ทุจริตคอรรัปชั่น

คือ ตนตอของความชั่วราย ที่ทําลายลางโครงสรางสังคมไทย
คนทุจริตคอรรัปชั่น
คือ ผูเปนพาหะนําโรคความชั่วรายใหระบาดในชาติไทย
เปนหนาที่ของคนไทยตองชวยปองกันและทําลายความชั่วรายดังกลาวใหหมดไป
ไมวาตัวความชั่วรายหรือพาหะที่นําโรคชั่วราย
สังคมไทยจึงจะสงบสุข

คํานํา
เหตุผลที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่กอใหเกิดความเสียหายแกรัฐ
(คตส.) ออกสมุดปกเหลืองเลมนี้ ก็เพื่อจะชี้แจงใหประชาชนเขาใจเกี่ยวกับการทําภาระหนาที่
ของ คตส. วา มีกรอบอํานาจหนาที่อยางไร อาศัยอํานาจตามกฎหมายใด มีขั้นตอน
การดําเนินการอยางไร การดําเนินการในการอายัดทรัพยมีเงื่อนไขในทางกฎหมายอยางไร
และเรื่องที่อยูภายใตการตรวจสอบของ คตส. มีเรื่องใดบาง รวมถึงเรื่องที่ตรวจสอบ
มีการกระทําที่ไมถูกตองอยางไร และกอใหเกิดความเสียหายแกรัฐเพียงใด
การที่ คตส. รับ ภาระหนา ที่ใ นการตรวจสอบการกระทํา ที่กอ ใหเ กิด
ความเสียหายแกรัฐอันเนื่องมาจากโครงการตางๆ ของรัฐบาลชุดที่ผานมาเปนผลมาจาก
ประกาศคณะปฏิรูป การปกครองในระบอบประชาธิป ไตยอัน มีพ ระมหากษัต ริย
ทรงเปนประมุข ฉบับที่ ๓๐ โดยถือวา คตส. เปนองคกรเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบการทุจริต
ในโครงการตางๆ ตามกรอบระยะเวลาที่กําหนดไว เมื่อครบตามกําหนดเวลาดังกลาว
คตส. ก็สิ้นสภาพไป โดยเหตุที่ คตส. เปนเพียงองคกรเฉพาะกิจ จึงมีความจําเปน
ที่จะตองรายงานการทําภาระหนาที่ตางๆ ใหประชาชนเขาใจเกี่ยวกับการทํางานของ คตส.
โดย คตส. มีความมุงหมายที่หนักแนนในอันที่จะรักษาไวซึ่งผลประโยชนของประเทศชาติ
และประชาชนเปนที่ตั้ง ภายใตกระบวนการตรวจสอบไตสวนที่ใหความยุติธรรมแกทุกฝาย
นอกจากนี้กรรมการ คตส. ทุกคนตางยึดมั่นในความซื่อสัตยสุจริตในการทําภาระหนาที่
ของตน
ทายที่สุด คตส. หวังวา การทําหนาที่ของ คตส. ในครั้งนี้ก็เพื่อปกปอง
ผลประโยชนของชาติอันสืบเนื่องมาจากการทุจริตในโครงการตางๆ และดําเนินการ
สงเรื่องใหอัยการสูงสุดฟองคดีตอศาลเพื่อนําผูกระทําความผิดมารับโทษและชดใช
ความเสีย หายตามกฎหมายของบานเมือง ทั้งนี้เพื่อ สรา งบรรทัด ฐานแหงจริย ธรรม
และบรรทัดฐานแหงความรับผิดชอบใหเกิดขึ้นในบานเมืองแหงนี้สืบไป
คณะกรรมการตรวจสอบการกระทําที่กอใหเกิดความเสียหายแกรัฐ
สํานักงานการตรวจเงินแผนดิน
มิถุนายน ๒๕๕๐

๑. หลักการและเหตุผลของการออกสมุดปกเหลือง
เรื่องการอายัดทรัพยสินของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง
(ก) เรื ่อ งดัง กลา วเกี ่ย วกับ สว นไดส ว นเสีย ของสัง คมโดยรวม
อันเปนสวนประกอบของรัฐ
(ข) เพื่อใหสังคมไดพิจารณาดวยปญญาของแตละทาน จากพื้นฐาน
ของขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับหลักการทางกฎหมายที่มีผลใชบังคับในบานเมือง
(ค) เพื่อ ใหสัง คมไดต รวจสอบและใชพินิจ จัย ในการปฏิบัติห นา ที่
ของคณะกรรมการตรวจสอบ (คตส.) ในการตรวจสอบการกระทําที่กอใหเกิดความเสียหาย
แกรัฐ วาไดทําหนาที่ในพื้นฐานของการรักษาผลประโยชนของรัฐถูกตองตามหลัก
นิติธรรมหรือไม อยางไร
(ง) เพื่อใหสังคมไดพิจารณาและตัดสินใจดวยปญญาวา ระหวางประโยชน
ของสาธารณชนกับประโยชนของบุคคลหนึ่งบุคคลใดนั้น สังคมควรจะใหน้ําหนัก
ในการรักษาประโยชนไปในทางใด
(จ) ถาทานจะใชความรูสึกในการพิจารณาก็ขออยาอาน เพราะจะทําให
ทานเกิดความทุกขโดยใชเหตุ ไมวาจะใชความรูสึกในทางใดก็ตาม
๒. หลักกฎหมายที่ควรเขาใจเบื้องตน
หลักกฎหมายที่ควรเขาใจเบื้องตนมี ๒ เรื่อง คือ
๒.๑ หลั ก กฎหมายในกระบวนการยุ ติธ รรม (ทั้ง ทางแพ ง และอาญา)
ขั้นตอนทางบริหาร ขั้นตอนทางตุลาการ
(ก) กฎหมายสารบัญญัติเปนกฎหมายที่กําหนดสิทธิและความรับผิด
ของบุคคล ไมวาในทางอาญาหรือทางแพง อันจะมีผลใหตองรับโทษทางอาญาหรือ
รับผิดทางแพง เชน ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย เปนตน
(ข) กฎหมายวิธีสบัญญัติหรือวิธีพิจารณาที่ใชสําหรับการดําเนินการ
ตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ไมวาในขั้นตอนทางฝายบริหารหรือฝายตุลาการ
เชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
หรือบทบัญญัติที่เปนหลักการในการใชกฎหมายวิธีสบัญญัติที่บัญญัติไวในกฎหมาย
สารบัญญัติในบางเรื่องบางราว

(ค) การที่จะบังคับตามบทกฎหมายทางสารบัญญัติไมวาทางอาญา
หรือความรับผิดทางแพง โดยหลักการทั่วไปจะตองมีคําพิพากษาของศาลกอนทั้งสิ้น
เวนแตจะมีก ฎหมายบัญ ญัติใ หไวเปน พิเ ศษ ใหอํานาจทางบริห ารดํา เนิน การบังคับ
โดยไมตองมีคําพิพากษาของศาล เชน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๒ เปนตน
(ง) รัฐาธิปตยที่มีอํานาจออกกฎหมายเขาใจสภาพของการบังคับ
ใชกฎหมายสารบัญญัติวาจะตองใชเวลาในการดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรม
ตามกฎหมายวิธีสบัญญัติ จึงไดมีบทบัญญัติในกฎหมายวิธีสบัญญัติที่ใชดําเนินการ
ทางฝายบริหารหรือฝายตุลาการพิจารณาหาวิธีที่จะทําใหคําพิพากษาของศาลที่มีผลบังคับได
ในทางที่เปนรูปธรรม คือ ผูกระทําความผิดตองถูกลงโทษจําคุกหรือตองรับโทษ
ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือตามกฎหมายสารบัญญัติอื่นที่บัญญัติเปนความผิด
ตามคํา พิพ ากษา และผูที่ตอ งรับ ผิด ในทางแพง จะตอ งถูก บัง คับ เอากับ ทรัพ ยสิน
เพื่อนํามาชําระหนี้กับเจาหนี้ตามคําพิพากษาไมวาจะเปนเอกชนหรือรัฐ จึงไดมีบทบัญญัติ
ใหอํา นาจทั้ง ทางฝา ยตุล าการและฝา ยบริห ารใชม าตรการเพื่อปอ งกัน การหลีก เลี่ย ง
มิใหเกิดผลบังคับตามคําพิพากษากอนที่จะมีคําพิพากษาของศาลโดยมีบทบัญญัติของ
กฎหมายในสวนนี้ ในทางอาญาก็ใหอํานาจศาลออกหมายขังระหวางสอบสวนหรือ
ระหวางพิจารณาไวกอนได เวนแตจะไดรับการปลอยชั่วคราว สวนในทางอาญาสินไหม
คือ คดีอาญาที่จะตองชดใชคาเสียหายในทางแพงตอผูเสียหายไมวาเอกชนหรือรัฐ หรือ
ในทางแพงลวนๆ ก็มีวิธีการชั่วคราวกอนศาลพิพากษา ทั้งฝายบริหารก็มีกฎหมายใหอํานาจ
ในการยึดหรืออายัดทรัพยสินของผูที่จะตองรับผิดใชคาเสียหายหรือในที่สุดตองรับผิด
ในการคืนทรัพยสินตามคําพิพากษาหรือชําระหนี้ตามคําพิพากษา สวนราษฎรทั่วไปก็มี
การบัญญัติใหผูมีสวนไดเสียในที่ดินขออายัดไว ตามที่บัญญัติไวในประมวลกฎหมายที่ดิน
มาตรา ๘๓ สวนเจาหนาที่ของรัฐก็ใหเปนการยึดหรืออายัดตามพระราชบัญญัติปองกัน
และปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๔๘ และการยึดและอายัดตาม
ประกาศค ณ ะ ป ฏิร ูป ก า ร ป ก ค ร อ ง แ ผน ดิน ใ น ร ะ บ อ บ ป ร ะ ช า ธิป ไ ต ย อัน มี
พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ฉบับที่ ๓๐ เรื่องตรวจสอบการกระทําที่กอใหเกิด
ความเสียหายแกรัฐ ขอ ๕ วรรคสอง
(จ) กฎหมายกําหนดใหมีการยึดหรืออายัดทรัพยกอนมีคําพิพากษานั้น
เปนกฎหมายวิธีสบัญญัติหรือกฎหมายวิธีพิจารณา ประกาศใชเมื่อใด มีผลบังคับใชทันที

เวนแตกฎหมายที่ประกาศใชนั้น จะกําหนดใหบังคับใชในอนาคตเมื่อใด ก็ตองเปนไป
ตามที่ประกาศนั้น ซึ่งหลักการบังคับใชกฎหมายวิธีพิจารณาหรือกฎหมายวิธีสบัญญัติ
ดังกลาวขางตนนั้นถือกันเปนหลักสากล ไมเคยมีคําพิพากษาศาลสูงของประเทศใด
กลาวอางวาเปนการใชบังคับกฎหมายที่ผิดหลักนิติธรรม (THE RULE OF LAW)
คําพิพากษาศาลฎีกาของไทยก็ยืนอยูในหลักการดังกลาวขางตนนี้ตลอดมาตามตัวอยาง
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๓๔๒/๒๕๔๒ วินิจฉัยวา หลักกฎหมายที่วา
กฎหมายไมมีผลยอนหลังไมใชในกรณีที่เปนกฎหมายวิธีสบัญญัติ
คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๑๑๘/๒๕๔๔ กฎหมายวิธีสบัญญัติสวน
ที่มีการแกไข เมื่อมีผลใชบังคับเปนกฎหมายแลวผูกพันใชบังคับแกคูความทันที ดังนั้น
แมขณะที่จําเลยยื่นคํารองคัดคานการขายทอดตลาด คดีของจําเลยจะไมตองหามฎีกา
แตขณะที่จําเลยยื่นฎีกาไดมีการแกไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง บัญญัติให
คําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลอุทธรณเปนที่สุด ตามมาตรา ๓๐๙ ทวิ จําเลยก็ไมมีสิทธิ
ฎีกาคัดคานคําพิพากษาศาลอุทธรณอีกตอไป
ขอยกตั ว อย า งของการใช ก ฎหมายที่ ศ าลฎี ก าของไทยถื อ ว า
กฎหมายที่ไมใชใหบุคคลรับโทษในทางอาญานั้น มีผลยอนหลังได ดังคําพิพากษาฎีกา
ที่ ๖๔๑๑/๒๕๓๔ วินิจฉัยวา เมื่อหัวหนาคณะปฏิวัติยึดอํานาจการปกครองแผนดินไดสําเร็จ
หัวหนาคณะปฏิวัติยอมมีอํานาจออกประกาศหรือคําสั่งอันถือเปนกฎหมายที่ใชบังคับ
แกประชาชนได ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕
มิใชคําสั่งที่มีผลทําใหบุคคลตองรับโทษทางอาญา แตเปนเรื่องของการใหถอนสัญชาติไทย
ของบุคคลบางจําพวก แมจะมีผลยอนหลังกระทบถึงสิทธิของจําเลยหรือประชาชน
ก็มีผลใชบังคับเปนกฎหมายได เมื่อจําเลยเกิดในราชอาณาจักรไทย ป พ.ศ.๒๔๘๙
โดยมีบิดามารดาเปนคนญวนอพยพ จําเลยจึงถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติ
ฉบับดังกลาว จําเลยมิใชบุคคลที่มีสัญชาติไทย แตเปนคนญวนอพยพที่ตองอยูในเขต
ควบคุมรักษาจังหวัดหนองคายตามประกาศและคําสั่งของกระทรวงมหาดไทยซึ่งเปน
คําสั่งของเจาพนักงานตามกฎหมาย จําเลยออกนอกเขตจังหวัดโดยไมไดรับอนุญาต
จากผูวา ราชการจัง หวัด จึง เปน การฝา ฝน และไมป ฏิบัติต ามคํา สั่ง ของเจา พนัก งาน
เปนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘

คําพิพากษาศาลฎีกาของไทยดังกลาวขางตนนั้น มิใชมีแตเพียง
เทาที่ยกขึ้นมาใหเห็นเทานั้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่วินิจฉัยในหลักการตามที่ยกตัวอยางมา
แสดงวา ศาลฎีก าไทยไดใ ชก ฎหมายไปในทางหลัก การ โดยไมมีก ารนํา ตัว บุค คล
ที่เกี่ยวของในคดีมาเปนขอพิจารณา ซึ่ง คตส. เห็นวาเปนหลักการของการใชกฎหมาย
ที่ถูกตอง ควรที่จะใชบังคับตามหลักการดังกลาวใหอยูคูกับบานเมืองของเราตอไป
(ฉ) ทา นผูอา นจะตอ งเขา ใจความหมายของคํา วา ยึด ทรัพ ยกับ
อายัด ทรัพยใหดี วามีความหมายแตกตางกันเปนอยางไร ไมเชนนั้นแลวจะทําใหเกิด
ความเขาใจผิดพลาดในการอานบันทึกตามสมุดปกเหลืองนี้
คํา วา “ยึด ทรัพ ย” หมายถึง การที่เ จา พนัก งานเอาทรัพ ยสิน
ไปจากการครอบครองของบุคคล (จะเปนเจาของทรัพย หรือไมก็ตาม) เพราะเหตุ ท่ี
กระทําการฝาฝนกฎหมาย หรือเกี่ยวของกับการบังคับคดี เชน เจาพนักงานตํารวจยึด
อาวุธปนหรือเงินที่ใชในการใหสินบนเจาพนักงานไปเปนของกลาง เพื่อใหศาลมีคําสั่งริบ
ในชั้นมีคําพิพากษา หรือเจาพนักงานบังคับคดีก็ดี ยึดทรัพยสินของลูกหนี้ตามคําพิพากษา
เพื่อไปบังคับขายทอดตลาดชําระหนี้ของเจาหนี้ตามคําพิพากษา เปนตน
สวนคําวา “อายัดทรัพย” หมายถึง การหามจําหนาย จาย โอน
ทรัพยสินหรือสิทธิเรียกรอง เชน การอายัดที่ดินก็เปนการหามจําหนาย จาย โอนที่ดิน
ที่อายัด และการอายัดเงินในธนาคารก็เปนการหามจําหนาย จาย โอน หรือเบิกเงิน
ออกจากบัญชีที่ถูกอายัด โดยดอกผลของทรัพยที่ถูกอายัดนั้นยังคงเดินตอไปตามปกติ
ถาบุคคลที่อาจถูกยึดหรืออายัดทรัพยสินโอนทรัพยสินนั้นไป ก็อาจตามยึดหรืออายัด
ไวไดดังคําพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๗/๒๔๘๗ ในเวลาที่ยื่นคํารองขออายัดทรัพยสินเปนทรัพย
ที่ถูกอายัดได แมตอมาถูกโอนไปก็ยังอยูในขายอายัดได และการที่จําเลยกระทําการ
ใหมีการโอนไปนั้นยอมมีเหตุอันควรอายัดได
(ช) การอายัดทรัพยตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผนดินฯ
ฉบับที่ ๓๐ นั้น เกิดจากเหตุดังนี้ คือ เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อไดวา
๑. มี การทุ จริ ตหรือประพฤติมิช อบและมีพ ฤติก ารณวา
บุคคลใดเกี่ยวของกับเหตุทุจริตหรือประพฤติมิชอบหรือ
๒. ร่ํารวยผิดปกติ หรือ
๓. มีทรัพยสินเพิ่มขึ้นผิดปกติ

เหตุใดเหตุหนึ่งหรือทั้ง ๓ เหตุ เปนการกระทําของบุคคลใด คตส. มี
อํานาจที่จะสั่งยึดหรืออายัดทรัพยสินของผูที่เกี่ยวของ ของคูสมรสและบุตรที่ยังไมบรรลุ
นิติภาวะของผูนั้นไวกอนได
(ซ) หลัก การในการใชดุล พินิจ ยึด หรือ อายัด ของศาลหรือ ของ
เจาพนักงานทางฝายบริหารก็ตาม จะอยูในหลักการดังกลาวเดียวกันก็คือ บุคคลใดก็ตาม
ที่เกี่ยวของกับการกระทําผิดหรือจะตองรับผิดในทางแพงอยางหนึ่งอยางใดตามผลของ
คําพิ พ ากษา ไมว าจะเกี่ย วข องกั บ การทุ จริต หรื อ ประพฤติไ ม ช อบที่ ก อ ใหเ กิ ด ความ
เสียหายที่จะตองชดใชตอรัฐ หรือร่ํารวยผิดปกติหรือมีทรัพยสินเพิ่มขึ้นผิดปกตินั้น
มีพฤติการณใหเห็นวา มีการยักยาย ถายเท ทรัพยสินออกไป ซึ่งถาปลอยไวจะทําให
ไมเกิดผลในทางบังคับตามคําพิพากษาของศาลเมื่อมีคําพิพากษาของศาลถึงที่สุด สวนนี้
ตองพิจารณาจากขอเท็จจริงในการกระทําของบุคคลใดที่ถูกกลาวหาวาเกี่ยวของกับ
การทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือถูกกลาวหาวาร่ํารวยผิดปกติหรือถูกกลาวหาวามี
ทรัพยสินเพิ่มขึ้นผิดปกติ จึงจะใชอํานาจในการยึดหรืออายัดทรัพยสินของผูนั้นไวได
ตามสภาพของความจําเปน ตามประเภทของทรัพยแตละประเภทวาจะใชวิธีการยึด
หรืออายัดอยางหนึ่งอยางใดในทางที่นาจะกระทบกระเทือนความเสียหายของผูถูกยึด
และอายัดทรัพยนอยที่สุด และการใชดุลพินิจสวนนี้นั้น ตองถือวาเปนความจําเปนอยางหนึง่
มิเชนนั้นผลของการดําเนินการในกระบวนการยุติธรรมในทายที่สุดจะไมเกิดผลตามที่
กฎหมายบัญญัติไวอยางที่ไดมีแบบอยางของกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูที่ดํารง
ตําแหนงทางการเมือง ไดพิพากษาลงโทษจําคุกผูดํารงตําแหนงทางการเมืองไปแลว
ตอมาอัยการสูงสุดไดมายื่นคํารองขอใหริบทรัพยสินของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง
คนนั้น โดยไมไดมีการขออายัดไวกอน และเมื่อศาลฎีกามีคําสั่งใหยึดทรัพยสินของ
ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองผูนั้น ก็ยึดทรัพยไมได ไดแตเพียงตัวเลขตามคําพิพากษา
เทานั้น ไมสามารถที่จะทําใหคําสั่งของศาลเกิดผลในทางเปนรูปธรรมได
(ฌ) ประกอบกับการทําหนาที่ของ คตส. ก็เหมือนกับการทําหนาที่
ของเจาพนักงานในฝายบริหารทั่วไปวา ถามีหลักเกณฑที่จะตองดําเนินการอยางหนึ่ง
อยางใด เพื่อไมใหเกิดความเสียหายแกรัฐหรือเพื่อที่จะทําใหเกิดการชดใชคาเสียหาย
ที่เกิดความเสียหายแกรัฐไดรับการชดใชแลวไมดําเนินการอยางหนึ่งอยางใด เพื่อให
คํา พิพ ากษาของศาลที่จ ะเกิด ขึ้น ในอนาคตมีผ ลตามรูป ธรรมในการที่จะไดรับชดใช

คาเสียหายแกรัฐแลว ก็อยูในหลักเกณฑเดียวกันวา คตส. กระทําการในทางที่ไมชอบดวย
หนาที่และทําใหเกิดความเสียหายแกรัฐเหมือนกัน หรืออาจจะมีผูกลาวอางวา คตส.
กระทําการในลักษณะที่เปนการเอื้อประโยชนใหแกผูที่ถูกกลาวหาวาทุจริตประพฤติมิชอบ
หรือร่ํารวยผิดปกติ หรือมีทรัพยสินเพิ่มขึ้นผิดปกติใหไดรับผลในการที่ไมตองถูกยึดทรัพย
ตามคําพิพากษาในอนาคตก็ได
๒.๒ ที่มาของประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข (คปค.) ฉบับที่ ๓๐
ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐ เรื่อง การตรวจสอบการกระทําที่กอใหเกิด
ความเสียหายแกรัฐ เปนผลมาจาการยึดอํานาจของคณะปฏิรูปการปกครองฯ เมื่อวันที่
๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ประกาศ คปค. ฉบับนี้มีทั้งสิ้น ๑๒ ขอ โดยมีสาระสําคัญโดยสรุป
ดังนี้
- การแต งตั้ ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทํ าที่ ก อ ให เกิ ด ความ
เสียหายแกรัฐ ซึ่งประกอบดวยกรรมการจํานวน ๑๒ คน (ขอ ๒)
- การจัดสรรงบประมาณใหแก คตส. (ขอ ๔)
- อํานาจหนาที่ของ คตส. (ขอ ๕)
- การดําเนินการในการยึดหรืออายัดทรัพยสิน การรองขอพิสูจนทรัพย
(ขอ ๖ – ขอ ๘)
- การดําเนินการในกรณีที่เปนผูดํารงตําแหนงทางการเมือง (ขอ ๙)
สิ่งที่จะตองพิจารณาในเบื้องตนคือ ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐ ชอบดวย
กฎหมายหรือไม และระบบการปกครองของไทยที่ผานมาเมื่อมีการนําคดีขึ้นสูการ
พิจารณาคดีของศาล ศาลไดยอมรับและบังคับใชประกาศคณะปฏิวัติหรือไม
๒.๒.๑ ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐ ชอบดวยกฎหมายหรือไม
หากพิจารณาเนื้อหาของประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐ แลวจะเห็นได
วาประกาศฉบับนี้เปนเพียงการจัดตั้ง คตส. ขึ้นมาใหทําหนาที่ในการตรวจสอบไตสวน
การกระทําตางๆที่กอใหเกิดความเสียหายแกรัฐ เมื่อตรวจสอบไตสวนแลวเห็นวาเปน
กรณีที่มีมูลความผิดทางอาญาก็ดําเนินการสงใหอัยการสูงสุดพิจารณาดําเนินการตอไป
หากเปนเรื่องที่อยูในอํานาจหนาที่ของหนวยงานอื่นๆ เชน เรื่องภาษีเงินได ก็สงให
กรมสรรพากร ดําเนินการตอไป จะเห็นไดวา คตส. มิไดมีอํานาจหนาที่เด็ดขาดแตอยางใด

เปนการตรวจสอบไตสวนในเบื้องตนเทานั้น รวมไปถึงเรื่องการยึดหรืออายัดทรัพยสิน
ก็เชนกัน เปนเพียงการยึดหรืออายัดในเบื้องตนเทานั้น ซึ่งทายที่สุดแลวเรื่องทั้งหมด
ก็จะตองเขาสูกระบวนการพิจารณาคดีของศาล ประกอบกับการดําเนินการตรวจสอบ
ไตสวนของ คตส. ก็อาศัยระเบียบของคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริต
วาดวยการไตสวนเปนพื้นฐานในการทําหนาที่ของ คตส. ดังนั้น เมื่อพิจารณาเนื้อหา
สาระสําคัญของประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐ แลว จะเห็นไดวาอํานาจหนาที่และการดําเนิน
กระบวนการของ คตส. เปนไปตามหลักการของกฎหมายทุกประการมิไดมีขอหนึ่งขอใด
ขัดตอหลักกฎหมายแตอยางใด ดวยเหตุนี้ ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐ จึงชอบดวยกฎหมาย
๒.๒.๒ ระบบการปกครองของไทยที่ผานมาเมื่อมีการนําคดีขึ้นสู
การพิจารณาของศาล ศาลไดยอมรับและบังคับใชประกาศคณะปฏิวัติหรือไม
ในการที่ศาลจะตั ด สิ นคดี ที่ เกี่ย วการใช ป ระกาศคณะปฏิวัติ หรื อ
คณะปฏิรูปเปนกฎหมายที่ใชในการตัดสินคดีนั้น ในระบบการปกครองของไทยที่ผานมา
เมื่อมีคดีขึ้นสูการพิจารณาคดีของศาล ศาลไดยอมรับและบังคับใชประกาศคณะปฏิวัติ
หรือประกาศคณะปฏิรูป โดยศาลฎีกาไดวางหลักดังกลาวไวตั้งแตป พ.ศ. ๒๔๙๖ โดยมี
รายละเอียดดังนี้
คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๕/๒๔๙๖ วินิฉัยวา การที่คณะรัฐประหาร
ยึด อํ า นาจการปกครองประเทศได สํ า เร็ จ นั้ น คณะรั ฐ ประหารย อ มมี อํ า นาจที่ จ ะ
เปลี่ ย นแปลงแก ไ ข ยกเลิ ก และออกกฎหมายตามระบบแห ง การปฏิ วั ติ เ พื่ อ บริ ห าร
ประเทศชาติ ต อ ไปได มิ ฉ ะนั้ น ประเทศชาติ จ ะตั้ ง อยู ด ว ยความสงบไม ไ ด ดั ง นั้ น
รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร ( ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๔๙๐ จึงเปนกฎหมายอันสมบูรณ
การแตงตั้งใหผูใดเปนรัฐมนตรีในตอนนั้น ก็ยอมเปนการชอบดวย คําสั่งของรัฐมนตรีวาการ
กระทรวงการคลังที่สั่งใหปลดปลัดกระทรวงฐานประมาทเลินเลอในหนาที่ราชการ
เปน เหตุใ หเ สีย หายแกร าชการอยา งรา ยแรงอัน เปน ความผิด ตามพระราชบัญ ญัติ
ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๘๕ มาตรา ๖๑ และอาศัยอํานาจตามมาตรา ๖
แหงพระราชบัญญัติกําหนดวิธีการพิจารณาลงโทษขาราชการผูกระทําผิดหนาที่หรือ
หยอนความสามารถ พ.ศ. ๒๔๙๐ นั้น เปนคําสั่งที่ออกมาในทางราชการ โดยอํานาจและ
หนา ที่ใ นตํา แหนง ราชการดว ยการใชดุล พินิจ วินิจ ฉัย ตามบทกฎหมายที่ใ หอํา นาจ

๑๐

เมื่อฟงไดวาเปนการกระทําโดยสุจริตในอํานาจและหนาที่ ทั้งมิไดมุงที่จะใหเกิดเสียหาย
แกผูใดดังนี้ แมจะวินิจฉัยผิดพลาดก็หาเปนละเมิดไม
คํ าพิ พากษาฎี กาที่ ๖๔๑๑/๒๕๓๔ วิ นิ จฉั ยว า เมื่ อหั วหน าคณะ
ปฏิวัติยึด อํานาจการปกครองแผนดินไดสําเร็จ หัวหนาคณะปฏิวัติยอมมีอํานาจออก
ประกาศหรือคําสั่งอันถือเปนกฎหมายที่ใชบังคับแกประชาชนได ประกาศของคณะ
ปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ มิใชคําสั่งที่มีผลทําใหบุคคลตองรับ
โทษทางอาญา แตเปนเรื่องของการใหถอนสัญชาติไทยของบุคคลบางจําพวก แมจะมี
ผลยอนหลังกระทบถึงสิทธิของจําเลยหรือประชาชนก็มีผลใชบังคับเปนกฎหมายได
เมื่อจําเลยเกิดในราชอาณาจักรไทย ป พ.ศ.๒๔๘๙ โดยมีบิดามารดาเปนคนญวนอพยพ
จําเลยจึงถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับดังกลาว แมจะมีผลยอนหลัง
ไปกระทบสิทธิของจําเลยก็ยอนหลังไดไมขัดกับหลักในมาตรา ๒ ประมวลกฎหมาย
อาญา เพราะไมใชเรื่องความรับผิดทางอาญา
จากแนวคําพิพากษาของศาลฎีกาดังกลาว จะเห็นไดวาในระบบ
การปกครองของไทยที่ผานมา ศาลฎีกาซึ่งเปนศาลสูงสุดของไทยไดยอมรับและบังคับใช
ประกาศคณะปฏิวัติหรือประกาศคณะปฏิรูปวามีสถานะเปนกฎหมายที่ศาลยอมถูกผูกพัน
ที่จะนํามาใชในการพิจารณาพิพากษาคดี
๓. อํานาจหนาที่ของ คตส.
ตามประกาศ คปค. ฉบับ ที่ ๓๐ ขอ ๕ “ ใหค ณะกรรมการตรวจสอบ
มีอํานาจหนาที่ดังตอไปนี้
(๑) ตรวจสอบการดําเนินงานหรือโครงการที่ไดรับอนุมัติหรือเห็นชอบ
โดยบุคคลในคณะรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีที่พนจากตําแหนงโดยผลของการปฏิรูป
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ที่มีเหตุ
อันควรสงสัยวาจะเปนไปโดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
(๒) ตรวจสอบสัญ ญา สัญ ญาสัม ปทานหรือ การจัด ซื้อ จัด จา งของ
สว นราชการ รัฐ วิส าหกิจ หรือ หนว ยงานอื่น ของรัฐ ที่มีเ หตุอัน ควรสงสัย วา จะมี
การกระทําที่เอื้อประโยชนแกเอกชนโดยมิชอบ หรือมีการกระทําที่ไมชอบดวยกฎหมาย
หรือมีการกระทําที่ทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

๑๑

(๓) ตรวจสอบการปฏิ บั ติ ร าชการใดๆ ของเจ า หน า ที่ ข องรั ฐ หรื อ
หนวยงานของรัฐที่มีเหตุอันควรสงสัยวาจะมีการดําเนิ นการที่ไมชอบดวยกฎหมาย
หรือมีการกระทําที่ทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
(๔) ตรวจสอบการกระทําของบุคคลใดๆ ที่เห็นวาเปนไปโดยไมชอบ
ดว ยกฎหมาย หรือ หลีก เลี่ย งกฎหมายวา ดว ยภาษีอ ากร อัน เปน การกระทํา ใหเ กิด
ความเสียหายแกรัฐ
ในกรณีที่เห็นวาการดําเนินการในเรื่องที่ตรวจสอบมีหลักฐานอันควร
เชื่อไดวามีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ และมีพฤติการณวาบุคคลใดเกี่ยวของกับ
การทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือร่ํารวยผิดปกติ หรือมีทรัพยสินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
ใหคณะกรรมการตรวจสอบมีอํานาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพยสินที่เกี่ยวของของผูนั้น
คูสมรส และบุตรซึ่งยังไมบรรลุนิติภาวะของผูนั้นไวกอนได
เพื่อ ประโยชนใ นการดํา เนิน การตามประกาศนี้ นอกจากอํา นาจตาม
วรรคหนึ่ง ใหคณะกรรมการตรวจสอบมีอาํ นาจตามกฎหมายดังตอไปนี้ดวย
(๑) พระราชบัญ ญัต ิว า ดว ยปอ งกัน และปราบปรามการฟอกเงิน
พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยใหคณะกรรมการตรวจสอบใชอํานาจคณะกรรมการปองกันและ
ปราบปรามการฟอกเงินและคณะกรรมการธุรกรรม
(๒) พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว า ด ว ยการป อ งกั น และ
ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยใหคณะกรรมการตรวจสอบใชอํานาจของ
คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ
(๓) ประมวลรัษฎากร โดยใหคณะกรรมการตรวจสอบใชอํานาจของ
อธิบดีกรมสรรพากร เฉพาะที่เกี่ยวกับการยึด อายัด และขายทอดตลาด
ในการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม คณะกรรมการ
ตรวจสอบมีอํานาจพิจารณาเรื่องใดๆ ที่เห็นควรตรวจสอบเรื่องที่มีผูเสนอขอมูล หรือ
เรื่องที่อยูในระหวางการดําเนินการของหนวยงานอื่นใด และใหมีอํานาจเรียกสํานวน
การสอบสวนหรือ การตรวจสอบของสํา นัก งานตรวจเงิน แผน ดิน ถามีม าพิจ ารณา
และใหใชเปนสํานวนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบ โดยจะสอบสวน
เพิ่มเติมหรือไมก็ได ในกรณีที่มีเรื่องเดียวกันอยูในการดําเนินการของคณะกรรมการ

๑๒

ปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ หรือคณะกรรมการปองกันและปราบปราม
การฟอกเงิน หรือคณะกรรมการธุรการ ใหประสานงานเพื่อดําเนินการตามควรแกกรณี”
หลัก การทํา งานของ คตส. ในการเริ่ม ทํา หนา ที่ต รวจสอบของ คตส.
ไดพิจารณาเรื่องจากสํานักงานการตรวจเงินแผนดินที่เสนอให คตส. พิจารณา ๒๓ เรื่อง
โดยพิจารณาจากเรื่องที่นาจะกอใหเกิดความเสียหายแกรัฐ แลวตั้งคณะอนุกรรมการ
ตรวจสอบเบื้องตน หลังจากนั้น หากเห็นวามีมูลที่กอใหเกิดความเสียหายแกรัฐ และ
มีบุ คคลที่ เ กี่ยวของ ก็ใ หดํา เนิน การตั้ งคณะอนุ ก รรมการไตสวนต อไป เมื่ อเสร็จสิ้ น
กระบวนการไตสวนแลว หากพิจารณาเห็นวาเปนกรณีที่มีความผิดก็ดําเนินการสงเรื่อง
ใหอัยการสูงสุดเพื่อดําเนินการฟองคดีตอศาลที่มีอํานาจ หรือหนวยงานที่มีอํานาจหนาที่
ตอไป
๔. เรื่องที่ คตส. ไดดําเนินการตรวจสอบ
จากอํานาจหนาที่ของ คตส. ตามที่กําหนดไวในขอ ๕ ของประกาศ คปค.
ฉบับที่ ๓๐ ดังกลาว คตส. เริ่มตนพิจารณาเรื่องของสํานักงานการตรวจเงินแผนดิน
จํา นวน ๒๓ เรื่อ ง โดยไดพิจ ารณารับ ไวเ บื้อ งตน ๘ เรื่อ ง และรับ เพิ่ม เติม จากเรื่อ ง
ที่มีการรองตอ คตส. ในภายหลังอีก ๕ เรื่อง รวมทั้งสิ้น ๑๓ เรื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้
๔.๑ การตรวจสอบการซื้อขายหุนและโอนหุน บริษัท ชิน คอรปอเรชั่น
จํากัด (มหาชน) ที่มีเหตุอันควรสงสัยวาจะทําใหเกิดความเสียหายแกรัฐ
ผลการตรวจสอบ การหลีก เลี่ย งภาษีข องญาติ บุต รธิด า และบริษัท
ของครอบครัว ผู ดํา รงตํา แหนง ทางการเมือ งรวมเปน ภาษีแ ละเงิน เพิ ่ม ที่ต อ งชํา ระ
๓๓,๑๐๘ ลานบาท
๔.๒ การใหเ งิน กู เ พื ่อ ซื ้อ เครื ่อ งจัก รและพัฒ นาประเทศแกร ัฐ บาล
สหภาพพมาของธนาคารเพื่อการสงออกและนําเขาแหงประเทศไทย
ผลการตรวจสอบ กรณีนี้มีการสั่งการใหธนาคารเพื่อการสงออกและ
นําเขาแหงประเทศไทย (Exim Bank) ใหรัฐบาลสหภาพพมากูเงินเพื่อซื้อสินคาและบริการ
ของบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ในจํานวนเงินกูประมาณ ๑,๐๐๐ ลานบาท

๑๓

๔.๓ การจางกอสรางและจัดซื้อวัสดุและอุปกรณบริษัท หองปฏิบัติการ
กลาง ตรวจสอบผลิตภัณฑเกษตรและอาหาร จํากัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ
ผลการตรวจสอบ การเริ่มตนโครงการมีผูดํารงตําแหนงทางการเมือง
นํา เรื ่อ งใหค ณะรัฐ มนตรีอ นุม ัติโ ครงการ และผูดํา รงตํา แหนง ทางการเมือ งผูนั ้น
เปนผูควบคุมสั่งการในการประกวดราคา ซึ่งปรากฏขอเท็จจริงที่เขาขายการฮั้ว คือ
ในการยื่นซองเสนอราคา บริษัทที่เปนตัวแทนจําหนายเครื่องมือแตผูเดียว
ในประเทศไทยไมไดมายื่นซองประกวดราคาแตไดแตงตั้งตัวแทนจําหนายอีก ๔ ราย
ใหมายื่นซองเสนอราคา และสวนใหญเปนเครื่องมือวิทยาศาสตรยี่หอเดียวกัน
ผูมายื่นซองเสนอราคาจํานวน ๓ ราย ไดใชหนังสือค้ําประกันจากธนาคาร
สาขาเดียวกัน โดยบริษัทที่ชนะการประกวดราคาเปนผูดําเนินการค้ําประกันให
ปรากฏจากการตรวจสอบกระแสทางเดินเงินพบวา การซื้อเครื่องมือวิเคราะห
ทางวิทยาศาสตรผานบริษัทคนกลาง ทั้งที่บริษัทที่ประมูลไดไดรับการแตงตั้งใหเปน
ผูแทนจําหนาย และบริษัทคนกลางไดรับผลประโยชนไปประมาณ ๓๐๐ ลานบาท
จากวงเงินตามสัญญาเฉพาะสวนนี้ ๘๓๓ ลานบาท และพบวามีการถอนเงินออกไป
ในลักษณะปกปดการไดมาเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
๔.๔ การไต ส วนกรณี ก ล า วหา ผู ดํ า รงตํ า แหน ง ทางการเมื อ งกั บ พวก
กระทําผิดทางอาญา กรณีโครงการจัดซื้อจัดจางปรับเปลี่ยนสายพานลําเลียงกระเปา
สัมภาระผูโดยสารและเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด ทาอากาศยานสุวรรณภูมิ
ผลการตรวจสอบ นัก การเมือ ง ขา ราชการ และบุค คลอื่น รว มกัน
กระทําความผิดดวยการแบงหนาที่กันทํา ทําให บริษัท ทาอากาศยานสากลกรุงเทพแหงใหม
จํากัด (บทม.) บริษัท ทาอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน) (ทอท.) และประชาชนไดรับ
ความเสียหาย ดวยการจัดหาและติดตั้งสายพานลําเลียงกระเปาและสัมภาระผูโดยสาร
และเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด (CTX ๙๐๐๐ Dsi) ทาอากาศยานสุวรรณภูมิ ในราคา
แพงกวาปกติไมนอยกวา ๑,๕๐๐ ลานบาท
นอกจากนี้ ยังมีการทํานิติกรรมอําพรางเพื่อชวยเหลือผูรับจางมิใหเปน
ฝายประพฤติผิดสัญญาและไมตองเสียคาปรับ ทําใหบริษัท ทาอากาศยานสากลกรุงเทพ
แหงใหม จํากัด (บทม.) ไดรับความเสียหายไมนอยกวา ๑,๕๐๐ ลานบาท ถือวาบุคคล
ดังกลาวมีเจตนารวมกันปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต เพื่อใหเกิดความเสียหาย

๑๔

แก บริษัท ทาอากาศยานสากลกรุงเทพแหงใหม จํากัด (บทม.) บริษัท ทาอากาศยานไทย
จํากัด (มหาชน) (ทอท.) และประชาชน อันเปนมูลความผิดทางอาญา
๔.๕ การไตส วนกรณีโ ครงการจัด ซื้อ จัด จา งทอ รอ ยสายไฟฟา ใตดิน
ทาอากาศยานสุวรรณภูมิ
ผลการตรวจสอบ การดําเนินการออกแบบและกําหนดเงื่อนไขในเอกสาร
ประกวดราคาของบริษัท อิเล็คโทรวัตตคอนซัลติ้ง เซอรวิสเซสส (ประเทศไทย) จํากัด
และเจาหนาที่ของ บทม. โดยมิชอบ โดยเปลี่ยนชนิดของวัสดุทอรอยสายไฟฟา ซึ่งวัสดุ
ที่เปลี่ยนราคาแพงกวาวัสดุเดิมไมต่ํากวา ๒ เทาตัว และมีการกระทําที่เขาขายความผิด
ตาม พ.ร.บ. วาดวยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒
และกฎหมายอาญาอื่น ความเสียหายที่เกิดขึ้นประมาณ ๒๐๐ ลานบาท
๔.๖ การไตสวนกรณีกลาวหาผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและภรรยา
ในการเขามาทําสัญญาจะซื้อจะขาย และสัญญาซื้อขายที่ดินของกองทุนฟนฟูและพัฒนา
ระบบสถาบัน การเงิน (ที ่ด ิน ถนนรัช ดาภิเ ษก) ซึ ่ง เปน การปฏิบ ัต ิไ มถ ูก ตอ งตาม
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒
ผลการตรวจสอบ ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองไดรวมกับพวกกระทํา
ความผิดทางอาญาที่กอใหเกิดความเสียหายแกรัฐ ซึ่งคดีอยูระหวางการพิจารณาของ
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ซึ่งอัยการสูงสุดไดยื่นฟอง
เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๐ ความเสียหายเทากับมูลคาของที่ดินจํานวน ๔ โฉนด
เนื้อที่ ๓๓-๐-๗๘.๙ ไร บริเวณถนนรัชดาภิเษก ซึ่งยังประมาณราคาตลาดมิได แตราคา
ที่เกิดปรากฏตามสัญญาที่เปนสวนของการกระทําผิดเปนเงิน ๗๗๒ ลานบาท
๔.๗ การไต ส วนกรณี ก ล า วหาผู ดํ า รงตํ า แหน ง ทางการเมื อ งกั บ พวก
กระทําความผิดเกี่ยวกับโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขทาย ๓ ตัว และ ๒ ตัว
ของสํานักงานสลากกินแบงรัฐบาล ฐานเปนเจาพนักงานรวมกันปฏิบัตหิ นาที่โดยมิชอบ
ผลการตรวจสอบ ผูดํา รงตํา แหนง ทางการเมือ งที่ถูก อายัด ทรัพ ยไ ด
รวมกับพวก รวม ๔๙ คนกระทําการที่เปนความผิดทางอาญา และกอใหเกิดความเสียหาย
แกรัฐ ขณะนี้อยูในขั้นตอนการไตสวนมีพยานหลักฐานบงบอกชัดเจนทั้งเอกสารและ
พยานบุคคลวามีการกระทําผิดทางอาญาจริง และกอใหเกิดความเสียหายแกรัฐ ดังนี้

๑๕

ความเสีย หายของสํ า นัก งานสลาก กิน แบง รัฐ บาล เปน เงิน
๑๖,๐๒๗,๕๐๕,๒๓๕.๙๔ บาท
ความเสียหายของกระทรวงการคลัง ในสวนที่ไมไดภาษีอากรที่จะตองได
ตามประมวลรัษฎากร เปนเงิน ๘,๙๗๐,๗๔๐,๘๒๒.๖๒ บาท
กระทรวงมหาดไทยตองขาดประโยชนในการไมได รับภาษีการพนั น
ตามพระราชบัญญัติการพนันฯ เปนเงิน ๑๒,๗๙๒,๑๕๒,๕๘๑.๕๐ บาท
รวมเปน ความเสีย หายของรัฐ ทั้ง สิ้น ในการกระทํา ผิด ทางอาญาของ
ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองกับพวก เปนเงินทั้งสิ้น ๓๗,๗๙๐,๓๙๘,๖๔๐.๐๖ บาท
๔.๘ การไตส วนกรณีก ลา วหาผูดํา รงตํา แหนง ทางการเมือ งกับ พวก
กรณีกระทําความผิดโครงการจัดซื้อตนกลายาง และการดําเนินการโครงการปลูกยาง
๙๐ ลานตน ของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ
ผลการตรวจสอบ การอนุมัติโครงการและอนุมัติการใชเงินกองทุนรวม
เพื่อชวยเหลือเกษตรกรไมชอบดวยระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยกองทุนรวม
เพื่อชวยเหลือเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๓๔ และการขอรับการสนับสนุนจาก สกย. ใชเงิน CESS
ไมชอบดวยพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะหการทําสวนยาง พ.ศ. ๒๕๐๓ มูลคา
ของการอนุม ัต ิใ หใ ชเ งิน ในโครงการนี้เ ฉพาะที ่เ กี ่ย วกับ การผลิต พัน ธุ ย างมีม ูล คา
๑,๔๔๐ ลานบาท
๔.๙ การไตสวนกรณีทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิง
ของกรุงเทพมหานคร
ผลการตรวจสอบ การดําเนินการจัดซื้อยานพาหนะดับเพลิงและอุปกรณ
บรรเทาสาธารณภัย ซึ่งดําเนินการโดยบุคคลหลายฝาย มีมูลนาเชื่อวา เปนการกระทํารวมกัน
มีเปาหมายอันเดียวกัน ขัดตอมติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ และกฎหมาย โดยมีการกําหนด
คุณลักษณะเฉพาะของสินคา วิธีการ และราคาไวลวงหนา สอไปในทางมีเจตนาทุจริต
เปนเหตุใหมีการจัดซื้อในราคาที่สูงเกินความเปนจริง ซึ่งกอใหเกิดความเสียหายแกรัฐ
เปนจํานวนเงิน ๑,๙๐๐ ลานบาทเศษ

๑๖

๔.๑๐ การไต ส วนกรณี ก ล า วหาผู ดํ า รงตํ า แหน ง ทางการเมื อ ง
คณะกรรมการบริห าร และพนัก งานธนาคารกรุง ไทย จํา กัด (มหาชน) และพวก
รว มกัน กระทํ า ความผิด ฐานเปน พนัก งาน หรือ เจา พนัก งานปฏิบ ัต ิห รือ ละเวน
การปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบ
ผลการตรวจสอบ การใหเงินกูโดยทุจริตของผูบริหารธนาคารกรุงไทย
จํากัด (มหาชน) มีมูลคาการกูประมาณ ๕,๑๘๕ ลานบาท
๔.๑๑ การไตสวนกรณีกลาวหาผูดํารงตําแหนงทางการเมือง กระทําความผิด
ทางกฎหมายเกี่ย วกับ การบริห ารราชการแผน ดิน ที ่ก อ ใหเ กิด ความเสีย หายแกร ัฐ
เพื่อ เอื้อ ประโยชนธุรกิจของตนเองและพวกพอง ( ในสวนของการแปลงคาสัมปทาน
เปนภาษีสรรพสามิตเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมและเรื่องอื่นๆ )
ผลการตรวจสอบ
(๑) แกไ ขสัญ ญาขอ ตกลงลดสว นแบง รายไดค า บริก าร
โทรศัพทเคลื่อนที่แบบใชบัตรจายเงินลวงหนา (Prepaid) เพื่อประโยชนแกบริษัทเอกชน
ซึ่งเปนการแกไขสัญญาโดยมิไดดําเนินใหเปนไปตามพระราชบัญญัติวาดวยการใหเอกชน
เขารวมงานหรือดําเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕ ใหรัฐเสียผลประโยชน
ตลอดอายุสัมปทานเปนเงิน ประมาณ ๗๑,๖๗๗ ลานบาท
(๒) แกไ ขสัญ ญาขอ ตกลงปรับ เกณฑก ารตัด สว นแบง รายได
ใหบริษัท ทีโอที จํากัด(มหาชน) เพื่อเอื้อประโยชนแกบริษัทเอกชน ทําใหรัฐเสียหาย
ประมาณ ๗๐๐ ลานบาท
(๓) ตราพระราชกําหนดภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม
และไดมีมติคณะรัฐมนตรีแปลงคาสัมปทานเปนภาษีสรรพสามิต ทําใหบริษัท ทีโอที
จํากัด (มหาชน) เสียหายประมาณ ๓๐,๖๖๗ ลานบาท
๔.๑๒ การไตสวนกรณีกลาวหาผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและพวก
กระทําความผิดเกี่ยวกับการกอสรางโครงการระบบขนสงทางรถไฟฟาเชื่อมทาอากาศยาน
สุว รรณภูมิ ของการรถไฟแหง ประเทศไทย ฐานรว มกัน ปฏิบัติห นา ที่ หรือ ละเวน
การปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบ

๑๗

ผลการตรวจสอบ เปนการดําเนินการโดยทุจริตซึ่งกอใหเกิดความเสียหาย
แกรัฐ ประมาณ ๑,๒๐๐ ลานบาท
๔.๑๓ การไตสวนกรณีกลาวหาผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและพวก
รวมกันกระทําความผิดเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจางเอกชนโดยการเคหะแหงชาติ โครงการ
บานเอื้ออาทรระยะที่ ๔ ฐานเปนพนักงานหรือเจาพนักงานปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติ
หนาที่โดยมิชอบ
ผลการตรวจสอบ การเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑในการรับซื้อโครงการ
จากการรับซื้อเปนรายโครงการ (Turn Key) เปนการรับซื้อโดยจัดสรรหนวยดําเนินการ
ใหผูประกอบการ (Bid Bond Turn Key) เพื่อสรางแรงจูงใจใหผูประกอบการเขามารวม
ดําเนินงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถประเมินเปนตัวเงินไดไมนอยกวา ๔๑๕.๑๕ ลานบาท
ทั้งนี้ มีความเสียหายที่ยังไมสามารถประเมินเปนเงินไดอีกไมนอยกวา ๓,๐๐๐ ลานบาท
๕. หลักการและองคประกอบในการยึดหรืออายัดทรัพยสิน ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐
๕.๑ หลักการในการยึดหรืออายัดทรัพยสิน ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐
หลักการของการยึดหรืออายัดทรัพยสินตามประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐
ก็เพื่อเปนวิธีการชั่วคราวมิใหมีการยักยายทรัพยสิน จําหนายหรือจายโอนทรัพยสินเทานัน้
ทั้งนี้ก็เพื่อปกปองผลประโยชนของมหาชนจากการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือ
ร่ํา รวยผิด ปกติ หรือ มีท รัพ ยสิน เพิ่ม ขึ้น ผิด ปกติข องบุค คลที่ถูก กลา วหาจาก คตส.
ความมุงหมายในการตรวจสอบของ คตส. นั้น มิไดมุงหมายเพียงเพื่อนําบุคคลที่กระทํา
ผิดกฎหมายอาญามารับโทษของบานเมืองเทานั้น หากแตยังมีความมุงหมายที่จะตอง
นําผลประโยชนของประเทศชาติที่สูญเสียไปจากการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือ
ร่ํารวยผิดปกติ หรือมีทรัพยสินเพิ่มขึ้นผิดปกติจากบุคคลที่ถูกกลาวหากลับคืนมาดวย
แตโ ดยที่ก ระบวนการในการพิสูจ นค วามผิด ทางอาญาของบุค คลเปน กระบวนการ
ที่ตองอาศัยระยะเวลาในการดําเนินการ หากรอใหกระบวนการดําเนินจนเสร็จสิ้นแลว
จึงมาดําเนินการเอากับทรัพยสินของบุคคลนั้น ทายที่สุดรัฐจะไมสามารถนําทรัพยสิน
ที่บุคคลนั้นไดไปจากการทุจริตหรือประพฤติมิชอบกลับคืนมาได เพราะมีการยักยาย
จํา หนา ยหรือ จา ยโอนทรัพ ยส ิน นั ้น ไปจนหมดสิ้น ดว ยเหตุนี ้เ องประกาศ คปค.

๑๘

ฉบับที่ ๓๐ จึงไดใหอํานาจ คตส. ในการที่จะยึดหรืออายัดทรัพยสินของบุคคลที่ตรวจสอบ
จาก คตส. ได หากกรณีเขาเงื่อนไขตามที่กําหนดไว ทั้งนี้ก็เพื่อเปนการปกปองผลประโยชน
ของมหาชนจากบุคคลที่ทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือร่ํารวยผิดปกติ หรือมีทรัพยสิน
เพิ่มขึ้นผิดปกติ
๕.๒ องคประกอบในการยึดหรืออายัดทรัพยสิน ตามประกาศ คปค.
ฉบับที่ ๓๐
อํานาจในการยึดหรืออายัดทรัพยสินของ คตส. เปนไปตามขอ ๕ วรรคสอง
ของประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐ ซึ่งกําหนดวา “ในกรณีที่เห็นวาการดําเนินการในเรื่อง
ที่ตรวจสอบมีหลักฐานอันควรเชื่อไดวามีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ และมีพฤติการณ
วาบุคคลใดเกี่ยวของกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือร่ํารวยผิดปกติ หรือมีทรัพยสิน
เพิ่มขึ้นผิดปกติ ใหคณะกรรมการตรวจสอบมีอํานาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพยสินที่เกี่ยวของ
ของผูนั้น คูสมรสและบุตรซึ่งยังไมบรรลุนิติภาวะของผูนั้นไวกอนได”
จากความในวรรคสองของขอ ๕ ดังกลาว หากแยกพิจารณาเงื่อนไข
ของการยึดหรืออายัดทรัพยสินของ คตส. แลวอาจแยกได ดังนี้
๕.๒.๑ “ การดําเนินการในเรื่องที่ตรวจสอบมีหลักฐานอันควร
เชื่อได ” ซึ่ง หมายความวา ในการดํา เนิน การตรวจสอบของ คตส. นั้น มีหลัก ฐาน
อัน ควรเชื่อได มิใช คตส.ไปอาศัยหลักฐานจากแหลงอื่นๆที่มิไดมาจากการตรวจสอบ
ของตนมาเปนเหตุของการยึดหรืออายัดทรัพยสินของบุคคลที่เกี่ยวของ
๕.๒.๒ “ มีหลักฐานอันควรเชื่อไดวามีการทุจริตหรือประพฤติ
มิชอบ ” จากการตรวจสอบของ คตส. มี หลั กฐานอันควรเชื่อได วามีก ารทุจริตหรื อ
ประพฤติ มิ ช อบ กฎหมายเรี ย กร อ งเพี ย ง “ มี ห ลั ก ฐานอั น ควรเชื่ อ ได ว า ” เท า นั้ น
กฎหมายมิไดเรียกรองถึงขนาดวาตองเปนกรณีที่ประจักษชัดวามีการทุจริตหรือประพฤติ
มิชอบ ในเรื่องนี้ยอมเปนไปตามหลักการที่ไดกลาวไวแลวขางตนวา การยึดหรืออายัดนี้
เป นเพี ยงวิ ธีการชั่ วคราวเทานั้น ดังนั้ น เพี ยงแตมี หลักฐานอันควรเชื่อไดวา ก็ มีเหตุ
เพียงพอที่ คตส. จะใชอํานาจในการยึดหรืออายัด
๕.๒.๓ “ มี พ ฤติ ก ารณ ว า บุ ค คลใดเกี่ ย วข อ งกั บ การทุ จ ริ ต หรื อ
ประพฤติมิชอบ หรือร่ํารวยผิดปกติ หรือมีทรัพยสินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ” จากหลักฐาน

๑๙

อันควรเชื่อไดวามีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบนั้น จะตองมีพฤติการณวามีบุคคล
ที่เกี่ยวของกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือมีพฤติการณวามีบุคคลใดร่ํารวยผิดปกติ
หรือมีพฤติการณวามีบุคคลใดมีทรัพยสินเพิ่มขึ้นผิดปกติ เฉพาะจากเหตุผลสามประการนี้
เหตุใดเหตุหนึ่งเทานั้นที่จะเปนเงื่อนไขอันนําไปสูการยึดหรืออายัดทรัพยสินของบุคคลนั้น
๕.๒.๔ “ยึดหรือ อายัด ทรัพ ยสิน ที่เกี่ยวขอ งของผูนั้น คูส มรส
และบุตรซึ่งยังไมบรรลุนิติภาวะของผูนั้น” ทรัพยสินที่จะยึดหรืออายัดไดนั้นตองเปน
ทรัพยสินของผูกระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเปนทรัพยสินที่เกี่ยวของกับ
การร่ํารวยผิด ปกติ หรือเปนทรั พยสิ น ที่ เกี่ยวของกับ การมี ท รัพยสิ นเพิ่ ม ขึ้ น ผิ ด ปกติ
และทรัพยสินนั้นจะตองเปนของผูถูกกลาวหาจาก คตส. หรือคูสมรสผูนั้น หรือบุตร
ซึ่งยังไมบรรลุนิติภาวะของผูนั้น
กลา วโดยสรุป การที่ คตส.จะมีคํ า สั่ง ยึด หรือ อายัด ทรัพ ยส ิน
ของบุคคลใด คตส. จะตองพิจารณาเงื่อนไขดังกลาวขางตนอยางรอบคอบ เมื่อพิจารณาวา
เขาเงื่อนไขดังกลาวแลวจะออกคําสั่งใหยึดหรืออายัดทรัพยสินได
๖. การอายัดทรัพยสินของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง
ดวยผลจากการตรวจสอบและไตสวนในคดีตางๆ ของ คตส. ไดลุลวง
ถึงขั้นมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อไดวา ผูดํารงตําแหนงทางการเมือง (ที่ถูกอายัดทรัพย)
กับ พวก ไดท ุจ ริต ประพฤติม ิช อบ และร่ํ า รวยผิด ปกติไ ดท รัพ ยส ิน โดยมิส มควร
จากการใชอํานาจหนาที่เอื้อประโยชนตอกิจการของบริษัทเอกชนเปนเหตุใหไดประโยชน
หรือกอใหเกิดความเสียหายแกรัฐโดยรวม ดังนี้
พฤติการณทุจริตประพฤติมิชอบ
มีพยานหลักฐานจนถึงขั้นถูกกลาวหา ๕ คดี และเกิดความเสียหายตอรัฐ
ดังนี้
๑. การทุจริตโครงการจัดซื้อที่ดินมูลคาตามสัญญา ๗๗๒ ลานบาท
จากกองทุนฟนฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ธนาคารแหงประเทศไทย
๒. การจัดซื้อกลายางมูลคาตามสัญญา ๑,๔๔๐ ลานบาท ของกรม
วิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ

๒๐

๓. การทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจางปรับเปลี่ยนสายพานลําเลียงกระเปา
สัมภาระผูโดยสาร และเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด CTX ๙๐๐๐ รัฐเสียหายประมาณ
๑,๕๐๐ ลานบาท
๔. โครงการออกสลากพิเ ศษแบบเลขทา ย ๓ ตัว และ ๒ ตัว
ของสํานักงานสลากกินแบงรัฐบาล รัฐเสียหายประมาณ ๓๗,๗๙๐ ลานบาท
๕. การใหเงิ นกู โดยทุ จริ ตของผู บริ หารธนาคารกรุ งไทย รั ฐเสี ยหาย
ประมาณ ๕,๑๘๕ ลานบาท
พฤติการณร่ํารวยผิดปกติ มีทรัพยสินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
มีพ ยานหลัก ฐานเชื่อ ไดวา ผูดํ า รงตํา แหนง ทางการเมือ งและภริย า
ยังคงถือไวซึ่งหุนธุรกิจสัมปทานของบริษัทเอกชนตั้งแตเขาดํารงตําแหนงทางการเมือง
เปนตนมา แตไดใหบุตร ญาติ หรือบุคคลผูใกลชิดเปนผูถือหุนเอาไวแทน และยังไดใช
อํานาจหนาที่เอื้อประโยชนตอกิจการของเอกชนหลายประการ ดังนี้
๑. แกไขสัญญาขอตกลงลดสวนแบงรายไดคาบริการโทรศัพทเคลื่อนที่
แบบใชบัตรจายเงินลวงหนา (Prepaid) เพื่อประโยชนแกบริษัทเอกชนรายหนึ่งทําใหรัฐ
เสียผลประโยชนตลอดอายุสัมปทานเปนเงินประมาณ ๗๑,๖๖๗ ลานบาท
๒. แกไขสัญญาขอตกลงปรับเกณฑการตัดสวนแบงรายไดใหบริษัท
ทีโอที จํากัด (มหาชน) เพื่อเอื้อประโยชนแกบริษัทเอกชนรายหนึ่งทําใหรัฐเสียหาย
ประมาณ ๗๐๐ ลานบาท
๓. ตราพระราชกําหนดภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม และ
ไดมีมติคณะรัฐมนตรีแปลงคาสัมปทานเปนภาษีสรรพสามิต เพื่อประโยชนแกบริษัทเอกชน
รายหนึ่งทําใหวิสาหกิจของรัฐเสียหายประมาณ ๓๐,๖๖๗ ลานบาท
๔ ใหบริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) เชาและลงทุนระบบคลื่นความถี่
ดาวเทียมของบริษัทเอกชนรายหนึ่งโดยไมจําเปน เปนเหตุให บริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน)
รัฐเสียหายเปนจํานวนเงินประมาณ ๗๐๐ ลานบาท
๕. สั่ ง การให ธ นาคารเพื่ อ การส ง ออกและนํ า เข า แห ง ประเทศไทย
(Exim Bank) ใหรัฐบาลสหภาพพมากูเงินเพื่อซื้อสินคาและบริการของบริษัทเอกชน
รายหนึ่งในจํานวนเงินกูประมาณ ๑,๐๐๐ ลานบาท

๒๑

๖. อาศัยการเจรจาการคาระหวางประเทศ นําผลประโยชนของชาติ
แลกเปลี่ยนบุกเบิกตลาดธุรกิจดาวเทียมใหแกสายธุรกิจดาวเทียมในเครือบริษัทเอกชน
รายหนึ่ง เพิ่มมูลคาธุรกิจดาวเทียมของบริษัทเอกชนดังกลาวเปนอันมาก
การใชอํานาจหนาที่ใ นการบริหารราชการแผน ดินเพื่อเอื้อ ประโยชน
แกธุรกิจของตนเองดังกลาว มีทั้งที่ผุดํารงตําแหนงทางการเมืองเกี่ยวของสั่งการโดยตรง
หรือละเวนไมกํากับสั่งการดูแล มีความพยายามหลีกเลี่ยงขั้นตอนตรวจสอบตามกฎหมาย
ทุกครั้ง ยังผลเปนประโยชนอันมิควรไดตกเปนมูลคาแฝงฝงอยูในหุนของตน จนมีมูลคา
สูงขึ้นอยางผิดปกติตลอดเวลา
ในทายที่สุดก็ไดใชอํานาจหนาที่ผลักดันใหแกไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ
ประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙ โดยเพิ่มเติมใหบุคคลตางดาว
ถือ หุน ในบริษัท ดา นกิจ การโทรคมนาคม จากเดิม ไมเ กิน รอ ยละ ๒๕ เปน ไมเ กิน
รอ ยละ ๕๐ พรอ มๆ กับ การเจรจาเพื่อ ขายหุน ที่มีชื่อ ครอบครัว และบริว ารของตน
เปนเจาของอยูรอยละ ๔๙.๒ ใหแกกองทุนของตางประเทศ ซึ่งเมื่อพระราชบัญญัติดังกลาว
ไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใชเมื่อวันเสารที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๙
ก็ไ ดดํา เนิน การขายหุน ใหแ กก องทุน ดัง กลา วในวัน จัน ทรที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๙
ไดเงินจากการขายหุนทั้งหมด เปนจํานวน ๗๓,๒๗๑ ลานบาท
คําสั่งอายัดทรัพย
คณะกรรมการตรวจสอบการกระทํ า ที่ ก อ ให เ กิ ด ความเสี ย หายแก รั ฐ
จึ ง เห็ น ว า ผลการดํ า เนิ น การในเรื่ อ งที่ ต รวจสอบและไต ส วนดั ง กล า วในป จ จุ บั น
มีหลักฐานอันควรเชื่อไดวาผูดํารงตําแหนงทางการเมือง เมื่อครั้งยังดํารงตําแหนงอยู
มี ก ารทุ จ ริ ต และประพฤติ มิ ช อบ ร่ํ า รวยผิ ด ปกติ มี ท รั พ ย สิ น เพิ ่ม ขึ ้น ผิด ปกติ และ
เนื่องจากไดพบวาเงินบางสวนไดถูกยักยายถายโอนแลว เชน เงินคาขายหุนชินคอรป
ก็คงเหลืออยูในบัญชีประมาณ ๕๒,๘๘๔ ลานบาทเทานั้น
อาศัย อํานาจตามความในประกาศคณะปฏิ รูปการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ฉบับที่ ๓๐ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙
เรื่อง การตรวจสอบการกระทําที่กอใหเกิดความเสียหายแกรัฐ ขอ ๕ วรรคสอง และ
ขอ ๘ จึงมีมติใหอายัดเงินในบัญชีธนาคารหรือสถาบันการเงิน

๒๒

การอายัดทรัพยตามคําสั่งทั้งสองนี้ใหอายัดไวจนกวาจะมีคําสั่งเปลี่ยนแปลง
อนึ่ง บุคคลใดกลาวอางวาเปนเจาของที่แทจริงของทรัพยสิน ที่อายัด
ตามคําสั่งดังกลาว และมิใชทรัพยสินที่ไดมาจากการกระทําความผิด หรือมิไดเปน
ทรัพยสินที่ไดมาจากการร่ํารวยผิดปกติ ใหบุคคลนั้นยื่นคํารองเพื่อพิสูจนตอ คตส. ภายใน
๖๐ วัน นับแตวันออกคําสั่งนี้

๗. ขอเท็จจริงเกี่ยวกับการที่มีการยักยายถายเททรัพยสินของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง
จากผลของการดํา เนิน การของคณะอนุก รรมการตรวจสอบในวัน ที่
๒๖ มกราคม ๒๕๔๙ ปรากฏจํ านวนเงิ นที่ ได รั บจากการขายหุ นชิ น คอร ปอเรชั่ น จํ ากั ด
(มหาชน) ใหแกกลุมกองทุนเทมาเส็ก หลังจากหักคานายหนาและภาษีเปนเงิน ๗๓,๐๗๕.๒๐
ลานบาท เงินดังกลาวมีหลักฐานใหเชื่อไดวาเปนของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและ
คูสมรส แตไดนาํ ฝากเขาบัญชีเงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีของบุตร พี่นองของผูดํารง
ตําแหนงทางการเมือง และญาติของคูสมรสของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง
ตอมา คตส. ไดตรวจสอบปรากฏวา ณ วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๐ นั้น
ยอดเงินคงเหลือของบัญชีเงินฝากของสถาบันการเงิน ณ วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๐
รวมเปนเงิน ๕๒,๘๘๔.๔๒ ลานบาท ยอดเงินหายไปประมาณ ๑๙,๐๐๐ พันลานบาท
จากขอ เท็จ จริง ของการเคลื่อ นยา ยเงิน ดัง กลา ว คตส. จึง ไดมีคํา สั่ง ที่ ๐๑๖/๒๕๕๐
ลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๐ อายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารและสถาบันการเงิน
จํานวน ๒๑ รายการ
หลัง จากมีคํ า สั ่ง ดัง กลา วขา งตน แลว จากการตรวจสอบพบวา
ระหวา งวั น ที่ ๔ - ๑๑ มิ ถุ น ายน ๒๕๕๐ มี ก ารเคลื่ อ นย า ยเงิ น จากบั ญ ชี เ งิ น ฝากจาก
ธนาคารดังกลาวขางตนกอนที่จะมีคําสั่งอายัดไปฝากในธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น
เปนเงิน ๘,๘๐๐.๑๓ ลานบาท คตส. จึงพิจารณาอายัดเงินในบัญชีเงินฝากและเช็คของ
ธนาคารและสถาบันการเงินเพิ่มเติมรวม ๗ รายการ ตามคําสั่ง คตส.ที่ ๐๒๑/๒๕๕๐
ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๐

๒๓

ตอมาเมื่อมีก ารตั้งอนุกรรมการตรวจสอบเงิน ที่ปรากฏตามบัญชีหรือ
อยูในขายที่จะตองถูกอายัด พบวากอนวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๐ ไดมีการนําเงินของบุตร
ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองไดรับจากการขายหุนบริษัท ชิน คอรปอเรชั่น จํากัด (มหาชน)
ใหแกกลุมกองทุนเทมาเส็กไปนําฝากไวในบัญชีเงินฝากธนาคารและสั่งจายเปนเช็ค
ของธนาคาร รวมเปนเงิน ๔,๙๓๐.๐๐ ลานบาท และพบรายละเอียดของการเคลื่อนยาย
เงินจากบัญชีเงินฝากที่ถูกอายัดไวตามคําสั่ง คตส. ที่ ๐๑๖/๒๕๕๐ เพิ่มเติมจากคําสั่ง
คตส. ที่ ๐๒๑/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๐ เปนเช็คธนาคารจํานวน ๑ ฉบับ
เปนจํานวนเงิน ๒๗.๒๓ ลานบาท คตส. จึงพิจารณาอายัดเงินในบัญชีเงินฝากในธนาคาร
และสถาบัน การเงิน รวมทั้ง เช็ค ธนาคารเพิ่ม เติม ตามคํา สั่ง คตส. ที่ ๐๒๒/๒๕๕๐
ลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๐ จากขอเท็จจริงดังกลาวแสดงใหเห็นวามีการเคลื่อนยาย
เงินจากบัญชีที่ไดจากการขายหุนบริษัท ชิน คอรปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ตลอดมา
นอกจากนั้น ในการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบ/ไตสวน
เรื่องอื่นๆ ก็ยังไดพบเงินที่มีการจายใหแกบุคคลตางๆ ทั้งบุตรผูดํารงตําแหนงทางการเมือง
และบิดาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง แตเมื่อตามไปถึงจุดที่เงินที่เกิดจากผลของ
การกระทําผิดไปสูบัญชีดังกลาวแลว ปรากฏวายังติดตามเงินจํานวนดังกลาวไดไมครบถวน
ขอเท็จจริงเฉพาะสวนนี้จะปรากฏใหเห็นจากขอมูลและหลักฐานในการตรวจสอบเรื่อง
ความเสียหายที่เกิดจากขอ ๔.๓ และ ๔.๑๐ เปนตน
ขอเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ตรวจสอบไดดังที่กลาวขางตนเปนที่มา
ของการใชดุล พินิจของ คตส. วาสมควรที่จะตองปองกันการยักยายถายเททรัพยสิน
ของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองที่จะตองรับผิดตามขอกลาวหาในอนาคต จึงไดมีมติ
ใหมีการอายัดตามคําสั่งครั้งที่ ๑ -๓ ตามที่กลาวขางตน
อนึ่ง คณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพยสินจะตองพิจารณาตอไปอีกวา
มีการยักยายถายเททรัพยสินเฉพาะสวนที่เปนบัญชีเงินฝากธนาคารหรือสถาบันการเงิน
อีกหรือไม อยางไร ถาไดตรวจพบวามีการยักยายถายเทไปสูบัญชีของบุคคลอื่นอยางไร
ก็จะไดดําเนินการเสนอ คตส. เพื่อมีคําสั่งอายัดตอไป และถามีขอเท็จจริงปรากฏวา
มีผูถูกกลาวหาคนอื่นมีพฤติการณดังกลาวขางตนก็จะไดดําเนินการในทํานองเดียวกัน
๘. สิทธิหนาที่ของผูถูกอายัด

๒๔

ก. สิทธิของผูถูกกลาวหาและคูสมรสเมื่อไดถูกคําสั่งใหอายัดทรัพยสินแลว
มี ดั ง นี้ คื อ ยื่ น คํ า ร อ งคั ด ค า นตามกํ า หนดเวลาที่ ร ะบุ ไ ว ใ นคํ า สั่ ง อายั ด โดยจะต อ งมี
พยานหลักฐานมาแสดงใหเห็นวาตนไมไดกระทําการยักยายถายเท ทรัพยสินที่ถูกอายัด
และไมมีพฤติการณใดๆ วาจะทําการยักยายถายเททรัพยสินในอนาคตตามเหตุที่อาง
ในคํ า สั่ ง อายั ด หรื อมี พ ยานหลัก ฐานให เห็ น ว าจํ า นวนทรั พ ย สิน ที่ อ ายั ด นั้ น เกิ น กว า
จํานวนความรับผิดที่อาจจะมีในอนาคตตามผลของคําพิพากษาที่ใหชดใชคาเสียหาย
หรือ ริบทรัพยสิน หรือมีพยานหลักฐานใหเห็นวาตนไมใชคูสมรสของผูถูกกลาวหา
โดยหากมีพยานหลักฐานใหเชื่อไดตามที่กลาวอางขางตน คตส. ก็ตองมีคําสั่งใหถอน
การอายัดโดยอาจจะสั่งใหถอนทั้งหมด หรือถอนใหเฉพาะสวนที่เกินกวาสวนที่ผูถูกกลาวหา
จะต อ งรั บ ผิ ด แต จ ะร อ งคั ด ค า นโดยอ า งว า ไม ใ ช เ ป น ผู ก ระทํ า ผิ ด อั น จะต อ งชดใช
คา เสีย หาย หรือ อา งวา ไมไ ดร่ํา รวยผิด ปกติ หรือ มีท รัพ ยสิน เพิ่ม ขึ้น อยา งผิด ปกติ
ในชั้น ขอเพิกถอนการอายัดไมได เพราะเหตุอางทั้งสามประการนี้จะตองไปพิสูจนกัน
ในชั้นศาล ถาพิสูจนไดก็ตองเพิกถอนการอายัด ถาพิสูจนไมไดก็ตองบังคับใหเปนไปตาม
คําพิพากษาตอไป
ข. บุคคลอื่นที่ถูกคําสั่งอายัดทรัพยสิน โดยไมไดถูกกลาวหาวาเปน
ผูกระทําความผิดก็มีสิทธิที่จะยื่นคํารองขอใหถอนการอายัดไดตามกําหนดเวลาเชนเดียวกับ
ในขอ ก. โดยจะตอ งนํา พยานหลัก ฐานมาแสดงใหเ ห็น วา ทรัพ ยสิน ที่ถูก อายัด นั้น
เปน ของตนเองไมไ ดเ กี่ย วขอ งกับ การกระทํา ผิด หรือ ไดม าจากผูที่ก ระทํา ความผิด
ที่กอใหเกิดความเสียหายแกรัฐ
ค. นอกจากสิทธิในขอ ก. และขอ ข. ของบุคคลดังกลาวในสองขอ
ขางตนนั้น บุคคลในขอ ก. และขอ ข. ก็สามารถที่จะใหถอนการอายัดได โดยนําหลักทรัพย
มาวางเปนประกัน เชน หนังสือค้ําประกันของธนาคารที่มีมูลคาเทากับจํานวนมูลคา
ของทรัพยสินที่ขอใหถอนการอายัด หรือขอถอนเงินจากบัญชีที่ถูกอายัดเพื่อเปนคาใชจาย
ในการดํารงชีพตามฐานานุรูป โดยไดรับอนุญาตจาก คตส.
ง. หนา ที่แ ละความรับ ผิด ของผูถูก อายัด นั้น จะตอ งรับ ผิด ตามผล
ของคําพิพากษาในกรณีที่มีผูรวมกันกระทําผิดหลายคน ทุกคนจะตองรับผิดเต็มตามจํานวน
ของความเสียหายที่กอใหเกิดความเสียหายแกรัฐ เรียกกันในทางกฎหมายวาตกเปน
ลูกหนี้รวมกัน ตัวอยางเชน มีผูรวมกระทําการใหเกิดความเสียหายแกรัฐ จํานวน ๑๐ คน

๒๕

และมีความเสียหายเกิดขึ้นจํานวน ๕๐๐ ลานบาท ถาศาลพิพากษาใหทั้ง ๑๐ คน รวมกัน
ชดใชคาเสียหายใหแกรัฐทั้งสิ้น ๕๐๐ ลานบาท ก็สามารถที่จะดําเนินการบังคับให
คนหนึ่งคนใดชําระหนี้ไดเต็มจํานวน คือ ๕๐๐ ลานบาท โดยคนนั้นจะมาโตแยงวา
จะตองรับผิดตามสวนคือ ๕๐ ลานบาทนั้นมิได ถาคนที่หนึ่งมีทรัพยสินพอที่จะบังคับ
ชําระหนี้ไดถึง ๕๐๐ ลานบาท สวนคนที่สองถึงคนที่สิบไมมีทรัพยสินอื่นใดเลย ก็สามารถ
ยึดทรัพยสินของคนที่หนึ่งมาชําระหนี้ใหเต็มจํานวน ๕๐๐ ลานบาทได ซึ่งในสวนที่
คนที่หนึ่งจะตองรับผิดชดใชแทนคนอื่นนั้น เปนเรื่องที่คนที่หนึ่งจะตองไปวากลาวเอากับ
คนที่สองถึงคนที่สิบ ซึ่งกฎหมายใชคําวาใชสิทธิไลเบี้ย เหตุที่หลักความรับผิดตาม
กฎหมายเปน อยา งนั้น ใชไดทั้ง ที่เ จา หนี้เปน เอกชนหรือ รัฐ ในสว นของรัฐ ซึ่ง เปน
เจา หนี ้นั ้น ก็อ ยู ใ นหลัก ของคํ า กลา วที ่เ ขา ใจกัน ตลอดมาแตโ บราณกาลวา
“ เงินหลวงตกน้ําไมไหลตกไฟไมไหม ”
๙. บทสรุป
คตส. เปนองคกรเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นตามประกาศ คปค. ฉบับที่ ๓๐ และมี
ระยะเวลาในการทําภาระหนาที่เพียง ๑ ปเทานั้น ภายในระยะเวลาอันจํากัดดังกลาว
คตส. จะตองทําใหเกิดความชัดเจนตอขอกลาวหาที่มีตอรัฐบาลของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
วามีการทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้นอยางมากมายในหวงของการบริหารบานเมืองของรัฐบาล
ที่ผานมาจริงหรือไม ภาระหนาที่ดังกลาวจึงเปนภาระหนาที่ที่หนักและยาก ประกอบกับ
ความคาดหวังของสังคมที่มีตอ คตส. ตองการให คตส. เรงดําเนินการตรวจสอบกรณี
การทุจริตตางๆ ดังกลาว แต คตส. ก็มิอาจดําเนินการดวยความเรงรีบได ทั้งนี้ เพื่อให
เกิดความรอบคอบในการตรวจสอบและเพื่อความเปนธรรมตอผูที่เกี่ยวของ
เมื่อ คตส. มีหนาที่ตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้นแกรัฐ และมีหนาที่
นําผูกอใหเกิดความเสียหายมาชดใชความเสียหายที่เกิดตอรัฐ ซึ่งการจะชดใชไดตองมี
คําพิพากษาของศาลแลว แตกอนมีคําพิพากษาของศาลหากปรากฏวามีการถายโอน
ทรัพยสิน ซึ่งอาจทําใหไมมีทรัพยสินที่จะบังคับชดใชไดตามคําพิพากษา ในกรณีเชนนี้
คตส. ก็อาจตัดสินใจอายัดทรัพยสินไวกอนเพื่อใหคําพิพากษาของศาลสามารถบังคับ
ไดจริง หาก คตส. ทราบวามีการยักยายถายโอนทรัพยสิน และไมดําเนินการอายัดทรัพยสิน

๒๖

จนเปนเหตุใหไมสามารถบังคับคดีตามคําพิพากษาของศาลได ในกรณีเชนนี้ก็อาจเปน
ความบกพรองของ คตส.
การทําภาระหนาที่ของ คตส. ในครั้งนี้อยางนอยที่สุดก็เพื่อตรวจสอบ
การกระทําที่กอใหเกิดความเสียหายแกรัฐ และหากพบวามีบุคคลใดกระทําความผิด
ก็จัก ตองดําเนิน การยื่นเรื่อ งตออัย การสูงสุด เพื่อเสนอคดีตอศาลใหพิจารณาลงโทษ
บุค คลนั ้น ตามควรแกก รณี รวมทั ้ง มีห นา ที ่ใ นการติด ตามนํ า ทรัพ ยส ิน มาชดใช
ความเสียหายที่เกิดขึ้นแกรัฐ การดําเนินการทั้งหมดนี้ก็เพื่อสรางบรรทัดฐานที่ถูกตอง
ในทางกฎหมายวา บุคคลใดที่กระทําผิดตอกฎหมายบานเมือง ไมวาบุคคลนั้นจะเปน
นักการเมือง ขาราชการ เอกชน บุคคลผูกระทําความผิดควรจะตองรับโทษตามควร
แกก ารกระทํา นั้น ๆ หากบรรทัด ฐานแหง ความถูก ตอ งเชน นี้ไ มไ ดรับ การปลูก ฝง
ไวในสังคมไทย เชื่อวาประเทศไทยจะตองเผชิญกับปญหาการทุจริตคอรัปชั่นเชนนี้อีก
นานเทานาน