nouns

Countable/Uncountable Nouns - นามนับได้/ไม่ได้
1.Countable Nouns ( นามนับได้ )

เป็นนามที่สามารถแยกนับจำานวนหนึง่ สอง สาม... ได้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีรูปร่างก็ได้
มีรูปร่าง (สามารถสัมผัสได้ ) – เช่น dog, chair , tree, school, country, student, biscuit
ไม่มีรูปร่าง ( ไม่สามารถสัมผัสได้ ) - เช่น day , month, year, weekend, journey
กิจกรรม : job, assignment

มีทั้งรูปเอกพจน์และพหูพจน์
เอกพจน์์: เช่น dog,country,day,year
พหูพจน์์: เช่น dogs,countries,days,years

การใช้ นามนับได้เอกพจน์ ต้องนำาหน้าด้วย determiners อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น
I want an orange. (ไม่ใช่ I want orange.)
Where is the bottle? ( ไม่ใช่ Where is bottle?)
Do you want this book?

การใช้นามนับได้พหูพจน์อาจจะนำาหน้าด้วย articles หรือไม่ก็ได้ เช่น
I like to feed the birds. ( เฉพาะเจาะจง ต้องมี articles )
Cats are interesting pets. ( ไม่เฉพาะเจาะจง ไม่ต้องมี article )
I want those books on the table. ( those เป็น determiners )

2.Uncountable Nouns ( นามนับไม่ได้ )

เป็นนามที่นับไม่ได้ เนื่องจากภาษาอังกฤษมองสิ่งนั้นในภาพรวมและคิดว่าไม่สามารถจะแยกเป็นส่วนได้ รวมทั้งความคิด
การกระทำาต่างๆที่เป็นรูปธรรม( abstract nouns ) ด้วย เช่น
Concrete: เช่น water, milk, butter, furniture, luggage, iron, equipment, clothing, garbage, junk
Abstract : เช่น anger, courage, satisfaction,happiness,knowledge
ชื่อภาษา: เช่น English,German,Spain
กีฬาต่างๆ :เช่น hockey, football, tennis
ชื่อวิชาต่างๆ: เช่น sociology, medicine, anthropology
กิจกรรมต่างๆ: swimming, eating
อื่นๆ : news, money,mail ,work,homework,gossip, education, weather, difficulty,
information,feminism, optimism,machinery,information, research,traffic,scenery,breakfast,
accomodation, advice, permission

มีรูปเอกพจน์์ และเมื่อกล่าวถึงเป็นการทั่วๆไป หรือ ไม่ได้กล่าวถึงมาก่อน ไม่ต้องนำาด้วย articles เช่น
I have bread and butter for breakfast every morning. ( ฉันกินขนมปังและเนยเป็นอาหารเช้าทุกวัน )
We cannot live without air and water. ( เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากอากาศและนำ้า )
Information is often valuable.( ข้อมูลข่าวสารมักจะมีคุณค่า )
Sunlight and water are usually required for plants to grow. (
แสงแดดและนำ้าเป็นสิ่งจำาเป็นสำาหรับการเจริญเติบโตของพืช )
My favorite breakfast is cereal with fruit, milk, orange juice, and toast.

Uncountable nouns ที่ทำาหน้าทีประธานของประโยค จะต้องใช้ verb ด้วยหลักการเดียวกับคำานามเอกพจน์ เช่น
Butter is fattening. ( เนยทำาให้อ้วน )

ปกติจะมีรูปเป็นเอกพจน์ แต่ทำาให้เป็นพหูพจน์ได้โดยบอกจำานวนตามภาชนะที่บรรจุ กลุ่ม นำ้าหนัก และลักษณะนาม เช่น
two cups of water, three pieces of information, five patches of sunlight
three games of hockey, two lumps of sugar
I need two lumps of sugar for my coffee. ฉันกินกาแฟต้องใส่นำ้าตาล 2 ก้อน
Two glasses of milk are enough. นมสองแก้วก็เพียงพอแล้ว ( ใช้ are เนื่องจาก glasses เป็นพหูพจน์ )

เปรียบเทียบการใช้ articles ของคำานามทั้งสอง ( this,that,, these, those นำามารวมในที่นี้ เนื่องจากเป็นการชี้เฉพาะเจาะจงเช่นเดียวกับ
the )
a,an

the

this/that

these/those

no articles

Countable noun
singular

xx

xx

xx

-

-

Countable noun
plural

-

xx

-

xx

xx

Uncountable

-

xx

xx

-

xx

เช่น
I want an orange. (ไม่ใช่ I want orange.)
Where is the bottle? ( ไม่ใช่ Where is bottle?)
Do you want this book?
I want those books up there.
เปรียบเทียบการใช้ Quantifiers ของคำานามทั้งสอง
much, less,
little, a little,
very little, a
large amount
of,

some, any, most,
more, all, a lot of,
no, none of
the,enough, other,
the other,such

many, both, several,
each, every,
few/fewer/fewest, a
any, one
few, one of the, a
couple of, two, twenty

Countable singular

xx

Countable plural
( + s ที่คำานาม )
Uncountable

xx
xx

xx

เช่น
Countable singular :
Out of every five men only two were fit. มีผชู้ ายสองในทุกๆห้าคนเท่านั้นที่สุขภาพแข็งแรง
I'd like one donut, please. ขอโดนัท 1 ชิ้นครับ
Countable plural:
Can I have some biscuits? ขอขนมปังกรอบหน่อยได้ไหมคะ

xx

She has a lot of books. เธอมีหนังสือมากมาย
I have fewer pencils than you. ฉันมีดินสอน้อยกว่าคุณ
Uncountable:
Can I have some water. ขอนำ้าหน่อยได้ไหมคะ
She has a lot of strength,and much is due to her upbringing. เธอเป็นคนที่เข้มแข็งซึ่งเป็นผลมาจากการเลี้ยงดู I
have less courage than you. ฉันมีความกล้าน้อยกว่าคุณ
3. คำานามที่เป็นได้ทั้ง Countable และ Uncountable คำานามบางคำาสามารถเป็นได้ทั้งนามนับได้และนามนับไม่ได้ แล้วแต่การใช้ เช่น
abuse ( ใช้ในทางที่ผิด )

faith ( ความเชื่อ )

nature ( ธรรมชาติ )

adulthood ( ความเป็นผู้ใหญ่)

fear ( ความกลัว )

paper ( กระดาษ )

afternoon ( ตอนบ่าย )

fiction ( เรื่องอ่านเล่น )

passion ( หลงไหล )

age ( อายุ )

film ( ภาพยนต์ )

people ( ประชาชน )

anger ( ความโกรธ )

fish ( ปลา )

personality ( บุคลิกภาพ )

appearance ( สิง่ ที่ปรากฏแก่ตา )

flavor ( กลิ่น )

philosophy ( ปรัชญา )

art ( ศิลปะ )

food ( อาหาร )

power ( พลัง )

beauty ( ความสวย )

friendship ( ความเป็นเพื่อน )

reading ( การอ่าน )

beer ( เบียร์ )

fruit ( ผลไม้ )

religion ( ศาสนา )

belief ( ความเชื่อ )

glass ( แก้ว )

revision ( การทบทวน )

breakfast ( อาหารเช้า )

government ( รัฐบาล )

rock ( หิน )

cheese ( เนยแข็ง)

hair ( ผม )

science ( ศาสตร์,วิทยาศาสตร์ )

chicken ( ไก่ )

history ( ประวัติศาสตร์ )

school ( โรงเรียน )

childhood ( ความเป็นเด็ก )

innocence ( ความไร้เดียงสา )

shock ( ตกใจ งงงวย )

college ( วิทยาลัย )

jail ( คุก )

society ( สังคม )

competition ( การแข่งขัน )

jealousy ( ความอิจฉา)

sorrow ( ความเศร้าโศก)

crime ( อาชญากรรม )

language ( ภาษา)

space ( ที่ว่าง )

culture ( วัฒนธรรม )

law ( กฏหมาย )

speech ( สุนทรพจน์ )

death ( ความตาย )

liberty ( เสรีภาพ)

spirit ( วิญญาณ, จิตใจ )

divorce ( การหย่าร้าง )

life ( ชีวิต)

stone ( หินมีค่า )

disease ( โรค)

love ( ความรัก )

strength ( ความเข้มแข็ง )

drama ( บทละคร )

lunch ( อาหารกลางวัน )

teaching ( การสอน )

duck ( เป็ด )

man ( คน )

temptation ( สิง่ ล่อ ยั่วยวนใจ)

education ( การศึกษา)

marriage ( การแต่งงาน )

theater ( โรงละคร)

environment ( สิง่ แวดล้อม )

meat ( เนื้อสัตว์)

theory ( ทฤษฎี )

evening ( ตอนเย็น)

metal ( โลหะ )

time ( เวลา)

exercise ( แบบฝึกหัด ออกกำาลัง)

milk ( นม )

trouble ( ปัญหา )

fact ( ความจริง)

morning ( ตอนเช้า )

wine ( เหล้าองุ่น )

ตัวอย่างเช่น
I like duck. ฉันชอบกินเนื้อเป็ด ( uncountable noun )
I like ducks. ฉันชอบเป็ด (ชอบสัตว์ที่เรียกว่าเป็ด ) ( countable noun )
Beer is a bitter drink. เบียร์เป็นเครื่องดื่มที่มีรสขม ( uncountable noun )
I think I ordered two beers. ฉันคิดว่าฉันสั่งเบียร์ไปสองแก้วนะ ( countable noun )
Life is full of surprise. ชีวิตเต็มไปด้วยสิ่งที่ทำาให้ประหลาดใจ ( uncountable noun )
A cat has nine lives. แมวมีเก้าชีวิต ( countable noun )
Paper is made from wood. กระดาษทำาจากไม้ ( uncountable noun )
She wrote three papers in one week. เธอเขียนเอกสารสามฉบับในหนึ่งสัปดาห์ ( countable noun )
Religion has been a powerful force in history. ศาสนาเป็นสิ่งที่ทรงอิทธิพลในประวัติศาสตร์ ( uncountable noun )
Many religions are practiced in the United States. มีคนนับถือหลายศาสนาในสหรัฐอเมริกา ( countable noun )
4.คำานาม uncountable nouns ที่ไม่นิยมใช้เป็น countable ( ทำาให้เป็น plural ) เช่น
alcohol ( แอลกอฮอล์)

knowledge ( ความรู้ )

clothing ( เสื้อผ้า )

lighting ( ฟ้าแลบ )

courage ( ความกล้าหาญ )

thunder ( ฟ้าผ่า )

freedom (อิสระภาพ )

machinery ( เครื่องจักร )

fun ( ความสนุก )

money ( เงิน )

furniture ( เครื่องเรือน )

music ( ดนตรี )

information ( ข้อมูล ข่าวสาร )

scenery ( ทิวทัศน์ )

intelligence ( เชาวน์,ปัญญา)

traffic ( การจราจร )

nouns
เอกพจน์/พหูพจน์ (Singular/Plural)
ดังที่ได้กล่าวในบทเรื่อง Nouns แล้วว่า คำานามในภาษาอังกฤษที่เกียวกับการนับมี 2 ชนิดคือ

นามนับได้ ( countable nouns ) สามารถเป็นเอกพจน์ ( Singular ) หรือ พหูพจน์ ( Plural ) ได้
นามนับไม่ได้ ( uncountable nouns ) โดยทั่วไปเป็นเอกพจน์ ( Singular ) แต่มขี ้อยกเว้นสำาหรับบางคำาสามารถทำาให้เป็นพหูพจน์ ได้

ในบทนีจ้ ะกล่าวถึงการทำาให้เป็นพหูพจน์ของทั้งนามนับได้และนามนับไม่ได้ ซึง่ มีหลักกว้างๆคือ

นามนับได้ ส่วนใหญ่ทำาให้เป็นพหูพจน์โดยการเติม - s ที่ท้ายคำา

นามนับไม่ได้โดยทั่วไป ทำาเป็นพหูพจน์ไม่ได้ ( แต่มีข้อยกเว้น ซึ่งทำาให้กลายเป็นคำานามที่ใช้อย่างนามนับได์้ เช่น wine ปกติเป็นนามนับไม่ได้
แต่สามารถนำามาใช้แบบนับได้คือ wines หมายถึง เหล้าองุ่นชนิดต่างๆ )

หลักโดยทั่วไปของการทำาให้เป็นพหูพจน์ มีดังนี้

1. โดยทั่วไปเติม s หลังนามเอกพจน์

เช่น

Singular

Plural

Singular

Plural

apple ( แอปเปิล )

apples

stamp ( แสตมป์ )

stamps

comb ( หวี )

combs

face (หน้า )

faces

computer ( คอมพิวเตอร์ )

computers

2. คำานามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย s, ss, sh, ch, x, z ให้เติม es เช่น
Singular

Plural

Singular

Plural

glass ( แก้ว )

glasses

dish ( จาน )

dishes

bus ( รถประจำาทาง )

buses

box ( กล่อง )

boxes

church ( โบสถ์ )

churches

quiz ( การสอบสั้นๆ )

quizes

3. คำานามที่ลงท้ายด้วย o

และหน้า o เป็นพยัญชนะ เติม es เช่น

Singular

Plural

Singular

Plural

tomato ( มันฝรั่ง )

tomatoes

echo ( เสียงก้อง )

echoes

potato ( มันฝรั่ง )

potatoes

torpedo ( ตอร์ปิโด )

torpedoes

hero ( วีรบุรุษ )

heroes

ข้อยกเว้น คำานามที่ลงท้ายด้วย o บางคำาที่ข้างหน้าเป็นสระหรือพยัญชนะ เติม s เช่น
Singular

Plural

Singular

Plural

auto (รถยนต์ )

autos

casino ( บ่อนการพนัน )

casinos

bamboo ( ไม้ไผ่ )

bamboos

piano ( เปียโน )

pianos

studio (ห้องสตูดิโอ )

studios

tobacco ( ยาสูบ )

tobaccos

kangaroo ( จิงโจ้ )

kangaroos

kilo ( กิโล )

kilos

ข้อยกเว้น นามที่ลงท้ายด้วย o บางคำาจะเติม s หรือ es ได้ทั้งสองอย่าง
Singular

Plural

Singular

Plural

cargo ( สินค้า )

cargos,cargoes

buffalo ( ควาย )

buffalos, buffaloes

mango ( มะม่วง)

mangos,mangoes

motto ( ภาษิตประจำาใจ )

mottos,mottoes

mosquito ( ยุง )

mosquitos, mosquitoes

zero ( เลขศูนย์ )

zeros, zeroes

4. คำานามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย y และหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม es เช่น
Singular

Plural

Singular

Plural

army ( กองทัพ )

armies

lady ( สุภาพสตรี )

ladies

family ( ครอบครัว )

families

library ( ห้องสมุด )

libraries

baby ( เด็ก )

babies

ถ้าหน้า y เป็นสระ ให้เติมเพียง s
Singular

Plural

Singular

Plural

toy ( ของเล่น )
boy ( เด็กชาย )
key ( กุญแจ )
day ( วัน )

toys
boys
keys
days

monkey ( ลิง )
storey ( ชั้น )
valley ( หุบเขา )

monkeys
storeys
valleys

5. คำานามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย f หรือ fe เปลี่ยนให้เป็น v แล้วเติม es เช่น
Singular

Plural

Singular

Plural

calf ( ลูกวัว)

calves

wolf ( หมาป่า )

wolves

thief ( ขโมย )

thieves

life ( ชีวิต )

lives

knife ( มีด )

knives

wife ( ภรรยา )

wives

half ( ครึ่ง )

halves

ยกเว้นคำาต่อไปนี้เติม s เท่านั้น
Singular

Plural

Singular

Plural

belief ( ความเชื่อถือ)

beliefs

dwarf ( คนแคระ )

dwarfs

brief ( สำานวนคดีความ )

briefs

grief ( ความเศร้าโศก )

griefs

chef ( หัวหน้าพ่อครัว )

chefs

gulf ( อ่าว )

gulfs

chief ( หัวหน้า)

chiefs

reef (หินโสโครก )

reefs

cliff ( หน้าผา )

cliffs

safe ( ตุ้นิรภัย)

safes

คำาต่อไปนี้ทำาได้ 2 แบบคือ
Singular

Plural

Singular

Plural

scarf ( ผ้าพันคอ )

scarfs,scarves

roof ( หลังคา )

roofs,rooves

staff (คณะบุคคล )

staffs,staves

wharf (ท่าเรือ )

wharfs ,wharves

์ุ6. ทำาเป็นนามพหุพจน์โดยเปลี่ยนภายในคำา
Singular

Plural

Singular

Plural

goose ( ห่าน )

geese

man ( ผู้ชาย )

men

louse ( เหา,หมัด )

lice

woman (ผู้หญิง )

women

mouse ( หนู )

mice

ox ( วัว )

oxen

foot ( เท้า )

feet

child ( เด็ก )

children

tooth ( ฟัน )

teeth

7. คำาต่อไปนี้เหมือนกันทั้งรูปพหูพจน์

และ เอกพจน์

Singular &
Plural

Singular &
Plural

Singular &
Plural

Singular &
Plural

aircraft ( เครื่องบิน )

herring ( ปลาเฮอริง )

deer ( กวาง )

species ( ชนิด )

carp ( ปลาคาร์พ )

salmon ( ปลาซาลมอน )

bison ( วัวกระทิง )

corps ( กองร้อย )

fish ( ปลา )

mackerel ( ปลาแมคเคอเรล )

shellfish( สัตว์นำ้าที่มีเปลือก )

series ( ชุด )

sheep ( แกะ )

trout ( ปลาเทร้า )

barracks ( โรงเรือนทหาร )

8. คำานามต่อไปนี้มีรูปพหูพจน์แต่ใช้อย่างเอกพจน์
economics (วิชา เศรษฐศาสตร์ )

civics ( วิชาหน้าที่พลเมือง )

works ( โรงงาน ผลงาน )

ethics (วิชาศีลธรรม)

mumps ( คางทูม)

news ( ข่าว )

mathematics ( คณิตศาสตร์ )

teens ( คนวัย 13 - 19 ปี )

ashes ( ขี้เถ้า )

mechanics ( กลสาสตร์ )

twenties ( คนวัย 20-29 )

measles ( หัด )

politics ( การเมือง )

thirties ( คนวัย 30 - 39 )

tactics ( กลยุทธ )

sciences ( วิทยาศาสตร์ )

headquarters ( สำานักงานใหญ่)

means ( วิธี )

statistics (วิชาสถิติ )

whereabouts ( ที่อยู่ )

เช่น Mathematics is my favorite subject.
Measles is still a fairly serious childhood disease in some countries.
9. คำานามต่อไปนี้มีรูปพหูพจน์และใช้อย่างความหมายพหูพจน์

เช่น

arms ( อาวุธ )

pajamas ( ชุดนอน )

thanks ( ความขอบคุณ )

assets (ทรัพย์สิน )

scissors ( กรรไกร )

shorts ( กางเกงขาสั้น )

auspices ( ฤกษ์ )

drawers ( ลิ้นชัก )

wages ( ค่าจ้าง )

biceps ( กล้ามเนื้อแขน )

sheers ( กรรไกรยาว )

intestines ( ลำาใส้ใหญ่ )

clothes ( เสื้อผ้า )

suds ( ฟองสบู่ )

goods ( สินค้า )

contents ( สารบัญ )

spectacles ( แว่นตา )

eyeglasses ( แว่นตา )

customs ( ภาษีศุลกากร )

earnings ( รายได้ )

trousers,pants ( กางเกง )

jeans ( กางเกงจีนส์ )

binoculars ( กล้องส่องทางไกล )

sandals ( รองเท้าแตะ )

remains ( ซากที่เหลืออยู่ )

credentials ( หนังสือรับรอง )

เช่น My trousers are too long.
The company's earings have increased for the last five years.
10. นามต่อไปนี้มีรูปเป็นเอกพจน์

แต่ใช้ในความหมายพหูพจน์

people( ประชาชน )

cattle ( ปศุสัตว์ )

youth ( คนหนุ่มสาว )

police ( ตำารวจ )

majority ( คนส่วนมาก )

swine ( สัตว์พันธุ์หมู รวมทั้งหมูป่า)

poultry ( สัตว์ปีก )

minority ( คนส่วนน้อย )

clergy ( พระฝรั่ง )

offspring ( ลูก )

เช่น They are nice people.
The police are looking for the Olympic Park bomber.
11. นามต่อไปนี้ เมื่อเป็นเอกพจน์มีความหมายอย่างหนึ่ง

และเมื่อเป็นพหูพจน์มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง

Singular

Plural

advice ( คำาแนะนำา )

advices ( รายงาน )

air ( อากาศ )

airs (การวางท่าหยิ่ง )

color ( สี )

colors ( ธงประจำากองทหาร ธงชาติ )

compass ( เข็มทิศ )

compasses ( วงเวียน )

content ( ความพอใจ )

contents ( สารบัญ )

copper ( ทองแดง )

coppers ( เหรียญทองแดง )

custom ( ธรรมเนียม ประเพณี )

customs ( ศุลกากร )

draught ( กระแสลม )

draughts ( หมากรุกฝรั่ง )

dump (ที่ทิ้งขยะ )

dumps ( ความหดหู่ )

effect ( ผลกระทบ )

effects ( ทรัพย์สิน )

force ( อิทธิพล )

forces ( กองทัพ )

good ( ดี )

goods ( สินค้า )

ground ( ดิน )

grounds ( เหตุผล )

iron ( เหล็ก )

irons ( โซ่ตรวน )

manner ( วิธี อาการ)

manners ( มารยาท )

minute ( นาที )

minutes ( รายงานการประชุม )

physic ( ยา )

physics ( วิชาฟิสิกส์ )

quarter ( หนึ่งในสี่ )

quarters ( ที่อยู่อาศัย )

return ( การกลับ )

returns ( ผลกำาไร ผลตอบแทน )

sand ( ทราย )

sands ( หาดทราย )

spirit ( นำ้าใจนักกีฬา,วิญญาณ )

spirits ( เหล้า ปีศาจ )

water ( นำ้า )

waters ( แหล่งนำ้า น่านนำ้า )

work ( งาน ผลงาน )

works ( โรงงาน )

12, คำานามที่มาจากภาษาอื่น ซึ่งภาษาอังกฤษยืมมาใช์้
Singular

Plural

มาจากภาษาลาติน เช่น
agendum (ระเบียบวาระ )

agenda

alumnus ( ศิษย์เก่าชาย )

alumni

appendix (ไส้ติ่ง,ภาคผนวก )

appendixes ( ไส้ติ่ง )
appendices ( ภาคผนวก )

bacterium ( แบคทีเรีย )

bacteria

curriculum ( หลักสูตร )

curricula

fungus ( รา )

fungi

focus ( จุดรวม )

foci, focuses

genius ( อัจฉริยะ )

genii

index ( ดรรชนี เลขชี้กำาลัง)

indexes ( ดรรชนี ) fungi

matrix ( เบ้าแบบ )

matrices

maximum ( มากที่สุด )

indices ( เลขชี้กำาลัง )maxima

medium ( สื่อ )

media ( สื่อมวลชน )
mediums ( ตัวกลาง )

memorandum ( บันทึกช่วยจำา )

memoranda

ovum ( รังไข่ )

ova

radius ( รัศมี )

radii

spectrum ( แสงสเปคตรัม )

spectra

มาจากภาษากรีก เช่น
axis ( แกน )

axes

analysis ( บทวิเคราะห์ )

analyses

basis ( หลักเกณฑ์ )

bases

crisis ( วิกฤตการณ์ )

crises

criterion ( สิ่งที่เป็นเกณฑ์ )

criteria

diagnosis ( ข้อวินิจฉัย)

diagnoses

parenthesis ( วงเล็บ)

parentheses

phenomenon ( ปรากฏการณ์ )

phenomena

hypothesis ( สมมุติฐาน )

hypotheses

synthesis ( บทสังเคราะห์ )

syntheses

synopsis ( บทสรุป )

synopses

Nouns ( Subject - Verb Agreement )
ในประโยคภาษาอังกฤษ ประธานของประโยค ( Subject ) และการใช้คำากริยา (Verb ) จะต้องสอดคล้องกัน กล่าวคือ ถ้าประธานเป็นเอกพจน์
กริยาต้องเป็นเอกพจน์ ถ้าประธานเป็นพหูพจน์ กริยาต้องเป็นพหูพจน์ ปัญหาสำาหรับผู้เรียนคือ ไม่แน่ใจว่าประธานเป็นเอกพจน์หรือพหุพจน์ เช่น
government , committee ซึง่ เป็นได้ทั้งเอกพจน์ และพหูพจน์ แล้วแต่การใช้
furniture,money ดูน่าจะเป็นพหูพจน์ แต่ในภาษาอังกฤษคำาเหล่านี้เป็นนามนับไม่ได้ มีความหมายเป็นเอกพจน์
police, people ใช้อย่างพหูพจน์เท่านั้น

เพราะฉะนั้น ผู้เรียนจะต้องทำาความเข้าใจเรื่อง nouns รวมทั้งข้อยกเว้นต่างๆให้ถ่องแท้จึงจะสามารถใช้คำากริยาให้สอดคล้อง กับประธานได์้อย่างถูกต้อง
หลักการใช้กริยาให้สอดคล้องกับประธาน
1. ประธานเป็นเอกพจน์ กริยาเป็นเอกพจน์ ประธานเป็นพหูพจน์ กริยาเป็นพหูพจน์
Jane lives in China. เจนอาศัยอยู่ในประเทศจีน
The Jones live in France. ครอบครัวโจนส์อาศัยอยู่ในประเทศฝรัง่ เศส
2. กรณีมีประธาน 2 ตัว เชื่อมด้วย and โดยปกติถือเป็นพหูพจน์ กริยาจึงอยูในรูปพหูพจน์
Jean and David are moving back to Australia. เจนและเดวิด กำาลังจะย้ายกลับไปประเทศออสเตรเลีย
3. กรณีมีประธาน 2 ตัว เชื่อมด้วย and แด่นำามาใช้โดยคิดเป็นหน่วยเดียวกัน ใช้กริยาเป็นเอกพจน์
Bread and butter has been my breakfast for years. ขนมปังและเนยเป็นอาหารมื้อเช้าของฉันมาหลายปีแล้ว
Honesty and truth is the best policy. ความซื่อสัตย์และความจริงเป็นนโยบายที่ดีที่สุด
Rice and curry is my daughter's favorite food. ข้าวแกงกะหรี่เป็นอาหารโปรดของลูกสาวฉัน
แต่ถ้าผู้พูดคิดว่าแยกกัน ก็จะมีความหมายเป็นพหูพจน์ เช่น
Rice and curry are what we have for lunch today. เรามีข้าวและแกงกะหรี่เป็นอาหารกลางวันวันนี้
4. ประธานที่มีคำานามมากกว่า 1 และเชื่อมด้วย and หากเป็นคนหรือสิ่งเดียวกัน จะมี article ที่ประธานตัวหน้าแห่งเดียว
หากเป็นคนละคนกันจะมี article ที่คำานามทั้งสอง เช่น
The manager and owner of this restaurant is my friend. ผู้จัดการและเจ้าของร้านอาหารนี้เป็นเพื่อนของฉัน ( คนเดียวกัน )
The manager and the owner of this restaurant are my friends. ผูจ้ ัดการและเจ้าของร้านอาหารนี้เป็นเพื่อนของฉัน ( คนเละคน )
The black and white cat under the table is my cat. แมวขาวดำาใต้โต๊ะนั้นเป็นแมวของฉัน ( ตัวเดียว )
The black and the white cat under the table are my cats. แมวขาวและแมวดำาใต้โต๊ะนั้นเป็นแมวของฉัน ( 2 ตัว )
5.ประธานที่มีวลีหรือคำาขยายต่อไปนี้ต่อท้าย จะใช้กริยาเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์นั้น ต้องยึดการใช้กริยาตามประธานตัวหน้าเป็นหลัก
accompanied by ( พร้อมด้วย )

in company with ( พร้อมด้วย )

along with ( พร้อมด้วย )

including ( รวมทั้ง )

as well as ( เช่นเดียวกับ )

like ( เช่นเดียวกับ )

besides (นอกจาก )

not ( ไม่ใช่ )

but ( ยกเว้น )

plus ( รวมทั้ง )

except ( ยกเว้น )

together with ( พร้อมด้วย )

excluding ( ไม่นับ )

with ( พร้อมกับ )

in addition to ( นอกจาก )
เช่น
John together with his colleagues has agreed to work late tonight to get the job finished. จอห์นพร้อมทั้งเพื่อนร่วม
งานของเขาตกลงที่จะอยู่ทำางานดึกเพื่อให้งานเสร็จ ( ใช้กริยาตาม John )
Some people including my brother find cricket boring. คนบางคนรวมทั้งน้องชายฉันคิดว่าคริกเก็ต
( เป็นกีฬาที่คล้ายเบสบอลนิยมเล่นในประเทศอาณานิคมอังกฤษเช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ปากีสถาน ) เป็นกีฬาที่น่าเบื่อ ( ใช้กริยาตาม some
people)
6, ประโยคหรือวลีที่ขยายประธาน ไม่มีผลต่อการใช้กริยาของประธาน
John, with all his players, was on the field.
จอห์นพร้อมด้วยบรรดาผู้เล่นของเขาอยู่บนสนาม ( with all his players ขยายประธานคือ John )
Mr. Clark,like our other neighbors,is very helpful.
คุณคลาร์คก็ให้ความช่วยเหลือเราดีเหมือนคนอื่นๆ
7.คำาต่อไปนี้ถือเป็นเอกพจน์ เมื่อมาเป็นประธานของประโยค ต้องใช้กริยาเอกพจน์เสมอ ได้แก่
anybody

everybody

someone

anyone

everyone

somebody

anything

everything

something

anywhere

everywhere

somewhere

each + นามเอกพจน์

either + นามเอกพจน์

neither +นามเอกพจน์

each of + นามพหูพจน์

either of + นามพหูพจน์

neither of +นามพหูพจน์

nobody

every + นามเอกพจน์

nothing

เช่น
Is there anybody here who could speak Japanese? มีใครที่นี่พูดภาษาญี่ปุ่นได้บ้าง
Each of the lessons takes an hour. บทเรียนแต่ละบทใช้เวลา 1 ชัว่ โมง
Somebody is in the room. มีใครบางคนในห้อง
Neither of my sisters is married. ไม่มีน้องสาวคนไหนของฉันแต่งงานเลย
Either of us is to clean up the house after the party tonight.
เราคนใดคนหนึ่งต้องทำาความสะอาดบ้านหลังงานเลี้ยงคืนนี้
8.ประธานซึ่งเชื่อมด้วยคำาต่อไปนี้ กริยาถือตามประธานตัวหลัง
or

neither... nor

either....or

not only......but also

เช่น
Neither the Priminister nor his representatives are to attend the meeting. ทัง้ นายกรัฐมนตรีและผู้แทน ( ของนายก ฯ )ไม่ต้อง
เข้าร่วมการประชุม
Either the teachers or the principal is to blame for the accident. ไม่พวกครูก็ครูใหญ่ต้องรับผิดชอบในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น
Not only Jim but also his friends are coming to the party tonight. ไม่เพียงแต่จิมเท่านั้นที่มาร่วมงานเลี้ยง เพื่อนๆของเขาก็มา
ด้วย
หมายเหตุ ในกรณีประธาน 2 ตัว นิยมเอาประธานที่เป็นพหูพจน์ไว้ข้างหลังมากกว่า
9, คำา Indefinite Pronouns ต่อไปนี้ถ้าใช้แทนคำานามนับได้ ถือเป็นพหูพจน์เสมอ
all, both, (a) few, many, several, some
เช่น
All were ready to leave the party by midnight. ทัง้ หมดพร้อมที่จะออกจากงานเลี้ยงตอนเที่ยงคืน
Few were in the audience to see the horrible play. มีคนดูละครห่วยๆนี้อยู่ไม่กี่คน
Many were invited to the lunch but only twelve showed up. มีคนไดัรับเชิญรับประทานอาหารกลางวันหลายคน แต่มีคนมาเพียง 12
คน
10.การใช้วลีบอกปริมาณ
1. วลีบอกปริมาณต่อไปนี้ถ้าตามด้วยนามเอกพจน์ต้องใช้ กริยาต้องใช้เอกพจน์

ถ้าตามด้วยนามพหูพจน์กริยาต้องใช้พหูพจน์

a lot of

plenty of

most of

some of

lots of

all of

none of

...percent of

เช่น
I think a lot of English wine is too sweet. ฉันคิดว่า ไวน์ของอังกฤษจำานวนมากที่หวานเกินไป
( wine เป็น นามนับไม่ได้มีความหมายเป็นเอกพจน์
A lot of people are in the room, มีคนจำานวนมากในห้อง
( people มีรูปเอกพจน์คือไม่มี s แต่มีความหมายพหูพจน์จงึ ใช้ are ดูในเรื่อง Nouns -singular/plural
Some of my jewelry is missing. ของประดับมีค่าของฉันหายไปบางชิ้น
Some of my friends were at the airport to see me off เพื่อนบางคนไปส่งฉันที่สนามบิน
Ten per cent of the men have lung problems. สิบเปอเซนต์ของผู้ชายมีปัญหาเกี่ยวกับปอด
Ten per cent of the money is yours. เงินสิบเปอเซนต์เป็นของคุณ
2. วลีบอกปริมาณต่อไปนี้ใช้กับนามนับได้ที่เป็นพหูพจน์ และกริยาก็ต้องเป็นพหูพจน์ตามด้วยคือ
a number of

many

a large number of

a good many

a great number of

a great many

เช่น
A number of students are playing football. นักเรียนจำานวนมากกำาลังเล่นฟุตบอล

A large number of tourists get lost because of that sign. นักท่องเทียวจำานวนมากหลงทางเพราะป้ายนั้น
There are still a large number of problems to be solved. ยังมีปัญหาต้องแก้ไขอีกมาก
11.วลีบอกปริมาณต่อไปนี้ เมื่อใช้กับนามนับไม่ได้ กริยาต้องใช้รูปเอกพจน์ตลอดไป
much

a large number of

a great deal of

a large amount of

a good deal of

a large quantity of

เช่น
Although a great deal of progress has been made in the development of spoken communication with
computers, there are still a large number of problems to be solved.
หมายเหตุ แต่ the number of ตามด้วยนามพหูพจน์ และใช้กริยาเอกพจน์ เช่น
The number of students in the class is limited to twenty. จำานวนของนักเรียนในห้องจำากัดที่ยี่สิบคน
12.ประโยคที่มี who, which , that เป็น Relative Pronoun กริยาของ Relative Pronoun จะใช้รูปของเอกพจน์หรือพหูพจน์ ให้ถือเอา
ตามคำาที่มันแทนซึง่ อยู่ข้างหน้า who, which , that เช่น
He is one of my friends who are millionaires. เขาเป็นเพื่อนคนหนึง่ ของฉัน ( ในหลายๆคน ) ที่เป็นเศรษฐี
( ใช้ are เพราะ who ขยาย my friends )
13.ประธานที่ขึ้นต้นด้วย Infinitive Phrase ( วลีที่นำาหน้าด้วย to ) หรือ gerund ( ing ) ถือว่าเป็นเอกพจน์ กริยาต้องเป็นรูปเอกพจน์ตาม เช่น
To see is to believe. ต้องได้เห็นจึงจะเชื่อได้ ( สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น )
To distill a quart a moonshine takes two hours. การกลั่นเหล้าเถื่อน 1 ควอตใช้เวลา 2 ชั่วโมง
Winning the national championship is her most important achievement.
การชนะเลิศระดับชาติเป็นความสำาเร็จที่สำาคัญมากสำาหรับเธอ
14.จำานวนเงินหรือมาตราต่างๆ เช่น ถือเป็นเอกพจน์ เช่น
Twenty thousand bahts is too high for this camera. ราคาสองหมื่นบาทสูงเกินไปสำาหรับกล้องตัวนี้
Two hundred miles is a long way. สองร้อยไมล์เป็นระยะทางที่ไกลมาก
15.เศษส่วนของคำานามพหูพจน์เป็นพหูพจน์ เศษส่วนของคำานามเอกพจน์เป็นเอกพจน์
Two-thirds of the boys are absent. สองในสามของเด็กชายขาดเรียน
Two-thirds of the wall has been painted. สองในสามของฝาผนังได้ทาสีไปแล้ว
16.ชื่อหนังสือหรือบทความเป็นเอกพจน์ เช่น
Gulliver's travels was written by Swift. หนังสือเรื่องการเดินทางของกัลลิเวอร์ เขียนโดยสวิฟต์

Pronouns ( คำาสรรพนาม )
Types (ชนิดของคำาสรรพนาม)

Pronoun ( คำาสรรพนาม ) คือคำาที่ใช้แทนคำานามหรือคำาเสมอนาม ( nouns- equivalent ) เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวถึง
ซำ้าซาก หรือแทนสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วระหว่างผู้พูด ผู้ฟัง หรือแทนสิง่ ของที่ยังไม่รู้ หรือไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร คำาสรรพนาม
(pronouns ) แยกออกเป็น 7 ชนิด คือ


Personal Pronoun ( บุรุษสรรพนาม ) เช่น I, you, we, he , she ,it, they
Possessive Pronoun ( สรรพนามเจ้าของ ) เช่น mine, yours, his, hers, its,theirs, ours
Reflexive Pronouns ( สรรพนามตนเอง ) เป็นคำาที่มี - self ลงท้าย เช่น myself,
yourself,ourselves
Definite Pronoun ( หรือ Demonstrative Pronouns สรรพนามเจาะจง ) เช่น this, that,
these, those, one, such, the same
Indefinite Pronoun ( สรรพนามไม่เจาะจง ) เช่น all, some, any, somebody, something,
someone
Interrogative Pronoun ( สรรพนามคำาถาม ) เช่น Who, Which, What

Relative pronoun ( สรรพนามเชื่อมความ ) เช่น who, which, that


1.Personal Pronouns ( บุรุษสรรพนาม ) คือสรรพนามที่ใช้แทนบุคคลหรือสิ่งของในการพูดสนทนา มี 3 บุรุษคือ
บุรุษที่ 1
บุรุษที่ 2
บุรุษที่ 3

ได้แก่ตัวผู้พูด
ได้แก่ผู้ฟัง
ได้แก่ผู้ ที่พูดถึง สิ่งที่พูดถึง

รูปประธาน

รูปกรรม

I
we
you
he
she
it
they

me
us
you
him
her
it
them

I, we
you
he, she. it , they
รูปที่สัมพันธ์กันของคำาสรรพนาม
Possessive Form
Adjective
Pronoun
my
mine
our
ours
your
yours
his
his
her
hers
its
its
their
theirs

Reflexive
Pronoun
myself
ourselves
yourself
himself
herself
itself
themselves

เช่น
I saw a boy on the bus. He seemed to recognize me.
ฉันเจอเด็กคนหนึ่งบนรถประจำาทาง เขาดูเหมือนจะจำาฉันได้ ( He ในประโยคที่สองแทน a boy และ me แทน I ในประโยค
ที่หนึง่ )
My friend and her brother like to swim. They swim whenever they can.
เพื่อนฉันและน้องชายของเธอชอบว่ายนำ้า พวกเขาไปว่ายนำ้าทุกครั้งที่มีโอกาส ( they ในประโยคที่สอง แทน My friend และ
her brother ในประโยคที่ 1 )
การใช้ Personal Pronouns ที่ทำาหน้าที่เป็นประธานและเป็นกรรมมีหลักดังนี้
Personal Pronoun ที่ตามหลังคำากริยาหรือตามหลังบุพบท ( preposition ) ต้องใช้ในรูปกรรม เช่น
Please tell him what you want. โปรดบอกเขาถึงสิ่งที่คุณต้องการ ( ตามหลังดำากริยา tell )
Mr. Wilson talked with him about the project.
คุณวิลสัน พูดกับเขาเกี่ยวกับโครงการ ( ตามหลังบุพบท with )

หมายเหต์ุ
ถ้ากริยาเป็น verb to be สรรพนามที่ตามหลังจะใช้เป็นประธานหรือเป็นกรรม ให้พิจารณาดูว่า สรรพนามใน
ประโยคนั้นอยู่ในรูปผู้กระทำา หรือ ผู้ถกู กระทำา เช่น
It was she who came here yesterday.
เธอคนนึ้ ที่มาเมื่อวานนี้ ( ใช้ she เพราะเป็นผู้กระทำา )
It was her whom you met at the party last night.
เธอคนนี้ที่คุณพบที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้ (ใช้ her เพราะเป็นกรรมของ you met )

2. Possessive Pronouns ( สรรพนามเจ้าของ ) คือสรรพนามที่ใช้แทนคำานามเมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ได้แก่คำาต่อ
ไปนี้
mine,ours, yours, his, hers,its,theirs
The smallest gift is mine. ของขวัญชิ้นที่เล็กที่สุดเป็นของฉัน
This is yours. อันนี้ของคุณ
His is on the kitchen counter. ของเขาอยู่บนเคาน์เตอร์ในครัว
Theirs will be delivered tomorrow. ของพวกเขาจะเอามาส่งพรุ่งนี้
Ours is the green one on the table . ของพวกเราคืออันสีเขียวที่อยู่บนโต๊ะ
possessive pronouns มึความหมายเหมือน

possessive adjectives แต่หลักการใช้ต่างกัน

This is my book.
นี่คือหนังสือของฉัน ( my ในประโยคนี้เป็น possessive adjective ขยาย book )
This book is mine.
หนังสือนี้เป็นของฉัน ( mine ในประโยคนี้เป็น possessive pronoun ทำาหน้าที่เป็นส่วนสมบูรณ์ ( complement)
ของคำากริยา is )
3. Reflexive Pronouns ( สรรพนามตนเอง ) คือสรรพนามที่แสดงตนเอง แสดงการเน้น ยำ้าให้เห็นชัดเจน มักเรียกว่า
-self form of pronoun ได้แก่
myself. yourself, yourselves, himself, herself, ourselves. themselves, itself มีหลักการใช้
ดังน์ี้

ใช้เพื่อเน้นประธานให้เห็นว่าเป็นผู้กระทำาการนั้นๆ ให้วางไว้หลังประธานนั้น ถ้าต้องการเน้นกรรม (object )
ให้วางหลังกรรม เช่น
She herself doesn't think she'll get the job.
The film itself wasn't very good but I like the music.
I spoke to Mr.Wilson himself.
วางหลังคำากริยา เมื่อกริยาของประโยคเป็นกริยาที่ทำาต่อตัวประธานเอง
They blamed themselves for the accident.
พวกเขาตำาหนิตนเองในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ( ตามหลังกริยา blamed )
You are not yourself today.
วันนี้คุณไม่เป็นตัวของคุณเอง ( ตามหลังกริยา are )
I don't want you to pay for me. I'll pay for myself.
ฉันไม่อยากให้คุณเป็นคนจ่ายเงินให้ ฉันจะจ่ายของฉันเอง
Julia had a great holiday. She enjoyed herself very much.
จูเลียมีวันหยุดที่ดี เธอสนุกมาก
George cut himself while he was shaving this morning.

จอร์จทำามีดบาดตัวเองขณะทีโกนหนวดเมื่อเช้านี้
หมายเหตุ ปกติ จะใช้ wash/shave/dress โดยไม่มี myself

เมื่อต้องการจะเน้นว่า ประธานเป็นผู้ทำากิจกรรมนั้นเอง
Who repaired your bicycle for you? Nobody, I repaired it myself.
ใครซ่อมรถจักรยานให้คุณ. ไม่มีใครทำาให้ฉันซ่อมเอง
I'm not going to do it for you. You can do it yourself.
ฉันจะไม่ทำา( อะไรสักอย่างที่รู้กันอยู่ ) ให้นะ คุณต้องทำาเอง
By myself หมายถึงคนเดียว มีความหมายเหมือน on my own เช่นเดียวกับคำาต่อไปนี้
on ( my/your/his/ her/ its/our/their ) own มีความหมายเหมือนกับ
by ( myself/yourself ( singular) /himself/ herself/ itself/ ourselves/
yourselves(plural)/ themselves )
เช่น
I like living on my own/by myself. ฉันชอบใช้ชีวิตอยู่คนเ์้ดียว
Did you go on holiday on your own/by yourself? เธอไปเที่ยววันหยุดคนเดียวหรือเปล่า
Learner drivers are not allowed to drive on their own/ by themselves.
ผู้ที่เรียนขับรถไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถด้วยตัวเองคนเดียว
Jack was sitting on his own/by himself in a corner of the cafe.
แจ๊คนั่งอยู่คนเดียวที์ีมุมห้องในคาเฟ

4. Definite Pronouns หรือ Demonstrative Pronouns คือสรรพนามที่บ่งชีช้ ัดเจนว่าใช้แทนสิ่งใด เช่น
this, that, these, those, one, ones, such, the same, the former, the latter
That is incredible! นั่นเหลือเชื่อจริงๆ (อ้างถึงสิ่งที่เห็น)
I will never forget this. ฉันจะไม่ลืมเรื่องนี้เลย (อ้างถึงประสบการณ์เมื่อเร็วๆนี้)
Such is my belief. นั่นเป็นสิง่ ที่ฉันเชื่อ (อ้างถึงสิ่งที่ได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ )
Grace and Jane ar good girls. The former is more beautiful than the latter.
เกรซและเจนเป็นเด็กดีทั้งคู่ แต่คนแรก (เกรซ)จะสวยกว่าคนหลัง (เจน)
5.Indefinite Pronouns ( สรรพนามไม่เจาะจง ) หมายถึงสรรพนามที่ใช้แทนนามได้ทั่วไป มิได้ชี้เฉพาะเจาะจงว่าแทน
คนนั้น คนนี้ เช่น
everyone
everybody
everything
some
each
someone
somebody
all
any
many
anyone
anybody
anything
either
neither
no one
nobody
nothing
none
one
more
most
enough
few
fewer
little
several
more
much
less
Everybody loves somebody. คนทุกคนย่อมมีความรักกับใครสักคน
Is there anyone here by the name of Smith? มีใครที่นชี ื่อสมิธบ้าง
One should always look both ways before crossing the street. ใครก็ตามควรจะมองทั้งสองด้านก่อน
ข้ามถนน
Nobody will believe him. จะไม่มีใครเชื่อเขา
Little is expected. มีการคาดหวังไว้น้อยมาก
We, you, they ซึง่ ปกติเป็น personal pronoun จะนำามาใช้เป็น indefinite pronoun เมื่อไม่เจาะจง โดยมากใช้

ในคำาบรรยาย คำาปราศัย เช่น
We should prepare ourselves to deal with any emergency. เรา ( โดยทั่วไป) ควรจะเตรียมพร้อมไว้
เสมอสำาหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน)
You sometimes don't know what to say in such a situation. บางครั้งพวกคุณก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรใน
สถานการณ์เช่นนั้น.
6. Interrogative Pronouns ( สรรพนามคำาถาม ) เป็นสรรพนามที่แทนนามสำาหรับคำาถาม ได้แก่ Who,
Whom, What, Which และ Whoever, Whomever,Whatever,Whichever เช่น
Who want to see the dentist first? ใครอยากจะเข้าไปหาหมอฟันเป็นคนแรก? ( who ในที่นี้เป็นประธาน )
Whom do you think we should invite? เธอคิดว่าเราควรจะ์เั ชิญใคร? ( whom ในที่นี้เป็นกรรม object )
To whom do to wish to speak ? เธออยากจะพูดกับใคร? ( whom ในที่นี้เป็นกรรม - object )
What did she say? เธอพูดว่าอะไรนะ? ( what เป็นกรรมของกริยา say )
Which is your cat ? แมวของเธอตัวไหน? ( which เป็นประธาน )
Which of these languages do you speak fluently? ภาษาไหนในบรรดาภาษาเหล่านี้ที่คุณพูดได้คล่อง?
( which เป็นกรรมของ speak )
หมายเหต์ุ which และ what สามารถใช้เป็น interrogative adjective และ who, whom , which
สามารถใช้เป็น relative pronoun ได้
7. Relative Pronouns ( สรรพนามเชื่อมความ ) คือสรรพนามที่ใช้แทนคำานามที่กล่าวมาแล้วในประโยคข้างหน้า และ
พร้อมกันนั้นก็ทำาหน้าที่เชื่อมประโยคทั้งสอง ให้เป็นประโยคเดียวกัน เช่นคำาต่อไปนี้ who, whom, which whose
,what, that , และ indefinite relative pronouns เช่น whoever, whomever, whichever,
whatever
Children who (that) play with fire are in great danger of harm.
The book that she wrote was the best-seller
He's the man whose car was stolen last week.
She will tell you what you need to know.
The coach will select whomever he pleases.
Whoever cross this line will win the race.
You may eat whatever you like at this restaurant.

Adverbs ( กริยาวิเศษณ์ )
Types (ชนิดของกริยาวิเศษณ์ )

Adverb ( กริยาวิเศษณ์ ) คือคำาที่ใช้ประกอบหรือขยายคำาต่อไปนี้เพื่อให้ได้ความหมายชัดเจน สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
1. Verb (กริยา) เช่น He works hard every day. ( hard เป็น adverb ขยายคำากริยา work )
2. Adjective ( คำาคุณศัพท์) เช่น It is surprisingly hot today. ( surprisingly เป็น adverb ขยาย คุณศัพท์ hot )
3. คำากริยาวิเศษณ์ด้วยกันเอง เช่น The train travels very quickly.( very ซึ่งเป็น adverb ขยาย quickly ซึ่งเป็น adverb )
4. Pronoun (สรรพนาม) เช่น What else I can say? ( else เป็น adverb ขยาย what ซึ่งเป็น สรรพนาม )
5. กลุ่มคำาที่เป็นวล์ี เช่น They lived nearly on the top of the hill. ( nearly เป็น adverb ขยายวลี on the top of the hill )
6. ประโยค เช่น However, I was successful in the examination ( however เป็น adverb ขยายประโยคที่ตามมา )
7. จำานวนนับ เช่น I go to Huahin almost every week. ( almost เป็น adverb ขยายจำานวนนับ every )
8. Preposition (บุพบท) เช่น I hit him right on his nose . ( right ในที่นี้แปลว่า"พอดี " เป็น adverb ขยาย preposition
"on")
9. Conjunction ( สันธาน ) เช่น He didn't stop working even though he was very tired. ( even =ถึงขนาดนั้น เป็น
adverb ขยายสันธาน though

การจัดชนิดของ adverbs นี้ แต่ละตำาราจะแบ่งไม่เหมือนกัน แต่โดยรวมแล้วเนื้อหาจะเหมือนกัน ในที่นี้จัดกลุ่มดังนี้

Adverb ทีข่ ยาย adjective และ adverb ได้แก่
1.Adverbs of Degree ซึง่ ปกติจะนำาหน้าคำาที่มันขยาย

Adverb ทีข่ ยาย verb ได้แก่
2. Adverbs of Time
3. Adverbs of Manner
4. Adverbs of Place
5. Conjunctive Adverbs
อื่นๆ
6. Interrogative Adverbs
7. Relative Adverbs
8. Viewpoint and Commenting Adverbs
9. Adverbs phrases and clauses of purpose
10. Adverbs of Certainty

มีรายละเอียดดังนี้
1. Adverbs of Degree
คำาที่พบบ่อยๆ ได้แก่

เป็นกริยาวิเศษณ์ทส่วนใหญ่์ี่ไปขยาย adjective หรือ adverb ด้วยกันเอง เพื่อบอกระดับหรือปริมาณความมากน้อย

absolutely
certainly
definitely,
probably entirely obviously
very
almost
nearly
quite
just
too
enough
hardly
completely
very
extremely
exactly
scarcely so
much
quite
perhaps
probably
rather
fairly
only
slightly
ตำาแหน่งของ Adverbs of Degree ส่วนใหญ่วางหน้าคำาที่มันขยาย มักจะขยาย adjective หรือ adverb ด้วยกันเอง และวางหน้า main verb
หรือระหว่างกริยาช่วย ( auxiliary verb )กับ main verb เช่น
The water was extremely cold. นำ้านั้นเย็นเจี๊ยบเลย ( ขยาย adjective - cold)
I am too tired to go out tonight. ฉันเหนื่อยเกินไปกว่าที่จะออกไปข้างนอกคืนนี้ ( ขยาย adjective - tired)
Please do not speak too fast. โปรดอย่าพูดเร็วเกินไป ( ขยาย adverb - fast )
He hardly noticed what she was saying. เขาแทบไม่ได้สังเกตว่าเธอพูดอะไร ( วางหน้า main verb - noticed )
She had almost finished her breakfast when I came in. เธอกินอาหารเช้าเกือบเสร็จแล้วตอนที่ฉันเข้ามา
( วางระหว่างกริยาช่วย - had กับ main verb - finished )
2. Adverbs of Time เป็น adverb ที่ บอกว่าการกระทำานั้นเกิดเมื่อใด (when ) เป็นเวลานานแค่ไหน
ไหน ( how often ) เช่น

When : เช่น today, yesterday, later,now, last year, after,soon, before, sometime
(ขณะใดขณะหนึ่งในอดีต,อนาคต ), immediately, recently,early
For how long : เช่น all day, not long, for a while, since last year,temporarily,briefly,
from......to, till, until (บางตำาราแยกเป็น Adverbs of Duration )
How often : เช่น
sometimes (บางครัง้ บางคราว ), frequently, never, often, always, monthly
( บางตำาราแยกหัวข้อนี้ออกเป็น Adverbs of Frequency )
การวางตำาแหน่ง

ของ Adverbs of time

( for how long ) และบ่อยแค่

Adverb ที่บอกว่าเกิดเมื่อใด ( When ) ส่วนมากจะนิยมวางท้ายประโยค เช่น

Adverbs
การทำาให้เป็นคำากริยาวิเศษณ์ (Formation )

Adverbs ส่วนมากมีแหล่งที่มาจากคำาคุณศัพท์ ( adjectives ) โดยการเติมปัจจัย ( suffix ) -ly คำาคุณศัพท์ตัวนั้นจะกลายเป็น คำากริยาวิเศษณ์ แต่ก็มี adverb
บางคำาที่มาจาก nouns โดยการเติม - ly เช่น
nouns

adverbs

day
week
month
year

daily
weekly
monthly
yearly

รายวัน
รายสัปดาห์
รายเดือน
รายปี

A. Adverb of Manner ที่มาจาก adjectives โดยการเติม -ly
Adverbs ที่มาจาก adjectives ส่วนมากจะเป็น Adverbs of Manner โดยมีหลักการเติม - ly ข้างท้ายดังนี้
1. เติม - ly โดยตรง เช่น
Adjective
Adverb of Manner
bad
badly
complete
completely
normal
normally
surprising
surprisingly
2. Adjectives ทีล่ งท้ายด้วย ic เติม - al และตามด้วย -ly เช่น
Adjective
Adverb of Manner
dramatic
dramatically
scientific
scientifically
specific
specifically
3. Adjectives ที่ลงท้ายด้วย le หากหน้า -le เป็นอักษรเสียงพยัญชนะ เปลี่ยน e เป็น y
Adjectives
Adverbs of Manner
favorable
favorably
humble
humbly
simple
simply
4. Adjective ที่ลงท้ายด้วย le หากหน้า le เป็นอักษรเสียงสระส่วนมากจะเติม ly เลย เช่น
Adjective
agile
sole
ยกเว้น whole ซึ่ง e ถูกตัดออกก่อนเติม ly
Adjective
whole
5. Adjectives ที่ลงท้ายด้วย ll
Adjective
dull
full

Adverb of Manner
agilely
solely

Adverb of Manner
wholly
เติม y เพียงตัวเดียว เช่น
Adverb of Manner
dully
fully

Verbs ( คำากริยา )
Types (ชนิดของคำากริยา)
คำากริยาเป็นการบอกอาการ หรือการกระทำา ( action ) หรือความมีอยู่ เป็นอยู่ ( being ) หรือ สภาวะความเป็นอยู่ ( state of being )
การกระทำา
์ฺ็ำ He eats
He went home

ความมีอยู่ ,เป็นอยู่
He is a boy.
She has a beautiful house.

สภาวะความเป็นอยู่
He seemed tired.
This cake tastes good.

การจำาแนกชนิดของคำากริยา มีการแบ่งไว้หลายวิธีสุดแต่จะคำานึงอะไรเป็นหลัก เช่น
1. แ์่บ่์้งตามหน้าที่โดยยึดเป็นกรรม ( Object ) เป็นเกณฑ์มี 2 ชนิด

Transitive Verbs ( สกรรมกริยา ) คำากริยาที่ต้องมีกรรมมารับ เช่น
He bought a book. ( a book เป็นกรรม )

Intransitive Verbs ( อกรรมกริยา ) คำากริยาที่ไม่ต้องมีกรรม เช่น
He arrived late.

2. แบ่งตามหน้าที่ เป็นคำากริยาหลัก (Main Verbs) และคำากริยาช่วย

( Auxiliary Verbs )

Main Verbs ( คำากริยาหลัก) เป็นคำากริยาที่ทำาหน้าที่ได้อย่างอิสระในประโยค เช่น
He went to Australia last year.

Auxiliary Verbs ( คำากริยาช่วย ) ทำาหน้าที่ช่วยคำากริยาหลัก เช่น
He has gone to Australia.

3. แบ่งตามหน้าที่เป็นคำากริยาแท้ ( Finite Verbs) และกริยาไม่แท้ ( Non-finite Verbs)

Finite Verbs ( คำากริยาแท้ ) ทำาหน้าที่แสดงกริยาอาการที่แท้จริงของประธานในประโยคมีการเปลี่ยนรูปไปตาม Subject , Tense,
Voice และ Mood เช่น

Subject
I go to school every day
He goes to school every day
They go to school every day

Tense
He goes to school every day
He went to school yesterday
He's going to school tomorrow

Voice
Someone killed the snake. ( Active )
The snake was killed . ( Passive )

Mood
I recommend that he see a doctor.
(ไม่ใช่์่he sees )
If I were you ,I would not do it.
( ไม่ใช่ I was )

Non-finite Verbs ( คำากริยาไม่แท้ )หรือ Verbal เป็นคำาที่มีรูปจากคำากริยาแต่ไม่ได้ทำาหน้าที่คำากริยาแท้ มี 3 รูปคือ

a. Infinitives เป็นคำากริยาที่อยู่ในรูปกริยาช่องที่ 1 นำาหน้าด้วย to ทำาหน้าที่ noun , adjective และ adverb
He lacked the strength to resist.
( to resist ทำาหน้าที่ adjective)
We must study to learn.
( to learn ทำาหน้าที่ adverb)
b. Gerunds

เป็นคำากริยาเติม ing ทำาหน้าที่เป็นคำานาม ( noun ) เช่น

They do not appreciate my singing.
พวกเขาไม่ชอบการร้องเพลงของฉัน ( singing เป็นคำานามที่ทำาหน้าที่เป็นกรรม )
I like swimming.
ฉันชอบว่ายนำ้า. ( swimming เป็นกรรมของ like )
c. Participles คำากริยาที่เติม ing หรือ กริยาช่องที่ 3 ที่ทำาหน้าที่เป็นคำาคุณศัพท์ ( Adjective ) มี 2 รูปแบบคือ
* Present Participles เป็นคำากริยาที่เติม ing เช่น
The crying baby had a wet diaper.
เด็กที่ร้องอยู่นั้นผ้าอ้อมเปียก ( crying เป็นคำาคุณศัพท์ขยาย baby )
* Past Participles เป็นคำากริยาช่องที่3 เช่น
The broken bottle is on the floor.
4. แบ่งตามโครงสร้างโดยยึดการเปลี่ยนรูปของคำา ( conjugation ) ได้แก่

Regular Verbs ( คำากริยาปกติ ) เป็นคำากริยาที่เติม ed เมื่อเป็น past และ past participle เช่น

walk
walked
walked
stop
stopped
stopped
work
worked
worked
• Irregular Verbs ( คำากริยาอปกติ ) เป็นคำากริยาที่มีรูป past และ past participle ต่างไปจากรูปเดิมหรือคงรูปเดิม เช่น
send
go
see

sent
went
saw

sent
gone
seen

erbs Tenses

Verb Tenses ( กาล ) เป็นรูปแบบของคำากริยาที่บอกความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำากับเวลาที่เกิดขึ้น ความต่อเนื่องของการกระทำา ความเสร็จสมบูรณ์
ของการกระทำา

I. รูปของ Verb Tenses
คำาว่า Verb Tenses ตามไวยากรณ์เป็นการรวมกันระหว่าง

Tense ซึง่ หมายถึงเวลาที่เกิดขึ้นซึ่งได้แก่ past ( อดีต ) present ( ปัจจุบัน )และ future ( อนาคต )

Aspect ซึง่ หมาย ถึงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจบลงแล้วหรือยังดำาเนินการอยู่ มี 2 รูปแบบ
o

o

จบลงแล้ว (Complete Tenses หรือ Perfect Tenses) แสดงด้วย Have + past participle มี 3 รูป
 Past Perfect
 Present Perfect
 Future Perfect
หรือยังดำาเนินการอยู่ ( Incomplete หรือ Progressive หรือ continuous ) แสดงด้วย BE + ing มี
3 รูป
 Past Progressive
 Present Progressive
 Future Progressive

Tenses ที่เหลือนอกจาก 2 รูปแบบข้างต้นได้แก่
o

o

Simple Tense มี 3 รูป
 Simple Past
 Simple Present
 Simple Future
การรวมกันของ Complete และ Incomplete Tenses
 Past Perfect Progressive
 Present Perfect Progressive
 Future Perfect Progressive

เมื่อสรุปรวมแล้ว Verb Tense มีทั้งหมด 12 รูป
Past tenses 4 รูป
Simple past
Past progressive
Past perfect
Past perfect progressive

I went
I was going
I had gone
I had been going

Present tenses 4 รูป
Simple present
Present progressive
Present perfect
Present perfect progressive
Future tenses 4 รูป

I go
I am going
I have gone
I have been going

Verb Tenses
(Present Tenses )

ดังได้กล่าวมาในบท Verb Tense ( Types ) แล้วว่า Verb Tense มีทงั้ หมด 12 รูปใน active voice ในบทนีจ้ ะได้กล่าวถึงการใช้
Present tenses ทัง้ 4 รูปคือ Simple present , Present progressive, Present perfect,และ Present perfect
progressive.

1.Simple Present Tense
โครงสร้าง
Subject + auxiliary verb ( do ) + main verb ( base )
ประธาน + กริยาช่วย ( do) + กริยาหลักช่อง 1
ดังตัวอย่าง

+ บอกเล่า

- ปฏิเสธ

? คำาถาม

การใช้

ประธาน

กริยาหลัก

I

am

French.

You, we, they

are

French.

He, she, it

is

French.

I

am

not

old.

You, we, they

are

not

old.

He, she, it

is

not

old.

Am

I

late?

Are

you, we, they

late?

Is

he, she, it

late?

ใช้ Simple Present tense เมื่อ

เป็นการกระทำา/เหตุการณ์ที่เป็นจริงโดยทั่วไป เช่น
The Moon goes round the Earth.
Birds fly.
Sugar is sweet.

เป็นการบรรยายการกระทำา/เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่พูด
John waits patiently while Bridget books the tickets.
He needs help right now.
I'm here now.
The car is clean

เป็นกระทำาที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เป็นกิจวัตร ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เช่น
He gets up early every day.
I play football every Sunday.
เป็นการกระทำาที่กำาหนดแน่นอนว่า จะกระทำาในอนาคต โดยใช้ ร่วมกับ adverb หรือ adverbial phrase เช่น
The doors open in 10 minutes.
John arrives on Tuesday.

Quantifier (Determiner) คำำคุณศัพท์บอกปริมำณ
@ some, any กำรใช้ในกรณียกเว้น
ปกติเราจะใช้ any กับประโยคคำาถามหรือปฏิเสธ ใช้ some กับประโยคบอกเล่า กรณีต่อไปนี้
จะใช้ any และ some ต่างออกไป
ทัง้ any และ some ใช้กับ Noun นับได้พหูพจน์ และ Noun นับไม่ได้
# 1) เราใช้ any ในประโยคบอกเล่าได้ เม่ ือ
(1.1) ถ้า any หมายถึงคนไหนก็ได้ทไ่ี ม่เจาะจง อะไรก็ได้ท่ีไม่เจาะจง โดยไม่มข
ี ้อยกเว้น
- Any student who wants to go home early may do so.
(1.2) ถ้าประโยคนัน
้ แสดงความไม่แน่ใจ เช่น wonder, doubt
- I wonder whether anyone is there.
(1.3) ถ้ามีคำาท่ีมีความหมายเชิงปฏิเสธ ได้แก่ hardly, never, rarely, scarcely,
seldom, without เช่น - A ferocious tiger in circus is one which shows
without any thought from trainer.
# 2) เราใช้ some เม่ ือ
(2.1) คำาถามท่ข
ี ึ้นต้นด้วย question word
- Where can I buy some books?
(2.2) เป็ นคำาถามปฏิเสธ
- Arn't there some student here?
(2.3) คำาถามเชิญชวนท่ีผู้ถามหวังจะได้คำาตอบรับ
- Could I have some coffee, please?
@ กำรใช้ few, a few, little, a little

มีความหมายในทาง
บวก

มีความหมายในทางลบ
หมายเหตุ:

ใช้กับ Noun นับได้
พหูพจน์

ใช้กับ Noun นับ
ความหมาย
ไม่ได้

a few

a little

few

little

มีอยู่บ้าง, พอจะใช้ได้
มีน้อยมาก, ไม่พอ

ถ้ามี just หรือ only มาขยายเพ่ ือเน้นคำา ต้องใช้ a few หรือ
a little

- He has few friends. (เขามีเพ่ ือนน้อยมาก)
- The theater is almost filled but there are a few seats left. (ยังพอหาท่ีนัน

ได้)

- He knows little English. (รู้ภาษาอังกฤษน้อยมาก ไม่พอใช้งาน)
- He knows a little English. (รู้พอใช้งานได้)
-Only a few student can pass the final examination.
-Only a few can pass the final examination.
@ กำรใช้many กับ much
1. คำาท่ีตามด้วย Noun นับได้พหูพจน์ ได้แก่ many, a good many, a great many, a
large number of, a great number of
- We visited many places around Bangkok.
2. คำาท่ีตามด้วย Noun นับไม่ได้ ได้แก่ much, a great deal of, a good deal of, a
large amount of, a great amount of
- Much gold was bought from the poore workemen.
3. คำาท่ีตามด้วยได้ทัง้ Noun นับได้พหูพจน์ และ Noun นับไม่ได้ ได้แก่ a lot of, lots of,
plenty of, all of, most of, none of, some of , ...<ตัวเลข>... percent of
- Ten percent of the students have troubles.
- Ten percent of the gold is yours.
หมายเหตุ: many a ... หรือ more than a + ... Noun เอกพจน์นับได้ ใช้ Verb
เอกพจน์
เช่น - More than a pen is taken from his box.
@ กำรใช้ most และ most of
most + Noun นับได้พหูพจน์ หรือ Noun นับไม่ได้

most of the .../ these .../ those .../ my .../ your ... + Noun นับได้
+
พหูพจน์ หรือ Noun นับไม่ได้
-

Most
Most
Most
Most

students like statistics. [Noun นับได้พหูพจน์]
water was dried. [Noun นับไม่ได้]
people like ...
of the people like ...

@ กำรใช้ both, both of
both
both

+ Noun นับได้พหูพจน์

both of the + Noun นับได้พหูพจน์
both of

+ Pronoun ท่ีเป็ นกรรม

- Both are diligent.
- Both girls are diligent.

ใช้ Verb พหูพจน์

- Both of the girls are diligent.
- Both of them are diligent.

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful