You are on page 1of 17

บทที่ 2 ระบบของคอมพิวเตอร

คอมพิวเตอร(Computer) เปนเทคโนโลยีที่สําคัญและโดดเดนในสังคมสารสนเทศ (Information


Society) เนื่องจากเปนเครื่องมือที่ชวยใหการทํางานโดยเฉพาะทางขอมูลสารสนเทศมีประสิทธิภาพสะดวกรวด
เร็วยิ่งขึ้น การรูจักคอมพิวเตอรจึงเปนสิ่งจําเปนสําหรับนําคอมพิวเตอรไปใชงาน ไมวาจะเปนงานดานพื้นฐานหรือ
งานที่ตองอาศัยความชํานาญตางๆ
1. ความหมายของคอมพิวเตอร
คอมพิวเตอร หมายถึง อุปกรณอิเล็คทรอนิคสที่สามารถแปลงคําสั่งและดําเนินการตามคําสั่ง เชน การ
สงขอมูลเขาสูระบบ การประมวลผล และการแสดงผลลัพธ เปนตน
การทํางานของคอมพิวเตอร
การทํางานของคอมพิวเตอรประกอบไปดวยการทํางานขั้นพื้นฐาน 4-ขั้นตอน ดังนี้
1. การสงขอมูลเขา (Input) คําสั่งหรือขอมูลตางๆ จะตองมีการนําเขาสูระบบเพื่อนําไป
ประมวลผล โดยผานอุปกรณนําเขาขอมูล เชน mouse และ keyboards เปนตน
2. การประมวลผล (Processing) เมื่อมีการนําเขาขอมูลสูระบบแลว คอมพิวเตอรมีหนาที่
ประมวลผลตามคําสั่งที่กําหนดไว เชน การคํานวณเปรียบเทียบตางๆ
3. การแสดงผลลัพธ (Output) ผลที่ไดจากการประมวลผลของคอมพิวเตอรในรูปแบบตางๆ
เพื่อนําไปใชในการตัดสินใจ หรือการบริหารงานตอไป อุปกรณแสดงผลลัพธ เชน monitors และ printers
4. การจัดเก็บขอมูล (Storage) ทําหนาที่จัดเก็บขอมูลลงบนหนวยความจําสํารองประเภทตางๆ
ตามความสามารถของคอมพิวเตอรนั้นๆ อุปกรณที่ใชในการจัดเก็บขอมูล เชน Floppy disks, CD-ROM, hard
disks เปนตน
หนวยประมวล

หนวยนําเขาขอ หนวยแสดงผลลัพธ

หนวยจัดเก็บ

รูปที่ 2.1 การทํางานของคอมพิวเตอร


องคประกอบของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร ประกอบดวย
1. ฮารดแวร (Hardware) หมายถึง อุปกรณทุกชนิดที่ใชในการประมวลผล การนําขอมูลเขา การจัดเก็บขอ
มูลและการแสดงผลลัพธ โดยอุปกรณทุกชิ้นจะทํางานรวมกันเพื่อใหไดผลลัพธตามชุดคําสั่งหรือ
software ที่อยูในเครื่อง รายละเอียดเกี่ยวกับฮารดแวร
2. ซอฟตแวร (Software) หมายถึง ชุดคําสั่งที่สั่งใหฮารดแวรทํางานรวมกัน บางครั้งเรียกวา โปรแกรม
แบงออกเปน 2 ประเภทหลัก คือ system software และ application software รายละเอียดไดกลาวไวใน
บทที่ 5
3. ขอมูล/สารสนเทศ (data/ information) เมื่อเรานําขอมูลเขาสูระบบคอมพิวเตอร หนวยประมวลผลจะจัด
การกับขอมูลนั้น เพื่อใหไดมาซึ่งสารสนเทศ หรือขอมูลที่ไดรับการกลั่นกรองใหอยูในรูปแบบที่นํามา
ใชใหเกิดประโยชนได ดังนั้น ขอมูล จึงตองมีความถูกตองแมนยํา ทันเวลาและเชื่อถือได เพื่อใหไดมา
ซึ่งสารสนเทศที่มีความถูกตองเชนกัน
4. กระบวนการทํางาน (Procedure) คือขั้นตอนการทํางานของคอมพิวเตอรในระบบตางๆ เพื่อใหเกิดผล
ลัพธที่ตองการ เชน ขั้นตอนในการใชตู ATM ผูใชจะตองปฏิบัติตามขั้นตอนที่ลําดับไว จึงจะไดเงินออก
มา
5. บุคลากร (Peopleware) เปนกลุมผูทํางานที่เกี่ยวของกับคอมพิวเตอร มีหนาที่แตกตางกันไป แตทํางาน
รวมกันเพื่อใหมีการใชคอมพิวเตอรอยางเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ดังกลาวไวแลวในบทที่ 1
6. ผูใช (Users) ถึงแมวาคอมพิวเตอรสวนมากสามารถสั่งการทํางานดวยตัวเองตามโปรแกรมที่ตั้งไวก็ตาม
การใชการควบคุมของมนุษยก็ยังเปนสิ่งจําเปนอยูเสอมเชนกัน ดังนั้น ผูใชจึงควรเปนผูที่มีความรูความ
สามารถพอที่จะนําสิ่งที่มีอยูมากอใหเกิดประโยชนได

คุณสมบัติที่สําคัญ 5 ประการของคอมพิวเตอร
1. มีความเร็วสูงในการประมวลผล (Processing Speed) ซึ่งแตกตางกันไปตามการทํางานและความสามารถ
ของคอมพิวเตอรแตละประเภท
2. มีการทํางานที่ถูกตองแมนยําและเชื่อถือได (Accuracy and Reliability) ไมวาจะเปนการปฏิบัติการทางดาน
คํานวณ หรือการใหปฏิบัติงานซ้ําๆกันหลายครั้ง คอมพิวเตอรตองสามารถทําตามชุดคําสั่ง (programs) ที่
เขียนไวอยางไมมีขอผิดพลาด
3. มีความจุในการเก็บขอมูลสูง (Storage Capacity) ซึ่งก็ขึ้นอยูกับขนาดของคอมพิวเตอรดวยเชนกัน วามี
หนวยความจําสํารองไดปริมาณมากเทาไร
4. มีการทํางานดวยระบบอิเล็กทรอนิกส (Electronic Machine) ขอมูลทั้งหมดที่ถูกปอนเขาสูเครื่อง
คอมพิวเตอรจะไดรับการแปลงสัญญาณใหอยูในรูปของสัญญาณไฟฟากอน และ เมื่อมีการประมวลผลเรียบ
รอยแลว คอมพิวเตอรก็จะเปลี่ยนสัญญาณไฟฟาเปนภาษาที่มนุษยเขาใจได
5. มีการสื่อสารเชื่อมโยงขอมูล (Communication) สามารถติดตอสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอรเครื่องอื่นๆได

ระบบสารสนเทศ 8
องคประกอบของระบบคอมพิวเตอร
ประกอบดวย 3 สวน
1. ฮารดแวร (Hardware)
หมายถึง ตัวเครื่องคอมพิวเตอรหรือสวนประกอบและอุปกรณที่เกี่ยวของ ที่เห็นไดจับตองได
เกณฑมาตรฐานในการเลือกซื้ออุปกรณ
1.1 ไมโครโปรเซสเซอร (Microprocessor) หรือ ซีพียู (CPU) เปนวัสดุที่ทําดวยสารซิลิคอน ซึ่ง
ประกอบดวยวงจรรวม เรียกวา ชิป (Chip) ความเร็วในการทํางานวัดเปน เมกะเฮิรตซ (MHz) หรือ
1ลานรอบตอวินาที
1.2 แรม (RAM)
เปนหนวยความจําชั่วคราว กอนประมวลผลขอมูลจะถูกอานเก็บไวที่แรมกอน ถามีหนวยความจํา
แรมนอยเครื่องจะประมวลผลไดชา ปจจุบันแรมาไมควรต่ํากวา 32 MB
1.3 ดิสกไดรฟ (Disk Drive)
ใชอานขอมูลบนแผนดิสก
1.4 ซีดีรอมไดรฟ (CD-ROM Drive)
ใชอานขอมูลจากแผนซีดีรอม แผนซีดีรอม 1 แผนจุได 650 MB
1.5 ฮารดดิสก (Hard disk)
เปนอุปกรณเก็บขอมูลเหมือนแผนดิสกเกตแตจะทํามาจากจานโลหะแข็ง เชน อลูมิเนียมเคลือบดวย
สารแมเหล็ก สามารถบันทึกและอานขอมูลไดเร็วกวาดิสกเกต
จุขอมูลไดมาก มีหนวยในการเก็บขอมูลเปนกิกะไบต(GB) ที่นิยมใชกันไดแก Seagate, NEC,
Quantum เปนตน
1.6 คียบอรด (Key board)
เปนอุปกรณรับขอมูล มาตรฐานที่ใชเปนขนาด 105 คีย
1.7 เมาส (Mouse)
เปนอุปกรณสําหรับชี้ตําแหนงบนจอภาพ ใชคูกับแผนรองเมาส(Mouse Pad)
1.8 กลองของเครื่อง (Case)
ทําหนาที่หอหุมอุปกรณอิเล็กทรอนิกสตางๆภายในเครื่องไว มีแบบนอน (Baby) และแบบตั้ง
(Tower)
1.9 จอภาพ (Monitor)
ขนาดจอภาพที่นิยม คือ ขนาด 15 นิ้ว หรือ 17 นิ้ว โดยวัดจากความยาวของเสนทแยงมุมของจอภาพ

2. ซอฟตแวร (Software)
คือโปรแกรมคําสั่งที่สั่งใหเครื่องคอมพิวเตอรทํางาน โดยจะเก็บไวในหนวยความจํา หลังจากนั้นเครื่องจะ
ทํางานดวยตนเองตามโปรแกรมภายใตการควบคุมของหนวยควบคุม (Control Unit) ซอฟตแวรแบงเปน 2
ประเภท คือ
2.1 ซอฟตแวรระบบ (System Software)

ระบบสารสนเทศ 9
คือ โปรแกรมที่ทําหนาที่ควบคุมการทํางานของคอมพิวเตอรฮารดแวร จัดระบบการเก็บขอมูล
การรับสงขอมูล เก็บขอมูลลงหนวยความจํา โดยบริษัทผูผลิตเครื่องจะใหโปรแกรมมากับเครื่อง สวนสําคัญที่
เปนแกนหลักของโปรแกรมระบบ คือ ระบบปฏิบัติการ
ระบบปฏิบัติการ (OS: Operating System) คือ
กลุมโปรแกรมที่เปนสวนเชื่อมโยงระหวางเครื่องและ
ผูใชเครื่อง โดยมีหนาที่สําคัญดังนี้
- ควบคุมการทํางานของโปรแกรมและอุปกรณตางๆโดยเฉพาะอุปกรณรับและสงขอมูล (Input
/ Output Device)
- จัดสรรทรัพยากรซึ่งใชรวมกัน (Shared Resource)
- ติดตามการทํางานของอุปกรณภายในเครื่อง

ประเภทของระบบปฏิบัติการ
- ดอส (DOS: Disk Operating System)
เปนระบบปฏิบัติการที่เมื่อกอนนิยมใชกันมาก การทํางานเปนแบบงานเดี่ยว (Single-tasking) ซึ่งมี 2
แบบ คือ PC-DOS และ MS-DOS
- วินโดวส (Windows)
ค.ศ 1990 บริษัทไมโครซอฟตไดผลิต Windows 3.0 ใชงานดานกราฟก GUI: Graphic User
Interface) สามารถทํางานหลายโปรแกรมพรอมกัน (Multitasking)
ค.ศ 1995 ไดผลิต Windows 95 เปนระบบปฏิบัติการ 32 บิท ซึ่งมีความสามารถดานระบบ
เครือขาย สง E- mail ได
Windows 98 เพิ่มประสิทธิภาพของวินโดวส 95-เปนระบบที่สนับสนุนการทํางานโปรแกรม
ตางๆบนวินโดวสใหสามารถเชื่อตอกับระบบอินเทอรเน็ตอยางมีประสิทธิภาพ ปจจุบันไดพัฒนาถึง
Windows 2000
Windows NT เปนระบบปฏิบัติการของบริษัทไมโครซอฟตสําหรับเนตเวิรกขนาดเล็ก เหมาะ
สําหรับติดตั้งบนเครื่องแมขาย (Server)

- โอเอส/ทู (OS/2: Operating System 2)


บริษัท IBM ใหบริษัท ไมโครซอฟตผลิตระบบปฏิบัติการที่ใชกับเครื่อง PS/2 ใหสามารถใช
งานแบบกราฟกและสามารถทํางานแบบมัลติทาสกิ้ง คือใชงานหลายๆโปรแกรมไดพรอมกัน แตไมเปน
ที่นิยมเพราะตองใชหนวยความจําขนาดใหญ
- ยูนิกซ (Unix)
เปนระบบปฏิบัติการที่ใหญและซับซอน มีขีดความสามารถสูง ใชงานลักษณะ
มัลติทาสกิ้ง(Multitasking) คือสามารถใชงานไดหลายๆโปรแกรมพรอมกัน และเปนแบบมัลติยูสเซอร
(Multiuser) คือ มีผูใชหลายๆคนพรอมกัน เหมาะสําหรับระบบเนตเวิรก (Network) ใชไดกับเครื่อง
คอมพิวเตอรเมนเฟรม มินิคอมพิวเตอรและเครื่อง

ระบบสารสนเทศ 10
ไมโครคอมพิวเตอร แตตองระดับ 386 Dx ขึ้นไป มีหนวยความจําไมนอยกวา 8 MB มีฮารดดิสกความจุ
ไมนอยกวา 100 MB
- ซิสเต็ม 8 (System 8)
เปนระบบปฏิบัติการของเครื่องแมคอินทอช (Macintosh) สามารถทําเปนระบบมัลติทาสกิ้งได
เหมาะกับงานดานเดสทอปพับลิสชิ่ง (Desktop Publishing) คือการออกแบบและพิมพเอกสารโดยใช
โปรแกรมคอมพิวเตอรซึ่งเปรียบเสมือนโรงพิมพตั้งโตะ

2.2 ซอฟตแวรประยุกต (Application Software)


คือ โปรแกรมที่นักเขียนโปรแกรมเขียนขึ้นดวยภาษาใดภาษาหนึ่ง เพื่อใหสามารถประมวลผลไดตาม
ตองการ
2.2.1 โปรแกรมสําเร็จรูป (Package Program)
2.2.2 โปรแกรมที่นักเขียนโปรแกรมเขียนขึ้นเอง
ภาษาคอมพิวเตอร (Computer Languages)
คือ ภาษาที่ใชในการติดตอกับเครื่องคอมพิวเตอร โดยเขียนเปนชุดคําสั่ง (Program) ภาษาคอมพิวเตอร
แบงเปน 2 ระดับ คือ
1. ภาษาระดับต่ํา (Low Level Language)
เปนภาษาในยุคแรกๆ แบงเปน 2 ประเภท คือ
- ภาษาเครื่อง (Machine Language)
เปนชุดคําสั่งที่ใชติดตอกับเครื่องโดยตรง ลักษณะแสดงในรูปเลขฐานสอง ประกอบดวย
รหัสบอกประเภทของคําสั่ง (Operation Code หรือ OP-Code) เปนสวนคําสั่งที่บอกใหเครื่องทําการประมวลผล
และ รหัสบอกตําแหนงขอมูล (Operand) เปนสวนที่บอกตําแหนงขอมูลในหนวยความจํา
- ภาษาแอสแซมบลี (Assembly Language)
เปนภาษาสัญลักษณ (Symbolic Language) พัฒนามาจากภาษาเครื่อง ใชสัญลักษณแทนเลข
ฐานสอง
เชน ADD แทนภาษาเครื่อง 1100
SUB “ 1101

Assembly Assembler Machine


Language Language

2. ภาษาระดับสูง (High lever Language)


การเขียนภาษาไมขึ้นกับฮารดแวรดังนั้นผูใชไมจําเปนตองเขาใจระบบการทํางานของเครื่องก็
ได แตตองเขาใจกฎเกณฑในการเขียนแตละภาษา ลักษณะคลายภาษาอังกฤษ จึงเปนที่นิยม

ระบบสารสนเทศ 11
ภาษาระดับสูง Compiler ภาษาเครื่อง
หรือ
Interpreter
-อินเทอพรีเตอร (Interpreter) เปนโปรแกรมแปลภาษาระดับสูงใหเปนภาษาเครื่อง จะแปลทีละคําสั่ง
เชน ภาษา BASIC, dBASE เปนตน
-คอมไพเลอร (Compiler) เปนโปรแกรมแปลภาษาระดับสูงเปนภาษาเครื่อง โดยจะแปลทั้งโปรแกรม
3. ภาษาธรรมชาติ (Natural language) เปนภาษาที่อนุญาตใหผูใชสั่งคอมพิวเตอรดวยภาษาพูดซึ่งเปน
โครงสรางของภาษาอังกฤษ หมายความวา สั่งดวยประโยคเหมือนกับสั่งมนุษยดวยกัน ในการทําเชนนี้ จะตองทํา
ใหคอมพิวเตอรฉลาดพอที่จะเขาใจคําสั่งนั้นๆได สวนมากจะนํามาใชในวงการแพทยและธุรกิจ
โครงสรางของภาษาโปรแกรม
แบงเปน 5 สวนดังนี้
1. ประโยคที่ใชระบุตัวแปร
2. ประโยคที่ใชในการอานและแสดงผลลัพธ
3. ประโยคควบคุม วาจะใหทํางานที่สวนใดของคําสั่ง ถาไมมีสวนนี้เครื่องจะทํางานเรียง
จากบนลงลาง
4. ประโยคที่ใชในการคํานวณ
5. ประโยคที่ใชบอกจบการทํางาน
ตัวอยางของซอฟตแวรประยุกต ไดแก
1. Word Processing เปนโปรแกรมที่นิยมนํามาใชในงานเอกสารตางๆ (document) ทั้งที่มีเนื้อหาเปนอักขระ
และรูปภาพ โดยการเก็บขอมูลของงานที่ไดจากโปรแกรมนี้ จะอยูในรูปของแฟมขอมูลนามสกุล .doc ผูใช
สามารถกําหนดรูปแบบหนากระดาษ ตัวอักขระ และสีได เชน Microsoft Word เปนตน
2. Spreadsheet เปนโปรแกรมที่ใชในการสรางตารางและงานแผนภูมิตางๆ รวมทั้งการคํานวณ ผูใชสามารถใส
ขอมูลทุกอยางได เชนเดียวกับ word processing การนําโปรแกรมนี้ไปใชงาน เชน การทําบัญชี ตารางสถิติ
และ การบันทึกคะแนน โปรแกรมประเภทนี้ เชน Microsoft Excel เปนตน
3. Presentation เปนโปรแกรมที่ใชในการนําเสนอขอมูล ในรูปแบบที่นาสนใจ เนื่องจากสามารถใสเทคนิค
ตางๆ ทั้งลักษณะการปรากฏของตัวอักขระ รูปภาพ และเสียงดวย เปนโปรแกรมประเภท multimedia ใช
ประกอบกับเครื่องฉาย (LCD projector) เชน Microsoft PowerPoint เปนตน
4. Database โปรแกรมประเภทจัดการฐานขอมูล ใชสรางฐานขอมูลเพื่อจัดเก็บและจัดการขอมูลไดอยางรวด
เร็วและมีประสิทธิภาพ เราสามารถนําโปรแกรมนี้ไปใชในงานตางๆ เชน การเก็บขอมูลนักศึกษา รายการสิน
คาในโกดัง ขอมูลพนักงาน เปนตน โปรแกรมประเภทนี้ เชน Microsoft Access
5. Desktop Publishing และ Graphics ใชสําหรับจัดหนาหนังสือ สิ่งตีพิมพตางๆ เชน แผนพับ นามบัตร และ
ใบประกาศ สามารถกําหนดรูปแบบไดตามตองการหรือตามที่มีแบบมาใหอยูแลว(Template)รวมทั้งใน

ระบบสารสนเทศ 12
การออกแบบงานดานศิลปะ ตัดตอ ตกแตงรูปภาพตางๆ โปรแกรมประเภทนี้ เชน Adobe PageMaker, Adobe
PhotoShop เปนตน

ซอฟตแวรเพื่อการใชงานกับระบบไมโครคอมพิวเตอร
ซอฟตแวรกลุมนี่เรียกวา productivity software
แบงออกตามการทํางานดังนี้
1. ดานการพิมพหรือประมวลผลคํา (word processing software)
2. ดานการตีพิมพและผลิตเอกสาร (desktop publishing software)
3. ดานเอกสารอิเล็กทรอนิกส (electronic publishing software)
4. ดานการนําเสนองานดวยกราฟฟก (graphics presentation)

1.1 ซอฟตแวรเพื่อการประมวลผลคํา
ซอฟตแวรเพื่อประมวลผลคํา หรือเรียกวา word
สรุป การใชงานของซอฟตแวรประมวลผลคํา ไดดังนี้
1. สรางเอกสาร
2. จัดรูปแบบของเอกสาร
3. บันทึกตัวอักขระเขาสูระบบคอมพิวเตอรและแกไขปรับปรุงการพิมพ
4. พิมพเอกสารที่ประมวลผลแลวหรือสงเอกสารที่ประมวลผลแลวบนระบบแฟกซ
1.2 ซอฟตแวรเพื่อการผลิตเอกสารในลักษณะของการตีพิมพเผยแพร
โปรแกรม desktop publishing หรือ DTP เปนโปรแกรมที่ทํางานตีพิมพเอกสารมีความคลองตัว ตัวอยาง
เชน เมนูอาหาร บัตรอวยพร แผนพับ จุลสาร เปนตน ทั้งนี้ก็จะทํางานควบคูไปกับ word processing คือ word
ใชในการจัดรูปแบบเอกสาร สวน DTP จัดรูปแบบ กราฟฟก เลยเอาต อารตเวิรก ฯลฯ
1.3 เอกสารอิเล็กทรอนิกส
เอกสารอิเล็กทรอนิกส (electronic documents) จะถูกสรางดวยโปรแกรม electronic publishing และเก็บ
ไวบน diskette, HD, CD-ROM,DVD และเผยแพร รวมทั้งตัวหนังสือ ภาพ และเสียง หรือไมวาจะเผยแพรบน
เครือขาย internet
การสราง electronic documents ประกอบดวย
1. โปรแกรม word processing สําหรับสราง text file
2. HTML (HyperText Markup Langusge) สําหรับสราง HTML documents
3. Portable document เปนเอกสารอิเล็กทรอนิกสที่สามารถเคลื่อนยายไปยังผูรับในสถานที่ตาง ๆ
หรืออาจรวมอยูใน HTML-based ในการสราง WWW page ทําใหสามารถเผยแพรเอกสาร
อิเล็กทรอนิกสไปไดทั่วโลก
1.4 ชุดโปรแกรมการนําเสนอรายงาน
การนําเสนอรายงานของภาคธุรกิจเปนสิ่งสําคัญมากสําหรับผูบริหาร ดังนั้นการนําเสนองานดวย
presentation graphics software

ระบบสารสนเทศ 13
สรุป
1. สามารถเตรียมการในการนําเสนอไดสะดวก
2. สามารถนําเสนอหรือชี้แจงภาพรวมไดชัดเจน
3. สามารถขยายความเฉพาะสวนที่ตองการใหละเอียดลงไปไดอยางมองเห็นความตอเนื่อง
4. ดึงดูดความสนใจของผูฟงไดดี
5. ยนระยะเวลาในการนําเสนอ การประชุม
6. สามารถเรียกรูปแบบการนําเสนอไดหลายรูปแบบโปรแกรมการนําเสนอดวยกราฟฟกที่นิยมมากที่
สุดในปจจุบัน คือ Microsoft Power Point
3. พีเพิลแวร (Peopleware)
หมายถึง บุคคลที่เกี่ยวของกับการใชคอมพิวเตอรทั้งทางตรงและทางออม
บุคลากรคอมพิวเตอร
3.1 หัวหนาหนวยงานคอมพิวเตอร
3.2 ฝายวิเคราะหและออกแบบระบบ (System Analysis Design)
- นักวิเคราะหระบบ (SA: System Analyst)
- นักออกแบบระบบ (SD: System Designer)
3.3 โปรแกรมเมอร (Programmer)
3.4 ฝายปฏิบัติการ (Operation and Services)
- ผูควบคุมเครื่อง (Operator)
- ผูจัดตารางเวลา (Scheduler)
- พนักงานจัดเก็บและรักษา (Librarian)
- พนักงานเตรียมขอมูล (Data Entry)

ประเภทของคอมพิวเตอร
เราสามารถแบงประเภทของคอมพิวเตอรไดตามขนาดและความเร็วในการประมวลผลดังนี้
1. Supercomputers ซูเปอรคอมพิวเตอร เปนคอมพิวเตอรที่มีประสิทธิภาพในการทํางานสูงที่สุด มีความ
สามารถในการประมวลผลเร็วสูง มีการทํางานที่ซับซอน โดยเฉพาะอยางยิ่งในดานการคํานวณ จึงเหมาะที่จะนํา
ไปใชงานที่ตองการความละเอียดในการประมวลผล เชน การพยากรณอากาศ การปฏิบัติการทางทหารดานอาวุธ
ตางๆ การตรวจสอบการแพรกระจายของสารกัมมันตภาพรังสี เปนตน
(หมายเหตุ : ราคาตรวจสอบ พ.ศ. 2544 ประมาณ 80 ลานบาทขึ้นไป)

2. Mainframes คอมพิวเตอรเมนเฟรมหรือคอมพิวเตอรขนาดใหญ
มีความสามารถในการประมวลผลดวย
ความเร็วสูง มีหนวยความจําหลักขนาดใหญ ทําใหสามารถเก็บ
ขอ มูลไดในปริมาณมาก เหมาะสําหรับองคกร หรือ ธุรกิจขนาด
ใหญที่ตองรองรับผูใชบริการมากๆในเวลา เดียวกัน เชน

ระบบสารสนเทศ 14
ธนาคาร การจองตั๋วเครื่องบิน การจองหองพักโรงแรม การลง
ทะเบียนนักศึกษา เปนตน

3. Minicomputer มินิคอมพิวเตอรหรือ คอมพิวเตอรขนาดกลาง มีความสามารถรองลงมาจาก mainframes


แตสูงกวา Workstations คือสามารถรองรับการทํางานจากผูใชหลายคน เพื่อการ
ทํางานเฉพาะดานตางกันไป ธุรกิจที่นิยมนํามินิคอมพิวเตอรมาใช
เชน อุตสาหกรรมขนาดกลางตางๆ การคํานวณทางดานวิศวกรรม
การทํางานดานบัญชี หรือ การจองตั๋วและที่พักในธุรกิจขนาดกลาง เปนตน
4. Workstations เวิรคสเตชั่น มีลักษณะเหมือนคอมพิวเตอรขนาดตั้งโตะ
(desktop computer) ตางกันตรงที่ Workstations มีความสามารถทางดานกราฟฟค และการประมวลผลดานการ
คํานวณที่สูงกวา และยังสามารถทํางานหลายงานไดในเวลาเดียวกัน ทําใหถูกใชเปนคอมพิวเตอรแมขายไดดวย
Workstations จะใชในทางวิทยาศาสตร วิศวกรรม และ งานที่ตองอาศัยความรูเฉพาะทางดานตางๆ โดยเฉพาะ
อยางยิ่งทางดานงานออกแบบกราฟฟค แบบจําลอง(modeling) และ การหมุนรอบทิศทางของภาพ 3 มิติ (Three-
dimensional objects rotation)
อยางไรก็ตาม เทคโนโลยีที่สูงขึ้นทําใหความแตกตางของ Workstations และ PCs นั้น ลดนอยลงไปทุก
ที เนื่องจาก PCs ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถปฏิบัติงานดานกราฟฟคไดเทียบเทากับ Workstations ที่มีประสิทธิ
ภาพต่ํา และ Workstations ที่มีประสิทธิภาพสูงก็สามารถปฏิบัติงานของ mainframes และ supercomputers ในยุค
แรกๆไดเชนกัน (Thomborson, 1993)
5. Microcomputers ไมโครคอมพิวเตอร เปนคอมพิวเตอรที่มีผูใชมากที่สุด เนื่องจากมีขนาดกะทัดรัด สามารถ
ปฏิบัติงานทางธุรกิจขนาดยอมและใชในงานสวนตัวไดเปนอยางดี เราจึงนิยมเรียกคอมพิวเตอรประเภทนี้วา PC :
Personal Computer PCs นั้นมีหลายรูปแบบตางกันตามลักษณะ ดังนี้
5.1 Desktop Computers เปนคอมพิวเตอรขนาดตั้งโตะ เหมาะสําหรับการใชในสํานักงาน ที่บานหรือ
สถานศึกษาทั่วไป แยกยอยออกเปน 2 ประเภท คือ Desktop PC และ Tower PC มีคุณสมบัติเชน
เดียวกันทุกประการ ตางกันตรงที่ แผงวงจรตางๆของ Tower PC จะถูกเก็บไวที่ Tower case หรือ
กลองทรงสูงสี่เหลี่ยม

รูปที่ 2.2 Desktop PC รูปที่ 2.3 Tower PC


5.2 Notebook Computers เปนคอมพิวเตอรขนาดพกพา หนักประมาณ 2-4 กิโลกรัม มีอุปกรณ
คอมพิวเตอรมาตรฐานทั่วไป เชน คีบอรด disk drive และ CD-ROM drive
5.3 Labtop Computers มีลักษณะเชนเดียวกับ notebook computers ตางกันตรงขนาดของหนาจอที่ใหญ
กวาและน้ําหนักที่มากกวา

ระบบสารสนเทศ 15
5.4 Hand-held Computers เหมาะกับงานที่ตองมีการออกนอกสถานที่ เชน การตรวจเช็คสินคาใน
โกดัง หรือการเก็บขอมูลตามสถานที่ตางๆ
5.5 Palmtop Computers เปนคอมพิวเตอรพกพาขนาดประมาณฝามือ เหมาะสําหรับการใชงานสวน
บุคคลเพื่อบันทึกขอมูลตางๆ เชน เบอรโทรศัพทที่อยู นัดหมายการประชุม ปฏิทิน เปนตน
5.6 Personal Digital Assistant (PDA) เปนคอมพิวเตอรพกพาประเภท pen-based computers เนื่องจาก
มีการนําเขาขอมูลโดยใชปากกา PDA นี้กําลังเปนที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคุณสมบัติที่ทํางานได
เหมือน PC และยังเปนอุปกรณสื่อสารในตัว คือ สามารถ สงแฟกซ ขอความ และใชเปนโทรศัพท
ไดดวย

รูปที่ 2.4 Notebook Computer รูปที่ 2.5 Subnotebook Computer รูปที่ 2.6 Laptop computer

หนวยความจําสํารอง (secondary storage) หมายถึง หนวยจัดเก็บขอมูลในระยะยาวภายนอก CPU และ หนวย


ความจําหลัก
ในการจัดการกับขอมูลนั้น เราจําเปนตองจัดเก็บขอมูลใหอยูในรูปของแฟมขอมูล(file) โดยเราสามารถ
แบงประเภทของแฟมขอมูลไดตามลักษณะขอมูล ดังนี้
1. ASCII file : เก็บขอมูลในรูปของ text เทานั้น (text-only file)
2. Data file : เก็บขอมูลที่จัดไวในรูปของระเบียน (record) แลว
3. Document file: เก็บขอมูลที่ไดจากการประมวลผลของ โปรแกรมประเภท word processing
4. Spreadsheet file : เก็บขอมูลที่เปนลักษณะตาราง แผนภูมิ ตางๆ เชน ขอมูลที่ไดจาก โปรแกรม
Excel
5. Source program file : เก็บชุดคําสั่ง หรือโปรแกรมที่เขียนหรือพัฒนาขึ้นมาดวยภาษาโปรแกรม
ประเภทตางๆ และตองไดรับการแปลเปนภาษาเครื่องเสียกอน คอมพิวเตอรจึงจะนําไปปฏิบัติได
6. Executable program file : เก็บชุดคําสั่งที่ไดรับการแปลใหอยูในรูปของภาษาเครื่องแลว
7. Graphics file : เก็บขอมูลที่เปนรูปภาพในรูปของดิจิตอล
8. Audio file : เก็บขอมูลที่เปนเสียงในรูปของดิจิตอล
9. Video file : เก็บขอมูลที่เปนภาพเคลื่อนไหวในรูปของดิจิตอล
การจัดการกับแฟมขอมูล
1. ผูใชสามารถ สราง ตั้งชื่อ และเก็บแฟมขอมูล
2. ผูใชสามารถก็อปป ยาย และลบแฟมขอมูล
3. ผูใชสามารถเรียกดูและปรับเปลี่ยนแกไขแฟมขอมูล

ระบบสารสนเทศ 16
4. ผูใชสามารถทําการ upload (โอนแฟมขอมูลจากเครื่องลูกขายไปยังเครื่องแมขาย) และ download
(โอนแฟมขอมูลจากเครื่องแมขายมายังลูกขาย)
5. ผูใชสามารถรับแฟมขอมูล(import file)จากโปรแกรมอื่นเพื่อมาทํางานรวมกับแฟมขอมูลของตนได
6. ผูใชสามารถบีบอัดแฟมขอมูล (compress file)ใหมีขนาดเล็กลงไดเพื่อประหยัดเนื้อที่บนหนวย
ความจําสํารอง
7. ผูใชสามารถสรางระบบความปลอดภัยในการเขาถึงแฟมขอมูลได (password or security)

การเขาถึงสารสนเทศบนหนวยความจําสํารอง แบงออกไดเปน 2 ประเภท ดังนี้


1. การเขาถึงแบบเรียงลําดับ (sequential access) กลาวคือ หากตองการเขาถึงขอมูลที่บันทึกไวในสุด
ผูใชก็ตองไลตามลําดับขอมูลไปจนกวาจะเจอ ซึ่งเปรียบไดกับการกรอเทปคาสเซ็ท เพื่อฟงเพลงที่
ตองการ
2. การเขาถึงแบบสุม หรือแบบโดยตรง (random access or direct access) เมื่อผูใชตองการเขาถึงขอ
มูลใด ก็สามารถเลือกไปที่ขอมูลนั้นๆไดทันที เปรียบไดกับการเลือกฟงเพลงจากแผน CD ซึ่ง
สามารถกําหนดเพลงที่ตองการฟงไดทันที

ประเภทของหนวยความจําสํารอง แบงออกไดเปน 3 ประเภท ดังนี้


1. จานแมเหล็ก (Magnetic Disks) เปนวัสดุที่ไดรับความนิยมแพรหลาย เนื่องจากมีความจุสูง มีความ
เชื่อถือได และสามารถเขาถึงไดแบบโดยตรง(direct access) จานแมเหล็กแบงออกเปน 2 ประเภท ไดแก
1.1 จานแมเหล็กแบบออน (floppy disks) นิยมเรียกวา diskettes หรือ แผนดิสก (disks) ที่ใช
อยูในปจจุบันมีขนาด 3.5 นิ้ว (จานออนประเภท 5.25 นิ้วไดถูกเลิกใชไปแลว) เปนจานออนเคลือบสารแมเหล็ก
หุมดวยพลาสติกแข็ง มีความจุสูงไดถึง 2.5 MB แตปกติที่ใชอยู คือ 1.44 MB และที่ floppy disks จะมีแถบปอง
กันการเขียนขอมูล เรียกวา write -protect tab ไวสําหรับกันการเผลอเขียนทับขอมูลที่เราไมตองการเปลี่ยนแปลง
การบันทึกขอมูลบนแผนดิสก เปนแบบ sector โดยการแบงเนื้อที่บนแผนดิสกเปนแทรค (track) แตละ
track จะแบงออกเปนสวนๆ เรียกวา sector และ sector แตละ sector รวมกัน เรียกวา cluster ซึ่งทําใหการหาหรือ
บันทึกขอมูลเปนไปโดยงาย เนื่องจากแตละขอมูลจะมีที่อยูเปนของตน
Floppy disks ที่สามารถเก็บขอมูลไดมากๆ เรียกวา floppy-disk cartridges ที่รูจักกันดีมีอยู 3 ประเภท
คือ
• Zip disks มีความจุ 100 MB และ 250 MB นิยมใชกับขอมูลที่เปน multimedia ตองใช
zip disk drive ในการทํางาน เชื่อกันวา จะเปนดิสกที่นิยมใชอยางกวางขวางแทนที่
floppy disk ในอนาคต
• Superdisks มีความจุสูงกวา 120 MB ดีกวา zip disk ตรงที่มีความจุสูงกวา และสามารถ
ทํางานดวย floppy disk drive ธรรมดาได
• HiFD disk มีความจุสูงถึง 200 MB ใชกับ floppy disk drive ไดเชนเดียวกัน
1.2 จานแมเหล็กแบบแข็ง (hard disks) เปนแผนเหล็กบางๆ เคลือบดวยสาร iron
oxide ใชสําหรับเก็บขอมูล เรียกวา platter ซึ่งมีการเขาถึงขอมูลที่เร็วกวา floppy disk และมีความสามารถในการ
เก็บขอมูลไดในปริมาณมากๆ ปจจุบันมีหนวยความจุ เปน GB (gigabyte)

ระบบสารสนเทศ 17
ขอมูลจะถูกบันทึกหรืออานจากฮารดดิสกดวย read/ write heads โดยที่หัวเข็มนั้นไมไดสัมผัสผิวหนา
ของ platter เหมือนกับการเลนแผนเสียง เพราะเพียงแคฝุนละออง หรือควันบุหรี่ ก็สามารถทําลายจานแมเหล็ก
ชนิดนี้ได หัวเข็มขนาดเล็กและบางนี้ จึงเหมือนกับรอนจากซายไปขวาผานผิวหนา platter ไปมาในระยะที่ใกล
มากๆ เทานั้นเอง การบันทึกขอมูลบน hard disk จะเปนลักษณะที่เรียกวา แบบ cylinder เนื่องจากในระบบ
คอมพิวเตอรที่มีขนาดใหญนั้น ฮารดดิสก เปนการนํา platters หลายๆแผน มาวางซอนกันจึงเกิดเปนรูปทรง
กระบอก (cylinder)ขึ้นมา เชน ถานํามาวางซอนกัน 11 แผน เราก็จะไดดานที่สามารถบันทึกขอมูลได 20 หนา ไม
รวมดานที่อยูบนสุด และลางสุด เปนตน
ลักษณะของฮารดดิสกที่วางซอนกัน หรือที่เรียกวา hard disk packs นั้น สามารถเคลื่อนยายได และมี
ความสามารถในการเก็บขอมูลไดมากกวาฮารดดิสกชนิดอื่น อีก 2 ประเภทของฮารดดิสก คือ internal hard disk
หรือ fixed disk จะอยูภายในตัวเครื่องคอมพิวเตอร มักใชกับประเภท ไมโครคอมพิวเตอร สามารถเก็บขอมูลได
ในปริมาณมาก และ hard-disk cartridge สามารถเคลื่อนยายไปมาไดสะดวกเหมือนตลับเทปทั่วไป นิยมใชเก็บ
ขอมูลที่เปนความลับ โดยทั่วไปมีความจุอยูที่ 2 GB
2. จานแสง (Optical Disks) ซึ่งบางครั้งเรียก compact disk (CD) หรือ optical laser disk (เลเซอรดิสก)
เปนหนวยความจําสํารองที่มีความจุสูงที่สุด อานและบันทึกขอมูลดวยแสงเลเซอรจาก optical head ที่รูจักกันดีมี
อยู 3 ประเภท คือ
2.1 Compact disk (CD) เปนวัสดุที่ไดรับความนิยมอยางแพรหลายในปจจุบัน ทํางานดวย CD
drive ซึ่งมีความเร็วในการอานตางกันไป โดยคาความเร็วจะอยูในรูปตัว X เชน 24x (สามารถถายโอนขอมูล
ประมาณ 3.6 MB ตอวินาที เปนตน ) 32x และ 50x เปนตน โดยทั่วไปจะมีความจุอยูที่ 650 MB ขึ้นไป เรา
สามารถแบง CD ออกเปน 3 ประเภทได ดังนี้
• Compact disk read-only memory (CD-ROM) สามารถบันทึกขอมูลในรูปของ multimedia ได มีขอ
จํากัด คือ สามารถบันทึกไดเพียงครั้งเดียวโดยผูผลิต และผูใชสามารถอานไดเพียงอยางเดียวเทานั้น
ไมสามารถแกไขหรือทําการเปลี่ยนแปลงใดๆกับขอมูลได นิยมนํามาใชในการบันทึกผลิตภัณฑ
เพื่อจําหนาย เชน โปรแกรมตางๆ
• Compact disk recordable (CD-R) เปนแผนซีดีเปลาที่สามารถนํามาบันทึกขอมูลไดครั้งเดียว และ
นําไปอานไดหลายครั้ง เชนเดียวกับ CD-ROM แต CD-R อนุญาตใหผูซื้อเปนผูบันทึกขอมูลที่ตน
ตองการ
• Compact disk rewritable (CD-RW) ผูใชสามารถบันทึก เปลี่ยนแปลง และอานขอมูลไดหลายครั้ง
นิยมใชกับงานออกแบบและงานที่นําเสนอในรูปของ multimedia ตางๆ ตองใชงานกับ CD-RW
drive โดยที่มีขอดีตรงที่สามารถใชอาน CD-ROM ไดดวย ในขณะที่ CD-ROM drive ไมสามารถ
ทํางานกับ CD-RW ได

2.2 Digital video disk (DVD) หรือ digital versatile disk มีขนาดเทากับ CD-ROM แตมี
ความจุสูงกวามาก เพราะสามารถบันทึกไดทั้ง 2 ดาน โดยที่แตละดานมีความจุสูงถึง 4.7 GB ดังนั้น DVD 1 แผน
จะสามารถจุไดประมาณ 10 GB และมีแนวโนมที่จะเพิ่มถึง 17 GB และสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ปจจุบันนิยมนํามาใช
ในการบันทึกภาพยนตร แบงออกเปน 3 ประเภท เชนเดียวกับ CD คือ DVD-ROM, DVD-R, และ DVD-RW ซึ่ง
แตละประเภทก็มีคุณสมบัติเชนเดียวกันกับ CD

ระบบสารสนเทศ 18
2.3 Write once/ read many (WORM disk) เปนจานแสงที่มีขอจํากัดเหมือนกับ CD-ROM
คือสามารถบันทึกไดครั้งเดียวแตอานไดหลายครั้ง ตางกันตรงที่มีความจุสูงกวามาก นิยมใชในองคกรที่ตองการ
บันทึกที่มีการเปลี่ยนแปลงนอยในปริมาณมาก เชน หองสมุดขนาดใหญ และเปนอีกทางเลือกหนึ่งแทนการใช
microfilm ในการบันทึกภาพดิจิตอลปริมาณมาก
3. เทปแมเหล็ก (Magnetic Tape) เปนเทคโนโลยีหนวยความจําสํารองในรุนแรกๆ มีการเขาถึงแบบ
เรียงลําดับ(sequential access) ทําใหไมเปนที่นิยมในการบันทึกขอมูลที่ตองการนําไปใชบอยๆแบบทันเวลา เราจึง
นิยมนําเทปแมเหล็กเปนวัสดุในระบบคอมพิวเตอรที่ไมตองการเขาถึงแบบทันที ซึ่งเรียกวา batch processing
(การรวบรวมขอมูลปริมาณหนึ่งกอนที่จะปอนเขาสูระบบคอมพิวเตอรเพื่อการประมวลผล)และ ในระบบสํารอง
ขอมูล (backup system) เพราะมีราคาถูก มีความแมนยํา และสามารถเก็บขอมูลไดในปริมาณมาก ทํางานโดยใช
tape drive หรือเครื่องอานเทปแมเหล็ก
เทปแมเหล็กแบงออกเปน 2 ประเภท คือ
3.1 คารทริดจเทป (cartridge tape) มีลักษณะเปนกลอง หรือตลับ มีความจุประมาณ 120 MB
ถึง 5 GB มีขอดี คือ สามารถนําขอมูลที่สํารองไวในเทปมาติดตั้งแทนฮารดดิสกที่เสียหายไดภายในเวลาอันรวด
เร็ว
3.2 มวนเทปแมเหล็ก (magnetic tape reel) เปนรูปแบบดั้งเดิมซึ่งไดรับความนิยมนอยลง
บันทึกขอมูลได 1,600- 6,400 ไบทตอนิ้ว นิยมใชกับคอมพิวเตอรขนาดกลางขึ้นไป
ในระบบการสํารองสารสนเทศ (backup system) นั้นสามารถกระทําไดดังนี้
Full backup คือ การสํารองสารสนเทศทั้งหมดภายในระบบ
Selective backup คือ การสํารองเฉพาะสารสนเทศที่มีความสําคัญตามความตองการของผูใช
Modified files only backup คือ การสํารองเฉพาะสารสนเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นลาสุด

หนวยเก็บความจําสํารองประเภทอื่นๆ เชน smart card คือ การดที่มีลักษณะคลายบัตรเครดิต แตหนา


กวา เนื่องจากมี ไมโครโปรเซสเซอร (microprocessor) หรือ หนวยประมวลผลยอย และสามารถบันทึกและ
เปลี่ยนแปลงขอมูลทุกอยางของผูถือบัตรไวได เก็บขอมูลโดยบันทึกไวที่แถบแมเหล็ก (magnetic stripe) ซึ่ง
เหมาะสําหรับการเก็บขอมูลที่มีปริมาณมากและตองการเก็บเปนความลับ เชนเดียวกับที่ใชในบัตร ATM เนื่อง
จากไมสามารถอานไดดวยตาเปลา
อุปกรณนําเขาขอมูล (Input devices) แบงออกเปนประเภทตางๆไดดังนี้
1. อุปกรณประเภทคียหรือกด (keyed device) เปนอุปกรณประเภทที่มีการใชงานมากที่สุดตั้งแตอดีตมา
จนถึงปจจุบัน ซึ่ง ไดแก คีบอรด(keyboards) โดยสามารถแบงออกเปน 2 ประเภทตามการใชงาน ดังนี้
1.1 Alphanumeric Keyboard นิยมใชกับเครื่อง PCs ทั่วไป มีแปนพิมพเปนตัวเลข ตัวอักษร
และ ปุมที่เปนฟงกชั่นการทํางาน (function keys)

Esc F1 F2 F3 F4 F5 F6 F7 F8 F9 F10 F11 F12 Print


Screen
Scroll
Lock
Pause
Num
Lock
Caps
Lock
Scroll
Lock ปุมฟงกชั่น
ปุมตัวเลข
~ ! @ # $ % ^ & * ( ) + Num
Backspace Insert Home Page
/ *

ปุมตัวอักษร
Lock
` 1 2 3 4 5 6 7 8 9 0 = Up

Tab Q W E R T Y U I O P { } | Delete End Page 7 8 9


[ ] \ Down Home PgUp
+
Caps A S D F G H J K L : " 4 5 6
Enter
Lock ; '

Shift Z X C V B N M < > ? Shift 1 2 3


, . / End PgDn
Enter

0 .
Ctrl Alt Alt Ctrl
Ins Del

รูปที่ 2.7 Keyboard

ระบบสารสนเทศ 19
1.2 Special- Function Keyboard เปนคีบอรดที่ออกแบบมาเพื่อใชงานเฉพาะดาน ประเภท
เครื่องที่ใชตามรานอาหาร fast-food ตางๆ เชน KFC McDonald’s เปนตน
2. อุปกรณประเภทชี้และวาดรูป (pointing and drawing devices)
2.1 Mouse เมาส เปนอุปกรณที่ตอเชื่อมกับคอมพิวเตอรดวยสายเคเบิ้ล ใชชี้ตําแหนงและคลิก
เพื่อสงขอมูลเขาสูระบบ โดยผูใชสามารถเลื่อนตําแหนงของ cursor (เคอรเซอร) ไปตามจุดตางๆบนหนาจอ ทั้งนี้
ยังสามารถใชวาดรูปไดดวย ดังรูปที่ 2.8
2.2 Joystick มักนิยมใชในการเลนเกมคอมพิวเตอรหรือการเคลื่อนที่ของหุนยนต ดังรูปที่ 2.9
2.3 Trackball เปนลูกกลมๆโดยผูใชจะหมุนลูกบอลไปตามทิศทางที่ตองการ มีขนาดใหญกวา
ลูกบอลที่อยูขางใตเมาส มักใชกับคอมพิวเตอรแบบพกพา ดังรูปที่ 2.10
2.4 Trackpoint ปุมควบคุม เปนปุมยางเล็กๆติดอยูกับแปนพิมพของคอมพิวเตอรแบบพกพา
ดังรูปที่ 2.11
2.5 Touchpad แผนสัมผัส เปนแผนสี่เหลี่ยมอยูกับคอมพิวเตอรแบบพกพา โดยใชนิ้วสัมผัส
เพื่อเลื่อนตําแหนงและเคาะเบาๆเพื่อกําหนดตําแหนงที่ตองการ ดังรูปที่ 2.12
2.6 Digitizer tablet and pen เปนอุปกรณที่เหมาะสําหรับการทํางานดานกราฟฟค โดยใชปาก
กา เรียกวา stylus เปนตัวตกแตงขอมูลวาดไปบน digitizer ได ดังรูปที่ 2.13
2.7 Touch Screens เปนการนําเขาขอมูลโดยใชนิ้วสัมผัสบนหนาจอคอมพิวเตอร มีขอบเขต
จํากัดในการนําเขาขอมูล กลาวคือ ผูใชตองเลือกขอมูลที่กําหนดไวใหเทานั้น ดังรูปที่ 2.14

รูปที่ 2.8 Mouse รูปที่ 2.9 Joystick รูปที่ 2.10 Trackball

รูปที่ 2.11 Trackpoint รูปที่ 2.12 Touchpad รูปที่ 2.13 digitizing tablet

รูปที่ 2.14 Touch Screens

ระบบสารสนเทศ 20
3. อุปกรณนําเขาขอมูลอัตโนมัติ (Source Data Automation) เปนการนําขอมูลเขาสูระบบทันทีที่เกิด
ขอมูลขึ้น เชน POS (Point-of-sale)Systems, optical bar-code scanners, หรือ อุปกรณ optical character
recognition (OCR) อื่นๆ โดยมีขอดี คือ สามารถลดความผิดพลาดของขอมูลที่อาจเกิดขึ้นจากการ คีย ชี้ หรือวาด
รูปขอมูลเขาสูระบบ

เทคโนโลยีหลักในการนําเขาขอมูลอัตโนมัติ มีดังนี้
Scanners สแกนเนอร เปนการเปลี่ยนรูปภาพ(images)หรือเอกสารตางๆใหอยูในลักษณะของขอมูลที่เปน digital
ซึ่งสามารถนําไปประมวลผลและจัดเก็บดวยคอมพิวเตอรตอไปได สแกนเนอรมีอยูหลายแบบ เชน แบบที่อยูกับ
แปนพิมพ แบบตั้งโตะและแบบมือถือ

รูปที่ 2.15 สแกนเนอรแบบตั้งโตะ รูปที่ 2.16 สแกนเนอรแบบตั้งโตะ รูปที่2.17 สแกนเนอรขนาดมือถือ


3.2 Optical Character Recognition(OCR)และ Bar code Reader เครื่องอานอักขระและรหัส
โดยเฉพาะบารโคด(Bar code: รูปแบบที่ใชกับเทคโนโลยีOCR เพื่อแยกประเภทและราคาของสินคา) นิยมใชตาม
รานคาและงานบริการ เพื่อความสะดวกในการคิดราคาหรือแยกประเภทของตางๆ เชน ซุปเปอรมารเก็ต หอง
สมุด โรงพยาบาล การปฏิบัติงานทางทหาร หรือการขนสงสินคา เปนตน นอกจากนี้ ยังนําไปใชในการอาน
เอกสารที่เปนลายมือหรือที่พิมพดวยคอมพิวเตอรก็ได โดยเครื่องจะแปลงอักขระนั้นๆใหเปนรหัสคอมพิวเตอร
3.3 Optical Mark Recognition (OMR) เครื่องอานเครื่องหมาย นิยมใชในงานตรวจขอสอบ
หรือแบบสอบถามประเภทตัวเลือกบนกระดาษคอมพิวเตอร โดยสวนมากจะใชดินสอ 2B ในการกรอกแบบฟอรม
เพื่อใหคอมพิวเตอรอานออก
3.4 Magnetic ink character recognition (MICR) นิยมใชในงานธนาคารโดยเฉพาะ เช็ค
เนื่องจากสวนลางของเช็คแตละใบจะถูกบันทึกขอมูลดวยหมึกพิเศษ หรือ หมึกแมเหล็กที่ระบุ รหัสธนาคาร หมาย
เลขบัญชี และหมายเลขเช็คเอาไว โดยที่เครื่อง MICR นี้จะทําการแปลอักขระบนเช็คเหลานั้นเพื่อนําไปประมวล
ผลในรูปของขอมูล digital ตอไป สวนตางๆบนเช็คที่เขียนดวยหมึกธรรมดานั้น ตองอาศัยการคียขอมูลเขาตาม
ปกติ
4. อุปกรณนําเขาขอมูลในรูปของเสียง (Voice Input device) เชน ไมโครโฟน เปนตัวบันทึกเสียงเขาสู
ระบบคอมพิวเตอร โดยสามารถนํามาแกไขเปลี่ยนแปลงไดดวยโปรแกรมที่เกี่ยวของ นอกจากนี้ คอมพิวเตอรยัง
สามารถจดจําเสียงและคําสั่งโดยการใชเสียงได(Speech Recognition) ซึ่งเทคโนโลยีทางดานนี้มีการพัฒนาอยาง
รวดเร็ว เนื่องจากการพูดเปนพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษยอยูแลว ทั้งนี้ตองมีการฝกใหคอมพิวเตอรเขาใจ
ในคําพูดหรือจําเสียงพูดของผูใชไดเสียกอน โปรแกรมประเภทนี้ เชน Dragon Dictate เปนโปรแกรมที่สามารถ
จําแนกคําไดมากกวา 30,000 คํา หรือโปรแกรมแปลภาษาตางๆ เปนตน

ระบบสารสนเทศ 21
5. Digital camera กลองดิจิตอล มีคุณสมบัติเหมือนกลองถายรูปทั่วไป ตางกันตรงที่กลองดิจิตอลไม
ตองใชฟลมถายรูป แตจะจัดเก็บภาพเปนขอมูลดิจิตอลไวในแผนดิสกหรือหนวยความจําของคอมพิวเตอร มีทั้ง
ประเภทที่พกพาไดสะดวก(field camera) และประเภทที่ติดกับเครื่องคอมพิวเตอร (studio camera)
6. Digital Video camera กลองวีดีโอดิจิตอล ทํางานเหมือนกับกลองดิจิตอล เพียงแตสามารถบันทึก
ภาพตอเนื่องหรือภาพเคลื่อนไหวได ปจจุบันนี้ กลองวีดีโอดิจิตอลสามารถบันทึกภาพนิ่งไดเชนเดียวกัน

อุปกรณแสดงผลลัพธ (Output Devices)


ผลลัพธสามารถแบงออกไดเปน 2 ลักษณะ คือ ผลลัพธแบบชั่วคราว (Soft Copy)จะแสดงผลบนหนาจอ
คอมพิวเตอร และผลลัพธแบบถาวร(Hard Copy) จะอยูในลักษณะเอกสารที่พิมพออกมา อุปกรณแสดงผล
สามารถจําแนกได ดังนี้
1. Monitors จอภาพคอมพิวเตอร เปน cathode ray tube terminals (CRT) หรือบางครั้ง เรียกวา video
display terminals (VDTs) ใชผลิตผลลัพธที่เรียกวา soft copy โดยจอภาพจะประกอบดวยคุณสมบัติ ดังนี้
- ขนาด (size) มีตั้งแต 14, 15, 17 นิ้ว หรือใหญกวา โดยวัดตามเสนทแยงมุมของจอภาพ
- สี (color) แบงออกเปน จอภาพสีเดียว (monochrome monitor) แสดงผลลัพธเพียง
สีเดียวบนพื้นดํา และจอภาพสี (color monitor) ซึ่งเปนที่นิยมใชกันอยูในปจจุบัน
สามารถแสดงผลลัพธที่เปนขอความและกราฟฟคได
- ความละเอียด (resolution) คือจํานวนของจุดที่แสดงความคมชัดหรือความละเอียดของภาพ

2. Flat Panel displays จอภาพชนิดแบน นิยมใชกับเครื่องคอมพิวเตอรแบบพกพา แตปจจุบันมีการนํา


มาใชในลักษณะเหมือนจอภาพตั้งโตะทั่วไป มีลักษณะแบนเรียบและบางโดยใชเทคโนโลยีที่เรียกวา Liquid
Crystal display monitors (LCD) ทําใหไมเกิดแสงรบกวนตอสายตา มักมีราคาแพงกวา

3. Printers เครื่องพิมพ เปนตัวผลิตผลลัพธที่เรียกวา hard copy แบงออกไดเปน 3 ประเภทยอย คือ


3.1 Dot-matrix printers เครื่องพิมพแบบจุด ทํางานโดยใชหัวเข็มตอกลงไปบนวัสดุที่ใช
พิมพ นิยมใชในงานราชการหรืองานพิมพที่ไมตองการความสวยงาม มักเปนการพิมพบนกระดาษที่มีสําเนาหรือ
กระดาษตอเนื่อง เชน ใบเสร็จคาไฟฟา คาโทรศัพท ใบกํากับภาษีตางๆ ใบสั่งของ หรือ ตั๋วเดินทางประเภทตางๆ
เปนตน เครื่องพิมพประเภทนี้มีราคาถูก แตมีเสียงคอนขางดัง
3.2 Ink-jet printers เครื่องพิมพแบบพนหมึก เปนที่นิยมใชที่สุดในปจจุบันโดยเฉพาะกับ
เครื่อง PCs ที่ใชตามบานหรือสํานักงานทั่วไป เนื่องจากมีราคาไมสูงนัก ไมมีเสียงดังรบกวนเหมือนประเภทแรก
และสามารถผลิตไดทั้งงานสีและขาวดําที่มีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง ทํางานโดยใชหัวพนหรือหัวฉีด พนน้ํา
หมึกดวยความเร็วสูงลงบนกระดาษ
3.3 Laser printers เครื่องพิมพเลเซอร เปนการใชแสงเลเซอร ซึ่งเปนเทคโนโลยีเดียวกันกับ
เครื่องถายเอกสาร ในการผลิต hard copy ผลลัพธที่ไดจึงมีคุณภาพสูงกวาเครื่องพิมพทั้ง 2 แบบที่กลาวมาขางตน
รวมทั้งสามารถผลิตงานไดมากในเวลาสั้นๆ เมื่อคุณภาพสูง ราคาก็สูงตามเชนกัน สวนมากที่นิยมใช laser printers
จะเปนแบบขาวดําเทานั้น เพราะถาเปนแบบสีดวย ราคาจะอยูที่ประมาณ 100, 000 บาทขึ้นไป

ระบบสารสนเทศ 22
รูปที่ 2.18 Dot-matrix printer รูปที่ 2.19 Ink-jet printers รูปที่ 2.20 Laser printers

4. Plotters เครื่องพล็อตเตอร เปนอุปกรณที่เหมาะกับงานดานกราฟฟคตางๆ


ที่มีขนาดใหญ ใช multicolored pens ในการสรางผลงาน ทํางานชากวาเครื่องพิมพมาก
แตสามารถรองรับงานที่เครื่องพิมพทั่วไปทําไมได เชน แผนที่ ผังอาคาร แผงวงจรไฟฟา
แผนภูมิที่มีความละเอียดสูงตางๆ เปนตน
รูปที่ 2.21 Plotter
5. Presentation Graphics อุปกรณในการนําเสนอ ใชในการแสดงผลลัพธประกอบการบรรยายในดาน
ตางๆ เพื่อใหผูฟงเกิดความเขาใจที่ดีขึ้น ที่นิยมอยูในปจจุบัน แบงออกเปน 2 ชนิด คือ LCD panel ใชตอเขากับ
เครื่องฉายขามศีรษะ (overhead projector) หรือเครื่องฉายสไลด และ LCD projector มีเลนสและเครื่องฉายในตัว
สามารถฉายภาพบนจอไดทันที
เทอรมินอล (Terminals) คือ ฮารดแวรใดๆในระบบคอมพิวเตอรที่เปนสวนหนึ่งของเครือขายใชในการนําเขาขอ
มูลและแสดงผลลัพธ แบงออกเปน 3 ประเภทใหญๆไดดังนี้
1. Dumb terminals เปนเทอรมินอลที่มีความสามารถในการประมวลผลนอยมาก ตอเชื่อมกับ
คอมพิวเตอรแมขาย เชน เมนเฟรมคอมพิวเตอร เพื่อแสดงขอมูล/สารสนเทศใหผูใชบริการทราบ เชน เครื่องที่ตั้ง
ไวตามโรงพยาบาล หางสรรพสินคา หรือสนามบินเพื่อเปนแหลงขอมูลของสถานที่นั้นๆ
2. Smart X terminals มีประสิทธิภาพในการประมวลผลสูง มีหนวยความจําหลักที่มีความจุสูง
สามารถแสดงผลกราฟฟคที่มีคุณภาพ ออกแบบมาเพื่อใหใชงานกับคอมพิวเตอรในเครือขาย เชน workstations
สามารถทํางานหลายงานในเวลาเดียวกัน โดยมี input และ output devices ประกอบอยูดวย
3. Telephone terminals เปนการนําเทคโนโลยีโทรศัพทมาใชในการสื่อสารขอมูล/สารสนเทศที่
มีประสิทธิภาพและสะดวก โดยมี PC เปนตัวประมวลผลขอมูลเสียงที่สงมาทางโทรศัพท จึงทําใหโทรศัพทกลาย
เปน เทอรมินอลขึ้นมา เชน การสั่งซื้อสินคาทางโทรศัพท การลงทะเบียนเรียน การสอบถามยอดเงินหรือรายงาน
ผลตางๆทางโทรศัพท เปนตน
นอกจากนี้ยังมีเทอรมินอลที่พัฒนาขึ้นมาเฉพาะดาน ที่รูจักกันแพรหลาย เชน
1. ATM terminal (Automatic Teller Machine) เปนเทอรมินอลเครือขายของเมนเฟรมของธนาคาร
เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายใหแกลูกคาในการเบิก-ถอนเงิน หรือสอบถามยอดเงิน โดยใชบัตร
ATM ที่มีแถบแมเหล็กเปนตัวเก็บขอมูลสวนบุคคลเอาไว
2. POS terminal (Point-of –sale terminals) ใชในรานอาหาร fast-food หรือหางสรรพสินคา เชน
Big C, Lotus, etc. หรือรานขายของทั่วไป โดยในระบบนี้จะมีการใช special-function keyboards
ในการคิดราคาสินคา ซึ่งผานการประมวลผลโดยคอมพิวเตอร และจากนั้นก็ผลิตผลลัพธเปนใบ
เสร็จใหลูกคา เปนตน

ระบบสารสนเทศ 23