ความหมาย บ่อเกิด และลักษณะแห่งหนี้

หนี ค

ื .อความเก่
ระหว่างบุียควพั
คลน2ทางกม
คน เจ้าหนี้-ลูกหนี้
บ่อเกิดแห่งหนี้ 1 นิติกรรม สัญญา

2 นิติเหตุ ละเมิด ลาภมิควรได้ กม.อ่ ืน เช่น ภาษี
หนี ผ
้ ก
ู พันเป็ นบุคคลสิทธิ----- เกิดสิทธิเรียกร้อง

วัตถุแห่งหนี้ = ส่ิงท่ี กม. กำาหนดให้วา่ ลน.จะชำาระหนีใ้ห้ จน. วิธิไหน แบบ

ไหน วัตถุแห่งหนี ม
้ ี 3 ประการ 1 กระทำาการ

2 งดเว้นกระทำาการ ตัวอย่าง จ้างไม่ให้เปิ ดร้านแข่งในท่ีใกล้กัน

3 ส่งมอบทรัพย์สิน เช่น มอบรถท่ีซ้ือ เป็ นสัญญาต่างตอบแทน ในคนเดียว
เป็ นได้ทัง้ จน. และ ลน. – คนหน่ ึงมอบรถ คนหน่ ึงจ่ายเงิน

หน่วยท่ี1 ความหมายบ่อเกิด และวัตถุแห่งหนี้
หนี ม
้ าตรา194 บัญญัติว่า "ด้วยอำานาจแห่งมูลหนี เ้จ้าหนีย
้ ่อมมีสิทธิจะเรียก
ให้ลก
ู หนีช้ำาระหนี้
ได้ อน่ ึงการชำาระหนีด
้ ้วยงดเว้นการอันใดอันหน่ ึงย่อมมีได้"

หนีน
้ ัน
้ เป็ นความเก่ียวพันทางกฎหมายระหว่างบุคคลสองฝ่ าย คือระหว่าง
เจ้าหนีแ
้ ละลูกหนี โ
้ ดยลูกหนีม
้ ห
ี น้าท่ีกระทำาการ
ลูกหนีก
้ ็คือ 1. กระทำาการอย่างใดอย่างหน่ ึง 2. งดเว้นกระทำาการการอย่างใด
อย่างหน่ ึง 3.การส่งมอบทรัพย์สิน

หนีใ้นในความหมายตาม ปพพ. นัน
้ มีความหมายครอบคลุมไม่เพียงแต่หนี้

เงินเท่านัน
้ แต่รวมถึง การกระทำาการการงดเว้นกระทำาการและการส่งมอบ
ทรัพย์สินด้วย
บ่อเกิดและลักษณะของสิทธิในหนี้
บ่อเกิดแห่งหนีห
้ รือเรียกอีกอย่างหน่ ึงว่ามูลแห่งหนีน
้ ัน
้ เราสามารถแบ่งออก

ได้ 2 ประเภทคือ

1.นิติกรรม
2.นิติเหตุ

1. นิติกรรมคือ(มาตรา 112) ซ่ ึงในท่ีนีซ
้ ่ ึงหมายความรวมถึงสัญญา (มาตรา 361)
ซ่ ึงเป็ นนิติกรรม 2 ฝ่ าย นิติกรรมท่ีเกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาโดยใจสมัคร

อาจกล่าวได้ว่า หนีท
้ ่ีเกิดจากนิติกรรมและสัญญานัน
้ เป็ นหนีท
้ ่ีเกิดจากการ
แสดงเจตนาของบุคคลโดยใจสมัคร ลำาพังความผูกพันระหว่าง บุคคล 2 ฝ่ าย

ซ่ ึงเกิดหนีข้ึ้นนัน
้ เห็นได้ชัด
นิติกรรมฝ่ ายเดียวอาจก่อให้เกิดหนีไ้ด้ และเป็ นมูลหนีก
้ ่อให้เกิดการเป็ นเจ้า
หนีแ
้ ละลูกหนีไ้ด้ในเม่ ือมีผู้รับการแสดงเจตนาและถือเอาประโยชน์จากการ
แสดงเจตนาแต่เพียงฝ่ ายเดียวเท่านัน
้ ก็เกิดมีหนีข้ึ้นได้ เช่น คำามัน
่ จะให้
รางวัลเม่ ือมีผู้กระทำาตามท่ีได้โฆษณาไว้
2.นิติเหตุ คือเหตุในกฎหมาย ซ่ ึงอาจเกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาติ หรืออาจ
เกิดจากการกระทำาของบุคคล ซ่ ึงได้กระทำาลงโดยมิได้มุ่งจะให้เกิดผลทาง
กฎหมายซ่ ึงในบรรพ 2 นีไ้ด้แก่

1. ละเมิด มาตรา 420 "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำาต่อบุคคลอ่ ืนโดยผิด

กฎหมาย ให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี
ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหน่ ึง อย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นัน
้ ทำาละเมิดจำาต้องใช้ค่า
สินไหมทดแทนเพ่ ือการนัน
้ "
2. จัดการงานนอกสัง่ มาตรา 395 "บุคคลใดเข้าทำากิจการแทนผู้อ่ืนโดยเขามิได้

ว่าขานวานใช้ให้ทำาก็ดี หรือโดยมิได้มีสิทธิท่ีจะทำาการงานนัน
้ แทนผู้อ่ืนด้วย
ประการใดก็ดี ท่านว่าบุคคลนัน
้ จะต้องจัด การงานไปในทางท่ีจะให้สม
ประโยชน์ของตัวการ ตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการ หรือ ตามท่ีจะ
พึงสันนิษฐานได้ว่าเป็ นความประสงค์ของตัวการ"
3. ลาภมิควรได้ มาตรา 406 " บุคคลใดได้มาซ่ ึงทรัพย์ส่ิงใด เพราะการท่ีบุคคล

อีกคนหน่ ึงกระทำา เพ่ ือชำาระหนีก
้ ็ดี หรือได้มาด้วยประการอ่ ืนก็ดี โดย
ปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็ น ทางให้บุคคลอีกคนหน่ ึงนัน
้ เสีย
เปรียบไซร้ ท่านว่าบุคคลนัน
้ จำาต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา อน่ ึงการ รับสภาพหนี้
สินว่ามีอยูห
่ รือหาไม่นัน
้ ท่านก็ให้ถือว่าเป็ นการกระทำาเพ่ ือชำาระหนีด
้ ว้ ย

บทบัญญัติอันนีท
้ ่านให้ใช้บังคับตลอดถึงกรณีท่ีได้ทรัพย์มา เพราะเหตุอย่าง
ใด อย่างหน่ ึงซ่ ึงมิได้มีได้เป็ นขึ้น หรือเป็ นเหตุท่ีได้สิน
้ สุดไปเสียก่อนแล้วนัน

ด้วย"
4.หนีใ้นบรรพอ่ ืนๆ

ลักษณะของสิทธิในหนี้
คำาว่าหนี ใ้นปพพ. มาตรา 33 เรียกอีกช่ ือหน่ ึงว่า สิทธิเรียกร้อง หรืออาจเรียก

อีกอย่างหน่ ึงว่าบุคคลสิทธิ เม่ ือหนีเ้ป็ นบุคคลสิทธิ ลักษณะแห่งหนีท
้ ่ีสำาคัญ
จึงมีดังนี้
1. เม่ ือหนีเ้ป็ นบุคคลสิทธิ ก็เป็ นความผูกพันทางกฎหมายระหว่างบุคคลคือ
ฝ่ ายลูกหนีแ
้ ละฝ่ ายเจ้าหนีเ้ท่านัน
้ ไม่มีผลท่ีจะไปยันกับบุคคลอ่ ืนทัว่ไปให้
ต้องยอมรับสิทธิของฝ่ ายเจ้าหนีท
้ ่ีมีต่อลูกหนี้
บุคคลสิทธิ เป็ นสิทธิเรียกร้องท่ีใช้บังคับกันระหว่างคูกรณีเท่านัน
้ ส่วน
ทรัพยสิทธินัน
้ เป็ นอำานาจเหนือทรัพย์สินท่ีจะใช้ยันได้แก่บุคคลภายนอก
ทัว่ไปโดยไม่จำากัด
2. สิทธิเรียกร้องซ่ ึงอาจโอนกันได้นัน
้ เป็ นทรัพย์สินประเภทหน่ ึง ตามมาตรา
99 เม่ ือเป็ นทรัพย์สินเช่นนีก
้ ็จะเข้ารวมไปในกองทรัพย์สินของบุคคลแต่ละ

บุคล นัน
่ คือ หากเป็ นเจ้าหนีก
้ จ็ ะเข้ารวมไปในกองทรัพย์สินของเจ้าหนีใ้น
การท่ีจะได้รับชะระหนีจ้ากลูกหนี ห
้ ากเป็ นลูกหนีก
้ ็จะเข้ารวมไปในกอง
ทรัพย์สินของลูกหนีใ้นการท่ีจะต้องชำาระหนีต
้ ามหนีน
้ ัน
้ ทัง้นีเ้ว้นแต่ สิทธิ
และหน้าท่ีซ่ึงตามกำาหมายหรือโดยสภาพแล้วเป็ นการเฉพาะตัวโดยแท้
3. หนีเ้ป็ นบุคคลสิทธิซ่ึงจำากัดอยู่ในวัตถุแห่งหนีเ้ท่านัน
้ คือเจ้าหนีม
้ ีสิทธิเรียก

ร้องให้ลูกหนีต
้ ้องปฏิบัติการชำาระหนีแ
้ ก่ตนได้ 3 ประการเท่านัน
้ คือ 1.กระทำา

การ 2. งดเว้นกระทำาการ 3. ส่งมอบทรัพย์สิน

4.เม่ ือหนีเ้ป็ นบุคคลสิทธิ คือ สิทธิเหนือบุคคล เจ้าหนีท
้ ุกคนก็มีสิทธิเท่า

เทียมกันในการท่ีจะได้รบ
ั การชำาระหนีจ้ากกองทรัพย์สินของลูกหนี ล
้ ก
ู หนี้
เองก็ต้องปฏิบัติการชำาระหนีต
้ ามหน้าท่ีท่ีมีต่อเจ้าหนีน
้ ัน
้ โดยเท่าเทียมกัน
หากลูกหนีก
้ ระทำาการอันใดเป็ นทางให้เจ้าหนีเ้สียเปรียบแล้ว เจ้าหนีม
้ ีสิทธิ
เพิกถอนการฉ้อฉลนัน
้ เสียได้ แต่มีข้อยกเว้นในเร่ ืองบุริมสิทธิ(มาตรา 239
และ มาตรา 251) หากเจ้าหนีค
้ นใดเป็ นผู้ทรงบุริมสิทธิ ก็มีสิทธิพิเศษได้รับ
ชำาระหนีก
้ อ
่ นเจ้าหนีร้ายอ่ ืน

ประเภทต่างๆแห่งหนี้
ในท่ีนีข้อแบ่งหนีอ
้ อกเป็ นประเภทดังนี้
1.หนีเ้ง่ ือนไข
2.หนีเ้ง่ ือนเวลา

3.หนีแ
้ บ่งได้(มาตรา 209)และหนีแ
้ บ่งไม่ได้(มาตรา 301 และ 302)
4.หนีป
้ ระธานและหนีอ
้ ุปกรณ์

1. หนีเ้ง่ ือนไข ในขัน
้ ตอนนีต
้ ้องเข้าใจว่าหนีเ้กิดขึ้นแล้ว และหนีเ้กิดจากมูล

หนีอ
้ ะไรก็ได้ แสดงว่ามีความผูกพันการเป็ นเจ้าหนีแ
้ ละลูกหนีก
้ น
ั แล้ว แต่จะ
เรียกให้ชำาระหนีไ้ม่ได้ หรืออาจกล่าวอีกนัยหน่ ึงว่าเป็ นการชำาระหนีม
้ ีเง่ ือนไข
หนีป
้ ระเภทนีไ้ด้แก่หนีค
้ ้ำาประกันหรือหนีป
้ ระกันภัยหนีเ้กิดขึ้นแล้วใน 2

กรณีดังกล่าวเป็ น หนีซ
้ ่ ึงเกิดจากสัญญา แต่มีเง่ ือนไขในการชำาระหนี ค
้ ือ
เม่ ือลูกหนีไ้ม่ชำาระในกรณีค้ำาประกันหรือมีวินาศภัย หรือเหตุอ่ืนในอนาคต
เกิดขึ้นดังท่ีได้ระบุไว้ในสัญญากรณีประกันภัย หากเง่ ือนไขสำาเร็จลงแล้ว ลูก
หนีไ้ม่ชำาระหนี ห


ื อมีวินาศภัยเก
ต้องชำาระหนีต
้ ามสัญญา
กรณีหนีม
้ ีเง่ ือนไขต่างกับนิติกรรมมีเง่ ือนไข
นิติกรรมมีเง่ ือนไขบังคับก่อนนัน
้ นิติกรรมยังไม่มีผล นัน
่ คือนิติกรรมเกิด
ขึ้น แต่นิติกรรมเป็ นผลขึ้นได้ก็ต่อเม่ ือเง่ ือนไขนัน
้ ได้สำาเร็จลงเสียก่อน ข้อ
แตกต่างสำาคัญอยู่ท่ีขัน
้ ตอน ถ้าเป็ นนิติกรรมมีเง่ ือนไขเป็ นขัน
้ ตอนก่อนท่ี
นิติกรรมมีผล แต่ถ้าเป็ นกรณีหนีม
้ ีเง่ ือนไขแล้ว เป็ นขัน
้ ตอนท่ีนิติกรรมมีผล
จึงมีหนีเ้กิดขึ้นมีเจ้าหนีแ
้ ละลูกหนีแ
้ ล้ว แต่การจะเรียกให้ชำาระหนีก
้ น
ั นัน
้ ต้อง
เป็ นไปตามเง่ ือนไขดังกล่าวข้างต้นแล้ว
2.หนีม
้ ีเง่ ือนเวลาเช่นเดียวกับหนีม
้ ีเง่ ือนไข นัน
่ คือ มีหนีเ้กิดแล้ว มีเจ้าหนี้
และลูกหนีเ้กิดขึ้น แต่จะเรียกให้ชำาระหนีก
้ ันไม่ได้จนกว่าจะถึงเวลาท่ีกำาหนด
เช่นให้กู้เงิน 3 เดือน จะเรียกสิทธิให้ชำาระเงินต้นไม่ได้จนกว่าจะครบ 3 เดือน

กรณีหนีม
้ ีเง่ ือนเวลา ต่างกับนิติกรรมมีเง่ ือนเวลาเร่ิมต้นคือ ในเร่ ือง
นิติกรรมมีเง่ ือนเวลาเร่ิมต้นนัน
้ นิติกรรมยังไม่มีผลนิติกรรมจะมีผลก็ต่อเม่ ือ
เง่ ือนเวลานัน
้ สิน
้ สุดลง
3. หนีแ
้ บ่งได้ มาตรา 290 "ถ้าการชำาระหนีเ้ป็ นการอันจะแบ่งกันชำาระได้และมี
บุคคลหลายคน เป็ นลูกหนีก
้ ด
็ ี มีบุคคลหลายคนเป็ นเจ้าหนีก
้ ด
็ ี เม่ ือกรณีเป็ น

ท่ีสงสัย ท่านว่าลูกหนีแ
้ ต่ละคนจะต้อง รับผิดเพียงเป็ นส่วนเท่าๆกันและเจ้า
หนีแ
้ ต่ละคนก็ชอบท่ีจะได้รบ
ั แต่เพียงเป็ นส่วนเท่าๆกัน "
และหนีแ
้ บ่งไม่ได้ มาตรา 301"ถ้าบุคคลหลายคนเป็ นหนีอ
้ ันจะแบ่งกันชำาระ
มิได้ ท่านว่าบุคคล เหล่านัน
้ ต้องรับผิดเช่นอย่างลูกหนีร้่วมกัน "

และ มาตรา 302 "ถ้าการชำาระหนีเ้ป็ นการอันจะแบ่งกันชำาระมิได้ และมีบุคคล

หลายคน เป็ นเจ้าหนี ถ
้ ้ าบุคคลเหล่านัน

ลูกหนีไ้ด้แต่จะชำาระหนีใ้ห้ได้ ประโยชน์แก่บุคคลเหล่านัน
้ ทัง้หมดด้วยกัน
และเจ้าหนีแ
้ ต่ละคนจะเรียกชำาระหนีไ้ด้ก็แต่เพ่ ือได้ ประโยชน์ด้วยกันหมดทุก
คนเท่านัน
้ อน่ ึงเจ้าหนีแ
้ ต่ละคนจะเรียกให้ลูกหนีว้างทรัพย์ท่ีเป็ นหนี น
้ ัน

ไว้เพ่ ือประโยชน์แห่งเจ้าหนีห
้ มดทุกคนด้วยกันก็ได้ หรือถ้าทรัพย์นัน
้ ไม่ควร
แก่การจะวางไว้ ก็ให้ส่งแก่ผู้พิทักษ์ทรัพย์ซ่ึงศาลจะได้ตัง้แต่งขึ้น
นอกจากนี ข้้อความจริงใดท่ีเท้าถึงเจ้าหนีค
้ นหน่ ึงเท่านัน
้ หาเป็ นไปเพ่ ือคุณ
หรือ โทษแก่เจ้าหนีค
้ นอ่ ืน ๆ ด้วยไม่"
4.หนีป
้ ระธานและหนีอ
้ ุปกรณ์หนีป
้ ระธานเป็ นหนีท
้ ่ีเกิดขึ้นแล้วมีความ

สมบูรณ์ในตัวเอง เจ้าหนีม
้ ีสิทธิเรียกร้องให้ชำาระหนีไ้ด้
ส่วนหนีอ
้ ป
ุ กรณ์เป็ นหนีป
้ ระประกอบหนีป
้ ระธาน กล่าวคือ จะมีหนีอ
้ ุปกรณ์
ขึ้นมาลอยๆไม่ได้ถ้าไม่มีหนีป
้ ระธาน ความสมบูรณ์ของหนีอ
้ ุปกรณ์นัน
้ ขึ้น
อยู่กับหนีป
้ ระธาน หากหนีป
้ ระธานไม่สมบูรณ์หนีอ
้ ป
ุ กรณ์กไ็ ม่สมบูรณ์ด้วย
ชนิดของวัตถุแห่งหนี้
อาจกล่าวง่ายๆว่า วัตถุแห่งหนี ห
้ มายถึงส่ิงท่ีจะเรียกร้องให้ชำาระในมูลหนี้
นัน
้ ๆ ซ่ ึงวัตถุแห่งหนีม
้ ี 3 ประการคือ
1.การกระทำาการ

2.การงดเว้นกระทำาการ
3.การส่งมอบทรัพย์สิน

ความแตกต่างระหว่างวัตถุแห่งหนีก
้ บ
ั วัตถุท่ีประสงค์แห่งนิติกรรม
1. วัตถุท่ีประสงค์แห่งนิติกรรมอยู่ในขัน
้ มูลพ้ืนฐานอันจะก่อให้เกิดหนี แ
้ ต่

วัตถุแห่งหนีม
้ ีอยู่ในขัน
้ ผลคือเกิดหนีข้ึ้นแล้ว
จะสังเกตได้ว่าระดับของวัตถุท่ีประสงค์กับวัตถุแห่งหนีน
้ ัน
้ ต่างระดับกัน วัตถุ
ท่ีประสงค์นัน
้ มาก่อน เพราะเป็ นขัน
้ มูลฐานท่ีจะก่อให้เกิดหนี เ้ราได้ศึกษา
มาแล้วว่า วัตถุท่ีประสงค์นัน
้ เป็ นประโยชน์สุดท้ายซ่ ึงคู่กรณีแห่งนิติกรรม

สัญญาจะพึงมีพึงได้จาการเข้าทำานิติกรรมนัน
้ เม่ ือเกิดนิติกรรมท่ีสมบูรณ์ขึ้น
ก่อนแล้วจึงมีผลให้เกิดเป็ นหนี ค
้ ือมีเจ้าหนีแ
้ ละลูกหนีใ้ห้ผก
ู พันปฏิบัติการ
ชำาระหนี แ
้ ละในขัน
้ ตอนนีจ้ะเกิดวัตถุแห่งหนีค
้ ือส่ิง
มูลหนีท
้ ่ีเกิดขึ้นได้ เห็นได้ว่าในตัวบทกฎหมายไม่ได้บัญญัติกล่าวไว้ในเร่ ือง
วัตถุท่ีประสงค์แห่งหนีเ้ลย เพราะวัตถุท่ีประสงค์นัน
้ เป็ นขัน
้ มูลฐานเพ่ ือก่อให้
เกิดหนี เ้ม่ ือเกิดหนีข้ึ้นก็พ้นขัน
้ ของวัตถุท่ีประสงค์ไปแล้วแต่กลายเป็ นการท่ี
จะเรียกร้องให้ชำาระหนีต
้ ามมูลหนีเ้ท่านัน

2.วัตถุแห่งหนีม
้ ีอยู่ในมูลหนีท
้ ุกชนิด ส่วนวัตถุท่ีประสงค์มีได้เฉพาะในเร่ ือง
นิติกรรมและสัญญา
บ่อเกิดแห่งหนีเ้ราศึกษามาแล้วว่าเกิดได้โดยเหตุ 2 ประการ คือ โดยนิติกรรม
และนิติเหตุ และวัตถุท่ีประสงค์นัน
้ ก็มไี ด้เฉพาะในเร่ ืองนิติกรรมและสัญญา
ซ่ ึงเป็ นเร่ ืองการแสดงเจตนาของคนให้เกิดความผูกพันทางกฎหมายท่ีตน
ต้องการโดยใจสมัคร แต่นิติเหตุนัน
้ เป็ นเร่ ืองท่ีเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย
แม้คู่กรณีจะไม่สมัครใจให้เกิดผลเช่นนัน
้ และไม่มุ่งผลในกำาหมายแต่ก็มีผล
ผูกพันตามท่ีกฎหมายกำาหนด ดังนัน
้ นิติเหตุจึงไม่มีวัตถุท่ีประสงค์ ส่วนใน
เร่ ืองวัตถุแห่งหนีน
้ ัน
้ เม่ ือเกิดหนีผ
้ ูกพันกันขึ้นมาแล้วไม่ว่าจะเกิดจากมูล
นิติกรรมสัญญาหรือนิติเหตุก็ตาม ย่อมต้องมีวัตถุแห่งหนีเ้สมอไป เพราะ
เม่ ือเกิดเหตุผูกพันเจ้าหนีก
้ ับลูกหนีแ
้ ล้ว ก็เป็ นสิทธิของเจ้าหนีท
้ ่ีจะเรียกให้
ลูกหนีป
้ ฏิบัติการชำาระหนีต
้ ามมูลหนีน
้ ัน
้ ๆ
3. วัตถุแห่งหนีม
้ ี 3 ประการ แต่วัตถุท่ีประสงค์แห่งนิติกรรมมีได้ไม่จำากัด
วัตถุแห่งหนีม
้ ี3 ประการคือ

1.การกระทำาการ 2.งดเว้นกระทำาการ 3.ส่งมอบทรัพย์สิน

1.การกระทำาการ มาตรา 213 วรรค 2 บัญญัติว่า "...ถ้าวัตถุแห่งหนีเ้ป็ นอันให้

กระทำาการอันหน่ ึงอันใด เจ้าหนีจ้ะร้องขอต่อศาลให้สัง่บังคับให้บุคคล
ภายนอกกระทำาการอันนัน
้ โดยให้ลก
ู หนีเ้สียค่าใช้จา่ ยให้กไ็ ด้ แต่ถ้าวัตถุแห่ง
หนีเ้ป็ นอันให้กระทำานิติกรรมอย่างใดอย่างหน่ ึง ไซร้ ศาลจะสัง่ให้ถือเอาตาม
คำาพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนีก
้ ไ็ ด้
2. งดเว้นการกระทำาการ มาตรา 194 ประกอบกับ 213 วรรค 3 ซ่ ึงบัญญัติว่า "
ส่วนหน่ ึงซ่ ึงมีวัตถุเป็ นอันจะให้งดเว้นการอันใด เจ้าหนีจ้ะเรียกร้องให้ร้ือ
ถอนการท่ีได้กระทำาลงแล้วนัน
้ โดยให้ลูกหนีเ้สียค่าใช้จ่าย และให้จด
ั การอัน

ควรเพ่ ือการภายหน้าด้วยก็ได้"

วัตถุแห่งหนีเ้ป็ นการงดเว้นกระทำาการก็มีได้
3. การส่งมอบทรัพย์สิน ได้บังคับตามมาตรา 213 วรรคแรก ซ่ ึงบัญญัติว่า "ถ้า
ลูกหนีล
้ ะเลยเสียไม่ชำาระหนีข้องตน เจ้าหนีจ้ะร้องขอต่อศาลให้สัง่ บังคับ
ชำาระหนีก
้ ไ็ ด้ เว้นแต่สภาพแห่งหนีจ้ะไม่เปิ ดช่องให้ทำาเช่นนัน
้ ได้"
หนีร้ายหน่ ึงๆอาจมีวัตถุแห่งหนีอ
้ ย่างเดียวหรือ 2 อย่าง หรือ 3 อย่าง

หนีท
้ ่ีลูกหนีไ้ม่อาจเรียกให้ลก
ู หนีช้ำาระได้แบ่งออกเป็ น 3 ประเภทคือ
1.หนีท
้ ่ีขาดอายุความ
2.หนีท
้ ่ีขาดหลักฐาน

3.หนีท
้ ่ีกลายเป็ นพ้นวิสัยท่ีจะชำาระ

1. หนีท
้ ่ีขาดอายุความ มาตรา 163 บัญญัติว่า "อันสิทธิเรียกร้องอย่างใดๆถ้า

มิได้ใช้บังคับเสียภายในระยะเวลาอันกฎหมายกำาหนดไว้ ท่านว่าตกเป็ นอัน
ขาดอายุความ ห้ามมิให้ฟ้องร้อง" แต่ถ้าลุกหนีไ้ด้ชำาระหนีไ้ปตามสิทธิเรียก

ร้องท่ีขาดอายุความนัน
้ แล้วจะเรียกคืนไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามหากเจ้าหนีฟ
้ ้ อง
ร้องลูกหนีใ้นกรณีหนีข้าดอายุความ มาตรา 193 บัญญัติว่า"เม่ ือไม่ได้ยกอายุ
ความเป็ นข้อต่อสู้ ม่านว่าศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็ นมูลยกฟ้ องไม่ได้"

2. หนีข้าดหลักฐาน ได้แก่หนีป
้ ระเภทซ่ ึงกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำาหลักฐาน
เป็ นหนังสือลงลายมือช่ ือผู้รับผิด มิฉะนัน
้ จะฟ้ องร้องบังคับคดีไม่ได้
กฎหมายห้ามมิให้ฟ้องร้องบังคับคดีเท่านัน
้ ดังนัน
้ เม่ ือลูกหนีช้ำาระหนีไ้ปก็
ถือว่าลูกหนีไ้ด้ชำาระหนีซ
้ ่ ึงมีอยู่ถูกต้องจะเรียกเงินคืนท่ีชำาระไปแล้วไม่ได้
3. หนีท
้ ่ีกลายเป็ นพ้นวิสัยท่ีจะชำาระ ในบทบัญญัติมาตรา 219 วรรคแรก ซ่ ึง

บัญญัติว่า "ถ้าการชำาระหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหน่ ึง

ซ่ ึงเกิดขึ้นภายหลังท่ีได้ก่อหนี แ
้ ละซ่ ึงลูกหนีไ้ม่ต้องรับผิดชอบนัน
้ ไซร้ท่านว่า
ลูกหนีเ้ป็ นอันหลุดพ้นจากการชำาระหนีน
้ ัน
้ ”
ทรัพย์อันเป็ นวัตถุแห่งหนี้
ทรัพย์เป็ นวัตถุในการชำาระหนีแ
้ บ่งเป็ น 2 ประเภทเงินตราและทรัพย์สินอย่าง
อ่ ืนจะเป็ นทรัพย์อันเป็ นวัตถุแห่งหนีต
้ ้องแยกชัง่ตวงวัดตามม.195 ว.2 แล้ว

มาตรา 195" เม่ ือทรัพย์ซ่ึงเป็ นวัตถุแห่งหนีน
้ ัน
้ ได้ระบุไว้แต่เพียงเป็ นประเภท

และ ถ้าตามสภาพแห่งนิติกรรม หรือตามเจตนาของคู่กรณีไม่อาจจะกำาหนด
ได้ว่าทรัพย์นัน
้ จะพึงเป็ น ชนิดอย่างไรไซร้ ท่านว่าลูกหนีจ้ะต้องส่งมอบ
ทรัพย์ชนิดปานกลาง
ถ้าลูกหนีไ้ด้กระทำาการอันตนจะพึงต้องทำาเพ่ ือส่งมอบทรัพย์ส่ิงนัน
้ ทุก
ประการ แล้วก็ดี หรือถ้าลูกหนีไ้ด้เลือกกำาหนดทรัพย์ท่ีจะส่งมอบแล้วด้วย
ความยินยอมของเจ้าหนีก
้ ด
็ ี ท่านว่า ทรัพย์นัน
้ จึงเป็ นวัตถุแห่งหนีจ้ำาเดิมแต่
เวลานัน
้ ไป "

หนีเ้งินตราซ่ ึงเป็ นทรัพย์อันเป็ นวัตถุในการชำาระหนี้
นอกจากทรัพย์ประเภทดังกล่าวแล้ว ทรัพย์อันเป็ นวัตถุในการชำาระหนีท
้ ่ี
สำาคัญและมีลักษณะพิเศษคือเงินตรา
มาตรา 196 "ถ้าหนีเ้งินได้แสดงไว้เป็ นเงินต่างประเทศ ท่านว่าจะส่งใช้เป็ นเงิน

ไทย ก็ได้ การเปล่ียนเงินนี ใ้ห้คด
ิ ตามอัตราแลกเปล่ียนเงินณสถานท่ีและใน
เวลาท่ีใช้เงิน"
-คู่สงครามกับไทยใช้อัตราวันสุดท้ายท่ียังไม่ประกาศสงคราม
-ไม่แน่นอนก็เอาตามประกาศทางราชการครัง้สุดท้าย

-สัญญาเป็ นเงินมลายูและชำาระท่ีสิงคโปร์สถานท่ีเดียวต้องชำาระเป็ นเงินมลายู
หนีเ้ป็ นเงินตราต่างประเทศนัน
้ เม่ ือจะต้องชำาระตามบังคับของศาลใน
ประเทศไทย ก็จะต้องเปล่ียนเป็ นเงินตราของประเทศไทย
อัตราแลกเปล่ียนเงินตามปพพ.มาตรา 196 นัน
้ ย่อมหมายถึงอัตราท่ีจะแลก

เปล่ียนกันได้อย่างเสรี ซ่ ึงโดยปกติก็คิดตามอัตราแลกเปล่ียนโดยเฉล่ียท่ี
ธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพฯคิดในวันท่ีมีคำาพิพากษา
มาตรา 197 "ถ้าหนีเ้งินจะพึงส่งใช้ดว้ ยเงินตราชนิดหน่ ึงชนิดใดโดยเฉพาะ อัน

เป็ น ชนิดท่ียกเลิกไม่ใช้กันแล้วในเวลาท่ีจะต้องส่งเงินใช้หนีน
้ ัน
้ ไซร้ การส่ง
ใช้เงินท่านให้ถือเสมือน หน่ ึงว่ามิได้ระบุไว้ให้ใช้เป็ นเงินตราชนิดนัน
้ "

การเลือกวัตถุแห่งหนี้
เม่ ือการอันมีกำาหนดอันพึงกระทำาเพ่ ือการชำาระหนี ม
้ ี หลายอย่างแต่ต้อง
กระทำาการแต่เพียงอย่างใดอย่างเดียวก็ต้องมีการเลือกกระทำาขึ้นนัน
่ คือการ
เลือกวัตถุแห่งหนี้
1 ลูกหนีเ้ป็ นผู้เลือก มาตรา 198 "ถ้าการอันมีกำาหนดพึงกระทำาเพ่ ือชำาระหนี้
นัน
้ มีหลายอย่าง แต่จะต้อง กระทำาเพียงการใดการหน่ ึงแต่อย่างเดียวไซร้

ท่านว่าสิทธิท่ีจะเลือกทำาการอย่างใดนัน
้ ตกอยู่แก่ฝ่าย ลูกหนี เ้ว้นแต่จะได้
ตกลงกันกำาหนดไว้เป็ นอย่างอ่ ืนฎ.หน้า 26...เลือกอย่างใดอย่างหน่ ึงอย่างละ
คร่ ึงไม่ได้ "

2.การเลือกทำาโดยแสดงเจตนา มาตรา 199 "การเลือกนัน
้ ท่านให้ทำาด้วยแสดง

เจตนาแก่คู่กรณีอีกฝ่ ายหน่ ึง
การชำาระหนีไ้ด้เลือกทำาเป็ นอย่างใดแล้ว ท่านให้ถือว่าอย่างนัน
้ อย่างเดียว
เป็ นการ ชำาระหนีอ
้ ันกำาหนดให้กระทำาแต่ต้นมา"

การชำาระหนีท
้ ่ีเลือกเป็ นการชำาระหนีท
้ ่ีลูกหนีต
้ ้องปฏิบัติซ่ึงมีผลสำาคัญอย่าง
หน่ ึงว่า
(1.)เม่ ือได้เลือกแล้วผู้มีสิทธิเลือกจะกลับใจไม่ได้
(2.) ถ้าการชำาระหนีท
้ ่ีได้เลือกนัน
้ กลายเป็ นพ้นวิสัยโดยมิใช่ความผิดของลูก

หนี ล
้ ก
ู หนีเ้ป็ นอันหลุดพ้นจากความรับผิดในการชำาระหนี้
3. ต้องเลือกภายในระยะเวลาอันมีกำาหนด มาตรา 200 บัญญัติว่า "ถ้าจะต้อง

เลือกภายในระยะเวลาอันมีกำาหนด และฝ่ ายท่ีมีสิทธิจะเลือก มิได้เลือก
ภายในระยะเวลานัน
้ ไซร้ ท่านว่าสิทธิท่ีจะเลือกนัน
้ ย่อมตกไปอยู่แก่อีกฝ่ าย
หน่ ึง
ถ้ามิได้กำาหนดระยะเวลาให้เลือกไซร้ เม่ ือหนีถ
้ ึงกำาหนดชำาระฝ่ ายท่ีไม่มีสิทธิ
จะ เลือกอาจกำาหนดเวลาพอสมควรแก่เหตุแล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายโน้นใช้สิทธิ
เลือกภายในเวลาอันนัน
้ "
4. บุคคลภายนอกเป็ นผู้เลือก มาตรา 201 บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลภายนอกจะพึง
เป็ นผู้เลือก ท่านให้กระทำาด้วยแสดงเจตนาแก่ลูกหนีแ
้ ละลูกหนีจ้ะต้องแจ้ง
ความนัน
้ แก่เจ้าหนี้
ถ้าบุคคลภายนอกนัน
้ ไม่อาจจะเลือกได้ก็ดี หรือไม่เต็มใจจะเลือกก็ดี ท่านว่า
สิทธิ ท่ีจะเลือกตกไปอยู่แก่ฝ่ายลูกหนี้"

5. วัตถุแห่งหนีต
้ กเป็ นพ้นวิสัยบางอย่าง มาตรา 202 บัญญัติว่า " ถ้าการอันจะ

พึงต้องทำาเพ่ ือชำาระหนีน
้ ัน
้ มีหลายอย่าง และอย่างใด อย่างหน่ ึงตกเป็ นอัน
พ้นวิสัยจะทำาได้มาแต่ต้นก็ดี หรือกลายเป็ นพ้นวิสัยในภายหลังก็ดี ท่านให้
จำากัดหนีน
้ ัน
้ ไว้เพียงการชำาระหนีอ
้ ย่างอ่ ืนท่ีไม่พ้นวิสัย อน่ ึงการจำากัดอันนี้
ย่อมไม่เกิดมีขึ้น หากว่า การชำาระหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อัน
ใดอันหน่ ึงซ่ ึงฝ่ ายท่ีไม่มีสิทธิจะเลือกนัน
้ ต้อง รับผิดชอบ "ก.จะขายเรือให้ข.

หน่ ึงในสามลำา..ก.เป็ นผู้เลือก....ข.ลองแล้วทำาเสียหาย..ก.อาจเลือกลำาท่ีเสีย
หายให้ข.

หน่วยท่ี 2 การไม่ชำาระหนี้

2.1 การถึงกำาหนดชำาระหนี้

เม่ ือถึงกำาหนดชำาระหนี เ
้ จ้าหนีม
้ ีสิทธิเรียกให้ลูกหน
ว่า เม่ ือเป็ นหนีก
้ น
ั อยู่ในอันท่ีจะต้องปฏิบัติการให้เกิดประโยชน์แก่เจ้าหนี้
สถานใด อย่างไร เจ้าหนีช้อบท่ีจะขอให้บังคับให้มก
ี ารชำาระหนีโ้ดยเฉพาะ
เจาะจง เอาประโยชน์สถานนัน
้ ซ่ ึงบัญญัติไว้ใน มาตรา 320 และ มาตรา 213
มาตรา 320 “อันจะบังคับให้เจ้าหนีร้ับชำาระหนีแ
้ ต่เพียงบางส่วนหรือให้รบ
ั ชำาระ
หนีเ้ป็ นอย่างอ่ ืนผิดไปจากท่ีจะต้องชำาระแก่เจ้าหนีน
้ ัน
้ ท่านว่าหาอาจจะบังคับ
ได้ไม่”
มาตรา 213 วรรคแรก “ถ้าลูกหนีล
้ ะเลยเสียไม่ชำาระหนีข้องตนเจ้าหนีจ้ะ
ร้องขอต่อศาลให้สัง่บังคับชำาระหนีไ้ด้” และวรรคสุดท้าย “อน่ ึง บทบัญญัติ
ในวรรคทัง้หลายท่ีกล่าวมาก่อนนี ห
้ ากระทบกระทัง่ถึงสิทธิท่ีจะเรียกเอาค่า
เสียหายไม่”
การไม่ชำาระหนี ห
้ มายถึงไม่ชำาระเสี
, ชำาย
ระขาดตกบกพร่
เลย
อง, ไม่ต้อง
ตามความประสงค์ เช่น ผิดเวลา ผิดสถานท่ี ผิดวัตถุแห่งหนี้
ตาม มาตรา 320 และ มาตรา 213 นัน
้ เจ้าหนีส
้ ามารถบังคับลูกหนีใ้ห้ชำาระหนี้

โดยเฉพาะเจาะจง (การบังคับหมายถึงใช้อำานาจศาลไม่ใช่บังคับเองโดยพล

กาล) หรือถ้าหากการไม่ชำาระหนีก
้ ่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี เ้จ้าหนี้

สามารถร้องขอต่อศาลให้ลก
ู หนีช้ำาระหนีแ
้ ละชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยไม่
ขอบังคับชำาระหนีโ้ดยเฉพาะเจาะจงก็ได้
2.1.1 หนีท
้ ่ีไม่มีกำาหนดเวลาชำาระ

มาตรา 203 วรรคแรก “ถ้าเวลาอันพึงชำาระหนีน
้ ัน
้ มิได้กำาหนดไว้ หรือจะ

อนุมานจากพฤติการณ์ทัง้ปวงก็ไม่ได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนีย
้ ่อมเรียกให้ชำาระหนี้
ได้โดยพลัน ”
เรียกได้โดยพลัน คือ เรียกได้ทันทีท่ีหนีเ้กิดขึ้น ถ้านายแดงยืมเงินนายขาว

วันนีไ้ม่มก
ี ำาหนดวันชำาระคืนนายแดงมีสิทธิเรียกให้ชำาระคืนในวันนี แ
้ ต่โดย
หลักปฏิบัตินายแดงต้องแจ้งนายขาวก่อนโดยให้เวลาพอสมควร
หลักการของกฎหมายคือ ถ้าไม่มก
ี ำาหนดเวลาชำาระหนีเ้ป็ นประโยชน์ต่อเจ้า
หนี้ (สามารถเรียกให้ชำาระโดยพลันดังกล่าวมาแล้ว) ถ้ามีการกำาหนดเวลา
ชำาระหนีเ้ป็ นประโยชน์ต่อลูกหนี้ (เจ้าหนีจ้ะบังคับโดยพลันไม่ได้)

2.1.2 หนีม
้ ีกำาหนดเวลาชำาระ และหนีม
้ ีกำาหนดเวลาชำาระตามพฤติการณ์

ถ้าหนีม
้ ีการกำาหนดเวลาต้องชำาระภายในกำาหนด เจ้าหนีม
้ ีสิทธิเรียกให้ชำาระ
เม่ ือครบกำาหนด
“พฤติการณ์” ตาม มาตรา 203 คือ
1) พฤติการณ์ท่ีเน่ ืองมาแต่สภาพการณ์แห่งหนี เ

้ ช่นการส่งมอบบ้าน

อนุมานพฤติการณ์ได้ว่าต้องส่งมอบเม่ ือบ้านสร้างเสร็จ ถ้าเสร็จแล้วเจ้าหนีจ้ะ
ไม่รบ
ั ชำาระหนี ห
้ รือลูกหนีจ้ะไม่ชำาระหนีไ้ม่ได้
2) พฤติการณ์ท่ีเน่ ืองมาแต่ปกติประเพณีแห่งท้องถ่ิน เช่น เอาข้าวไปสีท่ีโรงสี
โรงสีสีข้าวให้ไม่ได้ (ชำาระหนีไ้ม่ได้) เพราะหยุดวันตรุษจีน ถือว่าเป็ นประเพณี
แห่งท้องถ่ินท่ีต้องหยุดตรุษจีน จะบังคับให้ชำาระหนีไ้ม่ได้
3) พฤติการณ์ท่ีสามารถกำาหนดตามเหตุการณ์ (เป็ นการกำาหนดเวลาแต่ไม่ได้
กำาหนดตามปฏิทิน) เช่น สัญญาว่าจะชำาระเม่ ือกลับจากประเทศอังกฤษ (จะ
กลับ มาแน่นอนแต่เม่ ือไรไม่รู้ เม่ ือกลับมาจะชำาระหนี้)
2.1.3 หนีม
้ ีกำาหนดเวลาชำาระแต่กรณีเป็ นท่ีสงสัย

มาตรา 203 วรรคสอง “ถ้าได้กำาหนดเวลาไว้ แต่หากกรณีเป็ นท่ีสงสัยท่านให้

สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เจ้าหนีจ้ะเรียกให้ชำาระหนีก
้ อ
่ นถึงเวลานัน
้ หาได้ไม่ แต่
ฝ่ ายลูกหนีจ้ะชำาระหนีก
้ ่อนกำาหนดนัน
้ ก็ได้” (จำาไว้ว่า กำาหนดไว้แล้วแต่เป็ นท่ี

สงสัยเป็ นประโยชน์แก่ลูกหนี้)

ตัวอย่าง : แดงกู้เงินขาวไป 10000 บาท ตกลงให้แดงใช้คืนภายในหน่ ึงปี ข้อ
ตกลงมีเพียงเท่านี จ
ชำาระหนีก
้ อ
่ นกำาหนดหน่ ึงปี ได้หรือไม่

้ ึ งเกิดเป็ นกรณีเป็ นท่ีสงสัยได้ว่า

“กรณีเป็ นท่ีสงสัย” เจ้าหนีจ้ะเรียกให้ชำาระก่อนกำาหนดเวลาไม่ได้ ยกเว้นลูก

หนีส
้ ละประโยชน์จากกำาหนดเวลา (ยอมชำาระตามคำาเรียกร้องของเจ้าหนี้)

หรือเอกสารกำาหนดไว้ให้เป็ นประโยชน์แก่เจ้าหนี้
ปั ญหาอยู่ท่ีไม่ได้ระบุวันเวลาตามปฏิทิน และไม่มีพฤติการณ์มาช่วยเจ้าหนี้
กรณีจึงเป็ นประโยชน์แก่ลก
ู หนี้
2.2 การผิดนัด

เกิดขึ้นได้ทัง้ฝ่ ายลูกหนีแ
้ ละฝ่ ายเจ้าหนี้
ลูกหนีผ
้ ิดนัด มีผลให้เจ้าหนีเ้รียกให้ใช้คา่ สินไหมทดแทน และเพ่ิมความรับ
ผิดแก่ลก
ู หนีไ้ด้
เจ้าหนีผ
้ ด
ิ นัด มีผลให้ลูกหนีพ
้ ้นจากความรับผิดต่าง ๆ อันเกิดจากการไม่
ชำาระหนี้ (ไม่ต้องรับผิดชอบในการไม่ชำาระหนีเ้ท่านัน
้ (เตือน : ต้องไม่ลืม
ความหมายของการไม่ชำาระหนี้) แต่หนีย
้ ังอยู่)
2.2.1 กรณีท่ีถือว่าลูกหนีผ
้ ด
ิ นัด

1) ลูกหนีผ
้ ิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว

มาตรา 204 วรรคแรก “ถ้าหนีถ
้ ึงกำาหนดชำาระแล้ว และภายหลังแต่นัน
้ เจ้าหนี้
ได้ให้คำาเตือนลูกหนี้
แล้ว ลูกหนีย
้ ังไม่ชำาระหนีไ้ซร้ ลูกหนีไ้ด้ช่ือว่าผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว”
มาตรานีห
้ มายถึงหนีท
้ ่ีไม่ได้กำาหนดชำาระไว้ตามปฏิทินและไม่ใช่หนีล
้ ะเมิด
ไม่ใช่กรณีท่ีอนุมานได้จากพฤติการณ์ ตามมาตรา 203 วรรคแรก
“ลำาพังแต่การถึงกำาหนดแห่งเวลาไม่ทำาให้ลูกหนีผ
้ ิดนัด” คือ ในกรณีท่ีเจ้า

หนีม
้ ีสิทธิเรียกให้ชำาระโดยพลันก็ต้องเตือนก่อน (จะให้คำาเตือนได้ต้องเป็ น

ภายหลังท่ีหนีถ
้ ึงกำาหนดแล้ว)

คำาเตือน ตามมาตรา 204 สามารถเตือนด้วยปากเปล่า แต่ในทางปฏิบัติควรทำา

เป็ นลายลักษณ์อักษร เพ่ ือป้ องกันมิให้ลก
ู หนีป
้ ฏิเสธได้
ถ้าเตือนแล้วไม่ชำาระเร่ิมคิดดอกเบีย
้ ได้จากวันเตือน
2) ลูกหนีต
้ กเป็ นผู้ผิดนัดเพราะหนีถ
้ ึงเวลากำาหนด

มาตรา 204 วรรคสอง “ถ้าได้กำาหนดชำาระหนีไ้ว้ตามวันแห่งปฏิทิน และลูก

หนีม
้ ิได้ชำาระหนีต
้ าม
กำาหนดไซร้ ท่านว่าลูกหนีต
้ กเป็ นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย วิธีเดียวกัน
นีท
้ ่านให้ใช้บังคับแก่กรณีท่ีต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนชำาระหนีซ
้ ่ ึงได้
กำาหนดเวลาลงไว้อาจคำานวณนับได้โดยปฏิทินนับแต่วันท่ีได้บอกกล่าว”
เร่ ืองผิดนัดเพราะถึงเวลากำาหนดชัดเจนแล้ว แต่ต้องจำาไว้ว่า ถ้ากรณีท่ีไป
เตือนตามกรณีท่ีหนีไ้ม่ได้กำาหนดเวลานัน
้ ได้กำาหนดเวลาอย่างชัดเจน เม่ ือถึง
เวลาท่ีกำาหนดลูกหนีไ้ม่ชำาระหนี ล
้ ก
ู หนีต
้ กเป็ นผู้ผิดนัด
*ถ้าลูกหนีล
้ ้มละลาย เจ้าหนีม
้ ีสิทธิเรียกให้ชำาระได้ทันทีแม่ไม่ถึงกำาหนดชำาระ
3) การผิดนัดเพราะทำาละเมิด

มาตรา 206 “ในกรณีหนีเ้กิดแต่มูลละเมิด ลูกหนีไ้ด้ช่ือว่าผิดนัดมาแต่เวลา
ท่ีทำาการละเมิด” (ดูเร่ ือง

ละเมิดในมาตรา 420)

2.2.2 ข้อยกเว้นท่ีไม่ถือว่าลูกหนีผ
้ ิดนัด

มาตรา 205 “ตราบใดการชำาระหนีน
้ ัน
้ ยังมิได้กระทำาลงเพราะพฤติการณ์อันใด

อันหน่ ึงซ่ ึงลูกหนีไ้ม่ต้องรับผิดชอบ ตราบนัน
้ ลูกหนีย
้ ังหาได้ช่ือว่าผิดนัดไม่”
(มาตรา 205 เป็ นข้อยกเว้นเฉพาะกรณีตามมาตรา 204 เท่านัน
้ ส่วนมาตรา 206
ละเมิดนัน
้ ผิดนัดมาตัง้แต่เกิดละเมิด)

พฤติการณ์ท่ีลูกหนีไ้ม่ต้องรับผิดชอบ
ก) เหตุสุดวิสัย หรือ อุบัติเหตุ

มาตรา 8 “เหตุสุดวิสัยหมายความว่าเหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติ
ก็ดี ไม่มีใครอาจป้ อง
กันได้แม้ทัง้บุคคลผู้ต้องประสบเหตุนัน
้ จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควร
อันพึงคาดหมายได้จากบุคคลนัน
้ ในฐานะเช่นนัน
้ ”
ข) เป็ นความผิดของเจ้าหนี้
ค) พฤติการณ์อย่างอ่ ืน (พิจารณาเป็ นกรณี ๆ ไป)
2.2.3 ผลแห่งการผิดนัดของลูกหนี้

ลูกหนีต
้ ้องรับผิดเพ่ิมขึ้นเป็ นพิเศษนอกเหนือจากการชำาระหนีต
้ ามวัตถุแห่ง

หนี้
ผิดนัดกับผิดสัญญาไม่เหมือนกัน ผิดสัญญาไม่จำาเป็ นต้องผิดนัด (ทำาสัญญา
สร้างบ้านไม้สัก แต่กลับสร้างบ้านไม้ยาง ส่งมอบบ้านตามกำาหนดเวลา)

ผิดนัดก็ไม่จำาเป็ นต้องผิดสัญญาเสมอไป (ยืมเงินไม่มีกำาหนดชำาระคืน เจ้าหนี้

เตือนให้ชำาระแล้ว แต่ไปชำาระช้ากว่าเวลาท่ีเตือน ถือว่าผิดนัด ไม่ผิดสัญญา
เพราะในสัญญาไม่มก
ี ำาหนดเวลาให้ชำาระหนี เ้พียงแต่เจ้าหนีใ้ช้สิทธิเรียกให้
ชำาระโดยพลันเท่านัน
้ )
กรณีเดียวอาจเป็ นได้ทัง้ผิดนัดและผิดสัญญา
ผลแห่งการผิดนัดของลูกหนี ม
้ ด
ี ังนี้
1) ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพราะไม่ชำาระหนีไ้ห้ต้องตามความ

ประสงค์อันแท้จริงแห่งหนี้
มาตรา 215 “เม่ ือลูกหนีไ้ม่ชำาระหนีใ้ห้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่ง

มูลหนีไ้ซร้ เจ้าหนีจ้ะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือความเสียหายอันเกิดแก่
การนัน
้ ก็ได้”
2) การชำาระหนีล
้ ่าช้าเป็ นเหตุให้เจ้าหนีบ
้ อกปั ดไม่รับชำาระหนีไ้ด้
มาตรา 216 “ถ้าโดยเหตุผิดนัด การชำาระหนีก
้ ลายเป็ นอันไร้ประโยชน์แก่เจ้า

หนี เ
้ จ้าหนีจ้ะบอกปั ดไม่รับชำาระหนีแ
้ ละจะเรียกค่าสินไห
ไม่ชำาระหนีก
้ ็ได้” (อย่าลืมความหมายของคำาว่า “การไม่ชำาระหนี้)
ข้อควรจำา : ถ้าการชำาระหนีย
้ ังไม่ถึงกับจะกลายเป็ นอันไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้

เสียทีเดียวเจ้าหนีจ้ะบอกปั ดไม่รับชำาระหนีไ้ม่ได้
ถึงแม้เจ้าหนีม
้ ีสิทธิจะบอกปั ดไม่รับชำาระหนี แ
้ ต่เจ้าหนีจ้ะรับชำาระหนีก
้ ็ได้และ
ยังมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน (หมายถึงวัตถุหนีบ
้ างส่วนยังเป็ นวิสัยท่ีจะ
ชำาระได้ ยังเป็ นประโยชน์ต่อเจ้าหนี้)

3) ลูกหนีต
้ ้องรับผิดในความเสียหายในการท่ีการชำาระหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัย
ในระหว่างผิดนัด
มาตรา 217 “ลูกหนีต
้ ้องรับผิดชอบในความเสียหายบรรดาท่ีเกิดแก่ความ

ประมาทเลินเล่อในระหว่างท่ีตนผิดนัด ทัง้จะต้องรับผิดชอบในการท่ีการ
ชำาระหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัยเพราะอุบัติเหตุอันเกิดขึ้นในระหว่างเวลาท่ีผิดนัด
ด้วย เว้นแต่ความเสียหายนัน
้ ถึงแม้ตนจะได้ชำาระหนีท
้ ันเวลากำาหนดก็คง

ต้องเกิดมีอยู่นัน
่ เอง”
“เว้นแต่….” หมายถึง เหตุสุดวิสัย และอุบัติเหตุเท่านัน

กรณีนีเ้ป็ นการเกิดเหตุสุดวิสย
ั หรืออุบัติเหตุหลังจากผิดนัดแล้ว ลูกหนีต
้ ้อง
รับผิด ยกเว้นถึงแม้ชำาระหนีไ้ปแล้วเจ้าหนีก
้ ็ต้องได้รบ
ั การสูญเสียนัน
้ อยู่ดี
เช่น ผิดนัดส่งควาย ถึงเวลาแล้วแต่ไม่ยอมเอาไปส่ง ระหว่างนัน
้ เองควายทัง้
หมู่บา้ นตายหมดเพราะมีโรคระบาด ลูกหนีไ้ม่ต้องรับผิดเพราะถึงแม้ได้ส่ง
ควาย (ชำาระตามกำาหนด) ควายก็ต้องตายอยูด
่ ี
4) ลูกหนีต
้ ้องรับผิดชอบดอกเบีย

มาตรา 224 “หนีเ้งินนัน
้ ท่านให้คิดดอกเบีย
้ ในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ด

คร่ ึงต่อปี ถ้าเจ้าหนีอ
้ าจจะเรียกดอกเบีย
้ ได้สูงกว่านัน
้ โดยอาศัยเหตุอย่างอ่ ืน
อันชอบด้วยกฎหมายก็คงให้ส่งดอกเบีย
้ ต่อไปตามนัน
้ ท่านห้ามมิให้คิด
ดอกเบีย
้ ซ้อนดอกเบีย
้ ในระหว่างผิดนัด การพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอ่ ืน
นอกจากนี ท
้ ่านอนุญาตให้พิสูจน์ได้”
มาตรา 225 “ถ้าลูกหนีจ้ำาต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือราคาวัตถุอันได้เส่ ือเสีย

ไประหว่างผิดนัดก็ดี หรือวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่าง
หน่ ึงอันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัดก็ดี ท่านว่าเจ้าหนีจ้ะเรียกดอกเบีย
้ ในจำานวนท่ี
จะต้องใช้เป็ นค่าสินไหมทดแทน คิดตัง้แต่เวลาอันเป็ นฐานท่ีตัง้แห่งการ
ประมาณราคานัน
้ ก็ได้ วิธีเดียวกันนีท
้ ่านให้ใช้ตลอดถึงการท่ีลูกหนีจ้ำาต้องใช้
ค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือการท่ีราคาวัตถุตกต่ำา เพราะวัตถุนัน
้ เส่ ือมเสียลงใน
ระหว่างเวลาท่ีผิดนัดนัน
้ ด้วย”
หนีเ้งิน มีความหมายรวมหลายอย่าง เงินกู้, หนีเ้งินค่าซ้ือของเช่ ือ, ค้าจ้าง
แรงงาน, ค่าจ้างทำาของ, หนีค
้ ้างชำาระตามสัญญาซ้ือขาย, หนีเ้งินจากการจัด

งานนอกสัง่, หนีเ้งินจากลาภมิควรได้, หนีเ้งินจากการละเมิด, หนีภ
้ าษีอากร
*กรณีเงินยืมท่ีไม่ได้กำาหนดดอกเบีย
้ หรือไม่มีดอกเบีย
้ จะกำาหนดในวันท่ี
ผิดนัด หรือวันฟ้ อง
*กรณีเช็ค จะคิดดอกเบีย
้ วันท่ีธนาคารปฏิเสธ

*หนีไ้ม่ใช่เงิน คิดดอกเบีย
้ ไม่ได้ เรียกค่าสินไหมทดแทนได้
*ดอกเบีย
้ ในกรณีผิดนัดนีไ้ม่ใช่ดอกเบีย
้ เงินตามอายุความ

*การคิดดอกเบีย
้ ซ้อนดอกเบีย
้ คือการคิดดอกเบีย
้ จากดอกเบีย
้ ท่ีค้างชำาระ

*เวลาอันเป็ นฐานท่ีตัง้แห่งการประมาณคือเวลาท่ีวัตถุมีราคาสูงสุดระหว่าง
ผิดนัด
5) ผลร้ายอ่ ืน ๆ ของการท่ีลูกหนีผ
้ ิดนัด

มาตรา 379 คือ ถูกเจ้าหนีร้บ
ิ เบีย
้ ปรับ, มาตรา 686 ผูค
้ ้ำาประกันถูกเรียกให้ชำาระ
หนีแ
้ ทน, มาตรา 1070 ห้างหุ้นส่วนผิดนัดเจ้าหนีเ้รียกชำาระจากผู้เป็ นหุ้นส่วน
2.2.4 กรณีท่ีถือว่าเจ้าหนีผ
้ ิดนัด

กรณีท่ีถือว่าเจ้าหนีผ
้ ด
ิ นัดมีผลปลดเปล้ืองความรับผิดท่ีลูกหนีพ
้ ึงรับผิดจาก
กรณีผิดนัด
กรณีท่ีถือว่าเจ้าหนีผ
้ ด
ิ นัด มีดังนี้
1) ลูกหนีข้อปฏิบัติการชำาระหนีโ้ดยชอบแล้ว แต่เจ้าหนีไ้ม่รับชำาระหนีโ้ดย
ปราศจากมูลเหตุท่ีจะอ้างได้
ตามกฎหมาย
มาตรา 207 “ถ้าลูกหนีข้อปฏิบัติการชำาระหนี แ
้ ละเจ้าหนีไ้ม่รับชำาระหนีน
้ ัน

โดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนีต
้ กเป็ นผู้
ผิดนัด” (การขอชำาระหนี ต
้ ้ องเป็ นการขอชำาระห
อยู่ในฐานะชำาระได้)

มาตรา 208 “การชำาระหนีจ้ะให้สำาเร็จเป็ นผลอย่างใด ลูกหนีจ้ะต้องขอปฏิบัติ

การชำาระหนีต
้ ่อเจ้าหนีเ้ป็ นอย่างนัน
้ โดยตรง
แต่ถ้าเจ้าหนีไ้ด้แสดงแก่ลูกหนีว้่าจะไม่รับชำาระหนีก
้ ด
็ ี หรือเพ่ ือท่ีจะชำาระหนี้
เจ้าเป็ นท่ีเจ้าหนีจ้ะต้องกระทำาการอย่างใดอย่างหน่ ึงก่อนก็ดีลูกหนีจ้ะต้อง
บอกกล่าวแก่เจ้าหนีว้่าได้เตรียมการท่ีจะชำาระหนีไ้ว้พร้อมเสร็จแล้ว ให้เจ้าหนี้
รับการชำาระหนีน
้ ัน
้ เท่านีก
้ ็นบ
ั ว่าเป็ นการเพียงพอแล้ว ในกรณีเช่นนีท
้ ่านว่า
คำาบอกของลูกหนีน
้ ัน
้ เสมอกับคำาขอปฏิบัติการชำาระหนี้”
2) เจ้าหนีผ
้ ิดนัดเพราะไม่เสนอท่ีจะชำาระหนีต
้ อบแทน
มาตรา 210 “ถ้าลูกหนีจ้ำาต้องชำาระหนีส
้ ่วนของตนต่อเม่ ือเจ้าหนีช้ำาระหนี้

ตอบแทนด้วยไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนีจ้ะได้เตรียมพร้อมท่ีจะรับชำาระหนีต
้ ามท่ีลูก
หนีข้อปฏิบัตินัน
้ แล้วก็ดี หากไม่เสนอท่ีจะทำาการชำาระหนีต
้ อบแทนตามท่ีจะ
พึงต้องทำา เจ้าหนีก
้ ็เป็ นอันได้ช่ือว่าผิดนัด”

กรณีนีเ้ป็ นเร่ ืองสัญญาต่างตอบแทน ตามมาตรา 369

*เม่ ือลูกหนีข้อปฏิบัติการชำาระหนี เ้จ้าหนีเ้พียงแต่เสนอชำาระหนีต
้ อบแทน
เท่านัน
้ ก็พอแล้ว ไม่ต้องชำาระก่อนแต่ต้องพร้อมท่ีจะชำาระ

2.2.5 ข้อยกเว้นท่ีไม่ถือว่าเจ้าหนีผ
้ ิดนัด

1) ลูกหนีไ้ม่อยู่ในฐานะท่ีจะชำาระหนีไ้ด้จริงจัง

มาตรา 211 “ในเวลาท่ีลูกหนีข้อปฏิบัติการชำาระหนีน
้ ัน
้ ก็ดี หรือในเวลาท่ี

กำาหนดไว้ให้เจ้าหนีท
้ ำาการอย่างใดอย่างหน่ ึงโดยกรณีท่ีบัญญัติไว้ในมาตรา
209 นัน
้ ก็ดี ถ้าลูกหนีม
้ ไิ ด้อยู่ในฐานะท่ีจะสามารถชำาระหนีไ้ด้ไซร้ ท่านว่าเจ้า
หนีย
้ ังหาผิดนัดไม่”
2) เจ้าหนีม
้ ีเหตุขัดข้องชัว่คราวท่ีจะไม่รับชำาระหนี้

มาตรา 212 “ถ้ามิได้กำาหนดเวลาชำาระหนีไ้ว้ก็ดี หรือถ้าลูกหนีท
้ ่ีจะชำาระหนีไ้ด้

ก่อนกำาหนดเวลากำาหนดก็ดี การท่ีเจ้าหนีม
้ ีเหตุขัดข้องชัว่คราวไม่อาจรับชำาระ
หนีท
้ ่ีเขาขอปฏิบัติแก่ตนได้นัน
้ หาทำาให้เจ้าหนีต
้ กเป็ นผู้ผด
ิ นัดไม่ เว้นแต่ลูก
หนีจ้ะได้บอกกล่าวการชำาระหนีไ้ว้ล่วงหน้าโดยเวลาอันสมควร”
*เหตุขัดข้องชัว่คราวต้องเป็ นเหตุขัดข้องถึงขนาดไม่อาจรับชำาระหนีไ้ด้
*เม่ ือพ้นเหตุขัดข้องชัว่คราวเจ้าหนีต
้ ้องรับชำาระหนีม
้ ิฉะนัน
้ ถือว่าเจ้าหนี้

ผิดนัด
ข้อยกเว้นท่ีให้สิทธิเจ้าหนีไ้ม่รบ
ั ชำาระหนีโ้ดยอ้างเหตุขัดข้องชัว่คราว เป็ น
กรณีท่ีลูกหนีม
้ าขอปฏิบัติการชำาระหนีโ้ดยเจ้าหนีไ้ม่รู้ตัว ถ้าลูกหนีบ
้ อกกล่าว
ล่วงหน้าโดยให้โอกาสเจ้าหนีเ้ตรียมตัวนานพอสมควรและกำาหนดเวลาชำาระ
แน่นอนแล้วเจ้าหนีไ้ม่รบ
ั ถือว่าเจ้าหนีผ
้ ด
ิ นัด
“นานพอสมควร” ต้องพิจารณาตามพฤติการณ์เป็ นราย ๆ ไปเพราะ
พฤติการณ์แต่ละรายไม่เหมือนกัน
2.2.6 ผลแห่งการผิดนัดของเจ้าหนี้

มาตรา 221 “หนีเ้งินอันต้องเสียดอกเบีย
้ กัน ท่านว่าจะคิดดอกเบีย
้ ในระหว่าง
ท่ีเจ้าหนีผ
้ ด
ิ นัดหาได้ไม่”
(มาตรานีใ้ช้บังคับกับหนีเ้งินทัว่ไป ไม่ว่าหนีเ้งินจะเกิดจากมูลเหตุอย่างใด)

มาตรา 330 “เม่ ือขอปฏิบัติการชำาระหนีโ้ดยชอบแล้ว บรรดาความรับผิดชอบ

อันเกิดแต่การไม่ชำาระหนีก
้ เ็ ป็ นอันปลดเปล้ืองไปนับแต่เวลาท่ีขอปฏิบัติการ
ชำาระนัน
้ ”
หากเกิดความเสียหายกับทรัพย์ซ่ึงเป็ นวัตถุแห่งทรัพย์ในระหว่างนี ล
้ ูกหนี้
ไม่ต้องรับผิดค่าสินไหมทดแทนความเสียหายอันเกิดจากการไม่ชำาระหนี้
ส่วนหนีย
้ ังต้องชำาระอยู่ (ถ้าวัตถุแห่งหนีเ้ป็ นทรัพย์เฉพาะส่ิง (สัญญาต่าง

ตอบแทน ซ้ือขายอย่างเด็ดขาด) และกลายเป็ นพ้นวิสัยโดยโทษลูกหนีไ้ม่ได้ก็

จะตกเป็ นพับแก่เจ้าหนีต
้ ามมาตรา 370 ลูกหนีก
้ ไ็ ม่ต้องรับผิด หรือเปล่า???
หนังสือไม่ได้พูดถึงแต่ผมนึกขึ้นมาได้ครับ)

หากลูกหนีป
้ ระสงค์ท่ีจะหลุดพ้นจากหนี ต
้ ้องจัดการวางทรัพย์ไว้เพ่ ือ
ประโยชน์ของเจ้าหนีต
้ ามมาตรา 331 “ถ้าเจ้าหนีบ
้ อกปั ดไม่ยอมรับชำาระหนีก
้ ็ดี

หรือไม่สามารถจะรับชำาระหนีไ้ด้กด
็ ี หากบุคคลผู้ชำาระหนีว้างทรัพย์อันเป็ น
วัตถุแห่งหนีแ
้ ล้วก็ย่อมจะเป็ นอันหลุดพ้นจากหนีไ้ด้....”

มีข้อยกเว้นสำาหรับผู้ค้ำาประกันคือจะหลุดพ้นจากหนีไ้ปเลยถ้าเจ้าหนีผ
้ ิดนัด
ไม่รบ
ั ชำาระ ตามมาตรา 701 “ผูค
้ ้ำาประกันจะขอชำาระหนีแ
้ ก่เจ้าหนีต
้ ัง้แต่เม่ ือถึง
กำาหนดชำาระก็ได้ ถ้าเจ้าหนีไ้ม่ยอมรับชำาระหนีผ
้ ู้ค้ำาประกันก็เป็ นอันหลุดพ้น
จากความรับผิด”
2.3 การไม่ชำาระหนีใ้ห้ต้องตามความประสงค์แห่งหนี้
2.3.1 การชำาระหนีผ
้ ิดวัตถุแห่งหนี้
การชำาระหนีผ
้ ด
ิ วัตถุแห่งหนี ค

้ ื อชำาระหนีโ้ดยไม่ถูกต้องตามมาตรา
320, 321,

322, 323
2.3.2 การชำาระหนีล
้ ่าช้าผิดเวลา

ตามมาตรา 215 วางหลักเกณฑ์ไว้คือ “ถือเอาการท่ีผิดความประสงค์แห่งหนี้

เป็ นสำาคัญ” หมายความว่าควรชำาระอย่างไรก็ควรชำาระอย่างนัน

*ความประสงค์แห่งหนีก
้ ว้างกว่าวัตถุแห่งหนี ค
้ วามประสงค์ครอบคลุมถึง

อะไร ท่ีไหน เม่ ือไร อย่างไร ส่วนวัตถุแห่งหนีน
้ ัน
้ ระบุว่าส่ิงนัน
้ คืออะไร
2.3.3 การชำาระหนีผ
้ ิดสถานท่ี

มาตรา 324 “เม่ ือมิได้แสดงเจตนาไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าจะพึงชำาระหนี ณ

สถานท่ีใดไซร้ หากจะต้องส่งมอบทรัพย์เฉพาะส่ิง ท่านว่าต้องส่งมอบกัน ณ
สถานท่ีซ่ึงทรัพย์นัน
้ ได้อยู่ในเวลาเม่ ือก่อให้เกิดหนีน
้ ัน
้ ส่วนการชำาระหนีโ้ดย
ประการอ่ ืนท่านว่าต้องชำาระ ณ สถานท่ีซ่ึงเป็ นภูมิลำาเนาปั จจุบันของเจ้าหนี้
2.4 การชำาระหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัย

การชำาระหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัยแตกต่างกับสภาพแห่งหนีไ้ม่เปิ ดช่องให้ชำาระ
ได้ตาม มาตรา 213 วรรคแรก “ไม่เปิ ดช่อง” ในมาตราดังกล่าวนัน
้ หนีย
้ ังเป็ น

วิสัยอยู่ แต่ว่าลูกหนีไ้ม่ชำาระ จะบังคับก็ไม่ได้เพราะหนีน
้ ีไ้ม่ได้เก่ียวกับ
ทรัพย์สินแต่เก่ียวกับความสามารถ (เช่น การร้องเพลง) เพราะหลักการบังคับ

ชำาระหนีท
้ ำาได้เฉพาะกับทรัพย์จะบังคับหรือขืนใจตัวลูกหนีไ้ม่ได้
การชำาระหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัยแตกต่างกับการไม่ชำาระหนีเ้พราะเหตุสุดวิสัย
“เหตุสุดวิสัย” บางครัง้ยังไม่พ้นวิสัยถ้าวัตถุแห่งหนีย
้ ังอยู่ก็ชำาระได้ภายหลัง
การชำาระหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัยแตกต่างกับวัตถุท่ีประสงค์เป็ นการพ้นวิสัย “
วัตถุประสงค์พ้นอันเป็ นการวิสัย” นัน
้ ทำาให้สัญญาหรือนิติกรรมเป็ นโมฆะ
ตามมาตรา 113 ซ่ ึงหมายความว่าหนีต
้ ามสัญญาหรือนิติกรรมนัน
้ ยังไม่เกิดขึ้น
2.4.1 เหตุท่ีทำาให้การชำาระหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัย

1) วัตถุท่ีใช้ชำาระหนีส
้ ูญหายหรือถูกทำาลาย เช่น ไฟไหม้
2) กรรมสิทธิท
์ รัพย์หลุดมือไปจากลูกหนี เ

้ ช่นถูกเจ้าหนีร้ายอ่ ืนยึดไป

3) มีกฎหมายออกมาห้ามโอนหรือห้ามขายทรัพย์นัน

4) ลูกหนีก
้ ลายเป็ นคนไม่สามารถชำาระหนีไ้ด้ เช่น เคยร้องเพลงให้แต่ต่อมาก
ลายเป็ นใบ้
*อาจมีกรณีอ่ืนอีก

*การชำาระหนีเ้งินจะกลายเป็ นพ้นวิสัยไม่ได้

*ถ้าการชำาระหนีย
้ ังเป็ นวิสัยจะทำาได้ การท่ีลูกหนีต
้ ้องประสบอุปสรรค

มากมายในการชำาระหนี ห
้ รือต้องเสียค่าใช้จ่ายมากจะถือว่ากา
กลายเป็ นพ้นวิสัยไม่ได้ เช่น ต้องส่งมอบกระสอบแม้ในไทยไม่มีกระสอบ
แต่ถ้าต่างประเทศมีกระสอบอย่างเดียวกัน ลูกหนีต
้ ้องเอากระสอบจากต่าง
ประเทศนัน
้ มาส่งมอบแทนถึงแม้ว่าตนจะเสียค่าใช้จ่ายเพ่ิมขึ้นก็ตาม
*มาตรา 218 มาตรา 219 ใช้บังคับกรณีท่ีทรัพย์ซ่ึงเป็ นวัตถุแห่งหนีไ้ด้กำาหนดไว้
แน่นอนแล้ว ถ้ายังไม่กำาหนดไว้แน่นอนก็ใช้บังคับไม่ได้

2.4.2 การชำาระหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซ่ึงลูกหนีต
้ ้องรับผิดชอบ
มาตรา 218 “ถ้าการชำาระหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัยจะทำาได้เพราะพฤติการณ์อันใด

อันหน่ ึงซ่ ึงลูกหนีต
้ ้องรับผิดชอบไซร้ ท่านว่าลูกหนีจ้ะต้องใช้ค่าสินไหม
ทดแทนให้แก่เจ้าหนีเ้พ่ ือค่าเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่การไม่ชำาระหนีน
้ ัน

ในกรณีท่ีการชำาระหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัยแต่เพียงบางส่วน ถ้าหากว่าส่วนท่ียัง
เป็ นวิสัยจะทำาได้นัน
้ จะเป็ นอันไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนีแ
้ ล้ว เจ้าหนีจ้ะไม่ยอมรับ
ชำาระหนีส
้ ่วนท่ียังเป็ นวิสัยจะทำาได้นัน
้ แล้ว และเรียกค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือ
การไม่ชำาระหนีเ้สียทัง้หมดทีเดียวก็ได้”
เจ้าหนีเ้รียกค่าสินไหมทดแทนได้ในกรณีพ้นวิสัยท่ีลูกหนีต
้ ้องรับผิด เช่น
1) ลูกหนีจ้งใจหรือประมาทเลินเล่อ
2) บุคคลอ่ ืนซ่ ึงลูกหนีต
้ ้องรับผิดชอบจงใจหรือประมาท (บุคลอ่ ืน เช่น ภรรยา
คนใช้)

3) ตัวแทนตามมาตรา 220 ท่ีลูกหนีใ้ช้ไปชำาระหนีจ้งใจหรือประมาท

4) เม่ ือลูกหนีผ
้ ิดนัด “พ้นวิสัยระหว่างผิดนัด” ตามมาตรา 217 (ถึงจะเป็ นอุบัติ
หรือประมาทก็ต้องรับผิด)

2.4.3 การชำาระหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัยทัง้หมดหรือบางส่วน

กรณีวัตถุแห่งหนีพ
้ ้นวิสัยเจ้าหนีเ้รียกค่าสินไหมได้ แต่ถ้ามีทรัพย์อย่างอ่ ืน
แทนและเจ้าหนีย
้ อมรับหนีย
้ ่อมระงับตามมาตรา 321

กรณีพ้นวิสัยบางส่วน ถ้าส่วนท่ีเป็ นวิสย
ั ไร้ประโยชน์ เจ้าหนีส
้ ามารถปฏิเสธ
รับการชำาระหนีไ้ด้และสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนเหมือนดังว่าไม่มีการ
ชำาระหนี แ
้ ต่ถ้าหนีส
้ ่วนท่ีเป็ นวิสัยไม่ไร้ประโยชน์เจ้าหนีต
้ ้องรับชำาระหนี้

ถ้าลูกลูกหนีช้ำาระหนีข้าดตกบกพร่องเจ้าหนีม
้ ีสิทธิเลือกได้ 2 ประการคือ

1) รับชำาระหนีแ
้ ละเรียกค่าสินไหมทดแทน

2) บอกเลิกสัญญา เพ่ ือคู่กรณีกลับคืนสู่สภาพเดิมตามมาตรา 386, 387, 389

*ความแตกต่างระหว่างมาตรา 218 และ มาตรา 216 คือ มาตรา 216 การชำาระ

หนีล
้ ่าช้า แต่ยังเป็ นวิสัย ส่วนมาตรา 218 นัน
้ ชำาระหนีต
้ รงตามเวลา แต่ชำาระ

หนีไ้ด้บางส่วน ผลของทัง้สองมาตราเหมือนกันคือเจ้าหนีม
้ ีสิทธิดังกล่าวมา
2.4.4 การชำาระหนีเ้ป็ นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซ่ึงลูกหนีไ้ม่ต้องรับผิดชอบ

มาตรา 219 “ถ้าการชำาระหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหน่ ึง

ซ่ ึงเกิดขึ้นภายหลังท่ีได้ก่อหนี แ
้ ละซ่ ึงลูกหนีไ้ม่ต้องร
ลูกหนีเ้ป็ นอันหลุดพ้นจากการชำาระหนีน
้ ัน

ถ้าภายหลังท่ีได้ก่อหนีข้ึ้นแล้วนัน
้ ลูกหนีก
้ ลายเป็ นคนไม่สามารถจะชำาระหนี้
ได้ไซร้ ท่านให้ถือเสมือนว่าเป็ นพฤติการณ์ท่ีทำาให้การชำาระหนีต
้ กเป็ นอัน
พ้นวิสัยนัน
้ ”
ข้อนีค
้ วรจำาคือ ลูกหนีก
้ ลายเป็ นคนไม่สามารถชำาระหนีไ้ด้นัน
้ ต้องเป็ นกรณีท่ี
ลูกหนีไ้ม่ต้องรับผิด ถ้าลูกหนีเ้ป็ นผู้ทำาให้ตนเองกลายเป็ นคนไม่สามารถ
ชำาระหนีต
้ ้องรับผิด
กรณีนีเ้จ้าหนีแ
้ ละลูกหนีส
้ ามารถทำาสัญญาให้ลูกหนีย
้ อมรับผิดถึงแม้เกิด
เหตุสุดวิสัยภายหลัง (คือทัง้สองตกลงกันก่อนท่ีจะเกิดเหตุสุดวิสย
ั ) เพราะไม่
ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
2.4.5 ลูกหนีต
้ กเป็ นคนไม่สามารถจะชำาระหนีไ้ด้
ดูมาตรา 219 วรรคสอง

ขณะก่อหนีล
้ ก
ู หนีอ
้ ยู่ในฐานะสามารถชำาระหนีไ้ด้ แต่กลายเป็ นคนไม่
สามารถชำาระหนีใ้นภายหลัง ซ่ ึงกรณีนีว้ัตถุแห่งหนีเ้ป็ นการกระทำาของตัวลูก
หนี เ

ช่นวาดภาพร้องเพลง
หลุดพ้นจากการชำาระหนี ห
้ มายความถึงหลุดพ้นจากการชำาระหนีโ้ดยเฉพาะ
เจาะจง (การท่ีลูกหนีต
้ ้องชำาระหนีโ้ดยการร้องเพลง หรือวาดภาพ ถือว่า
เป็ นการชำาระหนีโ้ดยเฉพาะเจาะจง) รวมตลอดถึงค่าสินไหมทดแทนด้วย ซ่ ึง
การหลุดพ้นจากมาตรา 219 นีห
้ มายถึงหนีพ
้ ้นวิสัยไปทัง้หมดท่ีไม่มีเหตุท่ีจะ

โทษลูกหนีไ้ด้ ลูกหนีจ้งึ หลุดพ้น
ส่ิงท่ีน่าจดจำาคือ การชำาระหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัยโดยโทษลูกหนีไ้ม่ได้นัน
้ ไม่ตัด
สิทธิของลูกหนีท
้ ่ีจะได้รับการชำาระหนีต
้ อบแทนตามมาตรา 370 (กรณีตกเป็ น
พับแก่เจ้าหนี้)

หน่วยท่ี 3 การไม่ชำาระหนี้ (ต่อ)

3.1 ความรับผิดชอบของลูกหนีเ้พ่ ือคนท่ีใช้ให้ชำาระหนี้

มาตรา 220 “ลูกหนีต
้ ้องรับผิดชอบในความผิดของตัวแทนแห่งตนกับทัง้

บุคคลท่ีตนใช้ในการชำาระหนีน
้ ัน
้ โดยขนาดเสมอกับว่าเป็ นความผิดของ
ตนเองฉะนัน
้ แต่บทบัญญัติของมาตรา 373 หาใช้บังคับแก่กรณีเช่นนีด
้ ้วย

ไม่”
มาตรา 373 “ความตกลงไว้ล่วงหน้า เป็ นข้อความยกเว้นมิให้ลก
ู หนีต
้ ้องรับผิด
เพ่ ือกลฉ้อฉลหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนนัน
้ ท่านว่าเป็ น
โมฆะ”
3.1.1 ขอบเขตของตัวแทนและของบุคคลท่ีตนใช้ในการชำาระหนี้

ต้องรับผิดเหมือนว่าลูกหนีเ้ป็ นผู้ทำา เพราะลูกหนีเ้ป็ นผู้มีหน้าท่ีต้องชำาระหนี้
แต่ได้ตัง้หรือใช้ตัวแทนไปทำาการแทน (จะมีกรณียกเว้นถ้าลูกหนีแ
้ ละเจ้าหนี้
ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่รับผิดถ้าตัวแทนหรือผู้ท่ีถูกใช้ไปฉ้อฉลหรือ
การอย่างอ่ ืนให้เกิดความเสียโดยโทษลูกหนีไ้ม่ได้ ซ่ ึงจะพบในหัวข้อต่อ ๆ
ไป)
*มีหนีบ
้ างอย่างท่ีตัวแทนจะทำาแทนไม่ได้ ลูกหนีต
้ ้องปฏิบัติการชำาระด้วย

ตนเอง เพราะเป็ นเร่ ืองเก่ียวกับความไว้วางใจ หรือต้องการคุณสมบัติพิเศษ
เฉพาะตัว เช่น การวาดภาพ การร้องเพลง ฯลฯ แต่ถ้าเจ้าหนีย
้ ินยอมให้คน
อ่ ืนชำาระแทนก็ย่อมทำาได้
3.1.2 พฤติการณ์ท่ีตัวแทนและผู้ท่ีใช้ในการชำาระหนีจ้ะต้องรับผิด

ต้องเป็ นกรณีท่ีตัวแทนหรือบุคคลท่ีถูกใช้ไปนัน
้ ทำาผิดเองหรือโทษตัวแทน
หรือบุคคลท่ีถูกใช้ไปได้ ถ้าเป็ นคนอ่ ืนทำาลูกหนีก
้ ไ็ ม่ต้องรับผิด

เร่ ืองกลฉ้อฉล โดยปกติตามมาตรา 373 จะทำาสัญญาไม่รับผิดไม่ได้ (กฎหมาย

ห้าม) แต่เป็ นข้อยกเว้นในกรณีนี ค
้ ือลูกหนีส
้ ามารถทำาสัญญากับเจ้าหนีไ้ม่รับ
ผิดเน่ ืองจากกลฉ้อฉลหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตัวแทนหรือผู้ท่ี
ถูกใช้ไปนัน
้ ได้)
“กลฉ้อฉล” หมายถึง หลอกลวงให้เข้าใจผิด, ใช้อุบายหลอกลวงให้อก
ี ฝ่ าย
หลงผิดและแสดงเจตนาออกมาตามท่ีถูกหลอกซ่ ึงไม่ตรงกับความเป็ นจริง
*เร่ ืองการทำาข้อตกลงไม่รับผิดจากประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนัน
้ ทำาได้
อาจารย์ผู้เขียนมีความเห็นว่าประมาท (ธรรมดา) ก็น่าจะทำาได้เช่นกัน
3.2 การบังคับชำาระหนีโ้ดยเฉพาะเจาะจง

การบังคับชำาระหนีโ้ดยเฉพาะเจาะจง คือ การบังคับให้ลก
ู หนีช้ำาระหนีต
้ าม
วัตถุแห่งหนี้
3.2.1 ความหมายของการชำาระหนีโ้ดยเฉพาะเจาะจง

มาตรา 213 วางหลักเกณฑ์ไว้วา่ เป็ นหนีก
้ น
ั อย่างไร ต้องชำาระส่ิงนัน
้ เพราะ

บุคคลใดก่อหนีข้ึ้นก็ประสงค์ท่ีจะได้ส่ิงท่ีตนต้องการ
จำาไว้ว่า บังคับตัววัตถุแห่งหนี ไ
้ ม่ใช่บังคับตัวลูกหนีถ
้ ้าวัตถุแห่งหน
ศาลจะบังคับเอาจากทรัพย์สินอย่างอ่ ืน คือเอามาขายทอดตลาดเพ่ ือเอาเงิน
มาชำาระ
กรณีท่ีถ้าเป็ นทรัพย์เฉพาะส่ิงและพ้นวิสัยเจ้าหนีก
้ ็มีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหม
ทดแทน (ฟ้ องร้องเรียกให้ศาลบังคับลูกหนีจ้่ายค่าสินไหมทดแทนเพราะ
ทรัพย์เฉพาะส่ิงบังคับไม่ได้แล้ว ไม่มีแล้ว แต่ต้องจำาไว้วา่ เป็ นกรณีท่ีโทษลูก
หนีไ้ด้)
3.2.2 กรณีท่ีชำาระบังคับหนีโ้ดยเฉพาะเจาะจงไม่ได้
แยกพิจารณาเป็ น 3 ประเด็น

1) สภาพแห่งหนีไ้ม่เปิ ดช่องให้บังคับกันได้โดยเฉพาะเจาะจง

มาตรา 213 วรรคแรก “ถ้าลูกหนีล
้ ะเลยเสียไม่ชำาระหนีข้องตน เจ้าหนีจ้ะ

ร้องขอต่อศาลให้สัง่บังคับชำาระหนีก
้ ็ได้ เว้นแต่สภาพแห่งหนีไ้ม่เปิ ดช่องให้
ทำาได้”
เช่น การไปร้องเพลง การจ้างวาดภาพ
2) วัตถุแห่งหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัย (หนังสือเขียนว่า : บังคับชำาระหนีก
้ ลายเป็ น
พ้นวิสัยแล้วไม่ได้)

เช่น ม้าตัวท่ีเป็ นวัตถุแห่งหนีต
้ ายก่อนการชำาระหนี้
3) เจ้าหนีไ้ม่ต้องการบังคับชำาระหนีโ้ดยเฉพาะเจาะจง

กรณีนีเ้ป็ นสิทธิของเจ้าหนีท
้ ่ีจะเลือกไม่ชำาระหนี แ
้ ต่จะเลือกค่าสินไหม
ทดแทน เช่น กรณีตามมาตรา 216 “ลูกหนีผ
้ ิดนัด” + “การชำาระหนีก
้ ลายเป็ น

อันไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนี” ก
้ รณีตามมาตรา218 วรรคสอง “พ้นวิสัยบางส่วน
แต่ส่วนท่ีเป็ นวิสัยนัน
้ ไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนี” ก
้ รณีตามมาตรา391 เจ้าหนี้
บอกเลิกสัญญาทำาให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม
หรืออีกกรณีหน่ ึงตามมาตรา 210, 369 ตัวเจ้าหนีเ้องไม่เสนอท่ีจะชำาระหนี้

ตอบแทน
*ข้อสังเกต : กรณีใดท่ีเจ้าหนีข้อให้บังคับชำาระหนีโ้ดยเฉพาะเจาะจงได้ แต่

บังคับไม่ได้ เพราะพฤติการณ์อันจะโทษลูกหนีไ้ด้นัน
้ เจ้าหนีม
้ ีสิทธิท่ีจะเรียก
เอาค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือการไม่ชำาระหนีน
้ ัน
้ ตามมาตรา 215

3.2.3 การใช้สิทธิบังคับชำาระหนี้

มาตรา 213 วางหลักเกณฑ์ไว้วา่ เม่ ือลูกหนีล
้ ะเลยไม่ชำาระหนี เ้จ้าหนีข้อบังคับ
ชำาระหนีไ้ด้
“ละเลย” เกิดขึ้นได้เม่ ือถึงกำาหนดชำาระลูกหนีไ้ม่ทำาการชำาระ หรือเม่ ือเจ้าหนี้
ทวงถามและกำาหนดเวลาชำาระให้พอสมควรแล้ว (ในกรณีท่ีไม่ได้กำาหนด

เวลาชำาระไว้อย่างเจาะจง ดู 2.1) แต่ลูกหนีไ้ม่ทำาการชำาระหนี้

“ร้องขอ” คือ ฟ้ องต่อศาล ขอให้ศาลบังคับให้ลูกหนีช้ำาระหนี อ
้ าจจะเป็ นเงิน
ทรัพย์ หรือ การกระทำา หรืองดเว้นกระทำา
การใช้สิทธิบังคับชำาระหนี้
1) วัตถุแห่งหนีเ้ป็ นการส่งมอบทรัพย์

ถ้าเจ้าหนีฟ
้ ้ องและชนะคดี ศาลจะสัง่ลูกหนีใ้ห้ส่งมอบทรัพย์หรือเงิน ถ้าลูก
หนีไ้ม่ทำาตาม เจ้าหนีข้อให้ศาลออกหมายบังคับคดีและตัง้เจ้าพนักงานไปยึด

ทรัพย์ส่งมอบให้เจ้าหนี ถ
้ ้าเป็ นหนีเ้งินหากเจ้าหนีไ้ม่มีเงินต้องยึดทรัพย์สิน
มาขายทอดตลาดเอาเงินมาชำาระหนีแ
้ ก่เจ้าหนี้
2) วัตถุแห่งหนีเ้ป็ นอันให้กระทำาการอันหน่ ึงอันใด
มาตรา 213 วรรคสองตอนต้น “เม่ ือสภาพแห่งหนีไ้ม่เปิ ดช่องให้บังคับชำาระ

หนีไ้ด้ ถ้าวัตถุแห่งหนีเ้ป็ นอันให้กระทำาการอันหน่ ึงอันใด เจ้าหนีจ้ะร้องขอ
ต่อศาลให้สัง่บังคับให้บุคคลภายนอกกระทำาการอันนัน
้ โดยให้ลูกหนีเ้สียค่า
ใช้จ่ายให้ก็ได้...”
“บุคคลภายนอก” ตามมาตรานี จ

้ ะเป็ นเจ้าหนีห

ทางปฏิบัติเจ้าหนีม
้ ก
ั จะขอให้ศาลมีคำาสัง่ให้เจ้าหนีเ้ป็ นผู้กระทำาโดยให้ลูกหนี้
เสียค่าใช้จ่าย (เช่น การร้ือถอนส่ิงปลูกสร้าง)
ข้อน่าสังเกต : เจ้าหนีจ้ะกระทำาการแทนลูกหนีโ้ดยลำาพังไม่ได้ จะต้องฟ้ อง

ศาลเป็ นเชิงขออนุญาตศาลเสียก่อน และต้องรอศาลอนุญาต ท่ีเป็ นเช่นนัน
้ ก็
เพ่ ือมิให้เจ้าหนีใ้ช้สิทธิโดยไม่สุจริต
: เจ้าหนีม
้ ีสิทธิท่ีจะขอให้ศาลสัง่ตามท่ีกล่าวมา แต่เจ้าหนีจ้ะไม่ใช้สิทธิก็ได้ ถ้า
ไม่ใช้สิทธินัน
้ เจ้าหนีจ้ะฟ้ องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนฐานไม่ชำาระหนี้
เสียเลยจากลูกหนีก
้ ไ็ ด้
3) วัตถุแห่งหนีเ้ป็ นอันให้ทำานิติกรรม

มาตรา 213 วรรคสองตอนท้าย “...ถ้าวัตถุแห่งหนีเ้ป็ นอันให้กระทำานิติกรรม

อย่างใดอย่างหน่ ึงไซร้ ศาลจะสัง่ให้ถือเอาตามคำาพิพากษาแทนการแสดง
เจตนาของลูกหนีก
้ ไ็ ด้”
เช่น ลูกหนีไ้ม่ยอมไปโอนท่ี เจ้าหนีช้นะคดี เจ้าหนีข้อให้ศาลพิพากษาว่าให้
เอาคำาพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี เ้พ่ ือให้พนักงานท่ีเก่ียวข้อง
ทำาการโอนท่ีนัน
้ ให้เจ้าหนีไ้ด้ (ในทางปฏิบัติเจ้าหนีจ้ะขอไปในท้ายคำาฟ้ อง)

หรือกรณีการหย่าก็ทำาได้เช่นกัน (กรณีนีไ้ม่เข้าใจเท่าไรให้ดจู ากหนังสือหน้า

118 นะครับ)

4) วัตถุแห่งหนีเ้ป็ นอันให้งดเว้นการกระทำา

มาตรา 213 วรรคสาม “ส่วนนีซ
้ ่ ึงมีวัตถุเป็ นอันให้งดเว้นการอันใด เจ้าหนีจ้ะ
เรียกร้องให้ร้ือถอนการท่ีได้กระทำาลงนัน
้ โดยให้ลูกหนีเ้สียค่าใช้จ่าย และให้
จัดการอันควรเพ่ ือกาลภายหน้าด้วยก็ได้”

คือ กรณีท่ีได้ทำาสัญญาหรือตกลงกันไว้วา่ จะไม่ทำา แต่ต่อมาคู่สัญญาได้ผิด
สัญญาทำาให้ส่ิงท่ีสัญญาไว้วา่ จะไม่ทำา กรณีนีถ
้ ้าพิสูจน์ได้วา่ เสียหายสามารถ
เรียกค่าสินไหมทดแทนได้เช่นกัน
3.3 การบังคับชำาระหนีโ้ดยค่าสินไหมทดแทน
3.3.1 หลักเกณฑ์ในการเรียกค่าสินไหมทดแทน

ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับท่ีใช้ในการฟ้ องร้องบังคับชำาระหนี ซ
้ ่ ึงสรุปได้ดังนี้
1) ต้องไม่มีการชำาระหนี้ (อย่าลืมความหมายของการไม่ชำาระหนีท
้ ่ีเคยกล่าวมา
แล้ว)

2) ต้องมีพฤติการณ์ท่ีจะโทษลูกหนีไ้ด้ (ดู มาตรา 215,216,217,218)
3) ต้องมีการเสียหาย

ก) ต้องพิสูจน์วา่ เสียหายเท่าใด ถ้าตกลงไม่ได้ให้ศาลเป็ นผู้ชีข้าด

ข) หนีเ้งิน ถ้าผิดนัดเจ้าหนีเ้สียหาย ตามกฎหมายได้ดอกเบีย
้ ร้อยละ 7.5 ต่อปี
ถ้าเสียหายมากกว่านีเ้จ้าหนีต
้ ้องพิสูจน์ถ้าพิสูจน์ได้จริงสามารถเรียกได้ตาม
จริงถึงจะมากกว่าร้อยละ 7.5

ค) ความเสียหายท่ีจะเกิดในอนาคต ถ้าเป็ นเร่ ืองท่ีแน่นอนก็เรียกร้องให้ชดใช้

ได้ เช่น เม่ ือหมดสัญญาเช่าเจ้าหนีเ้รียกท่ีให้เช่าคืน ทำาเร่ ืองขออนุญาตทำา
เป็ นท่ีฉายหนังไว้เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าผู้เช่าไม่ยอมคืนท่ี ผู้ให้เช่ามีสิทธิ
เรียกค่าเสียหายตามท่ีจะได้รับจากกิจการฉายหนังนัน

4) ต้องไม่มีสัญญาตัดสิทธิ

มาตรา 114 “การใดเป็ นการผิดแผกแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมายใด ๆ

ถ้ามิใช่
กฎหมายอันเก่ียวกับความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
แล้ว เพียงแต่เหตุเท่านัน
้ ท่านว่าการนัน
้ หาเป็ นโมฆะไม่”
เช่น ทำาสัญญายอมรับผิดตลอดถึงเหตุสุดวิสัยนัน
้ ไม่เป็ นการขัดต่อความสงบ
เรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงต้องรับผิดตามสัญญานัน

3.3.2 หลักเกณฑ์ในการกำาหนดค่าสินไหมทดแทน
*ค่าสินไหมทดแทนต้องเป็ นเงินเท่านัน

*ค่าสินไหมทดแทนคือการทดแทนความเสียหายท่ีเกิดจากการไม่ชำาระหนี้ (ม
าตรา 222)

*ถ้าลูกหนีเ้สนอให้ทรัพย์สินอ่ ืนแทนเงินเจ้าหนีร้บ
ั ไว้ก็เป็ นการชอบ ทำาให้หนี้

ค่าสินไหมทดแทนระงับไปตามมาตรา 321 (แต่ไม่ได้หมายความว่าค่าสินไหม
ทดแทนเป็ นอย่างอ่ ืนได้)

*ค่าสินไหมทดแทนต่างกับเบีย
้ ปรับและดอกเบีย

- ดอกเบีย
้ เป็ นเงินทดแทนท่ีกฎหมายกำาหนดไว้เฉพาะสำาหรับการชำาระหนี้

ล่าช้าและมีอัตราแน่นอนตายตัว ร้อยละเจ็ดคร่ ึงต่อปี
- ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 222 เป็ นเร่ ืองท่ีศาลจะกำาหนดให้ตามแต่จะ

พิสูจน์ความเสียหายได้
- เบีย
้ ปรับเป็ นการทดแทนท่ีคู่กรณีกำาหนดกันขึ้นไว้เองโดยสัญญา กฎหมาย

ไม่ได้กำาหนดอย่างดอกเบีย

*หลักทัว่ไปของค่าสินไหมทดแทน คือ ต้องให้เจ้าหนีไ้ด้ค่าสินไหมเหมือนกับ

ว่าถ้ามีการชำาระหนีเ้จ้าหนี้
จะได้ประโยชน์อย่างไร ค่าสินไหมทดแทนต้องได้อย่างนัน

*ค่าสินไหมทดแทน เรียกทดแทนได้ทัง้ขาดทุนและส่วนท่ีไม่ได้กำาไร เช่น เจ้า
หนีจ้า้ งลูกหนีไ้ปแสดงดนตรี เจ้าหนีเ้สียค่าจ้างและค่าเช่ารวมเบ็ดเสร็จ 10,000
บาท และเจ้าหนีพ
้ ิสูจน์ได้ว่าจะขายตัว๋ได้ 20,000 บาท ซ่ ึงหมายความว่าเจ้าหนี้

จะได้กำาไร 10,000 บาท เจ้าหนีเ้รียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากลูกหนีไ้ด้ 20,000
บาท (คือยังได้กำาไร 10,000 บาท เหมือนอย่างกับว่าลูกหนีไ้ด้มาแสดงดนตรี)
หลักเกณฑ์ในการกำาหนดค่าสินไหมทดแทน
มาตรา 222 “การเรียกเอาค่าเสียหายนัน
้ ได้แก่เรียกค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือ

ความเสียหายเช่นท่ีตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำาระหนีน
้ ัน
้ เจ้าหนีจ้ะ
เรียกค่าสินไหมทดแทนได้แม้กระทัง่เพ่ ือความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์
พิเศษ หากว่าคู่กรณีท่ีเก่ียวข้องได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนัน
้ ล่วงหน้าก่อน
แล้ว”
จากมาตรานีแ
้ บ่งเป็ น 2 กรณี คือ

1) ความเสียหายเช่นท่ีตามปกติย่อมเกิดขึ้นนัน
้ (กรณีนีเ้ป็ นกรณีธรรมดา)

2) ความเสียหายท่ีเกิดขึ้นจากพฤติการณ์พิเศษ คือ เป็ นความเสียหายท่ีไม่มี

ใครคาดคิด กรณีนีต
้ ามปกติจะเรียกร้องค่าเสียหายไม่ได้ แต่มีข้อยกเว้นคือ
เรียกร้องค่าเสียหายได้ถ้าลูกหนีร้ม
ู้ าก่อนล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นจากการไม่
ชำาระหนีข้องตน
เช่น เราไปซ้ือของมาขาย ผู้ขายผิดสัญญา เบีย
้ ปรับซ่ ึงเราจะต้องจ่ายให้แก่ผู้
ทำาสัญญาซ้ือต่อจากเราและผลกำาไรซ่ ึงเราจะได้รบ
ั จากการไปทำาสัญญาขาย
อีกทอดหน่ ึงนัน
้ นับว่าเป็ นค่าเสียหายพิเศษ ถ้าผู้ขายคาดเห็นหรือคาดเห็น
ได้ลว่ งหน้าผู้ขายต้องรับผิดจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้เรา
“คาดเห็น” จากพฤติการณ์พิเศษนีห
้ มายความว่า เจ้าหนีห
้ รือคนอ่ ืนบอกหรือ

ลูกหนีท
้ ราบเองก็ได้
“ควรจะคาดเห็น” หมายความว่าพฤติการณ์ทัว่ ๆ ไปของคนท่ีอยู่ในฐานะเช่น
นัน
้ ย่อมจะรู้
*ค่าเสียหายกับค่าสินไหมทดแทนแตกต่างกันตรงท่ีค่าเสียหายเป็ นเหตุ ค่า
สินไหมทดแทนเป็ นผล “เพราะเขาเสียหายจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”
“คู่กรณี” หมายถึงลูกหนีฝ
้ ่ ายเดียวคาดเห็น

ความเสียหายไกลต่อเหตุ : ความเสียธรรมดาหรือความเสียหายพิเศษนัน
้ จะ

ต้องเป็ นความเสียหายท่ีเกิดจากการไม่ชำาระหนี จ้ะเกิดจากเหตุอ่ืนไม่ได้
เช่น ลูกหนีผ
้ ด
ิ สัญญาไม่ขายหมวกกะโล่ เจ้าหนีล
้ ูกคนตีหัวแตก เช่นนีถ
้ ือว่า
ไม่ใช่ผลจากการไม่ชำาระหนี เ้ป็ นความเสียหายไกลต่อเหตุ
ข้อสังเกต :
ก) ค่าสินไหมทดแทนจากการละเมิดศาลมีอำานาจใช้ดุลพินิจ ส่วนค่าสินไหม
ทดแทนจากการไม่ชำาระหนีน
้ ัน
้ ศาลไม่มีอำานาจใช้ดุลพินิจกำาหนดแต่จะ
กำาหนดตามท่ีเสียหายจริง (คือมีการพิสูจน์โดยเจ้าหนี้)

ข) ค่าสินไหมทดแทนจากการผิดสัญญา แม้โจทย์จะนำาสืบไม่ได้ ศาลก็ยัง
กำาหนดให้จำาเลยใช้ตามสมควรเท่าทีปรากฎต่อศาลว่ามีการเสียหายจริง
3.3.3 ความเสียหายเกิดจากผู้เสียหายเอง

มาตรา 223 “ถ้าฝ่ ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำาความผิดอย่างใดอย่างหน่ ึงก่อให้เกิด
ความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนีอ
้ ันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้

เสียหายมากน้อยเพียงใดนัน
้ ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็ นประมาณ ข้อสำาคัญ
คือว่าความเสียหายนัน
้ ได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ ายไหนเป็ นผู้ก่อย่ิงหย่อนกว่ากัน
เพียงไร
วิธีเดียวกันนี ท
้ า่ นให้ใช้แม้ทัง้ท่ีความผิดของฝ่ ายท่ีผู้เสียหายจะมีแต่เพียง
ละเลยไม่เตือนลูกหนีใ้ห้รู้สึกถึงอันตรายแห่งการเสียหายอันเป็ นอย่างร้าย
แรงผิดปกติ ซ่ ึงลูกหนีไ้ม่รห
ู้ รือไม่อาจรู้ได้ หรือเพียงแต่ละเลยไม่บำาบัดปั ด
ป้ อง หรือบรรเทาความเสียหายนัน
้ ด้วย อน่ ึงบทบัญญัติแห่งมาตรา 220 นัน

ท่านให้นำามาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม”
1) ผู้เสียหายมีส่วนทำาความผิดอยู่ดว้ ย

มาตรา 223 บัญญัติหลักทัว่ไปว่า ลูกหนีต
้ ้องรับผิดเพ่ ือความเสียหายอันเกิด

จากการท่ีตนไม่ชำาระหนีเ้ท่านัน
้ ถ้าเจ้าหนีก
้ อ
่ ความเสียหายร่วม เจ้าหนีต
้ ้อง
ร่วมรับผิดตามสัดส่วนท่ีตนก่อ
2) ผู้เสียหายมีส่วนผิดโดยละเลยไม่บอกลูกหนี ไ้ม่บำาบัดปั ดป้ องหรือบรรเทา

ความเสียหาย
การละเลยเท่ากับว่าผู้เสียหายมีส่วนก่อความเสียหายต้องรับผิด
*ถ้าเจ้าหนีไ้ม่รู้หรือไม่ควรรู้ถึงความเสียหายร้ายแรงผิดปกตินัน
้ จึงไม่ได้บอก

กล่าว เจ้าหนีก
้ ไ็ ม่ต้องรับผิด
*เร่ ืองผู้เสียหายละเลยไม่บำาบัดปั ดป้ อง หรือละเลยไม่บรรเทาความเสียหายก็
เช่นกัน ต้องเป็ นเร่ ืองท่ีพอจะทำาได้แต่ไม่ทำา จึงจะได้ช่ือว่าละเลยไม่บำาบัดปั ด
ป้ อง
3) ความรับผิดของตัวแทนหรือผู้ท่ีเจ้าหนีใ้ช้ให้ชำาระหนีถ
้ ือเสมือนกับเป็ น
ความผิดของเจ้าหนีเ้อง
มาตรา 223 วรรคสองตอนท้ายบัญญัติไว้วา่ ให้นำามาตรา 220 มาบังคับใช้โดย

อนุโลม คือ กรณีของตัวแทนหรือผู้ท่ีเจ้าหนีใ้ช้ให้ไปชำาระหนี เ้ท่ากับเจ้าหนี้
ทำาเองต้องรับผิดเม่ ือเกิดความเสียหาย
3.3.4 ทรัพย์สินท่ีจะใช้ชำาระหนี้

มาตรา 214 “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 733 เจ้าหนีม
้ ีสิทธิท่ีจะให้ชำาระ

หนีข้องตนจากทรัพย์สินของลูกหนีจ้นสิน
้ เชิงรวมทัง้เงินและทรัพย์สินอ่ ืน ๆ
ซ่ ึงบุคคลภายนอกค้างชำาระแก่ลก
ู หนีด
้ ว้ ย”

1) ทรัพย์สินทัง้หมดของลูกหนีน
้ ำามาชำาระหนีไ้ด้

เร่ ืองนีเ้ป็ นหลักทัว่ไปตาม มาตรา 214 ตรงกับหลักกฎหมายทัว่ไปว่า “

ทรัพย์สินทัง้หมดของลูกหนีเ้ป็ นประกันการชำาระหนี้”
*ทรัพย์สินทัง้หมดของลูกหนีห
้ มายความรวมถึงเงินและทรัพย์สินอ่ ืน ๆ ซ่ ึง
บุคคลภายนอกค้างชำาระแก่ลูกหนีด
้ ว้ ย
ข้อสังเกต :

ก) หนีเ้ฉพาะเจาะจง จะบังคับเอาทรัพย์สินอ่ ืนของลูกหนีไ้ม่ได้ (ถ้าวัตถุแห่ง
หนีพ
้ ้นวิสัยโดยโทษลูกหนีไ้ด้ต้องฟ้ องเรียกค่าสินไหมทดแทน)

ข) ถ้าเป็ นการฟ้ องร้องเอาค่าสินไหมทดแทน ถ้าลูกหนีไ้ม่มีเงิน สามารถ
บังคับเอาทรัพย์อ่ืนไปขายทอดตลาดเอาเงินมาชำาระได้
ค) ค่าสินไหมทดแทน เจ้าหนีจ้ะบังคับเองโดยพลการไม่ได้ ต้องฟ้ องศาล
2) ทรัพย์สินของลูกหนีท
้ ่ีจะนำามาชำาระหนีไ้ด้
“ทรัพย์สิน” มีความหมายตามมาตรา 99 คือ
- มีรูปร่าง หรือไม่มีรูปร่างก็ได้

- สังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์กไ็ ด้ เช่น ลิขสิทธิ ์

- เงินหรือทรัพย์สินอย่างอ่ ืนท่ีบุคคลภายนอกค้างชำาระแก่ลูกหนี้

- สิทธิเรียกร้องของลูกหนีท
้ ่ีมีต่อบุคคลภายนอก เช่น สิทธิเรียกร้องชำาระหนี้
เงินกู้ แต่ต้องเป็ นสิทธิท่ีถึงกำาหนดชำาระแล้ว
3) เจ้าหนีบ
้ ังคับชำาระหนีไ้ด้จากทรัพย์สินของลูกหนีโ้ดยสิน
้ เชิง

เจ้าหนีบ
้ งั คับชำาระหนีไ้ด้จากทรัพย์สินของลูกหนีโ้ดยสิน
้ เชิง หมายความว่า
ลูกหนีเ้ป็ นหนีเ้ท่าใด
เจ้าหนีบ
้ งั คับชำาระหนีไ้ด้เท่านัน
้ จะเอาทรัพย์ทัง้หมดของลูกหนีเ้กินกว่าหนี้
ไม่ได้
*ทรัพย์สินของลูกหนีท
้ ่ีเจ้าหนีม
้ ีสิทธิยึดมาชำาระหนีน
้ ัน
้ หมายถึง ทรัพย์สินท่ี
ลูกหนีม
้ ีอยู่ในปั จจุบันและท่ีจะมีในอนาคตด้วย
4) ทรัพย์สินบางประเภทท่ีเจ้าหนีย
้ ึดมาชำาระหนีไ้ม่ได้

ก) ทรัพย์สินท่ีโอนหลุดออกจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ (กรณีนีศ
้ าลฎีกา

เคยวินิจฉัยให้ผู้รบ
ั โอนมีสิทธิดีกว่าเจ้าหนีท
้ ่ีจะได้รับโอน คือ เจ้าหนีฟ
้ ้ องเรียก

เอาทรัพย์ท่ีจะโอนนัน
้ ซ่ ึงผู้จะรับโอนได้ซ้ือจากลูกหนีข้องเจ้าหนี ซ
้ ่ ึงอยู่ใน
ระหว่างการดำาเนินการโอน)
ข) ทรัพย์สินต้องห้ามมิให้ยด
ึ (เร่ ืองนีค
้ ่อนข้างละเอียดย่อไม่ได้ขอให้ดูใน
หนังสือหน้า 137-138)

ค) เจ้าหนีอ
้ าจได้รับชำาระหนีแ
้ ต่เพียงบางส่วน คือ กรณีลูกหนีล
้ ้มละลาย หรือ
ลูกหนีม
้ ีทรัพย์สินไม่พอชำาระแก่เจ้าหนีท
้ ุกราย (มีเจ้าหนีห
้ ลายราย) เจ้าหนีข้อ

แบ่งเฉล่ียทรัพย์สินของลูกหนี้
ง) เก่ียวกับเร่ ืองจำานอง มาตรา 214 บัญญัติว่าให้บังคับโดยสิน
้ เชิงแต่ให้อยู่ภาย
ใต้มาตรา 733 ซ่ ึงบัญญัติไว้ว่า “ถ้าเอาทรัพย์จำานองหลุดและราคาทรัพย์สิน

นัน
้ มีประมาณ
ต่ำากว่าจำานวนเงินท่ีค้างชำาระกันอยู่กด
็ ี หรือถ้าเอาทรัพย์สินซ่ ึงจำานองออก
ขายทอดตลาดใช้หนีจ้ำานวนสุทธิน้อยกว่าจำานวนเงินท่ีค้างชำาระกันอยู่กด
็ ี
เงินยังขาดจำานวนอยู่เท่าใดลูกหนีไ้ม่ต้องรับผิดในเงินนัน
้ ”
จากบทบัญญัตินีท
้ ำาให้มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบไม่ยุติธรรม ดังนัน
้ ศาลฎีกา
เคยมีคำาพิพากษาเป็ นบรรทัดฐานว่า คู่กรณีอาจทำาสัญญากันไว้ว่าถ้าบังคับ
จำานองแล้ว เจ้าหนีไ้ด้รบ
ั ชำาระหนีไ้ม่ครบให้ลูกหนีร้ับผิดชอบจำานวนท่ีขาดนัน

ด้วย สัญญาเช่นนีบ
้ ังคับได้โดยไม่ต้องจดทะเบียนอย่างสัญญาจำานอง เพราะ
ข้อสัญญาเช่นนีไ้ม่ใช่สัญญาจำานอง
หน่วยท่ี 4 การรับช่วงสิทธิ การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี แ
้ ละการเพิกถอน

กลฉ้อฉล

4.1 การรับช่วงสิทธิ

การรับช่วงสิทธิเป็ นผลพิเศษแห่งหนีซ
้ ่ ึงเกิดสำาหรับหนีบ
้ างราย (ไม่ใช่ทุกราย)
เม่ ือมีกรณีเกิดขึ้นตามกฎหมายระบุไว้ เช่น
มาตรา 226 “บุคคลผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนีช้อบท่ีจะใช้สิทธิทัง้หลายบรรดาท่ี
เจ้าหนีม
้ ีอยู่โดยมูลหนี ร้วมทัง้ประกันแห่งหนีน
้ ัน
้ ได้ในนามของตน
ช่วงทรัพย์ ได้แก่เอาทรัพย์สินอันหน่ ึงเข้าแทนท่ีทรัพย์สินอีกอันหน่ ึงใน
ฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินอันก่อน”

ตามวรรคแรก เป็ นกรณีรบ
ั ช่วงสิทธิเรียกว่าช่วงบุคคล คือมีคนใหม่เข้ามา
เป็ นเจ้าหนีแ
้ ทนเจ้าหนีค
้ นเดิม กฎหมายเรียกการรับช่วงบุคคลนีว้่ารับช่วง
สิทธิ เป็ นกรณีตามมาตรา 227, 229, 230, และกรณีท่ีกฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะ
ในมาตรา 693, 734, 880, 958, 967, 990 ซ่ ึงต้องพิจารณาจากหลักเกณฑ์ในมาตรา

นัน
้ ๆ
กรณีตามวรรคแรกนีเ้กิดขึ้นโดยกฎหมายบัญญัติ (อำานาจของกฎหมาย) เจ้า

หนีค
้ นใหม่มีสิทธิเหมือนเจ้าหนีค
้ นเดิมทุกประการ
ส่วนวรรคสอง เป็ นการรับช่วงสิทธิท่ีกฎหมายเรียกว่าช่วงทรัพย์ คือ เจ้าหนี้
เป็ นคนเดิมแต่ตัวทรัพย์เปล่ียนคือเอาทรัพย์อีกอันหน่ ึงมาแทนทรัพย์อันเดิม
โดยทรัพย์อันใหม่มีผลเช่นเดียวกับทรัพย์อันเดิม เป็ นกรณีตามมาตรา 228,
231, และกรณีพิเศษตามมาตรา 1472, 1681

ประโยชน์ของการรับช่วงสิทธิ คือ
1) เป็ นประโยชน์แก่บุคคลภายนอกท่ีเข้ามาแทนท่ีเจ้าหนีเ้ดิม เช่น เราใช้ท่ีดิน
ของแดงทำามาหากิน (เราอาจจะเป็ นเพ่ ือน เป็ นญาติของแดง แดงจึงให้เราใช้
ท่ีดินนัน
้ เป็ นเวลา 3 ปี ) ปรากฏว่าเราใช้ท่ีดินนัน
้ เพียง 1 ปี แดงได้เป็ นหนีข้าว

ตอนนีข้าวต้องการบังคับแดงชำาระหนี ข้าวจะบังคับเอาท่ีดินของแดงไปขาย
ทอดเอาเงินมาใช้หนี เ
้ ราจึงใช้หนีข้าวแทนแดงหมายความว่าเร
ภายนอกท่ีเข้ามารับช่วงสิทธิ จากเจ้าหนีค
้ นเดิม (ขาว) เรากลายเป็ นเจ้าหนีค
้ น
ใหม่ ตอนนีแ
้ ดงเป็ นหนีเ้รา เราได้ประโยชน์คือยังสามารถใช้ประโยชน์จาก
ท่ีดินของแดงต่อไปตามกำาหนดเวลา
2) ประโยชน์แก่เจ้าหนีค
้ นเดิม คือ ตามตัวอย่างในข้อ 1 เราใช้หนีแ
้ ทนแดง
ขาวจึงได้รับประโยชน์
3) เป็ นประโยชน์แก่ตัวลูกหนี ค

ื อแดงเพราะยังไม่มีการบังคับชำาระหนีใ้น

ทันที
การรับช่วงสิทธิมีข้อแตกต่างจากเร่ ืองอ่ ืนท่ีคล้ายกัน เปรียบเทียบกันได้ดังนี้
1) การโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา 306 เกิดโดยการตกลงระหว่างเจ้าหนีเ้ดิม

ผู้โอนกับเจ้าหนีค
้ นใหม่ผรู้ ับโอน แต่การรับช่วงสิทธิเกิดโดยบทของกฎหมาย
ท่ีระบุเหตุอันทำาให้เกิดการรับช่วงสิทธินัน
้ “โดยอำานาจของกฎหมาย”
2) การแปลงหนีใ้หม่โดยเปล่ียนตัวเจ้าหนีต
้ ามมาตรา 349 วรรคท้าย เกิดจาก

สัญญาระหว่างคู่กรณีท่ีเก่ียวข้อง (เจ้าหนีค
้ นใหม่ เจ้าหนีค
้ นเดิม และลูกหนี้)
ซ่ ึงมีผลทางกฎหมายคือหนีเ้ก่าระงับ (ระหว่างเจ้าหนีค
้ นเดิมกับลูกหนี้) และ

เกิดหนีใ้หม่ (ระหว่างเจ้าหนีค
้ นใหม่และลูกหนี้) แต่การรับช่วงสิทธิเกิดขึ้น

โดยผลของกฎหมาย ผลคือหนีเ้ดิมยังอยู่ ผูกพันลูกหนีอ
้ ยู่ตามเดิม ไม่มีหนี้
ใหม่เกิดขึ้น เพียงแต่ผู้รับช่วงสิทธิเข้ามาใช้สิทธิของเจ้าหนีเ้ดิมในนามของ
ตนเองคือเจ้าหนีค
้ นใหม่
3) การรับมรดกโดยเจ้าหนีต
้ าย เป็ นการตกทอดโดยอำานาจของกฎหมาย เป็ น

เหตุตามกฎหมายว่าด้วยเร่ ืองมรดก ตาม ปพพ. บรรพ 6 ซ่ ึงถือว่าเกิดจากเหตุ

ปกติ คือความตายของเจ้ามรดก แต่การรับช่วงสิทธิเป็ นเหตุตามกฎหมาย
ลักษณะหนี เ้กิดจากการกระทำาของบุคคลท่ีทำาให้เกิดกรณีท่ีกฎหมาย
บัญญัติให้มีการรับช่วงสิทธิ
กรณีท่ีกฎหมายบัญญัติให้มีการรับช่วงสิทธิมีอะไรบ้าง
1) กรณีตามมาตรา 227 “เม่ ือเจ้าหนีไ้ด้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายเต็ม
ตามราคาทรัพย์ หรือสิทธิซ่ึงเป็ นวัตถุแห่งหนีน
้ ัน
้ แล้ว ท่านว่าลูกหนีย
้ ่อมเข้า
สู่ฐานะเป็ นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนีอ
้ ันเก่ียวกับทรัพย์หรือสิทธินัน
้ ๆ ด้วย
อำานาจของกฎหมาย”
“วัตถุแห่งหนี” ค
้ ือส่ิงท่ีลูกหนีจ้ักต้องชำาระแก่เจ้าหนีห
้ รือท่ีเจ้าหนีม
้ ีสิทธิ
เรียกร้องเอาจากลูกหนีโ้ดยมูลแห่งหนีไ้ด้ ตามมาตรา 194,195, 198 อาจเป็ น

ทรัพย์ การกระทำาหรืองดเว้นการกระทำา
ถ้าวัตถุแห่งหนีส
้ ูญหายหรือเสียหาย ลูกหนีต
้ ้องเสียค่าสินไหมทดแทน เม่ ือ
เสียค่าสินไหมทดแทนแล้วลูกหนีย
้ ่อมกลายเป็ นผู้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้
เช่น แดงรับเลีย
้ งดูเด็กบุตรของขาว แดงปล่อยเด็กไว้โดยดูแลไม่ดีพอ เป็ น
เหตุให้เด็กถูกรถท่ีดำาขับมาชน เม่ ือแดงใช้ค่าเสียหายแก่ขาวในฐานะไม่ระวัง
ดูแลเด็กให้ดีไปแล้ว แดงเข้าสู่ฐานะรับช่วงสิทธิของขาวเรียกค่าเสียหายท่ด
ี ำา
ทำาละเมิดต่อเด็กบุตรของขาวได้
จากตัวอย่าง แดงเป็ นลูกหนี บ
้ ุ ตรของขาวเป็ นวัตถุแห่ง
ดำาเป็ นผูท
้ ำาให้วัตถุแห่งหนีเ้สียหายซ่ ึงแดงลูกหนีเ้ป็ นผู้รบ
ั ผิดโดยตรงต่อขาว
เจ้าหนี เ
้ ม่ ือชดใช้คา่ เสียหายแก่ขาวแล้วแดงลูกหนีเ้ป็ นผ
สามารถเรียกร้องให้ดำาชดใช้ค่าเสียหาย ท่ีดำาได้ทำาให้เกิดขึ้นแก่บุตรของขาว
(งงมัย๊ คงไม่งงนะครับ)

ข้อควรสังเกต : กรณีมาตรา 227 นี ล
้ ูกหนี้(แดง) ใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะ

เป็ นกรณีท่ีโทษลูกหนีไ้ด้ ถ้าโทษลูกหนีไ้ม่ได้ แต่ลูกหนีช้ดใช้ค่าเสียหาย จะ
ไม่เป็ นค่าสินไหมทดแทนตามมาตรานี เ้ป็ นการใช้ค่าเสียหายโดยสมัครใจ(มี
กรณีนายจ้างลูกจ้างด้วย ดูหนังสือ หน้า 155 บรรทัดท้าย ๆ และหน้า 156)

อีกอย่างหน่ ึงคือในมาตรา 227 นี พ
้ ูดถึงการใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มราคา

แล้ว ฉะนัน
้ อาจจะมีการรับช่วงสิทธิเพียงบางส่วน ทำานองเดียวกับมาตรา 230
วรรคสอง
2) กรณีตามมาตรา 229 “การรับช่วงสิทธิย่อมมีขึ้นด้วยอำานาจกฎหมายและ

ย่อมสำาเร็จเป็ นประโยชน์แก่บุคคลดังกล่าวต่อไปนีค
้ ือ
1. บุคคลซ่ ึงเป็ นเจ้าหนีอ
้ ยู่นัน
่ เอง และมาใช้หนีใ้ห้แก่เจ้าหนีอ
้ ก
ี คนหน่ ึง ผู้มี
สิทธิจะได้รบ
ั ใช้หนีก
้ ่อนตน เพราะเขามีบุริมสิทธิ หรือมีสิทธิจำานำา จำานอง
2. บุคคลผู้ได้ไปซ่ ึงอสังหาริมทรัพย์ใด และเอาเงินราคาค่าซ้ือใช้ให้แก่ผู้รบ

จำานองทรัพย์นัน
้ เสร็จไป
3. บุคคลผู้มีความผูกพันร่วมกับผูอ
้ ่ ืนหรือเพ่ ือผู้อ่ืนในอันจะต้องใช้หนี ม
้ ี

ส่วนได้เสียด้วยในการใช้หนีน
้ ัน
้ และเข้าใช้หนีน
้ ัน
้ ”
มาตรา 314 ให้บุคคลภายนอกเข้าชำาระหนีไ้ด้ และต้องเป็ นกรณีท่ีไม่ขัดต่อ

สภาพแห่งหนี ไ

ม่ขัดต่อเจตนาท่ีคู่กร
ได้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนีก
้ ็ต่อเม่ ือเป็ นการเข้าใช้หนีใ้นกรณีท่ีกฎหมาย
บัญญัติให้ได้รับช่วงสิทธิ เช่น ตามกรณีในมาตรา 229 เป็ นต้น
กรณีตามมาตรา 229 (1) คือ ลูกหนีม
้ ีเจ้าหนีห
้ ลายราย เจ้าหนีท
้ ่ีมีบุริมสิทธิหรือ

รับจำานำา จำานอง มีสิทธิบังคับชำาระหนีเ้อาจากทรัพย์ท่ีเป็ นบุริมสิทธิหรือจำานำา
จำานองนัน
้ ก่อนเจ้าหนีร้ายอ่ ืน และสามารถป้ องกันประโยชน์ของตนเจ้าหนี้
คนอ่ ืนอาจเข้าใช้หนีแ
้ ก่เจ้าหนีผ
้ ู้มีสิทธิบังคับชำาระหนีก
้ อ
่ น แล้วรับช่วงสิทธิ
หรือบังคับจำานำา จำานอง ไม่ให้เป็ นท่ีเสียหายแก่ตน
กรณีตามมาตรา 229 (2) คือ อสังหาริมทรัพย์ เช่น เจ้าของท่ีดินขายท่ีดินท่ีตน
ได้จำานองไว้ จำานองนัน
้ ย่อมติดไปกับท่ีดิน ผู้รบ
ั โอนต้องรับช่วงต่อ (ผู้รับ

จำานองบังคับเอาจากผู้รบ
ั โอนได้) และเม่ ือผู้รับโอนชำาระค่าจำานองแล้ว

สามารถนำามาหักกลบลบหนีร้าคาท่ีตนจะต้องชำาระแก่เจ้าของท่ี หมายความ
ว่าผู้รบ
ั โอนรับช่วงสิทธิจากผูร้ ับจำานำา

กรณีตามมาตรา 229 (3) เป็ นเร่ ืองลูกหนีร้่วมหรือผู้คำาประกัน ซ่ ึงมีส่วนได้เสีย

ในหนีร้ว่ ม ถ้าได้ทำาการชำาระหนีแ
้ ทนลูกหนีร้ว่ มคนอ่ ืนก็เป็ นการรับช่วงสิทธิ
จากเจ้าหนี ส
้ (ารมารถไล่
ดูมาตรา 296
เบีย
้และ
เอาจากลูกหนีร้ว่ ม
693)

3) กรณีตามมาตรา 230 “ถ้าในการท่ีเจ้าหนีน
้ ำาบังคับยึดทรัพย์อันหน่ ึงอันใด

ของลูกหนีน
้ ัน
้ บุคคลผู้ใดจะต้องเส่ียงภัยเสียสิทธิในทรัพย์อันนัน
้ เพราะการ
บังคับยึดทรัพย์ไซร้ ท่านว่าบุคคลผู้นัน
้ มีสิทธิจะเข้าใช้หนีเ้สียแทนได้ อน่ ึงผู้
ครองทรัพย์อันหน่ ึงอันใด ถ้าจะต้องเส่ียงภัยเสียสิทธิครองทรัพย์นัน
้ ไป
เพราะการบังคับยึดทรัพย์ ก็ย่อมมีสิทธิจะทำาได้เช่นเดียวกับท่ีว่ามานัน

ถ้าบุคคลภายนอกผู้ใดมาใช้หนีแ
้ ทนจนเป็ นท่ีน่าพอใจของเจ้าหนีแ
้ ล้ว บุคคล
ผู้นัน
้ ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี แ
้ ต่สิทธิเรียกร้องอันนีจ้ะบังคับ
ให้เป็ นท่ีเส่ ือมเสียแก่เจ้าหนีห
้ าได้ไม่”
หลักการเดียวกันกับท่ีได้กล่าวมาแล้ว เพียงแต่มาตรานีไ้ด้เน้นตรงวรรคสอง
ตอนท้ายท่ีว่า “จะบังคับให้เป็ นท่ีเส่ ือมเสียแกเจ้าหนีห
้ าได้ไม่” คือ ต้องไม่
ทำาให้เจ้าหนีเ้ก่าเสียประโยชน์ เช่น ในกรณีท่ีเจ้าหนีค
้ นใหม่บังคับลูกหนี้ (
หรือเอาทรัพย์ไปขายทอดตลาด) ให้ชำาระหนีส
้ ่วนของตน ถ้ายังมีหนีส
้ ่วนของ

เจ้าหนีค
้ นเก่าค้างอยู่ ต้องให้เจ้าหนีเ้ก่าได้รบ
ั ชำาระหนีก
้ อ
่ น (ดูตัวอย่างได้ใน
หน้า 158 ยาวมากเลยขอไม่พิมพ์นะครับ)

ผลของการรับช่วงสิทธิมีอะไรบ้าง
1) สิทธิทัง้หลายท่ีเจ้าหนีเ้ดิมมีอยู่ในมูลหนีต
้ กมาเป็ นของผู้รับช่วงสิทธิ ดังคำา

เปรียบเทียบท่ีว่า “ผู้รับช่วงสิทธิก้าวเข้าไปยืนอยู่ในร้องเท้าของเจ้าหนีเ้ดิม”
คือมีสิทธิต่อลูกหนีเ้หมือนเจ้าหนีเ้ดิมทุกประการ
ข้อท่ีต้องสังเกต คือ กรณีตามมาตรา 227 ท่ีจา่ ยค่าสินไหมทดแทนเต็มราคา
แล้วนัน
้ ลูกหนีเ้ข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนีท
้ ่ีเป็ นบุคคลสิทธิท่ีเกิดขึ้นเท่านัน

ทรัพย์สิทธิของเจ้าหนีท
้ ่ีมิได้เกิดจากมูลหนีไ้ม่ใช่สิทธิท่ีลูกหนีจ้ะรับช่วงได้
เช่น แดงดูแลรถให้ขาว รถขาวถูกดำาขโมย แดงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้
ขาว ถ้าแดงสามารถตามเอารถจากดำามาได้ ขาวสามารถเรียกเอารถจากแดง
ได้ ส่วนแดงก็เรียกราคาท่ีจ่ายให้ขาวไปในฐานลาภมิควรได้ เพราะเหตุท่ีได้
ชำาระราคารถสูญสิน
้ ไปแล้ว ตามมาตรา 406 เท่านัน

2) ผู้รบ
ั ช่วงสิทธิจะใช้สิทธิท่ีรับช่วงมาให้เป็ นท่ีเส่ ือมเสียแก่เจ้าหนีไ้ม่ได้ตาม

มาตรา 230 วรรคสอง ตามท่ีได้กล่าวมาแล้ว “ผูร้ ับช่วงสิทธิต้องให้เจ้าหนีเ้ดิม
ได้รับประโยชน์ก่อนท่ีตนจะใช้สิทธิท่ีรับช่วงมานัน
้ ได้”
4.1.2 การรับช่วงทรัพย์

มาตรา 226 วรรคสอง “ช่วงทรัพย์ ได้แก่เอาทรัพย์สินอันหน่ ึงเข้าแทนท่ี

ทรัพย์สินอีกอันหน่ ึง ในฐานะนิตินัยอย่างเดียวกันกับทรัพย์สินอันก่อน”
ช่วงทรัพย์ เกิดขึ้นได้โดยกฎหมายบัญญัติเช่นเดียวกับเร่ ืองรับช่วงสิทธิโดย
บุคคล ช่วงทรัพย์คล้าย ๆ กับการแปลงหนีใ้หม่ ตามมาตรา 349 คือมีเปล่ียน

วัตถุแห่งหนีเ้หมือนกัน แต่ช่วงทรัพย์เกิดโดยผลของกฎหมายบัญญัติกรณีท่ี
จะมีช่วงทรัพย์ไว้เท่านัน
้ ซ่ ึงมีกรณีต่าง ๆ ดังนี้
1. กรณีตามมาตรา 228 “ถ้าพฤติการณ์ซ่ึงทำาให้การชำาระหนีเ้ป็ นอันพ้นวิสัย

นัน
้ เป็ นผลให้ลูกหนีไ้ด้มาซ่ ึงของแทนก็ดี หรือได้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหม
ทดแทนเพ่ ือทรัพย์อันพึงได้แก่ตนนัน
้ ก็ดี ท่านว่าเจ้าหนีจ้ะเรียกให้ส่งมอบ
ของแทนท่ีได้รบ
ั ไว้หรือจะเข้าเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเสียเองก็ได้
ถ้าเจ้าหนีม
้ ีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพราะการไม่ชำาระหนีแ
้ ละถ้าใช้
สิทธินัน
้ ได้ระบุไว้ในวรรคต้นไซร้ ค่าสินไหมทดแทนอันจะพึงใช้แก่เจ้าหนี้
นัน
้ ย่อมลดจำานวนลงเพียงเสมอราคาแห่งของแทนซ่ ึงลูกหนีไ้ด้รับไว้ หรือ
เสมอจำานวนค่าสินไหมทดแทนท่ีลูกหนีจ้ะเรียกร้องได้”
ตามวรรคแรกนัน
้ ถ้าทรัพย์ท่ีลูกหนีจ้ะนำาไปชำาระเจ้าหนีก
้ ลายเป็ นพ้นวิสัย
เพราะคนอ่ ืนทำาซ่ ึงจะเป็ นเหตุสุดวิสัยท่ีลูกหนีจ้ะต้องรับผิดหรือไม่กไ็ ด้ เป็ น
เหตุให้ลูกหนีไ้ด้มาซ่ ึงของแทนหรือสิทธิท่ีจะได้รับค่าสินไหม ถ้าลูกหนีร้บ

ของแทนก็หมดสิทธิท่ีจะเรียกค่าเสียหาย ทำาให้เจ้าหนีห
้ มดสิทธิท่ีจะเรียกเอา
ค่าสินไหมจากคนทำาให้ทรัพย์นัน
้ พ้นวิสัย (ถ้าลูกหนีย
้ ังไม่ได้เรียกเอาอะไร
จากคนท่ีทำาให้ทรัพย์พ้นวิสัยเจ้าหนีม
้ ีสิทธิท่ีจะเรียกได้)

ตามวรรคท่ีสอง เป็ นกรณีท่ีพ้นวิสัยท่ีลูกหนีต
้ ้องรับผิด ตามมาตรา 217, 218

ลูกหนีต
้ ้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี เ้พราะตนตกอยู่ในภาวะท่ี
เรียกว่า ลูกหนีไ้ม่ชำาระหนี ก
้ รณีนีถ
้ ้าเจ้าหนีใ้ช้สิทธิในวรรคแรกคือเรียกเอา
ของแทนหรือค่าสินไหมทดแทนจากผู้ท่ีทำาผิดแล้ว ย่อมนำาส่วนท่ีเจ้าหนีไ้ด้
แล้วมาหักลบให้กับส่วนท่ีลูกหนีต
้ ้องใช้ (ถ้าเราจำาหลักการค่าสินไหมทดแทน
ได้คือไม่ใช่เพ่ ือหากำาไร ดังนัน
้ จะเรียกได้เท่าจำานวนท่ีจะได้จริงเม่ ือชำาระหนี้
กันอย่างถูกต้องสมบูรณ์เท่านัน
้ )

2. กรณีตามมาตรา 231 “ถ้าทรัพย์สินท่ีจำานอง จำานำา หรืออยู่ในบังคับบุริมสิทธิ

ประการอ่ ืนนัน
้ เป็ นทรัพย์อันได้เอาประกันภัยไว้ไซร้ ท่านว่าสิทธิจำานอง
จำานำา หรือบุริมสิทธิอย่างอ่ ืนนัน
้ ย่อมครอบไปถึงสิทธิท่ีจะเรียกร้องเอาแก่
ผู้รับประกันภัยด้วย
ในกรณีท่ีเป็ นอสังหาริมทรัพย์ ถ้าผู้รบ
ั ประกันภัยได้รู้ หรือควรจะได้รู้ว่ามี
จำานองหรือบุริมสิทธิอย่างอ่ ืนไซร้ ท่านยังมิให้ผู้รับประกันภัยใช้เงินให้แก่ผู้
เอาประกันภัย จนกว่าจะได้บอกกล่าวเจตนาเช่นนัน
้ ไปยังผู้รับจำานอง หรือ
เจ้าหนีบ
้ รุ ิมสิทธิคนอ่ ืนแล้วและมิได้รับคำาคัดค้านการท่ีจะใช้เงินนัน
้ ภายใน
เดือนหน่ ึงนับแต่วันบอกกล่าว แต่สิทธิอย่างใด ๆ ท่ีได้ไปจดทะเบียน ณ หอ
ทะเบียนท่ีดินนัน
้ ท่านให้ถือว่าเป็ นรู้ถึงผู้ประกันภัย วิธีเดียวกันนีท
้ า่ นให้ใช้
ตลอดถึงการจำานองสังหาริมทรัพย์ท่ีกฎหมายอนุญาตให้ทำาได้นัน
้ ด้วย
ในกรณีท่ีเป็ นสังหาริมทรัพย์ ผูร้ ับประกันภัยจะใช้เงินให้แก่ผู้เอาประกันภัย
โดยตรงก็ได้ เว้นแต่ตนจะได้รห
ู้ รือควรจะได้รวู้ ่าทรัพย์นัน
้ ตกอยู่ในบังคับ
จำานำา หรือบุริมสิทธิอย่างอ่ ืน
ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี ถ
้ ้าทรัพย์สินอันได้ประกันภัยไว้นัน

ได้คืนมา หรือได้จัดของแทนให้
วิธีเดียวกันนีท
้ ่านให้อนุโลมใช้บังคับแก่กรณีบังคับซ้ือ กับทัง้กรณีท่ีต้องใช้
ค่าเสียหายอันควรจะได้แก่เจ้าของทรัพย์สินเพราะเหตุทรัพย์สินทำาลายหรือ
บุบสลายนัน
้ ด้วย”
มาตรานีเ้ก่ียวกับจำานอง จำานำา หรือบุริมสิทธิ เช่น จำานองท่ีดินและอาคารใน
ท่ีดิน ผู้รบ
ั จำานองบังคับชำาระหนีจ้ากท่ีดินและอาคารได้ก่อนเจ้าหนีส
้ ามัญ
หากว่าอาคารถูกไฟไหม้เสียหายก็ไม่มีอาคารให้ผรู้ ับจำานองบังคับชำาระหนีด
้ งั
กล่าวได้ แต่ถ้าได้เอาประกันภัยอาคารไว้ เม่ ือเกิดไฟไหม้ตามท่ีเอาประกันภัย
ผู้รับประภัยกันต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนราคาอาคารนัน
้ ตามสัญญาประกัน
ภัย เงินท่ีจะต้องใช้จำานวนนีเ้ข้าเป็ นช่วงทรัพย์ตามมาตรา 231 นี ค
้ ื อเข้าอยู่
ในฐานะนิตินัยเช่นเดียวกับอาคารท่ีได้จำานองไว้ ดังนัน
้ ผู้รับจำานองบังคับเอา
แก่เงินจำานวนนีแ
้ ทนอาคารท่ีถูกไฟไหม้ได้ สำารับทรัพย์ท่ีจำานำาหรืออยู่ใน
บุริมสิทธิก็ใช้หลักการเดียวกัน
วรรคท้ายสุดการถูกบังคับซ้ือ (เวนคืน) และการถูกละเมิดก็ใช้หลักการ
เดียวกัน ละเมิดท่ีน่ีเป็ นกรณีท่ีรับจำานองไว้มค
ี นทำาละเมิดกับทรัพย์ท่ีจำานอง
ผู้รับจำานองมีสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนมาชำาระหนี้
แต่กฎหมายบัญญัติวิธีการท่ีจะบังคับเอาแก่ช่วงทรัพย์นัน
้ ไว้ดังนี้

1. กรณีการประกันภัยอสังหาริมทรัพย์ ถ้าผู้รับประกันภัยรู้หรือควรรู้วา่ มี

จำานองหรือบุริมสิทธิอย่างอ่ ืน จะใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันทันที
ไม่ได้ต้องบอกกล่าวแก่ผู้รับจำานองหรือเจ้าหนีบ
้ รุ ิมสิทธิก่อน หากไม่ได้รับ
การคัดค้านภายใน 1 เดือน ก็จา่ ยได้ (ถ้าตกลงกันไม่ได้ มาตรา 231 ให้วาง
ทรัพย์ไว้ ณ สำานักงานวางทรัพย์ตาม มาตรา 331)

กรณีท่ีได้จดทะเบียนจำานองอสังหาริมทรัพย์ ณ หอทะเบียนท่ีดิน ถือว่าผู้รับ
ประกันภัยรู้ถึงการจำานองแล้ว
2. กรณีรับจำานำาสังหาริมทรัพย์ หรือบุริมสิทธิอย่างอ่ ืนในสังหาริมทรัพย์ ถ้า

ผู้รับประกันภัยรู้หรือควรรู้ก็ใช้หลักการเดียวกันกับการประกันภัยดังกล่าวมา
แต่กรณีนีไ้ม่มีข้อสันนิษฐานให้ถือว่าผู้ประกันภัยต้องรู้
ความตามวรรคส่ี หมายความว่า ทรัพย์ท่ีรับประกันไว้และเสียหายไปนัน
้ อาจ
ได้คืนมาหรือได้มีของแทนแล้ว ทรัพย์ท่ีเข้ามาแทนย่อมอยู่ในฐานะแทน
ทรัพย์ท่ีจำานอง จำานำา หรืออยู่ในบังคับบุริมสิทธิแทนทรัพย์เดิม ผู้รบ
ั ประกัน
พ้นความผูกพันตามมาตรา 231 นี้
4.2 การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้

(เป็ นเร่ ือง การท่ีเจ้าหนีใ้ช้สิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี ไ

งงกับหัวข้อนะ ฮ่า ๆ )

้ ม่ลก
ู หนีใ้ช้สิทธิอย

4.2.1 หลักเกณฑ์การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้

มาตรา 233 “ถ้าลูกหนีข้ัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้อง หรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิ

เรียกร้อง เป็ นเหตุให้เจ้าหนีต
้ ้องเสียประโยชน์ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนีจ้ะใช้สิทธิ
เรียกร้องนัน
้ ในนามของตนเองแทนลูกหนีเ้พ่ ือป้ องกันสิทธิของตนในมูลหนี้
นัน
้ ก็ได้ เว้นแต่ในข้อท่ีเป็ นการของลูกหนีส
้ ่วนตัวโดยแท้”
หนีท
้ ่ีเจ้าหนีจ้ะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนีไ้ด้ต้องเป็ นหนีท
้ ่ีไม่มีเง่ ือนไขบังคับ
ก่อน เพราะระหว่างท่ีเง่ ือนไขยังไม่สำาเร็จนัน
้ นิติกรรมยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิด
บุคคลสิทธิ ส่วนหนีท
้ ่ีมีเง่ ือนไขเวลาบังคับท่ียังไม่ถึงกำาหนดชำาระนัน
้ เป็ น
หนีท
้ ่ีเกิดขึ้นบริบูรณ์แล้ว
กรณีท่ีเจ้าหนีจ้ะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนีไ้ด้มีหลักเกณฑ์ดังนี้

1. ลูกหนีข้ัดขืนหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องของตน

ถ้าลูกหนีใ้ช้อยู่เจ้าหนีไ้ม่มีสิทธิไปก้าวก่าย
2. เจ้าหนีเ้สียประโยชน์เพราะการท่ีลูกหนีไ้ม่ใช้สิทธิเรียกร้อง

ถ้าลูกหนีม
้ ีทรัพย์สินอยู่มากเพียงพอท่ีจะชำาระแก่เจ้าหนีเ้จ้าหนีก
้ ไ็ ม่เสียหาย
ไม่เสียประโยชน์
3. สิทธิเรียกร้องของลูกหนีท
้ ่ีลูกหนีไ้ม่ใช้และท่ีเจ้าหนีจ้ะเข้าใช้แทนได้นัน
้ ต้อง

ไม่ใช่สิทธิท่ีเป็ นการส่วนตัวของลูกหนีโ้ดยแท้
สิทธิท่ีเป็ นการส่วนตัวโดยแท้ เช่น สิทธิท่ีจะได้รับค่าสินไหมทดแทนความ
เสียหายทางศีลธรรม ได้แก่ค่าเสียหายจากการละเมิดในทางอนาจารต่อหญิง
การเป็ นชู้ การหม่ินประมาทต่อช่ ือเสียง ค่าอุปการะเลีย
้ งดู เป็ นต้น หรือสิทธิ
ท่ีมีสภาพเป็ นเร่ ืองส่วนตัว เช่น การเพิกถอนการให้เพราะเหตุเนรคุณ
สิทธิท่ีไม่อยู่ภายใต้บังคับคดี เช่น สิทธิท่ีจะได้รบ
ั เงินเดือนของข้าราชการ เงิน
บำาเหน็จ เป็ นต้น
4.2.2 วิธีการและผลของการใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้

วิธีการใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้
เจ้าหนีม
้ ีสิทธิเรียกให้ลูกหนีช้ำาระหนีต
้ ามมาตรา 194 ซ่ ึงมีวิธีการเรียกให้ชำาระ
คือการฟ้ องร้องตามมาตรา 163 ต้องฟ้ องภายในอายุความ ซ่ ึงก่อนฟ้ องนัน

ต้องได้ทำาตามขัน
้ ตอนท่ีจำาเป็ นของหนีแ
้ ต่ละประเภทก่อน เช่น บอกกล่าว
ทวงถาม เลิกสัญญา หรือบอกล้างโมฆียะกรรม เป็ นต้น
มาตรา 234 “เจ้าหนีผ
้ ู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนีน
้ ัน
้ จะต้องขอหมายเรียกลูก

หนีม
้ าในคดีนัน
้ ด้วย”
เหตุผลในมาตรานีค
้ งจะเพ่ ือให้การพิจารณาพิพากษาคดีนัน
้ มีผลผูกพันลูก
หนีด
้ ว้ ย ตาม ปวพ. มาตรา 145 ลูกหนีท
้ ่ีถูกเรียกเข้ามาในคดีจะปฏิเสธไม่รู้ผล

ของคดีนัน
้ ไม่ได้
มาตรา 235 “เจ้าหนีจ้ะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนีเ้รียกเงินเต็มจำานวนท่ียังค้าง

ชำาระแก่ลูกหนี โ
้ ดยไม่ต้องคำานึงถึงจำาน
ยอมใช้เงินเพียงเท่าจำานวนท่ีลูกหนีเ้ดิมค้างชำาระแก่เจ้าหนีน
้ ัน
้ คดีก็เป็ นเสร็จ
กันไป แต่ถ้าลูกหนีเ้ดิมได้เข้าช่ ือเป็ นโจทย์ดว้ ย ลูกหนีเ้ดิมจะขอให้ศาล
พิจารณาพิพากษาต่อไปในส่วนจำานวนเงินท่ียังเหลือติดค้างอยูก
่ ็ได้

แต่อย่างไรก็ดี ท่านมิให้เจ้าหนีไ้ด้รับมากไปกว่าจำานวนท่ีค้างชำาระแก่ตนนัน

เลย”
มาตรานีช้ัดเจนดี เข้าใจได้ง่าย คือ เจ้าหนีม
้ ีสิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี ถ
้ ึง
แม้ว่าหนีท
้ ่ีลูกหนีค
้ ้างเจ้าหนีน
้ ัน
้ จะน้อยกว่าหนีท
้ ่ีจำาเลยค้างลูกหนี ถ
้ ้าจำาเลย
ยอมชำาระส่วนท่ีลูกหนีค
้ ้างนัน
้ แก่เจ้าหนีค
้ ดีก็เสร็จ เพราะเจ้าหนีม
้ ีสิทธิได้รับ
ชำาระแค่นัน
้ แต่ถ้าลูกหนีไ้ด้เข้าช่ ือเป็ นโจทย์ด้วย ส่วนท่ีจำาเลยค้างนัน
้ ลูกหนี้
(หรือเรียกว่าเจ้าหนีข้องจำาเลย) สามารถขอให้ศาลพิจารณาต่อ
มาตรา 236 “จำาเลยมีข้อต่อสู้ลูกหนีเ้ดิมอยู่อย่างใด ๆ ท่านว่าจะยกขึ้นสู่ต่อเจ้า

หนีไ้ด้ทัง้นัน
้ เว้นแต่ข้อต่อสู้ซ่ึงเกิดขึ้นเม่ ือย่ ืนฟ้ องแล้ว”
ผลของการใช้สิทธิเรียกร้อง
ถึงแม้เจ้าหนีจ้ะใช้สิทธิเรียกร้องในนามของตนแต่ก็ยังเป็ นการทำาแทนลูกหนี้
ถึงแม้เจ้าหนีฟ
้ ้ องชนะคดีและจำานวนเงินหรือทรัพย์ท่ีจำาเลยชำาระนัน
้ มากกว่า
จำานวนท่ีลูกหนีต
้ ้องชำาระแก่เจ้าหนี เ้จ้าหนีม
้ ีสิทธิรับเพียงเฉพาะส่วนท่ีจำาเลย
ต้องชำาระแก่ตนเท่านัน

4.3 การเพิกถอนการฉ้อฉล
4.3.1 หลักเกณฑ์การเพิกถอนการฉ้อฉล

การฉ้อฉลท่ีจะพูดถึงในตอนนี ไ

้ ม่ใช่กลฉ้อ121
ฉลตามมาตรา
ซ่ ึงเป็ นเร่ ือง

กล่าวเท็จหลอกลวงให้บุคคลแสดงเจตนา และไม่ใช่กลฉ้อฉลตามมาตรา 118

ซ่ ึงนิติกรรมโมฆะเพราะเจตนาลวงด้วยการสมรู้ร่วมคิดกับคนภายนอก เจ้า
หนีไ้ม่ต้องขอให้ศาลเพิกถอนเพราะอ้างความเสียเปล่าขึ้นได้เลย
การเพิกถอนการฉ้อฉลในท่ีจะพูดถึงนีค
้ ือกรณี มาตรา 237 “เจ้าหนีช้อบท่ีจะ

ร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซ่ึงนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนีไ้ด้กระทำาลงทัง้รู้อยู่
ว่าจะเป็ นทางให้เจ้าหนีเ้สียเปรียบ แต่ความข้อนีท
้ ่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏ
ว่าในขณะท่ีทำานิติกรรมนัน
้ บุคคลซ่ ึงเป็ นผู้ได้ลาภงอกแต่การนัน
้ มิได้รู้เท่า
ถึงข้อความจริงอันเป็ นทางให้เจ้าหนีต
้ ้องเสียเปรียบนัน
้ ด้วย แต่หากกรณี
เป็ นการทำาให้โดยเสน่หาท่านว่าเพียงแต่ลูกหนีเ้ป็ นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านัน
้ ก็
พอแล้วท่ีจะขอเพิกถอนได้

บทบัญญัติดังกล่าวในวรรคก่อนนี ท
้ ่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มี
วัตถุเป็ นสิทธิในทรัพย์สิน”
หลักเกณฑ์ตามมาตรา 237 มีดังนี้
1. นิติกรรมท่ีลูกหนีท
้ ำากับผูไ้ ด้ลาภงอกทำาให้เจ้าหนีเ้สียเปรียบ คือ ลูกหนีไ้ด้
จำาหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของตนทำาให้เจ้าหนีไ้ม่สามารถบังคับชำาระหนีเ้อา
จากทรัพย์สินของลูกหนีท
้ ่ีเหลืออยู่ได้พอ (ลูกหนีอ
้ าจจะมีทรัพย์สินน้อยกว่า
หนี ห
้ รือมีเจ้าหนีห
้ ลายรายทำาให้ทรัพย์สินไม่พอชำาระ)

2. คูก
่ รณีในนิติกรรมท่ีลูกหนีท
้ ำาขึ้น ต้องได้ลาภงอกขึ้น ถ้าไม่ได้อะไรเพ่ิมขึ้น
ก็ไม่มีอะไรจะเพิกถอนเรียกคืน กฎหมายจึงใช้คำาว่า “บุคคลซ่ ึงเป็ นผู้ได้ลาภ
งอกแต่การนัน
้ ”
การปลดหนีเ้ป็ นนิติกรรมท่ีอาจเป็ นการให้โดยเสน่หาตามมาตรา 522 จึงอาจ

ถูกเพิกถอนได้
3. ลูกหนีแ
้ ละผู้ได้ลาภงอกได้รู้ว่าทำาให้เจ้าหนีเ้สียเปรียบ ความรู้ของลูกหนีไ้ม่
ถึงกับต้องเป็ นเจตนาพิเศษ แต่ต้องรู้ในขณะทำานิติกรรมท่ีทำาให้เจ้าหนีเ้สีย
เปรียบไม่ใช่รู้ภายหลัง
กรณีทำาให้โดยเสน่หาลูกหนีร้ฝ
ู้ ่ ายเดียว ผูไ้ ด้ลาภงอกไม่ต้องรู้เจ้าหนีก
้ ็ทำาการ
เพิกถอนได้
4. นิติกรรมท่ีอาจเพิกถอนได้นี ต
้ ้องเป็ นนิติกรรมท่ีมีวัตถุเป็ นสิทธิใน

ทรัพย์สิน (ถ้านิติกรรมท่ีมีวัตถุเป็ นงานส่วนบุคคล เช่น รับจ้างแรงงาน ไม่ใช่

สิทธิท่ีมีวัตถุเป็ นทรัพย์สิน เจ้าหนีไ้ม่มีสิทธิเพิกถอน)
4.3.2 วิธีการและผลของการเพิกถอนการฉ้อฉล

วิธีการเพิกถอนการฉ้อฉล
ตามมาตรา 237 นีท
้ ำาได้โดย “ร้องขอให้ศาลเพิกถอน”

แต่อาจมีวิธีอ่ืนซ่ ึงมีผลเป็ นการกระทำาทางศาล เช่น บังคับคดีโดยนำายึดทรัพย์
ท่ีมีการโอนไป หรือเข้าต่อสู้คดีในการยึดทรัพย์ เช่น โดยร้องขัดทรัพย์ขอให้
ถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างว่าโอนไปโดยทำาให้เสียเปรียบเป็ นต้น
การเพิกถอนการฉ้อฉลมีกำาหนดอายุความตามมาตรา 240 “การเรียกร้องขอ
เพิกถอนนัน
้ ท่านห้ามมิให้ฟ้องร้องเม่ ือพ้นหน่ ึงปี นับแต่เวลาท่ีเจ้าหนีไ้ด้รู้ต้น

เหตุท่ีจะร้องขอให้เพิกถอน หรือพ้นสิบปี นับแต่ได้ทำานิติกรรมนัน
้ ”
ผลของการเพิกถอนการฉ้อฉล
มาตรา 239 “การเพิกถอนนัน
้ ย่อมได้เป็ นประโยชน์แก่เจ้าหนีท
้ ุกคน”

ทรัพย์สินจากนิติกรรมท่ีถูกเพิกถอนกลับมาเป็ นของลูกหนีต
้ ามเดิม ซ่ ึงเจ้า
หนีท
้ ุกคนมีสิทธิเรียกชำาระหนีไ้ด้ตาม มาตรา 214
เม่ ือนิติกรรมถูกเพิกถอนลูกหนีต
้ ้องรับผิดต่อผู้ท่ีได้ลาภงอก เพราะเป็ น
นิติกรรมท่ีผูกพันกันตามกฎหมาย เพียงแต่เจ้าหนีข้อเพิกถอนได้เพ่ ือ
ประโยชน์ของเจ้าหนีท
้ ัง้หลายเท่านัน

มาตรา 238 ”การเพิกถอนดังกล่าวมาในบทมาตราก่อนนัน
้ ไม่อาจกระทบ

กระทัง่ถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันได้มาโดยสุจริตก่อนเร่ิมฟ้ องคดีเพิก
ถอน
อน่ ึง ความท่ีกล่าวมาในวรรคก่อนนี ท
้ า่ นมิให้ใช้บังคับถ้าสิทธินัน
้ ได้มาโดย
เสน่หา”
การเพิกถอนเป็ นเร่ ืองระหว่าง เจ้าหนี ล

ู กหนีแ
้ ละผู้ได้ลาภงอก
ลาภงอกโอนทรัพย์ไปยังบุคคลภายนอก คือบุคคลท่ีส่ี ถ้าบุคคลท่ีส่ีได้รับการ
โอนโดยสุจริต โดยไม่รวู้ ่าทรัพย์ท่ีรับโอนนัน
้ อยู่ในลักษณะอาจถูกเพิกถอนได้
ก็ไม่สามารถเพิกถอนไม่สามารถเอาทรัพย์นัน
้ ไปจากบุคคลภายนอกนีไ้ด้ แต่
ถ้าบุคคลภายนอกได้ได้ทรัพย์นัน
้ โดยเสน่หา ไม่เสียค่าตอนแทนใด ๆ แม้
จะจะรับการโอนมาโดยสุจริตก็เพิกถอนและเอาทรัพย์คืนไปได้ หากมีการโอน
ต่อไปยังบุคคลท่ีหา้ ท่ีหกต่อ ๆ ไปก็ใช้หลักการเช่นเดียวกัน (ดูอุทาหรณ์
หน้า 173)

กรณีอ่ืน ๆ ท่ีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ นอกจากการเพิกถอนโดย
บทบัญญัติทัว่ไปตามมาตรา 237 มีดังนี้

(1) มาตรา 1614 เร่ ืองสละมรดก “ถ้าทายาทสละมรดกด้วยวิธีใด โดยท่ีรู้อยู่

ว่าการทำาเช่นนัน
้ จะทำา
ให้เจ้าหนีข้องตนเสียเปรียบ เจ้าหนีม
้ ีสิทธิท่ีจะร้องขอให้เพิกถอนการสละ
มรดกนัน
้ เสียได้ แต่ความข้อนีม
้ ิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะท่ีสละมรดก
นัน
้ บุคคลซ่ ึงเป็ นผู้ได้ลาภงอกแต่การนัน
้ มิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็ น
ทางให้เจ้าหนีต
้ ้องเสียเปรียบนัน
้ ด้วย แต่หากกรณีเป็ นการสละมรดกโดย
เสน่หา เพียงแต่ทายาทผู้สละมรดกเป็ นผูร้ ู้ฝ่ายเดียวเท่านัน
้ ก็พอแล้ว ท่ีจะขอ
เพิกถอนได้

เม่ ือได้เพิกถอนการสละมรดกแล้ว เจ้าหนีจ้ะร้องขอให้ศาลสัง่เพ่ ือให้ตนรับ
มรดกแทนท่ีทายาทและในสิทธิของทายาทนัน
้ ก็ได้
ในกรณีเช่นนี เ
้ ม่ ือได้ชำาระหนีข้องทายาท
ทายาทนัน
้ ยังมีเหลืออยู่อีก ก็ให้ได้แก่ผู้สืบสันดานของทายาทนัน
้ หรือ
ทายาทอ่ ืนของเจ้ามรดกแล้วแต่กรณี”
(2) มาตรา 1680 เร่ ืองพินัยกรรม “เจ้าหนีข้องผู้ทำาพินัยกรรมมีสิทธิท่ีจะร้องขอ
ให้เพิกถอนข้อกำาหนดพินัยกรรมซ่ ึงก่อตัง้มูลนิธินัน
้ ได้เพียงเท่าท่ีตนต้อง
เสียประโยชน์เน่ ืองแต่การนัน
้ ”
(3) มาตรา 1742 เร่ ืองการประกันชีวิต “ถ้าในการชำาระหนีซ
้ ่ ึงค้างชำาระอยู่แก่ตน

เจ้าหนีค
้ นใดคนหน่ ึงได้รับตัง้ในระหว่างท่ีผู้ตายมีชีวิตอยู่ ให้เป็ นผู้รับ
ประโยชน์ในการประกันชีวิต เจ้าหนีค
้ นนัน
้ ชอบท่ีจะได้รับเงินทัง้หมด ซ่ ึงได้
ตกลงไว้กบ
ั ผู้รับประกัน อน่ ึง เจ้าหนีเ้ช่นว่านัน
้ จำาต้องส่งเบีย
้ ประกันภัยคืน
เข้ากองมรดก ก็ต่อเม่ ือเจ้าหนีค
้ นอ่ ืน ๆ พิสูจน์ได้วา่
1. การท่ีผู้ตายชำาระหนีใ้ห้แก่เจ้าหนีโ้ดยวิธีดัง่กล่าวมานัน
้ เป็ นการขัดต่อ
บทบัญญัติมาตรา 237 แห่งประมวลกฎหมายนี แ
้ ละ

2. เบีย
้ ประกันภัยเช่นว่านัน
้ เป็ นจำานวนสูงเกินส่วนเม่ ือเทียบกับรายได้หรือ

ฐานะของผู้ตาย
ถึงอย่างไรก็ดี เบีย
้ ประกันภัยซ่ ึงจะพึงส่งคืนเข้ากองมรดกนัน
้ ต้องไม่เกินกว่า
จำานวนเงินท่ีผู้รับประกันชำาระให้”
หน่วยท่ี 5 สิทธิยึดหน่วงและบุริมสิทธิ
5.1 สิทธิยึดหน่วง

ความนำา
สิทธิยึดหน่วงเป็ นสิทธิของเจ้าหนีท
้ ่ีจะครอบครองทรัพย์สินของลูกหนี้
โดยท่ีทรัพย์สินนัน
้ เป็ นมูลฐานให้เกิดหนีอ
้ ันตนเป็ นเจ้าหนี เ้จ้าหนีม
้ ีสิทธิ
ครอบครองทรัพย์สินนัน
้ ไว้จนกว่าจะได้รับชำาระหนีเ้สร็จสิน

มาตรา 241 “ผู้ใดเป็ นผู้ครองทรัพย์สินของผู้อ่ืน และมีหน้าท่ีอันเป็ นคุณ

ประโยชน์แก่ตนเก่ียวด้วยทรัพย์สินซ่ ึงครองนัน
้ ไซร้ ท่านว่าผู้นัน
้ จะยึดหน่วง
ทรัพย์สินนัน
้ ไว้จนกว่าจะได้รับการชำาระหนีก
้ ไ็ ด้ แต่ความท่ีกล่าวนีท
้ ่านมิให้

ใช้บังคับเม่ ือหนีน
้ ัน
้ ยังไม่ถึงกำาหนด
อน่ ึง บทบัญญัติในวรรคก่อนนี ท
้ ่ านมิให้ใช้บังคับถ้าการท่ีเข้าครอบ
นัน
้ เร่ิมมาแต่ทำาการอันใดอันหน่ ึงซ่ ึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย”
สิทธิยึดหน่วงต่างกับกรณีสัญญาต่างตอบแทนตามมาตรา 369 ซ่ ึงคู่สัญญามี
หนีท
้ ่ีจะต้องชำาระตอบแทนกัน ถึงแม้ต่างฝ่ ายต่างไม่ชำาระกันก็ไม่เรียกว่าสิทธิ
ยึดหน่วง
5.1.1 หลักเกณฑ์ของสิทธิยึดหน่วง
จากมาตรา 241 มีดังนี้

1. เจ้าหนีค
้ รอบครองทรัพย์สินของลูกหนี้

2. การครอบครองนัน
้ มิใช่เกิดจากการอันมิชอบด้วยกฎหมาย
3. หนีน
้ ัน
้ เก่ียวด้วยทรัพย์สินท่ีเจ้าหนีค
้ รอบครองอยู่

4. มาตรา 242 “สิทธิยึดหน่วงอันใด ถ้าไม่สมกับลักษณะท่ีเจ้าหนีร้บ
ั ภาระใน
มูลหนีก
้ ด
็ ี ไม่สมกับคำาสัง่อันลูกหนีไ้ด้ให้ไว้ก่อนหรือให้ในเวลาท่ีส่งมอบ
ทรัพย์สินนัน
้ ก็ดี หรือเป็ นการขัดกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ดี
สิทธิยึดหน่วงเช่นนัน
้ ท่านให้ถือว่าหามีไม่เลย”
5. หนีท
้ ่ีลูกหนีจ้ะต้องชำาระแก่เจ้าหนีต
้ ้องถึงกำาหนดชำาระแล้ว แต่ลูกหนีไ้ม่

ชำาระ
ข้อ 5 นีม
้ ียกเว้นไว้ในมาตรา 243 ว่า “ในกรณีท่ีลูกหนีเ้ป็ นคนมีหนีส
้ ินล้นพ้น

ตัวไม่สามารถใช้หนี เ้จ้าหนีม
้ ีสิทธิจะยึดหน่วงทรัพย์สินไว้ได้แม้ทัง้ท่ียังไม่
ถึงกำาหนดเรียกร้อง ถ้าการท่ีลูกหนีไ้ม่สามารถใช้หนีน
้ ัน
้ ได้เกิดเป็ นขึ้น หรือรู้
ถึงเจ้าหนีต
้ ่อภายหลังเวลาท่ีได้ส่งมอบทรัพย์สินไซร้ ถึงแม้ว่าจะไม่สมกับ
ลักษณะท่ีเจ้าหนีร้บ
ั ภาระในมูลหนีไ้ว้เดิมหรือไม่สมกับคำาสัง่อันลูกหนีไ้ด้ให้
ไว้ก็ดี เจ้าหนีก
้ ็อาจจะใช้สิทธิยึดหน่วงได้”
5.1.2 ผลของสิทธิยึดหน่วง

สิทธิยึดหน่วงมีผลดังนี้
1. สิทธิยึดหน่วงเป็ นสิทธิท่ีแบ่งแยกไม่ได้ เจ้าหนีจ้งึ ยึดทรัพย์ทัง้ชิน
้ ไว้ได้ แม้
จะได้มก
ี ารชำาระหนีบ
้ างส่วนก็ตาม

มาตรา 244 “ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงจะใช้สิทธิของตนแก่ทรัพย์สินทัง้หมดท่ียึด

หน่วงไว้นัน
้ จนกว่าจะชำาระหนีส
้ ิน
้ เชิงก็ได้”
2. สิทธิยึดหน่วงไม่ทำาให้เกิดสิทธิพิเศษท่ีผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงจะได้รับชำาระหนี้
จากทรัพย์สินท่ียึด
หน่วงไว้ก่อนเจ้าหนีอ
้ ่ ืน (คือถึงแม้จะยึดหน่วงแต่อาจมีเจ้าหนีค
้ นอ่ ืนมี

บุริมสิทธิและสามารถเรียกชำาระหนีจ้ากทรัพย์นัน
้ ได้ก่อนผู้มีสิทธิยึดหน่วง
ซ่ ึงต้องอยู่ตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย)

3. ดอกผลของทรัพย์ท่ียึดหน่วงไว้ มาตรา 245 “ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงจะเก็บดอก
ผลแห่งทรัพย์สินท่ียึดหน่วงไว้ และจัดสรรเอาไว้เพ่ ือการชำาระหนีแ
้ ก่ตนก่อน
เจ้าหนีค
้ นอ่ ืนก็ได้
ดอกผลเช่นว่านีจ้ะต้องจัดสรรเอาชำาระดอกเบีย
้ แห่งหนีน
้ ัน
้ ก่อน ถ้ายังมี
เหลือจึงให้จด
ั สรรใช้ต้นเงิน”
4. สิทธิยึดหน่วงไม่ทำาให้อายุความสะดุดหยุดลง มาตรา 248 “ภายในบังคับ
แห่งบทบัญญัติมาตรา 189 การใช้สิทธิยึดหน่วงหาทำาให้อายุความแห่งหนี้

สะดุดหยุดลงไม่”
มาตรา 189 “เหตุท่ีสิทธิเรียกร้องขาดอายุความ ย่อมไม่หา้ มผู้รับจำานอง ผู้รับ

จำานำา หรือผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงทรัพย์สิน หรือเจ้าหนีผ
้ ู้มบ
ี ุริมสิทธิเหนือ
ทรัพย์สินอันตนได้ยึดถือไว้ในการท่ีจะใช้สิทธิบังคับจากทรัพย์สินท่ีจำานอง
จำานำา หรือยึดถือไว้นัน
้ แต่เม่ ือใช้สิทธิอันนีท
้ ่านห้ามมิให้เจ้าหนีค
้ ิดดอกเบีย
้ ท่ี
ค้างกว่าห้าปี ขึ้นไป”
5.1.3 ความระงับแห่งสิทธิยึดหน่วง

กรณีท่ีสิทธิยึดหน่วงระงับไปมีดังนี้
1. โดยหนีเ้ดิมระงับไป (ถ้าเป็ นกรณีขาดอายุความ บังคับตามมาตรา 189)
2. ลูกหนีห
้ าประกันให้แทนการยึดทรัพย์สินไว้

มาตรา 249 “ลูกหนีจ้ะเรียกร้องให้ระงับสิทธิยึดหน่วงด้วยหาประกันให้ไว้ตาม
สมควรก็ได้”
3. เจ้าหนีม
้ ิได้ครอบครองทรัพย์

มาตรา 250 “การครองทรัพย์สินสูญสิน
้ ไป สิทธิยึดหน่วงก็เป็ นอันระงับสิน
้ ไป

ด้วย แต่ความท่ีกล่าวนีท
้ ่านมิให้ใช้บังคับแก่กรณีท่ีทรัพย์สินอันยึดหน่วงไว้
นัน
้ ได้ให้เช่าไปหรือจำานำาไว้ด้วยความยินยอมของลูกหนี้” (ดูเร่ ืองการถูกแย่ง
การครอบครอง มาตรา 1375 มาตรา 268 และมาตรา 1336 ประกอบด้วย)
4. เจ้าหนีท
้ ำาผิดหน้าท่ีของตนในการดูและรักษาทรัพย์ท่ียึดหน่วงไว้

มาตรา 246 “ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงจำาต้องจัดการดูแลรักษาทรัพย์สินท่ียึดหน่วง

ไว้นัน
้ ตามสมควรเช่นจะพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะเช่นนัน

อน่ ึง ทรัพย์สินซ่ ึงยึดหน่วงไว้นัน
้ ถ้ามิได้รบ
ั ความยินยอมของลูกหนี ท
้ า่ น
ว่าผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงหาอาจจะใช้สอย หรือให้เช่า หรือเอาไปทำาเป็ นหลัก
ประกันได้ไม่ แต่ความท่ีกล่าวนีท
้ ่านมิให้ใช้บังคับไปถึงการใช้สอยเช่นท่ี
จำาเป็ นเพ่ ือจะรักษาทรัพย์สินนัน
้ เอง
ถ้าผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงกระทำาการฝ่ าฝื นบทบัญญัติใดท่ีกล่าวมานี ท
้ ่านว่าลูก
หนีจ้ะเรียกร้องให้ระงับสิทธินัน
้ เสียก็ได้”
*ค่าใช้จา่ ยในการดูแลรักษาทรัพย์เรียกเอาจากลูกหนีไ้ด้ และคงเป็ นบุริมสิทธิ
ตามมาตรา 269 ด้วย

5.2 บุริมสิทธิ
5.2.1 ความหมายและลักษณะสำาคัญของบุริมสิทธิ

มาตรา 251 “ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซ่ึงสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนีใ้น

การท่ีจะได้รับชำาระหนีอ
้ ันค้างชำาระแก่ตนจากทรัพย์สินนัน
้ ก่อนเจ้าหนีอ
้ ่ ืน ๆ
โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี ห
้ รือบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
อ่ ืน” ตามมาตรานีพ
้ อจะเห็นความหมายของบุริมสิทธิดังนี้
1. บุริมสิทธิเป็ นสิทธิประการหน่ ึงของเจ้าหนี ท
้ ่ีกฎหมายเรียกว่าผู้ทรง
บุริมสิทธิเป็ นสิทธิท่ีจะบังคับเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ (ถ้าไม่มห
ี นีก
้ ็มี

บุริมสิทธิไม่ได้)

2. เป็ นสิทธิท่ีจะบังคับชำาระหนีจ้ากทรัพย์ท่ีอยู่ภายใต้บังคับของบุริมสิทธินัน

ก่อนเจ้าหนีอ
้ ่ ืน (โดยทัว่ไปเจ้าหนีท
้ ก
ุ คนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเรียกชำาระ
หนี แ
้ ต่บุริมสิทธิเป็ นกรณีพิเศษ)

3. บุริมสิทธิเกิดขึ้นได้ก็แต่โดยบทบัญญัติของกฎหมายเท่านัน
้ (กฎหมายอ่ ืน
นอกเหนือไปจากท่ีบัญญัติไว้ใน ปพพ. ก็ได้)

ตามท่ีกล่าวมานีจ้ะเห็นได้ว่า บุริมสิทธิมีลักษณะสำาคัญดังนี้
1. บุริมสิทธิทัง้บุริมสิทธิสามัญหรือพิเศษ ใช้ยันกับบุคคลอ่ ืนได้ (เจ้าหนีม
้ ี

สิทธิท่ีจะบังคับบุริมสิทธินัน
้ ก่อนคนอ่ ืน และ มาตรา 268 “ถ้าสังหาริมทรัพย์

นัน
้ ถูกลักหรือสูญหาย ท่านให้ใช้บังคับตามบทกฎหมายว่าด้วยการแสวงคืน
ครอง” ผู้มีบุริมสิทธิสามารถตามทรัพย์นัน
้ คืนมาได้)
2. บุริมสิทธิแบ่งแยกไม่ได้ (ได้กล่าวมาแล้ว)

*ถ้าบังคับหนีจ้ากบุริมสิทธิแล้วแต่ยังรับชำาระหนีไ้ม่หมด จำานวนท่ีค้างยัง

เรียกได้อย่างหนีส
้ ามัญทัว่ไป (อย่าลืมเร่ ืองการจำานอง ท่ีบังคับได้แต่ทรัพย์ท่ี

จำานองเท่านัน
้ ยกเว้นได้ทำาสัญญากันไว้ล่วงหน้า)

3. บุริมสิทธิเป็ นทรัพย์สิทธิประเภทท่ีเรียกว่าอุปกรณ์สิทธิ (เกิดจากหนีแ
้ ละ
ระงับตามหนี้)

5.2.2 บุริมสิทธิสามัญ

มาตรา 253 “ถ้าหนีม
้ ีอยู่เป็ นคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลหนีอ
้ ย่างหน่ ึงอย่างใด ดัง่
จะกล่าวต่อไปนี บ
้ ุคคลนัน
้ ย่อมมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทัง้หมดของลูก
หนี ค
้ ือ
(1) ค่าใช้จ่ายเพ่ ือประโยชน์ร่วมกัน
(2) ค่าปลงศพ

(3) ค่าภาษีอากร

(4) ค่าจ้างเสมียน คนใช้ และคนงาน

(5) ค่าเคร่ ืองอุปโภคบริโภคอันจำาเป็ นประจำาวัน

มาตรานีก
้ ำาหนดหนีป
้ ระเภทต่าง ๆ ท่ีเจ้าหนีม
้ บ
ี ุริมสิทธิสามัญ บุริมสิทธิ
สามัญมีสิทธิเรียกชำาระได้
จากทรัพย์สินทุกอย่างของลูกหนี ซ
้ ่ ึงต้องเป็ นหนีจ้าก5 รายการดังท่ีกล่าวมา
1. ค่าใช้จ่ายเพ่ ือประโยชน์ร่วมกัน

มาตรา 254 “บุริมสิทธิในมูลค่าใช้จ่ายเพ่ ือประโยชน์อันร่วมกันนัน
้ ใช้สำาหรับ

เอาค่าใช้จ่ายอันได้เสียไปเพ่ ือประโยชน์ของเจ้าหนีห
้ มดทุกคนร่วมกัน เก่ียว
ด้วยการรักษา การชำาระบัญชี หรือการเฉล่ียทรัพย์สินของลูกหนี้
ถ้าค่าใช้จ่ายนัน
้ มิได้เสียไปเพ่ ือประโยชน์ของเจ้าหนีห
้ มดทุกคนไซร้ บุริมสิทธิ
ย่อมจะใช้ได้แต่เฉพาะต่อเจ้าหนีผ
้ ท
ู้ ่ีได้รบ
ั ประโยชน์จากการนัน
้ ”
เป็ นกรณีท่ีมีเจ้าหนีห
้ ลายคน และเจ้าหนีค
้ นหน่ ึงเป็ นผู้ดำาเนินการเพ่ ือได้มา
ซ่ ึงการชำาระหนี้ (ฟ้ องร้องต่อศาล บังคับเอาทรัพย์สินมาขายทอดตลาด) ค่าใช้

จ่ายต่าง ๆ ในการดำาเนินการนัน
้ เป็ นบุริมสิทธิ ท่ีกฎหมายให้ได้รับการชำาระ
ก่อนหนีอ
้ ่ ืน ๆ
2. ค่าปลงศพ
มาตรา 255 “บุริมสิทธิในมูลค่าปลงศพนัน
้ ใช้สำาหรับเอาค่าใช้จ่ายในการ

ปลงศพตามควรแก่ฐานานุรูปของลูกหนี้” (อ่านรายละเอียดและอุทาหรณ์ได้

ในหน้า 191 อ่านแล้วไม่สรุปไม่ลงครับ ฮ่า ๆ)
3. ค่าภาษีอากร

มาตรา 256 “บุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรนัน
้ ใช้สำาหรับเอาบรรดาค่าภาษี

อากรในท่ีดิน ทรัพย์สิน หรือค่าภาษีอากรอย่างอ่ ืนท่ีลูกหนีย
้ ังค้างชำาระอยู่ใน
ปี ปัจจุบันและก่อนนัน
้ ขึ้นไปอีกปี หน่ ึง” เช่น ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าพรีเม่ียม
เงินกินเปล่า แต่จำากัดเฉพาะท่ีรัฐเป็ นเจ้าหนีเ้ท่านัน

4. ค่าจ้างเสมียน คนใช้และคนงาน

มาตรา 257 “บุริมสิทธิในมูลค่าจ้างเสมียน หรือคนใช้เพ่ ือการงานท่ีได้ทำาให้แก่
ลูกหนีน
้ ัน
้ ใช้สำาหรับเอาค่าจ้างนับถอยหลังขึ้นไป 4 เดือน แต่ไม่เกินสามร้อย

บาทต่อเสมียน หรือคนใช้คนหน่ ึงๆ
บุริมสิทธิในมูลค่าจ้างคนงานนัน
้ ใช้สำาหรับเอาค่าจ้างนับถอยหลังขึ้นไปสอง
เดือน แต่ไม่ให้เกินร้อยสิบห้าบาทต่อคนงานคนหน่ ึง ๆ” (จำานวนเงินนีเ้ป็ น
จำานวนท่ีเหมาะสมขณะบัญญัติกฎหมาย)

5. ค่าเคร่ ืองอุปโภคบริโภคอันจำาเป็ นประจำาวัน

มาตรา 258 “บุริมสิทธิในมูลค่าเคร่ ืองอุปโภคบริโภคอันจำาเป็ นประจำาวันนัน
้ ใช้

สำาหรับเอาค่าเคร่ ืองอุปโภคบริโภค ซ่ ึงยังค้างชำาระอยู่นับถอยหลังขึ้นไปหก
เดือน เช่น ค่าอาหาร เคร่ ืองด่ ืม โคมไฟ ฟื น ถ่าน อันจำาเป็ นเพ่ ือการครองชีพ

ของลูกหนีแ
้ ละบุคคลในสกุลซ่ ึงอยู่กบ
ั ลูกหนีจ้ำาต้องอุปการะกับทัง้คนใช้ของ
ลูกหนีด
้ ้วย”
หน่วยท่ี 6 บุริมสิทธิ (ต่อ)

6.1 บุริมสิทธิพิเศษ

6.1.1 บุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์

บุริมสิทธิพิเศษมีอยู่เหนือทรัพย์สินเฉพาะบางส่ิงท่ีกฎหมายระบุ โดยแบ่ง
ออกเป็ นสองประเภทคือบุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์ และ บุริมสิทธิ
พิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์
บุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์
มาตรา 259 “ถ้าหนีม
้ ีอยู่เป็ นคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลอย่างหน่ ึงอย่างใด ดัง่จะ
กล่าวต่อไปนี บ
้ ุคคลผู้นัน
้ ย่อมมีบุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่าง
ของลูกหนี ค
้ ือ
(1) เช่าอสังหาริมทรัพย์
(2) พักอาศัยในโรงแรม

(3) รับขนคนโดยสาร หรือของ
(4) รักษาสังหาริมทรัพย์

(5) ซ้ือขายสังหาริมทรัพย์

(6) ค่าเมล็ดพันธ์ ไม้พันธ์ หรือป๋ ุย

(7) ค่าแรงงานกสิกรรม หรืออุตสาหกรรม”
ซ่ ึงจะพิจารณาเป็ นลำาดับไปดังนี้
1. เช่าอสังหาริมทรัพย์

มาตรา 260 “บุริมสิทธิในมูลเช่าอสังหาริมทรัพย์นัน
้ ใช้สำาหรับเอาค่าเช่า

อสังหาริมทรัพย์และหนี้
อย่างอ่ ืนของผู้เช่าอันเกิดจากความเก่ียวพันในเร่ ืองเช่า และมีอยู่เหนือ
สังหาริมทรัพย์ ของผู้เช่าซ่ ึงอยู่ในหรือบนอสังหาริมทรัพย์นัน
้ ”
อุทาหรณ์ : ข. เป็ นผู้เช่าบ้าน ก. หลังหน่ ึง ในส่วนค่าเช่า ก. มีบุริมสิทธิเหนือ

สังหาริมทรัพย์ทัง้หลาย ซ่ ึง ข. นำาเข้ามาไว้ในบ้านและในบริเวณ รวมทัง้เคหะ

สัมภาระบางอย่าง สัตว์ รถยนต์ (ถ้ามี) รูปภาพ สมุดหนังสือ รูปปั ้ น ฯลฯ

มาตรา 261 “บุริมสิทธิของผู้ให้เช่าท่ีดินนัน
้ มีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ทัง้หลาย

อันผู้เช่าได้นำาเข้ามาไว้บนท่ีดินท่ีให้เช่า หรือนำาเข้ามาไว้ในเรือนโรงอันใช้
ประกอบกับท่ีดินนัน
้ และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ เช่น สำาหรับท่ีใช้ในท่ีดิน
นัน
้ กับทัง้เหนือดอกผลอันเกิดจากท่ีดินซ่ ึงอยู่ในครอบครองของผู้เช่านัน

ด้วย
บุริมสิทธิของผู้ให้เช่าเรือนโรงย่อมมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ซ่ึงผู้ให้เช่านำาเข้า
มาไว้ในเรือนโรงนัน
้ ด้วย”
มาตรานีข้ยายความแยกเป็ น 2 กรณี
กรณีเช่าท่ีดินตามวรรคแรก บุริมสิทธิมีอยู่เหนือทรัพย์สินท่ีลูกหนีน
้ ำาเข้ามา
ด้วยแม้ไม่ใช่ของลูกหนีเ้อง แต่ต้องเป็ นทรัพย์สินท่ีสำาหรับท่ีใช้ในท่ีดินนัน

กรณีเช่าโรงเรือนบนท่ีดินตามวรรคสอง บุริมสิทธิมีอยู่เหนือสินค้าทัง้หลาย
ท่ีผู้เช่านำาเข้ามาในร้านด้วย (ทัง้สองกรณีอยู่ภายใต้ มาตรา 268 (ดูประกอบ
ด้วยครับ))

มาตรา 262 “ถ้าการเช่าอสังหาริมทรัพย์ได้โอนไปก็ดห
ี รือได้ให้เช่าช่วงก็ดี

บุริมสิทธิของผู้ให้เช่าเดิมย่อมครอบไปถึงสังหาริมทรัพย์ซ่ึงผู้รับโอน หรือผู้
เช่าช่วงได้นำาเข้ามาไว้ในทรัพย์สินนัน
้ ด้วย ความท่ีกล่าวนี ท
้ ่านให้ใช้ได้
ตลอดถึงเงินอันผู้โอนหรือผู้ให้เช่าช่วงจะพึงได้รบ
ั จากผู้รับโอน หรือผู้เช่าช่วง
นัน
้ ด้วย” (ดูมาตรา 544, 545 ด้วยครับ)
มาตรา 263 “ในกรณีท่ีผู้เช่าต้องชำาระบัญชีเฉล่ียทรัพย์สินทัว่ไปนัน
้ บุริมสิทธิ

ของผู้ให้เช่าย่อมมีอยู่แต่เฉพาะสำาหรับเอาใช้ค่าเช่าและหนีอ
้ ย่างอ่ ืนเท่าท่ีมีใน
ระยะกำาหนดส่งค่าเช่าเพียงสามระยะ คือปั จจุบันระยะหน่ ึง ก่อนนัน
้ ขึ้นไป
ระยะหน่ ึง และต่อไปภายหน้าอีกระยะหน่ ึงเท่านัน
้ และใช้สำาหรับเอาค่าเสีย
หายซ่ ึงเกิดขึ้นในระยะกำาหนดส่งค่าเช่าปั จจุบันและก่อนนัน
้ ขึ้นไปอีกระยะ
หน่ ึงด้วย” (อ่านหนังสือหน้า 203 ครับ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร)
มาตรา 264 “ในการเรียกร้องของผู้ให้เช่า ถ้าผู้ให้เช่าได้รับเงินประกันไว้ ผู้ให้

เช่าย่อมมีบุริมสิทธิแต่เพียงในส่วนท่ีไม่มีเงินประกัน” คือ ผู้ให้เช่ารับเงิน
ประกันจากผู้เช่า เม่ ือผู้เช่าไม่ชำาระค่าเช่า ผูห
้ ักเอาจากเงินประกัน ถ้าเงิน
ประกันไม่พอค่าเช่า ผู้ให้เช่ามีบุริมสิทธิเท่าจำานวนเงินท่ีค้างเช่า
มาตรา 266 “ผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือเจ้าสำานักโรงแรม โฮเต็ล หรือสถาน

เช่นนัน
้ จะใช้บรุ ิมสิทธิของตนบังคับทำานองเดียวกับผู้รบ
ั จำานำาก็ได้
บทบัญญัติทัง้หลายแห่งประมวลกฎหมายนีว้า่ ด้วยการบังคับจำานำานัน
้ ท่าน
ให้นำามาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม” การบังคับชำาระโดยปกติต้องทำาโดยขอให้
ศาลบังคับ แต่บางกรณีกฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนีเ้ช่นเดียวกับผู้รบ
ั จำานำาคือมี
สิทธิยึดทรัพย์ไว้จนกว่าจะได้รับการชำาระหนี้
ทรัพย์สินท่ีอยู่ภายใต้บุริมสิทธิ
มาตรา 268 “ในกรณีดัง่ได้ปรารภไว้ในความแปดมาตราก่อนนีน
้ ัน
้ ผู้ให้เช่า
อสังหาริมทรัพย์กด
็ ี เจ้าสำานักโรงแรมก็ดี ผู้ขนส่งก็ดี จะใช้บุริมสิทธิของตน
เหนือสังหาริมทรัพย์อันเป็ นของบุคคลภายนอกก็ได้ เว้นแต่ตนจะได้รู้ใน
เวลาอันควรได้รู้วา่ ทรัพย์สินเหล่านัน
้ เป็ นของบุคคลภายนอก
ถ้าสังหาริมทรัพย์นัน
้ ถูกลักหรือสูญหาย ท่านให้บังคับตามบทกฎหมายว่า
ด้วยการแสวงคืนทรัพย์”
(วรรคหลังนีต
้ าม มาตรา 1375 เพราะบุริมสิทธิพิเศษเป็ นทรัพย์สิทธิเหนือ

ทรัพย์สินท่ีอยู่ภายใต้บุริมสิทธินัน
้ จึงสามารถใช้ยันคนภายนอกท่ียึดทรัพย์
นัน
้ ไว้โดยไม่มีสิทธิเรียกคืนมาได้)
2. พักอาศัยในโรงแรม

มาตรา 256 “บุริมสิทธิในมูลพักอาศัยในโรงแรมนัน
้ ใช้สำาหรับเอาเงินบรรดาท่ี

ค้างชำาระแก่เจ้าสำานักเพ่ ือการพักอาศัยและการอ่ ืน ๆ อันได้จด
ั ให้สำาเร็จความ
ปรารถนาแก่คนเดินทาง หรือแขกอาศัย รวมทัง้การชดใช้เงินทัง้หลายท่ีได้
ออกแทนไปและมีอยู่เหนือเคร่ ืองเดินทาง หรือทรัพย์สินอย่างอ่ ืนของคน
เดินทาง หรือแขกอาศัยอันเอาไว้ในโรงแรม โฮเต็ล หรือสถานท่ีเช่นนัน
้ ”
ผู้เช่าท่ีพักอาศัยค้างค่าเช่า ค่าอาหาร หรือค่าต่าง ๆ (ถ้ามี) เจ้าของโรงแรมย่อม
มีบุริมสิทธิเหนือเคร่ ืองเดินทางและทรัพย์สินอ่ ืน ๆ ของผู้เช่าท่ีพักอาศัย
ตามหลักการทัว่ๆ ไปของบุริมสิทธิ (ดูมาตรา 674, 679, 268 ประกอบด้วยครับ)
3. รับขนคนโดยสารหรือของ

มาตรา 267 “บุริมสิทธิในมูลรับขนนัน
้ ใช้สำาหรับเอาค่าระวางพาหนะในการรับ

ขนคนโดยสารหรือของ กับทัง้ค่าใช้จ่ายอันเป็ นอุปกรณ์ และเป็ นบุริมสิทธิท่ี
มีอยู่เหนือของและเคร่ ืองเดินทางทัง้หมดอันอยู่ในมือของผู้ขนส่ง” (ดูมาตรา

608, 630, 637, 610, 611, 268 ประกอบด้วยครับ)
4. รักษาสังหาริมทรัพย์

มาตรา 269 “บุริมสิทธิในมูลรักษาสังหาริมทรัพย์นัน
้ ใช้สำาหรับเอาค่าใช้จา่ ย

เพ่ ือรักษา
สังหาริมทรัพย์และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์อันนัน

อน่ ึง บุริมสิทธินีย
้ ังใช้สำาหรับเอาค่าใช้จ่ายท่จี ำาเป็ นอันได้เสียไปเพ่ ือท่ีจะสงวน
สิทธิ หรือรับสภาพสิทธิ หรือบังคับสิทธิ อันเก่ียวด้วยสังหาริมทรัพย์นัน
้ อีก
ด้วย” (เช่น ฝากทรัพย์ จัดการทรัพย์ จัดการงานนอกสัง่ บำารุงรักษาหรือ

เรียกเอาทรัพย์แทนผู้ไม่อยู่ เป็ นต้น ผู้นัน
้ ย่อมมีบรุ ิมสิทธิเหนือ
สังหาริมทรัพย์นัน
้ )
5. ซ้ือขายสังหาริมทรัพย์

มาตรา 270 “บุริมสิทธิในมูลหนีซ
้ ้ือขายสังหาริมทรัพย์นัน
้ ใช้สำาหรับเอาราคา

ซ้ือขายและดอกเบีย
้ ในราคานัน
้ และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์อันนัน
้ ”(

บุริมสิทธิของผู้ขายมีอยู่เหนือทรัพย์สินท่ีขายไม่ว่าจะได้ส่งมอบแก่ผู้ซ้ือไป
แล้วหรือยังไม่ได้ส่งมอบก็ตาม)
6. ค่าเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ หรือป๋ ุย

มาตรา 271 “บุริมสิทธิในมูลค่าเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ หรือป๋ ุยนัน
้ ใช้สำาหรับเอา

ราคาค่าเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ หรือป๋ ุยและดอกเบีย
้ ในราคานัน
้ และมีอยู่เหนือ
ดอกผลอันเกิดงอกในท่ีดินเพราะใช้ส่ิงเหล่านัน
้ ภายในปี หน่ ึงนับแต่เวลาท่ี
ใช้” (ทรัพย์สินท่ีเป็ นวัตถุแห่งบุริมสิทธิคือดอกผลอันเกิดจากการใช้เมล็ด

พันธุ์ ไม้พันธุ์ หรือป๋ ุย นับจากเวลาใช้ภายใน 1 ปี ส่วนอายุความของหนีน
้ ัน

แล้วแต่มูลหนี ซ
้ ่ ึงเป็ นคนละส่วนกัน)

7. ค่าแรงงานกสิกรรม หรืออุตสาหกรรม

มาตรา 272 “บุริมสิทธิในมูลค่าแรงงานเพ่ ือกสิกรรมและอุตสาหกรรมนัน
้ ใน

ส่วนบุคคลท่ีได้ทำาการงานกสิกรรม ใช้สำาหรับเอาค่าจ้างนับถอยหลังขึ้นไป
หน่ ึงปี และในส่วนบุคคลท่ีได้ทำางานอุตสาหกรรมใช้สำาหรับเอาค่าจ้างนับ
ถอยหลังขึ้นไปสามเดือน และเป็ นบุริมสิทธิท่ีมีอยู่เหนือดอกผลหรือส่ิงของ
ท่ีประดิษฐ์ขึ้นอันเกิดแต่แรงงานของบุคคลนัน
้ ๆ”
6.1.2 บุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์

บุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์
มาตรา 273 “ถ้าหนีม
้ ีอยู่เป็ นคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลอย่างหน่ ึงอย่างใดดังจะ
กล่าวต่อไปนี บ
้ ุคคลผู้นัน
้ ย่อมมีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์เฉพาะ
อย่างของลูกหนี ค
้ ือ
(1) รักษาอสังหาริมทรัพย์
(2) จ้างทำาของเป็ นการงานทำาขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์
(3) ซ้ือขายอสังหาริมทรัพย์”
1. รักษาอสังหาริมทรัพย์

มาตรา 274 “บุริมสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์นัน
้ ใช้สำาหรับเอาค่าใช้จา่ ย

เพ่ ือรักษา
อสังหาริมทรัพย์และมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์อันนัน

อน่ ึง บทบัญญัติแห่งมาตรา 269 วรรคสองนัน
้ ท่านให้นำามาใช้บังคับแก่กรณี

ท่ีกล่าวมาในวรรคก่อนนีด
้ ้วย” (ทำานองเดียวกันกับการรักษาสังหาริมทรัพย์

ตามมาตรา 269)

2. จ้างทำาของเป็ นการงานทำาขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์

มาตรา 275 “บุริมสิทธิในมูลจ้างทำาของเป็ นการงานทำาขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์

นัน
้ ใช้สำาหรับเอาสินจ้าง ค่าทำาของเป็ นการงานอันผู้ก่อสร้าง สถาปนิก หรือ
ผู้รับจ้างได้ทำาลงบนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี แ
้ ละมีอยู่เหนือ
อสังหาริมทรัพย์อันนัน

อน่ ึง บุริมสิทธินีย
้ ่อมเกิดขึ้นต่อเม่ ืออสังหาริมทรัพย์นัน
้ มีราคาเพ่ิมขึ้นใน
ปั จจุบันเพราะการได้ทำาขึ้นนัน
้ และมีอยู่เพียงเหนือราคาท่ีเพ่ิมขึ้นเท่านัน
้ ” (ดู

อุทาหรณ์หน้า 208 ครับ งงนิดหน่อย)
3. ซ้ือขายอสังหาริมทรัพย์

มาตรา 276 “บุริมสิทธิในมูลซ้ือขายอสังหาริมทรัพย์นัน
้ ใช้สำาหรับเอาราคา

อสังหาริมทรัพย์และดอกเบีย
้ ในราคานัน
้ และมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์อัน
นัน
้ ” (เฉพาะตามจำานวนซ้ือท่ีค้างชำาระกับดอกเบีย
้ อันจะพึงมี ไม่รวมค่าเสีย
หายอ่ ืน แม้อาจมีได้ก็ตาม (เช่น เบีย
้ ปรับ) บุริมสิทธิจะมีได้ก็ต่อเม่ ือได้โอน
ทรัพย์เป็ นกรรมสิทธิข์องผู้ซ้ือซ่ ึงเป็ นลูกหนีไ้ปแล้ว)
6.2 ลำาดับและผลแห่งบุริมสิทธิ
6.2.1 ลำาดับแห่งบุริมสิทธิ

1. มาตรา 277 “เม่ ือมีบุริมสิทธิสามัญหลายรายแย้งกันท่านให้ถือว่าบุริมสิทธิ

ทัง้หลายนัน
้ มีลำาดับท่ี
จะให้ผลก่อนหลังดัง่ท่ีได้เรียงลำาดับไว้ในมาตรา 253

เม่ ือมีบุริมสิทธิสามัญแย้งกับบุริมสิทธิพิเศษ ท่านว่าบุริมสิทธิพิเศษย่อมอยู่
ในลำาดับก่อน แต่บุริมสิทธิในมูลค่าใช้จ่ายเพ่ ือประโยชน์ร่วมกันนัน
้ ย่อมอยู่
ในลำาดับก่อนในฐานะท่ีจะใช้สิทธินัน
้ ต่อเจ้าหนีผ
้ ู้ได้รับประโยชน์จากการนัน

หมดทุกคนด้วยกัน”
(มาตรา 253 “ถ้าหนีม
้ ีอยู่เป็ นคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลหนีอ
้ ย่างหน่ ึงอย่างใด ดัง่
จะกล่าวต่อไปนี บ
้ ุคคลนัน
้ ย่อมมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทัง้หมดของลูก
หนี ค
้ ือ
(6) ค่าใช้จ่ายเพ่ ือประโยชน์ร่วมกัน
(7) ค่าปลงศพ

ค่าภาษีอากร
(9) ค่าจ้างเสมียน คนใช้ และคนงาน

(10) ค่าเคร่ ืองอุปโภคบริโภคอันจำาเป็ นประจำาวัน”)

2. บุริมสิทธิพิเศษซ่ ึงมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่างนัน
้ กฎหมาย

กฎหมายจัดลำาดับไว้ใน
มาตรา 278, 279, 280 อีกส่วนหน่ ึง แต่บุริมสิทธิสามัญ ถ้าแย้งกับบุริมสิทธิ

พิเศษเข้าแล้ว ตาม มาตรา 277 วรรคสองนีบ
้ ัญญัติให้บรุ ิมสิทธิพิเศษมาใน

ลำาดับก่อนบุริมสิทธิสามัญ เว้นแต่ค่าใช้จ่ายเพ่ ือประโยชน์ร่วมกันอันเป็ น
บุริมสิทธิสามัญตามมาตรา 253 (1) นัน
้ ได้รับยกเว้นให้มาก่อนบุริมสิทธิพิเศษ

เฉพาะสำาหรับเจ้าหนีท
้ ่ีได้รบ
ั ประโยชน์ร่วมกัน เช่นในการขวนขวายจนยึด
ทรัพย์มาบังคับคดีได้ เป็ นต้น

3. บุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์อันเดียวกัน อาจแย้งกันเองได้ เช่น
เช่านา ซ้ือกระบือมาทำานา กฎหมายจัดลำาดับไว้ตาม มาตรา 278 ดังนี้

มาตรา 278 “เม่ ือมีบุริมสิทธิแย้งกันหลายรายเหนือสังหาริมทรัพย์อันหน่ ึงอัน
เดียวกัน ท่านให้ถือลำาดับก่อนหลังดัง่ท่ีเรียงไว้ต่อไปนี ค
้ ือ
(1) บุริมสิทธิในมูลเช่าอสังหาริมทรัพย์ พักอาศัยในโรงแรมและรับขน

(2) บุริมสิทธิในมูลรักษาสังหาริมทรัพย์ แต่ถ้ามีบค
ุ คลหลายคนเป็ นผู้รักษา

ท่านว่าผูท
้ ่ีรักษาภายหลังอยู่
ในลำาดับก่อนผู้ท่ีได้รักษามาก่อน
(3) บุริมสิทธิในมูลซ้ือขายสังหาริมทรัพย์ ค่าเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ หรือป๋ ุย และ

ค่าแรงงานกสิกรรมและอุตสาหกรรม
ถ้าบุคคลผู้ใดมีบุริมสิทธิอยู่ในลำาดับเป็ นท่ีหน่ ึง และรู้อยู่ในขณะท่ีตนได้รับ
ประโยชน์แห่งหนีม
้ านัน
้ ว่ายังมีบุคคลอ่ ืนซ่ ึงมีบุริมสิทธิอยู่ในลำาดับท่ีสอง
หรือท่ีสามไซร้ ท่านห้ามมิให้บุคคลนัน
้ ใช้สิทธิในการท่ีตนอยู่ในลำาดับก่อน
นัน
้ ต่อบุคคลอ่ ืนเช่นว่ามาและท่านห้ามมิให้ใช้สิทธินีต
้ ่อผู้ท่ีได้รก
ั ษาทรัพย์ไว้
เพ่ ือประโยชน์แก่บุคคลผู้มีบุริมสิทธิในลำาดับท่ีหน่ ึงนัน
้ เองด้วย
ในส่วนดอกผลท่านให้บุคคลผู้ได้ทำาการงานกสิกรรมอยู่ในลำาดับท่ีหน่ ึง ผู้ส่ง
เมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ หรือป๋ ุย อยู่ในลำาดับท่ีสอง และผู้ให้เช่าท่ีดินอยู่ในลำาดับ
ท่ีสาม”
มาตรานีจ้ด
ั ลำาดับบุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์ ซ่ ึงมีอยู่ 7 อย่างออก
เป็ น 3 ลำาดับ

วรรคสอง หลักการได้ทรัพย์สิทธิประการหน่ ึง คือถ้ารู้อยู่ในขณะได้ทรัพย์
สิทธิมาว่ามีผู้อ่ืนมีทรัพย์สิทธิอยู่ก่อนแล้ว แม้ตนจะได้ทรัพย์สิทธิประเภทท่ี
อยู่ในลำาดับก่อน ก็จะใช้สิทธิให้เป็ นท่ีเสียหายแก่ผู้ท่ีมีทรัพย์สิทธิอยู่ในลำาดับ
หลัง แต่มีอยู่ก่อนตนแล้วนัน
้ ไม่ได้ เพราะได้ช่ือว่าได้ทรัพย์สิทธิมาโดยไม่
สุจริต
วรรคสาม เป็ นลำาดับของบุริมสิทธิเหนือดอกผลท่ีเป็ นวัตถุแห่งบุริมสิทธิ โดย
ให้ผู้ลงแรงงานกสิกรรม อุตสาหกรรมมาในลำาดับแรก ถัดไปคือผู้ส่งเมล็ด
พันธุ์ ไม้พันธุ์ หรือป๋ ุย ส่วนผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์อยู่ลำาดับท่ีสาม
ส่วนอสังหาริมทรัพย์มีบัญญัติไว้ในมาตรา 279 “เม่ ือมีบุริมสิทธิพิเศษแย้งกัน
หลายรายเหนืออสังหาริมทรัพย์อันหน่ ึงอันเดียวกัน ท่านให้ถือลำาดับก่อน
หลังดัง่ท่ีได้เรียงลำาดับไว้ในมาตรา 273

ถ้าได้ซ้ือขายสังหาริมทรัพย์นัน
้ สืบต่อกันไปอีกไซร้ ลำาดับก่อนหลังใน
ระหว่างผู้ขายด้วยกันนัน
้ ท่านให้เป็ นไปตามลำาดับท่ีได้ซ้ือขายก่อนและหลัง”
เรียงตามลำาดับดังนี ผ
้ ู้ รักษาอสังหาริมทรัพย์ผู้รบ
ั จ้างทำาของบ
อสังหาริมทรัพย์ ผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ (ผู้ขายในลำาดับก่อนมาก่อนผู้ขายใน
ลำาดับถัดไป)

ในท่ีสุด มาตรา 280 “เม่ ือบุคคลหลายคนมีบุริมสิทธิในลำาดับเสมอกันเหนือ

ทรัพย์อันหน่ ึงอันเดียวกัน ท่านให้ต่างคนต่างได้รับชำาระหนีเ้ฉล่ียตามส่วน
มากน้อยแห่งจำานวนท่ีตนเป็ นเจ้าหนี้”
6.2.2 ผลแห่งบุริมสิทธิ

บุริมสิทธิสามัญ
มาลำาดับหลังบุริมสิทธิพิเศษ เว้นแต่บุริมสิทธิสามัญในมูลค่าใช้จ่ายเพ่ ือ
ประโยชน์ร่วมกันตามมาตรา 253, 277 เท่านัน
้ การบังคับบุริมสิทธิสามัญนัน

เพียงแต่เจ้าหนีผ
้ ู้มบ
ี ุริมสิทธิสามัญต้องเข้าขอเฉล่ียทรัพย์สินของลูกหนีก
้ ่อน
ท่ีทรัพย์สินเหล่านัน
้ จะถูกแบ่งสันชำาระแก่เจ้าหนีอ
้ ่ ืน ๆ ไปเสียก่อน
มาตรา 283 “บุคคลผู้เอาบุริมสิทธิสามัญต้องรับชำาระหนีเ้อาจากสังหาริมทรัพย์
ของลูกหนีก
้ ่อน ต่อเม่ ือยังไม่พอจึงให้เอาชำาระหนีจ้ากอสังหาริมทรัพย์ได้
ในส่วนอสังหาริมทรัพย์นัน
้ ก็ต้องรับชำาระหนีเ้อาจากอสังหาริมทรัพย์อัน
มิได้ตกอยู่ในฐานเป็ นหลักประกันเสียก่อน

ถ้าบุคคลใดมีบุริมสิทธิสามัญและละเลยด้วยความประมาทเลินเล่อไม่สอดเข้า
แย้งขัดในการแบ่งเฉล่ียทรัพย์ตามความท่ีกล่าวมาในวรรคทัง้สองข้างบนนี้
ไซร้ อันบุคคลนัน
้ จะใช้บุริมสิทธิของตนต่อบุคคลภายนอกผูไ้ ด้จดทะเบียน
สิทธิไว้แล้วเพ่ ือจะเอาใช้จนถึงขนาดเช่นท่ีตนจะหากได้รับเพราะได้สอดเข้า
แย้งขัดนัน
้ ท่านว่าหาอาจจะใช้ได้ไม่
อน่ ึง บทบัญญัติท่ีกล่าวมาในวรรคทัง้สามข้างต้นนี ท
้ ่านมิให้ใช้บังคับ
หากว่าเงินท่ีขายอสังหาริมทรัพย์ได้นัน
้ จะพึงต้องเอามาแบ่งเฉล่ียก่อนเงินท่ี
ขายทรัพย์สินอย่างอ่ ืนก็ดี หรือหากว่าเงินท่ีขายอสังหาริมทรัพย์อันตกอยู่ใน
ฐานเป็ นหลักประกันพิเศษนัน
้ จะพึงต้องเอามาแบ่งเฉล่ียก่อนเงินท่ีขาย
อสังหาริมทรัพย์อย่างอ่ ืนดุจกัน”
การบังคับบุริมสิทธิสามัญต้องบังคับเอาจากทรัพย์สินตามลำาดับ ตามมาตรา
283 วรรคหน่ ึงและสองก่อนคือ บังคับเอาจากสังหาริมทรัพย์ก่อน หลังจาก
นัน
้ จึงบังคับเอาจากอสังหาริมทรัพย์

มาตรา 284 “บุริมสิทธิสามัญนัน
้ ถึงแม้จะมิได้ไปลงทะเบียนเก่ียวด้วย

อสังหาริมทรัพย์กด
็ ี ย่อมจะยกขึ้นเป็ นข้อต่อสู้เจ้าหนีใ้ด ๆ ท่ีไม่มห
ี ลักประกัน
พิเศษนัน
้ ได้ แต่ความท่ีกล่าวนีท
้ ่านมิให้ใช้ไปถึงการต่อสู้บุคคลภายนอกผูไ้ ด้
ไปลงทะเบียนสิทธิไว้”
บุริมสิทธิสามัญไม่มบ
ี ทกฎหมายให้จะทะเบียน ไม่ต้องจดทะเบียนก็สมบูรณ์
ผู้รับจำานองมีสิทธิดก
ี ว่าผู้มบ
ี ุริมสิทธิสามัญ
บุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์
บุริมสิทธิพิเศษเหนือทรัพย์เฉพาะส่ิงของลูกหนีม
้ ีหลักเกณฑ์เก่ียวกับความ
สมบูรณ์อยู่บา้ งแล้วแต่เป็ นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ซ่ึงเป็ นไปตาม
นัยแห่งหลักเร่ ืองความบริบรู ณ์ของทรัพย์สิทธิ
1. มาตรา 281 “บุริมสิทธิอันมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์นัน
้ ท่านห้ามมิให้ใช้ เม่ ือ
บุคคลภายนอกได้ทรัพย์นัน
้ จากลูกหนีแ
้ ละได้ส่งมอบทรัพย์ให้กันไปเสร็จ
แล้ว”
หมายความว่าถ้ายังไม่โอน ยังไม่ได้ส่งมอบแก่ผู้อ่ืนบุริมสิทธิก็ยังสมบูรณ์อยู่
ถ้าโอนหรือส่งมอบแล้วบุริมสิทธิกร็ ะงับไป แต่ไม่ย้อนไปถึงความมีผล
บริบูรณ์ของทรัพย์สิทธิในสังหาริมทรัพย์ คือบุริมสิทธิพิเศษเหนือ

สังหาริมทรัพย์เฉพาะบางชิน
้ ของลูกหนีอ
้ าจเกิดขึ้นและมีผลสมบูรณ์โดย
อาศัยอำานาจแห่งมูลหนีไ้ม่ต้องอาศัยการครอบครองทรัพย์สินแต่ละชิน
้ นัน

ก็ได้ เช่น บุริมสิทธิพิเศษในการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ซ้ือขายค่าเมล็ดพันธุ์
และค่าแรงงาน
แต่หลักทัว่ไปในเร่ ืองความสมบูรณ์ของทรัพย์สิทธิในสังหาริมทรัพย์นัน

อาศัยการครอบครองทรัพย์สินเป็ นเคร่ ืองกำาหนดว่าในระหว่างบุคคลท่ีต่างก็
อ้างทรัพย์สิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์อันเดียวกันนัน
้ ผู้ใดครอบครองทรัพย์
นัน
้ ย่อมมีสิทธิดีกว่า อันเป็ นหลักท่ีเห็นได้จากมาตรา 1303 “ถ้าบุคคลหลาย

คนเรียกเอาสังหาริมทรัพย์เดียวกัน โดยอาศัยหลักกรรมสิทธิต์่างกันไซร้
ท่านว่าทรัพย์สินตกอยู่ในครอบครองของบุคคลใด บุคคลนัน
้ มีสิทธิย่ิงกว่า
บุคคลอ่ ืนแต่ต้องได้ทรัพย์นัน
้ มาโดยมีค่าตอบแทนและได้การครอบครองโดย
สุจริต
ท่านมิให้ใช้มาตรานีบ
้ ังคับถึงสังหาริมทรัพย์ซ่ึงระบุไว้ในมาตราก่อนและใน
เร่ ืองทรัพย์สินท่ีได้มาโดยการกระทำาผิด”
ต้องมีทัง้การโอนกรรมสิทธิแ์ละการส่งมอบ ตามมาตรา 1378, 1379, 1380 ด้วย

ถ้าเพียงแต่โอนกรรมสิทธิ แ
์ ต่ยังไม่ได้ส่งมอบการครอ
ครอบครองแต่ไม่ได้โอนกรรมสิทธิไ์ม่ทำาให้บุริมสิทธิระงับสิน
้ ไปตามมาตรา
281 นี้
2. มาตรา 282 “เม่ ือมีบุริมสิทธิแย้งกับสิทธิจำานำาสังหาริมทรัพย์ ท่านว่าผู้รบ

จำานำาย่อมมีสิทธิเป็ นอย่างเดียวกันกับผู้ทรงบุริมสิทธิในลำาดับท่ีหน่ ึงดัง่ท่ี
เรียงไว้ในมาตรา 278 นัน
้ ”

บุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์
ทรัพย์สิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์นัน
้ มีบทบัญญัติถึงความบริบรู ณ์เป็ นการ
ทัว่ไปไว้ในมาตรา 1299 “ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้

หรือกฎหมายอ่ ืน ท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซ่ ึง อสังหาริม ทรัพย์หรือ
ทรัพย์สิทธิอันเก่ียวกับอสังหาริมทรัพย์นัน
้ ไม่สมบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้
ทำาเป็ นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าท่ี
ถ้ามีผู้ได้มาซ่ ึงอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเก่ียวกับอสังหาริมทรัพย์
โดยทางอ่ ืนนอกจากนิติกรรมสิทธิ ของผู้ได้มานัน
้ ถ้ายังไม่ได้จดทะเบียนไซร้
ท่านว่าจะมีการเปล่ียนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จด

ทะเบียนนัน
้ มิให้ยกขึ้นเป็ นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผูไ้ ด้สิทธิมาโดยเสียค่า
ตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว”
มาตรา 285 “บุริมสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์นัน
้ ถ้าหากว่าเม่ ือทำาการ

เพ่ ือบำารุงนัน
้ สำาเร็จแล้ว ไปบอกลงทะเบียนไว้โดยพลันไซร้ บุริมสิทธิก็คงให้
ผลต่อไป” (มาตรานีอ
้ ้างถึงทรัพย์สิทธิตามมาตรา 273 (1), 274 ซ่ ึงเจ้าหนีต
้ ้องจด

ทะเบียนจำานวนหนีค
้ า่ รักษาอสังหาริมทรัพย์ไว้ จึงจะมีผลบังคับเป็ น
บุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์นัน
้ ได้)

มาตรา 286 “บุริมสิทธิในมูลจ้างทำาของเป็ นการงานทำาขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์

นัน
้ หากทำารายการประมาณราคาชัว่คราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนเร่ิม
ลงมือทำาการไซร้ บุริมสิทธิก็คงให้ผลต่อไป แต่ถ้าราคาท่ีทำาจริงนัน
้ ล้ำาราคาท่ี
ได้ประมาณไว้ชัว่คราว ท่านว่าบุริมสิทธิในส่วนจำานวนท่ีล้ำาอยู่นัน
้ หามีไม่
ส่วนการท่ีจะวินิจฉัยว่าอสังหาริมทรัพย์นัน
้ มีราคาเพ่ิมขึ้นเพราะการอันได้ทำา
ขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์มากน้อยเพียงใดนัน
้ ท่านให้ศาลแต่ตัง้ผู้เช่ียวชาญขึ้น
เป็ นผู้กะประมาณในเวลาท่ีมีแย้งขัดในการแบ่งเฉล่ีย”
มาตรานีบ
้ ัญญัติถึงบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1), 275

มาตรา 287 “บุริมสิทธิใดได้ไปจดลงทะเบียนแล้วตามบทบัญญัติแห่งมาตราทัง้

สองข้างบนนี บ
้ รุ ิมสิทธินัน
้ ท่านว่าอาจจะใช้ได้ก่อนสิทธิจำานอง”
หมายความว่าสิทธิจำานองหลังบุริมสิทธิตามมาตรา 285, 286 นี เ้พราะเจ้าหนี้
จำานองมีสิทธิดีกว่าเจ้าหนีส
้ ามัญ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 702 เท่านัน

มาตรา 288 “บุริมสิทธิในมูลซ้ือขายอสังหาริมทรัพย์นัน
้ หากว่าเม่ ือไปลง

ทะเบียนสัญญาซ้ือขายนัน
้ บอกลงทะเบียนไว้ดว้ ยว่าราคาหรือดอกเบีย
้ ใน
ราคานัน
้ ยังมิได้ชำาระไซร้ บุริมสิทธินัน
้ คงให้ผลต่อไป”
ผู้ขายอสังหาริมทรัพย์มีบรุ ิมสิทธิในราคาทรัพย์และดอกเบีย
้ ท่ีค้างชำาระตาม
มาตรา 273 (3), 276 ผู้ขายต้องจดทะเบียนหนีท
้ ่ีค้างชำาระในเวลาจดทะเบียนการ
โอนขายอสังหาริมทรัพย์ จึงจะมีบรุ ิมสิทธินี้
มาตรานีไ้ม่ได้กล่าวถึงสิทธิจำานองอสังหาริมทรัพย์ท่ีซ้ือขายนัน
้ เพราะเป็ น
กรณีท่ีปรับด้วยบทบัญญัติเร่ ืองจำานองอยู่แล้ว
1. ถ้าผู้ขาย ขายทรัพย์ท่ีติดจำานองอยู่แล้วในเวลาซ้ือขาย หนีจ้ำานองจะติดไป

กับทรัพย์ท่ีขายตามมาตรา 702 วรรคสอง ผู้รับจำานองบังคับจำานองเอาแก่ผู้ซ้ือ

ได้ตามมาตรา 736 ถ้าผู้ซ้ือไม่ประสงค์ท่ีจะถูกบังคับจำานอง ดังนีผ
้ ู้ซ้ือก็ชำาระ

ราคาซ้ือแก่ผู้รับจำานองได้ตามมาตรา 229 เท่ากับเป็ นการไถ่จำานองเพราะตาม

ปกติราคาซ้ือขายย่อมสูงกว่าราคาจำานองอยู่เอง ผูซ
้ ้ือท่ีชำาระราคาแก่ผรู้ ับ
จำานองได้รับช่วงสิทธิของผู้รับจำานองมาหักราคาซ้ือจากผู้ขาย
2. ถ้าผูซ
้ ้ือค้างชำาระแล้วผู้ซ้ือจำานองอสังหาริมทรัพย์ต่อไป ผู้รบ
ั จำานองมีสิทธิ
ภายหลังผู้ขายท่ีจดทะ
เบียน ราคาท่ีค้างชำาระไว้ เพราะสิทธิจำานองมาก่อนเฉพาะเจ้าหนีส
้ ามัญ
เท่านัน
้ ไม่อาจอ้างยันเจ้าหนีบ
้ รุ ิมสิทธิพิเศษท่ีจดทะเบียนสิทธิไว้แล้วได้
ผลแห่งบุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์นอกนีม
้ ี มาตรา 289 “ว่าถึงผล

แห่งบุริมสิทธิ นอกจากท่ีได้บัญญัติไว้ในมาตรา 281 ถึง 288 นีแ
้ ล้ว ท่านให้นำา
บัญญัติทัง้หลายแห่งลักษณะจำานองมาใช้บังคับด้วยตามแต่กรณี”

หน่วยท่ี7 ลูกหนีเ้จ้าหนีห
้ ลายคน

7.1 .1 หนีท
้ ่ีการชำาระหนีแ
้ บ่งชำาระได้

มาตรา 290 ถ้าการชำาระหนีเ้ป็ นการอันจะแบ่งกันชำาระได้และมีบุคคลหลาย

คนเป็ นลูกหนีก
้ ็ดี มีบุคคลหลายคนเป็ นเจ้าหนีก
้ ด
็ ี เม่ ือกรณีเป็ นท่ีสงสัย ท่าน
ว่าลูกหนีแ
้ ต่ละคนจะต้องรับผิดเพียงเป็ นส่วนเท่า ๆ กันและเจ้าหนีแ
้ ต่ละคน
ก็ชอบท่ีจะได้รับแต่เพียงเป็ นส่วนเท่า ๆ กัน
-ม.290 เป็ นหลักทัว่ไปว่าในหนีร้ายเดียวกันและมีลูกหนีห
้ ลายคนหรือเจ้าหนี้

หลายคนนัน
้ ไม่ถือว่าเป็ นลูกหนีร้่วมหรือเจ้าหนีร้ว่ ม ในกรณีเป็ นท่ีสงสัยคือ
สงสัยว่าเป็ นลูกหนีร้่วมหรือเจ้าหนีร้ว่ มหรือเปล่า ต้องถือว่าต่างคนต่างเป็ น
ลูกหนีห
้ รือเจ้าหนีค
้ นละคนต่างหาก ไม่มีผลประโยชน์ส่วนได้เสียร่วมกัน......

ถ้าในสัญญาระบุชัดแจ้งว่าเป็ นลูกหนีร้่วมหรือเจ้าหนีร้่วมหรืออนุมานจาก
พฤติการณ์หรือประเพณีปฏิบัติว่ามีเจตนาเป็ นเจ้าหนีห
้ รือลูกหนีร้่วมแล้วก็ไม่
เป็ นท่ีสงสัย...เป็ นส่วนเท่าๆกันหมายความเฉพาะถึงการคิดแบ่งส่วนท่ีจะ

เรียกร้องกันในระหว่างฝ่ ายท่ีเป็ นเจ้าหนีก
้ ับฝ่ ายท่ีเป็ นลูกหนีเ้ท่านัน
้ ส่วนจะ
ไปแบ่งสันกันอย่างไรในหลายคนท่ีเป็ นเจ้าหนีห
้ รือลูกหนีน
้ ัน
้ เป็ นอีกปั ญหา
ต่างหาก
-ข้อความจริงเท้าถึงลูกหนีค
้ นหน่ ึงโดยเฉพาะถือเป็ นเหตุส่วนตัว

-เจ้าหนีแ
้ ต่ละคนมีสิทธิให้ลก
ู หนีช้ำาระหนีเ้ฉพาะตามส่วนท่ีตนเองมีสิทธิได้
รับ ระหว่างเจ้าหนีก
้ ันเองก็เหมือนอย่างเดียวกับลูกหนี้
7.1.2 หนีท
้ ่ีการชำาระหนีแ
้ บ่งชำาระไม่ได้ หลักเกณฑ์พิจารณา 3 ประการ
1. พิจารณาจากสภาพหนี้ (ช้าง)

2. เป็ นไปโดยบทบัญญัติของกฎหมาย (หุน
้ )
3. โดยเจตนาของคู่กรณี (ปลูกบ้าน)

- ม.320 ลูกหนีค
้ นเดียวหรือเจ้าหนีค
้ นเดียว แม้หนีจ้ะแบ่งชำาระได้ ต้องชำาระ
ทัง้หมด เว้นแต่ตกลงกัน , ม.290 แบ่งชำาระได้ ม.301-302 แบ่งชำาระไม่ได้

- การเป็ นลูกหนีร้ว่ มกัน..ลูกหนีแ
้ ต่ละคนจะต้องรับผิดใช้หนีโ้ดยสิน
้ เชิง

- การเป็ นเจ้าหนีร้ว่ มกัน..เจ้าหนีแ
้ ต่ละคนมีสิทธิท่ีจะเรียกให้ลก
ู หนีช้ำาระหนี้

โดยสิน
้ เชิง
ผลแห่งการเป็ นลูกหนีด
้ ว้ ยกันในหนีท
้ ่ีแบ่งชำาระไม่ได้ ลูกหนีเ้หล่านัน
้ ต้องรับ
ผิดอย่าง”ลูกหนีร้่วม”
มาตรา 301 ถ้าบุคคลหลายคนเป็ นหนีอ
้ ันจะแบ่งกันชำาระมิได้ ท่านว่าบุคคล
เหล่านัน
้ ต้องรับผิดเช่นอย่างลูกหนีร้ว่ มกัน
ผลแห่งการเป็ นเจ้าหนีด
้ ว้ ยกันในหนีท
้ ่ีแบ่งชำาระไม่ได้
มาตรา 302 ถ้าการชำาระหนีเ้ป็ นการอันจะแบ่งกันชำาระมิได้ และมีบุคคลหลาย

คนเป็ นเจ้าหนี ถ
้ ้ าบุคคลเหล่านัน
้ มิได้เป
ได้แต่จะชำาระหนีใ้ห้ได้ประโยชน์แก่บุคคลเหล่านัน
้ ทัง้หมดด้วยกัน และเจ้า
หนีแ
้ ต่ละคนจะเรียกชำาระหนีไ้ด้ก็แต่เพ่ ือได้ประโยชน์ด้วยกันหมดทุกคน
เท่านัน
้ อน่ ึงเจ้าหนีแ
้ ต่ละคนจะเรียกให้ลูกหนีว้างทรัพย์ท่ีเป็ นหนีน
้ ัน
้ ไว้เพ่ ือ
ประโยชน์แห่งเจ้าหนีห
้ มดทุกคนด้วยกันก็ได้ หรือถ้าทรัพย์นัน
้ ไม่ควรแก่การ
จะวางไว้ก็ให้ส่งแก่ผู้พิทักษ์ทรัพย์ซ่ึงศาลจะได้ตัง้แต่งขึ้น
นอกจากนี ข้้อความจริงใดท่ีเท้าถึงเจ้าหนีค
้ นหน่ ึงเท่านัน
้ หาเป็ นไปเพ่ ือคุณ
หรือ
โทษแก่เจ้าหนีค
้ นอ่ ืน ๆ ด้วยไม่
-ม.320 เจ้าหนีห
้ ลายคน( ไม่ได้เป็ นเจ้าหนีร้่วม)..ลูกหนีต
้ ้องปฏิบัติการชำาระหนี้
ให้ได้ประโยชน์แก่เจ้าหนีเ้หล่านัน
้ ทัง้หมดด้วยกัน
- เจ้าหนีแ
้ ต่ละคนจะเรียกชำาระหนี้(หรือวางทรัพย์)ได้ก็แต่เพ่ ือได้ประโยชน์แก่

เจ้าหนีด
้ ว้ ยกันหมดทุกคน ....ข้อความจริงใดเท้าถึงเจ้าหนีค
้ นหน่ ึงเป็ นเหตุ
ส่วนตัว
7.2 ลูกหนีร้่วม

7.2.1 ลักษณะของลูกหนีร้ว่ ม

1. ความหมาย มาตรา 291 ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทำาการชำาระหนีโ้ดยทำานอง
ซ่ ึงแต่ละคน
จำาต้องชำาระหนีส
้ ิน
้ เชิงไซร้ แม้ถึงว่าเจ้าหนีช้อบท่ีจะได้รับชำาระหนีส
้ ิน
้ เชิงได้
แต่เพียงครัง้เดียว
(กล่าวคือลูกหนีร้ว่ มกัน) ก็ดี เจ้าหนีจ้ะเรียกชำาระหนีจ้ากลูกหนีแ
้ ต่คนใดคน

หน่ ึงสิน
้ เชิง หรือแต่
โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนีท
้ ัง้ปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทัว่ทุก
คนจนกว่าหนีน
้ ัน

จะได้ชำาระเสร็จสิน
้ เชิง
-ประโยชน์แก่เจ้าหนีเ้พราะเจ้าหนีส
้ ามารถเรียกให้ลูกหนีท
้ ัง้หมดชำาระหนีห
้ รือ
สามารถเรียกให้ลูกหนีค
้ นใดคนหน่ ึงชำาระหนีใ้ห้แก่ตนได้โดยสิน
้ เชิง
2.ท่ีมาของลูกหนีร้ว่ ม โดยนิติกรรมสัญญาและโดยบทบัญญัติของกฎหมาย

ก. โดยนิติกรรมสัญญา มาตรา 297 ถ้าในสัญญาอันหน่ ึงอันใดมีบุคคลหลาย

คนร่วมกันผูกพันตนในอันจะทำาการชำาระหนีไ้ซร้ หากกรณีเป็ นท่ีสงสัย
ท่านว่าบุคคลเหล่านัน
้ จะต้องรับผิดเช่นอย่างเป็ นลูกหนีร้ว่ มกัน แม้ถึงว่า
เป็ นการอันจะแบ่งกันชำาระหนีไ้ด้
-ม.297 ต่างกับ ม.290 ...ม.290 หนีแ
้ บ่งชำาระได้ ลูกหนีห
้ ลายคน(ไม่มีระบุว่าร่วม
ผูกพัน) กรณีสงสัยถือว่าไม่ได้เป็ นลูกหนีร้่วม ...ส่วนม.297 แบ่งชำาระได้ ลูก

หนีห
้ ลายคนร่วมผูกพันตนในการชำาระหนีแ
้ ล้ว กรณีสงสัยถือว่าเป็ นลูกหนี้
ร่วม
--เกิดจากพินัยกรรม
ข.โดยบทบัญญัติของกฎหมาย..นายจ้างกับลูกจ้าง , ร่วมกันละเมิด , ผู้เยาว์

บิดามารดา, ค้ำาประกัน,ตัว๋เงิน , สามีภรยาเป็ นลูกหนีร้ว่ มกัน หย่าแล้วยังเป็ น
ลูกหนีร้่วมกันอยู่
7.2.2 ผลแห่งกากรเป็ นลูกหนีร้ว่ ม

-ถ้าข้อความจริงใดเท้าถึงเร่ ืองส่วนตัวซ่ ึงไม่เก่ียวกับการชำาระหนี ย
้ อ
่ มเป็ น

คุณหรือโทษเฉพาะลูกหนีร้่วมคนนัน
้ เช่นคนไร้ความสามารถ ผู้เยาว์ เช่น
ก.ข.ค. กูเ้ งิน ง. 3000 ก.เป็ นผู้เยาว์ถูกบอกล้าง ก.ไม่ต้องรับผิด ข. ค. ต้องรับผิด
2000 (คนละ 1000)

-ผลแห่งความรับผิดของลูกหนีร้่วมต่อเจ้าหนีต
้ ามสภาพแห่งหนีห
้ รือเหตุใน
ลักษณะคดี
1. เก่ียวกับความสมบูรณ์ของหนี บ
้ ่อเกิดแห่งหนีถ
้ ้าไม่สมบูรณ์ไม่ว่าด้วย

เหตุใด ลูกหนีร้่วมคนใดคนหน่ ึงบอกปั ดความรับผิดได้
2. เก่ียวด้วยการชำาระหนี เ้จ้าหนีเ้รียกร้องลูกหนีร้ว่ มคนใดคนหน่ ึงชำาระหนี้

สิน
้ เชิงหรือโดยส่วนหรือเรียกร้องเอาจากลูกหนีร้ว่ มทุกคนพร้อมกันก็ได้ แต่
ก็มีสิทธิท่ีจะได้รบ
ั ชำาระหนีส
้ ิน
้ เชิงแต่เพียงครัง้เดียวเท่านัน

3. เก่ียวด้วยความระงับของหนี ร
้ ะงับบางส่วนหรือทัง้หมดลูก
ได้ประโยชน์ในการท่ีหนีร้ะงับโดยไม่ต้องรับผิดชอบในหนีส
้ ว่ นท่ีระงับแล้ว
มาตรา 292 การท่ีลูกหนีร้่วมกันคนหน่ ึงชำาระหนีน
้ ัน
้ ย่อมได้เป็ นประโยชน์แก่

ลูกหนีค
้ นอ่ ืน ๆ ด้วย วิธีเดียวกันนีท
้ ่านให้ใช้บังคับแก่การใด ๆ อันพึง
กระทำาแทนชำาระหนีว้างทรัพย์สินแทนชำาระหนี แ
้ ละหักกลบลบหนีด
้ ว้ ย
ลูกหนีร้่วมกันคนหน่ ึงมีสิทธิเรียกร้องอย่างไร ลูกหนีค
้ นอ่ ืน ๆ จะเอาสิทธิ
อันนัน

ไปใช้หักกลบลบหนีห
้ าได้ไม่
-ก.ข.ค.ขายข้าว ง. 100 กระสอบ ก.มอบไป 100 กระสอบ ง.จะเรียกร้อง ข. ค. อีก
ไม่ได้ หรือ ก. มอบ 30 กระสอบ ง. มีสิทธิเรียกให้ ก.หรือ ข. หรือ ค. ส่งท่ี

เหลือ 70 กระสอบ

-ข้อสังเกตุ ม.320 ชำาระหนีบ
้ างส่วนไม่ได้ เว้นแต่เจ้าหนีย
้ อมรับแต่เพียงบาง

ส่วน
-การชำาระหนีท
้ ่ีเป็ นเหตุให้หนีร้ะงับ นอกจากตามวัตถุแห่งหนีแ
้ ล้ว อาจระงับ
ด้วยเหตุอ่ืน
ก. การใดๆอันพึงกระทำาแทนชำาระหนี เ
ระงับ
ข. วางทรัพย์แทนการชำาระหนี้

้ จ้าหนีย
้ อมรับอย่างอ

ค. หักกลบลบหนี ล
้ ูกหนีร้่วมคนหน่ ึงกับเจ้าหนีม
้ ห
ี นีท
้ ่ีต้องชำาระแก่กันและ

กัน หักลบกัน ระงับทัง้หมดหรือบางส่วน ลูกหนีค
้ นอ่ ืนได้รบ
ั ประโยชน์ตาม
จำานวนท่ีหักลบนัน
้ (เป็ นสิทธิของลูกหนีร้ว่ มคนนัน
้ ว่าจะใช้สิทธิหักหรือไม่
ก็ได้ ลูกหนีร้่วมคนอ่ ืนใช้สิทธิของเขาไปหักกลบลบหนีก
้ บ
ั เจ้าหนีไ้ม่ได้ แต่
เม่ ือได้หก
ั ลบแล้ว ลูกหนีร้่วมคนอ่ ืนได้ประโยชน์ด้วย)
4. การท่ีเจ้าหนีป
้ ลดหนีใ้ห้แก่ลก
ู หนีร้ว่ ม

มาตรา 293 การปลดหนีใ้ห้แก่ลูกหนีร้่วมกันคนหน่ ึงนัน
้ ย่อมเป็ นไปเพ่ ือ

ประโยชน์แก่ลูกหนีค
้ นอ่ ืน ๆ เพียงเท่าส่วนของลูกหนีท
้ ่ีได้ปลดให้ เว้นแต่จะ
ได้ตกลงกันเป็ นอย่างอ่ ืน
มาตรา 340 ถ้าเจ้าหนีแ
้ สดงเจตนาต่อลูกหนีว้า่ จะปลดหนีใ้ห้ ท่านว่าหนีน
้ ัน
้ ก็

เป็ นอันระงับสิน
้ ไป
-เช่น แดง ดำา ขาวเป็ นลูกหนีร้่วมต้อย 3000 ต่อมาต้อยปลดให้แดง ดำาและขาว
ได้ประโยชน์เพียงเท่าส่วนของแดงคือ 1000 บาท ดำาและขาวคงต้องชำาระหนี้
เพียง 2000 บาท

5. ลูกหนีไ้ด้ประโยชน์ดว้ ยกันในการท่ีเจ้าหนีผ
้ ิดนัด

มาตรา 294 การท่ีเจ้าหนีผ
้ ิดนัดต่อลูกหนีร้่วมกันคนหน่ ึงนัน
้ ย่อมได้เป็ นคุณ

ประโยชน์แก่ลูกหนีค
้ นอ่ ืน ๆ ด้วย
-ข้อสังเกตเก่ียวกับการแปลงหนีใ้หม่ หนีเ้ก่าระงับ ลูกหนีร้่วมในหนีเ้ก่าย่อม
หมดความผูกพันในหนีเ้ก่า จะมีความผูกพันอย่างไรก็สด
ุ แล้วแต่หนีใ้หม่
-การส่วนตัวของลูกหนี ม
้ าตรา295 ข้อความจริงอ่ ืนใด นอกจากท่ีระบุไว้ใน
มาตรา 292 ถึง 294 นัน

เม่ ือเป็ นเร่ ืองเท้าถึงตัวลูกหนีร้่วมกันคนใดก็ย่อมเป็ นไปเพ่ ือคุณและโทษแต่
เฉพาะแก่ลูกหนีค
้ นนัน

เว้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับสภาพแห่งหนีน
้ ัน
้ เอง เช่น ก. เป็ นผู้เยาว์ หลุดพ้น

ความรับผิด คนท่ีเหลือต้องรับผิด แต่ถ้าเป็ นการขัดสภาพแห่งหนี เ้ฉพาะตัว
ไม่ได้เช่น สร้างอาคารปิ ดบังท่ีดินโดยผิดสัญญา ต้องรับผิดร่วมกัน
-เหตุส่วนตัวของลูกหนีร้่วม ม.295 ว.2 ความท่ีว่ามานี เ้ม่ ือจะกล่าวโดยเฉพาะ

ก็คือว่าให้ใช้แก่การให้คำาบอกกล่าวการผิดนัด การท่ีหยิบยกอ้างความผิด
การชำาระหนีอ
้ ันเป็ นพ้นวิสัยแก่ฝ่ายลูกหนีร้ว่ มกันคนหน่ ึง กำาหนดอายุความ

หรือการท่ีอายุความสะดุดหยุดลง และการท่ีสิทธิเรียกร้องเกล่ ือนกลืนกันไป
กับหนีส
้ ิน มีผลเป็ นคุณหรือโทษเฉพาะลูกหนีค
้ นนัน
้ คือ
1. การให้คำาบอกกล่าวและการผิดนัด เช่น ง. บอกกล่าวต่อ ก. แล้ว ก.ยังไม่
ชำาระ ก. ผิดนัด ข. ค. ไม่ผิดนัด ก.ผู้เดียวท่ีเสียดอกเบีย
้ เรียกจาก ข. ค. ไม่ได้
2. การท่ีหยิบยกอ้างความผิด คนใดทำาเสียหายแก่ทรัพย์ ต้องรับผิดผู้เดียว
เช่น ร่วมสร้างบ้าน ก. ทำาหลังคาพัง ก.รับผิดผู้เดียว

3. การชำาระหนีอ
้ ันเป็ นพ้นวิสัยแก่ฝ่ายลูกหนีร้่วมกันคนหน่ ึง ลูกหนีค
้ นนัน

หลุดพ้น ม.219 คนอ่ ืนไม่หลุด เช่นร่วมกันวาดรูป แต่ถ้าไม่ใช่เร่ ืองส่วนตัวโดย

เฉพาะ ทุกคนย่อมหลุดพ้น เช่น ช้างตาย ส่งมอบไม่ได้
4. กำาหนดอายุความและการท่ีอายุความสะดุดหยุดลง ถ้าวันไม่ตรงกันมีผล
เฉพาะคนนัน

-การท่ีอายุความสะดุดหยุดลง ถ้าลูกหนีร้่วมคนใดรับสภาพหนีเ้ป็ นเหตุให้

อายุความสะดุดหยุดลงย่อมเป็ นคุณหรือโทษแก่ลก
ู หนีร้่วมคนนัน
้ โดยเฉพาะ
ไม่มีผลกับลูกหนีร้่วมคนอ่ ืน
5. สิทธิเรียกร้องเกล่ ือนกลืนกัน ถ้าเป็ นเร่ ืองส่วนตัวของลูกหนีไ้ม่มีผลต่อลูก
หนีร้ว่ มคนอ่ ืน ลูกหนีร้่วมคนอ่ ืนต้องใช้หนีส
้ ่วนของตนแก่ผไู้ ด้รบ
ั ประโยชน์
นัน

7.2.3 ความสัมพันธ์ระหว่างลูกหนีร้ว่ มด้วยกัน
มาตรา 296 ในระหว่างลูกหนีร้่วมกันทัง้หลายนัน
้ ท่านว่าต่างคนต่างต้องรับ

ผิดเป็ นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำาหนดไว้เป็ นอย่างอ่ ืน ถ้าส่วนท่ีลูกหนี้
ร่วมกันคนใดคนหน่ ึงจะพึงชำาระนัน
้ เป็ นอันจะเรียกเอาจากคนนัน
้ ไม่ได้ไซร้
ยังขาดจำานวนอยู่เท่าไรลูกหนีค
้ นอ่ ืน ๆ ซ่ ึงจำาต้องออกส่วนด้วยนัน
้ ก็ต้องรับ
ใช้ แต่ถ้าลูกหนีร้่วมกันคนใดเจ้าหนีไ้ด้ปลดให้หลุดพ้นจากหนีอ
้ ันร่วมกันนัน

แล้ว ส่วนท่ีลูกหนีค
้ นนัน
้ จะพึงต้องชำาระหนีก
้ ต
็ กเป็ นพับแก่เจ้าหนีไ้ป
1. ลูกหนีร้่วมต่างคนต่างต้องรับผิดเป็ นส่วนเท่าๆกัน ใครชำาระเกิน ก็ไปไล่
เบีย
้ เอา
2. ข้อตกลงให้ลูกหนีร้่วมรับผิดเป็ นส่วนไม่เท่ากัน ก็ต้องเป็ นไปตามข้อตกลง
3. ความรับผิดของลูกหนีร้่วมท่ีจะรับผิดในส่วนของลูกหนีร้ว่ มด้วยกัน ซ่ ึงไม่
สามารถท่ีจะชำาระหนีไ้ด้ คิดตามอัตราส่วนท่ีแต่ละคนต้องรับผิดชอบ

4. เจ้าหนีป
้ ลดหนีใ้ห้แก่ลก
ู หนีร้ว่ มคนใด ส่วนท่ีลูกหนีร้ว่ มคนนัน
้ จะต้องรับ

ผิดย่อมตกเป็ นพับแก่เจ้าหนีเ้ช่น ก.ข.ค. กูเ้ งิน ง. 3000 ง. ปลดหนีใ้ห้ ก. 1000 ง.

จะเรียกเอาเงิน 1000 จาก ข.หรือ ค.ไม่ได้ เรียกได้เพียง 2000 จาก ข. ค.

-ลูกหนีร้่วมคนใดใช้หนีไ้ปแล้ว ใช้สิทธิไล่เบีย
้ เป็ นผลโดยกฎหมาย เป็ นการ
รับช่วงสิทธิของเจ้าหนีต
้ ามม.229(3)
7.3 เจ้าหนีร้ว่ ม

7.3.1 ลักษณะของเจ้าหนีร้่วม

1. ความหมาย มาตรา 298 ถ้าบุคคลหลายคนมีสิทธิเรียกร้องการชำาระหนี้

โดยทำานองซ่ ึงแต่ละคนอาจจะเรียกให้ชำาระหนีส
้ ิน
้ เชิงได้ไซร้ แม้ถึงว่าลูกหนี้
จำาต้องชำาระหนีส
้ ิน
้ เชิงแต่เพียงครัง้เดียว(กล่าวคือเจ้าหนีร้่วมกัน) ก็ดี ท่านว่า

ลูกหนีจ้ะชำาระหนีใ้ห้แก่เจ้าหนีแ
้ ต่คนใดคนหน่ ึงก็ได้ตามแต่จะเลือก ความข้อ
นีใ้ห้ใช้บังคับได้ แม้ทัง้ท่ีเจ้าหนีค
้ นหน่ ึงจะได้ย่ืนฟ้ องเรียกชำาระหนีไ้ว้แล้ว
ก. หนีร้ายเดียวกัน แต่มีเจ้าหนีห
้ ลายคน
ข. เจ้าหนีค
้ นใดคนหน่ ึงมีสิทธิเรียกให้ลก
ู หนีช้ำาระหนีโ้ดยสิน
้ เชิงได้

ค.ลูกหนีช้ำาระหนีใ้ห้แก่เจ้าหนีค
้ นใดก็ได้ตามแต่จะเลือก แม้ทัง้ท่ีเจ้าหนีค
้ น

หน่ ึงจะได้ย่ืนฟ้ องแล้ว ลูกหนีก
้ ็ยังมีสิทธิท่ีจะชำาระหนีใ้ห้แก่เจ้าหนีร้่วมคนอ่ ืน
ได้
2. ท่ีมาของเจ้าหนีร้ว่ ม
ก. เกิดขึ้นโดยนิติกรรมสัญญา เพราะลักษณะของเจ้าหนีร้่วม ให้สิทธิเจ้าหนี้

คนใดคนหน่ ึงเรียกให้ลก
ู หนีช้ำาระหนีไ้ด้โดยสิน
้ เชิง ต้องเกิดจากข้อตกลงของ
คู่กรณี
ข. เกิดโดยบทบัญญัติของกฎหมาย เช่น เจ้าของร่วมถูกละเมิด , เจ้ามรดก
เป็ นเจ้าหนีม
้ ีทายาทหลายคน ปกติไม่วา่ เจ้าหนีร้ว่ มทางใดเกิดมีไม่มากเพราะ
ประโยชน์เป็ นเจ้าหนีร้ว่ มมีน้อย
-ผู้ซ้ือร่วมกันหลายคนเป็ นเจ้าหนีร้่วมตามม.298 ผู้ซ้ือคนเดียวก็ฟ้องผู้ขาย
ทำาการโอนได้
- สัญญาจะขายท่ีดินให้ผซ
ู้ ้ือ 2 คน หนีแ
้ บ่งชำาระมิได้ คนใดคนหน่ ึงเรียกให้
โอนทัง้หมดได้ แม้ผู้ซ้ืออีกคนจะตายไปแล้ว

7.3.1 ผลแห่งการเป็ นเจ้าหนีร้ว่ ม

ผลทัว่ไปตามม.298 ก่อให้เกิดผลตาม ม.299

มาตรา 299 การท่ีเจ้าหนีร้่วมกันคนหน่ ึงผิดนัดนัน
้ ย่อมเป็ นโทษแก่เจ้าหนีค
้ น
อ่ ืน ๆ ด้วย
ถ้าสิทธิเรียกร้องและหนีส
้ ินนัน
้ เป็ นอันเกล่ ือนกลืนกันไปในเจ้าหนีร้่วมกัน
คนหน่ ึง สิทธิของเจ้าหนีค
้ นอ่ ืน ๆ อันมีต่อลูกหนีก
้ ็ย่อมเป็ นอันระงับสิน
้ ไป
นอกจากนี ท
้ ่านให้นำาบทบัญญัติแห่งมาตรา292, 293 และ 295 มาใช้บังคับด้วย

โดยอนุโลม กล่าวโดยเฉพาะก็คือ แม้เจ้าหนีร้่วมกันคนหน่ ึงจะโอนสิทธิเรียก
ร้องให้แก่บุคคลอ่ ืนไปก็หากระทบกระทัง่ถึงสิทธิของเจ้าหนีค
้ นอ่ ืน ๆ ด้วยไม่
1. เจ้าหนีร้่วมผิดนัด การท่ีเจ้าหนีร้่วมกันคนหน่ ึงผิดนัดนัน
้ ย่อมเป็ นโทษแก่
เจ้าหนีค
้ นอ่ ืน ๆ ด้วย
2. หนีเ้กล่ ือนกลืนกัน ..หนีย
้ ่อมระงับ เจ้าหนีร้ว่ มคนอ่ ืนจะเรียกร้องให้ลก
ู หนี้
ชำาระหนีอ
้ ก
ี ไม่ได้เช่น ก.ข.ค.เป็ นเจ้าหนีร้่วม ง. 3000 ก. ตาย ง. รับมรดกของ
ก.ทัง้หมด ผลหนีร้ะงับ ข.ค.ไม่สามารถเรียกให้ ง. ชำาระหนีไ้ด้อีก
3. การนำามาตรา 292 มาใช้โดยอนุโลม

มาตรา 292 การท่ีลูกหนีร้่วมกันคนหน่ ึงชำาระหนีน
้ ัน
้ ย่อมได้เป็ นประโยชน์แก่

ลูกหนีค
้ นอ่ ืน ๆ ด้วย วิธีเดียวกันนีท
้ ่านให้ใช้บังคับแก่การใด ๆ อันพึง
กระทำาแทนชำาระหนีว้างทรัพย์สินแทนชำาระหนี แ
้ ละหักกลบลบหนีด
้ ว้ ย
ลูกหนีร้่วมกันคนหน่ ึงมีสิทธิเรียกร้องอย่างไร ลูกหนีค
้ นอ่ ืน ๆ จะเอาสิทธิ
อันนัน
้ ไปใช้หักกลบลบหนีห
้ าได้ไม่
4. การนำามาตรา 293 มาบังคับใช้โดยอนุโลม
5. การนำามาตรา 295 มาใช้

7.3.3 ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนีร้ว่ มด้วยกัน

มาตรา 300 ในระหว่างเจ้าหนีร้ว่ มกันนัน
้ ท่านว่าต่างคนชอบท่ีจะได้รับชำาระ

หนีเ้ป็ นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้กำาหนดไว้เป็ นอย่างอ่ ืน
หน่วยท่ี 8 การโอนสิทธิเรียกร้อง

8.1 หลักเกณฑ์การโอนสิทธิเรียกร้อง

8.1.1 ลักษณะทัว่ไป เปล่ียนตัวเจ้าหนีโ้ดยผลของนิติกรรม(เจ้าหนีโ้อนสิทธิ

เรียกร้องให้แก่อก
ี บุคคลหน่ ึง) ..สิทธิเรียกร้องใดๆไม่ต้องคำานึงว่าหนีเ้กิดจาก
มูลหนีใ้ด
-มีบุคคล 3 ฝ่ าย เจ้าหนี ล

ู กหนีแ
้ ละบุคคลภายนอกเป็ นเร่ ืองท

ระหว่างเจ้าหนีก
้ บ
ั บุคคลภายนอก ลูกหนีม
้ ิได้เก่ียวข้อง (ลูกหนีโ้อนไม่ได้
เพราะเป็ นหน้าท่ี ไม่ใช่สิทธิ)

-มรดกตกทอด ไม่ถือเป็ นการโอนสิทธิเรียกร้อง
8.1.2 สิทธิเรียกร้องท่ีโอนกันไม่ได้

1. สิทธิเรียกร้องซ่ ึงสภาพแห่งหนีไ้ม่เปิ ดช่อง

มาตรา 303 สิทธิเรียกร้องนัน
้ ท่านว่าจะพึงโอนกันได้ เว้นไว้แต่สภาพแห่งสิทธิ

นัน
้ เองจะไม่เปิ ดช่องให้โอนกันได้ เช่นทำาใบหน้าเสียโฉม เรียกค่าสินไหมฯ
โอนไม่ได้ ยกเว้นว่าสิทธินัน
้ ได้รับสภาพกันไว้ในสัญญา หรือได้เร่ิมฟ้ องคดี
ตามสิทธินัน
้ แล้วถือว่าแปลงหนีเ้ป็ นมูลสัญญา ค่าอุปการะเลีย
้ งดู..สละ,ยึด,
หรือโอนมิได้
2. คูก
่ รณีแสดงเจตนาห้ามโอน

ม.303 ว.2 ความท่ีกล่าวมานีย
้ ่อมไม่ใช้บังคับ หากคูก
่ รณีได้แสดงเจตนาเป็ น

อย่างอ่ ืนการแสดงเจตนาเช่นว่านี ท
้ ่านห้ามมิให้ยกขึ้นเป็ นข้อต่อสู้บุคคล
ภายนอกผู้กระทำาการโดยสุจริต
3. สิทธิเรียกร้องซ่ ึงศาลยึดไม่ได้

มาตรา 304 สิทธิเรียกร้องเช่นใด ตามกฎหมายศาลจะสัง่ยึดไม่ได้ สิทธิเรียก
ร้องเช่นนัน
้ ท่านว่าจะโอนกันหาได้ไม่
-ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี...เบีย
้ เลีย
้ งชีพ , เงินเดือน ค่าจ้าง
บำาเหน็จ บำานาญข้าราชการ
8.2 แบบของการโอนสิทธิเรียกร้อง

8.2.1 โอนแก่เจ้าหนีค
้ นหน่ ึงโดยเฉพาะเจาะจง (หลักผู้รบ
ั โอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้
โอน)

มาตรา 306 การโอนหนีอ
้ ันจะพึงต้องชำาระแก่เจ้าหนีค
้ นหน่ ึงโดยเฉพาะเจาะจง

นัน
้ ถ้าไม่ทำาเป็ นหนังสือ ท่านว่าไม่สมบูรณ์ อน่ ึงการโอนหนีน
้ ัน
้ ท่านว่าจะยก

ขึ้นเป็ นข้อต่อสู้ลูกหนีห
้ รือบุคคลภายนอกได้แต่เม่ ือได้บอกกล่าวการโอนไป
ยังลูกหนีห
้ รือลูกหนีจ้ะได้ยินยอมด้วยในการโอนนัน
้ คำาบอกกล่าวหรือความ
ยินยอมเช่นว่านีท
้ ่านว่าต้องทำาเป็ นหนังสือ
ถ้าลูกหนีท
้ ำาให้พอแก่ใจผู้โอนด้วยการใช้เงิน หรือด้วยประการอ่ ืนเสียแต่
ก่อนได้
รับบอกกล่าว หรือก่อนได้ตกลงให้โอนไซร้ ลูกหนีน
้ ัน
้ ก็เป็ นอันหลุดพ้นจาก
หนี้
1. ต้องทำาเป็ นหนังสือ(ม.306)
2. กรณีจะใช้ยันต่อลูกหนีห
้ รือบุคคลภายนอกต่อเม่ ือ 1. มีการบอกกล่าวการ
โอนไปยังลูกหนีห
้ รือ
2. ลูกหนีย
้ ินยอมด้วยในการโอน (1 ,2 ต้องทำาเป็ นหนังสือ)....
-เฉพาะเจาะจงต้องทำาเป็ นหนังสือ

-ไม่รู้วา่ เป็ นใคร ไม่จำาเป็ นต้องทำาเป็ นหนังสือ....ถูกหวย

-การบอกกล่าวไม่จำาต้องให้ลูกหนีย
้ ินยอมด้วย แต่หากยินยอมจะมีผลดีตาม
ม.308 ผู้โอนหรือผู้รับโอนก็ได้เป็ นคนบอกกล่าว โดยมากผูร้ ับโอนจะเป็ นคน

บอก
-ถ้าลูกหนีย
้ งั ไม่ได้รับคำาบอกกล่าว ผู้รบ
ั โอนจะอ้างต่อลูกหนีว้่ามีการโอนกัน
แล้วไม่ได้ ม.306 ว.2 ใช้เงินหรืออย่างอ่ ืนให้ผู้โอนพอใจ หนีร้ะงับ

-ฎ. โอนโดยลูกหนีม
้ ไิ ด้รู้เห็นยินยอม ผู้รับโอนจะฟ้ องลูกหนีใ้ห้ชำาระหนีไ้ม่ได้

-ฎ. โอนสิทธิเรียกร้องไม่บอกกล่าวลูกหนีห
้ รือมิได้ยินยอม มิใช่ว่าการโอนไม่
สมบูรณ์ เป็ นแต่ยกขึ้นต่อสู้ลูกหนีม
้ ิได้เท่านัน

8.2.2 การโอนสิทธิเรียกร้องในหนีอ
้ ันพึงต้องชำาระตามเขาสัง่(ผู้รับโอนอาจมี
สิทธิดีกว่าผู้โอน)

มาตรา 309 การโอนหนีอ
้ ันพึงต้องชำาระตามเขาสัง่นัน
้ ท่านว่าจะยกขึ้นเป็ นข้อ

ต่อสู้ลูกหนี ห
้ รือบุคคลภายนอกคนอ่ ืนได้แต่เฉพาะเม่ ือการโอนนัน
้ ได้สลัก
หลังไว้ในตราสารและตัวตราสารนัน
้ ได้ส่งมอบให้แก่ผู้รับโอนไปด้วย ( 1. สลัก
หลัง 2. ส่งมอบ )

-ใช้ยันลูกหนีแ
้ ละบุคคลภายนอกได้โดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวใดๆแก่ลูกหนี้

8.3 ผลของการโอนสิทธิเรียกร้อง

8.3.1 ผลระหว่างผู้รับโอนต่างรายและผลระหว่างผู้โอนกับผู้รบ
ั โอน
1. ผลระหว่างผู้รับโอนต่างราย

มาตรา 307 ถ้าพิพาทอ้างสิทธิในการโอนต่างราย โอนรายใดได้บอกกล่าวหรือ
ตกลงกันก่อน โอนรายนัน
้ มีสิทธิดีกว่าโอนรายอ่ ืน ๆ
2. ผลระหว่างผู้โอนกับผูร้ ับโอน

มาตรา 305 เม่ ือโอนสิทธิเรียกร้องไป สิทธิจำานองหรือจำานำาท่ีมีอยู่เก่ียวพันกับ
สิทธิเรียกร้องนัน
้ ก็ดี สิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำาประกันท่ีให้ไว้เพ่ ือสิทธิเรียก
ร้องนัน
้ ก็ดี ย่อมตกไปได้แก่ผู้รบ
ั โอนด้วย
อน่ ึงผู้รับโอนจะใช้บุริมสิทธิใด ๆ ท่ีตนมีอยู่เก่ียวด้วยสิทธิเรียกร้องในกรณี
บังคับ
ยึดทรัพย์หรือล้มละลายนัน
้ ก็ได้
-หนีป
้ ระธานโอนไป หนีอ
้ ุปกรณ์ย่อมโอนไปด้วย ว.2 บุริมสิทธิด้วย
-ตามม.305 ประกันทัง้หลาย เกิดโดยผลของกฎหมาย ไม่ต้องทำาสัญญา ต่าง
กับแปลงหนีใ้หม่ ซ่ ึงคู่กรณีต้องตกลงกันเป็ นพิเศษ
8.3.2 ผลระหว่างผู้รับโอนกับลูกหนี้

1. กรณีการบอกกล่าวการโอนเป็ นหนังสือ หรือลูกหนีย
้ ินยอมเป็ นหนังสือ
และส่งมอบตราสาร(ม.309)

2. กรณีผู้รับโอนไม่มีสิทธิดก
ี ว่าผู้โอน

มาตรา 308 ถ้าลูกหนีไ้ด้ให้ความยินยอมดังกล่าวมาในมาตรา 306 โดยมิได้อิด

เอ้ือน ท่านว่าจะยกข้อต่อสู้ท่ีมีต่อผู้โอนขึ้นต่อสู้ผู้รับโอนนัน
้ หาได้ไม่ แต่ถ้า
เพ่ ือจะระงับหนีน
้ ัน
้ ลูกหนีไ้ด้ใช้เงินให้แก่ผู้โอนไปไซร้ ลูกหนีจ้ะเรียกคืนเงิน
นัน
้ ก็ได้ หรือถ้าเพ่ ือการเช่นกล่าวมานัน
้ ลูกหนีร้บ
ั ภาระเป็ นหนีอ
้ ย่างใดอย่าง
หน่ ึงขึ้นใหม่ต่อผู้โอน จะถือเสมือนหน่ ึงว่าหนีน
้ ัน
้ มิได้ก่อขึ้นเลยก็ได้
ถ้าลูกหนีเ้ป็ นแต่ได้รับคำาบอกกล่าวการโอน ท่านว่าลูกหนีม
้ ีข้อต่อสู้ผู้โอน
ก่อนเวลา
ท่ีได้รับคำาบอกกล่าวนัน
้ ฉันใด ก็จะยกขึ้นเป็ นข้อต่อสู้แก่ผู้รับโอนได้ฉันนัน

ถ้าลูกหนีม
้ ีสิทธิเรียกร้องจากผู้โอน แต่สิทธินัน
้ ยังไม่ถึงกำาหนดในเวลาบอก
กล่าวไซร้ ท่านว่าจะเอาสิทธิเรียกร้องนัน
้ มาหักกลบลบกันก็ได้ หากว่าสิทธิ

นัน
้ จะได้ถึงกำาหนดไม่ช้ากว่าเวลาถึงกำาหนดแห่งสิทธิเรียกร้องอันได้โอนไป
นัน

แยกพิจารณาเป็ น 2 กรณี
ก. ลูกหนีใ้ห้ความยินยอมโดยไม่อด
ิ เอ้ือน – ลูกหนีไ้ม่โต้แย้งสิทธิท่ีเป็ นข้อ

ต่อสู้กับเจ้าหนี้(ผู้โอน) เท่ากับสละสิทธิข้อต่อสู้นัน
้ แล้ว(ขาดอายุความ ปลด
หนีบ
้ างส่วน) จะยกเป็ นข้อต่อสู้ผู้รับโอนไม่ได้....ถ้าโต้แย้งก็ยกเป็ นข้อต่อสู้
ผู้รับโอนได้(ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน)

-ม.308 ว.แรกลูกหนีเ้รียกเงินคืนนัน
้ เป็ นกรณีชำาระหนีภ
้ ายหลังท่ีได้มก
ี าร

ยินยอมแล้วเพราะถ้ากระทำาก่อนมีการบอกกล่าว หนีก
้ ร็ ะงับไปแล้ว
ข. ผลตามม.308 ว.2 เป็ นเร่ ืองซ่ ึงลูกหนีไ้ด้รับคำาบอกกล่าวการโอนโดยท่ีลูกหนี้

มิได้ยินยอมด้วยแต่อย่างใด ลูกหนีม
้ ีสิทธิยกข้อต่อสู้ทุกอย่างซ่ ึงตนมีต่อผู้
โอนมาต่อสู้ผู้รับโอนได้
กรณีสิทธินัน
้ ยังไม่ถึงกำาหนดในเวลาท่ีบอกกล่าว ท่านว่าจะเอาสิทธิเรียกร้อง
นัน
้ มาหักกลบลบหนีก
้ น
ั ก็ได้ หากว่าสิทธินัน
้ จะได้ถึงกำาหนดไม่ช้ากว่าเวลา
ถึงกำาหนดแห่งสิทธิเรียกร้องอันได้โอนไปนัน
้ เช่น ก. ให้ ข. ยืม 1000 ก.โอนให้
ค. ก.บอก ข. ปรากฏหมายว่าข.มีสิทธิเรียกค่าจักรยานจาก ก. 500 แต่สิทธิยัง

ไม่ถึงกำาหนด จะถึง 27 ม.ค. ส่วนก.โอนให้ ค. ถึงกำาหนดหลัง 27 ม.ค. หักลบได้

ค.เรียกร้องจาก ข.ได้เพียง 500

ผลของการโอนหนีอ
้ ันพึงต้องชำาระตามเขาสัง่
มาตรา 312 ในมูลหนีอ
้ ันพึงต้องชำาระตามเขาสัง่นัน
้ ลูกหนีจ้ะยกข้อต่อสู้ซ่ึงมี

ต่อเจ้าหนีเ้ดิมขึ้นเป็ นข้อต่อสู้ผู้รับโอนโดยสุจริตนัน
้ หาได้ไม่ เว้นแต่ท่ีปรากฏ
ในตัวตราสารนัน
้ เอง หรือท่ีมีขึ้นเป็ นธรรมดาสืบจากลักษณะแห่งตราสาร
นัน
้ (ระบุบุคคลแน่นอนว่าชำาระหนีก
้ บ
ั ใคร)
-ผู้รับโอนมีสิทธิดก
ี ว่าผู้โอน ถ้าผู้รบ
ั โอนสุจริต แต่ลูกหนีย
้ ังมีข้อต่อสู้ ซ่ ึงเป็ น

ข้อต่อสู้ชนิดท่ีปรากฏในตราสารหรือท่ีมีขึ้นเป็ นธรรมดาสืบจากลักษณะแห่ง
ตราสารนัน
้ เช่น ลายมือปลอม ตัว๋เงินไม่สมบูรณ์
มาตรา 313 บทบัญญัติแห่งมาตราก่อนนี ท
้ ่านให้ใช้บังคับตลอดถึงหนีอ
้ ัน
พึงต้องชำาระแก่ผู้ถือนัน
้ ด้วย แล้วแต่กรณี (ไม่ได้ระบุช่ือของผู้รับชำาระหนี้)
-ตราสารเปล่ียนมือโดยการสลักหลังและส่งมอบ ถ้าลูกหนีส
้ งสัย มีสิทธิ

สอบสวนได้ตาม
มาตรา 310 ในมูลหนีอ
้ ันพึงต้องชำาระตามเขาสัง่นัน
้ ลูกหนีม
้ ีสิทธิท่ีจะ

สอบสวนถึงตัวผู้ทรงตราสาร หรือสอบสวนความถูกต้องแท้จริงแห่งลายมือ
ช่ ือหรือดวงตราของผู้ทรงได้ แต่ก็หามีความผูกพันท่ีจะต้องทำาถึงเพียงนัน
้ ไม่
แต่ถ้าลูกหนีท
้ ำาการโดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไซร้ การชำาระ
หนีน
้ ัน
้ ก็ไม่เป็ นอันสมบูรณ์
1.สอบสวนถึงผู้ทรงตราสาร
2. สอบสวนถึงความถูกต้องแท้จริงแห่งลายมือช่ ือหรือดวงตราของผู้ทรงได้

...ถ้าลูกหนีช้ำาระหนีโ้ดยทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ลูกหนีต
้ ้อง
รับผิดชดใช้ต่อเจ้าของตราสารท่ีแท้จริง
ประโยชน์ของการโอนสิทธิเรียกร้อง..ขายลดเช็ค
หน่วยท่ี 9 ความระงับแห่งหนี้

9.1.1 ผู้ชำาระหนี้

มาตรา 314 อันการชำาระหนีน
้ ัน
้ ท่านว่าบุคคลภายนอกจะเป็ นผู้ชำาระก็ได้ เว้น
แต่สภาพแห่งหนีจ้ะไม่เปิ ดช่องให้บุคคลภายนอกชำาระ หรือจะขัดกับเจตนา
อันคู่กรณีได้แสดงไว้
บุคคลผูไ้ ม่มีส่วนได้เสียด้วยในการชำาระหนีน
้ ัน
้ จะเข้าชำาระหนีโ้ดยขืนใจลูก
หนี้
หาได้ไม่
ผู้ท่ีจะชำาระหนีไ้ด้โดยชอบ ได้แก่
1. ตัวลูกหนีเ้อง
2. บุคคลภายนอก ตามม.314 คือผู้ท่ีไม่มีสว่ นได้เสีย...แต่วางข้อยกเว้นไว้ 3

ประการ
1.เม่ ือสภาพหนีไ้ม่เปิ ดช่องให้บุคคลภายนอกชำาระหนีแ
้ ทนลูกหนีไ้ด้(การกระ
ทำาหรืองดเว้นการกระทำา) เว้นแต่ว่าเจ้าหนีย
้ อมรับ
2. ขัดกับเจตนาของคู่กรณี

3. บุคคลภายนอกผู้ไม่มีส่วนได้เสียในการชำาระหนี จ้ะเข้าชำาระหนีโ้ดยขืนใจ
ลูกหนีไ้ม่ได้(เก่ียวกับช่ ือเสียง)

9.1.2 ผู้รบ
ั ชำาระหนี ม
้ .315-319 บุคคลผู้มีอำานาจรับชำาระหนีโ้ดยชอบ
1. เจ้าหนีก
้ บ
ั ผู้มีอำานาจรับชำาระหนี้

มาตรา 315 อันการชำาระหนีน
้ ัน
้ ต้องทำาให้แก่ตัวเจ้าหนีห
้ รือแก่บุคคลผู้มี

อำานาจรับชำาระหนีแ
้ ทนเจ้าหนี ก
้ ารชำาระหนีใ้ห้แก่บุคคลผู้ไม่มีอำานาจรับ
ชำาระหนีน
้ ัน
้ ถ้าเจ้าหนีใ้ห้สัตยาบันก็นับว่าสมบูรณ์
ก. ตัวเจ้าหนีเ้อง
ข. ผู้มีอำานาจรับชำาระหนีแ
้ ทนเจ้าหนี้..ตามสัญญา , ตามกฎหมาย
ค. บุคคลผู้ไม่มีอำานาจรับชำาระหนีแ
้ ต่เจ้าหนีใ้ห้สัตยาบัน
2. ผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิ

มาตรา 316 ถ้าการชำาระหนีน
้ ัน
้ ได้ทำาให้แก่ผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิในมูล

หนีท
้ ่านว่าการชำาระหนีน
้ ัน
้ จะสมบูรณ์ก็แต่เม่ ือบุคคลผู้ชำาระหนีไ้ด้กระทำาการ
โดยสุจริต
-ผู้ท่ีมีหลักฐานหรือพฤติการณ์อย่างใดอย่างหน่ ึงว่าเป็ นเจ้าหนี เ
้ ช่นผู้ทรง
ตัว๋เงิน
3. ผู้ท่ีไม่มีสิทธิรับชำาระหนี้

มาตรา 317 นอกจากกรณีท่ีกล่าวไว้ในมาตราก่อน การชำาระหนีแ
้ ก่บุคคลผู้

ไม่มีสิทธิจะได้รับนัน
้ ท่านว่าย่อมสมบูรณ์เพียงเท่าท่ีตัวเจ้าหนีไ้ด้ลาภงอกขึ้น
แต่การนัน
้ เช่น ก.เป็ นหนี ข้.100 ไปชำาระให้ ค. ค.ใช้ไป 50 คืน ข. 50 ก.ต้องใช้อี
กก 50

4. ผู้ถือใบเสร็จ

มาตรา 318 บุคคลผู้ถือใบเสร็จเป็ นสำาคัญ ท่านนับว่าเป็ นผู้มีสิทธิจะได้รบ
ั ชำาระ

หนี แ
้ ต่ความท่ีกล่าวนีท
้ ่านมิให้ใช้ถ้าบุคคลผู้ชำาระหนีรู้้ว่าส
ไม่ หรือไม่รู้เท่าถึงสิทธินัน
้ เพราะความประมาทเลินเล่อของตน
5. กรณีท่ีลูกหนีไ้ด้รบ
ั คำาสัง่อายัดจากศาล
มาตรา 319 ถ้าศาลสัง่ให้ลก
ู หนีค
้ นท่ีสามงดเว้นทำาการชำาระหนีแ
้ ล้ว ยังขืน

ชำาระหนีใ้ห้แก่เจ้าหนีข้องตนเองไซร้ ท่านว่าเจ้าหนีผ
้ ท
ู้ ่ีร้องขอให้ยึดทรัพย์จะ
เรียกให้ลก
ู หนีค
้ นท่ีสามนัน
้ ทำาการชำาระหนีอ
้ ก
ี ให้คุ้มกับความเสียหายอันตน
ได้รับก็ได้
อน่ ึงข้อความซ่ ึงกล่าวมาในวรรคข้างต้นนีห
้ าเป็ นข้อขัดขวางในการท่ีลูกหนี้

คนท่ีสามจะใช้สิทธิไล่เบีย
้ เอาแก่เจ้าหนีข้องตนเองนัน
้ ไม่
-ใครฝ่ าฝื นชำาระหนีใ้ห้ลก
ู หนี อ
้ าจถูกเรียกให้ชำาระอีกแล้วไปไล่เบ
9.1.3 หลักเกณฑ์ทัว่ไปในการชำาระหนี้

วัตถุในการชำาระหนี้(ม.208 ว. 1 .ม.320-323)

1. เป็ นหนีอ
้ ย่างไร ให้ชำาระหนีอ
้ ย่างนัน
้ โดยตรง (ม.208 ว.1)

2. บังคับเจ้าหนีร้บ
ั ชำาระหนีบ
้ างส่วนหรือรับเป็ นอย่างอ่ ืนไม่ได้(ม.320) เว้นแต่

เจ้าหนีจ้ะยินยอม หนีร้ะงับ(ม.321 ว.1) ลูกหนีร้ับภาระเป็ นหนีอ
้ ย่างใดขึ้นใหม่

ต่อเจ้าหนีเ้พ่ ือให้เจ้าหนีพ
้ อใจ แล้วเป็ นท่ีสงสัยไม่แน่ว่า หนีใ้หม่นัน
้ ได้ก่อขึ้น
เพ่ ือแทนการชำาระหนีแ
้ ล้ว มิให้สันนิษฐานว่าลูกหนีไ้ด้ก่อหนีน
้ ัน
้ แทนการ
ชำาระหนี้(ม.321 ว.2) แต่ถ้าพออนุมานได้ก็โอเค

-โอนหรือสลักหลังตัว๋เงิน ประทวนสินค้า หนีร้ะงับต่อเม่ ือได้ใช้เงินแล้ว(ม.321
ว.3)

3. การท่ีเจ้าหนีย
้ อมรับเอาทรัพย์ สิทธิเรียกร้องจากบุคคลภายนอกหรือสิทธิ

อย่างอ่ ืนแทนการชำาระหนีก
้ ด
็ ี ลูกหนีต
้ ้องรับผิดเพ่ ือการชำารุดบกพร่องและ
เพ่ ือการรอนสิทธิทำานองเดียวกับผู้ขาย(ม.322) ....รับชำาระแล้ว หวนกลับคืนมา
หนีเ้ก่าไม่ได้
4. วัตถุแห่งหนีเ้ป็ นทรัพย์เฉพาะส่ิง ผู้ชำาระหนีต
้ ้องส่งมอบทรัพย์ตามสภาพท่ี
เป็ นอยู่ในเวลาท่ีจะพึงส่งมอบ โดยต้องดูแลรักษาทรัพย์นัน
้ ด้วยความ
ระมัดระวังอย่างวิญญูชนสงวนทรัพย์สินของตนเอง(ม.323)
สถานท่ีชำาระหนี้ (ม.324)

มาตรา 324 เม่ ือมิได้มีแสดงเจตนาไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าจะพึงชำาระหนี ณ

สถานท่ีใดไซร้ หากจะต้องส่งมอบทรัพย์เฉพาะส่ิง ท่านว่าต้องส่งมอบกัน ณ
สถานท่ีซ่ึงทรัพย์นัน
้ ได้อยู่ในเวลาเม่ ือก่อให้เกิดหนีน
้ ัน
้ ส่วนการชำาระหนีโ้ดย
ประการอ่ ืน ท่านว่าต้องชำาระ ณ สถานท่ีซ่ึงเป็ นภูมิลำาเนาปั จจุบันของเจ้าหนี้
หลัก 1. ถ้ากำาหนดสถานท่ีก็เป็ นไปตามนัน

2. ถ้ามิได้กำาหนดและหนีเ้ป็ นทรัพย์เฉพาะส่ิง ส่งมอบท่ีทรัพย์นัน
้ อยู่เวลาก่อ
หนี้
3. ประการอ่ ืน(มิใช่ทรัพย์เฉพาะส่ิง) ชำาระท่ีภูมิลำาเนาของเจ้าหนี้

ค่าใช้จา่ ยในการชำาระหนี้
มาตรา 325 เม่ ือมิได้มีแสดงเจตนาไว้ในข้อค่าใช้จา่ ยในการชำาระหนี ท
้ ่านว่า

ฝ่ ายลูกหนีพ
้ ึงเป็ นผู้ออกค่าใช้จ่าย แต่ถ้าค่าใช้จ่ายนัน
้ มีจำานวนเพ่ิมขึ้นเพราะ
เจ้าหนีย
้ า้ ยภูมิลำาเนาก็ดีหรือเพราะการอ่ ืนใดอันเจ้าหนีไ้ด้กระทำาก็ดี ค่าใช้จ่าย
เพ่ิมขึ้นเท่าใดเจ้าหนีต
้ ้องเป็ นผู้ออก
1. คูก
่ รณีแสดงเจตนาว่าใครเป็ นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้เป็ นตามนัน

2. ถ้ามิได้ตกลง ลูกหนีเ้ป็ นผู้ออกค่าใช้จ่าย แต่ถ้าต้องจ่ายเพ่ิมขึ้นเพราะเจ้าหนี้
ค่าใช้จา่ ยท่ีเพ่ิมขึ้นเจ้าหนีอ
้ อก
9.1.4 หลักฐานแห่งการชำาระหนี้ (ม.326-327)

1. มาตรา 326 บุคคลผู้ชำาระหนีช้อบท่ีจะได้รับใบเสร็จเป็ นสำาคัญจากผู้รับชำาระ

หนีน
้ ัน
้ และถ้าหนีน
้ ัน
้ ได้ชำาระสิน
้ เชิงแล้ว ผู้ชำาระหนีช้อบท่ีจะได้รับเวนคืน
เอกสารอันเป็ นหลักฐานแห่งหนี ห
้ รือให้ขีดฆ่าเอกสารนัน
้ เ
เอกสารนัน
้ สูญหาย บุคคลผู้ชำาระหนีช้อบท่ีจะให้จดแจ้งความข้อระงับหนีล
้ ง
ไว้ในใบเสร็จหรือในเอกสารอีกฉบับหน่ ึงต่างหากก็ได้
ถ้าหนีน
้ ัน
้ ได้ชำาระแต่บางส่วนก็ดี หรือถ้าเอกสารนัน
้ ยังให้สิทธิอย่างอ่ ืนใดแก่
เจ้าหนีอ
้ ยูก
่ ็ดี ท่านว่าลูกหนีช้อบแต่ท่ีจะได้รับใบเสร็จไว้เป็ นคู่มือและให้จด
แจ้งการชำาระหนีน
้ ัน
้ ลงไว้ในเอกสาร
ม.326 ว.1 มีสาระสำาคัญ 3 ประการคือ
1. ใบเสร็จ

2. เวนคืนเอกสารหรือขีดฆ่าเอกสาร

3. ถ้าเอกสารหาย จดการชำาระหนีไ้ว้ในใบเสร็จหรือเอกสารอีกฉบับ

ม.326 ว.2 ชำาระหนีบ
้ างส่วน...ใบเสร็จและจดแจ้งการชำาระหนี ก
้ ารจดแจ้งเป็ น

หน้าท่ีของเจ้าหนี ถ
้ ้าลูกหนีจ้ดหลักฐานไม่พอ
2. มาตรา 327 ในกรณีชำาระดอกเบีย
้ หรือชำาระหนีอ
้ ย่างอ่ ืนอันมีกำาหนดชำาระ
เป็ นระยะเวลานัน
้ ถ้าเจ้าหนีอ
้ อกใบเสร็จให้เพ่ ือระยะหน่ ึงแล้วโดยมิได้อด

เอ้ือน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าหนีไ้ด้รับชำาระหนีเ้พ่ ือระยะก่อน ๆ
นัน
้ ด้วยแล้ว
ถ้าเจ้าหนีอ
้ อกใบเสร็จให้เพ่ ือการชำาระต้นเงิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า
เจ้าหนี้
ได้รับดอกเบีย
้ แล้ว

ถ้าเอกสารอันเป็ นหลักฐานแห่งหนีไ้ด้เวนคืนแล้วไซร้ ท่านให้สันนิษฐานไว้
ก่อน
ว่าหนีน
้ ัน
้ เป็ นอันระงับสิน
้ ไปแล้ว
ม.327 สันนิษฐานเป็ นคุณแก่ผู้ชำาระหนี้

ก. ชำาระดอกเบีย
้ หรือชำาระหนีเ้ป็ นระยะเวลาเช่นค่าเช่า ถ้าเจ้าหนีอ
้ อกใบเสร็จ
เพ่ ือระยะหน่ ึงโดยไม่อด
ิ เอ้ือน(ไม่ได้แจ้งว่างวดก่อนยังไม่ชำาระ) สันนิษฐาน
เป็ นคุณแก่ผู้ชำาระหนีว้า่ เจ้าหนีไ้ด้รบ
ั ระยะก่อนๆนัน
้ แล้ว
ข. เจ้าหนีอ
้ อกใบเสร็จเพ่ ือชำาระเงินต้น สันนิษฐานว่าเจ้าหนีไ้ด้รบ
ั ดอกเบีย

แล้ว
ค. หลักฐานแห่งหนีไ้ด้เวนคืนแล้ว สันนาฐานว่าหนีร้ะงับแล้ว
9.1.5 การจัดสรรชำาระหนี้

1. มาตรา 328 ถ้าลูกหนีต
้ ้องผูกพันต่อเจ้าหนีใ้นอันจะกระทำาการเพ่ ือชำาระหนี้

เป็ นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนีห
้ ลายราย และถ้าการท่ีลูกหนีช้ำาระหนีน
้ ัน

ไม่เพียงพอจะเปล้ืองหนีส
้ ินได้หมดทุกรายไซร้ เม่ ือทำาการชำาระหนี ล
้ ูกหนี้
ระบุวา่ ชำาระหนีส
้ ินรายใด ก็ให้หนีส
้ ินรายนัน
้ เป็ นอันได้เปล้ืองไป
ถ้าลูกหนีไ้ม่ระบุ ท่านว่าหนีส
้ ินรายไหนถึงกำาหนด ก็ให้รายนัน
้ เป็ นอันได้
เปล้ือง
ไปก่อน ในระหว่างหนีส
้ ินหลายรายท่ีถึงกำาหนดนัน
้ รายใดเจ้าหนีม
้ ีประกัน
น้อยท่ีสุด ก็ให้รายนัน

เป็ นอันได้เปล้ืองไปก่อน ในระหว่างหนีส
้ ินหลายรายท่ีมีประกันเท่า ๆ กัน
ให้รายท่ีตกหนักท่ีสุด
แก่ลูกหนีเ้ป็ นอันได้เปล้ืองไปก่อน ในระหว่างหนีส
้ ินหลายรายท่ีตกหนักแก่
ลูกหนีเ้ท่า ๆ กัน
ให้หนีส
้ ินรายเก่าท่ีสุดเป็ นอันได้เปล้ืองไปก่อน และถ้ามีหนีส
้ ินหลายรายเก่า
เท่า ๆ กัน ก็ให้หนีส
้ ิน
ทุกรายเป็ นอันได้เปล้ืองไปตามส่วนมากและน้อย
ม.328 จะใช้บังคับได้ต่อเม่ ือลูกหนีห
้ ลายราย + การชำาระหนีม
้ ีลักษณะเป็ นการ
อย่างเดียวกัน (เช่นมูลหนีต
้ ่างกัน แต่ชำาระเป็ นเงินเหมือนกัน หรือเป็ นข้าว
ชนิดท่ี1 เหมือนกัน) ถ้าหลายรายเก่ียวด้วยทรัพย์เฉพาะส่ิง จะถือเป็ นการ

ชำาระหนีอ
้ ย่างเดียวกันไม่ได้เลย + ไม่เพียงพอท่ีจะปลดเปล้ืองได้ทุกราย....

หลักเกณฑ์การจัดลำาดับ (หลายรายหมายถึงมูลหนีห
้ ลายราย ไม่ใช่เจ้าหนี้

หลายคนอาจเป็ นคนเดียวกันก็ได้ เช่น ยืมเงิน ก.500 ซ้ือของท่ี ก. เป็ นหนี้ 500

)

1. ถ้าลูกหนีร้ะบุรายใด ให้หนีร้ายนัน
้ ได้ปลดเปล้ืองไปก่อน(ไม่ต้องได้รับความ
ยินยอมของเจ้าหนี้)

2. ว.2 มิได้ระบุใครก่อน ให้เป็ นดังนี้
ก. รายใดถึงกำาหนดก่อน

ข. ถึงกำาหนดพร้อมกัน ประกันน้อยท่ีสุดก่อน(ประกันมากย่อมเป็ นหลักฐาน
มัน
่ คงแก่เจ้าหนีม
้ ากกว่า)

ค. ประกันเท่ากัน รายใดตกหนักแก่ลก
ู หนีม
้ ากท่ีสุดได้ปลดก่อน(ดอกแพง)
ง. ตกหนักเท่ากัน รายเก่าไปก่อน
จ. เก่าเท่ากัน เฉล่ีย

- หนีไ้ม่มป
ี ระกันปลดเปล้ืองก่อนหนีท
้ ่ีมีผู้ค้ำาประกัน

2. มาตรา 329 ถ้านอกจากการชำาระหนีอ
้ ันเป็ นประธาน ลูกหนีย
้ ังจะต้องชำาระ

ดอกเบีย
้ และเสียค่าฤชาธรรมเนียมอีกด้วยไซร้ หากการชำาระหนีใ้นครัง้หน่ ึง
ๆ ไม่ได้ราคาเพียงพอจะเปล้ืองหนีส
้ ินได้ทัง้หมด ท่านให้เอาจัดใช้เป็ นค่าฤชา
ธรรมเนียมเสียก่อนแล้วจึงใช้ดอกเบีย
้ และในท่ีสุดจึงให้ใช้ในการชำาระหนี้
อันเป็ นประธาน
ถ้าลูกหนีร้ะบุให้จด
ั ใช้เป็ นประการอ่ ืน ท่านว่าเจ้าหนีจ้ะบอกปั ดไม่ยอมรับ
ชำาระหนีก
้ ไ็ ด้
ม.329 หนีร้ายเดียว ต้องชำาระหลายอย่าง ไม่พอชำาระหนี จ
้ ั ดลำาดับคือค่า
ฤชาธรรมเนียม...ดอกเบีย
้ .....หนีป
้ ระธาน

9.1.6 ผลของการขอปฏิบัติการชำาระหนีโ้ดยชอบ

มาตรา 330 เม่ ือขอปฏิบัติการชำาระหนีโ้ดยชอบแล้ว บรรดาความรับผิดชอบ

อันเกิดแต่การไม่ชำาระหนีก
้ เ็ ป็ นอันปลดเปล้ืองไป นับแต่เวลาท่ีขอปฏิบัติการ
ชำาระหนีน
้ ัน

-ไม่ใช่ลูกหนีห
้ ลุดพ้นหนี้
9.1.7 การวางทรัพย์…..หลุดพ้นหนี้

1. หลักเกณฑ์ท่ีจะวางทรัพย์ได้

มาตรา 331 ถ้าเจ้าหนีบ
้ อกปั ดไม่ยอมรับชำาระหนีก
้ ็ดี หรือไม่สามารถจะรับ

ชำาระหนีไ้ด้กด
็ ี หากบุคคลผู้ชำาระหนีว้างทรัพย์อันเป็ นวัตถุแห่งหนีไ้ว้เพ่ ือ
ประโยชน์แก่เจ้าหนีแ
้ ล้ว ก็ย่อมจะเป็ นอันหลุดพ้นจากหนีไ้ด้ ความข้อนีท
้ ่าน
ให้ใช้ตลอดถึงกรณีท่ีบุคคลผู้ชำาระหนีไ้ม่สามารถจะหยัง่รู้ถึงสิทธิ หรือไม่รู้ตัว
เจ้าหนีไ้ด้แน่นอนโดยมิใช่เป็ นความผิดของตน
1. เจ้าหนีบ
้ อกปั ดไม่รับชำาระหนี ท
้ ัง้ๆท่ีผู้ชำาระหนีไ้ด้ขอปฏิบัติการชำาระหนีโ้ดย
ชอบแล้ว
2. เจ้าหนีไ้ม่สามารถจะรับชำาระหนีไ้ด้ เช่น ไปต่างประเทศ

3. ผู้ชำาระหนีไ้ม่สามารถจะหยัง่รู้ถึงสิทธิหรือไม่รู้ตัวเจ้าหนีโ้ดยแน่นอน โดย
มิใช่ความผิดของตน
2. ข้อกำาหนดในการวางทรัพย์

มาตรา 332 ถ้าลูกหนีจ้ำาต้องชำาระหนีต
้ ่อเม่ ือเจ้าหนีจ้ะต้องชำาระหนีต
้ อบแทน
ด้วยไซร้ ท่านว่าลูกหนีจ้ะกำาหนดว่าต่อเม่ ือเจ้าหนีช้ำาระหนีต
้ อบแทนจึงให้มี
สิทธิรับเอาทรัพย์ท่ีวางไว้นัน
้ ก็ได้
3. สำานักงานวางทรัพย์

มาตรา 333 การวางทรัพย์นัน
้ ต้องวาง ณ สำานักงานวางทรัพย์ประจำาตำาบลท่ี
จะต้องชำาระหนี้
ถ้าไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือกฎข้อบังคับเฉพาะการในเร่ ือง
สำานักงาน
วางทรัพย์ เม่ ือบุคคลผู้ชำาระหนีร้อ
้ งขอ ศาลจะต้องกำาหนดสำานักงานวาง
ทรัพย์ และตัง้แต่งผู้พิทักษ์
ทรัพย์ท่ีวางนัน
้ ขึ้น
ผู้วางต้องบอกกล่าวให้เจ้าหนีท
้ ราบการท่ีได้วางทรัพย์นัน
้ โดยพลัน
-ปั จจุบันสำานักงานวางทรัพย์กลางตัง้อยู่ท่ีกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม
รับในเขตกทม. และภูมิภาค 9 ภาค

-ว.3 ผู้วางทรัพย์ต้องบอกกล่าวเจ้าหนีโ้ดยพลัน ม.329 กำาหนดให้สิทธิของเจ้า

หนีเ้หนือทรัพย์ท่ีวางไว้นัน
้ ระงับไปเม่ ือพ้นกำาหนด 10 ปี นับแต่เจ้าหนีไ้ด้
รับคำาบอกกล่าวการวางทรัพย์

4. สิทธิถอนทรัพย์

มาตรา 334 ลูกหนีม
้ ีสิทธิจะถอนทรัพย์ท่ีวางนัน
้ ได้ ถ้าลูกหนีถ
้ อนทรัพย์นัน

ท่านให้ถือเสมือนว่ามิได้วางทรัพย์ไว้เลย
สิทธิถอนทรัพย์นีเ้ป็ นอันขาดในกรณีต่อไปนี้
(1) ถ้าลูกหนีแ
้ สดงต่อสำานักงานวางทรัพย์ว่าตนยอมละสิทธิท่ีจะถอน
(2) ถ้าเจ้าหนีแ
้ สดงต่อสำานักงานวางทรัพย์ว่าจะรับเอาทรัพย์นัน

(3) ถ้าการวางทรัพย์นัน
้ ได้เป็ นไปโดยคำาสัง่หรืออนุมัติของศาลและได้บอก

กล่าว
ความนัน
้ แก่สำานักงานวางทรัพย์
มาตรา 335 สิทธิถอนทรัพย์นัน
้ ตามกฎหมายศาลจะสัง่ยึดหาได้ไม่ เม่ ือได้
ฟ้ องคดีล้มละลายเก่ียวกับทรัพย์สินของลูกหนีแ
้ ล้ว ท่านห้ามมิให้ใช้สิทธิ
ถอนทรัพย์ในระหว่างพิจารณาคดีล้มละลาย
- เว้นแต่จะพิสูจน์ว่าลูกหนีท
้ ำาการฉ้อฉล

5. การขายทอดตลาดทรัพย์ท่ีวาง(ต้องได้รบ
ั อนุญาตจากศาลก่อน บอกกล่าว

ให้เจ้าหนีรู้้ตัวก่อนด้วย)) ขายทอดตลาดแล้วนำาเงินมาวางแทน เม่ ือมีเหตุผล
คือ
ก. ทรัพย์ท่ีไม่ควรแก่การจะวาง เช่น เคร่ ืองจักรใหญ่ๆ
ข. ทรัพย์จะเส่ ือมเสีย ทำาลาย บุบสลาย เช่น ของสด
ค. ค่ารักษาแพงเกินควร

-ม.337...บอกกล่าวให้เจ้าหนีรู้้ตัว เว้นแต่บอกไม่ได้เพราะทรัพย์จะเส่ ือมลง ถ้า

เจ้าหนีห
้ ายตัวจะงดเสียก็ได้แต่ต้องประกาศโฆษณา เวลา สถานท่ีจะขายทอด
ตลาดให้ประชาชนทราบ
6. ค่าใช้จ่ายในการวางและขายทรัพย์...เจ้าหนีเ้ป็ นผู้ออก
7. สิทธิของเจ้าหนีเ้หนือทรัพย์ท่ีวาง..10 ปี นับแต่ได้รับคำาบอกกล่าว
9.2 ปลดหนี้

9.2.1 หลักเกณฑ์ มาตรา 340 ถ้าเจ้าหนีแ
้ สดงเจตนาต่อลูกหนีว้า่ จะปลดหนีใ้ห้
ท่านว่าหนีน
้ ัน

ก็เป็ นอันระงับสิน
้ ไป
ถ้าหนีม
้ ีหนังสือเป็ นหลักฐาน การปลดหนีก
้ ต
็ ้องทำาเป็ นหนังสือด้วย หรือ

ต้อง
เวนคืนเอกสารอันเป็ นหลักฐานแห่งหนีใ้ห้แก่ลก
ู หนี ห
้ รือขีดฆ่าเอกสารนัน

เสีย
-เป็ นนิติกรรมฝ่ ายเดียว ....แสดงเจตนา
1. การปลดหนี้..เจ้าหนีแ
้ สดงเจตนาสละสิทธิเรียกร้องในหนี ใ้ห้โดยเสน่หา

ไม่คด
ิ ค่าตอบแทน
2. การปลดหนีแ
้ สดงเจตนาต่อลูกหนีฝ
้ ่ ายเดียวไม่จำาต้องได้รับความยินยอม
จากลูกหนี้
3. ปลดหนีท
้ ัง้หมดหรือบางส่วนก็ได้ ถ้าบางส่วนต้องแบ่งชำาระได้

4. ปกติกระทำาโดยทางวาจาก็พอแล้ว แต่ถ้าเป็ นหนีท
้ ่ีมีหนังสือเป็ นหลักฐาน
การปลดต้องทำาเป็ นหนังสือด้วยหรือเวนคืนเอกสารหรือขีดฆ่าเอกสาร
9.2.2 ผลของการปลดหนี้...หนีร้ะงับเท่าส่วนท่ีปลด ปลดแล้วกลับใจไม่ได้
ปลดหนีป
้ ระธานหนีอ
้ ุปกรณ์หลุดพ้น
หน่วยท่ี 10 ความระงับหนี้

10.1 หักกลบลบหนี้

10.1.1 หลักเกณฑ์และวิธีการหักกลบลบหนี้

ก.หลักเกณฑ์ ม.341 วรรค 1 “ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซ่ ึงกันและ

กันโดยมูลหนีอ
้ ันมีวัตถุเป็ นการอย่างเดียวกัน และหนีท
้ ัง้สองรายนัน
้ ถึง
กำาหนดจะชำาระไซร้ ท่านว่าลูกหนีฝ
้ ่ ายใดฝ่ ายหน่ ึงย่อมจะหลุดพ้นจากหนีข้อง
ตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำานวนท่ีตรงกันในมูลหนีท
้ ัง้สองฝ่ ายนัน

เว้นแต่สภาพแห่งหนีฝ
้ ่ ายหน่ ึงจะไม่เปิ ดช่องให้หก
ั กลบลบกันได้”
แยกได้หลายประการ คือ คูก
่ รณีต้องเป็ นเจ้าหนีแ
้ ละลูกหนีซ
้ ่ ึงกันและกัน
หนีน
้ ัน
้ ต้องฟ้ องร้องกันได้ตามกฎหมาย หนี้ 2 รายนัน
้ ต้องมีวัตถุเป็ นอย่าง
เดียวกัน ( เงินกับสุนัข ต้องตีราคาสุนัขเป็ นเงินก่อน)

หนี้ 2 รายนัน
้ ถึงกำาหนดชำาระในเวลาท่ีมีการขอหักกลบลบหนี ส
้ ภาพแห่ง

หนีเ้ปิ ดช่องให้กระทำาได้ จำานวนหนีไ้ม่เท่ากันก็หก
ั กลบลบได้ หักเท่าส่วนท่ี
ตรงกันในมูลหนี้
ข. วิธีหักกลบลบหนี ม
้ . 342 “หักกลบลบหนีน
้ ัน
้ ทำาได้ด้วยคู่กรณีฝ่ายหน่ ึง

แสดงเจตนาแก่อก
ี ฝ่ ายหน่ ึง การแสดงเจตนาเช่นนี ท
้ ่านว่าจะมีเง่ ือนไขหรือ
เง่ ือนเวลาเร่ิมต้นหรือเวลาสิน
้ สุดอีกด้วยหาได้ไม่
การแสดงเจตนาดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี ท
้ ่านว่ามีผลย้อนหลังขึ้นไป
จนถึงเวลาซ่ ึงหนีท
้ ัง้สองฝ่ ายนัน
้ จะอาจหักกลบลบกันได้เป็ นครัง้แรก”
1. แสดงเจตนาแต่เพียงฝ่ ายเดียว ไม่ต้องได้รับความยินยอมของคู่กรณี....หนี้

มีหลักฐานเป็ น
หนังสือ ก็หักกลบลบหนีด
้ ้วยวาจาได้ เว้นแต่กฎหมายบังคับเป็ นพิเศษว่า
ต้องกระทำาตามแบบ
2. การแสดงเจตนาหักกลบลบหนีน
้ ัน
้ จะมีเง่ ือนไขหรือเง่ ือนเวลาเร่ิมต้น หรือ
เวลาสิน
้ สุดไม่ได้
3. การแสดงเจตนาหักกลบลบหนีน
้ ัน
้ ให้มีผลย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเวลาท่ีหนี้
ทัง้สองฝ่ ายนัน
้ จะอาจหักกลบลบกันได้เป็ นครัง้แรก มิได้มีผลตัง้แต่มีการ
แสดงเจตนา
ม. 343 “การหักกลบลบหนีน
้ ัน
้ ถึงแม้ว่าสถานท่ีซ่ึงจะต้องชำาระหนีท
้ ัง้สองจะ

ต่างกันก็หก
ั กันได้ แต่ฝ่ายผู้ขอหักหนีจ้ะต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่อีกฝ่ ายหน่ ึง
เพ่ ือความเสียหายอย่างหน่ ึงอย่างใดอันเกิดแต่การนัน
้ ” เช่น ก.เดินทางหา ข.

ท่ีอยู่ห่างไกลกันเพ่ ือชำาระหนี ข้.เพ่ิงมาบอกหัก ข.ต้องจ่ายค่าเสียหายให้ ก.
10.1.2 กรณีหก
ั กลบลบหนีก
้ น
ั ไม่ได้

1. สภาพแห่งหนีไ้ม่เปิ ดช่องให้หก
ั กลบลบกันได้

2. คูก
่ รณีแสดงเจตนาไม่ให้มีการหักกลบลบหนี ม
้ .342 ว.2

“บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนีท
้ ่านมิให้ใช้บังคับ หากเป็ นการขัดกับ

เจตนาอันคู่กรณีได้แสดงไว้ แต่เจตนาเช่นนีห
้ ้ามมิให้ยกขึ้นเป็ นข้อต่อสู้
บุคคลภายนอกผูก
้ ระทำาการโดยสุจริต”
3. สิทธิเรียกร้องท่ียังมีข้อต่อสู้ ม.344 “สิทธิเรียกร้องใดท่ียังมีข้อต่อสู้อยู่ สิทธิ

เรียกร้องนัน
้ ท่านว่าหาอาจจะเอามาหักกลบลบหนีไ้ด้ไม่ อน่ ึง อายุความย่อม
ไม่ตัดรอนการหักกลบลบหนี แ
้ ม้สิทธิเรียกร้องขาดอ
เวลาท่ีอาจจะหักกลบลบกับสิทธิเรียกร้องฝ่ ายอ่ ืนได้นัน
้ สิทธิยังไม่ขาด”
ก. อีกฝ่ ายยกเป็ นข้อต่อสู้ได้ เช่น ทำากลฉ้อฉล

ข. เร่ ืองอายุความ เช่น สิทธิของ ก. ถึงกำาหนด 10 ม.ค. 2515 ข. ถึง 20 ม.ค. 2517
ก.ขอหัก 20 ม.ค. 2517 ได้ แต่ไม่ทำา จน ข.ฟ้ องก. 15 ม.ค. 2525 สิทธิของ ก. ขาด

อายุความแล้ว แต่ ก. ยังหักกลบลบหนีไ้ด้ เพราะเวลาท่ีอาจหักฯได้คือ 20 ม.ค.
2517 ยังไม่ขาดอายุความ

4.หนีอ
้ ันเกิดจากการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ม.345 “หนีร้ายใดเกิดแต่การอันมิ

ชอบด้วยกฎหมายเป็ นมูล ท่านห้ามมิให้ลูกหนีถ
้ ือเอาประโยชน์แห่งหนีร้าย
นัน
้ เพ่ ือหักกลบลบหนีก
้ บ
ั เจ้าหนี” ท
้ างกลับกันเจ้าหนีแ
้ ห่งหนีจ้ากการนี้
ย่อมเรียกให้มก
ี ารหักกลบลบหนีก
้ บ
ั หนีท
้ ่ีตนเป็ นลูกหนีไ้ด้ เช่น ก.เป็ นเจ้า

หนี ข้. แล้ว ก. ทำาร้าย ข. ก.ต้องชดใช้ ข. ก.เป็ นลูกหนีล
้ ะเมิดจะใช้สิทธิหักไม่
ได้ แต่ ข.จะใช้สิทธิหักได้

5. สิทธิเรียกร้องซ่ ึงศาลสัง่ยึดไม่ได้ ม.346 “สิทธิเรียกร้องรายใดตามกฎหมาย

ศาลจะสัง่ยึดไม่ได้ สิทธิเรียกร้องรายนัน
้ หาอาจจะเอาไปหักกลบลบหนีไ้ด้ไม่”
เช่น ค่าอุปการะเลีย
้ งดู บำาเหน็จ บำานาญฯลฯ
6. กรณีซ่ึงศาลสัง่ห้ามมิให้ลก
ู หนีใ้ช้เงินแก่เจ้าหนีแ
้ ล้ว ม.347 “ลูกหนีค
้ นท่ีสาม
หากได้รับคำาสัง่ศาลห้ามมิให้ใช้เงินแล้ว จะยกเอาหนีซ
้ ่ ึงตนได้มาภายหลังแต่
นัน
้ ขึ้นเป็ นข้อต่อสู้เจ้าหนีผ
้ ู้ท่ีขอให้ยึดทรัพย์นัน
้ ท่านว่าหาอาจจะยกให้ได้
ไม่”
10.1.3 ผลของการหักกลบลบหนี้

1. หนีร้ะงับเท่าส่วนจำานวนท่ีตรงกัน

2. ผลย้อนหลังถึงเวลาท่ีอาจหักกันได้ครัง้แรก

3. สถานท่ีต่างกัน ฝ่ ายท่ีขอหักใช้ค่าเสียหายให้อีกฝ่ ายหน่ ึง

4. หักกลบลบหนีห
้ ลายราย ม.348 “ถ้าคูก
่ รณีต่างฝ่ ายต่างมีสิทธิเรียกร้องหลาย

รายอันควรแก่การท่ีจะใช้หักกลบลบหนีไ้ด้ไซร้ ฝ่ ายผู้ท่ีขอหักหนีจ้ะระบุกไ็ ด้
ว่าพึงเอาสิทธิเรียกร้องรายใดบ้างเข้าหักกลบลบหนี ถ
้ ้าการหักกลบลบหนี้
ได้แสดงโดยมิได้ระบุเช่นนัน
้ ก็ดี หรือถ้าระบุแต่อีกฝ่ ายหน่ ึงท้วงขัดข้องโดยไม่
ชักช้าก็ดี ท่านให้นำาบทบัญญัติแห่งมาตรา 328 วรรค 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ถ้าฝ่ ายท่ีขอหักกลบลบหนีย
้ ังเป็ นหนีค
้ ่าดอกเบีย
้ และค่าฤชาธรรมเนียมแก่
อีกฝ่ ายหน่ ึงอยู่ นอกจากการชำาระหนีอ
้ ันเป็ นประธานนัน
้ ด้วยไซร้ ท่านให้นำา
บทบัญญัติแห่งมาตรา 329 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

แสดงเจตนาระบุรายใด เป็ นไปตามนัน
้ ไม่ได้ระบุหรือ ระบุแต่อีกฝ่ ายท้วง นำา
ม.328 ว. 2 มาใช้
ค. หนีป
้ ระธาน ดอกเบีย
้ ค่าฤชาธรรมเนียม ไม่สามารถหักได้หมด นำาม.329
มาใช้
5. หนีท
้ ่ีมีประกัน ถ้าหักหมด ประกันระงับ หักบางส่วนประกันอยู่ต่อ
10.2 แปลงหนีใ้หม่
10.2.1 บทนำา

- ก่อหนีใ้หม่ขึ้นผูกพันกันแทนหนีเ้ก่าท่ีระงับไป

- ระงับหนีก
้ บ
ั เจ้าหนีค
้ นเก่า ผูกพันกับเจ้าหนีค
้ นใหม่
- แปลงหนีใ้หม่เกิดขึ้นจากสัญญา

- แปลงหนีใ้หม่โดยเปล่ียนตัวลูกหนี เ้จ้าหนีท
้ ำาสัญญากับลูกหนีค
้ นใหม่โดย
ระงับหนีต
้ ่อลูกหนีค
้ นเก่า

10.2.2 หลักเกณฑ์ในการแปลงหนีใ้หม่

ก. ต้องมีสัญญาระงับหนีเ้ดิมโดยก่อหนีใ้หม่ขึ้นแทน ม.349 ว.1 “เม่ ือคู่กรณีท่ี

เก่ียวข้องได้ทำาสัญญาเปล่ียนส่ิงซ่ ึงเป็ นสาระสำาคัญแห่งหนีไ้ซร้ ท่านว่าหนี้
นัน
้ เป็ นอันระงับสิน
้ ไปด้วยการแปลงหนีใ้หม่”
- สาระสำาคัญ..หนีเ้ก่ามีอยู่และมีผลผูกพันคู่กรณีโดยสมบูรณ์(ต้องไม่เข้า

ม.150) หนีใ้หม่ก็ต้องสมบูรณ์ ม.351 “ถ้าหนีอ
้ ันพึงเกิดขึ้นเพราะแปลงหนีใ้หม่

นัน
้ มิได้เกิดมีขึ้นก็ดี ได้ยกเลิกเสียเพราะมูลแห่งหนีไ้ม่ชอบด้วยกฎหมายหรือ
เพราะเหตุอย่างใดอย่างหน่ ึงอันมิรู้ถึงคู่กรณีกด
็ ี ท่านว่าหนีเ้ดิมนัน
้ ก็ยังหา
ระงับสิน
้ ไปไม่”
อย่างไรก็ตาม แม้หนีเ้ดิมจะมาสามารถฟ้ องกันได้ เช่น ขาดอายุความ ขาด
หลักฐาน แปลงหนีใ้หม่ได้หากคูก
่ รณียินยอม

ข. จะต้องมีเจตนาระงับหนีเ้ก่าเพ่ ือผูกพันกันตามหนีใ้หม่

ค. ต้องมีการเปล่ียนส่ิงซ่ ึงเป็ นสาระสำาคัญ ม.349 และ 350 แยกเป็ น 3 ประเภท

คือ
1. เก่ียวกับตัวหนี ม
้ .349 ว. 1-2 “เม่ ือคู่กรณีท่ีเก่ียวข้องได้ทำาสัญญาเปล่ียนส่ิงซ่ ึง

เป็ นสาระสำาคัญแห่งหนีไ้ซร้ ท่านว่าหนีน
้ ัน
้ เป็ นอันระงับสิน
้ ไปด้วยแปลงหนี้
ใหม่
ถ้าทำาหนีม
้ ีเง่ ือนไขให้กลายเป็ นหนีป
้ ราศจากเง่ ือนไขก็ดี เปล่ียนเง่ ือนไขก็ดี
ท่านถือว่าเป็ นอันเปล่ียนส่ิงซ่ ึงเป็ นสาระสำาคัญแห่งหนีน
้ ัน
้ ”
- ถ้าเป็ นเร่ ืองท่ีไม่ใช่สาระสำาคัญ เช่น ผ่อนเวลา ลดดอกเบีย
้ ย่อมไม่ใช่การ

แปลงหนีใ้หม่
2. เก่ียวกับตัวเจ้าหนี ม
้ .349 วรรคท้าย “ถ้าแปลงหนีใ้หม่ด้วยเปล่ียนตัวเจ้าหนี้
ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติทัง้หลายแห่งประมวลกฎหมายนีว้่าด้วยโอน
สิทธิเรียกร้อง”.......ต้องทำาเป็ นหนังสือ

3. เก่ียวกับตัวลูกหนี ม
้ .350 “การแปลงหนีใ้หม่ด้วยเปล่ียนตัวลูกหนีน
้ ัน
้ จะทำา

เป็ นสัญญาระหว่างเจ้าหนีก
้ บ
ั ลูกหนีค
้ นใหม่กไ็ ด้ แต่จะทำาโดยขืนใจลูกหนี้
เดิมหาได้ไม่”
- ลูกหนีเ้ดิมต้องยินยอม ข้อสำาคัญ คือเปล่ียนลูกหนี ไ้ม่ใช่บุคคลภายนอกใช้
หนีใ้ห้ โดยลูกหนีม
้ ิได้ปลดหนีเ้ก่าให้หลุดพ้นไป
10.2.3 ผลของการแปลงหนีใ้หม่

- หนีเ้ก่าระงับ หนีใ้หม่ผก
ู พันแทนท่ี

- หนีอ
้ ุปกรณ์ ประกันของหนีเ้ก่า เช่นจำานำา จำานอง ระงับตามหนีเ้ก่า
- ถ้าแปลงโดยเปล่ียนตัวเจ้าหนี น

้ ำา การโอนสิทธ

ตาม ม.305 สิทธิจำานำา จำานอง ค้ำาประกัน โอนไปด้วยอำานาจของกฎหมาย

ม.352 “คู่กรณีในการแปลงหนีใ้หม่อาจโอนสิทธิจำานำาหรือจำานองท่ีได้ให้ไว้เป็ น
ประกันหนีเ้ดิมนัน
้ ไปเป็ นประกันหนีร้ายใหม่ได้เพียงเท่าท่ีประกันวัตถุแห่ง
หนีเ้ดิม แต่หลักประกันเช่นว่านีถ
้ ้าบุคคลภายนอกเป็ นผู้ให้ไว้ไซร้ ท่านว่าจำา
ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลภายนอกนัน
้ ด้วยจึงโอนได้”
-การแปลงหนีโ้ดยเปล่ียนตัวลูกหนี ล
้ ูกหนีเ้ดิมมิได้เก่ียวข้องในการตกลง

ด้วย หนีเ้ดิมมีประกันโดยลูกหนีเ้ดิมให้ไว้ ต้องได้รบ
ั ความยินยอมจากลูกหนี้
เดิม เพราะถือเป็ นบุคคลภายนอก ตาม ม.352
- ถ้าตกลงโดยโอนหนีอ
้ ุปกรณ์หรือประกันเดิมไป ย่อมประกันหนีร้ายใหม่
เพียงเท่าท่ีประกันหนีเ้ดิมเท่านัน

- ถ้าประกันเป็ นของบุคคลภายนอกให้ไว้ต้องคืนเขาไป ถ้าเป็ นของลูกหนี้
ใหม่ก็บังคับชำาระได้

10.3 หนีเ้กล่ ือนกลืนกัน (สิทธิและหน้าท่ีของความเป็ นเจ้าหนี ล
รวมอยู่ในบุคคลคนเดียวกัน)

้ ู กหนีไ้ด้มา

10.3.1 หลักเกณฑ์ในเร่ ืองหนีเ้กล่ ือนกลืนกัน ม. 353

ม.353 “ถ้าสิทธิและความรับผิดในหนีร้ายใดตกอยู่แก่บุคคลคนเดียวกัน ท่าน

ว่าหนีร้ายนัน
้ เป็ นอันระงับสิน
้ ไป เว้นแต่เม่ ือหนีน
้ ัน
้ ตกไปอยู่ในบังคับแห่ง
สิทธิของบุคคลภายนอกหรือเม่ ือสลักหลังตัว๋เงินกลับคืนตามความในมาตรา
917 วรรค 3”
- หนีเ้กล่ ือนกลืนกันส่วนใหญ่มก
ั เป็ นกรณีท่ีเจ้าหนีต
้ าย แล้วหนีข้องเจ้าหนี้
ตกทอดมายังทายาท ถ้าลูกหนีเ้ป็ นทายาท หนีก
้ เ็ กล่ ือนกลืนกันไป
10.3.2 ผลของการท่ีหนีเ้กล่ ือนกลืนกัน

- หนีร้ะงับ หนีป
้ ระธานระงับ หนีอ
้ ุปกรณ์หลุดพ้น
10.3.3 กรณีหนีเ้กล่ ือนกลืนกันไม่ได้

1. หนีน
้ ัน
้ ตกอยู่ในบังคับแห่งสิทธิของบุคคลภายนอก

2. เม่ ือสลักหลังตัว๋เงินกลับคืนตามความในมาตรา 917 วรรค 3 เช่น ก. ออกตัว๋
แลกเงิน จ่ายไปเป็ นทอดโดยสลักหลัง ถ้ามาตกท่ี ก. อีก กลายเป็ นเจ้าหนี้

และลูกหนีต
้ ัวเอง อาจมีผลทำาให้หนีเ้กล่ ือนกลืนกันได้ จึงบัญญัติไว้เป็ นข้อ
ยกเว้น เพ่ ือ ก.สลักหลังได้ต่อ
หน่วยท่ี 11 ความรับผิดเพ่ ือละเมิดในการกระทำาของตนเอง

ม.420 บัญญัติลักษณะของการกระทำาท่ีจะเป็ นละเมิดไว้ดังนี ”ผ
้ ู้ใดจงใจ

หรือประมาทเลินเล่อ ทำาต่อบุคคลอ่ ืนโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายถึงแก่
ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหน่ ึง
อย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นัน
้ ทำาละเมิด จำาต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือการนัน
้ ”

11.1.1 ความหมายของการกระทำา

- ผู้ใด รวมทัง้ผู้เยาว์ บุคคลวิกลจริต

- การกระทำาหมายถึงความเคล่ ือนไหวในอิริยาบถโดยรู้สำานึกในความ

เคล่ ือนไหว
- ผู้เยาว์และบุคคลวิกลจริตท่ีไม่รู้สำานึกในความเคล่ ือนไหวของตนเอง ย่อม
ไม่ถือว่ามีการกระทำา ไม่ถือว่าทำาละเมิดอันจะต้องรับผิดตาม ม.420,429 แต่

ประการใด
การงดเว้นไม่กระทำา
- ทำาต่อบุคคลอ่ ืน ตามม.420 รวมการงดเว้น ไม่กระทำาด้วย แยกได้ดังนี้

1. หน้าท่ีตามกฎหมาย อุปการะเลีย
้ งดูตามกฎมาย ถ้างดเว้นย่อมเป็ นละเมิด,
หน้าท่ีของราชการ ถ้างดเว้นก่อความเสียหายเป็ นละเมิด
2. หน้าท่ีตามสัญญา สัญญาจ้างแพทย์รักษาโรค

3. หน้าท่ีเกิดจากความสัมพันธ์ทางข้อเท็จจริงท่ีมีอยู่ระหว่างผู้งดเว้นกับผู้เสีย
หาย หรือเป็ นผลมาจากฐานะทางข้อเท็จจริงซ่ ึงผู้งดเว้นได้ก่อขึ้น
11.1.2 การกระทำาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ

1. จงใจ หมายถึงรู้สำานึกถึงผลเสียหายท่ีจะเกิดจากการกระทำาของตน

2. ประมาทเลินเล่อ หมายถึง ไม่จงใจแต่ไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรท่ีจะ

ใช้ รวมถึงในลักษณะท่ีบุคคลผู้มีความระมัดระวังจะไม่กระทำาด้วย เช่น บิดา
มารดาของเด็กชายดำา ปล่อยให้ดำาเอาประทัดไปเล่นท่ีโรงเรียนโดยไม่ห้าม
ปรามเสีย ปรากฏว่าดำาทำาประทัดระเบิดถูกเขียวตาบอด บิดามารดาของดำาหา
ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่ผู้อยู่ในฐานะบิดามารดาไม่ ดำาต้องรับผิด
ฐานกระทำาละเมิดต่อเขียว และบิดามารดาของดำาร่วมรับผิดด้วย
11.1.3 การกระทำาโดยผิดกฎหมาย

- กระทำาโดยไม่มีสิทธิหรือข้อแก้ตัวตามกฎหมาย แยกพิจารณาดังนี้
1. การใช้สิทธิซ่ึงมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอ่ ืน

ม.421 “การใช้สิทธิซ่ึงมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอ่ ืนนัน
้ ท่านว่า

เป็ นการอันมิชอบด้วย
กฎหมาย”
- ตามม.421 “ใช้สิทธิ” หมายถึงผู้ทำาความเสียหายมีสิทธิตามกฎหมายเสียก่อน
ถ้าเป็ นการกระทำาโดยไม่มีสิทธิหรือเกินไปกว่าสิทธิท่ีมีอยู่ ต้องพิจารณา
ม.420 สำาคัญอยู่ท่ีการใช้ เป็ นการกระทำาโดยเจตนาให้ผอ
ู้ ่ ืนเสียหาย (แกล้ง)

เช่น ตำารวจจับผู้ต้องหา แต่แกล้งจับในระหว่างงานมงคลสมรส , เจ้าหนี้
แกล้งทวงลูกหนีใ้ห้อาย,การคัดค้านรังวัดแต่ไม่จัดการแต่อย่างใด ...

ความยินยอมไม่ทำาให้เป็ นละเมิด (หลักกฎหมายทัว่ไป)

- ความยินยอมไม่จำากัดว่าต้องทำาเป็ นหนังสือ ด้วยวาจาก็ได้ ยกเลิกเพิกถอน
เม่ ือใดก็ได้ ไม่ผก
ู มัดว่าจะต้องให้ความยินยอมอยู่เช่นนัน
้ ตลอดไป
2. การกระทำาฝ่ าฝื นบทบังคับแห่งกฎหมาย

ม.422 “ถ้าความเสียหายเกิดแต่การฝ่ าฝื นบทบังคับแห่งกฎหมายใด อันมีท่ี

ประสงค์เพ่ ือปกป้ อง
บุคคลอ่ ืนๆ ผู้ใดทำาการฝ่ าฝื นเช่นนัน
้ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นัน
้ เป็ น
ผู้ผิด” (ประสงค์จะป้ องกันความเสียหายแก่บุคคลอ่ ืน เช่น พรบ. จราจรทาง
บก)

- ถ้าไม่ใช่กฎหมายท่ีบัญญัติเพ่ ือปกป้ องผู้อ่ืน ไม่ใช่กรณีท่ีจะสันนิษฐานว่า
เป็ นความผิด อน่ ึง ข้อสันนิษฐานตาม ม.422 อาจสืบหักล้างได้

11.1.4 การกระทำาท่ีก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอ่ ืน

1. มีความเสียหายต่อสิทธิ วินิจฉัยตามปกติชนท่ีคิดเห็นโดยชอบในสังคม
2. ลักษณะแห่งสิทธิ ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามกฎหมาย

3. ความเสียหายท่ีคำานวณเป็ นตัวเงินได้และไม่อาจคำานวณเป็ นตัวเงินได้

ความเสียหายปั จจุบัน รวมถึงผลท่ีจะเกิดขึ้นในอนาคตอันเป็ นท่ีแน่นอนว่า
จะเกิดขึ้นด้วย

11.1.5 ความเสียหายนัน
้ เป็ นผลมาจากการกระทำาของผู้ทำาความเสียหาย

- ความสัมพันธ์ระหว่างความผิดกับความเสียหาย ท่ีสำาคัญมีอยู่ 2 ทฤษฎี คือ
1. ทฤษฎีความเท่ากันแห่งเหตุหรือทฤษฎีเง่ ือนไข (คล้ายอาญา)..กฎหมาย

ไทยใช้ ศาลอาจให้รับผิดทัง้หมดหรือบางส่วนหรือยกเว้นความรับผิดเสียเลย
ก็ได้ ข้อดี-ตรงหลักความจริง ข้อเสีย-รับผิดโดยไม่มีขอบเขต
2. ทฤษฎีมูลเหตุเหมาะสม รับผิดเฉพาะเหตุท่ีตามปกติย่อมก่อให้เกิดผล ข้อ

เสีย-จำากัดผลของผู้กระทำาต้องรับผิดแคบ ขัดกับความจริงท่ีความเสียหายเกิด
จากผลโดยตรงของผู้กระทำา แต่กลับไม่ต้องรับผิด

11.2 หม่ินประมาททางแพ่ง การพิพากษาคดี และการร่วมกันทำาละเมิด
11.2.1 หม่ินประมาททางแพ่ง

ม.423 “ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซ่ ึงข้อความอันฝ่ าฝื นต่อความจริง เป็ น

ท่ีเสียหายแก่ช่ือเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอ่ ืนก็ดี หรือเป็ นท่ีเสียหายทาง
ทำามาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอ่ ืนก็ดี ท่านว่าผู้นัน
้ จะต้องใช้ค่า
สินไหมทดแทนแก่เขาเพ่ ือความเสียหายอย่างใดๆอันเกิดแต่การนัน
้ แม้ทัง้
เเม่ ือตนมิได้รู้วา่ ข้อความนัน
้ ไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้
ผู้ใดส่งข่าวสาส์นอันตนมิได้รู้ว่าเป็ นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รบ
ั ข่าว
สาส์นนัน
้ มีทางได้เสียโดยชอบในการนัน
้ ด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงท่ีส่งข่าว
สาส์นเช่นนัน
้ หาทำาให้ผู้นัน
้ ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่”
- ข้อความเท็จ + ไขข่าว-- พูด เขียน วิธีอ่ืน บุคคลท่ีสามได้ทราบ ไม่จำากัดว่า
ต้องทำาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ไม่ตัง้ใจก็ไม่เป็ นข้อแก้ตัว
- ความเสียหายนัน
้ ต้องเกิดจากการไขข่าวอันฝ่ าฝื นต่อความจริงนัน
้ ไม่ใช่เกิด
จากการกระทำาอ่ ืน
- วรรค 2 เป็ นข้อยกเว้นความรับผิด ผู้นัน
้ กระทำาลงไปโดย...เป็ นผู้ส่งข่าวสาร
โดยไม่รู้ว่าเป็ นข้อความเท็จ...ต้องมีส่วนได้เสียโดยชอบในการนัน
้ จะรับผิด

เม่ ือกล่าวเท็จโดยจงใจ เช่น ดำาเป็ นบิดาหวาน จะแต่งงานกับเอก ชาวบ้าน
บอกดำา นายดำาจึงกล่าวห้ามหวานจากเหตุดังกล่าว ดำาไม่มีความผิดฐานหม่ิน
ประมาททางแพ่งเพราะดำาไม่ทราบว่าข้อความนัน
้ เป็ นเท็จและดำามีสว่ นได้เสีย
โดยชอบในการนัน
้ (การสมรสของบุตร)

- ทางแพ่ง-ฝ่ าฝื นความจริง ทางอาญา-แม้เป็ นความจริงก็อาจเป็ นหม่ิน
ประมาทได้
11.2.2 การพิพากษาคดี

ม.424 “ในการพิพากษาคดีข้อความรับผิดเพ่ ือละเมิดและกำาหนดค่าสินไหม

ทดแทนนัน
้ ท่านว่า
ศาลไม่จำาต้องดำาเนินตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะอาญา อันว่าด้วย
การท่ีจะต้องรับโทษ และไม่จำาต้องพิเคราะห์ถึงการท่ีผู้กระทำาผิดต้องคำา
พิพากษาลงโทษทางอาญาหรือไม่”
- พิพากษาแพ่ง ใช้ข้อเท็จจริงอาญา
- คดีอาญายกฟ้ อง ก็ยังเรียกค่าเสียหายทางแพ่งฐานละเมิดได้
11.2.3 การร่วมกันทำาละเมิด ม.432

“ถ้าบุคคลหลายคนก่อให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอ่ ืนโดยร่วมกันทำาละเมิด ท่าน

ว่าบุคคลเหล่านัน
้ จะต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือความเสีย
หายนัน
้ ความข้อนีท
้ ่านให้ใช้ตลอดถึงกรณีท่ีไม่สามารถสืบรู้ตัวได้แน่ว่าใน
จำาพวกท่ีทำาละเมิดร่วมกันนัน
้ คนไหนเป็ นผู้ก่อให้เกิดเสียหายนัน
้ ด้วย
อน่ ึงบุคคลผู้ยุยงส่งเสริมหรือช่วยเหลือในการทำาละเมิด ท่านก็ให้ถือว่าเป็ นผู้
กระทำาละเมิดร่วมกันด้วย
ในระหว่างบุคคลทัง้หลายซ่ ึงต้องรับผิดร่วมกัน ใช้ค่าสินไหมทดแทนนัน

ท่านว่าต่างต้องรับผิดเป็ นส่วนเท่าๆกัน เว้นแต่โดยพฤติการณ์ ศาลจะ
วินิจฉัยเป็ นประการอ่ ืน”
1. ลักษณะร่วมกันทำาละเมิด-มีเจตนาหรือความมุ่งหมายร่วมกันและการกระ
ทำาร่วมกัน อาจอยู่ในฐานะ ตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน (เทียบทางอาญา)

2. ความรับผิดระหว่างผู้ร่วมกันทำาละเมิด-ทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในผลแห่ง

ละเมิดนัน
้ เต็มจำานวนความเสียหาย โดยถือว่าเป็ นลักษณะของหนีร้่วมในค่า
สินไหมทดแทน เม่ ือคนหน่ ึงชดใช้ไปแล้ว ไปไล่เบีย
้ เอากับผูร้ ่วมกระทำาการ
ละเมิดคนอ่ ืนๆได้
- ต้องรับผิดเท่าๆกัน เว้นแต่โดยพฤติการณ์ศาลจะวินิจฉัยเป็ นประการอ่ ืน
- ถ้าต่างคนต่างกระทำาการเอง รับผิดไปตามผลแห่งการกระทำาของตน

หน่วยท่ี 12 ความรับผิดในการกระทำาของบุคคลอ่ ืน

12.1 ลูกจ้าง และตัวแทน

12.1.1 ลักษณะของนายจ้าง ลูกจ้าง และในทางการท่ีจ้าง

ม.425 “นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดชอบกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซ่ ึงลูกจ้างได้
กระทำาไปในทางการท่ีจ้างนัน
้ ”
ก. ลักษณะของนายจ้าง ลูกจ้าง

- ในสัญญาจ้างแรงงาน ลูกจ้างปฏิบัติตามคำาสัง่นายจ้าง แต่ต้องเป็ นคำาสัง่ท่ี
เก่ียวกับการงานท่ีจ้าง
- มีสินจ้างตลอดเวลาท่ีทำางานให้ สินจ้างไม่จำาเป็ นต้องเป็ นเงินเสมอไป

- ข้าราชการในกระทรวงทบวงกรมมิได้เป็ นนายจ้าง ลูกจ้างซ่ ึงกันและกัน

ข. ในทางการท่ีจ้าง-การกระทำาใดๆท่ีเก่ียวกับหรือเก่ียวเน่ ืองกับงานท่ีลูกจ้าง
ได้รับมอบ
หมายจากนายจ้างให้กระทำาการ ลูกจ้างอาจใช้วิธีตามท่ีเห็นสมควรเพ่ ือให้
กิจการนัน
้ ลุลว่ งไป และสมประโยชน์ของนายจ้าง
- ลูกจ้างทำากิจการส่วนตัวในขณะเดียวกัน เป็ นเหตุให้ปฏิบัติหน้าท่ีเพ่ ือ

นายจ้างโดยประมาทเลินเล่อ เช่น ขับรถ ด่ ืมสุรา ชนคน ถ้าเป็ นการกระทำา
โดยอิสระของลูกจ้างเองแล้ว นายจ้างไม่ต้องรับผิด
- กรณีนายจ้างมีคำาสัง่ห้ามกระทำาการอันเป็ นการละเมิดโดยชัดแจ้ง ย่อมไม่
เป็ นข้อต่อสู้ของนายจ้าง
- ฎ. ลูกจ้างฝ่ าฝื นคำาสัง่ แต่ยังปฏิบัติงานของนายจ้างอยู่ นายจ้างจะอ้าง

ระเบียบภายในมาต่อสู้บุคคลภายนอกหาได้ไม่ นายจ้างต้องร่วมรับผิด
- ฎ. ลูกจ้างกลับจากงาน นำารถตรวจสภาพแล้วขับไปบ้านเพ่ ือน กลับมารับ

งานวันรุ่งขึ้น ฝ่ าฝื นระเบียบ ลูกจ้างขับรถออกไปชนรถของโจทก์ ถือว่าเป็ น
เหตุท่ีเกิดขึ้นในทางการท่ีจ้าง
12.1.2 การละเมิดโดยประมาทเลินเล่อ

- ถ้าเกิดในขณะปฏิบัติตามหน้าท่ี ถือว่าอยู่ในทางการท่ีจ้าง ถ้าไม่เก่ียวกับ

การกระทำาท่ีนายจ้างมอบอำานาจหรือสัง่ให้กระทำา ทำาโดยอิสระของลูกจ้างเอง

นายจ้างไม่ต้องรับผิด
- เด็กปั ๊มมีหน้าท่ีเติมน้ำามัน ล้างรถ ไปแก้รถยนต์ของโจทก์เน่ ืองจากเคร่ ือง

ดับเพราะน้ำาท่วมและนำารถออกไปลอง ไม่เป็ นการกระทำาในทางการท่ีจา้ ง
12.1.3 การละเมิดโดยจงใจ

- ลูกจ้างปฏิบัติการโดยมีเหตุจูงใจเป็ นส่วนตัวโดยแท้เน่ ืองจากการทะเลาะ
วิวาท ซ่ ึงไม่เก่ียวกับผล
ประโยชน์นายจ้าง นายจ้างไม่ต้องรับผิด
สิทธิไล่เบีย
้ ของนายจ้าง ม.426 “นายจ้างซ่ ึงได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่

บุคคลภายนอกเพ่ ือละเมิดอันลูกจ้างได้ทำานัน
้ ชอบท่ีจะได้ชดใช้จากลูกจ้าง
นัน
้ ”
- แต่ค่าฤชาธรรมเนียมท่ีนายจ้างต้องใช้แก่ผู้เสียหาย นายจ้างไล่เบีย
้ ไม่ได้
12.1.4 ลักษณะตัวการตัวแทนและความรับผิดของตัวการ
ก. ลักษณะตัวการตัวแทน

- ตัวการ—บุคคลหน่ ึงมอบอำานาจให้บุคคลอ่ ืนกระทำาการต่างๆแทนตัว และ
รับว่าการกระทำานัน
้ ๆโดยบุคคลท่ีได้รับมอบอำานาจดังกล่าวตนจะผูกพัน
เสมือนว่าได้กระทำาการนัน
้ เอง
- ตัวแทน ม.797 “อันว่าสัญญาตัวแทนนัน
้ คือสัญญาซ่ ึงให้บุคคลหน่ ึงเรียกว่า

ตัวแทน มีอำานาจทำาการแทนบุคคลอีกคนหน่ ึง เรียกว่าตัวการ และตกลงจะ
ทำาการดังนัน
้ ”
- การใช้หรือวานคนรู้จก
ั ให้ขับรถพาภริยาไปซ้ือของ ไม่ใช่ตัวแทนเพราะไม่ใช่
กิจการท่ีผู้รับวานทำาแทนตัวการต่อบุคคลท่ีสาม
ข. ความรับผิดของตัวการ แล้วแต่ขอบเขต
1. ได้รบ
ั มอบอำานาจทัว่ไป
2. มอบอำานาจเฉพาะการ

-สิทธิไล่เบีย
้ ของตัวการ ม.427 บัญญัติให้นำา ม.426 มาใช้บังคับ

12.2 ความรับผิดของผู้ว่าจ้างทำาของ

12.2.1 ความรับผิดของผู้ว่าจ้างทำาของไม่เป็ นความรับผิดในการกระทำาของ
บุคคลอ่ ืน
1. กฎหมายได้บัญญัติถึงผู้ว่าจ้างเป็ นผู้ผิด

2. ม.428 ใช้คำาว่าความเสียหาย ไม่ได้ใช้คำาละเมิด ความเสียหายอาจมิได้เกิด
จากจงใจหรือประมาทเลินเล่อขิงผู้รับจ้างก็ได้ แต่ผู้ว่าจ้างก็ต้องรับผิด
3. ไม่มีบทบัญญัติให้ไล่เบีย
้ เอาจากผู้รับจ้าง
12.2.2 ความรับผิดของผู้ว่าจ้างทำาของ ม.428

“ผู้ว่าจ้างทำาของไม่ต้องรับผิดเพ่ ือความเสียหายอันผู้รบ
ั จ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่

บุคคลภายนอกในระหว่างทำาการงานท่ีว่าจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็ นผู้ผด
ิ ใน
ส่วนการงานท่ีสัง่ให้ทำา หรือในคำาสัง่ท่ีตนให้ไว้ หรือในการเลือกหาผูร้ ับจ้าง”
- แล้วแต่ว่าใครกระทำาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อก็รับผิดตามม.420 เช่น
ผู้รับจ้างเอาทรัพย์สินซ่ ึงรู้วา่ เป็ นของผู้อ่ืนมาเป็ นสัมภาระในงานท่ีรับจ้าง ผู้วา่
จ้างไม่รู้ด้วย ผูร้ ับจ้างต้องรับผิดเพียงผู้เดียว ถ้าผู้ว่าจ้างปกปิ ดข้อเท็จจริงบาง
อย่าง ผู้รับจ้างก็ไม่ต้องรับผิด
ความผิดของผู้ว่าจ้างตามท่ีกฎหมายกำาหนดไว้มี 3 กรณี คือ
1. ความผิดในส่วนการงานท่ีสัง่ให้ทำา เช่น จ้างให้ทำาถนนเข้าไปในท่ีของผู้อ่ืน
2. ความผิดในคำาสัง่ท่ีตนให้ไว้ เป็ นเพียงคำาแนะนำา แต่ทำาแล้วไปละเมิดผูอ
้ ่ ืน
3. ความผิดในการเลือกหาผู้รับจ้าง จ้างคนท่ีตนรู้ว่าไม่ใช่ผู้มีความสามารถ
หรือระมัดระวังอันควร ถ้าหากไม่รู้กไ็ ม่ใช่ความผิดในการเลือก

12.3 ความรับผิดของบิดามารดา ผู้อนุบาล ครูบาอาจารย์ นายจ้างหรือบุคคล
อ่ ืน ในการทำาละเมิดของผู้ไร้ความสามารถ
12.3.1 ความรับผิดของผู้เยาว์หรือบุคคลวิกลจริตทางละเมิด

ม.429 “บุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเหตุเป็ นผู้เยาว์หรือวิกลจริต ก็ยัง

ต้องรับผิดในผลท่ีตนทำาละเมิด บิดามารดาหรือผู้อนุบาลของบุคคลเช่นว่านี้
ย่อมต้องรับผิดร่วมกับเขาด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวัง
ตามสมควรแก่หน้าท่ีดูแลซ่ ึงทำาอยู่นัน
้ ”

- ถ้าเป็ นเด็กไร้เดียงสาหรือบุคคลวิกลจริตท่ีไม่รู้สำานึกในการกระทำาของตน
ย่อมถือว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่อไม่ได้
12.3.2 ความรับผิดของบิดามารดาหรือผู้อนุบาล

- รับผิดเน่ ืองจากความบกพร่องในหน้าท่ีดูแล และเหตุละเมิดต้องเกิดในขณะ

ท่ีผู้ไร้ความสามารถอยู่ในระหว่างดูแล ถ้ามิใช่เหตุละเมิดท่ีเกิดขึ้นในระหว่าง
ท่ีอยู่ในความดูแล ก็ไม่ต้องรับผิด
- ม.429 บิดามารดารับผิดท่ีผู้เยาว์ทำาละเมิดตามม.420 ถ้าไม่เป็ นการละเมิดผู้
เยาว์กไ็ ม่ต้องรับผิด บิดามารดาก็ไม่ต้องรับผิดร่วม แต่อาจต้องรับผิดเป็ น
ส่วนตัวตามม.420 เพราะกระทำาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการควบคุม

ดูแลเป็ นเหตุให้ผู้เยาว์ทำาความเสียหายแก่บค
ุ คลอ่ ืน โดยไม่คำานึงว่าผู้เยาว์
ต้องรับผิดหรือไม่
12.3.3 ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าท่ีดูแล

- ต้องพิสูจน์ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าท่ี พิสูจน์ได้ตนก็
พ้นผิด ส่วนผู้เยาว์หรือบุคคลวิกลจริตย่อมไม่พ้นความรับผิดตามม.420
- ความรับผิดร่วมนัน
้ บังคับตามบทว่าด้วยลูกหนีร้ว่ ม บิดามารดาหรือผู้

อนุบาลชดใช้แล้ว ไล่เบีย
้ ได้จนครบจำานวน ไม่ใช่เรียกตามส่วนเท่าๆกันอย่าง
ลูกหนีร้่วมตามม.296
12.3.4 ความรับผิดของครูบาอาจารย์ นายจ้างหรือบุคคลอ่ ืนในการทำาละเมิด
ของผู้ไร้ความสามารถ
ก. บุคคลผู้ต้องรับผิด

ม.430 “ครูบาอาจารย์ นายจ้างหรือบุคคลอ่ ืน ซ่ ึงรับดูแลบุคคลผู้ไร้ความ

สามารถอยู่เป็ นนิจก็ดี ชัว่ครัง้ชัว่คราวก็ดี จำาต้องรับผิดร่วมกับผู้ไร้ความ
สามารถในการละเมิดซ่ ึงเขาได้กระทำาลงในระหว่างท่ีอยู่ในความดูแลของตน
ถ้าหากพิสูจน์ได้วา่ บุคคลนัน
้ ๆมิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร”
- จ้างครูพิเศษไปสอนท่ีบ้าน การดูแลอยู่กับบิดามารดาไม่ใช่ครู
ข. ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าท่ีดูแล

- ม.429 บิดามารดาหรือผู้อนุบาลนำาสืบว่าตนใช้ความระมัดระวัง แต่ม.430

หน้าท่ีผู้เสียหายต้องนำาสืบว่าผู้มีหน้าท่ีมิได้ใช้ความระมัดระวัง ใช้สิทธิไล่เบีย

ได้จนครบจำานวน
หน่วยท่ี 13 ความรับผิดในความเสียหายท่ีเกิดจากทรัพย์

13.1 ความรับผิดในความเสียหายท่ีเกิดขึ้นเพราะสัตว์

ม. 433 “ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ เจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลีย
้ ง

รับรักษาไว้แทนเจ้าของจำาต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายท่ีต้องเสียหาย
เพ่ ือความเสียหายอย่างใดๆอันเกิดแต่สัตว์นัน
้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้
ความระมัดระวังตามสมควรแก่การเลีย
้ งการรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์
หรือตามพฤติการณ์อย่างอ่ ืน หรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนัน
้ ย่อมจะต้อง
เกิดขึ้นทัง้ท่ีได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนัน

อน่ ึงบุคคลผู้ต้องรับผิดชอบดังกล่าวมาในวรรคต้นนัน
้ จะใช้สิทธิไล่เบีย
้ เอา
แก่บุคคลท่ีเร้าหรือยัว่สัตว์นัน
้ โดยละเมิด หรือเอาแก่เจ้าของสัตว์อ่ืนอันมาเร้า
หรือยัว่สัตว์นัน
้ ๆก็ได้”
13.1.1 การกระทำาละเมิดโดยใช้สัตว์เป็ นเคร่ ืองมือ

ม.433 มิใช่ใช้สัตว์เป็ นเคร่ ืองมือกระทำาละเมิดอันบังคับได้ตามม.420 แต่เป็ น
เร่ ืองสัตว์ก่อความเสียหาย รับผิดโดยผู้รับผิดไม่ต้องกระทำาโดยจงใจหรือ
ประมาทเลินเล่อ
13.1.2 ความเสียหายท่ีเกิดขึ้นเพราะสัตว์

- สัตว์ต้องมีการกระทำา มีความเสียหายเพราะสัตว์ สัตว์เป็ นพาหะโรคติดต่อ
หรือก่อความรำาคาญให้เพ่ ือนบ้านก็เป็ นความเสียหายท่ีเกิดขึ้นเพราะสัตว์
13.1.3 บุคคลท่ีต้องรับผิดและข้อยกเว้นความรับผิด

ก. บุคคลท่ีต้องรับผิด-รับผิดเน่ ืองจากความบกพร่องในการควบคุมดูแลสัตว์
บุคคล 2 ประเภท คือ

1. เจ้าของสัตว์ สัตว์หลงทางหรือเพริดหลุดไป จะถือว่าเจ้าของสัตว์มิได้ดูแล

รักษาสัตว์ก็หาไม่
2. บุคคลผู้รับเลีย
้ งรับรักษาไว้แทนเจ้าของ กรณีรับฝากหรือจำานำาสัตว์ก็ใช่
ลัก,ยักยอก,ฉ้อโกงก็ถือว่าแทนเจ้าของสัตว์เหมือนกัน

- ก.วาน ข.เอาหมาไปฉีดยา หมากัด ค., ข.ต้องรับผิดเพราะเป็ นผู้รับเลีย
้ ง
รักษาสัตว์
3. ถ้ามีทัง้เจ้าของและผู้รับเลีย
้ ง ใครรับผิด...ต้องมีผู้เดียว

ข. ข้อยกเว้นความรับผิด มี 3 ประการ เจ้าของหรือผู้รบ
ั เลีย
้ งมีหน้าท่ีพิสูจน์

1. ได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลีย
้ งการรักษาตามชนิดและวิสัย

ของสัตว์
2. ไม่ต้องรับผิดเน่ ืองจากมีพฤติการณ์อย่างอ่ ืน ไม่เก่ียวกับความยินยอมของ

ผู้เสียหายหรือเหตุสุดวิสัย เช่นเอามือใส่ปากหมาเล่น ฟ้ าผ่ากรงหมีแตก
พฤติการณ์อย่างอ่ ืนได้แก่ จะทำาร้ายสัตว์ สัตว์จึงทำาร้ายเอา
3.ไม่ต้องรับผิดเพราะความเสียหายย่อมต้องเกิดขึ้นทัง้ท่ีได้ใช้ความระมัดระวัง
ถึงเพียงนัน
้ บาปเคราะห์ตกแก่ผู้เสียหาย

13.1.4 การใช้สิทธิไล่เบีย

ผู้ต้องรับผิดตามม.433 ว. 1 ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ต้องเสียหายไป

ก่อน แล้วจึงไล่เบีย
้ เอาจากผู้เร้าหรือยัว่สัตว์โดยละเมิดหรือเอาจากเจ้าของ
สัตว์อ่ืนท่ีมาเร้าหรือยัว่สัตว์นัน
้ ต้องชดใช้ไปก่อน ถ้ายังไม่ชดใช้ ก็ยังใช้สิทธิ
ไล่เบีย
้ ไม่ได้
-ถ้าเป็ นการป้ องกันโดยชอบด้วยกฎหมายเช่น ลิงจะเข้ามาแย่งของจึงเอาไม้
ขว้างลิง ลิงตกใจทำาของเสียหาย กรณีนีไ้ม่ต้องด้วยมาตรา 433 วรรค 2

13.2 ความเสียหายจากโรงเรือนหรือส่ิงปลูกสร้าง และของตกหล่นหรือทิง้

ขว้างจากโรงเรือน
13.2.1 โรงเรือนหรือส่ิงปลูกสร้างก่อสร้างไว้ชำารุดบกพร่องหรือบำารุงรักษาไม่

เพียงพอ
ม.434 “ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะเหตุท่ีโรงเรือนหรือส่ิงปลูกสร้างอย่างอ่ ืน
ก่อสร้างไว้ชำารุดบกพร่องก็ดี หรือบำารุงรักษาไม่เพียงพอก็ดี ท่านว่าผู้ครอง

โรงเรือนหรือส่ิงปลูกสร้างนัน
้ ๆจำาต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ถ้าผู้ครองได้
ใช้ความระมัดระวังตามสมควร เพ่ ือปั ดป้ องมิให้เกิดเสียหายฉะนัน
้ แล้ว ท่าน
ว่าผู้เป็ นเจ้าของจำาต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
บทบัญญัติท่ีกล่าวมาในวรรคก่อนนัน
้ ให้ใช้บังคับได้ตลอดถึงความบกพร่อง
ในการปลูกหรือค้ำาจุนต้นไม้หรือกอไผ่ด้วย
ในกรณีท่ีกล่าวมาในสองวรรคต้นนัน
้ ถ้ายังมีผู้อ่ืนอีกท่ีต้องรับผิดในการท่ี
ก่อให้เกิดเสียหายนัน
้ ด้วยไซร้ ท่านว่าผู้ครองหรือเจ้าของจะใช้สิทธิไล่เบีย
้ เอา
แก่ผู้นัน
้ ก็ได้”
- ม.434 รับผิดจากความบกพร่องในการดูแล มิได้กระทำาโดยจงใจหรือประมาท
เลินเล่อ
- โรงเรือน รวมบนดิน ใต้ดิน

- อย่างอ่ ืนท่ีมิใช่โรงเรือน เช่น รัว้ บ่อน้ำา ถนนฯลฯ ท่ีติดกับท่ีดิน รวม

สังหาริมทรัพย์ จำากัดเฉพาะส่ิงท่ีบุคคลทำาขึ้น ความรับผิดตกอยู่แก่ผู้ครอง
ก่อนเป็ นเบ้ืองแรก ถ้าผู้ครองได้ใช้ความระมัดระวังตามควรก็ไม่ต้องรับผิด ผู้
เป็ นเจ้าของต้องรับผิด
กรณีมีผู้อ่ืนต้องรับผิดชอบ (วรรค 3) ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อเช่น ก.
เป็ นเจ้าของบ้านเก่า ข.มาเย่ียม เปิ ดหน้าต่าง หน้าต่างหลุดไปโดนหัว ค. ข.ไม่

ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ก.ต้องรับผิดต่อ ค. ถ้า ข.จงใจหรือประมาท
เลินเล่อต้องรับผิดตามม.420 ก.ไม่ต้องรับผิดตามม.434

- เม่ ือบุคคลท่ีต้องรับผิดได้ใช้คา่ สินไหมทดแทนไปแล้ว อาจใช้สิทธิไล่เบีย
้ เอา

แก่ผู้ต้องรับผิดในการก่อความเสียหายนัน
้ ได้ ผูอ
้ ่ ืนต้องรับผิดต่อผู้ครองหรือ
เจ้าของ ไม่ใช่รับผิดต่อผู้เสียหาย
การเรียกให้จัดการตามท่ีจำาเป็ นเพ่ ือบำาบัดปั ดป้ องภยันตราย
ม.435 “ผู้ใดจะประสบความเสียหายอันพึงเกิดจากโรงเรือนหรือส่ิงปลูกสร้าง

อย่างอ่ ืนของผู้อ่ืน บุคคลผู้นัน
้ ชอบท่ีจะเรียกให้จด
ั การตามท่ีจำาเป็ นเพ่ ือบำาบัด
ปั ดป้ องภยันตรายนัน
้ เสียได้”
13.2.2 ความเสียหายเพราะของตกหล่นหรือทิง้ขว้างจากโรงเรือน

ม.436 “บุคคลผู้อยู่ในโรงเรือนต้องรับผิดชอบในความเสียหายอันเกิดเพราะ
ของตกหล่นจากโรงเรือนนัน
้ หรือเพราะทิง้ขว้างของไปตกในท่ีอันมิควร”

- ไม่ได้เกิดจากจงใจหรือประมาทเลินเล่อ

- ทิง้ขว้างไปจากโรงเรือน ไม่ใช่ทิง้ขว้างไปจากท่ีอ่ืนแล้วไปตกในบริเวณโรง
เรือน ต้องไม่ใช่ชำารุดบกพร่องเพราะบังคับได้ตามม.434 ถ้าเป็ นหลังคาเปิ ด
เพราะแรงลมไม่ชำารุดบกพร่อง แล้วตกหล่นไปก็ตามม.436

- “ตกหล่น” ไม่จำากัดว่ามีบุคคลอ่ ืนหรือส่ิงอ่ ืนมากระทำา

- “ทิง้หรือขว้าง” –บุคคลตัง้ใจทำาให้ของเคล่ ือน ไม่จงใจหรือประมาทเลินเล่อ

ความรับผิดอยูท
่ ่ี”ไปตกในท่ีอันมิควร”
- บุคคลผู้อยู่ในโรงเรือน--ผู้ท่ีอยู่ในฐานะท่ีจะรับผิดชอบในพฤติการณ์ของโรง
เรือน(ผู้เป็ นหัวหน้าควบคุมโรงเรือน) ผู้รับฝากโรงเรือนให้ดูแล ไม่หมายถึงผู้
อยู่ด้วย,ผู้เย่ียมเยียน ไล่เบีย
้ ไม่ได้ แต่ถ้าเป็ นเหตุสุดวิสัยเช่นลมพายุแรง

กระถางหล่นใส่ ก็ไม่ต้องรับผิด
- ผู้เช่าแฟลตทำาละเมิดทิง้ของ ผู้เช่าแยกเป็ นสัดส่วน เจ้าของไม่ต้องรับผิด
13.3 ความเสียหายท่ีเกิดจากยานพาหนะและทรัพย์อันตราย

13.3.1 การกระทำาละเมิดโดยใช้ยานพาหนะหรือทรัพย์อันตรายเป็ นเคร่ ืองมือ

ม.437 “บุคคลใดครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะอย่างใดๆอันเดินด้วย

กำาลังเคร่ ืองจักรกล บุคคลนัน
้ จะต้องรับผิดชอบเพ่ ือการเสียหายอันเกิดแต่
ยานพาหนะนัน
้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนัน
้ เกิดแต่เหตุสุดวิสัย
หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนัน
้ เอง
ความข้อนีใ้ห้ใช้บังคับได้ตลอดถึงบุคคลผู้มีไว้ในครอบครองของตน ซ่ ึงทรัพย์
อันเป็ นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ หรือโดยความมุ่งหมายท่ีจะใช้ หรือโดย
อาการกลไกของทรัพย์นัน
้ ด้วย”
- ม.437 ผู้รบ
ั ผิดจะต้องไม่มีการกระทำาโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ถ้าจงใจ
หรือประมาทเลินเล่อรับผิดตามม.420

13.3.2 ความรับผิดในความเสียหายท่ีเกิดจากยานพาหนะและทรัพย์อันตราย
ม.437 แยกพิจารณาดังนี้

1. ลักษณะยานพาหนะอันเดินด้วยกำาลังเคร่ ืองจักรกลและทรัพย์อันตราย

- รถเข็น รถม้า ฯ ท่ีไม่ได้เดินด้วยกำาลังเคร่ ืองจักรกลไม่อยู่ในความหมายของ
มาตรานี้
- ทรัพย์อันตรายโดยสภาพ เช่น ดินปื น น้ำามันเบนซิน กระแสไฟฟ้ าฯลฯ
2. ลักษณะความเสียหาย

- ความเสียหายท่ีเกิดแต่ยานพาหนะท่ีเดินอยู่ เดินด้วยกำาลังเคร่ ืองจักรกล
ไม่ใช่ยานพาหนะท่ีหยุดอยู่กบ
ั ท่ี

หน่วยท่ี 14 ค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือละเมิดและนิรโทษกรรม

14.1 ค่าสินไหมทดแทน

14.1.1 ลักษณะค่าสินไหมทดแทน

ม.438 “ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนัน
้ ให้ศาลวินิจฉัย

ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด
อน่ ึงค่าสินไหมทดแทนนัน
้ ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไป
เพราะละเมิดหรือใช้ราคาทรัพย์สินนัน
้ รวมทัง้ค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้
ใช้เพ่ ือความเสียหายอย่างใดๆอันได้ก่อขึ้นนัน
้ ด้วย”
- พ้ืนฐานก็คือให้ผู้เสียหายกลับคืนสู่ฐานะเดิมเม่ ือยังไม่มีการทำาละเมิด.....ใกล้
เคียงฐานะเดิมมากท่ีสุด...ใช้เป็ นเงิน

- ละเมิด......ผิดนัดตัง้แต่ละเมิด เสียดอก ร้อยละ 7.5 ต่อปี

- จำานวนเงินค่าสินไหมตัง้แต่วันศาลพิพากษา หากศาลสูงให้เพ่ิมขึ้นหรือลด
ลงก็คิดดอกตามนี ถ
้ ้าจำานวนตรงกันตัง้แต่ศาลชัน
้ ใดก็คิดดอกตัง้แต่วันศาล
ล่างพิพากษา
14.1.2 การวินิจฉัยในการใช้ค่าสินไหมทดแทน

- กรณีคืนทรัพย์ ถ้าเป็ นวิสัยท่ีจะทำาได้จะบังคับใช้ราคากันไม่ได้ เว้นแต่ผู้เสีย
หายยินยอม
- ศาลวินิจฉัยค่าสินไหมจากหลายเหตุรวมกัน ไม่ใช่เฉพาะความผิดของผู้ทำา
ละเมิดฝ่ ายเดียว แยกพิจารณาดังนี้ 1. ความเสียหายท่ีคำานวณเป็ นตัวเงินได้

ถ้าแน่นอนปกติศาลให้ตามนัน
้ แต่ไม่ใช่โจทก์ขอเท่าใดก็ให้เท่านัน
้ ดูตาม
พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด

- รถต้องซ่อมมาก ราคาตก เรียกค่าสินไหมทดแทนได้

2. ความเสียหายท่ีคำานวณเป็ นตัวเงินไม่ได้ แล้วแต่กรณี

3. ความเสียหายท่ีคำานวณเป็ นตัวเงินได้และมิได้รวมกัน ด้านจิตใจ เช่น รถ

โบราณ มรดกประจำาตระกูล
4. กรณีบุคคลภายนอกใช้เงินแก่โจทก์ ฎ. ในกรณีโจทก์รบ
ั เงินประกันชีวิตผู้

ตายไปแล้ว ก็ไม่ทำาให้หมดสิทธิท่ีจะเรียกค่าอุปการะเลีย
้ งดูเป็ นค่าเสียหาย
ด้วย
5. หน้าท่ีนำาสืบ โจทก์ต้องนำาสืบว่าเสียหายเท่าไหร่ ศาลจะกำาหนดตามสมควร
แก่พฤติการณ์
14.2 กรณีทรัพย์ทำาลายลงหรือการคืนตกเป็ นพ้นวิสัยหรือเส่ ือมเสียลงโดย

อุบัติเหตุและดอกเบีย
้ ในราคาทรัพย์
14.2.1 กรณีทรัพย์ทำาลายลงหรือการคืนตกเป็ นพ้นวิสัยหรือเส่ ือมเสียลงโดย

อุบัติเหตุ
ม.439 “บุคคลจำาต้องคืนทรัพย์อันผู้อ่ืนต้องเสียไปเพราะละเมิดแห่งตนนัน
้ ยัง

ต้องรับผิดชอบตลอดถึงการท่ีทรัพย์นัน
้ ทำาลายลงโดยอุบัติเหตุหรือการคืน
ทรัพย์ตกเป็ นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างอ่ ืนโดยอุบัติเหตุ หรือทรัพย์นัน
้ เส่ ือม
เสียลงโดยอุบัติเหตุนัน
้ ด้วย เว้นแต่เม่ ือการท่ีทรัพย์สินทำาลายหรือตกเป็ นพ้น
วิสัยจะคืนหรือเส่ ือมเสียนัน
้ ถึงแม้ว่าจะมิได้มก
ี ารทำาละเมิด ก็คงจะต้องตกไป
เป็ นอย่างนัน
้ อยู่เอง”
- ม.439 ใช้เฉพาะกรณีท่ีเป็ นการละเมิดโดยการเอาทรัพย์ของผู้อ่ืนไปโดย
ละเมิด ถ้าเป็ นการทำาลายเสียหายมิใช่การเอาไปก็คงใช้เงินอย่างธรรมดา
- อุบัติเหตุเป็ นเหตุท่ีเกิดขึ้นโดยจะโทษเอาเป็ นความผิดของผู้กระทำาไม่ได้
เป็ นเหตุสุดวิสัยอย่างหน่ ึง
ม.439 แยกพิจารณาดังนี้

1. ทรัพย์ทำาลายลงโดยอุบัติเหตุ ขโมยรถไป ชนต้นไม้

2. การคืนทรัพย์ตกเป็ นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างอ่ ืนโดยอุบัติเหตุ ขโมยมา....ถูก
ปล้นไป
3. ทรัพย์เส่ ือมเสียลงโดยอุบัติเหตุ ทรัพย์ยังเป็ นวิสัยคืนได้อยู่ แต่เส่ ือมเสียลง
- ข้อยกเว้นท่ีทำาให้ลูกหนีพ
้ ้นความรับผิดคือ ถึงจะมิได้มีการละเมิดก็คงจะตก

ไปเป็ นอย่างนัน
้ อยู่เอง(จำาเลยต้องพิสูจน์)

14.2.2 การเรียกดอกเบีย
้ ในราคาทรัพย์กรณีทรัพย์บุบสลาย

- กรณีวัตถุเส่ ือมเสียศูนย์ไปในระหว่างผิดนัด เจ้าหนีม
้ ีสิทธิเรียกค่าสินไหม

ทดแทน การตีราคาตามวันท่ีผิดนัด ดอกเบีย
้ ตามม.224
- เฉพาะดอกเบีย
้ มี ม.225,440 เป็ นข้อยกเว้นของม.224

ม.225 “ถ้าลูกหนีจ้ำาต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือราคาวัตถุอันได้เส่ ือมเสียไป

ระหว่างผิดนัดก็ดี หรือวัตถุอันไม่อาจส่งมอบได้เพราะเหตุอย่างใดอย่างหน่ ึง
อันเกิดขึ้นระหว่างผิดนัดก็ดี ท่านว่าเจ้าหนีจ้ะเรียกดอกเบีย
้ ในจำานวนท่ีจะ
เป็ นค่าสินไหมทดแทนคิดตัง้แต่เวลาอันเป็ นฐานท่ีตัง้แห่งการกะประมาณ
ราคานัน
้ ก็ได้ วิธีเดียวกันนีท
้ ่านให้ใช้ตลอดถึงการท่ีลูกหนีต
้ ้องใช้ค่าสินไหม
ทดแทนเพ่ ือการท่ีราคาวัตถุต่ำาลงเพราะวัตถุนัน
้ เส่ ือมเสียลงในระหว่างเวลาท่ี
ผิดนัดนัน
้ ด้วย
- ม.225 ตอนแรก ทรัพย์พังทัง้หมด ตอนหลังแค่เส่ ือมลง ราคาต่ำาลงแต่ทรัพย์
ยังอยู่
ม.440 “ในกรณีท่ีต้องใช้ราคาทรัพย์อันได้เอาของเขาไปก็ดี ในกรณีท่ีต้องใช้

ราคาทรัพย์อันลดน้อยลงเพราะบุบสลายก็ดี ฝ่ ายผู้ต้องเสียหายจะเรียก
ดอกเบีย
้ ในจำานวนเงินท่ีจะต้องใช้ คิดตัง้แต่เวลาอันเป็ นฐานท่ีตัง้แห่งการกะ
ประมาณราคานัน
้ ก็ได้”
- เจ้าหนีจ้ะเลือก ม.225,440 ก็ได้ ถ้าไม่เลือกก็ตาม ม.224 แล้วแต่ว่าทางใดจะได้
ประโยชน์มากท่ีสุด
- เวลาอันเป็ นฐานท่ีตัง้แห่งการกะประมาณราคา แล้วแต่ตกลงกัน หรือศาล
ชีข้าด ม.225,440 ให้เรียกดอกเบีย
้ เวลานัน
้ (เจ้าหนีเ้ลือกได้)

- ม.440 เรียกทรัพย์คืน+เรียกค่าเส่ ือมราคาเพราะทรัพย์เส่ ือมบุบสลาย เช่น

200000 บาท เส่ ือมเหลือ 150000 เรียก อีก 50000 พร้อมดอกเบีย
้ ตัง้แต่วันผิดนัด

แต่ถ้าทรัพย์ท่ีเส่ ือมเสียมีราคาตลาดสูงขึ้นเป็ น 250000 ฉะนัน
้ ราคาต่ำาลง

100000 คิดดอกเบีย
้ ในเงิน 100000 ได้ตามม.225,440 คิดแต่เวลาฐานท่ีตัง้ หรือจะ
เลือกตามม.224 ก็ได้(ต้องเลือกคิดจาก 50000 ตัง้แต่ผิดนัดคือ 50000 + 7.5%

ของ 50000 ตัง้แต่เวลาผิดนัด หรือ คิดดอกจาก 100000 จากเวลาอันเป็ นฐานท่ี

ตัง้คือ 50000 + 7.5%ของ 100000 จากเวลาอันเป็ นฐานท่ีตัง้...คิดจากเวลาไหนก็ได้
ท่ีได้ดอกเบีย
้ มากท่ีสุด)

14.3 การใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ครองทรัพย์และความผิดของผู้ต้องเสีย
หาย
14.3.1 การใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ครองทรัพย์

ม.441 “ถ้าบุคคลจำาต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือความเสียหายอย่างใดๆเพราะ

เอาสังหาริมทรัพย์ของเขาไปก็ดี หรือทำาของเขาให้บบ
ุ สลายก็ดี เม่ ือใช้ค่า
สินไหมทดแทนให้แก่บุคคลซ่ ึงเป็ นผู้ครองทรัพย์นัน
้ อยู่ในขณะท่ีเอาไปหรือ
ขณะท่ีทำาให้บบ
ุ สลายนัน
้ แล้ว ท่านว่าเป็ นอันหลุดพ้นไป เพราะการท่ีได้ให้
เช่นนัน
้ แม้กระทัง่บุคคลภายนอกจะเป็ นเจ้าของทรัพย์ หรือมีสิทธิอย่างอ่ ืน
เหนือทรัพย์นัน
้ เว้นแต่สิทธิของบุคคลภายนอกเช่นนัน
้ จะเป็ นท่ีรู้อยู่แก่ตน
หรือมิได้รู้เพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตน”
- เป็ นบทยกเว้นม.315
14.3.2 ความผิดของผู้ต้องเสียหาย

ม.442 “ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหน่ ึงอย่างใดของผู้ต้อง
เสียหายประกอบด้วยนัน
้ ไซร้ ท่านให้นำาบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้

บังคับโดยอนุโลม”
ม.223 “ถ้าฝ่ ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำาความผิดอย่างใดอย่างหน่ ึงก่อให้เกิดความ

เสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนีอ
้ ันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหาย
มากน้อยเพียงใดนัน
้ ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็ นประมาณ ข้อสำาคัญก็คือว่า
ความเสียหายนัน
้ ได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ ายไหนเป็ นผู้ก่อย่ิงหย่อนกว่ากันเพียงใด
วิธีเดียวกันนีท
้ ่านให้ใช้แม้ทัง้ท่ีความผิดของฝ่ ายผู้เสียหายจะมีแต่เพียงละเลย
ไม่เตือนลูกหนีใ้ห้รู้สึกถึงอันตรายแก่การเสียหายอันเป็ นอย่างร้ายแรงผิด
ปกติซ่ึงลูกหนีไ้ม่รห
ู้ รือไม่อาจจะรู้ได้ หรือเพียงแต่ละเลยไม่บำาบัดปั ดป้ อง
หรือบรรเทาความเสียหายนัน
้ อน่ ึงบทบัญญัติแห่งมาตรา 220 นัน
้ ท่านให้นำา
มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
- ตย. การท่ีมีส่วนผิด เช่นยืนเกาะห้อยโหนบันไดรถโดยสาร

- ตย. ฎีกา 1. กรณีท่ีศาลลดค่าเสียหายท่จี ำาเลยจะต้องใช้ให้โจทก์...ฆ่าสัตว์ตาย..
เจ้าของปล่อยปละละเลย ย่อมถือว่าเจ้าของมีส่วนผิดด้วย

2. กรณีท่ีศาลไม่ให้คา่ เสียหายแก่โจทก์..จำาเลยมาทางขวาผิดทาง โจทก์มาเร็ว

มาก จำาเลยไปซ้าย โจทก์ไม่รอ แซงซ้ายผิดกฎชนกัน แม้จำาเลยผิด โจทก์ก็
ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย
14.4 ค่าสินไหมทดแทนกรณีทำาให้ตายและการขาดไร้อป
ุ การะตามกฎหมาย
14.4.1 ค่าสินไหมทดแทนกรณีทำาให้ตาย

ม.443 ว.1-2 “ในกรณีทำาให้เขาถึงตายนัน
้ ค่าสินไหมทดแทนได้แก่คา่ ปลงศพ

รวมทัง้ค่าใช้จ่ายอันจำาเป็ นอย่างอ่ ืนๆอีกด้วย
ถ้ามิได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล รวมทัง้ค่าเสีย
หายท่ีต้องขาดประโยชน์ทำามาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการนัน
้ อีก
ด้วย” แยกดังนี้
1. ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำาเป็ นอย่างอ่ ืน ศาลกำาหนดให้ตามสมควรและ
จำาเป็ นแก่ฐานะในสังคม การก่อเจดีย์ไม่ใช่ค่าใช้จา่ ยจำาเป็ น แต่ถ้าได้จด
ั ทำาไป
ตามสมควรแก่ฐานะ เรียกได้ ฮวงจุ้ยสร้างไว้ก่อนเรียกไม่ได้ เรียกได้เฉพาะ
ค่าใช้จา่ ยตอนหลัง
- มีผู้ออกเงินช่วยค่าทำาศพ ไม่บรรเทาความรับผิดจำาเลย
- นำาสืบค่าใช้จ่ายไม่แน่นอน ศาลกำาหนดให้พอสมควร

2. ค่ารักษาพยาบาลและค่าท่ีต้องขาดประโยชน์ ถ้าไม่ตายไม่อยู่ในบังคับ ม.443
ว.2

- รายได้ท่ีไม่ต้องทำามาหาได้ เช่น ค่าเช่าบ้าน เรียกค่าขาดประโยชน์ไม่ได้
14.4.2 ค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือการขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย

ม.443 ว.3 “ถ้าว่าเหตุท่ีตายลงนัน
้ ทำาให้บุคคลหน่ ึงบุคคลใดต้องขาดไร้อป
ุ การะ

ตามกฎหมายไปด้วยไซร้ ท่านว่าบุคคลนัน
้ ชอบท่ีจะรับค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือ
การนัน
้ ”
- ต้องมีสิทธิได้รบ
ั อุปการะตามกฎหมาย มีตัวบทกฎหมายให้จำาต้องเลีย
้ งดูกัน
นอกกฎหมายไม่มีสิทธิแม้จะเป็ นชอบด้วยกฎหมายภายหลังบิดาตายก็ตาม
- ไม่ต้องพิจารณาว่าปั จจุบันผู้ตายจะได้อุปการะเลีย
้ งดูหรือไม่
- เรียกค่าขาดอุปการะทัง้ในปั จจุบันและความหวังในอนาคต
- ไม่ต้องคำานึงว่าผู้ตายจะมีรายได้หรือไม่
- ประกันจ่ายแล้ว เรียกได้อก

14.5 ค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือความเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัย

14.5.1 ม.444 “ในกรณีทำาให้เสียหายแก่รา่ งกายหรืออนามัยนัน
้ ผู้ต้องเสียหาย

ชอบท่ีจะได้ชดใช้ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป และค่าเสียหายเพ่ ือการท่ีเสีย
ความสามารถประกอบการงานสิน
้ เชิงหรือแต่บางส่วน ทัง้ในเวลาปั จจุบันนัน

และในเวลาอนาคตด้วย
ถ้าในเวลาท่ีพิพากษาคดี เป็ นพ้นวิสัยท่ีจะหยัง่รู้ได้แน่ว่าความเสียหายนัน
้ ได้
มีแท้จริงเพียงใด ศาลจะกล่าวในคำาพิพากษาว่ายังสงวนไว้ซ่ึงสิทธิท่ีจะแก้ไข
คำาพิพากษานัน
้ อีกภายในระยะเวลาไม่เกินสองปี ก็ได้”
- แก้ไขได้เฉพาะจำานวนค่าเสียหาย เช่นกรณีป่วยยังไม่หาย
14.5.2 ค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือการท่ีขาดแรงงาน

ม.445 “ในกรณีท่ีทำาให้เขาถึงตายหรือเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยก็ดี ถ้าผู้

ต้องเสียหายมีความผูกพันตามกฎหมายจะต้องทำาการงานให้เป็ นคุณแก่
บุคคลภายนอกในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมของบุคคลภายนอกนัน
้ ไซร้
ท่านว่าบุคคลผู้จำาต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนัน
้ จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
ให้แก่บุคคลภายนอก เพ่ ือท่ีเขาต้องขาดแรงงานอันนัน
้ ไปด้วย”
- นายจ้างของผู้ถูกทำาละเมิด ชอบท่ีจะเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ทำาละเมิด

เท่าเงินเดือนลูกจ้าง
14.6 ค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินและการจัดการเพ่ ือให้
ช่ ือเสียงกลับคืนดี
14.6.1 ค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือความเสียหายอันมิใช่ตัวเงิน

ม.446 “ในกรณีท่ีทำาให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยก็ดี ในกรณีทำาให้เขา

เสียเสรีภาพก็ดี ผู้เสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือความเสีย
หายอย่างอ่ ืนอันมิใช่ตัวเงินด้วยก็ได้ สิทธิเรียกร้องอันนีไ้ม่โอนกันได้และไม่
ตกสืบไปถึงทายาท เว้นแต่สิทธินัน
้ จะได้รับสภาพกันไว้โดยสัญญาหรือได้เร่ิม
ฟ้ องคดีตามสิทธินัน
้ แล้ว
อน่ ึง หญิงท่ีต้องเสียหายเพราะผู้ใดทำาผิดอาญาเป็ นทุรศีลธรรมแก่ตน ก็ย่อม
มีสิทธิเรียกร้องทำานองเดียวกันนี้”
- ม.446 ผู้เสียหายจะใช้สิทธิเรียกร้องตามมาตรานีห
้ รือไม่ก็ได้ ถือเป็ นสิทธิ
เฉพาะตัวของผู้เสียหาย จะโอนกันไม่ได้ ข้อยกเว้นว่ามีการรับสภาพกันไว้
โดยสัญญาหรือได้ฟ้องคดีแล้ว

14.6.2 การจัดการเพ่ ือให้ช่ือเสียงกลับคืนดี

ม.447 “บุคคลใดทำาให้เขาต้องเสียหายแก่ช่ือเสียง เม่ ือผู้ต้องเสียหายร้องขอ

ศาลจะสัง่ให้บุคคลนัน
้ จัดการตามสมควร เพ่ ือทำาให้ช่ือเสียงของบุคคลนัน

กลับคืนดีแทนให้ใช้ค่าเสียหาย หรือทัง้ให้ใช้คา่ เสียหายด้วยก็ได้”
14.7 อายุความเรียกร้องค่าเสียหาย
14.7.1 สิทธิเรียกร้องทรัพย์สินคืน

- ผู้ทรงกรรมสิทธิต์ามม.1336 ย่อมไม่มีอายุความการตามทรัพย์สินคืน

นอกจากผู้อ่ืนอ้างอายุความได้สิทธิ ม.1382,1383 หากเป็ นกรณีถูกแย่งครอบ
ครองอันเป็ นละเมิด อายุความ 1 ปี

14.7.2 สิทธิเรียกร้องราคาทรัพย์สินหรือเงินท่ีเอาไปโดยละเมิด เป็ นสิทธิเรียก
ร้องในค่าเสียหายอย่างหน่ ึง มิใช่เป็ นการติดตามทรัพย์คืน ย่อมมีอายุความ
ตามม.448
14.7.3 สิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย

ม.448 “สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนัน
้ ท่านว่าขาดอายุความ

เม่ ือพ้นปี หน่ ึงนับแต่วันท่ีผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้
ค่าสินไหมทดแทนหรือเม่ ือพ้นสิบปี นับแต่วันทำาละเมิด
แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็ นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะ
อาญาและมีกำาหนดอายุความยาวกว่าท่ีกล่าวมานัน
้ ไซร้ ท่านให้เอาอายุความ
ท่ียาวกว่านัน
้ มาบังคับ”
- ม.448 ฟ้ องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดเท่านัน
้ ไม่รวมฟ้ องเรียกตัว
ทรัพย์สินคืนถ้าทรัพย์มีอยู่
- ค่าเสียหายได้แก่ ค่าเช่า ค่าขาดประโยชน์ ดอกเบีย
้ หรือท่ีบัญญัติในม.443446 ฯลฯ

- การฟ้ องให้ระงับหรือเพิกถอน มิใช่ ม.448

- อายุความ 1 ปี นับแต่รู้ 2 กรณีประกอบกัน คือ
1. รู้ถึงการละเมิด

2. รู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมทัง้ผู้ทำาละเมิดและผู้ต้องใช้ เช่น
นายจ้าง ฯลฯ

..........ต้องรู้ทัง้ 2 กรณี จึงเร่ิมนับอายุความ................

- ข้าราชการทำาละเมิดต้องนับตัง้แต่วันท่ีกรมหรือกระทรวงคืออธิบดีหรือ
รัฐมนตรีพิจารณาเร่ ืองราวและความเห็นนัน
้ แล้ว
14.7.4 สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในมูลละเมิดอันเป็ นความผิดทางอาญา

-ม.448 ว.2 หมายความเฉพาะการเรียกร้องจากตัวผู้กระทำาผิดหรือร่วมในการก

ระทำาผิดทางอาญา ไม่หมายถึงผู้ท่ีมิได้ร่วมในการกระทำาผิดแต่ต้องรับผิดร่วม
ด้วยในทางแพ่ง เช่น นายจ้าง บิดามารดา ฯลฯ
- ไม่ถูกฟ้ องอาญา แต่โจทก์ฟ้องเก่ียวเน่ ืองกับความผิดอาญา มิใช่อายุความ 1
ปี
- อายุความหยุดลงตาม ว.2 จะนับอายุความแพ่งต่ออย่างไรแล้วแต่ผลคดี

อาญา ถ้าศาลลงโทษจำาเลยก่อนผู้เสียหายฟ้ องจำาเลยเป็ นคดีแพ่ง อายุความ
แพ่งมีกำาหนด 10 ปี นับแต่วันพิพากษา แต่ถ้าศาลยกฟ้ องอาญาก่อนท่ีผู้เสีย

หายฟ้ องคดีแพ่ง อายุความแพ่งก็ตาม ม.448 ว.1
14.8 นิรโทษกรรม

14.8.1 การป้ องกันและการกระทำาตามคำาสัง่อันชอบด้วยกฎหมาย

ม.449 “บุคคลใดเม่ ือกระทำาการป้ องกันโดยชอบด้วยกฎหมายก็ดี การทำาตาม

คำาสัง่อันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หากก่อให้เกิดเสียหายแก่ผอ
ู้ ่ ืนไซร้ ท่านว่า
บุคคลนัน
้ หาต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่
ผู้ต้องเสียหายอาจเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้เป็ นต้นเหตุให้ต้องป้ องกัน
โดยชอบด้วยกฎหมายหรือจากบุคคลผู้ให้คำาสัง่โดยละเมิดนัน
้ ก็ได้” พิจารณา
ดังนี้
1. การป้ องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ป้ องกันตามปอ. ม.68 แต่ถ้าเกินเหตุ ม.69
ก็ต้องรับผิดชดใช้
2. กระทำาตามคำาสัง่อันชอบด้วยกฎหมาย ต้องเป็ นคำาสัง่ไม่ใช่คำาแนะนำาหรือ

ความคิดเห็น ไม่ใช่คำาอนุญาตของเจ้าพนักงาน ต้องเป็ นคำาสัง่ของุจ้า
พนักงานท่ีมีอำานาจตามกฎหมาย ถ้าหากทำาเกินคำาสัง่และเกิดความเสียหาย
ก็อาจเป็ นละเมิดได้
3. กรณีท่ีต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามม.449 ว.2 การป้ องกันโดยชอบ

กระทำาตามคำาสัง่เป็ นเร่ ืองท่ีผู้ให้คำาสัง่ได้กระทำาโดยละเมิด ผู้เป็ นต้นเหตุหรือ

ผู้ออกคำาสัง่ต้องชดใช้
14.8.2 การทำาบุบสลายหรือทำาลายทรัพย์

ม.450 “ถ้าบุคคลทำาบุบสลาย หรือทำาลายทรัพย์ส่ิงหน่ ึงส่ิงใด เพ่ ือจะบำาบัดปั ด

ป้ องภยันตรายซ่ ึงมีมาเป็ นสาธารณะโดยฉุกเฉิน ท่านว่าไม่จำาต้องใช้ค่า
สินไหมทดแทน หากความเสียหายนัน
้ ไม่เกินสมควรแก่เหตุภยันตราย
ถ้าบุคคลทำาบุบสลาย หรือทำาลายทรัพย์ส่ิงหน่ ึงส่ิงใด เพ่ ือบำาบัดปั ดป้ อง
ภยันตรายอันมีแก่เอกชนโดยฉุกเฉิน ผู้นัน
้ จะต้องใช้คืนทรัพย์นัน

ถ้าบุคคลทำาบุบสลาย หรือทำาลายทรัพย์ส่ิงหน่ ึงส่ิงใด เพ่ ือจะป้ องกันสิทธิของ
ตนหรือของบุคคลภายนอกจากภยันตรายอันมีมาโดยฉุกเฉิน เพราะตัว
ทรัพย์นัน
้ เองเป็ นเหตุ บุคคลเช่นว่านีห
้ าต้องรับผิดใช้คา่ สินไหมทดแทนไม่
หากว่าความเสียหายนัน
้ ไม่เกินสมควรแก่เหตุ แต่ถ้าภยันตรายนัน
้ เกิดขึ้น
เพราะความผิดของบุคคลนัน
้ เองแล้ว ท่านว่าจำาต้องรับผิดใช้คา่ สินไหม
ทดแทนให้”
- ม.450 เก่ียวกับทรัพย์ ว.1 จำาเป็ น,ฉุกเฉิน,สาธารณะ,ไม่เกินเหตุ,....ไม่ต้องใช้
- ว.2 จำาเป็ น,ฉุกเฉิน,เอกชน.........ต้องใช้

- ว. 3 จำาเป็ น,ฉุกเฉิน,ตัวทรัพย์เป็ นต้นเหตุ,ไม่เกินเหตุ.....ไม่ต้องใช้

- ถ้าภยันตรายเกิดขึ้นเพราะความผิดของบุคคลผู้ทำาบุบสลายหรือทำาลาย
ทรัพย์ ก็ต้องชดใช้
14.8.3 การใช้กำาลังป้ องกันสิทธิ

ม.451 “บุคคลใช้กำาลังป้ องกันสิทธิของตน ถ้าตามพฤติการณ์จะขอให้ศาลหรือ

เจ้าหน้าท่ีช่วยเหลือให้ทันท่วงทีไม่ได้ และถ้ามิได้ทำาในทันใด ภัยมีอยูด
่ ้วย
การท่ีตนจะได้สมดังสิทธินัน
้ จะต้องประวิงไปมากหรือถึงแก่สาบสูญได้ไซร้
ท่านว่าบุคคลนัน
้ หาต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่
การใช้กำาลังดังกล่าวในวรรคก่อนนัน
้ ท่านว่าต้องจำากัดครัดเคร่งแต่เฉพาะท่ี
จำาเป็ นเม่ ือจะบำาบัดปั ดป้ องภยันตรายเท่านัน

ถ้าบุคคลผู้ใดกระทำาการดังกล่าวในวรรคต้นเพราะหลงสันนิษฐานพลาดไป
ว่า มีเหตุอันจำาเป็ นท่ีจะทำาได้โดยชอบด้วยกฎหมายไซร้ ท่านว่าผู้นัน
้ จะต้อง
รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บุคคลอ่ ืน แม้ทัง้การท่ีหลงพลาดไปนัน
้ จะมิใช่
เป็ นเพราะความประมาทเลินเล่อของตน”
- ไม่จำาเป็ นต้องมีภัยอันผิดกฎหมายอย่างม.449 หรือมีภัยอันบังคับให้ต้อง

หลีกเล่ียงอย่างในม.450

14.8.4 สิทธิของผู้ครองอสังหาริมทรัพย์ท่ีจะจับสัตว์ของผู้อ่ืน

ม.452 “ผู้ครองอสังหาริมทรัพย์ ชอบท่ีจะจับสัตว์ของผู้อ่ืนอันเข้ามาทำาความ

เสียหายในอสังหาริมทรัพย์นัน
้ และยึดไว้เป็ นประกันค่าสินไหมทดแทนอัน
จะพึงต้องใช้แก่ตนได้ และถ้าเป็ นการจำาเป็ นโดยพฤติการณ์ แม้จะฆ่าสัตว์นัน

เสียก็ชอบท่ีจะทำาได้
แต่ว่าผู้นัน
้ ต้องบอกกล่าวแก่เจ้าของสัตว์โดยไม่ชักช้า ถ้าและหาเจ้าของสัตว์
ไม่พบ ผู้ท่ีจับสัตว์ไว้ต้องจัดการตามสมควรเพ่ ือสืบหาตัวเจ้าของ”
- ถ้าสัตว์เข้ามาในสังหาริมทรัพย์ เช่น รถ จับยึดไม่ได้
- อาจทำาความเสียหายแก่สังหาริมทรัพย์ท่ีอยู่ในอสังหาริมทรัพย์กจ็ ับได้

- ถ้าสัตว์ยินยอมให้จับ แล้วทำาร้ายสาหัส ถือว่าเกินจำาเป็ น ไม่เป็ นนิรโทษ

กรรม
..........................................................................................................................................................
..

หน่วยท่ี 15 จัดการงานนอกสัง่ และลาภมิควรได้

15.1 จัดการงานนอกสัง่

15.1.1 หลักเกณฑ์ ม.395 “บุคคลใดเข้าทำากิจการแทนผู้อ่ืนโดยเขามิได้ว่าขาน

วานใช้ให้ทำาก็ดี หรือโดยมิได้มีสิทธิท่ีจะทำาการงานนัน
้ แทนผู้อ่ืนด้วยประการ
ใดก็ดี ท่านว่าบุคคลนัน
้ จะต้องจัดการงานไปในทางท่ีจะให้สมประโยชน์ของ
ตัวการ ตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการหรือตามท่ีพึงสันนิษฐานได้
ว่าเป็ นความประสงค์ของตัวการ” มีสาระสำาคัญ 3 ประการดังนี้
1. ต้องเป็ นการเข้าทำากิจการอย่างใดอย่างหน่ ึง .....ทรัพย์สิน นิติกรรม ฯลฯ

2. กิจการท่ีเข้าทำานัน
้ จะต้องเป็ นการทำาแทนผู้อ่ืน (มีเจตนาทำาแทนผู้อ่ืน) ใช้ได้
กับทำาแทนโดยสำาคัญผิดว่าเป็ นกิจการของตนเอง(ม.405) เจตนาทำาแทนโดย

เข้าใจผิดว่าตนมีอำานาจก็เป็ นจัดการงานนอกสัง่ เจตนาทำาแทนผู้หน่ ึงแต่
กลับทำาแทนอีกคนหน่ ึงโดยสำาคัญผิด (สรุปคือผูอ
้ ่ ืน)

3. ต้องทำาโดยท่ีเขามิได้วา่ ขานวานใช้ให้ทำาหรือโดยมิได้มีสิทธิท่ีจะทำาการแทน
เขาได้

15.1.2 ผลของการจัดการงานนอกสัง่ หน้าท่ีของผู้จัดการเป็ นเร่ ืองสำาคัญ แยก
ได้เป็ น 2 ประการคือหน้าท่ีจัดการและหน้าท่ีบอกกล่าวของผู้จัดการ

1. หน้าท่ีจัดการของผู้จัดการ เร่ิมลงมือต้องทำาต่อจนสำาเร็จลุล่วง เปล่ียนใจไม่
ได้ มิฉะนัน
้ ต้องรับผิดชอบความเสียหาย ประการแรก ต้องจัดการไปในทาง
ท่ีจะให้สมประโยชน์ของตัวการ
ประการท่ีสอง ต้องจัดการไปตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการหรือ
ตามท่ีจะพึงสันนิษฐานได้ว่าเป็ นความประสงค์ของตัวการ
- สมประโยชน์อาจไม่ตามความประสงค์ก็ได้
ผลของการจัดการท่ีทำาถูกต้องตามหน้าท่ี
ก. ย่อมมีสิทธิเรียกให้ตัวการชดใช้เงินท่ีตนได้ออกไปคืนได้ (ม.401 ว.1) มีข้อ
ยกเว้น ม.397 เพ่ ือสาธารณประโยชน์หรือหน้าท่ีตามกฎหมาย

ข. ผู้จัดการไม่ต้องรับผิดต่อตัวการในบรรดาผลร้ายท่ีเกิดขึ้นตามมาจากการ
จัดการงานนอกสัง่นัน
้ (ต้องทำาถูกต้อง)

ผลของการจัดการไม่ถูกต้องตามหน้าท่ี
ม.396 “ถ้าการท่ีเข้าจัดการงานนัน
้ เป็ นการขัดกับความประสงค์อันแท้จริงของ

ตัวการก็ดห
ี รือขัดกับความประสงค์ตามท่ีจะพึงสันนิษฐานได้กด
็ ี และผู้
จัดการก็ควรจะได้รู้สก
ึ เช่นนัน
้ แล้วด้วยไซร้ ท่านว่าผู้จด
ั การจำาต้องใช้ค่า
สินไหมทดแทนให้แก่ตัวการเพ่ ือความเสียหายอย่างใดๆอันเกิดแต่ท่ีได้เข้า
จัดการนัน
้ แม้ทัง้ผู้จัดการจะมิได้มีความผิดประการอ่ ืน”
- กรณีท่ีไม่ทราบความประสงค์ ให้สันนิษฐานตามปกติชนคนธรรมดาจะ

ประสงค์หรือไม่
....มีข้อยกเว้นไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตัวการหรือ รับผิดก็ต่อ
เม่ ือตนได้ทำาไปโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คือกรณีดังต่อไป
นี้
ก. ท่ีผู้จัดการทำานัน
้ ทำาเพ่ ือสาธารณประโยชน์(ต้นไม้บา้ นตัวการล้มขวางทาง
สาธารณะ)หรือเป็ นหน้าท่ีตามกฎหมายท่ีจะบำารุงรักษาผูอ
้ ่ ืนซ่ ึงหากผูจ้ ัดการ
มิได้เข้าทำาแล้วกิจอันนัน
้ จะไม่สำาเร็จในเวลาอันควร(ม.397) หลักเกณฑ์ทัง้ 2

ประการต้องใช้ไปด้วยกันเสมอมีเพียงอันใดอันหน่ ึงไม่อาจพ้นผิด เช่นรับจ้าง
เลีย
้ งเด็ก นำาเด็กเข้าโรงเรียนโดยผูป
้ กครองไม่ให้ความยินยอม(แพง) ขัด

เจตนา เรียกเงินคืนไม่ได้(ฎ. 1357/2520)

ข. ผู้จัดการทำาเพ่ ือจะปั ดป้ องอันตรายอันมีมาใกล้ตัวการ(ช่ ือเสียง,ทรัพย์สิน)

เช่น เอาข้าวของตัวการไปขายเพราะถ้าช้า น้ำาจะท่วมเสียหาย
2.หน้าท่ีบอกกล่าวของผู้จัดการ ผูจ้ ัดการต้องบอกกล่าวแก่ตัวการโดยเร็วท่ีสุด
ว่าได้เข้าจัดการงานแทนและต้องรอฟั งคำาวินิจฉัยของตัวการ เว้นแต่ภัยจะมี
ขึ้นถ้าเน่ินช้า
ม.399 นำา ม.809-811 เร่ ืองตัวแทนมาใช้
ก. แจ้งความเป็ นไปในกิจการ แถลงบัญชี
ข. ส่งมอบเงิน ทรัพย์สิน

ค. เสียดอกเบีย
้ ถ้านำาเงินมาใช้สอย
3. หน้าท่ีของตัวการ

ม.401 “ถ้าการท่ีเข้าจัดการงานนัน
้ เป็ นการสมประโยชน์ของตัวการและต้อง

ความประสงค์อันแท้จริงของตัวการหรือความประสงค์ตามท่ีจะพึง
สันนิษฐานได้นัน
้ ไซร้ ท่านว่าผูจ้ ัดการจะเรียกให้ชดใช้เงินอันตนได้ออกไป
คืนแก่ตนเช่นอย่างตัวแทนก็ได้ และบทบัญญัติมาตรา 816 วรรคสองนัน

ท่านก็ให้นำามาบังคับใช้โดยอนุโลม”
ก.สิทธิเรียกให้ตัวการชดใช้เงินอันตนได้ออกไป (ต้องดูเหตุตามสมควรด้วย)

ข.ผู้จด
ั การมีสิทธิเรียกให้ตัวการชำาระหนีซ
้ ่ ึงตนได้ก่อขึ้นเน่ ืองจากการท่ีตนได้
เข้าจัดการกิจการ(ดูเหตุการณ์ตามสมควรด้วย)
4. จัดการงานนอกสัง่กลายเป็ นลาภมิควรได้

ม.402 ว.1 “ถ้าเง่ ือนไขดังว่ามาในมาตราก่อนนัน
้ มิได้มี ท่านว่าตัวการจำาต้องคืน

ส่ิงทัง้หลายบรรดาท่ีได้มาเพราะเขาเข้าจัดการงานนัน
้ ให้แก่ผู้จัดการ ตาม
บทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้”
- เป็ นกรณีจด
ั การไม่ถูกต้องแล้วตัวการได้ลาภงอกมา เช่น ปลูกส้ม ก็เอาส้ม
คืนได้
5. จัดการงานนอกสัง่กลายเป็ นตัวแทน

ม.402 ว.2 “ถ้าตัวการให้สัตยาบันแก่การท่ีจด
ั ทำานัน
้ ท่านให้นำาบทบัญญัติทัง้
หลายแห่งประมวลกฎหมายนีว้่าด้วยตัวแทนมาใช้บังคับแล้วแต่กรณี”

- การแสดงเจตนาเช่นนีไ้ม่จำาเป็ นต้องทำาตามแบบหรือมีหลักฐานเป็ นหนังสือ
- แม้กิจการท่ีทำาเป็ นนิติกรรมท่ีต้องทำาตามแบบหรือมีหลักฐานเป็ นหนังสือ
ตัวการจะให้สัตยาบันด้วยปากก็ได้
6. เม่ ือผู้จัดการเป็ นผูไ้ ร้ความสามารถ

ม.400 “ถ้าผู้จัดการเป็ นคนไร้ความสามารถ ท่านว่าจะต้องรับผิดชอบแต่เพียง

ตามบทบัญญัติว่าด้วยค่าสินไหมทดแทนเพ่ ือละเมิด และว่าด้วยการคืนลาภมิ
ควรได้เท่านัน
้ ”
7. จัดการงานนอกสัง่ท่ีไม่มีเรียกสิทธิชดใช้คืน
- ถ้าผู้จัดการมีเจตนาตัง้แต่เร่ิมแรกเข้าทำาว่า ไม่ประสงค์จะเรียกร้องให้ตัว

เจ้าของกิจการชดใช้เงินคืน จะคิดกลับใจภายหลังไม่ได้
- กรณีบุพการี ผู้สืบสันดาน กรณีสงสัยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีเจตนาจะ
เรียกให้ผรู้ ับประโยชน์ชดใช้คืน (ม.403)

- ต้องเป็ นความสัมพันธ์ในรูปของการบำารุงรักษากันเท่านัน
้ ถ้าเร่ ืองอ่ ืนไม่อยู่
ในบังคับ เช่น บิดาใช้หนีแ
้ ทนบุตร เรียกคืนได้
15.1.3 กรณีท่ีไม่ใช่จด
ั การงานนอกสัง่

ม.405 “บทบัญญัติทัง้หลายท่ีกล่าวมาในสิบมาตราก่อนนัน
้ ท่านมิให้ใช้บังคับ
แก่กรณีท่ีบุคคลคนหน่ ึงเข้าทำาการงานของผู้อ่ืน โดยสำาคัญว่าเป็ นการงาน
ของตนเอง
ถ้าบุคคลใดถือเอากิจการของผู้อ่ืนว่าเป็ นของตนเองทัง้ท่ีรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มี
สิทธิจะทำาเช่นนัน
้ ไซร้ ท่านว่าตัวการจะใช้สิทธิเรียกร้องบังคับโดยมูลดัง
บัญญัติไว้ในมาตรา 395,396,399 และ 400 นัน
้ ก็ได้ แต่เม่ ือได้ใช้สิทธิดังว่ามานี้
แล้ว ตัวการจะต้องรับผิดต่อผู้จด
ั การดังบัญญัติไว้ในมาตรา 402 วรรคหน่ ึง”

- สำาคัญว่าเป็ นการงานของตนเอง ย่อมไม่ใช่เร่ ืองของจัดการงานนอกสัง่
เพราะไม่มีเจตนาทำาแทนผู้อ่ืน
15.2 ลาภมิควรได้

15.2.1 หลักเกณฑ์ ม.406 “บุคคลใดได้มาซ่ ึงทรัพย์ส่ิงใดเพราะการท่ีบุคคลอีก

คนหน่ ึงกระทำาเพ่ ือชำาระหนีก
้ ด
็ ี หรือได้มาด้วยประการอ่ ืนก็ดี โดยปราศจาก
มูลหนีอ
้ ันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็ นทางให้บุคคลอีกคนหน่ ึงนัน
้ เสียเปรียบ
ไซร้ ท่านว่าบุคคลนัน
้ จำาต้องคืนทรัพย์ให้แก่เขา อน่ ึงการรับสภาพหนีส
้ ินว่ามี

อยู่หรือหาไม่นัน
้ ท่านก็ให้ถือว่าเป็ นการกระทำาเพ่ ือชำาระหนีด
้ ้วย
บทบัญญัติอันนีท
้ ่านให้ใช้บังคับตลอดถึงกรณีท่ีได้ทรัพย์มาเพราะเหตุอย่าง
ใดอย่างหน่ ึงซ่ ึงมิได้มีได้เป็ นขึ้น หรือเป็ นเหตุท่ีได้สิน
้ สุดไปเสียก่อนแล้วนัน

ด้วย”
มีสาระสำาคัญ 3 ประการ คือ
ก.บุคคลหน่ ึงได้ทรัพย์ส่ิงใดของบุคคลอีกคนหน่ ึงมาด้วยประการใดๆ

- จะต้องมี “การได้มา” ต้องไม่เป็ นละเมิด อาจเข้าใจผิด ,ทรัพย์หลุดลอยเข้า

มาเอง ไม่ใช่ลักษณะสิทธิครอบครอง
- การรับสภาพหนีจ้ะเป็ นลาภมิควรได้ต้องเป็ นกรณีไม่มีหนีต
้ ่อกันแล้วไปรับ
ว่ามีหนีต
้ ่อกัน
- “ทรัพย์ส่ิงใด”.......แรงงานมิใช่ทรัพย์ไม่มีบทให้ชดใช้แรงงานแก่กัน
ข.การได้ทรัพย์นัน
้ มาไม่มีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้

- ชำาระหนีโ้ดยไม่มีความผูกพันหรือโดยสำาคัญผิด และได้กระทำาโดยท่ีตนไม่รู้

ถ้ารู้ว่าตนไม่มีความผูกพันยังขืนไปชำาระหนี ก
้ ลายเป็ นกระทำาตามอำาเภอใจ
ทำาให้ไม่มีสิทธิเรียกคืนตามม.407
ค.การได้ทรัพย์นัน
้ มาทำาให้บุคคลอ่ ืนนัน
้ เสียเปรียบ

- ถ้าไม่ทำาให้เสียเปรียบแม้ได้มาโดยปราศจากมูลท่ีอ้างตามกฎหมายได้กห
็ า
เป็ นลาภมิควรได้ โจทก์ต้องพิสูจน์ว่าตนเสียเปรียบ
ฎ. การท่ีผู้วา่ จ้างชำาระค่าจ้างให้แก่ผู้รบ
ั จ้างไปก่อนงานเสร็จ โดยยังมิได้รบ

มอบงานท่ีทำา แล้วงานนัน
้ วินาศลง ผู้ว่าจ้างจึงเรียกเงินคืน เป็ นกรณีฐานผิด
สัญญา ไม่ใช่ลาภมิควรได้
15.2.2 ข้อยกเว้นของสิทธิเรียกคืนทรัพย์
1. กระทำาตามอำาเภอใจเพ่ ือชำาระหนีโ้ดยผู้กระทำารู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันท่ี
จะต้องชำาระ ม.407 “ บุคคล

ใดได้กระทำาการอันใดตามอำาเภอใจเหมือนหน่ ึงว่าเพ่ ือชำาระหนีโ้ดยรู้อยู่ว่าตน
ไม่มีความผูกพันท่ีจะต้องชำาระ ท่านว่าบุคคลผู้นัน
้ หามีสิทธิจะได้รบ
ั ทรัพย์คืน
ไม่”
- ปั ญหาเวลาเป็ นคดีผู้ชำาระหนีอ
้ ้างว่าตนไม่รู้ ส่วนผู้รับก็ต้องอ้างว่าผู้ชำาระหนี้

รู้ จำาเลยผู้ได้ลาภมิควรได้ต้องนำาสืบ
- ชำาระดอกเบีย
้ ให้เกินอัตรา เรียกคืนไม่ได้

- รู้ว่าท่ีพิพาทไม่ใช่ของจำาเลยเป็ นป่ าสงวน ยังซ้ือ ไม่มีสิทธิเรียกเงินคืน
2. การชำาระหนีอ
้ ันมีเง่ ือนเวลาบังคับเม่ ือก่อนถึงกำาหนดเวลานัน

- สละประโยชน์แห่งเง่ ือนเวลาเรียกคืนไม่ได้
3. การชำาระหนีซ
้ ่ ึงขาดอายุความแล้ว

4. การชำาระหนีต
้ ามหน้าท่ีศีลธรรมหรือตามแก่อัธยาศัยในสมาคม
- ชำาระหนีข้าดอายุความมีลักษณะหนีท
้ างแพ่ง ไม่ใช่หนีโ้ดยธรรม

- ตามหน้าท่ีศีลธรรม(หนีโ้ดยธรรม..ไม่ชำาระแล้วขัดความรู้สก
ึ ละอาย)...ถ้าไม่

ชำาระหนีก
้ ฎหมายก็ทำาอะไรไม่ได้ เช่น ยืมเงินไม่มีหลักฐาน ถ้าชำาระหนีเ้รียก
คืนไม่ได้
- อุปการะเลีย
้ งดูโดยไม่มก
ี ฎหมายบัญญัติไว้เป็ นหน้าท่ี
- คนเคยล้มละลาย ต่อมายกเลิก มีทรัพย์ นำามาใช้คืน

- ชำาระหนีต
้ ามอัธยาศัยในสมาคม ชำาระหรือไม่ก็ได้ไม่ขัดความรู้สึก เช่น ให้
ของขวัญ
5. การชำาระหนีโ้ดยบุคคลผู้สำาคัญผิดเป็ นเหตุให้เจ้าหนีผ
้ ู้สุจริตต้องเสียหาย
ม.409 “เม่ ือบุคคลผู้หน่ ึงผู้ใดซ่ ึงมิได้เป็ นลูกหนีไ้ด้ชำาระหนีไ้ปโดยสำาคัญผิด

เป็ นเหตุให้เจ้าหนีผ
้ ู้ทำาการโดยสุจริตได้ทำาลายหรือลบล้างซ่ ึงเอกสารอันเป็ น
พยานหลักฐานแห่งหนีก
้ ็ดี ยกเลิกหลักประกันก็ดี สิน
้ สิทธิไปเพราะขาดอายุ
ความก็ดี ท่านว่าเจ้าหนีไ้ม่จำาต้องใช้คืน
บทบัญญัติท่ีกล่าวมาในวรรคก่อนนีไ้ม่ขัดขวางต่อการท่ีบุคคลผูไ้ ด้ชำาระหนี้
นัน
้ จะใช้สิทธิไล่เบีย
้ เอาแก่ลก
ู หนีแ
้ ละผู้ค้ำาประกัน ถ้าจะพึงมี”
- ม.409 เป็ นข้อยกเว้น ม.406 มีลก
ั ษณะเป็ นลาภมิควรได้ตกแก่เจ้าหนี ม
้ ีหลัก
เกณฑ์ 3 ประการ

ก. บุคคลผู้ซ่ึงชำาระหนีน
้ ัน
้ มิได้เป็ นลูกหนี้
ข. ได้ชำาระหนีไ้ปโดยสำาคัญผิด

ค. เป็ นเหตุให้เจ้าหนีผ
้ ู้สุจริตต้องเสียหายในลักษณะหน่ ึงลักษณะใดดังนี้
1. ทำาลายเอกสารอันเป็ นพยานหลักฐานแห่งหนี ห
้ รือ

2. ลบล้างเอกสารอันเป็ นพยานหลักฐานแห่งหนี ห
้ รือ
3. ยกเลิกหลักประกันแห่งหนี ห
้ รือ

4. สิน
้ สิทธิเรียกร้องเพราะหนีข้าดอายุความ

- ถ้าเจ้าหนีไ้ม่เสียหาย ยังใช้สิทธิเรียกร้องได้ ก็ต้องคืน

- เป็ นเจ้าหนีอ
้ ยู่ 1000 ได้มา 1500 แม้เข้า ม.409 ก็ต้องคืน 500
- ผู้ชำาระโดยสำาคัญผิด ไล่เบีย
้ ได้

6.การชำาระหนีโ้ดยมุ่งต่อผลโดยผู้ชำาระรู้วา่ การท่ีจะเกิดผลเป็ นการพ้นวิสัย

หรือผู้ชำาระได้เข้าป้ องปั ดขัดขวางมิให้เกิดผลโดยไม่สุจริต
ม.410 “บุคคลผู้ใดได้ทำาการชำาระหนีโ้ดยมุ่งต่อผลอย่างหน่ ึง แต่มิได้เกิดผลขึ้น

เช่นนัน
้ ถ้าและบุคคลนัน
้ ได้รู้มาแต่แรกว่า การท่ีจะเกิดผลนัน
้ เป็ นพ้นวิสัยก็
ดีหรือได้เข้าปั ดป้ องขัดขวางเสียมิให้เกิดผลเช่นนัน
้ โดยอาการอันฝ่ าฝื นความ
สุจริตก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นัน
้ ไม่มีสิทธิจะได้รับทรัพย์คืน”
7.การชำาระหนีท
้ ่ีฝ่าฝื นข้อห้ามตามกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี
ม.411 “บุคคลใดได้กระทำาการชำาระหนี เ้ป็ นการอันฝ่ าฝื นข้อห้ามตาม

กฎหมายหรือศีลธรรมก็ดี ท่านว่าบุคคลนัน
้ หาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้
ไม่”
15.2.3 การคืนลาภมิควรได้
1. หน้าท่ีของผู้รบ
ั ทรัพย์สิน แยกเป็ น 4 กรณี

ก.เม่ ือทรัพย์สินท่ีได้รบ
ั ไว้เป็ นเงิน ม.412 “ถ้าทรัพย์สินซ่ ึงได้รับไว้เป็ นลาภมิ

ควรได้นัน
้ เป็ นเงินจำานวนหน่ ึง ท่านว่าต้องคืนเต็มจำานวนนัน
้ เว้นแต่เม่ ือ
บุคคลได้รบ
ั ไว้โดยสุจริต จึงต้องคืนลาภมิควรได้เพียงบางส่วนท่ียังมีอยู่ใน
ขณะเม่ ือเรียกคืน”
- ม.412 เป็ นเงินต้องคืนเต็มจำานวน เว้นรับไว้โดยสุจริตคืนบางส่วนท่ียังมีอยู่
ในขณะเม่ ือเรียกคืน(วันส่งจดหมายเรียกจำาเลย ถ้าปิ ดจม. มีผลเม่ ือครบ 15
วัน)

ข.เป็ นทรัพย์อย่างอ่ ืนนอกจากเงิน ม.413 ….ถ้าสุจริตคืนตามสภาพและไม่ต้อง

รับผิดชอบท่ีทรัพย์สูญหายหรือบุบสลาย แต่ถ้าได้สินไหมมาก็ต้องให้ไป
ถ้าทุจริตต้องรับผิดชอบในการสูญหายหรือบุบสลาย แม้จะเพราะสุดวิสัย เว้น
แต่พิสูจน์ได้ว่า อย่างไรทรัพย์สินนัน
้ ก็ต้องสูญหรือบุบสลายอยู่นัน
่ เอง เช่น

โกดังอยู่กับท่ี ยังไงก็ต้องพังถ้าเจอลมพายุ ถ้าเป็ นรถโดนฟ้ าผ่าอ้างไม่ได้
เพราะเคล่ ือนท่ีได้
ค.เม่ ือการคืนทรัพย์ตกเป็ นพ้นวิสัย
ม.414....สุจริต....คืนเพียงบางส่วนท่ียังมีอยู่ในขณะเม่ ือเรียกคืน
.............ทุจริต....ใช้ราคาทรัพย์สินนัน
้ เต็มจำานวน

ง.ดอกผลอันเกิดแต่ทรัพย์สินท่ีเป็ นลาภมิควรได้

ม.415 ....สุจริต......ได้ดอกผลตลอดเวลาท่ียังคงสุจริตอยู่

- ถ้าต้องคืนทรัพย์เม่ ือใด ให้ถือว่าทุจริตจำาเดิมแต่เวลาท่ีเรียกคืนนัน

2. หน้าท่ีของผู้ท่ีได้ทรัพย์คืน 3 ประการ

ก.การชดใช้คา่ สงวนรักษา ม.416 “ค่าใช้จา่ ยทัง้หลายอันควรแก่การเพ่ ือรักษา

บำารุงหรือซ่อมแซมทรัพย์สินนัน
้ ท่านว่าต้องชดใช้แก่บุคคลผู้คืนทรัพย์สิน
นัน
้ เต็มจำานวน
แต่บุคคลเช่นว่านีจ้ะเรียกร้องให้ชดใช้ค่าใช้จา่ ยตามธรรมดา เพ่ ือบำารุงรักษา
ซ่อมแซมทรัพย์สินนัน
้ หรือค่าภาระติดพันท่ีต้องเสียไปในระหว่างท่ีตนเอง
เก็บดอกผลอยู่นัน
้ หาได้ไม่”
- ไม่ต้องคำานึงว่าผู้คืนลาภมิควรได้จะสุจริตหรือไม่
- ค่าใช้จา่ ยธรรมดาเช่นเอาบ้านให้เช่า ก็ต้องซ่อมแซม ภาระติดพันเช่นภาษี
โรงเรือน
ข.การชดใช้คา่ ใช้จ่ายอย่างอ่ ืนนอกจากเพ่ ือสงวนรักษา

ม.417 “ในส่วนค่าใช้จา่ ยอย่างอ่ ืนนอกจากท่ีกล่าวมาในวรรคต้นแห่งมาตรา

ก่อนนัน
้ บุคคลผู้คืนทรัพย์สินจะเรียกให้ชดใช้ได้แต่เฉพาะท่ีเสียไปใน
ระหว่างท่ีตนทำาการโดยสุจริต และเม่ ือทรัพย์สินนัน
้ ได้มีราคาเพ่ิมสูงขึ้น
เพราะค่าใช้จ่ายนัน
้ ในเวลาท่ีเวนคืน และจะเรียกได้ก็แต่เพียงเท่าราคาท่ีเพ่ิม
ขึ้นเท่านัน
้ ”
ม.417 ต้องสุจริต+ทรัพย์ราคาสูงขึ้นเพราะค่าใช้จ่ายนัน
้ เรียกราคาได้เท่าท่ีเพ่ิม(
คิดราคากันเวลาท่ีคืนทรัพย์ ว่าเวลานีก
้ ่อนบำารุงรักษาราคาน่าจะเป็ นเท่าไร
บำารุงแล้วราคาเท่าไร)
ค.การดัดแปลงหรือต่อเติมในกรณีท่ีรับลาภมิควรได้ไว้โดยทุจริต

- ม.418 ทุจริต...ดัดแปลง,ต่อเติม...ต้องทำากลับสู่สภาพเดิมแล้วคืน ด้วยค่าใช้

จ่ายของตัวเอง เว้นแต่เจ้าของเลือกให้ส่งสภาพนัน
้ เจ้าของจะเลือก(ถ้าสร้าง
ขึ้นใหม่ใช้ม.418 ไม่ได้)

1.ใช้ราคาค่าดัดแปลง ต่อเติม หรือ

2.เลือกใช้เงินเป็ นราคาทรัพย์สินเท่าท่ีเพ่ิมขึ้น

- ถ้าเป็ นพ้นวิสัยท่ีจะคืนทรัพย์สภาพเดิมหรือถ้าทำา จะทำาให้บุบสลาย ก็ต้อง

ส่งตามสภาพ และไม่มีสิทธิได้สินไหมเพ่ ือราคาท่ีเพ่ิมขึ้นเพราะดัดแปลงหรือ
ต่อเติม พิจารณาเป็ นช่วงๆดังนี้
ก.ต่อเติมหรือดัดแปลงทำาให้กลับสู่สภาพเดิมได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ต้องส่งตาม
สภาพ
ข.สามารถทำากลับสู่สภาพเดิมได้ เจ้าของเป็ นผู้เลือก

ค.สภาพเดิมส่งคืน(เจ้าของเลือก) ผู้ส่งทรัพย์สินออกค่าใช้จา่ ยเอง ต้องระวัง

ไม่ให้เสียหาย
ง.เลือกส่งทรัพย์สินตามสภาพท่ีเป็ นอยู่ เจ้าของจ่ายเงินโดยเลือกว่าเอาราคาท่ี
ลงทุนจริงๆ หรือราคาเพ่ิมจากการดัดแปลงหรือต่อเติม
15.2.4 อายุความ ม.419 “ในเร่ ืองลาภมิควรได้นัน
้ ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเม่ ือพ้น

กำาหนดปี หน่ ึงนับแต่เวลาท่ีฝ่ายผู้เสียหายรู้วา่ ตนมีสิทธิเรียกคืน หรือเม่ ือพ้น
สิบปี นบ
ั แต่เวลาท่ีสิทธินัน
้ ได้มีขึ้น”
- แล้วแต่กรณี เช่นไม่รู้วา่ มีสิทธิจนกระทัง่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีเร่ ือง
ก่อน,ศาลชัน
้ ต้นอ่านคำาพิพากษาฎีกาถึงรู้,เพ่ิงทราบเม่ ือศาลพิพากษาคดีท่ี
โจทก์ฟ้อง
- การเรียกดอกผลจากทรัพย์สิน ไม่อยู่ในอายุความนี้