You are on page 1of 9

1

ประวัติความเป็ นมาของ โนรา
พระยาสายฟ้ าฟาดเป็ นกษัตริย์ครองเมืองๆหน่งึ มีมเหสีทรงพระนามว่าพระนางศรี
มาลา ทัง้สองพระองค์มีบุตรด้วยกันองค์หน่ ึงทรงพระนามว่า นวลทองสำาลี วันหน่ ึงหลังจาก
นางนวลทองสำาลีต่ืนจากบรรทมและ ยังไม่ทันท่ีจะชำาระพระพักตร์ก็ได้ไปยืนระลึกถึงใน สุบิน
นิมิตท่ีได้มีมา และพระนางก็สามารถจำาได้จนหมดสิน ้ จากการทรงยืนน่ิงอยู่เช่นนัน ้ ทำาให้
พวกสาวใช้สงสัยและถามพระนางว่า เพราะเหตุอันใดพระนางจึงไม่ทรงชำาระพระพักตร์ ทัง้ๆท่ี
ต่ ืนบรรทมแล้ว พระนางตรัสว่า เม่ ือคืนนีฝ ้ ั นแปลกมาก ฝั นแปลกอย่างท่ีไม่เคยฝั นมาก่อน
เลย แล้วพระนางก็ทรงเล่าความฝั นนัน ้ ให้พวกสนมฟั งว่ามีเทพธิดามาร่ายรำาให้ดู การร่ายรำา
นัน ้ รำาทัง้หมด ๑๒ ท่า เป็ นท่ารำาท่ีสวยงามมากน่าชม มีเคร่ ืองประโคมดนตรี คือ กลอง ทับ
โหม่ง ฉ่ิง ป่ี และ แตร การประโคมดนตรีลงกับท่ารำาเป็ นจังหวะ และบัดนีพ ้ ระนางก็ยังจำาท่า
ต่างๆเหล่านัน ้ ได้ แล้วพระนางนวลทองสำาลีก็ทรงร่ายรำาตามแบบท่ีในฝั นนัน ้ ทันทีเป็ นท่ี
ชอบใจของพวกสาวใช้เป็ นอย่างย่ิง และพระนางก็ได้สัง่ให้สาวใช้ทำาเคร่ ืองประโคมตามท่ีเห็น
ในฝั นนัน ้ การประโคมก็ทำาตามจังหวะการรำาเหมือนในฝั นทุกอย่าง พระนางได้ฝึกสอนให้
พวกสาวใช้ได้ร่ายรำาเพ่ ือเป็ นคู่รำากับพระนาง จากนัน ้ มีการประโคมเคร่ ืองดนตรีและร่ายรำาเป็ น
ท่ีคร้ืนเครงในปราสาทของพระนางเป็ นประจำาทุกวัน
อยู่มาวันหน่ ึงพระนางอยากเสวยเกสรดอกบัวท่ีในสระหน้าพระราชวัง จึงรับสัง่ให้นาง
สนมไปหักเอามาให้ เม่ ือพระนางได้ดอกบัวแล้วก็ได้เสวยดอกบัวนัน ้ จนหมด กาลต่อมา
พระนางก็ทรงครรภ์ แต่การเล่นรำาโนราก็ยังคงสนุกสนานคร้ืนเครงกันเป็ นประจำาทุกวันมิได้
เว้น อยู่มาวันหน่ ึงการเล่นประโคมและความครึกคร้ืนนีท ้ ราบไปถึงพระยาสายฟ้ าฟาด พระองค์
ทรางสงสัยว่าด้วยเหตุใดท่ีปราสาทของพระธิดาจึงมีการประโคมดนตรีอยู่เป็ นประจำา พระองค์
จึงได้เสด็จไปทอดพระเนตรให้เห็นจริง เม่ ือเสด็จไปถึงก็รับสัง่ถามพระนางนวลทองสำาลีว่านาง
ไปได้ท่ารำาตางๆนีม ้ าจากไหน ใครสอนให้ พระนางก็กราบบังคมทูลว่า ไม่มีใครสอนให้ เป็ น
เทพนิมิต พระองค์จึงได้รับสัง่ให้พระนางรำาให้ดู เสียงดนตรีก็ประโคมขึ้นพระนางออกร่ายรำา
ไปตามท่าท่ีได้ฝันรวม ๑๒ ท่า ขณะท่ีพระนางร่ายรำาท่าต่างๆอยู่นัน ้ พระยาสายฟ้ าฟาดทรง
เห็นว่าท่ีครรภ์ของพระธิดาผิดสังเกตสงสัยว่าจะตัง้ครรภ์ จึงมีรับสัง่ให้หยุดรำาแล้วทรงถาม
พระนางว่า นางมีครรภ์กับใคร รักชอบกับใคร ใครเป็ นสามีของเจ้า ทัง้ๆท่ีไม่มีผู้ชายคนใด
สามารถเข้ามาในพระราชฐานได้เลย พระองค์ทรงถามซ้ำาๆ แบบนีห ้ ลายต่อหลายครัง้พระนางก็
กราบทูลว่า นางมิได้มีชู้สู่สาวกับชายใดเลย เหตุท่ีทรงครรภ์อาจเป็ นเพราะเสวยดอกบัวในสระ
หน้าพระราชวังเข้าไป พระยาสายฟ้ าฟาดไม่ทรงเช่ ือและว่ามีอย่างท่ีไหนกินดอกบังเข้าไปมีท้อง
ขึ้นมาได้ เร่ ืองไม่สมจริง และยังได้กล่าวคำาบริภาษพระธิดาต่างๆนานา เช่นว่า เป็ นลูกกษัตริย์
ไม่รักศักดิศ ์ รี ทำาให้อัปยศขายหน้า นางนวลทองสำาลีก็ได้แต่โศกเศร้าร่ำาร้อง
ต่อมาด้วยเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นนี พ้ ระยาสายฟ้ าฟาดก็ทรงสอบสวนโดยรับสัง่ให้พวก
สาวใช้ทัง้ ๓๐ คนเข้าเฝ้ าทีละคนและถามว่ามีผู้ชายใดเข้ามาในเขตพระราชฐานนัน ้ บ้างหรือไม่
นางสนมกำานัลก็กราบบังคมทูลเช่นเดียวกันว่า ไม่มีผู้ชายใดเข้าไปเลย และพระนางก็มิได้รัก
ชอบกับใคร และยืนยันว่าพระนางได้เสวยดอกบัวในสระหน้าพระราชวังเข้าไป พระยาสายฟ้ า
ฟาดย่ิงทรงพระพิโรธหนักขึ้น ถึงกับคิดท่ีจะฆ่าพระธิดาและสาวสนม แต่เน่ ืองจากพระนางเป็ น
ลูกในไส้จึงมิได้ทรงกระทำาเช่นนัน ้ เพียงรับสัง่ให้อำามาตย์ข้าราชการทำาแพ แล้วก็ให้จัดเสบียง
อาหารใส่แพเรียบร้อย เม่ ือถึงเวลาก็ลอยแพพระนางและสนมทัง้ ๓๐ ไปในทะเล ขณะท่ีแพ
ลอยไปนัน ้ ลมได้พัดแพไปติดท่ีเกาะกะชัง เป็ นอันว่าพระนางและสาวใช้รอดตายจากธรรมชาติ
ด้วยอำานาจบารมีของเด็กในครรภ์ ท่ีเกาะกะชังเทวดาได้ชบ (เนรมิต) บรรณศาลาให้อยูอ ่ าศัย
พวกสาวใช้ก็ปลูกฟั กแฟงแตงกวากินกันไปตามเร่ ืองพอดำารงชีวิตอยู่ได้
ส่วนนางนวลทองสำาลีครรภ์ก็ย่ิงแก่ขึ้นๆทุกวัน (ในบทกาศครูจึงว่าไว้วา่ "เพ่ ือนๆเขา
นับปี แต่นางนวลสำาลีนับเดือน") จนประสูติพระโอรสและให้นามว่า ด.ช.น้อย (ช่ ือสมมุติ)
พระนางและพวกสนมอยู่ท่ีนัน ่ จน ด.ช.น้อยอายุได้ ๑๐ ปี ระยะ ๑๐ ปี นัน ้ ด.ช.น้อยได้หัด
การร่ายรำาโนราจนเป็ นท่ีชำานาญดี และต่อมา ด.ช.น้อยก็ถามแม่ว่าท่ีน่ีไม่มีผู้ชายเลยมีแต่ผู้
หญิง คนอ่ ืนๆนอกจากนีไ้ม่มี แล้วแม่เองแต่ก่อนเคยอยู่ท่ีไหน พระนางนวลทองสำาลีก็เล่า
เร่ ืองแต่หนหลังให้ฟังแต่ต้นจนจบ ด.ช.น้อยก็อยากไปเมืองของพระอัยกาจึงถามว่าจะไปได้
โดยวิธีใด แม่จึงบอกว่าเม่ ือลูกอยากไปแม่ไม่ห้ามแต่แม่เองไม่ไปตลอดชีวิตนีล ้ ูกจะไปก็จงเอา

ช.ช. 2 ผ้าผูกไม้แล้วปั กยกเป็ นธงขึ้น เรือผ่านมาเขาจะแวะรับ ด.ช.ช.เทริด เป็ นเคร่ ืองประดับศรีษะของตัวนายโรงหรือโนราใหญ่หรือตัวยืนเคร่ ือง ( โบราณไม่นิยมให้นางรำาใช้)ทำาเป็ นรูปมงกุฏอย่างเตีย ้ มีกรอบหน้า มีดา้ ยมงคลประกอบ ๒.น้อยนัน ้ รู้มาจากแม่ ก่อนแล้ว เป็ นอันว่าต่างก็รู้กันทัง้สองฝ่ าย) เม่ อ ื ถึงพระราชวัง พระยาสายฟ้ าฟาดก็ทรงถามว่า แม่เจ้าเดี๋ยวนีอ ้ ยู่ท่ีไหน ด.ปิ้ งคอ สำาหรับสวมห้อยคอหน้า-หลังคล้ายกรองคอหน้า-หลัง รวม ๒ ชิน ้ .น้อยและคณะโนราเข้าไปในพระราชวัง ตอนนีค ้ นอ้อ ื ฉาววิพากษ์ วิจารณ์กันต่างๆนานาว่า ต่อไปจะไม่ได้ดูโนราอีกแล้ว เพราะนายจับไปแล้ว พระยาสายฟ้ าฟาด ไม่ทรงฟั งคำาวิพากษ์วิจารณ์ใดๆทัง้สิน ้ คงพาโนราไปพระราชวังท่าเดียว (ตอนนีพ ้ ระยาสายฟ้ า ฟาดทรงทราบแล้วว่า ด.ช.เคร่ ืองรูปปั ด เคร่ ืองรูปปั ดจะร้อยด้วยลูกปั ดสีเป็ นลายมีดอกดวง ใช้สำาหรับสวมลำาตัว ท่อนบนแทนเส้อ ื ประกอบด้วยชิน ้ สำาคัญ ๕ ชิน้ คือ บ่า สำาหรับสวมทับบนบ่าซ้าย-ขวา รวม ๒ ชิน ้ .น้อยทราบทูลว่าอยู่บนเกาะกะชัง เม่ อ ื พระองค์ทรงทราบเช่นนัน ้ จึงมีพระบัญชาให้อำามาตย์จัดเรือไปรับ เม่ อ ื อำามาตย์ไป ถึงและเชิญให้พระนางเสด็จกลับพระนครตามพระบัญชา แต่นางปฏิเสธว่าพระราชบิดาได้ตัง้ใจ จะลอยแพไปเพ่ ือให้ตาย เหตุไฉนจึงมาเชิญตัวกลับเล่า พระนางจึงสัง่กับอำามาตย์ว่าชาตินีจ้ะไม่ ขอไปเหยียบย่างผืนแผ่นดินของพระราชบิดาอีก และจะขอตายอยู่ท่ีน่ี พวกอำามาตย์จึงจำาต้อง กลับไป เม่ ือกลับมาถึงพระนครแล้วก็กราบทูลเร่ ืองราวให้พระยาสายฟ้ าฟาดทราบ พระยา สายฟ้ าฟาดจึงมีพระบัญชาให้จัดเรือไปรับอีกครัง้หน่ ึงและพร้อมรับสัง่ว่าถ้าเชิญเสด็จไม่กลับก็ ให้จับมัดมาให้ได้ เม่ ือพวกอำามาตย์กลับไปเกาะกะชังอีกและได้เชิญเสด็จแต่โดยดีไม่ยอมกลับ พวกอำามาตย์ก็จับพระนางมัดขึ้นเรือ (ตอนนีใ้นการเล่นโนราในสมัยหลังจึงมีการรำาเรียกว่า คล้องหงส์ คือรำาเพ่ ือจับนางนวลทองสำาลีเป็ นการร่ายรำาท่ีน่าดูมาก) แล้วพามาเฝ้ าพระราชบิดา เม่ ือเรือมาถึงจะเข้าปากน้ำาก็มีจระเข้ขึ้นลอยขวางปากน้ำาอยู่ (จระเข้สมัยก่อนชุกชุมมากทุก น่านน้ำา เป็ นท่ีเกรงกลัวของชาวเรือทัว่ไป) พวกลูกเรือก็ทำาพิธีแทงจระเข้จนถึงแก่ความตาย แล้วเรือจึงเข้าปากน้ำาได้ เม่ ือนำานางนวลทองสำาลีเข้าเฝ้ าสมเด็จพระราชบิดาแล้ว พระราชบิดา ได้ทรงขอโทษในเร่ ืองท่ไี ด้กระทำาไปในอดีต ขอให้พระนางลืมเร่ ืองเก่าๆเสียแล้วยกโทษให้ พระองค์ด้วย จากนัน ้ ทำาขวัญ และจัดให้มีมหรสพ ๗ วัน ๗ คืน ในการมหรสพนีก ้ ็ได้จัดให้มี การรำาโนราด้วย พระยาสายฟ้ าฟาดได้พระราชทานเคร่ ืองทรง ซ่ ึงคล้ายคลึงกับของกษัตริย์ให้ กับพระราชนัดดา เพ่ ือรำาทรงเคร่ ืองในงานนี ใ้นการนีพ ้ ระยาสายฟ้ าฟาดก็ได้พระราชทาน บรรดาศักดิล์ูกของนางนวลทองสำาลี (เจ้าชายน้อย) เป็ น ขุนศรีศรัทธา เคร่ ืองต้นท่ีพระราชทานคือ เทริด กำาไลแขน ปั ้ นเหน่ง สังวาล พาดเฉียง ๒ ข้าง ปี กนกแอ่น หางหงส์ ฯลฯ ซ่ ึงล้วนแต่เป็ นเคร่ ืองทรงของกษัตริย์ทัง้สิน ้ จะเห็นได้ว่าโนราแต่ เดิมก็เป็ นเช้อ ื พระวงศ์ ขุนศรีศรัทธาได้สอนรำาโนราให้ผู้อ่ืนเป็ นการถ่ายนาฏศิลป์ แบบโนราไป เร่ ือยๆ ทัง้นีใ้นพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระอัยกาโนราจึงได้แพร่หลายต่อไป และต่อมา หลายชัว่คน จนบัดนี้ เคร่ อ ื งแต่งกายของโนรา ๑.น้อยก็ทำาตามและเรือก็ได้มารับไป ทางเมืองพระอัยกา เม่ ือไปถึงท่าเรือซ่ ึงยังไกลกับพระราชวังมาก ด.น้อยคือหลาน หรือพระราชนัดดา ส่วน ด.ช.ก็ตอบว่า แม่ช่ือ นางนวลทองสำาลี ส่วนพ่อนัน ้ ไม่ทราบ แม่เล่าว่าได้ตัง้ครรภ์เพราะกินดอกบัวพระองค์เห็นว่า เร่ ืองราวตรงกัน จึงพา ด.ช.น้อยก็ได้เท่ียวรำาโนราไป เร่ ือย เน่ ืองจากโนราเป็ นของแปลกและไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อนเลย กอปรด้วยการรำาก็ ชดช้อยน่าดู คนจึงไปดูกันมาก ย่ิงนานคนก็ย่ิงชวนกันไปดูมากขึ้นทุกที จนข่าวนีเ้ล่ ืองลือไป ถึงพระราชวัง พระยาสายฟ้ าฟาดทรงทราบแล้วก็เรียกประชาชนมาถามว่า โนราเป็ นอย่างไร เป็ นคนหรือสัตว์ ดีมากเทียวหรือท่ีคนนิยมไปดูกันมาก แล้วในท่ีสุดพระองค์ก็ทรงปลอม พระองค์ไปในกลุ่มชนเพ่ ือไปทอดพระเนตรโนรา จากการท่ีพระองค์ได้ทอดพระเนตรนัน ้ สังเกตเห็นว่า ด.น้อยมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับพระธิดา ซ่ ึงได้ลอยแพไปเม่ ือ ๑๐ กว่าปี มาแล้ว จึงรับสัง่ให้หา พระองค์ตรัสถามว่า เจ้าเป็ นลูกเต้าเหล่าใคร ด.ช.

3 .กำาไล กำาไลของโนรามักทำาด้วยทองเหลือง ทำาเป็ นวงแหวน ใช้สวมมือและเท้าข้าง ละหลายๆ วง เช่น แขนแต่ละข้างอาจสวม ๕-๑๐ วงซ้อนกัน เพ่ ือเวลาปรับเปล่ียนท่าจะได้มี เสียงดังเป็ นจังหวะเร้าใจย่ิงขึ้น ๑๒.หน้าพราน เป็ นหน้ากากสำาหรับตัว "พราน" ซ่งึ เป็ นตัวตลก ใช้ไม้แกะเป็ นรูป ใบหน้า ไม่มีส่วนท่ีเป็ นคาง ทำาจมูกย่ ืนยาว ปลายจมูกงุ้มเล็กน้อย เจาะรูตรงส่วนท่ีเป็ นตาดำา ให้ผู้สวมมองเห็นได้ถนัด ทาสีแดงทัง้หมด เว้นแต่ส่วนท่ีเป็ นฟั นทำาด้วยโลหะสีขาว หรือทาสี ขาว หรืออาจล่ียมฟั น (มีเฉพาะฟั นบน) ส่วนบนต่อจากหน้าผากใช้ขนเป็ ดหรือห่านสีขาวติด ทาบไว้ต่างผมหงอก ๑๔.ปี กนกแอ่น หรือ ปี กเหน่ง มักทำาด้วยแผ่นเงินเป็ นรูปคล้ายนกนางแอ่นกำาลังกาง ปี ก ใช้สำาหรับโนราใหญ่หรือตัวยืนเคร่ ือง สวมติดกับสังวาลอยู่ท่ีระดับเหนือสะเอวด้านซ้าย และขวา คล้ายตาบทิศของละคร ๔.พานอก ร้อยลูกปั ดเป็ นรูปส่ีเหล่ียมผืนผ้า ใช้พันรอบตัวตรงระดับอก บางถ่ินเรียก ว่า"พานโครง"บางถ่ินเรียกว่า"รอบอก" .หน้าเพลา เหน็บเพลา หนับเพลา ก็วา่ คือสนับเพลาสำาหรับสวมแล้วนุง่ ผ้าทับ ปลายขาใช้ ลูกปั ดร้อยทับหรือร้อยทาบ ทำาเป็ นลวดลายดอกดวง เช่น ลายกรวยเชิง รักร้อย ๘.กำาไลต้นแขนและปลายแขน กำาไลสวมต้นแขน เพ่ ือขบรัดกล้ามเน้อ ื ให้ดู ทะมัดทะแมงและเพ่ิมให้สง่างามย่งิ ขึ้น ๑๑.หน้าผ้า ลักษณะเดียวกับชายไหว ถ้าเป็ นของโนราใหญ่หรือนายโรงมักทำาด้วยผ้า แล้วร้อยลูกปั ดทาบเป็ นลวดลาย ท่ีทำาเป็ นผ้า ๓ แถบคล้ายชายไหวล้อมด้วยชายแครงก็มี ถ้า เป็ นของนางรำา อาจใช้ผ้าพ้ืนสีต่างๆ สำาหรับคาดห้อยเช่นเดียวกับชายไหว ๑๐.หน้าทาสี เป็ นหน้ากากของตัวตลกหญิง ทำาเป็ นหน้าผู้หญิง มักทาสีขาวหรือสีเน้อ ื .เล็บ เป็ นเคร่ ืองสวมนิว้มือให้โค้งงามคล้ายเล็บกินนร กินรี ทำาด้วยทองเหลืองหรือ เงิน อาจต่อปลายด้วยหวายท่ีมีลูกปั ดร้อยสอดสีไว้พองาม นิยมสวมมือละ ๔ นิว้ (ยกเว้นหัว แม่มือ) เคร่ ืองแต่งกายโนราตามรายการท่ี (๑) ถึง (๑๒) รวมเรียกว่า "เคร่ ืองใหญ่" เป็ น เคร่ ืองแต่งกายของตัวยืนเคร่ ืองหรือโนราใหญ่ ส่วนเคร่ ืองแต่งกายของตัวนางหรือนางรำาเรียก ว่า "เคร่ ืองนาง" จะตัดเคร่ ืองแต่งกายออก ๔ อย่างคือ เทริด (ใช้ผ้าแถบสีสดหรือผ้าเช็ดหน้า คาดรัดแทน) กำาไลต้นแขน ซับทรวง และปี กนกแอ่น (ปั จจุบันนางรำาทุกคนนิยมสวมเทริด ด้วย) ๑๓.ผ้าห้อย คือ ผ้าสีต่างๆ ท่ีคาดห้อยคล้ายชายแครงแต่อาจมีมากกว่า โดยปกติจะใช้ผ้า ท่ีโปร่งผ้าบางสีสด แต่ละผืนจะเหน็บห้อยลงทัง้ด้านซ้ายและด้านขวาของหน้าผ้า ๙.ปี ก หรือท่ีชาวบ้านเรียกว่า หาง หรือ หางหงส์ นิยมทำาด้วยเขาควายหรือโลหะเป็ น รูปคล้ายปี กนก ๑ คู่ ซ้าย-ขวาประกอบกัน ปลายปี กเชิดงอนขึ้นและผูกรวมกันไว้มีพู่ทำาด้วย ด้ายสีติดไว้เหนือปลายปี ก ใช้ลูกปั ดร้อยห้อยเป็ นดอกดวงรายตลอดทัง้ข้างซ้ายและขวาให้ดู คล้ายขนของนก ใช้สำาหรับสวมคาดทับผ้านุ่งตรงระดับสะเอว ปล่อยปลายปี กย่ ืนไปด้านหลังค ล้ายหางกินรี ๖.เคร่ ืองลูกปั ดดังกล่าวนี ใ้ช้เหมือนกันทัง้ตัวยืนเคร่ ืองและตัวนาง(รำา) แต่มีช่วงหน่งึ ท่ี คณะชาตรีในมณฑนครศรีธรรมราชใช้อินทรธนู ซับทรวง (ทับทรวง) ปี กเหน่ง แทนเคร่ ือง ลูกปั ดสำาหรับตัวยืนเคร่ ือง ๓.ผ้านุ่ง เป็ นผ้ายาวส่ีเหล่ียมผืนผ้า นุง่ ทับชายแล้วรัง้ไปเหน็บไว้ข้างหลัง ปล่อยปลาย ชายให้ห้อยลงเช่นเดียวกับหางกระเบน เรียกปลายชายท่ีพับแล้วห้อยลงนีว้่า "หางหงส์"(แต่ ชาวบ้านส่วนมากเรียกว่า หางหงส์) การนุ่งผ้าของโนราจะรัง้สูงและรัดรูปแน่นกว่านุง่ โจม กระเบน ๗.ซับทรวง หรือ ทับทรวง หรือ ตาบ สำาหรับสวมห้อยไว้ตรงทรวงอก นิยมทำาด้วย แผ่นเงินเป็ นรูปคล้ายขนมเปี ยกปูนสลักเป็ นลวดลาย และอาจฝั งเพชรพลอยเป็ นดอกดวงหรือ อาจร้อยด้วยลูกปั ด นิยมใช้เฉพาะตัวโนราใหญ่หรือตัวยืนเคร่ ือง ตัวนางไม่ใช้ซับทรวง ๕.

4 เทริด ปิ้ งคอ ซับทรวง หรือ ทับทรวง ผ้าห้อย หน้าผ้า กำาไลต้นแขนและปลาย แขน เล็บ กำาไล หน้าพราน ท่ารำาของโนรา ท่ารำาของโนราไม่มก ี ฏเกณฑ์ตายตัวว่าทุกคนหรือทุกคณะจะต้องรำาเหมือนกัน เพราะ การรำาโนรา คนรำาจะบังคับเคร่ ืองดนตรี หมายถึงคนรำาจะรำาไปอย่างไรก็ได้แล้วแต่ลีลา หรือ ความถนัดของแต่ละคน เคร่ ืองดนตรีจะบรรเลงตามท่ารำา เม่ ืผู้รำาจะเปล่ียนท่ารำาจากท่าหน่ ึงไป ยังอีกท่าหน่ ึง เคร่ ืองดนตรีจะต้องสามารถเปล่ียนเพลงได้ตามคนรำา ความจริงแล้วท่ารำาท่ีมีมา แต่กำาเนิดนัน้ มีแบบแผนแน่นอน โดยเฉพาะอย่างย่ิงท่ารำาในบทครูสอนสอนรำา และบท ประถม ท่ารำาเม่ ือได้รับการถ่ายทอดมาเป็ นช่วง ๆ ทำาให้ท่ารำาท่ีเป็ นแบบแผนดัง้เดิท เปล่ียนแปลงไป เพราะหากจะประมวลท่ารำาต่าง ๆของโนราแล้ว จะเห็นว่าเป็ นการรำาตีท่าตาม บทท่ีร้องแต่ละบท การตีท่ารำาจามบทร้องนีเ้องท่ีเป็ นประเด็นหน่ ึงท่ีทำาให้ท่ารำา เปล่ียนแปลงและแตกต่างกันออกไป เพราะท่ารำาท่ีตีออกมานัน ้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ รำาว่าบทอย่างนีจ้ะตีท่าอย่างไร .

ช่วงลำาตัว จะต้องแอ่นอกอยู่เสมอ หลังจะต้องแอ่นและลำาตัวย่ ืนไปข้างหน้า ไม่ว่าจะรำาท่า ไหน หลังจะต้องมีพ้ืนฐานการวางตัวแบบนีเ้สมอ .ท่าเสด้อ ื งกรต่อง่า เป็ นการสอนให้รู้จักการกรายแขน หรือย่ ืนมือรำานัน ่ เอง .ท่าจับสร้อยพวงมาลัย คือท่าท่ีสอนให้รู้จักเอามือทำาเป็ นพวงดอกไม้หรือช่อดอกไม้ . 5 ท่ารำาท่ีค่อนข้างจะแน่นอนว่าเป็ นแบบแผนมาแต่เดิมอันเป็ นท่ียอมรับของผู้รำาโนราจะต้องมี พ้ืนฐานเบ้ืองต้น ดังนี้ การทรงตัวของผูร้ ำา ผู้ท่ีจะรำาโนราได้สวยงามและมีส่วนถูกต้องอยู่มากนัน ้ จะต้องมีพ้ืน ฐานการทรงตัว ดังนี้ .ท่าถีบพนัก คือท่ารำาท่ีเอาเท้าข้างหน่ ึงถีบพนัก ( ท่ีสำาหรับนัง่รำา ) แล้วเอามือรำา ท่ารำายั่วทับ หรือ รำาเพลงทับ เป็ นการรำาหยอกล้อกันระหว่างคนตีทับกับคนรำา โดยคน รำาจะรำายัว่ให้คนตีทับหลงไหลในท่ารำา เป็ นท่ารำาท่ีแอบแฝงไว้ด้วยความสนุกสนานและต่ ืนเต้น โดยผู้รำาจะใช้ท่ารำาท่ีพิสดาร เช่น ท่าม้วนหน้า ม้วนหลัง ท่าหกคะเมนตีลังกา ซ่งึ ก็แล้วแต่ความ สามารถของผู้รำาท่ีจะประดิษฐ์ท่ารำาขึ้นมา เพราะท่ารำาไม่ได้ตายตัวแน่นอน เคร่ ืองดนตรีจะเน้น เสียงทับเป็ นสำาคัญ ท่ารำารับเทริด หรือ รำาขอเทริด เป็ นการรำาเพ่ ือผ่อนคลายความตึงเครียด เพราะการรำา รับเทริดนิยมรำาหลังจากมีการรำาเฆ่ียนพรายหรือรำาเหยียบลูกมะนาวเสร็จแล้ว เพราะการรำา เฆ่ียนพรายหรือรำาเหยียบลูกมะนาวเป็ นการรำาท่ีต้องใข้คาถาอาคม ผู้ชมจะชมด้วยความต่ ืน ตะลึงและอารมณ์เครียดตลอดเวลาท่ีชม แต่การรำาขอเทริดเป็ นการรำาสนุก ๆ หยอกล้อกัน ระหว่างคนถือเทริดหริอตัวตลกกับคนขอเทริดคือโนราใหญ่ท่ีต้องรำาด้วยลีลาท่าท่ีสวยงาม นอกจากมีท่ารำาแล้ว ยังมีคำาพูดสอดแทรกโต้ตอบกันด้วย การรำาขอเทริดนีต ้ ัวตลกจะเดินรำาถือ .ท่าครูสอนให้ผูกผ้า เป็ นการสอนให้นุ่งผ้าแบบโนรา เวล่านุ่งนัน ้ ต้องมีเชือกคอยผูกสะเอว ด้วย .ท่าเสด้อื งเย้ืองข้างซ้าย-ขวา ทัง้สองท่านีเ้ป็ นท่าท่ีสอนให้รู้จักการกรายขาทัง้ข้างซ้ายและข้าง ขวา .ส่วนก้น จะต้องงอนเล็กน้อย ช่วงสะเอวจะต้องหัก จึงจะทำาให้แลดูแล้วสวยงาม การเคล่ ือนไหว นับว่าเป็ นส่ิงจำาเป็ นอีกอย่าง เพราะการรำาโนราจะดีได้นัน ้ ในขณะท่ี เคล่ ือนไหวลำาตัว หรือจะเคล่ ือนไหวส่วนใดส่วนหน่ ึงก็ดี เช่น การเดินรำา ถ้าหากส่วนเท้า เคล่ ือนไหว ช่วงลำาตัวจะต้องน่ิง ส่วนบนมือและวงหน้าจะไปตามลีลาท่ารำา ท่ารำาโนราท่ีถือว่า เป็ นแม่ท่ามาแต่เดิมนัน ้ คือ " ท่าสิบสอง ท่าสิบสอง โนราแต่ละคนแต่ละคณะอาจจะมีท่ารำาไม่เหมือนกัน ซ่ ึงอาจจะได้รับการ สอนถ่ายทอดมาไม่เหมือนกัน (ตามท่ีได้กล่าวมาแล้ว ) บางตำานานบอกว่ามีท่ากนก ท่า เครือวัลย์ ท่าฉากน้อย ท่าแมงมุมชักใย ท่าเขาควาย บางตำานานบอกว่ามีท่ายืนประนมมือ ท่า จีบไว้ข้าง ท่าจีบไว้เพียงสะเอว ท่าจีบไว้เพียงบ่า ท่าจีบไว้ข้างหลัง ท่าจีบไว้เสมอหน้า อย่างไรก็ตามมีการตัง้ข้อสันนิษฐานกันว่าท่าพ้ืนฐานของโนราน่าจะมีมากกว่านี ส ้ ังเกตได้ จากท่าพ้ืนฐานในบทประถมซ่งึ ถือกันว่าเป็ นแม่บทของโนรา จึงไม่สามารถระบุลงไปได้ว่าท่ารำา พ้ืนฐานมีท่าอะไรบ้าง ท่ารำาบทครูสอน เป็ นท่าประกอบคำาสอนของครูโนรา เช่น สอนให้ตัง้วงแขน เย้อ ื งขา หรือเท้า สอนให้รู้จักสวมเทริด สอนให้รู้จักนุ่งผ้าแบบโนรา ท่ารำาในบทครูสอนนีน ้ ับเป็ นท่า เบ้อ ื งต้นท่ีสอนให้รู้จักการแต่งกายแบบโนรา หรือมีท่าประกอบการแต่งกาย เช่น .ช่วงวงหน้า วงหน้าหมายถึงส่วนลำาคอจนถึงศีรษะ จะต้องเชิดหน้าหรือแหงนขึ้นเล็กน้อยใน ขณะรำา .ท่าสอนให้ทรงกำาไล คือสอนให้ผูท่ีจะเร่ิมฝึ กรำาโนรา รู้จักสวมกำาไลทัง้มือซ้ายและมือขวา .การย่อตัว การย่อตัวเป็ นส่ิงสำาคัญอย่างย่ิง การรำาโนรานัน ้ ลำาตัวหรือทุกส่วนจะต้องย่อลง เล็กน้อย นอกจากย่อลำาตัวแล้ว เข่าก็จะต้องย่อลงด้วย .ท่าสอนให้ครอบเทริดน้อย คือสอนให้รู้จักสวมเทริด การครอบเทริดน้อยนัน ้ จะเปรียบแล้วก็ เหมือนกับการบวชสามเณร ส่วนการครอบเทริดใหญ่หรือพิธีครอบครูเปรียบเหมือนการ อุปสมบทเป็ นพระ ซ่งึ การครอบเทริดน้อยจะไม่มีพิธีรีตรองอะไรมากนัก .

จีบซ้ายเพียงบ่า ๕๙. กวางเดินดง ๖. พิสมัยร่วมเรียง ๒๗. จีบขวาเพียงบ่า ๖๐. ท่าต่างกัน ๒๙. ทรงกำาไลซ้ายขวา ๕๒. เหราเล่นน้ำา ๕. จีบขวาไว้หลัง ๕๘. เคียงหมอน ๒๘. หลงไหลไปสิน ้ งามโสภา ๔๑. เวโหนโยนช้า ๒๕. ตัง้ต้นเป็ นประถม ๒๒. เสด้ืองกร ๔๖. ช้างสารหว้านหญ้า ๘. จีบซ้ายไว้หลัง ๕๗. ทรงกำาไล ๔๙. ชูชายนาดกรายเข้าวัง ๓๖. จีบขวาตึงเทียมบ่า ๕๔. ดูสาน่ารัก ๙. จีบซ้ายตึงเทียมบ่า บทครูสอน ๔๔. ขัดจางหยางนางรำาทัง้สองศรี ๑๓. นัง่ลงให้ได้ท่ี ๑๔. ถัดมาพระพรหมส่ีหน้า ๒๓. เสด้ืองเย้ืองข้างซ้าย ๕๓. โตเล่นหาง ๑. จับซ้ายเพียงเอว ๕๕. สุริวงศ์ทรงศักดิ ์ ๗. ตีค่าได้ห้าตำาลึงทอง . สอดสร้อยห้อยเป็ นพวงมาลา ๒๔. กระต่ายชมจันทร์ ๓๒. กวางโยนตัว ๒. เข้ามาเปรียบท่า ๓๘. ยูงฟ้ อนหาง ๑๒. 6 เทริดออกมาก่อน แล้วคนขอจะรำาตามหลังออกมาโดยคนขอยังไม่ได้สวมเทริด การรำาขอเทริด จะใช้เวลารำาประมาณ ๓๐-๔๕ นาที สรุปท่ารำาโนรา ท่ารำาของโนราท่ีเป็ นหลัก ๆ นัน ้ เม่ ือแกะออกมารวมประมาณ ๘๓ ท่ารำา ดังนี้ ท่าประถม ( ปฐม ) ๒๑. ตีค่าได้ห้าพารา ๖๔. เมขลาล่อแก้ว ๑๙. ขีห ้ นอนฟ้ อนฝูง ๑๑. พระรถโยนสาส์น ๓๔. มารกลับหลัง ๓๕. ต่อง่า ๔๗. พนมมือ ๔๓. หงส์ทองลอยล่อง ๔. เสด้ืองเย้ืองข้างขวา ๖๕. ครูเอยครูสอน ๔๕. ชักลำานำา ๒๐. รำายัว่เอแป้ งผัดหน้า ๓. หันเป็ นมอน ๓๐. จับสร้อยพวงมาลัย ๕๑. กินนรร่อนรำา ๓๗. มรคาแขกเต้าบินเข้ารัง ๓๑. เพลงรำาแต่ก่อนครูสอนมา ท่าสิบสอง ๔๒. มัจฉาล่องวาริน ๔๐. จันทร์ทรงกลด ๓๓. จีบขวาเพียงเอว ๕๖. ให้น้องนอน ๒๖. ผูกผ้า ๔๘. จีบขวาเสมอหน้า ๖๒. เขาคว ๖๓. ครอบเทริดน้อย ๕๐. ชักสีซอสามสายย้ายเพลงรำา ๑๕. จีนสาวไส้ ๑๗. ชะนีร่ายไม้ ๑๘. กระบ่ีตีท่า ๑๖. พระลักษณ์แผลงศรจรลี ๑๐. จีบซ้ายเสมอหน้า ๖๑. พระรามาน้าวศิลป์ ๓๙.

มือชักแสงทอง ๖๙. หาไหนจะได้เสมือนน้อง ๖๗. พระรามจะข้ามสมุทร ท่ารา หูจับ จันทร์ หรือท่า เขาควาย ท่าแม่ลายหรือท่าแม่ลายกนก เคร่ ืองดนตรีของโนรา เคร่ ืองดนตรีของโนรา ส่วนใหญ่เป็ นเคร่ ือง ตีให้จังหวะ ๑. ทำานองพระเท บทสอนรำา ๗๐. ทับ (โทนหรือทับโนรา) เป็ นคู่ เสียงต่างกันเล็ก น้อย ใช้คนตีเพียงคนเดียว เป็ นเคร่ ืองตีท่ีสำาคัญท่ีสุด เพราะทำาหน้าท่ี คุมจังหวะและเป็ นตัวนำาในการเปล่ียน จังหวะทำานอง (แต่จะต้องเปล่ียนตามผู้รำา ไม่ใช่ผู้รำา เปล่ียน จังหวะลีลาตามดนตรี ผู้ทำาหน้าท่ีตีทับจึงต้องนัง่ ให้มอง เห็นผู้รำาตลอดเวลา และต้องรู้เชิง ของผู้รำา) ๒. 7 ๖๖. ตีนถับพนัก ๖๘. ยกเป็ นแพนผาหลา ๗๗. สอนรำา ๗๒. เรียกช่อระย้าพวงดอกไม้ ๗๙. ปลดปลงลงมา ๗๔. กระเชียนปาดตาล ท่ากินนร หรือกินนอนรำา(ท่าขีห ้ นอน) ๘๒. กลอง เป็ นกลองทัดขนาดเล็ก (โตกว่ากลอง ของหนังตะลุงเล็กน้อย) ๑ ใบทำาหน้าท่ีเสริมเน้นจังหวะและล้อเสียงทับ . วาดไว้ให้เสมือนรูปเขียน ๘๑. พระพุทธเจ้าห้ามมาร ๘๓. โคมเวียน ๘๐. รำาเทียใบ่า ๗๓. สอนเจ้าเอย ๗๑. รำาเทียมพก ๗๕. วาดไว้ฝ่ายอก ๗๖. ยกสูงเสมอหน้า ๗๘.

8 ๓. โหม่ง คือ ฆ้องคู่ เสียงต่างกันท่ีเสียง แหลม เรียกว่า "เสียงโหม้ง" ท่ีเสียงทุ้ม เรียกว่า "เสียงหมุ่ง" หรือ บางครัง้อาจจะเรียกว่าลูกเอก และลูก ทุ้มซ่ ึง มีเสียงแตกต่างกันเป็ น คู่แปดแต่ดัง้เดิมแล้วจะ ใช้คห ู่ ้า ๕. แตระ หรือ แกระ คือ กรับ มี ทัง้ กรับอันเดียวท่ีใช้ตีกระทบกับรางโหม่ง หรือกรับคู่ และมีท่ีร้อย เป็ นพวงอย่างกรับพวง หรือใช้เรียวไม้หรือลวด เหล็กหลาย ๆ อัน มัดเข้าด้วยกันตีให้ปลายกระทบกัน โนรากับโอกาสการแสดง โนราได้รบั ความนิยมอย่างย่ิงจากชาวภาคใต้ การแสดงจึงมีให้เห็นได้ทัว่ไป ซ่ ึง จำาแนกโอกาสท่ีแสดงได้ 2 ลักษณะ คือแสดงเพ่ ือความบันเทิง กับเพ่ ือประกอบ พิธีกรรม การแสดงโนราเพ่ ือความบันเทิงมีได้แทบทุกกิจกรรมของชีวิต ตัง้แต่งานบวช งาน แต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ ตลอดจนถึงงานศพ การแสดงอาจจะแสดงเพียงคณะเดียว หรือมากกว่า 1 คณะก็ได้ ถ้าจัดมากกว่า 1 คณะ มักอยู่ในรูปแบบการประชันท่ีเรียก ว่า “โนราแข่ง” ซ่ีงถือเป็ นงานใหญ่และสนุกสนานมาก เพราะมีการแสดงสุดฝี มือเพ่ ือ เอาชนะกัน การแสดงเพ่ ือความบันเทิงมีตลอดทัง้ปี ส่วนการแสดงโนราเพ่ ือประกอบพิธีกรรมจะกำาหนดช่วงเวลาไว้แน่นอน แต่ อาจจะแตกต่างกันบ้างในบางพ้ืนท่ี เช่น จังหวัดสงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี นิยมจัดพิธีในช่วงเดือน 4 ถึงเดือน 9 (โดยยกเว้นเดือน 8) ในขณะท่ี จังหวัดทางฝั่ งตะวันตก เช่นตรัง กระบ่ี นิยมจัดในช่วงเดือนอ้าย ถึงเดือน 6 นอกจากกำาหนดช่วงเดือนแล้วยังกำาหนดวันแน่นอน ถ้าพิธีกรรมธรรมดาๆ จะ จัดเฉพาะวันพฤหัสบดีแต่ถา้ เป็ นพิธีใหญ่จะจัดถึง 3 วัน ตัง้แต่วันพุธถึงวันศุกร์ และ บางแห่งถ้าวันศุกร์เป็ นวันพระก็ยดึ เวลาไปอีก 1 วัน เสร็จพิธีในวันเสาร์ ปั จจุบันการ . ฉ่ิง หล่อด้วยโลหะหนารูปฝาชีมีรูตรงกลางสำาหรับร้อยเชือก สำารับนึงมี ๒ อัน เรียกว่า ๑ คู่เป็ นเคร่ ืองตีเสริมแต่งและเน้น จังหวะ ซ่ ึงการตีจะแตกต่างกับการตีฉ่ิง ในการกำากับจังหวะของ ดนตรีไทย ๖. ปี่ เป็ นเคร่ ืองเป่ าเพียงชิน ้ เดียวของวง นิยมใช้ปี่ใน หรือ บางคณะอาจใช้ป่ีนอก ใช้ เพียง ๑ เลา ป่ีมีวิธีเป่ าท่ีคล้ายคลึงกับขลุ่ย ป่ีมี ๗ รูแต่สามารถกำาเนิดเสียงได้ ถึง ๒๑ เสียงซ่ ึงคล้ายคลึงกับเสียงพูด มากท่ีสุด ๔.

geocities.th/kp8/nora/index.ac.th/cul/public_html/nora/list.art.skru.com/radompol/sub_sara/manora/manora. 9 แสดงโนราเพ่ ือประกอบพิธีกรรมยังมีอยู่ทัว่ไปและคงรูปแบบการแสดงแบบดัง้เดิมไว้ เกือบครบถ้วน โนรากับบริบททางสังคม ด้านความเช่ ือ ประเพณี และพิธีกรรมของโนราเป็ นท่ีมาของ ความเช่ ือ ประเพณี และพิธีกรรมท่ีมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตชาวบ้าน ได้แก่ความเช่ ือเร่ ืองครูหมอโนรา ความเช่ ือไสยศาสตร์ ความเช่ อ ื เร่ ืองการแก้บน ความเช่ ือเร่ ืองการเหยียบเสน ความเช่ ือ เร่ ืองการรักษาอาการป่ วยไข้ ความสัมพันธ์ทางด้านประเพณีและพิธีกรรท่ีสำาคัญคือ ประเพณีการรำาโนราลงครู ซ่ ึงมีขัน ้ ตอนของพิธีกรรมท่ีเก่ียวเน่ ืองกับความเช่ ือเร่ ืองครู หมอโนรา โนราลงครูมี 2 ชนิด คือ โนราโรงครูใหญ่และโนราครูเล็ก โนราครูใหญ่จะ ประกอบพิธี 3 วันเร่ิมตัง้แต่วันพุธไปสิน ้ สุดในวันศุกร์ ส่วนโนราโรงครูเล็กจะประกอบ พิธี 2 วันเร่ิมตัง้แต่วันพุธไปสิน้ สุดวันพฤหัสบดี พิธีกรรมท่ีสำาคัญได้แก่ การเซ่นไหว้ และแก้บนครูหมอโนรา การรำาสอดเคร่ ืองสอดกำาไลและพิธีตัดจุก พิธี ครอบเทริดหรือผูกผ้าใหม่ การเหยีบเสน การรำาคล้องหงส์ การรำาแทงเข้ (จระเข้) และ พิธีส่งครู ด้วยความเช่ ือ ประเพณีและพิธีกรรมของโนราได้ส่งผลให้เกิดการสร้างระบบ ความสัมพันธ์ และการควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคม การอนุรักษ์ ส่งเสริมเผย แพร่ศิลปวัฒนธรรม การสร้างภูมป ิ ั ญญาและวัฒนธรรมพ้ืนบ้านต่างๆ ในปั จจุบันโนรา ได้กลายเป็ น ”ส่ ือ” ท่ีช่วยให้ข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ได้เผยแพร่ให้ ประชาชนได้รับทราบอย่างทัว่ถึงและเข้าถึงชาวบ้านด้วยภาษาท่ีเป็ นของชาวบ้าน โดย เน้ือหาท่ีรัฐต้องการ โนรา จึงจัดได้ว่าเป็ นศิลปะและศิลปิ นท่ีมีคุณค่าอย่างย่ิง อ้างอิง -www.php .html -www.html -www.kanchanapisek.or.