01 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ ( Computer ) มาจากภาษาลาติน หมายถึง เครื่องคำานวณชนิดหนึ่งที่ทำางานด้วย
ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถจำาข้อมูลและคำาสั่งได้ โดยการนำาไปเก็บไว้ในหน่วยความจำาก่อน
หลังจากนั้นคอมพิวเตอร์จะทำา การดึงคำา สั่งมาเพื่อนำา ไปปฏิบัติงาน และจะให้ผลลัพธ์ที่ตรงกับ
ความต้องการของผู้ใช้
คุณสมบัติพิเศษของคอมพิวเตอร์
1.
2.
3.
4.
5.

สามารถทำางานได้รวดเร็วได้อย่างรวดเร็ว
สามารถเก็บหน่วยความจำาได้มาก
ทำางานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
ข้อมูลที่ได้ถูกต้องและแม่นยำา
สามารถเปรียบเทียบข้อมูลได้

ลักษณะของเครื่องคอมพิวเตอร์

แนวคิดในการสร้างคอมพิวเตอร์
1.
2.
3.
4.
5.

การรู้ จั ก จดและนั บ ตั ว เลขแบบง่ า ยๆโดยการใช้ นิ้ ว มื อ และลู ก หิ น แทนการรั บ
ก า ร ใ ช้ รู ป ภ า พ แ ท น ตั ว เ ล ข ใ น ส มั ย อี ยิ ป ต์
ก า ร ใ ช้ ลิ่ ม เ ป็ น สั ญ ลั ก ษ ณ์ แ ท น ตั ว เ ล ข ข อ ง ช า ว บ า บิ โ ล เ นี ย น
ก า ร เ ริ่ ม ใ ช้ ตั ว เ ล ข ข อ ง ช า ว โ ร มั น
ร ะ บ บ เ ล ข อ า ร บิ ค ที่ ใ ช้ จ น ถึ ง ปั จ จุ บั น

2
6. การใช้ลูกคิดช่วยในการคิดคำานวณของชาวจีน โดยเริ่มมีมาเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน และ
ลูกคิด นี้เองเป็นจุดเริ่มต้นในการคิดค้นสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมา

การนำาคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้ในงานต่าง ๆ
1.

การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในงานส่วนตัว

ปัจจุบันคอมพิวเตอร์มีราคาถูกลงมาก ผู้คนจึงนิยมซื้อคอมพิวเตอร์ไปใช้ในงานส่วนตัวที่
บ้าน เรียกว่า โฮมคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่นำาไปใช้ในด้านงานเอกสาร เก็บข้อมูลส่วนตัว วิเคราะห์
รายรับรายจ่ายของครอบครัว เล่นเกมส์ หรือเพื่อความบันเทิงจากระบบมัลติมีเดีย
2.

การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในงานการเงินและบัญชี

งานประเภทนี้ต้องใช้ตัวเลขเป็นจำานวนมาก การตรวจสอบความถูกต้องของตัวเลขเป็นสิ่ง
ที่ยุ่งยากมาก การตรวจสอบความถูกต้องของตัวเลขเป็นสิ่งที่ยุ่งยากมากโดยเฉพาะในธุรกิจขนาด
ใหญ่ การนำาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ทำาให้การทำางานสะดวกขึ้น เช่น การวางระบบคอมพิวเตอร์
สำาหรับออกแบบใบทวงหนี้ การออกใบเสร็จรับเงิน การทำาประวัติและบัญชีลูกค้า การทำาบัญชี
เงินเดือน เป็นต้น
3.

การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในงานธนาคาร

ธนาคารทุกแห่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการฝากหรือถอนเงิน ความถูกต้องและรวดเร็วใน
การให้บริการเป็นสิ่งที่มีความสำาคัญสูงสุด นอกจากนี้ยังมีบริการด้านสินเชื่อ เงินกู้ การแลกเปลี่ยน
เงินตรา การถอนเงินแบบ ATM เป็นต้น การนำา คอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ทำา ให้งานทุกด้านมีความ
คล่องตัวสูงทุกด้าน เช่น การรวบรวมข้อ มูลเกี่ยวกับการลงทุน การตลาด ลูกค้าจะได้รับความ
สะดวกในการฝากถอนเงิน และสามารถตรวจสอบสถานะทางการเงินได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
4.

การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในการสำารองที่นั่ง

การนำาระบบคอมพิวเตอร์มาช่วยเก็บชื่อผู้โดยสารหรือนักท่องเที่ยว วันเวลาเดินทาง สถาน
ที่จะขึ้นหรือลง สายการบิน เที่ยวบิน และจำา นวนที่นั่งของยานพาหนะ จะทำา ให้เจ้าหน้าทีทราบ
สถานะและเหตุการณ์ได้ทันท่วงที ข่ายงานคอมพิวเตอร์ที่ติดต่อถึงกันทั้งภายในประเทศและต่าง
ประเทศ จะทำาให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและรับช่วงผู้โดยสารหรือนักท่องเที่ยวได้ทันท่วงที
2

3
5.

การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในการควบคุมการผลิต

โรงงานอุตสาหกรรมที่ทันสมัยแทบทุกแห่ง ได้นำาคอมพิวเตอร์มาควบคุมการผลิตเพื่อให้
สินค้ามีคุณภาพดีขึ้นโดยมีการควบคุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่ตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบ ขั้นตอน
การผลิต จนกระทั่งคุณภาพของสินค้าสำาเร็จรูปที่ออกมาจากโรงงานก่อนที่จะนำาไปจำาหน่ายให้แก่
ลูกค้า คอมพิวเตอร์จะรายงานอุปสรรคที่เกิดขึ้นแล้วแก้ไขอัตโนมัติ งานจึงไม่หยุดชะงัก
6.

การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในการออกแบบ

งานออกแบบทั่วไป เช่น การออกแบบก่อสร้าง ออกแบบเครื่องยนต์ รถยนต์ ผลิตภัณฑ์
ต่าง ๆ เป็นงานที่ต้องรอบคอบ สิ้นเปลืองแรงงานและเวลา ปัจ จุ บัน ได้นำา คอมพิว เตอร์ มาช่ว ย
ออกแบบ เรียกว่า โปรแกรม CAD (Computer Aided Design) เช่น โปรแกรม AUTOCAD และ
คอมพิวเตอร์ช่วยการผลิตทางอุตสาหกรรมเรียกว่า CAM (Computer Aided Manufacturing) มา
อำานวยความสะดวกในการเขียนแบบชิ้นส่วนต่าง ๆ บนจอภาพ ปรับปรุงแก้ไข
7.

การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในการศึกษา

ประเทศไทยได้นำาคอมพิวเตอร์มาช่วยในการศึกษาไม่น้อยกว่า 20 ปีมาแล้ว โดยนำามาใช้
ในหลายลักษณะ เช่น ในการเรียนการสอนโดยเปิดสอนวิชาของคอมพิวเตอร์และการประยุกต์ใช้
คอมพิวเตอร์กับวิชาอื่น ๆ นอกจากนี้ยังนำา มาช่วยในงานบริหาร เช่น การทำา ระเบียนประวัติของ
นักศึกษาช่วยงานทะเบียนและงานแนะแนว การเก็บเงินลงทะเบียนเรียนของงานการเงิน งาน
วัดผลช่วยตัดเกรดและคิดเกรดเฉลี่ยสะสม งานทำาใบ รบ. หรือใบประกาศนียบัตร ฯลฯ
ปัจจุบันได้พัฒนาโปรแกรมสำา เร็จรูปเพื่อช่วยสอน ที่เรียกว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน หรือ
CAI (Computer Aided Instruction) ในวิช าต่า ง ๆ เช่ น คณิ ต ศาสตร์ วิท ยาศาสตร์ ภาษาไทย
ภาษาอังกฤษ และแม้กระทั่งวิชาของคอมพิวเตอร์เอง มีภาพเคลื่อนไหวและมีเสียงเสมือนจริง
นักเรียนจึงสนใจมากขึ้น ได้สนุกสนานกับการเรียนด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำา ให้นักเรียนไม่เบื่อ
หน่ายในการแสวงหาความรู้อีกต่อไป
8.

การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในวงการแพทย์

วงการแพทย์ได้ใช้คอมพิวเตอร์ ในการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ หัวใจ อวัยวะภายใน โดย
ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยวิเคราะห์ผลรังสีเอ็กซ์ที่ผ่านเข้าไปในคนไข้ โดยการแสดงข้อมูลบนจอภาพ
เรี ย กว่ า “ เอ็ ก เรย์ โ ทโมกราฟี “ (X – Ray Tomography) ภาพที ไ ด้ เ ป็ น ภาพตั ด ขวางที ล ะแนว
3

4
นอกจากนี้ยังนำา คอมพิวเตอร์มาช่วยการบริหารงานในโรงพยาบาล เช่น การจองเตียงคนไข้ คุม
สต๊อกยา ระเบียนคนไข้
9.

การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในการคมนาคมและการสื่อสาร

ปัจจุบันการคมนาคมและการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นข่าวสารด้านวิทยุ โทรทัศน์ ดาวเทียมต่าง
ๆ ใช้คอมพิวเตอร์เข้าควบคุมและจัดการทั้งสิ้น เช่น การถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมทั้ง
ภายในประเทศและภายนอกประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทันเหตุการณ์
10.

การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในด้านนันทนาการ

เช่น เกมส์คอมพิวเตอร์ทั่วไป ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาเข้าสู่ระบบมัลติมีเดีย ทำา ให้
คอมพิ ว เตอร์ มี ลั ก ษณะเป็ น เครื่ อ งเสี ย ง รวมกั บ โทรทั ศ น์ รวมกั บ วิ ดี โ อ
และ
คอมพิวเตอร์อยู่ในเครื่องเดียวกันในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป

ข้อดีของการใช้คอมพิวเตอร์ มีเหตุผลหลายประการ เพราะ
1. ราคาไม่ แ พง เช่ น เครื่ อ งไมโครคอมพิ ว เตอร์ ห รื อ ที่ เ รี ย กว่ า “ เครื่ อ งพี ซี ” หรื อ เครื่ อ ง
คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีราคาถูกลงมาก เหมาะสำาหรับนำาไป
ใช้ในธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ เหมาะสำาหรับนำาไปใช้เป็นคอมพิวเตอร์
ส่วนบุคคลที่บ้าน หรือพกพาไปไหนมาไหน
2. ใช้งานได้สะดวก เพราะมีโปรแกรมสำาเร็จอีกมากมายไวให้เลือกใช้ ตามความต้องการของ
ผู้ใช้ เช่น โปรแกรมสำาเร็จด้านบัญชี โปรแกรมสำาเร็จด้านเวิร์ดโปรเซสซิ่ง โปรแกรมสำา เร็จ
ด้านการออกแบบ
3. ได้ ข้ อ สรุ ป ที่ ถู ก ต้ อ งและรวดเร็ ว คอมพิ ว เตอร์ มี ค วามสามารถในการรวบรวมข้ อ มู ล
วิเคราะห์ แยกแยะ ปรับปรุง และสรุปผลได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง เหมาะสำาหรับสังคมที่เต็ม
ไปด้วยการแข่งขัน ดังนั้นการได้ข้อสรูปที่ถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อนำามาประกอบการตัดสิน
ใจจึงเป็นสิ่งที่สำาคัญที่สุด
4. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำา งาน คนเราทุกคนมีความสามารถอันจำา กัด เช่น ความ
สามารถในการพิมพ์ดีด การนำาคอมพิวเตอร์มาใช้งาน ทำาให้ได้ผลงานที่รวดเร็ว
5. ลดเนื้อที่วัสดุอุปกรณ์เก็บรักษาข้อมูล มีอุปกรณ์ในการรักษาข้อมูล ไม่ต้องใช้กระดาษ

4

5

ยุคของคอมพิวเตอร์
ยุคของคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งได้เป็น 5 ยุค ดังนี้ คือ
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 1
อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ. 2501 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสุญญากาศซึ่งใช้กำาลัง
ไฟฟ้าสูง จึงมีปัญหาเรื่องความร้อนและไส้หลอดขาดบ่อย ถึงแม้จะมีระบบระบายความร้อนที่ดี
มาก การสั่งงานใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่ยุ่งยากซับซ้อน เครื่องคอมพิวเตอร์ของยุคนี้มี
ขนาดใหญ่โต เช่น มาร์ค วัน (MARK I), อีนิแอค (ENIAC), ยูนิแวค (UNIVAC)

ร์

วั

อินิแอค

5

6
ยู

นิ

คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2
คอมพิ ว เตอร์ ยุ ค ที่ ส อง อยู่ ร ะหว่ า งปี พ.ศ. 2502 ถึ ง พ.ศ. 2506 เป็น คอมพิ ว เตอร์ ที่ ใ ช้
ทรานซิสเตอร์ โดยมีแกนเฟอร์ไรท์เป็นหน่วยความจำา มีอุปกรณ์เก็บข้ อมูลสำา รองในรูปของสื่อ
บันทึกแม่เหล็ก เช่น จานแม่เหล็ก ส่วนทางด้านซอฟต์แวร์ก็มีการพัฒนาดีขึ้น โดยสามารถเขียน
โปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงซึ่งเป็นภาษาที่เขียนเป็นประโยคที่คนสามารถเข้าใจได้ เช่น ภาษาฟอร์
แทน ภาษาโคบอล เป็นต้น ภาษาระดับสูงนี้ได้มีการพัฒนาและใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3
คอมพิวเตอร์ยุคที่สาม อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2507 ถึง พ.ศ. 2512 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจร
รวม (Integrated Circuit : IC) โดยวงจรรวมแต่ละตัวจะมีทรานซิสเตอร์บรรจุอยู่ภายในมากมาย
ทำาให้เครื่องคอมพิวเตอร์จะออกแบบซับซ้อนมากขึ้น และสามารถสร้างเป็นโปรแกรมย่อย ๆ ในการ
กำาหนดชุดคำาสั่งต่าง ๆ ทางด้านซอฟต์แวร์ก็มีระบบควบคุมที่มีความสามารถสูงทั้งในรูประบบแบ่ง
เวลาการทำางานให้กับงานหลาย ๆ อย่าง

6

7
คอมพิวเตอร์ยุคที4่
คอมพิวเตอร์ยุคที่สี่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จนถึงปัจจุบัน เป็นยุคของคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจร
รวมความจุ สู ง มาก(Very Large Scale Integration : VLSI) เช่ น ไมโครโพรเซสเซอร์ ที่ บ รรจุ
ทรานซิสเตอร์นับหมื่นนับแสนตัว ทำาให้ขนาดเครื่องคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงสามารถตั้งบนโต๊ะ
ในสำา นักงานหรือพกพาเหมือนกระเป๋าหิ้วไปในที่ต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกัน ระบบซอฟต์ แวร์ก็ไ ด้
พัฒนาขีดความสามารถสูงขึ้นมาก มีโปรแกรมสำาเร็จให้เลือกใช้กันมากทำาให้เกิดความสะดวกใน
การใช้งานอย่างกว้างขวาง



พิ




ร์
ยุ

ที่
5
คอมพิวเตอร์ยุคที่ห้า เป็นคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์พยายามนำามาเพื่อช่วยในการตัดสินใจและ
แก้ปัญหาให้ดียิ่งขึ้น โดยจะมีการเก็บความรอบรู้ต่าง ๆ เข้าไว้ในเครื่อง สามารถเรียกค้นและดึง
ความรู้ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เป็นประโยชน์ คอมพิวเตอร์ยุคนี้เป็นผลจากวิชาการด้านปัญญา
ประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และ
ประเทศในทวีปยุโรปกำาลังสนใจค้นคว้าและพัฒนาทางด้านนี้กันอย่างจริงจัง

7

8

วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์
3,000 ปีก่อน
ประมาณ 3,000 ปีที่ผ่านมาชาวจีนได้รู้จักการใช้ลูกคิด ช่วยในการคิดคำานวณ และลูกคิด
นี้ก็ยังใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
ค.ศ.1617
จอห์น เนเปียร์ (John Napier) นักคณิตศาสตร์ชาวสต๊อตได้ประดิษฐ์ตารางลอกการิทึม
(Logarithms) ซึ่งช่วยให้การคูณและหารกระทำาได้โดยง่ายขึ้นโดย ใช้หลักการบวกและลบ ลอกกา
ริทึก ต่อมาเขาได้ประดิษฐ์เครื่องช่วยคำานวณขึ้นอีก
ค.ศ.1630
วิเลียม ออกเตรท (William Ongtred) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ใช้แนวคิดของจอห์น เน
เปียร์สร้างสไลด์รูล(Slide Rule) ช่วยในการคูณต่อมาได้กลายเป็น รากฐานในการสร้าง Analog
Computer
ค.ศ.1642
เบลส์ ปาสคาล(Biaise Pascal) นักปรัชญา และนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้ประดิษฐ์
เครื่องบวกเลขที่สร้างจากเฟือง 8 ตัวเข้าช่วยในการทด แต่ละตัวมีฟันเฟือง ตัวหนึ่งนับครบ 10 อัน
เฟืองตัวติดกันทางซ้ายจะขยับไป 1 ตำาแหน่งหลักการเครื่องบวกเลขของปาสคาลนี้เป็นรากฐานใน
การพัฒนาเครื่อง คำานวนในเวลาต่อๆ มา
ค.ศ.1671
กอดฟรีด ฟอน ไลปนิซ(Gottfricd Von Leibniz) นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันได้ประดิษฐ์
เครื่องที่ใช้ในการคูณด้วยวิธีบวกเลขซำ้าๆ กันอย่างรวดเร็ว โดยใช้ฟันเฟืองทด(Stepped wheel)
ค.ศ.1745
โจเซฟ แมรี่ เจคคาร์ด (Joseph Maries Jacquard) ชาวฝรั่งเศษได้คิดเครื่องทอผ้า โดยใช้
คำาสั่งจากบัตรเจาะรูควบคุมการทอผ้าให้มีสีและลวดลายต่างๆ เครื่องทอผ้าชนิดนี้ถือว่าเป็นเครื่อง
ที่สามารถทำางานด้วยบัตรเจาะรูและใช้โปรแกรมคำาสั่งให้ทำางานเป็นเครื่องแรก
8

9
ค.ศ.1822
ชาล์ แบบเบจ (Charles Babbage) ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเคม
บริดจ์อังกฤษได้ออกแบบสร้างเครื่องคำานวณที่เรียกว่า เครื่องหาผลต่าง(Difference Engine) เป็น
ผลสำา เร็จ โดยได้ดัดแปลงเครื่องคำา นวณ เครื่องคิดเลข และบัตรเจาะรู ซึ่งมีอยู่แล้วในสมัยนั้ น
เครื่องนี้ใช้คำา นวณและพิมพ์ตารางค่าของฟังก์ชันต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ ต่อมาเขาได้พยายาม
สร้างเครื่องขนาดใหญ่ เพื่อที่จะได้สร้างตารางค่า ของฟังก์ชันต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ ต่อมาเขาได้
พยายามสร้างเครื่องขนาดใหญ่ เพื่อที่จะได้สร้างตารางโพลิโนเมียลดีกรีที่หก ที่มีความถูกต้อง
ทศนิยมตำา แหน่งที่ 20 แต่เขาไม่ประสบความสำา เร็จเพราะไม่สามารถกลึงฟันเฟืองและเกียร์ให้
ทำางานอย่างเที่ยงแท้แน่นอนได้
ต่อมาในปี 1833 แบบเบจ พยายามที่จะสร้างเครื่องคำานวณอีกเครื่องหนึ่งเรียกว่า เครื่อง
วิเคราะห์ (Anlytical Engine) ซึ่งดีกว่าเครื่องหาผลต่างเครื่องนี้ทำา งานด้วยระบบพลังไอนำ้า โดยมี
การทำางาน 3 ส่วน คือส่วนเก็ยข้อมูล ส่วนควบคุม และส่วนคำานวณ โดยมีข้อมูลบันทึกอยู่ในบัตร
ข้อมูล และทากรคำานวณโดยอัตโนมัติ และเก็บผลลัพธ์ที่ได้ไว้ในหน่วยความจำาก่อนที่จะพิมพ์ออก
มาทางกระดาษหรือเจาะลงบัตรก็ได้ แต่เครื่องนี้ไม่สามารถสร้างได้ เพราะความคิดของเขาลำ้าหน้า
เกินกว่าวิทยาการและเทคโลโลยีสมัยนั้นจะสร้างได้ ประกอบกับขาดทุนทรัพย์เนื่องจากรัฐบาล
อั งกฤษงดให้ ทุ น แก่ เ ขา แนวคิ ด ของแบบเบจเพิ่ ง จะมีก ารรั บรู้ อี ก ครั้ ง หนึ่ ง ในประมาณปี 1944
อย่างไรก็ตาม หลักการและแนวความคิดของเขา ได้ถูกนำามาใช้ในการสร้างคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น ดัง
นั้นเขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์
นักคณิตศาสตร์ที่เข้าใจผลงานของแบบเบจคือ เอดา ออกุสตา(Ada Augsta) เธอได้เขียน
วิธีใช้ Analytical Engine ช่วยในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ชั้นสูงได้ ซึ่งต่อมาได้ตีพิมพ์ใน
Taylor's Scientific Memoris ในปี ค.ศ.1834 เธอจึงได้รับการยกย่องว่าเป็น โปรแกรมเมอร์คนแรก
ของโลก
ค.ศ.1850
ยอร์ซ บูล (Grorge Boole) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้สร้างระบบพิชคณิต เรียกว่า
Boolean Algebra ซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาไฟฟ้าและอิเล็คโทรนิค รวมทั้งการออกแบบทาง
ตรรกวิทยาของเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ รวมทั้งมีผลต่อความคิดเกี่ยวกับเลขฐานสอง

9

10
ค.ศ.1880
ดร.เฮอร์แมน ฮอลเลอริธ (Dr Herman Hollerith) นักสถิติชาวอเมริกัน ได้ประดิษฐ์เครื่อง
มือที่ช่วยในการทำางานด้านสถิติเครื่องแรกขึ้น โดยใช้กับบัตรเจาะรูที่บันทึกได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร
และสัญญลักษณ์พิเศษเครื่องนี้ได้รับการปรังปรุงเรื่อยมา และใช้ประโยชน์ครั้งแรกในปี 1890 โดย
ใช้ใน งานประมวลผลด้านสำา มะโนประชากรของสหรัฐเครื่องนี้สามารถอ่านบัตรได้ 250 บัตรต่อ
นาที และช่วยให้งานประมวลผลนี้เสร็จในเวลา 2 ปีครึ่ง จากเดิมที่ใช้เวลา 7 ปีครึ่ง (ใช้เวลาเพียง 1
ใน 3 เท่านั้น) บัตรที่เฮอร์แมนคิดขึ้นมานี้เรียกว่า บัตรฮอลเลอร์ริท และรหัสที่เฮอร์แมนคิดขึ้นมา
เรียกว่า รหัสฮอลเลอร์ริท บัตรของฮอลเลอริทยังคงใช้กันอยู่จนจึงปัจจุบัน และชื่ออื่นๆ ที่ใช้เรียก
บัตรนี้ก็คือ บัตร IBM หรือบัตร 80 คอลัมน์ เพราะบัตรดังกล่าวมี 80 คอลัมน์และบริษัท IBM เป็นผู้
ผลิตนั่งเอง ในปี ค.ศ.1896 เขาได้ตั้งบริษัทนี้ได้ร่วมกับบริษัทอื่นๆ จัดตั้งเป็นบริษัทใหม่เรียกว่า
International Business Machine Cor
ค.ศ.1944
ศจ.โฮเวิร์ด อายเคน (Progessor Howard Aiken) แห่งมหาวิทยาลัย ฮาร์ วาร์ ด ร่วมกั บ
วิศวกรของบริษัท IBM ได้สร้างเครื่องคำา นวณจากความคิดของแบบเบจสำา เร็จ ชื่อว่า Autometic
Sequence Controlled Calcalator (ASCC) หรือ MARX I เครื่อง ดังกล่าวนี้ทำา งานโดยอัตโนมัติ
ตลอดทั้งเครื่อง สามารถอ่านข้อมูลจากบัตร หรืออาจะป้อนข้อมูลเข้า เครื่องโดยตั้งสวิทธ์ที่หน้าปัด
ควบคุมด้วยมือ และพิมพ์ผลลัพธ์ออกทางเครื่องพิ มพ์ไฟฟ้า หรือเจาะลงบัตร ส่วนการสั่ งและ
ควบคุมให้ทำางานนั้นทำาจากภายนอกเครื่อง โดยใช้บัตรเจาะรูหรือเทปกระดาษ ถึงแม้ว่าเครื่องมือ
จะมีขนาดใหญ่โต มีส่วนประกอบมากมายปฏิบัติงานช้ากว่าปัจจุบันมาก แต่ก็นับว่าเครื่อง MARX
I เป็นเครื่องคำานวณอัตโนมัติเครื่องแรกของโลก
ในระหว่างปี 1942-1946
จอห์น มอชลี (Jhon Mauchly) และเปรสเปอร์ เอคเคร์ด (Presper Eckerd) มหาวิทยาลัย
เพนซิ ล วาเนี ย ได้ ร่ ว มกั น สร้ า งเครื่ อ งคอมพิ ว เตอร์ อี เ ล็ ก ทรอนิ ค เครื่ อ งแรกที่ มี ชื่ อ ว่ า ENIAC
(Electornic Numerical Integrator And Calculator) เครื่องนี้เป็นเครื่องอีเล็กทรอนิคส์ที่ซับซ้อน
ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา ทำา งานได้เร็วกว่า MARK I เกือบ 1,000 เท่า สามารถคูณ ได้ 300 ครั้งต่อ
นาที เนื่องจากเครื่อง ANIAC นีท้ ำางานด้วยไฟฟ้าทั้งหมด จึงทำาให้เกิดความร้อนมาก จึงต้องติดตั้ง
ในห้องปรับอากาศ ENIAC ไม่สามารถเก็บคำา สั่งไว้ในเครื่องได้ ต้องใช้คำา สั่งจากภายนอกเครื่อง

10

11
และการปฏิบัติงานต้องเป็นไปตามลำาดับคำาสั่ง เครื่องนี้นำามาใช้ประโยชน์โดยกองทัพบกสหรัฐใน
การคำานวณตารางแสดงวิถีกระสุน
ค.ศ. 1949
ดร.จอร์น ฟอน นิวแมน (Dr. John Neurnann) ได้เสนอแนวคิดเพื่อ แก้ข้อบกพร่องของ
เครื่อง MARK I ว่าควรเก็บคำา สั่งต่างไว้ในหน่วยความจำา ของเครื่อง และเห็นว่าควรใช้ระบบเลข
ฐานสอง (Binary System) แทนระบบฐานสิบที่ใช้อยู่เดิม เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่สร้างขึ้น
ตามข้อเสนอแนะนี้ สร้างที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ (CAMBRIDGE) ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 1949
มีชื่อว่า EASAC ( Electronic Delayed Stroage Automatic Computer) เครื่องนี้สามารถเก็บคำา
สั่งการปฏิบัติงานทั้งหมดไว้ในเครื่องได้ (จอห์น ฟอน นิวแมน ไม้ได้สร้างเครื่องนี้เป็นเพียงผู้เสนอ
แนวคิดเท่านั้น) และในเวลาใกล้เคียงกัน ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ดร.จอห์น ฟอน นิวแมน
และผู้ ร่ ว มงานของเขาได้ ส ร้ า งเครื่ อ ง EDSAC ( Electronic Discrete Variable Autometic
Computer )เครื่องนี้สามารถเก็บคำา สั่งไว้ในหน่วยความจำา ของเครื่องเช่นกัน ซึ่งอาจถือว่าเครื่อง
EDSAC และ EDVAC เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก
ค.ศ.1951
มอชลี (Mauchly) และ เอคเคิ ร์ ด (Eckert) ได้ ส ร้ า งเครื่ อ งคอมพิ ว เตอร์ เ ครื่ อ งหนึ่ ง ชื่ อ
ว่า UNIVAC I(Universal Autometic Computer) และนำา ไปใช้ใ นงานสำา รวจสำา มะโนประชากร
ของสหรัฐ ในปี ค.ศ.1951 เครื่อง UNIVAC I นี้ ถึอว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบแรกที่ผลิตเพื่อ
ขายหรือให้เช่า
ค.ศ.1953-1954
บริษัท IBM ได้สร้างคอมพิวเตอร์ IBM 701 และ IBM 650 โดยทั้งสองเครื่องนี้ยังใช้หลอด
สูญญากาศ ต่อมาได้มีการนำาวงแหวนแม่เหล็ก (Megnetic Core ) และหลอดทรานซิลเตอร์มาส
ร้างเป็นหน่วยความจำาภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำาให้ขนาดของเครื่องคอมพิวเตอร์เล็กลง และ
เกิดความร้อนน้อยกว่า เครื่องที่ผลิตโดยใช้ทรานซิสเตอร์นี้คือ IBM 1401 และ IBM 1620
ค.ศ.1965 เป็นต้นไป
เริ่ ม มี ก ารใช้ ว งจรหรื อ IC ( Integrated Circuit ) แทนทรานซิ ล เตอร์ โดย IC หนึ่ ง ตั ว
สามารถทำางานได้เทียบเท่ากับ Transister หลายร้อยตัว
11

12

ค.ศ. 1970
ไ ด้ มี ก า ร ค้ น พ บ LSI (Large Scale Integrated Circuit)ห รื อ ไ ม โ ค ร
โปรเซสเซอ(Microprocessor ) ทำาให้คอมพิวเตอร์ทำางานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะ LSI หนึ่ง
ตัว สามารถทำางานได้เทียบเท่ากับ IC หลายพันตัว

ขนาดของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. Micro Computer หรือ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สุด ปัจจุบันเป็นที่
นิยมใช้กันมาก เนื่องจากขนาดเล็ก มีนำ้า หนักเบา ราคาไม่แพง สามารถเคลื่อนย้ายได
สะดวก ซึ่งทำางานโดยระบบผู้ใช้คนเดียว ( Single-user System ) คอมพิวเตอร์ประเภทนี้
แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. Personal Computers (PCs) เป็นคอมพิวเตอร์ที่เคลื่อนย้ายได้สะดวก เหมาะ
กั บ ง า น ป ร ะ เ ภ ท Word Processing แ ล ะ Spreadsheets
2. Workstations ( สถานีงาน ) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง ราคาแพง
นิยมนำาไปใช้ในงาน
ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์
2. Mini Computer เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในการประมวลผลและความจุตำ่า กว่าระบบ







มินิคอมพิวเตอร์จ ะทำา งานโดยใช้ระบบผู้ใช้ห ลายคน (Multi-user System) มักจะใช้กับงานที่ มี
ข้อมูลไม่มาก ส่วนใหญ่ที่นิยมนำามาประยุกต์ใช้งานกับบริษัทขนาดกลาง เช่น ระบบบัญชี หรืออาจ
นำาไปใช้ร่วมกับระบบเมนเฟรมก็ได้
3. Mainframe Computer เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพตำ่า รองจาก Supercomputer มี
ความเร็วในการประมวลผลสูง ส่วนใหญ่มักจะนำา ไปใช้งานกับองค์กรขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร,
สายการบิน, บริษัทประกันภัย, มหาวิทยาลัย เป็นต้น
12

13
4. Super Computer เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสามารถประมวลผลได้เร็วที่สุด มี
ความจุในการจัดเก็บข้อมูลสูง ส่วนมากจะผลิตขึ้นมาเพื่อใช้งานเฉพาะด้านเท่านั้น เช่น งานทาง
ด้านวิทยาศาสตร์ที่ยุ่งยากซับซ้อน และต้องมีการคำานวณมาก งานออกแบบบนเครื่องบิน งานวิจัย
ทางด้านนิวเคลียร์ ซึ่งเครื่องคอมชนิดนี้จึงมีราคาค่อนข้าแพงมาก ดังนั้นจึงไม่นิยมใช้แพร่หลายนัก
และ ถ้าแบ่งตามขนาดนั้นสามารถแบ่งแยกตามขนาดของเครื่องได้ดังนี้
คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ(Desktop Computer)
เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กถูกออกแบบมาให้ตั้งบนโต๊ะ มีการแยกชิ้นส่วน
ประกอบเป็น ซีพียู จอภาพ และแป้นพิมพ์ ปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้ทั่วไป

แล็บท็อปคอมพิวเตอร์(Laptop Computer)
เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก จอภาพใช้เป็นแบบแบนราบ ชนิดจอภาพผนึกเหลว
(Liquid crystal Display : LCD) มีนำ้าหนักของเครื่อง เบาประมาณ 3-8 กิโลกรัม

โน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ (Notebook Computer)
เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีขาดใหญ่และมีความหนามากกว่าแล็ปท็อป นำ้าหนักประมาณ
1.5 –3 กิโลกรัม จอภาพแสดงผลเป็นแบบราบชนิดมีทั้งแบบแสดงผลสีเดียว และแบบหลายสี โน๊
ตบุ๊คที่มีขายทั่วไปมีประสิทธิภาพและความสามารถเหมือนกับแล็ปท็อป

13

14

ปาล์มท็อปคอมพิวเตอร์ (Palmtop Computer)

ประเภทของคอมพิวเตอร์ตามลักษณะการใช้งาน
1. คอมพิวเตอร์เอนกประสงค์ (General-purpose Computers)
หมายถึง คอมพิวเตอร์ที่สามารถเก็บโปรแกรมหรือข้อมูลต่าง ๆ ได้จำานวนมาก และใช้งาน
ได้เกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ ด้านทหารอากาศ คอมพิวเตอร์ที่ใช้ใน
ทางธุรกิจ เช่น งานบัญชีเงินเดือน,ทำาภาษี,คิดโบนัส,คิดค่าประกันสังคม,การประมวลผล
คำา, การสำารองที่นั่ง เป็นต้น
2. คอมพิวเตอร์ใช้งานเฉพาะด้าน (Special-purpose Computers)
หมายถึง คอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด วัตถุประสงค์หนึ่งโดยเฉพาะโปรแกรม หรือ
คำาสั่งก็จะใช้เฉพาะเรื่องเท่านั้น เช่น ใช้ในการควบคุมการบิน ใช้ในการควบคุมยานอวกาศ ใช้ใน
การควบคุมการเดินเรือ หรือหุ่นยนต์ เป็นต้น

14

15

ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)
ระบบ (System) คื อ กลุ่ มขององค์ ประกอบที่ มีค วามสั มพั น ธ์กั น และทำา งานร่ว มกั น ซึ่ ง ระบบ
คอมพิวเตอร์จะมีองค์ประกอบที่สำาคัญ 3 ส่วน คือ
1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
2. ซอฟต์แวร์ (Software)
3. บุคลากร (Peopleware)

ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็นส่วน
ประกอบดังนี้
หน่วยรับข้อมูล หน่วยประมวลผล

หน่วยความจำา

หน่วยแสดงผล

1. หน่วยรับข้อมูล (Input unit) เป็นอุปกรณ์รับเข้า ทำาหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่อง
คอมพิ ว เตอร์ อุ ป กรณ์ รั บ เข้ า ที่ ใ ช้ กั น เป็ น ส่ ว นใหญ่ คื อ แป้ น พิ ม พ์ ( Keyboard ) และเมาส์
( Mouse) นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์รับเข้าอื่น ๆ อีก ได้แก่ สแกนเนอร์ ( Scanner), วีดีโอคาเมรา
(Video Camera), ไมโครโฟน (Microphone),ทัชสกรีน (Touch screen), แทร็คบอล (Trackball),
ดิ จิ ต เ ซ อ ร์ เ ท เ บิ้ ล แ อ น ด์ ค ร อ ส แ ช ร์ (Digiter tablet and crosshair)
2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) หรือเรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า CPU ซึ่ง
ถือว่าเป็นสมองของระบบคอมพิวเตอร์ มีส่วนประกอบที่สำา คัญ 2 ส่วน คือ หน่วยควบคุม หน่วย
คำานวณ
1. หน่วยควบคุม (Control Unit หรือ CU) ทำาหน้าที่ควบคุมลำาดับขั้นตอนการทำางาน
ของหน่วยรับข้อมูล หน่วยแสดงผล หน่วยคำานวณและหน่วยตรรก หน่วยความจำา
และแปลคำาสั่ง
2. หน่ว ยคำา นวณและตรรก (Arithmetic and Logic Unit หรื อ ALU) ทำา หน้า ที่ใ น
การคำานวณหาตัวเลข เช่น การบวก ลบ การเปรียบเทียบ
3. หน่วยความจำา เป็นอุปกรณ์ใช้เก็บโปรแกรมและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล
3. หน่วยความจำา ภายใน (Primary Storage Section หรือ Memory) เป็นหน่วยความจำา ที่
อยู่ภายในเครื่อ งคอมพิ วเตอร์ที่ สามารถติ ดต่ อ กั บหน่ ว ยงานอื่ น ๆ ได้โ ดยตรง แบ่ง ออกเป็น 2
ประเภท
15

16
1. หน่วยความจำาภายใน
หน่ว ยความจำา แบบแรม (Random Access Memory หรื อ Ram) เป็นหน่ว ย
ความจำาชั่วคราว ที่ใช้สำาหรับเก็บโปรแกรมที่กำาลังใช้งานอยู่ขณะนั้น มีความจุของหน่วย
เก็บข้อมูลไม่เกิน 640 KB คือผู้ใช้สามารถเขียนหรือลบไปได้ตลอดเวลา ถ้าหากปิดเครื่อง
คอมพิวเตอร์หรือไฟฟ้าดับ จะมีผลทำา ให้ข้อ มูลต่าง ๆ ที่เก็ บไว้สูญหายไปหมด และไม่
สามารถเรียกกลับคืนมาได้
หน่วยความจำาแบบรอม (Read Only Memory หรือ Rom) เป็นหน่วยความจำา
ถาวร ที่สามารถอ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ ถึงแม้ว่าจะปิดเครื่องหรือ
ไฟฟ้าดับ ข้อมูลที่เก็บไว้จะยังคงอยู่
2. หน่วยความจำา สำา รอง ได้แก่ เทปแม่เหล็ ก จานแม่เ หล็ ก แผ่ นดิส ก์ (Diskett) CDROM
แผ่นดิสก์หรือดิสก์เก็ต เป็นจานแม่เหล็กขนาดเล็ก ชนิดอ่อน จัดเก็บข้อมูลโดย
ใช้อำานาจแม่เหล็ก การใช้งานจะต้องมี Disk Drive เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการขับเคลื่อน
แผ่นดิสก์ โดยแบ่งตำาแหน่งพื้นผิวออกเป็น แทร็คและเซ็คเตอร์ แบ่งออกเป็น 3 ขนาด คือ
1. แผ่นดิสก์ขนาด 8 นิว้ ปัจจุบันไม่นิยมใช้
2. แผ่นดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว แบ่งออกเป็น DD สามรถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 360
KB และ HD สามารถบันทึกข้อมูลได้ 1.2 MB
3. แผ่นดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว แบ่งออกเป็น DD สามารถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 720
KB และ HD สามารถบันทึกข้อมูลได้ 1.44 MB นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน

ขนาด 5.25 นิว้

ขนาด 1.44 MB
16

17

หน่วยวัดความจุของข้อมูลในคอมพิวเตอร์
8 Bit

1 Byte

1 Byte

1 ตัวอักษร

1 KB

1,024 Byte

1 MB

1,024 KB

1 GB

1,024 MB

1 TB

1,024 GB

หน่วยความจำาตำ่าสุด คือ บิต (BIT [Binary Digit]) โดยใช้บิตแทน 1 ตัวอักขระ หรือ 1 ไบต์
(Bite) หน่วยที่ใหญ่ขึ้นมาอีกหน่วย คือ กิโลไบต์ (Kilobyte) โดยที่ 1 กิโลไบต์ มีค่าเท่ากับ 2 10 ไบต์
หรือ 1,024 ไบต์ หน่วยความจำาที่ใหญ่ขึ้นไปอีก เรียกว่า เมกะไบต์ กิกะไบต์ และเทระไบต์
ฮาร์ ด ดิ ส ก์ ( Hard Disk ) เป็ น จานแม่ เ หล็ ก ชนิ ด แข็ ง ชนิ ด ติ ด แน่ น ไม่ มี ก าร
เคลื่อนที่ สามารถบรรจุข้อมูลได้จำานวนมากเป็น 2 ขนาดคือ
1.
ขนาด 5.25 นิว้ (ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว)
2.
ขนาด 3.5
นิว้
ทั้ง 2 ขนาดจะมีความจุ ตั้งแต่ 10,20,40,80,120,300,400 MB1 GB,2 GB ฯลฯ
ปัจจุบันนิยมใช้ตั้งแต่ 10 GB ขึ้นไป

Hard disk

17

18
Data Rate หมายถึง ความเร็วในการอ่านข้อมูลจากดิสก์ไปสู่สมองของเครื่อง
คอมพิวเตอร์ (หรือมีความเร็วในการนำา ข้อมูลมาจากสมองเครื่องไปบันทึกลงบนดิสก์) มี
หน่วยวัดเป็น จำานวนไบต์ต่อวินาที ( Bytes Per Second หรือ bps )
ซีดีรอม (CD-Rom ) เป็นจานแสงชนิดหนึ่ง ใช้เก็บข้อมูลที่มีความเร็วในการใช้
งานสูง มี
คุณสมบัติดังนี้
o

o
o
o

เป็นสื่อที่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำานวนมาก โดยจะมีความจุสูงถึง 2 GB (2 พัน
ล้านไบต์)
มีขนาดเล็ก สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก
ใช้เทคโนโลยีของแสงเลเซอร์ในการอ่านเขียนข้อมูล
เป็นจานแสงชนิดอ่านได้อย่างเดียว ( Read Only Memory ) ไม่สามารถเขี ยน
หรือลบข้อมูลได้

CD - ROM
4. หน่ว ยแสดงผล (Output Unit) ทำา หน้าที่ แสดงผลลั พ ธ์ที่ ได้ จ ากการประมวลผลของเครื่ อ ง
คอมพิวเตอร์ หรือใช้เก็บผลลัพธ์เพื่อนำาไปใช้ภายหลัง ได้แก่ จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์ส่งออก
มากที่สุด เครื่องพิมพ์ (Printer)

ซอฟแวร์ (Software) หมายถึง โปรแกรมชุดคำาสั่งที่เขียนให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปฏิบัติตาม ซึ่งมี
2 ประเภท คือ
1. ซอฟแวร์ควบคุมระบบ (System Software) คือ ชุดคำา สั่งหรือโปรแกรมที่ควบคุมการ
ทำา งานของคอมพิวเตอร์ เป็นสื่อกลางระหว่างโปรแกรมประยุกต์กับเครื่องคอมพิวเตอร์

18

19
เพื่อช่วยในการจัดการทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ ได้แก่ โปรแกรมควบคุมเครื่อง ระบบ
ปฏิบัติการ เช่น DOS, Windows, Os/2, Unix
2. ซอฟแวร์ประยุกต์ (Application Software) คือ ชุดคำาสั่งหรือโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อ
ให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำางานตามที่ผู้ใช้ต้องการ ได้แก่ โปรแกรมสำาเร็จรูปต่าง ๆ
บุคลากร (Peopleware) หมายถึง บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ที่ทำา หน้าที่ในการใช้และดูแล
เครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น นักเขียนโปรแกรม (Programmer) นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst)
เป็นต้น

ส่วนประกอบต่าง ๆ ในคอมพิวเตอร์
1. CPU เป็นหน่วยประมวลผลกลาง ย่อมาจากคำาว่า Central Processing Unit เป็นส่วนที่ทำา
หน้าที่คำานวณและประมวลผลข้อมูล ซึ่งมีชิป (Chip) เป็นอุปกรณ์สำาคัญและมีแผ่นวงจร หน่วย
ความจำาเป็นอุปกรณ์ประกอบ ปัจจุบันนิยมใช้กนั หลายเบอร์ ได้แก่ 386, 486 หรือ ปัจจุบันใช้
Pentium ถือว่าเป็นพัฒนาใหม่ล่าสุดและเป็นทีน่ ิยมใช้กันมาก

CPU ของ AMD

CPU ของ Intel Pentium

2. Monitor (จอแสดงผล) เป็นอุปกรณ์คล้ายจอทีวี เป็นหน่วยแสดงผลข้อมูล Input หรือ Output
ใช้สำา หรับแสดงข้อความหรือกราฟฟิกตามความต้องการของโปรแกรม เพื่อให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์
สามารถดูผลลัพธ์จากการประมวลผลได้ จอแสดงผล มี 2 ชนิด คือ
1.
จอภาพแบบสีเดียว (Monochrome Display) เป็นจอภาพซึ่งแสดงผลได้สีเดียว
โดยมากที่ใช้สีที่ใช้สำาหรับจอชนิดนี้ คือ สีเขียวและสีเทา โดยมากจะเป็นสีเขียว กล่าวคืออักษรที่
ปรากฏบนจอภาพเป็นสีเขียว โดยมีพื้นรอบ ๆ หรือพื้นหลัง (Background) เป็นสีดำา จอชนิดนี้จะมี
19

20
ราคาถูกกว่าจอแสดงผลสี หมาะสำาหรับพิมพ์ข้อความ เช่น งานประมวลผล งานฐานข้อมูล แต่ไม่
เหมาะกับงานกราฟฟิก

2.
จอภาพแสดงสี (Color Display) หรือที่เรียกจอแบบ VGA หรือ Video Graphic
Array แสดงสีได้สู งสุด 144 สี ในปัจจุบันได้พัฒนาจนสามารถแสดงสีได้ ถึง 16 ล้านสี มีความ
ละเอียดของจอภาพ 640 * 480 จุด ภาพที่ได้จะเละเอียดมากน้อยขึ้นอยู่กับความละเอียดของ
จอภาพ
ความละเอียดของจอภาพ (Screen Resolution)
สามารถดูได้จากความชัดเจนของข้อความ และรูปภาพทางกราฟฟิกที่ปรากฏบนจอภาพ
ความละเอียดของจอภาพขึ้นอยู่กับจำานวนจุดของการกำาเนิดภาพบนจอภาพ จุดต่าง ๆ นี้เรียกว่า
Pixels เช่น ความละเอียดของจอภาพ 640*200 Pixels หมายความว่า บนจอภาพจะประกอบด้วย
จุดต่าง ๆ ทั้งหมด 128,000 จุดเมื่อตัวอักษรปรากฏบนจอภาพ เราจะแทนตำา แหน่งของตัวอักษร
บนจอภาพในรูปแบบของแถว (Row) และคอลัมน์ (Column) หน้าจอโดยทั่ว ๆ ไปจะมี 25 แถว 80
คอลัมน์

3. Keyboard (แป้นพิมพ์) เป็นอุปกรณ์สำาหรับป้อนข้อมูลซึ่งอาจเป็นคำาสั่งหรือโปรแกรมต่าง ๆ
แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ
1. ส่วนที่เหมือนกับแป้นพิมพ์ดีดทั่วไป
2. ส่วนที่เป็นตัวเลข และคีย์ลูกศรที่ใช้ในการเคลื่อนที่ของ Cursor
3. ส่วนที่เป็น Function Key หรือ คีย์พิเศษ มี 12 ปุ่ม ( F1-F12 ) ใช้ในการทำาหน้าที่
พิเศษตามที่โปรแกรมต่าง ๆ กำาหนด

20

21
4. ส่วนที่เป็นคีย์ที่ใช้ทำาหน้าที่เฉพาะอย่างตามชื่อคีย์ เช่น Insert, Home, Page Up,
Page Down, Delete, End, Print Screen, Scroll Lock, Escape และ ปุ่มลูกศร
ตามทิศทางต่าง ๆ 4 ปุ่ม

4. Printer หรือ เครื่องพิมพ์ มี 4 แบบ ดังนี้
1. เครื่องพิมพ์แบบหัวเข็ม (dot matrix printer) หัวเข็มของเครื่องพิมพ์ อาจมี 9 หรือ
24 หัวเข็มทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความละเอียด ของงานพิมพ์ที่ผู้ใช้ต้องการ เครื่องพิมพ์ดังกล่าวนี้
เป็น รุ่ น เก่ า เหมาะสำา หรั บ งานพิ มพ์ ป ระเภท ตั ว อั ก ษร (text) แต่ ก็ ส ามารถพิ ม พ์ แ บบ
กราฟฟิก ได้ แต่ความเร็วในการพิมพ์ค่อนข้างตำ่า พิมพ์ได้ทั้ง กระดาษแบบต่อเนื่อง และ
กระดาษขนาด A4 ความเร็ ว ในการพิ ม พ์ ประมาณ 150-300 ตั ว อั ก ษรต่ อ วิ น าที
( Characters Per Second หรือ CPS )

2. เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก(Ink Jet) เป็นเครื่องพิ มพ์แบบพ่นหมึก นิยมใช้ระบบมินิ
คอมพิวเตอร์และระบบเมนเฟรม ความละเอียดในการพิมพ์ ดีกว่าแบบแรก พิมพ์ภาพสีได้
แต่ค่าใช้ จ่า ยในการพิ มพ์ค่ อนข้างสูง ความเร็ วในการพิ มพ์ ก็ ไ ม่สู ง นั ก พิ มพ์ ได้เ ฉพาะ
ก ร ะ ด า ษ เ ป็ น แ ผ่ น เ ช่ น A4 ห รื อ A3 แ ต่ พิ ม พ์ ก ร ะ ด า ษ ต่ อ เ นื่ อ ง ไ ม่ ไ ด้

21

22

Inkjet printer
3.เครื่ อ งพิ ม พ์ แ บบเลเซอร์ (Laser Printer) พิ ม พ์ ไ ด้ ทั้ ง ภาพสี และ ขาวดำา
ความเร็วในการพิ มพ์ อาจมากกว่า 20 แผ่น ต่อนาที (Pages Per Minute หรือ
PPM ) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุนของเครื่องพิมพ์ ค่าใช้จ่าย ต่อแผ่นตำ่า กว่า เครื่องพิมพ์
แบบฉีดหมึก พิมพ์กระดาษต่อเนื่องได้ นอกจากรุ่นที่ออกแบบมาเป็นกรณีพิเศษ

4. เครื่องพิมพ์แบบจานหมุน (Daisy Wheel)เครื่องพิมพ์ชนิดนี้จะมีคุณภาพใน
การพิมพ์ดีกว่า คือ สวยงาม คมชัดกว่า แต่มีความเร็วช้ากว่าเครื่องพิมพ์แบบ Dot Matrix โดย
ปกติความเร็วในการพิมพ์ไม่เกิน 100 ตัวอักษรต่อวินาที (CPS)

5. Mouse (เมาส์) เป็นอุปกรณ์ที่ติดต่อสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถใช้แทนการ
ทำางานของเคอร์เซอร์ และแป้น Enter ของคีย์บอร์ด โดยการเลื่อนเมาส์ไปมาบนผิวหน้าของโต๊ะ ซึ่ง
จะมีผลให้ตัวชี้ตำาแหน่งบนจอภาพเคลื่อนไปมาตามที่ผู้ใช้ต้องการ
22

23

6. UPS ย่อมาจาก Uninterrupt Power Supply เป็นอุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่ชนิดแห้งอยู่ภายใน ทำา
หน้าที่ควบคุมแรงดันไฟฟ้าและแรงดันกระแสไฟฟ้าให้อยู่คงที่เสมอ เมื่อเกิดกระแสไฟตกและจ่าย
ไฟสำารองให้เมื่อไฟฟ้าดับ

การใช้งานแป้นพิมพ์ (Keyboard)
แป้นพิมพ์เป็นอุปกรณ์ที่นำาเข้าข้อมูลเพื่อสั่งให้หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ดำาเนินการ
และแสดงผลออกทางจอภาพ (Monitor) แป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์มีลักษณะคล้าย ๆ กับ
แป้นพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ดีด กล่าวคือ มีแต่ละแป้นพิมพ์ตัวอักษรแถวบนหรือแถวล่างได้ แต่แป้น
พิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีประมาณ 101-104 แป้น แป้นพิมพ์ที่เพิ่มขึ้นมาทำาหน้าที่ต่าง ๆกัน
แบ่งกลุ่มแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ออกได้เป็น 3 กลุ่มคือ
1. กลุ่มแป้นพิมพ์ที่ใช้พิมพ์หรือเครื่องหมาย มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
หรือเรียกว่าแป้นตัวอักษร กล่าวคือ พิมพ์ตัวอักษร ก - ฮ และพิมพ์ตวั อักษร A - Z
2. กลุ่มแป้น พิมพ์ที่ใช้แสดงหน้า ที่พิเศษ หรืออาจเรียกว่า เป็นกลุ่ม Function
Key มีตัวอักษร F1 - F12 กำากับ สำาหรับเขียนแทนด้วยคำาสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่
กับโปรแกรม
23

24
3. กลุ่มแป้นพิมพ์ทีใช้พิมพ์จำานวนเลข หรือเรียกว่า Numeric Key พิมพ์เลข 1 0 และเครื่องหมาย + นอกจากนี้ยังประกอบด้วยแป้นพิมพ์ที่มีไว้เพื่อเป็นแป้นพิมพ์คำา สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์
ทำางาน ได้แก่
Enter เป็นแป้นที่กดเพื่อให้คอมพิวเตอร์รับคำาสั่งไปปฏิบัติตามที่ต้องการ แป้นนี้เดิมชื่อ Carriage
Return เปลี่ยนมาเป็น Enter ในยุคของเครื่องพีซี มีทั้งในแป้นตัวอักษรและแป้นตัวเลข ใช้ได้กับกด
เพื่อขึ้นบรรทัดใหม่
Escape กดเพื่อยกเลิกการทำา งานเดิมหรือจบการเล่นเกม การกดแป้นจะยกเลิกคำา สั่งที่กำา ลังใช้
งานย้อนกลับไปที่คำาสั่งก่อนหน้า
Tiled สำาหรับกดเปลี่ยนไปมาระหว่าภาษาไทยกับกาษาอังกฤษ
Caps Lock สำาหรับยกแคร่ค้างไว้เพื่อพิมพ์อักษรแบบตัวพิมพ์ใหญ่ เมื่อกดแป้นนี้ ไฟบอกสภาวะ
ทางขวามือจะติด ดังนั้น ถ้าการพิมพ์อักษรมีปัญหา ให้ดูว่าแป้นนี้ถูกกดค้างไว้หรือไม่
Shift แป้นยกแคร่ กดค้างไว้แล้วพิมพ์ ถ้าแป้นพิมพ์อักษรที่มีสองตัวบนล่างกดแป้นนี้เพื่อพิมพ์ตัว
อักษรบน ถ้าเป็นอักษรภาษาอังกฤษที่มีตัวเดียว กดเพื่อพิมพ์เป็นตัวพิมพ์ใหญ่
Ctrl แป้ น ควบคุ มกดค้ า งไว้ แ ล้ ว กดอั ก ษรตั ว อื่ น เพื่ อ ให้ เ กิ ด การทำา งานอย่ า งใดอย่ า งหนึ่ ง เช่ น
Ctrl+Alt+Delete เป็นการรีเซ็ทเครื่องใหม่, Ctrl + B ทำาตัวอักษรหนา เป็นต้น
Tab ใช้กด เพื่อเลื่อน 1 ย่อหน้า
Space bar ใช้กดเพื่อเว้นวรรค
Alternate กดคู่กับแป้นอื่น ๆ เพื่อทำา งานอย่างใดอย่างหนึ่ ง เช่น Alt+X คือจบเกม Ctrl + Alt +
Delete
รีเซ็ทเครื่องเหมือนการกดปุ่ม Reset
Backspace แป้นเลื่อนถอยหลัง กดเพื่อย้อนกลับไปทางซ้ายสำาหรับพิมพ์ และลบตัวอักษรทางซ้าย
ทีเลื่อนไปแป้นควบคุม เป็นแป้นลูกศรชี้ไปทางซ้าย ขวา บน ล่าง สำาหรับควบคุมการเลื่อนตำาแหน่ง
ไปมาบนจอภาพ

24

25
Insert แทรกอักษร กดเพื่อกำา หนดสภาวะพิมพ์แทรก หรือพิมพ์ทับ การทำา งานปกติเป็นการพิมพ์
แทรก
Delete กดเพื่อลบอักษรที่ Cursor ทับอยู่ หรือลบตัวที่อยู่ทางขวาของจุดแทรก (Cursor) เมื่อลบ
แล้วจะดึงอักษรทางขวามือมาแทนที่
Home กดเพื่อเลื่อนการทำางานไปยังตำาแหน่งแรกของบรรทัดที่กำาลังพิมพ์งานอยู่
End กดเพื่อกระโดดไปยังอักษรตัวสุดท้ายทางขวาของบรรทัดที่กำาลังพิมพ์งานอยู
Page Up กดเพื่อเลื่อนจอภาพขึ้นไปดูข้อความด้านบน
Page Down กดเพื่อจอภาพลงไปด้านล่าง
Num Lock กดเพื่อใช้แป้นตัวเลขทางขวา เมื่อกดแล้วไฟบอกสภาวะจะติด ถ้าไม่เปิด แป้น Num
Lock เป็นการใช้แป้นอักขระตัวล่างที่อยู่ในแป้นตัวเลข
Print Screen กดเพื่อพิมพ์ข้อความที่เห็นบนจอภาพออกทางเครื่องพิมพ์
Scroll Lock กดเพื่อล็อกบรรทัดที่กำาลังพิมพ์งานไม่ให้เลื่อนบรรทัด ถึงแม้จะกดแป้น Enter ก็ไม่มี
ผล เมื่อกดแล้วไฟบอกสภาวะจะติด
Break หรือ Pause กดเพื่อหยุดการทำางานชั่วคราวยกเลิกโดยกดแป้นอื่น ๆ อีกครั้ง

แป้นคำาสั่งคำานวณ
^ Caret อยู่เหนือเลข 6 ต้องกดปุ่ม Shitf ค้างไว้แล้วพิมพ์ หมายถึงการยกกำาลัง
* Asterisk หมายถึง การคูณ ใช้เครื่องหมายนี้เพื่อให้แตกต่างกับอักษร x
/ Slash หมายถึง การหาร ถ้าไม่ใ ช่ การคำา นวณ หมายถึ ง ขี ด ทั บ ต้ อ งใส่ สั ญ ลั ก ษณ์ นำา เพื่ อ ให้
คอมพิวเตอร์รับเป็นค่าตัวอักษรในโปรแกรมตารางคำานวณ
แป้นอื่น ๆ

25

26
@ At sign เครื่องหมาย at หมายถึง จำานวนหน่วยทางบัญชี และเป็นตัวกำาหนดตำาแหน่งสำาหรับ
เขียนโปรแกรมในโปรแกรมตระกูลฐานข้อมูลต่าง ๆ
# Number sign เครื่องหมายนัมเบอร์สำาหรับกำากับตัวเลขบอกลำาดับที่ทางคณิตศาสตร์ หมายถึง
ไม่ทับ
& Dollar sign เครื่องหมายเงินดอลลาร์ หรือ เป็น String สำาหรับควบคุมตัวแปรประเภทตัวอักษร
ในภาษาเบสิก
& Ampersand เครื่องหมายเชื่อมคำา เช่น A&B ห

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ DOS หรือ MS-DOS
ระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมควบคุมระบบ ( Operating System หรือ OS ) คือ ส่วนทีสำาคัญ
ของซอฟแวร์ระบบ ซึ่งจะจัดการดำาเนินการพื้นฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นชุดคำาสั่งที่ต้องมีใช้
กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง โปรแกรมควบคุมระบบที่ใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ที่รู้จักกัน เช่น
MS-DOS ( Microsoft Disk Operating System ) Windows 95/98/NT, PC-DOS ฯลฯ มี ห น้ า ที่
ดังนี้ คือ
1. เป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยผ่ายอุปกรณ์รับข้อมูล และแสดงผล
ข้อมูล เช่น แป้นพิม์ จอภาพ เครื่องพิมพ์
2. จั ด การติ ด ต่ อ และควบคุ ม อุ ป กรณ์ รั บ และแสดงผลข้ อ มู ล เช่ น แป้ น พิ ม พ์ จอภาพ
เครื่องพิมพ์
3. จัดการแบ่งหน่วยความจำาสำาหรับระบบและผู้ใช้งาน พร้อมทั้งจัดการเกี่ยวกับแฟ้มข้อมูล

การเริม่ ต้นทำางานของระบบปฏิบัติการดอส
ก่อนที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำางานได้นั้นต้องทำาการนำาโปรแกรมจัดระบบงาน DOS เข้าสู่
หน่วยความจำาของเครื่องเสียก่อน เราเรียกวิธีการนี้ว่า Boot DOS มี 2 วิธีคือ
1. Cold Boot คือการเปิดเครื่องด้วยสวิตช์ปิดเปิดเครื่อง (power)
26

27
2. Worm Boot คือ จะใช้วิธีนี้ในขณะที่เครื่องเปิดอยู่ ในกรณีที่เครื่องค้าง (Hank) เครื่อง
ไม่ทำางานตามที่เราป้อนคำาสั่งเข้าไป การบูทเครื่องแบบนี้สามารถกระทำาได้อยู่ 2 วิธีคือ
1. กดปุ่ม Reset
2. กดปุ่ม Ctrl+Alt+Del พร้อมกัน แล้วปล่อยมือ
การ Boot จากแผ่นดิสก์ มีขั้นตอนดังนี้
o

นำา แผ่น DOS ใส่ Drive A แล้วเปิดสวิตซ์เครื่อง รอสักครู่จะปรากฏไฟแดงที่ช่อง
ขับจานแม่เหล็กช่อง A แสดงว่ากำาลังอ่าน และถ่ายทอดข้อมูลเข้าสู่หน่วยความ
จำา ของเครื่อง และเมื่อไฟแดงที่ช่องขับจานแม่เหล็กดับ จะมีข้อความปรากฏที่
หน้าจอตามรูปแบบ ดังนี้

CURRENT DATE IS JAN 01-01-01
ENTER NEW DATE (MM-DD-YY)
หมายความว่า วันที่ในเครื่อง คือ วันจันทร์ที่ 1 เดือนมกราคม 2544 ถ้าถูกต้องตรงตามวันที่ใช้งาน
ให้กดปุ่ม Enter ได้เลย ถ้าไม่ถูกต้องก็ให้ใส่ วันที่ปัจจุบันลงไปตามที่กำาหนด คือ
MM หมายถึง เลขที่ของเดือน ( 1-12 )
DD หมายถึง วันที่ปัจจุบัน ( 1-31 )
YY หมายถึง ปี ค.ศ.
เมื่อเติมวันที่ หรือ กดปุ่ม Enter ผ่านไป จะมีข้อความปรากฏที่หน้าจอ ดังนี้
CURRENT TIME IS 08:30:15.15
ENTER NEW TIME: ( HH-MM-SS )
หมายความว่า นี้เวลาในเครื่อง คือ 8 นาฬิกา 30 นาที 15 วินาที ถ้าถูกต้องตรงตามเวลาที่ใช้งาน
ให้กดปุ่ม Enter ได้เลย ถ้าไม่ถูกต้องก็ให้ใส่ เวลาปัจจุบันลงไปตามที่กำาหนด คือ
HH หมายถึง เวลาเป็นชั่วโมง

27

28
MM หมายถึง เวลาเป็นนาที
SS หมายถึง เวลาเป็นวินาที (แต่ไม่จำาเป็นต้องเติมเพราะเครื่องจะคำานวณให้อัตโนมัติ)
เมื่อเติมเวลา หรือ กดปุ่ม Enter ผ่านไป เครื่องก็จะขึ้นเครื่องหมาย A:> ที่หน้าจอ สัญลักษณ์นี้
เรียกว่า A Prompt
A หมายถึง ขณะนี้เครื่องคอมพิวเตอร์กำา ลังติดต่อกับช่องขับจานแม่เหล็ก A อยู่ ถ้าหากเครื่อง
คอมพิวเตอร์ของเรามีฮาร์ดดิสก์และมีโปรแกรม DOS บรรจุอยู่ จะเห็นเป็นสัญลักษณ์เป็น C:> คือ
ช่องขับจานแม่เหล็กช่อง C นั่นเอง
Prompt หมายถึง สัญลักษณ์ที่แสดงว่าเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมที่จะปฏิบัติงานแล้ว เครื่องหมาย
Prompt นี้ สามารถเปลี่ยนรูปแบบตามต้องการได้ คือ Prompt แล้วตามด้วยสัญญลักษณ์ต่อไปนี้
$ คือ ตัวอักษร g คือ เครื่องหมาย >
t คือ เวลา l คือ เครื่องหมาย <
d คือ วัน b คือ เครื่องหมาย :
p คือ ระบบปฏิบัติการ q คือ เครื่องหมาย =
v คือ หมายเลขรุ่น e คือ เครื่องหมาย n คือ ตัวอักษรที่แสดงชื่อไดร์ฟ h คื่อ การลบตัวอักษรท้ายไป เหลือแต่เคอร์เซอร์
ตัวอย่าง เช่น C:\>PROMPT $ SOMCHAI กด ENTER
ผลคือ
หรือ
ผลคือ

SOMCHAI
SOMCHAI PROMPT $P$G กด ENTER
C:\>

การ Boot จากฮาร์ดดิสก์ มีขั้นตอนดังนี้
28

29
o
o

เปิดเครื่องโดยไม่ต้องใส่แผ่นดิสก์ใน Drive A
DOS จะถูก Boot จาก Drive C: แทน ภายหลัง Boot จาก Drive C เสร็จแล้ว จะ
ปรากฏสัญลักษณ์ C:\>

ภาพแสดงตัวอย่างการบูตจากฮาร์ดดิสก์

หลังจากที่มีการ Boot DOS เสร็จแล้ว เราสามารถใช้คำา สั่งโปรแกรมจัดระบบงาน DOS
ทำางานได้ทันที แต่ผู้ใช้ควรต้องรู้จักปรับปรุงคำาสั่งรวมทั้งพิมพ์รูปแบบคำาสั่งรวมทั้งพิมพ์รูปแบบคำา
สั่งให้ถูกต้อง เพราะถ้าพิมพ์คำาสั่งไม่ถูกต้อง เครื่องจะไม่รู้จัก และจะปฏิบัติตามคำาสั่งไม่ได้ และจะ
ปรากฏข้อความว่า
" BAD COMMAND OR FILE NAME "
ถ้าเครื่องปรากฏข้อความดังกล่าวให้ผู้ใช้ปฏิบัติดังนี้ คือ
1. สำารวจดูว่าคำาสั่งดังกล่าวพิมพ์ถูกต้องหรือไม่ หรือ
2. รูปแบบคำาสั่งที่ใช้ถูกต้องหรือไม่
เมื่อผู้ใช้ทำาการสำารวจข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว ให้แก้ไขให้ถูกต้อง เครื่องก็จะปรากฏเครื่องหมาย
A:\> หรือ C:\

การออกไปยัง MS-DOS Prompt ใน Windows95
เริ่มที่เมนู Start
1. เลือกที่ Programs
2. เลือกที่ MS-DOS Prompt ดังรูปต่อไปนี้

29

30
แสดงการเลือกเมนู เริ่ม start และคลิกเลือก MS-DOS Prompt

แสดงหน้าจอของ MS-DOS Prompt ของ Windows98

MS-DOS จะประกอบด้วยไฟล์ต่าง ๆ จำานวนมากที่ทำางานประสานกัน เราจัดประเภทไฟล์
ใน MS-DOS ออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ประเภทไฟล์โปรแกรม
2. ประเภทไฟล์ข้อความ
ตัวอย่างไฟล์มีหลายกลุ่มดังนี้
o

ไฟล์โปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาเบสิก ชื่อไฟล์จะมีส่วนขยายหรือนามสกุลด้วย .

30

31
o

ไฟ ล์ คำา สั่ ง ชื่ อ ไฟ ล์ จ ะมี ส่ วนข ยา ยลง ท้ า ย ด้ ว ย .COM, EXE, SYS เช่ น
FORMAT.COM, HIMEM.SYS,CHKDSK.EXE เป็นต้น

ชนิดคำาสั่ง DOS
คำาสั่งของ DOS มีอยู่ 2 ชนิดคือ
1. คำาสั่งภายใน (Internal Command) เป็นคำาสั่งที่เรียกใช้ได้ทันทีตลอดเวลาที่เครื่องเปิด
ใช้งานอยู่ เพราะคำา สั่งประเภทนี้ถูกบรรจุลงในหน่วยความจำา หลัก (ROM) ตลอดเวลา
หลังจากที่ Boot DOS ส่วนมากจะเป็นคำา สั่งที่ใช้อยู่เสมอ เช่น CLS, DIR, COPY, REN
เป็นต้น
2. คำาสั่งภายนอก (External Command) คำาสั่งนี้จะถูกเก็บไว้ในดิสก์หรือแผ่น DOS คำา
สั่งเหล่านี้จะไม่ถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำา เมื่อต้องการใช้คำา สั่งเหล่านี้คอมพิวเตอร์จะ
เรียกคำา สั่งเข้าสู๋หน่วยความจำา ถ้าแผ่นดิสก์หรือฮาร์ดดิสก์ไม่มีคำา สั่งที่ต้องการใช้อยู่ก็ไม่
สามารถเรี ย กคำา สั่ ง นั้ น ๆ ได้ ตั ว อย่ า งเช่ น คำา สั่ ง FORMAT, DISKCOPY, TREE,
DELTREE เป็นต้น
รูปแบบและการใช้คำาสั่งต่าง ๆ
ในการใช้คำา สั่งต่าง ๆ ของ DOS จะมีการกำา หนดอักษรหรือสัญลักษณ์ ใช้แทนข้อความ
ของรูปแบบคำาสั่ง ดังนี้
[d:]
หมายถึง
Drive เช่น A:, B:
[path]
หมายถึง
ชื่อไดเรคเตอรี่ย่อย
[filename]
หมายถึง
ชื่อแฟ้มข้อมูล หรือ ชื่อไฟล์
[.ext]
หมายถึง
ส่วนขยาย หรือนามสกุล
หมายเหตุ ข้อความที่อยู่ในวงเล็บ ([ ] ) ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใส่ในคำาสั่ง
1. Drive [d :] ที่เราใช้งาน ได้แก่ A: B: C: หรือ D:
2. ชื่อไดเรคตอรี่ย่อย [path]
3. ชื่อไฟล์ [filename] ต้องเป็นภาษาอังกฤษหรือเลขอารบิค มีไม่เกิน 8 ตัวอักษร ห้ามเว้น
วรรค ห้ามใช้เครื่องหมายอื่นใด ( ปัจจุบันเครื่องที่เป็น Windows95/98 สามารถตั้งชื่อไฟล์
ได้ 255 ตัวอักษร และสามารถตั้งเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ )
31

32
4. ส่วนขยายหรือนามสกุล [.ext] ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
รูปแบบและการใช้คำาสั่งภายใน (Internal Command)
1. คำาสั่งลบข้อมูลบนจอภาพ ขณะนั้น
CLS (CLEAR SCREEN) รูปแบบ : CLS
2. คำาสั่ง แก้ไข วัน เดือน ปี
DATE รูปแบบ : DATE
o
o
o

เมื่อขึ้น C: ให้พิมพ์ DATE กด Enter
พบข้อความว่า Current date is jan 03-19-2001
ป้อนให้ถูกต้องตรงตามวันที่ปัจจุบัน

3. คำาสั่งแก้ไขเวลา
TIME รูปแบบ : TIME
o
o
o

กรณีเดียวกันกับ วัน เดือน ปี
พบข้อความว่า Current time is 11:10:20
ป้อนให้ถูกต้องตรงตามเวลาปัจจุบัน

4. คำาสั่ง ดูรุ่น หมายเลข ( Version ) ของดอส
VER (VERSION) รูปแบบ : Ver
5. การเปลี่ยน Drive
- จ า ก
- จะขึน้ C:\

A:\ เ ป็ น

C:\ ใ ห้ พิ ม พ์

C: ก ด

Enter

6. คำาสั่ง ดูชื่อแฟ้มข้อมูล, เนื้อที่บนแผ่นดิสก์, ชื่อแผ่นดิกส์
DIR (DIRECTORY) รูปแบบ : DIR [d:] [path] [filename [.ext]] [/p] [/w]
32

33
/p หมายถึง แสดงชื่อแฟ้มข้อมูลทีละ 1 หน้าจอภาพถ้าต้องการดูหน้าต่อไปให้กดแป้นใด ๆ
/w หมายถึง แสดงชื่อแฟ้มข้อมูลตามความกว้างของจอภาพ
7. คำาสั่ง COPY
ใช้คัดลอกแฟ้มข้อมูลหนึ่ง หรือหลายแฟ้มข้อมูลจากแฟ้มข้อมูลต้นทาง ไปยังแฟ้มข้อมูล
ปลายทางอาจจะเป็นจากแผ่นดิสก์แผ่นหนึ่งหรือแผ่นดิสก์เดิมก็ได้ เช่น
A:> COPY DATA.DAT C: BAT.DAT
หมายถึ ง การสั่ ง ให้ นำา สำา เนาแฟ้ ม ต้ น ฉบั บ จาก ดิ ส เกต Drive A: ที่ มี ชื่ อ แฟ้ ม ว่ า
DATA.DAT มาทำาสำาเนาให้ปรากฏใน Drive B: ที่มีชื่อแฟ้มว่า BAT.DAT
8. การใช้เครื่องหมาย ? และ * ในชื่อไฟล์
? ใ ช้ แ ท น ตั ว อั ก ษ ร อ ะ ไ ร ก็ ไ ด้ 1 ตั ว อั ก ษ ร ใ น ตำา แ ห น่ ง ที่ อ ยู่ ใ น
W?? M หมายถึง ชื่อไฟล์ที่มี W ขึ้นหน้า ตามด้วยตัวอักษรอะไรก็ได้ 2 ตัว และตาม
ด้


M
เครื่ อ งหมาย * ใช้ แ ทนตั ว อั ก ษรอะไรก็ ไ ด้ ยาวเท่ า ใดก็ ไ ด้ เช่ น *.* ชื่ อ ไฟล์ อ ะไรก็ ไ ด้
น า ม ส กุ ล อ ะ ไ ร ก็ ไ ด้
เ ช่ น
DIR S* ห ม า ย ถึ ง แ ส ด ง ชื่ อ ไ ฟ ล์ ที่ ขึ้ น ต้ น ด้ ว ย ตั ว อั ก ษ ร S ห รื อ
DIR ?O* หมายถึง แสดงชื่อไฟล์ ที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรอะไรก็ได้ตามด้วย O แล้วต่อท้าย
ด้ ว ย อั ก ษ ร อ ะ ไ ร ก็ ไ ด้
A:\ COPY*.* B: ห ม า ย ถึ ง ใ ห้ ทำา สำา เ น า แ ฟ้ ม ไ ป สู่ Drive B:
A:\COPY C*.* B: หมายถึง ให้ทำาสำาเนาจากแฟ้มต้นฉบับ ใน Drive A: โดยเลือกเฉพาะ
แฟ้มที่มีชื่อขึ้นต้นว่า C ทุกไฟล์ เช่น CAT.DAT, CAR.DOC เป็นต้น
9. คำาสั่ง DEL หรือ Erase
คื อ
ก า ร ล บ แ ฟ้ ม ข้ อ มู ล
ตัวอย่าง เช่น

รู ป แ บ บ : DEL

C:\DEL A:\DATA.DOC กด Enter หมายความว่า ต้องการลบไฟล์ที่มีชื่อว่า DATA จาก Drive A:
มีผลทำาให้ไฟล์ดังกล่าวหายไปจากแผ่นดิสก์
33

34
10. คำาสั่ง RENAME
คือ การเปลี่ยนชื่อไฟล์ รูปแบบ: REN [d:] [path] [oldfilename[.ext]]
ตั


ย่



ช่

REN
A:
DATA
MEETING.DOC
SILVER.DOC
หมายถึง เปลี่ยนชื่อจาก Drive A: แฟ้ม DATA ชื่อไฟล์ MEETING.DOC

[newfilename[.ext]]

เป็น SILVER.DOC แทน
การจัดการ Directory เป็นการจัดการไฟล์ข้อมูล แนวคิดต้นไม้ มีดังนี้
- คำาสั่ง MD ( MKDIR) คือการสร้างกิ่งต้นไม้ ตัวอย่างเช่น
A:\MD Sheet คื อ การสร้ า ง Directory ชื่ อ Sheet ไว้ ที่ Drive A เมื่ อ ใช้ คำา สั่ ง DIR ดู จ ะเห็ น
Directory ดังกล่าว
- คำา สั่ ง CD (CHDIR) คื อ การเปลี่ ย นตำา แหน่ ง ของกิ่ ง ต้ น ไม้ หรื อ Directory ที่ เ รา
ต้องการเข้าไป เช่น
A:\CD INFORMATION คื อ การเข้ า ไปใน Directory ที่ มี ชื่ อ ว่ า
INFORMATION
- คำาสั่ง RD (RMDIR) คือ การลบกิ่งต้นไม้ หรือ ไฟล์ข้อมูล ตัวอย่างเช่น
A:\RD DATA คือ การลบ Directory ที่เราได้สร้างไว้ ใน Drive A: หากมี Directory
ดังกล่าวจะขึ้นข้อความว่า
Invalid path,not directory,
Or directory not empty
ตัวอย่างการลบ Directory
1. หากเราจะลบ Directory นั้นก็จะต้องลบไฟล์ข้อมูลในนั้นก่อน โดยใช้คำาสั่ง DIR เพื่อดูว่ามี
ไฟล์อะไรบ้าง เช่น
A:\CD DATA กด ENTER
34

35
A:\DATA>DIR กด ENTER ซึ่งจะแสดงข้อมูลทั้งหมดใน Directory ที่ชื่อ DATA ออกมา
เช่น เรามีแฟ้มข้อมูลใน Directory ชื่อ DATA 2 แฟ้ม คือ
TEST.DOC
ALL FILES.HTM
2. สามารถใช้คำาสั่งลบ แฟ้มได้ดังนี้
A:\>DATA>DEL*.* กด ENTER ซึ่งจะได้ข้อความดังนี้
All files in directory will be deleted!
Are you sure (Y/N)?
3. ตอบ N คือ ไม่ต้องการลบไฟล์
ตอบ Y คื อ ต้ อ งการลบไฟล์ ทั้ ง หมดใน Directory นี้ ในที่ นี้ เ ราต้ อ งการลบ ตอบ Y กด
ENTER เมื่อ ใช้คำาสั่ง DIR จะไม่พบแฟ้มข้อมูลทั้งสองแล้ว
4. จากนั้นใช้คำาสั่ง CD\ ซึ่งเป็นคำาสั่งเปลี่ยน Directory ออกมาที่ Root Directory
A:\>DATA>CD\
A:\>
5. แล้วจึงสามารถลบ Directory DATA ได้ โดยใช้คำาสั่ง RD
A:\>RD DATA
ผลคือ Directory DATA ถูกลบออกไปจากแผ่นดิสก์ เมื่อใช้คำาสั่ง DIR จะไม่สามารถมอง
เห็น
6. คำาสั่ง เข้าสู่ Root Directory ใช้คำาสั่ง CD\ เช่น
C:\Windows\temp>CD\ กด ENTER ผลคือ

35

36
C:\
7. คำาสั่งออกจาก Directory ย่อย ใช้คำาสั่ง CD.. เช่น
C:\Windows\temp>CD.. กด ENTER ผลคือ
C:\Windows> ถ้าพิมพ์ CD.. อีกครั้ง
C:\Windows>CD.. กด ENTER ผลคือ
C:\>

คำาสั่งภายนอก (EXTERNAL COMMAND)
คำาสั่งภายนอกมี 2 นามสกุล
1.นามสกุลเป็น .COM เป็น file ที่บรรจุข้อมูลที่ถูกแปลงเป็นภาษาเครื่องแล้ว
2.นามสกุลเป็น .EXE เป็น file ที่บรรจุข้อมูลที่เขียนโดยใช้ภาษาระดับสูงและแปลงเป็น
ภาษาเครื่องแล้ว
คำาสั่งภายนอก เป็นคำาสั่งที่ไม่อยู่ในเครื่อง เวลาใช้ต้องเรียกจากแผ่น DOS ตัวอย่างคำาสั่ง
1. คำาสั่ง Format
Format คื อ การเตรีย มแผ่ นดิส ก์ที่ ซื้อ มาใหม่ก่ อนการใช้ งาน เพื่อ ให้ ส ามารถเก็ บ
ข้ อมูลหรือ เก็บโปรแกรมได้ โดยจะมีโ ปรแกรมที่ ชื่ อ ว่า Format.com
ซึ่ งจะใช้ใ นการสร้ า ง
Track และ Sector บนแผ่นดิสก์ เพื่อที่จะได้นำาแฟ้มมาบันทึกบนแผ่นดิสก์ได้
การ Format แผ่นใหม่ มีดังนี้
1. ใส่แผ่นดิสก์ไปใน Drive ให้ดูว่าแผ่นขนาดใด ชนิดใด
2. ให้พิมพ์สูตรตามชนิดของแผ่น แล้ว กด Enter
1. C:\Format A:\ สำาหรับแผ่น 3.5 นิว้ ชนิด HD

36

37
2. C:\>Format A:/S สำา หรับแผ่น 3.5 ชนิด HD ให้เป็น DOS โดย
การคัดลอกไฟล์ระบบเข้าไปยังแผ่น A ทำาให้แผ่นดิสก์ สามารถ
Boot ได้นั่นเอง
2. คำาสั่ง DISKCOPY
คือ คำาสั่งที่ใช้ในการทำาสำาเนาแฟ้มทั้งแผ่นไปสู่ดิสเกตอีกแผ่นที่ต้องการ โดยต้องเป็นแผ่นดิสก์ ชนิด
เดียวกัน ขนาดเดียวกัน ทำาได้ดังนี้
1. ถ้าเครื่องไม่มีฮาร์ดดิสก์ ให้ใส่แผ่น DOS ทีม่ ีไฟล์ DISKCOPY.COM ใน Drive A:
2. ให้พิมพ์คำาสั่ง C:\DISKCOPY A: กด Enter เครื่องจะบอกให้ใส่แผ่นต้นฉบับ
3. ใส่ แ ผ่ น ต้ น ฉบั บ ใน Drive A: กด Enter รอสั ก ครู่ เ ครื่ อ งจะบอกให้ เ รานำา แผ่ น
ต้นฉบับออก
4. ให้ใส่แผ่นสำาเนาลงไป กด Enter
5. เครื่องจะถามการตั้งชื่อให้ กด Enter
6. เครื่องจะถามว่าจะ DISKCOPY ต่อไปหรือไม่
7. ตอบ Y คือ ตกลง ตอบ N คือ ไม่ตกลง

ไวรัสคอมพิวเตอร์
ไวรัสคอมพิวเตอร์ เป็นโปรแกรมพิเศษชนิดหนึ่งที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้จัดการกับตัวมันเอง
โดยมีลักษณะเลียบแบบสิ่งมีชีวิต คือ เจริญเติบโตเองได้ ขยายและแพร่กระจายเองได้ สามารถอยู่
รอดได้ โปรแกรมนี้เข้าไปอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ได้ โดยผ่านทาง
o
o

แผ่นฟลอปปีดิสก์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์

จากการที่ไวรัสคอมพิวเตอร์ ทำางานได้ด้วยเงื่อนไขลักษณะใดลักษณะหนึ่งหลายลักษณะ จึงทำาให้
ผู้ ใ ช้ ไ ม่ รู้ ว่ า เครื่ อ งคอมพิ ว เตอร์ ข องตนติ ด ไวรั ส หรื อ ไม่ พอเปิ ด เครื่ อ งใช้ ก็ อ าจพบว่ า ระบบ
คอมพิวเตอร์ของตนถูกไวรัสทำา ลายเสียแล้ว ไวรัสบางตัวไม่เพียงทำา ลาย ลบ ล้าง ย้ายข้อมูลของ
เรา โดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่ยังสามารถทำาลายโปรแกรมอื่น ๆได้อีกด้วยโดยสังเกตได้จาก
การที่หน้าจอแสดงผลโดยอาการแปลก ๆ
37

38

การแพร่กระจายและการทำางานของไวรัสคอมพิวเตอร์
การแพร่กระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์ มีลักษณะคล้ายกับการแพร่กระจายของเชื้อโรค
ทั่ ว ไป กล่ า วคื อ ต้ อ งมี พ าหะ หรื อ ตั ว กลาง เช่ น อากาศ นำ้า และพาหะอื่ น ๆ ส่ ว นโลกของ
คอมพิวเตอร์พาหะที่ว่านั้นก็คือ
o
o

แผ่นดิสก์
สายเคเบิลเพื่อสื่อสารข้อมูล โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีผู้ใช้หลายคน และ
แต่ละคนก็ต่างมีแผ่นดิสก์ของตนเอง รวมทั้งมีการก๊อปปี้แผ่นดิสก์กันโดยไม่มี
เงื่อนไขด้วยแล้ว ยังมีโอกาสติดไวรัสคอมพิวเตอร์มากขึน้

ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์
เราสามารถแบ่งไวรัสที่มีอยู่มากกว่าแปดพันชนิด ตามลักษณะแหล่งที่อยู่ และการฝังตัวของ
มันได้ดังนี้
1. ไวรัสที่ฝังตัวอยู่ตามบูตเซ็กเตอร์ของแผ่นดิสก์และตารางพาร์ติชัน
ทุกครั่งทีทำา การเปิดเครื่อง ระบบจัดการของคอมพิวเตอร์จะอ่านข้อมูลจากบูตเซ็กเตอร์
และโหลดเข้าไปในหน่วยความจำาก่อน เสมอ ทำาให้ไวรัสประเภทนี้ถูกโหลดไปหลบซ่อนใน
หน่วยความจำาเพื่อรจังหวะแพร่กระจายต่อไปยังแผ่นดิสก์
ไวรัสประเภท ไม่สามารถทำา ลายได้โดยการเปิดเครื่องใหม่ เพราะมันจะเริ่มอยู่ในหน่วย
ความจำาตั้งแต่เปิดเครื่อง และจะเมทำางานตลอดเวลานับจากนั้น
2. ไวรัสที่เกาะตามไฟล์
ส่วนมากจะเกาะติดไฟล์ที่มีสกุล .COM และ .EXE คือเมื่อมีการใช้งานโปรแกรม .COM
.EXE ไวรัสประเภทนี้จะแยกตัวไปซ่อนอยู่ในหน่วยความจำา แล้วหาทางเกาะติดไฟล์ที่มี
นามสกุลดังกล่าว ที่เก็บไว้ในแผ่นดิสก์
3. ไวรัสที่ฝังตัวอยู่ในไฟล์ COMMAND.COM
38

39
ไฟล์นี้เป็น ไฟล์ คำาสั่งพื้นฐานที่มีอยู่ในระบบปฏิบัติการ เช่น เมื่อไปใช้งานในโหมด DOS
Prompt แล้วไฟล์คำา สั่ง COMMAND จะทำาหน้าที่แปลคำาสั่งนั้นให้เป็นภาษาเครื่องเข้าใจ
เช่ น คำา สั่ ง DEL,REN,DIR,COPY เป็น ต้ น จากการที่ ไ ฟล์ นี้ ทำา งานบ่ อ ย ๆ นี่ เ อง ทำา ให้
กระจายไปได้อย่างกว้างขวาง ทำาลายยากกว่าไวรัสประเภทแรก
4. ไวรัสที่แฝงตัวอยู่ในหน่วยความจำา
ไวรัสประเภทนี้จะฝังติดอยู่ในหน่วยความจำา และรอจนกว่าจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่เหมาะ
สมของสภาพแวดล้อม ไวรัสนี้ก็จะเริ่มทำางานทันที
5. ไวรัสประเภททำาลายเฉพาะไฟล์
ไวรัสประเภทนี้เกาะติดไฟล์โปรแกรมไปเรื่อย ๆ และเมื่อพบไฟล์ที่ต้องการก็จะเริ่มทำางานไม่ว่าจะ
เป็นการแก้ไข การทำาลาย การเคลื่อนย้าย เป็นไวรัสที่ร้ายแรงต่อเศรษฐกิจมากกว่าไวรัสประเภทอื่น
ๆ กว่าจะพิสูจน์ได้ว่าติดไวรัสแล้ว ข้อมูลทีส่ ำาคัญของผู้ใช้ก็อาจหายไปหมดแล้ว

ผลกระทบจากการก่อกวนของไวร้สคอมพิวเตอร์
ผลกระทบนั้น จะเจอลักษณะต่าง ๆ แล้วแต่ชนิดของไวรัส อาจเป็นดังนี้
1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.

ทำาลายบูตเซกเตอร์ ทำาให้ฮาร์ดดิสก์หรือแผ่นดิสก์ที่มีระบบ บูตไม่ได้
ทำาลายไฟล์ข้อมูล โดยลบไฟล์ข้อมูลแล้วกู้กลับคืนมาไม่ได้
ทำาลาย FAT ของแผ่นดิสก์
ทำา ให้ไฟล์ข้อมูลมีขนาดเพิ่มขึ้นเอง โดยไวรัสจะสร้างข้อมูลขึ้นมาเอง ทำา ให้ไฟล์ข้อมูลมี
ลักษณะแปลกหูแปลกตาเกิดขึ้น
ทำาให้ความเร็วของเครื่องช้าลง การเรียกใช้โปรแกรมจเสียเวลามากขึ้น
การเรียกใช้บางโปรแกรม จะเกิดอาการเครื่องขัดข้อง ( hang – up ) ต้องเปิด – ปิดเครื่อง
บ่อย ๆ ทำาให้ผู้ใช้เสียอารมณ์
ฟอร์แมตแผ่นให้เราใหม่ โดยไม่ได้สั่ง
หน่วยความจำาของเครื่องมีขนาดเล็กลง
ทำาลายค่าที่ติดตั้งของระบบ เช่น ทำาลายไฟล์ CONFIG.SYS ทำาให้เมื่อเราเริ่มเปิดเครื่อง
เครื่องจะไม่ทำางานในส่วนนี้
39

40
10. ส่งข้อความแปลกประหลาด ออกทางหน้าจอหรือทางเครื่องพิมพ์แล้วแต่จังหวะ โดยที่ผู้ใช้
ไม่ได้สั่งการ
การป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์
มีเทคนิคอยู่มากมายหลายวิธี ดังนี้
1. ทุกครั้งที่นำาซอฟแวร์ที่ไม่ทราบแหล่งที่ผลิต หรือได้รับแจกฟรี ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อน
นำาไปใช้
2. ควรตรวจสอบทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์อย่างสมำ่าเสมอ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
3. เตรียมแผ่นที่สะอาดไว้สำาหรับบูตเครื่องเมื่อคราวจำาเป็น
4. ควรสำารองข้อมูลไว้เสมอ
5. พยายามสังเกตุสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเครื่องอย่างสมำ่าเสมอ เช่น การทำางานที่ช้าลง ขนาด
ไฟล์ หน้าจอแสดงผลแปลก ๆ ไดรฟ์มีเสียงผิดปกติ
6. ไม่นำา แผ่นดิสก์ไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ถ้ายังไม่ได้ปิดแถบป้องกันการบันทึก
(Write Protect )
7. ควรแยกแผ่นโปรแกรม และแผ่นข้อมูลออกจากกันโดยเด็ดขาด
8. ไม่อนุญาตให้คนอื่นมาเล่นเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน โดยปราศจากการควบคุมอย่าง
ใกล้ชิด
9. ควรมีโปรแกรมป้องกันไวรัสไว้ใช้ตรวจสอบและป้องกัน โดยเฉพาะโปรแกรมป้องกันไวรัส
รุ่ น ใหม่ ๆ จะมีประสิ ท ธิภาพในการป้อ งกั น ได้ ดี ขึ้ น มาก ในที่ นี้ จ ะขอแนะนำา โปรแกรม
SCAN ของบริษัท McAfee Associates รุ่น V.2.5.1 หรือ Norton Antivirus

ข้อควรปฏิบัติเมื่อพบไวรัสในขณะทำางาน
1. บูตเครื่องใหม่โดยการปิด แล้วเปิด หรือกดปุ่ม RESET บนเครื่อง ควรบูตด้วยแผ่น DOS ที่
มั่นใจด้วยว่าไม่มีไวรัส เพราะเมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ไวรัสบางชนิดอาจสูญหายหรือ
หมดฤทธิ์ไป
2. ใช้โปรแกรมตรวจสอบเช็คไวรัสที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบฮาร์ดดิสก์หรือแผ่นดิสก์ ซึ่งโปรแกรม
จะตรวจสอบไวรัสจากหน่วยความจำาของเครื่องก่อนเสมอ

40

41
3. หลังจากทราบชื่อและชนิดของไวรัสแล้ว ให้กำา จัดหรือทำา ลายไวรัสด้วยโปรแกรมกำา จัด
ไวรัส
4. บางครั้งถ้าเป็นไวรัสที่เกาะติดตามบูตเซ็กเตอร์ ให้ก๊อปปี้คำา สั่ง SYS.COM ของดอส อีก
แผ่นที่แน่ใจว่าสะอาด ( ต้องเป็น SYS.COM รุ่นเดียวกัน ) เข้าไปในแผ่นดิสก์ที่ติดไวรัส



ทำา

ด้
ดั

นี้
A:\
SYS
C:
<Enter>
การกระทำาดังกล่าว เป็นการคัดลอกโปรแกรมระบบทั้ง 3 ไฟล์ ของดอสไปเขียนไว้ที่ไวรัสที่
บูตเซกเตอร์
5. เมื่อกำาจัดไวรัสเรียบร้อยแล้ว (ข้อเท็จจริงแล้ว ไม่อาจเชื่อถือได้ว่ากำาจัดได้ 100% ) ให้เปิด
เครื่องใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยปิดเครื่องประมาณ 10 วินาที แล้วเปิดใหม่ หรือกดปุ่ม RESET
ทั้งนี้เพื่อป้องกันความผิดพลาดอันเนื่องมาจากอาจมีไวรัสบางตัวหลบซ่อนอยู่ในหน่วย
ความจำาก็เป็นได้

การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และการบำารุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์
1. ขั้นตอนการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์
1. เสียบปลั๊กไฟทุกเส้นที่ต่อมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยปกติจะต่อหม้อแปลงที่
เครื่องและต่อจากจอภาพให้เสียบปลั๊กเต้าเสียบให้เรียบร้อย
2. เปิดสวิตซ์สำาหรับเปิด-ปิดเครื่อง (ปุ่ม Power) ที่อยู่บนเครื่องคอมพิวเตอร์จะพบว่า
มีไฟสีเหลืองติดท่เครื่องคอมพิวเตอร์และที่แป้นพิมพ์
3. เปิดสวิตซ์จอภาพ หรือบางที่อาจจะติดพ่วงกับจอคอมพิวเตอร์ จะพบตัวอักษร
เกิดขึ้นบนจอภาพ
2. ขั้นตอนการใช้แผ่นดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว
1. การจับแผ่นดิสก์ควรจับบริเวณที่ติดฉลาก ให้ดา้ นที่มีฉลากหงายขึ้น ดังรูป
2. ใส่แผ่นดิสก์เข้าไปในช่อง Disk Drive A:
3. การนำา แผ่นดิสก์ออก ในระหว่างการทำา งานจะมีไฟติดอยู่ อย่าเพิ่งนำา แผ่นดิสก์
ออก
4. ให้กดที่ปุ่มที่ใส่ดิสก์ แผ่นดิสก์จะออกมา
3. ขั้นตอนเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้โปรแกรมมี 2 วิธี
1. การเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรม DOS มีดังนี้
1. นำาแผ่นโปรแกรม DOS มาใส่ใน Drive A:
41

42
2. กดปุ่ม Power เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์สักครู่จะปรากฏคำาว่า
Current Date is Wed 01-01+2000
Enter new date (mm-dd-yy):
ให้ตรวจสอบ เดือน/วัน/ปี ปัจจุบันว่าตรงหรือไม่ ถ้าไม่ตรงให้แก้ไข ถ้าตรง
แล้วให้กด Enter
3. ต่อจากนั้นจะปรากฏข้อความ
Current time 12:12:12a
Enter new time:
ให้ตรวจสอบเวลาปัจจุบันว่าตรงหรือไม่ ถ้าไม่ตรงให้แก้ไข ถ้าตงให้กด Enter
2. การเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์โดย Hard Disk
1. โดยการเปิ ด เครื่ อ งคอมพิ ว เตอร์ โดยกดปุ่ ม Power จะมี ก ารเข้ า สู่
โปรแกรมหรือเข้าสู่โปรแกรมของรายการเมนูหลักของโปรแกรม ให้เลือก
โปรแกรมที่ต้องการ
2. ในโปรแกรม Windows 95 จะเข้ า สู่ ห น้ า ต่ า ง Windows 95 แล้ ว เลื อ ก
Start เลือกโปรแกรมที่ต้องการต่อไป
4. วิ ธี ปิ ด เ ค รื่ อ ง ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์
1. ต้องมีการปิดแฟ้มการทำางานและออกจากโปรแกรมใช้งานก่อนเสมอ
การปิดเครื่องระบบปฏิบัติการ Windows 95 มีขั้นตอนดังนี้
o
o
o
o

เลือกที่ปุ่ม Start
เลือก Shut Down จะพบเมนูให้เลือก
เลือก Shut Down the Computer
เลือก Yes จนกว่าจะปรากฏข้อความว่า

"It now safe to turn off your computer"

42

43
o

จึงจะปิดเครื่อง Computer ได้

2. ปิดสวิตซ์จอภาพก่อน
3. ปิดสวิตซ์ที่เครื่องคอมพิวเตอร์
4. ดึงปลั๊กสายไฟออกจากเต้า
5. ควรมีการปัดฝุ่นบริเวณเครื่องคอมพิวเตอร์
6. ให้ใช้ผ้าคลุมเครื่องเพื่อป้องกันฝุ่นละออง

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์
1. ไม่ควรนำา แผ่นดิสก์ออกจาก Disk Drive ขณะที่ยังมีไฟของดิสก์อ่านอยู่ เพาะดิสก์กำา ลัง
อ่านข้อมูลอาจทำาให้ข้อมูลผิดพลาด
2. ไม่ควรปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ในขณะที่มีไฟของ Hard Disk ติดอยู่ เพราะจะทำา ให้เกิด
ความผิดพลาดในการเก็บข้อมูล
3. ไม่ควรเปิดจอภาพทิ้งไว้นาน ๆ เพราะจะทำาให้หลอดภาพทำางานหนัก และเสื่อมเร็ว
4. เมื่ อ ปิ ด เครื่ อ งคอมพิ ว เตอร์ แล้ ว ไม่ ค วรเปิ ด เครื่ อ งทั น ที ควรทิ้ ง ไว้ สั ก ระยะเวลาหนึ่ ง
ประมาณ 10-20 นาที แล้วเปิดใหม่ มิฉะนั้นจะเกิดการ กระตุก
5. ไม่ควรเสีย บสายไฟค้างไว้ที่เ ต้าเสีย บ เพราะบางครั้ งอาจจะเกิด ฟ้า ผ่า เข้ า เครื่ อ ง หรื อ
กระแสไฟฟ้าไหลเข้าเครื่อง
6. การเก็บข้อมูล ไม่ควรเก็บไว้ชุดเดียว ควรทำา แฟ้มสำา รองไว้หลาย ๆแผ่น เพื่อป้องกันการ
สูญหาย
7. ไม่ควรเก็บแผ่นดิสก์ไว้ใกล้กับสนามแม่เหล็ก หรือถูกแสงแดด ควรมีกล่องใส่ให้เรียบร้อย
8. การซื้อแผ่นดิสก์มาใหม่ ก่อนที่จะนำามาบันทึกข้อมูล ควรตรวจแผ่นและทำา การ ฟอร์แมต
เสียก่อน
9. ควรมีการตรวจสอบไวรัสบนแผ่นดิสก์ทุกครั้งที่จะนำามาใช้งาน
43

44
10. ท่านควรศึกษาเรื่องไวรัสเพิ่มเติม เพื่อเป็นการป้องกัน

44

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful