You are on page 1of 19

ประชาธิปไตย สังคมนิยม เผด็จการ

ที่ผา่ นมา เราได้พิจารณาถึง “ความหมาย” และ “ความเป็นมา” ของการเมือง ดังที่ท่านพุทธ


ทาสภิกขุได้แสดงไว้ใน “ธรรมะกับการเมือง” จากจุดนี้ เราจะลองมาดูข้อเสนอของท่านต่อ
การเมือง โดยจะแยกเป็นสองเรื่องใหญ่ๆ คือ ข้อเสนอในแง่ของระบบการเมืองโดยรวม และข้อ
เสนอในแง่ขององค์ประกอบย่อย
ดังที่ ท่านพุทธทาส วิเคราะห์ว่า ความลุ่มหลงใน “ประโยชน์” (ตามความหมายที่แท้จริงของคำาคำานี้)
นับเป็น “แรงผลักดัน” ที่สำาคัญที่สุดของการเมืองในโลกสมัยปัจจุบัน และบังคับให้มนุษย์ต้อง
ขยายการติดต่อสัมพันธ์กันให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับความเสื่อมถอยทางการเมือง
จนถึงระดับที่เป็น “มิจฉาธิปไตย”
ด้วยเหตุนี้ ข้อเสนอของท่านเกี่ยวกับระบบการเมือง จึงพุ่งตรงไปที่การแก้ปัญหาความลุ่ม
หลงในประโยชน์ และกระบวนการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมถอยนี้
ข้อเสนอที่ตรงไปตรงมา และก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดของท่าน ได้แก่ การที่
ท่านปฏิเสธ “ประชาธิปไตย” และให้ความสำาคัญกับ “เผด็จการ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบที่ทา่ น
เรียกว่า “เผด็จการโดยธรรม”
ผมเห็นว่า เรื่องนี้ ควรพิจารณากันอย่างละเอียดถี่ถ้วน จากความคิดและคำาอธิบายของท่าน
เอง ก่อนที่จะสรุปหรือวิพากษ์วิจารณ์ไปทางใดทางหนึ่ง
อย่างแรกสุด เมื่อท่านเอ่ยถึง “ประชาธิปไตย” ท่านอธิบายเพิ่มเติมว่า “ที่เขาพูดกันว่า ระบบ
ประชาธิปไตย เป็นระบบที่ดีที่สุด หรือประกอบด้วยธรรมะที่สุด นี้ก็เกิดปัญหาขึ้นมา โดยความ
กำากวมของคำา ของภาษาที่ใช้” ทั้งนี้เพราะ
“เราไม่ค่อยรู้แน่ว่า คำานี้ทเี่ ป็นภาษาต่างประเทศนั้น มันมีความหมายอย่างไร แต่ที่เป็นภาษา
ไทยแล้ว เราก็จะรู้ความหมาย เช่นคำาว่า ประชาธิปไตย นี้ มันก็หมายถึงว่า มีประชาชนนี้เป็นใหญ่
หรือเป็นผู้ใช้อำานาจ แต่แล้วมันก็มีปัญหาอยู่ที่ว่า ใช้อำานาจนั้น มันถูกธรรมะ หรือไม่ถูกธรรมะ ถ้า
คนแต่ละคนมันไม่มีธรรมะ มันก็ใช้อำานาจที่เป็นอธรรมะ มันก็ถึงความวินาศกันตรงนีเ้ อง เพราะ
ประชาธิปไตยนั่นแหละ”
จากข้อสังเกตเริ่มต้นดังกล่าว ท่านขยายความต่อไปว่า
“ประชาธิปไตย นี้ ถ้ากล่าวตามความจริงแล้ว มันเหมาะสำาหรับคนที่มีธรรมะ พอไม่มี
ธรรมะ ประชาธิปไตยนี้ ก็เป็นเครื่องทำาลายโลก ฉะนั้นจึงอยากจะถือว่า มันเลวร้ายที่สุด สำาหรับ
พวกที่ไม่มีธรรมะ พวกที่ไม่มีธรรมะแล้ว ระบบเผด็จการยังดีเสียกว่า คือมันยังควบคุมกันได้บ้าง
หรือได้ตามที่จะนำาไป แต่ระบบประชาธิปไตยนี้มันคุมกันไม่ได้ มันจึงมีผลอย่างที่เห็นๆ กัน อยู่ใน
โลกนี้”
ผลที่เห็นๆ กันอยูน่ ั้น ก็คือ “โรคผลัดกันคุมทีมเข้ามาครองเมือง” เพื่อ “แสวงหาลาภลอยชั้น
เลิศ” ดังที่ได้กล่าวไปเมื่อคราวที่แล้วนั่นเอง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในทัศนะของท่านพุทธทาส “โลกนี้มีแต่ประชาธิปไตยกอบโกย ไม่มี
ประชาธิปไตยเมตตากรุณา” และเป็น “ประชาธิปไตยที่นิยมบุคคล นิยมประโยชน์ของแต่ละบุคคล
นิยมอำานาจของแต่ละบุคคล ให้บุคคลต่อสู้แย่งชิงอำานาจและประโยชน์กันเอง มันมีประชาธิปไตย
แย่งกันกอบโกย”
ระบอบดังกล่าวนี้ “เรียกเป็นบาลีสักหน่อยก็วา่ เป็น เอกัตตนิยม เอกัตตะ นี้ แปลว่า ตัวเดียว
เอกัตตนิยม คือ นิยมตัวเดียว มันไม่มีประชาธิปไตยเมตตากรุณา ที่เห็นแก่ผู้อื่น ทีจ่ ะเรียกว่า ธัมมิก
สังคมนิยม หรือจะเรียกสั้นๆ ว่าสังคมนิยมก็ได้ แต่ต้องจำากัดให้ชัดลงไปว่า นิยมสังคมด้วยเมตตา
กรุณา นี้เรียกว่าประชาธิปไตยเมตตากรุณามันไม่มี มันมีแต่ประชาธิปไตยกอบโกย”
ขอให้สังเกตว่า เมื่อท่านพุทธทาสวิพากษ์หรือปฏิเสธ “ประชาธิปไตย” ท่านเน้นไปที่
ประชาธิปไตย ตามความเข้าใจของยุคสมัย ซึ่งเน้น “เอกัตตนิยม” หรือที่เรามักใช้คำาว่า ปัจเจกนิยม
หรือ ปัจเจกชนนิยม
ประชาธิปไตยในแบบเอกัตตนิยมหรือปัจเจกชนนิยมนี้ ยังเน้น “เสรีภาพ” ในการที่จะแสวงหาสิ่งที่
ตนเห็นว่าจะนำามาซึ่งประโยชน์หรือความสุขของตน ซึ่งก็คือ “ความลุ่มหลงในประโยชน์” หรือ “
การเป็นทาสของประโยชน์” ตามคำาวิจารณ์ของท่าน
อาจกล่าวได้ว่า ระบอบที่เข้าใจกันว่าเป็น “เสรีประชาธิปไตย” หรือ “ประชาธิปไตย” อันมี
พื้นฐานอยู่บนการแข่งขันทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมหรือทุนนิยม นั่นเอง คือสิ่งที่ท่านพุทธทาส
ภิกขุ เห็นว่านำาไปสู่ “การใช้อำานาจที่เป็นอธรรมะ” และ “เป็นเครื่องทำาลายโลก” โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งในเมื่อระบอบนี้ ให้ความสำาคัญอย่างยิ่งต่อ “การสะสมส่วนเกิน” และขยายการสะสมนี้ต่อไป
เรื่อยๆ ในลักษณะ “กอบโกย” ไม่มีที่สิ้นสุด
ดังที่ท่านได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า การสะสมส่วนเกินนี้เอง ทำาให้การเมืองต้องบังเกิดขึน้ และยิ่งมี
การสะสมส่วนเกินมากขึ้นเท่าไร “ผิดจากธรรมชาติ” หรือห่างเหินจากสมดุลธรรมชาติมากเท่าไร ก็
จะยิ่งทำาให้การเมืองเสื่อมถอยลงสู่ “ความสกปรก” และ “มิจฉาธิปไตย” มากเท่านั้น และจะยิ่งนำา
ความไม่เป็นปกติ ความเดือดร้อน หรือแม้ “ความวินาศ” มาสู่สังคมมนุษย์
ฉะนัน้ “ประชาธิปไตย” ที่ทา่ นพุทธทาสวิจารณ์หรือปฏิเสธ จึงมีนัยหมายถึง ประชาธิปไตย
แบบนี้โดยเฉพาะ และหากเราคำานึงถึงบริบทในการนำาเสนอ “ธรรมะกับการเมือง” ว่าอยู่ในช่วง
แห่งการต่อสู้อย่างเข้มข้นของอุดมการณ์ทางการเมืองสองแบบในช่วงสงครามเย็น เราย่อมเห็นได้
ว่า แท้ที่จริง นีเ่ ป็นการแสดงจุดยืนในด้านหนึ่งของท่านอย่างชัดเจนเลยทีเดียว

ในทางกลับกัน เมื่อท่านกล่าวถึง “เผด็จการ” เราก็เห็นนัยหรือความหมายเฉพาะบาง


ประการเช่นกัน
“ถ้าคนดีแล้ว มันก็เผด็จการได้ ถ้าผู้บังคับบัญชาดีแล้ว ยอมให้เผด็จการดีกว่า มันจะเร็ว
....ฉะนั้น จะต้องมีการบังคับบัญชาโดยธรรม ถ้าจำาเป็นจะต้องเผด็จการ ก็เผด็จการโดยธรรม พุทธ
บริษัทจึงเหมาะสมสำาหรับระบบที่เรียกว่า ธัมมิกสังคมนิยม เผด็จการโดยธรรม”
และนับวัน เผด็จการจะยิ่งมีความจำาเป็นมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะ
“เมื่อมนุษย์มีมากขึ้นในโลก ศีลธรรมเสื่อมทราม เราต้องมีระบบการเมืองชนิดเผด็จการ
เพราะยิ่งมากคน มันก็ยิ่งมีเกเรมาก ยิ่งควบคุมยาก ยิ่งเกเรมาก ฉะนั้นต้องมีเผด็จการโดยธรรม โดย
ความถูกต้อง โดยความเมตตากรุณา แม้วา่ จะมีการกำาจัดคนเกเรออกไป ก็เรียกว่ายังถูกต้องอยู่นนั่
แหละ เพราะฉะนัน้ ระบบการเมืองนี้ ต้องเป็นเผด็จการโดยธรรม”
จากข้อความที่ยกมานี้ เราจะเห็นได้ว่า ระบบการเมืองที่ท่านเรียกว่า “ธัมมิกสังคมนิยม”
และนำาเสนอเป็นทางเลือกทางการเมืองให้กับสังคมไทยและโลกปัจจุบนั ก็คือไวพจน์ของ “
เผด็จการโดยธรรม” นัน่ เอง และมีความหมายตรงข้ามกับ “ประชาธิปไตย” ในลักษณะ “เอกัตตนิ
ยม”
เราเห็นความแตกต่างนี้ได้อย่างชัดเจน เมื่อท่านกล่าวว่า
“ระบบสังคมนิยม มันมีหลักเกณฑ์ในตัวมันเอง ที่ไม่ปล่อยให้ใครทำาอะไรตามใจตัว มือใคร
ยาวสาวเอา หรืออะไรทำานองนั้น แต่มีการควบคุม จำากัดไว้วา่ จะต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
ฉะนัน้ ระเบียบ หรือกฎเกณฑ์ทั้งหลาย มันจึงเป็นไปในทางเห็นแก่ส่วนรวม ฉะนั้นแม้ว่าจะเอามา
ใช้กับประชาชนที่ไม่มีศีลธรรม มันก็ยังปลอดภัยกว่าระบบประชาธิปไตย คือไม่ยอมให้ทุกคนทำา
อะไรตามใจ ตามกิเลสของตัว ต้องเห็นแก่ผู้อนื่ ด้วย ฉะนัน้ จึงทำาอะไรมากไม่ได้”
คำาว่า “เผด็จการ” ที่ท่านใช้ จึงมุ่งหมายทีจ่ ะสื่อถึง การบังคับควบคุมในแบบของ
“สังคมนิยม” เพื่อป้องปรามไม่ให้ “การทำาอะไรตามใจตัว” หรือระบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”
ขยายตัว และวางแนวทางให้การเมืองมีจุดหมายอยู่ที่ “ประโยชน์ส่วนรวม” เป็นหลัก
กระนั้นก็ตาม สังคมนิยมที่มีอยู่ในโลก ก็ยังเป็นสังคมนิยมซึ่งในที่สุดแล้ว “ตกไปอยู่ในมือ
ของคนที่ไม่มีศีลธรรมก็มี” ด้วยเหตุนี้ ท่านพุทธทาสจึงเห็นว่าจะต้องเป็น “ธัมมิกสังคมนิยม” ทั้งนี้
เพราะ “แม้ระบบสังคมนิยม มันก็ต้องประกอบอยู่ด้วยธรรมะอีกนั่นเอง มันจึงจะเป็นระบบ
สังคมนิยมที่ใช้ได้”
กล่าวโดยภาพรวม ข้อเสนอของท่านพุทธทาสภิกขุเกี่ยวกับระบบการเมือง จึงเน้นไปที่
สังคมนิยม ซึ่งมีผู้ปกครองหรือนักการเมืองประกอบด้วยธรรม ใช้วธิ ีเผด็จการอันกอปรด้วยธรรม
จัดระบบ วางระเบียบกฎเกณฑ์ เพื่อให้สมาชิกอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของประโยชน์ส่วนรวม
จากข้อสรุปดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ทีน่ ักวิชาการและปัญญาชนประชาธิปไตยจำานวน
ไม่น้อย จะปฏิเสธและวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอนี้อย่างแรง ถึงขั้นกล่าวว่า “รับไม่ได้” หรือรู้สึกผิด
หวังก็มี บางท่านถึงกับต้องไปสวนโมกข์เพื่อแสดงทัศนะในเชิง “สานเสวนา” กับท่าน
ผมคิดว่า ท่านพุทธทาสภิกขุคงไม่เปลี่ยนจุดยืน
สำาหรับท่าน ประชาธิปไตยจะมีได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อสมาชิกส่วนใหญ่ มีความเป็น “สัตบุรุษ”
หรือ “กัลยาณชน” เป็นอย่างน้อย อันจะทำาให้เป็น “ธัมมิกประชาธิปไตย” หรือ “สัมมาธิปไตย”
แต่ในโลกที่ท่านเห็นว่า ศีลธรรมกำาลังเสื่อมทรามลงอย่างกว้างขวาง และการแสวงหาประโยชน์
ส่วนเกินชนิด “ลาภลอยชั้นเลิศ” กลายเป็นความใฝ่ฝันของผู้คนเป็นอันมาก ประชาธิปไตยก็มิใช่
อะไรอื่น นอกจากโอกาสผลัดกันกอบโกยจนนำาไปสู่ความวินาศเท่านั้นเอง

องค์ประกอบของธัมมิกสังคมนิยม

ท่านพุทธทาสภิกขุให้ความสำาคัญแก่ “เผด็จการโดยธรรม” ยิ่งกว่า “ประชาธิปไตย” เพราะ


ท่านเห็นว่า ประชาธิปไตยตามที่เข้าใจกันนั้น เป็นเอกัตตนิยมหรือปัจเจกนิยมอย่างปราศจากธรรม
จนกลายเป็น “มิจฉาธิปไตย” ได้ในที่สุด
และท่านก็นำาเสนอธัมมิกสังคมนิยม ซึ่งเป็นวิถีสู่ “สัมมาธิปไตย”
เราจะเข้าใจจุดยืนของท่านได้ชัดเจนขึ้น เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของธัมมิกสังคมนิยม
หรือสิ่งที่ท่านเรียกว่า “องค์ประกอบเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพุทธบริษัท” ซึ่งหมายถึง “
ลักษณะของพุทธบริษัทในพระพุทธศาสนา ในส่วนที่มันจะตรงกับวัตถุประสงค์ทางการเมืองแห่ง
ยุคปัจจุบัน”
องค์ประกอบดังกล่าวนี้ มีหลักใหญ่อยู่ 7 ข้อด้วยกัน ผมจะสรุปและอภิปรายในแต่ละข้อ
เป็นลำาดับไป
ข้อที่หนึ่ง คือ การรับใช้มหาชน ในฐานะจุดมุ่งหมายของการเมือง
ท่านพุทธทาสเห็นว่า การรับใช้มหาชน เป็นอุดมการณ์หรือจุดมุ่งหมายที่ระบบการเมืองใน
ปัจจุบันล้วนกล่าวอ้างกันทั้งสิ้น แม้จะเป็นในลักษณะ “หน้าไหว้หลังหลอก” กันส่วนใหญ่ก็ตาม ถึง
กระนั้น การรับใช้มหาชนก็เป็นจุดมุ่งหมายที่สอดคล้องกับความเป็นพุทธบริษัท และความเป็น
ศาสนิกในทุกศาสนา
ทั้งนี้เพราะ พระพุทธศาสนา นับแต่พระพุทธเจ้า พระธรรมวินัย พระสงฆ์สาวก จนถึงพุทธ
บริษัททั้งหลายทั้งปวง ล้วนมีอยู่และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมหาชนทั้งสิ้น ดังที่ท่านอ้างถึง
พระพุทธพจน์ที่ว่า
“การเกิดขึ้นแห่งตถาคต ก็ดี หรือว่า การมีขึ้นมาแห่งสาวกสงฆ์ของตถาคต ก็ดี หรือการมี
ธรรมวินัยของตถาคตอยู่ในโลกนี้ ก็ดี เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน ทั้งเทวดาและมนุษย์”
ทั้งนี้ ท่านพุทธทาสนิยามว่า หากกล่าวโดยทั่วไป “เทวดา” หมายถึงคนที่ “ไม่ต้องออก
เหงื่อ” ส่วน “มนุษย์” หมายถึงคนที่ยัง “ต้องออกเหงื่อ” หรือเราอาจเข้าใจได้ตามภาษาสมัยใหม่ได้
ว่า เทวดาคือผู้มีสถานะทางเศรษฐกิจสังคม ซึ่งอาจได้สิ่งต่างๆ มาโดยไม่ต้องออกแรง (หรือลงแรง
แต่น้อย) ส่วนมนุษย์คือผู้ที่ต้องใช้แรงงานทั้งทางกายและทางจิตใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยในการ
ดำารงชีวิตและเครื่องอำานวยความสะดวกต่างๆ
ในแง่นี้ สังคมการเมืองที่ดีจึงต้องเริ่มที่สมาชิกล้วนมีความเป็น “สังคมนิยม” มุ่งหมายที่จะ
สร้าง “ประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน ทั้งเทวดาและมนุษย์” ตามความหมายข้างต้น และมีข้อทีน่ ่า
สังเกตอย่างยิ่งเมื่อท่านกล่าวขยายความในที่สุดว่า
“ฉะนัน้ โดยอัตโนมัติ และโดยข้อเท็จจริง หรือความจริงอยู่ในตัวพุทธศาสนา หรือศาสนา
ใดก็ตามนี้ มันก็มีประโยชน์ ทั้งแก่คนรวยและคนจน นี่พูดอย่างนี้ดีกว่า ต้องสำาเร็จประโยชน์ทั้งแก่
คนรวยและคนจน ไม่ให้คนรวยทำานาบนหลังคนจน.... สรุปความว่า รับใช้มหาชนอย่างเป็นธรรม
ที่สุด”
ผมเห็นว่า องค์ประกอบข้อแรกนี้ คือ จุดมุ่งหมายทางการเมืองอันจะนำามาซึ่งคุณธรรม
ทางการเมือง หรือจะเรียกว่า วัฒนธรรมทางการเมือง คุณธรรมพลเมือง วัฒนธรรมพลเมือง ก็สุดแท้
แต่ คำาทั้งหมดมีนัยเดียวกัน แสดงถึงการที่พลเมืองในสังคมการเมืองที่ดี จะต้องมีความรู้สึกและ
การกระทำาร่วมกัน ในอันที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์ของส่วนรวม และสร้างความเป็นธรรมทาง
สังคมให้เกิดขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
และการที่ทา่ นพุทธทาสให้คำาอธิบายดังที่ยกมาข้างต้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า ท่านไม่เห็นด้วย
กับสภาวะที่ “คนรวยทำานาบนหลังคนจน” แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่เห็นด้วยกับมาตรการใช้ความ
รุนแรง ปฏิบัติต่อคนรวยอย่างผิดธรรมะ ในนามของคนจน เช่นกัน
ธัมมิกสังคมนิยม จึงเป็นระบบที่ยอมรับว่า โลกนี้มีทั้ง “เทวดา” และ “มนุษย์” อยู่เป็น
ธรรมดา แต่ประเด็นสำาคัญนั้น อยู่ที่ว่า ทุกคนจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เพื่อให้เกิด “การรับใช้มหาชน
อย่างเป็นธรรมที่สุด”
ข้อที่สอง เป็นเรื่องของ การถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติ
เราย่อมเห็นได้จากบทวิเคราะห์จุดเริ่มต้นและความเป็นมาของการเมืองแล้ว ว่าประเด็นเรื่อง
การถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติ และการสะสมส่วนเกิน คือที่มาของความระสำ่าระสายใน
สังคม นำาไปสู่การเมือง และขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ทำาให้การเมืองผันผวน ตกตำ่า และสกปรก
ท่านพุทธทาสจึงเห็นว่า จำาต้องมีทัศนะหรือการทำาความเข้าใจกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเสีย
ใหม่ รวมทั้งมีระบบในการจัดสรรและจัดการให้สอดคล้องด้วย
ประเด็นหลักของเรื่องกรรมสิทธิ์นี้ อยู่ที่การถือว่า กรรมสิทธิ์เป็นสิ่งสมมติ และความจริง
แล้ว ไม่มีใครสามารถเป็น “เจ้าของ” กรรมสิทธิ์ใดอย่างเด็ดขาดได้ เพราะแม้แต่ตัวตนของตนเอง ก็
ไม่อาจเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริงเสียแล้ว จะอ้างกรรมสิทธิ์เด็ดขาดในบุคคลอื่นหรือสิ่งต่างๆ
กระไรได้
กรรมสิทธิ์แบบธัมมิกสังคมนิยม จึงเป็นเพียงสมมติบัญญัติ หรือสมมติตามกฎกติกา ว่าเป็น
ทรัพย์สมบัติที่โลกและสังคม “ให้ยืม” เพื่อทำาประโยชน์ ดังที่ท่านกล่าวขยายความว่า
“ พุทธบริษัทต้องการจะถือกรรมสิทธิ์ ในลักษณะเหมือนกับของยืม จะได้ไม่เป็นทุกข์ นีโ้ ดย
ส่วนตัว จะได้ไม่ยื้อแย่งทะเลาะวิวาทกันเกินประมาณ.... ถ้าว่าประชาชนก็ดี หรือผู้จัดประเทศ คือ
รัฐบาลก็ดี จัดให้เข้าหลักนี้ ให้เข้ารูปของความจริงอันนี้ โลกนี้ก็ไม่มีปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์”
ความคิดของท่านพุทธทาสในเรื่องนี้ สะท้อนความเป็นสังคมนิยมอย่างยิ่ง และเป็น
สังคมนิยมที่มีรากฐานมาจากความจริงของหลัก “อนัตตา” นั่นเอง กล่าวคือ สิ่งทั้งหลายโดย
ธรรมชาติ แม้แต่ร่างกายจิตใจของแต่ละคน ก็ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของได้โดยเด็ดขาด ฉะนั้น
แนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์อันเด็ดขาดถาวร จึงขัดกับหลักธรรมชาติ และเป็นที่มาของปัญหา
แนวความคิดเรื่องกรรมสิทธิ์นี้ ยังสำาคัญยิ่งสำาหรับโลกปัจจุบัน เพราะสิ่งที่ถูกครอบครอง
เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล และรูปแบบการถือครอง กำาลังได้รับการพัฒนาจนซับซ้อน นำาไปสู่การ
เอารัดเอาเปรียบมากยิ่งขึ้น เช่น สิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา ครอบคลุมไปถึงทรัพยากร
ชีวภาพต่างๆ อันเป็นที่มาของอาหาร ยารักษาโรค และอื่นๆ เป็นต้น
แต่สิ่งที่เป็นปัญหาพื้นฐานที่สุดในเรื่องกรรมสิทธิ์ ก็คือ ที่ดนิ
ข้อที่สาม จึงเป็นประเด็นเกี่ยวกับ การจัดสรรที่ดิน
ท่านพุทธทาสเห็นว่า การให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินอย่างเด็ดขาด และ “เป็นเจ้าที่ดินมี
มากมาย”นั้น หากศึกษากันจริงๆ แล้ว จะเห็นได้ว่า เพิ่งมีกำาเนิดมาไม่นานนี้เอง เพราะ “ในครั้ง
โบราณแท้ๆ มันไม่มี ค้นหาไม่พบในคัมภีร์ไหน.... มันเพิ่งเกิดในโลกนี้เมื่อเร็วๆ นี้ แล้วก็ไม่ได้เกิด
ทั่วโลกหรอก”
และท่านก็วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า “ลัทธิที่ยอมให้เจ้าที่ดิน นายที่ดิน เจ้าของที่ดินมีมาก
แล้วอย่างเฉียบขาด แล้วอย่างเป็นเครื่องมือใช้ขูดรีดผู้อื่น บีบบังคับผู้อื่น หาประโยชน์ใส่ตน แล้วก็
เอาที่ดินผู้อื่นเป็นของตนมากขึ้น นีม้ ันเพิ่งเกิด... แต่เกิดแล้วมันลำาบากมาก”
ในทัศนะของท่าน กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นเรื่องใหญ่ในบรรดากรรมสิทธิ์ทั้งหลาย และการ
ยึดครองที่ดินอย่างเฉียบขาด อย่างเอารัดเอาเปรียบ เป็นส่วนเกินมากมายนั้น ท่านใช้คำาวิจารณ์แบบ
บุคลาธิษฐานว่า เป็น “การโกงสมบัติของพระเจ้า” ซึ่งบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ไม่ว่าในศาสนา
ไหน ย่อมถือเป็นบาป ก่อความเดือดร้อนแก่คนอื่นและส่วนรวมอย่างยิ่ง
การครอบครองที่ดินจึงต้องพอสมควรแก่การทำาประโยชน์โดยตรงจากที่ดิน ฉะนั้น ธัมมิก
สังคมนิยมจึงเน้นที่การจัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม เพื่อให้สมาชิกของสังคมมีโอกาสดำารงชีวิตและ
ทำาประโยชน์จากที่ดิน โดยไม่มีผู้ใดครอบครองได้อย่างเฉียบขาด หรือเกินกว่าความจำาเป็นเพื่อการ
ทำาประโยชน์นั้นๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องมีการจัดสรรที่ดิน เพื่อให้ผู้ที่ไม่มีที่ดินทำากิน ได้มีที่ดนิ เพื่อประกอบ
สัมมาอาชีวะของตนตามสมควรด้วย ดังที่ท่านเสนอว่า
“การให้สิทธิเพียงการทำาประโยชน์ ระบบจัดสรรที่ดินให้แก่คนไม่มีที่ดิน นีร่ ะบบจัดสรร
ที่ดินอย่างนี้เป็นพุทธศาสนิก ที่เป็นไปตามแบบของพุทธศาสนิก แล้วก็เป็นสิ่งที่ตรงตามหลักพุทธ
ศาสนา ที่มีหลักว่า จะไม่ทำาอะไรที่มันเกินกว่าจำาเป็น.... มีเท่าที่จำาเป็น”
องค์ประกอบข้อที่สามของธัมมิกสังคมนิยม จึงเป็นหลักการว่าด้วยการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งโยง
ไปถึงการจัดสรรทรัพยากรหรือฐานทรัพยากรอย่างเป็นธรรมแก่สมาชิกทั้งหมดของสังคมเลยทีเดียว

องค์ประกอบของธัมมิกสังคมนิยม (ต่อ)

คราวก่อน เราได้พิจารณาถึงองค์ประกอบเจ็ดข้อของ “ธัมมิกสังคมนิยม” ไปแล้วสามข้อด้วย


กัน ได้แก่ การรับใช้มหาชนในฐานะจุดมุ่งหมายทางการเมือง การถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติ
แบบชาวพุทธหรือสังคมนิยม และการจัดสรรที่ดินอย่างความเป็นธรรม ในครั้งนี้ เราจะพิจารณาต่อ
ไปอีกสองข้อ
ข้อที่สี่ คือ เจตนารมณ์ของสหกรณ์ หรือ กิจกรรมสหกรณ์
เราคงคุ้นเคยกับคำาว่า “สหกรณ์” ในรูปขององค์กรเชิงพาณิชย์ในรูปแบบหนึ่ง แต่สำาหรับ
ท่านพุทธทาส ความเป็น “สหกรณ์” สำาคัญตรงที่เจตนารมณ์และแนวทางในการดำาเนินกิจกรรม
โดยอาจมีรูปแบบได้หลากหลาย ดังที่ท่านให้คำาจำากัดความว่า
“เจตนารมณ์ของสหกรณ์ หรือ กิจกรรมสหกรณ์.... ก็คือ การร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ร่วม
สติปัญญา ร่วมอะไรทุกอย่าง ที่มันจะร่วมกันได้ เมื่อเอามารวมกันแล้ว มันทำาประโยชน์ได้มากกว่า
ที่จะทำาไปตามลำาพัง.... ได้ประโยชน์มากกว่าที่จะแยกกันทำา”
ท่านพุทธทาสยืนยันว่า ความเป็นสหกรณ์นี้เป็นพื้นฐานของธรรมชาติทั้งปวง จนอาจกล่าว
ได้ว่าเป็น “เจตนารมณ์ของธรรมชาติ…. ลึกลงไปถึงกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ”
แม้แต่ระบบทางกายภาพอย่างระบบสุริยจักรวาล ก็ดำาเนินไปด้วยการทำางานร่วมกันของส่วน
ประกอบน้อยใหญ่ ซึ่งถ้าหาก “ไม่สัมพันธ์กันอย่างถูกต้องแล้ว ชนกันแหลกแล้ว หรือเข้าไปหา
พระอาทิตย์แวบเดียวก็ไหม้หมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือ.... มันสหกรณ์กันเหลือเกิน มันอยู่ได้”
จะกล่าวไปไยถึงระบบความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต ที่แม้จะมีการแก่งแย่งทำาลายกันปรากฏ
อยู่ แต่โดยพื้นฐานแล้ว ชีวิตทั้งหลายย่อมดำารงอยู่ไม่ได้ หากขาดความสัมพันธ์หรือการร่วมมือกัน
ตามธรรมชาติ
ท่านพุทธทาสเห็นว่า ทั้งคน ทั้งสัตว์ ทั้งต้นไม้ ทั้งแผ่นดิน ก้อนหิน ต้อง “รวมกันอยู่อย่างสัมพันธ์
กัน” และ “ถ้ามันไม่มีอะไรที่มันมารวมกันนี้ ก็ไม่มีชีวิตอะไรเกิดขึ้นมาได้” จนอาจกล่าวได้ว่า “เรา
ไม่อาจจะอยู่ได้โดยไม่มีอะไรๆ ที่ไม่ใช่เรา ที่มันนอกตัวเราออกไป”
ในภาษาปัจจุบัน เจตนารมณ์หรือระบบสหกรณ์ของธรรมชาตินี้ คือสิ่งที่เรียกกันว่า ระบบ
นิเวศ หรือความสัมพันธ์เชิงนิเวศวิทยาของสิ่งทั้งปวงนั่นเอง
หรือบางที ก็มีการกล่าวถึงในเชิงเป็นภาพอุปมาว่า โลกทั้งใบนี้รวมถึงสิ่งที่ดำารงอยู่ทั้งหมดในโลก
ล้วนสัมพันธ์กันเป็นชีวิตๆ หนึ่ง เสมือน “กาย” หรือ “กายา” หนึ่งเดียว อันเป็นชื่อเรียกมารดาแห่ง
สรรพสิ่ง ตามตำานานกรีกยุคดึกดำาบรรพ์ (คือคำาว่า Gaia)
[คำาว่า “กาย” ในบาลี-สันสกฤต กับ Gaia (ออกเสียงว่า กา-ยา เช่นกัน) ในภาษากรีกโบราณนี้
น่าจะมาจากรากเดียวกัน ตามภาษาในตระกูลอินโด-ยุโรเปียน “กาย” แปลว่า กอง หมู่ หรือสิ่งรวม
กันขึน้ ดังนั้น เมื่อนักนิเวศวิทยาใช้คำาว่า Gaia เพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์ร่วมกันอย่างลึกซึ้งขององค์
ประกอบทั้งหลายในโลกนี้ ก็มีนัยสอดคล้องกับความเป็นสหกรณ์ที่ท่านพุทธทาสกล่าวถึงนี้]
ธัมมิกสังคมนิยม จึงตั้งอยู่บนรากฐานของเจตนารมณ์ และแนวทางการดำาเนินกิจกรรม ที่
เน้นสหกรณ์ในรูปแบบต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในแง่อุดมคติ ท่านพุทธทาสยังเห็นว่า สำาหรับพุทธ
บริษัท เจตนารมณ์สหกรณ์ที่แท้จริง ย่อมสอดคล้องกับการบำาเพ็ญทาน ด้วยจิตใจที่มุ่งช่วยเหลือกัน
และกัน “อย่างบริสุทธิ์ ไม่ได้เอาอะไรตอบแทน ไม่เอาแม้แต่สวรรค์”
ผมเห็นว่า สิ่งสำาคัญยิ่งคือแนวความคิดพื้นฐานของสหกรณ์ หรือจะเรียกว่า ทิฏฐิ หรือ
ทฤษฎี ก็ได้ (สองคำานี้ ใช้ตามความหมายภาษาบาลีและสันสกฤต ซึ่งหมายถึงทัศนะพื้นฐาน อันนำา
ไปสู่ความคิด ความเห็นอื่นๆ ตลอดจนเจตนาและการกระทำา)
แนวความคิด ทฤษฎี หรือ ทิฏฐิ นี้ คือการที่ท่านยืนยันใน “ความเป็นสหกรณ์ของ
ธรรมชาติ” และความเป็นสหกรณ์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ “กฎธรรมชาติ”
ทฤษฎีหรือทิฏฐิที่ท่านนำาเสนอและยืนยันอย่างหนักแน่นนี้ ทำาให้ผมนึกเปรียบเทียบกับ
ทฤษฎีสมัยใหม่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต ได้แก่ ทฤษฎีวิวัฒนาการ (evolution) ของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน
(Charles Darwin) และนัยของทฤษฎีนี้ ทีน่ ำามาใช้กับสังคมมนุษย์ ซึ่งมักเรียกกันว่า “ลัทธิดาร์วิน
ทางสังคม” (Social Darwinism)
เราคงไม่สามารถพิจารณารายละเอียดของทฤษฎีวิวัฒนาการ และลัทธิดาร์วินทางสังคม ในที่
นี้ได้ แต่กล่าวโดยคร่าว ทฤษฎีทั้งสอง (ซึ่งบางทีก็เป็นการอาศัยทฤษฎีของดาร์วินตีขลุมอย่างผิดๆ
หรือมักง่าย) ทำาให้เราเชื่อว่า โลกนี้คือโลกของการแย่งชิง แข่งขัน ตัวใครตัวมัน มัน่ หมายทำาลายกัน
ฯลฯ และในที่สุดแล้ว มีเพียง “ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด” เท่านั้น ที่จะ “อยู่รอด” ได้
ทฤษฎี หรือ ทิฏฐิ แบบนี้ จึงนำาไปสู่ข้อสรุปว่า การแย่งชิง การต่อสู้ การเอารัดเอาเปรียบ
และการทำาลายกันนั้น เป็นกฎของธรรมชาติ ที่สิ่งมีชีวิตทั้งปวงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และจะต้องรู้จัก
กระทำาตามกฎที่ว่านี้
สังคมมนุษย์ก็ต้องดำาเนินไปดุจเดียวกับความเป็นไปของธรรมชาติดังกล่าวนี้ ฉะนั้น จึงเป็นเรื่อง
ธรรมดาและสมควรแล้ว ที่มนุษย์ทุกคนล้วนต้องแข่งขัน แย่งชิง เอารัดเอาเปรียบกัน จนแม้อาจต้อง
ทำาลายล้างกัน จนในที่สุด มีเพียง “ผู้ที่แข็งแรงกว่า” เท่านั้นที่จะ “อยู่รอด” ได้
ใครก็ตาม ที่ปฏิเสธแนวทางดังกล่าวนี้ เท่ากับปฏิเสธ “กฎธรรมชาติ” ตามทฤษฎีวิ วัฒนาการ
นัน่ เอง และเป็นการฝืนธรรมชาติ จนอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความก้าวหน้าของมนุษยชาติได้
เลยทีเดียว
แนวความคิดของท่านพุทธทาส ซึ่งเน้น “ความเป็นสหกรณ์” ของธรรมชาติ จึงนับว่าตรงกัน
ข้ามกับ “ลัทธิดาร์วินทางสังคม” โดยสิ้นเชิง และเป็นการตั้งคำาถามที่สำาคัญที่สุดประการหนึ่ง เกี่ยว
กับความเชื่อความเข้าใจของเราที่มีต่อ “วิวัฒนาการ” หรือความเป็นมาของสิ่งมีชีวิต รวมตลอดถึง
มนุษย์ การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับระบบนิเวศวิทยา

ข้อที่หา้ คือ ระบบคอมมูน


การที่ท่านพุทธทาสนำาเอาคำาว่า “คอมมูน” (commune) มาใช้ ในช่วงที่สงครามเย็นกำาลังเข้ม
ข้นอยู่นั้น นับว่าท่านปลอดจากภยาคติอย่างยิ่ง เพราะคำาพูดแบบนี้ เสี่ยงต่อความเข้าใจผิดหรือถูก
เหมารวมให้อยู่ในค่ายใดค่ายหนึ่งได้โดยง่าย
แต่สำาหรับท่านพุทธทาส ระบบคอมมูน หรือการอยู่ร่วมกันอย่างคอมมูน ไม่จำาเป็นต้อง
หมายถึงลัทธิการเมืองใดเป็นการเฉพาะ ไม่จำาเป็นต้องถูกผูกขาดอยู่กับ “คอมมิวนิสต์” เพราะนี้
เป็นสิ่งที่ชุมชนทั้งหลายของมนุษย์รู้จักดำาเนินการมาโดยตลอดอยู่แล้ว
ยิ่งสำาหรับพุทธบริษัทด้วยแล้ว ระบบคอมมูน ย่อมไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเรื่องแปลกปลอม
สำาหรับวิถีชีวิตและการอยูร่ ่วมกันแต่อย่างใด
ในสมัยปัจจุบัน ท่านเสนอว่า “ควรมองดู (ระบบคอมมูน) ในลักษณะเป็นของกลาง เป็นวิธี
การอันหนึ่งที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ของคนที่มีปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาที่เนื่องมา
จากความยากจน ขัดสน ขาดแคลน มันก็เหมือนกับตั้งนิคมขึ้นมา จะแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง
โดยเหมาะสมแก่ภูมิภาคนั้น หรือปัญหานั้นๆ ก็แล้วกัน นีค่ ือ คอมมูน”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง “คอมมูนมันก็ระบบสามัคคีธรรม ระบบสหกรณ์นั่นเอง แต่มันทำาเข้มข้น
ขึ้นมา ให้เป็นสิ่งเฉพาะเจาะจงปัญหาใดปัญหาหนึ่ง” และสำาหรับสังคมไทย เราก็ต้องการระบบ
คอมมูนที่มีความเหมาะสมตามเงื่อนไขและสภาพปัญหาของตน -- “ประเทศเรามีปัญหาอย่างไร มี
ธรรมชาติอย่างไร มีแผ่นดินอย่างไร มีลมฟ้าอากาศอย่างไร เราก็ต้องทำาให้มันเหมาะกับของเรา”
หลักดังกล่าวนี้ ยังต้องปรับให้เหมาะสมกับแต่ละภูมิภาค แต่ละท้องถิ่น แต่ละสภาพปัญหา
ที่แตกต่างกันไปอีกด้วย เพราะฉะนั้น ระบบคอมมูนในความหมายที่ท่านพุทธทาสใช้ คือ
เจตนารมณ์และระบบสหกรณ์ ทีข่ ยายครอบคลุมวิถีชีวิตของชุมชน หรือพื้นที่ในท้องถิ่นหนึ่งๆ
โดยมีการร่วมกันศึกษาสภาพปัญหาอย่างถ่องแท้ และร่วมมือกันดำาเนินการอย่างจริงจังต่อเนื่อง
เพื่อแก้ปัญหาตามสภาพของท้องถิ่นนั้นๆ โดยเฉพาะ
“ระบบคอมมูนนี้ ก็คือระบบที่เอาจริงเอาจังกัน เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหน่วยๆ
หน่วยๆ ไป.... มันทำาเหมือนกันไม่ได้ มันมีปัญหาคนละอย่างคนละส่วน.... คอมมูนที่เหมาะสำาหรับ
ภาคอีสาน มันก็คงไม่เหมาะที่จะเป็นคอมมูนสำาหรับภาคใต้ อย่างนีเ้ ป็นต้น ก็ต้องตัดเป็นส่วนๆ ให้
ทำาได้เต็มที่ แล้วดีหมดทั้งหมดก็ได้”
การกล่าวเช่นนี้ เท่ากับว่า ท่านพุทธทาสมิได้เห็นด้วยแต่อย่างใด กับระบบคอมมูนชนิดที่บีบ
บังคับโดยศูนย์กลางอำานาจ เหมารวมในรูปแบบเดียว ให้ปฏิบัติเหมือนกันหมด โดยไม่คำานึงถึง
เงื่อนไขเฉพาะและความร่วมมือกันของแต่ละท้องถิ่น
ท่านพุทธทาสยังแสดงความเชื่อมั่นว่า “อาตมาสังเกตเห็นบ้านหลายบ้านในบ้านเรานี้ ถ้าทำา
ระบบคอมมูนได้ ภายใน 2 – 3 เดือนเท่านั้นนะ บ้านนั้นก็จะเปลี่ยนสภาพเหมือนกับหน้ามือเป็น
หลังมือ”
ธัมมิกสังคมนิยมเน้นเจตนารมณ์และกิจกรรมสหกรณ์เป็นพืน้ ฐาน และหลักการนี้อาจก่อให้เกิด
ระบบคอมมูนในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมต่อเงื่อนไขและปัญหาของแต่ละภูมิภาคแต่ละท้องถิ่น
เป็นการเฉพาะ

ความมีวินัย และ การอยู่กับพระ

ที่ผา่ นมา เราได้พิจารณาองค์ประกอบเจ็ดประการของธัมมิกสังคมนิยมไปแล้ว 5 ประการ


ด้วยกัน ได้แก่ การรับใช้มหาชน การถือกรรมสิทธิ์ การจัดสรรที่ดิน เจตนารมณ์สหกรณ์ และระบบ
คอมมูน ในครั้งนี้ เราจะพิจารณาองค์ประกอบสองประการสุดท้าย
ข้อที่หก คือ ความมีวินัย
ท่านพุทธทาสภิกขุเสนอว่า ในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ สิ่งที่ขาดมิได้ คือ ความมีวินัย ซึ่งมี
นัยกว้างๆ ถึง “ความเป็นระเบียบเรียบร้อย” หรือ การอยู่ร่วมกันโดยมีวิถีปฏิบัติ ทั้งส่วนตัวและ
ส่วนรวม อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทำาให้ชวี ิตเป็นปกติ มีวธิ ีจัดการกับความขัดแย้ง ปราศจากการ
สร้างความเดือดร้อนแก่กัน
วินยั มีสองแบบ แบบหนึ่ง คนเรายอมรับและปฏิบัติด้วย “ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี” ของ
ตนเอง เป็น “ความรับผิดชอบที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับ” วินัยแบบนี้ ชาวพุทธย่อมเห็นได้ชัดจาก
หลักพระวินัยของคณะสงฆ์ ซึ่งสมาทานอย่างสมัครใจ ฝึกฝนจนเคยชิน และมีความเคารพใน
ระเบียบวินัย โดยไม่ต้องข่มขูห่ รือใช้อาชญา
วินยั แบบนี้เน้นที่จิตสำานึกและการศึกษาของคน ก่อให้เกิดความรับผิดชอบภายในตนเอง
ละอายต่อการละเมิด และหากผิดพลาด ก็เกิด “ความรู้สึกละอายแก่ใจ” รูจ้ ัก “สารภาพความผิด”
ยอมรับโทษอันสมควรอย่างเต็มใจ เช่นที่พระสงฆ์ย่อมรู้เคารพในพระวินัย และ “ปลงอาบัติ” เมื่อ
ทำาผิด ยอมรับ “โทษ” หนักเบาด้วยตนเอง รวมทั้งให้คำามั่นสัญญา ว่าจะไม่ปฏิบัติเช่นนั้นอีก
สำาหรับวินัยแบบนี้ อย่างมากที่สุด ทีผ่ ู้อื่นจะกระทำาแก่คนคนหนึ่งได้คือ ซักถาม แสดงความ
เห็น ว่ากล่าวตักเตือน ชีจ้ ุดย่อหย่อนบกพร่อง เตือนให้เห็นความล่อแหลม ให้กำาลังใจ ชี้แนะ
แนวทาง เพื่อประกอบการใช้วิจารณญาณเท่านั้น
วินยั ในลักษณะนี้ ท่านพุทธทาสเห็นว่า เป็นวินัยของ “ผู้ด”ี ของ “บัณฑิต” หรือ “สัตบุรุษ”
และสังคมที่ดีย่อมทำาให้สมาชิกอยู่ร่วมกันด้วยวินัยเช่นนี้ได้ โดยอาศัยการศึกษาอบรม จนกลายเป็น
วัฒนธรรม
ผมเห็นว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางสังคม วินัยเช่นนี้คือสิ่งที่เรียกว่า “ความมี
อารยะ” หรือ civility นัน่ เอง หมายถึง การรู้จักควบคุมตนเอง เกรงใจผู้อนื่ เคารพระเบียบในการอยู่
ร่วมกัน ฯลฯ ไปจนถึงการแสดงความรับผิดชอบและยอมรับผิด เมื่อกระทำาบกพร่องผิดพลาด รวม
ไปถึงการให้คำามั่นสัญญาว่าจะสำารวมระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก
เราเห็นวินัยแบบนี้ได้ในชุมชนหรือสังคมที่ถือกันว่ามีอารยะ ผูค้ นส่วนใหญ่เคารพในวินัย
จนเป็นนิสัย ไม่ต้องบังคับควบคุม อาจเห็นได้จากการใช้ชีวิตร่วมกัน นับแต่การรู้จักเข้าแถว การ
ไม่ฉวยโอกาส มารยาท ความเกรงใจ ฯลฯ ไปจนถึงการมี “ยางอาย” ชนิดที่เมื่อกระทำาผิด หรือแค่มี
ส่วนต้องรับผิดชอบในความผิดใดๆ ก็รู้จักลงโทษตัวเอง เช่น ด้วยการลาออกจากตำาแหน่ง เป็นต้น
ทั้งยังขยายรวมไปถึงท่าที วิธีการ และกระบวนการในการแสดงออกอย่างมีขันติธรรม ต่อ
ความแตกต่างหรือความขัดแย้ง อันจะนำาไปสู่การสานเสวนา หรือเจรจาต่อรอง หาข้อสรุปร่วมกัน
ได้
ท่านพุทธทาสเห็นว่า การเมืองที่ดี ควรวางรากฐานให้สมาชิกและ “นักการเมือง” มีระเบียบ
วินยั เช่นนี้ แต่ขณะเดียวกัน ท่านตระหนักดีว่า เราจะคาดหวังให้ทุกคนมีความสำานึกเช่นนี้ ย่อมเป็น
ไปไม่ได้ ท่านจึงเห็นเช่นกันว่า มีวนิ ัยอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า วินัยที่ต้อง “ถือแส้คุมอยู่”
วินยั แบบต้องใช้แส้คุมนี้ จำาเป็นต้องมี เพื่อกำาราบ “อันธพาล” ที่ไม่รจู้ ักรักษาวินัยด้วย
ตนเอง จนนำาไปสู่การวิวาท ความขัดแย้ง ความเดือดร้อนเสียหาย และแน่นอนว่า สำาหรับวินัยแบบ
นี้ ต้องมี “ฝ่ายที่บังคับ” และ “ฝ่ายที่ถูกบังคับ” ดังนัน้ ย่อมต้องมีการจัดระบบเพื่อรักษาสภาพอัน
ปกติไว้ ด้วยวิธีบังคับควบคุม และอาจต้องมีการใช้อาชญา
สังคมใดห่างไกลจากวินัยแบบ “รู้ผิดชอบชั่วดี” มากเท่าใด ยิ่งต้องใช้วินัยแบบ “ถือแส้คุม”
มากขึ้น การเมืองของสังคมนั้นๆ ก็ยิ่งต้องมี “การใช้อาชญา” มากขึน้ ห่างไกลจากความหมายที่แท้
จริงของการเมืองยิ่งขึน้ ไปด้วย
และเพราะเหตุที่จะต้องมี “ฝ่ายที่บังคับ” และ “ฝ่ายที่ถูกบังคับ” นี้เอง ในสังคมส่วนใหญ่
มนุษย์จึงไม่อาจ “อยู่อย่างเสมอกัน” ได้ และการที่จะคาดหวังให้อยู่อย่างเสมอกันโดยสิ้นเชิง ย่อม
เป็นไปไม่ได้ ทั้งยังจะนำามาซึ่งความทุกข์ความเดือดร้อน
ดังที่ท่านยกเอาพระพุทธพจน์มาแสดงว่า “การอยู่อย่างเสมอกันนัน้ เป็นทุกข์”
แน่นอนว่า โดยพื้นฐาน มนุษย์ย่อมมีความเสมอภาคหรือเท่าเทียมกัน ต่างมีโอกาสเข้าถึง
ธรรมเสมอกัน แต่พ้นจากพื้นฐานประการนี้แล้ว ย่อมมีความแตกต่าง มี “ความลดหลั่น” กันไป
แม้กระทั่งในคณะสงฆ์ ท่านพุทธทาสก็เห็นว่า “ส่วนที่ว่าเสมอภาคกันนั้น อยู่ในขอบเขตที่จำากัด
ที่สุด ส่วนที่ว่ากล่าวบังคับกันได้ โดยลดหลั่นกันลงไป นีค้ ือทั้งหมด คือตัวที่จะรอดอยู่ได้”
ท่านจึงวิจารณ์ตรงไปตรงมาว่า “การหลับหูหลับตาเสมอภาคกัน” นั้น เป็นเรื่องของ “
ประชาธิปไตยบ้าๆ บอๆ” เป็นไปไม่ได้ หากฝืนดันทุรัง ยิ่งจะทำาให้คนเราอยู่ร่วมกันไม่ได้
ระสำ่าระสายหนักขึ้น
ในความเป็นอยู่ร่วมกัน มนุษย์จึงต้องมีโครงสร้างที่ทำาให้บังคับบัญชากันได้ ว่ากล่าวกันได้
ตักเตือนกันได้ แต่ท่านก็เน้นยำ้าว่า จะต้องเป็นสิ่งที่กระทำา “โดยธรรม” และขยายความต่อไปว่า “
บังคับโดยธรรม ก็คือ เมตตา กรุณา หวังดี ถ้าบังคับโดยกิเลส นี่มนั ทำานาบนหลังคน นีใ้ ช้ไม่ได้”
การบังคับโดยธรรมนี้ เป็นไปเพื่อระงับหรือป้องกันความเดือดร้อนที่จะเกิดจากการละเมิด
วินยั อันจะนำาไปสู่การฝึกฝนอบรมให้เกิดวินัยแบบรู้ผิดชอบชั่วดีนั่นเอง

ข้อที่เจ็ด คือ “การอยู่กับพระ”


ท่านพุทธทาสใช้สำานวนว่า “การอยู่กับพระ” เพื่อเปรียบกับฝ่ายตรงข้ามคือ “การอยู่กับมาร”
ท่านกล่าวว่า ชีวิตคนเรานั้น สลับไปมาระหว่างการอยู่กับพระและการอยู่กับมาร มากบ้าง
น้อยบ้างแตกต่างกันไป การอยู่กับพระคืออยู่กับธรรม อยู่กับความคิด คำาพูด การกระทำาที่เป็นกุศล
ส่วนการอยู่กับมารคืออยู่กับอธรรมและกุศลกรรม
ชีวิตของพุทธบริษัท คือ ชีวิตที่เคยชินกับการอยู่กับพระ ฝึกฝนตนเองให้ถอยห่างจากมาร
มาอยู่กับพระมากขึ้นตามลำาดับ ด้วยเหตุนี้ การเมืองที่ดีจึงเป็นการเมืองที่สมาชิก และผูน้ ำาเห็นความ
สำาคัญของวิถีชีวิตแบบ “อยู่กับพระ” นี้
ฟังเผินๆ องค์ประกอบข้อนี้ ซึ่งเป็นข้อสุดท้าย อาจเหมือนการสั่งสอนธรรมโดยทั่วไป แต่
หากคิดโยงกับทฤษฎีรัฐศาสตร์สมัยใหม่แล้ว ผมเห็นว่า นีเ่ ป็นประเด็นสำาคัญยิ่งทีเดียว
ทั้งนี้เพราะ การกำาหนดหรือการพัฒนาเชิง “คุณค่า” (value) นี้ เป็นพื้นฐานสำาคัญของ
การเมืองทั้งปวง พูดง่ายๆ ก็คือ สังคมยึดถืออะไรเป็นคุณค่าหรือสิ่งที่มีคุณค่า มีความสำาคัญ ก็ย่อม
เป็นเงื่อนไขให้กับหลักการและระบบการเมืองไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
คำาจำากัดความของ “การเมือง” ซึ่งมักกล่าวอ้างกันมากที่สุดในตำาราทั้งหลาย คือนิยามแบบ
เดวิด อีสตัน (David Easton) นักรัฐศาสตร์คนสำาคัญสมัยปัจจุบัน ที่วา่ “การเมือง คือ การใช้อำานาจ
อันชอบธรรมจัดสรรคุณค่า (หรือสิ่งที่ถือกันว่ามีคุณค่า) ในสังคมหนึ่งๆ”
ที่ผา่ นมา นักรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่มักให้ความสำาคัญกับประเด็นเรื่องอำานาจ ความชอบธรรม และ
ระบบหรือกระบวนการในการจัดสรร โดยที่ความสนใจร่วมสมัยในปัจจุบัน อาจเน้นไปที่ความ
เป็น “สังคม” เช่น ประเด็นเรื่องชุมชน ความเป็นชาติ อัตลักษณ์ ภูมิภาคนิยม รวมทั้งความเป็น
สังคมโลก ฯลฯ
แต่สิ่งที่เป็นบาทฐาน ในความเห็นของผม คือ การกำาหนด ยึดถือ หรือมีความเชื่อ ว่าอะไรคือ
คุณค่า อะไรคือสิ่งที่มีคุณค่า ทั้งนี้เพราะตัวคุณค่าและสิ่งที่ยึดถือกันว่ามีคุณค่าต่างหาก ที่จะกำาหนด
ความหมายและกระบวนการของอำานาจ ความชอบธรรม และการจัดสรร จนแม้กระทั่งความเป็น
สังคมหนึ่งๆ
ตัวอย่างเช่นว่า สังคมที่เชื่อในคุณค่าของความมั่งคั่งทางวัตถุอย่างไม่รู้จบ ย่อมมีการเมืองใน
แบบหนึ่ง ส่วนสังคมที่ถือคุณภาพของชีวิตเป็นคุณค่า ก็อาจมองวัตถุหรือความมั่งคั่งเป็นปัจจัยพื้น
ฐาน ที่ต้องมีขีดจำากัดหรือดุลยภาพ ซึ่งจะทำาให้การเมืองเป็นไปในอีกลักษณะหนึ่ง
ฉะนัน้ การที่ทา่ นพุทธทาสหยิบยกเอาประเด็นในสำานวนของท่านว่า “การอยู่กับพระ” นีข้ ึ้น
มาเป็นประเด็นสุดท้าย แท้ที่จริงแล้ว ท่านกำาลังจัดประเด็นอันลึกซึ้งที่สุด มารั้งท้ายไว้อย่าง
แยบคาย เพราะองค์ประกอบทั้งหกก่อนหน้านี้ ไม่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นมรรคเป็นผลได้ หากสังคม
และสมาชิก ปราศจากความชัดเจนในเรื่อง “คุณค่า” ที่เป็นแกนกลางของสังคมนั้นๆ
องค์ประกอบข้อสุดท้ายของธัมมิกสังคมนิยมนี้เอง ทำาให้การเมืองต้องเชื่อมโยงกับธรรมะ
ทั้งยังเชื่อมโยงกับทัศนคติและเจตนารมณ์ของสมาชิกทั้งมวลในสังคมการเมืองหนึ่งๆ

ความรู้และวิทยาการ

เราได้พิจารณาองค์ประกอบของ “ธัมมิกสังคมนิยม” (หรือบางแห่งท่านพุทธทาสภิกขุ


สะกดว่า “ธรรมิกสังคมนิยม”) ทั้งเจ็ดประการมาแล้ว ได้แก่ 1. การรับใช้มหาชน 2. การถือครอง
กรรมสิทธิ์อย่างสังคมนิยม 3. การจัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม 4. เจตนารมณ์และกิจกรรมสหกรณ์
5. ระบบคอมมูน 6. ความมีวินัย 7. คุณค่าเชิงศาสนธรรม หรือ ที่ท่านใช้สำานวนเรียกว่า “การอยู่กับ
พระ”
องค์ประกอบเจ็ดประการนี้ ท่านพุทธทาสเห็นเป็นหลักการพืน้ ฐาน นอกเหนือจากนี้แล้ว
ท่านยังกล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ไว้ใน “ธรรมะกับการเมือง” อีกไม่น้อยทีเดียว ซึ่งเราคงไม่สามารถลง
รายละเอียดทั้งหมดได้ในที่นี้
องค์ประกอบทั้งเจ็ดข้อนี้ ทำาให้เราเข้าใจอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นว่า แนวความคิด “ธัมมิก
สังคมนิยม” หรือ “เผด็จการโดยธรรม” หรือในบางแห่งท่านใช้ว่า “ธัมมิกประชาธิปไตยแบบ
สังคมนิยม” นัน้ มีความหมายและรูปแบบอย่างไร
ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้ว การที่ทา่ นพุทธทาสนำาเสนอธัมมิกสังคมนิยมในบริบทของการต่อสู้
ทางอุดมการณ์ช่วงสงครามเย็นนั้น เป็นการแสดงทัศนะและจุดยืนอย่างชัดเจนยิ่ง และหาก
พิจารณาข้อความต่อไปนี้ของท่าน เราจะเห็นได้ชัดว่า ข้อเสนอของท่านนั้น ตั้งอยู่บนพืน้ ฐานของ
มุมมองต่อการเมืองในโลกปัจจุบันอย่างไร
ผมขออนุญาตคัดมาอย่างละเอียด โดยรักษาวรรคตอนและการเน้นตามต้นฉบับ ดังนี้ –
“โลกนี้ถูกครอบงำาอยู่ด้วยระบบการเมืองหลายรูปแบบ, แล้วก็พัวพันกันยุ่ง มีปฏิกิริยาต่อกัน
คือการทำาลายล้างกัน จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร ; .... แต่ที่มันแน่ และมีอยู่แล้วรูปแบบเดียวก็คือว่า
การเมืองชนิดนั้น ทั้งหมดนัน้ มัน เป็นเพียงปฏิกิริยา ที่มัน กระเด็นออกมา จากการพยายามของ
กลุ่มทีม่ ีอำานาจ. กลุ่มทีม่ ีอำานาจ ในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็เรียกว่า กลุ่มนายทุน ; โดยเฉพาะสมัย
ปัจจุบันนี้ กลุ่มนายทุนมีอำานาจมากที่สุดในโลก, เขาบันดาลอะไรได้ทั้งนั้น แล้วก็อยู่หลังฉากด้วย
ไม่แสดงตัวให้เห็น.
“ทีนี้อำานาจที่มาจากบุคคลเหล่านี้ บันดาลให้เกิดเป็นอะไรขึ้นมา เป็นปฏิกิริยาต่อโลก ; นัน่
แหละคือการเมืองของโลกในสมัยนี้ ไม่ประกอบอยู่ด้วยธรรม, แล้วก็ไม่เป็นการเมืองที่เป็นไปตาม
เหตุผลตามธรรมชาติ, หรือตามที่มันควรจะเป็นไป. แต่มันได้เป็นไป ภายใต้อำานาจของการบันดาล
ของกลุ่มที่ทรงอำานาจอย่างยิ่ง คือกลุ่มนี้.
“อย่าเข้าใจว่า เราจะมานั่งนินทาด่าว่านายทุน เรากำาลังพูดให้เห็นความจริงว่า โลกปัจจุบันนี้
มัน อยู่ในกำามือของนายทุนที่อยู่เบื้องหลัง ; คำาว่านายทุนมันก็หลายรูปแบบ : นายทุนตรงๆ เป็นพวก
ค้าเงิน นีก้ ็มี, นายทุนอำานาจผูกขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็มี ; นี้เป็นส่วนใหญ่ที่มีอยู่เป็นส่วนมาก.
“ทีนี้ อีกทางหนึ่ง มันก็เป็นการเมือง ปฏิกิริยาของการต่อต้านพวกนายทุน หรือพวกที่ทรง
อำานาจ. พวกนี้ไม่ยอม ที่จะให้นายทุนแสดงบทบาท, เขาพยายามที่จะต่อต้านนายทุน ; แต่แล้วก็
ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า คนพวกต่อต้านนี้ เมื่อต่อต้านสำาเร็จแล้ว ตนเองจะไม่กลับเป็นนายทุน ใน
แบบใดแบบหนึ่งไปเสียอีก : เป็นนายทุนทางการเงิน, หรือนายทุนศักดินา, หรือนายทุนชนิดไหน
ก็ตาม, มันมีอยูห่ ลายรูปแบบ....
“นี่คือการเมืองของโลกสมัยปัจจุบัน”

หากพิจารณาข้อความที่ยกมาข้างต้น เราจะเห็นความเข้าใจของท่านพุทธทาส ที่มีต่อ “


การเมืองของโลกสมัยปัจจุบัน” อย่างแจ่มแจ้ง และเห็นนัยสืบเนื่องว่า เพราะเหตุใด ท่านจึงปฏิเสธ
“เสรีประชาธิปไตยเอกัตตนิยม” ที่มีทนุ เป็นพื้นฐานและคุณค่าหลัก หรือที่ทา่ นให้สมญาว่า “
ประชาธิปไตยกอบโกย” พร้อมทั้งนำาเสนอธัมมิกสังคมนิยม อันมีหลักการและองค์ประกอบดังที่
เราได้พิจารณามาแล้ว
ถึงกระนัน้ ส่วนท้ายข้อความข้างต้น ก็แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเช่นกัน ว่า ธัมมิกสังคมนิยม
ไม่ใช่เรื่องเดียวกับสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ ที่เป็น “ปฏิกิริยาของการต่อต้านพวกนายทุน” ท่าน
พุทธทาสเห็นว่า สังคมนิยมอย่างที่เป็นอยู่หรือยึดถือกันในปัจจุบัน (อย่างน้อยสมัยเมื่อสามสิบกว่าปี
ก่อน) เป็นสังคมนิยมที่ไม่ใช่ “ธรรมิก” ซำ้ายังมีโลกทัศน์ที่เน้นวัตถุนิยม ไม่ต่างอะไรจากทุนนิยม
แม้จะอ้างว่าเป็นวัตถุนิยมเชิงปรัชญา แต่สำาหรับท่าน ก็ไม่ต่างอะไรโดยแก่นสาร
ท่านพุทธทาสตั้งคำาถามต่อไปว่า “ทำาไมนายทุนจึงอาละวาด” อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คำา
ตอบก็คือ “เพราะเป็นทาสของเงิน”.... แล้ว “ทำาไมจึงเป็นทาสของเงิน” ก็เพราะ “เป็นทาสของ
อายตนะ หรือเป็นทาสของสัมผัสที่เป็นสุขเวทนา”…. ด้วยเหตุนี้ “อำานาจสูงสุด (จึง) อยู่ทอี่ ำานาจ
เงิน เลยไม่มีอำานาจของธรรมะ”
การเป็นทาสของอายตนะ การเป็นทาสของสัมผัสหรือผัสสะ ก็คือการเป็นทาส “กามารมณ์”
(ตามความหมายที่ครอบคลุมสัมผัสทั้งหมด ไม่ได้จำากัดเฉพาะด้านเพศรส)
อันที่จริงแล้ว ตามธรรมชาติ คนเรามีข้อจำากัดในการที่จะตกเป็นทาสผัสสะหรืออายตนะนี้ แต่สิ่งที่
ทำาให้มนุษย์สามารถขยายสุขเวทนา กามารมณ์ และความเป็นทาสเหล่านี้ต่อไปได้ไม่รู้จบ ก็คือ
ความรู้และวิทยาการสมัยใหม่ของมนุษย์
ในทัศนะของท่าน “ความเจริญ ที่เรียกกันว่า civilization ของโลกปัจจุบันนี้ ไม่มีอะไรเลย
นอกจากส่งเสริมเหตุปัจจัยของกามารมณ์” องค์ความรู้ วิชาการ และวิทยาการทั้งหลายในปัจจุบัน
จึงเป็นการศึกษา ค้นคว้า พัฒนา เพื่อตอบสนอง “ความเจริญ” ในแบบนี้เป็นส่วนใหญ่ สนับสนุน
โหมเร่งให้ “เหตุปัจจัยของกามารมณ์” เฟื่องฟู ทำาให้ “มีผลเป็นโลกที่ไร้ศีลธรรมอย่างที่เห็นอยู่”
ท่านมิได้ต่อต้านหันหลังให้กับความรู้วิชาการเหล่านี้ แต่สิ่งสำาคัญนั้นอยู่ที่ว่า มนุษยชาติ “
ต้องมีการก้าวหน้า วิชาการทางวัตถุที่ดีกว่า” และหากมนุษย์รู้จักทำาให้ก้าวหน้าอย่างสอดคล้องกับ
คุณค่าที่กอปรด้วยธรรม “นี่มันก็จะกลายเป็นของมีประโยชน์.... ให้พบวิธี ที่เราจะกินอยู่กันอย่าง
ถูกต้อง ไม่ส่งเสริมกามารมณ์ และให้ประหยัดที่สุด”
ท่านจึงกล่าวเชิงแนะนำาขอร้องว่า “ขอให้ผู้มีปัญญา มีความรู้ มีความก้าวหน้าทางวัตถุ คือ
พวกนักวิทยาศาสตร์ นักค้นคว้าทั้งหลายนี้ ไปช่วยคิดค้นกันเสียใหม่ ให้พบระบบกิน ระบบใช้
ระบบเป็นอยู่ ระบบอะไร ทางวัตถุนี่ ที่ไม่ส่งเสริมกามารมณ์ ให้ถูกต้อง ที่มนุษย์จะมีชีวิต”
ในแง่ของการดำารงชีวิตและการบริโภค ท่านกล่าวไว้เมื่อสามสิบปีที่แล้วอย่างตรงประเด็น
สมัยนี้ ว่า “เดี๋ยวนี้เรามีวิธีกิน อย่างที่ว่า เสียค่าเปลือกนั่นน่ะ มากเหลือเกิน ค่ากระป๋อง ค่าขวด ค่า
อะไร.... ปีหนึ่งไม่รู้ว่าเท่าไรต่อเท่าไร.... มันทิ้งไปปีหนึ่ง มหาศาลเท่าไร.... ต้องหาวิธีอื่นที่ไม่ต้อง
เสียสิ่งเหล่านี้”
กล่าวโดยรวม วิชาการทางวัตถุควรมุ่งช่วยให้มนุษย์เป็นอยู่ “อย่างถูกต้องตามธรรมชาติและ
ประหยัด” และ “ให้วิชาการทางวัตถุมาช่วยเหลือ การที่คนเราไม่ต้องเป็นทาสของอายตนะให้มาก
ขึ้น” แนวทางดังกล่าวนี้ ท่านพุทธทาสเห็นว่า ยัง “คิดกันว่าทำาไม่ได้” แต่ที่จริงแล้ว เป็นความ
ก้าวหน้าของวิชาการทางวัตถุในอีกแนวทางหนึ่ง “ซึ่งจะต้องค้นกันใหม่ เพราะเดี๋ยวนี้กำาลังไม่มี”
ข้อเสนอของท่านในเรื่องนี้ คือประเด็นว่าด้วย “กระบวนทัศน์” (paradigm) ในการแสวงหา
และสร้างความรู้ทางวิชาการนั่นเอง เป็นการเรียกร้องให้นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการ “ทาง
วัตถุ” (ซึ่งรวมสาขาวิชาอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ “วัตถุ” โดยตรงด้วย) ค้นหาความก้าวหน้าในอีก
แนวทางหนึ่ง จนอาจนำาไปสู่ “การเปลี่ยนกระบวนทัศน์” (paradigm shift) ได้ในที่สุด
แน่นอนว่า เมื่อทิศทางของความรู้และวิชาการเปลี่ยนไป วิทยาการหรือความก้าวหน้าทาง
เทคโนโลยีย่อมจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย คือเปลี่ยนจากที่เคยรับใช้กามารมณ์จนห่างไกลสมดุล
ธรรมชาติ ไปสู่ความก้าวหน้าทางวิทยาการ ชนิดทีท่ ำาให้สังคมมนุษย์ “อยู่อย่างเป็นเกลอกับ
ธรรมชาติ”
เทคโนโลยีปัจจุบัน “ทำาให้เราต้องเสียทรัพยากรในโลกมากเกินไป” กลายเป็น “การพัฒนา
ที่ผิดทาง เปลืองมากไป ได้ผลน้อยเกินไป” เพราะเน้นไปที่การ “ทำาให้คนเราไกลจากธรรมชาติ….
สร้างวิมานแข่งกับเทวดา” การพัฒนาเช่นนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่อง
จำาเป็นที่มนุษย์จะต้องทำา แต่มนุษย์ก็ “บ้ามากเกินไป มันจึงขยายความที่ไม่ต้องทำาออกไปมากขึ้น
แล้วถือเป็นความต้องทำา”
วิทยาการก็ดี เทคโนโลยีก็ดี เครื่องจักรต่างๆ ก็ดี ต้องทำาให้มนุษย์อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ มี
ชีวิตที่สมดุล ทั้งในการอยู่ด้วยตนเอง อยู่รว่ มกับผู้อื่น และอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม และที่สำาคัญ จะ
ต้องไม่เบียดเบียนให้ “คนไม่มีงานทำา” เพราะเทคโนโลยีควรมีไว้ช่วยมนุษย์ทำางาน ไม่ใช่มีไว้เพื่อ
ให้มนุษย์ (พวกหนึ่ง) ไม่มีงานทำา และ (อีกพวกหนึ่ง) ไม่ต้องทำางาน
ประเด็นเรื่องความรู้และวิทยาการนี้ แม้ท่านพุทธทาสจะไม่ได้รวมไว้ในองค์ประกอบของ
ธัมมิกสังคมนิยม แต่ผมเห็นว่า เรื่องนี้มีความสำาคัญ จนอาจถือเป็นองค์ประกอบข้อที่แปดได้เลยที
เดียว

คำาบรรยายและหนังสือ “ธรรมะกับการเมือง” ของพุทธทาสภิกขุ นับเป็นผลงานที่เชื่อมโยง “


การเมือง” (ตามที่เข้าใจกันในโลกสมัยใหม่) ให้เข้าสู่หลักธรรม อย่างกว้างขวางครอบคลุม และลง
รายละเอียดมากที่สุดของท่านพุทธทาส
ทั้งยังอาจกล่าวได้ว่า “ธรรมะกับการเมือง” เป็นการนำาเสนอความคิดความเข้าใจและวิถี
ปฏิบัติทางการเมืองในโลกสมัยใหม่อย่างตรงไปตรงมาและกว้างขวางที่สุด เท่าที่เคยปรากฏใน
จารีตพระพุทธศาสนาสายเถรวาท อย่างน้อยที่สุดก็ในสังคมไทย
คำาบรรยายนี้ ท่านพุทธทาสแสดงในช่วงพรรษากาลเมื่อปี 2519 และตีพิมพ์ออกเป็นหนังสือ
ในชุดธรรมโฆษณ์เมื่อปลายปี 2522 หากนับเวลาตั้งแต่การแสดงธรรมบรรยายนี้ ก็กว่าสามสิบปีมา
แล้ว แต่เราคงจะเห็นได้ชัดว่า ประเด็นที่ท่านนำาเสนอไว้นั้น ยังโยงเข้าสู่ยุคสมัยปัจจุบันได้เป็นอย่าง
ดี หลายต่อหลายประเด็น ท่านสามารถ “มองการณ์ไกล” มาถึงปัญหาและสภาพการณ์ที่เราเผชิญอยู่
ในปัจจุบัน และบางกรณียังก้าวลำ้าไปสู่อนาคตข้างหน้าอีกด้วย
นับแต่ 27 พฤษภาคม 2549 ถึงปี 2550 นี้ เราเฉลิมฉลอง 100 ปี ชาตกาลของท่าน ร่วมกับ
การที่องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก
ประกาศยกย่องท่านเป็นหนึ่งใน “บุคคลสำาคัญของโลก”
แน่นอนว่า การเฉลิมฉลองและยกย่องนีน้ ับว่าสมควรอย่างยิ่งแก่คุณูปการมหาศาล ที่ท่านได้
มอบไว้ให้แก่สังคมไทยและโลก แต่เราจะสามารถได้รับประโยชน์จากคุณูปการนี้มากน้อยเพียง
ใด คงเป็นเรื่องที่ไม่ได้เริ่มต้นแล้วจบลงอยู่เพียงแค่งานเฉลิมฉลองยกย่องนี้
สัญญาณแห่ง “บุคคลสำาคัญของโลก” นัน้ อยู่ที่ว่า ท่านนั้นๆ ได้สร้างสรรค์หรือฟื้นฟู “พื้นที่”
ทางความคิดและวิถีปฏิบัติอันทรงคุณค่าให้แก่มนุษยชาติ รวมทั้งวางรากฐานเชิงโครงสร้างหรือ
แนวทางหลักๆ ให้แก่พื้นที่ดังกล่าว เพื่อที่วา่ ผู้คนเป็นอันมากจะได้มีโอกาสและความสามารถใน
การสร้างสรรค์คุณค่าสืบทอดในพื้นที่นั้นๆ ต่อไป หรือแม้กระทั่งใช้พื้นที่นั้น นำาไปสู่การเปิดพื้นที่
อื่นๆ ให้กว้างขวางหรือลึกซึ้งยิ่งขึ้น
“พื้นที่” ซึ่งท่านพุทธทาสได้สร้างสรรค์และฟื้นฟูขึ้นมาตลอดชีวิตของท่านนั้น มีมากมาย
และล้วนทรงคุณค่าอย่างสูง ความคิดของท่านเกี่ยวกับ “ธรรมะและการเมือง” ซึ่งตกผลึกเป็นหลัก
การว่าด้วย “ธัมมิกสังคมนิยม” นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ว่านี้
ผมขอย้อนกลับไปที่ประเด็นหลักๆ นับแต่ต้น
ในประเด็นเรื่องท่าทีต่อการเมือง ท่านทำาให้เราตระหนักว่า การเมืองเป็นเรื่องที่มีความ
สำาคัญและเกี่ยวข้องกับทุกๆคน และแท้ที่จริงมนุษย์ทุกคนล้วนเป็น “นักการเมืองโดยความรู้สึก”
ทั้งนี้เพราะการเมืองคือความพยายามร่วมกันของมนุษย์ ที่จะขจัดปัญหาในการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่
มาก เพื่อให้เกิดความเป็นปกตินั่นเอง และในเมื่อความเป็นปกติ คือแก่นสารของศีลธรรมในการ
อยู่ร่วมกันของมนุษย์ ท่าทีต่อการเมืองของเรา จึงไม่ต่างอะไรจากท่าทีของเราต่อศีลธรรมเช่นกัน
ท่านยังเน้นว่า ในการพิจารณาประเด็นปัญหาทางการเมือง เราจะต้องข้ามพ้นวิธีคิดพิจารณา
ชนิดที่กดทับไม่ให้เรามองเห็นความเป็นไปได้อื่นๆ เน้นเพียงแค่สิ่งที่เข้าใจกันว่าเป็น “ภาวะ
จำาเป็น” ทีท่ ำาให้เราต้องทิ้งธรรมะ กระทำาได้แต่เพียงการใช้อำานาจดิบอำานาจเถื่อน ไม่อาจมีความ
หวังในเชิงคุณค่าอื่นใดได้ ทีร่ ้ายไปกว่านั้น ก็คือ ในที่สุดแล้ว สิ่งที่เคยถือกันว่าเป็นความจำาเป็น
กลับกลายเป็นสิ่งที่ถือกันว่าดีงามไปเสียอีก
ท่านจึงเรียกร้องให้เรา “โงหัวให้ขึ้น” จากวิธีคิดพิจารณาชนิดนั้น และใช้ “อิสรภาพในการ
ใช้สติปัญญา” เพื่อศึกษา วินิจฉัยไตร่ตรอง เลือกเฟ้น และกำาหนดเป็นวิถีปฏิบัติ อย่างสอดคล้องกับ
สภาพความเป็นจริงของเรา แต่ก็ไม่ละเลยประเด็นในเรื่องความถูกต้องดีงาม การอยู่รว่ มกันอย่าง
เป็นปกติสุข และความหวังที่จะบรรลุสิ่งที่ดีงามยิ่งขึ้น
ในประเด็นเรื่องความหมายและความเป็นมาของการเมือง ท่านชี้ให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของ
การเมือง เมื่อมนุษย์เริ่มให้ความสำาคัญกับ “การสะสมส่วนเกิน” จนเกิดปัญหา ขยายเป็นเรื่องของ “
ผลประโยชน์” ที่ต้องเพิ่มส่วนเกิน และบังคับให้ต้องติดต่อสัมพันธ์กันมากขึ้นๆ ระดับโลก จนใน
ที่สุดระบบการสะสมส่วนเกินนี้ กลับกลายเป็นเป้าหมายและแรงผลักดันของการเมืองทุกชนิด
นี่คือบ่อเกิดของการเมืองประเภท “สกปรก” “กอบโกย” “ผลัดกันคุมทีมเข้ามาหาลาภลอย
ชั้นเลิศ” ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในนามของ “ประชาธิปไตย” แบบที่เน้นตัว
ใครตัวมัน มือใครยาวสาวเอา
แท้ที่จริง “การเมือง” ควรจะเป็นสิ่งที่ต้านทานกระแสการสะสมส่วนเกิน และผลลัพธ์อันเลว
ร้ายของมันเสียด้วยซำ้า ดังนัน้ ตามความเข้าใจของท่าน การเมืองจึงเป็น “การจัดระบบและวิถีการก
ระทำาร่วมกันของมนุษย์ เพื่ออยู่รว่ มกันอย่างปราศจากปัญหา โดยไม่ต้องใช้อาชญาหรือความ
รุนแรง”
หากเราเข้าใจและจัดระบบการเมืองตามแนวทางดังกล่าวนี้ได้ ก็ย่อมจะเป็นการเมืองที่ตรง
ตามความมุ่งหมายที่แท้จริง และทำาให้การเมืองเป็นส่วนหนึ่งของ “ธรรม” สอดคล้องกับสิ่งทั้ง
หลายตามธรรมชาติ เป็นไปตามกฎธรรมชาติ ถูกต้องตามหน้าที่แห่งธรรม และนำามาซึ่งผลอันเป็น
ธรรมเช่นกัน
ในประเด็นว่าด้วยข้อเสนอต่อระบบและองค์ประกอบของการเมือง ท่านพุทธทาสแสดง
จุดยืนอย่างชัดเจน ในการวิพากษ์วิจารณ์ “ประชาธิปไตย” ชนิดที่ตั้งอยู่บนพืน้ ฐานของ “เอกัตตนิ
ยม” หรือ “ปัจเจกนิยม” และคำาวิจารณ์ของท่าน ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ท่านมองเห็นพื้น
ฐานของ “ทุนนิยม” สุดโต่งควบคู่อยู่กับประชาธิปไตยแบบนี้ ทั้งยังเห็นว่า “อำานาจครอบงำา” ของ
ทุน และนายทุนผูกขาดนั่นเอง ที่เป็นต้นตอของปัญหาของประชาธิปไตยในปัจจุบัน
ท่านจึงมีจุดยืนชัดเจนว่า ระบบการเมืองที่สอดคล้องกับธรรมะนั้น จะต้องมีพื้นฐานอยู่บน
หลักการสังคมนิยม หากแต่จะต้องเป็นสังคมนิยมที่กอปรด้วยธรรมะ มิใช่สังคมชนิดที่ “ทำาลาย
นายทุน” ด้วย “ไฟอาฆาต” เป็นสังคมนิยมที่ทำาให้ “ได้เสรีภาพที่ไม่ควรได้ สูญเสียเสรีภาพที่ไม่
ควรสูญเสีย” และในที่สุดแล้ว ก็หันไปหาแนวทางวัตถุนิยมสะสมส่วนเกินอยู่ดี
ระบบการเมืองที่ท่านเสนอ จึงเรียกว่า “ธัมมิกสั งคมนิยม” หรือ “ธรรมิกสังคมนิยม” หรือ
หากจะยังต้องการรักษาจิตวิญญาณของประชาธิปไตยไว้ ท่านก็เสนอให้เรียกว่า “ธัมมิก
ประชาธิปไตยโดยสังคมนิยม” โดยที่ความหมายของ “สังคมนิยม” นัน้ ก็คือ การที่จะต้องมีวิธีการ
อันเป็น “เผด็จการโดยธรรม” ควบคุมมิให้เกิดภาวะมือใครยาวสาวเอา หรือตัวใครตัวมัน เสรีภาพ
ของใครของมัน แบบที่นิยมกันตามความหมายของ “ประชาธิปไตย”
ท่านเองตระหนักดีว่า ข้อวิจารณ์และข้อเสนอในเรื่องนี้ ย่อมขัดต่อ “ความรู้สึก” หรือ “
ทัศนะพื้นฐาน” ทางการเมืองของโลกปัจจุบนั แต่ท่านก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า วิถีทางที่เน้นผล
ประโยชน์ เสรีภาพ และความเสมอภาค แบบปัจเจกนิยมนั้น ไม่ใช่หนทางที่จะนำาสังคมมนุษย์ไปสู่
ความเป็นปกติ สอดคล้องกับหลักการทางศีลธรรมใดๆ ได้
ระบบธัมมิกสังคมนิยมดังกล่าว มีองค์ประกอบที่สำาคัญๆ มากมาย ท่านได้หยิบยกมานำา
เสนอโดยละเอียดอยู่เจ็ดประการ ข้อเสนอของท่านทำาให้เราเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า ท่านพุทธทาส
หมายถึงความคิดและแนวทางในการปฏิบัติอย่างไร เมื่อท่านกล่าวถึง “สังคมนิยม”
ท่านเน้นความสำาคัญของมหาชน (แต่เราก็เห็นได้โดยตลอดว่า ท่านก็มิได้เชื่อว่า มหาชนจะ
ต้องถูกต้องเสมอไป) การถือครองกรรมสิทธิ์ที่เป็นเสมือนการ “ให้ยืม” เพื่อสร้างประโยชน์ มีการ
จัดสรรที่ดินอย่างทั่วถึงเป็นธรรม มีการดำาเนินการแบบสหกรณ์ในทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจและ
สังคม มีระบบ “คอมมูน” ที่เป็นแนวทางแก้ปัญหาอย่างสอดคล้องกับแต่ละท้องถิ่น เป็นสังคมที่มี
ความเป็นวินัย และมีระบบคุณค่าหรือค่านิยมที่สอดคล้องกับศาสนธรรม
นอกจากนี้ ท่านยังเห็นว่า ทิศทางของความรู้และวิทยาการของโลกสมัยใหม่ กำาลังนำาพา
มนุษย์ออกสู่การอยู่ร่วมอย่างสมดุลกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราจึงต้องการแนวทางใหม่ของ
ความรู้และวิทยาการ ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาพื้นฐานของมนุษย์ได้ อย่าง “เป็นเกลอกับธรรมชาติ”
และรู้จัก “สงสารคนข้างหลัง” เน้นความพอดีและความประหยัดในการใช้ชีวิตส่วนตัวและส่วนรวม
ผมเห็นว่า พื้นที่ของ “ธรรมะกับการเมือง” ที่ทา่ นพุทธทาสได้แสดงให้เห็นนี้ เป็นพื้นที่ที่ยัง
คง “อยู่ในประเด็น” ร่วมสมัยเป็นอย่างยิ่ง และนอกเหนือจากสิ่งที่ผมได้ประมวลมานำาเสนอในที่นี้
แล้ว ผู้อา่ นหนังสือเล่มนี้ ก็ย่อมจะเห็นประเด็นอื่นๆ อีกมากมาย ตามมุมมองและความสนใจของ
ตนเอง
ท่านพุทธทาสปิดท้าย “ธรรมะกับการเมือง” ด้วยคำากล่าวว่า “ถ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็มานั่งพูดกัน
อย่างนี้แหละ พูดอย่างอื่นพูดไม่เป็น ต่อไปอีก”....สามสิบปีผ่านไป การได้ฟังท่าน “พูดอย่างนี้
แหละ” อีกครั้ง ยังให้ประโยชน์ไม่เสื่อมคลาย และทำาให้ดูเหมือนว่าท่าน “ยังมีชีวิตอยู่” เช่นกัน