน {14:22} ชนชาติ อิสราเอลก็ พากัน เดิน บนดิน แห้ง กลางทะเล ส่วนน้ำ นั้น ตั้ง เป็นเหมือนกำแพงสำหรับเขา ทั้งทางขวาและทางซ้าย {14:23} คนอียิปต์ ก็ ไล่ ตามเขาเข้า ไปกลางทะเล ทั้ง กอง ม้า และราชรถ และพลม้า ทั้งปวงของฟาโรห์ {14:24} ครั้น ในเวลาย่ำ รุ่ง พระเยโฮวาห์ ทอดพระเนตรจากเสาเพลิง และ เสา เมฆ ทรง เห็น พล โยธา อียิปต์ ก็ ทรง บันดาล ให้ กองทัพ อียิปต์ เกิด โกลาหล {14:25} พระองค์ ทรงกระทำให้ ล้อ รถ ฝืด จนแล่น ไปแทบไม่ ไหว คนอียิปต์ จึง พูด กัน ว่า "ให้ เรา หนี ไป จาก หน้า คน อิสราเอล เถิด เพราะ พระ เย โฮ วาห์ ทรง ต่อสู้ กับ คน อียิปต์ แทน เขา" {14:26} ขณะนั้น พระ เย โฮ วาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "จงยื่น มือ ออกไปเหนือ ทะเล เพื่อให้ น้ำทะเลไหลกลับคืน มาท่วมคนอียิปต์ ทั้ง รถรบและพลม้า ของเขา" {14:27} โมเสสจึงยื่นมือออกไปเหนือทะเล ครั้น รุ่งเช้า ทะเลก็ กลับ ไหลดัง เก่า คนอียิปต์ พากัน หนี กระแสน้ำ แต่ พระเยโฮวาห์ ทรงสลัด คนอียิปต์ ลงกลางทะเล {14:28} น้ำ ก็ กลับ ท่วม พล รถ และ พล ม้า คือ พล โยธา ทั้งหมด ของ ฟาโรห์ ซึ่ง ไล่ ตาม เขา เข้า ไป ใน ทะเล ไม่ เหลือ สัก คน เดียว {14:29} ฝ่ายชนชาติอิสราเอลเดินไปตามดินแห้งกลางท้อง ทะเล น้ำตั้งขึ้นเหมือนกำแพงสำหรับเขาทั้งทางขวาและทาง ซ้าย {14:30} ดังนี้ ในวัน นั้น พระเยโฮวาห์ ทรงโปรดช่วย ให้คนอิสราเอลรอดจากเงื้อมมือคนอียิปต์ อิสราเอลเห็นศพ คนอียิปต์อยู่ที่ชายทะเล {14:31} อิสราเอลเห็นกิจการใหญ่ ซึ่ง พระเยโฮวาห์ ได้ ทรงกระทำแก่ คนอียิปต์ พลไพร่ นั้น ก็ เกรงกลัวพระเยโฮวาห์ เขาทั้งหลายเชื่อถือพระเยโฮวาห์และ เชื่อโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ด้วย {15:1} ขณะนั้น โมเสสกับ ชนชาติ อิสราเอลร้องเพลงบท นี้ ถวายพระเยโฮวาห์ว่า "ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถวายพระเยโฮ วาห์ เพราะพระองค์ทรงได้ชัยชนะอย่างใหญ่หลวง พระองค์ ทรงกวาดม้า และพลม้า ลงในทะเล {15:2} พระเยโฮวาห์ ทรง เป็นกำลัง และ เป็น บทเพลง แห่ง ข้าพเจ้า พระองค์ ทรง เป็น ผู้ช่วยให้ ข้าพเจ้า รอด พระองค์ นี่แหละเป็น พระเจ้า ของ ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า จะสรรเสริญ พระองค์ ทรงเป็น พระเจ้า ของ บรรพบุรุษ ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้า จะยกย่องสรรเสริญ พระองค์ {15:3} พระเยโฮวาห์ ทรงเป็นนักรบ พระนามของพระองค์ คือ พระเยโฮวาห์ {15:4} พระองค์ ทรงเหวี่ยงรถรบ และ โยนพลโยธาของฟาโรห์ ลงในทะเล นายทหารรถรบชั้นยอด ของ ฟาโรห์ ก็ จม ใน ทะเลแดง {15:5} น้ำท่วม เขา เขา จม ลงในทะเลที่ ลึก ประดุจ ก้อนหิน {15:6} โอ ข้า แต่ พระเย โฮวาห์ พระหัตถ์ ขวาของพระองค์ ทรงอานุภาพยิ่ง โอ ข้า แต่ พระเยโฮวาห์ พระหัตถ์ ขวาของพระองค์ ฟาดศัตรู แหลก เป็นชิ้นๆ {15:7} ด้วยเดชานุภาพอัน ยิ่งใหญ่ ของพระองค์ พระองค์ ทรงคว่ำ ปฏิปักษ์ ของพระองค์ เสีย พระองค์ ทรงใช้ พระพิโรธของพระองค์เผาผลาญเขาเสียอย่างตอฟาง {15:8} โดยลมที่ ระบายจากช่องพระนาสิ ก น้ำ ก็ ท่วมสูง ขึ้น ไป น้ำ ก็ ท่วมท้น สูง ขึ้น น้ำ ก็ แข็ง ขึ้น ในท้องทะเล {15:9} พวก ข้าศึก กล่าว ว่า ‘เรา จะ ติดตาม เรา จะ จับ ให้ ทัน เรา จะ ริบ สิ่งของมาแบ่งปัน กัน เราจึง จะพอใจที่ ได้ กระทำกับ พวกนั้น ดัง ประสงค์ เรา จะ ชัก ดาบ ออก มือ เรา จะ ทำลาย เขา เสีย’ {15:10} พระองค์ ทรงบันดาลให้ ลมพัด มา น้ำทะเลก็ ท่วม เขามิด เขาจมลงในกระแสน้ำ อัน ไหลแรงนั้น เหมือนตะกั่ว {15:11} โอ ข้า แต่ พระเยโฮวาห์ ในบรรดาพระทั้งปวงองค์ ไหนจะเป็นเหมือนพระองค์เล่า องค์ไหนจะเหมือนพระองค์ ผู้ทรงประกอบด้วยความบริสุทธิ์อันรุ่งเรือง และน่าเกรงขาม เนื่องด้วยการสรรเสริญ และการมหัศจรรย์ ที่ พระองค์ ทรง กระทำ {15:12} พระองค์ ทรง เหยียด พระ หัตถ์ ขวา ออก แผ่นดินก็กลืนพวกเขาเสีย {15:13} พระองค์ทรงนำชนชาติ ซึ่ง พระองค์ ทรงไถ่ ไว้ ด้วยพระเมตตาของพระองค์ พระองค์ ทรง พา เขา มา ถึง ที่ สถิต อัน บริสุทธิ์ ของ พระองค์ ด้วย พระ เดชานุภาพ {15:14} ชนชาติทั้งหลายจะได้ยิน แล้วจะพากัน หวาดกลัว ชาวประเทศฟีลิสเตียจะรู้สึกเสียวสยอง {15:15} ครั้งนั้นพวกเจ้านายในเมืองเอโดมก็จะพากันหวาดกลัว และ พวกหัวหน้าในเมืองโมอับก็จะสะทกสะท้าน ชาวเมืองคานา อัน ทั้งปวงก็ จะระส่ำระสายไป {15:16} ความรู้สึก เสียวส .

อพยพ / EXODUS {16:3} คนอิสราเอลกล่าวแก่ ท่านทั้ง สองว่า "พวกข้าพเจ้า ตายเสีย ด้วยพระหัตถ์ ของพระเยโฮวาห์ ตั้งแต่ อยู่ ในประเทศ อียิปต์ ขณะเมื่อ นั่ง อยู่ ใกล้ หม้อ เนื้อ และรับประทานอาหาร อิ่มหนำ จะ ดี กว่า นี่ ท่าน กลับ นำ พวก ข้าพเจ้า ออก มา ใน ถิ่นทุรกันดาร อย่าง นี้ เพื่อ จะ ให้ ชุมนุมชน ทั้งหมด หิว ตาย เท่านั้น" {16:4} แล้ว พระเยโฮวาห์ ได้ ตรัส กับ โมเสสว่า "ดู เถิด เราจะให้ อาหารตกลงมาจากท้องฟ้า ดุจ ฝนสำหรับ พวก เจ้า ให้พลไพร่ออกไปเก็บทุกวันพอกินเฉพาะวันหนึ่งๆ เพื่อ เราจะได้ ลองใจว่า เขาจะดำเนิน ตามราชบัญญัติ ของเราหรือ ไม่ {16:5} ต่อมาในวันที่ หก เมื่อ เขาเตรียมของที่ เก็บ มา อาหารนั้นก็จะเพิ่มเป็นสองเท่าของที่เขาเก็บทุกวัน" {16:6} โมเสสกับอาโรนจึงบอกชนชาติอิสราเอลทั้งปวงว่า "ในเวลา เย็น ท่านทั้งหลายจะได้ รู้ ว่า พระเยโฮวาห์ เป็น ผู้ ทรงนำพวก ท่านออกจากประเทศอียิปต์ {16:7} ในเวลาเช้า พวกท่าน จะได้ เห็น สง่า ราศี แห่ง พระเยโฮวาห์ เพราะคำบ่น ต่อว่า ของ พวกท่านต่อพระเยโฮวาห์ พระองค์ทรงสดับแล้ว เราทั้งสอง เป็น ผู้ใดเล่า พวกท่านจึง มาบ่น ต่อว่า เรา" {16:8} โมเสส กล่าวว่า "ในเวลาเย็น พระเยโฮวาห์ จะประทานเนื้อ ให้ ท่าน รับประทานและในเวลาเช้า พวกท่านจะมี อาหารรับประทาน {15:22} ต่อมาโมเสสนำพวกอิสราเอลออกจากทะเลแดง จน อิ่ม เพราะ พระ เย โฮ วาห์ ทรง สดับ คำ บ่น ของ ท่าน ต่อ ไป ยัง ถิ่นทุรกันดาร ชูร์ เดิน ไป ใน ถิ่นทุรกันดาร สาม วัน ก็ พระองค์ เราทั้ง สองนี้ เป็น ผู้ใดเล่า พวกท่านมิได้ บ่น ต่อว่า มิได้ พบน้ำ เลย {15:23} ครั้น มาถึง ตำบลมาราห์ เขาก็ กิน เรา แต่ ได้ บ่น ต่อว่า พระเยโฮวาห์" {16:9} โมเสสจึง กล่าว น้ำ ที่ ตำบลมาราห์ นั้น ไม่ ได้ เพราะน้ำ ขม เหตุ ฉะนั้น จึง ตั้ง แก่อาโรนว่า "จงบอกชุมนุมชนชาติอิสราเอลทั้งปวงว่า ‘เข้า ชื่อ ว่า มา ราห์ {15:24} และ พล ไพร่ นั้น ก็ พา กัน บ่น ต่อว่า มาใกล้ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ เพราะพระองค์ ทรงสดับ คำ โมเสสว่า "พวกเราจะเอาอะไรดื่ม" {15:25} โมเสสก็ ร้อง บ่น ของท่านแล้ว’" {16:10} ต่อมาขณะที่ อาโรนกล่า วแก่ ทูลพระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์จึงทรงชี้ให้ท่านเห็นต้นไม้ต้น บรรดา ชุมนุมชน อิสราเอล อยู่ นั้น เขา ทั้งหลาย มอง ไป ทาง หนึ่ง เมื่อโยนต้นไม้นั้นลงในน้ำ น้ำก็จืด ณ ที่นั้นพระองค์ ถิ่นทุรกันดาร แล้ว ดู เถิด สง่า ราศี ของพระเยโฮวาห์ ปรากฏ ทรงประทานกฎเกณฑ์ และกฎไว้ และทรงลองใจเขาที่นั่น อยู่ในเมฆ {16:11} พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า {16:12} {15:26} พระองค์ ตรัส ว่า "ถ้า เจ้า ทั้งหลายฟัง พระสุรเสียง "เราได้ยิน คำบ่น ของชนชาติ อิสราเอลแล้ว จงกล่าวแก่เขาว่า ของ พระ เย โฮ วาห์ พระเจ้า ของ เจ้า อย่าง ขะมักเขม้น และ ‘ในเวลาเย็น พวกเจ้า จะได้ กิน เนื้อ ทั้ง ในเวลาเช้า เจ้า จะได้ กระทำสิ่ง ที่ ถูกต้องในสายพระเนตรของพระองค์ เงี่ยหู ฟัง อาหารกินจนอิ่ม แล้วเจ้าจะรู้ว่า เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้า พระบัญญัติ ของพระองค์ และรักษากฎเกณฑ์ ของพระองค์ ของพวกเจ้า’" {16:13} ครั้นถึงเวลาเย็นฝูงนกคุ่มบินมาเต็ม ทุกประการ แล้วโรคต่างๆซึ่งเราบันดาลให้เกิดแก่ชาวอียิปต์ ค่าย ในเวลาเช้าก็มีน้ำค้างตกรอบค่ายที่พัก นั้น เรา จะ ไม่ ให้ บังเกิด แก่ พวก เจ้า เลย เพราะ เรา คือ พระ เยโฮวาห์ เป็น ผู้รักษาเจ้า ให้ หาย" {15:27} พวกเขามาถึง {16:14} เมื่อน้ำค้างระเหยไปแล้ว ดูเถิด สิ่งหนึ่งเหมือน ตำบลเอลิม ที่มีบ่อน้ำพุสิบสองบ่อ มีต้นอินทผลัมเจ็ดสิบต้น เกล็ด เล็กๆ เท่า เม็ด น้ำค้างแข็ง อยู่ ที่ พื้นดิน ใน ถิ่นทุรกันดาร พวกเขาจึงตั้งค่ายใกล้บ่อน้ำนั้น นั้น {16:15} เมื่อ ชนชาติ อิสราเอลเห็น จึง พูด กัน ว่า "นี่ คือ {16:1} พวกเขายกไปจากเอลิม และในวันที่สิบห้าเดือน มา นา" เพราะ เขา ไม่ ทราบ ว่า เป็น สิ่งใด โมเสส จึง บอก เขา ที่ สอง นับ ตั้งแต่ เวลายกออกจากแผ่นดิน อียิปต์ ชุมนุมชน ว่า "นี่แหละเป็น อาหารที่ พระเยโฮวาห์ ประทานให้ พวกท่าน ชาติอิสราเอลทั้งหมดก็มาถึงถิ่นทุรกันดารสีน ซึ่งอยู่ระหว่าง รับประทาน {16:16} นี่เป็นสิ่งที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาไว้ ตำบลเอลิม กับ ภูเขาซี นาย {16:2} ชุมนุมชนชาติ อิสราเอล ว่า ‘ให้ ทุกคนเก็บ เท่า ที่ พอรับประทานอิ่ม ให้ เก็บ คนละโอ ทั้งปวง ก็ พา กัน บ่น ต่อ โมเสส และ อา โร น ใน ถิ่นทุรกันดาร เมอร์ ตามจำนวนคนมากน้อย ซึ่ง พัก อยู่ ในเต็นท์ ของตน’" ยอง และความตกใจกลัว จะอุบัติ ขึ้น ในใจของเขา เนื่องด้วย ฤทธานุ ภาพ แห่ง พระ กร ของ พระองค์ เขา จะ หยุดนิ่ง อยู่ เหมือน ก้อน หิน โอ ข้า แต่ พระ เย โฮ วาห์ จน พล ไพร่ ของ พระองค์ผ่านพ้นไป จนชนชาติซึ่งพระองค์ทรงไถ่ไว้แล้วผ่าน ไป {15:17} พระองค์ จะทรงนำเขาเข้า มา และทรงตั้ง เขา ไว้ บนภูเขาซึ่ง เป็น มรดกของพระองค์ โอ ข้า แต่ พระเยโฮ วาห์ เป็น สถานที่ ซึ่ง พระองค์ ทรงสร้างไว้ เพื่อ เป็น ที่ สถิต ของ พระองค์ โอ ข้า แต่ องค์ พระผู้เป็นเจ้า สถาน บริสุทธิ์ ซึ่ง พระ หัตถ์ ของ พระองค์ สถาปนา ไว้ {15:18} พระ เย โฮ วาห์จะทรงครอบครองอยู่เป็นนิตย์นิรันดร์ {15:19} เพราะ เมื่อ กองม้า ของฟาโรห์ กับ ราชรถ และพลม้า ของท่านลงไป ใน ทะเล พระ เย โฮ วาห์ ก็ ทรง ให้ น้ำทะเล ไหล กลับ มา ท่วม เสีย แต่ ชนชาติ อิสราเอลเดิน ไปบนดิน แห้ง กลางทะเลนั้น" {15:20} ฝ่ายมิเรียมหญิงผู้พยากรณ์ พี่สาวของอาโรนก็ถือ รำมะนา และหญิงทั้งปวงก็ถือรำมะนาเดินตาม พร้อมเต้นรำ ไปด้วย {15:21} มิเรียมจึงร้องนำว่า "จงร้องเพลงถวายพระ เยโฮวาห์เถิด เพราะพระองค์ ทรงได้ ชัยชนะอย่างใหญ่หลวง พระองค์ทรงกวาดม้าและพลม้าให้ตกลงไปในทะเล" .58 บทที่ 2.

59 {16:17} ชนชาติอิสราเอลก็กระทำตาม บางคนเก็บมาก บาง คนเก็บน้อย {16:18} แต่เมื่อเขาใช้โอเมอร์ตวงคนที่เก็บได้ มากก็ ไม่ มี เหลือ และคนที่ เก็บ ได้ น้อยก็ หาขาดไม่ ทุกคน เก็บได้เท่าที่คนหนึ่งรับประทานพอดี {16:19} โมเสสจึงสั่ง ว่า "อย่าให้ผู้ใดเก็บเหลือไว้จนรุ่งเช้า" {16:20} แต่เขามิได้ เชื่อฟัง โมเสส บางคนเก็บ ส่วนหนึ่ง ไว้ จนรุ่งเช้า อาหารนั้น ก็ เน่า เป็น หนอนและบูด เหม็น โมเสสจึง โกรธคนเหล่านั้น {16:21} เขาเก็บ กัน ทุกๆเช้า เท่า ที่ คนหนึ่ง รับประทานพอดี แต่ พอแดดออกร้อนจัด แล้ว อาหารนั้น ก็ ละลายไป {16:22} อยู่ มาเมื่อ ถึง วันที่ หก เขาเก็บ อาหารสองเท่า คือ คนละสอง โอเมอร์ บรรดาหัวหน้าของชุมนุมชนจึงมารายงานต่อโมเสส {17:1} ชุมนุมชน ชาติ อิสราเอล ทั้งหมด ยก ออก จาก ถิ่นทุรกันดารสี น ไปเป็น ระยะๆตามพระบัญชาของพระเย โฮวาห์ และมาตั้ง ค่ายที่ เรฟีดิม ที่นั่น ไม่ มี น้ำ ให้ พลไพร่ ดื่ม {17:2} เหตุ ฉะนั้น พลไพร่ จึง กล่าวหาโมเสสว่า "ให้ น้ำ พวก ข้าดื่มซิ" โมเสสจึงบอกเขาว่า "พวกเจ้าหาเรื่องเราทำไม เหตุ ไฉนพวกเจ้า จึง บังอาจลองดี กับ พระเยโฮวาห์" {17:3} พล ไพร่ กระหายน้ำ ที่ ตำบลนั้น จึง บ่น ต่อ โมเสสว่า "ทำไมท่าน จึงพาพวกข้า ทั้งบุตรและฝูงสัตว์ของข้า ออกมาจากประเทศ อียิปต์ให้อดน้ำตาย" {17:4} โมเสสจึงร้องทูลพระเยโฮวาห์ ว่า "ข้า พระองค์ จะทำอย่างไรกับ ชนชาติ นี้ ดี เขาเกือบจะเอา หิน ขว้างข้า พระองค์ ให้ ตายอยู่ แล้ว" {17:5} พระเยโฮวาห์ จึง ตรัส กับ โมเสสว่า "จงเดิน ล่วงหน้า พลไพร่ ไปและนำพวก {16:23} โมเสสบอกเขาว่า "พระเยโฮวาห์ทรงพระบัญชา ผู้ใหญ่ บางคนของอิสราเอลไปด้วย ให้ ถือ ไม้เท้า ที่ เจ้า ใช้ ตี ว่า ‘พรุ่งนี้เป็นวันหยุดงาน เป็นสะบาโต วันบริสุทธิ์ของพระ แม่น้ำ นั้น ไปด้วย {17:6} ดู เถิด เราจะยืน อยู่ ต่อหน้า เจ้าที่ เยโฮวาห์ วันนี้ จะปิ้ง อะไรก็ ให้ ปิ้ง จะต้ม อะไรก็ ต้ม เสีย และ นั่นบนศิลาที่ภูเขาโฮเรบ เจ้าจงตีศิลานั้น แล้วน้ำจะไหลออก ส่วนที่เหลือทั้งหมดจงเก็บไว้จนถึงวันรุ่งขึ้น’" {16:24} เมื่อ มาจากศิลาให้พลไพร่ดื่ม" โมเสสก็ทำดังนั้นท่ามกลางสายตา เขาเก็บ ไว้ จนถึง วันรุ่งขึ้น ตามโมเสสสั่ง อาหารนั้น ก็ มิได้ บูด พวกผู้ใหญ่ ของอิสราเอล {17:7} โมเสสเรียกชื่อ ตำบลนั้น เหม็น เป็น หนอนเลย {16:25} โมเสสจึง บอกว่า "วันนี้ จง ว่า มัสสาห์ และเมรี บาห์ ด้วยเหตุ ว่า คนอิสราเอลกล่าวหา กิน อาหารนั้น เพราะว่า วันนี้ เป็น วัน สะบาโตของพระเยโฮ ตน ณ ที่ นั้น และลองดี กับ พระเยโฮวาห์ ว่า "พระเยโฮวาห์ วาห์ วันนี้ ท่านจะไม่ พบอาหารอย่างนั้น ในทุ่ง เลย {16:26} ทรงสถิตอยู่ท่ามกลางพวกข้าพเจ้าจริงหรือ" จง เก็บ หก วัน แต่ ใน วันที่ เจ็ด ซึ่ง เป็น สะบา โต จะ ไม่ มี เลย" {17:8} ครั้งนั้น คนอามาเลขยกมารบกับ คนอิสราเอล {16:27} อยู่ มาเมื่อ วันที่ เจ็ด มี บางคนออกไปเก็บ แต่ ไม่ ได้ ที่ ตำบล เรฟีดิม {17:9} โมเสส สั่ง โย ชู วา ว่า "จง เลือก พบ {16:28} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "พวกเจ้า จะ ชายฉกรรจ์ ฝ่ายเราออกไปสู้รบกับ พวกอามาเลข พรุ่งนี้ เรา ขัดขืนบัญญัติและราชบัญญัติของเรานานสักเท่าไร {16:29} จะยืน ถือ ไม้เท้า ของพระเจ้า อยู่ บนยอดภูเขา" {17:10} โยชู ดู ซิ พระเยโฮวาห์ ทรงกำหนดวัน สะบาโตให้ เจ้า คือ ในวันที่ วา ก็ ทำ ตาม คำสั่ง ของ โมเสส ออก สู้รบ กับ พวก อา มา เลข หก พระองค์ จึง ประทาน อาหาร ให้ พอ รับประทาน สอง วัน ส่วน โมเสส อา โร น และ เฮอร์ ก็ ขึ้น ไป บน ยอด ภูเขา นั้น ให้ ทุกคนพัก อยู่ ในที่ ของตน อย่า ให้ ผู้ใดออกจากที่พัก ใน {17:11} ต่อมาโมเสสยกมือขึ้นเมื่อไร อิสราเอลก็ได้เปรียบ วันที่ เจ็ด นั้น เลย" {16:30} เหตุ ฉะนั้น พลไพร่ ทั้งปวงจึง ได้ เมื่อนั้น ท่านลดมือลงเมื่อไร พวกอามาเลขก็เป็นต่อเมื่อนั้น พักงานในวันที่ เจ็ด {16:31} เหล่า วงศ์ วานของอิสราเอล {17:12} แต่มือของโมเสสเมื่อยล้า เขาทั้งสองก็นำก้อนหิน เรียกชื่อ อาหารนั้น ว่า มานา เป็น เม็ด ขาวเหมือนเมล็ด ผักชี มาวางไว้ให้โมเสส ท่านนั่ง อาโรนกับเฮอร์ก็ช่วยยกมือท่าน มี รสเหมือนขนมแผ่น ประสมน้ำผึ้ง {16:32} โมเสสกล่าว ขึ้น คนละข้าง มือ ของท่านก็ ชู อยู่ จนตะวันตกดิน {17:13} ว่า "พระเยโฮวาห์มีรับสั่งว่า ‘จงตวงมานาโอเมอร์หนึ่ง เก็บ ฝ่ายโยชู วาปราบอามาเลขกับ พลไพร่ ของเขาพ่ายแพ้ ไปด้วย ไว้ ตลอดชั่ว อายุ ของเจ้า เพื่อ เขาทั้งหลายจะได้ เห็น อาหารซึ่ง คมดาบ {17:14} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "จงเขียน เราเลี้ยงเจ้า ในถิ่นทุรกันดารนี้ เมื่อ เรานำพวกเจ้า ออกจาก ข้อความต่อไปนี้ ลงไว้ ในหนังสือ เพื่อ เป็น ที่ ระลึก ทั้ง เล่า ให้ แผ่นดิน อียิปต์’" {16:33} โมเสสบอกอาโรนว่า "เอาหม้อ โยชูวาฟังคือว่าเราจะลบล้างชื่อชนชาติอามาเลขไม่ให้ปรากฏ ลูก หนึ่ง ตวงมานาให้ เต็ม โอเมอร์ หนึ่ง เก็บ ไว้ ต่อ พระพักตร์ ในความทรงจำของพลไพร่ภายใต้ฟ้านี้เลย" {17:15} โมเสส พระเยโฮวาห์ ตลอดชั่วอายุของท่าน" {16:34} อาโรนก็วาง จึง สร้างแท่น เรียกชื่อ ว่า เยโฮวาห์นิส สี {17:16} กล่าวว่า มานานั้นลงหน้าหีบพระโอวาท เพื่อรักษาไว้ตามพระดำรัสที่ "เพราะพระเยโฮวาห์ ได้ ทรงปฏิญาณว่า พระเยโฮวาห์ จะทรง พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาแก่โมเสส {16:35} ชนชาติอิสราเอล กระทำสงครามกับอามาเลขต่อไปทุกชั่วอายุ" ได้ กิน มานาสี่ สิบ ปี จนเขามาถึง เมืองที่ จะอาศัย อยู่ พวกเขา กินมานาจนมาถึงชายแดนแผ่นดินคานาอัน {16:36} หนึ่ง {18:1} เมื่อ เยโธร ปุโรหิต แห่ง มี เดียน พ่อตาของโมเสส โอเมอร์เท่ากับหนึ่งในสิบของเอฟาห์ ได้ยินถึงกิจการทั้งหลายที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อโมเสส และ .

60 อิสราเอล พล ไพร่ ของ พระองค์ ว่า พระ เย โฮ วาห์ ทรง นำ อิสราเอล ออก จาก อียิปต์ {18:2} เยโธร พ่อตา ของ โมเสส จึง พาศิป โปราห์ ภรรยาของโมเสสซึ่ง โมเสสได้ ส่ง กลับ ไปแต่ คราวก่อน นั้น {18:3} พร้อมกับ บุตรชาย ทั้ง สอง คน ของ นาง คนหนึ่งชื่อเกอร์โชม เพราะโมเสสกล่าวว่า "ข้าพเจ้าเป็น คนต่างด้าวอาศัย อยู่ ต่างประเทศ" {18:4} อีก คนหนึ่ง ชื่อ เอลีเยเซอร์ เพราะท่านกล่าวว่า "พระเจ้าของบิดาข้าพเจ้าเป็น ผู้อุปถัมภ์ ของข้าพเจ้า และทรงให้ ข้าพเจ้า รอดจากพระแสง ดาบของฟาโรห์" {18:5} เยโธรพ่อตาของโมเสส พาภรรยา และบุตรชายทั้ง สองคนนั้น มาหาโมเสสที่ ในถิ่นทุรกันดารที่ เขาตั้ง ค่ายอยู่ ที่ ภูเขาของพระเจ้า {18:6} ท่านบอกโมเสส ว่า "เรา คือ เยโธร พ่อตา ของ ท่าน พา ภรรยา กับ บุตรชาย ทั้ง สอง ของ นาง มา หา ท่าน" {18:7} โมเสส ออก ไป ต้อนรับ พ่อตา กราบ ลง และ จุบ ท่าน ท่าน ทั้ง สอง ไต่ถาม ถึง ทุกข์สุข ซึ่งกันและกัน แล้ว พากัน เข้า ไปในเต็นท์ {18:8} โมเสสเล่า ให้ พ่อตา ฟัง ถึง เหตุการณ์ ทุก ประการ ซึ่ง พระ เย โฮ วาห์ ทรง กระทำกับ ฟาโรห์ และแก่ ชาวอียิปต์ เพราะทรงเห็นแก่ พวก อิสราเอล ทั้ง ความทุกข์ยากลำบากทั้งปวงซึ่ง เกิด ขึ้น แก่ คน อิสราเอลในระหว่างทาง และพระเยโฮวาห์ได้ทรงช่วยเขาให้ พ้น ภัย อย่างไร {18:9} เยโธรก็ มี ความยินดี ที่ ได้ ทราบพระ กรุณาทั้งสิ้น ซึ่ง พระเยโฮวาห์ ได้ ทรงสำแดงแก่ คนอิสราเอล เมื่อ พระองค์ ทรง ช่วย เขา ให้ รอดพ้น จาก เงื้อมมือ ชาว อียิปต์ {18:10} เยโธรจึง กล่าวว่า "สาธุการแด่ พระเยโฮวาห์ ผู้ ทรง ช่วย ท่าน ทั้งหลาย ให้ รอด จาก เงื้อมมือ ชาว อียิปต์ และ จาก หัตถ์ ของฟาโรห์ และทรงช่วยพลไพร่ ให้ พ้น จากมือ ของชาว อียิปต์ {18:11} บัดนี้เราทราบว่าพระเยโฮวาห์ทรงเป็นใหญ่ กว่าพระทั้งปวง ใหญ่กว่าพระเหล่านั้นที่ได้กระทำต่อชนชาติ อิสราเอล อย่าง ทะนง" {18:12} เยโธร พ่อตา ของ โมเสส ก็ นำเครื่องเผาบูชา และเครื่องสัตวบูชาถวายแด่ พระเจ้า ฝ่าย อาโรนกับบรรดาผู้ใหญ่แห่งอิสราเอลมารับประทานเลี้ยงกับ พ่อตาของโมเสสเฉพาะพระพักตร์ พระเจ้า {18:13} ต่อมา วันรุ่งขึ้น โมเสสออกนั่ง พิจารณาพิพากษาความให้ พลไพร่ พลไพร่ก็ยืนห้อมล้อมโมเสสตั้งแต่เช้าจนเย็น {18:14} เมื่อ พ่อตาของโมเสสเห็น งานทั้งปวงที่ โมเสสกระทำเพื่อ พลไพร่ เช่นนั้น จึง กล่าวว่า "นี่ ท่านใช้ วิธี อะไรปฏิบัติ กับ พลไพร่ เล่า เหตุไร ท่าน จึง นั่ง ทำงาน อยู่ แต่ ผู้ เดียว และ พล ไพร่ ทั้งปวง ก็ ยืน ล้อมท่านตั้งแต่ เช้า จนเย็น" {18:15} โมเสสจึง ตอบ พ่อตา ว่า "เพราะ พล ไพร่ มา หา ข้าพเจ้า เพื่อ ขอ ให้ ทูลถาม พระเจ้า {18:16} เมื่อ เขามี การโต้เถียงกัน ก็ มาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้า ก็ ตัดสิน ความระหว่างเขากับ เพื่อนบ้าน สอนเขาให้ รู้จัก กฎเกณฑ์ ของพระเจ้า และพระราชบัญญัติ ของพระองค์" บทที่ 2. อพยพ / EXODUS {18:17} ฝ่ายพ่อตาของโมเสสจึง กล่าวแก่ ท่านว่า "ท่านทำ อย่างนี้ ไม่ ดี {18:18} ทั้ง ท่านและพลไพร่ ที่มาหาท่านนั้น จะอ่อนระอาใจ เพราะภาระอัน หนัก นี้ เหลือกำลัง ของท่าน ท่านไม่ สามารถที่ จะทำแต่ ผู้ เดียวได้ {18:19} ฟัง เสียงของ เราบ้าง เราจะให้ คำแนะนำแก่ ท่าน และขอให้ พระเจ้า ทรง สถิต อยู่ กับ ท่าน ท่านจงเป็น ผู้แทนของพลไพร่ ต่อ พระเจ้า นำความกราบทูล พระเจ้า {18:20} ท่านจงสั่งสอนเขาให้ รู้ กฎและพระราชบัญญัติ ต่างๆ และแสดงให้ เขารู้จัก ทางที่ เขา ต้อง ดำเนินชีวิต และ สิ่ง ที่ ต้อง ปฏิบัติ {18:21} ยิ่งกว่านั้น ท่านจงเลือกคนที่ สามารถจากพวกพลไพร่ คือ คนที่ ยำเกรง พระเจ้า ไว้ใจได้ และเกลียดสินบน แต่งตั้ง คนอย่างนี้ ไว้ เป็น ผู้ปกครองคน พัน คนบ้าง ร้อยคนบ้าง ห้า สิบ คนบ้าง สิบ คนบ้าง {18:22} ให้เขาพิพากษาความของพลไพร่อยู่เสมอ ส่วนคดี ใหญ่ๆ ก็ ให้ เขานำมาแจ้ง ต่อ ท่าน แต่ คดี เล็กๆน้อยๆ ให้ เขา ตัดสิน เอง การงาน ของ ท่าน จะ เบา ลง และ พวกเขา จะแบกภาระร่วมกับ ท่าน {18:23} ถ้า ทำดังนี้ และพระเจ้า ทรงบัญชาแล้ว ท่านก็ จะสามารถทนได้ พลไพร่ ทั้งปวงนี้ ก็ จะไปยัง ที่ อาศัย ของเขาด้วยความสงบสุข" {18:24} โมเสส ก็ ฟัง เสียง ของ พ่อตา และ ทำ ตาม ที่ เขา แนะนำ ทุก ประการ {18:25} โมเสสจึง ได้ เลือกคนที่ สามารถจากคนอิสราเอล ทั้งปวงตั้ง ให้ เป็น หัวหน้า พลไพร่ เป็น ผู้ปกครองคนพัน คน บ้าง ร้อยคนบ้าง ห้า สิบ คนบ้าง สิบ คนบ้าง {18:26} คน เหล่านั้นพิพากษาความของพลไพร่อยู่เสมอ แต่คดียากๆเขา นำไปแจ้งโมเสส ส่วนคดีเล็กๆน้อยๆเขาตัดสินเอง {18:27} โมเสสส่ง พ่อตาของตนกลับ ไป พ่อตาก็ กลับ ไปยัง เมืองของ เขา {19:1} ใน เดือน ที่ สาม นับ ตั้งแต่ ชนชาติ อิสราเอล ออก จากแผ่นดิน อียิปต์ ในวัน นั้น เขามาถึง ถิ่นทุรกันดารซี นาย {19:2} เมื่อยกออกจากตำบลเรฟีดิม มาถึง ถิ่นทุรกันดาร ซี นาย พวกเขาก็ ตั้ง ค่ายอยู่ ในถิ่นทุรกันดาร ชาวอิสราเอล ตั้ง ค่ายอยู่ ที่ หน้า ภูเขานั้น {19:3} โมเสสขึ้น ไปเฝ้า พระเจ้า พระเยโฮวาห์ ตรัส จากภูเขานั้น ว่า "บอกวงศ์ วานยาโคบและ ชนชาติ อิสราเอลดังนี้ ว่า {19:4} ‘พวกเจ้า ได้ เห็น กิจการซึ่ง เรากระทำกับ ชาวอียิปต์ แล้ว และที่ เราเทิด ชู เจ้า ขึ้น ดุจดัง ด้วยปีก นกอินทรี เพื่อ นำเจ้า มาถึง เรา {19:5} เหตุ ฉะนั้น บัดนี้ ถ้า เจ้า เชื่อฟัง เสียง เรา และ รักษา พัน ธ สัญญา ของ เรา ไว้ เจ้า จะเป็น ทรัพย์ อัน ประเสริฐ ของเรา ยิ่ง กว่า ชาติ ทั้งปวง เพราะ แผ่นดิน ทั้งสิ้น เป็น ของ เรา {19:6} เจ้า ทั้งหลาย จะ เป็น อาณาจักรแห่ง ปุโรหิต และเป็น ชนชาติ บริสุทธิ์ สำหรับ เรา’ นี่ เป็น ถ้อยคำ ที่ เจ้า ต้อง บอก ให้ ชนชาติ อิสราเอล ฟัง" {19:7} โมเสสจึงมาเรียกประชุมพวกผู้ใหญ่ของพลไพร่ แล้ว .

61 เล่า ข้อความเหล่านี้ ที่ พระเยโฮวาห์ ทรงบัญชาท่านให้ เขาฟัง ทุก ประการ {19:8} บรรดาพลไพร่ ก็ ตอบพร้อมกัน ว่า "สิ่ง ทั้งปวง ที่ พระ เย โฮ วาห์ ตรัส นั้น ข้าพเจ้า ทั้งหลาย จะ กระทำ ตาม" โมเสสจึง นำถ้อยคำของพลไพร่ ไปกราบทูล พระเยโฮ วาห์ นั้น ชำระให้เป็นที่บริสุทธิ์’" {19:24} พระเยโฮวาห์จึงตรัส กับโมเสสว่า "ลงไปเถิด แล้วกลับขึ้นมาอีก พาอาโรนขึ้นมา ด้วย แต่ อย่า ให้ พวกปุโรหิต และพลไพร่ ล่วงล้ำ ขึ้น มาถึง พระ เยโฮวาห์ เกรงว่าพระองค์จะลงโทษเขา" {19:25} โมเสสก็ ลงไปบอกพลไพร่ตามนั้น {19:9} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "ดู เถิด เราจะ {20:1} พระเจ้า ตรัส พระวจนะทั้งสิ้น ต่อไปนี้ ว่า {20:2} มาหาเจ้า ในเมฆหนาทึบ เพื่อ พลไพร่ จะได้ยิน ขณะที่ เราพูด "เรา คือ พระ เย โฮ วาห์ พระเจ้า ของ เจ้า ผู้ ได้ นำ เจ้า ออก จาก กับ เจ้า แล้ว จะได้ เชื่อ เจ้า ตลอดไป" โมเสสนำคำของพลไพร่ แผ่นดิน อียิปต์ คือ จากเรือนทาส {20:3} อย่า มี พระอื่น ใด นั้น กราบทูล พระเยโฮวาห์ {19:10} พระเยโฮวาห์ จึง รับสั่ง นอกเหนือจากเรา {20:4} อย่าทำรูปเคารพสลักสำหรับตน กับ โมเสสว่า "ไปบอกให้ พลไพร่ ชำระตัว ให้ บริสุทธิ์ ในวันนี้ เป็น รูป สิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่ง มี อยู่ ในฟ้า เบื้องบน หรือ ซึ่ง มี อยู่ และพรุ่งนี้ ให้ เขาซัก เสื้อผ้า เสีย ให้ สะอาด {19:11} เตรียม ที่ แผ่นดิน เบื้องล่าง หรือ ซึ่ง มี อยู่ ในน้ำ ใต้ แผ่นดิน {20:5} ตัว ไว้ ให้ พร้อมในวันที่ สาม เพราะในวันที่ สามนั้น พระเยโฮ อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น เพราะเราคือพระเย วาห์จะเสด็จลงมาบนภูเขาซีนายท่ามกลางสายตาของพลไพร่ โฮวาห์ พระเจ้า ของเจ้า เป็น พระเจ้า ที่ หวงแหน ให้ โทษเพราะ ทั้งปวง {19:12} จงกำหนดเขตให้พลไพร่อยู่รอบภูเขา แล้ว ความ ชั่วช้า ของ บิดา ตกทอด ไป ถึง ลูกหลาน ของ ผู้ ที่ ชัง เรา กำชับ เขาว่า ‘เจ้า ทั้งหลายจงระวัง ตัว ให้ ดี อย่า ล่วงล้ำ เขตขึ้น จนถึง สามชั่ว สี่ ชั่วอายุคน {20:6} แต่ แสดงความเมตตาต่อ ไปหรือ ถูกต้องเชิง ภูเขานั้น ผู้ใดถูก ภูเขาต้องมี โทษถึงตาย คนที่รัก เรา และรักษาบัญญัติ ของเรา จนถึง พัน ชั่วอายุคน เป็นแน่ {19:13} อย่า ใช้ มือ ฆ่า ผู้ นั้น เลย ให้ เอาหิน ขว้าง {20:7} อย่า ออก พระ นาม พระ เย โฮ วาห์ พระเจ้า ของ เจ้า หรือ ยิง เสีย จะเป็น สัตว์ ก็ดี หรือ เป็น มนุษย์ ก็ดี อย่า ไว้ ชีวิต’ อย่างไร้ ประโยชน์ เพราะผู้ ที่ ออกพระนามพระองค์ อย่างไร้ เมื่อ ได้ยิน เสียงแตรเป่า ยาว ให้ เขาทั้งหลายมายัง ภูเขานั้น" ประโยชน์ นั้น พระเยโฮวาห์ จะทรงถือ ว่า ไม่ มี โทษก็ หามิได้ {19:14} โมเสสลงจากภูเขามายัง พลไพร่ แล้ว พลไพร่ ชำระ {20:8} จงระลึก ถึง วัน สะบาโต ถือ เป็น วัน บริสุทธิ์ {20:9} ตัว ให้ บริสุทธิ์ และซัก เสื้อผ้า ให้ สะอาด {19:15} แล้ว ท่าน จง ทำ การงาน ทั้งสิ้น ของ เจ้า หก วัน {20:10} แต่วัน ที่ เจ็ด กล่าวแก่พลไพร่ว่า "ท่านทั้งหลายจงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมใน นั้น เป็น สะบาโตของพระเยโฮวาห์ พระเจ้า ของเจ้า ในวัน นั้น วันที่ สาม อย่า เข้า ใกล้ ภรรยาของท่านเลย" {19:16} อยู่ มา อย่ากระทำการงานใดๆ ไม่ว่าเจ้าเอง หรือบุตรชาย บุตรสาว พอถึงรุ่งเช้าวันที่สาม ก็บังเกิดฟ้าร้องฟ้าแลบ มีเมฆอันหนา ของเจ้า หรือ ทาสทาสี ของเจ้า หรือ สัตว์ ใช้ งานของเจ้า หรือ ทึบปกคลุมภูเขานั้นไว้กับมีเสียงแตรดังสนั่น จนคนทั้งปวง แขกที่อาศัยอยู่ในประตูเมืองของเจ้า {20:11} เพราะในหก ที่อยู่ ค่ายต่างก็ พากัน กลัว จนตัวสั่น {19:17} โมเสสก็ นำ วันพระเยโฮวาห์ทรงสร้างฟ้า และแผ่นดิน ทะเล และสรรพ ประชาชนออกจากค่ายไปเฝ้าพระเจ้า พวกเขามายืนอยู่ที่เชิง สิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก เพราะฉะนั้น ภูเขา {19:18} ภูเขาซีนายมีควันกลุ้มหุ้มอยู่ทั่วไปเพราะพระ พระเยโฮวาห์ทรงอวยพระพรวันสะบาโต และทรงตั้งวันนั้น เยโฮวาห์เสด็จลงมาบนภูเขานั้นโดยอาศัยเพลิง ควันไฟพลุ่ง ไว้ เป็น วัน บริสุทธิ์ {20:12} จงให้ เกียรติ แก่ บิดามารดาของ ขึ้นเหมือนควันจากเตาใหญ่ ภูเขาก็สะท้านหวั่นไหวไปหมด เจ้า เพื่อ อายุ ของเจ้า จะได้ ยืน นานบนแผ่นดิน ซึ่ง พระเยโฮ {19:19} เมื่อเสียงแตรยิ่งดังขึ้น โมเสสก็กราบทูล พระเจ้าก็ วาห์ พระเจ้า ของเจ้า ประทานให้แก่ เจ้า {20:13} อย่า ฆ่า คน ตรัส ตอบด้วยพระสุรเสียง {19:20} พระเยโฮวาห์ เสด็จ ลง {20:14} อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา {20:15} อย่าลักทรัพย์ มาบนยอดภูเขาซี นาย พระเยโฮวาห์ ทรงเรียกโมเสสให้ ขึ้น {20:16} อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน {20:17} อย่า ไปบนยอดเขา โมเสสก็ ขึ้น ไป {19:21} พระเยโฮวาห์ ตรัส โลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน อย่า โลภภรรยาของเพื่อนบ้าน สั่ง โมเสสว่า "เจ้า จงลงไปกำชับ พลไพร่ เกรงว่า เขาจะล่วงล้ำ หรือ ทาสทาสี ของเขา หรือ วัว ลาของเขา หรือ สิ่งใดๆซึ่ง เข้ามาถึงพระเยโฮวาห์ เพราะอยากเห็น แล้วเขาจะพินาศเสีย เป็น ของของเพื่อนบ้าน" {20:18} คนทั้งหลายเมื่อ ได้ยิน เป็นจำนวนมาก {19:22} อีกประการหนึ่ง พวกปุโรหิตที่เข้า ได้ เห็น ฟ้าร้อง ฟ้าแลบ เสียงแตร และควัน ที่ พลุ่ง ขึ้น จาก มาเฝ้าพระเยโฮวาห์นั้นให้เขาชำระตัวให้บริสุทธิ์ ด้วยเกรงว่า ภูเขาเช่นนั้น ต่างก็ ยืน ตัวสั่น อยู่ แต่ไกล {20:19} เขาจึง พระเยโฮวาห์ จะทรงลงโทษเขา" {19:23} ฝ่ายโมเสสกราบ กล่าวแก่ โมเสสว่า "ท่านจงนำความมาเล่า เถิด พวกข้าพเจ้า ทูลพระเยโฮวาห์ว่า "พลไพร่ขึ้นมาบนภูเขาซีนายไม่ได้เพราะ จะ ฟัง แต่ อย่า ให้ พระเจ้า ตรัส กับ พวก ข้าพเจ้า เลย เกรง ว่า พระองค์ ทรงสั่ง ข้า พระองค์ ทั้งหลายว่า ‘จงกั้น เขตรอบภูเขา ข้าพเจ้าจะตาย" {20:20} โมเสสจึงกล่าวแก่พลไพร่ว่า "อย่า .

62 กลัว เลย เพราะว่า พระเจ้า เสด็จ มา เพื่อ ลองใจ ท่าน ทั้งหลาย เพื่อ พวก ท่าน จะ ได้ ยำเกรง พระองค์ และ จะ ได้ ไม่ ทำบาป" {20:21} พลไพร่ยืนอยู่แต่ไกล แต่โมเสสเข้าไปใกล้ความมืด ทึบที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่นั้น {20:22} พระเยโฮวาห์ตรัสกับ โมเสสว่า "บอกชนชาติอิสราเอลดังนี้ว่า ‘เจ้าทั้งหลายได้เห็น แล้ว ว่า เราพูด กับ พวกเจ้า จากท้องฟ้า {20:23} เจ้า อย่า ทำ รูปพระด้วยเงินไว้สำหรับบูชาเทียมเท่ากับเรา หรือทำรูปพระ ด้วยทองคำสำหรับตัว {20:24} จงใช้ดินก่อแท่นบูชาสำหรับ เรา และบนแท่น นั้น จงใช้ แกะและวัว ของเจ้า เป็น เครื่องเผา บูชา และเป็น สันติ บูชาแก่ เรา ในทุก ตำบลที่ เราให้ ระลึก ถึง นามของเรา เราจะมาหาเจ้า และอวยพรเจ้า {20:25} ถ้า จะ ก่อ แท่น บูชาด้วยศิลาสำหรับ เรา อย่า ก่อ ด้วยศิลาที่ ตกแต่ง แล้ว เพราะถ้า เจ้า ใช้ เครื่องมือ ตกแต่ง ศิลานั้น เจ้า ก็ จะทำให้ ศิลานั้น เป็น มลทิน {20:26} และเจ้า อย่า เดิน ตามขั้นบันได ขึ้น ไปยัง แท่น บูชาของเรา เพื่อ ว่า การเปลือยเปล่า ของเจ้า จะ ไม่ได้ถูกเปิดเผยเสียที่นั่น" บทที่ 2. อพยพ / EXODUS ถึงตายเป็นแน่ {21:13} ถ้าผู้ใดมิได้เจตนาฆ่าเขา แต่เขาตาย เพราะพระเจ้า ทรงปล่อยให้ ตายด้วยมือ ของผู้ นั้น เราจะตั้ง ตำบลหนึ่ง ไว้ ให้ เขาหนี ไปที่นั่น {21:14} แต่ ถ้า ผู้ใดเจตนา หักหลัง ฆ่า เพื่อนบ้าน ก็ ให้ ดึง ตัว เขาไปจากแท่น บูชาของเรา เพื่อลงโทษให้ถึงตาย {21:15} ผู้ใดทุบตีบิดามารดาของตน ผู้ นั้น จะต้องถูก ปรับโทษถึงตายเป็นแน่ {21:16} ผู้ใดลัก คนไปขายก็ดี หรือ มี ผู้ พบคนที่ ถูก ลัก ไปอยู่ ในมือ ของผู้ นั้น ก็ดี ผู้ ลัก นั้น จะ ต้อง ถูก ปรับโทษ ถึงตาย เป็นแน่ {21:17} ผู้ใดแช่งด่าบิดามารดาของตน ผู้นั้นต้องถูกปรับโทษถึงตาย เป็นแน่ {21:18} ถ้า มี ผู้ วิวาท กัน และ ฝ่าย หนึ่ง เอา หิน ขว้างหรือ ชก แต่ อีก ฝ่ายหนึ่ง ไม่ ถึงแก่ ความตาย เพียงแต่ เจ็บป่วย ต้อง นอน พัก {21:19} ถ้า ผู้ ที่ บาดเจ็บ นั้น ลุก ขึ้น ถือ ไม้เท้า เดิน ออก ไป ได้ อีก ผู้ ตี นั้น ก็ พ้น โทษ แต่ เขา จะ ต้องเสีย ค่าป่วยการ และค่า รักษาบาดแผลจนหายเป็นปกติ {21:20} ถ้า ผู้ใดทุบตี ทาสชายหญิง ของตนด้วยไม้ จนตาย คามือ ผู้ นั้น ต้องถูก ปรับโทษเป็นแน่ {21:21} หากว่า ทาส นั้นมีชีวิตต่อไปได้วันหนึ่ง หรือสองวันจึงตาย นายก็ไม่ต้อง ถูก ปรับโทษ เพราะทาสนั้น เป็น ดัง เงิน ของนาย {21:22} ถ้า มี ผู้ชายตี กัน แล้ว บังเอิญ ไปถูก ผู้หญิง มี ครรภ์ ทำให้ แท้ง ลูก แต่ หญิง นั้น ไม่ เป็น อันตราย ต้องปรับ ผู้ นั้น ตามแต่ สามี ของหญิง นั้น จะเรียกร้องเอาจากเขา และเขาจะต้องเสีย ตาม ที่ พวกผู้พิพากษาจะตัดสิน {21:23} ถ้าหากว่า เป็น เหตุ ให้ เกิด อันตรายประการใด ก็ ให้ วินิจฉัย ดังนี้ คือ ชีวิต แทนชีวิต {21:24} ตาแทนตา ฟันแทนฟัน มือแทนมือ เท้าแทนเท้า {21:25} รอยไหม้แทนรอยไหม้ แผลแทนแผล รอยช้ำแทน รอยช้ำ {21:1} "ต่อไปนี้ เป็น คำตัดสิน ซึ่ง เจ้า ต้องประกาศให้ เขา ทั้งหลายทราบไว้ {21:2} ถ้า เจ้า จะซื้อ คนฮีบ รู ไว้ เป็น ทาส เขาจะต้องปรนนิบัติ เจ้า หกปี แต่ ปี ที่ เจ็ด เขาจะได้ เป็น อิสระ โดยไม่ต้องเสียค่าไถ่ {21:3} ถ้าทาสได้มาแต่ผู้เดียวจงปล่อย เขาไปแต่ ผู้ เดียว ถ้า เขามี ภรรยาต้องปล่อยภรรยาของเขาไป ด้วย {21:4} ถ้า นายหาภรรยาให้ เขา และภรรยานั้น เกิด บุตรชายก็ดี บุตรสาวก็ดี ด้วยกัน ภรรยากับ บุตรนั้น จะเป็น คนของนาย เขาจะเป็น อิสระได้แต่ ตัวผู้ เดียว {21:5} ถ้า ทาสนั้น มากล่าวเป็น ที่ เข้าใจชัดเจนว่า ‘ข้าพเจ้า รัก นายและ ลูกเมียของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่อยากออกไปเป็นไทย’ {21:6} ให้ นายพาทาสนั้น ไปถึง พวกผู้พิพากษา พาเขาไปที่ ประตู {21:26} ถ้า ผู้ใดตี นัยน์ตาของทาสชาย หญิง ให้ บอดไป หรือ ไม้ วงกบประตู แล้ว ให้ นายเจาะหู เขาด้วยเหล็กหมาด เขา ต้อง ปล่อย ทาส ผู้ นั้น ให้ เป็น ไทย เนื่องด้วย นัยน์ตา ของ เขาก็ จะอยู่ ปรนนิบัติ นายต่อไปจนชีวิต หาไม่ {21:7} ถ้า คน เขา {21:27} ถ้า ผู้ใดทำให้ ฟัน ทาสชายหญิง หลุด ไป เขา ใดขายบุตรสาวเป็น ทาสี หญิง นั้น จะมิได้ เป็น อิสระเหมือน ต้องปล่อยทาสผู้นั้นเป็นไทยเนื่องด้วยฟันของเขา {21:28} ทาส {21:8} ถ้า หญิง นั้น ไม่ เป็น ที่ พอใจของนายที่ รับ เธอ ถ้า วัว ขวิด ชายหรือ หญิง ถึงตายจงเอาหิน ขว้างวัว นั้น ให้ ตาย ไว้ เป็น ภรรยา ต้องยอมให้ คนอื่น ไถ่ เธอไป แต่ ไม่ มี สิทธิ์ จะ เป็นแน่ และอย่ากินเนื้อของมันเลย แต่เจ้าของวัวตัวนั้นไม่ ขายหญิง นั้น ให้แก่ ชาวต่างประเทศ เพราะมิได้ สัตย์ ซื่อ ต่อ มีโทษ {21:29} แต่ถ้าวัวนั้นเคยขวิดคนมาก่อน และมีผู้มา หญิง นั้น แล้ว {21:9} ถ้า นาย ยก หญิง นั้น ให้ เป็น ภรรยา เตือนให้ เจ้าของทราบ แต่ เจ้าของมิได้ กักขัง มัน ไว้ มัน จึง ได้ บุตรชายของตน ก็ ให้ เขาปฏิบัติ ต่อ หญิง นั้น ดุจ เป็น บุตรสาว ขวิด ชายหรือ หญิง ถึงตาย ให้ เอาหิน ขว้างวัว นั้น เสีย ให้ ตาย ของตน {21:10} ถ้า เขาหาหญิง อื่น มาเป็น ภรรยา อย่า ให้ และให้ ลงโทษเจ้าของถึงตายด้วย {21:30} ถ้า จะเรียกร้อง เขาลดอาหารการกิน เสื้อผ้า และประเพณี ผัวเมีย กับ คนเก่า เอาค่าไถ่ จากผู้ นั้น เขาต้องเสีย ค่าไถ่ แทนชีวิต ของเขาตามที่ {21:11} ถ้า เขามิได้ กระทำตามประการใดในสามประการ ได้ เรียกร้อง {21:31} หากวัว นั้น ขวิด บุตรชายและบุตรสาว นี้ แก่ เธอ หญิง นั้น จะไปเสีย ก็ได้ โดยไม่ ต้องมี ค่าไถ่ ไม่ ต้อง ก็ จงปรับโทษตามคำตัดสิน ข้อ นี้ ดุจ กัน {21:32} ถ้า วัว นั้น เสียเงิน ขวิดทาสชายหญิงของผู้ใด เจ้าของวัวต้องให้เงินแก่นายของ {21:12} ผู้ใดทุบตี คนหนึ่ง ให้ ตาย ผู้ นั้น จำต้องรับโทษ ทาสนั้นสามสิบเชเขล แล้วต้องเอาหินขว้างวัวนั้นให้ตายเสีย .

63 ด้วย {21:33} ถ้า ผู้ใดเปิด บ่อ หรือ ขุด บ่อ แต่ มิได้ ปิด ไว้ แล้ว มีวัวหรือลาตกลงไปตายในบ่อนั้น {21:34} เจ้าของบ่อต้อง ให้ค่าชดใช้เขา ต้องเสียเงินค่าสัตว์นั้นให้แก่เจ้าของ ซากสัตว์ ที่ ตายนั้น จะตกเป็น ของเจ้าของบ่อ {21:35} ถ้า วัว ของผู้ใด ขวิด วัว ของผู้อื่น ให้ ตาย เขาต้องขายวัว ที่ เป็น อยู่ แล้ว มาแบ่ง เงินกัน และวัวที่ตายนั้นให้แบ่งกันด้วย {21:36} หรือถ้ารู้ แล้วว่าวัวนั้นเคยขวิดมาก่อน แต่เจ้าของมิได้กักขังไว้ เจ้าของ ต้องใช้วัวแทนวัว และวัวที่ตายนั้นก็ตกเป็นของตัว" นั้นตาย จงเอาซากมาให้ตรวจดูเป็นหลักฐาน แล้วผู้รับฝาก ไม่ ต้องให้ ค่า ชดใช้ แทนสัตว์ ถูก กัด ฉีก นั้น {22:14} ถ้า ผู้ใด ยืม สิ่งใดๆไปจากเพื่อนบ้านแล้ว เกิด เป็น อันตราย หรือ ตาย ระหว่างเวลาที่ เจ้าของไม่ อยู่ ผู้ ยืม ต้องให้ ค่า ชดใช้ เต็ม ตาม จำนวนเป็นแน่ {22:15} แต่ถ้าเจ้าของอยู่ด้วย ผู้ยืมไม่ต้อง ให้ค่าชดใช้ ถ้าเป็นของเช่า ให้คิดแต่ค่าเช่าเท่านั้น {22:16} ถ้า ผู้ใดล่อลวงหญิง พรหมจารี ที่ ยัง ไม่ มี คู่หมั้น และนอนร่วมกับหญิงนั้น ผู้นั้นจะต้องเสียเงินสินสอด และ ต้อง รับ หญิง นั้น เป็น ภรรยา ของ ตน {22:17} ถ้า บิดา ไม่ {22:1} "ถ้า ผู้ใดลัก วัว หรือ แกะไปฆ่า หรือ ขาย ให้ ผู้ นั้น ยอมอย่างเด็ดขาดที่ จะยกหญิง นั้น ให้ เป็น ภรรยา เขาก็ ต้อง ใช้ วัว ห้า ตัวแทน วัว หนึ่ง ตัว และ แกะ สี่ ตัวแทน แกะ ตัว หนึ่ง เสียเงิน เท่า สินสอดตามธรรมเนียมสู่ขอหญิง พรหมจารี นั้น {22:2} ถ้า ผู้ใดเห็น ขโมยกำลัง ขุด ช่องเข้า ไปแล้ว ตี ขโมยนั้น ดุจ กัน {22:18} สำหรับ หญิง แม่มด เจ้า อย่า ให้ รอด ชีวิต ตาย ไม่ ต้องทำให้ โลหิต ตกเพราะการตี คนนั้น {22:3} ถ้า อยู่ เลย {22:19} ผู้ใดร่วมประเวณี กับ สัตว์ ผู้ นั้น จะต้อง ดวงอาทิตย์ ขึ้น แล้ว ต้องทำให้ โลหิต ตกเพราะการตี คนนั้น ถูก ลงโทษถึงตายเป็นแน่ {22:20} ผู้ใดถวายบูชาแก่ พระ แต่ ผู้ร้ายนั้น ต้องให้ ค่า ชดใช้ ถ้า เขาไม่ มี อะไรจะใช้ ให้ ต้อง ต่างๆ เว้นแต่ พระ เย โฮ วาห์ องค์ เดียว ผู้ นั้น ต้อง ถูก ทำลาย ขายตัวเขาเป็นค่าของที่ลักไปนั้น {22:4} ถ้าจับของที่ลักไป เสีย สิ้น {22:21} เจ้า อย่า บีบบังคับ หรือ ข่มเหงคนต่างด้าว นั้นได้อยู่ในมือของเขาจะเป็นวัวก็ดี หรือลาก็ดี หรือแกะก็ดี เลย เพราะ เจ้า ทั้งหลาย เคย เป็น คนต่างด้าว อยู่ ใน ประเทศ ซึ่ง ยัง เป็น อยู่ ขโมยนั้น ต้องให้ ค่า ชดใช้ เป็น สองเท่า {22:5} อียิปต์ {22:22} อย่า ข่มเหง หญิง ม่าย หรือ ลูกกำพร้า พ่อ ถ้า ผู้ใดปล่อยให้ สัตว์ กิน ของในนา หรือ ในสวนองุ่น เสีย ไป เลย {22:23} ถ้า เจ้า ข่มเหง เขา โดย วิธี ใด ก็ตาม และ เขา หรือ ปล่อยสัตว์ ของตน แล้ว มัน ไปกินในนาของผู้อื่น เขา ร้องทุกข์ ถึง เรา เราจะฟัง คำร้องทุกข์ ของเขาแน่ๆ {22:24} ต้องให้ ค่า ชดใช้ โดยให้ ของที่ ดี ที่สุด ในนาของตน และของ ความโกรธของเราจะพลุ่งขึ้น และเราจะประหารเจ้าด้วยดาบ ที่ ดี ที่สุด ในสวนองุ่น ของตนเป็น ค่าเสียหาย {22:6} ถ้า จุด ภรรยาของเจ้า จะต้องเป็น ม่าย และบุตรของเจ้า จะต้องเป็น ไฟที่ กองหนาม และไฟลามไปติด กองข้าว หรือ ติด ต้น ข้าว กำพร้า พ่อ {22:25} ถ้า เจ้า ให้ พลไพร่ ของเราคนใดที่ เป็น ซึ่ง มิได้ เกี่ยว หรือ ติด ทุ่งนาให้ ไหม้ เสีย ผู้ ที่ จุด ไฟนั้น ต้องใช้ คนจน และ อยู่ กับ เจ้า ยืม เงิน ไป อย่า ถือ ว่า ตน เป็น เจ้าหนี้ ค่าเสียหายเต็ม จำนวน {22:7} ถ้า ผู้ใดฝากเงิน หรือ สิ่งของ และอย่า คิด ดอกเบี้ย จากเขา {22:26} ถ้า เจ้า ได้ รับ เสื้อคลุม ไว้ กับ เพื่อนบ้านแล้ว ของนั้น ถูก ขโมยลัก ไปจากเรือนผู้ นั้น ของเพื่อนบ้านไว้ เป็น ของประกัน จงคืน ของนั้น ให้ เขาก่อน ถ้า จับ ขโมยได้ ขโมยต้องใช้ แทนเป็น สองเท่า {22:8} ถ้า ตะวันตกดิน {22:27} เพราะเขามี เสื้อคลุม ตัว นั้น ตัว เดียว จับ ขโมยไม่ ได้ จงนำเจ้าของเรือนมาถึง พวกผู้พิพากษาเพื่อ เป็นเครื่องปกคลุมร่างกาย มิฉะนั้นเวลานอนเขาจะเอาอะไร จะดู ว่า มือ ของตนเองได้ ลัก สิ่งของของเพื่อนบ้านนั้น หรือ ไม่ ห่มเล่า ต่อมาเมื่อเขาทูลร้องทุกข์ต่อเรา เราจะสดับฟังเพราะ {22:9} ในคดี ฟ้องร้องทุกอย่าง จะเป็น เรื่องวัว ลา แกะ เราเป็น ผู้ มี เมตตากรุณา {22:28} อย่า ด่า ผู้ เป็น พระ หรือ หรือเสื้อผ้า หรือเรื่องสิ่งของใดๆที่หายไป ถ้ามีคนมาอ้างว่า สาปแช่งผู้ปกครองชนชาติของเจ้าเลย {22:29} อย่าชักช้าที่ สิ่ง นี้ สิ่ง นั้น เป็น ของตน จงนำคดี ของคู่ความนั้น ไปถึง พวก จะนำพืชผลและน้ำผลไม้ อัน แรกของเจ้า มาถวายพระเจ้า จง ผู้พิพากษา พวกผู้พิพากษานั้น จะตัดสิน ว่า ผู้ใดผิด ผู้ นั้น จะ ถวายบุตรชายหัวปีของเจ้าให้แก่เรา {22:30} สำหรับวัวและ ต้องใช้ ค่า ชดใช้ เป็น สองเท่า {22:10} ถ้า ผู้ใดฝากลาหรือ แพะแกะของเจ้า จงทำดังนั้น เหมือนกัน ให้ ลูก มัน อยู่ กับ วัว หรือ แกะ หรือ สัตว์ ใดๆไว้ กับ เพื่อนบ้าน และสัตว์ นั้น แม่ เจ็ด วัน ถึง วันที่ แปดจงพามาถวายแก่ เรา {22:31} เจ้า เกิดตายลงหรือเป็นอันตราย หรือมีผู้ไล่ต้อนไปจากบ้านนั้น โดยไม่ มี ใครเห็น {22:11} ต้องให้ ผู้ รับฝากนั้น ปฏิญาณตัว ทั้งหลายเป็นคนบริสุทธิ์อุทิศแก่เรา เหตุฉะนั้นเนื้อสัตว์ที่ถูก ต่อ เพื่อนบ้านต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ เพื่อ ดู ว่า มือ ของ กัดตายในทุ่งนา เจ้าอย่ากินเลย จงทิ้งให้สุนัขกินเสีย" {23:1} "อย่า นำ เรื่อง เท็จ ไป เล่า ต่อๆ กัน อย่า ร่วมมือ เขาลัก ของของเพื่อนบ้านนั้น จริง หรือ ไม่ แล้ว เจ้าของนั้น จะ ต้องยินยอม ผู้ รับฝากนั้น ไม่ ต้องให้ ค่า ชดใช้ {22:12} แต่ เป็น พยานใส่ร้ายกับ คนชั่ว {23:2} อย่า ทำชั่ว ตามอย่างคน ถ้าสัตว์นั้นถูกลักไป ขณะเมื่อผู้รับฝากอยู่ด้วย ผู้รับฝากต้อง จำนวนมากที่เขาทำกันนั้นเลย อย่าอ้างพยานลำเอียงเข้าข้าง ให้ ค่า ชดใช้ แก่ เจ้าของ {22:13} ถ้า มี สัตว์ร้ายมากัด ฉีก สัตว์ หมู่ มาก จะ ทำ ให้ ขาด ความ ยุติธรรม ไป {23:3} ทั้ง อย่า .

อพยพ / EXODUS เตรียมไว้ {23:21} จงเอาใจใส่ ทูต นั้น และเชื่อฟัง เสียงของ เขา อย่า ฝ่าฝืน เขาเพราะเขาจะไม่ ยกโทษการละเมิด ให้ เจ้า เลย ด้วยว่า เขากระทำในนามของเรา {23:22} แต่ ถ้า เจ้า ทั้งหลายเชื่อฟังเสียงของเขาจริงๆ และทำทุกสิ่งตามที่เราสั่ง ไว้ เราจะเป็น ศัตรู ต่อ ศัตรู ของพวกเจ้า และจะเป็น ปฏิปักษ์ ต่อ ปฏิปักษ์ ของพวกเจ้า {23:23} ด้วยว่า ทูต สวรรค์ ของเรา จะไปข้างหน้า พวกเจ้า และจะนำพวกเจ้า ไปถึง คนอาโมไรต์ คนฮิต ไทต์ คนเปริ ส ซี คนคานาอัน คนฮีไวต์ และคน เยบุ ส แล้ว เราจะตัด คนเหล่านั้น ออกเสีย {23:24} อย่า กราบไหว้ พระของเขา หรือ ปรนนิบัติ หรือ ทำตามแบบอย่าง ที่ พวกเขา กระทำ แต่ จง ทำลาย รูป เคารพ ของ เขา และ ทุบ เสา ศักดิ์สิทธิ์ ของ เขา เสีย ให้ แหลก ละเอียด {23:25} จง ปรนนิบัติ พระเยโฮวาห์ พระเจ้า ของเจ้า แล้ว พระองค์ จะทรง อวยพรแก่ อาหารและน้ำ ของเจ้า เราจะบันดาลให้ โรคต่างๆ หายไปจากท่ามกลางพวกเจ้า {23:26} จะไม่ มี การแท้ง ลูก หรือ เป็น หมัน ในดินแดนของเจ้า เราจะให้ เจ้า มี อายุ ยืน นาน {23:27} เราจะบันดาลให้ เกิด ความสยดสยองขึ้น ก่อนหน้า พวกเจ้า เราจะทำลายชาวเมืองทั้งปวงที่พวกเจ้าไปเผชิญหน้า นั้น เราจะให้ พวกศัตรู ทั้งปวงหัน หลัง หนี พวกเจ้า {23:28} เราจะใช้ ให้ ฝูง ต่อ ล่วงหน้า ไปก่อนพวกเจ้า จะขับไล่ คนฮีไวต์ คนคานา อัน คนฮิต ไทต์ ไป ให้ พ้น หน้า พวก เจ้า {23:29} เราจะไม่ ไล่ เขาไปให้ พ้น หน้า พวกเจ้า ในระยะปี เดียว เกรง ว่า แผ่นดิน จะรกร้างไปและสัตว์ป่า จะทวี จำนวนขึ้น ต่อสู้ กับ พวกเจ้า {23:30} แต่เราจะไล่เขาไปให้พ้นหน้าพวกเจ้าทีละ เล็ก ละ น้อย จน พวก เจ้า ทวี จำนวน มาก ขึ้น แล้ว ได้ รับ มอบ ดินแดนนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ {23:31} เราจะกำหนดเขตแดน ของพวกเจ้า ไว้ ตั้งแต่ ทะเลแดงจนถึง ทะเลของชาวฟีลิสเตีย ตั้งแต่ ถิ่นทุรกันดารจนจดแม่น้ำ เพราะเราจะมอบชาวเมือง นั้น ไว้ ในมือ ของพวกเจ้า ให้ พวกเจ้า ไล่ เขาไปเสีย ให้ พ้น หน้า {23:32} พวกเจ้า อย่า ทำพัน ธสัญญากับ เขา หรือ กับ พระ ของเขาเลย {23:33} เขาจะอาศัย ในดินแดนของเจ้า ไม่ ได้ เกรงว่า เขาจะชักจูง ให้ เจ้า กระทำบาปต่อ เรา เพราะว่า ถ้า พวก เจ้า ปรนนิบัติ พระ ของ เขา เรื่อง นี้ ก็ จะ เป็น บ่วง แร้ว ดัก เจ้า เป็นแน่" {24:1} พระองค์ ตรัส กับ โมเสสว่า "เจ้า กับ อาโรน นาดับ และอาบีฮู กับ พวกผู้ใหญ่ เจ็ดสิบ คนของอิสราเอลจงขึ้น มา เฝ้าพระเยโฮวาห์ แล้วนมัสการอยู่แต่ไกล {24:2} ให้เฉพาะ โมเสสผู้ เดียวเข้า มาใกล้ พระเยโฮวาห์ ส่วนคนอื่นๆอย่า ให้ เข้ามาใกล้และอย่าให้ประชาชนขึ้นมากับโมเสสเลย" {24:3} โมเสสจึง นำพระวจนะของพระเยโฮวาห์ และคำตัดสิน ทั้งสิ้น มาชี้แจงให้ประชาชนทราบ ประชาชนทั้งปวงก็ตอบเป็นเสียง .64 ลำเอียงเข้าข้างคนจนในคดีของเขา {23:4} ถ้าเจ้าพบวัวหรือ ลาของศัตรู หลงมา จงพาไปส่ง คืน ให้ เจ้าของจงได้ {23:5} ถ้า เห็น ลาของผู้ ที่ เกลียดชัง เจ้า ล้ม ลงเพราะบรรทุก ของหนัก อย่า ได้ เมิน เฉยเสีย จงช่วยเขายกมัน ขึ้น {23:6} เจ้า อย่า บิดเบือนคำพิพากษาให้ผิดไปจากความยุติธรรมที่คนจนควร ได้ รับ ในคดี ของเขา {23:7} เจ้า จงหลีก ให้ ห่างไกลจากการ ใส่ความคนอื่น อย่าประหารชีวิตคนที่ปราศจากความผิดและ คนชอบธรรม เพราะเราจะไม่ยกโทษให้คนชั่ว {23:8} อย่า รับ สินบนเลย เพราะว่า สินบนทำให้ คนตาดี กลายเป็น คน ตาบอด ไป และ พลิก คดี ของ คน ชอบธรรม เสีย ได้ {23:9} เจ้า อย่า ข่มเหง คนต่างด้าว เพราะ เจ้า รู้จัก ใจ คนต่างด้าว แล้ว เพราะว่า เจ้า ทั้งหลายก็ เคยเป็น คนต่างด้าวในประเทศอียิปต์ มาก่อน {23:10} จงหว่านพืชและเกี่ยวเก็บผลในนาของเจ้าตลอด หกปี {23:11} แต่ ปี ที่ เจ็ด นั้น จงงดเสีย ปล่อยให้ นานั้น ว่างอยู่ เพื่อให้ คนจนในชนชาติ ของเจ้า เก็บ กิน ส่วนที่ เหลือ นอกนั้นก็ให้สัตว์ป่ากิน ส่วนสวนองุ่นและสวนมะกอกเทศ เจ้าจงกระทำเช่นเดียวกัน {23:12} จงทำการงานของเจ้าหก วัน แต่ ในวันที่ เจ็ด นั้น จงหยุดงาน เพื่อ วัว ลาของเจ้า จะได้ พัก และลูกชายทาสีของเจ้า กับคนต่างด้าวจะได้พักผ่อนให้ สดชื่นด้วย {23:13} สิ่งทั้งปวงที่เราสั่งเจ้าไว้นั้นจงระวังถือ ให้ ดี และอย่า ออกชื่อ พระอื่น เลย อย่า ให้ ได้ยิน ชื่อ ของพระ เหล่านั้นออกจากปากของเจ้า {23:14} จง ถือ เทศกาล ถวาย แก่ เรา ปี ละ สาม ครั้ง {23:15} จงถือเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อตามเวลาที่กำหนด ไว้ (ใน เดือน อา บีบ อัน เป็น เดือน ซึ่ง เรา บัญชา ไว้ เจ้า จง กิน ขนมปัง ไร้ เชื้อ เจ็ด วัน ตาม ที่ เรา สั่ง เจ้า ไว้ แล้ว เพราะ ใน เดือนนั้น เจ้า ออกจากอียิปต์ อย่า ให้ ผู้ใดมาเฝ้า เรามือ เปล่า เลย) {23:16} จงถือเทศกาลเลี้ยงฉลองการเก็บเกี่ยว ถวาย พืชผลแรกที่เกิดจากแรงงานของเจ้า ซึ่งเจ้าได้หว่านพืชลงใน นา เจ้า จงถือ เทศกาลเลี้ยงฉลองการเก็บ พืชผลปลายปี เมื่อ เจ้าเก็บพืชผลจากทุ่งนาอันเป็นผลงานของเจ้า {23:17} ให้ ผู้ชาย ทั้งปวง เข้าเฝ้า องค์ พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้า ปี ละ สาม ครั้ง {23:18} อย่า ถวายเลือดจากเครื่องบูชาของเรา พร้อมกับ ขนมปัง มี เชื้อ หรือ ปล่อย ให้ มี ไขมัน ใน เครื่องบูชา ของ เรา เหลืออยู่จนถึงรุ่งเช้า {23:19} พืชผลอันดีเลิศซึ่งได้เก็บครั้ง แรกจากไร่นาของเจ้า นั้น จงนำมาถวายในพระนิเวศพระเย โฮวาห์พระเจ้าของเจ้า อย่าต้มเนื้อลูกแพะด้วยน้ำนมของแม่ มันเลย {23:20} ดูเถิด เราใช้ทูตสวรรค์องค์หนึ่งเดินนำหน้าพวก เจ้า เพื่อ คอยระวังรักษาพวกเจ้า ตามทาง นำไปถึง ที่ ซึ่ง เราได้ บทที่ 2.

65 เดียวกัน ว่า "พระวจนะทั้งหมดซึ่ง พระเยโฮวาห์ ตรัส ไว้ นั้น พวกเราจะกระทำตาม" {24:4} โมเสสจึง จารึก พระวจนะ ของ พระ เย โฮ วาห์ ไว้ ทุก คำ แล้ว ตื่น ขึ้น แต่เช้า จัดแจง สร้าง แท่น บูชา ขึ้น ที่ เชิง ภูเขา ปัก เสา หิน ขึ้น สิบ สอง ก้อน ตาม จำนวน ตระกูล ทั้ง สิบ สอง ของ อิสราเอล {24:5} ท่าน ใช้ ให้ หนุ่มๆชนชาติ อิสราเอลถวายเครื่องเผาบูชาและถวายวัว เป็น เครื่อง สันติ บูชา แด่ พระ เยโฮ วาห์ {24:6} โมเสส เก็บ เลือดวัว ครึ่งหนึ่ง ไว้ ในชาม อีก ครึ่งหนึ่ง ประพรมที่ แท่น บูชา นั้น {24:7} ท่านถือ หนังสือ พัน ธสัญญาอ่านให้ ประชาชน ฟัง พวกเขากล่าวว่า "บรรดาสิ่ง ที่ พระเยโฮวาห์ ตรัส ไว้ นั้น พวกเราจะกระทำตาม และเราจะเชื่อฟัง" {24:8} โมเสสก็ เอาเลือดพรมประชาชนและกล่าวว่า "ดูเถิด นี่เป็นเลือดแห่ง พัน ธสัญญา ซึ่ง พระเยโฮวาห์ กระทำกับ เจ้า ตามพระวจนะ ทั้งหมดนี้" {24:9} ครั้งนั้น โมเสสกับ อาโรน นาดับ และอาบีฮู และ พวกผู้ใหญ่ เจ็ดสิบ คนของอิสราเอลขึ้น ไปอีก {24:10} เขา ทั้งหลายได้เห็นพระเจ้าแห่งอิสราเอล และพื้นที่รองพระบาท เป็น ดุจ พลอยไพทูรย์ สุกใสเหมือนท้องฟ้า ทีเดียว {24:11} พระองค์ มิได้ ลงโทษ บรรดา หัวหน้า ชนชาติ อิสราเอล เขา ทั้งหลายได้ เห็น พระเจ้า และได้ กิน และดื่ม {24:12} พระเย โฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "ขึ้น มาหาเราบนภูเขาแล้ว คอยอยู่ ที่นั่น เรา จะ ให้ แผ่น ศิลา อัน มี ราชบัญญัติ และ ข้อบัญญัติ ซึ่ง เราจารึก ไว้ เพื่อ เก็บ ไว้ สอนเขา" {24:13} โมเสสจึง ลุก ขึ้นพร้อมกับโยชูวาผู้รับใช้ โมเสสขึ้นไปบนภูเขาของพระเจ้า {24:14} และกล่าวแก่ พวกผู้ใหญ่ เหล่านั้น ว่า "คอยเราอยู่ ที่นี่ จนกว่า เราจะกลับ มาหาพวกท่านอีก ดู เถิด อาโรนและ เฮอร์ อยู่ กับ พวกท่าน ใครมี เรื่องราวอะไรก็ จงมาหาท่านทั้ง สองนี้เถิด" {24:15} แล้วโมเสสขึ้นไปบนภูเขา เมฆก็คลุม ภูเขาไว้ {24:16} สง่าราศีของพระเยโฮวาห์มาอยู่บนภูเขาซี นาย เมฆนั้น ปกคลุม ภูเขาอยู่ หกวัน ครั้น วันที่ เจ็ด พระองค์ ทรงเรียกโมเสสจากหมู่ เมฆ {24:17} สง่า ราศี ของพระเย โฮวาห์ ปรากฏแก่ ตาชนชาติ อิสราเอลเหมือนเปลวไฟไหม้ อยู่ บนยอดภูเขา {24:18} โมเสสเข้า ไปในหมู่ เมฆนั้น และขึ้น ไปบนภูเขา โมเสสอยู่บนภูเขานั้นสี่สิบวันสี่สิบคืน เจิม และปรุงเครื่องหอม {25:7} พลอยสีน้ำข้าวและพลอย สำหรับ ฝัง ในเอโฟดและทับทรวง {25:8} แล้ว ให้ เขาสร้าง สถานบริสุทธิ์ถวายแก่เรา เพื่อเราจะได้อยู่ท่ามกลางพวกเขา {25:9} แบบอย่างพลับพลาและเครื่องทั้งปวงของพลับพลา นั้น เจ้าจงทำตามที่เราแจ้งไว้แก่เจ้านี้ทุกประการ {25:10} ให้เขาทำหีบใบหนึ่งด้วยไม้กระถินเทศ ยาวสอง ศอกคืบ กว้างศอกคืบ และสูง ศอกคืบ {25:11} หีบ นั้น หุ้ม ด้วยทองคำบริสุทธิ์ ทั้ง ด้านในและด้านนอก แล้ว ทำกระ จังคาดรอบหีบนั้นด้วยทองคำ {25:12} ให้หล่อห่วงทองคำ สี่ ห่วงสำหรับ หีบ นั้น ติด ไว้ ที่ มุม ทั้ง สี่ ด้านนี้ สองห่วงและ ด้านนั้นสองห่วง {25:13} ให้ทำคานหามด้วยไม้กระถินเทศ หุ้มด้วยทองคำ {25:14} แล้วสอดคานหามเข้าที่ห่วงข้างหีบ สำหรับใช้ยกหามหีบนั้น {25:15} ไม้คานหามให้สอดไว้ใน ห่วงของหีบ อย่าถอดออกเลย {25:16} พระโอวาทที่เราจะ ให้แก่ เจ้า จงเก็บ ไว้ ในหีบ นั้น {25:17} แล้ว จงทำพระที่นั่ง กรุณาด้วยทองคำบริสุทธิ์ ยาวสองศอกคืบ กว้างศอกคืบ {25:18} จงทำเครู บทองคำสองรูป โดยใช้ ฝี ค้อนทำตั้ง ไว้ ที่ ปลายพระที่นั่งกรุณาทั้งสองข้าง {25:19} ทำเครูบไว้ที่ปลาย พระที่นั่ง กรุณาข้างละรูป ทำเครู บ นั้น และให้ ตอนปลายทั้ง สองข้างติด เป็น เนื้อเดียวกับ พระที่นั่ง กรุณา {25:20} ให้ เครู บ กางปีก ออกไว้ เบื้องบน ปกพระที่นั่ง กรุณาไว้ ด้วยปีก และให้ หัน หน้า เข้า หากัน ให้ เครู บ หัน หน้า มาตรงพระที่นั่ง กรุณา {25:21} แล้ว จงตั้ง พระที่นั่ง กรุณานั้น ไว้ บนหีบ จง บรรจุ พระโอวาทซึ่ง เราจะให้ ไว้ แก่ เจ้า ไว้ ในหีบ นั้น {25:22} ณ ที่ นั้น เราจะอยู่ ให้ เจ้าเข้า เฝ้า และจะสนทนากับ เจ้า จาก เหนือ พระที่นั่ง กรุณาระหว่างกลางเครู บ ทั้ง สองซึ่ง ตั้งอยู่ บน หีบ พระโอวาท เราจะสนทนากับ เจ้า ทุก เรื่องซึ่ง เราจะสั่ง เจ้า ให้ประกาศแก่ชนชาติอิสราเอล {25:23} แล้ว จงเอาไม้ กระถิน เทศมาทำโต๊ะ ตัว หนึ่ง ยาว สองศอก กว้างหนึ่งศอก และสูงศอกคืบ {25:24} เจ้าจงหุ้ม โต๊ะนั้นด้วยทองคำบริสุทธิ์ และทำกระจังทองคำรอบโต๊ะนั้น ด้วย {25:25} ประกับโต๊ะนั้นทำให้กว้างหนึ่งฝ่ามือโดยรอบ แล้ว ทำกระจัง ทองคำประกอบให้ รอบประกับ นั้น {25:26} จงทำห่วงทองคำสี่ห่วงติดไว้ที่มุมขาโต๊ะทั้งสี่ {25:27} ห่วง {25:1} ฝ่ายพระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า {25:2} "จง นั้น ให้ ติด ชิด กับ ประกับ เพื่อ เอาไว้ สอดคานหาม {25:28} สั่ง ชนชาติ อิสราเอลให้ นำของมาถวายแก่ เรา ของนั้น ให้ รับ เจ้า จง ทำ คานหาม ด้วย ไม้ กระถิน เทศ หุ้ม ด้วย ทองคำ ให้ มาจากทุกๆคนที่เต็มใจถวาย {25:3} ของถวายซึ่งเจ้าจะต้อง หามโต๊ะ ด้วยไม้ นี้ {25:29} เจ้า จงทำจานและช้อน คนโท รับ จากเขาคือ ทองคำ เงิน ทองเหลือง {25:4} ด้ายสี ฟ้า และอ่างน้ำ ที่ ใช้ สำหรับ ริน เครื่องดื่ม บูชา สิ่ง เหล่านี้ เจ้า จงทำ สี ม่วง สี แดงเข้ม ผ้าป่านเนื้อ ละเอียดและขนแพะ {25:5} ด้วยทองคำบริสุทธิ์ {25:30} และเจ้าจงวางขนมปังหน้าพระ หนังแกะตัวผู้ย้อมสีแดง หนังของแบดเจอร์ และไม้กระถิน พักตร์ไว้บนโต๊ะนั้นต่อหน้าเราเป็นนิตย์ เทศ {25:6} น้ำมันเติมประทีป เครื่องเทศปรุงน้ำมันสำหรับ {25:31} เจ้า จงทำคัน ประทีป อัน หนึ่ง ด้วยทองคำบริสุทธิ์ .

66 จงใช้ ฝี ค้อนทำคัน ประทีป ให้ ทั้ง ลำตัว กิ่ง ดอก ดอกตูม และ กลีบ ติด เป็นเนื้อเดียวกัน กับ คัน ประทีป นั้น {25:32} ให้ มี กิ่ง หก กิ่ง แยก ออก จาก ลำ คัน ประทีป นั้น ข้าง ละ สาม กิ่ง {25:33} กิ่ง หนึ่ง มีด อกเหมือนดอกอัลมันด์ สามดอก ทุกๆดอก ให้ มีด อก ตูม และ กลีบ อีก กิ่ง หนึ่ง ให้ มีด อก สาม ดอก เหมือน ดอก อัลมันด์ ทุกๆดอก ให้ มีด อก ตูม และ กลีบ ให้ เป็น ดังนี้ ทั้ง หกกิ่ง ซึ่ง ยื่น ออกจากลำคัน ประทีป {25:34} สำหรับลำคันประทีปนั้นให้มีดอกสี่ดอกเหมือนดอกอัลมันด์ ทั้ง ดอก ตูม และ กลีบ {25:35} ใต้ กิ่ง ทุกๆ คู่ ทั้ง หก กิ่ง ที่ ลำ คัน ประทีป นั้น ให้ มีด อก ตูม เป็นเนื้อเดียวกัน กับ คัน ประทีป {25:36} ดอกตูม และกิ่ง ทำให้ เป็นเนื้อเดียวกัน กับ บทที่ 2. อพยพ / EXODUS ศอกนั้น ให้ ห้อยลงมาข้างๆพลับพลาทั้ง ข้างนี้ และข้างโน้น สำหรับใช้กำบัง {26:14} เครื่องดาดเต็นท์ข้างบน เจ้าจงทำ ด้วยหนังแกะตัวผู้ ย้อมสีแดงชั้นหนึ่ง และคลุมด้วยหนังของ แบดเจอร์อีกชั้นหนึ่ง {26:15} ไม้ กรอบ สำหรับ ทำ ฝา พลับพลา นั้น ให้ ใช้ ไม้ กระถิน เทศตั้ง ตรงขึ้น {26:16} ไม้ กรอบนั้น ให้ ยาวแผ่น ละสิบศอก กว้างศอกคืบ {26:17} ให้มีเดือยกรอบละสอง เดือย เดือยกรอบหนึ่งมีไม้ประกับติดกับเดือยอีกกรอบหนึ่ง ไม้กรอบพลับพลาทั้งหมดให้ทำอย่างนี้ {26:18} เจ้าจงทำไม้ กรอบพลับพลาดังนี้ ด้านใต้ให้ทำยี่สิบแผ่น {26:19} จงทำ ฐานรองรับ ด้วยเงิน สี่ สิบ ฐานสำหรับ ไม้ กรอบยี่ สิบ แผ่น ใต้ คันประทีป ให้ทุกส่วนเป็นเนื้อเดียวกันด้วยทองคำบริสุทธิ์ที่ ไม้ กรอบแผ่น หนึ่ง ให้ มี ฐานรองรับ แผ่น ละสองฐาน สำหรับ ใช้ค้อนทำ {25:37} จงทำตะเกียงเจ็ดดวงสำหรับคันประทีป สวม เดือย สอง อัน {26:20} ด้าน ที่ สอง ของ พลับพลา ข้าง นั้น แล้ว จุด ตะเกียง ให้ ส่องแสง ตรง ไป หน้า คัน ประทีป ทิศเหนือ นั้น ให้ ใช้ ไม้ กรอบยี่ สิบ แผ่น {26:21} และทำ {25:38} ตะไกรตัด ไส้ ตะเกียง และถาดใส่ ตะไกรให้ ทำด้วย ฐานเงินรองรับสี่สิบฐาน ใต้กรอบให้ทำฐานแผ่นละสองฐาน ทองคำบริสุทธิ์ {25:39} คันประทีปกับเครื่องใช้ทุกอย่างให้ {26:22} ส่วนด้านหลัง ทิศตะวันตกของพลับพลา ให้ ทำไม้ ทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ หนึ่ง ตะลันต์ {25:40} จงระวัง ทำสิ่ง กรอบ หก แผ่น {26:23} และ ทำ อีก สอง แผ่น สำหรับ มุม พลับพลาด้านหลัง {26:24} ไม้กรอบนั้นข้างล่างให้แยกกัน เหล่านี้ตามแบบอย่างที่เราแจ้งแก่เจ้าบนภูเขา" แต่ ตอนบนยอดให้ ติด กัน ที่ ห่วงแรกทั้ง สองแห่ง ให้ กระทำ {26:1} "นอกจากนั้น เจ้า จง ทำ พลับพลา ด้วย ม่าน สิบ ดังนี้ก็จะทำให้เกิดมุมสองมุม {26:25} คือรวมเป็นไม้กรอบ ผืน ทำด้วยผ้าป่านเนื้อ ละเอียด และผ้า ทอด้วยด้ายย้อมสี แปดแผ่น ด้วยกัน และฐานเงิน สิบ หกอัน ใต้ กรอบไม้ ให้ มี ฟ้า สี ม่วง สี แดงเข้ม กับ ให้ มี ภาพเครู บ ฝีมือ ช่างออกแบบ ฐานรองรับแผ่นละสองฐาน ไว้ {26:2} ม่านผืน หนึ่ง ให้ ยาวยี่ สิบ แปดศอก กว้างสี่ ศอก {26:26} เจ้าจงทำกลอนด้วยไม้กระถินเทศห้าอัน สำหรับ ม่านทุก ผืน ให้ เท่า กัน {26:3} ม่านห้า ผืน ให้ เกี่ยวติด กัน ไม้ กรอบฝาพลับพลาด้านหนึ่ง {26:27} และกลอนอีก ห้า และ อีก ห้า ผืน นั้น ก็ ให้ เกี่ยว ติด กัน ด้วย {26:4} จง ทำ หู อัน สำหรับ ขัด ไม้ กรอบฝาพลับพลาอีก ด้านหนึ่ง และกลอน ม่านด้วยด้ายสี ฟ้า ติด ไว้ ตามขอบม่านด้านนอกสุด ชุด ที่ หนึ่ง อีก ห้า อัน สำหรับ ขัด ไม้ กรอบฝาพลับพลาด้านหลัง คือ ด้าน และตามขอบม่านด้านนอกสุด ชุด ที่ สอง จงติด หู ไว้ เหมือน ตะวันตก {26:28} กลอนตัวกลางคือ อยู่ ตอนกลางของไม้ กัน {26:5} ม่านผืน หนึ่ง ให้ ทำหู ห้า สิบ หู และตามขอบ กรอบสำหรับ ขัด ฝาร้อยให้ ติด กัน {26:29} จงหุ้ม ไม้ กรอบ ม่านชุด ที่ สอง ให้ ทำหู ห้า สิบ หู ให้ ตรงกัน {26:6} จงทำ เหล่านั้นด้วยทองคำ และทำห่วงไม้กรอบด้วยทองคำสำหรับ ขอทองคำห้าสิบขอสำหรับใช้เกี่ยวม่าน เพื่อให้เป็นพลับพลา ร้อย กลอน และ กลอน นั้น ให้ หุ้ม ด้วย ทองคำ {26:30} เดียวกัน {26:7} จงทำม่านด้วยขนแพะ สำหรับ เป็น เต็นท์ พลับพลานั้น เจ้าจงจัดตั้งไว้ตามแบบอย่างที่เราได้แจ้งแก่เจ้า คลุม พลับพลาชั้นนอกอีก สิบ เอ็ด ผืน {26:8} ม่านผืน หนึ่ง แล้วที่บนภูเขา ให้ ทำยาวสามสิบ ศอก กว้างสี่ ศอก ทั้ง สิบ เอ็ด ผืน ให้ เท่า {26:31} จงทำม่านผืน หนึ่ง ทอด้วยด้ายสี ฟ้า สี ม่วง สี กัน {26:9} ม่านห้า ผืน ให้ เกี่ยวติด กัน ต่างหากและม่านอีก หกผืน ให้ เกี่ยวติด กัน ต่างหากเช่นกัน และม่านผืน ที่ หกนั้น แดงเข้ม และด้วยผ้าป่านเนื้อ ละเอียด ให้ มี ภาพเครู บ ฝีมือ จงให้ ห้อยซ้อนลงมาข้างหน้า พลับพลา {26:10} ทำหู ห้า ช่างออกแบบไว้ {26:32} ม่านนั้นให้แขวนไว้ด้วยขอทองคำ สิบ หู ติด กับ ขอบม่านด้านนอกสุด ชุด ที่ หนึ่ง และหู ห้า สิบ หู ที่ เสาไม้ กระถิน เทศสี่ เสาที่ หุ้ม ด้วยทองคำ และซึ่ง ตั้งอยู่ บน ติด กับ ขอบม่านด้านนอกสุด ชุด ที่ สอง {26:11} แล้ว ทำขอ ฐานเงินสี่อัน {26:33} ม่านนั้นให้เขาแขวนไว้กับขอสำหรับ ทองเหลืองห้า สิบ ขอ เกี่ยวขอเข้าที่ หู เกี่ยวให้ ติด เป็น เต็นท์ เกี่ยวม่าน แล้ว เอาหีบ พระโอวาทเข้า มาไว้ ข้างในภายในม่าน หลังเดียวกัน {26:12} ม่านเต็นท์ส่วนที่เกินอยู่ คือชายม่าน และ ม่าน นั้น จะ เป็น ที่ แบ่ง พลับพลา ระหว่าง ที่ บริสุทธิ์ กับ ที่ ครึ่งหนึ่ง ที่ เหลือ อยู่ นั้น จงให้ ห้อยลงมาด้านหลัง พลับพลา บริสุทธิ์ ที่สุด {26:34} พระที่นั่ง กรุณานั้น ให้ ตั้ง ไว้ บนหีบ {26:13} ส่วนม่านคลุม พลับพลา ซึ่งยาวเกินไปข้างละหนึ่ง พระโอวาทในที่ บริสุทธิ์ ที่สุด {26:35} จงตั้งโต๊ะ ไว้ ข้างนอก .

67 ม่าน และจงตั้ง คัน ประทีป ไว้ ด้านใต้ ในพลับพลาตรงข้ามกับ โต๊ะ เจ้าจงตั้งโต๊ะไว้ทางด้านเหนือ {26:36} เจ้าจงทำบังตาที่ประตูเต็นท์นั้นด้วยด้ายสีฟ้า สี ม่วง สี แดงเข้ม และด้วยผ้าป่านเนื้อ ละเอียดประกอบด้วย ฝีมือ ช่างด้ายสี {26:37} จงทำเสาห้า ต้น ด้วยไม้ กระถิน เทศ สำหรับติดบังตาที่ประตูแล้วหุ้มเสานั้นด้วยทองคำ ขอแขวน เสาจงทำด้วยทองคำ แล้วหล่อฐานทองเหลืองห้าฐานสำหรับ รองรับเสานั้น" {27:1} "เจ้า จงทำแท่น บูชาด้วยไม้ กระถิน เทศให้ ยาวห้า ศอก กว้างห้าศอก ให้เป็นแท่นสี่เหลี่ยมจัตุรัส สูงสามศอก {27:2} จงทำเชิง งอนติด ไว้ ทั้ง สี่ มุม ของแท่น ให้ เป็น ชิ้น เดียวกัน กับ แท่น และจงหุ้ม แท่น ด้วยทองเหลือง {27:3} เจ้า จงทำหม้อ สำหรับ ใส่ ขี้เถ้า พลั่ว ชาม ขอเกี่ยวเนื้อ และ ถาดรองไฟ คือ เครื่องใช้ สำหรับ แท่น ทั้งหมด เจ้า จงทำด้วย ทองเหลือง {27:4} แล้ว เอา ทองเหลือง ทำ ตาข่าย ประดับ แท่น นั้น กับ ทำ ห่วง ทองเหลือง ติด ที่ มุม ทั้ง สี่ ของ ตาข่าย {27:5} ตาข่ายนั้น ให้ อยู่ ใต้ กระจัง ของแท่น และให้ ห้อยอยู่ ตั้งแต่กลางแท่นลงมา {27:6} ไม้คานหามแท่นให้ทำด้วยไม้ กระถิน เทศและหุ้ม ด้วยทองเหลือง {27:7} ไม้คานนั้น ให้ สอดไว้ ในห่วง ในเวลาหามไม้คานจะอยู่ ข้างแท่น ข้างละอัน {27:8} แท่น นั้น ทำด้วยไม้กระดาน แต่ ข้างในแท่น กลวง ตามแบบที่แจ้งแก่เจ้าแล้วที่ภูเขา จงให้เขาทำอย่างนั้น {27:9} เจ้าจงสร้างลานพลับพลา ให้รั้วด้านใต้มีผ้าบังลาน นั้น ทำด้วยผ้าป่านเนื้อ ละเอียดยาวหนึ่ง ร้อยศอก {27:10} ให้ มี เสายี่ สิบ ต้น กับ ฐานทองเหลืองรองรับ เสายี่ สิบ ฐาน ขอ ติด เสาและราวยึด เสานั้น ให้ ทำด้วยเงิน {27:11} ทำนอง เดียวกัน ด้านทิศเหนือ ให้ มี ผ้า บัง ยาวร้อยศอก เหมือนกัน กับเสายี่สิบต้น และฐานทองเหลืองยี่สิบฐาน ขอติดเสาและ ราวยึด เสานั้น ให้ ทำด้วยเงิน {27:12} ตามส่วนกว้างของ ลานด้านตะวันตก ให้ มี ผ้า บัง ยาวห้า สิบ ศอก กับ เสาสิบ ต้น และฐานรองรับเสาสิบฐาน {27:13} ส่วนกว้างของลานด้าน ตะวันออก ให้ ยาวห้า สิบ ศอก {27:14} ผ้า บัง ด้านริม ประตู ข้างหนึ่งให้ยาวสิบห้าศอก มีเสาสามต้น และฐานรองรับเสา สามฐาน {27:15} อีก ข้างหนึ่ง ให้ มี ผ้า บัง ยาวสิบ ห้า ศอก มี เสาสามต้น และฐานรองรับ เสาสามฐาน {27:16} ให้ มี ผ้า บังตาที่ ประตู ลานยาวยี่ สิบ ศอก ผ้า สี ฟ้า สี ม่วง สี แดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อละเอียด ประกอบด้วยฝีมือของช่างด้ายสี กับ เสาสี่ต้นและฐานรองรับเสาสี่ฐาน นั้น จะเป็น ร้อยศอก ด้านกว้างห้า สิบ ศอก สูง ห้า ศอก กั้น ด้วย ผ้าป่าน เนื้อ ละเอียด และ มี ฐาน ทองเหลือง {27:19} เครื่องใช้สอย ทั้งปวง ของ พลับพลา พร้อมทั้ง หลัก หมุด ของ พลับพลา กับ หลัก หมุด สำหรับ รั้ว ที่ กั้น ลานทั้งหมด ให้ ทำ ด้วยทองเหลือง {27:20} เจ้า จงสั่ง ชนชาติ อิสราเอลให้ นำน้ำมัน มะกอก เทศ บริสุทธิ์ ที่ คั้น ไว้ นั้น มา สำหรับ เติม ประทีป เพื่อ จะ ให้ ประทีป นั้น ส่องสว่างอยู่ เสมอ {27:21} ในพลับพลาแห่ง ชุมนุม ข้างนอกม่านซึ่ง อยู่ หน้า หีบ พระโอวาท ให้ อาโรนและ บุตรชายของอาโรน ดูแลประทีปนั้นอยู่เฉพาะพระพักตร์พระ เยโฮวาห์ ตั้งแต่ เวลาพลบค่ำ จนถึง รุ่งเช้า ให้ เป็น กฎเกณฑ์ เนืองนิตย์ที่ชนชาติอิสราเอลต้องปฏิบัติตามชั่วอายุของเขา" {28:1} "จงนำอาโรนพี่ชายของเจ้า กับ บุตรชายของเขา แยกออกมาจากหมู่ชนชาติอิสราเอลให้มาอยู่ใกล้เจ้า เพื่อจะ ให้ปรนนิบัติเราในตำแหน่งปุโรหิต คือทั้งอาโรนกับบุตรชาย ของอาโรน คือนาดับ อาบีฮู เอเลอาซาร์ กับอิธามาร์ {28:2} แล้ว ให้ ทำ เครื่องยศ บริสุทธิ์ สำหรับ อา โร น พี่ชาย ของ เจ้า ให้ สม เกียรติ และ งดงาม {28:3} ให้ กล่าว แก่ คน ทั้งปวง ผู้ เฉลียวฉลาดซึ่ง เราได้ บันดาลให้ เขามี จิตใจอัน ประกอบด้วย สติปัญญานั้น ให้ เขาทำเครื่องยศสำหรับ สถาปนาอาโรนให้ ปรนนิบัติเราในตำแหน่งปุโรหิต {28:4} ให้ เขา ทำ เครื่องยศ ดังต่อไปนี้ คือ ทับทรวง เสื้อ เอโฟด เสื้อคลุม เสื้อปัก ผ้ามาลาและรัดประคด และให้เขา ทำเครื่องยศบริสุทธิ์สำหรับอาโรนพี่ชายของเจ้าและบุตรชาย ของเขา เพื่อ จะให้ ปรนนิบัติ เราในตำแหน่ง ปุโรหิต {28:5} ให้ เขาเหล่านั้น รับ เอาทองคำ ด้ายสี ฟ้า สี ม่วง สี แดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อละเอียด {28:6} ให้เขาทำเอโฟดด้วยทองคำ ด้วยด้ายสี ฟ้า สี ม่วง สี แดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อ ละเอียด ตัด ด้วย ฝีมือ ช่าง ออกแบบ {28:7} แถบ ที่ ผูก บ่า ของ เอโฟด นั้น ให้ ติด กับ ริม ตอน บน ทั้ง สอง ชิ้น เพื่อ จะ ติด เป็นอัน เดียวกัน {28:8} รัดประคดทออย่างประณีต สำหรับคาดทับ เอโฟด ให้ ทำด้วยฝีมือ อย่างเดียวกัน และใช้ วัตถุ อย่างเดียว กับเอโฟด คือทำด้วยทองคำ ด้ายสีฟ้า สีม่วง สีแดงเข้ม และ ผ้าป่านเนื้อ ละเอียด {28:9} แล้ว ให้ ใช้ พลอยสีน้ำ ข้าวสอง แผ่น สำหรับจารึกชื่อบุตรของอิสราเอลไว้ {28:10} ที่พลอย แผ่น หนึ่ง ให้ จารึก ชื่อ หกชื่อ และแผ่น ที่ สองก็ ให้ จารึก ชื่อ ไว้ อีก หกชื่อ ที่ เหลือ อยู่ ตามกำเนิด {28:11} ให้ ช่างแกะจารึก ชื่อ เหล่า บุตรอิสราเอลไว้ ที่ พลอยทั้ง สองแผ่น นั้น เช่น อย่าง {27:17} เสาล้อมรอบลานทั้งหมด ให้ มี ราวสำหรับ ยึด แกะตราแล้ว ฝัง ไว้ บนกระเปาะทองคำซึ่ง มี ลวดลายละเอียด เสา ให้ ติดต่อ กัน ทำ ด้วย เงิน และ ให้ ทำ ขอ ด้วย เงิน ฐาน {28:12} พลอย ทั้ง สอง แผ่น นั้น ให้ ติด ไว้ กับ เอโฟด บน บ่า รองรับเสานั้นทำด้วยทองเหลือง {27:18} ด้านยาวของลาน ทั้ง สอง ข้าง พลอย นั้น จะ เป็น ที่ ระลึก ถึง บรรดา บุตร แห่ง .

68 บทที่ 2. อพยพ / EXODUS อิสราเอล และอาโรนจะแบกชื่อเขาทั้งหลายไว้บนบ่าทั้งสอง {28:33} ที่ชายล่างของเสื้อคลุมให้ปักรูปทับทิม ใช้ด้ายสีฟ้า เฉพาะพระพักตร์ พระเยโฮวาห์ เป็น ที่ ระลึก {28:13} เจ้า จง สี ม่วง สี แดงเข้ม รอบชายเสื้อ และติด ลูก พรวนทองคำสลับ ทำกระเปาะทองคำมีลวดลายละเอียด {28:14} กับทำสร้อย กับผลทับทิม {28:34} ลูกพรวนทองคำลูกหนึ่ง ผลทับทิม สองสายด้วยทองคำบริสุทธิ์ เป็นสร้อยถักเกลียวแล้วติดไว้ที่ ผลหนึ่ง ลูก พรวนทองคำอีก ลูก หนึ่ง ผลทับทิม อีก ผลหนึ่ง รอบชายล่างของเสื้อคลุม {28:35} อาโรนจะสวมเสื้อตัวนั้น กระเปาะนั้น เมื่อทำงานปรนนิบัติ และจะได้ยินเสียงลูกพรวนเมื่อเข้าเฝ้า {28:15} จงทำทับทรวงแห่ง การพิพากษา ด้วยฝีมือ ช่าง ออกแบบฝีมือ เหมือนทำเอโฟดคือ ทำด้วยทองคำ ด้ายสี ฟ้า พระเยโฮวาห์ ในที่ บริสุทธิ์ และเมื่อ เดิน ออกมา ด้วยเกรงว่า สี ม่วง สี แดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อ ละเอียด {28:16} ให้ ทำ เขาจะต้องตาย {28:36} เจ้าจงทำแผ่นทองคำบริสุทธิ์จารึกคำว่า ‘บริสุทธิ์ ทับทรวง เป็น รูป สี่เหลี่ยมจัตุรัส พับ ทบ กลาง ยาว คืบ หนึ่ง กว้าง คืบ หนึ่ง {28:17} จง ฝัง พลอย สี่ แถว บน ทับทรวง แด่ พระเยโฮวาห์’ ไว้ เหมือนอย่างแกะตรา {28:37} และ นั้น แถว ที่ หนึ่ง ฝัง ทับทิม บุษราคัม และ พลอย สี แดง เข้ม เจ้า จง เอา ด้าย ถัก สี ฟ้า ผูก แผ่น ทองคำ นั้น ไว้ บน มาลา ให้ {28:18} แถวที่ สองฝัง มรกต ไพทูรย์ และเพชร {28:19} อยู่ ที่ ข้างมาลาด้านหน้า {28:38} แผ่น ทองคำนั้น จะอยู่ ที่ แถวที่ สามฝัง นิล โมรา และพลอยสี ม่วง {28:20} แถว หน้าผาก ของ อา โร น และ อา โร น จะ รับ ความ ชั่วช้า อัน เกิด ที่ สี่ ฝัง พลอยเขียว พลอยสีน้ำ ข้าวและหยก พลอยทั้งหมด แก่ ชนชาติ อิสราเอลเนื่องจากของถวายอัน บริสุทธิ์ ซึ่ง นำมา นี้ ให้ ฝัง ใน ลวดลาย อัน ละเอียด ที่ ทำ ด้วย ทองคำ {28:21} พลอยเหล่านั้นให้มีชื่อเหล่าบุตรอิสราเอลสิบสองชื่อจารึกไว้ เหมือนแกะตรา จะมีชื่อตระกูลทุกตระกูลตามลำดับสิบสอง ตระกูล {28:22} และเจ้า จงทำสร้อยถัก เกลียวด้วยทองคำ ชำระให้เป็นของถวายอันบริสุทธิ์ และแผ่นทองคำนั้นให้อยู่ ที่ หน้าผาก ของ อา โร น เสมอ เพื่อ สิ่งของ เหล่านั้น จะ เป็น ที่ โปรดปรานต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ {28:39} จง ทอ เสื้อ ให้ เป็น ลวดลาย ด้วย ป่าน เนื้อ บริสุทธิ์ สำหรับ ทับทรวง {28:23} และเจ้า จงทำห่วงทองคำ ละเอียด ส่วน ผ้า มาลา นั้น จง ทำ ด้วย ผ้าป่าน เนื้อ ละเอียด สองห่วงติด ไว้ ที่ มุม บนทั้ง สองของทับทรวง {28:24} ส่วน และ ทำ รัดประคด ด้วย ฝีมือ ช่าง ด้าย สี {28:40} จง ทำ เสื้อ สร้อยที่ ทำด้วยทองคำนั้น ให้ เกี่ยวด้วยห่วงที่ มุม ทับทรวง รัดประคดและมาลาสำหรับ บุตรชายทั้งหลายของอาโรนให้ {28:25} และปลายสร้อยอีก สองข้าง ให้ ติด กับ กระเปาะที่ สม เกียรติ และ งดงาม {28:41} จง แต่ง อา โร น พี่ชาย ของ มี ลวดลายละเอียดทั้ง สอง ให้ ติด ไว้ ข้างหน้า ที่ แถบยึด เอโฟด เจ้า และบุตรชายทั้งหลายของเขาด้วยเครื่องยศ แล้ว เจิม และ ทั้งสองข้างบนบ่า {28:26} จงทำห่วงทองคำสองอันติดไว้ที่ สถาปนาและชำระเขาให้ บริสุทธิ์ เพื่อ จะให้ ปรนนิบัติ เราใน มุม ล่างทั้ง สองข้างของทับทรวงข้างในที่ ติด เอโฟด {28:27} ตำแหน่งปุโรหิต {28:42} จงเย็บกางเกงให้เขาเหล่านั้นด้วย จงทำห่วงสองอัน ด้วยทองคำใส่ ไว้ ริม เอโฟดเบื้องหน้า ใต้ ผ้าป่านเพื่อ จะปกปิด กายที่ เปลือยของเขา ให้ ยาวตั้งแต่ เอว แถบ ที่ ตะเข็บ เหนือ รัดประคด ซึ่ง ทอ ด้วย ฝีมือ ประณีต ของ จนถึงต้นขา {28:43} ให้อาโรนกับบุตรชายทั้งหลายของเขา เอโฟด {28:28} ให้ ผูก ทับทรวงนั้น ติด กับ เอโฟดด้วย ใช้ สวมเมื่อเข้าไปในพลับพลาแห่งชุมนุม และเมื่อเข้าใกล้แท่น ด้าย ถัก สี ฟ้า ร้อย ผูก ที่ ห่วง ให้ ทับทรวง ทับ รัดประคด ที่ ทำ จะปรนนิบัติ ณ ที่บริสุทธิ์ เกลือกว่าเขาจะก่อความชั่วช้าและ ด้วยฝีมือ ประณีต ของเอโฟด เพื่อ มิ ให้ ทับทรวงหลุด ไปจาก ถึงตาย เรื่องนี้ ให้ เป็น กฎเกณฑ์ เนืองนิตย์ ที่ เขาและเชื้อสาย เอโฟด {28:29} อาโรนจึง จะมี ชื่อ เหล่า บุตรอิสราเอลจารึก ของเขาที่มาภายหลังเขาจะต้องปฏิบัติตาม" ไว้ ที่ ทับทรวงแห่ง การพิพากษาติด ไว้ ที่ หัวใจของตน ให้ เป็น {29:1} "ต่อไปนี้ เป็น การซึ่ง เจ้า ควรกระทำเพื่อ ชำระตัว ที่ ระลึก ต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ เสมอ เมื่อ เขาเข้า ไปในที่ เขาทั้งหลายให้ บริสุทธิ์ เพื่อ เขาจะปรนนิบัติ เราในตำแหน่ง บริสุทธิ์ นั้น {28:30} จงใส่ อู ริม และทูม มิ ม ไว้ ในทับทรวง ปุโรหิต คือ จง เอา วัว หนุ่ม ตัว หนึ่ง และ แกะ ตัวผู้ สอง ตัว ซึ่ง แห่งการพิพากษา และของสองสิ่งนี้จะอยู่ที่หัวใจของอาโรน ปราศจาก ตำหนิ {29:2} ขนมปัง ไร้ เชื้อ ขนม ไร้ เชื้อ คลุก เมื่อเข้าเฝ้าพระเยโฮวาห์ อาโรนจะรับภาระการพิพากษาเหล่า น้ำมัน และ ขนม แผ่น บาง ไร้ เชื้อ ทา น้ำมัน ขนม เหล่านี้ จง บุตรอิสราเอลไว้ที่หัวใจของตนเสมอเฉพาะพระพักตร์พระเย ทำ ด้วย ยอด แป้ง ข้าวสาลี {29:3} แล้ว จง ใส่ ขนมปัง ต่างๆ โฮวาห์ เหล่านั้น ไว้ ในกระบุง เดียวกัน จงนำมาในกระบุง พร้อมกับ {28:31} เจ้า จงทำเสื้อคลุม ให้ เข้า ชุด กับ เอโฟดด้วยผ้า สี วัว ตัวผู้ และลูก แกะตัวผู้ สองตัว {29:4} จงนำอาโรนและ ฟ้า ล้วน {28:32} ให้ ทำช่องคอกลางผืน เสื้อ แล้ว ขลิบ รอบ บุตรชายทั้งหลายของเขามาที่ประตูพลับพลาแห่งชุมนุม แล้ว คอ ด้วย ผ้า ทอ เช่นเดียวกับ คอเสื้อ ทหาร เพื่อ จะ มิ ให้ ขาด จงชำระตัว เขาทั้งหลายด้วยน้ำ {29:5} จงสวมเครื่องยศให้ .

69 อาโรน คือเสื้อในกับเสื้อเอโฟด กับเอโฟดและทับทรวง และ ก้อนหนึ่งและขนมปังคลุกน้ำมันแผ่นหนึ่ง และขนมปังบาง เอารัดประคดที่ทอด้วยฝีมือประณีต สำหรับใช้กับเอโฟดนั้น แผ่น หนึ่งจากกระบุงขนมปัง ไร้ เชื้อ ซึ่ง อยู่ต่อ พระพักตร์ พระ คาดเอวไว้ {29:6} จงสวมมาลาที่ ศีรษะของอาโรน และ เยโฮวาห์ {29:24} แล้ว จงวางสิ่ง เหล่านั้น ไว้ ในมือ ของอา จง สวม มงกุฎ บริสุทธิ์ ทับ มาลา {29:7} จง เอา น้ำมัน เจิม โรน และในมือ บุตรชายของเขา ให้ แกว่ง ไปแกว่ง มาเป็น เท ลง บน ศีรษะ ของ เขา และ เจิม ตั้ง เขา ไว้ {29:8} จง นำ เครื่องบูชาแกว่ง ถวายต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ {29:25} บุตรชายทั้งหลายของเขามาและสวมเสื้อ ให้ {29:9} แล้ว แล้วจงรับสิ่งเหล่านี้จากมือของเขานำไปเผาบนแท่นบูชาเป็น จงเอารัดประคดคาดเอวเขาไว้ ทั้ง ตัวอาโรนเองและบุตรชาย เครื่องเผาบูชา เป็นกลิ่นที่พอพระทัยต่อพระพักตร์พระเยโฮ ของเขา และคาดมาลาให้ เขา แล้ว เขาก็ จะรับ ตำแหน่ง เป็น วาห์ เป็นเครื่องบูชาด้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์ ปุโรหิต ตามกฎเกณฑ์ เนืองนิตย์ ดังนี้ แหละ เจ้า จงสถาปนา อาโรนและบุตรชายทั้งหลายของเขาไว้ {29:10} เจ้า จงนำวัว ตัวผู้ มาที่ หน้า พลับพลาแห่ง ชุมนุม ให้ อา โร น กับ บุตรชาย ของ เขา เอา มือ วาง ลง บน หัว วัว ตัวผู้ {29:11} แล้ว จงฆ่า วัว ตัวผู้ นั้น ต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ ที่ ประตู พลับพลาแห่ง ชุมนุม {29:12} จงเอานิ้วมือ จุ่ม เลือด วัว ตัวผู้ นั้น ทาไว้ ที่ เชิง งอนริม แท่น บ้าง ส่วนเลือดที่ เหลือ ทั้งหมด จง เท ไว้ ที่ เชิง แท่น บูชา {29:13} เจ้า จง เอา ไขมัน ทั้งหมดที่ หุ้ม เครื่องใน พังผืด ที่ ติด อยู่ กับ ตับ และไตทั้ง สอง กับ ไขมัน ที่ ติด ไตนั้น มาเผาบนแท่น {29:14} แต่ เนื้อ กับ หนัง และมูลของวัวตัวผู้นั้นจงเผาไฟเสียข้างนอกค่าย ทั้งนี้ เป็น เครื่องบูชาไถ่บาป {29:15} เจ้า จงนำแกะผู้ ตัว หนึ่ง มา ให้ อาโรนกับ บุตรชายเขาเอามือ ของตนวางบนหัว แกะตัวผู้ นั้น {29:16} แล้วจงฆ่าแกะตัวนั้นเสีย เอาเลือดพรมรอบๆ แท่น {29:17} จงชำแหละแกะตัว นั้น ออกเป็น ท่อนๆและ เครื่องในกับขาจงล้างน้ำวางไว้กับเนื้อและหัว {29:18} แล้ว จงเผาแกะตัวนั้นทั้งตัวบนแท่นบูชา เป็นเครื่องเผาบูชาถวาย แด่ พระเยโฮวาห์ เป็น กลิ่น พอพระทัย เป็น เครื่องบูชาด้วย ไฟถวายแด่ พระเยโฮวาห์ {29:19} เจ้า จงนำแกะตัวผู้ อีก ตัว หนึ่ง มา แล้ว ให้ อาโรนกับ บุตรชายเขาเอามือ ของตนวาง บน หัว แกะ ผู้ ตัว นั้น {29:20} แล้ว ท่าน จง ฆ่า แกะ ตัว นั้น เสีย เอาเลือดส่วนหนึ่ง เจิม ที่ ปลายใบหู ข้างขวาของอาโรน และที่ ปลายใบหู ข้างขวาของบุตรชายของเขาทุกคน และที่ หัวแม่มือ ข้างขวา และที่ หัวแม่เท้า ข้างขวาของเขาบ้าง แล้ว จง เอา เลือด ที่ เหลือ พรม รอบๆ แท่น บูชา {29:21} จง เอา เลือดส่วนหนึ่ง ที่อยู่ บนแท่น และน้ำมัน เจิม นั้น พรมอาโรน และเครื่องยศของเขา จงพรมบุตรชายทั้งหลายของเขา และ เครื่องยศ ของ บุตรชาย เหล่านั้น ด้วย อา โร น และ เครื่องยศ {29:26} จง เอา เนื้อที่ อก แกะ ตัวผู้ ซึ่ง เป็น แกะ สถาปนา อาโรน แล้ว ให้ แกว่ง ไปแกว่ง มาเป็น เครื่องบูชาแกว่ง ถวาย ต่อ พระ พักตร์ พระ เย โฮ วาห์ และ นั่น จะ เป็น ส่วน ของ เจ้า {29:27} และ จง เอา เนื้อที่ อก แกะ ตัวผู้ ซึ่ง เป็น เครื่องบูชา แกว่ง นั้น ไว้ และเนื้อ โคนขาอัน เป็น ส่วนยกให้แก่ ปุโรหิต ซึ่ง แกว่ง ไปแกว่ง มา และซึ่ง เป็น ของถวายจากแกะใช้ สำหรับ การ สถาปนา ด้วย เป็น ส่วน ของ อา โร น และ บุตรชาย เขา {29:28} นั่นแหละ เป็น ส่วน ซึ่ง อา โร น และ บุตรชาย เขา จะ ได้ รับ จากชนชาติ อิสราเอลเป็น กฎเกณฑ์ เนืองนิตย์ เพราะ เป็น ส่วนที่ ยกให้แก่ ปุโรหิต และชนชาติ อิสราเอลจะยกให้ จากเครื่องสันติ บูชา เป็น เครื่องบูชาของเขาถวายแด่ พระเย โฮวาห์ {29:29} เครื่องยศบริสุทธิ์ ของอาโรนจะเป็น ของ บุตรชายของเขาต่อๆไป ให้ เขาสวมเมื่อ เขารับ การเจิม และ ได้ รับ การสถาปนาไว้ ในตำแหน่ง {29:30} จงให้ บุตรชาย ซึ่งจะเป็นปุโรหิตแทนเขานั้นสวมเครื่องยศเหล่านั้นครบเจ็ด วัน ขณะที่ เขามายัง พลับพลาแห่ง ชุมนุม เพื่อ ปรนนิบัติ ในที่ บริสุทธิ์ {29:31} จงต้ม เนื้อ แกะตัวผู้ สำหรับ การสถาปนา ในที่ บริสุทธิ์ {29:32} แล้ว ให้ อาโรนกับ บุตรชายของเขา กิน เนื้อ แกะ ตัวผู้ นั้น และ ขนมปัง ซึ่ง อยู่ ใน กระบุง ที่ ประตู พลับพลาแห่ง ชุมนุม {29:33} ให้ เขากิน ของซึ่ง นำมาบูชา ลบมลทิน เพื่อ จะสถาปนาและชำระเขาเหล่านั้น ให้ บริสุทธิ์ แต่ คนภายนอกอย่า ให้ รับประทาน เพราะเป็น ของบริสุทธิ์ {29:34} และถ้าแม้เนื้อที่ใช้ในพิธีสถาปนา และขนมปังนั้น ยังเหลืออยู่จนรุ่งเช้าบ้าง ก็ให้เผาส่วนที่เหลือนั้นด้วยไฟเสีย อย่าให้รับประทานเพราะเป็นของบริสุทธิ์ {29:35} ดังนั้น แหละ เจ้า จงกระทำให้แก่ อาโรน และ บุตรชายเขาตามคำที่ เราได้ บัญชาเจ้า ไว้ จงทำพิธี สถาปนา เขาให้ ครบเจ็ด วัน {29:36} จงนำวัว ผู้ ตัว หนึ่ง มาถวายทุกๆ วัน เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป เพื่อทำการลบมลทินและจงชำระ แท่นบูชา ด้วยทำการลบมลทินของแท่นนั้น จงเจิมแท่นนั้น ของเขาจะบริสุทธิ์ รวมทั้ง บุตรชายของเขาและเครื่องยศของ เขาด้วย {29:22} เจ้า จงเอาไขมัน แกะตัวผู้ และหางที่ เป็น ไขมัน กับไขมันที่ติดเครื่องใน และพังผืดที่ติดอยู่กับตับ กับ ไตทั้ง สองและไขมัน ที่ ติด อยู่ กับ ไต กับ โคนขาข้างขวาด้วย เพื่อ จะชำระให้ บริสุทธิ์ {29:37} จงทำการลบมลทิน แท่น เพราะเป็นแกะใช้สำหรับการสถาปนา {29:23} กับขนมปัง นั้น ครบเจ็ด วัน และชำระแท่น นั้น ให้ บริสุทธิ์ แล้ว แท่น นั้น .

อพยพ / EXODUS เลย หรือ เผาเครื่องเผาบูชา หรือ เครื่องธัญ ญบูชา หรือ เท เครื่องดื่ม บูชาบนนั้น {30:10} ให้ อาโรนทำการบูชาไถ่บาป {29:38} ต่อไปนี้ เป็น สิ่ง ซึ่ง เจ้า ต้องถวายบนแท่น นั้น ทุก ที่ เชิง งอนปี ละหนด้วยเลือดของเครื่องบูชาไถ่บาปลบมลทิน วัน เสมอไป คือ ลูก แกะสองตัว อายุ หนึ่ง ขวบ {29:39} จง ให้เขาทำการลบมลทินแท่นนั้นปีละหนตลอดชั่วอายุของเจ้า นำลูกแกะตัวหนึ่งมาบูชาเวลาเช้า และนำลูกแกะอีกตัวหนึ่ง แท่นนั้นจะบริสุทธิ์ที่สุดแด่พระเยโฮวาห์" จะบริสุทธิ์ ที่สุด สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ ถูกต้องแท่น นั้น ก็ จะบริสุทธิ์ ด้วย มาบูชาเวลาเย็น {29:40} พร้อมกับลูกแกะตัวที่หนึ่งนั้น จง ถวายยอดแป้ง หนึ่ง ในสิบ เอฟาห์ คลุก กับ น้ำมัน ที่ คั้น ไว้ นั้น หนึ่ง ในสี่ ฮิน และน้ำ องุ่น หนึ่ง ในสี่ ฮิน คู่ กัน เป็น เครื่องดื่ม บูชา {29:41} จง ถวาย ลูก แกะ อีก ตัว หนึ่ง นั้น ใน เวลา เย็น ถวายธัญ ญบูชาและเครื่องดื่ม บูชาคู่ กัน ด้วย เหมือน อย่าง ใน เวลา เช้า ให้ เป็น กลิ่น พอ พระทัย เป็น เครื่องบูชา ด้วย ไฟ ถวาย แด่ พระ เย โฮ วาห์ {29:42} นี่ จะ เป็น เครื่อง เผา บูชา เนืองนิตย์ ตลอด ชั่ว อายุ ของ เจ้า ที่ ประตู พลับพลา แห่ง ชุมนุม เฉพาะพระพักตร์ พระเยโฮวาห์ ที่ ที่ เราจะพบเจ้า ทั้งหลายและสนทนากับ เจ้าที่ นั่น {29:43} ที่นั่น เราจะพบ กับ ชนชาติ อิสราเอล และ พลับพลา นั้น จะ รับ การ ชำระ ให้ บริสุทธิ์ ด้วยสง่า ราศี ของเรา {29:44} เราจะชำระพลับพลา {30:11} พระ เย โฮ วาห์ ตรัส กับ โมเสส ว่า {30:12} "เมื่อ เจ้า จะจดสำมะโนครัว ชนชาติ อิสราเอลจงให้ เขาต่างนำ ทรัพย์สิน มาถวายพระเยโฮวาห์ เป็น ค่าไถ่ ชีวิต เมื่อ เจ้า นับ จำนวน เขา เพื่อ จะ มิได้ เกิด ภัยพิบัติ ขึ้น ใน หมู่ พวกเขา เมื่อ เจ้า นับ เขา {30:13} ทุกคนที่ ขึ้นทะเบียนสำมะโนครัว จะ ต้อง ถวาย ของ อย่าง นี้ คือ เงิน ครึ่ง เช เข ล ตาม เช เข ล ของ สถานบริสุทธิ์ (เชเขลหนึ่ง มี ยี่ สิบ เก-ราห์) ครึ่ง เชเขลเป็น เงิน ถวายแด่ พระเยโฮวาห์ {30:14} ทุกๆคนที่ ขึ้นทะเบียน สำมะโนครัว อายุ ตั้งแต่ ยี่ สิบ ปี ขึ้น ไป ให้ นำเงิน มาถวายพระ เยโฮวาห์ {30:15} เมื่อเจ้าทั้งหลายนำเงินมาถวายพระเยโฮ วาห์ เพื่อ จะได้ ไถ่ ชีวิต ของเจ้า ทั้งหลายนั้น สำหรับ คนมั่งมี ก็ อย่า ถวายเกิน และสำหรับ คนจนก็ อย่า ถวายน้อยกว่า ครึ่ง เช แห่ง ชุมนุม และแท่น บูชาไว้ เป็น ที่ บริสุทธิ์ และเราจะชำระอา เขล {30:16} จงเก็บ เงิน ค่าไถ่ จากชนชาติ อิสราเอล และจง โรนและบุตรชายเขาให้ บริสุทธิ์ ด้วย เพื่อ เขาจะปรนนิบัติ เรา กำหนดเงินไว้ใช้จ่ายในพลับพลาแห่งชุมนุม เพื่อเป็นที่ระลึก ในตำแหน่งปุโรหิต {29:45} เราจะสถิตอยู่ท่ามกลางชนชาติ แก่ ชนชาติ อิสราเอลต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ สำหรับ การ อิสราเอล และจะเป็นพระเจ้าของเขา {29:46} เขาจะรู้ว่าเรา ไถ่ชีวิตของเจ้าทั้งหลาย" {30:17} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า {30:18} "เจ้า คือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา ผู้ได้นำเขาออกจากแผ่นดิน อียิปต์ เพื่อเราจะสถิตอยู่ท่ามกลางเขาทั้งหลาย เราคือพระเย จงทำขันทองเหลืองและพานรองขันทองเหลืองด้วย สำหรับ ล้างชำระ จงตั้ง ขัน นั้น ไว้ ระหว่างพลับพลาแห่ง ชุมนุม และ โฮวาห์พระเจ้าของเขา" {30:1} "เจ้า จงสร้างแท่น สำหรับ เผาเครื่องหอม จงทำ แท่น บูชา แล้ว จง ตัก น้ำ ใส่ ไว้ ใน ขัน นั้น {30:19} ให้ อา แท่นนั้นด้วยไม้กระถินเทศ {30:2} ให้ยาวศอกหนึ่ง กว้าง โรนและบุตรชายของเขาใช้ ล้างมือ และเท้า {30:20} เมื่อ ศอกหนึ่ง เป็น รูป สี่เหลี่ยมจัตุรัส และสูง สองศอก เชิง งอน เขาจะเข้า ไปในพลับพลาแห่ง ชุมนุม เขาจะต้องชำระด้วยน้ำ มุม แท่น นั้น ให้ เป็น ไม้ ท่อนเดียวกับ แท่น {30:3} และจง เพื่อ จะไม่ ตาย หรือ เมื่อ เขาเข้า มาใกล้ แท่น ทำการปรนนิบัติ เพื่อ ถวายเครื่องบูชาด้วยไฟแด่ พระเยโฮวาห์ {30:21} จง หุ้ม แท่น ด้วย ทองคำ บริสุทธิ์ ทั้ง ด้าน บน และ ด้าน ข้าง ทุก ให้ เขาล้างมือ และเท้า เพื่อ จะมิได้ ตาย และให้ เป็น กฎเกณฑ์ ด้าน และ เชิง งอน ด้วย และ จง ทำ กระ จัง ทองคำ ล้อมรอบ เนืองนิตย์ ประจำตัว เขา คือ อาโรนกับ เชื้อสายของเขาตลอด แท่น {30:4} จง ทำ ห่วง ทองคำ สอง ห่วง ติด ไว้ ใต้ กระ ชั่วอายุของเขา" จัง ด้าน ละ ห่วง ตรงกันข้าม ห่วง นั้น สำหรับ สอดใส่ ไม้คาน {30:22} ยิ่งกว่านั้น พระเยโฮวาห์ ยัง ตรัส กับ โมเสสว่า หาม {30:5} ไม้คานหามนั้น จงทำด้วยไม้ กระถิน เทศหุ้ม ด้วยทองคำ {30:6} จงตั้ง แท่น นั้น ไว้ ข้างนอกม่านซึ่ง อยู่ {30:23} "จงเอาเครื่องเทศพิเศษคือ มดยอบน้ำ ซึ่ง หนัก ใกล้ หีบ พระโอวาท ข้างหน้า พระที่นั่ง กรุณาซึ่ง อยู่ เหนือ หีบ ห้า ร้อย เช เข ล และ อบเชย หอม ครึ่ง จำนวน คือ สอง ร้อย ห้า พระโอวาท ที่ ที่ เราจะพบกับ เจ้า {30:7} จงให้ อาโรนเผา สิบ เชเขล และตะไคร้ สองร้อยห้า สิบ เชเขล {30:24} และ เครื่อง หอม บน แท่น นั้น ทุกเวลา เช้า เมื่อ เขา แต่ง ประทีป ก็ การบูร ห้า ร้อย เช เข ล ตาม เช เข ล ของ สถาน บริสุทธิ์ และ จง เผา เครื่อง หอม ด้วย {30:8} และ ใน เวลา เย็น เมื่อ อา โร น้ำมัน มะกอกเทศหนึ่ง ฮิน {30:25} เจ้า จงเอาสิ่ง เหล่านี้ มา น จุด ประทีป ให้ เผา เครื่อง หอม บน แท่น เป็น เครื่อง หอม ทำเป็น น้ำมัน เจิม อัน บริสุทธิ์ เป็น น้ำหอมปรุง ตามศิลปช่าง เนืองนิตย์ ต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ ตลอดชั่ว อายุ ของเจ้า ปรุง น้ำมัน นั้น จะเป็น น้ำมัน เจิม อัน บริสุทธิ์ {30:26} แล้ว {30:9} แต่ เครื่องหอมอย่างที่ ห้าม อย่า ได้ เผาบนแท่น นั้น จงเอาน้ำมัน เจิม พลับพลาแห่ง ชุมนุม และหีบ พระโอวาทด้วย .70 บทที่ 2.

71 {30:27} โต๊ะและเครื่องใช้ประจำโต๊ะ คันประทีปกับเครื่องใช้ เครื่องเผาบูชากับ เครื่องใช้ ประจำแท่น ขัน กับ พานรองขัน ประจำคัน ประทีป และแท่น เผาเครื่องหอม {30:28} แท่น นั้น {31:10} เสื้อ ยศเย็บ ด้วยฝีมือ ประณีต คือ เสื้อ ยศอัน เครื่องเผาบูชาและเครื่องใช้ ประจำแท่น ทั้ง ขัน และพานรอง บริสุทธิ์ ของอาโรนปุโรหิต และเสื้อ ยศของบุตรชายของเขา ขัน นั้น {30:29} จงชำระให้ บริสุทธิ์ เพื่อ จะได้ บริสุทธิ์ ที่สุด เพื่อจะได้สวมปฏิบัติในตำแหน่งปุโรหิต {31:11} และน้ำมัน และอะไรมาถูก สิ่ง เหล่านั้น ก็ บริสุทธิ์ ด้วย {30:30} อนึ่ง จง เจิมกับเครื่องหอมสำหรับที่บริสุทธิ์ ที่เราบัญชาเจ้านั้นให้เขา เจิม อาโรนและบุตรชายเขา และสถาปนาเขาไว้ ให้ ปรนนิบัติ กระทำตามทุกประการ" เรา ใน ตำแหน่ง ปุโรหิต {30:31} ท่าน จง กล่าว แก่ ชนชาติ {31:12} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า {31:13} "จง อิสราเอล ว่า ‘นี่แหละ เป็น น้ำมัน เจิม อัน บริสุทธิ์ สำหรับ สั่งชนชาติอิสราเอลว่า ‘เจ้าทั้งหลายจงรักษาวันสะบาโตของ เราตลอดชั่ว อายุ ของเจ้า {30:32} น้ำมัน นี้ อย่า ให้ เจิม คน เราไว้ เพราะนี่จะเป็นหมายสำคัญระหว่างเรากับเจ้าตลอดชั่ว สามัญ เลย และอย่า ผสมทำน้ำมัน อื่น เหมือนอย่างน้ำมัน นี้ อายุของเจ้า เพื่อเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือพระเยโฮวาห์ ผู้ได้กระทำ น้ำมันนี้เป็น น้ำมันบริสุทธิ์ เจ้าทั้งหลายจงถือไว้เป็นบริสุทธิ์ {30:33} ผู้ใด จะ ผสม น้ำมัน อย่าง นี้ หรือ ผู้ใด จะ ใช้ ชโลม คนต่างด้าว ผู้นั้นจะถูกตัดขาดจากชนชาติของเขา’" {30:34} พระ เย โฮ วาห์ ตรัส กับ โมเสส ว่า "จง เอา เครื่องเทศคือ ยางไม้ ชะมด และมหาหิงค์ ผสมกับ กำยาน บริสุทธิ์ ให้ เท่าๆกัน ทุกอย่าง {30:35} จงผสมเครื่องหอม เจ้า ให้ บริสุทธิ์ {31:14} เหตุ ฉะนี้ เจ้า ทั้งหลายจงรักษาวัน สะบาโตไว้ เพราะเป็นวันบริสุทธิ์สำหรับเจ้า ทุกคนที่กระทำ ให้วันนั้นเป็นมลทินจะต้องถูกประหารให้ตายเป็นแน่ เพราะ ผู้ใด ก็ตาม ทำ การงาน ใน วัน นั้น ผู้ นั้น ต้อง ถูก ตัดขาด จาก ท่ามกลางชนชาติ ของเขา {31:15} จงทำงานแต่ ในกำหนด หกวัน แต่ ในวันที่ เจ็ด เป็น วัน สะบาโต เป็น วันหยุด พัก สงบ เป็น วัน บริสุทธิ์ แด่ พระ เย โฮ วาห์ ผู้ใด ทำงาน ใน วัน สะบา โต นั้น ต้อง ถูก ลงโทษ ถึงตาย เป็นแน่ {31:16} เหตุ ฉะนี้ ศักดิ์สิทธิ์ {30:36} จงเอาส่วนหนึ่งมาตำให้ละเอียด และวาง ชนชาติ อิสราเอลจงรักษาวัน สะบาโตไว้ คือ ถือ วัน สะบาโต อีก ส่วนหนึ่ง ไว้หน้า หีบ พระโอวาทในพลับพลาแห่ง ชุมนุม ที่ ตลอด ชั่ว อายุ ของ เขา เป็น พัน ธ สัญญา เนืองนิตย์ {31:17} เรา จะ พบ กับ เจ้า เครื่อง หอม นั้น เจ้า จง ถือ ว่า บริสุทธิ์ ที่สุด เป็น หมายสำคัญ ระหว่างเรากับ ชนชาติ อิสราเอลว่า ในหก {30:37} เครื่องหอมที่ เจ้า กระทำตามส่วนที่ ผสมนั้น เจ้า วันพระเยโฮวาห์ ได้ ทรงสร้างฟ้า สวรรค์ และแผ่นดิน โลก แต่ อย่าทำใช้เอง ให้ถือว่านี่เป็นเครื่องหอมบริสุทธิ์แด่พระเยโฮ ในวันที่ เจ็ด พระองค์ ได้ ทรงงดการงานไว้ และได้ ทรงหย่อน วาห์ {30:38} ผู้ใดทำเครื่องเช่นนี้ไว้ใช้สูดดม ผู้นั้นต้องถูก พระทัย ในวัน นั้น’" {31:18} เมื่อ พระองค์ ตรัส แก่ โมเสส ตัดขาดจากชนชาติของเขา" บนภูเขาซีนายเสร็จแล้ว พระองค์ได้ประทานแผ่นพระโอวาท {31:1} พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า {31:2} "ดูซี เรา สองแผ่น เป็นแผ่นศิลาจารึกด้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระเจ้า ได้ ออกชื่อ เบซาเลล ผู้ เป็น บุตรชายอุ รี ผู้ เป็น บุตรชายเฮอร์ {32:1} เมื่อพลไพร่เห็นโมเสสล่าช้าอยู่ ไม่ลงมาจากภูเขา แห่ง ตระกูล ยูดาห์ {31:3} และได้ ให้ เขาประกอบด้วยพระ จึง ได้ พากัน มาหาอาโรน เรียนว่า "ลุก ขึ้น ขอท่านสร้าง วิญญาณของพระเจ้า คือ ให้ เขามี สติปัญญา ความเข้าใจและ พระให้แก่พวกข้าพเจ้า ซึ่งจะนำพวกข้าพเจ้าไป ด้วยว่าโมเสส ความรู้ ในวิชาการทุกอย่าง {31:4} จะได้ คิด ออกแบบอย่าง คนนี้ ที่ ได้ นำข้าพเจ้า ออกมาจากประเทศอียิปต์ เป็น อะไรไป ประณีตในการทำเครื่องทองคำ เงิน และทองเหลือง {31:5} เสียแล้ว ข้าพเจ้า ไม่ ทราบ" {32:2} ฝ่ายอาโรนได้ กล่าวแก่ เจียระไนพลอยต่างๆสำหรับ ฝัง ในกระเปาะและแกะสลัก ไม้ เขาว่า "จงปลดตุ้มหูทองคำออกจากหูภรรยา และหูบุตรชาย ได้ คือ ประกอบวิชาการทุกอย่าง {31:6} และดู เถิด เรา หญิง ของเจ้า ทั้งหลายแล้ว นำมาให้ เราเถิด" {32:3} พลไพร่ ได้ ตั้ง ผู้ช่วยอีก คนหนึ่ง ชื่อ โอโฮลี อับ บุตรชายอาหิสะมัค ทั้งปวงจึง ได้ ปลดตุ้มหู ทองคำจากหู ของตนมามอบให้ กับ อา แห่งตระกูลดาน และสำหรับคนทั้งปวงผู้เฉลียวฉลาดเราได้ โรน {32:4} เมื่อ อาโรนได้ รับ ทองคำจากมือ เขาแล้ว จึง ใช้ บันดาลให้ เขามี จิตใจอัน ประกอบด้วยสติปัญญา เพื่อ เขาจะ เครื่องมือสลักหล่อรูปเป็นวัวหนุ่ม แล้วเขาทั้งหลายประกาศ ได้ ทำสิ่ง สารพัด ซึ่ง เราได้ สั่ง เจ้า ไว้ นั้น {31:7} คือ พลับพลา ว่า "โอ อิสราเอล สิ่ง เหล่านี้ แหละเป็น พระของเจ้า ซึ่ง นำ แห่งชุมนุม หีบพระโอวาทและพระที่นั่งกรุณา ซึ่งอยู่บนหีบ เจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์" {32:5} เมื่ออาโรนได้ยินดังนั้น พระโอวาท และเครื่องใช้ ทุกอย่างสำหรับ พลับพลา {31:8} แล้ว จึง สร้างแท่น บูชาไว้ ตรงหน้า รูป วัว หนุ่ม นั้น แล้ว อาโร ปรุง ตามศิลปช่างปรุง เจือ ด้วยเกลือ ให้ เป็น ของบริสุทธิ์ และ โต๊ะ กับ เครื่องใช้ สำหรับ โต๊ะ คัน ประทีป บริสุทธิ์ กับ เครื่องใช้ นประกาศว่า "พรุ่งนี้ จะเป็น วัน เทศกาลเลี้ยงถวายพระเยโฮ สำหรับ คัน ประทีป และ แท่น เครื่อง หอม {31:9} แท่น วาห์" {32:6} ครั้น รุ่งขึ้น เขาตื่น ขึ้น แต่เช้า มืด ถวายเครื่อง .

อพยพ / EXODUS เผาบูชา และนำเครื่องสันติ บูชามา พลไพร่ ก็ นั่งลงกิน และ ดื่มแล้วก็ลุกขึ้นเล่นสนุกกัน โมเสสก็ เดือดพลุ่ง ขึ้น ท่านโยนแผ่น ศิลาทิ้ง ตกแตกเสีย ที่ เชิง ภูเขานั่นเอง {32:20} แล้ว ท่านเอารูป วัว หนุ่ม ที่ พลไพร่ {32:7} ฝ่ายพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า "เจ้าลงไปเถิด ทำไว้ นั้น เผาเสีย และบดเป็น ผงโรยลงในน้ำ และบังคับ ให้ ด้วยว่าชนชาติของเจ้าซึ่งเจ้าได้นำออกจากแผ่นดินอียิปต์นั้น ชนชาติอิสราเอลดื่มน้ำนั้น {32:21} โมเสสจึงถามอาโรนว่า ได้ทำความเสื่อมเสียมากแล้ว {32:8} เขาได้หันเหออกจาก "พลไพร่ นี้ กระทำอะไรแก่ ท่านเล่า ท่านจึง นำบาปอัน ใหญ่ นี้ ทางซึ่ง เราสั่ง เขาไว้ อย่างรวดเร็ว คือ หล่อ รูป วัว ขึ้น รูป หนึ่ง มาสู่ พวกเขา" {32:22} ฝ่ายอาโรนตอบว่า "อย่า ให้ ความ สำหรับ ตน และกราบไหว้ รูป นั้น และถวายสัตวบูชาแก่ รูป โกรธของเจ้านายของข้าพเจ้าเดือดพลุ่งขึ้นเลย ท่านก็รู้จักพล นั้นและกล่าวว่า ‘โอ อิสราเอล สิ่งเหล่านี้แหละเป็นพระของ ไพร่ พวกนี้ แล้ว ว่า เขาเอนเอียงไปในทางชั่ว {32:23} เขา เจ้า ซึ่ง นำเจ้า ออกจากแผ่นดิน อียิปต์’" {32:9} แล้ว พระเย มาร้องขอข้าพเจ้า ว่า ‘ขอจงทำพระให้ พวกข้าพเจ้า ซึ่ง จะนำ โฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "เราเห็น พลไพร่ นี้ แล้ว ดู เถิด เขา พวกข้าพเจ้า ไป ด้วยว่า โมเสสคนนี้ ที่ ได้ นำพวกข้าพเจ้า ออก เป็นชนชาติคอแข็ง {32:10} ฉะนั้นบัดนี้เจ้าจงปล่อยเราตาม จากแผ่นดิน อียิปต์ นั้น เกิด อะไรขึ้น กับ เขา ข้าพเจ้า ไม่ ทราบ’ ลำพัง เพื่อความพิโรธของเราจะเดือดพลุ่งขึ้นต่อเขาและเพื่อ {32:24} แล้ว ข้าพเจ้า ตอบแก่ เขาว่า ‘ผู้ใดมี ทองคำให้ ปลด เราจะผลาญทำลายเขาเสีย ส่วนเจ้า เราจะให้ เป็น ประชาชาติ ออกมา’ เขาก็ มอบทองคำให้แก่ ข้าพเจ้า และข้าพเจ้า จึง โยน ใหญ่" {32:11} ฝ่าย โมเสส ก็ วิงวอน กราบ ทูล พระ เย โฮ ลงไปในไฟแล้ว วัว นี้ ก็ ออกมา" {32:25} เมื่อ โมเสสเห็น วาห์ พระเจ้า ของท่านว่า "ข้า แต่ พระเยโฮวาห์ ไฉนพระองค์ ประชาชนแสดงออกถึง การเปลือยเปล่า เสียแล้ว (เพราะว่า จึง ทรงพระพิ โรธอย่างแรงกล้า ต่อ พลไพร่ ของพระองค์ ซึ่ง อาโรนปล่อยให้ เขาเปลือยเปล่า จนน่า ละอายท่ามกลางพวก พระองค์ ทรงนำออกมาจากแผ่นดิน อียิปต์ ด้วยฤทธานุ ภาพ ศัตรู) อัน ใหญ่ ยิ่ง และด้วยพระหัตถ์ อัน ทรงฤทธิ์ ของพระองค์ เล่า {32:12} เหตุไฉนจะให้ชนชาวอียิปต์กล่าวว่า ‘พระองค์ทรง นำเขาออกมาเพื่อ จะทรงทำร้ายเขา เพื่อ จะประหารชีวิต เขา ที่ ภูเขาและทำลายเขาเสีย จากพื้น แผ่นดิน โลก’ ขอพระองค์ ทรง หันกลับ เสีย จาก ความ พิ โร ธ อัน แรงกล้า ของ พระองค์ และทรงกลับพระทัยอย่าทำอันตรายแก่พลไพร่ของพระองค์ เอง {32:13} ขอพระองค์ ได้ ทรงระลึก ถึง อับ ราฮัม อิสอัค และอิสราเอลผู้ รับใช้ ของพระองค์ เป็น ผู้ ซึ่ง พระองค์ ได้ ทรง ปฏิญาณ ด้วย พระองค์ เอง แก่ เขา เหล่านั้น ไว้ ว่า ‘เรา จะ ให้ เชื้อสายของเจ้า ทวี ขึ้น ดุจ ดวงดาวในท้องฟ้า และแผ่นดิน นี้ ทั้งหมดซึ่ง เราสัญญาไว้ แล้ว เราจะยกให้แก่ เชื้อสายของเจ้า และเขาจะรับไว้เป็นมรดกตลอดไป’" {32:14} แล้วพระเยโฮ วาห์จึงทรงกลับพระทัย มิได้ทรงทำอันตรายอย่างที่พระองค์ ทรงดำริว่าจะกระทำแก่พลไพร่ของพระองค์ {32:26} แล้ว โมเสสยืน อยู่ ที่ ประตู ค่ายร้องว่า "ผู้ใดอยู่ ฝ่ายพระเยโฮวาห์ ให้ ผู้ นั้น มาหาเราเถิด" ฝ่ายลูกหลานของ เลวี ได้ มาหาโมเสสพร้อมกัน {32:27} โมเสสจึง กล่าวแก่ เขา ว่า "พระ เย โฮ วาห์ พระเจ้า ของ อิสราเอล ตรัส สั่ง ดังนี้ ว่า ‘จง เอา ดาบ สะพาย ทุกคน แล้ว จง ไป มา ตาม ประตู ต่างๆ ทั่ว ค่าย ทุกๆคนจงฆ่า พี่น้องและมิตรสหายและเพื่อนบ้านของ ตัวเอง’" {32:28} ฝ่ายลูกหลานของเลวี ก็ ทำตามโมเสสสั่ง และพลไพร่ ประมาณสามพัน คนตายลงในวัน นั้น {32:29} ด้วยโมเสสกล่าวไว้แล้วว่า "ในวันนี้ท่านทั้งหลายจงสถาปนา ตัวเองรับใช้ พระเยโฮวาห์ จงให้ ทุกคนสู้รบกับ บุตรชายและ พี่น้องของตน เพื่อวันนี้พระองค์จะได้อำนวยพระพรแก่ท่าน ทั้งหลาย" {32:30} ครั้น วันรุ่งขึ้น โมเสส จึง กล่าว แก่ พล ไพร่ ว่า "ท่านทั้งหลายทำบาปอัน ใหญ่ ยิ่ง แต่ บัดนี้ เราจะขึ้น ไปเฝ้า พระเยโฮวาห์ ชะรอยเราจะทำการลบมลทิน บาปของ {32:15} ฝ่ายโมเสสกลับ ลงมาจากภูเขาถือ แผ่น ศิลาพระ ท่านได้" {32:31} โมเสสจึง กลับ ไปเฝ้า พระเยโฮวาห์ ทูล ว่า โอวาท มา สอง แผ่น ซึ่ง จารึก ทั้ง สอง ด้าน จารึก ทั้ง ด้าน นี้ "โอ พระเจ้า ข้า พลไพร่ นี้ ทำบาปอัน ใหญ่ ยิ่ง เขาทำพระด้วย และด้านนั้น {32:16} แผ่นศิลาเหล่านั้นเป็นงานจากฝีพระ ทองคำ สำหรับ ตัวเอง {32:32} แต่ บัดนี้ ขอ พระองค์ โปรด หัตถ์ของพระเจ้า และอักษรที่จารึกนั้นเป็นลายพระหัตถ์ของ ยกโทษ บาป ของ เขา ถ้า หาไม่ ขอ พระองค์ ทรง ลบ ชื่อ ของ พระเจ้า สลัก ไว้ บนแผ่น ศิลานั้น {32:17} เมื่อ โยชู วาได้ยิน ข้า พระองค์ เสีย จากทะเบียนที่ พระองค์ ทรงจดไว้" {32:33} เสียง พล ไพร่ อื้ออึง อยู่ เขา จึง เรียน โมเสส ว่า "ที่ ค่าย มี เสียง ฝ่ายพระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "ผู้ใดทำบาปต่อ เราแล้ว เหมือนเกิด สงคราม" {32:18} ฝ่ายโมเสสตอบว่า "ที่ เรา เราจะลบชื่อ ผู้ นั้น เสีย จากทะเบียนของเรา {32:34} ฉะนั้น ได้ยิน มิใช่ เสียงอื้ออึง ของคนที่ มี ชัยชนะ และมิใช่ เสียงคนที่ บัดนี้ จงไปเถอะ นำพลไพร่ไปยังที่ซึ่งเราบอกแก่เจ้าแล้ว ดู แพ้ แต่เป็นเสียงคนร้องเพลงกัน" {32:19} ต่อมาพอโมเสส เถิด ทูต สวรรค์ ของเราจะนำหน้า เจ้า แต่ว่า ในวัน นั้น เมื่อเรา เข้า มาใกล้ ค่าย ได้ เห็น รูป วัว หนุ่ม และคนเต้นรำ โทสะของ จะพิพากษาเขา เราจะลงโทษเขา" {32:35} ฝ่ายพระเยโฮ .72 บทที่ 2.

73 วาห์ ทรงบันดาลให้ ภัยพิบัติ เกิด ขึ้น แก่ พลไพร่ เพราะเหตุ เขา ทำรูปวัวหนุ่มซึ่งอาโรนทำนั้น มรร คา ของ พระองค์ ให้ ข้า พระองค์ เห็น ใน กาล บัดนี้ เพื่อ ข้า พระองค์ จะ รู้จัก พระองค์ แล้ว จะ รับ พระ กรุณา ใน สาย พระเนตรของพระองค์ และขอทรงถือ ว่า ชนชาติ นี้ เป็น พล ไพร่ของพระองค์" {33:14} ฝ่ายพระองค์ตรัสว่า "เราเองจะ ไปกับเจ้า และให้เจ้าได้พัก" {33:15} ฝ่ายโมเสสจึงกราบทูล พระองค์ว่า "ถ้าพระองค์มิได้เสด็จไปกับข้าพระองค์ ก็ขออย่า นำพวกข้าพระองค์ขึ้นไปจากที่นี่เลย {33:16} ทำอย่างไรจะ ทราบได้ ตรงนี้ ว่า ข้า พระองค์ และพลไพร่ ของพระองค์ ได้ รับ พระกรุณาในสายพระเนตรของพระองค์แล้ว ก็เมื่อพระองค์ เสด็จ ไปกับ พวกข้า พระองค์ ด้วยมิใช่ หรือ ดังนี้ เราทั้งหลาย ทั้ง ข้า พระองค์ และ พล ไพร่ ของ พระองค์ จึง จะ แยก ออก จาก ชนชาติ ทั้งปวงที่อยู่ บนพื้น แผ่นดิน โลก" {33:17} ฝ่ายพระ เยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "เราจะกระทำสิ่ง ที่ เจ้า กล่าวถึง นี้ ด้วย เพราะว่า เจ้า ได้ รับ ความ กรุณา ใน สายตา ของ เรา แล้ว และเรารู้จักเจ้าตามชื่อของเจ้า" {33:18} โมเสสจึงกราบทูล ว่า "ขอทรงโปรดสำแดงสง่า ราศี ของพระองค์ แก่ ข้า พระองค์ เถิด" {33:19} พระองค์จึงตรัสตอบว่า "เราจะให้คุณความดี ของเราประจักษ์แจ้ง ต่อหน้า เจ้า และเราจะประกาศนามของ เรา คือ เย โฮ วาห์ ให้ ประจักษ์ ต่อหน้า เจ้า เรา ประสงค์ จะ โปรดปรานผู้ใด เราก็จะโปรดปรานผู้นั้น และเราประสงค์จะ เมตตาแก่ ผู้ใด เราก็ จะเมตตาผู้ นั้น" {33:20} พระองค์ จึง ตรัสว่า "เจ้าจะเห็นหน้าของเราไม่ได้ เพราะมนุษย์เห็นหน้า เราแล้วจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้" {33:21} พระเยโฮวาห์ตรัสอีกว่า "ดู เถิด มี ที่ แห่ง หนึ่ง อยู่ ใกล้ เรา เจ้า จงไปยืน อยู่ บนศิลานั้น {33:22} แล้ว ขณะเมื่อ สง่า ราศี ของเรากำลัง ผ่านไป เราจะ ซ่อนเจ้าไว้ในช่องศิลาและจะบังเจ้าไว้ด้วยมือเราจนกว่าเราจะ ผ่านไป {33:23} เมื่อเราเอามือของเราออกแล้ว เจ้าจะเห็น หลังของเรา แต่หน้าของเราเจ้าจะมิได้เห็น" {33:1} พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า "ไปเถิด จงยกไป จากที่นี่ เจ้ากับพลไพร่ซึ่งเจ้านำขึ้นมาจากแผ่นดินอียิปต์ ไป ยังแผ่นดินซึ่งเราปฏิญาณกับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบว่า ‘แผ่นดิน นั้น เราจะให้แก่ เชื้อสายของเจ้า’ {33:2} เราจะใช้ ทูตสวรรค์องค์หนึ่งนำหน้าเจ้าไป และจะไล่คนคานาอัน คน อาโมไรต์ คนฮิต ไทต์ คนเปริ ส ซี คนฮีไวต์ คนเยบุ ส ออก เสีย จากที่นั่น {33:3} จงนำไปถึง แผ่นดิน ซึ่ง มี น้ำนมและ น้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ แต่เราจะไม่ขึ้นไปกับพวกเจ้า เกรงว่าเรา จะทำลายล้างพวกเจ้า เสีย กลางทาง เพราะว่า เจ้า เป็น ชนชาติ คอแข็ง" {33:4} เมื่อ พลไพร่ ได้ยิน ข่าวร้ายนั้น เขามี ความ โศกเศร้า และไม่ มี ผู้ใดใส่ เครื่องประดับ เลย {33:5} เพราะ พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า "จงกล่าวแก่ชนชาติอิสราเอล ว่า ‘เจ้า ทั้งหลายเป็น ชนชาติ คอแข็ง ถ้า เราจะขึ้น ไปกับ เจ้า เพียงครู่เดียว เราก็จะทำลายล้างเจ้าเสีย ฉะนั้นบัดนี้ จงถอด เครื่องประดับ ออกเสีย เพื่อ เราจะรู้ ว่า ควรจะกระทำอย่างไร กับ เจ้า’" {33:6} ฝ่ายชนชาติ อิสราเอลก็ ถอดเครื่องประดับ ออก ตอน ที่ เขา อยู่ แถบ ภูเขา โฮ เรบ {33:7} ฝ่าย โมเสส ตั้ง พลับพลาหลัง หนึ่ง ไว้ ข้างนอกไกลจากค่าย และเรียกว่า พลับพลาแห่งชุมนุม ต่อมาทุกคนซึ่งปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระ เย โฮ วาห์ ก็ ออก ไป ยัง พลับพลา แห่ง ชุมนุม ซึ่ง ตั้งอยู่ นอก บริเวณ ค่าย {33:8} และ ต่อมา เมื่อไร ที่ โมเสส ออก ไป ยัง พลับพลานั้น พลไพร่ ทั้งปวงก็ จะลุก ขึ้น ยืน อยู่ ที่ ประตู เต็นท์ ของตน มองดูโมเสสจนท่านเข้าไปในพลับพลา {33:9} ครั้น โมเสสเข้า ไปในพลับพลาแล้ว เสาเมฆก็ ลอยลงมาตั้งอยู่ ที่ ประตู พลับพลา แล้ว พระเยโฮวาห์ ก็ ตรัส สนทนากับ โมเสส {33:10} เวลาพลไพร่ ทั้งปวงเห็น เสาเมฆนั้น ตั้งอยู่ ที่ ประตู พลับพลา เมื่อไร ทุกคน ก็ จะ ลุก ขึ้น ยืน นมัสการ อยู่ ที่ ประตู {34:1} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า "จงสกัด ศิลาอีก เต็นท์ ของ ตน {33:11} ดังนี้ แหละ พระ เย โฮ วาห์ ตรัส กับ สองแผ่น เหมือนเดิม แล้ว เราจะจารึก คำเหมือนในแผ่น เก่า ที่ โมเสสสองต่อสอง เหมือนมิตรสหายสนทนากัน แล้วโมเสส เจ้า ทำแตกนั้น ให้ {34:2} จงเตรียมให้ พร้อมเวลาเช้า แล้ว ก็ กลับ ไปยัง ค่าย แต่ โยชู วาผู้ รับใช้ หนุ่ม ผู้ เป็น บุตรชายของ จงขึ้น มาบนภูเขาซี นายแต่เช้า จงคอยเฝ้า เราบนยอดภูเขา นูน มิได้ออกไปจากพลับพลา นั้น {34:3} อย่า ให้ ผู้ใดขึ้น มาด้วย และอย่า ให้ ผู้ใดมาอยู่ {33:12} โมเสสกราบทูลพระเยโฮวาห์ว่า "ดูเถิด พระองค์ ตลอดทั่วทั้งภูเขา อย่าให้ฝูงแพะแกะ ฝูงวัวกินหญ้าอยู่หน้า ได้ ตรัส สั่ง ข้า พระองค์ ว่า ‘จง นำ พล ไพร่ นี้ ขึ้น ไป’ แต่ ภูเขานี้เลย" {34:4} ฝ่ายโมเสสจึงสกัดศิลาสองแผ่นเหมือน พระองค์ มิได้ แจ้ง ให้ ข้า พระองค์ ทราบ ว่า จะ ใช้ ผู้ใด ขึ้น ไป สองแผ่นแรก แล้วท่านก็ตื่นแต่เช้าขึ้นไปบนภูเขาซีนายตาม กับ ข้า พระองค์ แม้กระนั้น พระองค์ ก็ ยัง ตรัส กับ ข้า พระองค์ รับสั่งของพระเยโฮวาห์ถือศิลาไปสองแผ่น {34:5} ฝ่ายพระ ว่า ‘เรารู้จัก เจ้า ตามชื่อ ของเจ้า และเจ้า ก็ได้ รับ ความกรุณา เยโฮวาห์ เสด็จ ลงมาในเมฆ และโมเสสยืน อยู่ กับ พระองค์ ในสายตาของเราด้วย’ {33:13} ฉะนั้น บัดนี้ ข้า พระองค์ ที่นั่น และออกพระนามพระเยโฮวาห์ {34:6} พระเยโฮวาห์ ทูล วิงวอน ต่อ พระองค์ ถ้าแม้ ข้า พระองค์ ได้ รับ พระ กรุณา เสด็จ ผ่านไปข้างหน้า ท่าน ตรัส ว่า "พระเยโฮวาห์ พระเยโฮ ในสายพระเนตรของพระองค์ แล้ว ขอทรงโปรดสำแดงพระ วาห์ พระเจ้า ผู้ ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ ทรง .

อพยพ / EXODUS กริ้ว ช้า และบริบูรณ์ ด้วยความเมตตาและความจริง {34:7} ผู้ทรงสำแดงความเมตตาต่อมนุษย์กระทั่งพันชั่วอายุ ผู้ทรง โปรดยกโทษความชั่วช้า การละเมิดและบาปของเขาเสีย แต่ จะทรงถือว่าไม่มีโทษก็หามิได้ และให้โทษเพราะความชั่วช้า ของบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานสามชั่วสี่ชั่วอายุคน" {34:8} ฝ่ายโมเสสจึงรีบกราบลงที่พื้นดินนมัสการ {34:9} แล้วทูล ว่า "โอ ข้า แต่ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ถ้าแม้ ข้า พระองค์ ได้ รับ พระ กรุณาในสายพระเนตรของพระองค์ ข้า พระองค์ ทูล วิงวอน ต่อ พระองค์ ขอองค์ พระผู้เป็นเจ้า ของข้า พระองค์ โปรดเสด็จ ไปท่ามกลางพวกข้า พระองค์ เพราะเป็น ชนชาติ คอแข็ง ดื้อดึง และขอทรงโปรดยกโทษความชั่วช้า และความบาปของพวก ข้า พระองค์ และ โปรด รับ พวก ข้า พระองค์ เป็น มรดก ของ พระองค์ด้วย" เจ้ามิได้ไถ่ก็จงหักคอมันเสีย บุตรชายหัวปีทั้งหลายของพวก เจ้า นั้น จะต้องไถ่ ไว้ ด้วย อย่า ให้ ผู้ใดมาเฝ้า เรามือ เปล่า เลย {34:21} เจ้า จงทำการงานในกำหนดหกวัน แต่วัน ที่ เจ็ด จง พัก แม้ว่าในฤดูไถนาและฤดูเกี่ยวข้าวก็จงพัก {34:22} จง ถือ เทศกาลสัปดาห์ คือ เทศกาลเลี้ยงฉลองผลต้น ฤดู เกี่ยว ข้าวสาลี และถือเทศกาลเลี้ยงฉลองการเก็บผลิตผลในปลาย ปี {34:23} บรรดาผู้ชายทั้งหลายของพวกเจ้าต้องมาประชุม กัน ต่อ พระพักตร์ องค์ พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้า คือ พระเจ้า แห่ง อิสราเอลปี ละสามครั้ง {34:24} เพราะเราจะขับไล่ ชนชาติ ทั้งหลาย ออก ไป ให้ พ้น หน้า พวก เจ้า และ จะ ขยาย เขตแดน เมืองของเจ้าให้กว้างออกไป เมื่อพวกเจ้าจะขึ้นไปเฝ้าพระเย โฮวาห์ พระเจ้า ของเจ้า ปี ละสามครั้งนั้น จะไม่ มี ใครอยากได้ แผ่นดิน ของเจ้า เลย {34:25} อย่า ถวายเลือดบูชาพร้อมกับ {34:10} ฝ่าย พระองค์ ตรัส ว่า "ดู เถิด เรา จะ ทำ พัน ธ ขนมปังมีเชื้อ และเครื่องบูชาอันเกี่ยวกับเทศกาลเลี้ยงปัสกา สัญญา ไว้ เรา จะ ทำ การ มหัศจรรย์ ต่อหน้า ชนชาติ ของ เจ้า นั้น อย่า ให้ เหลือ ไว้ จนถึง วันรุ่งขึ้น {34:26} จงคัด พืชผล ทุกคน ซึ่ง ไม่ มี ผู้ใด กระทำ ใน ประชาชาติ ใด ทั่ว พิภพ และ แรกจากผลรุ่น แรกในไร่นามาถวายในพระนิเวศพระเยโฮ ประชาชนทั้งปวงซึ่ง เจ้า อยู่ ท่ามกลางเขานั้น จะเห็น กิจการ วาห์พระเจ้าของเจ้า อย่าต้มเนื้อลูกแพะด้วยน้ำนมแม่ของมัน ของพระเยโฮวาห์ เพราะการซึ่ง เราจะทำต่อ เจ้า นั้น จะเป็น เลย" {34:27} พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า "คำเหล่านี้จง สิ่ง ที่ น่ากลัว ยิ่ง นัก {34:11} จงถือ ตามคำซึ่ง เราบัญชาเจ้า เขียนไว้ เพราะเราทำพันธสัญญาไว้กับเจ้าและพวกอิสราเอล ในวันนี้ ดู เถิด เราจะไล่ คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนฮิต ตามข้อความเหล่านี้แล้ว" ไทต์ คนเปริ ส ซี คนฮีไวต์ และคนเยบุ ส ไปให้ พ้น หน้า {34:28} ฝ่ายโมเสสเฝ้า พระเยโฮวาห์ อยู่ ที่นั่น สี่ สิบ วัน สี่ เจ้า {34:12} จงระวัง ตัว ให้ ดี อย่า กระทำพัน ธสัญญากับ สิบ คืน มิได้ รับประทานอาหารหรือ น้ำ เลย และท่านจารึก ชาวเมืองซึ่ง เจ้า จะไปถึง นั้น เกรงว่า จะเป็น บ่วงแร้ว ดัก พวก คำ พัน ธ สัญญา ไว้ ที่ แผ่น ศิลา คือ พระ บัญญัติ สิบ ประการ เจ้า {34:13} แต่ เจ้า ทั้งหลายจงทำลายแท่น บูชาและทุบ เสา {34:29} อยู่ ต่อมาโมเสสได้ ลงมาจากภูเขาซี นาย ถือ แผ่น พระโอวาทสองแผ่นมาด้วย เวลาที่ลงมาจากภูเขานั้นโมเสส ก็ ไม่ ทราบว่า ผิวหน้า ของตนทอแสงเนื่องด้วยพระเจ้า ทรง สนทนา กับ ท่าน {34:30} เมื่อ อา โร น และ คน อิสราเอล ทั้งปวงมองดู โมเสส ดู เถิด ผิวหน้า ของท่านทอแสง และ เขาก็ กลัว ไม่ กล้า เข้า มาใกล้ ท่าน {34:31} ฝ่ายโมเสสเรียก เขามา แล้ว อาโรนกับ บรรดาประมุข ของชุมนุม ก็ กลับ มาหา โมเสสและท่านสนทนากับ เขา {34:32} แล้ว ภายหลัง คน อิสราเอลทั้งหลายเข้า มาใกล้ โมเสสจึง ให้ บัญญัติ แก่ เขาตาม ที่ พระเยโฮวาห์ ตรัส แก่ ท่านทุก ข้อ บนภูเขาซี นาย {34:33} เมื่อ ท่านพูด จบแล้ว ก็ ใช้ ผ้า คลุม หน้า ไว้ {34:34} แต่ เมื่อไร ที่โมเสสเข้าเฝ้าทูลต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์ ท่านก็ปลดผ้า นั้น ออกเสีย จนกว่า จะกลับ ออกมา แล้ว ท่านออกมาเล่า ให้ {34:18} เจ้าทั้งหลายจงถือเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ จง คนอิสราเอลฟังตามที่ท่านรับพระบัญชามาแล้วนั้น {34:35} กิน ขนมปัง ไร้ เชื้อ ให้ ครบเจ็ด วัน ตามกำหนดในเดือนอาบีบ และคนอิสราเอลดูหน้าของโมเสสคือเห็นผิวหน้าของโมเสส ตาม ที่ เรา บัญชา เจ้า เพราะ เจ้า ออก จาก อียิปต์ ใน เดือน อา ทอแสง ฝ่ายโมเสสใช้ผ้าคลุมหน้าไว้อีกทุกครั้ง จนกว่าจะเข้า บีบ {34:19} ทุกสิ่ง ซึ่ง ออกจากครรภ์ ครั้ง แรกเป็น ของเรา ไปทูลพระองค์ คือ สัตว์ ตัวผู้ ทั้งหมด ของ เจ้า ลูก หัวปี ของ วัว และ ของ แกะ {34:20} ส่วนลูกลาหัวปีนั้นเจ้าจงนำลูกแกะมาไถ่ไว้ ถ้าแม้ {35:1} ฝ่ายโมเสสให้ ชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมดประชุม อันศักดิ์สิทธิ์ของเขาให้แหลกละเอียด และโค่นเสารูปเคารพ ของเขาเสีย {34:14} เจ้า อย่า นมัสการพระอื่น เลย เพราะ พระเยโฮวาห์ ผู้ ทรงพระนามว่า หวงแหนเป็น พระเจ้า ผู้ ทรง หวงแหน {34:15} เกรงว่าเจ้าจะทำพันธสัญญากับชาวเมือง นั้น และเมื่อ เขาเล่นชู้ กับ พระของเขา และถวายสัตวบูชา แก่ บรรดาพระนั้น เขาจะเชิญ พวกเจ้า ไปร่วมด้วย และพวก เจ้า จะ ไป กิน ของ ที่ เขา ถวาย บูชา นั้น {34:16} เกรง ว่า เจ้า จะ รับ บุตรสาว ของ เขา มา เป็น ภรรยา บุตรชาย ของ เจ้า และ บุตรสาวของเขานั้น จะไปเล่นชู้ กับ พระของเขา และชักชวน ให้บุตรชายของเจ้าไปเล่นชู้กับพระนั้นด้วย {34:17} เจ้าอย่า หล่อรูปพระไว้สำหรับตัวเองเลย .74 บทที่ 2.

75 กัน กล่าวแก่ เขาว่า "ต่อไปนี้ เป็น สิ่ง ซึ่ง พระเยโฮวาห์ บัญชา ให้ ท่านทั้งหลายกระทำ {35:2} จงทำงานในกำหนดหกวัน แต่วัน ที่ เจ็ด ให้ ท่านถือ เป็น วัน บริสุทธิ์ เป็น วัน สะบาโตแด่ พระเยโฮวาห์ สำหรับ ใช้ พัก ผู้ใดทำงานในวัน นั้น ต้องถูก ลงโทษถึงตาย {35:3} ในวันสะบาโตนั้นอย่าก่อไฟเลย ทั่ว ตลอดที่อาศัยของท่าน" {35:4} โมเสสได้ กล่าวแก่ ชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมดว่า "ต่อไปนี้ เป็น สิ่ง ซึ่ง พระเยโฮวาห์ ทรงบัญชาว่า {35:5} ท่าน ทั้งหลายจงนำของจากของที่มีอยู่มาถวายพระเยโฮวาห์ ผู้ใด มี น้ำใจกว้างขวางให้ ผู้ นั้น นำของมาถวายพระเยโฮวาห์ คือ ทองคำ เงิน และทองเหลือง {35:6} ผ้า สี ฟ้า สี ม่วง สี แดงเข้ม ผ้าป่านเนื้อ ละเอียด และขนแพะ {35:7} หนัง แกะตัวผู้ ย้อมสี แดง หนัง ของแบดเจอร์ และไม้ กระถิน เทศ {35:8} น้ำมันเติมตะเกียง เครื่องเทศสำหรับเจือน้ำมัน เจิม และ ปรุง เครื่อง หอม สำหรับ การ เผา ถวาย {35:9} พลอย สีน้ำ ข้าว และ พลอย ต่างๆ สำหรับ ฝัง ทำ เอโฟด และ ทับทรวง {35:10} จง ให้ ทุกคน ที่ เฉลียวฉลาด ใน หมู่ พวก ท่าน พา กัน มา ทำ สิ่ง ทั้งปวง ซึ่ง พระ เย โฮ วาห์ ทรง บัญชา ให้ ทำ แล้ว {35:11} คือพลับพลา เต็นท์ และผ้าคลุมพลับพลา ขอเกี่ยว และไม้ กรอบ กลอน เสา และฐานรองรับ เสาของพลับพลา นั้น {35:12} หีบ และไม้คานหามหีบ พระที่นั่ง กรุณากับ ม่านบังตา {35:13} โต๊ะกับไม้คานหามโต๊ะ เครื่องใช้ทั้งปวง สำหรับโต๊ะ และขนมปังหน้าพระพักตร์ {35:14} คันประทีป ที่ให้แสงสว่างกับเครื่องอุปกรณ์ และตะเกียง และน้ำมันเติม ตะเกียง {35:15} แท่น เผาเครื่องหอมกับ ไม้คานหามแท่น นั้น น้ำมัน เจิม และเครื่องหอมสำหรับ เผาถวาย และม่าน บังตาสำหรับ ประตู ที่ ประตู พลับพลา {35:16} แท่น เครื่อง เผา บูชา กับ ตาข่าย ทองเหลือง ไม้คาน หาม และ เครื่องใช้ ทั้งปวงของแท่น ขัน กับ พานรองขัน นั้น {35:17} ผ้า ม่าน สำหรับกั้นลานพลับพลากับเสา และฐานรองรับเสา และผ้า ม่านสำหรับประตูลาน {35:18} หลักหมุดสำหรับพลับพลา และหลักหมุดสำหรับลานพลับพลาพร้อมกับเชือก {35:19} เสื้อ ยศ เย็บ ด้วย ฝีมือ ประณีต สำหรับ แต่ง เวลา ปรนนิบัติ ใน ที่ บริสุทธิ์ คือ เสื้อ ยศ บริสุทธิ์ สำหรับ อา โร น ปุโรหิต และ เสื้อ ยศสำหรับ บุตรชายของท่าน เพื่อ ใช้ ปฏิบัติ ในตำแหน่ง ปุโรหิต" {35:20} แล้วชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมดก็แยกย้าย กัน จากโมเสสไป {35:21} ทุกคนที่ มี ใจปรารถนา และที่ มี ใจสมัครก็ นำสิ่งของมาถวายพระเยโฮวาห์ สำหรับ พลับพลา แห่งชุมนุมและการปรนนิบัติทั้งหลาย และสำหรับเครื่องยศ บริสุทธิ์ {35:22} เขาจึง พากัน มาทั้ง ชายและหญิง บรรดา ผู้ มี น้ำใจสมัครนำมาซึ่ง เข็มกลัด ตุ้มหู แหวนตราและกำไล เป็น ทองรูปพรรณ ทั้งนั้น คือ ทุกคน นำ ทองคำ มา แกว่ง ไป แกว่ง มาถวายพระเยโฮวาห์ {35:23} ส่วนทุกคนที่ มี ด้ายสี ฟ้า สี ม่วง สี แดงเข้ม หรือ ที่ มี ผ้าป่านเนื้อ ละเอียด ขนแพะ หนัง แกะตัวผู้ ย้อมสี แดง และหนัง ของแบดเจอร์ ก็ เอาของ เหล่านั้น มาถวาย {35:24} ทุกคนที่ มี เงิน หรือ ทองเหลือง จะถวายก็นำมาถวายพระเยโฮวาห์ และทุกคนที่มีไม้กระถิน เทศ ใช้การได้ ก็ นำ ไม้ นั้น มา ถวาย {35:25} ส่วน ผู้หญิง ทั้งปวงที่ชำนาญก็ปั่นด้ายด้วยมือของตน แล้วนำด้ายซึ่งปั่น นั้นมาถวายทั้งสีฟ้า สีม่วง สีแดงเข้ม และเส้นป่านปั่นอย่าง ดี {35:26} ฝ่ายบรรดาผู้หญิง ที่ มี ใจปรารถนาก็ ปั่น ขนแพะ ด้วยความชำนาญ {35:27} บรรดาประมุข ก็ นำพลอยสีน้ำ ข้าว และ พลอย ต่างๆ มา สำหรับ ฝัง ทำ เอโฟด และ ทับทรวง {35:28} กับ เครื่องเทศและน้ำมัน เติม ตะเกียง น้ำมัน เจิม และ น้ำมัน ปรุง เครื่อง หอม สำหรับ เผา บูชา {35:29} คน อิสราเอลทั้งชายหญิงทุกคนที่มีใจสมัครนำของถวายสำหรับ การงานต่างๆ ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้ให้กระทำ ก็นำของมาตามอำเภอใจถวายแด่พระเยโฮวาห์ {35:30} โมเสส จึง กล่าว แก่ คน อิสราเอล ว่า "ดูก่อน ท่าน พระเยโฮวาห์ ได้ ทรงออกชื่อ เบซาเลลบุตรชายอุ รี ผู้ เป็น บุตรชายของเฮอร์ ตระกูล ยูดาห์ {35:31} และพระองค์ ได้ ทรงให้ ผู้ นั้น ประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า ให้ มี สติปัญญาและความเข้าใจ และความรู้ในการช่างฝีมือทั้งปวง {35:32} เพื่อ จะ คิด ประดิษฐ์ ลวดลาย อย่างฉลาด ทำ ด้วย ทองคำ และ เงิน และ ทองเหลือง {35:33} และ เจียระไน พลอยต่างๆสำหรับ ฝัง ในกระเปาะ และการแกะสลัก ไม้ คือ ให้ มี ฝีมือดี เลิศ ทุกอย่าง {35:34} อนึ่ง พระองค์ ทรงดลใจ ให้ ผู้ นั้น มี น้ำใจที่ จะ สอนคน อื่น ได้ ด้วย พร้อมด้วย โอโฮ ลี อับ บุตรชายอาหิสะมัค ตระกูล ดาน {35:35} คนทั้ง สองนี้ พระองค์ ทรง ประทาน สติปัญญา แก่ จิตใจ ของ เขา ให้ มี ความ สามารถในการที่ จะกระทำงานได้ ทุกอย่าง เช่น การช่างฝีมือ การช่างออกแบบ และการช่างด้ายสี คือ สี ฟ้า สี ม่วง สี แดง เข้ม และเส้น ป่านปั่น อย่างดี และช่างทอ คือ ทำการช่างฝีมือ ได้ทุกอย่าง และเป็นช่างออกแบบอย่างฉลาดด้วย" {36:1} ฝ่าย เบ ซา เลล และ โอ โฮ ลี อับ กับ คน ทั้งปวง ที่ เฉลียวฉลาด ซึ่ง พระ เย โฮ วาห์ ทรง ประทาน สติปัญญา และ ความ เข้าใจ ให้ พอ ที่ จะ ทำ การ ทุกอย่าง ใน การ สร้าง สถาน บริสุทธิ์ ตาม ที่ พระ เย โฮ วาห์ ทรง บัญชา ไว้ แล้ว ทุก ประการ {36:2} โมเสส จึง เรียก เบ ซา เลล และ โอ โฮ ลี อับ กับ คน ทั้งปวง ที่ เฉลียวฉลาด ซึ่ง พระ เย โฮ วาห์ ทรง ประทาน สติปัญญาให้แก่ จิตใจของเขา และใจของเขาปรารถนาให้ มา ทำงาน {36:3} คนเหล่านี้ ได้ รับ ของถวายทั้งหมดนั้น จาก .

76 บทที่ 2. อพยพ / EXODUS เขาทำฐานเงิน รองรับ สี่ สิบ ฐาน ใต้ ไม้ กรอบมี ฐานแผ่น ละ สองฐาน {36:27} ส่วนด้านหลัง ทิศตะวันตกของพลับพลา เขาทำไม้ กรอบหกแผ่น {36:28} เขาทำไม้ กรอบอีก สอง ที่ สถาน บริสุทธิ์ นั้น มา ถึง แล้ว ต่าง ก็ หยุด ทำงาน ใน หน้าที่ แผ่น สำหรับ มุม พลับพลาด้านหลัง {36:29} ไม้ กรอบนั้น ของตน {36:5} พากัน มาเรียนโมเสสว่า "พลไพร่ นำของ ข้างล่างให้แยกกัน แต่ตอนบนยอดติดต่อกันที่ห่วงแรก เขา มา ถวาย มาก เกิน ความ ต้องการ ที่ จะ ใช้ ใน งาน นั้นๆ ซึ่ง พระ ทำ อย่าง นี้ ทำ ให้ เกิด มุม สอง มุม {36:30} คือ รวม เป็น ไม้ เย โฮ วาห์ ทรง บัญชา ให้ กระทำ" {36:6} โมเสส จึง สั่ง ให้ กรอบแปดแผ่น ด้วยกัน และฐานเงิน สิบ หกอัน ใต้ ไม้ กรอบ ประกาศ ไป ทั่ว ค่าย ว่า "อย่า ให้ ชาย หญิง นำ ของ สำหรับ ทำ มีฐานแผ่นละสองฐาน {36:31} เขาทำกลอนด้วยไม้กระถิน สถานบริสุทธิ์มาถวายอีกเลย" เหตุฉะนั้นพลไพร่จึงยับยั้งไม่ เทศห้าอันสำหรับขัดไม้กรอบฝาพลับพลาด้านหนึ่ง {36:32} นำของมาถวายอีก {36:7} เพราะของที่ เขามี อยู่ แล้ว ก็ พอ และกลอนอีก ห้า อัน สำหรับ ขัด ไม้ กรอบฝาพลับพลาอีก ด้าน สำหรับงานทั้งปวงนั้น และยังมีเหลืออีก {36:8} บรรดาช่าง หนึ่ง และกลอนอีก ห้า อัน สำหรับ ขัด ไม้ กรอบฝาพลับพลา ผู้ เฉลียวฉลาดได้ ทำพลับพลาด้วยม่านสิบ ผืน ด้วยผ้าป่าน ด้านตะวันตก {36:33} เขาทำกลอนตัวกลางให้ ร้อยตอน เนื้อ ละเอียด ด้วยด้ายสี ฟ้า สี ม่วง สี แดงเข้ม มี รูป เครู บ กลางของไม้ กรอบสำหรับ ขัด ฝาตั้งแต่ มุม หนึ่ง ไปจดอีก มุม ฝีมือ ช่าง ออกแบบ ไว้ {36:9} ม่าน ผืน หนึ่ง ยาว ยี่ สิบ แปด หนึ่ง {36:34} เขาหุ้มไม้กรอบเหล่านั้นด้วยทองคำ และทำ ศอก กว้างสี่ ศอก ม่านทุก ผืน เท่า กัน {36:10} ม่านห้า ห่วงกรอบด้วยทองคำสำหรับ ร้อยกลอน และกลอนนั้น เขา ผืน เขา ทำ ให้ เกี่ยว ติด กัน และ อีก ห้า ผืน นั้น เกี่ยว ติด กัน หุ้มด้วยทองคำเช่นกัน {36:35} เขาทำม่านนั้นด้วยด้ายสีฟ้า ด้วย {36:11} เขาทำหู ด้วยด้ายสี ฟ้า ติด ไว้ ตามขอบม่าน สี ม่วง สี แดงเข้ม และด้วยผ้าป่านเนื้อ ละเอียด มี ภาพเครู บ ด้านนอกสุด ชุด ที่ หนึ่ง และตามขอบม่านด้านนอกสุด ชุด ฝีมือช่างออกแบบไว้ {36:36} เขาทำเสาไม้กระถินเทศสี่เสา ที่ สองก็ ทำหู ไว้ เหมือนกัน {36:12} ม่านผืน หนึ่ง เขาทำหู หุ้มด้วยทองคำ ขอติดเสานั้นก็เป็นทองคำ เขาหล่อฐานเงิน ห้า สิบ หู และตามขอบม่านชุด ที่ สองเขาก็ ทำหู ห้า สิบ หู ให้ สี่อันสำหรับรองรับเสานั้น {36:37} และเขาทำบังตาที่ประตู ตรงกัน {36:13} และเขาทำขอทองคำห้า สิบ ขอ สำหรับ ใช้ พลับพลานั้นด้วยด้ายสีฟ้า สีม่วง สีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อ เกี่ยวม่านเพื่อให้ พลับพลาเป็น ชิ้น เดียวกัน {36:14} เขาทำ ละเอียดประกอบด้วยฝีมือ ช่างปัก {36:38} และทำเสาห้า ม่านด้วยขนแพะสำหรับ เป็น เต็นท์ คลุม พลับพลาอีก สิบ เอ็ด ต้นสำหรับม่านนั้นพร้อมด้วยขอเกี่ยว บัวคว่ำและราวยึดเสา ผืน {36:15} ม่านผืน หนึ่ง ยาวสามสิบ ศอก กว้างสี่ ศอก นั้น หุ้ม ด้วยทองคำ แต่ ฐานห้า ฐานสำหรับ รองรับ เสานั้น ทำ ทั้ง สิบ เอ็ด ผืน เท่า กัน {36:16} เขาเกี่ยวม่านห้า ผืน ให้ ติด ด้วยทองเหลือง กัน ต่างหาก และ ม่าน อีก หก ผืน ก็ เกี่ยว ติด กัน อีก ต่างหาก {37:1} เบซาเลลทำหีบด้วยไม้กระถินเทศ ยาวสองศอก {36:17} และเขาทำหู ห้า สิบ หู ติด กับ ม่านด้านนอกสุด ชุด ที่ คืบ กว้างศอกคืบ และสูงศอกคืบ {37:2} หีบนั้นเขาหุ้มด้วย หนึ่ง และเขาทำหู ห้า สิบ หู ติด กับ ขอบม่านด้านนอกสุด ชุด ที่ ทองคำบริสุทธิ์ ทั้งข้างในและข้างนอก และได้ทำกระจังรอบ สอง {36:18} เขาทำขอทองเหลืองห้า สิบ ขอเกี่ยวขอเข้าที่ หีบ นั้น ด้วยทองคำ {37:3} เขาหล่อ ห่วงทองคำสี่ ห่วงติด ไว้ หู ให้ ติดต่อ เป็น เต็นท์ หลัง เดียวกัน {36:19} เขาทำเครื่อง ที่มุมทั้งสี่ ด้านนี้สองห่วงและด้านนั้นสองห่วง {37:4} เขา ดาดเต็นท์ด้วยหนังแกะตัวผู้ย้อมสีแดงชั้นหนึ่ง และคลุมทับ ทำคานหามด้วยไม้ กระถิน เทศหุ้ม ด้วยทองคำ {37:5} เขา ด้วยหนังของแบดเจอร์อีกชั้นหนึ่ง {36:20} เขาทำไม้กรอบ สอดคานหามเข้าที่ ห่วงข้างหีบ สำหรับ ใช้ ยกหีบ นั้น {37:6} สำหรับพลับพลาด้วยไม้กระถินเทศยกตั้งขึ้นตรงๆ {36:21} แล้ว เขาทำพระที่นั่ง กรุณาด้วยทองคำบริสุทธิ์ ยาวสองศอก ไม้กรอบนั้นยาวแผ่น ละสิบศอก กว้างศอกคืบ {36:22} มี คืบ กว้างศอกคืบ {37:7} เขาทำเครู บทองคำสองรูป โดย เดือยกรอบละสองเดือย เดือยกรอบหนึ่ง มี ไม้ ประกับ ติด กับ ใช้ ค้อนทำ ตั้ง ไว้ ที่ ปลายพระที่นั่ง กรุณาทั้ง สองข้าง {37:8} เดือยอีกกรอบหนึ่ง เขาได้ทำไม้กรอบพลับพลาทั้งหมดอย่าง เขาทำเครู บ ไว้ ที่ ปลายพระที่นั่ง กรุณาข้างละรูป เขาทำเครู นี้ {36:23} เขาทำไม้ กรอบพลับพลาดังนี้ ด้านใต้ เขาใช้ ยี่ บนั้น ตอนปลายทั้ง สองข้างเป็น เนื้อเดียวกับ พระที่นั่ง กรุณา สิบ แผ่น {36:24} เขาทำฐานด้วยเงิน สี่ สิบ ฐานสำหรับ ไม้ {37:9} ให้ เครู บ กางปีก ออกเบื้องบน ปกพระที่นั่ง กรุณาไว้ กรอบยี่ สิบ แผ่น ใต้ ไม้ กรอบแผ่น หนึ่ง มี ฐานรองรับ แผ่น ละ ด้วยปีก และให้หันหน้าเข้าหากัน คือให้เครูบหันหน้ามาตรง สองฐานสำหรับสวมเดือยสองอัน {36:25} ด้านที่สองของ พระที่นั่งกรุณา พลับพลาข้างทิศเหนือนั้นเขาทำไม้กรอบยี่สิบแผ่น {36:26} {37:10} เขาเอาไม้ กระถิน เทศทำโต๊ะ ตัว หนึ่ง ยาวสอง โมเสสที่ คนอิสราเอลนำมาถวายเพื่อ นำไปทำสถานบริสุทธิ์ พล ไพร่ ยัง นำ ของ ที่ สมัครใจ จะ ถวาย มา ถวาย อีก ทุกๆ เวลา เช้า {36:4} ฝ่ายคนทั้งปวงที่ เฉลียวฉลาดซึ่ง ทำงานต่างๆ .

77 ศอก กว้าง หนึ่ง ศอก และ สูง ศอก คืบ {37:11} เขา หุ้ม งอน นั้น เป็น ไม้ ชิ้น เดียวกัน กับ แท่น บูชา เขา หุ้ม แท่น ด้วย โต๊ะ นั้น ด้วย ทองคำ บริสุทธิ์ และ ทำ กระ จัง ทองคำ รอบ โต๊ะ ทองเหลือง {38:3} เขาทำเครื่องใช้บนแท่นนั้นทุกอย่าง คือ นั้น ด้วย {37:12} เขา ทำ ประกับ ขอบ โต๊ะ นั้น กว้าง หนึ่ง หม้อ พลั่ว ชาม ขอเกี่ยวเนื้อ และถาดรองไฟ เครื่องใช้ ฝ่ามือโดยรอบ แล้วทำกระจังทองคำประกอบรอบประกับนั้น สำหรับแท่นทั้งหมดนั้นเขาทำด้วยทองเหลือง {38:4} และ {37:13} เขาหล่อห่วงทองคำสี่อันติดไว้ที่มุมโต๊ะทั้งสี่ตรงขา เขาเอาทองเหลืองทำเป็นตาข่ายประดับแท่นนั้นให้อยู่ใต้กระ โต๊ะ {37:14} ห่วงนั้นติดชิดกับกระจัง สำหรับสอดคานหาม จังของแท่น และห้อยอยู่ตั้งแต่กลางแท่นลงมา {38:5} เขา โต๊ะนั้น {37:15} เขาทำคานหามด้วยไม้กระถินเทศหุ้มด้วย หล่อ ห่วง สี่ ห่วง ติด ที่ มุม ทั้ง สี่ ของ ตาข่าย ทองเหลือง สำหรับ ทองคำ สำหรับ หาม โต๊ะ นั้น {37:16} และ เขา ทำ เครื่องใช้ สอดไม้คานหาม {38:6} เขาทำไม้คานหามด้วยไม้ กระถิน สำหรับ โต๊ะ นั้น มี จาน ช้อน กับ อ่างน้ำ และคนโทที่ ใช้ ริน เทศและหุ้มด้วยทองเหลือง {38:7} เขาสอดไม้คานนั้นไว้ใน เครื่องดื่มบูชา ซึ่งทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ทั้งสิ้น {37:17} เขา ห่วงที่ข้างแท่นสำหรับหาม เขาทำแท่นนั้นด้วยไม้กระดานให้ ทำคัน ประทีป อัน หนึ่ง ด้วยทองคำบริสุทธิ์ เขาใช้ ฝี ค้อนทำ ข้างในกลวง {38:8} เขาทำขัน ทองเหลืองและพานรองขัน คัน ประทีป ให้ ทั้ง ลำตัว กิ่ง ดอก ดอกตูม และกลีบ ติด ทองเหลืองจากกระจกเงาของบรรดาผู้หญิง ที่ ปรนนิบัติ ณ เป็นเนื้อเดียวกัน กับ คัน ประทีป นั้น {37:18} มี กิ่ง หก กิ่ง ประตูพลับพลาแห่งชุมนุม แยกออกจากลำคันประทีปนั้นข้างละสามกิ่ง {37:19} แต่ละ กิ่ง มีด อกเหมือนดอกอัลมันด์ สามดอก ทุกๆดอกมีด อกตูม และกลีบ เป็น ดังนี้ ทั้ง หกกิ่ง ซึ่ง ยื่น ออกจากลำคัน ประทีป {37:20} สำหรับลำคันประทีปนั้นมีดอกสี่ดอกเหมือนดอก อัลมันด์ ทั้ง ดอก ตูม และ กลีบ {37:21} ใต้ กิ่ง ทุกๆ คู่ ทั้ง หกกิ่ง ที่ ลำคัน ประทีป นั้น ให้ มีด อกตูม เป็นเนื้อเดียวกัน กับ คัน ประทีป {37:22} ดอกตูม และกิ่ง เป็นเนื้อเดียวกัน กับ คัน ประทีป ทำทุก ส่วนเป็นเนื้อเดียวกัน ด้วยทองคำบริสุทธิ์ และใช้ ค้อนทำ {37:23} เขาทำตะเกียงเจ็ด ดวงสำหรับ คัน ประทีป นั้น ตะไกร ตัด ไส้ ตะเกียง และ ถาด ใส่ ตะไกร ด้วย ทองคำบริสุทธิ์ {37:24} คัน ประทีป และเครื่องใช้ ทั้งหมด สำหรับ คัน ประทีป นั้น เขาทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ หนัก หนึ่ง ตะลันต์ {37:25} เขา สร้าง แท่น บูชา สำหรับ เผา เครื่อง หอม ด้วย ไม้ กระถิน เทศ ยาว ศอก หนึ่ง กว้าง ศอก หนึ่ง เป็น รูป สี่เหลี่ยมจัตุรัส และ สูง สอง ศอก เชิง งอน ที่ มุม แท่น นั้น ก็ เป็น ไม้ ท่อน เดียวกัน กับ แท่น {37:26} เขา หุ้ม แท่น นั้น ด้วย ทองคำ บริสุทธิ์ ทั้ง ด้าน บน และ ด้าน ข้าง ทั้ง สี่ ด้าน และ เชิง งอน ด้วย และ เขา ทำ กระ จัง ทองคำ รอบ แท่น นั้น {37:27} เขา ทำ ห่วง ทองคำ สอง ห่วง ติด ไว้ ใต้ กระ จัง ทั้ง สอง ด้าน ตรงข้าม กัน เป็น ที่ สำหรับ สอดใส่ ไม้คาน หาม {37:28} เขาทำไม้คานหามนั้น ด้วยไม้ กระถิน เทศหุ้ม ด้วย ทองคำ {37:29} เขา ปรุง น้ำมัน เจิม อัน บริสุทธิ์ และ ปรุง เครื่องหอมบริสุทธิ์ด้วยเครื่องเทศตามศิลปของช่างปรุง {38:1} เขาทำแท่นเครื่องเผาบูชาด้วยไม้กระถินเทศ ยาว ห้า ศอก กว้าง ห้า ศอก เป็น แท่น สี่เหลี่ยมจัตุรัส สูง สาม ศอก {38:2} เขาทำเชิงงอนติดไว้ทั้งสี่มุมของแท่นนั้น เชิง {38:9} และเขาทำลานไว้ ด้วย ให้ รั้ว ด้านใต้ มี ผ้า บัง ทำ ด้วย ผ้าป่าน เนื้อ ละเอียด ยาว ร้อย ศอก {38:10} มี เสา ยี่ สิบ ต้น กับ ฐาน ทองเหลือง รองรับ เสา ยี่ สิบ ฐาน ขอ ติด เสา และ ราว ยึด เสา นั้น ทำ ด้วย เงิน {38:11} ด้าน เหนือ มี ผ้า บัง ยาวร้อยศอก กับ เสายี่ สิบ ต้น และฐานทองเหลืองยี่ สิบ ฐาน ขอติดเสาและราวยึดเสานั้นทำด้วยเงิน {38:12} ส่วน ด้าน ตะวันตก มี ผ้า บัง ยาว ห้า สิบ ศอก กับ เสา สิบ ต้น และ ฐานรองรับ เสาสิบ ฐาน ขอติด เสาและราวยึด เสาทำด้วยเงิน {38:13} ด้านตะวันออกใช้ ผ้า ยาวห้า สิบ ศอก {38:14} ผ้า บัง ด้านริม ประตู ข้างหนึ่ง ยาวสิบ ห้า ศอก มี เสาสามต้น และ ฐานรองรับเสาสามฐาน {38:15} และอีกข้างหนึ่ง ริมประตู ข้าง นี้ และ ข้าง โน้น มี ผ้า บัง ยาว สิบ ห้า ศอก มี เสา สาม ต้น และฐานรองรับ เสาสามฐาน {38:16} ผ้า บัง ลานโดยรอบ นั้นทำด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด {38:17} ฐานรองรับเสานั้น ทำด้วยทองเหลือง ขอติด เสาและราวยึด เสาเป็น เงิน และ บัว คว่ำ ของ เสา นั้น หุ้ม ด้วย เงิน และ เสา ทุก ต้น ของ ลาน มี ราวยึด เสาทำด้วยเงิน {38:18} ม่านบังตาที่ ประตู ลานนั้น ปัก ด้วยฝีมือ ของช่างปัก เป็น สี ฟ้า สี ม่วง สี แดงเข้ม และ ผ้าป่านเนื้อ ละเอียด ยาวยี่ สิบ ศอก สูง ห้า ศอก เสมอกับ ผ้า บัง ลาน {38:19} มี เสาสี่ ต้น กับ ฐานรองรับ เสาสี่ ฐานเป็น ทองเหลือง ขอติด เสาทำด้วยเงิน และส่วนที่ หุ้ม บัว คว่ำ กับ ราวยึดเสาเป็นเงิน {38:20} หลักหมุดทุกหลักของพลับพลา และของลานรอบพลับพลานั้น ทำด้วยทองเหลือง {38:21} นี่แหละเป็น บัญชี สิ่งของที่ ใช้ ในพลับพลา คือ พลับพลาพระ โอวาท ซึ่ง เขา ทั้งหลาย นับ ตาม คำสั่ง ของ โมเสส มี คน เลวี จัดทำตามบัญชาของอิธามาร์บุตรชายอาโรนปุโรหิต {38:22} ส่วนเบซาเลลบุตรชายอุรีผู้เป็นบุตรชายของเฮอร์แห่งตระกูล ยูดาห์ ทำสิ่งสารพัดซึ่งพระเยโฮวาห์ได้ทรงบัญชาโมเสสแล้ว .

78 {38:23} ผู้ร่วมงานกับเขาคือ โอโฮลีอับ บุตรชายอาหิสะมัค แห่งตระกูลดาน เป็นช่างฝีมือ ช่างออกแบบและช่างด้ายสีใช้ ด้ายสีฟ้า สีม่วง สีแดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อละเอียด {38:24} บทที่ 2. อพยพ / EXODUS ทับทรวงด้วยฝีมือ ช่างออกแบบให้ ฝีมือ เหมือนกับ ทำเอโฟด คือ ทำด้วยทองคำ ด้ายสี ฟ้า สี ม่วง สี แดงเข้ม และผ้าป่าน เนื้อ ละเอียด {39:9} เขาทำทับทรวงเป็น รูป สี่เหลี่ยมจัตุรัส ทองคำทั้งหมดซึ่งเขาใช้ในการสร้างที่บริสุทธิ์นั้น คือทองคำ พับ ทบกลาง ยาวคืบ หนึ่ง กว้างคืบ หนึ่ง เป็น สองทบด้วย ที่ เขานำมาถวาย มี น้ำหนัก ยี่ สิบ เก้า ตะลันต์ เจ็ด ร้อยสามสิบ กัน {39:10} เขา ฝัง พลอย สี่ แถว บน ทับทรวง นั้น แถว เช เข ล ตาม เช เข ล แห่ง สถาน บริสุทธิ์ {38:25} เงิน ตาม ที่ หนึ่ง ฝัง ทับทิม บุษราคัม และพลอยสี แดงเข้ม {39:11} จำนวนชุมนุมชนได้นับไว้ รวมเป็นหนึ่งร้อยตะลันต์กับหนึ่ง แถวที่ สองฝัง มรกต ไพทูรย์ และเพชร {39:12} แถวที่ สาม พัน เจ็ด ร้อยเจ็ดสิบ ห้า เชเขล ตามเชเขลแห่ง สถานบริสุทธิ์ ฝัง นิล โมราและพลอยสี ม่วง {39:13} แถวที่ สี่ ฝัง พลอย {38:26} คนละเบคา คือ ครึ่ง เชเขลตามเชเขลของสถาน เขียว พลอยสีน้ำ ข้าว และหยก พลอยทั้งหมดนี้ เขาได้ ฝัง บริสุทธิ์ อัน เก็บ มาจากทุกคนที่ ไปจดทะเบียนสำมะโนครัว ในกระเปาะลวดลายละเอียดทำด้วยทองคำ {39:14} พลอย คือ นับ ตั้งแต่ อายุ ยี่ สิบ ปี ขึ้น ไปรวมหกแสนสามพัน ห้า ร้อย เหล่านั้น มี ชื่อ เหล่า บุตรอิสราเอลสิบ สองชื่อ จารึก ไว้ เหมือน ห้า สิบ คน {38:27} เงิน หนึ่ง ร้อยตะลันต์ นั้น เขาใช้ หล่อ แกะ ตรา มี ชื่อ ตระกูล ทุก ตระกูล ตาม ลำดับ สิบ สอง ตระกูล ทำฐานรองรับ เสาของสถานบริสุทธิ์ และฐานของม่าน ฐาน {39:15} เขาทำสร้อยถัก เกลียวด้วยทองคำบริสุทธิ์ สำหรับ ร้อยฐานเป็น เงิน หนึ่ง ร้อยตะลันต์ คือ ฐานละหนึ่ง ตะลันต์ ทับทรวง {39:16} และ เขา ทั้งหลาย ทำ กระเปาะ ลวดลาย {38:28} แต่ เงิน หนึ่ง พัน เจ็ด ร้อยเจ็ดสิบ ห้า เชเขลนั้น เขาใช้ ละเอียดด้วยทองคำสองอัน และห่วงทองคำสองห่วง ติดไว้ที่ ทำขอสำหรับ เสาและหุ้ม บัว คว่ำ ของเสานั้น และทำราวยึด ปลายทั้งสองของทับทรวง {39:17} เขาทั้งหลายสอดสร้อย เสา ด้วย {38:29} ทองเหลือง เขา นำมา ถวาย หนัก เจ็ดสิบ ที่ ทำด้วยทองคำนั้น ในห่วงที่ ปลายทับทรวง {39:18} และ ตะลันต์ กับสองพันสี่ร้อยเชเขล {38:30} ทองเหลืองนั้นเขา ปลายสร้อยอีก สองข้างนั้น เขาทั้งหลายทำติด กับ กระเปาะ ใช้ ทำฐานประตู พลับพลาแห่ง ชุมนุม และทำแท่น ทองเหลือง ลวดลายละเอียดทั้ง สอง ให้ ติด ไว้ ข้างหน้า ที่ แถบยึด เอโฟด และตาข่ายทองเหลืองประดับ แท่น และทำเครื่องใช้ ทั้งหมด ทั้ง สองข้างบนบ่า {39:19} เขาทั้งหลายทำห่วงทองคำสอง ของแท่นนั้น {38:31} ทำฐานล้อมรอบลานและฐานที่ประตู อันติดไว้ที่ขอบด้านล่างทั้งสองของทับทรวงข้างในติดเอโฟด ลาน หลักหมุดทั้งหมดของพลับพลาและหลักหมุดรอบลาน {39:20} และ เขา ทั้งหลาย ทำ ห่วง สอง อัน ด้วย ทองคำ ใส่ ไว้ ริม เอโฟดด้านหน้า ใต้ แถบที่ ตะเข็บ เหนือ รัดประคดที่ ทอ นั้น ด้วยฝีมือ ประณีต ของเอโฟด {39:21} และเขาทั้งหลายผูก {39:1} ด้ายสี ฟ้า สี ม่วง สี แดงเข้ม นั้น เขาใช้ ทำเสื้อ ยศ ทับทรวงนั้น ติด กับ เอโฟดด้วย ใช้ ด้ายถัก สี ฟ้า ร้อยผูก ที่ ห่วง เย็บ ด้วยฝีมือ ประณีต สำหรับ ใส่ เวลาปรนนิบัติ ในที่ บริสุทธิ์ ให้ ทับทรวงทับ รัดประคดซึ่ง ทอด้วยฝีมือ ประณีต ของเอโฟด และได้ ทำเครื่องยศบริสุทธิ์ สำหรับ อาโรน ตามที่ พระเยโฮ เพื่อมิให้ทับทรวงหลุดไปจากเอโฟด ตามที่พระเยโฮวาห์ทรง วาห์ ทรงบัญชาแก่ โมเสส {39:2} เขาทำเอโฟดด้วยทองคำ บัญชาแก่ โมเสส {39:22} เขาทำเสื้อคลุม เข้า ชุด กับ เอโฟด ด้วยด้ายสี ฟ้า สี ม่วง สี แดงเข้ม และผ้าป่านเนื้อ ละเอียด ด้วยด้ายสี ฟ้า ล้วนเป็น ฝีมือ ทอ {39:23} และช่องกลางผืน {39:3} เขาตีทองใบแผ่ออกเป็นแผ่นบางๆแล้วตัดเป็นเส้นๆ เสื้อ นั้น เขาทำเป็น คอเสื้อ เช่นเดียวกับ คอเสื้อ ทหารและมี เพื่อจะทอเข้ากับด้ายสีฟ้า เข้ากับด้ายสีม่วง เข้ากับด้ายสีแดง ขลิบ รอบ คอ เพื่อ มิ ให้ ขาด {39:24} ที่ ชาย เสื้อคลุม เขา เข้ม และเข้ากับเส้นป่านอย่างดีด้วยฝีมือช่างชำนาญ {39:4} ทั้งหลายปัก เป็น รูป ลูก ทับทิม ใช้ ด้ายสี ฟ้า สี ม่วง สี แดงเข้ม เขาทำแถบติดไว้ที่บ่าเพื่อโยงเอโฟด ให้ติดกับริมตอนบนทั้ง และผ้าป่านเนื้อ ละเอียด {39:25} เขาทั้งหลายทำลูก พรวน สองชิ้น {39:5} รัดประคดทออย่างประณีต สำหรับ คาดทับ ด้วยทองคำบริสุทธิ์ แล้ว ติด ลูก พรวนระหว่างผลทับทิม รอบ เอโฟดนั้น เขาทำด้วยวัตถุอย่างเดียวกันและฝีมืออย่างเดียว ชายเสื้อคลุม นั้น {39:26} คือ ลูก พรวนลูก หนึ่ง ผลทับทิม กับ เอโฟด คือ ทำ ด้วย ทองคำ ด้าย สี ฟ้า สี ม่วง สี แดง ผลหนึ่ง และลูกพรวนอีกลูกหนึ่ง ผลทับทิมอีกผลหนึ่งสลับ เข้ม และผ้าป่านเนื้อ ละเอียดตามที่ พระเยโฮวาห์ ทรงบัญชา กัน ดังนี้ รอบชายเสื้อคลุม นั้น สำหรับ สวมเวลาปรนนิบัติ แก่ โมเสส {39:6} เขาเอาพลอยสีน้ำ ข้าวฝัง ไว้ ในกระเปาะ พระองค์ ตามที่ พระเยโฮวาห์ ทรงบัญชาแก่ โมเสส {39:27} ทองคำซึ่งมีลวดลายละเอียด และแกะอย่างแกะตรา เป็นชื่อ เขา ทั้งหลาย ทำ เสื้อ ด้วย ผ้าป่าน เนื้อ ละเอียด ของ ช่าง ทอ ผ้า บุตรอิสราเอล {39:7} แล้ว เขาติด ไว้ กับ เอโฟดบนแถบบ่า สำหรับอาโรนและสำหรับบุตรชายของท่าน {39:28} และทำ นั้นเพื่อให้พลอยนั้นเป็นที่ระลึกถึงบรรดาบุตรแห่งอิสราเอล มาลาด้วยผ้าป่านเนื้อละเอียด และมาลางามด้วยผ้าป่านเนื้อ ตาม ที่ พระ เย โฮ วาห์ ทรง บัญชา แก่ โมเสส {39:8} เขา ทำ .

79 ละเอียด และทำกางเกงด้วยผ้าป่านเนื้อ ละเอียด {39:29} และทำรัดประคดด้วยผ้าป่านปั่น เนื้อ ละเอียด และปัก ด้วย ด้ายสี ฟ้า สี ม่วง สี แดงเข้ม ด้วยฝีมือ ช่างปัก ตามที่ พระ เย โฮ วาห์ ทรง บัญชา แก่ โมเสส {39:30} เขา ทั้งหลาย ทำ แผ่น มงกุฎ บริสุทธิ์ ด้วยทองคำบริสุทธิ์ จารึก คำว่า "บริสุทธิ์ แด่ พระเยโฮวาห์" ไว้ เหมือนอย่างแกะตรา {39:31} แล้ว เขา เอา ด้าย ถัก สี ฟ้า ผูก แผ่น ทองคำ นั้น ไว้ บน มาลา ตาม ที่ พระ เย โฮ วาห์ ทรง บัญชา แก่ โมเสส {39:32} ดังนี้ แหละ เขาทำงานสำหรับพลับพลาของเต็นท์แห่งชุมนุมให้สำเร็จทุก ประการ พระเยโฮวาห์ ทรงบัญชาแก่ โมเสสไว้ อย่างไร คน อิสราเอล ก็ กระทำ อย่าง นั้น ทุก ประการ {39:33} เขา จึง ได้ นำพลับพลามามอบไว้ กับ โมเสส ทั้ง เต็นท์ และเครื่องใช้ ทั้งปวงคือ ขอ ไม้ กรอบ กลอน เสา และฐานรองรับ เสา {39:34} เครื่องดาดพลับพลาข้างบนทำด้วยหนัง แกะตัวผู้ ย้อมสี แดง และหนัง ของแบดเจอร์ และม่านสำหรับ บังตา {39:35} หีบ พระ โอวาท กับ ไม้คาน หาม ของ หีบ นั้น และ พระที่นั่งกรุณา {39:36} โต๊ะกับเครื่องใช้ทั้งหมดบนโต๊ะนั้น และ ขนมปัง หน้า พระ พักตร์ {39:37} คัน ประทีป บริสุทธิ์ กับ ตะเกียง คือ ตะเกียงที่ เข้าที่ และเครื่องใช้ ทั้งหมดของคัน ประทีป นั้น และน้ำมัน สำหรับ เติม ตะเกียง {39:38} แท่น ทองคำ น้ำมัน เจิม เครื่องหอมสำหรับ เผาบูชา และผ้า บังตา สำหรับ ประตู พลับพลา {39:39} แท่น บูชาทองเหลือง กับ ตาข่ายทองเหลืองสำหรับแท่นนั้น ไม้คานหามและเครื่องใช้ ทั้งหมด ของ แท่น ขัน กับ พาน รอง ขัน {39:40} ม่าน บัง ลาน เสากับ ฐานรองรับ ผ้า บังตาประตู ลาน เชือกและหลัก หมุด สำหรับ ลาน และเครื่องใช้ ทั้งหมดของการปรนนิบัติ ที่ พลับพลา สำหรับ เต็นท์ แห่ง ชุมนุม {39:41} เสื้อ ยศเย็บ ด้วยฝีมือ ประณีต สำหรับ สวมในเวลาปรนนิบัติ ในที่ บริสุทธิ์ เครื่องยศ บริสุทธิ์ สำหรับ อา โร น ปุโรหิต เครื่องยศ สำหรับ บุตรชายอาโรน สำหรับใช้สวมในเวลาปฏิบัติตำแหน่งปุโรหิต {39:42} สิ่ง สารพัด ที่ พระ เย โฮ วาห์ ทรง บัญชา แก่ โมเสส แล้ว ชนชาติ อิสราเอลกระทำให้ สำเร็จ ทุก ประการ {39:43} โมเสสจึง ตรวจดูงานทั้งปวง และดู เถิด พระเยโฮวาห์ ทรง บัญชาไว้อย่างไร เขาก็ทำเสร็จสิ้นทุกอย่าง โมเสสจึงอวยพร แก่เขา .

80 บทที่ 2. อพยพ / EXODUS .

บทที่ 3 เลวีนิติ / Leviticus {1:1} พระ เย โฮ วาห์ ทรง เรียก โมเสส ตรัส กับ ท่าน จาก พลับพลาแห่ง ชุมนุม ว่า {1:2} "จงพูด กับ คนอิสราเอลและ กล่าวแก่ เขาว่า เมื่อ คนใดในพวกท่านนำเครื่องบูชามาถวาย พระเยโฮวาห์ ให้ นำสัตว์เลี้ยงอัน เป็น เครื่องบูชาของท่านมา จากฝูง วัว หรือ ฝูง แพะแกะ {1:3} ถ้า เครื่องบูชาของเขาเป็น เครื่องเผาบูชามาจากฝูงวัว ก็ให้เขานำสัตว์ตัวผู้ที่ไม่มีตำหนิ ให้ เขานำเครื่องบูชานั้น มาที่ ประตู พลับพลาแห่ง ชุมนุม ด้วย ความเต็มใจต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ {1:4} ให้ เขาเอา มือ วางบนหัว สัตว์ ซึ่ง เป็น เครื่องเผาบูชานั้น และเครื่องเผา บูชานั้น จะเป็น ที่ ทรงโปรดปรานเพื่อ ทำการลบมลทิน ของผู้ นั้น {1:5} แล้ว ให้ เขาฆ่า วัว ตัวผู้ นั้น ต่อ พระพักตร์ พระเยโฮ วาห์ แล้วพวกปุโรหิต คือบุตรชายของอาโรน จะถวายเลือด และเอาเลือดมาประพรมที่แท่นและรอบแท่นบูชา ซึ่งอยู่ตรง ประตูพลับพลาแห่งชุมนุม {1:6} และให้เขาถลกหนังเครื่อง เผาบูชานั้นออกเสีย แล้วตัดเป็นท่อนๆ {1:7} และบุตรชาย ของอาโรนผู้ เป็น ปุโรหิต จะก่อ ไฟที่ แท่น และเรียงฟืน บนไฟ {1:8} และพวกปุโรหิต คือบุตรชายของอาโรน จะวางท่อน เนื้อ หัว และไขมันสัตว์ตามลำดับไว้บนฟืนบนไฟที่แท่นบูชา {1:9} แต่ ให้ เขาเอาน้ำ ล้างเครื่องในและขาสัตว์ เสีย แล้ว ปุโรหิต จึง เผาของทั้งหมดบนแท่น เป็น เครื่องเผาบูชา เป็น เครื่องบูชาด้วยไฟ เป็น กลิ่น ที่ พอพระทัย แด่ พระเยโฮวาห์ {1:10} ถ้า ของถวายที่ ผู้ใดจะใช้ เป็น เครื่องเผาบูชามาจาก ฝูง แกะหรือ ฝูง แพะ ให้ ผู้ นั้น เลือกเอาสัตว์ ตัวผู้ ที่ ไม่ มี ตำหนิ {1:11} ให้ เขาฆ่า สัตว์ นั้น เสีย ที่ แท่น บูชาข้างด้านเหนือ ต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ และพวกปุโรหิต คือ บุตรชายของ อาโรน จะเอาเลือดสัตว์ นั้น ประพรมที่ แท่น และรอบแท่น บูชา {1:12} ให้ เขาฟัน สัตว์ นั้น เป็น ท่อนๆทั้ง หัว และไขมัน ด้วย และปุโรหิต จะวางเครื่องเหล่านี้ ตามลำดับ ไว้ บนฟืน บน ไฟที่ แท่น บูชา {1:13} แต่ เครื่องในกับ ขานั้น ผู้ ถวายบูชาจะ ล้างเสีย ด้วยน้ำ และให้ ปุโรหิต เอาเครื่องทั้งหมดเหล่านี้ เผา บูชาด้วยกัน บนแท่น เป็น เครื่องเผาบูชา คือ เป็น เครื่องบูชา ด้วยไฟ เป็น กลิ่น ที่ พอพระทัย แด่ พระเยโฮวาห์ {1:14} ถ้า ผู้ใดจะนำนกมาถวายเป็น เครื่องเผาบูชาแด่ พระเยโฮวาห์ ก็ ให้ ผู้ นั้น นำของบูชาที่ เป็น นกเขาหรือ นกพิราบหนุ่ม มาถวาย {1:15} จงให้ปุโรหิตนำนกนั้นมาที่แท่น บิดหัวเสียแล้วเผา บูชาบนแท่น ให้เลือดไหลออกมาข้างๆแท่น {1:16} และให้ ฉีกกระเพาะข้าวและถอนขนนกออกเสีย ทิ้งลงริมแท่นด้าน ตะวันออกในที่ที่ทิ้งมูลเถ้า {1:17} และให้เขาฉีกปีกอย่าให้ ขาดจากตัว และปุโรหิต จะเผานกนั้น บนแท่น ที่ กองฟืน บน ไฟ เป็นเครื่องเผาบูชา คือเป็นเครื่องบูชาด้วยไฟ เป็นกลิ่นที่ พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์" {2:1} "เมื่อ ผู้ใดนำธัญ ญบูชามาเป็น เครื่องบูชาถวายแด่ พระเยโฮวาห์ ก็ให้ผู้นั้นนำยอดแป้งมาถวาย ให้เขาเทน้ำมัน ลงที่แป้งและใส่กำยานด้วย {2:2} แล้วนำมาให้พวกปุโรหิต คือ บุตรชาย ของ อา โร น ผู้ ถวาย บูชา จะ หยิบ ยอด แป้ง คลุก น้ำมัน กำมือ หนึ่ง กับ กำยานทั้งหมดออก และปุโรหิต จะเผา เครื่องบูชาส่วนนี้ เป็น ที่ ระลึก บนแท่น คือ บูชาด้วยไฟ เป็น กลิ่น ที่ พอพระทัย แด่ พระเยโฮวาห์ {2:3} ส่วนธัญ ญบูชา ที่ เหลือ อยู่ นั้น จะเป็น ของอาโรนและบุตรชายของเขา เป็น ส่วนบริสุทธิ์อย่างยิ่งจากเครื่องบูชาด้วยไฟถวายแด่พระเยโฮ วาห์ {2:4} เมื่อ ท่าน นำ ธัญ ญ บูชา เป็น ขนม อบ ใน เตาอบ มาถวายเป็น เครื่องบูชา ให้ เป็น ขนมไร้ เชื้อ ทำด้วยยอดแป้ง คลุก น้ำมัน หรือ ขนมแผ่น ไร้ เชื้อ ทาน้ำมัน {2:5} และถ้า ท่านนำธัญ ญบูชาเป็น ขนมปิ้ง บนกระทะ ก็ ให้ เป็น ขนมทำ ด้วยยอดแป้ง ไร้ เชื้อ คลุก น้ำมัน {2:6} ท่านจงหัก ขนมนั้น เป็นชิ้นๆเทน้ำมัน ราด เป็น ธัญ ญบูชา {2:7} ถ้า เครื่องบูชา ของท่านเป็น ธัญ ญบูชาทอดด้วยกระทะ ให้ ทำด้วยยอดแป้ง คลุกน้ำมัน {2:8} ท่านจงนำธัญญบูชาซึ่ง ทำด้วยสิ่งเหล่านี้ มา ถวาย แด่ พระ เย โฮ วาห์ เมื่อ นำมา ให้ ปุโรหิต แล้ว ปุโรหิต 81 .

เลวีนิติ / LEVITICUS จะนำมาถึง แท่น บูชา {2:9} และปุโรหิต จะนำส่วนที่ ระลึก ออกจากธัญญบูชา และเผาเสียบนแท่น เป็นเครื่องบูชาด้วย ไฟ เป็น กลิ่น ที่ พอพระทัย แด่ พระเยโฮวาห์ {2:10} ส่วน ธัญ ญบูชาที่ เหลือ อยู่ นั้น ตกเป็น ของอาโรนและของบุตรชาย ถวายไขมัน หางที่ เป็น ไขมัน ทั้งหมดตัด ชิด กระดูกสันหลัง และไขมัน ที่ หุ้ม เครื่องใน กับ ไขมัน ที่อยู่ ในเครื่องในทั้งหมด {3:10} และไตทั้ง สองลูก กับ ไขมัน ที่ ติด อยู่ ตรงบั้นเอวนั้น และให้ เอาพังผืด ที่ ติด อยู่ เหนือ ตับ นั้น ออกเสีย พร้อมกับ ไต ท่าน เป็นส่วนบริสุทธิ์อย่างยิ่งจากเครื่องบูชาด้วยไฟถวายแด่ {3:11} และปุโรหิตจะเอาสิ่งเหล่านี้เผาบนแท่น เป็นอาหาร พระเยโฮวาห์ {2:11} บรรดาธัญ ญบูชาซึ่ง นำมาถวายแด่ เผา ด้วย ไฟ ถวาย แด่ พระ เย โฮ วาห์ {3:12} ถ้า เครื่องบูชา พระเยโฮวาห์นั้นอย่าให้มีเชื้อ เจ้าอย่าเผาเชื้อหรือน้ำผึ้งเป็น ของเขาเป็น แพะก็ ให้ เขานำมาถวายต่อ พระพักตร์ พระเยโฮ เครื่องบูชาด้วยไฟถวายแด่ พระเยโฮวาห์ {2:12} ถ้า เจ้า จะ วาห์ {3:13} ให้ เขาเอามือ วางบนหัว ของมัน และฆ่า มัน เสีย นำสิ่ง ทั้ง สองนี้ เป็น ผลรุ่น แรกมาถวายแด่ พระเยโฮวาห์ ก็ได้ ที่ หน้า พลับพลาแห่ง ชุมนุม และบุตรชายของอาโรนจะเอา แต่ อย่า เผาถวายบนแท่น ให้ เป็น กลิ่น ที่ พอพระทัย {2:13} เลือดประพรมที่ แท่น และรอบแท่น บูชา {3:14} แล้ว ให้ เขา เจ้าจงปรุงบรรดาธัญญบูชาด้วยใส่เกลือ เจ้าอย่าให้เกลือแห่ง เอาสิ่ง เหล่านี้ จากแพะตัว นั้น เป็น เครื่องบูชา เป็น เครื่องบูชา พันธสัญญากับ พระเจ้าของเจ้าขาดเสีย จากธัญ ญบูชาของเจ้า ด้วยไฟถวายแด่ พระเยโฮวาห์ คือ ไขมัน ที่ หุ้ม เครื่องใน และ เจ้า จงถวายเกลือ พร้อมกับ บรรดาเครื่องบูชาของเจ้า {2:14} ไขมันที่อยู่ในเครื่องใน {3:15} และไตทั้งสองลูกกับไขมันที่ ถ้า เจ้า ถวายธัญ ญบูชาเป็น ผลรุ่น แรกแด่ พระเยโฮวาห์ ธัญ ติดอยู่ตรงบั้นเอวนั้น และให้เอาพังผืดที่ติดอยู่เหนือตับนั้น ญบูชาอัน เป็น ผลรุ่น แรกนั้น เจ้า จงถวายรวงใหม่ๆ ย่างไฟให้ ออกเสียพร้อมกับไต {3:16} และปุโรหิตจะเผาสิ่งเหล่านี้บน แห้ง บดเมล็ด ให้ ละเอียด {2:15} เจ้า จงใส่ น้ำมัน และวาง แท่นเป็นอาหารเผาไฟ เป็นกลิ่นที่พอพระทัย ไขมันทั้งหมด เครื่องกำยานไว้บนนั้น เป็นธัญญบูชา {2:16} ปุโรหิตจะเอา เป็น ของพระเยโฮวาห์ {3:17} ให้ เป็น กฎเกณฑ์ เนืองนิตย์ ส่วนหนึ่ง ของเมล็ด ที่ บด น้ำมัน และเครื่องกำยานเผาถวาย ตลอดชั่ว อายุ ของเจ้า ในที่ ที่ เจ้า อาศัย อยู่ ทั่วๆไปว่า เจ้า อย่า เป็น ส่วนที่ ระลึก เป็น เครื่องบูชาด้วยไฟถวายแด่ พระเยโฮ รับประทานไขมันหรือเลือด" วาห์" {4:1} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า {4:2} "จงกล่าว {3:1} "ถ้า ผู้ หนึ่ง ผู้ใดถวายเครื่องบูชาเป็น สันติ บูชา ถ้า แก่ คนอิสราเอลว่า ถ้า ผู้ หนึ่ง ผู้ใดกระทำผิด สิ่งใดซึ่ง พระเย เขาถวายวัว ผู้ หรือ วัว เมีย จากฝูง ให้ เขาถวายสัตว์ ตัว ที่ ไม่ มี โฮวาห์ได้ทรงบัญชามิให้กระทำ โดยเขามิได้เจตนากระทำสิ่ง ตำหนิ ต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ {3:2} ให้ เขาเอามือ วาง เหล่านั้น ประการหนึ่ง ประการใด {4:3} ถ้า ปุโรหิต ที่ ได้ รับ บนหัวของสัตว์ตัวที่จะถวาย และจงฆ่าเสียที่ประตูพลับพลา การเจิม ไว้ เป็น ผู้ กระทำบาป เป็น เหตุ ให้ พลไพร่ หลงทำบาป แห่งชุมนุม พวกปุโรหิต คือบุตรชายของอาโรน จะเอาเลือด ไปด้วย เหตุ ด้วยบาปที่ เขาได้ กระทำไป ก็ ให้ เขานำวัว หนุ่ม ประพรมที่ แท่น และรอบแท่น บูชา {3:3} จากเครื่องบูชาที่ ซึ่งไม่มีตำหนิมาถวายแด่พระเยโฮวาห์เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป ถวายเป็นสันติบูชา เป็นเครื่องบูชาด้วยไฟถวายแด่พระเยโฮ {4:4} ให้เขานำวัวนั้นมาที่ประตูพลับพลาแห่งชุมนุมต่อพระ วาห์ ผู้ ถวายจะนำไขมัน ที่ ติด กับ เครื่องในและไขมัน ที่อยู่ ใน พักตร์ พระเยโฮวาห์ และให้ เขาเอามือ วางบนหัว วัว ตัว นั้น เครื่องในทั้งหมด {3:4} และไตทั้งสองลูกกับไขมันที่ติดอยู่ และให้ ฆ่า มัน เสีย ต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ {4:5} และ ตรงบั้นเอวนั้น และให้ เอาพังผืด ที่ ติด อยู่ เหนือ ตับ นั้น ออก ปุโรหิต ผู้ ได้ รับ การเจิม แล้ว จะนำเลือดวัว นั้น มาที่ พลับพลา เสีย พร้อมกับ ไต {3:5} บุตรชายอาโรนจะเผาเสียบนแท่น แห่ง ชุมนุม บ้าง {4:6} ปุโรหิต จะเอานิ้ว จุ่ม ลงในเลือด และ บูชาบนเครื่องเผาบูชาซึ่ง อยู่ บนฟืน บนไฟ เป็น เครื่องบูชา ด้วยไฟ เป็น กลิ่น ที่ พอพระทัย แด่ พระเยโฮวาห์ {3:6} ถ้า ผู้ใดนำเครื่องบูชาที่ เป็น สันติ บูชามาถวายแด่ พระเยโฮวาห์ เป็น สัตว์ ตัวผู้ หรือ ตัวเมีย ที่ ได้ มาจากฝูง แพะแกะ ก็ อย่า ให้ สัตว์นั้นมีตำหนิ {3:7} ถ้าเขาจะถวายลูกแกะเป็นเครื่องบูชา ก็ ให้ เขานำมาถวายต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ {3:8} ให้ เขาเอามือ วางบนหัว ของสัตว์ ที่ จะถวายนั้น และให้ ฆ่า เสีย ที่ หน้า พลับพลา แห่ง ชุมนุม และ บุตรชาย อา โร น จะ เอา เลือด ประพรมที่แท่นและรอบแท่น {3:9} จากเครื่องบูชาที่ถวาย เป็น สันติ บูชา คือ บูชาด้วยไฟถวายแด่ พระเยโฮวาห์ ให้ เขา ประพรมเลือดนั้น ที่ หน้า ม่านสถานบริสุทธิ์ เจ็ด ครั้ง ต่อ พระ พักตร์ พระเยโฮวาห์ {4:7} และปุโรหิต จะเอาเลือดเล็กน้อย เจิมที่เชิงงอนของแท่นเผาเครื่องหอมซึ่งอยู่ในพลับพลาแห่ง ชุมนุม ต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ ส่วนเลือดวัว ที่ เหลือ อยู่ นั้น เขาจะเทลงที่ ฐานแท่น เผาเครื่องเผาบูชาซึ่ง อยู่ ที่ ประตู พลับพลา แห่ง ชุมนุม {4:8} และ เขา จะ เอา ไขมัน ทั้งหมด ออกเสีย จากวัว ตัว ที่ เป็น เครื่องบูชาไถ่บาปนี้ คือ ไขมัน ที่ หุ้ม เครื่องในและไขมันที่ติดอยู่กับเครื่องในทั้งหมด {4:9} และ ไตทั้ง สองลูก กับ ไขมัน ที่ ติด อยู่ ตรงบั้นเอวนั้น และให้ เอา พังผืด ที่ ติด อยู่ เหนือ ตับ นั้น ออก เสีย พร้อมกับ ไต {4:10} .82 บทที่ 3.

83 ให้ เอาออกเช่นเดียวกับ เอาออกจากวัว ที่ ถวายเป็น สันติ บูชา และปุโรหิต จะเผาสิ่ง เหล่านี้ บนแท่น เครื่องเผาบูชา {4:11} แต่หนังของวัวพร้อมกับเนื้อวัวทั้งหมด หัว ขา เครื่องในและ มูลของมัน {4:12} คือวัวทั้งตัวนี้ ให้เอาออกไปเสียจากค่าย ถึง ที่ สะอาดที่ ทิ้ง มูล เถ้า และให้ สุม ไฟเผาเสีย ที่ ทิ้ง มูล เถ้า อยู่ ที่ไหนก็ ให้ เผาที่นั่น {4:13} ถ้า ชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมด กระทำผิด โดยไม่ รู้ตัว และความผิด นั้น ยัง ไม่ ปรากฏแจ้ง แก่ ที่ประชุม และ เขา ได้ กระทำ สิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่ง พระ เย โฮ วาห์ บัญชามิให้กระทำ เขาก็มีความผิด {4:14} เมื่อความผิดที่เขา ได้กระทำนั้นเป็นที่ประจักษ์ขึ้น ให้ที่ประชุมถวายวัวหนุ่มตัว หนึ่ง เป็น เครื่องบูชาไถ่บาป ให้ นำวัว นั้น มาที่ หน้า พลับพลา แห่ง ชุมนุม {4:15} และผู้ใหญ่ ของชุมนุมชนจะเอามือ วาง บนหัว ของวัว นั้น ต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ และให้ ฆ่า วัว ตัว นั้น เสีย ต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ {4:16} แล้ว ปุโรหิต ผู้ รับ การเจิม จะนำเลือดของวัว มาที่ พลับพลาแห่ง ชุมนุม บ้าง {4:17} และปุโรหิต จะเอานิ้ว จุ่ม ลงในเลือดและประพรมที่ หน้า ม่านเจ็ด ครั้ง ต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ {4:18} และ ปุโรหิต จะเอาเลือดสัก หน่อยเจิม ที่ เชิง งอนของแท่น บูชาซึ่ง อยู่ ในพลับพลาแห่ง ชุมนุม ต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ ส่วน เลือดที่เหลืออยู่นั้น เขาจะเทลงที่ฐานแท่นเครื่องเผาบูชาซึ่ง อยู่ที่ประตูพลับพลาแห่งชุมนุม {4:19} และเขาจะเอาไขมัน ออกจากวัว นั้น หมด นำไปเผาเสียบนแท่น {4:20} เขาจะ กระทำดังนี้ แก่ วัว ตัว นี้ เขาได้ กระทำกับ วัว ตัว ที่ ถวายเป็น เครื่องบูชา ไถ่บาป อย่างไร ก็ ให้ เขา กระทำ แก่ วัว ตัว นี้ อย่าง นั้น ดังนี้ ปุโรหิต จะทำการลบมลทิน ของชุมนุมชนแล้ว เขา ทั้งหลายจะได้ รับ การอภัย {4:21} แล้ว เขาจะนำวัว ออกไป นอกค่าย และเผาเสียอย่างกับเผาวัวตัวก่อน เป็นเครื่องบูชา ไถ่บาปของที่ประชุม {4:22} ถ้า ผู้ ครอบครองกระทำความ บาป กระทำ สิ่ง ซึ่ง พระ เย โฮ วาห์ พระเจ้า ของ เขา ทรง บัญชา มิ ให้ กระทำ โดย ไม่ รู้ตัว เขา ก็ มี ความผิด {4:23} เมื่อ เขา รู้ตัว ว่า กระทำผิด ดังนั้น แล้ว ก็ ให้ เขานำลูก แพะตัวผู้ ที่ ไม่ มี ตำหนิ ตัว หนึ่ง มาเป็น เครื่องบูชา {4:24} ให้ เขาเอามือ วาง บนหัว แพะ และให้ ฆ่า แพะเสีย ในที่ ที่ เขาฆ่า สัตว์ เป็น เครื่อง เผาบูชาต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ นี่ เป็น เครื่องบูชาไถ่บาป {4:25} ปุโรหิต จะเอานิ้ว จุ่ม เลือดเครื่องบูชาไถ่บาปบ้าง นำ ไปเจิม ที่ เชิง งอนบนแท่น เครื่องเผาบูชา และเทเลือดที่ เหลือ อยู่นั้นที่ฐานของแท่นเครื่องเผาบูชา {4:26} และเขาจะเผา ไขมันทั้งหมดบนแท่น เช่นเดียวกับเผาไขมันเครื่องสันติบูชา ดังนี้ แหละปุโรหิต จะทำการลบมลทิน แทนผู้ กระทำผิด นั้น และเขาจะได้ รับ การอภัย {4:27} ถ้า พลไพร่ สามัญ คนหนึ่ง คนใดกระทำความผิด โดยมิได้ เจตนาคือ กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่ง พระเยโฮวาห์ ทรงบัญชามิ ให้ เขากระทำ เขาก็ มี ความผิด {4:28} เมื่อ เขารู้ตัว ว่า กระทำผิด ดังนั้น แล้ว ก็ ให้ เขานำลูก แพะตัวเมีย ตัว หนึ่ง ซึ่ง ไม่ มี ตำหนิ มาเป็น เครื่องบูชาไถ่บาปที่ เขา ได้ กระทำ ไป นั้น {4:29} และ เขา จะ เอา มือ วาง บน หัว ของเครื่องบูชาไถ่บาป และฆ่า เครื่องบูชาไถ่บาปนั้น ในที่ ที่ เขาถวายเครื่องเผาบูชา {4:30} ปุโรหิต จะเอานิ้ว จุ่ม เลือด แพะนั้นไปเจิมที่เชิงงอนของแท่นเครื่องเผาบูชา และเทเลือด ส่วนที่ เหลือ ลงที่ ฐานของแท่น นั้น {4:31} และเขาจะเอา ไขมัน ออกเสีย ให้ หมดอย่างที่ เอาไขมัน ออกเสีย จากเครื่อง สันติ บูชา และปุโรหิต จะเผาไขมัน นั้น บนแท่น เป็น กลิ่น ที่ พอพระทัย แด่ พระเยโฮวาห์ และปุโรหิต จะทำการลบมลทิน ของเขาและเขาจะได้ รับ การอภัย {4:32} ถ้า เขานำลูก แกะ มาเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปก็ให้เขานำลูกแกะตัวเมียไม่มีตำหนิ มา {4:33} เขาจะเอามือ วางบนหัว ของเครื่องบูชาไถ่บาป และฆ่า เสีย เป็น เครื่องบูชาไถ่บาปในที่ ที่ เขาฆ่า เครื่องเผาบูชา {4:34} และปุโรหิต จะเอานิ้ว จุ่ม เลือดเครื่องบูชาไถ่บาปนั้น บ้าง นำไปเจิมที่เชิงงอนของแท่นเครื่องเผาบูชา และเทเลือด ที่ เหลือ นั้น ลงที่ ฐานของแท่น {4:35} และเขาจะเอาไขมัน ทั้งหมดออกเสียอย่างที่เอาไขมันของลูกแกะออกจากเครื่อง สันติบูชา และปุโรหิตจะเผาไขมันบนแท่นเหมือนเครื่องบูชา ด้วยไฟถวายแด่พระเยโฮวาห์ และปุโรหิตจะทำการลบมลทิน ของเขาซึ่งเขาได้กระทำผิด และเขาจะได้รับการอภัย" {5:1} "ถ้า ผู้ใด กระทำ ความผิด ใน ข้อ ที่ ได้ยิน เสียง แห่ง การสาบานตัว และเป็น พยาน และแม้ว่า เขาเป็น พยานโดย ที่ เขาเห็น หรือ รู้เรื่องก็ตาม แต่ เขาไม่ ยอมให้การเป็น พยาน เขาต้องรับโทษความชั่วช้า ของเขา {5:2} หรือ ผู้ หนึ่ง ผู้ใด แตะต้องสิ่ง ที่ เป็น มลทิน จะเป็น ซากสัตว์ป่า ที่ มลทิน หรือ ซากสัตว์เลี้ยงที่มลทิน หรือซากสัตว์เลื้อยคลานที่เป็นมลทิน โดยไม่ทันรู้ตัว เขาจึงเป็นคนมีมลทิน เขาก็มีความผิด {5:3} หรือ ถ้า เขา แตะต้อง มลทิน ของ คน จะ เป็น สิ่งใดๆ ซึ่ง เป็น มลทิน อัน เป็น สิ่ง ที่ กระทำให้ คนนั้น เป็น มลทิน โดยเขาไม่ รู้ตัว เมื่อเขารู้แล้ว เขาก็มีความผิด {5:4} หรือถ้าคนหนึ่งคน ใดเผลอตัว กล่าวคำสาบานด้วยริมฝีปากว่า จะกระทำชั่ว หรือ ดี หรือเผลอตัวกล่าวคำสาบานใดๆ และเขากระทำโดยไม่ทัน รู้ตัว เมื่อเขารู้สึกตัวแล้วในประการใดก็ตาม เขาก็มีความผิด {5:5} เมื่อ ผู้ หนึ่ง ผู้ใดกระทำความผิด ใดๆที่ กล่าวมานี้ ก็ ให้ เขาสารภาพความผิด ที่ เขาได้ กระทำ {5:6} และให้ เขานำ เครื่องบูชาไถ่การละเมิดมาถวายแด่พระเยโฮวาห์ เพราะบาป ซึ่ง เขา ได้ กระทำ นั้น เครื่องบูชา นั้น จะ เป็น สัตว์ ตัวเมีย จาก ฝูง คือลูกแกะหรือลูกแพะ ก็เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปได้ ดังนี้ ปุโรหิตจะทำการลบมลทินแทนผู้ที่กระทำผิดนั้น {5:7} ถ้า .

เลวีนิติ / LEVITICUS เขาไม่สามารถถวายลูกแกะตัวหนึ่ง ก็ให้เขานำนกเขาสองตัว หรือ นกพิราบหนุ่ม สองตัว มาเป็น เครื่องบูชาถวายพระเยโฮ วาห์ไถ่การละเมิด นกตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป และนก อีก ตัว หนึ่ง เป็น เครื่องเผาบูชา {5:8} ให้ เขานำนกทั้ง สองนี้ มาให้ปุโรหิต ปุโรหิตก็ถวายนกตัวหนึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป ก่อน ให้ เขา บิด หัว นก หลุด จาก คอ แต่ อย่า ให้ ขาด {5:9} และปุโรหิต จะเอาเลือดเครื่องบูชาไถ่บาปประพรมที่ ข้างแท่น เสีย บ้าง ส่วนเลือดที่ เหลือ อยู่ นั้น จะรีด ให้ ไหลออกที่ ฐาน แท่น นี่ เป็น เครื่องบูชาไถ่บาป {5:10} แล้ว เขาจะถวายนก ตัว ที่ สองเป็น เครื่องเผาบูชาตามลักษณะ และปุโรหิต จะทำ การลบมลทิน ของเขาซึ่ง เขาได้ กระทำไปและเขาจะได้ รับ การ อภัย {5:11} แต่ ถ้า เขา ไม่ สามารถ ที่ จะ นำ นกเขา สอง ตัว หรือ นกพิราบหนุ่ม สองตัว มา ก็ ให้ เขานำเครื่องบูชาไถ่บาป ซึ่ง เขาได้ กระทำนั้น มา คือ ยอดแป้ง หนึ่ง ในสิบ เอฟาห์ เอามา เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป อย่าใส่น้ำมัน หรือใส่เครื่องกำยานใน แป้ง เพราะเป็น เครื่องบูชาไถ่บาป {5:12} ให้ เขานำแป้ง มา ให้ ปุโรหิต และปุโรหิต จะเอาแป้ง กำมือ หนึ่ง เป็น ส่วนที่ ระลึก และ เผา เสียบน แท่น เหมือน เครื่อง เผา บูชา ด้วย ไฟ ถวาย แด่ พระเยโฮวาห์ เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป {5:13} และปุโรหิตจะ ทำการลบมลทิน ของเขาเพราะบาปซึ่ง เขาได้ กระทำในเรื่อง หนึ่งเรื่องใดที่กล่าวมานี้ และเขาจะได้รับการอภัย และส่วนที่ เหลือนั้นจะเป็นของปุโรหิต เช่นเดียวกับธัญญบูชา" {5:14} พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า {5:15} "ถ้าผู้ใดทำการละเมิด และทำบาปโดยไม่ รู้ตัว ในเรื่องของบริสุทธิ์ แห่ง พระเยโฮวาห์ ให้ ผู้ นั้น นำแกะตัวผู้ ที่ ปราศจากตำหนิ จากฝูง เป็น เครื่องบูชา ไถ่ การละเมิด ถวายแด่ พระเยโฮวาห์ ให้ เจ้า ตีราคาเป็น เงิน เชเขลตามเชเขลของสถานบริสุทธิ์ เป็น เครื่องบูชาไถ่ การ ละเมิด {5:16} และให้ผู้นั้นชดใช้ของบริสุทธิ์ที่ขาดไป และ เพิ่มอีกหนึ่งในห้าของราคาสิ่งที่ขาดไปนั้น นำมามอบให้แก่ ปุโรหิต และปุโรหิต จะทำการลบมลทิน ของเขาด้วยแกะผู้ ที่ ถวายเป็น เครื่องบูชาไถ่ การละเมิด และเขาจะได้ รับ การอภัย {5:17} ถ้า ผู้ใดกระทำผิด คือ กระทำสิ่ง ที่ พระเยโฮวาห์ ทรง บัญชามิ ให้ กระทำ ถึงแม้ว่า เขากระทำโดยไม่ รู้เท่า ถึง การณ์ เขาก็มีความผิดจะต้องรับโทษความชั่วช้าของเขา {5:18} ให้ ผู้นั้นนำแกะตัวผู้ที่ปราศจากตำหนิมาจากฝูงมาถึงปุโรหิต ให้ เจ้า ตีราคา เป็น ราคาเครื่องบูชาไถ่ การละเมิด และให้ ปุโรหิต ทำการลบมลทิน ของเขาตามความผิด ซึ่ง เขาได้ กระทำโดยไม่ รู้เท่า ถึง การณ์ นั้น และ เขา จะ ได้ รับ การ อภัย {5:19} เป็น เครื่องบูชาไถ่ การละเมิด เพราะเขาได้ กระทำการละเมิด ต่อ พระเยโฮวาห์" ผู้ใดทำบาปและทำการละเมิด ต่อ พระเยโฮวาห์ ด้วยการมุสา ต่อ เพื่อนบ้านของเขาในสิ่ง ที่ ฝากเขาให้ เก็บรักษาไว้ หรือ ใน เรื่องมิตรภาพ หรือในสิ่งที่ใช้ความรุนแรงไปแย่งชิงมา หรือ ได้ หลอกลวงเพื่อนบ้านของเขา {6:3} หรือ พบสิ่ง ที่ หายไป แล้วแต่ ไม่ ยอมรับ สาบานตนเป็น ความเท็จ ในข้อ เหล่านี้ ถ้า ผู้ใด กระทำ ก็ เป็น ความผิด {6:4} ก็ ให้ ผู้ ที่ กระทำ ผิด มี โทษเพราะความผิด ของเขา ให้ ผู้ นั้น คืน ของที่ ได้ มาจาก การชิง มานั้น เสีย หรือ สิ่งใดที่ เขาได้ มาด้วยการหลอกลวง หรือ สิ่ง ที่ ฝากเขาไว้ หรือ สิ่ง สูญหายที่ เขาได้ พบเข้า {6:5} หรือสิ่งใดๆที่ได้สาบานเท็จไว้ เขาต้องคืนให้เต็มตามจำนวน และจงเพิ่ม อีก หนึ่ง ในห้า และมอบให้แก่ เจ้าของในวันที่ เขา ถวายเครื่องบูชาไถ่ การละเมิด {6:6} ให้ ผู้ นั้น นำแกะตัวผู้ ที่ ไม่ มี ตำหนิ มาจากฝูง เป็น เครื่องบูชาไถ่ การละเมิด ถวายแด่ พระเยโฮวาห์ มามอบให้ ปุโรหิต ให้ เจ้า ตีราคาเอง เป็น ราคา เครื่องบูชา ไถ่ การ ละเมิด {6:7} และ ให้ ปุโรหิต ทำ การ ลบ มลทิน ของเขาต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ และเขาจะได้ รับ การอภัยในทุกสิ่งที่เขาได้กระทำไปซึ่งเป็นการละเมิด" {6:8} พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า {6:9} "จงบัญชาแก่ อาโรนและบุตรชายของเขาว่า ต่อไปนี้ เป็น พระราชบัญญัติ เรื่องเครื่องเผาบูชา เครื่องเผาบูชานั้นจะต้องเผาอยู่บนแท่น ตลอด คืน จน รุ่งเช้า จง ให้ ไฟ บน แท่น เผา เครื่องบูชา ลุก อยู่ เรื่อยไป {6:10} ให้ปุโรหิตสวมเสื้อผ้าป่านและสวมกางเกง ผ้าป่านและให้ ตัก มูล เถ้า ออกจากไฟที่ ไหม้ เครื่องเผาบูชาอยู่ บน แท่น นำ ไป ไว้ ข้าง แท่น {6:11} ให้ ถอด เสื้อ ที่ สวม อยู่ ออกแล้ว สวมเสื้อ อีก ตัว หนึ่ง นำมูล เถ้า ออกไปนอกค่ายยัง ที่สะอาด {6:12} ให้รักษาไฟที่บนแท่นให้ลุกอยู่ อย่าให้ดับ เลยทีเดียว ให้ปุโรหิตใส่ฟืนทุกเช้าและให้เรียงเครื่องเผาบูชา ให้เป็นระเบียบไว้บนแท่น และเผาไขมันของเครื่องสันติบูชา บนนั้น {6:13} ต้องรักษาให้ไฟติดอยู่บนแท่นเรื่อยไป อย่า ให้ดับเป็นอันขาด {6:14} ต่อไปนี้ เป็น พระราชบัญญัติ ของการถวายธัญ ญ บูชา ให้ บุตรชายอาโรนถวายเครื่องบูชานี้ ต่อ พระพักตร์ พระ เยโฮวาห์ ที่ หน้า แท่น บูชา {6:15} ให้ ปุโรหิต คนหนึ่ง หยิบ ยอดแป้ง กำมือ หนึ่ง มาจากธัญ ญบูชา คลุก น้ำมัน และเครื่อง กำยานทั้งหมดซึ่ง อยู่ บนธัญ ญบูชา และเผาส่วนนี้ บนแท่น เป็นที่ระลึก เป็นกลิ่นที่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์ {6:16} ส่วนที่เหลืออยู่ให้อาโรนและบุตรชายของเขารับประทาน ให้ รับประทานกับ ขนมปัง ไร้ เชื้อ ในที่ บริสุทธิ์ ให้ รับประทานใน ลานของพลับพลาแห่งชุมนุม {6:17} อย่าใส่เชื้อในขนมนั้น แล้วปิ้ง เราได้ให้ส่วนนี้เป็นส่วนเครื่องบูชาด้วยไฟของเราอัน {6:1} พระเยโฮวาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า {6:2} "ถ้า ผู้ หนึ่ง ตกแก่เขาเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่สุด เช่นเดียวกับเครื่องบูชาไถ่บาป .84 บทที่ 3.

85 และเครื่องบูชาไถ่ การละเมิด {6:18} ให้ บุตรชายทั้งหลาย ของอาโรนรับประทานสิ่งนี้ เป็นกฎเกณฑ์ถาวรตลอดชั่วอายุ ของเจ้าจากเครื่องบูชาด้วยไฟของพระเยโฮวาห์ ผู้ใดที่ถูกต้อง ปุโรหิต รับประทานได้ ให้ รับประทานในสถานบริสุทธิ์ เป็น {6:24} พระ เย โฮ วาห์ ตรัส กับ โมเสส ว่า {6:25} "จง กล่าว แก่ อา โร น และ บุตรชาย ของ เขา ว่า ต่อไปนี้ เป็น พระราชบัญญัติ ของการถวายเครื่องบูชาไถ่บาป ให้ ฆ่า สัตว์ ที่ เป็น เครื่องบูชาไถ่บาปในที่ ที่ ฆ่า สัตว์ อัน เป็น เครื่องเผาบูชา ขนม เหล่านี้ ให้ เขา นำ ขนมปัง ใส่ เชื้อ มา ถวาย เป็น ส่วน ของ เครื่องบูชา พร้อมกับ เครื่องสันติ บูชาที่ ถวายเป็น การโมทนา พระคุณ {7:14} ให้ เขาถวายของบูชาเหล่านี้ ส่วนหนึ่ง จาก ทั้งหมด แด่ พระ เย โฮ วาห์ ซึ่ง เป็น ส่วน ยก ให้แก่ ปุโรหิต ผู้ เอา เลือด สันติ บูชา ประพรม {7:15} ส่วน เนื้อสัตว์ เครื่อง สันติ บูชา เพื่อ โมทนา พระคุณ นั้น เขา จะ ต้อง รับประทาน เสีย ใน วัน ทำ การ ถวาย บูชา อย่า เหลือ ไว้ จน วัน รุ่งเช้า เลย {7:16} แต่ ถ้า เครื่องบูชานั้น เป็น เครื่องบูชาปฏิญาณ หรือ เป็น เครื่องบูชาตามใจสมัคร ให้ เขารับประทานเสีย ในวัน ทำ การถวายบูชา และในวันรุ่งขึ้นเขายังรับประทานส่วนที่เหลือ ได้ {7:17} ส่วนเนื้อ ของเครื่องบูชาที่ เหลือ ถึง วันที่ สามให้ เผาเสีย ด้วยไฟ {7:18} ถ้า เอาเนื้อสัตว์ อัน เป็น เครื่องสันติ บูชามารับประทานในวันที่ สาม ก็ จะไม่ เป็น ที่ พอพระทัย เลย และผู้ ที่ ถวายนั้น จะไม่ เป็น ที่ โปรดปรานด้วย แต่ จะเป็น การ กระทำที่ น่า สะอิด สะเอียน และผู้ ที่ รับประทานนั้น จะต้อง ได้ รับโทษ ความ ชั่วช้า ของ เขา {7:19} เนื้อที่ ไป ถูก ของ ที่ เป็น มลทิน ใดๆ อย่า รับประทาน จงเผาเสีย ด้วยไฟ บุคคลที่ สะอาดทุกคนรับประทานเนื้อได้ {7:20} แต่ผู้ใดรับประทาน เนื้อ สัตวบูชาอัน เป็น เครื่องสันติ บูชาแด่ พระเยโฮวาห์ โดยที่ ตนยัง มี มลทิน ติด ตัว อยู่ ผู้ นั้น จะต้องถูก ตัดขาดจากพลไพร่ ของ ตน {7:21} ยิ่งกว่านั้น อีก ถ้า ผู้ใด แตะต้อง สิ่ง มลทิน ใดๆ ไม่ว่า จะเป็น มลทิน ของคน หรือ สัตว์ มลทิน ใดๆ หรือ สิ่ง มลทิน ที่ น่า สะอิด สะเอียนใดๆ และผู้ นั้น มารับประทาน เนื้อ สัตวบูชาอัน เป็น เครื่องสันติ บูชาแด่ พระเยโฮวาห์ ผู้ นั้น จะ ต้อง ถูก ตัดขาด จาก พล ไพร่ ของ ตน" {7:22} พระ เย โฮ วาห์ ตรัส กับ โมเสสว่า {7:23} "จงกล่าวแก่ คนอิสราเอลว่า ของบริสุทธิ์ ที่สุด {7:7} เครื่องบูชาไถ่ การละเมิด ก็ เหมือน เครื่องบูชาไถ่บาป มี พระราชบัญญัติ อย่างเดียวกัน ปุโรหิต สิ่งเหล่านี้จะบริสุทธิ์" ผู้ใช้ เครื่องบูชาทำการลบมลทิน จะได้ เครื่องบูชานั้น {7:8} {6:19} พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า {6:20} "ต่อไปนี้ ปุโรหิต คนใดถวายเครื่องเผาบูชาของผู้ใด ปุโรหิต ผู้ นั้น ย่อม เป็น เครื่องบูชาที่ อาโรนและบุตรชายทั้งหลายของเขาจะต้อง ได้หนังของเครื่องเผาบูชาที่ตนถวาย {7:9} เครื่องธัญญบูชา ถวายแด่ พระเยโฮวาห์ ในวันที่ เขารับ การเจิม คือ ยอดแป้ง ทุกอย่างที่ ปิ้ง ในเตาอบ และสิ่ง ทั้งหมดซึ่ง เตรียมในกระทะ หนึ่ง ใน สิบ เอฟาห์ เป็น ธัญ ญ บูชา ประจำ ให้ ถวาย ตอน เช้า หรือ ที่ เหล็ก ให้ ตก เป็น ของ ปุโรหิต ผู้ ถวาย ของ เหล่านั้น ครึ่งหนึ่ง ตอนเย็น ครึ่งหนึ่ง {6:21} ให้ คลุก กับ น้ำมัน ให้ {7:10} ธัญ ญบูชาทุกอย่างที่ เคล้า น้ำมัน หรือ ไม่ เคล้า จะตก เข้า กัน ดี แล้ว ทอดบนเหล็ก ทำเป็น แผ่น เหมือนธัญ ญบูชา เป็นของบุตรชายอาโรนทั่วกัน แล้วถวายเป็นกลิ่นที่พอพระทัยแด่พระเยโฮวาห์ {6:22} ให้ {7:11} ต่อไปนี้ เป็น พระราชบัญญัติ เรื่องเครื่องสันติ บูชา ปุโรหิต จากบรรดาบุตรชายของอาโรนผู้ รับ การเจิม ตั้ง แทน ซึ่ง ผู้ หนึ่ง ผู้ใดนำมาถวายแด่ พระเยโฮวาห์ {7:12} ถ้า เขา เขาถวายสิ่ง นี้ เป็น กฎเกณฑ์ สืบไปเนืองนิตย์ แด่ พระเยโฮ ถวาย เป็น เครื่อง โมทนา พระคุณ ก็ ให้ เขา ถวาย ขนม ไร้ เชื้อ วาห์ ให้ เผาเครื่องบูชาทั้งหมดเสีย {6:23} ธัญ ญบูชาของ คลุก น้ำมัน ขนมแผ่น ไร้ เชื้อ ทาน้ำมัน ขนมยอดแป้ง คลุก ปุโรหิตทุกรายให้เผาเสียให้หมด อย่าให้รับประทาน" น้ำมัน ให้ ดี พร้อมกับ เครื่องบูชา โมทนา {7:13} นอกจาก ต่อ พระพักตร์ พระเยโฮวาห์ เป็น ของบริสุทธิ์ ที่สุด {6:26} ให้ ปุโรหิต ผู้ ถวายเครื่องบูชาไถ่บาปรับประทานสัตว์ นั้น ให้ เขา รับประทาน ใน ที่ บริสุทธิ์ ใน ลาน พลับพลา แห่ง ชุมนุม {6:27} อะไร ที่ แตะต้อง เนื้อสัตว์ นั้น จะ บริสุทธิ์ และ เมื่อ ประพรมมี เลือดติด เสื้อ ก็ ให้ ซัก เสื้อ ส่วนที่ ติด เลือดนั้น ในที่ บริสุทธิ์ {6:28} จงทำลายภาชนะดินที่ใช้ต้มเนื้อนั้นเสีย ถ้า ต้มในภาชนะทองเหลืองก็ให้ขัดและล้างเสียด้วยน้ำ {6:29} ผู้ชาย ทุกคน ที่ เป็น ปุโรหิต รับประทาน ได้ เป็น ของ บริสุทธิ์ ที่สุด {6:30} แต่ เครื่องบูชาไถ่บาป ซึ่ง ปุโรหิต นำเลือดเข้า ไปในพลับพลาแห่งชุมนุม เพื่อทำการลบมลทินในที่บริสุทธิ์ นั้น อย่ารับประทานเลย ต้องเผาไฟเสีย" {7:1} "เช่นเดียวกันนี่เป็นพระราชบัญญัติเรื่องเครื่องบูชา ไถ่การละเมิด เป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่สุด {7:2} ให้ฆ่าสัตว์อันเป็น เครื่องบูชาไถ่ การละเมิด ในที่ ที่ ฆ่า สัตว์ อัน เป็น เครื่องเผาบูชา และให้เอาเลือดสัตว์นั้นประพรมที่แท่นและรอบแท่น {7:3} และให้เอาไขมันของสัตว์นั้นถวายบูชาเสียทั้งหมดด้วย หาง ที่ เป็น ไขมัน ไขมัน ที่ หุ้ม เครื่องใน {7:4} และ ไต ทั้ง สอง ลูก กับ ไขมัน ที่ ติด อยู่ ตรงบั้นเอวนั้น และให้ เอาพังผืด ที่ ติด อยู่ เหนือ ตับ นั้น ออกเสีย พร้อมกับ ไต {7:5} ให้ ปุโรหิต เผา สิ่ง เหล่านี้ บนแท่น เป็น เครื่องบูชาด้วยไฟถวายแด่ พระเยโฮ วาห์ เป็นเครื่องบูชาไถ่การละเมิด {7:6} ผู้ชายทุกคนที่เป็น .

เลวีนิติ / LEVITICUS เป็น เครื่องบูชาไถ่บาป แกะผู้ สองตัว กระบุง ขนมปัง ไร้ เชื้อ {8:3} และจงเรียกชุมนุมชนทั้งหมดให้ ประชุม กัน ที่ ประตู พลับพลาแห่งชุมนุม" {8:4} และโมเสสก็กระทำดังที่พระเย โฮวาห์ทรงบัญชาแก่ท่าน และชุมนุมชนก็ประชุมกันที่ประตู พลับพลา แห่ง ชุมนุม {8:5} โมเสส กล่าว แก่ ชุมนุมชน ว่า "ต่อไปนี้เป็นสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงบัญชาให้กระทำ" {8:6} โมเสสก็ นำอาโรนและบุตรชายทั้งหลายของเขามาชำระกาย ด้วยน้ำ {8:7} แล้ว สวมเสื้อ ให้ และคาดรัดประคดให้ แล้ว สวมเสื้อคลุมยาวให้ และสวมเอโฟดให้เขา เอารัดประคดทอ อย่างประณีต สำหรับ คาดทับ เอโฟดคาดเอวให้ ผูก เอโฟดให้ ติดตัวเขาไว้ {8:8} และโมเสสสวม ทับทรวงให้ อาโรน และใส่ อู ริม กับ ทูม มิ ม ไว้ ในทับทรวงนั้น {8:9} และสวมผ้า มาลาไว้ บน ศีรษะ และติด แผ่น ทองคำอัน เป็น มงกุฎ บริสุทธิ์ ที่ ผ้า มาลา ด้านหน้า ดังที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้นั้น {8:10} แล้ว โมเสสนำน้ำมัน เจิม มาเจิม พลับพลาและทุกสิ่ง ที่อยู่ ใน นั้น ชำระให้ เป็น ของบริสุทธิ์ {8:11} และท่านเอาน้ำมัน เจิมประพรมบนแท่นเจ็ดครั้ง เจิมแท่นและเจิมภาชนะประจำ แท่น ทั้งหมด เจิม ขัน และพานรองขัน เพื่อ ชำระให้ เป็น ของ บริสุทธิ์ {8:12} และท่านเทน้ำมัน เจิม ลงบนศีรษะของอา โรนบ้าง แล้ว เจิม เขาไว้ เพื่อ ชำระให้ บริสุทธิ์ {8:13} และ โมเสสก็ นำบุตรชายอาโรนเข้า มาสวมเสื้อ แล้ว คาดรัดประคด ให้ และสวมมาลาให้ ดังที่พระเยโฮวาห์ทรงบัญชาโมเสสไว้ {8:14} แล้ว ท่านจึง นำวัว ตัวผู้ อัน เป็น เครื่องบูชาไถ่บาป เข้า มา อาโรนและบุตรชายทั้งหลายของเขาก็ เอามือ ของตน วางบนหัว วัว อัน เป็น เครื่องบูชาไถ่บาปนั้น {8:15} โมเสส ก็ฆ่า วัวตัวนั้นเสีย เอานิ้ว จุ่มเลือดไปเจิมที่เชิงงอนรอบแท่น ชำระแท่นให้บริสุทธิ์แล้วเทเลือดที่ฐานของแท่น ถวายแท่น ไว้เป็นสิ่งบริสุทธิ์ เพื่อทำการลบมลทินของแท่นนั้น {8:16} และท่านนำไขมัน ทั้งหมดที่อยู่ กับ เครื่องในและพังผืด เหนือ ตับ และไตสองลูกพร้อมกับไขมันแล้วโมเสสก็เผาสิ่งเหล่านี้ เสียบนแท่น {8:17} แต่วัวและหนังวัว กับเนื้อและมูลของ มัน ท่านเผาเสียด้วยไฟข้างนอกค่าย ดังที่พระเยโฮวาห์ทรง บัญชาโมเสสไว้ {8:18} แล้ว ท่านก็ นำแกะผู้ อัน เป็น เครื่อง เผาบูชาเข้า มา อาโรนกับ บุตรชายทั้งหลายของเขาก็ เอามือ ของตนวางบนหัวของแกะผู้นั้น {8:19} โมเสสก็ฆ่าแกะนั้น เสีย เอาเลือดประพรมที่แท่นและรอบแท่น {8:20} เมื่อท่าน ฟันแกะออกเป็นท่อนๆ โมเสสก็เผาหัวและแกะที่เป็นท่อนๆ กับ ไขมัน เสีย {8:21} เมื่อ เอาน้ำ ล้างเครื่องในและขาแกะ แล้ว โมเสสก็เผาแกะทั้งตัวบนแท่น เป็นเครื่องเผาบูชา เป็น กลิ่น ที่ พอพระทัย เป็น เครื่องบูชาด้วยไฟถวายแด่ พระเยโฮ .86 เจ้า ทั้งหลายอย่า รับประทานไขมัน ของวัว ของแกะหรือ ของ แพะ {7:24} ไขมัน ของสัตว์ ที่ ตายเอง และไขมัน ของสัตว์ ที่ สัตว์ กัด ตายจะนำไปใช้ อย่างอื่น ก็ได้ แต่ อย่า รับประทาน เลย เป็นอันขาด {7:25} ด้วย ผู้ใด ก็ตาม รับประทาน ไขมัน สัตว์ อัน เป็น เครื่องบูชา ด้วย ไฟ ถวาย แด่ พระ เย โฮ วาห์ ผู้ ที่ รับประทานนั้นจะต้องถูกตัดขาดจากพลไพร่ของตน {7:26} ยิ่งกว่านั้นอีกเจ้าอย่ารับประทานเลือดเลยทีเดียว ไม่ว่าเลือด ของสัตว์ปีก หรือ เลือดสัตว์ ในที่ใดๆที่ เจ้า อาศัย อยู่ {7:27} ผู้ใดก็ตามที่ รับประทานเลือดในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ผู้ นั้นจะต้องถูกตัดขาดจากพลไพร่ของตน" {7:28} พระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสว่า {7:29} "จงกล่าว แก่ คนอิสราเอลว่า ผู้ใดจะถวายเครื่องบูชาอัน เป็น สันติ บูชา แด่ พระเยโฮวาห์ ให้ ผู้ นั้น นำเครื่องบูชาของเขามาถวายแด่ พระเยโฮวาห์จากเครื่องบูชาอันเป็นสันติบูชาของเขา {7:30} ให้ เขานำเครื่องถวายบูชาด้วยไฟแด่ พระเยโฮวาห์ มาด้วยมือ ของ ตนเอง ให้ เขา นำ ไขมัน มา พร้อมกับ เนื้อ อก นั้น เพื่อ เอา เนื้อ อก นั้น แกว่ง ไป แกว่ง มา เป็น เครื