หนังสื อสวดมนต์ ทาวัตรเช้ า-เย็น แปลไทย
มีบทสวดมนต์ พเิ ศษบางบท มีบทสรภัญญ์ อสี าน มีผญาคาสอน
พระมหานริ นทร์เทพ นริ นฺโท (มหาน้อย)
พระสมร ฐานธมฺ โม (หลวงพี่เอก)
พระมหานริ นทร์เทพ นริ นฺดท (มหาน้อย

เรี ยบเรี ยง
จัดพิมพ์
ตรวจทาน

พิมพ์ครั้งแรก : สิ งหาคม ๒๕๕๓
จํานวนที่พิมพ์ : ๑๕๐ เล่ม
จัดพิมพ์เพื่อ เป็ นคู่มือสวดมนต์ทาํ วัตรเช้า-เย็น ทางสถานีวทิ ยุฯ
ขอเชิญติดตามรับฟังธรรมะ เทศน์ แหล่ หมอลาพืน้ บ้ านอีสาน
ทางสถานีวทิ ยุเพือ่ พระพุทธศาสนาและอนุรักษ์ วฒ
ั นธรรมอีสาน
ออกอากาศด้ วยความถี่ ระบบเอฟเอ็ม ๙๕ เมกกะเฮิร์ซ
สถานีออกอากาศตั้งแต่ เวลา ๐๒.๐๐ น. ปิ ดเวลา ๒๓.๐๐ น.
รายการธรรมะฟังเวลา ๐๒.๐๐-๐๙.๐๐ น. และ เวลา ๑๗.๐๐-๒๓.๐๐ น.
และขอเชิญอุปถัมภ์ ค่าไฟฟ้ าสถานี (เราไม่ มรี ายได้ จากโฆษณา)
โดยบริจาคได้ ทวี่ ดั หนองสะแกกวน และฝากผ่ านดีเจของสถานีทุกคน
หรือบัญชีธนาคารบุญ
ชื่อบัญชี : พระมหานรินทร์ เทพ นรินฺโท
หมายเลขบัญชี : 3842262606
ธนาคารกสิ กรไทย สาขาโนนดินแดง ออมทรัพย์

แนะพิจารณาบทสวดมนต์
มนต์ หมายถึง คําสอนอันเป็ นหลักปฏิบตั ิในชีวติ ประจําวัน ฉะนั้น
การสวดมนต์ ก็หมายถึง การท่องบ่นคําสอน อันเป็ นหลักปฏิบตั ิ
ในชีวติ ประจําวันเพื่อให้จาํ ได้ และเอาไปคิดพิจารณา จะได้เกิดปัญญา
ในเรื่ องเรื่ องๆไมใช่สวดเพื่อให้เกิดความขลัง
หรื อเพื่อเรื่ องที่จะทําให้เรา
เป็ นไปโดยความขลัง
เวลาสวด ควรสวดให้มีจงั หวะจะโคน อย่าเร็ วเกินไปพยามยามสวดให้
มีวรรคตอนพอดีๆ จะได้เกิดความสบายใจ ในขณะที่สวดก็คงจะคิดไม่ทนั ถึง
ความหมายของถ้อยคําที่เราสวด แต่วา่ เราสวดเพื่อให้จาํ ได้ จําได้แล้วก็อาไป
พิจารณาในตอนหลัง ถึงความหมายของบทสวดมนต์แต่ละบท เช่น ถ้ามี
หนังสื อสําหรับสวดมนต์แต่ละบท หรื อถ้ามีหนังสื อสําหรับสวดมนต์อยูท่ ี่
บ้าน ว่างๆ เราก็เอามาเปิ ดอ่านเป็ นบทๆ แล้วพิจารณาถึงบทสวดนั้นๆ
เพื่อทําความเข้าใจในความหมายที่ลึกซึ่ง เพราะเพียงสวดเฉยๆ ทําให้จาํ ได้
อย่างเดียว แต่ถา้ เราไม่เข้าใจถึงเนื้อความในเรื่ องที่สวด ทําให้ผลที่เกิดขึ้นนั้น
ยังไม่สมบูรณ์ แต่ถา้ เราเข้าใจความหมายของเนื่องเรื่ องนั้นถูกต้องแล้วนํา
เรื่ องนั้นไปเป็ นหลังปฏิบตั ิในชีวติ ประจําวันนัน่ แหละ
จะช่วยให้เราได้
ประโยชน์จากการสวดมนต์จากการสวดมนต์มากขึ้น เพราะฉะนั้น จึงใคร่ ขอ
เสนอว่าเวลาเราอยูบ่ า้ นว่างๆ ไม่มีอะไรจะทํา จะไปคิดถึงเรื่ องอะไรมันก็
กลุม้ ใจเปล่า ๆ เป็ นการหาเรื่ องเป็ นการทุกข์มาให้แก่ตนเอง เราก็เอาหนังสื อ
สวดมนมานัง่ พิจารณาตัง่ แต่บทที่เราเริ่ มสวดกันประจําเป็ นดอกไป
เช่น ในการสวดมนต์ เราเริ่ มสวดบทเริ่ มต้นก่อนว่า อะระหัง สัมมา
สัมพุทโธ ภะคะวา แปลว่า พระผูม้ ีพระภาคเจ้าเป็ นพระอรหันต์ ดับเพลิง

กิเลส สิ้ นเชิงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง อันนี้คาํ แปลก็มีอยูใ่ นตัวด้วย
เราก็เอามานัง่ พิจารณาว่า พระผูม้ ีพระภาคเจ้า ทําไมเราจึงเรี ยกเช่นนั้น
ที่เรี ยกว่า พระผูม้ ีพระภาคเจ้านั้น ก็เพราะเรี ยกด้วยความเคารพ เราใช้
ภควา นี้เป็ นคําแทนชื่อของพระองค์ เป็ นการเรี ยกความเคารพ หรื อบางทีกใ็ ช้
ชื่อนามสกุล เช่น พระองค์ นามสกุลว่า โคตรมะ เวลาคนเข้าไปเฝ้ า เขาก็
จะทูลว่า ข้าแต่พระโคตรมะ ถ้าเป็ นคนไทยก็วา่ ข้าแต่พระโคตรมะสัมมา
สัมพุทธะ อะไรอย่างนั้น และเพิ่ม เจ้า เข้าไปด้วย เพราะเมืองไทยเรานั้นนับ
ถือเจ้านาย จึงเอาเจ้า คํานี้ไปใช้ให้พระองค์ดว้ ยเป็ นพระพุทธเจ้า เราพูดกัน
ไปอย่างนั้น เพื่อเป็ นการเพิ่มความเคารพให้เกิดขึ้นในพระองค์ คําว่าพระผูม้ ี
พระเจ้า หรื อ ภควา นี้ เป็ นพระคุณบทหนึ่งในพระคุณ ๓ ประการ ที่เราสวด
ร้องท่องบ่นกันอยูเ่ สมอ ๆ มีความหมายเป็ นเครื่ องเตือนจิต สะกิดใจมี
ความหมาย ในเชิงปฏิบตั ิ ถ้าเราเข้าใจความหมาย เราก็เอามาปฏิบตั ิใน
ชีวติ ประจําวันได้
คําว่า ภควา นี้ แปลว่า ผูม้ ีกรุ ณา กรุ ณานี้เป็ นคําภาษาบาลีอยูเ่ หมือนกัน
ดังเราจะเห็นว่า ธรรมหมวดหนึ่งที่เรี ยกว่า พรหมวิหารธรรม หมายเอา ธรรม
ของผูใ้ หญ่ คนที่เป็ นใหญ่ เป็ นหัวหน้า ต้องมีธรรม ๔ ประการ นี้เป็ นหลัก
ครองใจ คือ
๑. เมตตา ปรารถนาให้ผอู้ ื่นเป็ นสุ ข
๒. กรุ ณา สงสาร เข้าไปช่วยให้พน้ จากความทุกข์ ความเดือนร้อน
๓. มุทิตา ความพลอยยินดี เบิกบานใจ ในเมื่อเขาพ้นจากทุกข์ หรื อว่า
ได้รับความสุ ขความเจริ ญ
๔. อุเบกขา ความวางเฉย เพราะทําอะไรไม่ได้ จะแสดงเมตตา กรุ ณา
มุทิตาก็ไม่ได้ ก็เลยอยูใ่ นลักษณะ วางเฉยเสี ย

กรุ ณา นั้นก็อยูใ่ นธรรมข้อหนึ่งใน ๔ ข้อนั้น พระผูม้ ีพระภาค จึงแปลว่า
ผูม้ ีความกรุ ณาอันยิง่ ใหญ่ ในบางแห่งว่า มหากรุ ณิโก นาโถ พระองค์ผมู้ ี
ความกรุ ณาเป็ นนาถะของโลก เป็ นที่พ่ งึ ของโลก เป็ นที่พ่ งึ ของชาวโลก
ทางด้านจิตใจ
เป็ นที่พ่ งึ ที่จะนําเอาพระราชดํารัสของพระองค์มาใช้หลัก
ปฏิบตั ิ เพื่อที่จะให้เราได้พน้ จากความทุกข์ ความเดเอนร้อน และให้มีความ
กรุ ณาประจําจิตใจ หมายความว่า รักคนอื่น สงสาร คนอื่น เมื่อบุคคลมี
ความรักความสงสารผูอ้ ื่นก็เรี ยกวีมีพระประจําใจ ทําให้ใจสงบ หน้าตา
เบิกบาน ยิม้ แย้มแจ่มใส
นี่เราต้องพิจารณาบทสวดมนต์อย่างนี้ แล้วนําไปปฏิบตั ิ จึงจะทําให้เรา
ได้ใช้ ประโยชน์ จากบทสวดอย่างเต็มที่ และจะได้รับผลอย่างบริ บูรณ์ยงิ่

สารบัญ
ภาค ๑ คําทําวัตร เช้า และเย็น
คําบูชาพระรัตนตรัย.......................................................................

คําทําวัตรเช้า
ปุพพภาคนมการ............................................................................
๑. พุทธาภิถุติ........................................................................
๒. ธัมมาภิถุติ.......................................................................
๓. สังฆาภิถุติ.......................................................................
๔. รตนัตตยัปปณามคาถา....................................................
๕. สังเวคปริ กิตตนปาฐะ......................................................
๖. บทสวดมนต์แปล ตังขณิ กปัจจเวกขณปาฐะ....................

๑๐
๑๐
๑๒
๑๓
๑๔
๑๖
๒๑

คําทําวัตรเย็น
๑. พุทธานุสสติ....................................................................
๒. พุทธาภิคีติ......................................................................
๓. ธัมมานุสสติ....................................................................
๔. ธัมมาภิคีติ.......................................................................
๕. สังฆานุสสติ....................................................................
๖. สังฆาภิคีติ........................................................................
๗. บทสวดมนต์แปล อดีตปัจจเวกขณปาฐะ........................

๒๔
๒๕
๒๗
๒๘
๒๙
๓๐
๓๓

ภาค ๒ บทสวดมนต์พิเศษบางบท
๔. ทวัตติงสาการปาฐะ.........................................................
๕. เขมาเขมสรณทีปิกคาถา..................................................
๖. อริ ยธนคาถา.....................................................................
๗. ติลกั ขณาทิปิกคาถา.........................................................
๘. ภารสุ ตตคาถา.................................................................
๙. ภัทเทกรัตตคาถา..............................................................
๑๐. ธัมมคารวาทิคาถา..........................................................
๑๑. โอวาทปาฏิโมกขคาถา..................................................
๑๒. ปฐมพุทธภาสิ ตคาถา....................................................
๑๓. ปัจฉิ มพุทโธวาทปาฐะ..................................................
๑๔. บทพิจารณาสังขาร.......................................................
พระคาถาชินบัญชร.............................................................
ภาคผนวก
๑. สัพพปัตติทานคาถา (กรวดนํ้าตอนเช้า)..........................
๒. ปัฏฐนฐปนคาถา.............................................................
๓. อุททิสสนาธิฏฐานคาถา (กรวดนํ้าตอนเย็น)....................
คําสมาทานพระกรรมฐาน....................................................
คําแผ่เมตตา...........................................................................
บทนมัสการพระอรหันต์ ๘ ทิศ............................................
กราบพระ (เย) ......................................................................
กราบพระ (วันทา) ................................................................

๓๖
๓๗
๓๘
๓๙
๔๑
๔๒
๔๓
๔๔
๔๕
๔๖
๔๖
๔๗
๔๘
๕๑
๕๒
๕๔
๕๔
๕๕
๕๖
๕๘

อาราธนาทํานองสรภัญญ์…....................................................
ถวายพรพระ (อิติปิโส พาหุง มหากาฯ).................................
พระคาถาป้ องกันภัย ๑๐ ทิศ..................................................
คาถามงคลจักวาลทั้ง ๘ ทิศ...................................................
บทปลงสังขาร (มนุษย์เราเอ๋ ย)...............................................
บทสวดบารมี ๑๐ ทัศ.............................................................
สรภัญญ์ (กลอนข้าวสาก) .....................................................
สรภัญญ์ (ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่) ..............................................
สรภัญญ์ (ตักบาตรเทโว).......................................................
คําบูชาพระ คํานมัสการพระรัตนตรัย คําอาราธนาศีล ๕ ......
คํานมัสการพระพุทธเจ้า ไตรสรณคมน์ ศีล ๕.......................
คําอาราธนาพระปริ ตร คําอาราธนาธรรม.............................
คําถวายสังฆทาน....................................................................
คําบูชาพระพุทธ คําลาข้าวพระพุทธ คํากรวดนํ้าย่อ...............
อุโบสถศีล ศีล ๘...................................................................
พิเศษ
บทผญาอีสาน คําสอนอีสาน .................................................
กรณียเมตตสู ตร

๕๘
๕๙
๖๒
๖๓
๖๕
๖๖
๖๘
๖๙
๗๐
๗๑
๗๒
๗๓
๗๓
๗๔
๗๕

บทกรวดนํ้า วัดสุ ทศั น์ เสาชิงช้า กรุ งเทพ

๘๙

๗๘
๘๖

ภาค ๑
คาทาวัตร เช้ า และเย็น
คาบูชาพระรัตนตรัย
อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ ภะคะวา
พระผูม้ ีพระภาคเจ้า, เป็ นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลส
เพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้ โดยพระองค์เอง
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
ข้าพเจ้าอภิวาทพระผูม้ ีพระภาคเจ้า, ผูร้ ู้ ผูต้ ื่น ผูเ้ บิกบาน
(กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
พระธรรม เป็ นธรรมที่พระผูม้ ีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว
ธัมมัง นะมัสสามิ
ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม
(กราบ)
สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
พระสงฆ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ้า, ปฏิบตั ิดีแล้ว
สั งฆัง นะมามิ

๑๐

ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์
(กราบ)

คาทาวัตรเช้ า
ปุพพภาคนมการ
(หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต
ขอนอบน้อมแด่พระผูม้ ีพระภาคเจ้า
พระองค์น้ นั
อะระหะโต
ซึ่ งเป็ นผูไ้ กลจากกิเลส
สั มมาสั มพุทธัสสะ
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
(ว่า ๓ จบ)

๑. พุทธาภิถุติ
(หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส)
โย โส ตะถาคะโต
พระตถาคตเจ้านั้น พระองค์ใด
อะระหัง
เป็ นผูไ้ กลจากกิเลส
สั มมาสั มพุทโธ
เป็ นผูต้ รัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
วิชชาจะระณะสั มปันโน เป็ นผูถ้ ึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
สุ คะโต
เป็ นผูไ้ ปแล้วด้วยดี
โลกะวิทู
เป็ นผูร้ ู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง

๑๑

อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
เป็ นผูส้ ามารถฝึ กบุรุษที่สมควรฝึ กได้
อย่างไม่มีใครยิง่ กว่า
สั ตถา เทวะมะนุสสานัง เป็ นครู ผสู ้ อน ของเทวดาและมนุษย์ท้ งั หลาย
พุทโธ
เป็ นผูร้ ู้ ผูต้ ื่น ผูเ้ บิกบานด้วยธรรม
ภะคะวา
เป็ นผูม้ ีความจําเริ ญ จําแนกธรรมสัง่ สอนสัตว์
โย อิมงั โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกัง, สั สสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสั ง สะยัง อะภิํูํูา สั จฉิกตั วา ปะเวเทสิ
พระผูม้ ีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ได้ทรงทําความดับทุกข์ให้แจ้ง
ด้วยพระปัญญาอันยิง่ เองแล้ว, ทรงสอนโลกนี้พร้อมทั้งเทวดา
มารพรหม และหมู่สตั ว์พร้อม ทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้ง
เทวดา และมนุษย์ให้รู้ตาม
โย ธัมมัง เทเสสิ
พระผูม้ ีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ทรงแสดงธรรมแล้ว
อาทิกลั ยาณัง
ไพเราะในเบื้องต้น
มัชเฌกัลยาณัง
ไพเราะในท่ามกลาง
ปะริโยสานะกัลยาณัง
ไพเราะในที่สุด
สาตถัง สะพยัํชู ะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยงั
ปะกาเสสิ
ทรงประกาศพรหมจรรย์ คือ แบบแห่งการปฏิบตั ิอนั ประเสริ ฐ บริ สุทธิ์
บริ บูรณ์ สิ้ นเชิง, พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ
ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ

๑๒

ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิง่ เฉพาะพระผูม้ ีพระภาคเจ้าพระองค์น้ นั
ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิ ระสา นะมามิ
ข้าพเจ้านอบน้อมพระผูม้ ีพระภาคเจ้าพระองค์น้ นั ด้วยเศียรเกล้า
(กราบระลึกพระพุทธคุณ)

๒. ธัมมาภิถุติ
( หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส )
โยโส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
พระธรรมนั้นใด, เป็ นสิ่ งที่พระผูม้ ีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ ดีแล้ว
สั นทิฏฐิโก
เป็ นสิ่ งที่ผศู ้ ึกษาและปฏิบตั ิ พึงเห็นได้ดว้ ย
ตนเอง.
อะกาลิโก
เป็ นสิ่ งที่ปฏิบตั ิได้ และให้ผลได้ ไม่จาํ กัดกาล
เอหิปัสสิ โก
เป็ นสิ่ งที่ควรกล่าวกะผูอ้ ื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด
โอปะนะยิโก
เป็ นสิ่ งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ ตวั
ปัจจัตตัง เวทิตพั โพ วิญํูหิ
เป็ นสิ่ งที่ผรู ้ ู้กร็ ู้ได้เฉพาะตน
ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ
ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิง่ , เฉพาะพระธรรมนั้น
ตะมะหัง ธัมมัง สิ ระสา นะมามิ
ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้น ด้วยเศียรเกล้า
(กราบระลึกพระธรรมคุณ)

๑๓

๓. สั งฆาภิถุติ
( หันทะ มะยัง สั งฆาภิถุติง กะโรมะ เส )
โย โส สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
สงฆ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ้านั้น หมู่ใด ปฏิบตั ิดีแล้ว
อุชุปุะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ .
สงฆ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบตั ิตรงแล้ว
ํูายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
สงฆ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ้า หมู่ใด
ปฏิบตั ิเพื่อรู้ธรรมเป็ นเครื่ องออกจากทุกข์แล้ว
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
สงฆ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบตั ิสมควรแล้ว
ยะทิทงั
ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐู ะ ปุริสะปุคคะลา
คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรี ยงตัวบุรุษ ได้ ๘ บุรุษ
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
นัน่ แหละ สงฆ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ้า
อาหุเนยโย
เป็ นสงฆ์ควรแก่สกั การะที่เขานํามาบูชา
ปาหุเนยโย
เป็ นสงฆ์ควรแก่สกั การะที่เขาจัดไว้ตอ้ นรับ

๑๔

ทักขิเณยโย
อัญชะลีกะระณีโย

เป็ นผูค้ วรรับทักษิณาทาน
เป็ นผูท้ ี่บุคคลทัว่ ไปควรทําอัญชลี

อะนุตตะรัง ปุํูญกั เขตตัง โลกัสสะ
เป็ นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิง่ กว่า
ตะมะหัง สั งฆัง อะภิปูชะยามิ
ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิง่ , เฉพาะพระสงฆ์หมู่น้ นั
ตะมะหัง สั งฆัง สิ ระสา นะมามิ
ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์หมู่น้ นั ด้วยเศียรเกล้า
(กราบระลึกพระสั งฆคุณ)

๔. รตนัตตะยัปปณามคาถา
(หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะ
สั งเวคะปะริกติ ตะนะปาฐัญจะ ภะณามะ เส)
พุทโธ สุ สุทโธ กะรุณามะหัณณะโว
พระพุทธเจ้าผูบ้ ริ สุทธิ์, มีพระกรุ ณาดุจห้วงมหรรณพ
โยจจันตะสุ ทธัพพะระํูาณะโลจะโน
พระองค์ใด มีตาคือญาณอันประเสริ ฐหมดจดถึงที่สุด
โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก
เป็ นผูฆ้ ่าเสี ยซึ่ งบาป และอุปกิเลสของโลก
วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง

๑๕

ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์น้ นั โดยใจเคารพเอื้อเฟื้ อ
ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสฐะสั ตถโน
พระธรรมของพระศาสดา, สว่างรุ่ งเรื องเปรี ยบดวงประทีป
โย มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก
จําแนกประเภท คือ มรรค ผล นิพพาน ส่ วนใด
โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน
ซึ่งเป็ นตัวโลกุตตระ และส่ วนใดที่ช้ ีแนวแห่งโลกุตตระนั้น
วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้ อ
สั งโฆ สุ เขตตาภยะติเขตตะสั ํูญโิ ต
พระสงฆ์เป็ นนาบุญอันยิง่ ใหญ่กว่านาบุญอันดีท้งั หลาย
โย ทิฏฐะสั นโต สุ คะตานุโพธะโก
เป็ นผูเ้ ห็นพระนิพพาน, ตรัสรู้ตามพระสุ คต, หมู่ใด
โลลัปปะหีโน อะริโย สุ เมธะโส
เป็ นผูล้ ะกิเลสเครื่ องโลเล เป็ นพระอริ ยเจ้า มีปัญญาดี
วันทามิ สั งฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง
ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่น้ นั โดยใจเคารพเอื้อเฟื้ อ
อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง,
วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง,
ปุํูญงั มะยา ยัง มะมะ สั พพุปัททะวา,
มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิ ทธิยา .

๑๖

บุญใด ที่ขา้ พเจ้าผูไ้ หว้อยูซ่ ่ ึ งวัตถุสาม, คือ พระรัตนตรัย อันควรบูชายิง่
โดยส่ วนเดียว, ได้กระทําแล้วเป็ นอย่างยิง่ เช่นนี้ , ขออุปัททวะทั้งหลาย
จงอย่ามีแก่ขา้ พเจ้าเลย, ด้วยอํานาจความสําเร็จ อันเกิดจากบุญนั้น.
๕. สั งเวคปริกติ ตนปาฐะ
อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน,
พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้
อะระหัง สั มมาสั มพุทโธ,
เป็ นผูไ้ กลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
ธัมโม จะ เทสิ โต นิยยานิโก,
และพระธรรมที่ทรงแสดง, เป็ นธรรมเครื่ องออกจากทุกข์
อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก,
เป็ นเครื่ องสงบกิเลส เป็ นไปเพื่อปริ นิพพาน
สั มโพธะคามี สุ คะตัปปะเวทิโต,
เป็ นไปเพื่อความรู้พร้อม, เป็ นธรรมที่พระสุ คตประกาศ
มะยันตัง ธัมมัง สุ ตวา เอวัง ชานามะ,
พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว, จึงได้รู้อย่างนี้วา่
ชาติปิ ทุกขา,
แม้ความเกิด ก็เป็ นทุกข์
ชะราปิ ทุกขา,
แม้ความแก่ ก็เป็ นทุกข์
มะระณัมปิ ทุกขัง, แม้ความตาย ก็เป็ นทุกข์
โลกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุ ปายาสาปิ ทุกขา,
แม้ความโศก ความรํ่าไรรําพัน ความไม่สบายกาย

๑๗

ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็ นทุกข์.
อัปปิ เยหิ สั มปะโยโค ทุกโข,
ความประสบกับสิ่ งไม่เป็ นที่รักที่พอใจ ก็เป็ นทุกข์
ปิ เยหิ วิปปะโยโค ทุกโข, ความพลัดพรากจากสิ่ งเป็ นที่รักที่พอใจ ก็เป็ นทุกข์
ยัมปิ จฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง,
มีความปรารถนาสิ่ งใด, ไม่ได้สิ่งนั้น นัน่ ก็เป็ นทุกข์
สั งขิตเตนะ ปัํจู ุปาทานักขันธา ทุกขา,
ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ท้ งั ๕ เป็ นตัวทุกข์
เสยยะถีทงั
ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ
รู ปูปาทานักขันโธ
ขันธ์ อันเป็ นที่ต้ งั แห่งความยึดมัน่ คือรู ป
เวทะนูปาทานักขันโธ
ขันธ์ อันเป็ นที่ต้งั แห่งความยึดมัน่ คือ เวทนา
สั ํูํูปาทานักขันโธ
ขันธ์ อันเป็ นที่ต้งั แห่งความยึดมัน่ คือสัญญา
สั งขารูปาทานักขันโธ
ขันธ์ อันเป็ นที่ต้งั แห่งความยึดมัน่ คือสังขาร
วิํูญาณูปาทานักขันโธ
ขันธ์ อันเป็ นที่ต้งั แห่งความยึดมัน่ คือวิญญาณ
เยสั ง ปะริํูญายะ
เพื่อให้สาวกกําหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์ เหล่านี้เอง
ธะระมาโน โส ภะคะวา

๑๘

จึงพระผูม้ ีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่
เอวัง พะหุลงั สาวะเก วิเนติ
ย่อมทรงแนะนําสาวกทั้งหลาย เช่นนี้เป็ นส่ วนมาก
เอวังภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหุลา
ปะวัตตะติ
อนึ่ง คําสัง่ สอนของพระผูม้ ีพระภาคเจ้านั้น ย่อมเป็ นไปในสาวก
ทั้งหลาย ส่ วนมาก มีส่วนคือการจําแนกอย่างนี้วา่
รู ปัง อะนิจจัง
รู ป ไม่เที่ยง
เวทะนา อะนิจจา
เวทนา ไม่เที่ยง
สั ญํูา อะนิจจา
สัญญา ไม่เที่ยง
สั งขารา อะนิจจา
สังขาร ไม่เที่ยง
วิํูํูาณัง อะนิจจัง
วิญญาณ ไม่เที่ยง
รู ปัง อะนัตตา รูป
ไม่ใช่ตวั ตน
เวทะนา อะนัตตา
เวทนา ไม่ใช่ตวั ตน
สั ํูํูา อะนัตตา
สัญญา ไม่ใช่ตวั ตน
สั งขารา อะนัตตา
สังขาร ไม่ใช่ตวั ตน
วิญํูาณัง อะนัตตา
วิญญาณ ไม่ใช่ตวั ตน
สั พเพ สั งขารา อะนิจจา สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง
สั พเพ ธัมมา อะนัตตาติ ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตวั ตน ดังนี้
เต (หญิงว่า ตา) มะยัง โอติณณามหะ พวกเราทั้งหลาย เป็ นผูถ้ ูกครอบงําแล้ว
ชาติยา
โดยความเกิด

๑๙

ชะรามะระเณนะ
โดยความแก่ และความตาย
โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ
โดยความโศก ความรํ่าไรรําพัน ความไม่สบายกาย ความไม่
สบายใจ ความคับแค้นใจ ทั้งหลาย
ทุกโขติณณา
เป็ นผูถ้ ูกความทุกข์ หยัง่ เอาแล้ว
ทุกขะปะเรตา
เป็ นผูม้ ีความทุกข์ เป็ นเบื้องหน้าแล้ว
อัปเปวะนามิมสั สะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ
ทําไฉนการทําที่ สุ ดแห่งกองทุกข์ท้งั สิ้ นนี้ จะพึงปรากฏชัดแก่เราได้.
( สาหรับภิกษุสามเณรสวด )
จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง
สั มมาสั มพุทธัง
เราทั้งหลาย อุทิศเฉพาะพระผูม้ ีพระภาคเจ้า ผูไ้ กลจากกิเลส
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง แม้ปริ นิพพานนานแล้วพระองค์น้ นั
สั ทธา อะคารัสมิง อะนะคาริยงั ปัพพะชิตา
เป็ นผูม้ ีศรัทธา ออกบวชจากเรื อน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรื อนแล้ว
ตัสมิง ภะคะวะติ พรัหมะจริยงั จะรามะ
ประพฤติอยูซ่ ่ ึงพรหมจรรย์ ในพระผูม้ ีพระภาคเจ้า พระองค์น้ นั
ภิกขูนัง สิ กขาสาชีวะสะมาปันนา
ถึงพร้อมด้วยสิ กขาและธรรมเป็ นเครื่ องเลี้ยงชีวติ ของภิกษุท้ งั หลาย
ตัง โน พรัหมะจะริยงั อิมสั สะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ
อันตะกิริยายะ สั งวัตตะตุ

๒๐

ขอให้พรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น จงเป็ นไปเพื่อการทําที่สุดแห่ง
กองทุกข์ท้งั สิ้ นนี้เทอญ .

(สาหรับอุบาสก อุบาสิ กาสวด)
จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา,
เราทั้งหลายผูถ้ ึงแล้วซึ่ งพระผูม้ ีพระภาคเจ้า แม้ปริ นิพพานนานแล้ว
พระองค์ นั้นเป็ นสรณะ
ธัมมัํูจะ ภิกขุ สั งฆัํูจะ
ถึงพระธรรมด้วย, ถึงพระภิกษุสงฆ์ดว้ ย
ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง, มะนะสิ กะโรมะ,
อะนุปะฏิปัชชามะ,
จักทําในใจอยู่ ปฏิบตั ิตามอยู่ ซึ่งคําสัง่ สอนของพระผู ้ มีพระภาคเจ้านั้น
ตามสติกาํ ลัง
สา สา โน ปะฏิปัตติ
ขอให้ความปฏิบตั ิน้ นั ๆ ของเราทั้งหลาย
อิมสั สะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะสั งวัตตะตุ
จงเป็ นไปเพื่อการทําที่สุดแห่งกองทุกข์ท้งั สิ้ นนี้ เทอญ
(จบคาทาวัตรเช้ า)

๒๑

๖. บทสวดมนต์ แปล ตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ
(หันทะ มะยัง ตังขะณิกะปัจจะเวกขะณะปาฐัง ภะณามะ เส)

(ขณะใช้ สอยจีวร)
ปะฏิสังขา โยนิโส จีวะรัง ปะฏิเสวามิ ,
เราย่อมพิจารณาโดยแยบคาย แล้วนุ่งห่มจีวร
ยาวะเทวะ สี ตัสสะ ปะฏิคาตายะ ,
เพียงเพื่อบําบัดความหนาว
อุณหัสสะ ปฏิคาตายะ ,
เพื่อบําบัดความร้อน
ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิ ริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิคาตายะ ,
เพื่อบําบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด
และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย
ยาวะเทวะ หิริโกปิ นะปะฏิจฉาทะนัตถัง ,
และเพียงเพื่อปกปิ ดอวัยวะ อันให้เกิดความละอาย
(ข้ อว่ าด้ วยบิณฑบาต)
ปฏิสังขา โยนิโส ปิ ณฑะปาตัง ปะฏิเสวามิ ,

๒๒

เราย่อมพิจารณาโดยแยบคาย แล้วฉันบิณฑบาต
เนวะ ทะวายะ ,
ไม่ให้เป็ นไปเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน
นะ มะทายะ ,
ไม่ให้เป็ นไปเพื่อความเมามัน เกิดกําลังพลังทางกาย
นะ มัณฑะนายะ ,
ไม่ให้เป็ นไปเพื่อประดับ
นะ วิภูสะนายะ ,
ไม่ให้เป็ นไปเพื่อตกแต่ง
ยาวะเทวะ อิมสั สะ กายัสสะ ฐิติยา ,
แต่ให้เป็ นไปเพื่อความตั้งอยูไ่ ด้แห่งกายนี้
ยาปะนายะ ,
เพื่อความเป็ นไปได้แห่งอัตตภาพ
วิหิงสุ ปะระติยา ,
เพื่อความสิ้ นไปแห่งความลําบากทางกาย
พรัหมพจะริยานุคคะหายะ , เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์
อิติ ปุรานัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ ,
ด้วยการทําอย่างนี้ เราย่อมระงับเสี ยได้ ทุกขเวทนาเก่า
คือ ความหิว
นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ ,
และไม่ทาํ ทุกขเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น
ยาตรา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุ วหิ าโร จาติ ,
อนึ่ง , ความเป็ นไปโดยสะดวกแห่งอัตตภาพนี้ดว้ ย ความเป็ นผูห้ าโทษ
มิได้ดว้ ยและความเป็ นอยูอ่ ย่างผาสุ กด้วย , จักมีแก่เรา , ดังนี้
(ข้ อว่ าด้ วยเสนาสนะ)
ปะฏิสังขา โยนิโส เสนาสนัง ปะฏิเสวามิ ,

๒๓

เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วใช้สอยเสนาสนะ
ยาวะเทวะ สี ตัสสะ ปะฏิคาตายะ ,
เพียงเพื่อบําบัดความหนาว
อุณหัสสะ ปะฏิคาตายะ ,
เพื่อบําบัดความร้อน
ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิ ริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ ,
เพื่อบําบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด
และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย
ยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง ,
เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายอันจะพึงมีจากดินฟ้ าอากาศ
และเพื่อความเป็ นผูย้ นิ ดีอยูไ่ ด้ในที่หลีกเร้นสําหรับภาวนา
( ข้ อว่ าด้ วยคิลานเภสั ช )
ปะฏิสังขา โยนิโส คิลานะปัจจะยะเภสั ชชะปะริกขารัง ปะฏิเสวามิ ,
เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วบริ โภคเภสัชบริ ขารอันเกื้อกูลแก่
คนไข้
ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ ,
เพียงเพื่อบําบัดทุกขเวทนาอันบังเกิดขึ้นแล้ว มีอาพาธต่าง ๆ เป็ นมูล
อัพยาปัชฌะปะระมะตายาติ ,
เพื่อความเป็ นผูไ้ ม่มีโรคเบียดเบียน เป็ นอย่างยิง่ ดังนี้

๒๔

คาทาวัตรเย็น
(คาบูชาพระและปุพพภาคนมการ ใช้ อย่ างเดียวกับคาทาวัตรเช้ า)
๑. พุทธานุสสติ
หันทะ มะยัง พุทธานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส
ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต
ก็กิตติศพั ท์อนั งามของพระผูม้ ีพระภาคเจ้านั้น, ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้วา่
อิติปิ โส ภะคะวา
เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผูม้ ีพระภาคเจ้านั้น
อะระหัง
เป็ นผูไ้ กลจากกิเลส
สั มมาสั มพุทโธ
เป็ นผูต้ รัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
วิชชาจะระณะสั มปันโน เป็ นผูถ้ ึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
สุ คะโต
เป็ นผูไ้ ปแล้วด้วยดี
โลกะวิทู
เป็ นผูร้ ู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
เป็ นผูส้ ามารถฝึ กบุรุษ ที่สมควรฝึ กได้อย่างไม่มีใครยิง่ กว่า
สั ตถา เทวะมะนุสสานัง

๒๕

เป็ นครู ผสู้ อน ของเทวดาและมนุษย์ท้ งั หลาย
พุทโธ
เป็ นผูร้ ู้ ผูต้ ื่น ผูเ้ บิกบานด้วยธรรม
ภะคะวาติ
เป็ นผูม้ ีความจําเริ ญ จําแนกธรรมสัง่ สอนสัตว์
ดังนี้

๒. พุทธาภิคตี ิ
( หันทะ มะยัง พุทธาภิคตี ิง กะโรมะ เส )
พุทธะวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต
พระพุทธเจ้าประกอบด้วยคุณ, มีความประเสริ ฐแห่งอรหันตคุณ เป็ นต้น
สุ ทธาภิํูาณะกรุณาหิ สะมาคะตัตโต
มีพระองค์อนั ประกอบด้วยพระญาณ และพระกรุ ณาอันบริ สุทธิ์
โพเธสิ โย สุ ชะนะตัง กะมะลังวะ สู โร
พระองค์ใดทรงกระทําชนที่ดีให้เบิกบาน, ดุจอาทิตย์ทาํ บัวให้บาน
วันทามะหัง ตะมะระณัง สิ ระสา ชิเนนทัง
ข้าพเจ้าไหว้พระชินสี ห์ ผูไ้ ม่มีกิเลส พระองค์น้ นั ด้วยเศียรเกล้า
พุทโธ โย สั พพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง
พระพุทธเจ้าพระองค์ใดเป็ นสรณะอันเกษมสู งสุ ดของสัตว์ท้ งั หลาย
ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง
ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์น้ นั , อันเป็ นที่ต้งั แห่งความระลึก
องค์ที่หนึ่งด้วยเศียรเกล้า
พุทธัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี ) วะ พุทโธ เม สามิกสิ สะโร

๒๖

ข้าพเจ้าเป็ นทาสของพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าเป็ นนายมีอิสระเหนือ
ข้าพเจ้า
พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม
พระพุทธเจ้าเป็ นเครื่ องกําจัดทุกข,์์ และทรงไว้ซ่ ึงประโยชน์แก่
ข้าพเจ้า
พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัํูชีวติ ัํจู ิทงั
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวติ นี้ แด่พระพุทธเจ้า
วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ พุทธัสเสวะ สุ โพธิตัง
ข้าพเจ้าผูไ้ หว้อยูจ่ กั ประพฤติตามซึ่งความตรัสรู ้ดีของพระพุทธเจ้า
นัตถิ เม สะระณัง อัํูญงั พุทโธ เม สะระณัง วะรัง
ที่พ่ งึ อื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระพุทธเจ้าเป็ นที่พ่ งึ อันประเสริ ฐของ
ข้าพเจ้า
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สั ตถุสาสะเน
ด้วยการกล่าวคําสัจนี้, ข้าพเจ้าพึงเจริ ญในพระศาสนาของพระศาสดา
พุทธัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุํูญงั ปะสุ ตัง อิธะ
ข้าพเจ้าผูไ้ หว้อยูซ่ ่ ึงพระพุทธเจ้า, ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้
สั พเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุ ง ตัสสะ เตชะสา
อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ขา้ พเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น
(กราบหมอบลงว่ า)
กาเยนะ วาจายะวะ เจตตะสา วา
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
พุทเธ กุกมั มัง ปะกะตัง มะยา ยัง

๒๗

กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ขา้ พเจ้ากระทําแล้วในพระพุทธเจ้า
พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง
ขอพระพุทธเจ้า จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
กาลันตะเร สั งวะริตุง วะ พุทเธ
เพื่อการสํารวมระวัง ในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไป

๓. ธัมมานุสสติ
(หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
พระธรรม เป็ นสิ่ งที่พระผูม้ ีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว
สั นทิฏฐิโก
เป็ นสิ่ งที่ผศู ้ ึกษาและปฏิบตั ิ พึงเห็นได้ดว้ ยตนเอง
อะกาลิโก
เป็ นสิ่ งที่ปฏิบตั ิได้ และให้ผลได้ ไม่จาํ กัดกาล
เอหิปัสสิ โก
เป็ นสิ่ งที่ควรกล่าวกะผูอ้ ื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด
โอปะนะยิโก
เป็ นสิ่ งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ ตวั
ปัจจัตตัง เวทิตพั โพ วิํูญหีติ
เป็ นสิ่ งที่ผรู ้ ู้กร็ ู้ได้เฉพาะตน ดังนี้
๔. ธัมมาภิคตี ิ
( หันทะ มะยัง ธัมมาภิคตี ัง กะโรมะ เส )
สวากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย
พระธรรม เป็ นสิ่ งที่ประเสริ ฐเพราะประกอบด้วยคุณ
คือความ ที่พระผูม้ ี พระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว
โย มัคคะปากะปะริยตั ติวโิ มกขะเภโท

๒๘

เป็ นธรรมอันจําแนกเป็ น มรรค ผล ปริ ยตั ิ และนิพพาน
ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี
เป็ นธรรมทรงไว้ซ่ ึงผูท้ รงธรรมจากการตก ไปสู่โลกที่ชวั่
วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมอันประเสริ ฐนั้น อันเป็ นเครื่ องขจัดเสี ยซึ่ งความมืด
ธัมโม โย สั พพะปาณัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง
พระธรรมใด เป็ นสรณะอันเกษมสู งสุ ด ของสัตว์ท้ งั หลาย
ทุติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิ เรนะหัง
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น อันเป็ นที่ต้ งั แห่งความระลึกองค์ที่สอง
ด้วยเศียรเกล้า
ธัมมัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี ) วะ ธัมโม เม สามิกสิ สะโร
ข้าพเจ้าเป็ นทาสของพระธรรม พระธรรมเป็ นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า
ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม
พระธรรมเป็ นเครื่ องกําจัดทุกข์ และทรงไว้ซ่ ึ งประโยชน์แก่ขา้ พเจ้า
ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวติ ตัญจิทงั
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวติ นี้ แด่พระธรรม
วันทันโต (ตีหัง) จะริสสามิ ธัมมัสเสวะ สุ ธัมมะตัง
ข้าพเจ้าผูไ้ หว้อยูจ่ กั ประพฤติตาม ซึ่ งความเป็ นธรรมดีของพระธรรม
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง
ที่พ่ งึ อื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระธรรมเป็ นที่พ่ งึ อันประเสริ ฐของข้าพเจ้า
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สั ตถุสาสะเน

๒๙

ด้วยการกล่าวคําสัจนี้ ข้าพเจ้าพึงเจริ ญในพระศาสนาของพระศาสดา
ธัมมัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุ ตัง อิธะ
ข้าพเจ้าผูไ้ หว้อยูซ่ ่ ึงพระธรรม ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้
สั พเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุ ง ตัสสะ เตชะสา
อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ขา้ พเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น
(กราบหมอบลงว่ า)
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
ธัมเม กุกมั มัง ปะกะตัง มะยา ยัง
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ขา้ พเจ้ากระทําแล้ว ในพระธรรม
ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง
ขอพระธรรม จงงดซึ่ งโทษล่วงเกินอันนั้น
กาลันตะเร สั งวะริตุง วะ ธัมเม
เพื่อการสํารวมระวัง ในพระธรรม ในกาลต่อไป

๕. สั งฆานุสสติ
(หันทะ มะยัง สั งฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส)
สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
สงฆ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบตั ิดีแล้ว
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
สงฆ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบตั ิตรงแล้ว
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
สงฆ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ้า หมู่ใด,

๓๐

ปฏิบตั ิเพื่อรู้ธรรมเป็ นเครื่ องออกจากทุกข์แล้ว
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
สงฆ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบตั ิสมควรแล้ว
ยะทิทงั
ได้แก่ บุคคลเหล่านี้ คือ
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐ ะ ปุริสะปุคคะลา
คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรี ยงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสั งโฆ
นัน่ แหละ สงฆ์สาวกของพระผูม้ ีพระภาคเจ้า
อาหุเนยโย
เป็ นสงฆ์ควรแก่สกั การะที่เขานํามาบูชา
ปาหุเนยโย
เป็ นสงฆ์ควรแก่สกั การะที่เขาจัดไว้ตอ้ นรับ
ทักขิเณยโย
เป็ นผูค้ วรรับทักษิณาทาน
อัํูชะลีกะระณีโย เป็ นผูท้ ี่บุคคลทัว่ ไปควรทําอัญชลี
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ
เป็ นเนื้อนา บุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิง่ กว่า ดังนี้

๖. สั งฆาภิคีติ
(หันทะ มะยัง สั งฆาภิคตี ิง กะโรมะ เส)
สั ทธัมมะโช สุ ปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต
พระสงฆ์ที่เกิดโดยพระสัทธรรม, ประกอบด้วยคุณมีความปฏิบตั ิดี
เป็ นต้น
โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสั งฆะเสฏโฐ
เป็ นหมู่แห่งพระอริ ยะบุคคลอันประเสริ ฐ แปดจําพวก
สี ลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต

๓๑

มีกายและจิต อันอาศัยธรรมมีศีลเป็ นต้น อันบวร
วันทามะหัง ตะมะริยานะคะณัง สุ สุทธัง
ข้าพเจ้าไหว้หมู่แห่งพระอริ ยะเจ้าเหล่านั้นอันบริ สุทธิ์ดว้ ยดี
สั งโฆ โย สั พพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง
พระสงฆ์ หมู่ใด เป็ นสะระณะอันเกษมสู งสุ ดของสัตว์ท้ งั หลาย
ตะติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิ เรนะหัง
ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่น้ นั , อันเป็ นที่ต้ งั แห่งความระลึก องค์ที่สาม
ด้วยเศียรเกล้า
สั งฆัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี ) วะ สั งโฆ เม สามิกสิ สะโร
ข้าพเจ้าเป็ นทาสของพระสงฆ์ พระสงฆ์เป็ นนาย มีอิสระเหนือ
ข้าพเจ้า
สั งโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม
พระสงฆ์เป็ นเครื่ องกําจัดทุกข์ , และทรงไว้ซ่ ึงประโยชน์แก่ขา้ พเจ้า
สั งฆัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัํูชีวติ ัํจู ิทงั
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวติ นี้ แด่พระสงฆ์
วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ สั งฆัสโสปะฏิปันนะตัง
ข้าพเจ้าผูไ้ หว้อยูจ่ กั ประพฤติตาม, ซึ่งความปฏิบตั ิดีของพระสงฆ์
นัตถิ เม สะระณัง อัํูญงั สั งโฆ เม สะระณัง วะรัง
ที่พ่ งึ อื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระสงฆ์เป็ นที่พ่ งึ อันประเสริ ฐ
ของข้าพเจ้า
เอเตนะ สั จจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สั ตถุสาสะเน

๓๒

ด้วยการกล่าวคําสัจนี้, ข้าพเจ้าพึงเจริ ญในพระศาสนาของพระศาสดา
สั งฆัง เม วันทะมาเนนะ (มานายะ) ยัง ปุํูญงั ปะสุ ตัง อิธะ
ข้าพเจ้าผูไ้ หว้อยูซ่ ่ ึงพระสงฆ,์์ ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้
สั พเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุ ง ตัสสะ เตชะสา
อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ขา้ พเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น
(กราบหมอบลงว่ า)
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
สั งเฆ กุกมั มัง ปะกะตัง มะยา ยัง
กรรมน่าติเตียนอันใดที่ขา้ พเจ้ากระทําแล้วในพระสงฆ์
สั งโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง
ขอพระสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น
กาลันตะเร สั งวะริตุง วะ สั งเฆ
เพื่อการสํารวมระวัง ในพระสงฆ์ ในกาลต่อไป

(จบคาทาวัตรเย็น)

๓๓

๗. บทสวดมนต์ แปล อดีตปัจจเวกขณปาฐะ
(หันทะ มะยัง อะตีตา ปัจจะเวกขะณะ ปาฐั ง ภะณามะเส)
(ข้ อว่ าด้ วยจีวร)
อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต์วา ยัง จีวะรัง ปะริภุตตัง,
จีวรใดอันเรานุ่งห่มแล้ว ไม่ทนั พิจารณา ในวันนี้,
ตัง ยาวะเทวะ สี ตัสสะ ปะฏิฆาตายะ,
จีวรนั้น เรานุ่งห่มแล้ว เพียงเพื่อบําบัดความหนาว,
อุณ์หัสสะ ปะฏิฆาตายะ,
เพื่อบําบัดความร้อน,
ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิ ริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ
เพื่อบําบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดดและสัตว์เลื้อยคลาน
ทั้งหลาย
ยาวะเทวะ หิริโกปิ นะปะฏิจฉาทะนัตถัง,
และเพียงเพื่อปกปิ ดอวัยวะอันเกิดความละอาย

(ข้ อว่ าด้ วยบิณฑบาต)

๓๔

อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต์วา โย ปิ ณฑะปาโต ปะริภุตตัง,
บิณฑบาตใด อันเราฉันแล้ว ไม่ทนั พิจารณาในวันนี้,
โส เนวะ ทะวายะ,
บิณฑบาตนั้น เราฉันแล้ว ไม่ใช่เป็ นไปเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน,
นะ มะทายะ,
ไม่ใช่เป็ นไปเพื่อความเมามันเกิดกําลังพลังทางกาย,
นะ มัณฑะนายะ,
ไม่ใช่เป็ นไปเพื่อประดับ,
นะ วิภูสะนายะ,
ไม่ใช่เป็ นไปเพื่อตกแต่ง,
ยาวะเทวะ อิมสั สะ กายัสสะ ฐิติยา,
แต่ให้เป็ นไปเพียงเพื่อความตั้งอยูไ่ ด้แห่งกายนี้,
ยาปะนายะ,
เพื่อความเป็ นได้ของอัตภาพ,
วิหิงสุ ปะระติยา,
เพื่อความสิ้ นไปแห่งความลําบากทางกาย,
พ์รัห์มะจะริยานุคคะหายะ, เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์,
อิติ ปุราณัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ,
ด้วยการทําอย่างนี้, เราย่อมระงับเสี ยได้ ซึ่งทุกขเวทนาเก่า คือความหิ ว
นะวัญจะ เวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ,
และไม่ทาํ ทุกขเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น,
ยาต์ รา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุ วหิ าโร
อนึ่ง ความเป็ นไปได้โดยสะดวกแห่งอัตภาพนี้ดว้ ย ความเป็ นผูห้ าโทษ
มิได้ดว้ ย และความเป็ นอยูโ่ ดยผาสุ กด้วย จักมีแก่เราดังนี้.

(ข้ อว่ าด้ วยเสนาสนะ)

๓๕

อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิต์วา ยัง เสนาสะนัง ปะริภุตตัง,
เสนาสนะใด อันเราใช้สอยแล้ว ไม่ทนั พิจารณา ในวันนี้,
ตัง ยาวะเทวะ สี ตัสสะ ปะฏิฆาตายะ,
เสนาสนะนั้น เราใช้สอยแล้ว เพียงเพือ่ บําบัดความหนาว,
อุณหัสสะ ปะฏิฆาตายะ,
เพื่อบําบัดความร้อน,
ฑังสะมะกะสะวาตาตะปะสิ ริงสะปะสัมผัสสานัง ปะฏิฆาตายะ,
เพื่อบําบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดดและสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย
ยาวะเทวะ อุตุปะริสสะยะวิโนทะนัง ปะฏิสัลลานารามัตถัง,
เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายอันจะพึงมีจากดินฟ้ าอากาศ
และเพื่อความเป็ นผูย้ นิ ดีอยูไ่ ด้ ในที่หลีกเร้นสําหรับภาวนา,

(ข้ อว่ าด้ วยคิลานเภสั ช)
อัชชะ มะยา อะปัจจะเวกขิ์ตวา โย คิลานะปัจจะยะเภสั ชชะปะริกขาโร
ปะริภุตโต,
คิลานเภสัชบริ ขารใด อันเราบริ โภคแล้ว ไม่ทนั พิจารณาในวันนี้,
โส ยาวะเทวะ อุปปันนานัง เวยยาพาธิกานัง เวทะนานัง ปะฏิฆาตายะ,
คิลานเภสัชบริ ขารนั้น เราบริ โภคแล้ว เพียงเพื่อบําบัดทุกขเวทนา
อันบังเกิดขึ้นแล้ว มีอาพาธต่าง ๆ เป็ นมูล,
อัพ์ยาปัชฌะปะระมะตายาติ,
เพื่อความเป็ นผูไ้ ม่มีโรคเบียดเบียน เป็ นอย่างยิง่ ดังนี้.

๓๖

ภาค ๒
บทสวดมนต์ พเิ ศษ (บางบท)
๔. ทวัตติงสาการปาฐะ
(หันทะ มะยัง ทวัตติงสาการะปาฐั ง ภะณามะ เส)
อะยัง โข เม กาโย
อุทธัง ปาทะตะลา
อะโธเกสามัตถะกา
ตะจะปะริยนั โต
ปุโรนานัปปะการัสสะ อสุ จิโน
อัตถิ อิมสั มิง กาเย
เกสา
โลมา
นะขา
ทันตา

ผมทั้งหลาย
ขนทั้งหลาย
เล็บทั้งหลาย
ฟันทั้งหลาย

กายของเรานี้แล
เบื้องบนแต่พ้นื เทาขึ้นมา
เบื้องตํ่าแต่ปลายผมลงไป
มีหนังหุม้ อยูเ่ ป็ นที่สุดรอบ
เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ
มีอยูใ่ นกายนี้
ตะโจ
หนัง
มังสั ง เนื้อ
นะหารู เอ็นทั้งหลาย
อัฏฐี
กระดูกทั้งหลาย

37

อัฏฐิมญ
ิ ชัง
เยือ่ ในกระดูก
วักกัง
ม้าม
หะทะยัง หัวใจ
ยะกะนัง
ตับ
กิโลมะกัง
พังผืด
ปิ หะกัง
ไต
ปัปผาสั ง
ปอด
อันตัง
ไส้ใหญ่
อันตะคุณงั
ไส้นอ้ ย
อุทะริยงั อาหารใหม่
กะรีสัง อาหารเก่า
มัตถะเก มัตถะลุงคัง
เยือ่ ในสมองศรี ษะ
ปิ ตตัง
นํ้าดี

เสมหัง
ปุพโพ
โลหิตัง
เสโท
เมโท

นํ้าเสลด
นํ้าเหลือง
นํ้าเลือด
นํ้าเหงื่อ
นํ้ามันข้น

อัสสุ
วะสา
เขโฬ
สิ งฆานิกา
ละสิ กา
มุตตัง

นํ้าตา
นํ้ามันเหลว
นํ้าลาย
นํ้ามูก
นํ้ามันไขข้อ
นํ้ามูตร

เอวะมะยัง เม กาโย
กายของเรานี้อย่างนี้
อุทธังปาทะตะลา
เบื้องบนแต่พ้ืนเท้าขึ้นมา
อะโธเกสะมัตถะกา
เบื้องตํ่าแต่ปลายผมลงไป
ตะจะปะริยนั โต
มีหนังหุม้ อยูเ่ ป็ นที่สุดรอบ
ปุโรนานัปปะการัสสะ อะสุ จิโน
เต็มไปด้วยความไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ อย่างนี้แล
๕.เขมาเขมสรณทีปิกคาถา

๓๘

( หันทะ มะยัง เขมาเขมะสะระณะทีปิกะคาถาโยภะณามเส )
พะหุ ง เว สะระณัง ยันติ
อารามะรุ กขะเจตยานิ

ปั พพะตานิ วะนานิ จะ,
มะนุ สสา ภะยะตัชชิ ตา,

มนุ ษย์เป็ นอันมาก เมื่ อเกิ ดมีภยั คุ กคามแล้ว, ก็ถือเอาภูเขาบ้าง
ป่ าไม้บา้ ง อาราม และรุ กขเจดี ยบ์ า้ ง เป็ นสรณะ,
เนตัง โข สะระณัง เขมัง
เนตัง สะระณะมาคัมมะ

เนตัง สะระณะมุตตะมัง,
สั พพะทุกขา ปะมุจจะติ,

นัน่ มิใช่ สรณะอันเกษมเลย, นัน่ มิ ใช่ สรณะอันสู งสุ ด,
เขาอาศัยสรณะนั่นแล้ว ย่อมไม่พน้ จากทุกข์ท้ งั ปวงได้,
โย จะ พุทธัญจะ ธัมมัญจะ
จัตตาริ อะริ ยะสั จจานิ

สั งฆัญจะ สะระณัง คะโต,
สั มมัปปั ญญายะ ปั สสะติ ,

ส่ วนผูใ้ ดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็ นสรณะแล้ว,
เห็นอริ ยสัจจ์ คือความจริ งอันประเสริ ฐสี่ ด้วยปั ญญาอันชอบ,
ทุกขัง ทุกขะสะมุ ปปาทัง
อะริ ยัญจัฏฐั งคิกัง มัคคัง

ทุกขัสสะ จะ อะติกกะมัง,
ทุกขูปะสะมะคามินัง,

คือเห็นความทุกข์, เหตุให้เกิ ดทุกข์, ความก้าวล่วงทุกข์เสี ยได้,
และหนทางมีองค์แปดอันประเสริ ฐ เครื่ องถึงความระงับทุกข์ ,

๓๙

เอตัง โข สะระณัง เขมัง
เอตัง สะระณะมาคัมมะ

เอตัง สะระณะมุตตะมัง
สั พพะทุกขา ปะมุ จจะติ.

นั่นแหละ เป็ นสรณะอันเกษม, นั่นเป็ นสรณอันสู งสุ ด,
เขาอาศัยสรณะนัน่ แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ท้ งั ปวงได้.

๖. อริ ยะธนคาถา
(หันทะ มะยัง อะริ ยะธะนะคาถาโย ภะณามะ เส)
ยัสสะ สั ทธา ตะถาคะเต อะจะลา สุ ปะติฏฐิ ตา,
ศรัทธา ในพระตถาคตของผูต้ ้ งั มัน่ อย่างดี ไมหวัน่ ไหว,
สี ลัญจะ ยัสสะ กัลยาณัง อะริ ยะกันตั ง ปะสั งสิ ตัง,
และศีลของผูใ้ ดงดงาม เป็ นที่สรรเสริ ญ ที่พอใจของพระอริ ยเจ้า ,
สั งเฆ ปะสาโท ยัสสั ตถิ อุชุภูตัญจะ ทัสสะนัง,
ความเลื่อมใสของผูใ้ ดมีในพระสงฆ์ และความเห็นของผูใ้ ดตรง
อะทะฬิ ทโทติ ตัง อาหุ อะโมฆันตัสสะ ชี วิตัง,
บัณฑิตกล่าวเรี ยกเขาผูน้ ้ นั ว่าคนไม่จน ชี วิตของเขาไม่เป็ นหมัน
ตัสสะมา สั ทธัญจะ สี ลัญจะ ปะสาทังธัมมะทัสสะนัง ,
อะนุ ยุญเชถะ เมธาวีสะรั ง พุทธานะสาสะนัง,
เพราะฉะนั้นเมื่อระลึ กได้ ถึ งคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่, ผูม้ ีปัญญา
ควรก่อสร้างศรัทธาศี ล ความเลื่อมใสและความเห็ นธรรมให้เนื องๆ

๔๐

๗. ติลักขณาทิคาถา
(หันทะ มะยัง ติลกั ขะณา ทิคาถาโย ภะณามะเส)
สั พเพ สั งขารา อะนิจจาติ ยะทา ปั ญญายะ ปั สสะติ ,
เมื่ อใดบุคคลเห็นด้วยปั ญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ ยง,
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโควิสุทธิ ยา,
เมื่ อนั้นย่อมเหนื่ อยหน่ ายในสิ่ งที่เป็ นทุกข์ ที่ตนหลง,
นัน่ แหละเป็ นทางแห่ งพระนิ พพาน อันเป็ นธรรมหมดจด,
สั พเพ สั งขารา ทุ กขาติ ยะทา ปั ญญายะ ปั สสะติ,
เมื่ อใดบุคคลเห็นด้วยปั ญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็ นทุกข์,
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโควิสุทธิ ยา,
เมื่ อนั้นย่อมเหนื่ อยหน่ ายในสิ่ งที่เป็ นทุกข์ ที่ตนหลง,
นั้นแหละเป็ นทางแห่ งพระนิ พพาน อันเป็ นธรรมหมดจด,
สั พเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปั ญญายะ ปั สสะติ ,
เมื่ อใดบุคคลเห็นด้วยปั ญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็ นอนัตตา,
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิ ยา,
เมื่ อนั้นย่อมเหนื่ อยหน่ ายในสิ่ งที่ เป็ นทุกข์ ที่ ตนหลง,
นัน่ แหละเป็ นทางแห่ งพระนิ พพาน อันเป็ นธรรมหมดจด,
อัปปะกา เต มะนุ สเสสุ เย ชะนา ปาระคามิโน,
ในหมู่มนุ ษย์ท้ งั หลาย ผูท้ ี่ถึงฝั่ งแห่ งพระนิ พพานมี น้อยนัก,
อะถายัง อิตะรา ปะชา ตีระเมวานุ ธาวะติ,

๔๑

หมู่มนุ ษย์นอกนั้น ย่อมวิ่งเลาะอยู่ตามฝั่ งในนี้ เอง
เย จะโข สั มมะทักขาเต ธัมเม ธั มมานุ วัตติ โน
ก็ชนเหล่าใด ประพฤติสมควรแก่ธรรมในธรรมที่ ตรัสไว้ชอบแล้ว,
เตชะนา ปาระเมสสั นติ มัจจุเธยยัง สุ ทุตตะรั ง,
ชนเหล่านั้นจักถึงฝั่ งแห่ งพระนิ พพาน,
ข้ามพ้นบ่วงแห่ งมัจจุที่ขา้ มได้ยากนัก,
กัณหัง ธัมมัง วิปปะหายะ สุ กกัง ภาเวถะปั ณฑิโต,
จงเป็ นบัณฑิตละธรรมดําเสี ย แล้วเจริ ญธรรมขาว,
โอกา อะโนกะมาคัมมะ วิเวเก ยัตถะ ทูระมัง,
ตัตราภิระติ มิจเฉยยะ หิตตะวา กาเม อะกิญจะโน,
จงมาถึงที่ไม่มีน้ าํ จากที่มีน้ าํ ,จงละกามเสี ย ,เป็ นผูไ้ ม่มีความกังวล
จงยินดี เฉพาะต่อพระนิ พพาน อันเป็ นที่ สงัดซึ่ งสัตว์ยินดี ได้โดยยาก.
๘.ภารสุ ตตคาถา
(หันทะ มะยัง ภาระสุ ตตะ คาถาโย ภะณามะ เส)
ภารา หะเว ปั ญจักขันธา, ขันธ์ท้ งั ห้าเป็ นของหนักเน้อ,
ภาระหาโร จะ ปุคคะโล, บุคคลแหละเป็ นผูแ้ บกของหนักพาไป,
ภาราทานัง ทุกขัง โลเก,

การแบกถือของหนัก เป็ นความทุกข์ในโลก,

ภาระนิกเขปะนัง สุ ขัง,

การสลัดของหนักทิ้งลงเสี ยเป็ นความสุ ข,

นิกขิปิตตะวา คะรุ ง ภารั ง, พระอริ ยเจ้าสลัดทิ้งของหนักลงเสี ยแล้ว,
อัญญัง ภารั ง อะนาทิยะ, ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่น ขึ้ นมาอี ก,

๔๒

สะมูลัง ตัณหัง อัพพุยะหะ, ก็เป็ นผูถ้ อนตัณหา ขึ้ นได้ กระทัง่ ราก,
นิจฉาโต ปะริ นิพพุโต,
เหลือ,

เป็ นผูห้ มดสิ่ งปรารถนาดับสนิ ทไม่มี ส่ วน

๙. ภัทเทกรั ตตคาถา
(หันทะ มะยัง ภัทเทกะรัตตะคาถาโย ภะณา มะ เส)
อะตีตัง นานวาคะเมยยะ นัปปะฏิกังเขอะนาคะตัง ,
บุคคลไม่ควรตามคิดถึงสิ่ งที่ล่วงไปแล้ว ด้วยอาลัย, และไม่พึง
พะวงถึงสิ่ งที่ ยงั ไม่มาถึ ง,
ยะทะตีตัมปะหีนันตัง อัปปั ตตัญจะ อะนาคะตัง ,
สิ่ งเป็ นอดี ตก็ละไปแล้ว สิ่ งเป็ นอนาคตก็ยงั ไม่มา,
ปั จจุปปั นนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะติ,
อะสั งหิรัง อะสั งกุปปั ง ตัง วิทธา มะนุ พรู หะเย,
ผูใ้ ดเห็นธรรมอันเกิ ดขึ้นเฉพาะหน้าในที่ นั่นๆอย่างแจ่ มแจ้ง
ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน เขาควรพอกพูนอาการเช่ นนั้นไว้
อัชเชวะกิจจะมาตัปปั ง โก ชั ญญา มะระ ณัง สุ เว,
ความเพียรเป็ นสิ่ งที่ ตอ้ งทําวันนี้ ใครจะรู ้ ความตายแม้พรุ่ งนี้ ,
นะหิโน สั งคะรั นเตนะ มะหาเสเนนะ มัจจุ นา,
เพราะการผัดเพี้ยนต่อมัจจุ ราช ซึ่ งมี เสนามากย่อม ไม่มีสาํ หรับเรา,
เอวัง วิหาริ มาตาปิ ง อะโหรั ตตะมะ ตันทิตัง ,

๔๓

ตัง เว ภัทเทกะรั ตโตติ สั นโต อาจิกขะเต มุนิ,
มุนีผูส้ งบ ย่อมกล่าวเรี ยกผูม้ ี ความเพียรอยู่ เช่ นนั้น,
ไม่เกี ยจคร้านทั้งกลางวันกลางคืนว่า, ผูเ้ ป็ นอยู่แม้เพียงราตรี เดี ยวก็น่า
ชม.
๑๐. ธัมมคารวาทิคาถา
(หันทะ มะยัง ธัมมะ คาระวาทิคาถาโย ภะณามะ เส)
เย จะ อะตีตา สั มพุทธา
เย จะ พุทธา อะนาคะตา,
โย เจตะระหิ สั มพุทโธ
พะหุ นนัง โสกะนาสะโน,
พระพุทธเจ้าบรรดาที่ ล่วงไปแล้วด้วย, ที่ ยงั ไม่มาตรัสรู ้ ดว้ ย,
และพระพุทธเจ้าผูข้ จัดโศกของมหาชน ในกาลบัดนี้ ด้วย,
สั พเพ สั ทธั มมะคะรุ โน
วิหะริ งสุ วิหาติ จะ,
อะถาปิ วิหะริ สสั นติ เอสา
พุทธานะธั ม มะตา,
พระพุทธเจ้าทั้งปวงนั้น ทุกพระองค์เคารพ พระธรรม,
ได้เป็ นมาแล้วด้วย, กําลังเป็ น อยู่ดว้ ยและจักเป็ นด้วย,
เพราะธรรมดาของ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็ นเช่ นนั่นเอง,
ตัสะมา หิ อัตตะกาเมนะ
มะหัตตะมะภิกังขะตา,
สั ทธัมโม คะรุ กา ตัพโพ
สะรั ง พุทธานะสาสะนัง,
เพราะฉะนั้นบุคคลผูร้ ักตนหวังอยู่เฉพาะคุ ณเบื้องสู ง เมื่อระลึก
ได้ถึงคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่, จงทําความเคารพพระธรรม,
นะ หิ ธัมโม อะธัมโม จะ อุโภ สะมะวิปากิโน,

๔๔

ธรรมและอธรรม จะมีผลเหมือนกันทั้งสองอย่างหามิ ได้
อะธัมโม นิระยัง เนติ
ธั มโม ปาเปติสุคะติง,
อธรรมย่อมนําไปนรก, ธรรมย่อมนําให้ถึงสุ คติ ,
ธัมโม หะเว รั กขะติ ธัมมะจาริ ง ,
ธรรมแหละย่อมรั กษา ผูป้ ระพฤติธรรมเป็ นนิ จ,
ธัมโม สุ จิณโณ สุ ขะมาวะหาติ,
ธรรมที่ ประพฤติดีแล้ว ย่อมนําสุ ขมาให้ตน,
เอสานิสังโส ธั มเม สุ จิณเณ,
นี่ เป็ นอานิ สงส์ ในธรรม ที่ตนประพฤติดีแล้ว .
๑๑.โอวาทปาติโมกขคาถา
(หันทะ มะยัง โอวาทะปาติโมกขะคาถาโย ภะณามะ เส)
การไม่ทาํ บาปทั้งปวง,
การทํากุศลให้ถึงพร้อม,
การชําระจิตของตนให้ขาวรอบ
ธรรม ๓ อย่างนี้ เป็ นคําสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย,
ขันตีปะระมัง ตะโป ตีติกขา, ขันติ คือความอดกลั้น
เป็ นธรรมเครื่ องเผากิ เลสอย่างยิ่ง,
นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา,
ผูร้ ู้ท้ งั หลายกล่าวพระนิ พพาน ว่าเป็ นธรรมอันยิ่ง,
นะหิ ปั พพะชิ โต ปะรู ปะฆาตี,
สั พพะปาปั สสะ อะกะระณัง ,
กุสะลัสสู ปะสั มปะทา,
สะจิตตะปะริ โยทะปะนัง ,
เอตัง พุทธานะสาสะนัง,

๔๕

ผูก้ าํ จัดสัตว์อื่นอยู่ไม่ชื่อว่าเป็ นบรรพชิ ตเลย,
สะมะโณ โหติ ปะรั ง วิเหฐะยันโต,
ผูท้ าํ สัตว์อื่นให้ลาํ บากอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็ นสมณะเลย,
อะนู ปะวาโท อะนู ปะฆาโต,
การไม่พูดร้าย,การไม่ทาํ ร้าย,
ปาติโมกเข จะสั งวะโร,
การสํารวมในปาติ โมกข์,
มัตตัญํุตา จะภัตตัสสะมิง, ความเป็ นผูร้ ู้ประมาณในการบริ โภค,
ปั นตัญจะ สะยะนาสะนัง ,
การนอน การนั่งในที่ อนั สงัด,
อะธิจิตเต จะ อาโยโค,
ความหมัน่ ประกอบในการทําจิ ตให้ยิ่ง,
เอตัง พุทธานะสาสะนัง,
ธรรม ๖ อย่างนี้ เป็ นคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
๑๒. ปฐมพุทธภาสิ ตคาถา
(หันทะ มะยัง ปะฐะมะพุทธะภาสิ ตะ คาถาโย ภะณามะ เส)
อะเนกะชาติสังสารั ง
สั นธาวิสสั ง อะนิพพิสัง ,
เมื่อเรายังไม่พบญาณได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็ นอเนกชาติ ,
คะหะการั ง คะเวสั นโต
ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง,
แสวงหาอยู่ซ่ ึ งนายช่ างปลูกเรื อน, คือตัณหาผูส้ ร้างภพ,
การเกิ ดทุกคราวเป็ นทุกข์ร่ าํ ไป,
คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ
ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ ,
นี่ แน่ ะนายช่ างปลูกเรื อน เรารู ้จกั เจ้าเสี ยแล้ว,
เจ้าจะทําเรื อนให้เราไม่ได้อีกต่อไป,
สั พพา เต ผาสุ กา ภัคคา
คะหะกูฏัง วิสังขะตัง,

๔๖

โครงเรื อนทั้งหมดของเจ้า เราหักเสี ยแล้ว,ยอดเรื อนเราก็ร้ื อเสี ยแล้ว,
วิสังขาระคะตัง จิตตัง
ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา.
จิตของเราถึง แล้วซึ่ งสภาพที่อะไรปรุ งแต่งไม่ได้อีกต่อไป,
มันได้ถึงแล้ว ซึ่ งความสิ้ นไปแห่ งตัณหา.
๑๓. ปั จฉิ มพุทโธวาทปาฐะ
(หันทะ มะยัง ปั จฉิ มะพุทโธวาทะปาฐั ง ภะณามะ เส)
หันทะทานิ ภิกขะเว อามั นตะยามิโว
ดูก่อนภิกษุท้ งั หลายบัดนี้ เราขอ เตือนท่านทั้งหลายว่า,
วะยะธัมมา สั งขารา,
สังขารทั้งหลาย มี ความเสื่ อมไปเป็ นธรรมดา,
อัปปะมาเทนะ สั มปาเทถะ,
ท่านทั้งหลาย จงทําความไม่ประมาทให้ถึงพร้ อมเถิด,
อะยัง ตะถาคะตัสสะ ปั จฉิ มาวาจา,
นี้ เป็ นพระวาจามี ในครั้งสุ ดท้าย ของพระตถาคตเจ้า.
๑๔. บทพิจารณาสังขาร
(ทุกเวลาทําวัตรเช้า และเวลาก่อนเข้านอน)
สั พเพ สั งขารา อะนิจจา,
สังขารคือร่ างกายจิตใจ,และรู ปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้ น,
มันไม่เที่ยง;เกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป.
สั พเพ สั งขารา ทุกขา,

๔๗

สังขารคือร่ างกายจิตใจ,แลรู ปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้ น,
มันเป็ นทุกข์ ทนยาก;เพราะเกิดขึ้นแล้ว, แก่, เจ็บ ตายไป.
สั พเพ ธัมมา อะนัตตา,
สิ่ งทั้งหลายทั้งปวง,ทั้งที่เป็ นสังขาร และมิใช่สงั ขาร ทั้งหมดทั้งสิ้ น,
ไม่ใช่ตวั ไม่ใช่ตน;ไม่ควรถือว่าเรา ว่าของเราว่าตัวว่าตนของเรา
อะธุวงั ชีวติ ัง,
ชีวติ เป็ นของไม่ยงั่ ยืน;
ธุวงั มะระณัง,
ความตายเป็ นของยัง่ ยืน;
อะวัสสั ง มะยา มะริตัพพัง,
อันเราจะพึงตายเป็ นแท้;
มะระณะปะริโยสานังเมชีวติ ัง, ชีวติ ของเรามีความตายเป็ นที่สุดรอบ;
ชีวติ ัง เม อะนิยะตัง,
ชีวติ ของเรา เป็ นของไม่เที่ยง;
มะระณัง เม นิยะตัง,
ความตายของเรา เป็ นของเที่ยง.
วะตะ,
ควรที่จะสังเวช;
อะยัง กาโย,
ร่ างกายนี้;
อะจิรัง,
มิได้ต้ งั อยูน่ าน;
อะเปตะวิญญาโณ,
ครั้นปราศจากวิญญาณ;
ฉุฑโฑ,
อันเขาทิ้งเสี ยแล้ว;
อะธิเสสสะติ,
จักนอนทับ;
ปะฐะวิง,
ซึ่ งแผ่นดิน;
กะลิงคะรัง อิวะ,
ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟื น;
นิรัตถัง.
หาประโยชน์มิได้.
พระคาถาชินบัญชร

๔๘

คาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี ) พระคาถานี้
เป็ นคาถาศักดิ์สิทธิ์ ตกทอดมาจากลังกา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์
โบราณและได้ดดั แปลงแต่งเติมให้ดีข้ ึนเป็ นเอกลักษณ์พิเศษ ผูใ้ ดสวดภาวนา
พระคาถานี้เป็ นประจําสมํ่าเสมอจะทําให้เกิดความสิ ริมงคลแก่ตนเอง ศัตรู ไม่
กล้ากลํ้ากราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ ก่อนเจริ ญภาวนา
ให้ต้ งั นะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงหลวงปู่ โตและตั้งคําอธิ ษฐานแล้วเริ่ มสวด

เริ่มสวด นโม ๓ จบ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( ๓ จบ )
นึกถึงหลวงปู่ โตแล้ วตั้งอธิษฐาน
ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิ ยะตังสุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุ วณั โณ
มรณังสุ ขงั อะระหังสุ คะโต นะโมพุทธายะ
เริ่มบทพระคาถาชินบัญชร
ชะยาสะนากะตา พุทธา
เชตวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสจั จาสะภัง ระสัง
เย ปิ วิงสุ นะราสะภา.
ตัณหังกะราทะโย พุทธา
อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง
มัตถะเกเต มุนิสสะรา.
สี เส ปะติฏฐิโต มัยหัง
พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง
อุเร สัพพะคุณากะโร.
หะทะเย เม อะนุรุทโธ
สารี ปุตโต จะทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิ ฏฐิภาคัสมิง
โมคคัลลาโน จะ วามะเก.

๔๙

ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง
กัสสะโป จะ มะหานาโม
เกสันเต ปิ ฏฐิภาคัสมิง
นิสินโน สิ ริสมั ปันโน
กุมาระกัสสโป เถโร
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง
ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา
เสสาสี ติ มะหาเถรา
เอเตสี ติ มะหาเถรา
ชะลันตา สี ละเตเชนะ
ระตะนัง ปุระโต อาสิ
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ
ขันธะโมระปะริ ตตัญจะ
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ
ชินา นานาวะระสังยุตตา
วาตะปิ ตตาทะสัญชาตา
อะเสสา วินะยัง ยันตุ
วะสะโต เม สะกิจเจนะ
ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ
สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ
อิจเจวะมันโต
ชินานุภาเวนะ

อาสุ ง อานันทะ ราหุโล
อุภาสุ ง วามะโสตะเก.
สุ ริโย วะ ปะภังกะโร
โสภิโต มุนิปุงคะโว
มะเหสี จิตตะ วาทะโก
ปะติฏฐาสิ คุณากะโร.
อุปาลี นันทะ สี วะลี
นะลาเต ติละกา มะมะ.
วิชิตา ชินะสาวะกา
ชิตะวันโต ชิโนระสา
อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.
ทักขิเณ เมตตะ สุ ตตะกัง
วาเม อังคุลิมาละกัง
อาฏานาฏิยะ สุ ตตะกัง
เสสา ปาการะสัณฐิตา
สัตตัปปาการะ ลังกะตา
พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.
อะนันตะชินะ เตชะสา
สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.
วิหะรันตัง มะฮี ตะเล
เต มะหาปุริสาสะภา.
สุ คุตโต สุ รักโข
ชิตุปัททะโว

๕๐

ธัมมานุภาเวนะ
สังฆานุภาเวนะ
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต

ชิตาริ สงั โฆ
ชิตนั ตะราโย
จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ ฯ

ภาคผนวก
(กรวดนา้ ตอนเช้ า )
๑. สั พพปัตติทานคาถา
(หันทะ มะยัง สัพพะปัตติทานะคาถาโย ภะณามะ เส.)
ปุญญัสสิ ทานิ กะตัสสะ ยานัญญานิ กะตานิ เม,
เตสั ญจะ ภาคิโน โหนตุ สั ตตานันตาปปะมาณะกา,
สัตว์ท้งั หลาย ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ, จงมีส่วนแห่งบุญที่ขา้ พเจ้า
ได้ทาํ ในบัดนี้, และแห่งบุญอื่นที่ได้ทาํ ไว้ก่อนแล้ว,
เย ปิ ยา คุณะวันตา จะ
ทิฏฐา เม จาปยะทิฏฐา

มัยหัง มาตาปิ ตาทะโย,
วา อัญเญ มัชฌัตตะเวริโน,

คือจะเป็ นสัตว์เหล่าใด, ซึ่งเป็ นที่รักใคร่ และมีบุญคุณ เช่นมารดาบิดา
ของข้าพเจ้าเป็ นต้น ก็ดี, ที่ขา้ พเจ้าเห็นแล้ว หรื อไม่ได้เห็น ก็ดี,
สัตว์เหล่าอื่นที่เป็ นกลาง ๆ หรื อเป็ นคู่เวรกัน ก็ดี,
สั ตตา ติฏฐันติ โลกัสมิง เต ภุมมา จะตุโยนิกา,
ปัญเจกะจะตุโวการา
สั งสะรันตา ภะวาภะเว,

๕๑

สัตว์ท้งั หลาย ตั้งอยูใ่ นโลก, อยูใ่ นภูมิท้งั สาม, อยูใ่ นกําเนิดทั้งสี่ ,
มีขนั ธ์หา้ ขันธ์ มีขนั ธ์ขนั ธ์เดียว มีขนั ธ์สี่ขนั ธ์, กําลังท่องเที่ยวอยู่
ในภพน้อยภพใหญ่ ก็ดี,
ญาตัง เย ปัตติทานัมเม
เย จิมงั นัปปะชานันติ

อะนุโมทันตุ เต สะยัง,
เทวา เตสั ง นิเวทะยุง,

สัตว์เหล่าใด รู้ส่วนบุญที่ขา้ พเจ้าแผ่ให้แล้ว, สัตว์เหล่านั้น
จงอนุโมทนาเองเถิด, ส่ วนสัตว์เหล่าใด ยังไม่รู้ส่วนบุญนี้,
ขอเทวดาทั้งหลายจงบอกสัตว์เหล่านั้น ให้รู้,
มะยา ทินนานะ ปุญญานัง
สั พเพ สั ตตา สะทา โหนตุ
เขมัปปะทัญจะ ปัปโปนตุ

อะนุโมทนะเหตุนา,
อะเวรา สุ ขะชีวโิ น,
เตสาสา สิ ชฌะตัง สุ ภา.

เพราะเหตุที่ได้อนุโมทนาส่ วนบุญที่ขา้ พเจ้าแผ่ให้แล้ว,สัตว์ท้ งั หลาย
ทั้งปวง, จงเป็ นผูไ้ ม่มีเวร อยูเ่ ป็ นสุ ขทุกเมื่อ, จงถึงบทอันเกษม กล่าว
คือพระนิพพาน, ความปรารถนาที่ดีงามของสัตว์เหล่านั้น จงสําเร็จเถิด
๒. ปัฏฐนฐปนคาถา
(หันทะ มะยัง ปัฏฐะนะ ฐะปะนะ คาถาโย ภะณามะ เส.)
ยันทานิ เม กะตัง ปุญญัง
เตนาเนนุททิเสนะ จะ,
ขัปปัง สั จฉิกะเรยยาหัง
ธัมเม โลกุตตะเร นะวะ,
บุญใดที่ขา้ พเจ้าได้ทาํ ในบัดนี้, เพราะบุญนั้น และการอุทิศ
แผ่ส่วนบุญนั้นขอให้ขา้ พเจ้าทําให้แจ้งโลกุตตธรรมเก้า ในทันที,
สะเจ ตาวะ อะภัพโพหัง
สั งสาเร ปะนะ สั งสะรัง,

๕๒

ถ้าข้าพเจ้าเป็ นผูอ้ าภัพอยู่ ยังต้องท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร,
นิยะโต โพธิสัตโตวะ
สั มพุทเธนะ วิยากะโต,
นาฏฐาระสะปิ อาภัพพะฐานานิ ปาปุเณยยะหัง,
ข้อให้ขา้ พเจ้าเป็ นเหมือนโพธิสตั ว์ผเู้ ที่ยงแท้ ได้รับพยากรณ์
แต่พระพุทธเจ้าแล้ว,ไม่ถึงฐานะแห่งความอาภัพ ๑๘ อย่าง,
ปัญจะเวรานิ วัชเชยยัง
ระเมยยัง ลีละรักขะเน,
ปัญจะกาเม อะลัคโคหัง
วัชเชยยัง กามะปังกะโต
ข้าพเจ้าพึงเว้นจากเวรทั้งห้า, พึงยินดีในการรักษาศีล,
ไม่เกาะเกี่ยวในกามคุณทั้งห้า, พึงเว้นจากเปื อกตมกล่าวคือกาม,
ทุททิฏฐิยา นะ ยุชเชยยัง
สั งยุชเชยยัง สุ ทฏิ ฐิ ยา,
ปาเป มิตเต นะ เสเวยยัง
เสเวยยัง ปัณฑิเต สะทา,
ขอให้ขา้ พเจ้าไม่พึงประกอบด้วยทิฏฐิชวั่ , พึงประกอบด้วยทิฏฐิที่ดีงาม
, ประกอบด้วยทิฏฐิที่ดีงาม,ไม่พึงคบมิตรชัว่ , พึงคบแต่บณั ฑิตทุกเมื่อ
สั ทธาสะติหิโรตตัปปาอัปปะสั ยโห วะ สั ตตูหิ

ตาปักขันติคุณากะโร,
เหยยัง อะมันทะมุยหะโก,

ขอให้ขา้ พเจ้าเป็ นบ่อที่เกิดแห่งคุณคือ ศรัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ
ความเพียร และขันติ, พึงเป็ นผูท้ ี่ศตั รู ครอบงําไม่ได้,
ไม่เป็ นคนเขลาคนหลงงมงาย,
สั พพายาปายุปาเยสุ
เญยเย วัตตัตวะสั ชชัง เม

เฉโก ธัมมัตถะโกวิโท,
ญาณัง อะเฆวะ มาลุโต,

๕๓

ขอให้ขา้ พเจ้าเป็ นผูฉ้ ลาดในอุบาย แห่ งความเสื่ อมและความเจริ ญ,
เป็ นผูเ้ ฉี ยบแหลมในอรรถและธรรม, ขอให้ญาณของข้าพเจ้าเป็ นไป
ไม่ขอ้ งขัดในธรรมที่ควรรู้, ดุจลมพัดไปในอากาศฉะนั้น,
ยา กาจิ กุสะลา มยาสา
สุ เขนะ สิ ชฌะตัง สะทา,
เอวัง วุตตา คุณา สั พเพ
โหนตุ มัยหัง ภะเว ภะเว,
ความปรารถนาใด ๆ ของข้าพเจ้าที่เป็ นกุศล, ขอให้สาํ เร็ จโดยง่ายทุก
เมื่อ,คุณที่ขา้ พเจ้ากล่าวมาแล้วทั้งปวงนี้, จงมีแก่ขา้ พเจ้าทุก ๆ ภพ,
ยะทา อุปปัชชะติ โลเก
ตะทา มุตโต กุกมั เมหิ

สั มพุทโธ โมกขะเทสะโก,
ลัทโธกาโส ภะเวยยะหัง,

เมื่อใด, พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผูแ้ สดงธรรมเครื่ องพ้นทุกข์
เกิดขึ้นแล้วในโลก,เมื่อนั้น, ขอให้ขา้ พเจ้าพ้นจากกรรมอันชัว่ ช้า
ทั้งหลาย เป็ นผูไ้ ด้โอกาสแห่ง การบรรลุธรรม,
มะนุสสั ตตัญจะ ลิงคัญจะ
ละภิตวา เปสะโล สี ลี

ปัพพัชชัญจะปะสัมปะทัง,
ธาเรยยัง สั ตถุสาสะนัง,

ขอให้ขา้ พเจ้าพึงได้ความเป็ นมนุษย์, ได้เพศบริ สุทธิ์, ได้บรรพชา
อุปสมบทแล้ว,เป็ นคนรักศีล, มีศีล, ทรงไว้ซ่ ึงพระศาสนาของพระศาสดา
,
สุ ขาปะฏิปะโท ขิปปา- ภิญโญ สั จฉิกะเรยยะหัง,
อะระหัตตัปผะลัง อัคคัง วิชชาทิคุณะลังกะตัง,
ขอให้เป็ นผูม้ ีการปฏิบตั ิโดยสะดวก, ตรัสรู้ได้พลัน, กระทําให้แจ้งซึ่ง
อรหันตผลอันเลิศ, อันประดับด้วยธรรม มีวชิ ชา เป็ นต้น

๕๔

ยะทิ นุปปัชชะติ พุทโธ
กัมมัง ปะริปูรัญจะ เม,
เอวัง สั นเต ละเภยยาหัง
ปัจเจกะโพธิมุตตะมัน ติ,
ถ้าหากพระพุทธเจ้าไม่บงั เกิดขึ้น, แต่กุศลกรรมของข้าพเจ้าเต็มเปี่ ยม
แล้ว,เมื่อเป็ นเช่นนั้นขอให้ขา้ พเจ้าพึงได้ญาณเป็ นเครื่ องรู ้เฉพาะตน
อันสูงสุ ดเทอญ.
(กรวดนา้ ตอนเย็น)
๓. อุททิสสนาธิฏฐานคาถา
(หันทะ มะยัง อุทิสสะนาธิฏฐานะคาถาโย ภะณามะ เส.)
บทที่ ๑
อิมนิ า ปุญญะกัมเมนะ
อุปัชฌายา คุณุตตะรา
อาจะริยูปะการา จะ
มาตา ปิ ตา จะ ญาตะกา
สุ ริโย จันทิมา ราชา
คุณะวันตา นะราปิ จะ
พรหมะมารา จะ อินทา จะ
โลกะปาลา จะ เทวะตา
ยะโม มิตตา มะนุสสา จะ
มัชฌัตตา เวริกาปิ จะ

ด้วยบุญนี้ อุทิศให้
อุปัชฌาย์ ผูเ้ ลิศคุณ
แลอาจารย์ ผูเ้ กื้อหนุน
ทั้งพ่อแม่ แลปวงญาติ
สูรย์จนั ทร์ แลราชา
ผูท้ รงคุณ หรื อสูงชาติ
พรหมมาร และอินทราช
ทั้งทวยเทพ และโลกบาล
ยมราช มนุษย์มิตร
ผูเ้ ป็ นกลาง ผูจ้ อ้ งผลาญ

สั พเพ สั ตตา สุ ขี โหนตุ

ขอให้ เป็ นสุ ขศานติ์
ทุกทัว่ หน้า อย่าทุกข์ทน

๕๕

ปุญญานิ ปะกะตานิ เม
สุ ขงั จะ ติวธิ ัง เทนตุ
ขิปปัง ปาเปถะ โวมะตัง
อิมนิ า ปุญญะกัมเมนะ
อิมนิ า อุททิเสนะ จะ
ขิปปาหัง สุ ละเภ เจวะ
ตัณหุปาทานะเฉทะนัง
เย สั นตาเน หินา ธัมมา
ยาวะ นิพพานะโต มะมัง
นัสสั นตุ สั พพะทา เยวะ
ยัตถะ ชาโต ภะเว ภะเว
อุชุจิตตัง สะติปัญญา
สั ลเลโข วิริยมั หินา
มารา ละภันตุ โนกาสั ง
กาตุญจะ วิริเยสุ เม
พุทธาทิปะวะโร นาโถ
ธัมโม นาโถ วะรุตตะโม

บุญผอง ที่ขา้ ทําจงช่วยอํานวยศุภผล
ให้สุข สามอย่างล้น
ให้ลุถึง นิพพานพลัน
บทที่ ๓
ด้วยบุญนี้ที่เราทํา
แลอุทิศให้ปวงสัตว์
เราพลันได้ ซึ่งการตัด
ตัวตัณหา อุปาทาน
สิ่ งชัว่ ในดวงใจ
กว่าเราจะถึงนิพพาน
มลายสิ้ นจากสันดาน
ทุก ๆ ภพที่เราเกิด
มีจิตตรง และสติ
ทั้งปั ญญาอันประเสริ ฐ
พร้อมทั้งความเพียรเลิศ
เป็ นเครื่ องขูดกิเลสหาย
โอกาสอย่าพึงมี แก่หมู่มารสิ้ นทั้งหลาย
เป็ นช่องประทุษร้าย
ทําลายล้างความเพียรจม
พระพุทธเจ้า ผูบ้ วรนาถ
พระธรรมเป็ นที่พ่ งึ อันอุดม

๕๖

นาโถ ปัจเจกะพุทโธ จะ
พระปัจเจกะพุทธะสมทบ
สั งโฆ นาโถตตะโร มะมัง
พระสงฆ์ที่พ่ งึ ผยอง
เตโสตตะมานุภาเวนะ
ด้วยอานุภาพนั้น
มาโรกาสั ง ละภันตุ มา
ขอหมู่มาร อย่าได้ช่อง
ทะสะ ปุญญา นุภาเวนะ
ด้วยเดชบุญทั้งสิ บป้ อง
มาโร กาสั ง ละภันตุมา ฯ
อย่าเปิ ดโอกาสแก่มารเทอญ.
คาสมาทานพระกรรมฐาน
อุกาสะ อุกาสะ ณ โอกาสบัดนี้ ข้าพเจ้าของสมาทาน ซึ่งพระ
กรรมฐาน ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ดีแล้ว ขอขณิ กสมาธิ อุปจารสมาธิ
และวิปัสสนาญาณ จงบังเกิดมี ในขันธสันดาน ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตั้ง
สติไว้ ที่ลมหายใจเข้าออก ลมหายใจเข้ารู้ ลมหายใจออกรู้สามหน และเจ็ด
หน ร้อยหน และพันหน ด้วยความไม่ประมาท ตั้งแต่บดั นี้ เป็ นต้นไป
เทอญ ฯ
คาแผ่ เมตตาให้ แก่ ผู้อนื่
สั พเพ สั ตตา
สัตว์ท้งั หลายทั้งปวง ที่เป็ นเพื่อนทุกข์
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้ น
อะเวรา โหนตุ
จงเป็ นสุ ข เป็ นสุ ขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กนั และกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็ นสุ ข เป็ นสุ ขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่ งกันและกัน
เลย
อะนีฆา โหนตุ
จงเป็ นสุ ข เป็ นสุ ขเถิดอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจ
เลย

๕๗

สุ ขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีความสุ ขกายสุขใจรักษาตนให้พน้ จากทุกข์ภยั สิ้ นเถิด
อิทงั เม ปุญญะภาคัง สั พพะสั ตตานัง เทมิ.
ข้าพเจ้าขออุทิศส่ วนบุญส่ วนกุศลนี้ ให้แก่บิดามารดา ปู่ ย่าตายาย
ครู อุปัชฌาย์อาจารย์ท้ งั หลาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ท่านผูม้ ีบุญคุณ
ท่านผูม้ ีพระคุณทุกๆท่าน ตลอดทั้งเทวทูตหมู่ภูตทั้งหลาย และเทพบุตร
เทพธิดา ทุกตัวตน ขอให้ท่านเหล่านั้น จงมาอนุโมทนา ในส่ วนบุญ
ส่ วนกุศลนี้ ที่ถึงทุกข์ขอให้พน้ จากทุกข์ที่ถึงสุ ขขอ ให้สุขยิง่ ๆขึ้นไป
ด้วยกันทุกท่านเทอญฯ
บทนมัสการพระอรหันต์ ๘ ทิศ
( หันทะ มะยัง สะระภัญเญนะ พุทธะมังคะละคาถาโย ภะณามะ เส )
สัมพุทโธ ทิปะทัง เสฏโฐ
นิสินโน เจวะ มัชฌิมา
โกณฑัญโญ ปุพพะภาเค จะ
อาคะเนยเย จะ กัสสะโป
สารี ปุตโต จะ ทักขิเณ
หะระติเย อุปาลี จะ
ปัจฉิ เมปิ จะ อานันโท
พายัพเพ จะ คะวัมปะติ
โมคคัลลาโน จะ อุตตะเร
อีสาเนปิ จะ ราหุโล
อิเม โข มังคะลา พุทธา
สัพเพ อิธะ ปะติฏฐิตา
วันทิตา เต จะ อัมเหหิ
สักกาเรหิ จะ ปูชิตา
เอเตสัง อานุภาเวนะ
สัพพะโสตถิ ภะวันตุ โนฯ
อิจเจวะมัจจัน
ตะนะมัสสะเนยยัง
นะมัสสะมาโน
ระตะนัตตะยัง ยัง
ปุญญาภิสสันทัง
วิปุลงั อะลัตถัง
ตัสสานุภาเว
นะหะตันตะราโย ฯ

๕๘

กราบพระ ( เย )
เย จะ พุทธา อตีตา จะ เย จะ พุทธา อะนาคะตา ปัจจุปันนา
จะ เย พุทธา อะหังวันทามิ สัพพะทา ฯ ( กราบ )
เย จะ ธัมมา อตีตา จะ เย จะ ธัมมา อะนาคะตา ปัจจุปันนา
จะ เย ธัมมา อะหังวันทามิ สัพพะทา ฯ ( กราบ )
เย จะ สังฆา อตีตา จะ เย จะ สังฆา อะนา คะ ตา ปัจจุปันนา
จะ เย สังฆา อะหังวันทามิ สัพพะทา ฯ ( กราบ )
กราบ (วันทา )
วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อนุโมทิตพั พัง สามินา กะตัง
ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อนุโมทามิ ฯ ( กราบลง ๓ หน )
อารธนาธรรมทานองสรภัญญ์
พัหมา จะโลกา
ธิปะติ สะหัมปะติ
กัตอัญชะลีอนั
ธิวะรัง อะยาจะถะ
สันตีธะ สัตตาป
ปะระชัก ขะชาติกา
เทเสตุ ธัมมัง
อะนุกมั ปิ มัง ปะชัง ฯ
สะหัมบดีพรหม
วะรุ ดม ขจร ขจาย
เป็ นใหญ่ในโลกผาย
จรเฝ้ าพระศาสดา
ทําอัญชะลีแล้ว
มะนะแผ้ว และพร้องกะถา
ทูลขอพระพรอาระยะต่อพระทศพล
อ้างเหตุประเภทสัตว์
อุปะบัติ ณ โลกสกล

๕๙

สัตว์ที่มีมืดมน
มีอยู่ ณ โลกหล้า
ขอองค์พระจอมไตร
ทรงเทศนาโปรด
ปวงสัตว์จะสบคุณ

มะละให้ กิเลสประลัย
คณะนา น๊ะ สุ ดจะไข
มะนะเกื้อประกอบกรุ ญ
สละโฉด ประสาทนะสูญ
(นะ) นิพพาน สราญหทัย

ถวายพรพระ (อิตปิ ิ โส, พาหุง)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ (ว่า ๓ หน)
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน
สุ คะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง
พุทโธ ภะคะวาติ ฯ
ส๎ วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฎฐิโก อะกาลิโก เอหิ ปัสสิ โก
โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตพั โพ วิญํูหีติ ฯ
สุ ปะฎิปันโน ภะคะวาโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฎิปันโน ภะคะวะโต
สาวะกะสังโฆ ญายะปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฎิปัน
โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทงั จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฎฐะ ปุริสะปุ
คคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย
อัญชะสี กะระณี โย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ฯ
พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ค๎รีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะ
เสนะมารัง ทานาทิธมั มะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต
ชะยะมังคะลานิ ฯ

๖๐

มาราติเรกะมะภิยุชณิตะสั พพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะ
มะถัทธะยักขัง ขันตีสุทนั ตะวิธีนา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต
ชะยะมังคะลานิ ฯ
นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมตั ตะภูตัง ทาวัคคิจกั กะมะสะนีวะ
สุ ทารุ ณนั ตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต
ชะยะมังคะลานิ ฯ
อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุ ทารุณนั ตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมา
ละวันตัง อิทธีภิสงั ขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต
ชะยะมังคะลานิ ฯ
กัต๎วานะ กัฎฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฎฐะวะจะนัง ชะนะ
กายะมัชเณ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต
ชะยะมังคะลานิ ฯ
สั จจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิ ตะมะนัง อะติอนั
ธะภูตงั ปัญญาปะทีปะชะลีโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต
ชะยะมังคะลานิ ฯ
นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมา
ปะยันโต อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต
ชะยะมังคะลานิ ฯ
ทุคคาหะทิฎฐิภุชะเคนะ สุ ทฎั ฐะหัตถัง พ๎รัหม๎ งั วิสุทธิชุติมิทธิพะ
กาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต
ชะยะมังคะลานิ ฯ

๖๑

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฎฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตัน
ที หิตว๎ านะเนกะวิวธิ านิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุ ขงั อะธิคะเมยยะ
นะโร สะปัญโญ ฯ

มหาการุณโิ ก
มหาการุ ณิโก นาโถ
ปูเรตวาปาระมี
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
ชะยันโต โพธิยา มูเล
เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ
อะปะราชิตะปัลลังเก
อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง
สุ นกั ขัตตัง สุ มงั คะลัง
สุ ขะโณ สุ มุหุตโต จะ
ปะทักขิณงั กายะกัมมัง
ปะทักขิณงั มะโนกัมมัง
ปะทักขิณานิ กัตวานะ

หิตายะ สัพพะปาณิ นงั
สัพพาปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง
โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ
สักยานังนันทิวฑั ฒะโน
ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล
สี เส ปะฐะวิโปกขะเร
อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ
สุ ปะภาตัง สุ หุฏฐิตงั
สุ ยฏิ ฐัง พรัหมะจารี สุ
วาจากัมมัง ปะทักขิณงั
ปะณิ ธี เต ปะทักขิณา
นะละภันตัดเถ ปะทักขิเณฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง
สัพพะพุทธา นุภาเวนะ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง
สัพพะธัมมา นุภาเวนะ

รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ

๖๒

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง
สัพพะสังฆา นุภาเวนะ

รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ

( พระคาถาป้ องกันภัยสิ บทิศ )
บูระพารัสมิง พระพุทธะคุณงั บูระพารัสมิงพระธัมเมตัง บูระพารัส
มิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวญั ชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก
สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวญั ชัยเย สัพพะธะนัง
สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ
อาคะเนยรัสมิง พระพุทธะคุณงั อาคะเนยรัสมิง พระธัมเมตัง อาคะ
เนยรัสมิง พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวญั ชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก
สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวญั ชัยเย สัพพะธะนัง
สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ
ทักษิณรัสมิง พระพุทธะคุณงั ทักษิณรัสมิง พระธัมเมตัง ทักษิณรัสมิง
พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวญั ชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะ
โรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวญั ชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะ
ลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ
หรดีรัสมิง พระพุทธะคุณงั หรดีรัสมิง พระธัมเมตัง หรดีรัสมิง พระ
สังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวญั ชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค
สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวญั ชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง
ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ
ปัจจิมรัสมิง พระพุทธะคุณงั ปัจจิมรัสมิง พระธัมเมตัง ปัจจิมรัสมิง
พระสังฆานังทุกขะโรคะภะยัง วิวญั ชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค
สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวญั ชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง

๖๓

ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ
พายัพรัสมิง พระพุทธะคุณงั พายัพรัสมิง พระธัมเมตัง พายัพรัสมิง
พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวญั ชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค
สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวญั ชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง
ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ
อุดรรัสมิง พระพุทธะคุณงั อุดรรัสมิง พระธัมเมตัง อุดรรัสมิง
พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวญั ชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะ
โรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวญั ชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะ
ลาภัง
ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ
อิสานรัสมิง พระพุทธะคุณงั อิสานรัสมิง พระธัมเมตัง อิสานรัสมิง
พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวญั ชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะ
โรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวญั ชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะ
ลาภัง
ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ
อากาศรัสมิง พระพุทธะคุณงั อากาศรัสมิง พระธัมเมตัง อากาศรัสมิง
พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวญั ชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค
สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวญั ชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะลาภัง
ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ
ปฐวีรัสมิง พระพุทธะคุณงั ปฐวีรัสมิง พระธัมเมตัง ปฐวีรัสมิง
พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยัง วิวญั ชัยเย สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะ

๖๔

โรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวญั ชัยเย สัพพะธะนัง สัพพะ
ลาภัง ภะวันตุ เม รักขันตุ สุ รักขันตุ

คาถามงคลจักรวาลทั้งแปดทิศ
อิมสั มิง มงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ ประสิ ทธิจงมาเป็ นกําแพงแก้วทั้งเจ็ด
ชั้น มาป้ องกันห้อมล้อมรอบขอบทัว่ อะนัตตา ราชะเสมานา เขตเต สะ
มันตา สะตะโยชะนะสะตะสะหัสสานิ พุทธะชาละปะริ กเขตเต รักขันตุ สุ รัก
ขันตุ ฯ
อิมสั มิง มงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ ประสิ ทธิจงมาเป็ นกําแพงแก้วทั้งเจ็ด
ชั้น มาป้ องกันห้อมล้อมรอบขอบทัว่ อะนัตตา ราชะเสมานา เขตเต สะ
มันตา สะตะโยชะนะสะตะสะหัสสานิ ธัมมะชาละปะริ กเขตเต รักขันตุ สุ รัก
ขันตุ ฯ
อิมสั มิง มงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ ประสิ ทธิจงมาเป็ นกําแพงแก้วทั้งเจ็ด
ชั้น มาป้ องกันห้อมล้อมรอบขอบทัว่ อะนัตตา ราชะเสมานา เขตเต สะ
มันตา สะตะโยชะนะสะตะสะหัสสานิ ปัจเจกะพุทธะชาละปะริ กเขตเต รัก
ขันตุ
สุ รักขันตุ ฯ
อิมสั มิง มงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ ประสิ ทธิจงมาเป็ นกําแพงแก้วทั้งเจ็ด
ชั้น มาป้ องกัน ห้อมล้อมรอบขอบทัว่ อะนัตตา ราชะ เสมานา เขตเต สะ
มันตา สะตะโยชะนะสะตะสะหัสสานิ สังฆะชาละปะริ กเขตเต รักขันตุ สุ รัก
ขันตุ ฯ

๖๕

บทปลงสั งขาร (มนุษย์ เราเอ๋ ย)
มนุษย์เราเอย
อยูใ่ ยมิไป
ฉันไปมิได้
ห่วงลูกห่วงหลาน
จะได้ไปนิพพาน
หน้าตาแช่มช้อย
แต่ลว้ นเครื่ องเหม็น
มันมาทําเข็ญใจ
ขนคิ้วก็ขาว
ดําแล้วกลับหงอก
จะลุกก็โอย
ไม่มีเกสร
พระอนิจจัง
รังแต่จะตาย
เงินทองทั้งนั้น
ลูกเมียผัวรัก
เปื่ อยเน่าพุพอง
เขาวางลงไว้
อยูแ่ ต่ผเู้ ดียว
เห็นแต่ฝงู แร้ง
ยื้อแย่งกันกิน

เกิดมาทําไม
ตัณหาหน่วงหนัก
ตัณหาผูกพัน
ห่วงทรัพย์สินศฤงคาร
ข้ามพ้นภพสาม
งามแล้วทุกประการ
เอ็นใหญ่เก้าร้อย
ให้ร้อนให้เย็น
นัยน์ตาก็มวั
หน้าตาเว้าวอก
จะนัง่ ก็โอย
จะเข้าที่นอน
พระอนัตตา
ผูด้ ีเข็ญใจ
มิติดตัวเรา
เขาชักหน้าหนี
หมู่ญาติพี่นอ้ ง
เขานัง่ ร้องไห้
ป่ าไม้ชายเขียว
เห็นแต่ฝงู กา
ดูน่าสมเพช

นิพพานมีสุข
หน่วงชักหน่วงไว้
ห่วงนั้นพันผูก
จงสละเสี ยเถิด
ยามหนุ่มสาวน้อย
แก่เฒ่าหนังยาน
เอ็นน้อยเก้าพัน
เมื่อยขบทั้งตัว
เส้นผมบนหัว
ดูหน้าบัดสี
เหมือนดอกไม้โรย
พึงสอนภาวนา
เราท่านเกิดมา
ก็ตายเหมือนกัน
ตายไปเป็ นผี
เขาเหม็นซากผี
เขาหามเอาไป
แล้วกลับคืนมา
เหลียวไม่เห็นใคร
เห็นแต่ฝงู หมา
กระดูกกูเอ๋ ย

๖๖

เรี่ ยรายแผ่นดิน
แร้งกาหมากิน
เอาเป็ นอาหาร
เที่ยงคืนสงัด
ตื่นขึ้นมินาน
ไม่เห็นลูกหลาน
พี่นอ้ งเผ่าพันธุ์
เห็นแต่นกเค้า
จับเจ่าเรี ยงกัน
เห็นแต่นกแสก
ร้องแรกแหกขวัญ
เห็นแต่ฝงู ผี
ร้องไห้หากัน
มนุษย์เราเอ๋ ย
อย่าหลงกันเลย
ไม่มีแก่นสาร
อุตส่ าห์ทาํ บุญ
คํ้าจุนเอาไว้
จะได้ไปสวรรค์
จะได้ทนั พระพุทธเจ้า
จะได้เข้าพระนิพพาน
อะหัง วันทามิ สัพพะโส อะหัง วันทามิ นิพพานะปัจจะโย โหตุ ฯ
บทสวดบารมี ๑๐ ทัศ
๑. ทานะปาระมี สัมปันโน ทานะอุปะปาระมี สัมปันโน ทานะปะระมัต
ถะปาระมีสมั ปันโน เมตตา ไมตรี กรุ ณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา
๒. สี ละปาระมี สัมปันโน สี ละอุปะปาระมี สัมปันโน สี ละปะระมัตถะ
ปาระมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กรุ ณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน อิติปิ
โส ภะคะวา
๓. เนกขัมมะปาระมี สัมปันโน เนกขัมมะอุปะปาระมี สัมปันโน
เนกขัมมะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กรุ ณา มุทิตา อุเปกขา
ปาระมี สัมปันโน อิติปิโส ภะคะวา
๔. ปัญญาปาระมี สัมปันโน ปัญญาอุปะปาระมี สัมปันโน ปัญญาปะ
ระมัตถะปาระมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กรุ ณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี
สัมปันโน อิติปิโส ภะคะวา
๕. วิริยะปาระมี สัมปันโน วิริยะอุปะปาระมี สัมปันโน วิริยะ ปะระมัต
ถะปาระมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กรุ ณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน

๖๗

อิติปิโส ภะคะวา
๖. ขันตีปาระมี สัมปันโน ขันตีอุปะปาระมี สัมปันโน ขันตี ปะระมัตถะ
ปาระมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กรุ ณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา
๗. สัจจะปาระมี สัมปันโน สัจจะอุปะปาระมี สัมปันโน สัจจะ ปะ
ระมัตถะปาระมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กรุ ณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปัน
โน
อิติปิโส ภะคะวา
๘. อธิษฐานะปาระมี สัมปันโน อธิษฐานะอุปะปาระมี สัมปันโน อธิษ
ฐานะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กรุ ณา มุทิตา อุเปกขา ปาระ
มี สัมปันโน อิติปิโส ภะคะวา
๙. เมตตาปาระมี สัมปันโน เมตตาอุปะปาระมี สัมปันโน เมตตาปะ
ระมัตถะปาระมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กรุ ณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปัน
โน
อิติปิโส ภะคะวา
๑๐. อุเปกขาปาระมี สัมปันโน อุเปกขาอุปะปาระมี สัมปันโน อุเปกขา
ปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กรุ ณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัม
ปันโน อิติปิโส ภะคะวา
ทะสะปาระมี สัมปันโน ทะสะอุปะปาระมี สัมปันโน ทะสะปะระมัต
ถะปาระมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กรุ ณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน
อิติปิโส ภะคะวา พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ นะมามิหงั ฯ
สรภัญญ์ : กลอนข้าวสาก

๖๘

โอโอลูกแม่เอ๋ ย อย่าละเลยการทําทาน วันนี้ยมบาล
ท่านประทานปล่อยแม่มา มารับเอากองบุญ
บุญครั้งนี้ใหญ่หนักหนา
ขอลูกยาจงทําบุญ
เกื้อกูลและอุดหนุน ส่ งกองบุญให้แม่เถิด
ตั้งแต่เจ้าเพิง่ เกิด
แสนประเสริ ฐแม่ดีใจ ทนเลี้ยงแต่เยาวัย
จนกระทัง่ โตเป็ นนาย
เห็นแต่คนทั้งหลาย เขามาหยายห่อข้าวน้อย
คอยลูกหญิงและชาย
เจ้าทั้งหลายไม่เหลียวแล ชะแง้หาบ่เห็น
ลูกจักเป็ นจัง๋ ได๋ นา
เพื่อนๆได้เต็มกะต่า แม่น้ ีหนาบ่ได้เลย
ลูกเอ๋ ยจงสงสาร
ดวงวิญญาณแม่น้ ีหนา ดวงวิญญาณแม่น้ ีหล้า
แม่ขอลาก่อนเด้อหล้า… เหลือแฮงหิ่ วกระต้า
มาน้อหวังสิ เอาข้าวห่อ…. ละคําเอ้ย… หิ่ วกระต่าต้องต่อนแขนห้อยกะบ่
มี…
เหลียวหาลูกอ่อนน้อยทางใดมิดสี่ รี่… มีแต่ญาติพี่นอ้ งทางกลํ้าผูอ้ ื่นเขา
เสี ยแฮงแม่อยากกินเข้า.. นําลูกอ่อนบ่ทาํ บุญ..
เจ้าสัง่ ลืมคุณน้อ พ่อแม่โตเคยเลี้ยง ยินแต่เสี ยงชาวบ้านเขาเล่ากันว่าลูกแม่
เพิ่นพากันทําห่อข้าวใหญ่ขา้ วน้อย
แม่คอยเจ้าตั้งแต่นาน เห็นผูอ้ ื่นเพิ่นมาหยายห่อข้าว
บ่เห็นเจ้าแม่อ่อนใจ..ลูกแม่เอ๋ ย…โอ้ ลูกจ๋ า แม่ลาก่อน ขออวยพรให้โชคดี
ขออยูใ่ ห้สุขขี สวัสดีทุกท่านเทอญ ฯ

กลอนสรภัญญ์ อสี าน ก่ องข้ าวน้ อยฆ่ าแม่

๖๙

(ขึ้น)บัดนี้จะได้กล่าว ประวัติเรื่ องราว ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ในสมัย
ตั้งแต่โบราณ ยังมีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่บา้ นตาดทอง บ้านนั้นมีอาชีพทํานา จะ
กล่าวถึงลูกกําพร้าที่ชื่อว่าเจ้าทอง เดือนหกฝนตกนํ้านอง จะกล่าวถึงเจ้า
ทองพาควายไปไถนา เจ้าทองทํานาถ้าแม่ วันนั้นสายแท้รอแม่ไม่เห็นมา
เจ้าทองหิวข้าวจนตาลาย หิวจนแสบไส้ ทั้งจ่มทั้งไถนา จะกล่าวถึงแม่ของ
เจ้าทอง หาบเอาก่องข้าวน้อยไปส่ งลูกที่นา พอมาถึง จึงเอิ่นใส่ ลูก ให้เจ้า
ผูกควายไว้มากินข้าวสาหล้า มีแจ่วบองพร้อมทั้งปิ้ งปลา มากินสาลูกหล้าแม่
เอามาส่ งให้ เจ้าทองพอเห็นก่องข้าวน้อย ย้านข้าวมีหน่อยเลยฮ้องมาใส่
ก่องข้าวใหญ่เป็ นยังบ่เอามา โอ๊ยอีห่ามึงแพงไว้ท่าผูใ้ ด๋ แม่เลยบอกกับลูกว่า
ก่องข้าวน้อยก็จริ งอยูห่ ล้าแต่วา่ มันแน่นใน กินส่ าก่อนจึงว่ามารดา ลูกจะรู้
ว่ามันน้อยหรื อมันใหญ่ เจ้าทองหิวข้าวเหลืออด เลยปลดแอกน้อยจะฆ่าแม่
ทันที แม่มองเห็นว่าลูกจะมาตี
จึงวอนให้ลูกปราณี อย่าตีแม่เด้อลูกเด้อ อย่าตีแม่เด้อลูกหล่า...
(ขึ้นเศร้า)โอ้..............โอ่...................โอ้ ทองจ๋ าทองลูกหล้าอย่า
ฆ่าแม่ ฟังกระแสแม่ก่อนนะลูกหนา อย่าฆ่าแม่บาปกรรมจะตามมา เพราะ
มารดามีคุณเหลืออนันต์ ตั้งแต่เล็กจนโตแม่เลี้ยงเจ้า คุณของแม่ยายเฒ่ามี
มากหลาย เลี้ยงแต่นอ้ ยจนโตใหญ่ให้เห็นใจ บ่เคยเอามือป่ ายตีลูกตน พอ
เลี้ยงใหญ่ข้ ึนมาทรยศ เจ้าใจคดให้เลี้ยวไม่ฉงน ทองจ๋ าทองบุตรตาโอ้ฤทน
แม่ขอชีวติ เจ้าสักหนเถอะลูกยา ทองจ้าทองบุตรตาอย่าสิ ทาํ แม่กลัวแล้ว....
เจ้าทองไม่ฟังคําแม่จกั หน่อย จับได้แอกน้อยตีใส่ หวั มารดา ตีจนแม่
มรณา ไม่มีความปราณี ไม่มีความเมตตา ฆ่าแม่ตายทองก็เปิ ดก่องข้าว พ่อเปิ ด
ออกแล้วก็เศร้าเพราะมองเห็นเลือดมารดา ว่าจะกินข้าวก็กินไม่ลง กอดจูบ
แม่ตนแล้วก็หลัง่ นํ้าตา แม่จ๋าลูกผิดไปแล้ว อภัยให้ลูกแก้วเทิดหนามารดา

๗๐

ฆ่าแม่ตายเพราะความโกธา ยมบาลคงพาลูกลงอเวจี เจ้าทองก็คิดกลัวบาป
เลยสร้างพระธาตุบรรจุกระดูกมารดา เลยใส่ ชื่อธาตุก่องข้าวน้อย เพือ่ เท้า
รอยบาปกรรมที่เคยทํามา นี้แหละหนาความหิ วของคน หน้ามืดมัวมนฆ่า
แม่ตนจนมรณา เพราะความหิวจึงฆ่าตาย ของเตือนลูกหญิงชายอย่าเป็ นดัง่
ว่ามา ถ้าอยากเห็นเชิญแวะไปดู ธาตุก่องข้าวน้อยตั้งอยูท่ ี่บา้ นตาดทอง
จังหวัดนั้นคือยโสธร ถ้าอยากเห็นเชิญถ่อนไปดูที่ทุ่งนา เป็ นจังใด๋ น้อท่าน
ผูฟ้ ังบทสรภัญญ์ของวัดหนองสะแกกวนร้องมา ก่องข้าวน้อย
ม่วนบ่ลุงป้ า ถ้าม่วนแล้วหนาโอกาสหน้ายังมี ถ้าม่วนแล้วหนาช่วยปรบมือ
ให้พวกฉันที

( สรภัญญ์ ตักบาตรเทโวออกพรรษา )
พระพุทธองค์เกิดแสงสว่าง
รู้หนทางไปโปรดพุทธมารดา
พระพุทธองค์เสด็จขึ้นไปจําพรรษา เมืองพระอินทาอยูช่ ้ นั ดาวดึงส์
พอไปถึงแท่นศิลาอาสน์
ใกล้ปราสาทของพระอินทา
มวนหมู่เทพบุตรธิดาหลัง่ ไหลกันมา เป็ นหลายแสนโกฏิ
พระองค์ได้โปรดพระธรรมเทศนา
ส่ วนพระมารดายังอยูด่ ุสิต
พระองค์คิดรอพระมารดาอยูช่ ้ นั ดาวดึงส์
กาลเวลาผ่านมาครบไตรมาส สามเดือนไม่ขาดวันนี้พอดี
พระสงฆ์ท่านด้วยความดี
เก้าสิ บวันพอดีวนั นี้ป่าวภาวนา
ออกพรรษาแล้วหนาเจ้าข้า
ถึงวันเวลามาทําบุญด้วยกัน
พระองค์ลงมาจากสวรรค์
เพราะเป็ นวันสําคัญจึงตักบาตรเทโว

๗๑

โอ่โอ๋ พทุ ธคุณอันประเสริ ฐ
แสนลํ้าเลิศประเสริ ฐจริ งในโลกา
พระองค์ข้ ึนไปจําพรรษา
เพื่อแทนคุณพระมารดาด้วยการแสดง
ธรรม
ชักนําพระมารดาให้รู้แจ้ง
ถึงการแสดงพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์
ได้เพียงนี้กส็ าํ เร็จด้วยความประสงค์ องค์พระสากยะวงค์ลงมาโปรดโลกา
พวกเราไปจําศีลภาวนาเพราะเรามีปัญญาดี ไปบําเพ็ญทานด้วยกันเทอญฯ
คาบูชาพระ
อิมินา สักกาเรนะ ตัง พุทธัง อะภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ ตัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ ตัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ
คานมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พุทธังภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)
สะวาขาโต ภะคะวะตาธัมโม ธัมมังนะมัสสามิ (กราบ)
สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)
คาอาราธนาศีล 5
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะสะหะ
ปัญจะสี ลานิยาจามะ
ทุติยมั ปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะสะหะ
ปัญจะสี ลานิยาจามะ
ตะติยมั ปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะสะ
หะ
ปัญจะ สี ลานิยาจามะ

๗๒

คานมัสการพระพุทธเจ้ า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
ไตรสรณคมณ์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยมั ปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยมั ปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยมั ปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยมั ปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยมั ปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยมั ปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ศีล 5
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุ ราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ

คาอาราธนาอุโบสถศีล

๗๓

มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง
อุโปสะถัง ยาจามะ ฯ
ทุติยมั ปิ มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนา
คะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ ฯ
ตะติยมั ปิ มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนา
คะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ ฯ

อาราธนาพระปริตร
วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา สัพพะทุกขะวินาสายะ
ปะริ ตตัง พรู ถะ มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา สัพพะภะยะวินาสายะ
ปะริ ตตัง พรู ถะ มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา สัพพะโรคะวินาสายะ
ปะริ ตตัง พรู ถะ มังคะลัง ฯ
อาราธนาธรรม
พรัหมา จะ โลกาธิปะติ สะหัมปะติ
กัตอัญชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ
สันธีตะ สัตตาปปะรักชักขะชาติกา
เทเสตุ ธัมมัง อะนุกมั ปิ มัง ปะชัง ฯ

คาถวายสั งฆทาน

๗๔

( นะโม ๓ จบ )
อิมานิ มะยัง ภันเต, ภัตตานิ, สะปะริ วารานิ, ภิกขุสงั ฆัสสะ,
โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสงั โฆ, อิมานิ, ภัตตานิ, สะปะริ วารา
นิ, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุ ขายะ ฯ
ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผเู ้ จริ ญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอน้อมถวาย,
ซึ่งภัตตาหาร, กับทั้งเครื่ องบริ วารทั้งหลายเหล่านี้, แด่พระภิกษุสงฆ์,
ขอพระภิกษุสงฆ์, จงรับ, ซึ่งภัตตาหาร, กับทั้งเครื่ องบริ วารทั้งหลาย
เหล่านี้, ของข้าพเจ้าทั้งหลาย, เพื่อประโยชน์, และความสุ ข, แก่ขา้ พเจ้า
ทั้งหลาย
ตลอดกาลนานเทอญ ฯ
คาบูชาข้ าวพระพุทธ
อิมงั , สูปะพยัญชนะสัมปั นนัง, สาลีนงั , โภชะนัง, อุทะกังวะรัง,
พุทธัสสะ, ปูเชมิ ฯ
คาลาข้ าวพระพุทธ
เสสัง มังคะลัง ยาจามิ ฯ
ข้าพเจ้าขอเสสัง อันเป็ นมงคล จากพระรัตนตรัย ฯ
คากรวดน้าย่ อ
อิทงั โน ญาตีนงั โหตุ สุ ขิตา โหนตุ ญาตะโย ฯ
คาแปล ขอบุญส่ วนนี้ จงสําเร็ จแก่ญาติท้งั หลายของข้าพเจ้า ขอญาติ
ทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุ ขเถิด ฯ

คากรวดน้าย่ ออีกแบบหนึ่ง

๗๕

ข้าพเจ้าของตั้งจิตอุทิศผล
บุญกุศุลนี้แผ่ไปให้ไพศาล
ถึงมารดาบิดาและอาจารย์
ทั้งลูกหลานญาติมิตรสนิทกัน
คนเคยร่ วมเคยรักสมัครใคร่
มีส่วนได้ในกุศลผลของฉัน
ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ
ขอให้ท่านได้กศุ ลผลนี้เทอญ ฯ
อุโบสถศีล ศีล ๘
วิธีการรักษาอุโบสถศีล
เมื่อวันพระเวียนมาถึง ให้ทาํ ความตั้งใจว่า วันนี้เราจะรักษาอุโบสถศีล
เป็ นเวลาสิ้ นวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง คือตั้งแต่เช้าวันพระจนถึงเช้าวันรุ่ งขึ้น
เจตนาละเว้นจากความชัว่ ทางกายวาจานั้นแลคือตัวศีล โดยปกติ วัน
พระ อุบาสก อุบาสิ กา จะพากันไปสมาทานอุโบสถศีลที่วดั พักอาศัยอยูท่ ี่วดั
วันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ถ้าไม่ได้ไปวัดก็ให้ทาํ สมาทานวิรัติ หรื อเจตนาวิรัติ
อุโบสถศีลเอง
สมาทานวิรัติ คือ ตั้งใจสมาทานศีลด้วยตนเอง จะรักษากี่วนั กําหนดเอง
เว้นจากข้อห้ามของศีลเสี ยเอง
เจตนาวิรัติ คือ เพียงแต่มีเจตนาเว้นจากข้อห้ามที่ใจเท่านั้น ก็เป็ นศีล
แล้ว ไม่ตอ้ งใช้เสี ยงก็ได้
อุโบสถศีล จะสมาทานในวันพระ ถ้าไม่ใช่วนั พระ จะเป็ นศีล ๘
ธรรมดา

คาอาราธนาอุโบสถศีล

๗๖

มะยังภันเต ติสะระเณนะสะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง,
อุโปสะถัง ยาจามะ
ทุติยมั ปิ มะยังภันเต ติสะระเณ นะสะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง,
อุโปสะถัง ยาจามะ
ตะติยมั มะยังภันเต ติสะระเณ นะสะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง,
อุโปสะถัง ยาจามะ
(สมาทานคนเดียว เปลี่ยนคําว่า “มะยัง” เป็ น “อะหัง” และ “ยาจามะ”
เป็ น “ยาจามิ”)
(ต่อไปนี้ คอยตั้งใจฟั งรับสรณคมน์และศีลโดยเคารพ คือประนมมือว่า
ตามกําหนดที่พระสงฆ์บอกเป็ นตอนๆ ว่า)
นโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( ว่า ๓ ครั้ง )
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยมั ปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยมั ปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยมั ปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยมั ปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยมั ปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยมั ปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
อทินนาทานา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ

๗๗

อพรัหมะจะริ ยา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุ ราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฺฐานา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
นัจจะคีตะวาทิตะ วิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะ ธาระณะ
มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฺฐานา เวระมะณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมณี สิ กขาปะทัง สะมาทิยามิ
อิมงั อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะถัง อิมญั จะ รัต
ติง อิมญั จะ ทิวะสัง สัมมะเทวะ อะภิรักขิตุง สะมาทิยามิ (หยุดรับเพียงเท่านี้)
อิมานิ อัฏฐะ สิ กขาปะทานิ อุโปสะถะวะเสนะ มะนะสิ กะริ ตวา สาธุกงั
อัปปะมาเทนะ รักขิตพั พานิ (พึงรับพร้ อมกันว่ า) อามะ ภันเต
แล้วพระสงฆ์จะบอกอานิสงส์ของศีลต่อไป ดังนี้
สี เลนะ สุ คะติง ยันติ
สี เลนะ โภคสัมปะทา
สี เลนะ นิพพุติง ตัสมา
สี ลงั วิโสธะเย
(พึงกราบพร้อมกัน ๓ ครั้ง ต่อนี้นงั่ ราบพับเพียบ ประนมมือฟังธรรม
เมื่อจบแล้วพึงให้สาธุการ และสวดประกาศตนพร้อมกัน)

๗๘

ผญาอีสาน
รวบรวมโดย พระมหานรินทร์ เทพ นรินฺโท (มหาน้ อย)
"พี่นอ้ งเอยเพิ่นว่าเมืองอีสานนี่ดินดํานํ้าซุ่ม ปลากุ่มบ้อนคือแข้แกว่ง
หาง
ปลานางบ้อนคือขางฟ้ าลัน่ จักจัน่ ฮ้องคือฆ้องลัน่ ยาม คนมีศีล ดินมีน้ าํ
บ่ห่อนขาดเขินบก ฝูงหมู่สกุณานก บินซวนซมปลายไม้ ไทเมืองไกล
เมืองใกล้ ไปมาได้จอดแว้ นํ้าใจหลายดีแท้นอ้ หมู่เฮาซาวอีสาน ซัน่ แล้ว"
คันเจ้าได้ขี่ซ่าง อย่าลืมหมู่หมูหมา ห่าขโมยมาลัก สิ เห่าหอนให้มนั ย่าน
ลางเทือกวงฟานเต้น นําดงสิ ได้ไล่ ลางเทือได้ต่อนสิ้ น ยังสิ ได้อ่าวคุณ...อยู่
เด้
พี่นอ้ งเอ้ยเพิ่นว่าเมืองอีสานเฮานี่ มีดีอยูห่ ลายอย่าง อยากให้ซ่อยฮักษา
ไว้ อย่าไลถิ่มเปล่าดาย คัน่ สิ พากันสร้าง แปงทางให้มนั เกี้ยง อันว่าเรื่ อง
ปากเสี ยง ให้อดสาเก็บไว้ ไม้ลาํ เดียวอ้อมฮัว่ บ่อยู่ ไหมหลายไจดึงซ้างจังสิ
คือ แท้นอ
ขอให้ฮกั กันไว้ คือข้าวเหนียวนึ่งใหม่ อย่าสิ ไรซังกัน คือเข้าเหนียวถูกนํ้า
ไผว่าเมืองอีสานเฮาสิ ฮา้ ง ให้จูงแขนพามาเบิ่ง คนยังแตกจ้นจ้น มันสิ ฮา้ ง
แมนบ่อนได๋ นัน่ แหลว

๗๙

เซื้อซาติแฮ้งอย่าเหม็นสาบกุยกัน เกิดเป็ นคนอีสานให้ฮกั แพงกันไว้
ไผเฮ็ดดีให้ซอยยู้ ซอยซูอย่าหย่านลืน ไผเฮ็ดผิดให้ซอยเว้า ไขแก้ดอกซอย
กัน
ผมบ่มีหวีป้องสิ เป็ นฮังนกจอก มีปากคันบ่มีแข้วพร้อมคางสิ ว้าํ ใส่ ดงั
แนววังคันบ่มีขอนขวงซาวแหเขาสิ หว่าน มีเฮือนคันบ่มีพอ่ เย้าโจรสิ เข้าลัก
ของ
มีกลองคันบ่มีหนังหุม้ สิ เป็ นฮางผักบัว่ มีหวั คันว่าผมบ่พร้อมเขาสิ เอิ้นเดิ่น
เหา
มีเกวียนคันบ่มีงวั พร้อมสิ เอาหยังมาแก่ เกวียนคันบ่มีไม้ค้ าํ หัวสิ ง้ าํ ใส่ ดิน
อย่าสุ ไลลืมทิ้มพงศ์พนั ธุ์พี่นอ้ งเก่า

อย่าสุ ละเซื้อเหง้าหาญ้องผูอ้ ื่น

ดี
เพิ่นว่าไทไกลนี้เจงเลงนํ้าแจ่วข่า
บ่ท่อใสจิ่งหลิ่งไทใกล้น้ าํ แจ่วขิ่ง
เพิ่นว่าสิ่ งของนี้บ่ขดั สี ปัดเป่ า
อีกบ่โดนกะสิ เศร้าเสี ยค่าของแพง
ให้ค่อยแหย่งเอาไว้ของไทเฮาซาวอีสาน ฮีตเก่าของโบราณอย่าพาลข้ามทิ้ม
เสี ย
เลี้ยงซ้างเฒ่าขายงาได้กินค่า
คัน่ ซิมกั ผูบ้ ่าวน้อยซิอดมื้อกินหยัง

เลี้ยงซ้างน้อยตายถิ่มค่าบ่มี
มักให้มกั ผูบ้ ่าวเฒ่าคือสิ ได้กินมี

ใจประสงค์สร้างกลางดงกะหว่าถ่ง

ใจขี้คร้านกลางบ้านกะหว่าดง

นอนคนกลํ้าฝันเห็นสะดุงตื่น พอแต่ลุกล้างหน้าคึดฮอดเจ้าอยูบ่ ่ลืมแท้หน่อ

๘๐

เผิน่ หว่าถามข่าวบ้าน ถามข่าวเถิงเสา ถามข่าวข้าว ถามข่าวเถิงนา
ถามข่าวปลา ถามหาเถิงข้อง คันถามข่าวพี่นอ้ ง แหม่นเจ้าอยู่
สุ ขสําบายดีบ่อนอ หรื อแหม่นมีความทุกข์สิ่งได๋ บ่อนอป้ า
เฮ็ดไห่หมานปลาเฮ็ดนาเจ้าหมานฝ้ าย หรื อแหม่นสุ ขสําบาย
หายฮ้อนนอนอัง่ บ่อเด หรื อมีทุกข์อีหยังเงินคําหลัง่ อัง่ เต้า
โฮมเจ้าคู่สู่ คนบ่อนอโยม...
ออนซอนดิน.....ออนซอนหญ้า ออนซอนนํ้า.....ออนซอนปลา
ออนซอนฟ้ อน.....ออนซอนแอ่น
ออนซอนพิณ.....ออนซอนแคน
กลอนผญาค่าสํ้า.....ลําเรื่ องต่อกลอน
ถามข่าวนํ้า สิ ถามข่าวหาปลา ถามข่าวนา สิ ถามข่าวหาข้าว
ถามข่าวเจ้าสเลเตว่าเจ้าเป็ นผูใ้ ด๋ หนอ คันแม้นพอสิ บอกได้ ให้เว้าแจ้งแถลง
จา
ผูผ้ ญาเลิศล้น คนทั้งค่ายเขาออนซอน แม้นอยูเ่ ขตอุดร นครกํ้าหรื อกะสิ นธ์
หรื อแม้นถิ่นสารคาม สิ ถามเจ้าบอกได้บ่อ"
สิ บเดือนหลําซาวเดือนหลํา
บ่เห็นเจ้ามาด๋ อกมาใส่ เบ็จ
บาดว่าเค้าเข้าขึ้นเลาบัตเห็นเจ้า ดอกเทือเดี่ยว ว่าสันดอกว่า.....
สิ บปี กะสิ ถา้ ซาวพรรษากะสิ อยู่ คันบ่ได้เป็ นคู่เห็นแต่อุแอ่งนํ้า
กะปานได้นงั่ เทียม
น้องชายสิ ลาจากอ้ายน้องกลับต่าวเคหัง ปาสิ ลาวังเวินเสิ่ นไปคือฮุง้
ทุงสิ ไลลาผ้า สาหนองสิ ลาบวก ฮวกสิ ลาแม่น้ าํ นางน้องค่อยอยูด่ ี แด่เนอ

๘๑

ไกลมื้อนี้ มื้ออื่นสิ มาหา
คันแม้นชีวายัง สิ ด่วนมาหาเจ้า
คือดังปลาอาศัยนํ้า นํ้ากะเผิง่ วังปลา ปลาอาศัยวังเวิน จึ่งล่องลอยนานํ้า
ทามอาศัยห้วย งัวควยอาศัยแอก
ตาแฮกอาศัยไก่ตม้ จึงโดนตุม้ จาก
คอน
คือดังคอนอาศัยไม้ นกใส่ อาศัยโกน คนกะอาศัยคน เผิง่ กันโดยด้าม
คามอาศัยหม้อ หมอมออาศัยส่ อง
ฆ้องอาศัยไม้ฆอ้ น ตีตอ้ งจึงค่อยดัง
เซื้อซาติแฮ้งอย่าเหม็นสาบกุยกัน เกิดเป็ นคนอีสานให้ฮกั แพงกันไว้
ไผเฮ็ดดีให้ซ่อยยู ้ ซอยซูอย่าย่านเหลิน ไผเฮ็ดผิดให้ซอยเว้า ไขแก้ดอกซอย
กัน
สุ ขขีมนั่ ยังสุ ขสันต์อยูค่ ือเก่า
เทิงพ่อแก่แม่เฒ่า กะยังอยูด่ ีซาํ บาย
ฮีตปู่ ย่าตายาย คองของไทหมู่เฮา
หมู่เจ้าเห็นอยูบ่ ่ หมู่เฮาเคยได้พอ้
เพิน่ หายเสี ยไปทางใด๋ หรื อว่างลงไปใต้ ทางไกลแดนห่าง ฮีตคองเฮาเลยฮ้าง
บ่มีคนล้างขัดสี มาซ้อยกันเด้อน้องพี่ ฮีต 12 คอง 14 ประเพณี แต่รุ่นเก่า
คองคอยถ้าซุมหมู่เจ้า เข้าฮ่วมสื บสานต่อ ซัน่ แล้ว
คําปากพ่อแม่น้ ี หนักเกิ่งธรณี ใผผูย้ าํ แยงนบ หากสิ เฮืองเมื่อหน้า
ในให้เสมอนํ้า คุงคาสมุทรใหญ่
ให้เจ้าคึดถี่ถว้ น ดีแล้วจึงค่อยจา
อย่าได้เฮ็ดใจเพี้ยง เขาฮอขมขื่ม ความคึดเจ้าอย่าตื้น เสมอหม้อปากแบน
สิ บตําลึงอยูฟ่ ากนํ้า อย่าได้อ่าวคนิงหา สองสะลึงแล่นมามือ ให้เจ้ากําเอาไว้
มีเงินล้นเต็มถง อย่าฟ้ าวอ่งหลายเน้อ ลางเทื่อ ทุกข์มอดไฮ้ เมื่อหน้าส่ องบ่
เห็น
เงินหากหมดเสี ยแล้ว ขวัญยังดอมไถ่ อันว่าผ้าขาดแล้ว แซงนั้นหาก
ยัง

๘๒

ฮักผัวให้ มีใจผายเผื่อ
ฟักเฮือไว้ หลายลําแฮท่า

ฮักผัวให้ฮกั พี่นอ้ ง แนวน้าแม่ผวั
หม่าข้าวไว้ หลายบ้านทัว่ เมือง

เฮือนใดยามกินข้าว หลายพามับแมบ เฮือนนั้นเศิกบ่มวั่ ใจนํ้าบ่คล่อง
ปลา
เฮือนใดยามกินข้าว พาเดี่ยวเป็ นหมู่
คําฮักยังช่างตูม้ กันไว้หมื่นอะ
สง
อันว่าผัวเมียฺฮา้ ย ยามเดียวก็เป็ นเพิ่น เสี ยแล้ว บาดว่าพี่นอ้ งฮ้าย คือขี้บ่เหม็น
เฮือคาแก้ง เกวียนเห็นให้เกวียนแก่
บาดว่าไปฮอดนํ้า เฮือซิได้แก่เกวียน
เฮือนคันบ่มีพอ่ ย้าว โจรสิ เข้าล่วงเฮือน จันทร์ใสแจ้ง ดวงเดียวบ่มีคล่อง
บ่มีดาวแวดล้อม จันทร์เจ้าก็บ่อเฮือง หนองบ่อมีขอนขัน่ ชาวแหเขาสิ
หว่าน มีวงั บ่มีเงือกเฝ้ า คนใบ้กบ็ ่ยาํ
ไกลมื้อนี้ มื้ออื่นสิ มาหา
คันแม้นซีวายัง สิ ด่วนมาหาเจ้า
ไกลกันยามมื้อเซ้า ไกลกันท่อข้อมือ ไกลกันยามมื้อฮือ ไกลกันท่อนิ้วก้อย
ไกลมื้อเล็กมื้อน้อยกะเลยซํ้าลํ่าบ่เห็น บ่อยากพลัดพรากเว้น เวรหากจ่องจํา
หนี
บ่อยากไกลสายคอ แม่เวรหากพาเว้น อยากเห็นโตแม่เวรเด้ สิ เป็ นโตจังใด๋
หนอ
คันเป็ นโตคือจังหอย คันมีฮอยคือจังซ้าง อ้ายสิ ไปว่าจ้าง พรานหลวงเพิ่นไล่
ฆ่า
อ้ายสิ ไปว่าจ้าง พรานนาเพิ่นไล่ยงิ
แม้นสิ สิงอยูต่ น้ ไม้ สิ เอาไฟอูดเผา

๘๓

นกเขาตูพ้ รากกคู่กะยังขัน
กาเหว่าวอนพรากฮังกะยังฮ้อง
บัดว่าน้องพรากอ้ายคําเดียวบ่เอิ้นสัง่ คันบ่เอิ้นสัง่ ใกล้กะให้เอิ้นสัง่ ไกลแน่
เด้อ
หล้าน้องสาวเอ้ยไกลขอให้ไกลแต่บา้ นฮัว่ ไฮ่นาสวน ไกลขอให้ไกลแต่
มวลหมู่เฮือนกับเล้า ส่ วนว่าวาจาเว้าสองเฮาอย่าได้ห่าง ต่างคนแม้นสิ อยู่
ต่างบ้านความเว้าอย่าห่างกัน
แม้นว่าไกลมื้อนี้ม้ืออื่นสิ มาหา คันแม้นชีวายังสิ ด่วนมาหาเจ้า
ไกลกันยามมื้อเซ้าไกลกันท่อข้อมือ ไกลมื้อฮือไกลกันท่อนิ้วก้อย
ไกลมื้อเล็กมื้อน้อยกะเลยซํ้าลํ่าบ่เห็น น้องสาวเอ้ย ลูกเอย...ฟังพ่อเฮาแน่
อันนี้แหลว.....ท่านทั้งหลายเอ้ย เว้าพื้นความขี้ฮา้ ย ไผสิ วา่ ให้โตเสี ย
มันหากเหลือใจแฮง สังแบ่งปั นไปคนกํ้า
จักไผดําไผแหล่ แลเห็นบ่เกิน
ว่า
ประชาชนเบื่อหน้า สังมาเว้าให้เก่าใจ .....
พี่นอ้ งเอ้ย...
ตกมายุคต้นไม้ ใบบ่ป่งยามฝน ตกยามคนจัญไร ได้ก่อกวนเมือง
บ้าน
ตกหว่างธารบ่มีน้ าํ คนผิดธรรมบ้านเมืองแป่ ธรรมชาติปรวนแปร คันบ่แลบ่
ฮู ้ บ่ดูแล้วฮํ่าบ่เห็น
คิดเบิ่งเด้อ..
ใต้เคยเย็นกลายเป็ นฮ้อน นอนนัง่ บ่เป็ นสุ ข พอปานไฟลามลุก
ทุกข์ทนไปเทิงแคว้น ตกหว่างแดนเหนือใต้ นํ้าไหลมาปานฟ้ าฮัว่
ตกหว่างบัวไปอยูใ่ ต้ ขี้ตมพื้นแม่นที ตกหว่างคนยุคนี้ อยากมีลื่นบรรดาศักดิ์

๘๔

ตกหว่างคนบ่จงรัก ได้ภกั ดีแต่คาํ เว้า ตกหว่างเอาหว่างได้ สิ ขายไฟ ให้ไหม้
พ่อ ตกหว่างคนสอพลอ ได้แต่ยอแลบลิ้น ถวิลได้อิ่มบ่เป็ น
ตกหว่างคนสิ ได้เค้น แค้นคัง่ นําเงินตรา
ตกหว่างปลาสิ กินแมว เบิ่งอีแหลวลงบ้าน
ตกหว่างกาลตะเว็นคล้อย ถอยลงบ่อยากโผล่
ตกหว่างคนบ่อาจโส มีปากโสจาบ่ได้ จัญไรพ้อพบกัน
ตกหว่างดินสิ ห่างบ้าน สถานที่เคยอาศัย
ตกหว่างไฟบ่มีสี บ่ฮุ่งมีแสงได้
พี่นอ้ งไกลความพ่อเว้า "พอสาเฮา อย่าเอาลื่น" ได้แต่ฝันบ่มีตื่น พ่อ
พาบืนบากสู ้ เฮาผัน่ ปู้ ส่ องบ่เห็น พ่อบ่ให้ตื่นเต้น เห็นคนอื่นเขาเป็ นหยัง ย้า
นลูกพังคือเขา ได้ห่วงเงาสิ ไกลเนื้อ พ่อเคยเฝื อเคยตุม้ ได้คุมงานจนล้าอ่อน
แสนหนักเหนื่อยสายอุทร ลูกมาถอนโอวาทเว้า บิดาเศร้าหม่นพระทัย
เศรษฐกิจบอกไว้ ให้เดินไต่แบบ "พอเพียง" อย่าไปเอียงอย่าไปเซ เด่
มือซาวเอิ้น ลูกผัน่ เพลินคําย้อง หลงเงินทองเขาป้ องใส่ อยากได้หลายผัน่ เป็ น
หนี้ ชีวกี ลุม้ คิดบ่ทนั

พี่นอ้ งเอ้ย....
เว้าผญาเป็ นบั้น สําคัญอยูใ่ นดวงจิต เฮาคงเห็นไผเป็ นมิตร ให้คิดนําดู
บ้าง พ่อเฮาถาง พ่อเฮาหม่น สอนเป็ นคนให้เห็นค่า วันที่หา้ ธันวา มาฟั งคําพ่อ
สิ เว้า สอนเจ้าให้ส่วงตา..

๘๕

"มีแต่ความปากเว้า ใจบ่เอาอ้ายบ่วา่
อย่ามาตัว๋ ให้คอยถ่า คําสัญญา
บ่มนั่ แก่น แม้นว่าทางฝ่ ายเจ้า มีคนเฝ้ านอนเคียง หรื อว่าเพียงหลอกเว้า ให้
อ้ายเฝ้ าป่ วงละเมอ หล้าเอย" ครันได้กินลาบก้อยซิ้น อย่าลืมแจ่วแพวผัก
ได้กินภาช์เงินภาช์คาํ อย่าสิ ลืมกระเบียนฮ้าง
"ไกลกายเจ้า ใจกะอยูน่ าํ นาง บ่มีทางไกลกัน ให้พรากหนีไกลข้าง
แม้นสิ อยูฟ่ ากฟ้ า สิ หย่อเป็ นแผ่นดินเดียว ตรางสิ บคืนซาวคืน
สิ หย่อเป็ นคราวมื้อ คันความฮักมันคือข้าว สิ ขอกินให้มนั อิ่ม คันความฮัก
มันคือนําบ่อแก้ว สิ ลงล้างอาบสรง.ซัน่ แล้ว"
คันได้กินปลาแล้วอย่าลืมปูปะปล่อย ลางเทือปลาขาดข้อง ยังสิ ได้ป่นปู
เด้
คันเจ้าได้ขี่ซ่าง กั้งฮ่มสัปทน
คันเจ้าได้ขี่ซ่าง กั้งฮ่มเป็ นพญา
คันเจ้าได้ขี่ซ่าง อย่าลืมหมู่หมูหมา
ย่าน
ลางเทือกวงฟานเต้น นําดงสิ ได้ไล่
น้องเอ้ย

อย่าสิ ลืมคนจน งอยโพนเกาฮิ้น
อย่าสิ ลืมชาวนา ขี่ควายคอนกล้า
ห่ากะโมยมาลัก สิ เห่าหอนให้มนั
ลางเทือได้ต่อนซิ้น ยังสิ ได้อ่าวคุณ .

(นํามาให้อ่านให้ท่องเพียงย่อ ต้องการแบบเต็มๆ ติดต่อท่านมหาน้อย)

๘๖

กรณียเมตตสู ตร
หรื อ กรณียเมตตปริตร
ทําให้หลับเป็ นสุ ข ตื่นเป็ นสุ ข ไม่ฝันร้าย เป็ นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์
ทั้งหลาย เทพพิทกั ษ์รักษา ไม่มีภยันตราย จิตเป็ นสมาธิง่าย ใบหน้าผ่องใส มี
สิ ริมงคล ไม่หลงสติในเวลาเสี ยชีวติ และเป็ นพรหมเมื่อบรรลุเมตตาฌาน
๑. กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ . . . . . ยันตัง สั นตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ
สั กโก อุชู จะ สุ หุชู จะ . . . . . . . . . . . . สุ วะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี
กิจที่คนฉลาดในสิ่ งที่มีประโยชน์ และมุ่งหมายจะบรรลุทางสงบ จะพึง
ทําก็คือ เป็ นคนกล้า, เป็ นคนซื่อ, เป็ นคนตรง, ว่าง่าย, อ่อนโยน, ไม่
เย่อหยิง่
๒. สั นตุสสะโก จะ สุ ภะโร จะ . . . . . . . .อัปปะกิจโจ จะ สั ลละหุกะวุตติ
สั นตินท์ ริโย จะ นิปะโก จะ . . . . . . . . อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคทิ โธ
เป็ นผูส้ นั โดษ, เลี้ยงง่าย, มีภาระกิจน้อย, คล่องตัว, ระมัดระวังการ
แสดงออก, รู้ตวั , ไม่คะนอง, ไม่คลุกคลีในตระกูลทั้งหลาย
๓. นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ . . . . เยนะ วิญํู ปะเร อุปะวะเทยยุง
สุ ขโิ น วา เขมิโน โหนตุ . . . . . . . . . . . . สั พเพ สั ตตา ภะวันตุ สุ ขติ ัตตา
ไม่ประพฤติสิ่งที่วญ
ิ ํูชนตําหนิติเตียนได้, พึงแผ่เมตตาจิตว่า ขอสัตว์
ทั้งปวง จงมีความสุขกายสบายใจ มีความเกษมสําราญเถิด

๘๗

๔. เย เกจิ ปาณะภูตตั ถิ . . . . . . . . . .ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
ทีฆา วา เย มะหันตา วา . . . . . . . . . . .มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา
ขอสัตว์ท้งั หลายบรรดามี ที่เป็ นสัตว์ตวั อ่อน หรื อตัวแข็งก็ตาม เป็ นสัตว์
มีลาํ ตัวยาว หรื อลําตัวใหญ่กต็ าม มีลาํ ตัวปานกลาง หรื อตัวสั้นก็ตาม ตัว
เล็กหรื อตัวโตก็ตาม
๕. ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา . . . . . . . . . เย จะ ทูเร วะสั นติ อะวิทูเร
ภูตา วา สั มภะเวสี วา . . . . . . . . . . . . .สั พเพ สั ตตา ภะวันตุ สุ ขติ ัตตา
ที่มองเห็นหรื อมองไม่เห็นก็ตาม ที่อยูไ่ กลหรื ออยูใ่ กล้กต็ าม ที่เกิดแล้ว
หรื อกําลังหาที่เกิดอยูก่ ต็ าม ขอสัตว์ท้งั หลายทั้งปวงนั้นจงสุ ขกายสบาย
ใจเถิด
๖. นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ . . . . . ..นาติมญ
ั เญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
พ์ยาโรสะนา ปะฏีฆะสั ญญา . . . . .นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ
บุคคลไม่พึงหลอกลวงผูอ้ ื่น ไม่ควรดูหมิ่นเหยียดหยามใคร ๆ ไม่ควรมุ่ง
ร้ายต่อกันและกัน เพราะมีความขุ่นเคืองโกรธแค้นกัน
๗. มาตา ยะถา นิยงั ปุตตัง . . . . . . . . . . อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
เอวัมปิ สั พพะภูเตสุ . . . . . . . . . . . . มานะสั มภาวะเย อะปะริมาณัง
คนเราพึงแผ่ความรักความเมตตา ไปยังสัตว์ท้ งั หลายหาประมาณมิได้
ดุจดังมารดาถนอม และปกป้ องบุตรสุ ดที่รักคนเดียวด้วยชีวติ ฉันนั้น

๘๘

๘. เมตตัญจะ สัพพะโลกัส์มงิ . . .. . .มานะสั มภาวะเย อะปะริมาณัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยญ
ั จะ . . . . . . . . . อะสั มพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
พึงแผ่เมตตาจิต ไม่มีขอบเขต ไม่คิดผูกเวร ไม่เป็ นศัตรู อันหาประมาณ
ไม่ได้ ไปยังสัตว์โลกทั้งปวงทัว่ ทุกสารทิศ
๙. ติฏฐั ญจะรัง นิสินโน วา . . . . . สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ . . . . . . . . . . พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
ผูเ้ จริ ญเมตตาจิตนั้น จะยืน จะเดิน จะนัง่ จะนอน ตลอดเวลาที่ตนยังตื่น
อยู่ พึงตั้งสติ อันประกอบด้วยเมตตานี้ให้มนั่ ไว้ บัณฑิตทั้งหลายกล่าว
ว่า การอยูด่ ว้ ยเมตตานี้ เป็ นพรหมวิหาร (การอยูอ่ ย่างประเสริ ฐ)
๑๐. ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สี ละวา . . . . .ทัสสะเนนะ สั มปันโน
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง . . . . . . . . . .นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ
ท่านผูเ้ จริ ญเมตตาจิต ที่ละความเห็นผิดแล้ว มีศีล มีความเห็นชอบ ขจัด
ความใคร่ ในกามได้ ก็จะไม่กลับมาเกิดอีกเป็ นแน่แท้
(คำแปลของ ศำสตรำจำรย์ พเิ ศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก รำชบัณฑิต)

๘๙

บทกรวดน้ า
ั มาสม
ั พุทธัสสะ (3จบ)
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สม
ขอเดชะตัง้ จิตอุทศ
ิ ผล บุญกุศลแผ่ไปให ้ไพศาล
ถึงบิดามารดาครูอาจารย์ ทัง้ ลูกหลานญาติมต
ิ รสนิทกัน
คนเคยรักเคยชงั แต่ครัง้ ไหน ขอให ้ได ้บุญกุศลผลของฉั น
ทัง้ เจ ้ากรรมนายเวรและเทวัญ ขอให ้ท่านได ้กุศลและผลบุญ
อีกปู่ ย่าตายายทัง้ หลายนัน
้ ขอให ้ท่านได ้กุศลผลอุดหนุน
ทหารตารวจตรวจแดนไทยจงได ้บุญ ชว่ ยป้ องกันศัตรูภัยได ้บุญนี้
สาหรับท่านหมั่นปฏิบัตวิ ป
ิ ั สสนา ขอให ้พาได ้พบสุขทุกวิถ ี
ประสบพบนิพพานของญาณมุนี ในชาตินม
ี้ ม
ี รรคผลทุกคนเทอญ
บุญกุศลทีไ่ ด ้ทาในครัง้ นี้ จงสาเร็จเป็ นปั จจัยไร ้ราคี
ให ้ฉั นนีพ
้ ้นกิเลสเขตกันดาร หากมิสาเร็จพระอรหันต์
ตัวของฉั นอย่าได ้พบความขัดสน พร ้อมทวยเทพและสวรรค์จนบันดล
ให ้เลิศล ้นทรัพย์ยศปรากฏมี ความไม่มอ
ี ย่าบังเกิดกับตัวฉั น
้ ้ปรานี
ทุกสงิ่ สรรค์พร ้อมมูลบุญราศ ี คนใจบาปหยาบชาไร
ิ้ บุญข ้าน ้อยถ ้าคล ้อยคลาด
จงหลีกหนีให ้พ ้นคนใจมาร ยามสน
ั บันดาล
หากประมาทขาดสติมป
ิ ระสาน ขอเทวาอารักษ์ ชก
โปรดประทานสติมั่นแก่ฉันเทอญ
บทกรวดน้ า วัดสุทศ
ั น์ เสาชงิ ชา้ กรุงเทพ

๙๐

๙๑

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful