การเขียนบทความ

ความหมายของบทความ
อริสโตเติล (Aristotle) กล่าวถึงชนิ ดของการเขียนไว้อย่ากว้าง

ๆ 2 ประเภท คือ การเขียนประเภทร้อยกรอง (poetic) แบะประเภท
ร้อยแก้ว (rhetoric) ต่อมาได้มีการถกเถียงอย่างกว้างขวางและตกลง

ให้ใช้คำาต่อไปนี้ แทน คือ การเขียนประเภทจินตนาการ (imaginative)
และการเขียนประเภทข้อเท็จจริง (factual)

สำาหรับการเขียนบทความเป็ นส่วนหนึ่ งของการเขียนประเภทข้อ

เท็จจริง ซึ่งรูปแบบของบทความมีความหลากหลาย เช่น บทความ
บรรยาย บทความความเห็น บทความสัมภาษณ์ บทความรายงาน

ฯลฯ โดยบทความเหล่านี้ จะอาศัยข้อเท็จจริงเป็ นพื้ นฐานสำาคัญในการ
เขียน

ลักษณะของบทความ
จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้กล่าวถึงความหมายของ

บทความ และลักษณะที่น่าสังเกตของบทความในหนั งสือพิมพ์ไว้ พอ
สรุปได้ว่า บทความ หมายถึง เรื่องที่ให้สาระ ข้อเท็จจริง ความรู้
เสนอความคิดเห็น แตกต่างจากบันเทิงคดี

บทความในหนั งสือพิมพ์จะมีลักษณะที่น่าสังเกตคือ จะมีเนื้ อหา

ไม่ยาวมากนั ก ใช้ย่อหน้าสั้นๆ นำาเรื่องพื้ นๆที่รู้ๆ กันอยู่แล้วมาตี
พิมพ์ หรือนำาเรื่องเล็กๆ ที่คนมองข้ามมาเติมสีสันให้น่าอ่าน

บทความแสดงความคิดเห็นทัว่ ๆไป มีเนื้ อหาหลายลักษณะ เช่น หยิบยกปั ญหา เหตุการณ์หรือเรื่องที่ประชาชนสนใจมาแสดง ความคิดเห็น หรือผ้เู ขียนเสนอความคิดเห็นสนั บสนุ น หรือคัดค้าน หรือทั้งสนั บสนุ นและคัดค้านความคิดเห็นในเรื่องเดียวกันของคน อื่นๆ เป็ นต้น 4.บทความอาจมีการเน้นเนื้ อหาที่ตัวเหตุการณ์และแนวโน้มในอนาคต ฉะนั้ น บทความจึงเป็ นความเรียงประเภทหนึ่ งซึ่งมีจุดประสงค์ หลายลักษณะ เช่น เพื่อแสดงความรู้ เสนอข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ตั้งข้อสังเกต วิเคราะห์วิจารณ์ ฯลฯ โดยต้องเขียนอย่างมีหลักฐาน มี เหตุผล น่าเชื่อถือ หากมีข้อเสนอแนะใดๆ ต้องเป็ นไปในทาง สร้างสรรค์ ประเภทของบทความ ได้แก่ เมื่อแบ่งตามเนื้ อหา บทความจะแบ่งได้เป็ น 11 ประเภท 1. บทความสัมภาษณ์ เป็ นบทความที่เขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์ บุคคลเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ งหรือหลายเรื่อง หรือ เกี่ยวกับชีวิตของบุคคลนั้ น หรือจากการสัมภาษณ์บุคคลหลายคนใน หัวข้อเดียวกัน 3. บทความวิเคราะห์ เป็ นบทความแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ ง . บทบรรณาธิการ เป็ นบทความแสดงความคิดเห็นลักษณะ หนึ่ งที่เขียนขึ้นเพื่อเสนอแนวคิดหลักของหนั งสือพิมพ์ฉบับนั้ นๆต่อ เรื่องใดเรื่องหนึ่ ง 2.

บทความวิจารณ์ เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจารณ์ เรื่องราวที่ต้องการวิจารณ์ด้วยเหตุผลและหลักวิชาเป็ นสำาคัญ เช่น “ บทบรรณนิ ทัศน์” ซึ่งแสดงความรู้และความคิดเห็นเกี่ยวกับหนั งสือที่ พิมพ์ออกใหม่ เพื่อแนะนำาหนั งสือ “บทวิจารณ์วรรณกรรม” แสดง ความคิดเห็นเชิงวิจารณ์และประเมินค่าโดยใช้หลักวิชาและเหตุผล เพื่อให้ผอ ู้ ่านได้รู้จักวรรณกรรมเรื่องนั้ นๆ อย่างลึกซึ้ง และ “บท วิจารณ์ศิลปะแขนงอื่นๆ” ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับบทวิจารณ์ วรรณกรรมแต่นำาผลงานที่เป็ นศิลปะแขนงอื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ ละคร ภาพเขียน ดนตรี มาวิจารณ์ 6. บทความกึ่งชีวประวัติ เป็ นการเขียนบางส่วนของชีวิตบุคคล เพื่อให้ผอ ู้ ่านทราบ โดยเฉพาะคุณสมบัติ หรือผลงานเด่นที่ทำาให้ บุคคลนั้ นมีช่ ือเสียง ประสบความสำาเร็จในชีวิต เพื่อชื่นชม ยกย่อง .ซึ่งผู้เขียนจะพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่ งที่เผยแพร่มาแล้วอย่างละเอียด โดยแยกแยะให้เห็นส่วนต่างๆ ของเรื่องนั้ น ผ้เู ขียนเสนอความคิด และวิเคราะห์เหตุการณ์เรื่องราวนั้ นอย่างละเอียด แสดงข้อเท็จจริง เหตุผล เพื่อให้ผอ ู้ ่านได้ความรู้ ความคิดเห็นเพิ่มเติม เกิดความคิดที่ ชัดเจนยิ่งขึ้น แบ่งเป็ น บทความวิเคราะห์ข่าว และบทความวิเคราะห์ ปั ญหา 5. บทความสารคดีท่องเที่ยว มีเนื้ อหาแนวบรรยาย เล่าเรื่อง เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีทัศนี ยภาพสวยงามหรือมีความสำาคัญในด้านต่างๆ เพื่อแนะนำาให้ ผ้อ ู ่านรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ชักชวนให้สนใจไปพบเห็นสถานที่ นั้ นๆ 7.

บทความวิชาการ มีเนื้ อหาแสดงข้อเท็จจริง ข้อความรู้ทาง วิชาการเรื่องใดเรื่องหนึ่ ง ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ งโดยเฉพาะผู้เขียนอาจจะเสนอเฉพาะเนื้ อหา สาระทางวิชาการหรือเสนอทั้งเนื้ อหาสาระข้อเท็จจริง และแสดงความ คิดเห็นในเชิงวิเคราะห์ วิจารณ์ก็ได้ หรืออาจเสนอผลการวิจัย .เจ้าของประวัติ และชี้ให้ผู้อ่านได้แง่คิดเพื่อเป็ นแนวทางในการดำาเนิ น ชีวิตให้ประสบความสำาเร็จ 8. บทความเชิงธรรมะ จะอธิบายข้อธรรมะให้ผู้อ่านทัว่ ๆ ไป เข้าใจได้ง่าย หรือให้คติ ให้แนวทางการดำาเนิ นชีวิตตามแนวพุทธศาสนา เสนอหนทางแก้ ปั ญหาตามแนวพุทธปรัชญา ปั จจุบันบทความลักษณะนี้ มีมากขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านมีแนวทางการ ดำาเนิ นชีวิตในสังคมที่วิกฤตได้อย่างปกติสุขมากขึ้น 11. บทความให้ความรู้ทัว่ ไป ผู้เขียนจะอธิบายให้ความรู้คำา แนะนำาในเรื่องทัว่ ๆไปที่ใช้ในการดำาเนิ นชีวิตประจำาวัน เช่น มารยาท การเข้าสังคม การแต่งกายให้เหมาะแก่กาลเทศะและบุคลิกภาพ เคล็ด ลับการครองชีวิตคู่ เป็ นต้น 10. บทความครบรอบปี มีเนื้ อหาแนวบรรยาย เล่าเรื่อง เกี่ยวกับ เรื่องราว เหตุการณ์ พิธีการในเทศกาลหรือวันสำาคัญ เช่น วันสำาคัญทางศาสนา ทาง ประวัติศาสตร์ ทางวัฒนธรรม เกี่ยวกับบุคคลสำาคัญ เป็ นต้น ที่ ประชาชนสนใจเมื่อโอกาสนั้ นมาถึง เช่น วันวิสาขบูชา วันคริสต์มาส เป็ นต้น 9.

หรือรถเมล์ และสถานี รถไฟใต้ดิน ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่า ในการจลาจลทุกแห่งและทุกครั้งทัว่ โลก ย่อมมีคนซึ่งไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งเข้ามา "ผสมโรง" ด้วยอีกมาก เช่น ถือโอกาสงัดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม หรือขโมยสินค้าในห้างต่างๆ แต่การเรียกคนเหล่านี้ ว่าพวก "ผสมโรง" อธิบายได้แต่การกระทำาของ เขา ไม่สามารถอธิบายสาวไปถึงต้นเหตุท่ีทำาให้เขาฉวยโอกาสระหว่าง ที่บ้านเมืองไร้ ขื่อแป ต้องไม่ลืมด้วยว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำาอย่าง เดียวกันในระหว่างที่บ้านเมืองไร้ ขื่อแป มีแต่คนจำานวนหนึ่ งที่ฉวย .ศ. ธนาคาร.ตัวอย่างบทความ ทวิภพในสมมติของเอกภพ โดย นิ ธิ เอียวศรีวงศ์ มีความแตกต่างอย่างสำาคัญระหว่างการจลาจลที่เกิดใน "สงกรานต์เลือด" พ.ศ.2553 ครั้งนี้ ในครั้งสงกรานต์เลือด การจลาจลมุ่งจะต่อสู้และทำาร้าย "รัฐ " หากจะ มีผลกระทบถึง "สังคม" บ้าง ก็เกิดขึ้นโดยไม่เจตนา หรือเป็ น ผลพลอยได้จากการต่อสู้กับ "รัฐ " การจลาจลครั้งนี้ มุ่งจะทำาร้าย "สังคม" โดยตรง แม้ว่าเริม ่ ขึ้น จากการต่อสู้กับการล้อมปราบของ "รัฐ " ก็ตาม แต่เมื่อเห็นว่าไม่ สามารถจะต้านทานกำาลังของรัฐได้แล้ว การต่อต้านของผู้คนกลับแปร เปลี่ยนไปสู่การทำาร้าย "สังคม" โดยตรง เช่น เผาโรงหนั ง.2552 กับการจลาจลที่เกิดใน พ. ห้างสรรพสินค้า.

โอกาสทางสังคม.ถูกปล้นไปเพราะกลุ่มชนชั้นนำาไม่ก่ีกลุ่ม สมคบ กันตั้งรัฐบาลขึ้นในค่ายทหาร ฉะนั้ น จึงต้องต่อสู้กับชนชั้นนำากลุ่มที่ กำาลังถืออำานาจอยู่ แต่ในการจลาจลครั้งนี้ ดูเหมือนทรรศนะของ นปช. ความมัน ่ คงปลอดภัยด้าน . และจารีต อีกหลายกลุ่มหลายเหล่า พูด อีกอย่างหนึ่ งก็คือ มีสังคมมหึมาที่อยู่เบื้ องหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่ใช่ เพียงอำานาจของเหล่าทัพและ "อำามาตย์" เท่านั้ นที่ผลักดันและหนุ น หลังรัฐบาลนี้ อยู่ ผู้เข้าร่วมชุมนุ มมองเห็นชัดเจนว่า ในประเทศไทยมีโลกของ "ไ พร่" และโลกของ "ผู้ดี" ซึ่งจะเท่าเทียมกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็ นความ เท่าเทียมในแง่ของโอกาสทางเศรษฐกิจ. วัฒนธรรม.. สื่อ. การเข้า ถึงแหล่งเงินกู้ท่ีเป็ น "สองมาตรฐาน".โอกาสเข้ามา "ผสมโรง" เราจึงจำาเป็ นต้องมองถึงสาเหตุให้ลึกกว่า ความไร้ข่ ือแป เราอาจมองความแตกต่างระหว่างการจลาจลเมื่อครั้ง "สงกราน ต์เลือด" และครั้งนี้ อีกอย่างหนึ่ งก็ได้ว่า ในช่วงสงกรานต์เลือด "รัฐ " ในทรรศนะของ นปช. โรงเรียนของบุตรหลานที่เป็ น "สองมาตรฐาน".จะชัดเจนขึ้นว่า ชนชั้นนำาที่แย่งชิงเอาอธิปไตยของไพร่ไปนั้ น ไม่ได้จำากัดอยู่เพียงไม่ก่ีกลุ่มเท่านั้ น แต่ประกอบกันขึ้นเป็ นโครงสร้าง มหึมาที่ครอบงำารัฐและสังคมไว้อย่างแน่นหนา พวกเขามองเห็นสายสัมพันธ์ท่ีเชื่อมโยงอย่างสลับซับซ้อน ระหว่างรัฐบาล อภิสิทธิ ์ กับทุน . วิชาการ.. หรือแม้แต่ โอกาสทางการเมือง และกระบวนการยุติธรรม ดังนั้ น "สองมาตรฐาน" เป็ นธรรมชาติของรัฐแบบนี้ เพราะรัฐแบบนี้ ดำารงอยู่ได้ก็เพราะ "สอง มาตรฐาน" . ชนชั้นนำาทาง ปั ญญา. ระบบราชการ.

สุขภาพที่เป็ น "สองมาตรฐาน" ฯลฯ ว่ากันที่จริง สังคมไทยมี โลกสองโลกตั้งอยู่ด้วยกันมาแต่โบราณ (เหมือนสังคมอื่นๆ อีกหลายสังคมทัว่ โลก) แต่เพราะโลกของ "ผู้ดี" มีอำานาจน้อย จึงเบียดเบียนโลกของ "ไพร่" ได้น้อย ความสัมพันธ์ ระหว่างโลกทั้งสองมีลักษณะที่ท้ ังสองฝ่ ายอาจบอกตัวเองได้ว่า เป็ นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน แต่ปัญหามาเกิดขึ้น เมื่อสังคมไทยก้าวเข้าสู่ความทันสมัยซึ่งมี อัตราความเปลี่ยนแปลงเร่งเร้า ขึ้นตลอดมา ในระยะแรก การใช้ อุดมการณ์ชาติ. พระมหากษัตริย์ อาจช่วยประสานรอยร้าว ของโลกทั้งสองได้ ที่สำาคัญกว่าอุดมการณ์ก็คือ การเปิ ดโลกของชนชั้น นำา (ทั้งโดยตั้งใจและถูกบังคับ) ให้คนอื่นๆ สามารถแทรกตัว ไต่เต้า ขึ้นมาได้บ้าง จนกระทัง่ โลกของ "ผู้ดี" ประกอบด้วยคนชั้นกลางระดับ กลางขึ้นไป ซึ่งได้รบ ั การศึกษาแผนใหม่ มีอาชีพมัน ่ คง และมีอำานาจ ต่อรองทางการเมืองไม่น้อยไปกว่าคนอื่นใดในสังคม หากทว่า โลกของ "ไพร่" ก็ยังคงอยู่ แม้ประสบความ เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน จำานวนมากของคนเหล่านี้ สูญเสียปั จจัย การผลิต โดยเฉพาะที่ดินไปเสียแล้ว (ยังไม่พูดถึงความเสื่อมโทรม ด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็ นปั จจัยการผลิตที่สำาคัญ อีกอย่างหนึ่ งของเขา) ต้องเปลี่ยนตนเองมาเป็ นคนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งมีรายได้เป็ นตัวเงิน สำาหรับดำารงชีวิตเดือนต่อเดือน หรือแม้แต่วันต่อวัน ความหวังที่จะไต่ เต้าให้สงู ขึ้นไปสู่คนชั้นกลางระดับกลาง กลับริบหรีล ่ ง ในท่ามกลาง การศึกษาซึ่งต้องลงทุนซื้ อหาแพงมากขึ้นจนพวกเขาจรดแทบไม่ติด น่าสังเกตด้วยว่า จลาจลคนดำาในสหรัฐนั้ น เกิดขึ้นตามเมือง . ศาสนา.

ใหญ่ของภาคเหนื อ นั บตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็ นต้นมา ทั้งๆ ที่คนดำา ในภาคเหนื อมีชีวิตความเป็ นอยู่ดีกว่าคนดำาในชนบทของภาคใต้ แต่ เพราะภาคเหนื อของสหรัฐนั บตั้งแต่ส้ ินสงครามโลกครั้งที่สองเป็ นต้น มา ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว กระทบต่อคนดำาซึ่งไปกระจุกตัวอยู่ในเขตชั้นในของเมืองใหญ่มาก "รู้ สึก" ในความไม่เท่าเทียมและความสิ้นหวังแหลมคมกว่าคนดำาใน ชนบทอย่างเทียบกันไม่ได้ โลกของ "ไพร่" และโลกของ "ผู้ดี" ในสังคมไทยแยกห่างจาก กันจนสุดกู่มากขึ้น อะไรที่เคยช่วยประสานโลกทั้งสองเข้าหากัน ก็ หมดพลังลงไปเสียแล้ว ความหวังของคนสิ้นหวังเหล่านี้ คือ อำานาจทางการเมืองที่เท่าเทียมกัน ขนผู้คนมาเป็ นจำานวนแสนๆ แต่ ผู้ประท้วงเรียกร้องเพียงการ "ยุบสภา" อันเป็ นมาตรการแสนจะปกติ ธรรมดาของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่รฐั บาลของ "ผู้ดี" ให้ไม่ได้ เพราะสิ่งที่ต้องให้จริงๆ นั้ นก็คือ อำานาจทางการเมืองที่เท่า เทียมกันต่างหาก ในเมื่อการเลือกตั้งคือการนั บคะแนนหนึ่ งคนต่อ หนึ่ งคะแนนเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็ น "ไพร่" หรือ "ผู้ดี" การจลาจลคือการเผชิญหน้ากันของโลกทั้งสอง ควันของยาง รถยนต์ท่ีถูกเผาไม่ได้บดบังกันและกันเท่านั้ น หากยังบดบังความคับ ข้องใจ (grievances) ที่ส่งออกมาจากโลกของ "ไพร่" ด้วย แต่เมื่อควันจางลง ถึงเวลาที่โลกทั้งสองฝ่ ายต้องมีสติพอจะศึกษาหา ที่มาที่ไปของการจลาจล ให้ลึกกว่าเหตุการณ์เฉพาะหน้า เพราะได้พบ กันมานานแล้วว่า การจลาจลไม่ว่าจะเกิดขึ้นในที่ใดของโลก ไม่เคย เกิดขึ้นจาก "นำ้าผึ้งหยดเดียว" หากเพราะมีความคับข้องใจมากมาย .

ของคนจำานวนมาก ซึ่งไม่มีใครมองเห็น หรือไม่มีใครแคร์พอจะไป แก้ไข ทิ้งสะสมมาเป็ นเวลานาน จนทำาให้ผู้คนสิ้นหวัง มองเห็นการ ทำาลายเพื่อระบายความคัง่ แค้นที่ไม่มีใครใส่ใจออกมาอย่างเป็ น รูป ธรรม หรือมิฉะนั้ น ก็ได้แต่ฉวยโอกาส "ผสมโรง" ไปกับเหตุการณ์ เฉพาะหน้า เพื่อเข้าถึงสิ่งที่ไม่มีวันเข้าถึงในชีวิตปกติ ด้วยสภาพที่สัง่ สมมาอย่างนี้ ต่างหาก ที่ทำาให้ "นำ้าผึ้งหยดเดียว" กลาย เป็ นชนวนแก่การจลาจลได้ ในสหรัฐ หลังการจลาจลคนดำาครั้งใหญ่ท่ีดีทรอยท์ใน ค.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ยกย่องรายงาน ฉบับนี้ ว่า "เป็ นคำาเตือนของแพทย์ถึงความตายที่กำาลังคืบคลานมา พร้อมทั้งหนทางบำาบัดเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป" ประโยคอันลือชื่อของรายงานเคอร์เนอร์ก็คือ "ชาติของเรากำาลัง เคลื่อนไปสู่สังคมสองสังคม สังคมหนึ่ งดำา สังคมหนึ่ งขาว-แยกจากกัน และไม่เท่าเทียมกัน"โดยปราศจากการศึกษาอย่างรอบด้านเช่นนั้ น เหตุการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นในเมืองไทยดูจะส่อไปในทิศทางเดียวกัน สภาหรือนายกฯ จะตั้งกรรมการขึ้นศึกษาเหตุการณ์ว่าเกิดอะไร ขึ้น และใครถูกใครผิด ก็ว่ากันไป แต่ส่ิงที่จะเป็ นประโยชน์แก่สังคม ไทยมากกว่า ก็คือคณะกรรมการที่เที่ยงธรรม แต่ต้องมีฝีมือ เพื่อจะ ศึกษาให้ลึกถึงปูมหลังทางสังคม.ศ. การเมือง และวัฒนธรรม .1967 ประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน ได้ต้ ังคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษา กรณี น้ ี และทำารายงานออกมารู้จักกันในชื่อ "รายงานเคอร์เนอร์" ตาม ชื่อประธาน รายงานนี้ เจาะลึกลงไปถึงปูมหลังของเหตุการณ์อย่างรอบ ด้าน แล้วสรุปว่า การจลาจลเกิดขึ้นจากความสิ้นหวังของคนดำาที่จะ เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ดร. เศรษฐกิจ.

เพื่อให้ความรู้ อาจจะเป็ นความรู้เฉพาะสาขาวิชา เช่น วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือภาษาศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ความ รู้เกี่ยวกับการเจียระไนพลอย ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ เป็ นต้น 2.ของการจลาจลในครั้งนี้ โดยไม่เกี่ยวกับว่าใครทำาผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่ต้องการจะให้ข้อมูลเพื่อทำาคดีแก่ใคร แต่เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจระยะห่างของโลกทั้งสองในสังคมไทย รวมทั้งจะเชื่อม ประสานโลกทั้งสองอย่างไร เพื่อที่ว่า เราจะมีหนทางเชื่อมประสานที่ดีกว่า "รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย... เพื่อให้ข้อเท็จจริง ซึ่งอาจได้มาจากประสบการณ์ท่ีผู้เขียน ค้นคว้า รวบรวมมา ประสบด้วยตนเอง หรือได้รบ ั การบอกเล่าโดยมี หลักฐานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งผู้เขียนจะนำามาเรียบเรียง หรือเล่าในรูป ." การเขียนสารคดี ความหมายของการเขียนสารคดี “สารคดี” หมายถึง งานเขียนที่เป็ นเรื่องเกี่ยวกับข้อเท็จ จริง เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลที่มีตัวตนจริง เหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้น จริง มีเจตนาเบื้ องต้นในการให้สาระ ความรู้ ความคิด ทั้งนี้ ต้องมี กลวิธีการเขียนให้เกิดความเพลิดเพลินด้วย สารคดีโดยทัว่ ไปมีจุดมุ่ง หมายดังนี้ 1.

เพื่อแสดงความเห็น หรือแนวคิด เป็ นการให้แนวคิดที่เป็ น ประโยชน์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้อ่านมีความคิดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น เช่น สารคดีเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชน สารคดีเกี่ยวกับการแก้ปัญหา ของสังคม สารคดีเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของชาติ เป็ นต้น 4. เพื่อให้ความเพลิดเพลิน เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้ าหมายได้มาก ที่สุด สารคดีบางเรื่องจึงเขียนให้เป็ นสารคดีที่ไม่มีสาระวิชาการมาก เกินไป ทั้งนี้ เพื่อมุ่งสนองความต้องการของผู้อ่าน ให้ผู้อ่านเกิดความ เพลิดเพลิน สนุ กสนานไปกับเรื่อง ขณะเดียวกันก็ได้สาระความรู้ ข้อ เท็จจริง และความคิดเห็นด้วย เช่น สารคดีเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ผู้ เขียนจะนำาชมสถานที่แปลกๆ ใหม่ๆ สวยๆ งามๆ โดยมีการ พรรณนาความงามของธรรมชาติ ด้วยถ้อยคำาที่สละสลวย ลักษณะของสารคดี 1.สารคดี เช่น สารคดีท่องเที่ยว สารคดีเกี่ยวกับสัตว์ป่า สารคดีเกี่ยวกับ เหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้น เป็ นต้น 3. การใช้สำานวนภาษาสร้างความเพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน และผ่อนคลายความตึงเครียดใน ชีวิตประจำาวัน . เนื้ อเรื่องมีสาระประโยชน์ เป็ นงานเขียนที่มุ่งให้ผู้อ่านเกิด ความรู้ ความคิด 2. เนื้ อเรื่องไม่จำากัดว่าจะเป็ นเรื่องใด ถ้าเห็นว่าเนื้ อหา นั้ นมีสาระบันเทิงก็สามารถนำามาเขียนได้ 3.

สารคดีทัว่ ไป เป็ นเรื่องที่ให้ความรู้และความรอบรู้ ทัว่ ๆ ไป เช่น การท่องเที่ยว การเล่นกีฬา งานอดิเรก สงคราม อุบัติเหตุ ประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ การทำาขนม ตัดเย็บเสื้ อผ้า การ ออกกำาลังกาย เป็ นต้น 3. สารคดีวิชาการ เป็ นเรื่องที่ให้ความรู้วิชาการแขนง ต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาษาศาสตร์ สังคมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ศาสนศาสตร์ เป็ นต้น 2. สารคดีชีวประวัติ เป็ นการเขียนเกี่ยวกับบุคคลที่ มีช่ ือเสียงหรือบุคคลที่มีความสามารถเป็ นพิเศษ ผ้เู ขียนจะต้องมี ข้อมูลอย่างถูกต้อง ให้ความเป็ นธรรม ปราศจากอคติลำาเอียง เขียน โดยการไปสัมภาษณ์เจ้าของประวัติหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้น้ ั น แล้วนำา เอาสิ่งที่เป็ นสาระมาเขียนไว้ เพื่อให้เกิดความรู้ ความบันเทิงแก่ผู้อ่าน ตัวอย่างสารคดี มวยไทย มรดกชาติ สุชัญญา วงค์เวสช์ เรียบเรียง .4. สารคดีเป็ นเรื่องราวที่ไม่ค่อยล้าสมัย ไม่มีการจำากัด กาลเวลาเหมือนข่าว ประเภทของสารคดี สารคดีแบ่งออกเป็ น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ 1.

000 ปี มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากมวยต่าง ประเทศ คือมวยไทยต้องใช้อาวุธทุกส่วน และต้องอาศัยกำาลังกาย กำาลังใจ สติปัญญาในการต่อสู้ ซึ่งเป็ นการต่อสู้โดยใช้อวัยวะเป็ น อาวุธธรรมชาติท่ีมีมาแต่กำาเนิ ด มวยไทยได้ข้ ึนชื่อว่ากำาเนิ ดขึ้นมาพร้อมกับการก่อร่างสร้างตัวของชาติ ในสมัยนั้ นได้มีการรบราฆ่าฟั นระหว่างชนชาติใกล้เคียงตลอดเวลา เพื่อแย่งชิง และครอบครองดินแดนต่างๆ ชาติไทยจึงต้องมีการเตรี ยมพร้อมที่จะรับมือกับข้าศึกเพื่อป้ องกันชาติ ในสมัยนั้ นอาวุธต่างๆ ยังไม่เจริญมากนั ก คนโบราณจำาเป็ นต้องสู้รบโดยใช้อาวุธธรรมชาติ คือ หมัด ศอก เข่า เตะ เข้าต่อสู้กับเหล่า ศัตรูท้ ังหลาย เพราะ เหตุน้ ี มวยไทยจึงได้รบ ั ความนิ ยมฝึ กหัดในหมู่นักรบสมัยโบราณเรื่อย มา .เมื่อถึงวันเสาร์ อาทิตย์ ฉันจะรู้สึกมีความสุขมากที่จะได้พักผ่อน ในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้นั่งดูรายการโทรทัศน์ท่ีโปรดปราน แต่ความ สุขมักจะย่อมมีอุปสรรคมาขัดขวาง นั ่นคือ พ่อชอบแย่งดูรายการ “มวยไทย” ตอนนั้ นฉันคิดว่ามันเป็ นอะไรที่น่าเบื่อที่สุด และเป็ นกีฬา ที่รุนแรง แต่พอฝื นใจลองทนนั ่งดูสักพัก กับเห็นชาวต่างชาติให้ความ สนใจในกีฬามวยไทยมาก มันทำาให้ฉันคิดได้ว่าเราเองเป็ นคนไทย ควรที่จะอนุ รก ั ษ์ส่งเสริมกีฬาไทยซึ่งเป็ นมรดกของชาติ ฉันเลยไป ค้นคว้าหาความรู้เรื่องมวยไทย ไว้เผยแพร่ต่อไป มวยไทยเป็ นวิชาการต่อสู้และป้ องกันตัว ที่ยืนหยัดสืบต่อกันมา ไม่น้อยกว่า 2.

ไทยมีพิษสงอยู่ท่ีตัวแม้มือเปล่าๆไม่มี อาวุธเลย คนเดียวแท้ๆก็ยังเอาชนะคนได้เป็ นจำานวนมาก มีฝีมือมวย แสนวิเศษ...” ต่อมาจึงมีคำากล่าวถึงมวยไทยและนายขนมต้มว่า แม้น มวยไทย หมัดเข่าเท้าศอกไว อันมวยใดไป่ ว่องแท้ ...มวยไทยนอกจากจะเป็ นการต่อสู้ท่ีได้มีส่วนกอบกู้อิสรภาพ ใน สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว ยังเป็ นศิลปะอีกแขนงหนึ่ งที่ถือ ได้ว่าเป็ นมรดก และสร้างชื่อเสียงให้กับชาติไทย นั ่นคือ “การไหว้ ครูมวย” เป็ นอีกหนึ่ งสัญลักษณ์แห่งความอ่อนน้อม ความกตัญญูต่อ ผู้มีพระคุณที่เคยมีต่อตน ก่อให้เกิดการหวนรำาลึกถึงพระคุณครูบา อาจารย์ท่ีประสิทธิประสาทวิทยาการมวยไทยให้ การไหว้ครูจึงส่งผล ให้มวยไทยต้องประกอบไปด้วยลักษณะของการว่าง่าย ความรู้จริง กล้ าหาญ อดทน มีน้ ำาใจและกตัญญูซ่ ือสัตย์ หากขาดข้อใดข้อหนึ่ งไป แล้วก็จะไม่เรียกว่ามวยไทยที่สมบูรณ์ เมื่อพลิกประวัติศาสตร์ชาติไทย เราจะได้เห็นความสำาคัญของ มวยไทย ที่ได้แสดงออกถึงฤทธิเ์ ดชและอานุ ภาพที่ไม่ย่ิงหย่อนไปกว่า มวยชาติใดๆ นั กมวยไทยที่สร้างความเลื่องลื่อของศิลปะมวยไทยใน ดินแดน มอญ พม่า นั ่นคือนายขนมต้มที่สามารถปราบนั กมวย เอกของพม่า 9 คนติดๆกัน ต่อหน้าพระที่นั่งของพระเจ้าอังวะ ในงาน ฉลองยกฉัตรพระมหาเจดีย์ธาตุ ทำาให้พระเจ้าอังวะถึงกับตบพระอุระ ตรัสสรรเสริญมวยไทยว่า “.

payap. แบบนี้ ลูกหลานคนไทยยังทนนิ่ งดูดายต่อไปได้อีก ที่มา http://courseware..ใจเด็ดเดี่ยว แม้ร่างเล็กแต่ จริงแฮ มอญพม่าทั้งเก้าแพ้ ขนมต้มนามท่านนี้ ลับแต่ชีพนามยัง เรานี้ เกิดภายหลัง พ่ายสิ้นมวยไทย โด่งดัง จริงเฮย เด่นไซร้ นำาเกียรติสู่ชาติได้ ยังทราบได้นา พร้องสรรเสริญ พรรค จะเห็นได้ว่าตำานานของมวยไทยมีความสำาคัญ และมีคุณค่ามาก ต่อชาติไทย ที่มีส่วนในการป้ องกันประเทศ กอบกู้อิสรภาพให้ชาติ และยังสร้างชื่อเสียงอันเป็ นเกียรติภูมิต่อประเทศ ถือได้ว่ามวยไทย เป็ นมรดกที่คนไทยควรอนุ รก ั ษ์ และสืบสานต่อไป ศิลปะมวยไทยในปั จจุบันกำาลังเสื่อมและสูญหายไป เพราะคน ไทยไม่สนั บสนุ นและส่งเสริม แต่กลับไปให้ความนิ ยมกับศิลปะการ ต่อส้ข ู องชาวต่างชาติ มรดกชิ้นสุดท้ายทางวัฒนธรรมของไทยเริม ่ เสื่อมลงเมื่อถูกชาวต่างชาตินำาไปลอกเลียนแบบ และตั้งเป็ นศิลปะ ของเขา ซำ้ายังยำ่ายีนักมวยไทยจนสลบคาเวทีต่างชาติมานั กต่อนั ก แล้ว .htm ..ac.th/docu/th203/content/sara.

voicetv.com/web/modules.th/content/thi114/write6.com/jybjub/11598 http://www.http://elearning.html http://blog.eduzones.sarakadee.spu.php? name=News&file=article&sid=2387 http://www.com/yimyim/3424 .co.ac.eduzones.th/content/13865 http://blog.

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful